ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ภาพท่ี 3.2.6- 21Celtic mythology(ตานานเซลติก) ภาพที่ 3.2.6- 22The "Cernunnos" type antlered figure or "horned
ท่มี า: https://en.wikipedia.org/wiki/Celtic_mythology god", on the Gundestrup Cauldron, on display, at the National
Museum of Denmark in Copenhagen
ท่มี า: https://en.wikipedia.org/wiki/Cernunnos
3. – นก 12วิญญาณแห่งการพยากรณ์ นกมบี ทบาทสาคัญในตานานและตานานของชาวเซลตกิ ในฐานะ
สัญลกั ษณ์แหง่ อิสรภาพและการมชี ัยเหนือสง่ิ เหล่าน้เี ปน็ ตวั แทนของจติ วญิ ญาณของมนุษยท์ ่ีบินได้รบั การปลดปลอ่ ยจาก
ความผูกพันทางโลกสามารถทะยานไปสู่การสื่อสารทางวิญญาณ
กบั สวรรค์ได้ กลับมายังโลกพวกเขานาข้อความแห่งคาพยากรณ์
และการนาทางชว่ ยเหลอื มนุษย์ในการเดินทางทางวญิ ญาณและ
ทางโลก
ภาพท่ี 3.2.6-23 Silver Scordisci bird pendants from the Zidovar hoard
ท่มี า: https://balkancelts.wordpress.com/tag/celtic-jewelry/page/2/
50
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3.2 ประวตั ิศาสตรศ์ ิลปะเครื่องประดบั อารยธรรมโบราณ
3.2.7 ศิลปะเคร่อื งประดับโรมัน (Rome)
หลังจากสิ้นสดุ อารยธรรมของชาติอทิ รสั กัน ไดก้ ลายมาเป็นชาวอิตาลีโรมัน โดยอาณาจักรโรมนั อยใู่ นช่วง
ระหว่าง 500 ปีกอ่ นคริสตศักราช จนถงึ ปี ค.ศ.395 ซงึ่ ได้แบ่งอาณาจักรออกเป็นยุคตา่ งๆ ดังน้ี
การแบง่ อาณาจักรโรมันแบง่ ออกเปน็ 3 ยคุ ดังนี้
ยุค Republican Period หรือเรียกว่ายุคสาธารณรฐั อยู่ในชว่ งระหว่า 500 ปีก่อนคริสตศักราช
ถึง 27 ปกี อ่ นคริสตศกั ราช
ยุค Early Imperial Period หรือเรียกว่ายุคจักรวรรดิตอนต้น อยู่ในช่วงระหว่าง 27 ปีก่อนคริ
สตศักราชถึงปี ค.ศ.28
ยุค Late Imperial Period หรือเรียกว่ายุคจักรวรรดิตอนปลาย อยู่ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 285
ถงึ ปี ค.ศ.395
ใ น ช่ ว ง ต้ น ข อ ง ส มั ย โ ร มั น ยุ ค
Republican Period หรือเรียกวา่ ยุคสาธารณรัฐ
เมื่อประมาณ 500 ถึง 27 ปีก่อนคริสตศักราชมี
ลักษณะเรียบง่ายไปจนถึงสร้างเป็นจักรวรรดิ
โรมัน มีการขยายอาณาจักรโรมจึงกลายเป็น
ศูนย์กลางแห่งอานาจ มีโครงสร้างทางการเมือง
และสังคมที่ซับซ้อนมากยิง่ ข้ึน
ภาพท่ี 3.2.7-1 Necklace. Gold and Glass Paste, Roman
Artwork, 6th–5th Centuries BC. From a Sarcophagus in
Fidene, Italy.
ทม่ี า: https://www.langantiques.com/university/roman-
jewelry/
ภาพท่ี 3.2.7- 2Gallo-Roman Lion Earrings.
ทม่ี า: https://www.langantiques.com/university/roman-jewelry/
51
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
เมื่อพระเจ้าซซี าร์ถกู ปลงพระชนม์เม่ือ 44 ปกี อ่ นครสิ ตศักราช ออ
กุสตุสหลานชายหรือบุตรบุญธรรมได้ชนะศัตรูทั้งหลายและตั้งตนเป็น
จักรพรรด์ิโรมันพระองค์แรกเมื่อ 27 ปีก่อนคริสตศักราช หลังจากน้ีดินแดน
เมดิเตอร์เรเนียนมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองยาวนานถึง 200 ปี หลังจากเข้า
ศตวรรษที่ 3 อาณาจักรแห่งจ้ีจึงได้ล่มสลายลง เกิดจากความสับสนวุ่นวาย
ภายในของอาณาจักรเอง จนกระท่ังจักรพรรดิในปี ค.ศ.473 อาณาจักรโรม
พ่ายแพ้แก่ชาวเออเมเนียและชาวอัสซีเรีย ซ่ึงอยู่ทางตะวันออกของเยอรมัน
และทางตอนเหนอื ของอังกฤษ จึงจาเป็นต้องอพยพออก และไดไ้ ปส้ินสุดที่ดิน
แดนใหมค่ ือ กรุงคอนสแตนตโิ นเปิล
ภาพที่ 3.2.7-3 Gold Bracelet set w/ Precious Stones -- Circa 4th Century CE -- Rome --
The British Museum
ทม่ี า: https://www.pinterest.com/pin/351491945900394783/
ศิลปะของโรมันได้ปรากฏข้ึนโดยเน้น
ความงามทางกายภาพ โดยเฉพาะความงามของพระ
เจ้าอะเธน่าที่ชาวโรมันให้ความนับถือ ต่อมาเม่ือ
ศาสนาคริสต์เข้ามามีบทบาทในอาณาจักรโรมันทาให้
การออกแบบเคร่ืองประดับได้รับอิทธิพลในการใช้
สัญลักษณ์เพ่ือศาสนาเข้าไปด้วย แต่การออกแบบยังมี
ลักษณะเรขาคณิต โดยเฉพาะการใช้รูปทรงโค้งท่ีเป็น
เอกลักษณ์ของชาวโรมัน
ภาพที่ 3.2.7-4 Roman Amethyst, Emerald, Blue Glass, and
Gold Necklace c.3rd Century.
Victoria & Albert Museum Collection.
ทีม่ า: https://www.langantiques.com/university/roman-
jewelry/
ภาพที่ 3.2.7-5 A PAIR OF ROMAN GOLD, PEARL AND GLASS EARRINGS CIRCA 2ND-3RD
CENTURY A.D.
ท่ีมา: https://www.pinterest.com/pin/137641332335070901/
52
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
เคร่ืองประดบั ของโรมันมรี สนิยมแบบตะวันออก ใชห้ ินสีเช่นเดียวกันกบั อิทรัสกันท่ีใช้ทองคามาตกแต่งผิวหน้า
มีการใช้สีและทองคาอีกรูปแบบหน่ึง เครื่องประดับในโรมไม่ปรากฏอย่างหรูหราแต่อีกประมาณร้อยปีจึงปรากฏแหวน
สร้อยคอ และเครื่องประดับอื่นๆ ของชาวโรมัน ความกว้างใหญ่ของพระจักรพรรดิทาให้การค้ามีเครือข่าย มีการใช้วัสดุมี
ค่า มีไข่มุกและปะการังที่มาจากอ่าวเปอร์เซีย และมีมรกตท่ีมาจากเหมืองแร่อียิปต์ซ่ึงอยู่ใกล้ทะเลแดงก็นามาทาสร้อยคอ
และต่างหู การค้าของยุโรปทางเหนือได้ทาการค้ากับอังกฤษและมีการนาอาพันมาจาก
บอลติก โดยชาวเรือโรมนั เปน็ ทข่ี ึ้นช่ือของชาวเมดเิ ตอรเ์ รเนียน ในการค้นพบอนิ เดยี พม่า
และศรีลังกา ซึ่งเป็นแหล่งหลักๆ ของทับทิม แซฟไฟร์ และการ์เนต ชาวโรมันก็เป็นผู้
คน้ พบ นอกจากน้ียงั พบห้องปฏิบัติการเก่าชาวเฮเลนนิสติคสมัยอเลก็ ซานเดรยี ในโรม ซึ่ง
เป็นศูนย์กลางในการผลิตเครื่องประดับของสานักพระราชวังชาวโรมัน อย่างไรก็ตามการ
ทางานของช่างฝมี ือของโรมได้มาจากจังหวัดทอี่ ยู่ทางตะวันออกเป็นหลัก
ภาพท่ี 3.2.7-6 A typical Roman necklace made of gold and carnelian stone
ที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/Roman_jewelry
ภาพท่ี 3.2.7-7 A NECKLACE OF TWENTY-ONE ROMAN AMETHYST RING STONES
CIRCA 1ST CENTURY B.C.-2ND CENTURY A.D.
ที่มา: https://www.pinterest.com/pin/58828338855967666/
จนมาถึงช่วงปลายของอาณาจักรโรมัน หรือยุค Late Imperial Period หรือท่ี
เรียกวา่ ยุคจักรวรรดติ อนปลายน้ัน มกี ารออกแบบเครื่องประดับโดยการยดึ การจัดอัญมณีแบบ
กากบาทมากย่งิ ขึน้ และเร่ิมต้นมีเนื้อหาเร่อื งราวเกย่ี วกบั ศาสนามากขน้ึ ด้วยเชน่ กัน
ในช่วงปี 100 ถึง 400 เป็นช่วงยุคทองของการทาแก้ว ชาวโรมันนาลูกปัดแก้วไป
เป็นวัสดุทางการค้า โดยการผลิตมีการจัดการของสี แพทเทิร์น และการผสมผสานเทคนิค
เคร่ืองประดับจากชาวโรมัน สนองตอบความต้องการของสังคมอย่างกว้างขวาง มีการ
แลกเปล่ยี นไกลไปทางตอนเหนือถงึ สแกนดเิ นเวีย และไกลไปทางตะวนั ออกและใต้
ภาพท่ี 3.2.7-8 Gemstone & Pearl Earrings, c. 4-5th Century AD.
