The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

องค์ความรู้ด้านการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในเขตพัฒนาที่ดิน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by atipwach, 2021-10-03 09:23:10

องค์ความรู้ด้านการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในเขตพัฒนาที่ดิน

องค์ความรู้ด้านการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในเขตพัฒนาที่ดิน

39

ภาพท่ี 2-33 การปรับรปู แปลงนาลกั ษณะที่ 1

8) การปรบั รปู แปลงนาลกั ษณะท่ี 2 มีลักษณะเปนคันดินท่ีสรางขึ้นโดยใหระดับของคัน
ดินอยูในระดับเดียวกันตลอด เชนเดียวกับแบบท่ี 1 แตมีการขุดคูน้ําเพื่อเก็บกักน้ําและระบายน้ํา
โดยการขุดดินทําเปนคูแลวเอาดินนั้นข้ึนมาทับถมเปนคันดิน วัตถุประสงคเพ่ือเก็บกักน้ํา ระบายนํ้า
และสงน้ําในแปลงปลูกพืช บนคันดินยังสามารถปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดตาง ๆ ได เชนเดียวกับแบบ
ที่ 1 การใชประโยชนสวนใหญของพ้ืนท่ียังใชเพ่ือทํานา สําหรับลักษณะความลึกและความกวาง
ของคูท่ีจะขดุ ดนิ ขนึ้ มาถมเปน คันจะผนั แปรไปตามลักษณะดนิ

ปลกู ไมผ ล-พืชผัก-พืชไร-ไมดอก พื้นทท่ี ํานา รอ งน้าํ ดนิ ถมยกระดบั คันดนิ
2ร.0อ 0งมน. าํ้ ดนิ ขุดตักรอ งน้ํา
0.80 ม.
2.00 ม.

1.20 ม.

40

ภาพที่ 2-34 การปรับรูปแปลงนาลกั ษณะท่ี 2
9) การปรับรปู แปลงนาลักษณะที่ 3 มีลักษณะเหมือนคันดินที่สรางขึ้นโดยใหระดับของ
คันดินอยูในระดับเดียวกัน ทําโดยการขุดดินขึ้นใหเปนคูนํ้าท้ังสองดานแลวนําดินนั้นมาถมเปนคัน
ดิน วัตถุประสงคเพ่ือเก็บกักนํ้าและระบายน้ําในพ้ืนท่ีราบและราบลุม บนคันดินสามารถปลูกพืช
เศรษฐกจิ เชน ไมผล-ไมยนื ตนแบบแถวเดียวขนาดของรองปลูกไมผลจะผันแปรไปตามลักษณะดิน
การปรบั รูปแปลงนาลกั ษณะที่ 3 น้ีสามารถออกแบบตอ เนอื่ งทําเปนแปลงใหญ ๆ ได

ปลกู ไมผ ล-ไมย ืนตน
ปลูกหญา แฝก
คูนา้ํ คนู า้ํ

แบบแสดงการใชป ระโยชนก ารปรบั รูปแปลงนาลักษณะที่ 3

ภาพที่ 2-35 การปรับรปู แปลงนาลกั ษณะท่ี 3

41

2.3.4 การใชห ญาแฝกเพือ่ การอนรุ ักษดนิ และน้าํ
การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติมีความสําคัญอยางยิ่ง โดยเฉพาะทรัพยากรดิน ซึ่งมี

ความสัมพันธอยางเปนหวงโซกับการดําเนินชีวิตของมนุษย ทั้งในบริบทของภาคการเกษตร
ส่ิงแวดลอม อุตสาหกรรม และการเปล่ียนแปลงทางธรรมชาติของโลก พระบาทสมเด็จ
พระเจาอยูหัวทรงใหความสําคัญและทรงมีพระวิสัยทัศนท่ียาวไกล จึงไดพระราชทานพระราชดําริ
ตง้ั แตป  พ.ศ.2534 ใหน าํ หญา แฝก ซงึ่ เปนพืชที่มีคุณลักษณะพิเศษ มีรากยาว หยั่งลึกแผกระจายเปน
ตาขายลงไปในดินเสมือนเปนกําแพงธรรมชาติท่ีมีชีวิตมาใชแกปญหาการชะลางพังทลายของดิน
อยางตอเนอ่ื ง ทรงเนน ความสาํ คัญของหญา แฝกในการอนรุ ักษดินและน้ําครอบคลุมการดําเนินงาน
ทั้งการศึกษา วิจัย วิธีการปลูกเพ่ือประโยชนในการปองกันการชะลางพังทลายของดิน ซ่ึงใน
ปจจุบันประเทศไทยกําลังประสบปญหาภัยธรรมชาติท้ังพายุ น้ําหลาก และดินถลม การปลูกหญา
แฝกนา จะเปนวิธกี ารหนง่ึ ที่จะชวยบรรเทาความรนุ แรงของปญหาภยั ธรรมชาตไิ ด

ภาพท่ี 2-36 พระบาทสมเด็จพระเจาอยหู วั ทรงปลูกหญา แฝก
สภาพความเส่ือมโทรมของทรัพยากรดินสวนใหญเกิดจากการที่ผิวหนาดินถูกชะลาง
พังทลายลงมาเนอ่ื งจากฝนและน้ําท่ไี หลบา ทําใหสูญเสียดินทอ่ี ุดมสมบูรณไป บางครั้งยังเกิดปญหา
ดินพังทลาย กอใหเกิดผลเสียหายตอพ้ืนที่ทําการเกษตร สงผลใหพื้นท่ีซ่ึงเดิมเคยใหผลผลิตทางการ
เกษตรกรรมสงู กลบั ใหผลผลิตลดลง
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงตระหนักถึงสภาพปญหาและสาเหตุท่ีเกิดขึ้น และทรง
ตระหนักถึงศักยภาพของหญาแฝกซึ่งเปนพืชท่ีจะชวยปองกันการชะลางพังทลายของดินและ
อนุรักษความชุมชื้นไวในดิน จึงไดพระราชทานพระราชดําริใหดําเนินการศึกษาทดลองเกี่ยวกับ
หญาแฝก ซ่ึงเปนวิธีการท่ีใชเทคโนโลยีแบบงายๆ เกษตรกรสามารถดําเนินการไดเอง ทั้งยังไมตอง
ดูแลรักษามากนัก และประหยัดคาใชจ ายมากกวา วิธอี ื่นๆ ดวย

42

จนในป 2534 กรมพัฒนาที่ดินไดสนองพระราชดําริ ในการนําหญาแฝกมาเปนนโยบาย
หลักสําคัญของกรมพัฒนาที่ดิน กําหนดเปนแผนปฏิบัติการอยางเปนระบบท้ังการศึกษาวิจัย
การสงเสริม การเผยแพรประชาสมั พันธ และการบรหิ ารจัดการ

1) ลกั ษณะของหญาแฝก

หญาแฝก เปนพืชใบเล้ียงเด่ียวตระกูลหญา เชนเดียวกับขาวโพด ขาวฟาง ออย
หญาแฝกที่พบในสภาพธรรมชาติมีถิ่นกําเนิดตามพ้ืนท่ีราบลุมน้ําทวม ตามแหลงน้ําธรรมชาติ ริม
หนองบึงและในปา แตเมื่อนําพันธุที่ไดคัดเลือกแลวไปปลูกในพื้นที่ตางๆ ทั่วโลกปรากฏวา ข้ึนได
เกือบทุกสภาพพ้ืนที่ หญาแฝกสามารถเจริญเติบโตไดในสภาพภูมิประเทศท่ีเปนท่ีราบใกลเคียง
ระดบั นาํ้ ทะเล ถงึ พนื้ ทีภ่ ูเขาสงู ท่รี ะดับ 2,000 เมตรจากระดบั นาํ้ ทะเล หรือในพ้ืนที่ดินเปรี้ยว ดินดาง
ดินเค็ม ดินท่ีมีความอุมดสมบูรณต่ํารวมท้ังพื้นท่ีท่ีมีปริมาณน้ําฝนนอย 200 มิลลิเมตร ถึงพื้นท่ีท่ีมี
ฝนตกชุก 3,900 มิลลิเมตร ถึง 5,000 มิลลิเมตร และพื้นท่ีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น -9 องศา
เซลเซยี ส ถึงอากาศรอ นจัด 45 องศาเซลเซียส

