The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

03 รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้ง 2 แก๊ส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Jirapoj Sangthong, 2023-05-01 02:34:41

03 รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้ง 2 แก๊ส

03 รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้ง 2 แก๊ส

รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๕๑ ให้ด าเนินการ ดังนี้ (๑) การตรวจสอบป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นส าหรับติดหรือตั้งป้ายและอุปกรณ์ประกอบของป้ายให้ตรวจสอบเป็น ประจ าทุกสามปี (๒) การตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นส าหรับติดหรือตั้งป้ายอย่างน้อยต้องท าการ ตรวจสอบ ดังต่อไปนี้ (ก) การต่อเติมดัดแปลงปรับปรุงขนาดของป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นส าหรับติดหรือตั้งป้าย (ข) การเปลี่ยนแปลงน้ าหนักของแผ่นป้าย (ค) การเปลี่ยนแปลงวัสดุของป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นส าหรับติดหรือตั้งป้าย (ง) การช ารุดสึกหรอของป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นส าหรับติดหรือตั้งป้าย (จ) การวิบัติของป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นส าหรับติดหรือตั้งป้าย (ฉ) ความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างและฐานรากของสิ่งที่สร้างขึ้นส าหรับติดหรือตั้งป้าย (กรณีป้ายที่ตั้งบนพื้นดิน) (ช) ความมั่นคงแข็งแรงของอาคารที่ติดตั้งป้าย (กรณีป้ายที่ติดหรือตั้งบนหลังคาหรือดาดฟ้าของอาคาร หรือ บนส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคาร) (ซ) การเชื่อมยึดระหว่างแผ่นป้ายกับสิ่งที่สร้างขึ้นส าหรับติดหรือตั้งป้าย การเชื่อมยึดระหว่างชิ้นส่วนต่าง ๆ ของสิ่งที่สร้างขึ้นส าหรับติดหรือตั้งป้าย และการเชื่อมยึดระหว่างสิ่งที่สร้างขึ้นส าหรับติดหรือตั้งป้ายกับฐาน รากหรืออาคาร (๓) การตรวจสอบระบบและอุปกรณ์ประกอบของป้ายอย่างน้อยต้องท าการตรวจสอบ ดังต่อไปนี้ (ก) ระบบไฟฟ้าแสงสว่างและระบบไฟฟ้าก าลัง (ข) ระบบป้องกันฟ้าผ่า (ค) ระบบอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๕๒ สรุปสาระส าคัญรายวิชา วิชา หลักการและแนวทางปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนและการเปรียบเทียบปรับ ผู้บรรยาย นายปฏิญญา แสงนิลส านักเทศกิจ กทม. วันที่ 15 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.00 น. ถึง 12.00 น. ผู้จดบันทึก นายศราวุธ มณีวงค์ หลักสูตร เจ้าพนักงานเทศกิจ รุ่นที่ 3 กลุ่มกิจกรรมที่ 3 ความผิดอาญา หมายถึง การกระท าที่มีผลกระทบกระเทือนต่อสังคม หรือคนส่วนใหญ่อันเป็นสาธารณชน เมื่อ บุคคลใดกระท าความผิดทางอาญาจะต้องรับโทษ ทางกฎหมายมากบ้างน้อยบ้างเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความ ร้ายแรงของ การกระท าความผิด ส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับเนื้อตัว ร่างกาย ของผู้เสียหาย อันมีผลต่อความ สงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ของประชาชน รัฐจึงต้องลงโทษผู้กระท าความผิด หลักการลงโทษอาญาที่ส าคัญ 1. การกระท านั้นต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าเป็นความผิดในขณะกระท าความผิด ตามหลัก “ไม่มี ความผิด ไม่มีโทษ ไม่มีกฎหมาย” 2. โทษที่ลงต้องเป็นโทษที่ได้ก าหนดไว้ในกฎหมาย 3. กฎหมายต้องไม่มีผลย้อนหลัง หมายถึง กฎหมายจะไม่ลงโทษหรือเอาผิดต่อการกระท าก่อนที่กฎหมายนั้น ประกาศใช้


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๕๓ ประเภทของโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘ โทษส าหรับลงแก่ผู้กระท าความผิดมีดังนี้ ๑. ประหารชีวิต ๒. จ าคุก ๓. กักขัง ๔. ปรับ *** ๕. ริบทรัพย์สิน “การสอบสวน”หมายความถึง การรวบรวมพยานหลักฐานและการด าเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ท าไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือ พิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระท าผิดมาฟ้องลงโทษ ป.วิ.อาญา มาตรา ๒ (๑๑) “พนักงานสอบสวน”หมายความถึง เจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอ านาจและหน้าที่ท าการสอบสวน ป.วิ.อาญา มาตรา ๒ (๑๑)


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๕๔ “พนักงานฝ่ายปกครองหรือต ารวจ”หมายความถึง เจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอ านาจและหน้าที่รักษา ความสงบเรียบร้อยของประชาชน ให้รวมทั้งพัศดี เจ้าพนักงาน กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมเจ้าท่า พนักงานตรวจคนเข้าเมืองและเจ้าพนักงานอื่น ๆ ในเมื่อท าการอันเกี่ยวกับการจับกุมปราบปรามผู้กระท าผิด กฎหมายซึ่งตนมีหน้าที่ต้องจับกุมหรือปราบปราม ป.วิ.อาญา มาตรา ๒ (๑๖) ขอบเขตอ านาจการสอบสวน ในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี พนักงานฝ่ายปกครองหรือต ารวจชั้นผู้ใหญ่ ปลัดอ าเภอ และข้าราชการต ารวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยต ารวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยต ารวจตรีขึ้นไป มีอ านาจ สอบสวน ความผิดอาญาซึ่งได้เกิดหรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอ านาจของตนหรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับ ภายในเขตอ านาจของตนได้ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง ขอบเขตอ านาจการสอบสวน ส าหรับในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้ข้าราชการต ารวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยต ารวจตรีหรือ เทียบเท่านายร้อยต ารวจตรีขึ้นไป มีอ านาจสอบสวนความผิดอาญา ซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายใน เขตอ านาจของตนหรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับภายในเขตอ านาจของตนได้ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๘ วรรคสอง ความผิดอาญาตามกฎหมายดังต่อไปนี้ ให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองสอบสวนได้ (๑) กฎหมายว่าด้วยกองอาสารักษาดินแดน (๒) กฎหมายว่าด้วยการควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า (๓) กฎหมายว่าด้วยการควบคุมการเรี่ยไร (๔) กฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร (๕) กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (๖) กฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับ (๗) กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข (๘) กฎหมายว่าด้วยบัตรประจ าตัวประชาชน (๙) กฎหมายว่าด้วยภาษีบ ารุงท้องที่ (๑๐) กฎหมายว่าด้วยภาษีป้าย (๑๑) กฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน (๑๒) กฎหมายว่าด้วยยศและเครื่องแบบผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน (๑๓) กฎหมายว่าด้วยโรงรับจ าน า