ทมี่ า: https://www.langantiques.com/university/roman-jewelry/
53
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
หลงั จากชยั ชนะของพระเจา้ อเล็กซานเดอร์มหาราช ได้มีการฝึกช่างทาเครื่องประดบั ซึ่งมาจากการออกแบบ
ภายในของอยี ิปต์ ช่างฝมี ือมาจากศูนยก์ ลางทต่ี ง้ั ใหมจ่ งั หวัดหนึ่งของโรมนั มีการจัดต้ังโรงงาน ทาเทคนิคและรูปแบบ มีการ
ใชเ้ ทคนิคการผลติ ระยะยาว จัดเปน็ ความคิดสร้างสรรค์ในการจดั การ มเี ตาหลอมละลายขนาดใหญ่กว่าดว้ ยไฟทรี่ อ้ นกว่า
เพอื่ เป็นการสร้างสรรค์ผลงานใหแ้ ปลกมากยิ่งขึน้ สว่ นผสมการทาแกว้ มีทราย
ด่าง และตัวทาให้เกดิ สีเท่านั้น เป็นการผลติ แกว้ ทม่ี ีเน้ือแกว้ ได้เพยี วกว่า มีการ
นาหลอดเป่าแล่นเข้ามา ทาใหโ้ รงงานเครื่องประดับทนั สมัยมากขึ้นเปิดเสน้ ทาง
ในการค้นหาเทคนิคใหมๆ่ ท้ังรูปแบบและการตกแต่งลวดลายเสมอ
ภาพที่ 3.2.7-9 An ancient Roman necklace comprised of large clear crystal cornerless
cube beads, 3rd -5th century AD, inter-spaced with modern gold beads.
ทีม่ า: https://www.pinterest.com/pin/60587557464690447/
ศิลปะเครือ่ งประดับโรมัน (Rome)
สมยั โรมนั จากการทอี่ าณาจกั รโรมนั แผ่อานาจเขา้ ปกครองกรีก และดินแดนอ่นื ๆ ไดซ้ ึมซบั วัฒนธรรมของกรีก และคอนส
แตนตโิ นเปลิ เข้ามาใชใ้ นการทาเครื่องประดับของตนมาก ในช่วงตน้ ๆ ประมาณ 27 ปกี ่อนคริสตศกั ราช การสวมใส่ เครื่องประดับ
ตา่ งๆ รวมท้ังข้าวของเครื่องใช้ ท่ีทาจากทองคิ่งต้องห้าม ในภายหลัง ได้เร่มิ ผ่อนคลายลง ให้เร่ิมมีการพฒั นา การทาเครื่องประดับ
ขน้ึ มา จดุ เด่นพอสงั เขปมดี ังน้ี
1. เคร่ืองประดับ ทาด้วยทองคาเปน็ ส่วนใหญ่
ภาพท่ี 3.2.7-10 Solid gold snake bracelets, among the most popular types of
Roman jewelry. Snake bracelets were often worn in pairs, around the wrists as
well as on the upper arms
ทีม่ า: https://en.wikipedia.org/wiki/Roman_jewelry
2. มกี ารนาอญั มณี และแกว้ สตี า่ งๆ มาประดบั บนช้ินงาน อย่างแพร่หลาย อญั มณีที่
ใชม้ ากอยา่ งหนึ่งคือ มรกต (emerald) และไม่ไดร้ บั การฝงั แตอ่ ย่างใด
ภาพท่ี 3.2.7-11 Gallo-Roman Emerald Earrings of Gold Wire.
ทม่ี า: https://www.langantiques.com/university/roman-jewelry/
54
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3.3 ประวตั ศิ าสตร์ศลิ ปะเคร่ืองประดบั ยุคประวัติศาสตร์
3.3.5 ศิลปะเครื่องประดับสมัยอลิซาเบธท่ี 1
ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษท่ี 16 จัดไดว้ า่ เปน็ ช่วงที่ผลงานเครอ่ื งประดบั อยู่ในยุคเฟ่ืองฟูโดยเฉพาะการเคลอ่ื นไหว
ตามความต้องการของพระมหากษัตริย์ในยุโรป โดยเฉพาะประเทศช้ันนาในยุโรป ได้แก่ อังกฤษ ฝร่ังเศส และสเปน ซ่ึงใน
ขณะน้ันเป็นยุคท่ีเกิดภาวะทั้งเป็นมิตรและศัตรูและมีการแข่งขันความม่ังค่ังกันอยู่มิใช่น้อย จึงทาให้เคร่ืองประดับในช่วง
ปลายคริสต์ศตวรรษท่ี 16 น้ไี ด้ปรากฏเปน็ จานวนมาก
ก่อนท่พี ระนางอลซิ าเบธท่ี 1 ทรงขนึ้ ครองราชยน์ นั้ พระราชบิดาของพระองค์คือ พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 เป็นกษัตริย์
ที่มีความเฉียบขาดทางด้านการปกครอง ทางด้านการจัดการทางศาสนารวมทั้งทางด้านการค้า โดยได้พัฒนาการเดินเรือ
เพื่อการค้าขายจนเป็นการเดินเรือชั้นนาของยุโรปสิ่งที่เกิดขึ้นคือ พระองค์ทรงโปรดในการสะสมทรัพย์สมบัติเป็นอย่างย่ิง
ได้มีการให้ช่างทองต่างพัฒนาฝีมือและศักยภาพให้มีความงดงาม หลังจากได้พัฒนาการเดินเรือเพ่ือค้นหาแผ่นดินใหม่ใน
การเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติแล้ว การเป็นคู่แข่งทางการเมืองอย่างไม่ย่อท้ากับพระเจ้าฟรานซีสท่ี 1 แห่งฝร่ังเศส ทา
ให้อัตราการสะสมทรัพย์สมบัติย่ิงเป็นที่ไม่ย่อท้ออีกเช่นกัน เน่ืองจากพระเจ้าฟรานซีสที่ 1 ก็ทรงโปรดการสะสมทรัพย์
สมบัติเชน่ กัน หามมี ีอญั มณมี ีคา่ งามงดสะสมมากเทา่ ใด จัดเปน็ สงิ่ แสดงความม่นั คงและความมั่งคงั่ ของประเทศได้ดี
หลังจากที่พระนางอลิซาเบธท่ี 1 ทรงข้ึนครองราชย์เม่ือมีพระชนม์มายุได้ 25 พรรษาระหว่างปี ค.ศ.1558-1603
ทรัพย์สมบัติที่พระเจ้าเฮนร่ีท่ี 8 ทรงสะสมไว้น้ัน มิได้ตกเป็นของพระองค์ทั้งหมด หากแต่พร่องไปบ้างในสมัยพระเจ้าเอ็ด
เวิร์ดท่ี 6 กับสมัยพระนางแมร่ีทรงครองราชย์อยู่ ในยุคพระองค์มีการแต่งกายหนาทึบ มีลักษณะของปกคอเส้ือท่ีเรียกว่า
คอก้ิงก่า ตกแต่งด้วยอัญมณีมีค่าบนเคร่ืองแต่งกาย มีการสวมสร้อยคอแบบ carcanet หรือสร้อยคอแบบสั้น และ
เครื่องประดับแบบ cotiere หรือแบบสังวาล โดยเฉพาะเครื่องประดับแบบสังวาลย์เป็นเคร่ืองประดับท่ีสามารถสวมใส่ได้
ทั้งสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ส่วนใหญ่ประดับไข่มุก ลงยาฝังเพชร
อัญมณีและนิยมสวมเคร่ืองประดับแบบเข้าชุดกนั ระหว่างสร้อยคอ จี้
ห้อยคอ สังวาล เคร่ืองประดับศีรษะ แหวน เป็นตัน ส่วนรูปแบบ
เครื่องประดับที่ปรากฏในสมัยพระองค์ จะเป็นรูปแบบร่วมสมัยคือ
ศิลปะเคร่ืองประดับเรอนาซองค์และศิลปะเครื่องประดับแมนเนอร์
ริส โดยพระองค์ได้ให้ช่างทองพัฒนารูปแบบให้มีความหรูหรามาก
ยิ่งขึ้นไปอีก มีองค์ประกอบของอัญมณีขนาดใหญ่ในการเสริมสร้าง
บารมี มีรูปทรงและลวดลายที่มีความละเอียดลออมากข้ึน จน
เครื่องประดับในสมัยพระองค์เป็นที่โดดเด่นที่สุดในประเทศยุโรป
พระนางทรงช่ืนชมกับบรรดาเคร่ืองประดับอันมีค่า แต่ไม่อาจเทียม
เท่าพระบดิ าของพระองค์ ซึง่ มีหบี ทรพั ยส์ มบัตขิ นาดใหญห่ าค่ามไิ ด้
ภาพท่ี 3.3.2-1 Necklace with a cameo of Elizabeth I
ท่ีมา : https://collections.mfa.org/objects/549545
76
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
พระนางอลิซาเบธท่ี 1 จัดเป็นกษัตริย์ท่ีมีความสุขและมีความ
ทันสมัยมากท่ีสุด ทรงโปรดทางด้านการแสดง ดนตรี บันเทิงเริงรมย์มาก แต่
พระองค์สามารถปกครองประเทศได้ดี ทาให้ประเทศอังกฤษจัดเป็นประเทศที่
เกิดอานาจและทาให้เกิดความก้าวหน้ามากที่สุดของยุโรปตั้งแต่สมัยพระองค์
ขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้มิได้ทรงอภิเษกสมรส แต่พระองค์เป็นสตรีท่ีมีความ
แข็งแกรง่ และมคี วามสงา่ ทง้ั อิริยาบถและจากสวมใสเ่ คร่อื งประดับเปน็ อยา่ งยง่ิ
ภาพที่ 3.3.2-2 The Heneage Jewel (Locket) by Hilliard, Nicholas, ca. 1595 (made). The
Heneage or Armada Jewel, English, about 1595. Museum Number M.81-1935.
