รูปแบบ
เครอื่ งประดบั อญั มณี
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ทมี่ า : https://www.pinterest.com/pin/566327721866898817/
2563
แผนกวชิ าเครอื่ งประดบั อญั มณี วทิ ยาลยั เทคนิคจนั ่ทบรุ ี
สถานบนั การอาชวี ศกึ ษาภาคตะวนั ออก
เรยี บเรยี งโดย : นางสาวสภุ าวติ า อยคู่ ง
0
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ววิ ฒั นาการของประวตั ิศาสตรศ์ ิลป์และการออกแบบศิลปะเครอื่ งประดบั ตะวันตก
วิวัฒนาการของประวัตศิ าสตร์ศลิ ป์และการออกแบบศลิ ปะเคร่อื งประดับตะวนั ตกตั้งแต่อดีตจนถงึ ปจั จุบัน มกี าร
การเริม่ ตน้ ท่ีมาจากการออกแบบและสรา้ งสรรค์ผลงานเคร่ืองประดับอย่างงา่ ยเน่ืองจากมีผลจากเครือ่ งมือหรือเทคโนโลยที ี่
ค้นพบในแตล่ ะชว่ งสมัย และสว่ นใหญ่มีแรงบันดาลใจมาจากการรู้จกั ธรรมชาติ การเรียนร้ขู องวถิ ชี วี ติ สงั คมท่มี ลี ักษณะ
อย่างงา่ ยไปจนถึงมีความซับซ้อนมากยิ่งขน้ึ ทาให้เกดิ การเปล่ียนแปลงตอ่ รปู แบบการออกแบบศลิ ปะเครื่องประดบั ซึ่งมี
ลกั ษณะการเปล่ยี นแปลงรปู แบบแบง่ เป็น 3 ลักษณะ ดังนี้
1. ลกั ษณะตน้ แบบโบราณ
2. ลกั ษณะการนาต้นแบบมาพัฒนาใหม่ หรือมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ
3. ลักษณะการออกแบบรูปแบบใหม่
4. ลักษณะการออกแบบขา้ มวัฒนธรรม
1. ลักษณะตน้ แบบโบราณ
รูปแบบศิลปะเครอื่ งประดบั ทมี่ ีลักษณะตน้ แบบน้ี ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบทเี่ กิดข้ึนในสมัยศิลปะเครอื่ งประดบั ยุคกอ่ น
ประวตั ศิ าสตร์ เน่ืองจากมนุษย์ได้เร่ิมต้นการเรียนรูช้ ีวติ มีประชากรมนุษยไ์ มม่ ากนัก ประกอบกบั การเดินทางของมนษุ ย์ยัง
เป็นไปได้ยาก ทาให้การลอกเลียนแบบรูปแบบซึ่งกันและกันยังไม่ถือกาเนิดออกมา ผู้ที่สร้างสรรค์งานศิลปะหรือรูปแบบ
เครื่องประดับ จะสร้างสรรค์ได้จากสิ่งท่ีเรยี นรู้ด้วยตนเอง เชน่ จากการสังเกตพืชพรรณธรรมชาติ จากการล่าสัตว์เพ่ือใช้ใน
การดารงชีวิตต่างๆ การดาเนินชีวิตประจาวัน เป็นต้น หลังจากเรียนรู้จงึ เกิดการทดลองดว้ ยตน้ เองหลายคร้ังหลายครา จน
เกิดกระบวนการในการออกแบบหรอื ผลิตส่งิ ท่ีคดิ สร้างสรรคไ์ ดอ้ ยา่ งแม่นยาในรปู แบบของตนเอง
เมื่อสังคมมนุษย์เข้าสู่ความเป็นอารยธรรม การส่ังสมประสบการณ์มาต้ังแต่ต้นจึงมีการดาเนินการอย่างเป็นแบบ
แผนมากขึ้น เริ่มมีกฎเกณฑ์ทางสังคม มีการแบ่งชนชั้นฐานันดร มีความเชื่อจากสิ่งที่มองไม่เห็นของธรรมชาติชัดเจนมาก
ยิ่งข้ึน วิถีเปล่ียนแปลงเหล่านี้ ได้ส่งอิทธิพลถึงการสร้างสรรค์ผลงานเครื่องประดับ เพื่อสนองต่อความเชื่อในส่ิงท่ีมนุษย์ได้
เผชิญอย่างหลีกเล่ียงมิได้ ความจาเป็นในการสร้างสัญลักษณ์เหล่านี้เป็นผลให้เกิดรูปแบบเคร่ืองประดับท่ีเป็นต้นแบบ มี
ลักษณะเอกลักษณเ์ ฉพาะในหมสู่ ังคมที่มนุษยไ์ ด้มปี ระสบการณ์ของตนเอง
ดังนั้นรูปแบบเครื่องประดับที่เป็นต้นแบบจึงมาจากรูปแบบอารยธรรมโบราณในเบื้องต้นก่อน จากการที่มนุษย์ยัง
เดินทางไม่ท่ัวถึงกันดีนกั รูปแบบจึงมลี ักษณะเป็นของตนเองสูง ทั้งวัสดุในการใช้ การผลิต รวมท้ังความเช่ือในเร่ืองรูปทรง
ต่างๆ
1
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
เคร่ืองประดับอียิปต์โบราณ เป็นตัวอย่างรูปแบบเคร่ืองประดับลักษณะต้นแบบโบราณชาวอียิปต์ ซึ่งมีความเช่ือ
เรือ่ งไสยศาสตรอ์ ยา่ งมาก และมีความคดิ ในการใช้สัญลักษณ์และอัญมณีสนองต่อความเช่ือดงั กลา่ ว ทาให้เกดิ ความเชือ่ ทว่ี ่า
ความดีงามท้ังหลายของเทพเจ้าจะถ่ายทอดสู่ผู้สวมใส่ อย่างเช่น รูปแมลง สการับ (Scarab) เป็นแมลงปีกแข็งคล้ายๆ
แมลงจุดจ่ี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสุริยเทพและการกลับชาติมาเกิด นับเป็นลวดลายที่นิยม รูปเหย่ียวก็ถือว่าเป็นสัญลักษณ์
ของสุรยิ เทพ งูเหา่ หรือ อเู รอุส (แมเ่ บีย้ ) เป็นสัญลักษณ์ของอียปิ ตต์ อนล่าง และพญาแร้ง หมายถงึ อียิปต์ตอนบน และเมื่อ
นาสัญลักษณ์ทั้ง 2 มารวมกันบนเคร่ืองแต่งศีรษะและอัญมณี หมายถึงการรวมอียิปต์ตอนล่างและตอนลนเข้าด้วยกันอยู่
ภายใต้อานาจของฟาโรห์เพียงองค์เดียว พระเนตรของ
กษัตริย์แห่งกาลจะแทนด้วยสัญลักษณ์รปู ดวงตามนุษย์ท่ี
ทาให้ดูผิดธรรมชาติ และใช้เป็นสัญลักษณ์ของดวงจันทร์
รูปดอกบัวบานหรือต้นปาปิรุสแย้มบาน รูปทรงสัตว์ ถูก
นามาดัดแปลงให้เป็นลวดลายประดับ (พรสนอง วงศ์
สิงห์ทอง,2547)
ภาพที่ 1 ภาพตวั อยา่ งเครอื่ งประดบั อยี ปิ ตโ์ บราณ
ท่ีมา : อาจารยส์ ุดารัตน์ สกุ าพฒั น์, รูปแบบการออกแบบเครอื่ งประดบั ท่ี
เปลย่ี นแปลงในประวัตศิ าสตรศ์ ิลป์
2. ลกั ษณะการนาตน้ แบบมาพัฒนาใหม่
หรือมาเปน็ แรงบนั ดาลใจในการออกแบบ
สืบเน่ืองมาจากสังคมมนุษย์มีการพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีที่สูงขึ้น ประกอบกับสังคมมนุษย์มีความซับซ้อน
มากข้ึน เกิดการค้าเสรี เกิดการเดินทางท่ีมีอิสระ เกิดการกระตุ้นความต้องการ ทั้งทางด้านความรู้สังคมมนุษย์อื่นๆ และ
ทางด้านวัตถุ ทาให้เกิดการศึกษาค้นคว้าอารยธรรมโบราณที่ปรากฏและไม่ปรากฏบนผืนโลกมากย่ิงขึ้น เมื่อมนุษย์ได้รู้จัก
อารยธรรมโบราณมากขึ้น จนผู้สร้างสรรค์ผลงานเคร่ืองประดับนามาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเคร่ืองประดับให้
สวยงามน่าประทับใจมากข้ึน ซึ่งสังคมได้ปรับสภาพเครื่องประดับจากความต้องการเพ่ือความเชื่อกลายมาเป็น
เครื่องประดับเพ่ือความงานเป็นท่ีเรียบร้อยแล้ว ความงดงามอันน่าประทับใจจากอารยธรรมเก่าได้เกิดความงดงามขึ้นใหม่
กลายเป็นต้นแบบของการออกแบบเคร่ืองประดับเป็นต้นมา โดยในเบ้ืองต้นเป็นการนารูปแบบมาประดิษฐ์ รูปแบบ
เครอ่ื งประดับทป่ี รากฏจึงมลี ักษณะใกลเ้ คียงกบต้นแบบ แต่มีความสวยงามและละเอยี ดลออมากยิ่งขึ้น เนือ่ งจากเทคโนโลยี
ในการผลิตได้มกี ารพฒั นาในทางทีด่ ีขนึ้ จงึ เป็นลักษณะทสี่ วยงามกว่าเป็นต้นแบบมาก
2
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
เครื่องประดับสไตล์อาร์ตเดกโค เป็นตัวอย่างรูปแบบเคร่ืองประดับที่มีลักษณะการนาต้นแบบมาพัฒนาใหม่ หรือ
มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเครื่องประดับยุคอาร์ตเดกโคน้ัน นักออกแบบจานวนมากในสมัยน้ันมีการใช้เส้นที่
คมชัด มีเหล่ียมมุมของตัวรูปทรงเครื่องประดับชัดเจน อันเป็นผลมาจากยุค
สมัยของการนาเครื่องจักรมาใช้งาน รูปทรงท่ีสร้างแรงบันดาลใจมักมาจาก
ธรรมชาติ ส่วนใหญ่เป็นรูปทรงเลขาคณิตท่ีมีเส้นรอบนอกคมชัด และยัง
คานึงถงึ ความสมดุลมากขน้ึ ด้วย ซ่ึงเปน็ หวั ใจสาคญั ทีแ่ สดงถึงความหนาแน่น
ทั้งรูปทรงและสีสันของอัญมณีท่ีจัดจ้าน ซึ่งเป็นจุดเด่นของอาร์ตเดกโค
รูปทรงท่ีมีรูปแบบกะทัดรัดและลวดลายทีไ่ ด้รับอิทธพิ ลจากวฒั นธรรมอียิปต์
โบราณ อาทิเช่น ลวดลายภาพวาดผนัง เครื่องประดับกาย เครื่องราง เป็น
ตน้ ซ่ึงจะเหน็ ได้ชดั เจนในแบรนด์เครอ่ื งประดับระดบั โลกอยา่ ง Cartier อาทิ
เชน่ เข็มกลดั แมลงทับ
ภาพที่ 2 ภาพตัวอยา่ งผลงานการออกแบบสไตลอ์ าร์ตเดกโคของ Cartier และVan Cleef&Arpel
ทมี่ า : อาจารย์สดุ ารัตน์ สกุ าพฒั น,์ รปู แบบการออกแบบเครอ่ื งประดับทเ่ี ปลย่ี นแปลงใน
ประวตั ิศาสตร์ศิลป์
3. ลกั ษณะการออกแบบรูปแบบใหม่
ในระหว่างท่ีมีการนาต้นแบบมาเป็นแรงบันดาลใจนั้น ศิลปะได้มีการพัฒนาขึ้นใหม่เร่ือยๆ อยู่เช่นกัน ทั้งรูปแบบ
ขนาดกับการออกแบบทม่ี ีอารยธรรมเก่ามาเป็นแรงบันดาลใจ กบั การออกแบบใหม่นาล้าหน้าข้ึนไป ซึ่งมีลักษณะต้นแบบที่
มีรูปแบบร่วมสมยั ใหม่ เน่อื งจากการพัฒนาทางสงั คมท่ีเร่ิมรจู้ ักกันมากขึ้น จากการท่ีได้พัฒนาเทคโนโลยที ่ียอดเย่ียมขึ้น จน
มนษุ ย์รุน่ อารยธรรมคาดไมถ่ ึง ประกอบกับอทิ ธพิ ลตา่ งๆ ล้วนมีความนา่ สนใจในการสร้างแรงบันดาลในใหม่
ดังน้ันการออกแบบเครื่องประดับรูปแบบใหม่ๆ จึงเป็นอีกพัฒนาการหน่ึงท่ีแสดงถึงความเจริญก้าวหน้าทาง
ความคิดในการออกแบบ เป็นการแสดงถึงช้ันเชงิ ของมนุษย์รุ่นหลังที่มีการสังเกตและความคิดสร้างสรรค์ท่ีมีความซับซ้อน
มากยิ่งข้ึน มีการเข้าสู่สุนทรียศาสตร์ท่ีเป็นสากลมากย่ิงข้ึน จัดเป็นการจินตนาการอันไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ต่อการ
ออกแบบศิลปะเครือ่ งประดบั ใหม้ ีความสวยงามและน่าสนใจต่อไปของมนษุ ย์
3
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ผลงานเคร่ืองประดับสไตล์อาร์ตนูโว เป็นตัวอย่างลักษณะการออกแบบรูปแบบใหม่ได้อย่างชดั เจน เครื่องประดับ
สไตล์อาร์ตนูโวเป็นเครือ่ งประดบั ที่แสดงความเคล่อื นไหว (free flowing movement) ก่อให้เกิด ความ มีชีวติ ชีวา ความสิ
เหน่หา (passion) เมอ่ื นาทุกองค์ประกอบ มารวมกนั แล้ว เกิดเปน็ โลกแห่งจนิ ตนาการ ท่ีแปลกแหวกแนว โดยนาธรรมชาติ
ร อ บ ตั ว ไ ม่ ว่ า จ ะ เ ป็ น แ ม ล ง , สั ต ว์ ท ะ เ ล , ด อ ก ไ ม้ ,
สัตว์เล้ือยคลาน รวมทั้ง มนุษย์ ใบหน้าหญิงสาว มาใช้เป็น
ลวดลายหลักส่วนเทคนิคท่ีนิยมมากในสไตล์อาร์ต นูโว คือ
เทคนิคการลงยา (enameling) และแบบท่ีใช้มากที่สุด ใน
การลงยาแบบ plique-a-jour ตัวอย่างเช่น ปีกแมลงปอ
ตามความ เป็นจรงิ นั้น จะใสแลดูเบา เมอ่ื นาการลงยาแบบที่
กลา่ วไว้มาใช้ จะใหค้ วามร้สู ึกเหมือนปีกแมลงจรงิ ๆ
ภาพท่ี 3 ภาพตวั อยา่ งผลงานของ René Laliqueนกั ออกแบบเคร่อื งประดบั
และเคร่ืองแกว้ สไตล์อารน์ ูโว
ที่มา : อาจารยส์ ดุ ารัตน์ สกุ าพฒั น,์ รูปแบบการออกแบบเครอ่ื งประดบั ที่
เปลย่ี นแปลงในประวตั ิศาสตร์ศิลป์
4. ลักษณะการออกแบบขา้ มวัฒนธรรม
เป็นรปู แบบเครื่องประดับท่ีเกิดขึ้นต้ังแต่มนุษย์เริ่มรู้จักเดินทางไปยังถ่ินอื่น ได้เห็นความแตกต่างระหว่างรูปแบบที่
ตนไม่เคยเห็น นักออกแบบเครื่องประดับหลายยุคได้นามาเป็นแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ดินแดนที่ใกล้บ้านเรือนเคียงไปจนถึง
ดินแดนที่คาดคะเนไม่ได้ มักเป็นรูปแบบที่สร้างชื่อเสียงให้กับ
นักออกแบบมาหลายชื่อ นอกจากแรงบันดาลใจแล้ว วิธี
กระบวนการผลิต หรือแนวคิดทางด้านวัตถุดิบ ได้เป็นสิ่ง
แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันด้วย ทาให้เกิดร่วมสมัยของรูปแบบ
หลายพืน้ ท่ี หรอื จัดเป็นการขยายรูปแบบไปยังดนิ แดนอนื่ ๆ ได้
ภาพท่ี 4 ภาพตัวอยา่ งผลงานการออกแบบเคร่อื งประดบั ลกั ษณะออกแบบขา้ ม
วัฒนธรรมของ Cartier , Van Cleef&Arpel และSteven Grotell โดยผลงานมี
ทมี่ าแรงบันดาลใจจากศลิ ปะจีนและญีป่ น่
ที่มา : อาจารยส์ ดุ ารตั น์ สกุ าพัฒน,์ รปู แบบการออกแบบเครือ่ งประดับที่
เปลยี่ นแปลงในประวัตศิ าสตรศ์ ิลป์
4
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
