บทบรรณาธิการ •เจา้ ของ
เมอ่ื เรว็ ๆ นี้ เฟซบกุ๊ ประเทศไทยไดเ้ ผยผลการศกึ ษากลมุ่ ผบู้ รโิ ภคทจ่ี ะกา้ วขน้ึ มาเปน็ กรมสง่ เสรมิ วัฒนธรรม
ผู้มีก�ำลังซื้อในอนาคต น่าสนใจว่าโลกดิจิตอลที่เราก�ำลังเผชิญอยู่นี้เป็นตัวจักรส�ำคัญ กระทรวงวฒั นธรรม
ในการก�ำหนดพฤติกรรมผู้บริโภค เน่ืองจากคนกลุ่มนี้เข้าถึงเศรษฐกิจผ่านการเช่ือมต่อ
ทางโทรศัพท์เคล่ือนที่ ทั้งการเลือกสรรสินค้า ธุรกรรมการเงินออนไลน์ และโลจิสติกส์ •บรรณาธกิ าร
ท่ีมากข้นึ ผปู้ ระกอบการจงึ ต้องพร้อมรบั กับรูปแบบการจบั จา่ ยที่เปล่ียนไป รวมถงึ ผู้ผลิต
สินค้าและบริการทางวัฒนธรรมก็เช่นเดียวกันท่ีต้องพัฒนาตนเองให้สอดรับกับความ นายชาย นครชยั
เปล่ยี นแปลงของวถิ ีโลก อธบิ ดกี รมสง่ เสรมิ วัฒนธรรม
ตง้ั แตเ่ รากา้ วเขา้ สศู่ ตวรรษท่ี ๒๑ เปน็ ตน้ มา คำ� วา่ "Cultural Branding" กลายเปน็
คัมภีร์ทางการตลาดแห่งยุค การเชื่อมโยงอัตลักษณ์ของสินค้าและบริการเข้ากับ •ผชู้ ว่ ยบรรณาธิการ
อัตลักษณ์ของผู้บริโภคเป็นหัวใจของแนวคิดดังกล่าว ประโยชน์ใช้สอยและอารมณ์
ความรู้สึกท่ีสินค้าสร้างขึ้นล้วนมีบทบาทต่อผู้บริโภคยุคหลังสมัยใหม่ โดยเฉพาะมิติ นางสาวอจั ฉราพร พงษฉ์ วี
ดา้ น “วัฒนธรรม” และ “ภูมิปัญญา” ตอ่ ค�ำถามทว่ี า่ สินค้า และบรกิ ารทางวัฒนธรรม ผอู้ ำ� นวยการสถาบนั วฒั นธรรมศกึ ษา
จะยืนหยัดอยู่ในใจของผู้บริโภคได้อย่างไร คุณภาพ ภาพลักษณ์ และการเข้าถึงสินค้า
เปน็ สามสง่ิ สำ� คญั ทจี่ ะนำ� พาใหว้ ฒั นธรรมสรา้ งสรรค์ กา้ วไปสู่ ความมน่ั คง มง่ั คงั่ และยงั่ ยนื •กองบรรณาธกิ าร
วารสารวัฒนธรรม ฉบับวัฒนธรรม : คุณค่าสู่มูลค่า เผยกลยุทธ์ท�ำอย่างไรให้
ความเปน็ ไทยจบั ใจผบู้ รโิ ภค อา่ นเคลด็ ลบั ของผปู้ ระกอบการทน่ี ำ� ภมู ปิ ญั ญาไทยกา้ วสสู่ ากล นายอิสระ ร้ิวตระกลู ไพบูลย์
ท้ังครามสกลผ้าย้อมครามท่ีก�ำลังเป็นกระแสนิยม และพาไปรู้จักกับกรกต อารมย์ดี เลขานุการกรม
ผ้สู ร้างงานจกั สานรูปทรงล�้ำสมัย
ฉบับส่งท้ายปี ภายในเล่มน�ำเสนอแง่มุมชีวิตอันทรงคุณค่าของสองศิลปินแห่งชาติ • นางสาวเยาวนศิ เต็งไตรรัตน์
องั คาร กลั ยาณพงศ์ และยทุ ธนา มกุ ดาสนทิ พรอ้ มด้วยเรอื่ งราวน่าสนใจทางวฒั นธรรม • นางสาวกิ่งทอง มหาพรไพศาล
จากหลากหลายภูมภิ าคเชน่ เคย • นายมณฑล ย่ิงยวด
• นางธนพร พนั ธุภ์ ักดี
ชาย นครชยั • นายศาตนนั ท์ จนั ทร์วบิ ลู ย์
• นายเอกสิทธิ์ กนกผกา
ทา่ นทีป่ ระสงคน์ ำ� ขอ้ เขียนหรือบทความใดๆ ในวารสารวัฒนธรรมไปเผยแพร่ กรุณา •ฝา่ ยกฎหมาย
ตดิ ตอ่ ประสานกบั กองบรรณาธกิ ารหรอื นกั เขยี นทา่ นนน้ั โดยตรง ขอ้ เขยี นหรอื บทความใดๆ
ท่ีตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวัฒนธรรมฉบับน้ี เป็นความคิดเห็นเฉพาะตัวของผู้เขียน นายภัทร วงศท์ องเหลอื
คณะผู้จัดท�ำไม่จ�ำเป็นต้องเห็นด้วยและไม่มีข้อผูกพันกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรมแต่อย่างใด
หากทา่ นมคี วามประสงคจ์ ะสง่ ขา่ วกจิ กรรมเกยี่ วกบั งานศลิ ปะวฒั นธรรมตา่ งๆ รวมทง้ั ทา่ น •ฝา่ ยจัดพิมพ์
ที่ต้องการให้ข้อเสนอแนะ หรือส่งข่าวสารเพื่อการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กรุณาส่งถึง
กองบรรณาธกิ าร วารสารวฒั นธรรม กลมุ่ ประชาสมั พนั ธ์ กรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม เลขที่ ๑๔ นางปนัดดา นอ้ ยฉายา
ถนนเทยี มรว่ มมติ ร เขตหว้ ยขวาง กรงุ เทพ ๑๐๓๑๐ โทรศพั ท์ ๐ ๒๒๔๗ ๐๐๒๘ ตอ่ ๑๒๐๘-๙
Facebook : วารสารวัฒนธรรม กรมสง่ เสริมวฒั นธรรม Website : culture.go.th •ผ้จู ดั ทำ�
บรษิ ทั ครีเอท มายด์ จ�ำกดั
•พมิ พ์ที่
ห้างหนุ้ ส่วนจำ� กัด เบนฮาลาบี เพรส
•วารสารวฒั นธรรม
จดั พมิ พเ์ พื่อเผยแพร่ ห้ามจำ� หนา่ ย
วารสารราย ๓ เดอื น สารบญั
ปที ่ี ๕๗ ฉบบั ท่ี ๔ | ตลุ าคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑
ปกิณกะ
ISSN 0857-3727
๑ บทบรรณาธกิ าร
๑๒๐ เปิดอา่ น
๑๒๒ วฒั นธรรมปริทัศน์
โคมไฟของกรกต อารมยดี ผู้นำ� งานจกั สาน
ผสานเทคนคิ การท�ำอวนและทำ� วา่ ว สรา้ งรายไดใ้ ห้ชุมชน
ภาพ : กัลยาณมิตร นรรตั นพ์ ทุ ธิ
เรื่องจากปก
๔ วัฒนธรรม คุณค่าสู่มูลค่า
๔ ๔๒
มรดกภูมิปัญญา ๑๘ โลกวัฒนธรรม
ทางวัฒนธรรม
สยามศลิ ปิน ๙๔ นิทศั นว์ ัฒนธรรม
๑๘ บนั เทงิ ศิลป ์
๗๔ ศลิ ปนิ แห่งชาติ พพิ ธิ ภัณฑเ์ กษตรฯ
ฟอ้ นกลองตุ้ม พิพธิ ภณั ฑ์ของพ่อ
ยุทธนา มกุ ดาสนทิ
๒๖ ช้นั เชิงชา่ ง ๑๐๐ แผ่นดนิ เดียว
๘๒ เชดิ ชูปูชนีย
ครามสกล มนตเ์ สนห่ ์ ดนตรปี ใี หม่ ชาวไทยภเู ขาลซี ู
แหง่ ย้อมคราม อังคาร กัลยาณพงศ์
จติ รกรกวศี รแี ผ่นดิน ๑๐๘ มองผ่านหนามเตย
๓๔ สบื สาวเลา่ เร่ือง
๘๘ พนื้ บา้ นพ้นื เมอื ง นาคี ๒
ต�ำนานสนิ ไซ
ไมไ้ ผ่ดไี ซน์ล้�ำ ๑๑๔ วทศิฒั ทนางธขรองรกมาวรแิพสาดกงพษน้ื ์ บ้าน
๔๒ กีฬา-การละเล่น แบรนด์ Korakot
ในโลกยุคใหม่
เรอื ยาวประเพณี
๕๒ ขนบประเพณ ี
ลอยกระทง
๖๐ จักรวาลทศั น์
มรดกภูมปิ ญั ญา
แหง่ ราชินขี องเส้นใย
๖๘ ภาษา
ภาษาปลงั
๕๒ ๖๐ ๑๐๐
เรอ่ื งจากปก
เรือ่ ง : กัลยาณมติ ร นรรตั น์พทุ ธิ
ภาพ : อภินนั ท์ บัวหภักด,ี อดลุ ตัณฑโกศยั
ทงุ บนั ไดสวรรค์ จากทงุ ในรม่ ในอโุ บสถหรอื ศาลาการเปรยี ญ
ปรบั เปลย่ี นมาเปน็ ทงุ ประดบั วดั กลางแจง้ อยา่ งสวยงาม
พระธาตยุ าคู อ.กมลาไสย จ.กาฬสนิ ธ์ุ
ภาพ : อดุล ตณั ฑโกศัย
4
วัฒนคธุณรรคม่าสู่มูลค่า
วัฒนธรรมเป็นยุทธศาสตร์ที่สร้างมูลค่า
สร้างเศรษฐกิจและสร้างชาติได้จริงหรือ?
สมัยก่อนเรายังนั่งดูการ์ตูนโดราเอม่อน อาราเร่ อิคคิวซัง ร้องคาราโอเกะ 5
ดซู ามูไรพ่อลูกอ่อน สงครามชีวติ โอชนิ ซง่ึ ทำ� เรตต้งิ สูงมากในสมยั น้ัน ก่อให้เกิด
กระแสนิยมชมชอบญ่ีปุ่น ท้ังอาหารการกิน การท่องเท่ียว ข้าวของเครื่องใช้
อตุ สาหกรรมวฒั นธรรมทำ� ใหญ้ ปี่ นุ่ ยนื หยดั อยแู่ นวหนา้ ของเอเชยี มานานกวา่ ๕๐ ปี
กระแสญ่ีปุ่นฟเี วอรส์ ง่ ผลให้เศรษฐกิจของญีป่ ุ่นเตบิ โตเปน็ อนั ดับต้นๆ ของโลก
ตลุ าคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑
และคงปฏเิ สธไมไ่ ดว้ า่ ในชว่ งทศวรรษทผี่ า่ นมา ประเทศ
เกาหลีใต้ก็ประสบความส�ำเร็จอย่างมากเช่นเดียวกัน
ในการขบั เคลอ่ื นความมงั่ คง่ั ผา่ นทาง “สนิ คา้ ทางวฒั นธรรม”
ไมว่ า่ จะเปน็ สอ่ื บนั เทงิ ตา่ งๆ ภาพยนตร์ ดนตรี เสอ้ื ผา้ อาหาร
เครอ่ื งสำ� อาง การทอ่ งเทย่ี ว ไปจนกระทงั่ ถงึ การทำ� ศลั ยกรรม
สไตล์เกาหลี เมื่อภาพยนตร์เร่ืองแดจังกึมเข้ามาฉาย ได้
ท�ำให้อาหารเกาหลีเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยมากข้ึน มีร้าน
อาหารเกาหลีปิ้งย่างเกิดขึ้นในเมืองไทยมากมาย กระแส
นิยมวัฒนธรรมเกาหลีได้เปล่ียนแปลงเศรษฐกิจและสังคม
ของเกาหลีใต้ไปแบบก้าวกระโดดจนเป็นท่ีจับตามอง
ของหลายประเทศทั่วโลก โดยการน�ำเศรษฐกิจสร้างสรรค์
มาใช้ และขาย “วัฒนธรรม” เป็นสินค้า ส่งออกส�ำคัญ
ของชาติ
ไม่เพียงแต่เกาหลีเท่านั้น จีนซ่ึงก�ำลังก้าวเป็นชาติ
มหาอ�ำนาจทางเศรษฐกิจ ท่ีแม้จะมีอุตสาหกรรมการผลิต
6
สินค้าราคาถูกเป็นจ�ำนวนมาก แต่ในยุคนี้ประเทศจีนเองก็ได้ กระภแสานพิยฝมันไ.ท..ยทตี่ อ้ งผลกั ดนั ใหเ้ ปน็ จรงิ
น�ำเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาใช้ เพื่อปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรม
จากทเ่ี นน้ ราคาถกู มาเปน็ การใชค้ วามคดิ สรา้ งสรรค์ ผลติ สนิ คา้ หลายคนคงตง้ั คำ� ถามวา่ หากประเทศไทยอยากจะสง่ ออก
ที่ใช้ย่ีห้อเป็นของประเทศตัวเอง ไม่ใช่รับจ้างผลิตสินค้าให้
ย่ีห้อต่างชาติเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป อีกท้ังยังจัดต้ังศูนย์ สินค้าวัฒนธรรมอย่างน้ันบ้าง ควรจะต้องท�ำอย่างไร ในยุค
วฒั นธรรมและอตุ สาหกรรมสรา้ งสรรค์ถึง ๙ แหง่ ซ่งึ แต่ละแห่ง “ประเทศไทย ๔.๐” ยทุ ธศาสตร์ชาตติ ามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
ยังแยกยอ่ ยไปได้อกี นบั ไมถ่ ้วน และสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี ๑๒ ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐-
จรงิ ๆ แลว้ ผทู้ นี่ ำ� นโยบายเศรษฐกจิ สรา้ งสรรคม์ าใชใ้ นการ ๒๕๗๙) ท่ีรัฐบาลได้ให้ความส�ำคัญกับการส่งเสริมสนับสนุน
พฒั นาประเทศเปน็ เจา้ แรกๆ นนั้ คอื ประเทศองั กฤษ เศรษฐกจิ และพัฒนามิติด้านวัฒนธรรม โดยการน�ำทรัพยากรทาง
เชงิ สรา้ งสรรคท์ ำ� รายไดใ้ หอ้ งั กฤษมากเปน็ อนั ดบั สองของประเทศ วฒั นธรรมมาสรา้ งมลู คา่ เพม่ิ ทางเศรษฐกจิ นนั้ คงไมอ่ าจสำ� เรจ็
รองจากอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน วงดนตรี The Beatles เป็นผลได้ ถ้าขาดการปฏิรูปวฒั นธรรมและความร่วมมอื ร่วมใจ
(สเ่ี ตา่ ทอง) ภาพยนตรเ์ รอื่ งเจมสบ์ อนด์ แดรกควิ ลา่ เชอรล์ อ็ คโฮม ของคนในชาติ ทต่ี อ้ งหนั มานยิ มความเปน็ ไทยและใชส้ นิ คา้ ไทย
ทเี่ รารจู้ กั กนั ดี รวมถงึ อตุ สาหกรรมฟตุ บอลขององั กฤษไดร้ ะบาด สง่ิ สำ� คญั ทส่ี ดุ ทท่ี ำ� ใหญ้ ปี่ นุ่ และเกาหลใี ตพ้ ฒั นามาไดไ้ กลจนถงึ
ไปทั่วโลก สินค้าท่ีเกี่ยวกับฟุตบอลพรีเมียร์ลีกขายดีเป็น ทุกวันนี้ คือความรักชาติ ความเป็นชาตินิยมอย่างสูงสุด
เทน�้ำเทท่า วัฒนธรรมการดื่มชาท�ำให้ชาสไตล์อังกฤษ กลาย สงิ่ เหลา่ นถี้ อื เปน็ DNA สำ� คญั ทเี่ ราคงตอ้ งปลกู ฝงั ใหก้ บั คนไทย
เป็นของฝากชั้นดีมาจนถึงปัจจุบัน และเม่ือภาพยนตร์ Harry ทุกคนเสียก่อน เพราะความเป็นประเทศบอกได้จากค่านิยม
Potter เขา้ มาฉาย ก็กวาดรายไดจ้ ากเยาวชนทวั่ โลกไปไม่น้อย ในประเทศ
พว่ งทา้ ยดว้ ยขายของทรี่ ะลกึ จากภาพยนตรเ์ รอื่ งนไ้ี ปไดอ้ กี หลาย ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมท่ีสูงมาก เป็นเสมือน
สิบปี จะเห็นได้ว่าพลังของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสินค้าทาง สินทรัพย์ที่ผ่านการส่ังสม จนเกิดเป็นมูลค่า การประยุกต์
วัฒนธรรมน้สี ามารถพลกิ เศรษฐกจิ ของประเทศได้อยา่ งแท้จริง และบูรณาการทุนทางวัฒนธรรมมาใช้ ย่อมสามารถพัฒนา
เศรษฐกจิ ไทยใหส้ ดใสในอนาคตไดอ้ ยา่ งแนน่ อน ทนุ วฒั นธรรม
ท�ำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ทั้งยังเป็นจุดศูนย์กลางท่ีเช่ือมโยงกับทุน
ประเภทอ่ืนๆ ถือเป็นหัวใจที่ส�ำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ
สร้างสรรค์
คงไม่ไกลเกินเอ้ือมท่ีเราหวังจะสร้างชาติด้วยวัฒนธรรม
หากภาครัฐและเอกชนของไทยสามารถร่วมมือกันอย่างจริงจัง
ในการสรา้ ง Brand Image ของประเทศ เฉกเชน่ เดยี วกบั ญปี่ นุ่
และเกาหลใี ต้ การสรา้ งกระแสนยิ มไทย ต้องสร้างไปพรอ้ มกับ
คุณภาพของสินค้าและบริการ ให้ควรค่าแก่การจดจ�ำ เพื่อให้
เกิดการซื้อซ�้ำ และท�ำการบอกต่อ ถึงคุณค่าของสิ่งเหล่าน้ัน
ซึ่งปัจจุบันมีชาวต่างชาติเป็นจ�ำนวนมากท่ีช่ืนชมและช่ืนชอบ
ประเทศไทย ทง้ั ในเรอ่ื งของวถิ วี ฒั นธรรม การทอ่ งเทย่ี ว อาหาร
การกิน รวมถึงวัฒนธรรมอาหารริมทางก็สามารถสร้างรายได้
ใหก้ บั ประเทศไดเ้ ชน่ กนั
จากตน้ ทนุ ทางวฒั นธรรมในทอ้ งถิน่ เม่อื มีการสง่ เสรมิ การท่องเทย่ี วลงในพ้นื ที่
ทนุ ทางวฒั นธรรมนน้ั กส็ ามารถสรา้ งรายไดเ้ พมิ่ ใหแ้ กเ่ จา้ ของพนื้ ทไี่ ดใ้ นอกี ทางหนง่ึ
ตลุ าคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑ 7
ทนุ ทางวัฒนธรรม คือ
แทกุนนทกาลงาวงขฒั องนเศธรรษรฐมกคจิ สอื รอา้ ะงไสรรรค์
ทุนทางวัฒนธรรม คือ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม มาเป็นมรดกวัฒนธรรมให้แก่อนุชนคนรุ่นหลัง ซึ่งมรดก
ของชาติ แบ่งตามรูปธรรมและนามธรรมออกได๒้เป็น ๒ วัฒนธรรมหลายอย่างของไทยนั้นยังได้ถูกข้ึนทะเบียนเป็น
ลักษณะ คือที่จับต้องได้ (Tangible) และท่ีจับต้องไม่ได้ มรดกโลกและตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของ
(Intangible) ซ่ึงกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม มนุษยชาติจากยูเนสโก นับเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีมูลค่า
ไดก้ ำ� หนดไวม้ ี ๖ สาขา ไดแ้ ก่ ๑) ภาษา และวรรณกรรมพนื้ บา้ น มหาศาล
๒) ศลิ ปะการแสดง ๓) แนวทางปฏบิ ตั ทิ างสงั คม พธิ กี รรม และ ทุนทางวัฒนธรรมท�ำให้เกิดมูลค่าเพ่ิมสูงขึ้น เนื่องจาก
งานเทศกาล ๔) งานช่างฝีมือดั้งเดิม ๕) ความรู้และ วัฒนธรรมเป็นต้นน�้ำของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ใน
แนวปฏิบัติเก่ียวกับธรรมชาติและจักรวาล และ ๖) กีฬา อุตสาหกรรมสรา้ งสรรค์ โดยเราสามารถน�ำทุนวฒั นธรรม เชน่
ภูมิปัญญาไทย นอกเหนือจากมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เรอ่ื งราว (Story) และเนอ้ื หา (Content) ของวฒั นธรรม มาสรา้ ง
ที่จับต้องไม่ได้แล้ว ประเทศไทยยังมีมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ความโดดเดน่ ใหก้ บั ผลติ ภณั ฑข์ องตน หรอื ใชท้ นุ ทางวฒั นธรรม
ในรูปแบบของโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และ สร้างความแตกต่างหรือจุดขายให้กับสินค้า เกิดเป็นสินค้า
งานศิลปกรรมต่างๆ ทบี่ รรพบรุ ษุ ไดส้ รรคส์ รา้ งส่งั สมไวส้ บื ทอด วฒั นธรรมและท�ำใหเ้ กิดมูลค่าเพิ่มขึ้นแก่สินคา้ และบรกิ าร
๑
๑
ภาพ : ธีระพงษ์ พลรักษ์
8
๒
๑. งานจกั สานจากเครอ่ื งใช้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)
ทางการเกษตร และภาชนะ
ทีใ่ ช้ในชวี ติ ประจำ� วนั ถกู พฒั นา คอื อะไร เกยี่ วขอ้ งกบั วฒั นธรรมอย่างไร ?
