รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๐๑ ของรัฐ ก็จะต้องขอให้ศาลปกครองสั่งให้เพิกถอนกฎ หรือค าสั่ง หรือสั่งห้ามการกระท าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่ง ศาลปกครองสามารถมีค าบังคับได้ตามมาตรา ๗๒ (๑) (๒) กรณีฟ้องคดีเนื่องจากได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือ เสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากการที่หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ หรือ ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ก็จะต้องขอให้ศาลปกครองสั่งให้หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งศาลปกครองสามารถมีค าบังคับได้ตามมาตรา ๗๒ (๒) (๓) กรณีที่ฟ้องคดีเนื่องจากได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือ เสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จากการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระท าละเมิด หรือจะต้อง รับผิดเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ก็จะต้องขอให้ศาลปกครองสั่งให้ชดใช้เงิน หรือส่งมอบทรัพย์สิน หรือให้ กระท าการหรืองดเว้นการกระท าการ ซึ่งศาลปกครองสามารถมีค าบังคับได้ตามมาตรา ๗๒ (๓) (๔) กรณีที่ฟ้องคดีเพื่อให้รับรองการถือปฏิบัติต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลที่เกี่ยวข้องก็จะต้อง ขอให้ศาลปกครองแสดงความเป็นอยู่ของสิทธิหรือหน้าที่นั้น ซึ่งศาลปกครองสามารถมีค าสั่งได้ตามมาตรา ๗๒ (๔) ค าสั่งทางปกครอง ในกรณีที่ฝ่ายปกครองได้ออกค าสั่งต่างๆ นั้น บางกรณีก็เป็นค าสั่งทางปกครองบางกรณีก็ไม่ เป็นค าสั่งทางปกครอง ซึ่งการที่จะวินิจฉัยว่ากรณีใดเป็นค าสั่งทางปกครองหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจาก เนื้อหาของค าสั่งเป็นส าคัญ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้ให้ค านิยามว่า “ค าสั่งทางปกครอง” หมายความว่า การใช้อ านาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผล เป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผล กระทบต่อ สถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การ อนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ และการอื่น ที่ก าหนดในกฎกระทรวง ซึ่งปัจจุบันกฎกระทรวงฉบับที่ ๑๒ ( พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติ ดังกล่าว ก าหนดให้การด าเนินการของเจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้ เป็นค าสั่งทางปกครอง (๑) การสั่งรับหรือไม่รับค าเสนอขาย รับจ้าง แลกเปลี่ยน ให้เช่า ซื้อ เช่า ให้สิทธิประโยชน์ (๒) การอนุมัติสั่งซื้อ จ้าง แลกเปลี่ยน เช่า ขาย ให้เช่า หรือให้สิทธิประโยชน์ (๓) การสั่งยกเลิกกระบวนการพิจารณาค าเสนอหรือการด าเนินการอื่นใดในลักษณะเดียวกัน (๔) การสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน (๕) การให้หรือไม่ให้ทุนการศึกษา การพิจารณาว่ากรณีใดเป็นค าสั่งทางปกครองหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่มีความส าคัญ กล่าวคือ หากค าสั่ง ของเจ้าหน้าที่ไม่ใช่ค าสั่งทางปกครอง เช่น การออกกฎ การแจ้งข่าวสาร หรือการแถลงการณ์ ค าสั่งนั้นจะมีผล ใช้บังคับเป็นการทั่วไปมิได้กระทบต่อสิทธิของผู้รับค าสั่งเป็นการเฉพาะ แต่ถ้าเป็นค าสั่งทางปกครองแล้ว ค าสั่ง นั้นย่อมมีผลทางกฎหมายต่อผู้ที่ได้รับค าสั่งหลายประการ กล่าวคือ เมื่อผู้รับค าสั่งทางปกครองถูกกระทบสิทธิ โดยผลของค าสั่งทางปกครองบุคคลนั้นก็จะต้องเข้ามาเป็นคู่กรณีตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครองฯ และ มีสิทธิตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ โดยสังเขป ดังต่อไปนี้ (๑) สิทธิได้รับแจ้งผลกระทบต่อสิทธิ (มาตรา ๓๐) (๒) สิทธิที่จะมีที่ปรึกษาทางกฎหมาย (มาตรา ๒๓)
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๐๒ (๓) สิทธิแต่งตั้งผู้ท าการแทน (มาตร ๒๔ และมาตรา ๒๕) (๔) สิทธิได้รับค าแนะน าและได้รับแจ้งสิทธิหน้าที่ในกระบวนการพิจารณา (มาตรา ๒๗) (๕) สิทธิตรวจดูเอกสารของเจ้าหน้าที่ (มาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๒) (๖) สิทธิได้รับพิจารณาโดยเร็ว (๗) สิทธิได้รับรู้เหตุผลของฝ่ายปกครองในการออกค าสั่ง (มาตรา ๓๗) (๘) สิทธิได้รับทราบแนวทางหรือวิธีการโต้แย้งค าสั่งทางปกครองต่อไป (มาตรา ๔๐) หากผู้ได้รับค าสั่งทางปกครองไม่พอใจในผลของค าสั่งทางปกครองและประสงค์จะโต้แย้งค าสั่ง ทางปกครอง ในเบื้องต้นจะต้องอุทธรณ์ค าสั่งทางปกครองตามขั้นตอนที่ก าหนดไว้ในกฎหมายที่ให้อ านาจเจ้า พนักงานออกค าสั่งทางปกครองนั้น ซึ่งคู่กรณีมีสิทธิขอทราบขั้นตอนการอุทธรณ์ค าสั่งจากเจ้าหน้าที่ผู้ออกค าสั่ง ได้ ในบางกรณีเจ้าหน้าที่อาจก าหนดขั้นตอนการอุทธรณ์ค าสั่งในเอกสารที่แจ้งค าสั่งนั้นก็ได้ เช่น คู่กรณีมีสิทธิ อุทธรณ์ค าสั่งต่อเจ้าหน้าที่ภายในระยะเวลา ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับค าสั่งนั้น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากว่าใน เรื่องนั้นไม่มีกฎหมายก าหนดเรื่องการอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะก็จะต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติวิธี ปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หากคู่กรณีไม่ด าเนินการตามขั้นตอนการอุทธรณ์ที่ก าหนดไว้ใน กฎหมายให้ครบถ้วนเสียก่อนจะไม่มีสิทธิน าคดีไปฟ้องยังศาลปกครองได้ตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง แห่ง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่มีข้อยกเว้นค าสั่งศาลปกครอง ๒ ประเภทที่แม้กฎหมายมิได้ก าหนดขั้นตอนการอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะก็ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คือ ๑. ค าสั่งทางปกครองของรัฐมนตรี เนื่องจากไม่มีผู้บังคับบัญชาที่สูงกว่าที่จะพิจารณาอุทธรณ์ได้ (มาตรา ๔๔) ๒. ค าสั่งทางปกครองของคณะกรรมการ เนื่องจากคณะกรรมการต่างๆ เป็นองค์กรที่ใช้อ านาจทางปกครอง โดยเฉพาะและไม่อยู่ในระบบสายการบังคับบัญชา ค าสั่งของคณะกรรมการจึงเป็นที่สุดไม่มีองค์กรใดที่สูงกว่าที่ จะพิจารณาได้ (มาตรา ๔๘) ค าสั่งทางปกครองทั้ง ๒ กรณีคู่กรณีสามารถน าคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองได้ โดยตรงตามมาตรา ๔๒ วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีฯ กรณีค าสั่งทาง ปกครองอื่นๆ ผู้ประสงค์จะฟ้องคดีต่อศาลปกครองจะต้องอุทธรณ์ค าสั่งนั้นเสียก่อน มิฉะนั้น ศาลก็จะไม่รับค า ฟ้องและให้จ าหน่ายคดีออกจากสารบบความ ตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ เมื่อคู่กรณีได้อุทธรณ์ค าสั่งแล้วก็จะต้องพิจารณาว่ามีกฎหมายเฉพาะก าหนด ระยะเวลาที่ให้เจ้าหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์และแจ้งผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ไว้หรือไม่ หากไม่มีกฎหมายเฉพาะ ก าหนดไว้ก็เป็นไปตามมาตรา๔๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ แต่หากเจ้าหน้าที่ไม่ พิจารณาและไม่แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์จนเวลาระยะล่วงเลยดังกล่าวแล้ว คู่กรณีก็สามารถน าคดีมาฟ้องต่อ ศาลปกครองได้ แต่ต้องอยู่ภายในก าหนดอายุความตามมาตรา ๔๙ และมาตรา ๕๑]แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ เว้นแต่เป็นค าฟ้องเกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะตาม มาตรา ๕๒ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น ความส าคัญในเบื้องต้นเมื่อเจ้าหน้าที่ออกค าสั่งและค าสั่งนั้นมีผลกระทบต่อผู้รับค าสั่ง จะต้อง พิจารณาก่อนว่าค าสั่งนั้นเป็นค าสั่งทางปกครองหรือไม่ ซึ่งหากเป็นค าสั่งทางปกครองแล้ว ผู้รับค าสั่งทาง ปกครองไม่เห็นด้วยจะต้องด าเนินการตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายก าหนด หากผู้ได้รับค าสั่งนิ่งเฉยอาจจะ เสียสิทธิตามกฎหมาย ซึ่งหลักเกณฑ์ที่จะพิจารณาว่ากรณีใดเป็นค าสั่งทางปกครองหรือไม่นั้น มีข้อพิจารณาจาก หลักเกณฑ์ต่อไปนี้
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๐๓ เมื่อพิจารณาจากค านิยามของ ค าว่า ค าสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครองฯ สามารถจ าแนกองค์ประกอบอันเป็นสาระส าคัญของค าสั่งทางปกครองได้ ๕ ประการ ๑. เป็นการกระท าโดยเจ้าหน้าที่ ๒. เป็นการใช้อ านาจรัฐ ๓. เป็นการก าหนดสภาพทางกฎหมาย ๔. เกิดผลเฉพาะกรณี ๕. มีผลภายนอกโดยตรง ๑. เป็นการกระท าโดยเจ้าหน้าที่ ค าสั่งทางปกครองเป็นการกระท าโดย “เจ้าหน้าที่” ซึ่งตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครองฯ ได้ให้นิยามค าว่า “เจ้าหน้าที่” หมายความว่า บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคล ซึ่งใช้ อ านาจหรือได้รับมอบให้ใช้อ านาจทางปกครองของรัฐในการด าเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามกฎหมาย ไม่ว่าจะ เป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐหรือไม่ก็ตาม ต้องเป็นการใช้ “อ านาจทางปกครองของรัฐ” คือ ส่วนหนึ่งของอ านาจบริหารไม่รวมถึงอ านาจนิติบัญญัติหรือ อ านาจตุลาการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐหรือไม่ก็ได้ คือ ผู้ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ใช้อ านาจทางปกครองของรัฐนั้นอาจจะเป็นบุคลากรในภาครัฐหรือบุคลากรในภาคเอกชน ก็ได้ ๒. เป็นการใช้อ านาจรัฐ การออกค าสั่งทางปกครองดังกล่าว จะต้องใช้อ านาจทางปกครอง ไม่ใช่การใช้อ านาจทางนิติบัญญัติ อ านาจตุลาการ หรือ อ านาจตามกฎหมายอื่น เช่น รัฐธรรมนูญ เป็นต้น ๓. เป็นการก าหนดสภาพทางกฎหมาย ค าสั่งทางปกครองจะต้องมุ่งประสงค์เพื่อให้เกิดผลทางกฎหมายอันเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ระหว่าง บุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของ บุคคล การกระท าที่มิได้เป็นการก่อนิติสัมพันธ์ขึ้นใหม่ เช่น การให้ข้อมูลข่าวสาร ค าแนะน า หรือการอธิบาย ความเข้าใจ ไม่ถือเป็น “ค าสั่งทางปกครอง” เพราะ ไม่มีผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นใหม่ เพียงแต่เป็นการกระท า ที่เกี่ยวข้องกับ “ค าสั่งทางปกครอง” เดิมเท่านั้น ๔. เกิดผลเฉพาะกรณี ค าสั่งทางปกครองนั้นจะต้องกระท าโดยมุ่งก าหนดสภาพทางกฎหมายที่เป็นอยู่ในกรณีหนึ่งโดยเฉพาะ โดยสภาพจะต้องมุ่งใช้บังคับกับบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยตรง แม้ในตัวค าสั่งจะไม่ระบุชื่อบุคคลไว้ก็ได้ ซึ่งอาจจะ เป็นค าสั่งรวมหรือค าสั่งทั่วไปใช้บังคับกับกลุ่มบุคคลก็ได้ ๕. มีผลภายนอกโดยตรง หากการท าค าสั่งทางปกครองนั้นอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการหรือพิจารณาเพื่อออกค าสั่งทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาจะเปลี่ยนแปลงเช่นใดก็ได้ กรณีดังกล่าวนี้ถือว่าอยู่ขั้นตอนที่มีผลภายใน ทั้งนี้ ค าสั่ง ทางปกครองที่สมบูรณ์จะต้องมีการแสดงออกให้ผู้รับค าสั่งทางปกครองทราบค าสั่งนั้น ดังนั้น การพิจารณา ค าสั่งว่าจะมีผลภายในหรือภายนอกนั้นต้องพิจารณาเนื้อหาของค าสั่งเป็นส าคัญ
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๐๔ สรุปสาระส าคัญรายวิชา วิชา หลักการและแนวทางปฏิบัติตามกฎหมายจราจรทางบก ผู้บรรยาย พ.ต.ท.ธัชชา เต็มพร้อม วันที่ 8 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.00 น. ถึง 12.00 น. ผู้จดบันทึก นายธีรภพ รักษาแพ่ง หลักสูตร เจ้าพนักงานเทศกิจ รุ่นที่ 3 กลุ่มกิจกรรมที่ 2 หลักการและแนวทางปฏิบัติตามกฎหมายจราจรทางบก กฎจราจรมีความส าคัญอย่างมากส าหรับผู้ใช้รถใช้ถนนและแม้กระทั่งคนเดินเท้าก็ต้องปฏิบัติ ตามกฎจราจรเช่นเดียวกัน กฎจราจรของคนเดินเท้าก็มีความส าคัญไม่แพ้กัน เช่น การเดิมข้ามถนนจะต้องเดิน ข้ามตรงทางม้าลาย หรือสะพานลอยเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้คนเท้าเองและผู้ขับขี่รถยนต์ เพราะ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับคนเดินเท้า คือการข้ามถนนไม่ตรงจุดที่ก าหนดให้เช่น ทางม้าลายหรือสะพานลอยนั้นเอง ประโยชน์จากการปฏิบัติตามกฎจราจร ดังนี้ ๑. ท าให้การจราจรบนท้องถนนไม่ติดขัด เมื่อทุกคนปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดในการ ขับขี่ยานพาหนะแต่ละคนก็ขับขี่ไปตามเส้นทางของตน ตรงกันข้าม ถ้ามีบางคนไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรก็อาจจะ ท าให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดขึ้นได้ ๒. การปฏิบัติตามกฎจราจรจะเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่จะน่ามาซึ่งความสูญเสียชีวิตทั้ง ร่างกายและทรัพย์สินของประชาชนและประเทศชาติในปัจจุบันนี้ยังมีผู้ฝ่าฝืนกฎหมายจราจรอยู่เสมอ จะเห็นได้ จากข่าวอุบัติเหตุตามท้องถนนสายต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด เราเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยรณรงค์ให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายจราจรจากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าว มานี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของการปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด หวังอย่างยิ่งว่าข้อมูลที่น าเสนอนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยในสังคมปัจจุบันนี้วิทยาการต่างๆ ก้าวหน้าไปมาก การคมนาคมสะดวก ขึ้น ในสมัยโบราณจะเดินทางไปที่ใดก็อาศัยการเดิน ถ้าเดินทางไปในระยะทางไกลก็จะใช้สัตว์เป็นพาหนะ เช่น ช้าง ม้า ฯลฯ แต่ในปัจจุบันนี้จะเห็นว่าการคมนาคมรวดเร็วทั้งทางบก ทางเรือและทางอากาศ โดยเฉพาะการ คมนาคมทางบก มีรถยนต์ประเภทต่างๆ เป็นพาหนะจ านวนมากขึ้นตามฐานะเศรษฐกิจของพลเมือง ดังนั้นจึงมี กฎหมายว่าด้วยการจรจรทางบกขึ้นมาเป็นหลักเพื่อควบคุมการใช้เส้นทางของผู้ขับขี่ คนเดินท้าคนจูงหรือหรือ ไล่ต้อนสัตว์ การจราจร มีบัญญัติอยู่ใน “พระราชบัญญัติการจราจรทางบก พ.ศ. 2522” (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2538) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีหลักการและวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการใช้ถนนหรือทางของผู้ขับขี่ คนเดินเท้า หรือคนที่จูง ขี่ หรือไล่ต้อนสัตว์ ให้ปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อสงวนไว้ซึ่งชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน ของบุคคลที่ต้องเดินทางเป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญา ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามจะต้องรับโทษตามที่กฎหมาย บัญญัติไว้ กฎหมายเกี่ยวกับการจราจรจึงเป็นกฎหมายที่ส าคัญยิ่งในปัจจุบันและเป็นกฎหมายใกล้ตัวที่เกี่ยวข้อง
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๐๕ กับชุมชนที่ทุกคนควรรู้และน าไปปฏิบัติ ค าอธิบายนี้จะหยิบยกมาเฉพาะเรื่องที่น่ารู้ และการปลูกจิตส านึกใน การปฏิบัติตามกฎจราจรเป็นส าคัญ กฎหมายให้ปฏิบัติตามหลักของกฎหมาย เพื่อสงวนไว้ซึ่งชีวิตและทรัพย์สินของบุคคล เป็น ประโยชน์ต่อส่วนรวม วัตถุประสงค์ส าคัญของพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 คือ ต้องการ ควบคุมการใช้รถใช้ถนนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย กฎหมายการจราจรทางบก เบื้องต้น ๑. สัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจรสัญญาณ หมายความว่า สัญญาณใด ๆ ไม่ว่าจะ แสดงด้วยธงไฟ ไฟฟ้า มือ แขน เสียง นกหวีด หรือด้วยวิธีอื่นใด ส าหรับให้ผู้ขับขี่ คนเดินเท้า หรือคนจูง ขี่ หรือ ไล่ต้อนสัตว์ ปฏิบัติตามสัญญาณนั้น เช่น สัญญาณไฟเขียว ไฟแดง เป็นต้น “เครื่องหมายจราจร” หมายความว่า เครื่องหมายใด ๆ ที่ได้ติดตั้งไว้หรือท าให้ปรากฏในเสีย สุขภาพให้ผู้ขับขี่ คนเดินเท้า หรือคนที่จูง หรือไล่ต้อนสัตว์ปฏิบัติตามเครื่องหมายนั้น เช่น เครื่องหมายห้าม เลี้ยวซ้าย ห้ามเลี้ยวขวา ห้ามกลับรถ หรือห้ามจอด เป็นต้น ๒. สภาพรถและแผ่นป้ายทะเบียนรถ ห้ามมิให้ผู้ใดน ารถที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรง หรืออาจเกิดอันตรายหรืออาจท าให้เสื่อมเสีย สุขภาพอนามัยแก่ผู้ใช้ คนโดยสาร หรือประชาชนใช้ในทางเดินรถ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมีความผิดต้อง ระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท ห้ามมิให้ผู้ใดน ารถที่มิได้ติดแผ่นป้ายเลขทะเบียน แผนป้ายเครื่องหมายเลขทะเบียน หรือ ป้าย ประจ ารถ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยการขนส่ง กฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน กฎหมายว่าด้วยรถ ลาก หรือกฎหมายว่าด้วยรถจ้าง มาใช้ในทางเดินรถ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมีความผิดต้องระวางโทษปรับ ไม่เกิน 1,000 บาท ๓. การขับรถ ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้ ในการขับรถ ผู้ขับขี่ต้องขับรถในทางเดินรถด้านซ้ายและต้องไม่ล้ ากึ่งกลางของทางเดินรถ เว้น แต่กรณีต่อไปนี้ให้เดินทางขวาหรือล่ ากึ่งกลางของทางเดินรถได้ ก. ด้านซ้ายของทางเดินรถมีสิ่งกีดขวางหรือปิดการจราจร ข. ทางเดินรถนั้นเจ้าพนักงานจราจรก าหนดให้เป็นทางเดินรถทางเดียว ค. ทางเดินรถนั้นกว้างไม่ถึง 6 เมตร ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมีความผิดต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 200 บาท ถึง 500 บาท ๔. ใบอนุญาตขับรถ ผู้ขับรถต้องได้รับใบอนุญาตขับรถ และต้องมีใบอนุญาตขับรถและส าเนาภาพถ่ายใบคู่มือจด ทะเบียนรถในขณะขับเพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานได้ทันที การขอใบอนุญาตขับรถนั้น ผู้ขอใบอนุญาตต้องมีอายุไม่ ต่ ากว่า 18 ปีบริบูรณ์ และต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายก าหนด โดยยื่นค าร้อง ต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่ตนมีภูมิล าเนาหรือถิ่นที่อยู่ ผู้ใดขับรถโดยไม่ได้รับอนุญาตขับรถต้องระวางโทษ จ าคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ๕. ผู้ขับขี่และคนโดยสารรถจักรยานยนต์ต้องสวม “หมวกนิรภัย” ๖. ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และคนโดยสารรถจักรยายนต์ ต้องสวมหมวกที่จัดท าขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันอันตราย ในขณะขับขี่และโดยสารรถจักรยานยนต์ในท้องที่ที่ก าหนด ดังต่อไปนี้
