The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วยบูรณาการกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Panida Saengnam, 2024-02-29 02:50:30

หน่วยบูรณาการกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

หน่วยบูรณาการกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

ก คํานํา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-Book) เล่มนี้เป็ นส่วนหนึ่งของรายวิชาED 13309 การจัดการเรียนรู้แบบบูรณา การในระดับประถมศึกษา จัดทําขึ้นเพื่อเป็ นความรู้สําหรับผู้ที่สนใจจะศึกษาเกี่ยวกับหน่วยบูรณาการกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทยระดับชั้นประถมศึกษาปี ที่5และผู้อ่านสามารถนําไปปรับใช้ในรายวิชาอื่นๆได้ ให้มีความ เข้าใจมากยิงขึ ่ ้นเพื่อเป็ นประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ ผู้จัดทําหวังเป็ นอย่างยิ่ งว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-Book) เล่มนี้จะเป็ นประโยชน์สําหรับคนที่สนใจ หรือกําลังหาข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยบูรณาการกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปี ที่5 นี้อยู่ไม่ มากก็น้อย หากมีข้อแนะนําหรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทําขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ผู้จัดทํา นายวิศรุต บุษบก


ข สารบัญ เรื่อง หน้า คํานํา ก สารบัญ ข 1.ความหมายของการบูรณาการ 1-2 2. หลักการแนวคิดทฤษฎีของการบูรณาการ 3-7 3.รูปแบบของการบูรณาการ 7-10 4.วิธีการบูรณาการ 10-14 5.การบูรณาการภายในศาสตร์เดียวกันกลุ่มสาระภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปี ที่5 5.1 สาระมาตราฐาน/ตัวชี้วัด 14-20 5.2 คําอธิบายรายวิชา 21 5.3 โครงสร้างรายวิชา 22 6.ตัวอย่างหน่วยบูรณาการภายในศาสตร์เดียวกันกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้ นประถมศึกษาปี ที่5 7. ตัวอย่างแผนบูรณาการภายในศาสตร์เดียวกันกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 29-47 8. ตัวอย่างหน่วยบูรณาการข้ามศาสตร์ 8.1 ทฤษฎีบูรณาการข้ามศาสตร์ 48-50 8.2.ตัวอย่างหน่วยบูรณาการข้ามศาสตร์ 51 8.3 ตัวอย่างแผนบูรณาการข้ามศาสตร์ 52-75 8.4 ตัวอย่างแผนบูรณาการข้ามศาสตร์ 76-86 ภาคผนวก 87-102 อ้างอิง 103


1 1.ความหมายของบูรณาการ ความหมายการบูรณาการตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า Integration มีรากศัพท์มาจาก ภาษาลาตินว่า Integrate คำว่าบูรณาการในความหมายทั่วไป หมายถึง การทำสิ่งที่บกพร่องให้สมบูรณ์แบบ โดยการเพิ่มเติม บางส่วนที่ขาดอยู่ให้สมบูรณ์ หรือการนำส่วนประกอบย่อยมารวมกันตั้งแต่สองส่วน เพื่อทำให้เป�นส่วนประกอบ ใหญ่ของทั้งหมด ดังนั้นการบูรณาการเป�นการเชื่อมสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งเข้ามาเป�นส่วนประกอบกับอีกสิ่งหนึ่งให้มี ความสมบูรณ์กลายเป�นส่วนหนึ่งของแกนหลักหรือส่วนประกอบที่ใหญ่กว่า (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์,2546) (คณะกรรมการการอุดมศึกษา, 2557, หน้า 35) การบูรณาการ (Integration) หมายถึง การประสาน กลมกลืนกันของแผนกระบวนการ สารสนเทศการจัดสรรทรัพยากร การปฏิบัติการ ผลลัพธ์ และการวิเคราะห์ เพื่อ สนับสนุนเป้าประสงค์ที่สำคัญของสถาบัน(Organization-wide Goal) การบูรณาการที่มีประสิทธิผลเป�นมากกว่า ความสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน(Alignment) ซึ่งการดำเนินการของแต่ละองค์ประกอบภายใน ระบบการ จัดการ ผลการดำเนินการมีความเชื่อมโยงกันเป�นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์ พรธิดา วิเศษศิลปานนท์ และคณะ, (กรุงเทพมหานคร : กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ, ๒๕๕๖), หน้า ๑๓-๑๔. การบูรณาการ หมายถึง การทำให้หน่วยย่อยทั้งหลายที่สัมพันธ์อิงอาศัยซึ่งกันและกันเข้า มาร่วมทำหน้าที่ประสานกลมกลืนเป�นองค์รวมหนึ่งเดียวมีความครบถ้วนสมบูรณ์ในตัว การบูรณาการนั้นเราจะเอา หน่วยย่อยหน่วยหนึ่งมารวมเข้าในองค์รวมที่มีหน่วยย่อยอื่นอยู่แล้วก็ได้ หรือจะเอาหน่วยย่อยทั้งหลายที่ต่าง แยกกันอยู่มารวมเข้าด้วยกันเป�นองค์รวมก็ได้ซึ่งเรียกว่าบูรณาการทั้งสิ้น แต่ข้อสำคัญจะต้องมีตัวยืนที่เป�นหลักอยู่ ๓ อย่าง ในเรื่องบูรณาการ ๑) มีหน่วยย่อยองค์ประกอบ ชิ้นส่วน อวัยวะ ชั้น ระดับ หรือแง่ด้านที่จะเอามาประมวลเข้าด้วยกัน อันนี้เป�น สิ่งที่จะเอามาประมวลเข้าด้วยกันคือ สิ่งย่อย ส่วนย่อย ๒) หน่วยย่อยเป�นต้นนั้น มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอิงอาศัยซึ่งกันและกัน อันนี้อาจจะเลยไปถึงลักษณะที่ว่า ยืดหยุ่นปรับตัวได้ มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลาด้วย ๓) เมื่อรวมเข้าด้วยกันแล้วก็จะเกิดความครบถ้วนเต็มบริบูรณ์ โดยมีความประสานกลมกลืนเกิดภาวะได้ที่พอดี หรือสมดุลก็จะทำให้การรวมนั้นก็มีชีวิตด ารงอยู่และดำเนินไปด้วยดี อันจะเป�นภาวะของบูรณาการ ถ้าครบสามอย่างนี้ก็เป�นบูรณาการ สามอย่างนี้เป�นตัวยืนที่จำเป�นตามสภาวะ ส่วนในทางปฏิบัติจะมีหลัก และกระบวนวิธีอย่างไรก็พิจารณาว่าอันอีกส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่จะต้องเน้นก็คือ ความพอดีหรือความสมดุล ซึ่งเป�น ภาวะที่ต้องการของบูรณาการนั้น เราจะแสดงลักษณะออกมาให้เห็นเป�น ข้อสำคัญได้ ๒ อย่างคือ เมื่อเป�นองค์รวม แล้วองค์รวมนั้นมีชีวิตหรือดำเนินไปด้วยดี องค์รวมนั้นเกิดมีภาวะและคุณสมบัติของมันเองที่ต่างหากจากภาวะและ คุณสมบัติขององค์ประกอบทั้งหลาย


2 ขั้นตอนของวิธีคิดแบบบูรณาการประกอบด้วย ๓ ขั้นตอน คือ ขั้นที่ ๑ ถอดกรอบเพื่อที่จะให้หลุดจากกับดักทางความคิด ทางวัฒนธรรม ทางความรู้ทางประสบการณ์เป�นต้น ขั้นที่ ๒ ขยายกรอบโดยอาศัยฐานแนวคิดในเรื่ององค์รวม สหวิทยาการ คิดโดยวิธีอุปนัยการมองประสานขั้น ตรงข้าม และมองแบบทุกฝ่ายชนะ ขั้นที่ ๓ คุมกรอบซึ่งเป�นขั้นกลับมาบูรณาการอีกครั้ง โดยเงื่อนไขความสำเร็จของการบูรณาการสวัสดิการของ ชุมชนในระดับนโยบาย คือ ๑) ผู้ดำเนินกิจกรรมหลักและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ๒) ประสงค์ ๓) ทรัพยากร ๔) กระบวนการและแนวทางการทำงาน ๕) ผลกระทบ ผลผลิต และวิวัฒนาการ พรธิดา วิเศษศิลปานนท์และคณะ,(กรุงเทพมหานคร:กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ,๒๕๕๖), หน้า ๑๓-๑๔. บีเน่ (Beane, 1991) การบูรณาการเป�นการเชื่อมโยงความรู้ประสบการณ์ในลักษณะผสมผสานเข้าด้วยกัน ทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องสมบูรณ์โดยรวมกันมากกว่าการแยกส่วนการบูรณาการ (Integration) หมายถึง การ ประสานกลมกลืนกันของแผนกระบวนการ สารสนเทศการจัดสรรทรัพยากร การปฏิบัติการ ผลลัพธ์ และการ วิเคราะห์ เพื่อสนับสนุนเป้าประสงค์ที่สำคัญของสถาบัน (Organization-wide Goal) การบูรณาการที่มี ประสิทธิผลเป�นมากกว่าความสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน(Alignment) ซึ่งการด าเนินการของแต่ละ องค์ประกอบภายใน ระบบการจัดการ ผลการดำเนินการมีความเชื่อมโยงกันเป�นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์ (คณะกรรมการการอุดมศึกษา, 2557, หน้า 35)


3 2.หลักการแนวคิด ทฤษฎี ของการบูรณาการ แนวคิดทฤษฎีบูรณาการ นักปรัชญาคนสำคัญที่สนใจพัฒนาทฤษฎีบูรณาการได้แก่ เคน วิลเบอร์, ออโรบิน โด (Aurobindo) , จีน เกบเซอร์ (Jean Gebser) ดอน เบ็ค (Don Beck) และอีกหลายคน ที่ตอนนี้อยู่ที่สถาบัน บูรณาการ (Integral Institute) เป�นทฤษฎีที่พยายามบูรณาการองค์ความรู้ต่าง ๆ เข้ามาอย่างรอบด้าน แต่ไม่ใช่ การนำองค์ความรู้ต่าง ๆ มากองรวมกัน หรือทึกทักเหมารวมเอาไว้ด้วยกันอย่างไม่สามารถแยกแยะอะไรได้ สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งของทฤษฎีบูรณาการคือการตระหนักถึงความท้าทายและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น เมื่อพยายามรวมองค์ประกอบหรือระบบต่างๆ ซึ่งอาจรวมถึงประเด็นต่างๆ เช่น เป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ที่ ขัดแย้งกัน วัฒนธรรมหรือแนวปฏิบัติที่แตกต่างกัน หรือความท้าทายทางเทคนิค โดยรวมแล้ว ทฤษฎีบูรณาการพยายามที่จะเข้าใจป�จจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จหรือความล้ม เหลวของ ความพยายามในการบูรณาการ และวิธีที่องค์ประกอบหรือระบบต่างๆ สามารถรวมกัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือ บูรณาการเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ หลักการและทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง ทฤษฎีการเรียนรู้ป�ญญานิยม (Cognitive Theory) สุรางค์ โค้วตระกูล. (2537 : 149 – 159) ได้กล่าวถึงนักจิตวิทยากลุ่ม เกสตัลท์ (Gestalt Psychologist : 1920-1930) ได้แก่ จอง พีอาเจต์ Jean Piaget) โจโรม เอสบรูเนอร์ (Jerome S. Bruner) และ เดวิด พี. อ๊อสชุ เบล (David P. Ausuber) ซึ่งให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ของผู้เรียนว่าต้องเกิดจากตัวผู้เรียนเอง กล่าวคือ จะเน้น ความสัมพันธ์ของส่วนย่อย โดยเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงของส่วนย่อยส่วนใดส่วนหนึ่งจะมีผลต่อส่วนรวม และจาก การทำการวิจัยเกี่ยวกับการรับรู้ได้ข้อสรุปว่า การรับรู้ของคนส่วนมากจะเป�นอัตวิสัย (Subjective) ซึ่งเน้น ความสำคัญของผู้เรียนว่าจะต้องเป�นผู้ลงมือกระทำหรือเป�นผู้ที่ริเริ่มและกระตือรือร้น เรียนรู้ด้วยการหยั่งรู้ (Insight) ซึ่งเป�นการอธิบายถึงกระบวนการรู้คิด (Cognitive Process)ที่เกิดขึ้นในระหว่างการเรียนรู้ ผู้เรียนได้ มองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งเร้าที่เป�นสิ่งแวดล้อมของป�ญหาที่ตนกำลังเผชิญอยู่ นักจิตวิทยากลุ่มนี้จะเน้น การศึกษาเกี่ยวกับการรู้คิดและความสำคัญของผู้เรียน โดยถือว่าการเรียนรู้เป�นผลของการที่ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อม พีอาเจต์เชื่อว่าการเรียนรู้เกิดจากการที่ผู้เรียนรู้เป�นผู้ริเริ่ม เป�นผู้กระทำที่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งเร้าหรือสิ่งที่ จะต้องเรียนรู้ ผู้เรียนจะต้องเป�นผู้ลงมือกระทำให้เกิดขึ้น (Active) ซึ่งสอดคล้องกับดุย (Dewey) ที่กล่าวว่า "Learning by Doing" ซึ่ง พีอาเจต์กล่าวว่า เมื่อเกิดการเรียนรู้ขึ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างสติป�ญญา (Cognitive Structure) ของผู้เรียน ซึ่งการนำทฤษฎีของพีอาเจต์มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนจะเน้นหลักการ ต่างๆ ดังนี้


