The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วัฒนธรรม ปีที่ 57 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2561 สืบล้านนา ภูมิปัญญาไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cstd, 2022-03-29 22:59:01

วัฒนธรรม ปีที่ 57 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2561

วัฒนธรรม ปีที่ 57 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2561 สืบล้านนา ภูมิปัญญาไทย

Keywords: วัฒนธรรม

การแสดงฟ้อนเจงิ วนั น้ี มีการแสดงการต่อส้จู รงิ ๆ ด้วย ท้งั การตอ่ สู้ดว้ ยมือเปล่าและใช้อาวธุ

ทม่ี าของ เจิง หรือ ฟอ้ นเจิง

ค�ำว่า “เจิง” ถ้าแปลตามพยัญชนะก็คือ “ช้ันเชิง” แต่ถ้า
แปลตามอรรถะก็น่าจะหมายถึง “ท่วงท่า ลวดลายหรือลีลา”
อ.สนน่ั ธรรมธิ อธิบายว่าการฟ้อนเจิงนนั้ มี ๒ แบบ คอื
๑. ฟอ้ นเจิงมอื เปล่า
๒. ฟอ้ นเจิงมีอาวุธ เช่น ดาบ หอก หรือ ไม้
การฟอ้ นเจงิ กค็ อื การแสดงทว่ งทา่ หรอื ลลี าในการใชอ้ าวธุ
ซ่ึงก็คือ ร่างกาย หรือ หอก ดาบ ไปตามกระบวนเพลง
ตดิ ตอ่ กนั ไปเป็นชุด ส่วนหนึ่งเป็นการฝึกฝนความต่อเนื่องใน
การใช้อาวุธติดตามกันเป็นเพลงรบ และอีกส่วนหนึ่งยังเป็นการ
หลอกล่อและข่มขวัญคู่ต่อสู้ อันมีที่มาจากการป้องกันตัว
นน่ั เอง นอกจากนนั้ แลว้ ยังเป็นการรวบรวมสมาธิและเรียกขวัญ
กำ� ลงั ใจใหก้ ับตัวเองด้วย

กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑ 49

ด้วยเหตุน้ี บรรดาชายชาว
ล้านนาที่ศึกษาศิลปะการต่อสู้
ปอ้ งกนั ตวั จงึ ตอ้ งมกี ารศกึ ษาวชิ า
เจงิ ประกอบดว้ ย ใกลเ้ คยี งกบั การ
เรียน มวยไทย ดาบไทย ที่ตอ้ งมี
การรำ� ไหวค้ รู นนั้ เอง
อีกทั้ง “เจิง” ยงั เปน็ หนึ่งใน
กลยุทธ์เพ่ือหลอกล่อให้คู่ต่อสู้
ตายใจและเผยจุดอ่อนของตน
ออกมา ดังปรากฏในบทละคร
พนั ทางเรอ่ื งราชาธริ าช ตอน สมงิ
พระรามอาสา กามะนี ทหารเอก
พระเจ้ากรุงจีนนั้น สวมเกราะ
แน่นหนาจนมิอาจใช้อาวุธท�ำร้าย
ได้ สมงิ พระรามตอ้ งออกอบุ ายให้
แตล่ ะฝา่ ยรำ� ทวนกอ่ นจะสกู้ นั ชว่ ง
ทกี่ ามะนรี ำ� ทวนนนั้ สมงิ พระราม
ก็สังเกตเห็นว่า ตรงรักแร้ไม่มี
เกราะหมุ้ พอทจ่ี ะแทงหอกเขา้ ไป
และท่ีคอก็สามารถจะใช้ดาบฟัน
เข้าไปได้ จึงเป็นช่องท่ีจะใช้
สงั หารกามะนี และเมอ่ื สกู้ นั จรงิ ๆ
สมิงพระรามก็แทงทวนที่รักแร้
แล้วใช้ดาบตัดหัว จึงสามารถ
เอาชีวิตของกามะนีได้ ดังนั้นจึง
จะเหน็ ไดว้ า่ การฟอ้ นเจงิ หรือการ
ร่ายร�ำอาวุธก่อนการต่อสู้นั้น
มเี หตผุ ลทางยทุ ธศาสตรม์ ากกวา่
จะเป็นแค่ความสนุ ทรยี ะ”
หากแต่ต่อมาได้มีการน�ำ
“ฟ้อนเจิง” น้ีมาแสดงในงาน
ประเพณีของชนชาติไท เช่น
งานบวชเณร (ปอยส่างลองของ
ไทใหญ่ หรือบวชลูกแก้วของ
ไทล้านนา) หรือในงานบญุ ต่างๆ
อย่างในภาคเหนือของผม ถ้ามี
งานบญุ เกดิ ขนึ้ เจา้ ภาพกม็ กั จะจดั

50

การแสดงฟอ้ นเจงิ ของชาวไทล้อื มเี อกลักษณอ์ ยทู่ ่เี คร่อื งแต่งกายเปน็ แบบชาวไทล้อื น่นั เอง

ให้ฝ่ายสตรี ฟ้อนเล็บฝ่ายบุรุษก็จะฟ้อนเจิง ตบมะผาบ และตี ศิลปะการแสดงน้ีมาจาก “ป้อครูเงี้ยว” (พ่อครูชาวไทใหญ่)
กลองสะบดั ชยั เปน็ กระบวนการนนั ทนาการเบอื้ งตน้ กลา่ วโดยยอ่ แมป้ จั จบุ นั ในลา้ นนา คนทต่ี อ้ งการจะเรยี นฟอ้ นเจงิ นนั้ สว่ นมาก
กค็ อื ฟ้อนเจงิ กค็ อื นาฏกรรมของบุรษุ เพศของชนชาติไทนนั่ เอง ก็ต้องไปเรียนกับครูชาวไทใหญ่ อาทิ พ่อครูปายเมือง หรือ
ส่วนการ “ตบมะผาบ” ก็คือการใช้ฝ่ามือตบไปตามส่วน พ่อครูจ่างค�ำ ท่ีชุมชนชาวไทใหญ่ บ้านเปียงหลวง อ.เวียงแหง
ตา่ งๆ ของรา่ งกาย ทำ� ใหเ้ กดิ เสยี งดงั และถอื เปน็ การกระตนุ้ ความ จ.เชยี งใหม่
คึกคักให้แก่ตนเองรวมท้ังเป็นการข่มขวัญคู่ต่อสู้ไปในตัว จะว่า ผมดูฟ้อนเจิงน้ีแล้วก็เกิดความคิดว่า คงมีความเป็นไปได้
ไปการฟ้อนเจิงจะสมบูรณ์ได้ก็ต้องตามด้วยการ ตบมะผาบ ที่การแสดงนี้จะได้อิทธิพลไม่มากก็น้อยมาจากการ “ร�ำมวย
ถอื เปน็ ของค่กู นั และร�ำเพลงอาวุธจีน” เชื่อไม่เช่ือลองพิจารณาดูดีๆ ก็ได้ว่า
เป็นที่น่าสังเกตว่าชนชาติไทท่ีอยู่ใกล้จีน อาทิ ไทใหญ่ ท่าและลีลาการฟ้อนเจิงบางท่าน้ันเหมือนร�ำไทเก๊ก เหมือนร�ำ
หรอื ไทลื้อ จะมีการแสดงฟ้อนเจงิ นอี้ ยา่ งแพร่หลาย และไทใหญ่ เพลงอาวุธจีน ยังไงยังงั้น ในบรรดาชนชาติไตทั้งหมดท่ีใกล้ชิด
หรือไทลื้อน้ันถือว่าเป็นครูของการฟ้อนเจิงในล้านนา ครูค�ำ กับจีนน้ันก็แน่ละ ไม่มีใครเกินพวกไทใหญ่เป็นแน่ และเป็นที่
กาไวย์ ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงใหม่ที่มีชื่อเสียงทางฟ้อนเจิง ยอมรบั กนั วา่ การฟอ้ นเจงิ นนั้ พวกไทใหญน่ แ้ี หละท่ีเปน็ ตน้ แบบ
ฟ้อนดาบและตีกลองสะบัดชัย เคยเล่าให้ฟังว่าท่านเรียน และเปน็ สุดยอดจริงๆ

กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑ 51

การเรยี นฟอ้ นเจงิ เมื่อเรียนจบแล้ว ครูจะสั่งเร่ืองข้อห้ามและข้อปฏิบัติ
ให้แก่ศิษย์ ฝ่ายศิษย์ก็ต้องมี “ขันครู” คือเครื่องเซ่นไหว้ครู
การฟอ้ นเจงิ นนั้ ใชว่ า่ ใครๆ กฟ็ อ้ นได้ ตามธรรมเนยี มแลว้ ซึ่งเป็นขันหรือตะกร้าท่ีใส่เครื่องไหว้ แล้วน�ำมาบูชาไว้ท่ีบ้าน
ต้องมีครูและมีพิธีกรรม ทั้งนี้เพ่ือความศักดิ์สิทธิ์ท้ังผู้สอนและ ในรอบหน่ึงปีก็ต้องจัดพิธีไหว้ครูคร้ังหน่ึง พิธีกรรมเช่นน้ี
ผูเ้ รยี น ผ้เู รียนตอ้ งเตรยี มเครือ่ งคารวะอนั ประกอบดว้ ย ดอกไม้ ท�ำให้การฟ้อนเจิงนั้นเป็นท้ังนาฏศาสตร์และไสยศาสตร์
ธูปเทยี น หมาก พลู ผ้าขาวผ้าแดง สุราและเงนิ ค่าข้ึนครูตามท่ี ไปในตัว ทั้งนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่คนท่ีเรียนฟ้อนเจิง
กำ� หนด แลว้ หาฤกษด์ เี พอื่ ไปขอเรยี นกบั ครู อ.สนน่ั ธรรมธิ กลา่ ววา่ น่ันเอง
ในบางครทู า่ นจะทำ� พธิ เี สยี่ งทาย ก่อนวา่ ควรสอนใหห้ รอื ไม่ โดย การฟอ้ นเจงิ แตล่ ะครกู ม็ รี ปู แบบทต่ี า่ งกนั อยา่ งพอ่ ครมู านพ
การขดี วงกลมบนลานแลว้ เชอื ดไกโ่ ยนไปทว่ี งกลม หากไกด่ น้ิ ออก ยาระณะ ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงใหม่ที่มีฝีมือทางการฟ้อนเจิง
มานอกวงกลมก็แสดงว่าผีครูไม่อนุญาตให้สอน จะสอนหรือรับ ทา่ นกม็ ี “แมท่ า่ ” ทใ่ี ชส้ อน คอื สางหลวง ปรมะ หลดศอกขา้ มหอก
ศิษย์คนน้ีไม่ได้ หรือครูบางคนอาจทดสอบโดยพาผู้ท่ีสมัครเป็น คมี ไฮ ชา้ งงาหลั่ง สนสน้ สนปลาย หมอกมงุ เมอื ง เป็นต้น
ศษิ ยไ์ ปเขา้ ปา่ เพอ่ื จะดนู สิ ยั ใจคอวา่ เปน็ คนอดทนเขม้ แขง็ แคไ่ หน
หากผา่ นพิธกี รรมหรอื การทดสอบที่ว่านีแ้ ลว้ กส็ อนได้


52



๑ ลลี าการฟ้อนเจงิ แบบของชาวไทใหญ่ แสดงออก บทสรปุ ก้าวใหม่ของฟอ้ นเจงิ
ชัดเจนที่เครอื่ งแตง่ กาย เช่นเดียวกัน
๒ ในวนั น้ไี มเ่ พยี งแต่ผู้ชายที่ ฟอ้ นเจิง แม้แต่ผูห้ ญงิ ก็ยัง ดังท่ีได้กล่าวมาแล้วว่า เดิมนั้นการฟ้อนเจิงเป็นการแสดง
สามารถฟ้อนเจงิ ดาบได้ดว้ ย ของบุรุษเพศ เป็นเรื่องของพิธีกรรมและความเข้มแข็ง ฮึกเหิม
เป็นนาฏกรรมในงานประเพณีของชนชาติไทโดยเฉพาะในล้านนา
การกลบั มาของฟอ้ นเจิงในลา้ นนา แตป่ จั จบุ นั จะเหน็ มสี ตรมี าฟอ้ นเจงิ กนั มากขนึ้ นถี้ อื วา่ เปน็ กา้ วใหม่
ท่ีน่าสนใจที่นาฏกรรมอย่างนี้ได้ข้ามพ้นเร่ืองเพศไปได้ ย่ิงกว่านั้น
นาฏกรรมพ้ืนบ้านอย่างฟ้อนเจิงนั้นได้เลือนหายไปจาก การฟ้อนเจิงยังได้แพร่หลายไปสู่คนต่างประเทศอีกด้วย และ
ล้านนาจนกลายเป็นส่ิงหายาก แต่พอกระแสวัฒนธรรมพ้ืนบ้าน ในท้ายที่สุด วันนี้ได้มีการประยุกต์ฟ้อนเจิง ให้กลายมาเป็น
ฟื้นตัวเมื่อสัก ๒๐ กว่าปีมาน้ี การฟ้อนเจิงได้กลับมาเป็นที่นิยม การออกกำ� ลงั กายรวมกลมุ่ แบบใหม่ ทเ่ี รยี กกนั วา่ “ลา้ นนาไทเกก๊ ”
กนั อกี โดยเฉพาะคนร่นุ ใหม่ของลา้ นนา และมีการรวมกลุ่มสอนกันในโรงเรียนเป็นการให้นักเรียน
การฟื้นตัวของฟ้อนเจิงยังได้น�ำไปสู่กระแส “ดาบนิยม” ออกก�ำลังกายกันในช่วงต้นช่ัวโมงพลศึกษา และในตอนเช้าๆ
ในล้านนาอีกด้วย ด้วยเหตุท่ีส่วนหน่ึงของการฟ้อนเจิงคือฟ้อน หน้าหนาว เป็นบางแหง่ บางจงั หวัดในลา้ นนาอีกด้วย
เจิงดาบ ท�ำให้ดาบโบราณกลับมาเป็นท่ีนิยมของนักฟ้อนและ ไม่น่าเช่ือว่า เจิง นอกจากจะออกเดินทางจากยุทธการ
นักสะสม ท่ีเชียงใหม่มีการต้ังเป็นชมรมหรือสมาคมและมีการ มาสู่ความเป็น นากรรมแล้ว ยังสามารถเข้าไปสู่ห้องเรียน
จดั งาน “สบื สานศาสตราอษุ าคเนย”์ เพอื่ ประชนั ความงามของดาบ ได้ดว้ ย ยงั มีอีกกา้ วหน่ึงทนี่ ่าสนใจ ถา้ เจงิ จะสามารถก้าวเขา้ สู่
เก่ากันเป็นประจ�ำทุกปี กล่าวได้ว่าน่ีคือการต่อยอดของการ กระบวนการออกกำ� ลงั กายของชาวลา้ นนาทว่ั ไปไดอ้ กี กจ็ ะเปน็
ฟ้อนเจงิ นน่ั เอง เรื่องที่ยอดเยยี่ มเป็นอย่างย่งิ

กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑ 53

ขนบประเพณี

เรื่อง : ชินวัฒน์ ต้งั สทุ ธจิ ติ
ภาพ : อภนิ นั ท์ บัวหภักดี / ทวี ศริ ิ

หมอขวัญ ขณะเร่ิมเกร่นิ ล�ำน�ำเปดิ พธิ ีกรรมทำ� ขวญั นาค
54

และขบวนแห่นาคใหญ่ท่สี ดุ ในประเทศไทย

เดอื นแปด บวชนาค ท�ำขวัญ

เข้าพรรษา เป็นฤดูท่ีชายหนุ่มชาวพุทธประเทศไทยเรา
จำ� นวนมากจะเขา้ โบสถ์ บวชเปน็ พระกนั เพอื่ จำ� พรรษาเปน็ เวลา
หนึง่ ไตรมาส แมว้ ่าจรงิ ๆ แล้ว การบวชน้ัน ปัจจบุ นั ส่วนมาก
จะทำ� ตามความสะดวก ซง่ึ มหาเถรสมาคมออกกฎวา่ ถา้ จะบวช
นน้ั ตอ้ งอยา่ งนอ้ ยขนั้ ตำ่� ๑๕ วนั ซงึ่ เรอื่ งนเ้ี ปน็ เรอ่ื งดเี พราะบวช
แค่ ๗ วนั นน้ั แทบไมไ่ ดอ้ ะไรเลย บวชไปทำ� ไมกไ็ มร่ ู้
เพราะว่าหลายๆ วัด ไม่ได้มีหลักสูตรการเรียนระหว่าง
บวชของพระนวกะ กจ็ ะเขา้ รอยคำ� โบราณทวี่ า่ บวชตามประเพณี
บวชหนีสังสาร (วัฎฎ์) บวชผลาญขา้ วสกุ บวชสนุกตามเพือ่ น
บวชเลอื่ นลอย และบวชคอยงานใหญ่ เปน็ ตน้
การบวช ไทยเรารับมาจากอินเดีย แต่ประสมประเพณี
พ้ืนเมืองเข้าไป จากบวชพระอย่างเดียว ยังมีประเพณี
ชวนใหฉ้ งนสนเทห่ ์ คอื บวชนาค ทำ� ไมตอ้ งนาค นาคคอื อะไร
มาจากไหน ทำ� ไมจะบวชพระตอ้ งบวชนาคก่อน ยงั มี กอ่ นจะ
บวชนาค ต้องมีท�ำขวัญนาค ท�ำไมเร่ืองนาคนี้ จึงมาวุ่นๆ
กบั การบวชพระไมใ่ ชน่ อ้ ย

กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 55

บวชนาค ทำ� ขวญั นาค
ทำ� ขวัญนาค คือ กระบวนการกอ่ นการ
บวชนาค กอ่ นเขา้ พธิ อี ปุ สมบท ซง่ึ หากไมม่ พี ธิ ี
บวชนาคแต่มีการแต่งชุดขาวโกนหัว ก็เรียก
นาค เช่นกัน ในการท�ำขวัญนาคนี้ คนท�ำ
หน้าท่ีคือ หมอขวัญ และสิ่งของท่ีต้องใช้
ประกอบในพิธที ำ� ขวญั นาค ได้แก่
๑. บายศรี ๕-๗ ชนั้ ไมไ้ ผผ่ า่ ๓ ซกี สำ� หรบั
ขนาบบายศรี
๒. ใบตอง (ตดั ทงั้ กา้ น) ๒ ก้าน สำ� หรับ
หมุ้ บายศร ี         
๓. ผา้ แพรหรอื ผา้ สีหมุ้ บายศรี๑ผนื         
๔. เทยี นเวยี น ๙ เลม่ เทยี นทำ� พธิ ี ๒-๓ เลม่ ๒

๕. ขันน�้ำมนต์ ๑ ขนั ขันใสข่ ้าวสาร ๑ ขัน ๑ หมอขวัญก�ำลงั แหล่ สิง่ ของเหล่านี้ ทางหมอขวัญ ผไู้ ด้รบั การยอมรับให้
ใบพลู ๗ ใบ ท�ำขวญั นาค เป็นผู้ประกอบพิธกี รรมจะเตรียมมาใหเ้ สรจ็ สรรพ ซ่งึ มัก
๖. เครอ่ื งกระยาบวช (ขนมตม้ แดง ตม้ ขาว ๒ หมอขวญั ปอ้ นเครือ่ ง จะรวมอยูใ่ นคา่ ครู พรอ้ มวงดนตรีบรรเลงประกอบ
ขวญั ในพิธีไหว้นาค ในพิธหี มอขวญั จะเชิญ พอ่ นาค บดิ า มารดาและ
ขา้ วปากหมอ้ ไข่ตม้ ) ใสถ่ ้วยท่มี บี ายศรปี าก แต่ละคนกนิ กันระหวา่ ง
ชาม ๑ สำ� รับ         การท�ำขวัญ
๓ วงดนตรีเลน่ ประกอบ
๗. มะพรา้ วอ่อน ๑ ผล แปง้ หอม น�้ำหอม ท�ำขวัญจะเป็นวง ญาติทั้งหมดที่มาร่วมงานเข้ามายังบริเวณพิธี แล้วขับ
เจมิ หนา้ นาค ประเภทใดก็แลว้ แต่การ ล�ำน�ำเปิดพิธีกรรมด้วย ท�ำนองแหล่ มีเกริ่นน�ำสาธยาย
ตกลงกนั กับหมอขวญั
๘. พานก�ำนล ประกอบด้วย พานดอกไม้ ๔ พ่อนาคหมเู่ รียงแถวกัน อานสิ งสท์ ่ที ุกฝา่ ยพงึ จะได้รับในการบวชพระ แล้วจึงร้อง
หมาก ๕ ค�ำ ยาสูบ (บหุ ร)่ี เหล้าขาว ๑ ขวด ขอขมาญาตพิ ี่นอ้ ง ท�ำนองเชิญเทวดา บูชาครู เคารพคุณและยกย่อง
๕ จบพธิ ีทำ� ขวญั นาค ญาติ
เงนิ ๑๒ บาท พนี่ ้องของนาคเขา้ มา เกียรติยศของพ่อนาค และอาจจะบิดามารดาครอบครัว
๙. ธูป ๓ ดอก หรือ ๕-๗ ดอกกไ็ ด้ เกบ็ สิง่ ของในพิธีกลบั ไป ของพอ่ นาคดว้ ย
เปน็ สริ มิ งคล

๑ ๓
56

ขวัญจิตร-ขวัญใจ ศรีประจันต์, และทศพล
หิมพานต์

นาค ความเชื่อดั้งเดิมของ
คนอษุ าคเนย์
คนอุษาคเนย์ รวมทั้งคนไทย รับ
วัฒนธรรมจากอินเดียมาประสมประสาน
วัฒนธรรมด้ังเดิม แล้วเกิดวัฒนธรรมใหม่
ที่มที งั้ คล้ายคลงึ และแตกตา่ งกัน มี ๒ ระยะ
คอื (๑) รบั ศาสนาพราหมณ-์ พทุ ธ กบั (๒) รบั
ศาสนาอิสลาม
ศาสนาในอษุ าคเนย์ มลี กั ษณะการผสม
๔ ผสานความเช่ือระหว่างศาสนาที่เข้ามา

ผสมผสานกับความเช่ือพื้นเมืองดั้งเดิม เช่น
ในการแหลท่ ำ� ขวญั นาค บททตี่ อ้ งเนน้ ยำ้� เปน็ เรอ่ื งใหญเ่ พอ่ื ใหน้ าค ความเชื่อเรื่องผี ที่มคี วามแตกต่างกนั ไป เชน่ การนับถือ
ได้ส�ำนึกบุญคุณมารดาผู้ให้ก�ำเนิดคือการกล่าวถึงตอนปฏิสนธิ การ ผีฟ้าของคนในภาคเหนือ ผีแถนของคนลาวฝั่งแม่น้�ำโขง
กำ� เนดิ เกดิ มาของคนเรา ใหร้ ถู้ งึ บญุ คณุ ของบดิ ามารดา ดว้ ยทว่ งทำ� นอง ผีมดหรอื โขมดของแขมร์ ผเี ม็งของมอญ รวมถงึ ผนี ตั ซง่ึ
ทเ่ี หมาะสม อธบิ ายการเลย้ี งดอู มุ้ ชมู าตง้ั แตย่ งั เยาวจ์ นถงึ วนั นี้ เปน็ ผตี ายโหงมี ๓๗ ตนของพม่า
ถงึ ตอนนี้ ถา้ หมอขวญั พรรณนาเกง่ ขบั ลำ� นำ� ไดอ้ ารมณ์ กถ็ งึ กบั การบวชนาค จงึ เกย่ี วพนั กบั ความเชอ่ื ดง้ั เดมิ ของคน
เรียกน�ำ้ ตาพอ่ นาค ครอบครัว และผมู้ าฟังหลากหลายได้เลยทเี ดียว ในภูมิภาคอุษาคเนย์ที่นับถือผี ก่อนรับพระพุทธศาสนา
ไดอ้ ารมณ์กนั พอเพยี งแลว้ หมอขวัญจึงเลยี่ งมากลา่ วถงึ นาม การบวชนาคในอนิ เดยี ไมม่ ี แตม่ รี ายละเอยี ดเรอื่ งบวชนาค
นาค หรอื สำ� เภาทองของนาค เสน้ ทางของการบวชพระทเี่ กดิ จากความ นอ้ี ยใู่ นหนงั สอื ประเพณี ๑๒ เดอื น ในประวตั ศิ าสตรส์ งั คม
มศี รทั ธาในพระพทุ ธศาสนา เปน็ ทำ� นองสอนนาค ใหข้ อ้ คดิ ในกจิ ของ วฒั นธรรม เพอื่ ความอยรู่ อดของคน โดย รศ.ปรานี วงษเ์ ทศ
สงฆ์ ข้อควรปฏิบัติขอ้ ห้ามทต่ี ้องระวัง มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร
ตามด้วยเชิญขวัญนาคด้วยท�ำนองเสนาะหรือท�ำนองอ่ืนที่
ทดแทนกันได้อย่างซาบซ้ึงใจ หลังจากนั้นจึงกล่าวถึงบายศรีและ
สง่ิ ของทนี่ ำ� เอามาใชป้ ระกอบพธิ วี า่ ทดแทนอะไรกนั บา้ ง จนกระทง่ั เขา้
สู่พิธใี หน้ าคถอื พานเขา้ มากราบขอขมาญาตพิ ่นี ้องทยี่ งั น่ังรออยู่ในพิธี
บางท้องท่ีอาจเป็นการใช้ด้ายสายสิญจน์ผูกข้อมือให้พ่อนาคแล้วให้
ศีลให้พร
ซง่ึ คำ� เหลา่ นเ้ี ปน็ ลกั ษณะ “พดู รอ้ งทอ่ งคาถา” พดู เปน็ การแนะนำ�
สง่ั สอน อบรมใหเ้ กดิ ความรคู้ วามเขา้ ใจ รอ้ งเปน็ การสอดแทรกเพมิ่ เตมิ
ในเกล็ดย่อยท่ีออกนอกเหนือจากเน้ือหาไปบ้าง ก็ตามแต่ความ
เชย่ี วชาญในการแตง่ บทขบั แหลข่ องหมอขวญั แตล่ ะคน อาจมลี ากยาว
นอกเรอ่ื งไปบา้ งกถ็ อื วา่ เปน็ สสี นั ทคี่ นรว่ มงานชน่ื ชอบ ซง่ึ นกั รอ้ งลกู ทงุ่
ชอื่ ดงั หลายคนท่ีมีอาชพี เสรมิ คอื รบั ทำ� ขวญั นาค ดว้ ย เชน่ ชยั ชนะ
บญุ ญโชต,ิ ไวพจน์ เพชรสพุ รรณ, ชนิ กร ไกรลาศ, สวนสน มนตส์ วรรค,์ ๕

กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 57



อีกทั้งยงั มคี ำ� อธิบายของ จิตร ภมู ิศักด์ิ ในหนังสือความเปน็ มา ๑ พ่อนาคโปรยทานในขบวนแหน่ าค
ของคำ� สยาม, ไทย, ลาว, และขอมฯ (พมิ พค์ รงั้ แรก พ.ศ. ๒๕๑๙) รอบพระอุโบสถกอ่ นท�ำพิธีบวช
ดงั ตอ่ ไปน้ี ๒ พอ่ นาคขอขมาพ่ีนอ้ งบิดามารดา
พวกนาค (ชาวนาคา) เป็นชนชาติส่วนน้อยทางตะวันออกสุด ๓ ขน้ั ตอนสดุ ทา้ ยของการบวชคอื
ของอินเดีย ติดพรมแดนพม่า อยู่ ณ บรเิ วณเทือกเขานาค (Naga การเขา้ รว่ มพธิ บี วชญตั ตจิ ตตุ ถกรรม
Hills) เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอัสสัม แต่พวกนาคได้ร่วมกันต่อสู้มา โดยคณะสงฆข์ องวัด
นานปี จนใน พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้มีการยินยอมจากรัฐบาลกลางแห่ง
สหภาพอนิ เดียใหจ้ ดั ต้ังเป็นรฐั นาค (Nagaland) ขนึ้ ๒
ชนเผา่ นาคเปน็ ชนชาติในตระกลู ภาษาธเิ บต-พม่า เปน็ ชนชาติ
ที่ล้าหลังตลอดมาในอดีต และลือช่ือในประเพณีล่าหัวมนุษย์ ชาว
อินเดียยุคโบราณ เหยียดหยามดูถูกพวกนาคมาก ถือเป็นมิลักขะ
พวกหน่งึ และแมค้ นกลมุ่ นจ้ี ะยนื ยันวา่ พวกตนเป็นคน ด้วยประการ
ใดๆ ก็มิได้รับการยอมรับ ซ้�ำร้ายค�ำว่านาคน้ียังตกไปอยู่ในภาษา
อัสสัมแปลว่า เปลือย และภาษาฮินดูสตานี แปลว่า คนป่าชาวเขา
อกี ต่างหาก
แตค่ ำ� วา่ นาค เมอื่ มาอยใู่ นเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ หรอื อษุ าคเนย์
กลับเป็นพญานาค สัญลักษณ์ด้ังเดิมของคนพื้นเมืองในอุษาคเนย์
สจุ ติ ต์ วงษเ์ ทศ อธบิ ายเกย่ี วกบั เรอ่ื งนาค ไวใ้ นหนงั สอื “นาคมาจากไหน?”
สำ� นักพมิ พโ์ พสต์บุ๊กส์ จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๔ ไว้วา่

58

“ในบรรดาชุมชนบ้านเมืองทั่วภูมิภาค ๓
อุษาคเนย์ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ บรเิ วณสองฝั่ง
แม่นำ้� โขง ลว้ นเลอ่ื มใสลัทธิบชู านาค เพราะ โดยเฉพาะ ทศพล หิมพานต์ นัน้ มีลูกคอทพี่ ลว้ิ ไหวสะบัดสะบ้งิ สำ� นวนเพลงท่ไี ม่
เช่ือกันว่านาคเป็นผู้บันดาลให้เกิดธรรมชาติ เคร่งเครียด มีเพลง "นาคสั่งสีกา" ท่ีนาคหนุ่มออดอ้อนอาลัยอาวรณ์แฟนสาว
เกิดความม่ันคั่งและมั่งคง ในขณะเดียวกัน กระเซา้ เยา้ แหยแ่ มค่ รวั มเี พลงปรามแขกเหรอื่ วา่ อยา่ เมามาย แมแ้ ตเ่ รอ่ื งเศรา้ ตอ้ ง
ก็อาจบันดาลให้เกิดภัยพิบัติถึงข้ันบ้านเมือง เศรา้ ถึงอารมณ์ จะทำ� ใหม้ ีอรรถรสในการท�ำขวญั นาค
ล่มจมได้ นอกจากน้ันยังยกย่องนับถือนาค จริงๆ แล้วช่ือเสียงเขาน้ันโด่งดังแต่สมัยบวชเป็นสามเณรอยู่จังหวัด
เป็นบรรพชนดว้ ย” นครสวรรค์ ช่ือในนาม “สามเณรสมบรู ณ์ ดาวชาดก” ดังกระฉอ่ นไปทวั่ จังหวดั
ดังนั้นเม่ือพระพุทธศาสนาเข้ามาใน นครสวรรคแ์ ละจังหวดั ใกล้เคยี ง วา่ เปน็ ยอดนกั แหล่ นักเทศน์ ทำ� ใหค้ ิวแทบไม่
อษุ าคเนย์ จงึ ไดม้ าพบเรอื่ งราวของนาคในอกี ว่างจนถึงขนาดตอ้ งจองควิ ลว่ งหน้าเปน็ เดอื นๆ เลยก็มี
มิติหน่ึงที่ไม่เคยพบในชมพูทวีป แต่เพราะ
พระพุทธศาสนาไม่ได้รังเกียจกลุ่มคน และ กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑
มิได้แบ่งชนชั้นวรรณะ ต่อมาจึงมีการรับ
พวกนาคเขา้ มาในพระพทุ ธศาสนาในพระสตู ร
ของพระพุทธศาสนาจึงมีเร่ืองราวของพญา
นันโทปนันทนาคราช ตัวแทนของพวกนาค
ในรูปลักษณ์ของพญานาคผู้เลื่อมใสในพระ
พุทธศานา แต่มีชาติเป็นเดรัจฉาน จึงไม่
สามารถขัดขืนพระธรรมวินัยบวชเป็นพระได้
พญานาคจงึ ขอรอ้ งตอ่ พระพทุ ธเจา้ วา่ ตอ่ ไป
ภายหนา้ แมน้ าคจะบวชไมไ่ ด้ กข็ อใหผ้ ทู้ ก่ี ำ� ลงั
เตรยี มตวั เพอ่ื จะบวชนน้ั มชี อ่ื เรยี กวา่ นาค ซง่ึ
เปน็ ตน้ กำ� เนดิ ของประเพณที เี่ รยี กวา่ ทำ� ขวญั
นาคบวชนาค มาในทกุ วนั น้ี

ความนยิ มในการทำ� ขวญั นาค
ในปจั จบุ ัน

พิธีท�ำขวญั นาค ในปจั จุบันกลายเป็นที่
นิยมอย่างแพร่หลายในช่วงเทศกาลก่อนวัน
เขา้ พรรษา เหลา่ บรรดาเจา้ ภาพจะเชญิ หมอขวญั
ไปประกอบพิธีท�ำขวัญ ซ่ึงส่วนมาก นักร้อง
ลูกทุ่งท่ีปรับเปลี่ยนตัวเองมาเป็นหมอขวัญ
อยา่ งชยั ชนะ บญุ นะโชต,ิ ไวพจน์ เพชรสพุ รรณ
และทศพล หิมพานต์ ซึง่ นกั รอ้ งเหลา่ นี้จะมี
ตับเพลงท�ำขวัญ เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง

59



ปัจจุบัน การท�ำขวัญนาคนั้น มีการปรับเปลี่ยนไปตาม อาจขวัญเสีย จึงต้องหาผู้มีความรู้มาเรียกขวัญกลับคืนมาให้
สถานการณ์ของสังคมที่เปลี่ยนไป ซ่ึงจะต้องประหยัดเวลา เรียกว่า ท�ำขวญั นาค
ประหยดั เงนิ ทนุ ในสว่ นของพธิ ที ำ� ขวญั นาคกต็ อ้ งปรบั ใหก้ ระชบั ส�ำหรับในอุษาคเนย์ แทบทุกประเทศ การบวชนาค
ย่นย่อให้เหลือเพียงใจความส�ำคัญตามความประสงค์ของ จะมีการท�ำขวัญนาคเป็นส่วนประกอบท้ังหมด พิธีบวชนาค
เจา้ ภาพ โดยเฉพาะสายนกั รอ้ งลกู ทงุ่ ทสี่ ามารถจะแทรกลกู เลน่ ยคุ แรกเรมิ่ เดมิ ทมี รี อ่ งรอยเหลอื อยใู่ นพมา่ ดนิ แดนทม่ี ชี าวนาคา
ผสมผสานสิ่งอื่นๆ เข้าไป ด้วยบทร้องกลอนสด กล่าวถึง เป็นพลเมืองส่วนหนึ่งของประเทศ นาคยังไม่ปลงผมโกนหัว
บุญคุณของบิดา มารดา แหล่สอนนาค ร้องเชิญขวัญแบบ ก็จะเอานาคขึ้นม้าไปแห่เสียก่อน ต่อเม่ือจะเข้าโบสถ์ขอ
ทำ� นอง ร้องลา แล้วจึงเบกิ บายศรี เปน็ อนั จบ อุปสมบทจึงค่อยโกนหัว ซึ่งต่างจากคนไทยทุกวันน้ีที่ให้นาค
ส�ำหรบั อตั ราเรียกหาหมอขวัญน้ัน ราคาค่าหมอทำ� ขวัญ โกนหัวกอ่ นแลว้ ค่อยแหน่ าค สมเดจ็ ฯ กรมพระยาด�ำรงฯ ทรง
หมอเขาจะคดิ ตามความมชี อ่ื เสยี งและความสามารถเฉพาะตวั พระนิพนธ์เล่าไว้ในหนังสือเที่ยวเมืองพม่า (ศิลปวัฒนธรรม
ในการร้องและท�ำพิธี ราคาจะอยู่ที่ประมาณ ๑,๕๐๐-๖๕,๐๐๐ ฉบับพิเศษ ๒๕๔๕) ดังตอ่ ไปนี้
บาทต่องาน วิธีบรรพชาอุปสมบทพม่ากับไทยโดยมากเหมือนกัน
เพราะฉะนน้ั จะพรรณนาในหนังสือนี้แตท่ ่ผี ดิ กัน
บวชนาค ทำ� ขวญั นาค แหน่ าค พม่ายังแห่นาคเหมือนไทยเราแห่กันแต่ก่อน ลักษณะ
ตา่ งกรรมต่างวาระ ต่างวิธกี าร ของการแห่บวชนาคน้ัน ถ้าสังเกตดูจะเห็นได้ว่าเจตนา
ความหลากหลายในอษุ าคเนย์ จะให้เป็นท�ำนองเดียวกับการแสดงต�ำนาน Pageant เร่ือง
“มหาภเิ นษกรมณ”์ จงึ ใหเ้ จา้ นาคขม่ี า้ เหมอื นอยา่ งพระพทุ ธองค์
การทำ� ขวญั นาค เกดิ จากความเชอ่ื ของบคุ คลทว่ี า่ คนเรา เม่ือยังเป็นพระโพธิสัตว์ เสด็จออกจากเมืองกบิลพัสดุ์ไปทรง
เกิดมามีขวัญอยู่ประจ�ำตัว เป็นเครื่องพิทักษ์รักษาตัวตนของ ผนวช สมมติพวกญาติโยมที่ห้อมแห่ไปเป็นเทวดาที่ห้อมล้อม
ทกุ คน ถ้าขวญั ของผู้ใดอยู่กับตัว บุคคลผู้น้นั จะอยเู่ ยน็ เปน็ สขุ พระโพธิสัตว์ และหาพวกจ�ำอวดน�ำกระบวนสมมติว่าเป็น
เปน็ ปกติ แตถ่ า้ ขวญั หนีไปจากตัว มกั จะมอี นั เปน็ ไป ทำ� ใหผ้ ดิ พระยามารที่คอยขัดขวาง
ปกติ ดังนั้นพอมาถึงวันท่ีชายหนุ่มจะต้องเข้าพิธีอุปสมบท

60

๒ แต่ประหลาดอย่ใู นเมอื งเราแหเ่ ชน่ นัน้ แต่บวชนาคราษฎร ถ้าเป็นนาคหลวง
เชน่ เจา้ นายทรงผนวช ไมแ่ หห่ รอื แห่กแ็ ห่เป็นกระบวนพยุหยาตรา นาคเจ้านาย
๓ ทรงยานมาศและเสล่ียง เคยได้ยนิ วา่ บางทที รงคอชา้ งกม็ ี แต่ท่จี ะทรงม้าเหมือน
๑ ขบวนแหน่ าคชา้ ง นาคน่งั มาบนหลงั ชา้ ง อย่างนาคราษฎรหามีไม่ หรือถ้าว่าอีกอย่างหนึ่ง นาคหลวงแห่แต่เพื่อให้คน
บ้านตะกราง สุรนิ ทร์ อนโุ มทนา ไมท่ ำ� เป็นแสดงต�ำนาน
๒ มองนาคบุญช้าง จากด้านหลงั มองเหน็ หมอ พเิ คราะหช์ วนใหส้ งสยั วา่ แหน่ าคราษฎรไทยจะไดแ้ บบมาจากพมา่ ดอกกระมงั
ขวญั และบายศรอี ยา่ งชัดเจน เค้าเง่ือนมีอยู่ที่แห่บวชนาคของราษฎรดูจะต้องมีพวกตีกลองยาวอย่างพม่าที่เรา
๓ บรรดาพ่อนาคชาวไทยกยู นงั่ เรียงรายใน เรียกกันว่า “เถดิ เทิง” น�ำกระบวนเป็นนิจ และเมื่อแหไ่ ปถงึ วดั พวกกลองยาวเล่น
พธิ กี ารทำ� ขวัญนาค จ�ำอวดกั้นกางอย่างเป็นพระยามารห้ามเอารางวัลเสียก่อน แล้วจึงให้เจ้านาค
เข้าโบสถ์ เปน็ ประเพณมี าอยา่ งน้ี
จากการน้ี จึงท�ำให้เห็นได้ว่า การแห่นาคจะใช้คติใด ก็มิได้มีการกำ� หนด
ตายตัวลงไป ใช้เอาตามแต่ความสะดวก และความนิยมในพ้ืนที่ของผู้ท่ีจะบวช
เป็นหลัก คือ จะใช้คติการเสด็จออกบวชของพระพุทธเจ้าคือ มหาภิเนษกรมณ์
กไ็ ด้ หรอื จะใชค้ ติ แห่เพ่ือใหผ้ ้คู นรว่ มอนุโมทนาก็ได้ ดงั นั้นกระบวนการแหน่ าค
ของอษุ าคเนย์จึงมคี วามหลากหลาย ท่ใี ชข้ คี่ อคนกม็ ี ข่มี ้ากม็ ี ข่เี กวียนกม็ ี ขร่ี ถ
ก็มี กระทง่ั พ่อแม่ของนาคประกอบอาชพี ชา่ งก่อสร้าง มีรถแบคโฮ พ่อนาคกม็ าใน
รถแบคโฮเลยก็ยงั มี มิไดม้ กี ารจ�ำกดั ใดๆ

บวชนาค ทำ� ขวญั นาคใหญท่ สี่ ดุ ในประเทศไทย

อยา่ งท่ีเลา่ มาแล้วว่า การบวชนาค จะตอ้ งมีการท�ำขวัญนาคเป็นแกนหลัก
และทำ� กันในทกุ ระดบั ในประเทศไทย ตง้ั แตอ่ ดีตจนปจั จบุ นั ไม่เสอ่ื มคลาย แต่มี
อยทู่ หี่ นง่ึ ซงึ่ เปน็ การบวชนาคและทำ� ขวญั นาคทใี่ หญท่ สี่ ดุ ในประเทศไทย จะไมใ่ ห้
ใหญ่ได้อย่างไร เพราะเป็นการบวชนาคของชาวไทยกูย หรือ ส่วยช้าง จังหวัด
สุรินทร์ ทใี่ หญ่กเ็ พราะการบวชหรืออุปสมบทที่นเี่ ป็นการอปุ สมบทหมู่ คือ บวช
พร้อมๆ กันทเี ดยี วหลายๆ รปู และในการแห่นาคของท่ีนี่ พ่อนาคก็จะนงั่ มาบน
หลงั ชา้ ง อันเป็นสตั วเ์ ลย้ี งประจำ� อยู่ในหมบู่ ้านอยแู่ ล้ว ไมต่ อ้ งไปสรรหาทไี่ หนมา
เปน็ พเิ ศษ แตเ่ ปน็ สตั วพ์ าหนะตวั ใหญท่ ส่ี ดุ และมจี ำ� นวนมากกวา่ ทไ่ี หนๆ นอกจาก
กระบวนการแหน่ าคทใ่ี ชช้ า้ งเปน็ พาหนะแลว้ กระบวนการทำ� ขวญั นาค กม็ ไิ ดแ้ ตกตา่ ง
จากกระบวนการท�ำขวัญนาคอ่ืนๆ ที่แปลกออกไปคือ เคร่ืองแต่งตัวพ่อนาค
ท่ีจะตอ้ งแต่งตัวตามแบบเฉพาะของชาวกูย คอื มกี ารห่มผ้าสไบสองสี เปน็ สเี ขียว
และสแี ดงทับเสอ้ื สีขาว และสวมเทรดิ ยอดแหลม อีกทง้ั มเี ครื่องประดบั การอืน่ ๆ
อีกเล็กน้อย มีแว่นกันแดด หรือ แว่นด�ำ สวมใส่ไว้ตามปกตินอกจากนั้น
กระบวนการบวชหรอื อปุ สมบท กย็ งั คงอยใู่ นกรอบของการตอ้ งบวชนาคกอ่ นบวชพระ
และตอ้ งมีการท�ำขวัญนาคกอ่ นพิธกี รรมการบวชอยู่นน้ั เอง
พิธีบวชนาค ท�ำขวัญนาค ได้รับการข้ึนบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทาง
วฒั นธรรมของชาติ พุทธศักราช ๒๕๕๖

กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑ 61

จักรวาลทศั น์ หัตถศาสตรบ์ �ำบดั โรค

เรอ่ื งและภาพ : กัลยาณมติ ร นรรตั น์พทุ ธิ ภูมปิ ัญญาไทยดงั ไกลไปตา่ งแดน

62

“...เม่ือความปวดเมื่อยมาเยือนเราจนถึงขีดสุด หมอคนแรกท่ีเรา “อาชพี ดี ไดก้ ศุ ล บำ� บัดทุกข์ทางสรีรภาพ
มกั จะนกึ ถงึ คอื หมอนวด ผทู้ ่ีใชเ้ พยี งสองมอื บวกความรคู้ วามชำ� นาญ ก่อประโยชนต์ ่อสาธารณะ รายไดง้ าม
กดจุด จับเส้น ใช้เวลาเพียงชั่วยาม ก็สามารถบรรเทาอาการเมื่อยขบ สามารถตง้ั ตวั ได้”
ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซ่ึงหมอนวดฝีมือดีนั้น ใช่ว่าใครจะได้นวดกัน
ง่ายๆ ต้องเข้าคิวนัดล่วงหน้ากว่าจะเจอตัว ใครที่ได้นวดกับหมอนวด คำ� กล่าวของ ร.อ.ขนุ โยธา-พิทักษ์
ระดับฝีมือแล้ว รับรองได้ว่าต้องติดอกติดใจ และกลายเป็นขาประจ�ำ นายแพทย์ประจำ� กระทรวงกลาโหม
กันไปในท่ีสุด...” ในสมัยรชั กาลท่ี ๕ ผูเ้ รียบเรยี งต�ำราแพทย์
แผนโบราณวา่ ด้วยวชิ าหมอนวด
การนวดไทยเป็นภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทยโบราณ ท่ีใช้ ทดี่ ีท่สี ดุ เลม่ หนง่ึ ในสมัยน้ัน
การนวด กดจุดคลายเส้น เพ่มิ การไหลเวยี นของโลหติ เพมิ่ การท�ำงาน
ของเสน้ ประสาท นอกจากจะแกอ้ าการปวดเมอื่ ยกลา้ มเนอื้ ตามรา่ งกาย งานนวดเป็นงานท่ีอาศัยประสบการณ์และ
แล้ว ยังสามารถรกั ษาไดอ้ ีกหลายโรค จนยากจะกล่าวถึงไดห้ มด เช่น การฝกึ ฝน ผนู้ วดต้องมีความรทู้ างกายวภิ าคศาสตร์
โรคนอนไม่หลับ ซึมเศร้า ปวดศีรษะ ไมเกรน รูมาตอย ปวดตามข้อ และตอ้ งมคี วามเชยี่ วชาญในการนวดสงู มาก วชิ าการ
ไหลต่ ดิ พาคนิ สนั ออฟฟิศซินโดม หรอื ทีใ่ นอดีตเรยี กว่า โรคลมปลาย นวดของไทยนี้จึงมิได้มีชื่อเสียงลือลั่นอยู่แต่ใน
ปัตฆาฏท่ีเกิดจากการแข็งตัวของเลือดบริเวณบ่าและหลัง เน่ืองจาก เมืองไทยเท่าน้ัน หากแต่ภูมิปัญญาทางการแพทย์
ความเครียด การท�ำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ การใช้ท่าทาง แขนงน้ี ได้ขจรขจายไปไกลถงึ ต่างแดน เป็นทีน่ ยิ ม
อิริยาบถต่างๆ ท่ีไม่ถูกต้อง ลักษณะอาการของโรค จะมีอาการมึนงง และมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ท�ำให้ผู้ที่ได้ศึกษาวิชา
วงิ เวียน ปวดศรี ษะ ปวดกระบอกตา ปวดต้นคอ ปวดกล้ามเนอ้ื บ่าและ แขนงน้ี เสมือนมีทรัพย์มรดกติดตัว ด้วยสนนราคา
สะบัก อาจพบอาการปวดร้าวชาแขนด้านนอกและน้ิวมือ หายใจขัด ค่านวดในต่างประเทศน้ันมีราคาค่อนข้างสูง จึงมี
หนา้ อก ซึ่งมกั นยิ มไปนวดรกั ษา มที ง้ั การนวดธรรมดาและนวดกดจุด ชาวต่างชาติทยอยเข้ามาศึกษาวิชาการนวดจาก
นอกจากนนั้ ยงั มกี ารนวดประคบรอ้ นดว้ ยหมอ้ เกลอื (เพราะเกลอื สามารถ บา้ นเรา เพอ่ื ไปประกอบสมั มาอาชพี เพราะการนวด
เก็บความรอ้ นไดด้ ี) และประคบด้วยลูกประคบสมนุ ไพรไทยอีกด้วย น้ัน สามารถกระท�ำได้ทุกท่ี มิต้องใช้ทุนรอนอันใด
มากมาย นอกจากเรย่ื วแรง เวลา และความช�ำนาญ
ของผู้นวดเท่านัน้

กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑ 63

อาชีพนวดแผนไทยท�ำเงิน เมอื งไทย) แต่ชาวตา่ งประเทศทเ่ี คยเดนิ ทางมาเมืองไทย กลับเชือ่ วา่ การที่ถูกนวดจากมอื อาชีพ
เข้าประเทศปีละหลายหมื่นล้าน ของประเทศตน้ ตำ� รบั การนวด ยอ่ มจะไดผ้ ลทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพสงู สดุ จงึ มหี มอนวดไทยจำ� นวนไม่
บาท และกำ� ลงั สรา้ งรายไดเ้ พม่ิ ขน้ึ น้อย ท่ีมีความสามารถกดจุดรกั ษาโรค ตระเวนรับนวดใหค้ นไทยในอเมริกา รวมถึงคนอเมรกิ ัน
เรื่อยๆ ธุรกิจนวดแผนไทยก�ำลัง อกี ดว้ ย ในประเทศเยอรมนี ฮอลแลนด์ หรอื ในเมอื งบารเ์ ซโลนา ประเทศสเปน มอี ตั ราคา่ นวด
ได้รับความนิยมอย่างสูงในทวีป ตกอยู่ช่ัวโมงละ ๕๐-๖๐ ยูโร ในประเทศนอรเ์ วย์ อตั ราค่าใชบ้ ริการชัว่ โมงละประมาณ ๓,๐๐๐
ยุโรปและอเมริกา ธุรกิจบริการ บาท การจดทะเบียนประกอบกิจการนวดนั้น มีข้ันตอนไม่ยุ่งยาก สามารถท�ำได้เองผ่าน
นวดสปาก�ำลังผุดขึ้นมาอย่าง อนิ เตอรเ์ นต็ การลงทนุ มากหรอื นอ้ ยขน้ึ อยกู่ บั ความตอ้ งการของผปู้ ระกอบธรุ กจิ ซง่ึ ตอ้ งจา่ ยภาษี
มากมาย งานนวดไทย (Thai แต่จะได้รับสิทธิในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ค่ารักษาพยาบาล รวมไปถึงเงินบ�ำนาญเกษียณอายุ
massage) จึงเป็นงานที่นิยมกัน เท่าเทยี มกับประชากรทั่วไปของประเทศนอรเ์ วย์
ท้ังในหมู่คนไทยและต่างประเทศ การนวดแบบการแพทย์แผนไทย มีปรัชญามาจากพุทธศาสนาและผสานกับภูมิปัญญา
เพราะเป็นงานท่ีท�ำรายได้ดีมาก พ้นื บ้าน ซึง่ ในพระไตรปฎิ ก พระพทุ ธเจ้าไดอ้ ธบิ ายธาตุท้งั ๔ คอื ปถั วี (ดนิ ) อาโป (น�ำ้ ) วาโย
เลยทเี ดยี ว นวดไทยในแถบเอเซยี (ลม) เตโช (ไฟ) ท่กี อ่ กำ� เนดิ ขึน้ มาเปน็ ร่างกาย จะตอ้ งอย่ใู นภาวะสมดุลกัน ร่างกายจึงจะเป็น
เช่น เกาหลีใต้ มีรายได้เดือนละ ปกติไมเ่ จบ็ ปว่ ย กล้ามเนอื้ เสน้ เอน็ และกระดูก ลว้ นเป็นธาตุดิน ซ่ึงแพทยแ์ ผนไทยว่าธาตุดิน
ประมาณ ๔๕,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ บาท เป็นท่ีต้ังแห่งกองโรคท้ังหลาย เม่ือดินเส่ือมเสียแล้วอย่างอื่นก็เส่ือมไปด้วย การออกก�ำลังกาย
นวดไทยในแถบยุโรป มีรายได้ และดดั ตนดว้ ยทา่ ฤๅษดี ดั ตน ซงึ่ เปน็ วธิ กี ารจดั โครงสรา้ งใหเ้ ขา้ ทด่ี ว้ ยตนเอง การนวดไทยคอื การ
ประมาณ ๖๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท
หรือ ตกช่ัวโมงละ ๘๐-๑๕๐
ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทย ไม่ต�่ำ
กว่า ๓,๐๐๐ บาท ซ่ึงถ้าท�ำงาน
ตามรา้ นนวดสปา การนวดสปาจะ
ได้ค่าแรง ๑๐๐ ดอลลาร์/ช่ัวโมง
โดยทางรา้ นจะหกั ไว้ ๔๐% แตใ่ น
อเมริกา ผู้นวดต้องมีใบอนุญาต
ประกอบการนวด (License) ซ่ึง
ต้องเข้าเรียนคอร์สนวดของทาง
อเมริกาหลายร้อยชั่วโมง (ไม่
สามารถใชใ้ บประกาศนยี บตั รจาก

ชาวต่างชาตเิ ขา้ มารอควิ นวดกนั แน่นขนัดทว่ี ดั โพธิ์ จำ� นวนไมน่ ้อยกวา่ ๔๐๐ คนต่อวนั เปิดบริการต้งั แต่แปดโมงเชา้ ถึงหน่ึงทมุ่ มที ้ังนวดตัวและนวดฝ่าเทา้


64

การนวดแบบสายราชส�ำนัก การนวดแบบสายเชลยศักด์ิ

แก้ไขปญั หากระดูก เส้นเอ็นพิการต่างๆ ซ่งึ ภมู ิปญั ญาเหล่าน้ีได้ ประโยชน์ของการนวดมีมากนัก ช่วยให้ระบบไหลเวียน
ถกู ถา่ ยทอดและจดจ�ำสบื ต่อกันมา เลอื ดและนำ�้ เหลอื งดขี น้ึ ทำ� ใหก้ ลา้ มเนอื้ ผอ่ นคลาย ลดความเกรง็
การนวดแผนไทยได้มีการแบ่งออกเป็น ๒ สาย คือ ลดอาการกลา้ มเนอ้ื ลา้ บรรเทาอาการเจบ็ ปวด ลดการเกดิ พงั ผดื
สายราชส�ำนกั และสายเชลยศักด์ิ และการหนาตัวของเน้อื เย่ือ ช่วยขบั เหงอ่ื และไขมนั ทำ� ใหเ้ ลือด
๑. การนวดแบบสายราชสำ� นกั ในอดตี เปน็ การนวดเจา้ นาย มาเล้ียงผิวหนังได้มากข้ึน ท�ำให้ผิวหนังเต่งตึง รู้สึกแจ่มใส
ชนั้ ผใู้ หญใ่ นราชสำ� นกั ใชเ้ พยี งมอื ในการนวดเทา่ นน้ั ไมม่ กี ารใช้ กระฉับกระเฉง กระตุ้นการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและ
เทา้ เข่า ขอ้ ศอก ทว่ งท่าทีใ่ ชใ้ นการนวดมีความสุภาพเรยี บร้อย ล�ำไส้ ลดอาการท้องผกู ขบั ถา่ ยของเสยี ดีขนึ้ และกระตนุ้ ความ
จะเรม่ิ นวดตงั้ แตใ่ ตเ้ ขา่ ลงมาหาขอ้ เทา้ ทำ� การนวดผปู้ ว่ ยทอ่ี ยใู่ น อยากรบั ประทานอาหาร ทำ� ใหเ้ จรญิ อาหาร
ทา่ นัง่ นอนหงาย และตะแคง ไม่นวดในท่านอนคว่�ำ หรืออาจ การนวดมีข้อห้ามข้อควรระวังอยู่ไม่น้อย หมอจะไม่นวด
เรยี กอีกอย่างหน่งึ ว่า “นวดไทยอายรุ เวท” กไ็ ด้ ซงึ่ มักจะเน้นการ ผู้ที่เพ่ิงรับประทานอาหารอ่มิ ใหม่ๆ ผูเ้ ป็นโรคติดตอ่ เป็นมะเร็ง
กดจดุ เพียงอยา่ งเดียว เป็นเบาหวาน เป็นโรคหลอดเลือด เป็นโรคกระดูกพรุน หญิง
๒. การนวดแบบสายเชลยศักด์ิเป็นการนวดแบบสามัญชน ตงั้ ครรภ์ ผสู้ งู อายทุ ม่ี โี รคประจำ� ตวั ผทู้ ม่ี ไี ขส้ งู ผมู้ คี วามดนั โลหติ
ทัว่ ไป ระดับชาวบ้าน สามารถใชอ้ วัยวะอนื่ ๆ นอกจากมือ เช่น สงู กวา่ หรอื เทา่ กบั 140/90 mm.Hg และจะไมน่ วดผทู้ เ่ี พงิ่ ประสบ
ศอก เขา่ เทา้ เพอื่ ชว่ ยทุ่นแรงในการนวด มกี ารดัด การดึง เริม่ อบุ ตั เิ หตมุ าใหมๆ่ บรเิ วณทเ่ี ปน็ แผลเปดิ แผลทย่ี งั หายยงั ไมส่ นทิ
นวดที่ฝ่าเทา้ ข้ึนไปหาลำ� ตวั ทำ� การนวดผูป้ ่วยท่าน่ัง นอนหงาย แผลเรือ้ รัง บริเวณทม่ี ีกระดกู แตก บริเวณทม่ี ีการผา่ ตดั ใส่เหล็ก
ตะแคงและท่านอนคว่�ำ ซ่ึงเปน็ แบบแผนของการนวดที่วัดโพธ์ิ หรือขอ้ เทยี ม หรอื บรเิ วณทผ่ี ่าตดั ภายในระยะเวลา ๑ เดอื น

ศนู ย์สุขภาพเชตวุ นั อยดู่ า้ นหลงั วัดโพธ์ิ

กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 65

ความเป็นมาของการนวดไทย เรยี กวา่  “ตำ� ราพระโอสถพระนารายณ”์  และมหี ลกั ฐานสำ� คญั อกี
ชน้ิ หนง่ึ เปน็ บนั ทึกจดหมายเหตขุ องราชทูตฝรง่ั เศส กล่าวถงึ การ
การนวดไทย เปน็ ศาสตรแ์ ละศลิ ปป์ ระจำ� ชาติ ซง่ึ มบี ทบาท นวดเพื่อรักษาโรคของไทยว่า “ในกรุงสยามน้ันถ้าใครป่วยไข้ลง
ในการแก้ไขปัญหาความเจบ็ ป่วยตา่ งๆ ของคนไทยมาชา้ นาน ก็จะเร่ิมท�ำเส้นสายยืด โดยให้ผู้ช�ำนาญในทางนี้ขึ้นไปบนหลัง
การนวดแผนโบราณมีต้นต�ำรับมาจากอินเดีย ตั้งแต่สมัย แลว้ ใช้เท้าเหยียบ กลา่ วกนั ว่าหญิงมคี รรภ์มักใช้เดก็ เหยยี บ เพ่ือ
พุทธกาล ผู้ค้นคิดริเริ่มการนวดแผนโบราณเพื่อรักษาผู้ป่วยคือ ให้คลอดบุตรง่าย" หลังจากเสียกรุงให้พม่าสองครั้ง ต�ำราการ
“หมอชวี กโกมารภัจจ”์   ผู้ท่ไี ด้วางรากฐานของการนวดท่อี นิ เดยี แพทยแ์ ผนไทยไดถ้ ูกท�ำลายสูญหายไปเป็นจำ� นวนมาก
และได้เผยแพร่ออกไปยังนานาประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย ในสมยั รตั นโกสนิ ทร์ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ า
ในเมอื งไทยขดุ พบหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรเ์ กา่ แกท่ สี่ ดุ ชน้ิ หนงึ่ โลกมหาราช รชั กาลท่ี ๑ ทรงใหป้ ฏสิ งั ขรณว์ ดั โพธข์ นึ้ เปน็ อาราม
ในวดั ป่ามะมว่ ง คือศลิ าจารกึ ของพอ่ ขุนรามค�ำแหงท่จี ารกึ รปู วิธี หลวงและได้รวบรวมตำ� รายา ตำ� รานวด แสดงไว้ตามศาลาราย
การรักษาด้วยการนวดและยังบันทึกว่า พ่อขุนรามค�ำแหงทรง เพ่ือให้ประชาชนได้ศึกษาโดยท่ัวกัน รวมท้ังทรงโปรดให้ปั้นรูป
สร้างสวนสมุนไพรชนาดใหญ่ไว้บนเขาหลวง หรือเขาสรรพยา ฤาษีดดั ตนไว้ดว้ ย และไดจ้ ัดตัง้ กรมหมอโรงพระโอสถ คลา้ ยกับ
ปจั จบุ นั อยใู่ นเขตอำ� เภอครี มี าศ จงั หวดั สโุ ขทยั สำ� หรบั ใหร้ าษฎร ในสมยั อยธุ ยา ผ้ทู รี่ ับราชการ เรียกวา่ “หมอหลวง” ส่วนหมอท่ี
ได้เกบ็ สมุนไพร ไปใช้รักษาโรคในยามเจ็บปว่ ย  รกั ษาประชาชนทว่ั ไป เรยี กวา่ “หมอราษฎร” หรอื หมอเชลยศกํ ดิ์
ในสมยั อยธุ ยา ยคุ ของสมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช การนวด ต่อมาพระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจ้าอยู่หวั ได้ทรงบูรณะ
มีความเจริญรุ่งเรืองมาก กรมแพทยแ์ ละกรมหมอนวดนัน้ ถอื ได้ ปฏิสังขรณ์วัดราชโอรสาราม และได้จารึกต�ำราไว้ในแผ่นศิลา
วา่ เปน็ กรมใหญท่ ร่ี บั ใชเ้ บอ้ื งพระยคุ ลบาทอยา่ งใกลช้ ดิ กฎหมาย ตามเสาระเบยี งพระวหิ าร รวมทง้ั ทรงปฏสิ งั ขรณว์ ดั พระเชตพุ นฯ
ตราสามดวงเลม่ ๑ (พ.ศ. ๑๙๙๘ ) ไดร้ ะบศุ กั ดนิ าของขา้ ราชการ อีกคร้งั ใน พ.ศ. ๒๓๗๕ โปรดเกล้าฯ ให้พระยาบ�ำเรอราชแพทย์
ท่ีปฏิบัติงานด้านการแพทย์ในต�ำแหน่งต่างๆ เช่น “หลวงราช
รกั ษาเจา้ กรมหมอนวดขวา และหลวงราโชเจา้ กรมหมอนวดซา้ ย”
ถอื นาดล ๑,๖๐๐ ไร่ มกี ารรวบรวมตำ� รบั ยาตา่ งๆ ขนึ้ เปน็ ครง้ั แรก

66

ตำ� รานวดบนศลิ าหนิ ออ่ นทปี่ ระดบั อย่ตู ามศาลารายในบริเวณวดั โพธิ์

ซงึ่ เปน็ แพทยป์ ระจ�ำราชสำ� นัก รวบรวมตำ� ราการแพทย์แผนไทย ในสมัยรชั กาลท่ี ๗ ได้แบง่ การประกอบโรคศิลปะออกเป็น
และต�ำรานวด บนั ทกึ ไว้บนศลิ าหนิ ออ่ น ๖๐ ภาพ ประดับไว้ตาม “แผนปจั จบุ นั ” และ “แผนโบราณ” โดยแบ่งแผนโบราณเป็น ๔
ผนังโบสถ์และศาลารายในบริเวณวัด มีต�ำราบอกสมุฏฐานของ สาขา ได้แก่ สาขาเวชกรรมแผนโบราณ สาขาเภสัชกรรมแผน
โรคและวธิ บี �ำบัด และได้หลอ่ รปู ป้นั ฤๅษีดัดตนในท่าตา่ งๆ รวม โบราณ สาขาผดุงครรภ์แผนโบราณ สาขานวดแผนโบราณ ใน
๘๐ ทา่ โดยใชส้ งั กะสีและดบี ุก แทนการใชด้ นิ ท่ีเสอื่ มสภาพได้ พ.ศ. ๒๔๗๙ ไดม้ กี ารตัดนวดแผนโบราณออกไป พ.ศ. ๒๔๙๘
ง่าย ทรงให้น�ำสมุนไพรท่ีใช้ในการปรุงยาที่หาได้ยากมาปลูกไว้ สมเด็จพระสงั ฆราชองค์ที่ ๑๗ (ปนุ่ ปุณณสิริ) ได้จดั ต้ังสมาคม
เพอ่ื ใหร้ าษฎรไดศ้ กึ ษาและนำ� ไปใชใ้ นการรกั ษาตน นบั ไดว้ า่ เปน็ แพทยแ์ ผนโบราณและโรงเรยี นแพทยแ์ ผนโบราณวดั พระเชตพุ นฯ
“มหาวิทยาลัยเปิด” แห่งแรกในประเทศไทย ซ่ึงยูเนสโกได้ขึ้น (วดั โพธิ)์  ขึ้น โดยโรงเรียนไดเ้ ริ่มเปดิ สอนวิชาแพทยแ์ ผนโบราณ
ทะเบยี นเปน็ มรดกความทรงจำ� โลก ของภูมภิ าคเอเชยี แปซฟิ กิ ทงั้ ๓ สาขาวชิ าตามกฎหมาย ตอ่ มาในรชั กาลที่ ๙ เมอ่ื พระบาท
ในรชั กาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยู่หัว ได้ สมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช เสดจ็ ฯ วดั โพธใ์ิ น พ.ศ.
มกี ารวาดภาพฤๅษดี ดั ตนทง้ั หมด ๔๐ ทา่ และกำ� หนดจดุ นวดไว้ ๒๕๐๔ คณะอาจารย์ได้น�ำต�ำราของโรงเรียนข้ึนทูลเกล้าถวาย
เป็นจติ รกรรมฝาผนงั ณ ศาลาโถง วัดมชั ฌมิ าวาส (วดั กลาง) พระองค์ทรงรับสั่งถามว่ามีการนวดสอนหรือไม่ จากกระแส
อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั สงขลา แตล่ ะทา่ มโี คลงสสี่ ภุ าพประกอบ เนอื้ พระราชด�ำรัสดังกล่าว เป็นผลให้มีการรวบรวมความรู้เก่ียวกับ
ความโคลงนี้เหมือนกับทีว่ ัดพระเชตพุ นฯ การนวดมาจดั ทำ� เปน็ หลกั สตู ร และเรม่ิ เปดิ สอนครบทงั้ ๔ สาขา
ต่อมาในรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๙๙ ทรงโปรดเกลา้ ฯ ให้ วิชามาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาได้พัฒนาองค์ความรู้ ตลอดจน
แพทย์หลวงสังคายนาแปลต�ำราแพทย์จากภาษาบาลีและ ปรับปรุงมาตรฐานการเรียนการสอน จนเป็นท่ีเชื่อถือและเป็นท่ี
สันสกฤตเป็นภาษาไทย เรียกว่าต�ำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ยอมรบั ทงั้ ในและตา่ งประเทศ อกี ทงั้ โรงเรยี นยงั ไดข้ ยายสาขาออก
(ฉบบั หลวง) ซ่งึ ต�ำรานี้ไดแ้ ยกการนวดเป็นภาควิชาหัตถศาสตร์ ไปในชอื่ โรงเรยี นนวดแผนโบราณและโรงเรยี นสขุ ภาพเชตวนั รวม
เรยี กวา่ “ตำ� ราแบบนวดฉบบั หลวง” ๔ สาขา ไดแ้ ก่ วดั โพธิ์ แจ้งวัฒนะ ศาลายา เชียงใหม่

กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑ 67

พ.ศ. ๒๕๒๕ ถอื วา่ เปน็ จดุ เรมิ่ ตน้ ของการนวดแผนไทยแบบ มีการสอนวิชาพ้ืนฐานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับวิชา
ราชส�ำนักในสังคมไทยยุคน้ี เมื่อศาสตราจารย์ นายแพทย์อวย ด้านแพทย์แผนไทย รวมทั้งวิชานวดแผนไทยแบบราชส�ำนัก
เกตุสิงห์ ได้ก่อตั้งโรงเรียนอายุรเวทวิทยาลัย เพ่ือผลิตแพทย์ (หถั เวชกรรม) อีกดว้ ย
แผนไทยประยกุ ต์ ทา่ นไดพ้ บกบั อาจารยณ์ รงคส์ กั ข์ บญุ รตั นหริ ญั จากน้ันกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศ “กฎกระทรวง
ผู้เชี่ยวชาญการนวดแผนไทยแบบราชส�ำนัก ด้วยเห็นว่าเป็น ว่าด้วยการอบรมหรือถ่ายทอดความรู้ ในวิชาชีพ ส�ำหรับผู้ขอ
ศาสตร์ทรงคุณค่า จึงเชิญอาจารย์ณรงค์สักข์ มาสอนวิชานวด ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขา
ให้แก่โรงเรียนอายรุ เวทวิทยาลัย ตงั้ แตย่ ุคเรมิ่ ตน้ กระท่ังปี พ.ศ. การแพทยแ์ ผนไทย พ.ศ. ๒๕๕๐” เพอื่ เปน็ การกำ� หนดมาตรฐาน
๒๕๔๔ กระทรวงสาธารณสุขได้มีประกาศให้เพ่ิมสาขาการนวด ความรใู้ นวชิ าชพี การประกอบโรคศลิ ปะสาขาการแพทยแ์ ผนไทย
ไทยเข้าไว้ในสาขาแพทย์แผนไทยอีก พ.ศ. ๒๕๔๕ โรงเรียน ท้งั ๔ ประเภท คณะกรรมการวชิ าชพี สาขาการแพทยแ์ ผนไทย
อายุรเวทวิทยาลัย ถูกน�ำเข้าไปอยู่ในการดูแลของคณะ จึงเห็นชอบให้จัดท�ำ “หลักสูตรวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทย
แพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และปรับปรุงหลักสูตรจากระดับ ประเภทการนวดไทย พ.ศ. ๒๕๕๐” มหี ลกั สตู รวชิ าชพี การนวดไทย
อนปุ รญิ ญาไปเปน็ ปรญิ ญาตรี “สาขาการแพทยแ์ ผนไทยประยกุ ต”์ แบบสมบูรณ์เต็มข้ัน ๘๐๐ ช่ัวโมง ปัจจุบันได้เปิดสอนตาม

การทำ� ลกู ประคบสมนุ ไพร คอื การใชส้ มนุ ไพรหลายๆ อยา่ ง ลูกประคบสมนุ ไพรแหง้
มาหอ่ รวมกนั สว่ นใหญเ่ ปน็ สมนุ ไพรทมี่ นี ำ้� มนั หอมระเหย โดยนำ�
ลูกประคบมาน่ึงให้ร้อนแล้วใช้ประคบบริเวณที่ปวดหรือเคล็ด
ขัดยอก สามารถช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตได้ดี บรรเทา
อาการปวดเมอ่ื ย ชว่ ยลดอาการบวม อาการปวดเกรง็ ของกลา้ มเนอื้
เอน็ ขอ้ ตอ่ ชว่ ยใหเ้ นอ้ื เยอ่ื พงั ผดื ยดื ตวั ออก แกเ้ สน้ เลอื ดขอด
ตวั ยาท่นี ิยมใชท้ ำ� ลกู ประคบ ได้แก่
๑. ไพล แก้ปวดเมื่อย ลดการอกั เสบ
๒. ผิวมะกรดู ซ่งึ มนี ำ�้ มันหอมระเหย แกล้ มวงิ เวยี น
๓. ตะไครบ้ า้ น ชว่ ยในการขับเหง่อื
๔. ใบมะขาม ชว่ ยบำ� รงุ ผวิ และแกไ้ ขอาการคนั ตามรา่ งกาย
๕. ใบส้มป่อย ช่วยบำ� รงุ ผวิ พรรณ แกโ้ รคผิวหนัง
๖. ขมนิ้ ชัน ชว่ ยลดอาการอกั เสบ แกโ้ รคผวิ หนงั
๗. เกลอื ชว่ ยดูดความรอ้ นและทำ� ให้พาตัวยาซมึ ผ่าน
ผวิ หนังไดส้ ะดวกขน้ึ
๘. การบรู มกี ลน่ิ หอม ชว่ ยบ�ำรงุ หวั ใจ
นอกจากน้ันยังสามารถใส่ ใบเตย ใบมะกรดู เปลอื กส้มโอ
ว่านชัดมดลกู เปาะ ว่านน้ำ� พิมเสน ขา่ ยคู าลปิ ตสั ฯลฯ
ตามแต่จะหาได้ เปน็ สูตรและความชอบของแต่ละส�ำนกั
ท่ีสามารถปรบั แตง่ ไดต้ ามชอบใจ ว่าจะเน้นสรรพคณุ เช่นไร

