วชิาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม วันนิทรรศการวิชาการ รร.จปร. 2566 วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 ครงั้ ที่ 16 ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า CRMA EXHIBITION 2023 วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม
คำนำ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าเป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ผลิตนายทหาร สัญญาบัตรหลักให้แก่กองทัพบก มีหน้าที่เทิดทูนและดำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม สร้างองค์ความรู้ทางวิชาการ วิชาทหาร การวิจัย เสริมสร้างคุณลักษณะผู้นำ ทางทหาร ตลอดจนให้บริการทางวิชาการและวิชาชีพแก่สังคม โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าได้สนับสนุนการทำวิจัยของอาจารย์และนักเรียนนายร้อย มาโดยตลอด ด้วยงบประมาณกองทุนพัฒนาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า กองทัพบก และ กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัยของคณาจารย์และ นักเรียนนายร้อย และเพื่อสร้างเครือข่ายขยายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันการศึกษาทั้ง ภาครัฐและเอกชน โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าจึงได้จัดงาน “วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียน นายร้อยพระจุลจอมเกล้า” ขึ้น โดยเชิญสถาบันการศึกษาและหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมนำเสนอผลงาน ซึ่งได้รับความสนใจและความร่วมมือด้วยดีเสมอมา “วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า 2566” นับเป็นครั้งที่ 16 โดยจัดขึ้น ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2551 ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 ซึ่งในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพลเอกหญิง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้บัญชาการพิเศษโรงเรียนนายร้อย พระจุลจอมเกล้า เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานและทอดพระเนตรนิทรรศการวิชาการฯ ซึ่งมี การจัดแสดงผลงานวิจัยและโครงงาน รวมทั้งสิ้น 74 ผลงาน จาก 27 สถาบัน และปีนี้ยังมีกิจกรรม พิเศษอีก 2 กิจกรรม ที่จัดขึ้นในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 คือ งานเสวนาวิชาการและงานสัมมนา วิชาการเกี่ยวกับความมั่นคงของมนุษย์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางทหาร โอกาสนี้ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าขอขอบคุณสถาบันการศึกษาและหน่วยงานทุกแห่งที่ ร่วมแสดงผลงานวิชาการ สถาบันการศึกษาที่ร่วมชมนิทรรศการฯ รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่มีส่วน ทำให้การจัดงานครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี พลโท (ไกรภพ ไชยพันธุ์) ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
วชิาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม สารบัญ หน้า ส่วนที่ 1 โครงการวิจัยและผลงานวิชาการของอาจารย์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า.........1 กลุ่มวิทยาศาสตร์และการทหาร การทำนายความเสียหายจากการโจมตีของผู้ก่อการร้ายโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง.....................2 กลุ่มวิศวกรรมศาสตร์และการทหาร ออกแบบและสร้างต้นแบบชุดฝึกซ้อมการขับขี่เสมือนจริง สำหรับรถประหยัดเชื้อเพลิง................ 3 กลุ่มศิลปศาสตร์และการทหาร การศึกษาข้อบกพร่องของการใช้ภาษาไทยในการเขียนหนังสือราชการ: กรณีศึกษา สกศ.รร.จปร. ปี 2565.............................................................................................4 กลุ่มจิตวิทยาและการทหาร การศึกษาเจตคติที่มีต่อกระบวนการจัดการเรียนการสอนวิชาครูทหาร: กรณีศึกษาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายสิบทหารบก และโรงเรียนทหารราบ ศูนย์การทหารราบ .................................................................................5 ส่วนที่ 2 งานวิจัยจากโครงการความร่วมมือระหว่างโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ากับ ศูนย์วิจัยสหวิทยาการเฉลิมพระเกียรติ 5 รอบ พลเอกหญิง สมเด็จพระเทพรัตน- ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า.......................................7 การดำเนินงานของศูนย์วิจัยสหวิทยาการเฉลิมพระเกียรติ 5 รอบ พลเอกหญิง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า...............................................................................................8 ส่วนที่ 3 โครงการ/ผลงานและงานวิจัยของสถาบันภายในกระทรวงกลาโหม .............................9 กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม เครื่องค้นหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยการวัดค่าฮาร์โมนิคสะท้อน...............................................10 การรักษาอุณหภูมิร่างกายโดยใช้นวัตกรรม U HUG อ้อมกอดรักจากคน U.................................11
หน้า | ง สารบัญ (ต่อ) หน้า โครงการวิจัยและพัฒนาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวงสำหรับพื้นที่เขตเงาฝน บริเวณภาคเหนือของประเทศไทย ......................................................................................................12 โรงเรียนเตรียมทหาร การสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมจากวัสดุพอลิเมอร์ สำหรับนักเรียนเตรียมทหาร..................13 กิจกรรมสะตีมศึกษา เรื่อง การแข่งขันออกแบบโครงสร้าง 2023: สะพานหอคอยตอน 11...............................................................................................................14 เครื่องเพิ่มขอบเขตการตรวจตราของเวรรักษาการณ์ด้วยระบบอัตโนมัติ...................................... 15 โรงเรียนนายเรือ ระบบตรวจจับเสียงปืนโดยใช้ MACHINE LEARNING .............................................................16 ระบบพิสูจน์ทราบฝ่ายทางเรือโดยการประมวลผลภาพดิจิทัล......................................................17 การหาพิกัดภายในอาคารแบบ REAL-TIME โดยใช้เทคโนโลยี...................................................18 โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช ระบบแจ้งเตือนแสดงผลสภาพอากาศสำหรับการฝึกนักเรียนนายเรืออากาศ ................................19 การออกแบบเชิงหลักการของอากาศยานไร้คนขับเพดานบินสูงเสมือนดาวเทียม (HAPS) ...........20 การเรียนรู้เชิงลึกสำหรับการติดตามหลายเป้าหมายของอากาศยานไร้คนขับ ...............................21 โรงเรียนแผนที่ กรมแผนที่ทหาร การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสำรวจภูมิประเทศความละเอียดสูงเพื่อใช้ในการวางแผน รักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ..............................................................................................22 ศูนย์ข้อมูลค่าอ้างอิงพิกัดแบบต่อเนื่องแห่งชาติ...........................................................................23 วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติการพยาบาลผ่านสื่อ อิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมทักษะการตัดสินใจทางคลินิก สำหรับนักเรียน พยาบาลชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก.........................................................................24
หน้า | จ สารบัญ (ต่อ) หน้า ผลของการใช้เครื่องคลึงมดลูกอัตโนมัติต่อปริมาณการสูญเสียเลือดในมารดา สองชั่วโมงแรกหลังคลอด..........................................................................................................25 การพัฒนารูปแบบการดูแลปัญหาสุขภาพจิตแบบบูรณาการสำหรับกำลังพล ทหารผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้...................................................................27 วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า การพัฒนาการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติเพื่อแก้ไขความทุพพลภาพ จากปัญหากระดูกและข้อของกำลังพลกองทัพบก.......................................................................28 ผลลัพธ์ความปลอดภัยและความแม่นยำของอุปกรณ์นำวิถีทางการแพทย์ พิมพ์สามมิติเฉพาะบุคคลในการผ่าตัดกระดูกสันหลัง.................................................................29 ส่วนที่ 4 โครงการ/ผลงานและงานวิจัยของสถาบันภายนอกกระทรวงกลาโหม ........................30 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ การทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย ....................................................................................31 การออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชันสื่อกลางการสร้างโอกาสทางอาชีพ สำหรับเด็กและเยาวชน.............................................................................................................32 การพัฒนาความร่วมมือทางกฎหมายระหว่างภาครัฐและเอกชนในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาการกระทำความผิดซ้ำของเด็กและเยาวชน ในคดียาเสพติดภายหลังการปล่อยตัว........................................................................................33 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การพัฒนาคลังคัมภีร์ใบลานดิจิทัล อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก.......................................35 การยับยั้งการเกิดเดนไดรต์สังกะสีโดยตัวคั่นวัสดุผสมทังสเตนคาร์ไบด์-เซลลูโลสนาโนไฟเบอร์ สำหรับแบตเตอรี่สังกะสีไอออน.................................................................................................36 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การจัดการน้ำด้านการเกษตรจากแหล่งน้ำใต้ดิน ด้วยเทคนิคการสำรวจประสิทธิภาพสูง เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตมะม่วงทับทิมทองบริเวณศูนย์วิจัยชุมชนตำบลวังใหม่ จังหวัดสระแก้ว........................................................................................................................37
หน้า | ฉ สารบัญ (ต่อ) หน้า ธรณีฟิสิกส์เพื่อสนับสนุนการสำรวจแหล่งโบราณคดี..................................................................38 การกักเก็บคาร์บอนในชั้นหินกักเก็บน้ำมันใต้ดิน ..........................................................................39 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เครื่องกำเนิดน้ำกระตุ้นด้วยพลาสมาแบบกะทัดรัด: นวัตกรรมพลาสมา ความดันบรรยากาศสำหรับการผลิตอาหารปลอดภัยและเพิ่มมูลค่า สินค้าทางการเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน....................40 ผลงานวิจัยการพิมพ์ขึ้นรูปโลหะสามมิติและการจำลองทางคอมพิวเตอร์.....................................42 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี หน้ากากผ้าแสดงผลผู้สวมใส่ที่มีอุณหภูมิสูงด้วยการเปลี่ยนสีของสารเทอร์โมโครมิก...................43 นวัตกรรมหมวกเดินป่า..............................................................................................................44 นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไวท์เทนนิ่งจากสารสกัดเปลือกสับปะรดและ จากน้ำมะนาวโดยสหกรณ์การเกษตรสบปราบ...........................................................................45 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การผลิตทุเรียนคุณภาพสูงด้วยนวัตกรรมการให้น้ำแบบ Basin Fertigation และนวัตกรรมการสร้างระบบนิเวศชักนำราก Reborn Root Biome..........................................46 ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่เทียมปราศจากกลูเตนและถั่วเหลืองจากขนุนอ่อน ..............................................47 การแปรรูปวัสดุเหลือทิ้งใบไผ่ เพื่อพัฒนาเวชสำอาง...................................................................48 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นวัตกรรมการวิจัยเพื่อความยั่งยืนและสร้างเกษตรมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยี เภสัชกรรมตามแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG .................................................................49 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล การขึ้นรูปโครงสร้างแซนวิชรังผึ้งด้วยเทคนิคการพิมพ์ 3 มิติ สำหรับการดูดซับพลังงาน ........................................................................................................50 การพัฒนากระบวนการแยกและใช้ประโยชน์จากของเหลือทิ้งในแปลงสับปะรด ........................... 51
หน้า | ช สารบัญ (ต่อ) หน้า ศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อสะเต็มศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ กับพันธกิจเพื่อชาติ ด้านการศึกษา วิจัย พัฒนาและบริการสังคม บนรากฐานของการเรียนรู้วิถีสะเต็ม: สร้างเมล็ดพันธุ์ บ่มเพาะต้นกล้า สร้างผลผลิตแห่งปัญญา เพื่อชาติไทยด้วยวิถีสะเต็ม ..............53 มหาวิทยาลัยรามคำแหง การศึกษาวัฒนธรรมการดื่มชาแบบกงฟู่เฉาซานกับวิถีปัจจุบัน ....................................................55 การศึกษาประสิทธิภาพของวัสดุดูดซับเสียงในการลดเสียงดังจากเครื่องตัดท่อโลหะ ...................57 การศึกษาประสิทธิภาพในการลดเสียงของอุปกรณ์เป่าลม (Air Nozzle) ในกระบวนการผลิตลูกหมากรถยนต์..........................................................................................58 สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ระบบแพลตฟอร์มสำหรับการติดตามบุคคลจากกล้องหลายตัว...................................................59 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกำไรและทางเลือกธุรกิจการเกษตร ของสหกรณ์การเกษตรในประเทศไทย.......................................................................................60 โรงเรียนปิยชาติพัฒนา ในพระราชูปถัมภ์ฯ ผลของสารสกัดหยาบจากตะไคร้บ้านชะลอการเกิดลิ่มเลือดของเลือดไก่ครบส่วน ........................62 การผลิตและการตรวจสอบคุณภาพของผงเลือดไก่ครบส่วน .......................................................63 สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โมเดลเศรษฐกิจ BCG กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหาร .................................................64 นวัตกรรมอาหารจากโปรตีนทางเลือกเพื่อความมั่นคงทางด้านอาหาร.........................................65 นวัตกรรมอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) เพื่อความยั่งยืนทางด้านอาหาร...........................66 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) การพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบไลดาร์สำหรับการตรวจวัดด้านบรรยากาศ.........................................67 โครงสร้างพื้นฐานด้านวิศวกรรมเพื่อการศึกษาวิจัยและพัฒนาระบบ ควบคุมพลวัตของอวกาศยาน ....................................................................................................68
