The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือเตรียมสอบ A-Level 81

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือเตรียมสอบ A-Level 81

คู่มือเตรียมสอบ A-Level 81

คู่มือเตรียมสอบ วิชา A-Level 81 Thai (โครงการยกระดบ ั ผลสม ั ฤทธิท์างการเรย ี น) สแกนอ่านฉบับ E-Book เรียบเรียงโดย นายสิงห ์ค า สอนแปง นางสาวพรรณพัชร รัตนมงคล นางสาวกฤติยา วรศรี กลุ่มสาระการเรียนรู ้ภาษาไทย โรงเรียนบุญวาทย ์วิทยาลัย สา นกังานเขตพืน้ทีก่ารศกึษามธัยมศกึษา ล าปาง ล าพูน


1 โครงสร้างข้อสอบ (Test Blueprint) วิชา A-Level 81 ภาษาไทย ประจ าปี การศึกษา 2565 วิชา เนือ้หา จ านวนข้อ คะแนน A-Level 81 ภาษาไทย 1. การอ่าน 1.1 การอา่นเพือ่ เขา้ใจเนือ้หา 1.2 การจับใจความ / การสรุปสาระส าคัญของข้อความ 1.3 การตีความ 1.4 การวิเคราะห์จุดประสงค์ / เจตนาของผู้เขียน 1.5 การวเิคราะหข์อ้คดิ / แนวคดิที ่ไดจ้ากการอา่น 1.6 การอนุมานจากเนือ้หาของขอ้ความทีอ่า่น 1.7 ทา่ที/ น ้าเสยีง / อารมณค์วามรสู้กึ / ความคดิเห็นของผเู้ขยีน 2. การเขียน 2.1 การเรียงล าดับข้อความ 2.2 การเรียงความ 2.3 การพรรณนา / บรรยาย / อธิบาย 2.4 การใช ้เหตุผล 2.5 การแสดงทรรศนะ 2.6 การโต้แย้ง 2.7 การโน้มน้าว 3. การพูด การฟัง 3.1 การวิเคราะห์จุดประสงค์ในการพูด 3.2 การใชข้อ้ความถาม และตอบทีส่มัพนัธก์นั 3.3 การตีความ / อนุมาน / วิเคราะห์สาร / บุคลิกของผู้พูดหรือผู้ฟัง 4. หลักการใช ้ภาษา 4.1 การสะกดค า 4.2 การใช ้ค าตรงความหมาย 4.3 ประโยคก ากวม / ประโยคบกพร่อง 4.4 ประโยคสมบูรณ์ 4.5 ระดับภาษา 4.6 การใช ้ส านานถูกต้องตามความหมาย 4.7 ชนิดของประโยคตามเจตนา 4.8 คา ทีม่คีวามหมายตรง / อปุมา 4.9 ค าทับศัพท ์ภาษาอังกฤษ 4.10 ราชาศัพท ์ จ านวนข้อ 50 คะแนน 100 เวลา 90 นาที 2 100


Pre-test วิชา A-Level 81 ภาษาไทย คา ชีแ้จง เลอืกคา ตอบทีถ่ ูกตอ้งทีส่ ุดเพยีงขอ้เดยีว 1. ข้อใด มีค าสะกดผิด 1. ผูใ้หญ่บา้นคนนีบ้วชเรยีนมานานมคีวามรูม้ากจนคนยกย่องว่าเป็นพหูสูต 2. ผูม้อีทิธพิลในหมู่บา้นนีถ้อืว่าตวัมอี านาจบาทใหญ่ชอบข่มเหงชาวบา้น 3. วัดบางแห่งมีต ารับต ารายาสมุนไพรเขียนติดไว้ให้คนได้รับความรู ้ 4. ในครอบครวัของเขาแม่เลีย้งไม่ไดร้งัเกยีจเดยีดฉนัทล์ูกเลีย้งเลย 5. รา้นนีอ้าหารขนึ้ชือ่ทีค่นนิยมสั ่งคอืย าแมงกะพรุนใส่ปลาหมกึ 2. คา ในขอ้ใดใชไ้ดม้ากกวา่ 1 ความหมายทั ้งสองคา 1. มือขวา-จับเส้น 2. ซ า้ซอ้น-เปิ ดกล้อง 3. ตามเรือ่ง-ลวงโลก 4. ตาแมว-อ่อนข้อ 5. หน้าชา-มัดจ า 3. ข้อใด ใช้ผิดความหมาย 1. นกัโตว้าทฝี่ายคา้นใชค้ารมเชอืดเฉือนฝ่ายเสนอเพือ่ เอาชนะ 2. พอเพือ่นคา้ขายขาดทุน เขาก็พูดทบัถมจนเพือ่นหมดก าลงัใจ 3. ในฤดูฝนควรดูแลป้ายโฆษณาทีต่ดิตั ้งบนอาคารสูงเพือความปลอดภัย่ 4. จงัหวดัตรงัมโีครงการปลดปล่อยมา้น ้าคนื สู่ทอ้งทะเลเพือ่ขยายพนัธุใ์นธรรมชาติ 5. เพราะฝนทิ ้งชว่ง เกษตรกรจงึตอ้งเลกิลม้ความคดิทีจ่ะปลูกพชืเสรมิเพือ่ เพิม่รายได้ 4. ข้อความส่วนใด มีการใช้ค าผิดความหมาย 1) ในปัจจุบนัมกีารอนุรกัษแ์ละส่งเสรมิภูมปิัญญาไทยกนัมากขนึ้/ 2) ทอ้งถิน่หลายแห่งมกีารฟื ้นตวั วฒันธรรมทีด่งีาม/ 3) ดว้ยการทะนุบ ารุงศลิปะและการแสดงพืน้บา้นทีม่มีาแต่เดมิ / 4) รวมทั ้งรกัษาจารตี ประเพณีทีม่มีาแตโ่บราณ/ 5) เพือ่ดา รงไวซ้ ึ่งมรดกอนัล า้คา่ทีบ่รรพบุรุษไดส้ ั ่งสมไว้ 1. ส่วนที ่1 2. ส่วนที ่2 3. ส่วนที ่3 4. ส่วนที ่4 5. ส่วนที ่5 5. ข้อใด ใช้ภาษาก ากวม 1. กจิกรรมหารายไดใ้หส้มาคมครั ้งนีม้ผีูน้ าสิ ่งของมาจ าหน่ายในราคาถูก 2. วสิยัทศันข์องหน่วยงานเราคอืการเป็นหน่วยงานเพือ่พฒันาชนบททีม่ัน่คง 3. บรษิทัอสงัหารมิทรพัยน์ ีจ้ดทะเบยีนในตลาดหลกัทรพัยม์านานกว่า 10 ปีแลว้ 4. ส านกังานศลิปวฒันธรรมจดัโครงการส่งเสรมิผา้ไทยเพือ่สรา้งรายไดใ้หแ้ก่ชมุชน 5. องคก์ารคา้จดัตั ้งศูนยก์ระจายสนิคา้เพือ่จะไดอ้ านวยความสะดวกแก่รา้นคา้และชว่ยลดคา่ขนส่ง 6. ข้อใด มีความหมายสอดคลอ้งกบัขอ้ความตอ่ ไปนี ้ “ยกัเอาเพยีงบางส่วนทีม่จี านวนเล็กน้อยไว,้เอาส่วนที ่ เหลอืไวเ้ป็นของตน” 1. กนิตามน ้า 2. กินบุญเก่า 3. กินเศษกินเลย 4. กินนอกกินใน 5. กินบ้านกินเมือง 7. ข้อใด ใช้ส านวน ไม่ ถูกต้อง 1. ฉ้นเห็นเจา้หนีพ้าพวกเดนิเขา้มาก็ตกใจกลวัมากจนแทบจะแทรกแผ่นดนิหนี 2. ทีฟ่ังเขาพูดมานี ่ เหมอืนพายเรอืในอ่าง ฉนัยงัจบัความไม่ไดเ้ลย ไม่รูว้่าจะสรุปลงตรงไหน 3. ผมขอรบัรองว่า กรรมการของเราทุกท่านใหค้ะแนนสาวงามผูเ้ขา้ประกวดตามเนือ้ผา้จรงิๆ 4. แตง่งานหลานสาวทั ้งทีตอ้งจดังานใหญ่จา้งวงดนตรมีาแลว้เลีย้งคนทั ้งอ าเภอเลย ฆ่าควาย อย่าเสียดายพริก 5. เราก าลงัแบ่งหน้าทีก่นัท ารายงานส่งอาจารย์เธออย่าชกัใบใหเ้รอืเสยีชวนเพือ่นดูสาว ๆ ที ่ เดนิผ่านสิ


3 ใชข้อ้ความตอ่ ไปนี ้ตอบค าถามข้อ 8-9 1) สหโซเวยีตรสัเซยีกา้วล า้สหรฐัหลายช่วงตวัในเรือ่งเทคโนโลยอีวกาศ/ 2) ในขณะทีร่สัเซยีส่ง ดาวเทยีมขนึ้ ไปโคจรรอบโลกและส่งนักบนิอวกาศคนแรกขนึ้ ไปโคจรแลว้ 2 โครงการ/ 3) สหรฐัเริม่ก่อตั ้ง องคก์ารนาซาขนึ้ เพือ่พฒันาเทคโนโลยดีา้นนี ้/ 4) แรงกดดนัจากโซเวยีตท าใหส้หรฐัอเมรกิาซึ่งปรารถนา จะเป็นผูน้ าตอ้งเร่งส่งยานอะพอลโลขึน้ ไปในอวกาศทั ้ง ๆ ทีย่งัไม่พรอ้ม/ 5) เป็นเหตใุหเ้กดิความสูญเสีย โดยเฉพาะในโครงการแรก นักบินอวกาศถึง 3 คนต้องเสียชีวิตจากไฟคลอกในยานอวกาศ 8. ข้อความส่วนใด ใช้ภาษา ไม่ เหมาะกับบทความวิชาการ 1. ส่วนที ่1 2. ส่วนที ่2 3. ส่วนที ่3 4. ส่วนที ่4 5. ส่วนที ่5 9. จากขอ้ความขา้งตน้ขอ้ใดเป็นประเดน็ทีผ่ ูเ้ขยีนตั ้งใจน าเสนอ 1. ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีทางอวกาศของสหรัฐอเมริกา 2. การเป็ นผู้น าด้านเทคโนโลยีทางอวกาศของสหภาพโซเวียตรัสเซีย 3. การส่งยานอวกาศและนักบินอวกาศของชาติมหาอ านาจออกไปนอกโลก 4. ความพยายามของสหรัฐอเมริกาในการเอาชนะโซเวียตด้านเทคโนโลยีทางอวกาศ 5. ความสูญเสียของสหรัฐอเมริกาในระยะแรกของการทดลองส่งมนุษย ์อวกาศไปในยาน 10. ขอ้ความตอ่ ไปนี ้สว่นใดใชร้ะดบัภาษา ตา่งกบั สว่นอืน่ 1) เคก้ สีหวานดูนุ่มนวลน่ากิน เป็นอะไรที ่หลายคนเห็นแลว้อดใจไม่ได/้ 2) ตอ้งหยิบมาลิม้ลอง โดยเฉพาะพวกที ่ชอบกินขนมหวาน/ 3) ที ่ เห็นเคก้ทีไรเป็นตอ้งซือ้มากินแบบลืมอว้น/ 4) เพราะ ส่วนประกอบของเคก้คอืครมี ซสีเนย แป้ง และน ้าตาล ท าใหน้ ้าหนักเพิม่ขึน้/ 5) สุดทา้ยเลยกลายเป็ น ไขมนั ส่วนเกนิในจุดตา่ง ๆ ทีไ่ม่พงึประสงค์ 1. ส่วนที ่1 2. ส่วนที ่2 3. ส่วนที ่3 4. ส่วนที ่4 5. ส่วนที ่5 11. ข้อใด ใช้ราชาศัพท ์ ไม่ถูกต้อง 1. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงเทพมหานครเป็ นราชธานี 2. พระบาทสมเดจ็พระนั ่งเกลา้เจา้อยู่หวัทรงท านุบ ารุงพระพุทธศาสนาโดยการสรา้งและปฏสิงัขรณ์ วัดหลายแห่ง 3. พระบาทสมเด็จพระจอมเจ้าเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงค านวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงได้อย่างแม่นย า 4. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดตราพระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124 5. พระบาทสมเดจ็พระมงกุฎเกลา้เจา้อยู่หวัทรงพระราชนิพนธว์รรณคดที ั ้งรอ้ยแกว้และรอ้ยกรอง เป็ นจ านวนมาก 12.ข้อใดเป็ นประโยค 1. ศักยภาพด้านการจัดการขยะให้เท่าทันและทัดเทียมกับระดับสากล 2. นวัตกรรมการแปรรูปขยะะให้เป็ นพลังงานทางเลือกในการแก้ป้ ญหาขยะ 3. ขยะพลาสตกิ 10 ตนัผลติน ้ามนัเชือ้ เพลงิไดว้นัละประมาณ 66,00 ลติร 4. การใชถุ้งผา้หรอืตะกรา้หวายในการซือ้ของเพือ่ทดแทนการใชพ้ลาสตกิ 5. ปัญหาสิ ่งแวดลอ้มและการแลกเปลีย่นประสบการณด์า้นพลงังานทางเลอืก


4 13.ข้อใด ไม่เป็ น ประโยค 1. นกักฬีาไทยลงแข่งขนยมินาสตกิลลีากบันกักฬีาจาก 6 ประเทศทีส่งิคโปร์ 2. ประธานพัฒนาฟุตซอลแห่งชาติเตรียมผู้เล่นทีมไทยเข้าแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์ โลก 3. ประเทศไทยได 6 เหรยีญทอง 2 เหรยีญเงินในการแข่งขนยกน ้าหนกัเยาวชนแห่งโลก 4. การแข่งขันวอลเลย ์บอลหญิงเวิลด ์กรังด ์ปรีซ ์2016 รอบสุดทา้ยจดัขนึ้ทีป่ระเทศไทย 5. ตามแผนของสมาคมกฬีามวยสากลแห่งประเทศไทยทีว่างไวก้ ่อนเดนิทางไปเก็บตว้ทีบ่ราซลิ 14.ข้อใดแสดงเจตนาของผู้ส่งสารต่างกับขอ้อืน่ 1. กรมประมงประสบความส าเรจ็ในการเพาะเลีย้งปลาสเตอรเ์จยีนเพือ่ท าไข่คาเวยีร์ 2. โครงการบา้นเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดา รไิดท้ดลองเลีย้งปลาสเตอรเ์จยีนบนดอยอนิทนนท์ 3. การเลีย้งปลาสเตอรเ์จยีนตอ้งใชเ้วลา 8 – 10 ปี กว่าจะได้ไข่ปลามาผลิตเป็ นไข่คาเวียร ์ 4.ไข่คาเวียร ์ได้มาจากการน าไข่ปลาสเตอร ์เจียนมาหมักกับเกลือนานถึง 2 ปี 5.ไข่คาเวียร ์ด้อยค่ากระปุกละ 5,000 บาท ถึงจะแพงแต่คุณภาพสุดคุ้มสินค้ามีจ านวนจ ากัด 15.ขอ้ใดใชค้า ทบั ศพัทภ์าษาองักฤษมากทีส่ ุด 1. แรค่อืธาตหุรอืสารประกอบที ่ เป็นของแข็งเกดิขีน้ตามธรรมชาตมิอีงคป์ระกอบทางเคมแีละ โครงสร้างของอะตอมเป็ นเอกลักษณ์ 2. ทับทิมเป็ นแร่ในตระกลูคอรันดัมมีองค ์ประกอบเป็ นอะลูมิเนียมออกไซด ์สมบัติทางฟิ สิกส์คือมีค่า ความแข็งรองจากเพชร 3. ทับทิมสยามของไทยมีแหล่งก าเนิดจากหินภูเขาไฟชนิดแอลคาไลน์บะซอลต ์เพียงชนิดเดียว พบทีจ่งัหวดั จันทบุรีและตราด 4. ตามตา นานทั ้งของตะวนัออกกลางและยโุรปมคีวามสอดคลอ้งกนัว่าแซปไฟรเ์ป็นอญัมณีทีท่รง พลงัอ านาจมากทีส่ ุด 5. บรเิวณที ่ เป็นภูเขาทะเลทรายไปจนถงึฝั ่งตะวนออกของแม่น ้าไนลใ์กลกบ้ทะเลแดงพบผลกึมรกต ฝังตัวอยู่ในควอตซ ์ 16.ข้อใด ไม่ อาจอนุมานไดว้า่เป็นบุคลกิภาพของผูพู้ดตามขอคว้ามตอ่ ไปนี ้ ผมใชค้วามพยายามอย่างเตม็ทีท่ีจ่ะเปิดหอ้งสมุดการต์ูนเพือ่อนุรกัษส่งเสรมิและเผยแพรการ ์ตูนไทย ่ ใหย้งัคงอยเป๊นมรดกทางภูมปิัญญาทีส่ าคญัของคนในชาตสิบืตอ่ ไปหลงัจากการต์ูนไทยไม่ไดร้บัความนิยม เหมือนในอดีต 1. อดทน 2. มุมานะ 3. ประนีประนอม 4. ห่วงใยสังคม 5. มีความคิดสร้างสรรค ์ 17.เมือ่อาจารยถ์ามวา่ ใครจะเป็นคนท ารายงาน เรือ่ง พลงังานชวีมวล เรือ่งนี ้ ี ยากทีส่ ุด” คา ตอบของนกัเรยีนตามขอ้ใดมนี ้าเสยีงกระตอืรอืรน้ 1. หนูท าเองคะ่หนูอยากรูเ้รือ่งนีใ้หม้ากขนึ้ 2. ผมไม่ชอบแตก่ ็คงตอ้งท าเรือ่งยาก ๆ ตอ้งผม 3. หนูท าก็ได้ค่ะ รีบท าให้เสร็จ ๆ จะได้ไปอ่านหนังสือ 4. ผมท าเองก็แล้วกันครับ ผมมีข้อมูลเกือบหมดแล้ว 5. หนูลองท าดูก่อนได้ไหมคะ แต่ไม่รู ้ว่าจะออกมาดีหรือเปล่า 18.ค าพูดในข้อใด ไม่ได้มจีุดประสงคเ์พือ่ ใหก้า ลงัใจ 1. อย่าเบือ่หน่ายความลม้เหลวเลยนะ เพราะมนัคอืเพือ่นรว่มทาง 2.ไม่มทีางทีจ่ะประสบความส าเรจ็ทีด่กีว่าถา้เรามวัแต่ท่ าซ า้รอยเดมิ 3. ความส าเรจ็ไม่ไดข้นึ้อยู่กบัอายุนะหนูแตข่นึ้อยู่กบักบัความคดิมากกว่า 4. สิ ่งทีค่ณุเสยีไปคอืเวลา แตส่ ิ ่งทีไ่ดก้ลบัมาคอืประสบการณไ์ม่ใชห่รอื 5. การที ่ เราไม่ไดค้รอบครองอะไรก็ดีไีปอย่าง เพราะเราจะไม่มวีนัเสยีสิ ่งนัน้ ไป 5


19. หลงัการบรรยายของวทิยากร เรือ่ง “ประโยชน์ของอาหารเช้า” ขอ้ใดเป็นคา ถามของผูฟ้ ังทีไม่สัมพันธ ์ ่กบัเนือ้หาของการบรรยาย 1. นม 1 กล่องพอไหมคะ 2. ทานชว่งเวลาใดเหมาะทีส่ ุดครบั 3. ควรรรับประทานทุกวันไหมคะ 4. อาหารประเภทใดจงึจะดที ีส่ ุดครบั 5. ขนมหวานทานก่อนนอนอันตรายไหมคะ 20.ขอ้ใดเป็นโครงสรา้งของการแสดงเหตุผลในขอ้ความตอ่ ไปนี ้ นกนางแอ่นบางชนิดส ารอกน ้าลายท ารงัเป็นรูปถว้ยตด้กบั ฝาผนังถ า้ตามเกาะในทะเลรงัของนก นางแอ่นชนิดนี ้มีผูเ้ก็บมาผลติเป็นอาหารเสรมิราคาแพง ทีอ าเภอปากพนังมีการสร้างอาคารสูงส าหรับ่ ให้นกนางแอ่นมาอาศัยแล้วเก็บรังขาย 1. ข้อสนับสนุน -ข้อสรุป - ข้อสรุป 2. ข้อสนับสนุน- ข้อสนับสนุน- ข้อสรุป 3. ข้อสนับสนุน- ข้อสรุป- ข้อสนับสนุน 4. ข้อสรุป- ข้อสนับสนุน- ข้อสรุป 5. ข้อสรุป- ข้อสรุป- ข้อสนับสนุน 21.ข้อใดมีการใช้เหตุผล 1. ส่วนประกอบทีส่ าคญัของการเดนิรถไฟในระยะแรกมี2 ส่วน คอืทางรถไฟกบัขบวนรถไฟ 2. ตอ่มาการเดนิรถมคีวามซบัซอัน ตอ้งมสี ่วนประกอบเพิม่ขีน้คอืระบบอาณตั สิญัญาณ และระบบ ห้ามล้อรถไฟ 3. ทางรถไฟทีค่นทัว่ ไปมองเห็นคอืรางเหล็ก 2 เสน้วางขนานกบัหมอนรองรางรถไฟซึ่งเรยีกกนัว่า ไม้หมอน 4. หมอนรองรางรถไฟจะวางอยู่บนหนิโรยทางซึ่งเกลีย่กระจายอยู่เหนือดนิกัน้ทางทีอ่ยู่ชดิกบัพืน้ดนิ เดิมของทางรถไฟ 5. น ้าหนกัขบวนรถไฟทีก่ดลงบนรางจะกระจายลงบนพืน้ดนิเดมิโดยผ่านหมอนรองรางรถไฟดนิโรย ทางและดินกันทาง 22.ขอ้ใดตอ่ ไปนี ้สว่นใดเป็นการแสดงทรรศนะ 1)การป้ องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนด้วยการรณรงค ์ปลุกจิตส านึกสร้างวินัยเคารพและปฏิบัติตามกฎ จราจร / 2) การบงัคบัใชแ้ละแกไ้ขกฎหมายใหท้น้ยุคสมย้เพือ่ควบคุมพฤตกิรรมผูข้บัขีย่วดยาน พาหนะ / 3) หรือการก าจัดความเร็วพาหนะ / 4) วิธกีารเหล่านี ้ไม่ควรกระท าเฉพาะช่วงหยุดยาวหรอื เทศกาล / 5) ตรงกนัขา้มตอ้งกระท าตลอดเวลาเพือ่ ใหทุ้กคนมสี ่วนรว่มอย่างแทจ้รงิ 1. ส่วนที ่1 และส่วนที ่2 2.ส่วนที ่2 และส่วนที ่3 3. ส่วนที ่3 และส่วนที ่4 4.ส่วนที ่4 และส่วนที ่5 5. ส่วนที ่1 และส่วนที ่5 23.ข้อใด มีการแสดงทรรศนะ 1. สภาวะแวดลอ้มของโลกที ่ เปลีย่นแปลงท าใหเ้กดิปรากฏการณส์ ่งผลกระทบตอ่คณุภาพชวีติ ประชากร 2. ปัญหาที ่ เกีย่วกบัการเปลีย่นแปลงของสภาวะแวดลอ้มของโลกซึ่งมหีลายประการ 3. ปัญหาที ่ เกดิจากธรรมชาติอาทิแผ่นดนิไหว คลืน่ยกัษ์สนึามปิรากฏการณเ์อลนิญโญ ฯลฯ 4. ปัญหาที ่ เกดิจากฝีมอืมนุษย์เชน่ สภาวะโลกรอ้น มลภาวะอากาศ สารพษิอุตสาหกรรม ฯลฯ 5. เราทุกคนในฐานะทีม่สี ่วนเกีย่วขอ้งควรตอ้งศกึษาลกัษณะของปัญหาและผลกระทบ เพือ่รว่มกนั แก้ไข 24. ขอ้ใดเป็นประเดน็ โตแ้ยง้ของขอ้ความตอ่ ไปนี ้ การใหส้มั ปทานส ารวจแหล่งปิโตรเลยีมในประเทศมปีระโยชนท์ ั ้งทางตรงและทางออ้มกบั ประเทศไทย แตส่ถานการณใ์นขณะนีย้งัไม่มคีวามจ าเป็นรบีดว่นทีจ่ะเปิดสมั ปทานรอบที ่21 เพราะปรมิาณไฟฟ้าส ารอง ในปัจจุบนัยงัมัเีกนิกว่า 25% และความตอ้งการใชก้า๊ซในการผลติไฟฟ้าจะไม่เพิม่ขนึ้มากจนอยู่ในระดบั วกิฤตคิวรรอใหม้กีารแกไ้ข พ.ร.บ. ปิโตรเลยีมก่อนเพือ่ เพิม่ทางเลอืกและสรา้งอ านาจตอ่รองซึ่งจะท าให้ ประเทศได้ร้บผลประโยชน์มากกว่า 1. ปริมาณไฟฟ้ าส ารองในประเทศไทยมีเพียงพอจริงหรือ 2. การผลิตไฟฟ้ าจากก๊าซธรรมชาติในอนาคตจะไม่มีปัญหาจริงหรือ 3. ประเทศไทยควรส ารวจแหล่งปิ โตรเลียมเองแทนการให้สัมปทานหรือไม่ 4. การแกไ้ข พ.ร.บ. ปิโตรเลยีมท าใหป้ระเทศไดผ้ลประโยชนมากขนึ้จรงิหรอืไม่ 5. รฐัควรชะลอการใหส้มั ปทานส ารวจแหล่งปิโตรเลยีมรอบที ่21 ไปก่อนหรอืไม่