จากวิวัฒนาการในการพัฒนาการออกแบบศิลปะเคร่ืองประดับโดยรวม ครั้งเม่ือสังคมดั้งเดิมมีลักษณะความเป็น
เอกลักษณ์ จึงทาให้สังคมมนุษย์มีความแตกต่างกัน ต้ังแต่ทางกายภาพ ทางภูมิอากาศ จนสภาพทางสังคมและวัฒนธรรม
โลกได้แบ่งเปน็ ลักษณะตะวันตกและตะวันออก มีลักษณะดังกล่าวท่ีแตกต่างสูง โดยเฉพาะสังคมประเทศไทยและตะวนั ตก
ท่ีมีความแตกต่างกันเริ่มจากท่ีมีความแตกต่างกันมากจนมาถึงปัจจุบันที่มีความแตกต่างเบาบางลง เริ่มมีความเหมือนบาง
ประการท่สี งั คมเข้าใจรว่ มกนั มวี ถิ ชี ีวิตบางประการใกล้เคยี งกัน หรือเรยี กกันวา่ มีความเปน็ สากลท่ีสามารถเข้าใจซึ่งกนั และ
กันมากขึ้น รวมท้ังความงามของเครื่องประดับ ที่เข้าใจร่วมกันได้มากขึ้น มีความแตกต่างกันบ้างทางด้านรสนิยมและ
วัฒนธรรมทางสังคม จึงทาให้รูปแบบเครื่องประดับที่ปรากฏอยู่น้ัน มีท้ังรูปแบบไทยและรูปแบบตะวันตก นอกจากน้ียังมี
การกาหนดคุณลักษณะ หรือการกาหนด trend เพ่ือเป็นการกาหนดทิศทางการออกแบบเครื่องประดับให้มีลักษณะใน
ทิศทางเดยี วกันทง้ั โลกอีกด้วยเชน่ กัน
ภาพที่ 5 ภาพตัวอยา่ งผลงานการออกแบบเครื่องประดับ
ของDior, Boucheron, Cartier, George Jensen,
Bulgari คอล เลค็ ชัน่ ปี 2012 โดยผลงานมีทม่ี าแรงบนั ดาล
ใจจากศิลปะวัฒนธรรมตะวันออก
ท่มี า : อาจารย์สุดารตั น์ สกุ าพัฒน์, รปู แบบการออกแบบ
เครือ่ งประดับท่ีเปลีย่ นแปลงในประวตั ิศาสตรศ์ ลิ ป์
ภาพท่ี 6 ภาพตวั อยา่ งผลงานออกแบบเครือ่ งประดับของ
Dickson Yewn เปน็ ผลงานออกแบบเครอ่ื งประดบั ร่วมสมัย มี
การ ผสมผสานกลิน่ อายของความเป็นตะวนั ออก ศลิ ปะลวดลาย
จีนโบราณในงานสถาปัตยกรรมบวกกบั รปู ทรงสมัยใหม่
ท่ีมา : อาจารย์สดุ ารตั น์ สกุ าพฒั น์, รปู แบบการออกแบบ
เครื่องประดับทเี่ ปล่ยี นแปลงในประวตั ิศาสตรศ์ ลิ ป์
5
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3. 1ประวัตศิ าสตร์ศลิ ปะเคร่ืองประดับตะวันตกยคุ ก่อนประวตั ศิ าสตร์
เครื่องประดับในสมัยโบราณหรือในยุคก่อนประวัติศาสตร์ มนุษย์มีการสวมใส่เครื่องประดับและมีอัญมณีไว้เพ่ือความ
เช่ือเก่ียวกับส่ิงศักดิ์สิทธิ์และการรักษาโรค แต่การประดิษฐ์เครื่องประดับในสมัยโบราณมีข้อจากัดสูงมาก เพราะเคร่ืองมือใน
การผลิตเป็นแบบง่ายๆ ยากต่อการควบคุมรูปทรงของโลหะและรูปทรงของอัญมณี โลหะที่นิยมตามความเช่ือคือ ทองคา ซ่ึง
เป็นโลหะที่มสี ีเหลอื งอร่าม ไม่ลอกคาและสามารถนามาหลอมละลายทารูปทรงต่างๆ ไดง้ ่าย ส่วนอัญมณีทน่ี ิยม คือ อญั มณีกึ่ง
มคี า่ เช่น เทอร์คอยส์ แอมทิ ิส ลาปสิ ลาซรู ี่ อาเกท เปน็ ต้น
แต่เคร่ืองประดบั ประเภทร้อยเป็นเคร่ืองประดบั ประเภทแรก ที่มนุษย์นามาใช้เพื่อการตกแต่งร่างกาย แต่เดิมการร้อย
หินต่างๆ เกิดจากความเชื่อ เช่น เทพเจ้า หรือเพื่อเป็นการป้องกันภัยธรรมชาติ หรือเพื่อต้องการสร้างความม่ันใจในส่ิงท่ี
หวาดกลัวและมองไม่เห็น เป็นต้น แล้วจึงนามาร้อยเพื่อสามารถนาติดตัวอยู่ตลอดเวลาได้สะดวก หรือเพ่ือนามาใช้ทางใดทาง
หน่ึงตามความเช่ือของตนเอง ดังนน้ั ลูกปัดหรือเครื่องประดับประเภทร้อย จึงเป็นเคร่อื งประดับท่แี สดงถึงวัฒนธรรม โดยมีหิน
เหลา่ นี้เปน็ ตวั สอื่ ทช่ี ัดเจน
การแบ่งยคุ กอ่ นประวัตศิ าสตรม์ ีดังนี้
1. ยุค Paleolithic Period หรือยคุ หินเก่า อยใู่ นชว่ ง 33,000-10,000 ปกี ่อนคริสตศกั ราช
2. ยุค Neolithic Period หรอื ยคุ หินใหม่ อยใู่ นช่วง 10,000-1,000 ปกี อ่ นครสิ ตศกั ราช
3. ยุค Bronze Age หรือยคุ หินสาริด อย่ใู นชว่ ง 2,000-1,200 ปีก่อนคริสตศกั ราช
4. ยคุ Iron Age หรือยุคเหล็ก อยูใ่ นชว่ ง 1,200 ปกี ่อนครสิ ตศักราช
การค้นพบเครื่องประดับพบในช่วง 1.5 ล้านปีมาแล้วที่แอฟริกาตะวันออก ในช่วงก่อนยุคหินเก่าเป็นช่วงท่ีชาวยุโรป
ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในถ้า ในช่วงน้ีมีการร้อยลูกปัดเป็นเครื่องประดับท่ีมีขนาดใหญ่ ไม่มีความละเอียดประณีตมากนักบ้างแล้ว
ส่วนใหญ่ได้มาจากวัสดุธรรมชาติท่ีพบในบริเวณที่อาศัย เม่ือมาถึงยุคน้าแข็งอากาศเริ่มมีความหนาวเย็น แห้งแล้ง สัตว์และ
มนษุ ย์เรมิ่ มีการแสวงหาอาหารมากข้ึน จงึ เป็นชว่ งท่ีมนุษย์เริ่มศกึ ษาการล่าสัตวเ์ พือ่ ใชเ้ ปน็ อาหารและสงิ่ จาเปน็ ในการดารงชวี ิต
เมื่อเข้าสู่ชว่ งยุค Paleolithic Period หรือยุคหินเก่า อยู่ในช่วง 33,000-10,000 ปีก่อนคริสตศักราช พบเคร่ืองประดับทามา
จากระดูกสัตว์ ฟนั สตั ว์ ส่วนใหญเ่ ป็นจห้ี อ้ ยคอ เมือ่ มาถึง 31,000 ปกี ่อนคริสตศักราช การรอ้ ยลูกปัดได้ปรากฏเปน็ จานวนมาก
สร้างสรรค์อยา่ งสมัยใหม่ สงิ่ ท่หี ลงเหลอื มากท่ีสดุ เห็นจะเปน็ รปู ทรงง่ายๆ ตอ่ มาชาวยุโรปและชาวรัสเซยี ไดร้ วมห้าดนิ แดนหลัก
เข้าด้วยกัน ซ่ึงไดแ้ ก่ ยโุ รปตะวนั ตก (ทางใตข้ องชาวฝร่งั เศสและทางเหนือของสเปน) ดินแดนเมดเิ ตอร์เรเนียน (อติ าลีและสเปน
ตะวันออก) ศูนย์รวมยุโรป (เชคโกสโลวาเกีย เยอรมันนี และออสเตรีย) และรัสเซีย (แคว้นยูเครนทางตอนบนและศูนย์กลา ง
ของไซบีเรีย) มนุษย์เริ่มศึกษาหาความสมัยใหม่ ค้นหาความเป็นตัวของตัวเอง ซ่ึงเกิดจากการท่ียุโรปและเอเชียได้มีการ
เปรียบเทยี บผลงานซึ่งกนั และกนั จากการท่ีมนุษย์เริ่มรจู้ ักการเปน็ นกั เดินทาง
6
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ภาพที่ 3.1.1 ลกู ปดั อยู่ระหวา่ ง 45,000 ถึง 50,000 ปใี นยุคยุคสังคมอัลไพนต์ อนบน รปู ภาพ: Maksim Kozlikin
ที่มา: https://siberiantimes.com/other/others/news/n0789-paleolithic-jewellery-still-eye-catching-after-50000-years/
ยุค Paleolithic Period ก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับการผลิต
ประติมากรรมขนาดเล็ก (เช่นรูปป้ันหินแกะสลักของผู้หญิงรูปปั้นดินเหนียว
ของสัตว์และงานแกะสลักกระดูกและงาช้าง อ่ืนๆ) และภาพวาดการ
ออกแบบรอยบากและการสงเคราะห์บนผนงั ถา้
ภาพที่ 3.1.2 วนี สั แหง่ Willendorfช่วงปลายยคุ รา่ งทพ่ี บ Willendorf, โลวเ์ ออร์ออสเตรยี และเปน็
ทีร่ จู้ ักในนามของวนี สั แห่ง Willendorf รูปแกะสลักหินปนู แตเ่ ดมิ มีสีแดงสดสี 30,000-25,000 กอ่ นค
รสิ ตศกั ราช; ในพิพธิ ภัณฑป์ ระวัตศิ าสตรธ์ รรมชาติกรงุ เวยี นนา
ทม่ี า: https://www.britannica.com/event/Paleolithic-Period
หลังจากที่มนุษย์ได้ค้นพบไฟเมื่อ 23,500 ปีก่อนคริสตศักราช จึงเกิดส่ิงของต่างๆ ในลักษณะเซรามิค จึงได้มีการ
พัฒนาการร้อยเคร่ืองประดับที่มีคุณภาพมากข้ึน ลูกปัดเร่ิมมีลักษณะนามธรรมและเป็นเชิงสัญลักษณ์มากขึ้น เน่ืองจาก
มนุษย์ได้พัฒนาเป็นสังคมเป็นกลุ่มคนมากยิ่งขึ้นมีการแต่งงานกัน อาศัยอยู่รว่ มกัน จึงลดการลา่ สัตว์ลงมา ส่ิงที่ปรากฏ คือ
การค้นพบการใช้สัญลักษณ์ในการส่ือความหมาย เนื่องจากไดป้ รากฏการพัฒนาการวาดภาพพิธีการต่างๆ บริเวณฝร่ังเศส
ตะวนั ตกเฉียงใต้และภาคเหนือของสเปน ได้พบพวกฟันของหมาป่าเฮยี นา่ หมาจ้งิ จอก กวางเรนเดีย หมี และช้างแมมมอธ
ที่นามาแขวนรอ้ ยเรียงกันเปน็ สร้อย บางสว่ นได้กลายเป็นฟอสซิลไปแล้ว มีการเจาะรูตรงกลางไว้ร้อย บางชิน้ ได้นาเปลือก
หอยมารอ้ ย รวมถงึ สัตว์ทะเลที่มาจากเมดเิ ตอร์เรเนียน
7
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
เคร่ืองประดับที่มีรูปรา่ งเป็นนามธรรมและเชิงสัญลักษณ์ มีไว้เพื่อการเส่ียงโชคหรอื ภาวะอันตราย เพื่อใช้ในการล่า
และสัญลักษณเ์ หล่าน้ันก็มีความจาเป็นต่อความเชื่อของมนุษย์เป็นอย่างมาก และเร่ิมเป็นส่ิงของที่หายาก แต่จาเป็นต้องมี
โดยทามาจากวัสดุทีไ่ ดม้ าจากกาลา่ เป็นส่วนใหญ่ เชน่ กระดกู ฟัน เข้ียว และเปลือกหอย หรือสว่ นใดสว่ นหนึ่งของร่างกาย
สัตว์ เพ่ือนามาสวมใส่หรือเพื่อการควบคุมส่ิงที่อยู่เหนือธรรมชาติ เป็นการปรากฏท่ีแสดงถึงการเติบโตและแสดงความ
จาเปน็ ของมนุษย์มากย่งิ ขนึ้
เม่ือประมาณ 12,000 ถึง 11,000 ปี
ก่อนคริสตศักราช ค้นพบจี้ห้อยคอจานวนมาก
โดยนามาประดับตกแต่งกับเส้ือผ้า บางช้ินใช้
เปลือกไข่นกกระจอกเทศมาทาเป็นเคร่ืองประดับ
เมื่อมาถึง 12,500 ปีก่อนคริสตศักราช มีรูปร่าง
เหมอื นพายและมีลูกปัดกระดกู ที่แกะสลกั จานวน
มากมาย
ภาพท่ี 3.1.3 ลกู ปัดเปลือกไข่ Ostich จาก Border Cave ในแอฟรกิ าใตล้ งวนั ท่ี 44,856-41,010 รูปภาพ: Lucinda Backwell
ทมี่ า: https://siberiantimes.com/other/others/news/n0789-paleolithic-jewellery-still-eye-catching-after-50000-years/
ยุค Neolithic Period หรือยุคหินใหม่ อยู่ในช่วง 10,000-1,000 ปีก่อนคริสตศักราช ท่ีเมืองลิบยาพบลูกปัดมี
รปู รา่ งเป็นแผ่นกลม และทามาจากเปลือกไขน่ กกระจอกเทศเช่นเดียวกัน ต่อมามนษุ ยม์ ีความทันสมัยทีจ่ ะสร้างสิ่งของตาม
วัฒนธรรมตนเองมากข้ึน ได้รวมกันเป็นองค์กร มีพฤติกรรมทางพิธีการ มีความ
ละเอียดออ่ น มนุษยจ์ ึงเข้ากับธรรมชาตขิ องโลกได้ดี เชน่ กะโหลกศีรษะหมีนามา
จดั วางรอบๆ หลมุ ฝงั ศพ และฝังดินแดงรวมท้งั อาหารอ่ืนๆ เครอื่ งมือและดอกไม้
สดลงไปด้วย โดยมีแนวความคิดชีวิตหลังความตาย บางส่ิงก็เป็นการมีชีวิตของ
มนุษย์ ต้องการสัญลักษณ์ที่เป็นถาวร หลังจากที่ทาพิธีกรรมไปแล้ว จะมีเคร่ือง
ตกแต่งที่ทามาจากผลเบอร์ร่ีและเมล็ดพันธ์ุพืช กระดูก เปลือกหอย และหิน มา
รอ้ ยเป็นสัญลกั ษณ์ของพิธีกรรมเหล่านน้ั ดว้ ย
ภาพท่ี 3.1.4 เครอ่ื งประดบั จากกระดกู ฟนั สตั ว์และเปลอื กหอยทะเล
ทม่ี า: http://www.ime.gr/chronos/01/en/nl/culture/jewellery.html
8
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
การออกแบบเคร่ืองประดับท่ีมีแนวความคิดแบบนามธรรม จัดเป็นวัฒนธรรมที่น่ายกย่องเน่ืองจากเริ่มไม่ฆ่าสัตว์
หรือทาร้ายสัตว์ แต่ใช้วัสดุท่ีมีแนวความคิดเพ่ือศักดิ์ศรี การป้องกันตัว ความกล้าหาญ อานาจ และความสวยงามมากข้ึน
เครื่องประดับจึงมีแตค่ วามสวยงามท่ีเป็นเอกลกั ษณ์เฉพาะตน กิจกรรมของมนุษย์มีความทันสมยั มากข้นึ ช่วยเหลือตนเอง
ได้และมีการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ในระหว่างความสัมพันธ์ของรูปแบบ น้าหนัก และการแสดงของรูปทรง จึงได้มีช่างทาส่ิง
ตกแต่งเหล่านดี้ ้วย ซึง่ เครอ่ื งมอื ส่วนใหญท่ ามาจากกระดกู เขาสัตว์
และหนังสัตว์ ใหม้ ีรปู ทรง ส่วนเวา้ และแกะสลกั กระดูก และมีการ
ออกแบบรูปทรงให้เขา้ กับเจ้าของด้วยเช่นกัน
ภาพท่ี 3.1.5 Examples of personal ornaments used by the first European
farming societies. (Courtesy of Le Taï―Toulouse University, Essenbach-
Ammerbreite―Archäologische Staatssammlung München/Copyright:
Solange Rigaud)
