วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 40 เครื่องกำเนิดน้ำกระตุ้นด้วยพลาสมาแบบกะทัดรัด: นวัตกรรมพลาสมา ความดันบรรยากาศสำหรับการผลิตอาหารปลอดภัยและเพิ่มมูลค่าสินค้า ทางการเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน Compact Plasma-activated Water Generator: Atmospheric Pressure Plasma Innovation for Food Safety Production and Value-added Products from Agricultural Waste to Enhance the Competitiveness of Community Enterprises ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.พุฒิธร ธะนะ อาจารย์ ดร.จักราวุธ ไม้ทิพย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.กัลยรักษ์ ประเสริฐบุญใหญ่ อาจารย์ ดร.สุนิสา อึ้งวิวัฒน์กุล และอาจารย์ ดร.เมธิณ ใจเกื้อ สาขาวิชาวิทยาการข้อมูลและการคำนวณ คณะวิทยาศาสตร์ พลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตระยอง บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ และสารพิษตกค้างในผลผลิตทาง การเกษตร และอาหารในพื้นที่จังหวัดระยอง ได้แก่ ผักสดพร้อมบริโภค น้ำผึ้งชันโรง และหอยนางรมสด สืบเนื่องจากปัจจุบันผลผลิตของผักสด น้ำผึ้งชันโรง และหอยนางรมสด ซึ่งเป็นสินค้าพร้อมบริโภคซึ่ง เป็นที่ต้องการอย่างแพร่หลาย เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพเพิ่มมาก ยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผลผลิตทางการเกษตรดังกล่าวยังพบการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ สารปนเปื้อนและสารพิษตกค้าง ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพของผลผลิตและสุขภาพของผู้บริโภค นอกจากนี้ อาจส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตหรือเกษตรกรในการจำหน่ายหรือส่งออกสินค้าประเภทผักสดพร้อมบริโภค ในระยะยาว เนื่องจากมาตรฐานในการควบคุมและการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น แม้ว่าผู้บริโภคและ ผู้ผลิตจะทราบถึงความเสี่ยงและผลกระทบดังกล่าว แต่ก็ไม่สามารถขจัดปัญหาดังกล่าวได้อย่างสิ้นเชิง ทำได้เพียงใช้กระบวนการทำความสะอาดเบื้องต้นซึ่งไม่สามารถกำจัดสิ่งปนเปื้อนเหล่านั้นให้หมดไปได้ จากปัญหาดังกล่าวทีมผู้วิจัยจึงเล็งเห็นความสำคัญและสนใจประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลาสมาเย็น ความดันบรรยากาศ ในการยกระดับคุณภาพด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรพร้อม บริโภค ได้แก่ ผักสด น้ำผึ้งชันโรง และหอยนางรมสด โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างเครื่องผลิตน้ำ กระตุ้นด้วยพลาสมาต้นแบบสำหรับใช้ในการลดปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ สารปนเปื้อนและสารพิษตกค้าง ในผลิตภัณฑ์การเกษตรแบบพร้อมบริโภค จากนั้นทำการศึกษาเพื่อหาสภาวะที่เหมาะสมของน้ำกระตุ้น ด้วยพลาสมาในการลดปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ และสารพิษตกค้างในผักสดพร้อมบริโภค น้ำผึ้งชันโรง และหอยนางรมสด ซึ่งคณะวิจัยมีความเชี่ยวชาญทั้งในด้านฟิสิกส์ จุลชีววิทยา และเคมีวิเคราะห์ โดย ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานในพื้นที่ทั้งทางภาครัฐและภาคเอกชน รวมไปถึงสวนสุภัทรา แลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เนื่องจากเป็นสวนที่มีผลผลิตผักสดพร้อมบริโภค ขนาดใหญ่เพื่อจำหน่ายในพื้นที่จังหวัดระยอง จึงใช้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการวิจัยนี้ รวมถึงวิสาหกิจชุมชน ผู้เลี้ยงชันโรงบ้านทับมา จังหวัดระยอง ผู้ผลิตน้ำผึ้งชันโรง และกลุ่มประมงพื้นบ้าน บ้านตากวน จังหวัดระยอง โดยผลผลิตที่ได้จากโครงการนี้จะได้เครื่องผลิตน้ำกระตุ้นด้วยพลาสมาต้นแบบที่มี ประสิทธิภาพในการลดปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ และสารพิษตกค้างในผักสดพร้อมบริโภค น้ำผึ้งชันโรง และหอยนางรมสด ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นเทคโนโลยีสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กะทัดรัด และ ใช้งานได้ง่าย สามารถนำน้ำที่เหลือจากกระบวนการไปใช้ในการเพาะปลูกพืชผัก ทำให้เกิดการใช้น้ำ
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 41 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 อย่างคุ้มค่า อีกทั้งข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการต่อยอดเทคโนโลยี พลาสมาเย็นความดันบรรยากาศสู่การประยุกต์ในด้านอื่น ๆ ต่อไป คำสำคัญ: น้ำกระตุ้นด้วยพลาสมา นวัตกรรมพลาสมาความดันบรรยากาศ
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 42 ผลงานวิจัยการพิมพ์ขึ้นรูปโลหะสามมิติและการจำลองทางคอมพิวเตอร์ Research on Metal 3D Printing and Computer Simulation รองศาสตราจารย์ดร.พฤทธิ์ โกวิทวรางกูร1 ปิยพรรดิ ชูช่วย1 ไมตรี กมลรัตนพิสุทธิ์1 และดร.ปฏิภาณ นิลเพ็ชร2 1 บัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธร ไทย-เยอรมัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 2 ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี บทคัดย่อ ผลงานที่นำเสนอนี้เป็นการรวมรวมผลงานวิจัยในระดับบัณฑิตศึกษาและงานบริการวิชาการ ของสาขาวิชาวิศวกรรมวัสดุและการผลิต บัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธร ไทยเยอรมัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในหัวเรื่องการพิมพ์ขึ้นรูปโลหะสามมิติ (Metal 3D Printing หรือ Metal Additive Manufacturing) และการจำลองทางคอมพิวเตอร์ (Computer Simulation) ที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งออกเป็นกระบวนการที่สำคัญ 3 กระบวนการ ได้แก่ (1) LBPF หรือ Laser powder bed fusion การพิมพ์ขึ้นรูปสามมิติด้วยเลเซอร์เพื่อหลอมละลายผง โลหะที่กองอยู่ (2) DED หรือ Direct energy deposition การพิมพ์ขึ้นรูปสามมิติด้วยเลเซอร์พร้อม กับการพ่นผงโลหะจากด้านบน (3) MEAM หรือ Metal extrusion additive manufacturing การพิมพ์ขึ้นรูปสามมิติด้วยการรีดผ่าน die แล้วทำการเผา sintering เพื่อผนึกชิ้นงาน โดยผลงานวิจัย ส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษาผลกระทบของพารามิเตอร์ในการพิมพ์ขึ้นรูปที่มีผลต่อคุณภาพของชิ้นงาน ต่าง ๆ ตัวอย่างพารามิเตอร์ที่สำคัญของการพิมพ์ขึ้นรูปได้แก่ กำลังของเลเซอร์, ความเร็วในการสแกน, ระยะห่างของ track ความสูงของชั้น layer รูปแบบการสแกน การออกแบบโครงสร้าง support เป็น ต้น ส่วนผลทางด้านคุณภาพ เช่น ความลึกของบ่อหลอม การหลอมที่ไม่ทั่วถึง ความแข็งแรง ความเค้น ตกค้างและการบิดตัวของชิ้นงาน เป็นต้น ผลงานวิจัยต่าง ๆ ที่นำมาเสนอนี้ดังอธิบายนี้จะช่วยให้เห็นถึง มุมมององค์ความรู้สำคัญที่จำเป็นต้องรวบรวมพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตแบบ Additive Manufacturing ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตแบบใหม่ที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการผลิตใน อนาคตอันใกล้นี้ คำสำคัญ: Metal, 3D printing, Additive manufacturing, Computer simulation, LPBF, DED, MEAM
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 43 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 หน้ากากผ้าแสดงผลผู้สวมใส่ที่มีอุณหภูมิสูงด้วยการเปลี่ยนสีของสารเทอร์โมโครมิก Color Changing Thermochromic Face Mask for Fever Measurement ดร.นารีรัตน์ จริยะปัญญา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุนีย์ หทัยวสีวงค์ วิจิตรา ควรรับผล มนัญญา จำปาศรีและคนิษฐา สุวรรณศิลป์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี บทคัดย่อ นวัตกรรมหน้ากากผ้าเปลี่ยนสีสำหรับการช่วยวัดอุณหภูมิผู้สวมใส่มีที่มีอุณหภูมิสูงหรือเป็นไข้ ด้วยการเปลี่ยนสีของสารเทอร์โมโครมิก หน้ากากผ้าได้พัฒนาขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ช่วยป้องกันการแพร่ ระบาดโควิด-19 โดยหน้ากากจะทำการตรวจจับผู้สวมใส่หน้ากากเบื้องต้นว่าเมื่อมีอุณหภูมิสูงเกิน 37.5 ±0.5 °c. หน้ากากจะเปลี่ยนสีทันทีโดยมีเทคโนโลยีในการพัฒนาหน้ากากผ้านั้นใช้เทคโนโลยีการ เปลี่ยนสีของสารเทอร์โมโครมิกด้วยการกำหนดค่าอุณหภูมิที่ต้องการเปลี่ยนสีช่วงอุณหภูมิ 37.5 ±0.5 °c โดยใช้กระบวนการโค้ดสารเทอร์โมโครมิกให้ติดอยู่บนหน้ากากผ้าที่ออกแบบการตรวจจับอุณหภูมิ บริเวณข้างแก้มและคัดเลือกผ้าที่มีความไวต่อการรับความร้อนเพื่อทำปฎิกิริยาในการเปลี่ยนสีของสาร เทอร์โมโครมิกให้แม่นยำที่สุด นอกจากนั้นยังปรับปรุงคุณสมบัติหน้ากากผ้าให้สามารถป้องกันไฟฟ้า สถิตย์ ป้องกันแบคทีเรีย การสะท้อนน้ำ และการป้องกันไรฝุ่น คำสำคัญ: สารเทอร์โมโครมิก หน้ากากผ้า อุณหภูมิ
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 44 นวัตกรรมหมวกเดินป่า An Innovation of Trekking Hat ดร.นารีรัตน์ จริยะปัญญา ภัทรพล วัชรประภาวดี กฤตติเกษม บุญคำ อะฟันดี่ กะโห้ทอง และสราวุฒิ ศรีประเสริฐ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี บทคัดย่อ หมวกเดินป่า นวัตกรรมใหม่ที่สามารถเปล่งแสงได้ในที่มืดมาพร้อมฟังก์ชันการเปลี่ยนสีที่ได้ พัฒนาเพื่อช่วยเตือนผู้สวมใส่เมื่อมีอุณหภูมิสูงด้วยเทคโนโลยีการเปลี่ยนสีของสารเทอร์โมโคมิก ในขณะ ที่การส่องสว่างของหมวกได้ใช้เทคนิคในการเคลือบสารที่มีคุณสมบัติเรืองแสงทำให้หมวกสามารถ เปล่งแสงออกมาในที่มืด นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติสะท้อนน้ำได้ ทนทานต่อสิ่งสกปรก พร้อมฟังก์ชัน ป้องกันแบคทีเรียและช่วยขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ นวัตกรรมหมวกเดินป่าที่มีคุณสมบัติโดดเด่นนี้ สามารถใช้งานได้อย่างมีคุณภาพโดยมีเทคโนโลยีกระบวนการ คือ การเรืองแสงของหมวกจากส าร Phosphorescence เพื่อเพิ่มการมองเห็นเด่นชัดในที่มืด การเพิ่มคุณสมบัติการสะท้อนน้ำบนหมวกด้าน นอกจากสาร Fluorocarbon เพื่อป้องการเปียกของหมวก การเพิ่มคุณสมบัติการต้านทานแบคทีเรีย จากสาร Poly Allylamine Hydrochloride (PAH) เฉพาะด้านในของหมวก ในร่มเมื่อหมวกเปลี่ยนสี จากสาร Thermochromic สามารถคาดการณ์ได้ว่าผู้สวมใส่มีอุณหภูมิสูงและสามารถเปลี่ยนสีเมื่อ ออกแดด คำสำคัญ: หมวกเดินป่า Thermochromic
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 45 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไวท์เทนนิ่งจากสารสกัดเปลือกสับปะรด และจากน้ำมะนาวโดยสหกรณ์การเกษตรสบปราบ Innovative Whitening Cosmetics from Pineapple Peel and Lime Juice Extracts by Sobprab Agricultural Cooperative รองศาสตราจารย์ ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ คณะการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี บทคัดย่อ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารสกัดน้ำมะนาวและสารสกัดเปลือกสับปะรด เป็น เซ็ตเครื่องสำอางประกอบด้วย เซรั่ม โทนเนอร์ โลชั่น และสบู่ ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการ ทำงานของไทโรซิเนสและการผลิตเมลานินในเซลล์เมลาโนไซต์ และกระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผลิตภัณฑ์ มีจุดเด่นด้านผิวกระจ่างใส ลดริ้วรอย และเหมาะกับทุกสภาพผิว ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากผลไม้ไทย เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดน้ำมะนาวและสารสกัดเปลือกสับปะรดที่ทางสหกรณ์การเกษตร สบปราบ จำกัด มีความสนใจที่จะเพิ่มมูลค่ามะนาวและสับปะรดที่เป็นพืชเศรษฐกิจในจังหวัดลำปาง โดยทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสารสกัดมะนาวและสับปะรดมีสรรพคุณบำรุงบำรุงผิว หาง่าย ไม่มีพิษ นิยมรับประทานกันทั่วไป จากการทดสอบในห้องปฏิบัติการพบว่า สารสกัดน้ำมะนาว และเปลือกสับปะรดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการทำงานของไทโรซิเนสและการผลิตเมลานิน ในเซลล์เมลาโนไซต์ และกระตุ้นคอลลาเจนทำให้ผลิตภัณฑ์มีจุดเด่นด้านผิวกระจ่างใส ลดฝ้า กระ จุด ด่างดำ ต้านอนุมูลอิสระได้ดี คำสำคัญ: ไทโรซิเนส เมลานิน เปลือกสับปะรด
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 46 การผลิตทุเรียนคุณภาพสูงด้วยนวัตกรรมการให้น้ำแบบ Basin Fertigation และนวัตกรรมการสร้างระบบนิเวศน์ชักนำราก Reborn Root Biome Enhancing Prime Durian Quality Production through Basin Fertigation and Reborn Root Biome Innovation วรภัทร วชิรยากรณ์1 สุเพชร จิรขจรกุล2 ธนิท เรืองรุ่งชัยกุล2 เรวัตร ใจสุทธิ3 พฤกษ์ ชุติมานุกูล1 ปิยะพงษ์ สอนแก้ว4 และธนวัฒน์ โชติวรรณ1 1 สาขาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2 สาชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3 สาขาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 4 ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์เพื่อการวิจัยชั้นสูงสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการวิจัยชั้นสูง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บทคัดย่อ เมื่อการผลิตทุเรียนเป็นแบบเกษตรอุตสาหกรรม มีการปรับปรุงพื้นปลูกที่ให้เหมือนสนามหญ้า อีกทั้งมีการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้นหลายเท่าในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา เนื้อทุเรียนมีอาการ แข็งเป็นไต เกิดอาการไส้ซึมเวลาสุกเนื้อมีรสจืดไม่หวานมันและมีรสขมพร้อมกลิ่นไม่พึงประสงค์ ต้น ทุเรียนมักเกิดโรครากเน่าโคนเน่า ต้นทุเรียนยืนต้นตาย ทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติจึงได้อนุมัติ โครงการการพัฒนาเกษตรกรไทยสู่ Smart Farmer กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเพื่อ การส่งออก ภายใต้โครงการท้าทายไทย เพื่อแก้ปัญหาการผลิตทุเรียนและพัฒนาให้เกษตรกรสามารถ ส่งออกทุเรียนคุณภาพเพื่อการแข่งขันระดับนานาชาติ ทางคณะผู้วิจัยได้พัฒนานวัตกรรมการสร้าง ระบบนิเวศชักนำรากลอย (Reborn Root Biome) โดยการสร้างระบบฮิวมัสที่มีจุลินทรีย์ดี ได้แก่ Tricoderma spp., Bacillus subtilis., Bacillus megaterium, Bacillus coagulans, Bacillus amyloliquefaciens, Arbuscular mycorrhiza, Yeast และ Protozoa ย่อยสลายอินทรียวัตถุจนได้ สารคีเลต ส่งผลให้รากทุเรียนถูกสร้างใหม่เจริญบนผิวดินในชั้นฮิวมัสนี้ โรครากเน่าโคนเน่าไม่พบอีกไป ภายในสองสัปดาห์และไม่กลับมาก่อให้เกิดโรคได้อีกหากระบบนี้ยังคงอยู่ ต้นทุเรียนที่เป็นโรคใบเหลือง สามารถกลับมาแตกใบใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ สามารถแตกยอดได้ครบสามช่วงในหนึ่งปีส่งผลให้สามารถ ออกดอกได้เองเมื่อกระทบหนาว โดยไม่ต้องราดสารบังคับการออกดอก นวัตกรรมที่สองที่ถูกพัฒนาขึ้น คือการให้น้ำและปุ๋ยแบบลุ่มน้ำ (Basin Fertigation) โดยให้ธาตุอาหารตามระยะการพัฒนาของพืชไป พร้อมกับการให้น้ำกับต้นทุเรียน แบ่งออกเป็นสามช่วง ช่วงแรกตั้งแต่ 6.00-8.00 น. ให้น้ำจนเต็ม ความสามารถการอุ้มน้ำของดิน (Soil Capacity) เพื่อให้พืชดูดธาตุอาหารหลักและจุลธาตุไปกับการ คายน้ำและการสังเคราะห์แสง ช่วงที่สอง 11.00-12.00 น. ให้น้ำตามการขึ้นลงของข้างขึ้นข้างแรม เป็นการสร้างระบบความเครียดให้ต้นทุเรียนเพื่อให้สร้างกลิ่นหอม และช่วงที่สาม 13.00 น. และ 14.00 น. ให้น้ำประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้เกิดความชื้นกับแปลงทุเรียนและให้เกิดการสังเคราะห์ แสงต่อไปจนถึงแสงสุดท้าย รวมแล้วต้นทุเรียนสามารถสังเคราะห์แสงได้มากขึ้นกว่าเดิมจาก 3 ชม. เป็น 6-8 ชม. ทำให้ผลทุเรียนมีน้ำหนักแห้งประมาณร้อยละ 35 ที่อายุ 90 วันหลังดอกบาน และ ประมาณร้อยละ 39 ที่ 115 วันทำให้ได้ทุเรียนหมอนทองที่มีคุณภาพสูง เนื้อเหนียวเนียนละเอียด มี กลิ่นหอม รสชาติหวานมันเข้มข้น เส้นใยละเอียดอ่อนนุ่น คำสำคัญ: ทุเรียนหมอนทอง การให้น้ำและปุ๋ย การชักนำรากลอย การให้น้ำแบบลุ่มน้ำ