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๕๕ (๑๔) กฎหมายว่าด้วยโรงแรม (๑๕) กฎหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะ (๑๖) กฎหมายว่าด้วยสุสานและฌาปนสถาน ผู้มีอ านาจแต่งตั้ง ➢ ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่งตั้งปลัดอ าเภอให้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ ณ ที่ว่าการกิ่งอ าเภอหรือที่ว่าการอ าเภอ เป็นพนักงานสอบสวนส าหรับกิ่งอ าเภอหรืออ าเภอนั้น ➢ ปลัดอ าภอผู้เป็นหัวหน้าประจ ากิ่งอ าเภอหรือนายอ าเภอ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน กรณีที่มีเหตุอันสมควร ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัดหรือปลัดจังหวัดซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัด มอบหมาย จะเข้ามาเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน และเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีใดคดีหนึ่งที่อยู่ ในท้องที่กิ่งอ าเภอหรืออ าเภอที่อยู่ในจังหวัดนั้นก็ได้ การเปรียบเทียบปรับ/การเปรียบเทียบคดี การเปรียบเทียบคดี ถือเป็นกระบวนการระงับข้อพิพาทในชั้นของเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และตามบทบัญญัติของกฎหมายอื่น ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการลดปริมาณจ านวนคดีที่จะเข้าสู่การพิจารณาของ ศาล คดีอาญาเลิกกันได้ในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) ในคดีมีโทษปรับสถานเดียว เมื่อผู้กระท าผิดยินยอมเสียค่าปรับในอัตราอย่างสูง ส าหรับความผิดนั้นแก่ พนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนศาลพิจารณา (๒) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษหรือคดีอื่นที่มีโทษปรับ สถานเดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือความผิดต่อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรซึ่งมีโทษปรับอย่างสูงไม่ เกินหนึ่งหมื่นบาท เมื่อผู้ต้องหาช าระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบปรับแล้ว (๓) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษหรือคดีที่มีโทษปรับสถาน เดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งเกิดในกรุงเทพมหานครเมื่อผู้ต้องหาช าระค่าปรับตามที่นายต ารวจประจ า ท้องที่ตั้งแต่ต าแหน่งสารวัตรขึ้นไป หรือนายต ารวจชั้นสัญญาบัตรผู้ท าการในต าแหน่งนั้น ๆ ได้เปรียบเทียบแล้ว (๔) ในคดีซึ่งเปรียบเทียบได้ตามกฎหมายอื่น เมื่อผู้ต้องหาได้ช าระค่าปรับตามค่าเปรียบเทียบของพนักงาน เจ้าหน้าที่แล้ว ป.วิ.อาญา มาตรา ๓๗ การเปรียบเทียบเพื่อให้คดีอาญาเลิกกัน จึงแบ่งออกเป็น ๒ กรณี คือ ๑. พนักงานสอบสวน (๑) (๒) (๓) ๒. พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอื่นตาม (๔) วิธีการเปรียบเทียบ ความผิดตามอนุมาตรา (๒) (๓) และ (๔) แห่งมาตราก่อน ถ้าเจ้าพนักงานดังกล่าวใน มาตรานั้นเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรได้รับโทษถึงจ าคุก ให้มีอ านาจเปรียบเทียบดังนี้ (๑) ให้ก าหนดค่าปรับซึ่งผู้ต้องหาจะพึงช าระ ถ้าผู้ต้องหาและผู้เสียหายยินยอมตามนั้น เมื่อ ผู้ต้องหาได้ช าระเงินค่าปรับตามจ านวนที่เจ้าหน้าที่ก าหนดให้ภายในเวลาอันสมควรแต่ไม่เกินสิบห้าวันแล้ว


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๕๖ คดีนั้นเป็นอันเสร็จเด็ดขาดถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบ หรือเมื่อยินยอมแล้ว ไม่ช าระเงินค่าปรับ ภายในเวลาก าหนดในวรรคก่อน ให้ด าเนินคดีต่อไป (๒) ในคดีมีค่าทดแทน ถ้าผู้เสียหายและผู้ต้องหายินยอมให้เปรียบเทียบ ให้เจ้าหน้าที่กะจ านวนตามที่เห็นควร หรือตามที่คู่ความตกลงกัน ป.วิ.อาญา มาตรา ๓๘ สิทธิด าเนินคดีอาญาระงับ สิทธิน าคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ดังต่อไปนี้ (๑) โดยความตายของผู้กระท าผิด (๒) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนค าร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย (๓) เมื่อคดีเลิกกันตามมาตรา ๓๗*** (๔) เมื่อมีค าพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง (๕) เมื่อมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระท าผิดยกเลิกความผิดเช่นนั้น (๖) เมื่อคดีขาดอายุความ (๘) เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ ป.วิ.อาญา มาตรา ๓๙ การเปรียบเทียบปรับผู้ละเมิดข้อบัญญัติท้องถิ่น ข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเปรียบเทียบและ การสอบสวนคดีละเมิดข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๗ การเปรียบเทียบที่อยู่ภายใต้ข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย ๑. ข้อบัญญัติท้องถิ่น ออกโดยอาศัยอ านาจตามกฎหมายจัดตั้ง อปท. - พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ - พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ - พระราชบัญญัติสภาต าบลและองค์การบริหารส่วนต าบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ๒. พระราชบัญญัติก าหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอ านาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ (มาตรา ๑๖ , ๑๗) การเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายเฉพาะที่ไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย ๑. พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ - กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ - สถานที่จ าหน่ายและสะสมอาหาร - การจัดตั้งตลาด ๒. พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ - ข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติ เรื่อง การควบคุมอาคาร *** เมื่อละเมิดข้อบัญญัติท้องถิ่น ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการเปรียบเทียบ/เจ้าพนักงานท้องถิ่นเป็นผู้ท าการ เปรียบเทียบปรับ ข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเปรียบเทียบและการสอบสวนคดีละเมิดข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๗ ๑. ผู้มีอ านาจเปรียบเทียบ ๑.๑ ผู้บริหาร/เจ้าหน้าที่ ของ อปท. แต่ละประเภท


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๕๗ ๑.๒ พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง ๒. อ านาจการเปรียบเทียบ เทศบัญญัติ- ความผิดโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาทข้อบัญญัติ อบจ. – ความผิดโทษปรับ สถานเดียว จ าคุกไม่เกิน ๑ เดือน ปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือทั้งจ าทั้งปรับข้อบัญญัติ อบต. - ความผิดโทษ ปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท*** พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง – ความผิดโทษปรับสถานเดียว อย่างสูง ไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท จ าคุกไม่เกิน ๑ เดือน ปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ ๓. สถานที่ท าการเปรียบเทียบ ๓.๑ ที่ท าการ อปท. ข้อยกเว้น นอกที่ท าการได้ แต่ต้องบันทึกเหตุจ าเป็น ๓.๒ ที่ว่าการอ าเภอ ข้อยกเว้น นอกที่ท าการได้ แต่ต้องบันทึกเหตุจ าเป็น ๔. ค่าปรับ - เป็นรายได้ อปท. - เป็นรายได้แผ่นดิน เว้นแต่ มี กม. ก าหนดให้เป็นรายได้ อปท. การเปรียบเทียบคดีโดยเจ้าพนักงานอื่นตามมาตรา ๓๗ (๔) แห่ง ป.วิ.อาญา มีอะไรบ้าง ๑. พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ๒. พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ๓. พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ การเปรียบเทียบคดีตามกฎหมายควบคุมอาคาร


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๕๘


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๕๙ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเปรียบเทียบคดีความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๖ ข้อ ๓ สถานที่ท าการเปรียบเทียบให้ใช้ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร หรือส านักงานเขต ศาลาว่าการเมืองพัทยา ส านักงานเทศบาล ส านักงานสุขาภิบาลและองค์การบริหารส่วนจังหวัดเว้นแต่มีเหตุ จ าเป็นจะท าการ เปรียบเทียบ ณ ที่ใดภายในเขตกรุงเทพมหานครเทศบาลเมืองพัทยา สุขาภิบาลและองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้นก็ได้โดยให้ บันทึกเหตุจ าเป็นไว้ในบันทึกการเปรียบเทียบ หลัก ให้เปรียบเทียบ ณ ที่ท าการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้อยกเว้น เปรียบเทียบปรับนอกที่ท าการได้ แต่ต้องบันทึกเหตุจ าเป็น บันทึกถ้อยค าผู้ต้องหา


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๖๐ แบบรับแจ้ง บันทึกการเปรียบเทียบ


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๖๑ สรุปสาระส าคัญรายวิชา วิชา การจัดระเบียบยานยนต์และพรบ.ระเบียบการจอดรถในเขตอปท.พ.ศ.2562 ผู้บรรยาย นายปฏิญญา แสงนิลส านักเทศกิจ กทม. วันที่ 15 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 น. ถึง 16.00 น. ผู้จดบันทึก นายศราวุธ มณีวงค์ หลักสูตร เจ้าพนักงานเทศกิจ รุ่นที่ 3 กลุ่มกิจกรรมที่ 3