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๐๖ ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ให้มีผลบังคับใช้นับตั้งแต่ 15 ธันวาคม 2535 เป็นต้นไป ในเขตท้องที่จังหวัดของแก่น ชลบุรี เชียงใหม่ นครปฐม นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานี พิษณุโลก สงขลา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สุราษฎร์ธานี อุดรธานี และอุบลราชธานี ให้มีผลใช้ บังคับนับตั้งแต่ 15 กันยายน 2536 เป็นต้นไป ในเขตท้องที่จังหวัดอื่น นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ให้มีผลใช้บังคับ 15 กันยายน 2537 เป็นต้น ไป ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท ๗. ห้ามมิให้เสพยาบ้า (แอมเฟตามีน) ขณะขับรถ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพหรือรับเข้าร่างกายไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท กลุ่มแอมเฟตามีน (ยาบ้า) หรือวัตถุออกฤทธิต่อจิตและประสาทอย่างอื่นที่อธิบดีกรมต ารวจหรือผู้บัญชาการ ส านักงานต ารวจแห่งชาติในปัจจุบันก าหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เจ้าพนักงานจราจร พนักงาน สอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอ านาจจัดให้มีการตรวจสอบทั้งประเภทตามที่ก าหนดโดยประกาศในราช กิจจานุเบกษาว่าได้เสพหรือรับเข้าร่างกายด้วยวิธีใด ๆ ซึ่งวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทกลุ่มแอมเฟตามีน หรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อประสาทอย่างอื่นที่ก าหนดหรือไม่ ผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ แต่ถ้าการกระท านั้นเป็นเหตุให้ ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระท าต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 40,000 บาท ถึง 80,000 บาท หรือทั้งจ าทั้งปรับและให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ๘. ห้ามมิให้แข่งรถในทางหรือถนน ห้ามมิให้ผู้ใดแข่งรถในทางหรือจัดสนับสนุน หรือส่งเสริมให้มีการแข่งรถทั้งจ าทั้งปรับ เว้นแต่ จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานจราจร ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 10,000 บาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีก าหนดไม่น้อยกว่า 1 เดือน หรือเพิกถอน ใบอนุญาตขับขี่
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๐๗ สรุปสาระส าคัญรายวิชา วิชา การใช้วิทยุสื่อสารของทางราชการ ผู้บรรยาย พ.ต.ท.ธัชชา เต็มพร้อม วันที่ 8 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 น. ถึง 16.00 น. ผู้จดบันทึก นายธีรภพ รักษาแพ่ง หลักสูตร เจ้าพนักงานเทศกิจ รุ่นที่ 3 กลุ่มกิจกรรมที่ 2 การใช้วิทยุสื่อสารของทางราชการ การใช้เครื่องวิทยุสื่อสารแบบสังเคราะห์ความถี่ ในข่ายสื่อสารวิทยุคมนาคมของทางราชการ 1.ต้องด าเนินไปเพื่อประโยชน์ของราชการหน่วยงานต้นสังกัด 2.ต้องใช้เฉพาะความถี่วิทยุที่หน่วยงานนั้นได้รับอนุญาตเท่านั้น 3.กรณีจ าเป็นต้องใช้ความถี่วิทยุร่วมกับหน่วยงานอื่น ให้หน่วยงานนั้นท าเรื่องขออนุญาตจาก หน่วยงานที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ความถี่วิทยุจากกรมไปรษณีย์ โทรเลข (หน่วยงานเจ้าของความถี่วิทยุ) หาก หน่ วยง านเจ้ าของค ว ามถี่อนุญ าตให้ใช้ค ว ามถี่ วิทยุ ร่ วมได้ให้หน่ วยง านนั้นแจ้งขออนุมัติจ าก กรมไปรษณีย์โทรเลข เมื่อกรมไปรษณีย์โทรเลขอนุมัติแล้วก็สามารถใช้ความถี่วิทยุร่วมกับหน่วยงานเจ้าของ ความถี่ได้ แต่ต้องใช้ภายใต้เงื่อนไขที่ได้รับอนุญาต มีข้อสังเกตว่าการขอใช้ความถี่วิทยุร่วมนี้ต้องด าเนินการ ระหว่างหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ความถี่วิทยุด้วยกัน จะด าเนินการโดยกลุ่มข้าราชการ เจ้าหน้าที่หรือ ส านักงานภายในหน่วยงานนั้นมิได้ 4.ให้ใช้ความถี่วิทยุได้เฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ความถี่ 5.การพกพาไปนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้กระท าได้เฉพาะพกพาไปเพื่อปฏิบัติงานเท่านั้น 6.ต้องพกพาในลักษณะที่เหมาะสม การใช้วิทยุสื่อสารที่ถูกต้อง ประกอบด้วย ความถี่ที่ถูกต้องโดยได้รับการจัดสรรความถี่จาก กรมไปรษณีย์โทรเลข - เครื่องวิทยุคมนาคมต้องได้มาตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย - ผู้ใช้ต้องปฏิบัติตามระเบียบของกรมไปรษณีย์โทรเลข นอกจากหลัก 3 ประการตามที่กล่าวมาแล้ว - การใช้วิทยุสื่อสารให้มีประสิทธิภาพยังมีส่วนประกอบส าคัญอีก 3 ประการ ได้แก่ (1) เครื่องมือดีมีคุณภาพ (2) พนักงานวิทยุที่ดี (3) วิธีการติดต่อสื่อสารดี (1) เครื่องมือดีมีคุณภาพ หมายถึง การเลือกใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ซึ่งต้องพิจารณาจาก ลักษณะ ทางเทคนิคประกอบการจัดซื้อ โดยมีข้อควรพิจารณาดังนี้ (1.1) ราคาเครื่องพร้อมอุปกรณ์ (1.2) บริการหลังการขายของผู้ขายที่มีให้ลูกค้า
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๐๘ (1.3) ขนาดรูปร่างความสวยงามของเครื่อง (1.4) ย่านความถี่รับ - ส่ง (1.5) กระแสไฟฟ้าที่ใช้ขณะที่ท าการรับ - ส่งและขณะ STAND BY (1.6) ความไวในการรับส่งสัญญาณ (1.7) จ านวนช่องความจ า (1.8) ปุ่มปรับพิเศษลูกเล่นต่างๆ (1.9) ความคงทนในการใช้งาน จุดอ่อนของเครื่อง (2) พนักงานวิทยุที่ดี ควรมีคุณสมบัติประจ าตัวดังนี้ (2.1) ต้องรู้จักหน้าที่ (2.2) ต้องมีความรับผิดชอบ (2.3) ต้องมีระเบียบวินัย (2.4) ต้องอุทิศเวลา (2.5) ต้องมีความรู้ในระบบของเครื่องวิทยุและอุปกรณ์ที่ใช้งาน (3) วิธีการติดต่อสื่อสารดี (3.1) ต้องใช้ข้อความสั้น กะทัดรัด ได้ใจความ เช่น โค้ด ว. (3.2) ต้องใช้ภาษาราชการ หรือภาษาไทยกลาง เท่านั้น (3.3) ต้องใช้เฉพาะความถี่ที่หน่วยงานของตนได้รับอนุญาต เท่านั้น (3.4) ต้องขออนุญาตสถานีควบคุมข่ายก่อน เมื่อจะติดต่อสื่อสารกัน โดยตรง (3.5) ต้องไม่ใช้ช่องสื่อสารในขณะที่ยังมีการรับ-ส่ง ข่าวสารกันอยู่ (3.6) ต้องไม่ส่งเสียงเพลง เสียงดนตรี หรือรายการโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือเสียงแปลก ประหลาดออกอากาศ (3.7) ต้องไม่วิจารณ์ การเมือง การค้า ศาสนา หรือส่งข้อความที่เป็น การละเมิดกฎหมาย บ้านเมือง (3.8) ต้องไม่แอบอ้าง หรือใช้นามเรียกขานของผู้อื่น (3.9) ต้องไม่ให้ผู้อื่นหยิบยืมเครื่องมือสื่อสารของตนไปใช้ (3.10) ต้องพกพาวิทยุสื่อสารในลักษณะเหมาะสมเปิดเสียงดัง พอได้ยินส าหรับตนเอง
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๐๙ สรุปสาระส าคัญรายวิชา วิชา การด าเนินการป้องกันยาเสพติดในชุมชนตามอ านาจหน้าที่ของ อปท.ผู้บรรยาย พ.ต.ท.ธัชชา เต็มพร้อม วันที่ 8 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 16.00 น. ถึง 19.00 น. ผู้จดบันทึก นางสาวพิฏชญาณ์ พิรุณ หลักสูตร เจ้าพนักงานเทศกิจ รุ่นที่ 3 กลุ่มกิจกรรมที่ 3 การด าเนินการป้องกันยาเสพติดในชุมชนตามอ านาจหน้าที่ของ อปท. ปัญหาจากยาเสพติดกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและคุณภาพชีวิตและคุณภาพของสังคมไทย ส าหรับกลไกภาครัฐมีความพยายามในการต่อสู้กับปัญหานี้มาช้านาน โดยเฉพาะคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ซึ่งเป็นกลไกส าคัญในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดใน ประเทศ นอกจากนี้ยังมีกลไกของฝ่ายปกครอง ของกระทรวงมหาดไทยผ่านอ าเภอและจังหวัดในการดูแลความมั่นคง ภายใน มีการจัดตั้ง ศูนย์อ านวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระดับจังหวัด ในขณะที่ระดับอ าเภอ มี การศูนย์ปฏิบัติการพลังแผ่นดินในการเอาชนะยาเสพติด นอกจากนี้แล้วในระดับท้องถิ่นโดยองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ ที่ส าคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน ในขณะที่เรื่องปัญหา ยาเสพติดยังเป็นที่ไม่ชัดเจนในทางปฏิบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะหลาย อปท.มีปัญหาเรื่องการ จ่ายงบประมาณอุดหนุนแก่หน่วยงานอื่นในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด จนต่อมาคณะกรรมการการ กระจายอ านาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ก าหนดภารกิจในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะมิติการป้องกันและการแก้ไขปัญหายาเสพติด ส่วนด้านการปราบปรามเป็นเรื่องของฝ่ายต ารวจและ ความมั่นคงในการด าเนินการ ซึ่งการด าเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าอ านาจหน้าที่ในการรักษา ความสงบเรียบร้อยของประชาชนในพื้นที่ สอดคล้องกับอ านาจหน้าที่ของท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติจัดตั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 50 (1) พระราชบัญญัติสภาต าบล และองค์การบริหารส่วนต าบลพ.ศ. 2537 มาตรา 67 (6,9) และพระราชบัญญัติก าหนดแผนและขั้นตอนการ กระจายอ านาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 (มาตรา 16 (30) มาตรา 17 (23) กลไกระดับท้องถิ่นสามารถด าเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ไม่ว่า จะเป็นการจัดท าสื่อ การรณรงค์ การเผยแพร่และการสร้างความตระหนักแก่ประชาชน การจัดท ากิจกรรม เกี่ยวกับการอบรมด้าน การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด การจัดกิจกรรมในการบ าบัด รักษา ฟื้นฟู สมรรถภาพ ติดตามดูแลผู้ติด ยาเสพติด การจัดกิจกรรมส่งเสริมอาชีพให้ผู้ผ่านการรักษา บ าบัดฟื้นฟูผู้เสพหรือ ติดยาเสพติด รวมถึงการ จัดหาชุดตรวจ สารเสพติดและอุปกรณ์เพื่อน าไปใช้ตรวจกลุ่มเป้าหมาย เพื่อการบ าบัด รักษา ฟื้นฟู สมรรถภาพ ติดตามดูแลผู้ติดยาเสพติด ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวพึ่งมีการตีความภารกิจท้องถิ่นในการป้องกันและ แก้ไขปัญหายาเสพติดและมีการแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งในทางปฏิบัติมีการด าเนินการ บางส่วนที่เกี่ยวข้องกับอ านาจ หน้าที่ของท้องถิ่นอย่างไร จึงมีความจ าเป็นในการส ารวจแนวทางในการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติด ในการท างานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของ องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นโดยกระบวนการสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างไร ซึ่งจะสามารถ พัฒนาหรือถอด
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๑๐ บทเรียนในการองค์ความรู้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของท้องถิ่น ในการด าเนินการเพื่อร่วมสร้าง สังคมแห่งสันติสุขและท้องถิ่นแห่งการลดละเลิกยาเสพติดในชุมชนท้องถิ่นต่อไป ปัญหาในการด าเนินการเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาทิ เช่น 1) ปัญหาในเชิงโครงสร้างการท างานด้านยาเสพติดในระดับพื้นที่ กล่าวคือเรื่องอ านาจหน้าที่ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และส าหรับการปราบปราม ย่อมเป็น อ านาจของฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ต ารวจและส านักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ในขณะที่ ภารกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีหลากหลายและกระทบต่อชีวิตประชาชน ความเชี่ยวชาญด้านการ ป้องกันและ แก้ไขปัญหาของผู้ปฏิบัติงานก็มีความแตกต่างหลากหลายกันไปตามแต่ละองค์กรปกครองจะมอบหมายให้ส่วน งานใดเป็นผู้รับผิดชอบ 2) ปัญหาเชิงการออกแบบและการท างานเชิงรุก หากทางเทศบาลมีการน าประเด็นปัญหายาเสพติด มาเป็นวาระการพัฒนาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากที่มีโครงการในแผนพัฒนาท้องถิ่นอยู่แล้วมาก าหนดเป็นแนวทาง หรือแผนด้านการป้องกันและแก้ไขยาเสพติดเป็นการเฉพาะ ก็จะท าให้การท างานด้านนี้มีเป้าหมายที่ก าหนด อย่างชัดเจนและมีทิศทางที่ชัดเจนร่วมกัน 3) ปัญหาด้านการประเมินผลกระทบของโครงการการประเมินผลกระทบในที่นี้หมายความว่า การดู ผลที่เกิดขึ้นจากการด าเนินโครงการว่ามีความเปลี่ยนแปลงในด้านใดบ้างซึ่งไม่เพียงแต่การประเมินความพึง พอใจของโครงการเท่านั้น เพราะการประเมินภาพใหญ่ของโครงการจะท าให้ได้แนวทางในปรับปรุง กระบวนการท างานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น 4) สถานภาพกลไกการท างานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดระดับชุมชน การท างานในมิติ ยาเสพติดของผู้น าชุมชน ในฐานะที่เป็นกลไกของท้องถิ่นระดับเทศบาลเมืองและเทศบาลนคร ซึ่งต่างจากการ ท าหน้าที่ของก านันและผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลต าบลและองค์การบริหารส่วนต าบล เนื่องจากก านัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นกลไกของราชการส่วนภูมิภาคคืออ าเภอและจังหวัดซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการปฏิบัติงานด้าน ความมั่นคงและการรักษาความสงบเรียบร้อย ทั้งนี้ในส่วนของประธานชุมชนนั้น แม้จะมีการเลือกตั้งและการ แต่งตั้งจากเทศบาลแต่ไม่มีอ านาจหน้าที่และสวัสดิการที่หนักแน่นในด้านการจัดการปัญหายาเสพติด 5) งานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นเสมือนงานฝากขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือการขอบเขตภาระงานด้านนี้หากพิจารณาข้อมูลทั้งภาพรวมจากการส ารวจและข้อมูลของเทศบาล อปท. พบว่ามีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบซึ่งแบ่งภารกิจตามความรับผิดชอบในแต่ละฝ่ายงาน และผู้ที่จะท างานอย่าง เชี่ยวชาญในด้านนี้คงต้องใช้เวลาพอสมควร แนวทางการด าเนินการปูองกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรได้มีการ จัดกิจกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้ประชาชนในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะ เยาวชนใน ชุมชน และที่ส าคัญองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นทุกองค์กร ควรได้มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารเกี่ยวกับภัย ของยาเสพติดให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องผ่านป้ายประชาสัมพันธ์ เอกสารแนะน าและเสียงตามสาย โดยประชาชนเข้าถึงกับแนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดในด้านการป้องกัน และควรส่งเสริมให้มีการรณรงค์ ป้องกันปัญหายาเสพติดทั้งในชุมชน ในสถานศึกษาด้วยการจัดกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์เพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมเข้าใจ อย่างต่อเนื่อง