หน้า | ซ สารบัญ (ต่อ) หน้า เพิ่มความมั่นคงทางสภาวะอวกาศของประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีดาราศาสตร์...........................69 ความสำเร็จในการนำส่งดาวเทียม THEOS-2 และภารกิจ........................................................70 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) แพลตฟอร์มเกษตรเชิงพื้นที่รายแปลงเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก: “Dragonfly” .....................71 แพลตฟอร์มเปิดด้านภูมิสารสนเทศ: “Sphere”..........................................................................72 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ การเปลี่ยนขยะขวดน้ำดื่มพลาสติกสู่วัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ที่มีมูลค่าสูง................................73 แผงโซลาร์เซลล์น้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย.......................................................................................74 ระบบพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อลงทะเบียนในกลุ่มผู้ไม่มีเอกสารประจำตัวในประเทศไทย.....................75 สถาบันมาตรวิทยา มาตรวิทยาเคมีและชีวภาพ กับการวิจัยและพัฒนา เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์จากข้าวและสมุนไพรไทย ............................................76 องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ นิทรรศการ “Plearn Science Explorer”.................................................................................77 ส่วนที่ 5 โครงงานของนักเรียนนายร้อย โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า..............................78 กลุ่มวิทยาศาสตร์และการทหาร อินเตอร์เฟซช่วยการใช้งานไฟรวอลล์.........................................................................................79 เครื่องสเปกโตรมิเตอร์ขนาดพกพาสำหรับการทำงานในสนาม ....................................................80 การใช้ KVEIK เป็นยีสต์ในการผลิตเบียร์ ..............................................................................81 การพัฒนาเสบียงรบประจำบุคคลจากผลผลิตทางการเกษตรของโครงการทหารพันธุ์ดี และโครงการในพระราชดำริฯ ในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า...........................................82
หน้า | ฌ สารบัญ (ต่อ) หน้า กลุ่มวิศวกรรมศาสตร์และการทหาร การศึกษาประสิทธิภาพในการลดความเร็วของยานพาหนะของสันชะลอความเร็ว ในพื้นที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า..................................................................................83 การออกแบบวิธีการจัดส่งที่เหมาะสมของนักเรียนนายร้อยสำหรับการเดินทางกลับ ภูมิลำเนาในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล..................................................................84 การออกแบบระบบปั๊มน้ำอัตโนมัติด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการย่อย กวฟ.สกศ.รร.จปร. กรณีศึกษา หน่วยทหารพันธุ์ดีกองพันทหารราบ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า.............................................................................................85 หุ่นยนต์เคลื่อนที่ตามบุคคลเป้าหมายโดยการใช้ไลดาร์เซนเซอร์..................................................87 การประเมินระยะเวลาและค่าความถูกต้องที่ได้จากสถานีอ้างอิงเสมือน ......................................88 กลุ่มศิลปศาสตร์และการทหาร การศึกษาทัศนคติและความเข้าใจของนักเรียนนายร้อยเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ...........90
หน้า | 1 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 ส่วนที่ 1 โครงการวิจัยและผลงานวิชาการ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 2 การทำนายความเสียหายจากการโจมตีของผู้ก่อการร้ายโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง Prediction of Damage from Terrorist Attacks Using Machine Learning พันตรี ดร.ฐิติพงษ์ กาวิชัย กองวิชาคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์ ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า บทคัดย่อ การโจมตีของผู้ก่อการร้ายสามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล ได้ เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีมาตรการที่ดีในการ ป้องกันและรับมือกับภัยก่อการร้าย ปัจจุบันข้อมูลเหตุการณ์การก่อการร้ายที่เกิดขึ้นทั่วโลกได้ถูก รวบรวมไว้ในฐานข้อมูลต่าง ๆ การศึกษาข้อมูลดังกล่าวและการพัฒนาวิธีการที่สามารถเชื่อมโยง รูปแบบการโจมตีของผู้ก่อการร้ายกับความเสียหายที่เกิดขึ้น จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการตัดสินใจ วางแผนเพื่อป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นจากการก่อการร้าย อย่างไรก็ตาม วิธีการ ที่มีอยู่ในปัจจุบันสำหรับการศึกษาและทำนายความเสียหายจากการโจมตีของผู้ก่อการร้ายมีจำนวนไม่ มาก ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นการพัฒนาวิธีการสำหรับการทำนายความเสียหายจากการโจมตีของ ผู้ก่อการร้ายโดยใช้แนวทางการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ซึ่งเป็นแนวทางที่ให้เครื่อง คอมพิวเตอร์เรียนรู้จากข้อมูลอย่างอัตโนมัติ วิธีการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยสองขั้นตอนหลัก คือ การ จำแนกรูปแบบการโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่สามารถก่อให้เกิดความเสียหาย (มีผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต หรือมีการทำลายทรัพย์สินเกิดขึ้น) ด้วยแบบจำลอง Random Forest, CatBoost และ Gradient Boosting Machine (GBM) ร่วมกับ Multi-Layer Perceptron (MLP) และการทำนายจำนวน ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตด้วยแบบจำลอง Random Forest และ CatBoost จากผลการทดลองพบว่า วิธีการที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถจำแนกรูปแบบการโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่ก่อให้เกิดความเสียหายและ ทำนายจำนวนผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่าความถูกต้อง (Accuracy) และ ค่าคะแนน F1 (F1-Score) ในการจำแนกรูปแบบการโจมตีที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิตเท่ากับ 89.3% และ 91.2% ตามลำดับ ค่าความถูกต้องและค่าคะแนน F1 ในการจำแนกรูปแบบการโจมตีที่ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินเป็น 84.6% และ 82.4% ตามลำดับ และมีค่าเฉลี่ยของความ ผิดพลาดสัมบูรณ์ (Mean Absolute Error) ในการทำนายจำนวนผู้บาดเจ็บและจำนวนของผู้เสียชีวิต เท่ากับ 1.2 และ 2.3 คน ตามลำดับ คำสำคัญ: การก่อการร้าย การโจมตีของผู้ก่อการร้าย การเรียนรู้ของเครื่อง
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 3 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 ออกแบบและสร้างต้นแบบชุดฝึกซ้อมการขับขี่เสมือนจริง สำหรับรถประหยัดเชื้อเพลิง Design and Prototyping of Virtual Driving Trainer for Eco-Mileage Challenge Vehicle ร้อยเอก วสวัตติ์ เสาวดี กองวิชาวิศวกรรมเครื่องกล ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า บทคัดย่อ สืบเนื่องจากโครงการแข่งขันฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิงที่จัดแข่งขันในทุกปีโดยบริษัท เอ.พี. ฮอนด้า ทางกองวิชาวิศวกรรมเครื่องกล โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าได้ส่งนักเรียนนายร้อยที่ เรียนในกองวิชาวิศวกรรมเครื่องกลเข้าร่วมแข่งขันในทุกปี เพื่อให้นักเรียนนายร้อยได้นำค วามรู้ที่ได้ เรียนในวิชาเทคโนโลยียานยนต์การสันดาปภายใน และวิชาอื่น ๆ นำไปประยุกต์ใช้รวมถึงได้ปฏิบัติใช้ งานจริง งานวิจัยนี้จึงทำการออกแบบและสร้างต้นแบบชุดฝึกซ้อมการขับขี่สำหรับรถประหยัดเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นการจำลองการขับขี่ของรถประหยัดเชื้อเพลิง เพื่อเปรียบเทียบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ทดสอบ บนเครื่องทดสอบกับการขับขี่บนสนามจริง เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปฝึกซ้อมที่สนาม จริง และเพิ่มความพร้อมความสมบูรณ์ของการเตรียมรถเพื่อการแข่งขัน รวมถึงเพิ่มเติมทักษะต่าง ๆ ในการขับขี่ให้กับผู้ขับขี่ อีกทั้งยังสามารถปรับปรุงแก้ไขอุปกรณ์ต่าง ๆ ของรถประหยัดเชื้อเพลิง เพื่อให้ทราบถึงอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรถประหยัดเชื้อเพลิงก่อนไปแข่งขันจริง โดยมีชุดจำลอง การหมุนของแกนเพลาทั้งล้อหน้าและล้อหลัง และทำการทดสอบเก็บผลข้อมูลต่าง ๆ ทั้งความเร็วเฉลี่ย ที่ขับขี่ ระยะทางที่ขับขี่ แรงกดที่ชุดสร้างแรงต้านที่สัมผัสอยู่กับล้อ และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เป็น ต้น จากผลการวิจัยพบว่าผลการขับขี่บนเครื่องทดสอบที่ความเร็วการขับขี่เฉลี่ยต่าง ๆ คือ 10, 15, 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แนวโน้มของอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมีแนวโน้มไปในทางเดียวกันคือ แรงต้าน แรงกดที่แกนเพลาเพิ่มขึ้นอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงยิ่งเพิ่มขึ้นและแปรผันตามกับความเร็วที่ขับขี่ เมื่อ เปรียบเทียบกับผลการแข่งขันรถฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิงครั้งที่ 25/2565 ที่มีอัตราสิ้นเปลือง เชื้อเพลิงที่ 256 กิโลเมตรต่อน้ำมัน 1 ลิตร ในการจำลองแรงต้านทานที่เครื่องทดสอบต้องทำการ ปรับตั้งแรงกดที่ชุดสร้างแรงต้านให้มีค่าเท่ากับ 9.21 นิวตัน อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงถึงมีค่า ใกล้เคียงกับผลการแข่งขันในสนามจริง และยังสามารถใช้เครื่องทดสอบดังกล่าวนำไปใช้เก็บผลการ ทดสอบในการพัฒนาส่วนอื่น ๆ ต่อไป คำสำคัญ: รถประหยัดเชื้อเพลิง อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ความเร็วเฉลี่ยที่ แรงต้านทาน
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 4 การศึกษาข้อบกพร่องของการใช้ภาษาไทยในการเขียนหนังสือราชการ: กรณีศึกษา สกศ.รร.จปร. ปี 2565 The Study of Incorrect Use of Thai Language in Official Documents: A Case Study of Academic Division, Chulachomklao Royal Military Academic Year 2022 ร้อยเอกหญิง สาริศา เขี้ยวงา กองวิชาอักษรศาสตร์ ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า บทคัดย่อ การศึกษาข้อบกพร่องของการใช้ภาษาไทยในการเขียนหนังสือราชการ: กรณีศึกษา สกศ.รร.จปร. ปี 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อบกพร่องของการใช้ภาษาไทยในการเขียนหนังสือ ราชการของ สกศ.รร.จปร. ด้านการใช้คำ การใช้ประโยค และรูปแบบการเขียน ผู้วิจัยได้ดำเนินการ วิจัยหนังสือราชการที่ปรากฏในระบบเวียนทราบ สกศ.รร.จปร. โดยการสุ่มเลือก จำนวน 120 ฉบับ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 มิ.ย. 65 ผลการวิจัยพบข้อบกพร่องของการใช้ภาษาไทยในการเขียนหนังสือ ราชการด้านรูปแบบการเขียนมากที่สุด รองลงมาเป็นการใช้คำ และพบน้อยที่สุดคือการใช้ประโยค ด้านการใช้คำ พบข้อบกพร่องจำแนกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การใช้คำไม่ถูกต้องตามหลักการใช้ ภาษาไทย และการใช้ภาษาไม่เหมาะสม ด้านการใช้ประโยค พบข้อบกพร่องจำแนกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ การเรียงประโยคผิดหลักภาษา การใช้ประโยคที่ไม่สมบูรณ์ การผูกประโยคที่ใช้คำซ้ำอยู่ใกล้ชิด กัน และประโยคไม่กระชับและไม่สละสลวย ด้านรูปแบบการเขียนพบข้อบกพร่องจำแนกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การใช้เครื่องหมายวรรคตอนไม่ถูกต้อง และการเว้นวรรคไม่ถูกต้อง คำสำคัญ: ข้อบกพร่อง หนังสือราชการ
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 5 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 การศึกษาเจตคติที่มีต่อกระบวนการจัดการเรียนการสอนวิชาครูทหาร: กรณีศึกษาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายสิบทหารบก และโรงเรียนทหารราบ ศูนย์การทหารราบ Study of Attitudes towards Teaching and Learning Management of Military Instructor Training: A Case Study of Chulachomklao Royal Military Academy, Army Non-commissioned Officer School, and Infantry School Infantry Center พันตรี ดร.เทพฤทธิ์ วงศ์ภูมิ พันตรี ศรนรินทร์ กาญจนะโนพินิจ พันตรี ปวริศ ไชยลาโภ และร้อยเอก ฐปนรรฆ์ มณีเชษฐา กองจิตวิทยาและการนำทหาร ส่วนวิชาทหาร โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ระดับเจตคติที่มีต่อกระบวนการจัดการเรียน การสอนวิชาครูทหารของแต่ละสถาบันการศึกษา 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียน การสอนวิชาครูทหารของแต่ละสถาบันการศึกษา ประชากร คือ นักเรียนทหารในแต่ละสถาบันที่เข้ารับ การฝึกศึกษาวิชาครูทหาร ปีการศึกษา 2566 จำนวน 3,512 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามเกี่ยวกับ เจตคติที่มีต่อกระบวนการจัดการเรียนการสอนวิชาครูทหาร จำนวน 352 คน (Krejcie & Morgan, 1970) ประกอบด้วย นักเรียนนายร้อย จำนวน 30 คน นักเรียนนายสิบทหารบก จำนวน 233 คน และ นักเรียนนายสิบทหารบก เหล่าทหารราบ จำนวน 89 คน การสนทนากลุ่มกับ อาจารย์ และนักเรียนทหาร ในแต่ละสถาบัน ประกอบด้วย อาจารย์ สถาบันละ 5 คน และนักเรียนทหาร สถาบันละ 5 คน รวมจำนวน 30 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า ระดับเจตคติที่มีต่อกระบวนการจัดการเรียนการสอนวิชาครู ทหารของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายสิบทหารบก และโรงเรียนทหารราบ ศูนย์ การทหารราบ โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยดังนี้ ด้านครูอาจารย์ผู้สอน (M = 5.57, SD = .517) ด้านเนื้อหา (M = 5.55, SD = .538) ด้านการจัดการเรียนการสอน (M = 5.25, SD = .726) และด้านการวัดและประเมินผล (M = 5.18, SD = .653) ตามลำดับ แนวทางการ พัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิชาครูทหารของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายสิบ ทหารบก และโรงเรียนทหารราบ ศูนย์การทหารราบ พบว่า 1) ด้านเนื้อหาวิชาครูทหาร ควรมีความทันสมัยเหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของสภาวการณ์ใน ปัจจุบัน โดยคำนึงถึงความพร้อมและความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน สามารถนำความรู้และ ประสบการณ์ไปถ่ายทอดให้กับทหารได้อย่างถูกต้องเหมาะสม 2) ด้านครูอาจารย์ผู้สอน ควรเตรียมความพร้อมในการสอน และมีระบบเทคโนโลยี สารสนเทศที่มีประสิทธิภาพและเอื้อต่อการเรียนรู้วิชาครูทหาร ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและ สนับสนุนทรัพยากรรวมถึงโปรแกรมต่าง ๆ เพื่อการเรียนการสอน 3) ด้านการจัดการเรียนการสอน ควรสนับสนุนให้อาจารย์จัดการเรียนรู้ในเนื้อหาเชิง สหวิทยาการ (interdisciplinary) โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผ่านการเรียนรู้แบบ Active learning และการจัดการเรียนการสอนแบบ Blended learning 4) ด้านการวัดและประเมินผล ควรมีการวัดประเมินผลในชั้นเรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การสังเกตพฤติกรรม การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน การแสดงความคิดเห็น การปฏิบัติงานที่ได้รับ
