The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการบรรยายสาขาวิชาพระพุทธศาสนา วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

เอกสารประกอบการบรรยายวิชาพระพุทธศาสนากับสันติภาพ

เอกสารประกอบการบรรยายสาขาวิชาพระพุทธศาสนา วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

Keywords: สันติภาพ

2

 ประเมินผลก่อน/หลังเรียน
 แบบฝกึ หัด
 Power point
 ส่ือออนไลน์

การวัดผลและการประเมินผล
 สงั เกตกำรณก์ ำรมีส่วนร่วมกำรปฏบิ ตั ิงำนของนสิ ติ
 สงั เกตกำรณแ์ สดงควำมคดิ เหน็ ตำมกลุม่ ของนิสติ
 ศึกษำจำกกำรประเมนิ ผลก่อนและหลังเรียน
 สงั เกตควำมต้งั ใจเรยี นควำมสนใจทจ่ี ะฟงั คำถำมและตอบปญั หำ
 กำรทำแบบฝึกหัด

๗๑

บทท่ี ๔

สันตวิ ธิ ีในทางพระพุทธศาสนา

๔.๑ บทนา
ในมุมมองทำงด้ำนศำสนำในเร่ืองสันติวิธีนี้ สันติวิธีได้มีปรำกฏอยู่ในศำสนำทุกศำสนำ แต่ละ

ศำสนำต่ำงมีหลักคำสอนที่เก่ียวข้องกับหลักสันติวิธี ในส่วนพระพุทธศำสนำได้มีนักสันติภำพทำง
พระพทุ ธศำสนำได้ทำกำรศึกษำวิจัยเกีย่ วกับเร่ืองสันตวิ ิธีในพุทธศำสนำพบว่ำ พุทธศำสนำเป็นศำสนำ
ที่เรียกได้ว่ำมีกำรใช้หลักสนั ติวิธีมำตั้งแต่พุทธกำลกำรแก้ปัญหำพระพุทธองค์มีควำมโดดเด่น ในฐำนะ
เป็นศำสนำที่เผยแผ่ศำสนำโดยไม่ใช้ควำมรุนแรง ซึ่งพุทธศำสนำได้มีหลักคำสอนท่ีสอดคล้องกับ
แนวคิดสันติวิธีในหลำยแง่มุมควรแก่กำรศึกษำแนวคิดสันติวธิ ีในพระพุทธศำสนำ หรือที่เรียกอีกอย่ำง
วำ่ “พุทธสนั ติวิธี”๑

แนวคิดและสันติวิธีในพระพุทธศำสนำมีมำตั้งแต่สมัยพุทธกำล จะเห็นได้จำกพระจริยำวัตร
ของพระพุทธเจ้ำตลอด ๔๕ พรรษำ กำรเผยแผ่พระพุทธศำสนำนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังพุทธ
พจนท์ ี่พระพทุ ธองค์ทรงรับสั่งกับพระภิกษุสงฆ์สำวกเหลำ่ น้ันว่ำ

“ภิกษุทั้งหลำยเรำพ้นแล้วจำกบ่วง๑ท้ังปวง ทั้งท่ีเป็นของทิพย์ ท้ังท่ี
เป็นของมนุษย์ แม้พวกเธอ ก็พ้นแล้วจำกบ่วงทั้งปวง ท้ังที่เป็นของทิพย์ ท้ังท่ี
เป็นของมนษุ ย์ ภิกษทุ ้ังหลำยพวกเธอจงจำริกไป เพื่อประโยชนส์ ุขแกช่ นจำนวน
มำก เพื่ออนุเครำะห์ชำวโลกเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและควำมสุขแก่ทวยเทพและ
มนุษย์ อย่ำไปโดยทำงเดียวกันสองรูปจงแสดงธรรมมีควำมงำมในเบื้องต้น มี
ควำมงำมในท่ำมกลำง และมีควำมงำมในที่สดุ จงประกำศพรหมจรรย์ พร้อมท้ัง
อรรถและพยัญชนะบริสทุ ธ์ิบรบิ ูรณ์ครบถว้ น สตั วท์ ง้ั หลำยทีม่ ีธลุ ใี นตำนอ้ ย มอี ยู่
ย่อมเสื่อมเพรำะไม่ได้ฟังธรรม จักมีผู้รู้ธรรม ภิกษุทั้งหลำย แม้เรำก็จักไปยัง
ตำบลอรุ เุ วลำเสนำนิคมเพ่ือแสดงธรรม”๒
จำกพระพุทธดำรัสน้ี เป็นเครื่องชี้ให้ทรำบชัดถึงบทบำทสำคัญของพระภิกษุสงฆ์ คือกำรส่ือ
หลักธรรมในทำงพระพุทธศำสนำ เพื่อให้เป็นประโยชน์และควำมสุขแก่ชำวโลก กำรเผยแผ่ สืบสำน
และถ่ำยทอด ถือวำ่ เปน็ ภำรกิจอนั สำคญั ของพระภิกษุสงฆ์ที่พงึ ปฏิบัตนิ อกจำกน้นั แลว้ กำรปฏิบตั ติ ำม
พระธรรมวินัยอยำ่ งเคร่งครัด จึงเป็นกำรสรำ้ งควำมเลือ่ มใสศรทั ธำปสำทะให้เกดิ ข้ึนแก่พทุ ธศำสนิกชน
ท้ังยังเป็นแรงบันดำลใจ ทำให้พุทธศำสนิกชนได้ประพฤติปฏิบัติตำม ควำมสำเร็จในกำรทำหน้ำท่ีของ
พระภกิ ษุสงฆ์ ก็คอื พุทธศำสนิกชนอยู่รว่ มกันในสงั คมไดอ้ ยำ่ งมีควำมสขุ ๓

๑ จนั ทรำ เฮงสมบรู ณ.์ กำรศึกษำเปรยี บเทียบทศั นะและหลกั ปฏิบตั เิ รือ่ งพทุ ธสนั ติวธิ กี ับอำรยะขดั ขืนของ
ชมุ ชนสันติอโศก. วำรสำรมนุษยศำสตร.์ ปที ี่ 20 ฉบับที่ 2 (กรกฎำคม-ธันวำคม 2556). หนำ้ ๑๔๖.

๒ วิ.ม. (ไทย). ๔/๓๒/๔๐
๓ พระสมพงษ์ ชินวโส, และคณะ. กำรประยุกตใ์ ชห้ ลกั พุทธสันตวิ ิธี เพื่อพัฒนำกำรทำงำนเป็นทมี ของพระ
วิทยำกรวิทยำลยั สงฆ์ศรีสะเกษ. วำรสำรสันติศกึ ษำปรทิ รรศน์ มจร. ปที ี่ 6 ฉบบั พิเศษ. หน้ำ ๑๑๒.

๗๒

พระพุทธศำสนำได้เผยแผ่เข้ำมำสู่สังคมไทยในสมัยกษัตริย์ช่ือว่ำพระเจ้ำอโศกมหำรำชแห่ง
อินเดีย โดยได้ส่งคณะพระธรรมทูตออกเผยแผ่พระพุทธธรรม มำทำงตะวันออกในประวัติศำสตร์
กล่ำวว่ำมีพระธรรมฑูตสองรูปได้มำยังหมู่บ้ำนเล็กๆ ซึ่งปัจจุบันเป็นจังหวัดนครปฐม แล้ว
พระพุทธศำสนำจงึ ไดก้ ่อรำกฐำนขึ้นในประเทศไทยจนถึงปัจจบุ นั

หลังจำกพระพุทธเจ้ำเสด็จสู่ปรินิพพำน ๑๙๐๐ ปี (พ.ศ. ๑๙๐๐) หรือ ค.ศ. 1360๔
พระมหำกษัตริย์ไทยในรำชวงศ์สุโขทัยได้ทรงขอร้องประเทศลังกำ ซ่ึงขณะน้ันพระพุทธศำสนำกำลัง
เจริญเบ่งบำนให้จัดส่งพระธรรมทูตเข้ำมำอีก นับเป็นกำรเสริมพระพุทธศำสนำในประเทศไทยให้
ม่ันคงย่ิงขึ้น และองค์พระมหำกษัตริย์ไทยก็ได้ทรงผนวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ด้วยพระองค์
พระพุทธศำสนำจึงเจริญม่ันคง จนกลำยเป็นศำสนำประจำชำติไทยจนถึงปัจจุบัน ดังน้ันเพ่ือให้เกิด
ควำมเข้ำใจแนวคิดสันติวิธีในทำงพระพุทธศำสนำชัดเจนยงิ่ ขึน้ ควรศกึ ษำเกี่ยวกบั ควำมหมำยของสันติ
วิธีในทำงพระพุทธศำสนำ ลักษณะและประเภทพุทธสันติวิธีในทำงพระพุทธศำสนำและควำมสำคัญ
สนั ติวิธใี นทำงพระพุทธศำสนำ ดังนี้

๔.๒ ความหมายสันติวธิ ใี นทางพระพทุ ธศาสนา
กลุ่มนักสันติภำพจำนวนมำกท่ีศึกษำแนวคิดและหลกั ปฏิบตั ิเก่ียวกับสนั ติวิธีมักอ้ำงอิงสันตวิ ธิ ี

ของกลุ่มนักคิด และนักปฏิบัติต่ำงๆ ในโลกนี้ ไม่ว่ำจะเป็นมหำตมะ คำนธี และมำร์ติน ลูเธอร์ คิงส์
จเู นียร์ ในฐำนะท่ปี ระชำชนในสังคมไทยส่วนใหญน่ บั ถือพระพุทธศำสนำ และได้นำพระพทุ ธศำสนำมำ
เป็นฐำนในกำรปฏิบัติจนกลำยเป็นวัฒนธรรม และประเพณีไม่น้อยกว่ำ ๗๐๐ ปี คำถำมมีว่ำ
พุทธศำสนิกชนชำวไทยทรำบหรือไม่ว่ำ สันติวิธีวิถีพุทธคืออะไร ประกอบด้วยกระบวนกำรและ
ขั้นตอนในกำรแสดงออกอย่ำงไร จึงจะได้ชื่อว่ำเป็น "สันติวิธีวิถีพุทธ"๕ เพื่อให้เกิดควำมเข้ำใจคำว่ำ
สนั ตวิ ธิ ีในทำงพระพุทธศำสนำชดั เจนย่งิ ขน้ึ จึงขอนำทศั นะของปรำชญท์ ำงพระพุทธศำสนำ ดังน้ี

ท่ำนพุทธทำสภิกขุ๖ ได้ให้นิยำมและควำมหมำยของสันติภำพไว้อย่ำงหลำกหลำยลึกซ้ึง อีก
ท้ังครอบคลุมหลำยมิติ ท้ังในแง่ภำษำคนและภำษำธรรม โดยท่ำนมองสันตภิ ำพว่ำเป็นเรอื่ งสำคัญ กับ
ทุกชีวิตและชีวิตทุกระดับล้วนต้องกำรสันติภำพและอยู่ได้ด้วยควำมมีสันติภำพ๗ ดังน้ันสันติภำพจึง
อำจจำแนกออกเป็นสันติภำพทั้ง ๓ ระดับคือระดับบุคคล สันติภำพระดับสังคม และสันติภำพระดับ
โลก ซ่ึงพุทธทำสภิกขุมุ่งเน้นสันติภำพภำยในคือจิตใจเป็นสำคัญ ควำมหมำยของสันติภำพในด้ำน
จิตใจตำมแนวคิดของท่ำนพุทธทำสภิกขุ หมำยถึง ควำมสงบสุขในจิตใจ วิญญำณ และสติปัญญำ อัน

๔ กฤช ปุณณกันต.์ พระพทุ ธศำสนำกับสนั ตภิ ำพของโลก. ในหนังสอื ประมวลควำมรูเ้ ร่อื งสันตภิ ำพ.
เอกสำรประกอบคำบรรยำยโครงกำรปำฐกถำสญั จร กจิ กรรมร่วมฉลองปีสำกลแหง่ สันตภิ ำพขององค์กำร
สหประชำชำติ ๑๙๘๖. กรุงเทพฯ: จฬุ ำลงกรณม์ หำวทิ ยำลัย, ๒๕๓๐. หน้ำ ๒๖๑.

๕ สนั ตวิ ิธวี ิถพี ุทธศกึ ษำรำยละเอยี ดเพิ่มไดท้ ่ี พระมหำหรรษำ ธมมฺ หำโส. ''มัชฌิมวถิ :ี สันติวธิ วี ิถีพทุ ธ''.
ออนไลน.์ (http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=
1727&articlegroup_id=278).๙ พ.ย. ๒๕๖๑.

๖ พระครเู กษมมงคลกิจ, (คมรัฐ เขมำโสโย, จนั ทรค์ ำลอย). กำรศกึ ษำเปรยี บเทยี บแนวคิดเรือ่ งสันตภิ ำพใน
ทัศนะของพุทธทำสภิกขกุ บั ซยั ยดิ กฏุ ุบ. วทิ ยำนิพนธ์หลักสตู รปริญญำพทุ ธศำสตรมหำบณั ฑิต สำขำวชิ ำศำสนำ
เปรยี บเทยี บ บัณฑติ วิทยำลยั : มหำวทิ ยำลัยมหำจุฬำลงกรณรำชวทิ ยำลัย, ๒๕๕๘. หนำ้ ๑๒.

๗ พุทธทำสภกิ ขุ. สันตภิ าพ. กรุงเทพฯ: เพชรประกำย, ๒๕๔๙. หน้ำ ๑๐.

๗๓

เกดิ จำกกำรพัฒนำจติ ใจไมต่ กเป็นทำสของวัตถุ ไม่เห็นแก่ตัว และครอบคลมุ ไปถึงด้ำนสังคม กำรเมือง
เศรษฐกิจ วตั ถุ และจิตใจ ดังได้กลำ่ วไวใ้ นบททผี่ ่ำนมำขอ้ ๑.๖ เป็นตน้

พระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต)๘ ไดใ้ ห้ควำมหมำยของวำ่ สันติวธิ ีครอบคลมุ แนวคดิ เร่ือง
สันติวิธี ๒ ประเภท คือ สันติวธิ ีเพือ่ แก้ปญั หำควำมขดั แยง้ และสันตวิ ิธีเพ่ือเปน็ วิถีทำงในกำรดำเนิน
ชีวิต ในประเด็นเกี่ยวกับควำมขัดแย้งท่ำนเห็นว่ำเป็นเร่ืองธรรมดำที่เกิดข้ึน คือเป็นธรรมชำติของส่ิง
ทั้งหลำยแต่ละอย่ำงมีควำมเป็นไปของมัน เมื่อต่ำงส่วนต่ำงเป็นไปคนละทำงก็ย่อมขัดแย้งกัน แม้แต่
เม่ือดำรงอยู่ตำมปกตสิ ิ่งทั้งหลำยก็ย่อมแตกตำ่ งกันอยู่แล้ว ควำมแตกต่ำงกันนนั้ ขัดกันบำ้ งเข้ำกนั บำ้ ง
แล้วทำให้เกิดควำมหลำกหลำยและควำมสมบูรณ์ หำกใช้ให้เกิดประโยชน์ทำให้เกิดแง่คิด มุมมอง
และเกิดสติปัญญำอะไรใหม่ แต่ต้องเป็นควำมขัดแย้งที่มำจำกเจตนำที่ดี มีมุ่งหมำยเพ่ือควำมดีงำม
และควำมเจรญิ เพอื่ ควำมกำ้ วหน้ำของประเทศชำติ เพ่อื ใหส้ ังคมมคี วำมรม่ เย็นเป็นสุข

ดังนั้นในทัศนะของท่ำนสันติวิธีนั้นครอบคลุมถึงกำรขจัดควำมขัดแย้งและวิถีทำงในกำร
ดำเนินชีวิต ซึ่งสำมำรถเป็นไปได้ทั้งสันติภำวะเชิงบวกและสันติภำวะเชิงลบ ในแง่กำรขจัดควำม
ขัดแยง้ เช่น กำรมสี ิทธมิ นุษยชน กำรมีกฏหมำย กลำ่ วคือหำกทำหรือปฏิบัติตำมด้วควำมเกรงว่ำจะ
ไดร้ ับโทษ หรอื ผลร้ำยมำส่ตู น อีนนจ้ี ดั เปน็ สันติภำวะเชงิ ลบ แต่หำกทำหรือปฏิบตั ติ ำมเพรำะเห็นว่ำ
กำรมสี ทิ ธมิ นุษยชน หรือกำรมีกฏหมำยน้ันเปน็ หลักประกันพืน้ ฐำนทจี่ ะชว่ ยทำให้มนษุ ย์ก้ำวไปสู่ควำม
ดีงำม เพือ่ ควำมสงบสขุ ของสงั คม อนั นจ้ี ัดเป็นสันติภำวะเชิงบวก ส่วนในกำรดำเนนิ ชีวติ หรอื กำรอยู่
ร่วมกันของมนษุ ย์และธรรมชำติสิ่งแวดลอ้ มต่ำงๆ ถ้ำมนุษย์ไมท่ ำลำยธรรมชำติหรอื ลดกำรเสพบริโภค
เพรำะกลัวว่ำธรรมชำติจะเสียสมดุลแล้วตนจะได้รับโทษภัยจำกธรรมชำติหรือควำมเดือดร้อน อันนี้
จัดเป็นสันติภำวะเชิงลบ แต่ถ้ำมนุษย์ไม่สำมำรถทำลำยหรือเบียดเบียนธรรมชำติเพรำะมีใจที่รัก
ธรรมชำติ อันนจี้ ัดเปน็ สันติภำวะเชิงบวก๙

พระมหำหรรษำ ธมมฺ หำโส (นิธบิ ุณยำกร)ได้ให้ควำมหมำยของคำวำ่ “สนั ติ” คือ ควำมสงบ
คำน้ใี นบริบททำงสงั คมหมำยถงึ “สังคมแหง่ สนั ติ” ซ่งึ หมำยถึง “ภำวะทีไ่ รค้ วำมรุนแรงทั้งทำงตรงและ
ทำงอ้อม”และเม่ือเช่ือมกับคำว่ำ “พุทธสันติวิธี” หรือ “สันติวิธีเชิงพุทธ จึงหมำยถึง “วิธีข้อปฏิบัติ
หรือชุดของวิธีอย่ำงใดอย่ำงหนึ่งที่พระพุทธเจ้ำหรือเหล่ำสำวกของพระองค์ได้ใช้เป็ นเครื่องมือในกำร
จัดกำรควำมขัดแย้งอย่ำงสันติ ซ่ึง “กำรจัดกำรอย่ำงสันติ” หมำยถึง “กำรใช้วิธี ข้อปฏิบัติหรือชุด
ของวิธีทุกชนิดท่ีมีอยู่เข้ำไปจัดกำรควำมขัดแย้งโดยไม่ใช้ควำมรุนแรงหรือปรำศจำกควำมรุนแรงท้ัง
ทำงตรงและทำงอ้อม๑๐ ควำมหมำยดังกล่ำวนี้ สังคมแห่งสันติถือว่ำเป็นสงั คมที่ไม่ใช้ควำมรุนแรงแต่

๘สนั ติวิธี ศึกษำเพิ่มเติมในไอศูนย์ พยัฆศริ ิ. กำรศึกษำเปรยี บเทยี บแนวคิดเรื่องสนั ตภิ ำพของพระธรรมปิฏก
(ป.อ.ปยุตฺโต) และมำร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์. วิทยำนิพนธ์ปริญญำอักษรศำสตรมหำบัณฑิต: บัณฑิตวิทยำลัย:
มหำวิทยำลยั มหดิ ล, ๒๕๔๖. หนำ้ ๓๒-๓๗.

๙ เรื่องเดยี วกัน.หนำ้ ๗๖.
๑๐ พระมหำหรรษำ ธมฺมหำโส (นิธิบุณยำกร). พุทธสันติวิธี: กำรบูรณำกำรหลักกำรและเคร่ืองมือจัดกำร
ควำมขดั แยง้ . กรงุ เทพฯ: เซน็ จรู ี่ จำกัด, ๒๕๕๔. หน้ำ ๑๗๙.

๗๔

สงั คมดงั กล่ำวนนั้ จะปรำศจำกควำมขัดแยง้ ก็หำไม่ เมื่อสังคมเกิดปัญหำย่อมนำเอำวธิ ีกำรเชิงสันติเข้ำ
ไปจัดกำรปญั หำดว้ ยวิธีกำรจัดกำรแบบสันติ

นอกจกน้ีท่ำนยังได้ให้ควำมหมำยคำว่ำ สันติวิถีพุทธ หมำยถึง "สันติวิธีวิถีพุทธคือทำงสำย
กลำง” ที่พระพุทธเจ้ำทรงนำเสนอให้เป็นทำงเลือกในกำรปฏิบัติเพื่อให้หลุดจำกกับดักของทุกข์คือ
ควำมขดั แย้งและควำมรนุ แรง แนวทำงน้ีเป็นกำรปฏิเสธหนทำงสุดโต่งท้งั สองดำ้ น คอื

๑) หนทำงในกำรแสวงหำ และแย่งชิงผลประโยชน์และควำมต้องกำร เพื่อบำรุงบำเรอและ
สนองตอบตอ่ ควำมอยำกทไี่ ร้ขีดจำกัดของมนุษย์

๒) กำรทรมำนตน โดยกำรสร้ำงเงื่อนไขให้เกิดควำมทุกข์ยำกลำบำกให้แก่ตนเองด้วยวิธีกำร
ต่ำงๆ (ตบะ) ด้วยเข้ำใจผิดคิดว่ำว่ำ กำรดำเนินกำรดังกล่ำวจะทำให้ตัวเองบรรลุวัตถุประสงค์ตำมที่
มุ่งหวัง อย่ำงไรก็ตำม สิ่งท่ีปรำกฏชัดคือ สภำพจิตของกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับทำงสุดโต่งท้ังสองด้ำน
ย่อมเกิด “สภำวะขำดดุล” หรือ “สูญเสียดุล” จนทำให้ใจวิ่งวุ่นอยู่ในภำวะของควำมทุกข์ทรมำนอัน
เกิดจำกควำมอยำกได้ อยำกใหญ่ ใจแคบ โกรธ เกลียด เคียดแค้น ชิงชัง มุ่งมำตรปรำรถนำร้ำย ดังที่
พระพุทธเจ้ำทรงตรัสเตือนว่ำ “ทำงสุดโต่งทั้งสองด้ำนนี้เป็นธรรมอันเลว เป็นธรรมของคนผู้มีกิเลส
หนำ เป็นธรรมทไ่ี มป่ ระเสริฐ เปน็ ธรรมทไ่ี มป่ ระกอบไปด้วยประโยชน์”

“ทำงสำยกลำง” ถือได้ว่ำเป็น "อริยมรรค" ซึ่งเป็นหนทำงอันประเสริฐท่ีจะพำคู่ขัดแย้งออก
จำกกบั ดักของควำมรุนแรง และอยู่ร่วมกนั อย่ำงสันตสิ ุขดังท่ีพระพุทธเจำ้ ทรงเน้นย้ำวำ่ “ขอ้ ปฏิบัติอัน
เป็นกลำง ไม่เข้ำไปใกล้ท่ีสุดสองอย่ำงนั่นนั้น ย่อมเป็นไปเพ่ือเข้ำไปสงบระงับจำกกิเลส เพ่ือควำมรู้ยิ่ง
เพื่อควำมรู้ดี เพื่อควำมดับทุกข์” ด้วยเหตุน้ี “ทำงสำยกลำง” จึงถือว่ำเป็น “สันติวิธีวิถีพุทธ” ท่ี
ประกอบด้วยหนทำงในกำรดับทุกข์คือควำมขดั แย้งและควำมรนุ แรง สมุทัยคอื สำเหตขุ องควำมขัดแย้ง
และควำมรุนแรง เพ่ือให้เข้ำถึงนิโรธ คือสันติ โดยใช้ “มรรค ๘” ซ่ึงถือได้ว่ำเป็น “สันติวิธีวิถีพุทธ” ท่ี
ประกอบประกอบดว้ ยกระบวนกำร และวิธกี ำรทีส่ ำคญั ๘ ประกำร๑๑ ดงั ตอ่ ไปน้ี

๑) ควำมเข้ำใจท่ีถูกต้อง (Right Understanding) โดยเน้นกระบวนกำรสร้ำงสัมมำทิฐิให้
เกิดขนึ้ ประตบู ำนแรก คือ สรำ้ งควำมรับรู้ และสรำ้ งควำมเข้ำใจท่ีถูกต้องเก่ียวประเด็นปัญหำ สำเหตุ
เป้ำประสงค์ที่มุ่งหวัง และวิธีดำเนินกำรเพ่ือบรรลุเป้ำประสงค์ กำรสร้ำงควำมเข้ำใจท่ีถูกต้องตั้งแต่
เบ้อื งแรก จะทำให้กลุ่มคนตำ่ งๆ ได้มโี อกำสศกึ ษำ และเรียนรู้ขอ้ เสนอของกนั และกนั ว่ำ มีควำมเป็นไป
ได้ในกำรปฏิบัติร่วมอย่ำงไร? ประเด็นสำคัญคือ ควำมเข้ำใจชัดเจนในควำมเป็นเรำ จะทำให้ง่ำยต่อ
กำรเปิดพื้นท่ีให้คนอ่ืน หรือกลุ่มอ่ืนได้พิจำรณำข้อห่วงใยต่ำงๆ ด้วย ซึ่งกำรสร้ำงควำมเข้ำใจร่วมกัน
อย่ำงถูกต้องจะก่อให้เกิดพลังสนับสนุน และกำรตอบรับจำกกลุ่มคนต่ำงๆ ในสังคมอย่ำงมำกมำย
มหำศำล

๒) ควำมคิดที่ถูกต้อง (Right Thought) โดยกำรแสดงออกต้องไม่เป็นไปเพื่อควำมอยำกได้
อำนำจ หรือมงุ่ ผลประโยชน์และควำมต้องกำรสว่ นตน หำกแต่เป็นไปเพ่ือประโยชน์ของสังคมโดยรวม
อย่ำงแท้จริง กำรไม่คิดผูกพยำบำท อำฆำตมำดร้ำย และจองเวรจองกรรมต่อเพ่ือนมนุษย์อย่ำงไม่มีที่

๑๑ สันติวธิ วี ิถีพทุ ธศกึ ษำรำยละเอยี ดเพิม่ ไดท้ ่ี พระมหำหรรษำ ธมมฺ หำโส. ''มัชฌมิ วถิ ี: สันตวิ ิธวี ิถีพุทธ''.
ออนไลน.์ (http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=
1727&articlegroup_id=278).๙ พ.ย. ๒๕๖๑.

๗๕

ส้ินสุด และกำรไม่กระทำกำรท่ีนำไปสู่กำรเบียดเบียนตนเองและคนอื่นให้เกิดควำมทุกข์ทรมำน และ
เดือดรอ้ นอันเกิดจำกกำรแสดงออกด้วยกำรใชค้ วำมรุนแรงในรูปแบบต่ำงๆ

๓) กำรใชก้ ำรสอ่ื สำรที่ถกู ต้อง (Right Speech) เนน้ กำรส่อื สำรแบบสัมมวำจำโดยไม่ใช้วำจำ
หรือคำพูดท่ีแสดงออกด้วยกำรด่ำทอ กำรใช้คำหยำบคำย กำรพูดเพ้อเจ้อ ส่อเสียด กำรพูดปดมดเทจ็
ดถู กู เหยยี ดหยำม กำรใส่รำ้ ยปำ้ ยสีอันจะนำไปสู่กำรสรำ้ งควำมโกรธเกลียด เคียดแคน้ และชิงชงั เพ่ือน
มนุษย์ที่อยู่ร่วมกันในสังคม สัมมำวำจำจึงเป็นกำรสื่อสำรด้วยข้อมูลท่ีเป็นจริง ไพเรำะ เหมำะกำล
ประสำนสำมัคคี มีประโยชน์ และประกอบด้วยเมตตำ กำรสื่อสำรด้วยคำพูดผำ่ นสื่อต่ำงๆ ท่ีเน้นแง่มุม
เชิงบวกจะทำให้บรรยำกำศกำรพูดคุย และหำทำงออกเป็นไปได้ง่ำยมำกย่ิงขึ้น เพรำะหลำยคร้ังกำร
สื่อสำรไดก้ ลำยเป็นเง่ือนไขที่ทำให้คู่กรณนี ำมำขยำยผล และเติมเชอ้ื ไฟแห่งควำมเกลียดชังอย่ำงไม่มีท่ี
สนิ้ สดุ

๔) กำรแสดงทำ่ ทีท่ถี ูกตอ้ ง (Right Action) โดยกำรไม่ยยุ ง สง่ เสรมิ หรือกระต้นุ ให้เกดิ กำรใช้
ควำมรุนแรงด้วยกำรทำร้ำยประหัตประหำรบุคคลอื่นท่ีมีควำมเช่ือและเห็นต่ำง สังคมโลกและ
สงั คมไทยมิได้ส้นิ ไร้ไม้ตอกและอบั จนหนทำงในกำรแสวงหำเคร่ืองมือจดั กำรควำมขัดแย้ง หำกแต่กำร
ท่ำทีของคู่ขัดแย้งได้กลำยเป็นอุปสรรคสำคัญในกำรหำทำงออกร่วมกัน กำรแสดงท่ำทีท่ีเป่ียมล้นด้วย
ควำมรัก ให้เกียรติ และเคำรพกลุ่มบุคคลควำมเชื่อและกำรกระทำที่แตกต่ำง จะเป็นสะพำนท่ีทำให้
ค่กู รณีได้ทอดเดินขำ้ มพื้นที่ของตัวเองไปเรยี นรู้ และพร้อมจะเขำ้ ใจเพ่อื นมนุษย์มำกย่ิงขึน้

๕) ดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง (Right Livelihood) ใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับธรรม และไม่
คลำดเคล่ือนไปจำกธรรม จะทำใหก้ ำรดำเนินชีวติ มคี ุณและมีควำมหมำยมำกยงิ่ ข้ึน แนวทำงเหล่ำน้ีจะ
กลำยเป็นแบบอย่ำงของกลุ่มคนอื่นๆ ในสังคม ท้ังในควำมเชื่อม่ัน และเกิดแรงแรงบันดำลในกำร
ปฏิบัติภำรกิจเพื่อบรรลุเป้ำหมำยร่วมกัน แบบอย่ำงท่ีเห็นได้ชัดคือกำรใช้ชวี ิตที่เรยี บงำนของมหำตมะ
คำนธีไดก้ ลำยเปน็ พลงั และควำมศรทั ธำของกลมุ่ คนต่ำงๆ ในสงั คม

๖) ควำมเพียรพยำยำมที่ถูกต้อง (Right Effort) โดยกำรเพียรระวังไม่กระทำกำรในสิ่งที่ไม่
ถกู ตอ้ ง และไมเ่ หมำะสม กำรเพยี รละสิ่งไม่ถูกต้องและเหมำะสมท่ีได้ดำเนนิ กำรอยู่ กำรเพียรรักษำส่ิง
ที่ดีและงดงำมเอำไว้อย่ำงต่อเนื่อง และกำรพัฒนำควำมจริง ควำมดี และควำมงำมให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ
กำรกระทำกำรในลักษณะนี้ จะกอ่ ให้เกดิ แนวรว่ มอย่ำงย่ังยืนและมั่นคง และแนวร่วมเหลำ่ นั้นพร้อมที่
จะร่วมอุดมกำรณ์อย่ำงม่ันคงโดยไม่หวำดกลัวต่ออุปสรรคใดๆ ที่จะตำมมำ อีกทั้งจะทำให้คู่กรณี
ตระหนกั รถู้ งึ พลังของถึงควำมมุง่ มัน่ ของเรำ

๗) กำรมสี ติทถี่ ูกต้อง (Right Mindfulness) กำกับ ควบคมุ และรูเ้ ทำ่ ทนั ควำมคดิ ของตนเอง
ไมก่ ระทำกำร หรือตดั สนิ สิ่งหนึง่ สง่ิ ใดดว้ ยควำมหุนหนั พลันแลน่ ภำยใต้อทิ ธิพลของไฟทีก่ ำลังสมุ ใจ คือ
ไฟคือควำมอยำกได้ผลประโยชน์ และควำมต้องกำร ไฟคือควำมโกรธเกลียด และไฟคือควำมหลง
ในขณะท่ีเผชิญหน้ำกับสถำนกำรณ์ควำมกดดัน ยุ่งยำก และซับซ้อน ต้องใช้สติเป็นเครื่องมือในกำร
กำกบั และตรวจสอบ ไม่ใหป้ ระมำท ยำ่ มใจ และหลงใหลในชยั ชนะ ซ่ึงอำจจะก่อเกดิ ผลกระทบในเชิง
ลบตำมมำ ดังที่พระพุทธเจ้ำทรงตรัสเตือนว่ำ "ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์ บุคคลละ
ควำมชนะและควำมแพเ้ สยี แลว้ จงึ สงบระงบั (เวร) นอนเป็นสขุ "

๘) ควำมมุ่งมั่นในหนทำงที่ถูกต้อง (Right Concentration) เป้ำหมำยของสันติวิธี คือ กำร
ปรำกฏข้ึนของควำมสันติ ซึ่งผ่ำนกำรรับฟัง กำรยอมรับ และกำรอยู่ร่วมกันอย่ำงสันติ ดังน้ัน

๗๖

จำเป็นต้องเพ่ง จดจ่อ และมุ่งม่ันต่อเป้ำหมำยที่ได้กำหนดทิศทำงและวำงกรอบเอำไว้ อีกทั้งไม่ย่อท้อ
เหนื่อยหน่ำยต่อปัญหำและอุปสรรคที่เข้ำมำท้ำทำยต่อกำรพูดคุยเพ่ือหำทำงเลือกที่ดี ท่ีสุดท่ีคู่กรณี
สำมำรถรับได้ โดยไม่ยึดมั่นในทำงเลือกที่ดีท่ีสุดสำหรับเรำคนเดียวหรือกลุ่มเดียวเท่ำน้ัน ถึงกระนั้น
ในขณะท่ีเรำม่งุ ม่ันต่อเป้ำหมำยมำกเพียงใด จำเป็นต้องใสใ่ จต่อวิธีกำร และควำมสัมพันธ์มำกข้ึนเพียง
นนั้