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๑๑ สรุปสาระส าคัญรายวิชา วิชา ความรู้ พระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและพัสดุภาครัฐ ผู้บรรยาย นายศุภสิทธิ์ ศรีเฉลียว วันที่ 9 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.00 น. ถึง 12.00 น. ผู้จดบันทึก นายธีรภพ รักษาแพ่ง หลักสูตร เจ้าพนักงานเทศกิจ รุ่นที่ 3 กลุ่มกิจกรรมที่ 3 ความรู้ พระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ กฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างจะบังคับทุกหน่วยงานภาครัฐ โดยวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการปราบปราม การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่ผ่านมา โดย พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ฉบับ นี้จะครอบคลุมหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด ต่างจากกฎหมายฉบับเดิมที่เคยใช้ในประเทศไทย ซึ่งบังคับใช้แค่ หน่วยงานราชการเท่านั้น แต่ พ.ร.บ. ฉบับนี้จะคลุมไปถึงส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรมหาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยในสังกัด หลักการและเหตุผล การจัดซื้อจัดจ้าง มีกรอบการปฏิบัติงาน ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน มุ่งเน้น การเปิดเผยข้อมูล เพื่อ ความ โปร่งใส และมีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ค านึงถึง วัตถุประสงค์ การใช้งานเป็นส าคัญ เพื่อให้ เกิดความ คุ้มค่าในการใช้จ่ายเงิน เน้นการวางแผน และประเมินผล เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ส่งเสริม ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมเพื่อตรวจสอบ และป้องกันการทุจริต การจัดซื้อจัดจ้าง ด้วยวิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อการเปิดเผยโปร่งใสสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน ค านิยาม “การจัดซื้อจัดจ้าง” การด าเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งพัสดุ โดยการซื้อ จ้าง เช่า แลกเปลี่ยน หรือโดยนิติ กรรมอื่นตามที่ก าหนดในกฎกระทรวง “พัสดุ” สินค้า งานบริการ งานก่อสร้าง งานจ้างที่ปรึกษา งานจ้างออกแบบและ ควบคุมงานก่อสร้าง รวมทั้งการด าเนินการอื่นตามที่ก าหนดในกฎกระทรวง “สินค้า” วัสดุ ครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นใด รวมทั้งงานบริการ ที่รวมอยู่ในสินค้า นั้นด้วย แต่มูลค่าของงานบริการต้องไม่สู้งกว่ามูลค่าของสินค้านั้น “งานบริการ” งานจ้างบริการ งานจ้างเหมาบริการ งานจ้างท าของและการรับขน ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่หมายความรวมถึงการจ้างลูกจ้าง ของหน่วยงานของรัฐ การรับขนในการ เดินทางไปราชการหรือไปปฏิบัติของหน่วยงาน ของรัฐ “งานก่อสร้าง” งานก่อสร้างอาคาร งานก่อสร้างสาธารณูปโภค หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นใด และการ ซ่อมแซม ต่อเติม ปรับปรุง รื้อถอน หรือการกระท าอื่นที่มีลักษณะท านองเดียวกัน “การบริหารพัสดุ”การเก็บ การบันทึก การเบิกจ่าย การยืม การตรวจสอบ การบ ารุงรักษา และการ จ าหน่ายพัสดุ การจัดหา
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๑๒ ๑. การจัดซื้อจัดจ้าง = ระเบียบส านักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุพ.ศ.๒๕๓๕ ตลอดจนข้อบังคับ ระเบียบปฏิบัติและค าสั่งของทางราชการที่เกี่ยวข้อง ๒. การจัดท าเอง = ระเบียบส านักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.๒๕๓๕ พัสดุใดที่จัดท าขึ้นเองได้ ให้พิจารณาใช้พัสดุนั้นก่อนที่จะด าเนินการจะด าเนินการซื้อหรือจ้างหรือเช่า ๓. การโอนหรือการแลกเปลี่ยน = ระเบียบส านักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ ตลอดจนข้อบังคับ ระเบียบปฏิบัติและค าสั่งของทางราชการที่เกี่ยวข้อง ๔. การเช่า = ระเบียบส านักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.๒๕๓๕ ตลอดจนข้อบังคับ ระเบียบ ปฏิบัติค าสั่งของทางราชการที่เกี่ยวข้อง ๕. การดัดแปลงพัสดุ ที่เหลือใช้ เกินความต้องการ ล้ าสมัย เสื่อมสภาพ หรือช ารุด จนใช้ราชการไม่ได้ และได้จ าหน่ายบัญชีแล้ว แต่อาจดัดแปลงเป็นพัสดุที่ใช้กิจการอื่น ๆ ได้ให้ด าเนินการขออนุมัติดัดแปลงเพื่อจ่าย ใช้ราชการต่อไป ๖. การได้รับความช่วยเหลือ ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงในการช่วยเหลือนั้น สรุปจุดมุ่งหมายของพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ คือ เพื่อให้การจัดซื้อ จัดจ้างและการบริหารพัสดุของหน่วยงานของรัฐ (ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น) มีประสิทธิภาพและ เกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ และสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในการมีส่วนร่วม อัน จะเป็นการป้องกันปัญหาการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๑๓ สรุปสาระส าคัญรายวิชา วิชา มาตรฐานการบริการสาธารณะ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ผู้บรรยาย นายอวยชัย พัศดุรักษา วันที่ 9 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 12.00 น. ถึง 16.00 น. ผู้จดบันทึก นายธีรภพ รักษาแพ่ง หลักสูตร เจ้าพนักงานเทศกิจ รุ่นที่ 3 กลุ่มกิจกรรมที่ 3 มาตรฐานการบริการสาธารณะการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี การจัดบริการสาธารณะ โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับกิจกรรม หรือบริการที่รัฐจัดขึ้น ทั้งนี้เพื่อตอบสนอง ต่อความต้องการของประชาชนโดยส่วนรวม โดยกิจกรรมสาธารณะนั้นจะต้องประกอบไปด้วยเงื่อนไขคือ เป็น กิจกรรม ที่เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลอันได้แก่ รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้การจัดบริการสาธารณะ ยังเป็นการบริหารและด าเนินการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนทั่วไป โดยการ จัดบริการสาธารณะ จะเป็นไปในลักษณะของการที่มีองค์การหรือหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ ผู้บริการท าหน้าที่ ปฏิบัติการรับใช้ อ านวยความสะดวก แก้ปัญหา ตลอดจนตอบสนองความต้องการ ในด้านต่าง ๆ ให้แก่ ประชาชน ทั้งนี้การจัดบริการ สาธารณะของท้องถิ่น คือ การบริหารและด าเนินงานขององค์กร ปกครองส่วน ท้องถิ่นในการปฏิบัติการรับใช้และ การอ านวยความสะดวกต่าง ๆ ตอบสนองความต้องการ และการแก้ไข ปัญหาให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น โดยการ ด าเนินการบริหารจะเป็นไปตามอ านาจหน้าที่ ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น อันมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองกับความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี ให้แก่ประชาชน เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น และตอบสนองนโยบายของ รัฐบาล รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติ ก าหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอ านาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ให้ความ เป็นอิสระแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตาม เจตนารมณ์ของ ประชาชนในท้องถิ่นและส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานส าคัญในการ บริการสาธารณะและการตัดสินใจแก้ไขปัญหาของประชาชน รวมทั้งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มี อ านาจหน้าที่ในการดูแลและบริหารจัดการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นส าคัญ ดังนั้น การจัดท าบริการสาธารณะของรัฐมี เป้าหมายและมีแนวคิดเรื่องการจัดท าบริการสาธารณะ ที่ส าคัญ ดังนี้ 1) รัฐต้องมีการบริหารด้านการจัดท าบริการสาธารณะแบบตลาด 2) รัฐต้อง สามารถจัดการบริหารการจัดท าบริการสาธารณะเพื่อให้ผู้รับบริการมี ทางเลือกใช้บริการได้ หลาย ช่องทาง 3) รัฐต้องกระจายความรับผิดชอบให้มีผู้จัดท าบริการสาธารณะแทน 4) รัฐต้องมีแผนงาน ยกระดับความสามารถในการจัดท าบริการสาธารณะ 5) รัฐต้องมีจุดมุ่งหมายแห่งความส าเร็จ ในการจัดท าบริการสาธารณะมากกว่าที่จะเน้น ใน เรื่องกระบวนการ และเพื่อให้การจัดบริการสาธารณะสามารถสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนได้มาก
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๑๔ ยิ่งขึ้น จึงควรมีการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการจัดบริการสาธารณะ เป็นต้นว่า การลดความ เป็นทางการให้เหลือ น้อยลง มีการให้บริการที่ตรงไปตรงมาไม่มีขั้นตอนมาก มีระบบการให้บริการ ที่มีความพร้อมด้านฐานข้อมูล ให้ ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงการบริการได้ง่าย และหลายช่องทาง จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า การ บริการสาธารณะจะประกอบไปด้วยผู้ให้บริการ ซึ่งในที่นี้ หมายถึง บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้รับบริการคือประชาชน ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งจะต้องค านึงถึงคุณภาพมาตรฐานการบริการสาธารณะ ที่ดี ทั้งนี้เพื่อ ประโยชน์สุขของประชาชนเป็นส าคัญ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า แนวทางการบริการสาธารณะเพื่อยกระดับการบริการที่ดีขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น มีสังเขปดังนี้ 1) การให้ความส าคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการ ให้บริการ สาธารณะแก่ประชาชน เพื่อให้บุคลากรมีความเข้าใจ มีทักษะ ในการปฏิบัติงาน มีจิตใจที่เอื้อต่อ การ ให้บริการที่ดีและให้บริการแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเจ้าหน้าที่ให้บริการต้องมีความรู้ ในงานที่ บริการเป็นอย่างดีให้บริการด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส ให้บริการด้วยความกระตือรือร้น เอาใจใส่ และบริการด้วย ความเสมอภาค 2) การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ขั้นตอนการขอรับบริการแก่ประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจ ถึง ขั้นตอนในการขอรับและการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐ และเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้าน กฎหมายท้องถิ่น หรือการเชิญผู้ประกอบการและประชาชนมาเข้าร่วมอบรมเพื่อรับฟังปัญหาความต้องการและ สร้างความร่วมมือในการช าระภาษีมากขึ้น 3) ด าเนินงานรับบริการ ณ จุดเดียว ด้วยการเชื่อมโยงและบูรณาการ กระบวนงานบริการที่ หลากหลายจากส่วนราชการต่าง ๆ มาไว้ ณ จุดเดียว อันเป็นการยกระดับ คุณภาพมาตรฐานการให้บริการ ประชาชนที่เชื่อมโยงกันทุกภาคส่วนองค์กรโดยการปรับปรุง กระบวนงาน ขั้นตอนหรือแก้ไขกฎ ระเบียบ ข้อบังคับให้มีความยืดหยุ่นให้เอื้อแต่การแก้ไขปัญหาของ ประชาชนมากยิ่งขึ้น ตลอดจนการน าเอาเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารเข้ามาส่งเสริม การให้บริการประชาชนเพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๑๕ สรุปสาระส าคัญรายวิชา วิชาหลักการเขียนหนังสือราชการ การเขียนรายงานและการสรุปรายงานตามระเบียบงานสารบรรณ ผู้บรรยาย ผู้ช่วยศาสตราจารย์โสภณ สาทรสัมฤทธิ์ผล วันที่ 10 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.00 น. ถึง 12.00 น. ผู้จดบันทึก นายศราวุธ มณีวงค์ หลักสูตร เจ้าพนักงานเทศกิจ รุ่นที่ 3 กลุ่มกิจกรรมที่ 5 สิ่งที่ต้องค านึงเมื่อเขียนหนังสือราชการ ๑. เอกภาพ หมายถึง มีใจความส าคัญเพียงเรื่องเดียว ไม่ควรเขียนหลายจุดประสงค์ในหนังสือฉบับ เดียวกัน ๒. สัมพันธภาพ หมายถึง มีการเชื่อมโยงกัน เป็นเหตุเป็นผลกัน เช่น - เรื่อง ต้องสัมพันธ์กับจุดประสงค์ - ค าขึ้นต้น ต้องสัมพันธ์กับค าลงท้าย ๓. สารัตถภาพ หมายถึง มีการเน้นย้ าสาระส าคัญให้เด่นชัด อาจเน้นในส่วนเนื้อหาด้วยการใช้ถ้อยค า หรือ ด้วยการขีดเส้นใต้ข้อความ หรือการใช้ตัวหนา ตัวเอน ตัวอักษรขนาดใหญ่โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยก็ได้ ๔. เสถียรภาพ หมายถึง การใช้ค าให้คงที่ สม่ าเสมอ เช่น - สรรพนาม ข้าพเจ้า – ดิฉัน – ผม - กระผม - ผู้พิการทางสายตา – ผู้บกพร่องทางการมองเห็น – คนตาบอด ความหมายของสารบรรณ สาร หรือ สาระ หมายถึง สาระ ส่วนส าคัญ ถ้อยค า จดหมาย ฯลฯ บรรณ หมายถึง หนังสือ สารบรรณ หมายถึง หนังสือที่เป็นหลักฐาน งานสารบรรณ หมายความว่า งานที่เกี่ยวกับการบริหารงานเอกสารเริ่มต้นตั้งแต่การจัดท า การรับ การส่ง การเก็บรักษา การยืม จนถึงการท าลาย การเขียนบันทึกข้อความ บันทึกข้อความ หมายถึง การเขียนข้อความในลักษณะ เป็นค าสั่ง สั่งการ หรือเป็นเอกสารที่ใช้ติดต่อกันเพื่อแจ้ง ให้ทราบ เป็นการประสานงานระหว่างหน่วยงานภายใน โดยที่จะเขียนอยู่ในรูปแบบดังนี้ ๑. ตั้งหน้ากระดาษ กั้นหน้า ๓ เซนติเมตร กั้นหลัง ๒ เซนติเมตร ๒. ขนาดตัวครุฑ ๑.๕ เซนติเมตร โดยวางตัวครุฑห่างจากขอบกระดาษประมาณ ๑.๕ เซนติเมตร ๓. ค าว่า “บันทึกข้อความ” พิมพ์ด้วยอักษรตัวหนาขนาด ๒๙ พอยต์ และปรับค่าระยะบรรทัดจาก ๑ เท่าเป็น ค่าแน่นอน (Exactly) ๓๕ พอยต์
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๑๖ บันทึกข้อควำม ส้วนรำชกำร งำนเทศกิจ ส ำนักปลัด ที่ /๒๕๕๙ วันที่ กรกฎำคม ๒๕๕๙ เรื่อง ขอเชิญเข้ำร้วมเป้นเกียรติในพิธีเป้ดโครงกำรอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการร้านค้า หาบเร่ แผง ลอยและตลาดนัดประจ ำป้๒๕๕๙ เรียน คณะผู้บริหำร,ปลัดเทศบำล,รองปลัดเทศบำล,หัวหน้ำส้วนรำชกำร, พนักงำนเทศบำล และ พนักงำนจ้ำงทุกท้ำน สิ่งที่สิ่งมาด้วย ก าหนดการพิธีเปิดโครงการฯ 1 ฉบับ ด้วย งำนเทศกิจ เทศบำลเมืองเขำสำมยอด ร้วมกับงำนเทศกิจ เทศบำลเมืองลพบุรี ได้จัด โครงการอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการร้านค้า หาบเร่ แผงลอยและตลาดนัดในวันศุกร์ที่๑๕ กรกฎาคม ๒๕59เวลำ ๐๘.๐๐ น.– ๑๖.๓๐ น. ณ อาคารเอนกประสงค์โรงเรียนเทศบาลเมืองเขา สามยอด๑ งำนเทศกิจ เทศบำลเมืองเขำสำมยอด จึงขอเชิญท่านเข้าร่วมกิจกรรมและร่วมเป็นเกียรติใน พิธีเปิด ตามวัน เวลา สถานที่ดังกล่าว จึงเรียนมำเพื่อโปรดทรำบและร้วมงำนโดยพร้อมเพียงกัน (นางจรรยงค์ ธราสิทธิ์) รองปลัดเทศบาลเมืองเขาสามยอด รักษาราชการแทน ปลัดเทศบาลเมืองเขาสามยอด ตัวอย่าง
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๑๗ ที่ ลบ ๕๒๐๐๑/ ส ำนักงำนเทศบำลเมืองลพบุรี ถนนนำรำยณ้มหำรำช ลบ ๑๕๐๐๐ เมษำยน ๒๕๕๙ เรื่อง ขอตรวจสอบกล้องวงจรป้ด เพื่อประกอบกำรด ำเนินคดี เรียน ผู้ก ำกับกำรสถำนีต ำรวจภูธรเมืองลพบุรี อ้ำงถึง หนังสือสถำนีต ำรวจภูธรเมืองลพบุรี ที่ ตช ๐๐๑๖(๑๐) ๔/๒๓๖๙ ลงวันที่ ๒๓ มีนำคม ๒๕๕๙ ตำมหนังสือที่อ้ำงถึง สถำนีต ำรวจภูธรเมืองลพบุรี แจ้งว้ำ ได้ขอควำมอนุเครำะห้ให้เทศบำล เมืองลพบุรีตรวจสอบกล้องวงจรป้ดกรณีเกิดเหตุ พร้อมขอตรวจสอบกล้องวงจรป้ดเพื่อประกอบกำรด ำเนินคดี นั้น เทศบำลเมืองลพบุรี ขอเรียนว้ำ กล้องวงจรป้ดของเทศบำล ช ำรุด ไม้สำมำรถใช้งำนได้ ตั้งแต้เดือนกรกฎำคม ๒๕๕๘ อยู้ระหว้ำงกำรปรับปรุง ซ้อมแซม จึงไม้สำมำรถตรวจสอบกล้องวงจรป้ดให้ ทำงสถำนีต ำรวจภูธรเมืองลพบุรี ตำมที่ร้องขอได้ จึงเรียนมำเพื่อโปรดทรำบ ขอแสดงควำมนับถือ (.....................................) นำยกเทศมนตรี..................... ส ำนักปลัดเทศบำล ฝ้ำยปกครอง งำนรักษำควำมสงบเรียบร้อยและควำมมั่นคง (เทศกิจ) โทร. ๐–๓๖๔๑–๑๐๔๗/๐-๓๖๔๑–๒๔๐๑ โทรสำร.๐–๓๖๔๑–๒๔๐๐ “ยึดมั่นธรรมาภิบาล บริการเพื่อประชาชน” ตัวอย่าง
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๑๘ สรุปสาระส าคัญรายวิชา วิชาการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนและวิชาทักษะการประสานงาน การสื่อสาร การน าเสนอและการ ถ่ายทอดความรู้ ผู้บรรยาย ดร.บันฑิต ตั้งประเสริฐ วันที่ 10 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 น. ถึง 19.00 น. ผู้จดบันทึก นายศราวุธ มณีวงค์ หลักสูตร เจ้าพนักงานเทศกิจ รุ่นที่ 3 กลุ่มกิจกรรมที่ 5 ทักษะการประสานงาน“การประสานงาน” หมายถึง การจัดให้คนในองค์กรท างานสัมพันธ์สอดคลอง กันโดยจะต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบ วัตถุประสงค์เป้าหมาย และมาตรฐานการปฏิบัติขององค์กรเป็นหลัก ต้องมีการจัดระเบียบ วิธีการท างานอีกทั้งความร่วมมือในการปฏิบัติงานเป็นน้ าหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อให้เกิด ความคิดความเข้าใจตรงกันในการร่วมมือปฏิบัติงานให้สอดคลองทั้งเวลาและกิจกรรมที่ต้องกระท าให้บรรลุ วัตถุประสงค์โดยไม่ท าให้เกิดความสับสน ขัดแย้งหรือเลื่อมล้ ากันทั้งนั้นเพื่อให้งานด าเนิน ไปอย่างราบรื่นท าให้ ได้มาซึ่งงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล วัตถุประสงค์ของการประสานงาน 1. เพื่อให้งานส าเร็จตามเป้าหมาย 2. เพื่อให้งานมีมาตรฐานตามที่ก าหนดไว้ 3. เพื่อเป็นการประหยัดเวลาและทรัพยากรในการปฏิบัติงาน 4. เพื่อให้เกิดความเข้าใจกันดีแก่ผู้เกี่ยวของ องค์ประกอบของการประสานงาน 1. คน หรือผู้ประสานงาน โดยจะมีคนในการประสานงานระหว่างกันไม่ว่าจะเป็นการประสานงาน ภายในองค์กร หรือการประสานงานระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเป็นการ ประสานงานกับบุคคลภายนอกองค์กร ต้องมีผู้ประสานงานเพื่อให้การท างานของ ทุกฝ่ายเป็นไปด้วย ความเรียบร้อย และบรรลุวัตถุประสงค์ของงานที่ได้วางไว้ หรือเป็น ตัวกลางในการแก้ไขข้อขัดแย้งที่ จะเกิดขึ้น 2. ข้อความในการสื่อสาร โดยข้อความในการสื่อสารระหว่างกันต้องมีความชัดเจน สั้น กะทัดรัด ไม่ ก ากวม หรือตีความไปได้หลายทาง สามารถเข้าใจได้ง่าย 3. เวลา และสถานที่ โดยเวลา และสถานที่นั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งส าคัญเหมือนกัน หากเวลา และสถานที่ ไม่ เอื้ออ านวยต่อการปฏิบัติงาน ก็เป็นผลท าให้การประสานงาน ไม่สามารถประสบความส าเร็จได้ 4. บทบาท และหน้าที่ ก็ถือว่าเป็นสิ่งส าคัญเช่นกัน หากบุคคลแต่ละบุคคลรู้จักบทบาท หน้าที่ และ ความ