ก. นํา้ ตะกอนดินไหลมาปะทะกอหญาแฝก
ข. ตะกอนดินจะตกคา งอยู (เมอื่ เวลาผา นไป

หญาแฝกจะแตกหนอ สงู ขึ้นมาเปน ชนั้ ๆ)
ค. น้าํ ไหลผานไปอยา งชา ๆ บางสวนไหลซมึ ลงสูด ิน
ง. รากหยังลงลึกและแผก วา งเพียง 50 เซนติเมตร

ภาพที่ 2-37 ภาพหนา ตดั แนวร้ัวหญา แฝก

ลักษณะเดน ของหญาแฝกในการอนรุ กั ษดินและน้ํา

หญาแฝก เปนพืชที่สามารถพบอยูทั่วไปในธรรมชาติ

มีลักษณะเดนท่ีมีระบบรากยาวและหย่ังลึกและแผกระจายเปน

ลักษณะตาขายลงไปในดินเปนแนวด่ิง เมื่อนํามาปลูกเปนแถว

ชิดกันเสมือนเปนกําแพงธรรมชาติที่มีชีวิต ขยายพันธุโดยการ

แตกหนอ เมล็ดมีเปอรเซ็นตความงอกต่ํา จึงไมสามารถแพร

พันธุไดรวดเร็วเหมือนวัชพืช สามารถนํามาใชประโยชนดาน

อนุรักษดินและน้ําไดงาย ไมซับซอน ราคาถูก และเกษตรกร ภาพท่ี 2-38 ลกั ษณะของหญา แฝก
สามารถปฏบิ ัติดวยตนเองได

43

(1) สมบตั ทิ ี่ดขี องหญา แฝก
ก. หญาแฝกมีการแตกหนอ รวมเปนกอ และเบียดกันแนน กอมีความแข็งแรง

ตั้งตรง และไมแผขยายดานขางรบกวนพืชอื่น แผขยายโดยรอบกอเพียง 50 เซนติเมตร จึงไมเปน
อุปสรรคตอ พชื ทป่ี ลูกขา งเคียงสามารถปลกู ตดิ ตอกันเปน แนวยาวเหมอื นร้วั หรือ “กาํ แพงธรรมชาติ
ทม่ี ชี วี ิต” ซึง่ จะชว ยกักเกบ็ ตะกอนทถ่ี ูกน้ําพัดพามาใหต ดิ อยูกับแถวหญาแฝก รวมทั้งชะลอความเร็ว
ของนาํ้ ทาํ ใหนาํ้ ซึมลงใตด นิ ไดมากขน้ึ

ข. หญาแฝกเปนพืชใบเลี้ยงเดี่ยว อายุยืนอยูไดหลายป เพราะมีการแตกหนอ
ใหมและไมตองดแู ลมาก

ค. หญาแฝกมีขอที่ลําตนถ่ี เกิดจากการยางปลอง สามารถขยายพันธุโดยใช
หนอไดตลอดป

ง. หญาแฝกขยายพันธุดวยเมล็ดไดยากจึงไมแพรพันธุเหมือนวัชพืช ทําให
สามารถควบคมุ การแพรข ยายได เน่ืองจากเมล็ดหญา แฝกมรี ะยะพกั ตัวส้นั จึงมโี อกาสงอกนอยมาก

จ. หญาแฝกมีใบยาว เม่ือตัดสามารถแตกใหมไดงาย ใบคม แข็งแรง และ
ทนทานตอการยอ ยสลาย สามารถนาํ ไปคลุมดินเพ่ือรักษาความชื้นรอบตนไมห รอื แปลงผกั ไดด ี

ฉ. หญาแฝกมีระบบรากยาวและแตกแขนงเปนรากฝอยจํานวนมาก หย่ังลึกลง
ไปในดินเปนแนวด่ิง ประสานกันอยางหนาแนนชวยยึดดิน ปองกันการพังทลายของดินและรากมี
ลักษณะอวบสามารถอุมน้ําไดดี เมื่อนํามาปลูกชิดติดกันเปนแถวยาวจะทําหนาที่คลายมานใตดิน
ทาํ ใหนํ้าไหลซึมลงดินชว ยกกั เก็บนาํ้ และเพม่ิ ความชุมชน้ื ในดนิ นอกจากนร้ี ะบบรากยังสามารถกรอง
ของเสีย เชน สารเคมกี ําจัดศตั รพู ชื ไมใ หไ หลลงสูแหลงน้ําอกี ดวย

ช. บริเวณรากหญาแฝก เปนท่ีอาศัยของเช้ือจุลินทรียที่มีประโยชนหลายชนิด
ในดิน

ซ. หญา แฝกสามารถปรับตัวใหเขากับสภาพแวดลอมไดดี และมีความทนทาน
ตอ โรคพืชทว่ั ไป

ฌ. หญาแฝกมีสวนที่เจริญอยูตํ่ากวาผิวดิน ชวยใหสามารถอยูรอดไดตอสภาพ
ตา งๆ ดีกวา

ญ. นําไปใชประโยชนดานอนุรักษดินและนํ้าไดงาย ไมซับซอน ลงทุนนอย
ผูปลกู สามารถนาํ ไปปฏิบัตไิ ดด ว ยตนเอง เปน กาํ แพงธรรมชาติปอ งกันดนิ พังทลายได

44

(2) ชนิดของหญา แฝก
กรมพัฒนาที่ดินและหนวยงานที่เกี่ยวของไดทําการสํารวจและเก็บตัวอยาง

หญาแฝกท่ัวประเทศไทย สามารถจดั แบงไดเปน 2 ชนิด ไดแก หญาแฝกลุมและหญาแฝกดอน ซ่ึงมี
ความแตกตางดังนี้

1. แฝกลุม เดิมมีช่ือทางวิทยาศาสตรวา Vetiveria zizanioides (ปจจุบันเร่ิมใช
ช่ือใหม เปน Chrysopogon zizanioides)

2. แฝกดอน เดิมมีช่ือทางวิทยาศาสตรวา Vetiveria nemoralis ปจจุบันเริ่มใช
ช่อื ใหมเปน Chrysopogon nemoralis)

ภาพที่ 2-39 ลักษณะหญา แฝกท่ขี ้ึนในประเทศไทย

ตารางที่ 2-5 เปรยี บเทียบความแตกตางของหญา แฝกลมุ กบั หญาแฝกดอน

หญา แฝกลมุ หญา แฝกดอน

ถน่ิ กําเนิด ถิน่ กําเนิด
- ตอนกลางของทวีปเอเชยี สันนษิ ฐานวาอยูใน - เอเชียตะวันออกเฉียงใต ประเทศไทย ลาว เขมร