ท่มี า: https://www.futurity.org/neolithic-farmers-hunters-jewelry-893942/
การร้อยสร้อยคอที่โดดเด่นคือ การร้อยสร้อยคอด้วยกระดูกแบบ Ibex เม่ือประมาณ 11,000 และ 10,000 ปี
ก่อนคริสตศักราช มีการต้ังรางวัลให้กับการตกแต่งท่ีสวยงาม นักออกแบบสนุกสนานกับการสร้างสัญลักษณ์ในรูปแบบ
ต่างๆ มีทั้งเพ่ือศาสนาและเพื่อการเล่นตามฤดูกาล โดยมีการพัฒนาความรู้ การคิด โดยเฉพาะเรื่องการใช้เคร่ืองมือต่างๆ
ในการทางานที่มีการยืดหยุ่น มีการใช้วัสดุธรรมชาติอย่างหลากหลาย ตัวอย่างเช่น กระดูก เขากวาง และงาช้าง วัสดุดิบ
ต่างๆ ล้วนได้มาจากการล่าสัตว์ เครื่องมือชนดิ พิเศษท่ีจาเป็นใช้คือ เหล็ก ซึ่งใช้ในการแกะสลัก มีความแข็งแรง คม มีขอบ
ท่ีใช้ในการจัด ตัดได้ดี สามารถใช้กบั วสั ดุทมี่ ีรูปร่างอ่ืนๆ ได้อีก นอกจากน้ีเคร่ืองมือต่างๆ ยงั มิใช่เป็นเครื่องมือเพือ่ ใชใ้ นการ
ฆ่าสัตว์หรือการตัดเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่เพ่ือใช้ในการผลิตเครื่องมืออ่ืนๆ ท่ีมีความจาเป็นต่อการแกะสลักอีกด้วย
หลงั จากนั้นชา่ งฝมี อื ได้พัฒนาเทคนิคการเจาะหนิ ให้อยู่ตรงกลางได้ เป็นความพยายามทางเทคนคิ ทสี่ าคญั อีกเทคนิคหน่ึง
ภาพท่ี 3.1.6 Examples of personal ornaments used by the last
European foraging societies. View larger. (Courtesy of El Mazo and
El Toral III—University of Cantabria, La Braña-Arintero―Servicio de
Cultura de León, Hohlenstein-Stadel―Ulmer Museum, Groβe
Ofnet―Archäologische Staatssammlung München,
Vedbaek―Danish National Museum/Copyright: Solange Rigaud)
ทมี่ า : https://www.futurity.org/neolithic-farmers-hunters-jewelry-
893942/
9
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ระหว่าง 8,000 และ 6,500 มีก่อนคริสตศักราช เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์จากการหาอาหารจนมาถึงการผลิตอาหาร
ได้เอง มีชีวิตเป็นหมู่บ้าน จึงมีวัสดุมากมาย มีการค้า มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะมีการปลูกข้าธัญพืช ข้าวเบอร์เล่ เล้ียงหมู แพะ
และแกะ โดยเฉพาะบริเวณแม่น้าไทกริส ตลอดมาจนถึงทางตอนเหนือของกรีก ส่วนทางแม่น้าบริเวณเมโสโปเตเมีย ส่วน
ใหญ่ทาเป็นรูปแบบเมืองแล้ว ได้ก่อสร้างโดยใช้ดินและหิน ส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมที่มีรูปร่างแบบถาวร มีระดับของ
ชา่ งฝีมือ มีการทาอาวุธและเครื่องมือเป็นโลหะ มีการค้าขายหิน ทาใหส้ ังคมมีการแลกเปลี่ยนทางวฒั นธรรมมากขึ้น ทาให้
วัตถุดิบบางชนิดเร่ิมมีการขาดแคลน โดยเฉพาะวัสดุท่ีมีความทนทานและความเรียบง่ายของวัตถุดิบ กลายเป็นมูลค่าทาง
การคา้ สนองต่อความตอ้ งการ มีการผลติ ใหเ้ ลก็ ลง มีมาตรฐาน และคานงึ ถึงขนาด ความยากในการผลิต ความหายากของ
วัตถุดิบเป็นสิ่งที่ช่วยให้การค้ามีเครือข่าย มีการใช้เงินสดเพ่ือการเดินทางและแสดงถึงความทันสมัยของเทคโนโลยีทาง
การคา้ ดว้ ย และเคร่อื งประดบั รปู แบบต่างๆ ได้กลายเปน็ สนิ คา้ ทส่ี าคญั ของพอ่ คา้
ยุค Bronze Age หรือยุคหินสาริด อยู่ในช่วง 2,000-1,200 ปีก่อนคริสตศักราช ช่างเทคนิคหรือผู้ท่ีสร้างสรรค์
ผลงานเคร่ืองประดับได้รับการพัฒนาอย่างสูง มีการศึกษาการทาเครื่องประดับเป็นการเฉพาะ เน่ืองจากมีกิจการทาง
การค้าเป็นกิจกรรมกระตุ้นให้มนุษย์เร่งในการพัฒนาศักยภาพให้มีคุณภาพเป็นไปตามความต้องการของตลาด น อกจาก
ทางด้านการค้าแล้วสงั คมและวัฒนธรรมไดร้ ว่ มเกนิ การเปลี่ยนแปลงดว้ ย
เคร่ืองประดับในยุคหินสาริดน้ีเป็นส่ิงของท่ีเร่ิมเกิดการขาดแคลน
จึงมีการเสาะแสวงหาเพื่อเป็นการสร้างมูลค่าทางการค้า ความทนทานของ
วัตถุดิบและความหายากของวัตถุดิบกลายเป็นสิ่งท่ีต้องการ การผลิต
เคร่ืองประดับจึงมีขนาดเล็กลง และมีการสร้างมาตรฐานของเครื่องประดับ
การแลกเปลี่ยนสินค้าหรือการค้าขายแบบส่งออกและนาเข้าจึงเริ่มเกิดข้ึน
ในยุคน้ี เช่น การแลกเปลี่ยนทองแดง เหล็ก กบั อาพัน ซ่งึ เร่ิมเป็นสนิ ค้าหาก
ในบอลติก การทาลูกปัดแก้วในยโุ รปเพือ่ เป็นสนิ ค้าแลกเปลี่ยน เป็นต้น
ภาพที่ 3.1.7 Examples of Bronze Clothing Pin, Northern Europe.
ทม่ี า: https://www.langantiques.com/university/bronze-age/
ในช่วงยุคหนิ สาริดน้ีไดเ้ กิดอารยธรรมโบราณในขนั้ ต้นขึน้ แล้ว และ
เม่ือเข้าสู่ยุค Iron Age หรือยุคเหล็ก อยู่ในช่วง 1,200 ปีก่อนคริสตศักราช
อารยธรรมโบราณอาณาจักรต่างๆ ล้วนต่างสร้างความเจริญในอารยธรรม
ของตนเอง และมีช่างฝีมือในการผลิตเครื่องประดับเพ่ือผลทางสังคมตาม
ความเชื่อและตามรสนิยมความงามของสังคมของตน ดังน้ันศิลปะ
เครื่องประดับในอารยธรรมต่างๆ เหล่านี้จึงจัดเป็นสีสันของศิลปะ
เครอ่ื งประดบั เปน็ อย่างยงิ
ภาพท่ี 3.1.8 Examples of Dolphin brooch
ท่มี า: https://www.mylearning.org/stories/hallaton-treasure-and-the-romans/516
10
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3.2 ประวัติศาสตร์ศลิ ปะเครอื่ งประดบั อารยธรรมโบราณ
3.2.1 ศิลปะเคร่ืองประดับอียิปต์ (Egypt)
ช่วงเวลา 2,000 ปีก่อนคริสตศักราช มีการใช้แหวนคร้ังแรกในสมัยอียิปต์โบราณ ออกแบบโดยการใช้เส้นลวด
ทองคามาขดเป็นลวดลาย มีหลายขนาดตามนิ้วมือ และมีกาไลมือ แต่การขุดค้นพบเครื่องประดับอียิปต์ที่มีชื่อเสียง คือ
การค้นพบสุสานตูตันคาเมน ซึ่งมีอายุเม่ือประมาณ 1,350 ปีก่อนคริสตศักราช จัดเป็นการค้นพบที่ทาให้การออกแบบ
เคร่อื งประดบั มีรูปแบบท่ีน่าสนใจยิง่ ขน้ึ เน่อื งจากเป็นศลิ ปะทม่ี ีเอกลักษณ์เฉพาะของอยี ปิ ต์น้นั เอง
ศลิ ปะอียิปตเ์ ป็นศิลปะโบราณท่ีเปน็ ท่ีรจู้ กั กันดี เป็นศลิ ปะที่มีความเกา่ แกท่ ส่ี ุด และมีอทิ ธิพลต่อศิลปะต่างๆ ของ
ตะวันตกเป็นอยา่ งย่ิง เนื่องจากการขดุ ค้นพบส่งิ ของมีคา่ สุสานฟาโรหต์ ุตันคารเ์ มน ทาให้โลกได้เห็นถึงความน่าอศั จรรยข์ อง
ศิลปะอียิปต์ที่มีความงดงามเป็นอย่างย่ิงและแสดงถึงอารยธรรมอันเก่าแก่ท่ีมีค่ายิ่งอารยธรรมอียิปต์โบราณได้แบ่ง
ประวตั ิศาสตรอ์ อกเป็น 3 ยคุ ใหญ่ๆ ได้แก่
1) ยคุ Old Kingdom หรือยคุ อาณาจกั รเก่า อยู่ในช่วง 3,000-2,700 กอ่ นครสิ ตศกั ราช
เมื่อประมาณ 3,000-2,700 ก่อนคริสตศักราช เป็นยุคแรกของอาณาจกั รอียปิ ต์ มีเมืองเมมฟีสเป็นศูนยก์ ลาง
มีการแบ่งชนช้ันฐานะ ดงั นน้ั การสร้างทอ่ี ยอู่ าศยั จึงมกี ารแบ่งตามชนช้ัน เช่น สรา้ งด้วยไม้กบั ต้นกก หรือสร้างด้วยอิฐโคลน
และฉาบปนู ทาให้เกิดมาสตาบา หลมุ ฝงั ศพรูปแท่งส่ีเหลี่ยมผืนผ้า และตอ่ มาจงึ มีการพัฒนาสสุ านแบบปริ ะมดิ โดยมีขนาด
สุสานที่ใหญ่ข้ึน และสร้างซ้อนข้ึนไปเป็นช้ันๆ และต่อมารจึงจะเป็นแบบเรียบอย่างที่ได้รู้จักกัน ส่วนเสาและหัวเสามีการ
แต่งลวดลาย ได้แก่ หัวเสาแบบหัวบาน หัวเสาแบบหัวตูม หัวเสาแบบปาปิ
รุส และหัวเสาแบบใบปาล์ม มกี ารใชอ้ ักษรภาพ หรืออักษรฮโี รกีฟฟคิ โดยมี
ลักษณะพิเศษอยู่ที่ใบหน้าที่มองด้านข้างแต่ดวงตามองทางตรง ไหล่เป็น
ด้านหน้าแต่ละโพกกบั ขาเปน็ ดา้ นหลัง
ภาพท่ี 3.2.1-1 endants. Egyptian, Old Kingdom, 2649-2134 B.C.
ท่มี า: https://www.pinterest.com/pin/475903885601469237/
2) ยุค Middle Kingdom หรือยุคอาณาจกั รกลาง อยู่ในช่วง 2,100-1,700 ปกี อ่ นครสิ ตศักราช
ประมาณ 2,100-1,700 ปีก่อนคริสตศักราช เป็นช่วงท่ีศิลปะการ
ทาทองของอียิปต์มีความเจริญรุ่งเรืองอยู่เช่นเดิม แต่ชาวอียิปต์ในยุคนี้ได้มีการ
นบั ถือบูชาเทพเจ้าโอซิริสกันขึ้น เน้นชีวิตภายภาคหน้า จึงทาใหเ้ กิดการทามัมมี่
หรือกรรมวิธีการทาศพมิให้เน่าเป่ือย ได้เน้นการแกะสลักเชิงปริมาณ เพราะคน
ชนั้ กลางเรม่ิ มบี ทบาทแทนกลุม่ ชนช้ันสงู ในยคุ นี้
ภาพที่ 3.2.1-2 A string of beads, Middle Kingdom, Dahshur. De Morgan excavations, 1894–95
ที่มา: https://www.arce.org/resource/egyptian-jewelry-window-ancient-culture
11
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3) ยุค New Kingdom หรือยุคอาณาจกั รใหม่ อยใู่ นชว่ ง 1,550-1,100 ปกี อ่ นครสิ ตศกั ราช
เม่ือประมาณ 1,550-1,100 ปีก่อนคริสตศักราช สิ่งต่างๆ ของสมัยอาณาจักรกลางเดิมได้ถูกทาลายไปส่วน
หน่ึง มีการย้ายศูนย์กลางมาท่ีเมืองเทเบส มีหุบเขาสุสานของกษัตริย์และหุบเขาสุสานของราชินีอันยิ่งใหญ่ เป็นช่วงสมัยท่ี
อาณาจักรอียิปต์มีความเจริญเป็นอย่างยิ่ง รวมท้ังสุสานตุตันคาร์เมนท่ีได้กล่าวในเบื้องต้นด้วยเช่นกัน จึงมีศิลปะที่เกิดข้ึน
อย่างหลากหลาย และเกิดเทคนิคใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา จึงเป็นยุคท่ีมีอิทธิพลต่อศิลปะเครื่องประดับของตะวันตก ในวัน
เวลาตอ่ มาชว่ งสมัยของฟาโรห์เอเคนาตนั เมื่อประมาณ 1,350 ปกี อ่ นครสิ ตศักราช ทเี่ มืองอามานา เป็นผทู้ ่ีประกอบพธิ ีการ
ตา่ งๆ ของสุสานตุตันคาร์เมน โดยมีงานประติมากรรมท่ีแตกต่างคือ ทาด้วยทองคาและมีการยกแขนขึ้นจากความเช่ือของ
เทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์หรือเทพเจ้ารา เครื่องประดับตกแต่งต่างๆ จึงแสดงถึงวัฒนธรรมอันรุ่งเรืองของอียิปต์โบราณเป็น
อย่างมาก ต้ังแต่บริเวณศีรษะลงไปถึงช่วงขา โดยมรี ูปทรงของแมลงปกี แขง็ และมีสัญลักษณ์ของเทพเจา้ แต่ผลงานช้ินเอก
จากสุสานตุตันคาร์เมนคือ หน้ากากของพระองค์ที่ทาด้วยทองคา มีการทาสีที่ใบหน้าด้วยสีฟ้า มีช่องดวงตาขนาดใหญ่ มี
การตกแต่งบริเวณคางเป็นเครา จัดเป็นผลงานท่ีประณีต สวยงามเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีการตกแต่งสุสานด้วยอัญ
มณีลาปิสลาซูล่ีสีน้าเงินเข้ม คาร์เนลเลี่ยน เทอร์คอยส์ เป็นต้น ส่วนวิธีการผลิตเป็นขั้นตอนอย่างง่ายๆ มีการหล่อทองคา
แล้วเทไปตามแบบท่ีแกะด้วยหินมีการตกแต่งเคร่ืองประดับด้วยการลงยา การเดินเส้นด้วยทองคา มีการฝังอัญมณีแบบ
เจียระไนเบี้ยหลงั เต่าอย่างงา่ ย เป็นต้น
ภาพที่ 3.2.1-3 Pectoral of Horus with sundisk; circa 1325 BC; gold with gemstones; width: 12.6
cm; Egyptian Museum (Cairo)
ท่มี า: https://en.wikipedia.org/wiki/Art_of_ancient_Egypt
ทางด้านการออกแบบเครอ่ื งประดับสมัยอียปิ ต์โบราณนี้ ส่วนใหญ่เป็น
การออกแบบตามวิถีชีวิตและตามความเช่ือของเทพเจ้า ซ่ึงส่วนใหญ่นาสัตว์เป็น
สัญลักษณ์ในการออกแบบ เช่น เหยี่ยว สุนัข แมลงปีกแข็ง เป็นต้น นอกจากน้ียัง
ใชร้ ปู ทรงของดอกบัว ต้นปาปริ สั ร่วมอยดู่ ว้ ย
เคร่ืองประดับสมัยอียิปต์ค้นพบจานวนหลายชิ้น รวมทั้งเคร่ืองประดับ
ตกแต่งต่างๆ โดยเฉพาะช้ินท่ีสาคัญๆ ท่ีพบในสุสานฟาโรห์ตุตันคาร์เมน พบ