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๑๙ รับผิดชอบของตนเอง ไม่ไปก้าวก่ายบทบาทหน้าที่ของบุคคลอื่น ความขัดแย้งก็จะ ไม่เกิดขึ้น ซึ่งจะ เป็นผลท าให้การประสานงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย 5. ความมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน มีความจริงใจต่อกัน มีน้ าใจต่อกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่มีอคติต่อกัน ไม่กล่าวร้าย หรือพูดจาที่ไม่ดีต่อกัน ก็จะท าให้การ ประสานงานระหว่างกัน เป็นไปด้วยความมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประสิทธิผลอย่างแน่นอน หลักการประสานงาน 1. จัดให้มีระบบการติดต่อสื่อสารที่ดีไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารระหว่างคนภายในองค์กร หรือคน ภายนอก องค์กร 2. มีระบบของความร่วมมือที่ดี กระตุ้นให้สมาชิกภายในองค์กรมีความเต็มใจที่จะร่วมมือในการ ช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันมีน้ าใจไม่วางเฉย 3. มีระบบการประสานงานที่ดีทั้งการประสานงานจากบนสู่ล่าง หรือจากล่างขึ้นบน หรือระดับ เดียวกัน 4. ให้มีการประสานนโยบายและวัตถุประสงค์ขององค์กรให้สอดคลองกัน เพื่อเอกภาพในการบริหาร และ ง่ายต่อการปฏิบัติ 5. จัดให้มีการประสานในรูปแบบของการบริหารที่ครบวงจร (Input Process Output) ขั้นตอนการ ปฏิบัติตามก าหนดเวลาและสถานที่ของผู้ปฏิบัติต้องชัดเจนต้องท าให้ผู้เกี่ยวข้องทราบได้ว่า ใคร ท า อะไร ที่ไหน อย่างใด เมื่อไร เพื่อสะดวกแก่ทุกฝ่าย ในการประสานงาน วิธีการประสานงาน 1. ก าหนดแผนงานหรือโครงการ ส าหรับทุกคนทุกหน่วยขึ้นมาก่อน 2. ให้ทุกคน หรือทุกหน่วยเข้าใจ แผนงานหรือโครงการทั้งหมดทราบ ว่าใครหรือ หน่วยงานใดมีหน้าที่ อะไร ก าลังท าอะไรอยู่ ตลและอนาคตจะ ท าอะไรต่อไป 3. ให้ทุกคนทุกหน่วยงานเต็มใจท างานที่ได้รับมอบหมายจริง ๆ และจะได้ผลจริงๆ 4. การ ประสานงานกับแนวความคิดของผู้บริหาร การประสานงานที่มีประสิทธิภาพ 1. โครงสร้างการบริหารได้จัดไว้ เป็นระเบียบชัดเจนและรัดกุม 2. มีแผนภูมิแสดงสายบังคับบัญชาและสายงานที่เราต้องการติดต่อสื่อสารอย่างชัดเจนเข้าใจง่าย 3. มีการเขียนนโยบายกฎเกณฑ์และระเบียบข้อบังคับต่างๆ เป็นลายลักษณ์อักษรอ้างอิง ได้ทุกคน ทราบ 4. มีระบบเสนอรายงานตามสายบังคับบัญชาของภาคีเครือข่ายที่เราติดต่อ ยึดเป็นหลักปฏิบัติได้ แน่นอน 5. มีเครื่องมือและระบบสื่อสารเพียงพอ ใช้ได้ดีและรวดเร็ว 6. มีบุคคลที่ท าหน้าที่ประสานงานที่ดีมีน้าใจให้บริการ อดทน มนุษย์สัมพันธ์ดี 7. จัดการพัฒนาบุคลากรระดับต่าง ๆ ให้เข้าใจมีความรู้อยู่เสมอ เทคนิคการประสานงาน
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๒๐ 1. ต้องมีการปรับปรุงพฤติกรรม และกระบวนทัศน์ของตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เข้ากับบุคคลอื่นได้ดี 2. สร้างความคุ้นเคย และการมีปฏิสัมพันธ์กับหน่วยงาน หรือบุคคลที่เราติดต่อ ประสานงานด้วยอยู่ เสมอ 3. ต้องสร้างความเข้าใจในเรื่องที่จะติดต่อสอบถาม หรือเรื่องที่ต้องการประสานขอความช่วยเหลือ จาก บุคคลอื่น หรือจากหน่วยงานอื่นให้ชัดเจนเสียก่อน 4. ต้องปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ ใจเย็น ไม่เครียดหรือโมโหง่าย 5. รู้จักน าเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ทางด้านอิเลคทรอนิกส์ที่มีอยู่ มาใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อ ประสานงาน 6. จัดเก็บส าเนาเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวของไว้เพื่อประโยชน์ในการติดต่อค้นหาและประสานงาน 7. ศึกษา รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล ในเรื่องที่จะติดต่อประสานงานด้วยความละเอียดถี่ถ้วน 8. พยายามจดจ าชื่อบุคคล หรือหน่วยงานที่ต้องการติดต่อ หรือเคยติดต่อประสานงานได้อย่างแม่นย า 9. ควรศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงานที่จะติดต่อด้วย เพื่อความสะดวกในการ ประสานงาน 10. มีความรอบรู้ มีหลักการ มีเจตคติที่ดี เป็นผู้รับฟังที่ดี มีเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ของ ตัวเองในการ ตัดสินใจ 11. เมื่อได้ติดต่อประสานงานไปแล้วไม่ควรเร่งรัดเพื่อให้ได้ข้อมูล หรือสิ่งที่ตนเองต้องการอีก เพราะ จะสร้างความร าคาญให้กับหน่วยงานหรือบุคคลที่ติดต่อด้วย 12. บอกเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้ผู้ที่จะติดต่อหรือประสานงานได้ทราบล่วงหน้าเพื่อจะได้เตรียมข้อมูล ได้ทันเวลา
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๒๑ สรุปสาระส าคัญรายวิชา วิชา กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองความรับผิดทางละเมิด ผู้บรรยาย นายพีระพงศ์ ทองค า วันที่ 11 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.00 น. ถึง 12.00 น. ผู้จดบันทึก นายธีรภพ รักษาแพ่ง หลักสูตร เจ้าพนักงานเทศกิจ รุ่นที่ 3 กลุ่มกิจกรรมที่ 6 กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ความรับผิดทางละเมิด กฎหมายว่าด้วยความรับผิดของฝ่ายปกครองนั้นมีความหมายครอบคลุมถึงความรับผิดของฝ่าย ปกครองในการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่เอกชนในกรณีที่ สิทธิของเอกชนนั้นถูกกระทบจากการกระท าหรือการ ด าเนินการของฝ่าย ปกครอง ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็น ๒ กรณีใหญ่ๆ ด้วยกันได้แก่ ๑. ความรับผิดของฝ่ายปกครองในการกระท าอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ละเมิด) ของฝ่ายปกครอง ๒. ความรับผิดอย่างอื่นหรือความรับผิดของฝ่ายปกครองอันไม่ได้เกิดจากการกระท าที่เป็นความผิด (ละเมิด) ของฝ่ายปกครอง ความหมาย ๑) ความรับผิดทางละเมิดของฝ่ายปกครอง หมายถึง ความรับผิดของรัฐหรือฝ่ายปกครองในผลแห่ง การกระท าของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือฝ่ายปกครอง (จงใจหรือประมาทเลินเล่อ) ในอันที่ก่อให้เกิดความ เสียหาย ต่อสิทธิหน้าที่ของเอกชน และก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องของเอกชนต่อฝ่ายปกครองเพื่อให้มีการ ชดใช้ค่าเสียหาย อันเป็นผลจากการกระท าละเมิดนั้น ๒) ความรับผิดโดยปราศจากความผิดของฝ่ายปกครอง หมายถึง ความรับผิดของฝ่ายปกครองต่อ เอกชนจากการกระท าการของฝ่ายปกครอง ไม่ว่าการกระท าของฝ่ายปกครองจะไม่เป็นความผิด หรือไม่เป็น ละเมิด (จงใจหรือประมาทเลินเล่อ) ก็ตาม ระบบกฎหมายปกครองของบางประเทศอาจก าหนดให้ฝ่ายปกครองต้องรับผิดต่อเอกชนก็ต่อเมื่อ เจ้าหน้าที่ของ รัฐได้กระท าการในลักษณะที่เป็นละเมิด (จงใจหรือประมาทเลินเล่อ) ต่อเอกชนเท่านั้น โดยหาก การกระท าของ เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เป็นละเมิดแล้ว ฝ่ายปกครองก็ไม่มีความรับผิดต่อเอกชนแต่อย่างใด เรา เรียกระบบความรับผิด เช่นนี้ว่า ความรับผิดโดยอ้อมของฝ่ายปกครอง ในระบบกฎหมายของบางประเทศนั้น ได้ก าหนดให้การใช้อ านาจรัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเอกชน ไม่ว่าจะเป็น การกระท าที่เป็นละเมิด (จงใจหรือประมาทเลินเล่อ) หรือไม่ก็ตาม ก็ให้เกิดความรับผิดของฝ่าย ปกครองต่อเอกชน เสมอ เราเรียกระบบเช่นนี้ว่า ความรับผิดโดยตรงของฝ่ายปกครอง (กล่าวคือรัฐต้องรับผิดใน ผลแห่งการกระท าของเจ้าหน้าที่เสมอ ไม่ว่าการกระท านั้นจะเป็นละเมิดหรือไม่ก็ตาม) เมื่อพิจารณาจากระบบกฎหมายไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิด ของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ แล้วจะพบว่า ยืนอยู่บนหลักเรื่องความรับผิดโดยอ้อมของฝ่ายปกครอง
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๒๒ ความรับผิดโดยอ้อมเช่นว่านี้ ย่อมมีความหมายว่า ฝ่ายปกครองจะต้องรับผิดต่อเอกชนในความ เสียหายที่เกิดขึ้น ก็เฉพาะในกรณีที่เป็นความผิดของฝ่ายปกครอง (เจ้าหน้าที่ของรัฐกระท าการโดยจงใจหรือ ประมาทเลินเล่อเป็น เหตุให้เกิดความเสียหายต่อเอกชน) การกระท าที่เป็นละเมิด จึงเป็น เงื่อนไขความรับผิด ของฝ่ายปกครอง และเอกชนที่ต้องการฟ้องร้องให้ฝ่ายปกครองชดใช้ค่าเสียก็จ าต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า มีการกระท า ที่เป็นละเมิดของ ฝ่ายปกครองด้วย กรณี เมื่อหน่วยงานของรัฐฝ่ายปกครองได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ บุคคลภายนอกผู้ได้รับความ เสียหายจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ (ข้าราชการ, ลูกจ้าง) ไปแล้ว ฝ่ายปกครองสามารถไล่เบี้ยเอากับ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ก่อให้เกิด ความเสียหายได้จนเต็มจ านวนความเสียหาย ๑) เมื่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหลายนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของรัฐหรือหน่วยงานทาง ปกครอง และไม่ใช่การกระท าไปเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ทั้งหลายเป็นส่วนตัว การให้เจ้าหน้าที่ทั้งหลายต้อง รับผิดในผลแห่ง ละเมิดต่อบุคคลภายนอกอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น ย่อมท าให้เจ้าหน้าที่ทั้งหลายเกิด ความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ๒) เจ้าหน้าที่ไม่มีความมั่นใจในการตัดสินใจใช้อ านาจที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอก ได้ท าให้เกิด กรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่กล้าที่จะตัดสินใจใช้อ านาจ และอาจยังผลให้การจัดท าบริการสาธารณะ ทั้งหลายของรัฐเกิดความเสียหาย พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ เหตุผลของการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ การที่เจ้าหน้าที่ด าเนินกิจการต่างๆ ของ หน่วยงานของรัฐนั้น หาได้เป็นไปเพื่อประโยชน์อันเป็นการเฉพาะตัวไม่ การปล่อยให้ความรับผิดทางละเมิดของ เจ้าหน้าที่ ในกรณีที่ปฏิบัติงานในหน้าที่และเกิดความเสียหายแก่ เอกชนเป็นไปตามหลักกฎหมายเอกชนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงเป็นการไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่า เจ้าหน้าที่จะต้องรับผิด ในการกระท าต่างๆ เป็นการเฉพาะตัวเสมอไปเพื่อการที่ไปท าให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก เพียงใดก็จะมีการฟ้องไล่เบี้ยเอาจากเจ้าหน้าที่เต็มจ านวนนั้น ทั้งที่บางกรณีเกิดขึ้นโดยความไม่ตั้งใจหรือความ ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยใน การปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนั้น ยังมีการน าหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมในระบบกฎหมายแพ่ง มาใช้บังคับ ให้เจ้าหน้าที่ต้องร่วมรับผิดในการ กระท าของเจ้าหน้าที่ผู้อื่นด้วย ซึ่งระบบนั้นมุ่งหมายแต่จะได้เงิน ครบโดยไม่ค านึงถึงความเป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่และยังเป็นการบั่นทอน ก าลังขวัญในการท างานของเจ้าหน้าที่ ด้วย จนบางครั้งกลายเป็นปัญหาในการบริหารเพราะเจ้าหน้าที่ไม่กล้าตัดสินใจด าเนินงาน เท่าที่ควร เพราะ เกรงความรับผิดชอบที่จะเกิดแก่ตน อนึ่ง การให้คุณให้โทษแก่เจ้าหน้าที่เพื่อควบคุมการท างานของเจ้าหน้าที่ ยังมีวิธีการในการบริหารงานบุคคลและการด าเนินงานทางวินัยก ากับอยู่อีกส่วนหนึ่ง อัน เป็นหลักประกันมิให้ เจ้าหน้าที่ท าการใดๆ โดยไม่รอบคอบอยู่แล้ว ดังนั้น จึงสมควรก าหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการ ปฏิบัติงานในหน้าที่เฉพาะเมื่อเป็นการจงใจกระท าเพื่อการเฉพาะตัว หรือจงใจให้เกิดความเสียหายหรื อประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น และเพื่อให้แบ่งแยกความรับผิดของแต่ละคนมิให้น าหลักเรื่องลูกหนี้ร่วม มาใช้บังคับ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเพิ่มพูนประสิทธิภาพ ในการปฏิบัติงานของรัฐ จึงจ าเป็นต้องตรา พระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 สิทธิการรับรู้หรือรับทราบข้อมูลข่าวสารของราชการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 58 บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับ
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๒๓ ทราบข้อมูล หรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการ ส่วนท้องถิ่น เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐความปลอดภัยของประชาชนหรือส่วน ได้เสีย อันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ หลักการและเหตุผลของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ ในระบอบประชาธิปไตย การให้ ประชาชนมีโอกาสกว้างขวางในการได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการด าเนินการต่างๆของรัฐเป็นสิ่งจ าเป็น เพื่อที่ ประชาชนจะสามารถแสดงความคิดเห็นและใช้สิทธิทางการเมืองได้โดยถูกต้องกับความจริงอันเป็นการส่งเสริม ให้มีความเป็นรัฐบาลโดยประชาชนมากยิ่งขึ้นสมควรก าหนดให้ประชาชนมีสิทธิได้รู้ข้อมูลข่าวสารของราชการ โดยมีข้อยกเว้นอันไม่ต้องเปิดเผยที่แจ้งชัดและจ ากัดเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่หากเปิดเผยแล้วจะเกิดความ เสียหายต่อประเทศชาติหรือต่อประโยชน์ที่ส าคัญของเอกชน ทั้งนี้เพื่อพัฒนาระบบประชาธิปไตยให้มั่นคงและ จะยังผลให้ประชาชนมีโอกาสรู้ถึงสิทธิหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะปกปักรักษาประโยชน์ของตนประการ หนึ่งกับสมควรคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลในส่วนที่เกี่ยว ข้องกับข้อมูลข่าวสารของราชการไปพร้อม อีกประการ หนึ่ง ประเภทข้อมูลข่าวสารของราชการ “ข้อมูลข่าวสาร” หมายความว่า สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้เรื่องราวข้อเท็จจริง ข้อมูลหรือสิ่งใดๆไม่ว่าการ สื่อความหมายนั้น จะท าได้โดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดยผ่านวิธีการใดๆและไม่ว่าจะได้จัดท าไว้ในรูปของ เอกสาร แฟ้ม รายงาน หนังสือ แผนผัง แผนที่ ภาพวาด ภาพถ่ายฟิล์ม การบันทึกภาพหรือเสียง การบันทึกโดย เครื่องคอมพิวเตอร์หรือวิธีอื่นใดที่ท าให้สิ่งที่บันทึกไว้ปรากฏได้ ข้อมูลข่าวสารของราชการ หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของ หน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการด าเนินงานของรัฐหรือข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเอกชน 3.1 ข้อมูลข่าวสารที่ต้องเปิดเผยเป็นการทั่วไป ข้อมูลข่าวสารใดที่ได้มีการจัดพิมพ์เพื่อให้แพร่หลาย ตามจ านวนพอสมควรแล้ว ถ้ามีการลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้นก็ให้ถือว่าเป็นการ ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว (มาตรา 7) 3.2 ข้อมูลข่าวสารของราชการที่เปิดเผยเป็นการเฉพาะ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวบุคคลเช่น การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรมหรือ ประวัติการท างาน บรรดาที่มีชื่อของผู้นั้นหรือมีเลขหมายรหัสหรือสิ่งบอกลักษณะอื่นที่ท าให้รู้ตัวผู้นั้นได้เช่น ลายพิมพ์นิ้วมือ แผ่นบันทึกลักษณะเสียงของคนหรือ รูปถ่าย และให้หมายความรวมถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ สิ่งเฉพาะตัวของผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย (มาตรา 4) “บุคคล” หมายความว่า บุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยและบุคคลธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทยแต่มีถิ่นที่ อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 21) 3.3 ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผย ค าสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการจะก าหนดเงื่อนไข อย่างใดก็ได้แต่ต้องระบุไว้ด้วยว่าที่เปิดเผยไม่ได้เพราะเป็นข้อมูลข่าวสารประเภทใด และเพราะเหตุใด และให้ ถือว่าการมีค าสั่งเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ของราชการเป็นดุลพินิจโดยเฉพาะของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามล าดับสาย การบังคับบัญชา แต่ผู้ขออาจอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ วินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้ตามที่ก าหนดใน พระราชบัญญัตินี้ (มาตรา 15)