รปู แบบมาเป็นกระเปา๋ รูปทรง
สวยงาม “เศรษฐกิจสรา้ งสรรค์” คือ "การสร้างมลู ค่าทเ่ี กดิ จากความคดิ ของมนษุ ย์" เป็นแนวคดิ การ
๒. จากเสน้ ใยฝา้ ยหรือไหม ขับเคล่ือนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ (Knowledge) การศึกษา (Education)
บวกกับภูมิปัญญา ฝีมอื และ การสร้างสรรค์งาน (Creativity) และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property)
แรงงานของคนในทอ้ งถน่ิ ทเี่ ชอื่ มโยงกบั รากฐานทางวฒั นธรรม เมอื่ ผสานกบั ความรเู้ ทคโนโลยแี ละนวตั กรรมสมยั ใหมน่ ำ� ไปสู่
กก็ ลายเป็นผลติ ภณั ฑ์ดา้ น อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industries) หรืออตุ สาหกรรมการผลติ ทตี่ อ้ งพง่ึ พาความคดิ
พัสตราภรณไ์ ทยหลากหลาย สรา้ งสรรค์เป็นวัตถุดบิ ส�ำคญั
ก้าวไกลไปสู่เวทีโลก “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เปน็ แนวคดิ การพัฒนาเศรษฐกิจทีม่ ปี ระวัติยาวนาน ซงึ่ ไดถ้ กู นำ� มา
ใชเ้ ป็นหนึ่งในยุทธศาสตรห์ ลักในการพฒั นาประเทศของหลายประเทศชนั้ นำ� ของโลก เพอื่ ใชเ้ ป็น
แนวทางในการส่งออกวัฒนธรรมของประเทศไปสู่สากล โดยใช้วัฒนธรรมผสานกับความคิด
สรา้ งสรรค์ เปน็ พลงั ขบั เคลอื่ นเศรษฐกจิ และสงั คม สรา้ งสรรคส์ นิ คา้ ทางวฒั นธรรม เพอ่ื ดงึ เงนิ ตรา
จากต่างประเทศกลับเข้ามา ผ่านอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าและการท่องเท่ียว ท่ีใช้ความคิด
สร้างสรรคพ์ ัฒนาสินคา้ ให้มคี ุณภาพ ใชท้ รพั ยากรน้อยแตไ่ ดม้ ูลค่ามากขึน้ เป็นการชว่ ยกระจาย
รายได้ไปสปู่ ระชาชนในวงกวา้ ง
ตลุ าคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑ 9
ประเทศไทยเอง มีภูมิปัญญาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จาก สำ� เรจ็ สรา้ งยอดขายมากมาย ทง้ั ยงั ชว่ ยรกั ษาภมู ปิ ญั ญาเหลา่ นนั้
มรดกศิลปวฒั นธรรม ซึง่ สืบทอดมาเป็นงานชา่ งสบิ หมู่ ทง้ั งาน ไม่ให้สูญหาย และพัฒนาต่อยอดให้เกิดภูมิปัญญาใหม่ อาทิ
ประติมากรรม งานจิตรกรรม และงานประณีตศิลป์ อีกทั้งมี “กรกต” (Korakot) แบรนดไ์ ทยทไี่ ปดงั ในตา่ งแดน ประตมิ ากรรม
ภูมิปัญญาท้องถ่ินที่สร้างงานศิลปหัตถกรรมท่ีประณีตวิจิตร ไม้ไผ่ท่ีไดร้ บั รางวลั ASEAN Selections 2017 จากภมู ิปญั ญา
อนั ทรงคณุ คา่ ในแบบดง้ั เดมิ อยแู่ ลว้ อาทิ การทอผา้ ไหม การทำ� ดง้ั เดมิ ผสานการออกแบบท่ลี �้ำสมยั กลายเป็นงานหัตถศิลปท์ ่ี
เครอื่ งปน้ั ดนิ เผา การทำ� เครอ่ื งเงนิ เครอ่ื งทอง แมแ้ ตง่ านจกั สาน ทรงคุณคา่ จนสามารถขับเคล่อื นชุมชนด้วยงานหัตกรรม
จากวตั ถดุ บิ ตา่ งๆ ไมว่ า่ จะเปน็ ยา่ นลเิ ภา เสน้ กก ใยตาล ไมไ้ ผ่ “วาสนา” (Vassana) เครื่องแขวนโบราณแห่งเมือง
กระจูด ป่านศรนารายณ์ ผักตบชวา ฯลฯ คนไทยก็สามารถ เชยี งใหม่ ชนะเลศิ การประกวด Innovative Cup Award 2012
น�ำมารังสรรค์ให้เกิดมูลค่าได้ทั้งส้ิน ตามแต่ทรัพยากรท่ีมีใน ทีน่ ำ� ไอเดียเครอื่ งแขวนดอกไม้สดมาประยกุ ต์ทำ� ด้วยไม้ไผ่ จาก
ท้องถิ่น แต่เม่ือน�ำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาบวกเพิ่มกับความคิด ท่ีใช้เวลาในการประดิษฐ์มาก แต่อายุการใช้งานน้อย เพราะ
สรา้ งสรรค์ รงั สรรคใ์ หม้ คี ณุ คา่ แตกต่างไปจากเดิม ก็ก่อให้เกิด ดอกไมส้ ดโรยเรว็ เสอ่ื มสลายงา่ ย แตเ่ มอื่ เปลย่ี นวสั ดใุ ชไ้ มไ้ ผท่ ำ�
สินค้าทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าสูงกว่าเดิมหลายเท่าตัว เช่น แทน ท�ำใหส้ วยแปลกตาและเก็บไวไ้ ดน้ าน ขายดีมากจนท�ำให้
จิม ทอมป์สัน ต�ำนานผ้าไหม แบรนด์ไทยในยุคแรกๆ ที่น�ำ งานหัตถกรรมยามว่างกลายเป็นอาชีพที่ท�ำรายได้ให้ชุมชนเป็น
ผ้าไหมมาออกแบบใหม่ให้โดดเด่นทันสมัย กลายเป็นสินค้า กอบเป็นก�ำ
สุดหรู ท่ีท�ำตลาดไปทั่วโลก "ปนั กนั แล" หตั ถกรรมจากกาบกลว้ ย ของชมุ ชนกาบกลว้ ย
ตัวอย่างหัตถกรรมที่น�ำวัสดุธรรมชาติท่ีใช้ความคิด กรือเซะ บาราโหม จ.ปัตตานี กาบกล้วยเป็นวัตถุดิบที่หาง่าย
สรา้ งสรรคม์ าปรบั เปลยี่ นรปู แบบ จนไดร้ างวลั และประสบความ ในทอ้ งถน่ิ เมอ่ื บวกทกั ษะฝมี อื ดา้ นหตั ถกรรมทช่ี มุ ชนนมี้ อี ยแู่ ลว้
10
ซงึ่ เปน็ ตน้ ทนุ สำ� คญั ในการผลติ ทำ� ใหเ้ กดิ งานหตั ถกรรม แตเ่ มอื่ เศรษฐกจิ สรา้ งสรรค์
ได้รับองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ช่วยเหลือ
ในดา้ นการพฒั นาผลติ ภณั ฑ์ เชน่ แกป้ ญั หาความชนื้ และเชอื้ รา สู่การท่องเท่ียวชุมชน
จากกาบกลว้ ยทำ� ให้สนิ คา้ คงทน ท�ำใหส้ นิ คา้ จากราคาหลกั รอ้ ย เชิงวัฒนธรรม
กลายเป็นหลักพัน ชุมชนจึงมีก�ำลังใจในการผลิตงานออกมา
อย่างตอ่ เนื่องและมีรายได้ท่ีมน่ั คง “วัฒนธรรมประจ�ำชาติ” คือ สิ่งท่ีมีมูลค่ามหาศาล
“วิชัยกุลเครื่องเขิน” หัตถกรรมพื้นบ้านล้านนา ภาชนะท่ี ทางเศรษฐกิจ เป็นต้นทุนท่ีสามารถสร้างรายได้ให้สังคมอยู่ดี
ท�ำดว้ ยไมห้ รอื ไม้ไผ่ ตกแต่งดว้ ยยางรัก เขียนลายด้วยทอง หรือ กินดี มีความมน่ั คง วฒั นธรรมจึงเปน็ กลไกทีส่ ามารถนำ� รายได้
ชาด ประดับดว้ ยเปลือกมุก หรอื ทองคำ� เปลว มขี ้ันตอนในการ เขา้ สปู่ ระเทศ และกระจายรายไดส้ ่ชู มุ ชน
ท�ำหลายข้ันตอน และใช้เวลานาน เป็นงานฝีมือที่ละเอียด ประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน เป็น
ประณีตราคาค่อนข้างสูง เคร่ืองเขินจึงป็นหัตถกรรมท่ีถูกจ�ำกัด อุตสาหกรรมการบริการที่ท�ำรายได้มหาศาลให้กับประเทศ
อยใู่ นวงแคบ แตเ่ มอื่ สำ� นกั งานพฒั นาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี การใชท้ นุ วฒั นธรรมยกระดบั การทอ่ งเทย่ี วชมุ ชน เปน็ การสรา้ ง
แห่งชาติ ภาคเหนือ (สวทช.ภาคเหนือ) ได้มาร่วมพัฒนาสาร มูลค่าเพ่ิมในรูปแบบการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรม (Cultural
เคลอื บผวิ ผลติ ภณั ฑท์ เี่ ปน็ โพลเิ มอรเ์ รซนิ่ แบบไมม่ สี ารเคมตี กคา้ ง Tourism) โดยนําเอาทรัพยากรในชมุ ชนทัง้ ทางธรรมชาติ มรดก
ท�ำให้ปัญหาการหลุดร่อนของสีและแผ่นทองหมดไป อีกทั้ง ภมู ปิ ญั ญา ประวตั ศิ าสตรค์ วามเปน็ มาของชมุ ชน งานหตั ถกรรม
ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ปรับให้เข้ากับการใช้ชีวิตของคนสมัยใหม่ ขนบธรรมเนียมประเพณีของชุมชน มาเป็นจุดเร่ิมต้นในการ
เช่น เคสโทรศัพท์มือถือ จนมียอดส่ังซ้ือจากต่างประเทศ อาทิ จัดรูปแบบการท่องเที่ยวภายใต้กรอบแนวคิดการจัดการอย่าง
สหรัฐฯ ฝรั่งเศส ญ่ปี ุ่น เยอรมนี เขา้ มาอยา่ งตอ่ เนื่อง ยั่งยืน สามารถสรา้ งรายไดใ้ ห้กบั ท้องถิ่นโดยตรง
เมอื่ ผ้ายอ้ มครามในอดีตกลับมาเฟอื่ งฟูอีกครัง้ ก่อให้เกดิ เมอื่ ชุมชนกลายเปน็ ชมุ ชนทอ่ งเท่ยี วเชิงวัฒนธรรม นอกจากรายไดข้ องชุมชนจะเพิม่ ขึ้นแลว้ ยังท�ำให้
ถนนสายครามในทุกวนั สุดสัปดาห์ สรา้ งรายได้ให้ชุมชน ภมู ปิ ญั ญาดง้ั เดมิ หลายสง่ิ หลายอยา่ งถูกนำ� กลบั มาใช้ใหมแ่ ละสืบทอดตอ่ ไปส่ลู กู หลานได้อกี ครั้ง
ย่งิ เมือ่ ออกแบบให้ทันสมัย ก็สามารถดงึ ดูดคนรนุ่ ใหม่
ใหห้ นั กลับมาใชส้ ินคา้ ท่ตี ่อยอดมาจากวัฒนธรรมดง้ั เดิม ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๖๑ 11
ประเทศไทยมีทรัพยากรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแหล่ง การแขง่ ขนั ทางเศรษฐกจิ ของประเทศเพมิ่ สงู ขน้ึ การระดมทนุ
ท่องเท่ียวทางธรรมชาติและแหล่งท่องเท่ียวทางวัฒนธรรม ทงั้ หมดของประเทศ อนั ไดแ้ ก่ ทนุ ทรพั ยากร (ทรพั ยากรธรรมชาติ
ท่ีรอคอยการพัฒนาขึ้นเป็นสินทรัพย์สร้างสรรค์ (Creative และคน) ทนุ ทางปญั ญาและทนุ วฒั นธรรมจงึ เปน็ สง่ิ สำ� คญั การ
Assets) และตอ่ ยอดเปน็ “อตุ สาหกรรมสรา้ งสรรค”์ (Creative ผลกั ดนั ผลติ ภณั ฑแ์ ละแหลง่ ทอ่ งเทยี่ วทางวฒั นธรรมเขา้ สตู่ ลาด
Industry) อันหมายถึง กลุ่มกิจกรรมการผลิตท่ีต้องพึ่งพา ผู้บริโภคก็ต้องใช้ ๓ ทุนนี้เช่นเดียวกัน ดังน้ันการคน้ หาคณุ คา่
ความคิดสร้างสรรค์เป็นส่ิงส�ำคัญ อุตสาหกรรมการท่องเท่ียว ของชมุ ชน นำ� เสนอจดุ ขายทแ่ี ตกตา่ งสรา้ งอตั ลกั ษณข์ องชมุ ชน
ที่ได้น�ำเอาวัฒนธรรมมาเป็นจุดขายเพ่ือดึงดูดความสนใจ สง่ เสรมิ ชมุ ชนใหม้ คี วามพรอ้ มเปน็ แหลง่ ทอ่ งเทยี่ ว และมผี ลติ ภณั ฑ์
ของนักท่องเท่ียวชาวต่างประเทศ ที่ต่างสนใจจะเรียนรู้ ของชมุ ชน พฒั นาความรคู้ วามสามารถ สรา้ งมาตรฐาน สรา้ ง
วฒั นธรรม มรดกทางประวตั ศิ าสตร์ เยยี่ มชมงานสถาปตั ยกรรม เครือขา่ ยและการเขา้ ถงึ ตลาดนกั ทอ่ งเทย่ี วจะเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพ
และสัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงซ้ือสินค้าท่ีระลึก และการบริหารจัดการอย่างย่ังยืน เป็นแหล่งท่องเท่ียวท่ีด�ำรง
ท่ีเป็นงานหัตถกรรมอันเป็นงานฝีมือที่เกิดจากภูมิปัญญา รกั ษาวถิ ชี วี ติ และวฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ คำ� นงึ ถงึ ความรบั ผดิ ชอบตอ่
ของคนในประเทศนั้นล้วนเป็นช่องทางการสร้างรายได้ให้กับ สังคม อนุรักษ์ทรัพยากรแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ควบคู่
ชมุ ชน ไปกบั การสง่ เสรมิ การพฒั นาผลติ ภณั ฑช์ มุ ชนสำ� หรบั นกั ทอ่ งเทย่ี ว
การเพมิ่ มลู คา่ ทางเศรษฐกจิ จากแหลง่ มรดกศลิ ปวฒั นธรรม ยง่ิ หากเราสามารถใชเ้ ศรษฐกจิ สรา้ งสรรคผ์ ลติ สนิ คา้ และบรกิ าร
นอกจากจะเปน็ การสง่ เสรมิ ใหช้ มุ ชนสามารถพฒั นาสรา้ งสรรค์ ทอ้ งถน่ิ ไดท้ วั่ ถงึ ทงั้ ประเทศ จนทกุ ครวั เรอื นหนั มาใช้ “ผลติ ภณั ฑ์
และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมเพ่ือเพ่ิมรายได้แล้ว ยังเป็นการ ชมุ ชนและทอ้ งถ่ิน” นอกจากจะเปน็ การสรา้ งความเข้มแขง็ ของ
อนุรักษ์และฟื้นฟูอัตลักษณ์และวิถีชีวิตวัฒนธรรมด้ังเดิม ชุมชนอย่างย่ังยืนแล้ว จุดเปล่ียนทางเศรษฐกิจคร้ังใหญ่ของ
ใหเ้ ข้มแขง็ และด�ำรงอยู่อย่างย่ังยนื สืบไป ประเทศไทยคงอยู่ไมไ่ กลแน่นอน
12
๑
การสร้างแบรนด์ชมุ ชน
๒ แบรนดไ์ มใ่ ชแ่ คช่ อ่ื หรอื โลโกข้ องสนิ คา้ แตแ่ บรนดค์ อื ตวั ตนของสนิ คา้ ทำ� ไมตอ้ ง
สรา้ งแบรนด์ เพราะแบรนด์ คอื เครือ่ งมือส่อื สารทางการตลาดที่สร้างความแตกตา่ ง
๓ ทางการแข่งขัน ท�ำให้เราอยู่เหนือคู่แข่ง อยู่เหนือสงครามการตัดราคาท้ังปวง การ
๑. ผลิตภัณฑ์สวยงามใหม่ๆ แปลกตา ทรงคุณค่า สร้างแบรนด์ คือ การสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าออกไปสู่สายตาของผู้บริโภค สร้าง
๒ . ผกสระานเปก๋าับผห้านไทงั ยสองโย่างธายมาแทบท่ีบไ�ำทจยากลายผ้าโบราณ การจดจ�ำ ความน่าเช่ือถอื ในสนิ ค้า ไมว่ ่าสินคา้ นัน้ ๆ จะอยู่ในรปู แบบใดก็ตาม อาจ
๓. กระเปา๋ ถือทท่ี ำ� จากกาบกลว้ ย สวยไมแ่ พใ้ คร อยใู่ นรปู แบบผลติ ภณั ฑ์ การบรกิ าร หรอื อยใู่ นรปู แบบของชมุ ชนทอ่ งเทยี่ ว เมอ่ื ผบู้ รโิ ภค
เกดิ ความเชอื่ มน่ั กจ็ ะสรา้ งโอกาส ทำ� ใหล้ กู คา้ หรอื นกั ทอ่ งเทย่ี วนกึ ถงึ เราเปน็ อยา่ งแรก
แตก่ อ่ นจะสรา้ งแบรนด์ ตอ้ งสรา้ งจดุ เดน่ เนน้ จดุ ขาย สรา้ งภาพลกั ษณใ์ หช้ ดั เจน
เพอื่ ใหส้ ินคา้ เกิดความแตกตา่ ง ต้องรู้ก่อนวา่ ตัวเองเป็นใคร หาตัวตนทแี่ ทจ้ ริงใหเ้ จอ
ว่าเราเป็นชุมชนแบบไหน มีอัตลักษณ์และวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างไร จะขายอะไรให้
นกั ท่องเท่ียว
และอกี หนงึ่ สงิ่ สำ� คญั กอ่ นการสรา้ งแบรนด์ คอื ตอ้ งสรา้ งคณุ ภาพของสนิ คา้ และ
บรกิ ารก่อน เพือ่ ให้แน่ใจว่า ผบู้ ริโภคจะได้รบั สิง่ ที่ดีทสี่ ดุ จากสนิ คา้ และบรกิ ารของเรา
ซ่งึ เป็นสิ่งส�ำคญั ท่ชี ่วยให้ผลติ ภณั ฑ์หรือแบรนด์สินค้ามอี ายยุ ืนยาว เมือ่ ชมุ ชนเจ้าของ
ผลติ ภณั ฑท์ างวฒั นธรรมคน้ หาตวั ตนเจอแลว้ จะทำ� ใหภ้ าพของแบรนดน์ นั้ ๆ เดน่ ชดั ขนึ้
ตลุ าคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑ 13
เสน้ ทางการสรา้ งแบรนด์ สร้างการรับรแู้ บรนด์ (Brand Awareness)
สรา้ งโลโก้ (Logo) สร้างการรับรู้แบรนด์ หรือท�ำให้แบรนด์เป็นท่ีรู้จัก
และจดจ�ำ ท�ำให้ผู้บริโภครับรู้ว่า เราคือใคร เป็นสินค้าและ
โลโก้ หรอื สญั ลกั ษณท์ เี่ ปน็ ตวั แทนของสนิ คา้ บรกิ าร องคก์ ร บริการประเภทใด ได้มาตรฐานหรือรางวัลอะไรมาบ้าง โดย
รวมถึงความรู้สึกด้วย ไม่ว่าจะเป็นช่ือสัญลักษณ์ที่เป็นโลโก้ เลือกวิธีการส่ือสารและช่องทางให้เหมาะสม สร้างความ
สขี องแบรนด์ ซงึ่ บางทอี าจตอ้ งจดลขิ สทิ ธเิ์ อาไว้ เพอื่ ใหม้ ผี ลทาง คุ้นเคยระหว่างสินค้าและผู้บริโภค เม่ือได้ยินชื่อแบรนด์
กฎหมาย ปอ้ งกันการลอกเลยี นแบบ เทคนคิ การสร้างโลโก้ คือ บ่อยๆ เขาจะจ�ำได้ และจ�ำไดเ้ ปน็ ชอ่ื แรกในท่สี ุด
ควรก�ำหนดเป้าหมายของโลโก้เอาไว้ว่า เมื่อผู้บริโภคเห็นแล้ว
