๑๒๐
ในพระสตุ ตนั ตปฎิ ก ทีฆนิกำย ปำฏิกวรรคไดใ้ หค้ วำมหมำยของคำว่ำ พรหมวิหำรเป็นองค์
หนึ่งใน วิหำรธรรม หมำยถงึ ธรรมเปน็ เครื่องอยู่ ๓ ดงั นี้
๑) ทพิ พวิหำรธรรม คอื ธรรมเป็นเครอ่ื งอยู่ของเทพ
๒) พรหมวหิ ำรธรรม คือธรรมเป็นเคร่อื งอยขู่ องพรหม
๓) อรยิ วิหำรธรรม คือธรรมเปน็ เครื่องอยูข่ องพระอริยะ๑๕
พระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต) ไดใ้ ห้ควำมหมำยของพรหมวหิ ำรธรรมไว้ในพจนำนุกรม
พุทธศำสน์ ฉบับประมวลธรรมไว้วำ่ ธรรมเคร่ืองอยู่อยำ่ งประเสรฐิ , ธรรมประจำใจอนั ประเสรฐิ , หลกั
ควำมประพฤตทิ ีป่ ระเสรฐิ บรสิ ทุ ธิ์, ธรรมทต่ี ้องมไี วเ้ ป็นหลักใจและกำกับควำมประพฤติ, จึงจะชื่อวำ่
ดำเนินชีวิตแบบหมดจดและปฏิบตั ิตนตอ่ มนุษย์สตั ว์ท้งั หลำยโดยชอบ นอกจำกน้ี พรหมวิหำร ยังมี
ควำมหมำยท่สี ำมำรถแปลอีกในหน่งึ ว่ำ ธรรมเป็นเครอื่ งอยู่ของพรหมธรรมเป็นเคร่ืองอยู่อยำ่ งพรหม,
หรือธรรมประจำใจที่ทำให้เป็นพรหมหรือให้เสมอด้วยพรหมหรื อเป็นเครื่องอยู่ของท่ำนผู้มีคุณ
ยง่ิ ใหญ่๑๖
จำกควำมหมำยข้ำงต้นจึงอำจสรุปได้ว่ำคำว่ำพรหมวิหำร หมำยถึง ธรรมเป็นเคร่ืองอยขู่ อง
พรหม หรือธรรมเครอ่ื งอย่อู ยำ่ งประเสรฐิ ธรรมประจำใจอันประเสริฐ หลกั ควำมประพฤตทิ ปี่ ระเสรฐิ
บรสิ ทุ ธ์ิ ธรรมที่จำเปน็ จะตอ้ งมไี วเ้ ปน็ หลักของจติ ใจอนั จะแสดงออกต่อบคุ คล กลมุ่ คนและสงั คม ซ่งึ
เป็นธรรมอันใชใ้ นกำรยึดเหนี่ยวจิตใจ หลกั ธรรมนเ้ี มื่อมีอยู่ในบุคคลใดบุคคลน้นั กจ็ ะประพฤติปฏิบัติ
เก้ือกูลต่อผู้อ่นื ใครก็ตำมถ้ำปฏิบัติตนโดยยึดในหลักพรหมวิหำรเป็นแนวทำงในกำรดำเนินชีวติ แล้ว
ช่อื ว่ำเป็นผู้ดำเนนิ ชีวติ ได้อยำ่ งประเสริฐปฏบิ ตั ติ นต่อเพือ่ นร่วมโลกทัง้ หลำยไดโ้ ดยชอบและชอ่ วำ่ เปน็ ผู้
ยังสนั ติสขุ ใหเ้ กิดขน้ึ ในโลกได้โดยแท้
ในทำงพระพุทธศำสนำได้กล่ำวถึงพรหมวิหำรในองคธ์ รรมอนั เปน็ เครอ่ื งอยู่อยำ่ ประเสริฐสดุ
ในฐำนะทบ่ี คุ คลเจรญิ ไว้ภำยในเปน็ ธรรมมะประจำใจอันประเสรฐิ เม่ือแสดงออกทำงกำรกระทำหรอื
พฤติกรรมก็จะเปน็ หลักควำมประพฤติทป่ี ระเสริฐบริสทุ ธ์ิ หลักพรหมวิหำรจงึ เปน็ องค์ธรรมสำหรบั
ดำเนินชีวิตให้หมด และเป็นหลักปฏิบัติตนต่อเพื่อนมนุษย์ตลอดท้ังสรรพสัตว์ทั้งหลำยในโลก มี
องค์ประกอบอยู่ ๔ ประกำร ดังน้ี
๑) เมตตำ หมำยถึง ควำมรัก ควำมปรำรถนำใหผ้ ู้อ่นื ไดร้ บั สุข
๒) กรณุ ำ หมำยถงึ ควำมสงสำร ควำมปรำรถนำอยำกใหผ้ ูอ้ ืน่ ไดพ้ ้นทุกข์
๓) มุทิตำ หมำยถงึ ควำมยินดี เม่อื ผอู้ ืน่ ได้ดีมีควำมสขุ
๔) อเุ บกขำ ควำมวำงใจเป็นกลำง
ควำมสำคญั ของพรหมวิหำรธรรม จำกควำมหมำยข้ำงตน้ เรำไดท้ รำบแล้วว่ำหลกั พรหมวิหำร
ธรรมคือหลักธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหม หรือธรรมเคร่ืองอยู่อย่ำงประเสริฐ ธรรมประจำใจอัน
ประเสรฐิ หลักควำมประพฤติท่ีประเสริฐบริสุทธ์ิ ธรรมทจ่ี ำเปน็ จะตอ้ งมีไว้เป็นหลกั ยดึ เหนย่ี วในจิตใจ
บำงคนอำจจะเข้ำใจว่ำหลักพรหมวิหำรธรรมนี้เป็นคุณธรรมเฉพำะของบุคคล เช่น บิดำมำรดำ
๑๕ส.ม. (ไทย). ๑๙/๙๘๗/๔๖๙.
๑๖ พระพรหมคณุ ำภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต). พจนำนุกรมพทุ ธศำสตร์ฉบับประมวลศัพท์. พิมพค์ รง้ั
ท่ี ๓๕. กรุงเทพฯ: สหธรรมกิ , ๒๕๕๔. หนำ้ ๒๕๙.
๑๒๑
ผู้ปกครอง หรือผู้ใหญ่ แต่ในทำงพระพุทธศำสนำถือเป็นหลักที่ควรยึดถือปฏิบัติสำหรับทุกคน ท่ี
สำคัญยิ่งกว่ำนั้นในทำงพระพุทธศำสนำถือว่ำเป็นหมวดธรรมซึ่งพระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญแล้ว องค์
ธรรมในพรหมวิหำร ๔ คอื เมตตำ และอุเบกขำ ยังเปน็ บำรมีที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพญ็ กอ่ นทจ่ี ะตรสั รู้
เป็นพระสมั มำสัมพทุ ธเจ้ำ คือ เมตตำบำรมี ๒๖ และอุเบกขำบำรมี ส่วนกรุณำเปน็ ๑ ในพุทธคุณ ๓
คือพระกรุณำคุณ พรหมวิหำร ๔ จึงเป็นหมวดธรรมท่ีมีควำมสำคัญในพระพุทธศำสนำ๑๗ และใน
องค์ประกอบของหลักพรหมวิหำรธรรมน้ียังเป็นหลักปฏิบัติในขั้นพ้ืนฐำนเช่น หลักเมตตำซึ่งเป็น
คณุ ธรรมอันเกื้อหนุนมใิ หเ้ กดิ กำรฆำ่ กำรพยำบำทปองร้ำยกันในสงั คมซง่ึ เป็นคณุ ธรรมข้อหน่งึ ในเบญจ
ธรรมหรือเบญจกลั ยำณธรรม หมำยถึง คุณธรรมอันดีงำม ๕ ประกำร ซึ่งเมตตำเป็นคู่กับเบญจศลี
หรอื ศลี หำ้ ในข้อทห่ี นง่ึ เป็นกำรปอ้ งกนั มใิ หเ้ กดิ กำรฆำ่
เมตตำหรอื ควำมรักในทำงพระพุทธศำสนำถือว่ำมีควำมสำคัญอย่ำงมำกในสังคมหรอื ในโลก
จะเห็นได้จำกคำว่ำเมตตำธรรมค้ำจุนโลก เพรำะฉะน้ันคำว่ำเมตตำจึงถือว่ำเป็นคุณธรรมท่ีจะเป็น
จะต้องมีในบุคคล อนั จะทำใหโ้ ลกนัน้ มคี วำมสุข ซึ่งโดยธรรมชำตขิ องมนุษย์มักอยู่รวมกันเปน็ สังคม
และโดยธรรมชำติส่วนหนึ่งของมนุษย์มักจะแสดงออกถึงควำมเห็นแก่ตัว แต่ควำมเมตตำนี้ก็เป็น
ธรรมชำติส่วนหน่ึงของมนุษย์เช่นเดียวกัน ในหลักคำสอนของพุทธศำสนำควำมเมตตำยังเป็น
คุณธรรมอันช่วยเกื้อหนุนมิให้บุคคลในโลกละเมิดศีลข้อท่ีหนึ่งในศีล ๕ คือ ข้อปำณำติบำต ควำม
เมตตำจึงเป็นหลักคุณธรรมที่ส่งเสริมสันติภำพและสันติสุขในสังคมอย่ำงแท้จริง ในทำง
พระพุทธศำสนำเมตตำเปน็ คุณภำพจิตอย่ำงหนึ่ง อย่ใู นหมวดธรรมชือ่ “พรหมวหิ ำร” ซึ่งพรหมวิหำร
ธรรมเป็นเรื่องของกำรพัฒนำจิตให้มีคุณภำพ ให้เป็นควำมรักในลักษณะท่ีเป็นกลำงไม่เอนเอียงไป
ในทำงใดทำงหนึง่ เมอ่ื พฒั นำจติ ให้มีคณุ ภำพในดำ้ นควำมรกั ภำยใน จงึ แสดงออกในทำงพฤติกรรมคอื
กำรกระทำเพื่อเก้ือกูลผอู้ ื่น (หรือ “ทำกิจ”) นั่นหมำยควำมว่ำ กำรทอนหลักเมตตำลงสกู่ ำรปฏบิ ัติ
เรยี กวำ่ “สังคหวัตถุ” กลำ่ วคือ เมอ่ื มีเมตตำ ก็ตอ้ งลงมอื กระทำดว้ ย เร่ิมจำก กำรแบ่งปันสง่ิ ของ กำร
พูดด้วยคำสุภำพเกื้อกูล กำรขวนขวำยช่วยเหลือ และกำรปฏิบัติกับผู้คนอย่ำงเสมอต้นเสมอปลำย
เมตตำถอื เป็นคณุ ธรรมทีส่ ำคญั และจำเป็นในกำรอยู่รว่ มกนั ในสงั คม
ดงั นั้นจึงอำจจะสรปุ ไดว้ ำ่ ในทำงพระพุทธศำสนำเถรวำทถอื ว่ำหลกั พรหมวหิ ำรธรรมคอื ธรรม
ประจำใจอันประเสริฐ อันหลักธรรมที่นำไปสู่ควำมประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์ เป็นธรรมท่ีจำเป็น
จะต้องมีไว้เป็นหลักยึดเหน่ียวในจิตใจ ผู้ที่มีหลักธรรมประจำใจ ๔ ประกำรโดยปรำศจำกควำม
งอ่ นแงน่ คลอนแคลนใดๆ แล้วจงึ ชอ่ื ว่ำมกี ำรดำรงชวี ติ อย่ำงประเสรฐิ หรอื เครือ่ งอยอู่ ย่ำงประเสริฐ อีก
ประกำรหนึ่ง หลักพรหมวิหำรธรรมนอกจำกจะเป็นหลักในกำรพัฒนำคุณธรรมข้ันสูงสุดในทำง
พระพทุ ธศำสนำแล้ว องคป์ ระกอบของพรหมวหิ ำรธรรมแต่ละข้อ ถือวำ่ เปน็ คณุ ธรรมข้ันพนื้ ฐำน เชน่
หลักเมตตำ ในชีวิตประจำวันทุกคนสำมำรถปฏิบัติตนให้มีคุณภำพตำมองค์ประกอบของหลกั พรหม
วิหำรธรรมได้คือรู้จักรักตนเอง คนในครอบครัว ในสังคม ในชำติ ตลอดท้ังรักทุกสรรพชีวิตได้
เพรำะฉะนัน้ หลักพรหมวิหำรธรรมจึงมีควำมสำคญั อย่ำงยิ่งในกำรสง่ เสรมิ สนั ติภำพในทกุ ระดับ
๑๗ พระครูพนิ ิจรัตนำกร (อนุสรณ์ ฐำนทตฺโต). กำรประยุกต์ใช้พรหมวิหำรธรรมในกำรสร้ำงสนั ตสิ ขุ ใน
อำเภอบำงพลีจังหวัดสมุทรปรำกำร. วิทยำนพิ นธพ์ ทุ ธศำสตรมหำบัณฑติ . บณั ฑติ วทิ ยำลยั มหำวทิ ยำลัยมหำจุฬำลง
กรณรำชวิทยำลัย, ๒๕๕๖.
๑๒๒
เม่ือบุคคลเจริญพรหมวิหำรธรรม เมตตำ กรุณำ มุทิตำ ละอุเบกขำ คุณธรรม ๔
ประกำรน้ี นอกจำกจะทำใหบ้ ุคคลยังควำมเปน็ มนุษย์ผู้ประเสริฐแล้ว ในคัมภีร์วิสุทธมรรคได้อธิบำย
อำนิสงส์เมตตำ ๑๑ ประกำร ดงั นี้
๑) นอนเป็นสขุ หมำยถึงในเวลำนอนหลบั เปน็ สขุ
๒) ต่นื เป็นสขุ คือต่ืนขึ้นมคี วำมสขุ ไมม่ คี วำมขนุ่ มัวในใจ
๓) ไม่ฝันร้ำย คอื นอนฝัน ก็ฝันเป็นมงคล
๔) เปน็ ทีร่ กั ของมนุษย์ท้งั หลำย
๕) เป็นทีร่ กั ของอมนษุ ยท์ ั้งหลำย
๖) เทวดำทัง้ หลำยคอยเฝำ้ รักษำ
๗) ไม่มอี นั ตรำยจำกไฟ ยำพิษ หรอื ศัสตรำ
๘) จิตมีสมำธเิ ร็ว
๙) ผิวหน้ำผอ่ งใส
๑๐) ไมห่ ลงทำกำลกิริยำ
๑๑) เมอ่ื ไม่บรรลคุ ุณธรรมเบื้องสงู อยำ่ งต่ำก็จะบังเกิดในพรหมโลก
นอกจำกนพ้ี รหมวิหำรธรรม ถอื วำ่ เป็นคุณธรรมพื้นฐำนสำหรบั สงั คม เกื้อกูลให้สังคมมคี วำม
สันติสุข เพรำะเมตตำเมอื่ เกิดข้ึนในจติ ใจ ควำมพยำบำทก็หำยไป มีแต่จิตใจท่ีเปี่ยมล้นด้วยควำม
ปรำรถนำดีต่อผูอ้ ื่นและสัตว์อนื่ ให้ผู้อื่นและสัตว์อื่นเป็นสุขโดยท่วั หน้ำกัน พรหมวิหำรธรรมจงึ เปน็
คุณธรรมที่มีประโยชนเ์ กอ้ื กูลตอ่ บคุ คลและสังคมในแงข่ องควำมสนั ตสิ ุขของบุคคลและสังคม
๒) หลักสติปัฏฐาน ๔
สติปัฏฐำน ๔ หมำยถึง ธรรมเปน็ ที่ตั้งแหง่ สติ ขอ้ ปฏิบตั ิมีสตเิ ปน็ ประธำน กำรต้งั สติ
ถึงทันไว้โดยปัญญำพิจำรณำสิ่งท้ังหลำยให้รเู้ ห็นเท่ำทันตำมควำมเปน็ จรงิ , กำรมีสติกำกับดูสิ่งต่ำงๆ
และควำมเป็นไปท้ังหลำย โดยปญั ญำรเู้ ทำ่ ทันตำมสภำวะของมัน ไมถ่ กู ครอบงำด้วยควำมยินดยี ินร้ำย
ท่ีทำให้มองเห็นเพ้ียนไปตำมอำนำจกิเลส๑๘ ฐำน หรือที่ตั้งอันเป็นที่รองรับของกำรกำหนดสติอยำ่ ง
ประเสริฐ เพรำะเป็นกำรตำมระลกึ ร้อู ำรมณป์ รมัตถ์ (รูป-นำม) ที่เกดิ ขึ้นตำมฐำน ซง่ึ มี ๔ ฐำนด้วยกัน
คือ กำย เวทนำ จติ และธรรม ผใู้ ดท่มี กี ำรปฏิบตั ิเป็นไปอย่ำงถูกตอ้ งตำมหลักของสตปิ ฏั ฐำน ย่อมเป็น
เหตุให้เกิดวิปัสสนำปัญญำ อันเป็นปัญญำที่เข้ำถึงสภำวธรรมของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง
อนตั ตำได้ในทีส่ ดุ ทงั้ นี้เพรำะกำรปฏบิ ัติสติปัฏฐำน ๔ สำมำรถทำลำยวิปลำสธรรม ๔ ประกำรได้ คอื
(๑) กำยำนปุ สั สนำ สตปิ ฏั ฐำน กำรต้งั สตกิ ำหนดพิจำรณำกำย กำรมีสติกำกับดรู เู้ ท่ำทันกำย
และเร่อื งทำงกำย
(๒) เวทนำนุปัสสนำ สติปัฏฐำน กำรตั้งสตกิ ำหนดพจิ ำรณำเวทนำ กำรมีสติกำกบั ดูรเู้ ทำ่ ทัน
เวทนำ
(๓) จิตตำนุปัสสนำ สติปัฏฐำนกำรต้ังสติกำหนดพิจำรณำจิต, กำรมีสติกำกับดูรู้เท่ำทันจิต
หรือสภำพและอำกำรของจติ
๑๘ พระพรหมคณุ ำภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต). พจนำนุกรมพทุ ธศำสตร์ฉบบั ประมวลศัพท.์ พมิ พ์ครง้ั
ที่ ๓๕. กรงุ เทพฯ: สหธรรมกิ , ๒๕๕๔. หนำ้ ๓๙๕.