6 25.ข้อใดเป็ นข้อสนับสนุนประเด็นการโต้แย้ง “การขนึ้ภาษเีครือ่งดืม่ทีม่นี ้าตาลเกนิกว่ามาตรฐานชว่ยลดการบรโิภคลงไดจ้รงิหรอื” 1. คนไทยตดิรสหวานและบรโิภคน ้าตาลมากจนเป็นนิสยั 2. องค ์การอนามัยโลกได้ศึกษาถึงอันตรายจากความหวาน 3. หลาย ๆ ประเทศจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากความหวาน 4. ปรมิาณน ้าตาลที ่ เกนิมาตรฐานเป็นอนัตรายตอ่ สุขภาพ 5. การขนึ้ภาษเีครือ่งดืม่ทีม่นี ้าตาลสามารถเพิม่รายไดเ้ขา้ประเทศปีละหลายลา้นบาท 26.ข้อใด ไม่มีการโน้มน้าวใจ 1. รายการเกมเพือ่ เสรมิสรา้งความสมัพน้ธใ์นครอบครวัผูช้นะทั ้ง 7 เกมจะไดเ้ขา้ชงิเงินรางวลใหญ่ ั หลายล้านบาท 2. ทีน่ี ่ เมนูเครือ่งดืม่ทีร่ ูจ้กักนัดคีอืกาแฟสด รวมทั ้งเครือ่งดืม่ เพือ่สุขภาพประเภทน ้าสมุนไพร จ าหน่ายทุกวัน 3. การรักษาโรคมะเรง็ดว้ยวธินี ี ้ผูป้่วยไม่ตอ้งรบัการผ่าตดัลดความเจ็บปวด และชว่ย เพิม่คณุภาพ ชีวิตอีกด้วย 4. สวนสาธารณะแห่งนีอ้า นวยความสะดวกแก่ผูสู้งอายุและผูพ้กิาร มที ีจ่อดรถเพยีงพอ และมี เครือ่งออกก าลงักายพรอ้มมูล 5. มะนาวเลมอนฮาวาย ผลใหญ่ ไรเ้มล็ด มนี ้ามาก รสเปรีย้วก าลงัดีเปลอืกมกีลิน่หอมเป็นพเิศษ 27.ขอ้ใดเรยีงล าดบัขอัความตอ่ ไปนี ้ไดถู้กตอ้ง 1. การเลอืกกนิอาหารจงึเป็นสิ ่งจ าเป็นถงึแมเ้ป็นสิ ่งทีท่ าไดย้ากก็ตาม 2. เมือ่ ใดทีไ่ตไม่สามารถขบัของเสยีทีอ่ยู่ในรา่งกายออกมาได้ 3. อาหารบางชนิด เชน่อาหารโปรตนีเมือ่กนิมาก ๆ ท าใหเกดิของเสยีในรา่งกายมาก 4. ก็เป็นเหตทุ าใหก้ารท างานของไตบกพรอ่งและไตเสือ่มเรว็ขนึ้ 5. การกนิอาหารทีถ่ ูกตอ้งทั ้งชนิดและปรมิาณสามารถชะลอความเสือ่มของไตไดม้าก 1. 3-5-4-1-2 2. 2-3-1-4-5 3. 5-1-3-2-4 3. 3-5-2-1-4 5. 5-4-3-1-2 ใชข้อ้ความตอ่ ไปนีต้อบคา ถามขอ้ 28 – 29 1) เมือ่ปอกเปลอืกออกจะมนี ้ายางสเีหลอืงอยู่ที ่ เนือ้มงัคดุบางกลบีบางกลบีเป็นสใีส 2) เมือ่รูเ้ชน่นีแ้ลว้ก็หาทางแกไ้ขไ้ดไ้ม่ยาก คอืควรก าจดัเพลีย๊ไฟและควบคมุปรมิาณน ้าใหพ้อดีๆ 3) สาเหตทุีท่ าใหเ้กดิอาการดงักล่าวอาจมาจากเพลีย้ไฟหรอืตน้มงัคดุไดร้บ้น ้ามากเกนิไปหรอืน้อย เกินไป 4) ลกัษณะเชน่ว่านี ้ เรยีกว่า อาการเนือ้แกว้ยางไหล ซึ่งท าใหม้งัคดุเสยีราคา 5) คนทีช่อบกนิมงัคดุคงเคยสงัเกตว่าบางผลมนี ้ายางแข็งสเีหลอืงเกาะอยู่ที ่ เปลอืก 28. เมือ่ เรยีงล าดบัขอ้ความขา้งตน้ใหถู้กตอ้งแลว้ขอ้ใดเป็นล าดบัที ่4 1. ข้อ 1 2. ข้อ 2 3. ข้อ 3 4. ข้อ 4 5. ข้อ 5 29. ขอ้ใด เป็นประเดน็ทีผ่ ูเ้ขยีนตั ้งใจจะน าเสนอ 1. ขอ้พงึระวงัทีท่ าใหม้งัคดุเสยีราคา 2. ความแตกตา่งของมงัคดุทีด่แีละไม่ดี 3. วิธีเลอืกซือ้มงัคดุใหเ้ป็นเพือ่ ใหค้มุ้คา่เงิน 4. สาเหตทุีท่ าใหม้งัคดุมผีลผลติไม่สมบูรณ์ 5. วธิแีกป้้ญหาเพือ่ ใหม้งัคดุทีป่ลูกมคีณุภาพดี


7 30. ขอ้ใดควรเป็นชือ่ของเรยีงความทีม่สีาระสา คญัตอ่ ไปนี ้ ปัจจุบนั ปัญหาการบุกรุกท าลายป่าชายเลนมอียู่อย่างต่อเนื ่อง เช่น การล้กลอบตัดไม้ การท านากุ้ง การสรา้งท่าเทยีบเรอืการสรา้งถนน และการเพิม่ของประชากร เหล่านีส้ ่งผลกระทบต่อ ระบบนิเวศของป่ า ชายเลน เป็นการท าลายห่วงโซอ่าหาร และท าลายแหล่งอาหารของมนุษยช์ุมชนจงึควรเป็นกลุ่มทีช่ ่วยกนั ปกป้องและพฒันาป่าชายเลนใหย้ ั ่งยนื 1. ประโยชน์ของป่ าชายเลน 2. จิตส านึกรักษ์ป่ าชายเลน 3. ระบบนิเวศของป่ าชายเลน 4. การตัดไม้ท าลายป่ าชายเลน 5. ยุทธศาสตรช์าตเิพือ่พฒันาป่าชายเลน 31. ข้อความส่วนใด ไม่ใช่ การพรรณนา 1) ลุงด าเป็ นคนร่างเล็กผอมแกร็น / 2) ใบหน้ากร้านแดด เห็นรอยย่นลกึทีก่ลางหน้าผาก / 3) มี ปอยเคราสีขาวตรงปลายคางยาวลงมาถึงกลางอก / 4) ในยามครุ่นคิดใคร่ครวญลุงจะลูบไล้เคราขาวอย่าง ช้า ๆ / 5) วน้หนึ่งลุงโกรธเดก็เกเรทีม่าลอ้เลยเดนิไปโกนเคราทิ ้งเสยีทีร่า้นหน้าปากซอย 1. สว่นที ่1 2. สว่นที ่2 3. สว่นที ่3 4. สว่นที ่4 5. สว่นที ่5 32.ขอ้ความตอ่ ไปนี ้ใชว้ธิกีารเขยีนตามขอ้ใด มณฑาสวรรค ์เป็ นพรรณไม้ดอกในวงแม็กโนเลีย เป็ นไม้ยืนต้นขนาดสูง 5 – 10 เมตร ออกดอกรูป กลมรีกลบีดอกหนามสีขีาวนวล ดอกมกีลิน่หอมแรง โดยเฉพาะในช่วงพลบค ่า เนือ้ ใบหนาแข็งสเีขยีวสด ขยายพันธุ ์ตามธรรมชาติด้วยเมล็ด 1. การอธิบาย 2. การบรรยาย 3. การพรรณนา 4. การอธิบายและการบรรยาย 5. การอธิบายและพรรณนา 33. ข้อใด ไม่ได้กล่าวถงึเกีย่วกบัมนั สา ปะหลง้ในขอ้ความตอ่ ไปนี ้ มนั ส าปะหลงัปลูกมากทีส่ ุดในภาคตะวนัออกเฉียงเหนือ ประเทศไทยมพี ืน้ทีป่ลูกมนั ส าปะหลงัเป็น อันดับ 3 ของโลก รองจากประเทศไนจีเรียและบราซิล ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์มันส าปะหลังเป็ นอันดับ 1 ของ โลกมายาวนาน และสรา้งรายไดเ้ขา้ประเทศปีละกว่า 3 หมืน่ลา้นบาท 1. ประเทศคู่แข่ง 2. แหล่งเพาะปลูก 3. ผู้น าในการส่งออก 4. รูปแบบผลิตภัณฑ์ 5. พืชเศรษฐกิจของไทย 34. ข้อใด ไม่ได้สอดคล้อง กบัขอัความตอ่ ไปนี ้ นักวิจิยก าลังพยายามพิสูจน์ว่า การฟังเพลงเศร ้าเป็นการช่วยปลอบโยน โดยทดลองเก็บข้อมูลจากชาวอังกฤษและ ฟินแลนด์ จ านวน 2,436 คน ผลการวิจัยพบว่า คนส่วนใหญ่รู ้สึก ชอบเพราะเพลงเศร ้าท าให้อารมณ์ดขี ึน้ทั ้งนีอ้าจเกดิจาก ความนิยมในเพลงนีอ้ยแู่ลว้นอกจากนั ้น ในการทดลองยงัพบวา่คนสว่นหนึ ่งรู้สึกเจ็บปวดหรือเกลียดเพลงเศร ้าไม่อยากได้ ยิน ไดฟ้ ังเพลงนั ้น ๆ เลย 1. บางคนฟังเพลงเศร ้าแล้วท้าให้เกิดความทุกข์ใจ 2. เพลงเศร ้าท าให้เกิดความรสู้กึทั ้งพอใจและปวดรา้ว 3. ชาวอังกฤษชอบฟังเพลงเศร ้ามากกว่า ชาวฟินแลนด์ 4. ผู้วิจิยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 2,000 คนใน 2 ประเทศ 5. เหตผุลทีค่นสว่นใหญช่อบเพลงเศรา้เพราะชอบเพลงนั ้นมาแตเ่ดมิ 8


35. คา ตามขอ้ใดเมือ่น ามาเตมิในชอ่งวา่งตอ่ ไปนีแ้ลว้จะได้ ้ใจความถูกตอ้งตามความคดิ ของผู้เขียน ทุกวนันี ้สงัคมอุดมไปดว้ยข่าวสารจากโลกออนไลนทั ้งที ่ เชือ่ถอืไดแ้ละไม่ควรเชือ่ถอื เหตุการณ์ถูก ปรุงแต่งมาจากหลายฝ่ าย หลายส่วน และมักจะหาข้อมูลตรรกะต่าง ๆ มาสนับสนุน ความคิดของตนเอง ดงันัน้การเสพสือ่ดจิทิลัอย่าง ............... จงึเป็นสิ ่งที ่ควรปฏบิตัเิพือ่ ใหเ้รารูเ้ท่าทนั ชวีติ 1. มัน่ ใจ 2. จริงจัง 3. ชาญฉลาด 4. มีจินตนาการ 5. สมบูรณ์แบบ 36. ขอ้ความตอ่ ไปนี ้สว่นใดเป็นใจความสา คญั 1) น ้านมแม่มปีระโยชนม์าก ท าให้ลูกน้อยมีสุขภาพแข็งแรงและมีพัฒนาการสมวัย/ 2) เด็กทีด่ืม่ นมแม่อย่างน้อย 4 – 6 เดอืน มกีารตดิเชือ้ทางระบบทางเดนิหายใจน้อยกว่า เด็กทีด่ืม่นมผสม / 3) หรอืเป็น หวดัน้อยกว่า 4 เท่า และเป็นผืน่ภูมแิพผ้วิหนงัน้อยกว่าถงึ 3 เท่า / 4) ช่วยลดการเกดิภูมแิพแ้ละหอบหดืใน เด็กลง / 5) ยิ ่งใหลู้กดืม่นมแม่ไดน้านเท่าใด ภูมคิมุ้กนัก็จะยิ ่งเพิม่มากขนึ้ 1. ส่วนที ่1 2. ส่วนที ่2 3. ส่วนที ่3 4. ส่วนที ่4 5. ส่วนที ่5 37. ขอ้ใดเป็นประเดน็หลกัของขอ้ความตอ่ ไปนี ้ ออสเตรเลียประสบปัญหาการรุกรานของวัชพืชโดยเฉพาะฮอกวีด (Hawk weed) ทีม่า แย่ง อาหาร จากพชืเศรษฐกจิทีป่ลูก รฐัตอ้งสูญเสยีค่ายาพ่นก าจดัวชัพชืเป็นจ านวนมหาศาล กระนัน้มนัก็สามารถอยู่ รอด และงอกใหม่ไดอ้กี ในทีส่ ุดพบว่าสุนขัมปีระโยชนใ์นการปราบฮอกวดีดที ีส่ ุด เพราะมนัจะคน้พบและ ขดุรากทิ ้งไดห้มด สิ ่งส าคญัทีท่ าใหไ้ม่ง่ายนกัคอืตอ้งเรง่ ฝึกสุนขัเช่น ค็อกเกอร์สเปเนียล ซึ่งมจีมูกไวเป็น เลิศ 1. ความยากล าบากในการก าจัดฮอกวีด 2. การฝึ กสุนัขให้สามารถค้นหาฮอกวีด 3. ความส าเร็จในการก าจัดฮอกวีดโดยใช้สุนัข 4. การรุกรานของฮอกวดีซึ่งท าใหเ้กดิความสูญเสยีทางเศรษฐกจิ 5. ความสามารถพิเศษในการดมกลิน่ฮอกวดีของคอ็กเกอรส์เปเนียล 38. จากขอ้ความตอ่ ไปนี ้ขอ้ใด ไม่ใช่ ผลจากการสร้างรถไฟฟ้ าใต้ดิน ถนนเยาวราชเจรญิรุง่เรอืงมาคู่กบักรุงเทพ ฯ เป็นเวลานาน เมือ่ ไม่นานมานีค้นกรุงเทพ ฯ ต้องการ ความรวดเร็วในการเดินทาง ท าให้มีสถานีรถไฟฟ้ าใต้ดินผุด ขีน้ย่านใจกลางชุมชนเก่าแห่งนี ้ชุมชน บางส่วนต้องโยกย้ายไปหาท าเลค้าขายแห่งใหม่บ้างกต้องปิ ดกิจการเดิมไป บ้างก็ต้องย้ายไปอยู่นอกเมือง ผู้คน ในชุมชนต้องปรับตัวกันขนานใหญ่ 1. การขยายธุรกิจการค้า 2. ความสะดวกในการเดินทาง 3. ความเปลีย่นแปลงของชมุชน 4. ความเจริญก้าวหน้าของกรุงเทพ ฯ 5. การยา้ยทีอ่ยู่และการประกอบอาชพี 39. ขอ้ใดเป็นสาระสา คญ้ของขอ้ความนี ้ จติใจที ่ เขม้แข็งหนักแน่นในเหตุผลความถูกตอ้งในความสุจรติยุตธิรรมและในความ เทีย่งตรง รบัผดิชอบ เป็นปัจจย้พืน้ฐานทีจ่ะรองรบัวชิาความรู้และความคดิอ่านทั ้งปวงไวใ้หม้ ัน่คง ไม่ใหห้วัน่ ไหวและ ผันแปรไปในทางเสียหาย 1. บุคคลผู้มีเหตุผล มีความรู ้มคีวามคดิย่อมมจีติใจมัน่คงและเขม้แข็ง 2. บุคคลจะศกึษาวชิาความรูไ้ดต้อ้งมจีติใจมัน่คง สุจรติเทีย่งตรงไม่ผนัแปร 3. พืน้ฐานของความรู้ความคดิของบุคคลคอืความมจีติใจมัน่คง ไม่หวันไหว ่ 4. จติใจของบุคคลอาจหวัน่ ไหวประพฤตชิ ัว่ ได้หากไม่มคีวามรู้ความคดิเป็นพืน้ฐาน 5. ผู้มีความรู ้ถา้จติใจมัน่คง มเีหตผุล สุจรติเทีย่งธรรม ย่อมไม่ประพฤตเิสือ่มเสยี


9 40. ขอ้ใดเป็นจุดประสงคข์องผูเ้ขยีนขอ้ความตอ่ ไปนี ้ การแพทยแ์ผนจนีทีม่มีานับพนั ปีเน้นการสรา้งสมดุลสุขภาพดว้ยเครือ่งยาจนีบางชนิดทีม่รีาคา แพง เช่น รงันก หูฉลาม ฯลฯ เชือ่กนัว่า เครือ่งยาจีนเหล่านี ้มสีรรพคุณเป็นยาอายุวฒันะ ซึ่งไม่มใีครรู้ ข้อเท็จจริงว่า มีคุณค่าสมกับราคาหรือไม่ อนัทีจ่รงิน่าจะถงึเวลาที ่ เราควรงดบรโิภคสิ ่งเหล่านี ้ เพือ่ความ ห่วงใยธรรมชาติได้แล้ว แตก่ระนัน้ เครือ่งยาจนีเหล่านีก้ ็ยงัมวีางจ าหน่ายอยู่ เช่นเดิม 1. อธบิายวธิใีชเ้ครือ่งยาจนี 2. บอกประโยชนข์องเครือ่งยาจนี 3. วจิารณค์ณุภาพของเครือ่งยาจนีราคาแพง 4. เสนอแนะใหเ้ลกิใชเ้ครือ่งยาจนีทีไ่ม่อนุรกัษธ์รรมชาติ 5. คดัคา้นการใชเ้ครือ่งยาจนี ซึ่งมรีาคาแพงในการรกัษาโรค ใชข้อ้ความตอ่ ไปนี ้ตอบคา ถามขอ้ 41-42 คนทีอ่ายุเกนิ 60 ปีคนุ้เคยกบัวชิา หน้าทีพ่ลเมอืงและศลีธรรมกนัดเีพราะเคยเรยีน มคีนคดิว่าน่าจะ น าวชิานีก้ลบัมาสอนในโรงเรยีนใหม่อกีครั ้ง ลองคดิดูจะเกดิอะไรขนึ้ถา้พบว่าเนือ้หา ในหนังสือเรียนกับชีวิต ในสงัคมขดัแยง้กนัอยู่หลายเรือ่ง เช่น ในต าราบอกว่า การฉ้อราษฎร์บงัหลวงเป็นสิ ่งชัว่รา้ย ทุกคนตอ้ง ต่อตา้น แต่ในชวีติจรงิผลวจิยักลบับอกว่า คนเป็นจ านวนมากเห็นว่า การคอรร์ปั ชนัเป็นเรือ่งธรรมดา ใคร ๆ ก็ท ากนัหรอืเมือ่กลบับา้นไดย้นิพ่อแม่ ่ยกย่องคนมเีงิน แต่ไร้ศลีธรรมอย่างหน้าชืน่ตาบานแทน 41. จากขอ้ความขา้งตน้ขอ้ใดเป็นความคดิเหน็ของผูเ้ขยีนเกีย่วกบัวชิาหน้าทีพ่ลเมอืง และศีลธรรม 1. เนือ้หาในหนงัสอืเรยีนส าหรบัวชิานีล้า้สมย้เกนิไป ควรปรบัปรุง 2. การน าวชิานีก้ลบัมาสอนอกีครั ้งในโรงเรยีนเป็นเรือ่งควรสนบั สนุน 3. เนือ้หาบางตอนในหนงัสอืเรยีนส าหรบัวชิานีข้ดัแยง้กนัเองหลายประเดน็ 4. วชิานีไ้ม่เหมาะสมทีจ่ะน ากลบัมาสอนอกีเพราะไม่สอดคลอ้ง กับพฤติกรรมของคนในสังคม 5. คนส่วนหนึ่งในสงัคมปัจจุบนัมทีรรศนะเปลีย่นไปและไม่สนใจปฏบิตัติามแนวทางของวชิานี ้ 42.น ้าเสยีงตามขอ้ใด ปรากฏในข้อความข้างต้น 1. ดุดัน 2. ขมขืน่ 3. เหยียดหยาม 4. ประหลาดใจ 5. ประชดประชัน 43. ขอ้ใดเป็นจุดประสงคข์องผูเ้ขยีนขอ้ความตอ่ ไปนี ้ ผูท้ ีไ่ม่มคีวามเชือ่มัน่ ในความสามารถของตนนั ้นมกัจะชอบเปรยีบเทียบตนเองกบัผูอ้ ืน่จนลืม ความสามารถของตน ส่วนผูท้ ีม่คีวามเชือ่มัน่ ในตนเองนัน้ดา เนินชวีติอย่างเป็นเจา้นายของตนเอง ไม่ว่าจะ พบสถานการณ์ใดก็จะสามารถจัดการได้อย่างอิสระ ตัดสินใจได้ถูกต้องรวดเร็ว 1. ต าหนิผูท้ ีข่าดความเชือ่มัน่ ในตนเอง 2. แนะน าวธิกีารตดั สนิใจดว้ยความเชือ่มัน่ 3. สนบั สนุนใหค้นมคีวามเชือ่มัน่ ในตนเอง 4. อธบิายความคดิของผูท้ ีข่าดความเชือ่มัน่ 5. เปรยีบเทยีบลกัษณะของผูท้ ีข่าดความเชือ่มัน่กบัผูท้ ีม่คีวามเชือ่มัน่


