คู่มอื
138 การนำกรอบสมรรถนะหลกั ของผู้เรยี น
ระดบั ประถมศึกษาปที ่ี 4 - 6 ไปใช้ในการพฒั นาผู้เรยี น
ค่มู อื
139
การนำกรอบสมรรถนะหลักของผเู้ รยี น
ระดับประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 ไปใช้ในการพฒั นาผเู้ รียน
คู่มือ
140 การนำกรอบสมรรถนะหลกั ของผเู้ รียน
ระดับประถมศกึ ษาปีท่ี 4 - 6 ไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียน
ตอนที่ 5
การประเมนิ สมรรถนะ (Competency - based Assessment)
การประเมินถือเป็นประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งในการนำกรอบสมรรถนะหลักของผู้เรียนสู
่
การปฏิบัติ เน่ืองด้วยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและถือเป็นเน้ือเดียวกันกับการพัฒนาสมรรถนะแก่ผู้เรียนท่ีจำเป็น
ต้องอาศัยข้อมูลจากการประเมินในการค้นหาศักยภาพและช้ีทิศทางการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนต่อไป
การประเมนิ สมรรถนะนมี้ ลี กั ษณะเปน็ “การประเมนิ การเรยี นรู้ (assessment)” ทมี่ งุ่ เนน้ การรวบรวมสารสนเทศ
เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน มากกว่าที่จะเป็นการประเมินในลักษณะของ “การประเมินผล
(evaluation)” ท่ีมงุ่ ตัดสนิ คุณคา่ การประเมินสมรรถนะมสี าระสำคัญ ดังนี้
การประเมินสมรรถนะคืออะไร
มีลักษณะอยา่ งไร ?
การประเมินสมรรถนะมุ่งเน้นการประเมินความสามารถท่ีเป็นองค์รวมของผู้เรียนในลักษณะของ
การประเมินการปฏิบัติ (Performance Assessment) ว่าผู้เรียน “ทำได้” บรรลุตามเกณฑ์ความสำเร็จ
ท่กี ำหนดไว้หรือไม่
การประเมินสมรรถนะในที่น้ีมักเกิดข้ึนในลักษณะของการประเมินผลรวม (Summative
assessment) ในช่วงท้ายบทเรียนหรือท้ายหน่วยการเรียนรู้ ภายหลังจากที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ ความรู้ ทักษะ
และคุณลักษณะต่าง ๆ ท่ีสำคัญจำเป็นหรือหลอมรวมเป็นพ้ืนฐานของสมรรถนะน้ัน ๆ แล้ว ซ่ึงในระหว่าง
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะต่าง ๆ เหล่าน้ัน ผู้สอนก็สามารถ
ออกแบบการประเมินความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะต่าง ๆ ในลักษณะของการประเมินระหว่างเรียน
(Formative Assessment) โดยใช้เคร่ืองมือ/วิธีวัดต่าง ๆ ได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นแบบทดสอบ แบบวัด
การตรวจแบบฝึก ฯลฯ หรืออาจมีการวัดสมรรถนะย่อย ๆ ในระหว่างการเรียนการสอนก็ได้เช่นกัน ซึ่งมักอยู
่
ในลกั ษณะของการประเมินตามสภาพจรงิ (Authentic Assessment)
คมู่ ือ
141
การนำกรอบสมรรถนะหลกั ของผู้เรียน
ระดับประถมศึกษาปที ี่ 4 - 6 ไปใชใ้ นการพัฒนาผูเ้ รียน
กล่าวได้ว่า การประเมินสมรรถนะเป็นการช่วยให้เห็นความสามารถที่เป็นองค์รวมของผู้เรียน
(วัดสมรรถนะที่เป็นองค์รวมของการใช้ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ) โดยครูทำการทดสอบพฤติกรรม
การปฏิบัติ (Performance Assessment) ของผู้เรียนตามเกณฑ์ท่ีกำหนด (Performance Criteria) โดยใช้
แบบประเมินการปฏิบัติ (Performance test)
การวัดเน้นการประเมินองค์รวมของสมรรถนะด้วยเครื่องมือประเมินตามความเหมาะสมและประเมิน
เมอ่ื ผเู้ รยี นพรอ้ มทจ่ี ะรบั การประเมนิ หากประเมนิ ผา่ น ผเู้ รยี นจะสามารถกา้ วสจู่ ดุ ประสงคก์ ารเรยี นรขู้ นั้ ตอ่ ไปได ้
หากยังไม่ผ่าน ผู้เรียนจะได้รับการสอนซ่อมเสริมจนกระท่ังบรรลุผล ผู้เรียนแต่ละคนจะก้าวหน้าไปตาม
ความสามารถของตน อาจก้าวหนา้ ไปไดเ้ รว็ ในบางสาระ และอาจไปไดช้ ้าในบางสาระตามความถนัดของตน
❖ ลักษณะสำคัญของการประเมินสมรรถนะ
1. การประเมินการเรียนรู้เป็นกิจกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอนตามปกต ิ
มีลักษณะเป็นการประเมินแบบ Formative Assessment ซึ่งมีการเก็บข้อมูลการเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อให้
ความช่วยเหลือตามปญั หาและความต้องการของผู้เรียนแตล่ ะคน
2. ใช้การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) จากส่ิงที่ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริง และ
ความก้าวหน้าในการปฏิบัติงาน เช่น การประเมินจากการปฏิบัติ (Performance assessment) หรือ
การประเมนิ โดยใช้แฟม้ สะสมผลงาน (Portfolio Assessment) รวมถึงการประเมนิ ตนเอง (Student Self -
assessment) และการประเมนิ โดยเพือ่ น (Peer Assessment)
3. การประเมินท่ีเป็นการตัดสินผลการเรียนรู้ จะมุ่งวัดสมรรถนะอันเป็นองค์รวมของความรู้ ทักษะ
เจตคติ และคณุ ลักษณะต่าง ๆ
4. ใช้วิธีการวัดจากพฤติกรรม/การกระทำ/การปฏิบัติ (Performance Test) ที่แสดงออกถึง
ความสามารถในการใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะต่าง ๆ ตามเกณฑ์การปฏิบัติ (Performance
Criteria) ที่กำหนดเปน็ การวดั องิ เกณฑ์ มใิ ช่อิงกลุ่ม และมหี ลกั ฐานการปฏิบัติ (Evidence) ใช้ตรวจสอบได้
5. ใช้สถานการณ์เป็นฐาน เพ่ือให้บริบทการวัดและประเมินเป็นสภาพจริงมากข้ึน เช่น อาจเตรียม
บริบทเป็นข้อความ รูปภาพ ภาพเคล่ือนไหว สถานการณ์จำลอง หรือสถานการณ์เสมือนจริงในคอมพิวเตอร์
ซึง่ สามารถประเมนิ ได้หลายประเดน็ ในสถานการณ์เดยี วกนั
6. ผู้เรียนจะได้รับการประเมินเม่ือพร้อม และเป็นการประเมินความก้าวหน้าตามอัตราของตนเอง
ด้วยเครื่องมอื วัดท่ีเข้าถึงความเช่ียวชาญของผูเ้ รยี น การประเมนิ จะเป็นไปตามลำดบั ขนั้ ของสมรรถนะทก่ี ำหนด
หากไม่ผา่ นจะต้องได้รบั การซอ่ มเสริมจนกระทงั่ ผ่านจงึ จะก้าวไปสูล่ ำดับขนั้ ต่อไป
7. การรายงานผล เป็นการให้ข้อมูลพัฒนาการและความสามารถของผู้เรียนตามลำดับข้ันที่ผู้เรียน
ทำได้ตามเกณฑท์ ีก่ ำหนด
คมู่ ือ
142 การนำกรอบสมรรถนะหลกั ของผ้เู รียน
ระดบั ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 - 6 ไปใชใ้ นการพัฒนาผเู้ รยี น
การประเมินสมรรถนะทำไดอ้ ยา่ งไร?
มีขั้นตอนอยา่ งไร ใชว้ ิธีการใดได้บ้าง
ในการประเมินสมรรถนะมีขั้นตอนและวิธีการดังน
ี้
❖ ขัน้ ตอนการประเมินสมรรถนะ
การประเมินสมรรถนะมขี นั้ ตอนท่สี ำคัญประกอบดว้ ย
1. การกำหนดสมรรถนะใหม้ คี วามชดั เจนในระดบั พฤติกรรมทส่ี งั เกตได้ (What) โดยระบุการกำหนด
เกณฑก์ ารปฏบิ ตั ิทด่ี ใี หม้ คี วามชดั เจน (Performance Criterion) ซึง่ สงิ่ ที่จะตอ้ งประเมินอาจเป็นกระบวนการ
(Process) หรือผลงาน (Product) รวมถึงลักษณะกลุ่มเป้าหมายในการประเมินท้ังใน ระดับรายบุคคล
(Personal Level) หรอื รายกลุ่ม (Group Level)
2. การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้หรือการพัฒนาสมรรถนะร่วมกับการประเมินสมรรถนะ หรือ
การกำหนดสถานการณ์ในการประเมนิ ทเี่ กดิ พฤตกิ รรมแบบองค์รวมหรือบรู ณาการรว่ มกับสมรรถนะย่อยอื่น
3. กำหนดลักษณะการประเมิน (Assessment Specification) ซึ่งประกอบด้วยวิธีการประเมิน
กรอบการประเมินที่เป็นตัวแทนของพฤติกรรมที่ใช้ในการวัดสมรรถนะได้อย่างครบถ้วนครอบคลุมเกณฑ
์
การประเมนิ หรอื เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนและกำหนดนำ้ หนกั คะแนน รวมถงึ การกำหนดผมู้ สี ว่ นรว่ มในการประเมนิ
การเรยี นรู้ ซงึ่ สารสนเทศเหลา่ นผ้ี เู้ รยี นตอ้ งมสี ว่ นในการรบั รู้ และอาจมสี ว่ นในการรว่ มสรา้ งเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ดังกล่าวได
้
4. ดำเนินการประเมินตามสถานการณ์การประเมินที่กำหนด เพื่อใช้เป็นหลักฐาน (Evidence)
ในการสะท้อนระดับการพัฒนาของสมรรถนะท่ีต้องการประเมิน เช่น ภาพ การบันทึกเสียง วิดีทัศน์ ช้ินงาน
ใบงาน โครงการ รายงาน และรายงานวิจัย เป็นต้น
5. แปลผลการให้คะแนนรวมถึงการสะท้อนข้อมูล เพ่ือให้ข้อมูลย้อนกลับในการพัฒนาผู้เรียน และ
การพฒั นากิจกรรมการพฒั นาและการประเมนิ นนั้ เชน่ การสะท้อนผลถึงความรูจ้ ำเปน็ ในการลงมอื ปฏบิ ตั กิ าร
ทั้งความรู้พื้นฐาน ความรู้ในเชิงวิธีดำเนินการ และความสามารถย่อยปฏิบัติในการนำความรู้ไปใช้โดยปรับให้
เหมาะกับสถานการณ์ รวมถึงการลงมือปฏิบัติด้วยการบูรณาการทั้งความรู้ ทักษะความสามารถ และกรอบ
ของคุณลักษณะการปฏิบัติท่ีดี เจตคติต่อการปฏิบัติหรือค่านิยมที่ดีเป็นเครื่องกำกับในการปฏิบัติท่ีซับซ้อน
ในชีวิตประจำวนั ได้ เป็นตน้
คูม่ อื
143
การนำกรอบสมรรถนะหลักของผู้เรียน
ระดับประถมศึกษาปที ี่ 4 - 6 ไปใช้ในการพัฒนาผู้เรยี น
วิชยั วงศ์ใหญ่ และ มารตุ พัฒผล (2562) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการประเมนิ ตามสภาพจริงอิงสมรรถนะ
ไว้ดังต่อไปน
ี้
1. ผู้เรียนประเมินสมรรถนะตนเอง เป็นการสร้างการรับรู้สมรรถนะตนเองของผู้เรียน เพื่อสร้าง
แรงจูงใจภายในสำหรับการมุ่งม่ันพยายามพัฒนาสมรรถนะของตนเองในอนาคต อีกท้ังเป็นการกระตุ้นทักษะ
การกำหนดเป้าหมายของตนเอง (Self - Direction)
2. ผู้สอนประเมินสมรรถนะของผู้เรียน เป็นการตรวจสอบสมรรถนะของผู้เรียนท่ีมีอยู่ในปัจจุบัน
โดยผสู้ อน เพอ่ื ใชเ้ ปน็ ฐานขอ้ มลู (Based Line Data) สำหรบั กำหนดเปา้ หมายเพ่ือพฒั นาสมรรถนะตอ่ ไป
3. ร่วมกันกำหนดเป้าหมายอิงสมรรถนะ เป็นการกำหนดเกณฑ์หรือเป้าหมายการพัฒนาสมรรถนะ
ของผู้เรียนในลักษระของการเสริมพลังสมรรถนะ (Competency Empowerment) โดยผู้เรียนเป็น
ผู้มีบทบาทหลักในการกำหนดเป้าหมายสมรรถนะที่ต้องการบรรลุ ผู้สอนให้คำช้ีแนะแนวทางการกำหนด
เปา้ หมายใหก้ ับผูเ้ รยี น
4. ร่วมกันพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายสมรรถนะ เป็นการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนในกระบวนการ
จดั การเรียนรู้ท่ีมีลกั ษณะเปน็ การบูรณาการไปกับกจิ กรรม (Competency - based Learning) ผู้เรียนมคี วาม
มงุ่ ม่ันพยายามและกระตอื รือรน้ ในการพฒั นาสมรรถนะของตนเองโดยผู้สอนมบี ทบาทเป็นโคช้
5. ประเมินความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เป็นการตรวจสอบความก้าวหน้าของสมรรถนะผู้เรียนตาม
แนวทางการประเมินสภาพจริง และนำผลการประเมินมาปรับปรุงกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้
ตอบสนองความต้องการตามธรรมชาตขิ องผู้เรยี น และระดับสมรรถนะทีม่ ีอยู่ในปจั จุบนั
❖ วิธกี ารวัดและประเมนิ สมรรถนะ
การวัดและประเมินฐานสมรรถนะจำเป็นจะต้องใช้เทคนิค/วิธีการท่ีใช้ในการประเมินตามสภาพจริง
เพื่อสังเกตการการกระทำ รวมถึงการแสดงออกหลากหลายด้านของนักเรียนตามสภาพความเป็นจริง ท้ังใน
และนอกห้องเรียน รวมถึงเลือกวธิ ีการท่หี ลากหลายในการประเมินการเรียนรู้ ตัวอย่างเช่น
1. การสงั เกตการทำงานเดีย่ วและการทำงานกลมุ่ (Observation) ซงึ่ เปน็ การประเมินทเ่ี ปน็ ไปได้ทง้ั
ท่ีเป็นทางการและไม่ทางการ การประเมินโดยการสังเกตเป็นการประเมินร่วมด้วยกับการประเมินภาคปฏิบัติ
และการประเมนิ ตามสภาพจรงิ
2. การสอบถาม สัมภาษณ์ (Interview, Questioning) โดยใช้การมีปฏิสัมพันธ์พูดคุยเพ่ือพัฒนา
การเรียนรู้ รวมถึงการประเมินการเรียนรู้ไปในกระบวนการน้ัน ซึ่งการสัมภาษณ์มีจุดดีในการตรวจสอบ
ความเขา้ ใจได้ลกึ ซ้งึ กว่าการวัดประเมินผลท่เี ปน็ การสอื่ สารทางเดียว
3. การประเมินผลงาน (Assignment) เป็นการประเมินท่ีเกิดจากการมอบหมายงานให้อ่าน
การศึกษาด้วยตนเอง นอกเหนือจากทจี่ ะได้สารสนเทศว่าผู้เรยี นยังมสี งิ่ ทต่ี ้องปรับปรุงชว่ ยเหลอื อย่างไร แล้วยัง
สามารถไดส้ ารสนเทศเชงิ การสะทอ้ นการเรยี นรขู้ องผเู้ รยี นเพอื่ เปน็ ประโยชนใ์ นการปรบั การเรยี น เปลย่ี นการจดั