๑๒๓
(๔) ธัมมำนุปัสสนำ สติปัฏฐำนกำรต้ังสติกำหนดพิจำรณำธรรม กำรมีสติกำกับดูรู้เท่ำทัน
ธรรม เรยี กสั้นๆ วำ่ กำย เวทนำ จิต ธรรม
โดยทั่วไปแล้ว ชีวิตทุกชีวิตย่อมมีวิปลำสธรรมเสมอ วิปลำสธรรม หมำยถึง ธรรมท่ี
คลำดเคลอื่ นไปจำกควำมเป็นจรงิ ทง้ั นี้เพรำะตง้ั แต่เกดิ มำเรำไมเ่ คยรเู้ ลยว่ำ ชวี ิตคอื ขันธห์ ำ้ ไดแ้ ก่ รปู
เวทนำ สญั ญำ สงั ขำร และวญิ ญำณ อันประกอบขึ้นจำก จติ เจตสกิ และรปู ท่ีมีกำรเกดิ ดบั สบื ตอ่ กัน
ไปอย่ำงไม่ขำดสำย ท้ังน้ีเพรำะ อำสวะ และอวิชชำ ท่ีเรำมีมำเน่ินนำนจนนับภพนับชำติไม่ถ้วน
ประกอบกับตวั กำรสำคัญทม่ี ำคอยปิดบัง ทำให้เรำไมส่ ำมำรถเข้ำถึงสภำวธรรมของควำมจรงิ อันได้แก่
“ไตรลักษณ์” ได้ นั่นคอื
ในทำงพระพุทธศำสนำได้กล่ำวถึงพรหมวิหำรในองคธ์ รรมอันเป็นเคร่อื งอยอู่ ยำ่ ประเสรฐิ สดุ
ในฐำนะทบี่ ุคคลเจริญไว้ภำยในเป็นธรรมมะประจำใจอนั ประเสริฐ เมอื่ แสดงออกทำงกำรกระทำหรอื
พฤติกรรมก็จะเป็นหลักควำมประพฤติทีป่ ระเสรฐิ บริสุทธิ์ หลักพรหมวิหำรจึงเป็นองค์ธรรมสำหรบั
ดำเนินชีวิตให้หมด และเป็นหลักปฏิบัติตนต่อเพ่ือนมนุษย์ตลอดท้ังสรรพสัตว์ท้ังหลำยในโลก มี
องค์ประกอบอยู่ ๔ ประกำร ดังนี้
๑) เมตตำ หมำยถงึ ควำมรกั ควำมปรำรถนำใหผ้ ูอ้ ื่นได้รบั สุข
๒) กรุณำ หมำยถึง ควำมสงสำร ควำมปรำรถนำอยำกให้ผอู้ ืน่ ไดพ้ ้นทุกข์
๓) มุทติ ำ หมำยถึง ควำมยินดี เม่ือผู้อน่ื ได้ดมี ีควำมสุข
๔) อเุ บกขำ ควำมวำงใจเป็นกลำง
๓) หลักสัมมัปปธาน
หมำยถึง ควำมเพียรชอบ ๔ ดังนี้
(๑) สังวรปธำน เพยี รระวงั ไม่ใหบ้ ำปอกุศลท่ียงั ไม่เกิดขึน้ มใิ หเ้ กิดข้นึ
(๒) ปหำนปธำน เพยี รละบำปอกุศลทีเ่ กิดข้ึนแลว้ มิใหเ้ กดิ ข้ึนอกี ตอ่ ไป
(๓) ภำวนำปธำน เพียรอบรมเจริญกศุ ลธรรมทย่ี ังไมเ่ กิดขน้ึ ให้เกดิ มีขึน้
(๔) อนุรักขนำปธำน เพียรรักษำกุศลธรรมทเ่ี กดิ ขนึ้ แลว้ ให้ตงั่ ม่ันเจรญิ งอกงำม
๔) หลักอทิ ธิบาท ๔
หมำยถึง คุณเคร่ืองให้ถึงควำมสำเร็จ คุณธรรมที่นำไปสู่ควำมสำเร็จแห่งผลที่มุ่ง
หมำย ๔ ประกำร ดังนี้
(๑) ฉันทะ ควำมพอใจ คือ ควำมต้องกำรที่จะทำ ใฝ่ใจรกั จะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และ
ปรำรถนำจะทำให้ได้ผลดียง่ิ ๆ ข้นึ ไป
(๒) วิริยะ ควำมเพียร คือ ขยันหมั่นประกอบส่ิงนั้นด้วยควำมพยำยำม เข้มแข็ง
อดทน เอำธรุ ะไม่ทอ้ ถอย
(๔) จติ ตะ ควำมคิดมงุ่ ไป คอื ต้ังจิตรบั ร้ใู นส่งิ ทีท่ ำและทำสง่ิ นั้นดว้ ยควำมคดิ เอำจติ
ฝักใฝไ่ ม่ปล่อยใจใหฟ้ ้งุ ซำ่ นเล่ือนลอยไป อุทศิ ตวั อุทศิ ใจใหแ้ ก่ส่ิงที่ทำ
(๕) วิมังสำ ควำมไตร่ตรอง หรือ ทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญำพิจำรณำใคร่ครวญ
ตรวจตรำหำเหตุผลและตรวจสอบข้อย่ิงหย่อนในส่ิงที่ทำน้ัน มีกำรวำงแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไข
ปรบั ปรงุ เปน็ ต้น
๑๒๔
๕) หลักอินทรีย์ ๕
หมำยถึง ธรรมทเ่ี ป็นใหญ่ในกิจของตนหรอื เรยี กอีกอยำ่ งหน่ึงวำ่ พละ ๕ คอื
(๑) สัทธำ คอื ควำมเชอื่
(๒) วริ ิยะ คอื ควำมเพยี ร
(๓) สติ คอื ควำมระลึกได้
(๔) สมำธิ คือควำมตั้งจติ มัน่
(๕) ปัญญำ คอื ควำมรทู้ ว่ั ชดั
๖) หลักโพชฌงค์ ๗
หมำยถงึ ธรรมทเี่ ปน็ องค์แห่งกำรตรสั รู้ มี ๗ ประกำร คือ
(๑) สติ คอื ควำมระลกึ ได้ สำนึกพรอ้ มอยู่ ใจอยู่กับกจิ จติ อยู่กบั เรื่อง
(๒) ธมั มวจิ ยะ (ควำมเฟ้นธรรม, ควำมสอดส่องสืบค้นธรรม
(๓) วริ ยิ ะ (ควำมเพียร
(๔) ปตี ิ (ควำมอิม่ ใจ
(๕) ปัสสทั ธิ (ควำมผอ่ นคลำยสงบเยน็ กำยใจ
(๖) สมำธิ (ควำมมีใจตง้ั มน่ั จิตแนว่ แนใ่ นอำรมณ์
(๗) อเุ บกขำ (ควำมมใี จเป็นกลำงเพรำะเห็นตำมเป็นจรงิ
๗) หลักมรรคมอี งค์ ๘
หรอื อฏั ฐงั คิกมรรค เรียกเตม็ วำ่ อรยิ อฏั ฐังคกิ มรรคแปลวำ่ ทำงมีองค์แปดประกำร
อนั ประเสรฐิ องค์ ๘ ของมรรค มีดังนี้
(๑) สัมมำทิฏฐิ คือเห็นชอบ ได้แก่ ควำมรู้อริยสัจจ์ ๔ หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้
อกศุ ลและอกุศลมูลกบั กศุ ลและกุศลมูล หรือเหน็ ปฏิจจสมปุ บำท
(๒) สัมมำสังกัปปะ คือดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยำบำทสังกัปป์
อวหิ ิงสำสงั กปั ป์
(๓) สมั มำวำจำ คือเจรจำชอบ ไดแ้ ก่ วจสี จุ รติ ๔
(๕) สมั มำกมั มนั ตะ คอื กระทำชอบ ได้แก่ กำยสุจรติ ๓
(๖) สัมมำอำชวี ะ คือเลี้ยงชพี ชอบ ไดแ้ ก่ เว้นมิจฉำชีพ ประกอบสมั มำชีพ
(๗) สมั มำสติ คอื ระลกึ ชอบ ไดแ้ ก่ สตปิ ัฏฐำน ๔
(๘) สัมมำสมำธิ คือตัง้ จติ ม่นั ชอบ ไดแ้ ก่ ฌำน ๔
๖.๔ หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาทเี่ กยี่ วข้องกับกบั สนั ติภาพวา่ ด้วยปัญญา
๖.๔.๑ อรยิ สจั ๔
อริยสัจจ์ ๔ หมำยถึง ควำมจริงอันประเสรฐิ ควำมจริงของพระอรยิ ะ ควำมจริงท่ี
ทำให้ผเู้ ขำ้ ถึงกลำยเป็นอรยิ ะ มอี งค์ประกอบ ๔ ประกำร ดงั นี้
(๑) ทุกข์ คือควำมทุกข์ สภำพท่ีทนไดย้ ำก, สภำวะทบ่ี บี คั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขำด
แก่นสำรและควำมเทยี่ งแท้ ไม่ให้ควำมพงึ พอใจแท้จริง ได้แก่ ชำติ ชรำ มรณะ กำรประจวบกับสง่ิ อนั
ไมเ่ ป็นที่รัก กำรพลดั พรำกจำกสิง่ ท่ีรัก ควำมปรำรถนำไมส่ มหวัง โดยย่อวำ่ อุปำทำนขันธ์ ๕ เปน็ ทุกข์
๑๒๕
(๒) ทุกขสมุทัย คือเหตุเกิดแห่งทุกข์, สำเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหำ ๓ คือ
กำมตณั หำ ภวตัณหำและ วิภวตณั หำ
(๓) ทุกขนิโรธ คือควำมดับทกุ ข์ ได้แก่ ภำวะที่ตัณหำดับสิ้นไป, ภำวะท่ีเขำ้ ถงึ เมือ่
กำจัดอวิชชำสำรอกตัณหำสิ้นแล้ว ไม่ถูกย้อม ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ คือ
นิพพำน
(๔) ทุกขนิโรธคำมนิ ีปฏิปทำ คือปฏปิ ทำที่นำไปส่คู วำมดบั แหง่ ทุกข์, ขอ้ ปฏบิ ัตใิ ห้ถึง
ควำมดับทกุ ข์ ได้แก่ อริยอฏั ฐังคกิ มรรค หรือเรยี กอีกอย่ำงหนึ่งว่ำ มัชฌิมำปฏิปทำ แปลว่ำ “ทำงสำย
กลำง” มรรคมอี งค์ ๘ น้ี สรุปลงในไตรสิกขำ คือ ศีล สมำธิ ปญั ญำ
๖.๔.๒ ขันธ์ ๕
หลกั ธรรมขันธ์ ๕ หรือ เบญจขันธ์ กองแห่งรูปธรรมและนำมธรรมหำ้ หมวดทป่ี ระชมุ
กันเขำ้ เปน็ หน่วยรวม ซึ่งบญั ญตั ิเรยี กว่ำ สัตว์ บคุ คล ตัวตน เรำ–เขำ เป็นต้น, ส่วนประกอบห้ำอยำ่ งท่ี
รวมเขำ้ เป็นชีวิต
(๑) รปู ขันธ์ หมำยถึง กองรูป สว่ นท่ีเปน็ รปู รำ่ งกำย พฤติกรรม และคณุ สมบัตติ ำ่ งๆ
ของสว่ นท่เี ป็นร่ำงกำย ส่วนประกอบฝำ่ ยรปู ธรรมท้งั หมด สิ่งที่เป็นรำ่ งพร้อมทงั้ คุณและอำกำร
(๒) เวทนำขันธ์ หมำยถึง กองเวทนำ สว่ นทเ่ี ป็นกำรเสวยรสอำรมณ์ ควำมรู้สึก สุข
ทุกข์ หรือเฉยๆ
(๓) สัญญำขันธ์ หมำยถึงกองสัญญำ ส่วนที่เป็นควำมกำหนดหมำยให้จำอำรมณ์
นั้นๆ ได้ ควำมกำหนดได้หมำยรู้ในอำรมณ์ 6 เช่นวำ่ ขำว เขยี ว ดำ แดง เปน็ ตน้
(๔) สังขำรขนั ธ์ กองสังขำร ส่วนที่เปน็ ควำมปรุงแตง่ สภำพที่ปรุงแต่งจติ ใหด้ ีหรือ
ชวั่ หรือเปน็ กลำงๆ คณุ สมบตั ติ ำ่ งๆ ของจติ มเี จตนำเปน็ ตัวนำ ที่ปรุงแตง่ คณุ ภำพของจติ ให้เป็นกศุ ล
อกุศล อพั ยำกฤต
(๕) วิญญำณขันธ์ หมำยถึง กองวิญญำณ ส่วนท่ีเป็นควำมรู้แจ้งอำรมณ์, ควำมรู้
อำรมณ์ทำงอำยตนะท้ัง ๖ มีกำรเห็น กำรได้ยนิ เปน็ ต้น ได้แก่ วญิ ญำณ ๖
๖.๔.๓ อายตนะ ๑๒
อำยตนะคือแดนเชอื่ มตอ่ แบง่ ออกเป็น ๒ ดังนี้
๑) อำยตนะภำยใน ๖ คือที่เชื่อมต่อให้เกิดควำมรู้ แดนต่อควำมรู้ฝ่ำยภำยใน ได้แก่ จักขุ
โสตะ ฆำนะ ชิวหำ กำย มโน ทงั้ ๖ น้เี รยี กอกี อย่ำงว่ำ อนิ ทรีย์ ๖ เพรำะเป็นใหญใ่ นหน้ำท่ีของ
ตนแต่ละอยำ่ ง เชน่ จกั ษุ เป็นเจำ้ กำรในกำรเห็น เปน็ ตน้
๒) อำยตะภำยนอก ๖ ท่ีเชื่อมต่อควำมรู้ แตนต่อควำมรู้ฝ่ำยภำยนอก ได้แก่ รูป เสยี ง
กลน่ รส โผฏฐพั พะ และธรรมำรมณ์ ทัง้ ๖ นี้เรยี กทวั่ ไปว่ำ อำรมณ์ ๖ คอื เป็นส่งิ สำหรับใหจ้ ิต
ยดึ หนว่ ง
๑๒๖
๖.๔.๔ ธาตุ ๑๘