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 6 มอบหมาย การฝึกปฏิบัติจริง ตลอดจนพิจารณาพัฒนาการของผู้เรียน เพื่อประโยชน์ในการออกแบบ แผนการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับผู้เรียนอย่างแท้จริง คำสำคัญ: เจตคติ ครูทหาร นักเรียนทหาร การจัดการเรียนการสอน
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 7 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 ส่วนที่ 2 งานวิจัยจากโครงการความร่วมมือระหว่าง โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ากับศูนย์วิจัยสหวิทยาการ เฉลิมพระเกียรติ 5 รอบ พลเอกหญิง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 8 การดำเนินงานของศูนย์วิจัยสหวิทยาการเฉลิมพระเกียรติ 5 รอบ พลเอกหญิง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า พลตรีรองศาสตราจารย์ดร.สุรัตน์ เลิศล้ำ ศูนย์วิจัยสหวิทยาการเฉลิมพระเกียรติ 5 รอบ พลเอกหญิง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า บทคัดย่อ จากผลสำเร็จของการดำเนินการวิจัยในลักษณะสหวิทยาการเพื่อการศึกษาทางด้านวัฒนธรรม ที่ผ่านมา (2548-2558) ทั้งทางด้านผลจากการวิจัย การพัฒนาเครือข่ายในระดับภาคพื้นเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ และการดำเนินการด้านเยาวชนระหว่างประเทศ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หน่วยงานทั้งภายในและภายนอกประเทศอีก 11 หน่วยงาน จึงสนับสนุนให้มีการจัดตั้งศูนย์วิจัยและประสานงานเครือข่ายการศึกษาเชิงสหวิทยาการทางด้าน วัฒนธรรมในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการสนับสนุนงบประมาณของ สกว. และต่อมาโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพื่อให้เกิดการขยายการ ดำเนินงานวิจัยและการพัฒนา รวมทั้งการให้การศึกษาแก่เยาวชนในระดับภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ 5 รอบ พลเอกหญิง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และได้ทรงทำพิธีเจิมป้ายเปิดศูนย์วิจัยฯ อย่างเป็นทางการในวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ศูนย์วิจัยสหวิทยาการเฉลิมพระเกียรติ 5 รอบ พลเอกหญิง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ได้ดำเนินการและมีพันธกิจที่ก่อให้เกิดการ บูรณาการองค์ความรู้ สร้างและสนับสนุนเครือข่ายวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์แขนงต่างๆ ตลอดจนมุ่งพัฒนาศักยภาพและขยายผล ถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่เยาวชนและชุมชน โดยมีผลงานวิจัย เพื่อสร้างความรู้และข้อมูลของโครงการและศูนย์วิจัยฯ สามารถนำไปต่อยอดและเป็นประโยชน์ต่อ สังคมวัฒนธรรมในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะงานศึกษาเรื่องระบบชลประทานโบราณและเรื่อง ระบบสำรวจด้วยอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) สำหรับงานสำรวจทางโบราณคดี ถือเป็นการสร้าง ฐานข้อมูลระดับภูมิภาคและเปิดพรมแดนความรู้ในการอธิบายความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมบนฐาน ความร่วมมือทางวิชาการระดับภูมิภาคที่ทำงานแบบสหวิชาการครั้งแรก ซึ่งสิ่งที่เป็นนวัตกรรมที่เป็น ความใหม่ของงานชุดนี้คือวิธีการ mining งานวัฒนธรรมด้วยการผสานศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ ประยุกต์ อาทิ ภูมิสารสนเทศ อากาศยานไร้คนขับกับการศึกษาด้านวัฒนธรรม โบราณคดี ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ศิลป์ ที่ทำให้วงการวิจัยในด้านนี้ขยับไปข้างหน้า รวมถึงการถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิปัญญาและมรดกวัฒนธรรมแก่เยาวชนและชุมชน อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นประโยชน์ต่อการสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์ของเยาวชนระหว่างประเทศได้ เป็นอย่างดียิ่ง คำหลัก: สหวิทยาการ วัฒนธรรมร่วม ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 9 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 ส่วนที่ 3 โครงการ/ผลงานและงานวิจัยของสถาบันภายใน กระทรวงกลาโหม
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 10 เครื่องค้นหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยการวัดค่าฮาร์โมนิคสะท้อน Electronics Device Detector Using RF Harmonics Reflection พลตรี กิตติ รัตนดิษฐ์1 นาวาตรี ทัศพล งามเถื่อน1 ดร.กิตติคุณ ทองพูล2 และดร.วสันต์ จันทรโชติ2 1 กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม 2 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ บทคัดย่อ จากเหตุความไม่สงบส่วนใหญ่ มีเหตุการณ์เกิดรูปแบบภัยคุกคามด้านการวางวัตถุระเบิดเป็น องค์ประกอบสำคัญในการควบคุมการจุดชนวนระเบิด หากมีการตรวจค้นแล้วพบอุปกรณ์ดังกล่าวจน ทำให้เก็บกู้ได้รวดเร็ว ย่อมส่งผลดีต่อความมั่นคงและการอารักขาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ การตรวจสอบค้นหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นภารกิจสำคัญของหน่วยปฏิบัติงานด้านเก็บกู้วัตถุ ระเบิด การปฏิบัติหน้าที่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือตรวจเฉพาะทาง ดังนั้นเครื่องมือในการตรวจสอบค้นหา อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญและจำเป็นในการมีประจำการใช้ในหน่วยงาน ปฏิบัติการทั่วประเทศ แต่เนื่องจากการนำเข้าอุปกรณ์ดังกล่าวต้องใช้งบประมาณในการจัดหาสูง โครงการวิจัยนี้จึงนำเสนอการออกแบบเครื่องตรวจหาวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถทำงานโดยจำแนก การมีอยู่ของวงจรอิเล็กทรอนิกส์ออกจากชิ้นส่วนโลหะ คุณสมบัตินี้จะช่วยให้การตรวจหาวัตถุต้องสงสัย มีความสะดวกและช่วยเพิ่มอัตราสำเร็จในการตรวจพบ การตรวจวัดจะอาศัยตัวส่งคลื่นวิทยุความถี่สูง ที่ความถี่อ้างอิง และทำการวัดสัญญาณสะท้อนกลับที่ความถี่ฮาร์มอนิค และอาศัยเอกลักษณ์ของ สัญญาณโดยพื้นฐานของหลักการในการรับสัญญาณและพฤติกรรมการสั่นพ้องต่อสัญญาณความถี่ของ อุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ (Semiconductor หรือ Non-linear junction) หรือเรียกว่าการตรวจจับรอยต่อที่ ไม่เป็นเชิงเส้น (Non-linear junction detection NLJD) ด้วยพื้นฐานที่อธิบายในขั้นต้นจึงทำให้ สามารถพัฒนาเครื่องตรวจหาวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถจำแนกวงจรอิเล็กทรอนิกส์ออกจากโลหะ ทั่วไปได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ต้นแบบเครื่องมือค้นหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีต้นทุนการผลิต ถูกกว่าการนำเข้าเครื่องมือจากต่างประเทศ จากการดำเนินงานโครงการระบบเครื่องตรวจหาวงจร อิเล็กทรอนิกส์ด้วยเทคนิคการวัดค่าฮาร์โมนิคสะท้อนได้ถูกออกแบบและทดสอบการทำงานใน ห้องปฏิบัติการ สามารถทำการจำแนกวงจรอิเล็กทรอนิกส์ออกจากวัตถุอื่นที่ไม่ใช่วงจรได้อย่างชัดเจน สามารถนำไปขยายผลเป็นเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง ผ่านการทดสอบและสาธิตภาคสนาม มีศักยภาพในการขยายผลการใช้งานจริงในหน่วยผู้ใช้ต่อไปในอนาคต คำสำคัญ: C-IED, Detection เครื่องค้นหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์โมนิคสะท้อน แผงวงจรประกอบระเบิด
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 11 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 การรักษาอุณหภูมิร่างกายโดยใช้นวัตกรรม U HUG อ้อมกอดรักจากคน U นาวาตรีหญิง สุจิตตา เหมือนศรี เรือโทหญิง เจนจิรา ตะเภาพงษ์ หอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ บทคัดย่อ ภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำเป็นภาวะที่อุณหภูมิแกนกลางของร่างกายลดต่ำลงกว่า 36 องศา เซลเซียส จะส่งผลกระทบด้านสรีรวิทยาที่สำคัญและรุนแรงต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ได้แก่ ผลกระทบต่อระบบหัวใจ ทำให้ปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจลดลงส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจและ ความดันโลหิตลดลง หัวใจเต้นผิดปกติ ผลกระทบที่สำคัญและรุนแรง คือ เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด (Myocardial ischemia) จากภาวะขาดออกซิเจนในร่างกาย ผลต่อระบบประสาททำให้ผู้ป่วยฟื้นตัว จากยาระงับความรู้สึกช้า ผลต่อระบบภูมิคุ้มกันทำให้ความสามารถในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อ ไวรัสลดลงทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด การหายของแผลช้าทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ภาวะ หนาวสั่นทำให้ร่างกายมีความต้องการใช้ออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น 4-5 เท่าของระยะพักของร่างกาย ทำให้ มีการเพิ่มขึ้นของปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจใน 1 นาที อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นถ้าร่างกายไม่ สามารถปรับตัว เพื่อชดเชยกับภาวะหนาวสั่นได้ อาจทำให้เกิดการขาดออกซิเจน การเปลี่ยนแปลงนี้จะ ดำเนินต่อไปในช่วงหลังผ่าตัด อันจะนำไปสู่การเกิดอันตรายต่อภาวะสุขภาพของผู้ป่วยได้ หอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ รับผู้ป่วยหลัง ผ่าตัดในทุกสาขา ซึ่งพบอุบัติการณ์การเกิดภาวะอุณหภูมิกายต่ำหรือภาวะหนาวสั่น (shivering) หลัง การผ่าตัด ขณะเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมภายใน 30 นาทีแรก คิดเป็นร้อยละ 37 ซึ่งการพยาบาลที่สำคัญคือการใช้เครื่องเป่าลมอุ่น ยี่ห้อ Barr hugger model 775 รวมทั้งในผู้ป่วย หลังผ่าตัดหัวใจและทรวงอกจำเป็นต้องใช้เครื่องเป่าลมชนิดนี้ จากการใช้งานพบปัญหาแผ่นเป่าลมขาด ชำรุด เปื้อนสารคัดหลั่งหรือน้ำยาต่างๆ ไม่กันน้ำและทำความสะอาดไม่ออก ซึ่งค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อ แผ่นเป่าลม เพื่อทดแทนในราคา 2000 บาทต่อผืน ทางหอผู้ป่วยได้ให้ความสำคัญจึงคิดนวัตกรรม U hug อ้อมกอดรักจากคน U ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ผลิตจากวัสดุที่หาได้ง่าย โดยใช้กระดาษห่อเครื่องมือ แพทย์ที่ใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำ ต้นทุนต่ำ ด้วยค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 150 บาท/ผืน แต่มีประสิทธิภาพมา ประยุกต์ใช้ในการทำงาน ซึ่งนำมาทดลองใช้กับผู้ป่วยจำนวน 8 รายและตรวจสอบโดยทีมพยาบาล เพื่อให้ปลอดภัยต่อผู้รับบริการมากที่สุด โดยใช้กรอบความคิด P-D-C-A ทั้งหมด 2 วงรอบ ซึ่ง กลุ่มเป้าหมายที่ได้ใช้นวัตกรรมชิ้นนี้ ตั้งแต่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564 จนถึง 31 สิงหาคม พ.ศ. 2566 มีจำนวนทั้งหมด 215 ราย หลังจากใช้นวัตกรรมอย่างต่อเนื่องพบว่า สามารถลดค่าใช้จ่ายในการจัดหา ซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ รวมทั้งสร้างความพึงพอใจต่อผู้รับบริการและบุคลากรทางการแพทย์ต่อการใช้นวัตกรรม คำสำคัญ: ภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ ภาวะหนาวสั่น (shivering) U hug อ้อมกอดรักจากคน U กระดาษห่อ เครื่องมือแพทย์
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 12 โครงการวิจัยและพัฒนาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวงสำหรับพื้นที่เขตเงาฝน บริเวณภาคเหนือของประเทศไทย Study of Applying Ground Based Generator Technology for Increase Efficiency of Royal Rainmaking Operation in Rain Shadow Area of Northern Thailand นาวาอากาศเอก กฤษฎา สกุลวิวรรธน์ และ นาวาอากาศตรี นรพงษ์ เอกหาญกมล ศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศ บทคัดย่อ ศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศ ร่วมกับกรมฝนหลวง และการบินเกษตรได้ดำเนินการวิจัยพัฒนาพลุสารดูดความชื้น สำหรับใช้ในการปฏิบัติการฝนหลวงเมฆอุ่น รวมทั้งออกแบบสร้างอุปกรณ์เพื่อติดตั้งใช้งานกับเครื่องบินโจมตีธุรการแบบที่ 2 ของกองทัพอากาศ (AU-23A) จนประสบความสำเร็จ และใช้สนับสนุนในการปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่ ปี 2547 จนถึง ปัจจุบัน ในปี 2558 ได้มีการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ พบว่าพื้นที่เขตเงาฝนบริเวณภาคเหนือ บางครั้ง อากาศยานไม่สามารถทำการบินปฏิบัติการกับกลุ่มเมฆที่กำลังก่อตัวได้ เนื่องจากสภาพอากาศ และ ลักษณะภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงซึ่งเป็นอุปสรรค ทำให้ไม่ปลอดภัยในการบิน จึงได้ร่วมกันศึกษาความ เป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีการพ่นสารจากภาคพื้นในพื้นที่ภูเขาสูงสู่ก้อนเมฆ และให้แรงลมพัดพาสารเข้า ไปสู่กลุ่มเมฆ ตกเป็นฝนในพื้นที่เป้าหมายตามต้องการ โดยในปี 2563 ทีมวิจัยได้ดำเนินการออกแบบ สร้างและติดตั้ง ตลอดจนทดสอบประสิทธิภาพ อุปกรณ์การพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ พร้อมระบบจุดพลุ สารดูดความชื้นต้นแบบ รวมทั้งส่งมอบและอบรมการใช้งานอุปกรณ์ ให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ณ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติออบหลวงที่ 1 อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินการทดสอบเพื่อ ประเมินประสิทธิภาพในการทำฝนเมฆอุ่นจากชุดอุปกรณ์ โดยใช้พลุสูตรแคลเซียมคลอไรด์ ระหว่างเดือน มิถุนายน ถึงเดือน สิงหาคม 2564 ผลการทดสอบ พบว่า กลุ่มเมฆที่ผ่านจุดที่ติดตั้งอุปกรณ์และพ่นควัน ขึ้นไป จำนวน 14 กลุ่มตัวอย่าง ทำให้เกิดเป็นกลุ่มเมฆที่มีความเข้มและขนาดใหญ่เคลื่อนที่เข้าสู่พื้นที่ อำเภอดอยหล่อ ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายของโครงการฯ ตกลงเป็นฝนภายในเวลา 30 นาทีหลังการทดสอบ โดยในการตรวจวัดประสิทธิภาพนั้นได้ใช้ข้อมูลเรดาร์ฝนหลวงอมก๋อย ข้อมูลดาวเทียมตรวจสภาพอากาศ ในการศึกษาลักษณะพฤติกรรมการเกิดเมฆบริเวณพื้นที่ศึกษา และการติดตามประเมินประสิทธิภาพการ ทำฝน การดำเนินโครงการนี้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวงในบริเวณพื้นที่หรือสภาพ อากาศที่อากาศยานไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ ส่งผลให้ประเทศไทยมีเทคโนโลยีทางเลือกในการดัดแปร สภาพอากาศซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยในปี 2566 ได้นำ นวัตกรรมใหม่จากโครงการวิจัยมาประยุกต์ใช้ปฏิบัติการฝนหลวงบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่กวงอุดม ธารา จังหวัดเชียงใหม่ และพื้นที่เกษตรโดยรอบ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บกักน้ำต้นทุน คำสำคัญ: การปฏิบัติการฝนหลวง การพ่นสารจากพื้น Ground Based Generator