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 47 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่เทียมปราศจากกลูเตนและถั่วเหลืองจากขนุนอ่อน Gluten-free and Soy-free Plant-based Chicken Meat from Young Jackfruit ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุศราภา ลีละวัฒน์ ธัญวรัตน์ ต่ายเกิด อติกานต์ ลือกิตินันท์ และภัสสร ลั่นซ้าย สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บทคัดย่อ เนื้อเทียมหรือผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์จากพืช (Plant-based Meat) เป็นอาหารที่มีแนวโน้ม เติบโตเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ความกังวลเกี่ยวกับสวัสดิภาพสัตว์ ข้อจำกัดทางศาสนา รวมไปถึงกระแสการตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อม แนวคิดและปัญหาสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ส่งผลให้ผู้บริโภคมองหาและเลือกรับประทานเมนูทางเลือกที่ ทดแทนเนื้อสัตว์มากขึ้น ดังนั้นจึงนำมาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อไก่เทียมจากพืชที่มีชื่อว่า Green Chick’n โดยผลิตภัณฑ์นวัตกรรมนี้ใช้เทคโนโลยีการสร้างโครงสร้างเหมือนเนื้อสัตว์ โดยเทคนิคการ ผสมไบโอพอลิเมอร์ เพื่อทำให้เกิดการแยกเฟส และการจัดเรียงตัวของเส้นใย ร่วมกับการสร้าง โครงสร้างเส้นใยที่เป็นชั้น ๆ จากเทคนิค Freeze Structuring เพื่อพัฒนาเป็นเนื้อไก่เทียมที่มีลักษณะ ปรากฏ และเนื้อสัมผัสใกล้เคียงกับเนื้อไก่จริงได้ โดยใช้วัตถุดิบที่ไม่มีสารก่อภูมิแพ้ ได้แก่ โปรตีนสกัด จากถั่วลันเตาแทนการใช้โปรตีนจากถั่วเหลือง วัตถุดิบที่ปราศจากกลูเตน และขนุนอ่อนที่มีเส้นใยคล้าย กับเนื้อไก่ รสชาติเป็นกลางสามารถซึมซับรสชาติได้ดี และยังอุดมไปด้วยใยอาหารที่มีประโยชน์ต่อ ระบบขับถ่าย ช่วยจับไขมันจากอาหาร และลดการดูดซึมน้ำตาล จากนั้นนำเนื้อไก่เทียมผ่าน กระบวนการอบแห้งให้อยู่ในรูปกึ่งสำเร็จรูปที่มีค่าปริมาณน้ำอิสระที่ไม่เกิน 0.6 จึงมีอายุการเก็บรักษา อย่างน้อย 6 เดือน ที่อุณหภูมิห้อง และสามารถนำไปใช้ในการเตรียมเมนูอาหารที่อร่อยและสุขภาพดี อื่น ๆ ได้หลากหลายเพียงคืนตัวเนื้อไก่เทียมกึ่งสำเร็จรูปด้วยน้ำร้อน 5 นาที มีค่าพลังงาน 120 แคลอรี ต่อ 1 หน่วยบริโภค (25 กรัม) อุดมไปด้วยใยอาหาร (21% ของความต้องการต่อวัน) และเป็น แหล่งของธาตุเหล็ก (10% ของความต้องการต่อวัน) นอกจากผลิตภัณฑ์ Green Chick’n จะเป็น ประโยชน์ต่อผู้บริโภคกลุ่มเฟล็กซิทาเรียน วีแกน มังสวิรัติโดยตรงแล้ว ยังก่อให้เกิดความร่วมมือระดับ อุตสาหกรรมในการพัฒนารูปแบบอาหารทดแทนเนื้อจากพืชรูปแบบใหม่ด้วยวิธีการที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้อง ลงทุนสูง นอกจากนี้การใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในธรรมชาติ ได้แก่ ขนุนอ่อน ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการเก็บ เกี่ยวขนุน ถือเป็นการส่งเสริมการเพาะปลูกขนุนและช่วยเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบในชุมชนสู่การเป็นวัตถุดิบ หลักในผลิตภัณฑ์เนื้อไก่เทียม นำผลผลิตในชุมชนไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์ สร้างรายได้ สร้างอาชีพ ให้กับชุมชน และสามารถนำผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ คำสำคัญ: เนื้อไก่เทียม ขนุนอ่อน โปรตีนสกัดจากถั่วลันเตา วีแกน ปราศจากกลูเตน
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 48 การแปรรูปวัสดุเหลือทิ้งใบไผ่ เพื่อพัฒนาเวชสำอาง Transforming Bamboo Leaf Extract Waste into Cosmetic Innovations รองศาสตราจารย์ ดร.สุภกร บุญยืน สาขาวิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บทคัดย่อ การแปรรูปเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจากวัสดุใบไผ่ เพื่อสกัดหาสารสำคัญในการแปรรูป เป็นสารเติมแต่งในอุตสาหกรรมเวชสำอาง นับเป็นการพัฒนาเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรได้เป็นอย่างดี จากการทดลองหาปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระและการยับยั้งทาง ชีวภาพในไผ่ 8 ชนิดในประเทศไทยพบว่า ใบไผ่ซางหม่นมีสารที่สามารถกำจัดอนุมูลอิสระดีที่สุด จึงได้ ทำการทดลองหาโครงสร้างทางเคมี ทดสอบการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ และทดสอบ ฤทธิ์ความเป็นพิษกับเซลล์ พบว่าสารคัญที่มีมากในใบไผ่ ซางหม่น เป็นสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Isoorientin) และ สารสกัดหยาบใบไผ่ซางหม่นให้ผล Inhibition zone กับ E. Coli และ S. aureus เท่ากับ 5.75 ± 0.71 และ 3.10 ± 0.20 มิลลิเมตร ตามลำดับ สารสกัดหยาบจากใบไผ่ไม่มีความเป็น พิษต่อเซลล์ HaCat Cell line โดยทำการวิเคราะห์ด้วยวิธี MTTAssay ผลการทดสอบแสดงว่า ตัวอย่าง ไม่มีความเป็นพิษที่ความเข้มข้น น้อยกว่า 100 microgram/ml จากการทดลอง ทั้งหมดที่ กล่าวมาทำให้พบว่าใบไผ่ซางหม่นมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงและมีการต้านอนุมูลอิสระได้ดี และสามารถ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ดี สามารถนำไป ประยุกต์ใช้ในส่วนประกอบทางยา และ การรักษาทางการแพทย์ได้ต่อไปในอนาคต และได้ถูกนำไปต่อยอดผลิตเป็นเซรัมบำรุงผิว Isoorientin (IO) เป็นสารสำคัญที่ได้จากกระบวนการสกัดสารจากใบไผ่ ที่อุดมไปด้วยสารต้าน อนุมูลอิสระ และยังมีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบของเซลล์ ผู้วิจัยได้สร้างนวัตกรรมนี้มุ่งเน้นการพัฒนา สาร IO ให้อยู่ในรูปอนุภาคนาโน เพื่อรักษาปริมาณน้ำในเซลล์ และการบำรุงผิวเป็นปัจจัยที่จำเป็นที่จะ ช่วยยืดอายุเซลล์ผิวหนัง รวมทั้งทำให้เกิดความยืดหยุ่นของผิวชั้นนอก ประกอบกับยังช่วยลดโอกาส เสี่ยงต่อโรคผิวหนังซึ่งมักจะเกิดกับผิวที่แห้ง ทั้งนี้ผู้วิจัยได้พัฒนานำสาร IO ดังกล่าวมาสร้างเป็น นวัตกรรมเวชสำอางแบบครบวงจร พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบและได้รับการจดแจ้ง อย. แล้ว พร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ประกอบด้วย โฟมล้างหน้า ไมเซร่า เซรั่ม ครีมบำรุง และครีมกันแดด จากการทดสอบผู้ทดลองใช้ 1,500 รายให้การตอบรับพึงพอใจมากกว่าร้อยละ 96 และเห็นผลผิวหน้า ที่ชุ่มชื้นกระจ่างใส ลดอาการผิวที่ขาดน้ำและติดเชื้อ ทำให้ผิวมีสุขภาพดีสดใสอย่างอ่อนโยน จากการ ศึกษาวิจัยสารสกัดจากวัสดุใบไผ่เหลือทิ้งจากเกษตรกร 8 ชนิดในประเทศไทย ไผ่ซางหม่น ให้ สารสำคัญมากที่สุดเป็นสาร Isoorientin และได้ทำการทดสอบทางเคมีและชีวภาพจนพบว่าสาร ดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการการต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ไม่มีความเป็นพิษกับเซลล์ในปริมาณ ที่นำไปใช้งาน และยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี จึงได้นำสารดังกล่าวมาพัฒนา แปรรูปเป็นเวชสำอาง ชนิดโฟมล้างหน้า ไมเซร่า เซรั่ม ครีมบำรุง และครีมกันแดด เพื่อลดการนำเข้า จากต่างประเทศ ส่งเสริมอาชีพให้กับคนไทย สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้ผ่าน การทดสอบและได้รับมาตรฐานจาก อย. รวมถึงได้รับรางวัลนวัตกรรมจากเวทีนวัตกรรมใน ต่างประเทศ จึงนับได้ว่าเป็นการสร้างนวัตกรรมที่แปรรูปจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเพื่อสร้าง การพัฒนาชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม คำสำคัญ: ใบไผ่ ฟลาโวนอยด์ ต้านอนุมูลอิสระ เวชสำอาง
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 49 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 นวัตกรรมการวิจัยเพื่อความยั่งยืนและสร้างเกษตรมูลค่าสูง ด้วยเทคโนโลยีเภสัชกรรมตามแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG Innovative Research for Sustainable Development of High-value Agriculture Using Pharmaceutical Technology Based on the BCG Economy ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภก.อาณัฐชัย ม้ายอุเทศ รองศาสตราจารย์ ดร.ภญ.วรพรรณ สิทธิถาวร ภก.ปรเมศวร์ พินิจจันทร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภก.ภัทรวิทย์ รักษ์ทอง ศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางวิจัยด้านนวัตกรรมพืชและสมุนไพร สถาบันยุทธศาสตร์ทางปัญญาและวิจัย และคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บทคัดย่อ การใช้เทคโนโลยีทางเภสัชกรรมตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG เพื่อการขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ ความยั่งยืนในการสร้างเกษตรมูลค่าสูงและเพิ่มศักยภาพของพืชและสมุนไพรไทยด้วยการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางเภสัชกรรม ในการวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมการรักษาโรคและการใช้ประโยชน์ด้วยพืช และสมุนไพร การวิจัยนี้มุ่งเน้นการสกัดสารสำคัญเพื่อศึกษาประสิทธิภาพการรักษาโรคในเชิงลึก เครื่องสำอาง เศษเหลือจากการสกัดสารสำคัญถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างอาหารเชิงหน้าที่และ สารช่วยทางเภสัชกรรม พืชสมุนไพรถูกใช้เป็นกลุ่มต้นแบบในงานวิจัยด้าน BCG ประกอบด้วย กัญชง ตะไคร้หอม มะยงชิด มะตูม พิกัดตรีผลา และผำ ด้านการสกัดสารสำคัญไปใช้ประโยชน์ โดยใบกัญชง และกิ่งนำไปสกัดกลิ่นเพื่อผลิตเครื่องดื่ม ตะไคร้หอมถูกนำไปสกัดกลิ่นผสมในสเปรย์ไล่ยุ่ง เมล็ด มะยงชิดถูกนำมาสกัดเพื่อผลิตเป็นสารฆ่าเชื้อและเครื่องสำอาง สารสกัดใบมะยงชิดมีผลต้าน เซลล์มะเร็ง สารสกัดผลมะตูมส่งผลช่วยรักษาโรคสมองเสื่อม สารสกัดตรีผลานำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร สารสกัดผำมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านเซลล์มะเร็ง การสร้างโรงเรือนอัจฉริยะ (Smart Farming) ในการเพาะปลูกผำเพื่อยกระดับเกษตรกร ด้านเศษเหลือหลังการสกัดสารสำคัญใน ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมจากกัญชง ตะไคร้หอม ใบมะยงชิดและตำรับตรีผลาจะสามารถผลิตใย อาหาร (Fiber) เซลลูโลส (Cellulose) ไมโครคริสตัลไลน์เซลลูโลส 2 (Microcrystalline cellulose II) เป็นสารช่วยทางอาหารและเภสัชกรรมที่มีความจำเพาะในระบบอุตสาหกรรมการผลิตยาอาหารเสริม ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ส่งเสริมสร้างมูลค่าวัสดุเศษเหลือทางการเกษตรเพื่อลดการเกิดขยะ อินทรีย์จากภาคเกษตรกรรม (Zero Waste) ยกระดับมาตรฐานสินค้าทางการเกษตร เพิ่มโอกาสทาง การตลาด สร้างมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน ซึ่งจากการดำเนินการวิจัยทั้งหมดนี้เพื่อส่งเสริม นวัตกรรมเเละเทคโนโลยีทางเภสัชกรรมตามแนวคิด BCG คำสำคัญ: เศรษฐกิจ BCG เกษตรมูลค่าสูง เทคโนโลยีทางเภสัชกรรม สารช่วยทางเภสัชกรรม
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 50 การขึ้นรูปโครงสร้างแซนวิชรังผึ้งด้วยเทคนิคการพิมพ์ 3 มิติ สำหรับการดูดซับพลังงาน Sandwich Structure with Silicone 3D-Printed Out-of-Plane Honeycomb Scaffold for High-Speed Energy Absorption เรืออากาศตรี นินาท บุญเปรมปรีดิ์ วาสิฎฐี แจ้งสว่าง รองศาสตราจารย์ กิตติทัศน์ สุบรรณจุ้ย กลุ่มสาขาวิชาวัสดุศาสตร์และนวัตกรรมวัสดุ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บทคัดย่อ เป็นที่รู้กันว่าเกราะบุคคลนั้นสามารถปกป้องผู้สวมใส่จากการเจาะทะลุของกระสุนอาวุธเบาได้ ในระดับหนึ่งแต่ไม่สามารถกระจายหรือดูดซับพลังงานที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด พลังงานจลน์คงเหลือคงยัง ส่งผ่านเสื้อเกราะเข้าสู่ผู้สวมใส่ทำให้เกิดการบาดเจ็บจากแรงกระแทก (Behind Armor Blunt Trauma (BABT)) อาการบาดเจ็บดังกล่าวมีความเกี่ยวเนื่องกับความสมดุลของพลังงานที่เหลืออยู่ตาม กฎการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเสื้อเกราะกันกระสุนให้ผู้สวมใส่เกิดความบาดเจ็บ หลังจากถูกยิงน้อยที่สุด และดำเนินภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง การเพิ่มชั้นของอุปกรณ์ดูดซับพลังงานจลน์ เสริมระหว่างตัวผู้สวมใส่กับพื้นผิวด้านหลังเสื้อเกราะจะเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันโดยรวม รวมถึง ลดความสูญเสียกำลังพลสำหรับภารกิจ จากหลักการนี้ระเบียบวิธีไฟไนท์อีลีเมนท์ถูกนำมาใช้เพื่อการคำนวณทางวิศวกรรมก่อนการ สร้างชิ้นงานตัวอย่าง โดยแบบจำลองถูกสร้างใน ANSYS LS-DYNA เพื่อช่วยในการคำนวณรูปทรง ที่เหมาะสมที่สุด เพื่อขึ้นรูปชิ้นงานด้วยเทคนิค 3D print ในขั้นตอนถัดไป ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่และ ความหนาที่เป็นไปได้ รวมถึงทิศทางของแรงที่กระทำต่อโครงสร้างอันเป็นทิศทางตามแนวความสูงของ รังผึ้ง โครงสร้างรังผึ้งแนวตั้งจัดเป็นโครงสร้างที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้งาน การขึ้นรูปจาก ซิลิโคนผ่านเทคนิคการพิมพ์ 3 มิติ Direct Ink Write (DIW) เพื่อเป็นวัสดุซับพลังงานดังกล่าว ตัวอย่างที่ทดสอบประกอบด้วยแผ่นเหล็กเพื่อจำลองแผ่นเกราะที่อยู่ในเสื้อเกราะกันกระสุน มีโครง รังผึ้งซิลิโคนเป็นอุปกรณ์ดูดซับแรงกระแทก ตัวอย่างโดยรวมอยู่ระหว่างการทดสอบและประเมินค่า ทางเทคนิคเชิงกลเพื่อการนำไปใช้ต่อไป คำสำคัญ: การดูดซับพลังงาน การพิมพ์ 3 มิติ แบบจำลองทางวิศวกรรม
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 51 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 การพัฒนากระบวนการแยกและใช้ประโยชน์จากของเหลือทิ้งในแปลงสับปะรด Development of Extraction and Utilization of Pineapple Field Waste รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีชัย อมรศักดิ์ชัย หน่วยวิจัยพลังงานยั่งยืนและวัสดุสีเขียว และภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บทคัดย่อ สับปะรดเป็นผลผลิตที่สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย และประเทศไทยเป็นผู้ผลิตราย สำคัญของโลก มีพื้นที่ปลูกประมาณ 600,000 ไร่ กระจายอยู่ทั่วประเทศ หลังการเก็บเกี่ยวผล สับปะรด จะมีใบและลำต้นสับปะรดเหลือทิ้งในแปลงเป็นปริมาณมาก ซึ่งเป็นภาระต่อเกษตรกรในการ จัดการก่อนที่จะมีการปลูกในรอบต่อไป โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ในการนำของเหลือทิ้งเหล่านี้มาใช้ ประโยชน์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นที่ทราบกันดีว่า ใบสับปะรดเป็นแหล่งเส้นใยธรรมชาติที่มี คุณภาพดีมีสมบัติเชิงกลสูง และสามารถนำไปใช้ในหลากหลายรูปแบบเช่นเดียวกับเส้นใยธรรมชาติ อื่น ๆ ที่จำเป็นต้องมีการปลูกขึ้นมา ขณะที่ลำต้นหรือเหง้าสับปะรด มีแป้งที่เป็นอะไมโลสในสัดส่วนที่ ค่อนข้างสูง โดยได้คิดค้นแนวทางใหม่ในการสกัดแยกเส้นใยจากใบสับปะรดที่สามารถขยายกำลังการ ผลิตในเชิงอุตสาหกรรมได้ และศึกษาแนวทางการใช้ประโยชน์โดยเฉพาะการเสริมแรงพลาสติกทั่วไป พลาสติกวิศวกรรม และยางชนิดต่าง ๆ เพื่อให้ได้วัสดุคอมโพสิตที่มีสมรรถนะสูงขึ้น สามารถใช้งานได้ กว้างขวางมากขึ้น มีรอยเท้าคาร์บอนที่ต่ำลง และยังเป็นการกักเก็บคาร์บอนอีกด้วย ใบสับปะรดประกอบด้วยส่วนที่เป็นเส้นใย และส่วนที่ไม่เป็นเส้นใย ซึ่งมีลักษณะคล้ายผงไม้ โดยเส้นใยใบสับปะรดถูกนำไปทดสอบการเสริมแรงพอลิพรอพิลีน ไนลอน และอัพไซเคิลพอลิเอทิลีน จากขวดนมสด โดยรูปแบบของการใช้งานที่ง่าย และได้สมรรถนะสูงสุด คือ การทำให้เส้นใยเรียงตัว ในทิศทางเดียวในแผ่นพรีเพร็ก ซึ่งสามารถนำมาอัดด้วยความร้อนเป็นแผ่นคอมโพสิตที่มีสมรรถนะสูง ได้ หรือจะนำไปฉีดเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ด้วยเครื่องฉีดพลาสติกทั่วไปก็ได้ สำหรับการใช้งานในด้าน การเสริมแรงยางนั้น จะทำให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ยางที่ต้องการความคงรูปที่สูง สามารถบิดงอ หรือเปลี่ยนรูปร่างได้ เมื่อได้รับแรงกระทำ และคืนตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อเอาแรงกระทำออก โดยได้ ทดสอบการผลิตกรวยจราจร และจะมีการทดลองผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัยด้านจราจรอื่น ๆ อีกในอนาคต และเพื่อไม่ให้เกิดของเหลือทิ้งจากกระบวนการแยกส่วนที่ไม่เป็นเส้นใยจากใบยังสามารถ นำไปใช้ได้ในลักษณะเดียวกันกับผงไม้ เพื่อทดแทนและลดการใช้พลาสติกจากปิโตรเลียมได้อีกด้วย โดย พบว่า ส่วนนี้ให้ประสิทธิภาพในการเสริมแรงที่สูงกว่าผงไม้ เนื่องจากรูปร่างลักษณะที่เป็นแผ่น แป้งในลำต้นสับปะรด มีสัดส่วนที่เป็นอะไมโลสสูงถึงร้อยละ 34 ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม สามารถทำให้เกิดผลึก และให้สมบัติที่ทนน้ำได้ดีกว่าแป้งทั่วไป สามารถนำไปใช้ในการผลิตฟิล์มบรรจุ ภัณฑ์ คอมโพสิต และโฟมที่ย่อยสลายได้ สำหรับการใช้งานแบบครั้งเดียวทิ้ง หรือผลิตภัณฑ์มีขนาด เล็กเกินกว่าจะรวบรวมกลับมารีไซเคิลได้อย่างคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ สามารถย่อย สลายได้ภายในระยะเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ เมื่อถูกทิ้งไว้ในสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้แล้ว ยังมีการ พัฒนาแป้งนี้ให้มีสมบัติและความทนทานเพิ่มมากขึ้นโดยการดัดแปรทางเคมีให้เป็นแป้งไดอัลดีไฮด์ และ ทำการเชื่อมขวางด้วยกลีเซอรอล หรือสารประกอบไดเอมีน เพื่อขยายขอบเขตการใช้งานให้กว้างขวาง ขึ้น สามารถทดแทนพลาสติกที่ผลิตจากปิโตรเลียมได้