ธำตุ ๑๘ คือส่ิงท่ีทรงสภำวะของตนอยู่เอง ตำมท่ีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นไปตำมธรรม
นิยำมคือกำหนดแหง่ ธรรมดำ ไมม่ ีผสู้ รำ้ งผบู้ นั ดำล และมรี ูปลกั ษณะกิจอำกำรเปน็ แบบจำเพำะตัว อัน
พงึ กำหนดเอำเปน็ หลกั ได้แตล่ ะอยำ่ งๆ ดงั นี้
(๑) จักขุธำตุ ธำตุคอื จกั ขปุ สำท
(๒) รปู ธำตุ ธำตคุ อื รูปำรมณ์
(๓) จักขวุ ญิ ญำณธำตุ ธำตุคอื จักขุวิญญำณ
(๔) โสตธำตุ ธำตุคือโสตปสำท
(๕) สทั ทธำตุ ธำตุคือสทั ทำรมณ์
(๖) โสตวญิ ญำณธำตุ ธำตคุ อื โสตวญิ ญำณ
(๗) ฆำนธำตุ ธำตคุ ือฆำนปสำท
(๘) คนั ธธำตุ ธำตุคอื คนั ธำรมณ์
(๙) ฆำนวญิ ญำณธำตุ ธำตคุ อื ฆำนวญิ ญำณ
(๑๐) ชิวหำธำตุ ธำตุคือชิวหำปสำท
(๑๑) รสธำตุ ธำตุคือรสำรมณ์
(๑๒) ชิวหำวิญญำณธำตุ ธำตุคอื ชวิ หำวิญญำณ
(๑๓) กำยธำตุ ธำตุคอื กำยปสำท
(๑๔) โผฏฐัพพธำตุ ธำตุคือโผฏฐพั พำรมณ์
(๑๕) กำยวญิ ญำณธำตุ ธำตคุ ือกำยวญิ ญำณ
(๑๖) มโนธำตุ ธำตุคือมโน
(๑๗) ธรรมธำตุ ธำตุคอื ธรรมำรมณ์
(๑๘) มโนวญิ ญำณธำตุ คธำตคุ อื มโนวิญญำณ
๖.๔.๕ อินทรีย์ ๒๒
อินทรีย์ ๒๒ หมำยถึงส่ิงที่เป็นใหญ่ในกำรทำกิจของตน คือ ทำให้ธรรมอื่นๆ ท่ี
เกยี่ วข้องเปน็ ไปตำมตน ในกิจน้ันๆ ในขณะท่เี ป็นไปอยู่น้ัน จำแนกออกเป็น ๕ หมวด ดังน้ี
หมวดท่ี ๑
(๑) จักขุนทรยี ์ อนิ ทรีย์ คอื จักขปุ สำท
(๒) โสตนิ ทรีย์ อนิ ทรยี ์ คอื โสตปสำท
(๓) ฆำนนิ ทรยี ์ อนิ ทรีย์ คอื ฆำนปสำท
(๔) ชิวหินทรยี ์ อินทรยี ์ คือ ชวิ หำปสำท
(๕) กำยนิ ทรยี ์ อินทรยี ์ คอื กำยปสำท
(๖) มนินทรีย์ อินทรยี ์ คือ ใจ ได้แก่ จติ ท่ีจำแนกเปน็ ๘๙ หรอื ๑๒๑ ก็ตำม
หมวดที่ ๒
(๗) อิตถนิ ทรีย์ อนิ ทรยี ์ คอื อิตถภี ำวะ
(๘) ปุริสินทรีย์ อินทรีย์ คือ ปุริสภำวะ
(๙) ชีวิตนิ ทรยี ์ อนิ ทรยี ์ คอื ชีวติ
๑๒๗
หมวดที่ ๓
(๑๐) สุขินทรยี ์ อินทรยี ์ คอื สขุ เวทนำ
(๑๑) ทุกขินทรีย์ อินทรีย์ คอื ทกุ ขเวทนำ
(๑๒) โสมนสั สนิ ทรยี ์ อินทรยี ์ คือ โสมนัสสเวทนำ
(๑๓) โทมนัสสนิ ทรีย์ อนิ ทรยี ์ คือ โทมนัสสเวทนำ
(๑๔) อุเปกขนิ ทรีย์ อินทรีย์ คือ อุเบกขำเวทนำ
หมวดท่ี ๔
(๑๕) สัทธนิ ทรีย์ อนิ ทรีย์ คือ ศรัทธำ
(๑๖) วิรยิ ินทรีย์ อินทรยี ์ คือ วิริยะ
(๑๗) สตินทรีย์ อนิ ทรยี ์ คือ สติ
(๑๘) สมำธินทรีย์ อินทรีย์ คอื สมำธิ ได้แก่ เอกคั คตำ
(๑๙) ปัญญินทรยี ์ อนิ ทรีย์ คือ ปัญญำ
หมวดท่ี ๕
(๒๐) อนัญญำตญั ญัสสำมตี ินทรยี ์ (อนิ ทรยี แ์ ห่งผู้ปฏบิ ตั ิดว้ ยมุ่งว่ำเรำจกั ร้สู ัจจธรรมท่ี
ยงั มไิ ด้รู้ไดแ้ ก่ โสตำปตั ตมิ ัคคญำณ
(๒๑) อัญญินทรีย์ (อินทรีย์ คือ อัญญำ หรือปัญญำอันรู้ท่ัวถึง ได้แก่ ญำณ ๖ ใน
ทำ่ มกลำง คอื โสตำปัตตผิ ลญำณ ถึงอรหัตตมัคคญำณ
(๒๒) อัญญำตำวินทรีย์ (อินทรีย์แห่งท่ำนผู้รู้ทั่วถึงแล้ว กล่ำวคือ ปัญญำของพระ
อรหนั ต์ ได้แก่อรหัตตผลญำณ
อนิ ทรีย์ ๒๒ นี้ ทมี่ ำในพระสตู ร มีกระจำยอยูเ่ ป็นหมวดๆ ในทห่ี ลำยแหง่ ไม่ครบท้งั ๒๒ ในท่ี
เดียวกนั เฉพำะท่ีมำสำคญั ได้แก่ อนิ ทรียสงั ยตุ ต์ ส่วนที่มำในพระอภธิ รรม และปกรณพ์ เิ ศษภำยหลงั มี
วิสุทธิมัคค์ และ อภิธัมมตั ถสังคหะ เปน็ ต้น มคี ำอธบิ ำยโดยพสิ ดำร
๖.๔.๖ ไตรลกั ษณ์
ไตรลักษณ์ หมำยถึง ลักษณะสำม อำกำรที่เป็นเครื่องกำหนดหมำยให้รถู้ ึงควำมจรงิ ของ
สภำวธรรมท้ังหลำย ที่เป็นอย่ำงน้นั ๆ๑๙ ได้แก่ ควำมไม่เทียง (อนิจจตำ) ควำมเป็นทุกข์ (ทุกขตำ)
ควำมเป็นของไม่ใช่ตน (อนัตตตำ) ลักษณะท้ัง ๓ เหล่ำน้ี มีแก่ธรรมท่ีเป็นสังขตะคือส้งขำรทง้ั ปวง
เป็นสำมญั เสมอกนั จึงเรียกว่ำสำมัญลกั ษณะ หรือ สำมัญลักษณ์ (The Common Characteristics)
ไม่สำมัญแก่ธรรมท่ีเปน็ อสงั ขตะ อันได้แก่วิสังขำร ซ่ึงมลักษณะเฉพำะท่ี ๓ คือ อนัตตำอย่ำงเดยี ว
ไม่มีลักษณะ ๒ อย่ำงต้น ลักษณะทั้ง ๓ เหล่ำนี้ปรำกฏอยู่ตำมธรรมดำท่ีแน่นอน เป็นไปตำมกฎ
ธรรมชำติ๒๐ ปรำกฏกำรณ์ทง้ั ๓ ประกำรน้นั เป็นสง่ิ ทเ่ี กิดขึ้นอย่ตู ลอดเวลำ โดยเฉพำะอยำ่ งย่งิ ในตวั เรำ
เปน็ สงิ่ สำคัญทส่ี ุด พระพุทธศำสนำสอนให้พจิ ำรณำหลักธรรมหวดน้โี ดยให้มนุษย์ทกุ คนได้ศึกษำจำก
รำ่ งกำยของตนเองเป็นสำคญั มำกกว่ำส่ิงอ่ืน
๑๙ พระพรหมคุณำภรณ์ (ปอ.ปยุตโฺ ต).พจนำนุกรมพุทธศำสตรฉ์ บบั ประมวลธรรม.พมิ พ์ครั้งท่ี ๑๗.
กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์มหำจุฬำลงกรณรำชวทิ ยำลยั .๒๕๕๑. หนำ้ ๑๑๙.
๒๐ เร่ืองเดียวกัน, หนำ้ ๘๙.
๑๒๘
ไตรลกั ษณห์ รอื ลกั ษณะที่เป็นสำมญั ทัว่ ไป ๓ ประกำร คือ ควำมไม่เท่ยี ง ควำมเปน็ ทุกข์ ควำม
มิใช่ตัวตน สังขำรทั้งปวงไม่เที่ยง เรียกตำมคำบำลีว่ำ เป็น อนิจจะ แต่ในภำษำไทยนิยมใช้คำว่ำ
อนจิ จังหมำยถงึ ส่ิงท่ไี มเ่ ท่ยี ง ภำวะที่เปน็ อนจิ จงั นนั้ เรียกเปน็ คำศพั ทต์ ำมบำลีวำ่ อนิจจตำ หมำยถึง
ลักษณะท่ีแสดงถึงควำมไม่เที่ยง เรียกเป็นศัพท์ว่ำ อนิจจลักษณะ สังขำรทั้งหลำยเป็นทุกข์ ใน
ภำษำไทย บำงท่ีใช้อยำ่ งภำษำพดู ว่ำ ทกุ ขงั เป็นทุกข์ เป็นของคงทนอยู่มไิ ด้ มสี ภำวะแหง่ ควำมบีบค้ัน
ขัดแย้ง หรือภำวะท่ีเป็นทุกข์นั้น เรียกเป็นคำศัพท์ตำมบำลีว่ำ ทุกขตำ หมำยถึงลักษณะที่แส ดงถึง
ควำมเป็นทุกข์เรยี กเป็นศัพท์ว่ำ ทุกขลักษณะ ควำมเป็นของมใิ ช่ตัวตน ภำวะที่เป็นอนตั ตำนัน้ เรียก
เป็นคำศัพทต์ ำมบำลีว่ำ อนัตตตำ หมำยถึงลักษณะทีแ่ สดงถึงควำมเปน็ อนัตตำ มิใช่ตัว มิใช่ตน เรยี ก
เป็นคำศัพทว์ ่ำ อนัตตลักษณะ ลกั ษณะเหล่ำน้เี ป็นสง่ิ ที่พระพทุ ธเจ้ำทรงตรัสรแู้ ล้วเผยแผ่ ดงั ขอ้ ควำม
ทปี่ รำกฏใน พระสุตตันตปิฎกที่ อังคุตตรนิกำย เอกก ทกุ ติกนบิ ำตร ว่ำ
“ภิกษทุ ้งั หลำย ตถำคตเกดิ ขึน้ ก็ตำม ไมเ่ กิดขึ้นก็ตำม ธำตนุ ั้นคอื
ควำมตั้งอยู่ตำมธรรมดำ ควำมเป็นไปตำมธรรมดำก็คงตั้งอยู่อย่ำงน้ัน
ตถำคตรู้ บรรลุธำตุนั้นว่ำ “สังขำรทั้งปวงไม่เท่ียง” ครั้นรู้ บรรลุแล้วจึง
บอก แสดง บัญญัติ กำหนดเปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ำยว่ำ “สังขำรท้งั ปวง
ไม่เทย่ี ง” ตถำคตเกดิ ข้นึ ก็ตำม ไมเ่ กดิ ขึน้ กต็ ำม ธำตนุ ้ันคอื ควำมตั้งอยู่ตำม
ธรรมดำ ควำมเป็นไปตำมธรรมดำ กค็ งตงั้ อยูอ่ ยำ่ งนน้ั ตถำคตรู้ บรรลธุ ำตุ
นั้นว่ำ “สังขำรท้ังปวงเป็นทุกข์” คร้ันรู้ บรรลุแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ
กำหนด เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ำยว่ำ “สังขำรท้ังปวงเป็นทุกข์” ตถำคต
เกิดขึ้นก็ตำม ไม่เกิดข้ึนก็ตำม ธำตุน้ันคือควำมต้ังอยู่ตำมธรรมดำควำม
เป็นไปตำมธรรมดำก็คงตงั้ อยู่อย่ำงนน้ั ตถำคตรู้ บรรลธุ ำตุนนั้ วำ่ “ธรรมทงั้
ปวงเป็นอนัตตำ” ครั้นรู้ บรรลแุ ล้วจึงบอก แสดง บัญญตั ิ กำหนด เปดิ เผย
จำแนก ทำใหง้ ่ำยว่ำ “ธรรมทัง้ ปวงเปน็ อนตั ตำ”๒๑
หลกั คำสอนเรือ่ งไตรลกั ษณ์ทีพ่ ระพทุ ธเจำ้ ทรงสอนไว้นัน้ ใหพ้ ิจำรณำรปู อนั หมำยถึงรำ่ งกำย
ที่ประกอบไปด้วยธำตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ และลม เป็นสำคัญว่ำมีลักษณะ ตำมหลักพุทธธรรม
เบือ้ งตน้ ถอื ว่ำสิ่งทง้ั หลำยเกดิ จำกส่วนประกอบตำ่ งๆ มำประชุมกนั เข้ำหรอื กำรรวมตวั เขำ้ ด้วยกนั ของ
ส่วนประกอบต่ำงๆ กำรอธิบำยนัยน้เี ป็นเพียงกำรอธิบำยเพ่ือใหเ้ ข้ำใจงำ่ ยๆ เท่ำนั้น แต่แท้จรงิ แลว้
สิง่ ท้ังหลำยมีอย่ใู นรูปของกรดแส ส่วนประกอบแต่ละอย่ำงๆ ล้วนประกอบขึ้นจำกสว่ นประกอบอนื่ ๆ
ย่อยลงไป แต่ละอยำ่ งไม่มีตัวตนของมันอสิ ระ ลว้ นเกิดดับตอ่ กนั เร่ือยไป ไมเ่ ท่ยี ง ไมค่ งที่ กระแสน้ี
ไหลเวียนหรือดำเนินต่อไป ควำมเป็นไปต่ำงๆ ทั้งหมดน้ีเป็นไปตำมธรรมชำติ อำศัยควำมสัมพันธ์
และควำมเป็นปัจจัยเนื่องอำศัยกันของส่ิงทั้งหลำยเอง ไม่มีตัวกำรอย่ำงอื่นที่นอกเหนือไปในฐำนะ
ผู้สร้ำงหรือผบู้ นั ดำล จึงเรยี กเพ่ือเข้ำใจง่ำยๆ ว่ำเป็นกฎธรรมชำติ๒๒ องค์ประกอบของไตรลักษณ์ ๓
ประกำร ดังน้ี
๒๑ อง.ฺ ตกิ . (ไทย).๒๐/๑๓๗/๓๘๕.
