The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วัฒนธรรม ปีที่ 57 ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2561 วัฒนธรรมคุณค่าสู่มูลค่า

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cstd, 2022-03-29 23:06:46

วัฒนธรรม ปีที่ 57 ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2561

วัฒนธรรม ปีที่ 57 ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2561 วัฒนธรรมคุณค่าสู่มูลค่า

Keywords: วัฒนธรรม

เป็นสนามแรกของปีในการเปิดศึกชิงความ สุดยอดประเพณกี ารแขง่ เรอื
เปน็ จา้ วแหง่ สายนา้ํ ประจ�ำจงั หวดั นา่ น
ในภาคกลางบางพื้นท่ียังมีการอนุรักษ์ ทม่ี ีผูเ้ ฝา้ รอชมเป็นจ�ำนวนมาก
เรือท้องถ่ิน คือเรือพายม้า ซ่ึงเป็นเรือยาว ภาพ : เสรี ศิรินามารัตนะ
ไม่เกิน ๕ วา ท่ีใช้สัญจรภายในหมู่บ้าน
และบรรทุกสินค้าผลผลิตการเกษตร มีการ ประจวบคีรีขันธ์ ซ่ึงทางเทศบาลเมืองหัวหินได้ร่วมกับชาวเรือยาวประเพณีท่ัว
แข่งขันเรือพายม้าพ้ืนบ้าน (๑๐ ฝีพาย) ประเทศจดั กจิ กรรมแขง่ ขนั เรอื ยาวเกยี รตยิ ศเทดิ พระเกยี รติ เพอื่ แสดงความส�ำนกึ
ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่ีวัดกอไผ่ ในพระมหากรณุ าธคิ ณุ ของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรม
วัดจุฬามณี อ.บางบาล และวัดพระงาม นาถบพติ ร ซงึ่ เคยไดเ้ สดจ็ พระราชด�ำเนนิ ทอดพระเนตรการแขง่ ขนั เรอื ยาวทส่ี นาม
อ.บางปะหัน และท่ีศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เขาเตา่ เปน็ การสว่ นพระองค์ สร้างความปล้มื ปตี แิ กช่ าวเรอื เป็นอยา่ งมาก
(ซึ่งบางปีก็มีแข่งขันเรือยาวนานาชาติ โดย ในภาคตะวันออกของประเทศไทย มีแม่น้ําบางปะกงเป็นเส้นเลือดใหญ่
ใช้เรือที่แกะสลักหัวเรือเป็นรูปหงส์ เรียกว่า จังหวัดปราจีนบุรี มีการจัด “งานประเพณีแห่พระทางน้ําและแข่งขันเรือพาย
เรือหงส์ (๒๒ ฝีพาย) ร่วมแข่งขันด้วย วัดบางแตน” ณ แม่น้ําปราจีนบุรี บริเวณหน้าเขื่อนวัดบางแตน อ.บ้านสร้าง
นอกจากนน้ั ในจังหวัดปทุมธานี ยงั มกี ารแข่ง เพอ่ื สืบทอดประเพณีแหพ่ ระทางน้ําอกี ด้วย
เรือพายม้าและการแข่งขันเรือยาวชิงถ้วย
พระราชทานฯ ณ สนามวดั มะขาม-วดั มะขาม ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๖๑ 49
ใต้ เรือยาวที่เป็นแชมป์หลายสนามโด่งดัง
อยู่ในภาคกลางคือ ทีมเรือจันทร์เจ้าวัด
ศาลเจ้า จากจังหวัดปทุมธานีนน่ั เอง
สว่ นทโี่ พสงั โฆ อ.คา่ ยบางระจนั จงั หวดั
สิงห์บุรี ก็มีการแข่งขันเรือยาวประเพณี
ชงิ ถ้วยพระราชทานฯ ทกุ ปี ในลุม่ แมน่ ํา้ น้อย
ทีมเรือพรพระแก้ว จากวัดพระนอนจักรสีห์
จ.สิงห์บุรีเป็นเรือยาวอีกล�ำท่ีคว้าแชมป์
ในภาคกลางได้หลายสมยั
ในกรุงเทพมหานคร สนามริมแม่นํ้า
เจ้าพระยา ใต้สะพานพระราม ๘ สนามนี้
กลายเป็นต�ำนานของการแข่งเรือยาวชิงถ้วย
พระราชทานฯ ท่ีชิงเงินรางวัลรวมสูงสุดของ
ประเทศ จัดโดยกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ
สมาคมกีฬากรงุ เทพฯ บางปีกร็ ว่ มกับสมาคม
เรือพายแห่งประเทศไทย ใช้ชื่อว่า “สุดยอด
เรือสยาม” การแข่งขันเรือยาวประเพณี
สบื สานต�ำนานเจา้ พระยา เปน็ รายการทที่ �ำให้
คนกรุงเทพฯ ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับกีฬา
พน้ื บา้ นชนดิ น้ี สว่ นสนามแหง่ ความทรงจ�ำคอื
สนามอา่ งเกบ็ นาํ้ เขาเตา่ อ�ำเภอหวั หนิ จงั หวดั

เรือกอและพาย แข่งขันผ่านภาพพระบรมฉายาลกั ษณแ์ ละเรอื กอและใหญ่ล�ำงามด้านหลงั

หวั เรือกอและล�ำงาม ตน้ แบบลวดลายเรอื กอและ • การแข่งขันเรือยาวทางภาคใต้
แขง่ ขัน
50 การแขง่ เรือยาวประเพณีภาคใต้ เกิดข้นึ บนแมน่ า้ํ ส�ำคญั ของภาคใต้ คือแมน่ ้าํ
หลงั สวน ซง่ึ มคี วามยาวถึง ๑๐๐ กม. แม่นำ้� ตาปี แมน่ ํ้าบางนรา แมน่ ้าํ ปตั ตานี และ
แมน่ าํ้ สายบรุ ี เปน็ ตน้ การแขง่ ขนั เรอื ยาวทางภาคใตม้ อี ตั ลกั ษณทแ่ี ตกตา่ งกนั ในแตล่ ะ
พืน้ ที่ รายการที่ส�ำคญั ไดแ้ ก่ “งานประเพณีแห่พระแขง่ เรือชิงโล่และถ้วยพระราชทาน
ข้ึนโขนชิงธง มรดกทางวฒั นธรรมแห่งลุม่ นํ้าหลงั สวน” ณ บริเวณวัดดา่ นประชากร
แมน่ ้าํ หลังสวน อ.หลังสวน จ.ชุมพร การแข่งขนั ทน่ี ่มี คี วามตื่นเต้นเร้าใจมาก เพราะ
การตัดสินแพ้ชนะคือการชิงธงกลางแม่นํ้า ซ่ึงนอกจากจะมาจากความพร้อมเพรียง
ของฝพี ายแลว้ ยังขึ้นกบั ความสามารถของนายหวั เรอื และนายทา้ ยเรอื อีกดว้ ย
แม่น้ําตาปีจะมีการแข่งขันเรอื ยาวใน “งานประเพณชี ักพระ-ทอดผา้ ปา่ และแข่ง
เรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน” ริมแม่นํ้าตาปี อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีความ
สนุกสนานเรา้ ใจไมแ่ พส้ นามอน่ื จดั เป็นเวลา ๙ วัน ๙ คนื มีขบวนแห่เรอื พนมพระ
หรือชักพระทางน้ํา ล่องมาตามแม่นํ้าตาปี เพื่อให้ประชาชนริมฝั่งแม่นํ้าได้ร่วม
นมสั การ
ส่วนทางนครศรีธรรมราช มีการจัดการแข่งขันเรือเพรียว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์
ประจ�ำถ่ินของชาวปากพนัง โดยงานมีขบวนลากพระทางน้ํา การประกวดขวัญใจ
ชาวเรอื การแข่งขันซดั หลดุ หรอื ขว้างโคลนใส่กันตามวถิ ีชาวบา้ นโบราณ

ลงไปถึงปลายด้ามขวาน ๓ จังหวดั ชายแดนภาคใต้ จะมี
การแข่งขันเรือกอและ เรือยอกอง และเรือคชสีห์นานาชาติ
ชิงถ้วยพระราชทาน ควบคู่กันไปกับงานของดีเมืองนรา
ณ บรเิ วณพลบั พลาหาดนราทศั น์ เขตเทศบาลเมอื งนราธวิ าส ซงึ่
จดั ขนึ้ ครง้ั แรกเพอื่ แสดงความจงรกั ภกั ดตี อ่ พระบาทสมเดจ็ พระ
ปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช บรมนาถบพติ ร สมเดจ็ พระนาง
เจา้ สริ ิกิติ์ พระบรมราชินนี าถ ในรัชกาลท่ี ๙ ในคราวทเี่ สดจ็
พระราชด�ำเนนิ แปรพระราชฐานมาประทบั แรม ณ พระต�ำหนัก
ทกั ษณิ ราชนเิ วศน์ เพอื่ ทรงปฏบิ ตั พิ ระราชกรณยี กิจ เมอ่ื ปี พ.ศ.
๒๕๑๘ เปน็ รายการส�ำคญั ทสี่ ุด

• แม่ย่านางเรือ พิธีกรรมและความเช่ือ
ของชาวเรือ
ส่ิงท่ีน่าสนใจในเร่ืองของเรือยาวอีกส่ิงหนึ่ง คือพิธีกรรม
และการบวงสรวงแมย่ า่ นางเรอื ชาวเรอื มคี วามเชอื่ วา่ เรอื แตล่ ะล�ำ
มแี มย่ า่ นางปกปกั รกั ษา ดงั นนั้ กอ่ นการแขง่ ขนั ชาวเรอื จะท�ำพธิ ี
บูชาหรือพิธีบายศรีสู่ขวัญแม่ย่านางตามต�ำรับโบราณอย่าง
พรอ้ มเพรยี งทงั้ ฝพี ายเรอื และชาวบา้ น เมอื่ สน้ิ สดุ การแขง่ ขนั กจ็ ะ
มีพิธีเลี้ยงเรือ เป็นการเซ่นบวงสรวงเพ่ือขอบคุณแม่ย่านางเรือ
แม่คงคา แมธ่ รณี และถือเป็นการสงั สรรค์ของฝพี ายอีกด้วย ฝพี ายเรือแขง่ เมืองน่าน
เรือยาวส่วนใหญ่นิยมขุดจากไม้ตะเคียนทองท้ังต้น กราบแมย่ า่ นางเรือ
ก่อนยกเรือลงนํ้า รว่ มการแข่งขัน

เนื่องจากเป็นไมเ้ นื้อแขง็ ท่ีเหนียว ไมผ่ งุ ่าย ลอยนํ้า และพุ่งนํ้า ภาพ : สุพจน์ ยวดยิง่ ยง
ไดด้ ี หากดแู ลดจี ะมีอายกุ ารใชง้ านนบั ร้อยปี ท่สี �ำคญั เชอ่ื กันว่า
มีนางไม้ หรือวิญญาณที่แกร่งกล้าสถิตย์อยู่ เม่ือน�ำมาขุด มนต์เสน่ห์และสีสันของการแข่งเรือที่เราจะได้เห็นคือ
เป็นเรือยาวก็จะเชิญนางไม้ขึ้นเป็น “แม่ย่านางเรือ” เรือยาว สีเสื้ออันฉูดฉาดบาดตาที่สวมใส่กันท้ังทีม เพื่อให้ผู้ชมสามารถ
สว่ นใหญน่ ยิ มตงั้ ชือ่ เรอื น�ำหนา้ วา่ เจา้ แม่ หรือ เทพ ดว้ ยเชอื่ วา่ มองและแยกแยะได้แตไ่ กลวา่ เป็นทมี ไหน ยิ่งไปกวา่ น้นั ยังมกี าร
แม่ยา่ นางเรอื เป็นผหู้ ญงิ และเป็นรกุ ขเทวาประจ�ำตน้ ไมน้ ัน่ เอง เรียกขวัญและก�ำลังใจด้วยเครื่องรางของขลังต่างๆ เพ่ือหวัง
เรือท่ีต้ังชื่อน�ำหน้าว่าเทพ อาทิ เทพนรสิงห์ ๘๘ (จ.สระบุรี) ชิงชัยชนะ บ้างก็ใส่เส้ือยันต์สีแดงที่ลงอักขระอาคมท้ังทีม
เทพมงั กรทอง (จ.นครสวรรค)์ เทพจฬุ ารกั ษ์ (จ.พระนครศรอี ยธุ ยา) ประหนง่ึ กองทพั เรอื ทจ่ี ะตอ้ งออกสสู่ นามรบ บา้ งกค็ าดสายสญิ จน์
เทพสบิ สองราศี เทพอมั พรนิ ทร์ (จ.พษิ ณโุ ลก) เปน็ ตน้ โดยเฉพาะ มงคลประหนง่ึ วา่ จะขนึ้ เวทมี วย บา้ งกอ็ มวา่ นเพอื่ เรยี กก�ำลงั หรอื
ท่ีจังหวัดสกลนคร นิยมต้ังชื่อเรือว่าเทพ มีจ�ำนวนนับไม่ถ้วน ไมก่ ส็ วมพระเครอื่ ง ตะกรดุ พริ อด หรอื คาดประเจยี ด (ผา้ ยนั ต)์
จริงๆ อาทิ เทพมณีรัตน์ เทพเกียรติคุณ เทพเดชานุภาพ ของวัดที่หมู่บ้านตนเองนับถือ อีกท้ังยังมีหลวงพ่อหรือพระ
เป็นต้น มาคอยดแู ลเรอื มาคอยใหก้ �ำลงั ใจประพรมนา้ํ มนตถ์ งึ สนามแขง่
โขนเรือ เป็นที่ประทบั ของแม่ย่านางเรอื เปน็ ส่วนทส่ี �ำคญั เสยี งพากยข์ องพธิ กี รประจ�ำสนามทสี่ รา้ งความตนื่ เตน้ เรา้ ใจ บวก
ทส่ี ดุ ของเรือ มักผกู ดว้ ยผา้ สีต่างๆ เพอ่ื ความสวยงาม เปน็ การ กับการแข่งขันที่ท�ำให้คนดูต้องลุ้นกันแทบไม่กระพริบตา ด้วย
แต่งตัวให้แก่แม่ย่านางเรือ ชาวเรือจึงให้ความเคารพกราบไหว้ การเอาแพเ้ อาชนะกนั เพยี งเสยี้ ววนิ าที สงิ่ เหลา่ นหี้ าดไู ดเ้ พยี งใน
และหา้ มมใิ ห้ผ้ใู ดท�ำลบหล่ตู อ่ โขนเรอื เปน็ อันขาด สนามแข่งเรือยาวประเพณีเท่านนั้

ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๖๑ 51

ขนบประเพณี

เรื่อง : ส. พลายนอ้ ย
ภาพ : ชาธร โชคภทั ระ

ภาพจิตกรรมฝาผนัง พระราชพิธจี องเปรียงภายในพระอุโบสถวดั ราชประดษิ ฐ์สลติ มหาสีมาราม กรงุ เทพฯ
52

ประเทศไทยลอยกระทงกันแตกต่างหลากหลาย สุโขทัย
เผาเทยี นเลน่ ไฟ เชยี งใหม่ประเพณีย่เี ปง็ แมฮ่ ่องสอนกระทงลอยฟา้
ร้อยเอ็ดบูชาสมมาน�้ำ จังหวัดตาก ลอยกระทงสาย และอื่นๆ
อกี มากมาย
ถ้าจะถามว่าประเพณีลอยกระทงเกิดข้ึนเม่ือไร เข้าใจว่าจะ
ไม่มีใครตอบได้ชัดเจน เพราะไม่พบหลักฐานว่ามีท่ีมาอย่างไร และ
มีท�ำกันหลายประเทศ เช่น อินเดีย จีน ลาว เขมร และไทย
ความเช่ือถือก็มีต่างๆ กัน รูปแบบการลอยกระทงก็ไม่เหมือนกัน
กล่าวเฉพาะในเมืองไทย ก็มีกล่าวกันต่างๆ แต่เดิมมีต�ำนานท่ีชอบ
อ้างกันอยู่เรื่องหน่ึง ซ่ึงบางคนอาจนึกไม่ได้หรือลืมไปแล้ว จึงขอ
น�ำมาเล่ายอ่ ๆ พอเตอื นความจ�ำดงั ตอ่ ไปน้ี


ในสมัยดึกด�ำบรรพ์นานมาแล้ว มีกาเผือกผัวเมียท�ำรังอยู่บนต้นไม้ใกล้ฝั่ง
แม่น�้ำในป่าหิมพานต์ วันหนึ่งกาตัวผู้ออกหากินแล้วหลงทางหายสูญไป แม่กา
กำ� ลังกกไข่ท่มี ีอยู่ ๕ ฟอง ไมอ่ าจจะออกตามหาได้ แลว้ อยูม่ าวนั หนึ่ง เกดิ พายุ
ใหญพ่ ดั พาไขท่ งั้ ๕ ฟองในรงั ตกลงไปในแมน่ ำ้� ตวั แมก่ าเองทถ่ี กู ลมพายพุ ดั ปลวิ
ไปดว้ ย พอลมสงบแม่กากบ็ นิ กลบั มาทร่ี งั เมือ่ ไมพ่ บไข่กร็ ้องไหด้ ้วยความเสียใจ
แมก่ าออกบนิ ตามหาไปยงั ทต่ี า่ งๆ กไ็ มพ่ บ ดว้ ยความเหนอ่ื ยออ่ นและความเสยี ใจ
ไม่อาจระงับได้ แม่กาก็ขาดใจตาย และด้วยบุญกุศลที่สร้างสมมา ก็ได้ไปเกิด
ในพรหมโลก มีชือ่ ว่า ท้าวผกาพรหม
สว่ นใขท่ งั้ ๕ ฟอง เมอื่ ตกลงไปในนำ้� กไ็ มจ่ ม กลบั ลอยไปพะตลง่ิ ตามกระแส
น�้ำทีพ่ าไป ไม่รวมอยใู่ นทีเ่ ดยี วกนั และโชคดีทม่ี ีแมไ่ ก่ แมน่ าค แม่โค แมร่ าชสหี ์
และแม่เต่า มาพบเข้า เก็บเอาไปกกตัวละฟอง เมื่อครบก�ำหนดไข่ก็แตกออก
แตไ่ ม่เป็นกาตามพ่อแม่ แตก่ ลบั เป็นมนุษย์ (ตามวาสนาบารมีทท่ี �ำมา)

ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๖๑ 53

ตำ� นานเร่ืองเลา่ แม่กา

ลอยโคม ในประเพณีย่เี ปง็ จังหวดั เชียงใหม่

ครั้นมนุษย์ท้ัง ๕ เติบใหญ่ข้ึน มีความเบ่ือหน่ายในชีวิต "ต้ังแต่น้ันมาชาวเราก็พากันลอยกระทง เพื่อจะบูชา
ฆราวาสเหมอื นๆ กนั จงึ ลามารดาเลยี้ งไปบวชเปน็ ฤาษี วนั หนงึ่ ท้าวมหาผกาพรหมด้วย และเพ่อื จะบูชาฝ่าพระบาทพระ ซ่ึงใน
ฤาษีท้ัง ๕ น้ีไปพบกันพร้อมหน้า จึงไต่ถามถึงนามวงศ์กันขึ้น ตำ� นานว่าอยูท่ ี่ฝ่งั แม่นำ�้ ยมนา สืบเน่อื งกนั มาจนถงึ ทกุ วันนี"้
ตนที่แม่ไก่เก็บไปเลี้ยงก็บอกว่า ตนช่ือ กุกกุฏสันโธ คือวงศ์ไก่ อกี ตำ� นานหน่ึงว่า เกิดขนึ้ คร้ังสุโขทัย นางนพมาศเปน็ คน
ที่นาคเก็บมาก็ว่าชื่อ โรนาคมโน คือวงศ์นาค ช่ือ กัสสโป คือ ต้นคิดประดิษฐ์กระทงเป็นรูปดอกบัว ถวายพระเจ้าแผ่นดินให้
วงศเ์ ตา่ ชอ่ื โคตโม คอื วงศโ์ ค ชอื่ เมเดโย คอื วงศร์ าชสหี ์ มารดา ทรงลอยไปตามสายน้�ำไหล เช่ือกันว่าเป็นการอุทิศบูชารอย
ตวั ไม่มี ได้แมไ่ ก่ แมน่ าค แม่โค แมร่ าชสหี ์ และแม่เตา่ เล้ียงมา พระพุทธบาทท่ีแม่น้�ำนัมมทานที เรื่องน้ีมีท้ังท่ีเช่ือและไม่เช่ือ
เมอื่ ฤาษีท้งั ๕ ไดท้ ราบเหตเุ ช่นนั้น จงึ ปรึกษากนั วา่ เราก็หัวอก ที่เชอ่ื กเ็ พราะเหตุการณม์ ีเคา้ อย่อู ย่างหนงึ่ คอื ไทยเรม่ิ มกี ารบชู า
เดยี วกนั ควรจะตงั้ จติ อธษิ ฐานวา่ ถา้ จะไดต้ รสั รเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ รอยพระบาทในสมัยพระเจ้าลิไท แต่เรื่องรอยพระพุทธบาทไป
ในอนาคตแลว้ ขอใหร้ อ้ นไปถงึ มารดาผใู้ หก้ ำ� เนดิ ดว้ ย ปรากฎวา่ ประดษิ ฐานไม่ประดษิ ฐานอยูท่ แี่ ม่น�้ำนัมมทานทีได้อยา่ งไร อาจ
คำ� อธษิ ฐานรอ้ นไปถงึ ทา้ วผกาพรหมไดเ้ สดจ็ ลงมาจากพรหมโลก ไมม่ คี นสนใจ เพยี งแตฟ่ งั และเชอ่ื สบื ตอ่ กนั มาเทา่ นน้ั ไดพ้ ยายาม
ในร่างของกาเผือก บินมาเกาะอยู่บนต้นไม้ตรงหน้าฤาษีทั้ง ๕ หาต�ำนานท่ีมาของแม่น�้ำสายน้ีก็ยังไม่พบ ในรามายณะก็ไม่มี
แลว้ เลา่ เรอ่ื งเดิมใหฟ้ ัง และส่ังวา่ ถ้าคดิ ถึงมารดา เมือ่ ถงึ วันเพญ็ กล่าวถึง ทราบแต่ว่าแม่น�้ำสายนี้ไหลไปออกทะเลอาระเบียน
เดอื น ๑๑ เดอื น ๑๒ ใหเ้ อาดา้ ยดิบผูกไม้เปน็ ตีนกา ปกั ธปู เทยี น ทางมณฑลมทั ราส มตี ำ� นานเลา่ วา่ หลงั จากพระพทุ ธเจา้ เทศนา
บชู าลอยกระทงในแม่น�ำ้ เถิด ท�ำอย่างนเี้ รียกวา่ คดิ ถึงมารดา ใน โปรดฤาษสี จั จพนั ธท์ ส่ี วุ รรณบรรพต จงั หวดั สระบรุ แี ลว้ ไดเ้ สดจ็
ตำ� นานกลา่ วว่า กลับกรุงสาวัตถี ระหว่างทางทรงแวะเย่ียมพญานาคท่ีฝั่งแม่น้�ำ