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 52 งานวิจัยนี้ครอบคลุมช่วงเวลาหลายปี และเป็นผลมาจากความร่วมมือของหลาย ๆ คน ที่มิอาจ กล่าวนามได้หมด ที่ได้ร่วมกันทำให้โครงการนี้สำเร็จ ทั้งนี้ขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการวิจัยนี้ อย่างดีเยี่ยม คำสำคัญ: เส้นใยใบสับปะรด แป้ง วัสดุย่อยสลายได้ ของเหลือทิ้ง เศรษฐกิจหมุนเวียน
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 53 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 ศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อสะเต็มศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ กับพันธกิจเพื่อชาติ ด้านการศึกษา วิจัย พัฒนาและบริการสังคม บนรากฐานของการเรียนรู้วิถีสะเต็ม: สร้างเมล็ดพันธุ์ บ่มเพาะต้นกล้า สร้างผลผลิตแห่งปัญญา เพื่อชาติไทยด้วยวิถีสะเต็ม MUSC Centre of Excellence for STEM Education with National Missions in Education, Research, Development, and Social Services on the Foundation of STEM Learning: Create seeds, Cultivate Seedlings, and Create Products of Wisdom for the Thai Nation Using STEM-Based Learning รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณพงษ์ เตรียมโพธิ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดาราภรณ์ เตรียมโพธิ์ รองศาสตราจารย์ ดร.กัณยารัตน์ สุไพบูลย์วัฒน ภาควิชาฟิสิกส์และศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อสะเต็มศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บทคัดย่อ “ศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อสะเต็มศึกษาคณะวิทยาศาสตร์” (ศูนย์สะเต็มฯ) ซึ่งอยู่ในความ รับผิดชอบของกลุ่มสาขาวิชาชีวนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพอัจฉริยะ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ถูกตั้งขึ้นในเดือนตุลาคม 2562 เพื่อตอบสนองพันธกิจหลักของ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเป้าหมายในการสร้างการเปลี่ยนแปลงและยกระดับคุณภาพการศึกษาเพื่อ ประโยชน์สุขของสังคมไทย โดยเน้นการผลักดันให้เกิดการประยุกต์ใช้การศึกษาวิถีสะเต็มแบบ บูรณาการที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต และพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านอาชีพของผู้เรียนตาม ศักยภาพ สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ ศูนย์สะเต็มฯ ได้ถูกตั้งขึ้นภายใต้โครงการความร่วมมือ ระหว่างประเทศ Euro-Asia Collaboration for Enhancing STEM Education (EASTEM) ซึ่ง ได้รับการสนับสนุนจาก Erusmus + Programme ประกอบด้วยเครือข่ายความร่วมมือจาก 15 สถาบัน ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในด้านสะเต็มศึกษา ทั้งในยุโรป (สวีเดน ลิทัวเนีย และ ฝรั่งเศส) และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย) พันธกิจหลักของศูนย์สะเต็ม ได้แก่ 1. พัฒนาและส่งเสริมศักยภาพและสมรรถนะครูอาจารย์ และนักการศึกษาด้วยการจัดการเรียนการสอนวิถีสะเต็ม 2. พัฒนาและส่งเสริมเพื่อความพร้อมด้าน mindset-skillset-toolset ของนักเรียน นิสิต นักศึกษาในการประยุกต์ใช้ทั้งที่เกี่ยวกับประสบการชีวิต และการเรียนรู้ผ่านการเรียนรู้วิถีสะเต็ม 3. วิจัยและพัฒนานวัตกรรมสื่อการเรียนรู้และกิจกรรมสะเต็ม เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมการจัดประสบการณ์เรียนรู้เพื่อผู้เรียนในยุคดิจิตอล AI รวมถึงการจัดหาสื่อ สะเต็มต้นแบบให้ 4. สร้างและขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือเชิงรุกระหว่างหน่วยงานและ/หรือ องค์กรที่มีความสนใจในกิจกรรมการเรียนรู้วิถีสะเต็มทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อประโยชน์ต่อการศึกษา สังคมและเศรษฐกิจไทย 5. สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรระดับนานาชาติผ่าน กิจกรรมหรือโครงการเกี่ยวกับการศึกษาสะเต็ม ด้วยการดำเนินการของศูนย์สะเต็มฯ ในทุกพันธกิจดังกล่าวข้างต้นอย่างต่อเนื่องทำให้ส่งผลต่อ การพัฒนาผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมและผู้ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมของศูนย์สะเต็มฯ รวมกันทั้งในและ นอกประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชนมากกว่าหมื่นคน รวมถึงการร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันด้าน วิชาการระดับชาติ การส่งมอบบริจาคสื่อสะเต็มให้โรงเรียน การเปิดโลกทัศน์สร้างแรงบันดาลใจให้ครู อาจารย์ นักเรียน นิสิตนักศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ เช่น จัดกิจกรรมให้นักศึกษาแพทย์ มหาวิทยาลัยคุนหมิง ในหัวข้อที่เกี่ยวกับการนำ STEM ไปใช้ในด้านนิติวิทยาศาสตร์เป็นต้น การสร้าง ระบบบริการวิชาการ Coaching & Mentoring ด้านสะเต็ม และการช่วยพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 54 สถานศึกษาเพื่อใช้ประโยชน์จากกิจกรรมการเรียนรู้วิถีสะเต็มให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เต็มศักยภาพ สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพสูงสุด คำสำคัญ: ศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อสะเต็มศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ ศูนย์สะเต็มฯ การเรียนรู้วิถีสะเต็ม สะเต็มศึกษา
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 55 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 การศึกษาวัฒนธรรมการดื่มชาแบบกงฟู่เฉาซานกับวิถีปัจจุบัน 潮汕工夫茶文化与现代生活方式的研究 A Study of Chaoshan Gongfu Tea Culture and Modern Lifestyle อาจารย์เม่ยมิน ซู1 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทิพอุษา ศรีเพริศ2 ผู้ช่วยศาสตราจารย์พนารัตน์ แสงปัญญา3 1 ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ 2 ภาควิชาภาษาอังกฤษและภาษาศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง 摘要 潮汕工夫茶是一种特有的冲茶方式,几乎全世界没有人否 认饮茶是最早出现在中国的。茶的发现与利用为公元前 2737年, 也就是民间传说中的神农时期 [ 1] 。华夏56个民族中,不同的地 区至今还保持着丰富多彩的饮茶习惯和风俗。通过现代植物分 类学 (Plant Taxonomy) 的研究,植物学家发现茶树已经存在六七千万 年了。最新发现且出土于中国山东省汉景帝陵墓内的一批碗、 水壶和茶叶,对于公元前 453年中国人喝茶文化的研究具有重要 意义 [ 2 ] 。2008年中国政府将潮汕工夫茶列为国家级非物质文化 遗产 [3] 。本文通过对潮汕工夫茶饮茶文化的研究和分析,发现 潮汕工夫茶的饮茶习惯对于生活和工作上有效的时间管理、促 进健康以及规律生活等具有重大的作用和意义。潮汕工夫茶具 有解毒、清火、帮助消化、减肥、化痰等作用。潮汕人无论在 社交上还是家里都把品饮潮州工夫茶作为待客之礼,这蕴含着 丰富多姿的人文文化内涵。 关键词:茶文化;中国茶;工夫茶;茶的历史;饮茶习惯
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 56 การศึกษาวัฒนธรรมการดื่มชาแบบกงฟู่เฉาซานกับวิถีปัจจุบัน A Study of Chaoshan Gongfu Tea Culture and Modern Lifestyle Meimin Xu1 Asst. Prof. Tippa-u-sa Sriprert2 Asst. Prof. Panarat Saengpanya3 1 Department of Thai and Oriental Languages, Faculty of Humanities, 2 Department of English and Linguistics, Faculty of Humanities, 3 Faculty of Engineering Ramkhamhaeng University Abstract Gongfu Chaoshan is a method of making tea that requires a specific skill (gongfu or kung fu), originating in Chaoshan, Guangdong province. Tea drinking first occurred in China. Tea was discovered by Chinese Emperor Chen Nong in 2737 BC. [1] Colorful traditions of tea drinking have been preserved even to this day by 56 ethnic groups in different regions of China. According to studies using plant taxonomy, botanists found that tea plants have been around for 6 0-7 0 million years. Evidence of the interesting history of Chinese tea drinking was discovered at the tomb of Emperor Han Jingdi in Shandong, which revealed a collection of crockery, kettles, and tea leaves, helping scientists analyze cultural evidence dating back to 453 BC. [2] The Chinese government certified the Gongfu Chaoshan practice of preparing and drinking tea as part of its national intangible cultural heritage in 2008. [3] This article studies the culture of Gongfu Chaoshan tea drinking. The main objective is to analyze this culture and its current practice in terms of time, health, and customs of tea drinking by comparing tea brewing methods and their results. The study found that approaches to the Gongfu Chaoshan brewing method support effective time management. Drinking tea promotes better health; for example, it gently detoxicates the body relieves ulcers, helps with digestion, reduces weight, reduces phlegm, and more. The gongfu practice of making tea reflects the honor of the house owner or host who welcomes visitors respectfully. Keywords: tea culture, Chinese tea, gongfu tea, soft power, cultural values
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 57 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 การศึกษาประสิทธิภาพของวัสดุดูดซับเสียงในการลดเสียงดังจากเครื่องตัดท่อโลหะ Study of the Efficiency of Sound-absorbing Materials in Reducing Loud Noise from Metal Pipe Cutting Machines. ทศพร ทับปั้น1 รองศาสตราจารย์ ดร.ปิยะรัตน์ ปรีย์มาโนช1 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มงคล รัชชะ1 และรองศาสตราจารย์ ดร.ชลอ จารุสุทธิรักษ์2 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2 คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บทคัดย่อ อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในปัจจุบันนี้มีการนำเครื่องจักรเข้ามาใช้ในกระบวนการ ผลิตเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเครื่องจักรที่ใช้มักก่อให้เกิดเสียงดังในระหว่างกระบวนการผลิต ตามประกาศจาก กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมงคือ 85.0 เดซิเบลเอ งานวิจัยในนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดเสียงดังของเครื่องตัดท่อโลหะใน โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง โดยการนำผลการตรวจวัดระดับเสียง สภาพแวดล้อมการทำงานนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการเปรียบเทียบระดับเสียงก่อนและหลังการติดตั้ง วัสดุดูดซับเสียง อะคูสติกรุ่น Zoundblock ที่การ์ดครอบเครื่องตัดท่อโลหะ ผลการตรวจวัดระดับเสียง ในสภาพแวดล้อมก่อนการติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 89.8 เดซิเบลเอ และหลังการติดตั้ง วัสดุดูดซับเสียงมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 84.1 เดซิเบลเอ สามารถลดระดับเสียงลงไปได้ 5.7 เดซิเบลเอ ประสิทธิภาพการลดเสียงของวัสดุดูดซับเสียงคิดเป็นร้อยละ 5.7 คำสำคัญ: เครื่องตัดท่อโลหะ วัสดุดูดซับเสียง
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 58 การศึกษาประสิทธิภาพในการลดเสียงของอุปกรณ์เป่าลม (Air Nozzle) ในกระบวนการผลิตลูกหมากรถยนต์ A Study of Noise Reduction Efficiency of Air Nozzle in Automotive Ball Joint Manufacturing Production ชลธิชา ปิยนาจ1 รองศาสตราจารย์ ดร.ปิยะรัตน์ ปรีย์มาโนช1 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นันท์นภัสร อินยิ้ม1 และรองศาสตราจารย์ดร.ชลอ จารุสุทธิรักษ์2 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2 คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บทคัดย่อ โรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบันมีการนำเครื่องจักรเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตเป็น ส่วนใหญ่ ซึ่งเครื่องจักรแต่ละประเภทมักก่อให้เกิดเสียงในกระบวนการผลิตและส่งผลกระทบในการ สูญเสียการได้ยินต่อผู้ปฏิบัติงานตามประกาศจากกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน กำหนดระดับเสียงที่ ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมง ไม่เกิน 85 เดซิเบลเอ วัตถุประสงค์ งานวิจัยนี้เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของอุปกรณ์เป่าลม (Air Nozzle) ในโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ แห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง อุปกรณ์เป่าลมมีหน้าที่ทำความสะอาดเศษวัสดุที่ชิ้นงาน ลดความร้อน ทำให้ ชิ้นงานแห้ง ควบคุมลมที่ปล่อยออกจากเครื่องจักรทำให้เสียงจากเครื่องจักรลดลง และสามารถลดการ ใช้พลังงานลมลง เมื่อเทียบกับท่อปลายเปิดหรือปืนเป่าลมทั่ว ๆ ไป การศึกษาวิจัยนี้ได้นำผลการ ตรวจวัดระดับเสียงสภาพแวดล้อมการทำงานมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการเปรียบเทียบระดับเสียงก่อน และหลังการติดตั้งอุปกรณ์เป่าลมภายในเครื่องตัดชิ้นงาน และเครื่องกลึงชิ้นงาน รวมถึงจัดทำแผนผัง แสดงระดับเสียง (Noise Contour Map) เพื่อระบุจุดเสี่ยงอันตรายของเสียงในพื้นที่ เครื่องมือที่ใช้ใน งานวิจัยคือ Sound level meter และโปรแกรม Golden Software Surfer 25 version 25.2.259 ผลการตรวจวัดระดับเสียงในสภาพแวดล้อมในการทำงานของเครื่องกลึงชิ้นงานก่อนทำการ ติดตั้งอุปกรณ์เป่าลม มีค่าเฉลี่ย 87.2 เดซิเบลเอ เครื่องตัดชิ้นงานมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 86.4 เดซิเบลเอ และหลังจากการติดตั้งอุปกรณ์เป่าลมบนเครื่องกลึงชิ้นงาน จำนวน 42 จุด และบนเครื่องตัดชิ้นงาน จำนวน 40 จุด พบว่า ระดับเสียงมีค่าลดลงเท่ากับ 79.2 เดซิเบลเอ และ 79.3 เดซิเบลเอ ตามลำดับ สามารถลดระดับความดังของเสียงเครื่องกลึงชิ้นงาน เท่ากับ 7.9 เดซิเบลเอ และลดเสียงของเครื่อง ตัดชิ้นงานเท่ากับ 7.1 เดซิเบลเอ ผลการศึกษาแผนผังแสดงระดับเสียง (Noise Contour Map) ยัง พบว่ามีจุดที่มีระดับเสียงเสียงเกินมาตรฐาน 85 เดซิเบลเอ คือบริเวณเครื่องกลึงชิ้นงาน จำนวน 6 จุด คิดเป็นร้อยละ 14.28 และบริเวณเครื่องตัดชิ้นงาน จำนวน 2 จุด คิดเป็นร้อยละ 5 ดังนั้น ควรจัดหา มาตรการเพื่อให้พนักงานสัมผัสเสียงดังลดลง โดยจัดทำโครงอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบการ และแนะนำให้พนักงานสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลตลอดระยะเวลาในการทำงาน คำสำคัญ: โรงงานอุตสาหกรรม Air Nozzle เสียงจากเครื่องจักร Surfer Noise contour map