๒๒ พระพรหมคณุ ำภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). พทุ ธธรรมฉบับปรบั ปรุงขยำยควำม. พิมพ์คร้งั ท่ี ๑๕. กรุงเทพฯ :
สหธรรมิก.๒๕๕๒. หน้ำ ๖๗.
๑๒๙
๑) อนิจจตา (Impermanence) หมำยถึงควำมไม่เที่ยง ควำมไม่คงท่ี ควำมไม่ยั่งยืน
ภำวะที่เกิดขึ้นแล้วเส่ือมและสลำยไป หรือเกิดข้ึนแล้วไม่สำมำรถคงอยู่ได้ ต้องเสื่อมสลำยไป
เปลย่ี นแปลงไปตลอดเวลำ อนจิ จตำหรือควำมไมเ่ ทีย่ งนัน้ เป็นพน้ื ฐำนรองรับควำมจรงิ ของสรรพสิง่ วำ่
ไมเ่ ที่ยง ซง่ึ สรรพส่ิงนน้ั มลี ักษณะ ๔ ประกำร คอื
(๑) อุปฺปำทวยปฺปวตฺติโต คือ เป็นไปโดยกำรเกิดและกำรสลำย เกิดดับๆ มีแล้ว
กลบั ไม่มี
(๒) วปิ รณิ ำมโต คือ เป็นสิง่ แปรปรวน เปล่ียนแปลงสภำพอยู่ตลอดเวลำ
(๓) ตำวกำลิกโต คือเป็นส่งิ ทอ่ี ยูไ่ ด้ชั่วครำว อยู่ไดช้ วั่ ขณะ
(๔) นจิ จฺ ปฏิกเฺ ขปโต คอื แยง้ ตอ่ ควำมตอ่ ควำมเท่ยี งหรือปฏิเสธควำมเทยี่ งแท้
อนิจจลักษณะท้ัง ๔ นั้นถ้ำบุคคลรู้จักสังเกตพิจำรณำ จะพบว่ำสรรพสงิ่ มีกำรเปลยี่ นแปลง
อย่ำงตอ่ เนือ่ ง สม่ำเสมอตลอดเวลำ แตโ่ ดยมำกแลว้ บุคคลท่วั ไปมักมองข้ำม เชน่ เด็กทีเ่ จริญเตมิ โต
ข้ึนจนเป็นหนุ่มสำว แก่ และตำยในท่ีสดุ โดยท่ัวไปเรำจะเห็นได้ว่ำเป็นบุคคลเดียวกัน แต่ถ้ำนำรปู
ถ่ำยสมัยเด็ก หนุ่มสำว แก่ มำเปรียบเทียบกันจะเห็นควำมเปลี่ยนแปลงอย่ำงต่อเน่ืองได้ชัดเจน
สรรพสิง่ ในโลกก็มลี กั ษณะเชน่ เดยี วกนั
๒) ทกุ ขตา (Stress and Conflict) คอื ควำมเป็นทกุ ข์ ควำมเป็นภำวะไม่คงทนถกู กดดนั ให้
เปลี่ยนแปลงทขุ ณะมีกำรเกิดข้นึ และกำรแตกสลำย ซง่ึ เป็นลกั ษณะของสิง่ ทง้ั ปวง ในหลักคำสอน
ที่พระพุทธเจำ้ ทรงแสดงไวเ้ ปน็ หลักครอบคลุมควำมหมำยท้ังหมดของทุกขใ์ นไตรลกั ษณ์ ในทกุ ขตำนมี้ ี
ทุกขท์ ่เี กิดขน้ึ อยู่ ๓ ประกำร คือ
(๑) ทกุ ขทุกขตำหรือทุกขทุกข์ คอื ทกุ ข์ทเี่ ปน็ ควำมรู้สึกทกุ ข์ หมำยถึง ควำมทุกข์
ทำงกำยและควำมทกุ ข์ทำงใจ ได้แกค่ วำมเจบ็ ปวดทำงร่ำงกำย ไมส่ บำยกำย ไมส่ บำยใจ หมำยถึง
ทกุ ขเวทนำนัน่ เอง
(๒) วิปริณำมทุกขเวทนำ หรือ วิปริณำมทุกข์ คือ ทุกข์เนื่องด้วยควำมผันแปร
หมำยถงึ ควำมรูส้ ึกทเี่ รำเรยี กว่ำสุขนน่ั ท่จี ริงคือกำรเปล่ียนแปลงระดับควำมทกุ ขเ์ ทำ่ น้นั อีกนัยหนง่ึ
คือสขุ เวทนำกอ่ ใหเ้ กดิ ทุกข์เพรำะควำมผันแปรไปนั่นเอง
(๓) สังขำรทุกขตำหรือสงั ขำรทกุ ข์ คือ ทุกข์ตำมสภำพสงั ขำร หมำยถึง ส่ิงปรุง
แต่งทั้งหลำยที่เกิดจำกเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๕ ท้ังหมดเป็นทุกข์ เพรำะเม่ือมีกำรเกิดข้ึน และ
เส่ือมสลำยของปัจจัยต่ำงๆ ด้วยควำมจำเป็น ไม่สำมำรถหลีกเลี่ยงได้ทำให้อยู่ในสภำพเดิมไม่ได้
ควำมรสู้ กึ ทุกจึงเกดิ ขึ้น สงั ขำรทกุ ข์น้ีจงึ ครอบคลุมควำมทกุ ขใ์ นไตรลกั ษณ์
๓) อนัตตา (Soullessness หรือ Non-self) คือ ควำมไม่มีตัวตน ควำมไม่ใช่ตัวตน ไม่มี
เจ้ำของ ไม่อยู่ในอำนำจ ไม่มีใครบังคับควบคุมได้ แต่ขึ้นอยู่กับเหตปุ ัจจัย ซึ่งลักษณะของอนตั ตำ
พระอรรถกถำจำรยไ์ ดแ้ สดงไว้ ๔ ประกำรคอื
(๑) สุญฺญโต หมำยถงึ เป็นสภำพวำ่ งเปลำ่ คอื วำ่ งเปล่ำจำกควำมเปน็ สัตว์ บคุ คล ตวั ตน
เรำเขำ จำกควำมเป็นนน่ั เปน็ นี่ ทก่ี ำหนดหมำยกันข้นึ
๑๓๐
(๒) อสฺสำมกิ โต หมำยถึง เป็นสภำพไรเ้ จ้ำของ ไม่มีตัวตนของใครและไมเ่ ป็นของตนใดๆ
คือไม่มีใครเป็นเจ้ำของ ไม่เป็นของใครจริง ไม่เป็นตัวตนของใครหรือไม่มีตัวตนของใคร หำกแต่
เปน็ ไปโดยเหตปุ จั จัย
(๓) อวสวฺตนโต หมำยถึง ไมอ่ ย่ใู นอำนำจของใคร ไม่ขึ้นตอ่ ใคร ไม่มผี มู้ อี ำนำจใดบังคบั ได้
หรือไมม่ ใี ครบงั คบั ได้ ไมม่ ีใครเป็นใหญ่เหนือใคร จะสั่งให้บงั คบั เปน็ ไปตำมควำมปรำรถนำไม่ได้ แต่
ขึน้ ต่อเหตปุ ัจจยั
(๔) อตตฺ ปฏิกเฺ ขปโต หมำยถงึ ขดั แยง้ ต่ออตั ตำ มีสภำวะท่ปี ฏิเสธอตั ตำอยใู่ นตัว ดำเนิน
ไปตำมเหตุปัจจัยท่ีสัมพันธ์กัน ไม่มีตัวตนต่ำงหำกแทรกแซงบงกำรอันใด แต่กำรที่องค์ประกอบ
ท้ังหลำยสมั พนั ธ์กันดำเนนิ ไปตำมเหตุปจั จยั จึงไม่ตวั กำรอน่ื เขำ้ มำแทรกแซงบงกำรได้อกี
ลกั ษณะของอนตั ตตำน้ีมองไม่ค่อยเห็นเพรำะควำมเป็นกลุ่มเป็นก้อนของหน่วยรวมปดิ บังไว้
อนัตตำจึงไมป่ รำกฏ เช่น กำงเกงหำกเรำแยกเสน้ ด้ำยออกจำกกำงเกงแลว้ ควำมเปน็ กำงเกงกไ็ มม่ ี
สงิ่ อื่นๆ รวมทง้ั มนษุ ยก์ ็เช่นเดียวกนั หำกเรำเอำหน่วยรวมออกไปแล้ว ควำมเป็นอนัตตำก็จะปรำกฏ
ทันที ควำมเป็นอนัตตำนี้ถ้ำเรำมองในตัวเรำโดยเอำหน่วยรวมแยกออกไปเช่นกับกำงเกง ควำมเป็น
อนัตตตำก็จะปรำกฏทันที แต่ท่ีมองไม่เหน็ เพรำะมีสิ่งทป่ี ิดบงั ไว้ไม่ให้เหน็ ควำมเป็นอนิจจงั ทุกข์
และอนัตตำน้ีเปน็ ลกั ษณะสำมญั ของส่ิงทง้ั หลำยแต่เรำไม่สำมำรถมองเหน็ ไดเ้ พรำะมันเป็นเหมอื นสงิ่ ท่ี
คอยปดิ บงั ซอ่ นคลุมไว้ ถำ้ ไมใ่ สใ่ จพจิ ำรณำอย่ำงถูกต้องก็ไม่สำมำรถมองเห็นได้ สงิ่ ที่ปดิ บังไตรลกั ษณ์
มอี ยู่ ๓ ประกำร คอื
๑) สันตติปดิ บงั อนจิ จลกั ษณะ
คำว่ำ สันตติ แปลว่ำ กำรสืบต่อ หรือ ต่อเนื่อง คือ กำรเกิดดับต่อเนื่องกันไปโดยอำกำรท่ี
เป็นปัจจัยส่งผลแก่กัน ในทำงรูปธรรม ที่พอมองเหน็ อย่ำงหยำบ เช่น ผิวหนังท่ีหลดุ ไปอันใหม่ก็เกดิ
ข้นึ มำแทน ชีวติ ของเรำกเ็ ชน่ เดยี วกัน เพรำะมไิ ด้มนสกิ ำรหรือไม่ใส่ใจพจิ ำรณำอย่ำงถกู ต้อง กม็ องไม่
เหน็ เหมอื นวำ่ มนั ไมม่ ีกำรเปล่ยี นแปลงใด ๆ ทั้ง ๆ ที่ชีวิตนน้ั มีควำมเกดิ ข้นึ และควำมแตกสลำยภำยใน
อยูต่ ลอดเวลำ มคี วำมเกดิ ดับอยทู่ กุ ขณะ อยู่ทกุ เมอื่ รวดเร็วมำก เพรำะควำมรวดเร็วของกำรเกิดดับ
จึงดูเหมือนเป็นกำรต่อเนื่องและไมเ่ ห็นกำรเปล่ียนแปลงทเ่ี ป็นอนิจจงั ทำให้เรำมองเหน็ ว่ำ ส่ิงน้นั ๆ
มนั คงทถ่ี ำวร ลกั ษณะเช่นนี้เรียกว่ำ สันตติ
๒) อริ ิยาบถปดิ บงั ทุกขลกั ษณะ
คำว่ำ อริ ยิ ำบถ หมำยถงึ ทำงแห่งกำรเคล่อื นไหว กำรเคลื่อนไหวทำงกำย ไดแ้ ก่ ยืน เดนิ นงั่
นอน กิน ด่มื ทำ พูด เปน็ ตน้ กำรเคล่อื นไหวในอริ ยิ ำบถต่ำง ๆ ทำใหร้ ่ำงกำยของเรำรสู้ กึ ผอ่ นคลำยไม่
เครยี ด แต่หำกเรำอย่ใู นอริ ิยำบถใดอริ ยิ ำบถหนึง่ นำน ๆ จะเกิดควำมเครยี ดและร้สู ึกหงุดหงิดไม่สบำย
เบ่ือหน่ำย และเกิดควำมปวดเม่ือยตำมมำทันที เพรำะอิริยำบถหรือควำมเคล่ือนไหวของร่ำงกำย
นัน่ เองปิดบังไวน้ ั่นเองทุกขลกั ษณะหรอื ควำมทุกข์ท่ีเป็นอำกำรเรำจงึ มองไมเ่ หน็ หรือไม่ปรำกฏ เพรำะ
ถูกควำมทุกข์หรือทุกขตำนั่นเองครอบงำ ทำให้เกิดกำรบีบคั้นหรือกดดันชีวิต เรำให้เคลื่อนไหว
ประกอบกิจกรรมตำ่ ง ๆ อยู่ตลอดเวลำ จะรู้สึกว่ำเวลำผ่ำนไปอย่ำงรวดเร็ว หำกเรำอยู่ในอริ ยิ ำบถใด
อิริยำบถหนึ่งแต่เพียงอิริยำบถเดิม จะรู้สึกว่ำเวลำผ่ำนไปช้ำลักษณะของอำกำรเช่นน้ีก็คือถูก
ทุกขลักษณะครอบงำน่ันเอง ดังนั้น กำรเปล่ียนอิริยำบถหรือกำรเคลื่อนไหวทำให้คลำยทุกข์ ใน
๑๓๑
ควำมหมำยท่ีแท้จริงก็คอื อิริยำบถปิดบงั ทกุ ขไ์ ว้หำกไมม่ มี นสกิ ำรไตร่ตรองพจิ ำรณำอยำ่ งถูกต้องก็มอง
ไมเ่ หน็ ตวั ทุกขลักษณะได้ง่ำย ทง้ั ๆ ทต่ี ัวทกุ ขลักษณะดังกล่ำวไดม้ ีอย่ใู นชีวิตน้ันอย่ำงมำกมำย
๓) ฆนะปดิ บงั อนตั ตา
คำว่ำ ฆนะ แปลว่ำ ก้อน, แท่ง คือควำมเป็นก้อน ควำมเป็นแท่งหรอื ควำมเปน็ หน่วยรวม
ปดิ บังไว้ อนัตตลักษณะจึงไมป่ รำกฏ ส่ิงทั้งหลำยทเ่ี รยี กช่อื ต่ำงๆ ลว้ นเกดิ จำกสว่ นประกอบทง้ั หลำย
มำรวบรวมปรุงแตข่ ้นึ กำรรวมกลมุ่ กันของสว่ นประกอบต่ำงๆทกุ สว่ นกลำยเปน็ ตัวตนขน้ึ มำเรียกกัน
ว่ำคนบ้ำง สตั ว์บ้ำง และมีชือ่ เรยี กเฉพำะไปอีกตำ่ ง ๆ กนั ตำมสมมุติบัญญัติ เพรำะควำมเปน็ กลุม่ กอ้ น
หรือเป็นแท่งน้ีเองทำให้ผู้ไม่ใส่ใจพิจำรณำอย่ำงถูกต้องมองไม่เห็นควำมเป็นอนัตตำ ฆนสัญญำ คือ
ควำมสำคัญว่ำเปน็ กอ้ นหรือควำมสำคัญว่ำเป็นชิ้นเปน็ อันเป็นเครื่องบงั คับมิใหเ้ รำมองเหน็ ภำวะแห่ง
อนัตตำและหลงไปตำมสมมุติบัญญัติจนไม่สำมำรถมองเห็นควำมว่ำง ควำมเปล่ำ และควำมตรงกนั
ข้ำมกบั ส่งิ ที่เรยี กวำ่ อตั ตำ
ดังน้ัน หลักคำสอนเร่ืองไตรลกั ษณ์น้ันเป็นกำรใช้เหตุและผล วิเครำะห์ถึงสภำพควำมเป็น
จริงของธรรมชำตแิ ละสรรพสง่ิ มีกำรเปล่ียนแปลงอยเู่ สมอ ไม่มสี งิ่ ใดม่ันคง ไม่มสี ิง่ ใดท่มี นุษยค์ วรยึด
มนั่ ถอื ม่ันแม้แตต่ นเอง๒๓ ไตรลักษณ์จึงเปน็ หลักธรรมหมวดใหญท่ พ่ี ระพทุ ธเจำ้ ทรงแสดงในรปู ของ
กฎธรรมชำติเชน่ เดียวกับหลกั ปฏิจจสมุปบำทซงึ่ จักได้อธบิ ำยในบทตอ่ ไป
แนวทำงกำรรู้แจ้งไตรลักษณ์ว่ำ ส่ิงท้ังหลำยทง้ั ปวง (สังขำร-ส่ิงปรุงแต่งทั้งหลำย) ล้วนเป็น