ประเทศอินเดยี พบในพ้นื ทล่ี มุ มีความชื้นสูง และเวียดนาม พบไดทวั่ ไปในท่ีคอ นขา งแลง
หรอื มนี ํ้าขัง - กระจายพนั ธุอยใู นสภาพแวดลอมตาม
- มีการนําไปปลูกขยายพนั ธุทว่ั ไป
- เปนพมุ ใบยาวตง้ั ตรงข้ึนสงู ธรรมชาติ ไมม ีการนาํ ไปปลกู ขยายพนั ธุ
- สงู ประมาณ 150-200 เซนตเิ มตร - เปนพุมใบยาวปลายจะแผโ คง ลงคลาย
- มีการแตกตะเกียงและแตกแขนงลําตน ได
กอตะไครไมตงั้ มากเหมอื นหญาแฝกลุม
- สงู 100-150 เซนตเิ มตร
- ปกติไมมกี ารแตกตะเกยี งและแขนงลาํ ตน

45

ตารางท่ี 2-5 เปรยี บเทียบความแตกตางของหญาแฝกลมุ กับหญา แฝกดอน (ตอ)

หญาแฝกลมุ หญาแฝกดอน

ใบ ใบ

- ยาว 45-100 เซนติเมตร กวาง 0.6–1 เซนตเิ มตร - ยาว 35-80 เซนตเิ มตร กวา ง 0.4-0.8 เซนติเมตร

- ใบสเี ขียวเขม หลงั ใบโคง ทอ งใบออกสขี าวมี - ใบสีเขียวซดี หลงั ใบพับเปน เสน แขง็

รอย กัน้ ขวาง ในเนื้อใบสองกบั แดดเหน็ สามเหลี่ยม-ทอ งใบสีเดียวกบั ดานหลังใบแต

ชัดเจน ซีดกวา แผน ใบ-เมอื่ สองกับแดดไมเหน็ รอย

- เนื้อใบคอนขา งเนียนมีไขเคลอื บมากทําใหดู กน้ั ในเน้ือใบ

นุม มัน - เนอ้ื ใบหยาบ สากคาย มไี ขเคลอื บนอ ย ทําใหด ู

กรานไมเหลือบมนั

ชอ ดอกและดอก ชอ ดอกและดอก
- ชอ ดอกสงู 150-250 เซนติเมตร - สูง 100-150 เซนติเมตร
- สว นใหญมสี ีอมมวง - มไี ดหลายสี ตั้งแตสีขาวครีม สมี วง
- ดอกยอยสวนใหญไมมีรยางคแขง็ - ดอกยอยมีรยางคแ ข็ง

เมลด็ เมลด็
- ขนาดโตกวาหญาแฝกดอนเล็กนอ ย - ขนาดเลก็ กวา หญา แฝกลมุ

ราก ราก

- มคี วามหอมเย็น มนี า้ํ มนั หอมระเหย อยเู ฉลย่ี - ไมม คี วามหอม

1.4-1.6 เปอรเซ็นต ของน้ําหนักแหง - รากสน้ั กวา โดยทว่ั ไปจะหย่งั ลกึ ประมาณ

- โดยท่ัวไปรากจะหยั่งลึกไดประมาณต้ังแต 80-100 เซนตเิ มตร ทอี่ ายุประมาณ 1 ป

100-300 เซนติเมตร ท่ีอายุประมาณ 1 ป

การใชป ระโยชน การใชประโยชน
- รากใชท าํ น้ํามนั หอม สบู เคร่ืองประดบั เชน - ชาวพน้ื บา นใชใบมาทาํ วัสดมุ ุงหลงั คา แตไม

กระเปา พดั ไมแ ขวนเสื้อ สมนุ ไพร และเปน เปนที่นิยมในปจ จบุ นั
ยากันแมลงในตเู สื้อผา

เนือ้ ใบคอยขา งเนยี น 46
มีไขเคลือบทําใหด มู นั
ดานหลงั ใบพับเปน สนั สามเหล่ยี ม
เสน กลางใบสังเกตไดช ดั เจน
เน้ือใบหยาบ สากคาย
ดูกราน ไมหยาบมัน

ลักษณะหญาแฝกลุม ลักษณะหญาแฝกดอน

ภาพท่ี 2-40 เปรียบเทยี บความแตกตา งของหญาแฝกลุมและหญา แฝกดอน

(3) พนั ธุหญาแฝก
กรมพัฒนาที่ดิน ไดดําเนินการรวบรวมหญาแฝกที่มีอยูในประเทศไทยได 28

พันธุ เปนหญาแฝกลุม 11 พันธุ หญาแฝกดอน 17 พันธุ ตอมาไดคัดเลือกพันธุหญาแฝกท่ีมีความ
เหมาะสมสามารถนําไปใชประโยชนในการอนุรักษดินและนํ้าได และไดแนะนําและรณรงค
สงเสรมิ จาํ นวน 10 พนั ธุ เปน พันธแุ ฝกลมุ 4 พนั ธุ และพันธุแฝกดอน 6 พันธุ

สําหรับพันธุหญาแฝกตางประเทศ มีการนําหญาแฝกลุมจากตางประเทศเขา
มาหลายพันธุ เชน พันธุอินโดนีเซีย พันธุศรีลังกา พันธุอินเดียใต(เขาคอ) พันธุไทปง พันธุอินเดีย
เหนือ(พระราชทาน) พันธุญ่ีปุน พันธุบราซิล พันธุกัวเตมาลา และพันธุฟจิ เปนตน พันธุที่นํามาใช
ประโยชนในการอนุรักษดินและนํ้าอยางแพรหลาย คือ พันธุอินเดียเหนือ (พระราชทาน) และพันธุ
มอนโต

กรมพัฒนาท่ีดิน ไดจัดตั้งศูนยปฏิบัติการหญาแฝกขึ้นเพื่อทําการรวบรวมพันธุ
หญาแฝกท่ีมอี ยใู นประเทศไทย และตดิ ตาม ตรวจสอบพนั ธหุ ญา แฝกใหมคี วามถูกตองโดยใชเทคนิค
ทางดา นอณูวิทยา โดยดู DNA ซ่ึงมคี วามถูกตอ งและนาเช่อื ถอื ทางวชิ าการ

47

ภาพที่ 2-41 หญาแฝกลุมท่ีกรมพฒั นาที่ดนิ สง เสริม 4 พันธุ

ภาพที่ 2-42 หญาแฝกดอนทกี่ รมพัฒนาที่ดนิ สงเสริมจาํ นวน 6 พนั ธุ
พันธหุ ญาแฝกท่ีเหมาะสมกบั เน้ือดนิ

การเลอื กพันธหุ ญาแฝกทีเ่ หมาะสมจะทําใหหญา แฝกมีการปรบั ตวั เขากับสภาพแวดลอมได
เรว็ เชน มลี กั ษณะของความทนทานตอความแหง แลง กอมขี นาดใหญ แตกกออยางหนาแนน ซ่ึงใน
กรณที ีใ่ นพน้ื ทปี่ ลกู มีการจัดการดี มีแหลงนํ้าเพียงพอและดินมีความอุดมสมบูรณ การนําหญาแฝกไป
ปลกู จะประสบความสาํ เรจ็ ไดง าย

48

ตารางท่ี 2-6 พนั ธุหญาแฝกทีเ่ หมาะสมกับเน้อื ดิน

เนื้อดนิ ชนดิ หญา แฝก พนั ธหุ ญา แฝก
หญา แฝกดอน นครสวรรค กาํ แพงเพชร 1 รอ ยเอด็ และราชบรุ ี
พนื้ ทด่ี ินทราย หญาแฝกลมุ กาํ แพงเพชร 2 และสงขลา 3
หญาแฝกดอน เลย นครสวรรค กําแพงเพชร 1 ราชบุรี และประจวบครี ีขนั ธ
พน้ื ที่ หญา แฝกลุม สุราษฎรธ านี และสงขลา 3
ดินรว น-เหนียว หญาแฝกดอน เลย และประจวบครี ขี นั ธ
หญา แฝกลุม ศรีลังกา กาํ แพงเพชร 2 สรุ าษฎรธ านี และสงขลา 3
พื้นทด่ี นิ ลกู รงั