ท่มี า : https://www.pinterest.fr/pin/242912973630925726/
ภาพที่ 3.3.2- 3My Ear-Trumpet Has Been Struck By Lightning ภาพที่ 3.3.2- 4 Queen Elizabeth I Tudor Portrait Reproduction
ท่ีมา : https://www.pinterest.cl/pin/220606081726969193/ Locket Finger Ring QEI Ring, Renaissance Ring, Medieval Ring,
SCA Cosplay Ren Faire QEI Dress
ท่มี า : https://www.pinterest.it/pin/373869206551062577/
77
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3.3 ประวตั ศิ าสตร์ศิลปะเครอ่ื งประดับยุคประวตั ศิ าสตร์
3.3.6 เครอ่ื งประดับสไตล์บาร็อค (Baroque Jewelry)
เคร่ืองประดับสมัยคริสต์ศตวรรษท่ี 17 เกิดศิลปะเคร่ืองประดับที่สาคัญคือ ศิลปะเคร่ืองประบาร็อค โดยสมัย
บาร็อคอยใู่ นชว่ งปี ค.ศ.1580-1750 ในช่วงคริสต์ศตวรรษท่ี 17 เป็นช่วงสมัยของการแตกแยกทางด้านสังคม เนอ่ื งจากคน
ชน้ั กลางและคนระดับลา่ งไดร้ บั การเอารัดเอาเปรียบมากเป็นอยา่ งมาก นอกจากนี้ยังเป็นชว่ งของการแตกแยกคริสตศาสนา
ระหว่างนิกายโรมันคาร์โธลิคและนิกายโปเตสแตนส์ จึงทาให้ผลงานทางด้านศิลปะหลายแขนงมีลักษณะของการต่อสู้การ
แสดงศรัทธา ของศาสนาและสังคมเป็นหลกั
แต่ในขณะเดียวกันในหมู่ชนช้ันสูงในภาวะวัตถุนิยม สนองตอบความต้องการความม่ังคั่งของตนเองได้อย่าง
ย่งิ ใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศฝร่ังเศส เป็นประเทศที่โดดเด่นของศลิ ปะเคร่ืองประดับสมยั บาร็อค โดยเฉพาะความมงั่ คงั่ ใน
พระราชวังแวร์ซายล์ ท่ีสร้างเมื่อปี ค.ศ.1661 สมัยพระเจ้าหลุยส์ท่ี 14 เป็นช่วงที่กาลังหลงใหลกับความงามของ
เครื่องประดับ และเป็นยุคของนักสะสมจากการเกิดเศรษฐีใหม่เป็นจานวนมาก เพราะชนชั้นกลางหลายคนมีความม่ังค่ัง
ร่ารวยข้ึนเป็นผลมาจากฟ้ืนฟูศิลปวิทยาการ ทาให้ชนช้ันสูงมีศักยภาพทางฐานะมากขึ้นจากการเก็บภาษีราษฎรที่เข้มข้น
จงึ จัดเป็นศตวรรษแห่งความรา่ รวยมากทสี่ ดุ สมยั หน่ึง ทาใหเ้ กดิ ภาวะการนิยมสะสมเคร่ืองประดับขึน้
การออกแบบเครื่องประดับสมัยบาร็อค
ในช่วงคร่ึงแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 17 น้ี มีรูปแบบ
และรปู ทรงที่ออ่ นนมุ่ พลวิ้ ไหว มกี ารแบ่งสดั ส่วนของ
การออกแบบโดยแบ่งเป็นส่ีส่วนเรียกว่า ewer แต่
การตกแต่งจะไม่มีการแบ่งสัดส่วนใดๆ ออกแบบให้
เป็นไปตามความสวยงาม จึงทาให้ผลงานการ
ออกแบบดเู หมอื นไม่ไมโ่ ครงสรา้ ง
ภาพที่ 3.3.6-1 Bow Brooch Design, 17th Century.
ท่ีมา : https://www.langantiques.com/university/baroque-
jewelry/
แตก่ ารออกแบบเครื่องประดบั สมัยบาร็อคในช่วงคร่งึ หลงั ของครสิ ต์ศตวรรษท่ี 17 นัน้ มีลักษณะเป็นเอกลกั ษณ์
เฉพาะสมัยบาร็อคมากขึ้น โดยการนาใบไม้มาประกอบรูปทรงค่อนข้างหนัก นอกจากนี้เคร่ืองประดับหลายช้ึนมีลักษณะ
เปน็ ชนิ้ เด่ียวหรอื เส้นเดียว ดังนั้นการออกแบบเคร่ืองประดับสมัยบาร็อคจงึ มี 4 ลกั ษณะหลักๆ ท้ังหมดดังต่อไปน้ี
เคร่อื งประดบั ตกแตง่ ศรี ษะ
สว่ นใหญ่เป็นการใช้รูปทรงแบบ spray form หรือรูปทรงการกระจายหรือการสะบัด นิยมนามาประดับตกแต่ง
บริเวณศรี ษะโดยทั่วไป เช่น กบิ๊ หนบี ผม เปน็ ตน้
78
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ตา่ งหกู ับจ้หี อ้ ยคอ สว่ นใหญเ่ ปน็ การใช้รปู แบบ pendeloque form
หรือรูปทรงการมัดเข้าด้วยกันให้อยู่เป็นศูนย์กลาง อาจจะเป็นลักษณะของการ
ผกู การมัดของริบบ้นิ
ภาพท่ี 3.3.6-2 A Beautiful Example of Late Renaissance (or Early Baroque) Jewelry. An
Antique Cameo, Surrounded by a Symmetrical Array of Diamonds, Rubies and Enameled
Gold.
ทมี่ า : https://www.langantiques.com/university/baroque-jewelry/
ภาพที่ 3.3.6-3 Pendant Design by Daniel Mignot, Late Renaissance.
ที่มา : https://www.langantiques.com/university/baroque-jewelry/
การร้อยไข่มุก เป็นการร้อยไขม่ กุ แบบเรยี บงา่ ย แตม่ ีออกแบบให้ไข่มกุ มี
ความโดดเด่น หรือมีการจัดเรียงให้มีความสวยงาม ส่วนมากเป็นไข่มุกร้อยปกติที่มี
ความยาวของการร้อยไข่มกุ ไมเ่ ท่ากนั เปน็ ทัง้ สรอ้ ยคอ สงั วาลและอนื่ ๆ
ภาพที่ 3.3.6-4 เคร่ืองประดับสไตลบ์ ารอค (Baroque Jewelry)
ท่มี า : http://blackevil408.blogspot.com/p/blog-page_6677.html
79
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ศิลปะการตกแต่ง สไตล์น้ีได้รับการพัฒนา ก่อนปี 1600 ไม่นานและยังคงใช้อยู่ จนถึงปัจจุบันในยุโรป
จนกระท่ังเกิดสไตล์แบบ ร็อคโกโก้ ข้ึนเม่ือปี 1730 โดยเร่ิมต้นที่ประเทศอิตาลี และแพร่ขยาย ไปยังเยอรมนี ออสเตรีย
สเปน และ ปอร์ตุเกส รูปแบบท่ีคลาสสิคบางส่วน ได้รับความนิยม ในประเทศฝร่ังเศส ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งเป็น
สไตล์ท่ีพัฒนา มาจากสไตล์ เรอเนสซองค์ โดยมีรูปแบบท่ีมีชีวิตชีวา มีส่วนโค้ง และมีการเคล่ือนไหว รวมไปถึง การมีการ
ประดับประดา อย่างมาก ซึ่งต่างจาก สไตล์แบบร็อคโกโก้ สมัยบาร็อก ท้ังผู้หญิงและผู้ชาย จะใส่เคร่ืองประดับ ที่หรูหรา
กันมาก โดยส่วนใหญ่ มกั นิยมใช้มุก หรืออัญมณี เป็นเครื่องประดบั มากกว่าใช้เคร่ืองประดับแบบลงยา หลากสี จนถึงช่วง
ศตวรรษ 1630-1680 รปู แบบที่เป็นดอกไม้ ตามธรรมชาติ จึงมีความโดดเดน่ ขึ้น และมักใชเ้ พชร มาประดบั ตกแตง่
80
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3.3 ประวตั ิศาสตร์ศิลปะเคร่อื งประดบั ยุคประวตั ิศาสตร์
3.3.7 ศิลปะเครอ่ื งประดับโรโคโค
สว่ นศิลปะเครื่องประดับแบบโรโคโคนั้น อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษท่ี 18 มลี ักษณะการออกแบบท่ีพัฒนามาจาก
ศิลปะเครื่องประดับแบบบาร็อค ยังคงเป็นรปู แบบทแี่ สดงถงึ ความฟุ้งเฟ้อ หรหู รา สวยงาม สมบูรณ์แบบท่สี ดุ ของธรรมชาติ
โดยเครื่องประดับทที่แสดงถึงความเป็นโรโคโคมากที่สดุ อยู่ทปี่ ระเทศฝรั่งเศส ซึ่งอยใู่ นช่วงสมัยพระเจ้าหลุยสท์ ี่ 16 พระองค์
เข้าพิธีราชาภิเษกเมื่อปี ค.ศ.1643 ทรงครองราชย์และประทับท่ีพระราชวังแวร์ซายน์มายาวนานถึง 72 ปี พระองค์รักใน
งานศิลปะมาก จึงทาให้เป็นผู้อุปถัมภ์สารพัดช่างฝีมือ เหล่านักเขียน และนักประพันธ์มากมาย เคร่ืองประดับอันวิจิตร
มากมายมีเป็นจานวนมากในยุคน้ี เนอื่ งจากหมชู่ นช้นั สงู มฐี านะร่ารวยกันอยา่ งเต็มที่ มีการสง่ เสริมเรอื่ งความรัก กามารมณ์
และรสนิยมเป็นอย่างมาก ทาให้เหล่าพ่อค้าหาสินค้ามาปรนเปรอเหล่าชนชั้นสูงอย่างเต็มที่ เช่น การค้าขายเคร่ืองประดับ