การเรยี นการสอนได้อกี ดว้ ย
4. การทดสอบ (Testing) เปน็ การประเมินทีเ่ ปน็ ทางการ โดยใช้รปู แบบการทดสอบทเ่ี ป็นปรนัยและ
อัตนยั สามารถใช้ในการตรวจสอบความเข้าใจ ประเมนิ พัฒนาการการเรียนรู้ และวนิ จิ ฉยั การเรียนรขู้ องผู้เรียน
เพื่อตรวจสอบความคลาดเคลื่อนในการเรียนรู้ โดยทั่วไปการทดสอบใช้ในการวัดคุณลักษณะด้านพุทธิพิสัย
ความสามารถในการคดิ ขน้ั สงู ซง่ึ แบบทดสอบทม่ี รี ปู แบบอตั นยั จะเปน็ ทน่ี ยิ มใชใ้ นการวดั สมรรถนะการคดิ ขนั้ สงู ได
้
คมู่ ือ
144 การนำกรอบสมรรถนะหลกั ของผเู้ รยี น
ระดบั ประถมศึกษาปที ่ี 4 - 6 ไปใชใ้ นการพัฒนาผู้เรยี น
5. การบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรม (Attendance) เป็นการประเมินการมีส่วนร่วมในการดำเนิน
กจิ กรรมการเรยี นรู้ การสะท้อนผลการเรยี นรจู้ ากผูเ้ รยี นในการรว่ มกิจกรรมได้เพ่ิมเติม
6. การใชแ้ ฟม้ สะสมงาน (Portfolio) เปน็ การประเมนิ ทมี่ เี ปา้ หมายในการเกบ็ รวบรวมชนิ้ งาน ทราบถงึ
พัฒนาการแต่ละช้ินงาน มีการสะท้อนผลการจัดทำชิ้นงานผ่านผู้มีส่วนเก่ียวข้องต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนา
ชิ้นงานให้ดีย่ิงขึ้นต่อไป ทั้งนี้ผู้จัดทำช้ินงานสามารถเลือกสรรได้ว่าจะนำผลงานใดเพื่อนำมาใช้ในการประเมิน
ผลลัพธ์การเรยี นร้ใู นช่วงท้าย
7. การประเมินภาคปฏิบัติ (Performance Assessment) เป็นการประเมินท่ีต้องอาศัยการสังเกต
การวางแผนกำหนดสถานการณ์จำลองท่ีกระตุ้นให้ผู้เรียนได้แสดงพฤติกรรมที่ผ่านการฝึกฝนเรียนรู้มาแล้ว
โดยมกี ารกำหนดเกณฑ์การประเมินว่ามเี ปา้ หมายในการประเมินผลลพั ธก์ ารเรยี นรู้ของผูเ้ รียนในด้านใดบ้าง
8. การประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) เป็นการประเมินท่ีมีความใกล้เคียงกับ
การประเมินภาคปฏิบัติ โดยท่ัวไปเป็นการบูรณาการสมรรถนะที่สำคัญจากการฝึกฝนเรียนรู้เพ่ือแสดงออกใน
สถานการณ์ความเปน็ จรงิ หรอื สถานการณท์ ่ีผูเ้ รียนต้องเผชญิ ในชวี ิตประจำวนั
9. การประเมินผลในสถานที่ทำงานจริง (Workplace Assessment) เป็นการประเมินภายหลังจาก
การฝกึ ฝนผเู้ รยี นให้มีความพร้อมท้งั ดา้ นความรพู้ ้นื ฐาน ทักษะ ความสามารถ และเจตคติตอ่ การทำงานท่ดี ีเพอ่ื
ให้สามารถทำงานในสถานการณ์จรงิ เชน่ สถานท่ีทำงาน ชุมชน หรือสถานประกอบการ เป็นต้น
10. การประเมนิ แบบศนู ยก์ ารประเมนิ (Assessment Center) เปน็ การประเมนิ สมรรถนะทปี่ ระกอบดว้ ย
สถานการณ์จำลองที่ออกแบบกิจกรรมเพ่ือให้ผู้ประเมินได้แสดงออกถึงสมรรถนะแฝงท่ีอยู่ในตัวของผู้เรียนร
ู้
ในลักษณะฐานปฏบิ ัตกิ ิจกรรม โดยทวั่ ไปนิยมในการประเมินหลายสมรรถนะ มีผู้ประเมนิ มากกวา่ หนงึ่ ข้ึนไป
11. การประเมินตนเอง (Self - Assessment) เป็นการประเมินท่ีผู้รับการฝึกฝนเรียนรู้ ได้มีโอกาส
ในการพิจารณาความสามารถหรอื การทำงานของตน ตระหนกั หรือรับรู้ถึงจดุ เดน่ และจุดที่ควรได้รับการพฒั นา
ของตนเอง จากเกณฑ์การประเมินที่กำหนดข้ึน เพ่ือให้ผู้ประเมินได้สารสนเทศในการฝึกฝนพัฒนาตนต่อไป
ในอนาคต
12. การประเมินเพื่อน (Peer Assessment) เป็นการประเมินที่ผู้ร่วมทำกิจกรรมฝึกฝนเรียนรู้ ได้มี
โอกาสในการให้สารสนเทศหรือข้อมูลย้อนกลับให้แก่เพื่อนร่วมการทำกิจกรรมการเรียนรู้ ซ่ึงทำให้ผู้ประเมิน
ได้เหน็ ท้ังจดุ เด่นและจุดท่ีควรไดร้ ับการพัฒนาของเพอื่ นรว่ มการทำกจิ กรรมการเรยี นรู้ นำมาสูก่ ารสะท้อนกลับ
ในการพฒั นาตนเองในอนาคตต่อไป
การประเมินผลเป็นการรวบรวมหลักฐานผลการเรียนรู้ว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าถึงเกณฑ์ หรือระดับ
ที่กําหนดในมาตรฐาน หรือ ตามผลการเรียนรู้ท่ีกำหนดในหน่วยสมรรถนะ สมรรถนะย่อย และตัวช้ีวัด เพื่อ
ตัดสินว่า ผู้เรียนสําเร็จตามสมรรถนะท่ีกําหนดหรือไม่ การประเมินผลการจัดหลักสูตรแบบฐานสมรรถนะ
ควรทําควบคู่กับการเรียนการสอน โดยวัดท้ังความรู้และทักษะและการนําไปประยุกต์ใช้ ดังนั้น การวัดและ
ประเมินผลสมรรถนะของผู้เรียนระดับประถมศึกษาไม่ควรเน้นการประเมินผลตามตัวชี้วัด แต่เน้นการประเมิน
เพ่ือการเรยี นรู้ Assessment for Learning (AFL) ทช่ี ่วยวินิจฉยั กระบวนการ วิธกี ารเรยี นรู้ และให้ขอ้ มูล เพ่ือ
ปรับปรุงวิธีการเรียนรู้และการทำงานของผู้เรียน โดยการประเมินจะให้ความสำคัญกับการประเมินแบบย่อย
(Formative Assessment) อย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามดูความก้าวหน้า วินิจฉัยจุดด้อย จุดเด่นของผู้เรียน
ให้ข้อมลู ยอ้ นกลบั และเป็นการประเมนิ การจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนของผูส้ อนไปด้วย
คู่มอื
145
การนำกรอบสมรรถนะหลกั ของผู้เรียน
ระดับประถมศกึ ษาปีท่ี 4 - 6 ไปใชใ้ นการพัฒนาผเู้ รยี น
การประเมนิ เพ่อื การเรยี นรู้ (AFL - Assessment for Learning) อาศยั ข้อมูล
สารสนเทศทางการประเมินเป็นข้อมูลย้อนกลับ เพื่อวินิจฉัยปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียน
ปรับปรุงวิธีการเรียนรู้หรือวิธีการทำงานของนักเรียน เพื่อพัฒนานักเรียนเป็นรายบุคคล
ผู้สอนวางแผนการเรียนในขั้นต่อไปให้บรรลุผลสำเร็จโดยให้ข้อมูลที่มีคุณค่า ประกอบด้วย
1) การใหข้ ้อมูลกระตนุ้ การเรยี นรู้ (Feed - up) 2) การให้ข้อมลู ยอ้ นกลับ (Feedback) และ
3) การใหข้ อ้ มลู เพอ่ื การเรยี นรตู้ อ่ ยอด (Feed forward) (สำนักงานราชบัณฑติ ยสภา, 2562)
ผเู้ รยี นเปน็ ผจู้ ดั ทำบนั ทกึ การเรยี นรขู้ องตนเอง ผสู้ อนเปน็ ผจู้ ดั ทำสมดุ รายงานผลการเรยี นรู้ (สมดุ พกเดมิ )
โดยจัดทำเป็นรายงานความก้าวหน้าของนักเรียน ในการพัฒนาสมรรถนะด้านต่าง ๆ โดยผู้สอนทำการ
วิเคราะห์และบันทึกร่องรอยของการแสดงให้เห็นถึงการใช้สมรรถนะของผู้เรียนในเหตุการณ์ที่ถูกกำหนดขึ้น
หรอื เปน็ เหตกุ ารณ์จริงท่เี กิดขึ้นตามธรรมชาต
ิ
นอกจากนี้ การประเมินสมรรถนะต่าง ๆ แบบสรุปรวม (Summative Assessment) เพ่ือวัดและ
ตัดสินกระบวนการเรียนรู้ (The End of Learning Process) โดยอาจใชว้ ธิ ีการประเมินทห่ี ลากหลาย ได้แก่
การสังเกต (Observation) รายการประเมิน (Checklist) การสาธิตและตั้งคําถาม (Demonstration and
Questioning) แบบทดสอบและข้อสอบอัตนัย (Pen and Paper Test and Essays) ซ่ึงใช้ประเมินด้าน
ความรู้ การสอบปากเปล่า (Oral Test) การทําโครงงาน (Projects) สถานการณ์จําลอง (Simulations)
แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolios) การประเมนิ ผลโดยการใชค้ อมพิวเตอร์ (Computer - based Assessment)
เป็นเคร่อื งมอื ในการสรา้ งแบบทดสอบและบนั ทึกผลได
้
ตวั อยา่ งการประเมินสมรรถนะ
เน่ืองด้วยคำอธิบายและพฤติกรรมบ่งช้ีของสมรรถนะหลักของผู้เรียนระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานนั้น
เป็นการกำหนดไว้อย่างกว้าง ๆ และมีความยืดหยุ่นในการนำไปใช้ สถานศึกษาแต่ละแห่งจึงสามารถกำหนด
รายละเอียดของเกณฑ์การประเมินในลกั ษณะของระดับคณุ ภาพได้ดงั ตัวอยา่ ง
❖ ตวั อย่างการกำหนดระดบั คุณภาพของสมรรถนะ
สมรรถนะหลักด้านทักษะการคิดขั้นสูงและนวัตกรรม (Higher Order Thinking Skills and
Innovation Development)
คมู่ ือ
146 การนำกรอบสมรรถนะหลกั ของผู้เรียน
ระดบั ประถมศึกษาปที ี่ 4 - 6 ไปใชใ้ นการพฒั นาผเู้ รียน
ตัวอย่างการกำหนดระดบั คุณภาพสำหรับการประเมิน
สมรรถนะการคดิ แก้ปัญหาของนักเรียนระดับประถมศกึ ษาตอนปลาย
ระดบั คุณภาพ
การคดิ แก้ปัญหา
ระดบั 1
สามารถระบุปญั หาท่เี กิดข้ึน และอธบิ ายผลกระทบของปญั หาไดค้ ร่าว ๆ สามารถระบสุ าเหตุและ
ว
ธิ กี ารแก้ไขปญั หาได้ และลงมอื แก้ปญั หาโดยตอ้ งอาศยั ความชว่ ยเหลอื จากผู้อ่ืน
สามารถระบุปัญหาที่เกิดขึ้น และอธิบายผลกระทบของปัญหาท่ีเกิดขึ้นต่อตนเองได้อย่างชัดเจน
ระดบั 2
สามารถระบุสาเหตุและวิธีการแก้ไขปัญหาที่หลากหลายและมีความเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติ
และลงมอื แกป้ ญั หาดว้ ยตนเอง ด้วยวธิ กี ารท่คี ัดเลอื กไว้ โดยดำเนนิ การตามข้นั ตอนทไ่ี ดว้ างแผนไว
้
สามารถระบุปัญหาที่เกิดขึ้น และอธิบายผลกระทบของปัญหาที่เกิดข้ึนต่อตนเองและผู้อื่นได้
สามารถระบุสาเหตุและวิธีการแก้ไขปัญหาที่หลากหลายและมีความเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติ
ระดบั 3
และสามารถอธบิ ายผลที่จะเกิดขน้ึ จากวิธีการแก้ไขปัญหาเหลา่ น้ัน และลงมือแกป้ ัญหาดว้ ยตนเอง
ด้วยวิธีการท่ีคดั เลอื กไวแ้ ละดำเนนิ การตามขั้นตอนของวิธกี ารจนปัญหาได้รับการแก้ไข
ตัวอย่างการกำหนดระดบั คณุ ภาพสำหรับการประเมนิ
สมรรถนะการพฒั นานวตั กรรมของนักเรียนในทกุ ชว่ งชน้ั
ระดับ ระดบั
คณุ ภาพ การพฒั นานวตั กรรม
สมรรถนะ
ระดบั
ระดบั 1
ออกแบบนวัตกรรมอย่างง่าย เช่น ของเล่น สิ่งประดิษฐ์ ของใช้ การแสดงออกทางดนตรี
ประถมต้น
ศิลปะ เพ่ือแก้ปัญหาสิ่งท่ีพบเห็นรอบตัวและอธิบายวิธีการทำงานของนวัตกรรมตาม
ความคิดหรือจินตนาการได้
ระดับ 2
ออกแบบนวัตกรรมอย่างง่ายเพื่อแก้ปัญหาส่ิงท่ีพบเห็นรอบตัวและอธิบายวิธีการทำงาน
ของนวัตกรรมตามความคิดหรือจินตนาการได้ และสามารถนำเสนอแนวทางในการ
ปรับปรุงพฒั นานวัตกรรมตามความคิดหรือจนิ ตนาการได้อย่างชดั เจน มีรายละเอียดท่เี ปน็
ไปได้
ระดบั 3
ออกแบบนวัตกรรมอย่างง่ายเพ่ือแก้ปัญหาสิ่งที่พบเห็นรอบตัว อธิบายวิธีการทำงานของ
นวตั กรรมตามความคดิ หรอื จนิ ตนาการได้ นำเสนอแนวทางในการปรบั ปรงุ พฒั นานวตั กรรม
ตามความคิดหรือจินตนาการ และปรับปรุงพัฒนานวัตกรรมตามที่นำเสนอได้อย่างชัดเจน
สมบรู ณ์
คูม่ อื
147
การนำกรอบสมรรถนะหลกั ของผู้เรียน
ระดบั ประถมศึกษาปที ่ี 4 - 6 ไปใชใ้ นการพัฒนาผเู้ รยี น
ระดับ ระดับ
การพฒั นานวัตกรรม
คณุ ภาพ ออกแบบนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาสิ่งท่ีพบเห็นรอบตัวบนพ้ืนฐานของข้อมูลท่ีเก่ียวข้องกับ
สมรรถนะ ระดบั 1
สภาพปัญหา และอธิบายวิธีการทำงานของนวัตกรรมที่พัฒนาข้ึนตามความคิดหรือ
ระดับ
จนิ ตนาการไดโ้ ดยมีเหตุผลประกอบ
ประถมปลาย
ออกแบบนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาส่ิงที่พบเห็นรอบตัวบนพื้นฐานของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ
ระดบั 2
สภาพปัญหาและอธิบายวิธีการทำงานของนวัตกรรมที่พัฒนาข้ึนตามความคิดหรือ
จินตนาการโดยมีเหตุผลประกอบ สามารถระบุจุดเด่นและข้อจำกัดของนวัตกรรมและ
นำเสนอแนวทางในการปรับปรุงพัฒนานวัตกรรมโดยมีพ้ืนฐานของแนวคิดรองรับอย่าง
มีเหตุมีผล
ออกแบบนวัตกรรมเพ่ือแก้ปัญหาส่ิงท่ีพบเห็นรอบตัวบนพ้ืนฐานของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ
ระดบั 3
สภาพปัญหาและอธิบายวิธีการทำงานของนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นตามความคิดหรือ
จินตนาการโดยมีเหตุผลประกอบระบุจุดเด่นและข้อจำกัดของนวัตกรรมและนำเสนอ
แนวทางในการปรับปรุงพัฒนานวัตกรรมโดยมีพ้ืนฐานของแนวคิดรองรับอย่างมีเหตุมีผล
และปรับปรุงพัฒนานวัตกรรมตามท่ีนำเสนอได้โดยมีพื้นฐานของแนวคิดรองรับอย่าง
มเี หตมุ ผี ล
ออกแบบนวัตกรรมที่เกิดจากการต่อยอด ประยุกต์หรือริเริ่มบนพื้นฐานของการวิเคราะห์
ระดบั 1
ข้อมูลท่ีได้จากการศึกษาสภาพปัญหา มีวิธีการแก้ปัญหาหลายวิธีและเลือกแนวทาง
ระดับ
การแก้ปัญหาท่ีเหมาะสมมีเหตุผลรองรับอย่างชัดเจนบนพื้นฐานของการมีแนวคิด
มธั ยมต้น
หลกั การ ทฤษฎีรองรบั และอธิบายวิธกี ารทำงานของนวตั กรรม ระบจุ ดุ เดน่ และข้อจำกดั
ของนวัตกรรมทพ่ี ัฒนาขึ้นได