พนั ธุหญา แฝกที่เหมาะสมกบั สภาพพื้นที่
กรมพัฒนาท่ีดินไดนําหญาแฝกทั้ง 10 พันธุ ไปทดลองขยายพันธุในภาคตางๆ ท่ัวประเทศ

ไดข อสรปุ พันธุท ่ีเหมาะสมสําหรับภาคตา งๆ ดังตอ ไปนี้

ตารางท่ี 2-7 พนั ธุหญาแฝกท่ีเหมาะสมกบั สภาพพื้นท่ี

ภาค พนั ธุห ญา แฝก
เหนือ ศรลี งั กา นครสวรรค และกําแพงเพชร
ตะวนั ออกเฉียงเหนือ รอยเอด็ สงขลา 3 และประจวบครี ขี นั ธ
กลางและภาคตะวนั ออก ราชบุรี ประจวบคีรขี ันธ สรุ าษฎรธ านี และสงขลา 3
ใต สงขลา 3 และสรุ าษฎรธานี

2) การขยายพันธหุ ญา แฝก
การนําหญาแฝกมาใชประโยชนเพ่ือการอนุรักษดินและนํ้าในพื้นท่ี จําเปนตองใช

กลาหญาแฝกจํานวนมาก ดังน้ันการขยายพันธุหญาแฝกหรือเพ่ิมปริมาณกลาหญาแฝกเพ่ือใหพียง
พอตอความตองการ จึงเปนขั้นตอนที่สําคัญ เมื่อไดเลือกพันธุท่ีเหมาะสมจึงทําการขยายพันธุเพ่ือ
เพ่มิ ปริมาณใหมากข้นึ ตามความตองการ วธิ ีการขยายพนั ธุหญา แฝกท่ปี ฏบิ ตั ิท่ัวไป มี 2 วธิ ี คือ

(1) การปลูกลงดินในแปลงขนาดใหญ
วิธีการน้ีเปนการขยายพันธเปนแปลงใหญ โดยเลือกพื้นที่โลงแจง หลังจากการ

ไถพรวนพื้นทเี่ ปน อยา งดีแลว ปรับปรุงดินดวยปุยหมักแลวนํากลาหญาแฝกท่ีเพาะชําในถุงพลาสติก
ขนาด 2x6 นิ้ว ควรแตกหนอ 2-3 หนอขนึ้ ไป (อายุ 45-60 วัน) ปลูกในแปลงขณะที่ดินมีความชุมชื้น
ระยะปลูก 50 x 50 เซนติเมตร และเพ่ือใหหญาแฝกมีการเจริญเติบโตดี ควรกําจัดวัชพืชและใหน้ํา
ตามความเหมาะสม ตัดใบหญาแฝกที่ระดับสูง 30 เซนติเมตร อยางสม่ําเสมอทุกเดือนเพื่อเรงการ

49

แตกหนอ เม่ือหญาแฝกอายุ 4-6 เดือน หญา แฝกจะแตกหนอ ไดถึง 25-30 หนอ ตัดใบใหสั้นสูงจากดิน
10 เซนตเิ มตร ควรใสป ยุ เคมี 15-15-15 และปุยหมัก และใหน้ํา ปลอยใหหนอหรือใบแตกใหมเปนเวลา
15 วนั จงึ ทําการขดุ แยกกอหญา แฝกออกจากแปลงแลวแยกหนอ เพื่อนําไปเพาะชําเปนกลาหญาแฝก
ตอ ไป

ภาพที่ 2-43 การขยายพันธหุ ญาแฝกโดยปลกู ลงดนิ ในแปลงขนาดใหญ
(2) การปลกู ลงดินในแปลงยกรอ ง
การขยายพันธุดวยวิธีการนี้จะทําในที่ที่มีการชลประทาน หรือพื้นที่ท่ีมีการ

จัดระบบการใหน้ําหญาแฝกไดเปนอยางดี บางพื้นท่ีอาจเปนท่ีลุม โดยทําการยกรองปลูก ขนาด
แปลงกวาง 1.5 เมตร และระยะหา งระหวา งแปลง 1 เมตร แลวนาํ กลาหญาแฝกท่ีเพาะชําถุงพลาสติก
ขนาด 2x6 น้วิ ทีม่ ีการแตกหนอ 2–3 หนอข้นึ ไป (อายุ 45-60วนั ) ปลกู ลงแปลงยกรอ งในขณะที่ดินมี
ความชุมช้ืน โดยใชระยะปลูก 50x50 เซนติเมตร กําจัดวัชพืช ตามความเหมาะสมและตัดใบหญา
แฝกท่ีระดับสูง 30 เซนติเมตรอยางสมํ่าเสมอทุกเดือน เพ่ือเรงการแตกหนอ เม่ือหญาแฝกอายุ 4-6
เดือน หญาแฝกจะแตกหนอ 25-30 หนอ ตัดใบใหส้ันสูงจากดิน 10 เซนติเมตร ควรใสปุยเคมี
15-15-15 และปุยหมัก และใหน้ํา ปลอยใหหนอหรือใบแตกใหมเปนเวลา 15 วัน จึงทําการขุดแยก
กอหญาแฝกออกจากแปลงแลวแยกหนอเพือ่ นําไปเพาะชําเปน กลาหญาแฝกตอ ไป

ภาพท่ี 2-44 การขยายพนั ธหุ ญาแฝกโดยปลกู ลงดินในแปลงยกรอง

50

3) การเพาะชาํ กลา หญาแฝกเพอ่ื นาํ ไปปลูก มี 2 แบบ คือ
(1) กลา หญา แฝกแบบรากเปลือย
การปลูกหญาแฝกโดยใชกลาแบบรากเปลือย ทําใหการปลูกหญาแฝกทําได

รวดเร็ว ขนสงไดปริมาณมาก แตมีความเส่ียงในชวงหลังจากปลูกสูง เน่ืองจากกลาอาจตายไดถา
หากขาดนํ้า และกลารากเปลือยมีการแตกหนอชาตองปลูกในชวงตนฤดูฝนที่มีฝนตกอยางตอเนื่อง
หรอื มกี ารใหนํา้ ไดอ ยางตอ เนือ่ ง

ก. ใชหนอพันธุจากแปลงขยายพันธุอายุต้ังแต 4 เดือนข้ึนไป โดยตัดใบในกอแปลง
ขยายพันธุใหสั้น สูงจากดิน 10 เซนติเมตร หวานปุยสูตร 15-15-15 ใหนํ้าโดยท่ียังไมตองขุดกอ
ขึ้นมา ปลอยใหหนอออนหรือใบแตกใหม ข้ึนมาเปนเวลา 15 วัน จึงขุดแยกกอและแยกเปนหนอ
เดี่ยวๆ ตัดยอดใหส ั้นเหลอื ความยาวประมาณ 20 เซนตเิ มตร และตัดรากใหสน้ั ท่สี ดุ

ภาพที่ 2-45 กอหญา แฝกทีข่ ดุ จากแปลงขยายพนั ธนุ าํ มาแยกเปน หนอเดยี่ วๆ
ข. ลอกกาบใบท่แี กอ อกใหหมด ลา งนา้ํ ใหสะอาด มัดรวมกัน มดั ละ 50 หรือ 100 หนอ
นําไปแชในนํ้าหรือนํ้าผสมสารฮอรโมนเรงราก หรือวางบนขุยมะพราวละเอียดท่ีชุมชื้น ใตรมเงา
หรือแสงรําไรเปนเวลา 3-5 วัน หญาแฝกจะแตกรากออกมาใหมยาว 1 เซนติเมตร จึงคัดไปปลูกชวง
ตน ฤดฝู นทมี่ ีฝนตกอยา งตอเน่ือง