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 59 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 ระบบแพลตฟอร์มสำหรับการติดตามบุคคลจากกล้องหลายตัว Automatic Suspect Tracking using Multi-camera System รองศาสตราจารย์ ดร.มงคล เอกปัญญาพงศ์ เจตนิพัทธ์ มูลรินต๊ะ ธีรพล จงพิพัฒนศิริ อันจะนา ทิสเซร่า และปราโมทย์ วิกรามาติเลค ศูนย์วิจัยปัญญาประดิษฐ์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย บทคัดย่อ ในการดำเนินโครงการวิจัยนี้ทีมวิจัยได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาระบบแพลตฟอร์มสำหรับการ ติดตามบุคคลจากกล้องหลายตัว ระบบประกอบด้วยโมดูลประมวลผลวิดีโอ ซึ่งจะทำหน้าที่ในการ ประมวลผลวิดีโอสตรีมจากกล้องตลอดเวลาเพื่อทำการตรวจจับและตามรอยบุคคล ข้อมูลการตามรอย บุคคลจะถูกส่งต่อไปยังโมดูลดึงอัตลักษณ์บุคคลซึ่งทำหน้าที่ในการดึงข้อมูลประเภทและสีเสื้อผ้ารวมถึง การดึงข้อมูลใบหน้าบุคคล ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลที่ปรากฏและถูกดึงข้อมูลได้จะถูกบันทึกลงยังระบบ ฐานข้อมูลซึ่งจะถูกนำมาใช้ในการค้นหาอัตลักษณ์ของบุคคลที่ต้องการค้นหาเพื่อจะติดตามการปรากฏ ตัวในแต่ละมุม กล้องโมดูลดึงข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลทำงานในรูปแบบของ Microservices เพื่อแยกการ ทำงานแต่ละส่วนให้ขาดจากกันเพื่อลดความซับซ้อนของระบบและสามารถแยกรันบนเครื่อง คอมพิวเตอร์คนละเครื่องกันได้ ทีมวิจัยได้วิจัยและพัฒนาโมเดลการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning Model) เพื่อทำการแยกแยะส่วนที่เป็นเสื้อผ้า และแยกแยะประเภทและสีของเสื้อผ้าโดยใช้เทคนิค Distilled Neural Network Training เพื่อที่จะลดจำนวนพารามิเตอร์ที่ใช้ในการประมวลผลเพื่อ เป้าหมายในการลดการใช้ทรัพยากรในการประมวลผล ทีมวิจัยได้พัฒนาโมดูล microservices ทั้งหมด ได้แก่ การแยกแยะประเภทและสีเสื้อผ้า การดึงข้อมูลอัตลักษณ์ใบหน้าบุคคล การแยกแยะเพศและ ช่วงอายุ การดึงข้อมูลใบหน้า การประมาณความสูงของบุคคล การดึงข้อมูลท่าทางการเดินของบุคคล เสร็จสิ้น สำหรับการพัฒนาระบบติดตามบุคคลบนกล้องหลายตัว จะเป็นการใช้ข้อมูลจาก microservices ทั้งหมด เพื่อทำการระบุการปรากฏตัวบนกล้องอื่น โดยข้อมูลที่ใช้หลักจะเป็นข้อมูล เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและข้อมูลตำแหน่งพิกัดตำแหน่ง GPS ของแต่ละกล้อง เพื่อเป็นเงื่อนไขในการ ติดตามบุคคลที่ต้องการติดตาม ระบบแพลตฟอร์มที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นมีส่วนติดต่อผู้ใช้งานในรูปแบบ ของเว็บแอปพลิเคชัน ภายหลังการสำรวจและติดตั้งกล้องเพิ่มเติมในพื้นที่ย่านราชประสงค์ ทีมวิจัยได้ ติดตั้งกล้องวงจรปิดใหม่ทั้งหมด จำนวน 20 ตัว โดยติดตั้งกล้องเพิ่มเติมในจุดที่มุมกล้องที่มีอยู่เดิมไม่ ครอบคลุม ทีมวิจัยได้บูรณาการระบบและใช้งานระบบ โดยการประมวลผลจากกล้องทั้งหมด 60 ตัว และติดตั้งคอมพิวเตอร์สำหรับการประมวลผล ณ ห้องควบคุมกล้องวงจรปิด ณ อาคารอัมรินทร์ พลาซ่า และดำเนินการฝึกสอนเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมระบบให้สามารถใช้งานระบบได้ ทีมวิจัยได้ ประเมินผลความแม่นยำในการติดตามบุคคลบนกล้องหลายตัวจากชุดข้อมูลที่เก็บจากกล้องที่ิติดตั้งใน ย่านราชประสงค์ 60 ตัว ได้ความแม่นยำในการติดตามบุคคลบนกล้องหลายตัวที่ 0.85 โดยใช้ข้อมูล เสื้อผ้าและตำแหน่งพิกัด GPS ของกล้อง ส่วนความแม่นยำของโมเดล student ที่ใช้ในการแยกแยะ ประเภทและสีเสื้อผ้าอยู่ที่ 0.88 สำหรับเสื้อผ้า 9 ประเภท และ 0.88 สำหรับสีเสื้อผ้า 8 สีตามลำดับ บนชุดข้อมูลทดสอบที่เก็บจากกล้องที่ติดตั้งในย่านราชประสงค์ 60 ตัว ความเร็วในการค้นหา บุคคล เฉลี่ยอยูที่ 2.63 วินาที ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาในการค้นหาบุคคลได้เป็นอย่างมาก ในการดำเนิน โครงการวิจัยนี้ทีมวิจัยได้วิจัย และพัฒนาระบบแพลตฟอร์มติดตามบุคคลบนกล้องหลายตัวเสร็จสิ้น และนำระบบแพลตฟอร์มดังกล่าวไปติดตั้งและใช้งานจริงได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการ คำสำคัญ: ระบบติดตามบุคคลบนกล้องหลายตัว ระบบดึงข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 60 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกำไรและทางเลือกธุรกิจการเกษตร ของสหกรณ์การเกษตรในประเทศไทย Factors Influencing the Profit and Choice of Agribusiness for Agricultural Cooperatives in Thailand Anchalee Nuansri1 , Prof. Dr. Avishek Datta2 , Assist. Prof. Dr. Takuji W. Tsusaka3 ,and Assist. Prof. Dr. Farhad Zulfiqar1 1Agri-Business Management, 2Agricultural Systems and Engineering 3Natural Resources Management, School of Environmental, Resources and Development, Asian Institute of Technology บทคัดย่อ Agricultural cooperatives (ACs) play a fundamental role in the development and growth of the agricultural sector. However, ACs in Thailand, which make up the largest proportion of cooperatives in the country, are suffering from declining profits. Some of the existing ACs are not engaged in agribusiness in the form of input and output services, which should be the main business of AC. Therefore, this study investigated the factors influencing their profit and agribusiness choices. To achieve this objective, multiple linear regression and multinomial logistic regression were applied and data were collected from 334 ACs in the Northeast and South of Thailand. The results show that operating capital, the presence of a trading business and average payback have a positive effect on profit. In contrast, the number of cooperative members and the number of staff members have a negative impact on profit. The results also suggest that the number of members, the presence of a manager, the presence of a cooperative office and the ability to raise funds have a significant positive impact on the likelihood of conducting trading and compilation businesses. ACs need to provide incentives to increase their competitiveness, such as providing an average payback to members who participate in their business. To attract more members or farmers to use the cooperatives’ services, cooperatives should focus on strengthening their operating capital. Keywords: agribusiness, agricultural cooperatives, multinomial logistic regression, profit, Thailand
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 61 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 Characteristics of Motorcycle Crashes in Thailand and Factors Affecting Crash Severity: Evidence from In-Depth Crash Investigation Kunnawee KANITPONG1 , Auearree JENSUPAKARN2 , Pathumporn DABSOMSRI2 and Kannika ISSALAKUL2 1 Transportation Engineering Program, Department of Civil Engineering, School of Engineering and Technology, Asian Institute of Technology 2 Thailand Accident Research Center, Asian Institute of Technology Abstract Motorcycles are vehicles with the highest risk of involvement in crashes. Based on the integrated data of road crash fatalities reported by the police, hospitals, and insurance companies, motorcycle crashes account for more than 80 percent of all crashes in Thailand, and the number of fatalities from motorcycle crashes was as high as 84 percent of the total fatalities from road crashes in the country. This study conducted an in-depth motorcycle crash investigation to understand the collision patterns and characteristics of motorcycle crashes, and to identify the contributing factors affecting the severity of motorcycle crashes in Thailand. The types of opponent vehicles, crash areas, the time of the crash, riders’ age, possession of a motorcycle license, riders’ attention failure, types of human failure, collision avoidance, alcohol use, helmet use, headlight, and traveled speed were discovered to be significant factors affecting motorcycle crash severity. Based on the findings of this study, it has been suggested that to reduce the number of fatalities from motorcycle crashes, the related government agencies should seriously consider how to improve the safe riding skills of motorcycle users. The need for basic safety skills should be practiced by all riders, such as defensive driving skills, knowledge of alcohol risks, proper helmet use, and proper collision avoidance maneuvers. Proper rider training courses are necessary to provide basic knowledge for safe motorcycle operation in traffic, as well as safe traffic strategy and collision avoidance skills. Keywords: Motorcycle, in-depth crash investigation, perception failure, collision avoidance
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 62 ผลของสารสกัดหยาบจากตะไคร้บ้านชะลอการเกิดลิ่มเลือดของเลือดไก่ครบส่วน พรกนก ลือลาภ และ จิระดา อิ่มปาด โศจิกานต์ สตาภรณ์ ครูที่ปรึกษา ชมนาด สตาภรณ์ ที่ปรึกษาพิเศษ โรงเรียนปิยชาติพัฒนา ในพระราชูปถัมภ์ฯ บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบผลของสารสกัดหยาบจากส่วนต่าง ๆ ของตะไคร้บ้าน (Cymbopogon citratus Stapf.) ที่มีอายุหลังการปลูก 4 เดือน ในการชะลอการเกิดลิ่มเลือดในเลือด ไก่ครบส่วนของไก่บ้าน (Gallus gallus domesticus) โดยดำเนินการศึกษาออกเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกศึกษาปริมาณกรดซิตริกในส่วนต่าง ๆ ของตะไคร้สดซึ่งสกัดได้จากส่วนของโคนกาบใบ ปลายกาบใบ และใบตะไคร้ พบว่าที่น้ำหนักสดเท่ากันปริมาณของกรดซิตริกที่สามารถไทเทรตได้ด้วย สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ ในส่วนของโคนกาบใบมีปริมาณมากที่สุด รองลงมาคือปลายกาบใบ และใบ ตามลำดับ ขั้นตอนที่สองศึกษาการใช้สารสกัดหยาบจากส่วนปลายกาบใบตะไคร้สดที่มีปริมาณ กรดซิตริกซึ่งแตกตัวเป็นซิเตรทไอออนเทียบเท่ากับการใช้สารละลายมาตรฐานโซเดียมซิเตรท 3.8% (w/v) และน้ำกลั่น พบว่า สารสกัดหยาบจากส่วนปลายกาบใบตะไคร้สดสามารถชะลอการเกิด ลิ่มเลือดได้ และมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการใช้สารละลายมาตรฐานโซเดียมซิเตรท 3.8% (w/v) คำสำคัญ: ลิ่มเลือด เลือดไก่ ตะไคร้บ้าน
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 63 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 การผลิตและการตรวจสอบคุณภาพของผงเลือดไก่ครบส่วน ชลธิชา วงษ์พระจันทร์ จิรปรียา พศินธนะวีร์ และกุลจิรา สรรพสุข โศจิกานต์ สตาภรณ์ ครูที่ปรึกษา ชมนาด สตาภรณ์ ที่ปรึกษาพิเศษ โรงเรียนปิยชาติพัฒนา ในพระราชูปถัมภ์ฯ บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตและตรวจสอบปริมาณเหล็กรวมและจุลินทรีย์ของผงเลือดไก่ ครบส่วน โดยนำเลือดไก่ครบส่วนของไก่บ้าน (Gallus gallus domesticus) ที่ผ่านกระบวนการชะลอ การเกิดลิ่มเลือดด้วยสารสกัดหยาบจากตะไคร้บ้าน (Cymbopogon citratus Stapf.) อบแห้งด้วย ตู้อบลมร้อนไฟฟ้า อุณหภูมิ 50, 60 และ 70 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2.0 2.30 และ 3.0 ชั่วโมง ตามลำดับ พบว่า การอบแห้งด้วยอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2.30 ชั่วโมงขึ้นไป ทำให้ได้ ผงเลือดที่มีน้ำหนักคงที่ โดยมีน้ำหนักเฉลี่ย 0.48 กรัมต่อเลือดสด 1 กรัม เปอร์เซ็นต์ความชื้น (moisture content) 48.4 และ เปอร์เซ็นต์ยิลด์ (%yield) เท่ากับ 48.48 นำผงเลือดไก่ที่อบได้ไป ตรวจวิเคราะห์ปริมาณเหล็กรวมด้วย UV-Vis spectrophotometer พบว่า มีปริมาณเหล็กรวม 144 มิลลิกรัมต่อกรัม ตรวจสอบคุณภาพทางจุลชีววิทยาของผงเลือดไก่ที่ได้จากการอบแห้งทันที โดยในการ เพาะเลี้ยงเชื้อด้วยอาหารเพาะเลี้ยงเชื้อแบบมาตรฐาน (Standard plate agar) พบจุลินทรีย์ต่ำกว่า เกณฑ์มาตรฐานในการตรวจวิเคราะห์ของอาหารด้านจุลินทรีย์ และในการเพาะเลี้ยงเชื้อด้วยอาหาร เลี้ยงเชื้อผสมเลือดแกะ (Sheep blood agar) ไม่พบการเจริญของจุลินทรีย์ คำสำคัญ: เลือดไก่ผง ตะไคร้บ้าน เหล็ก จุลินทรีย์
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 64 โมเดลเศรษฐกิจ BCG กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหาร ดร.ประมวล ทรายทอง ดร.วนิดา เทวารุทธิ์ชิติสรรค์กุล และ ดร.วราภรณ์ ประเสริฐ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บทคัดย่อ โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green (BCG) Economy) เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่ มุ่งเน้นเศรษฐกิจ 3 ด้านได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อใช้ความหลากหลายทางชีวภาพและ วัฒนธรรมให้เป็นความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรม โดยอุตสาหกรรมอาหารเป็น 1 ใน 4 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลักที่ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG ในการขับเคลื่อน เน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพ ผลผลิต เศษวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง การ ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้ยาวนาน ยั่งยืน หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ลดขยะหรือของเสียให้เหลือน้อยที่สุด และคำนึงถึงความยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ อาหารตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG ให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มจาก ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ รวมถึงการพัฒนาส่วนผสมเพื่อนำมาใช้สำหรับผลิตอาหาร ประกอบด้วย ส่วนประกอบฟังก์ชัน (Functional Ingredient) อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) อาหารใหม่ (Novel Food) อาหารที่มีความจำเพาะต่อบุคคล (Personalized Food) การนำโมเดลนี้มาใช้ให้ ประสบผลสำเร็จจำเป็นต้องมีความร่วมมือกันทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การทำวิจัยในระดับ ห้องปฎิบัติการ (Lab Scale) การขยายกำลังการผลิต (Scale Up) ระดับโรงงานต้นแบบ (Pilot Scale) และเข้าสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ (Commercial Scale) นักวิจัยของสถาบันค้นคว้าและพัฒนา ผลิตภัณฑ์อาหาร มีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารโดยยึดตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG ทำ ให้มีผลงานวิจัยเชิงนวัตกรรมที่มีการผลิตและจำหน่ายสู่เชิงพาณิชย์มาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนอง ความต้องการของผู้บริโภค คำสำคัญ: โมเดลเศรษฐกิจ BCG ส่วนประกอบฟังก์ชัน อาหารฟังก์ชัน อาหารใหม่ อาหารที่มีความจำเพาะต่อ บุคคล