จะท�ำให้เขานึกถึงอะไร การออกแบบโลโก้ต้องสื่อให้เช่ือมโยง สรา้ งกลยุทธ์ (Strategy)
กบั สินค้าและบรกิ ารของชุมชน
สรา้ งกลยทุ ธ์ หรอื เสน้ ทางในการสรา้ งแบรนดอ์ ยา่ งชดั เจน
สรา้ งสโลแกน (Slogan) ท�ำให้คนในชุมชนหรือองค์กรของเรา เข้าใจถึงเป้าหมาย
หรือจุดประสงค์ที่จะต้องร่วมเดินไปในทิศทางเดียวกัน เป็น
ค�ำนิยาม หรือค�ำบรรยายส้ันๆ ท่ีจะบอกเล่าภาพลักษณ์ เสมอื นแผนทหี่ รอื เสน้ ทางไปสคู่ วามสำ� เรจ็ ซง่ึ จะทำ� ใหเ้ กดิ ความ
ของชมุ ชน มไี วเ้ พอ่ื เกอ้ื หนนุ ตวั โลโก้ ทำ� ใหผ้ บู้ รโิ ภคจดจำ� แบรนด์ เช่ือม่ันในชุมชนหรือองค์กรมากยิ่งข้ึน อีกทั้งเป็นการ
ไดง้ า่ ยขน้ึ ตวั อยา่ ง เชน่ ชมุ ชนบา้ นโคกไคร เปน็ ชมุ ชนทร่ี องรบั สร้างความรู้ความเขา้ ใจในตวั สินค้าและบริการ ทำ� ให้ผบู้ ริโภค
การท่องเท่ียวเชิงนิเวศทางทะเลอย่างครบวงจรใช้สโลแกน ไดท้ �ำความรู้จักกับเรามากขึน้
“จริงใจ ติดดิน ผจญภัย ชาวประมง” เป็นการสร้างการรับรู้
บ่งบอกตัวตนความเป็นชุมชนบ้านโคกไคร สรา้ งการประชาสมั พนั ธ์ (Public Relations)
ในยคุ ดจิ ทิ ลั นเี้ ราสามารถใช้ Social media เปน็ เครอ่ื งมอื
สรา้ งเรอ่ื งราว (Brand Story)
เรอื่ งราว คือ พลังเรื่องเลา่ ทีอ่ ยเู่ บอ้ื งหลงั ความส�ำเรจ็ ของ หรอื ตวั ชว่ ยในการประชาสมั พนั ธใ์ หแ้ บรนดเ์ ปน็ ทร่ี จู้ กั ใชต้ น้ ทนุ
นอ้ ยแตก่ ระจายการรบั ร ู้ ไปไดก้ วา้ งไกลไรข้ ดี จำ� กดั ซงึ่ รปู แบบ
แบรนด์ เป็นส่ิงหน่ึงท่ีท�ำให้แบรนด์ มีแต้มต่อเหนือกว่าคู่แข่ง ที่ดีที่สุดของการตลาด คือ “การบอกต่อของผู้บริโภค” ภาพ
หากแบรนด์ไหนมี “เร่ืองเล่า” จะได้เปรียบในแง่ของการเป็นท่ี ลักษณ์ของแบรนด์ท่แี ข็งแกรง่ จะจุดประกาย สร้างการบอกตอ่
จดจ�ำ การดึงต�ำนานเรื่องราวและภูมิปัญญาของชุมชนที่มีอยู่ ได้ดีทสี่ ดุ
มากมายมาถา่ ยทอด บอกกลา่ วถงึ ผลติ ภณั ฑแ์ ละทมี่ าของชมุ ชน
ใหผ้ ้คู นไดร้ ู้จัก เปน็ การเพมิ่ เสนห่ ใ์ หก้ ับแบรนด์ เร่ืองราวทด่ี ีนน้ั สรา้ งความพงึ พอใจ (Customer Satisfaction)
ยงั สามารถเชื่อมเขา้ สู่อารมณ์ของผู้บริโภคได้ เป็นกุญแจส�ำคัญ
ทางการตลาดทสี่ ามารถดึงตัวตนของแบรนด์นัน้ เข้าไปอยใู่ นใจ สร้างความพึงพอใจด้วยการพัฒนาสินค้าและบริการ
ของผู้บริโภคได้ การบอกเล่าเร่ืองราวที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม รวมถึงผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้โดนใจ
ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ เขา้ ไปในบรรจภุ ณั ฑด์ ว้ ย จงึ ชว่ ยสรา้ งตรายห่ี อ้ และเปน็ ที่จดจ�ำ อีกทงั้ เราควรศกึ ษาพฤติกรรมหรือวัฒนธรรม
หรอื สร้างแบรนดใ์ หโ้ ดนใจผซู้ อื้ หรอื ผบู้ รโิ ภคไดด้ ียงิ่ ขึน้ ของกลุ่มเป้าหมาย ตรวจวัดความรู้สึกและความพึงพอใจของ
14
สินค้าหัตถกรรมไทยมากมายหลากหลาย เพ่ิมคุณค่าขึ้นด้วยวิธีคิดด้านการตลาดสมัยใหม่
ลูกคา้ ว่า “คุณค่าหรอื ประสบการณ์” ท่ีเรามอบให้ เป็นทพี่ อใจ แบรนดเ์ ปน็ สง่ิ ทต่ี อ้ งใชเ้ วลาในการสรา้ ง เมอื่ สามารถสรา้ ง
ของลกู คา้ หรอื ไม่ ใชส่ งิ่ ทล่ี กู คา้ ตอ้ งการหรอื ยงั เพราะบางอยา่ ง แบรนด์ให้เป็นที่จดจ�ำโดยผ่านคุณภาพได้แล้ว ก็ต้องรักษา
อาจเข้าใจไม่ตรงกัน หลังจากสิ้นสุดกิจกรรมในชุมชนควร ชื่อเสียงจนเป็นที่ม่ันใจของลูกค้า สินค้าและบริการของชุมชน
สอบถามความคิดเห็นความพึงพอใจในตัวสินค้าหรือบริการ นั้นๆ ก็จะเข้าไปน่ังในใจของลูกค้า เกิดความจงรักภักดีต่อ
หรือท�ำประเมินผล เช่น ให้นักท่องเที่ยวลงสมุดเย่ียม แบรนด์ ยกตวั อยา่ งเชน่ สินค้าเดยี วกัน เหมือนกนั ทกุ ประการ
กรอกแบบสอบถาม หรืออย่างน้อยอาจเข้าไปซักถามดูว่า แต่ติดยี่ห้อหรือแบรนด์ต่างกัน แน่นอนว่า แบรนด์ที่มีชื่อเสียง
ขาดตกบกพรอ่ งส่ิงใด และควรจะบันทึกเอาไว้ เพื่อคราวหน้า กว่าย่อมท�ำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่า เพราะลูกค้าให้
จะได้ไม่ผิดพลาดซ�้ำสองอีก เป็นการบันทึกประวัติลูกค้า ความเชื่อถือในช่ือเสียงของแบรนด์น้ันๆ ผู้บริโภคในยุคนี้ต่าง
หรอื นกั ทอ่ งเท่ียวไปในตวั มองหาแบรนด์ท่ีมีคุณค่าทางจิตใจ และตัดสินใจซื้อสินค้าจาก
แบรนด์ที่เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อมหรือช่วยให้สังคมดีข้ึน
สร้างความเช่ือมั่นและสร้างความจงรักภักดี การท�ำให้ลูกค้าเชอ่ื ม่ันในแบรนด์ เป็นการเพ่ิมมูลคา่ สนิ คา้ จาก
ตอ่ แบรนด์ (Brand Loyalty) ความเช่ือใจ ท�ำให้แบรนด์นั้นๆ เข้มแข็งจนเป็นท่ีกล่าวถึง
ของลกู ค้าต่อๆ ไป
การใส่ใจสรา้ งความใกล้ชิด สร้างความสัมพนั ธก์ ับลูกคา้ ขอกลา่ วถงึ ชมุ ชนและแหลง่ ทอ่ งเทย่ี วทป่ี ระสบความสำ� เรจ็
ติดตามการใช้งานของสินค้า ทั้งเพ่ือรักษาฐานลูกค้าเดิมและ จากการนำ� คณุ คา่ ทางวฒั นธรรมมาเพมิ่ มลู คา่ ทางเศรษฐกจิ ดว้ ย
เติมความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ตลอดไป การท่ีผู้บริโภครักและ การสรา้ งแบรนดจ์ ากเรอ่ื งราวของพน้ื ทน่ี น้ั ๆ เมอ่ื นกึ ถงึ โนราภาค
ศรัทธาในแบรนด์หรือสินค้าของเรา ก็ยากท่ีจะเปล่ียนใจไปใช้ ใต้ ชุมชนแรกที่เรานึกถึง คือ ชุมชนวิถีพุทธคลองแดน จังหวัด
สินค้าย่ีห้ออ่ืน เพราะมีความรู้สึกคุ้นเคยและซ้ือสินค้านั้น สงขลา “ดินแดน ๓ คลอง ๒ เมือง" เป็นชุมชนตัวอย่างที่ใช้
ดว้ ยความเคยชิน ศิลปวัฒนธรรมโนราท้องถ่ิน มาสร้างการท่องเท่ียวชุมชน จน
ประสบความส�ำเร็จ สร้างรายได้เข้าท้องถ่ินจนสามารถดึง
เมอื่ เครื่องเขนิ โบราณแปลงร่างเป็นเคสโทรศัพทม์ ือถอื ทำ� ใหแ้ บรนด์วชิ ัยกุล แรงงานลูกหลานวัยหนุ่มสาวกลับมาพัฒนาสานต่องานของ
เคร่อื งเขิน เป็นทรี่ ู้จักในหมูช่ าวต่างชาตแิ ละคนรนุ่ ใหม่มากขึ้น ชมุ ชนได้อกี ดว้ ย
เมอ่ื นกึ ถงึ หตั ถกรรมงานไมแ้ กะสลกั ชมุ ชนแรกทเ่ี รานกึ ถงึ
หมู่บา้ นถวาย อ�ำเภอหางดง จงั หวดั เชียงใหม่ “หม่บู า้ นโอทอป
ตน้ แบบ” เพราะเปน็ แหลง่ ศลิ ปะหตั ถกรรมชนั้ ยอดของเมอื งไทย
ท่ีสร้างผลงานไม้แกะสลัก ส่งออกขายท้ังไทยและต่างประเทศ
แม้กระท่ัง “ปลาเค็มฝังทราย” ผลิตภัณฑ์อาหารท้องถ่ิน
ท่ีข้ึนชื่อของชาวเกาะพิทักษ์ อ�ำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร
ด้วยกระบวนการผลิตท่ีน�ำไปฝังทราย ปลาเค็มจึงหอมและ
แห้งก�ำลังดี มีรสชาติอร่อยกลมกล่อม ไม่เหมือนที่ไหน
ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๖๑ 15
แคเ่ รอื่ งราวทมี่ านา่ สนใจ กท็ ำ� ใหผ้ บู้ รโิ ภคอยากลม้ิ ลองอยากรวู้ า่ ไมต่ ่ำ� กว่าหม่ืนคนต่อวัน ชุมชนทค่ี ำ� ชะโนด จังหวัดอุดรธานี ที่
เขาท�ำกนั อย่างไร เงียบเหงากลับมีรายได้งามจากการท�ำบายศรีพญานาคเป็น
เมื่อนกึ ถงึ ทีพ่ ักของนกั ทอ่ งเทีย่ วแบกเป้ เราจะนึกถงึ ถนน จ�ำนวนมาก ศรัทธาสร้างรายได้และท�ำให้หัตถกรรมใบตองได้
ข้าวสาร ตรอกข้าวสารที่เติบโตมาชุมชนท่องเที่ยวแห่งหนึ่งใน กลบั มามชี วี ติ ชีวาอกี ครั้ง
เมอื งหลวงทขี่ นึ้ ชอื่ และเปน็ ทร่ี จู้ กั กนั ดใี นหมนู่ กั เทย่ี วตา่ งชาติ (ที่ ถ้�ำหลวง-ขุนน้�ำนางนอน จังหวัดเชียงราย จากแหล่ง
แบกเป้) จากทวั่ โลก ถนนข้าวสารทเ่ี ตบิ โตมาจากตรอกข้าวสาร ท่องเท่ียวทางธรรมชาติที่มีถ�้ำยาวที่สุดเป็นอันดับ ๔ ของ
มีภาพลักษณ์และจุดขายที่ชัดเจน คือ เป็นแหล่งท่ีพักราคา ประเทศ แต่หลังจากภารกิจช่วยสมาชิกหมูป่าอะคาเดมี่ที่ติด
ประหยัดที่อยู่ใกล้แหล่งท่องเท่ียวส�ำคัญ เป็นถนนแห่งความ ในถ�้ำ เหตุการณ์น้ีได้สร้างปรากฏการณ์การรับรู้ของโลก
บนั เทงิ ทเี่ ตม็ ไปดว้ ยสสี นั ทนี่ กั ทอ่ งเทยี่ วหลายชาตสิ ามารถพบปะ ซึ่งจะท�ำให้ท่ีนี่กลายต�ำนานและเป็นแหล่งท่องเท่ียวที่ย่ังยืน
สงั สรรคย์ ามคำ่� คนื เปน็ แหลง่ ชอปปงิ สนิ คา้ ราคาถกู เตม็ ไปดว้ ย เร่ืองราวทีส่ ร้างวีรบรุ ุษจากคราบน้�ำตา ส่คู วามสำ� เรจ็ มติ รภาพ
รถเขน็ อาหารรมิ ทาง (Street Food) และนวดแผนโบราณ เปน็ ความร่วมมือ สายใยแห่งมนุษยชาติ รวมทั้งกองทัพจิตอาสา
มนต์เสน่ห์ท่ีท�ำให้คนหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวกันอย่างเนืองแน่น ที่ได้แสดงตัวตนบ่งบอกความมีน้�ำใจของคนไทยอย่างแท้จริง
เหมือนยา่ นเยาวราชและถนนคนเดินท่ีพทั ยา เปลี่ยนภาพลักษณ์ประเทศไทยให้แข็งแกร่ง สร้างแบรนด์
เราเคยได้ยินช่ือค�ำชะโนดจากภาพยนตร์เรื่อง ผีจ้างหนัง Amazing Thailand ไดด้ กี วา่ แคมเปญไหนๆ ทเ่ี คยถกู โปรโมท
เมอ่ื เกอื บสบิ ปที แี่ ลว้ ทำ� ใหค้ นบางกลมุ่ เชอื่ ในสง่ิ นนั้ แตเ่ มอื่ ละคร ไปทั้งส้ิน เป็นเสมือนภาพยนตร์ Mission Impossible ท่ีสร้าง
เร่อื งนาคเี ข้าฉาย กระแสเจา้ แม่นาคี ท�ำใหผ้ ูค้ นเขา้ มาสักการะ จากเรื่องจริง ซ่ึงท�ำคนท่ัวโลกอยากไปสัมผัส รับรู้เร่ืองราว
ไหว้พญานาค มากราบพ่อปู่ศรีสุทโธ-แม่ย่าศรีปทุมมาท่ีนี่ เหลา่ นน้ั ด้วยตนเอง
คลองแดน หมบู่ า้ นท่องเทีย่ วเชิงวัฒนธรรมทีใ่ ชจ้ ดุ เดน่ ด้านการแสดงโนราเป็นพลงั ขบั เคลอ่ื น ภาพ : นพดล กนั บวั
16
มติ วิ ัฒนธรรมกบั การขบั เคลอ่ื น ชาวไทลอ้ื บา้ นหย่วน เชียงคำ� ร่วมกันแตง่ ตัวชดุ ลอื้ ตอ้ นรบั นักท่องเท่ียว
อยา่ งเป็นรูปธรรม
การออกแบบต้นแบบผลิตภัณฑ์จากโบราณวัตถุ การส่งเสริม
เมอื่ กระทรวงวฒั นธรรมเดนิ หนา้ ใชม้ ติ วิ ฒั นธรรมขบั เคลอ่ื น ให้ชุมชนน�ำองค์ความรู้จากมรดกทางศิลปวัฒนธรรมไปใช้
ความเป็นไทย การสร้างรายได้สู่ชุมชนและท้องถ่ินอย่างเป็น ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการชุมชน ด้วยการสร้าง
รูปธรรม โดยการน�ำทรัพยากรหรือทุนทางวัฒนธรรมมาสร้าง ต้นแบบและต่อยอดผลติ ภณั ฑ์ ยกระดบั คุณภาพ ตามศกั ยภาพ
สรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และ ความเหมาะสมต่อเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน การส�ำรวจและ
บริการในรูปแบบใหม่ ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของ อนุรักษ์มรดกที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของชาติ และมรดก
ตลาดทั้งในและต่างประเทศ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและ ศิลปวัฒนธรรม เพ่ือน�ำมาส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
ประเทศชาติ โดยบรู ณาการเผยแพรว่ ฒั นธรรม สรา้ งภาพลกั ษณ์ ทางประวตั ศิ าสตรแ์ ละวฒั นธรรม เปน็ ตน้ รวมถงึ สง่ เสรมิ ตลาด
และเกียรติภูมิของไทยในเวทีโลก น�ำทุนและทรัพยากรทาง งานวัด เพื่อให้วัดกลับมาเป็นศูนย์กลางและแหล่งเรียนรู้ของ
วัฒนธรรมมาเป็นเครื่องมือและต่อยอดในการสร้างรายได้ ชุมชน การส่งเสริมสนับสนุนศิลปหัตถกรรม การอบรมการ
เพอื่ ใหเ้ กดิ การกระจายรายไดอ้ ยา่ งสมดลุ และนำ� ไปสคู่ วามมงั่ คง่ั สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม การเปิดตลาดวัฒนธรรม
ของประเทศอย่างย่ังยืน ส่งเสริมการใช้ของไทย โดยเริ่มต้ังแต่ ออนไลน์เพอื่ สรา้ งโอกาสทางธุรกิจ การสง่ เสริมตลาดประชารัฐ
การรณรงคส์ ง่ เสริมการใช้ผา้ ไทยในชวี ิตประจำ� วัน การสง่ เสริม ตลาดวัฒนธรรม เป็นต้น
เทศกาลประเพณีท้องถิ่นท่ัวประเทศ การส่งเสริมอุตสาหกรรม เรื่องของวัฒนธรรม เป็นเรื่องของทุกคนในชาติ ทุกฝ่าย
ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ การส่งเสริมสนับสนุนศิลปินแห่งชาติ ในสงั คม ทตี่ อ้ งตระหนกั ถงึ หนา้ ทใ่ี นฐานะเปน็ เจา้ ของวฒั นธรรม
ศลิ ปนิ ดาราและศลิ ปนิ พน้ื บา้ น และการสง่ เสรมิ ใหศ้ ลิ ปนิ พนื้ บา้ น ร่วมกันรักษาสืบสานวัฒนธรรมเดิม และประยุกต์กระแส
มีพ้ืนท่ีในการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม การเปิดถนนสาย วัฒนธรรมใหม่ท่ีหล่ังไหลจากภายนอกประเทศมาใช้ให้เหมาะ
วฒั นธรรมทั่วประเทศ การจดั ตลาดนดั ศลิ ปะ การเปดิ หมูบ่ า้ น สม คงคณุ คา่ อนั ดงี ามของความเปน็ ไทย เพอ่ื รกั ษาทนุ วฒั นธรรม
วฒั นธรรมสรา้ งสรรค์ การจัดศนู ยบ์ ันดาลไทย ชุมชนคณุ ธรรม ท่ีบรรพบุรุษสร้างไว้ให้เรา และเป็นหน้าท่ีของเราในการส่งต่อ
ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การเผยแพร่อาหารไทย มรดกวฒั นธรรมเหล่านี้สคู่ นรุ่นตอ่ ไป
การจัดกิจกรรมเผยแพร่แลกเปล่ียนวัฒนธรรมกับต่างประเทศ
ตุลาคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑ 17
บันเทงิ ศลิ ป์
เร่ือง : อภินนั ท์ บัวหภักดี
ภาพ : อดลุ ตัณฑโกศัย
ฟ้อนกลองตุ้ม
ในความสวยงามของรปู ภาพ อยา่ งทต่ี าเหน็ ลว้ นมอี งคป์ ระกอบของศลิ ปะหลาย
สิ่งหลายอย่าง เชน่ เสน้ สี แสง เงา รปู ร่าง รูปทรง เรือ่ งราว และการจดั องคป์ ระกอบ
ภาพ และในความไพเราะของเสียงเพลง เสียงดนตรี ก็จะต้องมีองค์ประกอบอีก
อยา่ งนอ้ ย ๆ สามอยา่ ง คอื ทว่ งทำ� นอง (Melody) จงั หวะ (Rhythm) และการรอ้ ยเรยี ง