ภาพที่ 2-46 การเตรยี มกลาหญา แฝกแบบรากเปลือย

51

(2) กลา หญาแฝกในถงุ พลาสตกิ ขนาดเล็ก
กลาหญาแฝกจากแปลงขยายพันธุขนาดใหญ หรือแปลงยกรอง ท่ีไดจากแม

พันธุท่ีแข็งแรง อายุต้ังแต 4 เดือนขึ้นไปนํามาเพาะชําในถุงพลาสติกขนาดกวาง 2 นิ้ว ยาว 6 น้ิว ซึ่ง
เปนขนาดถุงท่ีเหมาะสําหรับนําไปปลูกลงดินหรือในพื้นที่เปาหมายเพื่อประโยชนทางดานอนุรักษ
ดินและน้ํา เชน ปลกู เปนแถวเพอ่ื เปน แนวหญาแฝกหรือปลูกตามขอบถนน ไหลทาง ขอบบอ คันนา
เพื่อยดึ ดินใหม ีความแขง็ แรงในสภาพพืน้ ที่แหง แลง ดนิ เลว ดินเคม็ หรอื พน้ื ท่ที ีต่ อ งการใหหญาแฝก
มีการตั้งตัวเร็ว การปลูกหญาแฝกในถุงขนาดเล็กน้ี ชวยใหหญาแฝกรอดตายสูง วิธีการเพาะชํากลา
หญาแฝกในถงุ พลาสติก มีดงั น้ี

ก. ใชหนอพันธุอายุต้ังแต 4 เดือนขึ้นไป โดยตัดใบในกอแปลงขยายพันธุให
ส้ัน สูงจากดิน 10 เซนติเมตร ควรใสปุยสูตร 15-15-15 และปุยหมัก ใหนํ้าโดยที่ยังไมตองขุดกอ
ข้ึนมา ปลอยใหหนอออนหรือใบแตกใหมขึ้นมาเปนเวลา 15 วัน แลวจึงขุดแยกกอและแยกหนอ
เด่ียว ตัดยอดใหสั้นเหลือความยาวประมาณ 10 เซนติเมตร และตัดรากใหสั้นท่ีสุดเพื่อเรงการ
เจริญเตบิ โตและใหไ ดห นอหญา แฝกทแ่ี ข็งแรง

ข. ลอกกาบใบที่แกออกใหหมด ลางนํ้าใหสะอาด มัดรวมกัน มัดละ 50 หรือ
100 หนอ นําไปแชในน้ําหรือน้ําผสมสารฮอรโมนเรงราก หรือวางบนขุยมะพราวละเอียดท่ีชุมช้ืน
ใตรมเงาหรือแสงรําไรเปนเวลา 3 - 5 วัน หญาแฝกจะแตกรากออกมาใหมจึงคัดเอาไปเพาะชําลงถุง
ตอ ไป หรอื นาํ ไปปลกู เปนกลาแบบรากเปลอื ยไดเลย หากเปนชว งตนฤดฝู นท่มี ีฝนตกอยา งตอ เนื่อง

ค. วัสดุเพาะชําหรือดินปลูก ดินปลูกควรมีการระบายนํ้าดีซ่ึงอาจใชสวนผสม
ระหวางดนิ รว นหรอื ทราย : ขุยมะพราว : ปุยหมัก เปนสัดสวน 3:1:1 หรือดินรวน : ข้ีเถาแกลบ : ปุย
หมัก ในสดั สวน 3:1:1 กไ็ ด

ง. ควรเพาะชํากลาภายใตโรงเรือนพรางแสงเปนเวลา 15 วัน หลังจากนั้นให
กลาไดรับแสงเต็มท่ี และใชนํ้าหมักชีวภาพ พด. 2 ฉีดพน ควรรักษาความชุมช้ืนของดินปลูกให
สม่าํ เสมอ

จ. สําหรับหญาแฝกท่ีเพาะชําลงในถุงขนาดเล็ก เมื่อกลาอายุ 45 - 60 วัน จะแตก
หนอประมาณ 3 - 5 หนอ ก็พรอมที่จะนําไปปลูก กอนนําไปปลูก 3 วัน ควรลดการใหนํ้าลง เพ่ือให
กลา หญาแฝกปรับสภาพตนกอ นการปลูก

ฉ. เม่ือนํากลาหญาแฝกปลูกลงดินแลว ตองรดน้ําอยางตอเน่ืองจนกวาหญา
แฝกจะต้ังตัวได โดยทั่วไปประมาณ 15 วัน หรือชวงที่มีฝนตกติดตอกัน 2 สัปดาห เม่ือหญาแฝกตั้ง
ตวั ไดก จ็ ะมกี ารปรบั ตัวเขากบั สภาพพ้ืนที่ไดต อไป

52

ภาพที่ 2-47 การเตรียมกลา หญา แฝกในถุงพลาสตกิ ขนาดเล็ก

การปลกู โดยใชก ลาหญา แฝกในถุงพลาสติกขนาดเลก็ ชวยใหห ญาแฝกรอดตายสูง สวนการ
ปลูกโดยใชกลาหญาแฝกแบบรากเปลือยการปลูกจะทําไดรวดเร็ว ขนสงไดปริมาณมาก เพราะวา
เบาและไมกินที่ แตมีความเส่ียงในชวงหลังปลูก เนื่องจากกลาหญาแฝกอาจตายไดถาขาดน้ํา
เพราะฉะนั้นการใชกลาแบบรากเปลือยตองปลูกในชวงตนฤดูฝนท่ีมีฝนตกอยางตอเน่ือง หรือมีการ
ใหนํ้าอยางตอ เน่อื งได เร่อื งนเี้ ปน ส่งิ สาํ คญั มาก

4) ขอควรปฏิบตั ิในการปลกู และดแู ลหญาแฝก
การปลูกหญาแฝกเพ่ือใหไดแนวหญาแฝกที่แข็งแรง และมีประสิทธิภาพในการ

อนุรักษดินและนํ้า จําเปนตองใหความสําคัญ เชน การคัดเลือกกลาที่มีคุณภาพ การเลือกชวง
ระยะเวลาปลูกท่ีเหมาะสม ชวงเวลาการตัดใบ การปลูกซอม ซึ่งการดําเนินการตางๆ มีรายละเอียด
พอสรุปได ดังน้ี

(1) การคัดเลอื กกลาท่ีมคี ุณภาพ
ควรคัดเลือกกลาหญาแฝกที่มีคุณภาพ โดยทั่วไปเปนกลาซึ่งเพาะชําใน

ถุงพลาสติกขนาดเล็กท่ีมีอายุ 45 - 60 วัน ท่ีแตกหนอ 3-5 หนอหรือกลาแบบรากเปลือยท่ีแตกราก
ออกมาใหมยาว 1 เซนติเมตร เม่ือนํากลาหญาแฝกที่แข็งแรงมาปลูก ก็จะไดแนวแถวหญาแฝกท่ีมี
การเจรญิ เติบโตดีอยา งสมาํ่ เสมอ

(2) การเลือกชวงเวลาปลกู
โดยท่ัวไปหญาแฝกทําหนาที่ไดดี มีอายุตั้งแต 3 เดือนขึ้นไป ดังนั้นการปลูก

