The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารเสริมความรู้วิถีพุทธสพม32

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chattuporn, 2020-06-17 03:45:50

เอกสารเสริมความรู้วิถีพุทธสพม32

เอกสารเสริมความรู้วิถีพุทธสพม32

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนนิ งานเสรมิ สรา้ งคณุ ธรรมในสถานศึกษา “โรงเรียนวิถีพุทธ”

คานา

เอกสารเสริมความรู : การดําเนินงานเสริมสรางคุณธรรมในสถานศึกษา “ โรงเรียนวิถี
พุทธ” เลมน้ีจัดทําข้ึนเพ่ือใหครู ผูบริหาร และบุคลากรท่ีเกี่ยวของ ใชเปนแนวทางในการดําเนินงาน
เสริมสรางคุณธรรมในสถานศึกษา โดยอาศัยแนวทางการดําเนินงานของโรงเรียนวิถีพุทธ ซึ่งมี
อัตลักษณ์ ๒๙ ประการสู่ความเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ เปนแกนหลักในการขับเคล่ือน ซ่ึงเปนการ
ดําเนินงานท่ีสอดคลองตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุมสาระ
การเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ที่ไดกําหนดไวในสาระท่ี ๑ ศาสนา ศีลธรรมและ
จรยิ ธรรม

โครงการโรงเรียนวิถีพุทธ เร่ิมท่ีกระทรวงศึกษาธิการมีแนวคิดใหมีการนําหลักธรรมสําคัญใน
พระพุทธศาสนา มาเปนแนวทางในการบริหารและพัฒนานักเรียนอยางบูรณาการในชีวิตประจําวัน
เพ่ือ พัฒนาการกิน อยู ดู ฟง เปน โดยผานกระบวนการทางวัฒนธรรม แสวงหาปญญา และวิถี
วัฒนธรรม เมตตาซึ่งเปิดตัวโครงการต้ังแตป พ.ศ. ๒๕๔๖ เปนตนมาจนถึงปจจุบัน ในภาพรวมทั่ว
ประเทศมีโรงเรียน ในโครงการโรงเรียนวิถพี ุทธ จาํ นวน ๒๓,๐๒๖ โรงเรียน โดยในจํานวนนี้มีโรงเรียน
วถิ พี ุทธไดพฒั นายกระดบั เปนโรงเรียนวถิ ีพุทธชัน้ นาํ จาํ นวน ๑,๐๓๒ โรงเรียนและพัฒนายกระดับเป็น
โรงเรียนวิถพี ุทธพระราชทาน จํานวน ๘๕ โรงเรยี น (สํานกั พัฒนานวตั กรรมการจดั การศึกษา, ๒๕๖๓)
สํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๒ มีโรงเรียนสมัครเข้าร่วมโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ
ครบทุกโรงเรียน คือ ๖๖ โรงเรียน พัฒนาเป็นโรงเรียนวิถีพุทธช้ันนํา ๑๓ โรงเรียน และ โรงเรียนวิถี
พทุ ธพระราชทาน จํานวน ๑ โรงเรยี น (สํานักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษามัธยมศึกษา เขต ๓๒, ๒๕๖๓)

เอกสารเสริมความรูเลมน้ีไดปรับปรุงเนื้อหาใหเปนปจจุบัน ทันสมัย สําหรับใชเป็นเอกสาร
ประกอบการพัฒนาศักยภาพครู ผูบริหารโรงเรียนและ บุคลากรท่ีเก่ียวของ เพ่ือเสริมสรางความรู
ความเขาใจเก่ียวกับการดําเนินงานโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ อันจะช วยสรางและพัฒนาเด็กและ
เยาวชนไทยใหเปนคนดีมีศีลธรรม มีคุณลักษณะอันพึงประสงค และเปนไปตามที่หลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ไดกําหนดไว หวังเปนอยางย่ิงวาเอกสารเสริมความรูเลมน้ี
จะเปนประโยชนอยางยิ่งสําหรบั ผูบรหิ ารโรงเรยี น ครู ศกึ ษานิเทศก และบุคลากรที่เกี่ยวของ อีกทั้งใช
เปนแนวทางในการกํากับ ติดตาม นิเทศ แนะนํา และใหความชวยเหลือโรงเรียน เพื่อยกระดับการ
พัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธให้มีพัฒนาการท่ีสูงขึ้น เปนโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนํา และโรงเรียนวิถีพุทธ
พระราชทาน ในโอกาสตอไป

กลุม่ นเิ ทศ ติดตาม ประเมนิ ผลการจัดการศึกษา
สาํ นักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32

กลมุ่ นเิ ทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจดั การศกึ ษา สานกั งานเขตพนื ้ ทีก่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต ๓๒

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนินงานเสรมิ สร้างคุณธรรมในสถานศึกษา “โรงเรียนวิถีพุทธ”

สารบัญ หน้า

คานา ข
สารบัญ ๑
สว่ นท่ี ๑ เกริน่ นา ๑

พฒั นาการโรงเรยี นวิถีพทุ ธ ๓
ยุคโครงงานคุณธรรมทวั่ ไทย ๔
ยคุ โรงเรียนคุณธรรมชัน้ นา 5
ยุคโรงเรียนวถิ ีพุทธ ๓ ระดบั 5
ส่วนท่ี ๒ องค์ความรูส้ าคัญกับการดาเนินงานโรงเรยี นวิถพี ุทธ 7
การสรา้ งชมุ ชนวิถีพทุ ธให้ยงั่ ยืน 8
หลกั เก้ือกลู สมั พันธข์ องชุมชนวถิ พี ทุ ธ 9
การปฏิบัตวิ ปิ สั สนาในโรงเรียนวิถีพุทธ 10
หลักสตู รการปฏบิ ตั เิ พื่อความเข้าใจหลกั การปฏบิ ตั ิวิปัสสนาสาหรับครู ๑4
การบรู ณาการการสอนการเจริญสติสาหรับนกั เรยี น ๒0
จิตวทิ ยาการแนะแนวเชงิ พทุ ธสาหรับผู้บริหารโรงเรียน ๒5
การแลกเปลย่ี นเรยี นรเู้ พ่อื การพัฒนาโรงเรยี นวถิ ีพุทธ ๒5
สว่ นท่ี ๓ แนวทางการดาเนนิ งานโรงเรยี นวถิ ีพทุ ธตามตัวชี้วัด “อัตลักษณ์ ๒๙ ประการ” 29
โรงเรียนวถิ พี ทุ ธ ๓4
แนวปฏิบตั ทิ ี่ดขี องอัตลักษณ์ ๒๙ ประการ 38
โรงเรียนวถิ พี ทุ ธช้ันนา 42
โรงเรยี นวถิ ีพทุ ธพระราชทาน 69
แนวปฏบิ ัติทดี่ ขี องโรงเรียนวิถพี ุทธพระราชทาน 7๒
แบบสรปุ ตัวชี้วัดการดาเนินงานโรงเรียนวถิ พี ุทธพระราชทาน
สว่ นที่ ๔ ความสมั พนั ธ์ของ “โครงการโรงเรียนวิถีพทุ ธ” กบั “คารบั รองตามแผนปฏิบตั ิ 72
ราชการ (ARS)”
ตัวชี้วัดท่ี ๘ ร้อยละของโรงเรียนวถิ พี ุทธทผ่ี า่ นการประเมนิ ผลการดาเนินการ- 76
๒๙ ประการสูค่ วามเป็นโรงเรียนวิถีพทุ ธ
แนวทางการดาเนนิ งาน

กลมุ่ นิเทศ ตดิ ตามและการประเมนิ ผลการจดั การศกึ ษา สานกั งานเขตพนื ้ ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษาเขต 32 หน้า ข

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนนิ งานเสริมสร้างคุณธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรียนวิถีพทุ ธ”

สารบญั หน้า

รายการอา้ งอิง ตัวชี้วัดตามแผนปฏิบตั ริ าชการ (ARS) 78
บรรณานกุ รม 89
คณะผจู้ ดั ทา 90

กลมุ่ นิเทศ ตดิ ตามและการประเมนิ ผลการจดั การศกึ ษา สานกั งานเขตพนื ้ ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษาเขต 32 หน้า ข

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนนิ งานเสรมิ สร้างคุณธรรมในสถานศึกษา “โรงเรยี นวถิ ีพทุ ธ”

สว่ นที่ ๑
เกริ่นนา

๑. พัฒนาการโรงเรยี นวิถีพุทธ

โรงเรียนวิถี พุทธเกดิ ขึน้ ในปลายปี ๒๕๔๕ เปน็ ๑ ใน ๕ ของโครงการโรงเรียนรปู แบบใหม่
ของกระทรวงศึกษาธกิ าร (โครงการโรงเรยี นรปู แบบใหม่ ๕ รูปแบบ ได้แก่ โรงเรยี นในกากับของรัฐ
โรงเรียนวถิ ีพุทธ โรงเรียนสองภาษา โรงเรียนใช้ ICT เพอ่ื การเรยี นรู้ และโครงการนาร่องสรรหา
พฒั นา และสง่ เสรมิ ผู้มีความสามารถพเิ ศษดา้ นต่างๆ) การศึกษาแนวพทุ ธอยู่คู่กับสังคมไทยตลอดมา
เมื่อรเิ ริม่ โครงการโรงเรยี นวถิ ีพุทธได้ศกึ ษาแนวทางของ ๓ โรงเรยี นทไ่ี ด้ใช้แนวพุทธเปน็ หลกั ในการ
จดั การศึกษา ประกอบด้วย โรงเรียนทอสี โรงเรียนร่งุ อรุณ โรงเรยี นอนุบาลหนนู อ้ ย (ปจั จบุ ันเปลย่ี น
ชื่อเป็นโรงเรียนสยามสามไตร) และได้เชญิ บุคลากรท้ังสามโรงเรยี นมาร่วมเป็นคณะทางาน มพี ระ
ธรรมปฎิ ก (ป.อ.ปยตุ โต) เป็นประธาน รวมเรยี กชือ่ โรงเรียนจดั การศกึ ษาแนวพทุ ธวา่ “โรงเรียนวถิ ี
พทุ ธ” นบั แต่นนั้ มา คณะทางานน้มี ีการประชมุ หลายครง้ั ต่อเน่ือง เพ่ือเรียนรู้รว่ มกนั และสร้างความ
เข้าใจในการดาเนินงาน ต่อมามีการเปิดรบั โรงเรียนวิถีพทุ ธรนุ่ แรกของโครงการด้วยการประกาศรับ
สมัคร และมโี รงเรยี นเขา้ รว่ ม จานวน ๘๙ โรงเรียน

โรงเรียนวิถีพทุ ธ หมายถงึ โรงเรียนในวิถแี หง่ ปัญญา ทพี่ ฒั นาอย่างบูรณาการในระบบ
แห่ง ไตรสิกขา สคู่ วามเป็นพุทธ ผูเ้ ข้าถึงธรรม ซึ่งทาให้เป็นอสิ ระ โดยมชี ีวิตที่ดี เจริญงอกงามมี
ความสขุ จริงแท้ และอยรู่ ่วมสังคมอยา่ งสรา้ งสรรค์เกื้อกูล สามารถนาโลกไปในวถิ ีทีถ่ ูกต้อง/วถิ ีแหง่
ธรรม ( ป. อ. ปยุตโต)

ความเป็นมาเน่ืองจากการประชุมเร่ืองหลักสูตรใหม่เด็กไทยพัฒนาเม่ือวันท่ี ๒๕ ธันวาคม
๒๕๔๕ ณสถาบันราชภัฏสวนดุสิตศ.ดร.ชัยอนันต์สมุทรวณิชเสนอให้มีการนาหลักธรรมคาสอน
พระพุทธศาสนามาบูรณาการการบริหารจัดการในโรงเรียนซ่ึงท่ีประชุมเห็นชอบกระทรวงศึกษาธิการ
จึงเร่ิมรับสมัครโรงเรียนท่ีสนใจและจัดให้มีการปฐมนิเทศเพ่ือให้ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอนได้
เข้าใจแนวทางการดาเนนิ งานโรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ

จากทผี่ ้บู รหิ ารโรงเรียนซง่ึ ส่วนใหญ่สังกดั สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐานมี
ความสนใจเพิ่มขึ้นเร่ือยๆสพฐ.จึงให้มี “ผู้รับผิดชอบโครงการโรงเรยี นวิถีพุทธ" ในทกุ เขตพืน้ ที่
ตอ่ จากนัน้ จงึ ไดป้ ระชาสัมพันธ์รบั สมัครโรงเรียนวถิ ีพุทธต้ังแตเ่ ดือนพฤศจกิ ายน๒๕๔๖เปน็ ตน้ มาจนถงึ
ปัจจุบัน

กลุ่มนิเทศ ตดิ ตามประเมินผลการจัดการศกึ ษา สานักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต ๓๒ 1

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนินงานเสรมิ สร้างคณุ ธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรยี นวถิ ีพทุ ธ”

จากข้อมูลสานักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ณ วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๓ ในภาพรวม

ทั่วประเทศมีโรงเรียนในโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ จานวน ๒๓,๐๒๖ โรงเรียน โดยในจานวนน้ีมี
โรงเรียนวิถีพุทธไดพัฒนายกระดับเป็นโรงเรียนวิถีพุทธช้ันนาจานวน ๑,๐๓๒ โรงเรียน และพัฒนา

ยกระดับเป็นโรงเรียนวิถีพุทธพระราชทาน จานวน ๘๕ โรงเรียน (สานักพัฒนานวัตกรรมการจัด
การศกึ ษา, ๒๕๖๓)

ในสว่ นของสานกั งานเขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต ๓๒ โรงเรียนสมคั รเข้าร่วมโครงการ

โรงเรียนวิถีพุทธครบทุกโรงเรียน คือ ๖๖ โรงเรียนพัฒนาเป็นโรงเรียนวิถีพุทธช้ันนา ระดับประเทศ
๑๓ โรงเรียนและโรงเรียนวิถีพุทธพระราชทานจานวน ๑ โรงเรียน (สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา

มัธยมศึกษา เขต ๓๒, ๒๕๖๓)

๒. ยคุ โครงงานคุณธรรมทวั่ ไทย

โครงงานคุณธรรมทั่วไทย เร่ิมเกิดข้ึนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ – ปัจจุบัน สพฐ. ร่วมกับศูนย์
คุณธรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย จัดกิจกรรมโครงงานคุณธรรม “เยาวชนไทย ทา
ดีถวายในหลวง” โดยให้นักเรียน รวมกลุ่มร่วมกันทาดีอย่างมีปัญญา คิดหาวิธีการแก้ปัญหาสังคม
“ปัญหาที่อยากแก้ ความดีท่ีอยากทา” โดยใช้แนวพระราชดาริ และหลักธรรมในศาสนาที่ตนนับถือ
โดยรว่ มกันดาเนินการ ๘ - ๑๐ คน มคี รู พระ และ ผู้อานวยการโรงเรียนเป็นท่ีปรึกษา มีการประกวด
คัดเลือกจากระดับโรงเรียน ระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ระดับกลุ่มภาคสงฆ์ และระดับประเทศ โดยทุก
คร้งั ทีม่ กี ารนาเสนอ ไดจ้ ดั ให้นกั เรียน และครูทป่ี รึกษามาเขา้ คา่ ยรว่ มกัน และ พฒั นาต่อยอดความรู้ให้
ท้ังครู และนักเรียน ได้ประสบการณ์ และนาไปพัฒนาโครงงานของตนเอง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙
เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน มีโครงงานคุณธรรมกว่า ๑๐,๐๐๐ โครงงาน มีการจัดทาสื่อเอกสารบันทึก
ความสาเร็จ ต่อเน่ืองทุกปี และจัดทาวีดีทัศน์โครงงานคุณธรรม สาหรับครูที่ปรึกษา นอกจากนี้ ยังมี
กิจกรรมพัฒนาต่อยอดหลากหลายกจิ กรรม ดงั นี้

พ.ศ. ๒๕๕๐ ถึงปัจจุบัน สพฐ. ร่วมกับธนาคารออมสิน จัดโครงการประกวดโรงเรียนและ
นักเรียนดีเด่นด้านคุณธรรมจริยธรรม โดยคัดเลือกโรงเรียนปีละ ๓๘ โรง เพ่ือรับทุนพัฒนาโรงเรียน
๑๐๐,๐๐๐ บาท และนกั เรยี น ๘๐ คน เพ่ือรบั ทุนการศกึ ษาคนละ ๔๐,๐๐๐ บาท เพื่อเทิดพระเกียรติ
ในปมี หามงคลท่ีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดชทรงมีพระชนมายคุ รบ ๘๐ พรรษา

ปี พ.ศ.๒๕๕๓ เป็นปีที่ สพฐ.จัดสรรงบประมาณไทยเข้มแข็งฯ ให้ตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ

sp๒ โรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ และโรงเรยี นในสังกัดทุกแห่ง จงึ ไดจ้ ัดดาเนนิ การอย่างน้อย ๓ เร่ืองไดแ้ ก่

๑. ศูนย์ Give & Take เพ่ือให้ นักเรียนทุกโรงเรียนได้เรียนรู้การเป็นผู้ให้ และผู้รับ

มี Public Conscience

๒. โครงงานคุณธรรมสานึกดี CSR+โครงงานคุณธรรมฯ เป็นการเสริมให้นักเรียน วาง

แผนการการทาดีอย่างมีทุนงบประมาณ ท่ีได้มาจากปัญญาของนักเรียนท่ีมีความรับผิดชอบต่อสังคม

ในชื่อ“ธุรกิจคุณธรรม”

๓. ค่ายพระ ครู ผูป้ กครอง เพื่อให้ทกุ โรงเรียนได้สรา้ งความสัมพันธ์การมีส่วนร่วมกันในการ

ดูแล ปกปูองนกั เรยี นให้อย่ใู นศลี ธรรมอันดงี าม

กลมุ่ นิเทศ ตดิ ตามประเมินผลการจัดการศกึ ษา สานกั งานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต ๓๒ 2

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนนิ งานเสริมสรา้ งคุณธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรยี นวถิ ีพทุ ธ”

ปี พ.ศ.๒๕๕๓ ยงั ได้จัดให้มโี รงเรยี นวถิ ีพุทธเน้นจติ อาสา ซ่ึงเป็นโรงเรียนที่ผู้บริหารสมัครใจ

ให้ความสาคัญเป็นพิเศษกับการพัฒนาพฤติกรรม และจิตใจด้านการเป็นอาสาสมัคร เดือนกรกฎาคม

พ.ศ.๒๕๕๕ มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการประมาณ ๒๓๒ โรงเรียน เดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ ร่วมมือกับ

สานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และศูนย์คุณธรรม จัดไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับโรงเรียนต้นแบบด้าน

คณุ ธรรม จรยิ ธรรมโรงเรยี นบางมูลนากภมู วิ ิทยาคม จังหวัดพจิ ิตร

ปี พ.ศ.๒๕๕๓ –ปัจจุบัน ได้พัฒนาโรงเรียนอีกกลุ่มที่สนใจการพัฒนานักเรียนโดยหลักการ

“อริยะสรา้ งได้ ในโรงเรียนวถิ ีพทุ ธ” กับเสถยี รธรรมสถาน มผี ู้ผ่านการอบรมท้ังท่ีเป็นผู้บริหาร และครู

ไมน่ อ้ ยกวา่ ๑,๕๐๐ คน

๓. ยคุ โรงเรียนคุณธรรมช้ันนา

เริ่มต้ังแต่ปีพ.ศ. ๒๕๕๓ – ปัจจุบัน สพฐ. ได้ขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณ-ราชวิทยาลัยจัดการเย่ียมประเมินเสนอแนะเพื่อการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรมช้ันนาและโรงเรียน
วิถีพุทธใน๒ปีงบประมาณจานวนเกือบ ๔,๐๐๐ โรงเรียนอีกท้ังได้คัดเลือกโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนา
จานวน ๑๐๐โรงเรียนโดยคัดเลือกมาถึงปีท่ี ๓ ปีละ ๑๐๐ โรงเรียนปีที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นโอกาส
เฉลิมฉลอง ๑๐๐ พระชันษาสมเด็จพระสังฆราชฯจึงได้คัดเลือก๒๓๐โรงเรียนรับมอบทุนการพัฒนา
โรงเรียนวิถีพุทธชั้นนารุ่น๔รุ่น๕ (๑๐๐โรงเรียน) เป็นความร่วมมือของโครงการพระสอนศีลธรรมใน
โรงเรียนมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและวัดประยุรวงศาวาสซึ่งได้จัดทาข้อมูลเป็น
เอกสารและแผ่น CD เผยแพร่ให้โรงเรียนอ่ืนเพ่ือเป็นการสื่อสารเร่ืองราวดีๆท่ีเกิดขึ้นในโรงเรียนเป็น
แรงบันดาลใจแก่ผู้ที่พบเห็นผู้ที่รับทราบเป็นแหล่งความรู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันนอกจากนี้ยังมี
กจิ กรรมพฒั นาต่อยอดหลากหลายกจิ กรรมดังน้ี

ปีพ.ศ. ๒๕๕๓ - ปัจจุบันสพฐ.ร่วมกับสานักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคลสสส.) จัด
กิจกรรมหลากหลายเพื่อรณรงค์ให้นักเรียนตลอดจนผู้ปกครองเห็นพิษภัยของการดื่มเหล้าความทุกข์
ของนักเรียนท่ีมีผู้ปกครองดื่มเหล้าทาโครงงานคุณธรรมเพื่อให้ช่วยกันทุกภาคส่วนบ้านวัดโรงเรียน
ลด ล ะเ ลิ กอบ าย มุขเ ห ล้ าบุ ห รี่ สิ่ งเ ส พติ ด คืน คว ามสุ ขมา สู่ นั กเ รี ย น เ ช่ น มีโร งเ รี ย น ป ล อด เ ห ล้ าด้ ว ย
คาพ่อสอนโครงการโพธิสัตว์น้อยชวนพ่อแม่เลิกเหล้างดเหล้าเข้าพรรษาในโรงเรียนวิถีพุทธมีการให้
กาลงั ใจยกย่องมอบโล่เกยี รติบัตรครูดีไม่มีอบายมุขเปน็ ตน้

ปีพ.ศ. ๒๕๕๖ ฝุายบริการฝึกอบรมมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยร่วมกับสพฐ.
จดั โครงการพฒั นาอตั ลักษณ์๒๙ประการส่คู วามเปน็ โรงเรียนวิถีพทุ ธโดยมีการพฒั นาพระนิเทศวิถีพุทธ
เพื่อใหท้ ่านออกเย่ยี มประเมนิ การดาเนินงานโรงเรยี นวิถีพทุ ธกระจายทัว่ ทกุ ภูมิภาค

ปีพ.ศ.๒๕๕๓ - ปจั จบุ นั สพฐ.ร่วมกับสถาบันอาศรมศิลป์จัดทาวารสาร “รู้ต่ืนและเบิกบาน”
ออกวารสารต่อเนื่องส่งถึงทุกโรงเรียนและจัดทาวีดีทัศน์ “โรงเรียนวิถีพุทธ” เพ่ือเผยแพร่แก่โรงเรียน
ในสงั กดั

ปีพ.ศ. ๒๕๕๔ - ปัจจุบันเกิดกระแสการเข้าถึงสื่อเทคโนโลยีได้ง่ายโดยนักเรียนขาดทักษะ
การใช้เทคโนโลยีไปในทางใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อตนเองและสังคมจึงได้มีการจัดอบรมการผลิตส่ือความดี
ร่วมกับคณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิตและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีนักเรียนท่ีได้เรียนรู้เทคนิค

กลุ่มนเิ ทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจัดการศึกษา สานกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษามธั ยมศึกษา เขต ๓๒ 3

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนินงานเสรมิ สร้างคุณธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรยี นวถิ ีพุทธ”

การผลิตสื่อและมมี ุมมองในการนาเสนอคณุ ความดที พี่ รอ้ มจะผลิตส่ือดเี ผยแพรจ่ านวนไม่น้อยกว่าปีละ
๘๐โรงเรียน

ปีพ.ศ. ๒๕๕๓ – ๒๕๕๕ สพฐ.ให้ความสาคัญคือเร่ืองจิตวิญญาณความเป็นครูซึ่งได้จัดให้มี
กระบวนการพัฒนาท้งั ๔ภูมิภาครวมไม่น้อยกว่า ๑,๒๕๐ คนโดยวทิ ยากรทมี่ ีประสบการณ์เช่นมูลนธิ ิ
สดศรีสฤษฎิ์วงศ์มูลนิธโิ รงเรียนรุ่งอรณุ วทิ ยากรจากสสส. เปน็ ตน้

ปีพ.ศ. ๒๕๕๘ สานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินร่วมกับมูลนิธิยุวสถิรคุณพัฒนาโรงเรียน
เสรมิ สร้างคุณธรรมทงั้ ระบบ ๕ โรงได้แก่ โรงเรียนสบปราบวิทยาคม (จังหวดั ลาปาง) โรงเรียนปรางค์กู่
(จังหวดั ศรีสะเกษ) โรงเรยี นชลบรุ ีสขุ บท (จงั หวัดชลบรุ ี) โรงเรยี นนราสิกขาลยั (จงั หวดั นราธิวาส)
และโรงเรียนตะเครียะ (จงั หวัดสงขลา)

๔. ยคุ โรงเรียนวิถพี ุทธ ๓ ระดบั

คณะดาเนินงานได้สงั เคราะห์ความรู้การดาเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธท่ีดาเนินการต่อเน่ืองได้
เปน็ บทสรุปวา่ เงอ่ื นไขสาคัญที่โรงเรยี นจะดาเนินการโรงเรยี นวถิ ีพทุ ธอย่างเป็นรูปธรรมมี ๒๙ ประการ
สู่ความเป็นโรงเรียนวถิ ีพุทธโดยได้ส่ือสารเผยแพร่ตง้ั แต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓ และดาเนินการเยี่ยม
ประเมินการดาเนินการดูความพร้อมส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียนดาเนินการอย่างต่อเนื่องให้เห็นเป็น
รูปธรรมซง่ึ โรงเรียนวิถพี ทุ ธมีระดับการพัฒนาเป็น๓ระดับดงั นี้