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 65 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 นวัตกรรมอาหารจากโปรตีนทางเลือกเพื่อความมั่นคงทางด้านอาหาร ดร.วนิดา เทวารุทธิ์ ชิติสรรค์กุล ดร.ประมวล ทรายทอง และ ดร.วราภรณ์ ประเสริฐ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บทคัดย่อ โปรตีนเป็นสารอาหารที่สำคัญมีหน้าที่ในการเสริมสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย โดยโปรตีน 1 กรัมจะให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี ในคนทั่วไปจะต้องการโปรตีน 0.8 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ในกลุ่มผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อจะต้องการโปรตีนสูงขึ้นประมาณ 2 เท่า ในอนาคต ประชากรโลกจะเพิ่มสูงขึ้นทำให้ความต้องการโปรตีนทั่วโลกมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน และด้วย ลักษณะโครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งปริมาณประชากร อายุ การศึกษา รายได้ และปัญหา สุขภาพ ทำให้ประชากรโลกต้องการแหล่งโปรตีนที่แตกต่างออกไปด้วย ในอดีตแหล่งโปรตีนจะมักจะมา จากสัตว์ แต่ด้วยปัจจัยต่าง ๆ อาจทำให้โปรตีนจากสัตว์เพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถตอบวนองต่อ ความต้องการของประชากรโลกได้ ยกตัวอย่างเช่น ในกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้โปรตีนจากการทำปศุ สัตว์นั้นส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้องมีการใช้น้ำและที่ดินจำนวน มาก ซึ่งอาจเกิดปัญหาด้านความมั่นคงอาหารในอนาคตได้ หากไม่มีแหล่งโปรตีนทางเลือกอื่น ดังนั้นจึง เห็นได้ว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้นมีการดำเนินงานวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากโปรตีน ทางเลือกอื่นเป็นจำนวนมาก อาจแบ่งกลุ่มโปรตีนทางเลือกออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) ผลิตภัณฑ์ อาหารจากโปรตีนพืช มักพัฒนาจากวัตถุดิบกลุ่มถั่ว (ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา) ธัญพืช (ควินัว โอ๊ต) ผัก (หัวปลีกล้วย) สาหร่าย (ผำ สไปรูลิน่า) และเห็ดชนิดต่าง ๆ ปัจจุบันมีการนำวัตถุดิบเหล่านี้มาผ่าน กระบวนการแปรรูปจนได้ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเนื้อสัมผัส กลิ่น และรส คล้ายกับเนื้อสัตว์มากขึ้น และมี จำหน่ายแพร่หลายในท้องตลาด 2) ผลิตภัณฑ์โปรตีนจากแมลง มักนำมาแปรรูปให้อยู่ในรูปแบบผงเพื่อ ง่ายต่อการนำไปพัฒนาต่อเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เนื่องจากยังมีกลุ่มผู้บริโภคที่อาจไม่คุ้นชินกับการ บริโภคแมลงโดยตรง ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมมักเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมในรูปแบบโปรตีนจาก แมลงแบบชงดื่ม เนื่องจากมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน แต่อย่างไรก็ตามอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิด ภาวะภูมิแพ้อาหารได้สำหรับผู้บริโภคบางกลุ่ม 3) ผลิตภัณฑ์โปรตีนจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Cultured Meat หรือ Lab-grown Meat) เป็นกระบวนการที่นำเซลล์เนื้อเยื่อของสัตว์มาเพาะเลี้ยงใน อาหารเฉพาะ จุดเด่นของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ คือผลิตภัณฑ์ที่ได้จะมีลักษณะเหมือนกับเนื้อสัตว์ ปลอดภัย กว่าเนื้อสัตว์ที่ได้จากปศุสัตว์ (ปลอดเชื้อและยาปฏิชีวนะ) เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า และ 4) ผลิตภัณฑ์โปรตีนจากกระบวนการหมัก สามารถผลิตจากเชื้อรา Fusarium Venenatum ผลิตภัณฑ์ที่ ได้จะมีเนื้อสัมผัสคล้ายกับเนื้อสัตว์ นอกจากนี้ยังมีกระบวนการผลิตโปรตีนจากอากาศ เรียกว่า Air Protein Technology ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ก๊าซ CO2 จากอากาศมาใช้เป็นแหล่งอาหารให้เชื้อจุลินทรีย์ ในถังหมัก ซึ่งเชื้อจุลินทรีย์ดังกล่าวจะสร้างผลผลิตออกมาเป็นโปรตีน ผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่ได้จาก กระบวนการผลิต คือ ผลิตภัณฑ์โปรตีนในรูปแบบผง จากข้อมูลข้างต้นจึงกล่าวได้ว่า นวัตกรรมในการ พัฒนาแหล่งโปรตีนต่าง ๆ จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารในอนาคตอย่าง แน่นอน คำสำคัญ: ความมั่นคงทางด้านอาหาร โปรตีนจากพืช โปรตีนจากแมลง โปรตีนจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 66 นวัตกรรมอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) เพื่อความยั่งยืนทางด้านอาหาร ดร.วนิดา เทวารุทธิ์ ชิติสรรค์กุล ดร.ประมวล ทรายทอง และ ดร.วราภรณ์ ประเสริฐ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บทคัดย่อ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือด ความดัน เบาหวาน ไต โรคกล้ามเนื้อเสื่อม เส้นเอ็น กระดูกและข้อ เป็นต้น ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพ ของประชากรไทยและยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย สาเหตุหลักในการเกิดโรคกลุ่ม NCDs นั้นมักมาจาก พฤติกรรมในการดำรงชีวิตโดยเฉพาะการบริโภค การรับประทานอาหารที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิด โรค NCDs เช่น การรับประทานที่มีไขมันอิ่มตัวสูง การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง การรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล เช่น อาหารที่มีรสเค็มจัด หรือมีปริมาณโซเดียมสูง อย่างไรก็ตาม ใน ปัจจุบันผู้บริโภคเข้าใจถึงปัญหาและสาเหตุของโรคมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคให้ความสนใจผลิตภัณฑ์ อาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารที่มีคุณสมบัติเชิงหน้าที่ หรือ Functional Food มากขึ้น ทำให้มีผลิตภัณฑ์อาหารที่มีเน้นเสริมสุขภาพเพิ่มมากขึ้นในท้องตลาดด้วย ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) เป้าหมายที่ 2 คือ ยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหารและยกระดับโภชนาการและส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ การมีอาหารเพียงพออาจไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้ เพราะนอกจากความ หิวโหยแล้ว ยังมีกลุ่มประชากรโลกที่มีภาวะ Hidden Hunger องค์กรอนามัยโลกได้มีการรายงานว่า พฤติกรรมการรับประทานของประชากรในปัจจุบันนั้นทำให้เกิดภาวะดังกล่าว คือ ภาวะการขาดวิตามิน หรือแร่ธาตุที่สำคัญบางชนิด ซึ่งบางกลุ่มอาจมีความรุนแรงถึงขั้นการขาดสารอาหาร ทำให้นักวิชาการ และนักวิจัยพยายามผลักดันสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชันมากขึ้น เพื่อป้องกันและแก้ปัญหา ทั้งสองด้านนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชัน คือ ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณสมบัติเสริมการทำงานของสุขภาพ ให้ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชันสำหรับระบบทางเดินอาหารที่มีโพรไบโอติก (เชื้อจุลินทรีย์ที่ดีต่อสุขภาพ) และพรีไบโอติก (กลุ่มน้ำตาลหรือใยอาหารที่เสริมการเจริญเติบโตของ เชื้อจุลินทรีย์ที่ดีต่อสุขภาพ) ผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชันที่เสริมการทำงานของระบบประสาทและสมองที่มี สารสำคัญอย่างสาร Gamma-aminobutyric Acid (GABA) และวิตามินต่าง ๆ ที่ช่วยทำให้ระบบ ประสาทสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 ผลิตภัณฑ์อาหาร ฟังก์ชันกลุ่มที่มีคุณสมบัติเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกายได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่งทั้งในรูปแบบ ผลิตภัณฑ์อาหารทั่วไปและกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม การพัฒนานวัตกรรมอาหารฟังก์ชันยังคงมี ความจำเป็นต่อสังคมทั้งการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและเพื่อลดปัญหาสุขภาพของ ประชากรโลก ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าผลิตภัณฑ์อาหารกลุ่มนี้สามารถเสริมสร้างให้ประชากรมีสุขภาวะที่ดี อย่างยั่งยืนได้ คำสำคัญ: ความยั่งยืนทางด้านอาหาร เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs อาหารฟังก์ชัน อาหารเพื่อสุขภาพ
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 67 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 การพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบไลดาร์สำหรับการตรวจวัดด้านบรรยากาศ Development of Atmospheric LiDAR system ดร.ศุภชัย อาวิพันธุ์ ดร.ฐิฏาพร สุภาษี ดร.จามรี โปธิป้อ ธวัลพร ใคร้มา ธัณย์สิตา ธำรงปิยะธันย์และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฉลองรัฐ แดงงาม สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) บทคัดย่อ จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหามลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบ ต่อระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพอนามัยของมนุษย์ในประเทศไทยนั้น ถือที่เป็นปัญหามายาวนานหลายสิบปี โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยนั้น พบว่าปัญหา ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชากรในพื้นที่ค่อนข้างมาก ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และสุขภาพของประชาชนมาต่อเนื่องยาวนาน เมื่อพิจารณาถึงความหนาแน่นของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ เกิดขึ้นในอากาศเหล่านี้ จะถูกควบคุมโดยปัจจัยทางภูมิอากาศหลายปัจจัย เช่น การระบายตัวของ อากาศ ความเร็วและทิศทางลม และหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญคือ ระดับชั้นความสูงผสม (Mixing Height Layer) ในแนวผกผันบรรยากาศ (Atmospheric Inversion Layer) จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งใน การศึกษาโครงสร้างของชั้นขอบเขตบรรยากาศ (Planet Boundary Layer) การไหลวนในชั้น บรรยากาศ และคุณสมบัติเชิงแสงในชั้นบรรยากาศ ดังนั้นโครงการวิจัยจึงมุ่งเน้นศึกษาและพัฒนา ระบบโครงสร้างของอุปกรณ์ไลดาร์(LiDAR) ด้วยหลักการ MIE Scattering ที่สามารถปล่อยลำแสง ที่มีความยาวคลื่นในช่วง 532 นาโนเมตร สำหรับตรวจจับกลุ่มอนุภาค หรือฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศ ได้ และสามารถนำข้อมูลที่ได้วิเคราะห์ต่อยอดเพื่อพัฒนาเป็นข้อมูลนำเข้าในแบบจำลองพยากรณ์เพื่อ คาดการณ์สภาพอากาศล่วงหน้า และสามารถเป็นข้อมูลสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการจัดทำ นโยบายเกี่ยวกับการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศในพื้นที่ศึกษาได้ รวมถึงสามารถต่อยอดด้าน เทคโนโลยีจากอุปกรณ์ต้นแบบ และสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีแก่กลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการลดภาระการนำเข้าเครื่องมือหรืออุปกรณ์จากต่างประเทศได้ คำสำคัญ: Atmospheric LiDAR, Mixing Height Layer, MIE Scattering, Aerosol, Planet Boundary Layer
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 68 โครงสร้างพื้นฐานด้านวิศวกรรมเพื่อการศึกษาวิจัยและพัฒนาระบบ ควบคุมพลวัตของอวกาศยาน Hardware-in-the-Loop Simulation Testbed for Spacecraft Dynamics and Control System ดร.พีรพงศ์ ต่อฑีฆะ ชารีฟ มนูทัศน์ ธนายุทธ ปัญญาเลิศ ธนวิชญ มาศรี จอมพล ชัยสกุลสุรินทร์ กฤษฎา ปาลี และภควัต ประสิทธิ ศูนย์ปฏิบัติการหอดูดาวแห่งชาติและวิศวกรรม โครงการวิจัยและพัฒนาอวกาศยานเพื่อการสำรวจดวงจันทร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) บทคัดย่อ โครงสร้างพื้นฐานด้านวิศวกรรมเพื่อการศึกษาวิจัยและพัฒนาระบบควบคุมพลวัตของอวกาศ ยาน นับว่าเป็นห้องปฏิบัติการที่สำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษา ปัจจัยของระบบควบคุมพลวัตของอวกาศยานภายใต้สภาพแวดล้อมอวกาศเสมือนของแนววิถีวงโคจรต่ำ เพื่อให้วิศวกรใช้เป็นเวทีประลองสมมติฐาน เรียนรู้ข้อจำกัด ตลอดจนแก้ไขระเบียบวิธีการคำนวณเชิง คณิตศาสตร์ก่อนการนำส่งขึ้นสู่อวกาศ ในห้องปฏิบัติการฯ จะใช้ตัวกระทำการ (Acuator) สนามแม่เหล็ก และวงล้อปฏิกิริยาพัฒนาระบบควบคุมพลวัต และการวางตัวของอวกาศยาน เนื่องจาก ความซับซ้อนของสมการอธิบายระบบ วิศวกรจำเป็นต้องสร้างสนามแม่เหล็กโลกจำลองโดยใช้ทฤษฎี ฟิสิกส์ของ Biot-Savart’s ผ่านโครงสร้างเชิงกลแบบ Helmholtz ขนาด 2.4 เมตร สามารถสร้างเส้น แรงสนามแม่เหล็กสม่ำเสมอตามแนวแกน ณ จุดกึ่งกลางขนาด 50 ตารางเซนติเมตร ที่เพียงพอต่อ การทดสอบการออกแบบตัวกระทำการของดาวเทียม เส้นแรงสนามแม่เหล็กจะถูกสร้างขึ้นตามแนววิถี วงโคจรของดาวเทียมจริง ผสานกับแบบจำลองสนามแม่เหล็กโลก International Geomagnetic Reference Field (IGRF) นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์รองรับมวลแบบอากาศเพื่อสร้างสภาวะไร้น้ำหนัก เสมือน รองรับอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ต่าง ๆ อาทิ ตัวกระทำการชนิดวงล้อปฏิกิริยา (Three axis Reaction Wheels) ตัวกระทำการชนิดแกนแม่เหล็ก (Three axis Magneto Torquer) และอุปกรณ์ ตรวจวัดการวางตัว (Three axis Attitude and Heading Sensor) ที่มีน้ำหนักรวมไม่เกิน 20 กิโลกรัม ซึ่งล้วนเป็นอุปกรณ์ที่จัดสร้างขึ้นเองภายในประเทศ ปัจจุบันเปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักพัฒนานวัตกรรมของไทยมาทดสอบสมมติฐาน อนึ่ง การจัดสร้างอุปกรณ์พื้นฐานเพื่อ การพัฒนาเทคโนโลยีด้วยตนเองภายในประเทศ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถ ของวิศวกรให้มีองค์ความรู้วิศวกรรรมเชิงลึกที่สามารถนำศาสตร์ความรู้ด้านฟิสิกส์มาต่อยอดในการ สร้างสรรค์นวัตกรรมด้านอื่น ๆ ต่อไปได้ในอนาคต คำสำคัญ: ระบบควบคุมพลวัตของอวกาศยาน โครงสร้างเชิงกลแบบ Helmholtz แบบจำลองสนามแม่เหล็กโลก สร้างสภาวะไร้น้ำหนักเสมือน ตัวกระทำการ
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 69 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 เพิ่มความมั่นคงทางสภาวะอวกาศของประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีดาราศาสตร์ Enhancing Thailand's Space Situation through Astronomical Technology ดร.กันต์ธนากร น้อยเสนา สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) บทคัดย่อ ความตระหนักรู้ในสถานการณ์ในอวกาศ (Space Situational Awareness: SSA) เป็นสิ่ง สำคัญสำหรับความปลอดภัยและความยั่งยืนของกิจกรรมดาราศาสตร์ในอวกาศ เพื่อเพิ่มขีด ความสามารถของการสร้างและพัฒนาด้าน SSA ที่จะทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพเท่าเทียมประเทศ สากลอื่น และไม่เสียเปรียบพื้นที่ศึกษาดาราศาสตร์บนอวกาศของประเทศไทย จึงมีความจำเป็นต้อง พัฒนาเครื่องมือและระบบซอฟต์แวร์ที่ทันสมัยเพื่อใช้ในการตรวจจับการเคลื่อนไหว การติดตาม และ การวิเคราะห์วัตถุทางดาราศาสตร์ รวมไปถึงวัตถุที่มนุษย์ส่งขึ้นไปในอวกาศ โดยมีการพัฒนาเครื่องมือ และซอฟต์แวร์สำหรับการตรวจจับสถานการณ์ในอวกาศ ด้วยเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์อัตโนมัติ สำหรับเฝ้าระวังทางอวกาศ (Thai Automated Telescope Network: TATN) พร้อมขยาย ความสามารถในการเฝ้าระวังวัตถุในอวกาศให้ครอบคลุมพื้นที่ใกล้ชั้นบรรยากาศด้วยการพัฒนาและ สร้างเซนเซอร์สำหรับเฝ้าระวังวัตถุอวกาศ (Space Alert Sensor: SAS) พร้อมโปรแกรมสำหรับ ตรวจจับวัตถุท้องฟ้าเพื่อใช้เตือนภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในอวกาศ ชั้นบรรยากาศ และใกล้พื้นโลก ซึ่งมีระบบ ติดตามและแจ้งเตือนจากวัตถุอันตรายในอวกาศ เช่น Meteorite, Satellite และ Space Debris แต่ กระนั้นเพื่อให้เกิดศักยภาพสูงสุดของการรับรู้สภาวะอวกาศนอกโลก โดยให้รู้ก่อนที่ผลกระทบ จาก สภาวะอันตรายจากอวกาศจะเกิดขึ้นนั้นจำเป็นต้องมีการติดตามสภาพอวกาศ (Space Weather) ที่ อาจมีอันตรายต่อประชากรไทย รวมไปถึงทรัพย์สินทางอวกาศของประเทศไทย จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมี การพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างอุปกรณ์การติดตามสภาพอวกาศเพื่อติดกับดาวเทียม (Space Alert Weather Payload: SAWP) ที่มีระบบแจ้งเตือนพร้อมระบบรายงานผลของเหตุการณ์แบบทันท่วงทีที่ ภาคเอกชนสามารถนำข้อมูลไปใช้เพื่อพัฒนาและวางแผนในงานอุตสาหกรรมอวกาศที่จะสร้างรายได้ ด้านอวกาศให้กับประเทศไทย ทั้งภาครัฐยังสามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในการเตือนภัยสำหรับ ประชาชนเพื่อลดความตระหนักจากเหตุการณ์ทางอวกาศ และใช้ข้อมูลสำหรับจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติ หรือสร้างแผนพัฒนาประเทศด้านอวกาศได้ด้วย โดยความสำคัญของความตระหนักรู้ในสถานการณ์ใน อวกาศ (SSA) และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามและคาดการณ์สภาวะ อวกาศที่สำคัญสำหรับประเทศไทยในด้านดาราศาสตร์และอวกาศจึงเริ่มขึ้น คำสำคัญ: Space Weather Awareness เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ ดาวเทียมขนาดเล็ก ระบบเตือนภัยทาง อวกาศ สภาพอวกาศ
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 70 ความสำเร็จในการนำส่งดาวเทียม THEOS-2 และภารกิจ Successful Launch of THEOS-2 and its Mission ดร.พรเทพ นวกิจกนก สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) บทคัดย่อ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08:36 น. โดยประมาณ (ตามเวลาในประเทศไทย) ได้มี การนำส่งดาวเทียมสำรวจโลก THEOS-2 (Thailand Earth Observation Satellite 2) หรือ THEOS-2 MainSAT ด้วยจรวดนำส่ง Vega Flight ที่ 23 จากศูนย์อวกาศเกียนา (Guiana Space Center) เมือง กูรู เฟรนช์เกียนา ทวีปอเมริกาใต้ขึ้นสู่อวกาศ โดยหลังการปล่อยจรวด Vega ขึ้นสู่อวกาศสำเร็จ จรวดนำส่งฯ ได้เดินทางไปตามแผนการเดินทาง ที่กำหนดไว้เป็นเวลาอีกประมาณ 54:22 นาทีก่อนทำการแยกตัวดาวเทียม THEOS-2 ออกจากจรวด นำส่ง (แยกตัวสำเร็จ ณ เวลา 09:30:47 น. โดยประมาณ ตามเวลาในประเทศไทย) ซึ่งขณะทำการ แยกตัวฯ จรวดนำส่ง Vega และดาวเทียม THEOS-2 ได้อยู่ที่ระดับความสูงจากพื้นโลกประมาณ 600 กิโลเมตร ภายหลังการแยกตัวดาวเทียม THEOS-2 ที่ระดับความสูงข้างต้น ดาวเทียม THEOS-2 จะเข้า สู่กิจกรรม Launch and Early Operations Phase (LEOP) and In-Orbit Test (IOT) ซึ่งจะใช้เวลา ประมาณ 3 เดือน โดยในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีกิจกรรม เช่น การปรับวงโคจรเพื่อเข้าสู่วงโคจรตามที่ กำหนดไว้ที่ 621 กิโลเมตร (ดำเนินการประมาณ 3-4 วันแรกหลังแยกตัว) การตรวจเช็คความพร้อมของ ระบบดาวเทียมร่วมกับสถานีภาคพื้นดิน การเปิดอุปกรณ์การทำงานต่าง ๆ บนดาวเทียม ตลอดจนการ ทดสอบการทำงานระบบอุปกรณ์ถ่ายภาพอีกด้วย ก่อนที่ดาวเทียม THEOS-2 จะพร้อมให้บริการต่อไป ข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม THEOS-2 จะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในการนำไปพัฒนาและทำ ให้เกิดประโยชน์ในหลายมิติ เช่น การบริหารจัดการเกษตร การบริหารจัดการเมือง การบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำ และการบริหารจัดการภัยธรรมชาติ ซึ่งจะนำ ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาสู่ประเทศอย่าง “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” รวมถึงจะเป็นแรงผลักดันช่วยขับเคลื่อน การศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม ด้านการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่และเทคโนโลยีอวกาศของประเทศ ส่งเสริม ให้มีการพัฒนาองค์ความรู้ และสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์วิศวกรรมอวกาศ และสาขาอื่น ๆ ที่ เกี่ยวข้องต่อไป คำสำคัญ: THEOS-2