สันติวิธีวิถีพุทธท่ีเน้นควำมถูกต้องทั้ง ๘ ประกำรข้ำงต้น ต้องเป็นวิธีกำร และกระบวนกำรที่
งดงำมท้ังในเบื้องต้น ท่ำมกลำง และที่สุด ด้วยเหตุนี้ เป้ำหมำย คือ "ควำมสันติสุข" ย่อมงดงำมและ
กอ่ ใหเ้ กดิ คุณแกช่ วี ิตและสังคมเชน่ กัน จะเห็นวำ่ เปำ้ หมำยจะงดงำมไดย้ ่อมเกิดจำกตัววิธีกำรที่งดงำม
ดังน้ัน หำกเป้ำหมำยที่เรำมุ่งหวังจะให้มีและเป็นคือ "ควำมสันติ" ตัวเครื่องมือ วิธีกำร และ
กระบวนกำรทจ่ี ะนำไปสคู่ วำมสันตจิ ำเปน็ ต้องสนั ตดิ ้วย สันติวธิ ีวิถีพทุ ธจะไม่ยนิ ยอมใหเ้ กดิ เง่ือนไขที่ว่ำ
กำรจะได้มำซึ่งควำมสันติ เรำจะใช้วิธีกำร และกระบวนกำรอะไร หรืออย่ำงไรก็ได้ เพรำะหำกเรำไม่
สนใจวิธีกำร และกระบวนกำรโดยยึดเป้ำหมำยเป็นสรณะแต่เพียงประกำรเดียว เรำคงมีโอกำสได้ชิม
ลำงเฉพำะสันติเทียมเท่ำน้ัน ไม่มีวันท่ีจะเข้ำถึงสันติแท้ได้อย่ำงยั่งยืนและมั่นคง เพรำะจะนำไปสู่กำร
ทำลำยล้ำงจองเวรซ่ึงกันและกันอย่ำงไม่มีท่ีสิ้นสุด ดังที่พระพุทธเจ้ำตรัสย้ำว่ำ "ผู้ฆ่ำย่อมได้รับกำรฆ่ำ
ตอบ ผู้ชนะย่อมได้รับกำรชนะตอบ ผู้ด่ำย่อมได้รับกำรด่ำตอบ และผู้โกรธเกลียดย่อมได้รับควำมโกรธ
เกลียดตอบ ฉะน้ัน เพรำะควำมหมนุ เวียนแห่งกรรม ผู้แยง่ ชิงน้ัน ย่อมถูกเขำกลับแยง่ ชงิ คืน”

๔.๓ ลักษณะและประเภทพุทธสนั ตวิ ิธีในทางพระพทุ ธศาสนา
ลักษณะและประเภทของพุทธสันติวิธีในทำงพระพุทธศำสนำ ขอนำเอำผลงำนวิจัยของพระ

มหำหรรษำ ธมฺมหำโส (นิธบิ ณุ ยำกร) ซง่ึ ท่ำนได้ศกึ ษำวิเครำะหป์ ระเภทของสนั ติวิธีทป่ี รำกฏในคัมภีร์
พระไตรปิฎก และอรรถกถำ พบว่ำ “สนั ตวิ ธิ ี” ในทำงพระพุทธศำสนำที่พระพุทธเจำ้ และพระสำวก
ของพระองค์ใช้ หรือทกี่ ำลังประยกุ ต์ใช้ในสังคมปัจจุบัน ครอบคลมุ สันตวิ ธิ ี ๓ ประเภท๑๒ ดังนี้

๑. พทุ ธสนั ติวิธีในฐานะเป็นเครือ่ งมือในการจดั การความขัดแยง้
พุทธสันติวิธีประเภทนี้มีเคร่ืองมือสองส่วนคือ แนวคิดและกำรปฏิบัติ เพ่ือเป็นกำร

จดั กำรควำมขดั แย้งใน ๒ มิตใิ หญ่ ดังนี้
๑) มิติของควำมขัดแย้งด้ำนในอันเป็นกำรจัดกำรควำมขัดแย้งในเชิงปัจเจก หรือ

เชงิ อตั วสิ ยั
๒) มติ กิ ำรจัดกำรควำมขัดแยง้ ดำ้ นนอกอันเป็นกำรจัดกำรควำมขัดแย้งในเชงิ สังคม

ในทำงพระพุทธศำสนำแบบหรอื ตน้ แบบแหง่ กำรจัดกำรควำมขัดแยง้ ในเชิงอัตวิสัยจะเหน็ ไดจ้ ำกก่อนท่ี
พระพุทธองค์จะตรัสรู้นั้น (เจ้ำชำยสิทธัตถะ) ทรงตกอยู่ในภำวะสับสนเกี่ยวกับเรื่องเทวทูต ๔ และ
ประเด็นสุขนยิ มและทุกขนิยม เมือ่ พระองค์บรรลุพระนิพพำน จงึ พบคำตอบวำ่ ภำวะทีไ่ ร้ควำมขัดแย้ง
ในตวั เอง คอื ภำวะท่ีสภำพจิตนั้นหลดุ พ้นจำกเคร่อื งร้อยรัดพันธนำกำรแห่งหว่ งโซ่ของกิเลสทง้ั หลำย

๑๒ พระมหำหรรษำ ธมฺมหำโส (นิธิบุณยำกร). พุทธสันติวิธี: กำรบูรณำกำรหลักกำรและเครื่องมือจัดกำร
ควำมขัดแยง้ . กรุงเทพฯ: เซ็นจูรี่ จำกัด, ๒๕๕๔. หน้ำ ๑๙๙-๒๐๓.

๗๗

จำกนั้นทรงถ่ำยทอดวิธีจัดกำรควำมขัดแย้งภำยอันเป็นแนวทำงปฏิบัติแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ผ่ำนธัมม
จักรกัปปวัตนสูตร และ อนัตตลักขณสูตร พุทธวิธีจัดกำรควำมขัดแย้งภำยในดังกล่ำว กระทำโดยกำร
ฝึกฝนจิตผ่ำนกระบวนกำรของกำร สมถกรรมฐำน และวปิ สั สนำกรรมฐำน เป็นรูปแบบกำรจดั กำร
ควำมขัดแย้งแบบคู่ขนำน ที่ถือได้ว่ำเป็นทั้งแนวคิดและเคร่ืองมือสำคัญท่ีพุทธบริษัทได้ใช้ในกำรใน
ปฏิบตั ิฝึกฝนพฒั นำตนเองใหเ้ กดิ ควำมสงบภำยในและควำมสงบภำยนอกที่เรยี กวำ่ สันติ

ในส่วนมิติของกำรจัดกำรควำมขัดแย้งในเชิงสังคมน้ัน พระพุทธองค์ในฐำนะผู้นำต้นแบบ
ของสังฆะ ทรงมบี ทบำทสำคญั ในกำรเจรจำไกลเ่ กลีย่ ควำมขัดแย้งในหลำยกรณี เชน่ กรณสี งครำมแย่ง
ชิงน้ำ กรณีสงครำมฆ่ำล้ำงเผ่ำพันธ์ุวงศ์ศำกยะ๑๓ เป็นต้น จะเห็นได้ว่ำ พุทธสันติวิธีน้ันนอกจำกจะใช้
ในกำรจัดกำรควำมขัดแย้งระหว่ำงคู่กรณีแล้ว ยังเข้ำไปแก้ไขสภำพภำยในจิตของคู่กรณีด้วย ซ่ึงถือ
เป็นกำรจัดกำรควำมขัดแย้งแบบยั่งยืน ขอยกตัวอย่ำงสงครำมน้ำของชำวศำกยะและชำวโกลิยะจำก
บทควำมออนไลนข์ องพระมหำ หรรษำ ธมมฺ หำโส,(นิธบิ ุณยำกร),รศ.ดร.๑๔ ไดว้ ิเครำะหไ์ ว้ดังน้ี

๑) กรณีสงครามแย่งชงิ นา้
ศำกยวงศ์ และโกลิยวงศ์ มคี วำมสัมพนั ธ์ทง้ั ในดำ้ นกำรเมอื ง เศรษฐกจิ และกำรปกครอง โดย
มีพระเจ้ำรำม และพระนำงปิยำเป็นผู้เช่ือมโยงวงศ์ทั้งสองเข้ำด้วยกัน นอกจำกน้ันพระรำชบุตร และ
พระรำชธิดำของชำวแควน้ ทั้งสองทำกำรอภิเษกสมรสซงึ่ กันและกัน กำรอภิเษกสมรสระหว่ำงกลุ่มชน
ทั้งสอง นอกจำกสะท้อนให้เหน็ ถงึ วิถีชีวิตและกำรดำรงอยรู่ ว่ มกนั แลว้ ยังสะทอ้ นให้เห็นถึงควำมแนบ
แนน่ ในเชิงเมอื ง เศรษฐกจิ และสังคมดว้ ย
จะเหน็ ว่ำ ผลจำกควำมสมั พันธใ์ นเชิงกำรเมืองกำรปกครองระหว่ำงแคว้นทำให้แคว้นท้ังสอง
ตกลงใจสร้ำงเขื่อนขึ้นมำเพื่อเก็บกักน้ำเอำไวใ้ ชเ้ พ่ือประโยชน์ในเชงิ เกษตรกรรม กำรตกลงใจในกำร
สร้ำงเขอ่ื นทำให้เรำไดม้ องเหน็ หนุ้ สว่ นทำงดำ้ นเศรษฐกจิ ที่คอ่ นขำ้ งชัดเจน นอกเหนือจำกหุน้ ส่วนทำง
วัฒนธรรม ประเพณี และกำรเมืองระหวำ่ งประเทศ
แม่น้ำที่ท้ังสองรัฐได้เลือกที่จะสร้ำงเขื่อนก็คือ “แม่น้ำโรหิณี” ซ่ึงแม่น้ำสำยน้ีมีต้นน้ำ อยู่ที่
ภูเขำหิมำลัย และไหลผ่ำนกลำงเมืองท้ังสอง ในขณะเดียวกัน แม่น้ำสำยนี้ก็ถือได้ว่ำเป็นเส้นแบ่งเขต
แดนระหว่ำงแคว้นท้ังสอง จะเห็นว่ำตลอดระยะเวลำท่ีผำ่ นมำนั้นแควน้ ท้ังสองมิไดม้ ีข้อพิพำทในเร่ือง
เขตแดน สำเหตทุ เ่ี ป็นเช่นนกี้ ็เพรำะวำ่ แมน่ ้ำได้กลำยเปน็ เสน้ แบ่ง อยำ่ งชดั เจน
กษัตริย์ท้ังสองแคว้นได้ช่วยกันสร้ำงเข่ือนก้ันน้ำขึ้นมำ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือที่จะ เก็บกัก
น้ำไปใช้ประโยชน์ในเชงิ เกษตรกรรม นอกจำกน้ันแล้ว ผู้วิจัยมองว่ำน่ำจะมีหวังผลในเชงิ กำรประมง
ด้วย ในขณะเดียวกัน เขื่อนดังกล่ำวได้ทำหน้ำที่ประดุจสะพำนในกำรเชื่อมจิตใจของประชำชนใน

๑๓ ดูรำยละเอยี ดเพมิ่ ใน พระมหำหรรษำ ธมมฺ หำโส (นธิ ิบณุ ยำกร). รูปแบบกำรจดั กำร
ควำมขัดแย้งโดยพุทธสนั ติวิธี: ศกึ ษำวิเครำะห์กรณีลมุ่ น้ำแม่ตำชำ้ ง จ.เชยี งใหม่. วทิ ยำนพิ นธพ์ ทุ ธ
ศำสตรดุษฎีบณั ฑติ บัณฑิตวิทยำลัย. กรุงเทพฯ: มหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลยั , ๒๕๔๘. หนำ้ ๑๕๑-
๑๖๗.

๑๔ พระมหำหรรษำ ธมฺมหำโส (นิธิบุณยำกร) สงครำมนำ้ : กรณีศึกษำ: กำรแยง่ ชิงทรพั ยำกร ‘นำ้ ’ของ
ชำวศำกยะ&ชำวโกลยิ ะ”สมยั พทุ ธกำล. ออนไลน์. (https://www.winnews.tv/news/19444). ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.

๗๘

ดินแดนท้ังสองแคว้นให้เป็นหนึ่งเดียว เป็นกำรดำรงอยู่อย่ำงมีเอกภำพท้ังในแง่ภูมิศำสตร์ เศรษฐกิจ
กำรเมอื ง สงั คม และควำมเป็นชำติพนั ธ์เุ ดียวกันดว้ ย

ตลอดเวลำที่ผ่ำนมำนั้น รำชวงศ์และชำวเมืองท้ังสองแคว้นมีควำมปรองดองกัน ได้รับ
ประโยชน์จำกทรัพยำกรทำงธรรมชำติร่วมกัน ซึ่งมีแนวคิดในกำรดำเนินนโยบำยแบบ “หนึ่งกลุ่ม
เศรษฐกิจสองประเทศ” ท่ีต่ำงฝ่ำยก็ได้รับประโยชน์จำกกำรดำเนินนโยบำยในลักษณะดังกล่ำว ไม่ว่ำ
จะเป็นกำรใช้สอยทรัพยำกรธรรมชำติร่วมกัน และยังน่ำจะรวมไปถึงกำรแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
ควำมรู้ ระหว่ำงรัฐต่อรัฐ โดยมิได้มีควำมขัดแย้ง หรือมีข้อพิพำทเพื่อแย่งสิทธิของ กำรเป็นเจ้ำของ
ทรัพยำกรทำงธรรมชำตใิ นด้ำนใดด้ำนหนึง่ แตป่ ระกำรใด

อย่ำงไรก็ตำม ร่องรอยของควำมเส่ือมถอยเก่ียวกับกำรเมืองและควำมสัมพันธ์ระหว่ำง
ประเทศเร่ิมปรำกฏชัดขึ้น เมื่อภัยแล้งซึ่งเกิดขึ้นในช่วงก่อนฤดูกำลเก็บเก่ียว แม่น้ำโรหิณีซึ่งเคยอุดม
สมบูรณ์ สถำนกำรณ์น้ำลดเร่ิมปรำกฏข้ึน จึงทำให้ชำวเมืองทั้งสองเกิดควำมวิตกว่ำน้ำที่มีอยู่อำจจะ
ไม่เพียงพอเพรำะข้ำวกล้ำเร่ิมเห่ียวเฉำลง ด้วยเหตุนี้ ชำวเมืองท้ังสองเร่ิมต้ังโจทย์ว่ำ น้ำท่ีเหลือใน
แม่น้ำโรหิณีจะเพียงพอแก่ข้ำวกล้ำในแคว้นทั้งสองได้อย่ำงไร ชำวโกลิยะท่ำนหนง่ึ ได้นำเสนอทำงออก
ว่ำ “ถึงอย่ำงไร น้ำท่ีปิดก้ันเอำไว้นี้ ถ้ำปล่อยเข้ำนำทั้งสองฝ่ำย ก็ไม่พอเพียงแก่ต้นข้ำวของพวกเรำ
และพวกท่ำน ก็ข้ำวกล้ำของพวกเรำจักสำเร็จเพรำะน้ำครำวเดียวเท่ำนัน้ พวกท่ำนจงให้น้ำน้ีแก่พวก
เรำเถดิ ”

จำกข้อควำมในลักษณะดังกล่ำว ทำให้กลุ่มชำวศำกยะต้องกำรน้ำเช่นเดียวกัน มีควำม
หวำดระแวงสงสัยต่อข้อเสนอของชำวโกลิยะที่ต้องกำรอ้ำงสิทธิในกำรครอบครองน้ำเพียงฝ่ำยเดียว
ด้วยเหตุท่ีชำวนำของแคว้นศำกยะมีตัณหำ มำนะ และทิฐิเป็นเจ้ำเรือนเช่นเดียวกัน จึงได้ประกำศ
ขน้ึ มำในท่ำมกลำงท่ปี ระชุมวำ่ “เมื่อพวกท่ำนทำฉำงให้เต็มแลว้ พวกขำ้ พเจำ้ จักไม่อำจถือเอำทองท่ีมี
สีสุก แก้วสีเขียว แก้วสีดำ และกหำปณะ แล้วมีกระเช้ำและกระสอบเป็นต้นในมือ เที่ยวไปท่ีประตู
เรือนของพวกท่ำน” ซ่ึงคำกล่ำวในลักษณะนี้แสดงให้ถึงท่ำทีท่ีรับไม่ได้กับข้อเสนอดังกล่ำว เพรำะ
หำกทำเช่นนี้แล้ว ชำวศำกยะก็จะเป็นประดุจ “คนไร้ศักด์ิศรี” เพรำะประวัติศำสตร์ทำงชำติพันธุ์
ของชำวศำกยะมีนัยท่ีเป็นตัวขัดขวำงกำรกระทำในลักษณะดังกล่ำว ด้วยเหตุนี้ ชำวศำกยะจึงไม่
ยินยอมตำมข้อเสนอเบ้ืองต้นที่ชำวโกลิยะได้เสนอ ฉะนั้น กำรเจรจำ ตกลงในเบ้ืองต้นจึงประสบ
ควำมลม้ เหลวอย่ำงสน้ิ เชงิ

อย่ำงไรก็ตำม เพ่ือเป็นกำรตอกย้ำหลักกำรและเหตุผลให้มีน้ำหนักมำกย่ิงขึ้น ชำวศำกยะจึง
ได้ยกเหตุผลเชิงประจักษ์ย้อนกลับไปถำมชำวโกลิยะเชน่ เดียวกันว่ำ “ข้ำวกล้ำของข้ำพเจ้ำก็จักสำเร็จ
ด้วยน้ำครำวเดียวเหมือนกัน พวกท่ำนจึงควรให้น้ำแก่พวกข้ำพเจำ้ เถิด” กำรกล่ำวในลักษณะนี้ เม่ือ
วเิ ครำะหแ์ ล้วพบวำ่ ในควำมเป็นจรงิ แลว้ พวกชำวศำกยะกน็ ่ำจะรดู้ ีอยแู่ ลว้ วำ่ เปน็ ไปไมไ่ ด้ท่ีชำวโกลิยะ
จะยอมรับโดยดุษณีภำพ สำเหตุท่ีเป็นเช่นน้ีก็เพรำะว่ำ เงื่อนไขน้ีได้รับกำรนำเสนอโดยชำวโกลิยะเป็น
เบอ้ื งแรก ฉะนน้ั คำตอบที่ไดร้ บั ย่อมมีนัยท่ีสอดรับกนั ท้งั สองฝำ่ ย นนั่ ก็คือ “พวกเรำจกั ไม่ให”้

คำว่ำ “พวกเรำจักไม่ให้” ช้ีว่ำ กำรเจรจำต่อรองในรูปแบบ “ทวิภำคี” พบกับทำงตันจนไม่
สำมำรถหำทำงออกร่วมกันได้ ประเด็นที่น่ำวิเครำะห์อย่ำงย่ิงคือว่ำ เพรำะเหตุไร กำรเจรจำต่อรอง
ในลักษณะดังกลำ่ ว ประสบควำมล้มเหลว เมือ่ วิเครำะหจ์ ำกทฤษฎีกำรเจรจำต่อรอง (Negotiation)
ทำให้เรำพบควำมจริงอยู่ประกำรหนึ่งว่ำ กำรเจรจำใดท่ีมุ่งผลประโยชน์ เป้ำหมำยหรือควำมต้องกำร

๗๙

ของตนแตเ่ พียงฝ่ำยเดียว โดยท่ีคนอน่ื กำลังเสียเปรียบนั้น กำรเจรจำน้นั จะประสบควำมล้มเหลว ดงั
จะเหน็ ไดจ้ ำกแผนภมู ิ

ในกรณีกำรเจรจำต่อรองของชำวโกลิยะและศำกยะก็เช่นเดียวกัน เมื่อต่ำงฝ่ำยต่ำงก็มุ่งไปที่
จุดยืน (Position) ของตนเองแต่เพียงฝ่ำยเดียวโดยมิได้สนใจฝ่ำยตรงข้ำม จึงทำให้กำรเจรจำเร่ือง
“น้ำ” ล้มเหลวลง อย่ำงไรก็ตำม เม่ือผลกำรเจรจำออกมำในเชิงลบ แทนที่ทั้งสองฝ่ำยจะแยกจำกกนั
เพอ่ื ไปรว่ มประชมุ ในกลมุ่ ของตนเองเพ่อื ยกร่ำงแผนแม่บท (Road Map) กำรจดั สรรทรัพยำกรนำ้ อัน
จะนำไปสู่กำรร่วมประชุมในเชิงทวิภำคีเพ่ือหำทำงออกอีกครั้ง โดยกำรเห็นชอบของผู้ปกครองใน
ระดับสูงต่อไป แต่สถำนกำรณ์ควำมรุนแรงได้ปะทุขึ้นมำแทนท่ี เมื่อคู่เจรจำท้ังสองฝ่ำยไม่สำมำรถ
“แยกอำรมณ์ออกจำกคน แยกคนออกจำกปัญหำ และแยกปัญหำออกจำกกำรแก้ไข” โดยใช้
“อำรมณ์” ส่วนตัวมำเป็นฐำนในกำรเจรจำ แทนที่จะใช้ “เหตุผล” มำเป็นฐำน เม่ือไม่สำมำรถ
ควบคุมเอำไว้ได้ จึงทำให้ “กรรมกรคนหนึ่ง ลุกข้ึนไปตบตีกรรมกรอีกคนหนึ่ง แม้กรรมกรท่ีถูกทุบตี
น้นั กไ็ ปตคี นอนื่ ๆ ต่อไปอกี ” จำกเหตกุ ำรณ์ดงั กล่ำวนี้ ทำใหค้ วำมขัดแย้งได้ขยำยตวั ไปอย่ำงรวดเร็ว
จนไม่สำมำรถทจ่ี ะมีขอ้ สรุปในกำรประชุมรว่ มกันระหวำ่ งทำสและกรรมกรของแคว้นทงั้ สองได้

เม่ือกล่ำวโดยสรุปแล้ว ควำมขัดแย้งระหว่ำงแควน้ ศำกยะ และโกลิยะน้ัน เป็นควำมขัดแย้ง
ท่ีว่ำด้วย “กำรแย่งชิงทรัพยำกรน้ำ” ซึ่งต่ำงฝ่ำยต่ำงก็ต้องกำรน้ำเช่นเดียวกัน ประเด็นท่ีน่ำสนใจก็
คือว่ำ เมื่อควำมต้องกำรของแต่ละบุคคลมีมำกกว่ำ แต่ทรัพยำกรมีจำกัด จึงมีควำมจำเป็นท่ีฝ่ำยใด
ฝ่ำยหน่ึงจะต้องเสียสละ หำกไม่สำมำรถสนองตอบต่อควำมต้องกำรของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลได้
อย่ำงเพียงพอแลว้ เมือ่ นัน้ “ปรำกฏกำรณ์ควำมขดั แย้ง” อนั จะนำไปสู่ขอ้ พิพำท และควำมแตกแยกก็
จะบังเกิดข้ึน กรณีควำมขัดแย้งอันเนื่องมำจำกน้ำของประชำชนในแคว้นทั้งสองก็มีลักษณะ
เช่นเดียวกัน

๒) กรณีสงครามฆา่ ล้างเผ่าพนั ธุว์ งศ์ศากยะ
เจ้ำศำกยะเป็นผู้ทมี่ ีมำนะมำกทำงด้ำนกำรถือตัวในวงศ์ศำกยะ คดิ วำ่ วงศข์ องตนดกี ว่ำบริสุทธิ์
กว่ำคนอ่ืน และไม่อยำกให้สำยเลือดอ่ืนๆ มำปะปนกับตระกูลของตน จึงเป็นต้นเหตขุ องปัญหำเพรำะ
ได้หลอกลวงพระเจ้ำปเสนทิโกศลท่ีมำสู่ขอเจ้ำหญิงของศำกยะ เพื่อต้องกำรเป็นพระญำติกับทำง
ศำกยะ แต่ทำงเจ้ำศำกยะได้ส่งบุตรีของนำงทำสีไปเป็นมเหสีของเจ้ำปเสนทิโกศล ต่อมำพระเจ้ำวิฑูฑ
ภะซ่ึงเป็นโอรสในพระเจ้ำปเสนทิโกศลได้ทรำบควำมจริงว่ำตนเองนั้นมิได้มีกำเนิดจำกวรรณะกษัตรยิ ์
อย่ำงที่ตนเข้ำใจ ส่งผลให้เกิดควำมโกรธแค้น ควำมพยำบำทจะฆ่ำล้ำงวงศ์ศำกยะเกิดข้ึน ซ่ึง
พระพุทธเจ้ำทรงใช้กุสโลบำยเพื่อมิให้พระ เจ้ำวิฑูฑภะไปฆ่ำศำกยวงส์ และชี้ให้เห็นว่ำเงำของพระ
ญำติเปน็ ของเยน็ เพอื่ เปลี่ยนพระทยั ของเจำ้ ชำยวิฑูฑภะ แตไ่ มเ่ กดิ ผลประกำรใดๆ
ดังท่ีพระพทุ ธเจำ้ ไดก้ ลำ่ วข้อควำมสำคัญในกรณที ่ีเจำ้ ศำกยะถูกฆ่ำล้ำงเผ่ำพนั ธว์ุ ่ำ “คนใดหย่ิง
เพรำะชำติ หย่ิงเพรำะทรัพย์ และหยิ่งเพรำะโคตร ย่อมดูหม่ินญำติของตน นั้นเป็นทำงของคนเส่ือม”
จดุ ปัญหำหลกั จงึ ควรเป็นเรอื่ งกิเลสที่อยูใ่ นใจของเจ้ำศำกยะ คือ มำนะ เพรำะมำนะคอื ควำมถือตน วำ่
เลศิ ว่ำดีกวำ่ คนอนื่ ถือตวั ด้วยสติปัญญำ ทรัพย์ ทำใหด้ หู ม่ินญำตขิ องตนว่ำต่ำกว่ำเทียบตนไมไ่ ด้
สภำพปัญหำ เจ้ำศำกยะมีมำนะมำกทำงด้ำนวงศ์ศำกยะ มีควำมถือตัวว่ำวงศ์ศำกยะของตน
เป็นผูม้ ี

๘๐

สำยเลือดบริสุทธิ์ ไม่อยำกร่วมวงศ์กับคนอื่น จึงได้ทำวิธีกำรที่เป็นกำรหลอกหลวงอีกฝ่ำย จนสุดท้ำย
เกดิ ปญั หำสงครำมเกิดข้นึ ๑๕

๒. พุทธสนั ตวิ ิธใี นฐานะเป็นเครื่องมือในการดาเนินชวี ิต
หลักกำรสำคัญของพระพุทธศำสนำ คือ กำรดำเนินชีวิตโดยไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น
จะเห็นได้จำกโอวำท ๓ คือ กำรไม่ทำบำปทั้งปวง กำรทำกุศลให้ถึงพร้อม กำรทำจิตของตนให้ผ่อง
แผ้ว นี้คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ำท้ังหลำย๑๖ หลักกำร ๓ ข้อที่พระพุทธองค์ทรงประทำนให้แก่
สำวกเพ่ือใช้เป็นหลักกำรในกำรเผยแผ่พุทธสันติวิธีเพ่ือให้สังคมเกิดสันติภำพ ซึ่งกระทำผ่ำนศีลและ
วนิ ัย สำหรับบรรพชิตและผู้ครองเรือนและธรรมสำหรับผคู้ รองเรอื น อันเปน็ เครอ่ื งมอื สำคัญในกำรอยู่
ร่วมกันอย่ำงปกติสุขของมนุษย์ หลักกำรเร่ืองศีลถือว่ำเป็นเครื่องมือหรือหลักจริยธรรมสำคัญมำกใน
กำรอยู่ร่วมกันของสังคมและถือว่ำเป็นข้อปฏิบัติท่ีมีประโยชน์ต่อสังคม พระพุทธเจ้ำทรงเล็งเห็นว่ำ
โลกจะสงบสุขก็ต่อเม่ือปัจเจกชนแต่ละคนเคำรพในสทิ ธิของกันและกัน และทรงเห็นว่ำศีล ๕ ซ่ึงเป็น
ข้อปฏิบัติเก่ำแก่ของโลกมีประโยชน์ต่อสังคมมนุษย์ หลักกำรสำคัญที่พระพุทธเจ้ำทรงบัญญัติศีล ๕
เพรำะทรงเล็งเห็นว่ำ สัตว์ทุกจำพวกรักชีวิตตน ไม่ปรำรถนำท่ีจะให้ใครอ่ืนมำทำลำยชีวิตของตน
ปัจเจกชนรักชีวิตของตนเองจึงไม่ควรทำลำยชีวิตคนอ่ืน เมื่อคนมีเมตตำต่อกันควำมสงบสุขก็เกิดข้ึน
จงึ สอนให้พุทธบรษิ ัท รกั ษำศีล เพ่ือประโยชนแ์ ก่คนรักษำและเพื่อควำมสงบของสงั คมดว้ ย นอกจำกน้ี
แลว้ หลกั ธรรมอนื่ ๆ เชน่ ทฏิ ฐธัมมกิ ฏั ฐประโยชน์ ๔ ทิศ ๖ สังคหวัตถุ ๔ ประกำร และพรหมวหิ ำร ๔
เป็นต้น ก็ถือว่ำเป็นหลักธรรมสำคัญที่มนุษย์สำมำรถนำไปใช้ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับเพ่ือพัฒนำตนเอง
และใชเ้ ป็นคมู่ ือในกำรอยูร่ ่วมกันในสังคมได้อย่ำงมีควำมสงบ นนั่ คือ พทุ ธสนั ติวิธีเป็นเครื่องมือที่ทำให้
เกิดสันตสิ ขุ ไดท้ ้งั ภำยใน และภำยนอก
๓. พุทธสนั ติวิธีในฐานะเป็นเครื่องมือในการเรียกรอ้ งความต้องการ
พุทธสันติวิธีในข้อน้ีมีควำมมุ่งหมำยอย่ำงไรน้ันควรศึกษำควำมหมำยของคำและจุดมุ่งหมำย
ของกำรนำไปใช้อย่ำงแท้จริงในทำงพระพุทธศำสนำ คำว่ำ “กำรเรียกร้อง” ในบริบทน้ี หมำยถึง กำร
คว่ำบำตร๑๗ ซึง่ เป็นกำรลงโทษท่สี งฆท์ ำแก่คฤหสั ถผ์ ปู้ ระพฤตชิ ั่วรำ้ ย โดยกำรไมค่ บหำ ไมร่ ับบิณฑบำต
ไม่รับนิมนต์ และไม่รับไทยธรรมของคฤหัสถ์นั้น จนกว่ำเขำจะรู้สึกถึงโทษที่ตัวเองได้กระทำแล้วหัน
กลับมำประพฤติตัวดี วิธีกำรน้ี พระสงฆ์ได้กระทำคร้ังแรกต่อวัฑฒลิจฉวี แคว้น วัชชี พุทธวิธีน้ีมีข้ึน
โดยมุ่งถึงควำมผำสุกของหมู่สงฆ์และสังคมโดยรวม ซ่ึงแตกต่ำงจำกเป้ำหมำยของกำรประกำศคว่ำ
บำตรตำมแนวคิดของตะวันตกท่ีอำจนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน ดังน้ัน คำว่ำกำรคว่ำบำตรหรือ
กำรเรียกร้องในทำงพระพุทธศำสนำเป็นแนวปฏิบัติตำมพระวินัยแห่งสงฆ์จึงมิได้มุ่งผลประโยชน์ส่วน
ตน หรือเพ่อื ประโยชน์แกก่ ลุ่มคน แตเ่ ปน็ กำรดำเนนิ ตำมวัตถปุ ระสงฆ์ที่ทรงบัญญัติพระวินัยคือควำม
ผำสุกแห่งสงฆน์ นั่ เองจึงมคี วำมต่ำงจำกแนวคิดกำรเรยี กร้องในสังคมปัจจุบัน จึงขอนำเรื่องรำวอันเป็น
สำเหตุของกำรคว่ำบำตรในทำงพระพุทธศำสนำทป่ี รำกฏในพระไตรปฎิ ก ดงั น้ี

๑๕ ทนำดำ วิจกั ขณะ,และคณะ. แนวทำงกำรจดั กำรควำมขดั แย้งท่เี กดิ จำกมำนะในพุทธศำสนำเถรวำท.
วำรสำรสนั ติศกึ ษำปริทรรศน์ มจร. ปีท่ี ๕ .ฉบับพิเศษ. หนำ้ ๑๒๐-๑๒๑.

๑๖ ขุ.ขุ. (ไทย).๒๕ /๑๘๓/๙๐.
๑๗ พระมหำหรรษำ ธมมฺ หำโส (นิธบิ ณุ ยำกร). พทุ ธสันตวิ ิธ:ี กำรบรู ณำกำรหลกั กำรและเครอ่ื งมือจดั กำร
ควำมขดั แย้ง. กรุงเทพฯ: เซ็นจรู ่ี จำกัด, ๒๕๕๔. หน้ำ ๒๐๒-๒๐๓.