ระดับ ๑ “โรงเรียนวิถีพุทธ” เป็นโรงเรียนท่ีสมัครเข้าร่วมโครงการโดยลงทะเบียนในเว็บ
ไซด์ www.vitheebuddha.com และใช้ตัวชี้วัด“อัตลักษณ์ ๒๙ ประการ” เป็นเครื่องมือในการ
พั ฒ น า จ า ก นั้ น ร า ย ง า น ก า ร ด า เ นิ น ง า น ต า ม อั ต ลั ก ษ ณ์ ๒ ๙ ป ร ะ ก า ร ใ น เ ว็ บ ไ ซ ต์
www.vitheebuddha.com เพยี งเท่านี้กจ็ ะได้ช่อื ว่า “โรงเรียนวถิ พี ทุ ธ”

ระดับ ๒ “โรงเรียนวถิ พี ทุ ธชน้ั นา” เปน็ โรงเรียนในโครงการโรงเรยี นวิถีพุทธและใช้ตัวชว้ี ัด
“อัตลักษณ์ ๒๙ ประการ” เป็นเครื่องมือในการพัฒนาจนประสบความสาเร็จมีผลการพัฒนาเชิง
ประจกั ษ์

ระดบั ๓ “โรงเรยี นวิถีพุทธพระราชทาน” เป็นโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนาที่พัฒนาโดยใช้ตัวบ่งช้ี
โรงเรียนวิถีพุทธพระราชทานประกอบด้วย ๕ มาตรฐาน ๕๔ ตัวบ่งช้ี และผลการพัฒนาเป็นไปตาม
เกณฑ์ท่ีกาหนดหากโรงเรียนใดได้รับคัดเลือกจะได้รับพระราชทานรางวัล “โรงเรียนวิถีพุทธ
พระราชทาน” จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสดุ าฯสยามบรมราชกุมารีโดยเรม่ิ ครั้งแรกในปีพ.ศ. ๒๕๕๘
นับเปน็ ร่นุ ท่ี ๑ มีโรงเรียนไดร้ ับคัดเลอื กให้ได้รับรางวลั ท่ัวประเทศจานวน ๒๗ โรงเรยี นรนุ่ ที่ ๒ จานวน
๓๒ โรงเรยี น และรุน่ ที่ ๓ จานวน ๒๖ โรงเรยี น รวมท้ังส้นิ ๘๕ โรงเรยี น

กลมุ่ นิเทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจดั การศึกษา สานกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต ๓๒ 4

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนินงานเสรมิ สร้างคุณธรรมในสถานศึกษา “โรงเรยี นวถิ พี ุทธ”

ส่วนที่ ๒
องคค์ วามร้สู าคญั กบั การดาเนนิ งานโรงเรียนวิถพี ทุ ธ

๑. การสร้างชมุ ชนวิถพี ทุ ธใหย้ ่ังยนื

โรงเรียนวิถีพุทธเป็นสถานศึกษาในระบบปกติท่ีนาหลักพุทธธรรมหรือองค์ความรู้ที่เป็นคา
สอนในพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาของสถานศึกษานั้นโดยมีจุดเน้นที่สาคัญคือ
การนาหลกั ธรรมมาใชใ้ นระบบการพฒั นาผู้เรียนโดยรวมของสถานศึกษาซึ่งอาจเป็นการเรียนการสอน
ในภาพรวมของหลักสูตรสถานศึกษาหรือการจัดเป็นระบบวิถีชีวิตในสถานศึกษาของผู้เ รียนส่วนใหญ่
โดยนาไปสู่จุดเน้นของการพัฒนาให้ผู้เรียนสามารถกินอยู่ดูฟังเป็นคือใช้ปัญญาและเกิดประโยชน์
แทจ้ ริงตอ่ ชวี ติ และการจดั ดาเนินการของสถานศึกษาจะแสดงถึงการจัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศ
(ปรโตโฆสะ) ที่เป็นกัลยาณมิตรเอ้ือในการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้านด้วยวิถีวัฒนธรรมแสวงปัญญา
ทั้งนี้การพัฒนาผู้เรียนดังกล่าวจัดผ่านระบบไตรสิกขาที่ผู้เรียนได้ศึกษาปฏิบัติอบรมท้ังศีลหรือ
พฤติกรรมหรือวินัยในการดาเนินชีวิตที่ดีงามสาหรับตนและสังคมสมาธิหรือด้านการพัฒนาจิตใจที่มี
คณุ ภาพมสี มรรถภาพมีจิตใจท่ีตั้งมั่นเข้มแข็ง และสงบสุขและปัญญาที่มีความรู้ที่ถูกต้องมีศักยภาพใน
การคิดการแก้ปัญหาที่เหมาะสม (โยนิโสมนสิการ) โดยมีครูและผู้บริหารสถานศึกษาเป็นกัลยาณมิตร
สาคัญท่ีรักและปรารถนาดีที่จะพัฒนาผู้เรียนอย่างดีท่ีสุดด้วยความเพียรพยายามระบบพัฒนาผู้เรียน
ด้วยไตรสิกขา

โรงเรียนควรจัดสภาพในทุกๆด้านเพ่ือสนับสนุนให้ผู้เรียนพัฒนาตามหลักพุทธธรรมอย่าง
บูรณาการและส่งเสรมิ ให้ผู้เรยี นพัฒนาชีวิตให้สามารถกนิ อยูด่ ฟู งั เปน็ มีวฒั นธรรมแสวงปัญญาทั้งนี้การ
จัดสภาพจะส่งเสรมิ ให้เกิดลกั ษณะของปญั ญาวุฒธิ รรม ๔ ประการคือ

๑. สัปปุริสสงั เสวะหมายถึงการอยู่ใกล้คนดใี กล้ผ้รู ู้อยใู่ นสิ่งแวดลอ้ มที่ดีครูอาจารยด์ ีมขี ้อมูล
มสี ่อื ทด่ี ี

๒. สทั ธมั มัสสวนะหมายถึงเอาใจใสศ่ ึกษาโดยมหี ลักสูตรการเรียนการสอนท่ีดี
๓. โยนโิ สมนสกิ ารหมายถงึ มีกระบวนการคดิ วเิ คราะหพ์ จิ ารณาหาเหตผุ ลทดี่ แี ละถกู วธิ ี
๔. ธมั มานุธัมมปฏปิ ตั ตหิ มายถึงความสามารถท่จี ะนาความรู้ไปใชใ้ นชวี ติ ได้และดาเนนิ ชวี ติ ได้
ถกู ต้องตามธรรมปัญญาวุฒิธรรม ๔ ประการนีจ้ ะสง่ เสรมิ ให้ผูเ้ รียนพัฒนาตามหลกั ไตรสิกขาได้อยา่ ง
ชัดเจนสาหรับแนวคิดเบือ้ งต้นของการจัดสภาพในสถานศึกษาท่ีเหมาะสมในดา้ นต่างๆมลี กั ษณะ
ดังตอ่ ไปนี้

กลุม่ นิเทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจัดการศึกษา สานกั งานเขตพ้นื ทีก่ ารศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๒ 5

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนนิ งานเสรมิ สร้างคุณธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรยี นวิถพี ุทธ”

๑. ด้านกายภาพโรงเรียนจะจัดอาคารสถานที่สภาพแวดล้อมห้องเรียนและแหล่งเรียนรู้ท่ี
ส่งเสริมการพัฒนาศีลสมาธิและปัญญาเช่นมีศาลาพระพุทธรูปเด่นเหมาะสมที่จะชวนให้ระลึกถึงพระ
รัตนตรัยอยู่เสมอมีมุมหรือห้องให้ศึกษาพุทธธรรมบริหารจิตเจริญภาวนาเหมาะสมหรือมากพอท่ีจะ
บริการผู้เรียนหรือการตกแต่งบริเวณให้เป็นธรรมชาติหรือใกล้ชิดธรรมชาติชวนมีใจสงบและส่งเสริม
ปัญญาเช่นร่มร่ืนมีปูายนิเทศปูายคุณธรรมดูแลเสียงต่างๆไม่ให้อึกทึกถ้าเปิดเพลงกระจายเสียงก็
พิถพี ิถันเลือกเพลงทส่ี ง่ เสรมิ สมาธปิ ระเทืองปญั ญาเปน็ ตน้

๒. ด้านกิจกรรมพื้นฐานวิถีชีวิตสถานศึกษาจัดกิจกรรมวิถีชีวิตประจาวัน ประจาสัปดาห์
หรือในโอกาสต่าง ๆ เป็นภาพรวมทั้งสถานศึกษาที่เป็นการปฏิบัติบูรณาการท้ังศีลสมาธิและปัญญา
โดยเน้นการมีวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมของการกินอยู่ดูฟังด้วยสติสัมปชัญญะเพื่อเป็นไปตามคุณค่าแท้
ของการดาเนนิ ชีวติ โดยมีกจิ กรรมตัวอยา่ งดงั น้ี

๒.๑ มกี จิ กรรมสวดมนต์ไหว้พระก่อนเขา้ เรยี นและก่อนเลกิ เรียนประจาวนั (เพื่อใกล้ชดิ
ศาสนา)

๒.๒ มีกจิ กรรมรับศลี หรือทบทวนศลี ทกุ วันอาจเปน็ บทกลอนหรอื เพลงเชน่ เดยี วกับกจิ กรรม
แผ่เมตตา (เพื่อใหต้ ระหนักถงึ การอยรู่ ่วมกนั ในสังคมอย่างสันตสิ ขุ )

๒.๓ มีกจิ กรรมทาสมาธริ ูปแบบตา่ งๆเชน่ นั่งสมาธิท่องอาขยานเพ่ือสมาธิสวดมนต์สร้าง
สมาธิหรอื ทาสมาธเิ คล่ือนไหวอน่ื ๆเปน็ ประจาวนั หรือก่อนเรียน (เพ่อื พัฒนาสมาธิ)

๒.๔ มีกจิ กรรมพิจารณาอาหารก่อนรับประทานอาหารกลางวนั (เพื่อใหก้ ินเป็นกนิ อยา่ งมี
สตมิ ปี ัญญารเู้ ขา้ ใจ)

๒.๕ มีกิจกรรมอาสาตาวเิ ศษปฏบิ ตั วิ ินัยหรือศลี (เพื่อให้อยู่เป็นอยู่อยา่ งสงบสขุ )
๒.๖ มกี จิ กรรมประเมินผลการปฏิบัตธิ รรม (ศลี สมาธิปญั ญา) ประจาวัน (เพื่อให้อย่เู ป็น)
๒.๗ มีการสวดมนต์ฟงั ธรรมประจาสปั ดาห์หรอื ในวันพระ (เพ่อื พฒั นาศีลสมาธิปัญญา)
๒.๘ มกี จิ กรรมบนั ทึกและยกยอ่ งการปฏิบัตธิ รรม (เนน้ ย้าและเสริมแรงการทาความดี)
๒.๙ ทกุ หอ้ งเรียนมีการกาหนดขอ้ ตกลงในการอยูร่ ว่ มกนั โดยเขา้ ใจเหตผุ ลและประโยชน์ทีม่ ี
ต่อการอยรู่ ว่ มกนั (พฒั นาศลี /วินัยด้วยปัญญา) ฯลฯ
๓. ด้านบรรยากาศและปฏิสัมพันธ์สถานศึกษาส่งเสริมบรรยากาศของการใฝุเรียนรู้และ
พัฒนาไตรสิกขาหรือส่งเสริมการมีวัฒนธรรมแสวงปัญญาและมีปฏิสัมพันธ์ท่ีเป็นกัลยาณ มิตรต่อกันมี
บรรยากาศของการเคารพอ่อนน้อมย้ิมแย้มแจ่มใสการมีความเมตตากรุณาต่อกันท้ังครูต่อนักเรียน
นักเรียนต่อครูนักเรียนต่อนักเรียนและครูต่อครูด้วยกันและโรงเรียนส่งเสริมให้บุคลากรและนักเรียน
ปฏิบตั ติ นเป็นตัวอย่างทีด่ ีแก่ผ้อู ่ืนเช่นการลดละเลิกอบายมุขการเสียสละเปน็ ตน้
๔. ด้านการบริหารจัดการสถานศึกษาโดยบุคลากรในสถานศึกษาร่วมกับผู้ปกครองและ
ชุมชนสร้างความตระหนักและศรัทธารวมทั้งเสริมสร้างปัญญาเข้าใจในหลักการและวิธีดาเนินการ
โรงเรียนวิถีพุทธร่วมกันท้ังนี้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝุายโดยเฉพาะอย่างยิ่งครูและผู้บริหารเพียรพยายาม
สนับสนุนโดยลักษณะต่างๆและการปฏิบัติตนเองที่จะสนับสนุนและเป็นตัวอย่างในการพัฒนาผู้เรียน
ตามวิถีชาวพุทธสถานศึกษาวิเคราะห์จัดจุดเน้นหรือรูปแบบรายละเอียดโรงเรียนวิถีพุทธตามความ
เหมาะสมกับบรบิ ทของสถานศึกษาซึ่งแตล่ ะสถานศกึ ษาจะมีจุดเนน้ และรายละเอียดรูปแบบท่ีแตกต่าง
กันได้เช่นบางสถานศึกษาจะมีจุดเน้นประยุกต์ไตรสิกขาในระดับชั้นเรียนมีการจัดกระบวนการเรียนรู้

กลุม่ นเิ ทศ ตดิ ตามประเมินผลการจัดการศกึ ษา สานกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต ๓๒ 6

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนนิ งานเสริมสร้างคณุ ธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรียนวิถพี ุทธ”

รายวิชาบางโรงเรยี นเน้นประยุกต์ในระดบั กจิ กรรมวถิ ชี วี ติ ประจาวันแบบภาพรวมบางโรงเรียนอาจทา
ท้ังระบบทุกส่วนของการจัดการศึกษาตามหลักการจัดวิถีพุทธสู่วิถีการเรียนรู้บูรณาการพุ ทธธรรมสู่
การจดั การเรยี นรแู้ ละการปฏิบัตจิ ริงท่สี อดคลอ้ งกบั วฒั นธรรม และวิถีชีวิตอย่างต่อเนื่องสม่าเสมอเพื่อ
นาสกู่ ารรเู้ ขา้ ใจความจรงิ มีการจดั การเรยี นรู้ใหเ้ กดิ ข้นึ ในทุกสถานการณ์ทุกสถานท่ีท้ังโดยทางตรงและ
ทางอ้อมประสานความร่วมมือระหว่างวัด/คณะสงฆ์และชุมชนในการจัดการเรียนรู้หลักธรรมสาคัญสู่
การจดั การเรยี นร้โู รงเรียนวถิ ีพทุ ธตามหลักไตรสกิ ขากัลยาณมิตตตาปรโตโฆสะและโยนิโสมนสิการ

ใช้หลกั ทาแนวการจดั การเรียนรโู้ รงเรียนวถิ พี ุทธประกอบด้วยหลกั สูตรสถานศึกษาสอดแทรก
เพ่มิ เตมิ พุทธธรรมในวสิ ัยทัศน์คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ของนักเรยี น

เพิ่มเติมคุณธรรมจริยธรรมในผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวังให้มีการบูรณาการพุทธธรรมในการจัด
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ุกกลุ่มสาระสอดแทรกความร้แู ละการปฏิบตั จิ รงิ ในการเรียนรู้ทุกกลมุ่ สาระ

กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและสถานการณ์อืน่ ๆนอกห้องเรียนได้แก่บูรณาการในการเรียนรู้บูรณา
การในวถิ ชี วี ติ และบูรณาการไตรสิกขาเขา้ ในชีวติ ประจาวนั

ใช้หลักเก้ือกูลสัมพันธ์โรงเรียนวิถีพุทธและชุมชน โดยโรงเรียนวิถีพุทธกับชุมชนซึ่ง
ประกอบดว้ ยบา้ นวดั และสถาบนั อนื่ ๆในชมุ ชนมีความเป็นกัลยาณมติ รต่อกนั เกื้อกูลร่วมมือกันและกัน
ในการพฒั นานกั เรยี นและพัฒนาชมุ ชนสงั คมในวิถีแห่งพุทธธรรมเพ่ือประโยชน์สุขร่วมกันเพียรพัฒนา
ตนมีผลการพฒั นานักเรียนเปน็ ท่ียอมรับศรัทธาของชุมชนเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา
โรงเรียนจัดระดมสรรพกาลังลักษณะต่างๆอย่างหลากหลายในการพัฒนางานทุกด้านของโรงเรียน
โดยเฉพาะอย่างย่ิงการพัฒนานักเรียนบริการวิชาการอาคารสถานท่ีร่วมมือสนับสนุนกับชุมชนในการ
พัฒนาภูมิธรรมภูมิปัญญาคุณธรรมจริยธรรมและกิจกรรมสัมมาอาชีวะต่างๆ เป็นต้น แก่ชุมชนสังคม
ด้วยเมตตาธรรมและด้วยความเปน็ กลั ยาณมิตรเพอื่ ให้เกิดความเจริญงอกงามและสนั ตสิ ุขโรงเรียนอาจ
พิจารณากาหนดและดาเนินงานตามวิสัยทัศน์และแผนปฏิบัติการของโรงเรียนซึ่งบ่งช้ีถึงความเป็นวิถี
พุทธอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่องจนบังเกิดผลที่ชัดเจนทั้งในด้านการบริหารจัดการด้านลักษณะทาง
กายภาพดา้ นบคุ ลิกภาพและคุณธรรมของครูอาจารย์นักเรียนและบุคลากรของโรงเรียนจนเป็นภาพที่
เห็นได้ชัดเจนเช่นผู้บริหารมีคุณธรรมมีการบริห ารจัดการโดยใช้หลักเมตตาธ รรมครูมีคว ามเป็น
กัลยาณมิตรนักเรียนมีกริยาวาจาสุภาพมีน้าใจมีคุณธรรมเป็นลักษณะเด่นที่บุคคลท่ัวไปเห็นได้ชัดเจน
พร้อมๆกันโรงเรียนวถิ ีพุทธมีลักษณะเปดิ กว้างสชู่ มุ ชนและสังคมพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นเพ่ือการ
ปรับปรุงพัฒนาอยู่เสมอและพร้อมให้ความร่วมมือในการพัฒนาชุมชนสังคมด้วยความเก้ือกูลกันและ
กันอยา่ งต่อเนือ่ ง

๒. หลักเก้ือกลู สมั พันธ์ของชมุ ชนวิถพี ทุ ธ

๑. โรงเรยี นบ้านวัดชมุ ชนดาเนินกิจกรรมร่วมกันในวันสาคัญทางพระพุทธศาสนาและวันตาม
ประเพณีเชน่ กิจกรรมหล่อเทียนพรรษาการทอดกฐนิ ทอดผา้ ปุากิจกรรมวันพ่อวันแมฯ่ ลฯ

๒. โรงเรียนนานักเรียนร่วมกิจกรรมของวัดและชุมชนเช่นกิจกรรมทาความสะอาดวัดซึ่งอาจ
จัดในชั่วโมงกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนหรือกิจกรรมช่วยเหลือสังคมอื่นๆเช่นนาอาหารไปเลี้ยงคนชราท่ี
บา้ นพักคนชราหรอื บ้านเดก็ กาพรา้ ฯลฯ

กลุ่มนเิ ทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจัดการศกึ ษา สานักงานเขตพนื้ ที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๒ 7

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนินงานเสรมิ สร้างคณุ ธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรียนวิถีพุทธ”

๓. โรงเรียนต้องเป็นโรงเรียนของชุมชนโดยเปิดโรงเรียนต้อนรับผู้ปกครองและชุมชน
ตลอดเวลา (Open House) เพ่ือให้ผู้ปกครองได้มีโอกาสเสนอข้อคิดเห็นและมีส่วนร่วมในภารกิจ
ต่างๆเช่นดูแลความสะอาดของโรงอาหารดาเนินการเชิญภูมิปัญญาทางพระพุทธศาสนาภูมิปัญญา
ท้องถ่นิ มาชว่ ยโรงเรียนในการจัดการเรยี นรู้เปน็ ต้น

๔. เปดิ ห้องสมุดเพ่ือใหช้ มุ ชนใช้บรกิ ารได้ในวันหยุดรวมท้ังสนามกฬี าหอประชุมฯลฯ
๕. เป็นศูนย์กลางของชุมชนในด้านวิชาการวิชาชีพเช่นจัดอบรมให้ความรู้แก่ผู้ปกครองใน
เรื่องอาชีพพิเศษต่างๆ จัดร้านค้าของโรงเรียนเพื่อให้ผู้ปกครองนาผลิตผลทางการเกษตรผลิตภัณฑ์
ตา่ งๆมาขายโดยนกั เรียนเปน็ ผู้ดูแลกจิ การ
๖. ร่วมกับวัดในชุมชนจัดการเรียนธรรมศึกษากิจกรรมทางด้านศาสนาต่างๆเช่นนิมนต์
พระสงฆม์ าแสดงพระธรรมเทศนาเชิญวิทยากรมาให้ความรู้แก่เยาวชนในเร่ืองต่างๆในวันหยุดหรือจัด
กจิ กรรมทศั นศึกษาทางธรรมเป็นตน้
๗. จัดกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนบ้านวัดชุมชนเช่นจัดการแข่งขันกีฬาจัด
กจิ กรรมปัจฉมิ นเิ ทศโดยเชิญผู้ปกครองมาร่วมนาอาหารมารบั ประทานร่วมกนั จดั คา่ ยครอบครัว
๘. เสริมความเข้มแข็งของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเช่นการเยี่ยมบ้านนักเรียนช่วยเหลือ
นกั เรยี นแกไ้ ขปัญหาครอบครัว ฯลฯ
๙. ประชาสมั พนั ธ์ผลงานของโรงเรยี นในรปู แบบตา่ งๆเชน่ จัดทาหนังสือพิมพ์โรงเรียนวารสาร
เผยแพร่แก่ผ้ปู กครองศษิ ยเ์ กา่ ชมุ ชน ฯลฯ
๑๐. ยกย่องเชิญชูเกียรติของผู้กระทาความดีทั้งครูอาจารย์นักเรียนบุคลากรของโรงเรียน
และบคุ คลในชมุ ชนเพ่อื ให้เป็นตัวอยา่ งแก่บคุ คลทั่วไปเพ่ือใหว้ ิถีพุทธเปน็ วถิ ีชวี ติ ของคนท้ังชมุ ชน

๓. การปฏิบัตวิ ปิ สั สนาในโรงเรยี นวถิ ีพทุ ธ (Vipaassana practice in
BuddhistOriented Schools)

โ ร ง เ รี ย น วิ ถี พุ ท ธ ห ม า ย ถึ ง โ ร ง เ รี ย น ใ น ร ะ บ บ ป ก ติ ทุ ก ร ะ ดั บ ภ า ย ใ ต้ ก า ร ก า กั บ ข อ ง
กระทรวงศึกษาธิการท่ีเน้นการนาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาตามหลักไตรสิกขามาบูรณาการ
ประยุกต์ใช้ในการบริหารและการพัฒนาผู้เรียนในภาพรวมของสถานศึกษาโดยเน้นกรอบการพัฒนา
ตามหลักไตรสิกขาผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรมแสวงหาปัญญาและมีเมตตาเพื่อมุ่งเน้นพัฒนา
ผูเ้ รียนให้สอดคลอ้ งกบั จุดเนน้ การพัฒนาของประเทศ

ปัจจุบันโรงเรียนวิถีพุทธมีการศึกษาและพัฒนาอัตลักษณ์โรงเรียนวิถีพุทธอย่า งเป็นระบบ
รวมทั้งมีการนิเทศติดตามเพ่ือคดั เลือกและมอบโล่รางวัลเกียรติยศโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนาและโรงเรียน
วิถีพุทธพระราชทานเพื่อส่งเสริมการดาเนินงานแก่โรงเรียนที่ดาเนินงานภายใต้กรอบอัตลักษณ์
โรงเรยี นวิถีพุทธโดยมีสานกั พฒั นานวัตกรรมการจดั การศกึ ษาสงั กดั สานกั งานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการและส่วนวางแผนและพัฒนาการอบรมสังกัดสถาบันวิปัสสนาธุระ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นผู้วิเคราะห์สังเคราะห์แนวทาง ดาเนินการรวมทั้ง
ประสานงานและนิเทศสง่ เสริมการดาเนินงานตามเกณฑ์ตัวชี้วัดแนวทางในการประเมินตนเองตามอัต

กลมุ่ นิเทศ ตดิ ตามประเมินผลการจัดการศกึ ษา สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๒ 8

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนินงานเสริมสร้างคณุ ธรรมในสถานศึกษา “โรงเรียนวถิ ีพุทธ”

ลักษณ์โรงเรียนวิถีพุทธ๕ด้านรวม๒๙ประการซึ่งสร้างข้ึนจากการวิเคราะห์สังเคราะห์แนวทาง
ดาเนนิ การเดิมโดยผ่านความเหน็ ชอบของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานปีพ.ศ. ๒๕๕๓ โดยใช้คา
ว่า “แนวทางดาเนินการ๒๙ประการสคู่ วามเปน็ โรงเรียนวิถีพุทธ” ซ่ึงองค์ประกอบใน ๒๙ ประการนั้น
เป็นการส่งเสริมวถิ พี ุทธท้ังส้นิ และที่สาคัญครูผ้บู ริหารโรงเรียนและนกั เรยี นบรหิ ารจิตเจรญิ ปัญญาก่อน
การประชุมทุกครั้งและบ่อยคร้ังท่ีจาเป็นต้องใช้วิธีการในการปฏิบัติเจริญวิปัสสนาเพราะในความเป็น
ครูอาจารย์นอกจากจะให้วิชาความรู้แล้วการให้แนวทางชีวิตก็เป็นสิ่งจาเป็ นครูที่ดีนอกจากให้วิชา
ความรู้แลว้ ยังมอบกุศลที่จะตดิ ตามตัวไปในตลอดชีวิตวปิ ัสสนากรรมฐานเป็นการสร้างความมั่นคงและ
สงบสุขให้แก่จิตใจของผู้เรียนการฝึกสติสัมปชัญญะจะน้อมนามาซ่ึงกุศลอื่นๆได้อีกหลายประการคือ
ความอ่อนน้อมถ่อมตนความละอายต่อบาปความสุขในส่ิงท่ีตนมีความกตัญญูและมีสมาธิท่ีจะเอ้ือต่อ
การเรยี นใหไ้ ดผ้ ลดียิ่งขึ้นการฝึกวิปัสสนาจะนาเด็กเยาวชนออกจากสื่อสังคมออนไลน์ตราบเท่าเวลาที่
เข้าปฏิบัติและน้อมนาซึ่งสุขสงบเย็นในการดารงชีวิตเพราะจิตท่ีฝึกดีแล้วย่อมนาสุขมาให้คุณดังกล่าว
มานี้ต้องอาศัยครูท่ีสามารถสอนวิปัสสนากรรมฐานแก่ผู้เรียนได้และตนเองก็สามารถปฏิบัติได้ก่อนที่
จะลงมือแนะนาการปฏบิ ัติซึ่งประโยชนท์ ้ังหลายยอ่ มจะเกิดทต่ี ัวครูกอ่ นเชน่ กนั