้
ออกแบบนวัตกรรมท่ีเกิดจากการต่อยอด ประยุกต์หรือริเร่ิมบนพื้นฐานของการวิเคราะห์
ระดบั 2
ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาสภาพปัญหา มีวิธีการแก้ปัญหาหลายวิธีและเลือกแนวทาง
การแก้ปัญหาท่ีเหมาะสมมีเหตุผลรองรับอย่างชัดเจนบนพ้ืนฐานของแนวคิด หลักการ
ทฤษฎีรองรับ และอธิบายวิธีการทำงานของนวัตกรรม ระบุจุดเด่นและข้อจำกัดของ
นวตั กรรมทีพ่ ฒั นาข้ึนบนพื้นฐานของแนวคิด หลักการ ทฤษฎีที่รองรบั ทดสอบนวตั กรรม
กับกลุ่มเป้าหมายและนำเสนอแนวทางในการปรับปรุงพัฒนานวัตกรรมโดยมีพ้ืนฐานของ
แนวคิดรองรับอยา่ งมเี หตุมผี ล
ออกแบบนวัตกรรมที่เกิดจากการต่อยอด ประยุกต์หรือริเริ่มบนพ้ืนฐานของการวิเคราะห์
ระดบั 3
ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาสภาพปัญหา มีวิธีการแก้ปัญหาหลายวิธีและเลือกแนวทาง
การแก้ปัญหาท่ีเหมาะสมมีเหตุผลรองรับอย่างชัดเจนบนพื้นฐานของแนวคิด หลักการ
ทฤษฎีรองรับ และอธิบายวิธีการทำงานของนวัตกรรม ระบุจุดเด่นและข้อจำกัดของ
นวัตกรรมท่ีพัฒนาข้ึนบนพื้นฐานของแนวคิด หลักการ ทฤษฎีรองรับ ทดสอบนวัตกรรม
กับกลุ่มเป้าหมายและนำเสนอแนวทางในการปรับปรุงพัฒนานวัตกรรมโดยมีพื้นฐานของ
แนวคิดรองรับอย่างมีเหตุมีผล ปรับปรุงพัฒนานวัตกรรมตามข้อค้นพบและอธิบายคุณค่า
ของผลงานท่ีพัฒนาขึ้นโดยมีเหตุผลประกอบบนพ้ืนฐานของแนวคิด หลักการ ทฤษฎี
รองรับ
คมู่ อื
148 การนำกรอบสมรรถนะหลักของผเู้ รียน
ระดบั ประถมศกึ ษาปีที่ 4 - 6 ไปใช้ในการพฒั นาผู้เรียน
ระดบั ระดับ
การพัฒนานวตั กรรม
สมรรถนะ คุณภาพ
ระดับ
ระดบั 1
ออกแบบนวัตกรรมที่เกิดจากการต่อยอด ประยุกต์หรือริเริ่มโดยใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่
มธั ยมปลาย
อย่างเหมาะสมคุ้มค่าบนพื้นฐานของการสังเคราะห์ข้อมูลท่ีได้จากการศึกษาสภาพปัญหา
มีวิธีการแก้ปัญหาหลายวิธีและเลือกแนวทางการแก้ปัญหาท่ีเหมาะสมมีเหตุผลรองรับ
อย่างชัดเจนและอธิบายวิธีการทำงานของนวัตกรรมท่ีพัฒนาขึ้นเหมาะสมตามหลัก
ศลี ธรรม คณุ ธรรม คา่ นยิ ม รวมทง้ั ความเชอ่ื และบรรทดั ฐานของเศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรม
และสิ่งแวดล้อมโดยระบุแนวคดิ หลักการ ทฤษฎีรองรบั อย่างมเี หตมุ ผี ล
ระดับ 2
ออกแบบนวัตกรรมท่ีเกิดจากการต่อยอด ประยุกต์หรือริเร่ิมโดยใช้ทรัพยากรท่ีมีอย
ู่
อย่างเหมาะสมคุ้มค่าบนพื้นฐานของการสังเคราะห์ข้อมูลท่ีได้จากการศึกษาสภาพปัญหา
มีวิธีการแก้ปัญหาหลายวิธีและเลือกแนวทางการแก้ปัญหาที่เหมาะสมมีเหตุผลรองรับ
อย่างชัดเจนและอธิบายวิธีการทำงานของนวัตกรรมที่พัฒนาข้ึนเหมาะสมตามหลัก
ศลี ธรรม คณุ ธรรม คา่ นยิ ม รวมทง้ั ความเชอ่ื และบรรทดั ฐานของเศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรม
และสิ่งแวดล้อมโดยระบุแนวคิด หลักการ ทฤษฎีรองรับอย่างมีเหตุมีผล สามารถทดสอบ
นวตั กรรมกบั กลมุ่ เปา้ หมายและนำเสนอแนวทางในการปรบั ปรงุ พฒั นานวตั กรรมทเี่ หมาะสม
ตามหลักศลี ธรรม คุณธรรม ค่านิยม รวมทง้ั ความเชอ่ื และบรรทัดฐานของเศรษฐกจิ สังคม
วฒั นธรรมและส่งิ แวดล้อมโดยระบแุ นวคิด หลกั การ ทฤษฎีรองรบั อย่างมเี หตมุ ีผล
ระดับ 3
ออกแบบนวัตกรรมท่ีเกิดจากการต่อยอด ประยุกต์หรือริเริ่มโดยใช้ทรัพยากรท่ีมีอย
ู่
อย่างเหมาะสมคุ้มค่าบนพ้ืนฐานของการสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาสภาพปัญหา
มีวิธีการแก้ปัญหาหลายวิธีและเลือกแนวทางการแก้ปัญหาท่ีเหมาะสมมีเหตุผลรองรับ
อย่างชัดเจนและอธิบายวิธีการทำงานของนวัตกรรมท่ีพัฒนาข้ึนเหมาะสมตามหลัก
ศลี ธรรม คณุ ธรรม คา่ นยิ ม รวมทง้ั ความเชอ่ื และบรรทดั ฐานของเศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรม
และสงิ่ แวดล้อม โดยระบแุ นวคดิ หลกั การ ทฤษฎรี องรบั อย่างมีเหตุมผี ล สามารถทดสอบ
นวตั กรรมกบั กลมุ่ เปา้ หมายและนำเสนอแนวทางในการปรบั ปรงุ พฒั นานวตั กรรมทเี่ หมาะสม
ตามหลักศลี ธรรม คณุ ธรรม ค่านิยม รวมทัง้ ความเช่ือและบรรทัดฐานของเศรษฐกิจ สังคม
วัฒนธรรมและส่ิงแวดล้อมโดยระบุแนวคิด หลักการ ทฤษฎีรองรับอย่างมีเหตุมีผล
สามารถปรับปรุงพัฒนานวัตกรรมตามข้อค้นพบและอธิบายคุณค่าของผลงานท่ีพัฒนาขึ้น
เหมาะสมตามหลักศีลธรรม คุณธรรม ค่านิยม รวมท้ังความเช่ือและบรรทัดฐานของ
เศรษฐกิจ สังคม วฒั นธรรมและสงิ่ แวดล้อมโดยระบแุ นวคดิ หลกั การ ทฤษฎีรองรับอย่าง
มเี หตุมีผล ตลอดจนสามารถเผยแพรน่ วัตกรรม มผี นู้ ำนวตั กรรมไปใช้ตอ่ และเหน็ ผลทเี่ กดิ
จากการใชน้ วตั กรรม
❖ ตวั อย่างการออกแบบเคร่ืองมอื วธิ ีวดั และเกณฑ์การประเมิน
ในแผนการจดั การเรียนร้ขู องครผู ู้สอนปรากฏขอ้ มูลการออกแบบแนวทางการวัดและประเมินดงั น
้ี
การประเมนิ ตัวชี้วัดชนั้ ปีจากการตรวจผลงานทไ่ี ด้จากการปฏิบตั ิจริงระหว่างสอน
มาตรฐาน ค 2.1 ป.6/2: แสดงวิธีหาคำตอบของโจทย์ปัญหาเก่ียวกับความยาวรอบรูปและพื้นที่ของ
รูปหลายเหล่ยี ม
มาตรฐาน ค 2.2 ป.6/1: จำแนกรูปสามเหล่ียมโดยพจิ ารณาจากสมบัติของรปู
มาตรฐาน ค 2.2 ป.6/2: สร้างรปู สามเหล่ียมเมื่อกำหนดความยาวของดา้ นและขนาดของมุม
คูม่ อื
149
การนำกรอบสมรรถนะหลกั ของผเู้ รยี น
ระดับประถมศึกษาปีท่ี 4 - 6 ไปใช้ในการพัฒนาผเู้ รียน
ตวั อย่างเกณฑก์ ารใหค้ ะแนนประเมนิ สมรรถนะในความฉลาดรู้พนื้ ฐาน
คณิตศาสตร์ในชีวติ ประจำวัน
รา ยการประเมิน 5 : ดมี าก 4 : ดี
เกณฑ์การใหค้ ะแนน
1 : ปรบั ปรุง
3 : ปานกลาง 2 : พอใช้
กจิ กรรมสรา้ งรปู สามเหลย่ี ม
- แกป้ ัญหา
- แกป้ ญั หา
- แก้ปัญหา
- แก้ปญั หา
ทำได้ไมถ่ ึงเกณฑ์
และหาพนื้ ที่ความยาว โดยใชค้ วามรูท้ าง โดยใช้ความรู้ทาง โดยใชค้ วามร้ทู าง โดยใชค้ วามรทู้ าง ข้างตน้ หรือไมม่ ี
รอบรปู
คณิตศาสตรท์ ม่ี ี คณติ ศาสตร์ที่มี คณติ ศาสตรท์ ่มี ี คณติ ศาสตรท์ ่มี ี ร่องรอย
สมรรถนะท่ี 1
ในการแกป้ ญั หา แกป้ ญั หา ในชวี ติ แกป้ ัญหา ในชีวติ แกป้ ัญหา ในชวี ิต การดำเนนิ การ
การแก้ปญั หาใช้ความรู้ ในชวี ติ ประจำวนั ประจำวนั ได้ ประจำวนั ได้ ประจำวนั ได้เปน็ แก้ปัญหา
ทางคณิตศาสตรท์ ่ีมี
ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
อย่างเหมาะสม อย่างเหมาะสม บางเรอื่ งอย่าง
แกป้ ญั หา ในชวี ติ ประจำวนั
กบั วยั และคำนึง กับวยั และคำนงึ กับวยั และคำนงึ และคำนงึ ถึง
ให้เหมาะสมกบั วยั โดยใช้ ถึงความสมเหตุ ถึงความสมเหตุ ถงึ ความสมเหตุ ความสมเหตุ
กระบวนการแก้ปญั หา สมผลของ
สมผลของ
สมผลของคำตอบ สมผลของ
ทางคณิตศาสตรอ์ ยา่ ง คำตอบท่ไี ด้
คำตอบทไ่ี ด้
ทไี่ ด ้
คำตอบทไ่ี ด ้
เหมาะสม และคำนึงถงึ - ใช้ยุทธวธิ ี - ใชย้ ุทธวิธี - ใช้ยุทธวธิ ี - มีรอ่ งรอย
ความสมเหตสุ มผลของ
ดำเนินการ
ดำเนนิ การ
ดำเนินการ
การแกป้ ัญหา
คำตอบท่ไี ด้
แก้ปญั หาสำเรจ็ แก้ปญั หาสำเรจ็
แก้ปัญหา สำเร็จ บางสว่ น เรมิ่ คดิ วา่
อยา่ งมี - อธบิ ายถงึ เพยี งบางสว่ น ทำไมจงึ ต้องใช
้
ประสทิ ธภิ าพ
เหตผุ ล ในการใช้ อธิบายถงึ เหตผุ ล วิธีการนน้ั แล้ว
- อธิบายถงึ วิธีการได้ชดั เจน ในการใช้วธิ กี าร หยุด อธิบายต่อ
เหตผุ ลในการใช้ เป็นสว่ นใหญ่
ดงั กลา่ วไดบ้ างสว่ น
ไมไ่ ด้ แกป้ ญั หา
วิธกี ารดงั กลา่ วได้
ไม่สำเร็จ
เขา้ ใจชดั เจน
กจิ กรรม ธ.ธง คนนิยม
มกี ารอ้างองิ มีการอา้ งอิง
เสนอแนวคดิ
- มคี วามพยายาม
ไมม่ ีแนวคดิ
สมรรถนะท่ี 4 อธิบาย เสนอแนวคิด ท่ีถูกตอ้ งบางสว่ น ไมส่ มเหตุสมผล เสนอแนวคดิ ประกอบการ
ความร้หู รือหลกั การ
ประกอบการ และเสนอแนวคดิ ประกอบการ ประกอบการ ตัดสนิ ใจ ไม่มี
อย่างงา่ ยทสี่ ะท้อนใหเ้ หน็ ตัดสินใจอยา่ งมี ประกอบการ ตัดสินใจ
ตัดสินใจ
การเช่ือมโยงกบั
ถึงความเชื่อมโยงภายใน เหตุผล
ตัดสินใจ
- นำความร ู้
- นำความรู้
สาระอน่ื ใด
คณติ ศาสตร์ เชอ่ื มโยง - นำความรู้
- นำความร ู้
หลกั การ และ
หลักการ และ
คณติ ศาสตรก์ ับศาสตร
์ หลักการ และใช้ หลกั การ และใช้ วธิ ีการทาง วธิ กี ารทาง
อืน่ ๆ และเช่ือมโยง วธิ ีการทาง วธิ กี ารทาง คณติ ศาสตร์ไป คณติ ศาสตร
์
คณิตศาสตรก์ ับชีวิต คณติ ศาสตรใ์ น คณิตศาสตรใ์ น เชือ่ มโยงทาง ในการเชอ่ื มโยง
ประจำวนั อย่างสมเหตุ การเช่ือมโยงทาง การเชอ่ื มโยงทาง คณิตศาสตร์
ยงั ไมไ่ ด้เปน็
สมผลตามวัย
คณติ ศาสตร์ได้ดี คณติ ศาสตรไ์ ด้ ได้บ้าง บางส่วน
ส่วนใหญ
่
กับสาระอื่นใน เปน็ ส่วนใหญ่กบั
ชวี ติ ประจำวนั สาระอืน่ ในชวี ิต
เพื่อช่วยในการ ประจำวนั เพ่ือ
แกป้ ญั หาหรอื ชว่ ยในการ
ประยกุ ต์ใชไ้ ด้ แก้ปญั หา หรอื
อยา่ งสอดคล้อง ประยกุ ต์ใชไ้ ด้
และเหมาะสมด ี บางสว่ น
คู่มอื
150 การนำกรอบสมรรถนะหลักของผู้เรียน
ระดับประถมศกึ ษาปีท่ี 4 - 6 ไปใชใ้ นการพฒั นาผเู้ รยี น
ตัวอย่างเกณฑก์ ารให้คะแนนประเมินสมรรถนะหลกั
สมรรถนะหลักดา้ นทักษะชีวิตและความเจริญแห่งตน
(Life Skills and Personal Growth)
รา ยการประเมนิ 5 : ดีมาก 4 : ด ี
เกณฑ์การให้คะแนน
1 : ปรับปรุง
3 : ปานกลาง 2 : พอใช ้
ไมส่ ามารถตดั สนิ ใจ
กจิ กรรม การคัดเลอื ก
ตดั สนิ ใจเลอื กทำ ตัดสินใจเลอื กทำ ตัดสนิ ใจเลือกทำ ไมส่ ามารถตดั สนิ ใจ
เลือกทำกจิ กรรม
สมรรถนะที่ 1 ตัดสินใจ กจิ กรรมท่ตี น กจิ กรรมทีต่ น กิจกรรมท่ีตน เลือกทำกจิ กรรม ท่ีตนสนใจตาม
เลอื กทำกจิ กรรมท่ตี น สนใจตามความ สนใจตามความ สนใจตามความ ท่ตี นสนใจตาม ความถนัดและ
สนใจ ตามความถนดั ถนดั และความ ถนดั และความ ถนัด และความ ความถนัดและ ความสามารถ
และความสามารถอย่าง สามารถอยา่ ง สามารถ แตย่ งั สามารถได้ แต่ ความสามารถ ขาดความม่นั ใจ
ม่ันใจ แสดงออกและ
มัน่ ใจ แสดงออก ขาดความม่ันใจ
ขาดความมั่นใจ ขาดความม่นั ใจ ไม่สามารถ
ตอบสนองต่ออารมณ์ และตอบสนอง อยูบ่ า้ ง แสดงออกและ แสดงออกและ แสดงออกและ
และความร้สู ึกของตนเอง ต่ออารมณ์ และ แสดงออกและ ตอบสนองต่อ ตอบสนองตอ่ ตอบสนองต่อ
และผู้อน่ื ในทางบวก
ความรู้สึกของ ตอบสนองตอ่ อารมณ์ และ อารมณ์ และ อารมณ์ และ
ตนเองและผอู้ น่ื อารมณ์ และ ความรสู้ กึ ของ ความรสู้ ึกของ ความรู้สึกของ
ในทางบวกได ้
ความรูส้ กึ ของ ตนเองและผอู้ ืน่ ตนเองและผู้อ่ืน ตนเองและผอู้ ื่น
ตนเองและผูอ้ น่ื ในทางบวกได้ ในทางบวกได้ และมกั แสดงออก
ในทางบวกได้
เป็นเปน็ สว่ นใหญ่
เปน็ บางครง้ั
ในทางลบ
ตวั อย่างเกณฑก์ ารให้คะแนนประเมนิ สมรรถนะหลัก
สมรรถนะหลักด้านการทำงานแบบรวมพลังเปน็ ทมี และมีภาวะผูน้ ำ
(Collaboration, Teamwork and Leadership)
รา ยการประเมิน 5 : ดีมาก 4 : ดี
เกณฑ์การให้คะแนน
1 : ปรบั ปรุง
3 : ปานกลาง 2 : พอใช ้
เปน็ ผนู้ ำและเป็น
การปฏบิ ัตงิ านกลมุ่ เป็นผ้นู ำและเป็น เป็นผนู้ ำและเปน็ เป็นผูน้ ำและเป็น เปน็ ผู้นำและเปน็ สมาชกิ ที่ไมด่ ี
สมรรถนะท่ี 1 เปน็ ผนู้ ำ สมาชิกทด่ี ีของ สมาชิกท่ดี ขี อง สมาชกิ ท่ดี ขี อง สมาชิกทด่ี ีในบาง ทุกสถานการณ์
และเป็นสมาชิกทดี่ ขี อง กล่มุ แสดงออก
กลุม่ แสดงออก
กล่มุ แสดงออก
สถานการณ ์
จะแสดงออกได้
กลุ่มแสดงออกไดอ้ ย่าง ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ได้อยา่ งเหมาะสม จะแสดงออกได้ อย่างเหมาะสม
เหมาะสม มีแรงบนั ดาลใจ มีแรงบันดาลใจ มีแรงบนั ดาลใจ แตข่ าดแรง อยา่ งเหมาะสม โดยตอ้ งอาศัย
ในการพฒั นาตนเองให้ ในการพฒั นา ในการพัฒนา บนั ดาลใจในการ โดยต้องอาศัย
ผ้ชู ้ีแนะทกุ คร้ัง
เปน็ ทไ่ี วว้ างใจ
ตนเองให้เปน็ ที
่ ตนเองเม่อื มผี อู้ ่ืน พฒั นาตนเอง
ผ้ชู ้แี นะเปน็
ไว้วางใจ
ชี้แนะ
บางครั้ง
คูม่ ือ
151
การนำกรอบสมรรถนะหลักของผเู้ รยี น