และอญั มณโี ดยนาย Tavernier ซ่งึ กลบั มาจากการเดนิ ทางในประเทศอินเดยี ไดน้ าเพชรเจียระไนและไข่มกุ กลบั มา มีราคา
สูงมาก เนื่องจากเป็นอัญมณีมีค่าท่ีสวยงามและเร่ิมหายาก อัญมณีจากอินเดียมีคุณสมบัติครบถ้วน จึงเป็นท่ีต้องการมาก
การค้าเครือ่ งประดับจงึ ร่งุ เรอื งมาก
รวมทั้งรูปแบบการออกแบบไดแ้ สดงการออกแบบที่แสดงถงึ ความมัง่ คง่ั อย่างเต็มที่ จงึ มกี ารใช้ อัญมณีในการ
ออกแบบในปริมาณมากและมีขนาดใหญ่มาก ดังนั้นการออกแบบเคร่ืองประดับแบบโรโคโคจึงมีแรงบันดาลในมาจาก
รูปทรงธรรมชาติเป็นหลัก มีลักษณะเหมือนทรง
เปลือกหอยมีการม้วนงอของดอกไม้และเถาใบ
ของพืช มักออกแบบเข้าด้วยกันโดยให้มี
ศูนย์กลาง ถึงแม้ว่าศิลปะเคร่ืองประดับโรโคโค
จั ด เ ป็ น แ ฟ ช่ั น เ ค รื่ อ ง ป ร ะ ดั บ ช่ ว ง ห น่ึ ง ใ น
คริสต์ศตวรรษท่ี 18 ที่มีอายุไม่ยาวนัก แต่เป็น
แฟชั่นที่นิยมมากและเป็นเครื่องประดับที่มีเสน่ห์
มากที่สุด ผู้สะสมจึงมีการสะสมเป็นจานวนมาก
ด้วยเช่นกัน
ภาพที่ 3.3.7-1 เครอื่ งประดบั Rococo(1720-1740)
ท่ีมา : https://www.antiquejewel.com/en/explanation-
on-the-rococo-style-by-adin-antique-vintage-and-
estate-jewelry.htm
81
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ภาพที่ 3.3.7-2 foiled topaz-parure-18th-c-georgian-jewellrey-austenonly
ที่มา : http://costume-jewelry-magazine.blogspot.com/2012/09/jewelry-history-in-18th-century-late.html
ภาพท่ี 3.3.7-3 An early 18th century large central cushion shaped citrine within a topaz openwork floral surrounded with foil backs
ทมี่ า : https://levysfinejewelry.com/pages/french-rococo
82
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3.3 ประวตั ิศาสตรศ์ ิลปะเครื่องประดับยุคประวัติศาสตร์
3.3.8 ศิลปะเครื่องประดบั นีโอคลาสสิค
นีโอคลาสสิคอยู่ในช่วงยุคปฏิบัติฝร่ังเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เมื่อปีค.ศ. 1789-1797 มีแนวความคิดในเชิง
ต่อด้านศิลปะแบบโรโคโคท่ีมีแต่ความฟุ้งเฟ้อ กลุ่มนักออกแบบนีโอคลาสสิคจึงเน้นทางด้านปรัชญาและการศึกษาความรู้
ต่างๆ ในสมัยกรีกเป็นสาคัญ เพื่อนามาเป็นแรงบันดาลใจในการคิดค้นหรือสร้างสรรค์ผลงานแบบใหม่ ๆ เป็นสมัยท่ี
การเมืองมีบทบาทในการเปล่ียนแปลงสังคมเป็นอย่างมาก ทั้งทางด้านกฎหมาย การปกครอง และการดารงชีวิตของผู้คน
ส่ิงของเคร่ืองใช้ถูกผลิตโดยเครื่องจักรท่ีให้ทั้งความสะดวงรวดเร็วและผลิตได้ปริมาณมาก หรือเรยี กว่า Mass Production
หรอื สนิ ค้ามวลรวม โดยไมค่ านึงถงึ ความงามมากนัก
ทางด้านการออกแบบเคร่ืองประดับสมัยนีโอคลาสสิคมีแนวความคิดตามสังคมเช่นเดียวกัน มีความแตกต่าง
จากเครื่องประดับแบบโรโคโค เน้นการออกแบบเครื่องประดับแบบยุคคลาสสิคโบราณ โดยเฉพาะแบบกรีกและโรมัน ทั้ง
รูปทรงและรายละเอียดการออกแบบต่างๆ บุคคลท่ีมีบทบาทต่อการออกแบบเครื่องประดับในสมัยน้ีคือ พระเจ้าหลุยส์ท่ี
16 หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเคร่ืองประดับสมัยพระเจ้าหลุยส์ เน่ืองจากพระองค์เป็นแกนหลักสาคัญในการออกแบบ
เครื่องประดบั ในรูปแบบน้ี
เครอื่ งประดับสมยั พระเจ้าหลยุ สจ์ งึ มีการแบบยุคต่าง ๆ ไดด้ ังนี้
• ยุค Louis Seize Period หรือเรียกวา่ ยคุ หลยุ ส์ซีส์ อยูใ่ นช่วงปคี .ศ. 1770 เป็นต้นมา
• ยุค Revolutionary Period หรือเรยี นกว่ายคุ ปฏิบตั ิ อย่ใู นชว่ งปคี .ศ. 1789-1797
• ยคุ Empire Perido หรอื เรียนกว่ายคุ จกั รพรรดิ อยูใ่ นช่วงปีค.ศ. 1800
ในช่วงต้นสมัยนีโอคลาสสิคเรียกเครื่องประดับพระเจ้าหลุยส์ท่ี 16 น้ีว่า Louis Seize เป็นรูปแบบที่รู้จักกันดี
ในช่วงก่อนเกิดการปฏิบัติประเทศฝร่ังเศส หรืออยู่ในช่วงปีค.ศ. 1785 การออกแบบเครื่องประดับในเบ้ืองต้นยังคงนา
รปู แบบของโรโคโคมาเป็นต้นแบบ แตม่ ีการตกแต่งตัวรูปแบบคลาสสคิ สมัยโบราณของกรีกเช่น การใช้ใบไม้มาผสมผสาน ผู้
ท่เี ปน็ ผู้นาแฟช่นั ในการออกแบบเครอ่ื งประดับนีค้ ือ พระนางเจา้ มารอี ังตัวเน็ตแหง่ ประเทศฝรั่งเศส
ภาพท่ี 3.3.8-1 Marie Antoinette’s pearl and diamond bow pendant Photo
Sotheby’s
ทีม่ า : https://theadventurine.com/culture/jewelry-history/at-auction-marie-
antoinettes-jewelry/
83
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ภาพที่ 3.3.8-2 Diamond parure with five gems from the collection of Marie Antoinette. Photo Sotheby’s
ที่มา : https://theadventurine.com/culture/jewelry-history/at-auction-marie-antoinettes-jewelry/
ภาพท่ี 3.3.8-3 Marie Antoinette and jewels from the Bourbon Parma Auction at Sotheby's Geneva Photo Sotheby's
ท่ีมา : https://theadventurine.com/culture/jewelry-history/auction-highlights-marie-antoinettes-jewelry/
มาถึงในช่วงการปฏิวัติประเทศฝร่ังเศส เม่ือปีค.ศ. 1789-1797 มีความสับสนทางการเมืองและชีวิตความ
เป็นอยู่ของชาวฝร่ังเศสเป็นอันมาก เน่ืองจากเกิดภาวะความแตกต่างทางฐานะค่อนข้างสูง เคร่ืองประดับในช่วงนี้จึงนิยม
แสดงเป็นสื่อความหมายมากกวา่ ความงาม
84
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
การออกแบบเคร่ืองประดับในยุคนีโอคลาสสิคท่ีมีความสวยงามมาก อยู่ในช่วงปีค.ศ. 1800 นารูปแบบศิลปะ
ของกรีกและโรมันมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเคร่ืองประดับใหม่ที่ชัดเจนมากที่สุด เนื่องมาจากการที่
คริสต์ศตวรรษที่ 18 น้ีมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก จัดเป็นยุคเฟื่องฟูทางด้านการพัฒนาเทคนิคการผลิต
เคร่ืองประดับ ท้ังระบบอุตสาหกรรม และงานช่างฝีมือ ทาให้ ผู้คนมีความคิดริเริ่มใหม่ ๆ มีความต้องการในการศึกษาหา
ความรู้ โดยการเดินทางค้นหาสงิ่ แปลกใหม่ ดนิ แดน
ใหม่ ความรู้ใหม่ และมีอิสรภาพสูง จึงเรียกกัน
คริสต์ศตวรรษน้ีว่า New World หรือช่วงแห่งการ
เริ่มต้นความสมยั ใหม่ ความเปน็ ตัวของตัวเองตัวเอง
และความเป็นประชาธิปไตย จากการพัฒนา
เครื่องจักรเทคโนโลยีและแร่ธาตุทางวิทยาศาสตร์
ทาให้เกิดนักอัญมณีศาสตร์เพ่ือศึกษาแร่ธาตุต่างๆ
เพ่อื ใช้เกยี่ วกบั การทาเครอ่ื งประดบั ข้ึน
ภาพท่ี 3.3.8-4 Parure: tiara, necklace, and brooch. Cameos
carved by Luigi Saulini (Italian, 1819–1883). Diadem
designed by John Gibson (British, 1790–1866). Italian,
Rome. Onyx and gold, tortoiseshell, mid-19th century.