หญาแฝกในชวงตนฤดูฝนเหมาะสมที่สุด ซ่ึงหมายความวาตองเตรียมขยายพันธุกลาหญาแฝกต้ังแต
ชวงฤดูแลงท่ีมีแหลงนํ้า สภาพของดินที่ปลูกในชวงตนฤดูฝนมีความชุมช้ืนสูง กลาหญาแฝกจึงมี
โอกาสรอดตายสงู โดยปกตแิ ลวดินควรมคี วามชุมชืน้ ตดิ ตอกนั มากกวา 15 วันขนึ้ ไป ควรตอ งมกี าร
รดนํา้ ในระยะแรกเพ่ือใหมีการรอดตายสูง สําหรับระยะเวลาท่ีเหมาะสมในการเตรียมกลาหญาแฝก
ในถงุ พลาสตกิ และกลารากเปลือย แสดงในภาพท่ี 2-48

53

ภาพท่ี 2-48 ระยะเวลาการเตรยี มการเพ่ือปลูกหญาแฝกสาํ หรับกลา หญา แฝกในถุงพลาสติก
และกลาแบบรากเปลือย

(3) การรดนํ้าหลงั จากปลูก
หญาแฝกกเ็ หมือนพชื ทว่ั ไป ดงั นน้ั หลงั จากปลูกหญาแฝกจึงควรรดนํ้าใหดินมี

ความชุมช้ืนตอเนื่องอยางนอย 15 วัน ถึงแมวาจะปลูกในชวงฤดูฝน ควรมีการรดน้ําในระยะแรกจะ
ชว ยใหหญาแฝกรอดตายสงู มีการตั้งตวั ไดเร็วข้ึน และการแตกหนอไดด ี

(4) การควบคุมความสงู
เมื่อหญาแฝกมีการเจริญเติบโตเต็มที่ มีความสูงมากกวา 1 เมตร การตัดใบ

หญาแฝกทุกๆ 1-2 เดือน เปนการชวยใหแนวหญาแฝกมีการแตกกอเพิ่มขึ้น กําจัดชอดอก ทําให
สังเกตเห็นแนวร้ัวหญาแฝกชัดเจน ปองกันการไถแนว อยางไรก็ตามขอพิจารณาในการควบคุม
ความสูงของใบในการตัด คือ ในชวงตนฤดูฝนใหตัดใบหญาแฝกใหส้ัน สูงจากพ้ืนผิว 5 เซนติเมตร
เพื่อใหเ กดิ การแตกหนอ ใหม และใหกําจัดหนอแกท่ีแหงตาย ในชวงกลางฤดูฝนใหตัดใบใหมีความ
สูงไมต่ํากวา 45 เซนติเมตร เพ่ือใหมีแนวกอท่ีหนาแนนในการรับแรงปะทะของนํ้าไหลบา และ
ในชวงปลายฤดูฝนควรตดั ใบใหส ัน้ 5 เซนตเิ มตร อีกคร้ังเพ่ือใหหญาแฝกแตกใบเขียวในฤดแู ลง

(5) การดูแลรกั ษาตามความเหมาะสม
โดยท่ัวไปหญาแฝกสามารถเจริญเติบโตในชวงฤดูแลง หรือในพ้ืนที่ซ่ึงดินมี

ความอดุ มสมบรู ณต ํ่าได แตอ ยางไรกต็ ามหากเกษตรกรสามารถรดนํ้า หรอื ใสปยุ หมักแกแนวหญาแฝก

54

จะเปนการชวยใหหญาแฝกมีการเจริญเติบโตดีขึ้น อาจใหนํ้า 15 วันตอคร้ังในชวงฤดูแลง และให
ปยุ หมัก 1 คร้งั ในชวงตนฤดูฝน

ในพื้นท่ีซึ่งมีการระบาดของวัชพืชอื่นรุนแรง เชน พืชคลุมเลื้อยพัน หรือหญา
ท่ีมีกอสูงๆ ควรทําการถางขางแนว และใชเศษหญาคลุมดิน เปนการชวยใหสังเกตแนวหญาแฝกได
ชดั เจน เพื่อปองกันการไถแนวท้ิงเน่อื งจากสงั เกตไมเหน็ และชว ยใหห ญาแฝกเจริญเตบิ โตใหเ ต็มท่ี

ภาพท่ี 2-49 สภาพการปลกู หญา แฝกท่ีมกี ารตดั ใบควบคมุ ความสูง และมกี ารดแู ลรักษาอยา งดี

(6) การปลูกซอ มและการแยกหนอ แกอ อก
ในหลายพ้ืนท่ีมีการปลูกแนวหญาแฝกและไมประสบผลสําเร็จ เนื่องมาจาก

การปลูกหญาแฝกโดยเลือกใชชนิดกลาหญาแฝกและชวงวันปลูกไมเหมาะสม กลาวคือ อาจใชกลา
แบบรากเปลือยท่ีไมแข็งแรงมาปลูกในชวงแหงแลงหรือฝนท้ิงชวง ทําใหกลาหญาแฝกท่ีปลูกตาย
ซ่ึงเปนการสูญเสียกลาหญาแฝกจํานวนมาก ซึ่งหมายถึงงบประมาณและเวลาท่ีเสียไปดวย สําหรับ
การปลกู ดว ยกลา ถุงในชวงปลายฤดูฝน ซงึ่ กลาตายในชว งฤดแู ลง เกดิ รองโหวในแนวหญาแฝก ควร
ปลูกซอมแซมในชวงฤดูฝน ทําใหแนวหญาแฝกมีประสิทธิภาพในการปองกันการชะลางพังทลาย
ของดิน ดินมีความอุดมสมบูรณ และชวยเพ่ิมความชื้นในดิน สงผลใหไดผลผลิตพืชเพ่ิมขึ้นดวย
นอกจากนี้หญาแฝกท่ีมีอายุหลายปมีกอขนาดใหญ พบวาในสวนหนอแกซ่ึงออกดอกแลวแหงตาย
ดังนั้นเพ่ือใหกอหญาแฝกมีหนอท่ีแข็งแรง มีกอขนาดใหญ จึงควรตัดแยกหนอแกที่ออกดอกหรือ
แหงออกไป เพื่อใหห นอใหมไดแทรกข้นึ มาไดอ ยา งเต็มที่

(7) โรคและแมลงศัตรขู องหญาแฝก
หญา แฝกเปนพชื ท่ีมีโรคและแมลงศตั รพู ชื เชนกัน โรคที่พบมากไดแก ใบไหม

หรือปลายใบแหง ซ่ึงเกิดจากเชื้อรา ในสภาพพื้นท่ีแหงแลง ดินเสื่อมโทรม จะทําใหตนแคระแกร็น
ใบแหง สําหรับโรคใบขาวหรือหัวหงอกเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โรคโคนเนาเกิดจากเช้ือรา ดังน้ันจึง
ควรปองกันและกําจัดโรคตามสมควร ซึ่งโดยปกติแลวจะไมพบวาเกิดปญหารายแรงมากนัก
สําหรับแมลงทพี่ บมาก ไดแก เพลย้ี แปงดูดกินนํ้าเลี้ยงดานในโคนกอ จะเขาทําลายในสภาพกอหญา
แฝกทบึ หรือมีรมเงา ดงั นน้ั ควรตดั ใบหญา แฝกใหม คี วามสงู จากพื้นดินประมาณ 50 - 75 เซนตเิ มตร

55

5) รปู แบบการใชป ระโยชนห ญาแฝกดา นอนรุ กั ษด นิ และนา้ํ และการปรับปรงุ บาํ รงุ ดนิ
การปลูกหญาแฝกมีหลักการที่สําคัญ คือ ตองปลูกชิดกันใหเปนแนว โดยหากเปน

