๒๐
บุคคล สันติภำพระดับสังคม และสันติภำพระดับโลก๓๑ ซึ่งสันติภำพเหล่ำน้ีเป็นสันติภำพในแง่ภำษำ
คนหรือสันติภำพระดับโลกิยะ เนื่องจำกเป็นสภำวะท่ียังมีควำมเก่ียวข้องกับกิเลสอำสวะอยู่ ในทำง
ตรงกันข้ำม หำกเป็นสภำวะท่ีเกิดขึ้นภำยในจิตใจที่ไร้กิเลสอำสวะจะเรียกว่ำสันติภำพระดับโลกุตระ
ซึง่ จดั เป็นสนั ติภำพในแง่ภำษำธรรม
“สิ่งท่ีเรียกว่ำสันติภำพก็มีปฏิจสมุปบำท อำกำรเป็นสำย
เหมือนกัน คือ ถำมว่ำมันมำจำกอะไร มำจำกอะไร เป็นชั้น ๆ มำ
ตำมลำดับ สันติภำพของโลก มันก็มำจำกสันติภำพของสังคม สันติภำพ
ของสังคม มันก็มำจำกสันติภำพของบุคคล สันติภำพของบุคคลมันก็มำ
จำกควำมถูกต้องทำงกำย ทำงวัตถุ ทำงจิต ทำงวิญญำณ แล้วยังมี
สว่ นประกอบแวดล้อมภำยนอกอะไรตำ่ ง ๆ ทม่ี ันมอี ยใู่ นโลก ที่มันทำให้
เกิดควำมถกู ตอ้ งทำงกำย ทำงวตั ถุ ทำงจติ ใจ ทำงวิญญำณ แลว้ รำกาำน
ท้ังหมดมนั อยู่ที่จิตของมนษุ ย์”๓๒
พุทธทำสภิกขไุ ดใ้ ห้ควำมหมำยของคำว่ำสันตภิ ำพไวห้ ลำยนัยด้วยกนั ดงั น้ี
๑) ด้านสังคม
สันติภำพ หมำยถึง ควำมสงบสุขอย่ำงแท้จริงที่เกิดจำกองค์ประกอบต่ำง ๆ ของสังคมเร่ิม
ตั้งแต่องค์ประกอบระดับพื้นาำนที่สุดคือมนุษย์แต่ละบุคคลซ่ึงมีมนุษยธรรม มิตรภำพศีลธรรม และ
ธรรมะแลว้ ขยำยไปจนถึงระดับโลกซึง่ เป็นสงั คมขนำดใหญท่ ่สี ดุ
๒) ดา้ นการเมอื ง
สันติภำพ หมำยถึง ควำมสงบสุขหรอื ควำมผำสกุ เกดิ จำกระบบกำรเมืองท่ีมีธรรมะทท่ี ่ำนพุทธ
ทำสภิกขุเรียกว่ำ “ธัมมิกสังคมนิยม” ซึ่งเป็นระบบท่ีเน้นประโยชน์ของสังคมมำกกว่ำประโยชน์ส่วน
บุคคล เปน็ ระบบทไ่ี ม่ใช้ควำมรุนแรงทั้งปวง เนือ่ งจำกมธี รรมะเปน็ พน้ื าำน
๓) ด้านเศรษฐกิจ
สันตภิ ำพ หมำยถึง ควำมสงบสุขที่เกิดขนึ้ จำกกำรที่มนุษย์ดำเนินกจิ กรรมทำงเศรษากจิ อย่ำง
มีศีลธรรมและมีควำมรักให้เป็นระบบธรรมะที่สำมำรถทำให้คนร่ำรวยและคนยำกจนอยู่ร่วมกันได้
อย่ำงสงบสุข ดังคำกล่ำวของท่ำนท่ีว่ำ “ระบบเศรษากิจท่ีเป็นธรรมะหรือเนื่องอยู่กับธรรมะเท่ำน้ัน ที่
จะช่วยให้โลกนี้อยู่กันเป็นผำสุก ให้อยู่กันได้เป็นผำสุกท้ังที่มีควำมเหล่ือมล้ำต่ำสูงเหมือนกับว่ำต้นไม้
สงู สุดก็อยูไ่ ดก้ ับตะไคร่นำ้ อยำ่ งนเ้ี ป็นตน้ ”๓๓
๔) ดา้ นวัตถุ
สนั ติภำพ หมำยถึง ส่งิ ธรรมชำตทิ ้ังหลำยท่อี ยู่ในภำวะปกติไมถ่ ูกทำลำยและดำเนนิ ไป
ตำมหนำ้ ท่ขี องมันดังทท่ี ำ่ นกล่ำวไวว้ ำ่
“สันติภำพมีควำมหมำยว่ำธรรมชำติท้ังหลำยไม่ถูกทำลำย
เด็ก ๆ ก็จะมองเห็นในแง่ของรูปธรรมว่ำ ธรรมชำติตำมท่ีมีอยู่เป็นส่ิง
๓๑ เรอ่ื งเดยี วกันหนำ้ ๒.
๓๒ พุทธทำสภกิ ข.ุ สันติภำพของโลก. โรงพิมพ์ธรรมทำนมลู นธิ ิ: ไชยำ สรุ ำษฎรธ์ ำนี. ๒๕๓๑. หนำ้ : ๑๐๑.
๓๓ เรอ่ื งเดยี วกันหนำ้ ๖๒.
๒๑
ตำ่ ง ๆ ในตวั โลกนี้ ทม่ี นั เป็นอยเู่ องนน้ั จะไม่ถกู ทำลำย เพรำะวำ่ มนุษย์
มีคุณธรรมที่สูง ถึงกับรู้ว่ำทำลำยไม่ได้ถ้ำทำลำยแล้วมันก็จะเกิดผล
ตำมมำอย่ำงร้ำยกำจ จึงมีแต่จะส่งเสริมให้ธรรมชำติยังคงเป็น
ธรรมชำติท่ีครบถ้วน เรียบร้อย งดงำม ปกติ ธรรมชำติทำงวัตถุไม่ถูก
ทำลำย”๓๔
๕) ดา้ นจติ ใจ
สันตภิ ำพ หมำยถึง ควำมสงบสขุ ในส่วนจิตใจ ทำงจติ ทำงวญิ ญำณ ทำงสตปิ ญั ญำ ท่ีเกิดจำก
กำรพัฒนำเพื่อยกระดับให้สูงขึ้นตำมลำดับของมนุษย์แต่ละคน ตั้งแต่กำรไม่ตกเป็นทำสของวัตถุ ไม่มี
ควำมเหน็ แก่ตวั จนในทีส่ ุดไม่มกี ิเลสอำสวะใด ๆ อยูใ่ นจิตใจนั่นคอื นิพพำน ซึง่ จดั เปน็ สันติภำพอย่ำงที่
เป็นธรรมะตำมแนวคิดของท่ำนพุทธทำสภกิ ขุที่ว่ำ
“สันติภำพอย่ำงโลก ๆ ก็มี สันติภำพอย่ำงท่ีเป็นธรรมะก็มี สันติภำพอันมหำศำล
ใหญ่หลวงก็เป็นของโลก สันติภำพเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เป็นของคนแต่ละคน แต่อย่ำลืมว่ำของใหญ่ก็เกิด
จำกของน้อยของเล็กประกอบกันขึ้น เรำมองไปท่ีต้ังสันติภำพจะแยกออกเป็นส่วนของคนก็ได้ เป็น
ส่วนของโลกท้ังโลกก็ได้ ในควำมหมำยท่ีเป็นของโลกๆ เพียงแต่สงบทำงวัตถุทำงบุคคลนี้ก็ได้ แต่ถ้ำ
มองลึกก็เป็นควำมสงบสุขในส่วนจิตใจ ทำงจิต ทำงวิญญำณ ทำงสติปัญญำ ท่ีเป็นต้นเหตุของควำม
ถูกตอ้ งโดยประกำรทงั้ ปวง เลยเป็นสันตภิ ำพในทำงวญิ ญำณ สันตภิ ำพของสติปญั ญำ”๓๕
จำกท่ีกล่ำวมำจะเห็นได้ว่ำแนวคิดเรื่องสันติภำพของท่ำนพุทธทำสน้ันมิได้เน้นไปท่ีภำวะของ
ควำมสงบอันเกิดขึ้นจำกกำรไม่มีควำมขัดแย้งหรือควำมรุนแรงภำยนอกเพียงอย่ำงเดียว หำกแต่
รวมถึงสันติภำพภำยในอันเกิดจำกควำมสงบสันติภำยในตัวบุคคลแต่ละบุคคล ดังนั้นสันติภำพตำม
ทัศนะของท่ำนพุทธทำสภิกขุนั้นจงึ มีลักษณะเป็นองค์รวม อันประกอบข้ึนจำกหน่วยเล็ก ๆ คือปัจเจก
บุคคลแต่ละคน จนแผ่ขยำยไปสู่สนั ติภำพที่กว้ำงใหญ่ข้นึ ซงึ่ ก็คอื สนั ติภำพของโลกนน่ั เอง
๑.๘ ความหมายสนั ตภิ าพในทศั นะของพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต)
พระธรรมปิฎกหรือ ป.อ. ปยุตโต พระสงฆ์ของไทยผู้ได้รับรำงวัลกำรศึกษำเพื่อสันติภำพปี
พ.ศ. ๒๕๓๗ จำกองค์กำรยูเนสโก ได้ให้ทัศนะเก่ียวกับแนวคิดเรื่องสันติภำพไว้ในกำรกล่ำว
สัมโมทนียกถำ เร่ือง “กำรสร้ำงสันติภำพ” ในโอกำสท่ีคณำจำรย์จำกจุฬำลงกรณ์มหำวิทยำลัยถวำย
มุทิตำสักกำระในวโรกำสท่ีองค์กำรยูเนสโกถวำยรำงวัลกำรศึกษำเพ่ือสันติภำพปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ตีพิมพ์
ในจุลสำร จฬุ ำสมั พนั ธ์ ปีที่ ๓๗ ฉบบั ท่ี ๕๑ จนั ทร์ท่ี ๒๖ ธนั วำคม ๒๕๓๗ มใี จควำมโดยย่อดงั นี้
พระธรรมปิฎกได้กล่ำวถึงควำมหมำยของสันติภำพว่ำ ปัจจุบันนี้ควำมหมำยของสันติภำพได้
ขยำยกว้ำงออกไป ไม่เฉพำะเป็นเรื่องของควำมสัมพันธ์ระหว่ำงบุคคลที่จะอยู่ร่วมกันด้วยดี มีควำม
สงบสุขเท่ำน้ัน แต่หมำยถึงกำรอยู่ในโลกทั้งหมด ในสภำพแวดล้อม ในระบบของชีวิตท้ังหมดที่จะอยู่
ไดอ้ ย่ำงสนั ตสิ ุข ซ่งึ รวมไปถึงควำมสมั พนั ธก์ ับสงิ่ แวดลอ้ มดว้ ย
๓๔ เร่อื งเดยี วกนั . หน้ำ ๑๐๑.
๓๕ เรือ่ งเดยี วกัน. หน้ำ ๑๐๐-๑๐๑.
๒๒
ในทัศนะของพระธรรมปิฎกซึ่งต้ังอยู่บนแนวคิดทำงพระพุทธศำสนำน้ันคนจ ะมีสันติสุขต้อง
เริ่มต้ังแต่จิตใจที่มีสันติ มีควำมสงบ ไม่พลุ่งพล่ำนเร่ำร้อน ไม่มีควำมทุกข์บีบคั้น ทำให้กำรดำเนินชีวิต
อยู่ด้วยควำมสงบสขุ อยู่ร่วมกับเพ่ือนมนุษย์โดยไม่มีกำรเบียดเบียนข่มเหงซ่ึงกันและกันและรวมไปถงึ
กำรไม่เบียดเบียนธรรมชำติ
พระธรรมปิฎกได้กล่ำวถึงคำวำ่ สันติ กับคำว่ำ ควำมสขุ ในภำษำทำงพุทธศำสนำ โดยอธบิ ำย
ว่ำสองคำนี้มีควำมสัมพันธ์กัน และคำว่ำสันติสุขยังเชื่อมโยงกับคำว่ำ อิสรภำพ อีกด้วย โดยเริ่มจำก
กำรมีอิสรภำพจำกกิเลส จิตใจที่มีควำมสุขจะต้องเป็นจิตใจที่มีอิสระจำกกิเลส ดังน้ัน สันติหรือควำม
สงบจึงมำพร้อมกับควำมสุข และควำมสุขต้องอำศัยอิสรภำพ ซ่ึงภำษำทำงพุทธศำสนำเรียกว่ำ วิมุตติ
หรือควำมหลุดพ้น ซึ่งก็คือควำมหลุดพ้นจำกกิเลสและหลุดพ้นจำกควำมทุกข์นอกจำกนั้นพระธรรม
ปิฎกยังกล่ำวว่ำ ควำมสุขนั้นมีหลำยระดับมนุษย์มักจะนึกถึงแต่ควำมสุขพ้ืนาำนคือกำรบำรุงควำมสุข
ทำงตำ หู จมูก ลิ้น กำย แต่กำรได้มำซ่ึงควำมสุขเหล่ำน้ีเป็นกำรแสวงหำทำงวัตถุอันเป็นกำรนำมำซ่ึง
กำรแก่งแยง่ กนั ควำมสขุ ของคนหน่ึงอำจจะกลำยเปน็ ควำมทุกข์ของอกี คนหน่ึง ควำมสขุ เชน่ น้ีจึงไม่ใช่
ควำมสุขท่ีทำให้เกิดสันติควำมสขุ ท่ีจะนำมำซึ่งสนั ติคอื กำรพัฒนำมนุษย์ กำรฝึกทั้งด้ำนพฤติกรรมและ
ดำ้ นจิตใจ
กำรอยู่ร่วมกันในสังคมอย่ำงสันติคือกำรใช้ธรรมะชุดหน่ึงที่เรียกว่ำ ทำน ศีล ภำวนำ ซึ่งใน
ปจั จบุ ันน้ี มนษุ ย์มกั มองแคบ ๆ วำ่ ทำน ศีล ภำวนำเปน็ เรือ่ งท่ีเกย่ี วกับพระสงฆเ์ พียงอยำ่ งเดยี ว ควำม
จริงแล้ว ทำนคือกำรให้ ศลี คอื กำรไม่เบียดเบยี นกนั และกำรภำวนำซ่งึ เรมิ่ ตน้ ดว้ ยกำรแผ่เมตตำคือกำร
ปลกู ฝงั ควำมรัก ควำมปรำรถนำดีต่อกันเหล่ำนล้ี ว้ นเป็นกิจกรรมประจำวันทีม่ นษุ ยต์ อ้ งปฏิบตั ิต่อกัน
นอกจำกนั้น พระธรรมปิฎกมองว่ำ ปัญหำของมนุษย์ในปัจจุบันคือกำรสูญเสียควำมสำมำรถ
ในกำรมีควำมสุข แม้มนุษย์จะสำมำรถแสวงหำวตั ถุมำได้มำกมำยแต่ก็ไม่สำมำรถที่จะทำให้มีควำมสขุ
ได้ ดังน้ันมนุษย์จึงต้องพัฒนำควำมสำมำรถที่จะทำให้มีควำมสุขด้วย ถ้ำมนุษย์มีควำมสุขง่ำยขึ้นส่ิงที่
จะบำรงุ ควำมสุขก็มีควำมจำเป็นน้อยลง ทำใหส้ ำมำรถเผื่อแผ่แก่เพื่อนมนษุ ย์ได้มำกขนึ้ นำมำซึง่ สังคม
ที่มีควำมสุขมำกข้ึน และยังทำให้ลดกำรบริโภค ลดควำมสิ้นเปลืองแก่ทรัพยำกรธรรมชำติไปด้วย
แนวคิดในกำรพัฒนำมนุษย์ กำรสร้ำงควำมสุขด้วยกำรมีอิสรภำพจำกกิเลสซึ่งเป็นกำรเพิ่ม
ควำมสำมำรถในกำรมีควำมสุขของมนุษย์น้ัน เป็นกำรตีควำมโดยใช้มุมมองทำงพุทธศำสนำ และพระ
ธรรมปิฏกมองว่ำคือแนวทำงในกำรพัฒนำมนุษย์ต่อไปในอนำคต ในหนังสือ กำรศึกษำเพ่ือสันติภำพ
พระธรรมปิฎกได้เนน้ ถงึ ควำมเก่ียวพันระหวำ่ งนพิ พำนกับสนั ติ โดยมองว่ำ สันติสูงสุดกค็ อื พระนพิ พำน
และได้กล่ำวถึงควำมหมำยของคำว่ำสันติ ว่ำ หมำยถึงควำมสงบ ซ่ึงเป็นอีกช่ือหน่ึงของพระนิพพำน
ดงั นั้นสนั ตกิ ็คือนิพพำนน่ันเองทศั นะในกำรตีควำมคำวำ่ สนั ติภำพของพระธรรมปฎิ กน่ำสนใจตรงที่ได้มี
กำรเน้นถึงควำมสงบหรอื สันติภำยในของมนุษย์ โดยพระธรรมปฎิ กไดใ้ ห้ทัศนะไว้ว่ำ “ชำวโลกมักมอง
สันติแต่ควำมสงบภำยนอก มกั จะไมม่ องลึกเข้ำไปถึงภำยในจติ ใจ” อย่ำงไรก็ตำมพระธรรมปิฎกมองว่ำ
นิยำมของสันติในแง่ของควำมเรียบร้อยทำงสังคม กำรไม่ทำสงครำม กำรไม่เบียดเบียนกันก็เป็นส่วน
หนึ่งในคำสอนทำงพุทธศำสนำนอกไปจำกคำสอนเร่ืองควำมสงบภำยในจิตใจ โดยท่ีควำมอยู่ดีมีสุข
ของประชำชนหรือของสังคมหรอื ของโลกทั้งหมดคือสนั ตภิ ำพในอีกนิยำมหนึ่งด้วยเชน่ กัน และมองว่ำ
เป็นหน้ำที่ของพระสงฆ์ในพระพุทธศำสนำที่จะต้องบำเพ็ญตนเพ่ือสันติในแง่น้ีด้วย (พระธรรมปิฎก,
๒๕๓๐ : ๖)
๒๓
อย่ำงไรก็ตำม ในทัศนะของพระธรรมปิฎกน้ัน กำรให้ควำมหมำยคำว่ำสันติเพียงควำมอยู่ดีมี
สุขของประชำชน เป็นกำรให้ควำมหมำยอย่ำงหยำบ สิ่งท่ีพระธรรมปิฎกได้เน้นอย่ำงมำกในคำสอน
เรื่องของสันติภำยใน โดยกล่ำวว่ำ “ถึงแม้ไม่มีสงครำม ก็ยังไม่มีสันติภำพ” และ “สังคมที่แก่งแย่ง...
ต่ำงคนต่ำงมุ่งหำผลประโยชน์ เอำรัดเอำเปรียบข่มเหงกัน แมไ้ ม่ปรำกฏเป็นกำรรบรำฆ่ำฟนั กนั ไมเ่ ป็น
สงครำม ก็จัดว่ำเป็นสันติภำพไม่ได้ เพรำะไม่มีควำมสงบที่แท้จริง” พระธรรมปิฎกได้ให้ทัศนะที่
น่ำสนใจมำก คือกำรมองว่ำ “กำรทำลำยสันติภำพก่อตัวขึ้นบนาำนข้ำงในจิตใจ” (พระธรรมปิฎก,
๒๕๓๐ : ๑๒-๑๘) โดยมองว่ำ ก่อนท่ีมนุษย์จะทำร้ำยกัน ทุกอย่ำงจะต้องเริ่มที่จิตใจก่อน และได้ให้
คำศัพท์ทำงพุทธศำสนำ ๓ คำ ที่แสดงให้เห็นสำเหตุแห่งกำรกระทำอันนำมำซึ่งควำมไม่สงบหรือกำร
ขำดสันติภำพของมนุษย์ ได้แก่ ตัณหำ มำนะ และทิาิพระธรรมปิฎกได้ให้คำอธิบำยว่ำ “ตัณหำ” คือ
ควำมปรำรถนำในผลประโยชน์ โดยชี้ให้เหน็ ว่ำ โลกปจั จุบนั อยูภ่ ำยใต้กำรครอบงำของลัทธิวัตถุนิยมใน
ระยะที่เรียกว่ำบริโภคนิยม คือกำรถือเร่ืองกำรบริโภคเป็นใหญ่ มนุษย์ถือว่ำ กำรบริโภคเป็นที่มำแห่ง
ควำมสุข ดังนั้นมนุษย์จึงมีควำมสุขได้ด้วยกำรบริโภคหรือเสพวัตถุเท่ำน้ัน สำเหตุแห่งกำรกระทำอัน
ขำดสันติภำพของมนุษย์ประกำรที่ ๒ คือ “มำนะ” แปลว่ำ“ควำมต้องกำรยิ่งใหญ่” หมำยควำมว่ำ
ต้องกำรเดน่ ตอ้ งกำรใหญ่ ต้องกำรเหนือผู้อน่ื โดยเฉพำะตอ้ งกำรอำนำจ ส่วนสำเหตุประกำรที่ ๓ คอื
“ทิาิ” ได้แก่ ควำมเช่ือ ควำมเห็น ควำมยึดถือในควำมคิดลัทธินิยม อุดมกำรณ์ ศำสนำ ท่ีทำให้เกิด
ควำมคดิ วำ่ ของตนเท่ำนน้ั ทด่ี ี ส่วนของผอู้ ืน่ เลวหมด
พระธรรมปิฎกได้สรุปไว้ว่ำ ตัวกิเลสท้ัง ๓ คือ ตัณหำ มำนะ ทิาิ นี้เป็นตัวกำรสำคัญท่ีทำให้
มนุษย์ออกไปแสดงบทบำทต่ำง ๆ ท่ีทำให้เกิดภำวะที่เรียกว่ำ ริดรอนสันติภำพหรือทำลำยสันติภำพ
และเนื่องจำกกิเลส ๓ ตัวนี้ ก่อตัวข้ึนในจิตใจของมนุษย์ เพรำะฉะนั้นในท่ีสุดก็ต้องแก้ปัญหำท่ีจิตใจ
ของมนุษย์ และกำรแก้ปัญหำท่ีจิตใจของมนุษย์จะทำได้ก็ด้วยกำรพัฒนำมนุษย์ คือกำรให้มนุษย์เป็น
คนที่ดีขน้ึ (พระธรรมปฎิ ก, ๒๕๓๐ : ๒๓)
จำกทัศนะเร่ืองสันติภำพของพระธรรมปิฎก เห็นได้ว่ำ มีกำรมุ่งเน้นกำรสร้ำงสันติภำพจำก
ภำยในอันเป็นหลักสำคัญทำงพระพุทธศำสนำท่ีมุ่งเน้นกำรสำรวจกิเลสของมนุษย์ ซึ่งเป็นเร่ืองภำยใน
และเป็นบ่อเกิดจำกกำรขำดสันติภำพภำยในจิตใจน้ี สอดคล้องกับแนวคิดขององค์กำรยูเนสโกที่ว่ำ
“สงครำมเกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์ ดังน้ันจะต้องเสริมสร้ำงควำมปรำรถนำที่จะปกป้องสันติภำพให้
เกิดข้นึ ในจิตใจของมนุษย์ด้วย” (พระธรรมปฎิ ก, ๒๕๓๐ : ๓๖)
จะเห็นได้ว่ำ ทัศนะเรื่องสันติภำพในมุมมองของพระธรรมปิฎกเป็นกำรตีควำมผ่ำนคำสอน
ทำงพุทธศำสนำ โดยกำรเน้นเร่ืองกำรควบคุมตนเองของมนุษย์ไม่ให้ตกเป็นทำสของกิเลสซึ่งหำก
พุทธศำสนิกชนสำมำรถปฏิบัติตำมอย่ำงจริงจัง สันติภำพจะเกิดข้ึนได้อย่ำงแน่นอนบนแนวทำงนี้
เพรำะนพิ พำนซ่ึงเป็นเป้ำหมำยสูงสดุ ของพทุ ธศำสนิกชนนน่ั คือสันตภิ ำพนน่ั เอง
สรุปทา้ ยบท
แนวคิดเกี่ยวกับสันติภำพกำรนิยำมควำมหมำยจะเห็นได้ว่ำในมุมมองของ นักวิชำกำรด้ำน
สันติภำพ มักให้คำจำกัดควำมที่แตกต่ำงกันไปหลำยควำมหมำย บำงคนใช้คำว่ำสันติภำพ ใน
ควำมหมำยว่ำเปน็ สันติภำวะ คอื ภำวะทีส่ งบ ภำวะท่ไี ม่มคี วำมรนุ แรงในกำรแก้ปัญหำหรือดำเนินกำร
ใด นักสันติภำพบำงท่ำนอำจจะตีควำมสันติภำพว่ำ “เป็นเป้ำหมำย” ของชีวิตและสังคม แต่
๒๔
เน่อื งจำกสงั คมโลกประกอบด้วยวฒั นะธรรม ควำมเชอ่ื และศำสนำจำนวนมำก ฉะน้ัน กำรตีควำม
คำวำ่ สันตภิ ำพจึงมักจะมคี วำมแตกต่ำงกันในเชิงเปำ้ หมำย เช่น จะมองวำ่ สันตภิ ำพคือภำวะท่ีไร้ซึ่ง
ควำมขัดแย้งและควำมรนุ แรง บำงทำ่ นตีควำมวำ่ สันตภิ ำพนนั้ มนุษย์สำมำรถขัดแย้งกันได้ แตไ่ มค่ วร
จะใช้ควำมรุนแรงเข้ำเป็นเคร่ืองมือในกำรแก้ไขปัญหำ กำรตีควำมต่ำงย่อมนำไปสู่กำรปฏิบัติกำรท่ี
แตกต่ำงกันเช่นกนั
แนวคิดเก่ียวกับสันติภำพในทำงตะวันตกจะมุ่งไปสู่เป้ำหมำยคือ สันติภำพ และวิธีกำรควำม
หลำกหลำยของสันติภำพ สันติภำพในหลำกหลำยบริบท และรูปแบบของสันติภำพท่ีสร้ำงขึ้นและ
ดำรงอยู่โดยผู้คนในแต่ละกลุ่มชน อำจกล่ำวได้ว่ำสันติภำพหำกมองใน ๒ ลักษณะ สันติภำยในและ
สันติภำยนอก ดังกล่ำวมำแล้วน้ัน ในทัศนะเกี่ยวกับสันติภำพในมุมมองทำงตะวันตกเป็นเป็นกำรให้
ควำมสำคัญกับสันติภำพภำยนอก ส่วนในทำงพระพุทธศำสนำให้ควำมสำคัญกับสันติภำยในของ
ปัจเจกบุคคล กล่ำวคือมุ่งไปสู่ควำมสงบของจิตในเป็นสำคัญ แต่ท้ังนี้มิได้หมำยควำมว่ำในทำง
พระพทุ ธศำสนำจะละเลยสนั ตภิ ำยภำยนอกก็หำไม่
๒๕
คาถามท้ายบท
๑. ในมมุ มองของนักสันภำพทำงตะวนั ตกได้ใหค้ ำจำกัดควำมคำว่ำ
“สนั ติภำพ” ไว้อยำ่ งไร
๒. คำวำ่ สันตภิ ำพในทำงพระพุทธศำสนำกบั ในมุมมองของนกั สันตภิ ำพทำง
ตะวนั ตกมีควำมคลำ้ ยคลงึ หรือแตกตำ่ งกันหรือไม่
๓. แนวคิดเกีย่ วกับสนั ติภำพมีควำมสำคัญอยำ่ งไร
๔. ทำ่ นพทุ ธทำสภกิ ขุไดก้ ล่ำวถึงควำมหมำยของสันตภิ ำพไวอ้ ยำ่ งไรบ้ำง
๕. ในทัศนะของพระพรหมคุณำภรณ์ไดใ้ ห้ควำมหมำยของสันตภิ ำพไว้อยำ่ ไร
๖. จงบอกปรเภทของพุทธสนั ตวิ ธิ พี รอ้ มอธบิ ำยรำยละเอียดของแต่ละประเภท
๒๖
เอกสารอา้ งอิงประจาบท
พระไตรปฎิ กภำษำไทย ฉบบั มหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหำจุฬำลงกรณรำช
วิทยำลัย, ๒๕๓๙.
คทั ลยี ำ รตั นวงศ.์ แนวคิดเร่ืองสันติภาพของซยั ยดิ กฏุ บุ . วิทยำนิพนธ์ศิลปศำสตรมมหำบัณฑิต
สำขำปรัชญำ: บณั ฑิตวทิ ยำลัยมหำวทิ ยำลยั เชยี งใหม่, ๒๕๕๐.
โคทม อำรียำ. ขอ้ ชวนพจิ ารณาเรื่องสันติภาพ. ในหนังสือประมวลควำมรูเ้ รื่องสันติภำพ. เอกสำร
ประกอบคำบรรยำยโครงกำรปำากถำสัญจร กิจกรรมรว่ มฉลองปีสำกลแห่งสันติภำพของ
องค์กำรสหประชำชำติ ๑๙๘๖. กรุงเทพฯ: จฬุ ำลงกรณม์ หำวทิ ยำลัย, ๒๕๓๐.