10 44. ขอ้ใดเป็นจุดประสงคข์องผูเ้ขยีนขอ้ความตอ่ ไปนี ้ ภัยออนไลน์ -ภยัไรส้ายในยุคนี ้มหีลายรูปแบบที ่ เกดิจากน ้ามือของมิจฉาชพียุคดจิทิลั สมยัก่อน มจิฉาชพีตอ้งออกหาเหยือ่แต่สมยันี ้ เพยีงรอใหเ้หยือ่ เขา้มาตดิกบัเพราะมชี ่องทางออนไลนห์ลากหลาย กรณีซือ้ขายออนไลนป์ระชาชนจงึตอ้งพจิารณาใหร้อบคอบ ถา้เป็นรา้นทีถ่ ูกตอ้งจะมกีารขนึ้ทะเบยีนไวค้วร ตรวจสอบให้ดีก่อนตัดสินใจ 1. ใหข้อ้มูลเกีย่วกบัรูปแบบภยัออนไลน์ 2. เตอืนใหร้ะมดัระวงัการซือ้สนิคา้ออนไลน์ 3. ชีใ้หเ้ห็นกลโกงของมจิฉาชพียุคดจิทิลั 4. เสนอแนะวิธีการใช้บริการออนไลน์ในปัจจุบัน 5. ตอ้งการใหผู้เ้กีย่วขอ้งแกป้้ญหามจิฉาชพีออนไลน์ 45. ขอ้ใดเป็นแนวคดิทีผ่ ูเ้ขยีนตอ้งการน าเสนอในขอ้ความตอ่ ไปนี ้ คนเรามกัอา้แขนตอ้นรบัความสุข ปฏเิสธความทุกข์พยายามหนีความทุกขใ์หไ้กลทีส่ ุด แต่มักมี ความทุกขห์ลายอย่างทีไ่ม่ว่าเราจะพยายามหนีอย่างไรก็หนีไม่พน้ ในทีส่ ุดก็ตอ้งพบ ถา้พบความทุกขแ์ลว้ เรายงัปฏเิสธไม่ยอมรบัความทุกขน์ ัน้ก็จะบบีคัน้ เราใหทุ้กขห์นกัขนึ้ 1. ในชีวิตของแต่ละคนย่อมมีความทุกข์มากกว่าความสุข 2. คนเราไม่อยากมคีวามทุกข์ตอ้งการมแีตค่วามสุขเท่านัน้ 3. ความทุกขท์ ีท่ ุกคนตอ้งพบเป็นสิ ่งทีท่ าใหเ้ราทุกขห์นกัทีส่ ุด 4. เมือ่พยายามหนีความทุกข์ก็ยิ ่งประสบความทุกขต์อ่ ไปเรือ่ย ๆ 5. หากประสบความทุกขท์ ีห่ลกีเลีย่งไม่ได้เราควรท าใจยอมรบัความทุกขน์ ัน้ ใชข้อ้ความตอ่ ไปนี ้ ี ตอบคา ถามขอ้ 46-47 ปัจจุบนันี ้คงตอ้งยอมรบักนัว่า คอมพิวเตอร ์ จ าเป็ นต่อชีวิตและสังคมอย่างมหาศาล มีเด็กไทยเป็ น จ านวนทีต่ดิเกมคอมพวิเตอรม์ากจนละเลยกจิกรรมอืน่ๆ ทีค่วรท า เช่น ท าการบา้น เล่นกฬีา สงัสรรค์ ์กับ คนอืน่ๆ นอนเป็นเวลา ฯลฯ บ่อยครั ้ ั งที ่ นิสัยดังกล่าวติดตัวเด็กไปจนถึงวัยท างาน “เด็กติดเกม” จึงเป็ นภัย รา้ยทีแ่ฝงตวัเงียบอยู่ในสงัคมและนับวนัยิ ่งทวคีวามรุนแรงขนึ้นับไดว้่าเป็นปัญหาขัน้วกิฤตริะดบั ประเทศ และมีผลต่อการสร้างความเจริญก้าวหน้าของประเทศในระยะยาว 46.ผู้เขียนต้องการน าเสนอแนวคิดอย่างไรในข้อความข้างต้น 1. คอมพิวเตอร ์มีประโยชน์อนันต ์และมีโทษมหันต ์ 2. เกมคอมพิวเตอร ์เป็ นภัยคุกคามต่อการพัฒนาเด็กไปจนโต 3. การแก้ปัญหาเด็กติดเกมท าได้ยากเพราะฝังรากลึกโดยไม่มีใครสังเกตมานาน 4. ปัญหาเดก็ตดิเกมมอีนัตรายตอ่ตวัเดก็อย่างตอ่เนื ่องและมผีลตอ่การพฒันาประเทศ 5. รฐัควรเรง่รดัแกป้้ญหาเกมคอมพวิเตอรเ์พือ่ประโยชนใ์นการพฒันาประเทศ 47. ผู้เขียนข้อความข้างต้น มีเจตนาอย่างไร 1. กระตุ้นให้คิด 2. บอกกล่าวให้รู ้ 3. ต าหนิให้ส านึก 4. ตักเตือนให้เลิก 5. โน้มน้าวให้ท าตาม 48.. ข้อใด ไม่อาจ อนุมานจากขอ้ความตอ่ ไปนี ้ ี การใหอ้ภยันบัเป็นเรือ่งไม่ง่ายนกัตอ้งตั ้งใจท าและตอ้งรูป้ระโยชนข์องการใหอ้ภยัรูจ้กั โทษของการ ไม่ใหอ้ภยัดวัย จงสรา้งภูมคิมุ้กนักนัตวัเองใหม้ากขนึ้ โดยใหม้คีวามพรอ้มจะใหภ้อภยัคนไดม้ากขนึ้และ โกรธคนให้น้อยลง เพราะรู ้แล้วว่า ถ้าโกรธแค้นแล้วไม่ดีอย่างไร ใหน้ ึกถงึถงึผลของความแคน้ของเราที ่ เกดิ ความไม่เป็ นสุขเพราะใจเราคิดถึงแต่ความทุกข์เสมอ ๆ 1. ผูท้ ีไ่ม่ยอมใหอ้ภยัมกัมแีตค่วามทุกข์ 2. การใหอ้ภยัผูอ้ ืน่นัน้สามารถท าไดส้ าเรจ็ถา้ตั ้งใจ 3. เราจะไม่โกรธใครอีกเลย ถ้าสร้างภูมิคุ้นกันตัวเอง 4. ถ้าต้องการด าเนินชีวิตอย่างเป็ นสุขต้องรู ้จักให้อภัย 5. ผูท้ ีส่ะสมความโกรธแคน้ไวใ้นใจย่อมหาความสุขไม่ได้


11 49. ขอ้ความตอ่ ไปนี ้อาจอนุมานไดว้า่ผูเ้ขยีนมที ศันคตหิลายประการตอ่วยัเยาวข์อง ตนเอง ยกเว้น ข้อใด วยัเยาวข์องฉนัคอืสิ ่งใดกนัแน่คอืผวิอ่อนนุ่ม หวัใจบอบบาง หรอืทั ้งหมดรวมกนัฉนั ไม่แน่ใจ ฉนัรู้ แตเ่พยีงว่า ทุกอย่างจะดูผ่านไปง่ายกว่าเจ็บปวดน้อยกว่า ลมืเรว็กว่า แมเ้รือ่งนัน้จะเคยส าคญั สกัเพยีงไหน 1. สบาย ๆ 2. อ่อนแอ 3. น่าชืน่ชม 4. น่าเบือ่หน่าย 5. น่าทะนุถนอม 50. ข้อใด ไม่อาจ อนุมานไดจ้ากขอ้ความตอ่ ไปนี ้ ในสมยัโบราณครอบครวัไทยรบั ประทานอาหารพรอ้มกนัทั ้งครอบครวั โดยจดักบัขา้วลงส ารบัแลว้ สมาชกิในครอบครวัลอ้มมวงรบัประทานรว่มกนัพ่อแม่ ่จะสอนมารยาทในการรบั ประทาน หรอืเรือ่งอืน่ๆ ไป พรอ้มกนัเดก็ไดดู้ตวัอย่างทีด่ ใีนการรบัประทาน รูเ้รือ่งการปรุงอาหารหรอืภูมปิัญญาอืน่ๆ จากผูใ้หญ่ดว้ย 1. ครอบครัวไทยสมัยโบราณมีความอบอุ่น 2. พ่อแม่สมยั ปัจจุบนัไม่อบรมสั ่งสอนลูก 3 วถิชีวีติคนไทยสมยัก่อนแตกตา่งกบั สมยันี ้ 4. เดก็ไทยสมยัก่อนไดเ้รยีนรูส้ ิ ่งตา่ง ๆ จากผูใ้หญ่ในวงอาหาร 5. การรับประทานอาหารแบบโบราณช่วยสร้างความสัมพันธ ์ในครอบครัว


12 การทบทวนเนือ้หา โครงสร้างข้อสอบ (Test Blueprint) วิชา A-Level 81 Thai 1.การอ่าน 1.1การอา่นเพือ่ เขา้ ใจเนือ้หา (Reading Comprehension) 1.ความหมายการอา่นเพือ่ เขา้ใจเนือ้หา การอ่านเพื ่อเขา้ ใจ (สมุทร เซ็นเชาวนิช :2535,73) หมายถึง ความสามารถที ่จะอนุมานขอ้ สารสนเทศหรอความหมายอนัพงึประสงคจ์ากสิ ่งทีอ่ ่านไดอ้ย่างมปีระสทิธภิาพมากทีส่ ุดเท่าทีจ่ะท าได้ การอ่านเพือ่ เขา้ใจ (จติรลดา คนยนื : 2550,22) คอืการอ่านทีผ่ ูอ้ ่านจะตอ้งเขา้ ใจขอ้ความในระดบั ตา่ง ๆ ซึ่งเริม่จากคา วลีประโยค และเรือ่งราวทีต่อ่เนื ่องกนั สามารถท าความเขา้ ใจบอกเรือ่งราวของเรือ่งที ่ อ่าน จบัใจความส าคญับอกรายละเอยีดของเรือ่ง สรุปความคดิเห็นและขอ้เท็จจรงิเกีย่วกบัเรือ่งทีอ่ ่าน แปล ความ อธบิายความหมายจากเรือ่งราวทีอ่ ่านได้ สรุป การอ่านเพือ่ เขา้ ใจเนื ้อหา คอืการอ่านเขา้ ใจความหมายจากเนื ้อหาที ่อ่านระหว่างผูอ้ ่าน (นกัเรยีน) และตวับทอ่าน (ขอ้ สอบ)โดยทีผ่ ูอ้ ่านตอ้งสามารถตอบไดว้่า ใคร ท าอะไร ทีไ่หน เมือ่ ไร อย่างไร เพราะเหตุใด พร้อมสามารถล าดับความส าคัญและข้อมูลในบทอ่านได้อย่างถูกต้อง 2.ทกัษะการอา่นเพือ่ เขา้ใจเนือ้หา ทกัษะการอ่านเพือ่ความเขา้ใจมี3 ประการ คอื 1. การเรียงล าดับ (sequencing) หมายถึง การน าเหตุการณ์มาเรียงล าดับกันและกัน 2. การสรุป (summarizing) หมายถึง การหาใจความส าคัญ (main idea) ในบทอ่านนัน้ ใหไ้ด้ 3. การหานัย (inference) หมายถึง การใช้ตัวแนะ (clue) ในบทอ่าน เพือ่คน้หาคา ตอบ คา ตอบที ่ ตอบค าถามแบบนัยนัน้จะไม่มใีนเนือ้หา แตผู่เ้รยีนจะตอ้งคดิ , ให้เหตุผล, และสรุปเกีย่วกบั สิ ่งทีอ่ ่านเอง 3.แนวทางการท าข้อสอบ 3.1 แบ่งความเป็ น5 (แบ่งข้อความค าถามออกเป็ น 5 ส่วน) 3.2 หาคู่สัมพันธ ์ (จับคู่ตัวเลือกกับข้อความ 5 ส่วน ทีม่คีวามสมัพนัธก์นั ) 3.3 เลือกสรรค าตอบ (เลือกค าตอบจากตัวเลือก) ตัวอย่าง ข้อใด ไม่ได้ กลา่วถงึในขอ้ความตอ่ ไปนี ้ 1) ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ช่วยลดโลกร ้อนและประหยดัพลงังานไดม้ากขึน้/ 2)ไม่ว่าจะเป็ นการผลิต รถยนต์ขนาดเล็ก/ 3) การตดิตั ้งระบบกา๊ซ CNG, LPG เป็ นเชือ้ เพลงิทดแทน/ 4) การผลิตรถใช ้พลังงาน ไฟฟ้ า และมีเทคโนโลยที ีก่า ลงัเป็นทีส่นใจเรยีกว่า ไฮบริด (Hybrid) /5) ซึ ่งผสมผสานระหว่างพลงังาน ไฟฟ้าและพลงังานน ้ามนัในการขบัเคลือ่น 1. การเลอืกซือ้รถยนต√์ 2. การประหยดัน ้ามนั -4 3. การลดภาวะโลกร ้อน-1 4. การใช ้พลังงานทดแทน-3 5. การเปลีย่นแปลงเทคโนโลย-ี4 13


1.2 การจับใจความ / การสรุปสาระส าคัญของข้อความ 1.ความหมายการอ่านจับใจความ การอ่านจับใจความส าคัญ คอืการอ่านเพือ่จบัใจความหรอืขอ้คดิความคดิส าคญัหลกัของขอ้ความ หรอืเรือ่งทีอ่ ่าน ซึ่งเป็นขอ้ความทีค่ลุมขอ้ความอืน่ๆ ในย่อหน้าหนึ่ง ๆ ไวท้ ั ้งหมด 2. การจับใจความส าคัญแต่ละย่อหน้า 2.1ใจความส าคัญอยู่ในต าแหน่งต้นของย่อหน้า และมีประโยคสนับสนุนอยู่ถัดไป ตัวอย่าง งานอดเิรกคอืงานทีไ ่ม่ใช่งานอาชพี โดยตรง แต่เป็นงานทีค่นชอบท าเป็นพเิศษ เช่น นักการเมอืงทีช่อบเล่นดนตรีย่อมพอใจคนสนทนาทางดนตรมีากกว่าทางการเมอืง ครูทีช่อบการเมอืง ย่อมเอาใจใส่การเมืองมากกว่าการศกึษา รฐับุรุษทีช่อบเล่นของเก่า ย่อมพอใจพบผูส้นใจทางของเก่า มากกว่า การปกครอง หมอกฎหมายทีส่นใจทางประวตั ศิาสตร์ย่อมพอใจสนทนาประวตั ศิาสตร์ มากกว่าทางกฎหมาย รวมความว่า ตามปรกตเิราพอใจสนทนาตอบขอ้ถามในเรือ่งอดเิรกมากกว่าในงานที ่ ท าอยู่จริง 2.2 ใจความส าคัญอยู่ในต าแหน่งท้ายย่อหน้า และมีประโยคสนับสนุนอยู่ตอนต้น ตัวอย่าง บางคนชอบปลูกไมด้อกไมผ้ล เมือ่ เกดิดอกออกผลก็ชืน่ ใจ เกดิความคดิทีจ่ะท าดอกผลนั ้นใหง้ดงาม น่าดูยิ ่งขึน้จึงมผีูน้ าผลไมม้าประดษิฐล์วดลาย แลว้จดัวางลงในภาชนะใหม้องดูแปลกตาน่ารบั ประทาน ลวดลายนั ้นเกิดจาก การตดัผ่า ปอก ควา้น และแกะสลกั ส่วนไมด้อกไมด้อกก็น ามาผูกมัดเป็ นช่อบ้าง เป็ นพวงเป็ นพู่บ้าง เสียบเป็ นพุ่ม หรือปักลงในแจกันก็ได้ แสดงว่า ศลิปะกบั ชวีติเป็นส่วนทีแ่ยกกนัไม่ ออก 2.3 ใจความส าคัญอยู่ในต าแหน่งต้นย่อหน้าและท้ายย่อหน้า มีประโยคสนับสนุนอยู่ ตรงกลาง ตัวอย่าง ศิลปะกับวัฒนธรรมในบ้านเมืองเรามักจะสอดคล้องกับการด าเนินชีวิตประจ าวัน ตวัอย่างบางคนชอบปลูกไมด้อกไมผ้ล เมือ่ เกดิดอกออกผลก็ชืน่ ใจ เกดิความคดิทีจ่ะท าดอกผลนัน้ ใหง้ดงาม น่าดูยิ ่งขึน้จึงมผีูน้ าผลไมม้าประดษิฐล์วดลาย แลว้จดัวางลงในภาชนะใหม้องดูแปลกตาน่ารบั ประทาน ลวดลายนั ้นเกดิจาก การตดัผ่า ปอก ควาน และแกะสลัก ส่วนไม้ดอกไม้ดอกก็น ามาผูกมัดเป็ นช่อบ้าง ้ เป็ นพวงเป็ นพู่บ้าง เสียบเป็ นพุ่ม หรือปักลงในแจกันก็ได้ แสดงว่า ศลิปะกบั ชวีติเป็นส่วนทีแ่ยกกนัไม่ ออก 14


2.4 ใจความส าคัญอยู่กลางย่อหน้า และมีประโยคสนับสนุนอยู่ตอนต้นกับตอนท้าย ตัวอย่าง ศลิปะแหง่การฟังนั ้นไม่ไดห้มายถงึการนั ่งนิ ่ง ปลอ่ยใหค้นอืน่พูดอยา่งเดยีว แลว้ก็ฟังเหมอืนฟังเทศน์ การทา เชน่นั ้นง่ายเกนิไปกวา่ทีจ่ะนับวา่เป็นศลิปะ ศลิปะการฟังจงึหมายถงึความสามารถทีจ่ะชกัจูง ผูพู้ดใหห้นัเหเขา้หาเรือ่งที ่ เขาถนัดทีส่ ุด คือแสดงให้เห็นว่า ตนก าลังฟังค าพูดของเขาด้วยความ ตั ้งใจ อยากรอู้ยากฟัง จรงิๆ รจู้กั สอดคา ถามในโอกาสที ่ เหมาะ รจู้กั ปลอ่ยใหผู้พู้ด พูดจนสิน้กระแสความ และรจู้กัชว่ยผูพู้ดทีก่า ลงัจะหมดเรือ่งพูดใหก้ลบัมเีรือ่งขึน้มาใหม่เพือ่ ใหเ้ขาพูดไดต้อ่ ไป 3.แนวทางการท าข้อสอบ (อ่านตัวเลือกทั ้ง5+หาต าแหน่งใจความส าคัญ+เลือกสรรค าตอบ) ตัวอย่าง ◾สาระสา คญัของขอ้ความตอ่ ไปนี ้อยูท่ ีส่ว่นใด◾ 1) วดัในมมุมองของผมไม่ใชเ่พยีงสถานทีท่ี ่ใชป้ระกอบศาสนพธิ/ี 2)ไมใ่ ชเ่พยีงทีพ่ระอยู่ไม่ใชเ่พยีง ทีท่ี ่ใชเ้ผาศพ/ 3) แต่วัดคือศูนย ์รวมจิตใจ และเป็นสถานทีบ่ ่งบอกถงึความเป็นมนุษย์ความ เป็ นชาติความสงบ/ 4) วัดเป็ นแหล่งเรียนรู ้ของชุมชน/ 5) เป็นสถานทีท่ีส่อนอะไรหลาย ๆ อย่าง แก่มนุษย์ 1.สว่นที ่1 และ 2 2.สว่นที ่2 และ 3 3.สว่นที ่3 และ 4 √ 4.สว่นที ่4 และ 5 5.สว่นที ่1 และ 5 ◾สาระสา คญัของขอ้ความตอ่ ไปนีอ้ยูท่ ีส่ว่นใด◾ 1) เมือ่มกีารปฏวิตัอิตุสาหกรรมในครสิตศ์ตวรรษที ่18 มนุษยร์จู้กัการใชเ้ครือ่งจกัรแทนแรงงานคน/ 2) ท าใหก้ารผลติ สนิคา้ตา่ง ๆ มหีลากหลายชนิดมากขึน้และผลติไดอ้ยา่งรวดเรว็/ 3) ในขณะเดียวกัน งานชา่งที ่ใชฝ้ ีมอืและศลิปะไดพ้ฒันาทั ้งดา้นรูปแบบและคุณภาพเพือ่ ใหส้ามารถแข่งขนักบั สนิคา้ทีผ่ลติจากโรงงานอุตสาหกรรมโรงงานได/้ 4) ในปัจจุบนัการช่างในสาขาต่าง ๆ จงึ ยังคงมีอยู่ในทุกประเทศควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมโรงงาน/ 5) เป็นความรูท้ีส่บืทอดกนัมาในแต่ละ ชมุชนซึ ่งมเีอกลกัษณเ์ฉพาะตน ตา่งกบักจิการอตุสาหกรรมโรงงาน 1. สว่นที ่1 สว่นที ่2 2. สว่นที ่2 สว่นที ่3 3. สว่นที ่3 สว่นที ่4√ 4. สว่นที ่4 สว่นที ่5 5. สว่นที ่5 สว่นที ่1


15 1.2 การสรุปสาระส าคัญของข้อความ 1.ความหมายสาระส าคัญ สาระส าคัญ หรือ ประเด็นส าคัญ คอืขอ้ความที ่ เขยีนหรอืพูดที ่ เป็นแก่นเรือ่ง (สารตัถะ) หรอื ขอ้ สรุปของเรือ่งทั ้งหมดทีผ่ ูพู้ดและผูเ้ขยีนตอ้งการน าเสนอ 2. การอ่านสรุปสาระส าคัญด้วย SQ4R 2.1 Survey (S) อ่านคร่าว ๆ 2.2 Question (Q) การตั ้งคา ถาม 5W1H 2.3 Read (R) อ่านละเอยีดหาคา ตอบทีต่ั ้งไว้ 2.4 Record (R) จดบนัทกึขอ้มูลขัน้ตอนที ่3 2.5 Recite (R) เขียนสรุปใจความส าคัญ 2.6 Reflect (R) วเิคราะหส์าระส าคญั /แก่นเรือ่ง จากใจความ 3. ตัวอย่างการสรุปสาระส าคัญด้วย SQ4R 3.1 Survey (S) อ่านคร่าว ๆ ปัญหาเรือ่งแย่งราชสมบตักินันี ้ เป็ นปัญหาทางการเมืองของกรุงศรีอยุธยาในระยะท้าย ๆ การ แก่งแย่งกนันั ้น ท าให้ต้องรบราฆ่าฟัน ผู้มีความรู ้ความช านาญในการปกครอง และป้ องกันประเทศต้องล้ม ตายกัน เป็นครั ้งละมาก ๆ จนกรุงศรอียุธยาสิน้คนดตีอ้งเสยีกรุงไปในทีส่ ุด ปัญหาเช่นนี ้กรุงรัตนโกสินทร ์ได้หาทางป้ องกัน โดยน าเอาหลัก “อเนกชนนิกรสโมสรสมบัติ” มาใช้ ในการตั ้งพระเจา้แผ่นดนิ กล่าวคือ ให้มีการประชุมเจ้านาย ขุนนาง แลพระสงฆ ์ราชาคณะ เลอืกตั ้งเจา้นาย พระองค ์ใด พระองคห์นึ่งที ่ เหมาะสมทีส่ ุดขนึ้ เสวยราชยเ์ป็นพระเจา้แผ่นดนิ ปกครองประเทศต่อไป การเลือก ดงันี ้ไม่จ าเป็ นต้องค านึงถึงล าดับการสืบราชสันตติวงศ ์แต่ค านึงถึงความสามารถและความเหมาะสมเป็ น เกณฑ์จะเห็นได้จากตัวอย่าง เมือ่สิน้แผ่นดนิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิหลา้นภาลยัทีป่ระชุมไดเ้ลอืก กรมหลวงเจษฎาบดินทร ์ซึ่งเป็นแตเ่พยีงพระองคเ์จา้ลูกเธอทรงกรม ขนึ้ เสวยสิรริาชสมบตั ิ เป็ น พระบาทสมเด็จ พระนั ่งเกลา้เจา้อยู่หวั มิได้เลือกเจ้าฟ้ ามงกุฎสมมติวงศ ์ซึ่งเป็นพระราชโอรสองคใ์หญ่ ในพระอรรคมเหสีคือ กรมสมเดจ็พระศรสีุรเิยนทรข์นึ้ เสวยแตใ่นขณะนัน้ (พม่าเสียเมือง ของ ม.ร.ว.คกึฤทธิ ์ปราโมช) 3.2 Question (Q) การตั ้งคา ถาม 5W1H 5W1H ค าตอบ Who-ใคร What-ท าอะไร Where = ทีไ่หน When = เมือ่ ไร Why = ท าไม How = อย่างไร 16


3.3 Read (R) อา่นละเอยีดหาคา ตอบทีต่ั ้งไว้ 3.4 Record (R) จดบนัทกึคา ตอบขัน้ตอนที ่ 3 5W1H ค าตอบ Who-ใคร ◾เจ้านาย ขุนนาง และพระสงฆ ์ราชาคณะ What-ท าอะไร ◾ประชุม Where = ทีไ่หน ◾กรุงรัตนโกสินทร ์ When = เมือ่ ไร ◾เมือ่ผลดัเปลีย่นแผ่นดนิ Why = ท าไม ◾มปีัญหาเรือ่งแยง่ราชสมบตั ิ How = อย่างไร ◾ออกเสยีงเลอืกตั ้งเจา้นายพระองคใ์ดพระองคห์นึ่งที ่ เหมาะสมทีส่ ุดขนึ้ เสวยราชยโ์ดยคา นึงถงึความสามารถเป็น เกณฑ์ 3.5 Recite (R) เขียนสรุปใจความส าคัญ 5W1H ค าตอบ Who-ใคร •เจ้านาย ขุนนาง และพระสงฆ ์ราชาคณะ What-ท าอะไร •ประชุม Where = ทีไ่หน •กรุงรัตนโกสินทร ์ When = เมือ่ ไร •เมือ่ผลดัเปลีย่นแผ่นดนิ Why = ท าไม •มปีัญหาเรือ่งแย่งราชสมบตั ิ How = อย่างไร •ออกเสยีงเลอืกตั ้งเจา้นายพระองคใ์ดพระองคห์นึ่งที ่ เหมาะสม ทีส่ ุดขนึ้ เสวยราชยโ์ดยค านึงถงึความสามารถเป็นเกณฑ์ ใจความส าคัญ •เพือ่แกป้ัญหาการแย่งราชสมบตั ิในสมยักรุงรตันโกสนิทร์ เจ้านาย ขุนนาง และพระสงฆ์ราชาคณะ จึงประชุมกัน เลอืกตั ้งเจา้นายพระองคใ์ดพระองคห์นึ่งขนึ้ เสวยราชย์โดย ค านึงถึงความสามารถและความเหมาะสมเป็ นเกณฑ์ 3.6 Reflect (R) วเิคราะหส์าระสา คญั /แกน่เรือ่ง จากใจความ 5W1H ค าตอบ Who-ใคร •เจ้านาย ขุนนาง และพระสงฆ ์ราชาคณะ What-ท าอะไร •ประชุม Where = ทีไ่หน •กรุงรัตนโกสินทร ์ When = เมือ่ ไร •เมือ่ผลดัเปลีย่นแผ่นดนิ Why = ท าไม •มปีัญหาเรือ่งแย่งราชสมบตั ิ How = อย่างไร •ออกเสยีงเลอืกตั ้งเจา้นายพระองคใ์ดพระองคห์นึ่งที ่ เหมาะสม ทีส่ ุดขนึ้ เสวยราชยโ์ดยค านึงถงึความสามารถเป็นเกณฑ์ ใจความส าคัญ •เพือ่แกป้ัญหาการแย่งราชสมบตั ิในสมัยกรุงรัตนโกสินทร ์ เจ้านาย ขุนนาง และพระสงฆ์ราชาคณะ จึงประชุมกัน เลอืกตั ้งเจา้นายพระองคใ์ดพระองคห์นึ่งขนึ้ เสวยราชย์โดย ค านึงถึงความสามารถและความเหมาะสมเป็ นเกณฑ์ หาสาระส าคญั /แก่นเรือ่ง -หาชือ่ เรือ่ง(เรือ่งอะไร) •การแกป้ัญหาเรือ่งแย่งราชสมบตั ิ 17