68

โรงเรียน ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ และสํานักงาน “หมอชวี ก”
สาธารณสขุ ซง่ึ หากท่านใดตอ้ งการเขา้ เรียน ควร
มองหาหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากกระทรวง “หมอชีวก” มีชื่อเต็มว่า “หมอชีวกโกมารภัจจ์” (อ่านว่า ชี-วะ-กะ-โก-
สาธารณสขุ ซึง่ มีโรงเรียนกวา่ ๗๐ แห่งทว่ั ประเทศ มา-ระ-พดั ) ทา่ นเปน็ บรมครแู ห่งการแพทยแ์ ผนโบราณ ผ้คู ิดค้นทา่ ษีดดั ตน
อาทิ โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ เป็นแพทยผ์ เู้ ชยี่ วชาญในการรกั ษา ท่ีมชี ่อื เสียงมากในคร้ังพทุ ธกาล ท่านเปน็
(วัดโพธิ์) ซึ่งเปิดสอนหลักสูตรหัตถศาสตร์ นวด แพทย์ประจ�ำพระองค์ของพระเจ้าพิมพิสาร และพระเจ้าพิมพิสารได้ถวายให้
แผนโบราณแบบต่างๆ อาทิ วิชาชีพนวดไทย เปน็ แพทยป์ ระจำ� พระองคข์ องพระพทุ ธเจา้ ดว้ ย “หมอชวี ก” เกดิ ทกี่ รงุ ราชคฤห์
ชนั้ ตน้ ๑๕๓ ชวั่ โมง วชิ าชพี นวดไทยชน้ั กลาง ๓๘๐ แคว้นมคธ เป็นบุตรของหญิงคณิกานามว่าสาลวดี นางต้ังครรภ์โดยบังเอิญ
ช่ัวโมง นวดเพ่ือสุขภาพ ๑๖๕ ชั่วโมง เป็นต้น เมอื่ คลอดบตุ รแลว้ จงึ สงั่ ใหส้ าวใชน้ ำ� ไปทงิ้ ครน้ั เจา้ ชายอภยั โอรสของพระเจา้
ปจั จบุ นั มฝี รง่ั ตา่ งชาตเิ ขา้ มาเรยี นและมาใชบ้ รกิ าร พมิ พิสาร ไดท้ อดพระเนตรเห็นทารกน้ัน มฝี ูงอีการุมล้อมอยู่ เมอ่ื ทรงทราบวา่
นวดมากมาย โดยเฉพาะผู้ที่เข้ามาใช้บริการนวด ทารกยังมีชีวิตอยู่ จึงได้โปรดให้น�ำไปให้นางนมเล้ียงไว้ในวัง ขนานนาม
ไม่น้อยกว่า ๔๐๐ คนต่อวัน เปิดบริการตั้งแต่ ๘ เด็กทารกผู้นี้ว่า “ชีวก” แปลว่า ผู้ยังเป็นอยู่ หรือผู้รอดตาย และโดยเหตุที่
โมงเชา้ ถงึ ๑ ทมุ่ มหี มอนวดผชู้ ำ� นาญการใหบ้ รกิ าร พระราชกุมารคือเจ้าชายได้ทรงเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม จึงมีสร้อยนามว่า
อยปู่ ระมาณ ๘๐ ทา่ น ใหบ้ รกิ ารทงั้ ทวี่ ดั และทศ่ี นู ย์ “โกมารภัจจ์” แปลว่าผู้ช่ึงพระราชกุมารเล้ียง หมอชีวกได้ศึกษาวิชาแพทย์ที่
สุขภาพเชตวัน ซ่ึงอยู่ทางด้านหลังของวัด แถว ส�ำนักทิศาปาโมกข์ แห่งเมืองตักกศิลา ตลอดชีวิตของท่าน ได้บ�ำเพ็ญแต่
ชมุ ชนทา่ เตยี น ถนนมหาราช ซอยตรงขา้ มหอสมดุ คณุ งามความดี ชว่ ยเหลอื ผเู้ จบ็ ไขโ้ ดยไมเ่ ลอื กฐานะ ทา่ นไดถ้ า่ ยทอดวชิ าใหแ้ ก่
สนั ตวิ นั สถานท่ีโออ่ ่า มคี วามเป็นส่วนตวั มากกว่า ลูกศิษย์มากมาย หมอชีวกโกมารภัจจ์ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน และ
ที่วัด ซ่ึงที่นี่ใช้เป็นที่เล่าเรียนของโรงเรียนแพทย์ ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ปรารถนาจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าวันละ ๒-๓ ครั้ง
แผนโบราณวดั พระเชตุพนฯ (วดั โพธ)์ิ ด้วยความที่ พจิ ารณาเหน็ วา่ พระเวฬวุ นั อยไู่ กลเกนิ ไป จงึ สรา้ งวดั ถวายในสวนมะมว่ งของตน
วัดเป็นต้นต�ำรับของการนวด ชุมชนท่าเตียนหลัง เรียกกันว่า “ชีวกัมพวัน” (ชีวก+อัมพวัน แปลว่า สวนมะม่วงของหมอชีวก)
วัดโพธิ์ จึงเป็นแหล่งขายยา ขายน�้ำมันนวด ด้วยเหตุท่ีหมอชีวกเป็นแพทย์ประจ�ำคณะสงฆ์และเป็นผู้มีศรัทธาเอาใจใส่
อปุ กรณ์การนวด และตำ� รานวดมากมาย เกอ้ื กลู พระสงฆม์ าก จงึ ไดร้ บั ยกยอ่ งจากพระพทุ ธองคว์ า่ เปน็ เอตทคั คะ ผเู้ ลศิ
ส่วนทางภาคเหนือ เชียงใหม่ นับได้ว่าเป็น กว่าอุบาสกทง้ั ปวงในทาง “เป็นท่รี กั ของปวงชน”
ศนู ยก์ ลางการเรยี นรกู้ ารนวดไทยทางภาคเหนอื มี
การจดั ตงั้ “ชมรมโรงเรยี นนวดไทยเอกชนเชยี งใหม”่
เพอ่ื พฒั นาศกั ยภาพการเรยี นการสอนวชิ าการนวด
ไทยให้ได้มาตรฐานสู่สากล ปัจจุบันมีสมาชิกรวม
๑๖ โรงเรียนที่ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนและ
รับรองหลักสูตรจากกระทรวงศึกษาธิการและ
กระทรวงสาธารณสุข แต่ละปีมีผู้มาเรียนจาก
ท่ัวโลกนับเป็นสัดส่วนถึง ๙๐% โรงเรียนท่ีเปิด
มานานจนเป็นที่รู้จักในแวดวงชาวต่างชาติ ได้แก่
โรงเรียนนวดแผนไทย “ชีวกโกมารภัจจ์” เป็นตน้

บรรณานุกรม

คมู่ อื อบรมนวดไทยเชลยศกั ด์ิ วทิ ยาลยั การแพทยแ์ ผนไทย มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ธญั บรุ ี
สถาบนั การแพทยแ์ ผนไทย. ประวตั หิ มอชวี กโกมารภจั จ.์  กรงุ เทพฯ : กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ , ๒๕๓๗.
จรลั เกรนั พงษ.์  ประวตั กิ ารแพทยส์ มยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร.์  กรงุ เทพฯ : โรงพยาบาลศริ ริ าช คณะแพทยศาสตรศ์ ริ ริ าชพยาบาล, ๒๕๒๕.

กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 69

ภาษา

เรือ่ ง : ชัยวฒั น์ เสาทอง
ภาพ : กองบรรณาธิการ

เขมรถน่ิ ไทย หรอื เขมรสงู อาศยั อยใู่ นหลายๆ จงั หวดั ทง้ั ภาคอสี านและภาคตะวนั ออก
เชน่ ในภาพน้ี ปราสาทสด๊กกอ๊ กธม จังหวดั สระแกว้
70

ภาษาเขมรถ่ินไทย

นามเรยี กขาน

ภาษาเขมรมีผู้พูดอยู่ในหลายประเทศท้ังในประเทศ ชาวเขมรส่วนใหญ่เรียกตนเองว่า “คะแมร” ยกเว้นชาว
กัมพูชา ประเทศเวยี ดนาม และประเทศไทย ภาษาเขมรท่พี ูด เขมรทจี่ งั หวดั ตราดจะเรยี กตนเองวา่ “คะเมร” ซงึ่ สนั นษิ ฐานวา่
ในประเทศไทยเรียกว่า ภาษาเขมรถิ่นไทย ช่ือน้ีได้มาจากการ สระเอเป็นเสียงเดิมของค�ำค�ำนี้ และไทยก็ยืมเข้ามาต้ังแต่ออก
ตกลงกันในการประชุมท่ีโรงเรียนสิรินธร จังหวัดสุรินทร์ในปี เสยี งเปน็ สระเอ จงึ ออกเสยี งและเขยี นว่า “เขมร” ชาวเขมรใน
2533 ต่อมาช่ือน้ีขยายไปเรียกชาวชาติพันธุ์เขมรในถิ่นอื่นๆ อสี านใตจ้ ะเรยี กตนเองเพอ่ื แยกแยะความแตกตา่ งจากชาวเขมร
นอกจากจังหวัดสุรินทร์ และชาวเขมรในภาคตะวันออกของ ในประเทศกมั พชู าจะเรยี กวา่ “คะแมร ลอื ” แปลวา่ “เขมรบน”
ประเทศไทยด้วย เนื่องจากมีความหมายครอบคลุมท้ังใน และจะเรียกขาวเขมรในประเทศกัมพูชาว่า “คะแมร กรอม”
ประเทศไทย แม้ว่าภาษาเขมรถ่ินไทยจะมีลักษณะทางภาษา แปลว่า “เขมรล่าง” ชื่อท้ังสองน้ีมาจากการเปรียบเทียบตาม
ใกล้เคียงกับภาษาเขมรท่ีพูดในประเทศกัมพูชาแต่ก็มีลักษณะ ลักษณะทางภูมิศาสตร์และเส้นแบ่งเขตแดนของทั้งสองกลุ่ม
เฉพาะตัวที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาเขมร โดยแผ่นดินอีสานใต้น้ันเป็นที่ราบสูงและแผ่นดินของกัมพูชาที่
ถิ่นไทยในหลายพ้ืนที่ เช่น ภาษาเขมรสุรินทร์และศรีสะเกษ ตดิ กันนั้นเปน็ ท่รี าบต่ำ� และบางชว่ งเส้นเขตแดนทางธรรมชาติ
ยังคงรักษาเสียงพยญั ชนะสะกด “ร” อยา่ งเครง่ ครดั เปน็ ต้น นนั้ เปน็ แนวภเู ขาสงู เมอื่ ไปยนื บนภเู ขาทเี่ ปน็ เสน้ แบง่ เขตแดนน้ี

จะมองเห็นแผ่นดินส่วนของกัมพูชาเป็นที่ราบต�่ำลงไป แต่
ชาวเขมรในภาคตะวันออกของประเทศไทยไม่ได้รับรู้ถึง
ความแตกต่างของลักษณะทางภูมิศาสตร์เช่นน้ี จึงไม่ได้
เรียกตนเองหรือชาวเขมรในกมั พูชาด้วยคำ� ดังกล่าว

กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 71

เกรด็ ประวัตศิ าสตร์ ช่วงตน้ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ เชน่ ท่ีฉะเชิงเทรา ปราจนี บุรี ส่วนใน
ชาวเขมรในประเทศไทยอยู่เป็นชุมชนขนาดใหญ่บ้างเล็ก จนั ทบรุ ไี มพ่ บประวตั กิ ารอพยพ และเขมรปา่ ทตี่ ราดมปี ระวตั กิ าร
บ้างทั้งในภาคตะวันออกและตอนล่างของภาคตะวันออก อพยพจากชายแดนของอกี ฝั่ง
เฉียงเหนอื (อสี านใต)้ มีพ้ืนท่คี าบเก่ียวกับโบราณสถานท่ีอยู่ใน แหล่งพำ� นักพักพิง
อารยธรรมขอมในอดีตซึ่งกระจดั กระจายในอสี านใต้ จงึ เชอื่ วา่ ชาวเขมรในอสี านใตอ้ ยกู่ ระจดั กระจายตงั้ แตอ่ ำ� เภอนำ้� ยนื
ส่วนหนึ่งอยู่ติดพ้ืนที่มานานแล้ว และส่วนหน่ึงมีประวัติการ ซึ่งอยู่ทางใต้ของจังหวัดอุบลราชธานี อ�ำเภอเกษตรวิสัยซ่ึงอยู่
อพยพจากบางพนื้ ทขี่ องกมั พชู า เขา้ มาสมทบในชว่ งเวลาหลาย ทางใตข้ องจงั หวดั รอ้ ยเอด็ อำ� เภอพยคั ภมู พิ สิ ยั ซงึ่ อยทู่ างใตข้ อง
ชั่วอายคุ น นอกจากนีช้ าวเขมรในอีสานใตข้ องไทยบางพนื้ ทีย่ ัง จังหวัดมหาสารคาม และในหลายอ�ำเภอของจังหวัดศรีสะเกษ
มีประวตั วิ ่าเป็นชาวกวย (หรือชาวกูย หรอื ชาวสว่ ย) เข้ามาอยู่ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และทางตะวันออกสุดของพื้นท่ีอีสานใต้คือ
อาศยั ปะปนกบั ชาวเขมร และถกู กลนื กลายเปน็ ชาวเขมรในทส่ี ดุ อำ� เภอเสิงสาง ซง่ึ อยู่ทางใตข้ องจงั หวัดนครราชสมี า โดยพื้นที่
เน่ืองจากสังคมชาวกวยอยู่ในวงล้อมของสังคมผู้ใช้ภาษาเขมร ทางตะวันออกของอีสานใต้นั้นติดกับภาคตะวันออกของ
และชาวกวยอยู่ปะปนกับชาวเขมรโดยท่ีมีสัดส่วนของชาวเขมร ประเทศไทย และพบว่ามีชาวเขมรอาศัยอยู่ในบางพื้นที่ของ
ในพ้ืนท่ีน้ันๆ มากกว่า ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ว่ามี จังหวัดปราจีนบุรี บางพ้ืนที่ของจังหวัดสระแก้ว บางพื้นที่ของ
ควาญช้างหัวหน้ากลุ่มชาวกวย มีความดีความชอบต่อกษัตริย์ จงั หวดั ฉะเชงิ เทรา เชน่ ทอ่ี ำ� เภอราชสาสน์ อำ� เภอแปลงยาว และ
อยธุ ยาชว่ ยจบั ชา้ งหลดุ จากทพั ได้ และทรงยกใหห้ วั หนา้ ชาวกวย ในจงั หวดั จนั ทบรุ ี ไดแ้ กอ่ ำ� เภอสอยดาว อำ� เภอโปง่ นำ้� รอ้ น และ
เปน็ เจา้ เมอื งสรุ นิ ทรแ์ ละเมอื งใกลเ้ คยี ง ซงึ่ ปจั จบุ นั กลายมาเปน็ มชี าวเขมรอยอู่ าศยั ในจงั หวดั ตราด อำ� เภอบอ่ ไรแ่ ละอำ� เภอเมอื ง
อ�ำเภอต่างๆ ในจังหวัดสุรินทร์ เม่ือครองเมืองแล้วก็อยู่อาศัย บรเิ วณทอี่ ยตู่ ดิ ชายแดน นอกจากนีม้ ีกลา่ วถงึ ชาวเขมรทอ่ี พยพ
ปะปนกบั ชาวเขมรซงึ่ มจี ำ� นวนมากกวา่ ซง่ึ ตามการศกึ ษาจโี นม มาหลายช่ัวอายุคนแล้วไปอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรีและราชบุรี
ของชาวเขมรสรุ นิ ทร์ ชาวกวยสรุ นิ ทร์ และชาวเขมรในกัมพูชา ซ่ึงปัจจุบันไม่พูดภาษาเขมรแล้ว เพียงแต่ทราบว่าบรรพบุรุษ
พบว่า ชาวเขมรสุรินทร์ปัจจุบันมีจีโนมบางตัวร่วมกับชาวส่วย บางคนพดู ภาษาเขมรและอพยพมาจากเขมร
สุรินทร์แต่ไม่พบจีโนมตัวนี้ในชาวเขมรกัมพูชา แสดงว่าชาว
เขมรในจงั หวดั สรุ นิ ทรป์ จั จบุ นั มบี รรพบรุ ษุ ทเี่ ปน็ ทง้ั ชาวเขมรและ
ชาวกวย ชาวเขมรที่อยู่รอบนอกของอีสานใต้ เช่น จังหวัด
นครราชสีมา มหาสารคาม ร้อยเอ็ด บางคนระบุว่ารุ่นพ่อแม่
อพยพมาจากสรุ นิ ทรแ์ ละบรุ รี มั ย์ สว่ นชาวเขมรในภาคตะวนั ออก
ของไทยน้ันบางจุดมีประวัติการอพยพจาก “เขมรฝ่ายใน”

การแต่งกายแบบผู้ดเี ขมรถิน่ ไทย
72

ส่วนหนึ่งของพิธีแซนโดนตา
หรอื เซน่ ไหว้บรรพบุรุษ

วัฒนธรรมทรงคุณค่า ลกั ษณะภาษาเขมรถน่ิ ไทย
วัฒนธรรมไหว้ผีบรรพบุรุษเหมือนกันซึ่งบางพื้นที่เรียกว่า พยญั ชนะตน้ อาจเปน็ พยญั ชนะตน้ เดยี่ วหรอื พยญั ชนะตน้
“โดนตา” บางพน้ื ท่ีเรยี ก “ปจมุ เบ็น” ซ่ึงจะทำ� บุญในเดอื นสิบ ควบกไ็ ด้ พยญั ชนะตน้ เดย่ี วภาษาเขมรถนิ่ ไทย มี ๒๒ ตวั ไดแ้ ก่
ให้แก่ญาติพี่น้องท่ีล่วงลับไปแล้ว และถือเป็นโอกาสในการ ก ค ง จ ช ซ ญ ด ต ท น บ ป พ ฟ ม ย ร ล ว อ ฮ
รวมญาติ ลูกหลานท่ีไปท�ำงานในท่ีห่างไกลก็จะกลับมาพบกัน เช่น กดั = ตัด / แค = เดือน, พระจันทร์
ในช่วงน้ี มีการท�ำข้าวต้ม อาหาร และจัดเตรียมข้าวของ พยัญชนะต้นควบ ซึ่งปรากฏเป็นพยัญชนะตัวท่ีสอง
เซ่นไหว้บรรพบุรุษ รวมท้ังเส้ือผ้า และมีการน�ำส่ิงของเหล่านี้ มี ๓ ตวั ไดแ้ ก่ ร ล ว ซึ่งสามารถควบได้กับ ก ค จ ซ ต ท
ใส่กระเชอส�ำหรับให้ผีบรรพบุรุษน�ำกลับไปกินระหว่างทาง บ ป พ ไดแ้ ก่ กราว = นอก / จราน = ผลกั / ซรา = เหลา้
ส่วนในจังหวัดฉะเชิงเทรามีประเพณีที่แปลกออกไปจากชุมชน ตรำ� = แช่ / คลอจ = ไหม้ / คลงั = แรง / ซลบั = ตาย
เขมรอื่นๆ คือมีประเพณีเล้ียงผี นอกจากน้ีบางพ้ืนท่ีเช่นที่ ซวาย = มะมว่ ง
สพุ รรณบุรีได้ยินว่ามีประเพณีไหว้พระจันทร์อกี ดว้ ย พยัญชนะสะกด ภาษาเขมรถ่ินไทยแสดงลักษณะของ
พ้ืนฐานวัฒนธรรมด้ังเดิมของเขมรท่ีหลงเหลือผ่านภาษา ภาษากลุม่ มอญ-เขมรท่ชี ัดเจน ไดแ้ ก่ จ ญ ร ล ฮ ขณะทพ่ี ูด
คือมีค�ำเรียก “ลูกพ่ีลูกน้อง” ว่า “บอง ปโอน จะโดน มูย” จะออกเสียงเหล่าน้ีอย่างชัดเจน เช่น โคจ = เสีย / ตญิ = ซือ้
(ส�ำเนียงสรุ ินทร)์ ซ่งึ แปลว่า “พี่น้องทม่ี ียายหรอื ยา่ คนเดียวกัน” โฮร = ไหล / จอ็ ล = ชน / ลโล็ฮ = บวมเปง่
ซงึ่ การใชค้ ำ� ศพั ทน์ แี้ สดงใหเ้ หน็ วา่ เดมิ เขมรเคยมกี ารจดั ระเบยี บ สระมีทั้งเสียงส้ันและเสียงยาวซึ่งท�ำให้ความหมาย
ทางสังคมโดยที่ผู้หญิงเป็นใหญ่ นอกจากนี้ในหลายๆ ชุมชน แตกต่างกัน สระในภาษาเขมรมีเสียงแปรต่างกันไปตามพื้นท่ี
พบว่าผู้หญิงจะเป็นร่างทรงหรือหมอเสี่ยงทาย ซึ่งคือเป็นผู้น�ำ เช่น จังหวัดสุรินทร์มีการออกเสียงสระแตกต่างกันตามระดับ
ชุมชนในอดีตกาลก่อนรับวฒั นธรรมจากอินเดยี นน่ั เอง ความสูงของล้ิน ส่วนจังหวัดจันทบุรีมีการออกเสียงสระท่ี
ภาษา...อัตลกั ษณแ์ ห่งตน ต่างกันท่ีลักษณะน้�ำเสียงด้วย ในท่ีน้ีขอยกตัวอย่างเสียงสระ
ภาษาเป็นสิ่งท่ีแสดงอัตลักษณ์ของกลุ่มคน ภาษาเขมร สำ� เนยี งจงั หวัดสุรนิ ทร์ ไดแ้ ก่ อะ อา อิ อิฺ อี อีฺ อึ อีฺ ออื อือฺ อุ
ถิ่นไทย เป็นภาษาหน่ึงที่ส�ำคัญในตระกูลภาษาออสโตรเอเชีย อฺ อู อฺ เอะ เอ แอะ แอ โอะ โอ เอาะ เอาฺ ะ ออ ออฺ เออะ เออฺ
ตกิ (Austro-asiatic language family) และเป็นภาษาทไ่ี มม่ ี ะ เออ เออฺ เอยี ะ เอยี อวั ะ อวั เอือะ เออื เอา เชน่ กฺี = เขา
ระบบเสียงวรรณยุกต์แต่จะแยกความหมายของค�ำด้วยระบบ บัด = หาย / บาด = ค�ำลงท้ายแสดงความสุภาพของผู้ชาย
ของเสียงสระ ซี = กนิ / เต = ไม่ / เรียง็ = แลง้ / เรยี ง = เข็ด

กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑ 73

สว่ นวรรณยุกตน์ นั้ ไม่มีในระบบของภาษาเขมรถนิ่ ไทย ธ�ำรงรกั ษาภาษาเขมรถ่ินไทย

ค�ำส่วนใหญ่เป็นค�ำพยางค์เดียวและค�ำสองพยางค์ เช่น ภาษาเขมรในประเทศไทยอยู่ในภาวะถดถอยเน่ืองจาก
ตญิ = ซอ้ื / กันตุย = หาง โดยทั่วไปจะเนน้ เสยี งหนักทีพ่ ยางค์ ความเจริญทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ท�ำให้ชุมชนท้องถ่ินเข้า
สุดท้าย แต่การเน้นพยางค์ไม่ใช่ลักษณะส�ำคัญท่ีท�ำให้ ถึงภาษาไทยได้ง่าย และละเลยการอนุรักษ์ภาษาพูดของตน
ความหมายเปลี่ยน เป็นภาษามีลักษณะการสร้างค�ำด้วย อย่างไรก็ตาม คนไทยเชื้อสายเขมรในพ้ืนที่โดยเฉพาะจังหวัด
การเติมหน่วยเติมหน้าค�ำ (อุปสรรค) เช่น กัด = ตัด สุรินทร์และนักวิชาการได้ร่วมกันพยายามอนุรักษ์ภาษาและ
ปกัด = ผสมพันธุ์ และสร้างคำ� ด้วยการเตมิ หน่วยเติมกลางค�ำ วัฒนธรรมเขมรถ่ินไทย ท่ีมีลักษณะเฉพาะตัว แตกต่างจาก
(อาคม) ตุม = เกาะ (กรยิ า) / ตรอนมุ = คอน (สำ� หรบั เกาะ) ภาษาเขมรกัมพูชาไว้ โดยด�ำเนินโครงการสอนภาษาเขมร
ลักษณะประโยคมีการเรียงค�ำแบบประธาน-กริยา-กรรม ถ่ินไทยด้วยอักษรไทย เพื่อช่วยบันทึกและรักษาภูมิปัญญา
เช่น แม กำ� ปุง ตน�ำ บาย <แม่-ก�ำลัง-หุง-ข้าว> = แมก่ ำ� ลงั หงุ ท้องถ่ิน วรรณกรรมมุขปาฐะต่างๆ และน�ำไปใช้ในการ
ข้าว ประโยคปฏิเสธจะมีการใช้ค�ำแสดงการปฏิเสธ ๒ ค�ำ จัดการเรียนการสอนภาษาเขมรถ่ินไทยด้วยอักษรไทย
วางไว้หน้าและหลังค�ำกรยิ า เช่น คญม มนั เตวิ ็ เต <ฉนั -ไม่- การด�ำเนินการน้ีนอกจากช่วยในการรักษาภาษาเขมรถ่ินไทย
ไป-ไม่> = ฉันไม่ไปหรอก ค�ำขยายมักอยู่หลังค�ำหลัก เช่น และภูมิปัญญาท้องถ่ินแล้ว ยังช่วยให้สามารถเช่ือมโยงไปสู่
ปเตยี ฮ็ ทแมย็ <บา้ น-ใหม>่ = บา้ นใหม่ แตค่ ำ� ขยายในประโยค
บางครง้ั จะวางไว้หน้าหลงั เช่น โกน กเมญ รว็ ด ดลู บะ ดัย
<เด็ก-เด็ก-ว่ิง-ลม้ -หกั -แขน> = เดก็ น้อยวิง่ หกล้มแขนหกั