กลาหญาแฝกท่ีชําอยูในถุงพลาสติก ใหปลูกในรองท่ีเตรียมไวโดยมีระยะปลูกระหวางตน 10
เซนติเมตร หากเปน กลา หญา แฝกแบบรากเปลือย ใหปลูกหลุมละ 2-3 หนอ ใหมีระยะระหวางตน 5
เซนติเมตร จากนั้นกลบดินท่ีโคนใหแนน โดยปกติกลาหญาแฝกที่เพาะชําในถุงพลาสติกจะ
เจริญเติบโตและต้ังตัวไดเร็วกวากลาหญาแฝกแบบรากเปลือย แตการนํากลาหญาแฝกท่ีเพาะชําใน
ถุงพลาสติกจํานวนมากข้ึนไปปลูกในพื้นท่ีท่ีสูงชันมากทําไดลําบาก ลาชา และตองใชแรงงาน
มากกวา การนาํ กลาหญา แฝกแบบรากเปลือยไปปลกู

รูปแบบการปลูกหญาแฝกจะขึ้นอยูกับวัตถุประสงคท่ีตองการ ซึ่งอาจแบงไดเปน
การปลูกหญาแฝกเพื่อปองกันการชะลางพังทลายของดิน การปลูกหญาแฝกเพื่อปองกันตะกอนดิน
ทับถมลงแหลงน้ํา การปลูกหญาแฝกเพื่อปรับปรุงบํารุงดินและรักษาความช้ืนในดิน และการปลูก
หญาแฝกเพ่อื ฟนฟูทรพั ยากรดนิ ทีเ่ สอื่ มโทรม

(1) การปลูกหญา แฝกเพอื่ ปองกนั การชะลา งพงั ทลายของดิน
ก. พื้นท่ีลาดชัน ควรปลูกเปนแถวเด่ียวตามแนวระดับขวางความลาดเทของ

พ้ืนที่ เพือ่ ชะลอการไหลบา ของนาํ้ และดักตะกอนดนิ จากพ้ืนท่ดี า นบน และยงั ชวยทาํ ใหน ้ํามีโอกาส
ซึมลงดินมากข้ึน สวนระยะหางระหวางแถวของหญาแฝกขึ้นกับความชันของพ้ืนท่ี ยิ่งพื้นท่ีมีความ
ชันสูงจะปลูกหญาแฝกโดยใหมีระยะระหวางแถวนอยลง จํานวนแถวจะถ่ีข้ึน หรือปลูกรวมกับวิธี
กล เชน ปลูกหญาแฝกตามแนวขอบขั้นบันไดดินเพื่อใหหญาแฝกชวยลดการกรอนของดินไดอยางมี
ประสิทธภิ าพมากย่ิงขน้ึ สําหรับพืน้ ทร่ี ะหวางแถวหญาแฝกสามารถปลกู พืชหลกั ไดดวย

ตารางท่ี 2-8 ระยะหางระหวา งแถวหญาแฝกกบั ความลาดชนั ของพน้ื ที่

ความลาดชัน (%) ระยะหางของแถวหญา แฝก (เมตร)

5-10 30
11-15 20
16-20 15
21-25 12
26-30 10
31-35 8
36-45 7
46-55 6

56

ภาพที่ 2-50 ปลกู หญาแฝกตามแนวระดับขวางความลาดเท

ภาพที่ 2-51 ปลูกหญาแฝกตามแนวขอบขน้ั บนั ไดดนิ
ข. พื้นที่ไหลถนน การปลูกหญาแฝกบริเวณดานขางของไหลถนน ตองไมให
บดบังทัศนวิสัยในการขับข่ียานพาหนะ จัดไดวาเปนวิธีปองกันความเสียหายของไหลถนนจากการ
กัดเซาะของน้ําไดดี โดยเฉพาะถนนลูกรัง มักประสบปญหาถูกน้ํากัดเซาะจนเสียหาย จําเปนตอง
ซอมแซมอยเู สมอ
การวางแนวปลูกหญาแฝกบริเวณดานขางของไหลถนน โดยแถวแรกอยูบน
ไหลถนน แถวถัดลงไปอยูตํ่ากวาไหลถนนประมาณ 100 เซนติเมตร ทั้งน้ีขึ้นอยูกับความลาดชัน
และความกวา งของไหลถ นน

ภาพที่ 2-52 ปลกู หญาแฝกเปนแนวตามไหลถนน
ค. ทางลําเลียงในไรนา เปนเสนทางการลําเลียงผลิตผลการเกษตรออกจากไร
นา สวนใหญจะเปนแนวคันดินหรือดินลูกรังซึ่งถูกกัดเซาะไดงาย การปลูกหญาแฝกใหปลูกบริเวณ
รมิ ขอบท้งั 2 ขา งยาวตลอดจนจนสดุ แนวทางลําเลยี งนนั้

57

ภาพที่ 2-53 ปลกู หญาแฝกรมิ ขอบทางลาํ เลียง

(2) การปลกู หญาแฝกเพื่อปอ งกันตะกอนดนิ ทบั ถมลงแหลงนาํ้
ก. ปลูกหญาแฝกตามแหลงนํา้
การปลูกหญาแฝกในพืน้ ทแ่ี หลงนํา้ แบบตา งๆ ไดแก อางเก็บนํา้ บอ น้ํา

สระนํ้า แมน ํ้า ลําธาร คลอง และคลองสง นํ้า แนวหญาแฝกจะชว ยปองกนั การพังทลายของขอบ
แหลงนาํ้ นน้ั และชว ยดกั ตะกอนดินไมใ หไ หลลงไปทบั ถมในแหลง นํา้

- อา งเก็บนํ้า วางแนวปลกู หญาแฝกเปน แถวตามแนวระดบั ขวางความลาดเท
จาํ นวน 3 แถว (ไมควรปลูกบริเวณคนั หรอื สนั อา งเกบ็ นา้ํ )

แถวท่ี 1 ปลูกที่ระดับทางน้าํ ลน หรือระดับกักเกบ็ นํา้ จนรอบอา ง
แถวท่ี 2 ปลกู ทีร่ ะดบั สงู กวา แถวท่ี 1 ตามแนวดงิ่ 20 เซนติเมตรจนรอบอาง
แถวที่ 3 ปลูกที่ระดบั ตาํ่ กวา แถวท่ี 1 ตามแนวดง่ิ 20 เซนติเมตรจนรอบอา ง

จํานวน 2 แถว คือ ภาพท่ี 2-54 ปลูกหญาแฝกรอบอา งเกบ็ นาํ้
- บอ นา้ํ สระนาํ้ จะตอ งวางแนวปลกู หญาแฝกเปน แถวตามแนวระดบั

แถวที่ 1 ปลกู ที่ขอบบอ หา งจากริมขอบบอ ประมาณ 50 เซนติเมตร
แถวที่ 2 ทรี่ ะดบั ทางนา้ํ เขา

58

ภาพท่ี 2-55 ปลกู หญา แฝกรอบบอ น้ําหรอื สระนาํ้
- แมนํ้า ลําธาร คลอง คลองสงน้ํา วางแนวปลูกหญาแฝกเปนแถวเรียบ
ขนานไปตามความยาวของแมน้ํา ลําธาร คลอง หรอื คลองสงน้ํา ทั้ง 2 ฝง โดยปลูกหางจากริมฝงเขา
ไป 50 เซนติเมตร ในกรณีท่ีริมตล่ิงของแหลงน้ํานั้นมีความชันมากและเปนพ้ืนท่ีท่ีมีการไหลผาน
ของนํ้าจะเนนการปองกันดินตามแนวตล่ิงท่ีถูกกระแสน้ําพัดผาน จึงควรปลูกหญาแฝกท่ีระดับน้ํา
ทวมสูงสุด 1 แถว และปลูกเพ่ิมขึ้นอีก 1-2 แถวเหนือแถวแรก ซ่ึงจํานวนแถวขึ้นอยูกับความกวาง
ของไหลคลองนั้น

