องค์ความรู้
ด้านการจดั ระบบอนุรักษด์ ินและน้ํา
ในเขตพัฒนาทดี่ ิน
จดั ทาํ โดย
คณะทํางานชดุ องคค์ วามรู้ด้านการจัดระบบอนุรกั ษด์ นิ และนํ้าในเขตพฒั นาท่ดี นิ
กรมพฒั นาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สงิ หาคม 2556
คาํ นํา
ชุดองคค์ วามรู้ดา้ นการจดั ระบบอนุรักษด์ ินและน้าํ ในเขตพฒั นาที่ดิน ไดร้ วบรวมความรู้
ตามหลกั วิชาการและการปฏิบตั ิงานในพ้ืนท่ีการเกษตรเพ่ือให้เป็ นคลงั ความรู้ของกรมพฒั นาที่ดิน
ในการเรี ยนรู้ ของบุคลากรท่ี จะนําไปใช้ประโยชน์เพื่อการปฏิ บัติ งานได้อย่างถูกต้องและมี
ประสิทธิภาพ ในชุดองคค์ วามรู้น้ีประกอบดว้ ยอาํ นาจหน้าที่ ภารกิจของกรมพฒั นาที่ดิน ความรู้
ดา้ นการอนุรักษด์ ินและน้าํ ข้นั ตอนดาํ เนินการจดั ระบบอนุรักษด์ ินและน้าํ ในเขตพฒั นาที่ดิน พ้ืนที่
กรณีศึกษาเขตพฒั นาท่ีดินลุ่มน้าํ แม่คาํ จงั หวดั พะเยา
การจัดทาํ ชุดองค์ความรู้คร้ังน้ี ขอขอบคุณกองการเจา้ หน้าที่ท่ีได้จดั ให้มีการฝึ กอบรม
คณะทาํ งานฯ และเชิญวิทยากรจากมหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราชมาให้ความรู้ ความเขา้ ใจใน
กระบวนการสร้างองคค์ วามรู้และจดั ทาํ เป็ นเอกสารวิชาการเรียนรู้ดว้ ยตนเองท่ีเป็ นมาตรฐาน ซ่ึง
จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้เพื่อการปฏิบตั ิงานท่ีมีประสิทธิภาพของบุคลากรหรือผสู้ นใจ
ทวั่ ไป
คณะทาํ งานชุดองคค์ วามรู้
ดา้ นการจดั ระบบอนุรักษด์ ินและน้าํ ในเขตพฒั นาที่ดิน
สิงหาคม ๒๕๕๖
ก
สารบญั หนา
บทที่ 1 บทนํา 1
1.1 อํานาจหนา ที่และภารกิจของกรมพฒั นาที่ดิน 2
1.1.1 นิยามของวิสยั ทศั น 2
1.1.2 ภารกจิ ตามกฎหมาย 3
1.1.3 พนั ธกจิ 3
1.1.4 อาํ นาจหนาท่ี 3
1.2 ความหมายของคาํ สําคญั ในเขตพัฒนาท่ดี ิน 4
1.2.1 ความหมายของคําสาํ คัญ 4
1.2.2 ความสาํ คัญการจดั ระบบอนุรกั ษด นิ และนาํ้ ในเขตพฒั นาที่ดิน 6
บรรณานกุ รม 7
บทท่ี 2 ความรดู านการอนรุ กั ษด นิ และน้ํา 8
2.1 การประเมนิ นํา้ ไหลบา 11
2.1.1 น้ําไหลบา 11
2.1.2 ธรรมชาตขิ องนํ้าทไี่ หลบา 11
2.1.3 ปจจัยทม่ี ผี ลกระทบตอลกั ษณะตาง ๆ ของนา้ํ ทไ่ี หลบา 13
2.1.4 การวัดนาํ้ ไหลบา 13
2.2 การชะลางพงั ทลายและการประเมินการสูญเสียดิน 21
2.2.1 การชะลางพงั ทลายของดนิ 21
2.2.2 การประเมนิ การสญู เสียดิน 23
2.3 มาตรการอนุรกั ษด นิ และนา้ํ 27
2.3.1 มาตรการวธิ กี ล 27
2.3.2 มาตรการวิธพี ืช 33
2.3.3 โครงสรางมาตรฐานระบบอนุรักษด นิ และน้าํ กรมพัฒนาที่ดนิ 36
2.3.4 การใชหญา แฝกเพ่ือการอนรุ กั ษดนิ และนา้ํ 41
2.4 การจดั การดนิ ปญ หาในเขตพฒั นาที่ดนิ 62
2.4.1 ดนิ เคม็ 62
2.4.2 ดินเปรย้ี ว 72
ข
สารบัญ (ตอ ) หนา
2.4.3 ดนิ กรด 80
2.4.4 ดนิ อินทรยี 84
2.4.5 ดินทราย 86
2.4.6 ดนิ ต้นื 91
2.4.7 ดินดาน 93
2.4.8 ดินในพน้ื ท่ีทีม่ คี วามชนั สงู 95
บรรณานกุ รม 96
บทที่ 3 ข้นั ตอนดําเนนิ การจดั ระบบอนุรกั ษดินและน้ําในเขตพัฒนาท่ีดนิ 98
3.1 การคัดเลอื กพื้นทีเ่ ขตพฒั นาทีด่ นิ 100
3.1.1 กําหนดขอบเขตพน้ื ทเี่ ขตพัฒนาทีด่ นิ ตามลกั ษณะลมุ น้ํา 100
3.1.2 การข้ึนทะเบยี นเขตพฒั นาทดี่ นิ 100
3.2 การวางแผนแมบ ทดาํ เนนิ งานเขตพัฒนาท่ีดิน 101
3.2.1 การวเิ คราะหปญหาสภาพพ้นื ท/่ี SWOT ของเขตพฒั นาท่ดี ิน 101
และความตองการของเกษตรกร
3.2.2 การทาํ แผนทีแ่ ละขอมลู แผนที่ มาตราสวน 1:25,000 102
3.2.3 การสํารวจวิเคราะหพ นื้ ที่อยา งละเอยี ดเพื่อกําหนดพ้ืนทีด่ าํ เนนิ การ 102
3.2.4 การจดั ทาํ รายงานแผนแมบ ทการดําเนินงานจดั ระบบอนุรักษดนิ และ 104
นํา้ ในเขตพฒั นาท่ดี นิ
3.2.5 การขออนมุ ัตงิ บประมาณดาํ เนนิ การ 104
3.3 การบริหารงานจดั ทาํ เขตพฒั นาท่ดี นิ 106
3.3.1 การจัดองคก รเพอ่ื ดําเนนิ การจดั ทําเขตพฒั นาทด่ี นิ 106
3.3.2 การกาํ หนดดัชนีช้ีวัดผลสาํ เรจ็ ของการพฒั นาทดี่ นิ 107
3.3.3 การตดิ ตามและประเมนิ ผลการดําเนนิ งาน 108
บรรณานกุ รม 109
บทท่ี 4 พนื้ ทก่ี รณศี กึ ษา 110
4.1 เขตพัฒนาที่ดนิ ลมุ นํ้าแมค ํา ตาํ บลผาชา งนอย อําเภอปง จงั หวดั พะเยา 112
4.1.1 การสํารวจและจัดทาํ แผนท่ีและขอ มลู ของพืน้ ทด่ี ําเนินการ 116
สารบัญ (ตอ) ค
4.2 การออกแบบระบบอนรุ กั ษด นิ และนํา้ หนา
4.2.1 การวางแผนและออกแบบระบบอนรุ กั ษด ินและนาํ้ 130
4.2.2 การประเมนิ ราคางานระบบอนุรักษด นิ และนํา้ 130
4.2.3 การเสนอของบประมาณดาํ เนนิ งานเขตพฒั นาที่ดนิ 132
136
บรรณานุกรม 137
ภาคผนวก 138
สารบญั ตาราง ง
ตารางท่ี 2-1 ปรมิ าณนํ้าที่ไหลท้ังปของแมน้ําบางสายในประเทศไทย หนา
ตารางที่ 2-2 การประเมนิ คา สัมประสิทธข์ิ องน้าํ ไหลบาจากปจ จยั ตา งๆ 12
ตารางท่ี 2-3 ความเร็วสูงสดุ ของนา้ํ ในรอ งน้ําท่ีไมมหี ญา ปกคลุม 15
ตารางท่ี 2-4 การจัดชน้ั ความรนุ แรงของการสูญเสียดินในประเทศไทย 18
ตารางท่ี 2-5 เปรยี บเทยี บความแตกตางของหญาแฝกลุมกบั หญาแฝกดอน 26
ตารางที่ 2-6 พนั ธหุ ญาแฝกทเ่ี หมาะสมกับเนือ้ ดนิ 44
ตารางที่ 2-7 พนั ธุหญาแฝกทเ่ี หมาะสมกบั สภาพพน้ื ท่ี 48
ตารางที่ 2-8 ระยะหา งระหวา งแถวหญา แฝกกบั ความลาดชนั ของพนื้ ท่ี 48
ตารางท่ี 2-9 ระดบั ความเคม็ 55
ตารางที่ 2-10 พชื ทนเค็ม 62
ตารางที่ 2-11 ชนดิ พชื กบั ชว งความเปน กรดเปน ดางของดินทเ่ี หมาะสม 70
ตารางที่ 2-12 ปรมิ าณธาตอุ าหารทีไ่ ดจ ากการปรบั ปรงุ ดินและปุยเคมี 75
ตารางที่ 4-1 ปริมาณการสญู เสยี ดินกอนและหลังจดั ระบบอนรุ กั ษดนิ และนา้ํ 77
ตารางที่ 4-2 พนื้ ทร่ี ับน้ําลุมนาํ้ คะ 123
125
สารบัญภาพ จ
ภาพที่ 2-1 แผนทีแ่ สดงพน้ื ทร่ี ับน้าํ หนา
ภาพที่ 2-2 แผนทแ่ี สดงพนื้ ทรี่ ับน้าํ
ภาพท่ี 2-3 การไถพรวนและปลูกพชื ตามแนวระดบั 19
ภาพที่ 2-4 การยกรอ งปดหวั ทาย 21
ภาพท่ี 2-5 การยกรองตามแนวระดับ 27
ภาพที่ 2-6 การทาํ รองน้ําไปตามแนว 27
ภาพท่ี 2-7 การยกแปลงและขุดรองไปตามแนวระดบั 28
ภาพท่ี 2-8 ข้ันบนั ไดดนิ 28
ภาพท่ี 2-9 คันดนิ 28
ภาพท่ี 2-10 คนั ดนิ รบั นา้ํ รูปครึ่งวงกลม และคนั ดินรับนา้ํ รปู สี่เหลี่ยมคางหมู 29
ภาพที 2-11 คันชะลอความเรว็ ของนํ้าหรอื ฝายน้าํ ลน 29
ภาพที่ 2-12 คูรับนํา้ ขอบเขา 29
ภาพที่ 2-13 ทางลําเลียงในไรน าตอ ถนนเชอ่ื มโยงในไรนา 29
ภาพท่ี 2-14 ทางระบายนา้ํ ทม่ี ีการปลูกหญา แฝก 30
ภาพที่ 2-15 ส่ิงกอสรา งชะลอความเร็วของนาํ้ 30
ภาพท่ี 2-16 บอดักตะกอนในทางระบายนา้ํ 31
ภาพที่ 2-17 บอ น้าํ ในไรนา/สระนา้ํ /บอ เกบ็ น้ํา 31
ภาพท่ี 2-18 การใหน ้ําพืชแบบนํา้ ซมึ 31
ภาพท่ี 2-19 การใหน ํา้ แบบพน ฝอย 31
ภาพที่ 2-20 การใหนาํ้ แบบหยด 32
ภาพที่ 2-21 การไถพรวนดินลาง 32
ภาพที่ 2-22 การปลูกพืชคลมุ ดนิ 32
ภาพที่ 2-23 การคลุมดิน 32
ภาพท่ี 2-24 การปลูกพชื ปุยสด 33
ภาพที่ 2-25 การปลกู พืชสลบั เปนแถบ 33
ภาพที่ 2-26 การปลูกพชื หมุนเวยี น 34
ภาพที่ 2-27 การปลกู พืชแซม 34
ภาพท่ี 2-28 การปลกู พืชเหลื่อมฤดู 34
34
34
ฉ
สารบญั ภาพ (ตอ ) หนา
ภาพท่ี 2-29 การปลกู พชื ระหวา งแถบไมพมุ บํารุงดิน 35
ภาพที่ 2-30 คนั ซากพชื 35
ภาพที่ 2-31 ไมบ งั ลม 35
ภาพท่ี 2-32 สภาพพน้ื ทต่ี น นํา้ เกดิ การชะลางพังทลาย และการออกแบบระบบอนรุ ักษด นิ 35
และนาํ้ เพื่อฟน ฟูพนื้ ท่ี 39
ภาพท่ี 2-33 การปรบั รปู แปลงนาลกั ษณะที่ 1 40
ภาพท่ี 2-34 การปรบั รูปแปลงนาลกั ษณะท่ี 2 40
ภาพท่ี 2-35 การปรบั รปู แปลงนาลักษณะท่ี 3 41
ภาพที่ 2-36 พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั ทรงปลกู หญา แฝก 42
ภาพท่ี 2-37 ภาพหนาตดั แนวรัว้ หญาแฝก 42
ภาพท่ี 2-38 ลักษณะของหญา แฝก 44
ภาพท่ี 2-39 ลักษณะหญาแฝกท่ขี ึ้นในประเทศไทย 46
ภาพที่ 2-40 เปรียบเทียบความแตกตางของหญา แฝกลุมและหญา แฝกดอน 47
ภาพท่ี 2-41 หญาแฝกลมุ ท่กี รมพฒั นาที่ดนิ สง เสรมิ 4 พันธุ 47
ภาพที่ 2-42 หญา แฝกดอนทก่ี รมพัฒนาที่ดนิ สงเสรมิ จาํ นวน 6 พนั ธุ 49
ภาพท่ี 2-43 การขยายพนั ธหุ ญาแฝกโดยปลูกลงดนิ ในแปลงขนาดใหญ 49
ภาพท่ี 2-44 การขยายพันธหุ ญาแฝกโดยปลูกลงดนิ ในแปลงยกรอง 50
ภาพท่ี 2-45 กอหญาแฝกท่ีขดุ จากแปลงขยายพันธนุ ํามาแยกเปน หนอเดย่ี วๆ 50
ภาพท่ี 2-46 การเตรียมกลาหญา แฝกแบบรากเปลือย 52
ภาพที่ 2-47 การเตรยี มกลา หญาแฝกในถงุ พลาสตกิ ขนาดเล็ก 53
ภาพที่ 2-48 ระยะเวลาการเตรยี มการเพื่อปลูกหญา แฝกสาํ หรบั กลา หญา แฝกในถงุ พลาสตกิ
54
และกลาแบบรากเปลือย
ภาพที่ 2-49 สภาพการปลูกหญาแฝกทม่ี ีการตัดใบควบคมุ ความสงู และมกี ารดแู ลรักษา 56
56
อยา งดี 56
ภาพที่ 2-50 ปลูกหญา แฝกตามแนวระดบั ขวางความลาดเท
ภาพท่ี 2-51 ปลูกหญา แฝกตามแนวขอบขนั้ บนั ไดดนิ
ภาพท่ี 2-52 ปลกู หญา แฝกเปนแนวตามไหลถนน
สารบัญภาพ (ตอ ) ช
ภาพท่ี 2-53 ปลกู หญาแฝกรมิ ขอบทางลําเลยี ง หนา
ภาพท่ี 2-54 ปลกู หญา แฝกรอบอางเก็บนํ้า
ภาพท่ี 2-55 ปลูกหญาแฝกรอบบอ นาํ้ หรอื สระนํา้ 57
ภาพที่ 2-56 ปลูกหญาแฝกตามแนวยาวของแมน ํ้า ลาํ ธาร คลอง หรอื คลองสง นา้ํ 57