3. แนวทางการท าขอ้ สอบ (หาชือ่ เรือ่งสา คญั /สมัพนัธต์วัเลอืก) 3.1 หาชือ่ เรือ่งสา คญั (จากตวัเลอืกทั ้ง 5) 3.2 สมัพนัธต์วัเลอืก คอืจบัคูต่วัเลอืกกบั ชือ่ เรือ่งทีห่าไว้ ตัวอย่าง •ขอ้ใด เป็นประเดน็ สา คญัของขอ้ความตอ่ ไปนี ้• หลกั สา คญัของแผนน ้าประปาปลอดภัย เริม่ตั ้งแตก่ารดูแลรกัษาแหล่งน ้าดบิตั ้งแต่ตน้ ทาง เมือ่น ้าดบิเขา้สู่โรงงานผลติน ้าประปาจะตอ้งคุมจุดเสีย่งทั ้งระบบผลติระบบสูบส่ง และ สูบจ่ายทางท่อเพือ่ดูแลรก้ษาคุณภาพน ้าอย่างต่อเนื ่อง รวมไปถงึการควบคุมการวางท่อ การซอ่มท่อ การเปลี ่ยนท่อเก่าที ่หมดอายุเพือ่ความสะอาดของน ้า จนไปถึงบา้นเรอืน ประชาชน 1.การควบคุมคุณภาพน า้ประปา√ 2.กระบวนการผลติน ้าประปา 3.การตรวจสอบแหลง่น ้าดบิ 4.มาตรฐานการดูแลอุปกรณ์ 5.การจา่ยน ้าประปาสูป่ระชาชน ---------------------------------------------------------------------------------------------- 1.3 การตีความ 1. ความหมาย การอ่านตีความ คอืการอ่านเพือ่พยายามเขา้ ใจความหมาย และถอดความรูส้กึอารมณส์ะเทอืน ใจ จากขอ้ความทีผ่ ูเ้ขยีนสือ่ ใหผู้อ้ ่าน การอ่านตีความ คอืการอ่านทีจ่ะตอ้งท าความเขา้ใจกบัความหมายแฝงที ่ เป็นแก่นของเรือ่งที ่ แทจ้รงิทีผ่ ูเ้ขยีนตอ้งการจะสือ่ 2.หลักแห่งการตีความ 2.1 อ่านและจับประเด็นส าคัญให้ได้ 2.2 คดิหาเหตผุลว่าเรือ่งนัน้ๆ เกีย่วขอ้งกบัอะไร 2.3 ท าความเข้าใจกับถ้อยค าและบริบท/ความหมายส่วนรวม 2.4 จับใจความส าคัญและความคิดของผู้เขียน 2.6 ตคีวามใหค้รบทั ้งดา้นเนือ้หาและดา้นน ้าเสยีง 2.7. สรุปเป็นถอ้ยคา ทีผ่ ูอ้ ืน่ เขา้ใจชดัเจน 18


3. การพจิารณาเรือ่งราวในการอา่นตคีวาม การอ่านตคีวามตอ้งพจิารณาเรือ่งราวทีอ่ ่านในดา้นตา่ง ๆ ดงันี ้ 3.1. พจิารณาจากเนือ้ความ หมายถงึพจิารณาเนือ้หาทีก่ล่าวอยา่งตรงไปตรงมา กล่าวโดยเปรียบเทียบ หรือใช้สัญลักษณ์ 3.1.1 ตัวอย่าง กล่าวตรงไปตรงมา ๏ภูเขาเหลือแหล่ล้วน ศิลา หามณีจินดา ยากได้ ฝู งชนเกิดนานา ในโลก หานกั ปราชญน์ ัน้ ไซร้ เลือกแล้วฤๅมี๚ ตีความ : ภูเขาทีม่หีนิ ศลิา หาแกว้มณีจนิดาไดย้าก เชน่เดยีวกบัหมู่คนในโลกนี ้ก็หา นักปราชญ ์ได้ยาก 3.1.2 ตัวอย่าง กล่าวเปรียบเทียบ ผลเดือ่ เมือ่สุกไซร้ มีพรรณ ภายนอกแดงดูฉัน ชาดบ้าย ภายในย่อมแมลงวัน หนอนบ่อน ดุจดังคนใจร้าย นอกนัน้ดูงาม๚ะ๛ ตีความ : การคบการคบคนอย่ามองเพียงความงดงามภายนอก ตรงกับส านวนรู ้หน้าไม่รู ้ใจ หรือ ข้างนอกสุกใสข้างในเป็ นโพรง 3.1.3 ตัวอย่างกล่าวโดยใช้สัญลักษณ์ นาคมีพีษิเพีย้ง สุริโย เลือ้ยบ่ท าเดโช แช่มช้า พษิน้อยหยิ ่งโยโส แมลงป่ อง ชูแต่หางเองอ้า อวดอ้างฤทธี๚ะ๛ ตีความ : ผู้มีความรู ้ ความสามารถย่อมไม่อวดตน 3.2 พจิารณาจากความรูส้กึหมายถงึพจิารณาอารมณท์ ีป่ระกอบมากบัขอ้ความ 3.3 พจิารณาจากน ้าเสยีงของผูแ้ตง่คอืทา่ทหีรอืทรรศนะของผูแ้ตง่ทีม่ตีอ่ สิ ่งที ่ กล่าวถงึมกัผสมผสานไปกบัความรูส้กึเชน่รูส้กึโกรธจะใชน้ ้าเสยีงเกรีย้วกราด รูส้กึเยย้ หยนัจะใชน้ ้าเสยีงประชด เสยีดสีเป็นตน้ 3.4 พจิารณาจากจุดมุง่หมาย คอืความตั ้งใจหรอืสา นึกของผูแ้ตง่ทีแ่สดงออกมา 3.5 พิจารณาจากความหมายนัยประหวัดหรือนัยแฝง 3.6 พจิารณาสญัลกัษณ์ที ่ใชส้ ือ่ความหมายแทนบางสิ ่งทีต่อ้งการสือ่ความหมาย โดยตรง 3.7 พิจารณาจากบริบทสังคม คือ ภูมิหลังของผู้แต่ง หรือสภาพสังคม ขณะสร้าง งานเขยีนนัน้ 19


4. ลกัษณะขอ้ความทีต่อ้งอา่นตคีวาม 4.1 เป็นขอ้เขยีนที ่ใชค้วามหมายโดยนยัหรอืความหมายแฝง หมายถงึความหมาย เชงิเปรยีบเทยีบ หรอืความหมายทีช่กัน าความคดิใหเ้กีย่วโยงถงึสิ ่งอืน่ เชน่ “ทุกคนพรอ้มทีจ่ะยอมตายเพราะเขาเป็นมือขวาของผู้ว่าราชการจังหวัด” 4.2 เป็นขอ้เขยีนทีม่กีารเปรยีบเทยีบหรอืใชโ้วหารเชงเปรียบเทียบ เช่น ิ “เธอคือแก้วในดวงใจฉัน” 4.3 เป็นขอ้เขยีนที ่ใชส้ญัลกัษณ์หมายถงึขอ้เขยีนทีผ่ ูเ้ขยีนกล่าวถงึแทนอกีสิ ่งหนึ ่ง เช่น “โลกันต ์มีแก้วและทรายประกอบกัน” 5. ตัวอย่างการอ่านตีความ จะหามณีรัตน์ รุจิเลิศก็อาจหา เพราะมีวณิชค้า และดนูก็มั ่งมี ก็แตจ่ะหาซึ่ง ภรรยาและมิตรดี ผิทรัพยะมากมี ก็บ่ได้ประดุจใจ (มัทนะพาธา) 5.1 ตคีวามดา้นเนือ้หา (ตามตัวอักษร) ◾จะหาอะไรก็หาไดถ้า้มเีงิน แตเ่งินมสิามารถจะหามติรกบัภรรยาทีด่ ไีด้ 5.2 ตคีวามดา้นน ้าเสยีง (ความรู ้สึก) ◾เงนิมใิชข่องทีม่คีา่พอทีจ่ะซือ้ทกุอยา่งไดเ้สมอไป 6. แนวทางการท าข้อสอบ( อ่านค าถาม/ ตามดูตัวเลือก/ เชือ่มโยงสมัพนัธ)์ ตัวอย่าง ◾ตามขอ้ความตอ่ ไปนี ้ “กุลนารี” มีลักษณะนิสัยหลายประการ ยกเว้น ข้อใด พ่อของกุลนารบีอกกบัเธอว่า เงินเดอืนที ่ไดร้บัจากการเป็นครูใหเ้ธอเก็บไวใ้ชเ้อง ทั ้งหมด ถา้ขาดเหลอืก็ใหส้ ่งข่าวไปบอก ท่านจะส่งมาให้กุลนารอียากจะบอกว่า สิ ่งที ่ เธอ อยากได้คือ ความสุขทางใจมากกว่าเงินทอง แต่หากเธอพูดออกมา พ่อของเธออาจจะ กังวล ขณะนี ้ เธอไม่ใช่เด็กอีกแล้ว เธอจะต้องดูแลตัวเองให้ได้ 1. มักน้อย 2. ใจกว้าง√ 3. เชือ่มัน่ ในตวัเอง 4. มีความคิดเป็ นผู้ใหญ่ 5. ใสใ่จความรูส้กึผูอ้ ืน่ 20


1.4 การวิเคราะห ์จุดประสงค ์ / เจตนาของผู้เขียน 1.ความหมาย “จุดประสงค ์ และเจตนา” จุดประสงค ์คอืผลทีป่ระสงคใ์หบ้รรลุหมายถงึผลทีผ่ ูเ้ขยีนตอ้งการใหผู้อ้ ่าน ปฏบิตั ิ เจตนา คอืความตั ้งใจ,ความมุ่งหมาย หมายถงึความตอ้งการทีผ่ ูเ้ขยีนตอ้งการใหเ้กดิ 2.จุดมุ่งหมายของงานเขียน 2.1 จุดมุ่งหมายของผู้เขียนบทความ 2.2 จุดมุ่งหมายของบทความ 2.3 จุดมุ่งหมายของหน่วยงานในบทความ 3.การวิเคราะห ์วัตถุประสงค ์หรือเจตนาผู้เขียน การวิเคราะห ์คอืการแยกพจิารณาบทอ่านทั ้งคา ขอ้ความ ออกเป็นส่วน ๆ เพือ่ท าความเขา้ใจแต่ ละส่วนให้แจ่มแจ้ง การวิเคราะห ์เจตนาผู้เขียน คอืการอ่านแยกแยะขอ้ความเพือ่หาความมุ่งหมายทีผ่ ูเ้ขยีน ต้องการ 4. จุดมุ่งหมายของผู้เขียน จุดมุ่งหมาย ความหมาย ลกัษณะคา ที ่ใช ้ แจ้งให้ทราบ บอกใหรู้,้แสดงใหรู้้(เรือ่งที ่ เขยีน) -ไม่มีค าสังเกตโน้มน้าวใจ/เชิญชวน ชักชวนให้โอนอ่อนตาม -ไม่มีค าสังเกตปลุกเร้าใจ เร้าใจให้กล้าหาญหรือกระตือรือร้น -ไม่มีค าสังเกตค้นหาค าตอบ หาอย่างถีถ่ว้น ใหไ้ดส้ ิ ่งทีต่อ้งการ -ไม่มีค าสังเกตแนะน า ชีแ้นวทางใหป้ฏบิตั ิ “ควร,ควรจะ” คาดคะเน คาดการณ์โดยอาศัยหลักวิชา “น่าจะ,อาจจะ,คงจะ กลุ่มคา ทีม่ี“จะ” ชีแ้จง,อธบิาย ขยายความให้เข้าใจชัดเจน “เป็ น,หมายถึง,เช่น,ได้แก่, เป็ นต้น” เปรียบเทียบ เทยีบเคยีงลกัษณะที ่ เหมอืนกนัและ ต่างกัน. “เหมือนกัน,เช่นเดียวกัน,ต่างกัน” เสนอแนะ การชีแ้นะ,การแนะน า -ไม่มีค าตักเตือน พูดเขียนให้รู ้ว่าอย่าท าผิด -ไม่มีค าต าหนิ,ติเตืยน ว่ากล่าวชีข้อ้บกพรอ่ง -ไม่มีค าสอน,สั ่งสอน,อบรม บอกให้ท า,แนะน าขัดเกลานิสัย -ไม่มีค าให้แง่คิด ใหป้ระเดน็ที ่ เป็นประโยชน์ -ไม่มีค าเตือนสติ เตือนให้รู ้ตัวได้สติ “ต้องค านึงถึง, อย่าได้ประมาท, ระมัดระวัง, ต้องพิจารณาให้ดีก่อน” วิพากษ์,วิจารณ์ ติชม -ไม่มีค าบอก,น าเสนอ,ให้ข้อมูล บอกกล่าว,แสดงให้เห็น -ไม่มีค าศึกษา เรียนรู ้ให้เข้าใจ -ไม่มีค ารายงาน บอกเรือ่งของการกระท า -ไม่มีค าท านาย บอกความเป็นไปทีจ่ะเกดิในเบือ้งหน้า “อยาก,ต้องการ,เชิญชวน,ขอให้” สนับสนุน ช่วยเหลือ ส่งเสริม -ไม่มีค าส่งเสริม สนับสนุนด้วยความเต็มใจ -ไม่มีค าเน้นย า้บอกซ า้ ใหแ้น่ใจ -ไม่มีค าโฆษณา เผยแพร่ข้อมูลให้สาธารณชนรู ้ -ไม่มีค าให้ก าลังใจ กระตนุ้ความรูส้กึใหด้ขีนึ้ -ไม่มีค า21


5.แนวทางการท าข้อสอบ 5.1 อ่านค าถาม / ตั ้งคา ถาม “ผูเ้ขยีนพูดถงึเรือ่งอะไร................เพือ่ .............?” 5.2 วิเคราะห ์ความหมายตัวเลือก /ใหค้า่น ้าหนกั 5.3 เชือ่มโยงตวัเลอืก+โจทย์ 5.4 เลือกค าตอบ ตัวอย่าง ◾ขอ้ใด เป็นจุดประสงคข์องผูเ้ขยีนขอ้ความตอ่ ไปนี ้◾ ผูท้ ีอ่อกกา ลงักายหรอืเล่นกฬีาเป็นประจ า เมือ่หยุดออกกา ลงักายจะอว้นเรว็กว่าคนที ่ ไม่เคยออกก าลงักายเลย ทั ้งนี ้อาจเกดิจากขณะที ่ เขาออกก าลงักายนั ้น มกีารใชพ้ลงังาน สมดุลกบัการรบั ประทานอาหาร แต่เมือ่หยุดออกก าลงักายแลว้แต่ยงัรบั ประทานอาหารใน ปริมาณเท่าเดิม จึงส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลกัน 1. ใหค้วามรูเ้รือ่งการออกกา ลงักายอยา่งถูกตอ้ง 2. อธบิายสาเหตุทีผ่ ูห้ยุดออกกา ลงักายกลบัมาอว้นไดอ้กี√ 3. แนะน าให้ผู้หยุดออกก าลังกายรับประทานอาหารน้อยลง 4. เตอืนผูท้ ีห่ยุดออกกา ลงักายแลว้วา่จะกลบัมาอว้นอยา่งรวดเรว็ 5. ให้ข้อสังเกตว่าผู้หยุดออกก าลังกายมักอยากรับประทานอาหารตลอดเวลา ◾ขอ้ใด เป็นเจตนาของผเู้ขยีนขอ้ความตอ่ ไปนี◾้ “หากอยากจะท ารา้ยตวัเอง ขอแนะน าใหร้บัประทานปุฟเฟตเ์นือ้ยา่ง เลือก เฉพาะทีย่งัยา่งไมสุ่กพอ หรอืยา่งจนไหมเ้กรยีมแลว้เพราะจะมสีารพษิที ่ เกดิจากการเผา ไหมไ้มส่มบูรณช์นิดเดยีวกบัที ่ไดจ้ากควนัธูปหรอืควนั โรงงาน ซึ ่งเพิม่ความเสีย่งในการเป็น มะเร็งได้ดีมาก ทั ้งนีย้งัไมน่บัเรือ่งทีว่า่เนือ้และเตาที ่ใชป้ระกอบอาหารสะอาดเพยีงใด มเีชือ้ โรคปะปนด้วยหรือไม่” 1. เตอืนใหร้ะวงัภยัจากการรบัประทานบุฟเฟตเ์นือ้ยา่ง√ 2. ตอ้งการใหอ้อกกฎหมายควบคุมรา้นบุฟเฟตเ์นือ้ยา่ง 3. ชี ้ใหเ้หน็อนัตรายจากการรบัประทานบุฟเฟต์ 4. แนะน าการรบัประทานบุฟเฟตเ์นือ้ยา่งอยา่งถูกวธิ ี 5. อธบิายสาเหตุทีอ่าหารบุฟเฟตท์ าใหเ้ป็นโรคมะเรง็


22 1.5 การวเิคราะหข์อ้คดิ / แนวคดิทีไ่ดจ้ากการอา่น 1.ความหมายของ “ข้อคิด,แนวคิด” ข้อคิด คอื ประเดน็ที ่ เสนอใหค้ดิ,ประเดน็ทีช่วนใหค้ดิ แนวคิด คอืความคดิที ่ เป็นแนวทีจ่ะดา เนินตอ่ ไป หรอืคา วลีทีก่ล่าวถงึสิ ่งใดสิ ่งหนึ่งทีม่ขีอบเขตไม่ ชดัเจนนกัการตคีวามขนึ้กบัความรูแ้ละประสบการณข์องผูอ้ ่าน แนวคิด หมายถงึความคดิส าคญั ซึ่งเป็นแนวในการผูกเรือ่งหรอืความคดิอืน่ๆ ทีส่อดแทรกอยู่ใน เรือ่งก็ได้เช่น แนวคิดเกี ่ยวกบัเรือ่งบุญกรรม แนวคิดเกี ่ยวกบัความรกัความยุติธรรม ความตาย แนวคดิที ่ เกีย่วขอ้งกบัมนุษย์หรอืแนวคดิที ่ เป็นความรูใ้นดา้น ตา่ง ๆ 2.การวิเคราะหข์อ้คดิจากเรือ่งทีอ่า่น การวเิคราะหข์อ้คดิจากเรือ่งทีอ่ ่าน คอืการพจิารณาแนวทางการปปฏบิตัทิ ีด่ที ีซ่อ่นอยู่ในบทอ่าน ซึ่งผูเ้ขยีนตอ้งการจะสือ่ 3.ตัวอย่างแนวคิด 1.ความกตัญญู 2.ความซือ่สตัย์ 3.ความจงรักภักดี 4.ความเสียสละ 5.ความอดทน 6.ความเมตตากรุณา 7.ความมีระเบียบวินัย 8.ความสามัคคี 9.ความขยนัหมัน่ เพยีร 10.ความไม่ประมาท 11.จิตอาสา 12.มุมานะ 3.แนวทางการท าข้อสอบ( อ่านค าถาม/ตามหาชือ่ เรือ่ง/ใชเ้ชือ่มโยงตวัเลอืก) ตัวอย่าง ◾ขอ้ใด เป็นแนวคดิของขอ้ความตอ่ ไปนี◾้ ชาวบ้านบางเข้ม ประกอบอาชีพท านาเป็ นหลัก มาแต่ไหนแต่ไร แม้ว่าจะมี เทคโนโลยีใหม่ ๆ เขา้มาเสรมิแตช่าวบา้นทีน่ี ่กยังใช้ควายไถนากันอยู่ ็และคดิว่าจะท าเชน่นี ้ ไปชัว่ลูกชัว่หลาน ควายจงึเป็นแรงงานที ่ไม่ตอ้งลงทุนสูง ไม่ตอ้งจ่ายค่าน ้ามนัทุกปียงัตอ้ง พาควายไปร่วมแข่งคราดและวิ ่งแข่งควาย ซึ ่งเป็นการสืบทอดประเพณีอีกทั ้งดึงดูด นกัท่องเทีย่วไดอ้กีดว้ย 1. ชาวบา้นมกัเชือ่มโยงประเพณีเขา้กบัอาชพีของตน 2. ควายเป็นสตัวท์ ีม่คีณุคา่ยิ ่งตอ่อาชพีท านาเป็นเวลานานแลว้ 3. คนทีค่ดิเลีย้งควายไวใ้นครอบครวัควรใชใ้หเ้ป็นประโยชนส์ูงสุด 4. คนบางกลุ่มเห็นความส าคญัของการใชค้วายท านายิ ่งกว่าใชเ้ทคโนโลยสีมยัใหม่**√ 5. การใช้ควายท านาประหยัดค่าใช้จ่าย สร้างความเพลิดเพลินและสร้างรายได้แก่ชาวบ้าน


23 1.6 การอนุมานจากเนื ้อหาของขอ้ความทีอ่า่น 1.ความหมาย “อนุมาน” การอนุมาน (inference) แปลว่า การสรุป,สิ ่งทีส่ ่อใหเ้ห็น,ข้อสรุป,ข้อวินิจฉัย หมายถึง การสรุป หรอืขอ้ สรุปทีไ่ดม้าตามความรูค้วามเขา้ใจจากสิ ่งทีผ่ ูพู้ดหรอืผูเ้ขยีนบอกเราโดยออ้มในขอ้ความ เรือ่งอนุมาน เป็นเรือ่งทีผ่ ูพู้ดหรอืผูเ้ขยีนไม่ไดบ้อกเราอย่างชดัเจน หรอืโดยตรง แตจ่ากสิ ่งทีผ่ ูพู้ด หรือผู้เขียนบอกเรา เป็นสิ ่งทีม่ เีหตใุหเ้ราอนุมานหรอืน่าจะเขา้ใจไดว้่าเป็นเชน่นัน้ ได้ 2.ค าแนะน าในการอนุมาน 2.1 ข้อสรุป (ผล) มาจากค าพูดของผู้เขียนหรือผู้พูดเป็ นหลัก (เหตุ) ไม่ใช่ความรู ้สึกหรือ ประสบการณ์ของเรา (ไม่มีในข้อความ) 2.2 ตรวจสอบดูว่าข้อสรุป (ผล) ขดัแยง้กบัคา พูด/ขอ้เขยีนใดๆหรอืไม่หากมขีอ้ขดัแยง้นั ่นแสดงว่า ข้อสรุปไม่ถูกต้อง 2.3 ค า ประโยค หรือข้อมูลค าถาม ต้องสัมพันธ ์ข้อสรุป/ค าตอบ (เหตุ+ผล) 3.ประเภทการอนุมาน 3.1. การอนุมานจากเหตุไปหาผล (เหตุ ผล) เช่น เขาขยันอ่านหนังสือ (เหตุ) อนุมานว่า สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้(ผล) 3.2. การอนุมานจากผลไปหาเหตุ(ผล เหตุ) นักเรียนได้ผลการเรียน “2” (ผล)อนุมานว่า ไม่เอาใจใส่การเรียน (เหตุ) 3.3. การอนุมานจากผลไปหาผล ไม่เข้าใจคณิตศาสตร ์(เหตุ) ตกคณิตศาสตร ์(ผล)-----การอนุมาน----------ตกฟิสิกส์(ผล) 4.แนวทางการท าข้อสอบ (แบ่งข้อ-จับคู่-ดูสัมพันธ ์เหตุผล) ◾อนุมานได้คือ ข้อความกับตัวเลือกมีความสัมพันธ ์กันเชิงเหตุผล ◾อนุมานไม่ได้คือ ข้อความกับตัวเลือกไม่มีความสัมพันธ ์กันเชิงเหตุผล ◾ข้อใด ไม่อาจอนุมาน ไดจ้ากขอ้ความตอ่ ไปนี◾้ ปลาเป็นอาหารพืน้ฐานของคนไทยมาแต่โบราณ ปลาทีม่มีากมายเหลอืกนิ น ามา หมกัท าปลารา้น า้ปลา ทีอ่ยู่รมิแม่น า้กใ็ชป้ลาสรอ้ย ทีอ่ยู่ใกลท้ะเลกใ็ชป้ลากระตกั ปลาตวั ใหญ่ก็น ามาตากแห้งเป็ นปลาเค็ม หรือท าปลาแห้งโดยหมักเกลือแล้วตากแดด ย่างไฟอ่อน ๆ แล้วรมควัน ไว้เหนือเตาฟื นจนแห้งสนิทเป็ นปลากรอบเก็บไว้กินได้นาน ๆ เพราะสมัยก่อนไม่ มนี า้แขง็หรอืตูเ้ยน็เพือ่ เกบ็รกัษาความสดของอาหาร 1. คนไทยโบราณรู ้จักวิธีถนอมอาหาร 2. เมืองไทยในอดีตมีความอุดมสมบูรณ์ 3. วิถีชีวิตของคนไทยในอดีตแตกต่างกับปัจจุบัน 4. ชีวิตคนไทยสมัยก่อนผูกพันกับธรรมชาติ 5. คนไทยสมัยก่อนชอบกินปลาแห้งมากกว่าปลาสด√