ระดบั ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 - 6 ไปใชใ้ นการพฒั นาผูเ้ รียน
❖ ตวั อยา่ งการจดั ทำรายงานผลการศกึ ษาที่สะท้อนให้เห็นสมรรถนะของผูเ้ รียนเปน็ รายบคุ คล
ในท่ีนี้ ขอเสนอตัวอย่างการจัดทำรายงานผลการศึกษาของผู้เรียนในโรงเรียนสุจิปุลิ จ.ฉะเชิงเทรา
ท่ีสะท้อนถึงผลการประเมินสมรรถนะได้อย่างเป็นองค์รวมและมองเห็นระดับสมรรถนะของผู้เรียนแต่ละคนที่มี
ความโดดเดน่ แตกตา่ งกนั ซงึ่ สามารถใชเ้ ปน็ ขอ้ มลู ในการพฒั นาผเู้ รยี นไดอ้ ยา่ งมที ศิ ทาง เนอ่ื งจากขอ้ มลู ดงั กลา่ ว
สะท้อนถึงสมรรถนะด้านท่ีผู้เรียนมีความโดดเด่นและด้านท่ีผู้เรียนยังสามารถพัฒนาได้อีก ซ่ึงเม่ือประกอบกับ
ข้อมูลความเรียงท่ผี ู้สอนบรรยายเพม่ิ เตมิ สามารถชว่ ยใหม้ องเห็นศกั ยภาพของผู้เรยี นเปน็ รายบคุ คล
คู่มอื
152 การนำกรอบสมรรถนะหลกั ของผู้เรยี น
ระดบั ประถมศึกษาปที ่ี 4 - 6 ไปใช้ในการพฒั นาผู้เรยี น
คมู่ ือ
153
การนำกรอบสมรรถนะหลกั ของผเู้ รยี น
ระดับประถมศกึ ษาปที ่ี 4 - 6 ไปใชใ้ นการพัฒนาผ้เู รยี น
ความรเู้ พิ่มเติม : การวัดและประเมินผล
การจดั การเรียนร้ฐู านสมรรถนะ
การวัดและประเมินผลสมรรถนะของผู้เรียน เป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
เพ่ือทำให้ได้ข้อมูลสารสนเทศที่จำเป็นในการพิจารณาว่าผู้เรียนเกิดคุณภาพการเรียนรู้ตามจุดประสงค์
สมรรถนะท่ีต้ังไว้มากน้อยเพียงใด ซ่ึงมีรูปแบบและวัตถุประสงค์ต่างกันไป โดยการประเมินผลเพ่ือการเรียนรู้
เป็นกลวิธีในการวัดผลมีวัตถุประสงค์เพ่ือให้ผู้เรียนเรียนรู้และมีความม่ันใจในการประเมินตนเองและผู้เรียนอื่น
(Self - Assessment และ Peer - Assessment) เพ่ือความเขา้ ใจในสมรรถนะของตนไดล้ ุม่ ลกึ ยง่ิ ขน้ึ อกี ท้ัง
สามารถกำหนดแนวทางในการพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืน การประเมินผลเพื่อการเรียนรู้จึงไม่ใช่เพียงแต่การ
ให้คุณค่าของผลสัมฤทธ์ิเท่านั้น แต่เป็นข้ันตอนแรกในการนำไปสู่การเกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ที่เข้มแข็งตาม
โมเดลการเรยี นรูส้ ่วนบุคคล (Jones, 2005)
Wolf (1995, p. 1) ได้กำหนดนิยามการประเมนิ สมรรถนะ (Competency - based Assessment)
ว่า เป็นรูปแบบการประเมินที่สร้างจากลักษณะเฉพาะย่อย ๆ ของผลลัพธ์การเรียนรู้ การกำหนดผลลัพธ์
การเรียนรู้จึงประกอบด้วยลักษณะทั่วไป (General) และลักษณะเฉพาะ (Specific) ซ่ึงท้ังผู้ประเมิน ผู้รับ
การประเมินหรือผู้เรียน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น สามารถตัดสินได้สอดคล้องตรงกันอย่างสมเหตุสมผลด้วย
การตระหนักถึงผลลัพธ์การเรียนรู้ทั้งที่เป็นเชิงวิชาการและคุณลักษณะอื่น ๆ เพ่ือรับรองความก้าวหน้าท่ีแสดง
ให้เหน็ ถงึ ผลลัพธ์การเรยี นร้ทู ่ีบรรลุในระยะเวลาทแ่ี ตกต่างกันของผเู้ รยี น
สุวิมล ว่องวาณิช (2546) ได้กล่าวถึงแนวโน้มของการประเมินผลการเรียนรู้จะอยู่บนพื้นฐานของ
วิธกี ารตอ่ ไปน
้ี
1. รายวิชาเป็นหน่วยของการวิเคราะห์ ควรใช้การประเมินท่ีใช้ผลการปฏิบัติงานเป็นฐาน
(Performance - based Assessment) โดยเน้นการให้ผู้เรียนประยุกต์ความรู้ ทักษะและบูรณาการเข้ากับ
การปฏบิ ตั ิงานที่ซบั ซ้อนในสภาพที่เกดิ ขน้ึ ตามธรรมชาต
ิ
2. การประเมินจะอิงข้อมูลเชิงคุณภาพ หลักฐานท่ีใช้มีความหลากหลายและสิ่งท่ีถูกประเมินเป็น
พหมุ ติ ิ เช่น ความรู้ ทกั ษะ ความคิดสร้างสรรค์ คณุ ธรรม จิตสำนกึ ต่อสงั คม
3. การประเมนิ ตอ้ งอิงกับบรบิ ทของท้องถนิ่
4. การประเมินต้องวัดผ่านพฤติกรรม ผลงานที่เกิดข้ึนจากการเรียนวิชาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน
ดังน้ันการประเมินจึงต้องยึดหลักการเปรียบเทียบพฤติกรรมของผู้เรียนในแต่ละช่วงเวลา มุ่งเน้นการประเมิน
เชิงคุณภาพท่ีเกี่ยวข้องกับสภาพความเป็นจริงท่ีจะส่งผลต่อพฤติกรรมและพัฒนาการของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
ชัดเจน ตรวจสอบได้ อกี ทงั้ สามารถนำไปประยกุ ต์ใชใ้ นสภาพความเป็นจรงิ ได้
คมู่ ือ
154 การนำกรอบสมรรถนะหลักของผ้เู รยี น
ระดบั ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 - 6 ไปใช้ในการพฒั นาผเู้ รยี น
ขจรศกั ดิ์ ศริ มิ ยั (2554) กล่าวไวว้ ่า การวดั และประเมินสมรรถนะจำแนกเปน็ กลุ่มใหญ่ ๆ 3 กลมุ่ คือ
1. Tests of Performance เป็นแบบทดสอบที่ให้ผู้รับการทดสอบทำงานบางอย่าง เช่น การเขียน
อธิบายคำตอบ การเลือกตอบข้อท่ีถูกท่ีสุด หรือการคิดว่าถ้ารูปทรงเรขาคณิตที่แสดงบนจอหมุนไปแล้วจะเป็น
รูปใด แบบทดสอบประเภทน้ีออกแบบมาเพื่อวัดความสามารถของบุคคล (Can Do) ภายใต้เง่ือนไขของ
การทดสอบ ตัวอย่างของแบบทดสอบประเภทนี้ได้แก่ แบบทดสอบความสามารถทางสมองโดยทั่วไป
(General Mental Ability) แบบทดสอบที่วัดความสามารถเฉพาะ เช่น Spatial Ability หรือความเข้าใจ
ดา้ นเครอ่ื งยนต์กลไก และแบบทดสอบทวี่ ัดทักษะหรือความสามารถทางดา้ นร่างกาย
2. Behavior Observations เปน็ แบบทดสอบทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั การสงั เกตพฤตกิ รรมของผรู้ บั การทดสอบ
ในบางสถานการณ์ แบบทดสอบประเภทนี้ต่างจากประเภทแรกตรงที่ผู้เข้ารับการทดสอบไม่ต้องพยายาม
ทำงานอะไรบางอย่างที่ออกแบบมาเป็นอย่างดีแล้ว แต่จะวัดจากการสังเกต และประเมินพฤติกรรม
ในบางสถานการณ์ เช่น การสังเกตพฤติกรรมการเข้าสังคม พฤติกรรมการทำงาน การสัมภาษณ์ก็อาจจัดอย่
ู
ในกลุ่มนีด้ ว้ ย
3. Self - Reports เป็นแบบทดสอบท่ีให้ผู้ตอบรายงานเกี่ยวกับตนเอง เช่น ความรู้สึก ทัศนคติ
ความเชือ่ ความสนใจ แบบทดสอบบุคลิกภาพ แบบสอบถาม แบบสำรวจความคิดเห็นต่าง ๆ การตอบคำถาม
ประเภทนอ้ี าจจะไม่ได้เก่ียวขอ้ งกบั ความรู้สึกท่ีแท้จรงิ ของผตู้ อบก็ได้ การทดสอบบางอย่าง เช่น การสมั ภาษณ์
อาจเป็นการผสมกันระหว่าง Behavior Observations และ Self - Reports เพราะการถามคำถามในการ
สัมภาษณ์อาจเกี่ยวข้องกับความรู้สึก ความคิด และทัศนคติของผู้ถูกสัมภาษณ์และในขณะเดียวกันผู้สัมภาษณ์
ก็สงั เกตพฤติกรรมของผ้ถู กู สัมภาษณ์ด้วยในขณะเดยี วกนั
เนื่องจากสมรรถนะเป็นคุณลักษณะเชิงพฤติกรรม ดังน้ัน การวัดหรือประเมินที่สอดคล้องที่สุด
คือ การสังเกตพฤติกรรม ในการสังเกตพฤติกรรมน้ันมีสมมติฐาน 2 ประการที่จะทำให้การสังเกตพฤติกรรม
มคี วามถูกต้อง กล่าวคอื (1) ผทู้ ่สี งั เกตและประเมินตอ้ งทำดว้ ยความตรงไปตรงมา (2) ผู้ท่ีสงั เกตและประเมนิ
ต้องใกล้ชิดเพียงพอท่ีจะสังเกตพฤติกรรมของผู้ท่ีถูกประเมินได้ตามรูปแบบท่ีกำหนดไว้น้ันผู้ประเมินต้อง
ทำความเข้าใจกับความหมายและระดับของสมรรถนะท่ีจะประเมิน และประเมินว่าพฤติกรรมการทำงาน
โดยรวมของผู้ได้รับการประเมินน้ันสอดคล้องกับระดับสมรรถนะระดับใด โดยผู้ประเมินต้องหมั่นสังเกตและ
บันทึกพฤติกรรมการทำงานของผู้ท่ถี ูกประเมินไวเ้ ป็นระยะ ๆ เพื่อใหเ้ ปน็ หลกั ฐานยืนยนั ในกรณที ่ผี ถู้ กู ประเมนิ
ไม่เห็นด้วยกับระดับสมรรถนะที่ได้รับการประเมิน การวัดสมรรถนะทำได้ค่อนข้างลำบาก จึงต้องอาศัยวิธีการ
หรอื ใช้เคร่อื งมอื บางชนิดเพือ่ วดั สมรรถนะของบุคคล ดงั นี้
1. ประวัติการทำงานของบุคคลว่า ทำอะไรบ้าง มีความรู้ ทักษะ หรือความสามารถอะไร เคยมี
ประสบการณอ์ ะไรมาบ้าง จากประวัตกิ ารทำงานทำให้ไดข้ ้อมูลส่วนบุคคล
2. ผลประเมินการปฏิบัติงาน (Performance Appraisal) ซึ่งจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน
ใน 2 ลักษณะ คือ
2.1) ผลการปฏิบตั ทิ เ่ี ปน็ เน้อื งาน (Task Performance) เปน็ การทำงานทีไ่ ด้เน้ืองานแท้ ๆ
2.2) ผลงานการปฏิบัติที่ไม่ใช่เนื้องาน แต่เป็นบริบทของเนื้องาน (Contextual Performance)
ได้แก่ ลักษณะพฤตกิ รรมของคนปฏบิ ตั ิงาน เชน่ การมีน้ำใจเสียสละช่วยเหลือคนอ่นื เปน็ ต้น
คมู่ ือ
155
การนำกรอบสมรรถนะหลักของผเู้ รียน
ระดบั ประถมศึกษาปีท่ี 4 - 6 ไปใช้ในการพฒั นาผู้เรยี น
3. ผลการสัมภาษณ์ (Interview) ไดแ้ ก่ ขอ้ มูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ อาจจะเป็นการสมั ภาษณ์แบบ
มีโครงสร้าง คอื กำหนดคำสมั ภาษณไ์ วแ้ ลว้ สมั ภาษณ์ตามทกี่ ำหนดประเด็นไว้ กบั การสัมภาษณแ์ บบแบบไมม่ ี
โครงสรา้ ง คอื สอบถามตามสถานการณ์ คลา้ ยกบั เปน็ การ พดู คุยกันธรรมดา ๆ แต่ผู้สมั ภาษณจ์ ะต้องเตรียม
คำถามไวใ้ นใจ โดยใช้กระบวนการสนทนาใหผ้ ู้ถกู สมั ภาษณส์ บายใจ ใหข้ ้อมูลทีต่ รงกับสภาพจริงมากที่สดุ
4. ศูนย์ประเมิน (Assessment Center) เป็นศูนย์รวมเทคนิคการวัดทางจิตวิทยา รวมท้ังการ
สนทนากลมุ่ แบบไม่มีหวั หนา้ กลมุ่ รวมอยู่ด้วยในศูนย์น้ี
5. การประเมินผลการปฏบิ ตั งิ านแบบ 360 องศา (360 Degree Feedback) หมายถึง การประเมิน
รอบด้าน ได้แก่ การประเมินจากเพ่ือนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชาและลูกค้า เพ่ือตรวจสอบ
ความรู้ ทกั ษะ และ คุณลักษณะ
การตรวจสอบสมรรถนะจะตรวจสอบว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสมรรถนะที่ต้องการหรือไม่ และ
มขี อ้ สงั เกตดงั น ี้
1. เปน็ พฤตกิ รรมทีส่ งั เกตได้ อธิบายได้
2. สามารถลอกเลียนแบบได ้
3. มีผลกระทบต่อความก้าวหน้าขององคก์ ร
4. เปน็ พฤตกิ รรมที่สามารถนำไปใช้ได้หลายสถานการณ์
5. เปน็ พฤติกรรมที่ตอ้ งเกิดขนึ้ บ่อย ๆ
ทางเลือกของการประเมินสมรรถนะ หากไม่ประเมินสมรรถนะด้วยการสังเกต จะสามารถประเมิน
ดว้ ยวิธใี ดได้บา้ ง ทางเลอื กคือ การจำแนกพฤติกรรมในแตล่ ะระดบั สมรรถนะออกเปน็ ข้อ ๆ แล้วให้ผ้ปู ระเมิน
ตอบวา่ ผ้ไู ด้รบั การประเมนิ มีพฤติกรรมแบบน้ันน้อย ปานกลาง หรอื มาก ซ่งึ เปน็ วธิ กี ารท่ีทำให้แบบประเมินมี
ความยาวมากข้ึน นอกจากนั้น อาจมีความยุ่งยากในการวิเคราะห์คะแนน และมีค่าใช้จ่ายในการจ้างออกแบบ
เพิ่มขน้ึ ท่สี ำคญั ไมว่ า่ จะประเมนิ แบบใด ถ้าผู้ประเมนิ ไม่ไดป้ ระเมนิ อยา่ งตรงไปตรงมาผลการประเมนิ ที่ไดก้ ็จะ
ไม่เทยี่ งตรง
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (2556) กล่าวว่าการประเมินผลแบบฐานสมรรถนะ ไม่ได้
ดีไปกว่าหรือแตกต่างไปจากวิธีการประเมินแบบเดิม (Traditional Assessment) หรือแบบอ่ืน ๆ เพียงแต่
การประเมินแบบฐานสมรรถนะให้ความสำคญั กับสมรรถนะท่กี ำหนด
ในการฝึกอบรมหรือศึกษาทางวิชาชีพ การประเมินผลที่เน้นการปฏิบัติ (Performance - based
Assessment) เน้นท่กี ระบวนการเรียนรู้และการปฏิบัติ ซึ่งมกั จะประเมินทักษะ 4 ด้าน คอื
1. ทักษะตามภาระงาน (Task Skills) ความสามารถในการปฏิบตั ิภาระงานแต่ละช้นิ
2. ทักษะการจัดการ (Task Management Skills) ความสามารถในการจัดการกับภาระงาน และ
กิจกรรมที่ตอ้ งปฏิบตั ิภายใต้งานนั้น ๆ
3. ทักษะในคาดการณอ์ ปุ สรรคปัญหาทอ่ี าจเกิดข้นึ (Contingency Skills) การประเมนิ ทกั ษะใชไ้ ดด้ ี
โดยกำหนดสถานการณ์จำลอง
4. ทักษะตามบทบาทและงานที่รับผิดชอบและสภาพแวดล้อม (Job/Role Environment) รวมถึง
การทำงานรว่ มกับผอู้ น่ื
คู่มือ
156 การนำกรอบสมรรถนะหลักของผ้เู รียน
ระดบั ประถมศึกษาปที ่ี 4 - 6 ไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียน
การประเมินสมรรถนะต่าง ๆ สามารถกระทำได้แต่อาจไม่สมบูรณ์ หากขาดความเข้าใจเกี่ยวกับ
สมรรถนะที่ต้องการพัฒนา รวมถึงกรอบการพัฒนาหรือการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เกิดมีสมรรถนะท่ี
ประสงคใ์ หเ้ กิดข้นึ ดังนนั้ การทำความเข้าใจสมรรถนะทีม่ ุ่งประเมินจนสามารถกำหนดความหมาย ตวั ช้ีวัด และ