ภาพท่ี 2-57 ปลกู หญา แฝกบริเวณรองนา้ํ หรือทางระบายนํ้าในไรน า 58
ภาพท่ี 2-58 ปลกู หญาแฝกบรเิ วณรอ งสวน 58
ภาพท่ี 2-59 ปลูกหญาแฝกเปน แถวระหวา งแถวพืชชนดิ ตา งๆ 59
ภาพท่ี 2-60 ปลูกหญาแฝกรอบพืน้ ทป่ี ลกู พืช 59
ภาพท่ี 2-61 ปลูกหญา แฝกแบบคร่ึงวงกลมและแบบวงกลม 60
ภาพท่ี 2-62 ปลูกหญาแฝกเพื่อปรับปรุงดนิ พื้นทีเ่ ส่ือมโทรม 60
ภาพท่ี 2-63 พื้นท่ดี นิ เคม็ 60
ภาพที่ 2-64 นาขา วพืน้ ทดี่ นิ เคม็ 61
ภาพที่ 2-65 หนามพุงดอ หนามพรม และหนามแดง 62
ภาพที่ 2-66 การปลกู ตนไมบ นพื้นท่รี บั นา้ํ 62
ภาพที่ 2-67 สูบใชนาํ้ บอ บาดาลเพ่อื การเกษตร 64
ภาพท่ี 2-68 โสนอฟั ริกนั 65
ภาพท่ี 2-69 การไถกลบโสนอฟั ริกัน 65
ภาพท่ี 2-70 แปลงมะเขอื เทศ 66
ภาพท่ี 2-71 แปลงผักบุง 66
ภาพท่ี 2-72 หญา ด๊กิ ซี 67
ภาพที่ 2-73 อะคาเซยี บนคนั นา 67
ภาพที่ 2-74 พืน้ ท่พี ัฒนาดนิ เค็มแบบบรณู าการ 67
ภาพท่ี 2-75 ปรับรปู แปลงนาแบบที่ 2 และปลกู ไมท นเคม็ 67
ภาพท่ี 2-76 การปลูกหญาด๊กิ ซีและอะคาเซยี บนคนั รองระบายนา้ํ 69
ภาพที่ 2-77 การชะลา งเกลอื ดว ยระบบระบายนา้ํ ใตด นิ 69
ภาพท่ี 2-78 ลกั ษณะของดนิ เปรีย้ วจดั 69
69
72
ซ
สารบัญภาพ (ตอ ) หนา
ภาพท่ี 2-79 การปรับปรงุ ดินเปรีย้ วจดั โดยการใชว ัสดปุ ูน ปลกู พืชปุย สด รวมกับปยุ คอก 73
ปยุ หมกั
74
ภาพที่ 2-80 การปรับปรุงน้าํ เปรีย้ วจดั โดยการใชว สั ดปุ ูน 74
ภาพที่ 2-81 พชื ที่ปลูกในพน้ื ทด่ี นิ เปรยี้ วจดั 82
ภาพที่ 2-82 การใชวสั ดปุ นู ปรบั ปรงุ ดนิ กรด การปลูกพชื ปุยสด และการใชปุยคอก ปยุ หมกั 82
ภาพท่ี 2-83 พืชที่ปลูกในพนื้ ทดี่ ินกรด 84
ภาพที่ 2-84 ลกั ษณะของดนิ อนิ ทรีย 84
ภาพท่ี 2-85 พืชท่ปี ลกู ในพืน้ ทดี่ นิ อินทรยี 86
ภาพท่ี 2-86 สภาพดนิ ทรายทพ่ี บโดยทว่ั ไป 87
ภาพท่ี 2-87 การชะลา งพงั ทลายของดินเกดิ ขึ้นไดง า ย 89
ภาพท่ี 2-88 ปลกู พืชตระกลู ถ่วั แลว ไถกลบเปน ปยุ พืชสด 89
ภาพที่ 2-89 ไถกลบตอซังขาว 90
ภาพที่ 2-90 ใชวัสดุคลุมเพอ่ื ปอ งกันการระเหยของน้ํา และเกบ็ รกั ษาความชื้น 90
ภาพท่ี 2-91 ปลกู พืชปยุ สดแลว ไถกลบ 90
ภาพที่ 2-92 ปลูกพืชปุยสดแซมระหวางแถวแลว สบั กลบ 90
ภาพที่ 2-93 การปลูกไมผลและไมย นื ตน 91
ภาพที่ 2-94 ลกั ษณะของดนิ ตน้ื 93
ภาพท่ี 2-95 การปลูกไมผ ลไมยืนตน ขดุ หลุมปลกู ใหก วา งและลกึ 93
ภาพที่ 2-96 ปลูกพชื คลุมดนิ 93
ภาพท่ี 2-97 การเจรญิ เติบโตของพชื ผักปลูกในดนิ ปนกรวด 94
ภาพที่ 2-98 ลักษณะดนิ ดาน 94
ภาพท่ี 2-99 การไถระเบดิ ดินดานโดยใชไถสิว่ 95
ภาพที่ 2-100 พ้นื ท่ีถูกแผวถางเพ่อื ทําไรเ ลื่อนลอย 95
ภาพที่ 2-101 ปลูกพชื ตามแนวระดับขวางความลาดเทของพืน้ ที่ 101
ภาพท่ี 3-1 ขั้นตอนการกําหนดเขตพัฒนาท่ดี นิ 103
ภาพท่ี 3-2 ขนั้ ตอนการสาํ รวจและยกรางแผนการดาํ เนนิ งาน 105
ภาพที่ 3-3 เสนอแผนการดําเนินงานจัดทาํ ระบบอนรุ ักษด นิ และน้ําเพื่อเขา แผนงาน
งบประมาณประจําป
ฌ
สารบัญภาพ (ตอ ) หนา
112
ภาพท่ี 4-1 แผนท่ีแสดงลมุ นา้ํ ยม ลุมแมนาํ้ ยมตอนบนเขตพัฒนาทด่ี นิ ลมุ น้ําแมคะ 113
ภาพที่ 4-2 แผนท่ภี ูมิประเทศพนื้ ที่ดาํ เนินการสาํ รวจออกแบบงานจดั ระบบอนุรักษ
114
ดินและนํา้ ในเขตพัฒนาท่ีดนิ ลุมน้ําแมค ะ 115
ภาพท่ี 4-3 แผนทีภ่ าพถา ยออรโธสีเขตพัฒนาที่ดนิ ลุม นา้ํ แมคะ 115
ภาพที่ 4-4 แผนท่ีสภาพการใชท ่ดี ินเขตพฒั นาทด่ี นิ ลุมนํา้ แมค ะ 116
ภาพที่ 4-5 แผนท่ีดินเขตพัฒนาทดี่ ินลมุ น้ําแมค ะ 117
ภาพที่ 4-6 แผนท่ีแผนการใชทีด่ ินเขตพฒั นาทดี่ นิ ลมุ นาํ้ แมค ะ 118
ภาพที่ 4-7 แผนท่ภี าพถายออรโธสี 119
ภาพท่ี 4-8 แผนท่ีความลาดชนั ของพื้นที่ 120
ภาพที่ 4-9 แผนท่ีสภาพการใชประโยชนท ด่ี นิ ปจจุบนั พน้ื ทีด่ าํ เนินการ 121
ภาพที่ 4-10 แผนทดี่ นิ แบบละเอียดพ้ืนทดี่ ําเนนิ การ 122
ภาพที่ 4-11 แผนถอื ครองที่ดินพนื้ ทดี่ ําเนนิ การ 124
ภาพที่ 4-12 แผนท่ีแผนการใชท่ดี นิ ในระดับไรน า
ภาพที่ 4-13 แผนที่รับนํา้ ในพื้นท่ดี าํ เนนิ การเขตพฒั นาลมุ น้ําแมคะ ลมุ นาํ้ สาขาแมน ํา้ ยม 126
ตอนบนลมุ น้ําหลกั ลมุ นาํ้ ยม ตาํ บลผาชางนอย อาํ เภอปง จังหวดั พะเยา 127
ภาพที่ 4-14 รางแผนทีแ่ บบงานจดั ระบบอนุรักษดนิ และนาํ้ พนื้ ทดี่ ําเนนิ การ
131
ในเขตพัฒนาท่ีดินลุมนา้ํ แมค ะ
ภาพท่ี 4-15 แผนท่ีแบบมาตรการอนุรกั ษดนิ และน้ําในพนื้ ทดี่ ําเนนิ การเขตพฒั นาที่ดนิ 140
141
ลุมนํ้าแมค ะ ตาํ บลผาชางนอ ย อําเภอปง จังหวัดพะเยา 142
ภาพที่ 4-16 แผนทแ่ี สดงระบบอนรุ ักษดนิ และนาํ้ ในเขตพัฒนาท่ีดินลมุ นํา้ แมคะ 143
145
ลุมนํ้าสาขาแมนา้ํ ตอนบน ลมุ นํา้ หลกั ลมุ นา้ํ ยม ตําบลผาชา งนอ ย 146
อาํ เภอปง จังหวัดพะเยา
ภาพผนวกท่ี 1 แผนท่ีภูมิประเทศแสดงขอบเขตพืน้ ท่ีดําเนินการ
ภาพผนวกที่ 2 แผนทถี่ ือครองทดี่ นิ
ภาพผนวกที่ 3 แผนที่ความลาดชัน
ภาพผนวกท่ี 4 แผนทด่ี นิ แบบละเอียด
ภาพผนวกท่ี 5 แผนที่สภาพการใชท ่ีดินปจ จุบนั
ภาพผนวกท่ี 6 แผนที่วางแผนการใชทีด่ นิ
ญ
1
บทที่ 1
บทนํา
โครงสรางเนอ้ื หา
1.1 อํานาจหนา ที่และภารกิจของกรมพัฒนาที่ดิน
1.1.1 นยิ ามของวสิ ยั ทัศน
1.1.2 ภารกจิ ตามกฎหมาย
1.1.3 พนั ธกิจ
1.1.4 อํานาจหนา ที่
1.2 ความหมายของคําสาํ คัญในเขตพฒั นาท่ดี นิ
1.2.1 ความหมายของคาํ สําคญั
1.2.2 ความสาํ คญั ในการจัดระบบการอนรุ กั ษดนิ และน้ําในเขตพัฒนาทีด่ นิ
แนวคดิ
1. อํานาจ หนาท่ี ภารกิจ ยุทธศาสตร กฎหมาย ระเบียบ และนโยบายของกรมพัฒนาท่ีดิน
ซ่ึงทําใหท ราบแนวทางการปฏบิ ัตงิ านเพื่อการอนุรกั ษด นิ และนาํ้ ในเขตพฒั นาที่ดิน
2. ความหมายของคําสาํ คัญตางๆ ท่ีตองเรียนรูและทําความเขาใจเพ่ือนําไปสูการปฏิบัติงาน
ไดอยางถูกตองในพ้ืนที่เขตพัฒนาที่ดิน ซึ่งเก่ียวของกับการดําเนินงานบูรณาการเทคโนโลยี
การพัฒนาท่ีดิน และนวัตกรรมตางๆ การสาธิต ทดสอบ ศูนยเรียนรูการพัฒนาท่ีดิน ท้ังหลาย
ท่เี กย่ี วขอ งการพฒั นาและบูรณาการงานในเขตพัฒนาทดี่ นิ
วัตถปุ ระสงค
เพือ่ ใหเจาหนา ที่/ผูใชคมู ือไดเรียนรู รบั ทราบ และสามารถอธบิ ายถึง
1. อํานาจ หนา ที่ ภารกจิ ยทุ ธศาสตร กฎหมาย ระเบยี บ และนโยบายของกรมพัฒนาท่ดี นิ ได
2. ความหมายของคําสําคัญตางๆ ที่เก่ียวของกับการดําเนินงานบูรณาการเทคโนโลยี
การพัฒนาท่ีดิน และนวัตกรรมตางๆ การสาธิต ทดสอบ ศูนยเรียนรูการพัฒนาที่ดิน ซึ่งนําไปสู
การพฒั นาและบรู ณาการงานเขตพัฒนาท่ดี นิ ได
2
บทท่ี 1 บทนาํ
ตามที่กรมพัฒนาที่ดิน มีนโยบายใหถายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาท่ีดินดานตางๆ ลงใน
พ้ืนที่เขตพัฒนาท่ีดิน โดยพิจารณาจากพ้ืนท่ีเกษตรกรรมที่มีปญหาการใชประโยชนที่ดินตาม
ภูมิภาคตางๆ ดวยการสํารวจและจัดทําฐานขอมูลดานทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดลอม สภาวะ
เศรษฐกิจและสังคม เพื่อใชในการวิเคราะหและวางแผนการใชประโยชนท่ีดิน กําหนดมาตรการ
อนุรักษดินและน้ํา การปรับปรุงบํารุงดิน โดยมุงหวังใหเกษตรกรนําไปใชไดอยางถูกตอง
เหมาะสม อนั จะกอใหเกิดประโยชนส ูงสุด และยง่ั ยืนตลอดไป
ที่ผานมาพบวา ข้ันตอนการดําเนินงานในเขตพัฒนาที่ดินยังไมเปนรูปแบบและไมเปนไป
ในแนวทางเดียวกัน กรมพัฒนาท่ีดินจึงมีนโยบายใหปรับปรุงรูปแบบและแนวทางการดําเนินงาน
จัดระบบอนุรักษดินและน้ํา ใหมีข้ันตอนและแนวทางการทํางานท่ีชัดเจน สอดคลองกับหนาที่
ความรับผิดชอบของแตละหนวยงาน เพื่อใหเจาหนาที่ที่ปฏิบัติงานที่เกี่ยวของมีความรูความเขาใจ
ในการจัดระบบอนุรักษดินและนํ้าท่ีจะเปนประโยชนตอการดําเนินงานของกรมพัฒนาท่ีดินและ
เกษตรกร
1.1 อาํ นาจหนาทีแ่ ละภารกจิ ของกรมพัฒนาทีด่ ิน
วสิ ัยทศั น และทศิ ทางการพัฒนาทดี่ นิ ในชวงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับท่ี 11
(พ.ศ. 2555-2559)
"พัฒนาที่ดินใหสมบูรณ เพิ่มพูนผลผลิต ในทิศทางการใชประโยชนอยางย่ังยืน บนพื้นฐาน
การมีสว นรว ม"
1.1.1 นยิ ามของวิสัยทศั น ดงั น้ี
1) พฒั นาท่ีดนิ ใหส มบูรณ : ปอ งกนั การชะลา งพังทลาย แกไขปญหาดิน ปรับปรุงบํารุงดิน
ใหดินมคี วามอดุ มสมบูรณ เหมาะสมในการผลติ พืชเศรษฐกจิ ชนดิ ตางๆ ใหม ผี ลผลติ เพม่ิ ขน้ึ
2) การใชประโยชนอยางยั่งยืน : สํารวจ วิเคราะห จําแนกประเภทการใชที่ดิน การใช
ประโยชนท ด่ี นิ วางแผนการใชท ี่ดนิ อนรุ ักษด ินและนา้ํ ลดผลกระทบดานสงิ่ แวดลอมในอนาคต
3) การมีสวนรวม : ภาคีเครือขาย ไดแก หมอดินอาสา ยุวหมอดิน เกษตรกร ชุมชน
องคกรสวนทองถ่ิน และผูมีสวนไดสวนเสียท้ังภาครัฐและเอกชน เปนตน เขามามีสวนรวมในการ
พัฒนาท่ีดิน และเผยแพรองคความรูทางวิชาการผานภาคีเครือขาย ใหเปนกลไกในการขับเคลื่อน
งานพัฒนาท่ีดิน
3
1.1.2 ภารกิจตามกฎหมาย
กําหนดนโยบายและวางแผนการใชที่ดินในพื้นท่ีเกษตรกรรม สํารวจและจําแนกดิน
กาํ หนดเขตการใชท ี่ดนิ ควบคุมการใชท่ีดินบริเวณทม่ี ีการใชห รอื ทําใหเ กดิ การปนเปอนของสารเคมี
หรือวัตถุอื่นใด การอนุรักษดินและน้ํา การปรับปรุงบํารุงดิน การผลิตแผนท่ีและทําสํามะโนที่ดิน