เขา้ ดว้ ยกนั (Harmony) หากกลา่ วถงึ ศลิ ปะการแสดง ซง่ึ เปน็ องคร์ วมของภาพและเสยี ง
แถมยังบวกดว้ ยความเคล่ือนไหว การแสดง การเต้น การร่ายรำ� และยงั มเี รอ่ื งราว คอื
บทบาทการแสดง (Acting) และความเปน็ มา (Story) เตมิ เขา้ ไปอกี ด้วยองค์ประกอบที่
หลากหลายเชน่ น้ี คำ� ตอบของศลิ ปะการแสดงทเ่ี ปน็ เลศิ หรอื ประสบความสำ� เรจ็ อยา่ ง
สงู นั้น จึงเปน็ เรอ่ื งทน่ี ่าจะหาสตู รสำ� เร็จได้อย่างยากเย็นเปน็ อยา่ งย่ิง
๑. กลองต้มุ และผางฮาด เครือ่ งดนตรีแรกเริ่มของฟอ้ น
กลองตุ้ม ทใ่ี นสมยั ปัจจุบนั เครอื่ งดนตรอี กี หลายชนดิ
ถูกเติมเขา้ มาเพอ่ื ช่วยสร้างความสขุ สนุกสนานแก่ผู้ชม
ใหม้ ากยงิ่ ขน้ึ
๒. ใบหนา้ เปย่ี มสขุ สนุกสนานของผู้แสดงฟอ้ นกลองตุ้ม
เม่ือจงั หวะและดนตรรี ุกเรา้
18
ตุลาคม- ธนั วาคม ๒๕๖๑ 19
หากบทเพลงแสนไพเราะมากมายที่เป็นเลิศ หรือประสบ ๑
ความส�ำเร็จอย่างยิ่งนั้น จ�ำนวนมากกลับเป็นเพลงท่วงท�ำนอง
สนั้ ๆ งา่ ยๆ กะทดั รดั อยา่ งเพลง เหมยฮวั ของจนี เพลงดวงจำ� ปา
ของ สปป. ลาว เพลงอารีรัง ของเกาหลี และเพลงเดือนเพ็ญ
ของไทย ซึ่งแต่ละเพลงท่ีกล่าวถึงนั้น ส้ันๆ ง่ายๆ แต่ไพเราะ
จบั ใจผฟู้ งั อกี ทงั้ ศลิ ปะการแสดงหลากหลายชนดิ อยา่ ง ฟอ้ นเทยี น
หรือ ฟ้อนเล็บ ของภูมิภาคล้านนา ฟ้อนเรณูผู้ไท ของเมือง
เรณูนครนั้น ดูๆ ไปท่วงท่าการร่ายร�ำก็ไม่ได้ยากเย็นซับซ้อน
แตก่ ลบั สวยงามสงา่ นา่ ประทบั ใจ เปน็ การแสดงทเี่ ปน็ เลศิ ประสบ
ความส�ำเร็จ และใช้ต้อนรับแขกบ้านเขกเมืองได้อย่างเป็น
เกียรตยิ ศมาแล้วชา้ นาน
ดังน้ัน ถึงท่ีสุดแล้วค�ำตอบของความเป็นเลิศ หรือประสบ
ความสำ� เรจ็ สว่ นหนง่ึ นา่ จะอยทู่ คี่ ำ� เรยี บๆ งา่ ยๆ คอื ความลงตวั
ซงึ่ กค็ อื ความพอดี เพยี งเทา่ นน้ั ในโลกใบเลก็ ๆ ของเรานี้ บางที
คำ� ตอบสดุ ทา้ ยของทกุ สง่ิ อาจจะวนมาอยทู่ ค่ี ำ� งา่ ยๆ ซง่ึ คอื ความ
ลงตัว ความพอดี จบเพยี งเทา่ นีก้ เ็ ปน็ ได้
ในสว่ นของศลิ ปะการแสดงภาคอสี าน ฟอ้ นกลองตมุ้ กเ็ ปน็
ศลิ ปะการแสดงในแนวเชน่ เดยี วกันนี้ คือเปน็ การแสดงที่ท่วงท่า
การร่ายรำ� ไมไ่ ด้มอี ะไรมากมาย ทา่ รำ� มีเพียงไม่กท่ี ่วงทา่ ผ้ฟู อ้ น
หดั ฟอ้ นไมน่ านกส็ ามารถฟอ้ นได้ ซำ้� ยงั ไมต่ อ้ งฟอ้ นสวยงามแบบ
นกั ศกึ ษานาฏศลิ ปด์ ว้ ยซำ�้ ฟอ้ นรำ� ไปตามธรรมชาตอิ ยา่ งทคี่ วาม
รสู้ กึ อยากจะฟอ้ นนำ� พาไป และฟอ้ นไดพ้ รอ้ มเพรยี งกบั ผฟู้ อ้ นคน
อื่นๆ เพียงเท่านี้ เม่ือรวมกับท่วงท�ำนองจังหวะประกอบช้าๆ
เนบิ ๆ และเคร่อื งแต่งกายเครอื่ งประดบั ของผแู้ สดง ท่ีแปลกตา
๒ ๑. เอกลกั ษณข์ องฟ้อนกลองตมุ้ แบบโบราณ
อย่างหนึ่ง คอื เคร่ืองประดับศรี ษะของผูแ้ สดง
และแวน่ ตาด�ำ
๒ - ๓ ท่วงท่าฟอ้ นร�ำแบบโบราณที่เนิบช้าสงา่ งาม
และเครอ่ื งแตง่ กายทีเ่ ปน็ แบบแผนเฉพาะของฟ้อน
กลองตมุ้
20
ยงิ่ ถา้ ไดบ้ วกกบั การมีบทบรรยายบอกเลา่ ถึงความเป็นมา ความ ชาวอีสานใช้กลองตุ้มใน ๒ กรณี คือ ๑. ผู้ใหญ่บ้านตี
เกา่ แกข่ อง “ฟ้อนกลองต้มุ ” ทอี่ ยคู่ กู่ ับแผ่นดินอีสานมาเนน่ิ นาน กลองตุ้มเป็นเครื่องส่งสัญญาณแบบเดียวกันกับการใช้ขอลอ
เพียงไร เท่าน้ีการฟ้อนร�ำกระบวนนี้ ก็จะดูสวยงามเพริศแพร้ว หรอื ไมเ้ กราะ เคาะเรยี กเปน็ สญั ญานกบั ลกู บา้ น และ ๒. ชาวบา้ น
ขรึมขลัง น่าประทับใจผู้ได้รับชมเป็นอย่างยิ่ง เป็นเกียรติยศ ใชก้ ลองตุ้มทำ� จังหวะประกอบการรำ� ต่างๆ เชน่ เซิ้งบั้งไฟ ซึง่ มี
เป็นศักด์ิศรีของชาวอีสาน สามารถใช้เป็นการแสดงต้อนรับ จังหวะเท่าเทา้ ก้าวเดิน “ซ้ายขวา ซา้ ยขวา” เสยี งกลองตมุ้ ดังวา่
แขกบา้ นแขกเมอื งได้อย่างน่าภาคภมู ิใจ ต้มุ ตบุ๊ ตมุ้ ตบุ๊ หรอื “ต้มซุบ ตม้ ซุบ” อนั เปน็ ทมี่ าของชอื่ เรียก
“กลองตุม้ ” เป็นกลองสองหนา้ ขนาดเลก็ มสี �ำเนยี งเสียงดงั กลองชนดิ นี้เลน่ ๆ อีกชอื่ หนง่ึ
“ต้มุ ๆ” กลอง จงึ มชี อ่ื เรยี กเช่นนั้น ชื่ออน่ื ๆ ของกลองตุม้ คอื กลองตุ้มมีใช้ในสังคมชาวอีสานมาตั้งแต่คร้ังโบราณ
กลองตบุ๊ กลองตม้ ซบุ เปน็ ตน้ กลองตมุ้ เปน็ เครอ่ื งดนตรปี ระเภท ดังปรากฏในวรรณคดีพ้ืนบ้านจากหนังสือผูกโบราณ เร่ือง
เครื่องตี เกดิ เสียงดว้ ยการตีดว้ ยไมห้ รอื มอื กระทบกบั แผ่นหนัง “ผาแดงนางไอ่” “เอากันฮิว โห่งนั ตีฆอ้ ง กลองชัย พรอ้ มกลอง
ท่ีขึงตึง โดยมีกล่องเสียงเป็นรูปทรงกลมขนาดใหญ่ ไม่ต่างกับ โทนกลองแป่ม” (กลองแป่มเป็นกลองเสียงแหลม ในที่น้ี
กลองชนิดอื่นๆ กลองตุ้มมี ๓ ขนาด คือกลองตุ้มขนาดเล็กมี หมายถึงกลองตุ้ม) ล�ำตัวของกลองตุ้มท�ำจากไม้ขนุน ขนาด
หน้าเดียว สามารถสะพายตีได้ โดยคน ๑ คน กลองตุ้ม เสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลางของลำ� ตวั ประมาณ ๒ คบื (ราว ๔๐ เซนตเิ มตร)
ขนาดกลาง มี ๒ หนา้ ตอ้ งใชค้ น ๒ คนหาม เพอ่ื ตรี ว่ มกบั ดนตรี มีความยาวของลำ� ตัวประมาณ ๒-๓ คืบ ขุดทอ่ นไม้ใหก้ ลวงเปน็
ชนิดอื่น เช่น ผางฮาด และกลองตุ้มขนาดใหญ่หรือใหญ่มาก กล่องเสียง หุ้มหน้ากลองด้วยแผ่นหนังรูปวงกลมทั้งสองหน้า
เรียกว่า “กลองเพล” ที่ใช้ตีในวัดเป็นกลอง ๒ หน้าจะไม่น�ำ ดงึ หนงั หนา้ กลองเขา้ หากนั ดว้ ยการรอ้ ยเชอื กหนงั เขา้ รรู อ้ ยทเ่ี จาะ
มาใชใ้ นวงกลองตมุ้ เพราะมีขนาดใหญ่ ไว้รอบๆ หนังหน้ากลองขึงตึงด้วยการตอกไม้เข้าไปเป็นล่ิม
๓
ตลุ าคม- ธนั วาคม ๒๕๖๑ 21
โยงเชือกหนังไปมาหากันในแนวซิกแซ็ก มีไม้ขัดเป็นกลไก ซง่ึ กลองตมุ้ จะใชเ้ ปน็ เครอ่ื งใหจ้ งั หวะกบั การรา่ ยรำ� ไดห้ ลากหลาย
ตรงึ หนา้ กลองขดั อยทู่ ค่ี เู่ สน้ เชอื กหนงั แตล่ ะคโู่ ดยรอบลำ� ตวั กลอง ท่วงท�ำนองร�ำตามแต่พ้ืนที่จะประยุกต์ใช้ หากแต่ด้ังเดิมจริงๆ
การตกี ลองตมุ้ อาจตดี ว้ ยฝา่ มอื หรอื ตดี ว้ ยคอ้ นไม้ หมุ้ ปลาย จะใช้กับกระบวนเซิ้งบั้งไฟเป็นหลักและที่ส�ำคัญยิ่งจะต้องใช้
ดว้ ยผา้ เคียนรอบเป็นรูปก�ำปั้น ปัจจุบันกลองตมุ้ ยงั มีใชอ้ ย่ทู ่ัวไป ร่วมกับเครื่องดนตรีประกอบจังหวะอีกชนิดหนึ่ง คือผางฮาด
ในทุกจังหวัดของภาคอีสาน โดยประโยชน์ใช้สอยท่ีหนึ่ง คือ ซึ่งมีลักษณะเหมือนฆ้องแต่ไม่มีส่วนนูนออกมาตรงกลางเป็นจุด
ผู้ใหญ่บ้านใช้ตีเป็นสัญญาณบอกความกับลูกบ้านได้เลิกใช้ไป ท่ีใช้ตีให้เกิดเสียงกังวาน ผางฮาด มีลักษณะแบนเรียบเสียงตี
แลว้ เกือบทง้ั หมด หันมาใชไ้ มโครโฟนบอกเสียงตามสายไปแทน จะดงั ผา่ งๆ ใกลเ้ คยี งกบั เสยี งเครอื่ งดนตรจี นี ชนดิ ทเ่ี รยี กวา่ “แฉ”
เพราะฝากข้อความได้มากกว่า คงเหลือแต่ประโยชน์ใช้สอย อาจจะมีความเป็นไปได้ที่มีการส่งต่อวัฒนธรรมซ่ึงกันและกัน
ที่สอง คือใช้ตีประกอบจังหวะการร่ายร�ำ ฟ้อนกลองตุ้ม ในอดตี
๑
22
การฟ้อนกลองตุ้ม ในอดีตจะนิยมฟ้อน
กนั แต่ในหมู่ผชู้ าย มอี ยู่ ๒ แบบดว้ ยกัน แบบ
ที่หนึ่ง คือการฟ้อนเป็นจังหวะในรูปแบบการ
ฟอ้ นแหเ่ ปน็ ขบวน และแบบทส่ี อง คอื การฟอ้ น
ประกอบท�ำนองกาพย์เซ้ิง เพ่ือขอเหล้าหรือ
ปจั จยั ไทยทาน เมอ่ื พจิ ารณาทมี่ าของการฟอ้ น
กลองตุ้มในแบบท่ีสอง จะเห็นได้ว่ามีความ
เก่ียวเน่ืองกับประเพณีบุญบ้ังไฟ เพราะมี
ทำ� นองเปน็ เชน่ เดยี วกนั กบั ทำ� นองเซงิ้ บง้ั ไฟ แต่
๒ มชี ว่ งจงั หวะทชี่ า้ เนบิ นาบกว่า
๑. ฟอ้ นละคอนผไู้ ท ฟอ้ นของชาวผไู้ ททีม่ ีสว่ นคล้ายคลงึ เครื่องดนตรีที่ใช้เล่นร่วมกับการฟ้อน
กบั ฟอ้ นกลองตมุ้ มากจนน่าเชื่อว่า มีรากฐานมาจาก กลองตุม้ อย่างทกี่ ล่าวมาแลว้ วา่ มเี พยี งกลอง
ฟอ้ นกลองตุม้ น่ันเอง ตมุ้ และผางฮาด หากแตใ่ นวนั น้ี เมอื่ การแสดง
๒. เมือ่ ฟอ้ นกลองตมุ้ ขา้ มมาอยู่กบั ชาวผู้ไท ก็มกี าร ของภาคอสี านทง้ั หมดมกี ารขยายตวั เนอ่ื งจาก
ปรบั เปล่ียนไปหลายประการ ส�ำหรับคณะนี้ กระแสนิยมไทยและการท่องเที่ยว จึงอาจมี
แม้กรวยมือท่ีสวยงามก็ไม่ได้ใสแ่ ลว้
การเพ่ิมเติมชนิดของเคร่ืองดนตรีข้ึนอีก เช่น
เสียงประสมของกลองตุ้มและผางฮาด เพม่ิ สะไน หรอื เขาควาย หรอื งาชา้ ง สำ� หรบั
นแ้ี หละ ทดี่ งั กระทบใจเรา้ อารมณใ์ หเ้ กดิ ความ เป่า อาจจะมีฉิ่งและฉาบเป็นตัวร่วมสร้าง
สนุกสนานอยากจะยกมือวาดเท้าขึ้นร่ายร�ำ จังหวะประกอบดว้ ย
ท�ำให้เกิดกระบวนการฟ้อนกลองตุ้มขึ้นมาได้ ฟอ้ นกลองต้มุ อยรู่ ่วมมากับสังคมอีสาน
และกลายเป็นกระบวนฟ้อนท่ีมีอยู่และด�ำเนิน มาเนิ่นนาน นานจนไม่อาจจ�ำความไดว้ า่ มีมา
รอยตามกันมาแต่โบราณกาล มีอายุยืนยาว เม่ือไร ในวันน้ีเมื่อมีการร้ือฟื้นการแสดงของ
และมคี วามเปน็ ทอ้ งถนิ่ คอื เรยี บงา่ ยเสยี ยง่ิ กวา่ อีสานหลากหลายรายการขึ้นมาใหม่ ด้วย
กระบวนฟ้อนร�ำอีสานชนิดอ่ืนๆ แต่ในขณะ กระแสววิ ฒั นว์ ฒั นธรรมและการทอ่ งเทย่ี ว โดย
เดียวกันก็มีความงามสง่าแปลกตาและ หน่วยงานรัฐต่างๆ หรือเอกชนเจ้าของทุน
นา่ สนใจดว้ ยเครอื่ งแตง่ กายไมเ่ หมอื นใครและ ใหม่ๆ จึงมีพ้ืนท่ีหลายแห่ง ท่ีมีวงกลองตุ้ม
ท่สี ำ� คัญทสี่ ุด เพราะเปน็ สว่ นท่ีขยบั สบั เปลี่ยน และมีการเล่นฟ้อนกลองตุ้มเป็นของตนเอง
ตลอดเวลาของกระบวนฟอ้ นก็คอื ที่ “ซวยมือ” มีการประกาศความเป็นเจ้าของฟ้อนกลองตุ้ม
หรอื “กรวยมอื ” ซงึ่ เปน็ อปุ กรณใ์ นการสวมนว้ิ มอื หรอื ประกาศรปู แบบการพฒั นาการฟอ้ นกลอง
ทั้งสิบ ท�ำมาจากหวายหรือไม้ไผ่ก้านยาว ตุ้มข้ึนมา จนมีการประกาศท่ีทับซ้อนกัน
ปลายด้านหน่ึงสานให้เป็นกรวย เพ่ือสวมเข้า หลากหลายพ้นื ที่ ซง่ึ ก็คอื ความที่ต่างคนตา่ งมี
กับนิ้ว ตัวก้านมีความยาวประมาณ ๓๐ วัฒนธรรมฟ้อนกลองตุ้ม เช่นน้ีอยู่ในพื้นท่ีอยู่
เซนติเมตร แล้วพันด้วยด้ายสีต่างๆ ที่ปลาย แล้วน่นั เอง
สุดของไม้มีพู่สีขาวฟู นิยมพันด้ายให้เหมือน ต่อมาจึงมีหลายพื้นที่มีการสร้าง
กับสีของธงชาติไทย ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่ง เอกลักษณ์ฟ้อนกลองตุ้มรูปแบบเฉพาะของ
ยาวๆ บางๆ คล้ายเล็บยาวๆ ของฟ้อนเล็บ พน้ื ทตี่ นข้ึนมา เชน่
ทางภาคเหนือ แตม่ สี ีสนั มากเสียยง่ิ กวา่ จังหวัดศรีสะเกษ จะมีเครื่องประดับ
ตลุ าคม- ธันวาคม ๒๕๖๑ 23
๑
เฉพาะทใ่ี ชใ้ นการฟอ้ นกลองตมุ้ คอื กระจกบานเลก็ หอ้ ยเปน็ สรอ้ ย ๒
แลว้ ใชใ้ บตาลสานเปน็ สรอ้ ยสงั วาลแทนฝา้ ยขาว และสวมแวน่ ตาดำ�
จังหวัดอุบลราชธานี ใช้ฝ้ายขาวท�ำมาจากเส้นฝ้ายหรือ
ไหมพรมสีขาว มัดแล้วตัดเป็นข้อๆ ใช้พาดไหล่ท้ังสองข้าง
คล้ายกบั การใสส่ รอ้ ยสังวาล
ฟ้อนกลองตุ้มบ้านศรีฐาน อ�ำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร
เปน็ การฟอ้ นทม่ี เี ครอื่ งดนตรที ด่ี ำ� เนนิ ทำ� นอง เชน่ พณิ และแคน
น�ำมาบรรเลงร่วมในการประสมวง มีการขับร้องประกอบ ส่วน
ท่าฟ้อนได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ รวมทั้งมีการคิด
ประดษิ ฐท์ า่ ฟอ้ นขน้ึ ใหม่ ผทู้ ม่ี บี ทบาทในการสบื ทอดและประดษิ ฐ์
ท่าฟ้อนในปัจจุบันคือ นางรจนา ป้องกัน มีท่าฟ้อนพ้ืนฐาน ๓
ทา่ คือ
๑. ทา่ สาวน้อยสะบดั เอว สองมอื จบี ลงข้างสะเอวด้านซา้ ย
แลว้ ตวดั มือข้ึน ๓ ครั้ง จบี มอื ทง้ั สองขา้ งไว้ตรงสะเอวด้านหนา้
เตรยี มเปลยี่ นทา่ ไปขา้ งขวาทำ� เหมอื นขา้ งซา้ ย สลบั กนั ขา้ งละ ๔ ครงั้
ขยบั ขาข้ึน-ลงตามจงั หวะ ตลอดเวลา (ทา่ คล้ายการฝัดข้าว)
24
๒. ท่าขอฟ้าขอฝนหรือบวงสรวงส่ิงศักดิ์สิทธ์ิ จีบมือ ๓ ฟ้อนกลองตุ้มของวิทยาลัยนาฏศิลป
หงายทงั้ ๒ ขา้ ง วางมอื เยอื้ งกนั (ขา้ งหนง่ึ สงู ขนึ้ ขา้ งหนง่ึ ตำ�่ ) ๑.- ๔. ฟ้อนกลองตมุ้ ของ ร้อยเอ็ด ได้ดัดแปลงการฟ้อนกลองตุ้มแบบ
ตวัดมือให้หงายทัง้ ๒ ข้าง ๓ ครง้ั เรม่ิ จากทางซ้ายกอ่ น วทิ ยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธ์ุ โบราณมาผสมผสานกับการแสดงบนเวที คือ
เปลยี่ นเปน็ จบี มอื หมนุ ไวข้ า้ งหนา้ เปน็ ทา่ เตรยี ม แลว้ เปลยี่ น มีการปรบั เปลี่ยนไปอกี จะมีการฟ้อนร่วมกันระหว่างผู้ชายและผู้หญิง
เป็นทางขวา ๓ ครงั้ สลบั ซ้าย-ขวา ข้างละ ๔ ครัง้ หลายรายการ เช่น ด้วย แทนการฟ้อนแบบโบราณ ซึ่งจะมีแค่
๓. ท่าช้างชูงวง มอื ขา้ งหน่งึ ยกสงู ต้งั เข้าหาตัว และ มผี ้หู ญงิ เขา้ มาร่วมฟ้อน ผู้ชายเท่าน้ัน โดยการแสดงในช่วงแรกจะ
ตวัดวาดไปขา้ งตวั ๓ ครัง้ ทางซา้ ย แลว้ จีบหมุนเตรยี มท่า และมีการบรรเลงเพลง บรรเลงแบบโบราณ คือใช้เพียงกลองตุ้ม
เปลย่ี นมาขา้ งขวา ทำ� เหมอื นขา้ งซา้ ย สลบั กนั ไปมาขา้ งละ ประกอบไปด้วย ผางฮาด และสะไน ช่วงทสี่ องจะบรรเลงด้วย
๔ คร้งั ขยบั ขาขน้ึ -ลงตามจงั หวะตลอดเวลา วงโปงลาง ในจังหวะและท�ำนองที่สนุกสนาน
และท่าฟ้อนพื้นฐาน ๓ ท่า ของบ้านศรีฐานน้ีแหละ ๔ เร้าใจ เป็นต้น
ท่ีต่อมาก็ได้มีการน�ำไปเผยแพร่ในส่ือต่างๆ หลากหลาย ฟ้อนละครผู้ไท ก็น่าเช่ือได้ว่าเป็นฟ้อน
ทำ� ใหเ้ กดิ ภาพจำ� ภาพหนง่ึ วา่ ฟอ้ นกลองตมุ้ แบบโบราณ จะ กลองตุ้มมาแต่เดิม แล้วจึงมีการดัดแปลงให้
ตอ้ งมสี ว่ นประกอบตา่ งๆ ดงั ที่ไดก้ ลา่ วถึงไปแลว้ นัน้ หาก เปน็ สว่ นเฉพาะของการแสดงของชาวผไู้ ท และ