ชัยวัฒน์ สถำอำนนั ท์. ท้าทายทางเลือก: ความรุนแรงและการไมใ่ ชค้ วามรนุ แรง. กรุงเทพฯ: มลู นธิ ิ
โกมลคมี ทอง. ๒๕๓๓.
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยตุ ฺโต). การพฒั นาท่ยี ง่ั ยืน. พมิ พ์ครั้งที่ ๙. กรุงเทพฯ: เรอื นแกว้ , ๒๕๔๖.
พระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต). พจนานกุ รมพทุ ธศาสตรฉ์ บับประมวลศพั ท์ ,พมิ พ์ครั้งที่ ๑๒.
กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์มหำจุฬำลกรณรำชวทิ ยำลัย, ๒๕๕๑.
—----. พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์.พิมพ์ครั้งท่ี ๑๗. กรงุ เทพฯ : : พระพุทธศำสนำ
ของธรรมสภำ, ๒๕๕๔.
—----. มองสันตภิ าพโลกผา่ นภูมหิ ลงั อารยธรรมโลกาภวิ ัตน์. พมิ พค์ ร้ังท่ี ๓. กรงุ เทพฯ: พมิ พ์สวย,
๒๕๔๘.
พระมหำหรรษำ ธมมฺ หำโส (นิธบิ ุณยำกร). พทุ ธสนั ติวิธ:ี การบรู ณาการหลกั การและเครอ่ื งมอื
จดั การความขดั แย้ง. กรงุ เทพฯ: : เซน็ จรู ี่ จำกัด, ๒๕๕๔.
พรี ะพล คดบัว. การดื้อแพง่ กับการลงโทษ: การวิเคราะหเ์ ชิงปรัชญา. วิทยำนิพนธ์หลกั สตู รปริญญำ
อกั ษรศำสตรมหำบัณฑติ ภำควิชำปรชั ญำ : บณั ฑติ วทิ ยำลยั จุฬำลงกรณ์มหำวทิ ยำลัย,
๒๕๒๕.
พทุ ธทำสภกิ ขุ. สนั ติภาพของโลก. สุรำษฎรธ์ ำน:ี โรงพมิ พธ์ รรมทำนมูลนธิ ิ:ไชยำ, ๒๕๓๑.
รุ่งธรรม ศจุ ิธรรมรกั ษ.์ สันตศิ ึกษา. สโุ ขทัย: มหำวิทยำลยั สุโขทัยธรรมธริ ำช, ๒๕๓๓.
—----. สันตศิ ึกษากบั สันติภาพ. เอกสำรกำรสอนชุดวิชำสนั ติศึกษำ หนว่ ยที่ ๑-๗ หน้ำ ๑-๒๔.
นนทบรุ ี: มหำวิทยำลัยสโุ ขทัยธรรมำธริ ำช, ๒๕๓๒.
สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษำจำรย์ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต) . การพัฒนาทย่ี งั่ ยืน. พิมพ์ครัง้ ที่ ๒๑..นครปาม: : (ม.
ป.พ.) , ๒๕๓๙.
สำยหยดุ เกดิ ผล และร่งุ ธรรม ศุจธิ รรมรกั ษ.์ สงงครำม. เอกสำรประกอบกำรสอนชดุ วชิ ำสันตศิ ึกษำ
หน่วยท่ี ๑-๗ หนำ้ ที่ ๘๗-๑๒๐. นนทบุรี: มหำวิทยำลยั สุโขทัยธรรมำธริ ำช, ๒๕๓๔.
MARTÍNEZ GUZMÁN,V. Filosofia para hacer las paces. Bacelona: Icaria
editorial, 2001.
พระมหำกฤษณะ ตรุโณ. พระพทุ ธศาสนากบั การสร้างสันติภาพโลก. ออนไลน์:
(http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=
722&articlegroup_id=156), ๖ พ.ย. ๒๕๖๑.
๒๗
มลู นิธิสหพนั ธส์ นั ติภำพสำกล (ประเทศไทย). ความหมาย “สนั ตภิ าพ”. ออนไลน์:
(http://www.upf.or.th/2010/index.php?option=com_content&view=article&id
=192%3Athe-meaning-of-peace&catid=49%3Aambassader-for-
peace&Itemid=37, ๖ พ.ย. ๒๕๖๑.
รำชบัณฑิตยสถำน. พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. ออนไลน์:
http://www.royin.go.th/dictionary/, ๖ พ.ย. ๒๕๖๑.
๒
แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี ๒
เร่อื ง แนวคิดเกยี่ วความขดั แย้ง
เนื้อหา
๒.๑ บทนำ
๒.๒ แนวคดิ ทฤษฎีเกี่ยวกับควำมขดั แย้งในทำงตะวันตก
๒.๒.๑ ลักษณะของควำมขัดแย้ง
๒.๒.๒ พัฒนำกำรของควำมขดั แย้ง
๒.๒.๓ ประเภทของควำมขดั แย้ง
๒.๒.๔ ปญั หำและสำเหตุของควำมขดั แยง้
๒.๓ แนวคิดเก่ยี วกบั ควำมขดั แยง้ ในทำงพระพทุ ธศำสนำ
๒.๓.๑ ควำมหมำยของควำมขัดแย้งในทำงพระพทุ ธศำสนำ
๒.๓.๒ สำเหตขุ องควำมขดั แยง้ ในทำงพระพทุ ธศำสนำ
๒.๔ ควำมสำคญั ของควำมขดั แย้ง
สรปุ ท้ำยบท
คำถำมทำ้ ยบท
เอกสำรอำ้ งอิงประจำบท
วตั ถปุ ระสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม
เม่อื ไดศ้ ึกษำเน้อื หำในบทนแี้ ล้วนสิ ิตสำมำรถ
รู้เนอื้ หำและอธบิ ำยควำมหมำยของควำมขดั แย้งตำมทฤษฎตี ะวันตกและ
ในทำงพระพุทธศำสนำได้
เขำ้ ใจและสำมำรถอธิบำยบอ่ เกดิ แห่งควำมขดั แย้งตำมทฤษฎตี ะวันตกและ
ในทำงพระพทุ ธศำสนำได้
วิเครำะหแ์ นวคดิ เกี่ยวกับควำมขดั แยง้ ตำมทฤษฎีตำ่ งๆได้
นำไปประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ิตประจำวันได้
วธิ กี ำรสอน
ศึกษำเอกสำรประกอบกำรสอนบทท่ี ๑
วิธีสอนแบบอภปิ รำยเน้ือหำ/ซกั ถำม/ทำแบบฝกึ หัดทบทวนในช้นั เรยี นและ
ทำแบบทดสอบ
ศึกษำคน้ ควำ้ ดว้ ยตนเอง
แบบแบ่งกลุม่ จัดกิจกรรมและรำยงำนผลตำมกลุ่มหน้ำช้ันเรียน
ร่วมวเิ ครำะห์เอกสำร Power Point หน้ำชั้นเรียน
สรปุ เนอื้ หำทที่ ำกำรเรียนกำรสอนแตล่ ะครงั้
ทำแบบทดสอบประจำบท
๓
นำผลทีไ่ ดจ้ ำกกำรทำแบบทดสอบประจำบทมำวเิ ครำะห์พื้นฐำนควำมเขำ้ ใจ
เพือ่ นำมำปรับประยกุ ต์ใชใ้ นกำรเรียนกำรสอนในบทตอ่ ไป
ส่ือการเรยี นการสอน
เอกสำรประกอบกำรสอนบทท่ี ๑
ประเมินผลก่อน/หลงั เรยี น
แบบฝึกหดั
Power point
ส่ือออนไลน์
การวัดผลและการประเมินผล
สงั เกตกำรณก์ ำรมสี ว่ นรว่ มกำรปฏิบัติงำนของนสิ ติ
สังเกตกำรณแ์ สดงควำมคิดเห็นตำมกลมุ่ ของนิสิต
ศึกษำจำกกำรประเมนิ ผลก่อนและหลังเรียน
สงั เกตควำมตงั้ ใจเรยี นควำมสนใจที่จะฟังคำถำมและตอบปญั หำ
กำรทำแบบฝึกหดั
๓๐
บทที่ ๒
แนวคดิ เก่ียวกบั ความขดั แยง้
๒.๑ บทนา
ในบททผ่ี ำ่ นมำได้กลำถงึ แนวคดิ เรือ่ งสนั ติภำพมำแลว้ ในสงั คมโลกปจั จบุ ันถอื ว่ำเปน็ เรอ่ื งใหญ่
อำจจะเกิดจำกสถำนกำรณท์ ำงสังคมที่บีบค้ันใหผ้ คู้ นแสวงหำสนั ติภำพกันมำกขึ้น เพรำะสังคมแมจ้ ะ
บอกว่ำมีกำรพัฒนำมำกขึ้น มีกำรศึกษำดีขึ้นมีวิทยำกำรเจริญสูงสุดก็ตำม แต่สังคมโลกย่ิงให้
ควำมสำคัญมำก เพรำะสันติภำพท่ีพูดถึงนั้นยังไม่ปรำกฏผลเป็นรูปธรรมท่ีชัดเจน หำกมองในมมุ
กลับกันในควำมเจริญทำงด้ำนวิทยำกำรของมนุษย์ อำจกล่ำวได้ว่ำสงั คมได้มีกำรพัฒนำมำถึงทำงท่ี
ตีบตัน มองซ้ำยขวำและไขว่คว้ำอย่ำงไรก็ไม่พบสันติภำพตำมท่ีหวัง บำงกลุ่มมีกำรยกกำลังทหำร
ขนสรรพอำวุธเพอื่ แสวงหำสนั ติภำพ โดยกำรเข่นฆ่ำคนขัดขวำงแนวทำงตน มกี ำรลม้ ลำ้ งรัฐบำลอีก
ประเทศหนึ่ง ท้ังน้ีเพียงหวังจะสร้ำงสันติภำพให้เกิดมีในสังคมในมิติท่ีต่ำงกัน บำงกลุ่มได้พยำยำม
แสวงหำวิถีทำงที่จะทำให้มนุษย์ที่เช่ือถือนับถือลัทธิศำสนำหรือนิกำยทีต่ ่ำงกนั สำมำรถอยู่ร่วมกนั ได้
โดยสันติ และแก้ไขควำมขัดแย้งด้วยวิธีเจรจำประนีประนอมแต่เท่ำท่เี ปน็ มำถึงบดั นี้ก็ยังไม่สำมำรถ
เรียกไดว้ ำ่ ประสบควำมสำเรจ็ สำเหตุอยำ่ งหนงึ่ อำจจะเกิดจำกกำรท่ีไมพ่ บวิธีกำรแกไ้ ขที่ถกู ตอ้ ง ดังนัน้
แนวคดิ เก่ียวกับควำมขัดแย้งท่ีสำคญั มี ๓ แนวคดิ ๑ ได้แก่
๑) แนวคิดแบบดั้งเดิม (Traditional View) เป็นแนวคิดที่ได้รับกำรยอมรับกันแพร่หลำย
ในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๓๐-๑๙๔๐ แนวคิดน้ีมีควำมเช่ือว่ำควำมขัดแย้งเปน็ สง่ิ ไม่ดี ไม่สมควรและไม่
เป็นประโยชนเ์ ปน็ สงิ่ เลวร้ำยและชว่ั รำ้ ย สมควรหลีกเล่ียงและกำจัดให้หมดไป
๒) แนวคิดแบบมนุษย์สัมพันธ์ (Human Relation) เป็นแนวคิดที่ยอมรับกันแพร่หลำย
ช่วงกลำงทศวรรษท่ี ๑๙๔๐-๑๙๗๐ ต่ำงก็มีควำมเหน็ ว่ำควำมขัดแยง้ เป็นสงิ่ ทีเ่ กิดเองตำมธรรมชำติ
และเป็นสง่ิ ท่ีหลีกเลี่ยงไมไ่ ดในทกุ กลมุ่ โดยควำมขัดแย้งอำจจะให้ผลลพั ธ์ท่ีเป็นประโยชนห์ รอื ให้โทษ
และทำให้เกิดปญั หำต่ำงๆ จงึ แสวงหำทำงลดและควบคมุ ควำมขดั แย้ง
๓) แนวคิดแบบสมัยใหม่ (Contemporary View) เปน็ แนวคิดทเี่ สนอว่ำควำมขัดแย้งเป็น
พลงั งำนทำงบวกทสี่ ่งเสรมิ กำรทำงำนกลุ่ม กลุม่ จำเปน็ ตอ้ งมีควำมขดั แย้ง เพรำะควำมขัดแย้งนำไปสู่
กำรเปลย่ี นแปลง กำรเปลีย่ นแปลงจะนำไปสกู่ ำรปรับตวั ควำมขดั แยง้ ก่อให้เกดิ พลังในทำงบวกหรือ
แปรควำมขัดแย้งใหไ้ ปในทิศทำงทสี่ ร้ำงสรรค์แทน
ดังนั้นในบทนี้เพื่อให้เกิดควำมชัดเจนจึงควรศึกษำเกี่ยวกับควำมขัดแย้งตำมหลักทฤษฎีทั้ง
ในทำงตะวนั ตกและในทำงพระพุทธศำสนำ ดังนี้
๒.๒ แนวคิดทฤษฎเี กี่ยวกับความขัดแย้งในทางตะวนั ตก
ควำมหมำยของควำมขัดแย้งคำวำ่ “ควำมขัดแย้ง” มำจำกภำษำอังกฤษว่ำ “Conflict” มรี ำก
ศัพท์มำจำกภำษำละตินว่ำ “Confligere” แปลว่ำ กำรต่อสู้ (Fight) กำรทำสงครำม (Warfare)
๑ อจั ฉรำ ลิม้ วงษ์ทอง. กำรบรหิ ำรควำมขดั แย้งในองค์กำร.กรุงเทพฯ: บุ๊คส์ ทู ยู. ๒๕๕๗. หนำ้ ๑๐.
๓๑
ควำมไม่ลงรอย หรือเข้ำกันไม่ได้ (Incompatibility) กำรขัดซ่ึงกันและกัน หรือกำรเป็นปรปักษ์
(Opposition) ซึ่งในที่นี้ได้มีผู้ให้ควำมหมำยของควำมขัดแย้งไว้หลำกหลำย ดังนี้เจมส์ โค (James
Kho) มองว่ำควำมขัดแย้งเป็นกำรต่อสู้กันระหว่ำงควำมคิด ควำมเห็น ควำมสนใจ ผลประโยชน์
ค่ำนิยม แนวทำง อำนำจ สถำนภำพ และทรัพยำกร๒ ซึ่งควำมขัดแย้งในลักษณะน้ีอำจจะเกิดข้ึน
ภำยในบคุ คลเพียงคนเดยี ว หรือเปน็ กำรขดั แย้งระหว่ำงบุคคล หรือระหว่ำงบคุ คลกบั กลมุ่ องคก์ ร หรือ
ระหว่ำงองคก์ รกบั องค์กร หรือระหวำ่ งกลมุ่ บคุ คลหลำยคนท่ีอยู่ในกลุม่ หนึ่งกับอีกกลมุ่ หนง่ึ หรอื กบั อกี
หลำย ๆ กลมุ่ ของบุคคลกไ็ ด้
เรยม์ อนด์ (Reymond) มองวำ่ ควำมขดั แย้ง คอื กำรตอ่ สู้ (Fight) กำรทำสงครำม (Warfare)
ควำมไม่ลงรอยหรอื เขำ้ กนั ไม่ได้ (Incompatibility) กำรขดั ซึง่ กันและกัน หรอื กำรเป็นปรปักษ์ต่อกนั
(Opposition) ระหว่ำงบุคคลสองคน หรือกลุ่มบุคคล ซึ่งมีควำมเห็น ควำมเชื่อ ควำมต้องกำรไม่
เหมือนกนั ทำใหเ้ กิดกำรโต้แยง้ หรอื โต้เถียงกัน และด้ินรน ต่อสู้ แข่งขนั กัน๓
กัลตุง (Johan Galtung) มองว่ำ ควำมขัดแย้งเก่ียวข้องกับพฤติกรรม (กำรกระทำ) ของ
บุคคล หรือกลุ่มบุคคลท่ีมีทศั นคติท่ีเป็นอริต่อกัน จนนำมำซ่ึงพฤติกรรมในรปู แบบที่ท้ำทำย ทำร้ำย
หรือก่อใหเ้ กดิ ควำมเสียหำยต่อคอู่ ริ หรือแมแ้ ต่ตนเอง๔
จำกแนวคิดดังกล่ำว จึงเกิดโมเดลท่ีว่ำด้วยควำมสัมพันธ์ระหว่ำงควำมขัดแย้ง ( Conflict)
ทัศนคติ (Attitude) และพฤติกรรม (Behavior) ดงั แผนภมู ิข้ำงลำ่ ง๕
แผนภมู ิ ๒.๑ แสดงควำมขัดแย้งที่เกย่ี วข้องกบั ทัศนคติ และพฤตกิ รรมรปู ๑
ความขดั แยง้
(Conflict)
ทศั นคติ พฤตกิ รรม
(Attitude) (Behavior)
๒ เจมส์ โค และคณะ, คู่มือกำรเพิ่มพลังควำมสำมำรถกระบวนกำรจัดกำรข้อพพิ ำท, แปลโดย วันชัย วัฒน
ศัพท์ และคณะ, (นนทบรุ ี : สถำบันพระปกเกลำ้ , ๒๕๔๕), หน้ำ ๒.
๓ Reymond W. 1973, p. 68. อำ้ งถึงใน อรปรยี ำ วสมุ หันต์. พุทธวิธีจัดกำรควำมขดั แย้งในทัศนะของ
พระไพศำล วสิ ำโล. วทิ ยำนพิ นธห์ ลักสตู ร์ปรญิ ญำพุทธศำสตรมหำบัณฑติ สำขำวิชำพระพุทธศำสนำ บัณฑิต
วทิ ยำลยั มหำวิทยำลัยมหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลยั . ๒๕๕๓. หน้ำ ๑๒.
๔ เรื่องเดยี วกัน.
๕ เรอ่ื งเดียวกนั .
๓๒
๒.๒.๑ ลกั ษณะของความขดั แย้ง
จำกทฤษฎีควำมขัดแย้งดังกล่ำวข้ำงต้น เกี่ยวกับควำมขัดแย้งสัมพันธ์ทัศนะคติและ
พฤติกรรม ดังน้ันเมื่อมีควำมขัดแย้งเกิดขึ้นซ่ึงเปน็ ลกั ษณะทไ่ี มพ่ ึงประสงค์ และมีควำมตอ้ งกำรทจ่ี ะ
จัดกำรกับควำมขัดแย้งเหล่ำนั้น หำกไม่ใคร่ครวญพิจำรณำสำเหตุและลักษณะให้ดีก่อน กำรแก้ไข
ปัญหำหรอื กำรท่ีจะขจดั ปัญหำอำจจะกลำยเป็นกำรเพ่ิมปญั หำหรือเพิม่ ควำมขัดแยง้ กไ็ ด้ ดังน้ันควร
ทำควำมเข้ำใจถงึ คณุ ลักษณะท่ีสำคัญของควำมขัดแยง้ เสยี กอ่ น เพอื่ ประโยชน์ในกำรบรหิ ำรจัดกำรให้
ได้ผลดี ซ่ึงควำมขดั แยง้ มลี ักษณะที่สำคญั ดังนี้
๑) ความขัดแย้งเป็น “ธรรมชาต”ิ ของมนุษย์และสงั คม๖
รำล์ฟ ดำห์เรนดอร์ฟ (Ralf Dahrendorf) อธิบำยลักษณะของควำมขัดแย้งว่ำมีลักษณะ
สอดคลอ้ งกับกำรเปล่ียนแปลงของสังคมท่ีมอี ยตู่ ลอดเวลำ เขำจงึ เสนอแนวคดิ ท่ีว่ำ “ทุก ๆ สงั คมเกดิ
ควำมขัดแย้งได้ทุกขณะ กำรขัดแย้งจึงมีอยู่ตลอดเวลำ” สอดคล้องกับแนวคิดของ เจมส์ โค
ศ.นพ.วันชัย วัฒนศพั ท์ รศ.ดร.ชยั วัฒน์ สถำอำนนั ท์ และไพศำล วงศว์ รสิทธ์ิทีม่ องวำ่ ควำมขดั แย้งเปน็
เรื่องธรรมดำ ท่ีดำรงอยู่ภำยในตัวมนุษย์เองซ่ึงเป็น สัตว์สังคม (Social Animal) มีปฏิสัมพันธ์กับ
บุคคล หรือกลุม่ บุคคลอนื่ มนุษย์ก็มิสำมำรถท่จี ะหลีกเลีย่ งข้อเท็จจรงิ น้ีได้ ควำมขัดแย้งฝังรำกลกึ อยู่
ในทุกสังคม จึงเป็นกำรยำกท่จี ะหลกี เล่ียง นักคิดกลุ่มน้ีเสนอว่ำ “อย่ำมองควำมขัดแย้งด้วยมำยำคติ
เพรำะในควำมเปน็ จรงิ แล้ว ควำมขดั แยง้ ก็สะท้อนนยั ในเชิงบวกเอำไวด้ ้วยเชน่ กนั ฉะน้นั กำรที่คนเรำ
คดิ เห็นต่ำงกันเป็นเรอื่ งปกติธรรมดำ ไม่จำเปน็ ต้องเปน็ ศัตรูกัน”
๒) ความขัดแยง้ กอ่ ใหเ้ กิดการเปลีย่ นแปลง
เจมส์ โค เสนอว่ำ “ควำมเห็นที่ขัดแย้ง ควำมแตกต่ำงในควำมคิด ในค่ำนิยม ในรสนิยม มี
สว่ นสำคัญในกำรกระตุ้นใหเ้ รำแสวงหำควำมชัดเจน และพัฒนำไปสู่กำรพูดคยุ และกำรทำควำมเขำ้ ใจ
กัน” ซ่ึงผู้วิจัยเห็นด้วยเป็นอย่ำงย่ิงว่ำ มุมมองท่ีเกิดจำกควำมคิดเห็นที่แตกต่ำงกันจะนำไปสู่กำร
เปล่ียนแปลงเพื่อให้พน้ ไปจำกสภำพเดมิ ทั้งในเชงิ ควำมคิด หรือ พฤตกิ รรม แต่กำรเปลย่ี นแปลงนัน้ จะ
พฒั นำไปสู่ควำมเจริญอยำ่ งสร้ำงสรรคห์ รอื ไม่ ขน้ึ อยู่กับวธิ ีกำรทผ่ี ทู้ ่ีขดั แยง้ ใชต้ ่ำงหำก
๓) ความขัดแย้งก่อให้เกิดพลงั งาน
เจมส์ โค และ พระมหำหรรษำธมฺมหำโส (นิธิบุณยำกร)๗ ต่ำงมองสอดคล้องกันว่ำ ควำม
ขัดแย้งทำใหร้ ่ำงกำยหล่ังสำรกระต้นุ ทำใหเ้ กดิ กำรเปลย่ี นแปลงพลงั งำนในรำ่ งกำยซึง่ จะเป็นบวก หรอื
ลบนั้นขึ้นอยู่กับว่ำกำรตระหนักรู้ของบุคคลน้ันๆว่ำจะทำอย่ำงไรจึงจะแปรควำมขัดแย้งไปในทำงท่ี
สรำ้ งสรรค์ และเกิดประโยชน์ สูงสุดแกต่ ัวเองและสงั คม
๔) ความขดั แยง้ ทาให้เกิดการปฏิสังสรรค์
จอร์ช ซิมเมล (Georg Simmel) นำเสนอว่ำ “ควำมขัดแย้งเป็นรูปแบบหนึ่งของกำร
ปฏสิ งั สรรค์ทีเ่ ห็นรปู ไดอ้ ย่ำงชัดเจน ซึ่งกำรปฏิสงั สรรค์ดังกลำ่ วจะทำให้สงั คมเกิดควำมกลมเกลยี วและ
๖ ศกึ ษำคณุ ลกั ษณะและควำมสำคญั เพิ่มเตมิ ใน พระมหำหรรษำ ธมมฺ หำโส (นธิ ิบุณยำกร). พทุ ธสันติวิธ:ี
กำรบรู ณำกำรหลกั กำรและเครื่องมือจัดกำรควำมขัดแยง้ . กรุงเทพฯ: : เซน็ จรู ่ี จำกัด, ๒๕๕๔.หน้ำ ๓๐.
๗ เร่อื งเดยี วกัน. หน้ำ ๓๒.
๓๓
เป็นเอกภำพมำกยงิ่ ขึน้ ” ซ่งึ ชัยวัฒน์ สถำอำนนั ท์ ก็สรปุ ในทิศทำง ทส่ี อดรับกนั วำ่ “ควำมขัดแย้งเป็น
พลงั ทะยำนแหง่ ชวี ิต”
จะเห็นได้วำ่ คณุ ลกั ษณะของควำมขัดแย้งนนั้ มีทง้ั บวก และลบ ข้ึนอยกู่ บั ทศั นคติและมุมมอง
ของคน สิ่งสำคญั คอื หำกเปล่ียนควำมขดั แยง้ เชิงลบให้กลำยเป็นบวกได้จะทำใหส้ งั คมเกิดกำรพัฒนำ
อย่ำงตอ่ เนอื่ ง ควำมขดั แยง้ ในทัศนะนจ้ี งึ เปน็ กลไกของควำมกำ้ วหน้ำทำงสงั คม
๒.๒.๒ พฒั นาการของความขดั แยง้
เฮนก้ิน (Henkin)๘ และศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ มองว่ำ “ควำมขัดแย้ง” นั้น มีกำรซ่อนตัว
เกดิ ขน้ึ ดำรงอยู่ และปรำกฏตัวอย่ำงต่อเน่อื งในบุคคล หรอื กลมุ่ บุคคลนั้น โดยช้ใี ห้เหน็ วำ่
(๑) ควำมขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ หรือควำมขัดแย้งแฝง (Latent Conflict) หมำยถึง สภำวกำรณ์
ของควำมขดั แยง้ ท่มี ีแนวโนม้ จะเกดิ ข้ึนซ่อนตัวอยู่ภำยในจติ ใจหรือภำยนอกของบุคคลหรอื กลุ่มบุคคล
ยังไมม่ ลี กั ษณะทป่ี รำกฏอย่ำงชัดเจน แต่ถ้ำบุคคลหรอื กลุ่มบุคคลไม่ตระหนักหรือใส่ใจ ควำมขดั แย้งก็
จะเร่มิ สำแดงและปรำกฏออกมำภำยนอกใหเ้ ห็นได้ชดั เจน
(๒) ควำมขัดแย้งท่ีปรำกฏข้ึน หรือควำมขัดแย้งกำลังก่อตัวเกิดข้ึน (Emerging Conflict)
หมำยถงึ สถำนกำรณท์ ่ีคูก่ รณมี องเหน็ และรบั รรู้ ่วมกนั ว่ำควำมขัดแยง้ ไดเ้ กิดขึน้ แล้ว กรณนี อ้ี ำจมีควำม
ตึงเครียดเห็นได้ชัดเจน แต่ยังไมม่ กี ำรโต้เถียง เจรจำ หรอื แกไ้ ขปญั หำทเ่ี กดิ ขึ้น
(๓) ควำมขัดแย้งที่ปรำกฏชัดเจน หรือควำมขัดแย้งที่ปรำกฏออกมำแล้ว ( Manifest
Conflict) หมำยถึง สถำนกำรณ์ของควำมขัดแย้งที่เห็นได้ชัดแต่ยังไม่มีทำงออก อำจรวมถึงควำม
ขดั แย้งบำงส่วนยังคงแฝงตัวอยู่อย่ำงซอ่ นเรน้
๒.๒.๓ ประเภทของความขดั แยง้
จอห์น แมคคอนแนล และคริสโตเฟอร์ มัวร์สรุปว่ำ คนเรำเกิดควำมขัดแย้งกนั ในประเด็นใด
ประเดน็ หนึ่ง ใน ๕ ประเดน็ ตอ่ ไปน้ี คอื ๙
๑. ควำมขดั แยง้ ดำ้ นข้อมลู (Data Conflict) เป็นปัญหำพืน้ ฐำนของควำมขัดแย้ง ซึ่งอำจเกิด
จำกข้อมูลทไี่ มต่ รงกนั เข้ำใจผิดในข้อมลู ขำดข้อมูล ขำดกำรส่อื สำร หรือสื่อสำรไม่ถูกต้อง ไม่ชดั เจน
รวมถงึ กำรสบั สนเรื่องหนำ้ ทแ่ี ละ มุมมองต่ำงกันในเร่ืองของขอ้ มูล
๒. ควำมขัดแย้งด้ำนผลประโยชน์ (Interest Conflict) ได้แก่ ขัดแย้งด้ำนควำมต้องกำรใน
กำรครอบครองวัตถุ สง่ิ ของตำ่ งๆ ทรพั ยำกรธรรมชำติ รวมถงึ อำนำจ และหนำ้ ท่ี
๓. ควำมขัดแย้งด้ำนควำมสัมพันธ์ (Relationship Conflict) ได้แก่ บุคลิกภำพ และ
พฤติกรรมหรือวิธีกำรทำงำน วิธกี ำรตดั สินใจที่ตำ่ งกัน รวมถงึ พฤติกรรมดำ้ นลบที่เกิดข้ึนซำ้ ซำกในอดตี
อำรมณ์ทร่ี ุนแรง ควำมเขำ้ ใจผิด กำรส่อื สำรท่บี กพรอ่ ง
๔. ควำมขัดแย้งด้ำนโครงสร้ำง (Structural Conflict) ที่ระเบยี บกฏเกณฑไ์ มเ่ ปน็ ธรรม ทำให้
กำรใช้อำนำจ กำรกระจำยอำนำจไม่เหมำะสมท้งั ในแงร่ ะบบ และระยะเวลำ
๘ Henkin, A.B. et.al.2000 : 16-17. อ้ำงถึงใน อรปรยี ำ วสมุ หันต์. พุทธวิธจี ดั กำรควำมขดั แยง้ ในทศั นะของ
พระไพศำล วิสำโล. วิทยำนพิ นธ์หลักสูตร์ปรญิ ญำพุทธศำสตรมหำบัณฑิต สำขำวิชำพระพทุ ธศำสนำ บณั ฑิต
วิทยำลยั มหำวิทยำลยั มหำจฬุ ำลงกรณรำชวทิ ยำลยั . ๒๕๕๓. หน้ำ ๑๘.