4 1. กระบวนความคิดของเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ ผู้เรียนแต่ละวัยจะมีลักษณะการคิดที่แตกต่างกัน ผู้สอน จะต้องมีความเข้าใจผู้เรียนแต่ละวัยว่ามีการรู้คิดอย่างไร 2. เน้นความสำคัญของผู้เรียน ผู้เรียนจะสามารถควบคุมกิจกรรมการเรียนรู้ของตนเองได้ (Self – Regulation) และเป�นผู้ที่จะริเริ่มลงมือกระทำ ผู้สอนมีหน้าที่อบรมและจัดสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้โดยการ ค้นพบ ให้โอกาสผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม 3. ในการสอนควรเริ่มจากประสบการณ์ที่ผู้เรียนคุ้นเคยหรือเริ่มจากประสบการณ์ที่ใกล้ตัวไปหาประสบการณ์ที่ ไกลตัว เพื่อให้ผู้เรียนได้มีความเข้าใจ บรูเนอร์เชื่อว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้ประมวลข้อมูลข่าวสารจากการที่มีปฏิสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อม การรับรู้ของมนุษย์เป�นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับความสนใจของผู้เรียนที่มีต่อสิ่งนั้นๆการเรียนรู้จะเกิดจากการ ค้นพบ เนื่องจากผู้เรียนมีความอยากรู้อยากเห็น บรูเนอร์ กล่าวไว้ว่า วิธีการที่ ผู้เรียนใช้เป�นเครื่องมือในการค้นพบ ความรู้มี 3 ขั้น คือ วิธีการที่ใช้รูปธรรม (Enactive Mode) วิธีการที่ใช้กึ่งสัญลักษณ์ (Iconic Mode) และวิธีการที่ ใช้สัญลักษณ์ (Symbolic Mode) และเชื่อว่าถ้าผู้สอนเข้าใจพัฒนาการทางเชาวน์ป�ญญาของผู้เรียนและจัด สภาพแวดล้อมของห้องเรียนให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ตามขั้นพัฒนาการของตน อ๊อสซุเบล เน้นความสำคัญของการเรียนรู้อย่างมีความเข้าใจและมีความหมาย การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อผู้เรียน ได้รวมหรือเชื่อมโยง (Subsume) สิ่งที่เรียนรู้ใหม่ซึ่งอาจจะเป�นความคิดรวบยอดหรือความรู้ที่ได้รับใหม่ไว้ใน โครงสร้างของสติป�ญญาหรือความรู้เดิมที่อยู่ในสมองของผู้เรียน ซึ่งอ๊อสซุเบล ได้แบ่งการเรียนรู้ออกเป�น 4 ประเภท คือ การเรียนรู้โดยการรับอย่างมีความหมาย (Meaning Reception Learning) การเรียนรู้โดยการรับ แบบท่องจำโดยไม่คิด (Rote Reception Learning) การเรียนรู้โดยการค้นพบอย่างมีความหมาย (Meaningful Discovery Learning) การเรียนรู้โดยการค้นพบแบบท่องจำโดยไม่คิด (Rote Discovery Learning) ทฤษฏีพหุป�ญญา (Multiple Intelligences Theory) Gardner. (อ้างถึงใน สิริพัชร์ เจษฎาวิโรจน์, 2546 : 12) ได้เป�นผู้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับความสามารถทาง สติป�ญญาด้านต่างๆ เรียกว่า ทฤษฏีพหุป�ญญา โดยสรุปไว้ว่า คนทุกคนมีความสามารถทางสติป�ญญาหลายด้าน และแตกต่างกันสามารถนำสติป�ญญาไปใช้ในการสร้างสรรค์และแก้ป�ญหาต่างๆ สติป�ญญาในแต่ละด้านเป�นอิสระ ซึ่งกันและกันและทุกคนสามารถพัฒนาสติป�ญญาเหล่านี้ได้ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียน ครูผู้สอนควรจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมสติป�ญญาที่หลากหลายเหล่านี้ด้วยการใช้วิธีสอนหลายวิธีและหลายรูปแบบให้ นักเรียนปฏิบัติได้สอดคล้องกับความสามารถทางสติป�ญญาด้านต่างๆของตน


5 ความสามารถทางสติป�ญญา 8 ด้าน ได้แก่ 1.สติป�ญญาด้านภาษา เป�นความสามารถในการใช้ทักษะทางภาษา การแสดงออก การเข้าใจถ้อยคำ และ ศิลปะในการสื่อสารกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมสติป�ญญาด้านนี้ ได้แก่ การเล่าเรื่อง การพูดในโอกาสต่าง การฟ�ง เขียน บทความ หรือนิทาน การเขียนเชิงสร้างสรรค์ 2.สติป�ญญาด้านการใช้เหตุผลและคณิตศาสตร์ เป�นความสามารถในการคิดหาเหตุผล มีความเข้าใจใน ความสัมพันธ์ของการกระทำ วัตถุ และความคิดมีความสามารถในการคำนวณ การพิจารณาป�ญหาและแก้ป�ญหา คิดวิเคราะห์ กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมด้านนี้ได้แก่ การฝ�กแก้ป�ญหา การใช้เหตุผล เล่นเกมฝ�กทักษะทางคณิตศาสตร์ 3.สติป�ญญาด้านมิติสัมพันธ์เป�นความสามารถด้านการมองเห็นสิ่งต่างๆ สร้างสิ่งที่สร้างสรรค์หรือจินตนาการ ภายในใจ เข้าใจภาพหลายมิติ การออกแบบ การเดินเรือและสถาป�ตยกรรม กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมสติป�ญญาด้านนี้ ได้แก่ การสร้างสรรค์ภาพ การสร้างรูปแบบ การใช้สัญลักษณ์ กราฟฟ�ค การใช้แผนภูมิ การทำแผนผังความคิด แผนที่การสร้างรูปบ็ลอค 4.สติป�ญญาด้านการเคลื่อนไหวด้านร่างกายและกล้ามเนื้อ เป�นความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกาย การ แสดงออกทางอารมณ์ ภาษาท่าทางและการออกกำลังกาย กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมด้านนี้ คือการใช้ร่างกายเป�นสื่อ ในการเรียนการสอน แสดงท่าทาง แสดงละคร แสดงบทบาทสมมุติ เล่นเกม การศึกษานอกสถานที่ และการรำหรือ ทำท่าทางประกอบเพลงหรือเสียงดนตรี 5.สติป�ญญาด้านดนตรีเป�นความสามารถเกี่ยวกับท่วงทำนอง จังหวะ ระดับเสียงสูงต่ำ สามารถเล่นเครื่อง ดนตรีได้ ร้องเพลงร่วมกับผู้อื่นได้ กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมสติป�ญญาด้านนี้ คือใช้เพลงหรือดนตรีประกอบในการ ปฏิบัติ กิจกรรม ให้ดนตรีช่วยสร้างภาพในสมอง การแต่งเพลง ใช้เครื่องเคาะจังหวะดนตรี 6.สติป�ญญาด้านการเข้าใจผู้อื่น เป�นความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เข้าใจในอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดและพฤติกรรมผู้อื่น สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี เป�นผู้นำ ยอมรับความคิดเห็นผู้อื่น กิจกรรมที่ช่วย ส่งเสริมด้านนี้ได้แก่ การทำกิจกรรมในรูปแบบการร่วมมือ การทำงานกลุ่ม การอยู่ค่ายพักแรม 7.สติป�ญญาด้านการเข้าใจตัวเอง เป�นความสามารถในการรู้จักและเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับตัวเอง เช่น ความรู้สึก ค่านิยม ความเชื่อ การรับรู้ การคิด กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมด้านนี้ คือการสร้างแรงจูงใจจากภายใน การศึกษาอิสระ การพูดหรือเขียนบทความเกี่ยวกับประสบการณ์ของตน การฝ�กประเมินตนเอง 8.สติป�ญญาด้านการเข้าใจธรรมชาติสิ่งแวดล้อมรอบตัวศึกษาธรรมชาติอย่างมีระบบ


6 การสอนแบบบูรณาการ มีกรอบแนวความคิด ดังนี้ 1. ศาสตร์ทุกศาสตร์ไม่อาจแยกจากกันโดยเด็ดขาดได้ เช่นเดียวกับวิถีชีวิตของคนที่ต้องดำรงอยู่อย่างประสาน กลมกลืนเป�นองค์รวม การจัดให้เด็กได้ฝ�กทักษะและเรียนรู้เนื้อหาต่าง ๆ อย่างเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน จะทำให้การ เรียนรู้มีความหมายสอดคล้องกับชีวิตจริง 2. การจัดการเรียนรู้อย่างบูรณาการ จะช่วยลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาวิชา ลดเวลาการเรียนรู้ของผู้เรียนเป�น การแบ่งเบาภาระในการสอนของครู 3. การเรียนแบบบูรณการ ทำให้ผู้เรียนมีโอกาสได้ใช้ความคิด ประสบการณ์ความสามารถและทักษะต่างๆอย่าง หลากหลาย ก่อให้เกิดการเรียนรู้ทักษะกระบวนการและเนื้อหาสาระไปพร้อมๆ กัน แนวคิดการสร้างหลักสูตรบูรณาการ Ornstein and Hunkins. (1988:321-325) ให้แนวคิดการจัดหลักสูตรแบบบูรณาการ(Integrated Curriculum) คือการจัดหลักสูตรเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์ทุกประเภทเข้าด้วยกันในแผนการจัดหลักสูตร โดยเน้นการเชื่อมโยงประเด็นและหมวดหมู่จากเนื้อหาต่างๆ ทั้งหมด เข้าด้วยกันในแนวนอน เพื่อให้ผู้เรียนได้ มองเห็นภาพรวมของความรู้และได้เรียนรู้ความหมายที่ลึกซึ้งของสาระวิชาที่เรียน ซึ่งจะต้องมีการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ที่เน้นความสัมพันธ์ของแต่ละองค์ประกอบในแนวนอน ในลักษณะเป�นหน่วยเดียวกันไม่แยกเป�นส่วนๆ และแต่ละราชวิชาต้องเชื่อมโยงเข้ากับวิชาอื่นๆ ในลักษณะที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกัน ดังนั้นสรุปว่า กิจกรรมการเรียนการสอนในหลักสูตรแบบบูรณาการจะเน้นที่แนวคิด ของประเด็นใน ปรากฏการณ์จริง ซึ่งต้องนำความรู้จากเนื้อหาวิชาต่างๆมาประสานเชื่อมโยงกันและกันในลักษณะใหม่ แนวคิดสำคัญการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ Lardizabal and others. (1970:142-143) ได้กล่าวถึงการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ต้องยึดหลักสำคัญ ที่ว่าแกนกลางของประสบการณ์อยู่ที่ความต้องการของผู้เรียนและประสบการณ์ในการเรียนรู้ จัดเป�นหน่วยการ เรียน หน่วยการเรียนอาจแบ่งแยกออกเป�นประเภทใหญ่ได้ 3 ประเภท 1. หน่วยเนื้อ หา (Subject – Matter Unit) เป�นการเน้นหน่วยเนื้อ หาหรือหัวข้อเรื่องต่างๆหลักการหรือ สิ่งแวดล้อม 2. หน่วยความสนใจ (Center of Interest Unit) จัดเป�นหน่วยขึ้นโดยพื้นฐานความสนใจและความต้องการ หรือจุดประสงค์เด่นๆของผู้เรียน