54

นัมมทา พญานาคได้ทูลขอประทานรอยพระบาทไว้เป็นที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอธิบายว่า
สกั การะบชู า จึงได้มีรอยพระพุทธบาทปรากฎอยู่ “คนโบราณนับเอาข้างแรมเป็นต้นเดือน เขานับเดือนอ้าย
ต�ำนานที่กล่าวมาใครจะแต่งข้ึนก็ไม่ทราบ เรื่องไม่ตรงกัน ต้ังแต่แรมค�่ำ” ดังนี้ก็หมายความว่า วันเพ็ญเดือน ๑๒ เป็นวัน
ข้อความบางแห่งก็ขัดแย้งกัน นักค้นคว้าบางคนจึงไม่เช่ือว่า สิ้นปี น่าจะเป็นวันชื่นชมยินดีท่ีชีวิตผ่านพ้นมาได้อีกปีหน่ึง
การลอยกระทงมีมาตั้งแต่คร้ังกรุงสุโขทัย อ้างว่าไม่มีแม่น้�ำ ผู้คนจึงเบียดเสียดเข้าประตูเมืองมาดูท่านเผาเทียนเล่นไฟ
ใหล้ อย แตใ่ นปจั จบุ นั กเ็ ชอื่ กนั วา่ มกี ารลอยกระทงอา้ งวา่ ในศลิ า อยา่ งในปจั จบุ นั ทเี่ รยี กกนั วา่ “สง่ ทา้ ยปเี กา่ ตอ้ นรบั ปใี หม”่ เพราะ
จารกึ สโุ ขทยั มอี า้ งถงึ “การเผาเทยี นเลน่ ไฟ” ทำ� ใหผ้ เู้ ขยี นตอ้ งอา่ น วันรุ่งข้ึนก็จะเป็นวันแรม ๑ ค่�ำ เดือนอ้าย อย่างไรก็ตาม
ศิลาจารึกใหม่ ก็ไม่พบว่ามีการลอยกระทง ในศิลาจารึกพ่อขุน ขอ้ สนั นษิ ฐานนอ้ี าจผดิ หรอื ถกู กไ็ ด้ เพราะในศลิ าจารกึ กไ็ มก่ ลา่ ว
รามคำ� แหง หลกั ที่ ๑ กลา่ วไวแ้ ตเ่ พยี งวา่ เมอ่ื ออกพรรษามกี ราน ใหช้ ดั เจนวา่ ทำ� เพอื่ ประสงคอ์ ะไร กลา่ วไวล้ อยๆ เหมอื นจะเปน็
กฐนิ เดือนหน่ึงจึงแลว้ ตอ่ จากน้ันก็พรรณนาว่า “เมืองสุโขทัยนีม้ ี ทีร่ กู้ นั ดใี นสมัยนั้น
สีป่ ากประตูหลวง เทยี้ รย่อมคนเสยี ดกนั เขา้ ดูทา่ นเผาเทยี นท่าน เรื่องการลอยกระทงมาปรากฎหลักฐานชัดเจนข้ึนในสมัย
เลน่ ไฟ เมอื งสโุ ขทยั นท้ี ดี งั จกั แตก” ไมไ่ ดก้ ลา่ วถงึ เหตทุ เ่ี ผาเทยี น กรุงศรีอยุธยา มีกล่าวไว้ในกฎมณเฑียรบาล พระราชพิธี
เลน่ ไฟวา่ เป็นเทศกาลอะไร ท�ำไมตอ้ งทำ� ท่ปี ระตเู มืองทัง้ ๔ ทศิ เดอื น ๑๒ แตเ่ รยี กวา่ พธิ จี องเปรยี งลดชดุ ลอยโคม พธิ นี คี้ อ่ นขา้ ง
จริงอยู่เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดข้ึนหลังจากกรานกฐิน คลมุ เครอื ไมก่ ลา่ วถงึ รายละเอยี ดวา่ ทำ� เพอื่ อะไร พระบาทสมเดจ็
เดอื นหน่ึง กน็ ่าจะตกเดือน ๑๒ แตท่ ำ� ไมต้องไปทำ� ทปี่ ระตูเมือง พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไดท้ รงสนั นษิ ฐานวา่ “จะเขา้ ใจวา่ เอา
ท้ัง ๔ หรือเปิดประตูเมืองให้คนเข้าไปดูท่านเผาเทียนเล่นไฟ โคมทเี่ ปน็ โครงไมไ้ ผห่ มุ้ ผา้ ทชี่ กั อยบู่ นเสามาตง้ั แตต่ น้ เดอื น ลดลง
ดูจะเป็นงานหลวงที่จัดข้ึนเป็นพิเศษ ไม่ใช่งานลอยกระทง แลว้ ไปทงิ้ ลงในนำ�้ กด็ เู คอะไมไ่ ดก้ ารเลย ฤาอกี อยา่ งหนง่ึ จะเปน็
ถ้าอย่างนัน้ เป็นงานอะไร วิธีว่าเมื่อลดโคมแล้ว ลอยกระทง สมมุติว่าเอาโคมนั้นลอยไป

ภาพ: fotofest.tourismthailand.org ตุลาคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑ 55

ตามลัทธิพราหมณ์ ที่พอใจลอยอะไรๆ จัดอยู่เช่นกับลอยบาป “ตามบรรดาวดั ริมฝ่ังแม่นำ้� ทัง้ ๒ ฟากทกุ วดั ต่างปกั ไม้ไผ่
ล้างบาป จะถือว่าเป็นลอยเคราะห์ลอยโศกอย่างใดไปได้ดอก ลำ� ยาวเปน็ เสา โนม้ ปลายไมล้ งมาผกู เชอื กชกั โคมตา่ งๆ (ครนั้ ได้
กระมัง การก็ตรงกนั กับลอยกระทง ลางทีจะสมมตุ ิว่าลอยโคม” เวลา) พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเสด็จโดยกระบวนเรือ พร้อมด้วย
เรื่องการลอยโคมน้ี มีปรากฏในหนังสือนางนพมาศว่า กรมพระราชวังบวรสถานมงคล สมเด็จพระเจ้าลูกเธอและ
วนั เพญ็ เดอื น ๑๒ เปน็ นกั ขตั ฤกษช์ กั โคมลอยโคม บรรดาชนตา่ ง เจา้ พระยามหาอปุ ราช เรอื ทเ่ี สดจ็ ล้วนปิดทองมกี นั ยาคาดสแี ละ
ตกแตง่ โคม ชกั โคม แขวนโคมลอย เลน่ มหรสพกนั สิน้ สามราตรี ผูกม่าน ในเรือปักเชิงทองและเงิน มีเทียนจุดตลอดล�ำ มีเรือ
ในการนี้นางนพมาศท�ำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว พิจารณาดูการ ขา้ ราชการลว้ นแตง่ ประทปี แหน่ ำ� ตามเสดจ็ ดว้ ยเปน็ อนั มาก และ
พรรณนาผิดไปจากส�ำนวนศิลาจารึก จึงขอผ่านไปก่อน แต่มี ในการพิธีน้ียังมีโคมกระดาษท�ำเป็นรูปดอกบัวสีแดงบ้าง สีขาว
หนังสือเก่าอีกเรื่องหน่ึงเป็นจดหมายเหตุระยะทางราชทูตลังกา บา้ ง มเี ทียนจดุ อยใู่ นน้นั ปลอ่ ยลอยน้ำ� ลงมาเป็นอันมาก”
เขา้ มาขอคณะสงฆท์ กี่ รงุ ศรอี ยธุ ยา เมอ่ื พ.ศ. ๒๒๙๔ ในแผน่ ดนิ สมเด็จกรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ ได้ทรงบันทึกไว้ใน
พระเจ้าบรมโกศ ได้กลา่ วไว้ว่า หนังสือท่ีอ้างถึงข้างต้นน้ันว่า “ค�ำที่ว่าลอยโคมท่ีเรียกในกฏ
มณเฑียรบาล บางทีจะหมายถึงโคมบัวท่ีลอย
น้�ำนเ้ี อง ในชัน้ กรุงรัตนโกสนิ ทร์ ใชด้ อกบวั สด
ปักเทียนบ้าง เย็บใบตอง ใบพลับพลึงเป็น
กระทงเจมิ ปกั ธปู เทยี นและดอกไมบ้ า้ ง ทำ� เปน็
๑. ononoo nononon เรอื หยวก ปกั ธปู เทยี นดอกไมบ้ า้ ง จงึ เรยี กกนั วา่
nonononoonono ลอยกระทง ไมไ่ ดเ้ รยี กวา่ ลอยโคม ตามกฏหมาย
nononononononono เกา่ จนเปน็ ทฉ่ี งนสนเทห่ ข์ องผศู้ กึ ษาโบราณคดี
๒. Nononoo nononon วา่ ทเ่ี รยี กวา่ ลอยโคมในกฏมณเฑยี รบาลนน้ั จะ
nonononoonono

หมายความว่าเอาโคมซึ่งชักในพิธีจองเปรียง
เสร็จแล้วลงลอยน�้ำหรืออย่างไร พึ่งมาเห็นใน
จดหมายเหตุของราชทูตลังกาว่าครั้งกรุงเก่า
ลอยโคมจริงๆ”
กล่าวโดยสรุป ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มี
๑ การลอยโคมคือโคมท�ำด้วยกระดาษท�ำเป็นรูป

ดอกบัว มีเทยี นจดุ อย่ขู า้ งใน ภายหลังในสมัย
กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ไดใ้ ชด้ อกบวั สดปกั เทยี นบา้ ง
๑. กระทงใหญ่ ตน้ และท้าย เอาใบพลบั พลงึ มาทำ� เปน็ กระทงเจมิ บา้ ง จงึ ได้
กระทงสาย เมือ่ ยงั มิได้
ลงลอยน้�ำ เรียกกันว่า ลอยกระทง เป็นช่ือท่ีก�ำหนดข้ึน

๒. คนจุดไฟกระทงสาย ใหมใ่ นสมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ตามลกั ษณะทที่ ำ�
ต้องท�ำงานจุดไฟลงใน เป็นกระทงไมใ่ ชเ่ ป็นโคมตามแบบโบราณ
กะลาข้ีผ้งึ อยา่ งเรง่ รีบไม่ การลอยกระทงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ใหข้ าดตอน

๓. กระทงสายสวา่ งไสว เปน็ เรอื่ งใหญโ่ ตมาก กลา่ วเฉพาะกระทงหลวง
เป็นทวิ แถวงดงามกลาง ตามพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๕ ทรงเล่าว่า
ล�ำนำ้� แมป่ ิง แตเ่ ดมิ มเี รอื รปู สตั วต์ า่ งๆ เรอื ศรี เรอื ชยั เรอื โอ่

เรือคอน และมีเรือหยวกติดเทียน ๒ เล่ม
๒ ธูปดอก ๑ มีถึงห้าร้อยล�ำ ต่อมารัชกาลท่ี ๔

56

โปรดให้ลดเรือหยวกให้เหลือเพียงสี่สิบห้าสิบล�ำ และท่ีท�ำ ท่ีส�ำคัญคือมีจักรกลต่างกันทุกกระทง (ในสมัยรัชการท่ี ๓
ใหญโ่ ตพสิ ดารกค็ อื ในสมยั รชั กาลท่ี ๓ ซงึ่ เปน็ สมยั ทกี่ ารคา้ ขาย เครื่องจักรกลเป็นที่นิยมกันมากแล้ว) บางกระทงมีขนาดใหญ่
เจรญิ กล่าวเฉพาะปรี ะกากบั ปีจอ (จ.ศ. ๑๑๘๗ และ ๑๑๘๘) ถึงกับมีมโหรีขับร้องอยู่ในกระทงน้ันก็มีบ้าง จึงมีคนอยากเห็น
เดือนพฤศจิกายน โปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ อยากดู นง่ั เรือมาดกู ระทงกันตงั้ แตบ่ า่ ย ๔ โมง เรอื เบยี ดเสียด
ท�ำกระทงใหญ่ถวาย เจา้ พระยาทิพากรวงศจ์ ดหมายเหตไุ วว้ า่ กันแน่นแทบจะหลีกกันไม่ได้ ทั้งเรือราชการและเรือราษฎรเต็ม
“ครน้ั มาถงึ เดอื นสบิ สอง ขนึ้ สบิ สค่ี ำ�่ สบิ หา้ คำ�่ แรมคำ่� หนง่ึ ไปทงั้ แมน่ ำ้� รปู กระทงเหลา่ นวี้ า่ มเี ขยี นไวท้ วี่ ดั ยานนาวา ทร่ี ชั กาล
พิธีจองเปรียงน้ัน เดิมได้โปรดให้ขอแรงพระบรมวงศานุวงศ์ ท่ี ๓ ทรงสถาปนาขึ้นไว้
ฝา่ ยหนา้ ฝา่ ยใน และขา้ ราชการมกี ำ� ลงั พาหนะมากทำ� กระทงใหญ่ ได้กล่าวมาในตอนต้นแล้วว่า รูปแบบของกระทงและ
ผตู้ อ้ งเกณฑต์ อ่ เปน็ ถงั บา้ ง เปน็ แพหยวกบา้ ง กวา้ งแปดศอกบา้ ง ความเช่ือก็มีต่างๆ กัน จึงขอน�ำเรื่องการลอยกระทงบางถิ่น
เก้าศอกบ้าง กระทงสูงตลอดยอดสิบศอก สิบเอ็ดศอก บางท่ีมาเล่ารวมไว้ด้วย เพ่ือเป็นการเปรียบเทียบ เช่นทาง
ท�ำประกวดประขันกันต่างๆ ท�ำอย่างเขาพระสุเมรุทวีป ภาคพายพั ของไทยวา่ มพี ิธถี งึ ๓ วัน เริ่มวันท่ี ๑๓ คำ่� ถอื เป็นวัน
ทงั้ ๔ บา้ ง และทำ� เปน็ กระจาดชน้ั ๆ บา้ ง วจิ ติ รไปดว้ ยเครอ่ื งสด จ่าย คือซื้อของเตรียมไว้ท�ำบุญ รุ่งขึ้นวันขึ้น ๑๔ ค�่ำ เป็นวัน
คนท�ำก็นับร้อย คิดในการลงทุนท�ำกระทง ทั้งค่าเล้ียงคน ท�ำบุญท่ีวัด ถ้าเป็นวัดใหญ่อยู่ในระแวกหมู่บ้าน ก็มักจะท�ำเป็น
เล้ียงพระ ช่างเบด็ เสร็จกถ็ งึ ย่สี บิ ชั่งบา้ ง ยอ่ มกวา่ ย่ีสิบชง่ั บ้าง” กระทงใหญ่เป็นรูปเรือต้ังไว้กลางลานวัด ในกระทงบรรจุพวก
กระทงในคร้ังน้ันท�ำต่างกันทั้ง ๓ วัน คือกระทงในวัน ขา้ วสาร นำ�้ ตาล ไมข้ ดี ไฟ เทยี นไข และของกนิ ของใชต้ า่ งๆ พอ
๑๔ คำ่� เครอ่ื งเขยี ว กระทงในวนั ๑๕ คำ่� เครอ่ื งขาว และกระทง ถึงวันขึ้น ๑๕ ค�่ำ (เรียกว่าเพ็ญเดือนย่ี ตรงกับกลางเดือน ๑๒
ในวันแรม ๑ ค่�ำ เครื่องแดง ดอกไม้สดก็หาที่มีสีตามกระทง ของไทยภาคกลาง เพราะทางพายัพนับเดือนเร็วไป ๒ เดือน)


ตุลาคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑ 57

เมอ่ื กลบั จากทำ� บญุ ทว่ี ดั กน็ ำ� ของกนิ ไปแจกเพอ่ื นบา้ น ซง่ึ สว่ นมาก เป็นต้นๆ ไม่ใคร่จะประดับตกแต่งอะไรมากนัก ของที่ใส่ใน
จะเป็นขนมเทียนพวกเด็กผู้หญิงน�ำช่อดอกไม้ไปมอบให้ผู้เฒ่า กระทงก็เพียงเลก็ น้อย ใช้ไตป้ ักพอให้มีแสงสวา่ ง ไดท้ ราบมาวา่
ผแู้ กท่ ี่นอนจ�ำศีลอยู่ที่วัดตง้ั แตว่ นั ขึ้น ๑๔ ค่ำ� ในคนื ๑๕ คำ�่ เขา จดุ ประสงคส์ ว่ นใหญข่ องชาวอสี านแตโ่ บราณมา ลอยกระทงเพอ่ื
จะน�ำผางประทีปท�ำด้วยดินเผา มีรูปและขนาดเท่าถ้วยตะไล บชู าพระพทุ ธเจา้ ซงึ่ เสดจ็ ลงมาจากดาวดงึ ส์ (เมอื่ ครงั้ เสดจ็ ขน้ึ ไป
เล็กๆ ปากผายเล็กน้อย ในผางประทีปหยอดข้ีผ้ึงปนน้�ำมัน เทศนาโปรดพระมารดา) การจุดไต้ให้สว่างโพลงน้ันเท่ากับ
มะพรา้ วมไี สจ้ ดุ เอาไปตง้ั ไวห้ นา้ พระประธานในโบสถบ์ า้ ง จดุ ธปู เป็นการสมโภชแสดงความยินดีที่พระพุทธองค์เสด็จกลับมายัง
ไวต้ ามหงิ้ ตามซอกประตหู นา้ ตา่ งภายในเรอื นบา้ ง ชาวบา้ นถอื วา่ โลกมนุษย์ นอกจากนี้ตามหน้าบ้านเขาก็ท�ำราวด้วยต้นกล้วย
การจดุ ประทปี เปน็ สง่ิ สำ� คญั มาก ถา้ ไมจ่ ดุ ยกั ษม์ นั จะมาเอาตวั ไป ปักไต้ใหส้ วา่ งไปหมด หน่มุ ๆ สาวๆ พากนั เดินดกู ระทงและไฟ
ตามเอกสารทีค่ นแต่กอ่ นบันทึกไว้กลา่ ววา่ การลอยกระทง ที่จุดบชู า ร้องร�ำทำ� เพลงเป็นทีส่ นกุ สนานเบกิ บานใจ
ในแม่น้�ำปิงสมัยโบราณ เจ้าผู้ครองนครพร้อมด้วยบริวาร อนึ่งที่กล่าวว่าชาวอีสานโบราณ เช่ือว่าการลอยกระทง
นำ� กระทงลอยประทปี เปน็ ปฐมฤกษก์ อ่ น แลว้ ราษฎรจงึ นำ� กระทง เป็นการบูชาพระพุทธเจ้าเมื่อกลับจากเทวโลกน้ัน ถ้าพิจารณา
ใหญข่ องวดั ในละแวกบา้ นของตนทกี่ ลา่ วมาขา้ งตน้ ไปลอย พรอ้ ม จากพุทธประวัติก็ไม่ตรงทีเดียวนัก เพราะพระพุทธเจ้าเสด็จใน
ทง้ั มกี ระทงเลก็ ๆ ทำ� ดว้ ยกาบมะพรา้ วเปน็ รปู ตา่ งๆ ใสก่ ลว้ ยออ้ ย วันข้ึน ๑๕ คำ�่ เดอื น ๑๑ คลาดเคลือ่ นกันอยู่ ส่วนทางประเทศ
ลงไปด้วย ถือเป็นกระทงส่วนตวั ลาวเร่ิมลอยกระทงในวันขึ้น ๑๕ ค�่ำ ถึงวันแรม ๑ ค�่ำ
ในเร่ืองการลอยกระทงของไทยในภาคต่างๆ ก็ไม่เหมือน เดือน ๑๑ ตามเอกสารของลาวว่าการลอยกระทงมี ๒ วัน
กับทางภาคอีสานโบราณกล่าวไว้ว่า กระทงที่ลอยใช้ต้นกล้วย วันแรกเรียกว่าวันเป็ง คือวันข้ึน ๑๕ ค่�ำ เดือน ๑๑ เรียกว่า

การแสดงแสงเสยี ง สโุ ขทัย รงุ่ อรณุ แห่งความสุขภายในบริเวณวัดมหาธาตุ ตรงจดุ
ใจกลางของงานเทศกาลเผาเทยี นเล่นไฟ หรือลอยกระทงสโุ ขทัยทุกปี
58

“ไหลเฮือไฟ” คือท�ำกระทงเป็นรูปเรือขนาดใหญ่ บรรทุกสบง ท�ำเกษตรกรรม ที่ต้องอาศัยน้�ำ ก็ระลึกถึงคุณที่ช่วยในการ
จีวร เครื่องท�ำบุญต่างๆ ลงไปได้ การลอยกระทงในวันนี้ เพาะปลูก กล่าวโดยสรุปความเช่ือเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เช่น
ถือเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า ส่วนการลอยกระทงในวันแรม เคยสอนให้มีค�ำบูชาเมื่อลอยกระทงว่า “ข้าแต่พระพุทธเป็นเจ้า
๑ ค�่ำ เขาเรียกว่า “ไหลเต้าน้�ำ” เป็นกระทงขนาดเล็ก ของใน ผเู้ จรญิ ขา้ พเจา้ ขอบชู าซง่ึ รอยพระบาท ซง่ึ ตง้ั อยเู่ หนอื กองทราย
กระทงก็มีเพียงหมากพลู บุหร่ี ขนมนิดหน่อย การลอยกระทง ในแม่นำ้� ชอ่ื ว่านัมมทานทโี นน้ ดว้ ยประทีปน้ี อันว่าการบชู ารอย
ในวันนี้เขาถือว่าเป็นการลอยบังสุกุล อุทิศแด่บรรพบุรุษ พระบาทด้วยประทีปนี้ ขอจงเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุข
ความเช่อื ของลาวโบราณดูนา่ เลอื่ มใส แดข่ ้าพเจ้าสิน้ กาลนานเทอญ” ค�ำบูชาดังกลา่ วแสดงวา่ เช่อื เรื่อง
ตามเร่ืองที่กล่าวมาข้างต้นไม่พบเร่ืองต้นเหตุของการ การลอยกระทง เพ่ือบูชารอยพระพุทธบาท ที่แม่น้�ำนัมมทานที
ลอยกระทง แม้แต่ความเช่ือก็ต่างกัน เช่น ชาวพายัพถือว่า ตามความเชอ่ื ของผูแ้ ตง่ คำ� บชู าน้ัน
การลอยกระทงเปน็ การลอยเพอ่ื บชู าพระอปุ คตุ ซง่ึ บำ� เพญ็ ภาวนา ในปจั จบุ นั คนลอยกระทงกอ็ ธษิ ฐานตา่ งๆ กนั ไป บา้ งขอให้
อยู่ในท้องทะเล แต่บางท่านก็ว่าเป็นการลอยทุกข์โศกโรคภัย พน้ ทกุ ข์ พน้ โศก มคี วามสขุ บา้ งกข็ อใหค้ ทู่ ดี่ ี บา้ งขอใหร้ ำ�่ รวย
ต่างๆ ส่วนทางภาคกลางถือว่าเป็นการขอขมาลาโทษ สรุปว่าอธิษฐานตามแต่ใจปราถนา ไม่ได้บูชาตามความเช่ือ
แมค่ งคา ทท่ี ำ� ให้นำ้� สกปรก และขอบพระคุณทไ่ี ด้หล่อเล้ียงชีวิต ที่กลา่ วมาขา้ งตน้ กระทงกท็ ำ� ดว้ ยภาชนะทท่ี ำ� ใหแ้ มน่ ำ้� ลำ� คลอง
ใช้อาบใช้กิน ท�ำไร่ ท�ำนา เล้ียงชีวิต ความเชื่อต่างๆ นี้ก็เป็น สกปรกมากยง่ิ ขน้ึ คนทำ� นำ�้ ใหส้ กปรกทกุ วนั แลว้ ขอขมาปลี ะครง้ั
ไปตามพื้นบ้านพ้ืนเมือง ทางพายัพบางทีจะได้อิทธิพลมาจาก ไมค่ มุ้ กนั เลย
พม่าท่ีนับถือพระอุปคุต ภาคกลางอุดมไปด้วยแม่น้�ำล�ำคลอง ตามที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่า ความเช่ือมีต่างๆ กัน
ถ้าจะถามความเห็นของผู้เขียนว่าควรจะเช่ือเรื่องไหน ผู้เขียน
ก็จะตอบได้ตามความคิดเห็นว่า ในสมัยสุโขทัยผู้คนก�ำลัง
เล่อื มใสศรัทธาพระพทุ ธศาสนาอยา่ งเต็มกำ� ลัง การ “เผาเทียน
เล่นไฟ” ก็ควรจะเนื่องในพุทธศาสนา วันออกพรรษาเป็น
วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากเทวโลก ตามพุทธประวัติ
ว่า เสด็จลงมาใกล้ประตูเมืองสังกัส ประชาชนไปรอรับเสด็จ
กันมากมาย ชาวสุโขทัยก็คงมีความปีติยินดีเช่นเดียวกัน
จึง “เผาเทียนเล่นไฟ” เป็นการบูชารับเสด็จ แต่ในครั้งนั้น
ยังท�ำบนบก ยังไม่มีการลอยกระทง คร้ันต่อมาภายหลัง
เม่ือประเพณีแพร่หลายมาสู่พ้ืนท่ีที่มีแม่น้�ำล�ำคลอง จึงได้ย้าย
การจดุ ประทปี ลงในนำ�้ ในสมยั อยธุ ยาและรตั นโกสนิ ทร์ ดงั กลา่ ว
มาข้างต้น ที่น่าสังเกตคือทางประเทศลาวซึ่งเป็นพี่น้อง
กับไทยก็เชื่อว่าเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าในวันเสด็จลงมา
จากเทวโลก
กล่าวโดยสรุปการลอยกระทงน่าจะมีที่มาทางพระพุทธ
ศาสนาก่อน แล้วมีเกจิอาจารย์แต่งเรื่องเสริมขึ้นภายหลัง
ความเชอื่ จงึ มตี า่ งๆ กนั ไป และถา้ เราจะเปลยี่ นความเชอ่ื ใหเ้ ปน็
เรื่องทางพุทธศาสนา มีการท�ำบุญใส่บาตรเช่นเดียวกับ
วันตักบาตรเทโว (หรือจะท�ำต่อเน่ืองกันไปก็เป็นการดีกว่า
ท่ีจะลอยกระทงเพื่อความสนุกสนานแต่อย่างเดียว)

ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๖๑ 59

จักรวาลทัศน์

เรอื่ ง : สรสั วตี
ภาพ : อภินนั ท์ บวั หภักดี
60

“การเลี้ยงไหมนอกจากจะเป็นการเสริมรายได้
ให้แก่เกษตรกรแล้ว ยังเป็นวัฒนธรรมที่เก่าแก่และดีงามของ

ชาติไทยที่สืบต่อกันมานานอีกด้วย
ไม่ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร

การพัฒนาการเล้ียงไหมก็ต้องด�ำเนินต่อไป”

พระราชดำ� รสั สมเดจ็ พระนางเจา้ สิริกติ ิ์ พระบรมราชินนี าถ ในรัชกาลท่ี ๙
เมอ่ื วันท่ี ๑๙ มกราคม ๒๕๔๒

ผ้าไหมนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยท่ีสืบทอดมายาวนาน
ทตี่ อ้ งใสใ่ จรายละเอยี ดตง้ั แตก่ ารปลกู หมอ่ น คดั เลอื กพนั ธไ์ุ หม ดแู ลฟมู ฟกั
ประณีตสาวไหม ใส่ใจสู่การถักทอ จนถึงการออกแบบตัดเย็บอาภรณ์
ผ้าไหมจึงนับเป็นผืนผ้าที่ท�ำจากสองมือด้วยความใส่ใจในทุกขั้นตอน
ความพิเศษของผ้าไหมไทยคือมีเน้ือผ้ามันวาวเป็นประกาย โดดเด่นด้วย
สสี นั สะดดุ ตา ผสานเขา้ กนั กบั การทอลวดลายอนั วจิ ติ รงดงาม โดยไหมไทย
ได้รบั การยอมรบั วา่ เป็น “ราชินขี องเส้นใย”

ลวดลายผ้าไหมแคนแก่นคนู ของเมอื งขอนแกน่ จากหม่อนไหมสูผ่ ืนผ้าไหม
มหานครแหง่ ผา้ ไหม
จากหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรค์ าดวา่ การปลกู หมอ่ นเลย้ี งไหมในประเทศไทย
ได้รับการถ่ายทอดจากผู้อพยพย้ายถ่ินฐานท่ีมาจากตอนใต้ของประเทศจีน
สันนิษฐานว่ามีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมานานกว่า ๓,๐๐๐ ปี จากการพบเศษผ้า
ที่ติดอยู่กับก�ำไลส�ำริดของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ท่ีบ้านเชียงและบ้านนาดี
อ�ำเภอหนองหาน จังหวดั อุดรธานี ซงึ่ สอดคลอ้ งกับวิถีชวี ติ ปจั จุบนั ของคนในพ้ืนท่ี
กล่าวได้ว่าภาคอีสานมีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมากท่ีสุด ส่วนภาคอื่นๆ ของ
ประเทศมีหลักฐานเก่ียวกับการทอผ้าไหมเป็นเครื่องนุ่งห่ม ปรากฏในจารึกของ
พงศาวดารตา่ งๆ จนถงึ สมยั อยุธยา กรงุ ธนบรุ ี และรตั นโกสนิ ทร์

ตลุ าคม - ธันวาคม ๒๕๖๑ 61

ในสมัยรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๑๑–๒๔๕๓) ถอื เปน็ ยคุ แรก
ของการสง่ เสรมิ การปลกู หมอ่ นเลย้ี งไหมและการทอผา้ ไหม
ของไทย พระองคท์ รงกอ่ ตง้ั กรมชา่ งไหม โรงเรยี นสอนเกยี่ ว
กบั การปลกู และการทอผา้ ไหม โดยรว่ มกบั ผเู้ ชย่ี วชาญจาก
ประเทศญี่ปุ่น ก่อให้เกิดการพัฒนาวิทยาการการปลูก
หม่อนเล้ียงไหมและเทคโนโลยีการทอผ้าไหมมากย่ิงข้ึน
อาทิ การใช้เครื่องทอผา้ ไหมแทนมือ เป็นตน้ แตห่ ลงั จาก
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั สนิ้ พระชนม์ การ
ปลกู หมอ่ นเล้ียงไหมและการทอผ้าไหมกซ็ บเซาลง
จนกระท่ัง พ.ศ. ๒๔๗๙ จึงมีการกลับมาส่งเสริม
การปลกู หมอ่ นเลย้ี งไหมอีกครั้ง โดยมีการจดั ตง้ั หน่วยงาน
สง่ เสรมิ และพฒั นาตามจงั หวดั หลกั ๆ ทม่ี ที อผา้ ไหมกนั มาก
ได้แก่ นครราชสมี า ขอนแกน่ หนองคาย เปน็ ต้น สำ� หรับ
การผลิตผ้าไหมในภาคครัวเรือนพบเกือบทุกภาค โดย
เฉพาะในภาคอีสานและภาคเหนือที่มีการผลิตในระดับ
ครวั เรอื น และมกี ารจดั ตงั้ กลมุ่ ผทู้ อผา้ ขนึ้ จากนน้ั ใน พ.ศ.
๒๔๙๑ มีนักลงทุนชาวอเมริกันจัดต้ังบริษัทเก่ียวกับ
การผลิตผ้าไหมข้ึน ท�ำให้การปลูกหม่อนเล้ียงไหมและ
การทอผ้าไหมของไทยพัฒนาสู่รูปแบบอุตสาหกรรม
และธุรกิจมากข้ึน โดยมีการส่งจ�ำหน่ายท่ีสหรัฐอเมริกา ๒
และประเทศอืน่ ๆ จนเป็นที่รู้จักไปท่ัวโลก
เลย้ี งไหมคืองานละเอยี ดออ่ น
ต้นหม่อน เป็นพืชยืนต้นชนิดหน่ึงท่ีมีรูปร่างเป็นไม้ทรงพุ่ม
ใบหม่อนเป็นอาหารท่ีดีท่ีสุดของหนอนไหม ผลผลิตเส้นไหมจะมี
คณุ ภาพดหี รอื ไม่นั้นขน้ึ อยู่กบั คุณภาพของใบหมอ่ นเป็นสำ� คัญ ไหมคอื
เส้นใยจากรังไหมผีเสื้อชนิดหน่ึง เมื่อหนอนโตเต็มท่ีจะถักใยหุ้มดักแด้
ก่อนฟักตัวเป็นผีเสื้อ ในช่วงน้ีสามารถน�ำมาต้มเพื่อสาวเส้นใยออกมา
เพอ่ื ทอเปน็ ผนื ผ้าตอ่ ไป
กระบวนการเล้ียงไหมจนได้รังไหมน้ัน มีองค์ประกอบส�ำคัญคือ
โรงเล้ียงไหม วัสดุอุปกรณ์ท่ีสะอาด และพันธุ์ไหม ในภาคอีสานเป็น
๑ พันธุ์ไทยพ้ืนบ้านท่ีมีความแข็งแรง เล้ียงง่าย เข้ากับสภาพภูมิอากาศ
มีลักษณะเฉพาะคือฟักออกตามธรรมชาติตลอดปี เมื่อไข่ไหมมีอายุ
๑. ตวั ไหมออ่ น ทพี่ รอ้ มจะสรา้ งรงั ใหก้ ลายเปน็ เสน้ ใหญ่ ๒๐ วนั จะฟกั ออกเปน็ ตวั ไดเ้ องในอณุ หภมู หิ อ้ งปกติ รงั ไหมเปน็ สเี หลอื ง
๒. แปลงตน้ หมอ่ นสำ� หรบั เลย้ี งไหมขนาดใหญ่ มีลักษณะหัวป้านท้ายแหลมหรือคล้ายกระสวย ให้เส้นไหมที่มีความ
๓. การเลยี้ งไหมเปน็ งานทต่ี อ้ งทำ� อยา่ งสะอาด พถิ พี ถิ นั ยืดหยุ่นดี เงางาม รังบาง มีปุยหรือขี้ไหมค่อนข้างมากมีอัตราการ

สาวออกงา่ ย

62

ในการเลย้ี งไหมเพอ่ื เกบ็ รงั ไหม ผเู้ ลย้ี งนยิ มใหต้ วั ไหมชกั ใย ภมู ิปญั ญาการสาวไหม
ในกระด้งท่ีมีลักษณะเป็นช่องๆ ท่ีเรียกว่า “จ่อ” ผู้เลี้ยงจะวาง
ไหมท่ีโตเต็มท่ีลงในช่องเพ่ือให้ชักใยได้ดี เมื่อตัวไหมชักใยได้ การสาวไหมคือกระบวนการดึงเส้นไหมออกจากรังไหม
๕–๗ วนั กเ็ กบ็ รงั ไหมไดท้ ง้ั นข้ี น้ึ อยกู่ บั อณุ หภมู ภิ ายนอกดว้ ย หาก ผา่ นพวงสาวแบบพน้ื บ้าน พนั เกลยี วเสน้ ไหม แลว้ ดงึ เส้นไหมลง
อากาศร้อนสามารถเก็บได้เร็ว ส่วนช่วงที่อากาศหนาว ควรยืด ในภาชนะทเ่ี ตรยี มไว้ เปน็ การสาวไหมดว้ ยมอื โดยสามารถสาวแยก
ระยะการเกบ็ ออกไป การคดั เลอื กรงั ไหมตอ้ งคดั แยกรงั ดอี อกจาก ชนดิ เสน้ ไหมไดด้ งั นี้ เสน้ ไหมหลบื หรอื ไหมเปลอื ก เปน็ เสน้ ไหม
รังเสีย เพื่อให้ได้เส้นไหมท่ีมีคุณลักษณะเส้นกลม และมีขนาด ท่ีไดจ้ ากรงั ไหมช้นั นอกรวมทัง้ ปยุ ไหม นิยมใชเ้ ปน็ เสน้ พุ่งในการ
สม�่ำเสมอกัน โดยน�ำรังไหมไปผ่ึงแดดหรืออบด้วยความร้อนให้ ทอผ้าและพิธีกรรมต่างๆ มีลักษณะเป็นไหมเส้นใหญ่ มีปุ่มปม
ดักแดใ้ นรังไหมตายแลว้ จงึ นำ� ไปสาวไหม และเน้อื หยาบแข็งเพราะมกี าวไหมเยอะ
เส้นไหมสาวเลยหรือเส้นไหมรวด เป็นเส้นไหมท่ีได้
๓ จากการสาวควบกันท้ังปุยและเส้นใยส่วนนอกของรังไหม
ไปจนถึงเส้นใยส่วนในของรังไหมให้เสร็จในคราวเดียวไม่แบ่ง
ชั้นของไหม เส้นไหมที่สาวได้จึงมีท้ังส่วนท่ีเป็นไหมหลืบและ
ไหมน้อยรวมอยู่ด้วยกัน เส้นไหมจึงไม่เรียบ และมีขนาด
ไม่สม�่ำเสมอ
เสน้ ไหมนอ้ ย ไหมเครอื หรอื ไหมยอด เสน้ ไหมทไ่ี ดเ้ ปน็ เสน้
เรยี บ ขนาดและสสี มำ�่ เสมอ รวมตวั กลม สะอาดไมม่ สี งิ่ ปลอมปน
ให้สัมผัสนุ่ม นิยมใช้เป็นเส้นยืนในการทอผ้า เมื่อทอเป็นผืนผ้า
จะได้เนอ้ื ผา้ ทน่ี มุ่ เรยี บ มคี วามเล่อื มมันในระดับดีมาก เสน้ ไหม
มคี วามเหนียวและเปน็ สีเหลอื งทอง
เส้นไหมแลง เป็นเส้นไหมท่ีอยู่เปลือกรังไหมช้ันในสุด
จนเกือบจะถึงตัวดักแด้ เส้นไหมมีขนาดเล็ก นิยมน�ำไปทอเป็น
ผ้าขาวม้า เกดิ จากเม่อื สาวเอาไหมนอ้ ยออกแลว้ แต่ยังเห็นว่าพอ
จะสาวเส้นไหมไดอ้ ีก จงึ น�ำรงั ไหมนน้ั มาต้มและสาวเอาเส้นไหม
อีกคร้งั
ส�ำหรับการต้มรังไหมเรื่องอุณหภูมิน�้ำนั้นเป็นสิ่งส�ำคัญ
หากนำ้� รอ้ นเกนิ ไปรงั ไหมจะเปอ่ื ยทำ� ใหเ้ สน้ ไหมออกมากอาจหลดุ
ออกมาทั้งรัง ให้แก้ไขโดยเติมน้�ำเย็นลงไป แต่ถ้าน�้ำเย็นเกินไป
จะสาวไมค่ อ่ ยออกใหเ้ พม่ิ ฟนื เชอ้ื เพลงิ และคอยควบคมุ ความรอ้ น
ของนำ�้ ในหมอ้ ตม้ ใหส้ มำ่� เสมอตลอดเวลาการสาวไหม โดยใหใ้ ช้
ไมค้ บื กดรังไหมให้จมน้�ำประมาณ ๑๐–๑๒ นาที แลว้ ยกไม้คืบ
เกล่ียรังไหมข้นึ ปมเส้นไหมจะหลดุ ออกจากรังไหม ใหย้ กไมค้ บื
ขน้ึ สงู รวบเสน้ ไหมดงึ ขน้ึ มาสอดเขา้ ไปในรขู องพวงสาว ดงึ ขนึ้ ไป
พันลกู รอกแลว้ พนั เกลยี วผา่ นเสน้ ไหมไปยงั รอกตวั ท่ี ๓ ดงึ ปลาย
เส้นไหมปล่อยลงภาชนะ หัวใจส�ำคัญของการสาวไหมคือ
การพันเกลียวระหว่างรอบสาวไหม เพื่อให้เส้นใยท่ีสาวมาจาก
หลายรังมารวมเป็นเส้นเดียวเกิดการรัดตัวแน่น เส้นไม่แตก
และเป็นเสน้ กลม

ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๖๑ 63

จ า ก น้ั น ดึ ง เ ส ้ น ไ ห ม ล ง ๑
ภาชนะอย่างสม�่ำเสมอ และช่วง
ของการดงึ เสน้ ไหม ระยะจากการ
จับเส้นไหมถึงช่วงการปล่อยเส้น
ไหมลงภาชนะจะท�ำให้เส้นไหม
วางเรียงสวยงาม เม่ือน�ำมา
เหล่งมัดไจไหมแล้วเส้นไหมจะ
ตรง ขณะเดียวกันให้สังเกต
ลักษณะรงั ไหมในหมอ้ ตม้ ถ้ามีรงั
เสียหรือรังไหมบางลงจนมองเห็น
ดักแด้ให้ตักออก นอกจากนี้ต้อง
สงั เกตดว้ ยวา่ เสน้ ไหมทสี่ าวขนึ้ มา
มีปุ่มปมหรือข้ีไหมติดมาหรือไม่
หากมีให้แกะออก เมื่อสาวเสร็จ
แลว้ วางเสน้ ไหมท้งิ ไว้ใหแ้ หง้ โดย
หาวัสดุที่มีน�้ำหนักพอประมาณ
ทับไว้ เช่น เมล็ดนุ่น ข้าวสาร
ก้อนกรวด แล้วจึงน�ำไปเหล่ง
มดั ไพและไจไหม
การกรอไหม หรือ การเหล่ง
(re-reeling) คือการน�ำเส้นไหม
ทสี่ าวไดม้ ากรอทำ� เขด็ ไหม(ไจไหม)
แล้วท�ำการมัดเป็นเข็ด ร้อยด้าย
ขึ้ น ล ง เ พ่ื อ โ อ บ เ ส ้ น ไ ห ม ไ ม ่ ใ ห ้
กระจาย เสน้ ไหมทไ่ี ดจ้ ากการกรอ
ยังไม่ผ่านการตีเกลียว เรียกว่า
เส้นไหมดิบ (Raw silk) ตาม
มาตรฐานการกรอไหมต้องกรอ
แบบสาน (Diamond cross) คือ

๒ ๑. แมเ่ ฒา่ ใชเ้ วลาวา่ ง การจัดเรียงเส้นไหมในเข็ดให้เป็นแบบไขว้ไปมา ซ่ึงจะสานกันเหมือน
ในชว่ งกลางคนื กรอ รา่ งแหท�ำใหง้ ่ายตอ่ การน�ำไปสกู่ ระบวนการผลติ ผา้
เสน้ ไหมเตรยี มไวท้ อผา้ การเก็บรักษาเส้นไหมท่ีมัดไพท�ำเข็ดแล้ว หากเตรียมไว้ส�ำหรับ
ตอ่ ไป ทอผา้ จะนำ� ไปฟอกกาวออกกอ่ น แลว้ นำ� ไปเกบ็ รกั ษา แตถ่ า้ จะจำ� หนา่ ย
๒. เสน้ ใยไหมหลาก
สสี นั ก็เก็บรักษาไว้ไม่ให้โดนแสงแดด ในที่ที่สามารถป้องกันแมลงได้ เช่น
๓. แมเ่ ฒา่ ทอผา้ ดว้ ย ห่อเส้นไหมด้วยผ้าเก็บใส่ไว้ในตู้หรือกล่องพลาสติก และควรตรวจดู
ความตงั้ ใจ เส้นไหมทุกเดอื นเพือ่ ใหอ้ ากาศถ่ายเท

64



จะเห็นได้ว่าทุกข้ันตอนล้วนมีความละเอียดอ่อน ท่ีต้อง ขนมเปียกปูน ลายสามเหล่ียม และลายเส้นตรง หรือถ่ายทอด
ใส่ความต้ังใจลงไปตั้งแต่ต้นทาง จากการสาวมือด้วยพวงสาว ออกมาเป็นลายดอกไม้ ได้แก่ ลายดอกพิกุล ลายดอกแก้ว
พื้นบ้าน ท�ำให้เส้นไหมท่ีได้มีความนุ่มนวลและมีความยืดหยุ่น ลายตน้ สน ลายดอกสรอ้ ย ลายใบไผ่ หรอื ทำ� เปน็ ลายสตั ว์ ไดแ้ ก่
เมอื่ นำ� มาถกั ทอเปน็ ผนื ผา้ จะทง้ิ ตวั อยา่ งมนี ำ�้ หนกั ภมู ปิ ญั ญาการ ลายนาค ลายช้าง ลายนกยูง ลายเกร็ดเต่า ลายแมงมุม หรือ
สาวไหมเป็นกระบวนการผลิตเส้นไหมของผู้เล้ียงไหม อันเป็น ลายเชงิ เทยี น ลายโคม ลายธรรมาสน์ ลายน�ำ้ ไหล ลายปราสาท
สว่ นหนงึ่ ของวฒั นธรรม วถิ ชี วี ติ ทส่ี บื ทอดกนั มาจากรนุ่ สรู่ นุ่ ลายยอดเจดีย์ ลายพ่มุ ข้าวบณิ ฑ์ ลายพระพุทธรปู ลายก้างปลา
เปน็ ต้น
วฒั นธรรมการถกั ทอ ผ้าไหมไทยมีรูปแบบการทอและลวดลายที่แตกต่างกัน
ตามวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในแต่ละท้องถิ่น ผ้าไหมที่เป็นที่
ผ้าไหมเป็นศิลปกรรมสิ่งทออันมีเอกลักษณ์โดดเด่น โดย รู้จักและนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ ผ้าไหมมัดหมี่
เฉพาะด้านความปราณีตในกรรมวิธีการผลิต ท่ีท�ำให้เน้ือผ้า แหล่งผลิตส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน เช่น ขอนแก่น ชัยภูมิ
มีความเรียบสมำ่� เสมอ สวยงาม นุ่ม น่าสัมผัส เป็นมนั เงา โดย นครราชสมี า บรุ รี มั ย์ และรอ้ ยเอด็ ผา้ ไหมแพรวา แหลง่ ผลติ ใหญ่
ผืนผ้าไหมไทยมีลวดลายหลากหลายซึ่งเกิดจากวิธีการทอ และมีชื่อเสียงอยู่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ และผ้าไหมยกดอก นิยม
ส่วนใหญ่มักเป็นลวดลายท่ีได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ทอกนั มากในภาคเหนอื ทจี่ งั หวดั ลำ� พนู เชยี งใหม่ แพร่ อตุ รดติ ถ์
เป็นลวดลายท่ีเก่ียวข้อง และพบเห็นได้ในชีวิตประจ�ำวัน และที่มีช่ือเสียงมากได้แก่ ผ้ายกดอกล�ำพูน ในภาคอีสาน
นับเป็นการสืบสานภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแท้จริง โดยมัก ทีจ่ ังหวัดสรุ ินทร์ และภาคใตท้ จ่ี ังหวดั สุราษฎรธ์ านี
ถ่ายทอดสู่รูปทรงต่างๆ เช่น รูปทรงเรขาคณิต ลายส่ีเหลี่ยม
ตลุ าคม - ธันวาคม ๒๕๖๑ 65

มีลักษณะการทอ ดังน้ี ผ้าไหมพ้ืน เป็นผ้าไหมที่ทอลาย
ขัดโดยใช้เส้นยืนและเส้นพุ่งธรรมดาสีเดียวตลอดทั้งผืน หรือ
อาจใช้เส้นยืนและเส้นพุ่งต่างสีกัน ซ่ึงท�ำให้ได้สีท่ีงดงามอีก
แบบหน่งึ
ผ้าไหมจก เป็นการทอผ้าที่เพิ่มลวดลายโดยเพิ่มเส้นพุ่ง
พเิ ศษเขา้ ไปเป็นชว่ งๆ สลบั สีสนั ลวดลายต่างๆ กัน ลกั ษณะผา้
จะมีสสี นั และลวดลายคล้ายกบั การปักลายลงบนผนื ผา้
ผ้าไหมมัดหม่ี เป็นผ้าไหมท่ีท�ำให้เกิดลวดลายด้วยวิธีการ
มัดเส้นไหมให้เป็นลวดลายที่เส้นพุ่งหรือเส้นยืน หรือท้ังสองเส้น

๑๒

แลว้ นำ� ไปยอ้ มสที ลี ะขน้ั ตอนตามลวดลายทมี่ ดั ไว้ เพอื่ ใหไ้ ดส้ แี ละ ผา้ ไหมยกดอก เปน็ ผา้ ทอทย่ี กเสน้ ยนื เพอ่ื สอดเสน้ พงุ่ ทเ่ี ปน็
ลวดลายตามความต้องการ แล้วจึงน�ำเส้นไหมท่ีมัดมาทอให้ ไหมสอี น่ื เพอื่ ทำ� ใหเ้ กดิ ลวดลายขนึ้ หรอื อาจใชด้ น้ิ เงนิ ดน้ิ ทองกไ็ ด้
ผืนผ้าเกิดลวดลายตามทม่ี ดั ไว้ บางแหง่ หรอื บางคร้ังอาจเรยี กวา่ ผ้ายกเทา่ นน้ั
ผ้าไหมขิด เป็นผ้าไหมแบบทอยกลายในตัวเรียกว่า
“เก็บขิด” เป็นการยกเส้นยืนแต่ละแถวให้เส้นพุ่งพิเศษสอดผ่าน อนุรกั ษ์มรดกราชนิ ีของเสน้ ใย
จากริมผ้าด้านหน่ึงไปสู่ริมผ้าอีกด้านหน่ึงเกิดเป็นลวดลายขิด
ผ้าทอลายขิด สังเกตดูจากลายซ้�ำของเส้นพุ่งท่ีข้ึนเป็นแนว ผ้าไหมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทรงคุณค่าและสืบทอดภูมิปัญญา
สีเดียวกันตลอด เป็นที่นิยมทอทั่วไปในภาคอีสานบางจังหวัด ของคนไทย นอกจากจะเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของคนไทย
รวมถงึ ภาคกลางและภาคเหนอื แลว้ ลาดลายบนผนื ผา้ แตล่ ะชนดิ แตล่ ะประเภท ยงั บอกเลา่ เรอื่ ง
ผ้าไหมแพรวา เป็นผ้าทอที่มีลักษณะลวดลายผสมกัน ต่างๆ ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ซึ่งไดร้ บั การคดิ คน้ ดว้ ยภมู ปิ ญั ญาสืบทอด
ระหวา่ งขดิ และจกบนผนื ผา้ เดยี วกนั คำ� วา่ “แพรวา” มาจากความ ต่อกันมา อีกทั้งสีของผ้าท่ีใช้ทรัพยากรธรรมชาติท่ีมีอยู่ในพ้ืนที่
ยาวของผ้าท่ียาวประมาณ ๑ วา (๒ เมตร) แต่ดัง้ เดิมเป็นผา้ ที่ ท�ำให้ผ้าไหมเป็นอาภรณ์ท่ีเชิดชูบุคลิกภาพของผู้สวมใส่ให้
ใชใ้ นงานพธิ ตี า่ งๆ ตามวฒั นธรรมของชาวภไู ท โดยมเี อกลกั ษณ์ สงา่ งาม สรา้ งความน่าเชือ่ ถือไดอ้ ยา่ งนา่ ภาคภูมิใจ
คือสีแดงเป็นพื้น ซ่ึงต่อมาได้มีการดัดแปลงลักษณะของผืนผ้า อันท่ีจริงแล้วไหมไทยมีเอกลักษณ์อันโดดเด่นที่ชาว
และการใช้สสี ัน เพอ่ื นำ� มาใชป้ ระโยชนไ์ ดม้ ากขนึ้ ตามสมยั นยิ ม ตา่ งประเทศชนื่ ชอบและชนื่ ชม เราชาวไทยควรอนรุ กั ษม์ รดกทาง
วฒั นธรรมผสมผสานกบั ภมู ปิ ญั ญาทห่ี ยงั่ รากลกึ สบื ตอ่ กนั มา และ