๙ เรื่องเดยี วกนั .
๓๔
๕. ควำมขัดแย้งด้ำนคุณค่ำหรือค่ำนิยม (Value Conflict) ควำมเช่ือที่ต่ำงกันทั้งทำงศำสนำ
คำ่ นิยม วฒั นธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ซ่ึงอำจเกิดจำกภูมิหลังต่ำงกนั พน้ื ฐำนทำงประวตั ิศำสตร์
ต่ำงกนั และเกณฑป์ ระเมินควำมสำคัญที่ตำ่ งกัน
แผนภูมิที่ ๒.๒ แสดงประเภทของควำมขดั แยง้ รปู ๒
• เจรจากนั ได้
Negotiation
ผลประโยช ขอ้ มลู Data
น์ Interest ค่านิยม
Value
ความสัมพันธ์ โครงสรา้ ง
Relationship Structural
• ยากตอ่ การเจรจา
Hard to
Negotiation
จำกแผนภูมิขำ้ งตน้ หำกเป็นควำมควำมขัดแยง้ เชงิ โครงสร้ำงเปน็ สิง่ ทีย่ ำกต่อกำรเจรจำ
สว่ นเฮนก้นิ นกั วิชำกำรดำ้ นจิตวทิ ยำ ได้แบ่งควำมขัดแยง้ ออกเปน็ ๔ ประเภท คือ๑๐
๑) ควำมขัดแยง้ ดำ้ นเปำ้ หมำย เกดิ จำกควำมตอ้ งกำรที่แตกต่ำงกันของแต่ละบคุ คล
๒) ควำมขัดแย้งด้ำนควำมคิด เกิดจำกกำรท่ีแต่ละคนแต่ละฝ่ำยมีควำมคิดเห็นไม่
ตรงกัน
๓) ควำมขัดแย้งด้ำนควำมรู้สึก เกิดข้ึนจำกกำรที่แต่ละบุคคลต่ำงมีควำมชอบ
รสนิยม และทัศนคติที่แตกต่ำงกัน จึงเกิดควำมรู้สึกแบ่งแยกเป็นคนละกลุ่มและขัดแย้งกับผู้อื่นทมี่ ี
ควำมชอบไมเ่ หมอื นตน
๔) ควำมขดั แยง้ ดำ้ นพฤติกรรม เนือ่ งมำจำกกำรท่บี ุคคลหนึง่ มกี ำรกระทำ หรอื ควำม
ประพฤตทิ ไี่ มเ่ ปน็ ท่ียอมรบั ของอีกฝ่ำยหน่ึง เช่น กิรยิ ำไมส่ ุภำพ ดูหมิน่ เหยียดหยำมผอู้ ่ืน เป็นต้น
อำจสรุปได้ว่ำ ควำมขัดแย้งตำมนยั มุมมองของนักจิตวิทยำนั้นแบง่ ออกเป็น ๒ ประเภท คือ
ควำมขดั แยง้ ภำยใน (Internal Conflict) ได้แก่ ควำมขัดแยง้ ในแง่ควำมคดิ ควำมรูส้ ึก คุณค่ำ และค่ำ
รสนิยมท่ีแตกต่ำง และควำมขัดแย้งภำยนอก (External Conflict) เช่น ควำมขัดแย้งท่ีเกิดจำก
ควำมสมั พนั ธ์ ผลประโยชน์ ข้อมูล โครงสร้ำงทำงสงั คมท่แี ตกตำ่ งกนั
๑๐ เรอื่ งเดียวกัน.หน้ำ ๑๙.
๓๕
จะเหน็ ไดว้ ำ่ ในมุมมองของนกั สันติภำพจะใหน้ ้ำหนักต่อควำมขดั แย้งภำยนอก สว่ นในมมุ มอง
นักจิตวิทยำมุ่งเน้นไปที่ควำมขัดแย้งภำยใน ซึ่งกำรมองท้ังสองแบบนี้ มีผลต่อกำรกำหนดรูปแบบ
วธิ กี ำรแกไ้ ขทแ่ี ตกต่ำงกนั ออกไป
๒.๒.๔ ปญั หาและสาเหตขุ องความขัดแย้ง
เม่อื กลำ่ วถงึ เหตปุ ัจจยั ของควำมขัดแย้ง มนี ักคิดและนักวชิ ำกำรหลำยท่ำนต่ำงก็ให้ควำมเห็น
ในแนวทำงท่หี ลำกหลำยแตกต่ำงกนั ไป
โยฮัน กัลตุง มองว่ำ ควำมต้องกำรข้ันพ้ืนฐำนทั้ง ๔ ประกำร คือ กำรดำรงชีวิต (Survival)
กำรมีควำมเป็นอยู่ท่ีดี (Welfare) กำรมีเสรีภำพ (Freedom) และกำรมีเอกลักษณ์และควำมรู้สึกมี
ควำมหมำยในชีวิต (Identity) เป็นตัวแปรสำคัญที่กอ่ ให้เกิดควำมขัดแย้ง และควำมรุนแรงในสงั คม
หำกมนุษย์ไมไ่ ด้รับกำรตอบสนองหรอื ได้รบั ไม่เพียงพอ
มองเทจ (Mongtague) กอร์เนย์ (Gorney) และสตอรร์ (Storr) นักพฤติกรรมศำสตร์
ทำกำรศึกษำเร่อื งมนุษยแ์ ละควำมก้ำวรำ้ ว ชว้ี ่ำ มนษุ ย์และสตั วใ์ นทุกสังคมมีสญั ชำตญำณก้ำวรำ้ วและ
ทำลำยลำ้ ง ซ่ึงจะแสดงออกมำรปู ของควำมขดั แย้ง กำรตอ่ สู้หรือกำรแขง่ ขนั
รำล์ฟ ดำห์เรนดอรฟ์ ( Ralf Dahrendorf) มองว่ำแหลง่ กำเนิดอันเป็นทีม่ ำของควำมขัดแยง้
ในสังคมนั้น เกิดจำกอำนำจของกำรรวมตัวข้ึนเป็นองค์กรของกลุ่มในสงั คมเพื่อควำมอยู่รอดของตน
เช่น ควำมขัดแย้งทเี่ กิดขึ้นในสหรัฐอเมรกิ ำ มักจะเกิดกล่มุ ต่ำง ๆ ที่มีกำรจัดตง้ั เปน็ องค์กร เช่น กลมุ่
สหภำพแรงงำนเพือ่ ควำมเสมอภำพ เปน็ ตน้
คริสเบิร์ก (Kriesberg) ชี้ว่ำ “ควำมสัมพันธ์ที่ไม่เท่ำเทียมกันของอำนำจเปน็ ลักษณะสำคัญ
ทีส่ ดุ ของควำมขัดแย้ง” เพรำะ “ระดับของอำนำจทแ่ี ตกตำ่ งกัน เปน็ ผลให้
คู่กรณีเรม่ิ ตระหนักถึงควำมแตกตำ่ งกนั ” และ “ยง่ิ ทำใหม้ ีกำรแสวงหำวธิ ีกำรเพื่อให้ไดม้ ำ ซ่งึ
ควำมมอี ำนำจ” เขำไดเ้ สนอทำงออกว่ำ “ควรทำให้มีกำรแสวงหำวธิ กี ำรเพ่อื ให้ได้มำซึ่งควำมเท่ำเทยี ม
กนั ”
ซำมูเอล ฮันติงตัน (Samuel Huntington) นักรัฐศำสตร์ชำวอเมริกัน ได้นำเสนอแนวคิด
เร่อื ง "กำรปะทะกนั ของอำรยธรรม” (The Clash of Civilizations) ใน พ.ศ. ๒๕๓๖ ว่ำ “สมมตฐิ ำน
ของผมก็คือ รำกเหง้ำของควำมขัดแย้งในโลกยุคใหม่จะไมใ่ ช่อดุ มกำรณ์หรือเศรษฐกิจเป็นพ้นื ฐำนอกี
แล้ว ควำมแตกแยกอย่ำงใหญห่ ลวงในมนุษยชำติ และตน้ ตอ ควำมขัดแยง้ ท่ีสำคัญท่ีสดุ จะเกิดมำจำก
พ้ืนฐำนทำงวัฒนธรรม” ส่ิงท่ีเขำยกมำยืนยันข้อสมมติฐำนก็คือ “ควำมขัดแย้งระหว่ำงวัฒนธรรม
‘ตะวันตก’ กบั วัฒนธรรม ‘อิสลำม’ และผลจำกกำรทำนำยของเขำนั้น ไดท้ ำใหเ้ กิด “เหตุกำรณ์ ๑๑
กันยำยน ๒๐๐๑” และ “สงครำมอฟั กำนสิ ถำนกับสงครำมอิรกั ”
จำกผลกำรศกึ ษำของฮันตงิ ตันดังกลำ่ วทำใหธ้ รี ยุทธ บุญมี และสรุ ชำติ บำรุงสุข ไดต้ อกยำ้ ว่ำ
ควำมขัดแย้งด้ำนวัฒนธรรมดังท่ีฮำติงตันกล่ำวถึงน้ันได้ “งอก” ออกมำจำกควำมขัดแย้งด้ำนชำติ
พันธ์ุ-ชำตินิยม (Ethno-Nationalism) และได้พัฒนำตัวไปสู่ควำมขัดแย้งด้ำนประวัติศำสตร์ มำสู่
ควำมขดั แยง้ ดำ้ นด้ำนวัฒนธรรมในที่สุด
คำร์ล มำร์กซ์ (Karl Marx) ได้กล่ำวไว้ในหนังสอื เรื่อง “Capital” Marcuse และ C. Wright
Mills ว่ำ ควำมขัดแยง้ เกดิ จำกกำรกดขขี่ ดู รดี ทำงชนช้นั โดยเฉพำะในสังคมทุนนิยมซึง่ โครงสร้ำงสังคม
๓๖
มกี ำรแบ่งชนชัน้ สูง และเปน็ ชนช้นั ทกี่ ดขข่ี ูดรดี ดังนน้ั ควำมขดั แยง้ จึงเป็นส่งิ ทหี่ ลีกเล่ยี งไม่ได้ เพรำะ
เป็นผลพวงมำจำกกำรแสวงหำผลประโยชน์ในระบบสังคมทุนนิยมและโครงสรำ้ งทำงเศรษฐกิจท่ีกดขี่
ผ้สู นบั สนนุ แนวควำมคดิ น้ีมี เลนนิ (Lenin) และเหมำเจอ๋ ตุง (Mao Tse-Tung) เป็นต้น
ศ.ดร.เทียนฉำย กีระนันท์ ชี้ว่ำ ควำมต้องกำรด้ำนเศรษฐกิจ และควำมต้องกำรด้ำนสังคม
เป็นตัวแปรสำคัญประกำรหน่ึงที่ทำให้เกิดควำมขัดแย้งข้ึน ควำมแตกต่ำงย่ิงมำก ก็ยิ่งขัดแย้งมำก
เช่นเดียวกับชัยวัฒน์ สถำอำนันท์ ท่ีวิเครำะหว์ ่ำ ตัวแปรด้ำนสังคม และเศรษฐกจิ ทเ่ี ก่ยี วเนื่องกำรกับ
ดำรงชพี ทำให้เกดิ ควำมขดั แย้งดำ้ นชนช้นั และกำรช่วงชิงทรพั ยำกรในระดบั ต่ำง ๆ
รศ.ดร. ชยั วัฒน์ สถำอำนนั ท์ มองว่ำสำเหตขุ องควำมขดั แยง้ มำจำกตวั แปรทส่ี มั พนั ธก์ ันอยำ่ ง
ซับซ้อน เช่น ตัวแปรท่ีเก่ียวกับควำมต้องกำรในกำรดำรงชีพของคน ทำให้เกิดควำมขัดแย้งเพ่ือ
แสวงหำกำรควบคุมภำวะแวดลอ้ มของมนุษย์ ตัวแปรทำงจิตวิทยำ ได้แก่ ควำมต้องกำรและกำรขัดขนื
อำนำจของมนุษย์ ส่วนตัวแปรทำงสภำพภูมิศำสตร์ ก่อให้เกิดกรณีพิพำทด้ำนพรมแดนระหว่ำง
ประเทศ ตัวแปรทำงสังคมเศรษฐกิจทำใหเ้ กิดควำมขัดแยง้ ทำงชนชั้น และกำรช่วงชิงทรัพยำกรในแต่
ละระดับด้วยรปู แบบต่ำงๆ และตวั แปรทำงวัฒนธรรมก่อให้เกดิ ควำมขดั แยง้ ทำงดำ้ นศำสนำ
ฉันทนำ บรรพศิริโชติ ได้นำเสนอหลักกำร “ไม่สมมำตร” (Asymmetric Conflict) ซึ่งเปน็
ประเด็นที่สอดรับกับคริสเบิร์กท่มี องว่ำ “ควำมขัดแย้งระหว่ำงคู่ท่ีไม่เท่ำเทียมกันทำงอำนำจ” โดย
พยำยำมเปรียบเทียบว่ำ “ถ้ำเป็นมวยก็เรียกว่ำเป็นคู่ต่อสู้คนละรุ่น และมีโปรโมเตอร์คนละระดับ”
ประเด็นปญั หำก็คือ “ทำอยำ่ งไร จงึ จะสำมำรถปรับใหฐ้ ำนของอำนำจเทำ่ เทียมกัน” เพอ่ื ไมใ่ ห้ฝำ่ ยใด
ฝำ่ ยหน่งึ มอี ำนำจมำกจนเกินไปจนทำใหก้ ำรเจรจำ “ไรท้ ำงออก”
สุมน อมรวิวัฒน์ เห็นว่ำ “กำรรุกและกำรปะทะกันของกระแสทำงวัฒนธรรม” ก่อให้เกิด
กระแสของควำมขัดแยง้ ทร่ี ุนแรงขน้ึ ในขณะท่ีชยั วัฒน์ สถำอำนันท์
ก็มองว่ำลทั ธิเผ่ำพนั ธ์ุ ลัทธิชำตินิยม (Ethnocentrism) และกำรยึดหลกั โดยเน้นศำสนำของ
ตวั เองเปน็ ศนู ย์กลำง (Religion Centric) เป็นตัวแปรสำคัญท่ีจะทำใหเ้ กิดควำมขดั แยง้ ในยคุ ปัจจบุ นั
ข้อมูลจำกเว็บไซต์ที่เก่ียวข้องกับกำรจัดกำรควำมขัดแย้งของมหำวิทยำลัยเปอร์ดูประเทศ
สหรัฐอเมริกำ ได้กล่ำวถึงสำเหตุหรอื ส่วนผสมทส่ี ำคัญที่ทำใหเ้ กดิ ควำมขัดแย้งมีดว้ ยกนั ๕ ประกำร
ได้แก่ ควำมต้องกำร กำรรับรู้ อำนำจ ค่ำนิยม และควำมรู้สึกอำรมณ์๑๑ ซ่ึงสำมำรถอธิบำยได้
ดงั น้ี
๑) ควำมต้องกำร (Needs) เป็นส่ิงสำคญั สำหรบั กำรคงอยแู่ ละกำรดำรงชวี ิตของมนุษย์ ไม่
ว่ำจะเป็นพ้ืนฐำนควำมต้องกำรของมนุษย์ ๕ ขั้นตำมทฤษฎีของมำสโลว์ หรือทฤษฎีควำมต้องกำร
ควำมสำเร็จของแมคเคลแลนด์ท่ีกลำ่ วว่ำควำมต้องกำรในชีวิตของแต่ละคนจะแตกต่ำงกัน ไปตำม
สภำพแวดล้อม สงั คม กำรศึกษำ วัฒนธรรม เป็นต้น พื้นฐำนควำมต้องกำร ๓ ประกำร คอื ควำม
ต้องกำรประสบควำมสำเรจ็ ควำมตอ้ งกำรมิตรสัมพันธ์ และควำมต้องกำรอำนำจ
๒) กำรรบั รู้ (Perceptions) ในกำรดำเนนิ ชวี ติ ของมนษุ ย์แต่ละคนจะมีมมุ มองทแ่ี ตกต่ำงกนั
ส่งผลใหเ้ กิดกำรรับรู้ กำรสือ่ สำรในแนวทำงเดยี วกนั หรือคนละแนวทำง จะส่งผลใหเ้ กิดควำมขดั แย้ง
๑๑ อัจฉรำ ลิม้ วงษ์ทอง. กำรบริหำรควำมขัดแย้งในองค์กำร.กรุงเทพฯ: บคุ๊ ส์ ทู ยู. ๒๕๕๗. หน้ำ ๘-๑๐.
๓๗
ขึ้น มมุ มองของแต่ละฝ่ำยอำจมำจำกควำมต่ำงทำงด้ำนวิถชี ีวติ สังคม กำรศึกษำ วัฒนธรรม ค่ำนยิ ม
เปน็ ตน้ ทำให้เกดิ ควำมขดั แยง้ ขน้ึ
๓) อำนำจ (Power) ขอบเขตของอำนำจและกำรใช้อำนำจถอื ว่ำเปน็ สิ่งสำคัญท่รี ะบุถงึ บ่อ
เกดิ หรือระดับควำมขดั แย้งทเ่ี กิดข้นึ ได้ อำนำจจะเป็นเคร่อื งบง่ ชวี้ ำ่ ควำมขัดแย้งจะต้องดำเนนิ กำรไป
ในทิศทำงใด หำกฝ่ำยใดมีอำนำจมำกกว่ำย่อมมีโอกำสได้เปรียบ เพรำะจะได้รับประโยชน์อีกฝ่ำย
และสำมำรถควบคมุ สถำนกำรณ์ควำมขัดแยง้ ได้มำกกว่ำ
๔) ค่ำนยิ ม (Values) ควำมเช่อื หรือหลกั เกณฑ์ท่ีได้พิจำรณำแลว้ ว่ำเป็นส่ิงสำคญั เมื่อบคุ คล
หรือกลมุ่ คนท่มี ีคำ่ นยิ มทตี่ ่ำงกันหรือไม่เท่ำเทียมกนั ทำให้เกิดกำรไมย่ อมรบั หรือไม่ยึดถือกับสง่ิ ปฏิบัติ
ของอีกฝำ่ ย ส่งผลใหเ้ กดิ ควำมขดั แย้งขึน้
๕) ควำมรู้สึกและอำรมณ์ (Feeling and Emotions) เป็นส่วนหน่ึงในกำรดำเนนิ ชีวิตของ
บุคคลที่จะประสบควำมสำเร็จหรือไม่ บำงคร้ังก็ข้ึนอยู่กับควำมรู้สึกและอำรมณ์ของแต่ละบุคคล
เพรำะไม่อำจปล่อยวำงใหค้ วำมรู้สกึ และอำรมณ์มอี ิทธิพลเหนือเหตุผล และสำเหตุสว่ นใหญ่ท่ีทำให้
เกิดควำมขัดแย้งก็เพรำะกำรไม่ใส่ใจ ไม่เข้ำใจ ไม่รับรู้ ไม่ปรับตัวต่อควำมรู้สึกและอำรมณ์ของ
ตนเองและบุคคลอน่ื
จำกแนวคดิ ทหี่ ลำกหลำยเหล่ำนี้ เรำสำมำรถสรุปถึงสำเหตุของควำมขดั แยง้ ออกเปน็ กลมุ่ ได้
ดังน้ี
๑) ปัจจยั ภายในท่ีกอ่ ให้เกิดความขัดแย้ง เนอ่ื งจาก
(๑) เป็นสัญชำตญำณ และพฤติกรรมปกติของมนุษย์
(๒) เกดิ จำกควำมตอ้ งกำรทีแ่ ตกตำ่ งกัน
(๓) เกิดจำกอำนำจท่ไี มเ่ ทำ่ เทยี มกัน
(๔) เกดิ จำกคำ่ นิยม ควำมเชื่อ
๒. ปัจจัยภายนอกที่ก่อใหเ้ กดิ ความขัดแยง้ เน่อื งจาก
(๑) เกิดจำกชำตพิ ันธุ์ วัฒนธรรม ประเพณี และกำรนับถอื ศำสนำทีแ่ ตกต่ำงกัน
(๒) เกดิ จำกควำมอยตุ ิธรรม กำรไม่เท่ำเทียมกนั ในด้ำนเศรษฐกิจและสงั คม
(๓) เกิดจำกโครงสรำ้ งสงั คม
(๔) เกดิ จำกข้อมูล ข่ำวสำร หรอื กำรสื่อสำรท่ีไร้ประสทิ ธภิ ำพ
พลเอก สำยหยุด เกิดผล ได้กล่ำวถึงสำเหตุของควำมขัดแย้งไว้ในงำนเร่ือง ควำมขัดแย้ง
ระหวำ่ งประเทศและควำมม่นั คงของไทยว่ำ ควำมขัดแยง้ สว่ นใหญเ่ ป็นเรอื่ งของเศรษฐกจิ กำรเมือง
เชื่อชำติ ศำสนำเข้ำมำสมทบ ทำให้ควำมขัดแย้งนั้นยุงยำกยิ่งข้ึน๑๒ และกล่ำวถึงระดับของควำม
ขดั แยง้ ไว้ ๔ ระดับ ดงั นี้
๑) ควำมขัดแย้งระดับอำวุธนิวเคลียร์
๒) ควำมขัดแยง้ ระดับโลก
๓) ควำมขดั แย้งระดบั ภมู ิภำค
๑๒ ประมวลควำมรเู้ ร่ืองสันตภิ ำพ. เอกสำรประกอบคำบรรยำยโครงกำรปำฐกถำสัญจร กิจกรรมร่วมฉลอง
ปสี ำกลแห่งสนั ตภิ ำพขององค์กำรสหประชำชำติ ๑๙๘๖. กรุงเทพฯ: จุฬำลงกรณ์มหำวทิ ยำลัย. ๒๕๓๐. หนำ้ ๒๔๒-
๒๔๓.
๓๘
๔) ควำมขัดแยง้ ระดับชำติ
เมื่อกล่ำวโดยสรุปแล้ว “เหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดควำมขัดแย้ง” มีตัวแปรใน ๒ มิติหลัก ๆ
ด้วยกนั กลำ่ วคอื ตวั แปรภำยใน และตวั แปรภำยนอก ซงึ่ ตวั แปรภำยในน้นั มงุ่ เนน้ ไปที่ “กิเลส” และ
พฤติกรรมอันเป็นด้ังเดิม หรือเป็นสัญชำตญำณของมนุษย์ และตัวแปรภำยนอกที่มุ่งเน้นไปท่ปี ัจจยั
ภำยนอกอันได้แก่สภำพทำงเศรษฐกิจ สังคม ค่ำนิยม อำนำจ และพฤติกรรมต่ำง ๆ ที่มนุษย์ได้แสดง
ออกมำ๑๓
๒.๓ แนวคดิ เก่ียวกับความขดั แย้งในทางพระพทุ ธศาสนา
สงั คมปจั จบุ นั มคี วำมขัดแย้งเกดิ ข้ึนมำกมำย อันเน่ืองมำจำกควำมหลำกหลำย ควำมซบั ซ้อน
และกำรเปล่ียนแปลงท่รี วดเร็ว เกินกว่ำทม่ี นษุ ย์ทั่วไปจะเข้ำใจและจดั กำรได้ ควำมเชื่อที่ต่ำงกัน คุณ
ค่ำท่ีต่ำงกนั กำรแย่งชงิ ทรพั ยำกรอนั มีอยูจ่ ำกัด ควำมไม่เปน็ ธรรมทำงสังคม กำรท่ีกฎหมำยไมส่ ำมำรถ
บังคับใช้ได้อย่ำงเท่ำเทียมและถูกตรง ระบบกำรเมือง และระบบรำชกำรท่ีขำดศักยภำพท่ีจะ
เอ้ืออำนวยให้ชวี ิตและสังคมดำเนินไปด้วยดี ทศิ ทำงกำรพฒั นำทเ่ี นน้ เร่ืองกำรแขง่ ขนั เสรี และกำรเอำ
เงินเปน็ ตัวตงั้ ทำให้ควำมเครยี ดและกำรเหลื่อมลำ้ ในสังคมเพิ่มขนึ้ ระบบกำรศึกษำท่ีไม่ทำให้มนษุ ย์
สำมำรถเผชิญกับปัญหำและควำมกดดนั ใหม่ ๆได้ มนุษยจ์ งึ เหมือนตกอยู่ทำ่ มกลำงปญั หำทถ่ี ำโถมเข้ำ
มำ เต็มไปดว้ ยควำมขดั แย้ง และปะทไุ ปส่คู วำมรุนแรงไดท้ ุกเมอ่ื ๑๔
ควำมขัดแย้งมีบ่อเกิดหรือสำเหตุใดก็ตำมหำกไม่เข้ำใจคุณลักษะที่เป็นพ้ืนฐำนอย่ำงชัดแจง้
กำรแสวงหำสนั ติย่อมเกิดขึน้ มิได้ คำวำ่ สันตภิ ำพ โดยท่วั ไปมักใช้อธบิ ำยถงึ ภำวะแหง่ ควำมสงบสขุ ท่ี
เกิดขึ้นกับสงั คมในระดับประเทศขนึ้ ไป บำงคนอำจใชส้ บั สนกับคำวำ่ สนั ตวิ ธิ ี ซง่ึ ควำมจรงิ แล้ว ๒ คำนี้
มีควำมหมำยแตกต่ำงกัน คอื สันตวิ ธิ ี หมำยถงึ วิธีท่ีนำไปสคู่ วำมสงบสขุ สนั ติภำพไมอ่ ำจจะเกิดขึ้นได้
หำกไม่มีกำรเปรียบเทียบกบั ภำวะท่ีตรงกันข้ำมคือควำมไม่มีสันติภำพ ซึ่งปรำกฏอยู่ในรูปแบบของ
ภำวะที่ปรำศจำกสงครำมบำ้ ง ภำวะที่ปรำศจำกควำมรนุ แรงบำ้ ง ภำวะท่ีปรำศจำกควำมขัดแย้ง ไม่
กระทบกระท่ังกนั และกนั บำ้ ง
ตำมทัศนะของกลุ่มนักสันตินิยมรวมทั้งปรำชญ์ทำงพระพุทธศำสนำ สังคมโลกในยุคโลกำ
ภิวตั น์ เป็นสังคมทเี่ ตม็ ไปดว้ ยควำม “ไรร้ ะเบียบ” (Chaos) ตัวแปรสำคัญของสภำวะดังกลำ่ วนน้ั ซ่อน
ตัวอยู่บนพ้ืนฐำนของสังคมที่มคี วำมแตกต่ำง และหลำกหลำยไปด้วยค่ำนิยม ทัศนคติ ภำษำ ศำสนำ
ควำมต้องกำร ผลประโยชน์ และกลุม่ ชำตพิ ันธ์ุ ทพ่ี ยำยำมจะดำรงและรกั ษำควำมเป็นอัตลักษณ์ และ
ผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเองเอำไว้ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ “ควำมไม่สมนัย” ของตัวแปรต่ำงๆ เกิด
๑๓ อรปรียำ วสุมหนั ต์. พุทธวิธีจดั กำรควำมขดั แยง้ ในทศั นะของพระไพศำล วิสำโล. วิทยำนพิ นธ์หลักสตู ร์
ปรญิ ญำพุทธศำสตรมหำบัณฑิต สำขำวิชำพระพทุ ธศำสนำ บณั ฑิตวทิ ยำลยั มหำวทิ ยำลยั มหำจุฬำลงกรณรำช
วิทยำลยั . ๒๕๕๓. หน้ำ ๑๘-๒๓.
๑๔ เร่ืองเดยี วกนั .