เคร่ืองประดับรูปแมลงปีกแข็งสีเขียวโปร่งใส เรียกกันว่า chalcedony เป็น
สัญลักษณ์เทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์ พบเคร่ืองประดับที่เป็นสัญลักษณ์แห่งพระเจ้ารา
พระเจ้าโฮรัส ส่วนในช่วงปลายของยุคอาณาจักรเก่า พวกพืช ดอกบัว ได้เป็น
เครอื่ งประดบั ต่อมาทพ่ี บในช่วงสมัยอาณาจักรกลาง ส่วนใหญเ่ ป็นดอกบวั บาน แสดง
ถึงความเจริญเตบิ โต
ภาพที่ 3.2.1-4 Pectoral (chest jewellery) of Tutankhamun; 1336–1327 BC (Reign of
Tutankhamun); gold, silver and meteoric glass; height: 14.9 cm; Egyptian Museum (Cairo)
ท่ีมา: https://en.wikipedia.org/wiki/Art_of_ancient_Egypt
12
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
การออกแบบเคร่ืองประดับสมัยอียิปต์น้ีค่อนข้างเข้มงวดกับการใช้หลักการออกแบบ มีการจัดองค์ประกอบ
ศิลป์ภายใน มีเอกลักษณ์ลักษณะเป็นส่วนบุคคล มีขนาดเล็ก และนิยมใช้หินสีโดยเฉพาะการใช้หินลาปิสลาซูลี่ คาร์เนล
เล่ียน และเทอร์คอยส์ โดยการจัดระเบียบการใช้สี จัดวางเป็นช้ินเหมือนโมเสส จัดวางแบบสมมาตรเป็นส่วนใหญ่ เป็น
เช่นนี้จนถึงช่วงสมัยอาณาจักรใหม่ ส่วนเทคนิคการผลิตเคร่ืองประดับสมัยอียิปต์เป็นเทคนิคท่ีไม่ซับซ้อนมากนัก นิยมใช้
ทองคาเป็นโลหะหนัก เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์แทนเทพเจ้าได้ดี โดยเฉพาะเทพเจ้ารา จึงมีการหล่อทองคา ผสมทองแด ง
เลก็ น้อย มีการขดั แต่งโลหะ การฉลแุ ละการใช้เส้นลวดทองคา
นอกจากนี้ผลงานการร้อยเครื่องประดับสมัยอียิปต์โบราณ เป็นเคร่ืองประดับท่ีมีความโดดเด่นเช่นกัน โดย
อียิปต์เป็นแหล่งวัสดุธรรมชาติในการทาลูกปัดท่ีสาคัญ โดยเฉพาะลาปิสลาซูล่ีจัดเป็นหินชนิดหนึ่งที่สาคัญมากในการทา
เคร่อื งประดบั ของชาวอยี ปิ ต์
อียิปต์เป็นหนึง่ ของเมืองโบราณที่มีความศิวิไลมากท่ีสุด ขณะท่ีเศรษฐกิจและสังคมองค์การชาวอยี ิปต์ค่อนข้าง
หรูหรา มีความแตกต่างทางชนช้ันเป็นส่วนสาคัญมากท่ีสุด ชาวอียิปต์ใช้แม่น้าไนล์ในการเดินทางเป็นหลัก และมีการ
ควบคุมกฎเกณฑ์ มีการเคล่ือนย้ายท่ีดี พระมหากษัตริย์ ชาวอียิปต์มีความหมายต่อกฎระเบียบในการดารงชีวิตอยู่ อียิปต์
ค่อนข้างมีฐานะดี มีโลหะมีค่า มีแร่ธาตุท่ีจาเป็นต่อการใช้งานท่ีหรูหรา มี
ระบบการป้องกันตัวท่ีดี ศิลปะและเคร่ืองประดับของชาวอียิปต์มีความลงตัว
สงู การรอ้ ยเครื่องประดับจึงมตี น้ แบบมาจากสมัยอาณาจักรเก่า เม่ือประมาณ
2200 ปีก่อนคริสตศักราช มีลวดทองคา ตลอดระยะเวลาในสมัยอาณาจักร
กลาง เม่ือประมาณ 2133 ถึง 1786 ก่อนคริสตศักราช มีการทาผ้ากันเป้ือน
ด้วยหินหลากหลายสี แต่มาในช่วงอาณาจักรใหม่ 1650 ถึง 1085 ปีก่อนคริ
สตศักราช นาเครื่องประดับเหล่าน้ีใส่ลงไปในหลมุ ฝงั ศพ รวมท้ังสสุ านกษัตริย์
ตตุ ันคาร์เมนดว้ ยเช่นกัน สงิ่ ของบางชิ้นไดใ้ ช้มาตลอดสมยั รัชกาลของพระองค์
ภาพที่ 3.2.1-5 Tutankhamun's golden mask
ทมี่ า: https://en.wikipedia.org/wiki/Tutankhamun
วัสดุตา่ งๆ ของชาวอยี ิปต์กจ็ ะพมิ พ์คาว่า sha หมายความว่า โชคดี ชาวอียปิ ตเ์ ชอ่ื วา่ จะใหค้ วามสบายหลงั ความ
ตาย สามารถนาไปใช้ในชีวิตประจาวันของความตายน้ันได้ จึงได้เฟ้นและเลือกใช้วัสดุอย่างดี เน่ืองจากเชื่อว่าทาเพ่ือพระ
เจ้า ถึงแม้ว่าจะสร้างคุณค่าให้กับชาวอียิปต์ได้ โดยใช้หินแอมิทิสซึ่งได้รับความนิยมมากในช่วงอาณาจักรกลาง ทองคา
คาร์เนลเล่ียน ลาปิสลาซูลี่ และเทอร์คอยส์ สีของหินมีความหมายต่อชาวอียิปต์และต่อลูกค้า เ ทอร์คอยส์สีเขียวได้เป็น
สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของโลก และสีอ่ืนๆ คือชีวิตใหม่ สีแดงของคาร์เนลเล่ียนคือสีของเลือด เป็นสัญลักษณ์
แห่งชีวิต ขณะทีล่ าปิสลาซูลี่สีน้าเงินเข้ม เป็นสญั ลกั ษณ์แห่งท้องฟ้า ส่วนหนิ อ่ืนๆ ทนี่ ิยมคือการเ์ นต นิยมในสมัยอาณาจักร
กลาง โดยนามาออกแบบตามรปู ทรงธรรมชาตขิ องหนิ มีการใช้ครสิ ตลั มาผสมรว่ มกันด้วย ("sha" และ "sha sha" หมายถึง
ลกู ปัด ชาวอยี ปิ ตใ์ ช้ลูกปดั เพ่ือปกปดิ )
13
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ภาพท่ี 3.2.1-6 Broad collar of Senebtisi; 1850-1775 BC; faience, gold, carnelian and
turquoise; outside diameter: 25 cm, maxim width: 7.5 cm; Metropolitan Museum of Art
ที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/Art_of_ancient_Egypt
นอกจากน้ีชาวอียิปต์ได้พัฒนาการวาดภาพเพื่อบรรยายสิ่งต่างๆ
ผู้ผลิตและช่างโลหะจึงแสดงการทางานร่วมกับนักออกแบบเคร่ืองประดับกับ
วัสดุที่หลากหลาย และการทาเคร่ืองประดับต้องใช้ทักษะพิเศษ จึงได้แยก
ส่วนต่างๆ การทาเครื่องประดับออกจากกัน โดยแบ่งเป็นช่างทองผู้ช่วย
ทางด้านแรงงาน ชา่ งเจยี ระไนหนิ คนร้อยลูกปดั และช่างทาเคร่ืองแก้ว
นักออกแบบเคร่ืองประดับชาวอียิปต์ ได้นาลูกปัดมาเรียงเป็นบล็อกเป็นรูปร่างของหินสี ท่ีเรียกว่า wesekh
หรือปกคอเส้ือ โดยแยกลูกปัดเป็นช้ันๆ ลักษณะแบบสร้อยคอ ต่อมาเมื่อเร่ิมต้นอาณาจักรกลาง ปกคอเสื้อจึงมีบุคลิกตาม
รสนิยมของผู้สวมใส่ จึงมีกระดูก งาช้าง ไม้ ใบไม้ทองคา แก้ว โลหะ
ประกอบเข้าด้วยกัน มีการผสมผสานพื้นท่ีในส่วนของสร้อยคอ มี
แนวความคิดในการออกแบบเชิงภาพรวม แต่มีความละเอียดลออ ความ
เรียบง่ายเกิดข้ึนในช่วงแรก หลังจากน้ันจะมีการออกแบบให้กลมกลืนกับ
บุคลกิ ของแต่ละคนมากยง่ิ ขน้ึ
ภาพท่ี 3.2.1-7 Broad collar of Wah; 1981-1975 BC; faience and linen thread; height:
34.5 cm, width: 39 cm; Metropolitan Museum of Art (New York City)
ทีม่ า: https://en.wikipedia.org/wiki/Art_of_ancient_Egypt
ศิลปะเครือ่ งประดบั อียปิ ต์ (Egypt)
ชาวอยี ปิ ตเ์ มื่อ 1,400 ปีก่อนคริสตศักราช ไดเ้ ร่ิมต้นผลิตลกู ปดั แกว้ เปน็ ตลาดทางการค้าขนาดใหญ่เปน็ ครัง้ แรก
ซงึ่ อยู่ในช่วงอาณาจกั รใหม่ ส่งั ทาโดยคาสัง่ ของฟาโรห์และเหล่าขา้ หลวงช้ันสูง ถึงกระน้นั โรงงานแก้วของชาวอียปิ ต์ก็ยังอยู่
ท่พี ระราชวงั Thebes Amarna และ Shurak ได้รับการสนบั สนุนโดยราชวงศ์ช้ันสงู
ภาพท่ี 3.2.1-8 ภาพตัวอย่างศิลปะเคร่อื งประดับอยี ิปต์ (Egypt)
ทีม่ า: http://blackevil408.blogspot.com/p/blog-page_6677.html
14
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
จากการขุดพบทางโบราณคดี และการเปิดปิรามิดต่างๆ เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่า ชาวอียิปต์ได้เร่ิมมีการทา
เครื่องประดับแล้วตงั้ แต่ 300 ปีก่อนคริสตศกั ราช ในอดตี ผู้ท่ีสวมใส่เครื่องประดับคือ ฟาโรห์ และบคุ คลต่างๆ ในราชสานัก
โดยเฉพาะเครือ่ งประดับ สมัยของฟาโรห์ เปน็ สมัยท่ีรุ่งเรื่องม่ังคั่งสมัยหนง่ึ พบหลักฐานจากเคร่ืองใช้ รวมทง้ั เคร่ืองประดับ
ท่ถี กู ฝังไว้ ในปริ ามดิ ซ่ึงมีจดุ เดน่ พอสงั เขปได้ดังน้ี
1) เครือ่ งประดบั ทาด้วยทองคา
2) เทคนิคท่ีใช้ ในการทาเครื่องประดับส่วนใหญ่ คือ การดุนลาย การฉลุลาย ส่วนลวดลายบนเครื่องประดับ ที่พบเป็น
ลวดลายจาก อกั ษรอียปิ ต์ โบราณ, รูปสตั วต์ ่างๆ เช่น นกอินทรีย์ งเู ห่า นกกระสารวมทั้งเทพเจ้าตามความเช่ือและภาพผ้คู
3) มีการนาอัญมณีมาประดับ เช่น ลาพิสลาซูล, เทอร์คอยซ์ และคาเนเล่ียน ในบางครั้ง พบว่ามีการใช้ พลอยอะ
เมทสิ และลกู ปัดแก้วสตี ่างๆ มาประกอบ โดยการนามาร้อยรวม กบั ทองคาหรอื ประดบั บนชน้ิ งานอกี ด้วย
4) การลงยาเปน็ การเพมิ่ สสี รรค์ใหก้ ับเครื่องประดับ
5) ประเภทของเคร่ืองประดับท่ีพบ มักเป็นสร้อยคอแข็งแบบเป็นแผง, สร้อยคอลกู ปัดต่างๆ, ต่างหูกาไลข้อมือ, จี้
ห้อยคอ, เครื่องประดับศรีษะ และประดับต้นแขน เคร่ืองประดับสไตล์ตูตันคาเมน ( Tutankhamun Jewelry)
เคร่ืองประดับสไตล์นี้ ถูกพบในสุสานของกษัตริย์ตูตันคาเมน ของอียิปต์ ช่วงก่อนคริสตศักราช 1339-1329 มัมม่ีของ
กษัตริย์ ซึ่งเก็บอยู่ในโลงศพทองคา สามชั้น ที่อยู่ในห้องเก็บศพ ถูกประดับด้วยหน้ากาก มงกุฎ เกราะบริเวณหน้าอก
สร้อยคอ แหวน ต่างหู ซ่ึงล้วนเป็นทอง นอกจากน้ี ยังมีส่ิงของเคร่ืองใช้ ที่ยังไม่เคยสวมใส่ ที่ถูกฝังสาหรับนาไปใช้ ในช่วง
ชีวิตหลังความตาย และเป็นเคร่ืองราง โดยชิ้นงานส่วนใหญ่มี การสลัก หรือเป็นลายฉลุ และมีการฝังด้วยดินเผา แบบ
อียิปต์หรือกระจกสีต่างๆ เพื่อเลียนแบบ เทอร์คว้อยซ์, หิน, ควอ้ ยซ์ และลาปิซ ลาซูร่ี การประดับตกแต่ง ยังเป็นการแทน
ความสาคัญ ทางศาสนาอย่างเช่น เทพเจา้ หรือนกแรง้ , เหยีย่ ว, นกกระสา หรืองเู หา่ ด้วย
15
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3.2 ประวัติศาสตรศ์ ลิ ปะเคร่ืองประดับอารยธรรมโบราณ
3.2.2 ศิลปะเครอ่ื งประดับเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia)
ต่อมาไม่ไกลจากอาณาจักรอียิปต์มากนัก ได้มีอีกดินแดนหน่ึงที่มีความเจริญเท่าเทียมกัน คือ อาณาจักรเมโส
โปเตเมยี ซ่ึงอยู่แถบแม่นา้ ไทกรสิ ยูเฟรติส อยู่ในช่วง 4,000-333 ปกี ่อนคริสตศักราช มีมนุษย์อาศัยอยู่หลายหลากชนชาติ
เช่น บรเิ วณคาบสมุทรเปอร์เซยี มีชาวสุเมเรียนอาศัยอยู่ในอาณาจักรน้ี และมีเมืองบาบิโลนเป็นเมอื งหลวง หลังจากท่ีชาว
อะมอรีตได้ชัยชนะชาวสุเมเรียนกับชาวอัคคัด โดยมีกษัตริย์ฮัมมูราบีเป็นประมุข ช่วง 1792-1750 ปีก่อนคริสตศักราช
หลังจากน้ีดนิ แดนแห่งน้ีมีแต่การรบพุ่ง จนกระทั้งถึง 1,000 ปีก่อนคริสตศักราช ชาวอัสซีเรียนได้ยึดดินแดนแหง่ น้ี แต่เมื่อ
ถึง 612 ปีก่อนคริสตศักราช ชาวซาดีนแห่งบาบิโลนได้ยึดเมืองนิเนเวของอัสซีเรียนได้ ทาให้ทั้งบาบิโลนและอัสซีเรียนอยู่
ภายใตช้ าวซาดนี เมือ่ ถงึ 539 ปีก่อนคริสตศกั ราช ท้ังหมดนจ้ี งึ ตกอยูภ่ ายใตช้ าวเปอรเ์ ซยี ทัง้ หมด โดยมีซรี สุ เป็นผูค้ รองนคร
ผลงานทางด้านเคร่ืองประดับของเมโสโปเตเมียน้ัน มีความงดงามที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในช่วงระหว่าง 2,700
และ 2,300 ปีก่อนคริสตศักราช สิ่งของมีค่าท่ีขุดค้นพบท่ีสุสานราชวงศ์กษัตริย์ท่ีเมืองเออร์นั้นเป็นที่รู้จักกันดี โดยเฉพาะ
พระราชินี Pu-abi มีเครื่องประดับที่เป็นใบไม้ดอกไม้ ซึ่งเป็นงานออกแบบเพื่อการตกแต่งท่ีสวยงาม เป็นผลงานที่มีความ
ประณีตสูง มีการทาแผ่นทอง ดุนลาย และสร้าง
ลวดลายได้อย่างละเอียด โดยมากผลิตเคร่ืองประดับ
ของเมโสโปเตเมียนิยมใช้เทคนิคการเคาะทุบด้วย
ค้อนในการขึ้นรูปทรง และการใช้ตะปูหัวแบบต่างๆ
มาตกแต่งรายละเอียด จึงทาให้ผลงานเคร่ืองประดับ
ของเมโสโปเตเมยี มคี วามงดงาม
ภาพท่ี 3.2.2-1 Puabi (ca. 2600 BCE), queen in ancient
Sumer, around the time of the first dynasty of Ur.