ครูที่จะทาการสอนวิปัสสนากรรมฐานแก่นักเรียนทุกระดับน้ันจาเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องเข้าใจ
แนวทางปฏิบตั วิ ิปัสสนากรรมฐานตามหลักสติปัฎฐาน ๔ ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติอย่างถ่องแท้ดังนั้น
จึงต้องเรียนรู้ท้ังสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานในอิริยาบถท้ัง ๔ เช่นเข้าใจเร่ืองการเดิน
จงกรมและการน่ังเจริญภาวนาศึกษาสติปัฏฐาน ๔ จากพระไตรปิฎกในสติปัฎฐานสูตรมีความซาบซ้ึง
ถึงคุณค่าการเจริญสติ (สัมมาสติในพุทธธรรม) และกระบวนธรรมท่ีเกี่ยวกับการปฏิบัติตามหลักชาว
พุทธนามาประยุกต์ใช้ประกอบกับหลักไตรสิกขาเพ่ือการนาไปสอนนักเรียนท้ังในระดับประถมศึกษา
และมธั ยมศกึ ษาให้มีสติสัมปชญั ญะสามารถนาเอาวิปสั สนามาใช้ใหเ้ กิดผลจรงิ ในชีวิตประจาวนั ได้

๔. หลกั สตู รการปฏบิ ตั เิ พอ่ื ความเข้าใจหลักการปฏบิ ัตวิ ปิ ัสสนาสาหรับครู มีสาระสาคัญ
ดังนี้

ด้านความรู้ (Knowledge)
- สมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน
- สติปัฏฐาน ๔ ในพระไตรปิฎก (สติปฎั ฐานสูตร)
- คณุ ค่าการเจริญสติ (สมั มาสตใิ นพุทธธรรม)
- กระบวนธรรมทเ่ี กย่ี วกับการปฏบิ ตั ิ (วิปัสสนาภูม)ิ

การปฏบิ ัติ (Practice)
- การปฏบิ ตั วิ ิปสั สนาในอริ ิยาบถท้ัง ๔
- การเดนิ จงกรม ๖ ระยะ
- หลกั ชาวพุทธ
- การกาหนดอิรยิ าบถยอ่ ย
- การปรับอนิ ทรยี ์และส่งสอบอารมณ์เบ้อื งต้น

กลุ่มนเิ ทศ ตดิ ตามประเมินผลการจัดการศึกษา สานกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต ๓๒ 9

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนินงานเสรมิ สรา้ งคุณธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรียนวถิ ีพทุ ธ”

การประยุกตใ์ ช้ (Integrate)
- แนวทางการสอนวปิ สั สนาแก่นกั เรียนช้ันประถมศกึ ษา
- การประยกุ ตส์ ติใชใ้ นชีวิตประจาวัน
- แนวทางการสอนวิปสั สนาแกน่ ักเรยี นชั้นมัธยมศึกษา
- ทกั ษะการจดั การเรียนรดู้ ว้ ยไตรสิกขา
ทั้งน้ี ครู ผู้บริหารสถานศึกษา หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ควรต้องหาความรู้เพ่ิมเติมในเรื่อง
ดงั กล่าวขา้ งต้นนี้ เพื่อให้เข้าใจหลกั พุทธธรรม หลักไตรสกิ ขา และหลักการปฏิบตั วิ ปิ สั สนา สามารถนา
ความรู้ความเข้าใจมาสอนนักเรียนทุกระดับชั้นให้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง การบูรณาการการสอนและ
การ ปฏิบัติวิปัสสนาในโรงเรียนวิถีพุทธ จะสัมฤทธิ์ผลตามที่ทุกฝุายได้ตั้งใจไว้ การน้อมนาหลัก
คุณธรรม จริยธรรม มาสู่การเรียนการสอนและบุญกุศล ก็จะเกิดข้ึนกับนักเรียนและครูผู้สอนด้วย
เช่นกัน เรยี กว่าได้ ประโยชน์กันทุกฝุาย

๕. การบูรณาการการสอนการเจริญสติสาหรับนักเรียน (Integrating
teaching mindfulness for students)

ความสาคญั ของการศึกษาเล่าเรยี นในยุคปจั จบุ นั คอื การศึกษาเพื่อสนองตอบความสามารถ
ทแี่ ตกตา่ งกันของบุคคล เพ่ือนาพาเด็กและเยาวชนไทยก้าวทันความเปล่ียนแปลงของโลก แต่ทางด้าน
คุณธรรมความอ่อนน้อมถ่อมตน ความละอายต่อบาป ความสุขในสิ่งท่ีตนมี ความกตัญญู และมีสมาธิ
ดี ก็เป็นเรื่องท่ีสาคัญไม่หย่อนไปกว่ากันและย่ิงเป็นเร่ืองที่เอ้ือต่อการเรียนให้ได้ผลดี ดังนั้นหลักสูตร
การปฏบิ ัติธรรมสาหรบั เดก็ และเยาวชน จงึ เปน็ หลักสูตรปฏบิ ตั ธิ รรมท่ีเดก็ และเยาวชนนกั เรยี น ควรได้
ปฏบิ ัติธรรมตามแนวทางของสตปิ ัฏฐาน ๔ ถือศีล ๘ นุ่งขาวห่มขาว เพื่อให้เกิดความสงบและเป็นการ
อบรมจิตใจให้เกิดความเจริญงอกงาม ทั้งด้านศีล สมาธิ และปัญญา เจริญสติตามแนวสติปัฏฐาน ๔
และยังสอดแทรก กิจกรรมฝึกสติ กิจวัตรพื้นฐานชาวพุทธ มารยาทชาวพุทธและกระบวนการเรียนรู้
สาหรับเดก็ และเยาวชน เพอื่ ให้ง่าย มีความสขุ และสามารถนาไปปฏิบตั ิได้ โดยเหมาะสมกับวัย

ก่อนท่ีครูผู้สอนจะได้แนะนาและสอนการปฏิบัติวิปัสสนาให้แก่นักเรียนน้ัน ควรปลูกฝังใน
เรื่องสาคัญ เพื่อเป็นพ้ืนฐานสาหรับการปฏิบัติเพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงเสียก่อน เพราะเร่ืองเหล่านี้ เป็น
หลักสาคัญในการปฏิบัติของทุกคนโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ได้แก่ เร่ืองมารยาท อีกท้ังหลักธรรม
อันมี สตสิ มั ปชญั ญะ เป็นต้น และอีกเร่ืองหน่ึง ซ่ึงนักเรียนผู้ปฏิบัติจาเป็นต้องรู้และเข้าใจอย่างยิ่ง นั่น
ก็คือ กัมมัสสกตาญาณ (ปัญญารู้ชัดในกฎแห่งกรรม บาป บุญ) ย่อมเป็นปัจจัยเก้ือหนุนแก่ วิปัสสนา
มรรค ผล และนิพพาน

กัมมัสสกตา คือ ความเข้าใจถูกต้องในเร่ืองกฎแห่งกรรม ผลของบาปบุญ ความเข้าใจถูกว่า
ชาติก่อนชาติหน้ามีจริงนี้ ย่อมเป็นกุศลธรรมที่มีประโยชน์และเก้ือหนุนต่อความเจริญขึ้นของกุศล
ธรรมใน เบ้ืองสูงต่อๆ ไป ความเข้าใจในเรื่องอนัตตา ความไม่มีตัวตน ไม่มีเรา ไม่มีเขาน้ัน มิได้เกิดมา
จากความเพิกเฉย ความไม่ใส่ใจในกุศลธรรมเบ้ืองต้น แต่ตรงกันข้าม ความเข้าใจในอนัตตา อันเป็น
หลักธรรมเบ้อื งสูงนน้ั จะตอ้ งมีกุศลธรรมพ้ืนฐานต่างๆ ที่เจริญไว้มากแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ศีล วิสุทธิ จิต
วิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ การเจริญภาวนา การเจริญสมถะและวิปัสสนา การเจริญสติปัฏฐาน จนเกิด

กลุ่มนเิ ทศ ตดิ ตามประเมินผลการจัดการศกึ ษา สานกั งานเขตพ้นื ทีก่ ารศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต ๓๒ 10

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนนิ งานเสริมสรา้ งคุณธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรยี นวถิ ีพุทธ”

กังขาตรณวิสุทธิ คือความรู้ เห็นอย่างถูกต้อง และหมดความสงสัยในเร่ืองการเวียนว่ายตายเกิด
ความเข้าใจว่าชาติก่อนชาติหน้ามีจริงนี้ ไม่ได้จาเป็นว่าจะต้องเกิดด้วย ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
(การระลึกชาติได้) หรือจุตูปปาตญาณ (การเห็นปฏิสนธิจุติของสัตว์ด้วยทิพยจักษุ) เท่านั้น แต่
สามารถเกิดข้ึนด้วยการเจริญสมถะวิปัสสนา การเจริญสติปัฏฐานกาหนดรู้ในรูปนามก็ได้ เมื่อได้เห็น
แล้ววา่ แทจ้ รงิ เราน้ันเองประกอบไปด้วย ขนั ธ์ ๕ รปู นาม ทเ่ี กิดดับสืบต่อกันไป และรูปนามแต่ละขณะ
ก็เป็นปัจจัย สืบต่อซึ่งกันและกัน กรรมหรือรูปนาม หนึ่งในอดีตก็เป็นปัจจัยแก่รูปนามในปัจจุบันและ
อนาคตได้ จึงหมดความสงสัยในเรื่องกฎแห่งกรรม เข้าใจว่าชาติก่อนชาติหน้ามีจริง ด้วยภาวนามย
ปัญญานี้เอง และปัญญานี้เอง เรียกว่า “กัมมัสสกตา ปัญญา” หรือ “กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ” ซึ่ง
ปัญญาน้ีเอง จะเป็นเหตุให้เกิดความเพียรขั้นสูงต่อไป คือมีความเพียรมากขึ้นในระดับที่จะปฏิบัติ
ภาวนาใหย้ ่ิงขน้ึ ไป เม่ือมีการสอดแทรกการสอนผ่านกิจกรรมฝึกสติ กิจวัตรพื้นฐานชาวพุทธ มารยาท
ชาวพทุ ธ และกระบวนการเรยี นรู้ ก็เป็นเร่ืองอันเก้ือหนุนกันตลอดสาย การปฏิบัติอันจะเป็นผลสาเร็จ
สมประสงค์ ของทงั้ ฝุายครูและนักเรียน

วิธกี ารปฏิบัตวิ ิปัสสนากมั มัฏฐาน ตามแนวสตปิ ัฏฐาน ๔
สาหรบั ครู-นักเรยี น และประชาชนทั่วไป

วปิ ัสสนากัมมัฏฐานหรือการเจรญิ สติปัฏฐาน คอื การฝึกปฏิบัติเพ่ือพฒั นาจิตใหเ้ กดิ ปญั ญาในการ
ลดละความทุกข์และเพิ่มพนู ความสขุ ได้อยา่ งยงั่ ยนื โดยมีสาระสาคญั ต่อการปฏบิ ัติดังต่อไปน้ี

การเดนิ จงกรม
การปฏิบัติเร่ิมจากการฝึกเดินจงกรมและนั่งสมาธิ โดยเริ่มต้นจาก ๒๐ - ๓๐ นาที
การกาหนดขณะเดนิ ทาไดง้ ่ายกวา่ การน่งั สมาธิ เนื่องจากมีอารมณ์ให้กาหนดหลากหลาย และเกิดการ
เคลื่อนไหวตลอดเวลา ในขณะเดินจงกรม ผู้ปฏิบัติควรกาหนดอารมณ์ต่อเน่ืองไปเรื่อยๆ อย่าหยุด
กาหนด เพราะความต่อเน่อื งเป็นผลดตี ่อวิปัสสนากัมมฏั ฐาน และชว่ ยไม่ใหจ้ มอยใู่ นอารมณ์ใด หรือติด
ในสมาธิ
วธิ เี ดินจงกรม เป็นการฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐานรูปแบบพองยุบ ซึ่งมีการสอนตามบูรพาจารย์ท่ี
ถ่ายทอดกันมา ในสถานที่ปฏิบัติท่ีเงียบสงัด ด้วยการเดินจงกรมให้ช้าท่ีสุด และกาหนดอิริยาบถย่อย
ใหล้ ะเอยี ดท่สี ดุ การกาหนดเดินจงกรม ๖ ระยะ มวี ธิ ีการปฏบิ ัติ ดงั นี้

การกาหนดอารมณ์หลกั ของการเดนิ จงกรม ๖ ระยะ
๑. กาหนด “ยืนหนอ” ก่อนเร่ิมเดินจงกรม ๑ ครั้ง ด้วยท่ายืนตรง จับมือด้านหน้าหรือ
ด้านหลัง แต่ความรู้สึกต้องอยู่สติระลึกรู้อาการยืนจริงๆ ไม่ใช่ติดอยู่กับคาบริกรรม โดยอย่าจม น่ิง
หรือแช่อยู่กับยืนหนอ นานเกินไป เพียงระลึกรู้อาการยืนพร้อมกับกาหนดขณะจิตเดียว จากนั้นให้
เตรียมกาหนด ต้นจิตว่า “อยากเดินหนอ” ต่อไปทนั ที
๒. กาหนด “อยากเดินหนอ” ๑ ครั้ง ที่ต้นจิตบริเวณภายในกลางหน้าอกเพียงขณะเดียว
จากน้ันเคล่ือนย้ายหรือส่งความรู้สึกลงไปท่ีฝุาเท้าซ้าย (ถ้าเร่ิมเดินด้วยเท้าซ้าย) และขวา(ถ้าเร่ิมเดิน
ดว้ ย เทา้ ขวา) เพือ่ เตรียมกาหนดการเดินจงกรมระยะท่ี ๑ ต่อไป

กลมุ่ นเิ ทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจัดการศกึ ษา สานกั งานเขตพืน้ ท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา เขต ๓๒ 11

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนนิ งานเสรมิ สรา้ งคณุ ธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรยี นวิถพี ทุ ธ”

๓. เดินระยะที่ ๑ (ซ้ายย่างหนอ – ขวาย่างหนอ) ด้วยการส่งความรู้สึกให้อยู่กับการระลึกรู้
อาการเคลื่อนไหวของฝุาเท้าท่ีเคลื่อนไปจริง พร้อมกับกาหนดเบาๆ สั้นๆ ว่า “ซ้ายย่างหนอ” หรือ
“ขวาย่างหนอ” ตามฝุาเท้าของข้างที่เคลือ่ นจากจุดเรมิ่ ขยบั ไปจนฝุาเท้าเหยยี บพื้น

๔. เดินระยะที่ ๒ (ยกหนอ - เหยียบหนอ) ด้วยการกาหนดความรู้สึกของฝุาเท้าท่ียกขึ้น ๑
ขณะ พรอ้ มกับกาหนดเบาๆ สั้นๆ ว่า “ยกหนอ” แล้วกาหนดความรู้สึกของฝุาเท้าที่เคลื่อนไปเหยียบ
ถงึ พน้ื ว่า “เหยียบหนอ”

๕. เดินระยะท่ี ๓ (ยกหนอ - ย่างหนอ - เหยียบหนอ) ด้วยการกาหนดความรู้สึกของเท้าท่ี
ยกขึ้น ๑ ขณะว่า “ยกหนอ” แล้วกาหนดความรู้สึกของฝุาเท้าที่เคล่ือนย่างไปว่า “ย่างหนอ”๑ ขณะ
จากนน้ั กาหนดความรู้สกึ ของอาการเคลอ่ื นฝาุ เท้าลงเหยียบถงึ พนื้ ว่า “เหยียบหนอ” อีก ๑ ขณะ

๖. เดินระยะท่ี ๔ (ยกส้นหนอ - ยกหนอ - ย่างหนอ - เหยียบหนอ) ด้วยการกาหนดอาการ
เคล่ือนขณะยกส้นเท้าว่า “ยกส้นหนอ” ยกฝุาเท้าข้ึนจากพ้ืนว่า “ยกหนอ” ย่างฝุาเท้าไปข้างหน้าว่า
“ยา่ งหนอ” และเคล่ือนฝาุ เท้าเหยยี บลงถึงพนื้ ว่า “เหยยี บหนอ”

๗. เดินระยะที่ ๕ (ยกส้นหนอ - ยกหนอ - ย่างหนอ - ลงหนอ - ถูกหนอ) ด้วยการกาหนด
อาการเคล่ือนขณะยกส้นเท้าว่า “ยกส้นหนอ” ยกฝุาเท้าข้ึนจากพ้ืนว่า “ยกหนอ” ย่างฝุาเท้าไป
ข้างหน้าว่า “ย่างหนอ” เคลื่อนฝุาเท้าลงครึ่งหน่ึงแต่ยังไม่ถึงพ้ืนว่า “ลงหนอ” และเคลื่อนฝุาเท้าลง
สัมผสั พ้ืนวา่ “ถกู หนอ”

๘. เดนิ ระยะท่ี ๖ (ยกสน้ หนอ - ยกหนอ - ย่างหนอ - ลงหนอ - ถูกหนอ - กดหนอ) ด้วยการ
กาหนดอาการเคล่ือนขณะยกส้นเท้าว่า “ยกส้นหนอ” ยกฝุาเท้าขึ้นจากพ้ืนว่า “ยกหนอ” ย่างฝุาเท้า
ไปข้างหน้าว่า “ย่างหนอ” เคลื่อนฝุาเท้าลงครึ่งหน่ึงแต่ยังไม่ถึงพื้นว่า “ลงหนอ” เคลื่อนปลายฝุาเท้า
ดา้ นหนา้ ลงแตะสัมผัสพ้ืนว่า “ถกู หนอ” และวางฝุาเทา้ ท้ังหมดลงสัมผัสพน้ื ว่า “กดหนอ”

ผูป้ ฏบิ ตั ิใหม่ จะเริ่มฝึกดว้ ยการเดินจงกรมระยะที่ ๑ และอย่าเดินระยะอ่ืนตามใจตนเอง เม่ือ
ผู้ปฏิบตั ิ ปฏบิ ัติได้ดแี ลว้ วปิ สั สนาจารย์จะเป็นผแู้ นะนาให้เดนิ ระยะอื่น ตามความเหมาะสมแก่ผู้ปฏิบัติ
เทา่ น้นั

๙. กาหนด “ยนื หนอ” ๑ หรือ ๓ คร้งั เพื่อเตรียมตัวหมนุ ขยับรา่ งกายกลบั
๑๐. กาหนด “อยากกลับหนอ” ๑ หรือ ๓ คร้ัง ท่ีต้นจิตภายในกลางหน้าอก แล้วเคลื่อนย้าย
ความรู้สึกลงไปที่ฝุาเท้าซ้ายหรือขวา เพ่ือเตรียมขยบั ฝุาเท้ากลบั ๓ คู่
๑๑. กาหนด “กลับหนอ” ของอาการเคลื่อนหมุนกลับของฝุาเท้าซ้าย (ถ้าหมุนไปด้านซ้าย)
หรือขวา (ถ้าหมุนไปด้านขวา) แล้วเคลื่อนเท้ากลับไปทีละ ๓ คู่ (กลับหนอ – เท้าซ้าย หรือเท้าขวา)
จนหมุนตัวกลบั หลังหนั ครบ ๑๘๐ องศา
๑๒. กาหนด “ยืนหนอ” ๑ หรือ ๓ ครั้ง ด้วยการระลึกรู้อาการยืนของร่างกาย เพื่อเตรียม
กาหนด “อยากเดนิ หนอ” ต่อไป
๑๓. กาหนด “อยากเดินหนอ” ๑ หรือ ๓ ครั้ง ด้วยการส่งความรู้สึกย้ายมาท่ีภายในกลาง
หน้าอก เพือ่ กาหนดตน้ จิต แล้วเคล่ือนความรู้สึกลงไปทฝี่ าุ เท้า เพือ่ กาหนดเดินตอ่ ไป

กลุม่ นิเทศ ตดิ ตามประเมินผลการจัดการศกึ ษา สานักงานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต ๓๒ 12

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนนิ งานเสรมิ สร้างคณุ ธรรมในสถานศึกษา “โรงเรียนวถิ พี ทุ ธ”

ประโยชนข์ องคาว่า “หนอ” ในองคบ์ ริกรรม
คาว่า “หนอ” เป็นภาษาไทยที่แปลมาจากคาว่า วฏฺฏ (วัตตะ) ในภาษาบาลี คาว่าหนอ แม้
จะเป็นคาบัญญัติ แต่เป็นส่วนหน่ึงของการกาหนด หรือบริกรรมภาวนา ซึ่งมีประโยชน์ต่อวิปัสสนา
กัมมฏั ฐานดงั น้ี
หนอ เป็นตัวตัดหรือตัวกั้นกลางระหว่างตัวกาหนด ซ่ึงช่วยให้จิตไม่จมสมาธิ หากบริกรรม
โดยไม่มีหนอแล้ว ผู้ปฏิบัติอาจจะมึนงงและเผลอต่อองค์บริกรรมท่ีสั้น (ไม่มีหนอ) เน่ืองจากการ
กาหนดต่างๆ ดูเหมือนกันหมด จนในที่สุดทาให้จมสมาธิได้ ช่วยทาให้สมาธิต้ังมั่นอยู่ได้นานที่ รูปนาม
ถ้าบรกิ รรมแต่ ยิน ยิน ถูก ถกู คดิ ยนิ เป็นตน้ โดยไมม่ หี นอแล้ว สติอาจจะคลาดเคล่ือนหลุดออกจาก
การกาหนดรูปนามได้ง่าย ช่วยเพ่ิมกาลังให้ได้ขณิกสมาธิ และสมบูรณ์ย่ิงขึ้น และช่วยทาให้เกิดสติจด
จอ่ อยกู่ ับรูปนาม จนทาให้ เหน็ พระไตรลักษณ์

การนั่งสมาธิ
การน่ังสมาธิ จะเร่ิมด้วยการหลับตาน่ังขัดสมาธิ หรือในท่าสบายผ่อนคลาย สาหรับคนท่ีมี
ปัญหาสุขภาพ ให้นั่งเก้าอี้แทนได้แต่ไม่ให้พิง ยกเว้นคนปวดหลัง การกาหนดขณะน่ัง จะเริ่มต้นด้วย
การเคล่อื นความรูส้ ึกของจิต ไปทบ่ี รเิ วณภายในกลางทอ้ งบริเวณสะดือ ด้วยการกาหนดตามความเป็น
จริงว่า รู้สึกและรับรู้ส่ิงใด ก็ให้กาหนดส่ิงนั้น โดยไม่ต้องสนใจว่าการหายใจเข้าเป็น พองหนอ หรือ
หายใจออกว่า เป็น ยุบหนอ การกาหนดพองยุบจะไม่เก่ียวข้อง หรือสัมพันธ์กับลมหายใจเข้าออก
เพราะถ้านาลมหายใจ เข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้ปฏิบัติอาจจะติดอยู่กับลมหายใจเข้าออก และพยายามสร้าง
หรือเบ่งท้องเพื่อให้เกิดพอง ยุบซึ่งอาจทาให้เกิดอาการ แน่นอึดอัดและตึงเครียด จากการกาหนด
อย่างไม่เปน็ ธรรมชาติ
ในช่วงเริ่มต้นกาหนดพองยุบขณะนั่งสมาธิ ให้เคลื่อนความรู้สึกมาที่บริเวณสะดือภายในท้อง
เพอื่ กาหนดอารมณท์ รี่ ะลึกรไู้ ดจ้ รงิ และอารมณห์ ลัก ๕ ประเภท ที่จะปรากฏตรงบริเวณท้อง โดยให้ผู้
ปฏิบัติกาหนดอารมณ์ท่ีปรากฏจริงไม่ว่าจะเป็น นิ่งหนอ พองหนอ ยุบหนอ หรือเบ่งหนอ (เบ่งท้อง)
อนั ใด อนั หนงึ่ ตามความรสู้ ึกระลึกร้จู ริงท่ลี ะอารมณ์ ดังนี้
๑. กาหนด “พองหนอ” ถ้ารู้สึก หรือรับรู้ถึงอาการความเคล่ือนไหวภายในท้องท่ีขยับไป
ดา้ นหนา้ (วาโยธาตุ หรือธาตลุ ม) คลา้ ยกับความรู้สกึ พองภายในทอ้ ง
๒. กาหนด “ยบุ หนอ” ถ้ารู้สึกถึงอาการความเคล่ือนไหวภายในท้องท่ีขยับไปด้านหลัง (วาโย
ธาตุ หรอื ธาตลุ ม) คลา้ ยกบั ความรู้สกึ ยุบภายในท้อง โดยไม่จาเป็นว่าจะต้องมีพองหนอก่อนจึงจะมียุบ
หนอ บางคร้ังอาจกาหนดขณะยุบหนอก่อนพองหนอก็ได้ตามความเป็นจรงิ
๓. กาหนด “นิ่งหนอ” ถ้ารู้สึกถึงอาการนิ่ง ไม่มีพอง ไม่มียุบ หรือการหายไปของ พองยุบ
เมอื่ ใดไม่มีพองยบุ ไมต่ ้องเบ่งท้อง ไม่ต้องควานหาพองยุบ หรือทาให้มีพองยุบ ข้อสาคัญคืออย่าเข้าใจ
ผิดว่าการท่ีไม่มีพองยุบ แปลว่า ปฏิบัติผิดหรือทาไม่ถูก และอย่าคิดว่าพองยุบจะต้องมีตลอดเวลาถึง
จะดี ดังนั้นถ้าไม่มีพองหรือยุบ ให้กาหนดว่า นิ่งหนอ แทนทันทีในขณะน้ัน จากน้ันให้กาหนดอารมณ์
อ่นื ต่อไป
๔. กาหนด “เบ่งหนอ” ถ้ารู้สึกว่ากาลังเบ่งท้องหรือสร้างเพ่ือให้มีพองยุบ ในขณะท่ีไม่มีพอง
ยบุ หรอื พองยุบหายไป