๓๙
อำกำร “ขบเหล่ียม” จนกลำยเป็น “ภำวะไร้ควำมสมดุล” และก่อให้เกิด “ผลข้ำงเคียง” (Side
Effect) จนนำไปสู่ “ควำมขดั แย้ง” (Conflict) ในทีส่ ุด๑๕
ดงั น้นั จงึ มคี วำมจำเปน็ อยำ่ งยง่ิ ท่ีจะต้องศกึ ษำหำหนทำงทจ่ี ะลดควำมขัดแย้งเหลำ่ นใ้ี หล้ ดลง
หรือหมดไป โดยในบทน้ีควรศกึ ษำแนวคิดข้ันพ้ืนฐำนเก่ียวกับควำมขัดแย้ง ตำมหลกั พระพุทธศำสนำ
เพื่อนำมำวิเครำะห์หำ องค์ควำมรู้ในกำรบรหิ ำรจดั กำรควำมขัดแย้งเหล่ำน้ีเพือ่ เป็นแนวทำงให้เข้ำสู่
สภำวะปกตใิ นที่สุด
๒.๓.๑ ความหมายของความขดั แย้งในทางพระพุทธศาสนา
จำกงำนวจิ ัยเกี่ยวกบั ควำมขัดแย้งของพระมหำหรรษำ ธมฺมหำโส (นิธิบุณยำกร) ระบุวำ่ ไม่มี
ภำษำบำลที ่แี ปลว่ำ” ควำมขดั แย้ง” โดยตรง มเี พยี งคำอน่ื ทม่ี คี วำมหมำยบง่ บอกถึงลกั ษณะของควำม
ขัดแย้ง โดยแบง่ ออกเปน็ ๒ ประเด็นหลกั คอื ควำมขดั แย้งในแง่ของธรรม และควำมขัดแยง้ ในแง่ของ
วินยั ๑๖ ดังน้ี
๑) ความหมายของความขัดแยง้ ในแง่ของธรรม๑๗
ควำมขัดแย้งในแง่ของธรรม คือ กำรท่ีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลมีควำมต้องกำร
ควำมเห็น กำรประพฤตปิ ฏิบัติท่ขี ัดกนั จนเกิดกำรทะเลำะวิวำทกัน โดยมีนัยท่ีแตกต่ำงกนั ตำมทีพ่ ระ
มหำหรรษำ ไดน้ ำเสนอไว้ในงำนวจิ ัยของทำ่ น ประกอบดว้ ย
(๑) ควำมบำดหมำง
(๒) กำรทะเลำะ
(๓) กำรแกง่ แย่ง
(๔) กำรวิวำท
(๕) กำรมงุ่ รำ้ ยกนั
(๖) กำรถกเถียงกัน
สรุปได้ว่ำ ควำมหมำยของควำมขัดแย้งในแง่ของธรรมมีหลำยควำมหมำย ได้แก่ กำร
บำดหมำง กำรทะเลำะ กำรแก่งแยง่ กำรวิวำท กำรม่งุ รำ้ ยกนั และ กำรถกเถยี งกัน มีนัยทีค่ รอบคลุม
ถึงกำรใช้คำพูดในทุก ๆ มิติ ท่ีเป็น “มิจฉำวำจำ” ดังจะเห็นได้จำกพระพุทธพจน์ที่ว่ำ “ไม่พึงกล่ำว
ถอ้ ยคำขดั แย้งกนั ”๑๘ ซึง่ เปน็ กำรแสดงถึงควำมหมำยทก่ี ว้ำงกว่ำ ควำมขัดแยง้ ตำมแนวคดิ ท่วั ไป
๒) ความหมายของความขัดแยง้ ในแงข่ องวนิ ัย
๑๕ พระมหำหรรษำ ธมมฺ หำโส. รปู แบบกำรจดั กำรควำมขัดแย้งโดยพทุ ธสันติวธิ ี : ศกึ ษำวิเครำะหก์ รณีลุ่ม
น้ำแม่ตำช้ำง จ.เชียงใหม่. วิทยำนิพนธ์พุทธศำสตรดุษฎีบัณฑิต บัณฑิตวิทยำลัย. กรุงเทพฯ : มหำจุฬำลงกรณรำช
วิทยำลัย, ๒๕๔๘. หน้ำ ๑.
๑๖ อรปรยี ำ วสุมหนั ต์. พทุ ธวธิ ีจัดกำรควำมขัดแย้งในทัศนะของพระไพศำล วิสำโล. วทิ ยำนพิ นธ์หลักสตู ร์
ปริญญำพทุ ธศำสตรมหำบัณฑติ สำขำวิชำพระพุทธศำสนำ บัณฑติ วิทยำลัย มหำวทิ ยำลยั มหำจฬุ ำลงกรณรำช
วิทยำลัย. ๒๕๕๓. หน้ำ ๔๘.
๑๗ เร่อื งเดยี วกัน. หน้ำ ๑๑๙-๑๒๘.
๑๘ ส.ข. (ไทย).๑๗/๓/๑๑.
๔๐
วินัย หมำยถึง ระเบียบ ข้อปฏิบัติ หรือสิกขำบทที่พระพุทธเจ้ำทรงบัญญัติให้
พระภิกษุ และภิกษุณี ยึดเป็นหลักในกำรประพฤติปฏิบัติ และอยู่ร่วมกันอย่ำงสงบฉันท์ โดยมี
วัตถุประสงค์เพื่อปอ้ งกนั ไม่ให้เกิดควำมขัดแย้งข้ึนในหมูค่ ณะ และระงับควำมขัดแย้งทีเ่ กิดข้นึ แล้วใน
หม่สู งฆ์ดว้ ย อันจะทำใหเ้ กดิ ควำมผำสุกแก่ตนเอง และสังคม
ควำมขัดแย้งในแง่ของวนิ ัยน้นั เรียกวำ่ “อธกิ รณ์”๑๙ หมำยถึง ปญั หำข้อพิพำททเี่ กดิ ขึ้นในหมู่
สงฆ์เป็นหลกั บำงคร้ังก็รวมถึง ควำมขัดแย้งท่ีเกิดข้ึนระหว่ำงภิกษุ ภิกษุณี สำมเณร สำมเณรี โดยมี
อุบำสกและอุบำสิกำเป็นคู่กรณีด้วย จนต้องนำมำอภิปรำยร่วมกัน เพื่อแสวงหำทำงออกด้วยวิธีกำร
ตำ่ ง ๆ เชน่ กำรสบื สวน และไตถ่ ำมคู่กรณี เก่ยี วกบั ควำมเปน็ มำของปจั จัยควำมขัดแย้ง
“ววิ ำทำธิกรณ์” หมำยถงึ ควำมบำดหมำง ควำมทะเลำะ ควำมแก่งแยง่ ควำมววิ ำท ควำม
กล่ำวต่ำงกนั ควำมกล่ำวโดยประกำรอ่ืน โดยเป็นกำรวิวำทในประเดน็ ดงั ต่อไปนี้
๑. นธ้ี รรม น้อี ธรรม
๒. นว้ี นิ ยั น้มี ใิ ชว่ ินัย
๓. น้ตี ถำคตภำษิตไว้ ตรสั ไว้ น้ตี ถำคตไมไ่ ด้ภำษติ ไว้ ไมไ่ ดต้ รัสไว้
๔. นี้จริยำวตั รท่ีตถำคตไดป้ ระพฤตมิ ำ นจ้ี ริยำวตั รทต่ี ถำคตไม่ได้ประพฤตมิ ำ
๕. นี้ตถำคตทรงบัญญัติไว้ นีต้ ถำคตไม่ได้ทรงบัญญัติไว้
๖. นอ้ี ำบัติ นี้อนำบตั ิ
๗. นอี้ ำบตั เิ บำ น้ีอำบตั ิหนกั
๘. น้อี ำบัตมิ สี ว่ นเหลอื นี้อำบัตไิ มม่ สี ว่ นเหลอื
๙. นี้อำบัติชว่ั หยำบ นี้อำบัติไมช่ ัว่ หยำบ๒๐
“อธกิ รณ์” หรอื “ข้อพพิ ำท” ท่เี ก่ียวข้องกบั มจิ ฉำวำจำ และแสดงออกทำงกำย วำจำ และใจ
ด้วยท่ำทีของควำมบำดหมำงกัน ทะเลำะกัน แก่งแย่งกัน วิวำทกัน พูดจำต่ำงกัน และด่ำทอกัน
เกี่ยวกับส่ิงที่เป็นธรรม ไม่ใช่ธรรม ส่ิงท่ีเป็นวินัย และไม่ใช่วินัย สงฆ์จะต้องระงับด้วยหลักอธิกรณ
สมถะ ๗ ประกำร๒๑ ไดแ้ ก่
๑) สมั มุขำวนิ ัย คือ วธิ ีระงบั ในที่พรอ้ มหนำ้ เปน็ วธิ ีตดั สินทีพ่ งึ ทำในทีพ่ ร้อมหน้ำสงฆ์
ธรรม และวตั ถุ
๒) สติวนิ ัย คือ วธิ ีระงบั โดยถือสติเปน็ หลกั เป็นวิธตี ดั สินท่ยี กสตขิ ึ้นเป็นหลกั
๓) มูฬหวินัย คือวิธีระงับสำหรับผหู้ ำยจำกเป็นบำ้ เป็นวิธีตัดสินท่ีใหแ้ ก่ภิกษุผ้หู ำย
เป็นบำ้ แลว้
๔) ปฏิญญำตกรณะ คือกำรระงับตำมที่รับ เป็นวิธีตัดสินโดยปรับโทษตำมคำ
สำรภำพ
๕) ตัสสปำปิยสิกำ คือกำรตัดสินลงโทษแก่ผู้ผดิ ท่ีไม่รบั เป็นวิธีตัดสินโดยปรบั โทษ
แก่ผู้ทำควำมผิด
๑๙ องฺ.สตตฺ ก. (ไทย) ๒๓/๘๔/๑๗๙.
๒๐ ว.ิ จ.ู (ไทย). ๖/๒๒๘/๓๔๕.
๒๑ พระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต). พจนำนุกรมพทุ ธศำสตรฉ์ บับประมวลศพั ท.์ พิมพค์ รั้งท่ี ๓๕.
กรงุ เทพฯ : : พระพุทธศำสนำของธรรมสภำ, ๒๕๕๔..หน้ำ ๔๘๒.
๔๑
๖) เยภุยยสิกำ คอื กำรตัดสนิ ตำมคำของคนขำ้ งมำก เป็นวธิ ีตัดสินโดยอำศยั เสยี งขำ้ ง
มำก
๗) ติณวัตถำรกวินัย คือวิธีดุจกลบไว้ด้วยหญำ้ เป็นวิธีตัดสินโดยวิธีประนปี ระนอม
ยอมควำม
ดังน้ัน ควำมหมำยของคำว่ำ “ควำมขัดแย้งในทัศนะของพระพุทธศำสนำ” นั้น ครอบคลมุ
กว้ำงมำกทัง้ ในแนวรำบ ซง่ึ แสดงให้เห็นจำกควำมขดั แย้งในแง่ของธรรม ทร่ี วมไปถึงควำมคดิ กำรพูด
หรือกำรกระทำในแง่มุมต่ำงๆ และแนวดิ่งซึ่งแสดงให้ได้จำกควำมขัดแย้งในแง่ของวินัย“อธิกรณ์”
หรือ “ขอ้ พิพำท” ทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับมิจฉำวำจำ และแสดงออกทำงกำย วำจำ และใจ ดว้ ยทำ่ ทีของควำม
บำดหมำงกัน ทะเลำะกัน แก่งแย่งกัน วิวำทกัน พูดจำต่ำงกัน และด่ำทอกัน เกี่ยวกับสิ่งทเี่ ป็นธรรม
ไม่ใช่ธรรม ส่ิงที่เปน็ วินัย และไมใ่ ชว่ ินัย สงฆจ์ ะตอ้ งระงบั ดว้ ยหลกั อธกิ รณสมถะ ๗ ประกำร ได้แก่ สมั
มุขำวินัย สติวินัย อมูฬหวินัย ปฏิญญำตกรณะ เยภุยยสิกำ ตัสสปำปยิ สิกำ และ ติณวัตถำรกะ ซ่ึงจะ
ขออธบิ ำยรำยละเอยี ดในบทหนำ้
สรปุ ไดว้ ำ่ ควำมหมำยของคำวำ่ “ควำมขัดแย้งในทศั นะของพระพุทธศำสนำ” นัน้ ครอบคลมุ
กวำ้ งมำกท้งั ในแนวรำบ ซึง่ แสดงให้เห็นจำกควำมขดั แยง้ ในแง่ของธรรม ทรี่ วมไปถงึ ควำมคดิ กำรพดู
หรอื กำรกระทำในแง่มมุ ต่ำงๆ และแนวดง่ิ ซึ่งแสดงใหไ้ ดจ้ ำกควำมขดั แยง้ ในแงข่ องวนิ ยั
๒.๓.๒ สาเหตขุ องความขดั แย้งในทางพระพุทธศาสนา
ในทำงพระพทุ ธศำสนำกลำ่ วถงึ มลู เหตุไว้ ๓ ประกำร เรยี กวำ่ อกศุ ลมลู หมำยถงึ
รำกเหง้ำของอกศุ ล ตน้ เหตุของอกุศล ต้นเหตุแหง่ ควำมช่ัวมี คือ โลภะ โทสะ โมหะ๒๒ ใน
พระไตรปฎิ กได้กล่ำวถงึ ควำมมลู เหตหุ รือสำเหตุแหง่ ควำมขดั แยง้ ไว้ดังนี้
“ภกิ ษุท้ังหลำย ถ้ำเธอทงั้ หลำยพจิ ำรณำเหน็ มูลแหง่ กำรววิ ำทเชน่ นี้
ภำยในหรอื ภำยนอก ในข้อนนั้ เธอทั้งหลำยพงึ พยำยำมเพอื่ ละมลู
แห่งววิ ำทท่เี ปน็ บำปภำยในหรอื ภำยนอกนน้ั แล ถำ้ เธอทง้ั หลำยไม่
พจิ ำรณำเห็นมูลแหง่ ววิ ำทเช่นนี้ ภำยในหรอื ภำยนอก ในข้อน้นั
เธอทง้ั หลำยพึงปฏิบตั เิ พ่อื ควำมยดื เยื้อ แหง่ มูลเหตุแหง่ ววิ ำทท่ีเป็น
บำปน้ันแล กำรละมลู เหตุแหง่ ววิ ำททเ่ี ปน็ บำปน้นั ยอ่ มมดี ้วยอำกำร
อยำ่ งน้ี ควำมยืดเยื้อแหง่ มลู เหตแุ หง่ ววิ ำททีเ่ ป็นบำปน้นั
ยอ่ มมตี ่อไปดว้ ยอำกำรอย่ำงนี้”๒๓
จำกพทุ ธพจน์ดังกล่ำวแสดงให้เห็นวำ่ พระพุทธองค์ทรงใหห้ ลกั คิดเกีย่ วกบั กำรวิเครำะห์เหตุ
ปัจจัย วำ่ ควรวเิ ครำะห์ทงั้ เหตปุ จั จยั ภำยในและเหตปุ จั จยั ภำยนอก ซ่งึ จะช่วยให้กระบวนกำรในกำร
แกป้ ัญหำเปน็ ไปอย่ำงถกู ตอ้ งสมบรู ณ์ เพรำะบำงปัญหำอำจเกดิ จำกเหตปุ จั จยั ภำยใน บำงปญั หำอำจ
เกิดจำกเหตปุ ัจจยั ภำยนอก แต่บำงปัญหำก็อำจเกดิ ขนึ้ จำกท้ังสองเหตุปจั จัยกไ็ ด้
บอ่ เกิดหรอื สำเหตขุ องควำมขดั แย้งในทำงพระพทุ ธศำสนำปรำชญท์ ำงพระพทุ ธศำสนำได้
กลำ่ วไว้ขอนำมำแสดง ดังนี้
๒๒ เรือ่ งเดยี วกนั . หน้ำ ๔๗๓.
๒๓ ว.ิ จู. (ไทย). ๖/๒๑๖/๓๓๒,๓๓๓.
๔๒
ในทัศนะของท่ำนพุทธทำสภิกขุเห็นว่ำ โลกจำเป็นต้องมีสันติภำพและควรจะมีท้ังโดย
ธรรมชำติด้วย ควำมขดั แย้งปรำกฏหรอื สะทอ้ นให้เหน็ จำกปญั หำต่ำงๆ ทปี่ รำกฏในสังคม เช่น ปญั หำ
สังคม กำรเมือง เศรษฐกิจ และปัญหำลัทธิศำสนำ ซึ่งสะท้อนได้จำกปณิธำน ๓ ประกำรของท่ำน
พยำยำมช้ีให้เห็น ปัญหำและสำเหตุของกำรขำดสันติภำพ จำกกำรศึกษำเปรียบเทียบแนวคิดเร่ือง
สันติภำพในทัศนะของพุทธทำสภิกขุกับซัยยิด กุฏุบของพระครูเกษมมงคลกิจ (คมรัฐ เขมำโสโย,
จันทร์คำลอย) ศึกษำวิเครำะห์แล้วพบว่ำ ปัญหำและสำเหตุของกำรขำดสนั ติภำพเกิดจำกปัจจัยหลกั
๒ ด้ำน๒๔ คอื
๑) ปัญหาและสาเหตจุ ากสงั คม การเมือง และเศรษฐกจิ
ปรำกฏกำรณ์ทำงสังคม ท่ำนพุทธทำสภิกขุเกิดและเติบโตในสังคมท่ีสงบสุขประชำชนสว่ น
ใหญม่ อี ำชพี ประมงมำแต่โบรำณ ฐำนะพอมีพอใช้ ในเมืองไชยำมีขำ้ รำชกำรมำตัง้ บ้ำนเรือนอยู่ จงึ รับ
เอำวัฒนธรรมจำกกรงุ เทพ ฯ ได้เร็วกว่ำอำเภอรอบ ๆ ประชำชนมีควำมรู้สึกกลวั เจ้ำนำยในสมัยน้ัน
เพรำะมีอำนำจมำกคล้ำย ๆ รัฐบำล และประชำชนท่ัวไปมีควำมเลื่อมใสในพระพุทธศำสนำ ปัญหำ
สังคม กำรเมือง และเศรษฐกิจยังไม่มีควำมรุนแรง๒๕ แต่หลังกำรเปลี่ยนแปลงกำรปกครอง ๒๔
มิถุนำยน ๒๔๗๕ สังคมไทยเปลี่ยนจำกสังคมเกษตรกรรมที่ใช้ชีวิตอย่ำงพอเพียง และใกล้ชิด
พระพุทธศำสนำมำตัง้ แต่สมัยสโุ ขทัย๒๖๔๗ ยึดแนวคิด ทำงกำรเมอื งและเศรษฐกิจแบบตะวันตกเข้ำมำ
มีบทบำทแทน สงั คมไทยจงึ มีควำมเปลย่ี นแปลงไป
ปัญหำดังกล่ำวมำนีเ้ ปน็ สำเหตุภำยนอกท่ำนพุทธทำสภกิ ขเุ ห็นว่ำ ปญั หำทำงสังคม กำรเมอื ง
โดยทำงเศรษฐกิจกำลังทำให้โลกปั่นปว่ นไม่มีใครจะหำควำมสงบสุขได้ เศรษฐกิจมีกำรแข่งขันและ
มนุษยใ์ ช้เศรษฐกจิ นนั้ เป็นเคร่อื งมอื บั่นทอนทำลำยมนษุ ย์ด้วยกันเอง หรอื ฝ่ำยท่ีเรียกว่ำตรงกันข้ำมท่ี
เปน็ คูป่ ฏปิ กั ษ์กนั เป็นควำมขัดแย้งทีม่ คี วำมซับซ้อนมำกทีส่ ุดยำกแกก่ ำรแกไ้ ขยิ่งไปกว่ำสงครำมที่ฆ่ำ
กนั ด้วยอำวุธ เพรำะสงครำมทีท่ ำลำยกนั ด้วยวธิ ที ำงเศรษฐกจิ ไมม่ สี ิ้นสุดมีแต่ขยำยตัวออกไป เพรำะ
กเิ ลสตณั หำขยำยตวั ออกไป๒๗
๒) ปัญหาและสาเหตจุ ากความเชอ่ื ลทั ธศิ าสนา
ท่ำนพุทธทำสภิกขุมองว่ำ ปัญหำควำมรุนแรงแรงจนเกิดภำวะโลกไร้สันติภำพ ส่วนหน่ึงมี
สำเหตุมำจำกกำรเปล่ยี นแปลงควำมเชือ่ ทำงลัทธิศำสนำหรือกำรศึกษำ ตคี วำมคำสอน พธิ ีกรรมทำง
ศำสนำท่ีผิดๆ นำมำรับใชต้ อบสนองกิเลสตัณหำของมนุษย์ สรำ้ งควำมวุ่นวำยใหส้ ังคมเกิดควำมเขำ้ ใจ
ผิด แตกแยก จนนำไปสู่ควำมรนุ แรงในที่สดุ ทำ่ นจึงต้งั ปณิธำนชวี ิตท่ำนพุทธทำสภกิ ขุ ๓ ประกำร
คอื
๑) กำรทำให้ทุกคนเข้ำถึงหวั ใจแห่งศำสนำของตน
๒๔ พระครเู กษมมงคลกิจ (คมรฐั เขมำโสโย, จนั ทรค์ ำลอย). กำรศึกษำเปรยี บเทยี บแนวคิดเรอ่ื งสันตภิ ำพ
ในทัศนะของพทุ ธทำสภิกขุกับซัยยดิ กฏุ ุบ. วิทยำนพิ นธ์หลักสตู รปรญิ ญำพทุ ธศำสตรมหำบัณฑติ สำขำวิชำศำสนำ
เปรียบเทียบ บณั ฑติ วิทยำลัย มหำวทิ ยำลัยมหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย. ๒๕๕๘. หน้ำ ๑๘.
๒๕ พุทธทำสภิกขุ, เลำ่ ไว้ในวัยสนธยำ : อตั ชีวประวัติของพุทธทำสภิกขุ. หนำ้ ๒๙-๓๒.
๒๖ ส.ศวิ รักษ์, อิทธพิ ลพุทธทำสต่อสงั คม. กรุงเทพมหำนคร : คณะกรรมกำรศำสนำเพือ่ กำรพัฒนำ.
๒๕๓๓. หน้ำ ๑-๓๒.
๒๗ พุทธทำสภกิ ขุ. สนั ติภำพ. กรงุ เทพฯ: เพชรประกำย. ๒๕๔๙. หน้ำ ๑๙-๒๐.
๔๓
๒) ทำควำมเข้ำใจและร่วมมือกนั ระหวำ่ งศำสนำ
๓) ให้โลกหลดุ พ้นจำกอำนำจวัตถุนยิ มอันเลวร้ำย
จำกปณิธำนทั้ง ๓ ประกำรน้ีแล้วจะพบว่ำมีนัยยะสำคัญท่ีเป็นพื้นฐำนทำงควำมคิดในกำร
วำงเป้ำหมำยและแสวงหำทำงออกให้สังคมมนุษยม์ ีสันติภำพด้วยกำรใช้หลักวิธีศำสนำ ซึ่งท่ำนพุทธ
ทำสเหน็ วำ่ กำรทำให้ทุกคนเขำ้ ถงึ หัวใจแหง่ ศำสนำของตนๆ กค็ อื กำรทำลำยควำมเหน็ แกต่ ัว ซ่งึ เป็น
ศตั รูของสันตภิ ำพ เม่อื ควำมเห็นแก่ตัวหมดไปควำมขัดแยง้ ก็ไมม่ สี ันติภำพกเ็ จริญงอกงำม ส่ิงสำคัญ
อกี ประกำรหนึ่งก็คอื ควำมเขำ้ ใจอันดรี ะหวำ่ งศำสนำกจ็ ะทำให้มีสนั ติภำพได้เร็วยง่ิ ขึ้น๒๘ และส่งิ สำคัญ
สุดท้ำยคือ กำรแสวงหำผลประโยชน์ด้วยกำรทำตำมอำนำจของกิเลสตัณหำจึงเกิดควำมขัดแย้งหำ
สันติภำพไมไ่ ด้ ท่ำนพุทธทำสเหน็ ว่ำสันติภำพอยู่ในจิตใจของมนุษย์นเี้ อง จงึ จะตอ้ งพัฒนำจิตใจของ
มนษุ ยใ์ หเ้ ปน็ ไปในทำงของสนั ตภิ ำพ๒๙
ในทัศนะของพระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เห็นว่ำ ในสังคมโลกยังมีควำมขัดแย้งทำง
เช้ือชำตแิ ละคำ่ นิยม อีกท้ังปญั หำควำมเสอื่ มโทรมของธรรมชำติแวดล้อมท่ีกลำยเป็นภยั คุกคำมอย่ำง
ร้ำยแรงต่อควำมอยู่รอดของมนษุ ย์ ถึงแม้ว่ำควำมขัดแย้งต่ำงๆ ในโลกจะได้รบั กำรแก้ไขเสร็จส้ินไป
แตส่ นั ตภิ ำพและควำมมน่ั คงปลอดภยั ท่ีแทจ้ ริงของโลกยงั ห่ำงไกลจำกควำมเป็นจรงิ กำรขดั แยง้ และ
สง่ ครำมกลำยเปน็ ปกติวสิ ัย ส่วนสนั ติภำพเป็นเพยี งภำวะแทรกค่นั ชั่วครำว ควำมขัดแย้งของมนุษย์
แท้จริงเกดิ ขึ้นท่ใี จ หำกมนุษยป์ ลอ่ ยใหค้ วำมอยำกไดผ้ ลประโยชน์ในทำงวัตถุขยำยตัวเพิ่มขึ้นมำโดย
ไม่ได้ควบคุม มนุษย์ก็จะมองเหน็ เพือ่ นมนุษย์ด้วยกนั เป็นปฏิปักษ์ และมองธรรมชำติเป็นวัตถุท่ีจะ
เอำมำใช้หำประโยชน์ ยิ่งมนุษย์มคี วำมเชื่อว่ำควำมสุขทแี่ ท้จะบรรลไุ ด้ดว้ ยกำรบำรุงบำเรอควำมสุข
ทำงเน้ือหนัง มนุษย์จึงได้พัฒนำวิถีชีวิตแบบวัตถุนิยม ทำให้กำรแข่งขันและกำรบรโิ ภคก็ทำใหเ้ กิด
ปัญหำกับสภำพแวดลอ้ มเมอื่ มนุษย์ไม่มคี วำมสุขภำยในจิตใจ มนุษย์ก็พยำยำมแสวงหำควำมสขุ จำก
ภำยนอกโดยกำรเสพส่ิงบำรงุ บำเรอควำมสขุ ทำงเน้ือหนัง เม่ือไม่มีสันติภำพและควำมมั่นคงภำยใน
จิตใจ มนษุ ย์ก็พยำยำมทจ่ี ะสร้ำงมันข้ึนมำดว้ ยกำรไปบังคับควบคมุ และขม่ ข่คี รอบงำผ้อู ื่น๓๐ ย่งิ จะทำ
ให้เกิดควำมขัดแย้งรนุ แรงมำกข้ึน
ควำมขัดแย้งในแง่หนึ่งเป็นเร่ืองปกติธรรมดำ คือมันเป็นธรรมชำติของส่ิงทั้งหลำยท่ีแต่ละ
อย่ำงมีควำมเปน็ ไปของมัน แต่เม่อื ตำ่ งอย่ำงต่ำงสว่ นเปน็ ไปคนละทำงกย็ ่อมเกดิ ควำมขัดแย้ง ซึ่งโดย
ปกตสิ ง่ิ ท้ังหลำยกแ็ ตกต่ำงกนั เปน็ ธรรมดำอยูแ่ ลว้ ควำมแตกตำ่ งนอ้ี ำจจะขัดกันบำ้ งเขำ้ กันบ้ำงแล้วทำ
ใหเ้ กิดควำมหลำกหลำยสมบรู ณ์ แตม่ นุษย์เป็นธรรมชำตสิ ่วนพิเศษที่สำมำรถจัดสรรควำมเปน็ ไปต่ำงๆ
ให้เป็นไปตำมเจตนำของตนเองได้ มนุษย์จึงเอำประโยชน์จำกควำมขัดแย้งก็ได้ ปรับเปล่ียนควำม
ขดั แย้งใหเ้ ปน็ ควำมประสำนเสรมิ กนั กไ็ ด้ แม้แตค่ วำมแตกต่ำง แทนท่จี ะใหเ้ ปน็ ควำมขดั แย้ง มนษุ ย์
ท่ีฉลำดก็อำจทำใหก้ ลำยเปน็ สว่ นเตมิ เตม็ ของกันและกัน๓๑ ท่ำนได้สรุปสำเหตุแห่งควำมขดั แย้งสน้ั ๆ
๒๘ พุทธทำสภิกขุ. สนั ติภำพโลก. สุรำฎร์ธำนี : ธรรมทำงมูลนิธิ. ๒๕๓๑. หน้ำ ๑๐๘.
๒๙ พทุ ธทำสภกิ ขุ. สนั ติภำพ. กรงุ เทพฯ: เพชรประกำย. ๒๕๔๙. หนำ้ ๑๔-๑๕.
๓๐ พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตโฺ ต). สันติภำพเกิดจำกอสิ รภำพและควำมสุข. พิมพค์ รัง้ ที่ ๒. กรงุ เทพฯ:
สหธรรมกิ . ๒๕๓๗. หน้ำ ๑๖.
๓๑ พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตฺโต). สลำยควำมขัดแยง้ . กรุงเทพฯ: สหธรรมกิ . ๒๕๔๖. หน้ำ ๒.