การใหบริการและถายทอดเทคโนโลยีดานการพัฒนาที่ดิน ขอมูลดินและการใชประโยชนที่ดินเพื่อ
เพ่ิมผลผลติ ทางการเกษตร และใหมีการใชป ระโยชนท ีด่ นิ อยา งย่งั ยนื
1.1.3 พนั ธกจิ
1) สนับสนนุ โครงการอนั เน่อื งมาจากพระราชดาํ ริ
2) วิจัยพัฒนา ใหบริการ และถายเทคโนโลยีการพัฒนาท่ีดิน พรอมท้ังกําหนดเขตการ
ใชท ี่ดนิ ให เหมาะสม เพือ่ การผลติ และใหบ ริการขอมูลเชงิ พื้นท่ีดานตา งๆ ท่ีถูกตองทนั สมัย
3) พัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานการพัฒนาที่ดินและน้ํา โดยการอนุรักษดินและนํ้า
การฟนฟูปรับปรุงดิน เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และการใชประโยชนที่ดินอยางยั่งยืน ภายใต
กระบวนการทีช่ มุ ชนมสี วนรว ม
4) พัฒนาหมอดินอาสา ยุวเกษตรกร เกษตรกร และกลุมเกษตรกร ใหมีความรูความ
เขาใจการพฒั นาทีด่ นิ เพอื่ เปน รากฐานการดําเนินชวี ติ อยา งพอเพยี ง
5) ปฏบิ ตั ติ าม พระราชบญั ญัตพิ ฒั นาท่ีดนิ พ.ศ. 2551
1.1.4 อํานาจหนาท่ี
1) ดาํ เนนิ การตามกฎหมายวาดว ยการพฒั นาทดี่ ินและกฎหมายอื่นทีเ่ กยี่ วขอ ง
2) ศึกษา สาํ รวจ วเิ คราะห และจําแนกดินเพ่ือกําหนดนโยบาย และวางแผนการใชที่ดิน
การกําหนดบริเวณการใชท ี่ดนิ การควบคุมการใชท ่ดี นิ บรเิ วณท่ีมีการใชหรอื ทาํ ใหเ กิดการปนเปอน
ของสารเคมี หรือวัตถุอ่ืนใด การกําหนดเขต การอนุรักษดินและนํ้า รวมทั้งติดตามสถานการณ
สภาพการใชทด่ี นิ
3) ศึกษา วิจัยและพัฒนาการปรับปรุงบํารุงดิน การอนุรักษดินและน้ํา การพัฒนา
โครงสรางพ้ืนฐาน เพ่ือการเกษตรในไรนา ตลอดจนการปรับปรุงและพัฒนาพื้นท่ีและการใช
ประโยชนทดี่ ินเพื่อสรางมูลคา เพ่มิ และลดตน ทนุ การผลติ ทางการเกษตร
4) ใหบริการวิเคราะหและตรวจสอบดิน นํ้า พืช ปุย พรอมใหคําแนะนําเพ่ือการ
ปรบั ปรุงบํารุงดิน การอนุรักษดนิ และนาํ้ และอ่นื ๆ ทเี่ ก่ยี วขอ งกบั การพฒั นาทดี่ นิ
4
5) ศึกษา วิเคราะห และผลิตแผนที่ภาพถาย จัดทําสํามะโนที่ดิน และพัฒนาระบบแผน
ที่ฐาน เพื่อเปนขอมูลในการวางแผน การใช การพัฒนาการผลิต การพัฒนาโครงสรางพ้ืนฐานทาง
การเกษตรและอนื่ ๆ
6) ถายทอดผลการศึกษา คนควา วิจัย และใหบริการดานการพัฒนาท่ีดิน รวมท้ังสราง
เครอื ขายหมอดนิ อาสา และกลมุ เกษตรกร ใหเขมแขง็ เพื่อรองรบั การถายทอดเทคโนโลยี และการมี
สวนรวมในการพัฒนาท่ีดินและในดานอ่ืนๆ
1.2 ความหมายของคาํ สาํ คญั ในเขตพฒั นาทด่ี ิน
1.2.1 ความหมายของคาํ สาํ คัญ
1) การพัฒนาที่ดิน หมายความวา การกระทําใดๆ ตอดินหรือท่ีดินเพ่ือเพิ่ม
ประสิทธิภาพและคุณภาพของดินหรือที่ดิน เพื่อเพ่ิมผลผลิตทางการเกษตรใหสูงข้ึน และ
หมายความรวมถึงการปรับปรุงดินหรือที่ดินท่ีขาดความอุดมสมบูรณตามธรรมชาติ หรือขาดความ
อุดมสมบูรณเพราะการใชประโยชน และการอนุรักษดินและนํ้าเพ่ือรักษาดุลธรรมชาติหรือ เพื่อ
ความเหมาะสมในการใชท ่ีดินเพื่อเกษตรกรรม
2) ลมุ น้ํา หมายถงึ พื้นที่หนว ยหน่งึ ซง่ึ ครอบคลุมลําน้ําธรรมชาติ เพื่อทําหนาท่ีรวบรวม
นา้ํ ใหไ หลลงสแู มน ้าํ หนง่ึ พื้นทลี่ ุมน้ําแตละแหง จะมีขนาดไมแนนอนข้ึนอยูกับสภาพทางภูมิศาสตร
และวัตถปุ ระสงคใ นการจัดแบง พน้ื ท่ีเพื่อการบริหารจัดการ
3) พ้ืนท่ีลุมน้ํา หมายถึง หนวยของพ้ืนท่ีซึ่งลอมรอบดวยสันปนนํ้า เปนพ้ืนที่รับน้ําฝน
ของแมน้ําสายหลักในลุมน้ําน้ันๆ เมื่อฝนตกลงมาในพื้นที่ลุมน้ําจะไหลออกสูลําธารสายยอยๆ แลว
รวมกันออกสูล าํ ธารสายใหญ และรวมกันออกสแู มน าํ้ สายหลัก จนไหลออกปากน้าํ ในท่สี ุด
4) เขตพัฒนาท่ีดิน หมายถึง พื้นท่ีท่ีไดรับการคัดเลือกใหทําการพัฒนาดวยการบูรณาการ
กิจกรรมท่ีเก่ียวของกับการพัฒนาท่ีดินตางๆ เชน การสํารวจและจัดทําแผนที่ภูมิประเทศ แผนท่ีดิน
แผนท่ีสภาพการใชท่ีดิน แผนท่ีวางแผนการใชที่ดิน จัดทําระบบอนุรักษดินและน้ํา พัฒนาแหลงนํ้า
ปรับปรุงบํารุงดิน โดยมีวัตถุประสงคเพื่อสาธิตและถายทอดเทคโนโลยีดานการพัฒนาท่ีดินใหแก
เกษตรกรและประชาชนท่ัวไป ไดเห็นประโยชนของการพัฒนาท่ีดินเพ่ือเกษตรกรรมอยางมี
ประสิทธภิ าพและยงั่ ยืน
5) พ้ืนท่ีดําเนินการ หมายถึง พ้ืนท่ีที่เปนตัวแทนของปญหาการใชประโยชนท่ีดิน
ในเขตพัฒนาท่ดี ิน เพื่อบูรณาการกจิ กรรมตา งๆ ทเ่ี ก่ียวขอ งกับการพัฒนาที่ดิน
5
6) การชะลางพังทลายของดิน หมายความวา ปรากฏการณซ่ึงที่ดินถูกชะลางกัดเซาะ
พังทลายดวยพลังงานท่ีเกิดจากนํ้า ลม หรือโดยเหตุอ่ืนใด ใหเกิดการเสื่อมโทรม สูญเสียเนื้อดิน หรือ
ความอดุ มสมบรู ณข องดิน
7) การอนุรักษดินและนํ้า หมายความวา การกระทําใดๆ ที่มุงใหเกิดการระวังปองกัน
รกั ษาดนิ และทดี่ นิ ไมใหเกดิ ความเสือ่ มโทรม สูญเสยี รวมถึงการรกั ษา ปรับปรุง ความอดุ มสมบรู ณ
ของดินและการรักษานํ้าในดินหรือบนผิวดินใหคงอยูเพื่อรักษาดุลธรรมชาติใหเหมาะสมตอการใช
ประโยชนท ่ดี นิ ในทางเกษตรกรรม
8) มาตรการวิธีกล หมายความวา วิธีการอนุรักษดินและนํ้า โดยการกอสรางโครงสราง
ทางวศิ วกรรม โดยวิธกี ารไถพรวนตามแนวระดบั คนั ดนิ กน้ั นา้ํ ขัน้ บันไดดนิ ครู บั น้าํ ขอบเขา บอ นํ้าใน
ไรนาหรอื อืน่ ๆ
9) มาตรการวิธีพืช หมายความวา วธิ กี ารอนุรกั ษดินและน้ํา โดยวิธีการทางพืช โดยการ
ปลูกพืชหรอื ใชส วนใดๆ ของพชื ทําใหเปน แถบหรือเปน แนว หรือปกคลมุ ผิวดนิ หรอื อ่นื ๆ
10) การปรับปรุงบํารุงดิน หมายความวา การพัฒนาดินหรือท่ีดินที่ขาดความอุดม
สมบูรณตามธรรมชาติหรือขาดความอุดมสมบูรณเพราะการใชประโยชน เพื่อใหมีความเหมาะสม
ในการใชป ระโยชนท ีด่ ินเพ่ือเกษตรกรรม
11) ดินปญหา หมายถึง ดินท่ีมีสมบัติไมเหมาะสมหรือเหมาะสมนอยสําหรับ
การเพาะปลกู ทางการเกษตร ซึ่งหากนําดินเหลานี้มาใชเพาะปลูกพืชจะไมไดผลผลิตหรือไดผลผลิต
ตาํ่ ดนิ มีปญ หายังรวมถึงที่ดินท่ีมีขอจํากัดตอการใชประโยชน ซ่ึงเม่ือนําไปใชแลวจะเกิดผลกระทบ
ตอ ระบบนเิ วศดวย
12) หญาแฝก เปนพืชใบเลี้ยงเด่ียวตระกูลหญา พบในสภาพธรรมชาติมีถ่ินกําเนิดตาม
พื้นท่ีราบลุมน้ําทวม ตามแหลงน้ําธรรมชาติ ริมหนองบึงและในปา ทั่วโลกพบประมาณ 12 ชนิด
สวนในประเทศไทยพบ 2 ชนิด ไดแก หญาแฝกลุมและหญา แฝกดอน
หญาแฝกเปนพืชท่ีพบอยูท่ัวไปในธรรมชาติ มีลักษณะเดนที่มีระบบรากยาวและ
หย่ังลึกและแผกระจายเปนลักษณะตาขายลงไปในดินเปนแนวดิ่ง เม่ือนํามาปลูกเปนแถวชิดกัน
เสมอื นเปน กาํ แพงธรรมชาติที่มีชีวิต ขยายพันธุโดยการแตกหนอ เมล็ดมีเปอรเซ็นตความงอกตํ่า จึง
ไมสามารถแพรพันธุไดรวดเร็วเหมือนวัชพืช จึงนํามาใชประโยชนดานอนุรักษดินและน้ํา วิธีการงาย
ไมซ บั ซอ น ลงทนุ ตํา่ เกษตรกรสามารถปฏบิ ตั ดิ วยตนเองได
6
1.2.2 ความสําคัญในการจัดระบบการอนรุ กั ษด นิ และนาํ้ ในเขตพฒั นาที่ดนิ
ทรัพยากรดินและน้ําเปนปจจัยพื้นฐานของการผลิตภาคเกษตร ปจจุบันทรัพยากร
เหลานี้เสื่อมโทรมลงทุกวัน สาเหตุหนึ่งเกิดจากการใชพ้ืนที่ทําการเกษตรอยางตอเน่ือง แตขาดการ
พัฒนาฟนฟูดินและนํ้าอยางถูกวิธี อีกท้ังมีปญหาเกี่ยวกับสภาพดินไมวาจะเปนดินเปร้ียว ดินเค็ม
ดินกรด ฯลฯ หรือแมในพื้นที่ท่ีมีความลาดเทท่ีมีความเส่ียงตอการชะลางพังทลายของดิน ปญหา
ดังกลาวลวนแลวแตเปนอุปสรรคในการประกอบอาชีพของเกษตรกรทั้งส้ิน สภาพปญหาแตละ
แหงแตละทองถ่ินมีความแตกตางกันไปตามลักษณะภูมิประเทศ และตามการใชประโยชนที่ดิน
ดังน้ัน เพื่อใหสามารถแกปญหาไดอยางตรงจุดและเหมาะสม กรมพัฒนาที่ดิน จึงไดดําเนินการ
จัดทาํ “โครงการเขตพัฒนาทด่ี ิน” ซง่ึ ขณะนม้ี จี ํานวน 547 แหงท่ัวประเทศไทย
เขตพัฒนาที่ดิน ซ่ึงเปนพื้นท่ีดําเนินการและปฏิบัติการพัฒนาพ้ืนท่ีดวยการบูรณาการ
เทคโนโลยีการพัฒนาท่ีดิน เปนศูนย/จุดเรียนรู แปลงสาธิตและทดสอบ ดานการบริหารและจัดการ
ทรัพยากรดินและนํา้ ขนาดใหญ ในลักษณะการบริหารจัดการลุมนํ้าอยางเปนระบบมากที่สุด ต้ังแต
ตนนํา้ กลางนาํ้ และปลายนาํ้ กลาวคือ ในพื้นที่ตนน้ําตองสงวนรักษาไวเปนพื้นท่ีปาไม สําหรับเปน
แหลงน้ําตนทุน สวนพ้ืนที่กลางน้ําและปลายนํ้า ใหนําระบบอนุรักษดินและน้ํา ซึ่งมีท้ังมาตรการ
วธิ กี ลและวธิ ีพืชเขา ไปชวยปองกนั การชะลางพังทลายของดิน นํ้าไหลบาก็ควรวางแผนพัฒนาพื้นท่ี
เพ่ือเก็บกักนํ้าไวใชประโยชน ตลอดจนออกแบบระบบอนุรักษดินและน้ํา เพื่อควบคุมนํ้าและระบายนํ้า
สวนพ้ืนที่การเกษตรที่มีปญหาดินนั้น ใหนําเทคโนโลยีของกรมฯ เขาไปพัฒนา ฟนฟู ปรับปรุงดิน
ใหม คี วามอุดมสมบูรณ พรอ มกนั น้ใี หสงเสริมการทําเกษตรอยา งถกู วธิ แี ละเหมาะสมกบั สภาพพืน้ ท่ี
ซึ่งจะชวยใหเกิดการใชประโยชนทรัพยากรดินและน้ําเพื่อการเกษตรไดอยางมีประสิทธิภาพสูงสุด
และมคี วามยง่ั ยืน
7
บรรณานกุ รม
กรมพฒั นาท่ดี นิ . 2555. คูมอื การสํารวจและออกแบบระบบอนรุ ักษด นิ และน้ําในเขตพัฒนาท่ดี นิ .
กรงุ เทพฯ : กรมพฒั นาทดี่ นิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ.
สาํ นักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนอ่ื งมาจากพระราชดําริ
(สํานกั งาน กปร.). 2547. สาระนารูเรอ่ื งหญาแฝก โครงการพฒั นาและรณรงคการใช
หญาแฝกอนั เนอื่ งมาจากพระราชดาํ ริ. กรงุ เทพฯ. พิมพค ร้งั ท่ี 4. หา งหนุ สว นจาํ กัด
อรณุ การพมิ พ.