24 1.7ท่าที/ น ้าเสยีง / อารมณค์วามรูส้กึ / ความคดิเหน็ของผูเ้ขยีน 1.ความหมาย “น ้าเสยีง” น ้าเสยีง คอืเจตนา ท่าทีความรูส้กึของผูเ้ขยีนทีแ่สดงออกมาในงานเขยีน 2.ลกัษณะน ้าเสยีงในงานเขยีน 2.1 น ้าเสยีงออ่นหวาน นุ่มนวล เป็นน ้าเสยีงทีแ่สดงออกถงึความรกัใคร่ความหว่งใย ความสงบ หรอืความอบอนุ่ 2.2 น ้าเสยีงเรยีบ ๆ งา่ย ๆ ตรงไปตรงมา เป็นน ้าเสยีงทีแ่สดงออกถงึความซือ่ความบรสิทุธิ ์ใจ ไมม่เีลห่เ์หลีย่ม 2.3 น ้าเสยีงเศรา้โศก เสยีใจ เป็นน ้าเสยีงทีแ่สดงออกถงึความสะเทอืนใจที ่ เกดิจากเหตกุารณจ์นกอ่ ใหเ้กดิความ โศกเศร ้า เสียใจ สลดใจ ว้าเหว่ 2.4 น ้าเสยีงเสยีดาย อาลยัอาวรณ์เป็นน ้าเสยีงทีส่ะทอ้นความรสู้กึผกูพนัของผเู้ขยีน หรอืตวัละครกบั สิ ่งใดสิ ่งหนึ ่งที ่ ต้องจากกันหรือสูญเสีย 2.5 น ้าเสยีงเครง่ขรมึจรงิจงัเป็นน ้าเสยีงทีแ่สดงความคดิเห็น วพิากษ์วจิารณ์เสนอแนะ 2.6 น ้าเสยีงประชดประชนัเป็นน ้าเสยีงทีม่ ุ่งวพิากษว์จิารณ์แตไ่ม่สามารถวพิากษว์จิารณอ์ยา่งตรงไปตรงมาได้จงึ ใช ้วิธีการประชดประชัน เสียดสี เยาะเย้ย ถากถาง “ขอเชิญมาดูลูกกระโดด (ลูกกระโดดหมายถึง ลูกระนาดชะลอความเร็ว ใชต้ดิตั ้งขวางถนนเพือ่ลดความเรว็ของ ยวดยาน) ของมหาวิทยาลัยเรา สุดยอดจริงๆ ครับ ถ้าเราควบมอเตอร ์ไซค์มาเร็วๆ รับรองได้ว่า มอเตอร ์ไซค์ของเราพังแน่นอน” 2.7 น ้าเสยีงตลกขบขนัเป็นน ้าเสยีงทีแ่สดงใหเ้ห็นวา่ ผู้เขียนมองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ดี เป็นคนสนุกสนาน ไม่ เคร่งเครียด 2.8 น ้าเสยีงแข็งกรา้ว เป็นน ้าเสยีงทีแ่สดงออกถงึความโกรธ ความไม่พอใจ 2.9 น ้าเสยีงโนม้นา้วใจ เป็นน ้าเสยีง ในเชงิชกัชวนเกลีย้กลอ่ม เรง่เรา้ ปลกุใจ หรอืโนม้นา้วใหผ้อู้า่นคลอ้ยตาม 2.10 น ้าเสยีงชืน่ชม ยกยอ่ง สดดุีเป็นน ้าเสยีงทีแ่สดงออกถงึความรกัความชอบ ความศรทัธาทีผ่ เู้ขยีนมี 2.11 น ้าเสยีงประณาม เป็นน ้าเสยีงทีแ่สดงถงึการวา่การดา่วา่การกระทา ความผดิที ่รา้ยแรงสรา้งความเสยีหาย เชน่ “เธอมันปิ ศาจชัด ๆ” 2.12 น ้าเสยีงตดัพอ้เป็นน ้าเสยีงทีแ่สดงถงึการตอ่วา่ดว้ยความนอ้ยใจ ...พี ่ เลวแคไ่หนใยน้องจงึชงั เพราะจนกระมังยอดหญิง ผูด้มีเีงิน คงหวงัพึ ่งพงิพีร่กัจรงิจงึไมส่นใจ ใช่แล้วซิ เศรษฐมีเีงินเขาซือ้รกัได้ พีห่ลงรกัแทบเป็นบา้น ้าตาหรอืแทนน ้าใจ จะจ าจนตาย ใจด า...


25 3.ความรูส้กึน ้าเสยีง ท่าทขีองผูเ้ขยีน ผูพู้ด ทีพ่บในขอ้ สอบ ความรสู้กึน ้าเสียง ความหมาย ตัวอย่างประโยค ประณาม กล่าวร้ายให้เขาเสียหาย •“ทรพี...เนรคุณ...คนอกตัญญูชัด ๆ” บริภาษ กล่าวติเตียน,กล่าวโทษ,ด่าว่า •ไอ้ทมึ่ ไอ้โง่ ไอ้ควาย เหีย้อดีอก สาปแช่ง กล่าวมุ่งรา้ยใหผู้อ้ ืน่ เป็นอนัตราย •ถา้ใครกล่าวเท็จ ขอสาปแชง่ผูน้ ัน้ ให้ สอบตก ประชด พูดแดกดันเพราะความไม่พอใจ •คุณตรงต่อเวลาเสมอ! เหน็บแนม อาการทีพ่ ูดเสยีดสี •‘เธอเก่งไม่เบาเชียว . . .ขนาดหัวทือ่ อย่างนีนะ!้ ’ เสียดสี เหน็บแนมด้วยความอิจฉา •“ววัมนัเป็นสตัวนี ่คณุมนัจะรูจ้กัอาย ยังไงได้แต่มนุษยแท้ ๆ บางคนยังไม่รู ้จัก ความอายเลย” เยาะเย้ย/เย้ยหยัน แสดงกิรยิาซ า้ เตมิใหไ้ดอ้าย •“ตายไปแล้ว อย่าบริจาคร่างกายนะ เดีย๋ว นศ.ตกใจ อาจารยใ์หญ่ไม่มี สมอง” แดกดัน ประชดให้เจ็บใจ •“แม่เทพธิดาของคุณน่ะ ไม่ใช่ผู้หญิง บรสิุทธิผ์ ุดผ่องอย่างทีค่ ุณเขา้ใจหรอก หล่อนหนีตามผูช้ายไปตั ้งนาน” ดูแคลน,ดูถูก พูดชงิดูหมิน่หรอืเหยยีดหยาม •“คนอย่างเธอ ไม่มสีทิธิไ์ด้เกรด4 วิชาภาษาไทยหรอก” ถากถาง มีเจตนาว่าให้เจ็บใจ •“คนสวย...กากีชอบแย่งแฟนคนอืน่” ปลอบใจ,ปลอบประโลม ปลอบใจหรือให้สติ •“อย่าเสียใจไปเลยว้า” “แคน่ ี ้ เอง เรือ่งจิบ๊จอ๊ย” ให้ก าลังใจ กระตนุ้ความรูส้กึใหด้ขีนึ้•“สู้เขา! เชิดหน้าเข้าไว้!” จรรโลงใจ ชว่ยใหด้ยี ิ ่งขนึ้•“ท าใจสบายๆ ความพยายามอยู่ที ่ ไหนความส าเรจ็อยู่ทีน่ั ่น” กังวล ห่วงใย, มีใจพะวงอยู่. •“ผมเป็นห่วงเรือ่งสุขภาพของเธอมาก เลย” กระทบกระเทียบ เปรียบเปรยให้กระทบถึง •“ผมสองสีแล้วยังท าตัวเป็ นเด็ก” ขมขืน่รูส้กึช า้ ใจแต่ฝืนไว,้ทุกขใ์จ •"ความเจ็บปวดแห่งความรักคือความ เจ็บปวดของการมีชีวิตอยู่มันเป็ นแผล ทีถ่าวร" ชืน่ชม กล่าวถึงด้วยความพอใจ •“คุณเป็ นคนที ่ เยีย่มจรงิๆ จนไม่ สามารถเปรียบเปรยได้กับค าพูดใด” ต าหนิ ยกโทษขนึ้พูด, กล่าวร้าย •“ไม่อยากจะเชือ่ เลยนะ ว่าคณุจะท า เรือ่งแบบนีไ้ด”้ กล่าวหา กล่าวว่ากระท าความผิด, กล่าวโทษ •“ตอ้งเป็นเธอแน่ๆ ล่ะ ทีท่ าอะไรแบบนี ้ ได้”


26 ความรสู้กึน ้าเสยีง ความหมาย ตัวอย่างประโยค เตือน พูดย า้ เพือ่กนัลมื,บอกใหรู้ต้วั “น้องปูพูดเสียงดัง เสียงกระชาก ไม่มีหางเสียงนะ” เห็นใจ เห็นอกเห็นใจ “น่าสงสารจริงๆ เลย” “เสียใจด้วยนะ โชคร้ายจริงๆ” ตัดพ้อ พูดต่อว่าด้วยความน้อยใจหรือ เสียใจ “ไหนพระผ่านฟ้ าสัญญาน้อง จะ ปกป้ องครองความพิสมัย” (อิเหนา) หดหู่ อาการทีร่ ูส้กึหอ่เหีย่วไมส่ดชืน่“อนิจจา! ตายจริง! โอ้! มนัฆ่าฟันพีน่้องเพือ่ครองเเผ่น ดิน” สงสาร เห็นใจในความเดือดร้อน “โถ...ไมน่ ่าเป็นเชน่นี ้ เลย” เสียใจ ไมส่บายใจเพราะมเีรือ่งไมส่ม ประสงค ์ “เพราะหลงเชือ่คา ของเธอ จึง ตอ้งน ้าตาเชด็หวัเขา่ ” คร ่าครวญ รอ้งร า่รา พนั๏ จากมามาลิว่ล า้ล าบาง บางยี ่ เรอืราพลาง พีพ่รอ้ง เรือแผงช่วยพานาง เมียง ม่าน มานา บางบ่รับค าคล้อง คล่าวน ้าตา คลอ ยกยอ ยกยอ่ง,พูดสง่เสรมิใหด้ขี ึน้“เธอ คนสวยปานนางฟ้ า” ว่ากล่าว ตา หนิ,ตกัเตอืน,สั ่งสอน “มาท างานสายเป็ นประจ านะ” ชักชวน ชวนให้ท าด้วยกัน “ลดเสีย่ง เลีย่งภยัรว่มสรา้งวนิยั รักษากฎจราจร” ตักเตือน พูดให้รู ้ว่าอย่าท าผิด “คุณช่วยระวังเสียงของคุณหน่อย ได้ไหมคะ” วิงวอน เฝ้ าร้องขอ,ขอด้วยอาการออด “ไดโ้ปรดเถอะ อยา่ทิ ้งฉนั ไปเลย นะ” ท้อแท้ ออ่นเปลีย้ เพลยีใจ “หมดสิน้แรงพลงัหมดความหวงั แมเ้ริม่ตน้ใหม”่ ผิดหวัง ไมส่มหวงั,ไมไ่ดด้ ั ่งทีห่วงั “แพ้แล้วยอมรับ สู้เขาไม่ได้ ฉัน ยอมแล้ว” ภูมิใจ กระหยิม่ ใจ,รูส้กึมเีกยีรติ “ดใีจมาก ๆ ที ่ เหน็แมม่คีวามสุข คะ”


27 4. คา อทุานทีแ่สดงความรูส้กึ 4.1 แสดงความประหลาดใจ ในทางทีด่ี"อุ๊ยตาย, ว้าว, วา้ยกรีด๊ , เอ๊ะ, เอ๋, โอ๊โอ, โอโห" 4.2 แสดงความสะเทือนใจ ตกตะลึง ในทางไม่ดี"อุ๊ย, อุ๊ยตาย, ฮือ, อาฮะ, หา, เอ๊ะ, ต้ายตาย 4.3 ดีใจ พอใจ ชอบสมหวัง ได้ชัยขนะ "เย้, เฮ, ไฮ้, ไชโย่, เยส" 4.4 ไม่พอใจ ไม่ชอบ เสียใจ ผิดหวัง "ว้า, ห๊า, ว่าแล้ว" 4.5 เสียใจ เศร ้า "ฮีอ, ฮา, อ้า" 4.6 ดหูมิน่ เหยยีดหยาม "ถุย, ถุ๊ย, แหยะ,หยะแหยง, อี ้ , อี ๊ , โฮ, ฮิ ้ว, ชิ ้ว ๆ, ไป" 4.7 โกรธเคือง "แหม,เหม่, ชิ,ชิชะ,ค าราม ฮีม" 4.8 กลัว ตกใจกลัว "ว๊าย, อุ๊ยตาย" 4.9 ได้รับบาดเจ็บ "อุ๊ย, โอ๊ย, โอย" 4.10 ร ้องเรียก ทักทาย "เฮ้, เฮ้ย, ไฮ, ฮาย" และกล่าวลา "บาย" 4.11 เชิงหัวเราะ ร่าเริง "อาอะ อะอะ, อิอิ, ฮิฮิ, คลิก คลิก๊" 4.12 ตอบรับเข้าใจ เห็นด้วย "อาฮะ อาฮึ, อืม, อีอฮึ, ฮืม, ออ, อ้อ, อ๋อ, เออ, เหรอ, โอ, โอเค, ค่ะ, ครับ, จ๊ะ, จ๋าจ๊ะ" 4.13 ปฏิเสธ ไม่ยอมรับ ไม่เห็นด้วย " ไม่, ฮืม, หือ, อึก, อ้า(เสยีงสัน่ เพราะสา่ยหวั)ถอนหายใจ ระบายความคับข้องใจ "เฮอ, เฮ้อ, ฮืม" 4.14 เชียร ์ให้ฮึด "สู้ๆ, เฮ ๆ, ฮาไฮ้" 4.15 ปลอบประโลม "โอ๋ๆ เอเอ้" 4.16 สงสาร "โธ่ ๆ โอ้, โอ" 4.17 สงสัย แปลกใจ "หา,หือ, เอ่, เอ๋, เอ๋, เอ๊, เอ๊ะ, เหรอ, ฮึ, ฮีอ เอ๊ะเอ, โอ๊ะโอ" 5.แนวทางการท าข้อสอบ ( อ่านค าถาม/ ตามหาคา น ้าเสยีง/เทียบเคียงตัวเลือก) ◾คา ประพนัธต์อ่ ไปนี ้ผูแ้ตง่มนี ้าเสยีงอยา่งไร◾ จกัจัน่หวัน่แว่วแจ้วแจ้วเสียง เหมอืนน ้าเสยีงวนิดาน ้าตาไหล หนาวน ้าคา้งพรา่งพรมพนมไพร โอเ้จยีนใจพีจ่ะขาดอนาถนึก 1.วิตก 2.อ้างว้าง√ 3.ผิดหวัง 4.คับแค้น 5.ท้อถอย ◾ขอ้ใด มนี ้าเสยีงชืน่ชม◾ 1. เล็บนางอย่างเล็บน้อง เหลืองดุจทองหาใดเทียม√ 2. รสสุคนธส์่งกลิน่กลบ เหมอืนน ้าอบชโลมองค์ 3. เรือชายใกล้กาหลง คิดโฉมยงเจ้าตามมา 4. ชอ้งนางนางคลีไ่ว้ คิดทรามวัยเคยสรงสยาย 5. กระถนิ ส่งกลิน่ เกลีย้ง คิดพ่างเพียงจากจ าจาง


28 2.การเขียน 2.1 การเรียงล าดับข้อความ 1.ความหมาย “การเรียงล าดับข้อความ” การเรียงล าดับข้อความ คือ การเรียงล าดับประโยค หรือการเรียงล าดับข้อความ ( 5 ข้อความ) ให้ถูกต้องตามหลักภาษา 2.หลักการเรียงล าดับข้อความ ก. การหาประโยค/ขอ้ความที ่1 1.ประโยคทีข่นึ้ตน้ดว้ยค านามทัว่ ไป,นามเฉพาะ เช่น มนุษย ์ทุกคน, ประเทศไทย ภูหลวง ฯลฯ 2.ประโยคทีข่นึ้ตน้ดว้ย “การ,ความ” (อาการนาม) เชน่ความล าบาก การเคลือ่นยา้ย ฯลฯ 3.ประโยคทีข่นึ้ตน้ดว้ยบุพบท “ใน” หรือ “ใน+ช่วงเวลา” เช่น สมัย...,ยุค...,โบราณ...,อดีต... 4.ประโยคทีข่นึ้ตน้ดว้ยค าสนัธาน “เนื ่องจาก...จงึ...,แม้ว่า...แต่...,เพือ่+จุดประสงค,์ด้วย+หน่วยงาน ,ตามที+่หน่วยงาน/ขอ้บงัคบั /ขอ้กฎหมาย” 5.ประโยคที ่1 จะไม่ขนึ้ตน้ดว้ยคา บุพบท “กับ,ด้วย,จาก, ฯลฯ” ค าสันธาน “และ,ดงันัน้ ,จึง ฯลฯ” ข.การหาประโยคสุดทา้ย (ล าดบัที ่5) 1.ประโยคทีม่คีา สนัธาน “จึง,ดงันั ้น” 2.ประโยคทีล่งทา้ยดว้ยคา วา่ “...เป็ นต้น,...ทั ้งหมด,...ทั ้งสิน้ ,...ด้วย,...อีกด้วย,...มากทีส่ดุ ,...มากยิ ่งขึน้ ,ทั ้ง...ข้างต้น, ดงัทีก่ลา่วมาแลว้,...ก็ตาม,...เทา่นั ้น,...ตามล าดับ,...อยา่งยิ ่ง,...อีกด้วย/อีกต่อไป/ต่อไป,...โดยสิน้ เชงิฯลฯ ค.การหาประโยคกลาง (ล าดบัที ่2,3,4) 1.ประโยคขึน้ตน้ดว้ย “บุพบท” “กับ,ด้วย,โดย,ตาม,เมือ่ ,เพือ่ ,แก่,ของ ฯลฯ” 2.ประโยคขึน้ดว้ย “สันธาน” “ที ่ ,ซึ ่ง,อัน” 3.ประโยคขึน้ดว้ยขอ้ความ “โดยเฉพาะ...,โดยเฉพาะอยา่งยิ ่ง...,ไม่ว่าจะเป็น...,ได้แก่...และ...,คือ...และ...,ทีส่า คญัคอื 4.ประโยคขึน้ตน้ดว้ย “ค ากริยา” 5.ประโยคมีข้อความว่า “ดงันั ้น,กล่าวคือ,ท าให้,ส่งผลให้,ทั ้ง...และ...ตลอดจน (อาจอยลู่า ดบัที ่4 ได้) 3.แนวทางการเรียงข้อความสอบ 1. ขอ้ความล าดบัที ่1 สว่นใหญจ่ะขึน้ตน้ดว้ย 1.1 ค านาม ชือ่คน สัตว ์สิ ่งของ สถานที ่ชือ่ เฉพาะ 1.2 อาการนาม "การ + กริยา", "ความ + วิเศษณ์" 1.3 คา เชือ่ม เช่น เนื ่องจาก........จึง.......,ใน + ค านาม,แม้ว่า........แต่........,เพือ่+ จุดประสงค์, ด้วย + หน่วยงาน,ตามที ่+ หน่วยงาน/ข้อบังคับ/ข้อกฎหมาย,ช่วงเวลา ใน + เวลา,เมือ่+ เวลา (ทีผ่า่นมาแลว้) 2. ขอ้ความล าดบัที ่2 จะขึน้ตน้ดว้ย 2.1 ส่วนขยายขอ้ความล าดบัที ่1 ขนึ้ตน้ดว้ยคา บุพบท ที ่ซึ่ง อนั 2.2 ส่วนขยายที ่ เป็นการยกตวัอย่าง คอื โดยเฉพาะ.....เฉพาะอย่างยิ ่ง.......ไม่ว่าจะเป็น........, เช่น.........เป็ นต้น,ได้แก่............และ..........,คือ.........และ..........,ทีส่ าคญัคอื..............คา กรยิา


29 3. ขอ้ความล าดบัที ่3-4 จะสังเกตได้จากค า “ดงันัน้ ,กล่าวคือ,ท าให้,ส่งผลให้,ทั ้ง....... และ........ตลอดจน”(*คา เหล่านี ้บางครั ้งอาจอยูใ่นล าดบัที ่4 ได)้ 4. ขอ้ความล าดบัที ่5 สงัเกตไดจ้ากคา ลงทา้ย คอื “...ก็ตาม,....เท่านัน้ ,....ตามล าดับ ,.........อยา่งยิ ่ง,.........อีกด้วย / อีกต่อไป,.........โดยสิน้ เชงิ,.........ต่อไป” 4.แนวทางการท าข้อสอบ(อ่านข้อความ/หาล าดับ/เรียงตามล าดับ/จับคู่ ตัวเลือก) ◾ขอ้ใดเรยีงล าดบัขอ้ความตอ่ ไปนี ้ไดถู้กตอ้ง◾ 1. แต่กลับต้องน าเข้าปี ละหลายแสนตัน 2. ปัจจุบันความต้องการใช้ข้าวโพดเป็ นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว ์และ อตุสาหกรรม อืน่ๆเพิม่มากขึน้ 3. และส่งออกจ าหน่ายต่างประเทศเป็ นอันดับต้น ๆ ของโลก 4. จึงแทบไม่ได้ส่งจ าหน่ายต่างประเทศ 5. ประเทศไทยเคยผลติขา้วโพดไรไ่ดม้ากทีส่ ุดใน พ.ศ. ๒๕๒๘ 1 2 – 3 – 3 – 4 – 5 2. 2 – 1 – 4 – 5 – 3 3. 2 – 5 – 3 – 4 – 1 4. 5 – 3 – 2 – 4 – 1*√ 5. 5 – 1 –4 – 2 – 1 ◾เมือ่ เรยีงล าดบัขอ้ความขา้งตน้ใหถู้กตอ้งแลว้ขอ้ใดเป็นล าดบัที ่3 1) นกัวจิยัเชือ่มัน่วา่แขนเทยีมนีจ้ะท าใหผู้พ้กิารสามารถใชป้ระโยชนไ์ดเ้หมอืน จรงิทีส่ ุด 2) ล่าสุดนักวิจัย อติาเลยีนออกแบบแขนเทยีมชนิดใหมโ่ดยตั ้งเซนเซอรท์ ีต่อ่ สญัญาณไฟฟ้าจากสมองไปยงักลา้มเนือ้ 3) นักวิจัยหลายคนพยายามพัฒนาการอุปกรณ์ เช่น แขนเทียม ให้มีประสิทธิภาพ มากขึน้ 4) แขนเทยีมนีจ้งึสามารถควบคุมนิว้ไดด้หียบิจบั สิ ่งตา่งๆ คล่องแคล่วเป็ นธรรมชาติ 5) แขนเทยีมรุน่เดมิมนี ้าหนกัมาก เปราะบาง ไมท่นทานและมรีาคาสูง 1. ขอ้ที ่1 2. ขอ้ที ่2√ 3. ขอ้ที ่3 4. ขอ้ที ่4 5. ขอ้ที ่5