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๖๒ ระเบียบการจอดยานยนตร์ พระราชบัญญัติจัดระเบียบการจอดยานยนตร์ในเขตเทศบาลและสุขาภิบาล พ.ศ. 2503 เหตุผล • จัดระเบียบการจอดยานยนตร์ในทางหลวง หรือในทางสาธารณะ • เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเป็นรายได้เพิ่มขึ้น และให้น ารายได้มาใช้จ่าย ในการจัดท าที่จอดยานยนตร์บูรณะทางหลวงและสะพาน สาระส าคัญ • ใช้บังคับในเขตเทศบาลนครกรุงเทพและเขตเทศบาลนครธนบุรี • เขตเทศบาลอื่นหรือในเขตสุขาภิบาลให้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา • มีการตราพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติจัดระเบียบการจอดยานยนตร์ในเขตเทศบาลและสุขาภิบาล พ.ศ. 2503 จ านวน 7 ฉบับ • ให้เทศบาลมีอ านาจตราเทศบัญญัติในการจัดระเบียบการจอดยานยนตร์ ❖ จัดให้มีการจอดยานยนตร์ในทางหลวงหรือในที่สาธารณะ ❖ ก าหนดระเบียบการจอดยานยนตร์ ❖ ก าหนดอัตราค่าธรรมเนียมไม่เกินที่ก าหนดในกฎกระทรวง ❖ ก าหนดระยะเวลาจอดยานยนตร์ ระยะเวลาที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมและการยกเว้นค่าธรรมเนียม พรบ.จัดระเบียบการจอดรถในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2562 เหตุผล ปรับปรุงพระราชบัญญัติจัดระเบียบการจอดยานยนตร์ในเขตเทศบาลและสุขาภิบาล พ.ศ. 2503 เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการกระจายอ านาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและแผนปฏิบัติการก าหนด ขั้นตอนการ กระจายอ านาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ➢ เพื่อแก้ไขปัญหาการจอดรถในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่เป็นระเบียบซึ่งอาจก่อให้เกิด อันตรายต่อประชาชน จึงให้มีหลักเกณฑ์การจัดระเบียบการจอดรถที่เหมาะสม ➢ เป็นการอ านวยความสะดวกให้กับประชาชน ค านิยาม ➢ รถ หมายความว่า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และยานพาหนะทางบกประเภทอื่นที่ก าหนด ในข้อบัญญัติ ท้องถิ่น ไม่รวมถึงรถไฟและรถราง ➢ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ➢ รถยนต์หมายความว่า รถที่มีล้อตั้งแต่สามล้อและเดินด้วยก าลังเครื่องยนต์ก าลังไฟฟ้าหรือพลังงานอื่น ยกเว้นรถที่เดินบนรางรถจักรยานยนต์หมายความว่า รถที่เดินด้วยก าลังเครื่องยนต์ ก าลังไฟฟ้า หรือ พลังงานอื่น และมีล้อไม่เกินสองล้อ ถ้ารถพ่วงข้างมีล้อเพิ่มอีกไม่เกินหนึ่งล้อ


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๖๓ ➢ จอดรถ หมายความว่า หยุดรถ เว้นแต่การหยุดนั้นจะเกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุหรือเหตุสุดวิสัย หรือมีเหตุที่ ไม่อาจน ารถนั้นเคลื่อนไปได้โดยมิใช่ความผิดของผู้ขับขี่ ➢ ที่จอดรถ หมายความว่า ที่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดไว้เป็นที่จอดรถ หรือที่ที่มีเครื่องหมาย อนุญาตให้จอดรถได้ การบังคับใช้ • ใช้บังคับกับ กทม. เมืองพัทยา เทศบาลนคร เทศบาลเมือง แต่ไม่รวมถึง อบจ. • เทศบาลต าบล และองค์การบริหารส่วนต าบล ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข 1. เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในกฎกระทรวงอย่างน้อยต้องค านึงถึงความหนาแน่น ในการจราจร รายได้และขีดความสามารถ 2. รายงานว่ามีความพร้อมให้ มท.และมท.ประกาศในราชกิจจานุเษกษา(ม.5) ทางหลวงพิเศษ ทางหลวงที่จัดหรือท าไว้เพื่อให้การจราจรผ่านได้ตลอดรวดเร็วเป็นพิเศษ ตามที่ รัฐมนตรีประกาศก าหนดและได้ลงทะเบียนไว้เป็นทางหลวงพิเศษโดย กรมทางหลวงเป็นผู้ด าเนินการก่อสร้าง ขยาย บูรณะและบ ารุงรักษา รวมทั้งควบคุมให้มีการเข้าออกได้เฉพาะโดยทางเสริมที่เป็นส่วนหนึ่งของทางหลวง พิเศษ ตามที่กรมทางหลวงจัดท าขึ้นไว้เท่านั้น


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๖๔ ทางหลวงแผ่นดินทางหลวงสายหลักที่เป็นโครงข่ายเชื่อมระหว่างภาค จังหวัด อ าเภอ ตลอดจนสถานที่ที่ส าคัญ ที่กรมทางหลวงเป็นผู้ด าเนินการก่อสร้าง ขยาย บูรณะ และบ ารุงรักษา และได้ลงทะเบียนไว้เป็นทางหลวง แผ่นดิน ทางหลวงชนบท ทางหลวงที่กรมทางหลวงชนบทเป็นผู้ด าเนินการก่อสร้าง ขยาย บูรณะและบ ารุงรักษา และ ได้ลงทะเบียนไว้เป็นทางหลวงชนบท ทางหลวงท้องถิ่น ทางหลวงที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ด าเนินการก่อสร้าง ขยาย บูรณะและ บ ารุงรักษา และได้ลงทะเบียนไว้เป็นทางหลวงท้องถิ่น ทางหลวงสัมปทาน ทางหลวงที่รัฐบาลได้ให้สัมปทานตามกฎหมาย ว่าด้วยทางหลวงที่ได้รับสัมปทาน และได้ ลงทะเบียนไว้เป็นทางหลวงสัมปทาน


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๖๕ ทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงชนบท หรือทางหลวงท้องถิ่นของ อบจ ช่วงใดผ่านเขตใดผ่าเขต อปท. ส่วน ราชการ หรือ อบจ มีหน้าที่ดูแลรักษาจะมอบหมายให้ อปท. เป็นผู้จัดเก็บค่าธรรมเนียมในการจอดรถได้ ( ม. 7 วรรค 3) พนักงานเจ้าหน้าที่ได้แก่ 1. ผู้บริหารท้องถิ่นและรองผู้บริหารท้องถิ่น 2. พนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ เจ้าหน้าที่อื่นของ อปท. ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นแต่ตั้ง อ านาจหน้าที่พนักงานเจ้าหน้าที่ 1. ควบคุมการจอดรถให้เป็นไปตามระเบียบการจอดรถ 2. เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจอดรถตามอัตราและวิธีการที่ก าหนดในข้อบัญญัติ 3. วิธีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต้องไม่มีลักษณะให้ผู้เสียค่าธนนมเนียมต้องไปเสียค่าธรรมเนียม ณส ถานที่อื่นนอกจากสถานที่จอดรถ อ านาจหน้าที่พนักงานเจ้าหน้าที่ ➢ สั่งให้ผู้จอดรถในที่ห้ามจอดเคลื่อนย้ายรถออกไป ถ้าไม่พบผู้ขับขี่จะใช้เครื่องมือบังคับก็ได้ พนักงานต าแหน่งใดต้องก าหนดไว้ในข้อบัญญัติท้องถิ่น ➢ เรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายรถค่าเคลื่อนย้าย ค่าดูแลรักษารถ • ตามอัตราที่ก าหนดไว้ในข้อบัญญัติที่ไม่เกินอัตราที่ก าหนดไว้ในกฎกระทรวง ➢ ผู้บริหารท้องถิ่นและรองผู้บริหารท้องถิ่น ว่ากล่าวตักเตือนหรือเปรียบเทียบได้ตามกฎหมาย จราจรทางบก ➢ ระเบียบส านักงานต ารวจแห่งช าติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการเคลื่อนย้ายรถ การใช้ เครื่องมือย้ายรถที่หยุดหรือจอดอยู่อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๖๔ การแก้ไขปัญหาซ้ าซ้อน การตราข้อบัญญัติ ให้อปท.หารือกับหัวหน้าหน่วยงานของเจ้าพนักงานจราจรที่มีเขตอ านาจของ อปท. เพื่อวางหลักเกณฑ์การใช้อ านาจให้สอดคล้องและไม่ซ้ าซ้อนกัน ❖การออกข้อบัญญัติไม่กระทบอ านาจของเจ้าพนักงานจราจร ❖การออกประกาศ ข้อบังคับ หรือระเบียบ ตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ให้หารือกับ อปท. ที่เกี่ยวข้องก่อน เว้นแต่มีผลเป็นการทั่วไปในทุกท้องที่ ❖อ านาจของเจ้าพนักงานจราจรจะมอบหมายให้ อปท. เป็นผู้ด าเนินการแทนภายในพื้นที่ก็ได้ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ห้ามไม่ให้ผู้ขับขี่จอดรถดังนี้ 1. บนทางเท้า 2. บนสะพานหรือในอุโมงค์ 3. ในทางร่วมทางแยก หรือในระยะ 10 เมตรจากทางร่วมทางแยก


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๖๖ 4. ในทางข้ามหรือในระยะสามเมตรจากทางข้าม 5. ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามจอดรถ 6. ในระยะ 3 เมตรจากท่อน้ าดับเพลิง 7. ในระยะ 10 เมตรจากที่ติดตั้งสัญญาณจราจร 8. ในระยะ 15 เมตรจากทางรถไฟผ่าน 9. ซ้อนกันกับรถอื่นที่จอดอยู่ก่อนแล้ว 10. ตรงปากทางเข้าออกของอาคารหรือทางเดินรถ 11. ระหว่างเขตปลอดภัยกับขอบทาง 12. ในที่คับขัน 13. ในระยะ 15 เมตรก่อนถึงเครื่องหมายหยุดรถประจ าทางและเลยเครื่องหมายไปอีกสามเมตร 14. ในระยะ 3 เมตร จากตู้ไปรษณีย์ 15. ในลักษณะกีดขวางการจราจร