7 3. หน่วยเสริมสร้างประสบการณ์ (Integrative Experience Unit) เป�นการรวบรวมประสบการณ์ หรือ จุดเน้นอยู่ที่ผลการเรียนรู้และสามารถนำไปสู่การปรับพฤติกรรม การปรับตัวของผู้เรียน หน่วยดังกล่าว หมายถึง กลุ่มกิจกรรมหรือ ประสบการณ์ที่จัดไว้เพื่อสนองจุดมุ่งหมายหรือสำหรับการ แก้ป�ญหาใด ป�ญหาหนึ่ง การเรียนเริ่มจากจุดสนใจใหญ่ แล้วแยกไปสู่กิจกรรมในแง่มุมต่างๆ จนกระทั่ง ผู้เรียน สามารถตอบสนองสถานการณ์ที่กำหนดไว้ได้ 3.รูปแบบของการบูรณาการ รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ (Models of Integration)มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ และความเหมาะสมของ ตัวผู้เรียนและสาระการเรียนรู้ มีผู้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ แบบบูรณาการไว้ หลายแนวคิด ซึ่ง กรมวิชาการ (อ้างถึงใน กุลิสรา จิตรชญาวณิช, 2562 : 86) ได้สรุปเกี่ยวกับ การจัดการ เรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้เกณฑ์ในการจำแนกดังนี้ จำแนกตามจำนวนผู้สอน แบ่งออกเป�น 3 รูปแบบ ดังนี้ 1 การบูรณาการแบบผู้สอนคนเดียว หรือ แบบสอดแทรก (Infusion) หมายถึง ผู้สอนสามารถจัดการเรียนรู้โดย เชื่อมโยงสาระการเรียนรู้ต่างๆกับหัวเรื่องที่สอดคล้องกันกับชีวิตจริงหรือสาระที่กำหนดขึ้นมาเชื่อมโยงสาระและ กระบวนการเรียนรู้ทำให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะและกระบวนการเรียนรู้ไปแสวงหาความรู้ความจริงจากหัวข้อเรื่องที่ กำหนด ลักษณะการสอนรูปแบบนี้เป�นการสอนบูรณาการแบบหลอมรวมโดยผู้สอนคนเดียวแต่บูรณาการความรู้ และเนื้อหาวิชาที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมองเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันระหว่างกลุ่มสาระการ เรียนรู้เป�นการสอนแบบ Student-Centered (สุคนธ์ สินธพานนท์,2558 : 103) ตัวอย่างเช่น สอนเรื่อง ระบบนิเวศ ผู้สอนสามารถ เชื่อมโยงสาระ และกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่มสาระ ต่าง ๆ เช่น การอ่าน การเขียน การวาดภาพ การร้องเพลง การคิดวิเคราะห์เป�นต้น ทำให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะ กระบวนการเรียนรู้ไปแสวงหาความจริงจากหัวข้อเรื่องที่กำหนด หรือเป�นการนำเอาเรื่องที่ผู้สอนต้องการจะ ปลูกฝ�งให้แก่ผู้เรียนไปสอดแทรกไว้ในวิชาต่าง ๆ เช่น การนำจริยธรรมหรือระเบียบวินัยไปสอดแทรกไว้ในวิชาที่ สอน เป�นต้น ข้อดี 1. ผู้สอนคนเดียวบริหารทั้งเนื้อหาวิชา กิจกรรมการเรียนรู้และเวลาที่ใช้โดยสะดวก 2. ไม่มีผลกระทบกับผู้สอนผู้อื่นและการจัดตารางสอน ข้อจำกัด 1. ผู้สอนคนเดียวอาจไม่มีความชำนาญในเนื้อหาวิชาบางเรื่อง


8 2. เนื้อหาวิชาและกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดอาจซ้ำซ้อนกับของวิชาอื่น 3. ผู้เรียนจะมีภาระงานมากเพราะทุกรายวิชาจะต้องมอบหมายงานให้ 2 การบูรณาการแบบคู่ขนาน (Parallel) หมายถึง มีผู้สอนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมกันจัดการเรียนการสอนโดยอาจ ยึดหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วบูรณาการเชื่อมโยงแบบคู่ขนานกันไปภายใต้เรื่องเดียวกัน 3 การบูรณาการแบบโครงการ หมายถึง ผู้สอนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ร่วมกันคิดหัวข้อเรื่องหรือโครงการมาโดยใช้เวลา เรียนต่อเนื่องกัน อาจรวมจำนวนชั่วโมงของสาระการเรียนรู้ต่างๆแบบมีเป้าหมายเดียวกัน จำแนกตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ แบ่งออกเป�น 2 รูปแบบ ดังนี้ 1 การบูรณาการภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ (Intradisciplinary Integration) หมายถึง เป�นการนำเนื้อหาสาระ การเรียนรู้ในวิชาเดียวกันหรือกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกัน มาเชื่อมโยงหรือสัมพันธ์กันภายใต้หัวเรื่อง (Theme) เดียวกันในการจัดการเรียนรู้ทำให้ผู้เรียนได้ประยุกต์ความรู้และทักษะไปใช้ในชีวิตจริงเป�นการเรียนรู้ที่มี ความหมาย ตัวอย่างเช่น การบูรณาการในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จะเป�นการเชื่อมโยงสาระการอ่าน การ เขียน การฟ�ง การดู การพูด หลักการใช้ภาษาไทย โดยใช้วรรณคดีหรือวรรณกรรมเป�นแกนในการจัดหน่วยการ เรียนรู 2 การบูรณาการระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้ (Interdisciplinary Integration) หมายถึง เป�นการนำเนื้อหาสาระ การเรียนรู้ตั้งแต่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ขึ้นไปหรือระหว่างศาสตร์ มาเชื่อมโยงหรือสัมพันธ์เป�นเรื่องเดียวกัน เพื่อ จัดการเรียนรู้ภายใต้หัวเรื่อง (Theme) เดียวกัน ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและใกล้เคียงกับชีวิตจริง จำแนกตามประเภทของการบูรณาการ แบ่งออกเป�น 2 รูปแบบ ดังนี้ 1 การบูรณาการแบบสหวิทยาการ หมายถึง เป�นลักษณะการบูรณาการระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้ การนำเอา สาระการเรียนรู้จากหลายกลุ่มสาระมาเชื่อมโยงร้อยรัดให้เป�นเนื้อเดียวกันเพื่อจัดการเรียนรู้ภายใต้หัวเรื่องเดียวกัน 2 การบูรณาการแบบพหุวิทยาการ หมายถึง เป�นลักษณะการบูรณาการที่ผู้สอนนำเอาเรื่องหรือสาระการเรียนรู้ที่ ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ไปสอดแทรกในสาระการเรียนรู้หรือวิชาที่ตัวเองรับผิดชอบสอน สิริพัชร์เจษฎาวิโรจน์ (2549: 67) ได้กล่าวถึงวิธีการบูรณาการที่มีหลายรูปแบบ ซึ่งมีทั้งบูรณาการตั้งแต่ น้อยไปจนถึงมาก คือบูรณาการตั้งแต่ภายในกลุ่มสาระเดียวไปจนถึง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้และแม้กระทั่งการบูร ณาการที่สมบูรณ์สูงสุดด้วย ซึ่งเป�นวิธีการบูรณาการตามรูปแบบของ Robin Fogarty (2002) ได้เสนอวิธีการบูร ณาการ 10 รูปแบบ ดังนี้การบูรณาการหลักสูตรสามารถทำได้หลายรูปแบบ ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างกันไป และ เหมาะสมกับระดับชั้นต่าง ๆ กันไป Fogarty ได้เสนอรูปแบบการบูรณาการหลักสูตรที่น่าสนใจไว้10 แบบ ดังนี้คือ


9 1. Cellular หรือ Fragmented เป�นรูปแบบการบูรณาการ เนื้อหาสาระภายในวิชาเดียวกันโดยสัมพันธ์ ต่อเนื่องกันในลักษณะ ของการเรียงลำดับหัวข้อตามความเหมาะสม เช่น เรียงจากเรื่องที่ง่ายไปหายาก เรื่องที่มี ความซับซ้อนน้อยไปหาเรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้น หรือเรียงจากเรื่องที่เป�นพื้นฐานไปหาเรื่องที่สัมพันธ์ต่อเนื่องกันและ กว้างขวางขึ้น ในการสอนจะสอนตามหัวข้อที่กำหนดเมื่อจบหัวข้อหนึ่งก็ขึ้นหัวข้อใหม่ต่อไป 2. Connected เป�นรูปแบบการบรณาการเนื้อหาสาระ ภายในเนื้อหาของแต่ละวิชาเช่นเดียวกัน แต่ใน การสอนมีการเชื่อมโยงหัวข้อหรือความคิดรวบยอดถึงกัน เชื่อมโยงความคิดต่าง ๆให้สัมพันธ์กัน ทำให้เห็นความ ต่อเนื่องหรือเกี่ยวข้องกันของเนื้อหาที่เรียนในหัวข้อต่าง ๆ เช่น หัวข้อร่างกายของฉัน และอาหารที่มีประโยชน์ใน การสอน 2 หัวข้อนี้ สามารถเชื่อมโยงให้เห็นว่าร่างกายต้องการอาหารเพราะอะไร และอาหารมีความจําเป�นต่อคน อย่างไรเป�นต้น 3. Nested เป�นรูปแบบการบูรณาการเนื้อหาสาระภายในวิชาเดียวกันอีกรูปแบบหนึ่งแต่เพิ่มความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกันมากขึ้น คือ การบูรณาการทักษะหลาย ๆ ทักษะเข้าด้วยกันในการรวมเป�นเป้าหมายหลักของหัวข้อ เช่น หัวข้ออาหารที่มีประโยชน์ ครูนําทักษะต่าง ๆ มาบูรณาการสอนหัวข้อนี้ได้หลายทักษะ ได้แก่ ทักษะการ แก้ป�ญหาทักษะการคาดเดา ทักษะการตัดสินใจ ทักษะการคิด ทักษะทางสังคม ทักษะการจัดข้อมูลโดยตั้งประเด็น ป�ญหา หรือคําถามขึ้นแล้วให้นักเรียนนําทักษะเหล่านี้ไปฝ�กคิดอภิปราย และหาคําตอบ 4. Sequenced รูปแบบนี้ เริ่มเป�นการบูรณาการระหว่าง 2 วิชารูปแบบนี้ สามารถทำได้ง่ายโดยการนํา หน่วยการเรียนรู้ที่ใช้สอนกันอยู่มาพิจารณาความคิดรวบยอด ทักษะหรือเจตคติของหน่วยใดคล้ายกันบ้างให้นํามา เชื่อมโยงบูรณาการกัน ซึ่งทั้ง 2 วิชายังสอนแยกกันอยู่แต่สอนในเวลาเดียวกัน ดังนั้น ต้องมีการจัดลำดับ การสอน หัวข้อเรื่องหรือหน่วยการเรียนต่าง ๆ ใหม่ เพื่อจะได้สอนในช่วงเวลาเดียวกันได้ อาจมีการปรับกิจกรรมการเรียน การสอนให้ชัดเจนขึ้นแล้ววางแผนว่าจะสอนในช่วงเวลาใด เพื่อสิ่งที่นํามาบูรณาการกันนั้นจะได้ประสานกันอย่าง กลมกลืน 5. Shared เป�นการบูรณาการระหว่าง 2 วิชา โดยเนื้อหาสาระที่สอนนั้นมีสาระความรู้ หรือความคิดรวบ ยอด ที่คาบเกี่ยวกันอยู่ส่วนหนึ่งในการบูรณาการรูปแบบนี้ ต้องมีการวางแผนร่วมกันสอนร่วมกันในส่วนที่คาบเกี่ยว กัน โดยอาจจัดเป�นหัวข้อร่วมกัน หรือทำโครงงานร่วมกัน และอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้คาบเกี่ยวกันนั้นครูก็สอนแยกกัน ไปตามปกติ 6. Webbed เป�นรูปแบบการบูรณาการระหว่างวิชาหลายวิชา มีลักษณะเป�นการกำหนดหัวข้อเรื่อง (theme) ขึ้นมา แล้วเชื่อมโยงไปสู่วิชาต่าง ๆ ว่ามีประเด็นหรือเนื้อหาสาระใดที่เห็นว่ามีความสัมพันธ์กัน คล้ายคลึง กัน หรือต่อเนื่องกัน ที่จะสามารถนํามาจัดรวมเป�นหัวข้อเรื่องเดียวกันเพื่อที่จะได้สอนรวมกันไปอย่างกลมกลืนได้ ในการบูรณาการรูปแบบนี้ จะบูรณาการกี่วิชาก็ได้ขึ้นอยู่กับประเด็นเนื้อหาสาระความคิดรวบยอดหรือทักษะ ส่วน เนื้อหาสาระใดของวิชาใดไม่สามารถนํามาบูรณาการกันได้ ก็ให้สอนตามปกติ