๔๔
ว่ำเหตุปัจจัยของควำมขัดแย้งในแต่ละกรณีต่ำงๆ กันไป แต่กล่ำวโดยสรุปมี ๓ อย่ำง เท่ำนั้น๓๒
ดงั น้ี
๑) อยำกได้ เรียกว่ำ ตัณหำ คืออยำกได้ผลประโยชน์ อยำกได้สิ่งบริโภค ทรัพย์สมบตั ิ
ควำมพรัง่ พรอ้ ม มำบำรุงบำเรอตวั ให้มมี ำกทส่ี ดุ ซ่งึ เปน็ สำเหตใุ หญใ่ หค้ นขัดแย้งกัน
๒) อยำกใหญ่ คือ ต้องกำรอำนำจ ต้องกำรควำมยิ่งใหญ่ ท่ีสำมำรถครอบงำผู้อื่นหรอื
บงั คบั เขำได้ ขอ้ นเ้ี รยี กว่ำ มำนะ ซ่ึงเป็นปัจจยั มำคกู่ ับตัณหำ คืออยำกได้และอยำกใหญด่ ้วย
๓) ใจแคบ กล่ำวคือขอ้ นีท้ ่ำนกล่ำววำ่ บำงทีควำมขัดแย้งอำจมิใช่เร่อื งของผลประโยชนแ์ ต่
เป็นเรือ่ งของควำมเช่ือและกำรยึดถือหลักกำรบำงอยำ่ งโดยดื้อรั้นไมย่ อมรับไม่ยอมฟงั ซึ่งกนั และกัน ก็
เรียกวำ่ ใจแคบ เป็นตน้
ในทำงพระพุทธศำสนำถอื วำ่ ควำมขดั แย้งมีมีบ่อเกดิ ที่จิตหรอื ตวั เจตนำ ควำมขดั แย้งนนั้ ถำ้
เกิดจำกเจตนำไม่ดีก็จะเกิดปัญหำเพรำะฉะนั้นในทำงพระพุทธศำสนำตัวสำคัญก็คือ เจตนำ หรือ
เรียกว่ำตัวควำมตงั้ ใจซ่งึ เล็งไปทีจ่ ดุ หมำย มนุษย์ท่ีมจี ดุ หมำยมคี วำมต้ังใจกค็ ือมีจุดหมำยน่ันเอง คือ
คนนัน้ มเี ปำ้ หมำยอะไรแลว้ เขำกต็ ั้งเจตนำทำไปเพื่อจุดหมำยอันน้ัน หำกเป็นเจตำเพอ่ื จดุ หมำยทไ่ี มด่ ี
ในทำงพระพทุ ธศำสนำเรยี กว่ำเป็นเจตนทเี่ ป็นอกุศล เปน็ กำรกระทำทไ่ี ม่กอ่ ให้เกิดควำมขัดแย้งและ
กลำยเป็นปัญหำ แต่ถ้ำเปน็ กำรขัดแย้งทีเ่ กิดจำกเจตนำท่ีดคี วำมขัดแย้งยอ่ มกำรขัดแย้งทีส่ ร้ำงสรรค์
พระพรหมคณุ ำภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต) ได้กลำ่ ววำ่ มี ๒ ขั้น ดังน้ี
ข้ันท่ี ๑ ควำมขดั แยง้ ต้องเกดิ จำกเจตนำที่เป็นกศุ ล
ขั้นท่ี ๒ ในทำงปฏิบัติ คือวิธีจะจัดกำรกับควำมขัดแย้ง เช่น พูดจำ ต้องพูดจำอย่ำง
รบั ผิดชอบ มีเหตผุ ลให้เห็นว่ำพดู ดว้ ยเจตนำดแี ละพุดใหต้ รงกบั เจตนำ
ในสองขั้นตอนนถี้ ือเปน็ บ่อเกิดของควำมขดั แยง้ ในทำงที่สรำ้ งสรรค์ กล่ำวคือมีเจตนำดโี ดยมี
เป้ำหมำยทถี่ ูกต้องหรือทดี ี และใช้วิธที ี่ดำเนินกำรในทำงปฏบิ ตั ทิ ด่ี ี เพรำะท้ังสองสว่ นดงั กล่ำวสมั พันธ์
กนั หำกเปน็ ตวั เจตนำท่ีไม่ดีกย็ ่อมก็ให้เกดิ ควำมขัดแยง้ ทไ่ี ม่สร้ำงสรรค์ไมย่ ่ังยนื
ในทัศนะของพระไพศำล วิสำโล นั้น มองว่ำควำมขัดแย้งมคี วำมหมำยในหลำกหลำยมติ ิ คือ
มิได้หมำยถึง สิ่งท่ีก่อผลลบเสมอไป แต่อำจเป็นส่ิงที่เกิดข้ึนท่ำมกลำงกระบวนกำรแห่งควำม
เปล่ียนแปลงจำกสิ่งเก่ำสู่ส่ิงใหม่ จำกควำมเลวสู่ควำมดี ซึ่งตัวของควำมขัดแย้งเองอำจเป็นปัจจัย
กระตุ้นให้เกิดกำรเปลีย่ นแปลงในทำงท่ีดีก็ได้ ดังนั้น ควำมขัดแย้งจึงเป็นปรำกฏกำรณ์ธรรมดำของ
ชีวิตที่ไม่อำจหลกี เลย่ี งได้ ในขณะท่ีกำรพยำยำมระงับควำมขัดแย้งด้วยกำรปดิ กนั้ ไมใ่ หแ้ สดงออกมำ
และกำรไม่พยำยำมที่จะขจัดรำกเหง้ำของมัน มีส่วนทำให้ควำมขัดแย้งเหล่ำนั้นขยำยตัวกลำยเป็น
ควำมรนุ แรงได้
ส่วนควำมรุนแรง (Violence) น้ัน พระไพศำล วิสำโลให้คำจำกดั ควำมว่ำ คือ ส่ิงที่ตรงขำ้ ม
กับสันติ ซึ่งหมำยรวมถึงควำมรนุ แรงทำงกำยภำพ ไม่ว่ำจะเป็นกำรทะเลำะววิ ำท ตอ่ สู้ ทำร้ำยรำ่ งกำย
ซึ่งกันและกัน หรือกำรเบียดเบียนทำงทรัพย์สินในรูปแบบต่ำงๆ ท้ังกำรปล้นสะดม ลักขโมย
อำชญำกรรม หรือสงครำมกต็ ำม และควำมรนุ แรงทำงจิตใจ เช่น ถูกขม่ ข่หู รือบบี คน้ั ทำงจิตใจจนเกิด
๓๒ พระพรหมคุณำภรณ์, (ป.อ.ปยุตฺโต). วิถีสู่สนั ติภำพ. กรงุ เทพฯ: มหำจฬุ ำลงกรณรำชวทิ ยำลัย. ๒๕๕๔.
หน้ำ ๕๖-๕๗.
๔๕
ควำมตระหนกตกใจ หวำดกลวั โดดเด่ยี ว อ้ำงวำ้ ง รสู้ ึกเหมอื นถกู กดี กัน ไมไ่ ดร้ ับควำมเป็นธรรม หรือ
ถกู รงั เกยี จเดียดฉันท์จำกผอู้ ื่น หรืออกี นัยหน่ึง ควำมรนุ แรง คือ ส่งิ ใดก็ตำมที่บ่นั ทอนมนุษย์มิให้บรรลุ
ถึงศักยภำพของตน ขัดขวำงมิให้เขำได้เป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์พรอ้ ม อำจเป็นปัจจัยทำงสังคม ท่ีส่งผล
ทำงอำรมณท์ ำใหผ้ ูค้ นรสู้ กึ ว่ำถกู กดข่ี เกดิ ควำมต่ืนตระหนก หวำดกลัว หรอื อำจเป็นกำรเอำเปรียบขดู
รีดทำงเศรษฐกจิ ก็ได้ ดังน้ัน ควำมรุนแรงจึงมหี ลำยลกั ษณะ หลำกมิติ มีทั้งที่เกิดจำกเจตนำและ ไม่
เจตนำ อย่ำงไรก็ดีควำมรุนแรงมีลักษณะร่วมกันอย่ำงหนึ่ง คือ เป็นส่ิงที่กระทำต่อบุคคลในทำง
ขัดขวำง บั่นทอน ให้ตกต่ำลง อันเป็นสำเหตุให้เกิดช่องว่ำงหรือควำมแตกต่ำงระหว่ำงศักยภำพกับ
ควำมเปน็ จริงของมนุษย์๓๓
ในทัศนะของพระมหำหรรษำ ธมฺมหำโส (นิธิบุณยำกร) จำกงำนวิจัยเกี่ยวกับควำมขัดแย้ง
ท่ำนได้วิเครำะห์ถึงเหตุปัจจัยที่กอ่ ให้เกิดควำมขัดแย้งตำมทีป่ รำกฏในพระวินัยโดยสรุปเป็นแผนภมู ิ
ดังนี้
แผนภมู ิที่ ๒.๓ แสดงปจั จยั ทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ ควำมขดั แยง้ รปู ในแง่ของพะวนิ ัย๓
กุศลมลู ควำมไม่โลภ วิวำทมลู มกั โกรธ ควำมขดั แย้งทเ่ี กดิ บำดหมำง
อกศุ ลมลู ควำมไมโ่ กรธ ตระหน่ี จำกข้อพิพำทเป็น ทะเลำะ
ควำมไมห่ ลง อวดดี วิวำท
มจิ ฉำทิฏฐิ ต้น กล่ำวต่ำงกัน
ควำมโลภ กลำ่ วอยำ่ งอ่ืน
ควำมโกรธ ยดึ ในทิฏฐิ กำรถกเถยี ง
ควำมหลง กำรมุ่งรำ้ ย
จำกแผนภมู ิข้ำงต้นแสดงถงึ บ่อเกดิ ของควำมขดั แย้งในทำงพระพทุ ธศำสนำ คอื อกศุ ลมูล
และกุศลมลู ซงึ่ แสดงวำ่ ในแงข่ องพระวินัยกย็ อมรบั วำ่ ทมี่ ำของควำมขัดแยง้ เกิดจำกเจตนำที่ไมด่ แี ละ
เจตนำที่ดี ควำมขัดแย้งจงึ มลี ักษณะทสี่ ร้ำงสรรค์และไมส่ รำ้ งสรรค์
๓๓ อรปรยี ำ วสมุ หันต์. พทุ ธวิธีจดั กำรควำมขดั แยง้ ในทัศนะของพระไพศำล วสิ ำโล. วิทยำนิพนธห์ ลักสตู ร์
ปรญิ ญำพุทธศำสตรมหำบัณฑติ สำขำวิชำพระพุทธศำสนำ บัณฑิตวิทยำลัย มหำวทิ ยำลยั มหำจุฬำลงกรณรำช
วทิ ยำลยั . ๒๕๕๓. หน้ำ ๙๕-๙๖.
๔๖
๒.๔ ความสาคัญของความขดั แยง้
จำกงำนวิจัยเกยี่ วกับควำมขัดแยง้ ของของพระมหำหรรษำ ธมฺมหำโส (นิธบิ ณุ ยำกร) ได้กลำ่ ว
ควำมสำคัญของควำมขดั แยง้ ว่ำ ควำมขดั แยง้ นำไปสูก่ ำรเปลยี่ นแปลงทง้ั ในเชงิ กำยภำพและจิตภำพ๓๔
ดงั นี้
๑) ควำมขัดแย้งเปน็ ท่มี ำของกำรพฒั นำศักยภำพมนษุ ยใ์ นเชงิ ปัจเจก
๒) ควำมขัดแยง้ เป็นท่มี ำของกำรเมืองกำรปกครอง
๓) ควำมขัดแย้งเปน็ ทีม่ ำของกำรบญั ญตั พิ ระวนิ ัย
๔) ควำมขดั แยง้ เปน็ ทม่ี ำของกำรสงั คำยนำพระธรรมวินยั
๕) ควำมขัดแยง้ เปน็ ทีม่ ำของกำรจัดระเบยี บสงั คม
๖) ควำมขดั แยง้ เป็นที่มำของกำรพฒั นำสงั คมและเศรษฐกจิ
สรุปท้ายบท
แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับควำมขัดแย้งในทำงตะวันตกกล่ำวไว้มีหลำกหลำยตำมทัศนะของนัก
สันติภำพสำมำรถจำแนกออกเป็นปัจจัยภำยในและภำยนอก ในทำงพระพุทธศำสนำถือสำเหตุที่
แทจ้ ริงเกิดจำกจติ ท่เี ปน็ อกศุ ลหรอื กเิ ลสตณั หำในตวั ของมนุษย์น้นั เอง อย่ำงไรกต็ ำมสำเหตุอนั เปน็ บ่อ
เกิดของควำมขัดแย้งนนั้ ปรำชญท์ ำงพระพุทธศำสนำมีควำมเห็นสอดคล้องกนั ในแง่ของควำมขัดแย้ง
ทม่ี ีสำเหตเุ กิดจำกปจั จยั ภำยในคือจติ ใจ ถึงแมว้ ำ่ ปัจจยั ภำยนอกอำจจะมีองค์ประกอบทีแ่ ตกตำ่ งกนั ก็
ตำมแต่ในทำงพระพุทธศำสนำถือว่ำปัจจยั ภำยในคอื จิตใจน้ันเป็นส่งิ สำคัญยิ่งต่อกำรสรำ้ งสันติภำพท้ัง
ในระดับโลกยี ะและระดับโลกตุ ตระ
๓๔ รำยละเอียดใน พระมหำหรรษำ ธมฺมหำโส (นิธบิ ณุ ยำกร). “รปู แบบกำรจัดกำรควำมขัดแย้งโดยพทุ ธ
สันตวิ ิธ:ี ศกึ ษำวเิ ครำะห์ กรณีลุ่มน้ำแมต่ ำช้ำง จ.เชียงใหม่”. กรงุ เทพฯ: มหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลยั , ๒๕๔๘. หน้ำ
๖๐-๗๐.
๔๗
คาถามท้ายบท
๑) ควำมขัดแย้ง คอื อะไร
๒) จงบอกอธิบำยลกั ษณะของควำมขัดแย้งตำมทฤษฎที ำงตะวนั ตก ว่ำมีลกั ษณะ
อย่ำงไร
๓) อะไรคือสำเหตุแหง่ ควำมขัดแยง้ ตำมแนวคดิ ทฤษฎีทำงตะวนั ตก
๔) จงบอกอธบิ ำยควำมหมำยของควำมขัดแย้งในทำงพระพทุ ธศำสนำมำ
๕) จงบอกอธิบำยบอ่ เกดิ หรือสำเหตุของควำมขัดแยง้ ในทำงพระพุทธศำสนำมำดู
๖) ควำมขัดแย้งสำคญั อย่ำงไร
๔๘
เอกสารอ้างอิงประจาบท
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหำจฬุ ำลงกรณรำชวทิ ยำลยั . กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์มหำจฬุ ำลงกรณรำช
วิทยำลยั , ๒๕๓๙.
เจมส์ โค และคณะ. คู่มอื การเพ่มิ พลังความสามารถกระบวนการจัดการข้อพพิ าท.แปลโดย วนั ชัย
วฒั นศพั ท์ และคณะ. นนทบรุ ี: สถำบันพระปกเกล้ำ, ๒๕๔๕.
ทบวงมหำวิทยำลยั . ประมวลความรูเ้ รือ่ งสันติภาพ. เอกสำรประกอบคำบรรยำยโครงกำร
ปำฐกถำสญั จร กจิ กรรมร่วมฉลองปสี ำกลแหง่ สนั ตภิ ำพขององคก์ ำรสหประชำชำติ ๑๙๘๖.
กรงุ เทพฯ: จุฬำลงกรณม์ หำวิทยำลัย. ๒๕๓๐.
พระครเู กษมมงคลกจิ , (คมรัฐ เขมำโสโย, จนั ทร์คำลอย). การศกึ ษาเปรียบเทยี บแนวคดิ เรื่อง
สันติภาพในทัศนะของพทุ ธทาสภกิ ขุกบั ซยั ยิด กุฏุบ. วิทยำนพิ นธ์หลกั สูตรปรญิ ญำพทุ ธ
ศำสตรมหำบัณฑติ สำขำวิชำศำสนำเปรียบเทียบ บณั ฑิตวิทยำลยั : มหำวิทยำลยั มหำจฬุ ำลง
กรณรำชวทิ ยำลัย, ๒๕๕๘.
พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตโฺ ต). สลายความขดั แยง้ . กรงุ เทพฯ: สหธรรมกิ , ๒๕๔๖.
—-----. สันติภำพเกดิ จำกอิสรภำพและควำมสขุ . พิมพ์ครงั้ ท่ี ๒. กรงุ เทพฯ: สหธรรมกิ , ๒๕๓๗.
พระพรหมคณุ ำภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต). พจนานกุ รมพุทธศาสตรฉ์ บับประมวลศพั ท์.พิมพ์ครง้ั ท่ี ๓๕.
กรุงเทพฯ: สหธรรมิก, ๒๕๕๔.
, (ป.อ.ปยตุ ฺโต). วถิ สี ่สู ันติภาพ. กรงุ เทพฯ: มหำจฬุ ำลงกรณรำชวิทยำลัย. ๒๕๕๔. หนำ้ ๕๖-
๕๗.
พระมหำหรรษำ ธมมฺ หำโส (นิธบิ ณุ ยำกร). พทุ ธสันติวธิ ี: การบรู ณาการหลักการและเครอื่ งมอื
จดั การความขดั แยง้ . กรุงเทพฯ: เซ็นจูรี่ จำกดั , ๒๕๕๔.
—-----.รปู แบบการจัดการความขดั แย้งโดยพทุ ธสันตวิ ธิ :ี ศกึ ษาวิเคราะหก์ รณีล่มุ น้าแมต่ าช้าง จ.
เชยี งใหม่. วทิ ยำนิพนธ์พุทธศำสตรดุษฎีบณั ฑิต บณั ฑิตวิทยำลัย. กรงุ เทพฯ: มหำจุฬำลงกรณรำช
วิทยำลัย, ๒๕๔๘.
พุทธทำสภิกข.ุ สนั ตภิ าพโลก. สรุ ำฎรธ์ ำน:ี ธรรมทำงมลู นธิ ,ิ ๒๕๓๑.
-----—. เลา่ ไว้ในวยั สนธยา : อัตชวี ประวัตขิ องพุทธทำสภกิ ขุ. ม.ป.ท: ม.ป.พ, ม.ป.ป.
-----—. สันติภาพ. กรุงเทพฯ: เพชรประกำย, ๒๕๔๙.
ส.ศิวรักษ์. อิทธิพลพทุ ธทาสต่อสงั คม. กรงุ เทพฯ: คณะกรรมกำรศำสนำเพือ่ กำรพฒั นำ, ๒๕๓๓.
อรปรยี ำ วสมุ หนั ต.์ พุทธวิธีจดั การความขดั แยง้ ในทศั นะของพระไพศาล วิสาโล. วิทยำนิพนธห์ ลกั
สูตรป์ ริญญำพทุ ธศำสตรมหำบณั ฑิต สำขำวชิ ำพระพทุ ธศำสนำ บณั ฑิตวิทยำลยั :
มหำวิทยำลัยมหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย, ๒๕๕๓.
อัจฉรำ ลม้ิ วงษท์ อง. การบริหารความขดั แย้งในองคก์ าร. กรุงเทพฯ: บคุ๊ ส์ ทู ยู, ๒๕๕๗.
แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี ๓
เรอ่ื ง ทฤษฎเี กีย่ วกบั สันติวิธี
เนอ้ื หา
๓.๑ บทนำ
๓.๒ ควำมหมำยของสนั ติวธิ ี
๓.๓ แนวคิดเกยี่ วกับกำรจดั กำรควำมขดั แยง้ โดยสนั ติวิธี
๓.๔ กำรจดั กำรควำมขัดแยง้ ด้วยสันติวธิ ี
สรุปท้ำยบท
คำถำมท้ำยบท
เอกสำรอ้ำงอิงประจำบท
วัตถปุ ระสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม
เมอื่ ไดศ้ กึ ษำเน้ือหำในบทน้ีแลว้ นิสิตสำมำรถ
ร้เู น้อื หำและอธิบำยควำมหมำยของสันตวิ ิธีตำมทฤษฎีได้
เข้ำใจบอกประเภทของสันติวิธีและสำมำรถอธิบำยแนวคิดพ้ืนฐำนในกำร
จัดกำรควำมขดั แย้งโดยสนั ตวิ ธิ ีตำมทฤษฎีได้
วเิ ครำะหแ์ นวคดิ เกย่ี วกับกำรจดั กำรควำมขัดแย้งโดยสันตวิ ิธีตำมทฤษฎีต่ำงๆ
ได้
นำไปประยกุ ต์ใชใ้ นชีวติ ประจำวนั ได้
วธิ กี ำรสอน
ศึกษำเอกสำรประกอบกำรสอนบทที่ ๑
วิธีสอนแบบอภิปรำยเนื้อหำ/ซักถำม/ทำแบบฝึกหัดทบทวนในช้ันเรียนและ
ทำแบบทดสอบ
ศึกษำค้นคว้ำดว้ ยตนเอง
แบบแบง่ กลุ่มจัดกจิ กรรมและรำยงำนผลตำมกลมุ่ หน้ำชนั้ เรียน
ร่วมวิเครำะหเ์ อกสำร Power Point หน้ำชน้ั เรยี น
สรุปเนื้อหำทีท่ ำกำรเรียนกำรสอนแต่ละคร้ัง
ทำแบบทดสอบประจำบท
นำผลทไ่ี ดจ้ ำกกำรทำแบบทดสอบประจำบทมำวิเครำะห์พืน้ ฐำนควำมเข้ำใจ
เพื่อนำมำปรับประยุกต์ใชใ้ นกำรเรยี นกำรสอนในบทต่อไป
สอ่ื การเรียนการสอน
เอกสำรประกอบกำรสอนบทที่ ๑
ประเมินผลกอ่ น/หลงั เรียน
2
แบบฝกึ หัด
Power point
ส่อื ออนไลน์
การวัดผลและการประเมนิ ผล
สังเกตกำรณก์ ำรมสี ว่ นร่วมกำรปฏบิ ตั ิงำนของนิสติ
สังเกตกำรณ์แสดงควำมคิดเหน็ ตำมกลุ่มของนสิ ิต
ศกึ ษำจำกกำรประเมนิ ผลกอ่ นและหลงั เรียน
สงั เกตควำมตั้งใจเรียนควำมสนใจท่ีจะฟังคำถำมและตอบปญั หำ
กำรทำแบบฝกึ หัด
๕๑
บทท่ี ๓
ทฤษฎเี ก่ียวกับสันตวิ ิธี
๓.๑ บทนา
ในปัจจุบันควำมเจริญก้ำวหน้ำทำงวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยีเปน็ สิ่งท่ีมคี ุณอนันต์สำหรับ
มนุษย์แต่ในทำงตรงกันข้ำมก็มีโทษมหันต์เช่นเดียวกัน ในสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ต่อมนุษย์น้ันคงไม่
จำเป็นจะต้องกลำ่ วถึง เพรำะเปน็ สิ่งท่ีเห็นกนั อยู่ทั่วไปในวิทยำกำรทอี่ ำนวยควำมสะดวกสบำยมำสู่
ชีวิตของเรำในปจั จุบนั แต่ในส่งิ ทเ่ี ปน็ โทษมหันต์ของควำมเจริญทำงด้ำนวิทยำกำรต่ำงๆ ของมนษุ ย์ ก็
คือ กำรสร้ำงเครือ่ งมอื หรอื เทคโนโลยีเพือ่ สนองควำมต้องกำร แก่งแย่งแข่งขันอีกทงั้ ฆำ่ กันรำ้ ยแรง
มำกขึ้นทุกที และขยำยไปถึงสภำพแวดล้อมของโลก จะเห็นได้จำกเหตุกำรณ์ในประวัติศำสตร์
สงครำมกำรใช้อำวุธนิวเคลียร์ เป็นต้น ท่ีถือว่ำเปน็ ปญั หำสันติภำพในยุคของพลงั งำนนิวเคลียร์ ท่ีทำ
ให้มนษุ ยชำตติ กอย่ใู นอนั ตรำย
ฉะน้ันในยุคปัจจุบันจึงเกิดกระบวนกำรเรียกร้องสันติภำพกันอยู่ทั่วโลก เมื่อพิจำรณำถึง
ลักษณะของผู้ที่เรียกร้องสันติภำพตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันแล้ว ก็อำจจำแนกออกได้เป็น ๓ กลุ่ม๑
ดว้ ยกนั ดังต่อไปนี้
๑) กลมุ่ ที่เป็นคณะบคุ คลดี มีคุณธรรม เหน็ ว่ำกำรรบรำฆ่ำฟนั กัน กำรทำสงครำมกนั เป็น
สิ่งทไ่ี ม่พงึ ปรำรถนำ เป็นผู้ท่เี ผลแพร่สนั ติภำพดว้ ยควำมบรสิ ทุ ธใ์ิ จ ปรำรถนำทจ่ี ะให้โลกมนษุ ยม์ สี นั ติ
สขุ โดยทั่วหนำ้ กัน ซึ่งกลมุ่ คนเหลำ่ น้มี ีอยใู่ นทกุ ชำติ ทุกภำษำ ทุกเผ่ำพนั ธุ์ มมี ำพร้อมกับมนุษยชำติ
เชน่ พระธรรมของพระพทุ ธเจำ้ ประกอบด้วยสันตภิ ำพ ควำมสงบของจติ ใจเปน็ แกนกลำง
๒) กลุ่มท่ีใช้สันติภำพ คือใช่สันติภำพเป็นยุทธวิธีหรือสงครำมจิตวิทยำ ในประวัติศำสตร์
สงครำมอดีตจะพบเสมอว่ำเมื่อใดรู้สึกว่ำข้ำศึกมีกำลังมำกกว่ำ ฝ่ำยของตนจะสู้ไม่ได้ก็เปลี่ยนท่ำที
เจรจำสงบศึก หลอกใหข้ ้ำศึกตำยใจแล้วกก็ ลับไปสะสมอำวุธต่อสใู้ หม่ และใชเ้ ปน็ ยุทธวิธอี ื่นๆ อกี
๓) กลุ่มที่กลวั ภยันตรำย กล่ำวคือบุคคลที่กลวั ภยันตรำยจำกพลังงำนนิวเคลียร์ มีควำมรู้
ควำมเข้ำใจวำ่ ว่ำอำจเกดิ ภัยพิบัตขิ ้นึ ไดท้ กุ ขณะจิต หวนั่ เกรงอุบตั เิ หตุจำกพลังงำนนิวเคลยี ร์ ทรำบว่ำ
สงครำมนิวเคลียรจ์ ะทำลำยทกุ สง่ิ ทกุ อยำ่ งในโลก เปน็ สงครำมลำ้ งโลก โลกอำจแตกสลำยไปทั้งโลกก็
ได้ จึงมีควำมวิตกกังวล มีควำมเคลื่อนไหวเรียกร้องสันติภำพกัน คณะบุคคลประเภทน้ีมีอยู่เป็น
จำนวนมำกและมำกขึน้ ทกุ ที มกี ำรเดินขบวน กำรขัดขวำง และอ่ืนๆ เพอื่ มใิ ห้สรำ้ ง ไม่ใหเ้ กบ็ รกั ษำ
ไมใ่ ห้เป็นทำงผ่ำนของพลงั งำนนิวเคลียร์ในท้องถน่ิ ของตนไมว่ ำ่ รปู แบบใดๆ
ส่วนนกั วชิ ำกำรสำขำ วิทยำศำสตร์ สังคมศำสตร์ และมนษุ ยศ์ ำสตร์ และสำขำตำ่ งๆ ก็หัน
มำให้ควำมสนใจกับปัญหำกำรป้องกันสงครำม เฉพำะอย่ำงยิ่งคือสงครำมนิวเคลียร์ ศึกษำ
ค้นควำ้ วจิ ัยเพือ่ นำสันติภำพถำวรมำสโู่ ลกในอนำคตใหจ้ งได้ แมแ้ ตส่ มำคมองคก์ ำรเกีย่ วกบั เรอื่ งอื่นๆ
๑ ประชมุ สขุ อำชอำรุง. สัติวธิ ีจำกประวตั ศิ ำสตร์ไทย. ในหนงั สือประมวลควำมรู้เร่ืองสันตภิ ำพ. เอกสำร
ประกอบคำบรรยำยโครงกำรปำฐกถำสัญจร กจิ กรรมร่วมฉลองปีสำกลแหง่ สันติภำพขององคก์ ำรสหประชำชำติ
๑๙๘๖. กรุงเทพฯ: จุฬำลงกรณ์มหำวทิ ยำลัย. ๒๕๓๐. หนำ้ ๒๓๐-๒๓๑.
๕๒
ต่ำงๆ ทั่วโลกก็หนั มำใหค้ วำมสนใจกับปญั หำสันติภำพโลก จะเห็นได้จำกกิจกรรมท่จี ัดข้ึนและกำร
ประชมุ ในแงใ่ ดแง่หน่ึงเสมอ เชน่ กำรประชุมเกยี่ วกบั สันตภิ ำพโลก เป็นตน้
ในปจั จบุ ันไดม้ กี ำรจัดประชุมเก่ียวกบั สนั ตภิ ำพโลกในงำนชื่อว่ำ Stockholm World Peace
International Conference 2018 ในวันที่ ๓๐ มถิ ุนำยน ๒๕๖๑ ณ กรุงสตอกโฮลม์ ประเทศสวีเดน
เพื่อแสดงให้เห็นว่ำ “สันติภำพโลก” น้ันมีควำมสำคัญขนำดไหน เพ่ืออะไร มีประโยชน์และ
เก่ียวข้องในกำรดำรงชีวิตของมนุษยแ์ คไ่ หน โดยมปี ระธำนสนั ติภำพสำกลและพระวิเทศปุญญำภรณ์
(เจ้ำคุณสวเี ดน) เจำ้ อำวำสวดั พทุ ธำรำมสวีเดน และเลขำนกุ ำรสหภำพพระธรรมทตู ไทยในทวีปยุโรป
เป็นประธำนกำรจัดประชุม ตอบคำถำมด้วยบทควำมเพื่อสันติภำพกัน “บทควำมเพื่อสันติภำพ”๒
ดังน้ี
ปัจจุบันโลกกำลงั ร้อนทั้งภำยนอกภำยใน มนุษย์มีขัดแย้งกัน มีกำรแข่งขันกันสูงในทุกดำ้ น.