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๖๗ การมอบเอกชนให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจมอบให้เอกชนท าหน้าที่ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจอดรถแทนก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ในกฎกระทรวง ➢ มาตรการประกันรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ➢ มาตรการป้องกันการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจนเป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร ➢ มาตรการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เงินรายได้องค์กรแกครองส่วนท้องถิ่น • เงินค่าธรรมเนียม • ค่าใช้จ่าย • ค่าดูแลรักษารถ • ค่าปรับ *ตกเป็นรายได้ขององ๕กรปกครองส่วนท้องถิ่นความรับผิดเกิดขึ้น กรณีส่งพนักงานส่งสอบสวนเป็นผู้ปรับ


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๖๘ ➢ มาตรา164 ก าหนดให้เงินค่าปรับที่รับใน กทม. หรือในจังหวัดใด หรือในท้องถิ่นที่ กระทรวงมหาดไทยก าหนดให้แบ่งให้กทม. หรือเทศบาลในจังหวัดนั้น เพื่อใช้ในการด าเนินการ เกี่ยวกับการจารจรในอัตราร้อยละ 50 ของจ านวนเงินค่าปรับ ➢ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ก าหนดท้องถิ่นตามมาตรา 164 แห่ง พรบ. จราจรทางบก ก าหนดให้ อบต. เป็นท้องถิ่นที่ได้รับเงินค่าปรับ กรณีเงินค่าปรับจราจรให้ตกเป็นของอบต.ทั้งหมด กรณีฝ่าฝืนข้อบัญญัติ 1. เสียค่าธรรมเนียมพิเศษตามจ านวนที่ก าหนดไว้ในข้อบัญญัติไม่เกินห้าพันบาท 2. หากไม่ช าระค่าธรรมเนียมพิเศษเสียดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าบาทต่อปี 3. มีสิทธิยึดหน่วงรถ คณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นได้มีข้อสังเกตในการพิจารณาพระราชบัญญัติจัดระเบียบ การจอดรถในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ➢ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรพิจารณาจัดให้มีที่จอดรถในที่อื่นใดที่มิใช่บนผิวการจราจร ของทางหลวงก่อนเป็นล าดับแรก เพื่ออ านวยความสะดวกให้แก่ทั้งประชาชนผู้ใช้ทางหลวงในการ สัญจรตามปกติและประชาชนผู้ใช้บริการที่จอดรถที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้จัดไว้ ➢ กระทรวงมหาดไทยโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นควรหารือกับส านักงานต ารวจ แห่งชาติ เพื่อวางกรอบการใช้อ านาจเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายรถเพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นใช้หารือกับหัวหน้าหน่วยงานของเจ้าพนักงานจราจรในแต่ละพื้นที่ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยต้องค านึงถึงการอ านวยความสะดวกต่อประชาชน และไม่ก่อให้เกิดภาระแก่ประชาชนเกิน สมควรด้วย


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๖๙ สรุปสาระส าคัญรายวิชา วิชา งานข่าว การติดต่อสื่อสาร และการรายงานตัว ผู้บรรยาย ส านักเทศกิจ กทม. วันที่ 16 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.00 น. ถึง 12.00 น. ผู้จดบันทึก นายศราวุธ มณีวงค์ หลักสูตร เจ้าพนักงานเทศกิจ รุ่นที่ 3 กลุ่มกิจกรรมที่ 5 การสื่อสาร การสื่อสารเป็นปัจจัยส าคัญในการด ารงชีวิตมนุษย์จ าเป็นต้องติดต่อสื่อสารกันอยู่ตลอดเวลาการ สื่อสารจึงเป็นปัจจัยส าคัญอย่างหนึ่งนอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานในการด ารงชีวิตของมนุษย์การสื่อสารมี บทบาทส าคัญต่อการด าเนินชีวิตของมนุษย์มากการสื่อสารมีความส าคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นยุค โลกาภิวัตน์ เป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร การสื่อสารมีประโยชน์ทั้งในแง่บุคคลและสังคม การสื่อสารท าให้คนมี ความรู้และโลกทัศน์ที่กว้างขวางขึ้น การสื่อสารเป็นกระบวนการที่ท าให้สังคม เจริญก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ท า ให้มนุษย์สามารถสืบทอดพัฒนา เรียนรู้ และรับรู้วัฒนธรรมของตนเองและสังคมได้การสื่อสารเป็นปัจจัยส าคัญ ในการพัฒนาประเทศสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าแก่ชุมชน และสังคมในทุกด้าน การสื่อสาร (communication) หมายถึง กระบวนการถ่ายทอดข่าวสาร ข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ความรู้สึก ความคิดเห็น ความต้องการจากผู้ส่งสารโดยผ่านสื่อต่าง ๆ ที่อาจเป็นการพูด การเขียน สัญลักษณ์อื่นใด การ แสดงหรือการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไปยังผู้รับสาร ซึ่งอาจจะใช้กระบวนการสื่อสารที่แตกต่างกันไปตามความ เหมาะสม หรือความจ าเป็นของตนเองและคู่สื่อสาร โดยมีวัตถุประสงค์ให้เกิดการรับรู้ร่วมกันและมีปฏิกิริยา ตอบสนองต่อกัน บริบททางการสื่อสารที่เหมาะสมเป็น ปัจจัยส าคัญที่จะช่วยให้การสื่อสารสัมฤทธิ์ผล การสื่อสารมีความส าคัญดังนี้ 1. การสื่อสารเป็นปัจจัยส าคัญในการด ารงชีวิตของมนุษย์ทุกเพศ ทุกวัย ไม่มีใครที่จะด ารงชีวิตได้ โดย ปราศจากการสื่อสาร ทุกสาขาอาชีพก็ต้องใช้การสื่อสารในการปฏิบัติงาน การท าธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะสังคม มนุษย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตลอดเวลา พัฒนาการทางสังคม จึงด าเนินไปพร้อม ๆ กับพัฒนาการ ทางการสื่อสาร 2. การสื่อสารก่อให้เกิดการประสานสัมพันธ์กันระหว่างบุคคลและสังคม ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจ อันดีระหว่างคนในสังคม ช่วยสืบทอดวัฒนธรรมประเพณี สะท้อนให้เห็นภาพความเจริญรุ่งเรือง วิถีชีวิตของ ผู้คน ช่วยธ ารงสังคมให้อยู่ร่วมกันเป็นปกติสุขและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 3. การสื่อสารเป็นปัจจัยส าคัญในการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าทั้งตัวบุคคลและสังคม การพัฒนาทาง สังคมในด้านคุณธรรม จริยธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ รวมทั้งศาสตร์ในการสื่อสาร จ าเป็นต้อง พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง การสื่อสารเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์และพัฒนาความ เจริญก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๗๐ วัตถุประสงค์การสื่อสาร 1. เพื่อแจ้งให้ทราบ (inform) ในการท าการสื่อสาร ผู้ท าการสื่อสารควรมีความ ต้องการที่จะบอก กล่าวหรือชี้แจงข่าวสาร เรื่องราว เหตุการณ์ หรือสิ่งอื่นใดให้ผู้รับสารได้รับทราบ 2. เพื่อสอนหรือให้การศึกษา (teach or education) ผู้ท าการสื่อสารอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อจะ ถ่ายทอดวิชาความรู้ หรือเรื่องราวเชิงวิชาการ เพื่อให้ผู้รับสารได้มีโอกาสพัฒนาความรู้ให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น 3. เพื่อสร้างความพอใจหรือให้ความบันเทิง (please of entertain) ผู้ท าการสื่อสารอาจ ใช้ วัตถุประสงค์ในการสื่อสารเพื่อสร้างความพอใจ หรือให้ความบันเทิงแก่ผู้รับสาร โดยอาศัยสารที่ตนเองส่งออก ไป ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของการพูด การเขียน หรือการแสดงกิริยาต่าง ๆ 4. เพื่อเสนอหรือชักจูงใจ (Propose or persuade) ผู้ท าการสื่อสารอาจใช้วัตถุประสงค์ใน การ สื่อสารเพื่อให้ข้อเสนอแนะ หรือชักจูงใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อผู้รับสาร และอาจชักจูงใจให้ผู้รับสารมีความคิด คล้อยตาม หรือยอมปฏิบัติตามการเสนอแนะของตน 5. เพื่อเรียนรู้ (learn) วัตถุประสงค์นี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้รับสาร การแสวงหาความรู้ ของ ผู้รับสาร โดยอาศัยลักษณะของสาร ในกรณีนี้มักจะเป็นสารที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับวิชาความรู้ เป็นการหา ความรู้เพิ่มเติมและเป็นการท าความเข้าใจกับเนื้อหาของสารที่ผู้ท าการสื่อสารถ่ายทอดมาถึงตน 6. เพื่อกระท าหรือตัดสินใจ (dispose or decide) ในการด าเนินชีวิตของคนเรามี สิ่งหนึ่งที่ต้อง กระท า อยู่เสมอก็คือ การตัดสินใจกระท าการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งการตัดสินใจ นั้นอาจได้รับการ เสนอแนะ หรือชักจูงใจให้กระท าอย่างนั้นอย่างนี้จากบุคคลอื่นอยู่เสมอ ทางเลือกในการ ตัดสินใจของเราจึง ขึ้นอยู่กับข้อเสนอแนะนั้น ผู้ส่งสาร (sender) หรือ แหล่งสาร (source) หมายถึง บุคคล กลุ่มบุคคล หรือ หน่วยงานที่ท าหน้าที่ในการ ส่งสาร หรือเป็นแหล่งก าเนิดสาร ที่เป็นผู้เริ่มต้นส่งสารด้วยการแปลสารนั้นให้อยู่ในรูปของสัญลักษณ์ที่มนุษย์ สร้างขึ้นแทนความคิด ได้แก่ ภาษาและอากัปกิริยาต่าง ๆ เพื่อสื่อสารความคิด ความรู้สึก ข่าวสาร ความ ต้องการและวัตถุประสงค์ของตนไปยังผู้รับสารด้วยวิธีการใด ๆ หรือส่งผ่านช่องทางใดก็ตาม จะโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม เช่น ผู้พูด ผู้เขียน กวีศิลปิน นักจัดรายการวิทยุ โฆษก รัฐบาล องค์การ สถาบัน สถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์ กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ หน่วยงานของรัฐ บริษัท สถาบันสื่อมวลชน เป็นต้น การประสานงาน หมายถึง การติดต่อสื่อสารให้เกิดความคิดความเข้าใจตรงกันในการร่วมมือปฏิบัติงานให้ สอดคล้องทั้งเวลา และกิจกรรมที่จะต้องกระท าให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างสมานฉันท์และมีประสิทธิภาพเพื่อให้ งานด าเนินไปอย่างราบรื่น ไม่เกิดการท างานซ้ าซ้อน ขัดแย้งกัน ท าไมต้องมีการประสานงาน? การประสานงานเกิดจากความต้องการที่จะให้งานที่จะท าเกิดผลส าเร็จ โดย ปฏิบัติอย่างสอดคล้องในจังหวะเวลาเดียวกัน ได้ผลงานที่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่เป็นไปตามข้อก าหนด ประหยัดเวลาและทรัพยากรในการปฏิบัติงาน โดยก่อนการประสานงาน ควรก าหนดความต้องการให้แน่ชัดว่า จะประสานงานให้เกิดอะไรหรือเป็นอย่างไร หรือจะท าให้ได้ผลรับอย่างไร เพราะหากไม่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ก็อาจจะประสานงานไปผิดจากที่ควรจะเป็น ซึ่งโดยทั่วไปจะประสานงานเพื่อให้การด าเนินงานมีความสะดวก ราบรื่นไม่เกิดปัญหาข้อขัดแย้ง แต่ในการประสานงานในแต่ละครั้งหรือในแต่ละกรณี