10 7. Threaded เป�นรูปแบบการบูรณาการที่ใช้ทักษะใดทักษะหนึ่งที่ต้องการฝ�กเป�นหลัก เช่นทักษะการ คาดเดา ทักษะการแก้ป�ญหาทักษะการวิเคราะห์แล้วกำหนดเนื้อหา ตลอดจนจัดการเรียนการสอนในแต่ละรายวิชา ให้สัมพันธ์กับทักษะที่กำหนดซึ่งจะเป�นกี่วิชาก็ได้ 8. Integrated เป�นการจัดหลักสูตรบูรณาการ แบบสหวิทยาการที่นําเอาความรู้ความคิดรวบยอด หรือ ทักษะที่เหลื่อมล้ำกันอยู่ของวิชาต่างๆเช่น คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ สังคม ศึกษาภาษาไทยศิลปศึกษามาวางแผน จัดสอนร่วมกันเป�นทีม การบูรณาการแบบนี้เป�นการช่วยสร้างความเข้าใจและความซาบซึ้งระหว่างวิชาต่าง ๆ ให้กับผู้เรียน 9. Immersed เป�นรูปแบบบูรณาการที่นักเรียนได้ เรียนรู้เนื้อหาสาระในวิชาต่าง ๆ และมีความสนใจใน เนื้อหาวิชาด้านใดด้านหนึ่งแล้วนักเรียนใช้ความรู้เนื้อหานั้นในการศึกษาค้นคว้าซึ่งเปรียบเหมือนการใช้แว่นขยาย ประสบการณ์ของตนเอง สร้างประสบการณ์ให้กับตนเองโดยในการหาประสบการณ์นั้นนักเรียนอาจจะต้องบูรณา การข้อมูลที่เรียนรู้ทั้งหมดมาใช้ 10. Networked เป�นรูปแบบบูรณาการที่กลั่นกรองความรู้ที่มิใช่จากการศึกษาค้นคว้าของนักเรียนเพียง อย่างเดียว แต่นักเรียนจะได้เรียนรู้จากครูผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิรวมทั้งการใช้เครือข่ายการเรียนรู้ เรียนรู้ทั้ง ภายในสาชาวิชาและนอกสาขาวิชา แล้วเชื่อมโยงความรู้เข้ารวมด้วยกันทั้งหมดเพื่ออกระตุ้นให้นักเรียนเกิด ความคิดขยายออกไปเป�นแนวทางใหม่ ลักษณะและรูปแบบของการบูรณาการหลักสูตรดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีวิธี การบูรณาการเนื้อหาวิชาต่างๆเข้าด้วยกันได้หลายวิธี มีทั้งแบบบูรณาการภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกัน บูรณาการระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้ และบูรณาการจากความคิดของผู้เรียนเองการเลือกใช้รูปแบบใดนั้นขึ้นอยู่ กับความเหมาะสมของเนื้อหาสาระ ความคิดรวบยอด เจตคติและทักษะที่ต้องการเน้นซึ่งผู้สร้างหลักสูตรบูรณาการ จะต้องรู้ เนื้อหาสาระของหลักสูตรแล้วพิจารณาเลือกรูปแบบใช้ให้เหมาะสม 4.วิธีการบูรณาการ 1. กำหนดเรื่องที่จะสอนโดยการศึกษาหลักสูตรและวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของ เนื้อหาที่มีความ เกี่ยวข้องกัน เพื่อนํามากำหนดเป�นหัวข้อเรื่องความคิดรวบยอดหรือป�ญหา 2.กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้โดยการศึกษาจุดประสงค์วิชาหลัก และวิชารองจะนํามาบูรณาการ และ กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ในการสอนสำหรับหัวข้อเรื่องนั้นๆ เพื่อการวัดและประเมินผล 3.กำหนดเนื้อหาย่อยเป�นการกำหนดเนื้อหาย่อยๆ สำหรับการเรียนรู้ให้สนองกับจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ กำหนดไว้


11 4.วางแผนการสอนเป�นการกำหนดรายละเอียดของการสอนตั้งแต่ต้นจนจบโดยการเขียนแผนการสอน ซึ่ง ประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญเช่นเดียวกับแผนการสอนทั่วไปนั่นคือ สาระสำคัญ จุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรม การเรียนการสอน การวัดและประเมินผล 5.ปฏิบัติการสอนเป�นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในแผนการสอน รวมทั้งมีการสังเกตพฤติกรรม การเรียนรู้ของผู้เรียน ความสอดคล้องกันของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผลสำเร็จของการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ โดยมีการบันทึกจุดเด่นจุดด้อยไว้สำหรับการปรับปรุง และพัฒนา 6.การประเมินปรับปรุงและพัฒนา เป�นการนําผลที่ได้จากการบันทึกรวบรวมไว้ในขณะปฏิบัติการสอนมา วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงพัฒนาแผนการสอนแบบบูรณาการให้มีความสมบูรณ์ ยิ่งขึ้น อัญชลี สารรัตนะ (2542: 29-31) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการสร้างบทเรียนและการจัดการเรียนการสอนแบบ บูรณาการไว้ดังนี้ 1.กำหนดเรื่องที่จะสอน โดยการศึกษาหลักสูตรและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของ เนื้อหาที่มีความเกี่ยวข้อง กันเพื่อนํามากำหนดเป�นหัวเรื่อง ความคิดรวบยอดหรือป�ญหาในการสอน หรืออาจกำหนดเรื่องที่จะสอนจากการ เลือกจุดประสงค์รายวิชา 2 รายวิชาขึ้นไปและนํามาสร้างเป�น หัวเรื่องความคิดรวบยอดหรือป�ญหาในการสอน 2.กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ในการสอน สำหรับหัวเรื่องที่กําหนดให้ในขั้นที่ 1 โดยกำหนดความรู้และ ความสามารถที่ต้องการจะให้เกิดแก่ผู้เรียน ควรเขียนให้ชัดเจนเพื่อนําไปสู่การจัดกิจกรรมและการประเมินผล 3.วางแผนการสอนเป�นการกำหนดรายละเอียดของการสอนตั้งแต่ต้นจนจบโดยการเขียนแผนการสอนซึ่ง อาจจัดในรูปแผนการสอนรายวิชาและแผนการสอนรายคาบ รวมทั้งระบุทรัพยากรแหล่งความรู้ อุปกรณ์หรือวัสดุ อื่นที่ต้องใช้ 4.ปฏิบัติการสอนเป�นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแผนการสอนกำหนด ขึ้นในขั้นที่ 3 รวมทั้ง มี การสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน ความสอดคล้องสัมพันธ์กันของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ผลสำเร็จของการสอนตามจุดประสงค์โดยมีการบันทึกจุดเด่นจุดด้อยของกิจกรรมไว้สำหรับการปรับปรุงหรือพัฒนา ให้ดียิ่งขึ้น 5.การประเมินผลเป�นการประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนและการบรรลุผลตามจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยใช้วิธีการประเมินผลที่หลากหลายและสอดคล้องกับสภาพที่เป�นจริง เช่นการสังเกต การปฏิบัติงาน ตรวจ ผลงาน ทดสอบและสัมภาษณ์


12 วิเศษ ชิณวงศ์ (2544: 31) ได้กล่าวถึงการสร้างบทเรียนแบบบูรณาการมี 2 ลักษณะ คือการสอนบูรณา การตามรูปแบบที่ 1 และ 2 และการสอนบูรณาการตามรูปแบบที่ 3 และ 4 การสอนบูรณาการตามรูปแบบที่ 1 แบบสอดแทรก และ 2แบบคู่ขนาน มี 2 วิธี คือ วิธีที่ 1 เลือกหัวเรื่อง (Theme) ก่อนแล้วดำเนินการพัฒนาหัวเรื่องให้สมบูรณ์ มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของ กิจกรรมให้ชัดเจน กำหนดแหล่งข้อมูหรือทรัพยากรที่จะใช้ในการค้นคว้าและเรียนรู้ แล้วจึงพัฒนากิจกรรมการ เรียนการสอนตามลำดับ โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. เลือกหัวเรื่อง (Theme) โดยมีวิธีการต่อไปนี้ 1.1 ระดมสมองของครูและนักเรียน 1.2 เน้นให้สอดคล้องกับชีวิตจริง 1.3 ศึกษาเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 1.4 กำหนดหัวเรื่องให้แคบลง โดยให้สัมพันธ์กับชีวิตจริงตามความสนใจ 2. พัฒนาหัวเรื่องดังนี้ 2.1 เขียนวัตถุประสงค์โดยกำหนดความรู้และความสามารถที่ต้องการที่จะให้เกิดกับผู้เรียนเขียน วัตถุประสงค์ให้เชื่อมโยงระหว่างวิชาให้ชัดเจนเพื่อนําไปสู่กิจกรรม 2.2 กําหนดเวลาสอนให้เหมาะสมกับกําหนดการต่างๆ ใช้เวลามากน้อยแค่ไหน 2.3 เตรียมสื่อ เครื่องมือ อุปกรณ์ที่จะใช้ในการดำเนินกิจกรรม 3. ระบุทรัพยากรที่ต้องการ ควรคำนึงถึงสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่น หาง่าย ประหยัด 4. พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนดังนี้ 4.1 กำหนดกิจกรรมที่จะเชื่อมโยงกับเนื้อหาวิชาอื่น 4.2 กำหนดจุดมุ่งหมายของกิจกรรมให้ชัดเจน 4.3 เลือกวิธีที่ครูวิชาต่างๆจะทำงานร่วมกัน 4.4 เลือกวิธีสอนที่เหมาะสม 4.5 จัดทำเอกสารแนะนําการปฏิบัติกิจกรรม 4.6 ครูเตรียมสื่อ วัสดุ ล่วงหน้าได้แก่ ใบความรู้ใบงาน แบบบันทึก แบบประเมินแบบทดสอบ และอื่น ๆ


13 5. ดำเนินกิจกรรมตามรายการที่วางไว้อย่างเคร่งครัด มีการตรวจสอบและร่วมมือกับครูคนอื่นอยู่เสมอเพื่อ ความก้าวหน้าของกิจกรรม 6. ประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน 7. ประเมินกิจกรรมการสอน หาจุดเด่นจุดด้อย เพื่อนํามาปรับปรุง 8. แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างครูด้วยกัน วิธีที่ 2 เลือกจุดประสงค์รายวิชาจาก 2 วิชาขึ้นไปแล้วนํามาสร้างเป�นหัวเรื่องร่วมกันระหว่างจุดประสงค์ที่เลือกไว้ กำหนดแหล่งข้อมูลหรือทรัพยากรที่จะใช้ในการค้นคว้าและเรียนรู้แล้วจึงพัฒนาการเรียนการสอนตามลำดับ โดยมี ขั้นตอนต่อไปนี้ 1. เลือกจุดประสงค์การเรียนรู้จาก 2 รายวิชาที่มีความสัมพันธ์กัน 2. นําจุดประสงค์ตามขั้นตอนที่ 1 มาสร้างเป�นหัวเรื่อง 3. ระบุทรัพยากรที่ต้องการ 4. พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน 5. จัดกิจกรรมการเรียนการสอน 6. ประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน 7. ประเมินกิจกรรมการสอนหาจุดเด่นจุดด้อยเพื่อนำมาปรับปรุง 8. แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างครูด้วยกันสำหรับการบูรณาการตามรูปแบบที่ 3 แบบสหวิทยาการ และ รูปแบบที่ 4 แบบข้ามวิชาหรือสอนเป�นคณะที่เน้นงานหรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหามากกว่า 1 สาขาวิชา ดังนั้นวิธีการสร้างบทเรียนบูรณาการในขั้นที่ 4 การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน จึงสร้างเป�นงานกิจกรรมหรือ โครงการให้นักเรียนทำเพราะจะส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยง และนำความรู้ความสามารถจากรายวิชามาสร้าง กิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการได้อย่างดีจากขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ จึงสรุปได้ว่าขั้นตอนการจัดการ เรียนรู้แบบบูรณาการมีทั้งหมด 7 ขั้นตอนคือ 1.การกำหนดหัวเรื่องที่จะสอน 2.สอนการพัฒนาหัวเรื่องโดยกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ 3. การกำหนดเนื้อหาย่อย