สภำวธรรม (ธรรมชำติ) อันเปน็ เช่นนเ้ี อง อันลว้ นเกดิ แต่มเี หตุ มำเปน็ ปัจจัยแกก่ ันและกนั มำประชุม
ปรุงแต่งกันช่ัวขณะระยะหนึ่ง เพรำะเกิดแต่เหตุมำเป็นปัจจัยแก่กันและกัน ต้องอำศัยเหตุปัจจัย
หลำยๆ เหตุปัจจัย มำประชุมเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน เพียงแลดูประหน่ึงส่ิงๆ เดียวกัน แต่มิใช่ส่ิงๆ
เดียวกนั อย่ำงแทจ้ ริง ดงั นน้ั สังขำรทัง้ หลำยท้ังปวงจึงมีควำมไมส่ มบรู ณ์ในตัวเองซ่อนเร้นแอบแฝงอยู่
มีแรงเค้น แรงดูด แรงผลักฯ กล่ำวคือ มีแรงกิริยำและแรงปฏิกริ ิยำต่ำงๆ นำๆ แอบแฝงอยู่ในสงั ขำร
น้ันๆ อันก่อให้เกดิ สภำวธรรมหรอื สภำวะแห่งธรรมชำติอันยิ่งใหญ่ จึงล้วนเป็น “อนิจจงั ” มีควำมไม่
เท่ียง มีอันต้องแปรปรวนเปล่ียนแปลงไปเปน็ อำกำรธรรมดำ ไม่สำมำรถควบคมุ บังคับใหเ้ ปน็ ไปตำม
ปรำรถนำไดต้ ลอดไป เพยี งดปู ระหนึ่งสำมำรถควบคุมบงั คับได้ในบำงเหตปุ ัจจัย จงึ กอ่ ใหเ้ กิดมำยำจิต
หลงคิดหลงยึดว่ำอยู่ภำยใตอ้ ำนำจ สำมำรถควบคุมได้ แต่แท้จริงแลว้ ไม่สำมำรถควบคุมได้อยำ่ งจริง
แท้แน่นอน ต้องแปรปรวนไปตำมสภำวะแห่งธรรมชำติอย่ำงจริงแท้แน่นอนจึงล้วนเป็น “ทุกขัง” มี
ควำมคงทนอยู่ไม่ได้ จึงเป็นทกุ ข์ เมื่อมกี ำรแปรปรวนจึงมีอำกำรเส่อื มไปเป็นอำกำรธรรมดำ และถึง
ภำวะตอ้ งดับไปเปน็ ทสี่ ุดจึงลว้ นเปน็ “อนัตตำ” ไม่มตี ัวไม่มตี น ทเ่ี ปน็ แก่น เปน็ แกน เป็นสำระอย่ำง
แท้จริงได้ตลอดไป กล่ำวคือ ตัวตนของตนน้ัน ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยหลำกหลำยอันเป็นสภำวะ
ธรรมชำติ มำประชมุ ปรุงแต่งเป็นปจั จยั แก่กันและกนั อันเกี่ยวเนอ่ื งสมั พนั ธก์ นั ชั่วแคร่ ะยะหนึง่ ดจุ ด่ัง
เงำ เมื่อเหตุปัจจัยต่ำงๆเหล่ำนนั้ มีอันต้องแปรปรวน เสื่อม และดับไป ดังนั้นตัวตนของตนท่หี ลงยึด
มั่น ถือม่ันพึงพอใจท้ังในสุขและในทกุ ข์ ก็ต้องแปรปรวน เส่ือมและดับไปตำมเหตุปจั จยั เหลำ่ นัน้ เปน็
ทส่ี ดุ ด้วยเหตุเพรำะอนิจจังควำมไม่เท่ียง ทกุ ขงั ควำมคงทนอยไู่ ม่ได้ ต้องเสอ่ื มและดับไป และอนตั ตำ
ไม่มตี ัวตนเป็นแกน่ แกนอยำ่ งแทจ้ ริง เหตเุ พรำะควบคุมบังคบั ไมไ่ ดต้ ำมปรำรถนำอย่ำงจรงิ แท้แนน่ อน
๒๓ วิโรจ นำคชำตร.ี พทุ ธปรชั ญำเถรวำท. กรุงเทพฯ : มหำวิทยำลัยรำมคำแหง. ๒๕๕๐. หน้ำ ๔๙.
๑๓๒
จงึ เป็นทกุ ข์ถ้ำไปอยำกดว้ ยตณั หำ หรอื ไปยึดดว้ ยอุปำทำนควำมพึงพอใจ เพรำะควำมไมส่ มปรำรถนำ
ในท่ีสุดน่ันเองพระไตรลักษณ์ เป็นกฎธรรมชำติอันยิ่งใหญ่และล้ีลบั ที่แสดงถึงพระปรชี ำญำณของ
องค์สมเดจ็ พระสมั มำสัมพทุ ธเจ้ำ ทรงเปดิ ของที่ควำ่ อยู่ คือ สภำวะธรรมชำตอิ ันล้ลี ับ โดยเฉพำะเร่อื ง
ของกำรนำมำใช้ในกำรดบั ทุกข์ อันยำกต่อกำรหยง่ั ร้อู ย่ำงแทจ้ ริง เปิดหงำยขึน้ แสดงแกช่ ำวโลก ทรง
แสดงพระไตรลกั ษณ์อนั เป็นสภำวะแหง่ ธรรมชำติของส่ิงท้งั หลำยท้ังปวง อันเกิดแตเ่ หตปุ จั จยั ลว้ นส้ิน
และต่ำงล้วนอย่ภู ำยใต้อำนำจของ อนิจฺจ ทุกฺข อนตฺตำ เป็นธรรมทใ่ี ช้ดับ คือ นำออกและละเสียซง่ึ
อุปำทำนในขั้นปัญญำ ดังมีพุทธพจนต์ รัสสอนไวด้ งั น้ี
สังขำรท้งั ปวง ไมเ่ ทีย่ ง (อนิจจัง-อนิจจตำ)
สงั ขำรทั้งปวง เป็นทกุ ข์ (ทุกขัง-ทุกขตำ)
ธรรมท้งั ปวง เปน็ อนตั ตำ (อนัตตำ-อนตั ตตำ)
คำสอนเร่ืองลักษณะ ๓ ประกำรน้ี มีวิธีที่จะประพฤติปฏิบัติเพ่ือให้เห็นแจ้งมำกมำยหลำย
อย่ำงหลำยวธิ ดี ้วยกนั แต่ถ้ำเอำผลของกำรปฏิบัติจนเห็นแจ้งในส่งิ เหล่ำนี้เปน็ หลกั แลว้ เรำจะพบวำ่ มี
ข้อทส่ี ังเกตได้งำ่ ยๆ ข้อหน่ึง คอื กำรเห็น อนิจจฺ ทุกขฺ อนตตฺ ำ นั้นต้องเป็นกำรเหน็ จนรสู้ กึ ว่ำ ไม่มีอะไร
ทน่ี ่ำยดึ ถือ ไม่มอี ะไรท่นี ่ำอยำกน่ำปรำรถนำในทำงท่จี ะเอำ จะมี จะได้ จะเปน็ ซง่ึ จะมองเปน็ ข้อสรุป
สั้นๆว่ำ “ไม่มีอะไรท่ีน่ำเอำ ไม่มีอะไรที่น่ำเป็น” นี้เป็นควำมหมำยกะทัดรัดท่ีสุดในกำรเห็น อนิจฺจ
ทุกฺข อนตฺตำ แม้คนท่ีไม่เคยได้ยินคำว่ำ อนิจฺจ ทุกฺข อนตฺตำ มำแต่กำลก่อนก็อำจเห็น อนิจฺจ ทกุ ขฺ
อนตตฺ ำ ได้โดยไม่รสู้ กึ ตัว คอื เม่อื ทำ่ นไดม้ องเหน็ หรือเขำ้ ใจในสิง่ ต่ำงๆ ก็ตำม หรอื ในควำมมคี วำมเป็น
ก็ตำม ว่ำเป็นควำมหลอกลวง เป็นมำยำ ไม่น่ำเอำ ไม่น่ำเป็น ด้วยกำรมองชีวิตจิตใจท้ังหมดทั้งส้ิน
จริงๆ อย่ำงนแี้ ลว้ น่นั แหละ คอื กำรเหน็ อนิจฺจ ทกุ ขฺ อนตฺตำ อย่ำงถูกตอ้ งของท่ำน ส่วนคนทที่ อ่ งบน่
อนิจฺจ ทุกฺข อนตฺตำ อยู่ท้ังเช้ำทง้ั เย็น กลำงวันกลำงคืน หลำยร้อยหลำยพันครง้ั มำแลว้ ก็ไม่อำจเหน็
ได้ เพรำะไม่ใช่ เป็นวิสัยท่ีจะเห็นได้ด้วยกำรฟัง กำรท่องบ่น หรือแม้ด้วยกำรคำนึงคำนวณตำมหลัก
เหตุผล๒๔
ขอ้ ควรสังเกตก็คือลกั ษณะท้ัง ๓ ประกำร เปน็ ของทต่ี ้ังอย่เู องตำมธรรมชำติเป็นกฎธรรมชำติ
ที่ที่ไม่เน่ืองด้วยพระพุทธเจ้ำโดยตรงแต่เป็นเรื่องของธรรมชำติโดยเฉพำะพระพุธเจ้ำเป็นแต่เพียง ผู้
ค้นพบกฎอันนี้ และทรำบหนทำงท่ถี กู ตอ้ งทพ่ี งึ ปฏิบัติตอ่ ส่ิงเหลำ่ น้นั ในลักษณะท่ีจะไมท่ ำให้เกดิ ควำม
ทุกข์ข้นึ แตน่ ำงตรงกันขำ้ มเมอื่ ผ้ใู ดไม่เข้ำใจหรอื มองไม่เหน็ ควำมเป็นจรงิ ของลกั ษณะทงั้ สำมนแี้ ล้ว ก็
จะตกอยู่ภำยใต้กฎธรรมชำตแิ ห่งกำรเวียนว่ำยตำยเกิดซ่ึงนำงพระพุธศำสนำเรียกว่ำปฏจิ จสมปุ บำท
น่ันเอง
๖.๔.๗ หลกั ปฏิจจสมุปบาท
หลักคำสอนในทำงพระพุทธศำสนำท่ีเรยี กว่ำ ปฏิจจสมุปบำท มีคำอ่ำนว่ำ (ปะ-ติด-จะ-ส-
มุบ-บำด) มำจำกศพั ท์บำลี หมำยถึงกำรท่ีธรรมท้งั หลำยอำศัยกัน เกิดข้ึนพรอ้ ม สภำพอำศยั ปัจจยั
๒๔ พุทธทำสภกิ ขุ. คมู่ ือมนษุ ยฉ์ บับสมบรู ณ์. พมิ พค์ ร้งั ที่ ๓. กรุงเทพมหำนคร : โรงพิมพ์สุขภำพใจ. ๒๕๔๑.
หน้ำ ๔๔-๔๕.
๑๓๓
เกิดข้ึน กำรท่ีสิ่งทง้ั หลำยอำศยั กนั จึงเกิดมีข้ึน กำรที่ทุกข์เกิดขึ้นเพรำะอำศัยปัจจยั ต่อเน่ืองกนั มำ๒๕
คำว่ำ “ปฏิจจสมุปบำท” มำจำกคำว่ำ “ปฏิจจ” แปลว่ำ อำศัย “ส” แปลว่ำ พร้อม และ
“อุปปบำท” แปลวำ่ เกิดข้นึ ควำมหมำยคือธรรมทอี่ ำศัยกันเกดิ ข้นึ พรอ้ ม เปน็ หลกั พุทธปรัชญำท่ี
สำคัญอย่ำงย่ิง มีควำมหมำยเท่ำกับธรรมทง้ั หมดท่ีพระพุทธเจ้ำไดต้ รัสรู้๒๖ ดังพุทธพจนท์ ี่ปรำกฏใน
พระสุตตันตปฎิ ก มัชฌมิ นิกำย มูลปณั ณำสกว์ ่ำ
“ผู้ใดเหน็ ปฏิจจสมปุ บำท ผ้นู น้ั ชอ่ื ว่ำเห็นธรรม
ผู้ใดเหน็ ธรรม ผนู้ ้ันชอ่ื ว่ำเหน็ ปฏิจจสมปุ บำท”๒๗
จำกพุทธพจน์ข้ำงต้นแสดงให้เห็นว่ำหลักปฏิจจสมุปบำทเป็นศูนย์กลำงแห่งคำสอนของ
พระพุทธเจ้ำ ในขณะเดียวกันปฏิจจสมุปบำทยงั ถือวำ่ เป็นกฎแห่งชวี ติ และกฎแหง่ ธรรมชำติ ฝ่ำยเถร
วำทถือว่ำหลักปฏิจจสมปุ บำทเป็นควำมจรงิ ทมี่ ีอยู่แลว้ โดยธรรมดำไม่ว่ำพระพุทธเจ้ำเสด็จอุบตั ิข้นึ ก็
ตำมดังพทุ ธพจน์พระพุทธองคท์ รงตรสั ว่ำ “สังขำรจึงมี ตถำคตเกดิ ขน้ึ กต็ ำม ไมเ่ กดิ ข้นึ ก็ตำมธำตุอนั นนั้
คือ ควำมตั้งอยู่ตำมธรรมดำ ควำมเป็นไปตำมธรรมดำ ควำมท่ีมีส่ิงนี้ เป็นปัจจัยของสิ่งนี้ ก็คงต้ังอยู่
อย่ำงน้นั ”๒๘ พระพทุ ธองคท์ รงแสดงในรูปของกฎธรรมชำติหรือหลักควำมจริงท่ีมอี ยโู่ ดยธรรมดำ จงึ
ไมเ่ กีย่ วกบั กำรอบุ ตั ขิ ึน้ ของพระศำสดำทงั้ หลำย ดงั ข้อควำมที่ปรำกฏในคัมภีรว์ สิ ทุ ธิมรรค วำ่
“ภิกษทุ ัง้ หลำย ก็ปฏจิ จสมุปบำทเป็นอยำ่ งไร ภิกษทุ ้ังหลำย
ชรำมรณะมเี พรำะปัจจยั คือชำติ เพรำะควำมเกิดขึ้นแห่งพระตถำคต
ทั้งหลำยก็ตำม เพรำะควำมไมเ่ กิดข้ึนแห่งพระตถำคตท้ังหลำยก็ตำม
ธำตอุ นั นั้น ธัมมฐติ ตำ (ควำมตง้ั อยเู่ ป็นธรรมดำ) อนั น้ัน ธมั มนยิ ำม
ตำ (ควำมแนน่ อนแห่งธรรมดำ) อนั นัน้ อิทัปปัจจยตำ (ควำมทสี่ ง่ิ นี้
เปน็ ปจั จัยของสง่ิ น)ี้ อนั นนั้ กค็ งตวั อยู่น้ัน ตถำคตมำรู้ถงึ ธำตอุ นั นั้น
เขำ้ ครน้ั รู้ถึงเขำ้ แล้วจึงบอก จึงแสดง จึงบัญญญั ติ แตง่ ตงั้ เปิดเผย
จำแนกกออก ทำใหง้ ่ำยขนึ้ ท่ำนทง้ั หลำยจงดเู ถิด”๒๙
ในพระไตรปิฎก ทีฆนิกำย มหำวรรค ได้ให้ควำมหมำยของปฏิจจสมุปบำท หมำยถึง
สภำวธรรมที่เป็นปจั จัยและสภำวธรรมท่ีอำศัยปจั จยั เกิดข้ึน อันเป็นกระบวนกำรทำงปัจยภำพ ซึ่ง
เป็นสภำวะทดี่ ำรงอยอู่ ยำ่ งนั้น๓๐
พระอภธิ ัมมุตถวิภำวินี ไดใ้ หค้ วำมหมำยของปฏจิ จสมปุ บำทไวว้ ำ่ เปน็ ปัจจยำกำร หมำยถงึ
อำกำรที่เปน็ ปัจจัยแก่กนั และกนั สง่ิ ใดก็ตำมในจกั รวำลนีจ้ ะเกิดข้ึนเองโดยไมม่ ีปจั จยั ท่ีทำให้เกิดหรือ
องคป์ ระกอบอื่นๆ ท่เี กิดรว่ มดว้ ยนนั้ ย่อมมีไม่ได้
๒๕ พระพรหมคณุ ำภรณ์ (ปอ.ปยุตฺโต). พจนำนุกรมพุทธศำสตรฉ์ บบั ประมวลศัพท.์ พิมพ์คร้งั ท่ี ๑๗.