8
บทที่ 2
ความรูด า นการอนรุ ักษดนิ และนํา้
โครงสรา งเน้ือหา
2.1 การประเมนิ นาํ้ ไหลบา
2.1.1 นา้ํ ไหลบา
2.1.2 ธรรมชาตขิ องนํา้ ทีไ่ หลบา
2.1.3 ปจจัยทม่ี ีผลกระทบตอลักษณะตางๆ ของน้าํ ที่ไหลบา
2.1.4 การวัดนา้ํ ไหลบา
2.2 การชะลางพงั ทลายและการประเมินการสญู เสยี ดนิ
2.2.1 การชะลา งพังทลายของดิน
2.2.2 การประเมินการสญู เสยี ดิน
2.3 มาตรการอนุรักษดนิ และนํา้
2.3.1 มาตรการวิธีกล
2.3.2 มาตรการวธิ พี ืช
2.3.3 โครงสรางมาตรฐานระบบอนรุ กั ษด นิ และนํา้ ของกรมพัฒนาทีด่ ิน
2.3.4 การใชห ญา แฝกเพ่ือการอนุรกั ษด ินและนํ้า
2.4 การจัดการดนิ ปญ หาในเขตพฒั นาทดี่ นิ
2.4.1 ดินเค็ม
2.4.2 ดินเปร้ยี ว
2.4.3 ดินกรด
2.4.4 ดินอนิ ทรีย
2.4.5 ดินทราย
2.4.6 ดินต้ืน
2.4.7 ดินดาน
2.4.8 ดินในพนื้ ทีท่ ่มี ีความชนั สงู
9
แนวคดิ
1. การประเมินน้ําไหลบา เปนความรูพ้ืนฐานทางวิชาการท่ีจําเปนตองใชในการวางระบบ
อนุรักษดินและนํ้า ซ่ึงเก่ียวของกับธรรมชาติการไหลของน้ํา ผลท่ีเกิดข้ึนจากการไหลบาของนํ้า
ปจจัยท่กี ําหนดอัตราและปริมาณน้าํ ทไี่ หลบา และการประเมินหรอื การวดั น้ําไหลบา
2. การชะลางพังทลายและการประเมินการสูญเสียดิน เปนความรูพื้นฐานทางวิชาการที่
จําเปนตองใชในการวางระบบอนุรักษดินและน้ํา ซึ่งเกี่ยวของกับประเภทของการชะลางพังทลาย
คือ โดยธรรมชาติ ซึ่งประกอบดวย การชะละลาย การชะลางโดยนํ้า การเกิดแผนดินเลื่อน หรือดินเลื่อน
การพัดพาโดยลม โดยมีตัวเรง คือการกระทําของมนุษย สัตวซ่ึงเรงใหเกิดการกัดกรอนที่เพ่ิมข้ึน
ตลอดจนเรียนรูการประเมินการสูญเสียดิน โดยใชสมการสูญเสียดินสากล ตลอดจนเรียนรูการจัด
ช้ันอัตราการสญู เสียดนิ และการจดั ชั้นความรนุ แรงของการสูญเสียดินในประเทศไทย
3. มาตรการอนุรักษดินและน้ําท่ีใชในการจัดระบบอนุรักษดินและนํ้า ประกอบดวย
1) มาตรการทางวิธีกล ซึ่งเปนวิธีการเพ่ือควบคุมการไหลบาของน้ํา ดวยการจัดการหรือใช
สิง่ กอ สรา งชนิดตา งๆ ไดแ ก การไถพรวนและปลกู พืชตามแนวระดบั การยกรองปด หวั ทา ย การยกรอง
การทํารองนํ้า การยกแปลงและขุดรอง คันดินรูปตางๆ คันชะลอความเร็วของน้ําหรือฝายน้ําลน
คูรับน้ําขอบเขา ทางลําเลียง ทางระบายน้ํา บอดักตะกอน บอนํ้า ระบบการใหน้ําแบบตางๆ การไถ
พรวนดินลาง และการปลูกพืชโดยไมไ ถพรวน 2) มาตรการทางวิธีพืช โดยวางแผน จัดการการปลูก
พืชเพ่ือปกคลุมผิวหนาดิน ลดความแรงของเม็ดฝน ดักตะกอน หรือใชชะลอความเร็วของนํ้าไดแก
การปลูกพืชคลุมดิน การปลูกพืชปุยสด และการปลูกพืชระบบตางๆ ตลอดจนรูปแบบโครงสราง
มาตรฐานระบบอนุรักษดินและนํ้า ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินไดพัฒนาข้ึนเพื่อตอบสนองตอพ้ืนที่
เกษตรกรรมของประเทศไทยในรูปแบบคันดิน การปรับรูปแปลงนา และการใชหญาแฝกเพื่อการ
อนรุ ักษด ินและนํ้า ซึ่งเปน แนวทางทีส่ ามารถพิจารณาเลือกใชใหเหมาะกับสภาพพ้ืนท่ี แรงงาน และ
สภาพทางเศรษฐกจิ
4. การจัดการดินปญหาภายใตระบบอนุรักษดินและน้ําในเขตพัฒนาที่ดิน เปนแนวทางเพื่อ
ยกระดับดินที่ไมเหมาะสมเพื่อการเพาะปลูกทางการเกษตรใหสามารถเพาะปลูกทางการเกษตรให
ผลผลิตท่ีดีขึ้นเปนท่ียอมรับของเกษตรกร สามารถจําแนกชนิดของดินปญหา ตางๆ ไดแก ดินเค็ม
ดินเปรี้ยว ดินกรด ดินอินทรีย ดินทราย ดินตื้น ดินดาน และดินในพ้ืนท่ีลาดชันสูง ตลอดจน
พจิ ารณาเลือกใชแ นวทางการแกไขดินปญ หาไดอ ยางเหมาะสม
10
วตั ถุประสงค
เพือ่ ใหเจา หนา ท่ี/ผูใชคูม อื ไดเ รยี นรู รับทราบ และสามารถอธบิ าย
1. วธิ กี ารประเมนิ น้าํ ไหลบา ได
2. ประเภทของการชะลางพังทลาย การประเมินการสูญเสียดิน และการจัดชั้นอัตราการ
สญู เสยี ดินได
3. มาตรการอนุรักษดินและน้ําที่ใชในการจัดระบบอนุรักษดินและนํ้า แนวทางเพ่ือการ
เลอื กใชทั้งมาตรการทางวิธกี ล และมาตรการทางวธิ ีพชื ตลอดจนรปู แบบโครงสรางมาตรฐานระบบ
อนรุ ักษด ินและน้าํ ซง่ึ กรมพัฒนาท่ีดินไดพ ฒั นาขน้ึ และแนวทางการใชหญาแฝกเพื่อการอนุรักษดิน
และนํา้ ได
4. ความหมาย และสามารถจําแนกชนิดของดินปญหาตางๆ ได ท้ังดินเค็ม ดินเปรี้ยว
ดินกรด ดินอินทรีย ดินทราย ดินตื้น ดินดาน และดินในพื้นที่ลาดชันสูง และสามารถพิจารณา
เลอื กใชแนวทางการแกไ ขดนิ ปญ หาไดอยา งเหมาะสม
11
บทที่ 2 ความรูด า นการอนุรักษด ินและน้ํา
2.1 การประเมินนํา้ ไหลบา
นา้ํ ไหลบา (runoff) เปน สว นหนึง่ ของปรมิ าณน้ําฝน มคี วามสาํ คญั เพราะเปนแหลงท่ีมาของ
น้ําท่ีนําไปใชในกิจกรรมตาง ๆ เชน การบริโภค การอุตสาหกรรม การคมนาคม การเกษตร
ตลอดจนการพักผอนหยอนใจ ดังน้ันการสรางส่ิงกอสรางตางๆ ในการควบคุมนํ้าบนผิวดินจึงมี
ความจาํ เปนที่จะตองศึกษาธรรมชาตขิ องน้ําทไ่ี หลบาดว ย
2.1.1 น้ําไหลบา แบงออกไดเ ปน 3 ชนิด ดงั นี้
1) นํ้าท่ไี หลบา บนผวิ ดิน (surface runoff) หมายถึง สว นหนง่ึ ของน้าํ ฝนหรอื หิมะท่ี
ละลายแลวไมส ามารถซึมผานผิวดินลงไป จงึ เหลืออยูบนผิวดนิ และไหลลงสูท ี่ตํา่ บางสว นของนาํ้ ที่
ไหลผา นไปบนผวิ ดนิ ไปยงั รองนา้ํ เรยี กวา over land flow นา้ํ ที่ไหลไปบนผิวดนิ และไหลไปยงั
แมน ้ํารวมกบั สว นของน้ําทไี่ หลบา ชนดิ อนื่ ๆ เปน นํา้ ไหลบา ท้ังหมด total runoff นา้ํ ท่ไี หลทัง้ หมด
ในรอ งนํ้า เรยี กวา stream flow
2) subsurface runoff, subsurface flow, inter flow, subsurface storm flow หรอื storm
seepage ไดแ ก น้ําทไ่ี หลบาชนิดหน่ึงซ่ึงซมึ ผานผวิ ดินลงไปและไหลขนานไปกบั ผิวดนิ แตอยใู ตผิว
ดินลงสูรอ งนํ้า บางสวนของนาํ้ ชนิดนจี้ ะไหลลงสูลาํ ธารหรอื แมน ้ําทนั ทภี ายหลังฝนตก และ
บางสว นจะไหลลงสูแมน้าํ ลาํ ธาร
3) ground water flow หรอื ground water runoff ไดแก สวนหนึ่งของนา้ํ ทีไ่ หลซมึ ผา น
ผวิ ดินแลว ไหลลงสูสวนลกึ ของดินกลายเปน นํา้ บาดาลและไหลลงสูแมน าํ้ ลําธารในทีส่ ุด
2.1.2 ธรรมชาติของนาํ้ ท่ีไหลบา มีผลกระทบตอ การพังทลายของดนิ ในลกั ษณะตา งๆ
ดังตอไปนี้
1) ปริมาณของนํา้ ไหลบา สาํ หรับประเทศไทยเร่มิ ตง้ั แตเ ดือนเมษายนถงึ เดือน มีนาคม
ปถัดไป มีผคู าํ นวณวา มปี รมิ าณของนาํ้ ปละ 200,00 ลา นลูกบาศกเ มตร ตัวอยางของ ปริมาณน้ําใน
แมนาํ้ ทส่ี ําคญั บางสายของประเทศไทยไดแ สดงไวใ นตารางท่ี 2-1
12
ตารางที่ 2-1 ปริมาณนาํ้ ทีไ่ หลทัง้ ปของแมนํา้ บางสายในประเทศไทย
แมนาํ้ ปริมาณนา้ํ ( ลา นลกู บาศกเมตรตอตารางกโิ ลเมตร )
ปง 1,925
วงั 504
ยม 1,950
นาน 2,878
เจา พระยา 25,797
ปาสกั 2,472
ชี 7,114
มูล 19,190
แมกลอง 12,819
ปตตานี 2,782
2) อัตราของนํ้าท่ีไหลบา เปนตัวการสําคัญท่ีทําใหเกิดการพังทลายไดมากที่สุด จึง
จําเปนตองทราบอัตราสูงสุดของนํ้าท่ีไหลบา การทําการระบายนํ้าข้ันบันได ส่ิงกอสรางที่ควบคุม
การพังทลายของดินจะตองออกแบบโดยยึดถืออัตราสูงสุดของนํ้าที่ไหลบาเปนหลัก อัตราและ
ปรมิ าณของน้ําไหลบา มมี ากหรอื นอยขึน้ อยูก บั ปจ จัยหลายอยา งดว ยกัน เชน
(1) ความรุนแรง ปริมาณ และทิศทางของฝนทต่ี กมา
(2) ลกั ษณะความลาดเทและการเกบ็ กกั นํา้ บนพื้นผวิ ของพืน้ ท่ี
(3) ลกั ษณะและคุณสมบัติของดนิ ซ่งึ มีผลตออตั ราการซึมซบั นํา้
(4) ชนดิ และปริมาณของพชื พรรณที่ปกคลมุ ผวิ พนื้ ดนิ
(5) ขนาดของลุมนา้ํ หรอื พน้ื ทรี่ ับนาํ้
3) ความเรว็ ในการไหลของนาํ้ ทไ่ี หลบา พอจะกลาวไดว า ความเรว็ ของนา้ํ ทไี่ หล บน
ผิวดินซึ่งอยนู อกรอ งนํ้าขนาดเล็กและขนาดใหญมกั จะไมเกนิ 2ตอ3 ฟตุ ตอวนิ าที แตใ นแมน ้าํ
ความเรว็ อาจจะเกนิ 10 ไมลตอ ชว่ั โมงก็ได ความเร็วของน้ําทไ่ี หลบาเปน ตัวกาํ หนดความมากนอย
ของการพงั ทลายของดนิ ดังนน้ั การลดความเร็วในการไหลบาของน้ําจะเปนการลดการพงั ทลาย
ของดินไปดว ย
4) การวนเวยี นของนาํ้ ทไี่ หลบา การวนเวยี นของน้ําทไ่ี หลบา ทาํ ใหเกดิ การพังทลาย
โดยเฉพาะการวนเวยี นของนาํ้ ในแมน ้ําลําคลองตาง ๆ
13
5) พลงั งานทก่ี อใหเกดิ การพังทลาย นา้ํ ทไี่ หลบาเปน ตวั การที่ทําใหด นิ แตกกระจาย
และเคล่ือนที่ พลงั งานดังกลา วข้ึนอยกู ับอตั ราการไหลและความเร็วในการไหล
2.1.3 ปจจัยทมี่ ผี ลกระทบตอลกั ษณะตา ง ๆ ของนํ้าท่ีไหลบา ปจจัยดงั กลาวไดแ ก
1) ภมู ิอากาศ (climate) ไดแ ก
(1) ชนิดของหยาดน้าํ ฟา
(2) ความแรงของฝน
(3) ระยะเวลาทีฝ่ นตก
(4) การกระจายของฝนในบรเิ วณลมุ น้ํา
(5) ทิศทางของการเคลอ่ื นทข่ี องพายุฝน
(6) ปรมิ าณฝนที่ตกกอนกําหนดและความช้นื ของดนิ
(7) สภาพดนิ ฟา อากาศอน่ื ๆ ท่ีกระทบกระเทอื นตอการระเหยของนํา้
2) ชนิดของดนิ การใชทดี่ นิ
3) ขนาดของพนื้ ทล่ี ุม นํ้าตอ เขตพัฒนาทีด่ นิ รูปรา งของพืน้ ท่ลี ุม นา้ํ ความสูงของพนื้ ที่
ลุม นาํ้
4) ความลาดเท การวางตวั ของพื้นทลี่ ุมนํ้าตอ เขตพฒั นาที่ดนิ
5) โครงสรางระบบระบายนา้ํ ชนดิ ของระบบการระบายนํ้า ความมากนอยของทางระบาย
น้ําลน ฯลฯ
2.1.4 การวัดนํา้ ไหลบา มีอยู 2 ประการดว ยกัน คือ
1) ในกรณีที่ทราบพ้ืนท่ีหนาตัดของลําน้ํา และมีการวัดความเร็วในการไหลของนํ้าท่ี
ระดับตาง ๆ และในระยะเวลาเทาๆ กัน ตลอดพ้ืนที่หนาตัดของลําน้ํา ความลึกที่ใชวัดความเร็ว ใน
การไหลของนํ้าตามปกติใชความลึก 0.2 และ 0.8 เมตรของความลึกท้ังหมด ณ จุดท่ีกําหนด โดยใช
เครอ่ื งวดั ความเร็วในการไหลของน้ํา
2) การวัดนํ้าไหลบาที่มีลํานํ้าไมใหญนัก ทําไดโดยบังคับน้ําใหไหลผานฝายหรือทอท่ี
ออกแบบโดยเฉพาะและบนั ทกึ ขอ มลู
14
สตู รขั้นพื้นฐานที่ใชใ นการออกแบบโครงสรางอนรุ กั ษด นิ นํ้า
(1) การประเมนิ นํ้าไหลบา โดย Rational Method
ก. อัตราของนํา้ ไหลบา (q)
สตู ร q = CiA ลกู บาศกเ มตรตอ วินาที
360
ในทนี่ ้ี q = อัตราของนา้ํ ไหลบา สงู สดุ มหี นว ยเปน ลกู บาศกเ มตรตอวินาที