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 13 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 การสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมจากวัสดุพอลิเมอร์ สำหรับนักเรียนเตรียมทหาร Creating Sculptures from Polymer Materials for Pre-cadets นาวาโท กฤศ จินดารัตน์ แผนกวิชาศิลปะ ส่วนการศึกษา โรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ บทคัดย่อ การสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมจากวัสดุพอลิเมอร์ สำหรับนักเรียนเตรียมทหาร มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมจากวัสดุพอลิเมอร์ให้เห็นถึง กระบวนการต่าง ๆ อย่างมีระบบ และนำกระบวนการสร้างสรรค์ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ใน รายวิชาทัศนศิลป์ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนการสอนจากองค์ความรู้ที่ได้จากการ ทดลองสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมจากวัสดุพอลิเมอร์ของนักเรียนเตรียมทหาร ชั้นปีที่ 2 มีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้1) วางแผนและศึกษาหาข้อมูลผลงานของศิลปินที่เกี่ยวกับการสร้างผลงาน ประติมากรรมจากวัสดุพอลิเมอร์2) ออกแบบภาพร่างผลงาน 2 มิติจำนวน 10 แบบพร้อมบันทึกภาพ เพื่อใช้ในการจัดทำสื่อการสอน 3) คัดเลือกผลงานภาพร่าง 2 มิติ จำนวน 8 แบบเพื่อสร้างโมเดล 3 มิติ4) สร้างโมเดล 3 มิติพร้อมบันทึกภาพเพื่อใช้ในการจัดทำสื่อการสอน 5) ดำเนินการขยาย ผลงานจากโมเดล 3 มิติให้ได้ขนาดที่ต้องการพร้อมบันทึกภาพขั้นตอนการขยายผลงานเพื่อใช้ในจัดทำ สื่อการสอน 6) เขียนแผนการสอนเรื่อง การสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมจากวัสดุพอลิเมอร์ 7) จัดทำสื่อการสอนเรื่องการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมจากวัสดุพอลิเมอร์ 8) ดำเนินการจัดการ เรียนการสอนเรื่องการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมจากวัสดุพอลิเมอร์ 9) ดำเนินการสอบถามความ พึงพอใจที่มีต่อการเรียนการสอนสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมจากวัสดุพอลิเมอร์ของนักเรียน เตรียมทหาร ชั้นปีที่ 2 จำนวน 337 นายโดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย ผลดำเนินการพบว่าการจัดการ เรียนการสอนเรื่องการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมจากวัสดุพอลิเมอร์ นักเรียนเตรียมทหาร สามารถปฏิบัติการสร้างสรรค์ผลงานได้เป็นระบบตามขั้นตอนที่ได้ทดลองสร้างสรรค์และวางแผนการ สอนไว้ ผลการสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พบว่า ความพึงพอใจระดับ มากที่สุดมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 68.03 ความพึงพอใจระดับมากมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 23.65 ความพึงพอใจ ระดับปานกลางมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 6.93 ความพึงพอใจระดับน้อยมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 0.9 ความพึงพอใจ ระดับน้อยที่สุดมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 0.535 คำสำคัญ: ประติมากรรม การสร้างสรรค์ พอลิเมอร์
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 14 กิจกรรมสะตีมศึกษา เรื่อง การแข่งขันออกแบบโครงสร้าง 2023: สะพานหอคอยตอน 11 STEAM Education Activity on Structure Design Competition 2023: Section 11 Tower Bridge นักเรียนเตรียมทหาร ชั้นปีที่ 1 ตอนเรียน 11 รุ่นที่ 66 พันโทหญิง ชื่นกมล เลิศวิทวัสกุล อาจารย์ที่ปรึกษา ร้อยโทหญิง อักษราภัคส์ โกสินรุ่งเรือง อาจารย์ที่ปรึกษา กองวิชาวิทยาศาสตร์ โรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ บทคัดย่อ กิจกรรมสะตีมศึกษา เรื่อง การแข่งขันออกแบบโครงสร้าง 2023 มีวัตถุประสงค์ 1) ออกแบบโครงสร้างที่สามารถรองรับน้ำหนักได้มากที่สุด โดยใช้งบประมาณน้อยที่สุด และมีความสูง ของโครงสร้างมากที่สุดในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อใช้ในการแข่งขัน 2) บูรณาการความรู้สาขาวิชา ต่าง ๆ มาใช้จัดทำโครงสร้างได้อย่างเหมาะสม 3) ฝึกการออกแบบ การวางแผน และการทำงาน อย่างเป็นขั้นตอนตามแผนที่วางไว้ โครงสร้างที่ออกแบบและสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการแข่งขันมีชื่อว่า “สะพานหอคอยตอน 11” วัสดุ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดทำ ได้แก่ ไม้ไอศกรีม กาวร้อน คัตเตอร์ และเทปกาวใส ใช้งบประมาณ ทั้งสิ้น 695 บาท (หกร้อยเก้าสิบห้าบาทถ้วน) โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้ 1) ศึกษาและหาข้อมูล เกี่ยวกับโครงสร้างที่มีความแข็งแรง 2) วางแผนและแบ่งหน้าที่ให้กับสมาชิก 3) ออกแบบโครงสร้าง 4) จัดหาวัสดุและอุปกรณ์ 5) จัดทำโครงสร้าง 6) ทดสอบความแข็งแรงของโครงสร้างและแก้ไข ปรับปรุงให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ชิ้นงานนี้ได้บูรณาการความรู้กับสาขาวิชาต่าง ๆ ดังนี้ วิทยาศาสตร์ (Science) ในเรื่อง การออกแบบโครงสร้างให้รับน้ำหนักได้มากที่สุด โดยคำนึงถึงสภาพ สมดุลของแรง ความเค้น และสภาพยืดหยุ่นของวัสดุ การเลือกชนิดของวัสดุที่มีความแข็งแรงทนทาน ในการรับน้ำหนัก สังคมศึกษา (Social Studies) ในเรื่อง การแบ่งงาน การรู้จักการรับผิดชอบต่อ หน้าที่ที่ตนเองได้รับมอบหมาย การทำงานเป็นทีม เทคโนโลยี (Technology) ในเรื่อง การใช้ คอมพิวเตอร์ในการสืบค้นข้อมูลการออกแบบโครงสร้าง จัดทำบอร์ดนำเสนอ และการจัดทำรูปเล่ม รายงาน ภาษาไทย (Thai) ในเรื่อง การใช้หลักภาษาในการเขียนรายงานทางวิชาการ การใช้คำศัพท์ อย่างถูกต้องและเหมาะสม การสะกดคำให้ถูกต้อง วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) การใช้ กระบวนการทางวิศวกรรมในการออกแบบ วางแผนเพื่อการแก้ปัญหา โดยใช้องค์ความรู้ต่าง ๆ มา สร้างสรรค์ออกแบบโครงสร้างภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ภาษาอังกฤษ (English) ในเรื่อง การใช้หลัก ไวยากรณ์ในการทำรายงาน การใช้คำศัพท์ที่เหมาะสมและถูกต้องตามหลักการเขียนรายงาน การใช้ ภาษาในการศึกษาตำราของต่างประเทศ ศิลปะ (Art) ในเรื่อง การออกแบบลักษณะโครงสร้างอย่างมี หลักการและมีรสนิยมทางศิลปะอย่างเหมาะสม และคณิตศาสตร์ (Mathematics) ในเรื่อง การ คำนวณราคาสุทธิของงบประมาณที่ใช้ไปทั้งหมด การคำนวณขนาดโครงสร้างให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ กำหนด และการคำนวณน้ำหนักที่จะรองรับได้ของโครงสร้าง โดยโครงสร้างที่สร้างขึ้นสำหรับการ แข่งขันครั้งนี้มีความสูง 57 เซนติเมตร ยาว 45 เซนติเมตร และกว้าง 15 เซนติเมตร และผลการ ทดสอบการรับน้ำหนักในการแข่งขัน พบว่าโครงสร้างสามารถรับน้ำหนักได้ 43.6 กิโลกรัม คำสำคัญ: สะตีมศึกษา โครงสร้าง สะพาน
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 15 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 เครื่องเพิ่มขอบเขตการตรวจตราของเวรรักษาการณ์ด้วยระบบอัตโนมัติ Pre-cadet’s Automatic Surveillance System นักเรียนเตรียมทหาร ชั้นปีที่ 2 ตอน 16 รุ่นที่ 65 พันเอกหญิง ณัฎฐิณี อยู่ดี และ เรืออากาศโท ปริญญา ปารมี อาจารย์ที่ปรึกษา กองวิชาวิทยาศาสตร์ ส่วนการศึกษา โรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ บทคัดย่อ เครื่องเพิ่มขอบเขตการตรวจตราของเวรรักษาการณ์ด้วยระบบอัตโนมัติมีวัตถุประสงค์เพื่อทำ ให้เครื่องเพิ่มขอบเขตการตรวจตราของเวรรักษาการณ์ด้วยระบบอัตโนมัติช่วยในการตรวจตราบริเวณ รอบ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีวิธีการดำเนินงาน ดังนี้ 1) Ultrasonic Sensor ทำการตรวจจับ วัตถุที่ผ่านภายในระยะ 2 เมตร 2) เมื่อ Ultrasonic Sensor ตรวจจับวัตถุได้แล้วจะส่งข้อมูลไปให้ Mainboard นั่นคือ NodeMCU 3) NodeMCU ส่งข้อมูลไปให้ผู้ใช้ผ่าน ESP8266 ด้วยระบบ Wi-Fi 4) ผู้ใช้เห็นข้อความทางไลน์ว่ามีการตรวจจับวัตถุสิ่งของ และได้ใช้สิ่งประดิษฐ์ทำการทดลองทั้งหมด 10 ครั้ง วัดผลการทดสอบ โดยเครื่องทำตามขั้นตอนได้ครบสมบูรณ์ ผลการทดสอบพบว่า สิ่งประดิษฐ์ สามารถตรวจสอบการเคลื่อนไหวและส่งมาแจ้งเตือนทางไลน์ได้10 ครั้ง จากการตรวจจับทั้งหมด 10 ครั้ง สามารถสรุปได้ว่าสิ่งประดิษฐ์ใช้งานได้ดีมีประสิทธิภาพ 100% และตรงตามวัตถุประสงค์โดย การทำงานของสิ่งประดิษฐ์ สามารถทำให้การเฝ้าเวรยามมีขอบเขตบริเวณที่มากขึ้น และสิ่งประดิษฐ์ สามารถใช้งานได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องใช้คนดูแล ในการใช้งานจริงสามารถนําสิ่งประดิษฐ์ไปไว้ตาม หน่วยทหารต่าง ๆ ไม่ใช่เฉพาะจุดเฝ้าเวร แต่อาจนำไปใช้รอบ ๆ ค่ายทหาร เพื่อช่วยลดภาระการ ลาดตระเวนตรวจตรา และเกิดความรวดเร็วในการส่งต่อข้อมูลมากกว่าการใช้บุคคลเฝ้าเวรยาม เพราะ ใช้ระบบออนไลน์และเป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้หน่วยทหารถูกบุกรุก หรือเมื่อมีการ บุกรุกก็สามารถทราบข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากการส่งข้อมูลนั้นสามารถส่งได้หลายทาง เช่น ส่ง ให้ผู้ที่อยู่ในค่ายและส่งให้หน่วยกําลังสนับสนุนได้ด้วย คำสำคัญ: Mainboard, Ultrasonic Sensor, NodeMCU
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 16 ระบบตรวจจับเสียงปืนโดยใช้ Machine Learning Gunshot Detection System Using Machine Learning นาวาเอก รองศาสตราจารย์จิตติ สัมภัตตะกุล นักเรียนนายเรือ เกียรติภูมิ นุชนุ่ม และนักเรียนนายเรือ พชรพล กรีโภค โรงเรียนนายเรือ บทคัดย่อ โครงงานนี้เป็นโครงงานในการสร้างต้นแบบในการตรวจจับเสียงปืน โดยมีการศึกษาปัญหาที่ สามารถตรวจจับเสียงปืนและส่งข้อมูลมายังหน่วยงานกลางหรือศูนย์กลางการควบคุมอย่างอัตโนมัติ โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Machine Learning ร่วมกับ Microcontroller และระบบเครือข่ายไร้ สาย ซึ่งในโครงงานนี้ใช้ TensorFlow เป็นเครื่องมือในการพัฒนา Model และทำการแปลงเสียงให้ เป็นรูปแบบ MFCCs ร่วมกับการใช้ Convolutional Neural Networks (CNNs) ในการประมวลผล สัญญาณเสียงแบบ Real-time และเทคนิค Data Augmentation เพื่อสร้างข้อมูลเพิ่มเติม โดยทำการ ฝึกเครือข่ายด้วยชุดข้อมูลเสียงที่มาจากแหล่งสาธารณะ และชุดข้อมูลเสียงที่เก็บจากภาคสนามจริง ทำให้ Model ที่ได้มีความแม่นยำในการแยกแยะเสียงปืนจากเสียงรอบข้างอื่น ๆ ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับการตรวจจับเสียงปืน นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาการใช้งาน Microcontroller ที่สามารถประมวลผลเสียง และส่งสัญญาณการตรวจจับผ่านทางระบบเครือข่าย ไร้สาย โดยระบบที่สร้างถูกออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบา สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำ ดูแลรักษาได้ง่าย และสามารถนำมาพัฒนาต่อยอดได้ในอนาคต โดยการประยุกต์ใช้ CNNs นี้เป็น นวัตกรรมใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเรียนรู้ของเทคโนโลยีในการตรวจจับเสียงปืน ซึ่งเป็น โครงงานริเริ่มด้านความปลอดภัยที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ คำสำคัญ: ระบบตรวจจับเสียงปืน, Machine Learning, MFCC, CNNs, TensorFlow
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 17 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 ระบบพิสูจน์ทราบฝ่ายทางเรือโดยการประมวลผลภาพดิจิทัล Friend or Foe Identification System Using Digital Image Processing นาวาโท ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิศณุ คูมีชัย นักเรียนนายเรือ วสุพล วิชาบาล และนักเรียนนายเรือ อภิรัตน์ วัฒนาพรรณกิตติ โรงเรียนนายเรือ บทคัดย่อ ปัญหาเรื่องเรือผิดกฎหมายลักลอบเข้ามาทางแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเรือผิดกฎหมายเหล่านี้มัก ลักลอบขนสินค้าหนีภาษี เช่น น้ำมันเถื่อน บุหรี่หนีภาษี สุราหนีภาษี ยาผิดกฎหมาย และสินค้าอื่น ๆ ที่ ผิดกฎหมาย โดยเรือเหล่านี้มักลักลอบเข้ามาทางแม่น้ำเจ้าพระยาจากต่างประเทศหรือจากพื้นที่ ชายแดน จากนั้นจึงนำสินค้าผิดกฎหมายไปจำหน่ายยังพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทย จากปัญหาที่กล่าว มานี้จึงได้มีแนวคิดในการใช้โปรแกรมเพื่อทำการจำแนกประเภทเรือในการเข้าออกบริเวณร่องน้ำ เจ้าพระยาโดยใช้การประมวลผลภาพดิจิทัลโดยจะนำเสนอการจดจำวัตถุด้วยการจำลองและ ประเมินผลการปฏิบัติงาน โดยใช้ไฟล์ภาพขนาด 640 คูณ 840 อัตราเฟรม 50 เฟรมต่อวินาที สุ่ม ประเภทเรือที่ใช้ในการทดสอบ 5 ชนิดประกอบด้วย เรือน้ำมัน เรือขนส่ง เรือหาปลา เรือรบ และเรือ พายขนาดเล็ก แต่ละชนิดชนิดละ 100 ภาพรวม 500 ภาพ แบ่งเป็นตัวอย่างการฝึก 400 ภาพ และ ตัวอย่างทดสอบ 100 ภาพ โดยทำการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของอัลกอริทึม 4 ตัว คือ VGGNet, ResNet, YOLO และ AlexNet ผลการทดลองพบว่าอัลกอริทึม ResNet มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมี ค่าความแม่นยำ (Accuracy) เท่ากับ 94.2% รองลงมาคืออัลกอริทึม YOLO โดยมีค่าความแม่นยำ เท่ากับ 93.8% ถัดมาคืออัลกอริทึม VGGNet โดยมีค่าความแม่นยำเท่ากับ 93.6% และอัลกอริทึม AlexNet มีค่าความแม่นยำเท่ากับ 92.4% อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับ ชุดข้อมูลที่ใช้ฝึกอบรมอัลกอริทึม สภาพแวดล้อมในการทดสอบ และปัจจัยอื่น ๆ คำสำคัญ: เรือผิดกฎหมาย ร่องน้ำเจ้าพระยา การประมวลผลภาพดิจิทัล การจำแนกประเภทเรือ อัลกอริทึม ResNet
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 18 การหาพิกัดภายในอาคารแบบ Real-time โดยใช้เทคโนโลยี Ultra-wideband (UWB) Using Ultra-wideband (UWB) for Real-time Indoor Positioning นาวาโท ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณัฐวุฒิ สุชาโต นักเรียนนายเรือ ณัฐสิทธิ์ ขันธรักษ์ นักเรียนนายเรือ พสิษฐ์ พฤกษ์วัฒนากุล นักเรียนนายเรือ ศักดิพัฒน์ โชติสุวรรณ์ และนักเรียนนายเรือ ณัฐวัชร์ สกุลภุชพงษ์ โรงเรียนนายเรือ บทคัดย่อ โครงงานนี้ศึกษาระบบระบุพิกัดในร่มของ Pozyx เพื่อระบุพิกัดแกน X และ Y (2 Dimensions) ระบบระบุ พิกัด Pozyx ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารระยะใกล้ Ultra-wideband ด้วยคลื่นวิทยุบนแถบสัญญาณกว้าง 500 MHz ทำให้ส่งสัญญาณพัลส์ที่สั้นมาก และเมื่อใช้วิธีการคำนวณหาตำแหน่งแบบ Time of Arrival and Two-Way Ranging ระหว่าง Tag (ตัวรับสัญญาณ) กับ Anchor (จุดอ้างอิง) ทำให้ระบบพิกัด Pozyx สามารถระบุตำแหน่งได้ อย่างแม่นยำในระดับเซนติเมตร สำหรับโครงงานนี้ได้ติดตั้ง Anchor จำนวน 4 จุด ในห้องโล่งในอาคาร ผลการ ทดลองเมื่อตัว Tag อยู่กับที่บนจุดอ้างอิง ค่า X และ Y ที่ได้จากระบบระบุพิกัด Pozyx มีค่า standard deviation เท่ากับ 0.13 cm สำหรับการทดลองแบบ Tag เคลื่อนที่บนเส้นอ้างอิง เมื่อคำนวณความผิดพลาดมีค่า Mean error อยู่ที่ 7.5 cm กล่าวโดยสรุป ระบบระบุพิกัดในร่มของ Pozyx มีความแม่นยำเพียงพอที่สามารถนำไปใช้การระบุพิกัด งานในอาคารได้ คำสำคัญ: การระบุพิกัดในอาคาร, Ultra-wideband, Pozyx