กรุงเทพฯ : พระพุทธศำสนำของธรรมสภำ.๒๕๕๔. หน้ำ ๑๓๙.
๒๖ วิโรจ นำคชำตรี. พุทธปรัชญำเถรวำท. กรงุ เทพฯ : มหำวทิ ยำลัยรำมคำแหง. ๒๕๕๐. หนำ้ ๑๕๒.
๒๗ ม.ม.ู (ไทย). ๑๒/๓๐๖/๓๓๘.
๒๘ ส.นิ. (ไทย). ๑๖/๒๐/๓๕.
๒๙ พระพทุ ธโฆสเถร รจนำ, สมเด็จพระพุฒำจำรย์ (อำจ อำสภมหำเถร) แปล. คมั ภรี ์วสิ ทุ ธมิ รรค . พมิ พ์
ครั้งที่ ๖. Taiwan: The Corporate Body of Buddha Educational Foundation. ๒๕๔๘. หน้ำ ๗๖๔-๗๖๕.
๓๐ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๖๔/๓๙.
๑๓๔
พระพุทธโฆษำจำรย์ผู้แต่งคัมภีร์ปกร์วิเสส วิสุทธิมรรค ได้ให้ควำมหมำยของปฏิจจสมุป
บำท ไว้ว่ำ เปน็ สภำวธรรมทเ่ี กิดขนึ้ เพรำะปจั จยั ทั้งหลำย ควำมเปน็ ปจั จยั แหง่ ธรรมทง้ั หลำย ธรรม
ทเ่ี ปน็ ปจั จยั ท้ังหลำยเหลำ่ นีเ้ กิดเปน็ กระบวนกำรของสภำวธรรมทเี่ ปน็ เหตุและผลต่อเนื่องกนั
สรุปควำมหมำยของปฏิจจสมุปบำทว่ำ ธรรมท้ังหลำยท่ีอำศัยกันเกิดขึ้นพร้อมหรือกำร
เกิดข้ึนพร้อมของธรรมทั้งหลำย สภำวธรรมทอ่ี ำศัยกนั เกดิ ขึ้นเปน็ ปัจจยั อิงอำศัยกนั ของสิง่ ทัง้ หลำย
สืบต่อกันเป็นกระบวนกำรแหง่ เหตุและผลต่อเนือ่ งกันหรอื เกี่ยวเนื่องสมั พันธ์กันของ อวิชำ สังขำร
วญิ ญำณ นำมรูป สฬำยตนะ ผสั สะ เวทนำ ตณั หำ อปุ ำทำน ภพ ชำติ ชรำมรณะ
ปฏิจจสมุปบำทมีควำมสำคัญอย่ำงไร กล่ำวคือ ปฏิจจสมุปบำทเป็นหลกั ธรรมสำคัญทพี่ ระ
สัมมำสัมพุทธเจ้ำทรงแสดงเก่ียวกบั กฎธรรมชำติหรือหลักควำมจรงิ ท่มี อี ยู่ตำมกฎธรรมชำติ ทไี่ มม่ ีใคร
สร้ำงหรือดลบันดำลขึ้น หำกแต่มีอยู่ตำมธรรมชำติอย่ำงแท้จรงิ พระสัมมำสมั พุทธเจ้ำทรงค้นพบกฎ
ธรรมชำตินี้แล้วได้ทรงนำมำประกำศแก่ชำวโลกให้รู้ตำม ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในปัจจยสูตร
หลักคำสอนเรื่องปฏิจจสมปุ บำทน้ันมีควำมสำคัญกับมวลมนุษยช์ ำติ ดังคำแถลงของเอกอัครรำชทตู
ผ้แู ทนถำวรแหง่ ประเทศศรลี งั กำประจำองคก์ ำรสหประชำชำติว่ำ“นบั ตง้ั แตอ่ ดตี จนถงึ ปจั จุบนั คำสอน
ขององคพ์ ระสัมมำสัมพุทธเจำ้ เปน็ แนวทำงนำไปสู่กำรรูแ้ จ้ง ควำมผำสขุ และควำมรม่ เย็นในชวี ิตของ
มวลมนษุ ย์นับลำ้ นคน โดยเรม่ิ จำกบริเวณเอเซียใต้ เอเซยี ตะวันออกเฉยี งใต้ และเอเซียตะวันออก ใน
ปจั จบุ ันไดแ้ ผ่ขยำยไปถงึ ประชำกรในภมู ภิ ำคอนื่ ของโลก
นอกจำกปฏิจจสมุปบำทจะเป็นหลกั ธรรมทเ่ี ก่ียวกับกฎธรรมชำติแล้ว ยังเป็นหลักธรรม ที่
สำคญั อยำ่ งยงิ่ ต่อควำมหลดุ พ้นจำกทุกข์ เพรำะถ้ำบคุ คลรู้และเขำ้ ใจกฎธรรมชำตินแ้ี ลว้ นำไปประพฤติ
ปฏบิ ัตใิ ห้ถูกตอ้ งจนเกิดปญั ญำรู้แจง้ มองเห็นควำมเปลี่ยนแปลงของส่ิงทงั้ หลำยตำมควำมเปน็ จรงิ แลว้
ก็เท่ำกบั ได้พบทำงเดนิ ของชวี ติ อันประเสรฐิ เหน็ ธรรมอนั ประเสริฐ
ในคัมภีร์พระไตรปิฎก สังยุตตนิกำย นิทำนวรรค พระพุทธเจ้ำได้ทรงตรสั พุทธพจน์ถงึ องค์
ธรรมท้งั ๑๒ ประกำรแห่งปฏิจจสมปุ บำทเปน็ ปัจจัยแก่กันและกนั จนเป็นพฤติกรรมทเี่ ก่ยี วเนื่องกันว่ำ
“ภิกษทุ งั้ หลำย ปฏจิ จสมปุ บำท เป็นอย่ำงไร
คือ เพรำะอวชิ ชำเป็นปจั จยั สังขำรจงึ มี
เพรำะสงั ขำรเป็นปัจจัย วิญญำณจงึ มี
เพรำะวญิ ญำณเปน็ ปัจจยั นำมรปู จงึ มี
เพรำะนำมรปู เป็นปจั จยั สฬำยตนะจงึ มี
เพรำะสฬำยตนะเปน็ ปัจจัย ผสั สะจึงมี
เพรำะผัสสะเป็นปจั จัย เวทนำจึงมี
เพรำะเวทนำเป็นปจั จยั ตณั หำจงึ มี
เพรำะตัณหำเป็นปัจจัย อปุ ำทำนจงึ มี
เพรำะอปุ ำทำนเป็นปจั จัย ภพจึงมี
เพรำะภพเปน็ ปจั จยั ชำตจิ ึงมี
เพรำะชำติเปน็ ปจั จัย ชรำ มรณะ โสกะ(ควำมเศร้ำโศก) ปรเิ ทวะ (ควำม
ครำ่ ครวญ) ทุกข(์ ควำมทุกข์กำย) โทมนัส(ควำมทกุ ข์ใจ) และอปุ ำยำส(ควำม
๑๓๕
คบั แค้นใจ) จงึ มี”๓๑
กำรอธิบำยถึงหลกั ปฏิจจสมุปบำททพ่ี ระพุทธเจ้ำทรงแสดงไว้มี ๒ หลัก คือ หลักสำกลหรอื
หลกั ท่ัวไป และหลักประยกุ ตม์ ีรำยละเอยี ด ดังน้ี
๑) หลักสำกลหรือหลกั ทั่วไป เป็นกำรอธบิ ำยกระบวนกำรเกิดดบั ของทกุ ขแ์ ละสรรพสิ่งในโลก
ที่มีชวี ิตและไม่มีชีวิต โดยไมร่ ะบุหวั ข้อธรรมเป็นกฎควำมสมั พันธ์เชิงสำเหตุและผล ไดแ้ ก่
ก. สมทุ ยวำร เม่ือสิ่งนมี้ ี สิ่งนี้จงึ มี
เพรำะสิ่งนี้เกดิ ข้ึน ส่ิงนีจ้ งึ เกิดขน้ึ
ข. นโิ รธวำร เมอ่ื สง่ิ น้ีไมม่ ี สิง่ นี้ก็ไม่มี
เพรำะสงิ่ นด้ี ับไป ส่งิ นีจ้ งึ ดบั (ดว้ ย)
๒) หลกั ประยุกต์ คือ กำรนำเอำหลักสำกลหรือหลักทัว่ ไปมำอธบิ ำยกำรเกิดดบั ของทุกข์และ
ชวี ติ มนษุ ย์ แตห่ ลกั ประยุกต์นไี้ ม่อำจอธิบำยกำรเกดิ ขึ้นของส่ิงไม่มีชีวติ เพรำะสงิ่ ไม่มชี ีวติ ไม่มวี ญิ ญำณ
หัวข้อของหลักประยกุ ต์ มีดงั ต่อไปนี้
(๑) สมทุ ยวำร คอื กำรแสดงกระบวนกำรเกดิ ข้ึนของทกุ ข์และชวี ติ มนุษย์ ดังน้ี
เพรำะอวิชชำเปน็ ปจั จยั สังขำรจึงมี
เพรำะสงั ขำรเป็นปัจจยั วญิ ญำณจึงมี
เพรำะวิญญำณเป็นปจั จัย นำมรปู จงึ มี
เพรำะนำมรูปเปน็ ปจั จัย สฬำยตนะจงึ มี
เพรำะสฬำยตนะเปน็ ปจั จยั ผัสสะจงึ มี
เพรำะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนำจงึ มี
เพรำะเวทนำเป็นปจั จยั ตัณหำจงึ มี
เพรำะตัณหำเป็นปจั จัย อปุ ำทำนจงึ มี
เพรำะอุปำทำนเป็นปัจจยั ภพจึงมี
เพรำะภพเป็นปจั จัย ชำติจงึ มี
เพรำะชำตเิ ป็นปจั จัย ชรำ มรณะ โสกะ (ควำมเศรำ้ โศก) ปรเิ ทวะ
(ควำมคร่ำครวญ) ทุกข์ (ควำมทุกขก์ ำย) โทมนสั (ควำมทุกขใ์ จ) และอปุ ำยำส
ควำมคับแค้นใจ) จึงมคี วำมเกดิ ขึน้ แหง่ กองทุกขท์ ัง้ มวลนี้ มไี ด้ด้วยประกำรฉะน้ี
(๒) นิโรธวำร คอื กำรแสดงกระบวนกำรดับของทุกขแ์ ละชีวติ มนุษย์ ดงั น้ี
เพรำะอวชิ ชำดบั ไปไม่เหลอื ดว้ ยวริ ำคะ สงั ขำรจึงดับ
เพรำะสงั ขำรดบั วิญญำณดับจงึ ดับ
เพรำะวญิ ญำณดบั นำมรูปจึงดับ
เพรำะนำมรูปดบั สฬำยตนะจงึ ดบั
เพรำะสฬำยตนะดบั ผสั สะจงึ ดบั
เพรำะผสั สะดบั เวทนำจงึ ดบั
เพรำะเวทนำดับ ตณั หำจงึ ดับ
๓๑ส.นิ. (ไทย). ๑๖/๖๑/๑๑๖.
๑๓๖
เพรำะตณั หำดบั อปุ ำทำนจึงดบั
เพรำะอปุ ำทำนดับ ภพจงึ ดับ
เพรำะภพดบั ชำติจงึ ดับ
เพรำะชำติดับ ชรำ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข์
โทมนัส และอุปำยำส จึงดบั ควำมดับแห่ง
กองทุกขท์ ้ังมวลนี้ มไี ด้ด้วยประกำรฉะน้ี
ควำมรู้แจ้งในหลักปฏิจจสมุปบำทต้องเป็นควำมรู้ควำมเข้ำใจอย่ำงลึกซึ้ง ในกำรทำควำม
เข้ำใจส่ิงต่ำง ๆ โดยครบถว้ นรอบด้ำนในหลักคำสอนทำงพระพุทธศำสนำ เรียกว่ำ ปริญญำ หมำยถงึ
กำรกำหนดรู้ กำรทำควำมเขำ้ ใจโดยครบถว้ น๓๒ ซึง่ กำรทำควำมเข้ำใจควำมรูใ้ นหลกั ปฏจิ จสมุปบำท
ซึง่ จำแนกเปน็ ๒ ประกำร คือ
๑. โลกียปริญญาหรอื โลกียปัญญา คือกำรกำหนดรขู้ ้ันโลกยิ ะหรือควำมแบบโลก ซงึ่ มี ๓ ข้ัน ดังนี้
๑) ญำตปรญิ ญำ คือกำหนดรขู้ ้ันรูจ้ ักหรือควำมรู้ขั้นรูจ้ กั หมำยถึง ควำมรู้สภำวะ ได้แก่ รจู้ กั
จำเพำะตวั ของสง่ิ นั้นตำมสภำวะของมนั นน่ั คอื รวู้ ำ่ อะไรคอื อะไร
๒) ตีรณปริญญำ คือกำหนดรู้ข้ันพิจำรณำหรือควำมรขู้ ้ันพิจำรณำ หมำยถึง รู้ด้วยปัญญำท่ี
หยั่งลกึ ซง้ึ ไปถงึ สำมัญลกั ษณะ ไดแ้ ก่ รถู้ ึงกำรท่สี ิ่งน้ัน ๆ เปน็ ไปตำมกฎธรรมดำ โดยพิจำรณำเหน็ ควำม
ไม่เท่ยี ง เปน็ ทุกข์ เปน็ อนัตตำ น้ันคอื รู้วำ่ เปน็ อยำ่ งไร
๓) ปหำนปรญิ ญำ คอื กำหนดรู้ถงึ ข้ันละไดห้ รอื ควำมรขู้ ้นั ละได้ หมำยถงึ รู้ถึงข้นั ทีท่ ำให้ถอน
ควำมยึดตดิ เปน็ อิสระจำกส่ิงน้ัน ๆ ได้ ไมเ่ กิดควำมผูกพันหลงใหล ทำใหว้ ำงใจวำงทำ่ ทีและปฏิบัติต่อ
ส่งิ นั้น ๆ ใหถ้ กู ตอ้ ง นั่นคือ รวู้ ำ่ จะทำอย่ำงไร
๒. โลกตุ ตรปัญญา คอื ควำมรู้ขำ้ มพน้ โลก
หลักปฏิจจสมปุ บำท เป็นกระบวนกำรอธิบำยควำมรู้ทล่ี ะเอียดมำกๆ คอื ทุกคร้ังของกำรเกดิ
ควำมคิดเกี่ยวกับสิ่งใดส่ิงหน่ึง ก็สำมำรถอธิบำยจนครบกระบวนกำรของปฏิจจสมุปบำทได้ในช่วง
ควำมคดิ น่นั เอง หรือกระทั่งเห็นภำพแม้เพยี งหนึง่ สว่ นพนั วนิ ำทกี ็สำมำรถอธิบำยได้ ทีส่ ำคัญคอื กำร
อธบิ ำยเชอื่ มไปถงึ ส่ิงทอ่ี ยู่เหนอื ประสำทสมั ผสั ในชว่ งชวี ติ นี้และชวี ติ หน้ำ ซ่ึงเปน็ เรอื่ งท่ีอยู่เหนือควำมรู้
ของมนุษย์ทั่วไป๓๓ ในทำงพระพุทธศำสนำหลักปฏิจสมุปบำทเป็นหัวข้อธรรมท่ีอธิบำยให้บุคคล
ท่วั ไปเข้ำใจอยำ่ งลกึ ซึง้ ได้ยำก เหน็ ได้ยำกยงิ่ และเปน็ สงิ่ ทอี่ ยู่เหนือเหตผุ ล กระนน้ั ก็ตำมปฏจิ จสมปุ
บำทก็ยงั ต้องกำรอธิบำยเพื่อให้ผ้สู นใจใฝร่ ไู้ ดเ้ กดิ ควำมเขำ้ ใจควำมรู้สูงสดุ ในทำงพระพทุ ธศำสนำ
๖.๕ หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาที่เก่ียวขอ้ งกับกบั สนั ตภิ าพวา่ ดว้ ยกฎแห่งกรรม
กรรมในพระพุทธศำสนำ กรรม (สันสกฤต: กรฺม, บำลี: กมฺม) แปลว่ำ “กำรกระทำที่
ประกอบด้วยเจตนำ” ได้แก่ กระทำทำงกำย เรียก กำยกรรม ทำงวำจำ เรียก วจีกรรม และทำงใจ
เรียก มโนกรรมกรรม แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ กรรมดี เรยี กวำ่ กุศลกรรม หรือ บญุ กรรม กรรมช่ัว
เรียกว่ำ อกศุ ลกรรม หรือ บำปกรรม
๓๒ พระพรหมคณุ ำภรณ์ (ปอ.ปยุตฺโต).พจนำนกุ รมพทุ ธศำสตรฉ์ บบั ประมวลศพั ท์. พมิ พค์ รงั้ ที่ ๑๗.