66

๓ สรรคส์ รา้ งการออกแบบดว้ ยการประยกุ ตผ์ า้ ไหมไทยใหใ้ ชไ้ ดจ้ รงิ ในชวี ติ
ประจำ� วนั เพอื่ ใหค้ นทกุ เพศวยั เขา้ ใจในคณุ คา่ ของผนื ผา้ ทอ่ี ยใู่ นวถิ ชี วี ติ
๑. พธิ เี สน้ ไหวก้ อ่ นเรมิ่ การ ของคนไทยมาชา้ นาน ใหท้ กุ คนเข้าถงึ และจบั ตอ้ งได้ ไมร่ สู้ ึกเป็นเร่ือง
ผลติ ผา้ ไหมของชาวเมอื งพล ไกลตวั อกี ต่อไป
จงั หวดั ขอนแกน่ หากคนไทยเล็งเห็นถึงแง่งามและคุณค่าในมรดกวัฒนธรรม
๒. แมเ่ ฒา่ กำ� ลงั มดั หมผี่ า้ ไหม ภูมิปัญญาของผืนผ้าไหมไทย ร่วมใจสืบสานและอนุรักษ์ส่ิงเหล่านี้ไว้
ลายปราสาท บรุ รี มั ย์ ย่อมช่วยให้อตั ลักษณน์ ้ีคงอยู่เป็นสมบตั ิของชาตสิ ืบไป
๓. ลวดลายผา้ ทอ
สบิ สองเดอื น สบิ สองฮตี คอง บรรณานกุ รม
สบิ สองลายผา้ ของชาว พทุ ธชาด ลปี ายะคณุ [และคนอนื่ ๆ]. ภมู ปิ ญั ญาผา้ ไหมไทย. กรงุ เทพฯ :
เมอื งพล จงั หวดั ขอนแกน่ กรมหมอ่ นไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ,์ ๒๕๕๕.
๔. ลวดลายสวยละเอยี ดของ ศริ พิ ร บญุ ช,ู นนั ทวรรณ รกั พงษ.์ ภมู ปิ ญั ญาการผลติ เสน้ ไหมไทยพนื้ บา้ น
ผา้ ไหมเมอื งสรุ นิ ทร์ อสี าน. กรงุ เทพฯ : กรมหมอ่ นไหม
กระทรวงเกษตรและสหกรณ,์ ๒๕๕๕. ศนู ยห์ มอ่ นไหมเฉลมิ พระเกยี รตฯิ .
๔ (๒๕๖๑). ประเภทเสน้ ไหม.
สบื คน้ เมอ่ื ๑๓ ตลุ าคม ๒๕๖๑, จาก www.qsds.go.th/qssc_ret/inside_
page.php?pageid=26

ตลุ าคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑ 67

ภาษา

เร่อื ง : ดร.มยรุ ี ถาวรพัฒน์

ภาษาปลงัภาพ : ศนู ยศ์ กึ ษาและฟนื้ ฟภู าษาและวัฒนธรรมในภาวะวกิ ฤต

นามเรยี กและถิน่ ฐาน

คนปลังเรียกตนเองว่า ปลัง คาปลัง สามเต้า แต่คน คนปลังอาศัยอยู่ในพ้ืนที่ตามเทือกเขาในเขตปกครองอิสระ
ส่วนใหญ่รู้จักคนกลุ่มน้ีในนามว่า ลัวะ เพราะค�ำว่า “ลัวะ” เม็งไห่ ในแคว้นสิบสองปันนา โดยเฉพาะเขตภูเขาปูลังชาน
เป็นค�ำที่มีความหมายกว้าง เป็นค�ำเรียกกลุ่มคนดั้งเดิมของ มณฑลยูนนาน ของประเทศจีน ท�ำมาหากินด้วยการปลูกพืช
ดินแดนสุวรรณภูมิ และเป็นช่ือท่ีทางราชการไทยใช้เรียก และล่าสัตว์ ชาวปลังบางส่วนได้มีการย้ายถ่ินฐานไปยัง
กลมุ่ ชาตพิ ันธตุ์ ่างๆ เชน่ มลั ปรยั บซี ู เปน็ ต้น การที่คนปลงั ประเทศพม่า และมีศูนย์กลางชุมชนปลังในเขตรัฐฉาน
ยอมรับชื่อลัวะ เน่ืองจากเม่ือแรกอพยพเข้ามาอยู่ท่ีจังหวัด ของประเทศพม่าทางชายแดนจีน มีการต้ังหมู่บ้านกว่า
เชียงรายน้ัน เพ่ือไม่ให้ถูกจับและเพื่อให้คนอื่นรู้จักตนเอง ๔๐ หมู่บ้าน ท่ามกลางกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ชาวปลังใน
จึงบอกกับคนไทยว่าเป็น “ลัวะ” และได้รับการเรียก ประเทศจีนมีประมาณกว่า ๙๐,๐๐๐ คน ในประเทศพม่า
อย่างเป็นทางการว่า “ลัวะ” เม่ือปี พ.ศ. ๒๕๒๙ เป็นต้นมา มจี ำ� นวนประมาณ ๑๓,๐๐๐ คน และในประเทศไทยมปี ระมาณ
(ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ และคณะ, ๒๕๕๕) แต่เดิม ๑๐๐,๐๐๐ คน

68

ปี ค.ศ. ๑๙๙๐ – ๒๐๐๐ ชาวปลังอพยพเคล่ือนย้าย จังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะในเขตจังหวัดปริมณฑลรอบๆ
เข้ามาอยู่บริเวณชายแดนไทย – พม่า เป็นจ�ำนวนมากที่สุด กรุงเทพฯ เพื่อรับจ้างในโรงงานบ้าง เป็นเกษตรกรบ้าง
เนื่องจากหนีภัยสงครามที่เกิดขึ้นในประเทศพม่า ระหว่าง โดยท�ำงานท่ีสวนกล้วยไม้ สวนผัก ในเขตกรุงเทพมหานคร
รัฐไทใหญ่และชนกลุ่มน้อย กับรัฐบาลกลางของพม่า คนปลัง ได้แก่ เขตทววี ฒั นา มนี บรุ ี และหนองแขม จ.นครปฐม ไดแ้ ก่
ได้รับความยากล�ำบากในการด�ำรงชีวิตและการท�ำมาหากิน ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล ต.ไผ่หูช้าง และ ต.นราภิรมย์
จุดแรกที่ชาวปลังจะอพยพเข้ามาคือ อ.แม่จัน อ.แม่สาย อ.บางเลน ต.อ้อมใหญ่ อ.สามพราน จ.สมุทรสาคร ได้แก่
บ้านห้วยน�้ำขุ่น อ.แม่สรวย อ.เวียงป่าเป้า อ.แม่ฟ้าหลวง ต.มหาชยั อ.เมือง และ ต.อ้อมนอ้ ย อ.กระทุม่ แบน นอกจากนี้
อ.เมือง จ.เชียงราย (ปัจจุบันชาวปลังอยู่ในเขต อ.เมือง ยงั มกี ระจายตวั ไปจงั หวดั อนื่ อกี เชน่ นนทบรุ ี สโุ ขทยั เชยี งใหม่
จ�ำนวนมากข้ึน) หลังจากนั้น ชาวปลังจะเดินทางไปยัง อ.วงั เหนือ จ.ลำ� ปาง แต่มจี ำ� นวนน้อยมาก 

ตุลาคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑ 69

ลกั ษณะภาษาปลัง พยญั ชนะ
ภาษาปลังนี้ ถูกจัดอยู่ในภาษาออสโตรเอเชียติก พยัญชนะต้นภาษาปลัง ได้แก่ /p (ป), t (ต), c (จ),
(Austro-Asiatic) กลุ่มเหนือ สาขาย่อยปะหล่องตะวันออก k (ก), (อ), ph (พ), th (ท), ch (ช), kh (ค), b (บ),
(East-Palaungic) ในกลุ่มว้า (Waic) สาขาย่อยบหู ลงั /ปูหลัง d (ด), (ยฺ), g (กฺ), m (ม), mh (มฮ), n (น),
(Bulang) ภาษาปลงั มีหลายสำ� เนียง เชน่ ปลังซุน ปลังลู่ ปลงั nh (นฮ) (ญ), ŋ (ง), r (ร), f (ฟ), s (ซ), x (ฅ), h (ฮ),
กนเลซ กอนตอย จงมอย สะแตง แพมยอง กอนมาก ปังโลชิ l (ล), lh (ลฮ), v (ว), j (ย)/ ตัวอย่าง เช่น ปลิปา่ ว = ลูก
และกอนกาง จิงแมน มันเวง แม้ว่าจะมีหลายส�ำเนียง มะพร้าว, บีซ = ไม้กวาด, ญ่ะ = บ้าน, มฮีน = นับ,
แตค่ นปลังก็สามารถสอ่ื สารกันได้เข้าใจ ยฺกื = เกย่ี วให้โน้มลงมา, ลเฮะ = ฝน วั่จ = ดาบ เป็นตน้
ลักษณะภาษาปลังในท่นี ้ีขอเสนอส�ำเนยี ง ปลังซุน ซ่ึงเปน็ พยัญชนะท้ายที่มีรูปปรากฏ ได้แก่ / p (บ), t (ด),
ส�ำเนียงท่ีอาจนับได้ว่าเป็นส�ำเนียงปลังมาตรฐาน เนื่องจาก c (จ), k (ก), m (ม), n (น), (ญ), ŋ (ง), s (ซ), h (ฮ),
มีการท�ำระบบตัวเขียนท้ังอักษรไทยและอักษรโรมัน เพื่อใช้ l (ล), j (ย), w (ว)/ ตัวอย่าง เช่น ฟุ่บฟั่บ = ปอด,
ในการถ่ายทอดภาษาไปสู่คนรุ่นตอ่ ไป อิด = นอน, ลิ่จ = หมู, บุก่ = จอบ, ซมี = นก, ฮาน = รงั นก,
โม่ญ = ปาก, ร่อง = ม้า, โรงตืซ = เห็ด, ร่าฮ = น�้ำตก,
เอล = ไก่, งาย = ตา, มาว = ฟา้

สระ

ภาษาปลังมีสระเสียงส้ันและเสียงยาวท่ีท�ำให้ค�ำ

มีความหมายแตกต่างกัน ได้แก่ / i (◌ิ), ii (◌ี), e (เ-ะ),

ee (เ-), ε (แ-ะ), εε (แ-), (◌ึ), (◌ื), (เ-อะ),

(เ-อ), a (-ะ), aa (-า), u (◌ุ), uu (◌ู), o (โ-ะ),

oo (โ-), (เ-าะ), (-อ) / ตัวอย่าง เช่น บู่ฮ = หน้า
โซะ = สุนัข กะ = ปลา ชิ = ฟืน เปอะ = เปยี ก ฮกึ = ผม
เปน็ ต้น

วรรณยกุ ต์

วรรณยกุ ตภ์ าษาปลงั ไดแ้ ก่ วรรณยกุ ตเ์ สยี งสงู กลาง และ
เสียงตก เช่น ญะ = ต้นยางพารา, ญ่ะ = บ้าน,
รอง = เสา, ร่อง = ม้า, ปาว = ประกาศ

แผนทแี่ สดงบริเวณถนิ่ ที่อย่ขู องชาวปลังในประเทศจีน พม่า และไทย
ที่มา : รายงานการวิจัย อนุรักษ์และฟื้นฟูภาษาและภูมิปัญญาท้องถิ่นปลังผ่าน
การเรียนการสอนในชมุ ชน พื้นท่ีกรงุ เทพมหานครและปรมิ ณฑล
70

ลกั ษณะคำ� และประโยค

ค�ำในภาษาปลงั ไดแ้ ก่
ติ = มอื ,
ชุก = ห,ู

ซาล่ิ = ข้าวโพด,
เตญเตา = แตงโม,
มกั ซังพอ่ = มะละกอ,
อามวล = ไสเ้ ดอื น,

เกอตัม = ปู
การเรยี งค�ำในประโยคพืน้ ฐาน
ไดแ้ ก่ ประธาน-กรยิ า-กรรม ตัวอย่างเช่น

“แมเ่ ลย้ี งไก่”

อะมะ่ อยื กะ เอ้ล
แม่ เล้ียง (คำ� ไวยากรณ์) ไก่

“ปูอยใู่ นร”ู
เกอตมั อุด คะแนย เกอตึ.
ปู อย ู่ ใน รู

“วนั น้ีคณุ ได้ยิม้ หรอื ยงั ”

เซอแงน ปนุ มิริ รั่งมึซ ฮอจอ.
วนั นี้ คณุ ได้ ยิ้ม หรอื ยงั

ล – ล่ิจ โครงการ “การอนุรกั ษ์และฟ้ืนฟูภาษาและภูมิปัญญา
ล่ิจ นะ เล่อ อูซ เฮิน ก่ะ ญอก. ท้องถ่ินปลงั ผ่านการเรยี นการสอนในชุมชน”
ลิ่จ นะ โซม ญูม ก่ะ อ่ะ เกลิญ.
ลิ่จ นะ เม่ิฮ อ่ะ ล่ิจ ล่อง ออ. ตลุ าคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑ 71
ลิ่จ ล่อง ล่ิจ ป่าญ ลิ่จ ล่าย เยา.
ล่ิจ นะ โซม อ่ะ เลอมอซ ออ.
ลิ่จ นะ ปอน เก่อเน่ ก่ะ นะ ญูม.

ล – ล่ิจ หมู
หมู มันมีมันเยอะ
หมู มันกินเยอะ ตัวอ้วน
หมู มันเป็นหมูสีด�ำ
หมูสีด�ำ หมูสีขาว หมูลาย
หมู มันกินต้นกล้วย
หมู ถ้ากินเน้ือมันอร่อย

อนรุ กั ษ์และสบื สานภาษาปลงั
จากประวัติการอพยพเคลื่อนย้ายของชาวปลังท่ีเข้ามา
ตัง้ ถนิ่ ฐานในประเทศไทย พบวา่ เกดิ ปญั หาหลายประการ อาทิ
สิทธิความเป็นพลเมืองในประเทศไทย ชาวปลังส่วนใหญ่
ไม่มีบัตรประชาชน มีเพียงใบต่างด้าว บัตรชาวเขาท่ีราบสูง
มบี างคนเทา่ นน้ั ทมี่ บี ตั รประชาชนเปน็ คนไทย นอกจากนยี้ งั พบ
ปญั หาวกิ ฤตทางอตั ลกั ษณข์ องตนเอง กลา่ วคอื เมอื่ ชาวปลงั ไป
อาศัยอยใู่ นกลมุ่ ชาติพันธ์ุอ่นื ๆ เช่น กลุ่มไทใหญ่ หรอื กล่มุ ลาหู่
วิกฤตภาษาปลงั กจ็ ะรบั เอาภาษาและวฒั นธรรมของกลมุ่ นน้ั มาใช้ ทำ� ใหเ้ กดิ การ
ชาวปลังที่อพยพมาจากประเทศพม่าและจีนน้ันยังคง ถูกกลืนกลายทางภาษาและวัฒนธรรม จนท�ำให้ภาษาและ
สามารถพดู ภาษาปลงั ไดอ้ ยา่ งคลอ่ งแคลว่ และชดั เจน ถา้ มาจาก วัฒนธรรมของชาวปลังได้เลือนหายไปในที่สุด ผู้ที่สามารถพูด
หมู่บ้านเดียวกันก็จะสามารถส่ือสารด้วยภาษาปลังได้ดี แต่ถ้า ภาษาปลังมีอยู่ในช่วงอายุมากกว่า ๔๐ ปีขึ้นไป ส่วนกลุ่มเด็ก
มาจากต่างหมู่บ้านกันบางคร้ังก็จะใช้ภาษาไทใหญ่ หรือภาษา และเยาวชนแทบจะไม่สามารถใช้ภาษาปลังได้เลย รวมถึงยัง
ลาหู่ เปน็ ภาษากลางในการสอ่ื สาร เมอื่ เขา้ มาอยใู่ นประเทศไทย เกดิ ความอายที่จะบอกว่าตนเองเปน็ ชาวปลังอกี ด้วย
แวดลอ้ มดว้ ยภาษาไทย คนปลงั จงึ ซมึ ซบั รบั ภาษาเพอ่ื ประโยชน์ ด้วยปัญหาดังกล่าว ท�ำให้ชาวปลังกลุ่มหนึ่งเกิดความ
ในการส่ือสาร สภาวะแบบนี้สะท้อนถึงความหลากหลาย ตระหนักในการฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง เพ่ือให้
ของภาษาปลังค่อนข้างสูง โดยเฉพาะลูกหลานชาวปลังที่เกิด ลูกหลานได้สืบทอดและรู้จักตัวตนของความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์
ในประเทศไทย เมอื่ อยทู่ ีบ่ ้านจะใชภ้ าษาปลังรว่ มกับภาษาไทย ปลังมากข้ึน โดยได้รับความร่วมมือจากมิชชันนารีตะวันตก
แตเ่ มอ่ื อยภู่ ายนอกจะใชภ้ าษาไทยกลางเปน็ หลกั และมแี นวโนม้ และนกั วชิ าการภาษาศาสตรช์ าวลาหรู่ ว่ มกบั ชาวปลัง ไดจ้ ดั ท�ำ
ว่าในอนาคตจะไม่ใช้ภาษาปลงั อกี ต่อไป ภาษาเขียนโดยใช้อักษรโรมัน และน�ำมาสู่การจัดการเรียน

72

การสอนภาษาปลังในชุมชน แต่เม่ือน�ำตัวอักษรโรมันมา การสนับสนุนจากกลุ่มคริสตจักรปลัง และยังท�ำให้เกิด
ถ่ายทอดสู่กลุ่มชาวปลังและเยาวชน พบว่า ชาวปลังรวมถึง ความร่วมมือกับหน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ เช่น กระทรวง
เดก็ และเยาวชนยงั ไมส่ ามารถอา่ นภาษาปลงั ดว้ ยอกั ษรโรมนั ได้ วัฒนธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคมและ
ท�ำให้ชาวปลังยังไม่สามารถถ่ายทอดภาษาและวัฒนธรรม ความมน่ั คงของมนุษย์ เป็นตน้
สกู่ ลมุ่ เยาวชนของตนเองไดอ้ ยา่ งเตม็ ทนี่ กั จงึ ขอเสนอโครงการ
วิจัยในโครงการ “ฟื้นฟูภาษาและภูมิปัญญาท้องถิ่นปลังสู่
เยาวชน” โดยมีวตั ถุประสงคเ์ พอื่ การฟ้ืนฟูภาษาและภมู ิปัญญา
ท้องถิ่นของตนเอง โดยการรวบรวมองค์ความรู้ภาษา และ เอกสารอ้างอิง
ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ของชาวปลงั และถา่ ยทอดองคค์ วามรเู้ หลา่ นี้ ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ และคณะ.(๒๕๕๕).ปริศนาวงศาคณาญาติ
สู่กลุ่มเยาวชน ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากส�ำนักงานกองทุน “ลวั ะ”. กรงุ เทพฯ: ศนู ย์มานษุ ยวิทยาสิรินธร องคก์ ารมหาชน.
สนับสนุนการวิจัย (สกว.) และศูนย์ศึกษาและฟื้นฟูภาษา บุญชัย แสงเพชรวรกุล และคณะ. (๒๕๕๗). รายงานการวิจัย
และวัฒนธรรมในภาวะวกิ ฤต มหาวิทยาลยั มหดิ ล โครงการ “อนุรักษ์และฟื้นฟูภาษาและภูมิปัญญาท้องถ่ินปลัง
ผ่านการเรียนการสอนในชุมชน พื้นท่ีกรุงเทพมหานครและ
แต่อย่างไรก็ตามชาวปลังในเขตกรุงเทพมหานคร และ ปรมิ ณฑล. ส�ำนกั งานกองทุนสนับสนุนการวจิ ยั (สกว.).
ปรมิ ณฑลไดม้ คี วามพยายามในการรวมกลมุ่ กนั เพอ่ื ทำ� กจิ กรรม ทีมวิจัยกลุ่มชาติพันธุ์ปลังสภาคริศจักรฯ. (ม.ป.ป.). จุลสาร
ฟื้นฟูอัตลักษณ์ของตนเอง พร้อมกับการกระตุ้นให้ชาวปลัง ประวตั ศิ าสตร์ชาตพิ นั ธ์ุปลัง. นครปฐม. เอกสารส�ำเนา
ยอมรับและภูมิใจในความเป็นตัวตนของตัวเอง โดยได้รับ

ตลุ าคม - ธันวาคม ๒๕๖๑ 73

ศิลปินแหง่ ชาติ

เร่อื ง : กลั ยาณมิตร นรรัตน์พุทธิ
ภาพ : กองบรรณาธกิ าร

“รกั ในสงิ่ ทที่ ำ� ทยำ� ทุในสธงิ่ นทร่ี ากั ”มกุ ดาสนทิ
ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ
สาขาศลิ ปะการแสดง (ภาพยนตรแ์ ละละครโทรทศั น)์ พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐

74

ปูชนยี บคุ คล..คนทำ� หนงั “ตลอดเวลาร่วม ๔๐ ปีในวงการภาพยนตร์
ผมพยายามรกั ษาคณุ ภาพและสาระของงาน
“รกั ในสง่ิ ทที่ ำ� ทำ� ในสงิ่ ทรี่ กั ” คำ� จำ� กดั ความของการทำ� งาน
กว่า ๔๐ ปี ที่ผู้ก�ำกับชั้นครูของวงการภาพยนตร์ไทย ไวอ้ ย่างสุดความสามารถ
"ยุทธนา มกุ ดาสนทิ " ถอื เปน็ คติในการท�ำงาน นอ้ ยคนท่ีจะทำ� เพราะผมเชือ่ ว่า
หนงั หรอื สรา้ งภาพยนตรด์ ว้ ยอดุ มการณ์ แตย่ ทุ ธนา มกุ ดาสนทิ
หรือท่ีในวงการเรียกกันว่า “พ่ีหง่าว” เป็นอีกช่ือหน่ึงในอันดับ ภาพยนตรค์ อื สือ่ สารมวลชนแขนงหน่ึง
ต้นๆ ที่มักจะสร้างภาพยนตร์ที่สะท้อนปัญหาสังคมอยู่เสมอ ในรปู แบบของความบนั เทิง
ทงั้ ๆ ทร่ี วู้ า่ ภาพยนตรเ์ รอ่ื งนนั้ อาจไมท่ ำ� รายได้ ไมใ่ ชแ่ นวทสี่ งั คม
กำ� ลงั นยิ มอยใู่ นขณะนน้ั แตด่ ว้ ยความเปน็ ปจั เจกของผกู้ ำ� กบั ที่ ผู้ทำ� จงึ จะตอ้ งค�ำนึงถึงสารหรอื สาระของหนงั
เต็มเปี่ยมจิตวิญญาณของส่ือสารมวลชน ท่ีต้องการถ่ายทอด ในฐานะสอื่ มวลชน
ความคดิ อารมณค์ วามรสู้ กึ สะทอ้ นสภาพปญั หาสงั คมในแตล่ ะ
ยุคสมัย โดยปราศจากเง่ือนไขทางธุรกิจ จึงมักจะสร้าง ทีม่ ีความรบั ผิดชอบต่อสังคมด้วย”
“ภาพยนตรไ์ ทยนอกกระแส” อยู่เสมอ ไดก้ ารยอมรับจากผู้ชม
และไดร้ บั รางวลั ในระดบั ชาตแิ ละนานาชาตมิ ากมายนบั ไมถ่ ว้ น สนุ ทรพจน์ เมอ่ื ครั้งรบั รางวัลบคุ คลเกยี รติยศ
ยทุ ธนา มุกดาสนทิ หรืออาจารยย์ ทุ ธนา เกดิ และเตบิ โต ผสู้ รา้ งสรรค์งานในวงการภาพยนตรไ์ ทย
ที่กรุงเทพมหานคร ในวัยเด็กอาจารย์ยุทธนาเป็นผู้ท่ีมีความ รางวลั พระราชทาน
สามารถทางด้านศิลปะ จนท�ำให้มีความมุ่งหวังท่ีจะเป็น
นกั เขยี นและสอื่ สารมวลชน ในระหวา่ งการศกึ ษาทม่ี หาวทิ ยาลยั พระสรุ ัสวดี (ตกุ๊ ตาทอง) ครงั้ ที่ ๒๙ ประจ�ำปี ๒๕๕๕
ธรรมศาสตร์นั้น ได้ร่วมแสดงละคร “อวสานของเซลล์แมน”
ของคณะอกั ษรศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั และไดศ้ กึ ษา ๒ อกี ๒๐ รอบ ซงึ่ ในรอบปฐมทศั นไ์ ดร้ บั พระมหากรณุ าธคิ ณุ จาก
วชิ าการภาพยนตรเ์ ปน็ รนุ่ แรกของคณะวารสารศาสตร์ ในขณะ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลท่ี ๙
ที่ศึกษาอยู่ปีท่ี ๓ น้ันได้มีโอกาสได้ฝึกงานในกองถ่ายเรื่อง เสดจ็ ฯ เปน็ องคป์ ระธาน แตท่ เ่ี กนิ ความคาดหมาย คอื พระบาท
“แหวนทองเหลอื ง” กบั ละโวภ้ าพยนตร์ ของพระเจา้ วรวงศเ์ ธอ สมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร เสดจ็
พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ จากความทุ่มเทท�ำให้อาจารย์ พระราชดำ� เนนิ มาทอดพระเนตรดว้ ย ยงั ความปลมื้ ปติ แิ กอ่ าจารย์
ยุทธนามีพื้นฐานทางแสดง การเขียนบท และการก�ำกับการ ยุทธนาและชาวธรรมศาสตร์เป็นล้นพ้น ทรงตรัสสอนอาจารย์
แสดง ในขณะเดียวกันก็ได้แสดงละครเวทีเรื่องวัยวุ่น ของ ยุทธนาในระหว่างพักการแสดง พระมหากรุณาธิคุณในวันน้ัน
มหาวิทยาลยั ได้เปล่ียนชีวิตอาจารย์ยุทธนาไปตลอดกาล ท�ำให้อาจารย์มี
ก่อนจบการศึกษาได้ท�ำละครเวทีซ่ึงเป็นวิทยานิพนธ์เร่ือง จุดมุ่งหมาย ที่จะเดินไปข้างหน้าด้วยสติ ในฐานะนักส่ือสาร
สี่แผ่นดิน โดยดัดแปลงจากบทประพันธ์ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ มวลชน ตอ้ งถา่ ยทอดประเดน็ ทดี่ ี ใหค้ นพฒั นาความคดิ ใหเ้ กดิ
ปราโมช ทหี่ อประชุมเลก็ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งการจดั ประโยชนต์ อ่ มหาชน และชว่ ยเหลอื สงั คมเทา่ ทจี่ ะทำ� ได้
ท�ำละครในคร้ังน้ันเป็นก�ำกับละครเวทีครั้งแรก ได้รับความ
ชื่นชมเป็นอันมาก มีผู้เข้าชมล้นหลาม จนต้องเพิ่มการแสดง ตลุ าคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑
เปน็ ๑๐ รอบ อกี ทง้ั ม.ร.ว.คกึ ฤทธิ์ ปราโมช เจา้ ของบทประพนั ธ์
ได้เขียนชื่นชมละครนี้ไว้ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันท่ี ๘
กันยายน ๒๕๑๖ อันแสดงใหเ้ หน็ ถึงความสามารถช้ันครตู ง้ั แต่
วัยเยาว์ของอาจารย์ยุทธนา ละครส่ีแผ่นดินได้ถูกจัดข้ึนครง้ั ที่

75

เสน้ ทางในการทำ� ภาพยนตร์ International Film Festival ท่ีนิวยอร์ก (ได้ขึ้นทะเบียนเป็น
มรดกภาพยนตรข์ องชาติโดยกระทรวงวฒั นธรรมในปี ๒๕๕๔)
ดว้ ยมใี จรกั การแสดงละคร อาจารยจ์ งึ เบนเขม็ จากวงการ ตอ่ มาได้ร่วมกำ� กับภาพยนตรเ์ รือ่ ง ชวี ิตบดั ซบ ท่มี เี นื้อหา
นำ�้ หมกึ ไปโลดแลน่ อยบู่ นเวทลี ะคร ทงั้ ในบทบาทของนกั แสดง สะท้อนสงั คมเข้มข้นกบั เพิ่มพล เชยอรณุ หลังจากน้ันได้กา้ ว
และผู้ท�ำงานเบ้ืองหลัง หลังจบการศึกษาจึงบ่ายหน้าเข้าสู่งาน กระโดดข้ึนมาในฐานะคลื่นลูกใหม่ของวงการภาพยนตร์ไทย
ดา้ นภาพยนตรโ์ ดยรว่ มงานกบั “ทา่ นมยุ้ ” ม.จ.ชาตรเี ฉลมิ ยคุ ล ท�ำงานทงั้ ด้านผู้กำ� กบั เขียนบท โดยนำ� เสนองานที่ใหมม่ ากใน
ในฐานะผชู้ ว่ ยผกู้ ำ� กบั สรา้ งภาพยนตรเ์ รอ่ื ง ความรกั ครง้ั สดุ ทา้ ย ยุคสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็น เทพธิดาบาร์ ๒๑ ไฟนรกขุมโลกันต์
และผมไม่อยากเป็นพันโท จากนั้นละโว้ภาพยนตร์ให้ก�ำกับ เงิน เงิน เงิน (เรื่องน้ีอาจารย์ได้น�ำระบบเสียงแมกเนติก
ภาพยนตร์เรื่องแรกคือ “ฝนสเน่หา” แต่ถา่ ยไม่จบเพราะบริษทั สเตอริโอโฟนิกมาใช้กบั ภาพยนตรไ์ ทยเปน็ คร้งั แรก)
มีเหตุให้ต้องปิดตัวลงเสียก่อน ต่อมาได้มีโอกาสเป็นผู้ช่วย แม้จะต้องสร้างสรรค์ภาพยนตร์ในเชิงศิลปะเพื่อเอาใจ
กำ� กบั ใหก้ บั “เชดิ ทรงศร”ี ในเรอ่ื งแผลเกา่ หลงั จากนนั้ ไดก้ ำ� กบั ตลาด เพือ่ สร้างเม็ดเงนิ สลับกบั เปน็ การที่จะได้ทำ� ภาพยนตร์
ภาพยนตรเ์ รือ่ ง ทองปาน เป็นภาพยนตร์กง่ึ สารคดี ทบ่ี อกเลา่ ท่ีสะท้อนปัญหาทางการเมือง สังคม และศิลปวัฒนธรรม
เรื่องราวของชาวนาอีสานที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ อย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง น�้ำพุ เป็นการพูดความจริงผ่าน
กอ่ สรา้ งเขอ่ื นผามอง เขอ่ื นผลติ ไฟฟา้ พลงั นำ้� ทใ่ี หญท่ สี่ ดุ ในโลก ภาพยนตร์ ท่ามกลางความเชี่ยวกรากของกระแสสังคม
ท่ีสร้างเสร็จ จะท�ำให้พื้นท่ีส่วนใหญ่ของจังหวัดเลยหนองคาย เพราะยาเสพติดส่ันคลอนสถาบันครอบครัว ด้วยความตั้งใจ
หลวงพระบาง และเวยี งจนั ทน ์ จมอยใู่ ตน้ ำ�้ (กำ� กับต่อจากทีม ทไ่ี มอ่ ยากใหเ้ ยาวชนตอ้ งเสยี ชวี ติ ไปเพราะยาเสพตดิ จงึ ถา่ ยทอด
ของ สุรชัย จันทิมาธร ที่ต้องล้ีภัยการเมืองหลังเหตุการณ์ เป็นภาพยนตร์แนวก่ึงสารคดีเหมือนจริงถ่ายท�ำด้วยระบบฟลิ ม์
๖ ตลุ าคม ๒๕๑๙) ฉายครงั้ แรกในเทศกาลภาพยนตรล์ อนดอน ๓๕ มม. สโคป เป็นการบันทึกเสียงจริงซาวด์–ออน–ฟิล์ม
ไดร้ บั รางวลั เกยี รตยิ ศ Outstanding Film of Southeast Asia ในยคุ แรก ถา่ ยทอดไดอ้ ยา่ งลกึ ซงึ้ จนเปน็ ทก่ี ลา่ วขานกนั มากทสี่ ดุ
รวมทงั้ ได้รบั รางวัล Award of Merit จาก Asian American

76

ในยคุ นนั้ มนี กั เรยี นและวยั รนุ่ เขา้ ชมอยา่ งลน้ หลาม ยนื โรงฉาย แห่งชาติ (สุพรรณหงส์ทองค�ำ) ถึง ๔ รางวัล ต่อมาได้สร้าง
อยถู่ งึ ๓ เดอื น ทำ� รายไดถ้ งึ ๑๖ ลา้ นบาท (ทบุ สถติ เิ ดมิ แผลเกา่ ภาพยนตรเ์ รอ่ื ง วถิ คี นกล้า ท่ีถ่ายทอดเร่อื งราวของชาวเขา ซง่ึ
ซงึ่ ทำ� ไวใ้ นปี ๒๕๑๐ ไว้ ๑๓ ลา้ น) ถอื เป็นความส�ำเรจ็ สูงสุดทไ่ี ด้ ใช้เวลาและทุนสร้างสูงสุด โดยใช้เพลงบรรเลงร่วมกับดนตรี
สอ่ื สารสงิ่ ทต่ี อ้ งการไปยงั ผชู้ มไดอ้ ยา่ งมพี ลงั และมปี ระสทิ ธภิ าพ ออรเ์ คสตรา และใชห้ อประชมุ ศนู ยว์ ฒั นธรรมแหง่ ประเทศไทย
เปลี่ยนพฤติกรรมวัยรุ่นหันหลังให้กับยาเสพติด และเป็น เปน็ สถานทบ่ี นั ทึกเสยี งเปน็ ครงั้ แรก เรือ่ งน้ีกก็ วาดรางวลั นับไม่
แรงบันดาลใจใหน้ ักสร้างภาพยนตร์รนุ่ ใหม่ในยุคตอ่ มา ถว้ น หลงั จากนนั้ กระโดดขา้ มไปทำ� งานใหก้ บั แกรมม่ี โดยสรา้ ง
ตอ่ มาไดส้ รา้ งภาพยนตรส์ ะทอ้ นสงั คมอตุ สาหกรรมทชี่ าว ภาพยนตร์ไป ๖ เรือ่ ง ซง่ึ ลว้ นสรา้ งปรากฏการณใ์ หว้ งการหนัง
ชนบทต้องเข้ามาใช้แรงงานอย่าง เทพธิดาโรงงาน (ท�ำรายได้ ไทย เรมิ่ จากภาพยนตรเ์ รอื่ ง คกู่ รรม ซง่ึ กวาดรางวลั พระสรุ สั วดี
๕ ล้านบาทสูงสุดของปี ๒๕๒๕) จากนัน้ อาจารยย์ ทุ ธนาพลกิ (ตุ๊กตาทอง) ประจ�ำปี ๒๕๓๘ ไปถงึ ๕ สาขา ตามดว้ ยเร่อื ง
ไปท�ำภาพยนตร์แนว Neo Romantic เรื่อง ผีเสือ้ และดอกไม้ จักรยานสีแดง ท่ีมีกลิ่นอายการ์ตูนอยู่นิดๆ ท�ำรายได้สูงสุด
เป็นเรื่องราวของเด็กและประชาชนใน ๔ จังหวัดภาคใต้ ที่ ประจำ� ปแี ละเปน็ ภาพยนตรไ์ ทยเรอ่ื งแรกท่ี HBO เคเบล้ิ ทวี จี าก
นับถือศาสนาอิสลาม ที่ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อและต้องท�ำงาน อเมรกิ าซื้อลขิ สิทธนิ์ �ำไปออกอากาศทวั่ เอเชียในชอ่ ง Cinimax
เสยี่ งอนั ตรายโดยขนขา้ วสารหนภี าษซี อ่ นไปกบั รถไฟ เรอื่ งนไี้ ด้ หลงั จากทอี่ าจารยค์ อยอำ� นวยการสรา้ งดแู ลทศิ ทางใหเ้ ปน็
รบั รางวลั พระราชทานพระสรุ สั วดี (ตกุ๊ ตาทอง) ประจำ� ปี ๒๕๒๘ ไปตามท่ีวางไว้อย่างเร่ือง อันดากับฟ้าใส ต่อด้วยเรื่อง
ถงึ ๗ รางวัล และยังได้รับรางวัลภาพยนตรย์ อดเยีย่ มจากการ รัก–ออกแบบไม่ได้ ได้รับรางวัลมากมาย นับเป็นผลงานท่ี
ประกวดภาพยนตรน์ านาชาตคิ รงั้ ท่ี ๕ ปี ประเทศสหรฐั อเมรกิ า ภาคภูมิใจท่ีสุดในฐานะผู้บริหาร จากน้ันแกรมม่ีฟิล์มก็ร่วมกับ
ปี ๒๕๓๐ อาจารย์ยุทธนาหันไปท�ำหนังตลกเบาสมอง เอก็ แซก็ ท์ กท็ ำ� หนงั รกั ตา่ งชนชน้ั เรอื่ ง กำ� แพง เรอื่ ง ยวุ ชนทหาร
เร่ือง หลงั คาแดง ซ่ึงเขียนบทและกำ� กับเองทง้ั หมด โดยไดร้ ับ เปิดเทอมไปรบ ซงึ่ เปน็ เรือ่ งราวมิตรภาพและความรกั ซึ่งผสม
แรงบันดาลใจจาก One Flew Over the Cuckoo’s Nest ผสานเรื่องจริงของยุวชนทหารยุคสงครามโลกคร้ังที่ ๒ ที่ต้อง
ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดนิยม พระราชทานพระสุรัสวดี ตอ่ สู้กบั การรุกรานของญป่ี นุ่ ได้อย่างลงตัว ซึ่งหนงั เรือ่ งน้ีได้รับ
(ตกุ๊ ตาทอง) ๕ รางวัล อีกทง้ั ได้รบั รางวลั สมาพันธภ์ าพยนตร์ การจัดเกบ็ เข้าหอภาพยนตรข์ องเมอื งฟกุ ุโอกะท่ีประเทศญี่ปนุ่
เว้นชว่ งไป ๑๐ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ อาจารยย์ ุทธนาได้
กลับมาท�ำภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ เร่ือง คืนของแม่ และ
ภาพยนตรเ์ พลงเฉลมิ พระเกยี รติ เรอื่ ง แผน่ ดนิ ของเรา เพอ่ื เทดิ
พระเกียรตลิ น้ เกล้าทั้งสองพระองค์

ตุลาคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑ 77

สรา้ งมาตรฐานวางรากฐานใหมใ่ ห้วงการโทรทศั น์ คนละคร..เวที

อาจารย์ยุทธนา เป็นแรงขับเคลื่อนท่ีส�ำคัญในการพลิก อาจารยย์ ทุ ธนา แมจ้ ะอยใู่ นบทบาทการเปน็ “คนทำ� หนงั ”
โฉมหน้าการสร้างละครโทรทัศน์ยุคท่ีผ่านมา เริ่มจากการเป็น เตม็ ตวั แตก่ ย็ ังแบ่งเวลาไปทำ� งานที่รักอยา่ งละครเวทีอกี หลาย
ทป่ี รกึ ษาฝา่ ยผลติ รายการโทรทศั นใ์ หก้ บั แกรมมฯ่ี ผลติ รายการ ต่อหลายเร่ือง เช่น ก่อนอรุณจะรุ่ง สู่ฝันอันย่ิงใหญ่ มีคนดู
โทรทศั นใ์ นรปู แบบใหมๆ่ เชน่ ตะกายดาว คนคน้ คน สามหนมุ่ ล้นหลามจนต้องเปิดการแสดงถึง ๒ คร้ัง รวม ๓๐ รอบ ถือ
สามมมุ เปน็ ซทิ คอมทปี่ ระสบความสำ� เรจ็ สงู สดุ ในประเทศไทย เปน็ ปรากฏการณข์ องละครเวทใี นสมยั นน้ั และยงั นำ� ละครเพลง
โดยออกอากาศตอ่ เนอื่ งยาวนานถงึ ๘ ปี หลงั จากนนั้ จงึ ลองทำ� อนั โด่งดังเรอื่ ง Kiss of the Spider Woman มาดดั แปลงสร้าง
ละครสั้นมินิซีรีส์เขย่าขวัญเรื่อง ลูกมาร จากน้ันก็ผลิตละคร เปน็ ละครเพลงสะเทือนใจในชอ่ื จุมพติ นางแมงมุม เป็นละคร
ซรี สี ข์ นาดยาวคอื เรอ่ื ง รกั ในรอยแคน้ ตอ่ ดว้ ยเรอื่ ง วงั นำ�้ วน ซงึ่ แฝงความรกั ทมี่ ขี อ้ แมข้ องเพศทส่ี ามและแฝงปมการเมอื งอกี ไว้
อาจารย์ได้แต่งเร่ืองข้ึนมาใหม่ท้ังหมดและก�ำกับด้วยตัวเอง ได้อย่างแนบเนยี น
ท�ำให้คว้ารางวัลผู้ก�ำกับยอดเย่ียมจากเวทีโทรทัศน์ทองค�ำ นอกจากนนั้ อาจารยย์ ทุ ธนา ยงั มผี ลงานในวงการโฆษณา
มาครอง มีผลงานมิวสิควิดีโอ และยังได้รับมอบหมายให้จัดงานระดับ
ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ อาจารย์ยุทธนาได้ทุ่มเทท�ำละครเรื่อง ชาติที่ส�ำคัญมากมาย อย่างเช่น งานฉลองราชธานี ๒๒๐ ปี
บัลลังก์เมฆ แบบ Epic Drama ที่ต้องการบอกเล่ากิเลสของ กรุงรัตนโกสินทร์ ที่บอกเล่าเรื่องราวต้ังแต่สร้างกรุงในสมัย
ความเป็นมนุษย์ โดยตีแผ่ชีวิตของผู้หญิงคนหน่ึงท่ีใช้ชีวิต รชั กาลท่ี ๑–๙ ใชผ้ ู้แสดงถึง ๒,๐๐๐ คน บนเวทอี ลงั การขนาด
อย่างโชกโชน ผ่านช่วงเวลาส�ำคัญของบ้านเมืองมาหลายสมัย ๘๐ เมตร จนถงึ การสร้ างสรรคง์ านพธิ ีเปิด–ปิด กฬี าระดบั ชาติ
บัลลังก์เมฆ มีความงดงามแฝงด้วยปรัชญาสัจธรรมของชีวิต และเอเช่ียนเกมส์
จนถกู นำ� ไปสรา้ งเปน็ ละครเวทหี ลายครงั้ นอกจากนน้ั ยงั มเี รอื่ ง
ยามเมอ่ื ลมพดั หวน ตอ่ ดว้ ยเรอื่ ง ลา่ ซง่ึ เปน็ ละครเรอื่ งแรกทน่ี ำ�
เสนอด้านมืดของสังคม ท้ังยังได้น�ำบทประพันธ์สุดคลาสสิก
อยา่ ง เรือนแพ และ แผน่ ดนิ ของเรา มาท�ำเปน็ ละครโทรทศั น์
ซึ่งอาจารย์ได้น�ำเอาเทคนิคการผลิตภาพยนตร์มาใช้ ทั้งมุม
กลอ้ งและการถา่ ยทำ� ทง้ั การทำ� ดนตรปี ระกอบละครขน้ึ มาใหม่
จนกลายมาเป็นรากฐานการท�ำละครโทรทัศน์ยุคปัจจุบัน
และท�ำให้ละครโทรทัศน์ไทยสามารถบุกตลาดต่างประเทศ
ไดอ้ ยา่ งเต็มภาคภมู ิ

78

อาจารยย์ ทุ ธนา มกุ ดาสนทิ อทุ ศิ ตนเองใหก้ บั งานทงั้ ชวี ติ ด้วยอาจารย์ยุทธนา มุกดาสนิท เป็นผู้มีความสามารถ
และพิสูจน์ให้เห็นว่าคนท�ำหนังมีหนทางเสมอท่ีจะท�ำหนังโดย ครบทกุ ดา้ นในแบบทหี่ าไดย้ าก มผี ลงานสรา้ งสรรคแ์ ละพฒั นา
ไมท่ ง้ิ จติ วญิ ญาณของศลิ ปนิ อาจารยย์ ทุ ธนาจงึ เปน็ ปชู นยี บคุ คล เปน็ ทยี่ อมรับของวงการ และผลงานยงั เป็นประโยชน์ตอ่ สังคม
คนทำ� หนงั ทม่ี คี วามรคู้ วามสามารถครบเครอ่ื ง ทง้ั การเขยี นบท นับเป็นทรัพยากรบุคคลส�ำคัญทางด้านศิลปะที่มีผลงาน ท่ีได้
กำ� กบั ภาพยนตร์ ละครโทรทศั น์ และละครเวที จนไดร้ บั ปรญิ ญา สืบสานงานศิลปะของชาติจากอดีตถึงปัจจุบันและด�ำรง
วารสารศาสตรด์ ษุ ฎบี ณั ฑติ จากคณะวารสารศาสตรแ์ ละสอื่ สาร สืบไปในอนาคต สมกับที่ได้รับยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปิน
มวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้รับการ แหง่ ชาติ สาขาศลิ ปะการแสดง (ภาพยนตรแ์ ละละครโทรทศั น)์
ประกาศเกยี รตคิ ณุ Lotus Award for lifetime achievement พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ อย่างแทจ้ ริง
จากเทศกาลภาพยนตร์โลกกรุงเทพ ประจ�ำปี ๒๕๕๐ และยัง
ได้รับรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี (ตุ๊กตาทองเกียรติยศ) ตุลาคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑
บคุ คลเกยี รตยิ ศผสู้ รา้ งสรรคง์ านในวงการภาพยนตรไ์ ทย ครงั้ ท่ี
๒๙ ประจำ� ปี ๒๕๕๕ อีกดว้ ย รางวลั ที่ได้รบั น้ันมากมายเหลือ
คณานบั จนยากทีจ่ ะหาใครเสมอเหมือน
ด้วยวยั ๖๖ ปี ตลอดชวี ิตการทำ� งาน นอกจากการสร้าง
ผลงานภาพยนตร์ชิ้นส�ำคัญไว้ให้แวดวงศิลปะไทยแล้ว ยังได้
สร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ ข้ึนมาประดับวงการบันเทิง
ไทย ดว้ ยความเปน็ เอกอดุ า้ นภาพยนตรแ์ ละความเชยี่ วชาญใน
วิชาชีพเป็นอย่างมาก ท�ำให้อาจารย์ยุทธนาได้รับเชิญจาก
มหาวิทยาลัยต่างๆ ให้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ท่ีส่ังสมมาให้แก่
นักเรียน นิสิต นักศึกษา และร่วมวางรากฐานวิชาทางด้าน
ภาพยนตร์ให้กับหลายมหาวิทยาลัย อาทิ มหาวิทยาลัยรังสิต
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบณั ฑิต เป็นต้น