C = สัมประสิทธิข์ องน้ําไหลบา
i = ความรุนแรงของนํา้ ฝน มหี นวยเปน มิลลเิ มตรตอช่วั โมง
A = พ้ืนทขี่ องบรเิ วณรบั น้าํ มหี นวยเปน เฮกตาร
ถาแปลงสูตรใหพ้นื ท่มี หี นว ยเปน ไร ก็จะไดส ตู รดงั นี้ คอื
สตู ร q = CiA ลกู บาศกเมตรตอ วินาที
360 ×6.25
ข. ปริมาณของนํ้าไหลบา (Q)
สูตร Q = CIA
ในทนี่ ้ี Q = ปริมาณน้ําไหลบา มหี นว ยเปนลูกบาศกเมตร
C = สมั ประสทิ ธิ์ของนาํ้ ไหลบา
I = ปริมาณนา้ํ
ในกรณที ีต่ อ งการหาปรมิ าณนํา้ ไหลบา ในพื้นทใ่ี ดพื้นทห่ี นงึ่ กใ็ หเ อาพน้ื ท่ที ีม่ หี นว ยเปน
เฮกตารคณู กบั ปรมิ าณน้าํ ไหลบา ก็จะไดเปน ปริมาตรนํา้ ไหลบา มีหนว ยเปนลกู บาศกเ มตร
(2) สัมประสิทธิ์ของนาํ้ ไหลบา (C) คอื อัตราสว นของนาํ้ ไหลบา กบั ปริมาณนํ้าฝน
คาของ C นี้อาจจะประมาณไดจ ากปจจยั ตา งๆ ตามตารางที่ 2-2 ดงั นคี้ อื
15
ตารางที่ 2-2 การประเมินคา สมั ประสิทธข์ิ องนาํ้ ไหลบา จากปจ จยั ตา งๆ คะแนน
0
ก. ความรุนแรงของนา้ํ ฝน 0.10
25 มลิ ลเิ มตรตอ ชว่ั โมง 0.20
25 – 50 มิลลเิ มตรตอช่วั โมง 0.25
50 – 75 มิลลิเมตรตอชว่ั โมง
75 – 100 มิลลิเมตรตอ ช่ัวโมง คะแนน
0
ข. ลกั ษณะพื้นท่ี 0
คอนขางราบ เฉลย่ี ความลาดชัน 0 – 5 เปอรเ ซน็ ต 0.05
ลกู คลื่น เฉลี่ยความลาดชนั 5 – 10 เปอรเซน็ ต 0.10
เปนภเู ขาเลก็ ๆ เฉลีย่ ความลาดชัน 10 – 20 เปอรเซ็นต
คอ นขา งชนั เฉลยี่ ความลาดชนั มากกวา 20 เปอรเ ซน็ ต คะแนน
0
ค. การเกบ็ กักนา้ํ ของผิวพน้ื ดนิ
ในพืน้ ทมี่ แี หลง เกบ็ กกั นา้ํ ขนาดใหญแ ละ 90 เปอรเ ซน็ ต ของพื้นทีม่ ี 0.05
การอนุรกั ษด นิ และนา้ํ
ลกั ษณะพ้ืนผวิ ดนิ เปน หบุ เปน หว ยเล็กๆ มนี า้ํ ไหลบา ใหเ หน็ อยู มคี นั 0.05
ดนิ และอางเกบ็ นํ้าบา ง 0.10
พื้นท่ีไมมกี ารอนรุ กั ษดินและนาํ้ แตม แี กน ํา้ เล็ก ๆ บา ง คะแนน
ลักษณะพ้ืนท่เี ปน แอง เล็กๆ แตส วนใหญร าบและลาดเทไปเลย 0.05
0.10
ง. การซึมซาบของนํา้ 0.20
นํา้ ไหลบา นอยมาก (ลกั ษณะดนิ เปน ดินทรายหรือดินรวนปนทราย) 0.25
น้าํ ไหลบาปานกลาง (เปนดนิ รว นทมี่ โี ครงสรางของดินเหนียวปน)
นํา้ ไหลบา สงู (น้าํ ซมึ ไดชามาก และทผี่ ิวดนิ มีลักษณะตะกอนเคลือบ) คะแนน
นาํ้ ไหลบาสงู มาก (ลกั ษณะของพน้ื ที่มดี ินตนื้ หรอื ที่ท่ีมหี ินโผล 0.05
ดินซึง่ มีลักษณะแข็งตวั เปนแผนในฤดแู ลง ) 0.10
0.20
จ. พืชคลุมดนิ 0.25
มีปาทึบคลุมดิน
มีพชื คลมุ ดินไมม ากกวา 50เปอรเซ็นต ลกั ษณะปาโปรง ๆ
ลกั ษณะแบบทุงหญา ธรรมชาติ ซึง่ ไมมีไมย ืนตน เลย
ไมม ีพชื คลุมดินเลย
16
ตวั อยา ง สมมตพิ น้ื ที่เลือกมาเพ่ือจะหาคา จากตารางที่ 2-2
ก. มีฝนตกรุนแรงมาก ปริมาณนํา้ ฝนเฉล่ีย 75 มิลลเิ มตรตอชั่วโมง 0.20
ข. พืน้ ท่มี ีความลาดเทประมาณ 5 เปอรเ ซ็นต 0
ค. พนื้ ทผ่ี ิวดนิ มีแหลงน้าํ เล็กๆ อยูบ า ง 0.05
ง. อัตราการซึมนา้ํ ตา่ํ มากและดินมีลกั ษณะตะกอนเคลือบ 0.20
จ. ประมาณครง่ึ หนึง่ ของพืชมกี ารไถพรวนและปลกู พืช อกี คร่งึ หน่งึ ปลอ ย 0.15
ไวใ หหญา ข้ึนตามธรรมชาติ
เพราะฉะนน้ั คาประมาณของสมั ประสิทธิ์ของนาํ้ ไหลบา 0.60
(3) ความรนุ แรงของนา้ํ ฝน (rainfall intensity)
คือ ปริมาณน้ําฝนที่ตกลงมาในชวงระยะเวลาที่กําหนด โดยท่ัวๆ ไปใน
ประเทศไทยใชค าความรนุ แรงของนา้ํ ฝนเทา กับ 70 มลิ ลเิ มตรตอ ชั่วโมง สําหรับการคํานวณเพื่อการ
กอสรางโครงสรางตางๆ เพ่ือการอนุรักษดินและน้ําในพ้ืนท่ีของเกษตรกร การทําโครงสรางตางๆ
ไมวาเปนคันดินหรืออางเก็บนํ้า บอดักตะกอนดิน ตัวเลขนี้เปนการวิเคราะหความรุนแรงของน้ําฝน
ซึ่งวิเคราะหซ่ึงกรมอุตุนิยมวิทยาโดยคาดวาทุกๆ 10 ป จะมีฝนตกหนักถึง 70 มิลลิเมตรตอชั่วโมง
1 ครง้ั
ความรนุ แรงของนํา้ ฝนทีก่ รมอุตนุ ิยมวิทยาไดว ิเคราะหออกมามดี ังนี้ คอื
ก. ปละครงั้ (คอื คาดวาจะเกดิ ขึ้นทกุ ๆป)
ระยะเวลา 5 นาที ความรุนแรงของนํา้ ฝน 80 มิลลิเมตรตอ ชว่ั โมง
70 มิลลิเมตรตอ ช่วั โมง
ระยะเวลา 10 นาที ความรุนแรงของนาํ้ ฝน 60 มิลลเิ มตรตอ ชั่วโมง
50 มลิ ลิเมตรตอชั่วโมง
ระยะเวลา 15 นาที ความรนุ แรงของนํา้ ฝน 30 มิลลิเมตรตอชวั่ โมง
ระยะเวลา 30 นาที ความรนุ แรงของนาํ้ ฝน 00 มลิ ลเิ มตรตอช่ัวโมง
90 มลิ ลิเมตรตอ ช่ัวโมง
ระยะเวลา 60 นาที ความรุนแรงของนํ้าฝน 80 มิลลเิ มตรตอชัว่ โมง
60 มลิ ลิเมตรตอช่ัวโมง
ข. สองปครั้ง 45 มิลลเิ มตรตอช่ัวโมง
ระยะเวลา 5 นาที ความรนุ แรงของน้าํ ฝน
ระยะเวลา 10 นาที ความรุนแรงของนํ้าฝน
ระยะเวลา 15 นาที ความรนุ แรงของน้าํ ฝน
ระยะเวลา 30 นาที ความรนุ แรงของนาํ้ ฝน
ระยะเวลา 60 นาที ความรุนแรงของนาํ้ ฝน
17
ค. หาปค รงั้
ระยะเวลา 5 นาที ความรุนแรงของน้าํ ฝน 130 มิลลิเมตรตอชวั่ โมง
115 มิลลเิ มตรตอช่ัวโมง
ระยะเวลา 10 นาที ความรนุ แรงของนาํ้ ฝน 100 มิลลิเมตรตอ ช่วั โมง
80 มลิ ลิเมตรตอชัว่ โมง
ระยะเวลา 15 นาที ความรุนแรงของนาํ้ ฝน 60 มลิ ลิเมตรตอ ชัว่ โมง
ระยะเวลา 30 นาที ความรนุ แรงของน้ําฝน 150 มลิ ลเิ มตรตอ ชัว่ โมง
140 มลิ ลเิ มตรตอ ชัว่ โมง
ระยะเวลา 60 นาที ความรุนแรงของน้าํ ฝน 130 มิลลเิ มตรตอ ช่วั โมง
100 มลิ ลเิ มตรตอชัว่ โมง
ง. สบิ ปค ร้งั 70 มิลลิเมตรตอช่ัวโมง
ระยะเวลา 5 นาที ความรุนแรงของนํ้าฝน 180 มลิ ลิเมตรตอ ชว่ั โมง
170 มลิ ลิเมตรตอช่ัวโมง
ระยะเวลา 10 นาที ความรุนแรงของนาํ้ ฝน 160 มลิ ลิเมตรตอชวั่ โมง
140 มิลลเิ มตรตอ ช่วั โมง
ระยะเวลา 15 นาที ความรนุ แรงของนาํ้ ฝน 100 มลิ ลเิ มตรตอ ชั่วโมง
ระยะเวลา 30 นาที ความรุนแรงของน้ําฝน
ระยะเวลา 60 นาที ความรุนแรงของน้ําฝน
จ. ย่ีสิบปครงั้
ระยะเวลา 5 นาที ความรุนแรงของนํา้ ฝน
ระยะเวลา 10 นาที ความรุนแรงของน้ําฝน
ระยะเวลา 15 นาที ความรนุ แรงของน้าํ ฝน
ระยะเวลา 30 นาที ความรนุ แรงของนา้ํ ฝน
ระยะเวลา 60 นาที ความรุนแรงของน้าํ ฝน
(4) ความถ่ขี องพายุฝนทจ่ี ะเกิดขน้ึ
ความถ่ีของพายุฝนที่เกิดขึ้นหรือระยะเวลาที่จะเกิดขึ้นอีก มักจะพูดกันใน
ลักษณะวาปละครั้ง หาปครั้งหรือสิบปครั้ง ดังนั้นในทางปฏิบัติแลวการท่ีจะออกแบบทําโครงสราง
ทางดานอนุรักษดินและนํ้า อะไรก็ตามควรคํานึงถึงระยะเวลาท่ีพายุฝนน้ีจะเกิดขึ้นอีกคร้ังหน่ึงดวย
โดยความถ่ีหรือเวลาท่ีจะเกิดพายุฝนนี้จะสัมพันธกับความทนทานของโครงสรางที่ทําขึ้น เพราะใน
การเลือกคาความรุนแรงของน้ําฝน พิจารณาจากความตองการที่ใหโครงสรางน้ันๆ สามารถใชงาน
ไดนานมากนอยเพยี งใด เชน
คันดนิ เบนน้ํา หรือกกั น้ํา ตองการใหทน 5 ป
อา งกักน้าํ หรือบอดกั ตะกอนดนิ ตองการใหทน 10 ป
อางเก็บนํ้า ตองการใหท น 20 ป
18
(5) ความเรว็ ของนาํ้ ไหลบาในรองน้าํ
โดยปกติแลวกอนท่ีจะกอสรางโครงสรางเพ่ือปองกันการชะลางพังทลายของ
ดิน ก็ควรจะตองมีการคํานวณและออกแบบ เพื่อใหน้ําที่ไหลบาไปบนพื้นท่ีน้ันมีความเร็ว ท่ีจะไม
กอ ใหเกดิ การกดั เซาะและสญู เสยี หนาดนิ
สตู รของการคํานวณความเรว็ ของนํา้ ไหลบา ในรอ งน้าํ จาก manning’s formula
คือ V = 1 R2/3 S1/2
n
ในท่นี ี้ V = ความเรว็ ของกระแสนา้ํ เปน เมตรตอ วนิ าที
R = รัศมีของนา้ํ (Hydraulic radius)
S = ความลาดเท มีหนว ยเปน ทศนยิ มของเมตร
n = สัมประสทิ ธ์ิของความขรุขระของผิว
ความเรว็ สงู สดุ ทจ่ี ะไหลไปได
ความเร็วสูงสุดที่น้ําไหลไปไดในรองนํ้า ข้ึนอยูกับชนิดของดิน และความ
หนาแนน ของพชื ทปี่ กคลมุ อยู (ถามี) ตารางที่ 2-3 แสดงใหเห็นถึงคาความเร็วสูงสุดท่ีน้ําไหลในรอง
น้ํา ซง่ึ ไมมหี ญา ปกคลมุ
ตารางท่ี 2-3 ความเรว็ สูงสดุ ของน้ําในรองน้ําที่ไมม หี ญา ปกคลุม
เน้ือดนิ ความเร็วของนา้ํ (เมตรตอวนิ าที)
ดินเหนยี ว 0.3 เมตรตอ วนิ าที
ดนิ ทรายละเอยี ดหรอื ดนิ รว นปนทราย 0.5 เมตรตอ วนิ าที
ดนิ รว น 0.6 เมตรตอ วนิ าที
ดนิ รว นที่มกี ารจับตัวกนั แนน 0.7 เมตรตอ วนิ าที
(6) ความจุของรองน้ํา (channel capacity)
สําหรับในรองนาํ้ ของคันดนิ หรอื ทางระบายนาํ้ ของอา งเกบ็ นํ้า จาํ เปนตอ งมี
ความจเุ พยี งพอทร่ี ับปริมาณนํา้ ไหลบาทง้ั หมด
คาํ นวณจากสตู ร q = CiA ไดความจุของรองนา้ํ คาํ นวณไดจ าก a = q
360 v
ในที่นี้ a = พ้ืนทหี่ นา ตดั ของรอ งนาํ้ เปน ตารางเมตร
q = น้ําไหลบาสูงสดุ มหี นว ยเปน ลกู บาศกเ มตรตอ วินาที
v = ความเร็วของน้าํ ไหลบาเปนเมตรตอ วนิ าที
19
ตวั อยา งการประเมินน้ําไหลบา
ขอใหประเมินอัตราและปริมาณนํ้าไหลบาเพื่อกอสรางแหลงนํ้าขนาดเล็ก
หรือบอดักตะกอนดินในพื้นท่ี 557 ไร โดยมีขอบเขตและลักษณะภูมิประเทศตามแผนทท่ี ่ีแนบมา
พรอ มนี้ พ้ืนทีด่ งั กลาวมลี ักษณะเปน พน้ื ท่ีที่มีความลาดเทเล็กนอยจนถึงสูง เฉลี่ยแลวพื้นที่สวนใหญ
จะมีความลาดเท 10–20 เปอรเซ็นต มีปริมาณนํ้าฝนท้ังป 1,283 มิลลิเมตร ความแรงของน้ําฝนเฉลี่ย
70 มิลลิเมตรตอชั่วโมง ดินเปนดินต้ืน มีเน้ือดินเปนดินรวนปนทราย และมีความอุดมสมบูรณต่ํา มี
หญาและวัชพืชคลุมดินอยูบ างแตสว นใหญเ ปนปาโปรง
ภาพที่ 2-1 แผนทแี่ สดงพน้ื ทรี่ ับนาํ้
20
ขนั้ ตอนท่ี 1 แบงพ้นื ที่ตามลักษณะภูมิประเทศโดยใชสนั ปนนาํ้ เปนเสนแบงขอบเขต ซึ่งจะ
ไดพ ืน้ ทร่ี ับนาํ้ ประมาณ 4 แหง แตละแหงกจ็ ะมีพื้นท่ีรบั นาํ้ ดังนี้ คือ :
พื้นท่ีรับนํ้า A มีขนาด 167 ไร แตสามารถท่ีจะแบงพ้ืนท่ีเพื่อกอสรางแหลงน้ําขนาดเล็กได
2 แหงคอื
A1 มพี ื้นที่รบั น้ํา 97 ไร
A2 มีพ้ืนท่รี บั นาํ้ (97 + 70) = 167 ไร
พ้ืนท่รี บั น้าํ B มขี นาด 230 ไร สามารถกอสรางแหลงนา้ํ ได 1 แหง
พ้ืนทีร่ ับนา้ํ C มีขนาด 96 ไร สามารถกอสรางแหลง น้าํ ได 1 แหง
ข้นั ตอนที่ 2 การกําหนดจุดเพอ่ื กอ สรา งแหลงนาํ้ ขนาดเลก็ หรอื บอ ดักตะกอนดิน
หลักการ
1. ควรเลอื กพนื้ ทแ่ี คบทส่ี ดุ แตเ กบ็ กกั น้ําไดม ากท่สี ดุ