The Milton Weil Collection, 1940 40.20.55a–c
ทม่ี า : https://www.metstoreblog.org/ancient-style-
modern-appeal-our-new-neoclassical-jewelry/
ภาพที่ 3.3.8-5 Left: Cupid with a Dog. Luigi
Saulini (Italian, 1819–1883). Italian, Rome. Shell,
gold, 1860–70. Bequest of Maria Morgan, 1892
93.6.2 Right: Bust of a bearded man in a cap.
Luigi Saulini (Italian, 1819–1883). Italian, Rome.
Onyx, gold mount, mid-19th century. Gift of
Assunta Sommella Peluso, Ada Peluso, and
Romano I. Peluso, in memory of Ignazio Peluso,
2004 2004.519
ท่ีมา : https://www.metstoreblog.org/ancient-
style-modern-appeal-our-new-neoclassical-
jewelry/
85
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ภาพท่ี 3.3.8-6 Necklace with cameo of Veronica’s Veil. Firm of Castellani. Italian, Rome.
Gold, sapphires, ca. 1870. Gift of Judith H. Siegel, 2014 2014.713.1
ทีม่ า : https://www.metstoreblog.org/ancient-style-modern-appeal-our-new-neoclassical-
jewelry
จากการพัฒนาน้ีเอง ทาให้เกิดวงการ Costume Jewelry หรือ Paste jewelry หรือท่ีเรียกกันว่า
เครอ่ื งประดับเทียม สืบเนอ่ื งมาจากการเกิดนักสะสมเร่ือยมาจากสมยั คริสตศ์ ตวรรษที่ 17 จนทาให้นักสะสมมีมากเกินกว่า
ที่นักเครื่องประดับจะผลิตเคร่ืองประดับให้ทันต่อการตอบสนองได้ตามความต้องการ ดังนั้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่
18 จงึ เกดิ ปญั หาดงั ต่อไปนี้
1) จานวนและความหายากของวัสดุมีคา่
วัสดมุ ีคา่ ไดแ้ ก่ โลหะ อญั มณี หรืออินทรยี มณีทั้งหลาย ล้วนเปน็ แร่ธรรมชาติที่หายากมไี ม่เพียงพอตอ่ ความ
ต้องการได้ ถึงแม้ว่ายุคน้ีเป็นยุคของการเดินทาง การแสวงหาความรใู้ หม่ๆ แต่ยิ่งรู้มากความต้องการตามความร้นู ั้นก็มมี าก
ขน้ึ
2) จากการเปล่ียนแปลงสภาพทางสงั คม
สังคมชนบทหรือสังคมท่ีเป็นครอบครัวเปล่ียนมาเป็นสังคมอุตสาหกรรม ผู้คนต่างมีความต้องการ
เช่นเดียวกับชนช้นั สง ประกอบกับพ่อคา้ ที่รา่ รวยจากการค้าขายมมี ากขึน้ จงึ มกี าลงั ทรพั ย์สะสมสง่ิ เหลา่ น้ไี ด้
3) ความเป็นสังคมเมอื ง
ผู้คนในสังคมเมืองยากจนมีปริมาณมากข้ึน จึงทาให้เกิดการโจรกรรม และฆาตกรรมมากขึ้น จึงนิยม
เครอ่ื งประดบั เทียม เพราะดว้ ยความปลอดภัยต่อทรพั ย์สินและชีวติ
นอกจากเป็นปัญหามปี ัจจัยอื่นสนบั สนุนสภาพดงั กล่าว ซึ่งประกอบดว้ ย
4) เครื่องจกั รอตุ สาหกรรม
เคร่อื งจักรกลยุคนี้สามารถผลติ เคร่ืองปรบั แบบ mass production ไดด้ ียงิ่ ข้ึน สะดวกขึน้ ซึ่งการหล่อโลหะ
ในสมัยน้ีใช้เทคนิค Sand casting หรือการหล่อที่ใช้ทรายเป็นเบ้าหล่อ ทาให้การหล่อมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เกิดการ
เลียนแบบเครอื่ งแต่งกายของผู้ท่ีมีช่ือเสยี ง การเลียนแบบจึงก่อใหเ้ กิดแนวโน้มทางการออกแบบแฟช่ันเครื่องนุ่งห่มขน้ึ เกิด
สุนทรียภาพทางด้านศิลปะแขนงต่าง ๆ โดยเฉพาะสุนทรียภาพอย่างลึกซึ้งของหมู่ชนชั้นสูง เช่น ทางด้านวรรณกรรม
จติ รกรรมรวมมาถงึ การออกแบบเครือ่ งปรบั แบบน้โี อคลาสสคิ เป็นต้น
86
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
นักวิทยาศาสตร์จึงต้องทางานหนักในการตอบสนองความต้องการส่ิงเหล่าน้ี โดยการผลิตคิดค้นการ
ลอกเลยี นแบบ โดยเฉพาะอญั มณีหายาก จึงทาใหว้ งการเคร่ืองประดับแบง่ ออกเปน็ 2 สาย ได้แก่
1. สายเครือ่ งประดับแท้
สายเคร่ืองปรับแท้ มีการผลิตด้วยวัสดุจริงทุกประการ จึงมีการผลิตจานวนไม่มาก มีราคาแพง มีการ
เปล่ยี นแปลงรปู แบบไม่บ่อยนกั มีรปู แบบท้งั เชงิ อตุ สาหกรรมและแบบศิลปะโดยแท้
2. สายเครอ่ื งประดับเทียม
ซง่ึ ผลิตตามรปู แบบที่เปน็ ทน่ี ิยมของแต่ละกาลเวลา จงึ มกี ารเปล่ียนแปลงรูปแบบมาก แต่โดยมากนยิ มผลิต
ลอกเลียนแบบรูปแบบเคร่ืองประดับจริงหรือเคร่ืองประดับแท้ เพ่ือให้ได้ท้ังราคาในการร่วมสมัย และ ดูมีค่ามากขึ้น ผลิต
ด้วยวัสดุเทียมและหินหรือัญมณีท่ีหาง่าย มีราคาถูกผลิตได้ในปริมาณมากมีการใช้ตราสัญลักษณ์ hall mark โดยการ
แกะสลกั ลงบนครสิ ตลั ด้วย
เม่ือส้ินสดุ คริสต์ศตวรรษที่ 18 พระนางเจ้ามารีอังตัวเน็ตได้มีอานาจทพี่ ระราชวังแวร์ซายน์ทาให้เคร่ืองประดับ
หลังจากน้ีจึงมีลักษณะเพื่อความงามของธรรมชาติ เช่น รูปดอกไม้ โบว์ และมีการระบายภาพคนครึ่งตัว มีภาพทุ่งหญ้า
แสดงถึงความงามแบบอมตะ จึงเกิดแหล่งผลิตเคร่ืองประดับและช่างฝีมือที่ยอดเยี่ยมท้ังหลายที่มีช่ือเสียงคือ Josiah
Wedgwood และในชว่ งสมัยนีก้ ารแตง่ กายของสตรไี ดน้ ารปู ทรง Decollete square-cut bodice เพือ่ แสดงสรอ้ ยคอและ
จ้หี ้อยคอขนาดใหญ่ให้เป็นจดุ เด่น
87
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3.3 ประวัตศิ าสตร์ศลิ ปะเครือ่ งประดบั ยคุ ประวัตศิ าสตร์
3.3.9 ศิลปะเครอื่ งประดับคาเมโอ (Cameo)
ศิลปะเครื่องประดับแบบคาเมโอนั้น อยู่ในช่วงศตวรรษท่ี 18 มาจากความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ มีการ
ใช้อิทรียวัตถใุ นการออกแบบเครือ่ งประดับมากกวา่ การใชห้ ินหรืออัญมณโี ดยเฉพาะวัสดุท่ีทามาจากเปลอื กหอยได้รบั ความ
นิยมมาก เพราะนักออกแบบเครื่องประดับในยุคนี้ให้ความสาคัญต่อการใช้วัสดุมาก โดยเฉพาะหมู่ชนชั้นสูง และมีการใส่
ความรสู้ กึ ทางด้านการรื่นเริงบันเทิงใจ ความสวยงาม การมีความสุข ลงไปในผลงานเครื่องประดับอยู่เสมอ จึงเป็นผลงานที่
นกั ออกแบบนิยมนามาเปน็ แรงบนั ดาลใจ นอกจากเปน็ เอกลกั ษณเ์ ฉพาะแลว้ ยงั มคี วามหมายและความรูส้ ึกท่ดี ีอีกด้วย
ลกั ษณะการออกแบบนิยมนาความสวยงามของธรรมชาติมาเป็นแกนหลัก เครื่องประดบั ดูออ่ นหวาน เน่ืองจาก
นิยมใช้สีชนพูและสีขาวมาเป็นหลัก โดยมีการออกแบบเป็นชุด โดยเครื่องประดับสุภาพสตรีได้ออกแบบแหวน สร้อยคอ
ต่างหู และกาไล แต่เคร่ืองประดับของสุภาพบุรุษส่วนใหญ่เป็นแหวนกับเข็มกลัด การออกแบบมีการใช้เส้นท่ีไหลไปอย่าง
กลมกลืน มีรายละเอียดภายในเส้นที่สวยงาม มีเส้นคนชัดเจน แสดงการตัดกันของพ้ืนหลังกับภาพเบ้ืองหน้าทาให้รูป
แกะสลักเบ้ืองหน้าเป็นแสงสว่าง เห็นรูปทรงท่ีชัดเจน ซึ่งการแกะสลักส่วนใหญ่ยังคงนารูปแบบการแกะสลักแบบกรีกและ
โรมนั มาเปน็ แกนหลัก ส่วนวัสดุที่ใช้ทาเครื่องประดับเป็นอัญมณีกึง่ มีค่าเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ อาเกท คอร์เนลเลี่ยน ปะการัง
ลาวา และนิล เป็นต้น ตอ่ มาในช่วงหลงั นยิ มและสลักดว้ ยเปลือกหอย
ภาพท่ี 3.3.9-1 Cameo Bracelet depicting the Hunt brothers, by William Morris Hunt, made of gold and shell around 1840, America;
Bequest of Miss Jane Hunt; Photograph © Museum of Fine Arts, Boston
ที่มา : https://www.nationaljeweler.com/fashion/antique-estate-jewelry/5038-the-history-behind-cameos
88
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ภาพที่ 3.3.9-2 This necklace and set of five brooches are part of the permanent collection of the Museum of Fine Arts, Boston. Made of
shell and gold, they date back to about 1840 and were a gift of the Misses Cornelia and Susan Dehon in memory of Mrs. Sidney Brooks.