ทม่ี า: https://www.pinterest.com/pin/537335799260213440/
ส่วนการร้อยเคร่ืองประดับในเมโสโปเตเมียปรากฏเมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อนคริสตศักราช โดยราชวงศ์ชาวสุ
เมเรี่ยน ที่เมืองเออร์ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมโสโปเตเมียในสมัยสมเด็จพระราชินี Pu-abi อีกเช่นกัน โดยมีการจ้างช่างฝีมือ
มกี ารทาเทคนคิ ของชา่ งทอง มกี ารทาลูกปดั เป็นรูปแตงโม มีเทคนคิ การผลิตเครื่องประดับเป็นแบบเฉพาะของชาวสเุ มเร่ียน
ถึงแม้ว่าการใช้ทองคาเป็นรูปแบบที่ปรากฏหลังจากนั้นก็ตาม เครื่องปะดับของชาวเมโสโปเตเมียได้มีความงดงามมากขึ้น
ผลงานการร้อยลูกปัดเป็นเคร่ืองประดับของชาวสุเมเร่ียนน้ัน ส่วนใหญ่ปรากฏวัสดุ 5 ชนิด ด้วยกัน ได้แก่ คาร์เนลเล่ียน
ลาปิสลาซูล่ี อาเกท ทองคาและโลหะเงิน เนื่องจากเป็นวัสดุท่ีใชใ้ นการควบคุมการออกแบบการใชส้ ีและเพอ่ื ตามความเชื่อ
เก่ียวกับพละกาลัง จึงนิยมมาสวมใส่เฉพาะโอกาสสาคัญ นอกจากนี้ช่างฝีมือชาวสุเมเรี่ยนยังมีความชานาญในการ
เจยี ระไนอัญมณี จงึ ปรากฏรูปทรงอญั มณีรูปแบบตา่ งๆ อยา่ งสวยงาม
16
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ภาพท่ี3.2.2-2 ภาพตวั อยา่ งเคร่ืองประดบั Mesopotamian
ทีม่ า: https://nammu.com/eng/mesopotamian-jewelry/
เครอ่ื งประดับ Mesopotamian มจี ุดเด่นพอสังเขปไดด้ ังน้ี
1) วัสดทุ ่ีใช้ ได้แก่ ทองคา โลหะเงิน ทองแดงเงิน และอญั มณีท่ีหลากหลาย
2) สรอ้ ยคอทีเ่ ปน็ สัญลักษณ์และเป็นท่ีเคารพบูชามากที่สดุ คือสร้อยทที่ าจากหนิ หลายเส้นทปี่ ระกอบข้นึ เปน็ หิน
เช่นคารเ์ นเล่ยี นหยกและไพฑูรย์ ซง่ึ ไพฑรู ย์เปน็ หน่งึ ในวัสดุทีม่ มี ูลคา่ มากทีส่ ุดกวา่ ทองคา
3) ใชเ้ ทคนิคการทาแผ่นทอง ดนุ ลาย และสรา้ งลวดลายได้อยา่ งละเอยี ด โดยมากผลิตเครื่องประดับของเมโสโปเต
เมียนยิ มใช้เทคนคิ การเคาะทุบด้วยค้อนในการขึ้นรปู ทรง และการใช้ตะปหู ัวแบบต่างๆ มาตกแตง่ รายละเอียด จงึ ทาให้
ผลงานเครอื่ งประดับของเมโสโปเตเมยี มคี วามงดงาม
4) การทาลูกปดั เป็นรปู แตงโม มีเทคนิคการผลิตเครื่องประดับเป็นแบบเฉพาะของชาวสเุ มเรย่ี น
5) ผลงานการร้อยลูกปดั เป็นเครอื่ งประดับของชาวสเุ มเร่ยี นนั้น สว่ นใหญป่ รากฏวสั ดุ 5 ชนดิ ดว้ ยกนั ได้แก่
คาร์เนลเลี่ยน ลาปสิ ลาซลู ี่ อาเกท ทองคาและโลหะเงนิ
6) ช่างฝมี อื ชาวสุเมเร่ียนยงั มีความชานาญในการเจียระไนอัญมณี จงึ ปรากฏรปู ทรงอญั มณรี ูปแบบต่างๆ อยา่ ง
สวยงาม
17
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3.2 ประวัติศาสตร์ศลิ ปะเครอื่ งประดบั อารยธรรมโบราณ
3.2.3 ศลิ ปะเคร่ืองประดับมโิ นอัน-ไมซีเน (Minoan - Mycenae)
ศิลปะของชาวมิโนอันอยู่ในช่วง 3,000-1,100 ปีก่อนคริสตศักราช ได้เข้าครองเกาะครีดมายาวนาน มีการ
พฒั นาทางด้านศิลปะเป็นอยา่ งดี จนมาถึงช่วง 1,600-1,100 ปีก่อนคริสตศักราชหลังจากเกิดภัยธรรมชาตอิ ย่างรุนแรงเมื่อ
ประมาณ 1,450 ปีก่อนคริสตสักราช ทาให้เกาะครตี ถูกทาลายลงไปมาก และชาวไมซีเนจงึ ขยายตนเองไปทั่วเกาะครีต ทา
ใหอ้ ทิ ธพิ ลของชาวไมซีเนอยู่ทวั่ ประเทศเป็นจานวนมาก รวมท้ังการสวมใส่เครอื่ งประดับดว้ ยเช่นกัน
เกาะครีตมีเครื่องประดับของชาวมิโนอันเป็นจานวนมาก มีการทาลวดลายที่เป็นเส้น ซึ่งเป็นเทคนิคเบ้ืองต้น
จากเอเชียตะวันตกไปยังเกาะครีตเมื่อ 2,000 ปีก่อนคริสตศักราช โดยเมื่อ 1,700 ปีก่อนคริสตศักราชวิธีการท้ังหมดน้ีเป็น
ผลงานช้ินโบแดงและมีผลต่อการพัฒนารสนิยมของชาวมิโนอัน และมีแรงบันดาลใจจากรูปทรงของพืช สัตว์ และความ
สวยงามของทะเล ซึ่งทาให้ศิลปะของชาวมิโนอันเป็นตันฉบับขึ้นมาได้ หลังจากได้มีชาวไมซีเนอยู่ร่วมกันที่เกาะครีต ทา
ให้ผลงานการสร้างสรรค์เคร่ืองประดับได้มีการผสมผสานกัน แต่ยังคงมีรูปแบบท่ีเรียบง่าย แสดงถึงความแข็งแรงค่อนข้าง
สูง
ศลิ ปะเคร่ืองประดับของ Minoan ได้รับอิทธิพลจากศลิ ปะของอียิปต์ โดยเฉพาะอย่างย่ิงจากชาวบาบิโลนผ่าน
ทางซีเรีย Minoan ได้พัฒนาศิลปะท่ีเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองในการทาเครื่องประดับ เทคโนโลยกี ารหลอมท่ีสามารถสกัด
โลหะมีค่า และนักอัญมณีมีเทคนิคการเจียระไน ผลงานส่วนใหญ่ถูกสร้างด้วยมือ แต่
ช้ินส่วนเช่น แหวนมักจะทาขึ้นโดยใช้แม่พิมพ์สามช้ินและเทคนิคการหล่อด้วยข้ีผ้ึง
รวมท้ังผลิตประคาได้จานวนมากด้วยเทคนคิ น้ี
ภาพที่ 3.2.3- 1An engraved gold ring from the Minoan civilization on Crete, 15-14th
century BCE. The ring probably originates from Knossos and depicts the epiphany of a
goddess: seated in a shrine, floating in the air and standing in a boat. The hoop is
decorated with granulation. (Herakleion Archaeological Museum, Crete).
ที่มา: https://www.ancient.eu/image/892/minoan-gold-ring/
อย่างไรก็ตามการผลิตเครื่องประดับอัญมณีของ Minoan ได้มาถึง
จุดสูงสุดตั้งแต่ปี 1700 ถึง 1500 ก่อน คริสตศักราช และมีผลงานที่ยอดเย่ียม
ท่ีสุดในยุดนี้ ได้แก่ จี้ผ้ึง และจี้ Master of the Animals ท้ังสองชิ้นสร้างจาก
ทองคาและแสดงทักษะท้ังหมดของช่างทองชาวมิโนอัน (ผึ้ง อาจเป็นตัวต่อหรือ
แตน) ท่ีแสดงรายละเอียดของธรรมชาติของผึ้งที่กาลังสะสมน้าหวานในรังผ้ึง
และมีน้าผ้งึ หยดลงมากลายเป็นเม็ดเล็กๆ ที่วางในแผน่ ทรงกลมท่ีตกแต่งลวดลาย
เป็นเส้นและ filigree
ภาพท่ี 3.2.3-2 A solid gold Minoan pendant depicting two bees clutching a honeycomb (1800-1700 BCE), found in the
Old Palace cemetery at Chrysolakkos near Malia, Crete. (Herakleion Archaeological Museum, Crete)
ทม่ี า: https://www.ancient.eu/image/885/minoan-bee-pendant/
18
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
จี้ Master of the Animals มาจาก Aegina ซง่ึ มีต้นกาเนิดมา
จาก Cretan และส่วนใหญ่อาจถูกปล้นในยุด Mycenaean ตัวจ้ีประกอบด้วย
ส่ิงท่ีดูเหมือนเทพเจ้าหรือนักบวชท่ีถือคอของนกน้าหรือห่านในแต่ละมือและ
แต่งตวั ในชดุ มิโนอันทวั่ ไป
ภาพท่ี 3.2.3-3 A solid gold pendant from the Minoan civilization depicting a deity holding
two birds, possibly geese (18-17th century BC). Provenance: Aegina (British Museum,
London)
ท่ีมา: https://www.ancient.eu/image/887/minoan-master-of-the-animals-pendant/
เคร่ืองประดับอัญมณีในรูปแบบของ diadems, สร้อยคอ, กาไล, ลูกปัด (ในแก้ว, เปลือก, หินกึ่งมีค่าและใน
กรณีของทองพวกเขามกั จะใช้รูปแบบของดอกไม้เช่นลลิ ลี่และในบางกรณีท่ีมีการตกแต่งรอยบากหรือ whorls ลวดลาย) จ้ี
(โดยเฉพาะใบไม้แกนและกรวย แต่รวมถึงสัตว์และนก), ปลอกแขน, ผ้าพันหัว, เคร่ืองประดับเคร่ืองแต่งกาย (เช่นแผ่นเว
เฟอร์แบบบางวงกลมแผ่นทอง, ดาวและรูปหัวใจท่ีหว่านลงบนเส้ือผ้า), ปิ่นปักผม (สอง ตัวอย่างท่ีดีมีหัวดอกส้ม) และ
เคร่ืองประดับผม (ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปแบบของใบและดอกไม้เป็นตัวอย่างท่ีโดดเด่นซึ่งเป็นดอกเดซ่ีทองคาขนาดใหญ่
จาก Mochlos), หน้าอก, โซ่ (ต้ังแต่การเช่ือมโยงทองคาหนักไปจนถึงตัวอย่างท่ีดีมากด้วย แหวนนาที) และต่างหู (หัววัว
ทองคาแทง่ เป็นตัวอย่างทด่ี ที ี่สุดทยี่ ังมชี ีวิต)
ภาพท่ี 3.2.3-4 Composite of exquisite Minoan jewelry
ทีม่ า: https://linearbknossosmycenae.com/2017/05/08/displays-of-exquisite-minoan-mycenaean-jewellery-4-as-a-prelude-to-the-stunning-
gold-pin-from-the-ayia-nikolaos-museum/
19
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ภาพที่ 3.2.3-5 Minoan gold floral relief pin, 1600-1425 BEC Zf1, Ayios Nikolaos
Museum, Crete
ที่มา: https://linearbknossosmycenae.com/2017/05/08/displays-of-exquisite-
minoan-mycenaean-jewellery-4-as-a-prelude-to-the-stunning-gold-pin-from-the-
ayia-nikolaos-museum/
ภาพที่ 3.2.3-6 Florali, early Minoan gold flowers ca.2300 BCE
ทีม่ า: https://linearbknossosmycenae.com/2017/05/08/displays-of-exquisite-
minoan-mycenaean-jewellery-1-as-a-prelude-to-the-stunning-gold-pin-from-the-
ayia-nikolaos-museum/
ศิลปะเคร่ืองประดับของไมซีเน จึงได้เป็นสัญลักษณ์ของ
วัฒนธรรมชาวยุโรปอีกวัฒนธรรมหนึ่ง เนื่องจากผลงานการทาทองของ
ชาวไมซีเนเป็นที่เลื่องลือ มีการทาแผ่นทองคาได้บางและสวยงาม มี
เร่อื งราวท่ีนา่ สนใจ
ภาพท่ี 3.2.3-7 The so-called death mask of Agamemnon - the king of Mycenae
in Homer's Iliad. Gold funeral mask from Grave Circle A. Mycenae (mid-16th
century BCE). The mask in fact predates Agamemnon by 400 years but
nevertheless remains solid evidence of Homer's description of Mycenae as 'rich
in gold'. (National Archaeological Museum, Athens).
ที่มา: https://www.ancient.eu/image/1235/death-mask-of-agamemnon/
20
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ในช่วงตกต่าของเมือง Knossos ซ่ึงเป็นเมืองหลวงของเกาะครีตเมื่อประมาณ 1,400 ปีก่อนคริสตศักราช
ศนู ย์กลางวัฒนธรรมของชาวมิโนอันได้ย้ายไปอยู่ที่ไมซีเน มีการผลิตจห้ี ้อยคอในรูปแบบที่เรียกว่า Relief หรือการตัดทอน
เป็นเคร่ืองประดับทีเ่ ป็นเอกลกั ษณเ์ ฉพาะในการตกแต่งขอชาวมิโนอัน-ไมซีเน มากท่สี ดุ มีรูปแบบข้ันตน้ ที่ได้ตดั ทอนหินแข็ง
และพืชสด ตีตราด้วยแผ่นทองคา มกี ารตกแต่งเพม่ิ ด้วยการเคลอื บ มีการทาต้นแบบหิน มีการทาแก้วให้เป็นสีฟ้าเข้ม มีการ
ทาเลาปิสสาซูลี่เทียมได้ดี แก้วเป็นของหายากมากขึ้นเนอื่ งจากเปน็ วสั ดใุ ห้เกิดสารพิษ แต่ถงึ กระน้ันเม่ือมาถึงช่วง 1,150 ปี
ก่อนครสิ ตศักราช แกว้ ย่งิ เปน็ ทนี่ ยิ มมากจนทาให้ทองคาลดคุณค่าลง
ชาวไมซีเนนิยมสวมใส่เคร่ืองประดับขนาดใหญ่ ทามาจากวัสดุท่ีหลากหลาย ผู้มีอิทธิพลของการค้า
เครื่องประดับคือทหารเรือกับผู้ค้าขาย แต่อาพันได้เป็นวัสดุท่ีนิยมมากที่สุด โดยปรากฏท่ีหลุมศพของชาวไมซีระหว่าง
ดินแดนบอลติกซึ่งเป็นแหล่งอาพัน และจัดเป็นเส้นทางของอาพันข้ามยุโรปจากบอลติกไปยังทางตอนเหนือถึงทะเลเลอะ
เดียกติก ได้มีการล่องเรือไปทางตอนใต้และพบลูกปัดอาพันที่มีคุณภาพเยี่ยม ได้ล่องไปถึงตะวันตกผ่านไปจนถึงสเปน
อังกฤษ ตอนใต้ของฝรั่งเศสและฮงั การี นอกจากนี้ยังพบเคร่ืองประดับจากชาวไซรัส ซง่ึ มสี ่วนผสมของรายละเอียดระหว่าง
ชาวมิโนอัน-ไมซีเน ชาวไซรัส และชาวอียิปต์อีกต่อหนึ่งด้วย เน่ืองจากดินแดนของชาวไซรัสเป็นเส้นทางอย่างละครึ่งทาง
การคา้ ทางเรือระหว่างประเทศของเอเชียตะวันตก
ภาพที่ 3.2.3- 8A gold Mycenaean brooch in the form of an
octopus, Mycenae, mid 2nd millenium BCE. (Archaeological Museum,
Mycenae)
ทมี่ า: https://www.ancient.eu/image/3200/mycenaean-octopus-
brooch/
นอกจากโลหะมีค่าและหินกึ่งค่าในการนามาทาเป็น
เคร่ืองประดับต่างๆ แล้ว ยังมีการพบโรงงานสังกะสี ทองแดงที่
ผสมดีบุกเม่ือ 3,000 ปีก่อนคริสตศักราชในดินแดนแห่งนี้อีกด้วย
เนื่องจากการค้าได้เริ่มต้นอย่างสดใส มีการผลิตอาวุธและ
เคร่ืองมอื ดว้ ยโลหะ คณุ ภาพดีมาก จึงได้มกี ารผลติ ลูกปัดทองแดง
ขน้ึ มาดว้ ยเช่นกัน
ภาพที่ 3.2.3-9 Mycenaean floral gold necklace ca. 1300 BCE
ท่มี า: https://linearbknossosmycenae.com/2017/05/08/displays-of-
exquisite-minoan-mycenaean-jewellery-2-as-a-prelude-to-the-stunning-
gold-pin-from-the-ayia-nikolaos-museum/
21
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ภาพที่ 3.2.3-10 Golden floral jewelry from Mochlos, ca. 2600-1900 BCE
ท่ีมา: https://linearbknossosmycenae.com/2017/05/08/displays-of-exquisite-minoan-
mycenaean-jewellery-2-as-a-prelude-to-the-stunning-gold-pin-from-the-ayia-nikolaos-
museum/