2. เพื่อประโยชนใ นการใชสอยและการทาํ งานตางๆในไรจึงกําหนดใหใชสันเขื่อนเปน
เสนทางคมนาคมไปดวย ตัวอยางในท่ีน้ีจะทําการกอสรางแหลงนํ้าขนาดเล็กในพ้ืนท่ีรับนํ้า B จึงทํา
การประเมินอัตรานํ้าไหลบาและปรมิ าณนา้ํ ที่ไหลบาเพอื่ การเกบ็ กักน้าํ สาํ หรับการกอสรางแหลงนํ้า
ขนาดเลก็ ในพนื้ ทลี่ ุมนํ้า B จากสตู รอตั ราของน้าํ ไหลบา q = CiA ลกู บาศกเ มตรตอวนิ าที
360
ข้นั ตอนที่ 3 การประเมินคา C ในพื้นท่ีรบั นํา้ B = 0.20
1. ความรุนแรงของน้ําฝนเฉลยี่ 70 มิลลิเมตรตอช่วั โมง = 0.05
2. พื้นที่เปนเนนิ เลก็ ๆเฉลย่ี ความลาดชัน 10– 20 เปอรเซ็นต = 0.05
3. พื้นทไ่ี มมีการอนุรักษด นิ และนาํ้ แตมีแอง นา้ํ เล็กๆ บา ง = 0.05
4. เปน ดินรว นปนทรายและดนิ ต้นื นาํ้ ไหลบา นอย = 0.10
5. มพี ชื คลมุ ดินบา ง สวนใหญมลี ักษณะเปน ปา โปรง = 0.45
รวมคา C
21
คา i = 70 มลิ ลิเมตรตอชัว่ โมง
พนื้ ท่ีรับนํา้ B = 230 ไร = 230 เฮกตาร
6.25
อตั ราการไหลของนา้ํ ไหลบา (q) = 0.45 x 70 x 230
360 x 6.25
= 3.21 ลกู บาศกเมตรตอวนิ าที
ปรมิ าณนา้ํ ไหลบาของพ้นื ทร่ี ับนํา้ B Q = CIA
I = ปรมิ าณนาํ้ ฝนท้ังป = 1,283 ลูกบาศกเมตรตอ ป
Q = 0.45 x 1,283 x 230 = 21,246.48 ลูกบาศกเมตร
ภาพท่ี 2-2 แผนทแี่ สดงพนื้ ทรี่ ับนํา้ 6.25
2.2 การชะลางพงั ทลายและการประเมินการสูญเสยี ดนิ
2.2.1 การชะลางพังทลายของดิน หมายถึงกระบวนการแตกกระจาย (detachment) และการ
พัดพาไป (transportation) ของดินโดยตัวการกัดกรอน (erosion agents) ไดแก การชะลางพังทลาย
โดยนํ้า(water erosion) ซ่ึงเปนกระบวนการที่สําคัญอยางมากในประเทศไทย และการพังทลายโดย
ลม (wind erosion) การชะลางพังทลายแบงไดเปน 2 ประเภท คือ การชะลางพังทลายโดยธรรมชาติ
(geologic or natural or normal erosion) และการชะลางพังทลายโดยมีตัวเรง (accelerated or man-
made erosion) ซึง่ มีรายละเอยี ดไดดังนี้
1) การชะลางพงั ทลายโดยธรรมชาติ
การชะลางพังทลายโดยธรรมชาติ หมายถึงการชะลางพังทลาย ซ่ึงเกิดข้ึนตาม
ธรรมชาติโดยมีท้ังน้ําและลมเปนตัวการ เชน การชะละลาย (leaching) แผนดินเล่ือน (landslides)
การพัดพาโดยลมตามชายฝงทะเลหรือในทะเลทราย การพัดพาดินแบบน้ีเปนแบบท่ีปองกันไมได
และถาเกิดการชะลางพังทลายแบบน้ีเปนเวลานาน ผิวดินบนจะสูญเสียไปเพียง 1 น้ิว เทาน้ัน เพราะ
เปนการเกิดแบบคอยเปนคอยไปและชามาก สําหรับชนิดของการชะลางพังทลายโดยธรรมชาติ
ไดแก
(1) การชะละลาย (leaching) หมายถึงการชะลางชนิดท่ีแรธาตุตางๆ ธาตุอาหาร
และอินทรียวัตถุถูกทําใหละลาย หรืออยูในสภาพแขวนลอยแลวไหลลงสูสวนลางของหนาตัดดิน
ไปกับนํ้าท่ีซึมผาน (percolation water) ซึ่งในท่ีสุดจะไหลลงสูทะเล และการสูญเสียของดินแบบนี้
เกดิ ข้ึนอยเู ปนประจํา และมีบทบาทมากท่ีสดุ ในแงข องการชะลางพงั ทลายในธรรมชาติ
22
(2) การชะลางพังทลายท่ีพื้นผิวดินโดยน้ํา (surface erosion by water) หมายถึงการ
พัดพาหนาดินหรือหินซ่ึงขาดพืชพรรณปกคลุมโดยนํ้า การขาดพืชพรรณปกคลุมนั้นเน่ืองจาก
สภาพแวดลอมในธรรมชาติ เชน ลม ฟาอากาศ ความสูต่ําของภูมิประเทศ (topography) ซึ่งเปน
ปจ จยั ท่ีควบคุมการเจรญิ เตบิ โตของพชื
(3) แผน ดนิ เลื่อนหรือดินเลอ่ื น (landslides and soil creep)
ก. แผนดินเล่ือน คือ การถลมตัวของแผนดินจากท่ีสูงลงสูท่ีตํ่าอยางรวดเร็ว
โดยเกิดจากปจจัย 3 ประการ ไดแกสภาพความลาดเทของพ้ืนที่ ดินหรือหินชั้นลางมีการไหลซึม
ของนาํ้ ชา มาก และดินชน้ั บนไมเ กาะกนั เนื่องจากการอ่มิ ตัวดวยน้าํ
ข. ดินเลื่อน คือ การเล่ือนของดินบนที่ถูกนํ้าชะจนเปนโคลนลงสูท่ีตํ่าตาม
ความลาดเทดวยแรงโนม ถว งของโลก แตเนอ่ื งจากยังมคี วามหนดื ระหวางช้ันดนิ ที่มีความชื้นตางกัน
ดังนน้ั ดนิ นนั้ จึงคอ ยๆ เลื่อนลงมา โดยปกตแิ ลวดนิ ทเ่ี ล่อื นลงมาจะหนาไมเกนิ 1 เมตร
(4) การพัดพาโดยลม (wind erosion) ในบริเวณที่มีลมแรงและขาดสิ่งปกคลุมโดย
ธรรมชาติ ประกอบกับอุณหภูมิสูง เชนในทะเลทรายหรือริมฝงทะเล ลมจะเปนตัวการสําคัญที่
กอ ใหเกดิ การสญู เสียดิน
การชะลางพังทลายโดยธรรมชาติและการสรางตัวข้ึนมาเปนดิน การเกิดการ
ชะลางพังทลายในธรรมชาติผันแปรไปตามสภาพแวดลอม และเปนปรากฏการณท่ีมักพบเกิดข้ึน
เสมอในทะเลทรายหรือบริเวณซึ่งปราศจากพืชข้ึนปกคลุม ปจจัยท่ีสําคัญท่ีสุดก็คือ ความลาดเทของ
สภาพพื้นท่ี ซึ่งสามารถใชเปนเครื่องมือช้ีชนิดของหนาตัดดินที่เกิดข้ึนในบริเวณท่ีถูกการชะลาง
พงั ทลายของดนิ นนั้ ๆ เชน
ก. ในพ้ืนท่ีชันมาก ดินจะถูกชะลางและพัดพาไปมาก ดินบนจะเกิดเร็วเพราะ
วัตถตุ น กาํ เนิดอยูต ้ืน จึงมีโอกาสสัมผัสกับสงิ่ แวดลอมมาก นน่ั คอื กระบวนการตางๆ ที่เกี่ยวของกับ
การเกดิ ดินก็จะดาํ เนินไปไดอยางเต็มท่ี และเน่ืองจากความลาดเทสูง ดังน้ันส่ิงท่ีถูกชะละลายมาจาก
ดินบนโดยกระบวนการท่ีเรียกวา eluviation จะไหลลงสูที่ต่ําหมด หนาตัดของดินในท่ีที่ชันมากจึง
มกั จะมีเพยี ง 2 ช้ัน คือ A กับ C เทา นนั้
ข. ในพื้นที่มีความลาดเทไมเกิน 20 เปอรเซ็นต อัตราการเกิดของการชะลาง
พังทลายนอยกวาอัตราการเกิดดิน ซ่ึงขึ้นอยูกับชนิดของวัตถุตนกําเนิด ในบริเวณเชนนี้จะเกิดหนา
ตัดดนิ ทสี่ มบูรณมชี ้ันดนิ ครบถว น ยง่ิ ดนิ น้ีมีอายมุ ากขนึ้ จะยิ่งมีหนาตดั ลึกมากขึ้น
ค. ในที่ท่ีเกือบอยูในแนวระดับหรืออยูในแนวระดับการเกิดการชะลาง
พังทลายเกือบจะไมมีเลย บริเวณดินบนที่ถูกชะละลาย (A2) จะลึก ธาตุอาหารพืชและอนุภาคดิน
23
เหนียวสวนมากถูกชะละลายออกไปจากบริเวณรากพืช ดังนั้นโดยปกติแลวดินน้ีจะมีความอุดม
สมบูรณต ํ่าและมีโครงสรางไมดี
2) การชะลา งพังทลายโดยมตี ัวเรง
การชะลางพังทลายท่ีมีตัวเรง หมายถึงการชะลางพังทลายท่ีมนุษยหรือสัตวเลี้ยง
เขามาชวยเรงใหมีการกัดกรอนเพิ่มข้ึนจากการชะลางพังทลายโดยธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นเปนประจํา
อยูแลว เชน การหักลางถางปาทําการเพาะปลูกอยางขาดหลักวิชา ทําใหพ้ืนดินปราศจากส่ิงปกคลุม
ทําใหการกัดกรอนโดยลมและฝนเกิดขึ้นและพัดพาดินสูญเสียไปไดเพ่ิมขึ้น การสูญเสียดินจะมาก
นอ ยเพียงใดขน้ึ อยูกบั วิธกี ารทใี่ ชทาํ การเกษตร
การชะลางพังทลายโดยนํ้า คือ การแตกกระจายและพัดพาดินไปโดยน้ํา อาจจะ
พิจารณาจากอัตราการแตกกระจายของดิน (rate of detachment) มีหนวยวัดเปนนํ้าหนักตอพื้นที่ตอ
เวลา เชน ตันตอไรตอป และอัตราของการพัดพาตะกอนดิน (rate of transportation) มีหนวยวัดเปน
นํ้าหนักตอระยะทางตอพื้นที่ตอเวลา เชน ตันตอไมลตอไรตอป ดินท่ีมีความยากงายในการที่จะเกิด
การชะลา งพงั ทลายของดนิ แตกตางกันออกไป ข้ึนอยูกับสมบัติของดินที่ไดรับมาจากวัตถุตนกําเนิด
การใชท่ดี ิน และการจัดการ
2.2.2 การประเมนิ การสูญเสยี ดิน
การศึกษาสมการสูญเสยี ดนิ สากล (The Universal Soil Loss Equation-USLE) มี
การศึกษาและพฒั นาข้ึนในสหรัฐอเมริกา เพื่อใชประเมนิ การสญู เสียดินในแปลงปลูกพืช มกี าร
ปรบั ปรุงและพัฒนาคร้ังสดุ ทา ยในป 1978 (Wischmeier and Smith, 1978 และ Morgan, 1980) มี
รูปสมการดังน้ี คือ
A = RKLSCP
โดย A = คา ปรมิ าณการสญู เสียดนิ ทค่ี าํ นวณไดตอ พนื้ ที่ มีหนว ยผนั แปรไปตามการ
ประเมิน (ตนั ตอ เฮกตารตอป)
R = คา ปจ จยั เกยี่ วกับนํา้ ฝน เปนคา ดัชนกี ารชะลา งพงั ทลายของดนิ ทเ่ี กดิ จากฝน
(ตนั -เมตรตอเฮกตารตอป)
K = คา ปจจัยความยากงายตอ การถูกชะลา งของดนิ เปน คา อตั ราการสูญเสียดินตอ
หนึ่งหนวยของคาดัชนีการชะลางพังทลายของดินโดยฝน จากแปลงมาตรฐาน ที่มีขนาดความ
ยาวของแปลง 72.6 ฟุต และมีความลาดชัน 9 เปอรเซ็นต มีการไถพรวนข้ึนลงตามความลาดเท
และปลอ ยใหวา งเปลา ไมมกี ารปลกู พืช
24
L = คาปจจัยความยาวของความลาดเท เปนคาอัตราสวนของการสูญเสียดินจาก
แปลงที่มคี วามยาวของความลาดเทใดๆ กับแปลงทมี่ ีความยาวของความลาดเท 72.6 ฟุตโดยมีสภาพ
อ่นื ๆเหมอื นกนั
S = คาปจจัยความลาดเท เปนคา อตั ราสว นของการสญู เสียดินจากแปลงท่ีมีความ
ลาดชันใดๆกับแปลงท่ีมคี วามลาดชนั 9 เปอรเ ซน็ ต โดยมสี ภาพอน่ื ๆเหมือนกนั
C = คาปจจัยจัดการพืช เปนคาอัตราสวนของการสูญเสียดิน จากแปลงท่ีมีการ
ปลกู พืช และมกี ารจัดการใดๆ กบั แปลงท่ีมีการไถพรวนดินข้ึนลงตามความลาดเท แลวปลอยไววาง
เปลาและไมมีการปลูกพืช ซึ่งท้ัง 2 แปลงนี้ตองอยูในสภาพดิน ความลาดเท และปริมาณฝนที่
เหมอื นกนั
P = คาปจจัยอนุรักษ เปนคาอัตราสวนของการสูญเสียดิน จากแปลงท่ีมีวิธีการ
อนุรักษดินและนํ้าชนิดใดๆ กับแปลงท่ีมีการไถพรวนดินข้ึนลงตามความลาดเท แลวปลอยไววาง
เปลาและไมมีการปลูกพืช ซึ่งทั้ง 2 แปลงนี้ตองอยูในสภาพดิน ความลาดเท และปริมาณฝนที่
เหมือนกัน
1) การจดั ชนั้ อตั ราการสูญเสยี ดิน
การสูญเสียดินจะสงผลกระทบเสียหายรุนแรงหรือไม ยอมขึ้นกับลักษณะของดิน
ในแตละพ้ืนที่ หากกระบวนการเกิดดินเปนไปอยางรวดเร็ว ดินลึกและมีความอุดมสมบูรณตาม
ธรรมชาติสูง แมจะมีอตั ราการสญู เสยี ดินสงู กอ็ าจไมม ผี ลกระทบตอการใชที่ดิน ตรงกันขามถาดินต้ืน
มีความอุดมสมบูรณตํ่า และกระบวนการเกิดดินเปนไปอยางชาๆ แมมีการสูญเสียดินเพียงเล็กนอย
ก็อาจสงผลกระทบเสียหายรุนแรงตอการใชประโยชนบนท่ีดินนั้น คาการสูญเสียดินเมื่อนํามา
เปรียบเทียบกับลักษณะตามธรรมชาติของดินในประเทศยอมสามารถวิเคราะหความเสียหายจาก
การสูญเสียดนิ ได
คาการสูญเสียดินที่คํานวณไดจากสมการการสูญเสียดินสากล นํามาจัดชั้นความ
รุนแรงของการสูญเสียดิน และแสดงผลออกมาเปนแผนที่การสูญเสียดิน มีจุดมุงหมายเพ่ือใหทราบ
ถึงขอบเขตของพื้นท่ีท่ีมีปญหาเนื่องจากการสูญเสียดิน ตลอดท้ังระดับความรุนแรงของการสูญเสีย