แต่อันที่จริง ฟ้อนกลองตุ้มก็มีวิวัฒนาการต่อยอดออกมา ส�ำหรับโอกาสการแสดงของฟ้อนกลองตุ้มใน
อีกหลากหลาย เช่น สถานศึกษาหลายแห่ง ที่น�ำฟ้อน ปัจจุบัน คือการแสดงในงานของท้องถิ่นและ
กลองตุ้มมาจัดแสดง ก็มีผู้หญิงเข้ามาร่วมฟ้อนด้วย โดย งานเทศกาลต่างๆ เช่น ประเพณีบุญบั้งไฟ
แต่งตัวเป็นผู้ชาย สถานศึกษาบางแห่งก็น�ำฟ้อนกลองตุ้ม งานเข้าพรรษา แห่เทียน งานข้าวสากข้าว
มาแสดงรว่ มกบั วงโปงลาง ใชว้ งโปงลางเปน็ ตวั เดนิ เสยี งเพลง ประดบั ดนิ งานพธิ อี วยพรและตอ้ นรบั แขกบา้ น
ในการรำ� แทนทจ่ี ะเปน็ การใหจ้ งั หวะจากกลองตมุ้ เทา่ นน้ั แขกเมอื ง เปน็ ต้น
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี ไดด้ ดั แปลงใหฟ้ อ้ น ฟ้อนกลองตุ้ม ได้รับการขึ้นบัญชี
กลองตมุ้ เปน็ การแสดงบนเวที โดยใหน้ กั แสดงทเี่ ปน็ ผหู้ ญงิ เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ
ล้วน แบ่งเป็น ๒ ด้าน ด้านหน่ึงจะแต่งกายเป็นผู้ชาย ในปี พ.ศ. ๒๕๕๖
อีกด้านจะแต่งเป็นชุดสตรีแบบพื้นเมืองอีสาน ซ่ึงได้
ดดั แปลงทว่ งทา่ บางสว่ นผสมผสานกบั ดนตรขี องวงโปงลาง ตุลาคม- ธนั วาคม ๒๕๖๑ 25
ช้ันเชงิ ชา่ ง
เร่ือง/ภาพ : สกุณา สาระนนั ท์
ครามสกล
มนต์เสนห่ แ์ หง่ ผ้าย้อมคราม
บอ่ ยครงั้ ท่ฉี นั ตอ้ งคอยตอบค�ำถามเก่ยี วกบั ผ้าย้อมครามสกลนคร ผ้ายอ้ มครามคืออะไร .. ใชค่ ราม
แบบเดียวกันกับที่ใช้แช่ผ้าขาวให้มีความสดใสนั้น ใช่หรือเปล่า .. ต้นครามเป็นยังไง ... เราได้สีครามจาก
ส่วนไหนของต้นคราม .. สตี กหรือไม่ .. และท�ำไมผ้ายอ้ มครามถงึ มรี าคาแพง .. ใชส่ ิ .. ภาพผา้ ยอ้ มคราม
ในจิตนาการของผู้คนในยุคนี้ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ทงั้ ๆ ที่การทำ� ผา้ ย้อมครามเป็นสิง่ ทผี่ กู พันกบั ชวี ิต
ของผคู้ นมายาวนาน
26
นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม คร้ังที่ ๒ สีเคมีสังเคราะห์ได้
ถกู นำ� มาใชใ้ นระบบอตุ สาหกรรมการยอ้ มผา้ ดว้ ยความสมบรู ณแ์ บบ
ท้ังด้านความสวยงาม คงทน ราคาถูก ท�ำให้สีสังเคราะห์เข้ามา
ทดแทน จนแทบจะไมเ่ หลอื ทใี่ ห้กบั สีย้อมธรรมชาติเลย การใชส้ ีเคมี
ยังขยายตัวมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันที่ผู้คนเร่ิมตระหนักว่า
ในความสมบรู ณแ์ บบของอตุ สาหกรรมสมยั ใหม่ กลบั มอี กี มมุ หนงึ่ ซงึ่
เป็นการทำ� ลาย กวา่ จะมาเป็นสินคา้ ท่สี วยงาม ในกระบวนการผลิต
กลับสร้างสิ่งท่ีบั่นทอนและท�ำลายธรรมชาติ ความง่าย และความ
สะดวกกลบั ทำ� ให้มลู คา่ ของสงิ่ ของนัน้ ๆ ลดลงไป
ดว้ ยเหตผุ ลดงั กลา่ ว ผา้ ยอ้ มครามซงึ่ เปน็ ผลติ ภณั ฑท์ ที่ ง้ั วตั ถดุ บิ
และกระบวนการผลิตเป็นธรรมชาติ จึงกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่
ในกระแสความนิยม นอกจากความเป็นธรรมชาติผ้าย้อมคราม
สกลนครยังเป็นสินค้าทางวัฒนธรรม มีข้ันตอนการผลิตท่ีซับซ้อน
ละเอียดอ่อนแฝงไว้ด้วยภูมิปัญญาอันล้�ำค่า ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
ท�ำใหเ้ รอ่ื งราวของผา้ ยอ้ มครามเปน็ ทนี่ ่าสนใจ
ตลุ าคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑ 27
๒
๑ ๑. - ๒. ผ้าฝา้ ยยอ้ มครามในแบบตา่ งๆ
๓. คณุ สกณุ า สาระนันท์
การทำ� ผา้ ยอ้ มครามของจงั หวดั สกลนครมมี านาน ถงึ แม้ แต่ทว่า...ชุดกระโปรงบานลายดอกแบบแม่ทองกวาว คือ
จะมีบางช่วงท่ีความนิยมอาจลดลงไปตามกระแสความ แฟชน่ั ทผี่ หู้ ญงิ ในโลกของคณุ แมท่ กุ คนใฝฝ่ นั และฉนั คดิ วา่
เปลี่ยนแปลง แต่วัฒนธรรมการปลูกคราม ย้อมคราม ทอผ้า วฒั นธรรมการใชผ้ า้ สมยั ใหม่ ไดก้ นิ เวลาลว่ งเลยมาถงึ ยคุ ของ
ครามนี้ไม่เคยห่างหายไปจากวิถีชีวิตของผู้คนในแถบนี้เลย ฉนั ดว้ ย ในวยั เดก็ ฉนั และเพอ่ื นแทบจะไมม่ ใี ครไดใ้ ชผ้ า้ ยอ้ ม
เป็นเพราะอะไร หรือจะเป็นเพราะเหตุผลนี้ที่ฉันเคยได้ยิน ครามเลย ไมม่ ผี า้ ยอ้ มครามในวถิ กี ารดำ� เนนิ ชวี ติ ของพวกเรา
คณุ ยายพูดบอ่ ยๆ ว่า ใส่ผา้ ครามแล้ว สบายผิว
ไมร่ อ้ น ไมเ่ หมน็ เหงอื่ ซงึ่ ตอนหลงั ฉนั ไดอ้ า่ นงาน “คราม” ทพี่ วกเรารบั รกู้ นั คอื เกลด็ สฟี า้ ทเี่ อา
วิจัยสมัยใหม่ จึงรู้ว่าผ้าย้อมครามมีคุณสมบัติ ไวใ้ ชส้ ำ� หรบั แชผ่ า้ ขาวในขน้ั ตอนสดุ ทา้ ยของ
ปอ้ งกนั แสงยวู ี และมฤี ทธยิ์ บั ยง้ั การเจรญิ เตบิ โต การซกั เพอ่ื ใหผ้ า้ ขาวดกู ระจา่ งใส แตบ่ อ่ ยครงั้
ของแบคทเี รยี ได้ ฉนั จงึ ไดเ้ ขา้ ใจสงิ่ ทคี่ ณุ ยายเคย เรากจ็ ะเหน็ วา่ มมี อื ใหม่ แทนทจี่ ะไดใ้ สเ่ สอื้
บอกไวใ้ นวันน้ัน ขาวสดใส กเ็ ปน็ เสอ้ื สฟี า้ แจม่ จงึ เปน็ เรอื่ งปกติ
แต่ประสบการณ์เก่ียวกับผ้าย้อมครามใน ทจ่ี ะเหน็ เสอ้ื นกั เรยี นของเพอ่ื นๆ มเี ฉดสขี าว
ยุคคุณแม่ฉันกลับแตกต่าง คุณแม่เป็นผู้หญิงท่ี คราม ทแ่ี ตกตา่ งกนั ไป ตามความเชยี่ วชาญ
เกิดในยุคที่สีเคมีสังเคราะห์ไดเ้ ข้ามามีบทบาท ในการลงครามของแต่ละคนน่ันเอง ถึงแม้
อยา่ งรนุ แรง ๓ วนั น้ี การลงครามแบบนนั้ จะไมม่ แี ลว้ เพราะ
สารดงั กลา่ ว ไดถ้ กู ผสมลงไปในผงซกั ฟอก
คุณแม่เคยเล่าให้ฟังว่า คุณแม่ถึงข้ันร้องไห้เวลาท่ี เรยี บรอ้ ยแลว้ แตค่ วามเขา้ ใจทผ่ี ดิ ๆ เกยี่ วกบั ผา้ ยอ้ มคราม ก็
คณุ ยายใหใ้ สผ่ า้ ถงุ ยอ้ มครามในวนั พเิ ศษหรอื เทศกาลตา่ งๆ ยงั คงทง้ิ รอ่ งรอย มาถงึ ปจั จบุ นั
ถงึ แมว้ า่ ผา้ นนั้ จะสวยงามและทำ� จากความตงั้ ใจของคณุ ยาย
28
การท�ำผ้าย้อมครามสกลนคร พวกเราจะเร่ิมตั้งแต่ ๔. การสาธิตการย้อมคราม
ปลูกต้นคราม (Indiqofera Tinctoria) ซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่ว ๕. ตน้ คราม
ตามปกติคนท�ำคราม จะเริ่มปลูกครามกันในช่วงต้นฤดูฝน ๖. ปา้ ยเสน้ ทางทอ่ งเทยี่ วครามสกล
กอ่ นฤดกู ารทำ� นา และเราจะเรมิ่ เกบ็ เกย่ี วครามกนั ในชว่ งปลาย ๕
ฝน การทำ� ครามจะจบกอ่ นฤดเู กบ็ เกยี่ วขา้ ว ซงึ่ เปน็ ความลงตวั
ของการจัดการเวลาในวถิ คี นทำ� ครามในจงั หวดั เรา ๖
การปลกู และการดแู ลเปน็ เรอื่ งไม่ยาก แต่การทจ่ี ะเก็บให้
ได้เน้ือครามที่มีคุณภาพเป็นเรื่องไม่ง่าย การเก็บเกี่ยวคราม
ครั้งแรกของบางคนอาจไมได้เน้ือครามเลย ซ่ึงเป็นเร่ืองปกติ
ทค่ี นท�ำครามครงั้ แรก จะตอ้ งมีประสบการณ์ “เททงิ้ ”
ในกระบวนการผลิตผ้าย้อมครามท่ีจะเล่าต่อไปน้ี อาจ
เปน็ การตอบคำ� ถามของใครหลายๆ คนไดว้ า่ ทำ� ไมผา้ ยอ้ มคราม
ถงึ มรี าคาแพง
การท�ำผ้าย้อมครามตามในแบบที่ฉันจะเล่า จะขอแบ่ง
เปน็ ๒ ขนั้ ตอนหลกั ๆ คอื ขนั้ ตอนแรก จะเปน็ การทำ� เนอื้ คราม
เพ่ือให้เป็นวัตถุดิบในการย้อม ขั้นตอนที่ ๒ เป็นกระบวน
การย้อม เร่ิมตั้งแต่การเตรียมน�้ำย้อม ซึ่งพวกเราเรียกว่า
“การก่อหม้อนิล” จนกระท่ังย้อมฝ้ายเป็นผ้าสีน�้ำเงินคราม
เพือ่ นำ� ไปสกู่ ารทอเปน็ ผ้า หรอื แปรรูปตอ่ ไป
๔
ขั้นตอนการท�ำเน้ือคราม เม่ืออายุครามประมาณ ๔-๕
เดือน ส่ิงท่เี ราต้องท�ำคอื เมด็ สนี �ำ้ เงินคราม หรอื สคี ราม หรอื
อินดิโก้ (Indigo) แต่อินดิโก้ที่เราก�ำลังจะเก็บนี้ ไม่ใช่อินดิโก้
ท่ีเป็นสีน�้ำเงินทั่วไป แต่จะเป็นเม็ดสีน�้ำเงินจากธรรมชาติที่มี
ความเป็นสีน�ำ้ เงินจรงิ จงั มากไม่มีแมแ้ ต่เฉดสีอน่ื มาปน
สารต้นก�ำเนิดสีน้�ำเงินน้ีอยู่ท่ีใบของต้นคราม ใบครามมี
สีเขียวจงึ เป็นทแ่ี น่นอนว่า สีครามไม่ไดเ้ กิดในขณะท่อี ย่ใู นใบสี
จะเกดิ เมอ่ื เรานำ� ใบครามรวมทงั้ ตน้ มาแชน่ ำ�้ คา้ งคนื ในวนั รงุ่ ขนึ้
เราจะพบวา่ นำ้� ใสๆ ทใี่ ชแ้ ชต่ น้ ครามคอ่ ยๆ เปลยี่ นเปน็ สเี ขยี ว
มรกต และกลายเป็นสีนำ�้ เงินในทสี่ ุด เมด็ สีน้ำ� เงินท่ีลอยอยูใ่ น
นำ้� นเี้ อง ทเ่ี ปน็ เมด็ สที เ่ี ราตอ้ งการ แตม่ นั มขี นาดเลก็ มาก การท่ี
จะเกบ็ เมด็ สนี มี้ าใชป้ ระโยชน์ พวกเราจงึ ใชป้ นู ขาวหรอื ปนู แดง
ตีกวนลงไปใหเ้ มด็ สีนั้นเกาะและตกตะกอน ให้เราไดก้ รองเอา
เนอื้ คราม และเก็บไวใ้ ช้ในข้ันตอนต่อไป
ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๖๑ 29
๑๒
เน้อื ครามทดี่ ี จะมีสนี �ำ้ เงนิ เขม้ มีความมันวาว เปน็ ครมี ๑. ดา้ ยทีย่ ้อมครามแลว้
เนื้อละเอียด ไม่มีเศษใบครามหรือสิ่งอื่นเจือปน เน้ือครามท่ีมี ๒. หม้อนลิ หรอื หมอ้ น้าํ คราม
สีน�้ำเงินปนเทา หมายถึง การใส่ปูนในข้ันตอนการกวนคราม ๓. อปุ กรณ์การมดั ยอ้ ม
มากเกนิ ไป หรือบางครัง้ เกดิ จากใชต้ ้นครามอ่อน อายุยงั ไมถ่ ึง ๔. ดา้ ยที่ผ่านการมดั ย้อมแล้ว
เวลาเก็บเก่ียว ข้ันตอนการท�ำเนื้อครามมีความส�ำคัญมาก
ส�ำหรับฉันแล้วเห็นว่าคุณภาพวัตถุดิบท่ีดีเท่านั้นที่จะท�ำให้ได้ เน้ือครามที่ได้สามารถเก็บไว้ใช้ได้หลายปี หากต้องการ
ผ้าย้อมครามคุณภาพดี การย้อมจะท�ำภายใต้น้�ำย้อม เพราะ ย้อมผ้าก็จะน�ำเน้ือครามนี้ไปก่อหม้อนิล ครามท่ีอยู่ในรูป
เม่ือครามท่ีอยู่ในรูปสีเหลือง มาสัมผัสกับอากาศ ครามจะถูก สีน�ำ้ เงนิ จะไม่สามารถย้อมผ้าได้ “การกอ่ หม้อนิล” (เปน็ ภาษา
เปลยี่ นเปน็ สนี ำ้� เงนิ ทนั ที เมอื่ นำ� ผา้ มาลา้ งนำ�้ เมด็ สคี รามทเ่ี กาะ อิสานใช้เรียก ภาชนะท่ีมีส่วนผสมน�้ำย้อมคราม) จะเป็น
อยู่ภายนอกเส้นใยจะถกู ล้างออกจนหมด สีน�้ำเงินทเี่ ราเห็นบน การหมักให้สีครามเปลี่ยนไปอยู่ในรูปที่พร้อมย้อม การย้อม
ผา้ ยอ้ มครามจงึ เปน็ สที ถ่ี กู บรรจอุ ยภู่ ายในเสน้ ใย จะไมห่ ลดุ จาก จำ� เป็นตอ้ งรอ ใหน้ ้ำ� ย้อมมสี เี หลอื ง จงึ จะย้อมผา้ ติดดี สีไมต่ ก
การซักล้างท่ัวๆไป อันน้ีจึงเป็นค�ำอธิบายท่ีว่า ท�ำไมผ้าย้อม ในแวดวงการทำ� คราม เราจะมศี พั ทท์ เ่ี ปน็ อนั รแู้ ละเขา้ ใจตรงกนั
ครามด้วยวิธนี ี้ จึงสไี มต่ ก เช่น หม้อนลิ สขุ หมอ้ นลิ หนี หม้อนิลตาย ซง่ึ ล้วนแตเ่ ป็นศพั ท์
เม่ือก่อนเน้ือครามในหมู่บ้านก็แบ่งปันกันใช้ ราวๆ ปี ท่ีเก่ียวข้องกับความมีชีวิต การดูแลเล้ียงดูหม้อย้อมจึงเป็น
๒๕๕๖ ทฉ่ี นั เรม่ิ ฝกึ ยอ้ มครามใหมๆ่ นนั้ ยงั เหน็ บอ่ ยๆ วา่ ตาม ความใส่ใจ ท่ีต้องคอยสังเกต หม้อนิลแต่ละหม้อมีบุคลิก
ใต้ถุนบ้านในชุมชนจะมีปี๊บบรรจุครามวางทิ้งไว้ ไม่มีใครให้ ที่แตกต่างกนั ให้เฉดสแี ละกล่นิ ทแ่ี ตกตา่ งกัน แตล่ ะท่ีจะมสี ตู ร
ความสนใจมากนัก ผิดกับเวลานี้ ท่ีปี๊บครามจะถูกจัดเก็บไว้ การก่อหม้อที่มีความเฉพาะ แต่โดยทั่วไปมีองค์ประกอบหลัก
อย่างดี เพราะแต่ละปี๊บมีมูลค่า ๒ - ๓ พันบาทเลยทีเดียว คล้ายกัน เช่น เน้ือคราม ปูนแดง น�้ำข้ีเถ้า น�้ำมะขามเปียก
การปลกู ครามบนพน้ื ที่ ๒ - ๓ งานขา้ งๆ บา้ นกส็ ามารถทำ� เงนิ นำ้� ตาล บางสตู รจะมกี ลว้ ย มเี หลา้ ซงึ่ แลว้ แตส่ ตู รทบี่ อกตอ่ กนั
ไดห้ ลายหม่นื บาทตอ่ ปี มา ทุกขั้นตอนมีเคล็ดลับ แม้แต่ข้ีเถ้าก็ยังมีรายละเอียดว่า
ต้นไมช้ นิดไหน เม่อื นำ� มาเผาแลว้ จะไดน้ ้�ำขี้เถา้ คุณภาพดี เช่น
๓ ๔ เหง้ากล้วย ต้นขี้เหล็ก ต้นผักโขม เม่ือน�ำมาเผาจะให้ข้ีเถ้า
30 คุณภาพดีเหมาะแก่การย้อมคราม ในคร้ังแรกที่ฉันฟังจากคน
ท�ำครามเล่า ฉันก็ว่ามันเป็นเร่ืองง่าย มีขั้นตอนไม่ซับซ้อน
ตอนหลังพอได้มาลองท�ำจริงๆ ถึงได้รู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างท่ีคิด
ทุกขั้นตอนล้วนแต่ต้องอาศัยประสบการณ์ มันก็เหมือนกับ
การทำ� อาหาร ทแี่ มจ้ ะได้สตู รมาเหมอื นกนั วตั ถุดิบเหมือนกัน
ผลท่ไี ดก้ ลบั แตกตา่ งกันอยทู่ ่นี ำ้� มอื ของแตล่ ะคน
ในบางหมบู่ า้ นมคี วามเชอ่ื วา่ หากมใี ครในหมบู่ า้ นเสยี ชวี ติ ค�ำบอกเล่าจากชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเร่ืองหม้อนิลหนี
มีงานศพในหมู่บ้าน หม้อนิลก็จะหนีตามไปด้วย จึงเป็นข้อ หม้อนิลตาย หม้อนิลสุก ท่ีคนในชุมชนเชื่อว่าเป็นเร่ืองของ
ปฏิบัติที่จะตัดกิ่งไม้ท่ีมีหนามไปวางไว้บนปากหม้อ ป้องกันไม่ จิตวิญญาณของหม้อนิล ฉันกลับเห็นเป็นความมีชีวิตของ
ใหว้ ญิ ญาณของหมอ้ นิลหนหี ายไปพรอ้ มกับคนตาย สิ่งเล็กๆ ทีม่ องไม่เหน็ ดว้ ยตาเปล่า เพราะจลุ ินทรียต์ วั เลก็ จะ
เพราะการดูแลหม้อย้อมเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความช่าง มีการกินอาหาร ขับถ่าย คนเลี้ยงครามจ�ำต้องคอยใส่ใจดูแล
สังเกต จึงทำ� ให้เกิดเปน็ ความเชือ่ ต่างๆ (ภาษาอิสาน เรียกวา่ เม่ือถึงเวลาย้อมก็ต้องย้อม ย้อมเสร็จก็ต้องเติมอาหาร และ
ขอ้ คะลำ� ) อกี หลายอยา่ งไมว่ า่ จะเปน็ การหา้ มผหู้ ญงิ ทอี่ ยใู่ นชว่ ง ควบคมุ ความเป็นกรดดา่ งในหมอ้ ยอ้ มใหเ้ หมาะสม
มรี ะดู มาดแู ลหมอ้ ยอ้ ม คนยอ้ มต้องไมใ่ ชน้ ำ�้ หอม เพราะหาก คุณแม่เล่าว่าคุณยายต้องเก็บครามแต่เช้าตรู่ หากท้ิงไว้
ผดิ กล่ินแมค่ รามจะหนไี ป สาย สคี รามทีไ่ ดจ้ ะไม่งาม มาวันน้เี ราอธบิ ายได้ว่า เพราะสาร
คุณแมเ่ ลา่ ว่า คุณยายนั้นจะมีบรเิ วณท่ีเป็นส่วนตวั ในการ ต้นกำ� เนดิ (Indican) ทจี่ ะให้เกิดสคี ราม มอี ยใู่ นกระบวนการ