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๗๑ ประสานงานโดยวัตถุประสงค์เฉพาะ ดังนี้ 1. เพื่อแจ้งให้ผู้ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องทราบ 2. เพื่อขอความช่วยเหลือ และเพื่อรักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดี 3. เพื่อขอค ายินยอมหรือความเห็นชอบ 4. เพื่อขจัดข้อขัดแย้งในการปฏิบัติงาน 5. เพื่อใช้เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์กร 6. เพื่อช่วยให้การด าเนินการเป็นไปตามแผน และท าให้มีการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบ 7. เพื่อตรวจสอบอุปสรรคและสภาพปัญหา องค์ประกอบของการประสานงาน การประสานงานอาจพิจารณาองค์ประกอบที่ส าคัญ ได้ดังนี้ 1. ความร่วมมือ จะต้องสร้างสัมพันธภาพในการท างานร่วมกันของทุกฝ่าย โดยอาศัยความเข้าใจ หรือ การตกลงร่วมกันมีการรวบรวมก าลังความคิด วิธีการ เทคนิค และระดมทรัพยากรมาสนับสนุนงาน ร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเต็มใจที่จะท างานร่วมกัน 2. จังหวะเวลา จะต้องปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ และความรับผิดชอบของแต่ละคนตาม ก าหนดเวลา ที่ตกลงกันให้ตรงเวลา 3. ความสอดคล้อง จะต้องพิจารณาความพอเหมาะพอดีไม่ท างานซ้อนกัน 4. ระบบการสื่อสาร จะต้องมีการสื่อสารที่เข้าใจตรงกันอย่างรวดเร็วและราบรื่น 5. ผู้ประสานงาน จะต้องสามารถดึงทุกฝ่ายเข้าร่วมท างานเพื่อตรงไปสู่จุดหมายเดียวกันตามที่ก าหนด เป็นวัตถุประสงค์ของงาน ลักษณะของการประสานงานจากความหมายของการประสานงานที่กล่าวถึงข้างต้นจะเห็นได้ว่าการ ประสานงานมีลักษณะ ดังนี้ 1. การประสานงาน เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดให้งานสอดคล้องกันโดยปราศจากการขัดแย้ง 2. การประสานงาน เป็นเรื่องเกี่ยวกับความร่วมมือของผู้น า และผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่าย 3. การประสานงานเป็นเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่ในทางจัดการ 4. การประสานงานเป็นการติดต่อสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดต่อสื่อสาร 2 ทาง (Two-Way Communication) จะช่วยให้มีความเข้าใจตรงกัน 5. การประสานงานมีอยู่ทุกระดับชั้น ของสายการบังคับบัญชาทั้งในรูปที่เป็นทางการและไม่เป็น ทางการ 6. การประสานงานมีได้ทั้งระหว่างหน่วยงานต่างๆ ระดับเดียวกัน และระหว่างหน่วยงานที่อยู่ต่าง ระดับกัน วิธีที่จะให้ได้รับความร่วมมือในการประสานงาน