Photograph © Museum of Fine Arts, Boston
ที่มา : https://www.nationaljeweler.com/fashion/antique-estate-jewelry/5038-the-history-behind-cameos
ภาพท่ี 3.3.9-3 A late 18th century cameo and paste buckle
ท่ีมา : https://www.pinterest.cl/pin/282952789071560726/
89
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3.3 ประวัตศิ าสตร์ศิลปะเคร่ืองประดับยุคประวัติศาสตร์
3.3.10 ศลิ ปะเครื่องประดับนโปเลยี นกบั โจเซฟิน (Napoleon & Josephine)
โจเซฟินเป็นสตรีที่อยู่ในยุคการปฏิวัติประเทศฝร่ังเศสซ่ึงเป็นที่รู้จักกันดี นอกจากความเป็นสตรีท่ีมีความ
สวยงามแลว้ ยังเป็นผูน้ าทางด้านแฟช่ันท้ังการแต่งกายและเคร่ืองประดบั อกี ด้วยโดยเฉพาะทรงอภิเษกสมรสกับ นโปเลยี น
โบนาปาด ถึงแม้เป็นการแต่งงานครั้งท่ี 2 ของพระองค์ก็ยิ่งทาให้พระองค์เป็นผู้นาทางด้านเคร่ืองประดับมากยิ่งข้ึน
โดยเฉพาะหลังจากท่ีนโปเลียนได้เป็นพระจักรพรรดิ เคร่ืองประดับสมัยพระจักรพรรด์ินโปเลียนกับโจเซฟิน ซ่ึงท้ังสอง
พระองค์ต้องการท่ีจะฟ้นื ฟูการค้าเครือ่ งประดับให้มีความยิ่งใหญแ่ ละหรหู ราทีส่ ุด จึงไดเ้ ริ่มการค้าเครื่องประดับที่กรุงปารีส
ประเทศฝร่ังเศสขึ้น โดยพระองค์ได้เร่ิมต้นจากการประมูลขายเคร่ืองประดับราชวงศ์ของฝรั่งเศสจานวนหลายช้ิน รวมทั้ง
ของพระองคเ์ องดว้ ยเช่นกัน บางช้นิ นามาจัดใหม่เพ่ือให้มีความเหมาะสม
รูปแบบส่วนใหญ่ได้นาศิลปะแบบกรีกและโรมันมาเป็นแรงบันดาลใจเป็นหลัก ส่วนใหญ่เน้นเพชรนามา
ออกแบบในรูปแบบสมมาตร ผลงานการออกแบบเคร่ืองประดับจึงมีลักษณะโปร่ง เห็นการฝงั อัญมณีท่ีชัดเจน นิยมใชเ้ พชร
ล้อมรอบ ส่วนอัญมณีจะอยู่ในตาแหน่งท่ีมองเห็นท่ีชัดเจนหรือเป็นจุดเด่น โดยเฉพาะเคร่ืองประดับของพระจักรพรรดินี
โจเซฟิน ที่แสดงถึงความหรูหราโดยเฉพาะมงกุฎท่ีมีการใช้เพชรเป็นจานวนมาก และผู้ท่ีผลิตเคร่ืองประดับให้คือ Nitot &
File
ในระหว่างปี ค.ศ.1800-1820 เครื่องประดับรูปแบบนโปเลียนจัดเป็นแฟชั่นเคร่ืองประดับท่ีพัฒนารูปแบบมา
จากช่างยุค Louis Seize โดยให้มีความคลาสสิคมากย่ิงข้ึน หรือนามาเป็นแรงบันดาลใจ แต่งมงกุฎและรัดเกล้าเป็น
เคร่ืองประดับท่ีมีสีสันมากที่สุดในช่วงนี้ ทั้งการนาเพชรมาเป็นองค์ประกอบ การลงยาและอัญมณีมีค่าท่ีมีสีสันต่างๆ
มากมาย นอกจากนีย้ งั นารปู แบบคาเมโอมาเปน็ แรงบนั ดาลใจผสมรูปแบบเข้ารว่ มดว้ ย
เคร่ืองประดับในปี ค.ศ.1830 เป็นยุคเครื่องประดับที่มีสีสัน
มาก หลากหลายไปด้ยหินก่ึงมีค่าและเป็นยุคท่ีร่ารวยทองคามหาศาล
เป็นช่วงที่เทคนิค filigree หรือการเดินเส้นลวดโลหะเป็นที่นิยม มีการใช้
ลวดโลหะบนงานเครื่องประดับหลายช้ิน จึงทาให้เครื่องประดับมีการ
แสดงพ้ืนผิวมากส่วนใหญ่เป็นพ้ืนผิวของพืชพรรณธรรมชาติ มีความเป็น
ธรรมชาติ เป็นเคร่ืองประดับท่ีมีความคิดที่ซับซ้อน ให้แสงมาก หลายชิ้น
แสดงถึงการถอดหรอื แยกชน้ิ ส่วนได้
ภาพที่ 3.3.10-1 Imaginary Wish List: Empress Josephine
ที่มา : https://www.pinterest.de/pin/541557923938706532/
90
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ภาพที่ 3.3.10- 2Images of Joséphine de Beauharnais ภาพที่ 3.3.10- 3'Portrait of Empress Josephine' Giclee Print - Jean
ทม่ี า : https://www.pinterest.de/pin/547539267172538215/ Louis Victor Viger du Vigneau | Art.com
ทีม่ า : https://www.pinterest.de/pin/363806476122020820/
ภาพท่ี 3.3.10-4 Napoleon Bonaparte Receiving Queen Louisa of Prussia Poster by Nicolas Louis Francois Gosse
ทมี่ า : https://www.pinterest.de/pin/396246467219622268/
91
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3.3 ประวัติศาสตรศ์ ลิ ปะเครือ่ งประดับยคุ ประวตั ิศาสตร์
3.3.11 ศิลปะเคร่อื งประดบั แบบคัทสติล (Cut Steel)
การออกแบบเคร่ืองประดับแบบคัทสติล เป็นการออกแบบท่ีนิยมในช่วง คริสต์ศตวรรษที่ 18 เทคนิคการ
เจียระไนโลหะน้ีพบครั้งแรกท่ี Woodstock ประเทศอังกฤษในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษท่ี 17 แต่มาเป็นที่แพร่หลายในเมือง
ลอนดอน เมืองเบอร์มิงแฮม เมืองวูลเวอร์แฮมตัน และเมืองซาลิสเบอร์ร่ี ในช่วงยุค 1760 เคร่ืองประดับชนิดนี้เป็นสินค้า
ส่งออกของอังกฤษอย่างหนึ่งก่อนที่จะถึงช่วงเหตุการณ์ปฏิวัติในประเทศฝรั่งเศส ต่อจากน้ันจึงกลายเป็นเคร่ืองประดับท่ี
แพรห่ ลายในยโุ รปอย่างรวดเรว็
ในช่วงของการปฏิวัติอุตสาหกรรมท่ีมีการนาเคร่ืองประดับมาตกแต่งเพ่ือเป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งชนช้ัน
หรือระดับของสังคมของผู้สวมใส่ เพราะเป็นนโยบายมาต้ังแต่เกิดการปฏิวัติในประเทศฝรั่งเศสว่าทุกคนต้องเคร่งครัดต่อ
กฎเกณฑ์ของรัฐบาล โดยออกกฎเกณฑ์ให้เครื่องประดับส่วนใหญ่มีรูปแบบตามรสนิยมของพวกขุนนางเป็นหลัก จึงทาให้
การออกแบบไม่เป็นที่หลากหลายมากนัก แต่ได้เกิดวิทยาการใหม่ๆ ในการผลิต โดยเฉพาะการเจียระไนโลหะ เป็นท่ีรู้จัก
กันดใี นเมืองปารสี จนกระท่ังปารีสได้กลายเป็นศนู ยก์ ลางทางการคา้ เพือ่ ประดบั ประเภทน้ี
ผลทางด้านการออกแบบเคร่ืองประดับแบบคัทสติลนี้ เพ่ือเน้นการเปล่งประกายให้ชัดเจนแสงเฉียบคม
สามารถทดแทนอัญมณีท่ีหายากมากข้ึนในคริสต์ศตวรรษน้ีได้เป็นอย่างดี การเจียระไนโลหะจึงเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ได้
ยาก เนอ่ื งจากการเจียระไนต้องเปน็ ผู้ท่ีชานาญทางดา้ นเจียระไนและใช้เครื่องจกั รท่พี ิเศษ มีการระมัดระวังในการผลิตเป็น
อย่างดี แต่ผลงานเครื่องประดับแบบคัทสติลนี้เป็นเคร่ืองประดับที่มีความคงทน สวยงามอีกรูปแบบหน่ึง และเป็นท่ีนิยม
ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 เพราะสามารถเจียระไนได้ดีเหมือนกับการเจียระไนเพชรและมีประกายท่ีผิวหน้า ต่อมาได้เกิด
มากาไซท์ (Marcastie) ทามาจาก iron pyrties บางทีเรียกว่า Fool’s Gold ซึ่งเป็นการเจียระไนโลหะให้เหมือนกับ
เจียระไนอัญมณเี พื่อสามารถฝงั ได้เหมือนกับการฝงั อัญมณี
ทางด้านนักออกแบบเครื่องประดบั แบบเจียระไนโลหะท่ีมีชื่อเสียงในช่วงน้ีคอื นาย Matthew Boulton เป็น
นักออกแบบชาวอังกฤษที่นาการเจียระไนโลหะมาออกแบบเครื่องประดับหลายรูปแบบได้อย่างสวยงามในระบบ
อตุ สาหกรรม ซง่ึ มีความเปน็ มาดงั น้ี
นกั ออกแบบเครื่องประดับแบบคทั สติลช่ือ Matthew Boulton เกิดเมื่อปี ค.ศ.1728-1809 เดมิ ธุรกจิ ของ
บดิ าคือ โรงงานผลิตตุ๊กตาซ่ึงเป็นโรงงานที่ใหญ่ท่ีสุดในเมืองเบอร์มิงแฮม ต่อมาเมื่อากรเจียระไนโลหะได้รบั ความนิยมมาก
จึงได้ทดลองผลิตเป็นเคร่ืองประดับ ซึ่งได้รับความนิยมและประสบความสาเร็จเป็นอย่างดีนอกจากน้ีโรงงานยังได้ผลิต
เป็นมากาไซท์ มีการลงยา ต่อมากลายเป็นเครื่องประดับของชนชั้นสูงท่ีเข้าชุดกัน เช่น สร้อยคอ แหวน กาไล ต่างหู แชท
เทิลเลนประดับตกแต่ง เป็นต้น ทาให้การเจียระไนโลหะเป็นกระบวนการผลิตเครอื่ งประดับท่ีสวยงาม ราคาแพงได้ ต่อมา
ได้เป็นเครื่องประดับสาหรับสุภาพบุรุษ และสามารถผลิตเครื่องประดับประเภทน้ีให้กับนักออกแบบเคร่ืองประดับคนอื่นๆ
ตอ่ ไป
92
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ภาพที่ 3.3.11-1 Scallop Shaped Cut-Steel Brooch.© The Trustees of the British Museum.