กล่มุ นิเทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจัดการศกึ ษา สานักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต ๓๒ 13

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนินงานเสรมิ สรา้ งคณุ ธรรมในสถานศึกษา “โรงเรยี นวิถพี ทุ ธ”

๕. กาหนด “ถูกหนอ” ๔ จุด สาหรับในกรณีท่ีพองยุบหายไป หลังจากกาหนดน่ิงหนอแล้ว
พองยุบก็ยังไม่ปรากฎ เพ่ือเป็นการปูองกันไม่ให้จม เผลอ คิดปรุงแต่ง หรือดิ่งในอารมณ์ ให้ผู้ปฏิบัติ
กาหนดถูกหนอ ๔ จุด สลับไปมาแบบเฉล่ียโดยไม่ต้องเป็นรูปแบบ และกาหนดเป็นจุดเล็กๆ ตรงที่
ร่างกาย สัมผัสพื้นตรง ก้นย้อยซ้าย, ก้นย้อยขวา, และด้านหน้าของมุมซ้ายขวาของขาที่สัมผัสพื้น
พร้อมกับกาหนด ตามความรู้สึกจริง จากจุดหน่ึงไปอีกจุดหน่ึง โดยอย่าลากเป็นเส้น อย่าจี้ อย่าแช่
และอย่าเน้นท่จี ุดกาหนด ท้งั ๔

การกาหนด “ถูกหนอ” ที่ถูกต้องคือการส่งความรู้สึกจริงๆ ย้ายไปแตะเบาๆ (สติหรือการ
ระลึกรู้) บริเวณจุดที่กาหนด คล้ายกับแตะตรงที่กระดาษบางๆ โดยไม่ทาให้ขาด ด้วยการกาหนดว่า
“ถกู หนอ” ส้ันๆ เบาๆ เมื่อกาหนดเสรจ็ แล้ว ใหก้ าหนดถูกหนอไปที่จุดอ่ืนต่อไป ซ่ึงอาจจะช้าหรือเร็ว
ก็ได้ ตามธรรมชาตขิ องความรู้สึกที่เป็นจริง หากในขณะกาหนด ถ้ามีความรู้สึกถึงรูปนั่ง ให้กาหนดน่ัง
หนอไดด้ ้วย หากในขณะกาหนดอารมณห์ ลกั อยู่ ถ้ามีอารมณ์อื่นๆ แทรกปรากฏขึ้น ให้กาหนดอารมณ์
อ่ืนๆ หรือ อารมณ์ภายนอกที่เกดิ ข้ึนด้วย ดังน้ี

กาหนด “ยินหนอ” เมื่อจิตได้รับคล่ืนเสียงที่มากระทบ โดยไม่เลือกกาหนดแต่เสียงที่ดัง
ชัดเจน หรือแหลมเท่าน้ัน แต่ให้กาหนดทุกคลื่นเสียงที่หลากหลาย เช่น เบา ทุ้ม แหลม ชัด ดัง เสียง
ต่อเน่ือง หรือเสียงดับเร็วเป็นจุด เพ่ือปูองกันไม่ให้ติดในรูปแบบของเสียงและทาให้กาหนดเสียงได้
หลากหลาย ซงึ่ จะทาให้ไม่ติดกาหนดแต่ทเี่ สียงแหลม เสยี งดัง หรือเสยี งเปน็ จุด

กาหนด ความคิด เมื่อความคิดทุกประเภทเกิดข้ึนในเรื่องต่างๆ เช่น เรื่องส่วนตัว ครอบครัว
การทางาน และสงั คม เปน็ ต้น โดยกาหนดทุกความคดิ วา่ “คิดหนอ” เหมือนกนั หมด

กาหนด ความรู้สกึ ทางร่างกายและจิตใจ เช่น “เย็นหนอ ร้อนหนอ กลิ่นหนอเม่ือยหนอ คัน
หนอ ชาหนอ ตึงหนอ ปวดหนอ นิ่งหนอ เอนหนอ โยกหนอ ง่วงหนอ เบ่ือหนอ กลัวหนอ รู้หนอ”
เปน็ ต้น

กาหนด อารมณ์ต่างๆ (สุข ทุกข์ และอุเบกขา) เช่น “สุขหนอ เบาหนอ แน่นหนอ รู้หนอ”
ในอารมณ์ที่รสู้ กึ อดึ อัด หรอื ทนไมไ่ หว “เฉยหนอ” เปน็ ต้น

๖. จิตวิทยาการแนะแนวเชิงพุทธสาหรับผูบ้ ริหารโรงเรยี น

สิ่งสาคัญของการแนะแนวเชิงพุทธนั้นจาเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์รวมถึงเข้าใจถึง
กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ด้วย กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ต้องมีความสอดคล้องกับธรรมชาติ
ของมนุษย์ การจะพัฒนามนุษย์ได้อย่างเป็นระบบโดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้ จาเป็นต้องทาความ
เข้าใจเก่ยี วกับธรรมชาตขิ องมนษุ ย์ เป็นอันดับแรก

จดุ เรมิ่ ตน้ ของการพฒั นามนษุ ย์ คอื การศกึ ษา แต่ไม่ใช่ศึกษาท่ีคาดหวังให้คนอ่ืนมาช่วยเหลือ
ศึกษาในที่น้ี คือ เช่ือว่า หากมนุษย์มีปัญญาก็สามารถตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ เรียกว่า “ตถา โพธิ
สัทธา” คือ ศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ ฉะนั้น มนุษย์ทุกคนก็
สามารถเป็นพระพุทธเจ้าได้ หากพัฒนาตนเองถึงข้ันสูงสุด ตามทัศนะทางพุทธศาสนา เช่ือว่า มนุษย์
ทุกคนสามารถตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเจ้าได้ ใครท่ีมีความพร้อมก็สามารถ อธิฐานจิตเป็นพระพุทธเจ้า
ได้ ซึ่งจะเป็นได้น้ันก็ด้วยการบาเพ็ญบารมี พัฒนาตนเองจนถึงข้ันมีคุณ สมบัติจนเกิดปัญญาตรัสรู้ ซ่ึง

กล่มุ นเิ ทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจดั การศกึ ษา สานกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต ๓๒ 14

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนินงานเสรมิ สร้างคุณธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรยี นวิถพี ุทธ”

พระพทุ ธศาสนาให้เช่อื ในปญั ญา ปัญญาเทา่ นนั้ ทท่ี าให้มนุษย์ เป็นพระพุทธเจ้าได้ ซ่ึงเจ้าชายสิทธัตถะ
ได้ทาให้เห็นเป็นแบบอย่างแล้ว เป็นผู้ท่ีพัฒนาตนเองถึงจุดสูงสุด พ้นจากความบีบคั้นจากส่ิงต่างๆ มี
ปัญญาดีเป็นแบบอย่างใหเ้ ราได้ปฏิบตั ิตาม

มนุษย์มีศักยภาพในการพัฒนาตนเองได้ หากเข้าใจถึงความเป็นจริงของชีวิตและศักยภาพ
ของความเปน็ มนุษย์ รจู้ ักการแก้ปัญหาด้วยตนเอง เขา้ ใจขอบเขตของธรรมชาติ ด้วยการฝึกฝนพัฒนา
ปัญญาปรับปรุงตนเองมีความใฝุรู้ใฝุเรียน เป็นนักวิจัยอยู่ทุกลมหายใจ เอาจริงเอาจังในการพัฒนา
ตนเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการท่ีจะพัฒนาตนเองได้น้ัน ต้องมีทัศนคติเกี่ยวกับตนเองเป็นบวก คิดว่า
ตนเองสามารถฝึกได้ พัฒนาได้ (มนุษย์เป็นสัตว์ที่สามารถพัฒนาได้) มีความม่ันใจในความเป็นมนุษย์
ของตนเอง มนษุ ย์เป็นสัตวป์ ระเสริฐ เพราะเมือ่ มนษุ ยส์ ามารถพัฒนาตนเองได้แล้ว แม้แต่เทพ เทวดา
พระพรหม กย็ ังตอ้ งให้ความเคารพ (มีพระพุทธเจา้ และพระอรหันต์ เป็นต้น) จะเห็นได้ในการประกาศ
อาสภิวาจา ของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งประสูติ เป็นเคร่ืองช้ีชัดได้ว่า มนุษย์มีศักยภาพในการพัฒนา
ตนเองได้อย่างไร้ขอบเขตหากมีเปูาหมายและวิธีการท่ีถูกต้อง ถ้ามนุษย์เช่ือในคาประกาศของ
พระพุทธเจ้า มนุษย์ก็จะเปลี่ยนแนวคิดจากฟังคนอื่นมาฟังตนเอง การพ่ึงตนเองได้ก็แสดงว่ามนุษย์มี
การศกึ ษา เมือ่ มกี ารศกึ ษามนุษยก์ ็เกดิ การพัฒนา เม่อื พฒั นาได้ เทพเทวดา พระพรหมก็ยังมาสักการะ
ให้ความเคารพ (ทนฺโต เสฎฺโฐ มนุสฺเสสุ แปลว่า ในหมู่มนุษย์น้ันผู้ท่ีฝึกแล้วหรือพัฒนาแล้วเป็นผู้
ประเสริฐสุด) การพัฒนาตนเองได้ จาเป็นต้องมีแรงจูงใจที่เอื้อต่อการพัฒนาตนเอง ความใฝุรู้ ใฝุเรียน
ในการศึกษาแสวงหาความจริง (วจิ ยั ชวี ิต) รูจ้ ริง รูร้ อบ และรอบรู้ ตามความเป็นจริง ปราศจากอวิชชา
มาปิดก้ัน ปรารถนาให้ชีวิตมีการพัฒนาไปสู่คุณงามความดี ใฝุความดีงาม ใฝุสร้างสรรค์ การแสวงหา
ความจริง ด้วยความมุ่งมั่นเป็นกรรมดี มีความใฝุทาหรือสร้างสรรค์ดี อยากพัฒนาตนเองไปสู่ความดี
งาม และความใฝุรู้ ใฝุทาจึงเป็นแรงจูงใจ ในพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ฉันทะ” แรงจูงใจฝุายดี จะมี
ฉนั ทะ เป็นตัวนาสว่ นแรงจูงใจเชิงลบมีตัณหาเป็นตัวนา แรงจูงใจใฝุดี (ฉันทะ) เร่ิมท่ีการคิดเป็น จาได้
รบั จากประสบการณ์ เหตุการณ์ต่างๆ ท่ีเข้ามาในชีวิต ท้ังที่เป็นปัญหาและปัญญา ประสบการณ์ชีวิต
นามาซ่ึงปญั ญาและปญั หา เรากไ็ ด้รบั จากประสบการณ์ทั้งน้ัน

วธิ ีปฏิบตั ิเก่ียวกับการแนะแนวเชิงพุทธ
จุดเร่ิมต้นของการแนะแนว เกิดจากความต้องการของมนุษย์ เพราะมนุษย์ยังไม่สามารถ
ช่วยเหลือตนเองได้ ในบางสถานการณ์บางปัญหาที่เข้ามาในชีวิต ซ่ึงการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง
นนั้ ตอ้ งไปแกท้ ีส่ าเหตุทีเ่ ปน็ ต้นตอของปญั หา เหตุเกิดทไ่ี หนต้องไปแก้ทนี่ น้ั ปัญหาท่ีเปน็ เหตุ เชน่
๑. ขาดปัญญา
๒. ขาดจิตสานึกในการพฒั นาตน
๓. ขาดความม่ันใจในการพฒั นาตนเอง
๔. ไม่เช่ือมน่ั ในตนเอง
๕. ไม่มองเห็นตนเองในฐานะทเ่ี ปน็ มนุษย์ทีฝ่ ึกได้
๖. ขาดแรงจูงใจทถี่ ูกต้องตอ่ การพัฒนาตนเอง
๗. ขาดความรู้จกั คดิ “คิดไม่เป็น”
๘. มที า่ ทีทีไ่ มถ่ กู ต้องต่อสง่ิ ท้ังหลายทเ่ี ข้ามาในชีวติ

กลุม่ นิเทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจัดการศกึ ษา สานักงานเขตพน้ื ที่การศึกษามธั ยมศึกษา เขต ๓๒ 15

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนินงานเสริมสร้างคณุ ธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรยี นวิถพี ทุ ธ”

ปัญหาเหล่านี้ ลว้ นเป็นปจั จัยทเ่ี กดิ จากปจั จัยภายในของบคุ คล การที่จะผ่านพ้นปัญหาที่เข้า
มาในชวี ติ ไดจ้ าเป็นต้องเขา้ ใจถงึ องค์ประกอบส่วนบุคคลและกระบวนการแกป้ ญั หาท่ียงั่ ยนื

กัลยาณมติ ร เป็นปจั จัยภายนอกท่ีกระตุ้นใหป้ จั จยั ภายในของบุคคลทางาน ปัจจัยภายนอก
ทม่ี ีผลตอ่ การขบั เคล่ือนการทางาน คือ โยนิโสมนสิการ แปลว่า การทาใจโดยแยบคาย คือ การู้จักคิด
เปน็ ทีจ่ รงิ มี ๖ ประการ แต่ทเี่ นน้ มากท่สี ุดกค็ ือ “กัลยาณมติ ร” กลั ยาณมิตร ช่วยกระตุ้นให้เกิดโยนิโส
มนสิการเม่ือคนเรารู้จักคิดแล้ว ก็ทาให้เกิดปัญญาที่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง ข้ันแรกเลยทาให้เกิด
สัมมาทิฐิ ซ่งึ เปน็ ข้อธรรมแรกของระบบการดาเนินชวี ติ ทด่ี งี ามเรียกว่า “มรรค ๘”

เมื่อกัลยาณมิตรกระตุ้นให้เกิดสัมมาทิฐิ คือ ความเห็นถูกต้องแล้วก็จะนาไปสู่การกระทาท่ี
ถกู ต้องด้วย การปฏิบัตทิ ีถ่ กู ตอ้ งตั้งแตแ่ รกจึงนาไปสู่การแก้ปัญหาได้ เม่ือกัลยาณมิตร สามารถกระตุ้น
ใหเ้ กดิ ปัจจยั ภายในแลว้ หน้าที่ของกลั ยาณมิตรควรทาอย่างไรต่อไป

การตรวจสอบหรือการวิเคราะห์บุคคลว่า เราพัฒนาเขาให้ผ่านพ้นอุปสรรค์หรือปัญหานั้น
เขาขาดอะไรไปบ้าง ทบทวนส่ิงท่ีขาด เพื่อเพิ่มเติมให้พร้อมที่จะพัฒนาตนเองด้วยตนเอง ซึ่ง
องค์ประกอบท่ี ๑ เราจะตอ้ งตรวจสอบกบั นกั เรยี น ดงั นี้

๑. ทัศนคติเกี่ยวกับประสบการณ์หรือเหตุการณ์ที่เกิดข้ึน ลักษณะของการมองข้อมูล
ความพอใจ ไม่พอใจ เป็นเพียงข้อมูลที่นามาสู่การเรียนรู้เท่านั้นไม่เอนเอียงไปทางใดทางหน่ึง เมื่อเรา
มองเห็นตามความเป็นจริงแล้ว ก็นาความรู้ที่เราได้จากความเป็นจริง มีเจตคติท่ีดี ถูกต้อง เก่ียวกับ
สถานการณ์น้นั ๆ มาใช้ในกระบวนการแนะแนว

๒. ความไม่มันใจในศักยภาพของมนุษย์ ดูว่านักเรียนมีความม่ันใจในตัวเองหรือไม่ เขามี
ความเชือ่ วา่ สามารถทจ่ี ะพฒั นาตนเองไดแ้ ละเห็นวา่ ต้องพัฒนาตนเองหรอื ไม่

ถ้าเขามีจิตสานึกในการพัฒนาปรับปรุงตนเองอยู่แล้ว จะส่งผลให้มีความมุ่งม่ัน และ
อุตสาหะเอาใจใส่ในการเรียนรู้ ถ้าเขาขาดจุดน้ี ก็จะไม่เอาใจใส่ในการพัฒนาตนเอง ซึ่งผู้ให้การแนะ
แนวต้องตรวจสอบดู และพยายามมองใหเ้ หน็ ปญั หาท่แี ท้จริง

ความมีเหตุผล คือ การพิจารณาด้วยปัญญา อะไรเป็นคุณเป็นโทษ เป็นประโยชน์ หรือมิใช่
ประโยชน์ (โยนิโสมนสิการ) มองสิ่งต่างๆ ท่ีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ด้วยเหตุปัจจัย มุมมองที่เป็น
คุณต่อการพัฒนาตนเอง ที่เอื้อต่อจิตใจ การแนะแนวท่ีมุ่งให้บุคคลรู้จักคิดก่อให้เกิดผลดี คือ ทาให้
เข้าใจสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องเม่ือมีความรู้ท่ีถูกต้องก็ส่งผลให้มีการปฏิบัติถูกต้องตามไป
ดว้ ย ขณะเดยี วกันกส็ ่งผลตอ่ ความสงบเรยี บรอ้ ยของสังคม การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ท่ีสาคัญก่อให้เกิด
ผลดีต่อชวี ิตของตนเอง

การรคู้ ดิ เป็นการค้นหาความจริงมองเหน็ ความเป็นจริงของสิ่งนั้น สืบสาวหาเหตุปัจจัยส่วน
แบบที่สอง มองให้เป็นธรรมโอสถเพื่อชโลมจิตใจ ถ้ามองเป็นยาพิษ ต้องพัฒนาวิธีคิดใหม่ด้วย โยนิโส
มนสิการ คิดในทางเห็นอกเหน็ ใจ จติ ใจประกอบด้วยเมตตา เป็นการเพ่มิ ความชมุ่ ช่ืนให้กับหัวใจ

วินัยชีวิตและการอยู่รว่ มกันในสงั คม คอื การจัดระเบยี บชีวิตตนเองและจดั สรรความสงบสุข
ให้เกิดขึ้นในสังคม การท่ีบุคคลปฏิบัติตามระเบียบ ปฏิบัติตามขอบเขตของสังคมท่ีกาหนดร่วมกันจะ
ทาให้เกดิ ความสงบสุขแก่ชมุ ชน สังคม ประเทศชาติ ตลอดท้งั ความร่มเย็นของโลก ถ้ามีวินัยก็สามารถ
พฒั นาตนเองได้อยา่ งตอ่ เน่อื ง และยง่ั ยนื

กลมุ่ นิเทศ ตดิ ตามประเมินผลการจดั การศึกษา สานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต ๓๒ 16

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนินงานเสรมิ สรา้ งคุณธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรียนวถิ พี ุทธ”

กระบวนการท่ชี ว่ ยพัฒนาชวี ติ มนษุ ยก์ ็คอื การศึกษา การวิจัยชีวิตอย่างต่อเน่ือง ตลอดเวลา
ทกุ ๆ ลมหายใจเขา้ ออก ทงั้ น้ี ต้องทาให้ครบกระบวนการท้ัง ๓ ช่วง คือ ดูว่า คนที่มีปัญหาน้ันเขาเป็น
อย่างไร เขามีท่าที่ต่อประสบการณ์เข้ามาในชีวิตอย่างไร และปฏิบัติตอบสนองต่อสิ่งนั้นเป็นไปเพ่ือ
การเกื้อกูลคุณภาพชีวิตท่ีดีงามหรือไม่ ช่วงที่ ๒ มีการแสดงออกอย่างไร มีการนาเอาข้อมูลมาใช้ใน
การพฒั นาชีวิตใหเ้ จริญงอกงามหรอื ไม่ เป็นวธิ กี ารตรวจสอบได้อกี วิธีการหน่งึ

หัวใจของการแนะแนวเชงิ พุทธ “การคิดเปน็ ” คือ วิธกี ารแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ รู้เหตุ
รู้ผล แก้ตามแนวเหตุและผล เป็นการใช้ปัญญานามิใช่ใช้ตัณหาคือความยากเป็นตัวนาชีวิต (ปัญญา
คือความรอบรูท้ ั่วถงึ ) ในขณะทเ่ี ราพัฒนาปัญญาอยนู่ ั้น หากจิตใจยังไม่เข้มแข็งพอ ก็อาจจะเปิดช่องให้
อวิชชา ความไม่รู้เข้ามามีอิทธิพลต่อกระบวนการพัฒนาตนเองได้ ซึ่งกระบวนการที่ปูองกัน อวิชชาก็
คือ การฝึกสมาธิให้เกิดสติให้เข้มแข็ง เพื่อเป็นฐานสาคัญต่อการพัฒนาปัญญาอย่างยั่งยืน ซึ่งคนเรา
จะสามารถพัฒนาตนเองไดน้ ้ัน จะต้องพัฒนาปัญญาให้อยเู่ หนอื อิทธิพลของตัณหาท่ีเข้ามา ในชีวิต (ถ้า
ตัณหาเข้ามาอวิชชาจะมีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์) ทาให้บุคคลหลงผิดคิดผิด กระทาผิด อันเป็นผลจาก
ตัณหาและอวิชชา ขณะเดียวกันก็สง่ ผลให้ตณั หาและอวิชชามคี วามเขม้ แข็งมากขึ้น ส่งผลต่อการแก้ไข
ปัญหาชวี ิตท่ไี มถ่ กู ตอ้ ง เช่น อาศัยอานาจดลบันดาลจากภายนอก อ้อนวอนขอจากเทพเจ้า หรือใช้ไสย
ศาสตร์มาเป็นที่พ่ึง หากเราพ่ึงพลังจากข้างนอก เราก็จะเสียโอกาสในการพัฒนาตนเองให้เจริญงอก
งามต่อไป

ฉะน้ัน หลักการแนะแนวทางพระพุทธศาสนา น้ัน ต้องมุ่งให้บุคคลสามารถแก้ไขปัญหา
ได้ด้วยตนเอง ตามหลักเหตุและผล ตามหลักอริยสัจ กล่าวคือ ทุกข์ เมื่อเกิดปัญหาต้องเร่ิมต้นด้วย
การศึกษาพิจารณาถึงสาเหตุ ท่ีเรียกกว่า สมุทัย ว่า เหตุแห่งปัญหานั้นอยู่ท่ีไหน เม่ือเราพบแล้วก็ทา
การกาจัดเหตุนั้นได้ (กาจัดจุดอ่อนของปัญหา) เรียกว่า นิโรธ ขณะเดียวกันก็พิจารณาว่าความ
ต้องการของเรา คืออะไร กาหนดจุดมุ่งหมายแล้ววางวิธีปฏิบัติเพ่ือแก้ไขปัญหานั้นๆ วิธีการปฏิบัตินี้
เรียกว่า “มรรค” เม่ือรู้แนวทางแล้วก็ลงมือปฏิบัติ หากบุคคลได้ดาเนินการตามกระบวนเช่นนี้ ก็จะ
สามารถนาไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างย่ังยืนได้ ปัญหาคืออะไร? (ทุกข์) มีสาเหตุเกิดจากอะไร (สมุทัย)
วธิ กี ารแก้ปญั หาเป็นแบบไหน(นิโรธ) ลงมือปฏิบตั ิ (มรรค)

คณุ สมบตั ขิ องครูแนะแนวเชงิ พทุ ธ
คุณสมบัติของครูแนะแนวเชิงพุทธ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตโต) ได้กล่าวถึง
คณุ สมบตั ิของครแู นะแนวทีด่ ี ควรมีลักษณะ ดงั นี้
๑. น่ารัก คาว่า “น่ารัก” ในท่ีนี้หมายความว่า เป็นบุคลิกภาพที่ชวนให้เข้าหา ผู้แนะแนว
ควรตอ้ งมีลกั ษณะทวี่ ่า เมอื่ เด็กมปี ัญหาเกดิ ความทกุ ข์ ก็อยากเข้าไปหาหรือเข้าไปปรึกษา เพราะว่าผู้ที่
มีปัญหาเกิดคิดหาท่ีปรึกษา เมื่อเห็นผู้แนะแนวที่มีคุณสมบัติดีแล้วก็อยากจะเข้าไปปรึกษาด้วย คาว่า
น่ารักในภาษาบาลเี รยี กวา่ “ปิโย”
๒. น่าวางใจ ครูแนะแนวต้องมีลักษณะท่ีน่าไว้วางใจได้ หนักแน่น น่าเคารพนับถือ
นา่ เช่อื ถือ ทาให้รู้สกึ วา่ ไม่มภี ัยอันตราย อบอุ่นมนั่ คงปลอดภัย ควรเข้าไปขอคาปรึกษาได้ ถ้ามีลักษณะ
ท่าทางไม่น่าไว้วางใจ ก็ไมไ่ หว ลกั ษณะท่ีน่าเคารพนา่ ไวว้ างใจน้ภี าษาบาลเี รยี กว่า “คร”ุ

กลมุ่ นิเทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจดั การศึกษา สานักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต ๓๒ 17

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนนิ งานเสริมสร้างคุณธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรียนวถิ ีพทุ ธ”

๓. น่าเจรญิ ใจ คอื บุคลิกภาพท่าทางต่างๆ ที่แสดงออกดูแล้วทาให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นผู้มี
ภูมิรู้ มีภูมิธรรมภูมิปัญญาสูง เป็นคนมีการศึกษาพัฒนาตนดีแล้ว ซึ่งผู้เข้าหาน้ันรู้สึกภูมิใจที่ได้เข้า
ใกลช้ ดิ และเหน็ วา่ นา่ เอาอย่าง คอื ชวนใหอ้ ยากปฏบิ ตั ติ ามในทางภาษาบาลีเรยี กว่า “ภาวนีโย”

๔. รู้จักพดู หรอื พูดเป็น ข้อนี้เป็นลักษณะสาคัญมาก สามข้อแรกนั้นเป็นบุคลิกภาพที่จะทา
ให้เกิดการปรึกษาและการแนะแนวขึ้น โดยนามาซ่ึงการพบปะและการทากิจกรรมอื่นๆ ต่อไป แต่ข้อ
๔ และข้อต่อจากน้เี ปน็ สว่ นประกอบต่างๆ ในการทาหนา้ ที่

