บทบรรณาธิการ •เจา้ ของ
สังคมและวัฒนธรรมมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก เมื่อสังคมเปลี่ยน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
ย่อมส่งผลกระทบมาถึงวัฒนธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเจริญทางวัตถุ จ�ำนวน กระทรวงวัฒนธรรม
พลเมืองท่ีเพ่ิมข้ึน การย้ายถ่ินฐานของประชากรในประเทศหนึ่งสู่ประเทศหน่ึงก็น�ำพา
วฒั นธรรมตดิ ตวั ขา้ มแดนมาดว้ ย ทำ� ใหเ้ กดิ การผสมผสานวฒั นธรรม กลายเปน็ วฒั นธรรม •บรรณาธิการ
ใหมท่ เี่ หมาะสมกบั ความเปน็ ไปในแตล่ ะพน้ื ท่ี การคงอยขู่ องวฒั นธรรมดงั้ เดมิ จงึ ถกู กระแส
โลกาภวิ ฒั นพ์ ดั พาไป บางวฒั นธรรมยงั คงอยอู่ ยา่ งมนั่ คง ในขณะทบี่ างวฒั นธรรมเสย่ี งตอ่ นางพมิ พ์รวี วฒั นวรางกูร
การสูญหาย และปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยส�ำคัญท่ีสุดของการด�ำรงอยู่ทางวัฒนธรรมก็คือ อธบิ ดีกรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม
ประชาชนผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรม นน่ั เอง
การปกปอ้ งคมุ้ ครองมรดกทางวฒั นธรรม เปน็ ภารกจิ สำ� คญั ทงั้ ในระดบั ประเทศและ •ผู้ชว่ ยบรรณาธิการ
ระดับโลก ส�ำหรับประเทศไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ด�ำเนินโครงการข้ึนบัญชี
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่อง ตง้ั แตพ่ ุทธศกั ราช ๒๕๕๒ จนถงึ ปัจจบุ นั นายประดษิ ฐ์ โปซิว
เพื่อธ�ำรงไว้ซึ่งภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของประเทศ วารสารวัฒนธรรม
ฉบับสืบสานภูมิปัญญาไทย ให้ผู้อ่านได้เต็มอ่ิมกับ ๑๘ เรื่องราวมรดกภูมิปัญญาทาง • รองอธิบดกี รมสง่ เสริมวฒั นธรรม
วฒั นธรรมทีไ่ ดร้ ับการข้นึ บัญชี ประจำ� ปี ๒๕๖๑ ติดตามอ่านไดใ้ นเรอ่ื งจากปก
ในฉบับพบกับเรื่องน่ารู้ทางวัฒนธรรมจากทุกภูมิภาค พาแอ่วเหนือไปสืบต�ำนาน นายสมเกียรติ พันธรรม
พระนางจามเทวี เย่ียมบ้านศิลปินแห่งชาติถวัลย์ ดัชนี และชมผ้าทอไทล้ือสืบสาย
ชาติพันธุ์ แล้วเดินทางต่อไปภาคอีสานม่วนซื่นกับการแสดงหมอล�ำ แวะภาคกลาง • รองอธิบดกี รมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม
ต่ืนตากับงานแกะสลักกะโหลกซอ และพูดคุยกับอาจารย์อารี สุทธิพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติ
สาขาทศั นศลิ ป์ หลังจากนนั้ มารูจ้ ักกบั ภาษาเขมรถน่ิ ไทย นางสาวอจั ฉราพร พงษ์ฉวี
พบความหลากหลายทางวัฒนธรรม อ่านสนุกครบครันท่ัวไทย ได้เป็นประจ�ำ ผอู้ ำ� นวยการสถาบนั วฒั นธรรมศกึ ษา
ในวารสารวฒั นธรรม
•กองบรรณาธิการ
พิมพร์ วี วัฒนวรางกรู
นางกลุ ยา เรือนทองด ี
ทา่ นท่ีประสงคน์ �ำขอ้ เขียนหรอื บทความใดๆ ในวารสารวฒั นธรรมไปเผยแพร่ กรณุ า เลขานกุ ารกรม
ตดิ ตอ่ ประสานกบั กองบรรณาธกิ ารหรอื นกั เขยี นทา่ นนนั้ โดยตรง ขอ้ เขยี นหรอื บทความใดๆ
ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวัฒนธรรมฉบับนี้ เป็นความคิดเห็นเฉพาะตัวของผู้เขียน • นางสาวเยาวนิศ เต็งไตรรตั น์
คณะผู้จัดท�ำไม่จ�ำเป็นต้องเห็นด้วยและไม่มีข้อผูกพันกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรมแต่อย่างใด • นางสาวกิง่ ทอง มหาพรไพศาล
หากทา่ นมคี วามประสงคจ์ ะสง่ ขา่ วกจิ กรรมเกย่ี วกบั งานศลิ ปะวฒั นธรรมตา่ งๆ รวมทง้ั ทา่ น • นายมณฑล ยง่ิ ยวด
ท่ีต้องการให้ข้อเสนอแนะ หรือส่งข่าวสารเพ่ือการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กรุณาส่งถึง • นางธนพร พันธ์ุภกั ดี
กองบรรณาธกิ าร วารสารวฒั นธรรม กลมุ่ ประชาสมั พนั ธ์ กรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม เลขท่ี ๑๔ • นายศาตนนั ท์ จนั ทรว์ บิ ูลย์
ถนนเทยี มรว่ มมติ ร เขตหว้ ยขวาง กรงุ เทพ ๑๐๓๑๐ โทรศพั ท์ ๐ ๒๒๔๗ ๐๐๒๘ ตอ่ ๑๒๐๘-๙ • นายเอกสทิ ธิ์ กนกผกา
Facebook : วารสารวัฒนธรรม กรมส่งเสรมิ วฒั นธรรม Website : culture.go.th •ฝ่ายกฎหมาย
นางสาวสดใส จ�ำเนยี รกลุ
•ฝา่ ยจดั พมิ พ์
นางปนัดดา น้อยฉายา
•ผจู้ ดั ทำ�
บรษิ ทั ครีเอท มายด์ จ�ำกดั
•พิมพท์ ่ี
หา้ งหุ้นส่วนจำ� กดั เบนฮาลาบี เพรส
•วารสารวฒั นธรรม
จดั พมิ พ์เพ่อื เผยแพร่ หา้ มจำ� หนา่ ย
วารสารราย ๓ เดอื น สารบัญ
ปที ่ี ๕๗ ฉบบั ท่ี ๓ | กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑
ปกณิ กะ
ISSN 0857-3727
๑ บทบรรณาธิการ
๑๒๐ เปิดอา่ น
๑๒๒ วฒั นธรรมปริทัศน์
ปอยสา่ งลอง ประเพณบี รรพชาสามเณร
ของชาวไทใหญ่
ภาพ : อดุล ตัณฑโกศัย
เรอ่ื งจากปก
๔ สืบสานภูมิปัญญาไทย
๔ ๔๖
มรดกภูมิปญั ญา
ทางวฒั นธรรม
๒๒ บนั เทงิ ศิลป ์ ๙๔
จิตวิญญาณ
กบั ลมหายใจสำ� นักปี่พาทย์
๓๐ ชน้ั เชิงช่าง
กะลามหศั จรรย์เสกสรรคเ์ ปน็ ซออู้
๓๘
สพรบื ะสนาางวจเาลมา่เทเรวีอ่ื ง สยามศลิ ปนิ โลกวฒั นธรรม
ปฐมกษัตรี ศรีหริภุญไชย ๙๔ นิทศั น์วัฒนธรรม
๔๖ กฬี า-การละเล่น
๗๖ ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ บา้ นดำ� นางแล
เจงิ ...จากยทุ ธการ สมบัติล�้ำคา่ ของแผน่ ดนิ
สู่นาฏกรรมของชายชาติไท อารี สทุ ธพิ ันธ์ุ
ศิลปะคือประสบการณ์ ๑๐๒ แผ่นดินเดียว
๕๔ ขนบประเพณี ตำ� นานครูศิลปนิ
เรอื่ งราวแหง่ ชาติพนั ธ์ุ
บวชนาค ท�ำขวัญนาค ๘๒ เชดิ ชูปูชนยี ผ่านผืนผา้ ทอไทลื้อ
๖๒ จกั รวาลทัศน ์ หนรู ู้จกั ชา้ งหรือเปลา่ ๑๐๘ มองผา่ นหนามเตย
หนรู ู้จกั ชิน้ หรือเปล่า
หัตถศาสตร์บ�ำบัดโรค ๘๘ พ้นื บา้ นพน้ื เมือง อลังการภาพยนตร์
๗๐ ภาษา จิตรกรรมฝาผนงั ทมี่ ชี วี ิต
หมอล�ำ การแสดงแหง่ ชีวิต มหากาพยแ์ หง่ แผ่นดนิ สยาม
ภาษาเขมรถิ่นไทย จติ วิญญาณอสี าน
๑๑๔ วัฒนธรรมวิพากษ์
รกั ษช์ ดุ ไทย
๓๐ ๕๔ ๑๐๒
เร่ืองจากปก
เรื่อง/ภาพ : อภินนั ท์ บัวหภักดี
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเป็นสมบัติล้�ำค่า
ทไี่ ดม้ กี ารสรา้ งสรรค์ สง่ั สม ปลกู ฝงั และสบื ทอดในชมุ ชน
จากคนรุ่นหนึ่งมายังคนอีกรุ่นหน่ึง แต่ในปัจจุบันมรดก
ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมดังกล่าว ได้รับผลกระทบจาก
ความเปลี่ยนแปลงของสังคมทั้งภายในประเทศและ
ต่างประเทศ บางครั้งมีการนํามรดกภูมิปัญญาทาง
วัฒนธรรมไปใช้ในทางท่ีบิดเบือนหรือไม่เหมาะสม
และอาจเป็นเหตุให้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
เหล่านั้นต้องเส่ือมสูญไปอย่างน่าเสียดาย สมควรจัดให้
มีการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ให้มคี วามสบื เนือ่ งและย่ังยืนสบื ไป
เรือกา่ บางลำ� จรงิ กบั ชีวิตของชาวมอแกน หนา้ หม่บู ้านบนเกาะสุรนิ ทร์ ปัจจบุ ันเหลอื อยู่เพียงลำ� เดยี วในทอ้ งทะเลไทย
4
ข้อความข้างต้นน้ันคือ เหตุและผลต่อท้ายพระราชบัญญัติ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม คือ ความรู้ การแสดงออก
ส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. ๒๕๕๙ การประพฤติปิบัติ หรือ ทักษะทางวัฒนธรรมท่ีแสดงออก
ซึ่งไดป้ ระกาศใช้ในวันท่ี ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ และจากวันนนั้ ผา่ นบคุ คล เคร่ืองมอื หรอื วตั ถุ ซึ่งบุคคล กลุ่มบุคคล หรอื ชมุ ชน
จนถึง พ.ศ. ๒๕๖๐ ประเทศไทยเรามกี ารขนึ้ บญั ชีมรดกภูมิปญั ญา ยอมรับและรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน และมีการสืบทอดกันมาจาก
ทางวฒั นธรรม ตาม พรบ. ดงั กล่าว จ�ำนวน ๓๑๘ รายการ และ คนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหน่ึง โดยอาจมีการปรับเปลี่ยนเพ่ือ
สำ� หรบั ใน พ.ศ. ๒๕๖๑ กรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรมไดร้ วบรวมนำ� เสนอ ตอบสนองต่อสภาพแวดลอ้ มของตน
ขนึ้ เพม่ิ เตมิ อกี ๑๘ รายการ ไดร้ บั การประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ส�ำหรับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ท่ีได้รับการข้ึนบัญชี
เปน็ กฎหมายเรียบรอ้ ยแลว้ รวมเป็น ๓๓๖ รายการ ณ ปัจจุบนั จำ� นวน ๑๘ รายการ ได้แก่
กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑ 5
รปู ป้นั ทา้ วแสนปม วดั วังพระธาตุ (เมอื งไตรตรงึ ษ)์ จังหวัดกำ� แพงเพชร ๑. นทิ านพื้นบา้ นเร่ืองทา้ วแสนปม
6
นิทานท้าวแสนปมของจังหวัดก�ำแพงเพชร เป็น
ต�ำนานต้นก�ำเนิดพระเจ้าอู่ทอง ปฐมกษัตริย์แห่งกรุง
ศรอี ยธุ ยา โดยไดใ้ ชภ้ มู ปิ ระเทศของจงั หวดั มาชว่ ยเลา่ เรอื่ ง
เช่น ท่ีอยู่ของชายเข็ญใจคนหน่ึงที่มีปุ่มปมขึ้นท่ัวร่างกาย
ของทา้ วแสนปม คอื เกาะขเี้ หล็ก กลางลำ� นำ�้ ปงิ เปน็ ตน้
ชายแสนปม คนนี้ ไดถ้ วายมะเขอื ทรี่ ดดว้ ยนำ�้ ปสั สาวะของ
ตนแก่ราชธิดาแห่ง เมืองไตรตรึงษ์ เมืองโบราณริมแม่น้�ำ
ปงิ จนเกดิ ตงั้ ครรภ์ และตอนทา้ ยเรอื่ ง แสนปม ไดล้ กู ชาย
พาไปอยู่เกาะข้ีเหล็กไปทอดแหได้ขม้ินซ่ึงกลายเป็นทอง
มาเต็มล�ำเรือ แสนปม จึงเอาทองมาท�ำเปลให้ลูกชาย
จงึ กลายเปน็ พระนาม พระเจ้าอ่ทู อง ในกาลต่อมา
นิทานพ้ืนบ้าน เรื่อง ท้าวแสนปม จึงเป็นมรดก
ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ด้านวรรรณกรรรมพ้ืนบ้านและ
ภาษา ทำ� ให้เกดิ ความภาคภมู ิใจในทอ้ งถ่ิน เปน็ ต�ำนานท่ี
แสดงร่องรอยท่ีมาของเมืองโบราณส�ำคัญ เมืองไตรตรึงษ์
ของจงั หวัดก�ำแพงเพชร และตำ� นานวีรบุรษุ ส�ำคัญในอดตี
๒. ตำ� รายาหลวงปศู่ ขุ
หลวงปศู่ ขุ หรอื พระครวู มิ ลคณุ ากร อดีตเจา้ อาวาส
วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ�ำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท
พระสงฆ์ผู้ใหญผ่ ู้ได้รับความเคารพเลือ่ มใสเปน็ อยา่ งสงู ใน
ความเป็นผู้แก่กล้าในวิทยาคม และในขณะเดียวกันท่าน
ยังได้รับความนับถือว่าเชี่ยวชาญภาษาเขมรและศึกษา
ลึกซึ้งในเร่ืองการปรุงยาไทยจากต�ำรับโบราณ อีกทั้งท่าน
ยงั ไดร้ วบรวมตำ� รบั ยาไทยโบราณไวอ้ กี มากมาย มกี ารจดั ทำ�
เปน็ หมวดหมู่ และสามารถให้การรกั ษาผู้ป่วยได้ส�ำเรจ็ ผล
มากมาย จนมีผู้เล่ือมใสยอมรับเป็นลูกศิษย์ลูกหา
เป็นจ�ำนวนมาก โดยเฉพาะกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักด์ิ
หรือเสด็จเต่ีย ศิษย์เอกที่ได้มาร่�ำเรียนกับหลวงปู่ศุข
และนำ� วชิ าความรดู้ า้ นการปรงุ ยาไทยไปรกั ษาผคู้ นจนไดร้ บั
การยอมรบั และขนานนามต่อมาว่า ยาต�ำราของหมอพร
ปัจจุบันได้มีการวิจัยสังคายนาต�ำรับยาโบราณ
เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาต่อยอดองค์ความรู้
เรอื่ งตำ� รบั ยา และตำ� รายาหลวงปศู่ ขุ กไ็ ดร้ บั การรบั รองให้
เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นท่ีได้มาตรฐานของกรมการแพทย์
แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
หลวงปู่ศขุ พระครูวมิ ลคณุ ากร และหม้อตม้ ยาสาธติ
ท่ีวัดปากคลองมะขามเฒ่า
ส่งผลให้มีการน�ำต�ำรายาหลวงปู่ศุข ไปใช้ ๓. ลิเก
ในโรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพประจำ� ตำ� บล
หลายพนื้ ที่ ลิเก เป็นการแสดงท่ีสร้างความบันเทิงระดับพื้นบ้านไทยในเขตภาคกลางชนิด
ต�ำรายาหลวงปู่ศุข จึงนับเป็นสมบัติ ถ้วนทั่วทุกหัวระแหง ค�ำว่า ลเิ ก มรี ากศัพท์มาจากภาษาฮบิ รวู า่ ซาครู Zakhur หมายถึง
ล�้ำค่า ท่ีได้มีส่วนช่วยในการรักษาสุขภาพ การสวดสรรเสริญพระเจ้า ชาวอาหรับ เรียกว่า ซิกร Zikr เป็นการน่ังล้อมเป็นวงกลม
ของคนในชุมชนและสังคมมาแล้วช้านาน และสวดโยกตัวไปมา ชาวอิหร่าน เรยี กการสวดชนิดน้ีว่า ดฮกิ ิร Dhikir มกี ารนำ� รำ� มะนา
ซึ่งควรค่ากับสืบทอด และรักษาไว้ให้ด�ำรง มาตีประกอบการสวด ชาวไทยอิสลามในพื้นท่ีด้ามขวานทอง นับถือศาสนาอิสลาม
อยคู่ กู่ บั สงั คมไทยสบื ไป และสืบทอดการสวดสรรเสริญพระเจ้าน้ีมา เรียกตามภาษามลายูถ่ินใต้ว่า ดิเก Dikay
หรอื จเิ ก Jikay
กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑ 7
๑
ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชาวมุสลิมได้น�ำดิเกเข้าสู่ ถอยลงตามล�ำดับ แต่ถึงกระน้ันลิเกก็ยังยืนหยัดอยู่ได้พร้อมท้ัง
กรุงเทพมหานคร เรียกว่า ยิเก หรือ ย่ีเก Yikay รัชกาลที่ ๖ มีการปรับเปล่ียนรูปแบบการแสดงทห่ี ลากหลายขน้ึ
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงออกประกาศใหเ้ รยี ก ในวนั น้ี ลเิ ก เปน็ การแสดงทเี่ ครอื่ งแตง่ กายมสี สี นั สะทอ้ นแสง