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๒๔ “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ส่วนราชการสังกัดรัฐสภา ศาลเฉพาะในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดี องค์กรควบคุม การประกอบอาชีพหน่วยงานอิสระของรัฐและหน่วยงานอื่นตามที่ก าหนดในกฎกระทรวง “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่าผู้ซึ่งปฏิบัติงานให้แก่หน่วยงานของรัฐ (มาตรา 4) บทก าหนดโทษ 1. ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามค าสั่งของคณะกรรมการที่สั่งตามมาตรา 32 ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินสาม เดือน หรือปรับไม่เกิน ห้าพันบาทหรือทั้งจ าทั้งปรับ (มาตรา 40) 2. ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อจ ากัดหรือเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ของรัฐก าหนดตามมาตรา 20 ต้อง ระวางโทษจ าคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ (มาตรา 41) บทเฉพาะกาล บทบัญญัติมาตรา 7 มาตรา 8 และมาตรา 9 มิให้ใช้บังคับกับข้อมูลข่าวสารของ ราชการที่เกิดขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้หน่วยงานของรัฐจัดพิมพ์ข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่ง หรือจัดให้มีข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งไว้เพื่อ ประชาชนเข้าตรวจดูได้แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และ วิธีการที่คณะกรรมการจะได้ก าหนด (มาตรา 42) ให้ระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติพ.ศ. 2517 ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารของราชการ ยังคงใช้ บังคับต่อไปได้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อ พระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ระเบียบที่คณะรัฐมนตรีก าหนดตามมาตรา 16 จะได้ก าหนด เป็นอย่างอื่น (มาตรา 43)
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๒๕ สรุปสาระส าคัญรายวิชา วิชา การส่งเสริมและสนับสนุนงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้บรรยาย นายศักดิ์ชัย จีรังสวัสดิ วันที่ 11 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 น. ถึง 16.00 น. ผู้จดบันทึก นายธีรภพ รักษาแพ่ง หลักสูตร เจ้าพนักงานเทศกิจ รุ่นที่ 3 กลุ่มกิจกรรมที่ 6 พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ เนื่องจากการปฏิรูประบบราชการตามพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้ จัดตั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขึ้นเป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีภารกิจหลักในการ ด าเนินการป้องกัน บรรเทา ฟื้นฟูสาธารณภัยและอุบัติภัย ซึ่งมีผลท าให้งานด้านสาธารณภัยและงานด้าน อุบัติภัยที่เดิมด าเนินการโดยกองป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และส านักงาน คณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติส านักงานปลัดส านักนายกรัฐมนตรีส านักนายกรัฐมนตรีมารวมอยู่ใน ความรับผิดชอบของหน่วยงานเดียวกัน นอกจากนี้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและระงับอัคคีภัย เป็นกฎหมายที่ มีสาระส าคัญและรายละเอียดเกี่ยวกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในด้านของอัคคีภัย รวมทั้งหน่วยงาน ที่จะต้องปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายดังกล่าวก็เป็นหน่วยงานเดียวกัน เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพ และแนวทางเดียวกัน ตลอดจนเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในการอ านวยการและบริหาร จัดการเกี่ยวกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จึงเห็นสมควรน ากฎหมายว่าด้วยการป้องกันภัยฝ่ายพล เรือน และกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและระงับอัคคีภัย มาบัญญัติไว้รวมกัน จึงจ าเป็นต้องตราพระราชบัญญัติ นี้ ขอบเขต (มาตรา ๓) พระราชบัญญัติดังกล่าว มีผลเป็นการยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน พ.ศ. ๒๕๒๒ และ พระราชบัญญัติป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. ๒๕๔๒ และเป็นกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และบรรเทาสา ธารณภัยมุ่งเน้นในเรื่องของการบริหารจัดการสาธารณภัยครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม ก่อนเกิดสาธารณภัย ขณะเกิดสาธารณภัย และการช่วยเหลือฟื้นฟูภายหลังเกิดสาธารณภัย “สาธารณภัย” หมายความว่า อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาดในมนุษย์โรคระบาดสัตว์ โรคระบาดสัตว์น้ า การระบาดของศัตรูพืช ตลอดจนภัยอื่น ๆ อันมีผลกระทบต่อสาธารณชน ไม่ว่าเกิดจาก ธรรมชาติ มีผู้ท าให้เกิดขึ้น อุบัติเหตุ หรือเหตุอื่นใด ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายของประชาชน หรือ ความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชน หรือของรัฐ และให้หมายความรวมถึงภัยทางอากาศ และการก่อ วินาศกรรมด้วย “ภัยทางอากาศ” หมายความว่า ภัยอันเกิดจากการโจมตีทางอากาศ
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๒๖ “การก่อวินาศกรรม” หมายความว่า การกระท าใด ๆ อันเป็นการมุ่งท าลายทรัพย์สินของประชาชน หรือของรัฐ หรือสิ่งอันเป็นสาธารณูปโภค หรือการรบกวน ขัดขวางหน่วงเหนี่ยวระบบการปฏิบัติงานใด ๆ ตลอดจนการประทุษร้ายต่อบุคคลอันเป็นการก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางการเมืองการเศรษฐกิจ และสังคม แห่งชาติ โดยมุ่งหมายที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของรัฐ “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และ หน่วยงานอื่นของ รัฐ แต่ไม่หมายความรวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งพื้นที่” หมายความว่า องค์การบริหารส่วนต าบล เทศบาล เมือง พัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง แต่ไม่หมายความรวมถึง องค์การบริหารส่วน จังหวัด และกรุงเทพมหานคร “ผู้บริหารท้องถิ่น” หมายความว่า นายกองค์การบริหารส่วนต าบล นายกเทศมนตรีนายกเมืองพัทยา และหัวหน้าผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งพื้นที่ “ผู้บัญชาการ” หมายความว่า ผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ “ผู้อ านวยการ” หมายความว่าผู้อ านวยการกลาง ผู้อ านวยการจังหวัด ผู้อ านวยการอ าเภอ ผู้อ านวยการท้องถิ่น และผู้อ านวยการกรุงเทพมหานคร ผู้มีอ านาจหน้าที่ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีดังต่อไปนี้ 1. นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย(มาตรา ๓๑ กรณีเกิดสาธารณภัย ร้ายแรงอย่างยิ่ง) 2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แห่งชาติ มี อ านาจควบคุมและก ากับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทั่วราชอาณาจักรให้เป็นไปตามแผนการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ และมีอ านาจบังคับบัญชาและสั่งการผู้อ านวยการ รองผู้อ านวยการ ผู้ช่วย ผู้อ านวยการ เจ้าพนักงาน และอาสาสมัครได้ทั่วราชอาณาจักร (มาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง) 3. ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แห่งชาติมีหน้าที่ ช่วยเหลือผู้บัญชาการในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้บัญชาการ มอบหมาย โดยให้มีอ านาจบังคับบัญชาและสั่งการรองจากผู้บัญชาการ (มาตรา ๑๓ วรรคสอง) 4. อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นผู้อ านวยการกลาง มีหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสา ธารณภัยทั่วราชอาณาจักร (มาตรา ๑๔) 5. ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้อ านวยการจังหวัด รับผิดชอบในการปูองกันและบรรเทาสาธารณภัยใน เขตจังหวัด (มาตรา ๑๕) 6. นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นรองผู้อ านวยการจังหวัด มีหน้าที่ช่วยเหลือ ผู้อ านวยการ จังหวัดในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (มาตรา ๑๘) 7. นายอ าเภอ (รวมปลัดอ าเภอผู้เป็นหัวหน้าประจ ากิ่งอ าเภอ) เป็นผู้อ านวยการอ าเภอรับผิดชอบและ ปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในเขตอ าเภอ (มาตรา ๔ ประกอบกับมาตรา ๑๙) 8. ผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งพื้นที่ (นายกองค์การบริหารส่วนต าบล นายกเทศมนตรี นายกเมืองพัทยา และหัวหน้าผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งพื้นที่อื่น ที่มี กฎหมายจัดตั้ง) เป็นผู้อ านวยการท้องถิ่น มีหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในเขตท้องถิ่นของตน และมี
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๒๗ หน้าที่ช่วยเหลือผู้อ านวยการจังหวัด และผู้อ านวยการอ าเภอตามที่ได้รับมอบหมาย (มาตรา ๔ ประกอบกับ มาตรา ๒๐) 9. เจ้าพนักงาน คือ ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้อ านวยการให้ปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันและบรรเทาสา ธารณภัยในเขตรับผิดชอบ (มาตรา ๓๙) ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน 1. อาสาสมัคร ตามพระราชบัญญัตินี้หมายความว่า อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ให้ ผู้อ านวยการจัดให้มีอาสาสมัครในพื้นที่ที่รับผิดชอบ เพื่อช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการป้องกันและบรรเทาสา ธารณภัย และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ผู้อ านวยการมอบหมาย และตามที่ก าหนดในระเบียบของ กระทรวงมหาดไทย (มาตรา ๔๑) * ระเบียบที่ออกตามความในมาตรา 41 คือ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยกิจการอาสาสมัคร ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน พ.ศ. 2553 2. องค์การสาธารณกุศลหรือบุคคลที่มาช่วยเหลือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานในระหว่างเกิดสา ธารณภัยในกรณีที่องค์การสาธารณกุศลหรือบุคคลใดเข้ามาช่วยเหลือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานใน ระหว่างเกิดสาธารณภัย ให้ผู้อ านวยการหรือเจ้าพนักงานที่ได้รับมอบหมายมีอ านาจมอบหมายภารกิจหรือจัด สถานที่ให้องค์การสาธารณกุศลหรือบุคคลดังกล่าวในการให้ความช่วยเหลือได้ตามที่เห็นสมควร (มาตรา ๔๒) การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 1. เมื่อเกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัยขึ้นในเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งพื้นที่ใด ให้เป็น หน้าที่ของผู้อ านวยการท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งพื้นที่นั้น โดยผู้อ านวยการอ าเภอ และ ผู้อ านวยการจังหวัด มีอ านาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้อ านวยการท้องถิ่นในเขตอ าเภอพื้นที่ของตนและในเขต จังหวัด แล้วแต่กรณี (มาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒) 2. กรณีที่พื้นที่ที่เกิดหรือจะเกิดสาธารณภัยอยู่ในความรับผิดชอบของผู้อ านวยการท้องถิ่นหลายคน ผู้อ านวยการท้องถิ่นคนหนึ่งคนใดจะใช้อ านาจหรือปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๑ ไปพลางก่อนก็ได้แล้วให้แจ้ง ผู้อ านวยการท้องถิ่นอื่นทราบโดยเร็ว และกรณีผู้อ านวยการท้องถิ่นมีความจ าเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจาก เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐที่อยู่นอกเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งพื้นที่ของตน ให้แจ้งให้ ผู้อ านวยการอ าเภอหรือผู้อ านวยการจังหวัด แล้วแต่กรณีเพื่อสั่งการโดยเร็วต่อไป (มาตรา ๒๒) 3. ผู้อ านวยการท้องถิ่นในเขตพื้นที่ที่ติดต่อหรือใกล้เคียงมีหน้าที่สนับสนุนการป้องกันและบรรเทาสา ธารณภัยแก่ผู้อ านวยการท้องถิ่นซึ่งรับผิดชอบในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่เกิดขึ้นนั้น (มาตรา ๒๓) 4. เมื่อเกิดสาธารณภัยขึ้น เจ้าพนักงานที่ประสบเหตุมีหน้าที่ต้องเข้าด าเนินการเบื้องต้นเพื่อระงับ สาธารณภัยนั้น แล้วรีบรายงานให้ผู้อ านวยการท้องถิ่นที่รับผิดชอบในพื้นที่นั้นเพื่อสั่งการต่อไปและในกรณี จ าเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เจ้าพนักงานมีอ านาจด าเนินการใด ๆ เพื่อคุ้มครองชีวิตหรือป้องกันภยันอันตราย ที่จะเกิดแก่บุคคลได้ (มาตรา ๒๔) 5. กรณีเจ้าพนักงานจ าเป็นต้องเข้าไปในอาคารหรือสถานที่ที่อยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัย เพื่อท าการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้กระท าได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าของหรือผู้ครอบครอง อาคารหรือสถานที่แล้ว เว้นแต่ไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองอยู่ในเวลานั้น หรือเมื่ออยู่ภายใต้การควบคุมของ ผู้อ านวยการ และหากทรัพย์สินนั้นเป็นสิ่งที่ท าให้เกิดสาธารณภัยได้ง่าย ให้เจ้าพนักงานมีอ านาจสั่งให้เจ้าของ หรือผู้ครอบครองขนย้ายทรัพย์สินนั้นออกจากอาคารหรือสถานที่ดังกล่าวได้ หากเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๒๘ ปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานมีอ านาจขนย้ายทรัพย์สินนั้นได้ตามความจ าเป็นแก่การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยเจ้าพนักงานไม่ต้องรับผิดชอบบรรดาความเสียหายอันเกิดจากการกระท าดังกล่าว (มาตรา ๒๖) 6. ให้ผู้อ านวยการในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบส ารวจความเสียหายจากสาธารณภัยที่เกิดขึ้นและท าบัญชี รายชื่อผู้ประสบภัยและทรัพย์สินที่เสียหายไว้เป็นหลักฐาน พร้อมทั้งออกหนังสือรับรองให้ผู้ประสบภัยไว้เป็น หลักฐานในการรับการสงเคราะห์และฟื้นฟู (มาตรา ๓๐) 7. ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานในพื้นที่กับหน่วยทหารในการบริหารจัดการสาธารณภัย (มาตรา ๔๖) ก าหนดให้หน่วยทหารเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการจัดท าแผนและกรณีเกิดสาธารณภัยขึ้น หากต้องมี หน่วยทหารเข้าร่วมด าเนินการ ก าหนดให้ต้องจัดท าเป็นบันทึกข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดใน ฐานะผู้อ านวยการจังหวัด หรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในฐานะผู้อ านวยการกรุงเทพมหานครกับ ผู้บังคับบัญชาทหารในเขตพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่เป็นกรณีการสั่งการของนายกรัฐมนตรีหรือรอง นายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๒๙ สรุปสาระส าคัญรายวิชา วิชา จิตวิทยามวลชลสัมพันธ์และการท างานเป็นทีม ผู้บรรยาย ดร.นริสานันท์ แมนผดุง วันที่ 13 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.00 น. ถึง 12.00 น. ผู้จดบันทึก นายธีรภพ รักษาแพ่ง หลักสูตร เจ้าพนักงานเทศกิจ รุ่นที่ 3 กลุ่มกิจกรรมที่ 1 จิตวิทยามวลชนสัมพันธ์และการท างานเป็นทีม ความส าคัญของจิตวิทยา ๑. ช่วยท าให้เกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติของความเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เมื่อเรามีจิตวิทยาที่ดีในการด ารงชีวิตเราก็จะรู้ว่าจริงแล้วอะไรคือสิ่งที่ส าคัญในชีวิตของเรา สามารถจัดล าดับ ความส าคัญของการกระท าในชีวิตได้เป็นอย่างดี หรือ การสร้างแรงผลักดันให้กับชีวิตของตนเองเพื่อให้รู้สึกว่า ชีวิตของตนเองยังคงมีค่าอยู่เสมอ ๒. ช่วยในเรื่องการปรับตัวและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับจิตของตนเอง การเรียนรู้ในเรื่องของจิตวิทยา จะช่วยท าให้เรารู้ถึงวิธีในการปรับตัวเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจ าวันของเราอย่างมีเหตุและผล อาทิ เช่น หากรู้ว่าตอนนี้ก าลังโกรธก็จะมีวิธีในการระงับความโกรธที่ดีเพราะเรารู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่จ าเป็น การรู้ว่าไม่ ควรไปสนใจในปมด้อยทั้งของตนเองและผู้อื่น การรู้จักแก้ไขเรื่องความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นภายในจิตใจได้เป็น อย่างดี ๓. ช่วยในเรื่องของการตัดสินใจเรื่องของตนเองและผู้อื่นได้ จริงแล้วมันเหมือนกับว่าเป็นการมีสติของ เราด้วยส่วนหนึ่ง เมื่อเราเรียนรู้และเข้าใจว่าการใช้หลักจิตวิทยาในการด าเนินชีวิตมันก็เป็นเรื่องที่จะท าให้ชีวิต ของเราไม่เกิดความประมาท เมื่อไม่มีความประมาทก็จะท าให้สามารถตัดสินใจอะไรได้ด้วยความยุติธรรมมาก ขึ้น ใช้เหตุและผลในการตัดสินใจได้ดีขึ้น ๔. ช่วยให้ชีวิตมีความสุข เมื่อเรามีหลักจิตวิทยาที่ดีในการด าเนินชีวิตเราก็จะรับรู้ได้ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ ควรท า สิ่งใดเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง รวมไปถึงรู้วิธีในการค้นหาความสุขที่แท้จริงให้กับชีวิตว่ามันคือสิ่งใดกันแน่ การท างานเป็นทีม หมายถึง การร่วมกันท างานของสมาชิกที่มากกว่า ๑ คน โดยที่สมาชิกทุกคนต้อง มีเป้าหมายเดียวกัน มีการยอมรับความคิดเห็นและมีการวางแผนงานท างานร่วมกัน ลักษณะของทีม ลักษณะที่ส าคัญของทีมได้แก่ ๑. การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของบุคคล หมายถึง การที่สมาชิกตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมีความเกี่ยวข้องกัน ในกิจการของกลุ่ม / ทีม ตระหนักในความส าคัญของกันและกัน แสดงออกซึ่งการยอมรับ การให้เกียรติกัน ส าหรับกลุ่มขนาดใหญ่มักมีปฏิสัมพันธ์กันเป็นเครือข่ายมากกว่าการติดต่อกันตัวต่อตัว 2. มีจุดมุ่งหมายและเป้าหมายร่วมกัน หมายถึง การที่สมาชิกกลุ่มจะมีส่วนกระตุ้นให้เกิดกิจกรรม ร่วมกันของทีม / กลุ่ม โดยเฉพาะจุดประสงค์ของสมาชิกกลุ่มที่สอดคล้องกับองค์การ มักจะน ามาซึ่งความส าเร็จ ของการท างานได้ง่าย