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 19 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 ระบบแจ้งเตือนแสดงผลสภาพอากาศสำหรับการฝึกนักเรียนนายเรืออากาศ Weather Dashboard and Notification System for Air Cadet Training Using IoT นักเรียนนายเรืออากาศ สิรวิชญ์ ตันตรา นักเรียนนายเรืออากาศ วีรชัช วิทูรศิลป์ นักเรียนนายเรืออากาศ ภูมิพัฒก์ จบกลศึก นาวาอากาศตรีหญิง เฉลิมขวัญ ศิริพันธุ์ และนาวาอากาศเอก รองศาสตราจารย์เทวา กาญจนชม ภาควิชาคอมพิวเตอร์ กองวิชาคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์ กองการศึกษา โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช บทคัดย่อ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานักเรียนนายเรืออากาศมีการบาดเจ็บจากความร้อนชนิดรุนแรงรวมทั้งสิ้น 13 นาย ทำให้การฝึกหลักสูตร “Commander Ready” ประจำปีการศึกษา 2565 ได้ให้ความสำคัญ กับการบาดเจ็บจากความร้อนของนักเรียนนายเรืออากาศ ดังนั้นเพื่อที่จะแก้ปัญหาการบาดเจ็บจาก ความร้อนระหว่างการฝึกนักเรียนนายเรืออากาศ คณะผู้วิจัยจึงเล็งเห็นว่าควรพัฒนาอุปกรณ์สำหรับวัด อุณหภูมิความชื้นสัมพัทธ์ ดัชนีความร้อน และความเข้มข้นของฝุ่นที่สามารถแสดงผลผ่านอินเทอร์เน็ต และให้คำแนะนำแจ้งเตือนแก่ผู้รับผิดชอบการฝึก โดยใช้เกณฑ์จาก U.S. Army Public Health Command และสมาคมพิษวิทยาแห่งประเทศไทย การพัฒนาอุปกรณ์สนับสนุนการฝึกโดยใช้ตัวควบคุม ชนิด ESP 32 เซนเซอร์วัดอุณหภูมิความชื้นชนิด DHT 22 เซนเซอร์วัดความเข้มข้นฝุ่นชนิด PMS 5003 ระบบการแสดงผลแบบออนไลน์โดยไม่ใช้เซิร์ฟเวอร์และการแจ้งเตือนผ่านระบบ Line Notify การประเมินความพึงพอใจจากผู้รับผิดชอบการฝึกและครูฝึกทั้งหมด 22 คนในการทดสอบการใช้งาน อุปกรณ์สนับสนุนการฝึกต้นแบบได้แสดงให้เห็นว่ามีความพึงพอใจอยู่ที่ร้อยละ 86% คำสำคัญ: ระบบแจ้งเตือนแสดงผลสภาพอากาศสำหรับการฝึก ระบบการแสดงผลแบบออนไลน์โดยไม่ใช้เซิร์ฟเวอร์
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 20 การออกแบบเชิงหลักการของอากาศยานไร้คนขับเพดานบินสูง เสมือนดาวเทียม (HAPS) Conceptual Design of High Altitude Pseudo Satellite (HAPS) นักเรียนนายเรืออากาศ สดุดี สุทธิ์เสงี่ยม นักเรียนนายเรืออากาศ จิรเมธ กาวิรส นักเรียนนายเรืออากาศ ธนภูมิ ธีรศาสตร์ นักเรียนนายเรืออากาศ ฐากร ชวนสนิท นาวาอากาศเอก รองศาสตราจารย์วันชัย เจียจันทร์ อาจารย์ที่ปรึกษา ภาควิชาวิศวกรรมอากาศยาน กองวิชาวิศวกรรมอากาศยานและเทคโนโลยีการบิน กองการศึกษา โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาความเป็นไปได้ของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี HAPS ในภารกิจทางทหารและ พลเรือนของกองทัพอากาศไทย และศึกษาการออกแบบเชิงหลักการของ HAPS ซึ่งมีความท้าทาย ด้วยกัน 3 ประการ คือ ด้านความปลอดภัย ด้านเทคนิค และด้านกฎการบิน คณะผู้วิจัยจึงได้ศึกษา ข้อมูลทั้งสภาพแวดล้อมปฏิบัติการ และรูปร่างอากาศยาน รวมถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ที่เหมาะสมกับการปฏิบัติการ ตลอดจนศึกษากฎการบินที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังศึกษากระบวนการ ออกแบบของ Noth และ Ahmad ซึ่งกล่าวถึงการออกแบบอากาศยานไร้คนขับพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมทั้งนำผลการคำนวณตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเชิงหลักการมาเปรียบเทียบกับวิธีการแบบ ดั้งเดิม จากผลการศึกษาพบว่า ประเทศไทยสามารถนำเทคโนโลยี HAPS มาประยุกต์ใช้งานได้ เนื่องจากมีพลังงานแสงอาทิตย์น้อยที่สุดที่จังหวัดเชียงรายซึ่งยังเพียงพอต่อการปฏิบัติการ นอกจากนี้ ยังพบว่ากระแสลมกรดมีผลต่อการไต่ระดับเพื่อไปสู่ชั้น ความสูงปฏิบัติการ จึงต้องมีการวางแผนการ บินอย่างรอบคอบ สำหรับพลังงานไฟฟ้าเลือกใช้แบตเตอรี่แบบ Li – Metal Sion Power เนื่องจาก เป็นแบตเตอรี่ที่มี Energy Density สูงถึง 490 วัตต์ชั่วโมง/กิโลกรัม ซึ่งเป็นค่าพลังงานที่สูงที่สุดใน ปัจจุบัน และใช้โซลาร์เซลล์แบบ Semi – flexible Solar Panel รวมถึงใช้รูปร่างอากาศยานแบบ Multi – boom ซึ่งมีชุดแพนหางแบบ Inverted U – tail เพื่อกระจายภาระกรรมบนปีกและเพิ่มพื้นที่ การติดตั้งแผงโซล์เซลล์ อย่างไรก็ตาม การนำ HAPS มาใช้ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายและ ข้อกำหนดที่รองรับอย่างชัดเจน จากผลการศึกษาความเป็นไปได้ของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี HAPS นำมาซึ่งเงื่อนไขการแผนแบบ พบว่าน้ำหนักวิ่งขึ้นของ HAPS อยู่ที่ 76.94 กิโลกรัม ความกว้างปีกมี ขนาด 29.22 เมตร โดยเลือกใช้แพนอากาศแบบ sg6043 และมีความเร็วเดินทาง 18 เมตร/วินาที ส่วนพื้นที่แผงโซลาร์เซลล์มีขนาด 7.58 ตารางเมตร และเมื่อนำผลการคำนวณมาเปรียบเทียบกับวิธี ของ Ahmad พบว่ามีความแตกต่างกันในเรื่องของแรงต้านถึง 31.36 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจึงต้องมี การศึกษาคุณลักษณะทางอากาศพลศาสตร์ในส่วนของ Preliminary Design ในลำดับต่อไป คำสำคัญ: อากาศยานไร้คนขับเพดานบินสูงเสมือนดาวเทียม พลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย แผงโซลาร์เซลล์ แบบกึ่งยืดหยุ่น กระแสลมกรด แบตเตอรี่ลิเทียมเมทัล
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 21 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 การเรียนรู้เชิงลึกสำหรับการติดตามหลายเป้าหมายของอากาศยานไร้คนขับ เรืออากาศเอก ทินกร แก้วบุญตัน สำนักบัณฑิตศึกษา โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช บทคัดย่อ การติดตามวัตถุหลายเป้าหมาย (Multiple object tracking: MOT) ที่มีประสิทธิภาพและ แม่นยำของระบบอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned aerial vehicle: UAV) เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง สำหรับภารกิจด้านการป้องกันทั้งทางด้านทหารและพลเรือน อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมในภาพที่มี การเปลี่ยนแปลงจากการเคลื่อนที่ของ UAV ที่ไม่เสถียรยังเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับงานวิจัยนี้ เนื่องจาก อัลกอริทึมการติดตามวัตถุที่มีอยู่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับวิดีโอจาก UAV จึงมีความจำเป็นที่จะต้อง พัฒนาแบบจำลองการติดตามวัตถุหลายเป้าหมายแบบออนไลน์ขึ้นมาใหม่ ในงานวิจัยนี้ผู้วิจัยได้นำเสนอ แนวทางใหม่ที่รวมอัลกอริทึมการตรวจจับและติดตามวัตถุโดยใช้คู่เฟรมที่อยู่ติดกันพร้อมกับคุณลักษณะ ของวัตถุที่ใช้ร่วมกัน โดยที่แบบจำลองของงานวิจัยนี้จะจำแนกเฉพาะคุณลักษณะของวัตถุในเฟรม ปัจจุบันและจะถูกเก็บไว้ใช้ร่วมกับเฟรมต่อไปเพื่อลดเวลาในการประมวลผล ผู้วิจัยได้พัฒนาฟังก์ชันการ สูญเสียหลายรายการที่จัดการกับความไม่สมดุลระหว่างประเภทและกลุ่มตัวอย่างที่ท้าทาย และใช้ วิธีการถดถอยของกล่องขอบเขตแบบคู่ที่เน้นระยะห่างของจุดกึ่งกลางวัตถุระหว่างเฟรมแทนการใช้พื้นที่ วัตถุที่ทับซ้อนกันเพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้แบบจำลองจึงมีการตรวจสอบไอดี (ID) ของวัตถุและ คาดการณ์การเคลื่อนไหวที่แม่นยำยิ่งขึ้นของคู่กล่องขอบเขตวัตถุเดียวกันจากทั้งสองเฟรมด้วย กระบวนการถดถอยครั้งเดียว นอกจากนี้แบบจำลองที่นำเสนอยังสามารถติดตามวัตถุแบบออนไลน์ได้ โดยการทำนายตำแหน่งของวัตถุในวิดีโอลำดับถัดไป โดยใช้ประโยชน์จากเทคนิคการตรวจจับที่ พิจารณาวัตถุที่มีคะแนนการตรวจจับทั้งสูงและต่ำซึ่งมีวิถีการเคลื่อนที่สอดคล้องกับที่คาดการณ์ไว้เพื่อ ค้นหาวัตถุเดียวกันในเฟรมต่าง ๆ ซึ่งสามารถติดตามวัตถุแบบเรียลไทม์ด้วยเวลาการทำงาน 77 เฟรม ต่อวินาที และผลการทดสอบแสดงให้เห็นถึงความเที่ยงตรงในการติดตามวัตถุ (Multiple object tracking accuracy: MOTA) และประสิทธิภาพการติดตามไอดีวัตถุ (IDF1 scores) ในชุดข้อมูล ทดสอบสำหรับผู้พัฒนาของ VisDrone-MOT2019 สำหรับวัตถุทั้ง 10 หมวดหมู่ คำสำคัญ: อากาศยานไร้คนขับ การติดตามวัตถุหลายเป้าหมาย
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 22 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสำรวจภูมิประเทศความละเอียดสูง เพื่อใช้ในการวางแผนรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ พันตรี วรรณสิทธิ อุดมชาติ1 พันตรี วัชโรตม์ พันโยธา2 1 กองภูมิศาสตร์ กรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย 2 กองยีออเดซี่และยีออฟิสิกส์ กรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย บทคัดย่อ การรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญมีความหมาย คือ มาตรการที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครอง ความปลอดภัยให้กับบุคคลสำคัญให้พ้นจากอันตรายอันอาจจะเกิดขึ้นได้จากอุบัติเหตุ หรือความจงใจที่ จะกระทำจากฝ่ายตรงข้าม ในการได้มาซึ่งมาตรการรักษาความปลอดภัยนี้ จำเป็นต้องอาศัยการ วิเคราะห์ข้อมูลหลายส่วน เช่น การวิเคราะห์แผนหรือคำสั่งผู้บังคับบัญชา การเตรียมพื้นที่ปฏิบัติการ ด้านการข่าว (Intelligence Preparation of the Battlefield) การประเมินและกำหนดเกณฑ์ความ เสี่ยงของพื้นที่ เป็นต้น โดยปกติใช้การรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการพิจารณาภูมิประเทศจากแผนที่ กระดาษ ภาพถ่ายทางอากาศ การสำรวจจุดเสี่ยงด้วยการเดินเท้า ซึ่งเป็นกระบวนการที่สิ้นเปลืองใน การใช้ทรัพยากรบุคคลและเวลามาก มีโอกาสที่ข้อมูลที่รวบรวมได้จะไม่สมบูรณ์เนื่องจากขนาดของ พื้นที่ปฏิบัติการไม่สัมพันธ์กับจำนวนเจ้าหน้าที่ การรวบรวมข่าวสารโดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้ได้ ข้อมูลที่มีความถูกต้องสูง สมบูรณ์ รวดเร็ว ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ในระยะเวลาอันสั้นจึง เป็นสิ่งสำคัญในการอำนวยความสะดวกต่อการวางแผนและลดข้อผิดพลาดในมาตรการรักษาความ ปลอดภัยบุคคลสำคัญ การประยุกต์นี้จะนำเสนอวิธีการได้มาซึ่งแบบจำลองภูมิประเทศ 3 มิติ โดยใช้อากาศยานไร้ คนขับขนาดเล็ก (Drone) ในการเก็บข้อมูลพื้นที่ปฏิบัติงานด้วยหลักการรังวัดด้วยภาพ (Photogram) ประกอบกับระบบทำแผนที่ภูมิประเทศความละเอียดสูง (Mobile Mapping System) ซึ่งเป็นวิธีการ สร้างแผนที่ภูมิประเทศจากยานพาหนะด้วยวิธีการส่งคลื่นแสงไปกระทบวัตถุแล้วสะท้อนกลับมายัง แหล่งกำเนิด เซนเซอร์บนเครื่องมือจะทำการคำนวณระยะทางเพื่อหาตำแหน่งของวัตถุร่วมกับระบบ ดาวเทียมนำหนสากล (Global Navigation Satellite System) ข้อมูลที่ได้จะอยู่ในรูปแบบจุดภาพ 3 มิติ (Point cloud) สามารถนำจุดภาพเหล่านี้ไปสร้างเป็นแบบจำลองภูมิประเทศที่มีค่าพิกัด หรือคือ โต๊ะทรายทางทหารที่อยู่ในรูปแบบจำลอง 3 มิติเสมือนจริง เนื่องจากแบบจำลองภูมิประเทศที่ถูกสร้างขึ้นมีค่าความถูกต้องทางตำแหน่งทั้ง 3 มิติ ทำให้ ผู้ใช้งานทราบข้อมูลที่ครบถ้วนมากกว่าวิธีการแบบดั้งเดิม อาทิ ทราบระยะทางจากจุดต่าง ๆ ในพื้นที่ พื้นผิวของวัตถุ สิ่งบดบังการมองเห็น ทำให้ได้ข้อมูลในการพิจารณาภูมิประเทศที่มีความสมบูรณ์และ ถูกต้องสูง สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพิจารณาภูมิประเทศเพื่อวางแผนรักษาความปลอดภัยบุคคล สำคัญ เช่น การเฝ้าระวังจุดเสี่ยงในพื้นที่เพี่อป้องกันการซุ่มยิง การกำหนดจุดเฝ้าตรวจเพื่อจำกัดความ ได้เปรียบของฝ่ายตรงข้ามจากการตรวจการณ์และการเคลื่อนที่ คำสำคัญ: การเตรียมพื้นที่ปฏิบัติการด้านการข่าว การรังวัดด้วยภาพ ระบบดาวเทียมนำหนสากล จุดภาพ 3 มิติ
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 23 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 ศูนย์ข้อมูลค่าอ้างอิงพิกัดแบบต่อเนื่องแห่งชาติ National CORS Data Center พันเอก ปริญญา ทวีวัฒน์ และ พันตรี เสริม ชินรัตน์ กองยีออเดซี่และยีออฟิสิกส์ กรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย บทคัดย่อ ในปี พ.ศ. 2562 กรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ได้จัดตั้งระบบโครงข่ายสถานี รังวัดสัญญาณดาวเทียม GNSS แบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ำของรัฐบาลในขณะนั้น ระบบโครงข่ายสถานีฯ ประกอบด้วยสถานีรังวัดสัญญาณดาวเทียม GNSS แบบอัตโนมัติ (Continuously Operating Reference Stations; CORS) จำนวน 80 สถานี กระจายตัวทั่วประเทศ มีระยะห่างระหว่างสถานีเฉลี่ยอยู่ที่ 80 กม. ทำหน้าที่รับสัญญาณดาวเทียม GNSS ตลอดเวลา และมีศูนย์ประมวลผลข้อมูล (Data Center) ซึ่งทำหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูล สัญญาณดาวเทียม GNSS ที่ได้รับมาจากสถานี CORS ดังกล่าว เพื่อตรวจหาค่าตัวแก้ความ คลาดเคลื่อนของค่าพิกัดในเวลาปัจจุบันและบริหารจัดการข้อมูลเหล่านี้เพื่อให้บริการด้านการสำรวจค่า พิกัดที่มีความถูกต้องสูงแก่ผู้ใช้ ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้นในประเทศไทยยังมีหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีการ จัดตั้งสถานีรังวัดสัญญาณดาวเทียม GNSS แบบอัตโนมัติ เพื่อใช้งานเป็นการภายในหน่วยงานอีกด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. 2564 กรมแผนที่ทหาร ได้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลค่าอ้างอิงพิกัดแบบต่อเนื่อง แห่งชาติ (National CORS Data Center ; NCDC) ขึ้นตามภารกิจที่ได้รับมอบจากคณะกรรมการ ภูมิสารสนเทศแห่งชาติ โดย NCDC นี้มีหน้าที่บูรณาการข้อมูลจากสถานี CORS ของหน่วยงาน ภาครัฐต่าง ๆ ทั่วประเทศ จำนวน 236 สถานี มีระยะห่างระหว่างสถานีเฉลี่ยอยู่ที่ 50 กม. เพื่อ ให้บริการการรังวัดค่าพิกัดที่มีความถูกต้องสูงระดับ 3-5 ซม. ทางราบ และ 10 ซม. ทางดิ่ง ที่มีความ เป็นเอกภาพ และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ แก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ทั่วไปโดยไม่คิดค่าบริการ และเพื่อให้การดำเนินงานของ NCDC เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานระบบดาวเทียมนำทาง (GNSS) ของประเทศไทย ได้ลงนามในบันทึกการหารือร่วมกับ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ในการ ดำเนินโครงการ The Project for Capacity Development and Promotion of Utilization of Nationnal Cors Data Center (TIGORS Project) เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมการใช้ ประโยชน์จาก NCDC ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การให้บริการจากศูนย์ข้อมูลค่าอ้างอิงพิกัดแบบต่อเนื่องแห่งชาติ (NCDC) ถือเป็นการวาง โครงสร้างพื้นฐานด้านการระบุตำแหน่งด้วยเครื่องมือรังวัดค่าพิกัดด้วยดาวเทียม GNSS ที่ให้ความ ละเอียดถูกต้องสูงทั้งทางราบและทางดิ่งที่สำคัญของประเทศไทย เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ได้ต่อยอดนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศไทยให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามนโยบาย Thailand 4.0 ต่อไป คำสำคัญ: ศูนย์ข้อมูลค่าอ้างอิงพิกัดแบบต่อเนื่องแห่งชาติ (National CORS Data Center ; NCDC)