วา่ ลเิ ก Likay ปี พ.ศ. ๒๔๘๕ มพี ระราชกฤษฎกี ากำ� หนดใหเ้ รยี กวา่ แพรวพราววบู วาบ มกี ารนำ� เพลงลกู ทงุ่ และการแสดงรว่ มสมยั ตา่ งๆ
นาฏดนตรี แตแ่ ทบไมม่ ใี ครใช้ ปจั จบุ นั จงึ ยงั เรยี กวา่ ลเิ ก กนั สบื ตอ่ มา เข้าไปประกอบ และยังคงคุณค่าความส�ำคัญในใจผู้ติดตามชม
ลิเก เป็นการแสดงพ้ืนบ้านท่ีได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงใน จ�ำนวนหนึ่งอย่างน่าสนใจ การต่อสู้ด้ินรนเพ่ือด�ำรงอยู่ของลิเก
พื้นท่ีภาคกลางในช่วง ๕๐ ปีท่ีผ่านมา เรียกได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จัก เปน็ เร่อื งท่นี ่าสนใจศึกษา และหากพจิ ารณาถงึ ทุกเรือ่ งดงั ได้กล่าว
ลเิ ก หากในปจั จบุ นั ความนยิ มชมชอบในศลิ ปะการแสดงนไี้ ดล้ ดลง มาแล้ว ลิเก จึงเป็นเพชรน�้ำเอกที่ทรงคุณค่าแก่การด�ำรงคงไว้
อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ในขณะทฝี่ มี อื ดา้ นศลิ ปะการแสดงของศลิ ปนิ กล็ ดนอ้ ย เปน็ มรดกสบื ทอดของแผน่ ดินต่อไปเปน็ อย่างยิ่ง
8
๓
๑ เครือ่ งแต่งกายงดงามของ
พระเอกนางเอกลิเกวนั น้ี
๒ ๒ สะไนเครอ่ื งเป่าของชาวกูย
๔. สะไน และชาวเยอ
๓ การตอกหนงั ทำ� ตวั ละคร
ในพ้ืนที่อีสานใต้ จังหวัดศรีสะเกษ นอกจากชาว ของวายังกูเละ
ชาตพิ นั ธเ์ุ ขมรและกยู แลว้ ยงั มชี าวเยอทอี่ าศยั รวมอยดู่ ว้ ย
จำ� นวนหนง่ึ ชาวเยอจดั เปน็ ชาวกยู หรอื สว่ ย แตม่ คี วาม
แตกตา่ งอยนู่ ิดหนง่ึ ตรงที่มาของชนกลุ่มน้ี ทีม่ กี ารอพยพ
รวมกันมาเป็นกลุ่มก้อนจากเมืองหลวงพระบาง และ
เข้ามาอยอู่ าศัยในต�ำบลคงโคก เมอื งราษไี ศล เปน็ ที่แรก
จากนั้นเมื่อมีประชากรมากเข้าจึงค่อยขยับขยายต่อไปสู่
เมืองอืน่ ๆ ในจังหวัดศรีสะเกษ
มรดกวฒั นธรรมขึ้นช่อื อย่างหนึ่งของชาวเยอ กค็ ือ ๕. วายงั กเู ละ
สะไน หรอื เขาควาย ทมี่ กี ารจดั ทำ� ลน้ิ บงั คบั เสยี ง ใชเ้ ปน็ วายงั กูเละ คอื หนงั ตะลงุ มลายู เปน็ การประสมประสานระหวา่ งหนัง
เครอื่ งสง่ สญั ญานเสยี งดว้ ยการเปา่ เปน็ เสยี งทฟ่ี งั แลว้ กอ้ ง ตะลงุ ไทยกบั ภาษาและดนตรมี ลายู ซงึ่ มคี วามแตกตา่ งสำ� คญั ทส่ี ดุ ตรง ภาษา
กระหึ่มกังวาน มีความเป็นตัวของตัวเอง ให้ความรู้สึก ท่ีจะใช้ในการแสดงเป็นภาษามลายูถ่ินใต้และตัวหนังท่ีใช้เป็นตัวแสดงมี
ทรงพลงั ดงั มคี วามศักด์ิสิทธอ์ิ ยู่ในตวั ลกั ษณะการแกะลวดลายหนงั เปน็ ศลิ ปะแบบมลายู ทสี่ ำ� คญั ตามหลกั ศาสนา
ชาวเยอ เรียกเขาควายทใ่ี ช้เปา่ นี้วา่ ซัง้ ไน หรือ ซัง้ อิสลามบังคับมิให้มีการน�ำเสนอรูปคนแก่สาธารณะ ตัวหนังของวายังกูเละ
ส่วนชาวกยู และชาวเขมรเรยี กวา่ สะไน หรอื เสนง ชาว จงึ มกี ารเลย่ี งไปใชก้ ารแกะหนงั ใหเ้ ปน็ รปู ทดี่ เู หมอื นจะไมใ่ ชม่ นษุ ยใ์ หถ้ กู ตอ้ ง
เยอจะนำ� ซัง้ ไน นี้มาเปา่ ในพิธศี กั ดส์ิ ทิ ธบิ์ ูชาผเี จ้าปา่ เจา้ ตามหลกั ศาสนา
เขาไมต่ า่ งอะไรกบั พราหมณเ์ ปา่ สงั ขบ์ ชู าเทพเจา้ ฮนิ ดู อกี วายังกูเละ ใชโ้ รงแสดงไม่ต่างกบั หนังตะลุง เลน่ เรื่อง รามายณะ มหา
ทงั้ ชาวกยู มกี ารนำ� สะไน ไปเปา่ ในกระบวนการตา่ งๆ ของ ภารตะ อิเหนา และเรื่องใหม่ๆ ท่ผี กู ขึน้ ในปัจจุบนั มแี สดงอยู่ในเขตพน้ื ท่ี
คชพิธีในฐานะเคร่ืองใหส้ ญั ญานอันศกั ดิ์สทิ ธ์ดิ ้วย สามจังหวดั ชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะท่เี มอื งยะลา
กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑ 9
๒
ช่วยกันเชิดมังกรจ�ำนวนมากมายเป็นพิเศษ อีกทั้งเม่ือขบวนแห่
มังกรไปส้ินสุด ณ สนามกีฬากว้างใหญ่ ยังมีการจัดแสดงมังกร
ณ ที่นั้น เป็นการแสดงสิงโตมังกรท่ีใหญ่โตโอฬารกว่าท่ีไหนๆ
ในประเทศไทยอกี ดว้ ย
ด้วยความย่ิงใหญ่โอฬารตระการตา และความมีเอกลักษณ์
เฉพาะของประเพณีน้ี อีกท้ังพลังแห่งความสามัคคีของผู้คน
ชาวเมอื ง จงึ สมควรทจี่ ะสบื สานงานประเพณอี นั ยง่ิ ใหญต่ ระการตา
๑ น้ไี ว้สืบไป
๖. ประเพณแี ห่เจ้าพอ่ เจ้าแม่ปากน้ำ� โพ ๗. ประเพณปี ักธงเมอื งนครไทย
เมืองนครสวรรค์ หรือ ปากน้�ำโพ เป็นเมืองชุมทางค้าขาย นครไทยในอดีต คือเมืองชายแดนส�ำคัญของกรุงศรี
ส�ำคัญของลุ่มน้�ำเจ้าพระยา จึงมีชาวจีนร่วมอยู่อาศัยเป็น อยธุ ยา เชอื่ มต่อกบั ลา้ นช้างศรสี ัตนาคนหตุ สมเด็จฯ กรมพระยา
จ�ำนวนมาก ศาลเทพารักษ์และเจ้าแม่ทับทิม เมืองนครสวรรค์ ด�ำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย สันนิษฐานว่า
ตั้งอยู่ตรงท่ีแม่น้�ำปิงกับแม่น�้ำน่านบรรจบกัน เลื่องช่ือในความ เปน็ เมอื งบางยาง ของพอ่ ขนุ บางกลางทา่ ว ผรู้ ว่ มกบั พอ่ ขนุ ผาเมอื ง
ศกั ดสิ์ ทิ ธเิ์ ปน็ ทเี่ ลอื่ มใสของชาวจนี ในเมอื ง เมอื่ ถงึ เทศกาลวนั สำ� คญั รบสถาปนากรงุ สโุ ขทยั ขน้ึ เปน็ ราชธานแี หง่ แรกของชาวสยาม เมอื ง
อย่างวันตรุษจีนจึงมีการจัดประเพณีย่ิงใหญ่ โดยเฉพาะการ นครไทยนี้มีประเพณีต่างๆ ท่ีมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
จดั ขบวนแห่ เจา้ พอ่ เจา้ แม่ ของศาลเจา้ ออกไปแหแ่ หนใหช้ าวเมอื ง หลากหลายและประเพณหี น่งึ ที่ไม่เหมอื นใครกค็ อื ประเพณปี ักธง
สกั การะ เมอื งนครไท ซึ่งในอดตี เรยี กวา่ ประเพณีปกั ธงขาว ของชาวเมือง
โดยเฉพาะขบวนมังกรนครสวรรค์นั้น จัดเป็นขบวนมังกร นครไทย
ที่ย่ิงใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แบ่งแยกเป็นขบวนเจ้าแม่กวนอิม น่าเสียดายที่มูลเหตุแห่งการขึ้นไปปักธงขาวบนยอดเขา
ขบวนเอ็งกอพะบู๊ ขบวนล่อโก๊ว ขบวนสิงโต และขบวนมังกรท่ีมี ช้างล้วงของชาวนครไทยนี้ได้สูญหายไม่สามารถสืบค้นได้แล้ว
ลีลาลูกเล่นหลากหลายแพรวพราวและมังกรตัวใหญ่ยาวใช้ผู้คน ชาวเมอื งจำ� ไดแ้ ตเ่ พยี งในทกุ ๑๕ คำ�่ เดอื น ๑๒ จะตอ้ งมกี ารจดั ทำ�
10
๓๔
ธงขาวจากผ้าฝ้ายผืนใหญ่แห่แหนเข้าขบวนเดินข้ึนไปประกอบพิธี
ปักธง บนยอดภเู ขาหินเลก็ ๆ สามลูกคอื ยอดเขาฉนั เพล ยอดเขา
ย่นั ไฮ และยอดเขาช้างลว้ งเทา่ นน้ั
ประเพณีปักธงเมืองนครไทย เป็นประเพณีจ�ำเพาะเจาะจง
ของชาวเมืองนครไทย ด�ำเนินการติดต่อกันมาแล้วนับร้อยๆ ปี
จนเปน็ อตั ลกั ษณ์ส�ำคัญของจงั หวัด
๘. ประเพณถี ือศลี กินผกั ๕
๑ , ๒ ขบวนมงั กร แหผ่ ่านใจกลางเมอื งนครสวรรค์
การกินเจ หรือ กินผัก คือการงดเว้นการท�ำบาปฆ่าสัตว์ และศาลเจา้ พ่อเจ้าแมป่ ากน�้ำโพ
เป็นวิถีบุญในรอบหน่ึงปีซึ่งชาวจีนทั้งหลายประพฤติปฏิบัติ ๓ ศลิ ปะการท�ำธงอนั ประณตี ของชาวนครไทย
ต่อเนื่องกันมานับร้อยนับพันปี เมืองภูเก็ตในอดีต เป็นเมือง ๔ ปกั ธงขาว บนยอดเขาชา้ งลว้ ง
ท�ำเหมืองแร่ ที่มีชาวจีนอพยพจากท่ีต่างๆ เข้ามาอยู่อาศัย ๕ การแสดงอิทธฤิ ทธติ์ า่ งๆ ของชาวศาลเจ้าเมอื งภเู ก็ต
รวมกันเป็นสังคมชาวจีนต่างๆ หลากหลาย ทั้งจีนฮกเก้ียน
จนี แคะ จนี แตจ้ ว๋ิ ตา่ งมเี จา้ พอ่ เจ้าแม่ จากถ่นิ ฐานดงั้ เดิมของตน ๙ จนถึง ๙ ค�่ำ เดอื น ๙ เปน็ ประเพณีที่ชาวเมืองแทบทั้งเมืองจะ
มารวมกันจดั สร้างเป็นศาลเจา้ ตา่ งๆ มากมายหลายแหง่ พร้อมใจกันงดเว้นการกินอาหารเน้ือสัตว์ และมีขบวนแห่เจ้าพ่อ
ดังน้ันเม่ือถึงช่วงวันประเพณีอันดีงาม แต่ละศาลเจ้า เจา้ แมจ่ ากศาลเจา้ ตา่ งๆ ในเมอื งมากกวา่ ๓๐ แหง่ มาเขา้ ขบวนแห่
ในเมืองภูเก็ตจึงพร้อมใจกันจัดขบวนแห่น�ำองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่ นับเป็นการแสดงถึงความร่วมมือร่วมใจกันของชาวเมืองในการ
แต่ละศาลเจ้ามาเข้าขบวนแห่แหนไปให้ประชาชนได้สักการะถึง ท�ำความดี อีกท้ังยังเป็นภาพลักษณ์อันน่าสนใจทางการท่องเท่ียว
หน้าบา้ นตามประเพณี ในขบวนแหม่ กี ารแสดงอิทธฤิ ทธป์ิ าฏิหาริย์ ของจังหวัดภเู กต็
ความศักดิ์สิทธ์ิต่างๆ ของเจ้าพ่อเจ้าแม่แต่ละศาลเจ้า เป็นท่ี
นา่ เลื่อมใส นา่ ตน่ื ตาต่นื ใจ เปน็ อันมาก กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 11
ประเพณถี ือศีลกนิ ผักของเมอื งภเู ก็ตจัดขึน้ ในทกุ ๑ ค�ำ่ เดือน
๙. ขนมฝรงั่ กุฎจี ีน ๑ค่า๐ห. ัวพิธขีถา้ วโอากยาขส้าวพพระีชธภาาตคุพฯนแมละบุญเสยี
ชุมชนกุฎีจีน เป็นชุมชนชาวคริสต์ แต่ในบริเวณเดียวกัน พิธีถวายข้าวพชี ภาคฯ และบุญเสียค่าหัว ของชาวข้าโอกาส
ยังมีศาลเจ้าจีนขนาดใหญ่สมัยกรุงศรีอยุธยา จึงเป็นที่มาของช่ือ พระธาตพุ นม เปน็ พธิ กี รรมสำ� คญั ของชาวเมอื งธาตพุ นม ในโอกาส
ชมุ ชนว่า กฎุ จี ีน ชมุ ชนแห่งนีม้ คี วามหลากหลาย ทัง้ เช้ือชาติไทย วนั นมัสการพระธาตุพนม ข้ึน ๘ ค่ำ� เดอื น ๓ ซ่งึ ในวันดังกล่าว
โปรตุเกส จีน และญวน มีความเป็นอยู่แบบเครือญาติโดยมี ชาวจงั หวดั นครพนมทกุ ภาคสว่ นจะพรอ้ มใจกนั จดั งานบญุ ใหญข่ นึ้
บาทหลวงเป็นผนู้ ำ� ชมุ ชน อยา่ งเปน็ พเิ ศษ และหลายอำ� เภอทม่ี คี วามพรอ้ มจะจดั ขบวนนางรำ�
ขนมฝรงั่ กฎุ จี นี เปน็ ขนมดงั้ เดมิ ของชาวจนี เชอื้ สายโปรตเุ กส นบั รอ้ ยคน มารำ� บชู าพระธาตพุ นม ณ ลานกวา้ งหนา้ วดั เปน็ ภาพสวยงาม
มีลักษณะเหมือนขนมไข่ ทำ� ให้สุกด้วยการอบให้กรอบนอก น่มุ ใน ท่ชี าวนครพนมและนักทอ่ งเทย่ี วจากทั่วทกุ สารทิศตา่ งต้ังตารอชม
แตง่ หนา้ ดว้ ยลกู เกด ลกู พลบั แหง้ และฟกั เชอื่ ม มที ำ� ขายมาชา้ นาน ชาวข้าโอกาสพระธาตุพนม คือกลุ่มบุคคลท้ังสองฟากฝั่ง
มากกวา่ ๒๐๐ ปี แม่น�้ำโขง ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลองค์พระธาตุพนม โดย
ขนมฝร่ังกุฎีจีน เป็นขนมต�ำรับโบราณตั้งแต่สมัยพระเจ้า โองการแหง่ เจ้าแผ่นดินล้านช้างสบื มาแต่โบราณหลายชว่ั คน หาก
กรุงธนบุรี ท�ำให้เคยมีประโยคทองในสังคมชาวกรุงเทพฯ ว่า แตใ่ นปจั จุบนั เนื่องจากวิถีการปกครองบ้านเมอื งตลอดจนวิถีชีวติ
“ขา้ วหลามตัดวดั ระฆัง ขนมฝรง่ั กฎุ ีจีน” ในวนั นี้ยงั คงมเี หลือบา้ น ของผู้คนเปล่ียนไป มีการโยกย้ายถิ่นฐานของผู้คนเข้าออกเป็น
ท่ีท�ำอยู่เพียง ๓ ครอบครวั ไดแ้ ก่ บา้ นธนสู งิ ห์ บา้ นหลานแม่เป้า จ�ำนวนมากท�ำให้ไม่สามารถด�ำรงวิถีด้ังเดิมได้อย่างครบถ้วน
และบ้านป้าเลก็ ซง่ึ ยังคงตำ� รับด้ังเดิมเอาไวเ้ ปน็ อย่างดี
๑ , ๒ ขนมฝรงั่ ชมุ ชนกฎุ ีจนี
สืบทอดมรดกภมู ปิ ญั ญา
มาตัง้ แตย่ คุ กรงุ ธนบรุ ี
๓ องคพ์ ระธาตพุ นมงดงาม
ยามราตรี
๓ ตน้ ดอกไม้บูชาองค์
พระธาตพุ นมจดั ทำ� ขึ้น
เป็นพิเศษในงานนี้
๑ ๒
12
๓
ทางฝั่งซ้ายแม่น้�ำโขงก็มีความยากล�ำบากในการเข้าร่วมพิธีกรรม ส่วนทางฝั่งขวา
ถึงวันนกี้ ็ไมส่ ามารถจะระบุแน่ชัดวา่ ใครบา้ งทม่ี เี ชอ้ื สายเป็นข้าโอกาส คงมีแต่เพยี ง
ความเล่ือมใสศรัทธาต่อองค์พระธาตุพนมท่ีท�ำให้หลากหลายครอบครัวส�ำนึก
ส�ำแดงตน อีกท้ังยังได้น�ำพาผู้คนจ�ำนวนมากที่จริงๆ แล้วไม่ใช่ข้าโอกาสเข้ามา
รว่ มดำ� เนินพธิ ีปฏบิ ัติบูชานี้อยา่ งต่อเนอ่ื งจนถงึ ปจั จบุ ัน
๔
กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 13
๑๑. ดนิ สอพองลพบุรี
ดินสอพอง ท�ำจากดินท่ีมีสีขาว เรียกว่าดินมาร์ล
MARL ซ่ึงเป็นดินท่ีเกิดจากการผุพังของหินปูน และถูกน�้ำ
พามาสะสมตามเชงิ เขาและทล่ี มุ่ แหลง่ ดนิ มารล์ ทสี่ ำ� คญั ใน
ประเทศไทยมีหลายแห่งได้แก่ อ�ำเภอเมือง ลพบุรี อ�ำเภอ
เฉลิมพระเกียรติ อ�ำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี อ�ำเภอ
ตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ และอ�ำเภอท่าม่วง จังหวัด
กาญจนบุรี แต่ท่ีมีการท�ำดินสอพองข้ึนช่ือคือท่ีจังหวัด
ลพบรุ ี ซง่ึ ทำ� การผลติ มาตง้ั แต่สมยั กรุงศรอี ยธุ ยา
ในวันน้ีแหล่งผลิตดินสอพองในประเทศไทย มีเพียง
แหง่ เดยี ว ทบ่ี รเิ วณบา้ นหนิ สองกอ้ น ตำ� บลทะเลชบุ ศร อำ� เภอ
เมือง จังหวัดลพบุรี ที่ส�ำคัญมูลค่าการผลิตดินสอพอง
ในปัจจุบันมิได้มีความส�ำคัญต่อสภาพเศรษฐกิจของคนท�ำ
เท่าไรนัก หากกลับมีคุณค่ายิ่งทางจิตใจในอันที่ได้มีโอกาส
สืบทอดเอกลักษณ์ภูมิปัญญาดั้งเดิมของท้องถ่ินเอาไว้ และ
สามารถสืบทอดต่อไปส่คู นรนุ่ หลงั
ดนิ สอพอง ทรัพย์ในดินสำ� คญั ของชาวลพบุรี การตกแต่งประดับกายให้เป็นดั่งเจ้าชายนอ้ ย ในประเพณปี อยส่างลอง ของชาวเชื้อสาย
14 ไทใหญ่ เมืองแมฮ่ ่องสอน
๑๒. ประเพณีปอยส่างลอง
ปอยส่างลอง คือ ประเพณีบรรพชาสามเณรหมู่ของชาวไทใหญ่
มีการจัดงานนี้ขึ้นโดยชุมชนของชาวไทใหญ่ในแต่ละพ้ืนที่มากมาย
ทั้งในประเทศไทยและประเทศเมียนมา ภายใต้คติท่ีสืบเนื่องกัน
มาแตโ่ บราณกาลคลา้ ยคลงึ กบั การบรรพชาสามเณรของคนไทยเราทวั่ ไป