๘๑

เจำ้ วฑั ฒลจิ ฉวี๑๘ เป็นเพ่ือนกบั พระเมตติยะและพระภุมมชกะ วนั หนึง่ เจำ้ วัฑฒลิจฉวไี ดไ้ ปหำ
หำพระทัง้ สอง ครน้ั นมสั กำรถึง ๓ คร้ัง พระท้งั สองก็ไม่ยอมพูดคยุ ดว้ ย เจ้ำวฑั ฒลิจฉวจี งึ ถำมว่ำตนเอง
ผิดอะไรจึงไม่ยอมพูดด้วย พระท้ังสองได้กล่ำวว่ำ ท่ำนท้ังสองได้ถูกพระทัพพมัลลบุตรเบียดเบียน แต่
ท่ำนกลับไม่ช่วยอะไรเลย เจ้ำวัฑฒลิจฉวีจึงถำมว่ำจะให้ช่วยอะไร ท่ำนท้ังสองได้บอกว่ำต้องกำรให้
พระทัพพมัลลบุตรสึก จำกนั้นได้แนะนำให้เจ้ำวัฑฒลิจฉวีไปกรำบทูลพระพุทธเจ้ำว่ำ ภรรยำถูกพระ
ทัพพมลั ลบตุ รทำมิดมี ริ ้ำย

เจ้ำวัฑฒลิจฉวีได้ไปกรำบทูลพระพุทธองค์ตำมท่ีท่ำนทั้งสองแนะนำ พระพุทธองค์รับส่ังให้
ประชมุ สงฆ์และทรงสอบถำมพระทัพพมัลลบุตรวำ่ ได้ทำตำมที่เจำ้ วฑั ฒลิจฉวีกลำ่ วหำหรอื ไม่

พระทพั พมลั ลบตุ รได้กรำบทลู พระพุทธองคว์ ำ่ "พระองคผ์ ู้เจรญิ ตั้งแต่เกิดมำ ขำ้ พระพุทธเจ้ำ
ไม่รู้จักกำรเสพเมถุนธรรมแมใ้ นควำมฝนั ไมจ่ ำตอ้ งกลำ่ วถึงเมื่อตอนต่ืนอยู่"

จำกนั้น พระพุทธองค์ทรงรับส่ังกับภิกษุทั้งหลำยว่ำ "ถ้ำเช่นนั้น สงฆ์จงคว่ำบำตรเจ้ำวัฑฒลจิ
ฉวี คือ ห้ำมสมโภคกับสงฆ์" และทรงแสดงถึงเหตุแห่งกำรคว่ำบำตรวำ่ มี ๘ ประกำร ไดแ้ ก่

๑) ขวนขวำยเพ่อื ไมใ่ ชล่ ำภของภกิ ษทุ ้ังหลำย
๒) ขวนขวำยเพอ่ื ไมใ่ ช่ประโยชนข์ องภกิ ษทุ งั้ หลำย
๓) ขวนขวำยเพ่ือควำมอยไู่ มไ่ ดแ้ หง่ ภกิ ษุทั้งหลำย
๔) ดำ่ บริภำษภิกษุทั้งหลำย
๕) ยุยงภกิ ษุท้ังหลำยใหแ้ ตกกัน
๖) กลำ่ วตเิ ตียนพระพทุ ธเจ้ำ
๗) กลำ่ วตเิ ตยี นพระธรรม
๘) กล่ำวติเตียนพระสงฆ์

ฆรำวำสผ้ใู ดมีพฤติกรรมดังกลำ่ ว พระสงฆจ์ ะประชมุ กนั แล้วประกำศไม่ใหภ้ ิกษุทงั้ หลำยคบค้ำ
สมำคมด้วย กำรคว่ำบำตรในทำงพระวินัยไม่ได้หมำยถึงกำรคว่ำบำตรลง แต่หมำยถึงกำรไม่รับ
บิณฑบำต ไม่รบั นมิ นต์ ไม่รับเครอื่ งใช้ อำหำรหวำนคำวทีบ่ ุคคลผนู้ ้นั นำมำถวำย แตห่ ำกตอ่ มำคนผู้น้ัน
สำนึกรู้สึกตน กลับมำประพฤติดี คณะสงฆ์ก็จะประกำศเลิก "คว่ำบำตร" ยอมให้ภิกษุท้ังหลำยคบค้ำ
สมำคมรบั บิณฑบำต รับนมิ นต์ รบั เครื่องถวำยไทยธรรมได้ เรียกวำ่ "หงำยบำตร" เป็นสำนวนคู่กัน

ดังนั้นกำรคว่ำและหงำยบำตรจึงถือเป็นกำรลงโทษทำงจำรีตแบบหน่ึง ที่พระสงฆ์ได้นิยมถือ
ปฏิบัติสืบมำต้ังแต่สมัยพุทธกำล เพ่ือประโยชน์ในกำรตักเตือนและควำมอยู่โดยปกติสุขระหว่ำง
พระสงฆ์และพุทธศำสนิกชน

๑๘ วิ.จ.ู (ไทย). ๗/๒๖๕/๔๔-๔๗.

๘๒

๔.๔ ความสาคัญสนั ติวธิ ีในทางพระพทุ ธศาสนา
เม่ือควำมขัดแย้งในสังคมเกิดข้ึนนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และรปู แบบเครื่องมือท่ีใชใ้ นกำร

จดั กำรปญั หำก็มีมำกมำยหลำกหลำยแนวคิดและชดุ เครื่องมอื ในกำรจัดกำร แตก่ ็ทำใหช้ วนคดิ ว่ำมันมี
ชุดเครอ่ื งมือทส่ี มบูรณ์หรือทเี่ พ่ือทีจ่ ะไขข้อสงสยั ว่ำทำไมจึงตอ้ งใช้สันตวิ ิธีเป็นเคร่ืองมอื ในกำรจัดกำร
ควำมขัดแย้ง จึงขอนำทัศนะของพระมหำหรรษำ ธมฺมหำโส (นิธิบุณยำกร) ที่ได้ศึกษำวิจัยเหตุปัจจัย
ควำมจำเปน็ ทตี่ อ้ งใช้สันตวิ ิธีไว้อยำ่ งรอบด้ำนมอี ย่ำงนอ้ ย ๗ ประกำร๑๙ ดังน้ี

๑) สันติวิธีเป็นวิธีที่ถูกต้องตำมหลักศีลธรรม วิธีกำรน้ีเป็นคู่มือ และเคร่ืองมือสำคัญในกำร
พัฒนำควำมเป็นมนุษย์ เป็นส่วนหน่ึงของกำรพัฒนำจิตใจมนุษย์ แก้ปัญหำแบบมนุษย์ด้วยตัวมนุษย์
เอง แต่ปัญหำที่เกิดขึ้นก็คือ กำรท่ีคนเข้ำใจศีลธรรมต่ำงกันหลำยรูปแบบ ทำให้เกิดกำรตีควำมเพื่อ
สนองตอบตัวเอง อย่ำงไรก็ตำม เม่ือมองคำว่ำ “ศีลธรรม” ในมิติของศำสนำก็ย่อมเป็นกำรง่ำยที่จะ
แสวงหำ “จุดร่วม” ทคี่ ล้ำยคลงึ กนั ได้

๒) กำรจัดกำรควำมขัดแย้งแบบสันติวิธี นอกจำกเป็นวิธีกำรที่สอดคล้องกับมนุษยชำติแล้ว
ยงั เป็นวิธีกำรทีส่ รำ้ งพนื้ ฐำนของควำมเขำ้ ใจซ่งึ กนั และกนั ระหว่ำงประชำชนในกลุ่มต่ำง ๆ เพรำะควำม
เข้ำใจ เห็นใจกันเป็นวธิ กี ำรป้องกนั และตอ่ สกู้ ับภัยในด้ำนตำ่ ง ๆ ที่อำจจะมำสปู่ ระเทศชำตดิ ว้ ย

๓) สันติวิธีเป็นวิธีเดียวที่สนับสนุนประชำธิปไตย โดยเฉพำะประชำธิปไตยแบบมีส่วนร่วม
(Participatory Democracy) ดังท่ีนักคิดบำงท่ำนได้นำเสนอว่ำ ประชำธิปไตยเป็นวิธีส่งเสริมกำรมี
ส่วนร่วมของบุคคลกลุ่มต่ำง ๆ เพ่ือหำแนวทำงแก้ไขควำมขัดแย้งแทนกำรใช้ควำม รุนแรง
กระบวนกำรประชำธิปไตยนำมำสู่กำรส่งเสริมสันติวิธีในชำติ และระหว่ำงชำติได้ ประชำธิปไตยเปิด
โอกำสให้เกิดกำรมีส่วนร่วมอย่ำงมีประสิทธิผล มีกำรลงคะแนนเสียงโดยเท่ำเทียมกัน มีกำรสร้ำง
ควำมเข้ำใจร่วมกัน มีกำรควบคุมทำงนโยบำย ประชำธิปไตยนำมำสู่ กำรหลีกเล่ียงทรรำชย์ กำรมี
สิทธิเสรีภำพ มีกำรแสดงควำมคิดเห็นของตนเอง มีควำมอิสระทำงควำมคิด มีกำรพัฒนำทรัพยำกร
มนุษย์ ปกป้องควำมสนใจส่วนบุคคล มีควำมเท่ำเทียมกันทำงกำรเมือง และประชำธิปไตยนำมำสู่
กำรแสวงหำเสรภี ำพ และควำมเจริญ

ฉะน้ัน ทั้ง “สันติวิธี” และ”ประชำธิปไตย” จึงมีควำมสัมพันธ์ และเก้ือหนุนกัน ถ้ำพัฒนำ
ประชำธิปไตยได้มำก โอกำสที่สันติวิธีสัมฤทธิ์ได้มำก และมีโอกำสประสบควำมสำเร็จ เม่ือสันติวิธี
ทำงำนได้สำเร็จ ประชำธิปไตยต้องได้รับกำรเกื้อหนุน หรือสร้ำงสรรค์ โดยเฉพำะอย่ำงยิ่ง “มิติของ
ควำมเท่ำเทียม” หรือ “ควำมเสมอภำค” เพรำะหำกคุณสมบัติเช่นน้ีเกิดข้ึนในสังคมได้ คนในสังคม
สำมำรถยอมรบั “ควำมแตกต่ำง” ในมติ ิต่ำง ๆ ได้ เชน่ ควำมคิดเห็น ชำติพันธ์ุ ศำสนำ ภำษำ เปน็ ต้น
ซง่ึ หลักกำรเหล่ำนล้ี ว้ นเป็นสิ่งทีเ่ กอื้ หนุน “สันตวิ ธิ ี” ทัง้ ส้ิน

๔) สันติวิธีเป็นวิธีสนับสนุนกระบวนกำรสร้ำงกำรมีส่วนร่วมของประชำชนในทุกๆ กลุ่ม
ฉะน้ัน กำรท่ีทำให้สังคมเกิดสันติสุขได้นั้น จำเป็นต้องดึงทุกคนในสังคมที่มีส่วนเก่ียวข้องเข้ำมำหำ
ทำงออกร่วมกัน (Inclusive Society) ไม่ใช่ผลักผู้มีส่วนได้ส่วนเสียออกไป (Exclusive Society )
ดงั ที่ประเวศ วะสกี ล่ำวว่ำ ควรทำใหส้ ังคมนี้ใหเ้ ป็น “สงั คมำนุภำพ” ซง่ึ สังคมำนภุ ำพนน้ั เกดิ ขึ้นมำได้
จำกหลำยสำเหตุ บำงคร้ังเริ่มต้นข้ึนมำจำก กำรพยำยำมหำทำงแก้ปัญหำร่วมกันในสิ่งท่ีนำมำซ่ึง

๑๙ ทำไมจึงต้องใชส้ นั ตวิ ธิ ี ดรู ำยละเอยี ดเพิ่มเตมิ ในพระมหำหรรษำ ธมมฺ หำโส (นธิ บิ ุณยำกร). พุทธสนั ตวิ ธิ ี:
กำรบรู ณำกำรหลกั กำรและเครอ่ื งมือจัดกำรควำมขดั แย้ง. กรุงเทพฯ: เซ็นจรู ี่ จำกดั , ๒๕๕๔. หน้ำ ๒๐๓-๒๐๖.

๘๓

ควำมทุกข์ อำจเริ่มจำกควำมทุกข์ของปัจเจกชน และพัฒนำไปสู่กำรร่วมกันกับคนท่ีมีควำมทุกข์อย่ำง
เดียวกัน และพยำยำมค้นหำทำงออกพร้อม ๆกัน โดยกำรร่วมคิด ร่วมริเริ่ม ร่วมวำงแผนดำเนินกำร
ร่วมรบั ผดิ ชอบ รว่ มรบั ผลประโยชน์ และรว่ มตรวจสอบน้อยท่ีสุด ซึ่งกำรร่วมทุกขน์ ้ีในทำงพุทธศำสนำ
ถือว่ำจะทำให้ควำมรู้สึกทุกข์นั้นน้อยลง และที่สำคัญ กำรร่วมทุกข์ทำให้ได้มีกำรปรับทุกข์ ได้รับกำร
ปรึกษำหำรือกนั จำกหนกั กลำยเปน็ เบำ

๕) สันติวิธีเป็นวิธีเดียวที่สนับสนุนกำรคิด และกำรปฏิบัติกำรในกำรจัดกำรควำมขัดแย้งโดย
ไม่ใช้ควำมรุนแรงในทุกรูปแบบ ทั้งทำงร่ำงกำย ทำงเพศ ทำงจิตใจ ทำงเศรษฐกิจและสังคม[๗]
โดยเฉพำะอย่ำงย่ิง กำรไม่ใช้ควำมรุนแรงดังกล่ำวนั้น ประกอบไปด้วย “ควำมเป็นธรรม” ทั้งในแง่
ของควำมยุติธรรม ควำมเที่ยงธรรม กำรยกย่องและให้เกียรติมนุษย์ในสถำนะของเพ่ือนร่วมโลกคน
หนงึ่ ท่รี กั สขุ และเกลยี ดกลวั ควำมทกุ ข์เช่นเดยี วกัน

๖) สันติวิธีเป็นวิธีกำรที่น่ำจะมีกำรสูญเสียน้อยที่สุด ท้ังระยะส้ันระยะยำว ท้ังรูปธรรมและ
นำมธรรม ผดิ กับกำรใช้ควำมรุนแรง ซ่งึ ทกุ ฝำ่ ยอำ้ งว่ำเปน็ วธิ ีกำรสุดท้ำย ซง่ึ บำงกรณีสำมำรถบรรลุผล
ในระยะส้ันเป็นรูปธรรมชัดเจน แต่หำกควำมขัดแย้งดำรงอยู่เพียงแต่ถูกกดไว้ โอกำสที่จะทำให้เกิด
ควำมรุนแรงในระยะยำวย่อมมีอยู่ ส่วนในทำงนำมธรรม เช่น ควำมเข้ำใจอันดีควำมสำมัคคีปรองดอง
น้นั ย่อมเกดิ ขึน้ ได้ยำกด้วยวิถคี วำมรนุ แรง

๗) ในขณะที่สังคมมีควำมสลับซับซ้อน (Chaos) เมื่อเกิดควำมขัดแย้งขึ้นมำมักจะมีแนวโน้ม
ไปสู่ควำมรุนแรงได้ง่ำย สันตวิ ธิ ีจะเข้ำมำมบี ทบำท และทำหน้ำที่ในกำรประสำนร่องรอยควำมขัดแย้ง
เหล่ำน้ัน เพื่อให้สังคมไทยได้ปรับกระบวนทัศน์ (Paradigm shift) จำกวิธีเดิมที่ใช้อำนำจเข้ำไป
แกไ้ ขปญั หำแบบสงั คมโบรำณซ่งึ ใช้ไม่ได้แล้วในสงั คมปจั จุบนั ไปสู่กระบวนกำรทำงสงั คมที่เน้นกำรเข้ำ
มำมีส่วนร่วมกันคิด ร่วมกันทำ เรียกว่ำ “วิธีกำรอำรยะ” (Civilize) หรือ “ควำมเป็นอำรยะ”
(Civility) กล่ำวคือ เปน็ กำรพฒั นำจำกสงั คมเดิมไปสู่แนวทำงสนั ตวิ ิธี

กล่ำวโดยสรุปแล้ว “สันติวิธี” นอกจำกเป็นวิธีที่เต็มไปด้วยควำมเป็นธรรมแล้ว ยัง
เป็นคมู่ ือ และเครือ่ งมือสำคัญในกำรพัฒนำและสง่ เสริมระบอบประชำธิปไตยให้เขม้ แขง็ มำกยิ่งขึน้ สงิ่
ที่สำมำรถเป็นฐำนรองรับกำรพัฒนำประชำธิปไตยก็คือ กระบวนกำรที่ว่ำด้วยกำรมีส่วนร่วมของ
ประชำชนในทุก ๆ กลุ่มของสังคม ซ่ึงหัวใจสำคัญของกำรมีส่วนร่วมก็คือ “กำรทะลำยและสลำย
ควำมเปน็ อัตลักษณ์” และ “ยอมรับในควำมแตกต่ำง” ของมนุษย์แตล่ ะคน อนั เป็นกำรส่งเสริม และ
ยอมรบั ในศักยภำพของมนษุ ย์ โดยมนุษย์ และเพ่อื มนุษยเ์ อง๒๐

สรุปทา้ ยบท
สันติวิธีวิถีพุทธที่เน้นควำมถูกต้องท้ัง ๘ ประกำรข้ำงต้น ต้องเป็นวิธีกำร และกระบวนกำรที่

งดงำมท้ังในเบื้องต้น ท่ำมกลำง และที่สุด ด้วยเหตุนี้ เป้ำหมำย คือ "ควำมสันติสุข" ย่อมงดงำมและ
กอ่ ให้เกิดคุณแกช่ วี ิตและสังคมเช่นกัน จะเห็นว่ำ เป้ำหมำยจะงดงำมไดย้ ่อมเกิดจำกตัววธิ ีกำรท่ีงดงำม

๒๐ พระมหำหรรษำ ธมฺมหำโส (นธิ บิ ณุ ยำกร). ''สันติวิธที ำไม ทำไมต้องสันติวธิ 'ี '. ออนไลน.์
(http://www.mcu.ac.th/En/articlecontent_desc.php?article_id=824&articlegroup_id=187). ๙ พ.ย.
๒๕๖๑.

๘๔

ดังน้ัน หำกเป้ำหมำยท่ีเรำมุ่งหวังจะให้มีและเป็นคือ "ควำมสันติ" ตัวเครื่องมือ วิธีกำร และ
กระบวนกำรท่จี ะนำไปสู่ควำมสนั ตจิ ำเปน็ ตอ้ งสนั ตดิ ว้ ย สันตวิ ิธีวิถีพทุ ธจะไมย่ นิ ยอมให้เกิดเงื่อนไขที่ว่ำ
กำรจะได้มำซ่ึงควำมสันติ เรำจะใช้วิธีกำร และกระบวนกำรอะไร หรืออย่ำงไรก็ได้ เพรำะหำกเรำไม่
สนใจวิธีกำร และกระบวนกำรโดยยึดเป้ำหมำยเป็นสรณะแต่เพียงประกำรเดียว เรำคงมีโอกำสได้ชิม
ลำงเฉพำะสันติเทียมเท่ำนั้น ไม่มีวันท่ีจะเข้ำถึงสันติแท้ได้อย่ำงยั่งยืนและม่ันคง เพรำะจะนำไปสู่กำร
ทำลำยล้ำงจองเวรซึ่งกันและกันอย่ำงไม่มีที่ส้ินสุด ดังท่ีพระพุทธเจ้ำตรัสย้ำว่ำ "ผู้ฆ่ำย่อมได้รับกำรฆ่ำ
ตอบ ผู้ชนะย่อมได้รับกำรชนะตอบ ผู้ด่ำย่อมได้รับกำรด่ำตอบ และผู้โกรธเกลียดยอ่ มได้รับควำมโกรธ
เกลียดตอบ ฉะน้นั เพรำะควำมหมนุ เวียนแห่งกรรม ผู้แย่งชิงนนั้ ย่อมถูกเขำกลบั แย่งชงิ คืน”

ลกั ษณะและประเภทของพุทธสนั ติวธิ ีในทำงพระพุทธศำสนำ พระพทุ ธเจ้ำและพระสำวกของ
พระองค์ใช้ หรือทีก่ ำลังประยกุ ต์ใช้ในสังคมปัจจบุ นั ครอบคลุมสันตวิ ธิ ี ๓ ประเภท ได้แก่ พทุ ธสันตวิ ิธี
ในฐำนะเปน็ เครอื่ งมือในกำรจัดกำรควำมขดั แย้ง พทุ ธสันตวิ ธิ ีในฐำนะเปน็ เครื่องมือในกำรดำเนินชีวิต
พแุ ละทธสันตวิ ิธีในฐำนะเป็นเคร่อื งมือในกำรเรียกร้องควำมต้องกำร “สนั ตวิ ธิ ี” นอกจำกเปน็ วิธีท่ีเต็ม
ไปด้วยควำมเป็นธรรมแล้ว ยังเป็นคู่มือ และเคร่ืองมือสำคัญในกำรพัฒนำและส่งเสริมระบอบ
ประชำธิปไตยให้เข้มแข็งมำกยิ่งข้ึน สิ่งที่สำมำรถเป็นฐำนรองรับกำรพัฒนำประชำธิปไตยก็คือ
กระบวนกำรที่ว่ำด้วยกำรมีส่วนร่วมของประชำชนในทุก ๆ กลุ่มของสังคม ซ่ึงหัวใจสำคัญของกำรมี
ส่วนร่วมก็คือ “กำรทะลำยและสลำยควำมเป็นอัตลักษณ์” และ “ยอมรับในควำมแตกต่ำง” ของ
มนษุ ย์แตล่ ะคน อนั เป็นกำรส่งเสริม และยอมรับในศักยภำพของมนุษย์ โดยมนษุ ย์ และเพอื่ มนุษย์เอง
ไมอ่ ยำกได้ อยำกใหญ่ ใจแคบดงั ไดก้ ลำ่ วในเบือ้ งตน้

๘๕

คาถามท้ายบท

๑) พทุ ธสันติวิธีคอื อะไร
๒) ประเภทของกำรจดั กำรควำมขดั แย้งตำมพุทธสันตวิ ิธมี กี ป่ี ระเภท
๓) จงอธิบำยพุทธสนั ตวิ ธิ ีในกำรดำเนินชวี ิตมำดู
๔) กำรเรียกร้องควำมต้องกำรในสังคมปัจจุบนั มีควำมคลำ้ ยคลึงหรอื แตกตำ่ งจำกพุทธ
สันติวิธใี นกำรจดั กำรเรยี กร้องควำมตอ้ งกำรหรือไม่อย่ำงไร
๕) พทุ ธสันติวิธีสำคญั อยำ่ งไร

๘๖

เอกสารอ้างอิงประจาบท

กฤช ปณุ ณกันต์. พระพทุ ธศาสนากับสนั ตภิ าพของโลก. ในหนงั สือ ประมวลควำมรู้เรื่องสนั ตภิ ำพ.
เอกสำรประกอบคำบรรยำยโครงกำรปำฐกถำสัญจร กิจกรรมรว่ มฉลองปสี ำกลแห่งสนั ติภำพ
ขององค์กำรสหประชำชำติ ๑๙๘๖. กรงุ เทพฯ: จุฬำลงกรณ์มหำวิทยำลยั , ๒๕๓๐.

จันทรำ เฮงสมบรู ณ์. การศึกษาเปรียบเทียบทศั นะและหลักปฏบิ ัตเิ รอ่ื งพุทธสันตวิ ิธีกับอารยะขัดขืน
ของชมุ ชนสนั ติอโศก. วำรสำรมนษุ ยศำสตร์: ปีที่ 20 ฉบบั ที่ 2 (กรกฎำคม-ธันวำคม 2556),
หนำ้ ๑๔๖.

ทนำดำ วจิ กั ขณะและคณะ. แนวทางการจดั การความขัดแยง้ ท่ีเกิดจากมานะในพุทธศาสนาเถร
วาท. วำรสำรสนั ตศิ กึ ษำปรทิ รรศน์ มจร.: ปที ่ี ๕.ฉบับพิเศษ, ม.ป.ป.

พระครูเกษมมงคลกิจ, (คมรฐั เขมำโสโย, จันทรค์ ำลอย). การศกึ ษาเปรยี บเทียบแนวคดิ เรื่อง
สันติภาพในทัศนะของพทุ ธทาสภกิ ขุกบั ซัยยิด กุฏุบ. ปริญญำพทุ ธศำสตรมหำบัณฑติ
สำขำวชิ ำศำสนำเปรียบเทยี บ: บัณฑติ วิทยำลยั : มหำวิทยำลัยมหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย,
๒๕๕๘.

พระมหำหรรษำ ธมมฺ หำโส (นิธิบุณยำกร). รปู แบบการจดั การความขดั แยง้ โดยพทุ ธสนั ตวิ ิธี: ศกึ ษา
วเิ คราะห์กรณลี ุ่มนา้ แม่ตาชา้ ง จ.เชียงใหม่,พทุ ธศำสตรดุษฎบี ัณฑติ บัณฑติ วิทยำลัย .
กรงุ เทพฯ:: มหำจฬุ ำลงกรณรำชวิทยำลัย, ๒๕๔๘.

. พุทธสนั ติวธิ :ี การบรู ณาการหลักการและเคร่ืองมือจดั การความขัดแยง้ . กรุงเทพฯ: เซ็นจูรี่
จำกดั , ๒๕๕๔.

พทุ ธทำสภิกขุ. สันตภิ าพ. กรงุ เทพฯ: เพชรประกำย, ๒๕๔๙.
พระสมพงษ์ ชินวโสและคณะ. การประยกุ ตใ์ ชห้ ลกั พุทธสันตวิ ธิ ี เพื่อพัฒนาการทางานเป็น
ทีมของพระวิทยากรวทิ ยาลัยสงฆ์ศรสี ะเกษ. วำรสำรสันตศิ ึกษำปริทรรศน์ มจร: ปที ี่ 6 ฉบบั
พเิ ศษ, ม.ป.ป.
ไอศนู ย์ พยัฆศิริ. การศกึ ษาเปรียบเทียบแนวคดิ เรอื่ งสนั ติภาพของพระธรรมปิฏก (ป.อ.ป

ยุตโฺ ต) และมารต์ นิ ลเู ธอร์ คิง จูเนยี ร์. ปรญิ ญำอักษรศำสตรมหำบณั ฑิต: บัณฑติ วิทยำลัย:
มหำวิทยำลยั มหิดล, ๒๕๔๖.
พระมหำหรรษำ ธมมฺ หำโส (นิธิบณุ ยำกร). ''มัชฌิมวิถี: สันตวิ ธิ ีวิถีพุทธ''. ออนไลน:์

(http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=
1727&articlegroup_id=278), ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.
. สงครำมนำ้ : กรณีศกึ ษา: การแย่งชงิ ทรัพยากร ‘น้า’ของชาวศากยะ&ชาวโกลิยะ”สมัย
พทุ ธกาล. ออนไลน์. (https://www.winnews.tv/news/19444), ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.
. ''สันติวธิ ีทาไม ทาไมต้องสันตวิ ธิ ี''. ออนไลน:์
(http://www.mcu.ac.th/En/articlecontent_desc.php?article_id=
824&articlegroup_id=187), ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.

แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี ๕
เรอ่ื ง หลกั การและวธิ กี ารแกไ้ ขปญั หาความขดั แย้งแนวพทุ ธดว้ ยวิธสี ังฆสามคั คี

เน้อื หา
๕.๑ บทนำ
๕.๒ ควำมหมำยอธิกรณสมถะ
๕.๒.๑ ประเภทของอธกิ รณ์
๕.๒.๒ หลักกำรและเหตผุ ล ในกำรแกไ้ ขปัญหำภำยในสมัยพทุ ธกำล
๕.๒.๓ อำนำจในกำรในกำรแกไ้ ขปัญหำในสังคมสงฆ์
๕.๒.๔ ผู้มอี ำนำจในกำรแกไ้ ขปญั หำอธกิ รณ์
๕.๒.๕ รปู แบบของกำรใช้อำนำจของสงฆ์
๕.๓ ประเภทของอธกิ รณสมถะ
๕.๔ รูปแบบและกระบวนกำรแก้ไขปัญหำควำมขดั แย้งดว้ ยอธิกรณสมถะ
๕.๔.๑ สมั มุขำวินยั
๕.๓. ๒ สตวิ นิ ยั
๕.๔.๓ อมฬู หวินัย
๕.๔.๔ ปฏญิ ญำตกรณะ
๕.๔.๕ ตสั สปำปยิ สิกำ
๕.๔.๖ เยภุยยสิกำ
๕.๔.๗ ตณิ วตั ถำรกวินยั
สรุปท้ำยบท
คำถำมทำ้ ยบท
เอกสำรอ้ำงองิ ประจำบท

วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
เมอ่ื ได้ศกึ ษำเน้อื หำในบทนแ้ี ล้วนสิ ิตสำมำรถ
 ร้เู น้อื หำและอธิบำยควำมหมำยหลักอธิกรณสมถะในทำงพระพทุ ธศำสนำได้
 เขำ้ ใจบอกประเภทและกระบวนกำรแกไ้ ขปญั หำควำมขดั แย้งดว้ ยอธิกรณสมถะได้
 วเิ ครำะห์กระบวนกำรแกไ้ ขปัญหำควำมขดั แย้งด้วยอธิกรณสมถะได้
 นำไปประยุกต์ใชใ้ นชีวติ ประจำวันได้

วิธีการสอน
 ศึกษำเอกสำรประกอบกำรสอนบทที่ ๑
 วิธีสอนแบบอภิปรำยเนื้อหำ/ซักถำม/ทำแบบฝึกหัดทบทวนในชั้นเรียนและทำ
แบบทดสอบ

2

 ศกึ ษำค้นคว้ำดว้ ยตนเอง
 แบบแบง่ กลุม่ จัดกิจกรรมและรำยงำนผลตำมกลมุ่ หนำ้ ชน้ั เรียน
 ร่วมวเิ ครำะห์เอกสำร Power Point หนำ้ ชน้ั เรยี น
 สรปุ เน้อื หำทที่ ำกำรเรยี นกำรสอนแตล่ ะครัง้
 ทำแบบทดสอบประจำบท
 นำผลที่ได้จำกกำรทำแบบทดสอบประจำบทมำวิเครำะห์พืน้ ฐำนควำมเข้ำใจ เพอ่ื

นำมำปรับประยกุ ตใ์ ช้ในกำรเรียนกำรสอนในบทต่อไป

ส่อื การเรยี นการสอน
 เอกสำรประกอบกำรสอนบทที่ ๑
 ประเมนิ ผลกอ่ น/หลงั เรยี น
 แบบฝกึ หดั
 Power point
 ส่ือออนไลน์

การวดั ผลและการประเมนิ ผล
 สงั เกตกำรณ์กำรมสี ่วนรว่ มกำรปฏบิ ตั งิ ำนของนิสิต
 สงั เกตกำรณ์แสดงควำมคดิ เห็นตำมกลุม่ ของนิสติ
 ศึกษำจำกกำรประเมนิ ผลกอ่ นและหลงั เรยี น
 สังเกตควำมต้ังใจเรยี นควำมสนใจที่จะฟงั คำถำมและตอบปญั หำ
 กำรทำแบบฝกึ หัด

๘๙

บทท่ี ๕

หลกั การและวิธกี ารแก้ไขปญั หาความขดั แยง้ ภายนอกแนวพทุ ธดว้ ยวธิ ีสังฆสามคั คี

๕.๑ บทนา
มูลเหตขุ องกำรกำเนิดพระวินัยในพระพทุ ธศำสนำเริม่ ตน้ ในพรรษำท่ี ๑๒ ขณะทพ่ี ระพทุ ธเจำ้

ทรงประทบั อยู่ ณ เมืองเวรัญชรำ พระสำรบตุ รไดก้ รำบทลู อำรำธนำใหท้ รงบัญญัติสิกขำบทว่ำ “ถึง
เวลาแล้วพระพุทธเจ้าข้า ที่พระผู้มีพระภาคจะ ทรงบัญญัติสิกขาบท ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงแก่
พระสาวกอันจะเป็นเหตุให้ พรหมจรรย์ดารงอยู่ได้ยืนนาน”๑ พระพุทธเจำ้ ก็ไม่ทรงบญั ญตั ิสิกขำบท
เพรำะในระยะน้นั ภิกษุสงฆ์ส่วนใหญ่เปน็ พระอริยบคุ คล ดงั ท่ีพระพุทธองค์ทรงตรัสตอบพระสำรบี ุตร
ว่ำ “จงรอไปก่อนเถิดสารบี ุตร ตถาคตรู้เวลาในเร่อื งที่จะบัญญัติสกิ ขาบทนั้น ศาสดาจะยังไมบ่ ัญญตั ิ
สิกขาบทแก่สาวก ไม่ยกปาตโิ มกข์ข้นึ แสดง ตลอดเวลาท่ียังไม่เกิดอาสวัฏฐานิยธรรม บางอยา่ งในสงฆ์
เมือ่ เกดิ อาสวัฏฐานิยธรรมบางอย่างในสงฆ์ ตถาคตจงึ จะบัญญตั ิสกิ ขาบท จะยกปาติโมกขข์ ้นึ แสดงแก่
สาวก เพื่อขจดั ธรรมเหลา่ นัน้ ...สารีบุตร กภ็ ิกษสุ งฆย์ งั ไม่มีเสนยี ด ไมม่ ีโทษ ไม่มีสิ่งมัวหมอง บริสุทธิผ์ ดุ
ผ่อง ดารงอยใู่ นสารคณุ แทจ้ ริงในภกิ ษุ ๕๐๐ รูปน้ี ผ้มู คี ณุ ธรรมอยา่ งตา่ กช็ ้ันโสดาบนั ไม่มีทางตกต่า”๒

คำวำ่ “อำสวฏั ฐำนยิ ธรรม”ในทีน่ ห้ี มำยถงึ กำรกระทำผดิ อันเป็นต้นกำเนิดของพระภกิ ษรุ ูปใด
รูปหนึง่ หลงั พรรษำท่ี ๑๒ น้ีแนวพระพุทธเจำ้ ได้ทรงบญั ญตั ปิ ำรำชกิ สิกขำบทท่ี ๑ หำ้ มภกิ ษเุ สพเมถนุ
โดยปรำรภเหตุกำรณ์ควำมขัดแย้งในคณะสงฆ์อันเนื่องมำจำกกำรที่พระสุทินน์๓เสพเมถุนกับอดีต
ภรรยำท่ีป่ำมหำวัน กรุงเวสำลี กำรที่พระพุทธเจ้ำทรงบัญญัติสกิ ขำบทครง้ั น้ีนับเป็นครัง้ แรก และ
ทรงบัญญัตเิ รื่อยมำทกุ ครั้งท่ีเกดิ เหตุกำรณ์ไม่ดงี ำมข้นึ ในคณะสงฆ์๔

ในกำรบัญญัติสกิ ขำบทหรือวินัยน้นั พระพทุ ธองคท์ รงไดเ้ ลง็ เหน็ ถึงประโยชน์ ดังพุทธพจน์ว่ำ
“ภิกษุท้ังหลาย เพราะเหตนุ นั้ เราจะบญั ญัตสิ กิ ขาบทแกภ่ ิกษุทัง้ หลาย โดยอาศัยอานาจประโยชน์ ๑๐
ประการ คือ

๑) เพื่อความรบั ว่าดีแหง่ สงฆ์
๒) เพื่อความผาสุกแหง่ สงฆ์
๓) เพ่อื ขม่ บคุ คลผเู้ ก้อยาก
๔.) เพอื่ ความอยผู่ าสกุ แหง่ เหลา่ ภกิ ษุผู้มีศีลดงี าม
๕) เพอื่ ปดิ กน้ั อาสวะทงั้ หลายอนั จะบังเกดิ ในปจั จุบนั
๖) เพื่อกาจดั อาสวะทง้ั หลายอนั จะบังเกิดในอนาคต
๗) เพ่อื ความเล่ือมใสของคนทยี่ ังไมเ่ ลือ่ มใส

๑ ว.ิ มหำ. (ไทย). ๑/๒๑/๑๓.
๒ เรื่องเดยี วกนั . หน้ำ ๑๔.
๓สรุ ยี ์ มผี ลกิจและวเิ ชียร มีผลกิจ. พระพทุ ธกิจ ๔๕ พรรษำ. พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๘. กรงุ เทพฯ: คอมฟอร์ม
จำกัด. ๒๕๕๔. หน้ำ ๑๐๘-๑๐๙.
๔ พระไตรปฎิ กปรทิ ริทัศน.์ มหำวทิ ยำลัยมหำจฬุ ำลงกรณณำชวทิ ยำลัย วทิ ยำเขตขอนแก่น. ขอนแก่น:
คลังนำนำวทิ ยำ. ๒๕๕๗. หน้ำ ๘-๙.