79

ผลงานและรางวลั ที่ไดร้ บั ๒๕๓๐ หลังคาแดง [กำ� กบั การแสดง]
• รางวลั พระราชทานพระสรุ สั วดี (ต๊กุ ตาทอง) ภาพยนตร์ยอดนยิ ม
ด้านภาพยนตร์ • รางวลั สมาพนั ธภ์ าพยนตรแ์ หง่ ชาติ (สพุ รรณหงสท์ องคำ� )
๒๕๑๕ แหวนทองเหลอื ง [ฝกึ งานทลี่ ะโว้ภาพยนตร]์ เพลงประกอบภาพยนตรย์ อดเยย่ี ม “สบาย สบาย” (เรวัติ พทุ ธินนั ท์, อนวุ ฒั น์ สืบสวุ รรณ)
๒๕๑๗ ความรักครั้งสุดทา้ ย [ผชู้ ว่ ยผกู้ ำ� กบั ม.จ.ชาตรเี ฉลมิ ยคุ ล] บนั ทึกเสียงยอดเยย่ี ม (สมศกั ด–์ิ สุนติ ย์)
๒๕๑๘ ผมไมอ่ ยากเปน็ พนั โท [ผชู้ ว่ ยผกู้ ำ� กบั ม.จ.ชาตรเี ฉลมิ ยคุ ล] ๒๕๓๔ วถิ ีคนกลา้ [ก�ำกับการแสดง]
๒๕๑๙ แผลเก่า [ผชู้ ่วยผกู้ ำ� กบั  เชิด ทรงศรี] • รางวัลพระราชทานพระสุรสั วดี (ต๊กุ ตาทอง) รางวัลภาพยนตร์ยอดเยยี่ ม
• ไดร้ างวลั กรงั ดป์ รซี จ์ ากการประกวดภาพยนตรใ์ นงาน Festival des 3 Continents ผกู้ ำ� กับการแสดงยอดเย่ียม (ยุทธนา มกุ ดาสนทิ ) บทภาพยนตรด์ ัดแปลงยอดเยย่ี ม
เมอื งนอ็ งต์ ประเทศฝร่ังเศส ไดร้ ับเลือกจากหอภาพยนตรแ์ ละโทรทัศนแ์ ห่งชาติ (รศั มี เผ่าทองเหลอื ง) ลำ� ดบั ภาพและตัดตอ่ ยอดเยี่ยม (นิทศั น์ สดุ า ณ อยธุ ยา,
ของประเทศองั กฤษ ใหเ้ ปน็ ๑ ใน ๓๖๐ ภาพยนตรค์ ลาสสิกของโลก บรรจง โกศลั วัฒน,์ ม.ล.วลั ลภา เกษมศรี) ออกแบบและสรา้ งฉากยอดเยยี่ ม (ศลิ ชยั ตนุ หรตั )
๒๕๑๙ ทองปาน [ก�ำกับรว่ มกับ สุรชัย จันทมิ าธร] เพลงประกอบยอดเยยี่ ม (จรลั มโนเพชร, ดนู ฮนั ตระกลู )
• ไดร้ บั รางวัลเกยี รตยิ ศ Outstanding Film of Southeast Asia นกั แสดงดาวรุ่งฝ่ายชาย (นรินทร์ ทองค�ำ)
• รางวลั Award of Merit จาก Asian American International Film Festival นิวยอร์ก • รางวลั สมาพนั ธภ์ าพยนตรแ์ หง่ ชาติ (สพุ รรณหงสท์ องคำ� )
(ขน้ึ ทะเบยี นเป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติ โดยกระทรวงวฒั นธรรมในปี ๒๕๕๔) ก�ำกับศลิ ปย์ อดเยย่ี ม (ศลิ ชยั ตุนหรัต)
๒๕๒๐ ชีวติ บดั ซบ [ก�ำกบั ร่วมกับ เพม่ิ พล เชยอรุณ] • รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง ภาพยนตร์ยอดเย่ียม ผกู้ �ำกบั การแสดงยอดเย่ยี ม
• รางวลั พระราชทานพระสรุ สั วดี (ตกุ๊ ตาทอง) (ยุทธนา มกุ ดาสนทิ ) บทภาพยนตรย์ อดเยี่ยม (ยุทธนา มุกดาสนทิ , รัศมี เผา่ ทองเหลอื ง)
นกั แสดงน�ำฝา่ ยชายยอดเย่ยี ม (สรพงศ์ ชาตรี) ก�ำกับศิลป์ยอดเยี่ยม (มานูเอล ลทุ เกนฮอสท)์
๒๕๒๑ เทพธิดาบาร์ ๒๑ [กำ� กับและเขยี นบทร่วมกับ ม.ล.พันธเุ์ ทวนพ เทวกลุ ] ดนตรปี ระกอบยอดเยยี่ ม (จรลั มโนเพชร, ดนู ฮนั ตระกลู )
• รางวัลพระราชทานพระสรุ ัสวดี (ตุ๊กตาทอง) นกั แสดงน�ำฝา่ ยหญงิ ยอดเยีย่ ม
(จนั ทรา ชยั นาม) และนักแสดงสมทบฝา่ ยชาย (ไกรลาส เกรยี งไกร)
๒๕๒๓ ไฟนรกขุมโลกนั ต์
๒๕๒๕ เทพธิดาโรงงาน [ก�ำกบั และเขียนบทรว่ มกบั แสนยานุภาพ สังขวนิช]
• รางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี (ตกุ๊ ตาทอง) นักแสดงประกอบชายยอดเย่ยี ม
(อโนเชาว์ ยอดบุตร) และนกั พากย์ยอดเยยี่ ม (จุรี โอศริ ิ)
๒๕๒๖ Love Is Forever [ผู้ช่วยผ้กู �ำกบั กองถา่ ยประเทศไทย], เงิน เงนิ เงนิ  [ก�ำกบั การแสดง]
• รางวัลพระราชทานพระสรุ สั วดี (ตุ๊กตาทอง) นกั แสดงน�ำฝา่ ยหญิงยอดเยย่ี ม
(พศิ มัย วไิ ลศักด)์ิ
• รางวลั สมาพนั ธ์ภาพยนตร์แหง่ ชาติ (สพุ รรณหงสท์ องค�ำ) ภาพยนตร์สร้างสรรคส์ งั คม
ยอดเย่ยี ม ผกู้ ำ� กบั การแสดงยอดเยยี่ ม นักแสดงประกอบชายยอดเย่ยี ม (ล้อตอ๊ ก)
• รางวัลดนตรปี ระกอบยอดเย่ยี ม (บัตเตอรฟ์ ลาย)
• รางวลั เพลงประกอบภาพยนตรย์ อดเยย่ี ม (บตั เตอรฟ์ ลาย)
๒๕๒๗ น�้ำพุ [กำ� กับการแสดง]
• รางวลั พระราชทานพระสรุ ัสวดี (ตกุ๊ ตาทอง) นักแสดงน�ำฝ่ายชายยอดเยี่ยม
(อ�ำพล ลำ� พนู ) บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเย่ียม (ยุทธนา มกุ ดาสนทิ )
• งานมหกรรมภาพยนตร์เอเชยี แปซิฟิค นกั แสดงนำ� ฝ่ายชายยอดเยยี่ ม (อำ� พล ล�ำพูน)
๒ ๕๒๘ Tผhีเสeื้อYแeลaะrดอoกf ไtมhe ้ [กD�ำrกaบัgกoาnร แ[ผสู้ชดว่ งย]ผู้กำ� กับกองถา่ ยประเทศไทย]
• รางวลั พระราชทานพระสุรสั วดี (ตกุ๊ ตาทอง) ภาพยนตรย์ อดเย่ยี ม ผ้กู ำ� กับการแสดง
ยอดเยย่ี ม (ยุทธนา มกุ ดาสนิท) บทภาพยนตรย์ อดเยี่ยม (รัศมี เผ่าทองเหลอื ง)
นักแสดงประกอบชายยอดเย่ียม (โรม อิศรา) ออกแบบและสรา้ งฉากยอดเยีย่ ม
(ยุทธนา มุกดาสนิท) ตดั ตอ่ ลำ� ดับภาพยอดเยี่ยม (ม.ล.วัลลภา เกษมศรี)
บทประพนั ธย์ อดเย่ยี ม (นพิ พาน)
• รางวัลภาพยนตร์ยอดเย่ยี มจากการประกวดภาพยนตร์นานาชาตคิ รง้ั ที่ ๕
ปี ๒๕๒๘ ณ รฐั ฮาวาย สหรฐั อเมรกิ า
• รางวัลภาพยนตรส์ รา้ งสรรคส์ งั คมดเี ด่น
จากสมาคมสอ่ื มวลชนคาธอลคิ แหง่ ประเทศไทย ปี ๒๕๒๘
• ๑ ใน ๑๐๐ ภาพยนตร์ทคี่ นไทยควรดู
• ขึ้นทะเบยี นเป็นมรดกภาพยนตรข์ องชาติ โดยกระทรวงวัฒนธรรมในปี ๒๕๕๔

80

๒๕๓๘ คกู่ รรม [กำ� กบั รว่ มกบั พนั ธธ์ุ มั ม์ ทองสงั ข ์ และนพิ นธ์ ผวิ เณร] ด้านละครเวที [เขียนบท แสดง และกำ� กับการแสดง]
• รางวลั พระราชทานพระสรุ ัสวดี (ตุ๊กตาทอง) รางวลั ภาพยนตรย์ อดเย่ยี ม ๒๕๑๕ วัยว่นุ (แสดงเป็นพระเอก ขณะเรียนมหาวิทยาลัยปีท่ี ๓)
ผกู้ ำ� กับการแสดงยอดเยี่ยม (ยทุ ธนา มุกดาสนิท, พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์, นพิ นธ์ ผวิ เณร) ๒๕๑๖ สี่แผน่ ดนิ (ณ หอประชมุ เล็กมหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์)
นกั แสดงน�ำชายยอดเยี่ยม (ธงไชย แมคอนิ ไตย์) ออกแบบเครอ่ื งแตง่ กายยอดเยยี่ ม ๒๕๑๗ แค้น (หอประชุมเอยเู อ)
(รตั นพล ธรรมชาต)ิ เพลงนำ� ภาพยนตร์ยอดเยย่ี ม (สีฟ้า, อนวุ ฒั น์ สบื สุวรรณ) ๒๕๑๘ กอ่ นอรณุ จะรุ่ง (โรงละครเล็กแหง่ ชาติ)
• รางวลั สมาพนั ธภ์ าพยนตรแ์ หง่ ชาติ (สพุ รรณหงสท์ องคำ� ) นกั แสดงประกอบหญงิ ยอดเยย่ี ม ๒๕๒๓ หมอผคี รองเมอื ง (หอประชุมเอยเู อ)
(วิไลวรรณ วัฒนพานชิ ) บันทกึ เสยี งยอดเยยี่ ม (นิวฒั น์ ส�ำเนียงเสนาะ) กำ� กบั ศลิ ปย์ อดเยย่ี ม ๒๕๒๘ กาลิเลโอ (โรงละครเล็กแหง่ ชาติ)
(ประสรรค์ เพชรพงษ,์ สายชล ทศั นจร) ออกแบบเครอ่ื งแต่งกายยอดเยยี่ ม (รตั นพล ธรรมชาติ) ๒๕๓๗ แรด (ศาลาเฉลิมกรงุ )
• รางวัล Vote Award ๑๙๙๕ นักแสดงน�ำชายยอดเยีย่ ม (ธงไชย แมคอนิ ไตย)์ ๒๕๓๐ สฝู่ ันอนั ย่งิ ใหญ่ (โรงละครแห่งชาติ ๑๗ รอบ )
๒๕๔๐ จกั รยานสแี ดง [กำ� กับรว่ มกับนิพนธ์ ผิวเณร] อนั ดากบั ฟา้ ใส (พ.ศ. ๒๕๔๐) อำ� นวยการสรา้ ง ๒๕๓๕ มนุษยส์ องหน้า (โรงละครแสงอรุณ)
• รางวัลพระราชทานพระสรุ สั วดี (ต๊กุ ตาทอง) ผู้แสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ๒๕๔๒ จุมพติ นางแมงมุม (ศูนยว์ ฒั นธรรมแห่งประเทศไทยและโรงละครแห่งชาติ ๑๘ รอบ)
(สินจยั หงษ์ไทย) เพลงน�ำภาพยนตรย์ อดเยยี่ ม (ออรเ์ รนมิวสิค) ๒๕๕๑ ส่ฝู ันอนั ยิ่งใหญ่  (โรงละครเมืองไทยรชั ดาลยั ๑๓ รอบ)
๒๕๔๑ รัก–ออกแบบไม่ได้ [อ�ำนวยการสรา้ งและเขียนบทร่วมกับ วาณิช จรงุ กิจอนันต]์ รางวัลเกยี รติยศ
• รางวัลพระราชทานพระสรุ ัสวดี (ตุ๊กตาทอง) บทภาพยนตรด์ ดั แปลงยอดเยี่ยม • ดษุ ฎบี ัณฑิตกิตตมิ ศักดิ์ จากคณะวารสารศาสตรแ์ ละส่อื สารมวลชน
(ยทุ ธนา มุกดาสนทิ , วาณิช จรงุ กจิ อนันต์) กำ� กับภาพยอดเยย่ี ม (วนั ชยั เลง่ อว้ิ ) มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๕๗
• รางวลั สมาพนั ธภ์ าพยนตรแ์ หง่ ชาติ (สพุ รรณหงสท์ องคำ� ) รางวลั ภาพยนตรย์ อดเย่ียม • ได้รบั การประกาศเกยี รติคุณ Lotus Award for lifetime achievement
ผูก้ ำ� กบั การแสดงยอดเยี่ยม (ภิญโญ รธู้ รรม) บทภาพยนตร์ยอดเยีย่ ม จากเทศกาลภาพยนตร์โลกกรงุ เทพ ประจ�ำปี พ.ศ. ๒๕๕๐
(ยทุ ธนา มุกดาสนิท, วาณชิ จรุงกิจอนันต์) นักแสดงน�ำฝ่ายชายยอดเย่ยี ม (เรย์ แมคโดนัลด์) • รางวลั พระราชทานพระสุรัสวดี (ตุ๊กตาทองเกยี รตยิ ศ)
นักแสดงน�ำหญงิ ฝา่ ยยอดเยี่ยม (อมิตา ทาทา ยัง) นักแสดงประกอบชายยอดเยี่ยม บุคคลเกียรติยศผู้สรา้ งสรรค์งานในวงการภาพยนตรไ์ ทย ครง้ั ที่ ๒๙ ประจำ� ปี ๒๕๕๕
(คมสนั นันทจิต) บนั ทกึ เสยี งยอดเยีย่ ม (สรุ พรหม ภิญโญทรพั ย)์ เพลงน�ำภาพยนตร์ • ศลิ ปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์และละครโทรทศั น)์ พุทธศักราช ๒๕๖๐
ยอดเยี่ยม (ศรราม อมฤต และสุวัธชยั สุทธริ ัตน)์ ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม
(สราวธุ เลิศปญั ญานชุ )
• รางวัลจากชมรมวิจารณ์บันเทงิ รางวลั ภาพยนตรย์ อดเยย่ี ม ผกู้ ำ� กบั การแสดงยอดเยี่ยม
(ภิญโญ รู้ธรรม) บทภาพยนตรย์ อดเย่ยี ม (ยุทธนา มกุ ดาสนทิ , วาณิช จรงุ กจิ อนันต)์
นักแสดงนำ� ฝา่ ยชายยอดเยยี่ ม (เรย์ แมคโดนลั ด)์ นกั แสดงน�ำหญงิ ฝา่ ยยอดเยย่ี ม
(อมติ า ทาทา ยัง) นกั แสดงประกอบหญิงยอดเย่ยี ม (ศรีพรรณ ชื่นชมบรู ณ)์
๒๕๔๒ กำ� แพง [อำ� นวยการสร้าง] ไดร้ างวัลพระพระสุรสั วดี (ตุก๊ ตาทอง) นักแสดงสมทบชาย
ยอดเย่ียม (อรรถพร ธมี ากร) นักแสดงสมทบหญิงยอดเยีย่ ม (พศิ มัย วิไลศักดิ์)
เพลงน�ำยอดเยย่ี ม “กำ� แพง” (อรรถพล ประเสริฐยง่ิ )
ตุ๊กตาเงินดาวรุง่ ฝ่ายชาย (เกริกพล มสั ยวานิช)
• รางวลั สมาพนั ธภ์ าพยนตรแ์ หง่ ชาติ (สพุ รรณหงสท์ องคำ� ) เพลงน�ำภาพยนตรย์ อดเยย่ี ม
(อาทติ ย์ สาระจูฑะ) การสร้างภาพพเิ ศษทางภาพยอดเยย่ี ม (ล�ำเนาว์ สุคโต)
๒๕๔๓ ยุวชนทหาร เปิดเทอมไปรบ [กำ� กับการแสดง]
• ไดร้ ับการจดั เก็บเขา้ หอภาพยนตร์ของเมืองฟุกุโอกะทปี่ ระเทศญี่ปนุ่ ๒๕๕๓
คนื ของแม่ [ก�ำกบั การแสดง] (ภาพยนตร์ส้ันเฉลิมพระเกิยรตสิ มเดจ็ พระนางเจ้าสริ กิ ิต์ิ
พระบรมราชินนี าถ ในรัชกาลท่ี ๙)
๒๕๕๓ แผ่นดนิ ของเรา [กำ� กบั การแสดง] (ภาพยนตรเ์ พลงพระราชนิพนธเ์ ฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช บรมนาถบพิตร)

ตลุ าคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑ 81

เชดิ ชปู ูชนยี

เร่อื ง : วรณุ พร พพู งษ์
ภาพ : กองบรรณาธกิ าร

ภาพ : นิติกร กรัยวิเชยี ร
82

กวนี พิ นธข์ า้ งตน้ เปน็ บางสว่ นจากผลงานการประพนั ธโ์ ดย จังหวดั นครศรธี รรมราช ในส่วนของงานประพันธ์นน้ั ส่วนหนง่ึ
องั คาร กลั ยาณพงศ์ เรอื่ งปณธิ านกวี ซง่ึ ไดร้ บั รางวลั วรรณกรรม เขาอาจถูกปลูกฝังมาต้ังแต่เด็กท่ีมีพ้ืนเพเดิมเป็นคนเมือง
สร้างสรรค์ยอดเย่ียมแห่งอาเซียนหรือรางวัลซีไรต์ ประจ�ำปี นครศรีธรรมราช โดยมีผู้กล่าวว่าเป็นเมืองแห่งกาพย์กลอน
๒๕๒๙ อันแสดงให้เห็นว่าถึงแม้ท่านจะลาลับไปแต่ยังคงฝาก และท่ีบ้านของเขามีหนังสือมากมาย โดยเฉพาะบทกลอน
ไวซ้ ง่ึ ผลงานอนั ทรงคณุ คา่ และเปน็ เอกลกั ษณ์ ทมี่ อบขอ้ คดิ และ เขาตอ้ งอา่ นวรรณคดใี หแ้ มฟ่ งั อยเู่ สมอ จงึ ทำ� ใหเ้ ขารกั วรรณคดี
เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักประพันธ์และจิตรกรรุ่นหลังได้ หลงใหลในกาพย์กลอนเป็นชีวิตจิตใจ ความเป็นกวีจึงเป็น
สรา้ งสรรคผ์ ลงานตอ่ ไป พรสวรรค์ท่เี ขาเชื่อมั่นและฝึกฝนมาตง้ั แตอ่ ยชู่ ้นั มธั ยม
จากน้ันเขาได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาศึกษาวิชาศิลปะ
ก�ำเนิดเกิดก่อศลิ ปิน และหัตถกรรมที่โรงเรียนเพาะช่าง ต่อมาได้ย้ายมาเข้าเรียนท่ี
คณะจิตรกรรมประตมิ ากรรม มหาวิทยาลัยศลิ ปากร เป็นศษิ ย์
อังคาร กัลยาณพงศ์ เป็นบุตรของนายเข็บและนางขุ้ม ของอาจารย์ ศลิ ป์ พรี ะศรี ในดา้ นงานจติ รกรรมนน้ั ทา่ นองั คาร
เกดิ เมอื่ วนั อาทติ ยท์ ่ี ๑๒ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๔๖๙ ทต่ี ำ� บลทา่ วงั เรยี นวชิ าวาดเขยี นไดค้ ะแนนดมี าโดยตลอด จนไดร้ บั คำ� บนั ทกึ
อ�ำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวัยเด็กเขาเคยเป็น จากคุณครูเขียนลงในสมุดรายงานว่า เป็นผู้มีใจรักและฝักใฝ่
อัมพาต เคล่ือนไหวร่างกายไม่ได้ แต่คร้ังนั้นมีหมอท่านหน่ึง ในวชิ าวาดเขยี น เขามองวา่ การวาดเขยี นถงึ แมจ้ ะไมไ่ ดเ้ งนิ ทอง
ทดลองรักษาด้วยสมุนไพรจนอาการของเด็กชายอังคารหาย มาก แตจ่ ะมปี ระโยชนไ์ ปบรกิ ารทางวญิ ญาณ จะทำ� ใหว้ ญิ ญาณ
เปน็ ปกติ มนษุ ย์ดขี ้นึ แต่เมือ่ ศกึ ษาอย่ถู ึงช้ันปีท่ี ๓ ไดต้ ัดสินใจออกจาก
เม่ือเข้าสู่วัยเรียนได้เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียน มหาวิทยาลยั
วัดใหญ่และโรงเรียนวัดจันทาราม ส่วนช้ันมัธยมศึกษาที่
โรงเรยี นพระพทุ ธเจา้ หลวงอปุ ถมั ภแ์ ละโรงเรยี นเบญจมราชทู ศิ ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๖๑

83

จากนั้นเขาได้ตระเวนเรียนรู้และสร้างสรรค์การวาดภาพ
และเขียนบทกวี วิชาแขนงหน่ึงที่ท่านมีโอกาสได้ศึกษาคือ
ศิลปะไทยโบราณกับอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ โดยติดตาม
อาจารย์เดินทางไปยังเมืองต่างๆ เพ่ือคัดลอกภาพจิตรกรรม
ทศี่ รีสชั นาลัย สุโขทัย อยธุ ยา เพชรบุรี ฯลฯ อันเป็นช่วงเวลา
ส�ำคัญที่ท่านได้ศึกษาและร่วมมีส่วนช่วยฟื้นฟูศิลปะไทยอีก
หนทางหนงึ่
ระหว่างนั้นท่านได้พบปะท�ำความรู้จักกับศิลปินและกวี
ร่วมยุคสมัยหลายคน กระท่ังมีผลงานบทกวีตีพิมพ์ในหนังสือ
“อนุสรณ์น้องใหม่” มหาวิทยาลัยศิลปากร ต่อมาได้พบกับ
สุลักษณ์ ศิวรักษ์ (ส. ศิวรักษ์) ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการ
คนแรกของ “สังคมศาสตร์ปริทัศน์” ท�ำให้บทกวีของอังคาร
กลั ยาณพงศ์ ไดพ้ มิ พเ์ ผยแพรอ่ ยา่ งกวา้ งขวางมากขนึ้ ผลงานท่ี
จดั พมิ พส์ รา้ งความตนื่ ตวั ใหก้ บั วรรณกรรมไทยมาเนน่ิ นาน เชน่
กวีนิพนธ์ (๒๕๐๗) ล�ำน�ำภูกระดึง (๒๕๑๒) บางกอกแก้ว
กำ� สรวลหรอื นริ าศนครศรธี รรมราช (๒๕๑๒) สวนแกว้ (๒๕๑๕)
ความเป็นกวีและจิตรกรนั้นจึงเป็นส่ิงท่ีท่านอังคารเชื่อม่ัน
และมีโอกาสฝึกฝนมาแต่ครั้งวัยเยาว์ ท่านกล่าวถึงการเป็น
จิตรกรและกวีของตนไว้ว่า จิตรกรรมและบทกวีนั้นมาจาก
ดวงใจดวงเดียวกนั

“ดถู ูกศลิ ปะ” ผลงานบทกวีตพี ิมพ์ในหนังสอื อนุสรณน์ อ้ งใหม่
มหาวทิ ยาลัยศิลปากร พ.ศ. ๒๕๐๑

84

อุทศิ ชีวติ สูง่ านศลิ ป์ “สมั มาทฏิ ฐ”ิ พ.ศ. ๒๕๒๕ เทคนคิ สฝี ุ่น ขนาด ๑๗๕ x ๓๔๐ ซม.