วางหมอ้ นิล บริเวณนั้นหา้ มใครทไ่ี ม่ได้รับอนุญาต กรายเขา้ ไป หายใจ ซึ่งเกิดในเวลากลางคืน เมื่อใดท่ีใบสัมผัสแสงอาทิตย์
ใกล้ แม้แต่แม่ของฉันซ่ึงเป็นลูกสาวคนเดียวในเวลานั้น ก็ยัง สารตน้ กำ� เนดิ ครามจะเปลย่ี นไปเปน็ สารอน่ื ยงิ่ เกบ็ เกย่ี วคราม
ไมม่ โี อกาสเขา้ ไปเรยี นรกู้ ารทำ� ครามของคณุ ยายเลย บางทอี าจ สายเทา่ ใด กจ็ ะได้สีครามน้อยเท่าน้ัน ถงึ แม้คนในชุมชนไมไ่ ด้
เป็นได้ว่า ข้อคะล�ำนี้เป็นสาเหตุส�ำคัญประการหน่ึง ที่ท�ำให้ มีเหตุผลอธิบายว่า ท�ำไม? เพราะอะไร? แต่องค์ความรู้ที่
มีการใช้ผ้าย้อมครามลดลง ความไม่รู้ ความไม่กระจ่างใน สง่ ตอ่ กนั มาหลายชวั่ รนุ่ กล็ ว้ นแตถ่ กู ตอ้ ง เปน็ ทป่ี ระจกั ษว์ า่ เปน็
กระบวนการท�ำคราม จึงท�ำให้เกิดข้อวิตกกังวล ปิดก้ัน และ วธิ กี ารทดี่ ที ส่ี ดุ ฉนั เคยแมก้ ระทงั่ มี พี เอช มเิ ตอร์ คอยวดั ความ
เป็นอุปสรรคในการสานต่อทางวัฒนธรรมการท�ำผ้าย้อมคราม เปน็ กรด-ดา่ ง ในหมอ้ ยอ้ ม แตก่ ลบั พบวา่ หมอ้ นลิ ของฉนั มนี ำ�้
ในห้วงเวลานน้ั ย้อมที่คุณภาพไม่ดีเท่าของคุณยายในชุมชน ซ่ึงไม่ต้องอาศัย
ตัวฉันเองแทบจะไม่ได้รับการถ่ายทอดเรื่องผ้าคราม องคค์ วามร้ใู นทางวทิ ยาศาสตร์เลย
จากแมเ่ ลย อาจเคยไดย้ นิ คณุ แมเ่ ลา่ ถงึ การทำ� ครามของคณุ ยาย
เพียงไม่ก่ีคร้ัง ในมุมมองของแม่การท�ำครามเป็นเร่ืองยุ่งยาก ตลุ าคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑
คุณแม่ไม่ชอบกลิ่นหมักคราม และคนท�ำครามก็มือด�ำ
ประสบการณ์ของคณุ แมน่ ัน้ ล้วนแตเ่ ปน็ ส่งิ ทีไ่ มน่ า่ ประทบั ใจ
ชีวิตในวัยเด็กของฉันเติบโตมาในครอบครัวข้าราชการ
และตอ่ มาคณุ พอ่ ไดผ้ นั ตวั เองไปทำ� งานการเมอื ง เปน็ จดุ เรม่ิ ตน้
ใหฉ้ นั ลงไปคลกุ คลใี กลช้ ดิ ชมุ ชน การศกึ ษาในสายวทิ ยาศาสตร์
ประสบการณก์ ารเปน็ นกั วจิ ยั ทำ� ใหก้ ารรบั รใู้ นเรอ่ื งผา้ ยอ้ มคราม
ของฉนั นั้นอาจแตกตา่ งออกไป
31
องคค์ วามรูท้ างภมู ิปญั ญา คือสิ่งท่ีล�้ำคา่ ค�ำบอกเล่าจาก ผ้าย้อมครามก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์โอทอป ของจังหวัด
คนในชมุ ชน ซง่ึ เปน็ เจา้ ของภมู ปิ ญั ญา ในมมุ มองของฉนั ทมี่ ตี อ่ สกลนคร แม้ว่าการท�ำผ้าย้อมครามในพ้ืนท่ีน้ีจะมีมายาวนาน
ผ้าผนื สนี �ำ้ เงนิ บนกท่ี อผา้ จึงแตกต่างออกไปจากเดมิ ฉันเห็น แตท่ วา่ มนั ไมไ่ ดเ้ กดิ การสรา้ งรายไดส้ ชู่ มุ ชน อยา่ งเปน็ กอบเปน็
วา่ มันมีเรอ่ื งราวซ่อนอยู่ ฉนั มองเห็นความมชี ีวิตของผ้าผนื น้ัน กำ� ในวันนน้ั มีกลมุ่ ผ้ผู ลติ เพียงไมก่ รี่ าย ผ้ายอ้ มครามยงั ไมเ่ ป็น
คงไม่ต่างอะไรกับที่คนท�ำคราม มองเห็นความมีชีวิตของ ทนี่ ยิ ม ราคาไมส่ งู พอทจี่ ะสรา้ งแรงจงู ใจใหผ้ ผู้ ลติ มลู คา่ ของผา้
หม้อนิล ภายใตน้ �้ำย้อมสีน�้ำเงินมันมคี วามเปน็ ชวี ติ ในน้นั ย้อมครามไม่สอดคล้องกับคุณค่าที่แท้จริง ความพยายามของ
กว่าจะมาเป็นผ้าครามผืนงาม จากเมล็ดพันธุ์ครามสู่ดิน ชาวสกลนคร ท่ีต้องการผลักดันให้ผ้าย้อมครามเป็นสินค้า
เปน็ ตน้ คราม จากใบเล็กสีเขียว กป็ รับเปล่ียนเป็นสีเขียวมรกต ประจำ� จงั หวัด จึงมีมาอยา่ งตอ่ เน่ือง
เขยี วอมฟา้ และเปน็ สคี รามในทส่ี ดุ วฏั จกั รของการเปลยี่ นแปลง
คอื มหศั จรรยแ์ หง่ ธรรมชาติ มนั เปน็ สจั ธรรมทเี่ กดิ ขน้ึ ใหเ้ ราเหน็
แล้วยังมเี รอ่ื งราวดๆี ของผู้คนสอดประสานกัน เป็นธรรมชาติ
ของสีคราม ธรรมชาติของคนคราม คือ มนต์เสน่ห์แห่ง
วฒั นธรรม
สกลนครเปน็ พน้ื ที่ ทมี่ คี วามหลากหลายในเรอื่ งวฒั นธรรม
วิธีการท�ำผ้าย้อมครามของที่นี่ เป็นวิถีแห่งภูมิปัญญาจาก
บรรพบุรุษ ท่ีถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และหากชุมชนน้ัน น�ำ
วัฒนธรรมไปแปลงเป็นสินค้าสร้างรายได้เลี้ยงผู้คนด้วยแล้ว
วัฒนธรรมนั้นจะอยคู่ ชู่ ุมชนอยา่ งย่ังยนื
นบั ตง้ั แตป่ ี ๒๕๔๔ ทรี่ ฐั บาลไทยไดเ้ รมิ่ มนี โยบายหนงึ่ ตำ� บล
หน่งึ ผลิตภัณฑ์ (OTOP) จากวันน้ันท�ำใหส้ นิ ค้าทางวฒั นธรรม
จากแตล่ ะพื้นท่ที ั่วประเทศไทย ได้ถูกรอื้ ขึน้ มาพฒั นาอีกคร้งั
32
“ครามสกล” เป็นจุดเล็กๆ ท่ีมีส่วนในการจุดประกายการร้ือ คุณค่าและเรื่องราวของผ้าย้อมคราม เป็นจุดเริ่มให้เกิด
วัฒนธรรมการท�ำผ้าย้อมครามครั้งใหญ่ของจังหวัดสกลนคร แรงบนั ดาลใจ ความเปน็ คนสกลนครโดยกำ� เนดิ ทำ� ใหเ้ กดิ ความ
แนวทางการท�ำงานของ “ครามสกล” ถูกขับเคล่ือนด้วยความ มงุ่ มน่ั ซ่ึงจะทำ� ให้งานอนั เป็นวฒั นธรรมของชมุ ชนออกสูส่ ากล
ตั้งใจท่ีอยากจะเห็นชุมชนสามารถสร้างรายได้จากความเข้ม เพือ่ เป็นช่องทางสรา้ งรายได้ สร้างความภาคภูมิใจใหช้ ุมชน
แขง็ ทางวฒั นธรรม ฉันเร่ิมครามสกล ด้วยงานรวบรวมข้อมูลจากชุมชนเป็น
ผ้าย้อมครามของจังหวัดเรา เป็นผลิตภัณฑ์ที่เสมือน เวลาเกอื บ ๒ ปี ทำ� ใหเ้ หน็ ภาพความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งชมุ ชนและ
ศนู ยร์ วมความภาคภมู ใิ จของผคู้ นในจงั หวดั ความภมู ใิ จเกดิ ขนึ้ ผ้าคราม ซึ่งในแต่ละชุมชนจะมีความโดดเด่น เป็นอัตลักษณ์
ตั้งแตผ่ ทู้ �ำคราม ผู้สง่ เสริม แมก้ ระทงั่ ผซู้ ้อื เอง ก็รู้สกึ ภาคภมู ิใจ ชดั เจน ดว้ ยภมู ิประเทศของจงั หวดั เรามีความหลากหลาย ทงั้
ที่มสี ่วนในการชว่ ยรักษาวฒั นธรรมน้ไี ว้ วนั นีเ้ ปน็ ทีป่ ระจกั ษ์ว่า ภเู ขา ทร่ี าบ และลมุ่ นำ�้ อตั ลกั ษณท์ างผา้ ยอมครามกอ็ งิ ไปตาม
สกลนครเปน็ แหลง่ ผลติ ผา้ ยอ้ มคราม ทม่ี ศี กั ยภาพทงั้ แงค่ ณุ ภาพ สภาพภูมิศาสตร์และผู้คน เสมือนมีอักษรจารึกเรื่องราวต่างๆ
และปริมาณ เรามีไลน์ผลิตชุมชนที่ใหญ่มาก กระจายอยู่เต็ม กลิน่ อายของวฒั นธรรมแทรกซึมอยู่ในผา้ ผนื นัน้
พน้ื ที่ วนั นกี้ ารขยายตวั เปน็ ไปในทกุ มติ ิ จำ� นวนกลมุ่ ผผู้ ลติ เพมิ่ แนวคิดในระยะแรก ฉันเพียงต้องการเพิ่มช่องทางการ
ขนึ้ จากเดมิ คนทำ� คราม มกั จะเปน็ คนในชมุ ชน กลมุ่ คนสงู อายุ จำ� หนา่ ยใหก้ บั ผ้าย้อมคราม เพราะการไม่มีชอ่ งทางจำ� หน่ายท่ี
มาวันนี้มีเด็กรุ่นใหม่จ�ำนวนมาก ที่เข้ามามีบทบาททั้งในเรื่อง แนน่ อน ทำ� ใหบ้ างคร้งั คนทอผา้ ตอ้ งขายผลิตภัณฑ์ในมูลค่าท่ี
การผลติ แปรรปู และเขา้ มาทำ� การตลาด อปุ สงค์ อปุ ทานของ ไม่คู่ควรกับคุณค่าที่แท้จริง การขายควรควบคู่ไปกับการสร้าง
ผา้ ย้อมครามถูกกระตนุ้ ความมีชวี ิตชีวาเกดิ ขน้ึ อกี คร้ัง การรับรู้ให้แก่ผู้บริโภค ด้วยแนวคิดนี้ ครามสกล จึงมีพ้ืนท่ี
ในปี ๒๕๖๑ สภาหัตถศลิ ป์โลก (World crafts council) ส�ำหรับการเรียนรู้ เพ่ือให้ทุกคนท่ีมาที่น่ี ได้มากกว่าการมา
ขึ้นทะเบียนรับรองให้จังหวัดสกลนคร เป็นนครหัตถศิลป์โลก ซอื้ ผา้ กจิ กรรมเวิร์คช็อปท่เี ราจัดข้นึ เปน็ การสรา้ งความเข้าใจ
เจ้าแห่งครามธรรมชาติ และอีกประการหนึ่ง ผ้าย้อมคราม เบอ้ื งตน้ ผ่านกิจกรรมท่ีสนกุ สะดวก เหมาะกบั วิถีคนปัจจุบนั
ธรรมชาติ ยังถูกขึ้นทะเบียนเป็นส่ิงบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ท่มี ขี อ้ จ�ำกัดเรอ่ื งเวลา
(GI: Geographical indication) ของจงั หวัดสกลนคร แหลง่ เรยี นรู้ “ครามสกล” ไดใ้ ห้อะไรมากกว่าทคี่ ดิ ผู้คน
ท่ีมาที่นี่ นอกจากจะไดอ้ ุดหนุนสินคา้ ดีๆ จากชุมชน ได้สมั ผสั
วิถีการท�ำผ้าคราม ท่ีครามสกลเรายังมีโอกาส ได้ท�ำหน้าท่ี
เสมอื นจดุ เชอ่ื มโยงของคนในแวดวงคราม การไดม้ าพบปะแลก
เปลี่ยนประสบการณ์ และแนวคิด ท�ำให้เกิดการพัฒนา
นอกจากองค์ความรู้แล้ว ส่ิงที่ผู้คนจะได้รับจากเรา คือ แรง
บนั ดาลใจ ในการทจ่ี ะไปสรา้ งประโยชนใ์ หก้ บั ชมุ ชนของตนเอง
ฉันเชื่อว่า วัฒนธรรมมีอยู่ในทุกๆ ที่ แต่ประโยชน์ของ
วฒั นธรรมจะเกดิ ขนึ้ ได้ ตอ่ เมอื่ คนในชมุ ชน มองเหน็ คณุ คา่ ของ
วฒั นธรรมตนเอง
ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๖๑ 33
สืบสาวเล่าเรอืิ่ ง
เรอ่ื ง : นทั ธ์หทัย วนาเฉลมิ
ภาพ : อภินนั ท์ บัวหภักดี
สงั สนิ ไซ
“ อนิ ก็ ใส่ชอื่ นอ้ ย ในเลกลานค�ำ จิตรกรรมฝาผนังเรื่องสินไซ
ชอื่ ว่า สงั สนิ ไซ โลกลือลิดทกี ้า ” ณ อุโบสถวดั ไชยศรี อำ� เภอเมือง จังหวัดขอนแกน่
บทประพนั ธข์ า้ งตน้ เปน็ การกลา่ วถงึ ชอ่ื ของตวั ละครเอกทพ่ี ระอนิ ทรเ์ ปน็
ผู้ต้ังให้ และได้กลายเป็นท่ีมาของชื่อวรรณคดีเพชรน�้ำหนึ่งเรื่อง “สังสินไซ”
โดยท้าวปางค�ำ วรรณกรรมเร่ืองน้ีมีเน้ือหาครบรสท้ังการผจญภัยและชิงรัก
หกั สวาท ผา่ นแกนหลักของเรื่อง ธรรมะย่อมชนะอธรรม โดยตัวละครเอกคือ
ท้าวสินไซ (เป็นคน) ท้าวสังข์ทอง (เป็นหอยสังข์) และท้าวสีโห (เป็นช้าง)
ซึ่งเกิดมามีลักษณะไม่เหมือนมนุษย์ปกติ จึงถูกใส่ร้ายและเนรเทศ
ออกจากเมือง ต่อมาได้ไปตามหาอาท่ีถูกยักษ์ลักพาตัวไปกลับคืนมาให้
พระราชบิดาเพื่อพิสูจน์ตนเอง สังสินไซต้องฟันฝ่าด่านต่างๆ ท้ัง ๘ มี
ดา่ นงซู วง ดา่ นยกั ษว์ รณุ ดา่ นพญาฉทั ทนั ต์ ดา่ นยกั ษ์ ๔ ตน ดา่ นนางยกั ษข์ นิ ี
ดา่ นนางยกั ษอ์ ัสมขุ ี ดา่ นตน้ กาลพฤกษ์ และดา่ นนางกินรี
ท่ีจริงแล้ววรรณกรรมเร่ืองน้ีในประเทศไทย ภาคกลางและภาคใต้รู้จัก
ในช่ือ “สังข์ศิลป์ชัย” ภาคเหนือรู้จักในช่ือ “สังข์สิงห์ธนูชัย และส�ำหรับ
ภาคอีสานเรียกว่า “สินไซ” หรือ “สังสินไซ” และหากมองให้ไกลตัวออกไป
อีกหนอ่ ยจะพบ “สงั คทา” ในอาณาจกั รทเ่ี คยรุ่งเรืองอย่างมอญ “เสียงสลิ เจย”
หรือ “สังข์ศรชัย” ที่ประเทศเพ่ือนบ้านอย่างกัมพูชา และ “สินไซ”
หรือ “สังสินไซ” ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เช่นนี้แล้ว
หากจะเรยี กว่าสังสนิ ไซเป็นวรรณกรรมแหง่ อษุ าคเนย์ก็เห็นจะไมผ่ ิดจากน้ี
34
ตุลาคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑ 35
๑ ๑. พระอุโบสถวัดไชยศรี มองจากดา้ นนอก
๒. ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เรือ่ งสนิ ไซ มากมายรายรอบพระอุโบสถ
๓. ภาพจติ รกรรมฝาผนงั เรอื่ งสินไซทพ่ี ระอโุ บสถวัดโพธาราม
จังหวดั มหาสารคาม
๔. บรเิ วณดา้ นหนา้ พระอโุ บสถวดั ไชยศรี มองเหน็ พระพทุ ธรปู ประธานดา้ นใน
๕. ภาพสนิ ไซกบั ยกั ษ์ บนฝาผนงั วัดไชยศรี
๒
ส�ำหรับประเทศไทยแล้ว ภาคอีสานเป็นภูมิภาคท่ีพบ ๓
ร่องรอยวรรณกรรมสงั สินไซมากกว่าภูมภิ าคอ่ืน เป็นตน้ ว่า
นยิ มวาดเปน็ ภาพจติ รกรรมบนผนงั โบสถ์ เรยี กเปน็ ภาษา
พื้นถ่ินว่า “ฮูปแต้ม” เป็นท่ีนิยมด้วยเช่ือว่าเป็นชาติหน่ึงของ
พระพุทธเจ้า สามารถพบกระจายตัวต้ังแต่อีสานเหนือถึง
อีสานใต้ เชน่ จังหวัดนครพนม เลย ขอนแก่น มหาสารคาม
ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานี มีท้ังลักษณะลายเส้นด้วยฝีมือ
ช่างพน้ื บ้านและชา่ งพื้นบา้ นทรี่ บั อิทธพิ ลช่างหลวง
โดยมากมกั วาดในตอนเดนิ ดง ซง่ึ สนิ ไซจะตอ้ งใชค้ ณุ ธรรม
ในการฟันฝ่าด่านทั้ง ๘ ด่าน จึงจะถึงจุดหมายได้ แต่พบว่า
วัดไชยศรี บ้านสาวัตถี อ�ำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
เป็นสถานทที่ ฮ่ี ปู แต้มสินไซมีความสมบรู ณท์ ส่ี ุด คือวาดไดค้ รบ
ทุกตอนทง้ั ภาคที่ ๑ และภาคท่ี ๒ ฮูปแต้มสนิ ไซบนผนงั สมิ ยัง
ได้ท�ำหนา้ ท่เี ป็นสอ่ื การเรียนรใู้ ห้กบั สตรใี นอดตี ทไี่ ม่ไดร้ ำ่� เรยี น
เขยี นอ่านไดม้ โี อกาสศึกษาเรอื่ งฮตี คองผ่านทางฮูปแตม้
พบในการละเล่นขับล�ำ เรียกว่า “หมอล�ำสินไซ” หรือ
“หมอลำ� กกขาขาว” เนอ่ื งจากผลู้ ำ� จะสวมกางเกงขาสน้ั เหนอื เขา่
และสวมหมวกเพราะเริ่มการแสดงมาตั้งแต่ยุคมาลาน�ำไทย
โดยคณะแรกท่ีน�ำวรรณกรรมเรื่องน้ีมาแสดง คือคณะหมอล�ำ
พ่อบุญตา ประพันธ์ศิลป์ ได้นำ� เอาเร่อื งสงั สนิ ไซท่ปี ริวรรตโดย
จนิ ดา ดวงใจ มาอา้ งองิ บทในการแสดง
การแสดงหนงั ตะลงุ อีสาน หรอื หนังประโมทัย ซงึ่ ได้รับ
อทิ ธพิ ลมาจากการแสดงหนังตะลุง นายหนังจะใชแ้ ผน่ หนงั โค
มาวาด ตัด และทาสีให้เป็นตัวละครในเร่ืองสังสินไซ ที่นิยม
แสดงเรอื่ งน้ี เพราะไมเ่ พยี งเปน็ เรอ่ื งชงิ รกั หกั สวาท หากยงั มคี ติ
สอนใจดว้ ย
36
๔
ดอกลายบนผืนผ้า คือการทอลวดลายเรื่องสินไซลงบน เมอื่ พจิ ารณาเดอื นและปเี กดิ ของนางสมุ ณฑาตามเนอื้ เรอ่ื ง
ผนื ผา้ เช่นลายสีโห ลายหอยสังข์ เปน็ ตน้ ว่าเกิดเดือนสัตตะพีค ปีกาบสะง้า (เดือน ๔ ปีมะเมีย)
สถานที่ เช่น วัดถ้�ำสุมณฑาภาวนา วัดถ�้ำเหวสินธุ์ชัย แรม ๓ ค่�ำ วันอาทิตย์ ตอนสาย จุลศักราช ๖๑๔ ปราชญ์
ปราสาทสงั ขศ์ ลิ ปช์ ยั และหมบู่ า้ นเปง็ จาล ซง่ึ เชอื่ วา่ เปน็ สถานที่ สองฝั่งโขงจึงสันนิษฐานว่าอาจจะแต่งจากประวัติของพระเจ้า
เกยี่ วขอ้ งกบั ตำ� นาน มังรายแห่งเชียงแสน ซ่ึงเกิดปีจุลศักราช ๖๑๑ ว่าปีเกิดน้ัน
เพราะเหตใุ ดวรรณกรรมเรอื่ งนจ้ี งึ ปรากฎอยใู่ นวฒั นธรรม สอดคลอ้ งเปน็ พน่ี อ้ งกันตามทอ้ งเรอื่ ง
ดา้ นตา่ งๆ ของอสี านมากถงึ เพยี งนี้ กอ่ นอนื่ ตอ้ งกลา่ วถงึ ประวตั ิ
ของวรรณกรรมเสียกอ่ น ๕
สันนิษฐานว่า วรรณกรรมเร่ืองสังสินไซก�ำเนิดขึ้นในช่วง