๙๐

๘) เพอื่ ความเลื่อมใสยง่ิ ขนึ้ ไปของคนทีเ่ ลื่อมใสแล้ว
๙) เพ่ือความตง้ั มน่ั แห่งสัทธรรม
๑๐) เพ่อื เอือ้ เฟ้อื วนิ ยั "๕
วตั ถุประสงคท์ งั้ ๑๐ ขอ้ น้ีจำแนกเปน็ หมวดประโยชน์ ดงั นี้
๑) ว่าดว้ ยประโยชนแ์ ก่สงฆห์ รือส่วนรวม๖ ไดแ้ ก่วตั ถุประสงค์ขอ้ ที่ ๑ และข้อท่ี ๒
๒) วา่ ดว้ ยประโยชน์แก่บุคคล ได้แก่วัตถุประสงคข์ ้อท่ี ๓ และขอ้ ท่ี ๔
๓) ว่าด้วยประโยชน์แก่ความบริสุทธิ์ หรือแก่ชีวิต ทั้งทำงกำยและทำงใจ ได้แก่
วตั ถปุ ระสงคข์ อ้ ท่ี ๕ และขอ้ ที่ ๖
๔) วา่ ด้วยประโยชน์แกป่ ระชาชน ได้แก่วตั ถุประสงค์ข้อท่ี ๗ และขอ้ ท่ี ๘
๕) วา่ ด้วยประโยชนแ์ ก่พระศาสนา ได้แกว่ ัตถปุ ระสงคข์ ้อที่ ๙ และข้อท่ี ๑๐
ในสมัยพุทธกำลตอนต้นน้ันจะเห็นได้ว่ำบุคคลท่ีเข้ำมำสู่สังคมสงฆ์โดยผ่ำนข้ันตอนตำม
กรรมวธิ ีทกี่ ำหนดไว้ ๘ วิธี คอื
๑) เอหิภกิ ขอุ ปุ สมั ปทา คอื อุปสมบทด้วยพระพุทธองคต์ รัสใหบ้ วช
๒) ตสิ รณคมนูปสมั ปทา คอื อปุ สมบทด้วยกำรถึงพระรัตนตรยั
๓) ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา คอื อุปสมบทดว้ ยญตั ตเิ ปน็ ท่ี ๔ จำกคณะสงฆ์ (เปน็ วิธกี ำร
บวชท่ีใช้มำจนถงึ ปจั จบุ ัน)
๔) โอวาทปฏิคคหณูปสัมปทา คืออุปสมบทด้วยกำรนับโอวำท (ทรงอนุญำตแก่พระ
มหำกัสสปเถระ)
๕) ปญั หาพยากรณูปสัมปทา คืออุปสมบทด้วยกำรตอบปัญหำพระพุทธองค์ (ทรงอนุญำต
แกโ่ สปำกสำมเณร)
๖) ครุธรรมปฏิคคหณูปสัมปทา คืออุปสมบทด้วยกำรรับครุธรรม ๘ ประกำร (ทรง
อนุญำตแกพ่ ระมหำปชำบดีโคตม)ี
๗) ทูเตนะ อปุ สัมปทา คอื อุปสมบทด้วยทูต (ตวั แทน)
๘) อฏั ฐวาจิกาอปุ สมั ปทา คืออุปสมบทด้วยญตั ตจิ ตตุ ถกรรมจำกสงฆ์ ๒ ฝ่ำยคอื ภกิ ษสุ งฆ์
และภกิ ษณุ ๊สงฆ์
บุคคลท่ีเข้ำมำบวชในสมัยนั้นล้วนแต่มีควำมเสื่อมใสศรัทธำต่อหลักธรรม คำสั่งสอนของ
พระพุทธเจ้ำ ต่ำงก็ต้ังใจปฏิบัติสมณธรรมกันอย่ำงจริงจัง จนบรรลุเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดำบัน
สกทำคำมี อนำคำมี และอรหันต์ ตำมลำดับ จำกน้ันก็จะช่วยกันประกำศพระพุทธศำสนำให้เจรญิ
แพร่หลำยออกไป ซึ่งในสมัยพุทธกำลพระวินัย เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้ำทรงบัญญัติ เมื่อเกิดอธิกรณ์
พระพทุ ธเจำ้ ทรงระงับอธิกรณ์น้นั พระพุทธองค์ทรงวนิ จิ ฉัยตัดสินถูกผดิ เองเพรำะทรงเปน็ พระศำสดำ
และทรงบัญญัตสิกขำบท ครัน้ อธิกรณ์มมี ำกข้ึน ก็ทรงมอบอำนำจตำ่ ง ๆ ใหแ้ ก่สงฆใ์ นสมยั นั้นซึ่งล้วน
เป็นอริยสงฆ์เป็นผู้ชำระอธิกรณ์ โดยได้ทรงวำงหลักในกำรชำระอธิกรณ์ไว้ ๗ ประกำร เรียกว่ำ อธิ

๕ วิ.มหำ. (ไทย). ๑/๓๙/๒๘-๒๙.
๖ พระพรหมคุณำภรณ์ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต). พจนำนุกรมพุทธศำสตร์ฉบับประมวลธรรม. พมิ พ์ครงั้ ท่ี ๑๗. จุฬำ
ลงกรณรำชวิทยำลยั ๒๕๕๑. หน้ำ ๒๔๑-๒๔๒.

กรณสมถะ ๗๗ และทรงกระทำกำรอย่ำงเปิดเผยทรงฟังประชำชน แม้เพียงประชำชนติเตียนก็ทรง
บัญญัติเป็นพระวินัยและวินิจฉัยอย่ำงแจม่ แจ้ง ทรงแสดงควำมบริสุทธ์ิของสงั คมสงฆ์ให้ประชำชน
ประจกั ษ์สนิ้ สงสยั และนบั ถือได้อยำ่ งสบำยใจ๘ ซง่ึ กรณสมถะจะได้กลำ่ วตอ่ ไป

พระพุทธเจ้ำทรงมอบอำนำจกำรตัดสินใจให้กับคณะสงฆ์ในรูปแบบสังฆกรรม๙ ซึ่งแต่ละ
ประเภทต้องได้รับกำรตรวจสอบอย่ำงรอบคอบ เมือ่ สงฆ์มมี ติเป็นเอกฉันท์แลว้ จะเร่ิมทำสงั ฆกรรมนนั้ ๆ
ได้ หำกสงฆ์คัดค้ำนแม้แต่เพยี งรปู เดียวก็จะต้องพจิ ำรณำตรวจสอบกันใหม่ แม้พระองค์เองก็ทรงให้
ควำมเคำรพและปฏิบัติตำมมติของสงฆ์ทุกประกำร เพ่ือให้มติของสงฆ์มคี วำมศักด์สิ ิทธิ์ทีภ่ ิกษุทุกหมู่
เหล่ำ จะต้องปฏิบตั ิตำมโดยไม่มขี ้อโต้แย้งเปน็ อย่ำงอืน่ โดยยึดหลักพระธรรมวินัยเปน็ หลัก ดั่งปจั ฉมิ
โอวำทท่ีพระองค์ไดต้ รสั แกค่ ณะสงฆม์ ีพระอำนนท์เถระเป็นตน้ ท่พี ำกันเฝ้ำพระพทุ ธเจำ้ ในขณะใกลจ้ ะ
ปรินิพพำนวำ่ “อานนท.์ ..ธรรมและวนิ ยั ทเ่ี ราแสดงแล้วบญั ญตั แิ ล้วแกเ่ ธอท้ังหลาย หลังจากเราลว่ งลบั
ไป ก็จะเป็นศาสดาของเธอท้งั หลาย”๑๐ ปัจฉิมโอวำทดังกลำ่ วแสดงใหเ้ ห็นว่ำ กำรปกครองคณะสงฆ์
สมัยพุทธกำลเป็นไปในรูปแบบสำมคั คีธรรม แม้พระพุทธเจำ้ จะปรินิพพำนไปแล้ว กำรปกครองคณะ
สงฆ์ก็อย่ใู นรูปแบบของระบบสำมัคคธี รรม พระภกิ ษตุ ่ำงก็ประพฤติปฏิบตั ิตนอย่ใู นหลักพระธรรมวินยั
ทีพ่ ระพทุ ธเจ้ำทรงแสดงและบญั ญัติไว้ แต่ก็ยงั มกี ำรประพฤตปิ ฏบิ ัติคลำดเคล่ือนไปจำกหลกั พระวินัย
บ้ำง จึงไดท้ ำกำรสงั คำยนำ เพอ่ื ทำกำรซักซ้อมควำมถูกต้องและเพื่อกำจดั ภกิ ษุอลัชชีให้หมดไปด้วย๑๑

ในยุคปัจจุบนั สงั คมโลกไดเ้ กิดวิกฤตกำรณ์มำกมำยจงึ ต้องรวมกล่มุ กนั เรียกร้องสนั ติภำพ แม้
ในสังคมสงฆเ์ องกเ็ ช่นเดยี วเนอื่ งจำกพระสงฆไ์ ดป้ ระพฤติปฏบิ ัตผิ ดิ แผกแตกต่ำงไปจำกพระธรรมวินยั ที่
พระพุทธเจ้ำได้บัญญัติไว้ เกิดปัญหำควำมขัดแย้งมำสู่คณะสงฆ์และสร้ำงควำมเสียหำยแก่
พระพุทธศำสนำ นอกจำกนย้ี ังได้ทำลำยศรัทธำของผู้ที่เล่อื มใสในพระพุทธศำสนำให้ลดนอ้ ยเสื่อมถอย
ไป และยงั ไมก่ ่อให้เกดิ ศรทั ธำต่อผู้ท่ียงั ไมเ่ ลื่อมใสในพระพทุ ธศำสนำ บำงปัญหำคณะสงฆ์สำมำรถยุติ
ได้แต่บำงปญั หำไมส่ ำมำรถแกไ้ ขได้

อยำ่ งไรกต็ ำมในกำรทพ่ี ยำยำมหำทำงออกของควำมขัดแยง้ ทั้งหลำยในสังคมโลกปจั จบุ นั ต่ำง
ก็เห็นสอดคล้องกันว่ำกำรแก้ไขปัญหำควำมขัดแย้งควรใช้สันติวิธีเท่ำน้ัน ดังน้ันในบทนี้เพื่อให้เกิด
ควำมชดั เจนเก่ยี วพทุ ธวิธใี นกำรแกไ้ ขปญั หำด้วยรปู วิธสี งั ฆสำมัคคหี รอื วธิ ีกำรแก้ไขปญั หำควำมขดั แย้ง
อันเป็นปจั จัยภำยนอกแนวพุทธ ดงั นี้

๗ว.ิ มหำ. (ไทย). ๒/๖๕๕/๗๓๖.
๘ปรีชำ ช้ำงขวัญยนื . ควำมคดิ ทำงกำรเมืองในพระไตรปฎิ ก. (พิมพค์ ร้งั ที่ ๒). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์
จุฬำลงกรณ์มหำวทิ ยำลัย.๒๕๓๘. หน้ำ ๕๐-๕๑.
๙ สังฆกรรม คอื งำนของสงฆ์, กรรมท่ีสงฆ์พึงทำ, กจิ ทพี่ ึงทำโดยทีป่ ระชุมสงฆ์มี ๔ คือ ๑) อปโลกนกรรม
กรรมที่ทำเพยี งดว้ ยบอกกันในที่ประชุมสงฆ์ ไม่ต้องตั้งญตั ติและไม่ต้องสวดอนุสำวนำ เช่น แจง้ กำรลงพรหมทัณฑ์
แก่ภกิ ษุ ๒) ญตั ติกรรม กรรมท่ที ำเพยี งตง้ั ญตั ตไิ มต่ ้องสวดอนสุ ำวนำ เชน่ อุโบสถและปวำรณำ ๓) ญตั ติทุติยกรรม
กรรมทีท่ ำด้วยตงั้ ญตั ตแิ ล้วสวดอนุสำวนำหนหน่ึง เช่น สมมตสิ มี ำ ใหผ้ ำ้ กฐิน ๔) ญัตติจตตุ ถกรรม กรรมทที่ ำด้วย ต้งั
ญตั ติแลว้ สวดอนุสำวนำ ๓ หน เช่น อุปสมบท ให้ปรวิ ำส ให้มำนัต (พระพรหมคณุ ำภรณ์ ป.อ. ปยตุ ฺโต. พจนำนกุ รม
พทุ ธศำสตร์ ฉบับประมวลศัพท.์ พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๓๕. กรงุ เทพฯ: สหธรรมิก. ๒๕๕๔. หน้ำ ๔๑๕.)
๑๐ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๒๑๖/๑๖๔.
๑๑ คชำภรณ์ คำสอนทำ. กระบวนกำรและขั้นตอนกำรระงบั อธิกรณใ์ นพระพุทธศำสนำเถรวำท. วำรสำร
สันติศกึ ษำปริทรรศน์ มจร ปที ี่ ๓ ฉบบั ที่ ๒. กรกฎำคม-ธันวำคม ๒๕๕๘. หนำ้ ๖๘.

๙๒

๕.๒ ความหมายอธกิ รณสมถะ
คำว่ำ “อธิกรณ” เป็นศัพท์ภำษำบำลีมำจำก อธิ + กรณ = อธิกรณ แปลตำมศัพท์ว่ำ

“กระทำย่ิง” ในท่ีน้ีหมำยถึง กรณี, ปัญหำ, ชนวน, เรื่องรำว, คดีควำม อธิกรณ ใช้ในภำษำไทยว่ำ
“อธิกรณ์” (อะ-ทิ-กอน) หมำยถึง เหตุ, โทษ, คดี, เรื่องรำว เป็นคำที่ใช้ในวงกำรสงฆ์ เช่น “ต้อง
อธิกรณ์” ควำมหมำยเท่ำกับ “ต้องคดี” ส่วนคำว่ำ“สมถะ” บำลเี ขียน “สมถ” (สะ-มะ-ถะ) มำจำก
สมุ (ธำตุ = สงบ, ระงับ) + ถ ปัจจัย = สมถ แปลตำมศัพท์ว่ำ “ธรรมทย่ี ังควำมพอใจใจกำมใหส้ งบ”
เป็นคำเดียวกบั ท่ีเรำคนุ้ เคยในคำวำ่ “สมถวิปัสสนำ” หมำยถึง สงบน่ิง, สงบใจ อีกนัยหมำยถึง กำร
ระงับอธกิ รณ์ ดังน้ันคำว่ำ อธกิ รณ + สมถ = อธิกรณสมถ หมำยถึง วธิ ดี ำเนินกำรเพื่อระงับอธิกรณ์,
กำรระงบั ปัญหำหรอื อธกิ รณ์ทเี่ กิดขึ้น หรอื เรือ่ งทีเ่ กดิ ขน้ึ แลว้ สงฆ์จะต้องจดั ตอ้ งทำหรอื เรอ่ื งทส่ี งฆต์ อ้ ง
ดำเนินกำรในทำงพระพุทธศำสนำเรียกว่ำ อธิกรณ์๑๒ ส่วนคำว่ำ “อธิกรณสมถะ” คือธรรมเครือ่ ง
ระงับอธิกรณ์วธิ ีดำเนนิ กำรเพอ่ื ระงบั อธิกรณ์ มี ๗ วธิ ี๑๓ ดว้ ยกนั ก่อนที่จะทรำบเกี่ยวกบั ธรรมเครือ่ ง
ระงับอธิกรณ์ควรท่ีจะทำควำมเข้ำใจเก่ียวกับอธิกรณ์ในทำงพระพุทธศำสนำให้เกิดควำมกระจ่ำง
เสียก่อน ซึ่งในทำงพระพุทธศำสนำ อธิกรณ์น้ันไม่ใช่เรอ่ื งเฉพำะทเี่ ป็นปัญหำเท่ำนั้นแตร่ วมไปถึงกจิ
หรือหน้ำทข่ี องสงฆ์ ระเบียบแบบแผนในกำรปฏิบตั ิ ซ่ึงเป็นสิง่ ท่ีไม่เป็นปญั หำเช่น กำรให้อุปสมบท ก็
อยู่ในควำมหมำยของอธิกรณเ์ ชน่ กัน โดยสรปุ แล้ว อธิกรณ์ มคี วำมหมำยเปน็ ๒ ประกำร คือ

๑) เรื่องท่ีเป็นปัญหำเกี่ยวกับควำมคิดเห็น หรือกำรประพฤติปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับพระ
ธรรมวนิ ยั เปน็ กำรทำลำยกฎ กติกำ ระเบยี บแบบแผนของสังคม สร้ำงควำมวนุ่ วำยทำลำยหมู่คณะ

๒) กจิ ของสงฆ์ ซ่งึ เปน็ ภำระหน้ำที่ เปน็ กจิ ธรุ ะทจ่ี ะตอ้ งทำใหส้ ำเรจ็ แลว้ เสรจ็ ตำมกระบวนกำร
ที่พระธรรมวนิ ยั กำหนดไว้

๕.๒.๑ ประเภทของอธิกรณ์
ในทำงพระพทุ ธศำสนำไดจ้ ำแนกประเภทอธกิ รณ์ไว้ เปน็ ๔ ประเภท คอื
๑. วิวาทาธิกรณ์ วิวำทที่จัดเป็นอธิกรณ์ กำรวิวำทซึ่งเป็นเร่ืองท่ีสงฆ์จะต้องเอำธุระ
ดำเนินกำรพจิ ำรณำระงบั ได้แกก่ ำรเถยี งกนั ปรำรภพระธรรมวนิ ัย เชน่ เถยี งกนั ว่ำ สิ่งนเ้ี ปน็ ธรรม เป็น
วินัย ส่ิงน้ีไม่ใช่ธรรม ไมใ่ ชว่ นิ ยั ขอ้ นพ้ี ระพุทธเจำ้ ตรสั ไว้ ข้อนีไ้ ม่ไดต้ รสั ไว้ ดังนี้เปน็ ต้น ควำมขัดแย้งใน
ประเด็นดังกลำ่ วอำจเกดิ ขึ้นไดใ้ น ๒ ลักษณะ คือ
ลกั ษณะท่ี ๑ เกิดจำกคน ๒ คนหรือฝำ่ ยมีควำมคดิ เห็นแตกต่ำงตรงกันข้ำมกัน โดย หำข้อยุติ
ไม่ได้ เช่น ฝ่ำยหน่ึงเห็นว่ำ นี้ธรรม อีกฝ่ำยหน่ึงเห็นว่ำ นี้อธรรม ฝ่ำยหน่ึงเห็นว่ำ น้ีวินัย อีกฝ่ำยหน่งึ
เหน็ ว่ำ น้ีไม่ใช่วนิ ัย ฝ่ำยหน่ึงเหน็ ว่ำ นเ้ี ป็นอำบัติ อีกฝำ่ ยหน่งึ เหน็ วำ่ น้ีไม่เปน็ อำบตั ิ
ลกั ษณะที่ ๒ เกิดจำกคน ๒ คนหรอื ฝ่ำย คอื ฝำ่ ยทแี่ สดงควำมเหน็ บดิ เบือน เชน่ แสดง
อธรรมว่ำเป็นธรรม แสดงธรรมว่ำเป็นอธรรม แสดงสงิ่ ท่ีมิใช่วินัยว่ำเป็นวินัย แสดงวินัย ว่ำมิใช่วินัย
แสดงกรณีที่เป็นอำบัติว่ำไม่เป็นอำบัติ แสดงกรณีที่ไม่เป็นอำบัติว่ำเป็นอำบัติ กับฝ่ำย ท่ีแสดง
ควำมเห็นตำมควำมเป็นจริง เช่น แสดงอธรรมว่ำเป็นอธรรม แสดงธรรมว่ำเป็นธรรม รวมเป็น ๙

๑๒ พระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต). พจนานกุ รมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์. พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๓๕.
กรงุ เทพฯ: สหธรรมิก, ๒๕๕๔. หนำ้ ๔๘๒.

๑๓ เรือ่ งเดยี วกัน.

คู่กรณี ๑๘ ประเด็น ปัญหำควำมขัดแย้งอย่ำงน้ีในองค์กรสงฆ์ ถือเป็นเร่ืองใหญ่เพรำะ เกี่ยวกับ
หลักกำร เป็นทิฏฐิในกระบวนกำรกลุ่ม เป็นกระแสที่มพี ลังมำกในสังคมสงฆ์ ถ้ำจัดกำร ไม่เป็นระบบ
จะทำให้เกดิ ควำมลุกลำมใหญ่โตนำไปส่คู วำมแตกแยกในองคก์ รหรือสงั คมประเทศ ชำติ และท้ำยทส่ี ดุ
อำจทำให้เกดิ ควำมลม้ สลำยได้๑๔

๒. อนุวาทาธกิ รณ์ กำรโจทท่ีจัดเป็นอธิกรณ์ คอื กำรโจทกันดว้ ยอำบตั ิ เร่ืองกำรกลำ่ วหำกนั
จัดกลุม่ ปัญหำทเี่ ก่ยี วข้องกับกำรฟ้องรอ้ งใส่ควำมกันของภิกษุ ซ่งึ เป็นผู้ยงั มีกิเลสมีจติ คดิ รำ้ ยหมำยจะ
เอำชนะผรู้ กั ษำธรรม สว่ นมูลเหตขุ องกำรฟอ้ งรอ้ งกันทำงพระวินัยท่ีเรียกวำ่ “อนุวำทำธิกรณ์” เม่อื
พจิ ำรณำในแงข่ องบอ่ เกดิ ของอนวุ ำทำธกิ รณเ์ รำจะพบวำ่ มีสำเหตุดังต่อไปน้ี

๑) สาเหตขุ องการฟอ้ งรอ้ งเรียกวา่ อนุวาทมูล มี ๖ ประกำรคอื
(๑) ผู้ฟ้องร้องมีควำมมกั โกรธ
(๒) มีควำมผกู โกรธ
(๓) ไม่มคี วำมเคำรพยำเกรงในพระศำสนำ
(๔) ไมม่ ีควำมเคำรพยำเกรงในพระธรรม
(๕) ไม่มคี วำมเคำรพยำเกรงในพระสงฆ์
(๖) ไมท่ ำสิกขำบทให้บริบรู ณ์ เม่ือภิกษมุ ลี กั ษณะดงั กลำ่ วกจ็ ะมกี ำรโจทก์ฟ้องรอ้ งกนั ขึ้น๑๕

ผู้ฟ้องมีจิตประกอบด้วยอกุศลและกุศล เม่ือภิกษุมีจิตประกอบอกุศลย่อมจะโจทก์กันด้วย
ข้อหำของศีลวิบตั ิ เป็นต้น แต่ถ้ำภิกษุมีจิตประกอบด้วยคุณควำมดีดังกลำ่ วก็จะโจทก์ฟ้องผ้ปู ระพฤติ
ผดิ เพอ่ื หวงั ควำมตั่งมั่นของพระสัทธธรรมโดยกำรกำจดั ควำมชวั่ ออกจำกหมู่๑๖

อำศัยเหตุคือกำย คือกำรท่ีภิกษุเหน็ สภำพรำ่ งกำยของภิกษุอีกองค์หนึ่งย่อมจะหำทำงโจทก์
กันว่ำ ทำ่ นผนู้ ีผ้ ิวพรรณไม่ดี น่ำรังเกยี จ ไมน่ ่ำดู เป็นต้น

อำศัยเหตุคือวำจำ คือ เม่ือภิกษไุ ด้สนทนำหรอื ได้ยนิ ได้ฟังผอู้ ่ืนพดู แล้ว ย่อมนำมำวจิ ำรณ์หรือ
โจทก์กนั วำ่ ผ้นู ี้พูดไม่ดี ไม่ชดั พูดระรำน เป็นต้น๑๗

๒) หลกั ทผ่ี ูจ้ ะโจทก์คนอืน่ นน้ั คำนึงถึงและตรวจสอบตนเอง เพ่ือควำมบรสิ ทุ ธใ์ิ จของผูฟ้ อ้ งๆ
จะต้องตรวจสอบคุณสมบัติของตนเองได้แก่ หลักกำรตรวจสอบตัวเองของผกู้ ล่ำวหำและผู้โจทก์ ใน
กำรจะฟอ้ งรอ้ งผ้อู น่ื ด้วยเรอ่ื งขอ้ หำไดเ้ ร่อื งหนึง่ นัน้ ผู้โจทกจ์ ะต้องตรวจสอบตัวเองกอ่ นว่ำ กำรทีต่ ัวเอง
จะไปฟอ้ งคนอ่นื นนั้ ตนเองมีคณุ สมบตั ิดงั ตอ่ ไปนีห้ รือไม่

(๑) ตนเองมีควำมประพฤตทิ ำงกำยบรสิ ุทธ์หิ รือไม่
(๒) ตนเองมีควำมประพฤตทิ ำงวำจำบริสทุ ธหิ์ รือไม่
(๓) ตนเองมเี มตตำจติ เป็นท่ีตง้ั หรอื ไม่
(๔) ตนเองเป็นพหูสูต ทรงสุตะ สง่ั สมสตุ ะจนคลอ่ งแคล่วแมน่ ยำหรอื ไม่

๑๔ พระศรคี มั ภรี ญำณ, (สมจินต์ สมมฺ ำปญโฺ ญ). ''พุทธวิธีแกป้ ญั หำควำมขัดแย้งโดยกรอบแห่งอธิกรณสมถะ
๗ : ศึกษำแนวกำรประยกุ ต์ใช้สัมมขุ ำวินยั เยภยุ ยสกิ ำวินยั ''. ออนไลน์.

(http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=689&articlegroup_id=147). ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.

๑๕วิ.ป. (ไทย) ๘/๒๗๓/๓๖๖–๓๖๗, ๘/๒๙๔/๓๙๓, ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๔๕/๕๔.
๑๖วิ.ป. (ไทย) ๘/๒๙๓–๒๙๖/๓๙๒–๓๙๖.
๑๗ว.ิ จู. (ไทย) ๖/๒๑๗/๓๓๕.

๙๔

(๕) ตนเองท่องบน่ ปำฏิโมกข์ท้งั โดยยอ่ และพสิ ดำรได้หรอื ไม่
เหตุผลท่จี ะต้องมีกำรตรวจสอบตนเองเช่นนนั้ กเ็ พรำะตอ้ งกำรให้ผูฟ้ ้องทำควำมเขำ้ ใจในเรือ่ ง
ที่จะฟ้องให้ชัดเจนและแม่นยำในหลักพระธรรมวินัยก่อนเม่ือเวลำฟ้องจะได้ไม่ฟ้องคนอื่นอย่ำงผิดๆ
ถูกๆ และจะต้องยดึ หลกั เมตตำธรรมและทำงวินัยเป็นหลกั ไม่เบยี ดเบยี นมุง่ ทำร้ำยหรอื ประสงค์โทษให้
เกิดกับผู้ถูกตนเองว่ำตนเองได้ยึดหลักกำรท้ัง ๕ ประกำรเป็นเป็นแนวทำงหรือไม่ ซึ่งหลักกำร
ตรวจสอบคณุ สมบตั ขิ องตนเองไดแ้ ก่

(๑) มีควำมกำรุณ
(๒) มุ่งประโยชน์
(๓) มีควำมเอน็ ดู
(๔) มุ่งออกจำกอำบัติ คอื ชำระส่งิ ทเี่ กดิ ให้สะอำดหรือให้ดีงำมขึ้น
(๕) ยดึ วนิ ัยเปน็ แนวทำง๑๘
กำรที่จะทำใหผ้ ทู้ จี่ ะเป็นโจทก์ฟอ้ งรอ้ งคนอนื่ มั่นใจในตนเองวำ่ สิง่ ทจ่ี ะฟอ้ งคนอ่นื น้นั ตนเองได้
ศกึ ษำ มัน่ ใจในข้อมลู + หลกั ฐำน + พยำน ทม่ี ีอย่อู ย่ำงพร้อมมลู แล้ว ซ่ึงผทู้ ีจ่ ะฟ้องผู้อื่นนอกจำกจะ
คำนงึ ถงึ หลักกำรดังกล่ำวแลว้ ก็ตอ้ งพิจำรณำเร่อื งที่จะฟอ้ งด้วยว่ำมลี ักษณะดังนีห้ รอื ไม่ กล่ำวคอื ตอ้ ง
เป็นเรื่องท่ีต้องอำบัติ เรื่องที่เป็นกำรละเมิด เร่ืองเก่ียวกับกำรห้ำมสังวำสและเรื่องน้ันเป็นเร่ืองที่
เก่ียวกบั กำรไมท่ ำสำมีจกิ รรม เพรำะเร่ืองเหล่ำนีผ้ ฟู้ อ้ งจะต้องศกึ ษำทำควำมเขำ้ ใจกอ่ น เม่ือถกู ซักถำม
หรอื โต้ตอบดว้ ยหลกั ของพระวนิ ัยกจ็ ะไดอ้ ธบิ ำยใหก้ บั ผู้ตอ้ งกำรทรำบได้
๓) ความตง้ั ใจของผู้จะเป็นโจทกฟ์ ้องผู้อ่ืน หมำยถงึ ควำมต้ังใจม่นั ๔๕ หรือหลักยดึ มน่ั ของ
ผู้ที่จะไปโจทก์ผอู้ ื่นว่ำ เรำจะต้องตั่งมั่นอยู่ในหลักกำรอย่ำงไรบ้ำงซึ่งพระพทุ ธองค์ได้ทรงกำหนดขอ้
ปฏบิ ัตขิ องผู้ที่เปน็ โจทก์ก็ดงั นี้ คือ
(๑) เรำจะพดู เม่ือถงึ เวลำอันควร เวลำไมเ่ หมำะเรำจะไมพ่ ดู
(๒) เรำจะพดู ควำมจรงิ ไม่พูดเท็จ
(๓) เรำจะตอ้ งพดู คำสภุ ำพ ไม่พูดคำหยำบ
(๔) เรำจะต้องพูดคำที่มปี ระโยชน์ ไมพ่ ดู คำที่ไม่มีประโยชน์
(๕) เรำจะตอ้ งพดู ด้วยเมตตำจิต จะไม่ม่งุ ร้ำยตอ่ ผถู้ กู กล่ำวหำ (จำเลย) ๔๖
จะเห็นได้ว่ำพระพทุ ธองค์ทรงวำงหลักกำรเหลำ่ นี้ไว้ก็เพอื่ ทีจ่ ะใช้เปน็ กรอบว่ำ กำรท่ีภิกษุรปู
ใดรปู หนง่ึ จะเปน็ โจทก์ฟอ้ งรอ้ งหรือกล่ำวหำว่ำภกิ ษุอกี รูปหนึง่ เป็นอำบตั หิ นักหรอื เบำเป็นต้น จะต้อง
ทำควำมเข้ำใจในเรอื่ งคณุ สมบัติของตนเองให้เรยี บรอ้ ยถ้วนถี่ท้งั นี้กเ็ พรำะจะไดเ้ ป็นเครื่องปอ้ งกนั กำร
ใส่ร้ำยป้ำยสีกัน เพรำะปัญหำเร่ืองกำรโจทกฟ์ ้องกันในเร่ืองอำบตั ิน้ีถือเป็นเรือ่ งท่ถี ือควำมวุ่นวำยใน
คณะสงฆ์เปน็ อย่ำงมำก ดงั นน้ั พระพุทธองคจ์ ึงจัดว่ำกำรฟอ้ งร้องใสค่ วำมกนั ในเรื่องอำบตั ิอันไมม่ ีมลู นี้
เป็นเรื่องของอนวุ ำทำธกิ รณ์ ซ่ึงสงฆ์จะตอ้ งดำเนินกำรชำระเรือ่ งรำวเหลำ่ นใ้ี หย้ ุตโิ ดยเรว็
๔) ขอ้ พึงปฏิบตั ิของจาเลย ในอนุวำทำธิกรณ์นี้นอกจำกผฟู้ ้องจะต้องทำควำมเข้ำใจเกย่ี วกบั
บทบำทหน้ำท่ขี องตนแล้ว ผทู้ ตี่ กเป็นผู้ตอ้ งหำหรือจำเลยจะตอ้ งศกึ ษำเก่ยี วกับบทบำทและหน้ำทขี่ อง
ตนด้วย ในกำรตกเป็นจำเลยน้ันจะต้องปฏิบัติตัวให้ถูกตอ้ งพระวินัยคอื

๑๘เร่อื งเดียวกัน ๗/๔๐๐/๓๐๗.