การเป็นนักพูดที่ดีไม่ใช่หมายความว่า จะต้องพูดเองไปหมด ผู้มีความทุกข์หรือต้องการ
คาปรึกษา เขากจ็ ะพดู ไปตามทางของเขา ชัดเจนบ้าง สับสนบ้าง บางทีก็ไม่กล้าพูด หรือพูดแล้วพูดไม่
ถูกพูดไม่แจ่มกระจ่าง ผู้แนะแนวต้องรู้จักพูดให้เขากล้าที่จะแสดงออกมา กล้าระบายความทุกข์
ออกมา หรือสามารถท่ีจะแสดงออกซึ่งปัญหาอย่างชัดเจน โดยผู้แนะแนวต้องช่วยให้เขารู้จัก เข้าใจ
ปัญหาของเขาเองไปทลี่ ะดา้ นสองดา้ น ตามลาดับ เช่นเม่ือมีบุคคลผู้ใดผู้หน่ึงเข้ามาหาพระพุทธเจ้า จะ
ถามหาคาตอบจากพระองค์ บางทีพระองค์ก็ทรงช่วยให้เขาตอบปัญหาของเขาเอง โดยที่พระองค์ทรง
ใชว้ ธิ ีเป็นผถู้ าม บคุ คลน้ันกจ็ ะพบคาตอบได้ด้วยตนเอง นักแนะแนวควรนาวิธีน้ีไปใช้ในการเป็นนักพูด
โดยเป็นผู้ช่วยให้เขาพูดจนกระท้ังทาให้เขาตอบปัญหาของตนเองได้ หากเขาหาคาตอบไม่ได้ เราก็มี
วิธีการท่ีจะเสนอแนะให้เขาพบคาตอบได้ ให้เห็นทางออกในการแก้ปัญหา ลักษณะท่ีเป็นนักพูดอย่าง
ได้ผลน้ี ภาษาบาลเี รียกวา่ “วตฺตา”

๕. รู้จักฟัง หรือ ฟังเก่ง หมายถึง ความเก่งในการฟัง นอกจากหมายถึงจับเร่ืองได้ไวและ
ชัดเจนแล้ว ก็รวมถึงการมีความอดทนในการฟังด้วย อดทนต่อการรับฟังปัญหา อดทดต่อการระบาย
ความทกุ ข์ เพ่อื จะไดร้ เู้ หตปุ จั จยั และคิดค้นวิธีการแก้ปัญหา โดยเฉพาะการรู้จักตัวเขาและปัญหาของ
เขาอยา่ งแทจ้ ริง เช่น รวู้ ่าเขาทาอะไร บกพร่องอย่างไร จุดท่ีจะแก้ไขอยู่ตรงไหน เรียกในภาษาบาลีว่า
“วจนกฺขโม”

๖. แถลงเรื่องลึกซ้ึงได้ คือ เม่ือมีปัญหาที่ยากหรือลึกซ่ึงก็สามารถคลี่คลายให้เข้าใจได้ใน
การศกึ ษาและ ในการแกป้ ัญหาจะตอ้ งพบกับปม และเรอื่ งทยี่ ากหรอื ลึกซง่ึ อยู่เรื่อยๆ ผู้ท่ีทาหน้าที่แนะ
แนวตอ้ งสามารถอธบิ ายเน้อื หาเรอ่ื งราวและคล่คี ลายปมประเด็นต่างๆ ให้เห็นชัดเจนและเข้าใจได้ง่าย
อะไรท่ีซับซ้อนก็ต้องจับเอามาหรือหยิบออกมาพูดให้เห็น และอธิบายให้กระจ่าย อันน้ีเป็น
ความสามารถในการปฏิบตั ิท่ีเรียกวา่ “คมฺภรี ญฺจ กถ กตฺตา”

๗. ไมช่ กั จูงไปในทางทผี่ ิด หรอื นอกเรือ่ ง คือ จะต้องมที ิศทางที่ชัดเจนในการแนะแนวโดย
มีเปูาหมายและนาไปสู่จุดหมายซึ่งจะแก้ปัญหาได้ ด้วยวิธีท่ีถูกต้อง หากผู้แนะแนวปฏิบัติไม่ถูกต้อง
ออกนอกเรื่องราว หรือชักจูงไปในทางเสียหาย โดยแนะนาผิดๆ หรือแนะนาวิธีการท่ีไม่ถูกต้อง แนะ
แนวไปแทนทเ่ี ขาจะแกป้ ัญหาได้ ก็กลบั กลายเปน็ สรา้ งปัญหา อนั นี้เรยี กวา่ “โน จฎฐฺ าเน นิโยชเย”

รวมเปน็ ๗ ประการ เรียกวา่ คุณธรรมหรือองค์คุณของกัลยาณมิตร ซึ่งเราใช้เป็นคุณสมบัติ
ของครูโดยทั่วไป ซึ่งผู้ทาหน้าท่ีแนะแนวควรมีคุณสมบัติเช่นนี้เป็นพิเศษ ขณะเดียวกันผู้ท่ีจะสามารถ
พัฒนาตนเองหรือพึ่งพาตนเองได้น้ัน จาเป็นต้องมีความพร้อมด้านแรงจูงใจอันเป็นปัจจัยภายในตน
(ฉนั ทะ) ลกั ษณะของบุคคลทีพ่ ง่ึ ตนเองได้ จงึ จะสามารถแก้ไขปญั หาดว้ ยตนเองได้

กลุ่มนิเทศ ตดิ ตามประเมินผลการจัดการศกึ ษา สานกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศกึ ษามัธยมศึกษา เขต ๓๒ 18

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนินงานเสรมิ สร้างคุณธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรียนวถิ ีพุทธ”

จุดมุ่งหมายของชีวิตมีความสาคัญต่อการแนะแนว ผู้ท่ีทาหน้าที่แนะแนวต้องมีความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ และจุดมุ่งหมายของชีวิต ถึงจะสามารถดาเนินการการแนะ
แนวได้ดีและมีประสิทธิภาพ การแนะแนวเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของชีวิต เป็นส่ิงท่ีสาคัญต่อการพัฒนา
ตนเองของบุคคล คนที่จะพัฒนาตนเองได้ มีปัญญา มีชีวิตที่ดี ควรรู้จุดหมายของชีวิต การรู้จัก
จุดหมายของชวี ิตกเ็ พอ่ื

๑. เพือ่ จะได้มีแนวทางในการดาเนินชวี ติ ทดี่ ีงาม
๒. เพื่อใช้สารวจตนด้วยตนเอง และเพ่ือจะได้มีความมั่นใจในตนเอง ในการที่จะพัฒนาตน
ให้ยง่ิ ขน้ึ ไป
พุทธศาสนาสอนวา่ “ชีวติ ทดี่ งี ามจะต้องดาเนนิ ใหบ้ รรลุถึงจดุ หมาย ๓ ขนั้ คอื
๑. ประโยชน์ปจั จบุ ัน หรือ จุดมุ่งหมายทีม่ องเห็นของชีวิตนี้ คือ ประโยชน์ทางด้านสุขภาพ
เศรษฐกิจ สังคม การเมือง เช่น มที รัพยส์ นิ ท่จี ะพง่ึ ตนเองได้ในทางเศรษฐกิจ ทางสังคมก็มีเพื่อนฝูง รัก
ใครม่ บี ริวาร มีสถานะเปน็ ทย่ี อมรับของคนทั้งหลาย เหลา่ น้เี รยี กวา่ เป็นประโยชนเ์ บื้องต้น
๒. ประโยชน์เบือ้ งหนา้ คอื มชี ีวิตท่ีดีงาม มีคุณค่า มีคุณธรรมความดี เป็นประโยชน์ ทาให้
มคี วามมัน่ ใจในคุณค่าของชีวิตของตน เร่ิมต้ังแต่เป็นผู้มีความประพฤติดีงาม มีปัญญารู้เข้าใจโลกและ
ชีวิตพอสมควร ได้ทาความดีงามบาเพ็ญประโยชน์ไว้ เป็นความมั่นใจในคุณค่าของชีวิตของตนเอง ซ่ึง
เชื่อมโยงไปถึงโลกหน้าด้วย คือทาให้มีความม่ันใจในชีวิตเบ้ืองหน้า ไม่ต้องกลัวปรโลก จึงเป็น
ประโยชนร์ ะยะยาวตา่ งจากข้อแรกทเี่ ป็นประโยชน์เฉพาะหนา้ ระยะส้ัน
๓. ประโยชนส์ งู สุด คือ การมีจิตใจเป็นอิสระ ด้วยปัญญาท่ีรู้เท่าทันความจริงของโลก และ
ชีวิต หลุดพ้นจากความครอบงาของกิเลส และความทุกข์ สามารถทาจิตให้ปลอดโปร่ง ผ่องใส่ได้ทุก
เวลา แม้จะมีอารมณ์เข้ามากระทบก็ไม่หวั่นไหว ไม่ขุ่นมัว ไม่เศร้าหมอง แต่โปร่งโล่ง ปราศจากทุกข์
เปน็ ประโยชน์สงู สดุ เรยี กว่า ปรมตั ถะ รวมเป็นประโยชน์หรอื จุดมุ่งหมาย ๓ ขน้ั คอื

๑. อตั ตัตถะ ประโยชน์ตน
๒. ปรตั ถะ ประโยชน์ผู้อนื่
๓. อภุ ยัตถะ ประโยชนร์ ่วมกันท้ังสองฝ่าย
อย่างไรก็ตาม ประโยชนต์ นเองกต็ อ้ งทาใหค้ รบ ๓ ข้นั คือ ปัจจุบนั เบ้ืองหน้า และสูงสุด ส่วน
ประโยชนผ์ ูอ้ ื่นกต็ อ้ งชว่ ยใหเ้ ขาบรรลุไดท้ ง้ั ๓ ขนั้ ขณะเดียวกันประโยชน์ส่วนรวมก็ต้องเสริมสนับสนุน
การมีส่วนร่วมทั้งรูปธรรม และนามธรรม ซ่ึงจะทาให้เกิดการพัฒนาทั้งตนและผู้อื่น ส่งผลให้เกิดการ
พัฒนาเช่น กิจกรรมท่ีดีงาม และวัฒนธรรมประเพณี ท่ีส่งเสริมสติปัญญาและกุศลของชุมชนทั้งหมด
สรุปจุดมุ่งหมายของชีวิต ช่วยให้บุคคลได้ตระหนักรู้ถึงความสาคัญของการพัฒนาตนเอง เกิดความ
มั่นใจในแนวทางและจุดหมาย ซึง่ เปน็ เครื่องมอื สาคัญในการแนะแนว
กระบวนการช่วยเหลอื ให้บุคคลสามารถชว่ ยเหลอื ตนเองได้ ด้วยการพัฒนาปัญญา สามารถ
นาปญั ญามาใช้ในการแก้ไขปัญญาชีวิตของตนเองไดด้ ว้ ยตนเอง ซ่ึงจุดเร่ิมต้นของการแนะแนวเกิดจาก
บุคคลที่ขาดปัญญา ขาดจิตสานึกในการพัฒนาตน ขาดความมั่นใจในการพัฒนาตนเอง ไม่เช่ือมั่นใน
ตนเอง ไม่มองเห็นตนเองในฐานะท่ีเป็นมนุษย์ที่ฝึกได้ ขาดแรงจูงใจท่ีถูกต้องต่อการพัฒนาตนเองขาด
ความรูจ้ ักคดิ “คดิ ไมเ่ ป็น” และมีทา่ ทที ่ไี มถ่ ูกต้องตอ่ สงิ่ ทั้งหลายท่ีเข้ามาในชีวิต ซ่ึงลักษณะเช่นนี้ หาก
เกิดขึ้นกับบุคคลแล้วย่อมส่งผลต่อการดาเนินชีวิตอย่างแน่นอน ด้วยเหตุน้ีบุคคลจาเป็นต้องมี

กลุ่มนิเทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจดั การศึกษา สานักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต ๓๒ 19

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนนิ งานเสรมิ สร้างคณุ ธรรมในสถานศึกษา “โรงเรียนวิถพี ุทธ”

กัลยาณมิตรที่ทาหน้าท่ีกระตุ้นเตือนและแนะแนววิธีการแก้ไข ปรับปรุงพฤติกรรมที่นาไปสู่การลด
หรือแก้ไขปัญหานั้นด้วยการพัฒนาตนเอง เข้าใจจุดมุ่งหมายของชีวิตเพื่อเอาชนะปัญหาอุปสรรคที่
เกิดขน้ึ ดว้ ยตนเอง

ขณะเดียวกันผู้ที่ทาหน้าท่ีเป็นผู้แนะแนวจะต้องเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ ความ
ตอ้ งการของมนุษย์ และลักษณะของมนุษย์ท่ีสามารถพัฒนาตนเองหรือเป็นที่พึ่งของตนเองได้ เพื่อจะ
ได้นามาสารวจและวิเคราะห์ตัวตนของผู้ที่เกิดปัญหา (ผู้รับคาแนะแนว) ผู้ให้การแนะแนว จะต้องมี
คุณลักษณะพิเศษ จึงจะสามารถใช้กระบวนการแนะแนวให้เกิดประสิทธิภาพได้ คือ เป็นผู้น่ารักมี
บุคลิกภาพท่ีชวนให้เข้าหา เม่ือเด็กมีปัญหาเกิดความทุกข์ ก็อยากเข้าไปหาหรือเข้าไปปรึกษา “ปิโย”
เป็นผู้น่าวางใจ หนักแน่น น่าเคารพนับถือ น่าเช่ือถือ ทาให้รู้สึกว่าไม่มีภัยอันตราย อบอุ่นมั่นคง
ปลอดภัย “ครุ”เป็นผู้น่าเจริญใจ เป็นผู้มีภูมิรู้ มีภูมิธรรมภูมิปัญญาสูง เป็นคนมีการศึกษาพัฒนาตนดี
แล้ว “ภาวนีโย”เป็นผู้รู้จักพูดหรือพูดเป็น“วตฺตา”เป็นผู้ รู้จักฟัง หรือ ฟังเก่งมีความอดทนในการฟัง
อดทนต่อการรับฟงั ปัญหา อดทดตอ่ การระบายความทุกข์ “วจนกฺขโม” เป็นผู้ที่สามารถอธิบายเร่ืองที่
ยากให้ง่ายได้ “คมฺภีรญฺจ กถ กตฺตา” และเป็นผู้ท่ีไม่ชักจูงบุคคลไปในทางที่ผิดหรือนอกเรื่อง คือ
ขณะเดียวกนั ตอ้ งมีทิศทางทชี่ ดั เจนในการแนะแนวโดยมีเปูาหมายและนาไปสู่จุดหมายซ่ึงจะแก้ปัญหา
ได้ ด้วยวิธีท่ีถูกต้อง “โน จฎฺฐาเน นิโยชเย” รวมเป็น ๗ ประการ เรียกว่า คุณธรรมหรือองค์คุณของ
กลั ยาณมติ ร ซ่ึงเราใช้เป็นคุณสมบัติของครูโดยทั่วไป ซ่ึงผู้ทาหน้าท่ีแนะแนวควรมีคุณสมบัติเช่นนี้เป็น
พิเศษ

“การพัฒนาตนเองโดยแนวทางและหลักการนี้ (ตามแนวพุทธศาสตร์) เป็นสาระสาคัญของ
การท่ีจะช่วยให้บุคคลท่ีประสบปัญหา มีความทุกข์ได้พัฒนาตนจนพึ่งตนเองได้ การพ่ึงตนเองได้ก็ คือ
การปฏบิ ัตติ ามหลกั ที่วา่ มีปัญญาเป็นเครือ่ งนาทางในการดาเนินชีวิต ไม่มีอวิชชาหรือตัณหาเป็นเคร่ือง
ดาเนินชีวิตเมื่อถึงขั้นน้ีก็จะเป็นการบรรลุจุดมุ่งหมายของการดาเนินชีวิตท่ีดี” ดังที่พระพุทธเจ้าทรง
ตรัสว่า “ชีวติ ทเ่ี ป็นอยูด่ ว้ ยปญั ญา เรากล่าวว่าเปน็ ชวี ิตทป่ี ระเสรฐิ ”

๗. การแลกเปล่ียนเรยี นรู้เพ่ือพัฒนาโรงเรยี นวิถีพุทธ

โรงเรียนวิถีพุทธ มีแนวการเรียนการสอนระบบปกติทั่วไปที่นาหลักธรรมพระพุทธศาสนา
มาใช้ หรือประยกุ ต์ในการพัฒนาเด็ก โดยเน้นกรอบการพัฒนาตามหลักไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา)
ซง่ึ เป็นการฝกึ หัดอบรม เพ่ือพัฒนากาย ความประพฤติ จติ ใจ และปญั ญาอย่างบรู ณาการ

ศลี คอื การมีวนิ ยั ในการดาเนนิ ชีวติ ทดี่ ีงามต่อตัวเองและผู้อนื่
สมาธิ คือ มุง่ พฒั นาจติ ใจให้เข้มแข็งอย่างมคี ุณภาพ
ปญั ญา คอื การมีความรทู้ ีถ่ กู ตอ้ ง มีศกั ยภาพในการคดิ และแกป้ ัญหา
กิจกรรมเหล่าน้ีภายในโรงเรียนวิถีพุทธ จะผ่านทาการกิน การอยู่ การดู และการฟัง ด้วย
การสอนของครูที่ใช้วัฒนธรรม และบรรยากาศการเรียนรู้มีความเมตตา เอื้ออาทร ไม่เอาเปรียบ
เสียสละและมีความกตัญญูทั้งต่อธรรมชาติและบุคคล กิจกรรมที่มุ่งเน้นในโรงเรียนวิถีพุทธ จะมีการ
จัดกิจกรรมหลากหลาย และต่อเน่ืองเป็นวิถีชีวิต เพ่ือให้เด็กๆ รู้จักคิดและได้ฝึกปฏิบัติเสมอๆ ให้เกิด

กลุ่มนเิ ทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจดั การศึกษา สานักงานเขตพืน้ ที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๒ 20

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนนิ งานเสริมสร้างคณุ ธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรียนวิถพี ทุ ธ”

การพัฒนา ท้ังด้านความประพฤติ จิตใจ และปัญญาไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะอย่างย่ิงการกิน อยู่ ดู
ฟัง ในชีวิตประจาวันทม่ี ีสติสมั ปชัญญะ

คอยกากับเพ่ือเป็นไปตามคุณค่าแท้ของการดาเนินชีวิต ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น สวดมนต์
ก่อนและหลังเลิกเรียน นั่งสมาธิ มีการเวียนเทียนในวันสาคัญทาง พุทธศาสนา เข้าค่ายธรรมมะ เป็น
ตน้

จุดเด่นของโรงเรียนวิถพี ุทธ คอื การมกี ระบวนการจัดการเรยี นรลู้ ักษณะ “สอนให้รู้ ทาให้ดู
อยู่ให้เห็น” การเรียนรู้ในช้ันเรียนจะเป็นลักษณะการบูรณาการพุทธธรรมในการเรียนรู้ ทั้งความรู้
กระบวนการฝึกปฏิบัติ และมีการวัดประเมินทุกหน่วยการเรียนรู้ โดยเฉพาะ ด้านคุณลักษณะนิสัย
ศรัทธาค่านิยม และโดยลักษณะโรงเรียนวิถีพุทธ จะเน้นการจัดสภาพทุก ๆ ด้าน เพื่อสนับสนุนให้
ผู้เรียนพัฒนาตามหลักพุทธธรรมอย่างบูรณาการ ที่ส่งเสริมให้เกิดความเจริญงอกงาม ตามลักษณะ
แหง่ ปัญญาวุฒธิ รรม ๔ ประการ คือ

๑. สัปปรุ สิ สงั เสวะ หมายถึง การอยู่ใกลค้ นดี ใกลผ้ รู้ ู้
๒. สทั ธมั มัสสวนะ หมายถงึ เอาใจใสศ่ กึ ษา โดยมีหลกั สตู รการเรียนการสอนที่ดี
๓. โยนโิ สมนสกิ าร หมายถึง มกี ระบวนการคิดวิเคราะห์ พจิ ารณาเหตผุ ลท่ดี ีและถูกวิธี
๔. ธัมมานุธัมปฏปิ ตั ติ หมายถงึ ความสามารถนาความรไู้ ปใชใ้ นชีวติ ประจาวันได้ถูก
หลักการจัดสภาพแวดล้อม ที่เอ้ือต่อการเรียนรู้ตามหลักพุทธศาสนาโดยมีบรรยากาศสงบเงียบ เรียบ
ง่าย ร่มรื่น สะอาด มีระเบียบ ปลอดภัย สื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอนมีการปรับปรุงพัฒนาอยู่
เสมอ โรงเรียนวิถีพุทธ จะมีลักษณะเก้ือกูลและใกล้ชิดกับชุมชน โดยโรงเรียนจะมีการร่วมมือกับบ้าน
วัดและสถาบันต่าง ๆ ในชุมชนท่ีจะพัฒนาท้ังนักเรียน และสังคมตามหลักธรรมในพุทธศาสนาเพื่อ
ประโยชนส์ ุขร่วมกัน และเด็ก ๆ ก็ได้เรียนรู้วัฒนธรรมไทยอีกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ในโรงเรียนวิถีพุทธ ก็มี
จุดมุ่งหมายสาคัญเพื่อพัฒนาเด็ก นักเรียน และเยาวชน สิ่งที่เด็ก ๆ ได้รับจากการเรียนโรงเรียนวิถี
พุทธ คือการสอนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ กิจกรรมการเรียนรู้ในโรงเรียนวิถีพุทธน้ัน จะมุ่งเน้นให้
เด็กเกิดพฤติกรรมที่มีเปูาหมายในเรื่องของชีวิต สามารถช่วยเหลือและดูแลตัวเองได้ ซ่ึงรวมถึงการ
ปลกู ฝงั เรอ่ื งความกตญั ญตู อ่ ผูม้ พี ระคณุ ทเี่ ปน็ คณุ ธรรมสาหรับวัยเด็ก สอดคล้องกับหลักไตรสิกขา คือ
ศลี สมาธิ ปัญญา และเรียนรทู้ ่จี ะดารงชวี ติ อยา่ งเหมาะสม รู้เท่าทันโลกที่เปล่ียนแปลง สร้างสังคมที่ดี
มีคณุ ภาพ ผ่าน การกนิ อยู่ ดู ฟงั เป็น น่ันเอง

ผู้ท่ีสนใจเร่ืองเกย่ี วกับโรงเรยี นวถิ ีพุทธ สามารถศึกษาเพิม่ เติม และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จาก
โรงเรยี นวถิ พี ุทธต้นแบบอาทิ เชน่

โรงเรยี นสมเสมด็ วทิ ยา
หมู่ ๕ ตาบลชุมแสง อาเภอสตึก จังหวดั บรุ รี ัมย์ ๓๑๑๕๐
โทรศัพท์ ๐-๔๔๖๐-๕๐๖๙
Website :http://somsamedwittaya.ac.th/mainpage

โรงเรยี นทอสี
๐๒๓/๔๖ ซอยปรีดีพนมยงค์๔๑ ถนนสขุ มุ วิท๗๑ แขวงคลองตนั เขตวัฒนา
กรุงเทพฯ__๑๐๑๑๐

กลุ่มนิเทศ ตดิ ตามประเมินผลการจดั การศึกษา สานักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษามัธยมศึกษา เขต ๓๒ 21

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนนิ งานเสรมิ สรา้ งคุณธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรียนวิถีพุทธ”

โทรศพั ท์ : ๐-๒๗๑๓๐๒๖๐-๑
Website :www.thawsischool.com

โรงเรยี นรงุ่ อรุณ
๓๙๑ ซอยอนามัยงามเจริญ ๒๕(ถ.พระราม ๒ ซอย ๓๓) แขวงท่าข้าม เขตบางขุน
เทียน
กรุงเทพ ฯ ๑๐๑๕๐
โทรศัพท์ ๐๒-๘๗๐๗๕๑๒-๔ โทรสาร ๐๒ ๘๗๐๗๕๑๔
Website :www.roong-aroon.ac.th

โรงเรียนสยามสามไตร
๘๗ ซ.สุขมุ วทิ ๘๙/๑ แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ ๑๐๒๖๐
โทรศพั ท์ ๐๒-๓๑๑๐๑๓๔, ๐๒-๓๓-๖๒๕๘-๖๐ โทรสาร ๐๒-๓๑๑-๒๕๗๕
E-mail : [email protected]
Website :www.siamsaamtri.ac.th

โรงเรียนวิถพี ุทธ จงั หวัดบุรีรัมย์ 22

โรงเรยี นวถิ ีพุทธพระราชทาน ๑ โรงเรยี น

๑. โรงเรยี นสมเสมด็ วทิ ยา

โรงเรียนวิถพี ทุ ธชัน้ นา ๑๓ โรงเรียน

๑. โรงเรียนบา้ นบุวิทยาสรรค์
๒. โรงเรียนร่อนทองพทิ ยาคม
๓. โรงเรียนหนองก่ีพทิ ยาคม
๔. โรงเรยี นสองหอ้ งพิทยาคม
๕. โรงเรียนโนนเจรญิ พิทยาคม
๖. โรงเรียนไพศาลพทิ ยาคม
๗. โรงเรียนสิงหวิทยาคม
๘. โรงเรยี นถนนหักพิทยาคม
๙. โรงเรียนหว้ ยราชพิทยาคม
๑๐.โรงเรียนสงู เนนิ พทิ ยาคม
๑๑.โรงเรยี นร่มเกลา้ พิทยาคม
๑๒.โรงเรยี นเหลืองพนาวทิ ยาคม
๑๓.โรงเรียนกระสังพิทยาคม

กลุ่มนเิ ทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจัดการศึกษา สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา เขต ๓๒

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนนิ งานเสริมสร้างคุณธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรียนวถิ ีพทุ ธ”