ไม่ว่ำจะเป็นเรอ่ื งกำรดิ้นรนเพ่ือเอำตัวรอดของทุกมนษุ ย.์ ต่ำงคนต่ำงมองเรื่องของตนเป็นหลัก จึงทำ
ให้มนุษย์เร่ิมเห็นแก่ตวั มำกขึ้น โลกเริ่มร้อนขึ้นทุกๆวัน. ตรำบใดท่ีคนต่ำงคิดต่ำงทำต่ำงมองเอำเรอ่ื ง
สว่ นตัวเปน็ ทตี่ ้ัง ทำให้มนษุ ยเ์ กดิ ควำมโลภ โกรธ หลง จนแทบจะมองไมเ่ ห็นวำ่ ผดิ ถกู ตรงไหน สดุ ทำ้ ย
ทำควำมชัว่ โดยมิเกรงว่ำคนอน่ื จะเดือนร้อนหรอื ไม่
หำกปลอ่ ยใหโ้ ลกเรำเปน็ ไปอยำ่ งนี้. จะทำใหผ้ นู้ ำทกุ ระดบั ชนั้ หลงอำนำจจนลืมตัวและมองไม่
เหน็ อะไรผิดถกู ขำดจริยะธรรม ขน้ั พืน้ ฐำนของทุกศำสนำ ดงั น้ันเรำจึงต้องกลับมำคิดและหันหนำ้ เขำ้
หำกันโดยทง้ิ ประโยชน์ส่วนตนไว้ภำยหลัง ใช้หลักเมตตำธรรมนำหนำ้ กำรมุ่งประโยชน์ส่วนรวมเปน็
หลักยอมอภัยให้แกก่ ัน และต้องยอมรับที่จะทำควำมดีรว่ มกัน ยอมรับกำรเปลี่ยนแปลงท่จี ะเกดิ ขนึ้
รจู้ ักแบง่ ปันกันอยใู่ หม้ ีควำมเสมอภำคชว่ ยกันกำจัดควำมทกุ ข์ยำกลำบำกหิวโหยใหม้ นษุ ย์ชำติมสี วัสดิ
ภำพ-สวสั ดิกำรพืน้ ฐำนเทำ่ เทียมกันให้โลกเกิดสนั ตภิ ำพอย่ำงย่งั ยนื
สงครำมอำจจะเกิดข้ึนอีกไม่นำนถ้ำผู้นำขำดเมตตำธรรม หรือคิดที่เอำเอำชนะกนั ด้ำนอำวุธ
อำนำจกำรเมือง เรำตอ้ งยอมรบั ควำมจริงว่ำเรำไมอ่ ำจจะปฏเิ สธเรอ่ื งเทคโนโลยที ี่ไปไกลเกนิ กว่ำที่จะ
หยุดย้ังไว้ได้ และมีคนจำนวนมำกที่ไม่อำจตำมทัน. แต่ส่ิงที่เรำจะหยุดได้คือใจเรำ ส่ิงสำคัญคือกำร
สร้ำงสันติภำพให้เกิดท่ีใจให้ได้แล้วโลกจะเกิดสันติภำพแบบยั่งยืน ให้มนุษยชำติอยู่ร่วมกันอย่ำง
สันติภำพ ภรำดรภำพ โดยไม่ปิดก้ันเชื้อชำติและศำสนำ เพรำะสุดทำ้ ยแท้ทีจ่ รงิ ทุกคนเกิดมำมคี วำม
เสมอกันต้ังแต่ต้นจนสุดท้ำยคือควำมเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ นี่คือหลักธรรมชำติและเป็นไตร
ลักษณท์ คี่ กู่ ับโลกนีต้ รำบชวั่ นิจนริ ันดร์
๓.๒ ความหมายของสันตวิ ิธี
จำกปญั หำควำมขัดแยง้ ท่ีเกิดขึ้นมำกมำยในปจั จุบันทำให้บคุ คลหลำยกลุ่มทว่ั โลกหันมำสนใน
และเรยี กร้องหำสันติภำพ ท้ังศึกษำทำวจิ ยั เพอื่ ท่จี ะหำแนวทำงในกำรระงบั หรอื จัดกำรควำมขดั แยง้
๒ TN7. WORLD PEACE “สันตภิ ำพโลก” น้นั มคี วำมสำคญั ขนำดไหน? เพอ่ื อะไร? มี
ประโยชนแ์ ละเกยี่ วขอ้ งในกำรดำรงชีวิตของมนษุ ย์แคไ่ หน? มำดคู ำตอบจำกที่ประชุมและ
คณะกรรมกำรจดั งำน Stockholm World Peace International Conference 2018. (อนนไลน)์ .
(http://thainews7.com/world-peace-สนั ติภำพโลก-นนั้ มีค/). ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.
หลำยวิธีกำรต่ำงๆ วิธีท่ไี ม่พงึ ปรำรถนำคอื กำรใช้กำลงั และวิธีทีพ่ ึงปรำรถนำคอื วิธที ่ีไมใ่ ชค้ วำมรุนแรง
เป็นตน้ ดงั น้ันเพื่อใหเ้ กิดควำมชัดแจง้ วำ่ สนั ติวิธีคืออะไร และจะสำมำรถใช้เป็นแนวทำงในกำรแก้ไข
ควำมขัดแย้งไดอ้ ยำ่ งไรน้นั มผี ้ใู ห้ควำมหมำยของคำวำ่ สันติวิธีไว้ดงั น้ี
ในพจนำนุกรมฉบบั รำชบัณฑิตยสถำน พ.ศ. ๒๕๕๔ ไดใ้ หค้ วำมหมำยของคำว่ำ สนั ตวิ ธิ ีไว้
วำ่ สนั ตวิ ธิ ี คือ วิธีทจี่ ะก่อใหเ้ กิดควำมสงบ เชน่ กำรเจรจำสงบศึกโดยสนั ตวิ ิธี๓
ศ.ดร.ประชุมสขุ อำชวอำรุง ไดก้ ล่ำวไว้ในงำนเขยี นเรอ่ื งสนั ติวิธีจำกประวัติศำสตรไ์ ทยไว้ว่ำ
สันติวธิ ี คอื วธิ ีท่ีไมใ่ ชค้ วำมรนุ แรง (Non-violent) หรอื สนั ติวธิ ี (Peaceful means) สันติวิธเี ปน็ วธิ ที ่ี
ดีกว่ำ สงู กวำ่ ได้ผลกว่ำ วธิ ไี ม่ใช้ควำมรนุ แรง ควำมมุงหมำยของสันติวธิ ีจำแนกออกเปน็ ๒ ประกำร
ได้แก่ ใช้วธิ สี นั ติต่อสปู้ ระกำรหน่งึ และกำรใช้สนั ติวธิ ใี นกำรระงับควำมขัดแย้งอกี ประกำรหนงึ่
ศ.นพ.ประเวศ วะสี บอกว่ำ “สันติวิธี…คือ กำรป้องกันกำรละเมดิ สิทธิมนุษยชนของสภำพ
กำรใชค้ วำมรุนแรงและสงครำม …สิทธิมนุษยชนเป็นกำรเคำรพในศักด์ิ และคุณคำ่ ควำมเปน็ คนทุกคน
ต่อเมื่อมนุษย์มีจิตสำนึกในศีลธรรมพ้ืนฐำนนี้จงึ จะสำมำรถสรำ้ งกำรอยู่ร่วมกันอย่ำงสันติ และย่ังยนื
ได๔้
พระไพศำล วิสำโล เครือข่ำยพทุ ธิกำ ให้ควำมหมำยของสันติวิธีว่ำ สันติวิธีมิใช่กำรยอม
จำนนหรอื อยนู่ ่ิงเฉย ปล่อยให้อีกฝำ่ ยมำกระทำโดยไม่ตอบโต้ แท่จริงสนั ติวิธีคือกำรตอบโตอ้ ีกแบบ
หน่ึงโดยไม่ใช้ควำมรุนแรง ท้ังนี้ เพ่ือให้หยุดยั้งพฤติกรรมอันไม่ถูกต้องหรือเพื่อปรับเปล่ียน
สถำนกำรณ์ให้เป็นไปในทำงสันติ สันติวิธีไม่ได้หมำยถึงกำรหนีปัญหำ และบ่อยคร้ังต้องมีกำร
เผชิญหน้ำกับคู่กรณีโดยปรำศจำกอำวุธ ดังนั้น จึงต้องอำศัยควำมกล้ำหำญและควำมเด็ดเด่ียว
ขณะเดียวกันสันติวิธียังหมำยถึงกำรสร้ำงเง่ือนไขที่ยุติควำมรุนแรง หรือขจัดเง่ือนไขที่ส่งเสริม
พฤติกรรมอันเปน็ ปัญหำ ดังนั้น จึงต้องอำศัยปัญญำที่เข้ำใจกระจ่ำงชัดในรำกเหง้ำของปัญหำและ
สำมำรถคิดค้นมำตรกำรทส่ี รำ้ งสรรค์ได้๕
รศ.ดร. โคทม อำรียำ ผู้อำนวยกำรศูนย์ศกึ ษำและพฒั นำสันติวิธี มหำวิทยำลัยมหิดล ให้
คำนิยำมคำว่ำ "สันติวิธี" คือวิธีกำรจัดกำรกับควำมขัดแย้งวิธีหนึ่ง กำรใช้สันติวิธีมีเหตุผลสำคัญ
ตรงที่วำ่ เปน็ วิธีกำรท่ีน่ำจะมีกำรสญู เสียน้อยที่สุดทงั้ ระยะส้ันระยะยำวทั้งรูปธรรมและนำมธรรม ผิด
กับกำรใช้ควำมรุนแรงซ่ึงทุกฝำ่ ยอ้ำงว่ำเป็นวิธีกำรสุดท้ำย ในบำงกรณีสำมำรถบรรลุผลในระยะสน้ั
เป็นรูปธรรมชดั เจน แต่หำกควำมขดั แย้งยังคงอยู่ เพียงแตถ่ ูกกดไว้ โอกำสที่จะเกิดควำมรนุ แรงใน
ระยะยำวย่อมมีอยู่ สว่ นในทำงนำมธรรม เชน่ ควำมเขำ้ ใจอันดี ควำมสำมคั คีปรองดองน้ันเกิดขึ้น
ไดย้ ำกด้วยวิถีควำมรนุ แรง๖
๓รำชบัณฑิตยสถำน. พจนำนกุ รมฉบับรำชบณั ฑติ ยสถำน พ.ศ. ๒๕๕๔. ออนไลน:์
http://www.royin.go.th/dictionary/, ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.
๔ ประเวศ วะส.ี สนั ติวธิ ีกับสิทธิมนุษยชน. พมิ พ์คร้ังท่ี ๑. กรงุ เทพมหำนคร : สำนักงำนสทิ ธมิ นุษยชน
แห่งชำติ, ๒๕๔๕. คำนำ.
๕ สถำบนั ดำรงรำชำนภุ ำพ. กำรจดั กำรควำมขดั แยง้ ด้วยสนั ติวธิ ี. (ออนไลน์).
(http://www.stabundamrong.go.th/web/book/51/b23_51.pdf). ๙ พ.ย. ๒๕๖๑. หน้ำ ๓-๔.
๖ เรอื่ งเดยี วกัน.
๕๔
นอกจำกคำว่ำ สันติวิธีแล้ว ยังมีคำอื่นที่มีกำรนำมำใช้ในบริบทท่ีเก่ียวข้องกัน คือ สันตินยิ ม
อหิงสำ และ กำรไม่ใช้ควำมรนุ แรง๗ ดงั นี้
“สันตินิยม” หมำยถึง แนวคิดหรือกำรกระทำทต่ี ่อต้ำนสงครำมทกุ ในทุกรูปแบบ เพรำะไม่
เห็นด้วยกับกำรใช้สงครำมทำลำยล้ำงเพ่อื นมนุษย์ด้วยกัน โดยแสดงออกด้วยวิธีกำรต่ำงๆ เช่น กำร
ไม่ให้ควำมร่วมมือต่อรัฐในด้ำนต่ำง ๆ กำรดื้อแพ่ง (Civil Disobedience) หรือแสดงออกด้วยกำร
ประท้วง ประเด็นสำคัญของวิธีน้ีคอื กำรไมใ่ ชค้ วำมรุนแรงในกำรปฏบิ ัตกิ ำรน่นั เอง
“อหงิ สำ” คือ กำรใชป้ ฏิบัติกำรไรค้ วำมรนุ แรง (Non-Violence) เปน็ ส่วนหนึง่ ของสันติวิธี
ที่รู้จักกันอย่ำงแพร่หลำย เนื่องจำกเป็นวิธีที่ มหำตมะ คำนธีใช้ในกำรผลักดัน เพื่อเรียกร้องเอกรำช
จำกประเทศอังกฤษจนประสบควำมสำเรจ็ โดยใช้ปฏิบัติกำรที่เรยี กวำ่ “หลักสตั ยำเครำะห์” หรอื กำร
ดื้อแพ่ง (Civil Disobedience) เป็นเครื่องมือสำคัญ จะเห็นได้ว่ำอหิงสำจัดเป็นแนวคิดของ
ปฏิบัติกำรไรค้ วำมรุนแรงทง้ั ในเชิงบวก คือ กำรให้ควำมรกั ต่อมนษุ ยท์ ุกคนไม่ว่ำจะเป็นมิตรหรอื ศตั รู
และเชิงลบคือ กำรไมท่ ำรำ้ ยศัตรดู ว้ ยอำวธุ
ยีน ชำรป์ บอกว่ำปฏิบัติกำรไร้ควำมรุนแรง ตอ้ งนำไปปฏิบัติอย่ำงเปน็ รูปธรรม ดว้ ยวิธกี ำร ๓
อยำ่ ง คือ
๑) กำรประทว้ ง หรือชกั จงู โดยไมใ่ ชค้ วำมรนุ แรง
๒) กำรไมใ่ หค้ วำมร่วมมือ (Noncooperation) ทำงสังคม ทำงเศรษฐกิจ และทำงกำรเมอื ง
๓) กำรแทรกแซงโดยไรค้ วำมรนุ แรง ซ่งึ เป็นกำรในกำรลดิ รอนอำนำจของฝ่ำยท่ีอยู่รงข้ำม ซ่งึ
เป็นผู้มอี ำนำจ แตไ่ ดใ้ ช้อำนำจนนั้ อยำ่ งไมถ่ ูกตอ้ ง และไม่เปน็ ธรรมแก่ประชำชนในสงั คม
ชัยวัฒน์ สถำอำนนั ท์ ช้ใี ห้เหน็ อีกว่ำ ปญั หำสำคัญในกำรพิจำรณำแนวคิดดำ้ นสนั ติวิธี คอื ควร
พยำยำมแยกแนวทำงของคำนธีออกจำกสันติวิธีแนวอืน่ เชน่ เดียวกับท่ี อรณุ คำนธี (Arun Gandhi)
บอกไวว้ ำ่ “กำรปฏิบัตกิ ำรไรค้ วำมรนุ แรงของคำนธี ไม่ใช่ยทุ ธศำสตรส์ ำหรบั กำรแก้ไขควำมขดั แย้ง…
แต่เป็นวิถีแหง่ ชีวิต” ซ่ึงสอดคล้องกบั “บทบรรณำธิกำร” ของหนังสือ “ปฏิบัติกำรแห่งควำมรัก: ยุค
สมัยแห่งควำมรุนแรง” ที่ว่ำ “อหิงสำเนน้ ในทำงศำสนธรรม ซึ่งให้ควำมหมำยท่ีลกึ ซ้ึงกว่ำ ในขณะที่
สนั ติวิธใี หค้ วำมหมำยไปในทำงทเี่ ป็นกระบวนกำรทำงสังคม และกำรเมืองโดยตรง”
จำกมุมมองข้ำงต้นจะเห็นได้ว่ำคำว่ำ สันติวิธี สันตินิยม อหิงสำ มีควำมแตกต่ำงหำกแยก
ออกเป็นวิถีทำงโลกกับวิถีทำงธรรม ต่ำงก็เป็นจดุ ร่วมในกำรจดั กำรควำมขัดแย้งด้วยกำรไม่ใช้ควำม
รุนแรงซึง่ ในทำงศำสนำจะมุ่งเนน้ ควำมสงบแห่งจิตใจเปน็ สำคญั
๗ อรปรียำ วสุมหันต์. พุทธวิธีจัดกำรควำมขัดแย้งในทัศนะของพระไพศำล วิสำโล.
วิทยำนิพนธ์หลักสูตร์ปริญญำพุทธศำสตรมหำบัณฑิต สำขำวิชำพระพุทธศำสนำ บัณฑิตวิทยำลัย:
มหำวทิ ยำลยั มหำจุฬำลงกรณรำชวทิ ยำลยั . ๒๕๕๓. หน้ำ ๒๙-๓๒.
๓.๓ แนวคดิ พ้นื ฐานเก่ยี วกับการจดั การความขดั แย้งโดยสันติวธิ ี
จำกผลกำรวิจัยของพระมหำหรรษำ ธมฺมหำโส (นิธิบุณยำกร) ได้กล่ำวถึงแนวคิดและที่มำ
ของกำรใช้สันติวิธี๘ ไว้ว่ำ สันติวิธีเป็นทฤษฎีและวิธีปฏิบัติกำรทม่ี ักจะถูกนำเสนออยู่เสมอในขณะที่
ปัจเจกบุคคล ชุมนุมหรือสังคมเกิดควำมขัดแย้งขึ้น สำเหตุสำคัญที่ทำให้ สันติวิธี ถูกกล่ำวถึงก็
เพรำะว่ำแนวคิดและกำรปฏิบัติกำรของสันติวิธีกลำยเป็นทำงเลือกที่สำคัญประกำรหน่ึงในกำรหำ
ทำงออกตอ่ ประเด็นของควำมขัดแย้งท่ีเกดิ ขน้ึ โดยหวงั ว่ำกลุม่ ปจั เจกบคุ คลหรอื สงั คมนัน้ อุดมไปด้วย
สันตภิ ำพและสนั ตสิ ุข คำวำ่ สันตวิ ธิ มี ีนัยท่มี ่งุ ไปเพื่อแกป้ ญั หำควำมขดั แยง้ โดยปรำศจำกควำมรุนแรง
และสะทอ้ นใหเ้ ห็นกำรดำรงอยู่โดยไม่เบยี ดเบยี ดสง่ิ แวดล้อมและสตั ว์ตำ่ งๆ ด้วย
ดังน้ันแนวคิดเก่ียวกับสันติวิธีจึงแนวคิดท่ีเป็นวิธีกำรหรือเป็นกระบวนกำรตอบโต้กับ
สถำนกำรณค์ วำมขัดแยง้ ในรูปแบบทีไ่ ม่ใช้กำลงั ทำงกำยภำพ เพื่อแกไ้ ขปญั หำควำมขัดแยง้ ดังน้นั สันติ
วิธีจึงไม่ได้หมำยควำมถึง (ควำมเฉ่ือยชำ Passive) และ (กำรไม่กระทำ Inaction) หำกแต่เปน็ กำร
กระทำ หรือกำรแสดงออกในรูปแบบหน่ึงที่ไม่ใช้ควำมรุนแรง เช่น กำรเดินขบวนประท้วง กำรติด
ป้ำยสัญลักษณ์ กำรฉีกบัตรเลือกต้ัง เพื่อแสดงเจตนำรมณ์ทำงกำรเมือง กำรอดหำร กำรคว่ำบำตร
ทำงเศรษฐกิจ หรือไมใ่ ห้ควำมรว่ มมือในกจิ กรรมต่ำงๆ รวมไปจนถึงกำรเจรจำและ กำรไกล่เกล่ียกบั คู่
ขดั แย้ง เป็นตน้ ดงั จะเหน็ วำ่ ผู้ทีใ่ ชส้ นั ตวิ ธิ ีในกำรแก้ไขควำมขัดแย้ง จะไมต่ อ้ งกำรใช้ควำม รุนแรงและ
ไม่ตอ้ งกำรทำให้กำรต่อสู้น้นั มีผู้คนบำดเจบ็ หรอื เสยี ชีวติ ซงึ่ แน่นอนว่ำ ผูใ้ ช้สนั ติวิธีจะต้องเป็น ผู้ตอ้ ง
ใช้ควำมกล้ำหำญในกำรชนะใจตนเอง ใช้ควำมอดทน สำมำรถควบคุมตนเองได้ และมีควำมเข้ำใจ
ควำมรกั ตอ่ เพอ่ื นมนษุ ย์ด้วยกนั ๙
อย่ำงไรก็ตำม แนวคิดเก่ียวกับกำรจัดกำรควำมขัดแย้งด้วยสันติวิธีอำจทำให้เกิดปญั หำก็ได้
หำกมบี ำงกลมุ่ มีควำมพยำยำมที่จะอ้ำงควำมชอบธรรมของตนในวิธีกำร ด้วยกำรอ้ำงวำ่ วิธกี ำรทก่ี ลุ่ม
ของตนเองใช้น้ันเป็นวธิ ีกำรสันติวธิ ใี นกำรจดั กำรปญั หำ แล้วตีควำมใหส้ อดคล้องกับวธิ ีกำรและควำม
ตอ้ งกำรของกล่มุ ตนเอง ดงั นั้นกำรตคี วำมคำว่ำ สนั ติวธิ ี ในมมุ มองท่ีตำ่ งกนั มกั จะเกิดปญั หำเสมอ หำก
มีควำมเหน็ ไมต่ รงกนั ในทำงปฏิบตั กิ ็ยอ่ มสวนทำงกนั ดว้ ยเช่นกนั
แนวคิดพื้นฐำนเก่ียวกับกำรจดั กำรควำมขัดแย้งโดยสันติวิธีของนักสันติภำพโดยทัว่ ไป๑๐ มี
ดงั นี้
๑) แนวคดิ เรื่องทศธรรม และตรปี ณธิ าน
๘ ดูรำยละเอียดเพิ่มเติมในพระมหำหรรษำ ธมมฺ หำโส (นธิ บิ ุณยำกร). พทุ ธสนั ติวธิ ี: กำรบูรณำกำรหลักกำร
และเครื่องมอื จดั กำรควำมขัดแยง้ . กรงุ เทพฯ: เซ็นจูรี่ จำกดั , ๒๕๕๔. หนำ้ ๑๘๑-๑๘๒.
๙ บุษบง ชัยเจรญิ วัฒนะและเหมอื นขวัญ เรณุมำศ. สันติวิธี: กำรจดั กำรควำมขดั แยง้ ตำมแนวทำงสันติ
วิธี. วำรสำรสันติศึกษำปริทรรศน์ มจร ปที ี่ ๕, ฉบับที่ ๒, พฤษภำคม-สิงหำคม. ๒๕๖๐. หน้ำ ๗.
๑๐ แนวคิดพื้นฐำนเกี่ยวกับกำรจัดกำรควำมขัดแย้งโดยสันติวิธี มุ่งหมำยเฉพำะกำรวิจัยเท่ำนั้น ดู
รำยละเอยี ดเพมิ่ เติมในพระมหำหรรษำ ธมฺมหำโส (นิธิบุณยำกร). พุทธสันตวิ ธิ :ี กำรบรู ณำกำรหลักกำรและเคร่ืองมือ
จดั กำรควำมขดั แยง้ . กรงุ เทพฯ: เซ็นจูร่ี จำกดั , ๒๕๕๔. หน้ำ ๑๒๑-๑๕๑. และสำมำรถดูรำละเอยี ดไดอ้ ีกในอรปรียำ
วสุมหันต์. พุทธวิธีจัดกำรควำมขัดแย้งในทัศนะของพระไพศำล วิสำโล. วิทยำนิพนธ์หลักสูตร์ปริญญำพุทธศำสตร
มหำบัณฑิต สำขำวิชำพระพุทธศำสนำ บัณฑิตวิทยำลัย: มหำวิทยำลัยมหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย. ๒๕๕๓. หน้ำ
๓๔-๔๐.
๕๖
พุทธทำสภิกขุ กล่ำวว่ำ “สันติภำพนั้น มันสำคัญอยู่ในตัวมันเอง คือ จำเป็นสำหรบั ชีวิตทุก
ชีวิตไม่ว่ำจะอยู่ในระดับสว่ นบุคคล หรือท้ังหมดในโลก ล้วนต้องกำรสันติภำพ”๑๑ ด้วยเหตุนี้ “พุทธ
บริษัทจึงมีควำมจำเป็นเร่งด่วนท่ีต้องศึกษำและทำควำมเข้ำใจเร่ืองสันติภำพ เพรำะสันติภำพเป็น
จุดมุ่งหมำยอย่ำงยิ่งของพระพุทธเจ้ำเพื่อที่ขวนขวำยช่วยกันและกันให้เกิดสันติภำพขึ้นมำ”๑๒ โดย
ทำ่ นให้แนวคิดวำ่ “ควรทจี่ ะมุง่ เนน้ ตำมมรรค ๘ หรอื ควำมถูกต้อง ๘ ประกำร กลำ่ วคอื ควำมถูกต้อง
ทำงทิฎฐิ ควำมถูกต้องทำงควำมดำริ ควำมถูกต้องทำงกำรทำงำน ควำมถูกต้องทำงกำรดำรงชีวิต
ควำมถูกต้องในควำมเพียร ควำมถูกต้องในควำมมีสติ และควำมถูกต้องในควำมมีสมำธิ ซ่ึงควำม
ถูกต้องทั้ง ๘ ประกำรน้ี จัดได้ว่ำเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสันติภำพ และในขณะเดียวกันควำมรู้ท่ี
ถกู ตอ้ ง และ ควำมหลุดพน้ ท่ถี ูกต้อง ท้ัง ๒ ประกำรน้ี จดั ได้วำ่ เป็นผลของสนั ตภิ ำพ ด้วยเหตุน้ี ท่ำนยำ้
วำ่ ควำมถูกตอ้ งท้ัง ๑๐ ประกำรดงั กลำ่ วถอื ไดว้ ่ำเปน็ “ตวั แทข้ องพระพทุ ธศำสนำ”๑๓
ท่ำนพุทธทำสมองว่ำ สันติภำพจะเกิดขึ้นไดน้ ้ัน ปัจเจกบคุ คล และสังคมโดยรวม ต้องมี “ตรี
ปณิธำน” อันเป็นกำรต้ังไว้เพื่อประโยชน์แก่ชำวโลก หรือสำกลจักรวำล เพรำะจะทำให้สันติภำพ
แท้จรงิ กว้ำงขวำงสมบรู ณ์มำกยิ่งขน้ึ ๑๔ กล่ำวคือ
(๑) กำรทำใหท้ กุ คนเข้ำถึงหวั ใจแหง่ ศำสนำของตน ซ่ึงจะสำมำรถทำลำยควำมเห็นแก่ตวั อัน
เปน็ ศัตรขู องสนั ตภิ ำพ
(๒) กำรทำควำมเข้ำใจซ่ึงกนั และกันระหว่ำงศำสนำต่ำงๆ จะทำให้เกิดกำรยอมรับในควำม
แตกตำ่ ง และเกิดควำมรว่ มมือกันในทสี่ ดุ
(๓) ออกมำเสียจำกอำนำจวตั ถนุ ยิ ม ซึ่งทำใหเ้ กิดกำรลุ่มหลงมัวเมำจนขำดสติ และขำดควำม
รว่ มมอื ของบุคคลในระหวำ่ งศำสนำ
๒) แนวคดิ เร่อื งตรีสากล
ในทัศนะของพระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตฺโต) นั้น กำรใช้สันติวิธีเป็นไปเพ่ือแก้ไขปัญหำควำม
ขัดแย้ง และเพอื่ เป็นวิถที ำงในกำรดำเนนิ ชีวิต๑๕ โดยใช้หลกั ควำมเป็นสำกล ๓ ประกำร (ตรีสำกล)๑๖
กล่ำวคือ
(๑) ควำมจรงิ ทีเ่ ป็นสำกล คอื หลกั ควำมจรงิ ทเี่ ป็นกลำง ๆ มผี ลเสมอเหมอื นกันแก่ทุกคนทุก
ที่ รวมท้งั ทกุ ศำสนำ
(๒) ควำมเป็นมนุษย์ทเ่ี ป็นสำกล คือควำมเปน็ มนุษย์ทีจ่ ะต้องมองเห็น เข้ำใจให้ ควำมนับถือ
เสมอกัน กำรทำรำ้ ยและทำลำยชีวิตมนษุ ย์ ไม่ว่ำจะมีสังกัดใดหรอื ไม่ เปน็ ควำมไมด่ ี ไม่งำมทง้ั สิ้น
๑๑ พุทธทำสภกิ ขุ. สันติภำพของโลก. ไชยำ: ธรรมทำนมลู นธิ ิ. ๒๕๓๑. หน้ำ ๑-๒.