เกณฑ์สมรรถนะที่พึงพอใจ จึงเป็นมีความสำคัญเป็นอันดับต้น สำหรับกรอบการพัฒนาหรือการจัด
ประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีรองรับการพัฒนาสมรรถนะโดยท่ัวไปมักมีลักษณะของการมีส่วนร่วมของผู้เรียนใน
การทำกิจกรรม การลงมือปฏบิ ัตงิ าน เพอื่ ใหเ้ กดิ เปน็ กระบวนการเรียนรู้และผลลพั ธก์ ารเรียนรทู้ เี่ ป็นหลักฐาน/
ช้ินงาน ตามทกี่ ำหนดสมรรถนะและตวั ชว้ี ดั ไว้ ตวั อยา่ งเชน่ การจัดการเรยี นรแู้ บบอภปิ ราย การใช้กระบวนการ
กลุ่ม การทำแบบโครงงาน การใช้การวิจัยเป็นฐาน เปน็ ตน้
❖ กรอบการประเมนิ สมรรถนะ
จากหลักการประเมินการเรียนรู้ข้างต้น การประเมินสมรรถนะจึงต้องมีการออกแบบร่วมด้วยกับ
การจดั ประสบการณ์การเรียนรคู้ วบคู่กนั โดยมีเปา้ หมายทัง้ การได้มาซึง่ สารสนเทศในการพฒั นาสมรรถนะของ
ผู้เรียนระหว่างกระบวนการจัดการเรียนการสอน และการตัดสินผลสมรรถนะตามระดับความสามารถเม่ือ
ส้ินสุดการจัดการเรียนการสอนท่ีกำหนดไว้ กล่าวคือเป็นการประเมินผลต้องครอบคลุมการดำเนินงานท้ังท่ี
เปน็ การประเมนิ เป็นการเรยี นรู้ (Assessment as Learning) การประเมินเพอ่ื การเรียนรู้ (Assessment for
Learning) และการประเมินผลการเรียนรู้ (Assessment of Learning) ซ่ึงโดยทั่วไปควรมีการให้น้ำหนัก
ความสำคัญของการประเมนิ 2 ประการแรก โดยหากว่าการดำเนนิ การประเมนิ ในท้งั 2 ประการแรก สามารถ
ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว การประเมินผลการเรียนรู้ในขั้นตอนสุดท้ายจะประสบความสำเร็จตาม
ไปด้วย กล่าวได้ว่าการประเมินการเรียนรู้สามารถดำเนินได้ท้ังระหว่างกระบวนการเรียนการสอนและส้ินสุด
การเรยี นการสอน
สุจิตรา ปทุมลังการ์ (2552) กล่าวว่า การประเมินผลบนฐานสมรรถนะ (Competency - based
Assessment) เป็นการรวบรวมหลกั ฐานผลการเรียนร้วู า่ ผเู้ รยี นมีความกา้ วหน้าถงึ เกณฑ์หรอื ระดบั ท่กี ำหนดใน
มาตรฐานหรือตามผลการเรียนรู้ท่ีกำหนดในหน่วยสมรรถนะ สมรรถนะย่อยและตัวช้ีวัด เพ่ือตัดสินว่าผู้เรียน
สำเรจ็ ตามสมรรถนะทกี่ ำหนดหรอื ไม่ การประเมนิ ผลการจดั หลกั สตู รแบบฐานสมรรถนะควรทำควบคู่ (Built in)
กับการเรียนการสอน โดยวัดทั้งความรู้ ทักษะ และการประยุกต์ใช้ โดยให้ความสำคัญกับสมรรถนะท่ีกำหนด
โดยมีลักษณะดงั น้
ี
1. เนน้ กระบวนการเรยี นรู้ (Learning Process) และมีการประเมินใหค้ วามสำคญั กับการประเมนิ
แบบย่อย (Formative Assessment) อย่าต่อเน่ือง เพ่ือติดตามดูความก้าวหน้า วินิจฉัยจุดด้อย จุดเด่นของ
ผเู้ รยี น ใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั และเปน็ การประเมนิ การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนของผสู้ อนไปดว้ ย ในขณะเดยี วกนั
ต้องมีการสอบสรุป/การประเมินผลรวม (Summative Assessment) เพื่อวัดและตัดสินกระบวนการเรียนรู้
(The End of Learning Process) ตอนเรยี นจบรายวิชา
2. ใช้การอิงเกณฑ์ (Criterion Referenced) วัดความสำเร็จในการปฏิบัติของผู้เรียนเป็น
รายบุคคลเพ่ือให้ ผู้เรียนได้รับการพัฒนา ใช้ศักยภาพตามความสามารถโดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับผู้อ่ืนและ
ตัดสินแบบองิ กลมุ่
คมู่ ือ
157
การนำกรอบสมรรถนะหลกั ของผู้เรียน
ระดับประถมศกึ ษาปที ่ี 4 - 6 ไปใชใ้ นการพัฒนาผู้เรยี น
3. ประเมินสมรรถนะที่สำคัญ (Crucial Outcomes) ก่อนเพราะผลการเรียนรู้/การปฏิบัติของ
ทุกสมรรถนะ มีความสำคัญไม่เทา่ กนั บางสมรรถนะอาจมคี วามสำคัญกว่าอีกสมรรถนะหน่งึ ที่ครผู สู้ อนจำเปน็
ต้องตั้งข้อจำกดั ในการเรียนรู้และการประเมินผล
4. บูรณาการสมรรถนะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน ไม่ประเมินแยกตามหน่วยสมรรถนะ หรือ
หน่วยสมรรถนะย่อยออกจากกัน แม้ว่ากรอบมาตรฐานสมรรถนะจะกำหนดแยกเป็นหน่วยสมรรถนะ
สมรรถนะย่อย และตัวบ่งชี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้สอนจะต้องสอนหรือประเมินผลแยกแต่ละสมรรถนะ เพราะ
ในการจัดเน้ือหาการสอนแต่ละหน่วยอาจต้องเก่ียวข้องกับสมรรถนะต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องหรือ
ตอ่ เนื่องกนั
การประเมินการเรียนรู้ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของท้ังผู้เรียน เพ่ือนนักเรียน ครูผู้สอน รวมถึงผู้ม
ี
ส่วนเก่ียวข้องอื่น เช่น ผู้ปกครอง ชุมชนท่ีนักเรียนเข้าไปเรียนรู้ สถานที่ฝึกงานหรือฝึกประสบการณ์ เพ่ือให
้
สารสนเทศในการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนได้อย่างรอบด้านหลากหลาย ทั้งจากการประเมินตนเอง และ
ผมู้ สี ว่ นเกย่ี วขอ้ งตา่ ง ๆ กระบวนการเหลา่ นสี้ รา้ งขอ้ มลู ยอ้ นกลบั การสะทอ้ นผลการเรยี นเรยี นรทู้ ง้ั แบบแยกสว่ น
และการประเมินการเรียนรู้สมรรถนะที่บูรณาการท้ังด้านทักษะ ความรู้ ความสามารถ และการปฏิบัติตาม
กรอบลักษณะคุณลกั ษณะอนั พึงประสงคท์ ีด่ ใี นการทำงาน
การประเมินผลควรทำให้ผู้เรียนสนใจและเห็นความสำคัญโดยทำเป็นรายการ (Assessment Lists)
แสดงลำดับขั้นพัฒนาการ (Benchmarks) ของความรู้ ทักษะ และนิสัยพฤติกรรมการทำงานตามวัฏจักรของ
การเรียนรู้ (The Cycle of Learning)
ในเอกสารสรุปภาพรวมของกรอบหลักสูตรสำหรับการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา
ตอนปลาย ปี 2015 เร่ือง Competence – based Curriculum ของคณะกรรมการการศึกษารวันดา
และกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐรวันดาได้จำแนกรูปแบบการประเมิน (Types of Assessment)
ในหลกั สตู รฐานสมรรถนะไวด้ ังน้ี
1. การประเมินผลแบบต่อเนื่องสมำ่ เสมอ (Continuous assessment)
2. การประเมนิ ผลแบบสรุปรวม (Summative Assessment)
3. การตรวจสอบเขตพนื้ ท่ี (District Examinations)
4. การประเมินผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในโรงเรียนในรวันดา (Learning Achievement in
Rwandan Schools - LARS)
5. การตรวจสอบระดับชาติ (National Examinations)
สง่ิ ท่ีควรประเมินในโรงเรียนได้แก่
1. ความรู้และความเข้าใจ เด็กแสดงออกถึงความเข้าใจในสาระวิชาหรือไม่ เด็กแตกฉานในมโนทัศน์
วิชาได้หรือยัง ตัวบ่งชี้คือ ความถูกต้องของคำตอบ ความเช่ือมโยงของความคิด การให้เหตุผลท่ีถูกต้อง
ตามตรรกะ
2. ทักษะการปฏิบัติ เด็กปฏิบัติในการสอบความถนัดและการปฏิบัติได้อย่างไร ตัวบ่งช้ีคือ
ความแมน่ ยำ การใช้วิธีการทีถ่ กู ตอ้ ง ผลงานทมี่ คี ุณภาพ ความเรว็ และประสทิ ธภิ าพ การเชอื่ มโยง
คู่มอื
158 การนำกรอบสมรรถนะหลกั ของผเู้ รียน
ระดับประถมศึกษาปีท่ี 4 - 6 ไปใชใ้ นการพัฒนาผู้เรียน
3. เจตคติและค่านิยม เด็กตอบสนองต่อภารกิจและสถานการณ์อย่างไร อะไรคือพฤติกรรมของเด็ก
ตัวบ่งช้ีคือ วิธีปฏิบัติต่อสถานการณ์ การเห็นคุณค่าของภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ความประทับใจใน
สถานการณ์ การบดิ เบือน การใชเ้ หตผุ ล การยืนกราน หนักแนน่ และขนั ติธรรม
4. สมรรถนะทั่วไป อะไรคือลำดับข้ันท่ีต้องทำตามภารกิจท่ีได้รับ อะไรคือเหตุผลเบื้องหลัง
เด็กเอาชนะส่ิงท้าทายแต่ละอย่างได้อย่างไร ตัวบ่งชี้คือ การใช้เหตุผล การบิดเบือนการนำเสนอ การตัดสิน
คณุ คา่ การประยุกตใ์ ช้ความรู้
❖ วธิ กี ารประเมินผลแบบฐานสมรรถนะ
สุจิตรา ปทุมลังการ์ (2552) กล่าวถึง การประเมินผลบนฐานสมรรถนะ (Competency - based
Assessment) จะใช้วิธีการประเมินผลทีห่ ลากหลาย ได้แก่
1. การสังเกต (Observation)
2. รายการประเมนิ (Checklist)
3. การสาธิตและการตง้ั คำถาม (Demonstration and Question)
4. แบบทดสอบและข้อสอบอตั นัย (Pen and Paper Test and Essays)
5. การสอบปากเปลา่ (Oral Test)
6. การทำโครงงาน (Projects)
7. สถานการณ์จำลอง (Simulations)
8. แฟ้มผลงาน (Portfolios)
9. การประเมินผลโดยใชค้ อมพวิ เตอร์ (Computer - based Assessment)
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหง่ ชาติ (2542) ได้กลา่ วถงึ วิธีการประเมินโดยสังเขปดงั น
้ี
1. การสังเกต เป็นวิธีที่ดีมากวิธีหนึ่งในการเก็บข้อมูลพฤติกรรมด้านการใช้ความคิดการปฏิบัติงาน
และโดยเฉพาะด้านอารมณ์ ความรู้สึก และลักษณะนิสัยสามารถทำได้ทุกเวลา ทุกสถานท่ี ท้ังในห้องเรียน
นอกหอ้ งเรยี น หรอื ในสถานการณอ์ น่ื นอกโรงเรยี น เครอื่ งมอื อนื่ ๆ ทใี่ ชป้ ระกอบการสงั เกต ไดแ้ ก่ แบบตรวจสอบ
รายการ แบบมาตราสว่ นประมาณคา่ แบบบันทึกระเบยี นสะสม เป็นตน้
2. การสัมภาษณ์ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้เก็บข้อมูลพฤติกรรมด้านต่างได้ดี เช่น ความคิด (สติปัญญา)
ความร้สู กึ กระบวนการทำงาน วธิ ีแก้ปัญหา ฯลฯ ใชป้ ระกอบการสังเกตเพือ่ ให้ไดข้ ้อมลู ท่ีม่นั ใจมากยิง่ ข้นึ
3. การตรวจงานเป็นการวัดและประเมินผลที่เน้นการนำผลการประเมินไปใช้ทันทีใน 2 ลักษณะ คือ
เพื่อการช่วยเหลือนักเรียนและเพ่ือปรับปรุงการสอนของครู จึงเป็นการประเมินท่ีควรดำเนินการตลอดเวลา
เชน่ การตรวจแบบฝึกหัด ผลงานภาคปฏิบตั ิ โครงการ/โครงงานต่าง ๆ เป็นตน้ งานเหล่าน้ีควรมลี กั ษณะทีค่ รู
สามารถประเมินพฤติกรรมระดบั สูงของนักเรยี นได้ เชน่ แบบฝึกหดั ท่เี นน้ การเขยี นตอบ เรยี บเรียง สรา้ งสรรค์
(ไม่ใช้แบบฝึกหัดที่เลียนแบบข้อสอบเลือกตอบ ซ่ึงมักประเมินได้เพียงความรู้ความจำ) งานโครงการ โครงงาน
ที่เน้นความคิดข้ันสูงในการวางแผนจัดการดำเนินการ และแก้ปัญหาส่ิงท่ีควรประเมินควบคู่ไปด้วยเสมอ
ในการตรวจงาน (ทง้ั งานเขียนตอบและปฏิบัติ) คอื ลักษณะนสิ ยั และคุณลักษณะท่ีดใี นการทำงาน
คูม่ ือ
159
การนำกรอบสมรรถนะหลักของผู้เรยี น
ระดับประถมศกึ ษาปที ี่ 4 - 6 ไปใชใ้ นการพฒั นาผู้เรยี น
4. การรายงานตนเอง เป็นวธิ ีการใหเ้ ขียนบรรยายหรือตอบคำถามสัน้ ๆ หรือตอบแบบสอบถามทค่ี รู
สร้างข้ึน เพ่ือสะท้อนถึงการเรียนรู้ของนักเรียนท้ังความรู้ ความเข้าใจ วิธีคิดวิธีทำงานความพอใจในผลงาน
ความต้องการพฒั นาตนเองใหด้ ยี ่ิงข้ึน
5. การใช้บันทึกจากผู้ท่ีเก่ียวข้อง เป็นการรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นท่ีเก่ียวข้องกับตัวนักเรียน
ผลงานนักเรียน โดยเฉพาะความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของนักเรียนจากแหล่งต่าง ๆ เช่น จากเพ่ือนครูโดย
ประชมุ แลกเปลีย่ นขอ้ มูล จากเพอ่ื นนกั เรียนโดยจดั ช่ัวโมงสนทนาวิพากษผ์ ลงาน (นักเรียนต้องได้รบั คำแนะนำ
มาก่อนเกี่ยวกับหลักการ วิธีวิจารณ์เพ่ือการสร้างสรรค์) จากผู้ปกครองโดยจดหมาย/สารสัมพันธ์ท่ีครู หรือ
โรงเรียน กับผู้ปกครองมีถงึ กนั โดยตลอดเวลา
6. การใช้ข้อสอบแบบเน้นการปฏิบัติจริง ในกรณีที่ครูต้องการใช้แบบทดสอบขอเสนอแนะให้ใช้แบบ
ทดสอบภาคปฏิบตั ิท่เี น้นการปฏิบัตจิ รงิ ซ่งึ มลี ักษณะดงั ตอ่ ไปน้
ี
6.1 ปัญหาต้องมีความหมายต่อผู้เรียน และมีความสำคัญเพียงพอท่ีจะแสดงถึงภูมิความรู ้
ของนักเรียนในระดับชั้นนั้น ๆ
6.2 เปน็ ปญั หาทีเ่ ลยี นแบบสภาพจริงในชีวิตของนักเรยี น
6.3 แบบสอบตอ้ งครอบคลุมทง้ั ความสามารถและเน้อื หาตามหลกั สตู ร
6.4 นักเรียนต้องใช้ความรู้ความสามารถ ความคิดหลากหลายด้านมาผสมผสาน และแสดงวิธีคิด
ได้เป็นข้ันตอนท่ชี ัดเจน
6.5 ควรมคี ำตอบถูกไดห้ ลายคำตอบ และมวี ิธกี ารหาคำตอบได้หลายวธิ ี
6.6 มเี กณฑ์การให้คะแนนตามความสมบรู ณข์ องคำตอบอย่างชดั เจน
7. การประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมงาน แฟ้มสะสมงานหมายถึง สิ่งที่ใช้สะสมงานของนักเรียนอย่างม