ค�ำวา่ ปอย หมายถงึ งานบญุ สว่ นคำ� ว่า ส่างลอง หมายถึงสามเณร
ผู้เป็นใหญ่ อันเป็นภาวะพิเศษท่ีเกิดข้ึนก่อนจะเข้าพิธีบวชโดยชาว
ไทใหญ่จะให้ความส�ำคัญย่ิงกับภาวะน้ี โดยมีการตกแต่งประดับเสื้อผ้า
เครื่องแต่งกายของเด็กผู้จะเข้าพิธีบวชให้เป็นดังเจ้าชายน้อยของชาว
ไทใหญเ่ ลยทีเดยี ว
การจัดงานประเพณีปอยส่างลอง นิยมจัดข้ึนในเดือนเมษายน
เป็นช่วงที่เด็กๆ ปิดภาคเรียนฤดูร้อน อีกท้ังเป็นช่วงที่ยุติการเก็บเก่ียว
ในอดีตเมื่อสามสิบกว่าปีท่ีผ่านมาประเพณีนี้ลีบเรียวเล็กลงเร่ือยๆ
แต่ละปีมีครอบครัวที่บวชส่างลองจ�ำนวนน้อยมากจนเหลือปีละไม่ถึง
หา้ รปู แตต่ อ่ มาเมอ่ื กระแสการทอ่ งเทย่ี วในปจั จบุ นั ไดร้ บั ความนยิ มสงู ขน้ึ
การบวชปอยสา่ งลองกก็ ลบั มาไดร้ บั ความสนใจมจี ำ� นวนครอบครวั เขา้ รว่ ม
การบรรพชาแตล่ ะปเี ปน็ จำ� นวนมาก
ภาพ : อดลุ ตณั ฑโกศยั
กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 15
๑
๑๓. กลองเอกราช ๒
๑ กลองโบราณ ณ หมูบ่ า้ นกลองเอกราช
กลองเอกราช เปน็ งานชา่ งเครอ่ื งดนตรี ประเภทกลอง ทผ่ี ลติ ๒ เรอื ก่าบางวันนค้ี งมแี ตเ่ พียงสนิ ค้าท่ีระลกึ
โดยชุมชนบ้านเอกราช สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน โดยสามารถ
ท�ำกลองได้ครบครันหลากหลายประเภท ท้ังกลองทัด กลองยาว เรืออันเป็นบ้านของชาวมอแกน เรียกว่าเรือก่าบาง ในอดีต
กลองแขก และกลองร�ำมะนา ซ่ึงเคล็ดลับอันเป็นเร่ืองยากย่ิงคือ เปน็ เรอื ใชก้ ำ� ลงั ลมแลน่ ใบ ตวั ลำ� เรอื เปน็ ไมต้ ะเคยี นตอ่ กราบเรอื ขนึ้
การขึงหนังกลองให้ตึงพอเหมาะพอดี ท�ำให้เกิดเสียงกลองทุ้มนุ่ม ดว้ ยไมอ้ นื่ ๆ พยงุ อกี ทดี ว้ ยไมล้ อยนำ้� เชน่ ไมร้ ะกำ� มกี ารทำ� เกง๋ เปน็
อย่างทไี่ มม่ แี หล่งทำ� กลองทอี่ ื่นๆ จะเทยี บเทียมได้ หลังคาคลุมแดดลมตรงกลางลำ� เรือ เอกลักษณ์เฉพาะที่สำ� คัญคือ
ชาวบา้ นเอกราช ตำ� บลเอกราช อำ� เภอปา่ โมก จงั หวดั อา่ งทอง ตรงหัวเรือท้ายเรือจะออกแบบให้เป็นจะงอย เอาไว้ให้สามารถปีน
มอี าชพี หลกั ในการทำ� การเกษตร ทำ� นาทำ� ไร่ เมอื่ วา่ งจากการทำ� นา ข้ึนลงเรือจากในน้�ำได้สะดวก
กจ็ ะออกแสดงมหรสพพนื้ บา้ นไทย เชน่ เลน่ ดนตรปี พ่ี าทยไ์ ทย และ จากการท่ีต้องติดต่อกับชาวเรือทั่วไปท�ำให้เรือก่าบางของ
เล่นลิเก เป็นต้น ด้วยเหตุนี้วิถีของชาวบ้านเอกราชจึงเวียนวนอยู่ ชาวมอแกนค่อยๆ มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป จากเรือก่าบาง
กบั เสยี งดนตรไี ทย ทำ� ใหห้ สู ามารถแยกแยะความละเอยี ดของเสยี ง ท่ีเคยใช้ลมแล่นใบกับแจวสองข้าง เปลี่ยนเป็นมีการติดเคร่ือง
ตา่ งๆ ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี สง่ ผลใหก้ ลองเอกราชมคี ณุ ภาพเสยี งทดี่ เี ยย่ี ม ท้ายเรืออย่างเรือหัวโทงของชาวอันดามัน จากน้ันจึงค่อยเปล่ียน
ไปใช้ล�ำเรือหัวโทง และในท่ีสุดการปรับเปลี่ยนคร้ังส�ำคัญยิ่ง
๑๔. เรือก่าบาง ก็คือการปรับมาใช้ชีวิตที่ไม่ออกทะเลไปอย่างยาวนานกับเรือ
กา่ บางอีกแล้ว
ชาวเล หรอื ชาวทะเล เปน็ กลมุ่ ชาตพิ นั ธช์ุ าวเรอื รอ่ นเรใ่ นทะเล
อันดามนั มีด้วยกนั ๓ กลมุ่ คอื กลุม่ อูรัก ลาโวย กลุ่มสิง และกลมุ่
มอแกน ซง่ึ แตล่ ะกลมุ่ จะมพี นื้ ทอ่ี ยอู่ าศยั แตกตา่ งกนั และมปี ระเพณี
เฉพาะตนท่แี ตกต่างกันออกไป
กลมุ่ ชาวมอแกน อาศยั รอนแรมอยใู่ นเขตพน้ื ทเี่ กาะแกง่ กลาง
ทะเลลึก ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวปะปนกับกลุ่มผู้คนทันสมัยกลุ่มอ่ืนๆ ใน
อดีตชาวมอแกนจะมีเรือเป็นบ้าน และออกเรือร่อนเร่ท�ำมาหากิน
เลย้ี งชวี ิตด้วยการจับสิง่ มชี วี ติ ในน�้ำ เฉพาะในช่วงฤดมู รสุมที่ทะเล
มีคล่ืนลมปั่นป่วนจึงจะข้ึนฝั่งที่เกาะเปล่ียวร้าง สร้างบ้านเรือนอยู่
อาศัยหลบลมหลบฝน กระทั่งหมดมรสุมจึงจะออกไปใช้ชีวิตใน
ทะเลตอ่ ไป
16
เรอื นโคราชหลงั งาม หน้าอนสุ าวรีย์ย่าโม ลีลาเร่งรอ้ นเรา้ ใจของววั เทียมเกวยี น
ในวันน้ี ชาวมอแกน จ�ำนวนหนึ่งข้ึนบกมามีท่ีอยู่เป็น ตะปู ในการประกบยึดช้ินส่วนใดๆ และมีการเชื่อมห้องต่างๆ
หลักแหล่งบนฝั่งย่านเขาหลัก และส่วนหนึ่งยังคงอยู่ในทะเลที่ หรอื การขยายตัวเรือนออกไป ดว้ ยระเบียงทางเดนิ เปน็ ต้น
หมู่เกาะสุรินทร์ เรือก่าบางล�ำจริงที่สามารถใช้งานได้เหลือเพียง ปจั จบุ นั เรอื นโคราชมจี ำ� นวนลดนอ้ ยลงไปเรอื่ ยๆ และในสว่ น
ล�ำเดียว ดังน้ันเพ่ือให้ภูมิปัญญาอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาว ตวั เรอื นเกา่ เองกย็ งั มกี ารปรบั เปลย่ี นใหท้ นั สมยั ในหลายๆ ประการ
มอแกนยงั คงอยตู่ อ่ ไป จงึ สมควรทจ่ี ะขนึ้ บญั ชมี รดกภมู ปิ ญั ญาของ จึงสมควรจะเก็บรักษา เรือนโคราช ต้นแบบไว้ใช้ศึกษาถึง
เรือก่าบางนี้ไว้เพื่อเป็นหลักฐานแสดงถึงการเคยมีตัวตนอยู่จริง ภมู ิปัญญาอนั โดดเดน่ ของชาวโคราชนีต้ อ่ ไป
ในประเทศไทย
๑๖. วัวเทยี มเกวียน
๑๕. เรือนโคราช
ววั เทยี มเกวยี น เปน็ กีฬาพืน้ บ้านของจังหวัดเพชรบุรี คอื การ
จังหวดั นครราชสีมา หรือ เมอื งโคราช มคี วามสำ� คัญยง่ิ มา แข่งขันความเร็วของวัวลากเกวียนขนาดเล็กให้ได้ผลแพ้ชนะ
ต้ังแต่อดีตอันยาวนาน นักวิชาการหลายท่านเชื่อกันว่าที่น่ีคือ โดยแขง่ กนั ครงั้ ละ ๒ เลม่ เกวยี น แตล่ ะเกวยี นเทยี มววั คหู่ นงึ่ เลอื ก
นครราช หรอื เมอื งราด เมอื งเกา่ ของพอ่ ขนุ ผาเมอื ง ที่บวกรวมเข้า ขนาดววั ท่แี ข่งขนั กันให้ไดข้ นาดเท่าๆ กนั เปน็ รุ่นเดยี วกัน
กบั เมอื งเสมา เมอื งพทุ ธศาสนา ในอารยธรรมทวารวดี จงึ กลายเปน็ ไม่มีบันทึกเป็นหลักฐานว่าการแข่งขันกีฬาพื้นบ้านชนิดนี้
นครราชสีมา ด้วยความเก่าแก่นี้จึงมีหลายส่ิงหลายอย่างซ่ึงได้ เร่ิมตน้ ขน้ึ เม่ือใด หากมีเรื่องราวเสด็จประพาสต้นของรัชกาลท่ี ๕
ผ่านการเรียนรู้สรุปบทเรียนจนตกผลึกเป็นวัฒนธรรมที่เป็น พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั คราวเสดจ็ เมอื งเพชรบรุ ี
อัตลักษณ์เฉพาะของเมืองโคราช และหนึ่งในน้ันคือ เรือนโคราช ในปี พ.ศ. ๒๔๒๙ วา่ พระยาเพชรบุรี ไดจ้ ัดแสดงวัวเทยี มเกวียน
เรือนพักอาศัยพ้ืนถิ่นท่ีมีรูปแบบเฉพาะแตกต่างจากเรือนไทย แขง่ ขนั ถวายทอดพระเนตร เป็นหลักฐานยนื ยนั วา่ ววั เทยี มเกวียน
ภาคกลางทวั่ ไป เป็นทีน่ ิยมเล่นกันมากในจงั หวดั เพชรบรุ ี มาตัง้ แต่สมยั นนั้ แล้ว
ลักษณะเดน่ ของเรือนโคราช ก็คือเปน็ เรอื นใตถ้ ุนสูง หลังคา ในวนั นเ้ี นอ่ื งจากเกวยี นจรงิ ๆ กไ็ มม่ ที จี่ ะใชง้ านแลว้ ในสงั คมไทย
จว่ั ทรงสงู ตวั เรอื นมชี านเรอื นกวา้ งตำ่� และมหี อ้ งนอนทม่ี พี นื้ ยกสงู คงเหลือแต่เกวียนท่ีตั้งแสดงอยู่ตามท่ีต่างๆ ส่วนเกวียนที่จะใช้
ขนึ้ จากชานเรอื นอกี ระดบั หนง่ึ ฝาเรอื นโคราช เปน็ ฝาเรอื นลกั ษณะ เทียมวัวว่ิงแข่งขัน ซึ่งเป็นเกวียนขนาดเล็กพิเศษก็ย่ิงไม่มีโอกาส
พิเศษคือเป็นตับส�ำเร็จรูป โดยเฉพาะฝาเรือนท่ีท�ำด้วยใบปรือ ใช้งาน ดังน้ันวันนี้การจัดให้มีการแข่งขันวัวเทียมเกวียน จึงไม่
ซ่ึงเป็นพืชพ้ืนเมืองชนิดหนึ่ง มีลักษณะซ้อนทับกันมีโพรงอากาศ แพร่หลาย และคงเหลืออยู่ในประเทศไทยท่ีจังหวัดเพชรบุรี
ดา้ นใน ทำ� ใหก้ นั รอ้ นกนั หนาวไดด้ ี เปน็ ตน้ นอกจากนนั้ เรอื นไทย เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ท่ียังคงอนุรักษ์การจัดการแข่งขันวัวเทียม
โคราชก็จะมีลกั ษณะเดน่ ท่คี ลา้ ยคลึงกับเรือนไทยอ่นื ๆ เช่น ไม่ใช้ เกวยี น ขน้ึ ในงานเทศกาลสงกรานตป์ ระจำ� จงั หวดั เสมอมามไิ ดข้ าด
กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 17
๑ ภาพ : หรรษา ต้ังม่นั ภวู ดล
๑๗. การแขง่ เรอื ยาว ขน้ึ โขนชงิ ธง ๒
การแข่งขันเรือยาว เป็นประเพณีส�ำคัญของ
ชาวไทยในลุ่มน�้ำส�ำคัญต่างๆ ทั่วท้ังประเทศ แต่ท่ี
จงั หวัดชมุ พร การแข่งเรือยาวที่นี่มีข้นั ตอนการเอาแพ้
เอาชนะกันแปลกกว่าที่อ่ืนๆ นับเป็นเอกลักษณ์ท่ีมี
เพยี งแหง่ เดยี วในประเทศไทย นน่ั คอื การขน้ึ โขนชงิ ธง
กติกาการแขง่ เรือของทน่ี ี่ จะเปน็ ผ้ชู นะได้ นายหัวเรอื
จะต้องขึ้นโขน คือปีนขึ้นไปบนหัวเรือ และสามารถ
ชิงธง หรือคว้าได้ธง ซ่ึงติดไว้ตรงเส้นชัยของ
การแข่งขัน เรือล�ำท่ีจะเป็นผู้ชนะจะต้องสามารถ
ข้นึ โขนชงิ ธงได้กอ่ นเรือค่แู ข่งอกี ลำ�
ดังได้กล่าวแล้วว่า ประเพณีการขึ้นโขนชิงธง
ในการแข่งเรือยาวนีม้ อี ยทู่ ี่นเี่ พียงแห่งเดยี ว จึงนบั เป็น
เอกลักษณ์ประจ�ำจังหวัด สมควรแก่การเก็บรักษา
ไวใ้ หเ้ ป็นมรดกวฒั นธรรมของชาตติ อ่ ไป
18
๓ ๑๘. การเล่นสะบา้
๔ การเล่นสะบ้า เป็นกีฬาพื้นบ้านไทยเก่าแก่ชนิดหน่ึง
๑ , ๒ ข้ึนโขนชิงธง การแข่งเรือกติกาแปลกของชุมพร เคยนิยมเล่นกันเกือบทุกจังหวัดในภาคกลาง สนามเล่นสะบ้า
๓ , ๔ การเลน่ สะบา้ หนมุ่ สาว เรียกว่าบ่อนสะบ้า การเล่นจะแบ่งเป็นฝ่ายชายฝ่ายหญิง
จับคู่กันเป็นคู่ๆ ลูกสะบ้า เป็นผลของไม้เถาชนิดหน่ึง
มีลักษณะกลมแบนสีน�้ำตาลเข้ม ทั้งสองฝ่ายจะผลัดกัน
เป็นฝ่ายตั้งและฝ่ายทอย ฝ่ายทอย ทอยให้ถูกลูกสะบ้าของ
ฝ่ายตั้ง ด้วยวิธีการทอยต่างๆ กันตามก�ำหนด ถ้าทอยไม่ถูก
ก็จะถูกยึดลูกสะบ้าไว้แล้วก็ต้องมีการเจรจาต่อรองเพ่ือขอ
ลกู สะบา้ คนื ในการเจรจาตอ่ รองนแี้ หละทจ่ี ะสรา้ งความสนุกสนาน
ให้กับผู้เล่นท่ีเป็นหนุ่มสาว
ทั้งหมดน้ีคือ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ที่ได้รับ
การขึ้นบัญชีประจ�ำปีพุทธศกั ราช ๒๕๖๑ จำ� นวน ๑๘ รายการ
ซ่ึงจากน้ีไปจะได้รับการเอาใจใส่ดูแลรักษาให้คงอยู่เป็นมรดก
อันส�ำคัญที่จะส่งทอดต่อไปยังคนรุ่นหลังของชาติต่อไป
กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 19
การขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
เรื่อง : สุกัญญา เย็นสขุ
การขึ้นบัญชีรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของ การพิจารณาข้ึนบัญชีของแต่ละสาขา ทั้งน้ี มรดกภูมิปัญญาทาง
ประเทศไทย ได้เรมิ่ ดำ� เนนิ การมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๘ มี วฒั นธรรมทไ่ี ดร้ บั การขน้ึ บญั ชจี ะอยใู่ นลกั ษณะใดลกั ษณะหนงึ่ คอื
จำ� นวนท้งั ส้นิ ๓๑๘ รายการ โดยในระหวา่ ง พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๘ ๑. รายการท่ีมีลักษณะเฉพาะในชุมชน ท้องถ่ิน ที่เส่ียงต่อ
เรียกว่าการข้ึนทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ต่อมาเม่ือ การสญู หาย ใกล้ขาดผู้สืบทอด เชน่ ภาษาชอุง การสักยา เป็นตน้
วนั ท่ี ๑ มีนาคม ๒๕๕๙ ประเทศไทยไดม้ กี ารประกาศใช้พระราช ๒. รายการที่มีลักษณะเฉพาะในชุมชน ท้องถิ่น ที่ยังมีผู้
บัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. สืบทอดและปฏิบตั อิ ยู่ เชน่ ประเพณีแห่ผ้าขึน้ ธาตุ ตำ� นานพญากง
๒๕๕๙ โดยตามความในมาตรา ๑๐ (๗) คณะกรรมการส่งเสรมิ พญาพาน เปน็ ต้น
และรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมพจิ ารณาใหค้ วามเหน็ ชอบ ๓. รายการทมี่ อี ตั ลกั ษณช์ ดั เจนและมกี ารปฏบิ ตั ิ สบื ทอดโดย
“การขน้ึ บญั ชมี รดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม” คำ� วา่ “ขนึ้ บญั ช”ี จงึ ทั่วไปหรืออย่างกว้างขวาง เช่น งานแกะสลักผักผลไม้ ร�ำโทน
ถกู นำ� มาใชแ้ ทนคำ� วา่ “ขน้ึ ทะเบยี น” อกี ทงั้ ภารกจิ ประการหนง่ึ ตาม เปน็ ตน้
อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมท่ีจับต้องไม่ได้
ค.ศ.๒๐๐๓ (Convention for the Safeguarding of the ช่วงพุทธศกั ราช ๒๕๕๙ ถึงปจั จุบนั
Intangible Cultural Heritage) ขององค์การศึกษาวทิ ยาศาสตร์
แห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ซ่ึงประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี ส�ำหรับการประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
สมาชิกอยา่ งสมบรู ณ์และมีผลตอ่ ประเทศไทยตง้ั แต่ ๑๐ กันยายน ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทาง
๒๕๕๙ ประเทศสมาชิกต้องมีการจัดท�ำ Inventory List ซ่ึง วฒั นธรรม พ.ศ.๒๕๕๙ นน้ั คณะกรรมการสง่ เสรมิ และรกั ษามรดก
แปลวา่ บัญชีรายการ ดงั นั้นการใช้คำ� วา่ ขน้ึ บญั ชี จงึ มีความหมาย ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมได้ออกระเบียบเก่ียวกับหลักเกณฑ์การ