นับได้ว่าท่านเป็นผู้มีพรสวรรค์ทั้งด้านกวีและจิตรกรรม
จนได้รับสมญานามว่า “กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” เป็นผู้
ชบุ ชวี ติ ขนบวรรณศลิ ปโ์ บราณใหเ้ ตบิ โตสอดคลอ้ งกบั วรรณศลิ ป์
ร่วมสมัย และมุ่งสร้างสรรค์บทกวีท่ีเตือนมนุษย์ให้ออกจาก
ความโงเ่ ขลาเพอ่ื มงุ่ สหู่ นทางแหง่ ปญั ญา โดยการพนิ จิ ธรรมชาติ
และเรยี นรธู้ รรมะจากธรรมชาติ สนุ ทรยี ภาพทางภาษาของทา่ น
ที่มีความแปลกแตกต่างจากผู้อ่ืน คือมีความแข็งกร้าวและ
โลดโผน บางครัง้ ใชฉ้ ันทลกั ษณท์ ี่ไม่ตายตวั
กล่าวได้ว่า อังคาร กัลยาณพงศ์ เป็นผู้อุทิศเจตนารมณ์
ในการสร้างสรรค์ผลงานทั้งทางด้านวรรณศิลป์และจิตรกรรม
งานของเขาแสดงถึงอัตลักษณ์แห่งตนเองได้อย่างยาก
หาใครเหมือน เปี่ยมด้วยพลังการสร้างสรรค์อย่างไร้ขอบเขต
ทว่า..ไม่ทอดทิ้งรากเหง้าความเป็นไทยของตน ผลงานทุกชิ้น
ของเขาสะทอ้ นถงึ แรงบนั ดาลใจอนั ยงิ่ ใหญท่ มี่ าจากเจตนารมณ์
แห่งโลกมนุษย์มีความมุ่งหวังอย่างแรงกล้าในการเสียสละและ
อุทิศตนให้กับงานศิลปะและวรรณกรรม ดังการปวารณาตน
จะเวียนวา่ ยตายเกิดเพอ่ื หวนกลบั มาเป็นกวใี นทกุ ชาติไป
ผลงานของท่านมีความโดดเด่นท้ังงานจิตรกรรม
โดยเฉพาะฝีไม้ลายเส้นในการปาดเครยองได้อย่างเฉียบคม
เปย่ี มดว้ ยพลงั มเี อกลกั ษณอ์ ยา่ งยากทใี่ ครจะลอกเลยี น สะทอ้ น
ถึงจิตวิญญาณอันแรงกล้าและการร�ำลึกถึงบรรพบุรุษใน
ทุกเส้นสาย นอกจากนี้ยังมีความโดดเด่นด้านงานวรรณศิลป์
ลีลาการประพันธ์อันแสดงออกในลักษณะเฉพาะของตนเอง
ที่ส่ังสมจากประสบการณ์ชีวิตและการท�ำงาน เรียงร้อยเข้ากัน
กบั อารมณอ์ ันทรงพลงั ทง้ั ยงั แฝงไวด้ ้วยปรัชญาอันลกึ ซง้ึ

“บูรณคตะ”

"เรือนแก้ว" เทคนคิ เครยอง ขนาด ๑o๗ x ๗๘ ซม.
สมบัตสิ ่วนตัวของ คณุ ดิสพล จนั ทร์ศริ ิ

ตุลาคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑ 85

กศุ ลศลิ ปจ์ รรโลงใจ

องั คาร กลั ยาณพงศ์ ไดใ้ หท้ ศั นะในการทำ� งานวา่ เหมอื น
การเติบโตของต้นไม้ มนั ค่อยๆ ข้ึนทลี ะใบสองใบ ค่อยแตกไป
เร่ือยๆ ถึงฤดูกาลก็แตกดอกออกผล ก่อนออกผลก็ออกดอก
เสียก่อนไปตามล�ำดับ เขายืนยันว่าจะไม่ขอท�ำอย่างอ่ืนแล้ว
ในชวี ติ น้ี จะทำ� งานเหลา่ นไี้ ปตลอดจนถงึ ชาตหิ นา้ ทงั้ งานศลิ ปะ
ไม่วา่ จะวาดหรอื ป้นั รวมถึงงานเขียนบทกวี
ผลงานกวีนิพนธ์เป็นศลิ ปะซึ่งม่งุ สร้างสรรคใ์ ห้เปน็ “กุศล
ศิลป์” อันช่วยจรรโลงโอบอุ้มจิตใจมนุษย์ให้ล่วงพ้นมลทิน
แหง่ ความหลงใหลในวตั ถุ มงุ่ เตอื นมนษุ ยใ์ หเ้ หน็ ปญั ญาในสงั คม
การท�ำลายธรรมชาติและการท�ำลายมนุษย์ด้วยกันเอง
โดยความเขลา โดยมไิ ดแ้ สดงถงึ ปญั หาอยา่ งสน้ิ หวงั ไรท้ างแกไ้ ข
หากแต่มีความม่ันใจว่า การพินิจธรรมชาติและเรียนรู้ธรรม
จากธรรมชาติ จะช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากหายนะภัย อันจะ
เกิดขึ้นได้จากความเห็นแก่ตัวและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ของมนุษยเ์ อง วรรณศิลป์ที่ใช้เป็นความงาม ความสะเทือนใจ
ท�ำให้ตระหนักในคุณค่าของธรรมชาติซ่ึงเป็นสุนทรียะและ
ทางรอดของมนุษย์ ได้ประกาศหน้าท่ีของตนเองในฐานะกวี
ด้วยความภาคภูมิใจว่าเป็นสิ่งสูงสุด ความรักความมุ่งมั่น
แน่วแนใ่ นหนา้ ทข่ี องกวที ่ีจะมอบความดีความงามแกโ่ ลกเช่นนี้
ช่วยให้งานมีพลังสร้างสรรค์เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ เป็นประโยชน์
อนั ประมาณมิได้แกส่ ังคมไทยและมนุษย์ทง้ั มวล
ผลงานทปี่ รากฏสสู่ ายตาหลากคสู่ ง่ ผลใหเ้ มอื่ พ.ศ. ๒๕๑๕
อังคาร กัลยาณพงศ์ เป็นบุคคลแรกท่ีได้รับรางวัลกวี
นิพนธ์ดีเด่น จากมูลนิธิเสฐียรโกเศศ–นาคะประทีป ต่อมาใน
พ.ศ. ๒๕๓๒ ท่านได้รับการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น
ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) ท่านเป็นกวี
ร่วมสมัยท่ีได้รับการยกย่องว่าเป็น จินตกวีผู้ที่มีผลงานเป็นท่ี
ยอมรบั ท้ังในด้านวรรณศลิ ปแ์ ละทศั นศลิ ป์
องั คาร กลั ยาณพงศ์ เปน็ กวรี ว่ มสมยั ผไู้ ดร้ บั การยกยอ่ งวา่
เป็นผู้สร้างสรรค์กวีนิพนธ์สมัยใหม่ให้แก่วรรณศิลป์ไทย
โดยชุบชีวิตขนบวรรณศิลป์ไทยให้เติบโตสอดคล้องกับ
วรรณศิลป์ร่วมสมัย โดยการศึกษาวรรณศิลป์จากกวีโบราณ
เพ่ือเข้าใจแก่นแท้ของสุนทรียะทั้งด้านความงามและความคิด
และนำ� ความเขา้ ใจนม้ี าเปน็ ฐานรองรบั การสรา้ งสรรคว์ รรณศลิ ป์
เฉพาะตนขึน้

86

ผลงานดา้ นวรรณกรรม ของท่านอังคาร กลั ยาณพงศ์

ดว้ ยใจรกั ของจินตกวี “ผมจะไปเกดิ เปน็ กวใี นทกุ ภพทกุ ชาต”ิ เปน็ หนง่ึ ในถอ้ ยคำ�
สุดท้ายอันเปี่ยมด้วยพลังแห่งไฟฝันท่ี อังคาร กัลยาณพงศ์
เร่ืองราวด้านความรักและครอบครัวของอังคาร เอ่ยกับคนใกล้ชิด ก่อนลาจากโลกนี้ไปอย่างสงบในวัย ๘๖ ปี
กัลยาณพงศ์ ท่านสมรสกับคุณอุ่นเรือน มีบุตรด้วยกันสามคน ช่วงเช้ามืดของวันท่ี ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยจัดให้มี
บุตรชายหน่ึงคน บุตรสาวสองคน โดยท่านสร้างสรรค์ผลงาน พิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๖
จติ รกรรมและงานประพนั ธท์ งั้ รอ้ ยกรองและรอ้ ยแกว้ เปน็ อาชพี ณ วดั ทองนพคุณ ภายในงานจัดให้มกี จิ กรรมเพอ่ื รำ� ลึกหนง่ึ ใน
หลายคนอาจรู้จักท่านในมุมของกวีเเละจิตรกร ผู้ย่ิงใหญ่ ศลิ ปนิ เอกผ้ลู ่วงลบั เปน็ คร้งั สดุ ทา้ ย
ไม่ธรรมดา หรือจะด้วยความใดๆ ก็ตามเเต่มุมมองของ ขอจารึกบทความนี้เพื่อร�ำลึกถึงจิตรกรกวีศรีแผ่นดิน
เเต่ละคน หลายเเหล่งข้อมูลกล่าวถึงท่านในฐานะผู้ท่ีมี ศลิ ปนิ แหง่ ชาตผิ ถู้ า่ ยทอดเรอ่ื งราวอยา่ งลมุ่ ลกึ ผา่ นงานศลิ ปแ์ ละ
คุณประโยชน์ต่อสังคม ใครต่อใครอาจมองว่าชายคนน้ีเป็น กวีนิพนธ์ นามว่า “องั คาร กลั ยาณพงศ”์
ผู้เข้าถึงยาก เเต่ในอีกมุมหน่ึงที่คนทั่วไปไม่เห็น ท่านก็มีชีวิต
เหมอื นคนท่วั ไป เเละยังมสี ถานะ “พ่อ” ที่น่ารัก เม่ือความเป็น บรรณานกุ รม
พอ่ รวมเขา้ กบั ความออ่ นไหวเเหง่ วสิ ยั กวี ยอ่ มมเี รอื่ งราวใหจ้ ดจำ� ผศ.ประทปี เหมือนนลิ . 100 นกั ประพันธไ์ ทย.
มากมาย ท้ังบนความระทึกเเละความนิ่งงัน โดยมีลูกสาวคน กรงุ เทพฯ : สวุ ีริยาสาสน์ , ๒๕๕๓.
หนง่ึ เกบ็ รวบรวมเเละบนั ทกึ ชว่ งเวลาหนง่ึ ซงึ่ เคย มี เปน็ อยู่ ของ สัมพนั ธ์ กอ้ งสมทุ ร. อังคาร กลั ยาณพงศ์ กวสี ามภพชาต.ิ
พอ่ องั คารในมุมท่คี นท่วั ไปไม่เคยสมั ผัส กรงุ เทพฯ : วสี ครเี อชน่ั , ๒๕๕๕.
ปัจจุบันครอบครัวกัลยาณพงศ์ได้ร่วมบันทึกความทรงจ�ำ อ้อมแกว้ กัลยาณพงศ์. พ่อองั คารมาจากดาวโลก.
ผ่านผลงานตา่ งๆ ของท่านองั คาร ไว้ในพิพธิ ภณั ฑ์บา้ นจติ รกร กรงุ เทพฯ : อ้อมแกว้ กัลยาณพงศ์, ๒๕๕๖.
กวี องั คาร กลั ยาณพงศ์ อนั เปน็ พพิ ธิ ภณั ฑท์ เ่ี กดิ จากความตง้ั ใจ กองบรรณาธิการ. “ชายคนนีห้ รือคอื กวี
ของคุณอุ่นเรือน ผู้เป็นภรรยาคู่ชีวิต เพ่ือรวบรวมผลงานท่ี นัดพบ อังคาร กัลยาณพงศ”์ โลกหนังสือ. ๔(๔) : ๒๐-๔๓
ทรงคุณค่า ทงั้ ด้านบทกวี ภาพลายเสน้ สดี �ำและสี ภาพเขยี นสี : พฤษภาคม ๒๕๒๔.
อุปกรณ์เคร่ืองเขียนท่ีท่านใช้สร้างสรรค์งานและสิ่งของท่ี
ท่านเก็บสะสม โดยใช้สถานที่ที่เป็นท้ังบ้านอันแสนอบอุ่นและ ตลุ าคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑
ส�ำนักพิมพ์ท่ีตีพิมพ์ผลงานท้ังผลงานภาพวาดและบทกวี
ของท่าน เพือ่ เปน็ ศูนยร์ วมแหง่ ความทรงจ�ำอนั ดที ี่ท่านจารกึ ไว้
แกโ่ ลกใบน้ี

87

พ้นื บ้านพนี้ เมอื ง

เรอ่ื ง : อู๋ คุณากร
ภาพ : กรกต อารมยด์ ี

ไแมบ้ไรผน่ ดด์ีไkซนo์ล�้rำakot

เมอื่ ความคดิ สรา้ งสรรคผ์ สานกนั ลงอยา่ งตวั กบั ภมู ปิ ญั ญาไทยและวฒั นธรรมดง้ั เดมิ กอ่ เกดิ งานหตั ถศลิ ป์
รว่ มสมยั ทที่ รงคณุ คา่ สกู่ ารขบั เคลอื่ นชมุ ชนใหม้ คี ณุ ภาพชวี ติ ทดี่ ขี นึ้ ดว้ ยสนิ คา้ ทางวฒั นธรรม หนงึ่ ในนกั ออกแบบ
ทใ่ี ช้ความคิดสร้างสรรคก์ ล่ันภมู ิปญั ญาทอ้ งถนิ่ มาสร้างเปน็ ผลงานเหลา่ น้นั คือ กรกต อารมยด์ ี

88

“กรกต อารมยด์ ”ี นกั ออกแบบสรา้ งสรรคค์ นไทย ทไี่ ดร้ บั ต้ังแต่เครื่องเรือนชิ้นเล็กๆ โคมไฟ โต๊ะ เก้าอ้ี ขยับมาเป็น
รางวัล ASEAN Selections 2017 ผู้สร้างแบรนด์กรกต ประตมิ ากรรมสดุ อลงั การ ไปจนถงึ สถาปตั ยกรรมระดบั โรงแรม
(Korakot) สินค้าไลฟส์ ไตลใ์ หเ้ ป็นท่รี ู้จกั ในต่างประเทศ อีกท้งั เลยทเี ดียว
ยงั ไดร้ บั รางวลั ศลิ ปาธร ประจ�ำปี ๒๕๖๐ ซ่ึงเป็นรางวลั ทมี่ อบ จุดแข็งท่ีท�ำให้แบรนด์กรกตตีตลาดต่างประเทศได้
ให้แก่ศิลปินไทยร่วมสมัย โดยส�ำนักงานศิลปวัฒนธรรม คือ ความสามารถในการผสมผสานเทคนิคการออกแบบงาน
ร่วมสมัยกระทรวงวัฒนธรรม ประตมิ ากรรมด้วยการถกั ทอ ผสานแรงบนั ดาลใจจากรูปทรง
กรกต อารมยด์ ี นกั ออกแบบไอเดยี เลศิ ผหู้ ยบิ เอา “ไมไ่ ผ”่ ท่ีมีอยู่ในธรรมชาติ ตัดทอนรายละเอียดให้มีความงดงาม
มาผสมผสานกับเทคนิคการท�ำว่าว ก่อเกิดผลงานศิลปะแนว ดงึ ดดู ใจ การทำ� ชนิ้ งานทมี่ คี วามละเอยี ดประณตี ไดใ้ นปรมิ าณ
อัตลักษณ์ไทย สร้างรายได้แก่ชุมชน ไม้ไผ่และเชือก วัสดุ มาก เปน็ ผลมาจากการกระจายงานเพอื่ เพม่ิ กำ� ลงั การผลติ โดย
ที่อยใู่ กลต้ ัวคนไทยทกุ คน ไมว่ า่ จะเป็นตระกรา้ พดั ฝาชี หรอื ตวั กรกตเปน็ คนออกแบบ แลว้ สง่ งานตอ่ ใหช้ า่ งฝมี อื ชาวบา้ นใน
กระตบิ๊ ขา้ วเหนยี ว ลว้ นเกดิ มาจากการสานไมไ้ ผเ่ ปน็ รปู ทรง แต่ ท้องถน่ิ และพื้นที่ใกลเ้ คยี งทวี่ ่างจากการท�ำงาน เป็นผ้ผู ลติ ชิ้น
ใครจะคดิ ว่าวัสดุเหล่านสี้ ามารถน�ำมาสร้างศิลปะได้ กรกตได้ งาน รวมถึงยังฝึกฝนคนรุ่นใหม่ให้กลายเป็นช่างฝีมืออีกด้วย
สร้างผลงานโดดเดน่ เป็นที่เตะตา มยี อดสงั่ ซื้อท่ผี ลติ ไม่ทนั จน กลายเปน็ ธรุ กจิ ทย่ี กระดบั งานฝมี อื ชาวบา้ นใหอ้ อกสตู่ ลาดตา่ ง
ลูกค้าต้องสั่งจองล่วงหน้ากันนานหลายเดือนเลยทีเดียว นับ ประเทศ ยกระดับชีวิตคนในชุมชนด้วยการดึงเม็ดเงินกลับ
เปน็ การสร้างมิตใิ หม่ใหอ้ ตุ สาหกรรมพ้นื บ้าน เข้ามา กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง นับเป็นอีกหนึ่ง
ชื่อของ กรกต อารมย์ดี อาจไม่เป็นที่รู้จักมากนักใน ตัวอย่างของนักออกแบบ ที่ใช้วิชาด้านศิลปะและภูมิปัญญา
สายตาของชาวไทย แตเ่ ขาเปน็ ทร่ี จู้ กั ดใี นสายตาของชาวตา่ งชาติ ทอ้ งถน่ิ เลยี้ งชวี ติ คนในชมุ ชน ผลงานแบรนด์ Korakot สามารถ
ในชื่อของแบรนด์ “korakot” ดว้ ยผลงานศลิ ปะสดุ ครีเอทที่ได้ พบเห็นไดต้ ามหา้ งสรรพสนิ คา้ โรงแรม และรสี อรท์ ช้ันนำ� ท้งั
รบั แรงบนั ดาลใจในวยั เดก็ มาจากกง๋ ทใี่ ชไ้ มไ้ ผแ่ ละเชอื กมาดดั ในประเทศและต่างประเทศ อาทิ สยามพารากอน โรงแรม
มัดและสานออกมาจนได้รูป ผลงานของเขาน้ันมีมากมาย สยามเคมปินสกี้ ไอคอนสยาม เปน็ ตน้

ตลุ าคม - ธันวาคม ๒๕๖๑ 89

ที่มาและจดุ เรม่ิ ต้นแหง่ ความคิด ส่วนใหญ่เน้นไปที่วิถีชีวิตผู้คนซ่ึงไม่ตอบโจทย์การตกแต่ง
สถานท่ีเท่าไหร่นัก เม่ือเกิดความกังวลก็ท�ำให้นึกถึงช่วงเวลา
สมยั เด็กทไ่ี ดม้ ีรว่ มกบั กง๋ (พโยม อารมย์ด)ี ชาวประมงทมี่ งี าน
กรกต อารมย์ดี (โอ๋) เกิดมาในครอบครัวชาวประมง อดิเรกเป็นนักท�ำว่าวระดับเซียน เพราะในช่วงหน้าลม
จังหวัดเพชรบุรี โดยครอบครัวมีอาชีพท�ำประมงและขาย ชาวประมงจะแข่งว่าวกันทุกๆ ปี ซ่ึงก๋งก็ได้ถ่ายทอดพื้นฐาน
ปลาหมึก แต่ตัวเขาเองกลับมีความสนใจในเร่ืองของศิลปะ การทำ� วา่ วใหอ้ กี ดว้ ย ทง้ั การตดั ไมไ้ ผ่ การดดั และการผกู เงอื่ น
โดยเฉพาะการวาดภาพ จึงมุ่งมาทางสายศิลปะและสอบเข้า นั่นจงึ เป็นจุดเร่ิมต้นของการสร้างชน้ิ งานไม้ไผข่ ้ึนมา
เรียนภาควชิ าจิตรกรรม คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัย
บูรพาได้ส�ำเร็จ หลังจากเรียนจบก็ได้มาเรียนต่อปริญญาโท
ทคี่ ณะมณั ฑนศลิ ป์ สาขาประยกุ ตศ์ ลิ ป์ มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร
ซึ่งเน้นให้นักศึกษาสร้างงานศิลปะเพ่ือตกแต่งและสร้าง
บรรยากาศภายในสถานท่ีต่างๆ ซ่ึงทักษะการวาดภาพเพียง
อย่างเดียวคงท�ำให้เรียนจบไม่ได้แน่ๆ เพราะรูปเขียนที่ถนัด

กระบวนการพัฒนาความคิดสรา้ งสรรค์

“การทเ่ี ราไดเ้ รยี นทศี่ ลิ ปากรเนยี่ อาจารยจ์ ะเนน้ ไปทกี่ าร
ทำ� งานสรา้ งสรรคโ์ ดยใช้วัสดุพ้ืนบา้ น และได้เล็งเหน็ ว่าผมเอง
มที กั ษะในการทำ� วา่ วซง่ึ สามารถทจี่ ะตอ่ ยอดเปน็ งานประดบั ได้
อีกทั้งความเป็นวัฒนธรรมพื้นถ่ินหรือหัตกรรมพื้นบ้านเหล่านี้
มนั มเี อกลกั ษณ์ มเี รอื่ งราว และมคี ณุ คา่ ในตวั เองมาก จากจดุ น้ี
เองทท่ี ำ� ใหผ้ มฝกึ ทกั ษะการปฎบิ ตั ใิ หม้ ปี ระสบการณก์ ารทำ� งาน
จนเกิดความช�ำนาญ พอเราช�ำนาญแล้วเน่ียเราก็สามารถใส่
ความสรา้ งสรรค์ ใสเ่ รอื่ งราว และความเปน็ วัฒนธรรมพืน้ ถ่ิน
ทเ่ี ราซมึ ซบั มาลงไปในชน้ิ งานได้ ไมว่ า่ จะเปน็ เฟอรน์ เิ จอรต์ า่ งๆ
ยกระดับไปถึงการตกแต่งพื้นที่และงานโครงสร้าง ฝ้าเพดาน
ความชำ� นาญนแ่ี หละทที่ ำ� ใหเ้ ราพฒั นาจนสามารถเชอ่ื มโยงกบั
วิชาชีพอืน่ ๆ ได้ เช่น งานออกแบบอินทีเรยี หรืองานสถาปนกิ
เป็นตน้ ”

90

การเลอื กใชว้ ัสดุและแหลง่ ทีม่ า ไม้ไผเ่ ปน็ วัสดุธรรมชาติ
มวี ิธกี ารแก้ไขเรื่องมอด
และแมลงอย่างไร
“ในผลงานแตล่ ะชน้ิ นนั้ วสั ดหุ ลกั ทใ่ี ชค้ อื ไมไ้ ผ่ โดยไมไ้ ผท่ น่ี ำ�
มาใชม้ าจากชมุ ชนบา้ นแหลมและบา้ นลาด เขายอ้ ย จงั หวดั เพชรบรุ ี “วธิ กี ารรกั ษาไมไ้ ผเ่ นย่ี ผมไดเ้ รยี นรู้
เป็นไม้ไผ่สีสุก มีความเหนียวทนทาน มีผิวหน้าเรียบ เหมาะท่ี จากภูมิปัญญาชาวบ้านเลย อย่างเช่น
จะใชท้ ำ� เครอ่ื งจกั สาน เครอ่ื งเรอื น ใชท้ ำ� เฟอรน์ เิ จอร์ และอกี แหลง่ บ้านแหลมเราอยู่ใกล้กับทะเลดังนั้น
คอื บ้านหนองเม็ก บ้านหนองหาร บ้านมาลายา จังหวดั อดุ รธานี เราจงึ ใชว้ ธิ กี ารแชน่ ำ�้ เคม็ ประมาณ ๔ วนั
ซ่ึงเป็นไผ่อีกชนิดหนึ่ง คือ ไผ่บงบ้าน มันขึ้นจากท่ีดินที่ปลูกมัน ส่วนที่บ้านลาดเป็นที่นาไม่มีทะเล ก็จะ
ส�ำปะหลัง มีเน้อื เหนียว แห้งกร้าน มกี การสปรงิ ตัวไดด้ ี ใชก้ ับงาน ใช้วธิ ีแช่ใบสะเดาแทน ใช้เวลาประมาณ
ท่ีต้องการการดัดโค้ง เช่น การสานกระต๊ิบ โดยเลือกใช้ไผ่ตาม ๑ สัปดาห์ แต่ว่าเราจะไม่แช่ลงไปทั้ง
ประเภทช้ินงานที่ต้องการ (ไผ่บงมีทุกภาคนิยมน�ำมาท�ำพื้นและ กระบอกเพราะจะทำ� ใหก้ ารซมึ เขา้ เสน้ ใย
ฝาบ้าน ถ้าผ่าครึ่งแล้วเลาะเอาส่วนท่ีก้ันระหว่างข้อออกท�ำเป็น ลดลงจะอยู่แคส่ ่วนผวิ เราต้องปอกและ
รางน�้ำได้) คนที่อุดรท�ำกระต๊ิบเป็น แต่พอหน้าแล้ง ว่างจากการ เหลาเสยี กอ่ นจงึ จะนำ� ไปแช่ ซงึ่ ตอ้ งผา่ น
ปลูกขา้ ว เขาจะอพยพไปทำ� ก่อสร้าง ผมก็เอางานเข้าไปให้เขาทำ� การเหลาดว้ ยมอื เทา่ นนั้ เพราะเครอ่ื งจกั ร
ท�ำให้ชาวบ้านอยู่ได้ ไมต่ ้องออกไปใช้แรงงานนอกพนื้ ท่ี” ไมส่ ามารถแยกแยะระหวา่ งผวิ ไมก้ บั เนอ้ื
ไผ่ได้ หลังจากนั้นจึงน�ำขน้ึ มาผ่งึ ใหแ้ หง้
ณ จุดนี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง
งานให้กับชมุ ชน”