(๑) ต้องตั้งอยู่ในควำมเปน็ จริง คือเม่ือถูกซักถำมจำกพระวินัยธรก็ให้ตอบตำมควำมเป็นจริง
ไม่โกหกหลอกลวงหรือเล่นสำนวน เพรำะถ้ำทำเช่นนั้นจำเลยจะถูกลงนิคหกรรมข้อตัสสปำปิยสกิ ำ
กรรม คือปรบั อำบัตเิ พรำะให้กำรไม่เปน็ ประโยชน์ต่อรูปคดแี ละไม่เคำรพสงฆ์

(๒) ต้องเป็นผู้ไม่มีควำมขุ่นเคืองหรือโกรธสงฆ์หรือผ้ฟู ้องตน โดยต้องมีเมตตำจิตหวังควำม
บริสุทธิ์ของพระธรรมวินยั เปน็ ทีต่ ั้ง๑๙ เม่ือปฏิบัติได้เช่นน้ีกำรพิจำรณำของสงฆ์กจ็ ะเปน็ ไปด้วยควำม
เรียบรอ้ ย อธกิ รณก์ ็สำมำรถที่จะระงบั ไดโ้ ดยงำ่ ย

๓. อาปัตตาธิกรณ์ อธิกรณ์คืออำบัติ หมำยควำมว่ำ กำรต้องอำบัติและกำรถูกปรับอำบัติ
เป็นอธิกรณ์โดยฐำนเป็นเรื่องท่จี ะตอ้ งจัดทำ คือระงับด้วยกำรแก้ไขปลดเปล้ืองออกจำกอำบัตินั้นเสีย
มีกำรปลงอำบตั ิ หรอื กำรอยูก่ รรม เปน็ ตน้ ตำมวิธีท่ีทำ่ นบัญญัติไว้ มีอยู่ ๒ ประเภทคือ

(๑) อาบัติหนัก ไดแ้ ก่ อำบตั ิปำรำชกิ และอำบัตสิ ังฆำทิเสส มีโทษตั้งแตห่ มดควำม
เป็นพระจนถงึ มีโทษทจ่ี ะต้องอยู่ปรวิ ำสกรรม

(๒) อาบัติเบา หรืออำบัติเล็กน้อย ได้แก่ ถุลลัจจัย ปำจิตตีย์ ปำฏิเทสนียะ ทุกกฎ
ทุพภำษิต เมื่อภิกษุต้องเข้ำแล้วจะต้องแสดงคืนต่อบุคคลหรือคณะบคุ คลกไ็ ด้ในอำบัติทง้ั ๒ ประเภท
น้ันอำบัติหนักจัดเป็นอำบัติทต่ี ้องกำรลงโทษผลู้ ว่ งละเมดิ ไม่ใหเ้ ป็นเยยี่ งอย่ำง เรยี กกำรละเมิดอำบัติ
หมวดน้ีวำ่ เปน็ สลี วบิ ตั ิ สว่ นอำบัติเบำเป็นโทษทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับมำรยำทหรอื เป็นโทษที่ปอ้ งกนั ควำมเป็น
คนโหดร้ำย เรียกว่ำเป็นอำจำรวิบตั ิ๒๐ จะเห็นได้ว่ำกำรที่จะออกจำกอำบตั ิได้จะต้องมีวิธีกำรซึ่งพระ
วนิ ยั ได้กำหนดไวค้ อื ถำ้ เป็นอำบตั ิหนกั ได้แก่ ปำรำชิกจะตอ้ งสละสมณเพศคอื สึกอย่ำงเดยี วจึงจะพ้น
ถำ้ เป็นอำบัตสิ งั ฆำทเิ สสจะต้องอยปู่ รวิ ำสและ ใหส้ งฆส์ วดมำนตั ิ ประพฤติวัตร ๖ รำตรี ก่อน เมอื่ สงฆ์
ให้อัพภำนจึงจะถือว่ำออกจำกอำบัติได้ และ ถ้ำเป็นอำบัติเล็กน้อยจะแสดงต่อสงฆ์หรือบุคคลคณะ
บคุ คลก็พ้นได้ หรือจะสรุปง่ำยๆ กำรออกอำบัตกิ ค็ อื

(๑) กำรออกดว้ ยกำย
(๒) กำรออกด้วยวำจำ และ
(๓) กำรออกดว้ ยกำยและวำจำ
อกี นัยหน่ึงกำรออกอำบตั ิก็คอื
(๑) ออกในทำ่ มกลำงสงฆ์ ไดแ้ ก่อำบัติ ปำรำชิก สงั ฆำทเิ สส
(๒) ออกในทำ่ มกลำงคณะไดแ้ ก่ อำบตั ินสิ ัคคยี ปำจิตตยี ์ หรือปำจติ ตยี ์
(๓) ออกในทำ่ มกลำงบคุ คล ได้แก่ อำบัตเิ ล็กๆ อืน่ ๆ ๒๑ เป็นต้น
๔. กจิ จาธกิ รณ์ กำรงำนเป็นอธกิ รณ์ คือเรือ่ งทีเ่ กิดขน้ึ อนั สงฆต์ อ้ งจดั ตอ้ งทำหรอื กิจธรุ ะทส่ี งฆ์
จะพึงทำ อรรถกถำพระวินัยว่ำ หมำยถึงกิจอันจะพึงทำด้วยประชุมสงฆ์ ได้แก่สังฆกรรมทั้ง ๔ คือ
อปโลกนกรรม ญตั ตกิ รรม ญตั ติทุตยิ กรรม ญัตตจิ ตุตถกรรม หรอื หมำยถึง กจิ ทส่ี งฆพ์ งึ กระทำใหเ้ สรจ็
ส้ินไป หรือกิจท่ีสงฆ์พึงจะเข้ำไประงับเหตุอันไม่งำมอันจะก่อให้เกิดควำมวุ่นวำยข้ึนภำยในซ่ึงกิจนี้

๑๙ วิ.ป. (ไทย) ๘/๓๖๓/๕๔๖–๕๔๗.
๒๐ ว.ิ ป. (ไทย) ๘/๓๒๔/๔๕๔.
๒๑เรื่องเดียวกนั

๙๖

เรยี กว่ำ นิคหกรรม ทีส่ งฆจ์ ะพงึ ขม่ ภกิ ษบุ ำ้ งคฤหสั ถ์บ้ำงตำมสมควรแกโ่ ทษ และเม่อื ยอมสำนึกผดิ สงฆ์
จะต้องทำกำรระงับกำรลงนิคหกรรมเพือ่ ให้เขำสำมำรถทีจ่ ะเข้ำไปอย่ใู นสังคมได้อย่ำงปกติ๒๒

สำหรับบริบทของกระบวนกำรพิจำรณำแก้ไขปัญหำว่ำส่วนที่จะมีกำรแก้ไขปัญหำนั้นมี
องค์ประกอบที่เปน็ ท้งั หลกั กำรและเหตผุ ลรวมถึงกรอบและโครงสร้ำงทีส่ ำคัญ ดงั นค้ี ือ คอื

๕.๒.๒ หลกั การและเหตุผล ในการแกไ้ ขปัญหาภายในสมยั พุทธกาล
มีหลกั กำรและเหตุผลที่สำคัญอยู่ ๒ ประกำร คอื

(๑) เพ่ือเปน็ การบริหารปกครองคณะสงฆใ์ หเ้ ป็นไปด้วยความเรียบร้อยดงี ามและ
เอื้ออำนวยใหส้ มำชกิ ในสงั คมสำมำรถท่ีจะปฏิบตั ิธรรมเพอื่ บรรลุเป้ำหมำยสงู สุดของพระธรรมวินัยได้
และนอกจำกน้นั กเ็ ป็นกำรดำเนนิ กำรบรหิ ำรคณะสงฆ์ให้มรี ูปแบบท่สี ำมำรถจะดำเนนิ กจิ กำรต่ำงๆ ท่ี
เกิดขนึ้ ภำยในได้ เชน่ กำร กำรรับกฐนิ กำรสวดปำฎโิ มกข์ กำรบรรพชำอปุ สมบทกำรแตง่ ตั้งพระภิกษุ
ให้เป็นผู้เป็นใหญ่ในกจิ กำรตำ่ งๆ ในสงฆเ์ ชน่

(๑) ฝำ่ ยปอู ำสนะ
(๒) ฝำ่ ยจดั อำสนะสำหรับพระ
(๓) เจำ้ หน้ำทฝ่ี ำ่ ยพสั ดุคลัง
(๔) เจำ้ หน้ำทฝ่ี ำ่ ยรับจีวร
(๕) เจ้ำหนำ้ ทแ่ี จกจีวร
(๖) เจ้ำหนำ้ ที่จดั อำหำร
(๗) เจ้ำหนำ้ ที่จดั กิจนิมนต์
(๘) เจ้ำหนำ้ ที่จดั ขำ้ วยำคู
(๙) จดั ของเลก็ นอ้ ย
(๑๐) ฝ่ำยจัดอำรำม
(๑๑) เจ้ำหนำ้ ท่ีฝ่ำยควบคุมใชส้ ำมเณร
(๑๒) เจำ้ หน้ำท่จี ัดวำระคนใชภ้ ำยในวัด
(๑๓) เจำ้ หน้ำที่แจกของขบฉนั ๒๓ เปน็ ตน้
ในกิจดงั กลำ่ วขำ้ งต้นเป็นส่งิ ทพ่ี งึ กระทำแม้ว่ำกิจดังกลำ่ วจะไมก่ อ่ ใหเ้ กิดปัญหำก็ตำม
(๒) เพอื่ เป็นการชาระอธิกรณต์ า่ งๆ อนั เป็นเหตจุ ะนามาซ่ึงความวุ่นวายแตกแยกในคณะ
สงฆ์ เช่น กำรต้องอำบัติ กำรออกจำกอำบตั ิ กำรฟ้องรอ้ งดว้ ยเรื่องรำวเกยี่ วกับอำบัติ กำรใส่รำ้ ยด้วย
เรือ่ งไมม่ มี ลู และกำรยตุ ปิ ัญหำวนุ่ วำยทม่ี ีขอ้ ววิ ำทกันทง้ั ภำยในและภำยนอกคณะสงฆ์ซงึ่ ปญั หำเหล่ำนี้

๒๒ พระมหำอทุ ยั นลิ โกสยี ์. กระบวนกำรยตุ ิธรรมของคณะสงฆ์ไทย. วทิ ยำนิพนธส์ ังคมสงเครำะห์ศำสตร
มหำบัณฑิต. บัณฑติ วทิ ยำลัย. มหำวิทยำลัยธรรมศำสตร.์ ๒๕๔๐. หนำ้ ๗.

๒๓ นำยอธิเทพ ผำทำ. กำรศกึ ษำรูปแบบและกระบวนกำรแก้ปัญหำในพระพทุ ธศำสนำเถรวำท: ศกึ ษำ
เฉพำะกรณีอธิกรณสมถะ ๗ และ กฎนิคหกรรมของมหำเถรสมำคมในพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไข
เพ่มิ เตมิ (ฉบับที่๒) พ.ศ.๒๕๓๕. ปริญญำพุทธศำสตรดษุ ฎบี ัณฑติ . บัณฑิตวิทยำลยั . มหำวทิ ยำลัยมหำจุฬำลงกรณ
รำชวิทยำลัย. ๒๕๔๙. หน้ำ ๑๘-๑๙.

เปน็ ปญั หำที่จะตอ้ งแก้ไขใหย้ ตุ โิ ดยเรว็ มเิ ชน่ น้นั จะกอ่ ใหเ้ กิดควำมแตกแยกเพรำะควำมไมล่ งรอยกันใน
๒ เรือ่ ง ดังนค้ี อื

เรื่องทิฎฐิสามัญญตา คือเร่ืองควำมเห็น มี ๒ นัย คือ สัมมำทิฏฐิ ควำมเห็นชอบ
และมจิ ฉำทิฏฐิ ควำมเหน็ ผิด หำกกล่ำวถงึ “ทิฏฐิ” คำเดียวมักจะมคี วำมหมำยไมม่ ี เปน็ ควำมเห็นที่
ขัดแย้งที่แตกต่ำง หมำยถึงควำมยึดถือตำมควำมเห็น ควำมถือม่ันที่จะให้เป็นไปตำมควำมเช่ือถอื
หรอื ควำมเห็นของตนในภำษำไทยมกั หมำยถงึ ควำมดอ้ื รน้ั ในควำมเหน็ ๒๔

เรื่องสีลสามัญญตา เรื่องควำมเป็นอยู่ท่ีไม่เหมือนกัน หรือกล่ำวโดยสรุปกำรนำ
รูปแบบและกระบวนกำรแก้ไขปญั หำโดยอธิกรณสมถวิธีมำใช้กเ็ พ่ือประโยชน์ตำมหลกั กำรประโยชน์
แก่สงฆ์หรือส่วนรวม ประโยชน์แก่บุคคล ประโยชน์แก่ควำมบริสุทธ์ิ ประโยชน์แก่ประชำชนและ
ประโยชนแ์ กพ่ ระศำสนำ

จำกควำมขัดแย้ง ๒ ประกำรข้ำงต้นจะเห็นได้ว่ำ กำรแก้ไขปัญหำภำยในคณะสงฆ์มีเหตุผล
เพื่อคือทำเร่อื งที่ควรทำใหถ้ ูกต้องตำมพระธรรมวินัย และเพ่ือสร้ำงควำมยุติธรรมให้กับสังคมทงั้ ใน
ด้ำนกำรไต่สวนและกำรลงโทษให้ตรงตำมวัตถุประสงค์ของพระวินัยที่ว่ ำต้องกำรลงโทษคนผิดและ
รักษำคนดี๒๕ หรือพยำยำมที่จะให้โอกำสกับคนไมด่ ีปรับตัวเพ่ือสำมำรถจะเข้ำได้กับคนในสังคม ซึ่ง
มิได้เป็นกำรมุ่งหวังชีวิตแต่มุ่งหวังท่ีจะขจัดคนไม่ดีให้หลุดจำกวงจรโดยกำรตัดภำวะของควำมเป็น
พระภิกษุออกไปเท่ำนั้น เพ่ือให้เกดิ สนั ติสขุ โดยส่วนรวม

๕.๒.๓ อานาจในการในการแกไ้ ขปัญหาในสังคมสงฆ์
เรำจะพบว่ำในสมยั พุทธกำลน้ันพระพทุ ธองค์ทรงเป็นผู้มอี ำนำจสงู สุดในกำรบรหิ ำรคณะสงฆ์
ทรงสร้ำงสังคมสงฆ์และบัญญัติพระวินัยขึ้นมำเพ่ือใช้เป็นกรอบในกำรบริหำรปกครองและเพ่ื อเปดิ
โอกำสใหส้ งฆไ์ ดม้ กี ำรศึกษำ๒๖ นอกจำกน้นั เมอ่ื สมำชิกในสังคมมกี ำรละเมดิ พระวนิ ัยหรือศีลแล้วพระ
พทุ ธองค์ก็ทรงใชอ้ ำนำจทำงตุลำกำรเพ่ือแก้ไขปญั หำดงั กล่ำวให้ยตุ ิลง โดยในยคุ แรกทรงใช้อำนำจใน
กำรปกครองครบทงั้ ๓ ดำ้ น คอื ด้ำนนิตบิ ัญญัติ ดำ้ นบรหิ ำร และด้ำนตุลำกำร แตใ่ นระยะต่อมำเม่ือ
สังคมสงฆ์มีสมำชิกเพ่ิมมำกข้ึนพระพุทธองค์จงึ ได้ทรงมอบอำนำจกำรบรหิ ำรกำรปกครองใหก้ ับสงฆ์
คือ คณะภกิ ษุ ๔ รูปข้นึ ไปให้มอี ำนำจในกำรดูแลและบริหำรคณะสงฆ์แทนโดยให้ยึดเอำพระธรรมวนิ ยั
เปน็ หลกั ๒๗ และ ในกำรพิจำรณำปัญหำตำ่ งๆ จะตอ้ งพิจำรณำภำยใต้กรอบของพระธรรมวนิ ยั ๒๘
๕.๒.๔ ผมู้ อี านาจในการแก้ไขปญั หาอธิกรณ์
สำหรบั ผู้มอี ำนำจในรปู แบบและกระบวนกำรแกไ้ ขไขปัญหำในสมัยพุทธกำลคือสงฆ์ หมำยถงึ
ภิกษทุ ่ไี ดร้ บั กำรแต่งต้ังจำกสงฆ์ตำมพทุ ธบญั ญัตใิ ห้เป็นผู้มีอำนำจเต็มในกำรดำเนินกิจกำรตำ่ งๆ ได้ ซ่งึ
สงฆ์นนั้ จะตอ้ งประกอบไปด้วยประธำนคือ พระวินยั ธร โดยจะตอ้ งมคี ุณสมบัตพิ น้ื ฐำน ดงั น้ี

๑) เป็นผู้มศี ีลสำรวมในพระปำตโิ มกข์

๒๔ พระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต). พจนำนกุ รมพทุ ธศำสตรฉ์ บับประมวลศัพท.์ พิมพ์ครง้ั ที่ ๓๕.
กรุงเทพฯ: สหธรรมิก, ๒๕๕๔. หนำ้ ๑๓๑.

๒๕ ว.ิ มหำ. (ไทย) ๑/๓๙/ ๒๔-๒๖.
๒๖ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). วนิ ยั เรื่องใหญ่กว่ำท่คี ดิ . กรงุ เทพฯ : มูลนิธิพทุ ธธรรม. ๒๕๔๒. หน้ำ ๒๔.
๒๗วิ.มหำ. (ไทย) ๑๐/๒๑๘/๑๖๖.
๒๘ กำรไม่ถอนสิกขำบทต่ำงๆ ตำมมติกำรสังคำยนำครั้งที่ ๑ ใน. ว.ิ จู. (ไทย) ๗/๔๔๒/๓๘๒-๓๘๓.

๙๘

๒) เปน็ พหสู ูต ทรงสุตะสั่งสมสุตะ
๓) ทรงจำพระปำฎโิ มกขท์ ้ัง ๒ โดยพิสดำร
๔) ต้ังมน่ั ในพระธรรมวนิ ยั
๕) เป็นผูอ้ ำจชแ้ี จงให้คู่ตอ่ ส้ใู นอธิกรณย์ นิ ยอมเขำ้ ใจเล่อื มใสได้
๖) เป็นผูฉ้ ลำดทจี่ ะระงับอธิกรณไ์ ด้
๗) รู้อธิกรณ์(ปัญหำ)
๘) รเู้ หตุของปัญหำ
๙) รูก้ ำรยุติปัญหำ
๑๐) รทู้ ำงระงับปัญหำนัน้ ๒๙
เมือ่ ได้ภิกษผุ ู้มคี ุณลกั ษณะพนื้ ฐำนดังกลำ่ วจำนวน ๔ รปู เป็นอย่ำงต่ำแล้วกส็ ำมำรถที่
จะดำเนินกำรแก้ปญั หำได้ โดยคณะสงฆ์จำนวน ๔ รูปน้ีเมอื่ มปี ัญหำเกดิ ข้ึนจะทำหนำ้ ท่ีในกำรพจิ ำรณำ
ไตส่ วน

๕.๒.๕ รปู แบบของการใช้อานาจของสงฆ์
สำหรับรูปแบบของกำรใช้อำนำจของสงฆ์ในกำรแก้ไขปัญหำอธิกรณ์เรียกว่ำ “สังฆกรรม”
หมำยถึง กิจท่สี งฆ์พึงจะทำหรอื กระบวนกำรทำงำนของ
สงฆ์๓๐ ซ่ึงพระพทุ ธองคท์ รงมอบอำนำจใหเ้ พรำะ

(๑) เห็นว่ำภิกษุบริษทั มีจำนวนมำกข้ึน
(๒) เพอื่ ใชเ้ ปน็ รูปแบบใหค้ ณะสงฆน์ ำไปดำเนนิ กำรบรหิ ำรปกครองคณะ๓๑
ในกำรแก้ไขปญั หำพระพุทธองค์ทรงอนญุ ำตใหใ้ ช้สงั ฆกรรมเปน็ รปู แบบของกำรดำเนินกำร
แกไ้ ขปญั หำ ๔ ประเภท คอื
(๑) อปโลกกรรม
(๒) ญตั ติกรรม
(๓) ญัตตทิ ตุ ิยกรรม
(๔) ญัตตจิ ตุตถกรรม
ซงึ่ มีองค์ประกอบทีส่ ำคญั อยู่ ๒ อย่ำงคือ
๑) คำเผดยี งสงฆห์ รอื คำประกำศจดุ มุง่ หมำยของกำรประกอบกิจน้ันวำ่ จะทำอยำ่ งไร
ซึง่ เรียกวำ่ “ญตั ตกิ รรม”
๒) อนุสำวนำ หรือคำสวดประกำศเพ่ือหำรอื ว่ำกิจท่ีทำน้ีสมควรหรอื ไม่สมควร ถ้ำ
สมควรกน็ งิ่ แลว้ ก็ยดึ ถอื วำ่ กำรน่งิ ของสงฆ์เปน็ กำรยอมรับ ถ้ำไมเ่ หน็ ด้วยใหค้ ัดค้ำนในท่ำมกลำงสงฆ์
ในกำรแบง่ สงั ฆกรรมออกเปน็ ๔ ประเภทพิจำรณำจำกองค์ประกอบ ๒ ประเภทคอื ถ้ำกิจที่
สงฆ์ทำเพียงแค่เป็นกำรปรึกษำหำรือธรรมดำไม่มีกำรตั้งญัตติ หรือขอควำมเห็นซ่ึงเป็นกำร

๒๙ วิ.จู. (ไทย) ๖/๒๓๑/๓๔๙.
๓๐ พระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต). พจนำนกุ รมพทุ ธศำสตร์ฉบบั ประมวลศพั ท.์ พิมพค์ รง้ั ท่ี ๓๕.
กรงุ เทพฯ: สหธรรมิก, ๒๕๕๔. หนำ้ ๔๑๕.
๓๑ วิ.มหำ. (ไทย) ๕/๓๘๘/๑๘๙–๑๙๐.

ปรึกษำหำรือทั่วไปก็เรียกว่ำ อปโลกนกรรม เช่น กำรอปโลกน์แจกอำหำรในโรงฉัน๓๒ ถ้ำกิจท่ีสงฆพ์ งึ
ทำนั้นจะต้องมีกำรประกำศแจง้ ญัตติหรือหวั ข้อท่ีสงฆ์จะพึงดำเนินกำรแต่ไมจ่ ำเป็นตอ้ งมีกำรรบั รอง
หรือหำรือ (อนุสำวนำ๓๓) ก็เรียกว่ำญตั ติกรรม เช่น สวดปำติโมกข์ เป็นต้น ถ้ำกิจใดจำเปน็ จะตอ้ งตัง้
ญัตติและสวดรับรอง (อนุสำวนำ) ๑ คร้ัง เช่นกำรสวดให้กฐิน ก็เรียกว่ำญัตติทุติยกรรม แต่ถ้ำกิจใด
ต้องมีกำรตั้งญัตติ และต้องมีกำรประกำศรบั รองกรรมนั้น (อนุสำวนำ) ถึง ๓ ครั้ง เช่น กำรอปุ สมบท
กำรขออพั ภำณให้กบั พระภกิ ษุที่ล่วงอำบัตสิ งั ฆำทเิ สส (อำปตั ตำธิกรณ)์ กเ็ รยี กว่ำ ญตั ติจตตุ ถกรรม๓๔
เพ่อื ให้สงฆม์ ีเวลำในกำรพจิ ำรณำวำ่ จะอนุมัตหิ รือไม่

ในกำรแก้ไขปัญหำควำมขัดแย้งหรืออธิกรณ์ของสงฆ์ ทุกประเภทจำเป็นจะต้องใช้รูปแบบ
ของสังฆกรรมน้ีในกำรแก้ไขปญั หำ หำกเรำจะพบว่ำปญั หำแต่ละประเภทจะใช้รปู แบบของสงั ฆกรรมท่ี
แตกต่ำงกันไปท้ังน้ีก็ขึ้นอยู่กับควำมเหมำะสมในกิจน้ันๆ อีกประกำรหน่ึง รูปแบบที่ใช้ในกำรแก้ไข
ปัญหำ (สงั ฆกรรม) นีย้ งั มีควำมสัมพันธ์กับรูปแบบแลพจำนวนของคณะผมู้ ีอำนำจในกำรแก้ไขปัญหำ
ดว้ ย ดงั นี้

๑) สงฆจ์ ตวุ รรค คอื มีภิกษุ ๔ รปู ขนึ้ ไปจงึ จะครบองค์กำหนด๓๕ ทำสงั ฆกรรมไดท้ ุกประเภท
ยกเว้น อุปสมบทและอัพภำณกรรม

๒) สงฆ์ปัญจวรรค ทำสังฆกรรมได้เฉพำะญัตติกรรม คือ กำรอุปสมบทในปัจจนั ตชนบท
และกำรสวดกฐินเท่ำนน้ั

๓) สงฆ์ทสวรรค คือมีภิกษุ ๑๐ รูปข้ึนไปจึงจะครบองค์กำหนด ทำสังฆกรรมได้ทุกอย่ำง
ยกเว้น อัพภำณกรรม

๔) สงั ฆว์ สี ติวรรค คือมีภกิ ษุ ๒๐ รูปขึ้นไปจงึ จะครบองคก์ ำหนด ทำสงั ฆกรรมได้ทุกประเภท
ตั้งแตก่ จิ ธรรมดำถึงอัพภำณกรรม

ดังนั้น ในกำรแก้ไขปัญหำผู้มีอำนำจจึงไม่มีกำรกำหนดตำยตัวว่ำจะใช้แบบไหนจะต้อง
พจิ ำรณำจำกปัจจยั ๓ ประกำรนค้ี ือ

๑) ลกั ษณะของปัญหำ
๒) คณะผู้มอี ำนำจในกำรแกไ้ ขปญั หำ
๓) ประเภทของสงั ฆกรรม เปน็ ต้น๓๖

๓๒ พระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต). พจนำนกุ รมพทุ ธศำสตร์ฉบับประมวลศัพท.์ พิมพ์ครั้งท่ี ๓๕.
กรุงเทพฯ: สหธรรมิก, ๒๕๕๔. หน้ำ ๔๙๙.

๓๓ อนุสำวนำ หมำยถึง คำสวดประกำศ คำประกำศควำมปรึกษำและตกลงของสงฆ์ คำขอมติ. เรือ่ ง
เดยี วกัน. หน้ำ ๔๙๗.

๓๔ เรอื่ งเดยี วกัน. หน้ำ ๔๙.
๓๕เรอ่ื งเดียวกัน.
๓๖ นำยอธิเทพ ผำทำ. กำรศกึ ษำรปู แบบและกระบวนกำรแกป้ ญั หำในพระพทุ ธศำสนำเถรวำท: ศึกษำ
เฉพำะกรณีอธิกรณสมถะ ๗ และ กฎนิคหกรรมของมหำเถรสมำคมในพระรำชบญั ญตั ิคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไข
เพิ่มเตมิ (ฉบบั ที่๒) พ.ศ.๒๕๓๕. หลักสตู รปริญญำพุทธศำสตรดุษฎบี ัณฑติ . บัณฑิตวิทยำลยั . มหำวิทยำลยั มหำจฬุ ำ
ลงกรณรำชวทิ ยำลัย.๒๕๔๙. หน้ำ ๑๘-๒๒.

๑๐๐

๕.๓ ประเภทของอธกิ รณสมถะ
อธิกรณสมถะ คือธรรมเคร่ืองระงับอธิกรณ์วิธดี ำเนินกำรเพ่อื ระงบั อธิกรณ์ ๔ อยำ่ ง

ดงั กล่ำวขำ้ งตน้ ซงึ่ อธิกรณสมถะเป็นช่ือหมวดแห่งสกิ ขำบทหมวดหน่งึ ในพระวินัย มี ๗ ประเภท คอื
๑) สัมมขุ ำวนิ ัย (สำ-มุ-ขำ-) คอื วิธีระงับในทพ่ี ร้อมหนำ้
๒) สติวินัย (สะ-ติ-) คือวธิ รี ะงบั โดยถือสตเิ ป็นหลกั
๓) อมูฬหวนิ ยั (อะ-มูน-หะ-) คอื วิธรี ะงบั สำหรับผู้หำยจำกเปน็ บ้ำ
๔) ปฏญิ ญำตกรณะ (ปะ-ตนิ -ยำ-ตะ-กะ-ระ-นะ) คือกำรทำตำมท่ีรบั
๕) ตสั สปำปิยสิกำ (ตัด-สะ-ปำ-ป-ิ ยะ-ส-ิ กำ) คือกำรตดั สนิ โทษแก่ผู้ผิด
๖) เยภุยยสกิ ำ (เย-พุย-ยะ-ส-ิ กำ) คอื กำรตัดสนิ ตำมคำของคนข้ำงมำก
๗) ติณวัตถำรกวินัย (ติน-นะ-วัด-ถำ-ระ-กะ-) คือวิธีดุจกลบไว้ด้วยหญ้ำหรือวอธี

ประนีประนอม๓๗

๕.๔ รปู แบบและกระบวนการแกไ้ ขปญั หาความขัดแย้งดว้ ยอธกิ รณสมถะ

๕.๔.๑ สัมมขุ าวินยั
หมำยถึงระเบียบอันพึงทำในที่พร้อมหน้ำ หมำยถึงกำรท่ีทุกฝ่ำยที่เกี่ยวข้องมำ

ประชุมพร้อมหน้ำกัน นำประเด็นปัญหำมำพูดคุยกันแล้วหำ ข้อยุติและมีควำมเป็นธรรม ประเด็น
สำคัญอยู่ที่ "ควำมเป็นธรรม" ข้อน้ีมีนัยที่ควรศึกษำอย่ำงย่ิง ควำมเป็นธรรมหรือควำมไม่เป็นธรรม
ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะและบทบำทขององค์ประชุม คือผู้ที่ เข้ำร่วมประชุมเป็นธรรมวำทีหรอื อธรรม
วำที และฝำ่ ยไหนมบี ทบำทในกำรชนี้ ำมำกกวำ่ ระหวำ่ ง ธรรมวำทีกับอธรรมวำที

คำวำ่ "ธรรมวำท"ี แปลวำ่ ผ้มู ักกล่ำวถกู ต้องตำมหลกั กำร
คำวำ่ "อธรรมวำท"ี แปลวำ่ ผมู้ กั กลำ่ วไม่ถกู ตอ้ งตำมหลักกำร
วธิ ีสัมมขุ ำวินัยทีช่ อ่ื วำ่ ไมเ่ ปน็ ธรรม อำจแยกพจิ ำรณำไดเ้ ปน็ ๓ กรณี ดังน้ี
กรณีท่ี ๑ ผู้เข้ำร่วมประชุมเกือบจะทัง้ หมดเป็นธรรมวำที มีเพียงหน่ึงรูปเทำ่ นัน้ เป็น
อธรรมวำที แต่อธรรมวำทีเปน็ ผู้มบี ำรมมี อี ิทธิพล เปน็ ที่เกรงใจของผเู้ ข้ำรว่ มประชุมทัง้ หมด หรอื มวี ำ
ทะเฉียบคม สำมำรถจัดระบบควำมคิดแสดงเหตุผลได้ชัดเจน จึงมีบทบำทในกำรชี้นำท่ีประชุม ให้
ยินยอมเห็นคล้อยตำม จนกระท่งั ปญั หำยตุ ิ อย่ำงนี้ชื่อวำ่ สัมมุขำวนิ ยั ท่ีไมเ่ ปน็ ธรรม
กรณที ่ี ๒ ผู้เข้ำรว่ มประชมุ เกอื บจะทั้งหมดเปน็ ธรรมวำที มเี พยี งสองถงึ สำมรปู เท่ำนั้น
เป็นอธรรมวำที แต่พวกอธรรมวำทีเป็นผู้มบี ำรมมี ีอทิ ธิพล เปน็ ทเี่ กรงใจของผเู้ ขำ้ ร่วมประชุม ท้งั หมด
หรือมีวำทะเฉียบคม สำมำรถจัดระบบควำมคิดแสดงเหตุผลได้ชัดเจน จึงมีบทบำทใน กำรช้ีนำท่ี
ประชุมให้ยินยอมเห็นคลอ้ ยตำม จนกระทงั่ ปญั หำยุติ อย่ำงนีช้ ือ่ ว่ำสัมมขุ ำวินยั ที่ไมเ่ ป็น ธรรม
กรณที ี่ ๓ ผู้เขำ้ รว่ มประชุมส่วนหนึ่งเปน็ ธรรมวำที มผี เู้ ขำ้ ร่วมประชุมจำนวนตง้ั แต่ ๔
รูปขึ้นเป็นอธรรมวำที แต่พวกอธรรมวำทีเป็นผู้มีบำรมมี ีอิทธิพล เป็นทเี่ กรงใจของผู้เข้ำร่วมประชมุ

๓๗ พระพรหมคณุ ำภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนำนุกรมพุทธศำสตรฉ์ บบั ประมวลศพั ท์. พมิ พค์ รั้งที่ ๓๕.
กรงุ เทพฯ: สหธรรมิก, ๒๕๕๔. หน้ำ ๔๘๒.