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๗๒ • การประสานงานไม่ควรจะกระท าโดยใช้อ านาจสั่งการแต่อย่างเดียว ควรใช้ความสัมพันธ์ที่ดี ต่อกันเป็นหลัก เพราะความมีน้ าใจต่อกัน ไว้วางใจกันจะเป็นผลให้เกิดการร่วมใจมากกว่าการ ใช้อ านาจหน้าที่พยายามผูกมิตรตั้งแต่ต้นและป้องกันไม่ให้เกิดความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ มีความ หวาดระแวงหรือกินแหนงแคลงใจกันให้การยอมรับซึ่งกันและกันไม่นินทาว่าร้ายกัน ไม่โยน ความผิดให้แก่ผู้อื่น เมื่อมีสิ่งใดจะช่วยเหลือแนะน ากันได้ก็อย่าลังเล และพร้อมจะรับฟัง ค าแนะน าของผู้เกี่ยวข้องแม้จะไม่เห็นด้วยก็อย่าแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องแจ้งให้ทราบ ปัญหาในการติดต่อประสานงาน โดยส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการติดต่อประสานงานมักจะเป็นเรื่องของ การบริหารคน ซึ่งไม่สามารถบังคับให้ใครท าอะไรตามใจได้คนเป็นเรื่องที่ควบคุมค่อนข้างล าบาก เรื่องหนักใจ อยู่ที่ว่าจะต้องไปติดต่อประสานงานกับคนที่คุยกันแล้วจูนกันไม่ติดพูดกันไม่รู้ เรื่อง คิดกันคนละอย่างและที่ ซ้ าร้ายหากต้องไปติดต่อประสานงานกับคนที่ไม่ถูกชะตากัน รับรองว่าใครก็ใคร จะต้องคิดมากกลุ้มใจหรือมี ปัญหาเกิดขึ้นตามมาสารพัด ไม่มีใครที่ไม่เคยเจอปัญหาในการติดต่อประสานงาน แต่สิ่งส าคัญคือ จะเอาชนะ ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นได้อย่างไร ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการติดต่อประสานนั้นหนีไม่พ้นสาเหตุของ เรื่องวุ่นๆ ดังต่อไปนี้ ➢ ให้ข้อมูลล่าช้าเกินไป การที่ติดต่อประสานงานกับอีกหน่วยงานหนึ่งล่าช้านั่นอาจจะเป็น เพราะว่ามัวแต่รอข้อมูลจากอีกหลายหน่วยงานจึงท าให้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องล่าช้า ตามไปด้วย ปัญหานี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ➢ รับ - ส่งข้อมูลผิดพลาด การรับ และส่งมอบข้อมูลรายงาน เอกสารที่ผิดพลาด ย่อมน าไปสู่ การติดต่อประสานงานที่ไม่รู้จบ คนบางคนยังไม่ทันฟัง กลับด่วนสรุปตามอ าเภอใจ หรือคน บางคนเอาเร็วไว้ก่อน ส่งข้อมูลให้ด้วยความรวดเร็ว แต่ข้อมูลที่น าส่งให้ กลับพบแต่ ข้อผิดพลาด ปัจจัยในการประสานงานปัจจัยที่จ าเป็นต่อการประสานงานไม่ว่าจะเป็นองค์การ หรือ หน่วยงานประเภทใด มีปัจจัยที่ส าคัญ ดังนี้ ➢ คน หมายถึง ผู้ซึ่งจะท าให้งานเป็นผลขึ้นมา การประสานงานที่แท้จริง คือ การประสานคนให้ร่วมใจ ร่วมก าลังงานด้วยการน าเอาความสามารถของคนมาท าให้เกิดผลงานในจุดมุ่งหมายเดียวกัน ความสามารถของคนพิจารณาได้สองด้านคือทางด้านความรู้และด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น ผู้ ประสานงานต้องมีความรู้ความสามารถและการมองการณ์ไกล มีมนุษย์-สัมพันธ์ดี มีทัศนคติที่ดีต่อกับ ผู้ร่วมงานทุกฝ่ายเข้ากันได้ดี มีการพบปะหารือกันอยู่เสมอ ➢ เงิน หมายถึง ตัวเงินและสิ่งอื่นซึ่งสามารถใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนได้ ในการประสานงาน จะต้องมีก าลังเงินสนับสนุนการปฏิบัติงาน ➢ วัสดุหมายถึง สิ่งของเครื่องมือและเครื่องใช้ต่าง ๆ ในการประสานจะต้องมีวัสดุอุปกรณ์ช่วยในการ ประสานงานอย่างพอเพียง


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๗๓ ➢ วิธีการท างาน หมายถึง การบริหารงานให้สามารถบรรลุผลส าเร็จตามจุดประสงค์ที่ก าหนดเป็น เป้าหมายไว้ มีการก าหนดอ านาจหน้าที่ และความรับผิดชอบให้ชัดเจนมีการมอบหมายงาน และ การ ควบคุมงานการติดต่อสื่อสารที่ดี ผู้เกี่ยวข้องในการท างานร่วมกัน ควรมีสิ่งที่จะยึดถือเป็นแนวปฏิบัติดังนี้ • เต็มใจที่จะติดต่อกับผู้อื่นก่อน • แสดงความมีน้ าใจต่อผู้อื่นก่อน สร้างสัมพันธ์ที่ดี มีความไว้วางใจกัน • ฟังผู้อื่นพูดให้มาก • หลีกเลี่ยงการโต้แย้ง • ซักซ้อมการท างานให้เข้าใจวัตถุประสงค์ตรงกัน • ท าความเข้าใจขั้นตอนการปฏิบัติและจังหวะเวลาให้รับกัน • เสริมสร้างมิตร ไมตรี และความเป็นกันเอง • ติดต่อตามสายงาน และช่องทางการสื่อสารที่ถูกต้อง • จะต้องประสานวัตถุประสงค์และนโยบายตามแผนงาน โดยพิจารณาถึงระเบียบวิธีปฏิบัติงาน การใช้ เวลา วัสดุอุปกรณ์ ก าลังคน ก าลังเงิน และวิธีการสื่อสาร สรุป ความเชื่อมั่นในตนเองนั้น เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนและฝึกปฏิบัติได้ ขอให้คุณหมั่นฝึกตนเองในเกิดความ มั่นใจ เพราะความคิดนี้เองจะท าให้คุณเกิดพลังแห่งการกระท า และพบว่ามีหลายคนที่ประสบความส าเร็จใน ชีวิตการท างาน เหตุเพราะพวกเค้ามีความมั่นใจในตนเอง จงพยายามปลุกฝังความเชื่อมั่นในตนเองให้เกิดขึ้น แล้วคุณจะเป็นผู้หนึ่งที่ประสบผลส าเร็จในการท างานเช่นเดียวกับคนอื่นที่ประสบความส าเร็จในชีวิตจากความ เชื่อมั่นของตน


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๗๔ สรุปสาระส าคัญรายวิชา วิชา ความรู้กฎหมายแพ่งและอาญาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานเทศกิจ ผู้บรรยาย ส านักเทศกิจ กทม. วันที่ 16 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 น. ถึง 19.00 น. ผู้จดบันทึก นายศราวุธ มณีวงค์ หลักสูตร เจ้าพนักงานเทศกิจ รุ่นที่ 3 กลุ่มกิจกรรมที่ 5 ค านิยาม “กฎหมาย” คือ กฎเกณฑ์ หรือข้อบังคับที่ถูกตั้งขึ้นโดยรัฐหรือผู้มีอ านาจสูงสุดในรัฐ เพื่อใช้เป็น เครื่องมือส าหรับด าเนินการให้บรรลุเป้าหมายอย่างใดของสังคมและมีสภาพบังคับเป็นเครื่องมือในการท าให้ บุคคลในสังคมต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์หรือข้อบังคับนั้น ระบบกฎหมาย แบ่งเป็น 4 ระบบ ➢ ระบบกฎหมายซีวิล ลอว์(Civil Law) หรือ ระบบประมวลกฎหมาย ➢ ระบบกฎหมายคอมมอน ลอว์ (Common Law) หรือระบบกฎหมายจารีตประเพณี ➢ ระบบกฎหมายสังคมนิยม (Socialist Law) ➢ ระบบกฎหมายศาสนาและประเพณีนิยม ประเภทของกฎหมาย ➢ แบ่ง ตามรูปแบบ กฎหมายลายลักษณ์อักษร ,จารีตประเพณี ➢ แบ่งตามแหล่งก าเนิด กม.ในประเทศ , กม.ระหว่างประเทศ ➢ แบ่งตามความสัมพันธ์ของคู่กรณี กม.มหาชน , กม.เอกชน ➢ แบ่งตามสภาพบังคับ กฎหมายแพ่ง, กฎหมายอาญา กฎหมายปกครอง, กฎหมายว่าด้วยความผิดเป็นพินัย ➢ แบ่งตามหน้าที่กฎหมายสารบัญญัติ , กฎหมายวิธีสบัญญัติ


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๗๕ กฎหมายแพ่ง คือ กฎหมายว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ ของบุคคล เช่นเรื่องสภาพบุคคล ทรัพย์หนี้ นิติกรรม ครอบครัว และมรดก เป็นต้น การกระท าผิด ทางแพ่ง ถือว่าเป็นการละเมิดต่อบุคคลที่เสียหาย โดยเฉพาะไม ่ ท าให้ประชาชนทั่วไปเดือดร้อนอย่างการกระท าผิด กฎหมายพาณิชย์ คือ กฎหมายว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการเศรษฐกิจและ การค้าโดยวางระเบียบเกี่ยวพันทางการค้าหรือธุรกิจระหว่างบุคคล เช่น การตั้ง หุ้นส่วนบริษัทการประกอบการ รับขน และเรื่องเกี่ยวกับตั๋วเงิน (เช่น เช็ค) กฎหมายว่าด้วยการซื้อขาย การเช่าทรัพย์ การจ านอง การจ าน าเป็น ต้น กฎหมายลักษณะบุคคล บุคคล คือ สิ่งที่สามารถมีสิทธิหน้าที่ได้ตามกฎหมายเฉพาะมนุษย์เท่าที่สามารถมีสิทธิและหน้าที่ สัตว์ไม่มีสิทธิ และหน้าที่จึงไม่ใช่บุคคล ยังมีสิ่งอื่นซึ่งมีสภาพบุคคลด้วย ได้แก่ หมู่คน กองทรัพย์สิน หรือ กิจการอันใด อันหนึ่ง เช่น สมาคม มูลนิธิ หรือ กระทรวง ทบวงกรม ซึ่งสามารถมีสิทธิและหน้าที่ เช่น สามารถท าการซื้อขาย ได้ เราเรียกบุคคลนี้ว่า นิติบุคคล แบ่งออกเป็น 2 ประเภท สภาพบุคคล ➢ บุคคลธรรมดา ➢ นิติบุคคล การเริ่มสภาพบุคคล ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 วรรค 1 บัญญัติว่า กฎหมายปกครอง การกระท า กฎหมายอาญากฎหมายแพ่งและพานิชย การปฏิบัติหน้าที่ราชการ วินัย/จริยธรรมระเบียบแบบ แผนของทางราชการ ความประพฤติการวางตัว