30 2.2 การเรียงความ 1. ความหมาย ประพนธ ์ เรืองณรงค ์ และคณะ (2545, น. 87) กล่าวว่า เรียงความ เป็ นงานเขียน ร้อยแก้วชนิด หนึ่งทีผ่ ูเ้ขยีนมุ่งถ่ายทอดเรือ่งราว ความรู้ความคดิและทศันคตใินเรือ่งใดเรือ่งหนึ่งดว้ยถอ้ยค าและส านวน ที ่ เรยีบเรยีงอย่างมลี าดบัขัน้และสละสลวย 2. องค ์ประกอบของเรียงความ รูปแบบของเรียงความ ประกอบด้วยองค ์ประกอบส าคัญ 3 ส่วน ดงันี ้ 2.1 คา น า คอือารมัภบทของเรือ่ง การเขยีนคา น านีอ้าจขนึ้ตน้ดว้ยขอ้คดิคา คม ภาษติหรอืบท กลอน แตต่อ้งใชภ้าษาทีก่ระชบั สละสลวย น่าอ่าน 2.2 เนือ้ เรือ่ง หมายถงึ สาระส าคญัของเรือ่งทีผ่ ูเ้ขยีนตอ้งแสดงความรู้หรอืความคดิอย่าง กว้างขวางและสมบูรณ์ ครอบคลุมเนือ้ เรือ่งทั ้งหมด การเขยีนเนือ้ เรือ่ง แบ่งเป็นย่อหน้า 1-3 ย่อหน้า มีเอกภาพ-สัมพันธภาพ- และมี สารัตถภาพ ใช้ภาษาเขียนเชิงสาธกโวหาร อุปมาโวหาร อธิบาย บรรยาย พรรณนา 2.3 สรุป เป็นการเขยีนขมวดเรือ่งใหจ้บบรบิูรณ์โดยสรุปดว้ยการฝากขอ้คดิเห็น ตา่ง ๆ ดว้ยค าคม สุภาษิต คา ขวญัหรอืสรุป ดว้ยการย่อสาระส าคญัของเรือ่ง สรุปดว้ยการทิ ้งทา้ย สรุป ด้วยการวิงวอนขอร้องให้ปฏิบัติ หรือ เว้นปฏิบัติ และอาจเสนอบทร้อยกรอง 3.รูปแบบและกลวธิกีารเขยีน คา น า เนือ้หา สรุป 3.1 การเขียนค าน า(บรรยาย,อธิบาย) 3.1.1 เขียนแบบบรรยาย/ การเล่าเรือ่ง 3.1.2 เขียนแบบค าจ ากัดความ 3.1.3 เขยีนดว้ยถอ้ยคา ทีก่ระตนุ้ใหผู้อ้ ่านสงสยัใครรู่้ 3.1.4 เขียนด้วยข่าว เหตุการณ์ หรือปัญหาเร่งด่วน 3.1.5 เขียนด้วยค าพูด ค าคม สุภาษิตหรือบทกวี 3.1.6 เขยีนดว้ยการอธบิายชือ่ เรือ่ง 3.1.7 เขยีนดว้ยการตดัขอ้ความของผูม้ ชี ือ่ เสยีง 3.2 การเขยีนเนือ้ เรือ่ง (บรรยาย,อธิบาย,พรรณนา) 3.2.1 ให้รายละเอียด (บรรยาย/พรรณนา) 3.2.2 ยกตัวอย่าง (สาธกโวหาร..ตัวอย่าง...เช่น...ตัวอย่างเช่น) 3.2.3 เปรยีบเทยีบ (อุปมาโวหาร เหมอืน ราวกะ ดั ่ง ฯลฯ) 3.2.4 อธบิาย แสดงเหตแุละผล (เหต+ุผล ดงันัน้ ,ดงันัน้จงึ,เพราะ, เนื ่องจาก ฯลฯ) 3.2.5 วิเคราะห ์วิจารณ์/ แสดงความคิดเห็น (น่าจะ,เห็นจะ,ควร,ควรจะ ฯลฯ) 3.3 การเขียนสรุป (บรรยาย/อธิบาย/พรรณนา) 3.3.1 เขียนด้วยการฝากข้อคิดและความประทับใจ 3.3.2 เขยีนดว้ยการย า้แนวคดิส าคญัของเรือ่ง 3.3.3 เขียนด้วยการชักชวน 3.3.4 เขยีนดว้ยการตั ้งคา ถาม 3.3.5 เขียนด้วยการยก ค าคม สุภาษิต หรือบทกวี 3.3.7 เขยีนดว้ยการสั ่งสอน


31 4. ชือ่ เรือ่ง โครงเรือ่ง ความน า/ส่วนขยายความน า ตวัเรือ่ง/ส่วนขยายตวัเรือ่ง ความลงท้ายส่วนขยายความลงท้าย 4.1 ชือ่ เรือ่ง ขอ้ความที ่ เหมาะสมสอดคลอ้งกบัเนือ้ เรือ่ง 4.2 โครงเรือ่ง แนวเรือ่งทีผ่ ูแ้ตง่ ประสงคจ์ะใหด้า เนินไป 4.3 ความน า ค าน า 4.4 ส่วนขยายความน า ส่วนขยายค าน า 4.5 ตวัเรือ่ง เนือ้ เรือ่ง/เนือ้หา 4.6 ความลงท้าย สรุป 5. แนวทางการท าข้อสอบ (อ่านความ-ตามดูภาษา-หาคู่) 5.1 ขอ้ สอบโครงเรือ่ง เรยีงความเรือ่ง “วัดพระแก้ว” มปีระเดน็ของเนือ้ เรือ่งดงัตอ่ ไปนี ้ 1. จิตรกรรมฝาผนัง-3 2. สิ ่งก่อสรา้งภายในวดั -2 3. ข้อควรปฏิบัติในการเข้าชม-5 4. ประวัติการก่อสร้าง-1 5. การประกอบพระราชพธิที ีส่ าคญั -4 ◾ขอ้ใดเรยีงลา ดบั ประเดน็ของเนือ้ เรือ่งเรยีงความขา้งตน้ไดถู้กตอ้งเหมาะสม 1. 2-1-5-4-3 2. 2-4-5-1-3 3. 3-4-2-5-1 4. 4-2-1-5-3√ 5. 4-3-1-2-5 5.2 ข้อสอบ ชือ่ เรือ่ง-ค าน า- เนือ้หา- สรุป: ◾ชือ่ เรยีงความขอ้ใดเหมาะทีจ่ะใชส้ว่นน าตอ่ ไปนี ้ “ปัญญาเป็นรตันะของคนทั ้งปวง” คา กล่าวนี ้ เป็นเครือ่งเตอืนสตใิหค้นทัว่ ไประลกึวา่ ความรอบรู ้เปรียบเสมือนแก้วอันมีค่าประดับชีวิตของคนเรา 1. คุณค่าของมนุษย ์ 2. สติ สมาธิ ปัญญา 3. ความรู ้คือขุมทรัพย ์√ 4. การแสวงหาความส าเร็จ 5. วิชาการสร้างได้ด้วยตัวเรา ◾ขอ้ความตอ่ ไปนีค้วรเป็นสว่นใดของเรยีงความเรือ่ง “การมีภาวะผู้น า” ผู้น าในยุคปัจจุบันจะต้องมีคุณสมบัติหลายประการดงัทีก่ล่าวมาขา้งตน้ ซึ ่งจะเหน็ ได้ วา่ตอ้งมาจากความตั ้งใจจรงิการแสดงศกัยภาพของตวัเอง และการปรบัระบบความคดิ บางอยา่ง กลา้ทีจ่ะเปลีย่นจากสิ ่งทีต่นเคยเป็นไปสูส่ ิ ่งทีด่กีวา่ ในทีส่ ุดกจ็ะเกดิผลดตีอ่ตวัเองใน อนาคต 1. โครงเรือ่ง 2. ความน า 3. ส่วนขยายความน า 4. ตวัเรือ่ง 5. ความลงท้าย√


32 2.3 การพรรณนา บรรยาย อธิบาย ◾การบรรยาย◾ 1.ความหมาย การบรรยาย คือ การเลา่เรือ่ง การเลา่เหตกุารณท์ีต่อ่เนื ่องกนั ท าให้ผู้รับสารทราบ(ข้อมูล)ว่า ใคร ท าอะไร ที ่ ไหน เมือ่ ไร อย่างไร เพือ่อะไร 2.วิธีการบรรยาย การบรรยายท าไดห้ลายวธิ ีดงันี ้ 2.1 บรรยายว่า ใคร ท าอะไร ทีไ่หน เมือ่ ไร อย่างไร เพือ่อะไร ใหผู้ร้บัสารรูเ้รือ่ง 2.2 บรรยายโดยเน้นเหตกุารณต์ามล าดบัเวลาที ่ เป็นจรงิ 2.3 บรรยายโดยสลับเหตุการณ์ 2.4 เลอืกบรรยายเฉพาะเหตกุารณส์ าคญัทีส่ ่งผลเกีย่วเนื ่องถงึเหตกุารณอ์ ืน่ 2.5 เลอืกใชว้ธิอี ืน่ๆ แทรกในการบรรยาย เชน่ผูกเป็นบทสนทนา มกีารตั ้งคา ถาม 3.ตัวอย่างการบรรยาย 3.1 การบรรยายประเภทร้อยแก้ว ขณะเมือ่ เล่าปี ่ควบมา้หนีไปนัน้ทั ้งกลางวนักลางคนืไดท้างประมาณพนัเสน้ครัน้ถงึเมอืงเซยีงจิว๋จงึ บอกแก่นายประตูว่า เราจะเขา้ไปหาอว้นถ าเจา้เมอืงซึ่งเป็นบุตรอว้นเสีย้ว นายประตูก็เอาเนือ้ความเขา้ไป บอกแก่อ้วนถ า (สามก๊ก,หน้า 61) 3.2 การบรรยายประเภทร้อยกรอง หมืน่วเิศษรบัคา แลว้อา ลา รีบมาบ้านขุนช้างหาช้าไม่ ครัน้ถงึแอบดูอยูแ่ตไ่กล เหน็ผูค้นขวกัไขวท่ ั ้งชานเรอืน (ขุนช้างขุนแผน,หน้า 29) ◾การพรรณนา◾ (แทรกรายละเอียด อารมณ์ ความรู ้สึก ความคิดเห็น) 1.ความหมาย พรรณนาโวหาร คอื โวหารทีใ่ชก้ล่าวถงึเรือ่งราว สถานที ่บุคคล สิ ่งของ หรอือารมณอ์ย่าง ละเอยีด สอดแทรกอารมณ์ความรูส้กึลงไปเพือ่ โน้มน้าวใจ ใหเ้กดิอารมณค์ลอ้ยตามไปดว้ย 2.จุดมุ่งหมายและลักษณะการพรรณนา พรรณนาโวหารมุ่งใหค้วามแจม่แจง้ละเอยีดลออ เพือ่ ใหผ้อู้า่นเกดิอารมณซ์าบซึ ้งเพลดิเพลนิไปกบัขอ้ความนั ้นการ เขียนพรรณนา มุ่งให้ภาพ และอารมณ์ 2.1. มักใช ้การเล่นค า เล่นเสียง ใช ้ภาพพจน์ 2.2. ใชถ้อ้ยคา อธบิายหรอืบรรยายสิ ่งทีพ่บเห็นอยา่งละเอยีด โดยใชส้า นวนโวหารที ่ไพเราะสอดแทรกอารมณ์ ความรู ้สึกของผู้เขียน 2.3. รจู้กัใชถ้อ้ยคา ทีป่ระณีตใหค้วามรสู้กึโดยหยบิยกลกัษณะสา คญัมากลา่ว 2.4. การใชถ้อ้ยคา ในการบรรยายลกัษณะจะใชถ้อ้ยคา ทีแ่สดงรูปธรรม เชน่บอกลกัษณะ สสีนั รูปรา่ง เวลาเพือ่ ใหผู้อ้ ่านเห็นภาพชดัเจน หรอืใชถ้อ้ยคา ท าใหเ้กดิความไพเราะ


33 3. หลักการเขียนพรรณนาโวหาร 3.1 ต้องใช ้ค าดีหมายถึง การเลือกสรรถ้อยค า เพือ่ ใหส้ือ่ความหมาย สือ่ภาพ สือ่อารมณเ์หมาะสมกบัเนือ้ เรือ่งที ่ 3.2 ต้องมีใจความดีใจความต้องมุ่งให้เกิดภาพ และอารมณค์วามรสู้กึสอดคลอ้งกบัเนือ้หาทีก่า ลงัพรรณนา 3.3 ต้องใช ้อุปมาโวหาร คือ เปรยีบเทยีบเพือ่ ใหไ้ดภ้าพชดัเจน 3.4 ในบางกรณีอาจต้องใช ้สาธกโวหารประกอบด้วย คือ การยกตวัอยา่งเพือ่ ใหเ้กดิความแจม่แจง้ ตัวอย่าง “...สตรที ั ้งหลายทีอ่ยู่ในแผ่นดนินัน้งามทุกคน รูปรา่งไม่สูงไม่ต ่าเกนิไป ไม่ผอมไม่อว้นเกนิไป ไม่ขาว ดา เกนิไป มรีูปทรงสมส่วน ผวิพรรณงามดั ่งทองสุกเหลอืง เป็นทีพ่งึใจของชายทุกคน นิว้มอืนิว้ เทา้กลมกลงึ มเีล็บสแีดงเหมอืนน ้าครั ่งทีท่าแตม้ไว้แกม้ใสนวลงามดั ่งผดัแป้ง ใบหน้านัน้ เกลีย้งเกลาปราศจากมลทนิคอื ไฝ ฝ้ า มีดวงหน้าดุจพระจันทร ์วันเพ็ญ มีนัยน์ตาด าเหมือนนัยนต์าของเนื ้อทรายอายุ๓ วนัทีข่าวก็ขาว เหมอืนสงัขท์ ีพ่ึ่งขดัใหม่มีรมิฝีปากแดงดงัลูกฟักขา้วทีส่ ุกงอม มลี าแขง้ขาเรยีวงาขาวเหมอืนล ากลว้ยทอง ฝาแฝด มทีอ้งทีร่าบเรยีบเสมอ ล าตวัออ้นแอน้เกลีย้งกลมงาม มขีนและเสน้ผมละเอยีดอ่อนยิ ่งนกั...“ ************* ◾การอธิบาย◾ 1.ประเภทการอธิบาย 1. การอธบิายตามล าดบัขัน้ คอืการบอกขัน้ตอนเรยีงไปตามล าดบั (สงัเกตจากค าบอกล าดบั ขัน้ตอน เชน่ขัน้ที ่1,ขัน้ที ่2,1.,2.,หรอืเริม่ตน้ดว้ย,จากนัน้ ,ถัดไป,ต่อด้วย,...ทา้ยทีส่ ุด) ตวัอย่าง การกราบใชใ้นโอกาสที ่แสดงความเคารพอย่างสูงต่อผูม้ ีอาวโุส ส่วนมากขณะนั ่งกบัพืน้ การปฏบิตัมิดีงันี ้ 1.คกุเข่าลงทั ้งสองขา้ง 2.นั ่งพบัเพยีบเก็บปลายเทา้ 3.กม้ตวัลงหมอบใหแ้ขนทั ้งสองขา้งอยู่ขา้งเข่าทีย่ืน่ออกมา 4.ประนมมอืใหอ้ยู่ในระดบัพืน้ 5.กม้ ศรีษะลงจรดนิว้หวัแม่มอื 2. การอธิบายโดยใช้ตัวอย่าง คอืการอธบิายวธิกีารหรอืหลกัการที ่ เขา้ ใจยาก มคีวามซบั ซอ้น ตอ้งยกตวัอย่างประกอบเพือ่ ใหเ้ขา้ ใจไดช้ดัเจนยิ ่งขนึ้(สงัเกตค าว่า เช่น,อาทิ,ได้แก่,ตัวอย่างเช่น และปิ ด ท้ายด้วยค าว่า “เป็ นต้น”) เช่น “การค้นพบบางอย่างในทางวิทยาศาสตร ์การแพทย ์ และจิตวิทยาของตะวันตก ได้ให้ หลกัฐานสอดคลอ้งกบัความเชือ่ทางพุทธศาสนาว่าดว้ยชวีติในชาตปิางก่อน ตวัอย่าง ผูห้ญงิถูกสะกดจติ รายหนึ่งไดเ้ล่ายอ้นความทรงจ าของเธอไปหลายรอ้ยปีว่า เธอเคยเป็นแม่บา้นอยู่ในฝรั ่งเศสมาก่อน นักประวตั ศิาสตรต์่างยอมรบัความถูกตอ้งของสถานที ่ภาษา และวถิ ชีวีติของคนสมยันั ้นที ่ เธอไดเ้ล่าให้ ตอนนัน้ ...” 3. การอธิบายโดยการเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่าง คอืการอธบิายสิ ่งที ่ แปลกใหม่โดยยกสิ ่งหนึ่งทีผ่ ูร้บั สารคุน้เคยหรอืรูจ้กัดขี ึน้มาเทียบเคยีงเพือ่ ใหเ้ขา้ ใจไดง้่ายและชดัเจนขึน้ รวมถึงการเปรียบเทียบให้เห็นด้านดีและด้านเสียด้วย (สังเกตจากค าแสดงการเปรียบเทียบ เช่น “แตกต่าง กัน,เหมือนกัน,มากกว่า,น้อยกว่า,ดีกว่า,นุ่มกว่า,แข็งกว่า, ฯลฯ” หรือแสดงด้านดีด้านเสียง เช่น “ ข้อดี... ข้อเสีย...,ข้อดี...ข้อจ ากัด,ส่วนดี...ส่วนด้อย ฯลฯ) เช่น “การแสดงพืน้ เมอืง จะมลีกัษณะต่างกบัเพลงพืน้ เมืองตรงที ่ เนน้ลกัษณะและลลีาการรา มากขึน้กว่าการเล่นเพลง ความหมายของการใช ้ท่าทางจะมีมากกว่า การแต่งกายของผู้แสดงจะดูพิถีพิถัน ต้องการความสวยงาม เพือ่ ใหก้ารฟ้อนรา นั ้น ดูงาม และเป็นเอกลกัษณใ์นการแสดงแต่ละชดุการแสดงพืน้บา้นภาคกลางที ่ เลนมาแต่โบราณ ่ ”


34 4. การอธบิายโดยการใชส้าเหตุและผลลพัธท์ ีส่มัพนัธก์นัคอืการอธบิายใหเ้ห็นว่าสิ ่งใดเป็น สาเหตแุละส่งผลใหเ้กดิ สิ ่งใดเป็นไปตามล าดบั (สงัเกตจากคา เชือ่มแสดงเหตผุล เชน่ “จึง,เพราะ, เพราะฉะนัน้ ,ดงันัน้จงึ,ดว้ยเหตนุี ้ฯลฯ” เช่น “ในระบบของธรรมชาตนิ ัน้น ้าจะเกดิขนึ้ ไดเ้พราะมคีวามชมุ่ ชืน้ของป่าไมแ้ห่งเทอืกขนุเขา ให้ ก าเนิดตน้น ้า ล าธาร และป่าไมส้ามารถสรา้งระบบความสมัพนัธอ์นั ซบัซอ้นตั ้งแตต่น้เล็กจนถงึไมใ้หญ่ไดก้ ็ ดว้ยมผีนืดนิ สรา้งธาตอุาหารไวใ้ห้ทั ้งป่าไม้ดนิและน ้า จึงมคีวามผูกพนัทีต่า่งใหซ้ ึ่งกนัและกนั...” 5. การอธิบายโดยการนิยาม คอืการใหค้วามหมายสิ ่งใดสิ ่งหนึ่ง (สงัเกตจากคา แสดง ความหมาย เช่น “เป็ น,คือ,หมายถึง,แปลว่า ฯลฯ” เช่น “สุขภาพจติหมายความถงึ สภาพความสมบูรณท์างจติใจของมนุษยซ์ ึ่งจะดา รงชวีติอยู่ในสงัคมได้ อย่างเป็ นสุข ไม่มีอาการโรคจิต โรคประสาท หรือพฤติกรรมผิดปกติ ตลอดจนการปรับตัวในสังคมได้อย่าง เป็ นสุข” 6. การอธบิายโดยการกล่าวซ า้ดว้ยถอ้ยคา ทีแ่ปลกออกไป เช่น “คนเราต่างต้องการการยอมรับจากสังคมดว้ยกนัทั ้งสิน้/ ไม่มใีครทีพ่อใจกบัการทีถ่ ูกสงัคมรงัเกยีจ” 2.แนวทางการท าข้อสอบ(บรรยาย-เล่าเรือ่ง/พรรณนา-เร้าอารมณ์/อธิบาย-ให้ ความรู ้) ◾ขอ้ความตอ่ ไปนี ้ใชว้ธิเีขยีนตามขอ้ใด คนน าทางพาพวกเราขนึ้จากแพเดนิเขา้ ไปในถ า้ซึ่งค่อนขา้งมดืหลายคนจงึถอืตะเกยีง บางคนถอื ไฟฉายไปดว้ย คนที ่ เป็นผูใ้หญ่คอยช่วยเด็ก ๆใหผ้ ่านพน้ ช่วงทีล่ืน่และทีม่แีง่งหนิแหลมคม เพือ่ ไม่ใหเ้กดิ อนัตราย เป้าหมายของเราอยู่ไม่ไกลนกันั ่นคอืถ า้คา้งคาวซึ่งเป็นทีอ่าศยัของคา้งคาวจ านวนมาก 1. การอธิบาย 2. การบรรยาย 3. การพรรณนา 4. การอธิบายและการบรรยาย 5. การบรรยายและการพรรณนา√ ◾ขอ้ความตอ่ ไปนีส้ว่นใดเป็นพรรณนาโวหาร 1) รุ่งสางแล้วชัยแหงนมองใบไม้เหนือศีรษะ เหมือนผ้าลูกไม้โปร่งด้วยแสงแดด ร าไรทีส่าดลงมา / 2) เขากา้วออกไปสมทบกบัโชค ทั ้งสองเดนิ ชา้ๆไปพรอ้มกนั สกัพกั / 3) โชคเล่าถงึอาการของววัทอ้งแก่ทีบ่า้น เขา/ 4) ถา้ไดลู้กววัก็อาจตอ้งขายใหเ้พือ่นบา้นหลงัจากหย่านมแลว้ / 5) เขาต้องการเงินไปลงทุนซ่อมโรง วัว ก่อนจะถึงฤดูฝน 1. ส่วนที ่1√ 2. ส่วนที ่2 3. ส่วนที ่3 4. ส่วนที ่4 5. ส่วนที ่5


35 2.4 การใช้เหตุผล 1.โครงสร้างเหตุผล โครงสร้างการเหตุผลประกอบด้วย 1. เหตุ (ข้อสนับสนุน) 2. ผล (ข้อสรุป) การวางโครงสร ้างเหตุผลมี2 รูปแบบ คือ 1.เหตุ+ ผล (เหตุ ผล) เช่น “วิภาอ่านหนังสือมาก จึงท าข้อสอบได้” 2.ผล +เหตุ(ผล เหตุ) เช่น “ฝนตกน้อยเพราะป่าไม้ถูกท าลาย” 2.วิธีการแสดงเหตุผล การแสดงเหตุและผลแบ่งเป็ น 3 ประเภท คือ 2.1 การอนุมานจากเหตุไปหาผล เหต+ุ (สนัธาน ดงันัน้ , จงึ)+ผล เช่น นักเรียนต้องขยันท าโจทย ์คณิตศาสตร ์ในแบบฝึ กหัด (เหตุ) จึงจะสอบผ่านวิชาคณิตศาสตร ์ (ผล) 2.2 การอนุมานจากผลไปหาเหตุ ผล + (สนัธาน เนื ่องจาก,เพราะ)+เหตุ เชน่ผลการสอบภาคเรยีนที ่๑ ไม่เป็นทีน่าพอใจ (ผล) เพราะความไม่เอาใจใส่ของเขาเอง (เหตุ) ่ 2.3 การอนุมานจากผลไปหาผล ผล+ ผล+ผล เชน่เมือ่ เขาเขา้ใจคณิตศาสตร์(ผล)จงึสอบผ่านคณิตศาสตร์(ผล)+ และยงัผ่านฟิสกิสด์ว้ย (ผล) 3. สนัธานเชือ่มเหตผุล 3.1 สันธานกลุ่ม “ดงันัน้ ,จงึ,ดงันัน้ ...จงึ” เชือ่มขอ้ความ “เหตุ+ผล” 3.2 สันธานกลุ่ม “เนื ่อง่จาก,เพราะ,เพราะว่า” เชือ่มขอ้ความ “ผล+เหตุ” 4. แนวการท าข้อสอบ 4.1 โครงสร้างเหตุผล (แบ่งความเป็ น 3-เชือ่มความสนัธาน-ประสานตัวเลือก) เหตุ+ผล = สนับสนุน+สนับสนุน+ดงันัน้+สรุป ผล+เหตุ= สรุป+เพราะ+สนับสนุน+สนับสนุน ◾ขอ้ใด เป็นโครงสรา้งของการใชเ้หตุผลในขอ้ความตอ่ ไปนี◾้ ฤดูแลง้ทีผ่ ่านมา ภาคเหนือของประเทศไทยประสบภยัแลง้/ และการขาดน ้าครั ้งใหญ่ทีส่ ุดในรอบ 50 ปีปรมิาณน ้าในเขือ่นลดลงเรือ่ย ๆ/ น ้าในเขือ่นหลกัถูกกกักนัไวใ้ชเ้ฉพาะเพือ่การบรโิภคเท่านัน้ (ดงันั ้น...............จงึ) 1.ข้อสรป-ข้อสรุป-ข้อสนับสนุน 2.ข้อสรุป-ข้อสนับสนุน-ข้อสรุป 3.ข้อสนับสนุน-ข้อสรุป-ข้อสรุป 4.ข้อสนับสนุน-ข้อสนับสนุน-ข้อสรุป 5.ข้อสนับสนุน-ข้อสรุป-ข้อสนับสนุน