๑๒ เรอื่ งเดียวกนั , หน้ำ ๑๒-๒๔.
๑๓ เรอ่ื งเดียวกัน, หน้ำ ๑๑–๓๔๑.
๑๔ เรอ่ื งเดียวกนั , หน้ำ ๑๐๘–๑๐๙.
๑๕ ไอศนู ย์ พยัฆศริ ิ. “กำรศึกษำเปรยี บเทียบแนวคดิ เร่อื งสนั ติภำพของพระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตฺโต) และ
มำรต์ นิ ลูเธอร์ คิง จเู นียร์”. วทิ ยำนพิ นธ์ปริญญำอักษรศำสตรมหำบัณฑติ . บัณฑิตวทิ ยำลยั : มหำวิทยำลยั มหิดล.
๒๕๔๖, หน้ำ ๓๓.
๑๖ พระธรรมปฏิ ก (ป.อ.ปยุตโฺ ต). มองสันติภำพโลก ผ่ำนภูมหิ ลงั อำรยธรรมโลกำภิวัตน์. หนำ้ ๑๘๙.
(๓) ควำมมเี มตตำทเ่ี ป็นสำกล คอื แผ่ควำมรู้สกึ เป็นมติ ร มีควำมรกั ควำมปรำรถนำประโยชน์
สขุ แกม่ นุษย์ทว่ั ทุกคนเสมอเหมือนกัน โดยไม่มกี ำรจำกดั หรอื แบ่งแยก
แนวคดิ น้สี อดคล้องกบั หลกั กำรของพระพทุ ธศำสนำทีว่ ่ำ “สรรพสงิ่ ลว้ นมคี วำมสมั พนั ธซ์ ่งึ กนั
และกัน” ดังน้ัน กำรที่มนุษย์จะมีควำมเป็นอยู่อย่ำงสันติได้นั้น จึงมี ควำมจำเป็นท่ีมนุษย์ต้องอยู่
ร่วมกันอยำ่ งสอดประสำนกับธรรมชำติในฐำนะท่ีเป็นมติ รทีด่ ี ต่อกัน เพ่ือมิใหธ้ รรมชำติสญู เสียควำม
เป็นดลุ ยภำพไป
๓) แนวคิดเรื่องการยอมรบั ในความหลากหลาย และการพึง่ พาอาศัยกันและกนั
กัลตุงได้นำเสนอเรื่อง “สันติภำพเชิงโครงสร้ำง” ว่ำเป็นสันติภำพที่ครอบคลุมท้ัง
ธรรมชำติ มนุษย์ สังคม และโลก โดยช้ีว่ำทั้งหมดน้ีสำมำรถอยู่รวมกันอย่ำงสันติได้ภำยใต้เงื่อนไข ๒
ประกำร คอื ควำมหลำกหลำย (Pluralism) และกำรพึง่ พำอำศยั กนั และกัน (Symbiosis)
๑) ควำมหลำกหลำยและกำรพึ่งพำในธรรมชำตินำมำซึ่งควำมสมดุลทำงนิเวศและทำใหเ้ กดิ
กำรสรำ้ งสรรค์ ทำใหเ้ กดิ สังคมพหุนิยม และทำใหเ้ กิดกำรอยรู่ ่วมกนั อยำ่ งสันติ
๒) กำรพ่งึ พำกนั และกันในธรรมชำตเิ ปน็ กำรพึ่งพำในแนวนอนไม่ใชก่ ำรพึ่งพำในแนวตั้ง ไม่ใช่
กำรพึง่ พำของผู้ออ่ นแอกว่ำต่อผแู้ ข็งแรงกว่ำ หำกสถำนกำรณ์เป็นไป ในลักษณะนี้ จะไม่ก่อให้เกดิ กำร
ครอบงำของบคุ คลผู้แข็งแรงต่อผ้ทู ่อี ่อนแอกว่ำ อันเป็นกำรแสดงออกของผูท้ ี่มีอำนำจมำกกว่ำต่อผู้มี
อำนำจนอ้ ยกวำ่
กัลตุงเน้นถึงควำมสัมพันธ์ของสังคมในเชิงพหุนิยมในแง่ของกำรเคำรพ ควำมแตกต่ำงและ
กำรใช้ลักษณะของควำมแตกต่ำงให้เกิดกำรสร้ำงสรรค์ ซึ่งเม่ือมนุษย์มีควำมร่วมมือรว่ มใจกัน และมี
ทัศนะท่ีดำเนนิ ไปในทำงเดยี วกัน สันตภิ ำพของโลกกจ็ ะเกดิ ขึน้ อย่ำงแท้จริง
นอกจำกนก้ี ลั ตุงได้นำหลักกำรทำงพระพทุ ธศำสนำ อันไดแ้ ก่ หลักอนตั ตำ เมตตำกรุณำ ขันติ
ธรรม มัชฌิมำปฏิปทำ และอนิจจตำ มำสนับสนุนแนวคิดของตน โดยมองว่ำเป็นสิ่งท่ีทำให้มนุษย์
สำมำรถดำรงอยู่บนฐำนของควำมแตกต่ำงระหว่ำงวัฒนธรรม วิถีชีวิต และควำมเป็นอยู่ได้อย่ำง
กลมกลนื กับสรรพสง่ิ ไดเ้ ป็นอย่ำงดี แมว้ ำ่ โลกนีจ้ ะเต็มไปด้วย ควำมขัดแยง้ ก็ตำม จำกกรณีนี้จะเหน็ ได้
วำ่ แนวคดิ ของพระพทุ ธศำสนำ สอดคลอ้ งกับเป็นอย่ำงดกี บั แนวคิดของนกั ทฤษฎสี ันตภิ ำพและสันติวิธี
๔) แนวคดิ เรอื่ ง ความสามคั คี
มำรค ตำมไท๑๗ อธิบำยว่ำ ควำมสำมัคคี หมำยถึง ศักยภำพของสังคมที่จะทำบำงอย่ำง
ร่วมกันในบำงสถำนกำรณท์ ี่เกิดข้นึ โดยควำมสำมัคคีจะเกิดขึ้นได้ก็ตอ่ เมอ่ื คนในสงั คมร่วมกนั กระทำ
กำรอะไรบำงอย่ำง เพื่อปกป้องอะไรบำงอย่ำงท่ีมองเห็นเหมือนกันว่ำมีคุณค่ำ โดยกำรสร้ำงกติกำ
ร่วมกัน เพอ่ื ใช้เป็นพืน้ ฐำนทำงกำรปฏบิ ตั สิ ำหรับก้ำวไปสูเ่ ป้ำหมำยเดยี วกัน
๑๗ มำรค ตำมไท, “ควำมสำมัคคี”. ใน สันติวถิ ี: ยุทธศำสตรช์ ำตเิ พ่ือควำมม่ันคง. สถำบัน ยุทธศำสตร์
สำนักงำนสภำควำมมนั่ คงแหง่ ชำติ (รวบรวม). : ๖๓–๖๔.
๕๘
ศ.นพ.ประเวศ วะสี๑๘ ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง “พลังงำนทำงสงั คม” (Social Energy) ซ่ึง
เป็นพลงั ทเี่ กดิ จำกกำรร่วมมอื กันกระทำจำกหลำยฝำ่ ยจนก่อให้เกดิ พลงั ทำงสังคมขึ้น โดยมคี วำมเช่ือ
ว่ำกำรใชอ้ ำนำจไม่สำมำรถแกไ้ ขปญั หำทมี่ ีควำมซับซ้อนได้ หำกแตจ่ ำเปน็ ตอ้ งอำศัยกำรร่วมมือของผู้
ท่เี ขำ้ มำเกย่ี วขอ้ งท้งั หมด ตำมหลกั อปรหิ ำนยิ ธรรม เพอ่ื ใหเ้ กิดควำมสำมัคคี ในกำรสรำ้ งกตกิ ำร่วมกนั
ของคนในสังคมใหเ้ ปน็ ไปอยำ่ งมเี ปำ้ หมำยชดั เจนและเกดิ ควำมสมำนฉันทไ์ ด้ง่ำยขนึ้
๕) แนวคิดเร่ืองสิทธิมนุษยชน
ศ.นพ.ประเวศ วะสี เสนอว่ำกำรจดั กำรเร่อื งควำมขัดแย้งน้ันต้องทำด้วยควำมเคำรพในสิทธิ
มนุษยชน๑๙ เนื่องจำก(๑) กำรเคำรพในควำมเป็นเพ่ือนมนุษย์ระหว่ำงกนั จะทำให้สำมำรถแสวงหำ
ข้อตกลงรว่ มกนั ได้ (๒) กำรยึดมัน่ ในควำมเสมอภำคของควำมเปน็ มนุษย์ โดยนำเสนอ หรือรับรูข้ อ้ มลู
และข่ำวสำรอย่ำงเท่ำเทียมกันจะทำใหก้ ระบวนกำรเจรจำสำมำรถเดินต่อไปได้ หรืออำจจะประสบ
ควำมสำเร็จ (๓) กำรยึดมนั่ ในควำมเสมอภำค จะทำให้คกู่ รณไี ม่สร้ำงอุบำยเพื่อเอำเปรยี บ (Trick) อนั
นำไปสูก่ ำรให้คำสญั ญำลอย ๆ ซึง่ อำจจะเป็นกำรสรำ้ งปัญหำในอนำคตได้ (๔) กำรเคำรพ และยดึ ม่ัน
ในศักด์ิศรีควำมเป็นมนุษย์ และควำมเสมอภำคจะทำให้เกิดผลดีต่อทุกฝ่ำย เพรำะเป็นกำรเพิ่มพนู
ปัญญำ จติ ใจ และ กำรพัฒนำกำรอยูร่ ว่ มกันใหม้ คี วำมสขุ มำกขึ้น๒๐
กำรยอมรับมิได้หมำยควำมว่ำ มนุษย์ต้องเชื่อตำมและเปลี่ยน ทัศนคติของตัวเอง หำกแต่
หมำยถงึ กำรเปดิ ใจกวำ้ ง เพ่ือศึกษำวิเครำะหค์ วำมแตกต่ำงและควำมหลำกหลำยในแตล่ ะมติ ิทเ่ี กิดขึ้น
ในสังคม ท้งั ในแงค่ วำมคดิ เหน็ กำรแสดงออก และควำมเช่ือ เป็นต้น
๖) แนวคิดเรื่องความยุติธรรม
ศ.นพ.วันชยั วัฒนศพั ท์๒๑ มองวำ่ “ควำมรูส้ กึ ไม่ยตุ ิธรรม มักนำไปสคู่ วำมขัดแย้ง และบำงครง้ั
กลำยเป็นควำมรนุ แรงในทุกสังคม และชมุ ชน เพื่อเปลีย่ นแปลงกระบวนกำรท่เี ขำร้สู ึกว่ำยุตธิ รรม” ซง่ึ
มำร์ตอน ด๊อยท์ (Morton Deutsch)๒๒ ได้ช้ีว่ำ “กำรแบ่งปัน วิธีกำร กำรได้รับกำรตอบแทน หรือ
ฟ้ืนฟู ขอบเขตและระบบคุณธรรม” ที่ “ไม่ชัดเจน” “บกพร่อง” และ “ไร้ควำมเป็นธรรม” จะ
กลำยเปน็ ตัวแปรสำคัญท่ที ำให้บุคคล หรอื กลุ่มบคุ คลเกดิ “ควำมรู้สึกไม่ยตุ ิธรรม” ฉะนน้ั เขำจงึ เสนอ
๑๘ประเวศ วะสี. “ควำมสำคัญของสนั ติวิธใี นเชงิ ยทุ ธศำสตร์”. ใน สันติวิถี: ยทุ ธศำสตรช์ ำติเพือ่ ควำมมั่นคง
, สถำบนั ยุทธศำสตร์ สำนักงำนสภำควำมมั่นคงแห่งชำติ (รวบรวม). กรุงเทพมหำนคร : สถำบันยุทธศำสตร์
สำนักงำนสภำควำมมั่นคงแหง่ ชำติ, ๒๕๔๒. หน้ำ ๒๒–๒๓.
๑๙ พระรำชบญั ญัติ คณะกรรมกำรสิทธมิ นษุ ยชนแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๒ ได้ใหค้ ำนิยำมเกีย่ วกับ คำว่ำ “สิทธิ
มนุษยชน” หมำยควำมว่ำ “ศักดิ์ศรคี วำมเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรภี ำพและควำมเสมอภำคของบคุ คล ที่ไดร้ บั กำรรบั รอง
หรือคมุ้ ครองตำมรฐั ธรรมนญู แห่งรำชอำณำจักรไทย หรอื ตำมกฎหมำยไทย หรอื ตำมสนธิสัญญำท่ปี ระเทศไทย มี
พันธกรณี ที่จะต้องปฏิบตั ติ ำม”
๒๐ ประเวศ วะส.ี สันตวิ ิธีกับสิทธิมนุษยชน. พิมพ์คร้งั ที่ ๑. กรงุ เทพฯ: สำนักงำนสทิ ธิมนุษยชนแห่งชำติ,
๒๕๔๕. หน้ำ ๖-๗.
๒๑ วันชัย วัฒนศัพท์. คมู่ อื เกย่ี วกับควำมขดั แย้ง: หลักกำร และเครื่องมือแกป้ ัญหำ. กรุงเทพมหำนคร :
ศูนย์สันติวิธีและธรรมำภิบำล. ๒๕๔๗. หน้ำ ๑๐๘-๑๑๐.
๒๒ Morton Deutsch. อ้ำงในวันชยั วัฒนศพั ท์. เรือ่ งเดยี วกนั . หนำ้ ๙๕-๑๐๗.
วำ่ “ควรยดึ หลักควำมเสมอภำค หรอื ควำมเทยี่ งธรรม” (Equity) “ควำมเทำ่ เทียม” (Equality) และ
“ควำมจำเปน็ ” (Need)
เช่นเดียวกบั รศ.ดร.มำรค ตำมไท๒๓ ทบ่ี อกว่ำหวั ใจของสนั ติวิธี คือ “สันตยิ ตุ ธิ รรม” (Just –
Peace) ซ่ึงมีนัยที่ครอบคลุมถึง สภำวะสันติ ท่ีประกอบไปด้วย ควำมรัก ควำมเสมอภำค ควำม
ยุติธรรม เป็นต้น ศ.นพ.ประเวศ วะสี ก็เน้นย้ำในประเด็นน้ีว่ำ “สังคมต้องมีควำมยุติธรรมควำม
ยตุ ธิ รรมในสังคมเป็นรำกฐำนของควำมเจรญิ สงั คมใดก็ตำมท่ขี ำดควำมยตุ ิธรรมไม่อำจก้ำวไปสู่ควำม
เจริญรุ่งเรืองได้ ไม่ว่ำจะเปน็ ควำมเจริญทำงเศรษฐกิจ สังคมหรือจิตใจ แต่กลับเป็นบ่อเกิดของควำม
ทุกข์ ควำมขัดแย้ง กำรเสียกำลงั ใจ และนำไปสู่วิกฤติด้ำนต่ำง ๆ รวมท้ังวิกฤติกำรณ์ทำงเศรษฐกิจที่
เรำกำลังเผชิญอยู่ ควำมยุติธรรมในสังคมจงึ เป็นเร่ืองสำคัญ”
๗) แนวคดิ เรอ่ื งความไว้วางใจ (Trust) และ ความสมั พันธ์ (Relationship)
ศ.นพ.วนั ชัย วฒั นศพั ท์ มองว่ำ ควำมไวว้ ำงใจและควำมสัมพันธ์เปน็ ส่วนสำคญั ในกำรจดั กำร
ปญั หำควำมขัดแยง้ โดยสรำ้ งแผนภูมิเพ่ืออธบิ ำยประเด็นนี้ว่ำ๒๔
แผนภมู ทิ ี่ ๓.๑ เก่ยี วกับควำมใจกวำ้ งและควำมสมั พันธ์๑
เนื้อหำ (Substance)
วธิ ีกำร หรือกระบวนกำร สมั พันธภำพ
(Method or Process) (Relationship)
จะเห็นว่ำ แม้เน้ือหำท่ีนำเสนอเปน็ สิ่งที่มปี ระโยชน์มำกแค่ไหนก็ตำม แต่ถ้ำใช้กระบวนกำร
นำเสนอที่แข็งกร้ำว ขำดหลักจิตวทิ ยำ ก็อำจทำให้เกดิ ควำมขัดแย้งข้ึนได้ ซ่ึงประเด็นน้ีสำมำรถแกไ้ ข
ได้ด้วยกำรใช้ควำมสมั พันธ์ และควำมไว้วำงใจเป็นตัวเช่ือม เพื่อให้เกดิ ควำมสมำนฉนั ทใ์ นกำรทำงำน
และกำรดำรงอยู่ของทกุ ฝ่ำยในสงั คม ท่ำนสรปุ วำ่ “ถ้ำคนเรำไว้ใจกัน ทำงำนร่วมกนั แมม้ คี วำมขัดแย้ง
ก็ผ่ำนไปได้ หรือแก้กันได้อย่ำงงำ่ ยดำย แต่ถ้ำไม่ไว้วำงใจกัน ควำมขัดแย้งก็อำจจะกลำยไปสกู่ ำรลม้
ลำ้ งทำลำยกัน และแก้ปัญหำได้ยำก”
๘) แนวคิดเร่ืองการมีสว่ นร่วม
๒๓ มำรค ตำมไท, “ปัจจัย และเง่ือนไขแห่งควำมสำเร็จของสันตวิ ิธใี นสงั คมไทย”. บรรยำย ณ ห้อง
ประชำธปิ ก สถำบันพระปกเกล้ำ. (๑๑ มีนำคม ๒๕๔๗)
๒๔ วนั ชยั วฒั นศัพท์. คมู่ อื เกย่ี วกับควำมขดั แยง้ : หลกั กำร และเครือ่ งมือแก้ปญั หำ. กรงุ เทพมหำนคร :
ศูนยส์ นั ตวิ ิธีและธรรมำภบิ ำล. ๒๕๔๗. หน้ำ ๕๓.
๖๐
เจมส์ แอล เครตัน (James L. Creighton) ได้ให้ควำมหมำยของ กระบวนกำรมีส่วนร่วม
ของประชำชน” (Public Participation) ว่ำ เป็นกระบวนกำรท่ีสำธำรณชน มีควำมต้องกำรที่จะมี
ส่วนร่วมในกำรส่ือสำรกับรัฐ โดยมีเป้ำหมำยร่วมกันในกำรตัดสินใจท่ีเป็นประโยชน์ และได้รับกำร
สนับสนนุ จำกสำธำรณชน๒๕
โดยใหเ้ หตุผลของกำรสรำ้ งกระบวนกำรดังกล่ำวว่ำ ดังน้ี
(๑) เป็นกำรสรำ้ งภูมคิ มุ้ กนั ตอ่ ควำมรู้สึกสญู เสยี อำนำจ
(๒) เป็นกำรสร้ำงควำมรู้สึกมสี ่วนร่วมให้กบั ประชำชน ในกำรแก้ปัญหำสว่ นรวมร่วมกัน
(๓) เป็นช่องทำงในกำรส่ือสำรระหว่ำงกันของคนในชุมชน เพ่ือทำควำมเข้ำใจถึงควำม
ต้องกำรของแตล่ ะกลุ่ม และสรำ้ งควำมสัมพันธ์ทด่ี ี เพอ่ื ป้องกันกำรกระทำที่สดุ โตง่ ๒๖
(๔) เป็นช่องทำงในกำรสร้ำงและฝึกอบรมผู้นำในอนำคต (๕) สำมำรถสะท้อนให้เห็น
สถำนภำพของแตล่ ะชมุ ชนวำ่ มีลักษณะอยำ่ งไร มีควำมสรำ้ งสรรค์ เปดิ เผย โปร่งใส มีควำมไวเ้ นื้อเชื่อ
ใจกันหรือไม่
ศ.นพ.วันชยั วัฒนศัพท์ บอกว่ำ กระบวนกำรมีสว่ นรว่ มของประชำชนนนั้ เกิดขน้ึ ในทุกลำดับ
ชั้น ตั้งแต่กำรได้รับทรำบข้อมูลข่ำวสำรจำกรัฐ กำรเสนอควำมคิดเห็นให้หน่วยงำนของรัฐ กำรทำ
ประชำพิจำรณ์ กำรมีโอกำสร่วมในกำรตดั สินใจในโครงกำรตำ่ งๆ เพอื่ ให้เกิดข้อยุติโดยฉันทำคติ รว่ ม
ถึงกำรสำมำรถลงมติในกระบวนกำรประชำมติด้วย๘๐ ซึ่งกระบวนกำรมีสว่ นรว่ มนี้ ถือเป็นหลักกำร
และเคร่ืองมอื สำคญั ในกำรแกไ้ ขปญั หำควำมขัดแยง้ โดยสันติ
๓.๔ รปู แบบการจัดการความขัดแย้งด้วยสนั ติวธิ ี
ในควำมขดั แยง้ หรือปัญหำบำงอยำ่ งหำกไมจ่ ดั กำรแลว้ ควำมขัดแยง้ ที่เกิดจำกเจตนำไม่ดีก็จะ
ดำเนนิ ไปสู่ควำมรนุ แรงหรือที่เรียกวำ่ วิกฤติได้ นคี้ ือเหตผุ ลสำคัญว่ำทำไมจงึ ตอ้ งจัดกำรควำมขัดแย้ง
และเป็นเหตุผลที่สำคัญว่ำนักสันติภำพจะต้องวิเครำะห์สถำนกำรณ์ควำมขัดแย้งตำมลำดับและ
ข้ันตอน เพ่ือให้สำมำรถเข้ำใจปัญหำและสำเหตุของควำมขัดแย้งและสำมำรถเข้ำไปแกไ้ ขได้ตรงจุด
ดงั นัน้ จึงควรศึกษำรูปแบบของกำรจดั กำรควำมขดั แยง้ ดังน้ี
ดร.มำร์ค ตำมไท๒๗ ได้กลำ่ วถึงสันติวิธีว่ำมอี ยู่ ๒ ลกั ษณะ ดงั น้ี
๑) สันตวิ ิธใี นการตอสหู้ รอื เรยี กร้อง (Peaceful Demonstrate/Protest) คอื แนวทำงใน
กำรต่อสู้นี้เป็นแนวทำงที่ถูกนำมำใช้เมื่อเกิดควำมไม่พอใจ หรือมีควำมเห็นไม่สอดคล้องกับผู้ท่ีมี
อำนำจมีกำรดำเนนิ กำรในลักษณะของกำรประทว้ งหรอื กำรเรยี กร้อง หรอื กำรตอ่ สโู้ ดยกำรยืน่ หนังสอื
ขอเข้ำพบหรือกำรชุมนุมกันเพ่ือแสดงออกถึงควำมไม่เห็นด้วย หรือแสดงออกถึงควำมคิดเห็นท่ี
แตกต่ำงจำกผู้มอี ำนำจ โดยสงบ สันติ ไม่มอี ำวธุ กำรต่อสใู้ นแนวทำงนอี้ ำจจะเรยี กอีกอยำ่ งหน่ึงว่ำ
๒๕เจมส์ แอล เครตันใ วันชัย วฒั นศัพท์ แปล. กำรมีส่วนร่วมของประชำชนในกำรตดั สินใจของชุมชน.
พิมพค์ รั้งที่ ๔.นนทบุร:ี สถำบันพระปกเกล้ำ. ๒๕๔๗. หน้ำ ๑.
๒๖เรอื่ งเดียวกนั . หนำ้ ๖-๗.
๒๗ มำรค์ ตำมไท อ้ำงในสถำบนั ดำรงรำชำนุภำพ. กำรจัดกำรควำมขดั แย้งดว้ ยสนั ติวิธี. (ออนไลน์).
(http://www.stabundamrong.go.th/web/book/51/b23_51.pdf). ๙ พ.ย. ๒๕๖๑. หน้ำ ๘.