ดินที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตางๆ ของประเทศ เพื่อเปนแนวทางในการวางแผนอนุรักษดินและน้ํา ระดับ
เขตพฒั นาทด่ี ิน ระดับภาค และระดับประเทศตอไป
การจดั ช้ันอัตราการสญู เสียดิน ยึดถือตามแนวคดิ ดงั ตอไปน้ี คอื
(1) คาการสูญเสียดินสูงสุดที่ยอมรับไดสําหรับพื้นที่เกษตร (soil loss tolerance)
คอื ระดบั ทีย่ งั คงไดร บั ผลผลติ พชื และมีความยงั่ ยนื ทางเศรษฐกิจ (USDA, 1997)
25
(2) ดินมีความเหมาะสมสําหรับการใชประโยชนมาก เมื่อการใชประโยชนนั้นมี
ความยั่งยนื นาน 25 ป ขน้ึ ไป (FAO, 1993)
(3) หลักการสํารวจดิน (Soil Survey Manual) ของ USDA (1993) มีการจําแนกการ
ชะลางพงั ทลายของดนิ สําหรับพ้นื ทีเ่ กษตรกรรม เปน 4 ระดับ โดยพิจารณาจากอัตราการสูญเสียดิน
ชัน้ บนท่เี รียกวา ชน้ั A และ E horizon คอื
ชัน้ 1 : การสูญเสียดินเปนคาเฉลี่ยนอยกวา 25 เปอรเซ็นต ของความหนาของชั้น A/E เดิม
(หรือของความหนา 20 เซนติเมตร ถา A/E หนานอยกวา 20 เซนติเมตร) สภาพ
พื้นท่ีสวนใหญไมมีการชะลางพังทลาย หรือมีการชะลางพังทลายนอยกวา 20
เปอรเซ็นต ของพื้นท่ี
ช้นั 2 : การสญู เสียดนิ เปน คา เฉลีย่ 25-75 เปอรเซน็ ต ของความหนาของชัน้ A/E (หรือของ
ความหนา 20 เซนติเมตร ถา A/E หนานอยกวา 20 เซนติเมตร) พื้นที่เกษตรสวน
ใหญยังมีชั้น A/E เหลืออยูแตถูกไถปนกับดินลางไปแลว แตถาบริเวณน้ันมีช้ัน
A/E ลึก จะยงั คงเหน็ ช้นั A/E ไดบ า ง
ช้ัน 3 : การสูญเสียดินชั้นบนมากกวา 75 เปอรเ ซ็นต ของความหนาชน้ั A/E เดิม (หรือของ
ความหนา 20 เซนติเมตร ถา A/E หนานอยกวา 20 เซนติเมตร) พื้นท่ีเกษตรสวน
ใหญมีดินลางใตชั้น A/E โผลขึ้นมา บริเวณท่ีมีชั้น A/E ลึก อาจมีดินบนเหลืออยู
บางแตถ ูกไถปนกับดนิ ชัน้ ลางไปแลว
ชั้น 4 : ทั่วพื้นท่ีมีการสูญเสียดินท้ังหมดของช้ัน A/E (หรือดินบน 20 เซนติเมตร ถาช้ัน
A/E หนานอยกวา 20 เซนตเิ มตร) พบเห็นรองลึก (gully) จาํ นวนมาก
(4) การสํารวจลักษณะหนาตัดดินและความลึกของช้ัน A/E ของชุดดินตางๆ ใน
ประเทศไทย โดยกองสํารวจและจําแนกดิน กรมพัฒนาที่ดิน พบวาดินในประเทศไทยในสภาพปก
คลมุ ดว ยพชื พรรณธรรมชาติ มีความหนาเฉลี่ยของชน้ั A/E อยทู ี่ 24 เซนตเิ มตร
(5) การวิเคราะหความหนาแนนรวม (Bulk density) ของชุดดินตางๆในประเทศ
ไทย โดยกองวิเคราะหดิน กรมพัฒนาท่ีดิน พบวาดินในสภาพธรรมชาติมีคาความหนาแนนรวม
เฉล่ียอยทู ่ี 1.3 กรัมตอลูกบาศกเ ซนตเิ มตร
(6) การศึกษาการสูญเสียดินในแปลงทดลองของกองอนุรักษดินและนํ้า
กรมพฒั นาทดี่ ิน
จากขอพิจารณาท้ังหมดขางตนสามารถกําหนดปริมาณการสูญเสียดินสูงสุดท่ี
ยอมรับได (soil loss tolerance หรือ permissible soil loss) สําหรับดินในประเทศไทยเปน 2 ตันตอ
ไรตอป หรือเทียบเทากับ 0.96 มิลลิเมตรตอป การสูญเสียในระดับนี้ไมทําใหสมรรถนะของดิน
26
สาํ หรับการเกษตรเปล่ยี นแปลงตลอดระยะเวลา 25 ป คา การสญู เสียดนิ ท่ีสูงกวา ระดับน้จี ะมผี ลเสียหาย
ตอคุณภาพดินและผลผลิตพืชในระยะยาว ไมมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และจําเปนตองมีการ
อนุรกั ษดินและนํ้าทเี่ หมาะสม
การจดั ชั้นความรนุ แรงของการสญู เสยี ดิน จาํ แนกเปน 5 ระดับ ดังตารางที่ 2-4 คอื
ช้ัน 1 นอย (slight) อตั ราการสูญเสียดนิ 0-2 ตนั ตอ ไรตอ ป (0-0.96 มิลลิเมตรตอป)
ช้ัน 2 ปานกลาง (moderate) อัตราการสูญเสียดิน 2-5 ตันตอไรตอป (0.96-2.4
มลิ ลเิ มตรตอป) การสญู เสยี ดินทําใหผ ลผลิตพชื ลดลง
ชั้น 3 รุนแรง (severe) อัตราการสูญเสียดิน 5-15 ตันตอไรตอป (2.4-7.2 มิลลิเมตร
ตอป) การสูญเสียดินมีผลทําใหความตองการในการจัดการดินผิดไปจากเดิม หรือตองเสียคาใชจาย
เพิ่มมากขึ้น แตดินยงั มีขีดความสามารถใชป ลูกพชื ไดเ หมือนเดิม
ชั้น 4 รุนแรงมาก (very severe) อัตราการสูญเสียดิน 15-20 ตันตอไรตอป (7.2-9.6
มิลลิเมตรตอป) การสูญเสียดินทําใหขีดความสามารถของดินสําหรับปลูกพืชเปลี่ยนเลวลงกวาเดิม
เชน ดินไมส ามารถใชป ลกู ขา วโพดไดอีกตอ ไปตอ งเปลยี่ นไปทําทุง หญา เลี้ยงสัตวแทน และตองเสีย
คาใชจายในการจัดการดินสูงมากเกินกวาระดับที่ยอมรับได หรือใชเวลานานมากในการปรับปรุง
คณุ ภาพดินใหใชป ลกู พชื ไดเชนเดมิ
ชั้น 5 รุนแรงมากท่ีสุด (extremely severe) อัตราการสูญเสียดินมากกวา 20 ตันตอ
ไรตอ ป (มากกวา 9.6 มลิ ลิเมตรตอ ป) มกี ารชะลา งพังทลายของดินเปน รองลึก (gully) เกิดข้นึ ทั่วไป
ตารางที่ 2-4 การจัดชน้ั ความรนุ แรงของการสญู เสยี ดินในประเทศไทย
ระดบั การสญู เสียดนิ อตั ราการสญู เสยี ดิน
1 : นอย ตันตอไรตอ ป มิลลเิ มตรตอป
2 : ปานกลาง
3 : รนุ แรง 0 - 2 0 - 0.96
4 : รุนแรงมาก
5 : รุนแรงมากที่สุด 2 - 5 0.96 - 2.4
5 - 15 2.4 - 7.2
15 - 20 7.2 - 9.6
มากกวา 20 มากกวา 9.6
27
2.3 มาตรการอนุรกั ษดนิ และนา้ํ
มาตรการอนุรักษด ินและนํ้าโดยทั่วไปแบงเปน 2 ประเภท คือ มาตรการวิธีกลและ
มาตรการวิธีพืช ซ่ึงมีขอกําหนดการใชแตกตางกันตามลักษณะพื้นท่ีความลาดเท ปริมาณนํ้าฝน
ปริมาณนํ้าไหลบา และชนิดของดิน เพื่อปรับปรุงการวางรูปแบบใหเหมาะสมสวยงาม ลดการชะ
ลางพังทลายของดินชวยกักเก็บน้ําไหลบาไวในดินใหเปนประโยชนตอพืช ท้ังมาตรการวิธีกลและ
วิธีพืช
2.3.1 มาตรการวิธีกล
มาตรการวิธีกลเปน วิธีการควบคุมนํ้าไหลบา หนาดิน โดยการสรา งสิ่งกีดขวางความ
ลาดเทของพ้ืนท่ีและทิศทางการไหลของน้ํา ชวยลดและชะลอความเร็วของกระแสนํ้า เปน วิธีการ
อนุรักษท ่ีดินและน้ําอยางถาวรและมีประสิทธิภาพสูง แตล งทุนคอนขางสูง ตองใชค วามชํานาญใน
การกอสรา ง มาตรการวิธีกลมีหลายวิธีไดแ ก
1) การไถพรวนและปลกู พืชตามแนวระดับ ภาพที่ 2-3 การไถพรวนและปลกู พชื
การไถพรวนและปลูกพืชตามแนวระดับ ตามแนวระดบั
เปน การไถพรวนหวา น ปลูก และเก็บเกี่ยวพืชไปตามแนว
ระดับขวางความลาดเทของพื้นที่ เพ่ือเพ่ิมการซาบซึมนํ้า
ของดิน และรักษาความชุม ชื้นในดิน เพื่อควบคุมการไหลบา
ของนํา้ และการชะลางพงั ทลายของดินควรปฏิบัติบนพื้นที่ที่
มีความลาดเทไมเกิน 8 เปอรเซ็นต และความยาวของความ
ลาดเทไมเกิน 100 เมตร ในพื้นท่ีท่ีมคี วามแหง แลง
2) การยกรองปด หวั ทา ย ภาพที่ 2-4 การยกรองปด หวั ทา ย
การยกรองปดหวั ทา ยเปนการปรับพืน้ ทโ่ี ดย
การยกรอ งปลูกพืชเปนสองทิศทาง คือ กลุมหน่ึงยกรองไป
ตามความลาดเท อีกกลุม หนึ่ง ยกรองในแนวต้ังฉากกับ
ความลาดเททําใหเ กิดเปนรูปส่ีเหลี่ยมผืนผาเล็กๆ เต็มพื้นท่ี
ชวยเพ่ิมการกักเก็บนํ้า ลดปริมาณนํ้าไหลบา และลดการ
ชะลางพงั ทลายของดนิ
28
3) การยกรองตามแนวระดับ ภาพท่ี 2-5 การยกรองตามแนวระดบั
การยกรองตามแนวระดับเปนการยกรอ ง
ปลูกพืช โดยใชร อ งน้ําเปน ตัวแบง สันดิน ลดการชะลา ง
พังทลายของดิน ชวยเพิ่มการกักเก็บนํ้าไวส ําหรับการปลูก
พืช ใชไดด ีในพื้นที่ที่มีความลาดเทไมเ กิน 12 เปอรเซ็นต
พ้นื ท่ที ี่คอนขา งแหง แลง และปรมิ าณนาํ้ ฝนนอ ย
4) การทาํ รอ งนํา้ ไปตามแนวระดับ ภาพท่ี 2-6 การทํารอ งนํา้ ไปตามแนว
การทํารองนํ้าไปตามแนวระดับเปน การทํา
รอ งนํ้าเด่ียวๆ ที่ขุดข้ึนขวางความลาดเทของพ้ืนที่ โดยมีการ
ลดระดบั รอ งนํ้าหรือไมลดระดับก็ไดค วามลึกของรอ งน้ําอยู
ระหวา ง 25-40 เซนติเมตร หรือข้ึนกับเน้ือดิน สวนระยะ
หา งของรอ งนํ้าขึ้นกับความลาดเทของพื้นท่ีและปริมาณน้ํา
ไหลบา ในบริเวณที่ดินมีการซาบซึมและระบายนํ้าดีมาก
รอ งน้ํานี้สามารถสรา งในแนวระดับ แตถาดินมีการซึมซาบ
และระบายนํ้าไมด ีก็ควรลดระดับรองน้ําเล็กนอยระหวาง
0.25-0.5 เปอรเซ็นต
5) การยกแปลงและขดุ รองไปตามแนวระดับ
ก า ร ย ก แ ป ล ง แ ล ะ ขุ ด ร อ ง ไ ป ต า ม แ น ว
ระดับเปนการยกแปลงฐานกวาง และขุดรอ งแบง แยกพ้ืนที่
ระหวา งแปลงปลูกพืชไปตามแนวระดับ เพ่ือปลูกพืชผักใน
พื้นท่ีคอ นขา งลุม มีน้ําแชข ัง และดินมีการซาบซึมน้ําชา
ไมเ หมาะสมสาํ หรบั บริเวณที่เปน ดินรว นพงั ทลายไดง า ย
ภาพท่ี 2-7 การยกแปลงและขดุ รอ ง
ไปตามแนวระดบั
29
6) ขั้นบนั ไดดนิ
ข้ันบันไดดินเปนการปรับพ้ืนท่ีเปน ขั้นๆ
ตอเนือ่ งกนั คลา ยขน้ั บันไดเพื่อปลกู พชื
ภาพที่ 2-8 ขั้นบนั ไดดนิ
7) คันดิน ภาพที่ 2-9 คันดิน
คันดินเปนสิ่งกอ สราง ที่สรางขวางความ
ลาดเทของพ้ืนที่โดยพื้นที่จะถูกแบง ออกเปนชว งๆ เพื่อเก็บ
กกั นาํ้ ไหลบา ในแตล ะชวงหรอื เบนนํา้ ไหลบาออกไปจากพ้ืนท่ี
ใชส ําหรับพนื้ ทเี่ พาะปลูกท่ีมีความลาดเท 3-16 เปอรเ ซน็ ต
8) คันดินรับน้ํารูปครึ่งวงกลม และคันดินรับนํ้ารูป ภาพที่ 2-10 คันดนิ รบั น้ํา
สีเ่ หลีย่ มคางหมู รูปครง่ึ วงกลม และคนั ดนิ รบั น้ํา
คันดินรับนํ้ารูปคร่ึงวงกลมและคันดินรับนํ้ารูป รปู สีเ่ หล่ยี มคางหมู
สี่เหล่ียมคางหมูเปนการทําคันดินใหเปนรูปคร่ึงวงกลมและ
รูปส่ีเหล่ียมคางหมูตามแนวระดับ โดยใชแรงคนเพ่ือชว ย
เก็บกักน้ําไหลบาจากพ้ืนที่ดา นบน เหมาะสําหรับไรน า
ขนาดเลก็ ที่ปลกู ไมยืนตน ในพ้ืนท่ีท่ีมีปริมาณนํ้าฝนนอยและ
เปน ดนิ ทรายหรอื ดินรวน
9) คันชะลอความเรว็ ของน้าํ หรอื ฝายน้ําลน ภาพท่ี 2-11 คนั ชะลอความเรว็ ของนํา้
คันชะลอความเร็วของน้ําหรือฝายนํ้าลนเปน หรอื ฝายน้าํ ลน
ส่ิงกอ สรา งท่ีสรางข้ึนในพื้นที่ที่มีการชะลางพังทลายของ
ดินแบบรองลึก โดยสรางขวางเปนชวงๆ ในรอ งนํ้าท่ีมีการ
กดั เซาะ อาจสรางดว ย เศษไม เศษพืช หิน ดนิ หรือคอนกรีต
กไ็ ด หรือเปนส่ิงกอสรา งที่ชว ยลดปญหาการกัดเซาะในทาง
ระบายน้ําทีป่ ดู วยหญา
30
10) คูรบั น้าํ ขอบเขา
ครู ับนํา้ ขอบเขาเปนคูรับน้ําที่สรา งบริเวณขอบเขาตามแนวระดับหรือลดระดับเปน
รูปสามเหลี่ยมหรือรูปส่ีเหลี่ยมคางหมู ระยะหางของคูขึ้นอยูกับสภาพภูมิประเทศและสิ่งแวดลอม