36 4.2 มี/ไม่มี การใช้เหตุผล (แบ่งความเป็ น2-ลองเชือ่มสนัธาน-ควานหาข้อถูก) หลักการ คือ ถ้า “มี” = ใช้สันธาน “ดงันัน้+เพราะ” ได้ ถ้า “ไม่มี” = ใช้สันธาน “ดงันัน้+เพราะ” ไม่ได้ ◾ข้อใด ไม่มีการใช้เหตุผล◾ 1. มนั ส าปะหลงัเป็นทีส่ะสมแป้ง /เป็นอาหารประเภทคารโ์บไฮเดรตทีใ่หพ้ลงังานแก่มนุษย์ และสัตว ์ 2. ใบมันส าปะหลังมีโปรตีนร้อยละ 20 – 30/ ใช้เป็ นอาหารเสริมให้โคกระบือกินในฤดูแล้ง 3. ในหัวมันส าปะหลังมีแป้ งเป็ นองค ์ประกอบอยู่มาก/ เรามักใช้เป็ นวัตถุดิบในการผลิต เอทานอลได้ 4. แป้งมนั ส าปะหลงัใชเ้ป็นอาหารของมนุษยแ์ละเป็นสาระส าคญัทีใ่ชใ้นอุตสาหกรรม/ เช่น การท า กาว และการท ากระดาษ* 5. ในอดีตการปลูกมันส าปะหลังมีปัญหาโรคและแมลงศัตรูไม่มากนัก/ เกษตรกรไม่ต้องใช้ สารเคมีก าจัดแมลง ◾ขอ้ความตอ่ ไปนีส้ วนใดมีการใช้เหตุผล ่ ◾ 1) วิธีการเก็บรกัษาสมุนไพรให้คงคุณภาพไดน้านหลงัจากเก็บเกี ่ยวมาแล้ว ส าคญัมาก / 2) สมุนไพรที ่ เก็บมาแลว้จะตอ้งท าความสะอาดใหป้ราศจากสิ ่งปนเปื ้อน / 3) สมุนไพรบางชนิดจ าเป็นตอ้งอบ ใหแ้หง้โดยใชอุ้ณหภูมติ ่า / 4) การอบแหง้ช่วยระงบัและป้องกนัการเจรญิเตบิโตของเชือ้แบคทเีรยีและรูป 5) แสงและความชืน้อาจท าลายสารทีอ่ยู่ในสมุนไพรได้ควรเก็บไวใ้นทีแ่หง้ไม่ถูกแสง 1. ส่วนที ่1 2. ส่วนที ่2 3. ส่วนที ่3 4. ส่วนที ่4 5. ส่วนที ่5 4.3 การใช้เหตุผลต่างกัน (แบ่งความเป็ น 2-ลองใส่ “เพราะ,ดงันัน้”+เลือกข้อแตกต่าง 4.3.1 เหต+ุ (ดงันัน้)+ผล 4.3.2 ผล+(เพราะ)+เหตุ ◾การแสดงเหตุผลข้อใด ต่างจาก ขอ้อืน่ ◾ 1. พกิุลเป็นพนัธุไ์มว้งศเ์ดยีวกบัละมุดฝรั ่งและละมุดสดีา/ ผลมลีกัษณะเป็นรูปไข่ปลายแหลม คล้ายกัน 2. สมยัก่อนเชือ่กนัว่าพกิุลเป็นตน้ไมท้ ีป่ลูกในวดั / คนไทยส่วนหนึ่งไม่นิยมปลูกตน้พกิุล ตามบ้าน 3. ปัจจุบนัความเชือ่ เรือ่งพกิุลเป็นตน้ไมว้ดัลดลงแลว้ / มกีารปลูกพกิุลเป็นตน้ไมป้ระดบั ตามบ้านด้วย 4. คนไทยสมยัก่อนมกัเก็บดอกพกิุลมารอ้ยเป็นพวงมาลยั / กลิน่ดอกพกิุลหอมมาก และหอมทนแมเ้มือ่ดอกแหง้แลว้ 5. พิกุลมีกลีบดอกเล็ก สีขาวนวล กลีบดอกเรียงตัวกัน ดูละเอียดอ่อนงดงาม/ มีผู้น าไป ใชเ้ป็นลายผา้และลายเครือ่งจกั สาน


37 2.5 การแสดงทรรศนะ 1.ความหมายทรรศนะ ทรรศนะ หรือ ทัศนะ แปลว่า ความเห็น,การเห็น (ส.ทรฺศน, ป.ทสฺสน) หมายถึง ความ คดิเหน็ทีป่ระกอบดว้ยเหตุผล 2.โครงสร้างของการแสดงทรรศนะ 2.1. ทีม่า หมายถึง เหตุทีท่ าใหเ้กดิการแสดงทรรศนะ 2.2. ขอ้ สนบั สนุน หมายถงึเหตุผล ซึ ่งอาจจะเป็นขอ้เท็จจรงิหลกัการ ทรรศนะหรอื มตขิองผูอ้ ืน่ทีน่ ามาสนบั สนุน 2.3. ข้อสรุป อาจจะเป็ นข้อเสนอแนะ ข้อวินิจฉัย ข้อสันนิษฐาน การประเมินค่า 3.ภาษาแสดงทรรศนะ ลักษณะเฉพาะของภาษาที ่ใชใ้นการแสดงทรรศนะ มดีงันี ้ 3.1 ใชค้า หรอืกลุ่มคา ทีแ่สดงวา่เป็นเจา้ของทรรศนะ เชน่ “ผมขอสรุปว่า...,ดิฉันเห็นว่า...,พวกเราเห็นร่วมกันว่า..., ผมขอเสนอแนะว่า...,ทีป่ระชมุมมีตวิา่...” ตัวอย่าง “ผมเหน็วา่ระบบการศกึษาของไทยยงัไมก่า้วหน้าเท่าทีค่วร” 3.2 ใช้ค าหรือกลุ่มค ากริยาช่วยในข้อสรุป เช่น “น่า,น่าจะ,คง,คงจะ,ต้อง,ควร,จึงควร,ควรจะต้อง,พึง,พึงจะ,มักจะ,หาก...,สมควร” ตัวอย่าง “ครูเป็ นผู้เสียสละให้วิชาความรู ้แก่ศิษย ์จึงควรนับเป็ นปูชนียบุคคล” 3.3. ใชค้า หรอืกลุ่มคา อืน่ๆ ทีส่ือ่ความหมายไปในทางแสดงทรรศนะ เชน่ “อย่างมิต้องสงสัย,อย่างเต็มความสามารถ,เป็ นไปได้ยาก” ตัวอย่าง “นักกีฬาวอลเลย ์บอลหญิงไทยมีทางชนะเลิศซีเกมส ์อย่างไม่ต้องสงสัย” 4.แนวทางการท าข้อสอบ อ่านข้อความ+ตามหา “น่าจะควร,พึง,ต้อง”+เลือกสอดคล้องตัวเลือก ◾ขอ้ความตอ่ ไปนี ้สว่นใดเป็นการแสดงทรรศนะ◾ 1) ปรมิาณขยะอเิล็กทรอนิกสใ์นประเทศไทยกา ลงัเพิม่มากขึน้จากความกา้วหน้าของ เทคโนโลยี / 2) ขยะอิเล็กทรอนิกส ์ส่วนใหญ่เป็นการน าเข้าจากต่างประเทศกว่าร้อยละ 90 / 3) แมข้ยะประเภทนีจ้ะมสีว่นประกอบของแรโ่ลหะทีม่มีูลค่าสูงท าใหเ้กดิรายได้/ 4) แต่ในแร่ โลหะก็มอีนัตรายและเสีย่งมลพษิ ซึ ่งมผีลกบั ชวีติคนไทย / 5) ผูเ้กีย่วขอ้งทุกหน่วยงานต้อง รว่มมอืกนัเพือ่ดา เนินการแกป้ัญหาขยะอเิล็กทรอนิกสอ์ยา่งจรงิจงั 1. สว่นที ่1 2. สว่นที ่2 3. สว่นที ่3 4. สว่นที ่4 5. สว่นที ่5√


38 2.6การโต้แย้ง 1.ความหมาย การโต้แย้ง คอืการแสดงทรรศนะทีแ่ตกตา่งกนัระหวา่งบุคคล 2 ฝ่าย โดยแตล่ะฝ่าย พยายามใชข้อ้มูล สถติ ิหลกัฐาน เหตุผล รวมทั ้งการอา้งองิถงึทรรศนะของผูรู้เ้พือ่สนบั สนุน ทรรศนะของตนและคดัคา้นทรรศนะของอกีฝ่ายหนึ ่ง 2.โครงสร้างการโต้แย้ง 2.1 ข้อสรุป 2.2 เหตุผล 3.ประเด็นการโต้แยง้และการตั ้งประเดน็ โตแ้ยง้ ประเด็นการโต้แย้ง หมายถงึคา ถามทีก่อ่ ใหเ้กดิการโตแ้ยง้กนั การตั ้งประเดน็ โตแ้ยง้การตั ้งประเดน็การโตแ้ยง้อยูใ่นรูปคา ถามวา่ “หรือไม่” “ได้ จริงหรือ” ตัวอย่าง “ปัญหาการขาดแคลนน ้าเกดิจากการน าไปใชผ้ลติไฟฟ้ามากเกนิไปใชห่รอืไม”่ 4.โครงสร้างภาษาโต้แย้ง ภาษาโตแ้ยง้ ประกอบดว้ย ทีม่า+ประเดน็ โตแ้ยง้+ทรรศนะผูโ้ตแ้ยง้+ขอ้ สนบั สนุนผู้ โตแ้ยง้ทั ้งนี ้ ประเดน็ โตแ้ยง้จะเกดิขึน้ เมือ่ เริม่ปฏเิสธ โดยสังเกตค าว่า “มิใช่,ไม่ใช่,แต่,หาก ฯลฯ”เช่น “คา อวยพรทีม่คีุณคา่ตอ่ผูร้บัมิใช่ถอ้ยคา ที ่ เรยีบเรยีงอยา่งเพราะพริ ้ง หรอืสิ ่งศกัดิส์ทิธิ ์ ทีอ่า้งถงึน ้าใจและความจรงิใจดูจะมปีระโยชนม์ากกวา่ ” ◾ทีม่า คา อวยพรทีม่คีุณคา่ตอ่ผูร้บั ◾ประเด็นโต้แย้ง มใิชถ่อ้ยคา ที ่ เรยีบเรยีงอยา่งเพราะพริ ้ง หรอืสิ ่งศกัดิส์ทิธิ ์ ทีอ่า้งถงึ ◾ทรรศนะของฝ่ ายโต้แย้ง น ้าใจและความจรงิใจดูจะมปีระโยชนม์ากกวา่ ◾ข้อสนับสนุนของฝ่ ายโต้แย้ง - 5.การจับประเด็นโต้แย้ง 5.1 ประเด็น ขอ้ความ/เรือ่งทีน่ ามาเสนอ เชน่ “มนุษย ์เป็ นสัตว ์กินพืช” 5.2 ประเด็นโต้แย้ง (ไม่เห็นด้วย) ถูกต้อง “มนุษย ์ไม่เป็ นสัตว ์กินพืช” 5.3 ประเด็นโต้แย้ง (ไม่เห็นด้วย) ไม่ถูกต้อง “ สตัวก์นิเนือ้มวีวิฒันาการมากกวา่ สตัวก์นิพชื


39 6.แนวทางการท าข้อสอบ (อ่านความ+จับ “แต่/ไม่” เป็ นประเด็น+มองให้เห็น “หรือไม่/จริงหรือ”) ◾ข้อใด เป็นประเดน็ โตแ้ยง้ของขอ้ความตอ่ ไปนี◾้ การออกพระราชก าหนด (พ.ร.ก.) การบริหารจัดการการท างานของคนต่าง ดา้ว พ.ศ.2560 มปีระเด็นหนึ ่งที ่ เพิม่ โทษปรบันายจา้งทีจ่า้งแรงงานต่างดา้วผดิกฎหมายใน อัตราสูงถึง 400,000-800,000 บาท หลายฝ่ ายเห็นว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวเหมาะสมเพราะเป็ น การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวให้ถูกต้อง แตก่ารเพิม่ โทษปรบั สูงขึน้น่าจะไม่ใชท่างออกและ แกป้ ัญหาไดท้ ั ้งหมด กลบัจะกลายเป็นช่องทางใหเ้กดิการคอรร์ปั ชนัของเจา้หน้าทีร่ฐัที ่ ประพฤตมิ ชิอบมากยิ ่งขึน้และในอนาคตอาจจะขาดแคลนแรงงานตา่งดา้วได้ 1.แรงงานต่างด้าวในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็ นแรงงานผิดกฎหมายจริงหรือ 2.พ.ร.ก.ฉบบันีส้ามารถแกป้ัญหาแรงงานตา่งดา้วผดิกฎหมายไดห้รอืไม่ 3.ธุรกิจในประเทศไทยจ าเป็ นต้องน าแรงงานต่างด้าวเข้ามาท างานจริงหรือ 4.บทลงโทษปรบันายจา้งแรงงานตา่งดา้วผดิกฎหมายในอตัราทีส่ ูงมากนัน้ เหมาะสมหรือไม่√ 5.กฎหมายแรงงานตา่งดา้วฉบบัใหมน่ ีม้ผีลกระทบตอ่ผูป้ระกอบการหรอืธุรกจิ หลายประเภทหรือไม่ ◾ขอ้ใดเป็นประเดน็ โตแ้ยง้ของขอ้ความตอ่ ไปนี◾้ ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ....... ปรบั ปรุงจากกฎหมายเดมิโดยเพิม่ โทษสูงขึน้ส าหรบัผูข้บัขีท่ี ่ไม่มหีรอืลมืพกพาใบอนุญาตขบัขี ่ เพือ่ เสรมิสรา้งวนิ ัยการขบัขี ่ และลดอุบัติเหตุบน ท้องถนน แนวความคดิดงักล่าวเป็นเรือ่งทีด่ เีพราจะท าใหผู้ข้บัขีต่ระหนกั และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด แต่การเพิม่ โทษเกีย่วกบัการใชใ้บอนุญาตขบัขีจ่าก เดิมค่าปรับ ๑,๐๐๐ – ๒,๐๐๐ บาท เป็ นจ านวนถึง ๑๐,๐๐๐ – ๕๐,๐๐๐ บาท กับโทษจ าคุกจาก ไม่เกิน ๑ เดือน เป็ นไม่เกิน ๓ เดอืนนัน้อาจเกดิ ปัญหาไดเ้พราะเป็นช่องทางใหเ้จา้หน้าที ่ บางส่วนหาประโยชน์โดยทุจริตได้ง่าย ๑. การเพิม่ โทษเกีย่วกบัการใชใ้บอนุญาตขบัขีส่ามารถลดอบุตัเิหตไุดห้รอืไม่ ๒. การปรบัปรุงกฎหมายเกีย่วกบัใบอนุญาตขบัขีท่ าใหไ้มม่กีารทุจรติไดห้รอืไม่ ๓. การเพิม่อตัราโทษปรบัและจา คุกทีส่ ูงมากในรา่ง พ.ร.บ. ฉบบัใหมเ่หมาะสมหรอืไม**่ ๔. พ.ร.บ. การขนสง่ทางบกฉบบัที ่ใชป้ัจจบุนัไมส่ามารถแกป้ัญหาวนิยัการขบัขี ่ได้ จริงหรือ ๕. ร่าง พ.ร.บ. การขนสง่ทางบกทีป่รบัปรุงใหมจ่ะท าใหผู้ข้บัขีป่ฏบิตัติามกฎจราจร เคร่งครัดจริงหรือ


40 2.7 การโน้มน้าว 1.ภาษาที ่โน้มน้าวใจ ภาษาที ่โน้มน้าวใจ มลีกัษณะเชงิเสนอแนะ ขอรอ้ง เรา้ใจ โดยเลอืกใชค้า ใหส้ ือ่ ความหมายตามทีต่อ้งการ มจีงัหวะและความนุ่มนวล 2.ลักษณะภาษาโน้มน้าว 2.1 ค าขวัญ“อุบัติเหตุลดได้ หากร่วมใจเคารพกฎจราจร” 2.2 ค าเชิญชวน เชญิ ชวนท่องเทีย่วธรรมชาติน ้าตกบา้นแพมบก จ.แมฮ่ ่องสอน แหล่งท่องเทีย่วทีช่าวตา่งชาตินิยมไปเทีย่วมากกวา่คนไทย โฆษณาสนิคา้หรอืโฆษณา บรกิาร โฆษณาชวนเชือ่ 2.3 ค าโฆษณาสินค้าหรือบริการ “ทุกหยดซ่า โซดาสิงห ์” 3.แนวทางการท าข้อสอบ (อ่านค าถาม+ตามหา “โฆษณาสินค้า-ภาษาเร้าใจ”) ◾ข้อใดมีการโน้มน้าวใจ◾ 1. บ้านบางหล่อได้รับคัดเลือกเป็ นหมู่บ้านดีเด่นในระดับเขตตรวจราชการ ของโครงการบ้านสวย - เมืองสุข 2. ขอเชิญชวนเยาวชนไทยมาร่วมกันเรียนรู ้วิทยาศาสตร ์และธรรมชาติวิทยาในงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร ์ ๒๕๖๑” 3. คณะพาณิชยศาสตร ์และการบัญชีจัดงาน “บทเพลงแห่งกาลเวลา” รายได้ มอบให้มูลนิธิการกุศลหลายแห่ง 4. กระทรวงสาธารณสุขสง่เสรมิการปลูกและจดัหาขมิน้ชนัทีม่คีุณภาพป้อน ให้โรงงานผลิตยาขององค ์การเภสัชกรรม 5. ผูเ้ขา้อบรมการชว่ยชวีติขัน้พืนฐานนอกจากจะได้ความรู ้ในการช่วยชีวิต ้ ผู้ป่ วยแล้วยังได้รับสิทธิสุขภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย*


41 3.การพูด การฟัง 3.1 การวิเคราะห ์จุดประสงค ์ในการพูด 1.ตัวอย่างประโยคแสดงเจตนา/จุดประสงค ์การพูด จุดประสงค์ ความหมาย ตัวอย่างประโยค ประณาม กล่าวร ้ายให้เขาเสียหาย “ทรพี...เนรคุณ...คนอกตัญญูชัด ๆ” สาปแช่ง กลา่วมงุ่รา้ยใหผู้อ้ืน่ เป็นอนัตราย ถา้ใครกลา่วเท็จ ขอสาปแชง่ผูน้ั ้นให้ สอบตก ประชด พูดแดกดันเพราะความไม่พอใจ คุณตรงต่อเวลาเสมอ! เหน็บแนม อาการทีพ่ดูเสยีดสี ‘เธอเก่งไม่เบาเชียว . . .ขนาดหัวทือ่ อย่างนีนะ!้ ’ เสียดสี เหน็บแนมด้วยความอิจฉา “ววัมนัเป็นสตัวนี ่คณุมนัจะรจู้กัอายยงัไง ได้แต่มนุษยแท้ ๆ บางคนยังไม่รู ้จัก ความอายเลย” ชืน่ชม กล่าวถึงด้วยความพอใจ “คณุเป็นคนที ่ เยีย่มจรงิๆ จนไม่สามารถ เปรียบเปรยได้กับค าพูดใด” ต าหนิ ยกโทษขึน้พดู , กล่าวร ้าย “ไมอ่ยากจะเชือ่ เลยนะ วา่คณุจะทา เรือ่งแบบนี ้ได”้ กล่าวหา กล่าวว่ากระท าความผิด, กล่าวโทษ “ตอ้งเป็นเธอแน่ๆ ละ่ทีท่า อะไรแบบนี ้ ได้” เตือน พดูย ้าเพือ่กนัลมื,บอกใหร้ตู้วั “น้องปูพูดเสียงดัง เสียงกระชากไม่มี หางเสียงนะ” ตัดพ้อ พูดต่อว่าด้วยความน้อยใจหรือ เสียใจ “ไหนพระผ่านฟ้ าสัญญาน้อง จะ ปกป้องครองความพิสมัย” (อิเหนา) ยกยอ ยกยอ่ง,พดูสง่เสรมิใหด้ขี ึน้“เธอ คนสวยปานนางฟ้ า” ว่ากล่าว ตา หนิ,ตกัเตอืน,สั ่งสอน “มาท างานสายเป็ นประจ านะ” ชักชวน ชวนให้ท าด้วยกัน “ลดเสีย่ง เลีย่งภยัรว่มสรา้งวนิัย รักษา กฎจราจร,ไปดูหนังกันเถอะ” ตักเตือน พูดให้รู ้ว่าอย่าท าผิด “คุณช่วยระวังเสียงของคุณหน่อยได้ ไหมคะ” แนะน า ชี ้แนวทางใหท้า หรอืปฏบิตั ิ “ควรสวมหนา้กากอนามยัทกุครั ้งที ่ ออกจากบ้าน” ขอร ้อง ขอใหช้ว่ยเหลอืขอใหท้า ตามทีข่อ. “วนิดาชว่ยหยบิยางลบทีอ่ยใู่ตโ้ตะ๊ให้ หน่อยนะจ๊ะ” บอกกล่าว รอ้งบอกใหผู้อ้ืน่ เป็นพยานรบัรไู้ว้ “สัปดาห์หน้า โรงเรียนเรียนออนไลน์ ทกุระดบัชัน้”


42 จุดประสงค์ ความหมาย ตัวอย่างประโยค ชม สรรเสริญ, ยกย่อง คณุทา ไดเ้ยีย่มทีส่ดุเลย! ท าได้ดี! งาน ดี! ว้าว! อธิบาย ขยายความ, ชี ้แจง “ปรากฏการณ์ธรรมชาติคือ การ เปลีย่นแปลงของธรรมชาต”ิ ขี ้แจง พูดขยายความให้เข้าใจชัดเจน. “ผมไม่ไดท้า ผดิระเบยีบแจง้ไวอ้ยา่งนี ้” สั ่งสอน ชี ้แจงใหเ้ขา้ใจและบอกใหท้า “คนขยัน ดูตัวอย่างมดสิ” สั ่ง บอกให้ท า “นั ่งลง,เงยีบ,” ขู่ แสดงอาการใหอ้กีฝ่ายหนึ ่งเกรง กลัว “หากแต่งกายไม่สุภาพไม่ต้องออกบ้าน” นินทา ติเตียนลับหลัง “คนอยา่งอฟี้าเหรอ เค็มยิ ่งกวา่เกลอื” อบรม อบรมบ่มนิสัย “อยากประสบความสา เรจ็มนัตอ้งตืน่ แต่เช ้า “ มุ่งมั ่น ตั ้งใจอยา่งแน่วแน่ “ไม่มีค าว่าสายเกินไป ส าหรับการ เริม่ตน้” จูงใจ ชกัน าหรอืเกลีย้กลอ่ม “เพือ่ชวีติทีด่กีวา่เดมิเตมิทกัษะให้ ตัวเอง” ให้ก าลังใจ กระตนุ้ความรสู้กึใหด้ขี ึน้“เฮ้ย !ไมม่ ใีคร ที ่ไมเ่คยผดิพลาด” กระตือรือร ้น ใส่ใจอยากจะท า “ผมชอบงานนี ้ใหผ้มทา เถอะ” เสนอแนะ การแนะน า,การชักชวน “ควรอ่านหนังสือทุก ๆ วัน” โน้มน้าว ชักชวนให้เห็นดี “ผักปลอดสารพิษ มีประโยชน์นะ” เชิญชวน ชักชวนให้ท า “รว่มบรจิาคเงนิเพือ่การศกึษา” ทักทาย ไต่ถามถึงความเป็ นอยู่ “เป็ นอย่างไรบ้าง” วิพากษ์วิจารณ์ ติชม “ทา ทกุวนัๆ มนัน่าจะตอ้งดขี ึน้” ถาม/ไต่ถาม สอบถาม “เมือ่คนืนีค้ณุเขา้บา้นไดอ้ยา่งไร” ขอ พดูใหเ้ขาใหส้ิ ่งทีต่อ้งการ “หิวจัง ขอข้าวสักจาน” ทวง เรยีกเอาสิ ่งที ่ เป็นของตนกลบัคนื "เงนิคนื สิน้ เดอืนนี ้ไดไ้หม" โต้แย้ง แสดงความเห็นขัดแย้งกัน “การสอบเข้ามหาวิทยาลัย น่าจะสอบ ครั ้งเดยีวก็พอ” 2. แนวทางการท าข้อสอบ ( อ่านค าถาม+วิเคราะห ์เจตนา+หาค าตอบ) ◾ข้อใด ผู้พูดมีเจตนาชม◾ 1. ทรงผมเธอถา้เปลีย่นใหมฉ่นัวา่จะดูสวยขึน้นะ 2.ไปทะเลแหลมสงิหค์ราวนี ้ เหน็ฉลามวาฬหลายตวั 3. สอบเสรจ็แลว้ฉนัอยากไปดูหนงัทีส่นุกทุก ๆ เรือ่งเลย 4. ลองไปนั ่งชงิชา้สวรรคย์กัษร์มิแมน่ ้าเจา้พระยาสิจะไดดู้ววิ 360 องศา 5. ผัดกะเพราหมูสับ พ่อเราท าง่าย ๆ ตามหารสมอืแบบนีท้ี ่ไหนกไ็มเ่หมอืน***