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 24 การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติการพยาบาลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งเสริมทักษะการตัดสินใจทางคลินิก สำหรับนักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก Development of Nursing Skills Learning Program via Digital Media to Encourage Clinical Judgement among the Second Year Nursing Students of the Royal Thai Army Nursing College พันเอกหญิง รองศาสตราจารย์ดร.ศิริพร สว่างจิตร พันเอกหญิง ดร.นัยนา วงศ์สายตา พันเอกหญิง ดร.กุสุมา กังหลี พันตรีหญิง ผู้ช่วยศาสตราจารย์นันทิกานต์ กลิ่นเชตุ ร้อยเอกหญิง ดารินทร์ ศรีชุม และร้อยโทหญิง ธนัชพร ธชีพันธุ์ ภาควิชาการพยาบาลเบื้องต้น กองการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติการพยาบาลผ่านสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งเสริมทักษะการตัดสินใจทางคลินิก สำหรับนักเรียนพยาบาลชั้นปีที่ 2 วิทยาลัย พยาบาลกองทัพบก ผู้ให้ข้อมูลในการพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติการพยาบาลผ่านสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ คือ ผู้ทรงคุณวุฒิทางการพยาบาล จำนวน 5 คน และกลุ่มตัวอย่างในการทดลองใช้โปรแกรม การเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติการพยาบาล จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบประเมินคุณภาพของแบบทดสอบทักษะการตัดสินใจทางคลินิกเรื่องการฉีดยาเข้าทางหลอดเลือดดำ 2) แบบประเมินสื่อวิดีโอทักษะการปฏิบัติเพื่อส่งเสริมทักษะการตัดสินใจทางคลินิกเรื่องการฉีดยาเข้าทาง หลอดเลือดดำแบบมีปฏิสัมพันธ์ 3) แบบประเมินคุณภาพของโปรแกรมการเรียนรู้ทักษะการตัดสินใจทาง คลินิกผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เรื่องการปฏิบัติการฉีดยาเข้าทางหลอดเลือดดำ โปรแกรมการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติการพยาบาลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมทักษะการ ตัดสินใจทางคลินิกที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 1) แบบทดสอบทักษะการตัดสินใจทางคลินิกการปฏิบัติการฉีด ยาเข้าทางหลอดเลือดดำ ประกอบด้วย 3 วิถีทาง ได้แก่ การฉีดยาเข้าทางชุดให้สารน้ำ การฉีดยาเข้าทาง หลอดเลือดดำทางเข็มที่คาไว้ และการให้ยาเข้าหลอดเลือดดำโดยการหยด จำนวน 20 ข้อ (IOC = 0.80-1.00) 2) สื่อวิดีโอทักษะการปฏิบัติเพื่อส่งเสริมทักษะการตัดสินใจทางคลินิกเรื่องการฉีดยาเข้าทางหลอดเลือดดำ แบบมีปฏิสัมพันธ์ มีความตรงตามเนื้อหาด้านความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.40-5.00, SD = 0.00-0.55) แบบทดสอบทักษะการตัดสินใจทางคลินิกเรื่องการฉีดยาเข้าทางหลอดเลือดดำ มีค่าความ ยากง่ายและค่าอำนาจจำแนกเหมาะสม (p = 0.43-0.87, r = 0.22–0.85) คุณภาพของแบบทดสอบทักษะการ ตัดสินใจทางคลินิกอยู่ในระดับดี (KR-20 = 0.71) และ 3) คู่มือการใช้งานวิดีโอแบบมีปฏิสัมพันธ์ ผลการทดลองใช้โปรแกรมการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติการพยาบาลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อ ส่งเสริมทักษะการตัดสินใจทางคลินิกเรื่องการปฏิบัติการฉีดยาเข้าทางหลอดเลือดดำ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่ มีคะแนนทักษะการตัดสินใจทางคลินิกอยู่ในระดับดีเยี่ยม คุณภาพของโปรแกรมการเรียนรู้ตาม มาตรฐานการประเมินของ Stufflebeam โดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.38, SD = 0.82) แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติการพยาบาลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพ จึงมี ข้อเสนอแนะให้สถาบันการศึกษาพยาบาลนำไปใช้ในการส่งเสริมทักษะการตัดสินใจทางคลินิกของนักเรียน พยาบาล รวมทั้งพัฒนาความรู้ ทักษะ และเจตคติในการปฏิบัติการพยาบาลเรื่องการฉีดยาเข้าทาง หลอดเลือดดำ ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการปฏิบัติการพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำสำคัญ : โปรแกรมการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติการพยาบาล สื่ออิเล็กทรอนิกส์ทักษะการตัดสินใจทางคลินิก
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 25 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 ผลของการใช้เครื่องคลึงมดลูกอัตโนมัติต่อปริมาณการสูญเสียเลือด ในมารดาสองชั่วโมงแรกหลังคลอด The Effects of Using an Automatic Uterine Massage Machine on the Amount of Postpartum Blood Loss within Two Hours after Delivery พันเอกหญิง ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสินี พูลเพิ่ม ร้อยเอกหญิง ฐิตาพร ศิริวาลย์ ร้อยเอกหญิง สุพิชชา รักษากุลเกียรติ กองการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของการใช้มือพยาบาลคลึงมดลูกกับเครื่องคลึง มดลูกอัตโนมัติกับระดับการหดรัดตัวของมดลูกและปริมาณการสูญเสียเลือดในมารดา 2 ชั่วโมงแรก หลังคลอด ใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Design) เก็บข้อมูลในมารดาหลัง คลอดในระยะที่ 4 ของการคลอด ณ ห้องคลอด โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดา จำนวน 60 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยใช้เกณฑ์ การคัดเข้า ได้แก่ มารดาครรภ์ที่ 1-3 อายุระหว่าง 20-35 ปี อายุครรภ์ 37-42 สัปดาห์ ดัชนีมวลกาย ก่อนตั้งครรภ์ < 25 kg/m 2 คลอดปกติ (Normal Labor) ไม่มีภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการตั้งครรภ์ และระยะคลอด จัดเข้ากลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองโดยการจับฉลาก (Random Sampling) โดยกลุ่ม ควบคุม จำนวน 30 คน พยาบาลคลึงมดลูกทุก 15 นาที คลึงจนมดลูกหดรัดตัวดี และได้รับการ พยาบาลหลังคลอดตามปกติภายใน 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด และกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คน ใช้ เครื่องคลึงมดลูกอัตโนมัติ คลึงมดลูกทุก 15 นาที คลึงนาน 2 นาที ร่วมกับการพยาบาลมารดาหลัง คลอดตามปกติภายใน 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด เก็บรวมรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกการเก็บข้อมูลวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Descriptive statistics และ Independent t-test ผลการวิจัย พบว่า 1. มารดาหลังคลอดทั้งสองกลุ่มจำนวน 60 คน มีอายุเฉลี่ย 28.26 ปี ส่วนใหญ่ตั้งครรภ์แรก ร้อยละ 43.33 ตั้งครรภ์ที่ 2 ร้อยละ 38.33 อายุครรภ์เฉลี่ย 38 สัปดาห์BMI ก่อนตั้งครรภ์เฉลี่ย 20.83 กิโลกรัม/(เมตร) 2 น้ำหนักทารกแรกคลอดเฉลี่ย 2,980 กรัม จากการทดสอบความแตกต่างของ ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่ม พบว่าทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ ( p > .01) 2. ระดับการหดรัดตัวของมดลูก พบว่า กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีระดับการหดรัดตัวของมดลูก แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยกลุ่มควบคุมมีระดับการหดรัดตัวของมดลูกแข็งตัวดี (strong) ทั้งหมด (M = 3.00, SD = 0.00) ส่วนกลุ่มทดลองพบว่า มีระดับการหดรัดตัวของมดลูกตั้งแต่ ปานกลางจนถึงแข็งตัวดี (moderate to strong) (M = 2.67, SD = 0.48) 3. ปริมาณการสูญเสียเลือดใน 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด วัดจากปริมาณเลือดที่ออกจากโพรง มดลูกของมารดาหลังคลอดทั้งสองกลุ่ม โดยการชั่งผ้าอนามัยบนเครื่องชั่งดิจิทัลเครื่องเดียวกัน พบว่า กลุ่มทดลองมีปริมาณเลือดที่ออกจากโพรงมดลูกไม่แตกต่างกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > .01) M = 53.20, SD = 1.44 และ M = 53.47, SD = 1.52 ตามลำดับ นอกจากนี้ไม่มีมารดา หลังคลอดทั้งสองกลุ่มเกิดภาวะตกเลือดใน 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 26 สรุปว่า การใช้เครื่องคลึงมดลูกอัตโนมัติใน 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด ไม่มีความแตกต่างของ ปริมาณการสูญเสียเลือดเมื่อเทียบกับการใช้มือพยาบาลคลึงมดลูก ถึงแม้ว่าการหดรัดตัวของมดลูกจาก เครื่องคลึงมดลูกอัตโนมัติจะแข็งระดับปานกลางถึงแข็งตัวดี ดังนั้นเครื่องคลึงมดลูกอัตโนมัติน่าจะ สามารถใช้ทดแทนการคลึงมดลูกโดยพยาบาลได้ในมารดาที่ลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งจะมี ประโยชน์อย่างมากในสถานพยาบาลที่ขาดแคลนบุคลากรพยาบาลในการดูแลมารดาหลังคลอด โดยเฉพาะในระยะ 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด ซึ่งเป็นระยะที่มีความเสี่ยงในการตกเลือดหลังคลอดมาก ที่สุด คำสำคัญ: มารดาหลังคลอด เครื่องคลึงมดลูกอัตโนมัติ ปริมาณการสูญเสียเลือดในสองชั่วโมงแรกหลังคลอด
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 27 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 การพัฒนารูปแบบการดูแลปัญหาสุขภาพจิตแบบบูรณาการ สำหรับกำลังพลทหารผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ The Development of Mental Health Care Integrative Program for Military Personnel in the Three Southern Border Provinces. พันเอกหญิง ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรินทร เชี่ยวโสธร วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก บทคัดย่อ การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม ทดสอบก่อนและหลังการทดลองนี้ ใช้แบบแผนการวิจัยและ พัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบ ศึกษาผลการใช้รูปแบบ และศึกษาความพึงพอใจต่อการใช้ รูปแบบการดูแลปัญหาด้านสุขภาพจิตแบบบูรณาการ สำหรับทหารผู้ปฏิบัติงานใน 3 จังหวัดชายแดน ภาคใต้กลุ่มตัวอย่าง คือ ทหารผู้ปฏิบัติงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 80 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย ได้แก่ แบบคัดกรองสุขภาพจิต 17 ข้อ แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองด้าน สุขภาพจิต และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิง เนื้อหา และมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .73 .98 และ .88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และการทดสอบทีผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มทดลอง มีคะแนนคัด กรองสุขภาพจิต 17 ข้อ หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) คะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองด้านสุขภาพจิตรายด้านและรายรวม ระหว่างก่อนและหลังการ ทดลองของกลุ่มทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยด้านที่มีคะแนนหลังการ ทดลองสูงสุดคือ การพัฒนาเพื่อรู้จักตนเอง และ 3) ค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจของกลุ่มทดลอง หลังใช้รูปแบบอยู่ในระดับดีมาก เมื่อจำแนกเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ สื่อการเรียนรู้มี กราฟฟิก ภาพประกอบและข้อความสวยงาม รองลงมาคือ แบบฝึกหัดท้ายเรื่องสอดคล้องกับเนื้อหาใน สื่อการเรียนรู้ สรุปได้ว่า การใช้รูปแบบการดูแลปัญหาด้านสุขภาพจิตแบบบูรณาการสำหรับทหาร ผู้ปฏิบัติงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผลให้ทหารผู้ปฏิบัติงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สุขภาพจิตดีขึ้น มีพฤติกรรมการดูแลตนเองด้านสุขภาพจิตดีขึ้น และมีความพึงพอใจระดับดีมาก คำสำคัญ: การคัดกรองสุขภาพจิต รูปแบบการดูแลปัญหาด้านสุขภาพจิต ทหารผู้ปฏิบัติงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 28 การพัฒนาการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติเพื่อแก้ไขความทุพพลภาพ จากปัญหากระดูกและข้อของกำลังพลกองทัพบก Development of 3D Printing Technology to Address Orthopedic Disabilities of the Army Corps พันเอก รองศาสตราจารย์สุริยา ลือนาม ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า บทคัดย่อ ความพร้อมด้านสุขภาพและขวัญกำลังใจของกำลังพล ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน เพื่อให้บรรลุตามยุทธศาสตร์ของกองทัพบกที่กำหนดไว้ เทคโนโลยี การพิมพ์สามมิติได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อแก้ไขความทุพพลภาพจากปัญหากระดูกและข้อในกำลังพล กองทัพบก ในปัจจุบันเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติได้ถูกพัฒนาเพื่อนำมาใช้แก้ไขความทุพพลภาพใน หลายรูปแบบอย่างครอบคลุม ได้แก่ แบบจำลองกระดูกสามมิติกายอุปกรณ์เสริมเพื่อพยุงส่วนของ รยางค์ อุปกรณ์นำแนวเฉพาะบุคคลสำหรับเล็งตำแหน่งหรือตัดแต่งกระดูกในขณะผ่าตัด แผ่นโลหะยึด ตรึงกระดูก และกระดูกเทียมไทเทเนียมเฉพาะบุคคลที่ออกแบบให้เข้ากับสรีระของผู้ป่วย โดยมี ประสิทธิภาพของการรักษาเป็นที่น่าพอใจและมีผลข้างเคียงน้อย ในปี พ.ศ. 2565 ภาควิชาศัลยศาสตร์ ออร์โธปิดิกส์วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าได้จัดตั้งศูนย์การพิมพ์สามมิติโรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้าขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้บริการกำลังพลจากทั่วประเทศ เป็นศูนย์กลางในการให้ ความรู้ การศึกษาวิจัย และเป็นต้นแบบในการจัดตั้งศูนย์การพิมพ์สามมิติสำหรับโรงพยาบาลอื่น ๆ ของกองทัพบก ซึ่งจะนำไปสู่การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต คำสำคัญ: เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติความทุพพลภาพ ปัญหากระดูกและข้อ กำลังพลกองทัพบก