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 71 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 แพลตฟอร์มเกษตรเชิงพื้นที่รายแปลงเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก “Dragonfly” From Space to Farm: Providing Value through “Dragonfly” Technology and Innovation ฝ่ายเศรษฐกิจการเกษตรและภูมิสังคม สำนักประยุกต์และบริหารภูมิสารสนเทศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) บทคัดย่อ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมเกษตรของไทย มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่าง ชัดเจน โดยอายุเฉลี่ยของหัวหน้าครัวเรือนและสัดส่วนจำนวนสมาชิกในครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการ ใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรมีขนาดเล็กลง และสัดส่วนสมาชิกในครัวเรือนที่มีการใช้อินเตอร์เน็ตผ่าน Smartphone, Laptop, iPad/Tablet เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นทิศทางที่จะนำไปสู่การพัฒนาทักษะและเตรียม ความพร้อมภาคเกษตรของไทยให้มีสมรรถนะสูงขึ้น เพื่อปรับตัวให้ทันต่อเทคโนโลยีและการบริหาร จัดการแปลงปลูกที่มีความแม่นยำ และการเสริมปัจจัยต่าง ๆ ให้ตรงกับความต้องการของพืช จึงเป็น กุญแจสำคัญในการทำเกษตรอัจฉริยะให้ได้ประสิทธิภาพ GISTDA เล็งเห็นโอกาสและศักยภาพของ เกษตรกรไทย และเสริมจุดแข็งทางด้านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการสนับสนุนให้เกษตรกร ไทยก้าวไปสู่การเป็นเกษตรอัจฉริยะ ด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มเกษตรเชิงพื้นที่รายแปลง “Dragonfly” หรือ “แมลงปอ” ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกปัญหาของเกษตรกรในระดับรายแปลงที่ แม่นยำ และทันสมัย ช่วยให้เกษตรกรสามารถติดตาม เฝ้าระวัง และคาดการณ์ เพื่อประกอบการ ตัดสินใจในการวางแผนและบริหารจัดการแปลงเพาะปลูกได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่เริ่มปลูกจนกระทั่ง ขายผลผลิตด้วยการนำเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลจากดาวเทียมที่มี ศักยภาพในการสร้างความสัมพันธ์ทั้งเชิงพื้นที่ เชิงเวลา และสร้างสัมพันธภาพกับเกษตรกร มาบูรณา การให้เกิดการใช้ประโยชน์กับภาคการเกษตรแบบครบวงจร จุดเด่นของ “Dragonfly” หรือ “แมลงปอ” ในการพัฒนาระยะแรก คือ การให้บริการคำแนะนำการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในนาข้าว ที่มีผลการศึกษาวิจัย การประยุกต์ใช้ค่าดัชนีพื้นที่ใบที่สกัดได้จากข้อมูลจากดาวเทียม ร่วมกับค่าวิเคราะห์ดินที่ได้จากการ ตรวจวัดในแปลงมาใช้ในการจัดทําแผนที่ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดที่แนะนําให้ใส่ตลอดรอบการ เพาะปลูกข้าว ผ่านแบบจําลองสมดุลไนโตรเจนที่ผ่านการปรับพารามิเตอร์บางตัวให้เข้ากับสภาพพื้นที่ นาข้าวของประเทศไทย ข้อมูลปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดที่แนะนําในรูปแบบเชิงพื้นที่สามารถนํามาใช้ใน การบริหารจัดการการให้ปุ๋ยได้อย่างเหมาะสมตามสภาพความแตกต่างของพื้นที่ภายในแปลง ช่วยให้ เกษตรกรใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่า เพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ทั้งยังช่วยลดต้นทุนการ ผลิต มีความปลอดภัยต่อเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม คำสำคัญ: N-recommendation, LAI, Precision Farming, Smart farming
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 72 แพลตฟอร์มเปิดด้านภูมิสารสนเทศ: “Sphere” “Sphere”: An Open Platform for Spatial Big Data for all Thailand ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการบริการ ฝ่ายบริหารคลังข้อมูลและระบบภูมิสารสนเทศ สำนักสร้างเสริมพันธมิตร สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) สำนักประยุกต์และบริหารภูมิสารสนเทศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) บทคัดย่อ การที่ประเทศไทยยังไม่มีแพลตฟอร์มกลางของประเทศที่มีประสิทธิภาพเทียบเคียงกับ แพลตฟอร์มของ Google ได้ เนื่องจากข้อมูลยังไม่ครอบคลุม หรือไม่เพียงพอต่อการตอบโจทย์ การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการข้อมูลเชิงพื้นที่ในอนาคต ดังนั้น หากสามารถพัฒนาแพลตฟอร์ม กลางของประเทศซึ่งคำนึงถึงการใช้งานของคนทุกแบบขึ้นมาเพื่อทดแทนต่างชาติจะช่วยให้สามารถลด รายจ่ายได้มากกว่าครึ่งนึง GISTDA เล็งเห็นโอกาสการพัฒนาระบบแพลตฟอร์มข้อมูลมหภาคเชิงพื้นที่ แบบเปิดของคนไทยทุกคน (Open Platform Spatial Big Data for all Thailand) ซึ่งดำเนินการ พัฒนาแพลตฟอร์มแบบเปิด และรวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ เพื่อให้พร้อมสำหรับการวิเคราะห์และ ประมวลผลทางวิทยาศาสตร์ (Analysis Ready Data: ARD) รวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามบริบทของ ประเทศไทย เพื่อให้บริการภายใต้แพลตฟอร์มเดียว อาทิเช่น เส้นทางคมนาคม สถานที่สำคัญและเป็น ที่สนใจ ภาพถ่ายดาวเทียม สภาพอากาศ กระแสลม อุณหภูมิ ชั้นความสูงภูมิประเทศเชิงเลข พื้นที่ เพาะปลูกและเกษตรกรรม เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นสารสนเทศเชิงพื้นที่พื้นฐาน ที่ให้บริการกับ ทุกภาคส่วนเพื่อการพัฒนาแอปพลิเคชัน สำหรับการวิเคราะห์ต่อยอดหรือใช้ในการวางแผนการขนส่ง และการเดินทาง การเพาะปลูกพืชเกษตรการกระจายสินค้า การเตรียมพร้อมสำหรับภัยพิบัติ การ ประกันภัยด้านการเกษตร โดยมีเป้าหมายให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนสามารถเข้าถึง และพัฒนาต่อยอดเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ พัฒนาธุรกิจ จะสามารถลดค่าใช้จ่ายภายในองค์กรได้ถึง 38% บนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อบริหารจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่ในรูปแบบเดียวกัน อันเป็นการเพิ่มขีด ความสามารถบุคลากรภาครัฐและเอกชนให้พร้อมรองรับการใช้งานแพลตฟอร์ม (Digital skills) รวมทั้งยังเป็นการสนับสนุนตัวชี้วัดด้านความพร้อมของการนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและการสื่อสาร (Network readiness Index) และดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government Development Index: EGDI) ด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศที่รองรับการเข้าถึงข้อมูลและบริการภาครัฐผ่าน ช่องทางออนไลน์ เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป คำสำคัญ: Platform Digital, Analysis Ready Data, Big Data, Open Standard
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 73 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 การเปลี่ยนขยะขวดน้ำดื่มพลาสติกสู่วัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ที่มีมูลค่าสูง ดร.ชลิตา รัตนเทวะเนตร นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งเเวดล้อม ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) บทคัดย่อ พอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (PET) ถือเป็นพลาสติกที่เป็นที่นิยมโดยเฉพาะการนำมาผลิตเป็น บรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่ม ประเทศไทยมีการผลิตขวดพลาสติกออกสู่ตลาดจำนวนมากแต่มีเพียงไม่ ถึง 40% ที่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างเหมาะสม อีกมากกว่า 60% ถูกนำไปจำกัดด้วยการ ฝังกลบและมีบางส่วนเล็ดรอดออกสู่ทะเลสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม ขวดน้ำพลาสติกที่ผลิตจาก PET มี องค์ประกอบหลักคือ กรดเทเรฟทาลิก (Terephthalic Acid) ซึ่งกรดดังกล่าวสามารถนำมาใช้เป็น ออร์แกนนิคลิแกนด์ในการสังเคราะห์วัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ (MOFs) โดยทีมวิจัยเน้นการ สังเคราะห์แบบยั่งยืน ขยายขนาดได้ และใช้เคมีสีเขียว การแปรรูปขยะขวดน้ำพลาสติกให้เป็นวัสดุ โครงข่ายโลหะอินทรีย์ที่มีมูลค่าสูงจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า นอกจาก จะเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ การนำ MOFs ไปใช้ในการบำบัดมลพิษที่เป็นสารปนเปื้อน ทั้งใน น้ำและในอากาศ ก่อให้เกิดผลดีต่อสภาพแวดล้อมและสอดคล้องกับหลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียน คำสำคัญ: วัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์, พลาสติกรีไซเคิล, เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจ สีเขียว (BCG)
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 74 แผงโซลาร์เซลล์น้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย ว่าที่ร้อยตรีนพดล สิทธิพล นักวิจัยกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน (EIRG) ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) บทคัดย่อ ในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แบบทั่วไป จำเป็นต้องมีฐานรองรับที่แข็งแรงและอุปกรณ์ยึดจับ แผง ตัวแผงไม่สามารถยึดติดโดยตรงกับส่วนประกอบของอาคาร เช่น หลังคา ผนัง หรือ เสาได้ ทำ ให้แผงโครงสร้างทั่วไปมีข้อจำกัดในการติดตั้งและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มในส่วนโครงสร้างรองรับแผง ผู้วิจัย จึงได้พัฒนาแผงโซลาร์เซลล์โครงสร้างเพ็ทอลูมิเนียมคอมโพสิต (PET-ACM PV Module) โดยใช้ชั้น วัสดุด้านหน้าเป็น Polyethylene Terephthalate (PET) และชั้นด้านหลังเป็นวัสดุ Aluminum Composite Material (ACM) ที่มีน้ำหนักเบากว่าแผงเซลล์แบบทั่วไปถึง 40% และมีจุดเด่นที่สามารถ เจาะยึดกับแผ่นเมทัลชีทหรือเจาะยึดติดกับผนังของอาคารได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้โครงสร้างเสริม การติดตั้งหรือถอดเคลื่อนย้ายแผงทำได้ง่าย รวดเร็ว เหมาะสำหรับการประยุกต์ใช้เป็นส่วนนึงของ อาคาร หรือติดตั้งกับยานพาหนะ นอกจากนี้เมื่อแผงเซลล์เกิดการชำรุดหรือหมดอายุการใช้งานแล้ว สามารถนำตัวแผงมาใช้ประโยชน์ต่อในรูปแบบอื่น อาทิหลังคากันแดด ผนังกั้นห้องได้ ผลงานวิจัยนี้ได้ ยื่นขออนุสิทธิบัตร “แผงโซลาร์เซลล์ชั้นด้านหลังเป็นอลูมิเนียมคอมโพสิต” เลขที่คำขอ 2103002539 ยื่นคำขอวันที่ 9 กันยายน 2564 และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัทเอกชน ซึ่งปัจจุบันอยู่ ระหว่างการทดสอบแผงตามมาตรฐาน คำสำคัญ: แผงโซลาร์เซลล์, Building integrated photovoltaic (BIPV), อลูมิเนียมคอมโพสิต, น้ำหนักเบา
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 75 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 การเพิ่มประสิทธิภาพในระบบการยืนยันและพิสูจน์ตัวตนสำหรับ การลงทะเบียนบุคคลด้วยวิธีการการรวมกันของข้อมูลม่านตา และบริเวณรอบดวงตาและค่าคะแนนการวัด Personal Verification and Identification Systems Using Fusion of Iris and Periocular and Fusing Scores ดร.สุรเดช ดวงภุมเมศ ดร.เจษฎา กาญจนะ พรดนัย ขันติ ศุภโชค ศันติวิชยะ ศรินทร์ วัชระบุศราคำ ดร.เกสร กาลจิตร์ กำธร ไกรรักษ์ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) บทคัดย่อ ระบบพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อลงทะเบียนในกลุ่มผู้ไม่มีเอกสารประจำตัวในประเทศไทย หรือ Thai Red Cross Biometric Authentication System (TRCBAS) นี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในภารกิจของ สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย เพื่อการสาธารณสุข การป้องกันและ ควบคุมโรค ตลอดถึงการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสำหรับกลุ่มผู้ไม่มีเอกสารประจำตัวที่อาศัยอยู่ใน ประเทศไทย ได้แก่ ผู้อพยพหนีภัยสงคราม แรงงานข้ามชาติ ผู้แร่ร่อน กลุ่มเปราะบางที่ขาดโอกาส เข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขมาตรฐาน อาทิ การรับวัคซีน เช่น วัคซีน COVID-19 วัคซีนมะเร็ง ปากมดลูก หรือเข้ารับการรักษาโรคอื่นๆ เพื่อให้การช่วยเหลือเหล่านี้เป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และ ลดความซ้ำซ้อน ทางสภากาชาดไทยร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (สวทช.) พัฒนาระบบพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อ ลงทะเบียนและยืนยันตัวตนด้วยเทคโนโลยีชีวมิติ (Biometrics) โดยอาศัยการรู้จำอัตลักษณ์ของบุคคล จากใบหน้าและลายม่านตา โดยเทคโนโลยีการรู้จำลายม่านตานี้ได้มีศึกษาและนำเสนอระเบียบใหม่ 3 ส่วนสำคัญได้แก่ การระบุพื้นที่บริเวณลายม่านตาจากเวกเตอร์ความชันหนึ่งหน่วย (Segmentation with Unit Gradient Vector) การใช้ข้อมูลทั้งลายม่านตาและพื้นที่บริเวณโดยรอบดวงตา (Iris and periocular information fusion) และการผสานการตัดสินใจด้วยตัววัดหลากหลาย (Score fusion) การศึกษาพบว่าในแต่ละกระบวนการสามารถทำให้ความแม่นยำในการระบุและยืนยันตัวตนสูงมากขึ้น เมื่อเทียบกับระเบียบวิธีที่มีอยู่ ระบบนี้จะสามารถช่วยให้สามารถระบุบุคคลได้โดยไม่ต้องใช้เอกสาร สามารถเชื่อมประวัติการรักษาหรือการรับวัคซีนได้อย่างถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ลดความหวาดระแวงเมื่อต้องแสดงตัวตนเพื่อเข้ารับวัคซีนหรือการช่วยเหลือต่างๆ ฐานข้อมูลชีวมิติถูก จัดเก็บอย่างปลอดภัยโดยสภากาชาดไทย สร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีและข้อมูลของชาติ ตลอดจน ลดภาระค่าใช้จ่ายผูกพันกับการเช่าใช้ระบบของต่างชาติ ปัจจุบันมีผู้เข้าลงทะเบียนแล้วกว่าหนึ่งหมื่นคน และกำลังขยายผลการใช้งาน โดยร่วมมือกับกรมควบคุมโรค และโรงพยาบาลในจังหวัดเป้าหมาย ได้แก่ ราชบุรี กาญจนบุรี เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน สมุทรสาคร ชลบุรี ตาก ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มคนไร้สิทธิที่แฝงตัวในประเทศไทยกว่า 1.5 ล้านคนให้ได้ มากที่สุด คำสำคัญ: การรู้จำลายม่านตา การพิสูจน์และยืนยันตัวตน เทคโนโลยีชีวมิติ การประสานข้อมูล