ใกล้เคยี งกับคำ� ศัพท์ภาษาองั กฤษมากทสี่ ดุ น่นั เอง พิจารณาคัดเลือกรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
เพอ่ื ขนึ้ บญั ชมี รดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม ตามความในมาตรา ๑๐
ทกาางรวเสฒั นนอธขรรอมขนึ้ ชบว่ งัญพชทุ มี ธรศดกั กรภาชูมิป๒ญั๕๕ญ๒า-๒๕๕๘ (๖) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทาง
วัฒนธรรม พ.ศ. ๒๕๕๙ โดยใช้เปน็ แนวปฏิบัตสิ ำ� หรบั ผู้เกยี่ วข้อง
กรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม (สวธ.) ไดร้ บั ความรว่ มมอื จาก องคก์ ร ในการเสนอขอข้ึนบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประกอบ
หนว่ ยงาน ภาคเี ครอื ขา่ ย สภาวฒั นธรรม และสำ� นกั งานวฒั นธรรม ดว้ ยคณะอนกุ รรมการกล่นั กรอง คณะกรรมการส่งเสรมิ และรักษา
จงั หวดั คณะกรรมการผทู้ รงคณุ วฒุ ิ ในการเสนอรายการเพอื่ ขอขน้ึ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมประจ�ำจังหวัด คณะกรรมการ
บญั ชรี ายการมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม หลงั จากนนั้ สวธ. จะ สง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมกรงุ เทพมหานคร
นำ� เรอ่ื งเขา้ สกู่ ระบวนการพจิ ารณาของคณะกรรมการผทู้ รงคณุ วฒุ ิ ส�ำนักงานวัฒนธรรมจังหวดั โดยมขี ั้นตอนการเสนอคือ
โดยมีการก�ำหนดสาขาของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับ ๑) คณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทาง
การขนึ้ บญั ชี รวม ๗ สาขา ไดแ้ ก่ ๑) ศลิ ปะการแสดง ๒) งานชา่ งฝมี อื วฒั นธรรมประจำ� จงั หวดั หรอื คณะกรรมการสง่ เสรมิ และรกั ษามรดก
ดงั้ เดมิ ๓) วรรณกรรมพนื้ บา้ น ๔) ภาษา ๕) กฬี าภมู ปิ ญั ญาไทย ภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมกรงุ เทพมหานคร จะร่วมกบั ชมุ ชนหรือผู้
๖) แนวปฏบิ ตั ทิ างสงั คม พธิ กี รรมและงานเทศกาล และ ๗) ความรู้ ปฏิบัติสืบทอดท�ำการจัดเก็บข้อมูลเชิงลึกโดยชุมชนให้การยินยอม
และแนวปฏิบัติเก่ียวกับธรรมชาติและจักรวาล และจะพิจารณา พร้อมใจและต้องร่วมจัดท�ำแผนการส่งเสริมและรักษามรดก
ข้อมูลท่ีได้มีการจัดเก็บและส�ำรวจจากส�ำนักงานวัฒนธรรม ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในรายการที่ได้น�ำขอขึ้นบัญชีน้ัน ซ่ึง
จังหวัดทั่วประเทศ และการพิจารณาคัดเลือกกลั่นกรองของคณะ รายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท่ีจะได้รับการ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตามกระบวนการขั้นตอนและหลักเกณฑ์ ข้ึนบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จะต้องมีลักษณะใด
ลักษณะหนึ่งหรือหลายลักษณะที่เป็นไปตามประกาศเร่ืองการ
20
ก�ำหนดลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท้ัง ๖ สาขา ๔) คณะอนกุ รรมการกลน่ั กรองพจิ ารณาแลว้ จงึ เสนอมตแิ ละ
ได้แก่ ๑) ศิลปะการแสดง ๒) แนวปฏิบตั ทิ างสงั คม พิธกี รรมและ ความเห็นทางวิชาการต่อคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดก
งานเทศกาล ๓) ความรแู้ ละแนวปฏบิ ตั เิ กย่ี วกบั ธรรมชาตแิ ละจกั รวาล ภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรม
๔) งานชา่ งฝมี ือดงั้ เดิม ๕) วรรณกรรมพน้ื บา้ นและภาษา ๖) การ ๕) คณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทาง
เลน่ พนื้ บา้ น กฬี าพน้ื บา้ น และศลิ ปะการตอ่ สปู้ อ้ งกนั ตวั ทงั้ น้ี คณะ วฒั นธรรม พจิ ารณาเพื่อเห็นชอบใหป้ ระกาศในราชกจิ จานุเบกษา
กรรมการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมประจ�ำจังหวัดหรือ โดยในการประกาศในราชกิจจานุเบกษาน้นั จะแบ่งรายการมรดก
กรุงเทพมหานคร มีมติให้ประกาศเป็นรายการเบื้องต้นมรดก ภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมเปน็ ๒ ประเภทคือ ๑) ประเภทรายการ
ภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม ของจงั หวัดหรอื กรงุ เทพมหานคร ตวั แทนมรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรม และ ๒) ประเภทรายการ
๒) คณะกรรมการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมประจ�ำ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท่ีต้องได้รับการส่งเสริมและรักษา
จงั หวดั หรอื กรงุ เทพมหานคร เสนอเรอื่ งขอขน้ึ บญั ชตี อ่ กรมสง่ เสรมิ อย่างเรง่ ด่วน
วัฒนธรรม เจตนารมณ์ในการจัดท�ำบัญชีรายการมรดกภูมิปัญญาทาง
๓) กรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรมในฐานะเลขานกุ ารของคณะกรรม วัฒนธรรม นอกจากจะเป็นฐานข้อมูลที่ส�ำคัญของประเทศในการ
กรมส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจะน�ำเข้าสู่ ด�ำเนินงานด้านวัฒนธรรมทั้งในระดับชาติและนานาชาติแล้ว
การพจิ ารณาของคณะอนกุ รรมการกลนั่ กรองตามลกั ษณะของแตล่ ะ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีน้ัน
รายการ หากมขี อ้ สงสยั คณะอนกุ รรมการสามารถขอขอ้ มลู เพมิ่ เตมิ ยังสร้างความภาคภูมิใจให้เกิดกับชุมชนที่ธ�ำรงรักษามรดก
จากคณะกรรมการฯ ประจ�ำจังหวัด หรือชุมชนผู้ปฏิบัติ หรือผู้ ภูมิปัญญาเหล่านั้นไว้ และเป็นแรงผลักดันให้อนุชนผู้เป็นเจ้าของ
เกี่ยวข้องได้ วฒั นธรรมได้รว่ มสบื สานภูมิปญั ญาให้งอกงามสบื ไป
ผังกระบวนการพิจารณาคัดเลือกรายการเบื้องตน
เพี่อขึ้นบัญชีมรดกภูมิปญญาทางวัฒนธรรม
คกก.คกกรกุง.จเทังพหมวหัดานคร เสต(นแอบอกบรรามมยสภกง.าเสร๒รเพิมแื่อลวขัฒะอมขนภึ้นธ.บรัญ๓รม)ชี พรบ. มาตรา ๒๐
กรมสงเสริมวัฒนธรรม
พิจาทราณงาวใิชหาคกวาารมเห็น พรกบา. รมดาำตกเนรลินาั่นงก๒ารน๑อขงแอลงพะคร.ศณะเ.บะียอ๒นบ๕ุฯก๖ร๐หรลมักกเากรณฑ
คณะอนุกรรมการ
พิจารณาและใหความเห็นชอบ พรบ. มาตรา ๒๒ และระเบียบฯ
คณะกรรมการฯ หลักเกณฑการพิจารณาคัดเลือกรายการ
กรมสงเสริมวัฒนธรรม เบื้องทตานงเวพัฒื่อขนึ้นรบรัญรมชีมพร.ดศก. ภ๒ูม๕ิป๖ญ๐ญา
ในปรราะชกกาิจศจขาึ้นนบุเบัญกชษี า พรบ. มาตรา ๒๒
กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 21
บันเทิงศิลป์
เร่ือง : ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า
ภาพ : อภินันท์ บวั หภักดี/ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า
22
จิตวิญญาณ
กับลมหายใจส�ำนักปี่พาทย์
“เสียงระนาดเอก” คือ เสียงที่ผมได้ยินมาตั้งเเต่ยังไม่ได้ลืมตาดูโลก
เหตุเพราะว่า ในช่วงเช้ามืดของทุกๆ วันน้ัน คุณพ่อของผมท่ีจัดว่าเป็น
นักระนาดเอกมือหนึ่งในยุค พ.ศ. ๒๕๐๐ และมีฉายาว่า “ระนาดน�้ำค้าง”
หรอื นามของทา่ นกค็ อื “ครสู พุ จน์โตสงา่ ”ทา่ นจะตอ้ งตน่ื ขนึ้ มาในตอนเชา้ มดื
เพ่ือฝึก ..ไล่ระนาด .. ในทุก ๆ วัน จึงไม่เเปลกอะไรนักท่ีตัวผมเองน้ัน
จะได้ยินเสียงระนาดเอก...ที่บรรเลงโดยคุณพ่อมาต้ังเเต่ยังอยู่ในท้องแม่
หรือจะเรยี กวา่ เกิดมาพร้อมกบั เสียงระนาดในวงปพี่ าทยก์ ็ไมผ่ ิด
กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑ 23
ครสู พุ จน์ โตสงา่ ฉายา ระนาคนา้ํ คา้ ง
ผมเติบโตขึ้นมาท่ามกลางเสียงของวงปี่พาทย์ ทุกๆ วัน “ ในยุคก่อนน้ัน ช่วงปี ๒๕๓๗ ถึงปี ๒๕๔๐ อาชีพ
ผมเห็นลูกศิษย์ของคุณพ่อลุกข้ึนมาไล่ระนาดตอนเช้ามืด ของนักปี่พาทย์ค่อนข้างเฟื่องฟู ในแต่ละปีมีงาน
พอตอนสายทุกคนจะช่วยกันประกอบอาหารเเละรับประทาน แสดงไม่ต่�ำกว่า ๕๐ งาน ไม่ต้องท�ำอาชีพอื่นใด
ไปพร้อมๆ กัน หลังจากน้ันก็เร่ิมต่อเพลงซ้อมเพลงกันไป รับงานแสดงปี่พาทย์เพียงอย่างเดียว ก็สามารถ
จนบ่าย เเล้วก็จะพักผ่อน พอเข้าช่วงบ่ายเเก่ๆ ได้เวลาเริ่ม เล้ียงลูกศิษย์ลูกหาท้ังส�ำนักได้อย่างสบายๆ ”
หุงหาและรับประทานอาหารเย็น ช่วงค่�ำเริ่มซ้อมกันเป็นวง
ปรับเพลงที่ต่อกันมาในตอนกลางวัน ท�ำเเบบนี้อยู่เป็นประจ�ำ คุณปู่ตีให้ฟังเป็นครั้งท่ี ๒ แล้วยังจ�ำเพลงวรรคนั้นไม่ได้
ในทกุ ๆ วนั เวน้ เเต่ในวันทต่ี ้องออกไปแสดงตามงานต่างๆ ก็จะต้องโดนคุณปู่ใช้ไม้ตีระนาดฟาดไปท่ีศีรษะ ซึ่งก็ไม่เว้น
สง่ิ หนง่ึ ทผี่ มไดเ้ หน็ คณุ พอ่ กระทำ� ในตอนเชา้ ทกุ ๆ วนั กค็ อื เเม้เเต่คุณพ่อที่เป็นลูกชายเเท้ๆ ของท่าน คุณพ่อของผม
ท่านจะต้องจดุ ธปู ไหวพ้ ระเเละไหว้ครูท่อี ยู่บนห้งิ ซง่ึ จะมีศรี ษะ ท่านเปน็ คนใจดี ไมเ่ คยดุหรอื ตีลูกศษิ ย์ เเตจ่ ะชอบใชว้ าจาพูด
พ่อเเก่เเละตะโพนท่ีเก่ามาก ท่ีบูชาสืบทอดต่อๆ กันมาต้ังเเต่ ส่ังสอนเหล่าบรรดาลกู ศิษยข์ องทา่ นแทนเปน็ ประจ�ำ
สมัยปู่ทวด ซึ่งคุณปู่ทวดอุทัยของผมน้ันเป็นชาวบางปะอิน สำ� นกั ปพ่ี าทยโ์ ตสงา่ ไดอ้ พยพถน่ิ ฐานไปอยเู่ เถวพหลโยธนิ
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เเละได้ย้ายถิ่นฐานมาปักหลักที่ ซอย ๑ อนสุ าวรยี ช์ ยั สมรภมู ิ และในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ไดย้ า้ ยไป
เมอื งหลวง หลงั วดั บวรนเิ วศวหิ าร ตง้ั เเตส่ มยั รชั กาลท่ี ๔ คณุ ปู่ อยใู่ นสวนจำ� ปาเเถวหนองเเขม ใกล้ๆ กับวัดราษฎรบ์ �ำรุง ซึง่
ของผมนน้ั เปน็ คนเจ้าระเบยี บเเละดมุ าก ในตอนน้นั คณุ พ่อผม เปน็ วดั ทคี่ ณุ พอ่ ของผมนน้ั มคี วามสนทิ สนม ดว้ ยนบั ถอื อยกู่ บั ทา่ น
มกั จะบอกทกุ ๆ คนเสมอวา่ “พวกเอง็ ดนี ะ ไมเ่ คยโดนไมต้ รี ะนาด พระครปู ญั ญาภสิ ฐิ หรอื อาจารยห์ รง่ั เเหง่ วดั ราษฎรบ์ ำ� รงุ โดยมา
ฟาดหัวเหมือนกับข้า” ซึ่งหมายความว่า ถ้าใครต่อเพลงโดย รบั งานเเสดงปพ่ี าทยท์ วี่ ดั เเหง่ นอี้ ยเู่ ปน็ ประจำ� เรยี กไดว้ า่ ผกู ขาด
อยู่คณะเดียว ซง่ึ ก็ไม่ต่างไปจากคุณปพู่ ่มุ โตสงา่ ทีท่ ่านน้ันมี
ความสนทิ สนมกับวัดบวรนิเวศวิหาร ปัจจุบนั น้ี สำ� นกั ป่พี าทย์
โตสง่า ได้ย้ายมาอยู่ท่ีซอยหมวกน้อยอุทิศ ถนนเลียบคลอง
ภาษเี จรญิ ฝั่งใต้ ไมไ่ กลไปจากวดั ราษฎรบ์ ำ� รุงมากนัก
24
ปพ่ี าทยเ์ สภาเครอ่ื งคู่
พ.ศ. ๒๕๓๖ เม่ือคุณพ่อได้เสียชีวิตลง ผมจึงต้องเป็น นกั ดนตรปี ระจำ� ตามหนว่ ยงานของรฐั เชน่ กองดรุ ยิ างค์ ๔ เหลา่ ทพั
ผู้ควบคุมส�ำนักอย่างเต็มตัว หรือเรียกว่ากลายเป็นเจ้าส�ำนัก จึงไมม่ ีความจ�ำเป็นอะไรทจี่ ะต้องเขา้ มาอยูใ่ นส�ำนักป่พี าทย์
ปี่พาทยโ์ ตสงา่ ทส่ี บื ทอดจากรุ่นสรู่ ุ่นกันมาอยา่ งยาวนาน มีทง้ั แม้ว่าผมน้ันพยายามด�ำเนินวิถีชีวิตของส�ำนักปี่พาทย์
ศษิ ยเ์ กา่ และศษิ ยใ์ หมอ่ ยใู่ นสำ� นกั รวมๆ กนั เเลว้ กวา่ ๓๐ ชวี ติ เหมอื นเเบบในยคุ ก่อน โดยมไิ ด้เปลย่ี นแปลงอะไร เเต่สิง่ ทเ่ี รมิ่
ซึ่งตามธรรมเนียมเจ้าส�ำนักจะต้องเป็นผู้ดูเเลเเละจัดการ เปล่ียนไปตามกาลเวลา น่ันก็คือเด็กในส�ำนักที่เร่ิมลดน้อยลงไป
ค่าใช้จ่ายต่างๆ ทุกอย่าง ซ่ึงตรงน้ีเเสดงให้เห็นว่าเจ้าส�ำนัก เหลอื อยไู่ มถ่ งึ ๑๐ ชวี ติ ทย่ี งั ใชช้ วี ติ กนิ นอนและฝกึ ซอ้ มกนั แบบ
ปพ่ี าทยท์ กุ คนจะตอ้ งมคี วามเสยี สละ มจี ติ ใจทโี่ อบออ้ มอารี และ เดมิ นอกนน้ั ทเี่ หลอื กจ็ ะมาเรยี นตอนเชา้ เเลว้ ผปู้ กครองกจ็ ะมารบั
ต้องมีความรู้ความเช่ียวชาญในเร่ืองดนตรีทุกๆ ด้าน เพ่ือให้ กลับบ้านในตอนเย็น ถ้าเป็นเเบบนี้อีกต่อไปส�ำนักปี่พาทย์โตสง่า
ส�ำนักปี่พาทย์ของตัวเองนั้นด�ำรงอยู่และสืบทอดต่อๆ กันไป ของผมก็จะอาจจะกลายเป็นโรงเรียนสอนดนตรีไทยเเบบธรรมดา
ส่วนลูกศิษย์หรือเด็กๆ ท่ีอยู่ในส�ำนักทุกคน ต้องกินและนอน ทว่ั ไป ท่เี รามักจะเหน็ กนั ตามห้างสรรพสนิ คา้ หรอื สถาบนั ดนตรี
อยใู่ นสำ� นัก เพอ่ื ฝกึ ฝนดนตรปี พ่ี าทยด์ ว้ ยจติ วญิ ญาณและความ ตา่ งๆ ทม่ี เี ดก็ มาเรยี นพอหมดชว่ั โมงเรยี นกจ็ ะกลบั ไปบา้ นนน่ั เอง
มงุ่ มน่ั ของตวั เขาเอง โดยไมต่ อ้ งมคี า่ ใชจ้ า่ ยใดๆ สว่ นมอื ระนาดเอก กาลเวลาผ่านไป...สรรพสิ่งในโลกน้ันย่อมเปล่ียนแปลงไป
ทุกคนจะต้องตื่นเช้ามืด เพ่ือไล่ระนาดฝึกฝนตัวเองเหมือนกับ ด้วย “สำ� นักปีพ่ าทย์” ที่มีช่อื เสยี งหลายส�ำนัก สบื ทอดกันมาจาก
ตวั ผมในวยั เดก็ รวมถงึ ศษิ ยค์ นอน่ื ๆ กต็ อ้ งฝกึ ซอ้ มรวมวงทงั้ ในตอน บรรพบรุ ษุ จากรุ่นสรู่ นุ่ เหมือนกับตระกลู ของผม คอ่ ยๆ หายกัน
กลางวนั เเละกลางคนื เพอ่ื ออกทำ� การเเสดงปพ่ี าทยต์ ามงานตา่ งๆ ไปทีละส�ำนัก จนเกือบจะหมดสิ้นไปในยุคนี้ เหมือนกับส�ำนัก
ซึ่งสว่ นใหญจ่ ะเปน็ วงปี่พาทยม์ อญในงานศพ ปพ่ี าทยข์ องครหู ลวงประดษิ ฐไ์ พเราะ พระยาเสนาะดรุ ยิ างค์ ฯลฯ