ทีม่ า : https://www.langantiques.com/university/cut-steel-jewelry/
ภาพที่ 3.3.11-2 Jasperware Buckle with Cut-Steel Frame. c.1810. Victoria & Albert Museum Collection.
ที่มา : https://www.langantiques.com/university/cut-steel-jewelry/
93
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3.3 ประวตั ิศาสตรศ์ ิลปะเครื่องประดับยุคประวัตศิ าสตร์
3.3.12 ศิลปะเคร่ืองประดับแบบแชทเทิลเลน (Chatelaines)
เครื่องประดับแบบแชทเทิลเลนเป็นการออกแบบเครอ่ื งประดับเล็กๆ ที่ไว้สาหรับหอ้ ยติดสอยไปมา หรือเรียก
อกี อย่างว่า ตุ้งตง้ิ เปน็ เคร่ืองประดับที่นยิ มมากเมอ่ื ปี ค.ศ.1860 ถึงปี ค.ศ.1890 โดยบุคคลที่ชอื่ Alexandra เป็นผู้รเิ ริม่ นา
เครอื่ งประดบั แบบแชทเทลิ เลนมาประดบั ตกแตง่ จนเป็นทน่ี ิยมในหมู่สงั คมทั่วไป
หลักการในการออกแบบเคร่ืองประดับแบบแชทเทิล
เลนมีลักษณะตามความหมายของชอ่ื โดยมีหลักแกนกลางเป็นสมดุล
ในการติด หรือเป็นโครงหลัก ซ่ึงอาจจะมีลักษณะเล็กหรือยาวก็ได้แต่
จะต้องมีแขนหรือขาที่ห้อยเคล่ือนไหวไปมา โดยมีการออกแบบลูก
เล็กๆ ในการเคล่ือนไหว แต่การออกแบบโดยภาพรวมแล้วต้องมี
ลักษณะยาว ผอม สูงและมีลูกเลก็ ๆ ห้อยไปมา
ภาพท่ี 3.3.12-1 French Art Nouveau Silver Châtelaine.
ทม่ี า : https://www.langantiques.com/university/chatelaine/
ภาพท่ี 3.3.12-2 Victorian Gold Vanity Châtelaine.
ที่มา : https://www.langantiques.com/university/chatelaine/
94
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3.3 ประวัติศาสตรศ์ ิลปะเคร่ืองประดับยคุ ประวตั ิศาสตร์
3.3.13 ศิลปะเคร่อื งประดบั สมัยคริสต์ศตวรรษท่ี 19
ชว่ งสมัยคริสต์ศตวรรษท่ี 19 เป็นช่วงท่ียุโรปมีอานาจทางการเมืองในระดบั โลกและมีเหตุการณเ์ ปลีย่ นแปลง
อย่างมากมาย สืบเนื่องมาจากสมัยคริสต์ศตวรรษท่ี 18 เป็นสาคัญ ท่ีเกิดการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ ปฏิวัติอุตสาหกรรมและ
การปฏิวัติทางการเมืองของฝรง่ั เศส เป็นผลให้สมัยคริสต์ศตวรรษท่ี 19 เป็นยุคเฟื่องฟูทางด้านวตั ถุนิยมเป็นอย่างยง่ิ ความ
ต้องการทาด้านวัตถุจึงมีความต้องการที่สูงข้ึน ทาให้เกิดการขาดแคลนหลายประการ โดยเฉพาะวัตถุดิบเพ่ือการผลิตส่ิง
ต่างๆ ให้ตอบสนองต่อความตอ้ งการ จึงใชอ้ านาจทั้งทางด้านการเมอื งและความเจริญทางเทคโนโลยีค้นหาและนามาส่กู าร
ตอบสนองของตนเอง ได้แสดงออกอย่างเต็มที่ในรูปแบบของการล่าอาณานิคม ประเทศต่างๆ ในยุโรปจึงนิยมในการ
เดินทางเพื่อแสดงหาดินแดนอันสมบูรณ์เพ่อื นามาของวตั ถุดิบเพื่อการบริโภคอย่างเพียงพอ เพ่อื การค้าอันผลผลประโยชน์
มากมาร เพือ่ แสดงถึงความเจริญทางด้านเทคโนโลยี แสดงถงึ ความมีอานาจทางกฎหมายและการมีบทบาทต่อการปกครอง
ท้องถ่ิน และกระจายประชากร ทาให้ประเทศตา่ งๆ ในยโุ รปจึงมีความเตมิ โตอยา่ งรวดเร็วทั้งทางดา้ นวตั ถแุ ละอานาจ
ศิลปะเครื่องประดับในช่วงสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 จึงได้เป็นวัตถุท่ีมีการเติบโตอย่างรวดเร็วด้วงเช่นกัน ทั้ง
ทางด้านการผลิตที่มีกระบวนการผลิตท่ีก้าวหน้ามากข้ึน ของการผลิตท้ังเชิงอุตสาหกรรมและการผลิตเชิงศิลปะ รวมทั้ง
การออกแบบเคร่ืองประดับท่ีมีรูปแบบท่ีหลากหลายมีการพัฒนาทางด้านการออกแบบสูงและมนี ักออกแบบท่ีโดดเด่นเป็น
จานวนมากเชน่ เคร่อื งประดับในปี ค.ศ.1850 เปน็ เครื่องประดบั ทมี ีการแสดงถึงธรรมชาติที่งดงามมาก มีความหลากหลาย
ของดอกไม้เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะงาน The Great Exhibition ปี ค.ศ.1851 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้มีนัก
ออกแบบเคร่ืองประดับจานวนมากแสดงผลงานเคร่ืองประดับประเภทดอกไม้ได้อย่างสวยงามย่ิง โดยเฉพาะผลงานการ
ออกแบบเครื่องประดบั กลุ่มดอกกุหลาบ นอกจากน้ียังมกี ลุ่มผลไม้และใบไม้ มาถึงเครื่องประดบั ในยุค 1860 เป็นช่วงที่นัก
โบราณคดีมีอิทธิพลต่อการออกแบบเครื่องประดับมาก ผลงานการออกแบบเคร่ืองประดับในยุคน้ี มีรูปทร งของการ
ออกแบบเครื่องประดับที่เกิดจากความเข้าใจในรูปทรงของเคร่ืองประดับโบราณท่ีแท้จริง ซ่ึงเกิดจากการค้นพบของนัก
โบราณคดี เป็นผลงานทแี่ สดงถึงความละเอียดในการผลิตที่สูงมาก หรือนารูปแบบเดิมมาผลติ ใหม่ด้วยเทคนิคท่ีพัฒนาแล้ว
ซง่ึ จะไดผ้ ลงานท่ีมคี ุณภาพสูงและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ทาให้เป็นเคร่ืองประดับทน่ี ิยมมากในหม่ชู นชั้นสูง ไม่จากัด
เฉพาะกรกี และโรมันแต่มีรปู แบบของอิทรสั กนั อสั ซเี รยี น อียิปต์ เปน็ ต้น จนมาถงึ เครอ่ื งประดบั ยคุ 1870 เป็นช่วงท่กี ระแส
ของวรรณกรรมมีบทบาทต่อสังคม แรงบันดาลใจในการออกแบบเคร่ืองประดับจึงมีความหลากหลายมาก โดยเฉพาะ
เกี่ยวกับเรื่องราวของสัตว์ จึงทาให้เคร่ืองประดับรูปสัตว์มีจานวนมาก เช่น หมาป่า หมู เป็นต้น และในยุคนี้เป็นยุคท่ี
สามารถผลิตเคร่ืองประดับแบบมวลรวมได้ดี ราคาของเคร่ืองประดับจึงมีราคาท่ีถูกลงไปบ้าง เช่น ในงาน London
Exhibition เมื่อปี ค.ศ. 1872 ได้แสดงถึงเคร่ืองประดับเก่ียวกับสัตว์จานวนหลายชิ้น โดยเฉพาะผ้ึงในประเทศอาฟริกาใต้
เป็นท่ีโดดเด่น ส่วนเคร่ืองประดับยุค 1880 เป็นช่วงท่ีเข้าสู่การผลิตแบบมวลรวมมากขึ้น บริษัทที่สามารถผลิต
เคร่ืองประดับไดป้ รมิ าณมากและมีคณุ ภาพดีคือ บริษัท C.R.Ashbee ซึ่งก่อตัง้ ข้ึนในปี ค.ศ.1888
95
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
นอกจากน้ียังเป็นห้องปฏิบัติการและโรงเรียนในการฝึกอบรมทางด้านเคร่ืองประดับเป็นอย่างดี ผลงาน
เครื่องประดับจาก C.R.Ashbee น้ีจึงมีเป็นจานวนมากหลายรูปแบบ มาในช่วงเคร่ืองประดับยุค 1890 เป็นช่วงยุคท่ีมี
ความสาคัญต่อการออกแบบเครื่องประดับ เน่ืองจากมีความต่อเน่ืองจากเดิมหลายส่วนและมีกระแสทางการออกแบบอ่ืนๆ