การสงั คายนาพระไตรปฎิ ก ครงั้ ท่ี ๖ (พทุ ธศกั ราช ๒๐๒๐) ใน ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๖๑
สมยั ของพระเจา้ ตโิ ลกราชแหง่ เชยี งใหม่ จงึ มกี ารรวบรวมพระสงฆ์
จากมอญ พม่า กัมพูชา ลาว และไทยตอนล่าง ข้ึนไปช�ำระ
พระไตรปิฎก ซึ่งปัญญาสชาดกก็เกิดขึ้นในช่วงการสังคายนา
คร้ังที่ ๘ นีเ้ อง และเช่ือวา่ สงั สินไซเป็นหน่งึ ในชาดก ๕๐ ชาติ
แต่กระน้ันมหาสิลา วีระวงส์ ผู้ได้ช่ือว่าเป็นปราชญ์สอง
ฝั่งโขง ได้กล่าวถึงก�ำเนิดของวรรณกรรมเร่ืองนี้ว่า ได้เคย
ตรวจสอบปญั ญาสชาดกรวมทงั้ ชาดกนอกนบิ าตอน่ื ๆ ทแี่ ตง่ ขนึ้
ในสมยั นน้ั กไ็ มพ่ บวา่ มเี นอื้ เรอ่ื งของสงั สนิ ไซ แมว้ า่ จะมเี รอื่ งทชี่ อื่
คลา้ ยกนั อยา่ ง กศุ ราชชาดก กต็ าม จงึ สนั นษิ ฐานวา่ อาจแตง่ ขน้ึ
เพอ่ื สรรเสรญิ พระมหากษตั รยิ ท์ เ่ี กง่ กลา้ ดง่ั พระพทุ ธเจา้ มาเกดิ
37
สนิ ไซ โคมไฟบนถนนสายหลกั เมอื งขอนแกน่ ในส่วนของการถ่ายเทวรรณกรรมเข้าสู่ภาคอีสานน้ัน
ผศ.ดร. ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ ได้สันนิษฐานเส้นทางไว้ว่า
วรรณกรรมเรื่องสังสินไซแม้จะเป็นเรื่องเล่ามุขปาฐะ จากล้านนาแพร่เขา้ สลู่ ้านชา้ งหลวงพระบาง และถา่ ยทอดไปสู่
ท่เี ลา่ สืบต่อกันมาแต่ก็มกี ารน�ำไปปริวรรตหลายครั้ง แตฉ่ บบั ท่ี เวียงจันทน์โดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช จากนั้นส่งต่อไปสู่
มีความไพเราะและมีผู้สนใจศึกษามากที่สุดคือฉบับที่ประพันธ์ ภาคอีสานซ่ึงสมัยน้ันยังเป็นส่วนหน่ึงของอาณาจักรล้านช้าง
โดยท้าวปางค�ำ ซ่ึงแม้จะได้รับความนิยม แต่กลับไม่มีผู้ใด ผ่านทางส�ำนักเรยี น
ทราบว่าที่แท้แล้วท้าวปางค�ำคือใคร นักวิชาการหลายท่าน โดยจากเวียงจันทน์ ข้ามแม่น้�ำโขงมาอีสานเหนือ เช่น
รวมถึงมหาสิลา จึงคาดว่าอาจจะเป็นนักปราชญ์จากสังคม ขอนแกน่ รอ้ ยเอด็ มหาสารคาม
ชัน้ สูงในสมยั น้นั จากสะหวันนะเขต สู่หนองล�ำจัน ข้ามฝั่งมายังจังหวัด
เดิมเข้าใจว่าอาจจะเป็นพระเจ้าปราสาททอง เพราะ นครพนม สกลนคร และมกุ ดาหาร
ตคี วามจากคำ� วา่ “ปาง” (ปรางค)์ หมายถงึ ปราสาท และ “คำ� ” จากปากเซ จ�ำปาสัก เมืองโขง กระจายมายังอีสานใต้
หมายถึง ทอง แต่ก็มีอ้างอิงจากพงศาวดารของนครจ�ำปาสัก เชน่ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีษะเกษ และสุรินทร์ เป็นตน้
ซึ่งมีการกล่าวถึงท้าวปางค�ำว่าเป็นเช้ือพระวงศ์ของพระเจ้า
สุริยวงศาแห่งเมืองหนองบัวล�ำภู ว่าได้มีการผิดผีกับนางเพา
บตุ รสาวเจา้ เมอื งจำ� ปาสกั นำ� ไปสกู่ ฎหมายเรอ่ื งหญงิ ทต่ี งั้ ครรภ์
โดยมิได้สมรส ท�ำให้ต้องจัดหาเคร่ืองพลีกรรมถวายอารักษ์
หลักเมอื ง แตใ่ นประวัตศิ าสตร์กก็ ล่าวถึงเพียงเทา่ นนั้
นอกจากน้ียังมีนักวิชาการบางท่าน เช่น ผู้ช่วย
ศาสตราจารย์ กญั ญา บรุ รี ตั น์ อาจารยป์ ระจำ� คณะมนษุ ยศาสตร์
และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ได้ให้
ความเหน็ วา่ บางทคี ำ� วา่ ปางคำ� อาจหมายถงึ “ยคุ ทอง” ในการ
สร้างสรรค์วรรณกรรมล้านช้าง เนื่องจากความสงบสุข
ของบา้ นเมอื งกเ็ ปน็ ไปได้ แตโ่ ดยสรปุ แลว้ กย็ งั ไมม่ คี วามกระจา่ ง
ว่าท้าวปางค�ำที่แท้คือใคร เน่ืองจากไม่ได้ระบุปีท่ีเขียนไว้
จึงท�ำใหย้ ากตอ่ การสืบค้น
สโี ห โคมไฟบนถนนอกี สายหน่ึง
หอยสงั หรือสงั ข์ทอง โคมไฟบนถนนใกลส้ ถานีรถไฟ คุณคา่ ของวรรณกรรม
ดังท่ีกล่าวไปแล้วข้างต้นว่าสังสินไซไม่ใช่เพียงวรรณคดี
ท่ีมีงดงามทางภาษาเท่านั้น หากยังมีคุณค่าทั้งทางโลก
และทางธรรมด้วยเปน็ ต้นว่า
ด้านประวัติศาสตร์ แม้ว่าเนื้อหาของเร่ืองจะแทรก
ความอัศจรรย์เหนือจริงของตัวละครต่างๆ แต่ฉากท่ีบรรยาย
ถงึ เมือง เช่น นครเป็งจาล ทวี่ า่
38
“บดั น้ยี ังมนี กั คะเลดล�ำ้ ซั้นซ่ือเปง็ จาน
นิคมคน ค่งั เพง็ พอตอ้ื
เซียงหลวงลน้ ลุงลังล้านยา่ น
น�ำ้ แผ่ลอ้ ม ละวงั ต้ายซว่ั ตา
ฮงุ่ คำ�่ เซ้า ซาวเทดเทยี วสะเพา
อดุ มโดย ด่งั เดียววะดงึ ฟ้า”
ซึ่งลักษณะเมืองเป็งจานดังท่ีปรากฏในบทประพันธ์นี้
นักวิชาการหลายท่านได้ลงความเห็นว่ามีลักษณะคล้ายกับ
นครเวยี งจนั ทนใ์ นอดตี โดยอา้ งจากบนั ทกึ ของบาทหลวงมารนิ ี
และเลอรชิ า นกั สอนศาสนาครสิ ตช์ าวยโุ รปทเี่ ขา้ มาเวยี งจนั ทน์
ในชว่ งพทุ ธศักราช ๒๑๘๕–๒๑๙๐ แต่โดยสว่ นตัวแลว้ ขา้ พเจ้า
กลับไม่เห็นด้วยว่าในบทประพันธ์น้ันจะเป็นนครเวียงจันทน์
เน่ืองจากในบทประพันธ์กล่าวถึงเรือส�ำเภาบรรทุกสินค้าของ
ชาวต่างประเทศ ซึ่งลาวไมม่ ีปากแม่น�้ำเป็นทางออกสทู่ ะเล จงึ
คาดวา่ อาจจะเป็นกรงุ ศรอี ยธุ ยา หรือรัฐมอญ มากกว่า
ท้าวกุมรโณท์ ท่ีวดั ศรีดำ� ดวน เมืองเวยี งจันทน์ สปป. ลาว
ดา้ นฮตี คอง ประเพณี นอกจากคำ� สอนในพทุ ธศาสนาแลว้
บริบทของวรรณกรรมยังได้กล่าวถึงฮีตคอง ประเพณีของ
ท้องถ่นิ เอาไวห้ ลายตอน เชน่ ตอนนาคะยุทธกรรม เมื่อสินไซ
สามารถเอาชนะวรณุ นาคได้ พญานาคยอมแพแ้ ละขอให้สินไซ
ส่งั สอนเกีย่ วกับจารตี ฮีตคองในการปกครองบา้ นเมอื ง เพื่อให้
เกดิ ความสงบสุข ดังวา่
“คองใด ดผู ิดแท้ มนุ ตตี ้านอยา่
ให้คอ่ ยคดิ คว่มี า้ ง เอากำ้� หลายน้นั เนอ
คำ� นท้ี ุกท่ีแท ้ มใิ ช่เดยี ว เฮาพะเอย
ปนุ ด่งั หลวั หลาย จดุ ไฟเกยี มกว้าง
อันหน่งึ หลิงหานอ้ ย อนตาย บงั เกิด กอ่ ดี
ใหร้ บี ม้างเมอื่ นอ้ ย ยายง้ั ย�่ำเสยี ”
สินไซ ทว่ี ดั ศรีด�ำดวน เมืองเวยี งจนั ทน์ สปป. ลาว เช่นกัน
ตลุ าคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑ 39
หมายความวา่ สงิ่ ใดท่ีเหน็ ว่าผิดแต่คณะมนตรีเสนอใหฟ้ งั สำ� หรบั การนำ� มาใชใ้ นปจั จบุ นั นน้ั ระหวา่ งทค่ี น้ หาขา้ พเจา้
เสียงส่วนมากเพราะทุกส่ิงไม่ใช่เราผู้เดียวตัดสิน เหมือนไฟ ไดพ้ บวาทะทช่ี วนใหร้ สู้ กึ ฮึกเหิมอยู่ประโยคหนง่ึ
กองใหญ่ ให้ริบเชอ้ื ไฟเสยี กอ่ นจะลกุ ลาม นอกจากแนวปฏิบตั ิ “ซาวหนุ่มจ่งเป็นด่ังนกอินทรี ท่ีบ่หวั่นกัวต่อพะยุลมแรง
เกย่ี วกบั การดำ� เนนิ ชวี ติ ในสงั คม วรรณกรรมเรอื่ งนย้ี งั สอดแทรก จ่งกายเปน็ สนิ ไซของยกุ สะไหมพวกเฮา”
ประเพณี การเกดิ การบวช การแตง่ งานและการตาย นั่นเป็นวาทะของท่านประธานไกสอน พมวิหาน อดีต
ด้านเศรษฐกิจ ผู้ประพันธ์ได้สะท้อนภาพความรุ่งเรือง ประธานประเทศ แห่ง สปป.ลาว ที่ต้องการให้หนุ่มสาว
ทางเศรษฐกิจของเมืองเป็งจานและเมืองจ�ำปา ซ่ึงมีการ ชาวลาวมคี วามกตญั ญู เสียสละ กลา้ หาญ และอดทน เหมือน
แลกเปล่ียนสินค้ากันท้ังค�่ำเช้า แสดงให้เห็นถึงความสงบ ดั่งท้าวสินไซพระเอกในวรรณคดี ซ่ึงอุดมการณ์เช่นนี้จะเป็น
ร่มเย็นไร้ศึกสงคราม เปรียบเทียบได้กับรัชสมัยของพระเจ้า คณุ สมบตั ิท่นี �ำไปส่กู ารสร้างชาติ
สรุ ยิ วงศาธรรมิกราช และไม่เพียงเท่าน้ี ประเทศเพื่อนบ้านของเรายังบรรจุ
ด้านการเมืองการปกครอง ผู้ประพันธ์ได้สอดแทรก วรรณคดีเร่ืองนี้เข้าไว้ในหลักสูตรการศึกษา และเลือกใช้
แนวความคิดเก่ียวกับหลักทางรัฐศาสตร์ (politic science) ตัวพระเอก สินไซ ยิงศรข้ึนไปจุดไฟบนกระถางคบเพลิงกีฬา
ในการบรหิ ารประเทศรปู แบบทเ่ี รยี กวา่ “พฤกษาธปิ ไตย” เปรยี บ
พสกนิกรเป็นราก เสนาอำ� มาตย์เปน็ ล�ำตน้ พนักงานช้ันผูน้ อ้ ย
เป็นก่ิงก้านสาขา ส่วนพระราชาเป็นยอดไม้ ถึงฤดูกาลก็เป็น
หมากผล ซง่ึ หากระบบรากไมม่ น่ั คงแลว้ ลำ� ตน้ ตอ้ งตายแนน่ อน
นอกจากน้ียังได้กล่าวถึงหลักธรรมในการปกครองด้วย เช่น
ราชสงั คหวตั ถุ ๔ ทศพธิ ราชธรรม จกั รวรรดวิ ัตร และคอง ๑๔
ด้านธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ในวรรณคดีโบราณ
สว่ นใหญม่ กั พรรณาถงึ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งมนษุ ยก์ บั ธรรมชาติ
ในวรรณกรรมเร่ืองน้ีปรากฏมากในตอนท่ีสินไซเดินดง และ
ตอนพญากุศราชออกตามหานางสุมณฑาผู้เป็นน้องสาวไปถึง
เมืองจ�ำปา มีท้ังชื่อสัตว์ต่างๆ ทั้งสัตว์บก สัตว์น้�ำ สัตว์ปีก
ชนิดของพรรณไม้ แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ นอกจากน้ียัง
แฝงเร่ืองการอนุรักษ์ธรรมชาติอีกด้วย เช่น ตอนที่นางเมขลา
ห้ามศึกระหว่างกุมภัณฑ์และสินไซ โดยขอให้ไปสู้กันที่ใหม่
เพราะท�ำให้สัตวใ์ หญ่น้อยลม้ ตาย เปน็ ต้น
การน�ำไปประยุกตใ์ ช้ในปัจจุบนั สินไซกำ� ลังพิชติ งูซวง
ในหนังสือการต์ ูนสำ� หรับเดก็ เรอ่ื งสินไซ ใน สปป. ลาว
เดิมวรรณกรรมเร่ืองน้ีเล่าต่อกันมาแบบมุขปาฐะ แล้วจึง
จารบันทกึ ลงในหนงั สือผกู แลว้ ถา่ ยทอดต่อๆ กันมา พระสงฆ์
จะน�ำมาอ่านเทศน์เพื่อส่ังสอนศีลธรรมดังที่ปรากฏในเรื่อง
ในวันพระหรอื งานบญุ หากบา้ นใดมหี นังสือผกู เรอ่ื งนีจ้ ะเกบ็ ไว้
บนหิ้งพระไม่น�ำมาวางระเกะระกะ แล้วในวันพระผู้อาวุโส
ของครอบครวั จะนำ� มาอา่ นใหล้ กู หลานฟงั สงั่ สอนใหม้ คี ณุ ธรรม
กล้าหาญ กตญั ญู และเสียสละ อยา่ งสนิ ไซ เปน็ เร่อื งทเี่ ดก็ ๆ
ชอบกนั มาก
40
สินไซขี่หลังสโี หออกเดินทาง
ในหนังสือการต์ นู สำ� หรบั เด็ก เร่อื งสนิ ไซ ใน สปป. ลาว
และพบวา่ นบั ตง้ั แตพ่ ทุ ธศกั ราช ๒๕๔๙ เปน็ ตน้ มา จงั หวดั
ขอนแก่นได้น�ำแนวคิด “สินไซกับการพัฒนาเมือง” มาใช้เป็น
ยุทธศาสตร์เพื่อปลูกฝังส�ำนึกรักท้องถ่ิน และให้เยาวชน
มีความกตัญญู กล้าหาญ เสียสละ และพอเพียง โดยมี
ฝา่ ยวชิ าการอย่างมหาวิทยาลยั ขอนแก่น ร่วมมือกบั ชาวชมุ ชน
หมู่บ้านสาวัตถี และเครือข่ายเทศบาล โดยมีวัดไชยศรีเป็น
ศูนยก์ ลางการเรยี นรู้
จากการเดินทางเก็บข้อมูลข้าพเจ้าจึงได้เห็นว่า สังสินไซ
ไมไ่ ดเ้ ปน็ เพยี งนทิ านมขุ ปาฐะทมี่ เี นอื้ หาสง่ั สอนศลี ธรรมเทา่ นน้ั
แต่ยังเช่ือกันว่าเป็นชาติหนึ่งขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จนข้าพเจ้าเองก็อดย้อนมองดูตัวไม่ได้ว่าภายในจิตใจของ
ข้าพเจ้ามคี วามเปน็ สนิ ไซซุกซ่อนอยบู่ า้ งหรอื ไม่
ซีเกมส์ คร้ังท่ี ๒๕ อีกด้วย จวบจนปัจจุบันยังให้ความสำ� คัญ อ้างอิง
ท้ังทางตรงในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมท่ีมีกฎหมายรองรับ ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ.์ (๒๕๕๘). สินไซ : การประยกุ ตใ์ ช้ทนุ
และทางอ้อมในการน�ำไปปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับยุคสมัย วฒั นธรรมเพ่ือการพฒั นาชมุ ชนสองฝ่ังโขงในกระแส
ไมน่ า่ เบอ่ื โดยกลมุ่ สบื ทอดมรดกลา้ นชา้ ง (Lanxang Heritage โลกาภวิ ฒั น์ (Sinxay : Application of culture capital
Reservation Group) for community development of Thai and Lao in
จากตา่ งประเทศยอ้ นกลบั มาดภู ายในประเทศบา้ ง พบวา่ globalization) วิทยานิพนธป์ ริญญาดุษฎบี ณั ฑิต
ในหนังสือแบบเรียนวิชาภาษาไทยของชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
เล่ม ๑ พุทธศักราช ๒๕๒๑ ได้น�ำคุณธรรมจากวรรณกรรม นัทธห์ ทัย วนาเฉลิม. (๒๕๕๘). สะกดรอยสนิ ไซ. พิมพค์ รง้ั ท่ี ๑.
เร่ืองนี้มาสอนใจเด็กให้มีความปรองดองในครอบครัว อมรนิ ทรพ์ รน้ิ ตงิ้ แอนดพ์ บั ลชิ ชงิ่ . กรงุ เทพมหานคร. ๑๔๙ หนา้ .
ผ่านตัวละคร มานี มานะ มหาสลิ า วีระวง. สงั สินไซ คำ� กลอนค่รู อ้ ยแก้ว เล่ม ๑. (๒๕๑๓).
พะไซ กราฟฟิก. จำ� นวน ๒,ooo เลม่ . พิมพ์คร้งั ท่ี ๑.
นครหลวงเวยี งจันทร์. สปป.ลาว.
มหาสลิ า วีระวง. สงั สินไซ คำ� กลอนคู่ร้อยแกว้ เล่ม ๒. (๒๕๓๔).
พะไซ กราฟฟกิ . จ�ำนวน ๓,๕oo เล่ม. พิมพค์ ร้ังที่ ๑.
นครหลวงเวยี งจนั ทร.์ สปป.ลาว.
โครงการฐานข้อมลู ศลิ ปะการแสดงหมอล�ำ ส�ำนักวัฒนธรรม
มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ . www.morlum.kku.ac.th/home.php.
ตลุ าคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑ 41
กีฬา-การละเล่น
เรอ่ื ง : มานพ ชเู ตชะ
ภาพ : หรรษา ตั้งม่นั ภวู ดล/ สมชาย ฉัตรไพฑรู ย์
เรือยาวประเพณี อดุล ตัณฑโกศัย/อภินันท์ บวั หภักดี
มรดกวัฒกนีฬธารพร้ืนมบแ้าหน่งสายน้ํา
เมื่อถึงฤดูน้ําหลาก นั่นหมายถึง ช่วงเวลาแห่งการประกาศศึกจ้าวฝีพายแห่งลุ่มน้ําต่างๆ
ทั่วประเทศไทยได้เร่ิมขึ้นแล้ว การแข่งขันเรือยาวประเพณี คือกีฬาพื้นบ้านท่ีสามารถฝ่ากระแส
โลกาภวิ ตั น์ ยนื หยดั ไดอ้ ยา่ งสงา่ งามมาจนถงึ ปจั จบุ นั สสี นั และบรรยากาศของการแขง่ ขนั เปน็ แมเ่ หลก็
ชั้นดีที่ดึงดูดช่างภาพและผู้ชมนับร้อยนับพันมาร่วมชมและเชียร์กันอย่างเนืองแน่นทุกเพศ ทุกวัย
จนมีค�ำกล่าวว่าเป็นกีฬาที่ เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี พระเถร เณร ชี ดูแล้วไม่อาบัติ เพราะว่าการแข่งเรือ
ภาพ : หรรษา ตง้ั ม่ันภวู ดล
42
“ ..เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระพรรษา ชาวพาราเซ็งแซ่แห่กฐิน
ลงเรือเพียบพายยกเหมือนนกบิน กระแสสินธ์ุสาดปรายกระจายฟอง
สนุกสนานขานยาวสาวสนั่น บ้างแข่งขันต่อสู้เป็นคู่สอง
แพ้ชนะปะตาพูดจาลอง ตามท�ำนองเล่นกฐินสิ้นทุกปี ..