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 76 มาตรวิทยาเคมีและชีวภาพ กับการวิจัยและพัฒนา เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์จากข้าวและสมุนไพรไทย จีรพา บุญญคง และ นงลักษณ์ ตั้งไพศาลกุล ฝ่ายมาตรวิทยาเคมีและชีวภาพ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม บทคัดย่อ ความสามารถในการแข่งขันของพืชเศรษฐกิจของไทยในตลาดโลกประสบกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศคู่แข่งพัฒนาสายพันธุ์ให้มี ลักษณะเด่นตามที่ตลาดต้องการและมีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ตลาดมีการแข่งขันด้านคุณภาพและมาตรฐาน สูงขึ้น นอกเหนือจากการแข่งขันด้านราคา ความต้องการของผู้ซื้อหรือผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของพืชเศรษฐกิจไทยไม่สูงขึ้นและไม่สูงอย่างที่คาดหวัง จึงมีความ จำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องปรับตัวและยกระดับผลผลิตตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสร้างสินค้าที่มีคุณภาพ และมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งกระบวนการมาตรวิทยาและกระบวนการทางคุณภาพอื่น ๆ สามารถสนับสนุนได้ นิทรรศการนี้แสดงแนวทางการนำกระบวนการมาตรวิทยาและกระบวนการคุณภาพอื่น ๆ มาใช้ ในการยกระดับคุณภาพของพืชเศรษฐกิจสำคัญและเป็นพืชเศรษฐกิจยุทธศาสตร์ของไทย คือ ข้าวและ สมุนไพร ซึ่งเป็นผลงานวิจัยการนำโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพไปยกระดับคุณภาพผลผลิตทาง การเกษตรที่เป็นพืชเศรษฐกิจ ได้แก่ ข้าวและสมุนไพร ทั้งในระดับชุมชน ผู้ประกอบการ และ ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์และทดสอบ ซึ่งสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ โดยฝ่ายมาตรวิทยาเคมีและ ชีวภาพ ที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบในพัฒนามาตรฐานการวัดและผลิตวัสดุอ้างอิงรับรองให้เป็นที่ยอมรับ ในระดับสากล และถ่ายทอดความถูกต้องของการวัดสู่ผู้ใช้งานให้เพียงพอและครอบคลุมความต้องการ ในประเทศ ดำเนินงานวิจัยนี้ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการสร้าง ความสามารถในการแข่งขัน (บพข.) ผลการจากศึกษา พบว่า กระบวนการมาตรวิทยาและกระบวนการทางคุณภาพอื่น ๆ ของ โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ เช่น การตรวจสอบคุณภาพของข้าวให้เป็นไปตามข้อกำหนด และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล สามารถสร้างความแตกต่างทั้งในเชิงคุณภาพและภาพลักษณ์ให้แก่ ข้าวของเกษตรกร ทำให้ผู้บริโภคยินดีซื้อในราคาที่สูงกว่า ทำให้สามารถขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้น ใน ระยะยาว หากสามารถรักษาและพัฒนาภาพลักษณ์เชิงคุณภาพต่อไปได้ จะทำให้ผู้บริโภคเกิดความ เชื่อมั่น สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดต่อไป ในกรณีของสมุนไพรพบว่าปัญหาหลักมาจาก การบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าที่ไม่เป็นระบบ ขาดกลไกที่เชื่อมโยงตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบสมุนไพรไป จนถึงการแปรรูปเป็นสารสกัด และเมื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรก็ยังขาดวิธีการมาตรฐานในการ พิสูจน์คุณภาพและความปลอดภัย ซึ่งส่งผลต่อไปยังการจดทะเบียนสิทธิบัตรและการขึ้นทะเบียน ผลิตภัณฑ์เนื่องจากขาดหลักฐานอ้างอิงทางวิชาการที่มีคุณภาพ ทำให้เป็นข้อจำกัดในการบังคับใช้ กฎหมายเพื่อการส่งเสริมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ซึ่งโจทย์ความท้าทายในแต่ละขั้นตอน เหล่านี้ สามารถตอบได้ด้วยกระบวนการทางมาตรวิทยาและกระบวนการด้านคุณภาพอื่น ๆ ใน โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ ซึ่งนิทรรศการนี้จะได้แสดงเป็นลำดับ คำสำคัญ: ข้าว สมุนไพร มาตรวิทยาเคมีและชีวภาพ การพัฒนาวิธีการวัดและผลิตวัสดุอ้างอิงรับรอง โครงการ ต้นแบบการนำ NQI ไปใช้ประโยชน์ในระดับชุมชน
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 77 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 นิทรรศการ “Plearn Science Explorer” Plearn Science Explorer Exhibition ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการองค์กาพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สุวิทย์ เปานาเรียง ผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์สู่ชุมชน เอกพงศ์ ศรีเปารยะ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาทักษะอนาคต องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ บทคัดย่อ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) มีการจัดแสดงนิทรรศการทางด้าน วิทยาศาสตร์ที่หลายหลาย เพื่อสร้างความตระหนักและสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ด้าน วิทยาศาสตร์ให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป โดยนิทรรศการ “Plearn Science Explorer” เป็นนิทรรศการวิทยาศาสตร์ในรูปแบบ Hands-on สำหรับเด็กปฐมวัย โดยการออกแบบคำนึงถึงความ สูงของชิ้นงาน (52 ซม.) ที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย วัสดุใช้ประกอบชิ้นงานที่คำนึงถึงความปลอดภัย ขณะเล่นในทุกมิติ รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ปราศจากสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้กับเด็กเล็ก วิธีการเล่นและปรากฎการณ์ทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ของชิ้นงาน ที่ถูกออกแบบให้เหมาะสมกับช่วงวัย และพัฒนาการของเด็กระดับปฐมวัย (อายุ 3–6 ปี) ซึ่งกระตุ้นให้ผู้เล่นได้เกิดการเรียนรู้ และได้สนุกไป กับชิ้นงานด้วยตนเอง พร้อมสอดแทรกความรู้ด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่สามารถพบเห็นได้ใน ชีวิตประจำวัน มีเป้าหมายในการสร้างทัศนคติที่ดีด้านการเรียนรู้ เสริมสร้างทักษะด้านกระบวนการหา คำตอบทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กตั้งแต่ระดับปฐมวัยซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นช่วงอายุที่มี ความสามารถในการเรียนรู้และจดจำมากที่สุด นิทรรศการ “Plearn Science Explorer” ประกอบด้วยชิ้นงานทั้งหมด 5 หมวด จำนวน 15 ชิ้นงาน ได้แก่ หมวดน้ำและอากาศ (สีฟ้า) จำนวน 3 ชิ้น หมวดแสงสี การมองเห็นและเสียง (สีเขียว) จำนวน 5 ชิ้น หมวดไฟฟ้าและแม่เหล็ก (สีเหลือง) จำนวน 4 ชิ้น หมวดร่างกายของเรา (สีส้ม) จำนวน 2 ชิ้น และหมวดหมู่ท่องโลกนับจำนวน (สีชมพู) จำนวน 1 ชิ้น ซึ่งมีเนื้อหาวิทยาศาสตร์ที่ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อความเข้าใจ พร้อมด้วยรูปแบบที่ดูสดใส ดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชมนิทรรศการ คำสำคัญ: Plearn Science Explorer นิทรรศการวิทยาศาสตร์ Hands-On นิทรรศการเด็กปฐมวัย นิทรรศการ
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 78 ส่วนที่ 5 โครงงานวิจัยของนักเรียนนายร้อย โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 79 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 อินเตอร์เฟซช่วยการใช้งานไฟรวอลล์ Interface Assisted Firewall นักเรียนนายร้อย เจตณัฐ วัฒนาทวีโชค นักเรียนนายร้อย จักริน นาควัชระ นักเรียนนายร้อย ชาญชล ธรรมประเสริฐ นักเรียนนายร้อย ปฏิพัฒ ปยะธนากร นักเรียนนายร้อย อธิศิษฎ มะลิงาม พันเอก ตุลวัตร ชุณห์วิจิตรา อาจารย์ที่ปรึกษา กองวิชาคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์ ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า บทคัดย่อ วัตถุประสงค์หลักของการวิจัยนี้คือ การบริหารจัดการไฟร์วอลล์ให้อยู่ในรูปแบบที่ใช้งานได้ง่าย และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีการให้คำแนะนำและสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้ที่ เป็นนักเรียนนายร้อย รวมถึงหน่วยในกองทัพบก โดยการสร้างอินเตอร์เฟซเพื่อใช้งานได้ง่ายและ ปลอดภัยสำหรับการบริหารจัดการไฟร์วอลล์ เนื่องด้วยโดยปกติการบริหารจัดการไฟร์วอลล์จะอยู่ในรูปแบบที่ผู้ใช้ต้องมีประสบการณ์ เกี่ยวกับระบบเครือข่าย ดังนั้นการวิจัยนี้จะทำการประเมินความสามารถในการใช้งานไฟร์วอลล์เพื่อ ป้องกันเซิร์ฟเวอร์ในระดับพื้นฐานที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Linux และทำการพัฒนาอินเตอร์เฟซที่ง่ายต่อ การใช้งานให้กับผู้ใช้ซึ่งอาจไม่มีประสบการณ์ และสอบถามความพึงพอใจในการใช้งานอินเตอร์เฟซที่ คณะผู้วิจัยจัดทำขึ้น จากผลการสำรวจและการทดสอบออนไลน์ พบว่า การใช้งาน Terminal ในการป้อนคำสั่งหรือ เพิ่มนโยบายใหม่ เนื่องจากการยึดตามไวยากรณ์ของภาษาคอมพิวเตอร์ เช่น การใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ หรือพิมพ์เล็กให้ถูกต้องมักมีความซับซ้อน อาจเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับบางบุคคล แต่การออกแบบ อินเตอร์เฟซที่ดีสามารถเพิ่มความสะดวกสบายใช้งานง่าย และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทาง ไซเบอร์เพื่อป้องกันการโจมตีจากภายนอกหรือการถูกเข้าถึงระบบจากบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต คำสำคัญ: อินเตอร์เฟซ ไฟร์วอลล์ไวยากรณ์ของภาษาคอมพิวเตอร์
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 80 เครื่องสเปกโตรมิเตอร์ขนาดพกพาสำหรับการทำงานในสนาม A Portable Spectrometer for On-Field Operation นักเรียนนายร้อย เมฆพัด กาลันสีมา นักเรียนนายร้อย อนุสรณ์ ธรรมา นักเรียนนายร้อย ปาณัสม์ ชูเกิด นักเรียนนายร้อย ณัชพล เกษตรภิบาล และนักเรียนนายร้อย เพชรภัทร กรเพชร พันโท ดร.นวพงศ์ อันสุรีย์ อาจารย์ที่ปรึกษา กองวิชาฟิสิกส์ ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า บทคัดย่อ เครื่องสเปกโทรมิเตอร์ เป็นเครื่องที่ใช้วัดสเปกตรัมของวัตถุและถูกใช้ในการระบุชนิดของวัตถุใน หลายวัตถุประสงค์ เช่น ดาราศาสตร์ การแพทย์ สิ่งแวดล้อม เกษตรกรรม การทหารและความมั่นคง ซึ่งความรู้ในการสร้างเครื่องสเปกโตรมิเตอร์ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ทำให้ขาดองค์ความรู้ในการผลิตและ ทักษะในการซ่อมแซม คณะผู้วิจัยได้เล็งเห็นความสำคัญในจุดนี้ จึงได้สร้างเครื่องสเปกโทรมิเตอร์ ต้นแบบขึ้นมาเพื่อศึกษาหลักการทำงานของเครื่องสเปกโทรมิเตอร์ และออกแบบให้มีความสามารถใน การนำไปวัดค่าสเปกตรัมของวัตถุในสถานที่จริงได้ เช่น การวัดค่าสเปกตรัมเพื่อใช้ในการจำแนกชุดฝึก พรางของทหารออกจากใบไม้และดอกไม้นอกห้องปฏิบัติการ คำสำคัญ: เครื่องสเปกโตรมิเตอร์ ค่าสเปกตรัม การแยกประเภทของวัตถุ การปฏิบัติงานภาคสนาม
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 81 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 การใช้ KVEIK เป็นยีสต์ในการผลิตเบียร์ The Use of KVEIK as Yeast for Brewing นักเรียนนายร้อย ปัณณธร ไชยสุภา นักเรียนนายร้อย พลเกียรติ เอียดวงศ์ นักเรียนนายร้อย ฮาริส พึ่งเกษม นักเรียนนายร้อย พิชญุตม์ น้อยบุ่งค้า และนักเรียนนายร้อย สุทธิภัทร บัวขาว พลตรี รองศาสตราจารย์ ดร.สมปอง วรรณโคตร พันเอกหญิง พนิตตา ปัญญาดิลก พันเอก ดร.วิชิต ซ้ายเกล้า พันเอกหญิง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภัทรียา ตัณฑิกุล และพันโทหญิง ณภาดา คล่องเชิงสาน อาจารย์ที่ปรึกษา กองวิชาเคมี ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนการผลิตเบียร์โดยใช้ KVEIK และศึกษาสภาวะที่ เหมาะสมสำหรับการผลิตเบียร์โดยใช้ KVEIK ในระยะเวลา 4 วัน ในการผลิตเบียร์วัตถุดิบ ประกอบด้วย ฮอพส์ มอลต์ น้ำ และยีสต์ โดย KVEIK เป็นยีสต์ที่มีคุณสมบัติเด่น คือ สามารถหมัก เบียร์ได้ในอุณหภูมิ 25-40 องศาเซลเซียส และใช้เวลาในการหมักเพียง 2-4 วัน งานวิจัยได้ ทำการศึกษากระบวนการหมักใน 3 สภาวะ ได้แก่ อุณหภูมิห้อง อ่างน้ำควบคุมอุณหภูมิ (Water bath) และตู้อบ (Oven) ที่ 35 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 4 วัน จากผลการวิจัยพบว่า เบียร์ที่หมักใน อุณหภูมิห้อง มีร้อยละของแอลกอฮอล์เท่ากับ 4.73 เบียร์ที่หมักในอ่างน้ำควบคุมอุณหภูมิ มีร้อยละของ แอลกอฮอล์เท่ากับ 4.86 และเบียร์ที่หมักในตู้อบ มีร้อยละของแอลกอฮอล์เท่ากับ 4.99 จากการ ทดสอบความพึงพอใจที่มีต่อเบียร์ของผู้เข้ารับการทดสอบ 6 ด้าน ได้แก่ การมองเห็น กลิ่น รสชาติ สัมผัส รสชาติหลังกลืน และความต้องการแก้วถัดไป พบว่า ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจทั้ง 6 ด้าน ที่มีต่อ เบียร์ที่หมักในอุณหภูมิห้อง เท่ากับ 5.98 เบียร์ที่หมักในอ่างน้ำควบคุมอุณหภูมิ เท่ากับ 6.00 และ เบียร์ที่หมักในตู้อบ เท่ากับ 6.15 จากคะแนนเต็ม 9 สรุปได้ว่าสามารถใช้ KVEIK เป็นยีสต์ในการผลิต เบียร์ได้ และสภาวะที่เหมาะสมสำหรับผลิตเบียร์โดยใช้ KVEIK ในระยะเวลา 4 วัน คือ ตู้อบที่ ควบคุมอุณหภูมิ35 องศาเซลเซียส ไม่มีแสงและความชื้นต่ำ อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่าที่ สภาวะอุณหภูมิห้อง อ่างน้ำควบคุมอุณหภูมิและตู้อบ มีร้อยละของแอลกอฮอล์และค่าเฉลี่ยความพึง พอใจใกล้เคียงกัน คำสำคัญ: KVEIK เบียร์เอล การผลิตเบียร์
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 82 การพัฒนาเสบียงรบประจำบุคคลจากผลผลิตทางการเกษตรของโครงการทหารพันธุ์ ดีและโครงการในพระราชดำริฯ ในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า Development and Processing of Agricultural Products from ThahanPandee and Royal Initiative Project in CRMA for use in the Personal Combat Ration นักเรียนนายร้อย บัลลังก์ ยวงใย นักเรียนนายร้อย ณัฐภัทร วรรณกลาง นักเรียนนายร้อย อัมรินทร์ กาเลี่ยง นักเรียนนายร้อย ธฤศชณม์ รัตนพงศ์ และนักเรียนนายร้อย วีริศ รุ่งศรีทอง พันตรี ดร.ปัญญวุฒิ จันทร์ถนอมสุข อาจารย์ที่ปรึกษา กองวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาเสบียงรบประเภท ข. รูปแบบใหม่ให้แก่กองทัพบก เนื่องจาก เสบียง ข. ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้น มีปัญหาในเรื่องของคุณค่าทางโภชนาการที่ไม่เพียงพอ และการปรุง ให้เป็นข้าวสวยพร้อมทานนั้นยุ่งยากใช้เวลานาน โดยเฉพาะในการนำไปใช้ในการปฏิบัติภารกิจใน สนามรบ เสบียงชนิดใหม่นี้ถูกทำออกมาในรูปของเสบียงข้าวหอมมะลิกึ่งสำเร็จรูปซึ่งเป็นข้าวหุงสุกเร็ว โดยข้าวที่นำมาใช้นั้น คือข้าวหอมมะลิสุรินทร์ (ขาวดอกมะลิ 15) ซึ่งเป็นข้าวที่ผ่านการสีจากจากโรงสี ข้าวพระราชทาน โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (รร.จปร.) ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อีกทั้งเสบียงนี้ยังมีการเสริมโภชนาการ ด้วย ผักจากโครงการทหารพันธุ์ดี รร.จปร. เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ กระบวนการผลิตแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนดังนี้ 1) การต้มผัก 2) การแช่ข้าวในน้ำร้อน 3) การทำให้ข้าวสุก 4) การอบแห้งข้าวและผักจน มีความชื้นต่ำกว่าร้อยละ 7 และ 5) การผสมและบรรจุ โดยผลิตภัณฑ์สุดท้ายประกอบด้วย ข้าวร้อย ละ 75 บวบร้อยละ 5 เห็ดนางฟ้าร้อยละ 5 ข้าวโพดอ่อนร้อยละ 4.5 กะเพราร้อยละ 4.5 ถั่วฝักยาว ร้อยละ 4.5 และผงปรุงรสร้อยละ 1.5 เสบียงนี้ถูกบรรจุในถุงสุญญากาศในปริมาณ 200 กรัมต่อถุง โดยให้พลังงานทั้งหมด 566 กิโลแคลลอรี โปรตีน 1.2 กรัม และใยอาหาร 1.8 กรัม อีกทั้งยังเป็น แหล่งของวิตามินเอ วิตามินซี เบต้าแคโรทีน และแอนโทไซยานิน เสบียงนี้สามารถทำการคืนรูปให้เป็น ข้าวสวยพร้อมทานได้โดยการเติมน้ำร้อนแล้วรอเพียง 10 นาที คณะผู้วิจัยได้ทำการประเมินคุณภาพ ด้านรสสัมผัสของเสบียงโดยสุ่มคัดเลือกนักเรียนนายร้อย 94 นาย เป็นตัวแทนของนักเรียนนายร้อย ทั้งหมด มาทำการการทดสอบทางประสาทสัมผัส ผลการทดสอบพบว่าค่าคะแนนความชอบด้าน รสชาติของเสบียงที่ได้รับการพัฒนา มีค่าสูงกว่าข้าวหอมมะลิหุงสุกโดยวิธีปกติ ส่วนค่าคะแนนในด้าน ลักษณะปรากฏ กลิ่น เนื้อสัมผัส และการยอมรับ พบว่าไม่มีความแตกต่างจากข้าวหอมมะลิหุงสุกโดย วิธีปกติอย่างมีนัยสำคัญ (p ≤ 0.05) นอกจากนี้เสบียงนี้ยังได้รับการประเมินในระดับ “ชอบ” ต่อการ พกพาไปใช้ในการฝึกหรือปฏิบัติงานในสนามของนักเรียนนายร้อย คำสำคัญ: ข้าวกึ่งสำเร็จรูป การทดสอบทางประสาทสัมผัส เสบียง โครงการทหารพันธุ์ดี