14 4 การวางแผนเตรียมสื่อทรัพยากรสำหรับการเรียนรู้ 5.การดำเนินกิจกรรมปฏิบัติการสอน 6.การประเมินผลปรับปรุงและพัฒนา 7.การประเมินผลการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ 5.การบูรณาการภายในศาสตร์เดียวกันกล่มสาระุภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 5.1 สาระมาตราฐาน/ตัวชี้วัด สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ ๑ การอ่าน มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ป�ญหาในการ ดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ ๒ การเขียน มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวใน รูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่าง มีประสิทธิภาพ สาระที่ ๓ การฟ�ง การดู และการพูด มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟ�งและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และ ความรู้สึกในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลัง ของภาษา ภูมิป�ญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป�นสมบัติของชาติ สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่า และนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง


15 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ ๑ การอ่าน มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ป�ญหาในการ ดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๕ ๑. อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองได้ถูกต้อง ๒. อธิบายความหมายของคำ ประโยคและข้อความที่เป�นการ บรรยายและการพรรณนา ๓. อธิบายความหมายโดยนัยจากเรื่องที่อ่านอย่าง หลากหลาย การอ่านออกเสียงและการ บอกความหมายของบทร้อยแก้ว และบทร้อยกรองที่ประกอบด้วย - คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ - คำที่มีอักษรนำ - คำที่มีตัวการันต์ - อักษรย่อและความหมาย วรรคตอน - ข้อความที่เป�นการ บรรยายและพรรณนา - ข้อความที่มีความหมาย โดยนัย การอ่านบทร้อยกรองเป�น ทำนองเสนาะ ๔. แยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น จากเรื่องที่อ่าน ๕. วิเคราะห์และแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต การอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เช่น - วรรณคดีในบทเรียน - บทความ - บทโฆษณา - งานเขียนประเภทโน้มน้าว ใจ - ข่าวและเหตุการณ์ ประจำวัน


16 ๖. อ่านงานเขียนเชิงอธิบาย คำสั่ง ข้อแนะนำ และปฏิบัติตาม การอ่านงานเขียนเชิงอธิบาย คำสั่ง ข้อแนะนำและข้อปฏิบัติ ตาม เช่น - การใช้พจนานุกรม - การใช้วัสดุอุปกรณ์ - การอ่านฉลากยา - คู่มือและเอกสารของโรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับ นักเรียน - ข่าวสารทางราชการ ๗. อ่านหนังสือที่มีคุณค่าตามความสนใจอย่างสม่ำเสมอและ แสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน อ่านหนังสือตามความสนใจ เช่น - หนังสือที่นักเรียนสนใจ และเหมาะสมกับวัย - หนังสือที่ครูและนักเรียน กำหนดร่วมกัน ๘.มีมารยาทในการอ่าน มีมารยาทในการอ่าน สาระที่ ๒ การเขียน มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวใน รูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่าง มีประสิทธิภาพ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๕ ๑. คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและ ครึ่งบรรทัด การคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่ง บรรทัดตามรูปแบบการเขียนตัวอักษรไทย ๒. เขียนสื่อสารโดยใช้คำได้ถูกต้อง ชัดเจน และเหมาะสม การเขียนสื่อสาร เช่น - คำขวัญ - คำอวยพร


17 - คำแนะนำและคำอธิบายแสดงขั้นตอน ๓. เขียนแผนภาพ โครงเรื่อง และ แผนภาพความคิดเพื่อใช้พัฒนางาน เขียน การนำแผนภาพ โครงเรื่อง และแผนภาพ ความคิดไปพัฒนางานเขียน ๔. เขียนย่อความจากเรื่องที่อ่าน การย่อความจากสื่อต่าง ๆ เช่น นิทาน ความ เรียงประเภทต่าง ๆ ประกาศ แจ้งความ แถลงการณ์ จดหมาย คำสอน โอวาท คำ ปราศรัย ๕. เขียนจดหมายถึงผู้ปกครองและ ญาติ การเขียนจดหมายถึงผู้ปกครองและญาติ ๖. เขียนแสดงความรู้สึกและความ คิดเห็นได้ตรงตามเจตนา การเขียนแสดงความรู้สึกและความคิดเห็น ๗. กรอกแบบรายการต่างๆ การกรอกแบบรายการต่าง ๆ - ใบฝากเงินและใบถอนเงิน - ธนาณัติ - แบบฝากส่งพัสดุไปรษณียภัณฑ์ ๘. เขียนเรื่องตามจินตนาการ การเขียนเรื่องตามจินตนาการ ๙. มีมารยาทในการเขียน มารยาทในการเขียน


18 สาระที่ ๓ การฟ�ง การดู และการพูด มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟ�งและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และ ความรู้สึกในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๕ ๑. พูดแสดงความรู้ความคิดเห็น และ ความรู้สึกจากเรื่องที่ฟ�งและดู ๒. ตั้งคำถามและตอบคำถามเชิง เหตุผล จากเรื่องที่ฟ�งและดู ๓. วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือจากเรื่อง ที่ฟ�งและดูอย่างมีเหตุผล การจับใจความ และการพูดแสดงความรู้ ความคิดในเรื่องที่ฟ�งและดูจากสื่อต่างๆ เช่น - เรื่องเล่า - บทความ - ข่าวและเหตุการณ์ประจำวัน - โฆษณา - สื่อสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือจากเรื่องที่ฟ�ง และดู ในชีวิตประจำวัน ๔. พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ ศึกษา ค้นคว้าจากการฟ�ง การดูและการ สนทนา การรายงาน เช่น - การพูดลำดับขั้นตอนการปฏิบัติงาน - การพูดลำดับเหตุการณ์ ๕. มีมารยาทในการฟ�ง การดูและการ พูด มารยาทในการฟ�ง การดูและการพูด


19 สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลัง ของภาษา ภูมิป�ญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป�นสมบัติของชาติ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๕ ๑. ระบุชนิดและหน้าที่ของคำใน ประโยค ชนิดของคำ ได้แก่ - คำบุพบท - คำสันธาน - คำอุทาน ๒. จำแนกส่วนประกอบของประโยค ประโยคและส่วนประกอบของประโยค ๓. เปรียบเทียบภาษาไทยมาตรฐานกับ ภาษาถิ่น ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาถิ่น ๔. ใช้คำราชาศัพท์ คำราชาศัพท์ ๕. บอกคำภาษาต่างประเทศใน ภาษาไทย คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ ๖. แต่งบทร้อยกรอง กาพย์ยานี๑๑ ๗. ใช้สำนวนได้ถูกต้อง สำนวนที่เป�นคำพังเพยและสุภาษิต


20 สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่า และนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๕ ๑. สรุปเรื่องจากวรรณคดีหรือ วรรณกรรมที่อ่าน ๒. ระบุความรู้และข้อคิดจากการอ่าน วรรณคดีและวรรณกรรมที่สามารถ นำไปใช้ในชีวิตจริง ๓. อธิบายคุณค่าของวรรณคดีและ วรรณกรรม วรรณคดีและวรรณกรรม เช่น - นิทานพื้นบ้าน - นิทานคติธรรม - เพลงพื้นบ้าน - วรรณคดีและวรรณกรรมในบทเรียนและตาม ความสนใจ ๔. ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนด และบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความ สนใจ บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า - บทอาขยานตามที่กำหนด - บทร้อยกรองตามความสนใจ


21 คำอธิบายรายวิชา ท ๑๕๑๐๑ ภาษาไทย ๕ ชั้นประถมศึกษาป�ที่ ๕ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เวลา ๑๖๐ ชั่วโมง ฝ�กอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรอง อธิบายความหมายของคำ ประโยคและข้อความที่เป�นการ บรรยายและการพรรณนา อธิบายความหมายโดยนัย แยกข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น วิเคราะห์ แสดงความคิดเห็น อ่านงาน เขียนเชิงอธิบาย คำสั่ง ข้อแนะนำ และปฏิบัติตาม เลือกอ่านหนังสือที่มีคุณค่าตามความสนใจ มีมารยาทในการอ่าน ฝ�กคัดลายมือด้วยตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่งบรรทัด เขียนสื่อสาร เขียนแผนภาพโครงเรื่องแผนภาพความคิด เขียนย่อความ เขียนจดหมายถึงผู้ปกครองและญาติ เขียนแสดงความรู้สึกและความ คิดเห็น กรอกแบบรายการต่าง ๆ เขียนเรื่องตามจินตนาการ มีมารยาทในการเขียน ฝ�กทักษะการฟ�ง การดูและการพูด พูดแสดงความรู้ ความคิดเห็นและความรู้สึก ตั้งคำถาม ตอบคำถาม วิเคราะห์ ความ พูดรายงาน มีมารยาทในการฟ�ง การดูและการพูด ระบุชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค จำแนกส่วนประกอบของประโยค เปรียบเทียบภาษาไทยมาตรฐานและ ภาษาถิ่น ใช้คำราชาศัพท์ บอกคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย แต่งบทร้อยกรอง ใช้สำนวนได้ถูกต้อง สรุปเรื่องจากวรรณคดีหรือวรรณกรรมที่อ่าน ระบุความรู้ ข้อคิดจากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมที่สามารถ นำไปใช้ในชีวิตจริง อธิบายคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรม ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนดและบทร้อยกรองที่มี คุณค่าตามความสนใจ โดยใช้กระบวนการอ่าน กระบวนการเขียนกระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการกลุ่ม กระบวนการคิดวิเคราะห์และสรุปความ กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กระบวนการสื่อความ กระบวนการแก้ป�ญหา การฝ�กปฏิบัติ อธิบาย บันทึก การตั้งคำถาม ตอบคำถาม ใช้ทักษะการฟ�ง การดูและการพูด พูดแสดงความคิดเห็น กระบวนการสร้างความคิด รวบยอด เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สื่อสารได้ถูกต้อง รักการเรียนภาษาไทย เห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ ภาษาไทย และตัวเลขไทย สามารถนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์โดยใช้วิธีการของเศรษฐกิจพอเพียงและสามารถนำไป ประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม มาตรฐาน/ตัวชี้วัด ท๑.๑ ป.๕๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕๔, ป.๕๕, ป.๕๖, ป.๕๗, ป.๕๘ ท๒.๑ ป.๕๑, ป.๕/๒, ป.๕๓, ป.๕๔, ป.๕๕, ป.๕๖, ป.๕๗, ป.๕๘, ป.๕/๙ ท๓.๑ ป.๕๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕๔, ป.๕๕ ท๔.๑ ป.๕๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕๔, ป.๕๕, ป.๕/๖, ป.๕/๗ ท๕.๑ ป.๕๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔ รวม ๕ มาตรฐาน ๓๓ ตัวชี้วัด


22 โครงสร้างรายวิชา ท ๑๕๑๐๑ ภาษาไทย ๕ ชั้นประถมศึกษาปที่๕ กลุ่มสาระการเรียนรูภาษาไทย เวลา ๑๖๐ ชั่วโมง หน่วยที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน/ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้ เวลา ชั่วโมง คะแนน ๑ สายน้ำสายชีวิต ท ๑.๑ ป.๕/๑ ท ๑.๑ ป.๕/๒ ท ๑.๑ ป.๕/๓ ท ๑.๑ ป.๕/๔ ท ๑.๑ ป.๕/๕ ท ๑.๑ ป.๕/๘ ท๒.๑ ป.๕/๖ ท๕๑ ป.๕/๔ ๑.การอ่านในใจ/อ่านจับใจความเนื้อ เรื่อง - บทอ่านสายน้ำสายชีวิต (ภาษาพาที่) - บทอ่านเสริมเรื่องน้ำ (ภาษา พาที่) ๒. คำศัพท์ ๓. การอ่านร้อยกรอง ๔. การตั้งคำถามและการ ตอบคำถาม ๘ ๕ ๒ ครอบครัวพอเพียง ท ๑.๑ ป.๕๑ ท ด.๑ ป.๕/๒ ท ๑.๑ ป.๕/๓ ท๒๑ ป.๕/๑ ท๒.๑ ป.๕/๙ ท๕๑ ป.๕/๔ ๑. การอ่านในใจ/อ่านจับ ใจความเนื้อเรื่อง - บทอ่านครอบครัวพอเพียง (ภาษาพาที่) - บทอ่านเสริมเรื่องควายงาน กับผักหวานป่า (ภาษาพาที่) - บทอ่าน กำเนิดผิดพ้นคน ทั้งหลาย (วรรณคดีลำนำ) ๒. คำศัพท์ ๓. การอ่านร้อยกรอง ๔. การพูดและเขียนแสดง ความรู้สึก ๔ ๕