แตใ่ นยคุ ปจั จบุ นั เมอ่ื วงปพ่ี าทยท์ กุ คณะประสบปญั หางาน การไดใ้ ชช้ วี ติ ตั้งเเต่เกิดอยใู่ นสำ� นักป่พี าทย์ แนน่ อนท่สี ุด..ผมคง
เเสดงลดนอ้ ยลง ทำ� ใหน้ กั ดนตรปี พ่ี าทยห์ นั ไปประกอบอาชพี อนื่ ๆ ไม่ยอมให้ส�ำนักปี่พาทย์โตสง่า ซ่ึงเป็นส�ำนักปี่พาทย์แบบโบราณ
ไม่มีใครอยากให้ลูกหลานมายึดอาชีพนักดนตรีปี่พาทย์เหมือน นน้ั ลม่ สลายสญู หายไปจากโลกนอี้ ยา่ งเเนน่ อน ตราบใดทค่ี วนั ธปู
อย่างในยุคก่อน อกี ทงั้ มกี ารเรียนการสอนดนตรไี ทยตั้งเเต่ชน้ั เเละกลนิ่ ธปู นนั้ คอื สง่ิ หลอ่ เลยี้ งจติ วญิ ญาณของนกั ดนตรปี พ่ี าทย์
ประถมจนไปถึงระดับอุดมศึกษาตามสถาบันต่างๆ ซ่ึงจบไป ส�ำนกั ปพ่ี าทย์โตสง่า ก็ยังคงจะต้องดำ� เนินต่อไปข้างหนา้ จนกวา่
สามารถประกอบอาชีพรับราชการครูสอนดนตรี หรือเป็น ลมหายใจสุดทา้ ยของผมจะหมดสิน้ ไป
กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑ 25
รู้จักวงปี่พาทย์ ส่วนวงเครื่องสายนั้นประกอบไปด้วยเคร่ืองดนตรี
ประเภทดดี เเละประเภทสี เป็นหลกั เช่น จะเข้ ซอดว้ ง ซออู้
สำ� หรบั คนรนุ่ ใหมอ่ าจจะนกึ ภาพไมอ่ อกวา่ วงปพ่ี าทยเ์ ปน็ เเละจะมเี คร่ืองเป่าตระกลู ขลุ่ย เข้ามาร่วมดว้ ย
อยา่ งไร จึงขอท�ำความเข้าใจกอ่ นว่า เครื่องดนตรไี ทยของเรา ส่วนวงมโหรีน้ันเป็นการรวมเคร่ืองดนตรีทุกๆ ประเภท
ท้งั หมดน้นั เเบง่ ออกไดเ้ ปน็ ๔ ประเภท ตามลกั ษณะของวิธีที่ ท้งั ดดี สี ตี เป่า อย่ใู นวงทั้งหมด หรือจะกลา่ ววา่ วงมโหรนี ้ัน
ท�ำให้เกิดเสียง ประกอบไปด้วยประเภท ดีด สี ตี เเละเป่า เป็นการรวมวงปพ่ี าทย์กับวงเครือ่ งสายเข้าดว้ ยกันก็ได้
ถ้าพูดถึงวงดนตรีไทย สามารถเเบง่ ออกไดเ้ ปน็ ๓ วง คือ เเต่วงดนตรีไทยท้ังหมดนี้ วงปี่พาทย์น้ันจัดเป็นวงดนตรี
วงปี่พาทย์ วงเคร่ืองสาย และวงมโหรี ซ่ึงก็เเน่นอนท้ัง ไทยทมี่ ีการนำ� ไปใช้เเสดงตามงานต่างๆ มากท่ีสุด เช่น งาน
๓ วงน้จี ะมเี ครอ่ื งดนตรปี ระเภทต่างๆ ทั้ง ๔ ประเภท คอื ดดี มงคลเเบบงานบวชนาค งานข้ึนบ้านใหม่ หรือจะใช้ประกอบ
สี ตี เเละเป่า รวมอยู่ในวงท่ีแตกต่างกนั ออกไป พิธีกรรมต่างๆ เช่นงานวางศิลาฤกษ์ ฉลองพัดยศ เทศน์
วงปี่พาทย์เป็นวงดนตรีท่ีประกอบไปด้วยเครื่องดนตรี มหาชาติ รวมถึงใช้ประกอบการเเสดงการละเล่นต่างๆ เช่น
ประเภทเปา่ และตี เป็นหลกั ดงั น้ันเครอ่ื งดนตรีของวงป่ีพาทย์ โขน ละคร ลิเก และหนงั ใหญ่ เปน็ ตน้ เเละสำ� คญั ท่สี ุดก็คอื
ได้เเก่จำ� พวกระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก การประกอบพระราชพธิ ีหลวงต่างๆ ในพระราชกรณยี กิจของ
ตะโพน กลองทดั เเละทขี่ าดไมไ่ ดก้ ค็ อื เครอื่ งดนตรปี ระเภทเปา่ พระมหากษตั ริย์
ในตระกลู ปี่ เชน่ ปี่ใน ป่ีนอก หรอื ปี่ชวา
26
การบรรเลงวงปพ่ี าทยเ์ ครอื่ งใหญโ่ ดยครดู นตรอี าวโุ สชายแหง่ รตั นโกสนิ ทร์
วงปพ่ี าทยจ์ ะมอี ยดู่ ว้ ยกนั หลาย ๆ ประเภท การบรรเลงวงปพ่ี าทยไ์ มน้ วมผสมขลยุ่ นก
ได้แก่
กลองทัดออกไป ใชป้ ่ชี วาแทนปใี่ น ใชก้ ลองมลายแู ทนตะโพน
๑. วงปี่พาทย์เคร่ืองห้า เป็นวงปี่พาทย์ที่เป็นวงหลัก และกลองทัด ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยม เพราะได้หันมานิยมวง
มีจ�ำนวนเคร่ืองดนตรีน้อยช้ินท่ีสุด ได้แก่ ปี่ใน ระนาดเอก ปพ่ี าทยม์ อญแทน
ฆ้องวงใหญ่ กลองทัด ตะโพน ฉิ่ง (ในบางกรณีอาจใช้ฉาบ ๕. วงปพ่ี าทยม์ อญ ประกอบดว้ ยเครอื่ งดนตรที ไี่ ดอ้ ทิ ธพิ ล
กรับ โหม่งดว้ ย) มาจากมอญ เชน่ ฆอ้ งมอญ ปม่ี อญ ตะโพนมอญ และเปงิ มางคอก
๒. วงปพ่ี าทยเ์ ครอ่ื งคู่ เหมอื นวงปพ่ี าทยเ์ ครอ่ื งหา้ แตเ่ พม่ิ
ระนาดทมุ้ กบั ฆอ้ งวงเลก็ และนำ� เอาปน่ี อก ซง่ึ ใชใ้ นการบรรเลง
ปี่พาทย์ส�ำหรับการแสดงหนังใหญ่สมัยโบราณมารวมอยู่ด้วย
(บางทีอาจใชก้ รับหรอื ใช้กลองแขกแทน)
๓. วงปี่พาทย์เคร่อื งใหญ่ เป็นวงปพ่ี าทย์เครือ่ งคู่ ท่เี พิม่
ระนาดเอกเหลก็ และระนาดทมุ้ เหลก็ เขา้ ไป บางวงกเ็ พม่ิ กลองทดั
เข้าไปอีก
๔. วงปี่พาทย์นางหงส์ เรียกตามชื่อเพลง “นางหงส์”
ท่ีใช้บรรเลงในงานศพของสามัญชน เป็นวงปี่พาทย์ธรรมดา
แต่เมื่อน�ำไปใช้ประโคมในงานศพ จะตัดปี่ใน ตะโพน และ
กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 27
๖. วงปี่พาทย์ชาตรี เป็นวงดนตรีโบราณ ใช้บรรเลง ไหว้ครูปี่พาทย์
ประกอบการแสดงโนราชาตรี และหนังตะลุงทางภาคใต้
ของไทย หรือท่ีเรียกว่า “วงปี่พาทย์เคร่ืองเบา” ประกอบด้วย วงป่พี าทยน์ ั้นมี “ตะโพน” เปน็ สัญลักษณ์ของวง และ
เครือ่ งดนตรดี งั นี้ ป่ี โทนชาตรี กลองชาตรี (กลองตุ๊ก) ฆอ้ งคู่ นักดนตรีปี่พาทย์ทุกๆ คนจะถูกสอนว่า ตะโพนนั้นเป็น
ฉ่งิ กรับไม้ ตวั เเทนของ “พระปรคนธรรพ” เทพเจา้ เเหง่ ดนตรไี ทย ดงั นน้ั
๗. วงปพ่ี าทยด์ กึ ดำ� บรรพ์ เปน็ วงปพ่ี าทยป์ ระสมชนดิ หนง่ึ นักดนตรีปี่พาทย์จะมีพิธีกรรมท่ีส�ำคัญยิ่งอย่างหน่ึงคือ
ตงั้ ตามชอื่ โรงละครดกึ ดำ� บรรพ์ ของสมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ “พิธีไหว้ครู” หรือ “พิธีไหว้ครูปี่พาทย์” หรือ “พิธีไหว้ครู
เจา้ ฟา้ กรมพระยานรศิ รานวุ ดั ตวิ งศ์ ไดท้ รงคดั เลอื กเครอ่ื งดนตรี ดนตรีไทย” เป็นพิธีกรรมที่กระท�ำสืบเนื่องติดต่อกันมา
ทมี่ เี สยี งทมุ้ นมุ่ นวลประสมเขา้ ดว้ ยกนั ใหเ้ หมาะสมกบั การแสดง อยา่ งยาวนาน จากรนุ่ สรู่ นุ่ มาหลายรอ้ ยปี ซง่ึ โดยความจรงิ เเลว้
ละครดึกด�ำบรรพ์ คือ ระนาดเอก (ใช้ไม้นวม) ระนาดทุ้ม นกั ดนตรใี นวงเครอื่ งสายรวมถงึ เครอ่ื งดนตรขี องวงเครอ่ื งสาย
ระนาดทมุ้ เหลก็ ฆอ้ งวงใหญ่ ฆอ้ งหยุ่ ขลยุ่ เพยี งออ ตะโพน ฉง่ิ นั้น ก็สามารถจะมาร่วมเข้าพิธีไหว้ครูกับวงปี่พาทย์ได้
ซออู้ ขลุ่ยอู้ กระจบั ปี่ ได้รับความนิยมมากในชว่ งรชั กาลท่ี ๔ เหตเุ พราะวา่ วงเครอื่ งสายนน้ั กม็ ี พระปญั จะสขี ร เปน็ เทพเจา้
๘. วงปี่พาทย์เสภา เป็นวงปี่พาทย์ซ่ึงใช้กลองสองหน้า ทจ่ี ดั เปน็ สญั ลกั ษณข์ องวงเครอ่ื งสายอยดู่ ว้ ย แตถ่ า้ จะถามวา่
กำ� กบั จงั หวะหนา้ ทบั แทนตะโพนและกลองทดั เรม่ิ นำ� มาบรรเลง ท�ำไมวงเครื่องสายถึงไม่มีพิธีไหว้ครูเป็นพิธีกรรมของตัวเอง
รว่ มกบั การเลน่ เสภาในสมยั รชั กาลที่ ๒ บ้าง ก็คงเป็นเพราะเหตุว่า วงเครื่องสายในสมยั โบราณกาล
นนั้ จะมเี เตส่ ภุ าพสตรมี าเลน่ กนั หรอื กลา่ วอยา่ งงา่ ยๆ วา่ วง
ปี่พาทย์มอญก็คือ ปี่พาทย์ที่ใช้เครื่องดนตรีแบบมอญ ที่เห็นชัดคือ เคร่ืองสายน้ันเป็นวงดนตรีส�ำหรับผู้หญิง ดังน้ัน ในเรื่อง
ฆอ้ งวง ทจ่ี ะเปน็ วงโคง้ ขน้ึ ดา้ นหนา้ นยิ มใชเ้ ครอื่ งดนตรลี งรกั ปดิ ทอง พธิ กี รรมตา่ งๆ ซงึ่ ตอ้ งเปน็ เรอ่ื งของผชู้ าย จงึ เหมอื นกบั พธิ กี รรม
หรอื ทาสที อง และใชป้ ม่ี อญ อื่นๆ เช่นพิธีของสงฆ์หรือพิธีของพราหมณ์ ซ่ึงผู้หญิงน้ัน
จะไมม่ ีสว่ นร่วมอยู่ในพิธกี รรมเช่นน้อี ยูก่ อ่ นเเลว้
28 ในสว่ นพธิ ไี หวค้ รขู องวงปพ่ี าทยห์ รอื อาจจะกลา่ ววา่ พธิ ี
ไหวค้ รขู องดนตรไี ทยนน้ั จะตอ้ งมผี นู้ ำ� การอา่ นโองการไหวค้ รู
นุ่งขาวห่มขาวมาเป็นผู้กล่าวน�ำหรือจะเรียกกันง่ายๆ ตาม
สมัยนิยมก็คือ “เจ้าพิธี” น่ันเอง เเละผู้นำ� การอ่านโองการ
ไหว้ครูดนตรีไทยนั้น จะต้องมีคุณสมบัติที่อยู่ในเกณฑ์ของ
โบราณ เชน่ ตอ้ งผา่ นการเปน็ นักดนตรีป่พี าทยใ์ นช้ันสงู สดุ
ก็คือสามารถท่ีจะบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ท่ีจัดเป็นเพลง
ช้นั สูงหรือเพลงครูตา่ งๆ ได้ทุกเพลง ซึง่ ก็เเนน่ อนว่า กวา่ ท่ี
ทุกคนจะมาถึงจุดน้ีได้ ก็จะต้องต่อเพลงเเละร่�ำเรียนต่อเน่ือง พธิ กี ารจบั มอื นน้ั ถอื เปน็ การเรม่ิ ประสทิ ธป์ิ ระสาทวชิ าให้
กันมาแล้วอย่างยาวนาน ที่ส�ำคัญคือจะต้องบวชเป็นพระ กบั ผทู้ จี่ ะเรมิ่ เรยี นดนตรไี ทย ดว้ ยผเู้ รยี นจะตอ้ งเขา้ ไปนงั่ อยขู่ า้ ง
เสียก่อนที่จะมาเรียนเพลงหน้าพาทย์ข้ันสูงสุดได้ ต่อจากน้ัน ในวงฆ้องวงใหญ่เเละพิธีกรกล่าวน�ำไหว้ครูจะอ้อมมาจับมือ
เเล้วจะต้องเข้าร่วมบรรเลงประกอบพิธีไหว้ครูให้อยู่ในวัยอัน ผู้เรียนจากด้านหลัง พร้อมตีลงไปบนลูกฆ้องใน ท�ำนอง
สมควรกอ่ นถงึ จะกา้ วขนึ้ ไปเปน็ ผนู้ ำ� การอา่ นโองการไหวค้ รหู รอื “เพลงสาธกุ าร” ๓ ครง้ั จงึ จะเปน็ อนั วา่ ผทู้ เี่ ขา้ รว่ มพธิ กี ารจบั มอื นนั้
เจา้ พิธีไดน้ ่นั เอง เเตม่ นั กย็ งั ไม่เพียงเทา่ นั้น ก่อนทจ่ี ะกา้ วขนึ้ ไป เป็นนักดนตรีไทยได้โดยสมบูรณ์แบบ และสามารถท่ีจะฝึกฝน
เปน็ ผอู้ า่ นโองการไหวค้ รไู ดน้ น้ั จะตอ้ งทำ� พธิ กี ารรบั มอบโองการ ร่�ำเรยี นได้ตามประเพณนี นั่ เอง
ไหว้ครูหรือรับมอบต�ำราที่ใช้ในการไหว้ครู จากครูผู้อาวุโสท่ี ซง่ึ พธิ กี ารจบั มอื เพลงสาธกุ ารนนั้ สว่ นใหญก่ จ็ ะเปน็ เดก็ ๆ
อ่านโองการเสียก่อน จึงจะก้าวข้ึนไปเป็นผู้น�ำการอ่านโองการ หรือเยาวชนท่ีพ่ึงเข้าร่วมฝึกหัดการเรียนวิชาดนตรีไทย ส่วน
ไหวค้ รดู นตรไี ทยไดอ้ ยา่ งสมบรู ณแ์ บบ จงึ จะเหน็ ไดว้ า่ นกั ดนตรี ผู้ท่ีมีวัยสูงขึ้นมาก็จะเข้าพิธีจับมือในการเรียนเพลงหน้าพาทย์
ปี่พาทย์ทุกคนน้ัน ก็ไม่สามารถที่จะก้าวข้ึนไปเป็นผู้น�ำอ่าน ที่สูงข้ึนไปอีก จนถึงข้ันสุดท้ายทุกคนจะต้องเข้าพิธีจับมือ
โองการหรอื เปน็ เจา้ พิธกี ันได้ทุกคน “เพลงองคพ์ ระพริ าพ” ซงึ่ ถอื วา่ เปน็ จดุ สงู สดุ ของนกั ดนตรปี พ่ี าทย์
ส่วนขั้นตอนในพิธีการไหว้ครูน้ัน ผู้เข้าร่วมพิธีจะต้อง ส่วนบุคคลที่ไม่ได้เข้าร่วมพิธีจับมือ มีอยู่ ๒ จ�ำพวก
มานั่งอยู่ด้านหลัง เเละกล่าวค�ำไหว้ครูตามผู้น�ำอ่านโองการ คือ พวกท่ีได้ร�่ำเรียนวิชาปี่พาทย์ไปจนถึงจุดสูงสุดเเล้ว เเละ
โดยเบอื้ งหนา้ ของปรัมพธิ ีไหว้ครูนน้ั จะต้องมเี ครอ่ื งดนตรไี ทย อีกพวกก็คือพวกที่ไม่ได้คิดจะเรียนเพลงหน้าพาทย์จนไปถึง
ต่างๆ หรือศีรษะครูเเละเทพต่างๆ มาต้ังวางเรียงรายจัดให้ ช้ันสูงสุด เเต่ทุกๆ คนก็จะเข้าร่วมพิธีเจิมหน้าผากเเละ
สวยงามเเละมเี ครอื่ งสงั เวยเชน่ หวั หมู เปด็ ไก่ เครอ่ื งกระยาบวช รดน�้ำมนต์ในตอนท้ายของพิธีไหว้ครู เพื่อเป็นการปัดเป่า
รวมถึงขนมหวานมงคล ผลไม้ตามฤดูกาล เเละที่ขาดไม่ได้ก็ เสนียดจัญไรและอปั มงคลต่างๆ ให้ออกไปจากตัวน่นั เอง
คือบายศรีเเละพวงมาลัยดอกไม้ น�ำมาจัดวางเรียงไว้ข้างหน้า ซ่ึงทก่ี ล่าวมาทั้งหมดน้ี พธิ ีไหว้ครดู นตรีไทยนัน้ จะทำ� ให้
เพื่อเตรียมเข้าพิธีถวายเครื่องสังเวยนั่นเอง โดยหลังจาก นักดนตรีไทยทุกคนท่ีได้เข้าร่วมพิธีมีจิตใจท่ีฮึกเหิม รวมถึง
พิธีกรไหวค้ รู หรอื ผนู้ ำ� อา่ นโองการไดก้ ลา่ วคำ� เชญิ บรมครเู เละ มีมานะท่ีจะร่�ำเรียนวิชาให้สูงข้ึนต่อไป เเละในทางอ้อมนั้น
เทพยดาต่างๆ มาพร้อมเพรียงกันเเล้ว ก็จะเร่ิมพิธีการถวาย ยังเชื่อว่า เป็นการได้กล่าวขอขมาต่อบรมครูเเละทวยเทพ
เครื่องสังเวยท่ีวางอยู่ด้านหน้า และหลังจากลาเครื่องสังเวย ทงั้ หลาย ทไ่ี ดเ้ คยลว่ งเกนิ ในการกระทำ� บางอยา่ ง เชน่ การเดนิ
ท่ีถวายเเล้ว ก็จะเข้าสู่พิธีกรรมท่ีส�ำคัญอย่างหนึ่งคือ ขา้ มเคร่อื งดนตรี หรือกลา่ วค�ำสบประมาทพลาดพล้ังไป ทง้ั ท่ี
พิธีประสิทธ์ิประสาทวิชาการเรียนดนตรีปี่พาทย์ท่ีเรียกว่า ต้ังใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม โดยท้ังน้ีก็เพื่อเป็นการเสริมสร้าง
“พิธกี ารจบั มือ” นั่นเอง ศิริมงคลให้กับตนนั่นเอง ดังน้ันเเล้วนักดนตรีไทยทุกคนจึง
ไม่มีผู้ใดปฏิเสธการเขา้ รว่ มพธิ ไี หวค้ รใู นทกุ ๆ ปี อยา่ งนอ้ ยปลี ะ
หนงึ่ ครัง้ น้นั แล 29
กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑
ชัน้ เชิงช่าง
เร่ือง : อานนั ท์ นาคคง
ภาพ : อภินนั ท์ บัวหภกั ดี
มหัศจรรย์
ซออู้ เปน็ เครอ่ื งดนตรไี ทยประเภทเครอื่ งสี จดั อยใู่ นตระกลู two-stringed vertical
fiddle ซง่ึ มคี นั ชกั (bow) แทรกอยรู่ ะหวา่ งสาย และมกี ะลามะพรา้ วรปู ทรงพเิ ศษปดิ หนา้
ดว้ ยหนงั แผน่ บาง เปน็ สว่ นประกอบสำ� คญั ทท่ี ำ� ใหเ้ กดิ เสยี งสน่ั สะเทอื น ซออู้ มโี ครงสรา้ ง
และลักษณะการผลิตพอ้ งกบั ตรวั อู (Tro Ou) ของกมั พชู า ดา่ นเกา๋ (dan gao) ของ
เวียดนาม และเย่หู (Yehu) ของจีนตอนใต้และไต้หวัน ซ่ึงล้วนแล้วแต่มีกล่องเสียง
ท่ีท�ำมาจากกะลามะพร้าวท้ังสิ้น ส�ำหรับชื่อเรียกซออู้ เป็นค�ำเรียกถ่ินของคนไท-ลาว
บ่งบอกถงึ สมุ้ เสยี งท้มุ นมุ่ นวลทเี่ กดิ จากการบรรเลง