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 29 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 ผลลัพธ์ความปลอดภัยและความแม่นยำของอุปกรณ์นำวิถีทางการแพทย์ พิมพ์สามมิติเฉพาะบุคคลในการผ่าตัดกระดูกสันหลัง Safety and Accuracy of the Patient-specific 3D-Printed Pedicle/iliac Screw Guide in Spine Surgery พันตรี นพ.สุทธิพัฒน์ ไพโรจน์บริบูรณ์1 และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.พชรพิชญ์พรหมอุปถัมภ์2 1 กองออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 2 ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี บทคัดย่อ ในภาวะปัจจุบัน ภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมเป็นโรคที่พบได้บ่อย การผ่าตัดระบายการกดทับ เส้นประสาทร่วมกับการเชื่อมข้อกระดูกสันหลังจึงเป็นหัตถการผ่าตัดที่ใช้เป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ในการผ่าตัดกระดูกสันหลังนั้น โดยส่วนมากแพทย์จำเป็นต้องดามยึดกระดูกสันหลังด้วย Pedicle Screw ซึ่งเป็นการรักษาที่มีความเสี่ยงสูง เพราะบริเวณผ่าตัดใกล้ชิดกับเส้นประสาทและไขสันหลัง (Spinal Cord) การผ่าตัดผิดพลาดอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อน แขนขาอ่อนแรง หรือเป็นอัมพาต แก่คนไข้ได้ จากข้อมูลในอดีตจะเห็นได้ว่าการผ่าตัดโดยใช้ free hand หรือการพึ่งพาทักษะของศัลยแพทย์ เพียงอย่างเดียวนั้นพบความผิดพลาดได้อยู่เรื่อย ๆ เนื่องจากมนุษย์ย่อมมีความผิดพลาด (human error) ไม่สามารถคงความแน่นอนได้ตลอดเวลาเหมือนคอมพิวเตอร์ ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีการคิดค้น เทคโนโลยีนำวิถี(navigation technology) ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการใส่ pedicle screw และ iliac screw อย่างไรก็ตาม เครื่องช่วยผ่าตัดนำวิถีหรือ O-arm ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีราคาประมาณ 30 ล้านบาทต่อ 1 เครื่อง และมีค่าซ่อมบำรุงประมาณ 2 ล้านบาทต่อปี ดังนั้น การผ่าตัดโดยใช้เครื่อง O-arm แต่ละครั้งใน รพ.พระมงกุฎเกล้า จึงเป็นการผ่าตัดที่มีค่าใช้จ่ายส่วนเกินที่ไม่สามารถเบิกประกัน สุขภาพได้ราว 41,000 บาทต่อครั้ง ดังนั้นไม่ใช่โรงพยาบาลในทุกภูมิภาคที่จะสามารถเข้าถึงเครื่องมือ ดังกล่าวได้ ปัจจุบันการใช้อุปกรณ์พิมพ์ 3 มิตินำวิถีเฉพาะบุคคล (patient-specific 3D printed pedicle/iliac screw guide) เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ได้รับรองมาตรฐานด้านประสิทธิภาพและ ความปลอดภัยจาก US Food and Drug Administration (FDA) 510k สามารถลดระยะเวลาการ ผ่าตัดให้สั้นลงได้ถึง 30% และโรงพยาบาลไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น O-arm ซึ่งมี ราคาสูงถึง 30 ล้านบาท ดังนั้นโรงพยาบาลที่ไม่มีงบประมาณซื้ออุปกรณ์ราคาแพงก็สามารถใช้ เทคโนโลยีนี้ได้ กองออร์โธปิดิกส์ รพ.พระมงกุฎเกล้า ได้ร่วมมือทางด้านงานวิจัยกับภาควิชาวิศวกรรม เครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คิดค้นนวัตกรรมอุปกรณ์พิมพ์ 3 มิตินำวิถีเฉพาะ บุคคล โดยหวังว่าความร่วมมือนี้จะสามารถส่งผลให้เกิดประโยชน์และผลิตใช้งานกับผู้ป่วยได้จริงใน อนาคตในราคาที่คุ้มค่า เข้าถึงได้ เนื่องจากสามารถผลิตและออกแบบจากในประเทศไทย คำสำคัญ: ผ่าตัด กระดูกสันหลัง เทคโนโลยีนำวิถี การพิมพ์สามมิติ
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 30 ส่วนที่ 4 โครงการ/ผลงานและงานวิจัย ของสถาบันภายนอกกระทรวงกลาโหม
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 31 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 การทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย Ex Post Evaluation of Legislation ศ.พันตำรวจเอก ดร.โสรัตน์ กลับวิลา1 ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันตำรวจเอกหญิง ดร.ศิพร โกวิท2 1 คณะสังคมศาสตร์ และ 2 คณะนิติศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อให้ได้กระบวนการต่าง ๆ เกี่ยวกับการทบทวนความ เหมาะสมของกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา รวมถึงวิธีการสังคายนา กฎหมาย (Regulatory Guillotine) ของต่างประเทศ อันจะนำไปสู่ข้อสรุปหรือข้อเสนอต่อหน่วยงาน ต่าง ๆ ในการทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมเชิงปริมาณและเชิง คุณภาพ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากประชาชนผู้เกี่ยวข้องหรือใช้บริการจากหน่วยงานใน กระบวนการยุติธรรม จำนวน 556 คน การสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจง ที่ เป็นกลุ่มผู้บังคับใช้กฎหมายในกระบวนการยุติธรรม จำนวน 60 คน และการสนทนากลุ่ม 2 ครั้ง เป็น ผู้บังคับใช้กฎหมายในกระบวนการยุติธรรม และประชาชนผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 30 คน ผลการวิจัย พบว่า 1) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายหลาย ฉบับ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการ สูงสุด ศาลยุติธรรม และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ได้แก่ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและ เยาวชน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมราชทัณฑ์ และกรมคุมประพฤติ มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จำนวน 355 ฉบับ 2) จากการที่ประเทศไทยใช้ ระบบประมวลกฎหมาย (Civil Law) มีการตรากฎหมายลายลักษณ์อักษรจำนวนเพิ่มมากขึ้น จึงควรมี มาตรการตรวจสอบเพื่อทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ให้คงความจำเป็น เหมาะสมกับสภาพการณ์ โดย การสังคายนากฎหมาย (Regulatory Guillotine) ตามแนวทางการปฏิบัติของโครงการทบทวนการ อนุญาตของทางราชการ ภายใต้ชื่อ “Thailand’s Simple and Smart License” ด้วยวิธีการ Regulatory Guillotine ปรับปรุงกฎหมายภายใต้หลักการ 5Cs คือ Cut คือ การยกเลิก Change คือ การปรับปรุง Combine คือ การควบรวมกรณีที่ทับซ้อน Continue คือ การคงไว้เช่นเดิม Create คือ การสร้างกฎหมายใหม่กรณีที่จำเป็น 3) ภายใต้หลักการ 5Cs (Regulatory Guillotine) โดยวิเคราะห์ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในชั้นก่อน ระหว่าง และหลังการพิจารณาคดีที่ สมควรให้มีการทบทวนความเหมาะสม ได้จำนวน 16 ฉบับจาก 335 ฉบับ โดยกฎหมายอื่น ๆ ไม่ พบว่ามีปัญหาภาระขั้นตอนแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ หรือเป็นกฎหมายที่บัญญัติมาเป็นเวลานานจนไม่มีเหตุ หรือสถานการณ์ใดที่สอดคล้องจะมาบังคับใช้ หรืออาจเป็นกฎหมายที่เพิ่งบัญญัติมาใช้จึงยังไม่พบ ปัญหาอุปสรรคและภาระต่าง ๆ คำสำคัญ: การทบทวนความเหมาะสม กฎหมาย
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 32 การออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชันสื่อกลางการสร้างโอกาสทางอาชีพ สำหรับเด็กและเยาวชน Design and Development of a Mobile Application for Career Finding Opportunities for Children and Youths ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันตำรวจเอก ดร.ธิติ มหาเจริญ1 ศ.พลตำรวจตรีหญิง ดร.พัชรา สินลอยมา2 รองศาสตราจารย์ดร.สาโรช พูลเทพ3 1 คณะนิติวิทยาศาสตร์ และ 2 คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชันสื่อกลางการสร้างโอกาสทาง อาชีพสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงทดลองใช้และประเมินประสิทธิภาพการใช้งานต้นแบบ แอปพลิเคชัน พบว่า แอปพลิเคชันที่ออกแบบและพัฒนาอยู่ภายใต้ชื่อ “3B-JOB” หรือ Build - Back - Better for Youth Job มุ่งเน้นการใช้งานได้ง่าย สะดวกและตรงต่อความต้องการของผู้ใช้งาน โดย จำแนกผู้ใช้งานเป็น 2 ประเภท คือ 1) เด็กและเยาวชน และ 2) บริษัทหรือสถานประกอบการ รวมถึง พัฒนาฟังก์ชันให้มีระบบการลงประกาศรับสมัครงาน การสร้างประวัติส่วนตัว การค้นหา การส่งคำขอ สมัครงาน ระบบข้อความตอบกลับอัตโนมัติ การแจ้งเตือน ข้อมูลข่าวสาร และช่องทางแสดงความ คิดเห็น และพัฒนาให้มีความปลอดภัยด้านการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล สำหรับผลการประเมิน ประสิทธิภาพและความพึงพอใจต่อต้นแบบแอปพลิเคชัน 3B-JOB มีระดับประสิทธิภาพในภาพรวม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.27 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.60 และระดับความพึงพอใจของผู้ใช้งานอยู่ในระดับ มากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.35 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.58 และทำการทดสอบการจำแนกข้อมูล ของแอปพลิเคชัน 3B-JOB ด้วยวิธี Confusion Matrix พบว่ามีความถูกต้องร้อยละ 99.54 ความ ครบถ้วนร้อยละ 100.00 ความแม่นยำร้อยละ 99.53 และความถ่วงดุลร้อยละ 99.77 จะเห็นได้ว่า 3B-JOB เป็นเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ในการอำนวยความสะดวกให้แก่เด็กและเยาวชนที่ต้องการ ประกอบการงานที่สุจริต หากมีการผลักดันในเชิงนโยบายผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำเครื่องมือ ไปใช้จะทำให้เด็กและเยาวชนที่เคยกระทำผิดมีงานที่ดีและไม่กลับสู่เส้นทางที่ผิด คำสำคัญ: การพัฒนาแอปพลิเคชัน การสร้างโอกาส เครือข่ายส่งเสริมอาชีพ เด็กและเยาวชน ผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 33 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 การพัฒนาความร่วมมือทางกฎหมายระหว่างภาครัฐและเอกชนในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาการกระทำความผิดซ้ำของเด็กและเยาวชน ในคดียาเสพติดภายหลังการปล่อยตัว Developing Legal Cooperation between the Public and Private Sectors in the Prevention and Resolution of Recidivism of Children and Youth in Drug Cases After Release ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันตำรวจโท หญิง ดร.วาชิณี ยศปัญญา คณะนิติศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ บทคัดย่อ การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาทางกฎหมาย เกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกระทำความผิดซ้ำ ของเด็กและเยาวชนในคดียาเสพติดภายหลังการปล่อยตัว เพื่อพัฒนาความร่วมมือทางกฎหมาย ระหว่างภาครัฐและเอกชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหากระทำความผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนในคดี ยาเสพติดภายหลังการปล่อยตัว ทำการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้เทคนิค ผสมผสานระหว่างการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) การสัมภาษณ์ (Interview) และการ สนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) จากกลุ่ม ตำรวจชุมชนสัมพันธ์ พนักงานสอบสวน พนักงาน อัยการ ผู้พิพากษา สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน พัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงาน NGO เด็กและเยาวชน ผู้กระทำความผิดซ้ำ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนอื่น ๆ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความร่วมมือทางกฎหมายระหว่างภาครัฐ และเอกชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกระทำความผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนในคดียาเสพติด ภายหลังการปล่อยตัวที่เป็นปัญหาสำคัญและเร่งด่วน ได้แก่ 1) ปัญหาคณะกรรมการการบริหารการ แก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดยังไม่ครอบคลุมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอื่น ๆ ที่ เกี่ยวข้องในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกระทำความผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนในคดียาเสพติด ภายหลังการปล่อยตัว 2) ปัญหาความรับผิดชอบของบิดา มารดา หรือผู้ปกครองในกรณีเด็กและ เยาวชนกระทำความผิดซ้ำในคดียาเสพติด 3) ปัญหาการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทางกฎหมายระหว่างภาครัฐและเอกชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหากระทำความผิดซ้ำของเด็กและ เยาวชนในคดียาเสพติดภายหลังการปล่อยตัว จากประเด็นปัญหาข้างต้น จึงควรมีการปรับปรุงแก้ไข พระราชบัญญัติการบริหารการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด พ.ศ. 2561 มาตรา 5 โดยให้คณะกรรมการการบริหารการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดเพิ่มเติมประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธาน กรรมการ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม อธิบดีผู้พิพากษาศาล เยาวชนและครอบครัวกลาง อัยการสูงสุด ผู้อำนวยสำนักงบประมาณ ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมคุมประพฤติ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรมศุลกากร อธิบดีกรม ส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เลขาธิการคณะกรรมการ
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 34 ป้องกันและปราบปราม ยาเสพติด และเลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ เป็นที่ประจักษ์ด้านการคุ้มครองเด็ก ด้านการศึกษา ด้านจิตวิทยา ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านสาธารณสุข และด้านสิทธิเด็ก ด้านละหนึ่งคน เป็นกรรมการ ให้อธิบดีเป็นกรรมการและเลขานุการและให้อธิบดีแต่งตั้งข้าราชการของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและ เยาวชนจำนวนไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ ให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งเสริม สนับสนุน และประสานการดำเนินงานด้านการเงินการคลังการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นในการอุดหนุนงบประมาณด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หน่วยงานอื่น ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรภาคประชาชน องค์กรทางศาสนาหรือ องค์กรการกุศล และเพิ่มเติมบทกำหนดโทษในประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 164/1 กำหนดให้ บิดา มารดา หรือผู้ปกครองต้องยับยั้ง พฤติกรรมที่ไม่ดีไม่สนับสนุนหรือปล่อยปละละเลยให้เด็กและ เยาวชนเสพยาเสพติดหรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษหรือวัตถุออกฤทธิ์เพื่อเสพ หากมีการ กระทำผิดให้ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของพ่อแม่ผู้ปกครองด้วย นอกจากนี้ยังให้แจ้งการกระทำของ เด็กในปกครองให้ผู้ปกครองทราบเพื่อป้องกันตักเตือน หรืออาจให้วางประกันตามสมควรแต่ไม่เกิน 2 ปี และหากมีการกระทำผิดซ้ำอีก ให้ผู้ปกครองต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ริบเงินประกันเป็นของสถานที่ควบคุม และเห็นควรจัดทำบันทึกข้อตกลงความ ร่วมมือ (MOU) ระหว่างภาครัฐและเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานการอาชีวศึกษา สำนักงานศาล ยุติธรรม ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง อัยการสูงสุด สำนักงบประมาณ กองบัญชาการทหารบก กองบัญชาการทหารเรือ กองบัญชาการทหารอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมคุมประพฤติ กรมราชทัณฑ์ กรมการปกครอง กรมการแพทย์ กรมศุลกากร กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานส่งเสริมการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โดยมีเนื้อหาเพื่อ ร่วมกันดำเนินการสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในสถานพินิจ และคุ้มครองเด็กและเยาวชน ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน ในการสนับสนุนและส่งเสริมความ ร่วมมือทางด้านการบำบัดรักษายาเสพติด ด้านการป้องกันยาเสพติด ด้านงบประมาณ ด้านการพัฒนา อาชีพ ด้านการจ้างงาน ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข ด้านการพัฒนาจิตใจ หรือสนับสนุนส่งเสริม ด้านอื่น ๆ ตามที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเห็นสมควรในการป้องกันและแก้ไขปัญหา การกระทำความผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนในคดียาเสพติด เพื่อก่อให้เกิดการบูรณาอุดมการณ์ทำงาน ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกระทำความผิดซ้ำของ เด็กและเยาวชนในคดียาเสพติดที่มีประสิทธิภาพต่อไป คำสำคัญ: ความร่วมมือ การพัฒนาความร่วมมือทางกฎหมาย ภาครัฐ ภาคเอกชน การกระทำความผิดซ้ำของเด็ก และเยาวชนในคดียาเสพติด