เข้ามาร่วมด้วย ส่วนท่ีต่อเน่ืองมีเครื่องประดบั บริษัท C.R.Ashbee นอกจากน้ีเป็นช่วงสมัยกอ่ นเข้าช่วงเคร่ืองประดบั แบบ
อาร์ตนูโว และเป็นช่วงสิ้นสุดสมัยวิคตอเรีย เครื่องประดับในยุคน้ีบางช่วงจึงเรียกว่า Gay Nineties โดยชาวฝร่ังเศสเป็น
ต้นแบบของรูปแบบน้ี เพ่ือที่จะเปลี่ยนรูปแบบเดิมๆ คือ รูปแบบของวิคตอเรียโดยให้มีการพัฒนาทางด้านรูปแบบมาก
ยง่ิ ขน้ึ จนมาถึงเครื่องประดับยุค 1900 เครื่องประดับแห่งความรกั เป็นเคร่ืองประดบั ทแ่ี สดงถึงความรักในรูปแบบต่างๆ จึง
ทาให้มีสัญลักษณ์แห่งความรักมากมาย เช่น ลูกศรของกามเทพ หัวใจ เป็นต้น นอกจากความรักฉนั ชู้สาวแลว้ ยังมีความรัก
แบบเพือ่ นหรือคนท่ีสนิท เคร่ืองประดับส่วนใหญจ่ ึงเป็นจ้ีหอ้ ยคอ เข็มกลัด ล็อกเก็ต เป็นต้น ในชว่ งคริสต์ศตวรรษท่ี 19 ใช้
หนิ สีสดต่างๆ เปน็ สัญลักษณ์และเป็นภาษาอยา่ งหนง่ึ ในการสือ่ ถึงอารมณ์และความรสู้ กึ ได้ดีจัดเป็นเครื่องประดับอยา่ งหน่ึง
ทน่ี ักออกแบบนิยมนามาเป็นแรงบนั ดาลใจในการออกแบบเสมอ
ก า ร อ อ ก แ บ บ เ ค ร่ื อ ง ป ร ะ ดั บ ใ น ช่ ว ง
คริสต์ศตวรรษที่ 19 น้ี จึงมีหลายรูปแบบเคร่ืองประดับทั้ง
ในแง่เชิงอนุรกั ษ์ศิลปะเครอ่ื งประดับโบราณ และในแง่ของ
ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ซ่ึงดาเนินไปตามเวลาแฟชั่นในแต่
ละช่วง
ภาพที่ 3.3.13-1 A Victorian Plique-à-Jour Bat Brooch. Circa 1890.
Photo courtesy of Sotheby’s.
ที่มา : https://www.langantiques.com/university/aesthetic-period-
1885-1901/
ภาพท่ี 3.3.13-2 René Lalique Pendant with Plique-á-Jour Enamel.
ท่มี า : https://www.langantiques.com/university/aesthetic-period-
1885-1901/
96
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
3.3 ประวัตศิ าสตร์ศิลปะเครอ่ื งประดบั ยคุ ประวัติศาสตร์
3.3.14 ศลิ ปะเครอื่ งประดับอนรุ ักษน์ ิยม
ศิลปะเคร่ืองประดับอนุรักษ์นิยม เกิดจากการท่ีสังคมเกิดการเปล่ียนแปลงทางด้านการเสาะแสวงหาความรู้
ใหม่ๆ ทั้งในแง่การขุดค้นและในแง่ของการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เป็นยุคท่ีมีวิทยาการก้าวหน้าในการค้นหาซากวัตถุ
โบราณ เพ่อื เปิดเร่ืองราวอารยธรรมโบราณให้สังคมไดเ้ รียนรู้ จึงทาให้อารยธรรมโบราณท่ีสาคญั ในช่วงน้ไี ด้ถูกเปิดเผย เช่น
อารยธรรมอียิปต์โบราณดินแดนเมืองทรอย เป็นต้น ทาให้นักโบราณคดีในช่วงนี้ได้ช่ือเสียงกันเป็นมาก และจ ากความ
น่าสนใจในเรื่องราวเหล่านี้ ทาให้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเคร่ืองประดับกับหลายรูปแบบ และทาให้นัก
ออกแบบเคร่ืองประดับในช่วงน้ีมีชื่อเสียงเป็นอันมาก เพราะนอกจากระบบอุปถัมภ์ช่างทองของเหล่าขุนนางหรือกลุ่มชน
ช้ันสูงแลว้ ยังรวมถึงระบบการค้าท่ีนกั ออกแบบเครอ่ื งประดับหลายคนได้จัดตั้งบริษัท มีรายไดจ้ ากการค้าเคร่ืองประดับได้
เป็นอย่างดี ท้ังนี้รูปแบบเครื่องประดับอนุรักษ์นิยมนั้น ลูกค้าส่วนใหญ่ยงั คงเป็นกลุ่มชนช้ันสูง เนอื่ งจากการศึกษาเร่ืองราว
ที่น่าสนใจทางประวัติศาสตร์แล้ว งานฝีมือของช่างศิลปะเครื่องประดับอนุรักษ์นิยมเป็นที่นิยมเนื่องจากมีฝีมือในการผลิต
เครอ่ื งประดบั อย่างละเอียดลออ ประณตี มาก เปน็ ทีน่ า่ ประทบั ใจคอ่ นข้างสูง
ดังตัวอย่างครอบครัวนักออกแบบเครื่องประดับที่โดดเด่นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 มาจนถึงท่ี
คริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้แก่ ครอบครัวนาย Fortunato Pio Castellani ซึ่งเป็นนักออกแบบเคร่ืองประดับช่วงแรกที่นาการขุด
ค้นเร่ืองราวทางประวัติศาสตร์มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ รวมทั้ง Carlo Giuliano, Peter Carl Faberge และ
Eugene Fontenay
ภาพท่ี 3.3.14-1 design-is-fine: Fortunato Pio Castellani & Sons, necklace Melos, 1873.
ที่มา : https://www.pinterest.com/pin/107312403599495546/
97
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ภาพที่ 3.3.14- 2Brooch with cameo of medusa by Castellani and ภาพที่ 3.3.14- 3Renaissance revival ring by Castellani and Sons,
Sons, Rome. Rome.
ที่มา : https://www.pinterest.com/pin/107312403599495852/ ท่มี า : https://www.pinterest.com/pin/107312403599495850/
ภาพที่ 3.3.14- 4giuliano, carlo ||| pendant ภาพที่ 3.3.14- 5Earrings | Giuliano, Carlo | V&A Search the
ท่ีมา : https://www.pinterest.com/pin/423127327484074878/ Collections
ทีม่ า : https://www.pinterest.fr/pin/487162884687001894/
98
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะเครอื่ งประดบั
ภาพที่ 3.3.14- 6GOLD AND SAPPHIRE NECKLACE, CARLO GIULIANO ภาพท่ี 3.3.14- 7An enamel and pearl necklace, by Carlo Giuliano
ทม่ี า : https://www.pinterest.com/pin/645492559078514797/ ทีม่ า : https://www.pinterest.com/pin/72198400250120790/
ภาพท่ี 3.3.14- 8Carlo Giuliano | Pendant brooch in the form of a ภาพที่ 3.3.14- 9Carlo Giuliano 18ct Yellow Gold Carved Ring (937)
Gothic Cross | British, London | The Met ท่มี า : https://www.pinterest.com/pin/352969689547163662/
ที่มา : https://www.pinterest.com/pin/352969689547163707/
ภาพที่ 3.3.14- 10Fabergé Imperial Coronation Egg. Presented by ภาพท่ี 3.3.14- 11Fabergé Imperial Winter Egg. Presented by Tsar
Tsar Nicholas II to his wife Tsarina Alexandra Feodorovna for Nicholas II to his mother, Dowager
Easter 1897. Fabergé Museum, St. Petersburg. Empress Maria Feodorovna for Easter 1913. Private Collection.
ท่มี า : https://www.luxebook.in/peter-carl-faberge-jewellery-100- ที่มา : https://www.luxebook.in/peter-carl-faberge-jewellery-100-
years/ years/
99