23 ๓ คนละไม่คนละมือ ท ๑.๑ ป.๕/๑ ท ๑.๑ ป.๕/๗ ท๒.๑ ป.๕/๓ ท๒๑ ป.๕/๖ ท๒.๑ ป.๕/๘ ท ๒.๑ ป.๕/๙ ท ๕๑ ป.๕/๔ ๑. การอ่านในใจ/อ่านจับ ใจความเนื้อเรื่อง - บทอ่านคนละไม้คนละมือ (ภาษาพาที่) - บทอ่านเสริมเรื่องจิตที่ควร พัฒนา : จิตสาธารณะ (ภาษา พาที) ๒. คำศัพท์ ๓. คำบุพบท ๔. เครื่องหมายวรรคตอน ๕. การอ่านร้อยแก้ว ๖. มารยาทในการอ่าน ๖ ๕ ๔ ภัยเงียบ ท ๑.๑ ป.๕/๑ ท ๑.๑ ป.๕/๗ ท๒.๑ ป.๕/๔ ท ๒.๑ ป.๕/๖ ท๒.๑ ป.๕/๙ ท ๕๑ ป.๕/๑ ท๕๑ ป.๕/๒ ท ๕๑ ป๕./๓ ท๕๑ ป.๕/๔ ๑. การอ่านในใจ/อ่านจับ ใจความเนื้อเรื่อง - บทอ่านภัยเงียบ (ภาษาพา ที) - บทอ่านเสริมเรื่อง การดูแล บำรุงรักษา คอมพิวเตอร์ (ภาษาพาที่) - บทอ่าน กระเช้าของ นางสีดา (วรรณคดีลำนำ) ๒. คำศัพท์ ๓. ประโยคและส่วนประกอบ ของประโยค ๔. สำนวนที่เป�นสุภาษิต ๕. คำภาษาต่างประเทศใน ภาษาไทย ๘ ๕ ๕ ประชาธิปไตยใบ กลาง ท๒.๑ ป.๕/๑ ท๒๑ ป.๕/๕ ๑. การอ่านในใจ/อ่านจับ ใจความเนื้อเรื่อง ๘ ๕


24 ท๒.๑ ป.๕/๙ ท.๑ ป.๕/๑ ท๕๑ ป.๕/๔ - บทอ่านประชาธิปไตยใบกลาง (ภาษาพาที) - บทอ่านเสริมเรื่อง บทเพลงแห่ง ประชาธิปไตย (ภาษาพา ที่) ๒. คำศัพท์ ๓. คำสันธาน (คำเชื่อม) ๔. การย่อความ ๕. การฟ�งและการอ่านงาน เขียนประเภทโน้ม น้าวใจ ๖ รวมแรงรวมใจ ท ๑.๑ ป.๕/๑ ท .๑ ป.๕/๔ ท .๑ ป.๕/๕ ท๑.๑ ป.๕/๗ ท๒.๑ ป.๕/๓ ท๒.๑ ป.๕/๖ ท๒๑ ป.๕/๙ ท ๓.๑ ป.๕/๑ ทต.๑ ป.๕/๒ ท ต.๑ ป.๕/๓ ท ต.๑ ป.๕/๔ ท๕๑ ป.๕๑ ท๕๑ ป.๕/๒ ท ๕๑ ป.๕/๓ ท ๕๑ ป.๕/๔ ๑. การอ่านในใจ/อ่านจับ ใจความเนื้อเรื่อง - บทอ่านร่วมแรงร่วมใจ (ภาษาพาที่)- บทอ่านเสริมเรื่อง เรื่อง ของ มด (ภาษาพาที) - บทอ่าน วิชาเหมือนสินค้า (วรรณคดีลำนำ) ๒. คำศัพท์ ๓. แผนภาพโครงเรื่อง ๔. การอ่านข่าวสารของทาง ราชการ ๕. คำอุทาน ๑๒ ๕ ๗ จากคลองสูห้องแอร์ ท ค.๑ ป.๕/๑ ท๒๑ ป.๕/๓ ท ๓.๑ ป.๕/๑ ๑. การอ่านในใจ/อ่านจับ ใจความเนื้อเรื่อง - บทอ่านจากคลองสู่ห้องแอร์ (ภาษาพาที) ๑๕ ๕


25 ท ๒.๑ ป.๕/๒ ท ๒.๑ ป.๕/๕ ท๕.๑ ป.๕๑ ท ๕.๑ ป.๕/๒ ท๕.๑ ป.๕/๔ - บทอ่านเสริมเรื่อง เจ้าชาย แตงโม (ภาษาพาที) ๒. คำศัพท์ ๓. การเขียนเรียงความ ๔. การเขียนเชิงจินตนาการ ๘ ดั่งหยาดทิพย์ชโลมใจ ท ๑.๑ ป.๕/๑ ท ๔.๑ ป.๕/๒ ๑. การอ่านในใจ/อ่านจับ ใจความเนื้อเรื่อง - บทอ่านดั่งหยาดทิพย์ ชโลมใจ (ภาษาพาที) - บทอ่านเสริมเรื่อง พระมหากษัตริย์ไทย (ภาษา พาที่) - บทอ่าน พ่อค้าจากเมาะตะ มะ (วรรณคดีลำน้ำ) ๒. คำศัพท์ ๓. คำราชาศัพท์ ๔. การใช้พจนานุกรม ๖ ๔ ๙ กาวให้ไกลไปให้ถึง ท ๑.๑ ป.๕/๑ ท๒.๑ ป.๕/๑ ท๒.๑ ป.๕/๙ ท ๔๑ ป.๕/๖ ท๕๑ ป.๕/๑ ท๕๑ ป.๕/๒ ท ๕๑ ป.๕/๓ ๑. การอ่านในใจ/อ่านจับ ใจความเนื้อเรื่อง - บทอ่านก้าวให้ไกล ไปใหถึง (ภาษาพาที่) - บทอ่านเสริมเรื่อง ลูกยาง เดินทาง (ภาษาพา ที่) ๒. คำศัพท์ ๓. การคิดวิเคราะห์ในการรับ สาร ๔. การพูดและเขียนแสดง ความคิดเห็นเชิง วิเคราะห์ ๕. การเขียนบันทึกจากการ ๙ ๕


26 อ่าน ๑๐ ชีวิตมีค่า ท๑.๑ ป.๕/๑ ท๑.๑ ป.๕/๒ ท ค.๑ ป./๓ ท ค.๑ ป.๕/๗ ท๑.๑ ป.๕/๘ ท๒.๑ ป.๕/๑ ท๒.๑ ป.๕/๙ ท๔.๑ ป.๕/๗ ท๕๑ ป.๕/๔ ๑. การอ่านในใจ/อ่านจับ ใจความเนื้อเรื่อง - บทอ่านชีวิตมีค่า (ภาษาพาที) - บทอ่านเสริมเรื่อง กีสาโคต มีเถรี (ภาษาพาที) - บทอ่านตนเป�นที่พึ่งแห่งตน (วรรณคดีลำนำ) ๒. คำศัพท์ ๓. การเขียนจดหมายถึงพ่อ แม่ญาติผู้ใหญ่ หรือ ผู้ปกครอง ๔. อักษรย่อ ๕ ๑๑ ปลอดภัยไวก่อน ท๑.๑ ป.๕/๔ ท๑.๑ ป.๕/๕ ท .๑ ป.๕/๗ ท ๑.๑ ป.๕/๘ ท ๑.๑ ป.๕/๑ ท ต.๑ ป.๕/๒ ท ต.๑ ป.๕/๓ ท๕๑ ป.๕/๑ ท๕.๑ ป.๕/๒ ท ๕๑ ป.๕/๓ ท๕๑ ป.๕/๔ ด. การอ่านในใจ/อ่านจับ ใจความเนื้อเรื่อง - บทอ่านปลอดภัยไว้ก่อน - บทอ่านเสริมเรื่อง ไม้ดอกใน เมืองไทย (ภาษาพาที่) ๒. คำศัพท์ ๓. ภาษาพูดภาษาเขียน ๔. ภาษาถิ่น ๕. การพูดรายงานการศึกษา ค้นคว้าจากการฟ�ง การดูและ การสนทนา ๖. การพูดแสดงความรู้ ความคิด ๑๕ ๕ ๑๒ หน้าต่างที่เป�ดกว้าง ท ๑.๑ ป.๕/๖ ท ๕๑ ป.๕/๔ ๑. การอ่านในใจ/อ่านจับ ใจความเนื้อเรื่อง - บทอ่านหน้าต่างที่เป�ดกว้าง (ภาษาพาที) ๘ ๕


27 -บทอ่านเสริมเรื่อง ข้าวงอก ข้าวกล้องงอก ข้าวกล้องงอก (ภาษาพาที) - บทอ่านคบพาล พาลพาไป หาผิด (วรรณคดีลำนำ) ๒. คำศัพท์ ๓. การเลือกหนังสืออ่าน ๔. โครงงาน ๑๓ ภาษาจรรโลงใจ ท ๑.๑ ป.๕/๖ ท๒.๑ ป.๕/๒ ท๕๑ ป.๕/๔ ๑. การอ่านในใจ/อ่านจับ ใจความเนื้อเรื่อง - บทอ่าน ภาษาจรรโลงใจ (ภาษาพา ที่) - บทอ่านเสริมเรื่อง ปริศนา คำทาย (ภาษาพาที) ๒. คำศัพท์ ๓. ภาพย์ยานี ๑๑ ๑๐ ๔ ๑๔ รู้ไว้ได้ประโยชน์ ท ๑.๑ ป.๕/๖ ท๒.๑ ป.๕/๗ ท๕๑ ป.๕/๔ ๑. การอ่านในใจ/อ่านจับ ใจความเนื้อเรื่อง - บทอ่านรู้ไว้ได้ประโยชน์ (ภาษาพาที) - บทอ่านเสริมเรื่อง เกิดแล้ว ต้องมีชื่อ (ภาษาพาที) - บทอ่านเหตุการณ์ในบ้าน สวน (วรรณคดีลำนำ) ๒. คำศัพท์ ๓. การเขียนแนะนำ ๔. การกรอกแบบรายการ ๘ ๕ ๑๕ แรงกระทบ ท ๑.๑ ป.๕/๔ ท๕๑ ป.๕/๔ ๑.การอ่านในใจ/อ่านจับใจความเนื้อ เรื่อง - บทอ่าน แรงกระทบ ๑๒ ๕


28 (ภาษาพาที่) - บทอ่านเสริมเรื่อง คิดดีทำดี มีสุขคิดชั่ว ทำชั่วพบทุกข์ (ภาษาพาที) ๒. คำศัพท์ ๓. สำนวน ๔. การคัดลายมือ ๑๖ วิถีชีวิตไทย ท .๑ ป.๕/๑ ท .๑ ป.๕/๒ ท .๑ ป.๕/๓ ท๔.๑ ป.๕/๓ ท ๕๑ ป.๕/๔ ๑. การอ่านในใจ/อ่านจับ ใจความเนื้อเรื่อง - บทอ่านวิถีชีวิตไทย (ภาษา พาที่) - บทอ่านเสริมเรื่อง เด็กดีมี มารยาท(ภาษาพาที่) - บทอ่านด้วยไทยล้วนหมาย รกสามัคคี (วรรณคดีลำนำ) ๒. คำศัพท์ ๓. การเขียนคำอวยพร ๔. มารยาทในการฟ�งการดูและการพูด สนทนา ๕. การท่องจำบทประพันธ์ ๘ ๔ คะแนนสอบระหว่างป� ๗๐ คะแนนสอบปลายป� ๓๐ รวม ๑๖๐ ๑๐๐