ไมม่ หี ลกั ฐานแนช่ ดั วา่ ซออเู้ รม่ิ เกดิ มใี นสยามตงั้ แตเ่ มอื่ ไหร่ หากแตม่ อี ยใู่ นวรรณคดี
โบราณ ซออู้เป็นซอที่นิยมใช้ในสังคมชาวบ้านมากกว่าราชส�ำนักซึ่งให้ความส�ำคัญกับ
ซอสามสายอันมีกะลามะพรา้ วรปู ทรงพิเศษเปน็ สว่ นประกอบเชน่ กัน
ในชว่ งเวลาสองรอ้ ยกวา่ ปขี องยุครตั นโกสินทรน์ ้ี ซออู้ มบี ทบาทอยู่ในวงเคร่อื งสาย,
เครื่องสายผสม, ปี่พาทย์ไม้นวม, ปี่พาทย์ดึกด�ำบรรพ์, การแสดงประกอบการเชิด
หุ่นกระบอกในบทบรรยายความ, การร้องเพลงพ้ืนบ้าน เพลงแอ่วเคล้าซอซ่ึงมักจะใช้
ซออู้สีด้นเคล้ากับการขับร้อง รวมไปถึงการใช้ซออู้บรรเลงประกอบการร้องแหล่ในการ
ทำ� ขวญั หรือเพลงลูกทุ่งไทย
ภาพ : วนิ นิวัตร ไตรตรงธนรัตน์
30
กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑ 31
แหล่งมะพร้าวซอ ที่สมุทรสงคราม ด้วยคตินิยมที่แพร่หลายในหมู่นักดนตรีไทยเช่นน้ี ในท่ีสุด
ก็ท�ำให้เกิดการอนุรักษ์พันธ์มะพร้าวพิเศษนี้ไว้ และน�ำมา
สมุทรสงครามเป็นจังหวัดเล็กที่สุดของเมืองไทย แต่มี สร้างเป็นเครื่องดนตรีท้ังซออู้และซอสามสาย มีวิธีการปลูก
ของดีที่น่าภูมิใจ น่ันคือเป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์ของมะพร้าว เลยี้ งดอู ยา่ งทะนถุ นอม หาทางกำ� จดั ดว้ งหรอื หนกู ระรอกทน่ี ยิ มมา
มายาวนานหลายร้อยปี สวนมะพร้าวในสมุทรสงครามกระจาย เจาะยอดมะพร้าวใบอ่อนและลูกมะพร้าวเม่ือยังเล็ก เม่ือมะพรา้ ว
อยูใ่ นพื้นท่ีอ�ำเภอเมอื ง อำ� เภอบางคณฑี และอ�ำเภออัมพวา โตใหผ้ ล กม็ กี ารคดั เลอื กกนั อยา่ งประณตี นำ� มาควา้ นเนอื้ ตากแหง้
ในจ�ำนวนมะพร้าวหลากสายพันธุ์ ที่นี่มีมะพร้าวพันธุ์พิเศษ รกั ษาอยา่ งดี เปน็ กะลามะพรา้ วทม่ี รี าคาสงู แมว้ า่ จะยงั ไมไ่ ดผ้ า่ นการ
เรยี กวา่ “มะพรา้ วซอ” คอื เมอื่ ปอกเปลอื กแลว้ จะพบกะลามะพรา้ ว แกะลาย และจะมีราคาสูงขึ้นไปอีกเมื่อผ่านฝีมือของช่างแกะลาย
ที่มีพูที่กลมมน นูนคล้ายนมสตรี หรือรูปหน้าของช้างท่ีลอย ที่มชี ่ือเสยี งและน�ำไปประกอบช้นิ ส่วนเข้ากับวสั ดุที่เปน็ คนั ซอ
โดดเดน่ เรียกวา่ “มวยพราหมณ์” บ้าง “หัวชา้ ง” บ้าง ทุกวันน้ีมีผู้นิยมสะสมซออู้ที่เกิดจากกะลาสวนมะพร้าวซอ
กะลามะพร้าวเป็นเปลือกส่วนแข็งท่ีห่อหุ้มเนื้อมะพร้าว ในสมุทรสงครามและผ่านงานฝีมือช่างชั้นเยี่ยมกันมากมาย
และน�้ำมะพร้าวเอาไว้ ได้ถูกช่างน�ำมาดัดแปลงเป็นกล่องเสียง หลายร้อยหลายพนั ราย
(sound box หรือ resonating chamber) ของซออู้ ทำ� หนา้ ท่ี
เปน็ กระพงุ้ เสยี ง (Concave) มคี ณุ สมบตั ใิ หค้ ลนื่ เสยี งสะทอ้ นกลบั ลวดลายบนกะลาซอ
ขึ้นด้านหน้าซอและกระจายเสียงออกตามรูร่องท่ีเจาะเอาไว้ ให้
เสียงก�ำธร (resonance) ที่กังวานไพเราะ มีคลื่นเสียงที่ก้อง การแกะลายกะลาซออู้ เพื่อเป็นช่องทางระบายเสียงของซอ
สะท้อน (Reverberation) มีเสียงทุ้มดื่มด�่ำสะเทือนใจอันเป็น และเพื่อประดับตกแต่งความงาม เป็นงานหัตถกรรมที่ต้องอาศัย
เอกลักษณ์ของซออู้ ความรู้ร่วมกันระหว่างการออกแบบลวดลาย การใช้เครื่องมือ
อันที่จริง ซอสามารถใช้กะลามะพร้าวแบบใดก็ได้มา แกะสลักเซาะร่องลงบนผิวของกะลา รวมท้ังความรู้ในเชิงอุโฆษ
เป็นวัตถุดิบในการผลิต แต่ในความนิยมของนักดนตรีไทย วิทยาว่าด้วยคุณภาพเสียง การเรียกขานภูมิปัญญานี้ จะใช้ค�ำ
มักจะใช้กะลามะพร้าวรูปทรงพิเศษนี้ มาเป็นหลักในการ “งานช่างแกะกะลาซอ” หรอื “งานช่างแกะกะโหลกซอ” กไ็ ด้
สร้างกล่องเสียงของซอ และเม่ือท�ำการฉลุลวดลายเพ่ิมเติม ลวดลายท่ีใช้แกะกะลาซอ เป็นส่วนเสริมให้เคร่ืองดนตรี
ให้งดงาม น�ำมาประกอบเข้ากับชิ้นส่วนอื่นๆ จนเป็นซอแล้ว มีความงดงาม นอกเหนือไปจากกระแสเสียงท่ีไม่มีผลอันใดเลย
ยิ่งท�ำให้สุนทรียภาพของการบรรเลง การเสพความงดงาม จากฝีมือการแกะสลักฉลุลวดลาย เพราะในความเป็นจริง หาก
มมี ากขึน้ เจาะร่องรูเสียงท่ีสามารถระบายอากาศได้ถูกต้องกับกายภาพ
มีองค์ความรู้ในกรรมวิธีการข้ึนหน้าหนังซอ (หนังลูกวัวหรือหนัง
32 แพะฟอกบาง) และองคค์ วามร้ใู นการบงั คับควบคมุ ความยืดหยุ่น
ของหนังที่รับส่งขยายแรงส่ันสะเทือนระหว่างคันชักกับสายซอ
ไดแ้ ลว้ ลวดลายวจิ ติ รกแ็ ทบจะเปน็ สว่ นเกนิ หากแตว่ า่ ชา่ งทำ� ซออู้
มภี มู ปิ ญั ญาทจ่ี ะผนวกเอาศาสตรข์ องเสยี งกบั ความงามของศลิ ปะ
การแกะสลักฉลุลวดลายอันวิจิตรงดงามเข้าด้วยกัน ซออู้ จึง
กลายเป็นเคร่อื งดนตรที ่ีให้ทั้งความสวยงามและความไพเราะของ
เสียงซอแตกตา่ งไปจากศลิ ปะการประดิษฐ์เคร่ืองดนตรไี ทยทว่ั ไป
ลวดลายของกะลาซอทน่ี ยิ มกนั ในอดตี เปน็ ลายงา่ ยๆ ไดแ้ ก่
ลายกนกพนื้ ฐาน ลายประจำ� ยาม ลายเถาวลั ย์ ลายใบเทศ ลายดอก
พดุ ตาน ลายดอกจอก ตอ่ มาไดพ้ ฒั นาขน้ึ อยา่ งซบั ซอ้ น อวดชน้ั เชงิ
ของการออกแบบ การแกะสลกั และความสามารถในการใชเ้ ครอ่ื งมอื
ต่างๆ ของชา่ ง
การท�ำงานอนั ประณีตของชา่ งแกะสลักกะโหลกซอ
โรงงานช่างเอ็กซ์ สายเอก
กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑ 33
ปัจจุบันน้ี ลายท่ีนิยมกันคือ ลายสัตว์หิมพานต์ประเภท เครอ่ื งมอื ในการแกะสลกั ฉลลุ วดลายใหม้ คี วามคมและละเอยี ดมาก
ครฑุ พญานาค ราชสีห์ คชสาร หงส์ กินรี ลายหนุมาน ลายยักษ์ บางกรณีก็ใช้การแก้ไขจุดบกพร่องทางกายภาพของตัวกะลา
ลายพระรามโกง่ ศร ลายพระนารายณท์ รงครฑุ ลายพระพฆิ เนศวร ธรรมชาติเป็นกะลาดัดแปลงโดยการพอกความหนา เพ่ิมเติม
ลายนางเงือก ลายนางฟ้า ลายเทวดา ลายเทพพนม ลายราหู ปริมาตรความนูน มีการดัดกะลาด้วยน�้ำยาเคมี และการย้อมสี
อมจนั ทร์ ลายปา่ หมิ พานต์ ลายดอกไมว้ จิ ติ ร และลายอกั ษรยอ่ ตา่ งๆ ให้มีความสวยงามเป็นท่ีต้องตาต้องใจผู้ชมผู้เล่น อย่างไรก็ตาม
ท่เี ปน็ ชื่อนามสกุลหรือสญั ลกั ษณ์อื่นๆ ทตี่ ้องการสื่อสารออกไป งานแกะสลักฉลุลวดลายของกะลามะพร้าว ยังคงเป็นงานท่ีใช้
พลังงานมนุษย์และประสบการณ์ฝีมือของช่างเป็นเร่ืองส�ำคัญ
วิชาช่างแกะกะลาซอ ซงึ่ มีขนั้ ตอนในการออกแบบลวดลายและการแกะสลกั ฉลุลวดลาย
ทแ่ี ตกตา่ งกันไปตามกลุ่มช่างในพน้ื ท่ีต่างๆ
งานช่างแกะกะลาซอ เป็นงานศิลปหัตถกรรม เดิมสืบทอด
กันในกลุ่มนักดนตรีไทยท่ีเล่นเคร่ืองสายที่มีวิสัยเชิงงานช่างท�ำ กลวิธีการผลิตงานช่างแกะกะลาซอ
เคร่ืองดนตรีและอยู่ในพ้ืนที่ท่ีมีมะพร้าวพันธุ์พิเศษ (มะพร้าวซอ)
หรอื พื้นทอ่ี น่ื ๆ ในเครอื ขา่ ย ใช้เครอื่ งมอื ง่ายๆ ในการกลงึ คันซอ- หากไม่นับเรอ่ื งการข้ึนหน้าหนังซอ การกลงึ คันทวน ลูกบดิ
การขึ้นหน้าหนังซอ-การแกะสลักฉลุลวดลายกะลาซอและการท�ำ การทำ� คันชัก ซงึ่ ต่างกม็ คี วามสมั พนั ธก์ ับกะลาซอท้ังสนิ้ กจ็ ะเห็น
คันชัก-สายซอ รูปรา่ งของงานหัตถกรรมชาวบ้านมคี วามเรียบงา่ ย ข้นั ตอนหลักของการแกะกะลาซอ สามารถแบ่งไดเ้ ปน็
ต่อมาได้ขยายเป็นงานเชิงพานิชย์ งานผลิตเครื่องดนตรีที่ใช้ ๑) การคัดเลือกกะลามะพร้าวที่ได้ขนาดสัดส่วนความงาม
เครอื่ งมอื ทผี่ สมผสานเทคโนโลยกี ลไกตา่ งๆ เขา้ ไป รวมทง้ั การพฒั นา ทเี่ หมาะสม รอบอกของมะพรา้ วซอทนี่ ยิ มกนั จะมเี สน้ รอบวงวดั ได้
34
ต้ังแต่ ๔๔ นิ้วข้ึนไปจนถึงประมาณ ช่างบางคนจะแกะให้องศาลายเฉียงข้ึน
๕๔ นวิ้ ยิ่งรอบอกใหญ่ ยงิ่ มีผลต่อ ด้านบนเล็กน้อย ไม่ตรงขนานกับ
การสร้างเสียงสะท้อนของซอ หนังท่ีขึ้นหน้า แต่บางคนก็นิยม
มีขนาดความหนาของกะลา แกะลายให้ตรงตรงหน้าหนังที่
ประมาณ ๓๐-๔๐ มลิ ลิเมตร ขนึ้ ไว้ ซง่ึ มผี ลตอ่ เสยี งทเ่ี กดิ จาก
ซึ่งความหนาบางของกะลา การก�ำธรเสยี งทง้ั สองแบบ
จะมีผลต่อการแกะคว้านให้ งานเสริมนอกจากน้ีคือการ
สวยงามไดเ้ พยี งไร กะลาทห่ี นา ลงสี ย้อมสีกะลา ปรับเปลี่ยน
จะแกะลายได้ลึกและค่อนข้าง จากกะลาดา่ ง (ศพั ท์ชา่ งเรียกว่า
ทนต่อการกระทบกระแทก กะลาไขน่ กกะทา) เปน็ กะลาสเี ดยี ว
มะพร้าวท่ีใช้เป็นลูกมะพร้าวมีอายุ เพ่ือท�ำให้ลายคมขึ้น แก้ไขปกปิดรอย
ที่เติบโตอยู่กับต้นมะพร้าวในราว
๙ เดอื นถงึ ๑ ปี นำ� มาปอกเปลอื ก ผา่ ขดู ต�ำหนิหรือทาสีทับร่องรอยเช้ือราในกะลา
เปลือกนอกออกแต่ยังเหลือเส้นใยเอาไว้บ้าง การพอกกาวให้กะลามีความเรียบเนียนและ
ใชช้ อ้ นควา้ นขดู เนอื้ มะพรา้ วภายในออกจนเกลยี้ งเกลา ต่อกรอบไม้ขุดเสริมส่วนหน้าให้ขอบกะลายาวข้ึน
ตากกะลาจนแห้ง ทาด้วยน้�ำยาวานิชเคลือบผิว ช่างบางคน เพ่อื ใช้ขึน้ หนา้ หนงั
จะเก็บกะลาเอาไว้ข้ามปี โดยมีเทคนิคการเก็บไว้ในท่ีมืด แห้ง ขนั้ ตอนเสรมิ ความงามทสี่ ำ� คญั อกี สว่ นคอื การทานำ�้ มนั ชกั เงา
ให้กะลาปรับตัวประมาณ ๖ เดือน แล้วจึงน�ำออกมาแขวนไว้ เคลอื บลายใหเ้ งางามทวั่ กะลาซอ หรอื ในบางกรณชี า่ งกข็ ดั ผวิ กะลา
ในพื้นที่อากาศถ่ายเทแต่ไม่โดนแดดอีกประมาณ ๖ เดือน เมือ่ ได้ ด้วยผงอิฐป่นและใบตองแห้งจนเรียบสวยเป็นมันโดยไม่ต้องทา
เวลากจ็ ะนำ� มาขดั เสน้ ใยออก เตรยี มทจ่ี ะรา่ งลงเสน้ ลวดลายตอ่ ไป นำ้� มนั เคลอื บ บางกรณชี า่ งรนุ่ ใหมจ่ ะใชส้ เปรยพ์ น่ เกลยี่ ใหผ้ วิ กะลา
๒) ใชด้ นิ สอเขยี นลายตน้ แบบลงบนกระดาษขาวบาง ผกู ลาย เรียบเนียนสวยและพ่นตามร่องท่ีแกะลายซ่ึงสเปรย์จะไม่จับตัว
ให้อยู่ในพ้ืนท่ีวงกลม ใช้วงเวียนเหล็กในการค�ำนวนพูนูนของ เหมือนน�้ำมันชักเงา
มะพรา้ วและวงขอบลาย ปรมิ าตรการผกู ลายขนึ้ อยกู่ บั การคำ� นวณ จากน้ัน จึงนำ� กะลาที่แกะสลักฉลุลวดลายเสรจ็ ไปข้ึนหน้า
ขนาดของพูมะพร้าวด้านที่จะน�ำมาแกะ โดยต้องให้ความส�ำคัญ หนังซอ ซึ่งเป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่งท่ีส�ำคัญมากในการก�ำหนด
กับร่องเสียงท่ีจะระบายคล่ืนความส่ันสะเทือนออกมา โดยไม่ถี่ คณุ ลกั ษณะของเสยี งซอรว่ มกับพนื้ ทส่ี ่วนลวดลายนนั้
เกินไปจนไม่สามารถแกะลายได้ และไม่โล่งเกินไปจนเสียง
ไม่สามารถสะท้อนการก�ำธรกระทบมุมที่เป็นจุดตัดของคลื่นมุม ช่างแกะกะลาซอ
ต่างๆ ภายในกะลาได้ เม่ือเขียนลงบนกระดาษเรียบร้อยก็น�ำ
วงกลมนนั้ มาปะกาวตดิ ลงบนพทู จ่ี ะทำ� การแกะสลกั ฉลลุ าย ในบาง บคุ คลสำ� คญั ทเี่ ปรยี บไดด้ งั่ เทพผรู้ งั สรรคค์ วามงาม ชา่ งแกะ
กรณี ช่างอาจจะไม่ใช้กระดาษลายต้นแบบ แต่จะร่างเส้นดินสอ สลักฉลุลวดลายกะลาซอ เป็นอาชีพท่ีมีความโดดเด่นใน
ลงไปสดๆ บนชว่ งกลมนนู ของมะพรา้ วเลยตามความชำ� นาญ กลุ่มช่างดีดสีตีเป่า เพราะต้องใช้ทักษะความช�ำนาญอย่างย่ิง
๓) ข้ันตอนของการแกะสลัก จะแตกต่างกันไปตาม ในการปรับเปล่ียนให้กะลามะพร้าวธรรมดากลายมาเป็นงาน
ประสบการณข์ องชา่ ง บางคนจะฉลรุ ่องเสยี งกอ่ นเป็นจำ� นวนน้อย นฤมิตรกรรมงามวิจิตร แม้ไม่ได้เปล่งเสียงซอออกมา ก็ยังเป็นที่
เพ่ือทดลองว่าเสียงจะดีไหม จึงค่อยเติมปริมาณร่องเสียงต่อไป ประทับใจผู้พบเห็น งานแกะกะลาเป็นงานท่ีอาจจะเรียกว่าทั้ง
ช่างบางคนจะลงมือแกะลายขอบวงกลมก่อน แล้วจึงแกะภายใน ปิดทองหลังพระและงานศิลปะอวดสังคมได้ในขณะเดียวกัน
ชา่ งบางคนจะแกะภายในกอ่ น ให้ภาพงานที่เดน่ ท่ีสดุ ปรากฏเปน็ ท่ีเรียกว่าปิดทองหลังพระน้ันเนื่องด้วยเมื่อซออู้ใช้สีเข้าวงนั้น
หลกั แลว้ คอ่ ยจดั การกบั พนื้ ทส่ี ว่ นอนื่ ๆ นอกจากนี้ การแกะรอ่ งเสยี ง ลวดลายของกะลาจะหันหนีสายตาผู้ชมไปด้านหลังเวที สิ่งท่ี
ประจักษ์คือน�้ำเสียงซอและฝีมือของนักดนตรีท่ีบรรเลงเป็นหลัก
ยิ่งการประสมวงดนตรีท่ีมีเคร่ืองดนตรีหลายเคร่ืองเข้ามาร่วมกัน
กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑ 35
ในกติกาของเครื่องสาย มโหรี วงเครื่องสายปี่ชวา วงปี่พาทย์ ได้ (อาจเทียบได้กับค�ำว่า “ตามสั่ง” Custom made) จะไป
ดกึ ดำ� บรรพ์ ตำ� แหนง่ พกิ ดั ของคนสซี ออกู้ ย็ งิ่ ถกู จำ� กดั มากขน้ึ การท่ี เสาะหาตามบา้ นชา่ งโดยตรง ต่อรองราคากนั โดยตรง
จะเห็นลายซอน้นั กต็ ่อเม่ือไมไ่ ดบ้ รรเลงแลว้ เอาซออมู้ าพิจารณา ๑. พ้ืนที่จังหวัดสมุทรสงคราม ช่างสมพร (หลอ) เกตุแก้ว
กนั ใกลๆ้ จึงจะเห็นว่ากะลาซอแตล่ ะใบนน้ั งดงามเพยี งไร เมอ่ื นั้น บ้านพญาซอ ช่างสว่าง จันทกูล ช่างชัญญะ สัตยดิษฐ์
ชอื่ เสยี งเรยี งนามของชา่ งกจ็ ะถกู ยกขนึ้ มากลา่ วในเชงิ สรรเสรญิ กนั ชา่ งประสิทธิ์-ช่างประเสริฐ ทัศนากร
ชา่ งทมี่ ชี อ่ื เสยี งอยใู่ นสงั คมดนตรไี ทยปจั จบุ นั ไดแ้ ก่ ชา่ งหลอ, ๒. พื้นท่ีจังหวดั สมทุ รปราการ ชา่ งปอ้ น บางพลี