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๓๐ ๓. การมีโครงสร้างของทีม / กลุ่ม หมายถึง ระบบพฤติกรรม ซึ่งเป็นแบบแผนเฉพาะกลุ่มสมาชิกกลุ่ม จะต้องปฏิบัติตามกฎหรือมติของกลุ่ม ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มแบบทางการ (Formal Group) หรือกลุ่มแบบไม่เป็น ทางการ (Informal Group) ก็ได้ สมาชิกทุกคนของกลุ่มจะต้องยอมรับและปฏิบัติตามเป็นอย่างดี สมาชิกกลุ่มย่อย อาจจะมีกฎเกณฑ์แบบไม่เป็นทางการ มีความสนิทสนมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสมาชิกด้วยกัน 4. สมาชิกมีบทบาทและมีความรู้สึกร่วมกัน การรักษาบทบาทที่มั่นคงในแต่ละทีม / กลุ่ม จะมีความ แตกต่างกันตามลักษณะของกลุ่ม รวมทั้งความรู้ความสามารถของสมาชิก โดยจีการจัดแบ่งบทบาทและ หน้าที่ความรับผิดชอบ กระจายงานกันตามความรู้ ความสามารถ และความถนัดของสมาชิก การท างานเป็นทีมเป็นแรงจูงใจส าคัญที่จะผลักดันให้ท่านเป็นผู้น าที่ดี ถ้าท่านประสงค์ที่จะน าทีมให้ ประสบความส าเร็จในการท างาน ท่านจ าเป็นต้องค้นหาคุณลักษณะของการท างานเป็นทีมให้พบระลึกไว้เสมอ ว่าทุกคนมีอิสระในตัวเอง ขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของทีม แล้วจึงน าเอากลยุทธ์ในการสร้างทีมเข้ามาใช้ เพื่อให้ทุกคนท างานร่วมกันและประสบความส าเร็จ คุณลักษณะของทีม ทีมที่จะประสบความส าเร็จในการท างานคือกลุ่มของบุคคลที่ท างานร่วมกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของ ทีม ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ท่านและเพื่อนร่วมทีมจะต้องยึดถือเป็นกรอบเพื่อท างานร่วมกัน - มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน - จัดการด้วยตนเอง - พึ่งพาตัวเอง - ขนาดของกลุ่มที่พอเหมาะ มีความเป็นหนึ่งเดียวกันสมาชิกของทีมที่ประสบความส าเร็จในการท างานจะต้องมีความเป็นหนึ่ง เดียวกัน ทุก ๆ คนจะถูกดึงเข้ามาในทิศทางเดียวกันเพื่อให้บรรลุความส าเร็จในงาน และ / หรือบรรลุเป้าหมาย ร่วมกัน โดยทั่วไปแล้วงาน และ / หรือเป้าหมายอาจบรรลุได้เมื่อท างานร่วมกันแทนที่จะต่างคนต่างท า ทีมงาน ที่มีประสิทธิภาพจะมีลักษณะโดดเด่นและสมาชิกทุกคนมีความรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมในความส าเร็จด้วย จัดการด้วยตนเอง สัตว์ 4 ทิศ สัตว์ 4 ทิศ คือ คุณลักษณะที่ใช้ท าความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์จากสัญลักษณ์ของสัตว์ต่างๆ ซึ่งมี ที่มาจากชาวพื้นเมืองอเมริกันได้มีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติและสังเกตเห็นคุณลักษณะที่มีในสัตว์เหล่านั้น ร่วมกับลักษณะและคุณค่า สัตว์ 4 ทิศ มีที่มาจาก The medicine wheel หรือ Celtic wheel จึงอาจเรียกได้ อีกชื่อหนึ่งว่ากงล้อ 4 ทิศ หรือผู้น า 4 ทิศ การเรียนรู้เรื่องสัตว์ 4 ทิศช่วยท าให้เรารู้จักตัวเอง สร้างทักษะการตระหนักรู้ภายในตนเอง (selfawareness) และสามารถน าไปปรับปรุงเพื่อสร้างความสมดุลของคุณลักษณะตัวเองได้ นอกจากนั้นเมื่อการได้ รู้ลักษณะของตนเองยังช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างกันได้อีกด้วย อินทรีย์ ทิศตะวันออก อินทรีย์เป็นศูนย์หัว ชอบมองไปยังจุดมุ่งหมายและเป้าหมาย มองโลกในแง่ดีมีความสนุกกับการได้ไป ค้นพบสิ่งใหม่ๆ หรือการทดลองอะไรใหม่ๆ ชอบข้อมูลที่มีจ านวนมาก มองหาทางเลือกและก็ความเป็นไปได้อยู่ เสมอ มีความยืดหยุ่นสูง รักการเรียนรู้ไม่ยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมองการไกลมีไหวพริบและมองเห็นถึงเป้าหมาย ในอนาคต จุดแข็งของอินทรีย์
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๓๑ - มีความสร้างสรรค์ - มีวิสัยทัศน์ไกล - มองสิ่งต่างๆ เชิงภาพรวม จุดอ่อนของอินทรีย์ - เบื่อง่าย - ไม่มีสมาธิในจดจ่อ - ขาดความใส่ใจในรายละเอียด กระทิง ทิศเหนือ กระทิงเป็นศูนย์ท้อง ใช้สัญชาตญาณ มีเป้าหมายและเน้นไปที่การกระท าที่ไปสู่เป้าหมาย ลงมือท า อะไรก็เด็ดขาดรักความยุติธรรมมีความสนุกกับความท้าทายในสถานการณ์ที่ยากล าบากเมื่อคิดเรื่องใดก็จะคิด ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เป็นคนที่เปิดเผยชอบยืนยันสิทธิ์ของตนเองหรือกลุ่มตนเองพร้อมที่จะลุยกับงาน และปัญหา ชอบความเป็นผู้น าใช้สัญชาตญาณในการตัดสินใจมีพลังในการท างานพูดอย่างที่คิดชอบพูดตรงตรง และชอบคุยกับคนที่มีความตรงไปตรงมา จุดแข็งของกระทิง - กล้าเสี่ยง กล้าตัดสินใจ - มุ่งมั่น ท าตามเป้าหมาย เอาจริงเอาจัง - รวดเร็ว จุดอ่อนของกระทิง - ขาดความรอบคอบ - พูดตรงและดุดันมากเกินไปบางสถานการณ์ - ละเลยปฏิสัมพันธ์กับผู้คน หมี ทิศตะวันตก เป็นศูนย์หัว ที่ใช้ตรรกะและเหตุผล ให้ความส าคัญกับข้อมูลและการคิด ท าอะไรเป็นขั้นตอนมีหลักการ และรอบคอบ เป็นนักวิเคราะห์ที่ยึดถือความมีเหตุมีผลและความเหมาะสมโดยจะมีมุมมอง และการตัดสินใจอยู่ บนพื้นฐานของข้อมูลและหลักเหตุผล มองความเป็นไปได้ในรูปแบบของการปฏิบัติจริง เอาจริงเอาจังท าอะไร อย่างต่อเนื่องและลงลึก มีความรับผิดชอบ รักษากติกา และความต่อเนื่อง ชอบวางแผนและจดจ่ออยู่กับเรื่อง ใดเรื่องหนึ่ง มีความสามารถในการค้นหาสิ่งที่ผิดพลาดได้ดี จุดแข็งของหมี - การใช้ตรรกะ หลักการ - ละเอียดรอบคอบ - ความอดทน ต่อเนื่อง จุดอ่อนของหมี - ท าอะไรซ้ าๆ เดิม ๆ จนอาจขาดความสร้างสรรค์ - เจ้าระเบียบ – ไม่กล้าท าอะไรที่ไม่คุ้นเคย
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๓๒ หนู ทิศใต้ หนูเป็นศูนย์ใจ ชอบใช้ความรู้สึก ใส่ใจเรื่องของคนอื่น ช่วยเหลือผู้อื่น และให้ความส าคัญเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ เป็นคนที่ชอบท างานเป็นทีม เป็นผู้ฟังที่ดี ชอบเปิดโอกาสให้แต่ละคนมีส่วนร่วมในการท างาน สนับสนุนไอเดียของคนอื่น ตัดสินใจโดยใช้ความรู้สึกและอารมณ์ มองโลกในแง่ดีไว้ใจคนง่ายเป็นที่พึ่งพิงและให้ ก าลังใจคนอื่น เป็นนัดไก่เกลียดที่ดีและรักสันติ จุดแข็งของหนู - สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คนอื่นได้ดี - เป็นมิตร เข้ากับคนง่าย - เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น จุดอ่อนของหนู - ขี้เหงาต้องการเพื่อนหรือคนที่อยู่ด้วยเสมอ - อารมณ์อ่อนไหว - ไม่กล้าแสดงจุดยืนของตัวเอง การท างานร่วมกันในสัตว์ 4 ทิศ การท างานร่วมกับอินทรีย์ ฟังและให้ความสนใจกับไอเดียที่พวกเขาคิดค้น หลีกเลี่ยงการต าหนิหรือตัดสินในไอเดียที่พวกเขาแต่ให้ เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ อนุญาตและสนับสนุนการคิดอย่างสร้างสรรค์ เสนองานที่มีความหลากหลายให้กับเขา สนับสนุนพวกเขาด้วยการช่วยตรวจสอบเกี่ยวกับรายละเอียดหรือขั้นตอนการท าสิ่งต่างๆให้ การท างานร่วมกับกระทิง สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา สื่อสารด้วยความมั่นใจ แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถมีส่วนร่วมในสิ่งที่ก าลังจะ ท าได้อย่างไร พูดคุยเกี่ยวกับอุปสรรคที่น่าท้าทายให้พื้นที่ส าหรับการปกครองตนเองในการท างาน ตกลงเรื่อง เวลาให้ชัดเจนและให้เกียรติเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คน การท างานร่วมกับหมี ให้เวลาตัดสินใจและให้ข้อมูลที่ส าคัญ ในการพูดคุยให้ใช้หลักเหตุผล ค้นหาแบบแผนการท างานและ ยอมรับการวิจารณ์ หากมีการเปลี่ยนแปลงอะไรควรต้องรีบแจ้งให้กระทิงรู้โดยเร็วที่สุด การท างานร่วมกับหนู พิจารณาถึงความส าคัญในความสัมพันธ์ มีความยุติธรรมในการตัดสินใจทั้งในเรื่องของคุณธรรมและ จริยธรรม อนุญาตให้สามารถแสดงความรู้สึกและอารมณ์ในเรื่องต่างๆ ได้ตระหนักอยู่เสมอว่าเค้าเป็นคนที่ ปฏิเสธคนอื่นยากให้ก าลังใจและท าให้เค้ารู้ว่าเขามีคุณค่าต่อคนอื่นอย่างไร แนวทางการพัฒนาตัวเองของสัตว์ทั้ง 4 ทิศ แนวทางการพัฒนาตัวเองของอินทรีย์ อินทรีย์มักจะขาดสมาธิในการจดจ่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ต้องใช้ระยะเวลานาน อาจจะท าตามสิ่งต่างๆ ที่ มีมาให้อยู่แล้วได้ไม่ค่อยดีนักขาดความใส่ใจในรายละเอียดที่จุกจิก บางครั้งอาจจะขาดความรอบคอบไม่อยู่กับ ปัจจุบันและให้ความส าคัญกับไอเดียมากกว่าข้อมูล ดังนั้นอินทรีย์ควรจะ
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๓๓ - เข้าใจความแตกต่างระหว่างความคิดกับสิ่งที่ท าได้จริง - สังเกตว่าตัวเองจดจ่อเรื่องใดได้นานแค่ไหน - เข้าใจว่าความสนุกสนานเฮฮาไม่สามารถใช้ได้ในทุกสถานการณ์ แนวทางการพัฒนาตัวเองของกระทิง กระทิงมักจะขาดการตัดสินใจที่รอบคอบ ใจร้อน ชอบแข่งขันและเปรียบเทียบง่ายและอารมณ์ร้อย บางครั้งปกป้องตนเองจากการถูกวิจารณ์และ อาจจะก้าวก่ายงาน ของคนอื่นที่ตัวเองไม่ได้รับมอบหมาย ดังนั้น กระทิงควรจะ - ระมัดระวังอารมณ์ของตัวเองขณะที่โกรธ - ใส่ใจการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน - เพิ่มความสนใจในแผนการระยะยาวและรายละเอียด แนวทางการพัฒนาตัวเองของหมี หมีมักจะผูกยึดติดอยู่ด้วยความคิด ไม่ยืดหยุ่น เชื่อหรือยอมรับผู้อื่นยาก ยึดติดในหลักการมากเกินไป คิดในกรอบจมอยู่กับรายละเอียดมากเกินไป ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร มองข้ามเรื่องอารมณ์และความรู้สึกมีความ คาดหวังที่สูงและกลัวความผิดพลาด ดังนั้นหมีควรจะ - มีเวลาให้ตัวเองท าสิ่งที่ไม่คุ้นเคย แปลกใหม่ - รู้ตัวว่าควรให้ความรายละเอียดไหน ลดขั้นตอนที่ซับซ้อน - ยืดหยุ่นตามสถานการณ์และผู้คนในบางครั้ง แนวทางการพัฒนาตัวเองหนู หนูมักจะปฏิเสธไม่เป็นจนท าให้ถูกเอาเปรียบได้โดยง่าย มีปัญหาในการจัดการกับความขัดแย้งของ ตัวเอง ขี้เกรงใจขี้กังวลไ ม่กล้ายืนยันสิทธิ์ของตัวเอง ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่ชอบเป็นผู้น า ดังนั้นหนูควรจะ - ฝึกฝนการท าอะไรคนเดียว และมั่นคงในการตัดสินใจ - เรียนรู้วิธีการบอกข้อผิดพลาด แสดงความไม่เห็นด้วย อย่างตรงไปตรงมา - เรียนรู้ที่จะเป็นผู้น าในบางครั้ง การเข้าใจว่าผู้ร่วมงานหรือคนที่เราอยู่ด้วยมีลักษณะเป็นทิศอะไรจะช่วยให้เราเข้าใจการกระท า เหตุผล ที่อยู่เบื้องหลังของคนเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณจะได้เข้าใจตนเองมากขึ้น เพราะเมื่อมีปัญหาอะไร ธรรมชาติของมนุษย์มักจะมองไปหาสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก ทั้งๆ ปัญหาอาจเกิดจากพฤติกรรมของตนเอง ความ เป็นทิศเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจกันมากขึ้น
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๓๔ สรุปสาระส าคัญรายวิชา วิชา จิตวิทยามวลชลสัมพันธ์และการท างานเป็นทีม ผู้บรรยาย นายสุรพัศ ลิ่มวงศ์ วันที่ 13 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 น. ถึง 16.00 น. ผู้จดบันทึก นายศราวุธ มณีวงค์ หลักสูตร เจ้าพนักงานเทศกิจ รุ่นที่ 3 กลุ่มกิจกรรมที่ 1 การปกครองในรูปแบบการกระจายอ านาจ(Decentralization ) ➢ การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หมายถึง การบริหารราชการที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยการ ปกครองท้องถิ่นรูปแบบต่าง ๆ โดยรัฐบาลในส่วนกลางจะกระจายอ านาจบางส่วนให้แก่ประชาชนหรือหน่วย การ ปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนมีอ านาจในการบริหารและตัดสินใจเกี่ยวกับกิจการสาธารณะต่าง ๆ ได้ ด้วยตนเองตามอ านาจหน้าที่ที่กฎหมายมอบให้ ซึ่งการบริหารราชการในส่วนท้องถิ่นนี้เป็นไปตามหลักการ กระจายอ านาจ (Decentralization) “บทบาท” หมายถึง ลักษณะของการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น บทบาทจึงมีความสัมพันธ์กับอ านาจและหน้าที่ บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหาร จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง แวดล้อม จ าแนกออกได้เป็น 4 ลักษณะ กล่าวคือ การด าเนินการ การ ส่งเสริม การประสาน และการสนับสนุน 1. การด าเนินการ การด าเนินการ หมายถึง การจัดหาหรือจัดให้มี บ ารุงรักษาให้คงสภาพที่ดีตลอดไป ก าจัดให้หมดไป บ าบัด ฟื้นฟู ปรับปรุงให้มีสภาพดีขึ้น ควบคุมการใช้ประโยชน์ให้เป็นไปตามที่ก าหนด ศึกษาวิจัยให้ได้วิธีการหรือองค์ ความรู้ เฝ้าระวังให้ทราบเหตุหรือแหล่งเกิดเหตุ การติดตามและตรวจสอบ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทการด าเนินการในด้านต่าง ๆ ดังนี้ (1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบต้องจัดท าแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง โดยใช้กรอบ แนวทางตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจัดท าและประสานแผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2546 (2) เทศบาลและองค์การบริหารส่วนต าบล ต้องคุ้มครอง ฟื้นฟู และบ ารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และ สิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรจากธรรมชาติ การดูแลรักษาที่สาธารณะ การ บ ารุงรักษาทางบก ทางน้ า ทางระบายน้ า และการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยกรณี การดูแลรักษา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมาย ซึ่งหมายถึงเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษา
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๓๕ พันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า พื้นที่ลุ่มน้ าชั้น 1 และ เขตอนุรักษ์ป่าชายเลน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะต้องประสานให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นผู้ด าเนินการ (3) เทศบาลและองค์การบริหารส่วนต าบล ต้องป้องกันและแก้ไขภาวะมลพิษในเขตพื้นที่ อาทิ การ ก าจัดขยะมูลฝอยสิ่งปฏิกูล และน้ าเสีย กรณีการคุ้มครอง ดูแล และบ ารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ การป้องกัน และแก้ไขภาวะมลพิษ ซึ่งคาบเกี่ยวระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตจังหวัด เทศบาล หรือ องค์การ บริหารส่วนต าบล ที่เกี่ยวข้องต้องร่วมด าเนินการ หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้ด าเนินการ เช่น การ จัดตั้งและดุแลระบบบ าบัดน้ าเสียรวม การก าจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลรวม เป็นต้น (4) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ ต้องบ ารุงศิลปะ จารีต ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรม ท้องถิ่น (5) เทศบาลและองค์การบริหารส่วนต าบล ต้องติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม (6) องค์การบริหารส่วนจังหวัด ต้องจัดท าระบบข้อมูลเพื่อการวางแผน และเป็นศูนย์รวบรวมข้อมูล ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งในจังหวัด (7) องค์การบริหารส่วนจังหวัด ต้องจัดท าและปรับปรุงผังเมือง ภายในปี พ.ศ. 2547 ในการจัดท าผัง เมืองรวมจังหวัด ส่วนเทศบาลและองค์การบริหารส่วนต าบล ต้องมีการวางและปรับปรุงผังเมืองรวม ภายในปี พ.ศ. 2553 (8) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ ต้องด าเนินงานจัดท าโครงการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อเสนอเข้าสู่ระบบแผน ปฏิบัติการ เพื่อจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด (9) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ สามารถจัดจ้างและซื้อบริการจากหน่วยงานอื่น ๆ จาก ภาคเอกชน ส่วนราชการ หน่วยงานรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ แล้วแต่กรณี นอกจากนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัด ยังมีบทบาทในการด าเนินงานก่อสร้างและบ ารุงรักษาโครงสร้าง พื้นฐานขนาดใหญ่ หรือมีการเกี่ยวเนื่องกับหลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือในลักษณะที่เป็นเครือข่าย หลักในการเชื่อมโยงกับแผนงานโครงการ และที่ด าเนินโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในเขตจังหวัด อย่างไรก็ตาม บทบาทขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ในการด าเนินการใด ๆ ในเขตองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นอื่นในจังหวัด จะต้องเป็นอ านาจและหน้าที่กฎหมายก าหนด และด าเนินการเท่าที่จ าเป็น หรือเป็นกรณีที่ เกินศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น 2. การส่งเสริม การส่งเสริม หมายถึง การให้หรือเพิ่มเติมในด้านความรู้ความเข้าใจ จิตส านึกและความตระหนัก การมีส่วน ร่วม และความพร้อมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการด าเนินงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบมีบทบาทเป็นผู้ส่งเสริมในด้านต่าง ๆ ดังนี้ - ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่นและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม - ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชนในท้องถิ่นและบุคคลในองค์กร - ส่งเสริมการท่องเที่ยว - ส าหรับเทศบาลยังต้องมีบทบาทในการส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุและผู้พิการด้วย 3. การประสาน