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 35 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 การพัฒนาคลังคัมภีร์ใบลานดิจิทัล อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก Development of a Digital Palm-leaf Manuscripts Repository, Nan Privince to Safeguard Cultural Heritage, and Enhance the Local Economy ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ฐิติรัตน์ ปั้นบำรุงกิจ1 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.วชิราภรณ์ คลังธนบูรณ์1 อาจารย์ ดร.จนัธ เที่ยงสุรินทร์2 1 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2 คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บทคัดย่อ เอกสารโบราณเป็นเอกสารที่บันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อ ภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น รวมถึงสะท้อนให้เห็นสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และ วัฒนธรรมของสังคมในพื้นที่นั้น ๆ ทางผ่านมิติทางเวลา อีกทั้งวัสดุที่บันทึกเรื่องราวที่สำคัญเหล่านั้นยัง สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ด้านวัตถุนิยมและความศรัทธาผู้คนในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เอกสาร โบราณดังกล่าวมักปรากฏในวัสดุทางธรรมชาติที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลาและบางส่วนค่อย ๆ สูญหายไปจากพื้นที่ต้นกำเนิดและไม่สามารถค้นหาเพื่อการอ้างอิงได้อีก จังหวัดน่านเป็นหนึ่งในจังหวัด ที่มีหลักฐานเอกสารโบราณ โดยเฉพาะใบลานเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวข้องกับ พุทธศาสนา รวมถึงกล่าวถึงประวัติศาสตร์ ความเป็นมา เหตุการณ์สำคัญของเมือง ความเชื่อ วิถีชีวิต และตำรับยาโบราณที่เก็บรักษามาเป็นเวลา คัมภีร์ใบลานในจังหวัดน่านมักพบในหอพระไตรปิฎกหรือ หอธรรมของวัดที่กระจายอยู่ทั่วไปในจังหวัด ด้วยความตระหนักถึงปัญหาและเล็งเห็นความสำคัญที่ต้องสำรวจตำแหน่งการพบและอนุรักษ์ เอกสารโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคัมภีร์ใบลาน เพื่อรวบรวมและขยายโอกาสในการเข้าถึงและใช้ ประโยชน์จากเอกสารโบราณเหล่านี้ ตลอดจนพัฒนาต่อยอดโดยนำองค์ความรู้เหล่านี้มาสร้างสรรค์ นวัตกรรมและบริการ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ยั่งยืนและส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน โครงการวิจัยนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคลังคัมภีร์ใบลานดิจิทัลของจังหวัดน่านให้มีการจัดเก็บอย่าง เป็นระบบ โดยครอบคลุมการสำรวจและอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน จัดทำทะเบียนเอกสาร และแปลงให้เป็น ดิจิทัล ซึ่งเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ช่วยอนุรักษ์และสงวนรักษาคัมภีร์ใบลาน กอปรกับการใช้ระบบสารสนเทศ ภูมิศาสตร์ที่สามารถระบุตำแหน่งสถานที่จัดเก็บคัมภีร์ใบลาน เชื่อมโยงกับเมทาดาทาของคัมภีร์ใบลาน นั้น ๆ เพื่อเป็นหลักฐานการบ่งบอกคุณสมบัติเชิงพื้นที่และเวลา นอกจากนี้โครงการนี้ยังมุ่งหวังให้เกิด การตระหนักรู้คุณค่าคัมภีร์ใบลาน การอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน และการเข้าถึงและการใช้คัมภีร์ใบลาน ดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ ก่อให้เกิดการขยายรูปแบบการเรียนรู้อดีต เข้าใจ ปัจจุบัน และส่งเสริมให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาของชุมชน และพัฒนาไปสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคม ด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่อง จากการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น และสิ่งที่ค้นพบในเอกสารโบราณ และวัสดุที่ ใช้ไปต่อยอดธุรกิจใหม่ของชุมชน คำสำคัญ: เอกสารโบราณ คอลเลกชันดิจิทัล คัมภีร์ใบลาน น่าน เศรษฐกิจฐานราก
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 36 การยับยั้งการเกิดเดนไดรต์สังกะสีโดยตัวคั่นวัสดุผสมทังสเตนคาร์ไบด์-เซลลูโลส นาโนไฟเบอร์สำหรับแบตเตอรี่สังกะสีไอออน Inhibition of Zinc Dendrite Growth by WC-Cellulose Separators for High-Performance Zinc-Ion Batteries ภัทรพร วุฒาพาณิชย์ ดร.เฉิงอู่ หยาง พันเอกหญิง ศาสตราจารย์ดร.สุวิมล เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ปัญญวัชร์ วังยาว และ ดร.เจียเชียน ฉิน สาขาวิชาวิศวกรรมและเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บทคัดย่อ ตัวคั่นวัสดุผสมทังสเตนคาร์ไบด์-เซลลูโลสนาโนไฟเบอร์ (WCCNF separator) มีข้อดี คือ ประหยัดต้นทุนและการเตรียมที่ง่ายขึ้น สำหรับแอโนดสังกะสีที่ปราศจากเดนไดรต์ การใช้ตัวคั่นทังสเตน คาร์ไบด์-เซลลูโลสนาโนไฟเบอร์ที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้ สามารถลดศักยภาพของนิวเคลียสสังกะสีที่มากเกินไปได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ตำแหน่งนิวเคลียสของสังกะสีเป็นเนื้อเดียวกัน ลดการกัดกร่อนบนพื้นผิว ส่งเสริมการสะสมของสังกะสีที่สม่ำเสมอ จึงทำให้แอโนดสังกะสีมีประสิทธิภาพสูง ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบ กับตัวคั่นเซลลูโลสนาโนไฟเบอร์บริสุทธิ์แล้ว ตัวคั่นทังสเตนคาร์ไบด์-เซลลูโลสนาโนไฟเบอร์จะยืดอายุรอบ การใช้งานของแบตเตอรี่สมมาตร (Zn∥Zn) เป็น 1,200 ชั่วโมงที่ 1 mA·cm−2 /0.5 mA h·cm−2 และ 1,000 ชั่วโมงที่ 5 mA·cm−2 /1.25 mA h−2 และนอกจากนี้ การใช้ (NH4)2V10O25·8H2O (NVO) เป็นวัสดุแคโทด โดยมีความสามารถในการคายประจุที่เหนือกว่าที่ 132 mA h·g−1 โดยมีการกักเก็บความจุที่ 85.2% หลังจากการใช้งาน 500 รอบที่ 3 A·g−1 ในขณะที่แบตเตอรี่ที่ใช้ตัวคั่นเซลลูโลสนาโนไฟเบอร์บริสุทธิ์ลด ความจุลงอย่างรวดเร็วเป็น 30 mA h·g−1 ซึ่งบ่งชี้ถึงความสามารถในการกลับตัวของวงจรและความเสถียร ที่ยอดเยี่ยมของแอโนดสังกะสี เนื่องจากตัวคั่นทังสเตนคาร์ไบด์-เซลลูโลสนาโนไฟเบอร์ประโยชน์จากข้อดี ของตัวคั่นทังสเตนคาร์ไบด์-เซลลูโลสนาโนไฟเบอร์ ในการพลิกกลับได้ของการชุบ/ลอกสังกะสี ทำให้ แบตเตอรี่แบบเต็ม (Zn∥NVO) มีความสามารถในการจ่ายกระแสไฟสูงที่ 121.6 mA·h·g−1 โดยมีการกัก เก็บความจุสูง 84.4% หลังจาก 50 รอบที่ 0.5 A·g−1 โดยงานวิจัยนี้นำเสนอตัวคั่นทังสเตนคาร์ไบด์- เซลลูโลสนาโนไฟเบอร์แบบมัลติฟังก์ชั่นราคาประหยัดสำหรับแบตเตอรี่สังกะสีไอออนชนิดน้ำประสิทธิภาพ สูงในเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง คำสำคัญ: แบตเตอรี่สังกะสีไอออนชนิดน้ำ ตัวคั่น เซลลูโลส ทังสเตนคาร์ไบด์แอโนดสังกะสีที่เสถียร
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 37 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 การจัดการน้ำด้านการเกษตรจากแหล่งน้ำใต้ดิน ด้วยเทคนิคการสำรวจประสิทธิภาพสูง เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตมะม่วงทับทิมทอง บริเวณศูนย์วิจัยชุมชนตำบลวังใหม่ จังหวัดสระแก้ว Agriculture Water Supply Management from Groundwater with High Efficiency Investigation Technique for Increasing Quality Product of Ruby Mango at Tambon Wangmai Community Research Center of Sa Kaeo Province พงศกร จิวาภรณ์คุปต์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดีเซลล์ สวนบุรี ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บทคัดย่อ ศูนย์วิจัยชุมชนตำบลวังใหม่ อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว เป็นพื้นที่สาธิตปลูกมะม่วง ทับทิมทอง ซึ่งคาดว่าจะเป็นผลไม้เศรษฐกิจใหม่ สำหรับเป็นผลไม้ส่งออก เกรดพรีเมียม แต่มีอุปสรรค คือ พื้นที่ศูนย์วิจัยชุมชนวังใหม่ ตั้งอยู่บนเนินเขา เป็นหินตะกอนกึ่งแปร จัดเป็นพื้นที่แล้งซ้ำซาก ขาดแคลนน้ำด้านการเกษตรทั้งน้ำผิวดินและมีศักยภาพให้น้ำใต้ดินน้อย การเกษตรปัจจุบันอาศัยการใช้ น้ำฝนตามฤดูกาลและร่วมกับการกักเก็บในสระน้ำ งานวิจัยนี้จึงมุ่งใช้วิธีสำรวจน้ำใต้ดินประสิทธิภาพสูง เพื่อกำหนดตำแหน่งพื้นที่ศักยภาพน้ำใต้ดิน เจาะบ่อบาดาล ติดตั้งระบบสูบน้ำด้วยโซลาร์เซลล์ ถังกักเก็บน้ำ และระบบให้น้ำต้นมะม่วงทับทิมทอง พร้อมจัดการอบรมและสาธิตผลการศึกษาให้แก่ ชุมชน เพื่อสามารถดูแลทรัพยากรท้องถิ่นอย่างยั่งยืนในพื้นที่ การสำรวจแหล่งน้ำใต้ดินประสิทธิภาพสูง โดยเทคนิคการวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า เชิง 2 มิติ และ 3 มิติ ในพื้นที่ศูนย์วิจัยชุมชนฯ สามารถกำหนดตำแหน่งศักยภาพให้น้ำใต้ดินที่ความลึก 80 เมตร ในพื้นที่ศูนย์วิจัยชุมชนฯ และพัฒนาเป็นบ่อบาดาล จำนวน 2 บ่อ มีอัตราให้น้ำ 8 ลูกบาศก์เมตร ต่อชั่วโมง ติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ อัตราการสูบน้ำ 8,000 ลิตรต่อชั่วโมง วางถังเก็บน้ำ ขนาด 1,000 ลิตร จำนวน 4 ถัง บนหอคอย พร้อมจัดทำระบบเกษตรอัจฉริยะ โดยมีเซนเซอร์อุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณฝน เชื่อมต่อกับปั๊มจ่ายน้ำแบบฉีดฝอยแก่สวนมะม่วงทับทิมทอง พื้นที่แปลงสาธิต 10 ไร่ สามารถควบคุมระบบให้น้ำผ่านโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ได้ พร้อมการตรวจสอบการ ทำงานผ่านกล้องวงจรปิด ผลจากการพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินและระบบให้น้ำเกษตรอัจฉริยะ สามารถนำน้ำใต้ดินมาช่วยลด การขาดแคลนน้ำผิวดินและน้ำในสระ โดยเฉพาะช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มะม่วงออก ดอก และต้องรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันดอกร่วง ทำให้ศูนย์วิจัยชุมชนตำบลวังใหม่ มีผลผลิต มะม่วงทับทิมทองเพิ่มขึ้นถึง 10 ตัน (จาก 4 ตัน เป็น 14 ตัน) และผิวพรรณของมะม่วงดีขึ้นอย่าง ชัดเจน ทีมผู้วิจัยได้ถ่ายทอดความรู้การเกษตรและสาธิตเทคโนโลยีดังกล่าวแก่กรรมการศูนย์วิจัยฯ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตและแปรรูปผักและผลไม้พรีเมียม เกษตรกร เจ้าหน้าที่หน่วยงานท้องถิ่น อำเภอวังสมบูรณ์ จำนวน 50 คน คำสำคัญ: การสำรวจน้ำใต้ดินประสิทธิภาพสูง มะม่วงทับทิมทอง ศูนย์วิจัยชุมชนตำบลวังใหม่ สระแก้ว
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 38 ธรณีฟิสิกส์เพื่อสนับสนุนการสำรวจแหล่งโบราณคดี Geophysics for Supporting Archaeological Exploration รองศาสตราจารย์ดร.ภาสกร ปนานนท์ เกษียณ ประเสริฐพงศ์วิไล ทรงศักดิ์ ม่วงน้อย และพรรษา พลสอนดา ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บทคัดย่อ ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีความรุ่งเรืองทางด้านประวัติศาสตร์และ ศิลปะวัฒนธรรมต่อเนื่องมาจนถึงในยุคปัจจุบัน จึงมีโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีจำนวนมากที่ ควรค่าต่อการศึกษาและอนุรักษ์ให้ชนรุ่นหลัง แต่การขุดค้นเพื่อศึกษาทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ของไทยในปัจจุบัน ยังขาดการสนับสนุนการสำรวจเบื้องต้นเพื่อกำหนดขอบเขตพื้นที่ในการขุดค้นทาง โบราณคดีให้แม่นยำและมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันเริ่มมีการนำเทคโนโลยีสำรวจธรณีฟิสิกส์เพื่อช่วย สำรวจเบื้องต้นและกำหนดตำแหน่งการขุดค้นโบราณคดีที่แม่นยำ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการ สำรวจแหล่งโบราณคดีและช่วยลดงบประมาณในการทำงาน การศึกษาครั้งนี้ได้นำเสนอกรณีศึกษาของ การใช้วิธีการสำรวจรณีฟิสิกส์ประเภทต่าง ๆ เพื่อใช้สำรวจพื้นที่และกำหนดตำแหน่งสำหรับการขุดค้น แหล่งโบราณคดี รวมถึงการค้นพบหลักฐานใหม่ ๆ ข้างใต้ที่ยังไม่ทราบกันมาก่อน ในแหล่งโบราณคดี พื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย เพื่อเป็นตัวอย่างของโครงการวิจัยนำร่องของการใช้เทคโนโลยีในการ ตรวจสอบและสนับสนุนการขุดค้นแหล่งโบราณคดีให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่ออนุรักษ์หลักฐาน อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของชาติไทยให้เป็นมรดกชาติสืบต่อไปในอนาคต คำสำคัญ: ธรณีฟิสิกส์ การสำรวจแหล่งโบราณคดี
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 39 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 การกักเก็บคาร์บอนในชั้นหินกักเก็บน้ำมันใต้ดิน Carbon Capture and Storage (CCS) in the Reservoir Rocks ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ลัดดา แต่งวัฒนานุกูล ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บทคัดย่อ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการเพิ่มขึ้นของ อุณหภูมิเฉลี่ยอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่สภาวะโลกเดือด ส่งผลต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและการละลายของ น้ำแข็งขั้วโลก และปริมาณฝนที่แปรปรวนมากขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสัมพันธ์กับการ เพิ่มขึ้นของปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศจนเกิดเป็นวิกฤตสภาพภูมิอากาศ จึงก่อเกิด แนวคิดการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage หรือ CCS) ด้วยเทคโนโลยีใน ปัจจุบันจากสมมติฐานเพิ่มขึ้นของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สัมพันธ์กับการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล หรือ เทคโนโลยีต่าง ๆ ดังนั้น การดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดที่ปล่อยแก๊สปริมาณมาก อาทิ โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล โรงงานอุตสาหกรรมผลิตซีเมนต์หรือเหล็กกล้า จึงต้องติดตั้งเครื่อง ดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และทำปฏิกิริยาเคมีให้เป็นของเหลวก่อนที่จะถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ และขนส่งไปยังพื้นที่เพื่อการกักเก็บ การกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินกักเก็บน้ำมัน (Reservoir rock) หรือบ่อน้ำมัน หรือ บ่อแก๊สธรรมชาติ ที่ได้ผ่านการขุดเจาะน้ำมันขึ้นมาใช้จนเหลือปริมาณน้อย และมีระดับความลึก มากกว่า 750 เมตรจากพื้นผิว โดยคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปของเหลวจะถูกอัดกลับสู่บ่อน้ำมัน มี 2 รูปแบบ คือ 1) อัดกลับลงในบ่อที่มีน้ำมันเหลือน้อยและพร้อมจะปิดดำเนินการ และ 2) อัดคาร์บอนไดออกไซด์ของเหลวกลับไปในบ่อน้ำมันที่ยังดำเนินการอยู่ เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต น้ำมัน (Enhanced Oil Recovery หรือ EOR) โดยประเทศไทยมีการจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็น ร่างกฎหมายรองรับเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ในปี พ.ศ. 2566 และมี แนวโน้มที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ในปี พ.ศ. 2567 เริ่มจากบ่อน้ำมันในอ่าวไทย คำสำคัญ: การกักเก็บ คาร์บอนไดออกไซด์ในรูปของเหลว หินกักเก็บน้ำมัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