29 6.ตัวอย่างหน่วยบูรณาการภายในศาสตร์เดียวกันกล่มสาระการเรียนรุู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปี ที่5 7. ตัวอย่างแผนบูรณาการภายในศาสตร์เดียวกันกล่มสาระการเรียนรุ้ภาษาไทย ู แผนการจัดการเรียนร้ที่ 1ู การอ่านจับใจความสําคัญโดยใช้วิธีการสอนอ่านแบบพาโนรามา สาระการเรียนร้ภาษาไทยูชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 การอ่านจับใจความสําคัญ เรื่อง หลักการอ่านจับใจความ เวลา 4 ชั่วโมง ผ้สอน : นางสาวสิริวรรณ ชัยชนะพีระกู ุล มาตรฐานการเรียนร้/ตัวชี้วัดู มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนําไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาในการ ดําเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด ป.5/3 อธิบายความหมายโดยนัยจากเรื่องที่อ่านอย่างหลากหลาย ป. 5/5 วิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านเพื่อนําไปใช้ในการดําเนินชีวิต ป. 5/7 อ่านหนังสือที่มีคุณค่าตามความสนใจอย่างสมํ่าเสมอและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ป. 5/8 มีมารยาทในการอ่าน จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนอธิบายหลักการอ่านจับใจความสําคัญได้ (K) 2. นักเรียนสามารถจับใจความสําคัญและตอบคําถามจากเรื่องที่อ่านได้ (K) 3. นักเรียนวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านได้ (K) 4. นักเรียนอ่านหนังสือที่มีคุณค่าตามความสนใจและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านได้ (P) 5. นักเรียนมีมารยาทในการอ่าน (A)


30 สาระสําคัญ การอ่านจับใจความสําคัญ หมายถึง การค้นหาสาระสําคัญ ข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็นของเรื่องหรือของ หนังสือที่อ่าน ซึ่งข้อความตอนหนึ่งที่มีสาระครอบคลุมข้อความอื่น ๆ ในย่อหน้านั้นหรือเรื่องทั้ งหมด ข้อความ ตอนหนึ่งหรือเรื่องหนึ่งจะมีใจความสําคัญที่สุดเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งใจความสําคัญ ก็คือสิ่งที่เป็ นสาระสําคัญของ เรื่อง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นเตรียม 1. การกําหนดจุดม่งหมาย ( ุ P) 1.1 ครูกล่าวทักทายนักเรียน และสนทนาซักถามนักเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อน เข้าสู่บทเรียน 1.2 นักเรียนทําแบบทดสอบก่อนการเรียนรู้ เพื่อทดสอบความรู้พื้ นฐานของนักเรียน แต่ละคน 1.3 ครูอธิบายขั้ นตอนการอ่านแบบพาโนรามา จากแผนภูมิให้นักเรียนฟัง 1.4 ครูแจกใบความรู้เรื่อง การอ่านและความสําคัญของการอ่าน การอ่านจับใจความสําคัญ ตัวอย่างการ อ่านจับใจความสําคัญ และอธิบายขั้ นตอนการอ่านจับใจความสําคัญให้นักเรียนฟัง ซึ่งใจความสําคัญของเรื่อง นั้นจะมีอยู่ในทุก ๆ ย่อหน้า ให้นักเรียนพยายามจับประเด็นสําคัญให้ได้เพื่อให้อ่านได้รวดเร็วขึ้น 1.5 ครูให้นักเรียนเลือกหนังสือที่จะนํามาอ่านเอง และหนังสือที่ครูกําหนดให้ และร่วมกันกําหนดจุดมุ่งหมายในการอ่านเป็ นการอ่านเพื่อหารายละเอียดของเรื่อง 1.6 ครูยกตัวอย่างนิทานเรื่อง "มดง่ามกับจักจัน" ให้นักเรียนดูและเล่าเรื่องเรื่องเพียงสั ่ ้น ๆ เพื่อให้ นักเรียนรู้จากนิทานเรื่อง "มดง่ามกับจักจัน" เพื่อกระตุ้นจินตนาการในการเรียนรู้โดยใช้คําถาม เช่น ่ - นิทานเรื่อง มดง่ามกับจักจัน เป็ นนิทานเกี่ยวกับอะไร ่ - เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้ งหมดเกินขึ้นเพราะเหตุใด


31 2. การปรับความเร็ว (A) ครูแนะนําการปรับความเร็วในการอ่านว่าสามารถปรับหรือยืดหยุ่นตามความยากง่ายของเนื้อหาในแต่ ละตอนควรอ่านอย่างไร เมื่อมีข้อความหรือประโยคใดไม่มีคํายากหรือสํานวนภาษาที่เข้าใจยากให้อ่านอย่าง รวดเร็ว ถ้าพบคํายากหรือสํานวนภาษาที่เข้าใจยากให้อ่านอย่างพิจารณาเพื่อเก็บความ นักเรียนอ่านเนื้อเรื่องอย่าง คร่าว ๆ พอจับใจความได้ อย่าอ่านสะกดทีละคําและอ่านด้วยการกวาดสายตาอย่างรวดเร็วและจับใจความสําคัญ ของเรื่อง 3. ความจําเป็ นในการตั้งคําถาม นักเรียนและครูช่วยกันตั้ งคําถามให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายในการอ่าน จากนั้นให้นักเรียนฝึ ก ตั้ งคําถามและหา คําตอบด้วยตนเองจากเรื่องโดยนําใจความสําคัญของแต่ละย่อหน้ามาตั้ งคําถามว่าเนื้อเรื่องกล่าวถึงอะไร ว่า อย่างไร ทําไม ใจความสําคัญของเรื่องคืออะไร เรื่องนี้ให้ข้อคิดอะไร เช่น - หนังสือที่นักเรียนเลือกอ่านเป็ นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร - ตัวละครกี่ตัว ใครบ้าง ตัวแทนนักเรียนเขียนคําถามที่ช่วยกันตั้ งบนกระดานและนักเรียนแต่ละคนเขียนคําถามลงในสมุดของตนเอง ขั้นอ่าน (Intermediate Stage) 1. การสํารวจ (o) 1.1 นักเรียนสํารวจเรื่องที่อ่านอย่างคร่าว ๆ เช่น สังเกตและทําความเข้าใจเกี่ยวกับชื่อเรื่อง บทนําเรื่อง หัวข้อเรื่องในแต่ละย่อหน้า บทสรุปของเรื่อง จุดมุ่งหมายของผู้เขียน เมื่อพบคํายากให้จดไว้เพื่อหาความหมาย และคําอ่านจากพจนานุกรม เพื่อเป็ นแนวทางในการตอบคําถามและได้ความหมายที่ถูกต้อง ก่อนลงมืออ่านจริง 1.2 ครูติดบัตรคําถามบนกระดานให้คําถามครอบคลุมจุดมุ่งหมายของการอ่าน เช่น - ใจความสําคัญของย่อหน้าแรกคืออะไร - ในแต่ละย่อหน้ากล่าวถึงอะไร - เรื่องทั้ งหมดในแต่ละตอนกล่าวถึงอะไร


32 - สรุปเรื่องว่าอย่างไร 2. การคิดตาม (R) นักเรียนอ่านเนื้อเรื่องในหนังสือที่นักเรียนเลือกอย่างละเอียด แล้วพิจารณาคิดตามในขณะ อ่านเพื่อจับ ใจความสําคัญของเรื่อง พยายามใช้คําข้างเคียงและประสบการณ์เดิมช่วยในการทําความเข้าใจเรื่องที่อ่านให้ ชัดเจนเพื่อเป็ นแนวทางในการตอบคําถามจาการอ่านที่ตั้ งไว้ในขั้ นการตั้ งคําถาม 3. การจดบันทึก (A) นักเรียนขีดเส้นใต้ใจความสําคัญของแต่ละย่อหน้าเพื่อจับใจความสําคัญของเรื่องหรือแนวคิดหลักของ เรื่อง แล้วจดบันทึกสรุปใจความสําคัญของเรื่องตามหัวข้อว่า ใคร ทําอะไรที่ไหนเมื่อไร ทําไม ผลที่เกิดขึ้นจดลง ในสมุดงาน โดยครูคอยแนะนําช่วยเหลือในการจดบันทึกและให้ปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน 3. ขั้นสรุป 1. การใช้ความจํา (M) 1.1 นักเรียนทําแบบฝึ กทักษะการอ่านที่ครูแจก 1.1 นักเรียนอ่านทบทวนความจําจากการจดบันทึกของนักเรียนให้ครูฟังอีกครั้งเพื่อดูข้อความตอนใด ขาดหายไปหรือยังไม่สมบูรณ์ 1.2 ครูอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่าขั้ นการทบทวนความจํานี้เป็ นการสรุปการอ่านของ นักเรียนว่ามีความ เข้าใจเรื่องที่อ่านมากน้อยเพียงใด 1.3 ครูสุ่มถามนักเรียนเป็ นรายบุคคลเกี่ยวกับ คํายาก คําสําคัญที่ขีดเส้นใต้ไว้รายละเอียดของเรื่อง นอกเหนือจากคําถามที่ร่วมกันตั้ งไว้ และจากคําตอบที่จดบันทึกไว้ในสมุดงานของนักเรียน เช่น - ทําไมหนังสือเรื่องนี้ต้องชื่อนี้ 2. การประเมินผล (A) 2.1 นักเรียนทําแบบฝึ กพัฒนาการเรียนรู้โดยให้นําข้อมูลจากการจดบันทึกสรุปใจความสําคัญสที่ นักเรียนทําไว้มาใช้ตอบคําถาม


33 2.2ครูซักถามนักเรียนเกี่ยวกับการอ่านแบบพาโนรามาในแต่ละขั้ นตอนว่ามีความเข้าใจกันมากน้อย เพียงใด เช่น -วิธีการแต่ละขั้ นตอน มีใครสงสัยและปฏิบัติตามยังไม่ได้ - ทําไมเรื่องนี้จึงตั้ งจุดมุ่งหมายว่าเป็ นการอ่านเพื่อหารายละเอียดของเรื่อง - ในขั้ นปรับความเร็ว นักเรียนใช้การ่านแบบใด ในย่อหน้าแรกถึงย่อหน้าสุดท้ายนักเรียนอ่านจับ ใจความสําคัญได้อย่างไรในการคิดตั้ งคําถามก่อนอ่านนั้น นักเรียนตั้ งคําถามอะไรกัน บ้าง - ในขั้ นการอ่าน นักเรียนอ่านได้ตามจุดประสงค์ที่ตั้ งไว้หรือไม่ - นักเรียนได้นําบันทึกที่จดไว้มาใช้ให้มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด 2.3ครูเรียกนักเรียนถามเป็ นรายบุคคลเกี่ยวกับการอ่านเพื่อหาคําตอบที่ถูกต้องของแต่ละคนว่ามีคําตอบ แบบไหนบ้าง ในแต่ละย่อหน้านั้น นักเรียนบันทึกได้อย่างไรบ้าง ครูสุ่มเรียกให้นําบันทึกนั้น ๆ มานําเสนอและ อ่านให้เพื่อน ๆ ฟังหน้าชั้น 2.4 ในขั้ นการประเมินผลนี้ ครูเฉลยคําตอบที่ถูกต้อง แล้วให้นักเรียนแต่ละคนแก้ไขด้วยตัวเองแล้วจด บันทึก 2.5ครูนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับชื่อเรื่องว่า ความสุขของกะทิ ตอน บ้านริมคลองมีความหมายว่า อย่างไร ใจความสําคัญของเรื่องคืออะไร เพื่อสํารวจว่านักเรียนเข้าใจความหมายของคําและเรื่องที่อ่านมากน้อย เพียงใด 2.6 นักเรียนและครูสรุปแนวการหารายละเอียดจากเรื่อง แนวการตอบคําถามการจับใจความสําคัญของ เรื่อง 2.7ครูสรุปเรื่องอีกครั้งเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องหลังจากการอภิปรายและทําแบบฝึ กหัดแล้ว 2.8 นักเรียนทําแบบทดสอบหลังการเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. แบบฝึ กทักษะการอ่าน 2. พจนานุกรม