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 83 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 การศึกษาประสิทธิภาพในการลดความเร็วของยานพาหนะของสันชะลอความเร็ว ในพื้นที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า The Study of Vehicle Deceleration Performance of Speed Bumps in Chulachomklao Royal Military Academy นักเรียนนายร้อย เอก มาชู นักเรียนนายร้อย นัทธกฤต จงหวัง นักเรียนนายร้อย อภิมุข ทองนวล นักเรียนนายร้อย ศุภณัฐ เลิศล้ำ นักเรียนนายร้อย ศวิษฐ์บัวคล้าย นักเรียนนายร้อย ธนพล ทีพอ พันตรี สมิทธิภัทร คำประพันธ์ อาจารย์ที่ปรึกษา กองวิชาวิศวกรรมโยธา ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า บทคัดย่อ การใช้ความเร็วของยานพาหนะในเขตชุมชนเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ทั้ง ต่อรถยนต์ด้วยกันเอง และผู้คนที่สัญจรบนถนน สันชะลอความเร็วจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งในมาตรการ ยับยั้งการจราจร (Traffic Calming) ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ บนท้องถนน เพื่อสร้างเสริมสภาวะที่ปลอดภัยบนท้องถนนในพื้นที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า คณะผู้วิจัยได้ทำการศึกษาการใช้ความเร็วบนเส้นทางต่าง ๆ และประสิทธิภาพในการชะลอความเร็ว ของสันชะลอความเร็วในพื้นที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โดยคณะผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูล การใช้ความเร็วเส้นทางต่าง ๆ ในช่วงเวลาเร่งด่วนเช้าและบ่าย ข้อมูลพฤติกรรมการใช้ความเร็วผ่าน สันชะลอความเร็ว และทดสอบการใช้ความเร็วผ่านระบบยับยั้งการจราจรโดยการลดความกว้าง ช่องทางจราจร ผลจากการศึกษาพบว่ามีการใช้ความเร็วในพื้นที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าโดย เฉลี่ยที่ 39.51 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สันชะลอความเร็วแบบเก่าสามารถลดความเร็วได้ร้อยละ 45.56 สันชะลอความเร็วแบบใหม่ สามารถลดความเร็วลงร้อยละ 55.53 การลดความกว้างช่องทางจราจร สามารถลดความเร็วลงได้ร้อยละ 23.1 จากผลการศึกษาพบว่า การใช้สันชะลอความเร็วมี ประสิทธิภาพในการควบคุมการจราจรได้ โดยการลดความกว้างช่องทางจราจรเป็นแนวทางการชะลอ ความเร็วที่นำไปสู่การพัฒนาพื้นที่บนท้องถนนเพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น ทำทางจักรยานหรือพื้นที่สีเขียว ได้ในอนาคต คำสำคัญ: การยับยั้งการจราจร สันชะลอความเร็ว วิศวกรรมจราจร ความปลอดภัยบนท้องถนน
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 84 การออกแบบวิธีการจัดส่งที่เหมาะสมของนักเรียนนายร้อยสำหรับการเดินทางกลับ ภูมิลำเนาในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล Designing an Appropriate Method for Returning Cadets to Their Homes in Bangkok and its Vicinity นักเรียนนายร้อย ชลน่าน ตนะทิพย์ นักเรียนนายร้อย สุภกิณห์ คงผล นักเรียนนายร้อย สุวิจักขณ์ ทอรี นักเรียนนายร้อย อนุรักษ์ สุ่มดี นักเรียนนายร้อย ปภพ คันศิลป์ และนักเรียนนายร้อย กีรติกร ตั้งภู่ตระกูล พันโท ดร.ศิวพงศ์ กุศลภุชฌงค์ พันตรี สงขลา ไพศาลสุขะกุล และร้อยโท วิชญ์ชพล พลตื้อธนะกูล อาจารย์ที่ปรึกษา กองวิชาวิศวกรรมสรรพาวุธ ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลเกล้า บทคัดย่อ งานวิจัยนี้ทำการศึกษาและออกแบบเส้นทางยานพาหนะสำหรับการขนส่งนักเรียนนายร้อย (นนร.) ที่ต้องการเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงวันหยุด โดยมีต้นทางคือ โรงเรียนนายร้อย พระจุลจอมเกล้าไปยังจุดต่าง ๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยใช้ข้อมูลจำนวน นนร. ที่ต้องการเดินทางไปจุดหมายปลายทางต่าง ๆ และมีเงื่อนไขคือ ความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร ของรถขนส่ง ปัจจุบันแผนกขนส่งของส่วนบริการ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ามีการจัดบริการ การขนส่ง นนร. กลับภูมิลำเนาของแต่ละสัปดาห์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวน 2 เส้นทางคือ เส้นทางพหลโยธินมีจุดหมายปลายทางที่สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต และเส้นทางวิภาวดีรังสิตมี จุดหมายปลายทางที่สโมสรทหารบก เนื่องจากจำนวนเส้นทางมีจำกัดทำให้การขนส่งไม่ครอบคลุมพื้นที่ นนร. ต้องการ จากปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาเส้นทางการขนส่ง นนร. ที่ ครอบคลุมความต้องการมากกว่าเดิม ด้วยการประยุกต์ใช้ตัวแบบทางคณิตศาสตร์สำหรับปัญหาการ จัดเส้นทางยานพาหนะแบบมีเงื่อนไขที่ความสามารถในการบรรทุกของรถขนส่ง และเป้าหมายของตัว แบบทางคณิตศาสตร์คือ ระยะทางรวมที่สั้นที่สุด โดยใช้ข้อมูลจำนวนของ นนร. ที่ต้องการเดินทางไป ยังจุดต่าง ๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครฯ และปริมณฑลที่ได้จากการสำรวจ ผลการศึกษาสรุปได้ว่า วิธีการประยุกต์ใช้ตัวแบบทางคณิตศาสตร์สำหรับปัญหาการจัดเส้นทางยานพาหนะมีเส้นทางทั้งหมด 8 เส้นทาง ระยะทางรวมทั้งสิ้น 1,751.1 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมจุดหมายปลายทางตามความต้องการ ของ นนร. ที่มีความประสงค์กลับภูมิลำเนาในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล คำสำคัญ: เส้นทางที่สั้นที่สุด ปัญหาการจัดเส้นทางยานพาหนะ ตัวแบบทางคณิตศาสตร์
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 85 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 การออกแบบระบบปั๊มน้ำอัตโนมัติด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการย่อย กวฟ.สกศ.รร.จปร. กรณีศึกษาหน่วยทหารพันธุ์ดีกองพันทหารราบ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า Designing an Automatic Water Pump System by Solar Energy (Electrical Engineering): A Case Study of Smart Soldier Project Infantry Battalion Chulachomklao Royal Military Academy นักเรียนนายร้อย ปภังกร บุญญะพาศ นักเรียนนายร้อย เปรม สิริมไหศวรรย์ นักเรียนนายร้อย อภิสิทธิ์ ธวัชดํา นักเรียนนายร้อย ปพนวัจน์ นันทิหิรัญญา พันเอกหญิง ดร.รุ่งรัศมี สุวรรณวัฒนา พันโท พงศ์กฤษณ์ รุ่งสุข ร้อยเอก ณัฐพล เจียมเรือน และร้อยโท พีรพงศ์ สถิตภัทรสมบัติ อาจารย์ที่ปรึกษา กองวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า บทคัดย่อ พลังงานไฟฟ้าที่ได้จากเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell Panels) เป็นพลังงานที่มีศักยภาพ ค่อนข้างสูง เซลล์แสงอาทิตย์ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ระบบไฟฟ้าสำหรับ ครัวเรือน ระบบไฟฟ้าสัญญาณจราจร ไปจนถึงการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ที่มี การเพาะปลูก ได้แก่ ขับเคลื่อนเครื่องสูบน้ำอัตโนมัติด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ โดยพื้นที่หน่วยทหาร พันธุ์ดีกองพันทหารราบ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เป็นแหล่งทรัพยากรต้นแบบ ดังนั้น การนำความรู้ด้านพลังงานแสงอาทิตย์มาประยุกต์ใช้ด้านการเกษตรสามารถนำไปต่อยอดพื้นที่ห่างไกล ที่ระบบไฟฟ้าเข้าถึงยากได้ เพื่อใช้พื้นที่ว่างเปล่าให้เกิดประโยชน์ โดยทำการเกษตรให้เกิดการปฏิบัติ จริงในพื้นที่ภายในหน่วยทหาร โดยให้ความรู้แก่กำลังพล ครอบครัว และทหารกองประจำการสามารถ นำความรู้ด้านการเกษตรที่ได้รับจากการดำเนินโครงการไปขยายผลสู่ชุมชน และภูมิลำเนาของพล ทหารเมื่อปลดประจำการไปแล้ว รวมถึงเป็นที่ศึกษาดูงานให้ประชาชนทั่วไปได้นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ในพื้นที่ของตนเอง โครงงานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา และออกแบบรูปแบบของระบบการรดน้ำแปลงผัก ด้วยเครื่องสูบน้ำที่ได้พลังงานจากระบบเซลล์แสงอาทิตย์ หลักการทำงานของระบบมีดังนี้ แผงโซลาร์ เซลล์แบบโมโนคริสตัลไลน์ ทำหน้าที่รับแสงอาทิตย์และแปลงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้รับเป็นพลังงาน ไฟฟ้า พร้อมทั้งศึกษาวิธีการจัดตั้งและคำนวณประสิทธิภาพการทำงานของแผงโซลาร์เซลล์ การหัน หน้าและการเอียงที่เหมาะสมตามภูมิศาสตร์ อยู่ระหว่าง 10 ถึง 18 °C เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของ อุณหภูมิที่ 1 °C จะทำให้ประสิทธิภาพลดลง 0.45% กระแสไฟฟ้าที่ได้จะถูกส่งผ่านอุปกรณ์โซลาร์ ชาร์จเจอร์ ซึ่งเป็นระบบควบคุมแบบ Maximum Power Point Tracking: MPPT ทำหน้าที่ควบคุม การจ่ายกระแสไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์เข้าสู่แบตเตอรี่ เพื่อกักเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้งานในภายหลัง ระบบควบคุมการทำงานแบบอัตโนมัติสำหรับเครื่องสูบน้ำ (Water Pump) ไฟฟ้ากระแสตรงด้วย พลังงานแสงอาทิตย์ (DC Solar Pumps) ในกระบวนการนี้เรียกว่า การสูบน้ำขึ้น–จ่าย ออกไปยัง แปลงเกษตร ประโยชน์ที่ได้รับ ระบบนี้ทำงานได้ในสภาวะที่มีแสงน้อยและช่วยติดตามจุดจ่าย กำลังไฟฟ้าสูงสุด เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในสภาวะของแสงตัวควบคุมช่วยทำให้เกิดความสมดุล ระหว่างปริมาณกำลังไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์กับปริมาณกำลังไฟฟ้าที่ใช้ในการขับเครื่องสูบน้ำ
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 86 นอกจากนี้วงจรควบคุมดังกล่าวช่วยสตาร์ทมอเตอร์ได้ในสภาวะที่มีแสงน้อย ส่งผลให้เพิ่มชั่วโมงในการ ทำงานของเครื่องสูบน้ำได้อีกด้วย คำสำคัญ: พลังงานแสงอาทิตย์ ระบบคอนโทรลพลังงานแสงอาทิตย์
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 87 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 หุ่นยนต์เคลื่อนที่ตามบุคคลเป้าหมายโดยการใช้ไลดาร์เซนเซอร์ Robot Moving According to a Target Person Using a LiDAR Sensor นักเรียนนายร้อย สิรวิชญ์ ตองอ่อน นักเรียนนายร้อย วิศรุต คมพิมาย นักเรียนนายร้อย คณัสนันท์ กล่อมเกลี้ยง นักเรียนนายร้อย อาคเนย์ เกตุเพ็ชร และนักเรียนนายร้อย พุฒิรัตน์ แพชนะ พันตรี อุกฤษณ์ อันทพิษ ร้อยเอก กันต์ธร พรหมสถิต และร้อยโท วรพรต รักคุณ อาจารย์ที่ปรึกษา กองวิชาวิศวกรรมเครื่องกล ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า บทคัดย่อ หุ่นยนต์ในปัจจุบันสามารถใช้ร่วมกับมนุษย์ในหลาย ๆ รูปแบบมีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ มากมาย อย่างเช่น ด้านการเคลื่อนที่ซึ่งก็มีหลายวิธีการ ทำให้เกิดแนวคิดในการใช้ไลดาร์เซนเซอร์ (Lidar Sensor) ซึ่งมีใช้ในรถยนต์ที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติ มาประยุกต์เป็นหุ่นยนต์ติดตามบุคคล ใช้ในการ ช่วยเหลือต่าง ๆ เช่น การติดตามคนร้ายหรือเป้าหมายที่ต้องการ ซึ่งจะทำการพัฒนาโปรแกรมให้ หุ่นยนต์เคลื่อนที่ติดตามเป้าหมายได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้บุคลากรให้เสี่ยงอันตราย ในการที่จะทำให้ หุ่นยนต์เคลื่อนที่ได้จะต้องเริ่มจากการหาข้อมูลศึกษาเกี่ยวกับอัลกอริทึมในการตรวจจับวัตถุในภาพและ ศึกษาการควบคุมระยะของหุ่นยนต์กับมนุษย์ด้วยการใช้ไลดาร์เซนเซอร์ หลังจากได้ข้อมูลมาพอสังเขป แล้วขั้นตอนต่อไปจะเป็นการโปรแกรมตัวหุ่นยนต์โดยใช้ภาษา Python ซึ่งเราจะใช้หุ่นยนต์สำเร็จรูปที่มี ระบบปฏิบัติการ Linux เพื่อที่จะสามารถเขียนโปรแกรมได้สะดวกยิ่งขึ้น หลังจากนั้นจะเป็นการทดลอง อัลกอริทึมว่าสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่ หากใช้งานได้แล้วขั้นต่อไปจะเป็นการปรับแต่งอัลกอริทึมโดย อิงจากทฤษฎีต่าง ๆ และแก้ไขตัวแปร เพื่อที่จะทำให้ควบคุมหุ่นยนต์ได้ดีขึ้น ผลการวิจัยพบว่า หุ่นยนต์ สามารถเคลื่อนที่ตามเป้าหมายได้ แต่ในบางกรณีที่ภาพที่หุ่นยนต์ตรวจจับนั้นมีความไม่ชัดเจน เนื่องจากกล้องและไลดาร์เซนเซอร์ที่ติดตั้งให้กับหุ่นยนต์นั้นเป็นขนาดเล็กและระบบประมวลผลของตัว บอร์ด (Raspberry pi) นั้นยังไม่ได้พัฒนาปรับปรุงให้ประมวลได้อย่างรวดเร็ว เพราะตัวบอร์ดนั้นเป็น บอร์ดขนาดเล็กที่ได้รับติดตั้งมากับตัวหุ่นยนต์ตั้งแต่แรก ส่งผลให้หุ่นยนต์ไม่สามารถตรวจจับเป้าหมาย ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งในบางกรณีที่ทำการตรวจจับนั้นอาจมีปัจจัยด้านแสงสว่างและเงาหรือ สภาพแวดล้อมรอบข้างเข้ามาบดบังเป้าหมายตัวบุคคล จะส่งผลให้กล้องเกิดข้อผิดพลาดในการ ตรวจจับบุคคลทำให้บอร์ดเกิดการวิเคราะห์และประมวลผลออกมาคลาดเคลื่อนและทำให้หุ่นยนต์ไม่ สามารถเคลื่อนที่ได้ตามต้องการ และการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ไม่ลื่นไหลเนื่องจากองศาในการเลี้ยว ขณะที่ตรวจจับบุคคลมีจังหวะการกระตุกของล้อในขณะเลี้ยวเล็กน้อย อีกทั้งกล้องไลดาร์มีระยะ ตรวจจับที่จำกัดส่งผลให้การตรวจจับต้องอยู่ภายใต้ขีดความสามารถของการระยะการตรวจจับ ของกล้อง คำสำคัญ: อัลกอริทึม ไลดาร์เซนเซอร์Python Programming ระบบปฏิบัติการ Linux
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 88 การประเมินระยะเวลาและค่าความถูกต้องที่ได้จากสถานีอ้างอิงเสมือน สำหรับการรังวัดด้วยโครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ในพื้นที่ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า Assessments of Applicable Observation Time and Accuracy from Virtual Reference Stations for Network Real Time Kinematics in Chulachomklao Royal Military Academy นักเรียนนายร้อย กิตติพล โลดโผล นักเรียนนายร้อย ธิติวัฒน์ ชมมะลิ นักเรียนนายร้อย ปาลี จิตศรัทธา นักเรียนนายร้อย พชรพล แย้มชื่น และนักเรียนนายร้อย ยศพัฒน์ ฤกษ์ใหญ่ ร้อยเอก นำพล ศักดิ์สนิท และ ร้อยเอก กรกฎ บุตรวงษ์ อาจารย์ที่ปรึกษา ชุดอำนวยการศึกษา หลักสูตรวิศวกรรมแผนที่ ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า บทคัดย่อ การระบุพิกัดตำแหน่งด้วยดาวเทียมเพื่อการนำหนและเวลา (Space Based Positioning, Navigation and Timing; PNT) ได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องโดยอาศัยระบบดาวเทียมนำหน (Global Navigation Satellite System: GNSS) เพื่อช่วยในการหาพิกัดตำแหน่งที่แม่นยำของสิ่ง ต่าง ๆ ที่อยู่บนพื้นโลก ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีเหล่านี้ได้มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในทุกภาคส่วน โดยนำมาประยุกต์ใช้ในกิจการด้านต่าง ๆ เช่น งานสำรวจเพื่อทำแผนที่และภูมิสารสนเทศ งานสำรวจ รังวัดแปลงที่ดิน งานวิศวกรรมและก่อสร้าง งานคมนาคมขนส่งและยานยนต์ไร้คนขับ และงานเกษตร อัจฉริยะ สำหรับในประเทศไทยได้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติ ซึ่งมีมติ เห็นชอบแนวคิดโครงสร้างพื้นฐานระบบดาวเทียมนำหน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบุพิกัด ตำแหน่งของประเทศ (National Positioning Infrastructure) ทั้งนี้ได้บูรณาการข้อมูลสถานีค่าอ้างอิง พิกัดแบบต่อเนื่อง (Continuously Operating Reference Stations: CORS) จากหน่วยงานภาครัฐ ทั่วประเทศเพื่อจัดตั้งศูนย์ข้อมูลค่าอ้างอิงพิกัดแบบต่อเนื่องแห่งชาติ (National CORS Data Center: NCDC) โดยให้บริการการรังวัดด้วยโครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ (Network Real Time Kinematics) ซึ่งจะสามารถได้พิกัดตำแหน่งที่มีความถูกต้องแม่นยำสูงในทันที และมีความเป็นเอกภาพมาตรฐาน เดียวกันทั้งประเทศ เนื่องด้วยการรังวัดด้วยโครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์สามารถลดข้อจำกัดในเรื่องทรัพยากร ด้านระยะเวลา บุคลากร และงบประมาณในการดำเนินการสำรวจเพื่อทดแทนวิธีการรังวัดแบบดั้งเดิม (Conventional Survey) จึงได้มีการศึกษาประเมินระยะเวลาการรังวัดที่เหมาะสมกับค่าความถูกต้อง ของค่าพิกัดที่ได้จากสถานีอ้างอิงเสมือน (Virtual Reference Stations; VRS) สำหรับการรังวัดด้วย โครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ในพื้นที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ผลการศึกษาพบว่าในพื้นที่ โปร่งโล่ง มีสิ่งบดบังสัญญาณดาวเทียมเพียงเล็กน้อย สามารถใช้ระยะเวลาในการรังวัด 1 นาที จะให้ ค่าความถูกต้องของพิกัดตำแหน่งทางราบต่ำกว่า 5 เซนติเมตร และทางดิ่งต่ำกว่า 10 เซนติเมตร และ ในพื้นที่ที่มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุม มีสิ่งบดบังสัญญาณดาวเทียมค่อนข้างมาก จะต้องใช้ระยะเวลาในการ รังวัดอย่างน้อย 5 นาทีเพื่อให้ค่าความถูกต้องของพิกัดตำแหน่งทางราบและทางดิ่งลงมาอยู่ที่ประมาณ 1 เมตร โดยระยะเวลาในการรังวัดที่นานขึ้นจะส่งผลให้ค่าความถูกต้องทางตำแหน่งทั้งทางราบและ ทางดิ่งนั้นสูงขึ้น ซึ่งสามารถนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่ หรืองาน สำรวจรังวัดและทำแผนที่ในพื้นที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าได้ ทั้งนี้เป็นการฝึกและศึกษาให้แก่
วิชาการก้าวหน้า พัฒนาสังคม หน้า | 89 วันนิทรรศการวิชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2566 นนร. ได้เรียนรู้และมีความเข้าใจในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบุพิกัด ตำแหน่งของประเทศอีกด้วย คำสำคัญ: ดาวเทียมนำหน พิกัดตำแหน่ง โครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์สถานีค่าอ้างอิงพิกัดแบบต่อเนื่อง สถานี อ้างอิงเสมือน