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๗๖ สภาพบุคคลย่อมเริ่มตั้งแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก มีองค์ประกอบ 2 ประการคือ 1. การคลอด 2. การอยู่รอดเป็นทารก 1. การนับอายุของบุคคล ให้เริ่มนับตั้งแต่เกิด 2. ในกรณีที่รู้ว่าเกิดในเดือนใดแต่ไม่รู้วันเกิดให้นับวันที่หนึ่งแห่งเดือนนั้นเป็นวันเกิดแต่ถ้าพ้นวิสัยที่ จะยังรู้เดือนและวันเกิดของบุคคลใด ให้นับอายุบุคคลนั้นตั้งแต่วันต้นปีปฏิทินเป็นปีที่บุคคลนั้น เกิดตามพระราชบัญญัติปีปฏิทินหลวง พ.ศ. 2483 ให้ถือเอาวันที่ 1 มกราคม เป็นต้นปี บุคคลใด ที่เกิดก่อน พ.ศ.2484 ให้ถือเอาวันที่ 1 เมษายน เป็นวันเกิด ตั้งแต่ พ.ศ.2484 เป็นต้นไปให้ถือ ว่าเอาวันที่ 1 มกราคม เป็นวันเกิด การสิ้นสุดสภาพบุคคล มาตรา 15 วรรค 1 บัญญัติว่า สภาพบุคคล..สิ้นสุดลงเมื่อตาย 1. การตาย 2. การสาบสูญ ผู้เยาว์คือ ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เป็นผู้ที่ยังอ่อนในด้านสติปัญญา ความคิด และร่างกาย ผู้เยาว์ไม่สามารถท า นิติกรรมได้ตามล าพังตนเอง เพราะขาดความรู้ ความช านาญ ถ้าปล่อยให้ผู้เยาว์ท านิติกรรมได้ตามล าพังตนเอง แล้ว อาจจะท าให้ผู้อื่นซึ่งมีความรู้ ความสามารถดีกว่าท าการเอาเปรียบได้ ท าให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เยาว์ ผู้เยาว์จะพ้นภาวะผู้เยาว์ และบรรลุนิติภาวะมี 2 กรณี คือ โดยอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ โดยการสมรส เมื่อ ชาย และหญิงอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ยกเว้นกรณีมีเหตุอันสมควรจะขออนุญาตต่อศาลให้ท าการ สมรสก่อนอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ มาตรา๒๑“ผู้เยาว์จะท านิติกรรมใด ๆ ต้อง ได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม ก่อน การใด ๆ ทีผู้เยาว์ ได้ท าลงปราศจากความ ยินยอมเช่นว่านันเป็นโมฆียะ เว้นแต่จะบัญญัติ ไว้เป็นอย่างอืน” Page 9 9 ผู้เยาว์ท านิติ กรรมได้ ๒ ทาง (๑) ท าด้วยตนเองโดยได้รับความ ยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม (๒) ท าโดยผู้แทนโดยชอบธรรม เป็นผู้ท าแทน ผู้เยาว์อาจท าการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการสมแก่ฐานานุรูปแห่งตน และเป็นการอันจ าเป็นในการด ารงชีพตาม สมควร (มาตรา 24) เช่น ผู้เยาว์เป็นนักเรียนต้องซื้อเครื่องเขียนแบบเรียน ต้องซื้อเสื้อผ้า รองเท้าเพื่อใส่ไป โรงเรียน การซื้อเช่นนี้เป็นการสมแก่ฐานานุรูปของผู้เยาว์ และเป็นการจ าเป็นในการด ารงชีพตามสมควร แต่ถ้า ผู้เยาว์ต้องการ คนไร้ความสามารถ เป็นบุคคลที่หย่อนความสามารถเนื่องด้วยอาการของจิตไม่ปกติ หรือสมอง พิการ ซึ่งเรียกว่าคนวิกลจริต หรือคนบ้า เมื่อบุคคลวิกลจริตถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ จะเกิดผล ในทางกฎหมายคือ ต้องจัดให้อยู่ในความอนุบาล และคนไร้ความสามารถ ไม่สามารถท านิติกรรมต่างๆ ได้ สิ่งที่ ท าเป็นโมฆียะและการสิ้นสุดเป็นคนไร้ความสามารถด้วยเหตุที่ท าให้เป็นคนไร้ความสามารถได้สุดสิ้นไปแล้ว และมีค าสั่งศาลเพิกถอนค าสั่งเดิมที่ให้เป็นคนไร้ความสามารถ ละเมิดคือ การกระท าโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อบุคคลภายนอกโดยผิดกฎหมายเป็นเหตุให้เขา (ผู้ถูกกระท า)เสียหายแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดีทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี กฎหมายถือว่าผู้นั้นท าละเมิดจะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดนั้น (ป.พ.พ.ม. 420)


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๗๗ สรุปการกระท าใดจะเป็นละเมิดต้องประกอบด้วยหลัก 3 ประการ 1. กระท าต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ซึ่งหมายถึงการประทุษกรรม กระท าต่อบุคคลโดยผิดกฎหมายด้วยอาการฝ่าฝืนต่อความหมายที่ห้าม ไว้หรือละเว้นไม่กระท าในสิ่งที่กฎหมายบัญญัติให้กระท าหรือตนมีหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องกระท าโดยจงใจหรือ ประมาทเลินเล่อเป็นต้นว่า ฆ่าเขาตาย, ท าร้ายร่างกายเขา,ขับรถโดยประมาทชนคนตายและทรัพย์สินของเขา เสียหาย ฯลฯ 2. กระท าโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ กระท าโดยจงใจ คือการะท าโดยรู้ส านึกและในขณะเดียวกันก็รู้ว่าจะท าให้เขาเสียหายเช่น เจตนาฆ่า หรือเจตนาท าร้าย ฯลฯ อย่างไรก็ดีการกระท าโดยจงใจในเรื่องละเมิดถือหลักเบาบางกว่าทางอาญาส าหรับอาญา นั้นต้องกระท าโดยรู้สึกส านึกในการที่ท าและในขณะเดียวกันผู้กระท าต้องประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลด้วย ส่วนจงใจในเรื่องละเมิดบางกรณีไม่ผิดในทางอาญาแต่เป็นละเมิดต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่เขา เช่น จ าเลยรื้อ ห้องน้ า ห้องครัวซึ่งโจทย์ปลูกล้ าออกไปนอกที่เช่าของวัดโดยวัดต้องการจะขุดคูได้บอกให้โจทย์รื้อแล้วโจทย์ไม่ ยอมรื้อการที่จ าเลยรื้อแล้วกองไว้หลังบ้านโจทย์มิได้เจตนาชั่วร้ายท าให้ทรัพย์ของโจทย์อันตรายเสียหายไม่เป็น ความผิดฐานท าให้เสียทรัพย์แต่เป็นละเมิด เพราะรู้ว่าแล้วว่าการรื้อนั้นจะท าให้ทรัพย์ของโจทย์เสียหาย (ฎีกาที่ 1617-1618/2500) ค าว่าประมาทเลินเล่อในทางแพ่งหมายความถึงการกระท าที่ขาดความระมัดระวังจนเป็นเหตุให้เกิด ความเสียหายนั้นและหมายความถึงการไม่ป้องกันผลที่เกิดขึ้นโดยประมาทเลินเล่อแม้ตนเองไม่ได้กระท าให้ เกิดผลนั้นขึ้นระดับความระมัดระวังของบุคคลต้องถือระดับบุคคลธรรมดา ตัวอย่างเช่น นาย ก.ขับรถยนต์ไปในถนนที่มีคนเดินจอแจด้วยความเร็วและไม่ได้ให้สัญญาณแตรแล้ว เฉี่ยวชนถูกคนเดินถนนได้รับบาดเจ็บดังนี้ถือว่า นาย ก.กระท าละเมิดโดยประมาทเลินเล่อ 3. ท าให้บุคคลอื่นเสียหาย โดยปกติผู้กระท าต้องรับผิดเฉพาะการกระท าของตนแต่อย่างไรก็ดีในเรื่องละเมิดถ้าได้มีการกระท า ละเมิดร่วมกันหรือแม้มิได้ร่วมแต่เป็นผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือในการกระท าละเมิดดังนี้บุคคลเหล่านี้จะต้อง ร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายนั้น (ป.พ.พ.ม. 432) ในบางกรณีแม้จะไม่ได้ร่วมกระท าละเมิดหรือยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือในการกระท าละเมิดแต่ กฎหมายบัญญัติให้ต้องร่วมผิดกับผู้ละเมิดได้แก่กรณีต่อไปนี้ 3.1 นายจ้างจะต้องรับผิดชอบกับลูกจ้างในผลแห่งการละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระท าไปในทางการที่ นายจ้างนั้น (ป.พ.พ.ม. 432) เรื่องนายจ้างต้องรับผิดร่วมกับลูกจ้างในผลละเมิดซึ่งเกิดจากการกระท าในทางการที่จ้างนี้มีกรณีที่ ผู้เสียหายพึงต้องระมัดระวังคือ อย่าตัดสินใจประนีประนอมยอมความกับลูกจ้างเพราะถ้าประนีประนอมยอม ความกับลูกจ้างไปแล้วหนี้อันเกิดจากมูลละเมิดก็ระงับสิ้นไปเพราะสัญญาประนีประนอมยอมความเกิดหนี้ใหม่ ตามสัญญาอันเป็นเหตุให้นายจ้างพ้นจากความรับผิดผู้เสียหายจะต้องฟ้องนายจ้างให้ร่วมรับผิดในมูลหนี้ละเมิดก็ ไม่ได้เพราะหนี้ละเมิดระงับไปแล้วจะฟ้องให้รับผิดตามสัญญาประนีประนอมก็ไม่ได้ เพราะนายจ้างมิได้เป็น คู่สัญญาถ้าลูกจ้างไม่มีทรัพย์สินจะช าระหนี้ ผู้เสียหายก็สูญเปล่าจึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งทางแก้ใน