74

การพฒั นาการเรยี นภาษาไทย ซง่ึ เปน็ ภาษาราชการและใชเ้ ปน็ เอกสารอา้ งองิ
ภาษาของการศกึ ษาดว้ ย ดงั เชน่ ทดี่ ำ� เนนิ การในโรงเรยี นโพธกิ์ อง ชัยวัฒน์ เสาทอง. ๒๕๔๗. “ภาษาเขมรบ้านส�ำโรงบน ต�ำบลทรายขาว
อำ� เภอปราสาท จงั หวดั สรุ นิ ทร์ และราชบณั ฑติ ยสภาไดจ้ ดั พมิ พ์ อ�ำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุร”ี วารสารภาษาและวัฒนธรรม
คู่มือระบบเขียนภาษาเขมรถ่ินไทยอักษรไทยในปี ๒๕๕๖ ฉบบั ท่ี ๒ ปีท่ี ๒๓ (ก.ค.-ธ.ค. ๒๕๔๗) ๘๕-๙๓.
อันจะเป็นการช่วยอนุรักษ์ภาษาเขมรถ่ินไทยในท้องถิ่นต่างๆ ชัยวัฒน์ เสาทอง อรวรรณ บุณยฤทธ์ิ และสุวิไล เปรมศรีรัตน์. ๒๕๕๖.
และชว่ ยพัฒนาการศกึ ษาของเยาวชน และเปน็ พน้ื ฐานส�ำหรับ ภาษาเขมรถิน่ ไทย. ใน มรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ
การเรยี นรภู้ าษาเขมรกมั พชู าตอ่ ไป นอกจากนกี้ รมกรมสง่ เสรมิ พิธีประกาศข้ึนทะเบยี นมรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมของชาติ
วฒั นธรรม กระทรวงวฒั นธรรม ไดป้ ระกาศขน้ึ บญั ชภี าษาเขมร ประจำ� ปพี ทุ ธศักราช ๒๕๕๖. หน้า ๑๕๘-๑๕๙.
ถน่ิ ไทยเปน็ มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมของชาติ พทุ ธศกั ราช ราชบณั ฑติ ยสถาน. ๒๕๕๖. คมู่ อื ระบบเขียนภาษาเขมรถ่ินไหยอกั ษรไทย
๒๕๕๖ สาขาภาษา อนั เปน็ การสรา้ งขวญั และกำ� ลงั ใจใหแ้ กก่ ลมุ่ ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน. กรงุ เทพมหานคร ราชบัณฑิตยสถาน.
คนที่ใช้ภาษาเขมรถิ่นไทยที่จะสืบสานและสืบทอดภาษาและ สุวไิ ล เปรมศรีรัตน์ และอรวรรณ ภอู ิสระกจิ . ๒๕๓๙.
วัฒนธรรมให้คงอยู่ตอ่ ไป ลกั ษณะและการกระจายของภาษาเขมรถ่นิ ไทย อดตี ปัจจบุ นั
และอนาคตของพยัญชนะสะกด.
สถาบันวิจัยภาษาและวฒั นธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวทิ ยาลยั มหิดล.

เรือมอนั เร ร�ำสาก หรอื รำ� กระทบไม้ ของกลมุ่ ชนผู้ใช้ภาษาเขมรถ่นิ ไทย

กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 75

ศิลปินแห่งชาติ

เรอื่ ง/ภาพ : กลั ยาณมติ ร นรรตั นพ์ ทุ ธิ

ศลิ ตป�ำะนคาอื นปครระูศสิลบปกนิารณ์

“ผมคือครูศิลปะ ไม่ใช่ศิลปิน ผลงานท่ีท�ำเพ่ือค้นคว้าทดลองไปใช้
ในการเรียนการสอน” และ “ผลงานของผมคือลูกศิษย์ไม่ใช่ภาพเขียน”

ภาพ : นติ ิกร กรยั วเิ ชียร
76

เมื่อมีโอกาสได้รับมอบหมายให้เขียนถึงครูผู้ถ่ายทอด ได้ดีคือ “อย่ากลัวท่ีงานของคุณจะไม่สวย ท�ำอย่างไรให้มัน
วิชาศิลปะ เม่ือครั้งผู้เขียนยังศึกษาในช้ันอุดมศึกษาภาพ แตกต่าง แต่มีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง ให้ผู้คนสามารถ
ความทรงจำ� เกา่ ๆ อนั แสนประทบั ใจทม่ี ตี อ่ คร ู ผดุ ขน้ึ มาในความ จดจ�ำได้” ครูมีวิธีการสอนที่แตกต่าง มีชั้นเชิง และให้บทเรียน
ทรงจำ� ภาพแลว้ ภาพเลา่  ครเู ปน็ คนอารมณด์ แี ละมอี ารมณข์ นั เปน็ ทตี่ ้องจดจ�ำไปนานแสนนาน 
ท่ีสุด การเรียนศิลปะกับครูจึงสนุกและน่าค้นหาเสมอ ครูมีมุม คร้ังหน่ึง ในชั่วโมงแรกของการเรียนวิชาจิตรกรรมสี
ที่สอนให้เราเข้าใจด้วยการท�ำให้เห็น มากกว่าพูดให้เข้าใจ น�้ำมัน ครูน�ำภาพสีน�้ำมันภาพหน่ึงต้ังไว้หน้าช้ันเรียนแล้วถาม
แต่เพียงอยา่ งเดียว ในสมยั ที่ครูจบมาจากต่างประเทศและสรา้ ง พวกเราว่า ภาพน้ีวาดเมื่อไหร่ พวกคุณว่าสีแห้งหรือยัง ลูกศิษย์
งานศลิ ปะมากมาย ผลงานทโ่ี ดดเด่นยิง่ คือภาพเก่ยี วกบั วัด และ กต็ อบเดาๆ กนั ไปตา่ งๆ นาๆ แตท่ า่ นกลบั เฉลยวา่  “ทำ� ไมตอ้ ง
ภาพผู้หญิง จากแนวคิด วัดถือเป็นแหล่งความรู้ เป็นสถานท่ี เดา มาแตะดสู  ิ ศลิ ปะมนั พสิ จู นก์ นั ได”้  ครเู รมิ่ ตน้ ใหบ้ ทเรยี นแรก
สัง่ สมซง่ึ ความดี ความศรทั ธา ความหวัง และความสามคั คขี อง กับพวกเราได้อย่างท่ียากจะลืมเลือน ครั้นเมื่อได้เรียนรู้
ชุมชน ส่วนผู้หญิงเป็นสัญลักษณ์ของความเอ้ืออาทร ความรัก เป็นระยะเวลาหน่ึงแล้ว พวกเราได้รับการถ่ายทอดกระบวนการ
ความอบอุ่น ความอุดมสมบูรณ์ และความเท่าเทียมกัน ครูจึง ต่างๆ ในการเขียนภาพสีน�้ำมันแล้ว ครูได้สั่งงานให้พวกเรา
มชี อื่ เสยี งเปน็ ทร่ี จู้ กั ในฐานะจติ รกรสนี ำ้� อนั ดบั ตน้ ๆ ของประเทศ วาดภาพสีน้�ำมันโดยให้เวลา ๑ เดือน แล้วน�ำมาส่งเพื่อ
ครูอารี สทุ ธิพันธ ุ์ เปน็ การทดสอบกระบวนการเรยี นการสอนไปในตัว
เมื่อครบก�ำหนดส่งงานท่านให้พวกเราน�ำภาพวาดมายืน
กระบวนการบ่มเพาะการเรียนรู้ เรยี งกนั บนพนื้ สนามท่เี ตม็ ไปด้วยทราย แล้วให้เราผลักภาพวาด
ท่ีแตกต่าง สีน�้ำมันคว�่ำลงบนพ้ืนทราย ภาพของใครมีทรายติดขึ้นมา
ในภาพ แสดงว่าเป็นภาพที่เพิ่งวาดเพิ่งท�ำเพราะสียังไม่แห้ง
“คนเป็นครูน้ัน ให้ความรักศิษย์ได้ ให้ความคิดไม่ได้ แต่ เป็นหลักฐานในการเผางาน (ท�ำแบบลวกๆ ด่วนๆ) มาส่งครู
สอนใหค้ ดิ ได ้ การสอนทด่ี  ี ตอ้ งเรม่ิ ทศี่ ษิ ยโ์ ดยตรงตามความจรงิ น่ันแสดงถึงความรับผิดชอบในการท�ำงาน ครูต้องการให้เรา
ที่ว่า ให้เขารู้สองส่ิงแล้ว เขาจะคิดถึงสิ่งที่สามได้ ให้เขาเห็น ใชก้ ระบวนการคดิ สรา้ งสรรค ์ ตกผลกึ ความคดิ  และถา่ ยทอดลง
ดวงอาทิตย์ เห็นหยดน�้ำ เขาจะคิดถึงส่ิงที่สาม รุ้งกินน�้ำได้”  บนผนื ผา้ ใบใหไ้ ดภ้ าพหรอื ผลงานทด่ี จี งึ จะถอื วา่ ผา่ นเกณฑน์ น่ั เอง
น้ีคอื ครู
ครูอารี สอนศิลปะแนววิทยาศาสตร์ ท่านสอนศิษย์ วิทยาศาสตร์กับศิลปะ
ให้รู้จักการทดลองค้นคิดวิธีการในการสร้างสรรค์งานศิลปะ เป็นเร่ืองเดียวกัน
ด้วยวิธีการต่างๆ มากมาย ด้วยแนวคิดท่ีว่า “ให้มองงาน
ศิลปะที่กระบวนการ (process) มากกว่ามองท่ีผลงาน ค�ำพูดดังกล่าวพิสูจน์ด้วยแนวคิด แนวการสอน
ส�ำเร็จ (product)” ค�ำพูดหนึ่งของครูอารี ท่ีผู้เขียนยังจดจ�ำ ของครู “เป็นครูศิลปะก็ต้องท�ำงานศิลปะด้วย ต้องศึกษา
ค้นคว้าทดลองเทคนิคใหม่ๆ ตลอดเวลา ผลงานศิลปะ
ที่ท�ำก็เป็นการศึกษาค้นคว้า เมื่อทดลองแล้วได้ผลอย่างไร
น่ันคือการเตรียมการสอนเพื่อถ่ายน�ำมาถ่ายทอดให้กับ
ลูกศิษย์” การน�ำส่ิงรอบๆ ตัวมาใช้กับการสร้างงานศิลปะ
เกลือ น้�ำตาลที่อยู่ในครัว แอลกอฮอล์ท่ีอยู่ในตู้ยา หรือแม้
แต่กองทรายข้างๆ ถูกน�ำมาใช้ในขณะท่ีท�ำการระบายภาพ
สีน้�ำ เกิดอะไรขึ้นเม่ือระบายสีน้�ำแล้ว ในขณะท่ียังไม่แห้ง
แ ล ้ ว ส ลั ด เ ก ลื อ ล ง ไ ป   แ ล ะ เ มื่ อ เ ที ย บ กั บ ก า ร ส ลั ด
น�้ำตาล ทราย หรือแอลกอฮอล์ลงไป หรือแม้กระท่ังการใช้
ฟองน�้ำหลากขนาดจุ่มสี แต้ม แปะ ลาก ลงบนภาพ

กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑ 77

ผสมผสานกบั การใชใ้ บไมห้ รอื อะไรกต็ ามทไี่ มใ่ ชพ่ กู่ นั วาดภาพ เปน็ การ ศภศ(จาิูมลิตสิหปรตลกินรงั ราแแรจลหมาะ)่งรปยชพรพ์าทุ ะตเิธวศิศตั ษสกัขิ อาอราขางรชา ี  สท๒ทุัศ๕ธน๕พิ ศ๕นั ิลธป ์ุ  ์
สอนแบบทดลองท�ำ ภาพท่ีได้ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างไร สิ่งเหล่านี้
จะถูกจดจ�ำ แล้วน�ำไปใช้ในกระบวนการเขียนภาพสีน้�ำ เพ่ือให้เกิด ศาสตราจารย์พิเศษอารี สุทธิพันธุ์ หรือ ครู
ร่องรอยหรือพ้ืนผิวที่แตกต่างกัน เมื่อลูกศิษย์ได้เทคนิคที่ตนเอง อาร ี เกดิ เมอ่ื วนั ท ่ี ๒๖ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ ทจ่ี งั หวดั
ชอบแล้ว งานศิลปะก็จะตามมาเอง กลายเป็นผลงานภาพที่สวยงาม ราชบุรี เร่ิมการศึกษาต้ังแต่ชั้นประถมจนถึง
ด้วยเทคนิคต่างๆ อาจกล่าวได้ว่ากระบวนการเหล่าน้ี เปรียบได้ มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ที่ โ ร ง เ รี ย น เ บ ญ จ ม ร า ชู ทิ ศ   ซึ่ ง เ ป ็ น
กับการทำ� การวจิ ัย คน้ ควา้  ทดลองทางวทิ ยาศาสตร์นัน่ เอง  โรงเรียนประจ�ำจังหวัดราชบุรี  เข้าเรียนต่อที่โรงเรียน
“การมีอาชพี เปน็ ครศู ิลปะ คลา้ ยกบั คนท�ำสวน ต้องทำ� ดว้ ยใจรกั เพาะช่าง ในสมัยหลวงกวีจรรยาวิโรจน์ มีเพื่อน
สม่�ำเสมอ เม่ือใดท่ีลูกศิษย์จบแล้วมีงานท�ำ อยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างมี ร่วมรุ่น เช่น ปยุต เงากระจ่าง ในระหว่างเรียน
ความสขุ และเตม็ ใจชว่ ยเหลอื ผอู้ น่ื กถ็ อื วา่ ไดท้ ำ� หนา้ ทโ่ี ดยสมบรู ณ์ หรอื ได้ท�ำงานให้กับบริษัทโฆษณาท่ีมีช่ือเสียงแห่งหน่ึง
เมื่อใดทด่ี อกไมใ้ นสวนบานสง่ กลิ่นหอมไกล ก็ร้สู กึ ภูมิใจวา่ ไดท้ ำ� หน้าท่ี เพื่อใช้เป็นทุนในการศึกษา เนื่องจากขณะนั้นพ่อ
ของคนสวนอย่างเต็มทแี่ ลว้ ” และแม่ได้เสียชีวิตแล้ว โดยมีรุ่นน้อง คือ อาจารย์
ครูอารี สุทธิพันธุ์ เป็นครูศิลปะนอกแบบทางความคิด เป็นการ ประเทือง เอมเจริญ ท่ีท�ำหน้าคอยเป็นผู้ช่วยใน
คิดนอกกรอบหรือคิดทวนกระแส การสอนศิลปะด้วยการคัดค้านการ บริษัท ซ่ึงต่อมาได้รับเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ
เรยี นการสอนศลิ ปะดว้ ยการเลียนแบบ ท�ำหนา้ ทเี่ ป็นครูสอนศิลปะและ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) หลังจบเพาะช่างแล้ว
สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ โดยจะเน้นการเรียนการสอนศิลปะด้วยวิธี ครูอารีได้เข้ารับราชการท่ีกองอุปกรณ์การศึกษา
ธรรมชาตทิ เ่ี รยี กวา่  The Natural Way to Draw and Painting เปน็ ผลิตสื่อการเรียนการสอนให้กับกรมวิชาการ กระทรวง
การวาดภาพจากนอกเขา้ ใน (Outside-In) เชน่  การวาดภาพแสดงทรง ศึกษาธิการ เป็นเวลา ๒ ปี และได้เข้าศึกษาต่อ
หรือการวาดตามที่สัมผัส (Contour Drawing) การวาดจากทา่ ทาง ปริญญาตรี การศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) สาขา
(Gesture Drawing) การเขยี นนำ�้ หนกั  (Weight Drawing) เพื่อให้ อาชีวศึกษา เป็นรุ่นท่ี ๓ ท่ีวิทยาลัยวิชาการศึกษา
ผเู้ รยี นไดพ้ ฒั นาวธิ คี ดิ และวธิ ที ำ� งานของตนใหเ้ ปน็ ศลิ ปะสมยั ใหม ่ และ (วศ.) ประสานมิตร (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัย
เปน็ ผนู้ ำ� ในการบกุ เบกิ ทางดา้ นศลิ ปะสมยั ใหมม่ าใชใ้ นการเรยี นการสอน ศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร) ซึ่งที่น่ีเป็นท่ีท่ีถือ
ในประเทศไทยเป็นคนแรก โดยศึกษา ค้นคว้า ทดลองเทคนิค ได้ว่าพลิกชีวิต พลิกความคิดให้กับครู ด้วยขณะน้ัน
ใหม่ๆ ตลอดเวลา ซ่ึงมีผลงานจิตรกรรมสีน�้ำและสีน�้ำมันนับพันชิ้น ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี ได้น�ำการศึกษา
ได้สะท้อนให้เห็นเสรีภาพทางจินตนาการ ความคิดและการ ส มั ย ใ ห ม ่ ห รื อ ก า ร ศึ ก ษ า แ บ บ พิ พั ฒ น า ก า ร นิ ย ม
สรา้ งสรรค ์ เทคนคิ และกระบวนการท่ีกา้ วลำ้� หน้าอยตู่ ลอดเวลา นับได้ (Progressivism) เข้ามาสอน เม่ือเรียนจบปริญญาตรี
วา่ เปน็ ครศู ลิ ปะผบู้ กุ เบกิ ดา้ นศลิ ปศกึ ษา เปน็ ผสู้ รา้ งสรรคศ์ ลิ ปะแนวทาง
พิพัฒนาการนิยมในกระแสสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ไว้ใน
สงั คมไทย

78

แล้วก็ได้เป็นครูสอนอยู่ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร หลังจากจบปริญญาโทจากอเมริกา พ.ศ. ๒๕๐๔
เม่ือ พ.ศ. ๒๕๐๐ ขณะท่ีมีอายุ ๒๖ ปี ในอัตราเงินเดือน ครูอารีได้กลับเข้าปฏิบัติราชการในต�ำแหน่งและสังกัดเดิม
๑๕๐ บาท สอนได้ ๒ ปี ก็ได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโท จนเกษียณอายุราชการ นอกจากประสบการณ์สอนใน
ศิลปะ (จิตรกรรม) มหาวิทยาลัยอินดิอานา สหรัฐอเมริกา ที่นี่ ประเทศไทยแล้ว ยังมีประสบการณ์สอนในต่างประเทศด้วย
ได้พลิกความคิดและแนวทางในการท�ำงานศิลปะของครูอีกคร้ัง โดยได้ไปสอนท่ีมหาวิทยาลัย อิลลินอยส์ สเตท ประเทศ
ครูอารี ได้เรียนกับอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ศิลปินใหญ่ทางด้าน สหรัฐอเมริกา และได้ไปฝึกอบรมวิชาการออกแบบโทรทัศน์
นามธรรม (Abstract Art) เรียนกันด้วยวิธีสมัยใหม่ พลิกวิธี เพื่อการศึกษา ณ ประเทศมาเลเซียอีกด้วย
การเรียนศิลปะให้แปลกและแตกต่าง มีการสอนด้วยวิธีใช้เส้น ครูอารีได้จัดแสดงนิทรรศการท้ังในประเทศและ
รอบรูป (Contour Drawing) ใช้รูปและพื้น แทนที่จะเป็นการ ต่างประเทศจ�ำนวนไม่น้อย เช่น จิตรกรรมสีน�้ำมัน Action
เขียนแบบแสงและเงาเพียงอย่างเดียว Painting อิทธิพล American Expressionism เป็นครั้งแรก
ในระหวา่ งศกึ ษาทมี่ หาวทิ ยาลยั อนิ ดอิ านา ไดม้ โี อกาสรว่ ม ในเมืองไทย (พ.ศ. ๒๕๐๔) ซ่ึงรูปแบบดังกล่าวก�ำลังเป็นที่
ท�ำกิจกรรมแลกเปล่ียนศิลปวัตถุของประเทศไทยกับประเทศ นิยมในอเมริกา ที่ A.U.A. Language Center พ.ศ. ๒๕๓๒
สหรฐั อเมริกา โดยฝ่ายสหรฐั อเมริกา มีอาจารยข์ องครูอารี คอื /นิทรรศการสีน้�ำ “Women” Illinois State University U.S.A
ธดี อร์โบวี (Thedore Bowie) เปน็ ประธานโครงการ ส่วนฝา่ ย และท่ี Thai Art Gallery, L.A., U.S.A /นทิ รรศการ “Thailand
ประเทศไทยมี นายธนติ อยโู่ พธ ิ์ เปน็ ผอู้ ำ� นวยการโครงการ และ Invitation Watercolor Exhibition ๒๐๐๔” สีลม แกลอเรีย
หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศสกุล เป็นภัณฑารักษ์ ได้น�ำศิลปวัตถุ /นิทรรศการธารศิลป์ รักษ์จิตรกร คร้ังที่ ๓-๕ (พ.ศ. ๒๕๕๑-
จากไทยไปจัดแสดงท่ีสหรัฐอเมริกาในพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง ๒๕๕๓) นิทรรศการชุดไฟไหม้ /ชุดคนสังเคราะห์ /ชุด
ในหลายๆ เมือง เช่น อินดิอานา นิวยอร์ก บอสตัน โอไฮโอ รามเกียรต์ิสมัยใหม่ และจิตรกรรมสีน้�ำ วัด ทิวทัศน์ และ
แซนแฟรนซิสโก ลอสเเอนเจลิส ซีแอตเทิล แคลิฟอร์เนีย โดย ผู้หญิง COLLIWOSPA (Colors, Light, Woman, Space)
ครอู ารี ไดร้ ่วมเดนิ ทางไปในโครงการด้วย ทำ� ให้มีประสบการณ์ /นทิ รรศการ “Drawing” ครงั้ ท ่ี ๔๔ กรงุ เทพฯ (พ.ศ. ๒๕๔๙)
ในการศึกษาดูงานศิลปะตะวันตก ในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งของ เป็นต้น ล่าสุดในวาระครบรอบ ๘๘ ปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ครูอารี
สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสศึกษา กับนัก ก็มีนิทรรศการ “Outside In อารี สุทธิพันธุ์” ณ หอศิลป
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปช์ น้ั นำ� ของอเมรกิ า คอื เฮนร่ี อารโ์ ฮป (Henri วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เม่ือเดือน
R.Hope) และเอลเบริ ์ต อี. เอลซนั  (Elbert E.Elson ) ซ่งึ ครูอารี พฤษภาคมท่ีผ่านมา
เคยเล่าว่า “ผมเองภูมิใจที่ได้เรียนประวัติศาสตร์ศิลป์กับครู นอกจากนั้น ครูอารี ยังเป็นผู้บุกเบิกการเขียนต�ำรา
อเมรกิ ันทยี่ ่งิ ใหญ่มาก”  ด้านประวัติศาสตร์ศิลปะของประเทศไทย หนังสือเล่มแรก
ทเ่ี ขยี นคอื “ศลิ ปนยิ ม” ทา่ นเขยี นงานสาระวชิ าการไวม้ ากมาย
อาทิ ศิลปะกับมนุษย์ เข้าใจจิตรกรรม ปรัชญาศิลปะ
การออกแบบ ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ป์ ศลิ ปะทม่ี องเหน็ การระบาย
สีน�้ำ การวาดเขียน แบบฝึกปฏิบัติระบายสีน้�ำ ทัศนศิลป์
กับความงาม มนุษย์กับจินตนาการ ประสบการณ์สุนทรียะ
สวะความคิด พลังความคิดทัศนศิลป์ฯลฯ อีกทั้งยัง
ร่วมเขียนแบบเรียนศิลปศึกษา แบบเรียนทัศนศิลปศึกษา
แบบเรียนศิลปนิยม แบบเรียนการวาดเขียน แบบเรียน
จิตรกรรม ตลอดจนผลงานเขียนบทความและเอกสาร
ประกอบการสอนและบทความทางด้านศิลปะปรากฏใน
ส่ือตา่ งๆ เป็นจำ� นวนมาก

กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 79

เกษียณอายุราชการ ประถมาภรณ์ช้างเผอื ก (ป.ช.)
แต่ไม่เคยเกษียณจากการสอน ในปี ๒๕๕๕ คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้
ประกาศเกยี รติคณุ ยกยอ่ งเชิดชเู กียรตเิ ปน็ ศิลปินแห่งชาติ สาขา
ครูอารี เกษียณอายุราชการ ตําแหน่งรองศาสตราจารย์ ทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช ๒๕๕๕ โดยเข้าเฝ้าทูล
ประจําภาควิชาศิลปะและวัฒนธรรมคณะมนุษยศาสตร์ ละอองพระบาทสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ า สยามบรมราชกมุ ารี
มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ ประสานมิตร เมอื่ พ.ศ. ๒๕๓๔ เพ่ือรับพระราชทานโล่และเข็มเชิดชูเกียรติ เม่ือวันท่ี ๒๐
รวมระยะเวลาทป่ี ฏบิ ตั กิ ารสอนในมหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา
ประสานมติ ร ๓๔ ป ี  หลงั จากเกษยี ณอายรุ าชการแลว้  ครยู งั คง พระราชวงั ดุสิต
สอนมาโดยตลอด โดยการรับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษสอนในทุก แมว้ ยั ลว่ งเลยมาถึง ๘๘ ปแี ล้ว แต่ครูกย็ งั มีไฟ และไม่เคย
ระดบั ชน้ั ตง้ั แตร่ ะดบั ปรญิ ญาตร ี ปรญิ ญาโท และปรญิ ญาเอก ให้ เกษียณจากงานสอน ครูอารีไม่ได้สอนลูกศิษย์ให้เป็นศิลปิน
กับหลายสถาบัน รวมทั้งการสอนศิลปะตามอัธยาศัย ภายใต้ แตส่ อนลกู ศษิ ยใ์ หเ้ ปน็ ครศู ลิ ปะ ทสี่ ามารถแกป้ ญั หาในการทำ� งาน
ชื่อกลมุ่  “ศลิ ปะตามอัธยาศยั ” ในการสรา้ งสื่อการเรยี นการสอน ทสี่ ามารถดึงศกั ยภาพของเด็ก
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ทส่ี อนออกมา โดยการใชศ้ ลิ ปะเปน็ เครอ่ื งมอื ในการสอื่ สาร ทำ� ให้
แตง่ ตง้ั เป็นศาสตราจารย์พเิ ศษ ในสาขาทศั นศิลป์มหาวิทยาลัย ผู้เรียนศิลปะมีความสุข ปัจจุบันครูอารีมีสานุศิษย์มากมาย
ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ และไดร้ บั พระราชทานปรญิ ญาศลิ ปกรรมศาสตร ทง้ั ในระบบและนอกระบบ อาทิ วริ ณุ ตง้ั เจรญิ อำ� นาจ เยน็ สบาย
ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักด์ิ สาขาวิชาทัศนศิลป์ จากมหาวิทยาลัย นพศร ณ นครพนม นกุ ูล ปญั ญาดี เป็นตน้
ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ในปี ๒๕๔๓ ครอู ารไี ดร้ บั เครอ่ื งราชอสิ รยิ าภรณ์
และเหรียญบ�ำเหน็จในราชการถึง ๙ คร้ัง โดยคร้ังหลังสุด
ได้รับเคร่ืองราชอิสริยาภรณ์อันเป็นท่ีเชิดชูยิ่งช้างเผือกช้ัน

80

คุณูปการอันยิ่งใหญ่ของ นับว่าครูอารี เป็นผู้มีส่วนสําคัญในการวางรากฐาน
ครูอารี สุทธิพันธุ์ ศิลปศึกษาของประเทศไทย ผลักดันให้เกิดการยกฐานะวิชาชีพ
ครูศิลปะจากประกาศนียบัตรเป็นปริญญาบัตร เม่ือผลิตครู
เมื่อจบเป็นมหาบัณฑิต ครูอารีกลับมาสอนและเริ่ม ศิลปศึกษาได้จ�ำนวนมาก ลูกศิษย์ที่ไปอยู่ในแต่ละวิทยาลัยครู
เปิดศักราชใหม่แห่งวงการศึกษาศิลปะของไทย ในปีพ.ศ. ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏ ก็พัฒนาตนเองเปิดวิชาเอก
๒๕๑๑ ได้เปิดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีทาง ศลิ ปะกนั ทว่ั ประเทศ ครศู ลิ ปะในประเทศไทยจงึ พอเพยี งและเปน็
“การศึกษาศิลปะ” หรือ “ศิลปศึกษา” เป็นหนทางสายใหม่ ความก้าวหน้าในวิชาการศิลปศึกษามากย่ิงขึ้น นั้นคือคุณูปการ
ให้กับผู้ท่ีรักจะเรียนศิลปะอีกทาง ด้วยขณะน้ันสถาบันศึกษา อนั ย่ิงใหญข่ องครู
ศิลปะของไทย ต่างมีแนวทางชัดเจน วิทยาลัยเพาะช่าง “เม่ือผมเป็นครู ผมก็อยากให้นักเรียนมากที่สุด ให้เขา
ผลิตช่างและสร้างครูช่าง มหาวิทยาลัยศิลปากร ผลิตบัณฑิต ไปเถอะ ทำ� ไมนะ่ หรอื  เพราะผมเกดิ มาหนเดยี ว ผมจะตอ้ งสอน
ผลิตศิลปิน วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร สร้างครู อยู่สม่�ำเสมอ เพื่อให้รู้ว่าผมยังเป็นส่วนหน่ึงของสังคม และการ
ศิลปศึกษา ซ่ึงครูเล่าว่า “ตอนน้ันขาดแคลนครูศิลปะ ได้รับ ไปสอนในตอนนี้ไม่เคยหวังอะไรท้งั สนิ้  ใหเ้ ขาทง้ั นัน้ ”
บญั ชาจากคณุ สกุ จิ นิมมานเหมินทร์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวง
ศึกษาธิการขณะนั้น ให้ผู้สอนศิลปะในโรงเรียนมัธยมศึกษา “ศิลปะเพื่อสังคม” ในแบบ
ได้ปริญญาตรีให้หมด” จึงได้ผลักดันจนสามารถเปิดสอน ครูศิลปะ “อารี สุทธิพันธุ์”
ระดับปริญญาตรีในการผลิตครูศิลปศึกษาเป็นแห่งแรก
ของประเทศไทย ท่ีวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร ครูอารี เป็นผู้ท่ีมีบทบาทอย่างสูงต่อวงการศิลปะ
ในปี ๒๕๑๑ และการศกึ ษาศลิ ปะสมยั ใหมห่ ลงั จบการศกึ ษา MFA (painting) 
    และเป็นผู้ขับเคล่ือนในการเปิดสอนระดับปริญญาตรี จากสหรัฐอเมริกาเป็นคนแรกของประเทศไทย  ท่านได้
ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเอกศิลปะ ภาควิชาศิลปะ น�ำแนวทางการเรียนศิลปะแนวใหม่เข้ามาบุกเบิกก่อให้เกิด
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในปี ๒๕๑๙ ซึ่งภายหลังได้ การเปลี่ยนแปลงทางการเรียนการสอนศิลปะในวงกว้าง โดยน�ำ
เปลี่ยนมาเป็นสาขาวิชาออกแบบทัศนศิลป์ เพื่อผลิต วิธีการสอนท่ีเรียกวา่ The Natural Way to Draw & Painting
ผู้น�ำและผู้สร้างสรรค์งานธุรกิจโฆษณา สิ่งพิมพ์ ออกแบบ มาสอน เปน็ การวาดภาพจากนอกเขา้ ใน (Outside-in) ใชผ้ เู้ รยี น
ผลิตภัณฑ์ เป็นต้น การรับนักศึกษาใช้วิธีรับนักเรียนที่จบ เป็นศูนย์กลาง หรือ Child Center ครูอารีเคยกล่าวไว้ว่า
มัธยมศึกษา ปีที่ ๕ สายวิทยาศาสตร์ โดยไม่ได้รับสายศิลป์ “ผมคือครูศิลปะไม่ใช่ศิลปิน ผลงานที่ท�ำเพื่อค้นคว้าทดลอง
หรือสายอาชีวะเหมือนที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลคือต้องการคน ไปใช้ในการเรียนการสอน” และ “ผลงานของผมคือลูกศิษย์
มคี วามรแู้ ละมเี หตผุ ลแบบวทิ ยาศาสตรเ์ ขา้ มาเรยี นศลิ ปะ โดยใช้ ไม่ใช่ภาพเขียน” เมื่อมารวบรวมผลงานของลูกศิษย์ท่ีครูอารี
เงอ่ื นไขการสอบเขา้ ตามคณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์ ได้สอนแล้วจึงพบว่าลูกศิษย์ครูอารีออกไปสร้างผลงาน สร้าง
มหาวิทยาลัย  ซง่ึ ผ้สู อบเอ็นทรานซ์ไดล้ ำ� ดบั ท่ ี ๑-๖๐ ได้ไปเรยี น ความเปลย่ี นแปลง จนโด่งดัง ได้รบั รางวัลและการยอมรบั ทงั้ ใน
ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับประเทศและระดบั โลกมากมายถึง ๔ วงการ คือ ๑.วงการ
ส่วนผู้สอบได้ล�ำดับที่ ๖๐-๙๐ ได้เข้าเรียนในสาขาวิชาเอก ศึกษา ๒.วงการศิลปะ ๓.วงการออกแบบ ๔.วงการครีเอทีฟและ
ศิลปะน้ี โฆษณา และยงั แตกหนอ่ ไปถงึ เรอื่ งการศกึ ษานวตั กรรม ซง่ึ ยงั คง
นอกจากนี้ยังเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนในการเปิดสอนระดับ ส่งพลังอย่างต่อเน่ืองถึงทุกวันน้ี นับเป็นคณุ ปู การทยี่ งิ่ ใหญท่ ที่ า่ น
ปรญิ ญาโทการศกึ ษาบณั ฑติ สาขาวชิ าศลิ ปศกึ ษา ทม่ี หาวทิ ยาลยั ได้ช่วยสร้างและพัฒนาบุคลากร (Human Capital)
ศรีนครินทรวิโรฒ ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๒๐ และเปิดสอนรุ่นแรก ให้กับประเทศชาติได้อย่างส�ำเร็จดียิ่งกว่า ๖๐ ปีของการเป็นครู
เม่อื พ.ศ. ๒๕๒๘  นับได้ว่าครูอารี สุทธิพันธุ์ เป็นต้นแบบของครูศิลปะท่ีท�ำงาน
ศิลปะเพ่ือสังคมอยา่ งแทจ้ รงิ ”

กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 81

เชดิ ชปู ชู นยี

เร่ือง : อานนั ท์ นาคคง คณะดรุ ิยางคศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร
ภาพ : กองบรรณาธิการ

คณุ หญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ในวยั เดก็

หนูร้จู ักช้างหรอื เปล่า
หนูรู้จักชน้ิ หรือเปล่า

“ช้าง ชา้ ง ชา้ ง หนูรู้จักช้างหรือเปล่า
ช้างมันตวั โตไม่เบา จมกู มนั ยาวเรียกวา่ งวง
สองเข้ียวขา้ งงวง*เรยี กวา่ งา มีหูมีตาหางยาว”

(*หมายเหต:ุ เนือ้ เพลงเดิมเขียนว่า สองเขย้ี วยาวกลวง)

82

“เพลงชา้ ง” บทเพลงฮติ ทสี่ ดุ เพลงหนง่ึ ทเ่ี ปน็ ความทรงจำ� รว่ ม ชวี ติ ประจำ� วนั สอนความรรู้ ะดบั สากล สอนความรปู้ ระวตั ศิ าสตร์
ของสงั คมไทย โดยเฉพาะเดก็ ไทยรนุ่ แลว้ รนุ่ เลา่ รอ้ งเลน่ เตน้ รำ� สังคมศึกษา ธรรมชาติศึกษา ฯลฯ ตัวอย่างผลงานเด่นของ
กันอย่างสนุกสนาน ต่อเนื่องกันมาเป็นเวลายาวนานเกือบ คณุ หญงิ ชน้ิ เชน่ ตน้ ขา้ ว (ทำ� นองลาวตอ่ นก) มติ รดี (ทำ� นองเขมร
หกศตวรรษ ดว้ ยความลงตวั ของทงั้ ภาษาจนิ ตนาการทสี่ รา้ งเปน็ ขอทาน) ธปู เทยี นทอง (ทำ� นองลาวเสย่ี งเทยี น) ขา้ มถนน (ทำ� นอง
เนอ้ื เพลงและจงั หวะทำ� นองทส่ี นกุ จดจำ� งา่ ย จดุ ประกายใหผ้ คู้ น ฟอ้ นเงยี้ ว) ชวา (ทำ� นองบเู ซน็ ซอ็ ค) จนั ทรว์ นั เพญ็ (ทำ� นองมอญ
จ�ำนวนมากหันมาสนใจส่ิงที่เรียกว่า “ดนตรีไทย” นอกจากนี้ กละ) เปน็ ตน้ เพลงเหลา่ นเ้ี ปน็ มรดกทท่ี รงคณุ คา่ ทท่ี า่ นฝากไวใ้ น
“เพลงช้าง” ได้รับการยกย่องคัดเลือกเป็นเพลงส�ำคัญของกลุ่ม สังคมไทยในฐานะของครูดนตรีไทย ผู้ท่ีสร้างแรงบันดาลใจและ
ประเทศภาคพ้ืนเอเซียโดยศูนย์วัฒนธรรมเอเชียแห่งยูเนสโก สง่ิ แวดลอ้ มทางการศกึ ษาใหแ้ กเ่ ดก็ ไทยในโลกทเี่ ปลยี่ นแปลง
(ACCU : Asian Cultural Centre for UNESCO) อกี ดว้ ย ความรู้ความสามารถของคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง เป็นผู้
นี่คือหนึ่งในผลงานส�ำคัญของคุณหญิงช้ิน ศิลปบรรเลง ท่ีมีฝีมือโดดเด่นในด้านดนตรีไทย รอบรู้ในศาสตร์ของดนตรี
เขยี นเพลงชา้ งจากทำ� นองเพลงไทยเกา่ สำ� เนยี งพมา่ ชอ่ื “พมา่ เขว” นาฏศิลปท์ ไ่ี ดร้ บั การบม่ เพาะขัดเกลามาจากบดิ าของทา่ นคือ ครู
เพ่ือเป็นเพลงร้องส�ำหรับเด็กให้กับโครงการ “วิทยุโรงเรียน” หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และโอกาสของการที่
ของศูนยเ์ ทคโนโลยที างการศกึ ษา กระทรวงศึกษาธกิ าร ใชเ้ ป็น ได้สมั ผสั กับครูบาอาจารยจ์ ากทงั้ วงการดนตรี วงการละคร ของ
บทเรียนในหลกั สูตรของกระทรวงศึกษาธกิ าร เพอื่ ใหน้ ักเรยี นได้ กรมมหรสพในอดีต จนถึงยุคของการติดตามบิดาไปสอนดนตรี
รู้จักและซาบซึ้งในวัฒนธรรมไทยที่ส่งเสียงผ่านคลื่นวิทยุไปยัง ตามโรงเรยี นตา่ งๆ และสามคั ยาจารยส์ มาคม หลอ่ หลอมใหเ้ ปน็
ห้องเรียนทุกหัวระแหงในประเทศไทย และกลายมาเป็นเพลงท่ี ผแู้ ตกฉานการปฏบิ ตั บิ รรเลงเครอ่ื งดนตรไี ดร้ อบวง การสรา้ งสรรค์
น�ำไปร้องกันอย่างแพร่หลายในสาธารณะ เป็นที่ถูกใจทุกเพศ งานเพลงใหม่ท้ังในรูปแบบอนุรักษ์นิยมและรูปแบบที่พัฒนาใน
ทกุ วัยตั้งแต่เด็กไปจนถึงผใู้ หญ่ สงั คมอยา่ งเหมาะสม การคน้ ควา้ ความรทู้ างดนตรี ชำ� ระโนต้ เพลง
นอกจากเพลงชา้ ง ยงั มบี ทเพลงเกดิ ใหมส่ ำ� หรบั เดก็ นกั เรยี น บันทึกสาระประโยชน์ทางดนตรีไว้เป็นเอกสารต�ำรามากมาย
อีกมากมายหลายร้อยเพลงท่ีสร้างสรรค์โดยคุณหญิงช้ิน และที่โดดเด่นมากอีกด้านคือความเป็นครู เป็นผู้ให้ตลอดชีวิต
ศิลปบรรเลง และกรรมการการจัดท�ำบทเรียนทางวิทยุโรงเรียน ทุ่มเทอุทิศก�ำลังกาย ก�ำลังใจ ก�ำลังทรัพย์สินส่วนตัว และเวลา
วิชาดนตร–ี นาฏศลิ ป์ ท�ำนองเพลงเลือกสรรมาจากเพลงไทยเดมิ ตลอดชีวิตของท่าน พากเพียรพยายามปลูกปั้น สร้างสรรค์
เพลงพน้ื บ้าน เพลงสากลที่เหมาะกบั เด็ก หรือท�ำนองเพลงท่ีแตง่ ศิษย์จ�ำนวนมากมายเพ่ือท�ำหน้าที่ผู้สืบต่อไว้ ด้วยเจตนารมณ์
ข้ึนมาใหม่ ค�ำร้องใหม่ของเพลงใช้ภาษาร่วมยุคสมัยปัจจุบัน อันแน่วแนแ่ ละแรงกลา้ ท่ีจะสืบทอดบำ� รงุ รกั ษาศลิ ปะดนตรีไทย
เน้ือหามีท้ังประเภทสอนจริยธรรม ระเบียบประเพณีที่ดีงาม ไว้เป็นมรดกแกอ่ นชุ นรุ่นหลงั สบื ไป
สอนให้รัก ชาติ ศาสนา พระมหากษตั ริย์ สอนพื้นฐานความรูใ้ น
กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑
83

ขออนญุ าตกลา่ วถงึ ประวตั ขิ องทา่ นอยา่ งยน่ ยอ่ คณุ หญงิ ชนิ้ คณุ หญงิ ชน้ิ ศลิ ปบรรเลง สมรสกบั นายประสงค์ ไชยพรรค
ศิลปบรรเลง เกิดเม่ือวันอังคารที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๙ (น.บ., เนติบัณฑิต) เม่ือ พ.ศ. ๒๔๘๔ มีทายาทคือ
ปีมะเมีย ที่บ้านหน้าวังบูรพาภิรมย์ กรุงเทพฯ เป็นบุตรี ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ มธรุ ส (ไชยพรรค) วสิ ทุ ธกลุ
ของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และนางโชติ ประวัตกิ ารศกึ ษา
ประดิษฐไพเราะ มีพี่นอ้ งรว่ มบดิ ามารดา ๗ คน คือ คณุ หญงิ ชน้ิ จบการศกึ ษาชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๘ แผนกภาษา
๑. ด.ญ. สร้อยไข่มกุ ด์ (อังกฤษและฝร่ังเศส) เม่ือ พ.ศ. ๒๔๖๖ จากโรงเรียนราชินี
๒. ด.ญ. ศกุ ร์ดารา ปากคลองตลาด พ.ศ. ๒๔๗๕ ไดร้ ับประกาศนยี บัตรครูประถม
๓. คณุ หญิงชิ้น ศิลปบรรเลง (ป.ป.) พ.ศ. ๒๔๗๖ สอบได้ชุดวิชาเศรษฐศาสตร์ ชุดครูมัธยม
๔. นางมหาเทพกษตั รสมหุ (บรรเลง สาคริก สมรสกับ พ.ศ. ๒๔๗๗ สอบได้ชุดวิชาดุริยางค์สากล ชุดครูมัธยม
พระมหาเทพกษตั รสมุห เนอ่ื ง สาคริก) พ.ศ. ๒๔๗๘ สอบไดช้ ุดวิชาภาษาไทย ชดุ ครมู ธั ยม พ.ศ. ๒๔๗๙
๕. ด.ช. ศลิ ปสราวธุ ประกาศนียบัตรครูพิเศษมัธยม (พ.ม.) และได้รับพระราชทาน
๖. นายประสทิ ธิ์ ศลิ ปบรรเลง ปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักด์ิ จากมหาวิทยาลัย
(สมรสกับนางสาวลดั ดา สารตายน) ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ นอกเหนือ
๗. นางชชั วาลย์ จนั ทรเ์ รอื ง (สมรสกบั นายกมุ ทุ จนั ทรเ์ รอื ง) จากการศกึ ษาในระบบ ยงั ไดส้ งั่ สมความรวู้ ชิ าชพี ศลิ ปะดา้ นตา่ งๆ
และมีน้องร่วมบิดากับนางฟู ศิลปบรรเลง (มีศักด์ิเป็นน้า) อยตู่ ลอดเวลา อาทิ วชิ าการฝมี อื เรยี นกบั คณุ ครนู ลิ และคณุ หญงิ
๔ คน คือ ศรีธรรมราช (เป้า วมิ ุกตายน) การเขยี นลายกนกศลิ ปะลายไทย
๑. นางเร่งงานรัดรดุ (ภัลลิกา รุทรวณชิ ศิลปบรรเลง เรียนกับหลวงวิศาลศิลปกรรม การดนตรี เรียนกับท่านบิดาคือ
สมรสกับจา่ เรง่ งานรัดรุด) หลวงประดษิ ฐไพเราะ (ศร ศลิ ปบรรเลง) เด่ียวซอดว้ ง เรียนกบั
๒. นายขวญั ชยั ศิลปบรรเลง ท่านครูพระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์)
(สมรสกบั นางสาววมิ ล ฉ�ำ่ มาล)ี ซอสามสาย เรียนกับเจ้าเทพกัญญา บูรณพิมพ์ ดนตรีสากล
๓. น.อ. (พเิ ศษ) สมชาย ศลิ ปบรรเลง ร.น. (ทฤษฎีโน้ตสากล) เรียนกับพระเจนดุริยางค์–คุณครูโฉลก
(สมรสกบั เภสัชกรหญิง ฉววี รรณ เปรุนาวนิ ) เนตตสตู การขบั รอ้ งโนต้ สากล เรยี นกบั หลวงประสานบรรณวทิ ย์
๔. นายสนน่ั ศิลปบรรเลง และคุณครูนันทน์ ทรรทรานนท์ เรียนไวโอลินกับคุณครูกิจ
(สมรสกบั นางสาวนพคณุ ลาภเอนก) สาราภรณ์ และได้รับมอบเป็นผู้อ่านโองการพิธีไหว้ครู จาก
ทา่ นครหู ลวงประดษิ ฐไพเราะ (ศร ศลิ ปบรรเลง) ตง้ั แต่ ปี ๒๔๙๖
และสบื ทอดหนา้ ท่ีการไหว้ครูมาจนตลอดชวี ติ ของท่าน

ครอบครัวของคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ที่บา้ นบาตร

84

ประวัติการท�ำงาน ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจวิทยานิพนธ์และผลงานวิชาการของอาจารย์ที่
เรมิ่ ตน้ เปน็ ขา้ ราชการครู สงั กดั กรมวสิ ามญั ศกึ ษา โรงเรยี น ขอตำ� แหนง่ วิชาการสาขาวิชาดนตรแี ละนาฏกรรม เปน็ ท่ปี รึกษา
เบญจมราชาลยั เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๗๘ ย้ายโอน และคณะกรรมการด�ำเนินงานโครงการอนุรักษ์และเผยแพร่
ไปรับราชการกรมศิลปากร ร่วมก่อต้ังโรงเรียนนาฏดุริยางค์ ดนตรีไทย ส�ำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์แห่งชาติ เป็นคณะ
(วิทยาลัยนาฏศิลป์ปัจจุบัน) กรมศิลปากร เป็นผู้วางหลักสูตร บรรณาธิการท�ำสารานุกรมศัพท์ดนตรีไทย ราชบัณฑิตยสถาน
การดนตรีขับร้องและนาฏศิลป์ ตลอดจนการฝีมือที่เก่ียวกับ กรรมการสอบไล่วิชาดนตรี กองส่งเสริม กระทรวงศึกษาธิการ
การแสดงละคร ในข้ันแรกเป็นผู้สอนเองแทบทุกวิชา ได้แก่ กรรมการสอบคัดเลือกบรรจุครูเข้ารับราชการเก่ียวกับวิชาดนตรี
ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ ดนตรไี ทย ดนตรสี ากล และการชา่ งฝมี อื เปน็ กรรมการ อ.ศ.ร. ของคุรสุ ภา เป็นหัวหน้าวงดนตรี “ศรทอง”
ยกเว้นวิชานาฏศิลป์และช่างศิลป์ ซึ่งมีผู้เช่ียวชาญพิเศษ ไปบรรเลงออกอากาศวทิ ยุ อ.ส. ในพระทน่ี งั่ อมั พรสถานตดิ ตอ่ กนั
เฉพาะดา้ น คณุ หญงิ ชน้ิ เคยเปน็ ผคู้ วบคมุ ดา้ นดนตรแี ละนาฏศลิ ป์ หลายปีจนถึง พ.ศ. ๒๕๑๔ ริเร่ิมและส่งเสริมการจัดงาน
ไทยไปแสดงเผยแพร่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมท่ีประเทศญ่ีปุ่น “ดนตรีไทยมัธยมศึกษา” โดยโรงเรียนบวรนิเวศเป็นแกนน�ำ
พ.ศ. ๒๔๘๖ เข้าทำ� งานประจำ� แผนกกองการสังคีต พ.ศ. ๒๔๙๖ และพฒั นาเปน็ งานมหกรรมดนตรไี ทยมธั ยมศกึ ษาตอ่ จากนนั้ มา
เป็นหัวหน้าแผนกนาฏศิลป์ พ.ศ. ๒๔๙๗ ย้ายโอนไปรับราชการ อีกหลายปี พ.ศ. ๒๔๘๖ รว่ มก่อต้ังโรงเรยี นผกาวลีนาฏดุริยางค์
สังกัดกรมการฝึกหัดครู กระทรวงศึกษาธิการ วิทยาลัยครู กับน้องชาย อาจารย์ประสิทธิ์ และคุณลัดดา ศิลปบรรเลง
พระนคร (วงั จันทรเ์ กษมและบางเขน) พ.ศ. ๒๕๐๕ ย้ายโอนไป น้องสะใภ้ พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้ก่อต้ังมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ
เปน็ อาจารยป์ ระจำ� วทิ ยาลยั ครธู นบรุ ี พ.ศ. ๒๕๐๗ บรรจตุ ำ� แหนง่ (ศร ศิลปบรรเลง) ในวาระครบรอบร้อยปีเกิดของท่านบิดา
ข้าราชการชั้นเอกจนถึง พ.ศ. ๒๕๐๘ จึงลาออกจากราชการ และจัดกิจกรรมส่งเสริมดนตรีไทยในนามมูลนิธิฯ มากมาย
เพ่อื รบั บ�ำนาญก่อนเกษียณอายรุ าชการ อาทิ จัดประกวดดนตรีไทยเพื่อความม่ันคงของชาติ
คณุ หญงิ ชน้ิ ไดอ้ ทุ ศิ เวลาในชวี ติ ใหก้ บั การสอนดนตรไี ทยกบั พ.ศ. ๒๕๒๕–๒๕๒๘ โครงการส่งเสริมศิลปะดนตรีไทย
ศษิ ยห์ ลายสถาบนั การศกึ ษา อาทิ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ เพ่ือเยาวชนของชาติในโอกาสเฉลิมฉลองพระชนมายุหกสิบ
ประสานมิตร มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตทับแก้ว ชมรม พรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ดนตรีไทย ส.จ.ม. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนนายเรือ พ.ศ. ๒๕๓๐ จัดประกวดดนตรีไทยรางวัลศรทองระดับประถม
สมุทรปราการ สอนดนตรีไทยท่ีคุรุสภาต้ังแต่ครั้งยังเป็น ศกึ ษา และระดับมธั ยมศึกษา
สามัคยาจารย์สมาคม วิทยาลัยครูพระนคร วิทยาลัยครู
บ้านสมเด็จเจ้าพระยา โรงเรียนบวรนิเวศ โรงเรียนศรีอยุธยา คุณหญงิ ชนิ้ ศลิ ปบรรเลง (ซอด้วง)
โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นางมหาเทพกษตั ริยส์ มหุ (บรรเลง ศลิ ปบรรเลง สาครกิ ) (ซออ้)ู
โรงเรียนวัดคณิกาผล ฯลฯ นอกจากน้ียังได้ท�ำหน้าที่เป็น
กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑
85

“รสหรือเสียงดนตรีจะไพเราะเพราะพร้ิงสักปานใด ใช่จะคง
บรรเลงอยู่ตลอดไป ต้องมีเวลาจบลง ถ้าผู้ฟังจะนึกน้อมน�ำ
เข้ามาเทียบกับหลักความจริงของธรรม ว่าทุกส่ิงเมื่อเกิดแล้ว
ต้องแตกดับไปเป็นธรรมดา เฉกเช่นชีวิตมนุษย์และสัตว์ เมื่อมี
เกิดก็มีตายเป็นการแน่นอน อาจท�ำให้เกิดความสังเวช สลดใจ
ได้สติคิดพิจารณา ไม่มีความประมาท เร่งกระท�ำความดี
ไม่กระท�ำความชั่ว เตือนให้หม่ันระลึกถึงค�ำส่ังสอนของ
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า สังขารท้ังหลายน้ัน มีความ
เส่ือมโทรมไปตามธรรมชาติ เพื่อความไม่ประมาทจงหม่ัน
ประกอบการกุศลและคุณงามความดี เพื่อเป็นสมบัติติดตนไป
ในกาลข้างหน้าและภพหน้า”

86

สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ า สยามบรมราชกุมารี ดวงตาให้สภากาชาดไทย อุทิศศพให้โรงพยาบาลศิริราช
เสด็จพระราชดำ� เนินส่วนพระองค์ ทรงเยี่ยมฯ คุณหญิงชิน้ ศลิ ปบรรเลง เพื่อการศึกษาทางการแพทย์ และวันอาทิตย์ที่ ๑๐ มีนาคม
ทโ่ี รงพยาบาลรามาธิบดี ๕ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๒๙ พ.ศ. ๒๕๓๔ สมเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี
เสด็จพระราชด�ำเนินพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงช้ิน
ผลงานทางการสรา้ งสรรคด์ นตรี ศิลปบรรเลง ณ วัดเทพศิรินทราวาส ถือเป็นวันเดียวและเมรุ
แตง่ เพลงใหแ้ กร่ ายการบทเรยี นทางวทิ ยโุ รงเรยี นในชดุ วชิ า เดยี วกันกับที่พระราชทานเพลิงศพบดิ าคือหลวงประดิษฐไพเราะ
“ดนตรีนาฏศิลป์” จ�ำนวนมาก บทเพลงหลายเพลงบรรจุอยู่ใน (ศร ศิลปบรรเลง) เมอ่ื วนั ที่ ๑๐ มีนาคม ๒๔๙๘ หา่ งกนั ๓๖ ปี
หลักสตู รขับรอ้ งของกระทรวงศึกษาธกิ าร เพลงสำ� หรบั เดก็ เปน็ ท่ี ในช่วงเวลานี้ คุณหญิงช้ินได้พากเพียรก่อตั้งมูลนิธิหลวง
รู้จักอย่างแพร่หลายคือ “เพลงช้าง” ได้รับยกย่องคัดเลือกเป็น ประดิษฐไพเราะ (ศร ศลิ ปบรรเลง) ได้สำ� เรจ็ เม่ือ พ.ศ. ๒๕๒๔
เพลงจากประเทศภาคพื้นเอเชียด้วยเพลงหนึ่ง นอกจากน้ียังมี หลังจากทา่ นครูได้เสียชวี ิตไปแลว้ ๒๖ ปี (๒๔๙๘) และตวั ทา่ น
เพลงไทยตามแบบฉบับท่ีท่านแต่งไว้หลายเพลง เช่น ลาวสอง เองไดม้ ชี วี ติ เห็นความส�ำเรจ็ กา้ วหนา้ ของมูลนธิ ิฯ ต่อมาอกี ถงึ ๗
คอนเถา และเพลงประกอบละครคณะผกาวลี ที่น่าสนใจคือ ปี (๒๕๒๔–๒๕๓๑) เกยี รตปิ ระวตั สิ งู สดุ คณุ หญงิ ชน้ิ ศลิ ปบรรเลง
มีผลงานการออกแบบเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกายให้กับละคร ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง
อิงประวัติศาสตร์ของหลวงวิจิตรวาทการจำ� นวนมาก เมอื่ คร้งั ยัง (ดนตรไี ทย) พ.ศ. ๒๕๓๐
ปฏบิ ตั หิ นา้ ทอี่ ยทู่ โ่ี รงเรยี นนาฏดรุ ยิ างค์ กรมศลิ ปากร นอกจากนนั้
คุณหญิงชิ้นยังเป็นผู้บรรจุเพลงใส่ท�ำนอง และควบคุม กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑
การร้องเพลงของละครหลวงวิจิตรวาทการทุกเรื่อง ได้ขอให้
หลวงประดษิ ฐไ์ พเราะบดิ าแตง่ เพลงประกอบละคร ท้งั เพลงออก
ไทย เขมร พมา่ มอญ ลาว และจีน ท�ำให้เกิดเพลงใหม่ๆ ขนึ้
อีกหลายเพลงจากการแสดงละครชุดน้ัน งานเขียนด้านวิชาการ
ของคณุ หญงิ ชนิ้ ทร่ี จู้ กั กนั แพรห่ ลายคอื ศลิ ปะของการสอนดนตรี
และละคร ซ่ึงมีเร่ืองความรู้ทั่วไปในการดนตรีไทยของวิเชียร
กุลตัณฑ์ รวมอยู่ด้วย ซ่ึงต่อมาหนังสือเล่มนี้ใช้อ่านประกอบใน
โรงเรียนมธั ยมแบบประสม พ.ศ. ๒๕๑๕ อกี เล่มหน่ึงคอื คมู่ อื ครู
ศิลปศึกษาวิชาขับร้อง–ดนตรี ประโยคมัธยมศึกษาตอนต้น
ของกรมวิชาการ
คณุ หญงิ ชน้ิ ศลิ ปบรรเลง ถงึ แกก่ รรมดว้ ยโรคระบบหายใจ
ล้มเหลว เม่ือวันจันทร์ที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ ได้มอบ

87

พื้นบ้านพ้ืนเมือง

เร่ือง/ภาพ : อภนิ ันท์ บัวหภกั ดี

หมอลำ�

การแสดงแห่งชีวิต
จิตวิญญาณอีสาน

หากเชอื่ มน่ั วา่ โขน คอื ทสี่ ดุ แหง่ นาฏยศาสตร์ไทย ชมุ นุมพระเอกหมอล�ำขนั้ เทพ
และ โนรา คือที่สุดแห่งทักษิณนาฏยศาสตร์ ในระดับ ในงานหมอลำ� คาร์นวิ ัล ๒๕๖๑ จังหวดั ขอนแก่น
เดียวกัน หมอล�ำ ก็คือที่สุดแห่งศาสตร์และศิลปะ
ด้านการแสดงของอีสาน และหากย่ิงเช่ือม่ันว่า โขน
จะไม่มีวันสูญหายไปจากหัวใจของคนไทย และโนรา
ก็จะไม่มีวันสิ้นสลายไปจากชีวิตคนปักษ์ใต้ หมอล�ำ
ก็เป็นเช่นเดียวกันคือ จะไม่มีวันสูญหายไปจาก
ลมหายใจของคนอีสาน แต่ทั้งหมดนั้นทุกอย่าง
ทุกประการที่กล่าวมา ถึงเวลาแล้วท่ีเราคนไทย
รุ่นปัจจุบันน้ี จะต้องหาแนวทางในการช่วยกันธ�ำรง
รักษาไว้ มิฉะน้ันหากปล่อยให้ทุกสิ่งเดินหน้าไปตาม
ยถากรรม ก็ไม่แนเ่ หมอื นกนั ว่า ความเชอ่ื มนั่ ทงั้ หลาย
ข้างต้นน้ันจะกลายเป็นเพียงความเช่ือมั่นในความฝัน
ไปหรอื ไม่

88

พระเอก-นางเอกหมอลำ� คณะหนง่ึ ในสยาม พระเอก-นางเอกหมอลำ� รนุ่ ใหมล่ ำ� อยแู่ ถวหนา้ มหี มอลำ� ระดบั ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ
ครู ป.ฉลาดนอ้ ย และครฉู ววี รรณ ดำ� เนนิ ลำ� อยแู่ ถวหลงั

หมอลำ� คอื ค�ำประสมจากสองค�ำ ค�ำว่า หมอ หมายถงึ ผทู้ รง
ความรอบร้ใู นเรื่องใดเรอื่ งหนึง่ กบั คำ� วา่ ล�ำ อนั หมายถึง การร้องขบั
ล�ำน�ำอันมีแบบแผนและมีท่วงท�ำนองอันไพเราะ ซึ่งพอรวมค�ำว่า
หมอล�ำเข้าด้วยกันแล้วก็ยังมีความหมายเป็นอีกสองนัยยะนั้นคือ
หมอลำ� เปน็ คำ� เรยี กขาน ศลิ ปะการแสดงและการขบั รอ้ งเพลงพนื้ บา้ น
อันเป็นอมตะของภาคอีสานนี้ และอีกนัยยะหน่ึงคือ ค�ำเรียกขาน
ผู้แสดง ศิลปะการแสดงอันส�ำคัญชนิดนี้ ไม่จ�ำกัดว่าเป็นผู้หญิง
หรือผู้ชาย จะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ มีช่ือเสียงหรือยังไม่มีชื่อเสียง
ก็เรยี กรวมๆ กันว่า หมอล�ำ ทง้ั สิน้

กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 89

๑ หมอลำ� แบบของชาวผไู้ ท กาฬสนิ ธุ์
๒ หมอลำ� เรอื่ ง ในวนั นม้ี หี างเครอ่ื ง
สวยงาม เครอ่ื งแตง่ ตวั ราคาแพง
ไมต่ า่ งกบั นกั แสดงคาบาเรตโ์ ชว์



ความเป็นมาของหมอล�ำ
หมอล�ำ ก�ำเนิดข้ึนเม่ือใดไม่มีบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์
อักษร แต่หมอล�ำอาจจะเกิดข้ึนจากสองส่วนด้วยกันคือ
สว่ นแรก เกดิ ขนึ้ ในพธิ กี รรมทางศาสนา เปน็ การสวดวอน
ขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเช่ือของผู้คน หรือเป็นการอ่าน ๒
หนงั สอื และคมั ภรี โ์ บราณ ทว่ี า่ ดว้ ยในพธิ กี รรมตา่ งๆ หรอื การนำ�
เรื่องราวในหนังสือ ในคัมภีร์ทั้งหลายมาอ่านแก่ผู้ฟัง แรกเร่ิม เพ่ิมเติมล�ำน�ำท�ำนองเสียงสูงต่�ำที่ไพเราะ มีแบบแผนมีความ
อาจจะอา่ นดว้ ยถอ้ ยคำ� ธรรมดา แตเ่ พอื่ เพม่ิ เตมิ ใหน้ า่ ฟงั เพมิ่ พลงั คล้องจอง กลายเป็นการเล่าเรื่องด้วยบทกวี เป็นผญาอีสาน
ใหม้ คี วามศกั ดส์ิ ทิ ธนิ์ า่ เชอื่ ถอื จงึ เตมิ จงั หวะจะโคน คำ� คลอ้ งจอง ต่างๆ ไปๆ มาๆ แค่เกร็ดอย่างที่ว่าก็ไม่พอเพียงจึงมี
ทว่ งทำ� นองและเตมิ เสยี งดนตรเี พมิ่ บรรยากาศเปน็ สว่ นประกอบ การเล่าเรื่องยาว เร่ืองที่น�ำมาเล่าจะให้สนุกต้องเป็นเรื่องราว
เข้าไปอกี วรรณกรรม เชน่ เรอ่ื งการะเกด สนิ ไซ เปน็ ตน้ ผูเ้ ล่าเพยี งแต่
ส่วนท่ีสอง เกิดข้ึนจากกิจกรรมภาคกลางคืนของชุมชน เลา่ ไมอ่ อกทา่ ออกทางกไ็ มส่ นกุ จงึ ตอ้ งยกไมย้ กมอื แสดงทา่ ทาง
ในอีสานแทบทุกบ้านมักจะมีการรวมตัวตั้งวงพูดคุยสารทุกข์ เปน็ พระเอกนางเอก เปน็ นกั รบไปดว้ ย เปน็ ตน้ พอเลน่ เปน็ เรอ่ื ง
สุกดิบ มีมุมเล่าเรื่องต่างๆ ตบท้ายด้วยเกร็ดท่ีน่าสนใจ เช่น แลว้ กเ็ ลยตอ้ งหาเครอ่ื งดนตรีประกอบ เชน่ ซงุ ซอ ปี่ แคน
เหตกุ ารณพ์ เิ ศษประจ�ำวัน นิทาน นยิ าย และวรรณกรรมตา่ งๆ โดยเฉพาะ แคน นส้ี ำ� คัญกว่าอ่ืนๆ เพราะจะมคี วามผกู พนั กบั
มุมเลา่ เกรด็ ต่างๆ น้แี หละท่จี ะพฒั นาตอ่ ไปขึ้นเปน็ หมอล�ำ หมอล�ำตอ่ ไปอยา่ งยาวนาน
เม่อื มคี นเล่าเกง่ ๆ คนฟงั กม็ ารมุ ฟงั สว่ นคนเล่าก็ชกั สนกุ และท่ีส�ำคัญมากๆ อีกอย่างหน่ึงก็คือ เพื่อให้เกิดความ
จึงมีการพัฒนาวิธีเล่าเร่ืองให้มีลีลาลูกเล่นท่ีแพรวพราวขึ้น สนกุ ครึกครืน้ ผแู้ สดงมีเพยี งแตผ่ ูช้ ายอย่างเดียวกด็ ูไม่มีรสชาติ
ตา่ งๆ นานา ในทสี่ ุดจงึ มีการตามหาคนเล่าเรือ่ ง ไปเลา่ เร่ือง จึงมีผู้หญิงมาแสดงประกอบ และเม่ือมีผู้หญิงเข้ามาร่วมวง
ทีน่ น่ั ทน่ี ่ี ส่วนคนเล่าเรื่องมคี นตามไปเลา่ เรื่องกไ็ ป พอไม่มคี น ตรงนี้แหละท่ีท�ำให้หมอล�ำกลายเป็นการแสดงท่ีสมบูรณ์แบบ
ตามกห็ าทไ่ี ปเลา่ เรอื่ งเองกไ็ ด้ จงึ มกี ารพฒั นาการไปพรอ้ มๆ กนั เพราะเม่ือผู้หญิงเข้ามาเรื่องราวต่างๆ ก็หลากหลายมากขึ้น
ท้ังสองด้าน กลายเปน็ มีนักเล่าเรอ่ื งอาชพี เกดิ ขึ้น เชน่ เรอื่ งเกยี้ วพาราสี เรอ่ื งชงิ ดชี งิ เดน่ ยาด (แยง่ ) ชยู้ าดผวั กนั
พฒั นาการของการเลา่ เรอ่ื งกค็ อื ทำ� ใหก้ ารเลา่ เรอื่ งนา่ ฟงั เรื่องโจทย์ เรื่องแก้ เร่ืองประชัน เร่ืองตลกโปกฮา จึงเป็น
ยง่ิ ๆ ขนึ้ ไป จากการนงั่ เลา่ กลายเปน็ ยนื เลา่ จากเลา่ เรอ่ื งเรยี บๆ การล�ำครบรสสมบูรณ์แบบ เปน็ ศลิ ปะการแสดงอย่างทจ่ี ะเรยี ก
ก็กลายเป็นการเล่าที่มีส�ำนวนลีลามีการท�ำท่าทางประกอบ กันว่า หมอล�ำ ต่อไปน่นั เอง

90

๓ นางเอกหมอลำ� รนุ่ ใหม่
กบั ดา้ นหลงั พระเอก-นางเอก
หมอลำ� รนุ่ ลำ� เพลนิ เฟอ่ื งฟู
๔ พระเอกหมอลำ� รนุ่ ใหมๆ่
วนั นห้ี ลอ่ ลำ�่ ไมแ่ พด้ าราทวี ี
๕ หมอลำ� ซง่ิ มาซงิ่ กลางถนน
ในเมอื งขอนแกน่




ประเภทของหมอล�ำ วิวัฒนาการของ หมอล�ำ
หมอล�ำ มีมากมายหลากหลายประเภท แต่แบ่งใหญ่ๆ นอกจากหมอลำ� จะแบง่ เปน็ ๒ ประเภทกวา้ งๆ ดงั ทว่ี า่ แลว้
ไดเ้ ป็น ๒ ประเภทคือ หมอล�ำที่แสดงเพอื่ ความบนั เทิง ไดแ้ ก่ หมอล�ำ ยังอาจจะแบ่งออกตามวิวัฒนาการของหมอล�ำเอง
หมอลำ� กลอน หมอล�ำเรื่อง ล�ำเตย้ และหมอล�ำเพลิน เป็นต้น อีกด้วย
ซง่ึ หมอลำ� แตล่ ะประเภทจะมลี กั ษณะแตกตา่ งกนั เชน่ หมอลำ� หมอลำ� พน้ื เป็นหมอล�ำรุ่นแรกๆ เปน็ การลำ� เล่าเรอื่ งหรอื
กลอน เป็นการโต้ตอบกลอนสด คล้ายการแสดงล�ำตัดทาง นิทาน หรือค�ำสอนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา มีลักษณะแสดง
ภาคกลาง มผี แู้ สดงเปน็ คู่ ชายกบั ชาย หรอื ชายกบั หญงิ ลำ� โต้ เปน็ การลำ� เดย่ี วหรอื ลำ� คนเดยี ว สว่ นใหญเ่ ปน็ หมอลำ� ผชู้ ายโดย
ตอบกนั เนอื้ หาสว่ นใหญจ่ ะเปน็ เรอื่ งราวของประเพณี มีแคน เป็นเครือ่ งดนตรปี ระกอบ เรอ่ื งที่น�ำมาเล่า
ฮีตสิบสอง คลองสิบส่ี เร่ืองราวประวัติศาสตร์ มักเปน็ วรรณกรรม เชน่ เร่ืองการะเกด สินไซ และ
การเมอื งนิทานพื้นบ้าน คติธรรม โดยใช้แคนเป็น นทิ านชาดก ฯลฯ ในการลำ� ผลู้ ำ� จะใชผ้ า้ ขาวมา้ เปน็
ดนตรปี ระกอบ สว่ นหมอลำ� เรอ่ื ง จะเปน็ การลำ� เลา่ เรอื่ ง อุปกรณ์ประกอบในการแสดงท่าทาง เป็นพระเอก
นทิ านพน้ื บา้ น เปน็ ตน้ หมอลำ� เพลนิ เปน็ กลอนลำ� นางเอก หรือเปน็ นักรบตามเนือ้ เรอ่ื ง
ที่มีท�ำนอง จังหวะเร็ว สนุกสนาน ไม่มีการเอื้อน จากล�ำพื้นมีวิวัฒนาการตอ่ มาเปน็ การลำ� คู่ ซ่งึ
เสียง ใหค้ วามครกึ ครน้ื เข้ากบั ลลี าการเตน้ โดยได้ ได้แก่ การลำ� ๒ คน ชายกบั ชาย หรอื ชายกบั หญงิ
รับอิทธิพลจากเพลงลูกทุ่งและเพลงไทยสากล จนประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๔ การล�ำระหว่างชาย
ลำ� เตย้ เปน็ กลอนลำ� ทมี่ ที ำ� นองสน้ั กระฉบั กระเฉง ๕ กับชายจึงเลิกไป เหลือแต่การล�ำชายกับหญิง
ไมเ่ อ้ือนเสยี ง ทำ� นองแสดงอารมณร์ ื่นเรงิ สนุกสนาน สว่ นใหญ่ มาจนถงึ ปจั จบุ นั หมอลำ� คทู่ ม่ี ชี อ่ื เสยี งรนุ่ แรกๆ ไดแ้ ก่ หมอลำ� คณู
ใช้เก้ียวพาราสี เปน็ ตน้ (ชาย) และหมอลำ� จอมศรี (หญงิ ) ชาวอบุ ลราชธานี นอกจากนี้
ประเภททสี่ อง หมอล�ำท่ีแสดงในพิธีกรรม ได้แก่ หมอลำ� ยงั มีหมอล�ำทองมาก จนั ทะลอื (หมอลำ� ถูทาชาย) หมอลำ� เคน
ผฟี า้ หมอลำ� เหยา เปน็ การล�ำท่มี จี ุดประสงค์ ๒ ประการคือ ดาหลา (ชาย) เป็นต้น หมอล�ำคู่ ยังมีววิ ฒั นาการตอ่ ไปอกี
รกั ษาคนปว่ ย หรอื พยากรณด์ นิ ฟา้ อากาศ ทำ� นองจะเปน็ จงั หวะ เปน็ การ ลำ� ตอ่ กลอน ลำ� ทวย (หรอื ทายโจทย)์ ซึ่งผู้ลำ� จะตอ้ งมี
สนั้ บ้าง ยาวบา้ ง ใชแ้ คนเปน็ เคร่ืองดนตรหี ลกั เน้อื หากลอนล�ำ ปฏภิ าณไหวพรบิ ดี สามารถตอบโต้ หกั ลา้ งเหตผุ ลกนั ได้ ต่อมา
จะเปน็ การกลา่ วถงึ สงิ่ ศกั ดส์ิ ทิ ธท์ิ ห่ี มอลำ� อญั เชญิ มา โดยหมอลำ� มีการเพิ่มผู้ล�ำขึ้นมาอีกหนึ่งคน เป็นชายหรือหญิงก็ได้ และ
มคี นเดยี ว และอาจมบี รวิ ารเปน็ ผฟู้ อ้ นรำ� ประกอบลลี า การฟอ้ น การล�ำก็จะเปลี่ยนไปเป็นเรื่อง ชิงรักหักสวาท ยาดชู้ยาดผัว
ไม่มีแบบแผนแน่นอน เปน็ ตน้ เรียกว่า ล�ำชิงชู้ เป็นตน้

กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๖๑ 91

ฟอ้ นวาดท่า พระเอกหมอลำ� ลำ� ซงิ่ หลงั จากทห่ี มอลำ� คแู่ ละหมอลำ� เพลนิ คอ่ ยๆ เสอื่ ม
ผลงานสร้างสรรค์ชน้ิ เยย่ี มของวิทยาลยั นาฏศลิ ปกาฬสนิ ธุ์ ความนยิ มลงไป อนั เนอื่ งมาจากการกา้ วเขา้ มาของดนตรสี ตรงิ
ในวถิ ีชีวิตของผคู้ นอีสาน ความนิยมในการชมหมอล�ำคอ่ นข้าง
แลว้ จากการลำ� ๒-๓ คน กก็ ลายมาเปน็ การลำ� หลายๆ คน จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด จนเกิดความวิตกกังวลในกลุ่ม
เรียกว่า “หมอล�ำหมู่” ซ่ึงไม่จ�ำกัดจ�ำนวน แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ นักอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน แต่แล้วหมอล�ำก็กลับมา
ประมาณ ๒-๑๐ กวา่ คน เปน็ การลำ� ตามเรอื่ งราวอาจใช้นทิ าน อกี ครง้ั ดว้ ยรปู แบบทส่ี ะเทอื นวงการยง่ิ กวา่ นน่ั คอื ลำ� ซงิ่ ซงึ่ เปน็
พ้ืนบ้านหรือชาดกเป็นเน้ือเรื่อง ลีลาการล�ำมีหลายแบบ อาทิ ววิ ฒั นาการของลำ� คู่ (เพราะใชห้ มอลำ� ๒-๓ คน) ใชเ้ ครอ่ื งดนตรี
ลำ� เร่อื งตอ่ กลอน และล�ำเพลนิ เปน็ ต้น การลำ� กม็ ีเครื่องดนตรี สากลเข้าร่วมให้จังหวะเหมือนล�ำเพลิน มีหางเคร่ืองเหมือน
ประกอบเพ่มิ ขนึ้ เชน่ พณิ (ซุง หรอื ซึง) กลอง การลำ� จะมี ดนตรีลกู ทงุ่ กลอนลำ� สนกุ สนานมจี ังหวะอนั เร้าใจ ท�ำใหไ้ ดร้ บั
๒ แนวทาง คือ ล�ำเวียง จะเป็นการล�ำแบบล�ำกลอน และ ความนยิ มอยา่ งรวดเรว็ จนกระทง่ั ระบาดไปสกู่ ารแสดงพน้ื บา้ น
หมอล�ำแสดง เป็นตัวละครตามบทบาทในเรื่อง การด�ำเนิน อื่นจนต้องประยุกตป์ รับตวั ตาม เช่น เพลงโคราช กก็ ลายเป็น
เรอื่ งคอ่ นข้างช้า แตก่ ็ได้อรรถรสของละครพ้ืนบา้ น หมอล�ำได้ เพลงโคราชซ่ิง กนั ตรึมก็กลายเป็นรอ็ คกันตรึม หนงั ปราโมทัย
ใชพ้ รสวรรคข์ องตวั เองในการลำ� ทงั้ ทางดา้ นเสยี งรอ้ ง ปฏภิ าณ (หนังตะลุงอีสาน) กลายเป็นปราโมทัยซ่ิง ถึงกับมีการจัด
ไหวพรบิ และความจำ� ประกวดแขง่ ขนั บนั ทกึ เทปโทรทศั นจ์ ำ� หนา่ ยกนั อยา่ งแพรห่ ลาย
ตอ่ มาเมอ่ื ดนตรลี กู ทงุ่ มอี ทิ ธพิ ลมากขนึ้ จงึ เกดิ ววิ ฒั นาการ จนถึงกับมีค�ำกล่าวว่า "หมอล�ำไม่มีวันตาย จากลมหายใจ
ของหมอลำ� หมู่อีกคร้ังหนง่ึ กลายเป็น ล�ำเพลนิ ซงึ่ จะมีจังหวะ ชาวอสี าน" เกิดขึน้ ในช่วงนี้
ที่เร้าใจชวนให้สนุกสนาน ก่อนการล�ำเร่ืองในช่วงหัวค่�ำจะมี ลำ� ซง่ิ พฒั นาไปจากหมอลำ� กลอน จงึ เรยี กอกี อยา่ งหนงึ่ วา่
การน�ำเอาวงดนตรีลูกทุ่งมาใช้เรียกคนดูคือ จะมีนักร้อง ลำ� กลอนซง่ิ เปน็ การลำ� กลอนในแนวใหมซ่ ง่ึ มรี ปู แบบการแสดง
(หมอลำ� ) มารอ้ งเพลงลูกทุง่ ทก่ี �ำลงั ฮิตในขณะนั้น มีหางเคร่อื ง ที่ประกอบด้วย การล�ำ การรอ้ ง การฟ้อน และการเตน้ คำ� วา่
เตน้ ประกอบ เอาเครอื่ งดนตรสี มยั ใหมม่ าประยกุ ตใ์ ช้ เชน่ กตี าร์ "ซง่ิ " นา่ จะมาจากภาษาองั กฤษคอื "เรสซงิ่ " (racing) ซง่ึ แปลวา่
คีย์บอร์ด แซ็กโซโฟน ทรัมเปต และกลองชุด โดยน�ำมา การแข่งขัน ล�ำซิ่งจึงเป็นการล�ำที่รวดเร็ว ใช้ท�ำนองล�ำเดิน
ผสมผสานเข้ากับเคร่ืองดนตรีเดิมได้แก่ พิณ แคน ท�ำให้ได้ (ลำ� ยา่ ว) ซึง่ เปน็ ท�ำนองทางส้ันวาดขอนแก่น เปน็ ท�ำนองหลกั
รสชาตขิ องดนตรที แี่ ปลกออกไป ยคุ นนี้ บั วา่ หมอลำ� เฟอ่ื งฟมู าก แตใ่ ช้ส�ำเนียงแบบลำ� ทางยาว ลำ� ซ่ิงเกิดขนึ้ ในจงั หวัดขอนแก่น
ทสี่ ดุ คณะหมอลำ� ดงั ๆ สว่ นใหญจ่ ะอยใู่ นแถบจงั หวดั ขอนแกน่ เชน่ เดยี วกบั ลำ� เพลนิ เนอื่ งจากมกี ารนำ� ดนตรสี ากล พวกกลองชดุ
มหาสารคาม และอุบลราชธานี เข้ามาบรรเลงประกอบการแสดง พร้อมท้ังใช้ท�ำนองล�ำเพลิน
ล�ำเดิน ลำ� เต้ย และเพลงลูกทุ่งประกอบ
หมอล�ำซ่ิง ผู้แสดงประกอบด้วยหมอล�ำฝ่ายหญิงและ
ฝ่ายชายอย่างละ ๑ คน เหมือนหมอลำ� กลอนแต่ ลำ� ซ่ิง จะมี
หางเครื่องเต้นประกอบซ่ึงมีทั้งชายและหญิง คณะละ ๒ คน
การแต่งกาย ล�ำฝ่ายชายจะแต่งกายชุดสากล ส่วนหมอล�ำ
ฝา่ ยหญงิ จะสวมกระโปรงบานเพอ่ื ใหส้ ะดวกในการเต้น กลอน
ที่ใช้ล�ำเหมือนกลอนล�ำของล�ำกลอน ให้สาระทั้งทางโลกและ
ทางธรรม ดนตรที ใี่ ชป้ ระกอบ นอกจากแคนซงึ่ เปน็ เครอ่ื งดนตรี
หลกั แลว้ ยงั มดี นตรีสากล เชน่ กลองชุด กลองทอม เบส และ
กีต้าร์ เขา้ มารว่ มบรรเลงประกอบการแสดงด้วย

92

หมอล�ำวันน้ี
หมอล�ำวนั นี้ โดยเฉพาะคณะหมอล�ำทมี่ ชี ่อื เสียงทีท่ ำ� เงิน
ได้มหาศาล เป็นหมอล�ำท่ีกลับพลิกโฉมไปอีกรูปแบบหนึ่ง
กลายเป็นการแสดงท่ีมีความหลากหลายมากขึ้น โดยได้รวม
เอาการแสดงแบบทเ่ี รยี กวา่ คาบาเรตโ์ ชว์ เขา้ ไปเปน็ สว่ นสำ� คญั
ในการแสดงทั้งหมดซึ่งมีหลากหลายรูปแบบผสมผสาน
กนั คอื มกี ารแสดงเปดิ วง เปน็ การ
แสดงชดุ เรม่ิ แรก เปดิ วงใหส้ นน่ั สนั่ ๑
สะเทอื นดว้ ย คาบาเรตโ์ ชว์ ทมี่ กี าร หมอล�ำวันนี้ มิใช่จะมีเพียงความหวือหวาทันสมัยของคณะหมอล�ำใหญ่ๆ
ใชเ้ ครอื่ งดนตรสี ากลทนั สมยั ครบวง มอื อาชพี ในพน้ื ทข่ี องการศกึ ษาและหมอลำ� คณะยอ่ ยๆ กย็ งั คงรกั ษารปู แบบ
ดว้ ยเครอื่ งเสยี งทรงพลงั กระหมึ่ กอ้ ง การแสดงดง้ั เดมิ ไวไ้ ดอ้ ยา่ งเหนยี วแนน่
พรอ้ มกบั ฉากหลงั LED ขนาดยกั ษ์ ๑ ศษิ ยห์ มอลำ� รนุ่ ใหมไ่ หวค้ รหู มอลำ� รนุ่ ปรมาจารย์
แสงสตี ระการตา แตด่ ว้ ยบทเพลงทเ่ี ปน็ ๒ ๒, ๓ การแสดงหมอลำ� แนวอนรุ กั ษข์ องชาวหมอลำ� รนุ่ ใหม่

เพลงลำ� และผแู้ สดงทเ่ี พยี บพรอ้ มในเครอื่ งแตง่ ตวั แบบคาบาเรต์ สรุป ปิดท้าย
หรือใกล้เคียงอย่างยิ่งกับชุดเครื่องแต่งกายของงานคาร์นิวัล
ประเทศบราซลิ หากทวา่ ตวั หมอลำ� ทเี่ ปน็ ดาวเดน่ นนั้ กย็ งั คงอยู่ หมอลำ� กมุ หวั ใจของชาวอสี านมาชา้ นาน นอกจากจะเปน็
ในชุดเครื่องแต่งกายแบบหมอล�ำที่สดใสด้วยสีพื้นและวูบวาบ บทกวีอนั งดงามแลว้ ยงั เป็นความสนุกสนานในด้านดนตรแี ละ
แวววาวดว้ ยแสงเพชรประดบั การแสดงท่ีเพลิดเพลิน และยังเปน็ เครื่องผอ่ นคลายความยาก
จากการแสดงเปิดวงแล้ว จึงเปลี่ยนการแสดงข้ึนมาเป็น ลำ� บากในชว่ งทำ� งานกลางวนั อนั รอ้ นแลง้ อกี ดว้ ย หมอลำ� มกี าร
ชดุ ๆ ทม่ี กี ารล�ำหลากหลายรูปแบบรวมทงั้ การร้องเพลงลกู ทุ่ง เปลยี่ นแปลงมากมายในการตอ่ สกู้ บั ความพลกิ ผนั ของสงั คมไทย
อีสานที่มีหางเคร่ืองเป็นนักเต้นท่ีแพรวพราว การเล่นเป็น และจนถงึ ทกุ วนั นี้ แมค้ ณะหมอลำ� จำ� นวนหนง่ึ จะไมอ่ าจทนทาน
หมอล�ำเร่ืองต่อกลอน ไปจนกระทั่งการแสดงหมอล�ำเดี่ยว ตอ่ กระแสการเปลยี่ นแปลงได้ แตก่ ย็ งั มหี มอลำ� อกี หลากหลาย
หมอลำ� คตู่ า่ งๆ และทง้ั หมดจะปดิ การแสดงในชดุ ทเี่ รยี กกนั เปน็ คณะทส่ี ามารถเดนิ กา้ วตอ่ ไปขา้ งหนา้ อยา่ งมน่ั คง สมดงั คำ� กลา่ ว
สากลว่าการแสดง Finale ทีเ่ ริ่ดหรอู ลงั การไม่แพ้การแสดงเปดิ ที่วา่ “หมอล�ำ” จะไม่มวี ันตายไปจากลมหายใจของชาวอสี าน
วงเชน่ เดยี วกนั นค้ี อื การแสดงของหมอลำ� ในวนั นี้ ซึ่งแตกต่าง และในวันนี้ แมว้ ่าการแสดงหมอล�ำคณะยงิ่ ใหญจ่ ะเปิดวงดว้ ย
จากหมอล�ำในวันก่อนเกา่ อยา่ งมากมายมหาศาล นักเต้นนับสิบในเครื่องแต่งกายสดใสเหมือนงานคาร์นิวัล แต่
หมอล�ำตัวเอกทั้งหญิงชายก็ยังคงแต่งกายด้วยเครื่องแต่งกาย
๓ แพรวพราวดงั้ เดมิ ทโี่ ดดเดน่ กวา่ และแมว้ า่ เครอื่ งดนตรเี ครอื่ งเสยี ง
สว่ นใหญจ่ ะกลายเปน็ เสยี งเครอ่ื งดนตรตี ะวนั ตก แตก่ ย็ งั มเี สยี ง
พณิ แคนทโี่ ดดเดน่ เปน็ เอกกวา่ ทง้ั ทำ� นองเพลงและเนอ้ื รอ้ งกย็ งั
เป็นเพลงล�ำดังเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และไม่ว่าการแสดงเปิดวง
และปดิ การแสดง จะยิ่งใหญอ่ ลงั การสวยงามขนาดไหน แต่ก็
เป็นแค่การแสดงสน้ั ๆ สิบหรอื สบิ ห้านาที ในขณะทก่ี ารแสดง
ที่สามารถตรึงผู้ชมผู้ฟังให้นิ่งสนิทอยู่กับท่ีได้นานนับช่ัวโมงน้ัน
กลับจะเป็นเพียงแค่การแสดงหมอล�ำคู่ของผู้แสดงแค่สองหรือ
สามคนกับเคร่ืองดนตรีท่ีเป็นแคนเพียงหน่ึงตัวหรือพิณแคน
สักคู่หน่งึ เท่าน้นั

กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 93

นิทศั นว์ ฒั นธรรม

เร่อื ง/ภาพ : นนั ทพัฒน์ สุรสิงโตทอง

บสม้าบนัตลิดำ�้ คำ� า่ ขนอางงแแผล่นดิน

94

บนเส้นทางศิลปิน ถวัลย์ ดัชนี คือหนึ่งในศิลปิน
ช่ือก้องโลก อมตะด้วยผลงานท่ีมีเอกลักษณ์ โดดเด่น
ด้วยเส้นและสี ที่เต็มไปด้วยพลัง แม้เจ้าตัวจะไม่เคยบอก
ว่าตนเองเป็นศิลปิน
“ผู้ที่จะวาดรูปใช้สีขาว-ด�ำได้ดี จะต้องเป็นศิลปินเท่าน้ัน
ถึงแม้พี่หวันจะพยายามเรียกตัวเองว่า ช่างวาดรูป
แต่แท้จริงแล้วพี่หวันคือศิลปิน ไม่ได้เป็นศิลปินธรรมดา
แต่เป็นศิลปินเอกบรมเอก ...คนที่มีฝีมือเป็นศิลปินจริงๆ นั้น
ไม่จ�ำเป็นต้องใช้ตัวช่วยคือสีสารพัดสี แค่ใช้สีขาว-ด�ำ
อย่างเดียวก็ได้เร่ือง คือ ได้รูปท่ีมีคุณค่าทางศิลปะ ซ่ึงคนท่ี
ไม่ได้เป็นศิลปิน ไม่มีทางจะท�ำได้ ท�ำเท่าไรก็ดูแห้งเหี่ยว
ไม่มีชีวิตชีวา”

จากหนังสือ
..มนุษย์ต่างดาว ถวลั ย์ ดัชน.ี .
..ไมตรี ลิมปิชาต.ิ .

กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 95

๓ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ศลิ ปนิ เอกผนู้ ไ้ี ดจ้ ากไปอยา่ งสงบ
ตลอดเส้นทางต้ังแต่เด็กจนวันสุดท้าย ถวัลย์ ดัชนี ได้บันทึก
เรื่องราวผ่านผลงาน และศิลปกรรมหลากหลายรูปแบบ ด้วย
จติ วญิ ญาณทเี่ ขา้ ถงึ กอ่ นจะระเบดิ ออกมาเปน็ ผลงานทต่ี อ้ งจารกึ
ไว้ในประวตั ศิ าตร์
“...คุณจะเห็นว่า งานของผม ไม่ใช่การเขียนต้นไม้ เขียน
ดอกไม้ หรอื เขยี นววิ ทวิ ทศั น์ การเขยี นสง่ิ พวกนคี้ ณุ ไมต่ อ้ งคดิ แต่
ในงานของผม ผมตอ้ งการใชค้ วามคดิ ผมตอ้ งการใชจ้ นิ ตนาการ
ฉะนน้ั ... ผมจงึ เลอื กเรยี นปรชั ญา แลว้ กเ็ ปน็ อภปิ รชั ญาดว้ ย
เพื่อให้มันลึกซ้ึง ผมเรียนท้ังปรัชญาตะวันตก ทั้งปรัชญา
ตะวันออก ผมอยากรู้รากความคิดของปรัชญาแต่ละฝ่ายว่าเป็น
อย่างไร จากน้ันผมก็รีดเน้นความคิดเหล่านี้ออกมาเป็น
ภาพเขียนอย่างทีค่ ณุ เห็น การเรยี นมันใหค้ วามรู้ ส่วนการทำ� งาน
ให้ความรู้สกึ จะขาดอย่างหน่ึงอย่างใดไม่ได้”
ค�ำพูดส่วนหนึ่งของอาจารย์ถวัลย์ ท่ีเลือกท�ำดอกเตอร์
ทางด้านปรัชญา โดยได้ให้สัมภาษณ์ไว้กับ สุพรรณ ท�ำนา
ที่หอศลิ ป์สมเด็จพระนางเจา้ สิรกิ ิติฯ์

96

“บา้ นด�ำ นางแล” บนพืน้ ทีน่ างแล จ.เชยี งราย บา้ นเกอื บ
๔๐ หลงั และอาคารขนาดใหญท่ อ่ี าจารยถ์ วลั ยเ์ รยี กวา่ มหาวหิ าร
ที่มีโครงสร้างเกือบทั้งหมดเป็นไม้สัก เสาแต่ละต้นเป็นไม้สัก
ทั้งต้นท่ีมีขนาดเท่าๆ กัน อาจารย์สร้างอาคารหลังนี้โดยมี
วตั ถปุ ระสงคใ์ หเ้ ปน็ สถานท่แี สดงภาพของบรรดาศลิ ปิน นักเรียน
นกั ศกึ ษา และเปน็ พพิ ธิ ภณั ฑข์ องตวั เอง โดยทง้ั หมดอาจารยถ์ วลั ย์
เป็นผู้ออกแบบอาคารและตกแต่งด้วยตนเองทุกหลัง แต่ไม่ได้
ลงมือก่อสร้างเอง มีสล่าเชียงรายไม่ว่าจะเป็น ช่างไม้ ช่างปูน
ช่างแกะสลัก ท่ีมีความช�ำนาญพิเศษ ผ่านการควบคุมงานและ
แนะน�ำอย่างใกล้ชิดจากอาจารย์ อาจารย์จะเรียกทุกหลังว่าบ้าน
แตล่ ะหลงั มชี อ่ื เรยี กของตวั เอง รปู แบบบา้ นสถาปตั ยกรรมทรงไทย
ลา้ นนา ถกู เพม่ิ เตมิ ตดั ตอ่ ประยกุ ตไ์ ปตามแบบของอาจารยถ์ วลั ย์
โดยเฉพาะ ท้ังรูปทรง หลังคา ประตู ตัวบ้าน ที่มองแล้วท้ัง
สวยงามแปลกตาและให้อารมณ์ความรู้สึกเหมือนภาพวาดของ
อาจารย์ โดยบา้ นเกือบทกุ หลงั จะทาสีด�ำ จึงท�ำใหถ้ ูกเรยี กรวมๆ
วา่ “บา้ นดำ� ” ดว้ ยความทอ่ี าจารยช์ อบสดี ำ� ทงั้ บา้ น และภาพวาด
เหมือนท่ีอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า “ก็เพราะสีด�ำคือสีของความ
เข้มแข็งของลูกผู้ชาย” แม้ว่าบ้านของอาจารย์จะมีสีขาวบ้าง
เป็นหลังท่ีก่อสร้างด้วยคอนกรีตที่มีรูปทรงกลม ท่ีเรียกว่า “อูป”
ซ่ึงเป็นอาคารท่ีออกแบบมาเพ่ือให้สามารถสะท้อนเสียงได้โดย
วิธีธรรมชาติ ไม่ต้องการให้ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า อีเล็คทรอนิค เป็น
ห้องประชุมธรรมชาติ

กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๖๑ 97

บา้ นแตล่ ะหลังอาจารยใ์ ช้อยูจ่ รงิ ภายในมที ่นี อน ท่อี าบน้ำ�
โถสว้ ม ท่ีนงั่ และหนังสือมากมายเกอื บทุกประเภท ซึ่งไม่ตำ่� กวา่
สองหมน่ื เล่ม มที ง้ั ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ทีเ่ ก็บสะสม
ไวเ้ ตม็ บา้ นทกุ หลงั ทง้ั ดา้ นปรชั ญาและการศกึ ษาวา่ ดว้ ยกายวภิ าค
ของมนษุ ย์ และสตั ว์
“ผมเปน็ คนใฝ่เรยี นรู้ ผมอยากร้วู า่ โลกนเี้ ป็นอยา่ งไร ผมจึง
รูห้ ลายภาษา ผมจึงเอาของพวกนเ้ี ป็นเครือ่ งลับจนิ ตนาการ”
ไม่เพียงแต่หนังสือท่ีมีเก็บไว้เต็มบ้านทุกหลังเท่านั้น พ้ืนที่
ในตวั บา้ น ยงั มกี ารจดั วางทง้ั กระโหลกสตั ว์ กระดกู สตั ว์ เขาสตั ว์
ท่ีหายาก และอาศัยอยู่ในป่าทั่วทุกมุมโลก โดยเขาสัตว์ท่ีมี
มากกว่าเขาสัตว์อ่ืนๆ คือ เขาควาย อาจารย์น�ำมาตกแต่งบ้าน
และทำ� เปน็ เครอื่ งเรอื น เกา้ อน้ี ัง่ เขาควาย เตียงนอนหัวเขาควาย
ท่ีอาจารย์ออกแบบเองทกุ ตวั และก�ำหนดจดั วางเองทกุ ชน้ิ

บรรยายภาพ
98


Click to View FlipBook Version