โรงเรียนวถิ พี ทุ ธ ๕๒ โรงเรยี น 23

๑. โรงเรยี นนางรองพิทยาคม
๒. โรงเรยี นบุรรี ัมย์พิทยาคม
๓. โรงเรยี นมัธยมพรสาราญ
๔. โรงเรยี นสามัคคีพิทยาคม
๕. โรงเรียนกนกศลิ ป์พิทยาคม
๖. โรงเรียนตลาดโพธ์ิพิทยาคม
๗. โรงเรียนวทิ ยาศาสตรจ์ ุฬาภรณราชวทิ ยาลัย บรุ รี ัมย์
๘. โรงเรยี นจตุราษฎร์
๙. โรงเรยี นรมยบ์ ุรีพิทยาคม รัชมงั คลาภเิ ษกพิทยาคม
๑๐.โรงเรียนกลนั ทาพิทยาคม
๑๑.โรงเรียนชานพิ ทิ ยาคม
๑๒.โรงเรียนทงุ่ แสงทองพิทยาคม
๑๓.โรงเรียนลาดวนพทิ ยาคม
๑๔.โรงเรียนพนมรุง้
๑๕.โรงเรียนคเู มอื งวิทยาคม
๑๖.โรงเรียนแคนดงพิทยาคม
๑๗.โรงเรียนเมอื งตลงุ พิทยาสรรพ์
๑๘.โรงเรยี นชุมแสงพิทยาคม
๑๙.โรงเรยี นลาปลายมาศ
๒๐.โรงเรียนเมืองแฝกพทิ ยาคม
๒๑.โรงเรียนพระครูพิทยาคม
๒๒.โรงเรียนประโคนชัยพทิ ยาคม
๒๓.โรงเรียนนาโพธพ์ิ ทิ ยาคม
๒๔.โรงเรยี นพุทไธสง
๒๕.โรงเรียนกูส่ วนแตงพทิ ยาคม
๒๖.โรงเรียนเมืองแกพิทยาคม
๒๗.โรงเรียนสะแกพิทยาคม
๒๘.โรงเรียนทะเมนชยั พิทยาคม
๒๙.โรงเรียนพลับพลาชยั พทิ ยาคม
๓๐.โรงเรียนบวั หลวงวิทยาคม
๓๑.โรงเรียนนางรอง
๓๒.โรงเรยี นภัทรบพิตร
๓๓.โรงเรยี นตาจงพิทยาสรรค์

กลมุ่ นิเทศ ตดิ ตามประเมินผลการจัดการศึกษา สานกั งานเขตพืน้ ที่การศกึ ษามัธยมศึกษา เขต ๓๒

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนนิ งานเสรมิ สร้างคณุ ธรรมในสถานศึกษา “โรงเรยี นวถิ ีพทุ ธ”

๓๔.โรงเรียนละหานทรายวทิ ยา
๓๕.โรงเรียนสวายจีกพิทยาคม
๓๖.โรงเรยี นไทยเจรญิ วิทยา
๓๗.โรงเรยี นรว่ มจติ ตว์ ิทยา
๓๘.โรงเรยี นละหานทรายรัชดาภเิ ษก
๓๙.โรงเรยี นดงพลองพทิ ยาคม
๔๐.โรงเรยี นสตึก
๔๑.โรงเรียนหนองหงส์พทิ ยาคม
๔๒.โรงเรียนอุดมอักษรพทิ ยาคม
๔๓.โรงเรยี นแสลงโทนพิทยาคม
๔๔.โรงเรียนบา้ นกรวดวิทยาคาร
๔๕.โรงเรียนตูมใหญ่วทิ ยา
๔๖.โรงเรียนปะคาพทิ ยาคม
๔๗.โรงเรียนพมิ พร์ ฐั ประชาสรรค์
๔๘.โรงเรียนเมอื งโพธิ์ชยั พิทยาคม
๔๙.โรงเรียนโนนสุวรรณพทิ ยาคม
๕๐.โรงเรียนหนองตาดพิทยาคม
๕๑.โรงเรียนหว้ ยหินพิทยาคม
๕๒.โรงเรยี นธารทองพิทยาคม

กล่มุ นเิ ทศ ตดิ ตามประเมินผลการจัดการศกึ ษา สานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต ๓๒ 24

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนนิ งานเสรมิ สรา้ งคณุ ธรรมในสถานศึกษา “โรงเรยี นวิถพี ุทธ”

สว่ นท่ี ๓
แนวทางการดาเนนิ งานโรงเรยี นวิถีพุทธ
ตามตัวช้วี ัด “อัตลักษณ์ ๒๙ ประการ”

โรงเรยี นวถิ พี ุทธมีการพฒั นาเปน็ ๓ ระดับ ดงั นี้ ระดับ ๑ “โรงเรียนวิถีพุทธ” เป็นโรงเรียนท่ี
สมัครเข้าร่วมโครงการโดยลงทะเบียนในเว็บไซต์ www.vitheebuddha.com และใช้ตัวช้ีวัด “อัต
ลักษณ์ ๒๙ ประการ” เป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาจากนั้นรายงานการดาเนินงานตามอัตลักษณ์ ๒๙
ประการ ในเว็บไซต์ www.vitheebuddha.com ระดับ ๒ “โรงเรียนวิถีพุทธช้ันนา” เป็นโรงเรียนใน
โครงการโรงเรียนวิถีพุทธและใช้ตัวชี้วัด “อัตลักษณ์ ๒๙ ประการ” เป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาจน
ประสบความสาเร็จ มีผลการพัฒนาเชิงประจักษ์ ระดับ ๓ “โรงเรียนวิถีพุทธพระราชทาน” เป็น
โรงเรียนวิถพี ุทธชน้ั นาที่พฒั นาโดยใชต้ วั บ่งช้ีโรงเรียนวิถีพุทธพระราชทาน ประกอบด้วย ๕ มาตรฐาน
๕๔ ตวั บง่ ช้ี และผลการพัฒนาเปน็ ไปตามเกณฑท์ ่ีกาหนด

๑. โรงเรยี นวิถีพุทธ

การศึกษาและพัฒนาอัตลักษณ์ ๒๙ ประการสู่ความเป็นโรงเรียนวิถีพุทธนั้น ได้มาจาก การ
ศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยจัดทาสนทนากลุ่ม (Focus group) โรงเรียนที่เป็นตัวแทนของโรงเรียนวิถี
พุทธทั่วประเทศ จานวน ๑๐๐ โรง ประชุมเชิงปฏิบัติการเพ่ือแลกเปล่ียนเรียนรู้ รับฟังปัญหา
อุปสรรค ข้อเสนอแนะการดาเนินงานตามแนวทาง ๒๙ ประการสู่ความเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ
สังเคราะห์หาข้อสรุป แนวปฏิบัติของการพัฒนาอัตลักษณ์โรงเรียนวิถีพุทธ และนาไปทดลองใช้ใน
สภาพจริงกับโรงเรียนท่ีได้สมัครใจ จานวน ๒๐ โรง จากตัวแทนโรงเรียนจานวน ๑๐๐ โรง ใช้
ระยะเวลาทดลอง ๓ เดือน จากนั้น ประเมินผลโดยใช้กรอบแนวคิด CIPP model ของสตัฟเฟิลบีม
(Stufflebeam) ผลการศึกษาวิจัยในคร้ังน้ี ทาให้ได้ “อัตลักษณ์ ๒๙ ประการสู่ความเป็นโรงเรียนวิถี
พุทธ” สพฐ.จึงได้ประกาศให้โรงเรียนวิถีพุทธทราบเพ่ือนาไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและเป็น
แนวทางในการประเมนิ ตนเอง ตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นต้นมา ดงั แนวทางดาเนินการ “๒๙ ประการสู่
ความเป็นโรงเรยี นวิถพี ุทธ” ตอ่ ไปน้ี

๑. ดา้ นกายภาพ ๗ ประการ
๑.๑ มปี ูายโรงเรียนวีิถพิ ทุ ธ
๑.๒ มีพระพุทธรปู หนา้ โรงเรยี น
๑.๓ มีพระพุทธรูปประจาห้องเรยี น
๑.๔ มพี ระพุทธศาสนสภุ าษติ วาทะธรรม พระราชดารสั ตดิ ตามท่ีตา่ งๆ
๑.๕ มีความสะอาด สงบ ร่มร่ืน
๑.๖ มีห้องพระพทุ ธศาสนาหรือลานธรรม
๑.๗ ไมม่ ีสิง่ เสพตดิ เหลา้ บุหร่ี ๑๐๐ %

กลุ่มนิเทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจดั การศกึ ษา สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๒ 25

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนินงานเสริมสรา้ งคุณธรรมในสถานศึกษา “โรงเรียนวถิ ีพุทธ”

คุณค่าที่ได้รับ ได้คุณค่าด้านจิตใจ สะอาด สว่าง สงบ บรรยายภาพเอ้ือต่อการเรียนการ
สอนของโรงเรียนวิถีพุทธ เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ มีองค์พระครองใจ ไว้
สักการบูชา เป็นหลักธรรมในการเตือนจิต สุขภาพกายและจิตดี ฝึกฝนด้วยภาวนา มีห้องท่ีเป็น
สัดส่วน มีศีลห่างอบายมุข ทาชีวิตให้ประณีต สนองแนวนโยบายของรัฐ สร้างวินัย สังคมปลอด
อบายมุข สงิ่ เสพติด

๒. ดา้ นการเรียนการสอน ๕ ประการ
๒.๑ บรหิ ารจติ เจรญิ ปัญญา ก่อนเข้าเรยี น เชา้ บ่าย ทั้งครแู ละนักเรียน
๒.๒ บรู ณาการวิถีพุทธ ทกุ กลุม่ สาระ และในวันสาคัญทางพระพทุ ธศาสนา
๒.๓ ครพู านกั เรียนทาโครงงานคุณธรรม กิจกรรมจิตอาสาสัปดาห์ละ ๑ ครัง้
๒.๔ ครู ผู้บริหารและนักเรยี นทุกคน ไปปฏิบัตศิ าสนกิจทว่ี ัดเดอื นละ ๑ คร้งั มวี ัดเปน็ แหล่ง
เรยี นรู้
๒.๕ ครู ผูบ้ ริหารและนักเรยี นทุกคน เข้าคา่ ยปฏิบตั ธิ รรมอย่างน้อยปีละ ๑ ครงั้
คุณค่าทีไ่ ด้รบั ได้ฝกึ สมาธิ ฝกึ สติ ทาให้เกดิ ปัญญา สร้างวินยั ซึ่งจะนาไปสู่การมจี ิตอาสา
ของนักเรียนตอ่ ชุมชน ปลกู ฝงั นสิ ยั ความมนี ้าใจและจิตสาธารณะ นักเรียนได้แสดงออกถึงพฤติกรรม
ความร่วมมือกนั ในการช่วยเหลอื สังคม
๓. ด้านพฤตกิ รรม ครู ผบู้ ริหารโรงเรียน และนักเรยี น ๕ ประการ
๓.๑ รักษาศีล ๕
๓.๒ ยมิ้ ง่าย ไหว้สวย กราบงาม
๓.๓ ก่อนรบั ประทานอาหารจะมกี ารพิจารณาอาหารรบั ประทานอาหาร ไม่ดงั ไม่หก ไม่
เหลือ
๓.๔ ประหยัด ออม ถนอมใช้ เงิน และส่งิ ของ
๓.๕ มนี ิสัยใฝรุ ู้ สสู้ ่ิงยาก
คุณค่าท่ีไดร้ บั ทาชีวิตไดเ้ ป็นปกตสิ ขุ ไมเ่ บียดเบียนผู้อ่ืน สมาทานศลี หน้าเสาธง บูรณาการ
ครูประจาช้ันประเมินทุกวันก่อนเลิกเรียน ยิ้มง่าย ไหว้สวย ทาให้น่ารักน่าชื่นชม รักษาวัฒนธรรม
อันดีงามของไทย การพิจารณาอาหาร ไม่ดัง ไม่หก ไม่เหลือ ทาให้รู้จักความพอประมาณ มีสติ
กตัญญู ไม่หลง ในรส กล่ิน มีมารยาทในการรับประทานอาหาร การประหยัดอดออมถนอมใช้เงิน
และส่ิงของ ทาให้รู้จักใช้จ่ายอย่างพอเพียง รู้คุณค่าของคนและส่ิงของรู้จักการวางแผนในการใช้จ่าย
และมีนสิ ยั ใฝรุ ู้ ส่สู ง่ิ ยาก ทาให้มคี วามขยนั อดทน มีความเพียร ความพยายาม มงุ่ มัน่ สคู่ วามสาเร็จ
๔. ดา้ นการสง่ เสริมวถิ ีพุทธ ๘ ประการ
๔.๑ ไมม่ อี าหารขยะขายในโรงเรยี น
๔.๒ ไม่ดุ ด่า นกั เรยี น
๔.๓ ชนื่ ชมคุณความดี หน้าเสาธงทุกวนั
๔.๔ โฮมรมู เพอ่ื สะท้อนความรู้สึก เชน่ ความรู้สกึ ท่ไี ด้ทาความดี

กลุ่มนิเทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจดั การศกึ ษา สานักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต ๓๒ 26

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนนิ งานเสริมสร้างคุณธรรมในสถานศึกษา “โรงเรียนวิถีพุทธ”

๔.๕ ครู ผบู้ รหิ าร และนักเรียน มสี มดุ บนั ทึกความดี
๔.๖ ครู ผ้บู รหิ าร และนักเรยี น สอบไดธ้ รรมศึกษาตรเี ป็นอย่างนอ้ ย
๔.๗ บริหารจติ เจรญิ ปญั ญา ก่อนการประชมุ ทกุ ครั้ง
๔.๘ มีพระมาสอนอย่างสมา่ เสมอ
คุณค่าที่ได้รับ ทาให้มีสขุ ภาพดี รู้จกั เลือกรบั ประทานอาหารทด่ี มี ีประโยชน์ มีการช่ืนชม
ความดีทาให้เกดิ ความปล้ืมใจในสิง่ ที่ได้ทา พร้อมท้ังมสี มุดท่ีบนั ทึกความดคี อยย้าเตือนให้ทาดี รู้
หลกั ธรรม คาสอนในพระพุทธศาสนา สามารถแก้ไขปัญหา
๕. ด้านกจิ กรรมประจาวันพระ ๔ ประการ
๕.๑ ใส่เสื้อขาวทกุ คน
๕.๒ ทาบญุ ใส่บาตร ฟงั เทศน์
๕.๓ รับประทานอาหารมังสวิรตั ใิ นมื้อกลางวนั
๕.๔ สวดมนตแ์ ปล
คณุ ค่าท่ีไดร้ ับ ใสเสอ้ื ขาว เวน้ จากการปรุงแต่ง แสดงความร่วมใจ ใส่บาตร ฟงั เทศน์ เสยี สละ
เออ้ื เฟื้อ สร้างปัญญา ขัดเกลาจติ ใจ สรา้ งเสริมปัญญา อาหารมังสวริ ตั ิ รกั ษาศลี ความเมตตา กรุณา
เว้นจากการฆา่ สัตว์ สวดมนต์แปล ฝกึ สมาธิ เขา้ ใจซึ้งในพระธรรมคาสอน
อัตลกั ษณ์ ๒๙ ประการส่คู วามเป็นโรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ ทาใหโ้ รงเรียนมแี นวทางการพัฒนา
โรงเรียนทเี่ ปน็ รูปธรรมมากขึ้น สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน และมหาวิทยาลยั มหา
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ร่วมกันนา “อัตลักษณ์ ๒๙ ประการสคู่ วามเปน็ โรงเรยี นวิถีพุทธ” ไปเป็น
ตวั ชี้วดั ในการคดั เลอื กโรงเรียนวถิ ีพุทธชนั้ นามาอยา่ งต่อเน่ือง เพื่อรบั ใบประกาศเกียรติคุณ ยกย่อง
เชิดชู เกยี รติ จากมหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทัง้ น้ี เพ่อื ใหจ้ ดจาได้งา่ ย และเห็นภาพ
ชดั เจนขน้ึ จงึ ได้สรปุ เปน็ แผนภมู ิ ดงั นี้

กลมุ่ นิเทศ ตดิ ตามประเมินผลการจัดการศกึ ษา สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๒ 27

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนนิ งานเสริมสรา้ งคุณธรรมในสถานศึกษา “โรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ”

แผนภมู ิ “๒๙ ประการสู่ความเป็นโรงเรียนวถิ ีพทุ ธ”
ทีม่ า: http://www.vitheebuddha.com/maim.php?url=news_view&id=๒๒๒&cat=F

กลุ่มนเิ ทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจัดการศึกษา สานักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต ๓๒ 28

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนินงานเสริมสร้างคณุ ธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรียนวิถีพุทธ”

แนวปฏิบัติทด่ี ีของอตั ลักษณ์ ๒๙ ประการ

๑. มาตรฐานดา้ นกายภาพ แนวปฏิบัติท่ีดี (หมายเลข คือเกณฑใ์ ห้คะแนน)

ตัวช้วี ัด ๑. มปี ูายโรงเรียนวิถพี ุทธตดิ ไว้ภายในหอ้ งใดห้องหน่ึง
๑. มปี ูายโรงเรียนวิถีพุทธ ๒. มีปาู ยโรงเรยี นวิถีพุทธตดิ ไวห้ น้าอาคารใดอาคารหน่งึ
คานยิ าม: ปาู ยโรงเรียนวถิ พี ุทธมลี ักษณะ ๓. มีปาู ยโรงเรยี นวถิ ีพุทธติดไวห้ นา้ บริเวณโรงเรยี น
ดงั น้ี (ขนาด๑.๕ม. x ๘๐ซม.) ๔. มปี าู ยโรงเรยี นวถิ พี ุทธตดิ ไวห้ นา้ บรเิ วณโรงเรยี นเหน็
เดน่ ชดั
* ปาู ยโรงเรยี นวิถีพุทธมรี ายละเอยี ดในครบถว้ นดังตัวอยา่ ง

๒. มพี ระพุทธรูปบรเิ วณหน้าโรงเรียน ๑. มพี ระพุทธรปู บริเวณหนา้ โรงเรยี น
๒. มีพระพุทธรูปอยู่ในซุ้มบริเวณหนา้ โรงเรยี น
๓. มีพระพุทธรปู ประจาห้องเรยี น ๓. มีพระพุทธรปู อยใู่ นซุ้มบรเิ วณหนา้ โรงเรียนและเคร่ือง
บูชา
๔. มพี ระพุทธศาสนสภุ าษิตวาทะธรรม ๔. มพี ระพุทธรูปอยู่ในซุ้มบริเวณหน้าโรงเรียนมเี ครอ่ื งบชู า
พระราชดารัสตดิ ตามทต่ี า่ งๆ และใหน้ กั เรยี นไหวท้ กุ วนั

๑. มีพระพุทธรปู ประจาห้องเรียน
๒ .มพี ระพุทธรูปประจาห้องเรยี นอยู่ด้านหนา้ ในที่ทส่ี มควร
๓. มพี ระพุทธรูปประจาห้องเรียนอยดู่ ้านหน้าในทที่ ี่สมควร
และมกี ารทาความสะอาด
๔. มพี ระพุทธรูปประจาห้องเรียนอยู่ดา้ นหน้าในท่ีที่สมควรมี
การทาความสะอาดและมกี ารเคารพพระพุทธรูปเปน็ ประจา

๑. มพี ุทธศาสนสุภาษติ วาทะธรรมพระราชดารัสตดิ ตามที่
ตา่ งๆ
๒. มพี ุทธศาสนสภุ าษิตวาทะธรรมพระราชดารสั ติดตามที่
ต่างๆและมีการปรบั ปรุงอยเู่ สมอ
๓. มีพุทธศาสนสุภาษติ วาทะธรรมพระราชดารัสตดิ ตามที่
ต่างๆและมกี ารปรับปรุงอยูเ่ สมอโดยนกั เรยี นมีสว่ นรว่ มใน
การจัดทา
๔. มีพุทธศาสนสภุ าษติ วาทะธรรมพระราชดารัสตดิ ตามที่
ตา่ งๆและมีการปรับปรุงอยเู่ สมอโดยนักเรียนมสี ่วนร่วมใน
การจัดทาอยา่ งต่อเนอื่ ง

กลุม่ นเิ ทศ ตดิ ตามประเมินผลการจดั การศกึ ษา สานกั งานเขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต ๓๒ 29

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนินงานเสรมิ สรา้ งคุณธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรยี นวิถพี ทุ ธ”

ตวั ชี้วดั แนวปฏิบัติท่ดี ิ (หมายเลข คอื เกณฑ์ให้คะแนน)

๕. มคี วามสะอาดสงบร่มร่ืน ๑. มคี วามสะอาดสงบร่มรืน่ ในห้องเรียนและบริเวณโรงเรยี น

๒. มคี วามสะอาดสงบร่มรนื่ ในหอ้ งเรียนบริเวณโรงเรียนโดย

๓. มีความสะอาดสงบร่มรน่ื ในหอ้ งเรียนบรเิ วณโรงเรยี นโดย

ดาเนินการอย่างต่อเนอื่ งและนกั เรยี นมสี ่วนร่วม

๔. มีความสะอาดสงบรม่ รน่ื ในหอ้ งเรียนบริเวณโรงเรียนโดย

ดาเนินการอย่างต่อเนื่องและนกั เรียนมสี ่วนรว่ มทกุ คน

๖. มหี อ้ งพระพระพุทธศาสนาหรือ ๑. มหี อ้ งพระพุทธศาสนาหรอื ลานธรรม

ลานธรรม ๒. มหี ้องพระพุทธศาสนาหรือลานธรรมและมีตารางการใช้

๓. มหี อ้ งพระพุทธศาสนาหรอื ลานธรรมมีตารางการใชม้ กี าร

ใชจ้ รงิ

๔. มีหอ้ งพระพุทธศาสนาหรือลานธรรมมตี ารางการใชม้ กี าร

ใช้จริงและนักเรียนมีสว่ นร่วมในการดแู ลรกั ษา

๗. ไมม่ สี ่งิ เสพติดเหลา้ บุหรี่ ๑๐๐% ๑. มสี ่ิงเสพติดเหลา้ บุหรี่ในโรงเรยี นระหวา่ ง ๔๐ -๕๐ %

๒. มีสง่ิ เสพติดเหลา้ บหุ รี่ในโรงเรยี นระหวา่ ง ๒๐ -๓๙ %

๓. มีสง่ิ เสพตดิ เหล้าบหุ รี่ในโรงเรยี นระหวา่ ง ๑๐ -๑๙ %

๔. ไมม่ สี ่ิงเสพตดิ เหล้าบุหรี่ในโรงเรยี น ๑๐๐ %

๒.มาตรฐานด้านพฤติกรรมนกั เรียนครูผบู้ ริหารโรงเรยี น

๑.รักษาศีล ๕ ๑. ผบู้ รหิ ารครูนกั เรยี นต่ากว่าร้อยละ ๕๐ปฏบิ ตั ิได้ครบ ๕ข้อ

๒. ผ้บู รหิ ารครนู กั เรียนรอ้ ยละ ๕๐ -๖๙ ปฏบิ ตั ไิ ดค้ รบ ๕ ขอ้

๓. ผบู้ รหิ ารครูนักเรยี นร้อยละ ๗๐ -๘๙ ปฏิบัติได้ครบ ๕ ข้อ

๔. ผบู้ รหิ ารครนู กั เรยี นร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบตั ไิ ดค้ รบ ๕ข้อ

๒.ยมิ้ งา่ ยไหว้สวยกราบงาม ๑. นกั เรียนครแู ละผู้บรหิ ารต่ากว่ารอ้ ยละ ๕๐ ปฏบิ ตั ิ

๒. นักเรียนครูและผ้บู ริหารร้อยละ ๕๐ -๖๙ ปฏบิ ตั ิ

๓. นักเรียนครูและผบู้ รหิ ารร้อยละ ๗๐ -๘๙ ปฏิบัติ

๔. นกั เรยี นครแู ละผบู้ รหิ ารร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบตั ิ

๓. กอ่ นรับประทานอาหารจะมีการ ๑. นักเรยี นครแู ละผบู้ รหิ ารต่ากวา่ ร้อยละ ๕๐ ปฏบิ ัติ

พิจารณาอาหารรบั ประทานอาหารไมด่ ัง ๒. นักเรยี นครูและผู้บรหิ ารร้อยละ ๕๐ -๖๙ ปฏบิ ตั ิ

ไม่หกไม่เหลือ ๓. นกั เรียนครแู ละผูบ้ ริหารร้อยละ ๗๐ -๘๙ ปฏบิ ัติ

๔. นกั เรยี นครูและผูบ้ รหิ ารร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบัติ

ตัวชวี้ ัด แนวปฏิบตั ทิ ี่ดี (หมายเลข คือเกณฑใ์ หค้ ะแนน)

๔. ประหยดั ออมถนอมใชเ้ งินและ ๑. นักเรยี นครแู ละผบู้ รหิ ารต่ากวา่ ร้อยละ ๕๐ ปฏิบตั ิ
สิง่ ของ ๒. นกั เรียนครแู ละผูบ้ รหิ ารร้อยละ ๕๐ -๖๙ ปฏิบตั ิ
๓. นักเรยี นครแู ละผู้บริหารร้อยละ ๗๐ -๘๙ ปฏิบตั ิ
๔. นกั เรียนครูและผบู้ รหิ ารร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบตั ิ

กลุ่มนิเทศ ตดิ ตามประเมินผลการจัดการศึกษา สานักงานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต ๓๒ 30

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนินงานเสรมิ สรา้ งคุณธรรมในสถานศึกษา “โรงเรียนวถิ ีพุทธ”

ตวั ชีว้ ดั แนวปฏิบัตทิ ีด่ (ี หมายเลข คือเกณฑใ์ หค้ ะแนน)

๕. มีนิสัยใฝุร้สู ้สู งิ่ ยาก ๑.นักเรียนครูและผูบ้ รหิ ารต่ากวา่ รอ้ ยละ ๕๐ ปฏิบัติ

๒.นักเรียนครูและผู้บริหารรอ้ ยละ ๕๐ -๖๙ ปฏบิ ตั ิ

๓.นกั เรยี นครูและผูบ้ ริหารรอ้ ยละ ๗๐ -๘๙ ปฏิบตั ิ

๔.นักเรียนครูและผู้บรหิ ารรอ้ ยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบตั ิ

๓. มาตรฐานด้านกจิ กรรมประจาวนั พระ

๑. ใส่เสื้อสีขาวทุกคน ๑. ครูผ้บู ริหารนกั เรียนตา่ กวา่ ร้อยละ ๕๐ ปฏิบัติ

๒. ครผู ู้บริหารนักเรียนรอ้ ยละ ๕๐ -๖๙ ปฏบิ ตั ิ

๓. ครผู บู้ รหิ ารนักเรียนร้อยละ ๗๐ -๘๙ ปฏบิ ัติ

๔. ครผู บู้ รหิ ารนกั เรียนรอ้ ยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏบิ ัติ

๒. ทาบญุ ใสบ่ าตรฟังเทศน์ ๑. ครูผูบ้ รหิ ารนักเรยี นตา่ กว่ารอ้ ยละ ๕๐ ปฏิบตั ิ

๒. ครผู บู้ ริหารนักเรียนร้อยละ ๕๐ -๖๙ ปฏิบัติ

๓. ครผู ้บู ริหารนกั เรียนร้อยละ ๗๐ -๘๙ ปฏิบัติ

๔. ครูผบู้ ริหารนกั เรียนรอ้ ยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏบิ ตั ิ