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๓๖ การประสาน หมายถึง การสื่อสารหรือการด าเนินการใด ๆ ให้เกิดความร่วมมือ หรือเกิดการด าเนินงานร่วมกัน ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานอื่น รวมทั้งให้เกิดบูรณาการในการบริหารจัดการในพื้นที่ เพื่อลดความซ้ าซ้อน สนับสนุนงานซึ่งกันและกัน ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการด าเนินงาน 4. การสนับสนุน การสนับสนุน หมายถึง การให้หรือให้ใช้วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรกล แรงงาน ข้อมูล และงบประมาณ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการด าเนินงาน การสนับสนุนส่วนใหญ่เป็นบทบาทของ อบจ. ซึ่งมีบทบาทในการจัดสรรงบประมาณ และสนับสนุนการ พัฒนาท้องถิ่นแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนงบประมาณให้แก่ข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เฉพาะในกรณีที่อยู่ในอ านาจหน้าที่ของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดที่จะต้อง ด าเนินการเอง แต่ไม่สามารถด าเนินการเองได้ เนื่องจากเป็นงานปฏิบัติ ซึ่งต้องใช้เทคนิควิชาการสูง และหน่วยงานของรัฐนั้นมีความสามารถที่จะด าเนินการได้ดีกว่า และผลของการให้ การสนับสนุนนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการด าเนินงานตามอ านาจ หน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด สนับสนุนงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดกรณีเร่งด่วน และจ าเป็น หากไม่ด าเนินการ จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประชาชนสนับสนุนงบประมาณให้แก่ประชาคม องค์กรประชาชน ควรเป็นไปในลักษณะของการส่งเสริมความสามารถด าเนินการ โดยใช้ศักยภาพของตนเองในการบริหารจัดการ ในลักษณะของการร่วมคิด ร่วมท า ร่วมรับผลประโยชน์ โดยไม่ให้การสนับสนุนในลักษณะของการให้สิ่งของ หรือการด าเนินการแทน โดยสรุปแล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทดังนี้ บทบาทของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนต าบล (อบต.) 1. ด าเนินการในเขตท้องถิ่นของตนเอง 2. ประสานและร่วมด าเนินการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง กรณีที่อาจเกิดผลกระทบต่อ ประชาชนในเขตท้องถิ่น และกรณีการจัดการซึ่งคาบเกี่ยวระหว่างพื้นที่ 3. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน บทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งมักเป็นผู้ด าเนินการเองในเรื่องต่าง ๆ มา เป็นผู้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการร่วมด าเนินการและสนับสนุนให้มีความเข้มแข็ง นอกจากนี้ยัง ต้องมี บทบาทการเป็นผู้ประสานเพื่อสร้างความร่วมมือกับสถาบันทาง วิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน และ หน่วยงานราชการต่าง รวมทั้งการสร้างเครือข่ายระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการให้มี บริการ สาธารณะร่วมกัน เช่น การก าจัดขยะ การบ ารุงรักษา ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การด าเนินงานตามอ านาจและหน้าที่ที่มี ลักษณะส าคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น - มีการจัดตั้งองค์กรเป็นนิติบุคคลเพิ่มขึ้นจากส่วนกลาง - มีการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น - มีอ านาจอิสระในการปกครองตนเองได้ตามสมควร - มีงบประมาณและรายได้เป็นของท้องถิ่นเอง - มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเป็นของท้องถิ่นเอง
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๓๗ จุดแข็ง - ตอบสนองความต้องการของ ท้องถิ่นได้ดีขึ้น - แบ่งภาระของส่วนกลางได้บ้าง - ราษฎรมีความสนใจ รู้จักรับผิดชอบในการปกครองท้องถิ่นของตนเองมากขึ้น จุดอ่อน - อาจท าลายเอกภาพทางการปกครองและความมั่นคงของประเทศ - ประชาชนเพ่งเล็งประโยชน์ของท้องถิ่นมากกว่าส่วนรวม - อาจมีการใช้อ านาจที่ไม่เป็นธรรมของผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งกับคู่แข่งหรือพรรคตรงข้าม - มีความสิ้นเปลืองมาก ต้นทุนสูง ทั้งนี้ หมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และหมวด ๑๔ ว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อ พิจารณา บทบัญญัติดังกล่าวแล้ว จะพบว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีเจตนารมณ์ที่จะส่งเสริมการกระจาย อ านาจและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยสามารถแบ่งออกได้๖ ประการ ดังนี้ ประการที่หนึ่ง นโยบายต่อการด าเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๗๘ (๒) รัฐต้อง จัดระบบการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้มีขอบเขตอ านาจหน้าที่และความ รับผิดชอบที่ชัดเจนเหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศและสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณเพื่อพัฒนา จังหวัดเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ ประการที่สอง เพิ่มความเป็นอิสระให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามบทบัญญัติในมาตรา ๒๘๑ รัฐจะต้อง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดท าบริการสาธารณะและมีส่วนร่วมในการ ตัดสินใจแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ประกอบกับในการก ากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา ๒๘๒ วรรคสอง ให้มีการก าหนดมาตรฐานกลางเพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเลือกไปปฏิบัติได้เอง โดย ค านึงถึงความเหมาะสมในระดับการพัฒนาและประสิทธิภาพในการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน แต่ละรูปแบบ โดยไม่กระทบต่อความสามารถในการตัดสินใจด าเนินงานตามความต้องการขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น รวมทั้งจัดให้มีกลไกการตรวจสอบการด าเนินงาน โดยประชาชนเป็นหลัก ประการที่สาม สร้างความชัดเจนในการจัดสรรและการจัดเก็บรายได้โดยกฎหมายกระจายอ านาจต้อง ก าหนดการจัดสรรรายได้ระหว่างราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยค านึงถึง การกระจายอ านาจเพิ่มขึ้นตามระดับความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละรูปแบบ พร้อมกับ การก าหนดให้มีกฎหมายรายได้ท้องถิ่น เพื่อก าหนดอ านาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีและรายได้อื่นขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นและให้มีการทบทวนกฎหมายรายได้ท้องถิ่น ทุกระยะไม่เกิน ๕ ปีตามมาตรา ๒๘๓ ประการที่สี่ ยกระดับการบริหารงานบุคคล กล่าวคือ การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องมีมาตรฐานที่สอดคล้องกันและอาจได้รับการพัฒนาร่วมกันหรือสับเปลี่ยนบุคลากรขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นด้วยกันได้อีกทั้งก าหนดให้มีองค์กรพิทักษ์คุณธรรมของข้าราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบคุ้มครอง คุณธรรมและจริยธรรมในการบริหารงานบุคคล ตามมาตรา ๒๘๘
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๓๘ ประการที่ห้า สร้างความโปร่งใสในการด าเนินงานของสมาชิกและผู้บริหารท้องถิ่นโดยการก าหนดให้น า บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการกระท าที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์มาบังคับใช้กับสมาชิกและผู้บริหารท้องถิ่น ตาม มาตรา ๒๘๔ วรรคสิบ ประการที่หก การให้ความส าคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน โดยรัฐจะต้องด าเนินนโยบาย ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนตามมาตรา ๘๗ ทั้งการก าหนดให้มีกลไกการตรวจสอบการด าเนินงานของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยประชาชนเป็นหลักในมาตรา ๒๘๒ วรรคสอง การก าหนดให้ประชาชนใน ท้องถิ่นมีสิทธิมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๒๘๗ การให้ ประชาชนมีสิทธิเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นโดยมิได้ก าหนดจ านวนผู้เข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นเป็น จ านวนแน่นอนตามมาตรา ๒๘๕ และการให้ประชาชนมีสิทธิเข้าชื่อกัน ถอดถอนผู้บริหารและสมาชิกสภา ท้องถิ่นโดยไม่ก าหนดจ านวนผู้เข้าชื่อไว้เช่นกัน ตามมาตรา ๒๘๖ อีกทั้ง มาตรา ๒๙๐ (๔) ได้ก าหนดให้ชุมชนมี ส่วนร่วมในการอนุรักษ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีทิศทางในการกระจายอ านาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วน ท้องถิ่น โดยการเพิ่มอ านาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลดอ านาจรัฐส่วนกลาง สร้างความโปร่งใสและใน ประการส าคัญเป็นการเพิ่มสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อเป็น พื้นฐานในการพัฒนาประชาธิปไตยที่เข้มแข็งในระดับชาติต่อไป องค์การบริหารส่วนต าบลซึ่งตามพระราชบัญญัติก าหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอ านาจให้แก่ องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นขนาด ใหญ่ ที่มีพื้นที่ครอบคลุม เทศบาลและองค์การบริหารส่วนต าบล โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดนี้จะมีอ านาจ หน้าที่ในการจัดท าแผนพัฒนาจังหวัด ประสานงาน ให้ความร่วมมือและสนับสนุนหน่วยการปกครองท้องถิ่น ขนาดเล็ก ตลอดทั้งด าเนินการในกิจการที่หน่วยงานการปกครองท้องถิ่นขนาดเล็กไม่สามารถท าได้เพราะ กิจการดังกล่าวเป็นกิจการที่ครอบคลุมพื้นที่กว้าง เป็นกิจการที่ต้องการความเป็นเอกภาพ และเป็นเรื่องที่เกิน ขีดความสามารถของหน่วยการปกครองท้องถิ่นขนาดเล็กจะกระท าได้ในส่วนของเทศบาลและองค์การบริหาร ส่วนต าบล ซึ่งเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นขนาดเล็กจะมีอ านาจหน้าที่ในการให้บริการสาธารณะต่าง ๆ ภายในพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๓๙ สรุปสาระส าคัญรายวิชา วิชา จิตวิทยามวลชลสัมพันธ์และการท างานเป็นทีม ผู้บรรยาย นายบันลือศักดิ์ สุนทร วันที่ 14 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.00 น. ถึง 12.00 น. ผู้จดบันทึก นายศราวุธ มณีวงค์ หลักสูตร เจ้าพนักงานเทศกิจ รุ่นที่ 3 กลุ่มกิจกรรมที่ 2 ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เป็นเป้าหมายในการพัฒนาของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว คือ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคน โดยไม่ท าลายสิ่งแวดล้อม ให้คน มีความสุข โดยต้องค านึงเรื่องสภาพภูมิศาสตร์ ความเชื่อทางศาสนา เชื้อชาติและภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคม แม้ว่าวิธีการพัฒนามีหลากหลาย แต่ที่ส าคัญคือนักพัฒนาจะต้องมีความรัก ความห่วงใย ความรับผิดชอบ และ การเคารพในเพื่อนมนุษย์ จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเกี่ยวข้อง กับมนุษยชาติ และเป็นเรื่องของจิตใจ โดยมีหลักการ ดังนี้ 1. จากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะหลักการน าทาง ประกอบด้วยสามห่วง สองฐาน คือความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันในตน มีฐานความรู้ และฐานคุณธรรม 2. วิธีการของศาสตร์พระราชาคือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา โดยต้องเข้าใจ เข้าถึง พัฒนาคนวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม 2.1 เข้าใจ หมายถึง การใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้ว การใช้และแสวงหาข้อมูลเชิงประจักษ์การวิเคราะห์และการวิจัย การทดลองใช้จนได้ผลจริงก่อน 2.2 เข้าถึง หมายถึง การระเบิดจากข้างใน เข้าใจกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาและสร้างปัญญาสังคม 2.3 พัฒนา หมายถึง การพัฒนาที่ประชาชนเริ่มต้นด้วยตนเอง พึ่งพาตนเองได้และมีต้นแบบการเผยแพร่ ความรู้ให้ประชาชนได้เรียนรู้และน าไปประยุกต์ใช้ 3. การประยุกต์แห่งศาสตร์พระราชา ต้องท าให้ด้วยความรัก ความปรารถนาและด้วยใจต้องประยุกต์ใช้อย่าง ยั่งยืน ไม่ยึดติดต ารา ปรับตามบุคคล สภาพพื้นที่และสถานการณ์ 4. ผลลัพธ์ของศาสตร์พระราชา คือ แผ่นดินโดยธรรมและประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามตามพระปฐมบรม ราชโองการ พออยู่พอกิน และรู้รักสามัคคี อันเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนแนวทางการบริหารประเทศด้วย “ศาสตร์พระราชา” ของรัฐบาลมีการด าเนินการในเรื่องต่าง ๆอันประกอบด้วย ตั้งเป้าหมายการพัฒนาที่ยึดถือ “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” คือ ท าให้ประชาชน มีความสุข มีความพึงพอใจ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน สนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนา อย่างยั่งยืน โดยรักษาสมดุล ทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการแก้ปัญหาตามแนวทาง สันติวิธี และยึดแนวทางการพัฒนา “สีเขียว” เสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้ประเทศชาติและประชาชน
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๔๐ โดยให้มีการพัฒนาประชาธิปไตย ที่เหมาะสมกับบริบทของไทย และมีอัตลักษณ์ไทย โดยเน้นการระเบิดจากภายใน ที่เริ่มจากการ “ปลูกคน” ก่อน “ปลูกป่า” เพื่อสร้างความเข้าใจ ส านึกสิทธิในการรักษาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่สู่การเป็นพลเมืองที่มีคุณลักษณะมุ่งอนาคต รวมถึงการแก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่จริง เช่น การพัฒนาคุณภาพชีวิต การจัดการการพึ่งตนเอง การมีวิถีชีวิตและ สัมมาชีพที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ โดยพระองค์ท่านทรงยึดวิธีการเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองไทย ซึ่งเป็นวิทยาการแห่งการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต ด้วยประการดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า ศาสตร์พระราชา เป็นแนวทางในการพัฒนา แก้ไขวิกฤติทางสังคม โดยเฉพาะในสถานการณ์สังคมไทยที่ผ่านมา โดยเฉพาะใน วิกฤตการณ์ต้มย ากุ้งปี 2540 เป็นยุคฟองสบู่แตก ประชาชนอดอยากปากแห้งกันถ้วนหน้า แต่ด้วยวิสัยทัศน์ การณ์ไกลของพระบรมชนกาธิเบศร ได้ทรงน าแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่การพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป วัตถุนิยมมีค่ามากกว่าวัตถุทางจิตใจ การน าศาสตร์พระราชามาใช้ถือเป็น แนวทางที่สมควรจะอนุรักษ์และน ามาใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การประยุกต์ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาท้องถิ่น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็น พระมหากษัตริย์ ที่นอกจากจะทรงด้วยทศพิธราชธรรมแล้ว ทรงยังเป็นพระราชาที่เป็นแบบอย่างในการด าเนิน ชีวิต และการท างานแก่พสกนิกรของพระองค์ และนานาประเทศอีกด้วย ผู้คนต่างประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพ ของพระองค์ และมีความส านึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น อันหาที่สุดมิได้ซึ่งแนวคิดหรือหลักการทรง งานของพระบรมชนกาธิเบศร มีความน่าสนใจ ที่สมควรน ามาประยุกต์ใช้กับชีวิตการท างานเป็นอย่างยิ่ง หลักการทรงงานของพระบรมชนกาธิเบศร มีดังนี้ การประยุกต์แห่งศาสตร์พระราชา ต้องท าให้ด้วยความรัก ความปรารถนาและด้วยใจต้องประยุกต์ใช้ อย่างยั่งยืน ไม่ยึดติดต ารา ปรับตามบุคคล ภูมิสังคม สภาพพื้นที่และสถานการณ์ปรัชญาหรือแนวคิดเศรษฐกิจ พอเพียงจึงเป็นของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัวระดับชุมชน จนถึงระดับประเทศ แนว พระราชด าริเศรษฐกิจพอเพียง เป็นทางเลือกใหม่ของประชาชนชาวไทยเพื่อที่จะสามารถด ารงชีวิตแบบพออยู่ พอกิน และสามารถพึ่งพาตนเองได้ เศรษฐกิจพอเพียงจึงมีความส าคัญต่อการพัฒนาประเทศ อันจะน าไปสู่ สังคมที่มีคุณภาพทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมประโยชน์ต่อประชาชนทุกคนไม่ใช่เฉพาะแต่ส่วนท้องถิ่นหรือ เกษตรกรเท่านั้น แต่ประชาชนโดยทั่วไปไม่ว่านิสิต นักศึกษา นักเรียน ข้าราชการ พนักงานบริษัทก็สามารถน า หลักการเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการเรียน การท างาน ตลอดจนการด าเนินชีวิตประจ าวันได้ ซึ่ง สามารถกระท าได้ดังนี้ 1) ควรยึดหลักความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน และสละความฟุ่มเฟือย ในการด ารงชีพอย่างจริงจัง 2) ควรประกอบอาชีพด้วยความสุจริตและถูกต้อง แม้จะเผชิญกับภาวะขาดแคลน ในการด ารงชีพก็ตาม 3) ควรลดละการแก่งแย่งผลประโยชน์ และการแข่งขันทางการค้าขาย ตลอดจน การประกอบอาชีพที่มีการต่อสู้อย่างรุนแรง