ชา่ งจรญู ชมชนื่ , ชา่ งชยั , ชา่ งฟา้ ลนั่ , ชา่ งปอ้ น, ชา่ งสำ� รวย เปน็ ตน้ ๓. พ้ืนที่จังหวัดฉะเชิงเทรา บ้านช่างซอมาโนช บางปะกง
ส่วนใหญ่จะเอ่ยชื่อเล่นของช่าง โดยไม่ใช้ชื่อนามสกุลจริง หรือ มีงานของชา่ งจรญู ชา่ งฟา้ ลนั่
สมญาของชา่ ง เปน็ ชอื่ ทรี่ จู้ กั กนั ในวงการนกั ดนตรที สี่ ะสมกะลาซอ ๔. พนื้ ทจี่ งั หวดั กรงุ เทพมหานคร ชา่ งจกั รี มงคล ชา่ งวาคภฏั
ในจำ� นวนชา่ งปจั จบุ ัน ช่างจรูญ ชมช่นื ไดช้ อ่ื ว่าเป็นชา่ งทม่ี ที กั ษะ ศรีวรพจน์
ในการแกะกะลาซอทยี่ อดเยยี่ มมากและมพี ลงั ความคดิ สรา้ งสรรค์ ๕. พื้นที่จังหวัดเลย ช่างเล็ก บ้านครูเล็กแกะลายกะลา
สูงมาก ผลงานเป็นที่สนใจในท้องตลาดและนักสะสมมากท่ีสุด เชยี งคาน
คนหนง่ึ ส่วนในระดับอุตสาหกรรมที่เป็นโรงงานผลิตเคร่ือง
พนื้ ทท่ี เ่ี ปน็ การผลติ งานแกะซอของชา่ งจะสมั พนั ธก์ บั บา้ นชา่ ง ดนตรีไทย โรงงานเหล่านี้จะรับเอางานแกะกะลาซอของช่าง
ทำ� เครอ่ื งดนตรซี งึ่ มใิ ชแ่ ตซ่ ออเู้ ทา่ นนั้ ยงั มซี อดว้ ง ซอสามสาย และ ไปประกอบเข้ากบั คันทวนซอ คันชักซอ และอ่นื ๆ ไดแ้ ก่ โรงงาน
เคร่ืองดนตรีอ่ืนๆ รวมอยู่ด้วย พ้ืนท่ีส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ในระดับ ภมรรงุ่ โรจน์ หนองแขม กรงุ เทพมหานคร โรงงานสมชยั ดนตรไี ทย
อุตสาหกรรมครัวเรือน มีอยู่หลายแหล่งด้วยกัน ผู้ท่ีต้องการ สาขากาญจนบุรีและสาขาวัดยางสุทธาราม สามแยกไฟฉาย
ครอบครองกะลาซอประเภทงานวจิ ติ รและกำ� หนดรปู แบบลวดลาย กรุงเทพมหานคร โรงงานดุริยางค์ไทย บางพลี สมุทรปราการ
36
ลวดลายตา่ งๆ บนกะโหลกซอทแี่ สดงถงึ ความประณตี วจิ ติ รบรรจง
โรงงานบา้ นซอบางปะกง ฉะเชงิ เทรา บา้ นชา่ งมาโนช ผดุ ผอ่ ง มงี าน ภูมิปัญญาของคนไทยท่ีมีต่อมะพร้าวซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองที่คนไทย
ของช่างจรูญ ช่างฟ้าลั่น และโรงงานสายเอกชลบุรี โรงงาน รู้จักกันเป็นอย่างดี คนไทยมีความผูกพันกับมะพร้าวในวิถีชีวิต
คนรุ่นใหม่ไฟแรงที่ผลิตผลงานสวยเนี๊ยบเฉียบขาด ที่ปรากฏ ประจำ� วนั หลายอยา่ งดว้ ยกนั นบั ตงั้ แตก่ ารนำ� มาบรโิ ภค ปรงุ อาหาร
เป็นภาพอยู่ในสารคดีนีเ้ ป็นตน้ คาวหวาน การน�ำสว่ นตา่ งๆ ของมะพรา้ วมาใชใ้ นกิจกรรมสงั คม
งานพิธีต่างๆ เช่น พิธีลงเสาเอก พิธีแห่ขันหมาก พิธีบวงสรวง
ใภนาคพุณสะคท่า้อขนองสกังะคลมาไซทอย งานบญุ ตา่ งๆ กระทงั่ งานศพ และดดั แปลงเปน็ งานศลิ ปะประดษิ ฐ์
ได้หลากหลาย ถ้าจะพูดถึงประโยชน์ของมะพร้าวโดยละเอียด
งานชา่ งทำ� ซออู้ เปน็ เครอ่ื งสะทอ้ นถงึ ความเขม้ แขง็ ของสงั คม เราจะพบว่าทุกส่วนของต้นมะพร้าวสามารถน�ำมาใช้ประโยชน์
ดนตรไี ทยทยี่ งั คงใหค้ วามสำ� คญั กบั งานประณตี ศลิ ป์ งานหตั ถศลิ ป์ ได้ท้ังส้ิน เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าท้ังทางเศรษฐกิจ
และดรุ ิยางคศลิ ป์ ไดเ้ ห็นพฒั นาการของการสร้างสรรค์ทีช่ ่างไทย และวัฒนธรรม ดังนั้นมิติของการคิดดัดแปลงกะลามะพร้าว
ไดห้ าวธิ กี ารทจ่ี ะทำ� ใหซ้ ออไู้ ดร้ บั การยอมรบั นบั ถอื วา่ เปน็ มรดกทาง เปน็ เครอ่ื งดนตรี ทง้ั ซออู้ ซอสามสาย กระทงั่ สะลอ้ และเปย๊ี ะทเ่ี ปน็
วัฒนธรรมที่ส�ำคัญช้ินหน่ึง แต่สิ่งที่น่าคิดคือในส่วนบริบทสังคม เครอ่ื งดนตรพี นื้ บา้ นลา้ นนา กน็ บั วา่ เปน็ สงิ่ ทย่ี นื ยนั ความผกู พนั และ
ไทยนอกเหนือจากดนตรีไทยออกไปนั้น ยังคงเป็นสิ่งท่ีน่าห่วงใย องคค์ วามรขู้ องคนไทยกบั มะพรา้ วได้อยา่ งดยี ่ิง
จากความไมร่ คู้ ณุ คา่ ของตวั ผลงาน การไมต่ ระหนกั ถงึ ความจำ� เปน็
ในการยกย่องวิชาช่างของคนไทย และปัญหาในเชิงบทบาทของ เอกสารอ้างอิง
ดนตรีไทยเองท่ไี มส่ มั พันธ์กบั สังคมสมยั ใหม่ต่อไป อานนั ท์ นาคคง. ดนตรไี ทยเดมิ . พิมพลกั ษณ์, กรุงเทพฯ : สารคด.ี ๒๕๕๐
คณุ คา่ ในงานชา่ งฝมี อื แกะสลกั ฉลลุ วดลายกะลาหรอื กะโหลก อานันท์ นาคคง และ อษั ฎาวุธ สาคริก. “ชา่ งทำ� เครื่องดนตรีไทย”
ซออู้ นอกจากจะมีคุณค่าในเชิงศิลปะโดยตรงแล้ว ยังสะท้อนถึง หนังสอื ท่รี ะลกึ ดนตรไี ทยอดุ มศกึ ษา ครั้งที่ ๓๒ พ.ศ.๒๕๔๐
อานนั ท์ นาคคง. ทำ� เนยี บศลิ ปิน ท้องถน่ิ อมั พวา. ๒๕๕๔
ขอขอบคณุ โรงงานสายเอก เอื้อเฟอ้ื ให้ถา่ ยภาพการแกะสลักกะโหลกซอ
กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 37
สบื สาวเลา่ เรอ่ื ง
เรื่อง : ดร.เพ็ญสภุ า สุขคตะ
ภาพ : วิศาล นำ�้ คา้ ง / อภนิ ันท์ บวั หภกั ดี
พระนางจามเทวี
ปฐมกษตั รี ศรีหริภญุ ไชย
ย้อนกลับไปสู่อดตี ราว ๑,๓๐๐ ปีเศษ แผ่นดิน ปริศนานาม “จามเทวี”
ล�ำพูนมีอีกนามว่า "หริภุญไชยนคร" มีฐานะเป็น
รัฐอิสระแถบลุ่มแม่น้�ำปิง ท่ีแยกตัวไปจากรัฐละโว้ นักวิชาการหลายท่านลงความเห็นว่า "จาม" อาจไม่ใช่
หรอื ลวปรุ ะ แถบลมุ่ แมน่ ำ�้ เจา้ พระยาตอนลา่ ง มอี ายุ ชอื่ เฉพาะ หากแตเ่ ปน็ ตำ� แหนง่ ของ "นางพญาแมเ่ มอื ง" ในภาษามอญ
อยใู่ นชว่ งประวตั ศิ าสตรอ์ นั เลอื นรางของอารยธรรม โบราณพบคำ� วา่ "จฺยาม" (Cyam) แปลว่า "มกรหรือจระเข้" อันอาจ
ทวารวดตี อนต้น ในแว่นแคว้นทช่ี ่อื ว่า สวุ รรณภูมิ หมายถึง "ผู้มากับสายน�้ำ" เหตุเพราะการเดินทางจากละโว้มายัง
ณ ช่วงน้ัน นาม พระนางจามเทวี ปรากฏ หรภิ ญุ ไชยของพระนางจามเทวนี นั้ ตอ้ งเสดจ็ ขน้ึ มาทางชลมารค หรอื
เจดิ จรสั ชัดแจ้งว่าทรงเป็นกษัตริย์ไทยยุคแรกๆ ใน อีกนยั หน่ึง "มกร" อาจเปน็ สัญลักษณ์ของ "อ�ำนาจ" แหง่ กษัตริย์
ชว่ งพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๓ ชว่ งเวลาดงั กลา่ วเปน็ ยคุ สมยั สว่ นภาษาลา้ นนายคุ ตอ่ มา "จาม" (อา่ น "จา๋ ม" แบบพน้ื เมอื ง)
ท่ีดินแดนน้ีมีกลุ่มชนในตระกูลออสโตรเอเชียติก แปลว่า "การรบพุ่ง" อาจหมายถึง "นักรบท่ีเป็นกษัตริย์" ได้เช่น
(มอญ ขอม ลวั ะ) เปน็ ประชากรหลกั อนั เปน็ ทม่ี าของ เดียวกัน เหตุเพราะพระนางจามเทวีกว่าจะได้น่ังเมืองต้องแสดง
ค�ำถามท่ีมักได้ยินกันบ่อยคร้ังว่า พระนางจามเทวี วีรกรรมฉกาจกล้าในการรบไม่แพ้ชาย
ควรมเี ชอื้ สายชาตพิ ันธ์ุใด มอญ ขอม ลัวะ จาม ชวา บ้างว่า "จาม" หมายถึง ดอกจ�ำปา การตั้งนามของสตรี
หรอื อินเดยี ในอดีตก็นิยมน�ำช่ือดอกไม้มาใช้บ่อยคร้ัง เช่น มะลิวัลย์ มณฑา
ปัญหามีอยู่ว่า พระราชประวัติของพระนาง ปทุมวดี ฯลฯ
จามเทวที เ่ี ราทราบกนั นนั้ ลว้ นเปน็ เรอ่ื งราวทมี่ าจาก จิตร ภูมิศักดิ์ นักคิดนักเขียนช่ือดังด้านนิรุกติศาสตร์เสนอว่า
คำ� บอกเล่ากนั ปากต่อปากหรอื ทเ่ี รยี กว่า "มขุ ปาฐะ" "จาม" คอื คำ� เดยี วกบั คำ� วา่ "ศยาม/สยาม/สาม" เนื่องจากต�ำนานมลู
โดยท่ียังไม่สามารถสรุปข้อเท็จจริงได้แน่ชัดนัก ศาสนา ระบุว่าพระนางจามเทวีถูกกษัตริย์ละโว้ส่งไปปกครอง
เพราะต�ำนานท่ีเขียนขึ้นน้ันมีมากมายหลายฉบับ แว่นแคว้นท่ีชื่อว่า "สยามเทศะ" หรือ ศยามประเทศ อันเป็น
แต่ละฉบับมีข้อความและการระบุปีพุทธศักราชไม่ อกี ช่อื หนงึ่ ของ หรภิ ญุ ไชยนคร ดงั นน้ั ค�ำวา่ สยาม/สาม/ฉาม เปน็
ตรงกนั รากศพั ท์ของค�ำว่า "จาม"
ข้อส�ำคัญต�ำนานเอกสารเหล่านี้ล้วนแต่งขึ้น ในขณะที่ต�ำนานพื้นเมืองล�ำพูนหลายฉบับ กลับบอกว่า
ภายหลังเหตุการณ์จริง ห่างไกลจากรัชสมัยของ นามเดิมของพระนางคือ "วี" แปลว่า "พัด" เน่ืองจากตอนที่ต้องไป
พระนางจามเทวีนานถึง ๗๐๐-๘๐๐ ปี กล่าวคือ เป็นธิดาบุญธรรมของฤๅษี ฤๅษีใช้พัด (วี) ช้อนตัวเด็กน้อยมาจาก
ฉบับเก่าสุดเขียนขึ้นเม่ือราว ๕๐๐ ปีเศษมานี่เอง ใบบัวที่ล่องลอยมาตามกระแสน�้ำ เหตุที่นกคาบนางมาจากเศรษฐี
และบางฉบับกเ็ พิง่ แต่งขน้ึ ในยุคสมยั ของเรานน่ั เอง อินตา พระนางจามเทวี จึงมีนามเดิมในวัยเด็กว่า "หญิงวี" หรือ
"จำ� ตอื วี" ตือ คอื การถอื กอ่ นทีจ่ ะแผลงมาเปน็ จามเทวี
38 ประเด็นช่ือ "จาม" นี้ยังไม่มีข้อสรุป ต้องค่อยๆ สืบค้นกัน
ตอ่ ไปอย่างลุม่ ลึก และตอ้ งอย่าเพ่ิงดว่ นตัดสิน
รปู หลอ่ โลหะพระนางจามเทวใี จกลางเมอื งลำ� พนู
แสดงใหเ้ หน็ ภาพวรี กษตั รยี อดนกั รบ
ดว้ ยการถอื ดาบในพระหตั ถด์ า้ นซา้ ยอยา่ งสวยงาม
กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 39
วัดเกาะกลาง วดั โบราณใจกลางแหล่งก�ำเนดิ ของพระนางจามเทวี ตามต�ำนานพื้นถ่ิน
ปริศนาเรือ่ งชาติก�ำเนิด
ข้อขัดแย้งเก่ียวกับเรื่องชาติก�ำเนิดและแหล่งก�ำเนิดของ อ�ำเภอป่าซาง จังหวัดล�ำพูน) ซ่ึงบริเวณนี้ยังเหลือร่องรอย
พระนางจามเทวนี ัน้ ยงั ไมเ่ ป็นท่ียตุ ิ ตำ� นานหลวงหลายฉบับ อาทิ หลกั ฐานของ "เนนิ บ้านเศรษฐีอินตา" ซงึ่ ชาวมอญในพนื้ ที่เชื่อว่า
ชินกาลมาลีปกรณ์ จามเทวีวงศ์ มูลศาสนา ฯลฯ ซ่ึงรจนาโดย เป็นบิดาที่แท้จริงของพระนาง ก่อนที่จะไปเป็นพระราชธิดา
พระภิกษุล้านนาราว ๕๐๐ ปีที่แล้วกล่าวสั้นๆ ว่าพระนางเป็น บุญธรรมของพระเจา้ กรงุ ละโว้
พระราชธิดาของพระเจ้ากรุงละโว้ ตำ� นานพน้ื เมอื งบรรยายตอ่ ไปอกี วา่ บดิ ามารดาของพระนาง
ละโว้ ขณะนั้นเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมทวารวดี มีปัญหาหย่าร้างกัน ไม่มีผู้ดูแลพระนาง พระอินทร์บันดาลให้
ประชากรสว่ นใหญม่ เี ชอ้ื สายมอญ (ยงั ไมใ่ ชข่ อม ซง่ึ เพงิ่ เคลอ่ื นยา้ ย พญานกใหญ่คาบเด็กหญิงไปตกอยู่ในสระบัว (ณ ปัจจุบันคือ
มาสู่ล�ำน้�ำเจ้าพระยาช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕ หลังยุคพระนาง บริเวณหนองบวั ใกลด้ อยต)ิ ฤๅษวี าสเุ ทพ (สุเทวฤๅษ)ี จงึ เกบ็ มา
จามเทวี ๒ ศตวรรษ) และอาจผสมกับชาติพันธุ์ชนชั้นปกครอง เลี้ยง ตั้งช่ือว่า "หญิงวี" เม่ือเติบโตได้ร่�ำเรียนศิลปวิทยาการ
อื่นๆ อาทิ ชวา อินเดีย จามปา เน่ืองจากในอดีตนิยมส่งมอบ กับฤๅษีวาสุเทพ ซึ่งต่อมาถูกติฉินนินทาว่าอยู่กันสองต่อสอง
ราชธิดาจากอาณาจักรหนึ่งถวายให้อาณาจักรหนึ่งเพ่ือผูก กับเด็กสาว (ท�ำให้ภูเขาท่ีฤๅษีสิงสถิตพ�ำนักมีชื่อว่า "ดอยติ")
สัมพันธท์ างการเมอื ง จึงได้อธิษฐานจิตให้ "หญิงวี" นั่งบนใบบัวล่องลอยไปกับกระแส
ทว่าต�ำนานพ้ืนเมืองเขียนโดยปราชญ์ท้องถ่ินชาวมอญใน นำ�้ แมร่ ะมงิ คพ์ รอ้ มกบั กากวานร (ลงิ ดำ� ) จำ� นวน ๒๘ ตวั ในทส่ี ดุ
ล�ำพนู หลายรอ้ ยปมี าแลว้ เชน่ กนั กลับเชือ่ วา่ พระนางจามเทวีเปน็ หญิงวีจึงได้ไปอยู่ในราชส�ำนักกรุงละโว้ฐานะพระธิดาบุญธรรม
ชาวเม็ง (เม็ง เป็นภาษาที่ชาวล�ำพูนใช้เรียกคนมอญ) มีบิดา อันเป็นค�ำตอบที่ว่า ท�ำไมในที่สุดพระนางจามเทวีจ�ำต้อง
ชื่อเศรษฐีอินตา มารดาชื่อนางอุสา พระนางจามเทวีเกิดที่ กลับคืนสู่มาตุภูมินครหริภุญไชยอีกคร้ังในยามที่แผ่นดิน
บ้านบ่อคาว (ปัจจุบันคือบริเวณเวียงเกาะกลาง ต�ำบลบ้านเรือน ระสำ่� ระสาย
40
เนนิ บ้านเศรษฐอี ินตา สถานท่เี ช่อื ว่าเปน็ บา้ นเกิดของพระนางจามเทวี
เรื่องราวเก่ียวกับเศรษฐีอินตาและพระนางจามเทวี ๓ ๔ วดั พระคงฤาษี เปน็ หนง่ึ ในส่ีวัดประจ�ำทศิ ของเมอื งล�ำพูนเช่ือว่าสร้างขึน้
ในส่วนนี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆ ทั้งสิ้น นอกเสียจากว่ามีการพบ โดยฤาษวี าสุเทพและสุกกทันตฤาษี ผอู้ ุปการะพระนางจามเทวี
ซากโบราณสถานชอื่ "เนนิ บา้ นเศรษฐอี นิ ตา" ในชมุ ชนบา้ นบอ่ คาว
เวียงเกาะกลาง ประชากรยงั คงเป็นชาวมอญที่เชอ่ื วา่ พวกตนเปน็ วัดพระคงฤาษี เป็นหนึ่งในสี่วัดประจำ� ทศิ ของเมอื งล�ำพนู เชื่อวา่ สรา้ งข้ึนโดยฤาษี
"เม็งคบุตร" ดั้งเดิมที่สืบทอดมาจากมอญหริภุญไชยกลุ่มสุดท้าย วาสเุ ทพและสกุ กทันตฤาษี ผ้อู ุปการะพระนางจามเทวี
ทยี่ งั หลงเหลืออย่ใู นจังหวัดล�ำพนู
คติชนวิทยาหน้านี้เป็นเรื่องราวท่ีไม่เพียงแต่มีสีสัน กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 41
เทา่ นั้น ทวา่ ยังน่าศกึ ษาค้นควา้ ว่าจะมคี วามจรงิ -เทจ็ ประการใด
เพราะจวบจนปัจจุบันก็ยังไม่มีใครกล้าสรุปเรื่องชาติก�ำเนิดของ
พระนางจามเทวีได้อย่างชัดถ้อยชัดค�ำ แม้การศึกษาหลักฐาน
ด้านโบราณคดีก็ยังมิอาจช่วยให้ประวัติศาสตร์อันคลุมเครือ
และมืดมนหน้าน้คี ล่ีคลายลงได้
บทบาทของพระนางจามเทวี ท่ีเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับ
นครหริภุญไชย เริ่มขน้ึ เมอ่ื ตอนฤๅษวี าสุเทพ (นักวิชาการเช่ือว่า
วาสุเทพเป็นนักพรตชาวอนิ เดีย แต่ชาวพน้ื เมอื งเชยี งใหม–่ ล�ำพนู
เชอ่ื วา่ เปน็ ชาวลวั ะ) ไดส้ รา้ งเมอื งแถบลำ� พนู ปจั จบุ นั เสรจ็ ปรากฏ
ว่าเมืองนี้ขาดผู้น�ำท่ีทรงทศพิธราชธรรม ฤๅษีวาสุเทพจึงส่ง