ท้งั หมด หรือมีวำทะเฉียบคม สำมำรถจดั ระบบควำมคดิ แสดงเหตุผลได้ชัดเจน จึงมีบทบำท ในกำร
ชี้นำท่ีประชุมใหย้ นิ ยอมเหน็ คลอ้ ยตำม จนกระทงั่ ปัญหำยุติ อย่ำงน้ีช่ือว่ำสัมมุขำวินยั ทไ่ี ม่เปน็ ธรรม
สัมมุขำวินัยที่ไม่เป็นธรรมอย่ำงนี้ แม้จะทำให้ปัญหำควำมขัดแย้งยุติก็ถือว่ำไม่ถูกต้อง เพรำะองค์
ประชุมถูกอิทธิพลฝ่ำยอธรรมครอบงำ คนดีมีคุณธรรมไม่มีอิสระทำงควำมคิดที่จะกระทำ กำรใดๆ
ตำมทีต่ ัวต้องกำรได้

ส่วนสมั มุขำวินยั ท่ีชื่อวำ่ เปน็ ธรรมน้นั ได้แกก้ ำรทฝี่ ำ่ ยธรรมวำทีมจี ำนวนหนงึ่ คน จำนวน สอง
ถึงสำมคนหรือจำนวนต้ังแต่ ๔ คนข้ึนไปเป็นผู้มีบำรมีมีอิทธิพล เป็นที่เกรงใจของผู้เข้ำร่วม ประชุม
ท้ังหมด หรือมีวำทะเฉียบคม สำมำรถจัดระบบควำมคิดแสดงเหตุผลได้ชัดเจน จึงมีบทบำท ในกำร
ชี้นำที่ประชมุ ใหย้ ินยอมเห็นคลอ้ ยตำม จนกระทง่ั ปัญหำยตุ ิ

จึงแสดงให้เหน็ ว่ำ บทสรุปของกำรแก้ปัญหำตำมกรอบแห่งสัมมขุ ำวินัยนั้น ไม่ได้ถือเอำ
ตำม มติเสียงข้ำงมำกเปน็ ประมำณ แต่ยึดถือคุณสมบัติของผู้ลงมติเป็นสำคัญ กล่ำวคือ มติท่ีนำไปสู่
กำรยตุ ิปญั หำตอ้ งมำจำกบคุ คล คณะ หรือสงฆ์ทเี่ ปน็ ฝำ่ ยธรรมวำที ซ่งึ อำจเป็นเสียงขำ้ งนอ้ ยหรือ เสยี ง
ข้ำงมำกก็ได้ อย่ำงไรก็ตำม ถ้ำปัญหำไม่สำมำรถให้ยุติได้ตำมกระบวนกำรแห่งสัมมุขำวินัย แนวทำง
แก้ปญั หำกจ็ ะพฒั นำไปสู่อีกกระบวนกำรหนงึ่ ๓๘

ไดแ้ กก่ ำรระงบั อธิกรณ์ในทพี่ รอ้ มหนำ้ สงฆ์๓๙ ๔ ประกำร ได้แก่
(๑) พร้อมหน้าสงฆ์ คือภิกษุเข้ำประชุมครบองค์กำหนดเป็นสงฆ์ หมำยถึง กำร

ตัดสินหรือระงบั อธิกรณ์น้ันจะต้องนำมำตัดสินต่อหน้ำคณะสงฆ์ ซึ่งเป็นผู้ตัดสนิ โดยสงฆ์จะต้องเปน็
คณะที่ได้รับมอบฉันทะและปำรสิ ุทธิศีลจำกสมำชิกในสงั คมแล้ว และจะต้องมีจำนวนครบองค์สงฆ์ท่ี
ถูกต้องตำมพระธรรมวินัย กลำ่ วคือคือต่อหน้ำคณะพระภิกษุที่เป็นผดู้ ำเนินกำรแก้ปญั หำหรือตัดสิน
คดี ซึง่ สงฆ์ทท่ี ำสังฆกรรมได้นัน้ จะตอ้ งมตี ้ังแต่ ๔ รปู ข้นึ ไป พร้อมท่ีจะพิจำรณำอธิกรณไ์ ด้

เมื่อควำมขดั แยง้ ใดกต็ ำมเกิดข้นึ แล้วสงฆพ์ ิจำรณำเหน็ วำ่ เป็นกรรมทีจ่ ะต้องมกี ำรแก้ไขให้ยุติ
ลงและสำมำรถนำวธิ ีกำรนี้ไปใช้ได้ สงฆ์ก็จะประชมุ กันและนำอธิกรณ์นัน้ เข้ำพิจำรณำพร้อมหน้ำพระ
ธรรมวินยั และพรอ้ มหนำ้ สงฆ์ซึ่งวิธกี ำรนี้เรยี กวำ่ สมั มขุ ำวินัย สว่ นมลู เหตุในกำรบญั ญตั วิ ธิ ีกำรน้กี ค็ ือ
กรณีพระภิกษุฉัพพัคีย์ได้พำกันลงปัพพำชนียกรรม๔๐ หรือนิคหกรรมข้ออื่นๆ แก่ภิกษุหลำยรูปโดย

๓๘ พระศรีคัมภีรญำณ, (สมจินต์ สมฺมำปญโฺ ญ).''พทุ ธวิธีแกป้ ัญหำควำมขดั แยง้ โดยกรอบแห่งอธิกรณสมถะ
๗ : ศกึ ษำแนวกำรประยกุ ต์ใชส้ ัมมขุ ำวนิ ัย เยภยุ ยสิกำวนิ ัย ''. ออนไลน.์
(http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=689&articlegroup_id=147). ๙ พ.ย.
๒๕๖๑.

๓๙ พระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต). พจนำนกุ รมพทุ ธศำสตร์ฉบบั ประมวลศัพท์. พิมพค์ รัง้ ท่ี ๓๕.
กรงุ เทพฯ: สหธรรมิก, ๒๕๕๔. หน้ำ ๔๓๖.

๔๐ ปัพพำชนียกรรม หมำยถงึ กรรมอันสงฆ์พงึ ทำจำกหมู่, กำรไล่ออกจำกวดั , กรรมนส้ี งฆ์ทำแกภ่ ิกษผุ ู้
ประทุษรำ้ ยสกลุ และประพฤติเลวทรำมเป็นข่ำวเซ็งแซห่ รอื แก่ภกิ ษุผ้เู ลน่ คะนอง ๑ อนำจำร ๑ ลบล้ำงพระบญั ญัติ ๑
มิจฉำชีพ ๑ (ข้อ ๑ในนิคหกรรม ๖). เรอื่ งเดียวกัน. หน้ำ ๒๓๔.

๑๐๒

ไม่ได้กระทำในท่ีพรอ้ มหนำ้ ทำให้หมู่ภิกษุทถี่ ูกลงนิคคหกรรมไปโพนทนำ พระพุทธองค์จงึ ทรงมพี ทุ ธ
บญั ญัตใิ หส้ งฆ์ลงนิคคหกรรมในที่พรอ้ มหน้ำโดยเรียกวิธนี ้ีวำ่ สัมมขุ ำวนิ ัย๔๑

(๒) พร้อมหนา้ บุคคล คอื บุคคลทเ่ี กย่ี วขอ้ งในเรื่องน้ี อยูพ่ ร้อมหนำ้ กนั หมำยถึง
กำรพิจำรณำตัดสินคดีควำม(อธิกรณ์) จะต้องตัดสินต่อหน้ำคณะบุคคลท่ีเก่ียวข้องท้ังฝำ่ ยพยำนและ
โจทก์และจำเลยพร้อมทัง้ เรื่องท่เี กดิ ข้ึนดว้ ย เชน่ ค่กู รณีมำพรอ้ มหน้ำกนั ซงึ่ จะนำไปใช้ในกรณวี วิ ำทำธิ
กรณ์ และอนุวำทำธิกรณ์๔๒ โดยท้ัง ๒ อธิกรณ์จะเป็นเร่ืองทเ่ี ก่ียวข้องกบั กำรก่อกำรทะเลำะวิวำทของ
บคุ คลทง้ั ๒ ฝ่ำยโดยทั้งคูจ่ ะตอ้ งมำยืนยนั ข้อมลู อนั เป็นจริงต่อหนำ้ สงฆเ์ พรำะหำกฝ่ำยใดฝ่ำยหน่ึงไม่มำ
เพื่อพิสูจนต์ ัวเอง กำรท่ีจะตัดสินอธิกรณ์ในเร่อื งท่ีเกิดขนึ้ นั้นก็จะเป็นโมฆะคือไมถ่ ูกต้องตำมพระธรรม
วนิ ัย

(๓) พร้อมหน้าวตั ถุ ได้แก่ยกเร่อื งทเี่ กิดขน้ึ นัน้ ขนึ้ วนิ ิจฉยั หมำยถึง กำรยกเรื่องท่ี
เกิดข้ึนพิจำรณำวินิจฉัย เช่น คำกล่ำวหำของโจทก์เพ่ือเร่มิ เรือ่ งในกรณีอนุวำทำธิกรณ์ และข้อวิวำท
เร่ืองพระธรรมวินัย อำบัติ ไม่เป็นอำบัติ เป็นต้น จำกนั้นก็จะต้องนำเร่ืองดังกล่ำวไปสอบสวนและ
วินจิ ฉัยวำ่ ใครผดิ ใครถูกหรือใครพูดจริงใครพูดเทจ็

(๔) พร้อมหน้าธรรมวินัย ได้แก่วินิจฉัยถูกธรรม ถูกวินัย หมำยถึง กำรระงับ
อธกิ รณจ์ ะต้องนำเอำพระธรรมวนิ ัย และนวังคสตั ถุศำสน์๔๓ ท่เี ป็นหลกั สำหรบั ระงับอธกิ รณ์มำใช้โดย
ครบถว้ น คอื ตดั สินโดยควำมถกู ต้องตำมพระธรรมวนิ ัย๔๔ หมำยควำมว่ำในกำรตัดสินคดีหรืออธิกรณ์
จะต้องคำนึงถงึ พระธรรมอนั ได้แก่ นวังคสัตถุศำสน์ คือเรือ่ งรำวทงั้ หมดทเี่ ป็นคำสอนของพระพุทธองค์
อนั รวมอยูใ่ นพระไตรปฎิ กมำอำ้ งอิงและสอบทำน กลำ่ วคือ จะต้องตรวจสอบท้งั สว่ นที่เปน็ อำชีวะอัน
บริสุทธิ์ และปำฏโิ มกขอ์ นั เปน็ กฎเกณฑใ์ นกำรปฏิบัติของเหลำ่ ภิกษุมำเปน็ เกณฑ์ตดั สนิ ด้วย จะยดึ เอำ
เพียงอย่ำงใดอย่ำงหน่ึงมำเปน็ เกณฑ์ไมไ่ ด้ เพรำะพระธรรมวินัยจะครอบคลุมไปทุกสว่ นของวิถีชีวติ
หรือสิกขำชีพอันงดงำมของภิกษุ

๕.๓. ๒ สตวิ ินยั
วิธีระงับโดยถือสติเป็นหลัก หมำยถึง วิธีระงับอนุวำทำธิกรณ์ที่ยกเอำสติเป็นหลัก

ได้แก่ กิริยำท่ีสงฆ์สวดประกำศรับรรู้ ่วมกันว่ำพระอรหันต์เปน็ ผู้มีสติสมบรู ณ์ ในกรณีที่มีผู้โจทกท์ ่ำน

๔๑ ว.ิ จู. (ไทย) ๖/๑๘๕/๒๙๕, วิ.ป. (ไทย) ๘/๓๔๙-๓๕๐/๕๓๐.
๔๒ วิ.จ.ู (ไทย) ๖/๒๒๔–๒๒๕/๓๔๒–๓๔๓.
๔๓ นวังคสัตถุศาสน์ หมำยถึงคำสอนของพระศำสดำ มีองค์ ๙ พระพุทธองค์ประกอบ ส่วนประกอบ ๙
อย่ำงที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้ำ คือ ๑. สุตตะ (พระสูตรทั้งหลำย รวมทั้งพระวินัยปิฎกและนิทเทส) ๒. เคยยะ
(ควำมท่ีมีร้อยแก้วและร้อยกรองผสมกัน ได้แก่พระสูตรท่ีมีคำถำทั้งหมด) ๓.เวยยำกรณะ (ไวยำกรณ์ คือควำมร้อย
แก้วล้วน ไดแ้ ก่ พระอภธิ รรมปฎิ กทัง้ หมด และพระสตู รทไี่ มม่ คี ำถำ เปน็ ต้น) ๔. คำถำ (ควำมรอ้ ยกรองลว้ นเช่นธรรม
บท เถรคำถำ เถรีคำถำ เปน็ ต้น)๕. อทุ ำน (ไดแ้ ก่ พระคำถำพทุ ธอุทำน ๘๒ สูตร) ๖. อิติวุตตกะ (พระสตู รท่ีเรียกว่ำ
อิติวุตตกะ ๑๑๐ สูตร) ๗. ชำตกะ (ชำดก ๕๕๐ เรื่อง) ๘. อัพภูตธรรม (เร่ืองอัศจรรย์ คือพระสูตรที่กล่ำวถึงข้อ
อศั จรรย์ตำ่ งๆ) ๙. เวทลั ละ (พระสูตรแบบถำมตอบที่ให้เกดิ ควำมรู้และควำมพอใจแล้วซักถำมยิ่งๆ ขึน้ ไป เช่น จูฬ-
เวทัลลสูตร มหำเวทัลลสูตร เป็นต้น). พระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนำนุกรมพุทธศำสตร์ฉบับประมวล
ศัพท.์ พิมพ์ครงั้ ที่ ๓๕. กรุงเทพฯ: สหธรรมกิ , ๒๕๕๔. หน้ำ ๑๕๖.
๔๔ ว.ิ จู.(ไทย) ๖/๑๘๕/๒๙๕–๒๙๖.

ด้วยสีลวบิ ัติ๔๕ เช่น เม่ือภิกษุรูปใดรปู หน่งึ ถกู กลำ่ วหำดว้ ยสลี วิบตั ิ คอื อำบัตปิ ำรำชิก เมอ่ื ภิกษสุ อบถำม
ท่ำนวำ่ ท่ำนรตู้ วั ไหมว่ำต้องอำบตั ชิ ือ่ นี้ ถ้ำท่ำนตอบว่ำไม่รู้ ไม่เห็นไม่ได้ทำ เมื่อทำ่ นตอบวำ่ ไมร่ ู้ ไมเ่ หน็
ไม่ได้ทำ สงฆ์ก็จะต้องประกำศให้ทรำบโดยทั่วกันว่ำท่ำนเป็นผู้ที่มีสติสมบูรณ์ไม่ได้ทำผิดตำมท่ีถูก
กล่ำวหำและป้องกนั มิใหภ้ ิกษุรปู อ่ืนโจทก์ท่ำนด้วยเร่ืองอำบัติช่ัวหยำบต่ำงๆ ซึ่งเหตุผลที่ทรงบัญญตั ิ
วิธีกำรแก้ไขแบบนีก้ ็เพรำะ ทรงปรำรภเหตุท่พี ระทพั พมลั ลบุตรถูกภิกษุฉัพพคั ีย์กลำ่ วหำว่ำเสพเมถนุ
กับภิกษุณีเมตติยำ เป็นเหตุให้มีกำรใต่สวนจนพบว่ำพระทพั พมัลบตุ รไม่มีควำมผดิ จำกนั้นสงฆ์จึงได้
สวดประกำศให้สงฆ์รับรู้ว่ำท่ำนเป็นผู้บริสุทธิ์๔๖ และพระพุทธองค์ก็ได้ทรงมีพุทธบัญญัติเอำไว้พระ
สุตตนั ตปิฎกมชั ฌมิ นกิ ำย อปุ รปิ ัณณำสก์ว่ำ

๔๗ “ภิกษุท้ังหลำยในธรรมวนิ ัยน้ี ยอ่ มกลำ่ วหำภกิ ษดุ ว้ ยอำบตั ิ
หนกั เหน็ ปำนน้คี อื ปำรำชิก หรอื ใกลเ้ คียงปำรำชิกว่ำทำ่ นผู้มีอำยรุ ะลกึ
ได้หรือว่ำ ท่ำนต้องอำบัติหนักเห็นปำนน้ี คือ ปำรำชิก หรือใกล้เคียง
ปำรำชิก ภิกษุน้ันกล่ำวอย่ำงน้วี ่ำท่ำนทั้งหลำย ข้ำพเจ้ำระลึกไมไ่ ดเ้ ลย
ว่ำ ข้ำพเจ้ำต้องอำบัติหนักเห็นปำนน้ี คือปำรำชิก หรือใกล้เคียง
ปำรำชิก เม่ือเป็นเช่นน้ี สงฆ์พึงให้สติวินัยแก่ภิกษุนน้ั อำนนท์ สติวินยั
เป็นอย่ำงน้ี กำรระงบั อธิกรณ์บำงอย่ำงในธรรมวินัยนี้ย่อมมีได้ดว้ ยสติ
วนิ ัยอยำ่ งน้ี”
จำกข้อควำมทย่ี กมำกล่ำวมำขำ้ งตน้ แสดงให้เห็นวำ่ กำรใหส้ ติวนิ ยั ใชไ้ ด้กบั อนวุ ำทำธกิ รณ์ คือ
มีกำรกล่ำวโจทก์กันด้วยอำบัติเพื่อเป็นกำรรับรองควำมบริสุทธิ์ของพระอรหันต์ ดังนั้นสงฆ์ผู้ระงับ
อธิกรณ์พึงให้สติวินัยและสวดรับรองประกำศแกส่ งฆ์ให้ทรำบเพื่อจะได้ไม่ต้องโจทก์อำบัตแิ ก่ภกิ ษรุ ปู
น้ันอกี พระพทุ ธเจำ้ ทรงบัญญัตแิ นะนำวธิ รี ะงบั อธกิ รณ์ชนิดน้ี ซ่ึงเกิดแกพ่ ระอรหนั ตโ์ ดยใหส้ งฆ์สวด
ประกำศให้สติแก่พระทพั พมัลลบตุ รแลว้ ทรงแสดงเงือ่ นไข ๕ ระกำรใหส้ ติวินัยคือ
๑) ภิกษผุ ้ถู ูกโจทฟอ้ งเปน็ ผูบ้ รสิ ทุ ธ์ิไม่มอี ำบัติ
๒) มผี ู้กล่ำวฟ้องภิกษุนัน้
๓) ภกิ ษุน้ันขอสติวินยั
๔) สงฆ์ให้สตวิ นิ ยั แกภ่ ิกษนุ ัน้
๕) สงฆ์พรอ้ มเพรยี งกนั ให้โดยธรรม
ดงั กล่ำวมำน้ีจึงเรยี กวำ่ ให้สตวิ นิ ัยอันเปน็ ธรรม

๕.๔.๓ อมูฬหวินัย

วิธรี ะงับสำหรบั ผู้หำยจำกเปน็ บ้ำ หมำยถงึ วธิ รี ะงบั อนวุ ำทำธิกรณ์โดยยกประโยชน์
ให้แก่ภิกษุท่ีหำยเปน็ บ้ำแลว้ ในกรณีท่ีมีผู้โจทก์ภิกษุผู้ต้องด้วยอำบตั ิในขณะเป็นบ้ำ เม่ือท่ำนหำยบำ้

๔๕ ว.ิ จ.ู (ไทย) ๖/๑๘๙–๑๙๕/๓๐๐–๓๐๙.
๔๖ วิ.จู. (ไทย) ๖/๑๘๙-๑๙๔/๓๐๔-๓๐๘.
๔๗ ม. อ.ุ (ไทย) ๑๔/๔๙/๕๖.

๑๐๔

แล้วสงฆ์ก็จะสวดประกำศเพ่ือไม่ให้ใดๆ โจทก์ท่ำนด้วยเร่ืองกำรต้องอำบัตินั้นอกี ๔๘ สำหรับมลู เหตทุ ่ี
ทรงบัญญตั ิวิธกี ำรน้กี เ็ พรำะในสมยั พทุ ธกำลไดม้ ภี กิ ษุรปู หนึง่ ชอ่ื ว่ำคัคคะ เปน็ บ้ำวิกลจริตไดก้ ระทำกำร
ล่วงละเมิดอำบัติน้อยใหญ่นำนัปประกำร เมื่อเธอหำยบ้ำแล้วสงฆ์ก็ยังฟ้องท่ำนด้วยอำบัติเหล่ำนั้น
ทัง้ น้ีเพรำะมีพทุ ธบัญญตั ิวำ่ ภกิ ษไุ มม่ สี ติหรือวกลจรติ นั้นกระทำกำรใดๆ ลงไปในขณะนน้ั ถอื ว่ำไม่ตอ้ ง
อำบัติใดๆ๔๙ พระพุทธเจ้ำจึงทรงแนะนำให้ระงับด้วยอมูฬหวินัยโดยผู้ถูกฟ้อง (ซ่ึงหำยเป็นบ้ำแลว้ )
ขออมูฬหวินัยและให้สงฆ์สวดประกำศให้อมูฬหวินัย เป็นอันระงับด้วยยกให้ว่ำเป็นบ้ำในขณะทำ
ควำมผดิ แต่พระพุทธเจ้ำกท็ รงวำงเงื่อนไขว่ำ ถ้ำทำควำมผดิ ในขณะที่ร้สู กึ ตนและไม่เป็นบ้ำ แตแ่ ก้
ตัวอ้ำงว่ำไม่รู้ หรือรู้สึกเหมือนฝัน หรือแก้ตัวอ้ำงควำมเป็นบ้ำ สงฆ์ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุน้ัน
เรียกวำ่ ไมเ่ ป็นธรรม

๕.๔.๔ ปฏิญญาตกรณะ
กำรระงับดว้ ยกำรทำตำมท่รี ับ หมำยถึง วธิ กี ำรระงบั อำปตั ตำธกิ รณ์โดยกำรปรับอำบตั ติ ำมคำ
รบั สำรภำพของภกิ ษผุ ู้ต้องอำบัติ (จำเลย) ในกระบวนกำรระงบั อธกิ รณโ์ ดยวิธนี ีเ้ รำสำมำรถแบง่ ไดเ้ ปน็
๒ กรณคี อื
๑) กรณีที่ผู้ต้องอาบัติ ต้องกำรเปิดเผยอำบัติตนเองโดยไม่ต้องมีผู้กล่ำวหำ โดยถือว่ำกำร
กระทำเช่นนั้นเป็นควำมสมัครใจของท่ำนเอง ในกรณีน้ีไม่จำเป็นทจ่ี ะต้องมีคณะผ้พู ิจำรณำสอบสวน
๘๕ จะเห็นว่ำกำรระงับอธิกรณ์เช่นนี้เป็นกำรต้ังใจของผู้ต้องอำบัติมิได้ถูกโจทก์จำกภิกษุรูปอื่นๆ
ดังน้ัน กำรแสดงอำบัติ จึงจัดได้ว่ำเป็นปฏิญญำตกรณะอย่ำงหน่ึง เพรำะเป็นกำรยินยอมหรือต้ังใจ
และเปน็ กำรรับผดิ ในกำรกระทำของตน
๒) กรณีที่ภิกษุต้องอาบัติแล้วไม่กล้าแสดงความผิด และมีผู้โจทก์ฟ้องว่ำกำรกระทำของ
ท่ำนเป็นกำรละเมิดอำบัติข้อใดข้อหน่ึง ในกรณีน้ีก็จัดเปน็ อนุวำทำธิกรณ์ชนิดหนึง่ ท่ีจะต้องมีสงฆ์มำ
พจิ ำรณำ เมือ่ กระทำพรอ้ มหน้ำวัตถุพยำนต่ำงๆ แล้วภกิ ษผุ ู้ตอ้ งอำบตั ิจำนนดว้ ยหลักฐำนหรอื สำนกึ ผดิ
รับสำรภำพวำ่ ตนเองตอ้ งอำบตั ิขอ้ นน้ั ข้อน้ี สงฆก์ ็จะยึดเอำคำรับสำรภำพนั้นในกำรปรบั อำบตั ิทำ่ น
กำรระงับด้วยคำสำรภำพนี้มำจำกกรณีของภิกษุฉัพพัคคีย์๕๐ ลงโทษภิกษุทั้งหลำยโดยมิได้
ปฏญิ ญำ โดยไม่ฟังคำสำรภำพของภิกษเุ หลำ่ นน้ั มผี ตู้ เิ ตียน พระพุทธเจ้ำจึงทรงบญั ญตั ิพระวินยั หำ้ ม
ทำเชน่ นน้ั ถ้ำฝ่ำฝืนต้องอำบัติทกุ กฏ๕๑
๕.๔.๕ ตัสสปาปิยสิกา
กำรตดั สนิ ลงโทษแกผ่ ูผ้ ดิ (ที่ไม่รับ) หมำยถงึ วธิ กี ำรระงบั อนุวำทำธกิ รณโ์ ดยกำรตัดสินลงโทษ
ผกู้ ระทำผดิ (ทไ่ี มร่ ับผิด) เมือ่ สงฆพ์ ิจำรณำตำมหลกั ฐำนพยำนแลว้ กลำ่ วกลบเกลอ่ื นหรอื แสดงอำกำรท่ี
พระวนิ ยั ธรและสงฆ์จับได้วำ่ ไมใ่ หค้ วำมร่วมมือซงึ่ มลี กั ษณะดังน้ี

๔๘ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๕๐/๕๖.
๔๙ ว.ิ จ.ู (ไทย) ๖/๑๙๖/๓๐๙.,วิ.ม. (ไทย). ๖/๑๖๗/๒๕๑.
๕๐ วิ.จู. (ไทย). ๖/๒๐๐/๓๑๕.
๕๑ ทกุ กฎ หมำยถงึ ทำไมด่ ี ชื่ออำบัติอย่ำงหนึ่งเป็นควำมผดิ ถดั รองลงมำจำกปำฎเิ ทสนยี ะ เชน่ ภกิ ษุ
สวมเสื้อ สวมหมวก ใช้ผ้ำโพกศีรษะ ตอ้ งอำบตั ิทกุ กฎ.พระพรหมคณุ ำภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนำนุกรมพุทธศำสตร์
ฉบบั ประมวลศัพท์. พมิ พค์ รั้งท่ี ๓๕. กรุงเทพฯ: สหธรรมิก, ๒๕๕๔. หนำ้ ๑๓๕.

๑) พูดวำ่ ไดเ้ หน็ ในสิ่งท่ไี ม่ไดเ้ หน็
๒) พดู ว่ำได้ฟงั ในส่งิ ท่ีตนเองไม่ไดฟ้ งั
๓) พดู ว่ำไดท้ รำบในสิง่ ที่ตนเองไม่ได้ทรำบ
๔) พูดว่ำได้รใู้ นส่งิ ท่ีตนเองไม่ได้รู้๕๒
ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมทำให้กำรดำเนินกำรพิจำรณำอธิกรณ์เป็นไปด้วยควำมลำบำก ดังน้ัน
สงฆจ์ งึ จะต้องลงโทษด้วยเกณฑ์กำรลงโทษ ๒ ประกำร คือ
๑) เพิม่ โทษแก่ภิกษุผู้ประพฤตผิ ิดซ้ำอีก
๒) ตัดสินลงโทษแก่ภิกษผุ ้เู ปน็ จำเลยทใ่ี ห้กำรวกไปวนมำ รับบำ้ งปฏิเสธบ้ำง
เม่ือภิกษุถูกฟ้อง สงฆ์กำลงั สอบสวนกลบั ให้กำรวกไปวนมำ รับบ้ำงปฏิเสธบำ้ ง เมือ่
สงฆ์สอบสวนแล้วได้ข้อสรุปว่ำมคี วำมผิดจริงกต็ ้องลงโทษเพมิ่ ในฐำนะท่ใี ห้กำรสับสนอันแสดงถงึ ควำม
ไมเ่ คำรพสงฆ์ดว้ ย
สำหรับมลู เหตุในเร่อื งน้ีกค็ ือกรณีของพระอุปวำฬะ๕๓ ท่ีถูกซกั ถำมในท่ำมกลำงสงฆใ์ นข้อหำ
ว่ำท่ำนต้องอำบัติอะไรกลับไม่ยอมรับโดยดีแต่พูดจำวกไปวนมำ เม่ือพระพุทธองค์ทรงทรำบจึงได้
ตำหนแิ ละทรงบญั ญตั ใิ หส้ งฆ์ปรับโทษท่ำนท่ไี มใ่ หก้ ำรตำมควำมเป็นจรงิ

๕.๔.๖ เยภยุ ยสิกา
กำรระงับปญั หำควำมขดั แย้งโดยถอื หลักเสียงข้ำงมำก หรอื กำรตดั สนิ ตำมคำของคนข้ำงมำก
มลู เหตใุ นสมยั พทุ ธกำลภกิ ษหุ ลำยรูปไดท้ ะเลำะววิ ำทบำดหมำงโต้ตอบดำ่ ทอกันอยมู่ ีกำรแบ่งเป็นฝ่ำย
จนไม่อำจจะระงับกำรทะเลำะน้ลี งได้ พระพทุ ธองคจ์ งึ ได้ทรงบัญญัตวิ ธิ ีแกไ้ ขทีช่ อ่ื วำ่ เยภุยยสกิ ำใหส้ งฆ์
นำไปใช้แกไ้ ขปัญหำ๕๔ โดยคำว่ำ เยภุยยสิกำ หมำยถึง วิธีระงับวิวำทำธกิ รณ์โดยถือเอำคำตัดสนิ ตำม
เสียงขำ้ งมำก๕๕ สำวธิ ีกำรน้มี ีหลักกำรสำคญั ประกอบกำรพจิ ำรณำดำเนนิ กำรอยู่ ๒ อย่ำง คือ

๑) ให้สมมติภิกษุ (แต่งตั้ง) ผู้ดูแลกำรลงคะแนนเสียง นับคะแนน ต้อง
ประกอบด้วยคุณสมบตั ิเรอ่ื งอคตสิ ่ีประกำร คือลำเอียงเพรำะชอบ เพรำะชัง เพรำะหลง และเพรำะ
กลวั และให้สวดประกำศแต่งตัง้ ภกิ ษุผใู้ ห้จบั ฉลำกในทำ่ มกลำ่ งสงฆ์

๒) กำรลงคะแนนต้องชอบธรรมผู้รับผิดชอบต้องใครครวญให้ถ้วนถี่และมั่นใจว่ำ
ภิกษพุ วกที่กลำ่ วเปน็ ธรรมกบั พวกที่กล่ำวไมเ่ ปน็ ธรรม พวกไหนมจี ำนวนมำกกวำ่ และตอ้ งมน่ั ใจวำ่ แก้
ดว้ ยวธิ ีกำรน้สี งฆ์จะไม่แตกแยก

๕๔.๗. ติณวัตถำรกวินยั
วิธีระงบั ดว้ ยดุจกลบไวด้ ว้ ยหญ้ำ (ประนปี ระนอม)๕๖ หมำยถงึ วธิ ีกำรระงับอำปตั ตำธกิ รณ์โดย
กำรให้ทั้ง ๒ ฝ่ำยประนปี ระนอมกัน โดยคำวำ่ ติณวตั ถำรกวนิ ัย หมำยถงึ กำรกลบไวด้ ว้ ยหญำ้ ดังนน้ั

๕๒ อง.ฺ จตกุ ฺก. (ไทย) ๒๑/๒๕๐/๓๖๘.
๕๓วิ.จู. (ไทย) ๖/๒๐๕/๓๒๐.
๕๔ วิ.จ.ู (ไทย) ๖/๒๐๒/๓๑๘.
๕๕ พระพรหมคณุ ำภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนำนุกรมพุทธศำสตรฉ์ บับประมวลศัพท์. พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๓๕.
กรุงเทพฯ: สหธรรมิก, ๒๕๕๔. หนำ้ ๑๓๓.
๕๖ ว.ิ มหำ. (ไทย) ๕/๓๘๘/๑๘๙–๑๙๐.

๑๐๖

กำรระงับอธิกรณ์วิธีนี้จึงมุ่งที่จะให้ ท้ัง ๒ ฝ่ำยประนีประนอม ยอมควำมกัน ซ่ึงพระพุทธองค์ทรง
อธิบำยว่ำเมื่อภิกษุ ๒ ฝ่ำยได้วิวำทโต้เถียงกันด้วยเร่ืองที่จะนำไปสู่กำรทะเลำะแบ่งแยกเป็นฝกั ฝ่ำย
และสงฆ์ได้เรยี กทั้ง ๒ ฝำ่ ยมำประชุมกนั เพ่ือไกล่เกลยี่ เรือ่ งรำวต่ำงๆ พร้อมทงั้ ชแี้ จงให้เขำ้ ใจ เม่ือท้งั
๒ ฝ่ำยเข้ำใจดีแล้วจำกนั้นก็ให้หัวหน้ำกลุ่มของท้ัง ๒ ฝ่ำยออกมำกล่ำวคำขอโทษและรับสำรภำพ
ควำมผดิ ตอ่ หน้ำสงฆ์ว่ำ

“ข้ำแต่พระสงฆ์ผู้เจรญิ ขอสงฆ์จงฟังข้ำพเจำ้ กรรมอันไม่สมควร
แก่สมณะเป็นอันมำก เรำท้ังหลำยในท่ีนี้ผู้เกิดกำรบำดหมำงกัน เกิดกำร
ทะเลำะกัน ววิ ำทกันอยู่ ได้ประพฤติลว่ งละเมิด ไดพ้ ดู ลว่ งเกินแล้ว ถำ้ ควำม
พร่งั พร้อมของสงฆ์ถงึ ท่ีแลว้ ข้ำพเจำ้ พงึ แสดงอำบัติของท่ำนเหล่ำนแ้ี ละของ
ตน ยกเว้นอำบตั ิทไี่ มม่ โี ทษหยำบคำย และอำบัตทิ ่ีมีควำมพัวพนั กับคฤหสั ถ์
ด้วยติณวัตถำรกวินัยในท่ำมกลำงสงฆ์ เพ่ือประโยชน์แก่ท่ำนเหล่ำนี้ และ
เพ่ือประโยชน์แก่ตน”๕๗
จำกกรณีเช่นน้ีเป็นกำรส่งตวั แทนออกมำแสดงอำบัตแิ ก่สงฆ์ซึ่งเป็นกำรออกมำรบั ผิดกบั สิง่ ที่
ตนกับคณะได้กระทำลงไปโดยท่ีไม่ได้รู้สึกว่ำฝ่ำยตนหรืออีกฝ่ำยมีควำมผิดกำรประนีประนอมนี้
กอ่ ให้เกดิ ควำมเขำ้ ใจอนั ดรี ะหวำ่ งกันเมือ่ สำรภำพควำมผิดต่อสงฆ์แล้วเรือ่ งท่บี ำดหมำงก็จบ วิธรี ะงับ
ด้วยติณวตั ถำรกะ มีหลกั กำรดังน้ี
๑) เปน็ ควำมขัดแย้งท่มี ำจำกสำเหตไุ มร่ ุนแรง กล่ำวคอื ไมใ่ ชอ่ ำบตั ิทีม่ ีโทษหนกั (ลหกุ ำบัติ)
๒) เกี่ยวกับภิกษุจำนวนมำก
๓) หำกดำเนินกำรตอ่ ไปจะทำใหเ้ กดิ ควำมแตกแยกรุนแรงและมีทำ่ ทจี ะลกุ ลำมมำกยอ่ งขนึ้
๔) ตอ้ งมใิ ช่อำบตั ิเนื่องดว้ ยคฤหัสถ์หรอื เกย่ี วด้วยชำวบ้ำน
๕. ภิกษทุ ่เี ก่ยี วขอ้ งทุกรปู ประชุมพร้อมกันโดยมภี กิ ษุรปู หนง่ึ เปน็ คนกลำงเสนอตั้งญตั ตอิ ย่ำง
เปน็ ทำงกำรให้ทป่ี ระชุมทรำบวำ่ จะระงบั ดว้ ยติณวัตถำรกะ๕๘

สรปุ ทา้ ยบท
วิธีกำรระงบั ควำมขัดแย้งทเ่ี รยี กว่ำอธิกรณ์ในสงฆ์น้ัน กำรระงับด้วยวิธีอธิกรณสมถะเกิดมำ

จำกกำรตรัสรู้หลกั ธรรมและกำรก่อตัง้ หลกั ธรรม บัญญตั ิพระวินยั และสงั คมสงฆ์ขึ้นเม่ือสงฆ์มปี ัญหำจงึ
ไดบ้ ญั ญตั ิพระวนิ ัยเพื่อเปน็ กรอบใหส้ งฆ์ประพฤตสิ อดคล้องกบั พระธรรมและเพอ่ื มใิ ห้เกิดควำมวุ่นวำย
ในสงฆ์และทรงกำหนดรูปแบบและวิธีแก้ไขปัญหำท่ีเกิดข้ึนภำยในสังคมสงฆ์ ภำยใต้กรอบควำมคิด
ของระบบกำรปกครองแบบประชำธิปไตยของรัฐสำมัคคีธรรม อธิกรณสมถวิธี มีวัตถุประสงค์ในกำร
เขำ้ ไประงับอธกิ รณ์ท้งั ส่วนทีม่ โี ทษและไม่มีโทษดงั ไดก้ ล่ำวมำแล้วขำ้ งตน้

๕๗ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๕๓/๕๘–๕๙.
๕๘ ดเิ รก ควรสมำคม. สมำนฉันท์: ทบทวน "ควำมหมำย หลักกำร ขน้ั ตอนทำงพระพุทธศำสนำกับกำร
ระงบั ขอ้ พพิ ำทในกฎหมำย". วำรสำรรติ ิศำสตร์ มหำวทิ ยำลยั นเรศวร. ปีท่ี ๔. ฉบบั ท่ี ๑. ๒๕๕๔. หนำ้ ๔๒.