ตลุ าคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑ 91

เข้าไปมีบทบาทในการสร้างรายได้ให้กับชุมชน
อย่างไร

“พื้นฐานเลยนะครับ ทั้งท่ีบ้านแหลมและบ้านหนองเม็ก ปลุกไฟแกอีกครั้ง เพราะแกชอบไม้ไผ่มาก และมีฝีมือระดับ
เอง ชาวบ้านมีการปลูกไผ่น�ำมาใช้ในชีวิตประจ�ำวันอยู่แล้ว เทพเลย จากเมื่อก่อนท่ีมีรายได้จากการท�ำเข่ง ตกประมาณ
ทักษะในการท�ำไม้ไผ่ก็มีพร้อม เดิมท่ีบ้านแหลมเราท�ำการ วนั ละ ๑๕๐ ถงึ ๒๐๐ บาท แตป่ จั จุบนั หันมาเหลาไม้ไผส่ ่งให้
ประมง แตเ่ นอ่ื งด้วยราคาน�้ำมนั แพงขึน้ และราคาปลาหมกึ เอง ผมทำ� ใหแ้ กมีรายไดต้ อ่ เดือน ๒๐,๐๐๐ ถงึ ๒๕,๐๐๐ บาทเลย
กล็ ดลง ชาวประมงจงึ ไมม่ งี านทำ� อกี ทง้ั การเขา้ มาของพลาสตกิ ยงั มงี านในอกี หลายๆ สว่ น ซง่ึ กระจายไปใหก้ บั คนในชมุ ชนได้
ท�ำให้งานจักสาน ชิ้นงานจากวัสดุธรรมชาติเองก็ลดลง ชาว มีส่วนร่วมและมีรายได้เพ่ิมเติม ไม่ต้องไปท�ำงานรับจ้าง
บ้านท่ีท�ำอาชีพเหล่านี้จึงเลิก หรือไม่ก็หันไปท�ำอาชีพอื่น หรืองานอ่ืนที่ต้องจากบ้านไปไกลๆ แถมเราได้เกจิอาจารย์
ในเมือง เรากเ็ ข้าไปช่วยสรา้ งงานใหก้ บั พวกเขา ตัวอย่างเชน่ หาไมไ้ ผใ่ หเ้ รา เพราะเขาจะรวู้ า่ ไมไ้ ผไ่ หนดที ส่ี ดุ และไมไ้ ผเ่ ปน็
คณุ ลุงทองหลอ่ แรเ่ งิน ทต่ี ำ� บลสระพงั ทเ่ี รียนรูว้ ธิ ีการทำ� หลวั ไมโ้ ตไว วตั ถดุ บิ กเ็ ลยไมม่ หี มด ลงุ ทสี่ ง่ วตั ถดุ บิ ใหผ้ มกย็ งั ตดั วน
ท�ำเขง่ มาตง้ั แต่อายุ ๑๓ ปี แต่ตอ้ งหนั ไปท�ำงานก่อสร้างเพราะ อยู่ในกอเดมิ ๆ ไมไ่ ด้ไปไหน”
ชิ้นงานขายไม่ออก การเข้าไปหาลุงแกก็เหมือนกับการไป

92

การออกแบบ มีผลมากนอ้ ยอยา่ งไรกับงาน สรปุ ขบวนการตงั้ แตแ่ รกเรมิ่ จนถงึ การทำ� ตลาด
และการบริหารจัดการ
“การออกแบบสามารถทำ� ใหไ้ มไ้ ผก่ ระบอกละ ๘๐ บาท
กลายเปน็ ๘,๐๐๐ บาทได้ ซึ่งช่วยใหช้ ุมชนมรี ายไดเ้ พ่ิมขึ้น ผมเร่ิมจากงานวิจัยของตัวเอง แตกยอดไปสู่ผลิตภัณท์
โดยเฉพาะการตลาดเน่ียส�ำคัญเลยนะ เพราะว่าช้ินงาน งานตกแต่งร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า จนไปถึงงานที่เกี่ยว
จะต้องตาตลาดของคนที่รักงานหัตถกรรม และเป็นท่ี ของกับบูธพาวิลเล่ียน อีเว้นท์ เทศกาลต่างๆ ต่อยอดจาก
ตอ้ งการของเขาดว้ ย อยา่ งถ้าเราขายในราคา ๘,๐๐๐ บาท indoor ไปสู่ outdoor ซง่ึ ใช้พ้นื ฐานเดยี วกัน พอเราปฏิบัติมา
ในไทย ก็จะมีคำ� ถามว่าชิ้นเท่านีเ้ อง แพงเกนิ ไปรึเปล่า ลด แลว้ เราเห็นข้นั ตอนในการทำ� งาน เหน็ ตงั้ แต่บนั ไดขั้นแรกไป
ราคาได้ไหม? แต่เม่ือเราไปขายต่างประเทศ เรากลับเจอ จนถงึ ขนั้ สดุ ทา้ ย เรากจ็ ะสามารถวางแผนการจดั การงาน แบง่
ค�ำถามว่า งานชิ้นน้ีใช้เวลาท�ำก่วี ัน? ท�ำกันกคี่ น? ซงึ่ เขาจะ เบาภาระแตล่ ะสว่ นออกไป กลายเปน็ นกั จดั การศลิ ปะ พอมา
มองเหน็ คณุ คา่ ของชิ้นงานมากกว่า การน�ำไอเดียไปช่วยให้ เจอเรอื่ งการตลาดดว้ ย ผมตอ้ งไปซอื้ พนื้ ทข่ี ายของแสดงงานท่ี
ชาวบ้านให้ผลิตและแปรรูปสินค้าเพ่ือเพิ่มมูลค่าเองได้ ฝรงั่ เศสทกุ ปี เพื่อโชว์สินคา้ ดเู ทรนด์ ดชู ่องวา่ งทางการตลาด
อยา่ งเชน่ งานออกแบบกา้ นจาก ซงึ่ เปน็ โอทอปจากทจี่ งั หวดั ดูช่องทางในการขาย ดูว่าโอทอปของเราจะท�ำอะไรได้บ้าง
ตรัง ซ่ึงผมไดเ้ ข้าไปชว่ ยพฒั นาแบบ ทำ� การตลาดให้ ได้ผล แลว้ กลบั มาพฒั นาในชมุ ชนของเรา วา่ จะทำ� อะไรใหช้ มุ ชนของ
ตอบรบั ดมี าก ชว่ ยนำ� รายไดส้ ชู่ มุ ชนไดม้ ากกวา่ การสนบั สนนุ เรามรี ายได้ ใหม้ เี งนิ เขา้ กระเปา๋ ชมุ ชน โดยเอาวชิ าชพี ของการ
ให้เขาขายแค่วัตถุดิบ ก้านจากมันขึ้นจากดินเค็ม ดินเลน ออกแบบเข้ามาเก่ียวข้อง เราต้องขยัน ต้องเป็นนักประยุกต์
มันมีแรธ่ าตขุ องเกลืออยู่แลว้ มีสนี วลเหมือนงาชา้ ง เหมือน ต้องสร้างสุนทรียศาสตร์ งานท่ีผลิต
พืชตระกูลปาล์ม ซึง่ มเี ส้นใยท่เี หนียวมาก เรากใ็ ชป้ ระโยชน์ ทุกวันนี้ส่งไป จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน
จากตรงนน้ั ซ่งึ มนั เพ่ิมมูลค่าได้ เราในฐานะนักออกแบบท่ี อนิ โดนเี ซี อรุ กุ วยั ตาฮติ ิ อเมรกิ า
มองเห็นตรงจดุ นี้ สามารถเขา้ ไปชว่ ยพวกเขา ให้ทำ� สิง่ ท่รี ัก ฝรั่งเศส สเปน เป็นต้น ส่งไป
และสร้างรายไดท้ ดี่ อี ีกด้วย” เกือบทัว่ โลกกว็ ่าได้

แนวทางการสนบั สนนุ

อยากจะให้รัฐบาลมาช่วยสนับสนุนตรงจุดนี้ อยากให้
นักออกแบบท�ำงานร่วมกับชุมชน เพราะนักออกแบบอยู่กับ
เทรนด์มองเห็นช่องทางการตลาด รู้ว่าท�ำแล้วจะไปขายใคร
จะพัฒนางานระดับโอทอปของชุมชนเข้าสู่สายตาของส่ือและ
ผู้ซ้ือท้ังในและนอกประเทศอย่างไร จะท�ำให้ความส�ำเร็จของ
ชมุ ชนมมี ากขนึ้ กว่าเดิมและก้าวสรู่ ะดับทีส่ ูงขึ้นได้ การท�ำงาน
ใหป้ ระสบความสำ� เรจ็ จำ� เปน็ ตอ้ งมคี วามรว่ มมอื จากหลายฝา่ ย
เชน่ คนทเี่ กง่ การตลาด คนทเี่ กง่ การนำ� เสนอ คนทเ่ี กง่ ดา้ นการ
ลงมือทำ� แต่ละคนมีความถนัดท่ีไม่เหมอื นกนั ซงึ่ เพยี งล�ำพงั
แลว้ มอิ าจทำ� ใหง้ านระดบั ชมุ ชนสำ� เรจ็ ได้ แตห่ ากมคี วามรว่ มมอื
กนั จากทุกฝ่ายแลว้ เราก็จะพฒั นากนั ไปอีกระดับหน่ึง

ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๖๑ 93

นิทัศน์วัฒธรรม

เร่อื ง/ภาพ : พพิ ิธภณั ฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกยี รตพิ ระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั

พพิ ธิ ภณั ฑเ์ กษตรฯ พพิ ธิ ภณั ฑข์ องพอ่

แหล่งท่องเท่ียวใกล้กรงุ เพื่อการเรียนรู้ด้านเกษตรพอเพียงสำ� หรบั ทุกวยั

...เศรษฐกิจของเราข้ึนอยู่กับการเกษตรมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว รายได้ของประเทศ
ที่ได้มา ใช้สร้างความเจริญด้านต่าง ๆ เป็นรายได้จากการเกษตรเป็นส่วนใหญ่
จึงอาจกล่าวได้ว่าความเจริญของประเทศ ต้องอาศัยความเจริญของการเกษตร
เป็นสำ� คัญ...

พระราชดำ� รสั พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร
ณ พระตำ� หนกั จติ รลดารโหฐาน วนั ท่ี ๑๗ มนี าคม ๒๕๒๙


94

๒ พพิ ธิ ภณั ฑก์ ารเกษตรฯ แหง่ นี้ กำ� เนดิ ขน้ึ เพอ่ื เฉลมิ พระเกยี รติ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในดา้ นการเกษตรในวาระทพี่ ระองคเ์ สดจ็ เถลงิ ถวลั ยราชสมบตั ิ
บรมนาถบพิตร ทรงให้ความส�ำคัญกับภาคการเกษตร ครบ ๕๐ ปี เม่ือพุทธศักราช ๒๕๓๙ กระทรวงเกษตร
เป็นอย่างมาก ด้วยทรงประจักษ์ดีว่าเกษตรกรรมเป็น และสหกรณ์ ได้ก่อต้ังพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ข้ึน โดยพระองค์
รากฐานส�ำคัญของการพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่ เสด็จพระราชด�ำเนินมาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด เม่ือ
ของประชาชน จึงพระราชทานแนวทางการพัฒนาด้าน วันท่ี ๒๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๕ จากวันนั้นจวบจน
การเกษตร โดยเฉพาะอย่างย่ิงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์มีชีวิตแห่งน้ีได้สร้างสรรค์ภูมิปัญญา
ยังประโยชน์อนันต์และน�ำความผาสุขมาสู่ประชาชนผู้ดำ� เนิน สังคมเกษตรไทยให้พัฒนาอย่างย่ังยืนบนพ้ืนฐานปรัชญา
รอยตามเบื้องพระยุคลบาท สมดงั ปฐมบรมราชโอการ “เราจะ เศรษฐกจิ พอเพียง
ครองแผน่ ดนิ โดยธรรม เพอื่ ประโยชนส์ ขุ แหง่ มหาชนชาวสยาม” บนพ้ืนท่ีกว่า ๓๐๐ ไร่ ของพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ และ
อาคารเฉลมิ พระเกยี รตฯิ ทงั้ ๙ อาคาร ไดจ้ ดั แสดงนทิ รรศการ
เพ่ือเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระบาท
๓๔ สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ด้านการเกษตร
๕๖ เศรษฐกจิ พอเพยี ง เกษตรทฤษฎีใหม่ พระราชประวตั ิ พระราช
กรณยี กจิ หลักการทรงงาน การพฒั นาดนิ นำ�้ ป่า คน ด้วย
สื่อเทคโนโลยีท่ีผสมผสาน อาทิ ภาพยนตร์แอนิเมชัน ๓ มิติ
โฮโลแกรม Interactive ผู้เข้าชมทุกท่านสามารถเข้าถึงและ

เรียนรู้ได้ทุกวัย “สุข สนุก เรียนรู้ชัด ปฏิบัติ
ไดจ้ รงิ ”
เรามาเร่ิมต้นการเรียนรู้กันท่ีบริเวณด้านหน้า
พิพิธภัณฑ์จะมองเห็นอาคารรูปใบไม้ ๔ ใบ ซ่ึงเรา
เรียกว่า MADO Pavilion จัดแสดงพิพิธภัณฑ์
กษัตริย์เกษตร เป็นนิทรรศการเรียนรู้เดินตาม
รอยพ่อ ผ่านสื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่เช่ือมโยง
ภูมิปัญญาไทยสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนปัจจุบัน
ความส�ำคัญของการเกษตรในการด�ำเนินชีวิต
ร้าน “กิน อยู่ ด”ี จ�ำหน่ายอาหารสขุ ภาพและสินคา้
อุปโภคบริโภคจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ
และร้านมาดูคาเฟ่ จ�ำหน่ายกาแฟอินทรีย์ และ
เครื่องดม่ื สมุนไพรเพอื่ สุขภาพ คอกาแฟ และนักชิม
ท้ังหลายบอกเลยตอ้ งลอง

๑, ๒ พิพิธภณั ฑ์ในหลวงรักเรา บนพืน้ ฐานปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
๓, ๔ อาคารมาดู พาวลิ เลียนและนิทรรศการภายใน ๕. รา้ นมาดู
๖. นักเรียนเปน็ หมู่คณะเข้าชมพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ

ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๖๑ 95

มาต่อกันที่พิพิธภัณฑ์ในอาคารเฉลิม ๑
พระเกียรติฯ โดยเน้นเน้ือหาสาระการเรียนรู้ผ่าน ๒
การจัดแสดงด้วยเทคโนโลยีทันสมัย แสง สี เสียง
อนั นา่ ตนื่ ตาตน่ื ใจ เพอื่ จดุ ประกายความคดิ นอ้ มนำ�
แนวพระราชด�ำริ และองค์ความรู้ต่างๆ ประกอบ
ด้วย พิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา จัดแสดงเรื่องราว
พระอัจฉริยภาพด้านการเกษตร และปรัชญา
เศรษฐกจิ พอเพยี งของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั
รชั กาลท่ี ๙ ผเู้ ขา้ ชมจะไดต้ ระหนกั ในพระเกยี รตคิ ณุ
และรว่ มกนั สบื ทอดพระปณธิ านวถิ เี กษตรเศรษฐกจิ
พอเพียงท่ีพระองค์ทรงงานอย่างต่อเนื่องเพ่ือสร้าง
ความอยเู่ ยน็ เปน็ สขุ ของคนไทยใตร้ ม่ พระบารมี และ
ที่ส�ำคัญไม่ควรพลาดการชมภาพยนตร์แอนิเมชัน
๓ มิติ รองรับได้รอบละ ๒๐๐ ท่ีน่ัง พิพิธภัณฑ์
มหัศจรรย์พันธุกรรม ตามรอยเจ้าฟ้านักอนุรักษ์
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช
กมุ าร ี “การรกั ทรพั ยากร คอื การรกั ชาติ รกั แผน่ ดนิ ”




96

๑, ๒, ๓ พพิ ธิ ภณั ฑ์มหัศจรรยพ์ นั ธุกรรม เรียนรู้คุณค่า ความส�ำคัญของพันธุกรรม ๓๖๐ องศา ด้วยเทคนิคพิเศษท่ีสนุกสนาน
ตามรอย เจา้ ฟา้ นกั อนรุ กั ษ์ สมเดจ็ อันเป็นมรดกที่มีมูลค่า และสร้างประโยชน์ เร้าใจเรียนรู้พระอัจฉริยภาพของพระบาท
พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี อันย่ิงใหญ่ให้กับประเทศไทย พิพิธภัณฑ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๙ ท่ีทรง
๔, ๕ พิพธิ ภณั ฑว์ ิถนี ำ�้ พระอัจฉริยภาพ ปา่ ดงพงไพร ผจญภยั กบั การเดนิ ปา่ กลางวนั ได้รับการยกย่อง จากสหประชาชาติให้
ด้านการจัดการน้�ำของพระบาทสมเดจ็ และปา่ กลางคนื ฟงั เสยี งแหง่ ธรรมชาติ เรยี นรู้ เป็นนักวิทยาศาสตร์ “ดินเพ่ือมนุษยธรรม”
พระเจา้ อย่หู ัว รัชกาลที่ ๙ สรรพสิ่งในธรรมชาติล้วนมีหน้าที่เพ่ือการ และก�ำหนดให้วันที่ ๕ ธันวาคมของทุกปี
๖, ๗, ๘ พิพธิ ภัณฑใ์ นหลวงรักเรา ด�ำรงอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลและยั่งยืน เป็นวันดินโลก และส่งท้ายพิพิธภัณฑ์
๙, ๑๐ พพิ ธิ ภณั ฑด์ นิ ดล ผจญภยั โลก พพิ ิธภัณฑว์ ิถนี ำ้� พบกับพระอัจฉริยภาพด้าน ในอาคารกันที่พิพิธภัณฑ์เกษตรคือชีวิต
ใต้ดนิ พรอ้ มชมภาพยนตร์ ๓๖๐ องศา การจัดการน�้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้า เรียนรู้คุณค่าความส�ำคัญของการเกษตร
อยู่หัว รัชกาลท่ี ๙ พร้อมด้วยแบบอย่าง กั บ ค ว า ม มั่ น ค ง ท า ง อ า ห า ร ข อ ง ต น เ อ ง
๕ การน้อมน�ำค�ำพ่อสอน และชมภาพยนตร์ ครอบครัว ชุมชน ประเทศไทยและ
๔ มติ ิ เรยี นรแู้ ละเขา้ ใจวถิ แี หง่ สายนำ�้ ทงั้ สดุ สังคมโลก และห้องเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี
ตื่นเต้นและน่าประทับใจ หลังจากน้ันมาต่อ สารสนเทศ
กันที่พิพิธภัณฑ์ดินดล ผจญภัยโลกใต้ดิน
มาท�ำความเข้าใจเร่ืองราวของดินกันให้ ๖
ถึงแก่น ดินมีชีวิตเพ่ือสร้างชีวิต ชีวิตในดิน
มีผลต่อการสร้างและท�ำลาย และวิธีคืน
ชีวิตให้กับแผ่นดิน พร้อมชมภาพยนตร์

๗๘ ตลุ าคม - ธนั วาคม ๒๕๖๑ 97
๙ ๑๐

จากท่เี ลา่ มานี้เป็นเพียงบางสว่ นของพิพธิ ภัณฑใ์ นอาคารเท่านัน้ ยังมี
พิพิธภณั ฑ์กลางแจ้ง ท่ีนา่ สนใจ เหมาะสำ� หรบั คนทุกวัย เพยี งเดนิ ทางออก
จากตัวอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ จะได้พบกับพ้ืนท่ีจัดแสดงท่ีเชื่อมโยง
องค์ความรู้ หลักการ ทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติท่ีเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย
พพิ ธิ ภณั ฑเ์ กษตรเศรษฐกจิ พอเพยี ง ฐานการเรยี นรทู้ เ่ี นน้ เรอื่ งราวนวตั กรรม
เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง การใช้ประโยชน์จากพ้ืนที่ขนาดเล็กท�ำเกษตร
เพอ่ื การพง่ึ ตนเอง ในการผลติ อาหารอินทรยี ม์ ีฐานเรียนรู้ “เกษตรพอเพยี ง
เมอื ง” การใชพ้ น้ื ทขี่ นาดเลก็ ทำ� เกษตรพง่ึ ตนเอง สำ� หรบั คนเมอื ง บา้ นเดยี่ ว
คอนโด ทมี่ พี น้ื ทน่ี อ้ ยใชส้ อยอยา่ งจำ� กดั “เกษตร ๑ ไรพ่ อเพยี ง” การจดั การ

พพิ ิธภัณฑ์กลางแจ้ง พิพธิ ภณั ฑ์ป่าดงพงไพร

พนื้ ทอ่ี ยา่ งสมดลุ เพอื่ การพงึ่ ตนเอง “นวตั กรรมทอ่ี ยอู่ าศยั บา้ นดนิ บา้ นฟาง” พิพิธภัณฑ์แห่งน้ีเป็นที่รวมสรรพวิชาของ
“นวัตกรรมพลังงานพึ่งตนเอง” “ภูมิปัญญาเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง” แผ่นดิน เพื่อให้คนไทยได้เรียนรู้และเข้าใจใน
เรียนรู้วิถีไทย ๔ ภาค การปลูกข้าวอินทรีย์ด้วยเทคนิคนาโยนกล้า พระปรีชาสามารถ พระอัจฉริยภาพและสาย
การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า ปุ๋ยชีวภาพ และสมุนไพรเพ่ือสุขภาพ พระเนตรอันยาวไกลในด้านการเกษตรของ
พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งท่ีน่าสนใจอีกแห่งหนึ่งคือ พิพิธภัณฑ์เกษตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๙ อย่าง
ตามรอยพ่อ ประกอบด้วยฐานเรียนรู้ “เกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์ ท�ำนา แท้จริง ทุกตารางนิ้วน�ำเสนอให้เห็นถึงภูมิปัญญา
๑ ไร่ ได้เงิน ๑ แสน” เรียนรูว้ ิชากสิกรรม เชน่ ปลูกผัก ทำ� นา ปศุสตั ว์ และปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งของพระองคท์ า่ น
เชน่ การเล้ียงเปด็ ไก่ การท�ำประมง เช่น การเล้ียงกุง้ หอย ปู ปลา ฐาน เป็นด่ังพิพิธภัณฑ์ของพ่อ เพื่อให้ลูกหลานไทยได้
เรียนรู้ การปลูกผกั คณุ ภาพในโรงเรอื น การขยายพนั ธพ์ุ ชื ตน้ ไม้แห่งการ ดำ� รงชวี ติ บนความพอเพยี ง
เรยี นรู้ และอกี หลากหลายพนื้ ทอ่ี ดั แนน่ ทงั้ ภาคทฤษฎแี ละปฏบิ ตั เิ พอื่ การนำ�
ไปใชไ้ ด้จริง เหมาะส�ำหรบั ทกุ เพศทกุ วัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผูท้ สี่ นใจด้าน พพิ ธิ ภัณฑใ์ นหลวงรกั เรา
การเกษตร

98


Click to View FlipBook Version