ี
จุดประสงค์ ท่ีแสดงให้เห็นถึงความพยายาม ความก้าวหน้า และผลสัมฤทธิ์ในเรื่องนั้น ๆ หรือหลาย ๆ เร่ือง
การสะสมนั้นนักเรียนมีส่วนร่วมในการเลือกเนื้อหา เกณฑ์การเลือกเกณฑ์การตัดสิน ความสามารถ/คุณสมบัติ
หลักฐานการสะทอ้ นตนเอง
8. การใช้การประเมินผลเพื่อการเรียนรู้ในช้ันเรียน รูปแบบของการประเมินผลเพื่อการเรียนรู้ใน
ช้ันเรียนสามารถทำได้ในรูปแบบของการทำกิจกรรมในลักษณะภาระงาน (Task) และการถามคำถามผู้เรียน
อย่างเป็นธรรมชาติซ่ึงไม่ใช่การทดสอบ อาจจัดในรูปแบบการพูดคุยกับผู้เรียน หรือการตัดสินใจบางอย่างเพ่ือ
สะท้อนข้อมูลเชิงคุณภาพเกี่ยวกับสมรรถนะของผู้เรียนทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเอง เม่ือส้ินสุดบทเรียนครูต้อง
ประเมินวา่ ผู้เรียนไดเ้ รียนรอู้ ะไรเพิม่ เติม โดยมีขน้ั ตอนดงั น
้ี
ค่มู อื
160 การนำกรอบสมรรถนะหลักของผเู้ รียน
ระดับประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 ไปใช้ในการพฒั นาผู้เรียน
ภาพที่ 11 รปู แบบของการประเมนิ ผลเพ่ือการเรียนรใู้ นช้ันเรยี น
คู่มอื
161
การนำกรอบสมรรถนะหลกั ของผเู้ รียน
ระดับประถมศกึ ษาปที ่ี 4 - 6 ไปใช้ในการพัฒนาผ้เู รยี น
การประเมินสมรรถนะ มีหลายวิธีท้ังนี้ข้ึนกับประเภทของสมรรถนะท่ีจะประเมิน โดยวิธีประเมิน
จะประกอบดว้ ยตัวบง่ ช้ีและเกณฑ์ท่จี ะนำมาใช้ประเมนิ 3 ดา้ น คือ ความรู้ พฤตกิ รรมการทำงาน และทัศนคติ
สง่ ผลใหผ้ ลของการประเมนิ สามารถบง่ ชใ้ี หเ้ หน็ ถงึ ระดบั สมรรถนะของแตล่ ะบคุ คลวา่ มสี มรรถนะในการปฏบิ ตั งิ าน
ในระดับใด จะต้องผ่านการประเมินด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังที่ กิตติพงษ์ เลิศเลียงชัย (2547) ได้กล่าวว่า
การประเมินสมรรถนะมีหลายวิธีท่ีจะสามารถช้ีให้เห็นได้ว่า บุคลากรน้ันมีสมรรถนะแต่ละเร่ืองอยู่ในระดับใด
หลกั ทว่ั ไปจะใชว้ ธิ กี ารดงั น ี้
1. ให้ผู้ประเมินได้มีโอกาสประเมินความสามารถของตนเองก่อน และให้ผู้ประเมินได้ประเมิน
ผู้รับการประเมินคนน้ันในลักษณะต่างคนต่างประเมินและมาคุยกันเพ่ือหา ข้อสรุปให้ได้ว่า สมรรถนะแต่ละ
เรอ่ื งน้นั ความสามารถของบุคลากรนั้นควรจะอยูท่ ีร่ ะดับใดจงึ จะถูกตอ้ ง
2. ในกรณที ี่การประเมินมีความเห็นแตกตา่ งกนั อาจจะต้องใช้วธิ ีการท่หี ลากหลาย เช่น
- ดจู ากปัจจัยแวดลอ้ มท่ผี า่ นมาประกอบการประเมิน
- ใช้วธิ ีสอบเป็นตวั วัดผลการประเมินไดเ้ ช่น สมรรถนะ ในเร่อื งของความรู้
- ดูจากพฤติกรรมและวิธีการทำงาน ดูจากการแก้ไขปัญหาหรืออาจจะใช้ วิธีการสัมภาษณ์ในเชิง
พฤติกรรมเพ่ือให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้แสดงถึงพฤติกรรมและบทบาทของเขาในสถานการณ์ต่าง ๆ ท่ีเรียกกันว่า
STAR Technique คือ
S = Situation ใหผ้ ปู้ ระเมนิ พดู ถงึ สถานการณท์ เ่ี กดิ ขนึ้ จรงิ ใน แตล่ ะเรอ่ื งทต่ี อ้ งการประเมนิ วา่
เม่ือเกดิ ปัญหาอยา่ งนีแ้ ล้ว เขาแกป้ ญั หาเรือ่ งนอ้ี ยา่ งไร เหตกุ ารณ์ เป็นอย่างไร
T = Task และในเหตกุ ารณน์ นั้ ผรู้ บั การประเมนิ คนนน้ั มกี จิ กรรมในการแกป้ ญั หา อยา่ งไรบา้ ง
และจะทำอยา่ งไรบา้ งในเหตกุ ารณน์ ั้น ๆ
A = Action ผู้รับการประเมินคนนั้นมีกิจกรรมในการแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง และจะทำ
อย่างไรบา้ งในเหตุการณ์นัน้ ๆ
R = Result ผลท่ีเกิดขึ้นเป็นอย่างไร ซ่ึงผลที่ได้จากการสัมภาษณ์ในเชิงพฤติกรรมจะเป็น
เครอื่ งมือในการพสิ จู นว์ ่า ผู้รบั การประเมนิ คนน้ันมคี วามรคู้ วามสามารถ ในเร่ืองนน้ั จรงิ หรือไม่
3. การประเมินสมรรถนะนั้นผลการประเมินจะเป็นเร่ือง ๆ ไปไม่สามารถเฉลี่ยกัน ได้ว่าการมีระดับ
ความสามารถในสมรรถนะเรอ่ื งนีม้ ากไปทดแทนสมรรถนะในเร่ืองทีข่ าดไม่ไดต้ ้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป
ผลการประเมินสมรรถนะจะบ่งช้ีให้เห็นถึงการปฏิบัติงานของแต่ละบุคคลจะมีระดับสมรรถนะ
ท่ีแตกต่างกัน ดังท่ี ชนะ กสิภาร์ (2546) เสนอแนวคิดคุณสมบัติของนักเรียนอาชีวศึกษาแนวใหม่ (Thai
Vocational Qualifications: TVQ) 6 ระดับ แนวคิดดังกลา่ วจดั ใหส้ มรรถนะเป็นฐานและแบ่งเป็น 6 ระดบั
เป็นรูปแบบการพัฒนาตนท่ีเรียกว่า “การศึกษาและการฝึกอบรมฐานสมรรถนะ” (Competency - based
Education and Training) มรี ายละเอยี ดสมรรถนะแต่ละระดบั ดังตารางท่ี 6
คมู่ ือ
162 การนำกรอบสมรรถนะหลกั ของผู้เรยี น
ระดบั ประถมศึกษาปีท่ี 4 - 6 ไปใชใ้ นการพฒั นาผเู้ รยี น
ตารางท่ี 6 ระดับสมรรถนะและคำบรรยายระดับสมรรถนะ
ระดับสมรรถนะ
คำบรรยายสมรรถนะ
ระดบั 1
ทำงานประจำให้ได้ตามมาตรฐานการผลิตของอุตสาหกรรมและมาตรฐานท่ีวิสาหกิจ กำหนด
ส
ามารถท่จี ะแสดงทักษะการเรียนร้แู ละการพฒั นาปรบั ปรงุ ตนเอง
งานท่ียากขึ้น หรืองานไม่ประจำท่ีต้องรับผิดชอบด้วยตนเองบ้างหรือมีอิสระในการทำ โดยปกต
ิ
ระดบั 2
ทำเป็นทีม สามารถท่ีจะแสดงทักษะการเรียนรู้การพัฒนาปรับปรุง ตนเอง และแสดงร่องรอย
หลักฐานการศึกษาแนวปฏิบัตทิ ่ีดีของสถานประกอบการ
งานที่ยากและงานที่ไม่ประจำที่ต้องรับผิดชอบพอสมควรและมีอิสระในการทำ โดยมีคนอ่ืน
ควบคุม และแนะนำบ้าง สามารถที่จะแสดงทักษะการเรยี นร้กู ารพฒั นา ปรับปรุงตนเอง
ระดบั 3
สามารถที่จะปฏิบัติงานในฐานะหัวหน้างานหรือผู้บริหารระดับล่างและวิธีปรับปรุง กระบวนการ
อย่างตอ่ เนื่อง
สามารถท่ีจะปฏิบัติงานในฐานะผู้บริหารระดับกลางซ่ึงเก่ียวข้องกับการจัดการคนอื่น ในการ
ระดับ 4
วางแผนท่ีสร้างสรรค์การจัดการโครงการและการพัฒนาบุคลากรมีการบันทึก การพัฒนาอาชีพ
อ
ยา่ งต่อเน่ือง
สามารถท่ีจะปฏบิ ตั งิ านในฐานะผบู้ รหิ ารระดับสูงซง่ึ เกย่ี วขอ้ งกบั การวางแผน ยุทธศาสตรแ์ ละแผน
ระดับ 5
ปฏิบัติการ การเงินของธุรกิจการดำเนินการเปล่ียนแปลง การปฏิบัติงานมีการบันทึกการพัฒนา
อาชีพอย่างตอ่ เนอื่ ง
ระดบั 6
ตารางที่ 6 แสดงให้เหน็ ว่าระดับสมรรถนะเริ่มจากระดบั 1 ข้ันพน้ื ฐาน จนถงึ ระดับ 6 แต่ละระดับ
จะระบุความสามารถท่ีแตกต่างกันอย่างเด่นชัด โดยระดับ 6 เป็นระดับ ข้ันสูงสุดท่ีเป็นผู้บริหารในระดับสูง
ต้องใช้ความรคู้ วามสามารถในการบริหารจัดการขั้นสูง
เท้อื น ทองแก้ว (2550) กลา่ ววา่ ระดบั สมรรถนะ หมายถงึ ระดบั ความรู้ทกั ษะและ คณุ ลกั ษณะซงึ่
แตกต่างกนั แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คอื
1. แบบกำหนดเป็นสเกล (Scale) สมรรถนะแตล่ ะตวั จะกำหนดระดบั ความรู้ ทักษะและคณุ ลักษณะ
แตกต่างกันตามปัจจัยจะกำหนดเป็นตัวช้ีบ่งพฤติกรรม (Behavioral Indicator) ที่สะท้อนถึงความสามารถ
ในแตล่ ะระดับ (Proficiency Scale) โดยกำหนดเกณฑ์การจัดระดบั ความสามารถไว้ 5 ระดับ คอื 1) ระดับ
เริ่มต้น (Beginner) 2) ระดับมคี วามรู้บ้าง (Novice) 3) ระดบั มคี วามรูป้ านกลาง (Intermediate) 4) ระดับ
มีความร้สู ูง (Advance) และ 5) ระดบั ความเชีย่ วชาญ (Expert)
2. แบบไม่กำหนดเป็นสเกล เป็นสมรรถนะที่เป็นพฤติกรรมเชิงความรู้สึก หรือ เจตคติที่ไม่ต้องใช้
สเกล เช่น ความซอ่ื สตั ย์ความตรงตอ่ เวลา เปน็ ต้น
อาภรณ์ ใจเท่ียง (2551) ได้กล่าววา่ การกำหนดระดบั ขั้นของสมรรถนะไดน้ ้ัน แบ่งเปน็
1. ขนั้ ความรู้ (Knowledge) เปน็ ข้นั เร่ิมต้น หรอื เป็นข้นั พ้ืนฐาน (Basic Level)
2. ขั้นทักษะ (Skill) หรอื เปน็ ขน้ั ประสบการณ์ (Experience Level)
3. ข้ันเชย่ี วชาญ (Expert Level)
ค่มู อื
163
การนำกรอบสมรรถนะหลกั ของผู้เรียน
ระดับประถมศกึ ษาปที ่ี 4 - 6 ไปใชใ้ นการพฒั นาผเู้ รยี น
ฐิตพิ ัฒน์ พชิ ญธาดาพงศ์ (2549) กล่าววา่ ระดับของสมรรถนะ เปน็ การกำหนดระดับทักษะ ความรู้
ความสามารถของสมรรถนะ แบ่งความสามารถออกเปน็ 5 ระดบั ดงั ตารางท่ี 7
ตารางที่ 7 ระดับความสามารถและคำบรรยายระดบั ความสามารถ
(Pระroดfบั icคieวnามcyสาLมeาvรeถl)
คำอธบิ ายระดบั ความสามารถ
L 1
มคี วามรแู้ ละทกั ษะในขนั้ พนื้ ฐาน สามารถนำไปใชใ้ นการปฏบิ ตั งิ านประจำวนั ตามหนา้ ทท่ี ร่ี บั ผดิ ชอบ
Beginner
และงานที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน รวบรวมข้อมูล ปัญหาอุปสรรค ที่พบในการปฏิบัติงาน รวมทั้ง
ส
ามารถใหค้ ำแนะนำ เบือ้ งต้นแกผ่ เู้ กยี่ วข้องได
้
มคี วามรแู้ ละทักษะในปัจจัยต่าง ๆ ในรายละเอียด สามารถนำความรแู้ ละทักษะที่มีมาประยุกตใ์ ช้
L 2
ในการปฏิบัติงานต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม อธิบาย/สอน สาธิตงาน ของตนให้ผู้อ่ืนได้รวมท้ัง
Well-trained
สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า/เบื้องต้นได้
มีความรู้และทักษะในการปฏิบัติงานที่มีความซับซ้อนได้สามารถนำมาใช้ปรับปรุง การปฏิบัติงาน
เพื่อสร้างเสริมผลการปฏิบัติงานท่ีดีข้ึน สามารถวางแผน ควบคุม ติดตามงาน และให้คำปรึกษา
L 3
แนะนำกบั ผ้เู กี่ยวขอ้ งภายในองค์กรได
้
Experienced
มีความรู้และทักษะในการปฏิบัติงานท่ีซับซ้อนสูง สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานเชิงวิชาการ
วางแผน การให้คำปรึกษาแนะนำภายนอกองค์กรได้อธิบายภาพรวม ของหน่วยงานและสามารถ
กำหนด/พัฒนารูปแบบวิธีการปฏิบัติงานใหม่ ๆ รวบรวม/ประยุกต์ใช้กระบวนการปฏิบัติงาน
L 4
ทีเ่ ป็นเลศิ รวมท้ังถา่ ยทอดแผนงานเชิงกลยุทธ์ ภายในองคก์ รได้
Advanced
มีความเชี่ยวชาญ ชำนาญระดับสูง สามารถคิดในเชิงยุทธศาสตร์นโยบาย ประเมิน คาดการณ์
แนวโน้ม การคิดค้นสร้างนวัตกรรม ถ่ายทอดกลยุทธ์สู่การปฏิบัติรวมท้ัง เป็นท่ีปรึกษา/
คณะกรรมการระดบั องค์กรวชิ าชีพท้งั ภายในประเทศและหรือนานาชาต
ิ
L 5
Expert
จากตารางที่ 7 แสดงระดับความสามารถและคำบรรยายระดับความสามารถ ต้ังแต่ข้ัน L1 ซึ่งมี
ความร้แู ละทกั ษะในข้นั พ้ืนฐาน ถึง L5 มีความเชี่ยวชาญ ชำนาญระดบั สูง
สรุปได้ว่า การวัดและการประเมินผลควรกำหนดระดับสมรรถนะ เป็นการกำหนดระดับซึ่งจะบ่งชี้ถึง
ระดับความรู้ความสามารถ เจตคติในการปฏิบัติงาน โดยระดับความสามารถของสมรรถนะแต่ละระดับ
จะแตกต่างกันตามลักษณะงานและความเหมาะสมท่ีแสดงถึงสมรรถนะในการปฏิบัติงานของแต่ละบุคคลท่ี
แตกต่างกันตามลำดับ มีลักษณะการประเมินท่ีเป็นระบบท่ีสอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอนฐาน
สมรรถนะโดยใช้เคร่ืองมือท่ีหลากหลายและมีการประเมินอย่างต่อเน่ือง ท้ังน้ีผู้สอนจะต้องนำเสนอจุดประสงค์
การเรียนรู้ให้ผู้เรียนทราบ มีเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน วิธีการให้คะแนนมีความยุติธรรม และผู้เรียนได้มี
ส่วนร่วมในการประเมิน เพื่อให้ผลที่ได้การวัดและประเมินผลมีความถูกต้องและตรวจสอบได้ และผล
การประเมนิ จะสะท้อนสมรรถนะของผู้เรยี นท่ีเกิดจากการเรยี นร้ขู องหลกั สูตรฐานสมรรถนะไดอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ
คูม่ ือ
164 การนำกรอบสมรรถนะหลักของผูเ้ รียน
ระดับประถมศกึ ษาปที ี่ 4 - 6 ไปใช้ในการพฒั นาผูเ้ รียน
❖ การประเมินเพอื่ การเรยี นรแู้ ละการให้ข้อมลู ยอ้ นกลับ
Frey & Fisher (2011) กล่าวถึงการประเมินเพ่ือการเรียนรู้ (Assessment for Learning)
ในลักษณะของ การประเมินการเรยี นร้ทู ีเ่ ป็นส่วนหนง่ึ ของกระบวนการเรียนการสอน โดยเสนอวา่ การให้ข้อมูล
ย้อนกลับเป็นส่วนหน่ึงของระบบการประเมินระหว่างเรียน (Formative Assessment System)
ที่มีประสิทธิภาพ ประกอบไปด้วยขั้น 4 ขั้นตอนที่ต่อเน่ืองกัน ได้แก่ 1) การให้ข้อมูลกระตุ้นการเรียนรู้
(Feed - Up) 2) การตรวจสอบความเข้าใจ (Checking for Understanding) 3) การให้ข้อมูลย้อนกลับ