ภาพท่ี 3.2.3-11 Floral rosette Mycenean gold necklace
ที่มา: https://linearbknossosmycenae.com/2017/05/08/displays-of-exquisite-minoan-
mycenaean-jewellery-3-as-a-prelude-to-the-stunning-gold-pin-from-the-ayia-nikolaos-
museum/
ศลิ ปะเครื่องประดับมโิ นอนั -ไมซีเน (Minoan - Mycenae)
ภาพที่ 3.2.3-12 Minoan-Mycenaean jewelry of gold, anethyst,
silver and faience
ทีม่ า: https://linearbknossosmycenae.com/2017/05/08/displays-
of-exquisite-minoan-mycenaean-jewellery-2-as-a-prelude-to-
the-stunning-gold-pin-from-the-ayia-nikolaos-museum/
22
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
1) ศิลปะเครอื่ งประดับมโิ นอัน (Minoan) มีจดุ เด่นพอสังเขปได้ดังนี้
1.1 วัสดุที่นามาใช้ในการผลิตเครื่องเพชรพลอยมิโนอันรวมถึงโลหะเช่นทอง , เงิน , ทองแดง และทองแดงชุบ
ทอง หินกึ่งมีค่าถูกนามาใช้ เช่น หินคริสตัลคาร์เนเลี่ยน โกเมน ไพฑูรย์ ออบซิเดียน และหยกแดงเขียว
เหลือง อเมทิสต์ยังได้รับความนิยมและนาเข้ามาจากประเทศอียิปต์ วัสดุอื่น ได้แก่ Faience , enamel,
steatite (soapstone), งาช้าง, shell, glass-paste และ blue frit หรือblue Egyptian (ซึ่งเป็นตัวกลาง
สังเคราะห์ระหว่าง faience และ glass) ทองคาอาจถูกนาเข้าจากอียิปต์ อนาโตเลีย หรือแม้แต่โรมาเนีย
และเปน็ สินคา้ ทหี่ ายากและมีคา่
1.2 เทคนิคการผลิตถูกใช้ในหลายรูปแบบ: ทุบแกะสลักนูนขึ้นรูป บางครั้งมีตราประทับ เทคนิคอ่ืน ๆ รวมถึงจุด
repoussé, ลวดลาย (ลวดทองดี), inlaying, แผ่นปิดทองและในที่สุด, filigree, ท่ีทรงกลมเล็ก ๆ ของทองถูก
แนบกับช้นิ ส่วนหลักโดยใช้ส่วนผสมของกาวและเกลือทองแดงซงึ่ เม่ือความร้อน, เปล่ียนเป็นทองแดงบริสุทธิ์
บัดกรีท้งั สองชิ้นเขา้ ดว้ ยกัน
2) ศลิ ปะเคร่อื งประดับไมซเี น (Mycenae) มีจุดเด่นพอสังเขปไดด้ ังนี้
2.1 สรอ้ ยคอลูกปดั และกาไลและวงผมสีฟา้ เป็นท่นี ยิ มในสังคมชัน้ สงู และบ่งบอกความมั่งคง่ั ของผูส้ วมใส่
(Younger; Debbo, 2000; pg. 113) เปน็ ทเ่ี ชื่อกันวา่ ส่งิ ของตา่ ง ๆ เช่นกาไลข้อเท้า, แหวนแขนและแรงบดิ
หมายถงึ บางคนท่ีมีสถานะตา่ กวา่ หรอื เป็นทาส
2.2 ไพฑูรย์และประคาเปน็ ท่ีนิยมอย่างมากในยคุ Mycenaean
2.3 เครื่องประดับอัญมณีของ Mycenaean ใชท้ องคา แกว้ faience หินมคี ่าและกง่ึ มคี ่า (เชน่ คาร์เนเลียนอาเกต
และหนิ ครสิ ตัล) และอาพันในการผลติ สร้อยคอจี้ จ้ี ตา่ งหู หมุดเขม็ กลดั และ diadems
2.4 มีการใชเ้ ทคนคิ การหลอมโลหะเตม็ รูปแบบ และแม้กระท่งั การเคลอื บฟนั ลกู ปดั แกว้ เปน็ รปู แกะสลกั และทา
จากแม่พิมพเ์ ช่นเดยี วกับ Minoans โดย Mycenaean มชี า่ งแกะสลกั ทเี่ ช่ยี วชาญ ซ่งึ จะแกะสลักเป็น
เร่ืองราวเกี่ยวกบั ประเพณที างศาสนาและสัตวใ์ นตานานหรือการล่าสตั ว์ ดอกไม้และพชื ท่ีสุกใส ฉากของเทพ
นิยาย
23
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3.2 ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั อารยธรรมโบราณ
3.2.4 ศลิ ปะเครื่องประดบั กรีก (Greek)
หลังจากการสร้างสรรค์ผลงานเคร่ืองประดับท่ีเกาะครีตในช่วงของชาวมิโนอัน -ไมซีเนได้มีการพัฒนาอย่างเต็ม
ศกั ยภาพแลว้ บนเกาะครีตแห่งนจ้ี ึงได้มกี ารพฒั นาเข้าสอู่ ารยธรรมของกรกี อารยธรรมของกรีกสามารถแบ่งออกเป็น 4 ยุค
ไดแ้ ก่
1) ยคุ Geometric Period หรือยุคเรขาคณติ อยู่ในช่วงประมาณ 800-480 ปีก่อนคริสตศักราช
2) ยุค Archaic Period หรือยคุ อารเ์ คอคิ อยใู่ นช่วงประมาณ 650-480 ปกี ่อนครสิ ตศักราช
3) ยคุ Classical Period หรอื ยุคคลาสสคิ ในชว่ ง 480-332 ปีกอ่ นคริสตศักราช
4) ยคุ Hellenistic Period หรอื ยคุ เฮเลนนิสตดิ อยู่ในชว่ งประมาณ 332-27 ปีกอ่ นครสิ ตศักราช
ทั้งน้ีในช่วงแรกอาณาของกรีกเป็นกลุ่มชาวโดเรีย เมื่อ 1,200 ปีก่อนคริสตศักราช ซึ่งมาจากทางเหนือได้เข้า
มายงั อาณาของกรีก แนวความคิดท่ีสาคัญของกรีกเนน้ ท่คี วามสาคัญของมนุษย์ ความมีเหตุผลระหว่างตนเองกับธรรมชาติ
จึงทาให้สังคมของชาวกรีกจึงมีความเรียบง่าย เน้นการพัฒนาทางจิตใจเป็นสาคัญ แต่ก็ยังมีการนับถือเทพเจ้าด้วยเช่นกัน
และเป็นส่วนสาคญั ตอ่ การสร้างสรรคเ์ ปน็ งานศิลปะ เช่น เทพเจ้าเซอุส หรอื เทพเจา้ จปู ิเตอร์ เป็นเทพเจ้าสูงสดุ ทส่ี ามารถให้
บังเกดิ ทุกส่ิงทุกอย่าง เทพเจา้ อาเธน่า หรือเทพเจ้ามิเนวา เทพีแห่งปัญญาของมนุษย์ เป็นต้น พอมาถึงสมัยเรขาคณิต เป็น
ช่วงสมัยที่ชากรีกยังคงมีความเคารพทางด้านเทพเจ้าเป็นอย่างมาก วัสดุที่ใช้ในผลงานศิลปะส่วนใหญ่จึงเป็นทองแดงและ
ดินเผา ประติมากรรมส่วนใหญ่เป็นรูปของมนุษย์ รูปทรงท่ีแข็งประด้างแบบเรขาคณิต และเริ่มมีขนาดเท่าคนจริง เป็นรูป
เปลอื กมากขึน้ เพราะเนือ่ งมาจากการทีไ่ ดเ้ รมิ่ ศึกษาทางดา้ นกายภาพของมนุษย์
ภาพท่ี 3.2.4-1 Pictured: Athena Ring - Carnelian and Gold. MFA Boston.
ทม่ี า: https://store.museumofjewelry.com/blogs/news/inside-the-world-
of-ancient-greek-jewelry
24
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
หลังจากนั้นกรีกได้สูญสลายไปหลายร้อยปีจนเข้าสู่สมัยอาร์เคอิก เมื่อประมาณ 650-480 ปีก่อนคริสตศักราช
เป็นยุคต้นของอาณาจักรกรกี มีการผสมผสานระหว่างศลิ ปะของอียปิ ตแ์ ละเมโสโปเตเมีย กรีกได้พยายามค้นหาวัฒนธรรม
ดั้งเดิมของตนเองให้มากท่ีสุด จนมาถึงยุคคลาสสิคประมาณ 480-323 ปีก่อนคริสตศักราช ที่เรียกกันว่ายุคทองของกรีก
เน่ืองจากเกิดนักปราชญ์หลายแขนง เช่น นักปรัชญา นักวรรณกรรม เป็นต้น เจริญรุ่งเรืองเร่ือยมาจาสามารถแผ่อิทธิพล
ความเจริญเหล่านี้ออกไปยังภูมิภาคอื่นๆ ได้ดี โดยเฉพาะช่วงสมัยของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช จากแคว้นม าเซโด
เนีย เม่อื ประมาณ 356-323 ปกี ่อนครสิ ตศกั ราช ท่ีรบชนะดินแดนตา่ งๆ ได้อยา่ งกว้างขวาง พร้อมท้ังขยายความเจริญทาง
วฒั นธรรมเขา้ ไปดว้ ย การออกแบบเครื่องประดับในสมยั ของกรีกนี้ จงึ นยิ มใชโ้ ลหะมากกว่าอญั มณี
ภาพที่ 3.2.4-2 Sheet Gold Wreath. c. 4th Century BC.
ท่ีมา: https://www.langantiques.com/university/greek-jewelry/
ศิลปะของชาวกรีกได้เน้นถึงความสวยงาม มีการพัฒนาการออกแบบทางด้านการใช้สัดส่วน มีการจัดวางท้ัง
แบบสมมาตรและไม่สมมาตร หากเป็นภาพคนจะมีการหย่อนขาขวาเล็กน้อย มีการสวมชุดแบบทูนิค สวมสร้อยคอท่ีจัด
จังหวะในการออกแบบ ซ่ึงเป็นสร้อยรูปทรงแบบปิด เข็มกลัดเป็นรูปทรงสามมิติ เล่นจังหวะระหว่างขนาดเล็กและขนาด
ใหญ่ได้เป็นอย่างดีสร้างความสมดุลให้เกิดความรู้สึกตรงกันข้าม รูปทรงต่างๆ เชื่อมโยงกันและมีความกลมกลืนกันการ
ออกแบบเช่นน้ีจัดเป็นศิลปะคลาสสคิ ท่ีเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกรีก และนักออกแบบเครื่องประดับหลายสมัยหลังจากน้ี
ยังคงนยิ มนาลักษณะของศิลปะกรีกนม้ี าเป็นแรงบนั ดาลในในการออกแบบ
หลังจาก 330 ปีก่อนคริสตศักราชน้ี ได้เรียกกรีกช่วงนี้ว่าเฮเลนนิสติคพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้เข้า
ครอบครองดนิ แดนเปอร์เซีย จงึ ได้มีการแลกเปลยี่ นระหวา่ งศิลปะตะวันออกและตะวันตก เน่ืองจากการพบเครื่องทองหรือ
เครื่องประดับอันมีค่า 1,310 ตัน เครื่องเงินอีก 7,598 ตัน ทาให้ช่วงน้ีเกิดการค้าทองคาเป็นอันมาก จากการเฟ่ืองฟู
ทางด้านการออกแบบเครื่องประดบั ของยุคคลาสสิค ในสมัยเฮเลนนิสติคได้มีการออกแบบให้มีความอิสระมากข้ึน เน้นการ
ตกแต่งท่ีสวยงาม เห็นความงามของรูปทรงธรรมชาติ มีการทามงกุฎท่ีมีรูปทรงของพืชพรรณเพื่อเป็นรางวัลของผู้ชนะใน
โอกาสตา่ งๆ มงกุฎสว่ นใหญ่ทามาจากทองคา การเ์ น็ต คารเ์ นลเลีย่ น และทาการลงยา รปู ทรงเป็นรูปดอกไม้ ใบไม้ล้อมรอบ
กัน การออกแบบเครอ่ื งประดับของกรกี สมัยเฮเลนนิสตคิ นยิ มเป็นรูปทรงเปิด ได้รับอิทธพิ ลทางด้านความเป็นท้องถนิ่ โดย
มหี ินอัญมณีเจียระไนแบบเบย้ี หลังเต่า ไข่มกุ และการลงยาเป็นสว่ นประกอบที่สาคัญในการให้สี ให้ดูเหมือนธรรมชาตมิ าก
ทส่ี ุด การออกแบบเครือ่ งประดบั ของกรีกเชน่ น้เี รยี กว่า kymation
25
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
เทคนิคการผลิตเครอื่ งประดับของชาวกรีกได้พัฒนามาถึงขน้ั การ
หล่อทองคาด้วยขี้ผ้ึง กับโคลน และการใช้ไฟในการหลอมละลาย จัดเป็น
เทคนิคท่ีแสดงถึงความก้าวหน้าทางการผลิตเคร่ืองประดับเป็นอย่างมาก
เนื่องจากการผลิตเคร่ืองประดับในปัจจุบันยังคงใช้หลักการหล่อโลหะด้วย
หลักการนี้อยู่
ภาพที่ 3.2.4-3 Golden Decorated Crown, Funerary or Marriage Material, 370–360 BC.
From a Grave in Armento (Campania)
ทม่ี า: https://www.langantiques.com/university/greek-jewelry/
ภาพที่ 3.2.4-4 Detail of the Crown –Golden Decorated Crown, Funerary or Marriage Material, 370–360 BC. From a Grave in Armento
(Campania)
ท่ีมา: https://www.langantiques.com/university/greek-jewelry/
ภาพท่ี 3.2.4- 5Greek Amphora Necklace, 360 BC.
ท่ีมา: https://www.langantiques.com/university/greek-jewelry/
26
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ชว่ งเวลาตัง้ แต่ 325 ปีก่อนคริสตกาลจนถึงการเติบโต
ของอาณาจักรโรมันใน 27 ปีก่อนคริสตกาลเรียกว่ายุคเฮลเลนิ
สติกซ่ึงเป็นช่วงเวลาท่ีทองคากลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้งใน
กรีซ การดาเนินการขุดทองใน Thrace ที่ริเร่ิมโดย Philip II และ
Alexander แคมเปญท่ีประสบความสาเร็จในฝ่ังตะวันออกนามา
ซ่ึงความโปรดปรานจากเปอร์เซียและจัดหาโลหะฐานท่ีเป็นท่ี
ตอ้ งการของชาวเฮลเลนิสติกให้กบั ชา่ งทอง การผลติ เครื่องประดับ
จากศตวรรษท่ี 3 ยงั คงเปน็ ประเพณกี ับยคุ คลาสสิก
ภาพท่ี 3.2.4-6 Greek Fibula. Hellenistic Style.
ท่ีมา: https://www.langantiques.com/university/greek-jewelry/
ภาพที่ 3.2.4-7 Ancient Greek Diadem from Pontika (now Ukraina) 300 BC. Note the Use of Garnet for the Reef Knot at the Center.
ทม่ี า: https://www.langantiques.com/university/greek-jewelry/
การนาทองคามาผลิตเป็นเครื่องประดับของกรีก นามาใชห้ ลังจากไมซเี นอีกทีหนึ่ง เมื่อ 500 ถึง 400 ปีกอ่ นคริ
สตศักราช พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ได้นากองทัพเข้าสู่โลกเพ่ือค้นหาแหล่งทองคา ทองคาจึงได้นามาใช้อย่างกว้างขวาง ทั้ง
การทาเหรียญ เครือ่ งประดับ และส่ิงของ วัสดุเร่ิมหายาก มีราคาแพง แต่สงั คมยงั ให้ความสนใจ เพราะเป็นสิ่งที่ตามแฟชั่น
การแต่งกาย เป็นการเพิ่มเสน่ห์ของผู้สวมใส่ มีท้ังหินแข็ง หินคริสตัล มีการค้นพบโรงงานแก้ว พบลูกปัดแก้วมากกว่าหน่ึง
หมื่นช้ินท่ีถูกขุดขึ้นมา ผลิตด้วยเทคนิคการพับ การดึง การกด และการม้วน ได้รวมถึงรูปทรงหัวใจ แตงโม เรขาคณิต รูป
ทรงกระบอกและจี้ห้อยคอ นอกจากน้ียังพบลูกปัดทองคาในแก้ว รูปดวงตา รูปทรงปลาโลมา จักรวาล ทรงเหลยี่ ม การใช้
สีสนั แบบโมเสส และแก้วท่โี ปรง่ ใส
27
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ภาพท่ี 3.2.4- 7Golden Band with Reef Knot. The Chain is Ending ภาพท่ี 3.2.4- 8Silver Arm Band in the Form of a Double-Headed
with Rich Decorated Lion Heads. Snake with Golden Eyes, 4th Century BC.
ภาพท่ี 3.2.4- 9Greek Earring Depicting Eros, 4th Century BC. ภาพท่ี 3.2.4- 10Earring with Pendant in the Shape of an Amphora.
Gold, 2nd–1st Centuries BC.
ที่มาของภาพที่ 3.2.4-7- 10: https://www.langantiques.com/university/greek-jewelry/
ภาพที่ 3.2.4-11 Greek Gold and Garnet Bracelet, Hellenistic, 2nd Century BC
ทม่ี า: https://www.pinterest.com/pin/382313455858901398/
28
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ภาพที่ 3.2.4-12 A PAIR OF GREEK GOLD AND AGATE EARRINGS , HELLENISTIC PERIOD, CIRCA 1ST
CENTURY B.C.