๓. รบั ประทานอาหารมังสวิรตั ในมือ้ ๑. ครผู ู้บรหิ ารนักเรียนต่ากวา่ รอ้ ยละ ๕๐ ปฏิบตั ิ

กลางวัน ๒. ครูผู้บริหารนกั เรียนร้อยละ ๕๐ -๖๙ ปฏบิ ัติ

๓. ครูผ้บู ริหารนักเรียนรอ้ ยละ ๗๐ -๘๙ ปฏบิ ัติ

๔. ครผู ูบ้ ริหารนักเรยี นร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบตั ิ

๔. สวดมนตแ์ ปล ๑. ครผู บู้ ริหารนักเรยี นตา่ กวา่ รอ้ ยละ ๕๐ ปฏบิ ตั ิ

๒. ครูผูบ้ ริหารนักเรยี นรอ้ ยละ ๕๐ -๖๙ ปฏิบตั ิ

๓. ครผู ูบ้ รหิ ารนักเรียนรอ้ ยละ ๗๐ -๘๙ ปฏิบัติ

๔. ครูผู้บรหิ ารนักเรยี นร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบตั ิ

๔. มาตรฐานดา้ นการสง่ เสริมวถิ ีพทุ ธ

๑. ไม่มีอาหารขยะขายในโรงเรยี น ๑. ไม่มีอาหารขยะขายในโรงเรียนเปน็ บางวัน

๒. ไมม่ ีอาหารขยะขายในโรงเรยี นทุกวนั

๓. ไม่มอี าหารขยะขายในโรงเรยี นทุกวนั แต่นกั เรียนนามา

เอง

๔. ไม่มอี าหารขยะขายในโรงเรยี นทกุ วนั และปลูกฝังให้

นักเรียน ไมซ่ ้ืออาหารขยะนอกโรงเรียน

๒. ไม่ดุดา่ นกั เรียน ๑. มคี รู ผบู้ ริหาร ต่ากว่ารอ้ ยละ ๕๐ ปฏบิ ตั ิ

๒. มคี รู ผ้บู รหิ าร รอ้ ยละ ๕๐ -๖๙ ปฏบิ ตั ิ

๓. มีครู ผบู้ รหิ าร ร้อยละ ๗๐ -๘๙ ปฏิบตั ิ

๔. มคี รู ผบู้ ริหาร รอ้ ยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบัติ

กลมุ่ นเิ ทศ ตดิ ตามประเมินผลการจดั การศึกษา สานกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต ๓๒ 31

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนินงานเสริมสร้างคณุ ธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรียนวิถีพทุ ธ”

ตัวช้ีวดั แนวปฏบิ ตั ิทด่ี ี(หมายเลข คือเกณฑ์ใหค้ ะแนน)
๓. ชืน่ ชมคุณความดีหน้าเสาธงทุกวนั ๑. ปฏิบัติ โดยไม่เตม็ ใจ
๒. ปฏบิ ตั ิ โดยไมเ่ ต็มใจและทาตามคาสง่ั
๔. โฮมรูมเพ่อื สะท้อนความรู้สกึ เชน่ ๓. ปฏบิ ตั ดิ ้วยความเต็มใจ
ความรู้สกึ ท่ีไดท้ าความดี ๔. ปฏิบัติด้วยความเต็มใจ เห็นคณุ คา่ และโน้มน้าวให้
นักเรยี น ทาความดี
๕. ครู ผบู้ รหิ าร และนักเรยี น มสี มุด ๑. ปฏิบัติ โดยไมเ่ ต็มใจ
บันทึกความดี ๒. ปฏบิ ตั ิโดยไม่เต็มใจและทาตามคาสงั่
๓. ปฏิบัติดว้ ยความเต็มใจ
๖. ครู ผบู้ รหิ าร และนกั เรยี นสอบได้ ๔. ปฏิบัติดว้ ยความเตม็ ใจ เหน็ คณุ ค่า และโน้มนา้ วให้
ธรรมะศกึ ษาตรีเปน็ อยา่ งน้อย นกั เรยี นดี
๑ .ครู ผบู้ ริหาร นักเรียน ต่ากว่ารอ้ ยละ ๕๐ ปฏิบตั ิ
๗. บรหิ ารจิต เจรญิ ปัญญา ก่อนการ ๒. ครู ผู้บรหิ าร นกั เรยี น รอ้ ยละ ๕๐ -๖๙ ปฏบิ ตั ิ
ประชมุ ทกุ ครั้ง ๓. ครู ผบู้ ริหาร นกั เรียน รอ้ ยละ ๗๐ -๘๙ ปฏบิ ัติ
๔. ครู ผู้บรหิ าร นกั เรยี น ร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบัติ
๘. มพี ระมาสอนอยา่ งสมา่ เสมอ ๑ .ครู ผบู้ ริหาร นักเรยี น ตา่ กว่าร้อยละ ๕๐ ปฏบิ ัติ
๒. ครู ผบู้ ริหาร นักเรียน รอ้ ยละ ๕๐ -๖๙ ปฏบิ ตั ิ
๕. มาตรฐานการเรยี นการสอน ๓. ครู ผบู้ รหิ าร นักเรียน ร้อยละ ๗๐ -๘๙ ปฏิบตั ิ
๑. บรหิ ารจติ เจรญิ ปัญญา ก่อนเขา้ ๔. ครู ผู้บริหาร นกั เรยี น ร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏบิ ตั ิ
เรียน เช้า – บ่าย ท้งั ครู และนักเรยี น ๑. ครูและปฏบิ ัติ โดยไมเ่ ตม็ ใจ
๒. ครูและปฏบิ ตั ิ โดยไม่เต็มใจและทาตามคาส่ัง
๒. บรู ณาการวิถีพุทธทุกกลุ่มสาระและ ๓. ครแู ละปฏิบตั ิ ดว้ ยความเต็มใจ
ในวันสาคญั ทางพุทธศาสนา ๔. ครแู ละปฏบิ ัติ ดว้ ยความเตม็ ใจและเหน็ คณุ คา่
๑. นักเรียนได้เรียนกับพระ ต่ากว่าร้อยละ ๕๐
๒. นักเรยี นไดเ้ รียนกับพระ ร้อยละ ๕๐ -๖๙ ปฏบิ ตั ิ
๓. นกั เรยี นไดเ้ รยี นกบั พระ ร้อยละ ๗๐ -๘๙ ปฏบิ ัติ
๔. มนี ักเรยี นได้เรียนกบั พระ รอ้ ยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบตั ิ

๑. นักเรียน ตา่ กวา่ รอ้ ยละ ๕๐ ปฏิบตั ิ
๒. ครูและนักเรยี น รอ้ ยละ ๕๐ -๖๙ ปฏิบัติ
๓. ครูและนักเรยี น รอ้ ยละ ๗๐ -๘๙ ปฏิบัติ
๔. ครูและนกั เรียน รอ้ ยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบตั ิ
๑. มคี รู ต่ากว่าร้อยละ ๕๐ ปฏบิ ัติ
๒. มีครู รอ้ ยละ ๕๐ -๖๙ ปฏบิ ตั ิ
๓. มคี รู ร้อยละ ๗๐ -๘๙ ปฏบิ ัติ
๔. มคี รู ร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏบิ ตั ิ

กลุ่มนเิ ทศ ตดิ ตามประเมินผลการจัดการศึกษา สานักงานเขตพืน้ ท่ีการศกึ ษามัธยมศึกษา เขต ๓๒ 32

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนินงานเสรมิ สรา้ งคุณธรรมในสถานศึกษา “โรงเรยี นวิถีพุทธ”

ตัวชว้ี ัด แนวปฏิบัตทิ ี่ด(ี หมายเลข คอื เกณฑใ์ ห้คะแนน)

๓. ครพู านักเรยี นทาโครงงานคณุ ธรรม ๑. มีครู ตา่ กว่าร้อยละ ๕๐ ปฏิบัติ

หรือกิจกรรมจิตอาสา สัปดาห์ละ ๑ ครงั้ ๒. มคี รู ร้อยละ ๕๐ -๖๙ ปฏบิ ตั ิ

๓. มีครู ร้อยละ ๗๐ -๘๙ ปฏบิ ตั ิ

๔. มีครู ร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบตั ิ

๔. ครู ผบู้ ริหาร และนักเรียนทกุ คนไป ๑. ครู ผบู้ ริหาร นกั เรียน ตา่ กวา่ ร้อยละ ๕๐ ปฏิบตั ิ

ปฏิบัตศิ าสนกิจท่วี ัดเดือนละ ๑ ครง้ั มี ๒. ครู ผ้บู ริหาร นักเรียน รอ้ ยละ ๕๐ -๖๙ ปฏบิ ตั ิ

วดั เป็นแหลง่ เรียนรู้ ๓. ครู ผบู้ ริหาร นกั เรียน ร้อยละ ๗๐ -๘๙ ปฏิบตั ิ

๔. ครู ผบู้ ริหาร นกั เรยี น ร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบัติ

๕. ครู ผ้บู ริหาร และนักเรียนทุกคนเขา้ ๑ .ครู ผูบ้ ริหาร นกั เรียน ต่ากว่าร้อยละ ๕๐ ปฏบิ ัติ

คา่ ยปฏบิ ตั ธิ รรมอย่างน้อยปีละ ๑ คร้งั ๒. ครู ผู้บริหาร นกั เรยี น ร้อยละ ๕๐ -๖๙ ปฏิบตั ิ

๓. ครู ผบู้ ริหาร นกั เรียน ร้อยละ ๗๐ -๘๙ ปฏบิ ัติ

๔. ครู ผู้บริหาร นกั เรยี น ร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบัติ

กลมุ่ นิเทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจดั การศึกษา สานกั งานเขตพืน้ ทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต ๓๒ 33

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนนิ งานเสรมิ สรา้ งคุณธรรมในสถานศึกษา “โรงเรียนวถิ พี ทุ ธ”

โรงเรยี นวิถพี ุทธชนั้ นา เปน็ โรงเรยี นโรงเรียนวิถีพุทธท่ีมีผลงานดีเดน่ เป็นรูปธรรมท่ชี ดั เจนจน
เปน็ แบบอยา่ งไดแ้ ละมีการดาเนนิ การตามมาตรฐานและตวั ช้วี ัดตาม “อตั ลักษณ์ ๒๙ ประการใน
โรงเรียนวถิ พี ทุ ธ” อยา่ งชัดเจนมีผลงานให้เห็นเป็นทีป่ ระจักษด์ ังรายละเอยี ดต่อไปน้ี

๑. ดา้ นกายภาพ ๗ ประการ
๑.๑ มีป้ายโรงเรียนวิถพี ทุ ธ
ระดบั น้อยมปี ูายโรงเรียนวิถพี ทุ ธตดิ ไวภ้ ายในห้องใดห้องหนงึ่
ระดบั ปานกลางมปี าู ยโรงเรียนวถิ พี ุทธตดิ ไว้หนา้ อาคารใดอาคารหนึง่
ระดับดีมีปาู ยโรงเรียนวิถีพทุ ธติดไว้หน้าบริเวณโรงเรยี น
ระดบั ดีมากมปี ูายโรงเรียนวิถีพทุ ธติดไวห้ น้าบริเวณโรงเรียนเห็นเด่นชัด
๑.๒ มพี ระพุทธรปู หน้าโรงเรยี น
ระดับน้อยมีพระพุทธรปู บริเวณหน้าโรงเรยี น
ระดับปานกลางมีพระพุทธรูปอยใู่ นซุม้ บรเิ วณหน้าโรงเรียน
ระดับดีมีพระพทุ ธรปู อยูใ่ นซ้มุ บรเิ วณหน้าโรงเรยี นและเครอ่ื งบูชา
ระดบั ดีมากมีพระพุทธรปู อย่ใู นซ้มุ บริเวณหน้าโรงเรยี นเครือ่ งบชู าและใหน้ กั เรยี นไหว้

ทกุ วนั
๑.๓ มีพระพุทธรูปประจาห้องเรียน

ระดับน้อยมีพระพุทธรูปประจาหอ้ งเรยี น
ระดับปานกลางมีพระพุทธรูปประจาห้องเรยี นอยู่ด้านหนา้ ในที่ที่สมควร
ระดบั ดีมีพระพุทธรูปประจาหอ้ งเรยี นอยดู่ า้ นหนา้ ในท่ีทสี่ มควรและมีการทาความ
สะอาด
ระดบั ดีมากมีพระพทุ ธรูปประจาหอ้ งเรยี นอยูด่ า้ นหน้าในท่ที ่ีสมควรมกี ารทาความ
สะอาดและมี การเคารพพระพุทธรปู เป็นประจา
๑.๔ มพี ทุ ธศาสนสภุ าษติ วาทะธรรมพระราชดารสั ติดตามที่ต่าง ๆ
ระดับน้อยมพี ุทธศาสนสุภาษิตวาทะธรรมพระราชดารัสติดตามท่ีต่าง ๆ
ระดบั ปานกลางมีพุทธศาสนสุภาษติ วาทะธรรมพระราชดารสั ติดตามที่ตา่ ง ๆ และมี
การปรบั ปรุงอยเู่ สมอ
ระดับดีมพี ุทธศาสนสุภาษติ วาทะธรรมพระราชดารัสติดตามทีต่ า่ ง ๆ และมีการ
ปรับปรงุ อยู่ เสมอโดยนักเรยี นมีส่วนร่วม
ระดบั ดีมากมีพทุ ธศาสนสุภาษติ วาทะธรรมพระราชดารัสตดิ ตามที่ต่าง ๆ และมกี าร
ปรับปรงุ อยู่เสมอโดยนกั เรียนมีสว่ นร่วมในการจัดทาอยา่ งต่อเนอ่ื ง
๑.๕ มีความสะอาดสงบร่มร่ืน
ระดบั น้อยมคี วามสะอาดสงบร่มรืน่ ในห้องเรยี นและบรเิ วณโรงเรียน
ระดับปานกลางมีความสะอาดสงบร่มรนื่ ในห้องเรียนบริเวณโรงเรยี น โดยดาเนินการ
อยา่ งต่อเนอื่ ง
ระดับดีมีความสะอาดสงบร่มร่ืนในหอ้ งเรียนบริเวณโรงเรยี น โดยดาเนินการอยา่ ง
ต่อเนอื่ งและนักเรยี นมีสว่ นรว่ ม

กลมุ่ นเิ ทศ ตดิ ตามประเมินผลการจัดการศึกษา สานกั งานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต ๓๒ 34

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนนิ งานเสรมิ สรา้ งคุณธรรมในสถานศึกษา “โรงเรยี นวิถีพุทธ”

ระดบั ดีมากมีความสะอาดสงบรม่ รนื่ ในห้องเรียนบริเวณโรงเรียน โดยดาเนนิ การอย่าง
ต่อเนื่องและนักเรียนมสี ว่ นรว่ มทุกคน
๑.๖ มหี อ้ งพระพทุ ธศาสนาหรอื ลานธรรม

ระดบั น้อยมหี อ้ งพระพุทธศาสนาหรอื ลานธรรม
ระดบั ปานกลางมหี ้องพระพทุ ธศาสนาหรือลานธรรมและมตี ารางการใช้หอ้ ง
ระดบั ดีมหี อ้ งพระพุทธศาสนาหรือลานธรรมและมตี ารางการใชม้ ีการใช้จรงิ
ระดับดีมากมีห้องพระพุทธศาสนาหรือลานธรรมและมตี ารางการใช้มีการใช้จรงิ และ
นกั เรยี นมสี วนร่วมในการดูแลรักษา
๑.๗ ไมม่ ีสง่ิ เสพติดเหลา้ บุหรี่ ๑๐๐%
ระดบั น้อยมีส่งิ เสพติดเหล้าบุหร่ีในโรงเรยี นเกนิ ๔๐%
ระดับปานกลางมีระหว่าง ๒๐-๓๙%
ระดับดีมรี ะหว่าง ๑๐-๑๙%
ระดบั ดีมากไมม่ ีสิ่งเสพติดเหล้าบหุ รใ่ี นโรงเรียน ๑๐๐%

๒. ดา้ นกิจกรรมประจาวันพระ๔ประการ
๒.๑ ใส่เสอื้ สขี าวทุกคน

ระดับน้อยครูผูบ้ รหิ ารและนักเรยี นต่ากวา่ ร้อยละ ๕๐ ปฏิบัติ
ระดบั ปานกลางร้อยละ ๕๐-๖๙ ปฏิบตั ิ
ระดับดีร้อยละ ๗๐-๘๙ ปฏบิ ัติ
ระดับดีมากร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบัติ
๒.๒ ทาบญุ ใสบ่ าตรฟังเทศน์
ระดับน้อยครูผ้บู ริหารและนักเรียนตา่ กวา่ รอ้ ยละ ๕๐ ปฏิบัติ
ระดับปานกลางร้อยละ ๕๐-๖๙ ปฏิบตั ิ
ระดบั ดีร้อยละ ๗๐-๘๙ ปฏบิ ตั ิ
ระดับดีมากร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏบิ ตั ิ
๒.๓ รบั ประทานอาหารมังสวิรัติในมื้อกลางวนั
ระดบั น้อยครผู ู้บรหิ ารและนักเรยี นต่ากว่าร้อยละ ๕๐ ปฏบิ ัติ
ระดบั ปานกลางร้อยละ ๕๐-๖๙ ปฏิบตั ิ
ระดบั ดีร้อยละ ๗๐-๘๙ ปฏิบตั ิ
ระดับดีมากร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏบิ ัติ
๒.๔ สวดมนตแ์ ปล
ระดับน้อยครูผู้บริหารและนักเรยี นต่ากว่าร้อยละ ๕๐ ปฏิบตั ิ
ระดับปานกลางรอ้ ยละ ๕๐-๖๙ ปฏิบตั ิ
ระดบั ดีร้อยละ ๗๐-๘๙ ปฏิบัติ
ระดับดีมากร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบตั ิ

กลุ่มนเิ ทศ ตดิ ตามประเมินผลการจัดการศึกษา สานักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต ๓๒ 35

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนนิ งานเสรมิ สร้างคณุ ธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรยี นวถิ พี ุทธ”

๓. ด้านการเรยี นการสอน ๕ ประการ
๓.๑ บริหารจติ เจรญิ ปัญญากอ่ นเข้าเรยี นเชา้ บา่ ยทัง้ ครูและนักเรียน

ระดับน้อยครแู ละนักเรียนต่ากว่าร้อยละ ๕๐ ปฏบิ ัติ
ระดับปานกลางร้อยละ ๕๐-๖๙ ปฏบิ ตั ิ
ระดับดีร้อยละ ๗๐-๘๙ ปฏิบตั ิ
ระดบั ดีมากร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏบิ ัติ
๓.๒ บรู ณาการวิถีพทุ ธทุกกลมุ่ สาระและในวันสาคญั ทางพระพุทธศาสนา
ระดบั น้อยมีครตู ่ากวา่ ร้อยละ ๕๐ ปฏิบัติ
ระดบั ปานกลางมีครรู ้อยละ ๕๐-๖๙ ปฏบิ ตั ิ
ระดบั ดีมคี รรู ้อยละ ๗๐-๘๙ ปฏิบตั ิ
ระดบั ดีมากมีครูรอ้ ยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบัติ
๓.๓ ครพู านักเรียนทาโครงงานคณุ ธรรมกจิ กรรมจติ อาสาสปั ดาห์ละ๑คร้ัง
ระดับน้อยมีครตู า่ กวา่ รอ้ ยละ ๕๐ ปฏิบตั ิ
ระดับปานกลางมีครรู ้อยละ ๕๐-๖๙ ปฏบิ ตั ิ
ระดบั ดีมคี รูร้อยละ ๗๐-๘๙ ปฏบิ ตั ิ
ระดบั ดีมากมีครรู ้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบตั ิ
๓.๔ ครูผบู้ รหิ ารและนกั เรยี นทกุ คนไปปฏิบัตศิ าสนกิจท่วี ดั เดือนละ๑คร้ังมวี ัดเป็นแหล่ง
เรยี นรู้
ระดับน้อยครูผ้บู รหิ ารและนกั เรียนต่ากว่ารอ้ ยละ ๕๐ ปฏบิ ตั ิ
ระดับปานกลางรอ้ ยละ ๕๐-๖๙ ปฏิบัติ
ระดับดีร้อยละ ๗๐-๘๙ ปฏบิ ัติ
ระดับดีมากร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบัติ
๓.๕ ครผู ้บู ริหารและนกั เรียนทกุ คนเข้าคา่ ยปฏิบัติธรรมอย่างนอ้ ยปีละ ๑ ครัง้
ระดบั น้อยครผู ู้บรหิ ารและนกั เรยี นตา่ กว่ารอ้ ยละ ๕๐ ปฏบิ ตั ิ
ระดบั ปานกลางรอ้ ยละ ๕๐-๖๙ ปฏบิ ตั ิ
ระดับดีร้อยละ ๗๐-๘๙ ปฏิบัติ
ระดับดีมากร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏบิ ัติ

๔. ด้านพฤติกรรมครูผูบ้ รหิ ารโรงเรียนและนักเรยี น๕ประการ
๔.๑ รกั ษาศลี ๕

ระดบั น้อยครูผู้บรหิ ารและนกั เรยี นต่ากว่ารอ้ ยละ๕๐ปฏบิ ตั ิได้ครบ ๕ ข้อ
ระดบั ปานกลางร้อยละ ๕๐-๖๙ ปฏบิ ัติได้ครบ ๕ ข้อ
ระดับดีร้อยละ ๗๐-๘๙ ปฏิบัตไิ ด้ครบ ๕ ขอ้
ระดบั ดีมากร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏบิ ตั ิได้ครบ ๕ ข้อ
๔.๒ ย้มิ งา่ ยไหวส้ วยกราบงาม
ระดับน้อยครผู ู้บริหารและนักเรียนต่ากวา่ ร้อยละ ๕๐ ปฏิบัติ
ระดับปานกลางร้อยละ ๕๐-๖๙ ปฏบิ ัติ

กลุ่มนิเทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจัดการศกึ ษา สานักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต ๓๒ 36

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนินงานเสรมิ สรา้ งคณุ ธรรมในสถานศึกษา “โรงเรียนวิถพี ุทธ”

ระดบั ดีร้อยละ ๗๐-๘๙ ปฏบิ ตั ิ
ระดับดีมากร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏบิ ัติ
๔.๓ ก่อนรับประทานอาหารจะมีการพิจารณาอาหารรับประทานอาหารไม่ดังไม่หก
ไม่เหลือ
ระดบั น้อยครผู บู้ ริหารและนกั เรียนต่ากวา่ ร้อยละ ๕๐ ปฏิบตั ิ
ระดบั ปานกลางร้อยละ ๕๐-๖๙ ปฏบิ ตั ิ
ระดบั ดีร้อยละ ๗๐-๘๙ ปฏิบัติ
ระดับดีมากร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบัติ
๔.๔ ประหยดั ออมถนอมใช้เงินและสงิ่ ของ
ระดบั น้อยครผู ู้บริหารและนักเรียนต่ากวา่ รอ้ ยละ ๕๐ ปฏบิ ตั ิ
ระดับปานกลางรอ้ ยละ ๕๐-๖๙ ปฏิบัติ
ระดับดีร้อยละ ๗๐-๘๙ ปฏิบตั ิ
ระดับดีมากร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบัติ
๔.๕ มนี สิ ยั ใฝร่ ูส้ ู้สิ่งยาก
ระดับน้อยครูผบู้ ริหารและนักเรยี นต่ากว่าร้อยละ ๕๐ ปฏิบัติ
ระดับปานกลางรอ้ ยละ ๕๐-๖๙ ปฏิบัติ
ระดับดีร้อยละ ๗๐-๘๙ ปฏิบัติ
ระดับดีมากร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบัติ
๕. ดา้ นการส่งเสริมวิถพี ุทธ๘ประการ
๕.๑ ไม่มอี าหารขยะขายในโรงเรียน
ระดับน้อยไมม่ ีอาหารขยะขายในโรงเรยี นเป็นบางวัน
ระดับปานกลางไม่มีอาหารขยะขายในโรงเรียนทกุ วัน
ระดับดีไม่มีอาหารขยะขายในโรงเรียนทุกวันแต่นักเรียนนามาเอง
ระดบั ดีมากไม่มีอาหารขยะขายในโรงเรียนทกุ วนั และปลกู ฝงั ใหน้ ักเรียนไมซ่ อ้ื อาหาร
ขยะนอกโรงเรียน
๕.๒ ไมด่ ุด่านกั เรยี น
ระดับน้อยครผู ้บู ริหารต่ากว่ารอ้ ยละ ๕๐ ปฏิบตั ิ
ระดับปานกลางรอ้ ยละ ๕๐-๖๙ ปฏบิ ตั ิ
ระดบั ดีร้อยล ะ๗๐-๘๙ ปฏิบตั ิ
ระดบั ดีมากร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏบิ ตั ิ
๕.๓ ช่นื ชมคณุ ความดีหน้าเสาธงทกุ วัน
ระดับน้อยปฏบิ ัติโดยไม่เตม็ ใจ
ระดับปานกลางปฏบิ ัตโิ ดยไมเ่ ต็มใจและทาตามคาสง่ั
ระดบั ดีปฏบิ ตั ิด้วยความเตม็ ใจ
ระดับดีมากปฏบิ ัติดว้ ยความเต็มใจเหน็ คณุ คา่ และโน้มนา้ วให้นักเรียนทาตาม

กลุ่มนเิ ทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจดั การศึกษา สานกั งานเขตพื้นที่การศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต ๓๒ 37

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนินงานเสริมสร้างคุณธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรยี นวิถีพทุ ธ”

๕.๔ โฮมรมู เพ่ือสะท้อนความร้สู ึกเช่นความร้สู กึ ที่ไดท้ าความดี
ระดับน้อยปฏบิ ัติโดยไม่เต็มใจ
ระดบั ปานกลางปฏบิ ัตโิ ดยไมเ่ ต็มใจและทาตามคาส่ัง
ระดบั ดีปฏบิ ัตดิ ้วยความเตม็ ใจ
ระดบั ดีมากปฏิบตั ดิ ้วยความเต็มใจเห็นคณุ คา่ และโน้มน้าวให้นกั เรยี นทาความดี