(Feedback) และ 4) การให้ข้อมูลเพ่ือการเรียนรู้ต่อยอด (Feed - Forward) ซึ่งแต่ละขั้นตอนน้ันสามารถ
นำมาใช้เปน็ กระบวนการเรียนการสอนได้ดังรายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
ขั้นท่ี 1 การให้ข้อมูลกระตุ้นการเรียนรู้ (Feed - Up) เป็นข้ันตอนแรกของระบบการประเมิน
ระหว่างเรียนท่ีทำให้นักเรียนเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ การให้ข้อมูลกระตุ้นการเรียนรู้นี้ประกอบไปด้วย
3 วิธีการ ได้แก่ การกำหนดวัตถุประสงค์ การสร้างแรงจูงใจ และการตั้งเป้าหมาย ซึ่งแต่ละวิธีการ
มีรายละเอยี ด ดงั น
ี้
1. การกำหนดวัตถุประสงค์ ในการเรยี นรู้แต่ละบทเรยี น ครูจำเปน็ ต้องใหข้ ้อมลู เกี่ยวกบั วัตถุประสงค์
การเรียนรู้แกน่ ักเรยี น โดยเช่อื มโยงใหเ้ หน็ วา่ บทเรยี นนั้นมคี วามสำคญั และเกี่ยวข้องกับตวั นักเรยี น
2. การสร้างแรงจูงใจ ครูสร้างแรงจูงใจให้แก่นักเรียนโดยการชี้ให้เห็นว่ากระบวนการเรียนรู้
กระบวนการคิดของนักเรียนน้ันสามารถพัฒนาหรือเปล่ียนแปลงได้ รวมถึงกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความมุ่งม่ัน
และความพยายามในการเรียนร
ู้
3. การตั้งเป้าหมาย เป้าหมายในการเรียนรู้มีหลายประเภทท่ีแตกต่างกัน ครูจำเป็นต้องช่วยให้
นักเรียนตั้งเป้าหมายท่ีเหมาะสมกับตนเอง เป้าหมายท่ีจะประสบความสำเร็จนั้นจะต้องสอดคล้องกับ
วตั ถุประสงค์ทก่ี ำหนด และนักเรยี นไดร้ บั แรงจูงใจเพื่อนำไปสู่เปา้ หมายทตี่ ้งั ไว
้
ขัน้ ท่ี 2 การตรวจสอบความเข้าใจ (Checking for Understanding) การตรวจสอบความเขา้ ใจ
ในขั้นตอนน้ีไม่ใช่การประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียนรู้ แต่เป็นการตรวจสอบความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของ
นักเรียนเพื่อนำไปกำหนดแนวทางการเรียนการสอนในคร้ังต่อไป โดยท่ัวไปแล้วครูใช้เทคนิคที่หลากหลาย
ในการตรวจสอบความเข้าใจแต่ละบทเรียน เฟรย์และฟิชเชอร์ (2007a อ้างถึงใน Frey & Fisher, 2011)
ไดน้ ำเสนอแนวทางทคี่ รสู ว่ นใหญใ่ ชต้ รวจสอบความเขา้ ใจของนกั เรยี น ตวั อยา่ งเชน่ การใชค้ ำถาม (Questioning)
การเขียนสรุปความ (Summary Writing) การนำเสนอ (Presentations) การใช้เทคนคิ เพ่ือนคู่คิด (Think -
Pair - Share) การทดสอบสนั้ (Short Quizzes) การเตมิ คำลงในชอ่ งวา่ ง (Cloze and Maze Procedures)
เป็นต้น
ขั้นท่ี 3 การให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) นักเรียนส่วนใหญ่ไม่เห็นคุณค่าของข้อมูลย้อนกลับ
เนื่องจากข้อมูลย้อนกลับที่นักเรียนได้รับนั้นไม่เพียงพอหรือไม่ได้เสนอแนะให้นักเรียนเพ่ิมเติม ดังนั้นการให้
ขอ้ มลู ยอ้ นกลบั จงึ ตอ้ งใหอ้ ยา่ งมวี ตั ถปุ ระสงคแ์ ละเหมาะสมกบั นกั เรยี นแตล่ ะคน การใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั ตามแนวคดิ
ของเฟรยแ์ ละฟชิ เชอรแ์ บง่ การใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั ออกเปน็ 4 ระดบั ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั เปา้ หมายทตี่ งั้ ไวใ้ นขน้ั ตอนท่ี 1
การใหข้ อ้ มูลกระตุ้นการเรยี นรู้ (Feed - Up) ประกอบไปด้วย การให้ข้อมลู ย้อนกลับเกย่ี วกับงาน (Feedback
about the Task) การให้ข้อมูลย้อนกลบั เกี่ยวกบั กระบวนการทำงาน (Feedback about the Processing
of the Task) การใหข้ ้อมลู ยอ้ นกลับเกี่ยวกับการกำกับตนเอง (Feedback about Self - Regulation) และ
การใหข้ อ้ มูลย้อนกลบั เก่ียวกบั ตวั ตนของนักเรียน (Feedback about the Self as a Person)
คมู่ อื
165
การนำกรอบสมรรถนะหลกั ของผู้เรยี น
ระดบั ประถมศึกษาปที ่ี 4 - 6 ไปใชใ้ นการพัฒนาผู้เรยี น
1. การใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั เกย่ี วกบั งาน (Feedback about the Task) คอื การใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั เกย่ี วกบั
การปฏิบัติงานของนักเรียน โดยครูจะระบุว่าคำตอบของนักเรียนนั้นถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง การให้ข้อมูล
ย้อนกลับในระดับน้เี รียกวา่ ขอ้ มลู ยอ้ นกลบั เพอื่ แก้ไข (Corrective Feedback) เป็นการใหข้ อ้ มลู ย้อนกลบั ทค่ี รู
ส่วนใหญ่นิยมใช้มากท่ีสุด ท้ังน้ีครูสามารถให้ข้อมูลย้อนกลับโดยระบุเฉพาะส่วนท่ีนักเรียนทำถูกต้อง หรือระบุ
เฉพาะส่วนท่ีเป็นข้อผิดพลาดของนักเรียน หรือช้ีนำให้นักเรียนเห็นข้อผิดพลาดและแก้ไขข้อผิดพลาดน้ัน
ใหถ้ กู ต้องด้วยตนเอง ตวั อย่างของการให้ขอ้ มูลย้อนกลับเพ่อื แกไ้ ข เช่น “คำตอบของนกั เรยี นท่ีตอบว่า 12 นั้น
ถกู ตอ้ งแล้ว” “นกั เรียนควรอา่ นข้อความในย่อหน้าที่ 3 อีกคร้งั เนือ่ งจากยงั ตอบคำถามผิด” เป็นตน้
2. การใหข้ ้อมลู ยอ้ นกลับเกย่ี วกับกระบวนการทำงาน (Feedback about the Processing of the
Task) ข้อมูลย้อนกลับในระดับน้ีมุ่งเน้นไปที่กระบวนการท่ีนักเรียนใช้ทำงานหรือปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย
ให้เสร็จสมบูรณ์ ครูสามารถให้ข้อมูลย้อนกลับโดยการเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffold) ให้นักเรียนใช้
กระบวนการทำงานนนั้ ดว้ ยความชำนาญขน้ึ หรอื นำไปปรับใชก้ ับการปฏบิ ัติงานอนื่ และพฒั นาให้กระบวนการ
ดังกล่าวเป็นกระบวนการทำงานของตนเอง ตัวอย่างของการให้ข้อมูลย้อนกลับในระดับนี้ เช่น “นักเรียนใช
้
ขนั้ ตอนแรกและขนั้ ตอนสดุ ทา้ ยเพ่อื แก้สมการน้นั ใช่หรือไม่” “นักเรียนมวี ิธีการสรุปคำตอบจากการระดมสมอง
อยา่ งไร” เปน็ ตน้
3. การให้ข้อมลู ย้อนกลับเกยี่ วกับการกำกับตนเอง (Feedback about Self - Regulation) การให้
ข้อมูลย้อนกลับในระดับนี้เก่ียวข้องกับการประเมินตนเองของนักเรียน ครูให้ข้อมูลเพื่อให้นักเรียนประเมิน
ความรู้ ความสามารถ และผลสมั ฤทธิ์ดว้ ยตนเอง วิธีการนีน้ กั เรียนจะตอ้ งควบคมุ พฤติกรรมการทำงานของตน
เพอ่ื นำไปสู่เปา้ หมายทตี่ ั้งไว้ ตัวอยา่ งของการใหข้ อ้ มลู ย้อนกลบั ประเภทนี้ เช่น “ครูสงั เกตว่าการมีส่วนร่วมของ
นักเรยี นสง่ ผลให้ทุกคนในกลุ่มเข้าใจ” “ครูคิดวา่ สิง่ ทีน่ ักเรียนต้งั ใจทำสำเร็จแล้วใช่ไหม” เปน็ ต้น
4. การให้ข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับตัวตนของนักเรียน (Feedback about the Self as a Person)
การให้ข้อมูลย้อนกลับในระดับนี้เน้นไปที่การยกย่องหรือชมเชยนักเรียนเพ่ือให้นักเรียนเปลี่ยนแปลงตนเอง
ทั้งในด้านความพยายาม ความสนใจ การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และการรับรู้ความสามารถของตนเอง ทั้งนี้
การให้ข้อมูลย้อนกลับในระดับน้ีควรเน้นให้นักเรียนเกิดความมุ่งมั่นในการทำงาน หรือควบคุมตนเองเพ่ือ
ทำงานน้ันให้สำเร็จ ดังน้ันข้อมูลย้อนกลับประเภทน้ีจึงมักปรากฏควบคู่กับการช่ืนชมผลงาน เช่น “นักเรียน
มีความมุ่งม่ันตั้งใจท่ีดีมากเพราะครูสังเกตว่านักเรียนทำงานน้ีมาหลายนาทีแล้ว” “เธอเป็นนักเรียนท่ียอดเยี่ยม
มากเพราะเธอให้ความสำคัญกบั การทำงานกลมุ่ จนประสบผลสำเรจ็ ” เปน็ ตน้
นอกจากการพิจารณาระดับของข้อมูลย้อนกลับแล้ว ครูต้องพิจารณาเก่ียวกับกลุ่มเปรียบเทียบในการ
ให้ข้อมูลย้อนกลับ ครูสามารถให้ข้อมูลย้อนกลับโดยการเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดขึ้น เปรียบเทียบกับ
เกณฑ์มาตรฐาน หรือเปรียบเทียบกับนักเรียนเป็นรายบุคคล ทั้งน้ีการให้ข้อมูลย้อนกลับท่ีมีประสิทธิภาพ
ตอ้ งคำนึงถงึ เกณฑ์ 4 ข้อ ไดแ้ ก่ (1) ตรงตามเวลา (2) มีความเฉพาะเจาะจง (3) เข้าใจได้ และ (4) สามารถ
ดำเนินการได้ ทั้งน้ีการให้ข้อมูลย้อนกลับสามารถดำเนินการได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ การให้ข้อมูลย้อนกลับ
ด้วยวาจา (Oral Feedback) การให้ขอ้ มูลย้อนกลับด้วยลายลักษณอ์ ักษร (Written Feedback) และการให้
ข้อมูลยอ้ นกลบั โดยเพอื่ นนักเรียน (Peer Feedback)
อย่างไรก็ตามการให้ข้อมูลย้อนกลับบางคร้ังเป็นข้อมูลที่ธรรมดา นักเรียนอาจไม่เข้าใจข้อมูลย้อนกลับ
ที่ได้รับ หรือข้อมูลย้อนกลับที่ได้รับมาจะนำไปใช้พัฒนาหรือปรับปรุงตนเองอย่างไร ดังน้ันการให้ข้อมูล
ยอ้ นกลบั (Feedback) จงึ ต้องให้รว่ มกับการให้ขอ้ มูลเพ่อื การเรียนรู้ต่อยอด (Feed - Forward) ในขน้ั ต่อไป
คมู่ ือ
166 การนำกรอบสมรรถนะหลักของผ้เู รยี น
ระดบั ประถมศกึ ษาปีที่ 4 - 6 ไปใช้ในการพฒั นาผ้เู รยี น
ขั้นท่ี 4 การให้ข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ต่อยอด (Feed - Forward) เป็นข้ันตอนท่ีมุ่งเน้นการช้ีแนะ
แนวทางและวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยครูใช้คำถามกระตุ้นให้นักเรียนทบทวน
ตนเองเก่ียวกับประเด็นที่ไม่ทราบ ประเด็นท่ีสับสน และประเด็นที่เข้าใจคลาดเคลื่อน เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้
ดว้ ยตนเอง (Self - Learning) เพม่ิ เตมิ และนำไปพฒั นาการเรียนรตู้ อ่ ไป การใหข้ ้อมลู เพอ่ื การเรยี นรู้ตอ่ ยอดน้ี
ยังรวมไปถึงการเพิม่ แรงบนั ดาลใจ การใหก้ ำลังใจ และการเสรมิ พลงั การเรียนรู้แก่นกั เรียน
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2560) ได้นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด
การให้ข้อมูลย้อนกลับ อ้างอิงตามแนวคิดการให้ข้อมูลย้อนกลับของเฟรย์และฟิชเชอร์ ซ่ึงมีรายละเอียด
ดงั ภาพตอ่ ไปน้
ี
ภาพที่ 12 การจัดการเรยี นรโู้ ดยใชแ้ นวคิดการให้ขอ้ มลู ย้อนกลบั
(สำนกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา, 2560)
คูม่ อื
167
การนำกรอบสมรรถนะหลักของผ้เู รยี น
ระดับประถมศกึ ษาปีท่ี 4 - 6 ไปใชใ้ นการพฒั นาผเู้ รยี น
จากแผนภาพข้างต้นจะเห็นได้ว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการให้ข้อมูลย้อนกลับตามแนวทาง
ของสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาน้ัน ได้นำแนวคิดการให้ข้อมูลย้อนกลับของเฟรย์และฟิชเชอร์มาใช้
ครบทั้ง 4 ข้ันตอน กล่าวคือในข้ันนำ ใช้ขั้นตอนท่ี 1 การให้ข้อมูลกระตุ้นการเรียนรู้ (Feed - Up) ข้ันสอน
ใช้ขั้นตอนที่ 2 การตรวจสอบความเข้าใจ (Checking for Understanding) และขั้นตอนที่ 3 การให้ข้อมูล
ยอ้ นกลบั (Feedback) สำหรับขน้ั สรปุ ใชข้ น้ั ตอนท่ี 4 การใหข้ อ้ มูลเพื่อการเรียนรตู้ ่อยอด (Feed - Forward)
จากการศึกษาเก่ียวกับแนวคิดข้อมูลย้อนกลับ ผู้วิจัยจึงสรุปได้ว่าแนวคิดการให้ข้อมูลย้อนกลับของ
เฟรย์และฟิชเชอร์เป็นส่วนหนึ่งของระบบการประเมินระหว่างเรียนที่มีประสิทธิภาพ ประกอบไปด้วยข้ันตอน
4 ขน้ั ตอน ดังตอ่ ไปน
้ี
ข้นั ท่ี 1 การใหข้ ้อมลู กระตุน้ การเรยี นรู้ (Feed - Up) เป็นการให้ขอ้ มลู พ้ืนฐานของการเรยี นรู้ ได้แก่
จุดประสงค์การเรียนรู้ ภาระงาน และวิธีการประเมินผลท่ีชัดเจน นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการต้ังเป้าหมาย
ในการเรียนรแู้ ละการสร้างแรงจงู ใจใหแ้ กน่ กั เรียน
ขน้ั ท่ี 2 การตรวจสอบความเขา้ ใจ (Checking for Understanding) เปน็ การประเมนิ ส่ิงท่นี ักเรยี นได้
เรยี นรเู้ พอื่ พจิ ารณาความกา้ วหนา้ ของนกั เรยี นตามเปา้ หมายทต่ี งั้ ไว้ โดยใชว้ ธิ กี ารทหี่ ลากหลายในการตรวจสอบ
ความเขา้ ใจ
ข้ันท่ี 3 การให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) เป็นการให้ข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับความสำเร็จและ