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๔๑ 4) ควรขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้มีรายได้เพิ่มพูนขึ้นจนถึงขั้นพอเพียงในการ ด ารงชีวิตเป็นเป้าหมายส าคัญ แนวทางการบริหารประเทศด้วย “ศาสตร์พระราชา” ของรัฐบาลมีการด าเนินการในเรื่องต่าง ๆ อันประกอบด้วย ตั้งเป้าหมายการพัฒนาที่ยึดถือ “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” คือ ท าให้ประชาชนมี ความสุข มีความพึงพอใจ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน สนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยรักษาสมดุล ทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการแก้ปัญหา ตามแนวทางสันติวิธี และยึด แนวทางการพัฒนา “สีเขียว” เสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้ประเทศชาติและประชาชนโดยให้มีการพัฒนา ประชาธิปไตย ที่เหมาะสมกับบริบทของไทย สู่การกระจายความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนทั้งในระดับบุคคล ชุมชน สังคม ประเทศชาติ สืบไป สรุป ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่จะน ามา เสริมสร้างโอกาสให้กับคนในท้องถิ่นไทย ทั้งในการประกอบอาชีพให้แก่ผู้ยากจนและด้อยโอกาสทางสังคมให้ สามารถพึ่งตนเองได้ รวมทั้งสร้างทางเลือกจากการผลิต และการบริการที่หลากหลายภายใต้หลักความพอดี และเดินทางสายกลาง เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศที่เหมาะสมในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับ ปัจเจก ระดับครอบครัว ระดับชุมชน ระดับสาขาในการผลิตและระดับประเทศ เพื่อปรับวิถีชีวิตของคนไทยและ ทิศทางการพัฒนาประเทศ ด้วยการมีสติที่มั่นคงมีสติปัญญา มีคุณธรรม มีความรู้ ศึกษาหาข้อมูลใหม่อยู่เสมอ พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และมีความเพียรที่จะท าให้งานประสบผลส าเร็จ จะท าให้ประเทศไทยด ารง ได้อย่างเป็นสุขและยั่งยืนและน าไปสู่ “การเกื้อกูลและแบ่งปันกัน ช่วยลดความเหลื่อมล้ า” สู่การพัฒนาที่สมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจสังคม สิ่งแวดล้อม ให้ท้องถิ่นไทยไกลอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนสืบไป
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๔๒ สรุปสาระส าคัญรายวิชา วิชา การบริหารจัดการตลาดสดและการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยฯ ผู้บรรยาย ส านักเทศกิจ กทม. วันที่ 14 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 น. ถึง 19.00 น. ผู้จดบันทึก นายศราวุธ มณีวงค์ หลักสูตร เจ้าพนักงานเทศกิจ รุ่นที่ 3 กลุ่มกิจกรรมที่ 2 เราจึงต้องจัดระเบียบ โดย การออกประกาศฯ ใหม่ ➢ ก าหนดแผนการจัดระเบียบทางเท้า ➢ ค่อย ๆ ยกเลิกจุดผ่อนผัน ➢ เยียวยาผู้ค้าที่รับผลกระทบ ➢ ก าหนดพื้นที่ท าการค้าใหม่ ฐานอ านาจ - ผว.กทม. ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ! 1. พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยแห่ง พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 2. พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การสาธารณสุข (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560- มาตรา 42 ประกอบมาตรา 4 3. พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 49 4. พ.ร.บ.การจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ในส่วนที่เกี่ยวข้อง. ยึดแนวทางเดิม ดีคงไว้ และเพิ่มดีกว่าเข้าไป ระดม ความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนช่วยคนเดือดร้อน เป็นหลักก่อน เสมอภาคเท่าเทียม (คนเดือดร้อน)
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๔๓ ประกาศ กทม. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการก าหนดพื้นที่ท าการค้าและการขายหรือจ าหน่าย สินค้าในที่สาธารณะ 1. ยกเลิกประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไขการค้าขายในพื้นที่ผ่อนผัน 2. ประกาศฉบับนี้ไม่ใช้บังคับกับพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ วิถีชุมชน ย่านพื้นที่ส่งเสริมการ 3. หลักเกณฑ์การพิจารณาพื้นที่ท าการค้า ➢ ตั้งแต่ 4 ช่องทางจราจร เมื่อจัดวางแผงค้าแล้วต้องมีที่ว่างไม่น้อยกว่า 2 เมตร ➢ ไม่อยู่ในรัศมี 150 เมตร ➢ ได้รับการพิจารณาเห็นชอบเจ้าพนักงานจราจร ➢ ไม่เป็นพื้นที่ที่มีกรณีพิพาทระหว่างผู้ค้ากับกรุงเทพมหานคร ➢ ไม่เป็นพื้นที่กรุงเทพมหานครประกาศห้ามเป็นพื้นที่ท าการค้า ➢ ต้องได้รับความ เห็นชอบโดยส่วนใหญ่จากประชาชนในพื้นที่และผู้มีส่วนได้เสีย ในบริเวณนั้น 4. การจัดผังแผงค้าในพื้นที่ท าการค้า ➢ แผงค้ามีขนาด ไม่เกิน 2 ตารางเมตร โดย ความลึกของแผงค้าต้องไม่เกิน 1 เมตร ➢ ให้จัดผังแผงค้าชิดกับด้านถนน และพื้นที่ท าการค้า ต้องห่างจากผิวการจราจรอย่างน้อย 50 ซม. ➢ ให้เว้นระยะห่าง 5 เมตร ทุกระยะ 10 แผงค้า เพื่อเป็นทางเข้าออกและทางฉุกเฉิน ➢ ห้ามจัดผังแผงค้าโดยเด็ดขาดในพื้นที่บริเวณ ! ! ! • ในระยะ 10 เมตร ได้แก่ ป้ายและศาลาที่พักผู้โดยสาร จุดที่หยุดหรือจอดรถโดยสาร ทางขึ้นลง สะพานลอย รถไฟฟ้า รวมถึงช่องทางเข้าลิฟท์ส าหรับผู้พิการ ทางร่วม ทางแยก • ในระยะ 5 เมตร ได้แก่ช่องทางเข้าออกอาคารที่ประชาชนใช้สอย • ในระยะ 3 เมตร ได้แก่ ห้องสุขาสาธารณะ จุดจ่ายน้ าดับเพลิง (ประปาหัวแดง) ทาง ม้าลาย • ในระยะ 1 เมตร ได้แก่ บริเวณโดยรอบตู้โทรศัพท์ ตู้ไปรษณีย์
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๔๔ 5. ร่ม หลังคาแผงค้า ต้องมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เหมาะสมกับลักษณะพื้นที่นั้น ๆ โดยได้รับความ เห็นชอบจากคณะกรรมการจัดระเบียบหาบเร่ – แผงลอย ระดับเขต 6. เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย นอกจากการพิจารณาพื้นที่ท าการค้าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ตามข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5 หรือกรณีที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก คณะกรรมการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ให้ค านึงถึงความเหมาะสม ของลักษณะพื้นที่
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๔๕ 7. ภาพลักษณ์ของกรุงเทพมหานครและของประเทศ 8. ให้ส านักงานเขตทบทวนความเหมาะสมของการเป็นพื้นที่ให้ท าการค้าในทุกรอบระยะเวลา 1 ปี โดยผ่านคณะกรรมการจัดระเบียบหาบเร่ – แผงลอย ระดับเขต เสนอคณะกรรมการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของกรุงเทพมหานคร - ก่อนครบก าหนด 1 ปี ไม่น้อยกว่า 60 วัน ในกรณีที่ได้รับการพิจารณาให้เป็นพื้นที่ท าการค้าต่อไป - ให้ส านักงานเขตพิจารณาคัดเลือกผู้ท าการค้าตามข้อ 9 ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน ก่อนครบก าหนด 1 ปี
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๔๖
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๔๗
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๔๘ สรุปสาระส าคัญรายวิชา วิชา กระบวนการและขั้นตอนการด าเนินคดีอาคาร ผู้บรรยาย นายปฏิญญา แสงนิลส านักเทศกิจ กทม. วันที่ 14 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 น. ถึง 19.00 น. ผู้จดบันทึก นายศราวุธ มณีวงค์ หลักสูตร เจ้าพนักงานเทศกิจ รุ่นที่ 3 กลุ่มกิจกรรมที่ 2 วัตถุประสงค์ของกฎหมายควบคุมอาคาร ➢ เพื่อความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร ➢ เพื่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้อาคาร ➢ เพื่อความสวยงาม และความเป็นระเบียบเรียบร้อย ➢ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและการสาธารณสุข ➢ เพื่อป้องกันปัญหาด้านการจราจรและอื่นๆ มีความเกี่ยงข้องกับบุคคลหลายฝ่ายแยกเป็น 3 กลุ่ม 1. ผู้รับค าสั่ง ได้แก่ผู้ประสงค์จะก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคาร ผู้ที่จะรื้อถอนอาคาร ผู้ควบคุมงาน ผู้ด าเนินการ เป็นต้น 2. ผู้ออกค าสั่ง ได้แก่เจ้าพนักงานท้องถิ่น นายตรวจ ละนายช่าง 3. องค์กรตามที่ก าหมายก าหนด ได้แก่ คณะกรรมการควบคุมอาคาร (มาตรา 14,18) คณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์(มาตรา50)และคณะกรรมการเปรียบเทียบคดี(มาตรา74)
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๔๙ เจ้าพนักงานท้องถิ่น ได้แก่ ➢ นายกองค์การบริหารส่วนต าบล สาหรับในเขตองค์การบริหารส่วนต าบล ➢ นายกเทศมนตรี สาหรับในเขตเทศบาล ➢ นายกเมืองพัทยา สาหรับในเขตเมืองพัทยา ➢ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ส าหรับในเขตกรุงเทพมหานคร ➢ ผู้บริหารท้องถิ่นหรือหัวหน้าของคณะผู้บริหารท้องถิ่น มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ “อาคาร” หมายความว่า ตึก บ้าน เรือน โรง ร้าน แพ คลังสินค้า ส านักงาน และสิ่งที่สร้างขึ้นอย่างอื่น ซึ่งบุคคลอาจ เข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้ และหมายความรวมถึง (1) อัฒจันทร์หรือสิ่ง ที่สร้างขึ้นอย่างอื่นเพื่อใช้เป็นที่ชุมนุมของประชาชน ข้อ ๘ ป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นส าหรับติดหรือตั้งป้ายที่อาคารต้องไม่บังช่องระบายอากาศ หน้าต่าง ประตู หรือ ทางหนีไฟ ข้อ ๙ ป้ายบนหลังคาหรือดาดฟ้าของอาคาร เว้นแต่ป้ายชื่ออาคารที่สูงไม่เกิน ๓ เมตร ให้เป็นไปตามข้อก าหนด ดังนี้ (๑) ไม่ล้ าออกนอกแนวผนังรอบนอกของอาคาร (๒) ความสูงของป้ายไม่เกิน ๖ เมตร และมีความสูงของป้ายและอาคารรวมกันไม่เกิน ๓๐ เมตร เมื่อวัดจากระดับพื้นดิน (๓) มีพื้นที่ป้ายไม่เกิน ๗๕ ตารางเมตร เพื่อประโยชน์ในการคิดระยะร่นของอาคารตามที่ก าหนดไว้ตามข้อ ๔๔ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕๕ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ในกรณีที่ ป้ายอยู่บนหลังคาหรือดาดฟ้าของอาคารให้ถือว่าป้ายนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาคารโดยคิดรวมเป็นความสูงของ อาคารด้วย ข้อ ๑๐ ป้ายที่ยื่นจากผนังอาคารให้เป็นไปตามข้อก าหนดดังนี้ (๑) อาคารที่ไม่มีกันสาด ให้ยื่นจากแนวอาคารได้ไม่เกิน ๖๐ เซนติเมตร และส่วนต่ําสุด ต้องสูงจากพื้นหน้าอาคารนั้นไม่น้อยกว่า ๓.๒๕ เมตร อาคารที่มีกันสาดให้ยื่นจากแนวอาคารเหนือกัน สาด ได้ไม่เกิน ๒ เมตร หรือไม่เกินแนวกันสาดแล้วแต่ระยะใดจะน้อยกว่า (๒) ความสูงของป้ายต้องไม่เกิน ๑ ใน ๓ ส่วนของความสูงของอาคาร แต่ต้องไม่เกิน ๑๕ เมตร (๓) ส่วนสูงสุดของป้ายต้องไม่เกินจุดสูงสุดของผนังอาคารด้านที่ติดตั้งป้ายนั้น ข้อ ๑๑ ป้ายที่ติดตั้งเหนือกันสาดและไม่ได้ยื่นจากผนังอาคาร ให้ติดตั้งได้โดยมีความสูงของป้าย ไม่เกิน ๖๐ เซนติเมตร วัดจากขอบบนของปลายกันสาดนั้น และมีพื้นที่ป้ายไม่เกิน ๒.๕๐ ตารางเมตร ข้อ ๑๒ ป้ายที่ติดตั้งใต้กันสาดให้ติดตั้งแนบผนังอาคารและต้องสูงจากพื้นหน้าอาคารนั้น ไม่น้อยกว่า ๒.๕๐ เมตร ในกรณีที่ไม่สามารถติดกับผนังได้โดยตรงให้ติดห่างจากผนังได้ไม่เกิน ๓๐ เซนติเมตร ข้อ ๑๓ ป้ายโฆษณาส าหรับโรงมหรสพให้ติดตั้งขนานกับผนังอาคารโรงมหรสพแต่จะยื่น
รายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 โดย นายจิรพจน์ สังข์ทอง๑๕๐ ห่างจากผนังได้ไม่เกิน ๕๐ เซนติเมตร หรือหากติดตั้งป้ายบนกันสาดจะต้องไม่ยื่นล้ าแนวปลายกันสาด นั้น และความสูงของป้ายทั้งสองกรณีต้องไม่เกินความสงของอาคาร ู ข้อ ๑๔ สิ่งที่สร้างขึ้นส าหรับติดหรือตั้งป้ายที่ติดตั้งอยู่บนพื้นดินโดยตรงให้ท าด้วยวัสดุทนไฟทั้งหมด ข้อ ๑๕ ป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นส าหรับติดหรือตั้งป้ายที่ติดตั้งอยู่บนพื้นดินโดยตรงต้องมีความสูง ไม่เกินระยะที่วัดในทางราบจากขอบป้ายไปจนถึงกึ่งกลางถนนสาธารณะที่อยู่ใกล้ป้ายนั้น มีความสูงไม่ เกิน ๓๐ เมตร มีความยาวไม่เกิน ๓๒ เมตร และห่างจากแนวเขตที่ดินของตนหรือป้ายอื่นไม่น้อยกว่า ความสูงของป้าย เว้นแต่จะก่อสร้างห่างจากแนวเขตที่ดินไม่น้อยกว่า ๖ เมตร และได้รับความยินยอม เป็นหนังสือจากเจ้าของที่ดินข้างเคียงด้านนั้น ข้อ ๑๖ ป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นส าหรับติดหรือตั้งป้ายที่ก่อสร้างหรือดัดแปลงใกล้ถนนสาธารณะ เมื่อวัดในทางราบ ให้มีระยะห่างระหว่างขอบป้ายกับถนนสาธารณะ ดังนี้ (๑) ถนนสาธารณะที่มีความกว้างน้อยกว่า ๑๐ เมตร ให้ขอบป้ายห่างจากกึ่งกลางถนนสาธารณะอย่างน้อย ๖ เมตร (๒) ถนนสาธารณะที่มีความกว้างตั้งแต่ ๑๐ เมตร แต่ไม่เกิน ๒๐ เมตร ให้ขอบป้ายห่างจาก เขตถนนสาธารณะอย่างน้อย ๑ ใน ๑๐ ของความกว้างของถนนสาธารณะ (๓) ถนนสาธารณะที่มีความกว้างเกิน ๒๐ เมตร ให้ขอบป้ายห่างจากเขตถนนสาธารณะอย่างน้อย ๒ เมตร ป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นส าหรับติดหรือตั้งป้ายที่มีสภาพอาจเป็นภยันตราย ข้อ ๒๔ ในกรณีที่ป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นส าหรับติดหรือตั้งป้ายมีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรงอันอาจเป็นภยันตราย ต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนร าคาญ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นสั่งให้เจาของหรือ ผู้ครอบครองป้ายด าเนินการแก้ไขให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย ภายในระยะเวลาที่ก าหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่า ๓ 0 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีค าสั่ง ในกรณีมีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะขยายระยะเวลา ดังกล่าวออกไปอีกก็ได้ในกรณีจ าเป็นเร่งด่วน ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอ านาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครอง ป้ายด าเนินการเพื่อบรรเทาเหตุที่อาจก่อให้เกิดภยันตรายดังกล่าวได้ทันทีตามวิธีการที่เจ้าพนักงานท้องถิ่น ก าหนดหรือสั่งห้ามมิให้ใช้ป้ายนั้นจนกว่าจะมีการแก้ไข หลักเกณฑ์การตรวจสอบ ข้อ ๒๕ ป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นส าหรับติดหรือตั้งป้ายที่สูงจากพื้นดินตั้งแต่ ๑๕ เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่ป้าย ตั้งแต่ ๕๐ ตารางเมตรขึ้นไป หรือป้ายที่ติดหรือตั้งบนหลังคา หรือดาดฟ้า หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารที่มี พื้นที่ตั้งแต่ ๒๕ ตารางเมตรขึ้นไป ที่การก่อสร้างได้ด าเนินการแล้วเสร็จมาแล้วเกินหนึ่งปี ต้องจัดให้มีผู้ตรวจ สอบด้านวิศวกรรมหรือผู้ตรวจสอบด้านสถาปัตยกรรม แล้วแต่กรณี ท าการตรวจสอบตามมาตรา ๓๒ ทวิ ข้อ ๒๖ คุณสมบัติเฉพาะและลักษณะต้องห้ามของผู้ตรวจสอบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอขึ้น ทะเบียนและการเพิกถอนการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบ และหลักเกณฑ์ การตรวจสอบป้าย ให้เป็นไปตามกฎกระทรวงก าหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ตรวจสอบหลักเกณฑ์การขอขึ้น ทะเบียนและการเพิกถอนการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบ และหลักเกณฑ์การตรวจสอบอาคาร พ.ศ. ๒๕๔๘ เว้นแต่วิธีการตรวจสอบป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นส าหรับติดหรือตั้งป้ายและอุปกรณ์ประกอบของป้าย