เพ่ือลดความยาวของความลาดเทของพ้ืนที่ท่ีมีความลาดชันสูงออกเปน ชว งๆ เพ่ือเก็บกักนํ้าหรือ
ระบายนํา้ ออกไปในทิศทางทตี่ อ งการทาํ ใหน ้ําไหลบา แตละชวงมปี ริมาณนอ ย ลดการกัดเซาะและการ
พังทลายของดิน นอกจากนี้ ยงั ใชเ ปนทางลาํ เลียงได
ภาพท่ี 2-12 ครู ับนํา้ ขอบเขา
11) ทางลาํ เลยี งในไรนาตอถนนเชอ่ื มโยงในไรน า
ทางลําเลียงในไรนาตอถนนเช่ือมโยงในไรนาเปนถนนเช่ือมระหวางคูรับน้ําขอบ
เขา หรือทางเดินเทา บนข้ันบันไดดินหรือคันดินกับถนนซอยหรือถนนสายหลักบนพ้ืนที่เพาะปลูก
ท่ีมีความสูงชัน เพื่อเปน ทางสัญจรของเครื่องจักรกลท่ีใชป ฏิบัติงานในแปลงเพาะปลูกใหเขาสูแปลง
และใชใ นการขนสงผลติ ผลจากพ้นื ท่เี กษตรสตู ลาด
ภาพท่ี 2-13 ทางลําเลยี งในไรน าตอ ถนนเชอ่ื มโยงในไรน า
12) ทางระบายน้ํา
ทางระบายเปน สิ่งกอ สรางท่ีสรางข้ึนเพื่อรับน้ําจากพ้ืนท่ีตา งๆ ซ่ึงถูกเบนมาเพ่ือให
ไหลไปยังแหลงที่ตองการ เชน อางเก็บนํ้าทุงหญา เลี้ยงสัตว และแหลงนํ้าธรรมชาติ เพื่อระบายนํ้า
ในพื้นท่ีท่ีมีความลาดเทสูง และปอ งกันการพังทลายของทางระบายน้ํา อน่ึงในทางระบายน้ําอาจมี
การปลูกหญา หรอื พืชคลุมดินเพ่ือปองกันรองน้าํ พงั ทลาย
31
ภาพที่ 2-14 ทางระบายนา้ํ ทม่ี ีการปลูกหญา แฝก
13) สิ่งกอสรางชะลอความเรว็ ของน้ําในทาง ภาพท่ี 2-15 สง่ิ กอสรางชะลอ
ระบายนํา้ ความเร็วของน้ํา
ส่ิงกอสรางชะลอความเร็วของนํ้าในทาง
ระบายน้ําเปน ส่ิงกอ สรางเปน ชวงๆ ในทางระบายน้ําที่
กอ สรางขึ้นใหม หรือปรับปรุงจากรองน้ําธรรมชาติ เพ่ือใช
ในการชะลอความเร็วของนํ้าไมใหกัดเซาะทําความเสียหาย
แกทางระบายน้ํา สามารถใชวัสดุราคาถูกที่หาไดงา ย
ในพืน้ ที่ เชน หนิ ท่มี ีอยูในธรรมชาติ กระสอบปุย บรรจุทราย
ผสมซีเมนตหรอื อิฐบลอ็ ก
14) บอ ดกั ตะกอน ภาพที่ 2-16 บอ ดกั ตะกอน
บอดักตะกอนเปนบอ ขนาดเล็กที่สรา งขึ้น ในทางระบายน้ํา
เพื่อดักตะกอนที่ไหลมาตามทางระบายน้ํา กอ นลงสูบอน้ํา
ประจําไรนา ชวยดักตะกอนที่ไหลมาตามนํ้าไมใ หลงไป
ทับถมบอ น้ําประจําไรน า ทําใหอายุการใชงานของบอน้ํา
ยาวนานข้นึ และเปน การรักษาคณุ ภาพของนํ้าดว ย
15) บอน้าํ ในไรนา/สระน้าํ /บอ เก็บน้ํา
บอน้ําในไรน า/สระนาํ้ /บอเกบ็ นํ้าเปนพืน้ ที่
ที่สรา งข้ึนโดยการขุดหรือทําคันดินลอมรอบสําหรับเก็บกัก
น้ําไวใ ชใ นพื้นที่การเกษตร หรือถมดินขวางก้ันทางเดินนํ้า
หรอื รองนาํ้
ภาพท่ี 2-17 บอนาํ้ ในไรน า/สระนํา้ /
บอเกบ็ น้ํา
32
16) ระบบการใหน าํ้ พชื แบบประหยัด
ระบบการใหนํ้าพืชแบบประหยัดเปนการใหน ํ้าแกพ ืชในปริมาณที่พืชตอ งการ
ครั้งละนอยๆ แตบอยครง้ั เปน ระบบการใหนํา้ ที่มีประสิทธิภาพสูงดวยอัตราการใหนํ้าท่ีตํ่าและเปน
การใหนํ้าแกพ ืชเฉพาะจุด จัดเปนการอนุรักษน้ําวิธีหนึ่ง มีหลายวิธีการ เชน ระบบการใหน้ํา
แบบมินสิ ปรงิ เกอร ระบบการใหน าํ้ แบบหยด ระบบนํา้ ซึม
ภาพที่ 2-18 การใหน า้ํ ภาพท่ี 2-19 การใหนา้ํ ภาพที่ 2-20 การใหน ํ้าแบบหยด
แบบนา้ํ ซมึ แบบพนฝอย
17) การไถพรวนดนิ ลา ง ภาพที่ 2-21 การไถพรวนดินลาง
การไถพรวนดินลา งเปน การทําใหดิน
ช้ันลา งแตกแยกโดยไมยกดินชั้นลางข้ึนมาบนผิวหนา ดิน
การใชเครื่องจักรกลไถพรวนดินชั้นลาง ปกติจะลึก
ไมน อ ยกวา 35 เซนติเมตร หรือในบางทองที่อาจลกึ กวา 60
เซนติเมตรเพื่อตอ งการเพิ่มอัตราการซาบซึมนํ้าและการเก็บ
กักนํ้าไวใ นดินใหไ ดมากที่สุด และชว ยทําลายชั้นอัดแนน
บรเิ วณดนิ ชั้นลาง
18) การปลกู พืชโดยไมไถพรวน
การปลูกพืชโดยไมไถพรวนเปน การปลูกพืชโดยไมมีการไถพรวนดินชวยให
ปรมิ าณธาตอุ าหารและอนิ ทรียวตั ถยุ งั คงอยูในดินไมถูกชะลางพังทลายไป เพื่อสงวนรักษาความช้ืน
ของดิน และควบคุมอุณหภูมิบริเวณผิวดินในตอนกลางวันไมใหรอ นจัดเกินไป ชว ยรักษาโครงสราง
ทางกายภาพของดิน เชน ความหนาแนน ของดิน ไมใ หเ กิดความแนนทึบจากการใชเ คร่ืองจักรกล
การเกษตร
33
2.3.2 มาตรการวธิ พี ชื
มาตรการพืชเปน วิธีการเพ่ิมความหนาแนนของพืช การคลุมดินปองกันเม็ดฝนกระทบผิว
ดนิ ตลอดจนการปรบั ปรงุ บาํ รุงดิน มีการลงทนุ ตา่ํ ซึง่ เกษตรกรสามารถปฏิบัตไิ ดเอง โดยใชพ ชื พวก
ตระกลู ถ่วั บํารุงดนิ หญาเล้ียงสตั ว หรอื หญาธรรมชาติปลกู เปนแถบขวางความลาดเทของพื้นท่ี หรือ
ปลูกพืชคลุมดิน หรือการใชระบบการปลูกพืชแบบผสมผสาน เพ่ือลดความแรงของเม็ดฝน
ดักตะกอนดนิ และชะลอความเร็วของน้าํ มีหลายวธิ กี ารไดแ ก
1) การปลกู พชื คลมุ ดิน
การปลูกพืชคลุมดินการปลูกพืชคลุมดิน
เปนการปลูกหญาหรอื พืชตระกูลถ่ัวคลุมดินซ่ึงเมื่อปลูกแลว
จะปกคลุมผิวหนาดิน ชวยควบคุมการชะลา งพังทลายของ
ดนิ และปรบั ปรงุ บํารงุ ดนิ
ภาพที่ 2-22 การปลกู พชื คลุมดิน
2) การคลุมดนิ
การคลุมดินเปนการใชว ัสดุตา งๆ คลุมดิน
เชน เศษซากพืช พลาสติก กระดาษ และอน่ื ๆ
ภาพที่ 2-23 การคลุมดิน
3) การปลูกพืชปยุ สด
การปลูกพืชปุยสดเปน การปลูกพืชตระกูล
ถัว่ เพ่ือไถกลบคลกุ เคลากบั ดิน
ภาพท่ี 2-24 การปลูกพชื ปยุ สด
34
4) การปลูกพืชสลบั เปนแถบ
การปลูกพืชสลับเปนแถบเปนการปลูกพืชท่ี
มีระยะปลูกถี่และหางเปนแถบสลับกันขวางความลาดเท
ของพ้ืนทต่ี ามแนวระดับหรือไมเปน ไปตามแนวระดับกไ็ ด
ภาพที่ 2-25 การปลกู พชื
สลบั เปนแถบ
5) การปลกู พชื หมุนเวียน
การปลูกพืชหมุนเวียนเปน การปลูกพืชสอง
ชนิดหรือมากกวาหมุนเวียนกันลงบนพื้นท่ีเดียวกัน โดยจัด
ชนดิ ของพืชและเวลาปลกู ใหเหมาะสม
ภาพท่ี 2-26 การปลูกพืชหมนุ เวยี น
6) การปลกู พชื แซม
การปลูกพืชแซมเปน การปลูกพืชต้ังแตส อง
ชนิด ขึ้นไปบนพ้ืนที่ในเวลาเดียวกัน โดยทําการปลูกพืชท่ี
สองแซมลงในระหวางแถวของพืชแรกหรอื พืชหลัก
ภาพที่ 2-27 การปลูกพชื แซม
7) การปลูกพชื เหลื่อมฤดู
การปลูกพืชเหล่ือมฤดูเปนการปลูกพืช
ตอเนื่องคาบเกี่ยวกัน โดยการปลูกพืชท่ีสองระหวา งแถว
ของพืชแรก ในขณะทีพ่ ืชแรกใหผ ลผลิตแตยังไมแ กเ ต็มที่
ภาพที่ 2-28 การปลกู พืชเหลื่อมฤดู
35
8) การปลกู พชื ระหวา งแถบไมพ มุ บํารงุ ดิน
การปลูกพืชระหวางแถบไมพุมบํารุงดิน
เปนการปลูกพืชระหวางแถบไมพุม บํารุงดินซ่ึงปลูกตาม
แนวระดบั
ภาพที่ 2-29 การปลกู พชื ระหวาง
แถบไมพ มุ บาํ รุงดนิ
9) คันซากพืช ภาพท่ี 2-30 คนั ซากพชื
คันซากพืชเปน การนําซากพืชที่เกิดจากการ
บุกเบิกพื้นท่ีหรือท่ีเหลือหลังการเก็บเกี่ยว แลว มาวางสุมให
สูงประมาณ 50 เซนติเมตร เปน คันตามแนวระดับไวเปน
ระยะๆ หา งกันประมาณ 20-40 เมตร หรือตามแนว
คนั ดนิ กนั้
10) ไมบงั ลม
ไมบังลมเปน แถบตนไมหรือหญาสูง
ที่ปลูกเปน ระยะๆ โดยมีระยะหางของแถบที่เหมาะสมเพ่ือ
ปอ งกันการสูญเสียดิน สูญเสียน้ํา และผลเสียหายท่ีจะเกิด
แกพืชอันเน่อื งมาจากแรงลม
ภาพท่ี 2-31 ไมบงั ลม
ขัน้ บันไดดนิ + โครงสราหนิ กําแพง และซมี นต + แถบหญาแฝก + ปลูกไม พืชพรรณธรรมชาติดง่ั เดมิ
แกมลงิ
ขนั้ บันไดดินอยางงา ย+แถบหญา แฝก+พืชพรรณธรรมชาติ
แกมลงิ
ครู ับนํา้ ขอบเขา+แถบหญา แฝก
ปลูกไมโ ตเรว็ +พืชคลุมดนิ
ปลูกปา หรอื ไมผลยืนตน + พืชคลุมดิน แกม ลิง
ทางรปะลบกู าไยมนโํ้าต+เรแว็ +ถพบหชื คญลา ุมแดฝนิ ก+หปญลาูกธไรมรโมตชเราว็ ตติ+ามพแชื นควลรุมอดงนิ นํ้า ทางลาํ เลยี งในไรไมน าผ ลยืนตน+พชื คลมุ ดนิ
ภาพท่ี 2-32 สภาพพ้นื ทต่ี นนํา้ เกิดการชะลา งพังทลาย และการออกแบบระบบอนุรักษดินและนํา้
เพอ่ื ฟนฟูพน้ื ท่ี
36
2.3.3 โครงสรางมาตรฐานระบบอนรุ ักษด นิ และนาํ้ กรมพัฒนาทด่ี นิ
กรมพัฒนาที่ดินแนะนําใหดําเนินการกอสรางระบบอนุรักษดินและน้ํา ในพื้นที่ของ
เกษตรกรมีอยหู ลายประเภทดวยกนั แตพอสรปุ รวมๆ ไดดงั นี้ คือ
1) คันดินแบบที่ 1 เปนคันดินเบนน้ําเพื่อปองกันนํ้าไหลบาลงสูพ้ืนท่ีเกษตรกรรม ควร
ใชบนพื้นที่ที่มีความลาดเทไมเกิน 15 เปอรเซ็นต ปริมาตรดิน ขุด-ถม ประมาณ 2.4 ลูกบาศกเมตร
ตอเมตร
ระดบั ดินเดมิ
0.80 ม.
3.00 ม.
2) คันดินแบบท่ี 2 เปนคันดินเก็บกักนํ้าควรใชกับพื้นที่ดินรวนปนทราย มีความลาดเท
ประมาณ 3-15 เปอรเซ็นต ปรมิ าตรดนิ ขุด-ถม ประมาณ 1.2 ลูกบาศกเมตรตอ เมตร
ระดับดนิ เดิม 0.80 ม.
3.00 ม.
3) คันดนิ แบบที่ 3 เปนคันดินฐานกวาง ควรใชกับพื้นที่ดินรวนปนทราย มีความลาดเท
ไมเ กิน 8 เปอรเ ซ็นต ปริมาตรดนิ ขดุ -ถม ประมาณ 1.5 ลูกบาศกเ มตรตอ เมตร
ระดับดินเดิม 0.60 ม.
5.00 ม.
ระดับดนิ เดมิ
37
4) คันดินแบบที่ 4 เปนคนั ดนิ ฐานแคบ ควรใชกับพื้นทด่ี นิ รวนปนทรายท่มี คี วามลาด
เทประมาณ 3-15 เปอรเ ซน็ ต ปรมิ าตรดิน ขุด-ถม ประมาณ 0.6 ลูกบาศกเ มตรตอเมตร
ระดับดนิ เดิม 0.60 ม.
2.00 ม.
5) คนั ดนิ แบบท่ี 5 เปน คันคูรบั นาํ้ รอบเขา ควรใชกบั พน้ื ทที่ ่ีมคี วามลาดเทไมเ กิน 35
เปอรเ ซน็ ต ปรมิ าตรดนิ ขดุ -ถม ประมาณ 0.3 ลกู บาศกเมตรตอเมตร
8.00 ม. 2.00 ม. ระดบั ดนิ เดมิ
2.00 ม.
ดินถม
ดนิ ขดุ ระดบั ดินเดิม
2.00 ม.
ความกวา งของฐานคันคู
38
6) คันดินแบบที่ 6 คนั คูรับน้ํารอบเขาควรใชกบั พื้นที่ ๆ มคี วามลาดเทมากกวา 35
เปอรเซน็ ต ปรมิ าตรดนิ ขดุ -ถม ประมาณ 0.2 ลกู บาศกเ มตรตอ เมตร
ดนิ ขดุ 1
ดินถม ระดบั ดินเดมิ
1 ระดบั ดินเดมิ
7) การปรับรูปแปลงนาลักษณะท่ี 1 กอสรางโดยการลบคันนาเดิมซึ่งมีขนาดเล็กและ
เปนผืนนาแปลงเล็ก แปลงนอยแลวสรางคันนาข้ึนมาใหมโดยใหมีขนาดกวางและสูงกวาเดิม เปน
คันดินทส่ี รา งขึ้นโดยใหร ะดบั ของดนิ อยูในระดับเดยี วกนั วัตถุประสงคเ พ่ือเก็บกักนํ้าทไ่ี หลบามาไว
เปนชวง ๆ มีลกั ษณะเหมือนคันนา บนคนั นาสามารถปลกู พืชชนดิ ตางๆ เชน ไมผล-ไมยืนตน พืชไร
และพชื ผกั ความสูงและความกวางของคันนาหรือคันดินจะผันแปรไปตามลักษณะดิน พื้นที่ดินและ
ลกั ษณะการใชประโยชนท ่ีดนิ ปรมิ าณนํ้าฝนท่ีตกลงมา หรือปรมิ าณนาํ้ ที่จะเก็บกกั หรือระบายออก
นาขาว
คันดินที่สรา งข้ึนใหม