กรงุ เทพฯ : พระพทุ ธศำสนำของธรรมสภำ.๒๕๕๔. หน้ำ ๒๐๘.
๓๓ วิโรจ นำคชำตรี. พุทธปรัชญำเถรวำท. กรงุ เทพฯ : มหำวิทยำลยั รำมคำแหง. ๒๕๕๐), หน้ำ ๑๗๓.
๑๓๗
(๑) อกุศลกรรม (กรรมท่เี ป็นอกุศล, กรรมชั่ว, กำรกระทำท่ไี มด่ ี ไม่ฉลำด ไม่เกิดจำกปัญญำ
ทำใหเ้ สื่อมเสียคุณภำพชวี ติ หมำยถึง กำรกระทำทีเ่ กิดจำกอกุศลมลู คอื โลภะ โทสะ หรอื โมหะ
(๒) กุศลกรรม (กรรมที่เป็นกุศล, กรรมดี, กำรกระทำที่ดี ฉลำด เกิดจำกปัญญำ ส่งเสริม
คณุ ภำพของชวี ิตจิตใจ หมำยถึง กำรกระทำทเี่ กิดจำกกุศลมลู คอื อโลภะ อโทสะ หรอื อโมหะ
กำรจำแนกประเภทของกรรม กรรมดี หรือ กรรมชว่ั กต็ ำม กระทำทำงกำย วำจำ หรือทำงใจ
ก็ตำม สำมำรถจำแนกอีก เป็นประเภทตำ่ ง ๆ ไดห้ ลำยแบบ ดงั นี้
-กรรมจำแนกตำมเวลำกำรให้ผลของกรรม (ปำกกำลจตุกะ) ๔ อย่ำง
-กรรมจำแนกตำมหน้ำทข่ี องกรรม (กิจจตกุ ะ) ๔ อยำ่ ง
-กรรมจำแนกตำมลำดับกำรใหผ้ ลของกรรม (ปำกทำนปริยำยจตกุ ะ) ๔ อยำ่ ง
-กรรมจำแนกตำมฐำนทีใ่ ห้เกิดผลของกรรม (ปำกฐำนจตุกะ) ๔ อยำ่ ง
จำแนกตำมเวลำกำรให้ผลของกรรม กำรกระทำทำงกำย วำจำ ใจ ทงั้ ทีเ่ ป็นฝ่ำยดหี รอื ไมด่ กี ็
ตำม ย่อมตอบสนองแก่ผู้กระทำ ไม่เร็วก็ช้ำ เวลำใดเวลำหน่ึง กรรมจำแนกตำมเวลำกำรให้ผลของ
กรรม (ปำกกำลจตุกะ) แสดงกำหนดเวลำ แหง่ กำรให้ผลของกรรม มี 4 อย่ำง คือ
(๑) ทิฏฐธรรมเวทนยี กรรม หมำยถงึ กรรมท่ใี ห้ผลในปจั จุบนั คอื ในภพน้ี
(๒) อปุ ปชั ชเวทนยี กรรม หมำยถงึ กรรมทีใ่ หผ้ ลในภพที่จะไปเกดิ คือในภพหน้ำ
(๓) อปรำปรเิ วทนยี กรรม หมำยถงึ กรรมท่ีใหผ้ ลในภพตอ่ ๆ ไป
(๔) อโหสิกรรม หมำยถงึ กรรมเลิกให้ผล ไมม่ ีผลอีก
จำแนกตำมหน้ำที่ของกรรมกรรมจำแนกตำมหน้ำท่ีกำรงำนของกรรม (กิจจตุกะ) กรรมมี
หนำ้ ที่ ทจ่ี ะตอ้ งกระทำส่ีอยำ่ ง คอื
(๑) ชนกกรรม หมำยถงึ กรรมทเี่ ปน็ ตัวนำไปเกดิ กรรมแตง่ ให้เกดิ
(๒) อุปัตถมั ภกกรรม หมำยถึง กรรมสนับสนุน กรรมทีช่ ่วยสนบั สนนุ หรือซำ้ เติม ตอ่ จำกชนก
กรรม
(๓) อุปปีฬิกกรรม หมำยถึง กรรมบีบคั้น กรรมท่ีมำให้ผล บีบค้ันผลแห่งชนกกรรมและ
อปุ ัตถมั ภกกรรมน้นั ใหแ้ ปรเปล่ียนทเุ ลำลงไป บ่นั ทอนวิบำกมิให้เป็นไปได้นำน
(๔) อุปฆำตกกรรม หมำยถึง กรรมตัดรอน กรรมที่แรงฝ่ำยตรงข้ำมกับชนกกรรมและ
อุปัตถัมภกกรรม เขำ้ ตดั รอนกำรใหผ้ ลของกรรมท้งั สองอย่ำงนั้น ใหข้ ำดไปเสียทีเดียว
สรปุ ท้ายบท
สังคมจะมีสันติสุขจำเป็นจะต้องมีหลักปฏิบัติซ่ึงในทำงพระพุทธศำสนำถือว่ำ ควำม
ขดั แย้งกันระหว่ำงบคุ คลกับบคุ คล กลุม่ คนหรือในสงั คมน้นั เป็นปญั หำตอ่ กำรกำรสง่ เสริมสันติภำพใน
ระดบั บุคคล กล่มุ คนและในระดับสงั คมดว้ ย สงิ่ สำคัญพระพทุ ธศำสนำถือวำ่ หลกั ธรรมคำสอนในทำง
พระพุทธศำสนำมีหลักธรรมมำกมำยที่เกี่ยวข้องหรือส่งเสริมให้ปัจเจกบุคคลและสังคมเกิดสันติสุข
และสนั ติภำพได้ เชน่ หลักธรรมขั้นพนื้ ฐำนทเี่ ก่ียวขอ้ งกบั สนั ตภิ ำพด้ำนจรยิ ธรรมว่ำด้วยศลี หลกั ของ
ศีล ๕ และศีล ๘ จุดมุ่งหมำยคือเพื่อควำมสุขภำยนอก กล่ำวคือควำมสงบสุขในกำรอยู่ร่วมกันใน
สงั คมและเป็นขอ้ ฝึกหัดให้ตัดสงิ่ ทไ่ี ม่จำเปน็ สำหรับชวี ติ ออก และกุศลกรรม ๑๐ มีจดุ หมำยเพือ่ ควำม
สงบสขุ ภำยนอกและควำมสงบสขุ ของจติ ใจของปัจเจกบคุ คลด้วย ท่สี ำคัญคอื สนั ติภำพในควำมหมำย
๑๓๘
ทำงพระพุทธศำสนำมุ่งสคู่ วำมสงบของจติ ใจเปน็ สำคญั เช่นหลักพรหมวิหำร กำรมีเมตตำทำงจติ ใจ
ของคนในสังคมทุกระดับซึ่งจำเป็นจะต้องเจริญเป็นเบื้องต้นในจิตใจก่อน สังคมจึงจะเกิดสันติสุข
ดังน้ัน หลักพรหมวิหำรธรรมจึงเป็นเหมือนเครื่องยึดเหน่ียวสำหรับจิตใจของทุกคน กลุ่มคน และ
สังคม ที่สำคัญย่ิงกว่ำคือกำรหลักธรรมทำงพระพุทธศำสนำที่เกี่ยวข้องกับสันติภำพว่ำด้วยปัญญำ
และหลกั ท่วี ่ำดว้ ยกฎแห่งกรรมอีกด้วย
๑๓๙
คาถามทา้ ยบท
๑) จงอธิบำยหลักธรรมหนึง่ ขอ้ ในทำงพระพุทธศำสนำท่ีเก่ียวขอ้ งกับกบั
สนั ตภิ ำพว่ำดว้ ยจริยธรรมม
๒) จงยกตวั อยำ่ งหลักธรรมทำงพระพทุ ธศำสนำทีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั กับสันตภิ ำพวำ่
ด้วยปญั ญำมำ ๑ หลักพร้อมอธบิ ำย
๓) จงยกตัวอยำ่ งและอธบิ ำยหลกั ธรรมทำงพระพทุ ธศำสนำท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั กบั
สันตภิ ำพวำ่ ดว้ ยกำรฝกึ จิต
๕) หลกั ธรรมทำงพระพุทธศำสนำทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั กบั สนั ติภำพว่ำด้วยปญั ญำ
๖) จงอธบิ ำยหลกั ธรรมทำงพระพทุ ธศำสนำทเี่ ก่ียวขอ้ งกบั กบั สันติภำพวำ่ ด้วย
กฎแหง่ กรรม
๑๔๐
เอกสารอา้ งอิงประจาบท
ทวี ผลสมภพ ชยั วฒั น์ อตั พัฒน์. หลกั พุทธศาสนา.พิมพ์ครั้งท่ี ๘. กรุงเทพฯ: มหำวทิ ยำลยั รำมคำแหง
, ๒๕๔๑.
พระครพู นิ จิ รตั นำกร (อนสุ รณ์ ฐำนทตโฺ ต). การประยุกตใ์ ชพ้ รหมวิหารธรรมในการสรา้ งสนั ติสุขใน
อาเภอบางพลจี งั หวดั สมุทรปราการ. ปรญิ ญำพทุ ธศำสตรมหำบณั ฑติ . บณั ฑติ วิทยำลยั :
มหำวิทยำลัยมหำจุฬำลงกรณรำชวทิ ยำลัย, ๒๕๕๖.
พระพรหมคุณำภรณ์ (ป. อ. ปยตุ ฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตรฉ์ บบั ประมวลธรรม. พมิ พค์ ร้ังที่ ๑๗.
กรงุ เทพฯ: จฬุ ำลงกรณรำชวิทยำลยั , ๒๕๕๑.
. พจนานกุ รมพทุ ธศาสตรฉ์ บบั ประมวลศพั ท์. พมิ พค์ ร้ังที่ ๓๕. กรุงเทพฯ: สหธรรมกิ , ๒๕๕๔.
. พุทธธรรมฉบับปรับปรุงขยายความ.พิมพ์ครัง้ ที่ ๑๕. กรงุ เทพฯ: สหธรรมกิ , ๒๕๕๒.
พันตรี ป. หลวงสมบญุ . พจนานุกรม มคธ-ไทย. กรุงเทพฯ: อำทรกำรพิมพ,์ ๒๕๔๐.
พทุ ธทำสภกิ ข.ุ ค่มู อื มนุษย์ฉบับสมบูรณ.์ พิมพ์ครงั้ ท่ี ๓. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพส์ ขุ ภำพใจ, ๒๕๔๑.
วิโรจ นำคชำตรี. พทุ ธปรัชญาเถรวาท. มหำวิทยำลยั รำมคำแหง: ๒๕๕๐, กรุงเทพฯ .
สมเดจ็ พระพฒุ ำจำรย์ (อำจ อำสภมหำเถร) แปล พระพทุ ธโฆสเถร รจนำ. คมั ภรี ์วสิ ุทธมิ รรค. พมิ พ์
คร้ังที่ ๖. Taiwan: The Corporate Body of Buddha Educational Foundation,
๒๕๔๘.
สงั คหวตั ถุ ๔ หลกั กำรอยรู่ ว่ มกนั อยำ่ งสนั ต.ิ . ออนไลน์:
(https://www.dmc.tv/pages/top_of_week/สงั คหวัตถุ-4-หลกั กำรอยรู่ ว่ มกันอยำ่ งสนั ติ.
html)., ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.
หนงั สืออา้ งอิง
พระไตรปฎิ กภาษาไทย. ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั . กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลยั , ๒๕๓๙.
กฤช ปุณณกันต์. พระพุทธศาสนากบั สันตภิ าพของโลกในหนงั สอื ประมวลความร้เู รือ่ งสันตภิ าพ.
เอกสารประกอบคาบรรยายโครงการปาฐกถาสญั จร กิจกรรมร่วมฉลองปสี ากลแหง่ สันตภิ าพ
ขององคก์ ารสหประชาชาติ ๑๙๘๖. กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย, ๒๕๓๐.
คชาภรณ์ คาสอนทา. กระบวนการและขัน้ ตอนการระงบั อธิกรณ์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท.
วารสารสนั ตศิ ึกษาปรทิ รรศน์ มจร: ปที ่ี ๓ , ฉบบั ที่ ๒. กรกฎาคม-ธนั วาคม ๒๕๕๘.
คทั ลียา รตั นวงศ์. แนวคิดเรอ่ื งสันตภิ าพของซยั ยดิ กฏุ บุ . วิทยานิพนธศ์ ลิ ปศาสตรมมหาบณั ฑิต
สาขาปรชั ญา: บัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่, ๒๕๕๐.
โคทม อารียา. ข้อชวนพิจารณาเรือ่ งสนั ติภาพ, เอกสารประกอบคาบรรยายโครงการปาฐกถาสญั จร
กจิ กรรมร่วมฉลองปีสากลแหง่ สันตภิ าพขององคก์ ารสหประชาชาติ ๑๙๘๖ในหนังสอื
ประมวลความรเู้ รือ่ งสันตภิ าพ. กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, ๒๕๓๐.
จันทรา เฮงสมบรู ณ.์ การศกึ ษาเปรยี บเทยี บทัศนะและหลักปฏิบตั เิ รื่องพุทธสันตวิ ธิ กี บั อารยะขดั ขืน
ของชุมชนสันตอิ โศก. วารสารมนุษยศาสตร:์ ปที ่ี 20 ฉบบั ท่ี 2 (กรกฎาคม-ธนั วาคม 2556),
หน้า ๑๔๖.
เจมส์ โค และคณะ. คู่มอื การเพมิ่ พลังความสามารถกระบวนการจัดการข้อพิพาท.แปลโดย วันชยั
วัฒนศัพท์ และคณะ. นนทบรุ :ี สถาบันพระปกเกลา้ , ๒๕๔๕.