ส่ิงท่ีจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาหรือปรับปรุงแก้ไขแก่นักเรียน โดยการให้ข้อมูลย้อนกลับมีท้ังหมด 4 ระดับ
ไดแ้ ก่ 1) การใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั เกย่ี วกบั งาน 2) การใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั เกยี่ วกบั กระบวนการทำงาน 3) การใหข้ อ้ มลู
ยอ้ นกลับเก่ียวกับการควบคุมตนเอง และ 4) การให้ขอ้ มลู ย้อนกลับเก่ยี วกับตวั ตนของนกั เรียน
ขนั้ ที่ 4 การใหข้ อ้ มูลเพ่อื การเรียนร้ตู ่อยอด (Feed - Forward) เปน็ การใหข้ อ้ มูลภายหลงั การเรยี นรู้
เพื่อให้นักเรียนทบทวนสิ่งที่นักเรียนยังเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือทบทวนเพ่ือแก้ไขข้อผิดพลาดในงานของตน
รวมถึงการให้กำลังใจหรือคำแนะนำแกน่ ักเรยี นเพอื่ นำไปพัฒนาการเรยี นรูต้ อ่ ไป
หากครูหรือผู้สนใจศึกษาข้อมูลท้ังหมดข้างต้นนี้ก็จะช่วยให้เห็นแนวทางและได้แนวความคิดในการ
ออกแบบการประเมินฐานสมรรถนะยงิ่ ขน้ึ
คมู่ ือ
168 การนำกรอบสมรรถนะหลักของผู้เรียน
ระดับประถมศึกษาปที ่ี 4 - 6 ไปใชใ้ นการพัฒนาผูเ้ รยี น
รายการอา้ งอิง
ขจรศักด์ิ ศิริมัย. (2554). เร่ืองน่ารู้เกี่ยวกับสมรรถนะ [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จากhttp://competency.
rmutp.ac.th/wp-content/uploads/2011/01/aboutcompetency.pdf
ทิศนา แขมมณ.ี (2562). องคป์ ระกอบสำคัญของสมรรถนะ. โปรแกรมนำเสนอ.
ทศิ นา แขมมณี และคณะ. (2562). เข้าใจสมรรถนะอย่างง่าย ฉบบั ประชาชน เข้าใจหลกั สูตรฐานสมรรถนะ
อย่างง่าย ฉบับครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษา. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา:
บริษทั 21 เซนจูร่ี จำกัด.
เท้ือน ทองแก้ว. (2550). สมรรถนะ(Competency): หลักการและแนวปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย
ราชภัฏสวนดุสิต.
วชิ ยั วงใหญ่ และมารตุ พฒั ผล. (2562). การประเมนิ ตามสภาพจรงิ องิ สมรรถนะ (Authentic competency-
based assessment). กรุงเทพฯ: ศนู ยผ์ ้นู ำนวัตกรรมหลกั สูตรและการเรยี นรู้.
สำนกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา. (2551). แนวทางในการจดั ทำกรอบหลกั สตู รระดบั ทอ้ งถน่ิ ตามหลกั สตู ร
แกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. สืบค้นจาก http://nptedu.go.th/nites/
NPT%20Local%20Cur/intro.pdf
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2542). คู่มือการประกันคุณภาพของสถานศึกษา.
กรุงเทพฯ: โรงพมิ พค์ ุรสุ ภาลาดพรา้ ว.
สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (2561). พจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ร่วมสมัย ชุดการประเมิน การวิจัยและ
การประกันคุณภาพ. กรงุ เทพฯ : สำนักงานราชบณั ฑติ ยสภา.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). รายงานผลการวิจัยและพัฒนากรอบสมรรถนะผู้เรียนระดับ
ประถมศึกษาตอนต้นสำหรับหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน. สำนักมาตรฐานการศึกษาและ
พัฒนาการเรยี นรู้ สำนกั งานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา.
สำนกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). แนวทางการพฒั นาสมรรถนะผู้เรยี นระดบั การศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน
สำนกั มาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ สำนกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). กรอบสมรรถนะหลักผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและ
ระดับประถมศึกษาตอนต้น (ป.1-3). สำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ สำนักงาน
เลขาธิการสภาการศึกษา.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). เข้าใจสมรรถนะอย่างง่าย ๆ ฉบับประชาชน และเข้าใจ
หลักสูตรฐานสมรรถนะอย่างง่าย ๆ ฉบับครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษา. กรุงเทพฯ :
สาํ นักมาตรฐานการศึกษาและพฒั นาการเรียนรู้ สํานกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา.
ค่มู อื
169
การนำกรอบสมรรถนะหลกั ของผู้เรยี น
ระดบั ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 - 6 ไปใชใ้ นการพฒั นาผูเ้ รยี น
สำนกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา. (2563). รายงานผลการวจิ ยั แนวทางการนำมาตรฐานการศกึ ษาของชาต
ิ
สกู่ ารปฏบิ ัติ. สำนกั มาตรฐานการศกึ ษาและพฒั นาการเรียนรู้ สำนักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา.
สำนกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา. (2560). การประเมนิ เพอ่ื การเรยี นรู้ : การตง้ั คำถามและการใหข้ อ้ มลู
ยอ้ นกลบั เพอ่ื สง่ เสรมิ การเรยี นร.ู้ กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พช์ มุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย.
สุจติ รา ปทุมลังการ์. (2552). ความรู้เกย่ี วกบั หลักสูตรฐานสมรรถนะ [ออนไลน]์ . สบื คน้ จาก http://www.
atsn.ac.th/images/Upload/file/CBCApplications.pdf
สวุ มิ ล ว่องวาณิช. (2546). “การประเมนิ การปฏบิ ัติงาน” ใน การประเมินผลการเรยี นร้แู นวใหม.่ กรงุ เทพฯ:
สำนักพมิ พจ์ ฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
Fisher, D. and Frey, N. (2011). The formative assessment action plan. Alexandria, VA: ASCD.
National College for Teaching and Leadership. Gaining a strategic curriculum overview.
Retrieved from http://www.inspiringleaderstoday.com/ILTMaterials/LEVEL3_CD-v4.0-
2014_08_22-14_27/curriculum-development/cd-s04/cd-s04-t02.html
Parson, J. and Beauchamp, J. (2012). From knowledge to action: shaping the future of
curriculum development in Alberta. Alberta Education. Planning and Standards
Sector. Retrieved from http://www.ibe.unesco.org/sites/default/files/resources/
02_future_competences_and_the_future_of_curriculum_30oct.v2.pdf
Sanchez, A. V., & Ruiz, M. P., (2008). Competence-based learning: A proposal for the
assessment of generic competence. University of Deusto. Bilbao. Span.
United Stated Office of Personnel Management. (2013). Multipurpose Occupational
Systems Analysis Inventory-Close-Ended (MOSAIC) Competency. Retrieved from
https://www.opm.gov/policy-data-oversight/assessment-and-selection/competencies/
mosaic-studies-competencies.pdf
United Stated Office of Personnel Management. (2013). Writing competency http://docshare02.
docshare.tips/files/23863/238638272.pdf
Wolf, A. (1995). Competence-based Assessment. Bristol, PA: St Edmundsbury Press.
คูม่ ือ
170 การนำกรอบสมรรถนะหลกั ของผเู้ รียน
ระดับประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 ไปใช้ในการพฒั นาผเู้ รยี น
รายช่อื คณะผจู้ ัดทำคู่มอื การนำกรอบสมรรถนะหลักของผูเ้ รียน
ระดบั ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 - 6 ไปใชใ้ นการพฒั นาผูเ้ รยี น
ท่ปี รกึ ษา
รองศาสตราจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณ ี ราชบณั ฑิต
คณะผูว้ ิจยั ในความรว่ มมอื ของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาริณี ตรีวรัญญู สาขาวชิ าหลกั สูตรและการสอน
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ยศวรี ์ สายฟา้ สาขาวชิ าประถมศกึ ษา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฉตั รวรรณ์ ลัญฉวรรธนะกร สาขาวชิ าประถมศกึ ษา
ภาควิชาหลกั สตู รและการสอน
นักวจิ ัยรว่ ม คณะทำงาน วิทยากร และผรู้ ่วมจดั ทำคู่มอื
การนำกรอบสมรรถนะหลักของผเู้ รียนระดับประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 ไปใช้ในการพฒั นาผ้เู รยี น
ศาสตราจารย์ ดร.บงั อร เสรีรตั น ์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั บ้านสมเด็จเจา้ พระยา
รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฏฐภรณ์ หลาวทอง คณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สมุ าลี เชือ้ ชยั คณะศกึ ษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.เรวณี ชัยเชาวรตั น์ คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุดรธาน
ี
ดร.เฉลิมชยั พันธเ์ ลศิ สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
ดร.ทรงพร พนมวัน ณ อยธุ ยา ขา้ ราชการบำนาญ
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน
ดร.กุณฑลี บริรักษส์ ันตกิ ุล โรงเรียนปรัชชาธร
ดร.นาฎฤดี จิตรรงั สรรค ์ โรงเรียนสุจปิ ลุ
ิ
ดร.วรี ะชาติ ภาษีชา สำนักการศกึ ษากรุงเทพมหานคร
อาจารย์ ดร.กรกนก เลศิ เดชาภทั ร คณะครศุ าสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย
อาจารยก์ มลชนก สกนธวฒั น์ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย
ฝา่ ยมธั ยม
อาจารยส์ ุทธิดา ธาดานติ ิ โรงเรียนนานาชาติเซนตแ์ อนดรูว
์
นายธรี ะศักด์ิ จริ ะตราช ู นักวิชาการอสิ ระ
นสิ ติ บัณฑติ ศกึ ษา สาขาวชิ าหลักสตู รและการสอน คณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั :
นางสาวองั ค์สมุ ล เชอ้ื ชยั นายชนตั อินทะกนก นางสาวภชิ า ใบโพธิ์ และนายนวพล สาธชุ น
คมู่ ือ
171
การนำกรอบสมรรถนะหลักของผ้เู รียน
ระดับประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 ไปใช้ในการพัฒนาผเู้ รียน
คณะผจู้ ัดทำ
ทป่ี รึกษา
นายอำนาจ วิชยานุวตั ิ เลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา
นางสาวอษุ ณยี ์ ธโนศวรรย ์ รองเลขาธกิ ารสภาการศึกษา
นายพีรศกั ดิ์ รัตนะ รองเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา
นายสำเนา เน้อื ทอง ผ้อู ำนวยการสำนักมาตรฐานการศึกษาและพฒั นาการเรยี นร
ู้
ผรู้ วบรวมเรยี บเรยี งรายงาน
นางประวีณา อสั โย ผอู้ ำนวยการกลมุ่ มาตรฐานการศกึ ษา
นางสาวอุบล ตรีรตั น์วชิ ชา นกั วิชาการศกึ ษาปฏิบัตกิ าร
นางสาวภควดี เกดิ บัณฑติ นักวิชาการศกึ ษาปฏิบตั ิการ
ผูอ้ อกแบบปก
นายธรี ะศักด์ิ จริ ะตราช
ู
ประสานการจัดพมิ พ์และพิสูจน์อักษร
นางสาวภควดี เกิดบณั ฑิต นกั วิชาการศกึ ษาปฏบิ ัติการ
ผ้รู บั ผดิ ชอบโครงการ
นางประวีณา อสั โย ผ้อู ำนวยการกลมุ่ มาตรฐานการศกึ ษา
นางสาวกรกมล จงึ สำราญ นักวิชาการศกึ ษาชำนาญการพิเศษ
นางสุวรรณา สุวรรณประภาพร นกั วชิ าการศกึ ษาชำนาญการพิเศษ
นางสาววิภาดา วานชิ นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ
นางสาวปิยะมาศ เมดิ ไธสง นักวชิ าการศกึ ษาชำนาญการ
นางสาวอุบล ตรีรัตน์วิชชา นกั วิชาการศึกษาปฏิบตั ิการ
นางสาวนูรยี า วาจิ นกั วิชาการศึกษาปฏิบตั ิการ
นางสาวสุชาดา กลางสอน นักวิชาการศกึ ษาปฏบิ ัติการ
นางสาวภควดี เกิดบณั ฑติ นกั วิชาการศกึ ษาปฏิบตั กิ าร
กลุ่มมาตรฐานการศึกษา
สำนกั มาตรฐานการศึกษาและพฒั นาการเรยี นร
ู้
สำนักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา
99/20 ถนนสุโขทัย เขตดสุ ิต กรงุ เทพมหานคร 10300
Website: www.onec.go.th
ÿćĞ îÖĆ Üćîđú×ćíĉÖćøÿõćÖćøýÖċ þć
Office of the Education Council
đĂÖÿćøüßĉ ćÖćø
ÿćĞ îÖĆ öćêøåćîÖćøýÖċ þćĒúąóĆçîćÖćøđøĊ÷îøĎš