ทูตน�ำสาส์นมาปรกึ ษาเพื่อนฤๅษีทลี่ ะโว้ นาม "สกุ กทันตะ" ฤๅษี
สุกกทันตะแนะน�ำว่าสมควรอัญเชิญพระนางจามเทวีไปปกครอง
เมืองหริภุญไชยเพราะเป็นสตรีที่เก่งกล้าทั้งศาสตร์และศิลป์
พระเจ้าจักรพรรดิราช กษัตริย์กรุงละโว้ ทรงเห็นด้วย และมี
พระราชานุญาตให้พระนางจามเทวีซึ่งก�ำลังต้ังครรภ์อ่อนๆ
ได้ ๓ เดือน เดินทางไปครองนครหริภุญไชย ในระหว่างนั้น
ขอใหฤ้ ๅษสี กุ กทนั ตะร่วมเดนิ ทางไปส่งด้วย
เสน้ ทางเสดจ็ ๗ เดอื นทางชลมารค
นักวชิ าการมกั มองภาพลกั ษณ์ของพระนางจามเทวีว่า เปน็ การเดนิ ทางโดยชลมารคน้ี ทรงขน้ึ มาจากแมน่ ำ�้ ปา่ สกั และ
ผนู้ ำ� พระพทุ ธศาสนามาสถาปนา ณ ดนิ แดนภาคเหนอื เปน็ บคุ คล แม่น�้ำเจ้าพระยา สู่น�้ำแม่ปิง (พิงคนที) อย่างช้าๆ ค่อยๆ
แรกๆ เน่อื งจากทรงเดนิ ทางมาเปน็ คณะใหญ่ มที งั้ บรรพชติ และ ช่วยกันสร้างบ้านแปลงเมืองเผยแผ่พระพุทธศาสนามาตลอด
ฆราวาส รวมแล้วประมาณกว่า ๗,๐๐๐ คน ในต�ำนานจ�ำแนก เสน้ ทาง จงึ ใช้เวลาเดินทางถงึ ๗ เดอื น ระหว่างท่ยี งั มิไดเ้ สด็จ
กลุ่มคนออกเป็นหมวดหมู่ และใส่ตัวเลขประกอบทุกหมวดว่า ถึงนครหริภุญไชยนั้น พระนางได้ทรงศีลและฉลองพระองค์ขาว
๕๐๐ เพื่อให้เหน็ จำ� นวนปริมาณทีม่ ากมายมหาศาลดงั นี้ ตลอด โดยไดห้ ยุดพกั ณ ตำ� บลต่างๆ ตามรายทาง ตวั อยา่ งเช่น
พระมหาเถระที่ทรงปิฎก ๕๐๐ รูป หมู่ปะขาวที่ตั้งอยู่ใน เมอื งบางประบาง ว่ากนั วา่ ควรเป็นปากบางหมน่ื หาญ ใกล้
เบญจศลี ๕๐๐ คน บณั ฑติ ๕๐๐ คน หมู่ชา่ งแกะสลัก ๕๐๐ คน ปากน�้ำพุทราเวลานี้ แต่ก็มีข้อสันนิษฐานใหม่ว่า อาจหมายถึง
ช่างแกว้ แหวน ๕๐๐ คน พอ่ เลีย้ ง ๕๐๐ คน แมเ่ ล้ยี ง ๕๐๐ คน อ�ำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี หรือไม่เม่ือพิจารณาจาก
หมู่หมอโหรา ๕๐๐ คน หมอยา ๕๐๐ คน ช่างเงิน ๕๐๐ คน ช่ือเดมิ นครสวรรค์เคยช่ือ "พระบาง"
ช่างทอง ๕๐๐ คน ช่างเหล็ก ๕๐๐ คน ชา่ งเขียน ๕๐๐ คน และ เมืองคันธิกะ ผู้รู้เคยสันนิษฐานว่าคือเมืองนครสวรรค์
หมูช่ ่างจิปาถะอีก ๕๐๐ คน แต่ไม่บอกว่าคือส่วนไหนของอ�ำเภอใดในนครสวรรค์ จากการ
ลงพ้ืนที่ เช่ือวา่ อาจเป็นแหลง่ โบราณคดี บ้านโคกไมเ้ ดน ตำ� บล
ท่าน้�ำออ้ ย อ�ำเภอพยุหะครี ี
เมืองเทพบุรี มีการต้ังเมอื งทน่ี ี่ สันนษิ ฐานวา่ คอื บ้านโคน
หรือวังพระธาตุ จากการลงพื้นที่น่าจะหมายถึงนครไตรตรึงส์
(ตรัยตรังษ์) ซ่ึงยังเหลือร่องรอยพระพุทธรูปทวารวดีใน
พพิ ิธภัณฑสถานแห่งชาติ ก�ำแพงเพชร
ต�ำบลบ้านตาก พระนางจามเทวีทรงมีรับส่ังให้พระพี่เลี้ยง
และข้าราชบริพารน�ำสิ่งของท้ังหลายอันเปียกชุ่มน้�ำขึ้นตาก
จงึ เรียกสถานที่น้ีต่อมาวา่ บ้านตาก คอื บริเวณวัดพระบรมธาตุ
บ้านตาก จดุ เดยี วกนั
ต�ำบลสามเงา เป็นที่รวมน้�ำแม่วังต่อกับแม่ระมิงค์ รี้พล
ทั้งหลายพากันง่วงเหงาอยู่ พระนางเองก็ดูเหงาๆ ไป จึงได้
เรยี กวา่ จามเหงา หรอื ยามเหงา บา้ งอธบิ ายวา่ "สามเงา" หมายถงึ
พระนางจามเทวเี หมอ่ มองเหน็ เงาคนสามคน (ลกู แฝดในทอ้ งอกี
สอง) พระนางจามเทวโี ปรดใหส้ รา้ งวดั ขน้ึ แหง่ หนง่ึ ประดษิ ฐาน
พระพุทธรปู และพระสาวกใหค้ นท้ังหลายสักการบชู า ท่ีนั้นจงึ ได้
ชอื่ เวลาตอ่ มาวา่ พทุ ธสมาคม (แผลงมาจากพทุ ธสรณาคมณ)์
ต�ำบลหน่ึงมีแก่งน�้ำ มีหน้าผาชะโงกเงื้อมลงปรกแม่น้�ำ
ทนี่ ่ันนางกำ� นลั คนหนึง่ เสยี ชวี ิต พระนางจามเทวจี งึ พระราชทาน
เพลิงศพและฝังอัฐิไว้ ต่อมาพระนางเสด็จลงสรง ทรงเส่ียง
สัตยาธิฐานว่า "ข้าน้อยจักน�ำพระศาสนาและราชประเพณีไป
ประดิษฐานยังแว่นแคว้นนครหริกุญไชยในคร้ังนี้ หากเจริญ
๑ ๑, ๒ วดั พระธาตุหริภุญชัย วดั สำ� คญั ย่ิงคู่เมอื งล�ำพนู
42
รงุ่ เรอื งดงั มโนรถอนั มงุ่ หมาย ขอเทพยดาจงดลบนั ดาลใหม้ นี ำ�้ ไหล ๒
หลั่งลงมาจากเงื้อมผาน้ีให้ข้าน้อยได้สรงสรีระในกาลบัดน้ีเถิด" ๓, ๔ กชู่ า้ ง กู่ม้า สถานทีศ่ กั ดิ์สิทธ์อิ นั เก่ยี วเนอื่ งกบั องค์พระนางจามเทวี
พอสิ้นค�ำอธิษฐาน ก็บังเกิดเหตุอัศจรรย์มีอุทกธาราโปรยปราย หมายถงึ เปน็ ทฟ่ี ังศพมา้ ทรง ชา้ งทรง ของพระนางจามเทวี
หลั่งไหลตกลงมาจากเง้ือมผานั้นให้พระนางได้สรงสนาน
เป็นที่ส�ำราญพระหฤทัย สถานท่ีน้ันจึงได้ปรากฏชื่อต่อมาว่า
ผาอาบนาง ยังมีน�้ำตกโปรยจากผาลงมาในลำ� น�ำ้ จนถงึ ทุกวนั นี้
เมืองแก่งสร้อยนครคีรี หลังจากผ่านเกาะแก่งเช่ียวกราก
มายาวนาน ทรงย้ังพัก ณ หาดแก่งสร้อย และสร้างวัดข้ึน
ณ เมืองแห่งน้ี
เมืองรา้ งแหง่ หนึง่ ท่นี ี่พระนางจามเทวีทรงให้หยดุ กระบวน
เรือพักแรม ปรากฏว่า..มีเต่าจ�ำนวนมากมายมารบกวนคน
สถานท่นี ัน้ จึงเรยี กวา่ ดอยเตา่
ต�ำบลหน่ึง มีชื่อว่า บ้านโทรคาม เป็นรมณียสถานอันพอ
พระทัยนกั พระนางโปรดฯ ให้พักแรมอยู่ ณ ทีน่ ี้ และทรงสรา้ ง
พระสถูปข้ึนพระองค์หนึ่ง ประทานพระนามว่า วิปะสิทธิเจดีย์
เมอ่ื สรา้ งเสรจ็ ไดม้ พี ธิ ฉี ลองและกระทำ� การสกั การบชู าเปน็ อนั มาก
บ้านท่าเชียงทอง มีชาวบ้านหญิงชายพากันออกมาคอย
รับเสด็จจ�ำนวนมาก พระนางจึงทรงมีรับส่ังถามคนท้ังหลาย
นน้ั ว่า "ดกู ร ชาวพ่อชาวแมท่ ั้งหลาย แต่นี้ถงึ นครหรภิ ุญไชย ยงั
ประมาณทางมากนอ้ ยเทา่ ไร" คนเหลา่ นน้ั ตอบวา่ "ขา้ แตม่ หาราช
เทวีเป็นเจ้า แต่น้ีถึงนครหริภุญไชยนั้น ข้าทั้งหลายได้ยินมาว่า
หน่ึงโยชน์แล" ด้วยเหตุดังกล่าว สถานท่ีน้ีจึงได้ชื่อต่อมาว่า
เมอื งฮอด
๓
๔
กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑ 43
เส้นทางแมน่ ำ�้ กวงแยกจากลำ� นำ�้ ปงิ ลงมาสู่เมอื งล�ำพูน
สรา้ งพระเจา้ คา่ คงิ (พระพุทธรูปสงู เทา่ ตวั
ผูส้ ร้าง) ณ วดั กู่ละมกั
ขณะทก่ี ระบวนเสดจ็ ของพระนางจามเทวมี าถงึ "ทา่ เชยี งทอง" พระนาง (ภาษาล้านนายุคปัจจุบันเรยี ก "พระเจา้ คา่ คงิ " พระเจ้า
อันเป็นเขตชานเมืองก่อนถึงนครหริภุญไชย พระนางจามเทวีได้ คือพระพุทธรูป คา่ คอื เทา่ หรอื เทียม คิง แปลวา่ ตน) บรรจุไว้
หยุดพักกระบวนเรือ และสร้างเมืองเล็กแห่งหนึ่งข้ึนบริเวณ ในซมุ้ จระนำ� ของพระบรมธาตุ
นอกเมอื ง เพอื่ ตงั้ คา่ ยประทบั แรม ทรงเหน็ วา่ ไมค่ วรรบี รอ้ นเขา้ ไป ก่อนออกเดินทางจากลวปุระ พระนางจามเทวีได้รับมอบ
ในเมืองเกรงประชาชนผู้คนจะแตกตื่น โหราจารย์ ได้ถวาย พระพุทธรูปส�ำคัญ ๒ องค์จากพระเจ้ากรุงละโว้ ให้น�ำติดตัว
ความเห็นให้ทรงเสี่ยงธนูดูตามประเพณีก่อนท่ีจะเสด็จเข้าสู่ ไปด้วย คอื พระแกว้ ขาว (พระเสตงั คมณี) กับ พระสกิ ขีปฏิมา
นครหริภญุ ไชย จงึ โปรดให้นายขมังธนูน้าวคนั ศรส่งลูกธนูไปทาง ศลิ าด�ำ ต�ำนานระบวุ า่ พระนางจามเทวีได้ถวาย "พระสกิ ขปี ฏมิ า
ทศิ เหนอื ดว้ ยกำ� ลงั แรง ลกู ธนไู ปตกอยู่ ณ สถานทแี่ หง่ ใดแหง่ หนงึ่ ศิลาด�ำ" ประดิษฐานไว้ในพระอารามท่ีทรงสร้างข้ึนที่กู่ละมัก
จกั ถอื วา่ เปน็ ชยั ภมู อิ นั เหมาะสม พระสงฆท์ ง้ั หลายจงึ ถวายพระพร แห่งนี้
วา่ พระนางควรจกั หยง่ั รากพระพทุ ธศาสนาลง ณ ทน่ี น้ั เปน็ ปฐมบท พระนางจามเทวีทรงสถาปนาเมืองเล็กแห่งน้ีข้ึนเป็น
เมื่อพวกนายธนูได้ยิงเข้าไปแล้ว จุดท่ีลูกธนูตกห่างออกไป พลบั พลาชว่ั คราว ประกอบดว้ ยพระราชนเิ วศนเ์ รอื นหลวงสำ� หรบั
จากท่าเชียงทองราว ๑ โยชน์ครึ่ง พระนางจามเทวีโปรดให้ เสดจ็ ประทบั รวมทงั้ ทพี่ กั คณะผตู้ ดิ ตามทงั้ หมด พระนางและปวง
กอ่ พระอารามขึ้น พร้อมดว้ ยพระมหาเจดยี ์ วัดนีจ้ งึ มีช่ือว่า "วัดกู่ เสนาประชาราษฏร์ท่ีติดตามต่างอาศัยอยู่ในเมืองเล็กนั้นด้วย
ละปัก" (หมายถึงลกู ธนูของชาวลัวะ-ชาวเมง็ เรียกโดยรวมว่าพวก ความสุขสบายรื่นรมย์ สถานที่ดังกล่าวจึงได้ช่ือว่า "รมยคาม"
"ละ" มาตกปักอยู่) ต่อมาแผลงเป็น "กู่ละมัก" ที่แห่งนี้พระนาง และคนทั้งหลายเรียกกันสืบมาว่า บ้านละมัก หรือรมณียาราม
จามเทวีโปรดให้หล่อพระพุทธรูปขนาดเท่าความสูงจริงของ จากนนั้ พระนางจามเทวกี เ็ สดจ็ ตอ่ ไปนัง่ เมืองยังนครหริภญุ ไชย
44
บริเวณหน้าผาแก่งสรอ้ ย สถานท่จี อดเรือพักขบวนเสดจ็ ขึ้นสูเ่ มอื งลำ� พนู
พระนางจามเทวีทรง "นง่ั เมือง" (เดือนทางล้านนานับเร็วล่วงหน้าไปก่อนทางภาคกลาง ๒ เดือน
ดังน้ันจะอยู่ในราวเดือนธันวาคม) ปี พ.ศ. ๑๒๐๔ แต่ต�ำนาน
จากนนั้ ฤๅษสี กุ กทนั ตะไดเ้ ดนิ ทางลว่ งหนา้ ไปยงั นครหรภิ ญุ ไชย ทอ้ งถนิ่ ระบวุ า่ เปน็ วนั ขน้ึ ๒ คำ�่ เดอื น ๗ ปมี ะเมยี พทุ ธศกั ราช ๑๒๐๒
เพอ่ื แจง้ ขา่ วการเสดจ็ มาถงึ ฤๅษวี าสเุ ทพรวมทงั้ ไพรบ่ า้ นพลเมอื ง ขณะพระชนมายุได้ ๒๖ พรรษา ในต�ำนานท้องถ่ินยังมีการระบุ
ทั้งหลายพอทราบข่าวก็พากันตกแต่งพลบั พลารบั เสดจ็ ไว้ทางทิศ พระนามในพระสพุ รรณบฏั วา่
ตะวนั ออก (ใกลบ้ รเิ วณวดั พระธาตหุ รภิ ญุ ไชย ซง่ึ มแี มน่ ำ้� กวงไหล "พระนางเจา้ จามเทวี บรมราชนารี ศรสี รุ ยิ วงศ์ องคบ์ ดนิ ทร์
ผา่ นดา้ นหนา้ ) อนั เปน็ สถานทซ่ี ง่ึ สมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ทรง ปน่ิ ธานหี รภิ ญุ ไชย"
เคยเสดจ็ ประทบั ตรสั พทุ ธพยากรณม์ าแตก่ อ่ น และสองขา้ งถนนท่ี การเดนิ ทางมาของพระนางจามเทวเี ปน็ การสรา้ งความรงุ่ เรอื ง
จะเสดจ็ พระดำ� เนนิ มาประดบั ประดาดว้ ยราชวตั ฉิ ตั รธงบปุ ผชาติ และเป็นปึกแผ่นให้กับดินแดนทางภาคเหนือเป็นครั้งแรก โดย
ตา่ งๆ จากนน้ั ฤๅษวี าสเุ ทพจงึ นำ� ชาวเมอื งเชญิ เครอ่ื งสกั การบชู าไป เฉพาะอยา่ งยงิ่ ในดา้ นการพระพทุ ธศาสนา พระนางจามเทวไี ดท้ รง
เฝ้าเตรียมรับเสด็จตั้งแต่ชานเมืองด้วยความปีติอย่างย่ิง ไม่ช้า ด�ำรงพระองค์เยี่ยง"ธรรมมิกราชา"ทรงอุปถัมภ์การพระศาสนา
กระบวนเสดจ็ ของพระนางจามเทวกี ม็ าถงึ โดยทางสถลมารค พระ อย่างเข้มแข็ง มีการสร้างวัดถวายพระภิกษุจ�ำนวนนับพันแห่ง
ฤๅษที ง้ั สองไดก้ ราบบงั คมทลู ขอใหพ้ ระนางจามเทวี “สละเพศนกั พรต ทรงน�ำระบอบการบริหารบ้านเมืองตามอย่างวัฒนธรรมละโว้หรือ
กลบั มาฉลองพระองคใ์ นชดุ กษตั รยิ ”์ และขอใหท้ รงเสวยราชยย์ งั ทวารวดซี งึ่ สบื ทอดคตจิ ากอนิ เดยี มาใช้ และขอ้ สำ� คญั ทรงประสาน
พระนครแหง่ น้ี จากนน้ั จงึ แหแ่ หนพระนางจามเทวไี ปยงั พลบั พลา ชนพ้ืนเมืองชาติพันธุ์ต่างๆ ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ
ที่น่ันไดม้ ีพระราชพธิ ีบรมราชาภเิ ษก ฤๅษวี าสเุ ทพอญั เชิญ เรียบร้อยภายในอาณาจักรหริภุญไชย แม้ว่าในช่วงแรกของ
พระนางจามเทวเี สดจ็ ขนึ้ ประทบั บนกองสวุ รรณอาสน์ (บลั ลงั กท์ อง) การครองราชยจ์ กั ตอ้ งเผชญิ หนา้ กบั ความไมพ่ อใจของชาวลวั ะเจา้
เพ่ือทรงสรงน้�ำมูรธาภิเษก วันท่ีเสด็จขึ้นเสวยสิริราชสมบัติน้ัน ถน่ิ เดมิ ดงั ทร่ี จู้ กั กนั ดใี นตำ� นานเรอื่ ง ขนุ หลวงวลิ งั คะ นน้ั เอง
ตำ� นานชนิ กาลมาลปี กรณร์ ะบวุ า่ ตรงกบั วนั ขนึ้ ๘ คำ�่ เดอื น ๓ เหนอื
กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑
45
กฬี าการละเล่น
เรือ่ ง : สมฤทธิ์ ลือชยั
ภาพ : วศิ าล นำ้� ค้าง
46
จากยุทธการ
สู่นาฏกรรม
ของชายชาติไท
“...เจงิ อนั หนงึ่ ชอื่ วา่ เปน็ โคมคลองหมากเตา้ หลายคนบอกวา่ ผมเปน็ คนประเภท “อดตี นิยม” หรือทภี่ าษาฝร่ัง
นางเหยยี้ มปลอ่ งลงแทง พอฟอ้ นเฟอ่ื งสวา่ งสงวน เรียกวา่ Nostalgia คอื ชอบเรอ่ื งราวเก่าๆ ไม่วา่ จะเป็นประวตั ิศาสตร์
ชาวแม่มาดสมแสน ชอ้ งนางควข่ี ะแจข�ำ หรือวัฒนธรรม เร่ืองหนึ่งที่ผมชอบเล่าเสมอ ก็คืองานบุญของบ้านผม
ขุนใหมห่ มา้ เช็กคาย ขุนใหมห่ ม้าด่วนเสด็จ” ท่ีเชียงราย ทุกครั้งที่มีงาน..คนท่ีจะปรากฏตัวให้เห็นอยู่เสมอคือ
“อ้ายค�ำลุงลัง” อ้ายค�ำเป็นคนท่ีมีฝีมือในการแสดงไม่ว่าจะเป็น
(เจิงหอก ในคัมภีร์ใบลานของล้านนา ฟอ้ นเจงิ ตบมะผาบ และตกี ลองสะบดั ชยั ทงั้ หมดจะอยใู่ นชดุ การแสดง
กัณฑ์มหาราช/ อ้างจาก “ฟอ้ นเจิง” เดียวกัน คือเร่ิมจากฟ้อนเจิงก่อน จากนั้นก็ตบมะผาบและต่อด้วย
อ.สน่นั ธรรมธิ สำ� นักส่งเสริมศลิ ปวฒั นธรรม ตีกลองสะบัดชัย ท่วงทีลีลาการฟ้อนเจิงของอ้ายค�ำท้ังดุดัน สง่าและ
มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่) พล้ิวไหว ผมยังจำ� ตดิ ตาจนทกุ วนั นี้ ฉายา “ลงุ ลัง” กส็ ่ือใหเ้ ห็นว่าเป็น
อาการเคล่ือนไหวท่ีหลุกหลิก หลอกล่อ อันเป็นท่วงท่าในการฟ้อนเจิง
และตีกลองสะบัดชัยของอ้ายคำ� นั่นเอง
การเรียนการสอนฟอ้ นเจงิ
ของโรงเรียนมธั ยม
ในจังหวัดล�ำพูนทีว่ ดั พระยนื
กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 47
48