คาถามท้ายบท

๑) คำว่ำ “อธิกรณสมถะ” คืออะไร มกี ป่ี ระเภทอะไรบ้ำง
๒) ใครคือผมู้ ีอำนำจในกำรแก้ไขปญั หำในสงั คมสงฆ์
๓) ทำ่ นคิดวำ่ วิธีแก้ไขปัญหำควำมขัดแยง้ ดว้ ยวิธสี งั ฆสำมคั ควี ิธีใดเหมำะสมกบั
สถำนกำรณป์ จั จบุ ันมำกท่สี ุด
๔) วิธรี ะงบั ปญั หำควำมขดั แย้งด้วยอธกิ รณะสมถะใช้ระงบั อธกิ รณส์ งฆอ์ ะไรบ้ำง
๕) ท่ำนคดิ วำ่ วิธีระงับปัญหำควำมขัดแย้งดว้ ยอธิกรณสมถะวธิ ใี ดเปน็ วิธที ี่ดที ่สี ุด
๖) คำวำ่ วิธรี ะงับปญั หำด้วยวิธี “เยภยยสกิ ำ” คืออะไร มหี ลกั กำรอย่ำงไร
๗) วธิ รี ะงบั ปญั หำควำมขัดแยง้ ดว้ ยวิธีสงั ฆสำมัคคสี มั มุขำวนิ ัยคอื อะไร มหี ลกั กำร
อยำ่ งไรบำ้ ง

๑๐๘

เอกสารอ้างองิ ประจาบท

คชำภรณ์ คำสอนทำ. กระบวนการและขั้นตอนการระงับอธกิ รณใ์ นพระพทุ ธศาสนาเถรวาท.
วำรสำรสันติศึกษำปรทิ รรศน์ มจร: ปที ่ี ๓ , ฉบับที่ ๒. กรกฎำคม-ธันวำคม ๒๕๕๘.
ดเิ รก ควรสมำคม. สมานฉนั ท์: ทบทวน "ความหมาย หลกั การ ข้นั ตอนทางพระพทุ ธศาสนากับ
การระงับขอ้ พพิ าทในกฎหมาย". วำรสำรริติศำสตร์ มหำวิทยำลยั นเรศวร: ปที ี่ ๔, ฉบบั ท่ี ๑. ๒๕๕๔.
นำยอธิเทพ ผำทำ. การศกึ ษารูปแบบและกระบวนการแกป้ ัญหาในพระพุทธศาสนาเถรวาท: ศึกษา
เฉพาะกรณีอธกิ รณสมถะ ๗ และ กฎนคิ หกรรมของมหาเถรสมาคมในพระราชบญั ญตั ิคณะสงฆ์
พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพม่ิ เติม (ฉบับท่ี๒) พ.ศ.๒๕๓๕. ปริญญำพุทธศำสตรดุษฎบี ณั ฑติ : บณั ฑิต
วทิ ยำลัย. มหำวิทยำลัยมหำจฬุ ำลงกรณรำชวิทยำลัย, ๒๕๔๙.
ปรชี ำ ช้ำงขวัญยนื . ความคดิ ทางการเมอื งในพระไตรปิฎก. ๒๕๓๘: โรงพิมพจ์ ุฬำลงกรณ์
มหำวิทยำลัย, พมิ พ์ครงั้ ที่ ๒. กรงุ เทพฯ.
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโฺ ต). วนิ ัยเร่อื งใหญก่ วา่ ท่ีคดิ . กรุงเทพฯ: มูลนธิ พิ ทุ ธธรรม, ๒๕๔๒.
พระพรหมคณุ ำภรณ์ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต). พจนานุกรมพุทธศาสตรฉ์ บับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้งท่ี ๑๗.
กรงุ เทพฯ: มลู นธิ ิกำรศกึ ษำเพือ่ สนั ติภำพ, ๒๕๕๑.

. พจนานุกรมพุทธศาสตรฉ์ บับประมวลศัพท.์ พิมพ์คร้ังที่ ๓๕. กรงุ เทพฯ: สหธรรมิก, ๒๕๕๔.
พระมหำอทุ ยั นลิ โกสยี .์ กระบวนการยุติธรรมของคณะสงฆ์ไทย. วทิ ยำนิพนธส์ ังคมสงเครำะหศ์ ำสตร
มหำบณั ฑติ : บัณฑิตวิทยำลัย. มหำวิทยำลยั ธรรมศำสตร์, ๒๕๔๐.
มหำวิทยำลัยมหำจุฬำลงกรณณำชวิทยำลัย วิทยำเขตขอนแก่น. พระไตรปิฎกปริทรทิ ัศน์. ขอนแก่น:
คลงั นำนำวทิ ยำ, ๒๕๕๗.
สุรีย์ มผี ลกจิ และวิเชียร มผี ลกจิ . พระพุทธกิจ ๔๕ พรรษา. พมิ พ์คร้ังท่ี ๘. กรงุ เทพฯ: คอมฟอร์ม
จำกัด, ๒๕๕๔.
พระศรคี ัมภรี ญำณ, (สมจินต์ สมมฺ ำปญฺโญ). ''พทุ ธวิธีแก้ปัญหาความขดั แย้งโดยกรอบแหง่ อธกิ รณ
สมถะ ๗ : ศึกษาแนวการประยุกต์ใช้สัมมุขาวินยั เยภุยยสกิ าวนิ ัย '' . ออนไลน:์
(http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=
689&articlegroup_id=147), ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.

แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี ๖
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาท่เี ก่ยี วข้องกบั สนั ตภิ าพ

เน้ือหา
๖.๑ บทนำ
๖.๒ หลกั ธรรมทำงพระพทุ ธศำสนำทเ่ี ก่ียวข้องกับกับสันติภำพว่ำดว้ ยจรยิ ธรรม

๖.๒.๑ หลักจริยธรรมวำ่ ดว้ ยศลี
๖.๒.๒ หลักจริยธรรมว่ำดว้ ยคฤหสั ถผ์ คู้ รองเรอื น
๖.๒.๓ หลักธรรมสำหรับผรู้ ับผิดชอบบ้ำนเมอื ง
๖.๓ หลกั ธรรมทำงพระพุทธศำสนำทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั กับสันตภิ ำพวำ่ ดว้ ยกำรฝกึ จิต
๖.๓.๑ วธิ ีกำรทำสมำธิ
๖.๓.๒ หลกั ธรรมที่สนบั สนุนกำรทำสมำธิ

๑) หลักพรหมวหิ ำร
๒) หลกั สตปิ ัฏฐำน ๔
๓) หลักสัมมัปปธำน
๔) หลกั อทิ ธิบำท ๔
๕) หลักอนิ ทรยี ์ ๕
๖) หลกั โพชฌงค์ ๗
๗) หลักมรรคมอี งค์ ๘
๖.๔ หลักธรรมทำงพระพทุ ธศำสนำทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับกับสนั ตภิ ำพวำ่ ดว้ ยปญั ญำ
๖.๔.๑ อริยสัจ ๔
๖.๔.๒ ขันธ์ ๕
๖.๔.๓ อำยตนะ ๑๒
๖.๔.๔ ธำตุ ๑๘
๖.๔.๕ อินทรยี ์ ๒๒
๖.๔.๖ ไตรลักษณ์
๖.๔.๗ ปฏิจจสมปุ บำท
๖.๕ หลกั ธรรมทำงพระพุทธศำสนำทเี่ ก่ียวขอ้ งกบั กบั สนั ติภำพว่ำด้วยกฏแห่งกรรม
สรุปทำ้ ยบท
คำถำมทำ้ ยบท
เอกสำรอำ้ งอิงประจำบท

วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
เม่อื ได้ศึกษำเนือ้ หำในบทน้แี ลว้ นิสิตสำมำรถ



 รู้เน้ือหำและอธบิ ำยควำมหมำยของหลักธรรมทำงพระพุทธศำสนำท่ีเก่ยี วข้องกบั กับ
สนั ติภำพได้

 เข้ำใจบอกประเภทและกระบวนกำรแก้ไขปัญหำควำมขัดแย้งด้วยหลักธรรมทำง
พระพุทธศำสนำได้

 วิเครำะห์กระบวนกำรแก้ไขปัญหำควำมขัดแย้งด้วยด้วย หลักธรรมทำง
พระพทุ ธศำสนำได้

 นำไปประยกุ ต์ใชใ้ นชีวติ ประจำวันได้

วิธีการสอน
 ศกึ ษำเอกสำรประกอบกำรสอนบทที่ ๑
 วิธีสอนแบบอภิปรำยเน้ือหำ/ซักถำม/ทำแบบฝึกหัดทบทวนในชั้นเรียนและทำ
แบบทดสอบ
 ศึกษำค้นคว้ำดว้ ยตนเอง
 แบบแบง่ กลุ่มจัดกิจกรรมและรำยงำนผลตำมกล่มุ หน้ำชั้นเรียน
 ร่วมวเิ ครำะหเ์ อกสำร Power Point หนำ้ ชนั้ เรียน
 สรุปเนอื้ หำทท่ี ำกำรเรียนกำรสอนแต่ละครัง้
 ทำแบบทดสอบประจำบท
 นำผลที่ได้จำกกำรทำแบบทดสอบประจำบทมำวิเครำะห์พน้ื ฐำนควำมเข้ำใจ เพอ่ื
นำมำปรับประยกุ ตใ์ ชใ้ นกำรเรียนกำรสอนในบทตอ่ ไป

สื่อการเรยี นการสอน
 เอกสำรประกอบกำรสอนบทท่ี ๑
 ประเมนิ ผลก่อน/หลงั เรียน
 แบบฝกึ หดั
 Power point
 สอ่ื ออนไลน์

การวดั ผลและการประเมินผล
 สงั เกตกำรณ์กำรมีสว่ นรว่ มกำรปฏบิ ัตงิ ำนของนสิ ติ
 สังเกตกำรณ์แสดงควำมคิดเห็นตำมกลุ่มของนิสติ
 ศึกษำจำกกำรประเมนิ ผลกอ่ นและหลังเรยี น
 สงั เกตควำมต้ังใจเรียนควำมสนใจทจ่ี ะฟงั คำถำมและตอบปญั หำ
 กำรทำแบบฝกึ หดั

๑๑๑

บทที่ ๖

หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาที่เกย่ี วขอ้ งกบั สนั ติภาพ

๖.๑ บทนา
หลักกำรปกครองของพระพุทธศำสนำ มีประเด็นสำคัญที่น่ำศึกษำและควรนำมำประพฤติ

ปฏิบัติเป็นอย่ำงย่งิ กล่ำวคือ พระพุทธศำสนำได้อุบตั ิขึ้นมำในช่วงที่มนุษยถ์ ูกกดขี่อสิ รภำพ มีกำรถือ
ช้นั วรรณะ เปน็ กำรจำกัดสิทธิ และหน้ำที่ของมนุษย์ ยงั ผลใหเ้ กิดควำมเหลือ่ มลำ้ ต่ำสูง ไม่เทำ่ เทียมกัน
ในสังคม โดยเฉพำะสงั คมชนชัน้ ของอนิ เดียในสมัยนน้ั ได้ตกอยูภ่ ำยใตก้ ำรปกครองของชนชำติอรยิ กะ
ซ่ึงเปน็ ผผู้ ูกขำดอำนำจแต่เพียงเผ่ำเดยี ว จนกระทงั่ พระพทุ ธองค์ได้อบุ ัติข้ึนในโลก ทรงปฏิเสธกำรถอื
ชน้ั วรรณะทัง้ ๔ คอื พรำหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร ด้วยกำรยดึ ถอื หลัก “อำวโุ ส” เปน็ ประกำรสำคัญ

เกี่ยวกับสันติภำพเป็นสิ่งท่ีพระพุทธองค์ให้ควำมสำคัญที่จะปลดปล่อยมนุษย์ให้อยู่ร่วมกัน
อย่ำงสนั ตสิ ุข ทรงตอ่ สกู้ บั แนวทำงกำรปกครองท่ีถือชน้ั วรรณะ กำรเอำเปรยี บซงึ่ กนั และกัน มำส่คู วำม
เสมอภำคกนั และมีเสรภี ำพในกำรดำรงชีวิตพระพทุ ธศำสนำจึงมีแนวทำงและหลกั กำรทีจ่ ะนำพำชำติ
บ้ำนเมืองให้บรรลุเป้ำหมำยที่สงบสุขมีสันติอย่ำงแท้จริง โดยให้ฝ่ำยปกครองและสมำชิกของสังคม
นั้น ๆ หรือประเทศชำตินั้น ๆ ได้ประพฤติปฏิบัติธรรมตำมแนวทำงที่จะช่วยพยุงควำมอยู่รอด
ปลอดภยั ให้เกดิ แกช่ ำติบ้ำนเมอื งเปน็ อันดบั แรก จะเปน็ สภำพเอ้ือให้สมำชิกทกุ คนในประเทศน้ันมีวิถี
ชวี ิตทดี่ ีขึ้น และมีจติ ใจมุง่ ไปสู่ควำมบริสทุ ธิ์หลุดพ้นได้ด้วย

หลักคำสอนทำงพระพทุ ธศำสนำมีแนวคิดตรงข้ำมกับกำรแสวงหำอำนำจและผลประโยชน์
แต่มุ่งเน้นในกำรอยูร่ ว่ มกันอย่ำงสันติสุข มวลมนุษยชำติทีถ่ ือกำเนิดเกดิ มำบนโลกใบนย้ี ่อมถอื ว่ำเป็น
สมำชิกของครอบครัวเดยี วกัน คือครอบครัวโลกมนุษย์ กล่ำวคือเป็นเพื่อนเกิดเพื่อแก่เพื่อนเจ็บและ
เพ่ือนตำยด้วยกัน และเช่นเดียวกับสมำชิกท้ังหลำยของครอบครัวท่ัวไปครอบครัวหนึ่ง เรำจึงมี
บุคลิกภำพท่ีไม่เหมือนกัน พร้อมกับควำมแตกต่ำงทำงด้ำนบุคลกิ ภำพน้ัน เรำจึงมีควำมแตกต่ำงกนั
ทำงดำ้ นสติปัญญำ ควำมสนใจ และวฒั นธรรมประเพณีตำมมำ แตถ่ ึงเรำจะมีควำมแตกตำ่ งกนั อยำ่ งไร
เรำก็ยังเปน็ มนุษย์ผ้หู น่ึงเช่นเดียวกับเพ่ือนมนุษย์คนอืน่ ๆ กล่ำวคือ เรำต้องกำรควำมสุขและเกลยี ด
ควำมทุกข์ควำมเจ็บปวด และที่สำคัญคือเรำต่ำงมีสิทธิเสรีภำพในกำรท่ีจะแสวงหำควำมสุขและ
หลีกเลยี่ งควำมทุกข์เท่ำกนั

วัตถปุ ระสงคข์ องพระพทุ ธศำสนำก็เพื่อรบั ใชแ้ ละเอ้ือประโยชน์แกม่ นุษยชำติ ตำมทัศนะของ
พุทธศำสนิกชน กำรพยำยำมทำให้คนอื่นกลับใจหันมำนับถือศำสนำพุทธไม่ใช่เป็นภำรกิจอันสำคญั
อะไร และไม่สำมำรถเทียบเท่ำได้กับกำรบำเพ็ญประโยชน์ให้กับมนุษยชำติ พระพุทธองค์ทรงอุทิศ
พระองค์เป็นแบบอยำ่ งใหพ้ ุทธศำสนกิ ชนได้เหน็ ถึงควำมเป็นผู้มีควำมพอพระทัยและควำมอดทน ใน
กำรบำเพญ็ ประโยชนใ์ หก้ บั ชำวโลกอยำ่ งเสยี สละ พระพทุ ธองค์ให้ช่วยเหลือเพอ่ื นมนุษยเ์ ปน็ สำคัญ ถำ้
เรำมคี วำมสำมำรถชว่ ยเหลือได้ แต่ถ้ำไมส่ ำมำรถช่วยได้ เรำกอ็ ยำ่ เบยี ดเบยี นเขำ

หัวใจของพระพุทธศำสนำคือสันติภำพภำยในตัวของมนุษย์ ถ้ำเรำมีสันติหรือควำมสงบใน
หัวใจ เรำกส็ ำมำรถต่อสกู้ ับปัญหำภำยนอกได้ ด้วยควำมสขุ ุมรอบคอบและด้วยปัญญำ เรำจะเป็นคนท่ี
ย้ิมสปู้ ัญหำ พระพุทธศำสนำสอนให้เรำรกั กนั มคี วำมเมตตำกรณุ ำต่อกัน มีควำมอดทน ไมเ่ บยี ดเบียน

๑๑๒

กัน และคำสอนที่สำคัญทีท่ ำให้เรำมีสันติภำพภำยในคือหลักของอิทปั ปจยตำทส่ี อนว่ำ “สรรพสง่ิ องิ
อำศัยกันและกันตำมเหตุปจั จัยปรงุ แต่ง

จะเห็นไดว้ ำ่ พระพุทธศำสนำมีหลกั คำสอนมำกมำยหลำยระดบั ท่ีมงุ่ เนน้ สู่กำรอยู่รว่ มกนั อย่ำง
สั น ติ สุ ข แ ต่ ก ำ ร จ ะ อ ยู่ ร่ว ม กั น อ ย่ ำง สัน ติสุ ข ห ลัก ธ ร ร ม ค ำ ส อ น ที่ เ ก่ี ย ว ข้ อ ง กั บ สัน ติภ ำ พ ในท ำง
พระพุทธศำสนำขอยกมำ ดังน้ี

๖.๒ หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาที่เกย่ี วขอ้ งกับกับสนั ตภิ าพว่าดว้ ยจริยธรรม
๖.๒.๑ หลักจรยิ ธรรมว่าด้วยศลี
ศีล ๕ ศีลห้ำคืออะไร หมำยถึงอะไร ศีล หมำยถึง ควำมประพฤติดีทำงกำยและวำจำ กำร

รักษำกำยและวำจำให้เรยี บร้อย ข้อปฏิบัติสำหรับควบคุมกำยและวำจำใหต้ ้ังอยู่ในควำมดีงำม, กำร
รกั ษำปกติตำมระเบียบวนิ ัย ปกตมิ ำรยำทท่ปี รำศจำกโทษ ข้อปฏิบัตใิ นกำรฝึกหัดกำยวำจำให้ดีย่ิงขึ้น
ควำมสุจริตทำงกำยวำจำและอำชีพ๑ ควำมต้ังใจที่งดเว้นจำกควำมช่ัว ควำมทุจริต และส่ิงที่ไม่ดีทกุ
ประกำร ดังท่ีพระสำรีบุตรได้กล่ำวไว้ในคัมภีร์ปฏสิ ัมภทิ ำมรรคว่ำ ศีล คือ เจตนำ ควำมต้ังใจ ที่จะงด
เวน้ จำกกำยทุจรติ ๓ คือ ไมฆ่ ำ่ สัตว์ ไม่ลักทรพั ย์ ไมป่ ระพฤตผิ ดิ ในกำม และวจที จุ ริต ๔ คอื ไม่พดู เทจ็
ไม่พดู คำหยำบ ไม่พูดสอ่ เสยี ด ไมพ่ ูดเพ้อเจ้อ ซ่งึ มีองคป์ ระกอบ ๕ ประกำร ดังน้ี

๑) เวน้ จำกทำลำยชีวติ
๒) เว้นจำกถอื เอำของทีเ่ ขำมิได้ให้
๓) เวน้ จำกประพฤตผิ ดิ ในกำม
๔) เว้นจำกพดู เทจ็
๕) เว้นจำกของเมำ คือสรุ ำเมรัยอันเป็นทต่ี ง้ั แหง่ ควำมประมำท
กำรที่จะรักษำศีลให้บริสุทธ์ิหมดจดเรียบร้อย ต้องประกอบด้วยวิรัติ ๓ อย่ำงใดอย่ำงหน่ึง
ดังต่อไปน้ี
๑) สมาทานวิรัติ กำรงดเว้นด้วยกำรสมำทำน ได้แก่กำรเปล่งวำจำขอสมำทำนศีลจำก
พระภกิ ษุ สำม เณร หรือ จำกบุคคลผมู้ ศี ลี โดยกำรเปล่งวำจำขอสมำทำนเปน็ ข้อ ๆ
๒) สัมปัตตวิรัติ กำรงดเว้นในขณะเผชิญหน้ำ ได้แก่กำรงดเว้นในขณะเม่ือเผชิญหน้ำกบั
เหตุกำรณ์น้ัน ๆ เช่น เกิดมีกำรต่อสู้กันขึ้น มีช่องทำงพอท่ีจะฆ่ำเขำได้ แต่ระลึกถึงศีลจึงไม่ ฆ่ำ มี
ช่องทำงพอทีจ่ ะโกงเขำไดแ้ ต่ไมโ่ กง มีชอ่ งทำงพอท่ีจะล่วงประเวณไี ด้แตไ่ ม่ล่วงประเวณี มีเหตุที่จะตอ้ ง
ให้โกหกเขำไดแ้ ต่ไม่โกหก มีโอกำสท่ีจะด่ืมน้ำเมำได้ แต่ไม่ดื่มเพรำะคำนึงถึงศีลดังกลำ่ วแลว้ อย่ำงน้ี
เป็นต้น เรียกว่ำ สัมปัตตวิรัติ แปลว่ำ งดเว้นได้ในขณะประจวบเข้ำเฉพำะหน้ำ จัดเป็นผู้รักษำศีล
เช่นเดยี วกัน
๓) สมุจเฉทวิรัติ กำรงดเว้นโดยเด็ดขำด สมุจเฉทวิรัติ ได้แก่ กำรงดเว้นโดยเด็ดขำด แม้
อนั ตรำยจะเขำ้ มำถึงชีวติ ตนเอง กไ็ มล่ ่วงละเมดิ ศีล เป็นวิรัติของพระอริยบุคคล ตวั อยำ่ งเช่น ในกรณที ่ี

๑ พระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต). พจนำนกุ รมพทุ ธศำสตรฉ์ บับประมวลศพั ท.์ พมิ พค์ รั้งท่ี ๓๕.
กรุงเทพฯ: สหธรรมกิ , ๒๕๕๔. หน้ำ ๔๒๖.

๑๑๓

ถูกบังคับให้ฆ่ำคนอื่น ถ้ำไม่ทำตนเองก็จะถูกฆ่ำ ก็ไม่ยอมฆ่ำคนอ่ืนโดยเด็ดขำด ยอมให้เขำฆ่ำตนเอง
ดกี ว่ำทจ่ี ะลว่ งละเมดิ ศีล ดังนเ้ี ป็นตน้

เบญจ แปลว่ำ ๕ ศีล แปลวำ่ ปกติ เบญจศลี จงึ แปลวำ่ ปกติ ๕ อยำ่ ง แปลวำ่ ตัด กไ็ ด้ เพรำะ
ตดั จำกควำมชัว่ หรอื มนุษยธรรมก็เรียก แปลว่ำ ธรรมสำหรับมนุษย์ หมำยควำมวำ่ ธรรมที่ทำคนให้
เป็นคนที่ควรแกก่ ำรเคำรพนับถือควำมหมำยของเบญจศีลควำมเป็นปกติของคน คือควำมเรียบรอ้ ย
สวยงำมคนท่ีไม่เรยี บร้อยจะเป็นทส่ี วยงำมไปไมไ่ ด้ ได้แก่คนท่ีผิดปกตนิ ้ันเอง คนที่ไม่ปกติน้ันก็เป็นที่
ผดิ แปลกไปจำกคนอ่นื ๆ เช่น

๑) ปกติของคนเรำจะต้องไม่ฆ่ำกัน ไม่ทำร้ำยร่ำงกำยกันเพรำะคนก็ดี สัตว์ก็ดีต่ำงก็รักชวี ติ
ของตนดว้ ยกันท้งั ส้นิ ไมป่ ระสงคจ์ ะใหใ้ ครมำฆ่ำแกง หรอื มำทำรำ้ ยรำ่ งกำยตน หรอื ทรมำนตนใหไ้ ดร้ บั
ควำมลำบำก คนท่ฆี ่ำสตั วต์ ัดชีวติ ของคนอ่นื สัตว์อื่น จึงช่ือวำ่ คนผดิ คน คอื ผิดปกตขิ องคน

๒) ปกติของคนเรำจะต้องไม่ขโมยทรัพย์สมบัติของกันและกนั เพรำะใคร ๆ ก็ย่อมรัก ย่อม
หวงแหนในทรพั ย์สนิ ของตน ไม่ประสงคจ์ ะให้ใครมำเบียดเบยี นและลว่ งเกินในทรัพย์สนิ ของตน คนท่ี
ขโมยทรัพย์ของผอู้ ืน่ จึงช่ือว่ำทำผิดปกติของคนปกติของคนเรำจะต้องไมล่ ่วงละเมิดประเวณีของกัน
และกัน เพรำะลูกใคร เมยี ใคร สำมใี คร ใคร ๆ เขำก็หวง ไม่ประสงคจ์ ะให้ใครมำรบั แกขมเหงน้ำใจ ลกู
เมียสำมีเปรียบเหมือนทรัพย์อันมีค่ำของเขำ คนที่รับแก ข่มเหงล่วงเกินผู้อื่น จึงช่ือว่ำเป็นเป็นผู้ทำ
ผิดปกตขิ องคน

๓) ปกติของคนเรำจะต้องไม่โกหกหลอกลวงกัน เพรำะทุกคนไม่พึงปรำรถนำจะให้ใครมำ
โกหกหลอกลวงตน ไม่ปรำรถนำจะให้ใครมำหักรำนประโยชน์ของตน ปรำรถนำแต่ควำมสัตย์ควำม
จรงิ ดว้ ยกนั ท้งั ส้นิ คนทโ่ี กหกหลอกลวงผอู้ ืน่ จงึ ช่อื วำ่ ทำผิดปกติของคน

๔) ปกตขิ องคนเรำจะตอ้ งรกั ษำกำยวำจำให้เรียบร้อย บำบัดทุกขบ์ ำรงุ สุขให้แก่ร่ำงกำยของ
ตน ไมป่ รำรถนำจะให้ร่ำงกำยได้รับควำมลำบำกดว้ ยทุกขเวทนำต่ำง ๆ ทั้งพยำยำมเสรมิ สรำ้ งรำ่ งกำย
ให้เจริญดว้ ยกำลังและสมบรู ณด์ ้วยสตปิ ัญญำ จึงตอ้ งงดเวน้ จำกกำรทำร้ำยร่ำงกำยตนเอง ดว้ ยกำรไม่
ทำตนให้ผดิ ปกติ

๕) คนที่ด่ืมสุรำ เมรัย และเสพของมึนเมำต่ำง ๆ เช่น กัญชำและเฮโรอีน เป็นต้นจน
กลำยเปน็ คนติดยำเสพติดให้โทษ เป็นคนขำดสติสมั ปชัญญะ ตกอยู่ในฐำนะแห่งควำมเป็นผู้ประมำท
ชื่อว่ำเปน็ ผู้ทำร้ำงรำ่ งกำยตนเอง จงึ จัดวำ่ เปน็ คนทำผดิ ปกติ

ศีล ๕ ประกำรน้ีเรียกว่ำ มนุษยธรรม แปลว่ำ ธรรมสำหรับมนุษย์ ธรรมทำใหค้ นเปน็ มนษุ ย์
อย่ำงสมบรู ณ์,เป็นธรรมทีเ่ ป็นเหตใุ หเ้ กดิ มำเปน็ มนุษย์ เพรำะ ผู้ท่ีจะมำเกดิ เป็นมนุษย์ได้น้นั ต้องเปน็ ผู้
ท่ีสมบูรณ์ด้วยมนุษยธรรมนี้มำก่อน กำรเกิดมำเป็นมนุษย์เป็นเรื่องท่ียำกแท้ ดังพระพุทธดำรัสว่ำ
"การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ก็นับว่ายาก การดารงชีวิตอยู่ของเหล่าสัตว์ก็นับว่ายาก การท่ีจะได้ฟัง
สทั ธรรมก็นับว่ายาก การท่พี ระพทุ ธเจา้ ทงั้ หลายจะเสด็จอบุ ัตขิ ึ้นกย็ ิ่งยาก"๒ เมอ่ื เรำได้อตั ภำพเกิดมำ
เปน็ มนษุ ย์แล้วอย่ำงนี้ ไม่พยำยำมรักษำสภำพปกติไว้ กจ็ ะกลำยเปน็ ผู้ทำลำยปกติของตนเอง ผ้ทู ล่ี ่วง
ละเมิดศลี จึงชอื่ ว่ำเป็นผทู้ ำลำยมนุษยธรรม ผทู้ ่ที ำลำยมนษุ ยธ์ รรมช่อื ว่ำเป็นผู้ทำลำยปกตขิ องตนเอง

ลำดบั ขั้นของศลี ผู้ครองเรือนในทำงพระพุทธศำสนำมีลำดับขั้น ดังนี้

๒ ขุ.ธ. (ไทย). ๒๕/๑๘๒/๙๐.