กระบวนกำรเรยี กร้องหรือไม่เช่อื ฟังท่ีไมใ่ ช้ควำมรุนแรงหรือท่ีเรียกว่ำ “กำรดอื้ แพง่ ” หรือ “อำรยะ
ขดั ขนื ” (Civil Disobedience) ท่กี ำลงั เปน็ ทน่ี ิยม
กำรไมใ่ ช้ควำมรุนแรงคอื อะไรก็ยงั มขี อ้ ถกถียงกนั อยู่วำ่ อย่ำงไรคอื “ไมร่ ุนแรง” ตัวอยำ่ งของ
กำรต่อสู้อย่ำงที่ไม่ใช้ควำมรุนแรงจะเห็นได้จำกหลัก “อหิงสำ” วิธีกำรของ มหำตมคำนธี ซ่ึงต่อสู้
เรยี กร้องเอกรำชใหป้ ระเทศอนิ เดียพ้นจำกกำรปกครองของอังกฤษ กระบวนกำรต่อสไู้ มว่ ำ่ จะเปน็ กำ
รอดข้ำวหรือกำรประท้วงโดยรูปแบบใดๆ ของมหำตมคำนธีกระทำโดยไม่ใช้ควำมรุนแรงทำงกำย
วำจำ และทำงใจ อีกทั้งยอมปฏิบตั ิตำมท่ีอำจจะยังไม่เปล่ยี นแปลง กล่ำวคือร้วู ่ำทำผิดกฎหมำยและ
พร้อมทจ่ี ะยอมให้จับไปลงโทษ จงึ เปน็ รปู แบบทตี่ ่ำงไปจำกสถำนกำรณก์ ำรประท้วงทีเ่ หน็ ในสงั คมไทย
ปจั จบุ ัน
๒) สันติวิธีในกำรแก้ปัญหำควำมขัดแย้ง (Peaceful Conflict Resolution) คือเป็น
แนวทำงที่ใช้ในกำรแก้ปญั หำหลงั จำกท่ีควำมขัดแย้งหรอื ข้อพิพำทเกดิ ข้ึนแลว้ และพยำยำมที่จะยุติ
ควำมขัดแย้งโดยกำรใช้แนวทำงท่ีสันติ ซึ่งแนวทำงที่เด่นชัดท่ีสุดได้แก่ กำรเจรจำไกล่เกล่ีย
(Negotiation) กันเองระหว่ำงคู่พิพำทหรือโดยมีคนกลำงซึ่งเป็นบุคคลท่ีสำม ในท่ีน้ำจะเป็นบุคคล
เดียวหรือหลำยคนก็ได้ ช่วยในกระบวนกำรเจรจำไกล่เกลี่ยแต่ไม่ได้ทำหน้ำท่ีตัดสินชี้ขำด หำกมี
บทบำทเปน็ ผ้กู ำกบั กำรเจรจำใหด้ ำเนนิ ไปได้อันจะนำไปส่ทู ำงออก คอื กำรยุตคิ วำมขัดแย้งหรือเพ่อื ให้
ได้ “ขอ้ ตกลงกนั ” ซงึ่ อำจเรียกอีกอยำ่ งหนึ่งวำ่ “กำรสรำ้ งสนั ติ” (Peace Building)
ในสงั คมไทยกำรจัดกำรควำมขัดแยง้ ดว้ ยสนั ติวธิ ีทุกภำคส่วนของสังคมทั้งภำครัฐ ภำคเอกชน
และภำคประชำสังคมควรก่อต้ังกลไกส่งเสริมสันติวิธี ในส่วนภำครัฐพึงปฏิบัติตำมคำส่ังสำนัก
นำยกรัฐมนตรีที่ ๑๘๗/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๑ กันยำยน ๒๕๔๖ ซึ่งมีหลกั กำร “บรรทัดฐำนกำรจัดกำร
ควำมขดั แยง้ ตอ้ งยึดมั่น “สนั ติวธิ ี” เปน็ วิธีเดียวท่ีเปน็ ธรรมและสรำ้ งควำมสงบสขุ ที่ยง่ั ยนื ” องค์กร
ของภำครัฐต้องนำพ้ืนฐำนทำงปรัชญำของสันติวิธี ๓ ประกำรมำใช้ในกำรจัดวำงระบบกำรจัดกำร
ควำมขดั แย้ง ดังน้ี
๑) กรอบควำมคิดของสันตวิ ธิ ี
(๑) ไมม่ ีควำมเกลียดชงั
(๒) เปำ้ หมำยในกำรใชส้ ันติวิธีตอ้ งเป็นธรรม
(๓) ผู้ใช้ฝ่ำยรัฐยอมรับทุกข์เพ่ือประโยชน์แห่งควำมมั่นคงของชำติและควำม
ปลอดภยั ของผคู้ นในบำ้ นเมือง
๒) ยทุ ธศำสตรส์ ันติวิธี
(๑) ฟื้นคนื ควำมไว้วำงใจในสงั คมไทย
(๒) ลอดอคตแิ ละควำมเกลยี ดชงั
(๓) สร้ำงควำมร่วมมือระหว่ำงทุกฝำ่ ยทเี่ ก่ียวข้อง
(๔) ส่งเสริมควำมเข้ำใจสนั ตวิ ธิ ี
๓) มำตรกำรกำรจัดกำรควำมขัดแย้งดว้ ยสันติวธิ ี
(๑) ป้องกันมใิ ห้ควำมขัดแย้งกลำยเป็นควำมรนุ แรง
(๒) จัดกำรควำมขัดแย้งดว้ ยกำรรักษำประโยชนร์ ว่ มกัน
(๓) แกไ้ ขสถำนกำรณ์เผชิญหนำ้ ด้วยสันตวิ ิธี
๖๒
สำหรบั กำรจัดกำรควำมขัดแยง้ ด้วยสนั ตวิ ธิ ี มี ๓ วิธี ดงั นี้
๑) การป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งกลายเป็นความรุนแรงด้วยความ “โปร่งใส”โดยเน้น
กระบวนกำรมีส่วนรว่ มของฝ่ำยต่ำงๆ อยำ่ งแทจ้ รงิ แนวทำงปฏบิ ตั ิข้อนป้ี ระกอบดว้ ยเกณฑเ์ ชงิ ปฏบิ ตั ิ
๒ ประกำร ได้แก่ “ควำมโปร่งใส” หมำยถึงกำรสร้ำงควำมไว้วำงใจซ่ึงกันและกันของคนในชำติ
โดยปรับปรุงกลไกกำรทำงำนขององค์กรทุกวงกำรใหม้ ีควำมโปรง่ ใส ซ่ึงเป็นเกณฑเ์ ชิงปฏบิ ัตเิ พอื่ ฟื้น
คืนควำมไว้วำงใจในสังคมไทย ประกำรที่สองคือ “กำรมีส่วนร่วม” หมำยถึงกำรเปิดโอกำสให้
ประชำชนมสี ว่ นร่วมรบั ร้แู ละเสนอควำมคิดเห็นในกำรตัดสินปญั หำสำคัญของประเทศ ไมว่ ่ำดว้ ยกำร
แจง้ ควำมเห็น กำรไตรสวนสำธำรณะ กำรประชำพจิ ำรณ์ กำรแสดงประชำมติ หรอื อื่นๆ เป็นกำร
กระจำยโอกำสให้ประชำชนไดม้ ีสว่ นร่วมเกี่ยวกบั กำรตัดสินใจในเร่อื งต่ำงๆ
๒) การจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแล้ว ด้วยกำรเคำรพสทิ ธิของประชำชนและใหม้ กี ำร
ส่ือสำรสองทำงระหว่ำงฝำ่ ยต่ำงๆ บนพื้นฐำนของควำมเสมอภำคปรำศจำกอคติและควำมเกลยี ดชัง
เพ่ือให้กำรจดั กำรควำมขัดแย้งมีควำมคืบหน้ำอย่ำงสร้ำงสรรค์ แนวทำงปฏิบัติข้อนี้มีควำมมงุ่ หมำย
เพอ่ื ใหค้ วำมขดั แย้งทเ่ี กดิ ข้ึนพฒั นำไปในทำงที่สรำ้ งสรรคด์ ว้ ยกำรให้ควำมสำคัญกบั “กำรส่ือสมำสอง
ทำง” ซงึ่ จะดำเนินไปบนฐำนอำนำจและควำมสำคัญทเี่ สมอกนั เพ่อื ลดอคตแิ ละควำมเกลยี ดชงั และ
ให้ควำมสำคัญกับผู้คนในสังคมไทยท่ีมีวัฒนธรรมและควำมเห็นต่ำงกันบนฐำนคติท่ีว่ำ ควำม
หลำกหลำยทำงควำมเห็นและควำมแตกต่ำงทำงวัฒนธรรมเป็นฐำนพลงั ของสังคมไทย
๓) จัดการความขัดแย้งท่ีกาลังจะกลายเป็นความรุนแรง โดยอำศัยบุคลำกรท่ีมีทัศนคติ
ต่อคู่ขัดแย้งอย่ำงฉันท์มติ ร มีควำมเข้ำใจเรื่องสนั ติวิธีอย่ำงชัดเจนและมีทกั ษะในกำรเผชิญกับควำม
ขดั แยง้ แนวทำงปฏบิ ตั ขิ อ้ นี้ตระหนักถงึ ระดบั สถำนกำรณท์ จ่ี ะต้องไดร้ ับกำรแกไ้ ขโดยกำรกำกับทด่ี แี ละ
มรี ปู แบบกำรเผชญิ เหตุท่ไี ม่ใช้ควำมรนุ แรง รวมถึงนำคขู่ ดั แยง้ มำสู่กำรแสวงหำทำงออกร่วมกัน ทัง้ นี้
บุคลำกรที่รบั ผิดชอบจะต้องผำ่ นกำรฝึกอบรมเรยี นร้เู กีย่ วกบั สันติวิธีเพอ่ื ให้มที ศั นคติและควำมเขำ้ ใจ
ในสันติวิธีอย่ำงชัดเจนและมีทักษะโดยกำรมีประสบกำรณ์ในกำรจัดกำรควำมขัดแย้งด้วยสันติวธิ อี กี
ด้วย
นอกจำกน้ีรัฐยังให้ควำมสำคัญเก่ียวกำรติดตำมผลควำมขัดแย้งโดยเรียกอีกอย่ำงว่ำกำร
เยียวยำ หรือกำรเยียวยำซ่ึงกันและกันเพื่อให้เกิดกำรคืนดีหรือคืนสันติสู่จิตใจ ภำยหลังกำรแก้ไข
ควำมขดั แยง้ แล้ว
จำกผลกำรวิจัยของพระมหำหรรษำ ธมฺมหำโส (นิธิบุณยำกร) ได้กล่ำวถึงรูปแบบวิธีกำร
จัดกำรควำมขัดแยง้ หรอื เครือ่ งมือในกำรจัดกำรควำมขัดแย้ง ๓ ชดุ ดว้ ยกัน๒๘ ดงั น้ี
๑) การจัดการความขดั แย้งโดยวิธที างการทูตเชงิ สนั ติ (Peaceful Diplomatic Means)
ซึง่ แบ่งออกเปน็ ๔ วธิ ี กล่ำวคอื
(๑) กำรเจรจำ (Negotiation) เป็นกำรพูดคุย แลกเปล่ยี นข้อมูล ต่อรองระหว่ำงก
ลุ่มทีร่ ู้สกึ วำ่ จะเกดิ ควำมขัดแยง้ หรอื เกดิ ควำมขัดแยง้ ขน้ึ แล้ว
(๒) กำรไต่สวน (Inquiry) เปน็ ระบบที่เกดิ ขนึ้ จำกผลกำรประชมุ สันติภำพครั้งแรกท่ี
กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี ค.ศ. ๑๘๙๙ โดยมีสำระสำคัญว่ำ หำกมีควำมขัดแย้งจนไม่
๒๘ ดรู ำยละเอยี ดเพ่มิ เติมในพระมหำหรรษำ ธมมฺ หำโส (นิธบิ ุณยำกร). พุทธสันติวิธี: กำรบูรณำกำร
หลกั กำรและเครื่องมือจดั กำรควำมขดั แย้ง. กรุงเทพฯ: เซ็นจูรี่ จำกดั , ๒๕๕๔. หนำ้ ๒๑๙-๒๔๗.
สำมำรถตกลงกันได้โดยทำงกำรทูต ให้จัดตั้งคณะกรรมำธิกำรไต่สวนขึ้นอำนวยควำมสะดวกใน
กำรศึกษำวิเครำะหป์ ญั หำ ค้นหำข้อเท็จจรงิ อันแน่ชัดดว้ ยกำรสืบสวนทป่ี รำศจำกควำมลำเอียง และ
ดว้ ยควำมบรสิ ุทธ์ิใจ
(๓) กำรไกล่เกลี่ย (Reconciliation) ในกรณีที่คู่กรณีไม่สำมำรถแก้ปัญหำได้โดย
กำรเจรจำ จงึ จำเปน็ ตอ้ งมบี คุ คลท่สี ำมเข้ำมำเป็นคนกลำง โดยแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ คอื
ลักษณะแรก คือกำรไกล่เกล่ียโดยคนกลำง (Mediation) โดยคู่กรณีทั้งสองฝ่ำย
ยนิ ยอมรบั ควำมชว่ ยเหลือจำกบคุ คลทสี่ ำม เพือ่ ร่วมกันแก้ปญั หำควำมขดั แยง้ ทีไ่ ม่สำมำรถแกไ้ ขได้โดย
ลำพัง เรยี กวำ่ กำรเจรจำไกลเ่ กล่ียคนกลำง เพอ่ื หำทำงออกร่วมกัน
ลกั ษณะทสี่ อง คอื กำรไกลเ่ กลย่ี โดยคนกลำงเปน็ เพียงผ้ชู ่วยตดิ ต่อ (Good Officers
or Facilitator) กรณนี ้ีคนกลำงเพียงชว่ ยติดตอ่ ประสำนงำนนำค่พู พิ ำทมำพบปะเจรจำกันเท่ำนน้ั แต่
ไม่ไดร้ ว่ มเสนอแนะ และไมไ่ ด้รว่ มเจรจำดว้ ย
(๔) กำรประนีประนอม (Compromising) เป็นหลักกำรทำงรัฐศำสตร์ที่นำมำ
ประยุกต์ใช้เมอื่ เกิดภำวะตึงเครียดระหว่ำงเจรจำตอ่ รอง โดยยึดแนวคิดที่ว่ำ “แสวงจุดรว่ ม สงวนจุด
ต่ำง”
๒) การจัดการความขัดแย้งโดยวิธีทางกฎหมายเชิงสันติ (Peaceful Legal Means)
จำแนกไดเ้ ปน็ ๓ วธิ ี คอื
(๑) อนุญำโตตุลำกำร (Arbitration) คือ กำรที่คู่กรณีสมัครใจขอให้บุคคลที่สำมที่
เปน็ กลำง ไม่มสี ว่ นไดเ้ สีย และท้ังสองฝำ่ ยเช่ือถอื และไว้วำงใจเปน็ ผู้ชว่ ยตัดสินใจในปญั หำควำมขัดแยง้
(๒) กระบวนกำรทำงศำล (Judicial Approach) วธิ กี ำรนเ้ี ป็นกำรเปลยี่ นจำก กำร
แกป้ ัญหำระหว่ำงกนั เองไปสกู่ ระบวนกำรของรัฐ โดยคูก่ รณดี ำเนินกำรจ้ำงทนำยควำมใหท้ ำหน้ำทเ่ี ปน็
ตัวแทนในกำรสู้คดี ซึ่งมีกำรนำสืบต่อหน้ำบุคคลท่ีสำมท่ีเป็นกลำงคือผู้พิพำกษำ หรือ คณะลูกขุน
แล้วแตร่ ะบบ
(๓) กระบวนกำรออกกฎหมำย (Legislative Approach) เปน็ กำรแกป้ ญั หำ ควำม
ขดั แยง้ ดว้ ยกระบวนกำรทำงกฎหมำยโดยภำครฐั
๓) ทางเลอื กเชิงสันติอน่ื ๆ (Peaceful Alternative Means) ประกอบดว้ ย
(๑) กำรหลกี เลี่ยง หรือกำรถอนตัว๙๗ (Avoiding or withdrawing) เปน็ กำรถอน
ตัวออกจำกประเด็นที่กำลงั มีควำมขัดแย้งกนั ซ่ึงอำจดูเหมือนหลกี เล่ียงปัญหำ แต่มีประโยชน์ในกำร
รกั ษำควำมสมั พันธ์ทม่ี ตี ่อกันเอำไว้
(๒) กำรเผชิญหน้ำ (Confrontation) ควรนำมำใช้หลังจำกที่ใช้วิธีกำรอื่นที่กล่ำว
มำแล้วข้ำงต้น แต่ไม่สำมำรถหำข้อยุติได้ โดยต้องประเมินสถำนกำรณ์และวำงแผนอย่ำงรอบคอบ
ก่อนท่ีจะเผชิญหน้ำเพ่ือพดู คุยแลกเปลี่ยนควำมคิดเห็น รวมถึงเจรจำตกลงถึงข้อเรยี กร้องของแตล่ ะ
ฝำ่ ยอย่ำงสันติ โดยคำนึงถงึ ควำมถกู ตอ้ งและเที่ยงธรรมเป็นหลกั
(๓) กำรโน้มนำ้ ว (Persuasion) เป็นวิธีกำรที่บุคคลหรอื กลุม่ บุคคลพยำยำมเปลย่ี น
วิธีคิด ควำมรู้สึก และควำมคิดเห็นของผู้อื่น โดยกำรอุปมำ อุปมัย ยกเหตุผลประกอบ หรือรบเรำ้
จนกระทั่งอกี ฝำ่ ยหน่งึ ต้องยอมจำนน
๖๔
(๔) กำรสนับสนุน (Supporting) คือกำรให้โอกำสบุคคลที่รู้สึกว่ำตนเองถูกกดดนั
ไดร้ ะบำยควำมรสู้ ึก ควำมคดิ เหน็ ควำมไม่พอใจ โดยผ้สู นับสนนุ ไมจ่ ำเปน็ ต้องเจรจำไกล่เกล่ยี ในทันที
แตเ่ กบ็ ขอ้ มูลไวจ้ นถงึ เวลำทเี่ หมำะสม
(๕) กำรบังคับ และกำรผลักดัน (Competing, Forcing and compelling) เป็น
วธิ กี ำรทมี่ งุ่ เน้นเรือ่ งผลประโยชน์ (Interests) มำกกวำ่ มุ่งเนน้ เรอื่ งควำมสมั พนั ธ์ (Relationship) จงึ มี
กำรใช้อำนำจเพื่อใหบ้ รรลุจดุ มุ่งหมำย จนอำจมีกำรบังคับผู้อ่นื ใหก้ ระทำตำมที่ตนตอ้ งกำร ซง่ึ อกี ฝำ่ ย
อำจต่อตำ้ นเพ่ือปกป้องหลกั กำรและสทิ ธิของตน กำรใช้วธิ ีกำรนี้ จึงอำจมที ง้ั ฝำ่ ยแพแ้ ละฝำ่ ยชนะ
(๖) กำรโอนอ่อนผ่อนตำมหรือทำให้รำบรื่น (Accommodating or smoothing)
มักนำมำใช้ในกรณีท่ใี ห้ควำมสำคญั ตอ่ ควำมสมั พันธ์มำกกวำ่ เป้ำหมำยในกำรแกไ้ ขควำมขัดแยง้ จงึ ทำ
ให้เกิดกำรเอ้อื ประโยชน์ให้แก่ฝ่ำยอื่นโดยที่เรำเปน็ ฝำ่ ยเสียสละ เช่น กำรยอมทำตำมคำสั่ง กำรเห็น
คล้อยตำมควำมคิดผู้อื่น กำรแบ่งสันปันส่วน (Distribution) เป็นต้น ซ่ึงวิธีกำรนี้จะทำให้เกิดควำม
รำบร่ืนในกำรแก้ไขปัญหำมำกข้นึ
(๗) กำรรว่ มมอื กนั หรือกำรแก้ปญั หำ (Collaborating, integrating, or problem
solving) ทำให้เกิดบูรณำกำรผลประโยชน์รว่ มกันของทุก ๆ ฝ่ำยที่ได้รับผลกระทบ เป็นกำรจัดกำร
ควำมขัดแย้งท่ีเน้นบูรณำกำรร่วมกันของหลำยๆวิธี ทั้งกำรแบง่ สันปนั ส่วน กำรเจรจำไกลเ่ กล่ีย และ
กำรไกล่เกลย่ี คนกลำง โดยใหค้ วำมสำคญั แก่ควำมสัมพันธ์ รวมถงึ กำรยุติ ควำมขัดแยง้ ไปด้วยกนั
( ๘ ) ก ำ ร มี ส่ ว น ร่ว ม ( Participation) เ ป็ น ก ำ ร ให้พื้ น ท่ีแ ก่ผู้มี ส่วนได้เ สีย
(Stakeholder) ได้เข้ำมำมีส่วนร่วมในมติ ิตำ่ ง ๆ ทั้งกำรร่วมคิดวำงแผน สังเกตกำรณ์ แสดงทัศนะเพอ่ื
ใช้ประกอบกำรกำหนดนโยบำยของรัฐ ร่วมรับผิดชอบ และร่วมกันรับผลประโยชน์ในกิจกรรมตำ่ งๆ
กำรมสี ่วนร่วมของประชำชน มที ้งั เปน็ ทำงกำร และไม่เป็นทำงกำร มกี ำรใชข้ ้อมลู รว่ มกนั และเป็นกำร
เสริมควำมสำมัคคีในสังคม” ท้ังยังเป็นกำรเพิ่มคุณภำพของกำรตัดสินใจจำกฉันทำมติ ช่วยลด
ค่ำใช้จ่ำย และกำรสูญเสียเวลำ ทำให้ง่ำยต่อกำรนำไปปฏิบตั ิ ช่วยให้เกิดควำมน่ำเช่ือถือ ควำมชอบ
ธรรม และช่วยให้ทรำบควำมห่วงกังวลของประชำชนและค่ำนิยมของสำธำรณชน รวมท้ังเป็นกำร
พฒั นำควำมเชย่ี วชำญและควำมคดิ สรำ้ งสรรคข์ องสำธำรณชน”
(๙) กำรลงมติหรือกำรลงคะแนนเสียง (Voting) เป็นกำรลงมติเพื่อตัดสินหรือ
หำทำงออกให้แก่ควำมขดั แย้ง หรือข้อพิพำทในประเด็นต่ำงๆ โดยแบ่งเป็น ๒ วิธี คือ กำรลงคะแนน
เสยี งแบบเอกฉันท(์ Unanimity) และกำรลงคะแนนแบบเสยี งข้ำงมำก (Majority)
อำจกล่ำวไดว้ ่ำ รปู แบบกำรจดั กำรควำมขัดแยง้ หรอื เคร่ืองมอื สำหรับกำรจดั กำรควำมขดั แยง้
แบง่ ออกเปน็ ๓ กล่มุ ใหญๆ่ มีหลำกหลำยท้งั น้ขี นึ้ อย่กู บั ควำมเหมำะสมกบั สถำนกำรณ์ควำมขัดแยงที่
เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบนั ดังน้ันกำรเลือกใช้วิธีที่เหมำะสมกับสถำนกำรณ์ที่เกิดขึ้นย่อมจะนำไปสู่กำร
ระงบั ควำมขดั แย้งไดม้ ำกขึน้
สรุปทา้ ยบท
แนวคดิ ทฤษฎเี ก่ียวกับสันตเิ กิดจำกมมุ มองของนักสนั ตภิ ำพทีใ่ ห้ทัศนะไวอ้ ย่ำงหลำกหลำย คำ
ว่ำ สันติวธิ ี สันตินิยม อหงิ สำ มคี วำมแตกต่ำงหำกแยกออกเปน็ วิถที ำงโลกกบั วิถีทำงธรรม ต่ำงก็เป็น
จดุ ร่วมในกำรจดั กำรควำมขัดแย้งด้วยกำรไม่ใช้ควำมรุนแรงซึ่งในทำงศำสนำจะมุ่งเน้นควำมสงบแห่ง
จิตใจเป็นสำคัญ รูปแบบกำรจดั กำรควำมขัดแย้งหรือเคร่อื งมือสำหรบั กำรจดั กำรควำมขัดแย้งแบง่
ออกเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ๆ มีหลำกหลำยท้ังนี้ข้ึนอยู่กับควำมเหมำะสมกับสถำนกำรณ์ควำมขัดแยงท่ี
เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบนั ดังน้ันกำรเลือกใช้วิธีที่เหมำะสมกับสถำนกำรณ์ทีเ่ กิดขึ้นย่อมจะนำไปสกู่ ำร
ระงับควำมขดั แยง้ ได้มำกขึ้น
สิ่งสำคัญประกำรหนึ่งคอื แนวคิดเกี่ยวกบั กำรจัดกำรควำมขัดแย้งด้วยสันติวิธอี ำจทำให้เกิด
ปัญหำกไ็ ด้ หำกมีบำงกลมุ่ มีควำมพยำยำมทจ่ี ะอ้ำงควำมชอบธรรมของตนในวิธีกำร ด้วยกำรอ้ำงว่ำ
วิธีกำรท่ีกลุ่มของตนเองใช้นั้นเป็นวิธีกำรสันติวิธีในกำรจัดกำรปัญหำ แล้วตีควำมให้สอดคล้องกับ
วิธีกำรและควำมตอ้ งกำรของกลมุ่ ตนเอง ดังน้ันกำรตคี วำมคำวำ่ สนั ติวิธี ในมมุ มองท่ีต่ำงกันมกั จะเกดิ
ปญั หำเสมอ หำกมคี วำมเหน็ ไมต่ รงกันในทำงปฏิบตั กิ ย็ อ่ มสวนทำงกนั ด้วยเช่นกนั
๖๖
คาถามทา้ ยบท
๑) สันติวิธีคืออะไร
๒) แนวคดิ พ้นื ฐำนเกยี่ วกับกำรจัดกำรควำมขดั แยง้ ดว้ ยสันตวิ ธิ ีคอื อะไร
๓) จงบอกอธิบำยหลกั กำรจัดกำรควำมขัดแยง้ ด้วยสนั ตวิ ธิ ขี องภำครฐั มำ ว่ำมี
หลักและวธิ กี ำรอย่ำงไร
๔) จงอธิบำยรปู แบบวธิ กี ำรจดั กำรควำมขดั แยง้ โดยวธิ ที ำงกำรทูตเชิงสนั ติว่ำมี
วิธีกำรอยำ่ งไร
๕) จงอธบิ ำยรปู แบบวิธีกำรกำรจัดกำรควำมขัดแย้งโดยวธิ ที ำงกฎหมำยเชิงสนั ติ
วำ่ มอี ยำ่ งไรบ้ำง
เอกสารอ้างอิงประจาบท
เจมส์ แอล เครตันใ วันชัย วฒั นศพั ท์ แปล. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตดั สินใจของชุมชน.
พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๔.นนทบรุ :ี สถำบันพระปกเกล้ำ, ๒๕๔๗.
บุษบง ชัยเจริญวัฒนะและเหมือนขวัญ เรณุมำศ. สันติวิธี: การจัดการความขัดแย้งตามแนวทาง
สันตวิ ธิ ี. วำรสำรสันตศิ ึกษำปริทรรศน์ มจร: ปที ่ี ๕, ฉบบั ที่ ๒,, พฤษภำคม-สิงหำคม. ๒๕๖๐.
ประชุมสุข อำชอำรุง. สัติวิธีจากประวัติศาสตร์ไทย. ในหนังสือประมวลควำมรู้เรื่องสันติภำพ. เอกสำร
ประกอบคำบรรยำยโครงกำรปำฐกถำสัญจร กิจกรรมร่วมฉลองปีสำกลแห่งสันติภำพของ
องค์กำรสหประชำชำติ ๑๙๘๖. กรุงเทพฯ: จุฬำลงกรณม์ หำวทิ ยำลยั , ๒๕๓๐.
ประเวศ วะส.ี “ความสาคัญของสันตวิ ิธใี นเชิงยุทธศาสตร์” ใน สันติวิถ:ี ยทุ ธศาสตร์ชาตเิ พือ่ ความ
มั่นคง, สถำบนั ยทุ ธศำสตร์ สำนักงำนสภำควำมมัน่ คงแห่งชำติ (รวบรวม). กรงุ เทพฯ: สถำบัน
ยทุ ธศำสตร์ สำนักงำนสภำควำมม่ันคงแห่งชำติ, ๒๕๔๒.
. สนั ตวิ ิธกี บั สิทธิมนษุ ยชน. พิมพ์ครง้ั ที่ ๑. กรุงเทพมหำนคร: สำนกั งำนสิทธมิ นุษยชนแหง่ ชำติ,
๒๕๔๕.
พระธรรมปฏิ ก (ป.อ.ปยุตฺโต). มองสนั ติภาพโลก ผา่ นภูมิหลังอารยธรรมโลกาภิวัตน์. พิมพ์คร้งั ท่ี ๓.
กรงุ เทพมหำนคร: พมิ พส์ วย , ๒๕๔๘.
พทุ ธทำสภกิ ขุ. สันติภาพของโลก. สรุ ำษฎร์ธำน:ี ธรรมทำนมลู นิธิ, ๒๕๓๑.
พระมหำหรรษำ ธมฺมหำโส (นิธิบุณยำกร). พุทธสันติวิธี: การบูรณาการหลักการและเคร่ืองมือ
จัดการความขัดแย้ง. กรงุ เทพฯ: เซ็นจูรี่ จำกัด, ๒๕๕๔.
มำรค ตำมไท. “ปัจจัย และเง่ือนไขแห่งความสาเร็จของสันติวิธีในสังคมไทย”. บรรยำย ณ ห้อง
ประชำธิปก สถำบันพระปกเกลำ้ , ๑๑ มนี ำคม ๒๕๔๗.
วันชยั วัฒนศัพท์. คู่มอื เกีย่ วกบั ความขัดแย้ง: หลักการ และเครือ่ งมือแก้ปัญหา. กรุงเทพมหำนคร:
ศนู ยส์ นั ตวิ ธิ ีและธรรมำภิบำล, ๒๕๔๗.
อรปรียำ วสมุ หันต์. พทุ ธวธิ จี ดั การความขัดแย้งในทัศนะของพระไพศาล วสิ าโล. วิทยำนพิ นธห์ ลัก
สูตร์ปริญญำพุทธศำสตรมหำบัณฑิต สำขำวิชำพระพุทธศำสนำ บัณฑิตวิทยำลัย:
มหำวิทยำลัยมหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลยั , ๒๕๕๓.
ไอศูนย์ พยัฆศิริ. การศึกษาเปรียบเทียบแนวคิดเรื่องสันติภาพของพระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตฺโต)
และมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์. วิทยำนิพนธ์ปริญญำอักษรศำสตรมหำบัณฑิต: บัณฑิต
วิทยำลัย: มหำวิทยำลยั มหิดล, ๒๕๔๖.
รำชบณั ฑติ ยสถำน. พจนำนกุ รมฉบบั รำชบณั ฑิตยสถำน พ.ศ. ๒๕๕๔. ออนไลน์:
(http://www.royin.go.th/dictionary/), ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.
สถำบนั ดำรงรำชำนุภำพ. กำรจัดกำรควำมขัดแย้งด้วยสนั ตวิ ธิ ี. ออนไลน:์
(http://www.stabundamrong.go.th/web/book/51/b23_51.pdf), ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.
TN7. WORLD PEACE “สนั ติภำพโลก” นน้ั มคี วำมสำคัญขนำดไหน? เพื่ออะไร? มปี ระโยชน์และ
เกี่ยวขอ้ งในกำรดำรงชีวติ ของมนษุ ยแ์ ค่ไหน? มำดคู ำตอบจำกที่ประชมุ และคณะกรรมกำรจัด
๖๘
งำน Stockholm World Peace International Conference 2018. (อนนไลน์):
(http://thainews7.com/world-peace-สนั ติภำพโลก-นนั้ มคี /), ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.
1
แผนบริหารการสอนประจาบทที่ ๔
เรื่อง สนั ตวิ ิธีในทางพระพทุ ธศาสนา
เนื้อหา
๔.๑ บทนำ
๔.๒ ควำมหมำยสนั ติวธิ ใี นทำงพระพุทธศำสนำ
๔.๓ ลักษณะและประเภทพทุ ธสนั ตวิ ิธใี นทำงพระพทุ ธศำสนำ
๔.๔ ควำมสำคัญสนั ติวธิ ใี นทำงพระพทุ ธศำสนำ
สรปุ ทำ้ ยบท
คำถำมท้ำยบท
เอกสำรอ้ำงอิงประจำบท
วตั ถุประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
เมอ่ื ได้ศึกษำเน้ือหำในบทนแี้ ล้วนิสิตสำมำรถ
รู้เนื้อหำและอธิบำยควำมหมำยและควำมสำคัญของสันติวิธีในทำงพระพุทธศำสนำ
ได้
เข้ำใจบอกลักษณะและประเภทของสันติวิธีและสำมำรถอธิบำยแนวคิดพื้นฐำนใน
กำรจดั กำรควำมขัดแย้งโดยสันติวิธีในทำงพระพทุ ธศำสนำได้
วิเครำะห์ลักษณะและประเภทของสันติวิธีในทำงพระพทุ ธศำสนำได้
นำไปประยกุ ต์ใชใ้ นชีวิตประจำวันได้
วธิ ีการสอน
ศกึ ษำเอกสำรประกอบกำรสอนบทที่ ๑
วิธีสอนแบบอภิปรำยเน้ือหำ/ซักถำม/ทำแบบฝึกหัดทบทวนในชั้นเรียนและทำ
แบบทดสอบ
ศึกษำคน้ คว้ำดว้ ยตนเอง
แบบแบ่งกลมุ่ จัดกจิ กรรมและรำยงำนผลตำมกลมุ่ หน้ำชัน้ เรยี น
ร่วมวิเครำะหเ์ อกสำร Power Point หนำ้ ช้ันเรียน
สรุปเนื้อหำทท่ี ำกำรเรียนกำรสอนแต่ละคร้งั
ทำแบบทดสอบประจำบท
นำผลท่ีได้จำกกำรทำแบบทดสอบประจำบทมำวิเครำะห์พ้ืนฐำนควำมเข้ำใจ เพ่ือ
นำมำปรับประยกุ ต์ใช้ในกำรเรียนกำรสอนในบทตอ่ ไป
ส่ือการเรียนการสอน
เอกสำรประกอบกำรสอนบทท่ี ๑