เจมส์ แอล เครตนั ใ วนั ชยั วัฒนศพั ท์ แปล. การมีส่วนรว่ มของประชาชนในการตัดสนิ ใจของชุมชน.
พมิ พค์ รัง้ ที่ ๔.นนทบรุ ี: สถาบนั พระปกเกล้า, ๒๕๔๗.
ชยั วฒั น์ สถาอานนั ท.์ ท้าทายทางเลือก: ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง. กรุงเทพฯ: มลู นิธิ
โกมลคมี ทอง, ๒๕๓๓.
ดิเรก ควรสมาคม. สมานฉนั ท์: ทบทวน "ความหมาย หลักการ ข้นั ตอนทางพระพุทธศาสนากับการ
ระงับข้อพิพาทในกฎหมาย". วารสารรติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร: ปีท่ี ๔, ฉบบั ท่ี ๑.
๒๕๕๔.
ทนาดา วจิ ักขณะและคณะ. แนวทางการจดั การความขดั แย้งท่ีเกดิ จากมานะในพทุ ธศาสนาเถร
วาท. วารสารสันตศิ ึกษาปรทิ รรศน์ มจร.: ปที ่ี ๕.ฉบบั พเิ ศษ,
ทวี ผลสมภพ ชัยวัฒน์ อตั พัฒน.์ หลกั พุทธศาสนา.พิมพ์คร้งั ท่ี ๘. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั
รามคาแหง.๒๕๔๑.
บษุ บง ชัยเจรญิ วฒั นะและเหมอื นขวญั เรณมุ าศ. สนั ตวิ ิธี: การจดั การความขดั แยง้ ตามแนวทาง
สนั ติวธิ .ี วารสารสันตศิ กึ ษาปรทิ รรศน์ มจร: ปที ี่ ๕, ฉบับท่ี ๒,, พฤษภาคม-สงิ หาคม.
๒๕๖๐.
ประเวศ วะส.ี “ความสาคัญของสนั ตวิ ิธีในเชงิ ยทุ ธศาสตร์” ใน สันตวิ ิถ:ี ยุทธศาสตรช์ าติเพ่ือความ
ม่นั คง, สถาบนั ยทุ ธศาสตร์ สานกั งานสภาความม่ันคงแหง่ ชาติ (รวบรวม). กรงุ เทพฯ:
สถาบนั ยทุ ธศาสตร์ สานกั งานสภาความม่นั คงแหง่ ชาติ, ๒๕๔๒.
. สนั ตวิ ิธีกับสิทธมิ นุษยชน. พมิ พค์ รัง้ ที่ ๑. กรงุ เทพมหานคร: สานกั งานสทิ ธิมนษุ ยชนแหง่ ชาติ,
๒๕๔๕.
ปรีชา ชา้ งขวญั ยืน. ความคดิ ทางการเมอื งในพระไตรปิฎก. ๒๕๓๘: โรงพิมพจ์ ฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลัย, พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๒. กรงุ เทพฯ.
พระครเู กษมมงคลกจิ . การศกึ ษาเปรียบเทียบแนวคดิ เรื่องสนั ติภาพในทัศนะของพุทธทาสภกิ ขุ
กบั ซยั ยดิ กฏุ ุบ. วทิ ยานิพนธห์ ลักสูตรปรญิ ญาพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าศาสนา
เปรยี บเทยี บ บณั ฑติ วิทยาลยั : มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๘.
พระครพู นิ จิ รตั นากร (อนสุ รณ์ ฐานทตโฺ ต). การประยุกตใ์ ชพ้ รหมวิหารธรรมในการสรา้ งสนั ติสขุ ใน
อาเภอบางพลจี ังหวัดสมุทรปราการ. วทิ ยานพิ นธ์พทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ . บณั ฑิตวิทยาลยั :
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๖.
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยตุ ฺโต). การพัฒนาท่ยี ง่ั ยนื . พิมพ์คร้งั ที่ ๙. กรุงเทพฯ: เรือนแกว้ , ๒๕๔๖.
.มองสนั ติภาพโลก ผ่านภูมหิ ลังอารยธรรมโลกาภวิ ัตน์. พิมพค์ รงั้ ท่ี ๓. กรงุ เทพมหานคร: พมิ พ์
สวย , ๒๕๔๘.
. สลายความขัดแย้ง. กรงุ เทพฯ: สหธรรมิก, ๒๕๔๖.
. สันตภิ าพเกิดจากอสิ รภาพและความสขุ . พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๒. กรงุ เทพฯ: สหธรรมิก, ๒๕๓๗.
.วินยั เรือ่ งใหญ่กวา่ ทค่ี ดิ . กรงุ เทพฯ: มลู นธิ ิพุทธธรรม, ๒๕๔๒.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตโฺ ต). พจนานกุ รมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม. พมิ พ์ครงั้ ท่ี ๑๗.
กรงุ เทพฯ: มลู นธิ กิ ารศกึ ษาเพ่อื สันติภาพ, ๒๕๕๑.
.พจนานกุ รมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท.์ พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๓๕. กรงุ เทพฯ: สหธรรมกิ , ๒๕๕๔.
. พทุ ธธรรมฉบับปรับปรุงขยายความ.พมิ พ์ครง้ั ท่ี ๑๕. กรงุ เทพฯ: สหธรรมิก, ๒๕๕๒.
พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส (นิธบิ ุณยากร). รูปแบบการจัดการความขดั แย้งโดยพทุ ธสันติวิธี: ศึกษา
วิเคราะห์กรณลี ่มุ นา้ แมต่ าช้าง จ.เชียงใหม,่ พทุ ธศาสตรดุษฎบี ัณฑิต บณั ฑติ วทิ ยาลยั .
กรุงเทพฯ:: มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๘.
. พุทธสนั ติวธิ :ี การบรู ณาการหลักการและเครอื่ งมอื จัดการความขดั แยง้ . กรงุ เทพฯ: เซ็นจูร่ี
จากัด, ๒๕๕๔.
พระมหาอุทัย นลิ โกสีย์. กระบวนการยตุ ิธรรมของคณะสงฆ์ไทย. วทิ ยานิพนธ์สงั คมสงเคราะหศ์ าสตร
มหาบัณฑิต: บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๔๐.
พันตรี ป. หลวงสมบญุ . พจนานกุ รม มคธ-ไทย. กรงุ เทพฯ: อาทรการพมิ พ,์ ๒๕๔๐.
พรี ะพล คดบวั . การดอื้ แพ่งกบั การลงโทษ: การวิเคราะหเ์ ชงิ ปรชั ญา. วิทยานิพนธห์ ลกั สตู รปรญิ ญา
อกั ษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาปรชั ญา : บัณฑิตวทิ ยาลัย จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั ,
๒๕๒๕.
พทุ ธทาสภกิ ขุ. สนั ตภิ าพโลก. สรุ าฎร์ธานี: ธรรมทางมลู นิธ,ิ ๒๕๓๑.
. คู่มอื มนุษย์ฉบับสมบูรณ.์ พมิ พค์ รัง้ ท่ี ๓. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์สุขภาพใจ, ๒๕๔๑.
. เลา่ ไวใ้ นวัยสนธยา : อัตชีวประวัติของพทุ ธทาสภิกข.ุ ม.ป.ท: ม.ป.พ, ม.ป.ป.
. สนั ติภาพ. กรงุ เทพฯ: เพชรประกาย, ๒๕๔๙.
. สันติภาพของโลก. สุราษฎร์ธานี: ธรรมทานมลู นธิ ิ, ๒๕๓๑.
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณณาชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแกน่ . พระไตรปฎิ กปริทริทัศน์. ขอนแก่น:
คลังนานาวิทยา, ๒๕๕๗.
มารค ตามไท. “ปจั จยั และเง่อื นไขแห่งความสาเรจ็ ของสนั ติวธิ ใี นสังคมไทย”. บรรยาย ณ หอ้ ง
ประชาธปิ ก สถาบันพระปกเกลา้ , ๑๑ มนี าคม ๒๕๔๗.
รงุ่ ธรรม ศุจธิ รรมรักษ์. สันติศึกษา. สโุ ขทัย: มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมธริ าช, ๒๕๓๓.
. สันติศกึ ษากับสันติภาพ. เอกสารการสอนชุดวิชาสันตศิ กึ ษา หน่วยที่ ๑-๗ หนา้ ๑-๒๔.
นนทบุร:ี มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช, ๒๕๓๒.
พระสมพงษ์ ชนิ วโส,และคณะ. การประยุกตใ์ ชห้ ลกั พุทธสนั ตวิ ธิ ี เพ่อื พัฒนาการทางานเป็นทมี ของ
พระวิทยากรวทิ ยาลัยสงฆศ์ รสี ะเกษ. วารสารสันตศิ ึกษาปรทิ รรศน์ มจร: ปที ่ี ๖ ฉบบั พเิ ศษ,
วันชัย วฒั นศัพท์. คมู่ อื เก่ยี วกับความขัดแย้ง: หลกั การ และเครื่องมือแกป้ ัญหา. กรงุ เทพมหานคร:
ศูนยส์ ันติวิธแี ละธรรมาภบิ าล, ๒๕๔๗.
วิโรจ นาคชาตรี. พุทธปรัชญาเถรวาท. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง: ๒๕๕๐
ส.ศวิ รกั ษ.์ อทิ ธิพลพทุ ธทาสต่อสังคม. กรงุ เทพฯ: คณะกรรมการศาสนาเพอ่ื การพฒั นา, ๒๕๓๓.
สมเดจ็ พระพฒุ าจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) แปล พระพทุ ธโฆสเถร รจนา. คมั ภีร์วิสทุ ธมิ รรค. พิมพ์
ครั้งที่ ๖. Taiwan: The Corporate Body of Buddha Educational Foundation,
๒๕๔๘.
สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย์,(ป. อ. ปยุตฺโต). การพัฒนาทยี่ ง่ั ยนื . พมิ พ์ครั้งท่ี ๒๑. นครปฐม: (ม.ป.พ.),
๒๕๓๙.
สายหยุด เกิดผล และรงุ่ ธรรม ศุจธิ รรมรกั ษ.์ สงคราม. เอกสารประกอบการสอนชดุ วชิ าสันตศิ กึ ษา
หน่วยที่ ๑-๗ หนา้ ที่ ๘๗-๑๒๐. นนทบุรี: มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช, ๒๕๓๔.
สรุ ยี ์ มผี ลกิจและวิเชียร มผี ลกิจ. พระพทุ ธกิจ ๔๕ พรรษา. พมิ พ์ครง้ั ที่ ๘. : คอมฟอรม์ จากดั ,
๒๕๕๔.
. พระพุทธกจิ ๔๕ พรรษา. พิมพ์คร้งั ท่ี ๘. กรงุ เทพฯ: คอมฟอรม์ จากดั , ๒๕๕๔.
อธิเทพ ผาทา. การศกึ ษารปู แบบและกระบวนการแก้ปญั หาในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท: ศกึ ษา
เฉพาะกรณอี ธิกรณสมถะ ๗ และ กฎนิคหกรรมของมหาเถรสมาคมในพระราชบัญญัติ
คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แกไ้ ขเพ่มิ เติม (ฉบบั ท่ี๒) พ.ศ.๒๕๓๕. ปรญิ ญาพทุ ธศาสตรดุษฎี
บัณฑิต: บณั ฑติ วิทยาลัย. มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๙.
อรปรยี า วสมุ หันต.์ พทุ ธวธิ จี ัดการความขดั แยง้ ในทัศนะของพระไพศาล วสิ าโล. วิทยานิพนธ์หลกั
สตู รป์ รญิ ญาพทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาพระพทุ ธศาสนา บณั ฑติ วิทยาลัย:
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๓.
อัจฉรา ลม้ิ วงษ์ทอง. การบรหิ ารความขัดแยง้ ในองคก์ าร. กรงุ เทพฯ: บุค๊ ส์ ทู ยู, ๒๕๕๗.
ไอศนู ย์ พยัฆศิร.ิ การศกึ ษาเปรียบเทียบแนวคดิ เร่ืองสนั ติภาพของพระธรรมปฏิ ก (ป.อ.ปยตุ โฺ ต)
และมารต์ ิน ลูเธอร์ คงิ จเู นียร์. วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญาอักษรศาสตรมหาบณั ฑิต: บณั ฑติ
วทิ ยาลัย: มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๖.
เอกสารประกอบคาบรรยายโครงการปาฐกถาสญั จร กจิ กรรมร่วมฉลองปสี ากลแหง่ สันตภิ าพของ
องคก์ ารสหประชาชาติ ๑๙๘๖.ประมวลความรเู้ รอ่ื งสนั ติภาพ. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๐.
MARTÍNEZ GUZMÁN,V. Filosofia para hacer las paces. Bacelona: Icaria editorial,
2001.
พระมหากฤษณะ ตรุโณ. พระพุทธศาสนากบั การสรา้ งสันตภิ าพโลก. . ออนไลน:์
(http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=
722&articlegroup_id=156), ๖ พ.ย. ๒๕๖๑.
พระศรคี มั ภรี ญาณ, (สมจินต์ สมมฺ าปญฺโญ). ''พุทธวธิ แี กป้ ัญหาความขัดแยง้ โดยกรอบแหง่ อธิกรณ
สมถะ ๗ : ศึกษาแนวการประยุกต์ใชส้ ัมมุขาวนิ ัย เยภุยยสกิ าวินยั '' . ออนไลน:์
(http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=
689&articlegroup_id=147), ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.
TN7. WORLD PEACE “สนั ติภาพโลก” นัน้ มีความสาคัญขนาดไหน? เพ่อื อะไร? มปี ระโยชน์
และเก่ยี วข้องในการดารงชีวิตของมนษุ ย์แคไ่ หน? มาดคู าตอบจากท่ีประชมุ และ
คณะกรรมการจดั งาน Stockholm World Peace International Conference 2018
. (ออนไลน)์ : (http://thainews7.com/world-peace-สนั ตภิ าพโลก-นนั้ มคี /), ๙ พ.ย.
๒๕๖๑.
พระมหาหรรษา ธมมฺ หาโส (นธิ ิบุณยากร). สงครามนา้ : กรณศี ึกษา: การแยง่ ชิงทรัพยากร ‘น้า’ของ
ชาวศากยะ&ชาวโกลยิ ะ”สมยั พุทธกาล. ออนไลน์.:
(https://www.winnews.tv/news/19444), ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.
. ''สนั ติวิธีทาไม ทาไมต้องสนั ติวธิ 'ี '. ออนไลน์:
(http://www.mcu.ac.th/En/articlecontent_desc.php?article_id=
824&articlegroup_id=187), ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.
. ''มชั ฌิมวิถี: สันตวิ ธิ วี ิถีพทุ ธ''. ออนไลน.์ :
(http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=
1727&articlegroup_id=278), ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.
. ''มชั ฌิมวิถ:ี สันติวธิ วี ิถีพุทธ''. ออนไลน์:
(http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=
1727&articlegroup_id=278), ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.
สถาบันดารงราชานุภาพ. การจัดการความขดั แยง้ ดว้ ยสนั ติวธิ ี. ออนไลน:์
(http://www.stabundamrong.go.th/web/book/51/b23_51.pdf), ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.
สงั คหวตั ถุ ๔ หลกั การอยรู่ ว่ มกนั อย่างสันต.ิ . ออนไลน์:
(https://www.dmc.tv/pages/top_of_week/สังคหวตั ถุ-4-หลักการอยรู่ ว่ มกันอยา่ งสนั ติ.
html)., ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.
มลู นธิ สิ หพนั ธ์สันติภาพสากล (ประเทศไทย). ความหมาย “สนั ติภาพ”. ออนไลน:์
(http://www.upf.or.th/2010/index.php?option=com_content&view=article&id
=192%3Athe-meaning-of-peace&catid=49%3Aambassader-for-
peace&Itemid=37, ๖ พ.ย. ๒๕๖๑.
ราชบัณฑติ ยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. ออนไลน:์
(http://www.royin.go.th/dictionary/), ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.