43 3.2 การใชข้อ้ความถาม และตอบทีส่มัพนัธก์นั 1.ถามและตอบให้มีประสิทธิผล การถาม และการตอบ เป็นกระบวนการสือ่สารทีก่ระท าอยู่ตลอดเวลา ทั ้งใชใ้นชวีติประจ าวนัและ การประกอบกจิการทุกอย่าง วธิถีามและวธิตีอบทีด่จีะท าใหก้ารสือ่สารครั ้งนัน้ดา เนินไปไดด้ว้ยดีเกดิผลตาม จุดประสงคท์ ีต่ั ้งไว้ 2.วธิตี ั ้งคา ถาม 2.1 วธิตี ั ้งคา ถามเพือ่ ใหไ้ดข้อ้เท็จจรงิ คา ถามประเภทนีม้กัใชค้ าว่า ใคร อะไร ทีไ่หน เมือ่ ไร อย่างไร เท่าไร หรือไม่ ท าไม ฯลฯ เช่น ใครคือ นกัวทิยาศาสตรค์นเเรกทีป่ระดษิฐห์ลอดไฟฟ้า 2.2 วธิตี ั ้งคา ถามเพือ่ ไดข้อ้คดิเหน็ คา ถามประเภทนีอ้าจมคี าว่า ใคร อะไร อย่างไร ท าไม ฯลฯ เชน่เดยีวกบัการถามที ่ เกีย่วขอ้งกบั ข้อเท็จจริง แตผู่ถ้ามตอ้งการทราบเหตผุลมากกว่าเนือ้หาของคา ถาม 2.3 วธิตี ั ้งคา ถามเพือ่ทดสอบ คา ถามประเภทนีใ้นบางครั ้งก็มกีารออกคา สั ่งก ากบัไวด้ว้ย เพือ่ ใหรู้ว้่าควรจะตอบอย่างไร หรือตอบไป ในแนวใด เช่น เหตใุดคนไทยทุกคนจงึตอ้งชว่ยป้องกนัและขจดัมลพษิในสิ ่งแวดลอ้ม จงอภิปราย 2.4 วธิตี ั ้งคา ถามเพือ่ ใหไ้ดค้า ตอบหลากหลาย คา ถามประเภทนีช้ว่ยใหไ้ดค้วามรู้และความคดิทีก่วา้งขวางยิ ่งขนึ้ 2.5 วธิตี ั ้งคา ถามเพือ่แสดงความสุภาพของผูถ้าม ผูถ้ามตอ้งรูจ้กัใชค้า ทีช่ว่ยใหค้า ถามนัน้สุภาพนุ่มนวล เช่น กรุณา โปรด ขอประทานโทษ ใคร่ เป็ น ต้น 3.ข้อควรค านึงในการตอบ 3.1 การจับประเด็น ผู้ตอบควรจับประเด็นให้ได้ว่าผู้ถามต้องการถามประเด็นใด และควรพิจารณา ว่าจะตอบค าถามในแง่ไหน เรียงล าดับความคิดไม่ให้สับสน 3.2 การใช้ภาษา ผู้ตอบควรค านึงถึงว่าผู้ฟังเป็ นใคร อยู่ในฐานะใด และผูต้อบควรใชภ้าษาทีท่ าให้ ผู้ฟังเข้าใจง่ายมากทีส่ ุด 3.3 การแสดงมารยาท ผูต้อบควรรูจ้กัหลกีเลีย่งไม่ตอบคา ถามทีอ่าจก่อใหเ้กดิความ กระทบกระเทอืนแก่ผูอ้ ืน่หรอืตนเอง ถ้าจ าเป็ นต้องตอบ ควรตอบให้สุภาพ 3.วิธีตอบ 3.1 ตอบให้ตรงค าถาม อาจต้องทวนค าถามบ้างตามสมควร ในบางกรณีอาจขอค ายืนยันจากผู้ ถามว่า ผูต้อบเขา้ใจประเดน็ทีถ่ามตรงตามความตอ้งการของผูถ้ามหรอืไม่ แล้วจึงตอบ เมือ่ตอบเสรจ็ควร เปิดโอกาสใหผู้ถ้ามภามต่อจนสิน้ขอ้ สงสยั 3.2 ตอบให้แจ่มแจ้ง เป็นคา ตอบทีแ่สดงชดัว่าผูต้อบมคีวามคดิเห็นอย่างไร เนือ้ความในคา ตอบไม่ ค้านกันเอง ถ้าต้องตอบยาว ควรสรุปลงทา้ยไวด้ว้ยเพือ่ผูฟ้ ังจะไดจ้บั ประเดน็ ไดถู้กตอ้ง 3.3 ตอบให้ครบถ้วน หากมหีลายคา ถามตอ่เนื ่องกนั ต้องตอบให้ครบทุกค าถาม และตอบ เรียงล าดับไป การตอบไม่ครบอาจท าให้เสียประโยชน์ท าใหก้ารสือ่สารไม่สมบูรณ์


44 4.ตัวอย่างข้อสอบ ◾คา พูดของน ้าหวานขอ้ใดทีท่ าใหน้ ้าออ้ยไดค้า ตอบเป็นทีพ่อใจ◾ น ้าออ้ย : เมือ่ตอนเดก็ๆเธอเป็นหอบหดืมาก ตอนนีห้ายแลว้เธอท ายงัไงนะ น ้าหวาน : ............................................................................................... 1. ใครบอกว่าฉันเป็ นหอบหืด เธอไปเอาขอ้มูลนีม้าจากไหน 2. ไม่รูเ้หมอืนกนัรูแ้ตว่ ่าหยุดเรยีนบ่อยมากจนเรยีนไม่ทนัเพือ่น 3. ว่ายน ้าสเิคยแข่งขนัว่ายน ้าไดเ้หรยีญรางวลัดว้ยนะ ฉนัเลยแข็งแรง* 4. หายเองมั ้ง นานมากแลว้เลยจ าไม่ไดล้มืไปเลยว่าฉนัเคยเป็นหอบหดื 5. ขอบใจเธอมากที ่ เป็นห่วงเป็นใยอาการเจ็บป่วยของฉนัตอนนีฉ้นัหายดแีลว้ 3.3 การตีความ / อนุมาน / วิเคราะห ์สาร / บุคลิกของผู้พูดหรือผู้ฟัง 1.การวิเคราะห ์สาร การวิเคราะห ์สาร คอืการวเิคราะหข์อ้ความ ถอ้ยคา หรอืเรือ่งราวทีไ่ดจ้ากการอ่าน การฟัง การดู ในประเด็นต่าง ๆ 2.การวิเคราะห ์เจตนาผู้ส่งสาร เจตนาผู้ส่งสาร คอืความตั ้งใจ ความจงใจ หรอืความมุ่งหมาย ของผูส้ ่งสารทีป่รากฏในสาร โดย ผูร้บัสารตอ้งตคีวามสารเพือ่ ใหเ้ขา้ใจเจตนาทีแ่ทจ้ ริงของผู้ส่งสาร 3. ประโยคตามเจตนา 1.ประโยคบอกให้ทราบ 2.ประโยคเสนอแนะ 3.ประโยคคา สั ่ง 4.ประโยคห้าม 5.ประโยคชักชวน 6.ประโยคขู่ 7.ประโยคขอร้อง 8.ประโยคคาดคะเน 9.ประโยคถาม ◾ประโยคบอกให้ทราบ คือ ประโยคทีม่ เีนือ้ความบอกเล่าเพือ่ ใหรู้ว้่า ใคร ท าอะไร ทีไ่หน เมือ่ ไร อย่างไร ท าไม เพราะเหตุใด เช่น “ฉนัอ่านหนงัสอืทีฉ่นัยมืมาจากหอ้งสมดุโรงเรยีนเมือ่วานนี”้ ◾ประโยคเสนอแนะ คือ ประโยคทีต่อ้งการเสนอแนะเรื ่องตา่ง ๆ อาจมคีา ว่า “ลองดู, ควร , ควรจะ ,น่าจะ,เห็นควร” เช่น “เธอควรทาการบ้านด้วยตัวเองนะ” ◾ประโยคคา สั ่ง คอื ประโยคทีต่อ้งการใหผู้ฟ้ ังปฏบิตติาม มกัมคีา ว่า “จง,ต้อง” น าหน้า หรือ ค ากริยาตัวเดียว เช่น “จงนั ่งเร็วๆหน่อย,หยุด,เลีย้วซา้ย,เงียบ ฯลฯ” ◾ประโยคห้าม คือประโยคทีส่ั ่งหา้มไม่ใหก้ระท า มกัมคีาว่า “อย่า ห้าม” เช่น “อย่าเดินลัดสนาม, หา้มทิ ้งขยะลงชกัโครก” ◾ประโยคชักชวน คือ ประโยคทีม่ เีจตนาชกั ชวนใหต้ามความคดิของตน อาจมีค า “กัน, นะ, เถอะ, เถอะนะ” เช่น “เราไปซื ้อของกนัเถอะนะ, วนัหยุดนีไ้ปทะเลดว้ยกนันะ” ◾ประโยคขู่ คือ ประโยคทีม่ เีจตนาชกัจูงใหท้ าตาม โดยการบอกผลของการไม่ท าตามไว้ อาจมี ค าเชือม ่“ถ้า, หาก “อยูด้วย เช่น “ถา้เธอไม่เปิดประตูฉนัจะพงัเขา้ไปเดีย๋วนี ้ , ถา้คุณยงัทาตวัแบบนีอ้ย่าหวงัว่าจะไดด้ ”ี


45 ◾ประโยคขอร้อง คือ ประโยคทีม่ เีจตนาขอใหผู้ฟังช่วยท า ้ สิ ่งใดสิ ่งหนึ่ง อาจมีค า “ ช่วย, กรุ ณา, วาน, โปรด ,ด้วย, ที, หน่อย, เถอะ, นะ, น่ะ” เช่น “กรุ ณาถอดรองเท้าด้วยค่ะ” ◾ประโยคคาดคะเน คือ ประโยคทีม่ เีจตนาแสดงความคาดหมายว่าสิ ่งใดจะเกดิขนึ้หรือเกดิขนึ้ แล้ว อาจมีค า“คง, อาจจะ, ท่าจะ, เห็นจะ ,กระมัง, ละซิ “ เช่น “แพรลดาอาจะท าการบ้านอยู่กระมัง” ◾ประโยคถาม คือ ประโยคทีม่ เีจตนาถามผูฟัง ้ จะมีค าแสดงคาถาม “ใคร, อะไร, อย่างไร, ทีไ่หน, ท าไม, เท่าไร, เมือ่ ไร, เหตุใด “เช่น “ใครอยูในห้อง” 4.บุคลิกผู้พูด แนวคิดบุคลิกภาพห้าองค ์ประกอบ คอสตาและแมคเคร (ประไพพรรณ ศรีปาน. 2555; อ้างอิงจาก Costa; & McCrae. 1992) ประกอบด้วย 1. มีความวิตกกังวล (Anxiety) หมายถึง บุคคลทีม่คีวามวา้วุ่นหวาดกลวัม ีแนวโน้มทีจ่ะวติก ตืน่กลวัตงึเครยีด กระสบักระส่าย 2. โกรธง่าย (Anger) หมายถึง ลกัษณะทีบ่ ่งชีแ้นวโน้มของความโกรธ และภาวะที ่ เกีย่วขอ้ง เช่น ความหงุดหงิดและความขุ่นเคือง 3. มีความท้อแท้ (Discouragement) หมายถึง ผูท้ ีม่คีวามรูส้กึผดิเศรา้ สิน้หวงัและวา้เหว่ เป็นผูท้ ีม่คีวามทอ้แทง้่าย 4. ค านึงถึงแต่ตนเอง (Self Consciousness) หมายถึง ลกัษณะผูท้ ีม่อีารมณค์วามรูส้กึเตม็ ไปดว้ยความละอายรูส้กึไม่สบายใจทีจ่ะมผีูอ้ ืน่อยู่แวดลอ้ม ไวตอ่การแสดงออกทีผ่ ูอ้ ืน่มตีอ่ตนเอง และมี แนวโน้มทีจ่ะรูส้กึต า่ตอ้ย เป็นลกัษณะทีร่ ูส้กึอายหรอืรูส้กึกงัวลกบัการเขา้สงัคม 5. มีความกระตุ้นรุนแรง (Impulsiveness) หมายถึง การไม่สามารถทีจ่ะควบคมุแรงกระตนุ้ และความต้องการของตนเอง 6.มีอารมณ์เปราะบาง (Vulnerability) หมายถึง ความอ่อนแอต่อความเครียดไม่สามารถ เผชญิกบัความเครยีดไดเ้ป็นผูท้ ีต่อ้งพึ่งพาผูอ้ ืน่ เป็นคนสิน้หวงัตืน่ตระหนกเมือ่ประสบกบั สถานการณ์ ฉุกเฉิน 7.เป็ นผู้มีความอบอุ่น (Warmth) หมายถึง การเป็นผูท้ ีม่คีวามรกัและเป็นมติรตอ่ผูอ้ ืน่ เป็นผู้ ทีม่คีวามรกัผูอ้ ืน่อย่างแทจ้รงิ 8. ชอบอยูร่ว่มกบัผูอ้ ืน (่ Gregariousness) หมายถึง ความชอบทีจ่ะอยู่รว่มกบัผูอ้ ืน่ เป็นหมู่ คณะ 9.แสดงออกแบบตรงไปตรงมา (assertiveness) หมายถึง ผูท้ ีก่ลา้ทีจ่ะแสดงความเป็นผูน้ า หรอืเป็นผูท้ ีม่อีทิธพิลในสงัคม 10.ชอบมีกิจกรรม (Activity) หมายถึง ผูท้ ีม่คีวามว่องไว ตืน่ตวัมคีวามตอ้งการท ากิจกรรม อยู่เสมอ 11.แสวงหาความตืน่ เตน้ (Excitement–Seeking) หมายถึง ผูท้ ีช่อบสิ ่งแวดลอ้มทีม่สีสีนั สดใส 12.มีอารมณ์ด้านบวก (Positive Emotions) หมายถึง ผูท้ ีม่คีวามสนุกสนานมคีวามสุข มี ความหวัง และมองโลกในแง่ดี 13.เป็ นคนช่างฝัน (Fantacy) หมายถึง ผูท้ ีม่ชีวีติไปดว้ยจนิตนาการและความฝันมคีวามคดิ สร้างสรรค ์ภายในตนเอง


46 14.มีความสุนทรีย ์(Aesthetics) หมายถึง ผูท้ ีห่วัน่ ไหวกบังานและความงดงามในศลิปะบทกวี 15.เปิ ดเผยความรู ้สึก (Feelings) หมายถึง การเป็นผูท้ ีร่บัรูอ้ารมณแ์ละความรูส้กึภายใน ตนเอง 16.การปฏิบัติ(Actions) หมายถงึผูท้ ีพ่รอ้มทีจ่ะลองท ากจิกรรมใหม่ๆ เชน่ ชอบความแปลก ใหม่หลากหลายกว่าความเคยชนิทีป่ฏบิตัอิยู่ 17.มีความคิด (Ideas) หมายถึง การมคีวามคดิทีจ่ะเปิดรบัเหตกุารณห์รอืเรือ่งใหม่ๆ 18.ยอมรับค่านิยม (Values) หมายถึง การมคีวามพรอ้มทีจ่ะตรวจสอบคา่นิยมต่าง ๆ เชน่ ค่านิยมทางสังคม การเมือง และศาสนา 19. เป็นผูไ้วว้างใจผูอ้ ืน่(Trust) หมายถึง การที ่ เชือ่ว่าผูอ้ ืน่มคีวามซือ่สตัยแ์ละเจตนาดี 20.มีความตรงไปตรงมา (Straight Forwardness) หมายถึง การมคีวามจรงิใจทีจ่ะปฏบิตั ิ ตอ่ผูอ้ ืนอย่างตรงไปตรงมา ่ 21. มคีวามรูส้กึเอือ้ เฟื ้อ (Altruism) หมายถึง ผูท้ ีม่คีวามห่วงใยในสวสัดภิาพของผูอ้ ืน่ เป็นผู้ ทีช่อบชว่ยเหลอืผูอ้ ืน่ 22. การยอมตามผูอ้ ืน่(Compliance) หมายถึง ผูท้ ีม่ลีกัษณะอ่อนโยนตอบสนองการกระทา ของผูอ้ ืน่อย่างสุขมุ 23. มีความสุภาพ (Modesty) หมายถึง ผูท้ ีถ่ ่อมตน ไม่ข่มว่าตนเองเหนือกว่าผูอ้ ืน่ 24. มีจิตใจอ่อนโยน (Tender–Mindedness) หมายถึง ผูท้ ีใ่หค้วามส าคญัตอ่ความเป็น มนุษยข์องผูอ้ ืน่มคีวามหวัน่ ไหวตอ่ความตอ้งการของผูอ้ ืน่ 25. มีความสามารถ (Competence) หมายถึง ผูท้ ีส่ามารถจดัการกบั ชวีติตนเองไดม้คีวาม เป็ นเหตุเป็ นผล และมีประสิทธิภาพในตนเอง 26. มีความเป็ นระเบียบ (Order) หมายถึง ผูท้ ีม่คีวามเป็นระเบยีบเรยีบรอ้ย 27. มคีวามรบัผดิชอบในหน้าที ่(Detifulness) หมายถึง ผู้ทีย่ดึมัน่ ในหลกัการทาง จริยธรรมและปฏิบัติตามค ามัน่ทีให้ไว้ ่ 28. มคีวามตอ้งการสมัฤทธิผ์ล (Achievement Striving) หมายถึง การท างานหนัก เพือ่ประสบความส าเรจ็ในงานตามเป้าหมาย 29. มีวินัยต่อตนเอง (Self –Discipline) หมายถึง ความสามารถทีจ่ะเริม่และปฏบิตังิานให้ ส าเรจ็แมว้่าเตม็ไปดว้ยความเบือ่หน่ายหรอือุปสรรคก็ตาม 30. มแีนวคดิที ่ใชป้ฏบิตังิาน (Deliberation) หมายถึง การมคีวามคดิทีส่ามารถปฏบิตั ไิด้ มีความระมัดระวังในการปฏิบัติให้บรรลุเป้ าหมาย 5.ลักษณะข้อสอบ ◾ข้อใด ไม่ อาจอนุมานไดว้า่เป็นบุคลกิภาพของผูพู้ดตามขอ้ความตอ่ ไปนี◾้ เยน็นีอ้ยากไปวิ ่ง แตช่วนใครไมม่ ใีครไปวิ ่งกบัเราเลย เอาไงดคีอ่ยไปวิ ่งวนัหลงัดกีวา่ วนันี ้ท ารายงานใหเ้สรจ็กอ่น เวลาที ่ เหลอืจะไดอ้า่นหนงัสอืเตรยีมสอบ 1. ขยัน 2. มีเหตุผล 3. รักสุขภาพ 4. รับผิดชอบ 5. เชือ่มัน่ ในตวัเอง*


47 4.หลักการใช้ภาษา 4.1 การสะกดค า 1.คา ทีม่กัเขยีนผดิ กงสุล กบาล, กระบาล กระเชอ กระเพาะ กรีฑา กลยุทธ ์ กสิณ กเฬวราก กอปร กะทันหัน กะพริบ กะเพรา กะละมัง กะลาสี กะละแม กังวาน กาลเทศะ ก าเหน็จ กิจจะลักษณะ เกล็ดเลือด เกษียณ,เกษียน ,เกษียร เกสร ขะมักเขม้น ขัณฑสกร ไข่มุก ครองแครง ครองราชย์ ครอบคลุม ครุภัณฑ์ คัดสรร ค านวณ เครือ่งราง แค็ตตาล็อก แคระแกร็น โคตร คอลัมน์ ฆราวาส งบดุล งูสวัด จงกรม จระเข้ จลนศาสตร ์ จะละเม็ด จักรวรรดิ จัตุรัส จาระไน จ านง เจตนารมณ์ เจียระไน โจทก ์,โจทย์,โจษ ฉันท์ ชลมารค ชอุ่ม ชัชวาล ชีพิตักษัย ซาบซึ ้ง ซาลาเปา ซีเมนต์ เซน็ ชือ่ เซนติเมตร ฌาปนกิจ ญาณ ดอกจัน ดอกจันทน์ ดาษดืน่ เดินเหิน ตระเวน ตราสัง ตานขโมย ไต้ฝุ่น ไตรยางศ์ ถนนลาดยาง ทยอย ทแยง ทรงกลด ทรราช ทระนง, ทะนง ทลาย,ทะลาย ทะนุถนอม ทะเลสาบ ทีฆายุโก ทุพภิกขภัย ทูนหัว เทิดทูน นิมิต เนืองนิตย์ บ่วงบาศ บังสุกุล บัตรสนเท่ห์ บาดทะยัก บาทบงสุ์ บิณฑบาต บุคลากร เบญจเพส ปฐมนิเทศ ประกายพรึก ปรัมปรา ปราศรัย ผรุสวาท ผลานิสงส์ ผัดไทย ผู้เยาว์ พยักพเยิด พร ่าพลอด พะวักพะวน พิสมัย เพชฌฆาต โพนทะนา มหาหิงคุ์ มัคคุเทศก ์ ยานัตถุ์ ราพณาสูร นพปฎล นัยน์ตา นานัปการ นิเทศ ละเมียดละไม ละเอียดลออ ลาดตระเวน ลายเซ็น


48 ลูกนิมิต ลูกบาศก ์ เล่นพิเรนทร ์ เลือดกบปาก โลกาภิวัตน์ วายชนม์ วินาศกรรม วีดิทัศน์ เวทมนตร ์ เวนคืน ศึกษานิเทศก ์ สมเพช สรรเพชญ สอบเชาวน์ สะคราญ สังสรรค์ สัมมนา สาปแช่ง สายสิญจน์ เ สื อ้ ก า ว น์ โสฬส หิรัญบัฏ แหลกลาญ อเนจอนาถ อภิรมย์ อวสาน อสงไขย อหังการ ์ อะฟลาทอกซิน อัฒจันทร ์ อานิสงส์ อาสน์สงฆ์ อิริยาบถ อุกฤษฏ์ อุบาทว์ อุปโลกน์ เอกเขนก เอกฉันท์ ไอศกรีม เฮโลสาระพา นนทรี นัยน์ตา นานัปการ นิเวศวิทยาบดิพลิ้ว บาทหลวง บุษราคัม บอระเพ็ด ประจันหน้า ประจันหน้า ประณีต ปรารมภ์ ปาฏิหาริย์ เ ป ร ม ป ร ด ี ิ์ปิกนิก เปอร ์เซ็นต์ ผูกพัน เผอเรอ เผ่าพันธุ์ แผนการ พยักพเยิด พร ้อมสรรพ พหูสูต พังทลาย พิศวาส พุทธชาด โพนทะนา โพยม ภวังค์ ภารธุระ ภูตผี เภทภัย มลทิน มหาหิงคุ์ มโหระทึก มาตรการ มาตรแม้น ย่อมเยา เยาว์วัย รสชาติ รูปการ เ รี ย่ ไ ร ลมปราณ ละมุนละไม ละออง ละเอียดลออ ลิดรอน เลือกสรร สังวร สัณฐาน สับปลับ สาทิสลักษณ์


49 2.การเขียนค าทับศัพท ์ภาษาอังกฤษ กงสุล กปิตัน กัปตัน กอ๊บปี ้กอริลลา กอล์ฟ กราฟ การ ์ตูน กีตาร ์ แก็ง แก๊ป แกมมา แกรนิต แก็ส , ก๊าซ คริสต์ คริสต์มาส คริสเตียน คลอรีน คลอโรฟิลล์ คลัตช ์ คลินิก ควินิน ค๊อกเทล คอนเดนเซอร ์ คอนแวนต์ คอนเสิร ์ต คอมมานโด คอมมิวนิสต์ คอยล์ คาร ์บอน คาร ์บอนไดออกไซด์ คาร ์บอเนต คาร ์โบไฮเดรต เคาน์เตอร ์ แคลอรี ่ โคบอลต์ โครโมโซม ช็อกโกเลต ชอล์ก ชิมแปนซี เชิต้ ซอส เซลลูลอยด์ ซิฟิลิส ซีเมนต์ เซ็น ไซยาไนด์ เซนติเกรด เซนติเมตร ดราฟต์ ดัตช ์ เดนมาร ์ก ไดเรกตริกซ ์ ดีเปรสชัน ไดนาไมต์ ไดโนเสาร ์ เดคาเมตร ตอร ์ปิโด เต็นท์ ตัน ไต้ฝุ่น ทอฟฟี ่ทอเรียม แท็กซี ่ เทคนิค แท็งก ์ เทคโนโลยี แทนทาลัม แทรกเตอร ์ เทอร ์โมมิเตอร ์ ไทเทเนียม นิกรอยด์ นิโคติน เนบิวลา นิวเคลียร ์ โน้ต นิวตรอน ไนต์คลับ ไนโตรเจน ไนลอน ไนโอเบียม บรัน่ดี บริดจ ์ บล็อก เบอร ์ บัคเตรี บังกะโล แบคทีเรีย แบงก ์ บาร ์เลย์ แบดมินตัน บารอมิเตอร ์ แบตเตอรี ่ บาสเกตบอล บิลเลียด โบนัส เบนซิน เบรก ปริซึม ปรู๊ฟ ปิโตรเลียม ปลัก๊ปลาสเตอร ์ แปลน ปอนด์ โป๊ กเกอร ์ ปาร ์เกต์ โปรตรอน ปาล์ม โปรตีน ปิกนิก โปรเตสแตนต์ ปิงปอง โปลิโอ พลูโตเนียม แพลทินัม พาราฟิน โพแทสเซียม โพรมิเทียม ฟรักโทส ฟิสิกส์ ฟลูออรีน ฟอร ์มาลดิไฮด ฟุลสแก๊ป ฟอร ์มาลิน


Click to View FlipBook Version