34 3. หนังสือเรื่อง "มดง่ามกับจักจัน่ 4. ใบความรู้ การอ่านและความสําคัญของการอ่าน 5. ใบความรู้ การอ่านจับใจความสําคัญ 6. แบบทดสอบก่อนการเรียนรู้/หลังการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การวัดผลการเรียนรู้ จุดประสงค์ วิธีการวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การผ่าน จุดประสงค์ 1. นักเรียนอธิบาย หลักการอ่านจับใจความ สําคัญได้ 2. นักเรียนสามารถจับ ใจความสําคัญและตอบ คําถามจากเรื่องที่อ่านได้ 3. นักเรียนวิเคราะห์และ แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านได้ - ทดสอบ - ทําแบบฝึ กหัด -แบบทดสอบ -แบบฝึ กหัด ได้คะแนน 70% ขึ้นไป 4. นักเรียนอ่านหนังสือ ที่มี คุณค่าตามความ สนใจและแสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ อ่านได้ - สอบอ่าน -แบบประเมินการอ่าน ผ่าน ระดับ 2 ขึ้นไป


35 5. นักเรียนมีมารยาทในการ อ่าน -แบบสังเกต พฤติกรรม -แบบสังเกต พฤติกรรม ผ่าน ระดับ 2ขึ้นไป


36 เกณฑ์การประเมินการอ่าน เกณฑ์การ ประเมิน ระดับคะแนน 4 ดีมาก 3 ดี 2 พอใช้ 1 ปรับปรุง การอ่าน สามารถบันทึก การอ่าน สรุปย่อ สาระสําคัญจาก เรื่องที่อ่านได้ และ มีความรู้ ความ เข้าใจใน สาระสําคัญของ เรื่องที่อ่านอย่างดี สามารถบันทึก การอ่าน สรุปย่อ สาระสําคัญจาก เรื่องที่อ่านได้ และ มีความรู้ ความ เข้าใจใน สาระสําคัญของ เรื่องที่อ่าน สามารถบันทึก การอ่าน สรุปย่อ สาระสําคัญจาก เรื่องที่อ่านได้ และ มีความรู้ ความเข้าใจใน สาระสําคัญ ของเรื่องที่อ่าน พอสมควร สามารถบันทึก การอ่าน สรุปย่อ สาระสําคัญจาก เรื่องที่อ่านไม่ได้ จับสาระสําคัญ ของเรื่องที่อ่าน ไม่ได้ การวิเคราะห์ และแสดง ความคิดเห็น สามารถรวบรวม ข้อมูล จําแนก เปรียบเทียบ จัดลําดับเชื่อมโยง ข้อมูลได้ดี สามารถวิเคราะห์ ประเมินทางเลือก นําไปใช้ประโยชน์ ได้อย่างชัดเจน แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ อ่านได้อย่าง ถูกต้องชัดเจน สามารถรวบรวม ข้อมูล จําแนก เปรียบเทียบ จัดลําดับเชื่อมโยง ข้อมูลได้ดี สามารถวิเคราะห์| ได้พอสมควร ประเมินทางเลือก นําไปใช้ประโยชน์ ได้อย่างชัดเจน แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ อ่านได้ สามารถรวบรวม ข้อมูล จําแนก เปรียบเทียบ จัดลําดับ เชื่อมโยงข้อมูล สามารถวิเคราะห์ ประเมินทางเลือก นําไปใช้ประโยชน์ | ได้อย่างชัดเจน แสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับ เรื่องที่อ่านได้ เล็กน้อย สามารถรวบรวม ข้อมูล จําแนก เปรียบเทียบ จัดลําดับ เชื่อมโยงข้อมูล ได้เล็กน้อย สามารถวิเคราะห์ ประเมินทางเลือก นําไปใช้ประโยชน์


37 สรุปเกณฑ์การประเมิน คะแนน 3.5 -4 ระดับคุณภาพ ดีเยี่ยม คะแนน 2.5 -3 ระดับคุณภาพ ดี คะแนน 1.5 -2 ระดับคุณภาพ พอใช้คะแนน 0-1 ระดับคุณภาพ ควรปรับปรุงผ่านระดับ 2 ขึ้นไป เกณฑ์การประเมินพฤติกรรม 1. ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสมํ่าเสมอ ให้ 3 คะแนน 2. ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน 3. ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน ผ่านระดับ 2 ขึ้นไป


38 แบบบันทึกผลหลังกระบวนการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ที่ขึ้นกับผู้เรียน ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ปัญหา/อุปสรรค ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ข้อเสนอแนะหรือแนวทางกาแก้ไข ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ลงชื่อ ........................................ ผู้บันทึก (...........................................................) วันที่.....เดือน.......................พ.ศ.........


39 แบบทดสอบก่อนการเรียนร้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1ู กล่มสาระการเรียนรุ ้ภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความสําคัญ ู ชื่อ..........................................................................................................................ชั้น....................เลขที่.............. คําชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคําตอบที่ถูกต้องโดยใส่เครื่องหมาย x ทับข้อที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว 1. ใครไม่มีพื้ นฐานในการอ่านจับใจความ ก. วนิดาเป็ นหนอนหนังสือเพราะชอบอ่านนิทานทุกเรื่อง ข. กฤษฎาไม่ชอบอ่านวรรณกรรมเยาวชนเรื่องความสุขของกะทิจึงไม่ค่อยเข้าใจ ค. ก่อนอ่านหนังสือทุกครั้งเจษฎาจะต้องศึกษาส่วนประกอบต่าง ๆ ภายในหนังสือ ง. ไอลดาอ่านหนังสือเรื่องเด็กชายต้นไม้ได้อย่างรวดเร็ว และเข้าใจเพราะเคยช่วยคุณตาปลูกต้นไม้มา ก่อนแล้ว 2. ใครจะสามารถอ่านจับใจความเรื่องสังข์ทองได้ ก. สิทธิกรชอบเล่นเกมออนไลน์ทุกวัน ข. ศุภลักษณ์ชอบอ่านวารสารทางด้านวิทยาศาสตร์ ค. ชลนกรชอบดู่ข่าวเช้าวันเสาร์ ง. ปาวิตราชอบให้คุณยายอ่านหนังสือวรรณคดีไทยให้ฟังเป็ นประจํา 3. ข้อใดไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความ ก. อ่านแล้วสามารถสรุปหรือย่อเรื่องได้ ข. อ่านแล้วสามารถจําคําประพันธ์ชนิดต่าง ๆ ได้ ค. อ่านแล้วสามารถปฏิบัติตามคําสั่ งหรือคําแนะนําได้ ง. อ่านแล้วสามารถคาดการณ์ หาความจริง และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านได้ 4. ใครไม่ใช้หลักการอ่านจับใจความ ก. อธิภัทรสืบค้นข้อมูลทํารายงานโดยไม่มีการวางแผนงาน ข. วีรภัทรอ่านเรื่องขุนช้าง ขุนแผนแล้วสรุปสาระสําคัญของเรื่อง ค. หลังจากอ่านนิทานเรื่องรามเกียรติ์ตอนศึกสายเลือดแล้ว มณีกานต์จะสรุปข้อคิดที่ได้ ง. ศุกลกานต์อ่านข่าวแล้วสรุปข้อเท็จจริงของเนื้อข่าว


40 อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคําถาม ข้อ 5-7 ในการบริโภคอาหารนั้น เราทุกคนควรกินแต่พออิ่ ม การกินเกินความต้องการอาจทําให้เกิดโรคร้ายอัน เนื่องมาจากการสะสมสารอาหารที่เป็ นส่วนเกินของร่างกายได้การกินอาหารแต่พออิ่ มซึ่งเพียงพอต่อความ ต้องการของร่างกายแล้ว นอกจากจะเป็ นประโยชน์ต่อตัวเราเอง ส่วนที่เหลือก็อาจอนุเคราะห์แก่คนที่ขาดแคลน และยากไร้ในสังคม 5. ข้อความนี้เตือนใจบุคคลใดมากที่สุด ก. คนที่มีรายได้น้อย ข. คนที่มีสารอาหารสะสมในร่างกาย ค. คนที่มีรายได้มาก ง. คนที่กําลังบริโภคอาหาร 6. ใครสามารถปฏิบัติตนตามข้อความดังข้างต้นได้ ก. นันทพรชอบกินขนมไทย ข. ณัฐวุฒิห่อข้าวมาแบ่งให้เพื่อนที่มีฐานะยากจน ค. ณิชาซื้อของราคาแพงเป็ นประจํา ง. หนึ่งฤทัยกินอาหารปิ้งย่างทุกวัน 7. คําว่า "อนุเคราะห์" มีความหมายตรงกับข้อใด ก. เมตตา ข. สงสาร ค. ประหยัด ง. สงเคราะห์ 8. ข้อใดกล่าวถึงความสําคัญของการอ่านได้ถูกต้องที่สุด ก. เป็ นเครื่องมือผ่อนคลายอารมณ์ ข. เป็ นเครื่องมือแสวงหาความรู้ ค. ช่วยแสดงความรู้สึกต่อผู้อื่นได้เหมาะสม ง. ช่วยให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาชีพ


41 9. การอ่านหมายถึงอะไร ก. การกวาดสายตาไปตามตัวหนังสือและอ่านข้อความนั้นอยู่ในใจ ข. การเปล่งเสียงออกมาเป็ นข้อความหรือถ้อยคํา ค. การรับรู้ความหมาย และเข้าใจความหมายจากสารที่เป็ นลายลักษณ์อักษร ง. การประสมตัวอักษรรวมกันเป็ นคําหรือประโยค 10. "...ลุงสงวนเป็ นพ่อค้าขายขนมจีน ร้านของแกเป็ นห้องแถววองห้องติดกันอยู่ตลาดราชพฤกษ์ห่างจากห้อง แถวของอารีไปเพียงห้าสิบเมตรเท่านั้นเอง..." ข้อความใดเป็ นใจความสําคัญ ก. ลุงสงวนเป็ นพ่อค้าขายขนมจีน ข. อยู่ตลาดราชพฤกษ์ ค. ร้านของแกเป็ นห้องแถววสองห้องติดกัน ง. ห่างจากห้องแถวของอารีไปเพียงห้าสิบเมตร


42


43


44


45


46 แบบฝ�กหัด ที่ 1.1 เรื่อง "การอ่านจับใจความสำคัญ" โรงเรียน.................................................................ภาคเรียน...................ที่ป�การศึกษา.................... ชื่อ....................................................................................เลขที่....................ชั้นประถมศึกษาป�ที่ 5 วันที่ ..... เดือน .............................................พ.ศ....... คำชี้แจง อ่านเรื่องที่กำหนดให้แล้วเขียนสรุปความและตอบคำถามให้ถูกต้อง (10 คะแนน) แพงพวยบก แพงพวยบกเป�นไม้ล้มลุก ต้นเตี้ย สูงประมาณ 3 ฟุต ใบเขียวเป�นมันออกดอกเป�นกลุ่มดอกแพงพวยมีสี ขาว สีม่วง สีชมพู สุราษฎร์ธานีเรียกว่า นมอิน ทางเหนือเรียก ผักปอดบกกรุงเทพมหานคร เรียก แพง พวกบกหรือแพงพวยฝรั่ง แพงพวยบกขึ้นได้ในดินทุกชนิด แต่ที่ชอบคือดินร่วนซุย ควรปลูกในที่แล้ง ขยายพันธุ์โดยใช้วิธี เพาะเมล็ด แพงพวยบกปลูกเป�นไม้ประดับได้ดี เพราะมีดอกสีขาว สีชมพู สีม่วงและมีดอกให้ชมตลอดป� แพงพวยบกยังเป�นสมุนไพรใช้ต้มแก้เบาหวานลดความดันโลหิต ใบแก้เบาหวาน บำรุงหัวใจใช้เป�นยาถ่าย ใช้เป�นยาแก้โรคมะเร็งในเม็ดโลหิตของเด็ก รักษามะเร็ง รากแก้บิด ทั้งยังใช้ขับพยาธิและใช้ห้ามเลือดด้วย เรียบเรียงจาก : สารุนุกรมไม้ประดับในประเทศไทย


47 สรุปใจความสำคัญ (5 คะแนน) ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 1. ชื่อเรื่องที่อ่านคือเรื่องอะไร (1 คะแนน) ตอบ .................................................................................................................................................. 2. แพงพวยบกเป�นไม้ประเภทใด (1 คะแนน) ตอบ .................................................................................................................................................. 3. จังหวัดสุราษฎร์ธานีเรียกแพงพวยบกว่าอะไร (1 คะแนน) ตอบ .................................................................................................................................................. 4. แพงพวยบกขยายพันธุ์ได้อย่างไร (1 คะแนน) ตอบ .................................................................................................................................................. 5. โรคร้ายในเด็กที่สามารถใช้แพงพวยบกรักษาโรคได้คือโรคอะไร (1 คะแนน) ตอบ ..................................................................................................................................................


Click to View FlipBook Version