ท่มี า: https://www.pinterest.com/pin/162903711492973778/
ภาพที่ 3.2.4-13 Hellenistic Greek Gold Double Ring with Garnets and Amethyst,
2nd-1st Century BC
ทม่ี า: https://www.pinterest.com/pin/268456827765948838/
ศิลปะเคร่อื งประดับกรีก (Greek)
ภาพท่ี 3.2.4-14 Ancient Greek Necklace (350-330 BC)
ท่ีมา: https://www.pinterest.com/pin/739364463802633232/
29
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
สมัยกรีก เครื่องประดับของกรีก ในสมัยต้นๆ ได้รับอิทธิพล จากชาติอ่ืนๆ อยู่นานจนถึง ศตวรรษที่ 7 ได้เร่ิมมีการ
พัฒนาการทา เครื่องประดับ จากแบบด้ังเดิมของตน โดยเฉพาะช่วงเวลา ที่เรียกว่า Classical period ประมาณ 475-323 ปี
กอ่ นคริสตศักราช และ Hellenistic period ประมาณ 322 ก่อนคริสตศักราช จนกระทั่งอาณาจักรโรมัน ได้ซึมซับวัฒนธรรม
ของกรกี ไปใช้ จุดเด่นพอสงั เขปมดี ังน้ี
1. เครอื่ งประดับ ทาดว้ ยทองคาเปน็ ส่วนใหญ่
2. ใชล้ วดลายท่ีทาจาก เทคนคิ การ granulated gold และเทคนคิ แบบ filigree ดว้ ย
3. ในตอนต้น ยังไม่ค่อยนิยมนาอัญมณีมาประดับ บนช้ินงานมากนัก จนเข้าช่วง Hellenistic ได้มีการนาเอามา
ประดับ มากขึน้
4. ประเภทของเครื่องประดับ ท่ที าในสมยั นน้ั คอื แหวน, ต่างหู, รดั เกลา้ , สร้อยคอ และข้อมือ
5. มีการนาลวดลายตกแตง่ ใหม่ๆ มาใชเ้ ช่น:
5.1 ปมแนวปะการังได้รับการแนะนาจากอียิปต์ซ่ึงเป็นท่ีนิยมในฐานะเคร่ืองรางตั้งแต่ต้นสหัสวรรษท่ี 2 เมื่อ
นามาใช้แลว้ ยังคงเปน็ ทีน่ ิยมในสมัยโรมนั
5.2 เสี้ยวที่เร่ิมใช้เป็นจ้ีในเคร่ืองประดับขนมผสมน้ายา บรรทัดฐานนี้มาจากเอเชียตะวันตกซึ่งใช้เป็นตัวแทน
ของเทพเจา้ แหง่ ดวงจนั ทร์
5.3 ความนิยมของลวดลายกรีกใหม่ ๆ เช่น เทพเจ้า
Eros และ Nike
ภาพที่ 3.2.4-15 Eros earrings from the Met Museum.
ท่มี า: https://store.museumofjewelry.com/blogs/news/inside-the-world-of-
ancient-greek-jewelry
6. มีการนารูปแบบเครื่องประดับใหม่ ๆ มาใช้ เช่น:
6.1 ตา่ งหูแบบห่วงทีม่ หี วั สตั ว์หรือมนษุ ย์
6.2 Diadems ที่มีลวดลายเป็นปมแนวปะการังซึง่ เกดิ ข้นึ เมื่อประมาณ 300 ปีกอ่ นครสิ ตกาลและยังคงเปน็ ทน่ี ยิ ม
มาประมาณ 200 ปี
6.3 สร้อยคอแบบใหม่ของโซท่ ซ่ี บั ซอ้ นซ่ึงมีส่วนหวั ของสัตวท์ สี่ วมใส่ตัง้ แต่ไหลถ่ ึงไหลแ่ ทนทีจ่ ะสวมรอบคอหรือ
สายรดั ท่มี ดี อกตูมหรือหัวหอก
30
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ภาพที่ 3.2.6-1 The wonderful layered ribbon torc from Saint-Marc-le-Blanc in
Brittany
ทมี่ า: https://balkancelts.wordpress.com/tag/celtic-jewelry/
3.2.6.2 ยุควัฒนธรรม La Tene อยู่ในช่วง 500 ปีก่อนคริสตศักราช เป็นสมัยที่มีความเจริญทางด้าน
ศิลปะแล้ว โดยกลุ่มชาวเชลติกสมัย Hallsatt ช่วงยุคสุดท้าย แต่เม่ือเข้ายุควัฒนธรรม La Tene จะมีศิลปะที่แตกต่างกัน
โดยเป็นกลุ่มชนท่ีมีความชื่นชอบในการผลิตผลงานทางศิลปะโดยเฉพาะเครื่องทอง เคร่ืองประดับ และการตกแต่งอาวุธ
ตา่ งๆ สมัยราชวงศ์แรกมี Herodotus เขา้ มายังกลุ่มชาวเชลติกโดยสงครามเปอร์เซีย ขณะเดยี วกันโรมันก็ตอ้ งการรวบสาม
ดนิ แดน ได้แก่ Celtic Belgae และ Aquitani เข้าด้วยกันในสงคราม Gallic จงึ ทาใหด้ นิ แดนของกลุ่มชาวเชลติก มีสงคราม
อยู่ตอ่ เน่ืองและเปน็ ท่ตี ้องการของชนชาติอ่ืนๆ เนอ่ื งจากเปน็ ดินแดนท่ีเป็นทางผา่ นของศูนยก์ ลางทางการค้าของศูนย์กลาง
ต่างๆ แต่ชาวยุโรปหลายชนชาติก็ได้ยกย่องช่างฝีมือของชาวเชลติกมิใช่น้อย
เพราะสามารถสรา้ งสรรค์ศิลปะขนาดใหญ่ให้มคี วามสวยงามไดเ้ ป็นอย่างดี และมี
เอกลักษณ์การออกแบบของชาวเชลติกท่ีชัดเจน โดยเฉพาะลวดลายท่ีใช้ในการ
ออกแบบสงิ่ ของต่างๆ
ภาพที่ 3.2.6- 2Celtic Gold Ring With Mask Motif, 5th Century BC
ที่มา: https://archaicwonder.tumblr.com/post/143659305275/celtic-gold-ring-with-mask-
motif-5th-century-bc
การออกแบบส่ิงของและเคร่ืองประดับยุควัฒนธรรม La Tene มีแรงบันดาลใจจากพืชพรรณ
ธรรมชาตขิ องใบไม้ ต้นไม้ มีต่อเส้นโคง้ ที่เชื่อมกนั เป็นแพทเทริ ์น มีการขดเสน้ โคง้ งอของทรงกลม หรอื การใช้เส้นโค้งที่ขดไป
มา ลักษณะเป็นนามธรรม มีการวางแพทเทิร์นลวดลายท้ังเอกภาพ การซ้าลวดลายไปมาและลวดลายที่ต่อเน่ืองกัน จัด
องค์ประกอบแบบสมมาตรเท่ากันซ้าย ขวา รวมทั้งสมมาตรแบบศูนย์กลาง ซึ่งในช่วงสมัยนั้นรูปทรงการออกแบบเช่นนี้
เรียกรปู ทรงเหล่านี้วา่ pelta นามาใชใ้ นการตกแต่งเครื่องประดับ ของใช้ รวมท้งั การตกแต่งอาวธุ โดยเฉพาะด้ามดาบและ
โล่ ได้รับช่ือเสียงเป็นอันมาก จนทาให้เคร่ืองประดับยุควัฒนธรรม La
Tene จัดเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะชาวเชลติก นอกจากนี้ยังมีแรง
บันดาลใจในการออกแบบลวดลายเคร่ืองประดับที่ได้รับอิทธิพลจาก
ทางตะวันตกและทางแอตแลนติก ส่วนมากมันนารูปแบบกรีกกับ
อิทรสั กนั มาเปน็ แรงบนั ดาลในอีกเช่นกนั
ภาพท่ี 3.2.6-3 Golden Neck Ring, c.550 BC.
ทมี่ า: https://www.langantiques.com/university/celtic-jewelry/
38
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3.2.6.3 ยคุ ขยายอาณาจักร อยู่ในช่วง 400 ปกี อ่ นคริสตศกั ราช เปน็ ช่วงท่ีชาวเชลติกใต้ขยายอาณาจักรไป
ยังทางตอนเหนือของอิตาลี โดยเร่ิมต้นในการทาสงคราม ซึ่งดินแดนในอิตาลีนั้นเป็นดินแดนของอาณาจักรโรมัน ทาให้
ศลิ ปะซึ่งมาจากรากฐานของกรีกและอิทรัสกันน้ัน ได้ผสมผสานกับโรมัน ทาให้ศิลปะเชลติกมีรูปแบบท่ีโดดเด่นในช่วง 400
ปกี อ่ นคริสตศักราชน้ี โดยได้ออกแบบลวดลายทใี่ ชใ้ นงานโลหะ ท้ังเครื่องใชแ้ ละเครือ่ งประดับ รูปแบบการตอ่ ลวดลายหรือ
ลายเส้นที่ต่อเนื่องกัน ยังคงมีการขดเส้นโค้งเช่นสมัยยุควัฒนธรรม La
Tene แต่เส้นโค้งมีความต่อเนื่องและมีการขยายทรงกลมให้กว้างขึ้น
นอกจากน้ียังมีเทคนิคการผลิตแบบ filigree การลงยา ของชาว
อิตาเลยี่ นมาเป็นแบบอย่าง
ภาพที่ 3.2.6-4 Bracelet made from golden wire, Prague – Veleslavín, end of 4th
century (photo of a replica), source: book Keltové a Čechy by Petr Drda, Alena
Rybová, 1998
ที่มา: http://blog.wulflund.com/celtic-jewellery/
ภาพที่ 3.2.6-5 Bronze brooch from a Celtic burial at Arbedo (Ticino), Switzerland (4th c. BC)
ที่มา: https://balkancelts.wordpress.com/tag/celtic-jewelry/page/2/
ภาพที่ 3.2.6-6 Gold Celtic torc with three "balusters" and
decoration including animals, found in Glauberg, Germany, 400 BC
ที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/Torc
Celtic torcs พบเห็นได้อย่างชัดเจนจากเหล่าทวย
เทพและเทพธิดาของ ตานานเซลติก บางครั้งพวกเขาจะ
สวมใส่หรือถือ torce เช่นเดียวกับในภาพของพระเจ้า
Cernunnosสวม Torc รอบคอของเขากับ torcs ห้อยลง
มาจ ากก ว าง เขา หรือ ถืออ ยู่ใน มือข องเ ขา เ ช่นใ น
หมอ้ Gundestrup ส่งิ นอ้ี าจแสดงถงึ เทพในฐานะแหลง่ ทม่ี า
ของอานาจและความร่ารวยเนื่องจาก torc เป็นสัญลักษณ์
ของความสูงสง่ และสถานะทางสังคมทส่ี ูง
39
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ภาพท่ี 3.2.6-7 Silver Serpent-Head Bracelet decorated with solar symbols, from the Balkan Celtic treasure discovered at Čurug in
northern Serbia (late 4th / early 3rd century BC)
ท่ีมา: https://balkancelts.wordpress.com/tag/celtic-jewelry/
ภาพท่ี 3.2.6-8 Gold Celtic torc found in Vix, France, 480 BC; see text.
ที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/Torc
3.2.3.4 ยุคอิทธิพลของนักรบ อยู่ในช่วง 300 ปีก่อนคริสตศักราช เป็นช่วงปลายของการขยายอาณาจักร
ซ่ึงได้ดินแดนเกาะอังกฤษ ศูนย์กลางของอนาโตเลียไปถึงยังตอนเหนือของยุโรปและเมดิเตอร์เรเนียนไปจรดท่ีทะเลดา ทา
ให้วัฒนธรรมชาวเชลติกเป็นท่ีรู้จักในวงกว้าง ทาให้หลัง
สงครามชาวเชลติกจึงพัฒนาหลายด้าน รวมทั้งการผลิต
เครอื่ งประดับ ถงึ แมใ้ นยุคน้ชี าวเชลติกยงั คงมีการทาสงคราม
ย่อยๆ อกี หลายคราว
ภาพท่ี 3.2.6-9 Detail of a bronze hohlbucklering from Plaňany
(Kolín District), Czech Republic (3rd c. BC). Source:
https://balkancelts.wordpress.com/tag/celtic-plastic-art/
ทีม่ า: http://blog.wulflund.com/celtic-jewellery/
40
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
การออกแบบส่ิงของในยุคอิทธิพลของนักรบนี้
ส่วนมากเป็นการผลิตเพ่ือการรบ เช่น ด้าม ดาบ หมวก โล่
เป็นต้น เป็นสิ่งของการรบที่สวยงาม เน่ืองจากมีการ
ประดิษฐ์ตกแต่งลวดลายของชาวเชลติกอย่างเต็มที่ แต่การ
ผลิตเคร่ืองประดับยังคงมีศิลปะแบบกรีกมาเป็นแรงบันดาล
ใจและมีการออกแบบเครื่องประดับที่มีความละเอียดสูงข้ึน
ได้ลดการใช้เสน้ ขดไปมา
ภาพท่ี 3.2.6-10 The Belfast Torc (3rd century BC)
ทม่ี า: https://balkancelts.wordpress.com/tag/celtic-jewelry/
ภาพท่ี 3.2.6-11 Magnificent silver armlets, with coral inlay, looted from
the burial of a Celtic lady at Sremska Mitrovica (Srem) in Serbia.
ท่มี า: https://balkancelts.wordpress.com/tag/celtic-jewelry/
ภาพท่ี 3.2.6-12 Achaemenid torc from Persia, c. 350 BC, Susa, with
ribbed hoop, animal head terminals, and stone inlays, from
the Acropole Tomb
ท่ีมา: https://en.wikipedia.org/wiki/Torc
41
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
การออกแบบส่ิงของในยุคอิทธิพลของนักรบนี้
ส่วนมากเป็นการผลิตเพ่ือการรบ เช่น ด้าม ดาบ หมวก โล่
เป็นต้น เป็นสิ่งของการรบที่สวยงาม เน่ืองจากมีการ
ประดิษฐ์ตกแต่งลวดลายของชาวเชลติกอย่างเต็มที่ แต่การ
ผลิตเคร่ืองประดับยังคงมีศิลปะแบบกรีกมาเป็นแรงบันดาล
ใจและมีการออกแบบเครื่องประดับที่มีความละเอียดสูงข้ึน
ได้ลดการใช้เสน้ ขดไปมา
ภาพท่ี 3.2.6-10 The Belfast Torc (3rd century BC)
ทม่ี า: https://balkancelts.wordpress.com/tag/celtic-jewelry/
ภาพท่ี 3.2.6-11 Magnificent silver armlets, with coral inlay, looted from
the burial of a Celtic lady at Sremska Mitrovica (Srem) in Serbia.
ท่มี า: https://balkancelts.wordpress.com/tag/celtic-jewelry/
ภาพท่ี 3.2.6-12 Achaemenid torc from Persia, c. 350 BC, Susa, with
ribbed hoop, animal head terminals, and stone inlays, from
the Acropole Tomb
ท่ีมา: https://en.wikipedia.org/wiki/Torc
42
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3.2.6.5 ยุค Opida อยู่ในช่วง 200-100 ปีก่อนคริสตศักราช เป็นช่วงปลายของกลุ่มชนชาวเชลติกที่เรียก
ตนเองว่า Opida เร่ิมสรา้ งกาแพงอยู่รวมกนั เปน็ สังคม ความเป็นชาวเชลติกแบบวัฒนธรรมด้ังเดิมเริม่ คล่ีคลาย เน่อื งจากได้
อยรู่ ว่ มกนั กับสังคมอ่ืนๆ มากข้ึน เริ่มมกี ารเดินทางระหว่างเมือง และเร่มิ มคี วามเกี่ยวขอ้ งกับสงครามกลางเมอื งของดนิ แดน
อ่นื ๆ มากข้ึน ทาใหศ้ ิลปะเครื่องประดบั ของชาวเชลติกในยุคน้ีเริ่มเห็นศิลปะรูปแบบอ่ืนๆ เข้าร่วมด้วย เช่น เมื่อชาวเชลติก
ไดไ้ ปอพยพอยูท่ ่ีอยี ิปต์ ได้ออกแบบเครื่องประดับทมี่ ีแรงบันดาลใจจากอียปิ ต์ เม่อื กลบั มายงั ดินแดนของชาวเชลตกิ ก็แสดง
ถงึ อิทธพิ ลนนั้ อยู่ เชน่ การออกแบบเครอื่ งประดบั การผลติ เครอ่ื งประดับ เป็นตน้
ภาพท่ี 3.2.6-13 Finger Rings from the Balkan Celtic hillfort at
Židovar (Serbia)
ท่มี า: https://balkancelts.wordpress.com/tag/celtic-jewelry/
ภาพท่ี 3.2.6-14 “A torque from Trichtingen, Baden-
Württemberg, southwest Germany, 350-100 BC. The ring, found
in 1928, weighs 7kg. It is made of iron plated with silver and is
decorated with two bull’s heads. (Landesmuseum Württemberg
Stuttgart)” Source: http://www.swissinfo.ch/eng/celtic-art/294
ทมี่ า: http://blog.wulflund.com/celtic-jewellery/
43
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ภาพที่ 3.2.6-15 Elegant Bronze Age torc in striated
gold, northern France, c. 1200–1000 BC, 794 grams
ท่ีมา: https://en.wikipedia.org/wiki/Torc
ภาพท่ี 3.2.6-16 “Glass arm rings from the Bern region,
around 200 BC. The Celtic glass arm rings are among the
few archaeological finds whose colour has not faded over
the course of time. They were worn by women whose
clothing was probably just as colourful. (Historisches
Museum Bern).” Source:
http://www.swissinfo.ch/eng/celtic-art/294
ทม่ี า: http://blog.wulflund.com/celtic-jewellery/
ภาพท่ี 3.2.6-17 Glass bracelets from the Celtic settlement
of Epomanduodurum (Mandeure-Mathay (Doubs), France (2/1
c. BC)
ที่มา: https://balkancelts.wordpress.com/tag/celtic-jewelry/
44
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ศิลปะเคร่ืองประดับเชลตกิ (Celtic)
ภาพท่ี 3.2.6-18 Ancient Celtic Jewelry 061411
ท่มี า: https://www.pinterest.com/pin/573153490064840236/
45
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ศลิ ปะเคร่ืองประดับเชลติก (Celtic)
ภาพที่ 3.2.6- 19Celtic Jewelry And Ornamental Objects.