๑๑๔

๑) ศลี ๕ สำหรบั ทุกคน๓
๒) ศีล ๘ สำหรับฝึกตนให้ยิ่งข้ึนไปโดยรักษำในบำงโอกำส หรือมีศรัทธำจะรักษำ
ประจำกไ็ ด้๔
๓) กูศลกรรมบท ๑๐ ทำงแหง่ กรรมดี ทำงทำดี ทำงแหง่ กรรมทเี่ ปน็ กุศล กรรม
ดีอนั เปน็ ทำงนำไปสสู่ คุ ติ มี ๑๐ อยำ่ ง๕
จุดมุง่ หมายของศลี ๓ ประเภท ดังนี้
๑) จดุ มุ่งหมายของศีล ๕ เนอ่ื งจำกพระพุทธเจ้ำทรงเลง็ เหน็ วำ่ โลกจะสงบสขุ กต็ อ่ เม่อื ปจั เจก
ชนแต่ละคนเคำรพในสิทธิของกันและกัน และทรงเห็นว่ำศีล ๕ ซ่ึงเป็นข้อปฏิบัติเก่ำแก่ของโลกมี
ประโยชนต์ ่อสังคมมนุษย์จึงทรงยอมรับศีล ๕ ไว้ในพระพุทธศำสนำ หลักกำรสำคญั ท่ีทรงบญั ญตั ศิ ีล
๕ เพรำะทรงเล็งเหน็ วำ่ สตั วท์ ุกจำพวกรกั ชีวิตของตน ไมป่ รำรถนำท่ีจะให้ใครอนื่ มำทำลำยชีวิตของ
ตน ดงั นน้ั เมอื่ เรำรกั ชีวติ เรำ คนอน่ื เขำกร็ ักชีวติ ของเขำเชน่ กนั ฉะนัน้ จงึ ไมค่ วรทำลำยชีวติ คนอ่ืน
เมื่อคนเมตตำตอ่ กันควำมสงบสขุ ก็เกิดขนึ้
๒) จุดมุ่งหมายของศีล ๘ พระพุทธเจ้ำทรงบัญญัติศีล ๘ เข้มงวดมำกขึ้น คือให้เว้นจำก
เสพกำมเว้นจำกรับประทำนอำหำรในเวลำวกิ ำล เวน้ จำกใชข้ องหอมและดูดนตรีตลอดถึงเว้นจำกกำร
ร้องเพลง เว้นจำกนอนบนเตียงท่ีใหญโ่ ต กำรเว้นเหลำ่ น้ีเป็นกำรเว้นช่วงระยะเวลำวันหนง่ึ คืนหน่งึ
แสดงให้เห็นว่ำพระพุทธเจ้ำต้องกำรให้ชำวพุทธหัดดำรงชีวิตอย่ำงมักน้อย พยำยำมเลิกละว่ิงท่ีไม่
จำเปน็ สำหรบั ชีวิตทลี่ ะเล็กละนอ้ ย เพือ่ ใหจ้ ติ ใจสะอำดบริสทุ ธเิ์ ปน็ ขั้นๆ แต่อย่ำงไรกต็ ำมศีล ๘ ก็ยัง
จัดวำ่ เปน็ ศีลทห่ี ำ้ มเฉพำะกำยกบั วำจำเหมือนศีล ๕ และศลี ประเภทอ่นื ๆ เหมอื นกัน
๓) จุดมุ่งหมำยของกุศลกรรมบถ ๑๐ เปน็ ข้อหำ้ มควำมวิบัตหิ รือควำมช่วั ๓ ทำง คือ ทำง
กำย ทำงวำจำและทำงใจ จะเห็นได้ว่ำข้อห้ำมในศีล ๕ และศีล ๘ นั้น เป็นข้อห้ำมเฉพำะกำยกับ
วำจำเท่ำนั้น มิได้ครอบคลมุ ถึงใจ ส่วนกุศลกรรมบถ ๑๐ มีข้อห้ำมไปถึงใจด้วยข้อห้ำมในทำงใจใน
กุศลกรรมบถ ๑๐ นี้ คือ ไม่คิดโลภอยำกได้ของคนอ่ืน ไม่อำฆำตคนอื่น และมีควำมเห็นชอบ
ดังนั้นจุดหมำยของกำรบัญญัติกุศลกรรมบถ ๑๐ ก็คือ ให้ชำวพุทธมีควำมบรสิ ุทธ์ิทั้งทำงกำย ทำง
วำจำ และทำงใจ๖
เมอื่ กล่ำวโดยสรุปแล้วศลี ท้ัง ๓ ประเภทในพระพุทธศำสนำมจี ดุ มงุ่ หมำย ดังนี้
๑) ศีล ๕ และศีล ๘ มีจุดมุ่งหมำยคือเพื่อควำมสขุ ภำยนอก กล่ำวคือควำมสงบสขุ ในกำร
อยรู่ ่วมกันในสังคมและเป็นข้อฝกึ หดั ใหต้ ัดสิง่ ทไ่ี ม่จำเป็นสำหรับชวี ติ ออก
๒) กุศลกรรม ๑๐ มีจุดหมำยเพ่ือควำมสงบสุขภำยนอกและควำมสงบสุขของจิตใจของ
ปจั เจกบุคคลด้วย

๓ เรอ่ื งเดียวกนั . หน้ำ ๔๒๖.
๔ เร่อื งเดยี วกัน. หน้ำ ๔๒๗.
๕ เร่ืองเดียวกัน. หน้ำ ๒๙.
๖ ชยั วัฒน์ อัตพัฒน์, ทวี ผลสมภพ. หลกั พุทธศำสนำ. พมิ พค์ รั้งท่ี ๘. กรงุ เทพฯ: มหำวิทยำลัย
รำมคำแหง. ๒๕๔๑. หน้ำ ๓๖.-๓๗.

๑๑๕

๖.๒.๒ หลกั จริยธรรมว่าด้วยคฤหสั ถผ์ คู้ รองเรือน
หลักจรยิ ธรรมทเ่ี กี่ยวกับสนั ติภำพว่ำด้วยกำรครองเรอื น ในทำงพระพุทธศำสนำมอี ยหู่ ลำย
หมวดข้อธรรมดว้ ยกันแต่จะขอยกตัวอย่ำงบำงหลักธรรมเทำ่ นั้น ดงั น้ี
๖.๒.๒.๑ หลกั สงั คหวตั ถุ ๔
สังคหวัตถุ ๔ คือ เร่อื งท่ีจะสงเครำะห์กนั คุณเป็นเครื่องยึดเหนีย่ วใจของผู้อืน่ ไวไ้ ด้,หลักกำร
สงเครำะห์ คือช่วยเหลือกันยึดเหนี่ยวใจกนั ไว้ และเป็นเครื่องเกำะกุมประสำนโลกคือสังคมแหง่ หมู่
สัตว์ไว้ดุจล่ิมสลักเพลำยึดรถที่กำลังแล่นไปใหค้ งเป็นรถและว่ิงแล่นไปได้๗ หลักกำรอยู่ร่วมกันอย่ำง
สันติท่ำนท้ังหลำยทรำบหรอื ไม่ว่ำ กำรท่ีเรำมำอยู่ร่วมกนั ในสังคมนน้ั ต้องปฏิบัติตนอย่ำงไร จึงจะอยู่
ร่วมกันได้อย่ำงมีควำมสุข พระสัมมำสมั พทุ ธเจ้ำ ท่ำนทรงได้ให้หลกั ธรรมในกำรดำเนินชีวิตในสังคม
อย่ำงเปน็ สุขคือ สงั คหวัตถุ ๔ ซงึ่ ประกอบด้วยหลกั ธรรม ๔ ขอ้ ได้แก่ ทำน ปิยวำจำ อตั ถจริยำ และ
สมำนัตตำ โดยมรี ำยละเอียดแตล่ ะขอ้ ดังนี้
คำวำ่ ทำนในท่นี ้ีมี ๒ ประกำรกค็ ือ ทำนที่ใหเ้ ป็นบุญ และทำนที่ใหเ้ ป็นคณุ
๑) ทาน คือกำรให้ เรำจะเห็นว่ำหลักธรรมหลำยข้อของพระสัมมำสมั พุทธเจ้ำจะข้ึนตน้ ด้วย
“ทำน” เพรำะเรำทกุ คนลว้ นมีกเิ ลส ซ่ึงกิเลสตัวแรกท่มี ักจะเจอคือ ควำมอยำกได้ เม่ืออยำกได้ก็เกดิ
ควำมไม่อยำกให้ ดังนั้น ทำนจึงมักอยเู่ ปน็ ข้อเบื้องตน้ ในหลกั ธรรมต่ำงๆ โดยเฉพำะทีเ่ ก่ยี วเนื่องกบั กำร
อยรู่ ่วมกนั ทำนในทนี่ ้ีมี ๒ ประกำรก็คอื ทำนท่ใี หเ้ ปน็ บญุ และทำนทีใ่ ห้เป็นคณุ

(๑) ทำนท่ีให้เป็นบุญ ได้แก่ กำรสร้ำงกุศล บำเพ็ญบุญทั้งหลำย เช่น ทอดกฐิน
ทอดผ้ำป่ำ เปน็ ต้น

(๒) ทำนท่ใี ห้เป็นคุณ ไดแ้ ก่ กำรให้สง่ิ ของกำรใหข้ องขวญั เป็นต้น
ในเรอ่ื งของบุญกุศล ถำ้ เปน็ กำรทอดกฐนิ ถอื เป็นกำรใหแ้ บบ จำคะ แตถ่ ้ำควำมมุง่ หมำยแบบ
สังคหวตั ถุ ๔ เรำมงุ่ ทก่ี ำรให้แบบท่ี ๒ คอื ใหเ้ พอ่ื เป็นคุณ เพรำะมนุษย์สว่ นใหญม่ ักขำดแคลน เมือ่ เรำ
ไปชว่ ยเขำ ก็จะเกิดควำมรู้สกึ ท่ดี ีต่อกนั ขนึ้ มำ
๒) ปยิ วาจา กำรพดู วำจำทีไ่ พเรำะ ฟังแลว้ เกิดควำมช่ืนใจ เบกิ บำนใจ เช่นเรำศกึ ษำธรรมะ
ไดข้ ้อคิดดๆี ก็นำสิง่ เหล่ำนีไ้ ปบอกคนทีเ่ รำรกั คนทเี่ รำรู้จัก เปน็ ตน้ ส่ิงท่ีเรำจะพดู นั้นตอ้ งเปน็ เรือ่ งจรงิ
เปน็ คำสุภำพ ไพเรำะนมิ่ นวล พูดออกไปแลว้ เกิดประโยชน์ เวลำพูดกต็ ้องพดู ดว้ ยจติ ที่มีเมตตำ เช่นว่ำ
ถ้ำเรำจะไปตักเตือนใคร เรำก็เลือกคำอย่ำงดีไปบอกเขำไปบอกด้วยจิตที่เมตตำหวังดีต่อเขำ
เช่นเดยี วกัน เมอ่ื เขำมำบอกหรือตกั เตอื นเรำ เรำกต็ อ้ งทบทวนวำ่ เขำอยำกบอกอะไรกบั เรำ และหำก
เป็นสิง่ ท่ีถูกตอ้ งทเ่ี รำตอ้ งปรับปรุงตัวให้ดขี ้นึ เรำก็ควรไปขอบคุณเขำ ซึง่ พระสมั มำสัมพทุ ธเจำ้ ทรงตรสั
ไว้ว่ำ บุคคลที่มำแนะนำเรำสงิ่ ท่ีเปน็ ประโยชน์ใหแ้ ก่เรำ เม่ือเห็นเรำผิดพลำด เรียกว่ำ “ผู้ช้ีขุมทรพั ย์
ให้”และสง่ิ สุดท้ำยทตี่ ้องพิจำรณำในกำรพูดคือ ต้องเลือกเวลำในกำรพูด พูดให้ถูกกำลเทศะด้วย ถ้ำ
จำเป็นต้องพดู ในช่วงเวลำที่ไม่เหมำะสม เชน่ เวลำที่ผฟู้ งั กำลงั อำรมณไ์ มด่ ี หรอื กำลังยุง่ น้นั เรำกต็ อ้ ง
เลือกคำให้ดที ีส่ ุด

๗ พระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต). พจนำนุกรมพทุ ธศำสตร์ฉบบั ประมวลศพั ท์. พิมพค์ รง้ั ที่ ๓๕.
กรงุ เทพฯ: สหธรรมิก, ๒๕๕๔. หนำ้ ๔๔๙.

๑๑๖

๓) อัตถจริยา คือทำตนให้เป็นประโยชน์ บำงคร้ังในกำรทำงำนอำจขำดกำลังแต่ถ้ำเรำ
ช่วยกันงำนทีว่ ่ำยำกกจ็ ะสำเรจ็ ลุลว่ งไปไดถ้ ้ำเรำร่วมมอื กนั เพรำะฉะนั้นตรงนเ้ี ป็นส่งิ สำคญั อยำ่ งหนงึ่ ท่ี
จะทำใหเ้ รำเกดิ รกั ควำมผกู พันชองบุคคลทอี่ ยู่ร่วมกันในสังคม ในกำรบำเพญ็ ตนให้เปน็ ประโยชน์มี 2
ประกำร คอื ต้องทำตัวเรำให้เป็นคนดี มีประโยชนเ์ สียกอ่ น และสร้ำงประโยชน์ใหค้ นอ่นื รอบข้ำง พระ
สัมมำสัมพทุ ธเจ้ำไดต้ รัสบุคคลไว้ 3 ประเภทคอื

(๑) อตั ถจำรีย์ ผู้ทสี่ รำ้ งประโยชน์ ทัง้ ประโยชนต์ นและประโยชนท์ ำ่ น บุคคลแบบนี้
นำ่ ยกยอ่ ง น่ำสรรเสริญ

(๒) โมฆะบุรุษ บุรุษผู้ว่ำงเปล่ำ ไม่เอำอะไรเลย เฉยๆ ไม่ทำทั้งสิ่งท่ีเป็นประโยชน์
และไม่เปน็ ประโยชน์

(๓) อนัตถัตจำรีย์ ผู้ทำส่ิงไม่ใช้ประโยชน์ ถ้ำเป็นเร่ืองไม่ดี พวกน้ีชอบทำ กำรอยู่ร่วมกันใน
สงั คม ไมว่ ่ำเรือ่ งอะไรกต็ ำม เรำต้องช่วยเหลอื ซึ่งกันและกัน ไมแ่ ล้งนำ้ ใจจึงจะเกิดควำมสุขไดใ้ นสังคม
นั้นๆ

๔) สมานตั ตตา กำรวำงตนให้พอดีในหนำ้ ทขี่ องตนอย่ำงเสมอตน้ เสมอปลำย คือ วำงตนให้
เหมำะสมว่ำตอนน้ีเรำอยู่ในฐำนะอะไร เช่น พ่อก็มีหน้ำที่เล้ียงดูลูก แม่ก็มีหน้ำท่ีดูแลบ้ำนดูแล
ครอบครัว ลูกเองก็มีหน้ำที่ศึกษำเล่ำเรยี น และเมื่อเรำทำงำน ถ้ำมีใครไม่ทำตำมหน้ำที่แลว้ ย่อมจะ
เกิดปญั หำเรือ่ งกำรก้ำวกำ่ ยหนำ้ ที่กนั ตำมมำ จนอำจส่งผลให้เกดิ ควำมไม่ปลอดภยั ในชีวิตขึ้นได้ อย่ำง
น้เี ปน็ ต้น เม่อื เป็นเช่นน้ีกำรวำงตนให้เหมำะสม จะชว่ ยให้ไมต่ อ้ งระวำดระแวงในกำรทำหน้ำท่ีของตน
ซงึ่ จะสง่ ผลใหเ้ รำอยรู่ ่วมกนั ในสงั คมได้อยำ่ งปลอดภัยและสบำยใจ

กล่ำวโดยสรุป สังคหวัตถุ ๔ คือ หลักธรรมของกำรอยรู่ ว่ มกันในสงั คมอย่ำงสงบสุข ซ่ึงไดแ้ ก่
ทำน คอื กำรให้ ทั้งทำนที่ใหเ้ ปน็ บุญ และทำนทใ่ี หเ้ ปน็ คุณ ปิยวำจำ คือกำรพดู วำจำทไ่ี พเรำะ ฟังแลว้
เกิดควำมช่ืนใจ อตั ถจรยิ ำ คือทำตนให้เปน็ ประโยชน์ แกผ่ อู้ ื่นที่อยรู่ ่วมกันในสังคม สมำนัตตตำ คอื วำง
ตนใหเ้ หมำะสมวำ่ ตอนนเ้ี รำอยู่ในฐำนะใด หลักธรรม ๔ ประกำรน้ีเป็นเคร่ืองยึดเหนย่ี วใจผู้คนในสงั คม
ให้อยูก่ ันอยำ่ งสันติสบื ต่อไป๘

๖.๒.๒.๒ หลกั ทฏิ ฐธัมมกิ ัตถสังวัตตนิกธรม ๔
ทิฏฐธัมมิกกัตถะ หมำยถึงประโยชน์ในปจั จบุ ัน,ประโยชน์สุขสำมญั ทม่ี องเหน็ กันในชำตินี้ ที่
คนทั่วไปปรำรถนำ มีทรัพย์ ยศเกียรติ ไมตรี เป็นต้น อันจะสำเร็จดว้ ยธรรม๙ เป็นข้อปฏิบัติสำคญั ที่
ทำใหเ้ กดิ ผล คอื ควำมม่นั คงทำงเศรษฐกจิ ทำใหม้ ีทรพั ย์สนิ เงนิ ทอง พงึ่ ตนเองได้เรยี กว่ำธรรมท่ีเปน็ ไป
เพอ่ื ประโยชนป์ จั จุบนั บำงทีเรยี กวำ่ “หวั ใจเศรษฐี” โดยมีคำยอ่ คือ “อุ” “อำ” “กะ” “สะ” ดังน้ีคอื
๑) อุฏฐานะสัมปทา (อุ)หมำยถึงกำรถึงพร้อมด้วยควำมขยันหมั่นเพียรรู้จักใช้ปัญญำ
ไตร่ตรองพิจำรณำหำวิธีกำรท่ีแยบคำยในกำรทำงำนมคี วำมคิดริเร่ิมสรำ้ งสรรค์ รู้จกั คิด รู้จักทำ รู้จกั
ดำเนินกำรดำ้ นเศรษฐกิจทำกำรงำนประกอบอำชพี ใหไ้ ดผ้ ลดี

๘ สังคหวตั ถุ ๔ หลักกำรอยูร่ ่วมกันอย่ำงสันติ. (ออนไลน์).
(https://www.dmc.tv/pages/top_of_week/สังคหวัตถุ-4-หลักกำรอยู่ร่วมกันอย่ำงสันต.ิ html). ๙ พ.ย. ๒๕๖๑.

๙ พระพรหมคณุ ำภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต). พจนำนุกรมพุทธศำสตรฉ์ บับประมวลศัพท์. พมิ พ์คร้ังที่ ๓๕.
กรุงเทพฯ: สหธรรมิก, ๒๕๕๔. หน้ำ ๑๔๔.

๑๑๗

๒) อารักขสัมปทา (อำ)หมำยถึง กำรถึงพรอ้ มดว้ ยกำรรกั ษำสำมำรถปกปอ้ งคุ้มครองรักษำ
ทรัพย์สนิ ท่ีหำมำได้ ไม่ให้สญู หำยพินำศไปด้วยภยั ต่ำง ๆ

๓) กัลยาณมติ ตตา (กะ)หมำยถึงกำรรู้จักคบคนดหี รือมีกัลยำณมิตร ซึ่งจะเป็นองคป์ ระกอบ
สำคัญท่ีช่วยให้เจริญก้ำวหน้ำในวงกำรอำชีพนั้น ๆ ทำให้รู้เห็นช่องทำงและโอกำสต่ำง ๆในกำรงำน
ทันตอ่ เหตกุ ำรณ์ ตลอดจนรู้จกั ปฏิบัติต่อทรพั ย์ของตนอยำ่ งถูกตอ้ งไม่ถูกมิตรช่ัวชักจูงไปในทำงอบำย
มขุ ซง่ึ จะทำให้ทรัพยส์ ินไมเ่ พม่ิ พนู หรอื มแี ต่จะหดหำยไป

๔) สมชีวิตา (สะ)หมำยถึง ควำมเป็นอยู่พอดีหรือควำมเป็นอยู่สมดุล คือเล้ียงชีพแต่พอดี
ไมใ่ หฟ้ ุม่ เฟือย ไม่ใหฝ้ ดื เคอื งใหร้ ำยได้เหนอื รำยจำ่ ย มเี หลือเกบ็ ไว้ใชใ้ นครำวจำเปน็

๖.๒.๓ หลักธรรมสาหรบั ผู้รับผดิ ชอบบา้ นเมอื ง
หลักอปรหิ ำนยิ ธรรม หมำยถึง ธรรมไมเ่ ป็นท่ตี ัง้ แหง่ ควำมเส่อื ม เป็นไปเพ่ือควำมเจรญิ ฝ่ำย
เดียว๑๐ หรือเรียกอีกอยำ่ งว่ำ วัชชีอปริหำนิยธรรม ๗ คือธรรมอันไมเ่ ปน็ ที่ต้ังแห่งควำมเสื่อม เป็นไป
เพอ่ื ควำมเจริญฝ่ำยเดียว สำหรับหมู่ชนหรือผบู้ ริหำรบ้ำนเมอื ง
(๑) หมั่นประชุมกนั เนืองนติ ย์
(๒) พรอ้ มเพรียงกนั ประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรยี งกนั ทำกิจทพี่ งึ ทำ ข้อนี้
แปลอกี อยำ่ งหนง่ึ ว่ำ: พร้อมเพรยี งกนั ลุกขึน้ ป้องกันบำ้ นเมือง พรอ้ มเพรียงกนั ทำกิจทัง้ หลำย
(๓) ไม่บัญญัติส่ิงที่มิได้บัญญัติไว้ (อันขัดต่อหลักกำรเดิม) ไม่ล้มล้ำงสิ่งท่ีบัญญัติไว้ (ตำม
หลกั กำรเดมิ ) ถอื ปฏิบัตมิ น่ั ตำมวัชชธี รรม (หลกั กำร) ตำมทีว่ ำงไวเ้ ดิม
(๔) ท่ำนเหล่ำใดเปน็ ผใู้ หญใ่ นชนชำววชั ชี เคำรพนับถอื ทำ่ นเหลำ่ นั้น เหน็ ถอ้ ยคำของทำ่ นว่ำ
เป็นสิ่งอนั ควรรบั ฟงั
(๕) บรรดำกุลสตรีกุลกุมำรีทั้งหลำย ให้อยู่ดีโดยมถิ กู ขม่ เหง หรือฉุดคร่ำขืนใจ
(๖) เคำรพสักกำระบูชำเจดยี ์ (ปชู นยี สถำนและปูชนียวัตถุ ตลอดถึงอนุสำวรยี ์ตำ่ งๆ) ของวัช
ชี (ประจำชำติ) ท้ังหลำย ทั้งภำยในและภำยนอก ไม่ปล่อยให้ธรรมิกพลีท่ีเคยให้เคยทำแก่เจดีย์
เหล่ำนั้นเสื่อมทรำมไป
(๗) จดั ให้ควำมอำรักขำ ค้มุ ครอง ป้องกนั อันชอบธรรม แกพ่ ระอรหันต์ทงั้ หลำย (ในที่น้กี ิน
ควำมกว้ำง หมำยถึงบรรพชิตผู้ดำรงธรรมเปน็ หลักใจของประชำชนท่ัวไป) ต้ังใจว่ำ ขอพระอรหันต์
ท้ังหลำยทีย่ ังมิไดม้ ำ พึงมำสู่แวน่ แคว้น ทม่ี ำแล้วพงึ อย่ใู นแวน่ แคว้นโดยผำสกุ
อปริหำนิยธรรม ๗ ประกำรนี้ พระพุทธเจ้ำตรสั แสดงแก่เจ้ำวัชชีท้ังหลำย ผู้ปกครองรัฐโดย
ระบอบสำมัคคีธรรม (republic) ซึ่งรัฐคู่อริยอมรับว่ำ เม่ือชำววัชชียังปฏิบัติตำมหลักธรรมน้ี จะ
เอำชนะดว้ ยกำรรบไมไ่ ด้ นอกจำกจะใชก้ ำรเกล้ียกล่อมหรือยแุ ยกใหแ้ ตกสำมัคคี๑๑

๑๐ เรือ่ งเดยี วกัน. หน้ำ ๔๙๘.
๑๑ พระพรหมคุณำภรณ์ (ป. อ. ปยตุ ฺโต). พจนำนุกรมพุทธศำสตร์ฉบบั ประมวลธรรม. พิมพ์ครงั้ ที่ ๑๗.
จฬุ ำลงกรณรำชวทิ ยำลยั ๒๕๕๑. หนำ้ ๒๑๑-๒๑๒.

๑๑๘

๖.๓ หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาทเี่ กี่ยวข้องกับกบั สันติภาพว่าด้วยการฝกึ จิต
๖.๓.๑ วธิ กี ารทาสมาธิ
พระพุทธศำสนำถือว่ำมนุษย์ปุถุชนผู้ที่ยังไม่บรรลุเป็นอหันต์ ย่อมมีกิเลสซึ่งกิเลส

ของคน มี ๓ ประเภท คือ กิเลสอย่ำงหยำบ อย่ำงกลำงและอย่ำงละเอียด ควำมช่ัวนั้นในทำง
พระพุทธศำสนำกำจดั ด้วยศีล ควำมช่ัวอย่ำงกลำง คือควำมคิดช่ัว กำจัดด้วยกำรทำสมำธิ สำหรบั
ควำมช่ัวอยำ่ งละเอยี ด คือ ควำมหลงผดิ กำจัดดว้ ยกำรทำวิปัสสนำ หำกชีวติ ของปจั เจกบุคลในโลกน้ี
มคี วำมสงบสุขภำยนอกและมีควำมสุขภำยในแล้ว ยอ่ มแสดงว่ำสงั คมโลกก็มคี วำมสุขด้วย ดงั นน้ั กำร
ทำสมำธิจึงเป็นหลักสำคัญหลักหนึ่งของพระพุทธศำสนำท่ีพุทธศำสนิกชนควรศึกษำเพื่อหลอ่ หลอม
จติ ใจใหส้ ะอำดหมดจดและเผยแพรส่ ู่สังคมโลก

กำรทำสมำธิในทำงพระพุทธศำสนำเรยี กว่ำกมั มฏั ฐำน ท่ีต้ังแห่งกำรงำน อำรมณ์ เป็นทตี่ งั้
แห่งกำรงำนของใจ อุบำยทำงใจ วิธีฝึกอบรมจิตใจและเจริญปัญญำ๑๒ กำรรู้เรื่องสมำธิก็คือควำมรู้
เรอื่ งกัมมัฏฐำนในทำงพระพทุ ธศำสนำ ในหลักของกัมมฏั ฐำนท่คี วรศึกษำ ๔ ประกำรคอื

๑) ประเภทของกัมมฏั ฐาน กำรทำสมำธใิ นทำงพระพุทธศำสนำหมำยถงึ กำรงำนทำงจติ มี
อยู่ ๒ ประเภท ไดแ้ ก่

(๑) สมถกัมมัฏฐำน หมำยถึง กำรทำสมำธิเพื่อให้ใจสงบจำกควำมชั่วของจิต
ควำมชว่ั ของจิต คอื นวิ รณ์หรอื เรียกอกี อย่ำงหนึง่ วำ่ นวิ รณธรรม ธรรมทีก่ นั้ จิตไมใ่ ห้บรรลคุ วำมดี, ส่ิงท่ี
ขดั ขวำงจิตไมใ่ หก้ ำ้ วหนำ้ ในคุณธรรม อกุศลธรรมทกี่ ด
ทับจติ ปดิ ก้นั ปัญญำ มี ๕ อยำ่ ง๑๓ คอื

๑. กำมฉนั ท์ พอใจใฝ่กำมคณุ
๒. พยำบำทแคน้ เคืองคดิ ร้ำยเขำ
๓. ถนี มทิ ธะ หดห่ซู มึ เซำ
๔. อทุ ธจั จกุกกุจจะ ฟงุ้ ซ่ำนรำคำญใจ
๕. วจิ ิกจิ ฉำ ลังเลสงสยั
นิวรณ์เป็นเคร่ืองก้ันคุณงำมควำมดีของปัจเจกบุคคลเอำไว้ เม่ือจิตปรำศจำกนิวรณ์ทั้ง ๕
ประกำรดังกล่ำวนดี้ ้วยกำรเจรญิ สมถกมั มัฏฐำนแลว้ จติ นนั้ จะเขำ้ ถึงฌำน ฌำนเป็นผลไดข้ องกำรเจรญิ
สมถกมั มฏั ฐำนนั่นเอง
๑ )วิปัสสนากัมมัฏฐาน หมำยถึงกำรทำสมำธิเพื่อควำมรู้แจ้ง ควำมจิรงในสภำวะของ
สงั ขำรสำหรับวปิ ัสสนำนี้เปน็ วิธกี ำรกำจัดกเิ ลสอย่ำงละเอียดคือควำมหลงผดิ
๒อารมณข์ องกมั มัฏฐาน ) กำรทำสมำธิเพ่อื ใหไ้ ด้ฌำนในทำงพระพทุ ธศำสนำจะตอ้ งรักษำ
จิตให้มีอำรมณ์เดียวตลอด จิตที่มีอำรมณ์เดียวย่อมมีกำลังมหำศำลเหมือนน้ำท่ีไหลสำยเดียวย่อมมี
กำลงั มำกกว่ำน้ำท่ีไหลหลำยสำย อำรมณส์ ำหรับกำรทำสมถกมั มฏั ฐำนมี ๔๐ ชนดิ ได้แก่ กสณิ ๑๐
อสภุ ะ ๑๐ อนสุ สติ๑๐ พรหมวหิ ำร ๔ อรปู สมำบัติ ๔ สัญญำ ๑ และกำรกำหนดธำตใุ นร่ำงกำย ๑
ในท่ีนี้ไม่ขอกล่ำวในรำยละเอียด แต่สำหรบั ผทู้ ่ีจะบำเพ็ญวิปัสสนำเพื่อให้พ้นควำมหลงผดิ จะต้องยดึ
อำรมณ์ ๖ ประกำรเป็นหลักในกำรปฏิบัติ อำรมณ์หรือหลักของวิปัสสนำ ๖ ประกำรนั้นได้แก่

๑๒ เรอื่ งเดียวกัน. หน้ำ ๑๒.
๑๓เรื่องเดยี วกัน.หน้ำ ๑๘๕.

๑๑๙

พิจำรณำอริยสัจ ๔ พิจำรณำขันธ์ ๕ พิจำรณำอำยตนะ ๑๒ พิจำรณำธำตุ ๑๘ พิจำรณำอินทรยี ์
๒๒ และพิจำรณำปฏจิ จสมปุ บำท

๓จรติ ของผ้ทู ากัมมัฏฐาน ) ผู้ทำกัมมัฏฐำนทัง้ ๒ ประเภท ดังกล่ำวน้ันมใิ ชว่ ำ่ เม่อื นึก
อยำกจะทำกย็ ึดถืออำรมณ์ใดอำรมณห์ นึ่งของสมถะและวิปสั สนำได้เลยเพรำะควำมจริงอำรมณ์
เหลำ่ นนั้ พระพทุ ธเจำ้ ทรงบญั ญตั ิไว้ ตำมควำมเหมำะสมของจริตของแตล่ ะคนจริตอย่ำงหนงึ่ กเ็ หมำะ
สำหรับกมั มัฏฐำนอย่ำงหนึ่ง ผปู้ ฏบิ ัตจิ งึ ควรศึกษำจรติ นสิ ัยของตนต่อไป จรติ มี ๖ ประกำร ได้แก่
รำคจริต โทสำจริต โมหจริต สัทธำจรติ พทุ ธจรติ และวิตกจริต

๔) ผลได้ของกัมมัฏฐาน กำรทำกมั มฏั ฐำนเปน็ อบุ ำยวิธเี พอื่ สรำ้ งจิตให้มีอำรมณเ์ ป็นหนงึ่
เดียว เม่อื จติ มีอำรมณ์เป็นหนงึ่ ไม่มีอำรมณ์อื่นมำแทรกเมอ่ื ใด เมือ่ นัน้ ฌำนจะเกิดขนึ้ เม่ือได้ฌำนท่ี
๑ จนถึงฌำนที่ ๔ จิตกจ็ ะมกี ำลงั มหำศำล เมอื่ จติ มีกำลงั มำกเชน่ น้ีย่อมสำมำรถทำงำนตำ่ งๆ ได้
ตำมท่ตี นต้องกำร งำนของจิตที่กลำ่ วมำนก้ี ค็ อื กำรแสดงฤทธิ์ ดังนัน้ ผลไดข้ องสมถกมั มฏั ฐำนจงึ แบง่
ออกเป็น ๒ ประเภท คือ

(๑) ผลได้โดยตรงมี ๔ คือ ปฐมฌำน ทตุ ยิ ฌำน ตติยฌำนและจตตุ ถฌำน
(๒) ผลได้โดยอ้อมจะได้อภิญญำ ๕ ประกำร ได้แก่ มีอำนำจแสดงฤทธ์ิต่ำงๆ ได้
สำมำรถฟงั เสยี งทพิ ยไ์ ด้ สำมำรถรคู้ วำมคิดของคนอื่นได้ สำมำรถระลกึ ชำติในอดีตได้และสำมำรถรู้
จตุ ิและอุบัตขิ องสัตวท์ วั่ ไป
ผู้ที่บำเพ็ญสมถะล้วนๆ โดยมิได้บำเพ็ญวิปัสสนำจะได้เฉพำะฌำนกับอภิญญำเท่ำน้ันส่วน
ฐำนะจะเป็นปุถุชนเหมือนเดิม กิเลสจะสงบชั่วครำวเท่ำน้ัน ไม่สำมำรถจะละกิเลสได้ ส่วนผู้ท่ี
บำเพ็ญวิปัสสนำล้วน จะได้เฉพำะกำรเปลี่ยนฐำนะจำกปุถุชนเป็นพระอริยะบุคคลและตัดกิเลสได้
เด็ดขำด แตไ่ มส่ ำมำรถแสดงฤทธอ์ิ ย่ำงใดอยำ่ งหนงึ่ ได้

๖.๓.๒ หลักธรรมทีส่ นับสนุนการทาสมาธิ
๑) หลกั พรหมวหิ าร
คำว่ำ “พรหมวิหำร” เป็นคำภำษำบำลี แปลควำมหมำยไวว้ ่ำ ธรรมเป็นเครอ่ื งอยูข่ องพรหม,
ธรรมเปน็ เครือ่ งอย่ขู องผู้ใหญ่, และธรรมเป็นเคร่ืองอยู่อยำ่ งประเสรฐิ ซึง่ ประกอบด้วย ๒ ศัพท์ คอื

๑) พรหม หมำยถงึ เลิศ, ประเสรฐิ , ประเสรฐิ สดุ
๒) วิหำร หมำยถงึ กำรอยู่, หรอื ธรรมเปน็ เครอ่ื งอยู่๑๔
เม่อื นำ ๒ ศพั ทม์ ำรวมกันตำมหลกั ทำงภำษำ “พรหมวหิ ำร” จึงหมำยถึง ธรรมเปน็ เคร่อื ง
อยู่ของพรหม หรอื ธรรมเปน็ เคร่อื งอยู่อย่ำงประเสรฐิ ในทศั นะของพระพทุ ธศำสนำถือวำ่ มนุษยท์ กุ คน
มีส่วนรับผิดชอบในกำรสรรค์สร้ำงและอภิบำลสงั คมด้วยเหตุน้ี ทุกคนต้องทำตัวให้เป็นพรหมหรอื ผู้
ประเสริฐ ด้วยคุณธรรมควำมเป็นพรหม และในกำรปฏิบัติในลักษณะนี้ เป็นกำรสร้ำงสรรค์ตนเอง
ด้วยหลักพรหมวิหำรและพรหมวิหำรเมื่อนำมำใช้กับมนุษย์ในฐำนะที่มนุษย์สำมำรถสร้ำงสรรคแ์ ละ
อภบิ ำลโลกให้เกิดสนั ติภำพไดด้ ว้ ยตวั มนษุ ย์เอง

๑๔ พันตรี ป. หลวงสมบุญ, พจนำนุกรม มคธ-ไทย, กรุงเทพฯ : อำทรกำรพิมพ์, ๒๕๔๐,หน้ำ
๕๒๑,๕๒๓,๖๖๘.


Click to View FlipBook Version