” นิราศเดือนกรมหมื่นพรหมสมพัตสร (ศิษย์สุนทรภู่) กวีในสมัยรัชกาลที่ ๓
ขน้ึ โขนชงิ ธง การแขง่ เรือสดุ มัน
ของพ่ีนอ้ งล่มุ แม่นา้ํ หลงั สวน
จังหวัดชุมพร ทตี่ ้องเอาชนะกัน
ดว้ ยการข้ึนโขนเรอื และชิงธงแดง
ที่เส้นชยั มาใหไ้ ด้
เป็นประเพณีท่ีผูกพันกับพระพุทธศาสนา และเรือเป็นสมบัติของวัด
และชุมชน การแข่งขันเรือยาวประเพณีจึงเป็นกีฬาพ้ืนบ้านท่ีก่อให้เกิด
ความสามัคคี ซึ่งถือเป็น “หัวใจส�ำคัญของการพัฒนาชาติ” นาวาอันน�ำพา
ความสนุกสนานมาพร้อมกับงานเทศกาลประเพณีในฤดูน้ําหลากนี้ จึงเป็น
มรดกวัฒนธรรมแห่งสายนํ้าอันทรงคุณค่า คู่ควรกับการอนุรักษ์ไว้อย่างแท้จริง
หวั เรือพญานาคของเมอื งนา่ นในช่วงตา่ งๆ จากอดตี ถึงปัจจุบัน
ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๖๑ 43
จากเรอื พายสกู่ ารแขง่ ขนั เรอื ยาวประเพณี เม่ือเสร็จพิธีการทางศาสนาแลว้ เพ่ือความสนุกสนานจงึ มี
การเลน่ เรอื เพลงตอบโตส้ กั วากนั เปน็ โอกาสทหี่ นมุ่ สาวไดพ้ บปะ
วิถีชีวิตคนไทยผูกพันกับสายนํ้ามาตลอด เร่ิมต้ังแต่ เกี้ยวพาราสี ลงท้ายด้วยการพายเรือแข่งขัน เพื่อแสดงฝีไม้
การสร้างบ้านแปงเมือง ที่มักจะเลือกท�ำเลติดแม่นํ้าล�ำคลอง ลายมือและความพร้อมเพรียงของเหล่าฝีพายชายอกสามศอก
เพ่ือเป็นแหล่งนํ้าในการอุปโภคบริโภค การค้าขายคมนาคม สร้างบรรยากาศงานบุญให้ครึกครื้น เป็นการละเล่นหน้านํ้า
ขนส่ง ตลอดจนการท�ำการเกษตร “สายน้ํา” จึงเปรียบเสมือน หลากของคนไทย ควบคู่ไปกบั งานบุญประเพณีนัน้ เอง
“สายโลหิตของชีวติ คนไทย” มาแตบ่ รรพกาล การแขง่ ขันเรือยาวนี้มีมาแล้วเนน่ิ นาน ไมป่ รากฏแน่ชดั วา่
คนไทยสมัยก่อนนิยมสัญจรกันทางน้ํา โดยมีเรือเป็น ต้ังแต่สมัยใด แต่ในสมัยกรุงสุโขทัย มีปรากฏหลักฐาน
พาหนะหลัก เรือพาย จึงมบี ทบาทส�ำคญั ในวิถีชีวติ ของคนไทย การแข่งขันเรือหลวงพระท่ีนั่ง ในห้วงเดือน ๑๑ ของทุกปี
เม่ือถึงฤดูนํ้าหลาก ว่างเว้นจากการเพาะปลูก ในราวเดือน เป็นพระราชพิธีประจ�ำเดือน ๑๑ เรียกว่าพระราชพิธีอาสยุช
กันยายนถึงเดือนธันวาคม โดยเฉพาะช่วงเทศกาลงานบุญ (อาสยุช แปลว่า เดือนสิบเอ็ด) เพื่อเป็นการเส่ียงทายความ
ประเพณีออกพรรษา ชาวพุทธนิยมไปท�ำบุญตักบาตรเทโว อดุ มสมบรู ณข์ องบา้ นเมอื ง มกี ารแขง่ เรอื ระหวา่ งเรอื สมรรถไชย
กันที่วัด แล้วจึงมีการจัดขบวนแห่เรือตกแต่งอย่างสวยงาม ของพระเจา้ แผน่ ดนิ กบั เรอื ไกรสรมขุ ของอคั รมเหสี พระราชพธิ ี
น�ำองค์กฐิน องค์ผ้าป่าไปทอดถวายยังวัดท่ีตนศรัทธา มีการ นมี้ สี บื เน่ืองมาจนถึงปลายกรุงศรอี ยธุ ยา จงึ ค่อยๆ รา้ งลาไป
ลากเรือพระ หรือชักพระ อาราธนาพระพุทธรูปลงเรือตกแต่ง ในสมัยอยุธยาแผ่นดินพระเอกาทศรถ โปรดให้มีการ
สวยงาม แล้วเห่แหนไปตามแม่นํ้าล�ำคลองชักชวนชาวพุทธ แข่งขันเรือของทหาร เพราะการปกป้องบ้านเมืองในอดีตน้ัน
ทงั้ หลายใหอ้ อกมารว่ มท�ำบญุ กนั
๑๒
44
๓
๑. เรอื ทยี่ าวที่สุดในประเทศไทย เรือเลศิ เกียรตศิ ักดิ์ (พญาฆึ) ของวัดศรพี ันต้น ผองเพ่ือนพี่น้องลูกหลาน เหมือนระฆังกังวานความสุขที่ดังข้ึน
จงั หวดั น่าน ใช้อัญเชญิ ถว้ ยพระราชทาน ยาว ๓๗.๕ เมตร บรรจุ ๘๐-๑๐๐ ฝพี าย ในทกุ เทศกาลการแขง่ ขัน
๒. ชาวบา้ นย่านวัดนาเตา ท่าวังผา พาเรอื ค�ำแดงเทวีเขา้ รว่ มการเปดิ สนามแขง่ การแขง่ เรอื ยาวในระยะแรกๆ แขง่ กนั แคห่ มบู่ า้ นใกลเ้ คยี ง
เรือเมืองนา่ นในอดีต เพื่อความสนุกสนาน รางวัลเป็นเพียงข้าวสาร อาหารแห้ง
๓. หัวเรือพญานาคของเรอื แข่งเมอื งนา่ นวันน้ี
นํ้ามันก๊าด หรือผ้าแถบ ซ่ึงเมื่อได้มาแล้วจะน�ำมาผูกไว้ท่ี
เรอื มคี วามส�ำคญั ในการรกั ษาเอกราชของชาติ การยกทพั ในเสน้ โขนเรือ ชนะหลายเที่ยวก็จะได้มาหลายผืน เมื่อเลิกพายแล้ว
ทางแม่น้ําล�ำคลองจะใช้เรือพายเป็นหลัก ยามไม่มีศึกสงคราม ก็จะน�ำผ้าแถบเหล่านี้มาเย็บต่อกันเป็นผ้าม่านถวายวัด ต่อมา
จึงต้องมีการฝึกซ้อมเตรียมความพร้อมฝีพายไว้ให้แกร่งกล้า ได้มีการพัฒนารางวัลมาเป็น ขันนํ้าพานรอง ถ้วยรางวัล
การฝึกซ้อมฝีพายของทหารสร้างความฮึกเหิมให้กับราษฎร เงินรางวัล จนถึงถ้วยพระราชทานกนั ไปเลย
จงึ ขยายสกู่ ารแขง่ ขนั ในระดบั ชาวบา้ นจนแพรห่ ลาย ในจดหมาย ระยะหลังเม่ือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และอีก
เหตลุ าลแู บร์ มกี ารกลา่ วถงึ การแขง่ เรอื ของชาวบา้ นวา่ เปน็ การ หลายหน่วยงานราชการได้เข้ามาร่วมจัดกิจกรรมเพ่ือช่วยกัน
ละเล่นยอดนิยมซึ่งมักจะมีการพนันขันต่อร่วมอยู่ด้วยเสมอ ฟื้นฟูอนุรักษ์ ส่งเสริมประเพณีท้องถิ่น รูปแบบในการจัดงาน
ก็เปล่ียนแปลงไป มีพิธีการ ขั้นตอน และกติกาการแข่งขันที่
เรอื ยาวประเพณจี ากอดตี -ปจั จบุ นั พัฒนาไปตามปัจจัยทางสังคม จนการแข่งขันเร่ิมขยายไปสู่
การแขง่ ขนั เรอื ยาวประเพณี เปน็ เสมอื นกระจกเงาสะทอ้ น วงกว้าง มีการเชิญหรือทาบทามเรือดังในแต่ละภูมิภาค
สภาพสังคมและชุมชน เป็นบทพิสูจน์ความสามัคคีของคน มาแข่งขัน ซึ่งการน�ำเรือจากที่ไกลๆ มาเข้าแข่งขันนั้น มีค่า
ในหมู่บ้าน โดยมีวัดริมแม่น้�ำเป็นศูนย์กลางของการแข่งขัน ใช้จ่ายสูงมาก ทางคณะกรรมการจัดการแข่งขันจึงเสนอ
เม่ือถึงฤดูนํ้าหลากผู้ชายในหมู่บ้านตั้งแต่เด็กหนุ่มไปจนถึงคน งบประมาณค่าลากจูงตามสมควรแก่ระยะใกล้ไกลให้แก่เรือ
รุ่นปู่จะมาร่วมกันฝึกซ้อมพายเรือ เสียงหัวเราะรอยยิ้มของ ท่ีเข้าร่วมแขง่ ขัน
ตลุ าคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑ 45
ต่อมาเมื่อสภาพเศรษฐกิจและสังคม ฝพี ายเขา้ รว่ มการแขง่ ขนั กวาดรางวลั ในแตล่ ะ
เปลยี่ นไป การแขง่ ขนั เรอื ยาวกลบั ปรบั เปลย่ี น สนามด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะท่ีสังกัดกองทพั
ให้เป็นช่องทางการโฆษณาทางธุรกิจและ เรอื อยา่ งเรอื ยทุ ธการนาวา ฉายาราชาแหง่ ล�ำนำ�้
การเมอื ง เมอื่ นายทนุ นกั การเมอื งสนใจอยาก สังกดั หน่วยมนษุ ยก์ บจู่โจมท�ำลายใต้น้ำ� หรือ
ไดค้ ะแนนเสยี งจากชมุ ชน จงึ สนบั สนนุ เงนิ ทนุ หนว่ ยซลี ทใี่ ครๆ รจู้ กั กค็ วา้ ถว้ ยพระราชทานฯ
การแขง่ ขนั เปน็ รางวลั และคา่ ตอบแทนแกท่ มี ประเภท ๕๕ ฝพี ายไปครองได้เกอื บทกุ สนาม
ท่ีเข้าแข่ง การพายเรือจึงค่อยๆ กลายเป็น ท�ำใหฝ้ พี ายเรอื ทหารเหลา่ นกี้ ลายเปน็ นกั พาย
อาชีพ โดยนายทุนได้มอบอ�ำนาจให้กับ เรือทีมชาติไทยไปพายแข่งขันในระดับสากล
ผู้จัดการเรือเป็นผู้ฝึกซ้อมดูแลพัฒนาทักษะ หลายคร้งั หลายหน
ของฝีพาย พฒั นากลยทุ ธ์ และพฒั นาตวั เรือ เมอื่ วงการเรอื ยาวเปน็ ทน่ี ยิ มมากขน้ึ จงึ
ซ่อมบ�ำรงุ เรอื ดว้ ยเทคโนโลยที ท่ี นั สมยั เพอ่ื ให้ กอ่ เกดิ ฝพี ายมอื อาชพี ซงึ่ พฒั นามาจากฝพี าย
พร้อมลงแข่งในสนามต่างๆ ที่เจ้าของเรือ ทหารทป่ี ลดระวาง และมโี อกาสไดพ้ ายเรอื ไป
เห็นชอบ กบั หนว่ ยงานตน้ สงั กดั กอ่ ตวั เปน็ “ทมี พายเรอื ”
ในการแข่งขันเรือยาวน้ัน นอกจากทีม ทมี่ กี ารพฒั นาเทคนคิ และวธิ กี ารแขง่ ขนั อยา่ ง
เรือของชาวบ้าน ก็ยังมีทีมเรือจากหน่วย เปน็ ระบบมากขนึ้ มกี ารจา่ ยคา่ ตอบแทนทค่ี มุ้
ราชการต่างๆ ตัวอย่างเชน่ เรือเทศบาลเมอื ง คา่ ซง่ึ แตเ่ ดมิ “เจา้ ภาพหลกั ” คอื วดั และคณะ
ตากใบ (จ.นราธวิ าส) เรอื ฉลามเสือ ค่ายจุฬา กรรมการของชุมชน ต่อมาเม่ือหน่วยงาน
ภรณ์ สงั กดั กรม ร.๓ พล.นย. เรือสันตวิ ารี ราชการตา่ งๆ ไดจ้ ดั งบประมาณสนบั สนนุ การ
สังกัดส�ำนักงานชลประทานท่ี ๑๗ ไม่เว้น จัดงาน เจ้าภาพจึงมีหลายภาคส่วนเข้ามา
แม้แตห่ นว่ ยงานภาครฐั ด้านความมัน่ คง เช่น ร่วมกัน ก่อเกิดทีมงานในรูปแบบท่ีเรียกว่า
ทหาร ต�ำรวจ ก็มีการฝึกซ้อมก�ำลังพล ส่ง “โปรโมเตอร์” มาเป็นกลไกส�ำคญั ของการจดั
กระบวนเรือเปิดสนามแขง่ เรือแมน่ �ำ้ มูล จังหวัดอุบลราชธานี งานแข่งเรือยาวประเพณี ซ่ึงมี
46 กจิ กรรมตา่ งๆ เชน่ การประกวด
ขบวนแห่ การประกวดกองเชียร์
การแสดงทางวฒั นธรรม มหรสพ
การออกร้านแบบงานวัด ตลาด
ย้อนยุค หรือการจ�ำหน่ายสินค้า
โอทอป ฯลฯ มกี ารประชาสมั พนั ธ์
การแขง่ ขนั ผา่ นสอ่ื ตา่ งๆ ทง้ั วทิ ยุ
โทรทศั น์ และหนงั สอื พมิ พ์ สง่ ผล
ให้เกิดการรับรู้วันเวลาและสถาน
ที่จัดแข่งขันท่ัวประเทศ มีการ
ถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์
และเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต กอ่ ให้
เกิดเว็บไซต์ของชุมชนคนรัก
เรอื ยาวข้ึนเกอื บทุกจงั หวัด
ศึกมติ รภาพ เรือแข่งของพ่นี ้องลาวขา้ มแม่นำ้� โขงมารว่ มการแข่งขนั เปน็ ประจ�ำทกุ ปี
การแขง่ เรอื ยาวประเพณี ๔ ภาค
• ภาคเหนือตอนบน • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ปัจจุบันการแข่งเรือยาวประเพณีมีขึ้นท่ัวประเทศ ตาม การแข่งขันเรือยาวทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ลุ่มนํ้าส�ำคัญต่างๆ ตารางการแข่งขันทั้งปีรวมมากกว่า มีรายการที่น่าชมท่ีสุด คือรายการแข่งขันเพื่อเชื่อมความ
๒๐๐ รายการ อีกท้ังแต่ละสนามแข่งขันก็มีเรื่องราวท่ีน่าสนใจ สัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ งานแข่งขันเรือยาว
มากมาย การแข่งขันเรือยาวท่ีมีช่ือเสียงโดดเด่นท่ีสุดทาง ประเพณีไทย-ลาว-เวียดนาม จังหวัดบึงกาฬ รายการตีช้าง
ภาคเหนอื ตอนบน คอื ท่ี จงั หวดั นา่ น อนั เปน็ วฒั นธรรมงดงาม น�้ำนอง ณ ริมฝั่งแม่น้ําโขง หน้าตลาดอินโดจีน มุกดาหาร
แบบล้านนา ซึ่งจัดข้ึนคู่กับงานประเพณีตานก๋วยสลากมากว่า เป็นพธิ ีสกั การะสง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ แมพ่ ระคงคา เทวดา พญานาค ใน
รอ้ ยปแี ลว้ โดยทว่ั ไปจะเรมิ่ ในวนั เพญ็ เดอื น ๑๒ เหนอื (กนั ยายน) ล�ำนาํ้ โขง เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความรม่ เยน็ เปน็ สขุ โดยน�ำเรอื ทเี่ ขา้ แขง่ ขนั
ถงึ แรม ๑ คำ่� เดอื นเกย๋ี งดบั (พฤศจกิ ายน) สนามการแขง่ ขนั เรอื มารวมกัน แลว้ พายล่องตามล�ำน้าํ โขง ระหว่างการพายเรอื จะมี
ของนา่ นจงึ เรมิ่ ราวปลายเดอื นกนั ยายนในแตล่ ะปี และจะไปสนิ้ การโห่ร้องตีกลองเคาะเกราะเปน็ จังหวะ เพือ่ เอาฤกษ์เอาชยั
สดุ ในวนั ขน้ึ ๑๕ คำ�่ เดอื น ๑๒ ประมาณปลายเดอื นตลุ าคมถงึ ในล�ำน้ําจักราช มีประเพณีแข่งเรือพิมายซึ่งจัดควบคู่ไป
ตน้ เดอื นพฤศจกิ ายน จะเปน็ การแขง่ ขนั นดั ปดิ สนาม เรอื ยาวที่ กับเทศกาลเท่ียวพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ซ่ึงมีเรือจาก
จะเขา้ แขง่ ทน่ี ตี่ อ้ งเปน็ เรอื ขดุ ทแี่ กะสลกั หวั เรอื เปน็ รปู พญานาคที่ ต่างประเทศมารว่ มแข่งขันด้วย
ชคู ออวดเขยี้ วแบบของเมอื งนา่ นเทา่ นนั้
ตุลาคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑ 47
เรือเทพนรสงิ ห์ เรือดงั แห่งล�ำน้�ำป่าสกั ของอ�ำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบรุ ี แชมเป้ยี นผูย้ ิ่งใหญห่ ลายปซี ้อนของลมุ่ นํ้าภาคกลาง
ในสายนา้ํ มลู มศี กึ ชงิ ความเปน็ หนงึ่ แหง่ สายนาํ้ มลู อสี านใต้ เรอื ยาวประเพณชี งิ ถว้ ยพระราชทานจงั หวดั พจิ ติ ร ณ ล�ำนาํ้ นา่ น
เพอื่ เปน็ การแสดงความเคารพสักการะเจ้าพ่อวงั กรูด ใช้ช่อื งาน หนา้ วดั ท่าหลวง ซงึ่ จัดข้ึนทุกปมี าตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๔๕๐ ยาวนาน
ว่า “งานประเพณีแขง่ เรือยาวชงิ ๓ ถ้วยพระราชทานฯ” จัดข้ึน ถึง ๑๐ วัน ๑๐ คืน ซ่ึงในวันพิธีเปิดจะมีขบวนเรือพระราชพิธี
เป็นประจ�ำทุกปี ในวันเสาร์-อาทิตย์แรกของเดือนพฤศจิกายน จ�ำลองพยุหยาตราทางชลมารค มีเรือเข้าร่วมขบวนมากกว่า
ณ ล�ำนํ้ามลู สวนเฉลิมพระเกียรติ อ�ำเภอสตึก จงั หวัดบุรรี มั ย์ ๑๐๐ ล�ำ และมกี ิจกรรมตา่ งๆ มากมาย
ซึ่งมีพิธีแห่เรือกว่า ๔๐๐ ล�ำ ขบวนพาเหรดช้างยิ่งใหญ่ มีการ ในล�ำนา้ํ นา่ นจงั หวดั พษิ ณโุ ลก มงี านแขง่ ขนั เรอื ยาวประเพณี
แขง่ ขนั ชา้ งวา่ ยนา้ํ ชงิ ถว้ ยรางวลั ที่ใหญท่ ่สี ดุ ในโลก ชิงถ้วยพระราชทานจังหวัดพิษณุโลก หน้าวัดพระศรีรัตน
งานประเพณีย่ิงใหญ่อีกงานหนึ่ง คือ งานเทศกาลแห่ มหาธาตุวรมหาวิหาร มีการแข่งเรือยาว เรือยาวใหญ่พื้นบ้าน
ปราสาทผ้งึ แข่งเรอื ยาวชงิ ถ้วยพระราชทานฯ ณ สนามแขง่ เรอื และเรือเชื่อมความสามัคคีท้องถ่ิน มีเรือช่ือดังจากท่ัวประเทศ
รมิ ฝง่ั หนองหาร จงั หวดั สกลนคร รอ่ งนาํ้ ส�ำหรบั แขง่ เรอื ในนา่ นนาํ้ ร่วมชงิ ชัยเปน็ เจ้าแหง่ สายนาํ้ นา่ น กว่า ๕๐ ล�ำ มพี ิธที อดผ้าปา่
หนองหาร มีอยู่ ๒ แห่ง คอื หน้าสระพังทอง ทางทิศตะวนั ออก หัวเรือ และพิธีถวายผ้าห่มหลวงพ่อพระพุทธชินราชสืบทอด
และท่านางอาบ บ้านท่าวัด ถือเป็นประเพณีท่ีเป็นช่ือเสียงและ ประเพณมี าแต่โบราณ
เปน็ เอกลักษณข์ องจังหวัดสกลนครดว้ ย ไลล่ งมาถงึ นครสวรรค ์ ดว้ ยเปน็ จงั หวดั ตน้ นาํ้ เจา้ พระยาจงึ มี
การแขง่ ขนั หลายสนาม อาทิ หนา้ วดั พระปรางคเ์ หลอื ง อ.พยหุ ะศริ ี
• ภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลาง หนา้ วดั เกาะหงส์ และหนา้ ศาลากลางหลงั เกา่ อ.เมอื ง สว่ นแมน่ า้ํ ปงิ
มที ่ี วดั หวั ดงเหนอื อ.เกา้ เลยี้ ว วดั ตะเคยี นเลอ่ื น ต.นครสวรรคต์ ก
ภาคเหนือตอนล่าง มีการแข่งขันเรือยาวประเพณีเกิดขึ้น เป็นต้น และในลุ่มน้ําเจ้าพระยาตอนบน มีการแข่งขันเรือยาว
ในทกุ จงั หวดั ตามแมน่ า้ํ สายหลกั ปงิ วงั ยม นา่ น จนมาถงึ ลมุ่ นาํ้ ประเพณีชิงถ้วยพระราชทานฯ ของจังหวัดชัยนาท หน้าวัด
เจ้าพระยา ตลอดจนแม่นํ้าท่าจีน แต่ท่ีโดดเด่นและเป็นสนาม พระยาตาก อ.เมอื งชยั นาท ซงึ่ จดั ขน้ึ ชว่ งวนั อาสาฬหบชู า ถอื วา่
แข่งขันเรือยาวท่ีย่ิงใหญ่ท่ีสุดในประเทศไทย คือ งานแข่งขัน
48