๕.๕ ครผู ูบ้ ริหารและนักเรยี นมีสมุดบันทกึ ความดี
ระดบั น้อยครผู บู้ รหิ ารและนกั เรียนต่ากว่ารอ้ ยละ ๕๐ ปฏบิ ตั ิ
ระดับปานกลางรอ้ ยละ ๕๐-๖๙ ปฏิบัติ
ระดับดีร้อยละ ๗๐-๘๙ ปฏบิ ัติ
ระดับดีมากร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏิบัติ

๕.๖ ครผู ูบ้ ริหารและนักเรียนสอบได้ธรรมศึกษาตรีเป็นอย่างนอ้ ย
ระดบั น้อยครผู ู้บรหิ ารและนกั เรยี นตา่ กวา่ รอ้ ยละ ๕๐ ปฏบิ ัติ
ระดับปานกลางร้อยละ ๕๐-๖๙ ปฏบิ ตั ิ
ระดับดีร้อยละ ๗๐-๘๙ ปฏบิ ตั ิ
ระดบั ดีมากร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏบิ ัติ

๕.๗ บรหิ ารจติ เจริญปญั ญากอ่ นการประชุมทกุ คร้ัง
ระดับน้อยครผู ู้บริหารและนักเรียนต่ากวา่ ร้อยละ ๕๐ ปฏิบตั ิ
ระดับปานกลางร้อยละ ๕๐-๖๙ ปฏิบัติ
ระดับดีร้อยละ ๗๐-๘๙ ปฏิบัติ
ระดับดีมากร้อยละ ๙๐-๑๐๐ ปฏบิ ัติ

๕.๘ มพี ระมาสอนอย่างสม่าเสมอ
ระดบั น้อยมีนักเรยี นได้เรียนกับพระตา่ กวา่ ร้อยละ ๕๐
ระดับปานกลางมีนักเรียนไดเ้ รียนกบั พระร้อยละ ๕๐-๖๙
ระดับดีมีนักเรยี นได้เรียนกบั พระรอ้ ยละ ๗๐-๘๙
ระดับดีมากมนี ักเรยี นได้เรยี นกบั พระรอ้ ยละ ๙๐-๑๐๐

๓. โรงเรยี นวถิ พี ทุ ธพระราชทาน

โรงเรยี นวถิ พี ทุ ธพระราชทานเป็นโรงเรียนวิถีพทุ ธชน้ั นาทีด่ าเนินการตามมาตรฐานและ
ตัวชีว้ ัดของอัตลักษณ์ ๒๙ ประการในโรงเรียนวถิ พี ทุ ธและมนี วตั กรรมท่ีเป็นตวั ดาเนินงานอยา่ ง
ชัดเจนตามเกณฑ์ ช้ีวดั จนได้รับรางวลั พระราชทานจากสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าสยามบรม
ราชกุมารี

เกณฑก์ ารคัดเลือกโรงเรยี นวิถีพุทธพระราชทาน

เกณฑก์ ารพจิ ารณาใหค้ ะแนน ( คะแนนเต็ม ๑๕๐ คะแนน )

กลุม่ นิเทศ ตดิ ตามประเมินผลการจดั การศึกษา สานกั งานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษามัธยมศึกษา เขต ๓๒ 38

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนินงานเสรมิ สร้างคณุ ธรรมในสถานศึกษา “โรงเรยี นวิถพี ุทธ”

๑. การประเมินอัตลกั ษณ์๒๙ประการ ( ๑๐ คะแนน )

๒. การรบั ฟังความคิดเห็นจากผูม้ สี ว่ นเกย่ี วข้อง ( ๑๐ คะแนน )

๓. นวัตกรรม ( ๘๐ คะแนน )

๓.๑ นวัตกรรม /โครงการ/กิจกรรมมีความสอดคลอ้ งกับตัวชว้ี ัดด้านปัจจยั นาเข้า (Input)

( ข้อบง่ ชี้คณุ ภาพข้อใดข้อหนึ่งหรอื หลายข้อ) จานวน ๑ นวัตกรรม/โครงการ/กิจกรรม

( ๔๐ คะแนน )

หลักเกณฑใ์ นการพิจารณานวัตกรรม /โครงการ/กจิ กรรมดา้ นปัจจัยนาเข้า

๑. ความต่อเน่อื งของโครงการ ๕ คะแนน

๒. ความเปน็ นวตั กรรม ๕ คะแนน

๓. ความเปน็ วถิ ีพุทธ ๕ คะแนน

๔. ผลทเ่ี ปน็ รูปธรรมและสอดคลอ้ งกับข้อบง่ ชีค้ ณุ ภาพท่ีกาหนด ๒๐ คะแนน

๕. การเผยแพร่และสรา้ งเครือขา่ ย ๕ คะแนน

รวม ๔๐ คะแนน

๓.๒ นวัตกรรม/โครงการ/กิจกรรมท่ีมีความสอดคลอ้ งกับตัวชว้ี ัดด้านกระบวนการ (Process)

(ขอ้ บง่ ชีค้ ุณภาพข้อใดขอ้ หนง่ึ หรอื หลายข้อ) จานวน ๑ นวตั กรรม/โครงการ/กจิ กรรม

(เต็ม ๔๐ คะแนน)

หลกั เกณฑ์ในการพจิ ารณานวัตกรรม /โครงการ/กิจกรรมด้านกระบวนการ

๑. ความต่อเน่อื งของโครงการ ๕ คะแนน

๒. ความเปน็ นวตั กรรม ๕ คะแนน

๓. ความเปน็ วิถี ๕ คะแนน

๔. ผลทีเ่ ป็นรปู ธรรมและสอดคลอ้ งกับข้อบง่ ชี้คุณภาพที่กาหนด ๒๐ คะแนน

๕. การเผยแพร่และสร้างเครือขา่ ย ๕ คะแนน

รวม ๔๐ คะแนน

๔. การปฏิบัติธรรมวปิ สั สนากรรมฐาน (๕๐ คะแนน) เพื่อให้ผ้บู รหิ ารบุคลากรไดร้ ับการ

พฒั นาดา้ นจติ ใจมีสตแิ ละสมาธิในการทางานเพ่ือนาไปถา่ ยทอดแก่นกั เรียนต่อไป

๑. รอ้ ยละ ๘๐ ของบุคลากรเขา้ ปฏิบตั ธิ รรม ๑๐ คะแนน

๒. ความตง้ั ใจในการร่วมกจิ กรรม ๑๐ คะแนน

๓. การนากระบวนการไปถา่ ยทอดสู่นักเรียน ๑๐ คะแนน

๔. การปฎบิ ัติบูรณาการสู่วิถชี ีวติ บุคลากรนกั เรยี น ๑๐ คะแนน

๕. การขยายผลการต่อยอดและความย่ังยนื ๑๐ คะแนน

รวม ๕๐ คะแนน

ข้อบ่งชค้ี ณุ ภาพโรงเรียนวิถีพุทธพระราชทาน

ดา้ นปัจจัยนาเขา้ (Input)

๑. มวี ิถีชีวติ ทส่ี อดคล้องกับหลักพทุ ธธรรม (ลดละเลิกอบายมขุ ) ถือศีล ๕ และปฏิบตั ิตนเปน็

แบบ อยา่ งท่ีดี

๒. มพี รหมวิหารธรรมประจาใจ

กลุ่มนิเทศ ตดิ ตามประเมินผลการจัดการศกึ ษา สานักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต ๓๒ 39

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนินงานเสริมสรา้ งคณุ ธรรมในสถานศึกษา “โรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ”

๓. มีความซื่อสตั ยจ์ รงิ ใจในการทางาน
๔. มคี วามเข้าใจท่ีถกู ต้องในพระรัตนตรยั นบั ถือและศรทั ธาในพระพุทธศาสนา
๕. มีวิถชี ีวิตทส่ี อดคล้องกับหลกั พุทธธรรม (ลดละเลกิ อบายมุข) มศี ลี ธรรมและปฏิบัตติ นเปน็
แบบอยา่ งทด่ี ี
๖. มพี รหมวิหารธรรมมีความเป็นกลั ยาณมติ รมุ่งพัฒนาให้ผู้เรยี นเกดิ ความเจรญิ งอกงามตาม
หลกั ไตรสกิ ขา
๗. รเู้ ข้าใจหลกั การพฒั นาผเู้ รียนตามหลกั ไตรสิกขา
๘. มวี ิสยั ทศั นห์ รือปรัชญาพนั ธกิจเปูาหมายธรรมนูญหรอื แผนกลยทุ ธ์ที่มจี ุดเน้นในการพัฒนา
โรงเรยี นวิถพี ุทธ
๙. แต่งตงั้ คณะกรรมการท่ปี รึกษาหรือคณะกรรมการดาเนินโรงเรียนวถิ ีพทุ ธและบริหารการ
ดาเนินอย่างต่อเนื่องโดยผู้เกี่ยวข้อง (บรว) มีสว่ นร่วม
๑๐. ปลูกฝงั ศรัทธาสร้างเสริมปัญญาในพุทธศาสนาใหเ้ กิดข้ึนกบั บคุ ลากรและผเู้ กย่ี วข้อง

๑๑. ร่วมมอื กับผูป้ กครองวัดและชุมชนเพ่ือพฒั นาผเู้ รยี นและชมุ ชน
๑๒. มกี ารนิเทศกากบั ตดิ ตามการดาเนนิ งานโรงเรียนวถิ ีพุทธอยา่ งต่อเน่ือง
๑๓. มรี ะบบตรวจสอบประเมินผลและเปิดโอกาสให้มีการเสนอแนะอยา่ งเป็นกลั ยาณมิตร

เพ่ือพฒั นาอย่างตอ่ เนื่อง
๑๔. มหี ลกั สตู รสถานศึกษาหน่วยการเรยี นและแผนการจดั การเรยี นรู้ท่บี รู ณาการพุทธธรรม
ทุกกลุม่ สาระการเรยี นรู้
๑๕. จัดประดิษฐานพระพุทธรูปประจาโรงเรยี นและประจาหอ้ งเรยี นเหมาะสม
๑๖. มีปาู ยนเิ ทศปูายคตธิ รรมคาขวญั คุณธรรมจริยธรมโดยทว่ั ไปในบริเวณโรงเรียน
๑๗. สภาพโรงเรยี นสะอาดปลอดภัยสงบรม่ ร่ืนเรยี บง่ายใกล้ชิดธรรมชาติ
๑๘. บรเิ วณโรงเรียนปราศจากสิง่ เสพตดิ อบายมุขสิง่ มอมเมาทกุ ชนดิ
ด้านกระบวนการ (Process)
๑. จัดการเรียนรโู้ ดยบรู ณาการพทุ ธธรรมหรือหลักไตรสกิ ขาในทุกกลมุ่ สาระการเรียนรแู้ ละ
เชอื่ มโยงกบั ชีวิตประจาวนั
๒. สง่ เสรมิ ให้มกี ารนาหลักธรรมมาเปน็ ฐานในการคดิ วเิ คราะห์และแกป้ ญั หา
๓. จดั การเรียนร้ทู สี่ ่งเสรมิ ใฝรุ ้แู ละแสวงหาความรดู้ ว้ ยตนเอง
๔. จดั การเรยี นรอู้ ย่างมีความสุขท้ังผเู้ รียนรู้และผจู้ ดั การเรียนรู้
๕. จดั กจิ กรรมบริหารจิตเจรญิ ปัญญาทง้ั ในการเรยี นการสอนและในกิจกรรมการดารงชีวิต
ประจาวัน
๖. ใชส้ ่ือการเรียนรู้ทส่ี ่งเสรมิ การใฝุรู้และแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอยู่เสมอ
๗. นิมนตพ์ ระสงฆห์ รือเชญิ วทิ ยากรภูมิปัญญาทางพุทธศาสนาสอนนักเรยี นสม่าเสมอ
๘. จดั ใหน้ ักเรียนไปเรยี นรทู้ ่ีวัดหรือทีศ่ าสนสถานท่ีใช้แหลง่ เรียนรู้ของโรงเรียนอย่างต่อเน่ือง
๙. มกี ารวัดประเมนิ ผลตามสภาพจริงด้วยวิธีการท่ีหลากหลายครอบคลมุ ตามหลักภาวนา ๓
(กายศีลจติ ปัญญา) โดยมจี ุดประสงคเ์ นน้ เพ่อื พฒั นานกั เรียนต่อเนอ่ื ง
๑๐. สง่ เสริมความสมั พันธแ์ บบกลั ยาณมิตรอ่อนน้อมถอ่ มตนเคารพให้เกยี รตซิ ึง่ กันและกันยม้ิ

กลุ่มนเิ ทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจดั การศึกษา สานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต ๓๒ 40

เอกสารเสรมิ ความรู้: การดาเนินงานเสรมิ สรา้ งคณุ ธรรมในสถานศึกษา “โรงเรียนวิถีพทุ ธ”

แยม้ มี
เมตตาต่อกนั ทั้งครตู ่อนกั เรยี นครูตอ่ ครูนักเรียนต่อนักเรียนและครูต่อผปู้ กครอง
๑๑. สง่ เสริมบรรยากาศใฝรุ ้ใู ฝเุ รียนใฝุสร้างสรรค์
๑๒. ส่งเสริมบุคลากรและนักเรียนใหป้ ฏิบตั ิตนเป็นตัวอยา่ งท่ดี ตี อ่ ผู้อื่น
๑๓. ส่งเสริมยกยอ่ งเชดิ ชผู ้ทู าดีเปน็ ประจา
๑๔. ฝกึ ฝนอบรมให้เกดิ การกินอยู่ดฟู ังเปน็ (รู้เข้าใจเหตผุ ลและได้ประโยชน์ตามคุณค่าแท้
ตามหลกั ไตรสิกขา)
๑๕. ส่งเสริมกจิ กรรมการรบั ผิดชอบดแู ลรกั ษาพัฒนาอาคารสถานทีแ่ ละสง่ิ แวดล้อมอยา่ ง
สมา่ เสมอจนเป็นนสิ ยั
๑๖. สง่ เสรมิ ปฏิบัติกิจกรรมพระพุทธศาสนาอยา่ งเห็นคณุ ค่าร้เู ข้าใจเหตุผล
๑๗. จัดกิจกรรมสง่ เสริมการระลึกและศรัทธาในพระรัตนตรัยเปน็ ประจาและในโอกาสสาคัญ
อย่างต่อเน่อื งเปน็ วถิ ชี วี ิต
๑๘. สง่ เสริมใหท้ กุ คนมีสว่ นร่วมและคณุ ค่าในการรักษาและสบื ตอ่ พระพทุ ธศาสนา

ดา้ นผลผลติ (Output)
๑. บริโภคใชส้ อยปจั จยั สใี่ นปริมาณและคณุ ภาพทเ่ี หมาะสมไดค้ ุณคา่ แท้
๒. การดูแลร่างกายและการแต่งกายสะอาดเรียบร้อย
๓. ดารงชวี ิตอย่างเกอ้ื กูลสง่ิ แวดลอ้ ม
๔. มีศลี ๕ เป็นพืน้ ฐานในการดารงชวี ติ
๕. มวี นิ ัยมคี วามรับผดิ ชอบซ่ือสัตย์ตรงต่อเวลา
๖. สามารถพึ่งตนเองไดห้ รือทางานเลี้ยงชพี ดว้ ยความสุจรติ
๗. มีความกตญั ญรู ู้คุณตอบแทนคุณ
๘. มจี ติ ใจเมตตากรุณา (เอ้ือเฟอื้ เผ่ือแผแ่ บ่งปนั ต่อกัน)
๙. ทางานและเรียนร้อู ย่างต้ังใจอดทนขยนั หมน่ั เพียร
๑๐. มสี ุขภาพจิตดีแจม่ ใสร่าเรงิ เบิกบาน
๑๑. มีศรัทธาและความเข้าใจทถ่ี กู ต้องในพระรัตนตรัย
๑๒. รบู้ าปบญุ คุณโทษประโยชน์มใิ ชป่ ระโยชน์
๑๓. ใฝุร้ใู ฝศุ ึกษาแสวงหาความจริงและใฝสุ รา้ งสรรค์พฒั นางานอยู่เสมอ
๑๔. รู้เท่าทันแกไ้ ขปัญหาชวี ติ และการทางานไดด้ ว้ ยสตปิ ญั ญา

ดา้ นผลกระทบ (Outcome/Impact)
๑. บ้านและชุมชนมีสมาชิกที่เปน็ คนดีไม่ยุ่งเกย่ี วกบั อบายมุขเพิ่มขน้ึ
๒. ชุมชนมผี ชู้ ว่ ยเหลือในการพัฒนาชมุ ชนมากย่ิงข้นึ
๓. วัดไดศ้ าสนาทายาทและกาลังช่วยงานสง่ เสรมิ พระพุทธศาสนามากขึ้น
๔. โรงเรียนได้รับความไวว้ างใจเช่อื ม่ันศรทั ธาและไดร้ ับความรว่ มมือจากผมู้ สี ่วนร่วมที่

เกยี่ วขอ้ ง (บา้ นวัดราชการ)

กลมุ่ นิเทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจัดการศกึ ษา สานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษามัธยมศกึ ษา เขต ๓๒ 41

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนินงานเสรมิ สรา้ งคุณธรรมในสถานศกึ ษา “โรงเรียนวิถีพทุ ธ”

แนวปฏิบัตทิ ีด่ ีของมาตรฐาน
การดาเนนิ งานโรงเรยี นวิถีพุทธพระราชทาน

กลุ่มนเิ ทศ ตดิ ตามประเมินผลการจัดการศกึ ษา สานักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๒ 42

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนินงานเสริมสรา้ งคุณธรรมในสถานศกึ ษา “โรง

คมู่ อื มาตรฐานการดาเนินงานโรงเรยี นว
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น

กระทรวงศกึ ษาธิการได้สนบั สนนุ ให้สถานศึกษามีการพฒั นาคุณธรรมควบคู่ก
โรงเรียนวิถีพุทธ พร้อมท้ังจดั ทาเอกสารแนวทางการดาเนินงานโรงเรียนวิถพี ุทธ เพ่ือเป
วถิ ีพทุ ธ โดยกาหนดตัวชวี้ ัดการดาเนนิ งานโรงเรียนวิถพี ุทธไวอ้ ย่างชดั เจน ซง่ึ ไดผ้ ่านกา
มาตรฐาน คอื มาตรฐานด้านปัจจยั นาเขา้ มาตรฐานดา้ นกระบวนการ มาตรฐานดา้ นผ

เอกสารตวั ชวี้ ัดฉบบั น้ี จะเปน็ เครื่องมือทีช่ ว่ ยให้ผูบ้ รหิ ารโรงเรียนและครู สา
วถิ ีพุทธได้ชดั เจนและมปี ระสิทธภิ าพเพ่มิ ขึ้น

มาตรฐานท่ี ๑ ด้านปัจจยั นาเขา้ (Input)

องค์ประกอบตัวช้ีวัด

องค์ประกอบหลักที่ ๑.๑ บุคลากรมคี ุณลักษณะท่ดี ี

องค์ประกอบยอ่ ย ๑.๑.๑ ผูบ้ ริหาร

ตัวช้ีวดั ท่ี ๑.๑.๑.๑ มีวถิ ชี วี ิต ๔ หมายถึง ผู้บริหารมีวถิ ชี ีวิตสอดคล้องกบั หลกั

ที่สอดคล้องกับหลักพุทธธรรม อยา่ งสมา่ เสมอตลอดปี ลด ละเลิก อบายมุข ม

(ลด ละ เลกิ อบายมุข) ถอื ศลี ๕ ๓ หมายถึง ผู้บริหารมวี ิถชี ีวิตทีส่ อดคล้องกบั ห

และปฏบิ ตั ิตนเปน็ แบบอย่างที่ดี อยา่ งน้อย ๓ เดอื น และมีจติ ใจท่ดี งี าม

๒ หมายถงึ ผู้บรหิ ารมวี ิถีชวี ิตท่ีสอดคล้องกับห

ในโอกาสต่างๆ เช่น ทุกๆ วันพระ หรอื ทุก ๆ ว

๑ หมายถงึ ผบู้ รหิ ารมวี ถิ ีชีวิตท่ีสอดคล้องกบั ห

เป็นบางคร้งั บางโอกาสแลว้ แตค่ วามพอใจ

ตวั ชวี้ ดั ที่ ๑.๑.๑.๒. มพี รหมวิหาร ๔ หมายถึง ผู้บริหารมีพรหมวิหารธรรมประจา

กลุม่ นิเทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจดั การศกึ ษา สานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา เข

งเรยี นวถิ พี ทุ ธ”

วถิ พี ทุ ธพระราชทาน พ.ศ.๒๕๕๘
นพื้นฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

กับการพฒั นาทกุ ดา้ นอยา่ งองค์รวม โดยมีการส่งเสริมโครงการ
ป็นเครือ่ งมอื ในการนิเทศ กากบั ตดิ ตาม ประเมินผล การดาเนนิ งานโรงเรียน
ารพิจารณาจากผูท้ รงคุณวฒุ ิหลายคณะแลว้ ตวั ชวี้ ัด จะประกอบด้วย ๔
ผลผลิต และมาตรฐานดา้ นผลกระทบ
ามารถตรวจสอบ ทบทวนและประเมินผลการดาเนนิ งานการพัฒนาโรงเรยี น

ขอ้ บ่งช้ีคุณภาพ ระดับคณุ ภาพ
๔ ๓๒๑

กพทุ ธธรรม มกี ารปฏิบัตติ นตามศีล ๕ ได้ครบถว้ นทกุ ข้อ 43
มจี ิตใจท่ีดงี าม สามารถเป็นแบบอย่างท่ีดีแก่ผอู้ ื่นได้
หลักพุทธธรรม มีการปฏิบตั ิตนตามศีล ๕ ขอ้ ตดิ ตอ่ กนั

หลักพุทธธรรม มกี ารปฏบิ ัติตนตามศลี ๕ ได้ครบถ้วน
วนั หรือเดือนเกดิ ของตนเอง
หลักพุทธธรรม มีการปฏบิ ัติตนตามศีล ๕ ได้ครบถ้วน

าใจ เมตตา กรุณาต่อนักเรยี น ครู ผปู้ กครองและผทู้ ีม่ าติดต่อ

ขต ๓๒

เอกสารเสริมความรู้: การดาเนนิ งานเสริมสรา้ งคุณธรรมในสถานศึกษา “โรง

ธรรมประจาใจ หรือผรู้ บั บรกิ าร มีความยนิ ดีต่อผูท้ ่ีประสบควา
ความยตุ ิธรรมในการบรหิ ารจัดการศึกษาที่ครอ
ตัวชีว้ ดั ที่ ๑.๑.๑.๓. มคี วาม ๓ หมายถงึ ผบู้ รหิ ารมีพรหมวิหารธรรมประจา
ซอื่ สตั ย์ จริงใจใน การทางาน ผทู้ ปี่ ระสบความสาเร็จท้ังในและนอกองคก์ าร
การศกึ ษาท่ีครอบคลุมอย่างสม่าเสมอ
ตัวช้ีวดั ที่ ๑.๑.๑.๔. มีความเขา้ ใจ ๒ หมายถงึ ผบู้ ริหารมพี รหมวิหารธรรมประจา
ท่ถี ูกต้องในพระรตั นตรัย นับ ความสาเรจ็ ทงั้ ในและนอกองค์การ มีจติ ใจเป็น
ครอบคลุมอยา่ งสมา่ เสมอ
๑ หมายถงึ ผู้บริหารมพี รหมวิหารธรรมประจา
ความยุติธรรมในการบริหารที่ครอบคลุม

๔ หมายถึง ผู้บริหารมีความซื่อสตั ย์ต่อตนเอง ต
เปูาหมาย ในการพัฒนางานเพ่ือประโยชนส์ ว่ น
๓ ปีการศึกษา
๓ หมายถึง ผบู้ ริหารมีความซ่ือสัตยต์ นเอง ตอ่ ห
กาหนดเปาู หมายในการพฒั นางานเพ่ือประโยช
การศึกษา
๒ หมายถึง ผู้บริหารมคี วามซื่อสตั ย์ตอ่ ตนเอง ต
เปูาหมายในการพฒั นางาน เพือ่ ประโยชนส์ ่วน
๑ หมายถึง ผบู้ ริหารมคี วามซ่ือสัตย์ ต่อตนเอง
ในการพฒั นางาน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ด้วยค

๔ หมายถงึ ผ้บู ริหารมีความรู้ ความเขา้ ใจสามา
ประโยชนข์ องคุณงาม ความดี ความเชอ่ื มน่ั ในห

กลมุ่ นเิ ทศ ตดิ ตามประเมนิ ผลการจัดการศึกษา สานกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เข

งเรียนวถิ ีพทุ ธ” 44

ามสาเร็จท้ังในและนอกองคก์ ร มีจิตใจเป็นกลาง และมี
อบคลมุ อยา่ งสม่าเสมอ
าใจ เมตตา กรุณาตอ่ นักเรยี น ครู ผูป้ กครอง มีความยนิ ดีต่อ
มีจติ ใจเป็นกลาง และมีความยุตธิ รรมในการบริหารจดั

าใจ เมตตา กรุณาตอ่ นักเรียน ครู มคี วามยินดีตอ่ ผู้ที่ประสบ
นกลาง และมีความยตุ ธิ รรมในการบรหิ ารจัดการศึกษาท่ี

าใจ เมตตา กรณุ าต่อนักเรียน มีความยนิ ดีตอ่ ผูท้ ่ปี ระสบ

ต่อหน้าท่ี มีความจรงิ ใจในการทางานทุกกจิ กรรม กาหนด
นรวม ดว้ ยความโปร่งใส ตรวจสอบได้อยา่ งต่อเนอื่ งมากว่า

หน้าที่ มคี วามจรงิ ใจทางานทกุ กิจกรรม ตามขอบขา่ ยหนา้ ท่ี
ชนส์ ว่ นรวม ด้วยความโปรง่ ใส ตรวจสอบไดอ้ ยา่ งน้อย ๓ ปี

ต่อหน้าที่ มีความจริงใจในการทางานทุกกจิ กรรม มี
นรวม ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้อยา่ งนอ้ ย ๒ ปกี ารศึกษา

ต่อหนา้ ท่ี มีความจริงใจในการทางานทกุ กิจกรรม มเี ปูาหมาย
ความโปร่งใส ตรวจสอบได้อยา่ งนอ้ ย ๑ ปีการศึกษา
ารถอธิบายและแสดงออกถงึ ความศรัทธาในพระรตั นตรัย
หลักพระพุทธศาสนาซงึ่ เปน็ แนวทางในการพัฒนาชวี ิตท่ดี ี

ขต ๓๒


Click to View FlipBook Version