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๗๘ เรื่องนี้ต้องให้นายจ้างตกลงเป็นคู่สัญญาประนีประนอมยอมความร่วมกับลูกจ้างโดยมีบุคคลค้ าประกันการปฎิบัติ ตามสัญญาด้วย 3.2. ตัวการต้องรับผิดชอบกับตัวแทนในผลละเมิดซึ่งตัวแทนได้กระท าไปภายในขอบอ านาจแห่ง ฐานะตัวแทน (ป.พ.พ.ม. 429) 3.3 บิดามารดาของผู้เยาว์หรือผู้อนุบาลของผู้วิกลจริตจะต้องร่วมรับผิดในผลละเมิดที่ผู้เยาว์หรือ ผู้วิกลจริตกระท าเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลแล้ว (ป.พ.พ.มาตรา 429 ) 3.4. ครูอาจารย์ นายจ้างหรือบุคคลอื่นซึ่งรับดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่เป็นนิตย์ หรือชั่วครั้ง คราวจะต้องรับผิดร่วมกับผู้ไร้ความสามารถในการละเมิดซึ่งเขาได้กระท าลงในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของตน ถ้าหากพิสูจน์ได้ว่าครูบาอาจารย์นายจ้างหรือบุคคลอื่นมิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร (ป.พ.พ.ม. 430) 3.5 เจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ ต้องเสียหายอันเกิดจากสัตว์ เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรแก่การเลี้ยงการรักษาตามชนิด และวิสัยของสัตว์หรือตามพฤติการณ์อย่างอื่นหรือพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นย่อมจะเกิดมีขึ้นทั้งที่ได้ใช้ความ ระมัดระวังถึงเพียงนั้น (ป.พ.พ.ม. 433) อนึ่งการกระท าให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหายนี้ มีหลักในการวินิจฉัยความรับผิดว่าให้พิจารณาว่า บุคคลนั้นได้กระท าความผิดกฎหมายหรือไม่และความเสียหายเกิดจากการกระท าผิดนั้นหรือไม่ถ้าบุคคลนั้นท าผิด กฎหมายและเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายบุคคลนั้นก็ต้องรับผิดจากฐานละเมิด ตัวอย่างเช่นจ าเลยแจ้งให้ก านันจับรถยนต์บรรทุกของโจทย์ยึดไว้ 39 วันโดยจ าเลยหาว่านางเน้ย เป็นคนร้ายลักข้าวที่บรรทุกอยู่ในรถยนต์ของโจทย์ทั้งๆที่คนรถของโจทย์ได้แจ้งให้จ าเลยทราบแล้วว่ารถคันนี้เป็น ของโจทย์เพียงแต่มารับจ้างไม่เกี่ยวข้องกับข้าวเปลือกที่จ าเลยกับนายเน้ยโต้เถียงสิทธิกันขออย่ายึดรถไว้ จ าเลย ไม่ยอมกลับแจ้งให้ก านันยึดรถของโจทย์ไว้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจ าเลยเป็นผู้ยืนยันให้ก านันเป็นผู้ยึดรถซึ่งมิใช้ของ นายเน้ยผู้ต้องหามาเป็นของกลางโดยความจ าเป็นและเป็นการแกล้งโจทย์โดยไม่สุจริต การกระท าของจ าเลยเป็น การละเมิดต่อโจทย์จ าเลยต้องรับผิด (ฎีกาที่ 1447 /2503) ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิด : ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการละเมิด ซึ่งที่ได้รับความเสียหายจะพึงได้รับนั้นถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ต้อง ด าเนินการฟ้องร้องต่อศาลศาลจะเป็นองค์กรก าหนดค่าสินไหมทดแทนโดยจะวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และ ความร้ายแรงแห่งการละเมิด (ป.พ.พ.ม. 438) หลักทั่วไปโดยปกติค่าสินไหมทดแทนได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะการละเมิดหรือ ใช้ราคาทรัพย์สินรวมทั้งค่าเสียหายอันพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใดๆอันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย ตัวอย่างเช่น นาย ก. ลักเอารถจักรยานยนต์รับจ้าง ราคา 50,000 บาท ของนายข.ไปรถคันนี้ นาย ข. น าออกวิ่งรับจ้างได้วันละ 200 บาท ดังนี้ค่าสินไหมทดแทนคือ นายก. ต้องคืนรถจักรยานยนต์ให้แก่นาย ข. ถ้า คืนไม่ได้ต้องใช้ราคารถ 50,000 บาทแก่นายข. และนาย ข. ยังมีสิทธิเรียกค่าเสียหายวันละ 200 บาทตั้งแต่วัน ละเมิดจนถึงวันฟ้องพร้อมทั้งค่าดอกเบี้ยตั้งแต่วันละเมิดจนถึงวันช าระหนี้ได้ด้วย บางกรณีกฎหมายก าหนดค่าสินไหมทดแทนไว้โดยเฉพาะดังนี้


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๗๙ 1. ค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่ท าให้เขาถึงตายผู้ท าละเมิดต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนดังนี้ (1) ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจ าเป็นอย่างอื่น เช่นค่ารถบรรทุกศพ ค่าโลงศพค่าธรรมเนียมที่ ต้องจ่ายให้วัด ค่าดอกไม้ค่าใช้จ่ายในการบ าเพ็ญกุศล (2) ค่าขาดไร้อุปการะต้องเป็นกรณีค่าขาดอุปการะตามกฎหมายเช่นบิดามารดามีหน้าที่ อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์บุตรมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา เป็นต้น (3) ค่าขาดแรงงานถ้าผู้ตายมีความผูกพันตามกฎหมายจะต้องท าการงานให้เป็นคุณแก่ บุคคลภายนอกแก่ครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมของบุคคลภายนอกผู้ท าละเมิดจะต้องชดใช้ค่าขาดแรงงานให้แก่ บุคคลภายนอกด้วย (4) ถ้ายังไม่ตายทันที เรียกค่ารักษาพยาบาล และค่าประโยชน์ท ามาหากินได้เพราะไม่สามารถ ประกอบการงานได้ 2. ค่าสินไหมทดแทนในกรณีท าให้เขาเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยผู้ท าละเมิดต้องใช้ค่าสินไหม ทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย (1) ค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอันจ าเป็น (2) ค่าขาดประโยชน์ท ามาหาได้ในระหว่างเจ็บป่วย (3) ค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงาน ทั้งเวลาปัจจุบันและอนาคต เช่น ผู้เสียหายถูกท าร้ายร่างกายจนพิการไม่สามารถประกอบการงานได้ (4) ค่าเสียหายที่ขาดแรงงานในครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมของคนภายนอก (5) ค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน เช่น ค่าสินไหมที่ต้องตัดขาหน้าเสียโฉมติดตัว ขาพิการ ค่า เสียอนามัยที่ต้องนอนทรมาน เป็นต้น


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๘๐


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๘๑


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๘๒


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๘๓ ภาคผนวก ง. แผนการจัดเก็บป้าย ปีงบประมาณ 2566


รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๘๔


Click to View FlipBook Version