ทีม่ า: https://www.pinterest.com/pin/147352219031742566/
46
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ศลิ ปะและวัฒนธรรมเซลติกมีอายุยอ้ นกลับไปเมื่อศตวรรษท่ี 8 ก่อนครสิ ต์ศกั ราชจนกระท่ังเม่ือไม่นานมาน้ียังไม่มี
ใครรู้จักวัฒนธรรมท่ีน่าสนใจน้ีมากนัก แต่ด้วยการขุดค้นและการค้นพบทางโบราณคดีเม่ือไม่นานมานี้ ชนเผ่าผูกพันกัน
ด้วยคาพูดขนบธรรมเนียมและศาสนามากกว่าการปกครองแบบรวมศนู ย์ ด้วยเหตุน้ีศลิ ปะของวฒั นธรรมจึงมีการออกแบบ
เฉพาะสาหรับความหมายทางจิตวิญญาณ โดยสไตล์การออกแบบของเซลติกท่ีรู้จักกันดี จะเป็นรูปแบบที่พันกันของเส้นท่ี
ไมม่ ีวนั สน้ิ สดุ ซ่ึงเปน็ สัญลกั ษณ์ของความคิดของพวกเขาเกี่ยวกับชีวติ นริ ันดร์และความสัมพนั ธท์ ี่ซับซอ้ นของมนุษยชาตกิ ับ
ทัง้ โลกศักดส์ิ ทิ ธิ์และโลกธรรมชาติ จดุ เด่นพอสงั เขปมีดงั น้ี
1. นิยมใช้โลหะทองคา เครื่องประดับที่พบ ได้แก่ กาไลข้อมือ สรอ้ ย กาไลแขน
2. เอกลักษณ์การออกแบบของชาวเชลติก ท่ชี ัดเจน คอื ลวดลายท่ใี ช้ในการออกแบบส่ิงของตา่ งๆ มแี รงบันดาล
ใจจากพืชพรรณธรรมชาตขิ องใบไม้ ต้นไม้ มตี ่อเส้นโค้งท่เี ชื่อมกันเป็นแพทเทิรน์ มกี ารขดเส้นโค้งงอของทรงกลม หรือการ
ใช้เส้นโค้งที่ขดไปมา ลักษณะเป็นนามธรรม รูปแบบการต่อลวดลายหรือลายเส้นที่ต่อเนื่องกัน ยังคงมีการขดเส้นโค้งแต่
เส้นโค้งมคี วามต่อเนื่อง นอกจากน้ียังมเี ทคนิคการผลติ แบบ filigree การลงยา ของชาวอิตาเล่ยี นมาเปน็ แบบอยา่ ง
3. สัญลักษณเ์ ซลติก สะท้อนให้เหน็ ถงึ จติ วิญญาณของมนุษย์ความทะเยอทะยานและความปรารถนาแรงบันดาล
ใจและความกลวั และความเชอื่ เรื่อง“ โลกอน่ื ” ของเพ่ือนมนษุ ย์เมื่อสองพันปีก่อน ไดแ้ ก่
3.1 เซลติกครอส เป็นสัญลักษณ์ของสะพานเช่ือมไปสู่ "โลกอื่น" หรือ "โลก" รวมถึงพลังงานและความรู้ที่
สูงข้ึน สิ่งนี้แสดงโดยแกนแนวตั้งซ่ึงแสดงถึงโลกบนท้องฟ้าและแกนนอนท่ีเป็นสัญลักษณ์ของโลกบนโลก Celtic Crosses
ถอื เป็นสัญลักษณ์ของแสงอาทิตย์และแหลง่ กาเนิดของแสงและพลังงานขั้นสูงสุด ไม้กางเขนเซลติกแรกมีจุดสี่จุดเท่ากันซึ่ง
แสดงถึงทิศท้ังสี่ (เหนือใต้ตะวนั ออกและตะวันตก) และธาตุทงั้ ส่ี (ดนิ อากาศไฟและน้า) และล้อมรอบด้วยวงกลมที่แสดงถึง
ดวงอาทิตย์ อาจสังเกตได้วา่ ไม้กางเขนยคุ แรกเหล่าน้ียังใช้เพื่อทาเครื่องหมายจดุ ศักดิ์สิทธิ์ในสมัยก่อนคริสตศ์ ักราชและมัก
เกยี่ วข้องกบั ตน้ ไมแ้ ห่งชวี ติ
3.2 เกลียว เป็นสัญลักษณ์ของความต่อเน่ืองของชีวิตและการเติบโตทางจิตวิญญาณ มันคือการไหลอย่าง
ต่อเน่ืองของกระบวนการของธรรมชาติท่ีเคลื่อนออกไปด้านนอกจากนั้นย้อนกลับเข้าด้านในเมื่อสวรรค์และโลกเข้า
ร่วม นอกจากน้ียังเกี่ยวกับการตายคือการเกิดใหม่ไม่ว่าจะเป็นชีวิตมนุษย์ฤดูกาลของปีท้องฟ้าโหราศาสตร์หรืออะไรก็ตาม
ในโลกธรรมชาติหรือเหนือธรรมชาติ พบเกลียวใน Dolmans และหลุมศพหลายแห่ง ไม่ทราบความหมายท่ีแท้จริง แต่มี
การพบสัญลักษณ์เหล่านี้มากถึงไอร์แลนด์และฝรั่งเศส เช่ือกันว่าเป็นตัวแทนของการเดินทางจากชีวิตภายในสู่จิตวิญญาณ
ภายนอกหรอื รปู แบบวิญญาณทส่ี ูงกวา่ แนวคิดของการเตบิ โตการขยายตวั และพลงั งานจักรวาลข้ึนอยู่กบั วัฒนธรรมที่ใช้
สาหรับชาวไอร์แลนด์ในสมัยโบราณใช้เกลียวเพ่ือแสดงถึงดวงอาทิตย์ของพวกเขา เกลียวเป็นสัญลักษณ์ของ
จักรวาลสาหรับรูปแบบการเติบโตตามธรรมชาติ สัญลักษณ์ของชีวิตนิรันดร์เตือนเราถึงการไหลและการเคล่ือนไหวของ
จักรวาล กระแสน้าคือการสร้างและการสลายตัวของโลกอย่างต่อเน่ือง ทางเดินระหว่างเกลียวเป็นสัญลักษณ์ของความ
แตกแยกระหว่างชวี ิตความตายและการเกิดใหม่ อกี แนวคดิ หนึ่งระบุวา่ เกลียวทวนเข็มนาฬกิ าที่พันกนั หลวม ๆ เปน็ ตัวแทน
ของดวงอาทิตย์ในฤดูรอ้ นท่ีมีขนาดใหญแ่ ละบาดแผลทแ่ี นน่ หนาหมุนวนตามเข็มนาฬิกาในฤดูหนาว นอกจากนี้ยงั ใช้เกลียว
ค่เู พื่อแสดงถึง equinoxes เมอื่ กลางวันและกลางคนื มีความยาวเทา่ กนั
47
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3.3 สัญลกั ษณ์หมอ้ หรอื สามเกลียว เป็นตัวแทนของ Maiden, Mother และ Crone ของเทพธิดา Cauldron
อยู่ภายใต้อานาจของเทพธิดาแห่งโลก Ceredwen เทพีแห่งการเปล่ียนแปลง การเปล่ียนรูปหรือการขยับรูปร่างเป็นส่วน
สาคัญของความเช่ือของชาวเซลติกสัญลักษณ์นี้พบได้ท่ัวส่ิงประดิษฐ์ของชาวเซลติก ในหม้อต้มความรู้และแรงบันดาลใจ
จากพระเจา้ ไดร้ บั การปรุงแต่ง
3. ปมสามเหล่ียมเซลตกิ หรือปม 4Triquetra – ปมสามง่ามน้ีอาจเปน็ สญั ลักษณ์ของปรชั ญา เซลติกทท่ี กุ
อยา่ งมี 3 ระดับทแ่ี ตกตา่ งกัน แตเ่ ชือ่ มต่อกัน ร่างกายจิตใจและจติ -
วญิ ญาณ เมอ่ื ชาวเคลต์ยอมรับศาสนาคริสตพ์ วกเขาใชส้ ัญลักษณ์นีเ้ พอ่ื แสดงถงึ
ตรีเอกานุภาพ ไดร้ ับแรงบนั ดาลใจจาก Gospels of Lindisfarne ที่ส่องสว่าง
ในศตวรรษที่ 9 แต่ละ Triquetra (สามเหล่ยี มถกู สรา้ งข้ึนจากเสน้ เดยี วเพ่ือ (
แสดงถึงความแขง็ แกรง่ และให้การปกป้องแก่ผ้สู วมใส่
ภาพท่ี 3.2.6- 18 Interlaced triquetra which is a trefoil knot
ทม่ี า: https://en.wikipedia.org/wiki/Triquetra
3.5 สามเกลียว โครงสร้างน้ีเรียกว่าเกลยี วแห่งชีวิตและพบในส่วนท่ีหลงเหลือของวิหารเก่าแกจ่ ากยุคสาริดใน
ไอร์แลนด์ สัญลักษณ์โบราณที่พบในแกนกลางของความเช่ือของชาวเซลติกเกลียวสามเกลียวถูกใช้อย่างต่อเน่ืองในศิลปะ
เซลติกเป็นเวลา 3000 ปี ชาวเคลต์เชื่อว่าทุกชีวิตเคลื่อนไหวในวัฏจักรอันเป็นนิรันดร์โดยการสร้างใหม่ในแต่ละจุด ชาว
เคลตย์ ังเชือ่ ว่าสิง่ สาคญั ทงั้ หมดมีสามข้ันตอนเช่นการเกดิ การตายและการเกิดใหมร่ วมถงึ จติ ใจร่างกายและจติ วิญญาณ สาม
เกลยี วต่อมากลายเปน็ Triskele ท่ใี ช้ในตน้ ฉบับของครสิ เตียน สามเกลียวยัง
ใช้แทนเทพีสามองค์และเทพเจ้าสามองค์ สัญลักษณ์ท่ีฉันชอบส่วนตัวของ
วงจรชวี ติ ของผูห้ ญิง - Maiden, Mother, Crone
ความหมายบางสว่ นเหลา่ น้ี ได้แก่ : ชีวติ - ความตาย - การ
เกดิ ใหม่, จิตวญิ ญาณ - ร่างกาย, แม่ - พอ่ - ลกู , อดตี - ปจั จุบนั - อนาคต,
พลงั - สติปัญญา - ความรกั และการสรา้ งสรรค์ - การอนรุ ักษ์ - การทาลาย
ลา้ งเพื่อชื่อเสียง
ภาพที่ 3.2.6-19 Neolithic triple spiral symbol
ทีม่ า: https://en.wikipedia.org/wiki/Triskelion
3.6 ตุ้มปม การผกู ปมท่ีเชือ่ มโยงกันกลา่ วว่าเป็นตัวแทนของสีฤ่ ดูกาลวนั หยุดตามจนั ทรคตติ ามฤดูกาลทั้งสี่และ
องคป์ ระกอบท้งั สดี่ นิ อากาศไฟและน้า
3.7 งูและมังกร มังกรแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงความจาเป็นท่ีเราไม่เพียง แต่ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์
เท่านั้น แต่เราเองก็กลายเป็นตัวแทนแห่งการเปล่ียนแปลง ชาวเคลต์โบราณเช่ือว่าลมหายใจอันเร่าร้อนของมังกรเขียวจะ
ให้ชีวิตใหม่มังกรคือการรวมกันของพลังแห่งความลึก งูปีกของนกและเขาเป็นตัวแทนของการงอกใหม่และเติบโต มังกร
เป็นผู้เฝ้าประตูไปยังโลกอน่ื
48
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3.8 ตน้ ไม้แห่งชีวติ นี่เป็นปรชั ญาโบราณที่ใช้ร่วมกันในหลายวัฒนธรรมและตานาน มกั ไดร้ บั การยกย่องว่าเป็น
ส่ิงที่หล่อเล้ียงทุกอย่างให้กับแม่หลายตานานพูดถึงต้นไม้แห่งชีวิตหรือต้นไม้โลกที่เกี่ยวข้องกับการสร้างจักรวาล สหราช
อาณาจักรเคยถูกปกคลุมไปด้วยป่าโอ๊กอันยิ่งใหญ่และการเคารพต้นไม้เป็นลักษณะสาคัญในศาสนาเซลติก ต้นไม้สะท้อน
ความเชื่อมโยงระหว่างโลกบนและลา่ ง คนโบราณจินตนาการถึงจักรวาลทง้ั หมดในรูปแบบของต้นไม้ทม่ี ีรากงอกลึกลงไปใต้
ดินกิ่งก้านของมันสูงข้ึนไปในท้องฟ้าและท้องฟ้า ดรูอิดมีศูนย์การสอนของพวกเขาอยู่ท่ามกลางดงไม้โอ๊คและคาว่าไม้และ
ภูมปิ ญั ญากค็ ลา้ ยกนั (เวลส์กวนิ ดแ์ ละกวนิ ดอน)
ต้นไม้แห่งชีวิตเซลติกเป็นหน่ึงในลวดลายท่ีได้รับความนิยมและยั่งยืนที่สุดของศิลปะเซลติกพบได้ท้ังบนไม้
กางเขนนอร์ ธ ทมั เบรียนและเซลตกิ และบนต้นฉบับที่สอ่ งสว่าง เปน็ ภาพที่หลากหลายเช่น Golden Bough เถาวัลย์หรือ
มิสเซลิ โท
ชาวเคลต์โบราณจินตนาการถึงจักรวาลในรูปแบบของต้นไม้
ใหญ่ รากหยั่งลึกลงไปในแผ่นดินโลกและกิ่งก้านทอดยาวไปถึงสวรรค์ ต้นไม้
แห่งชีวิตเซลติกเป็นสัญลักษณ์ของความสมดุลระหว่างโลกเหล่านี้ การรวมกัน
ของด้านบนและด้านล่าง สัญลักษณ์ของความสมดุลและความสามัคคี ก่ิงก้าน
และรากเป็นแผนท่ีของจักรวาลท่ีซึ่งทุกส่ิงเช่ือมโยงกันและเชื่อมโยงกัน การ
ออกแบบต้นไม้แห่งชีวิตของเซลติกจานวนมากเกิดข้ึนจากหม้อ หม้อนี้เป็น
สัญลักษณข์ องแมพ่ ระธรณซี ง่ึ ทุกชีวติ เกิดขนึ้
ภาพที่ 3.2.6-20 Example of Celtic Tree of Life picture
ที่มา: https://scalar.usc.edu/works/mysteries-of-the-grail/media/celtic-tree-of-life
3. นก 9Rhiannon เทพธดิ าแห่งเวลสม์ าพร้อมกับนกวิเศษที่มีบทเพลงอันน่าหลงใหลสามารถปลกุ คนตายและ
ขับกลอ่ มส่ิงมีชีวิตให้หลับใหล
3.10 ม้า อานาจอธิปไตยคาแนะนา – ม้าเป็นทเ่ี คารพนับถือของชาวเคลตใ์ นเรื่องความเรว็ และความแข็งแรง
ทางเพศ Epona และ Macha เปน็ เทพธิดาแห่งมา้ เซลติกท่ีคอยดูแลผนื ดินปกป้องความอุดมสมบรู ณ์และประกันการเก็บ
เก่ียวทด่ี ี ในฐานะผปู้ กป้องธรรมชาติทั้งสองให้อานาจอธปิ ไตยเหนือดินแดนและเป็นเทพธดิ าแหง่ คอกม้า ในฐานะเทพธิดา
แห่งการคลอดบุตรคาทานายและความเจริญรุ่งเรอื งพวกเขานาทางและปกป้องมนุษย์ในการเดินทางตลอดชีวติ
3.11 อสรพษิ – ผู้รกั ษาโลก สญั ลักษณ์แห่งการรักษาและภูมปิ ัญญางูอาศัยอยใู่ นส่วนลกึ ของพระแม่ธรณีและ
มีความเช่ียวชาญในความรู้ลับและพลังสาคัญท้ังหมดของเธอ ท้ัง Brigantia และ Stroni เทพธิดาแห่งการรักษาของเซลติ
กต่างก็ใช้พลังลึกลับของงูในการรักษา เน่ืองจากการเคล่ือนไหวที่เหมือนคลื่นของพวกมันงูจึงเช่ือมโยงกบั น้าบาบัดและบ่อ
นา้ ศักดส์ิ ิทธิ์แหลง่ ที่มาของพลังในการฟน้ื ฟูทเ่ี กิดใหม่จากภายในโลกและดว้ ยเหตุน้จี งึ เปน็ ผู้ปกปอ้ งสขุ ภาพและความเป็นอยู่
ท่ีดี เช่ือกันว่างูที่มาจากภายในโลกเชื่อกันว่าทุกคนรู้ความลับของโลกและมีภูมิปัญญาจากสวรรค์ งูหัวรามมีชื่อว่า
Cerrunos ซึ่งเป็นเจ้าแห่งยมโลกและเป็นราชาแห่งสัตว์ทั้งปวง Cerrunos เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งและความ
แข็งแกรง่
49