ภาพที่ 2-56 ปลูกหญา แฝกตามแนวยาวของแมน้ํา ลําธาร คลอง หรอื คลองสง นํ้า
- ปลูกหญาแฝกบริเวณรอ งนาํ้
การปลกู หญาแฝกในบรเิ วณรองนา้ํ หรือทางระบายนํ้าในไรนา ปลูกพาด

ผานรองนํ้าเปนรูปตัววีควํ่า ใหสวนแหลมของตัววีคว่ําอยูกลางรองน้ํา หันทวนน้ํา สวนแขนท้ังสอง
ขา งของตัววจี ะพาดข้นึ ไปถึงบนฝง รอ งนํา้ ทั้ง 2 ดาน เพอื่ ลดความแรงของน้ําและกระจายน้ําใหเขาไป
ในพื้นท่ีทั้ง 2 ฝง โดยทั่วไปใชกลาหญาแฝกในถุงพลาสติกขนาดเล็ก 2x6 นิ้ว ใชระยะปลูก 10
เซนติเมตร อาจปลูกแถวเดี่ยวหรือปลูก 2 แถวสลับฟนปลา ควรปลูกกอนฤดูฝน ตองดูแลรดนํ้า
สาํ หรับระยะหางระหวา งแนวตวั วปี ระมาณ 2 เมตร

59

ภาพที่ 2-57 ปลูกหญาแฝกบรเิ วณรองน้ําหรอื ทางระบายนา้ํ ในไรน า
- ปลกู หญา แฝกบริเวณรอ งสวน
ในพ้ืนท่ีท่ีมีการยกรองสวนเพ่ือปลูกพืช การปลูกหญาแฝกชวยปองกัน

การชะลางพังทลายของดินขอบรองสวน การปลูกหญาแฝกควรปลูกบนรองสวน 1 แถว หางริม
ขอบแปลง 30 เซนตเิ มตร

 

ภาพท่ี 2-58 ปลกู หญาแฝกบรเิ วณรอ งสวน
(3) การปลูกหญาแฝกเพ่ือปรับปรุงบํารุงดินและรักษาความชื้นในดิน หญาแฝก
เปน พืชทีม่ รี ะบบรากลึกเจรญิ เตบิ โตในแนวดิง่ มากกวาออกทางดา นขางและมจี ํานวนรากมากจึงเปน
พืชที่ทนแลงไดดี สามารถกักเก็บนํ้าและความชื้นได ระบบรากแผขยายโดยรอบกอเพียง 50
เซนติเมตร ไมเปนอุปสรรคตอพืชท่ีปลูกขางเคียง ใบหญาแฝกท่ีตัดแตงจะใชคลุมดิน ชวยรักษา
ความช้ืน ควบคุมวัชพืชและเพ่ิมอินทรียวัตถุใหแกหนาดิน เปนประโยชนแกพืชที่ปลูก จัดเปน
วิธีหนง่ึ ท่สี ามารถชว ยเกบ็ รักษาความชื้นในดินและปรบั ปรงุ บาํ รงุ ดนิ ใหร วนซยุ ขึ้น

ก. ปลูกหญาแฝกเปนแถวระหวางแถวพืช การปลูกหญาแฝกเปนแถวระหวาง
แถวท่ปี ลกู พืชผกั พชื ไรห รอื ไมผ ล การปลกู หญาแฝกอาจปลูกทกุ แถวพชื หรือเวน 1-2 แถวจึงปลูกหญา
แฝก 1 แถว ยาวตลอดแนวพื้นที่ปลูก

60

หญา แฝกระหวางแถวพืชผัก หญาแฝกระหวางแถวพืชไร หญาแฝกระหวางแถวไมผ ล
ภาพที่ 2-59 ปลูกหญาแฝกเปน แถวระหวา งแถวพชื ชนดิ ตา งๆ

ข. ปลกู หญา แฝกรอบพื้นทีป่ ลกู พชื ภาพท่ี 2-60 ปลูกหญาแฝก
การปลูกหญาแฝกวิธีน้ีใหปลูกเปน รอบพน้ื ที่ปลกู พชื

แถวลอมรอบพ้ืนที่ปลูกพืชตามแนวขอบเขตของแปลงปลูกพืช
และตัดใบคลุมดินทุก 3 เดือน เปนการชวยรักษาความช้ืนในดิน
ควบคมุ วัชพืช และเพม่ิ ปริมาณอนิ ทรยี วัตถใุ หแ กดนิ

ค. ปลกู หญา แฝกแบบครึง่ วงกลมหรือวงกลม สวนมากใชกับไมผลหรือไมยืน
ตน รูปแบบการปลูกแบบครึ่งวงกลมใชในพ้ืนที่ลาดเท ใหรูปคร่ึงวงกลมหงายรับน้ําท่ีไหลบามา
เพ่ือกักเก็บน้ําและตะกอนดิน สวนแบบวงกลมใชในพ้ืนที่ราบ โดยทั้ง 2 แบบใหปลูกเปนแถวเดี่ยว
ลอมรอบตนไม ในกรณีที่เริ่มปลูกไมผลหรือไมยืนตนยังเล็ก ใหปลูกหญาแฝกหางจากขอบรัศมี
ทรงพุม 30 เซนติเมตร และเม่ือตนไมโตขึ้นมีรัศมีทรงพุมใหญข้ึนรมเงาตนไมจะบังตนหญาแฝก
หญาแฝกจะตายกลายเปนอินทรียวัตถุในดิน ใหปลูกหญาแฝกใหมหางจากรัศมีทรงพุม 50
เซนติเมตร

แบบคร่งึ วงกลมในพื้นที่ลาดเท แบบวงกลมในพืน้ ที่ราบ

ภาพท่ี 2-61 ปลกู หญา แฝกแบบครงึ่ วงกลมและแบบวงกลม

61

(4) การปลูกหญา แฝกเพื่อปรบั ปรุงพื้นทีเ่ ส่อื มโทรม
การปลูกหญาแฝกในพื้นท่ีที่ตองการปรับปรุงดิน เชน ในพื้นที่นากุงราง พ้ืน

ท่ีดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินลูกรัง ดินทราย พ้ืนที่ขาดความอุดมสมบูรณและดินแนนทึบ การปลูกหญา
แฝกในพื้นที่เหลานี้จะปลูกใหเต็มพ้ืนที่หลังจากการไถพรวนพื้นท่ีเปนอยางดีแลว ปรับปรุงดินดวย
ปุยหมักแลว นํากลาหญาแฝกท่ีเพาะชําในถุงพลาสติกขนาด 2x6 นิ้ว ซ่ึงแตกหนอ 2-3 หนอขึ้นไป
(อายุ 45-60 วัน) ปลูกในแปลงขณะที่ดินมีความชุมชื้น โดยใชระยะปลูก 50x50 เซนติเมตร และ
เพ่ือใหหญาแฝกมีการเจริญเติบโตดี ควรกําจัดวัชพืชและใหนํ้าตามความเหมาะสม ควรตัดใบหญา
แฝกท่ีระดับสูง 30 เซนติเมตร อยางสม่ําเสมอทุกเดือน เพ่ือเรงการเจริญเติบโตและใชใบคลุมดินไว
เพ่ิมอินทรียวัตถุใหแกดิน ระยะเวลาปลูก 2-3 ป สภาพดินดีข้ึน เน่ืองจากใบหญาแฝกที่คลุมดินและ
ระบบรากหญาแฝกที่มีปริมาณมากจะชอนไชในดินทําใหดินมีความรวนซุยมากข้ึน จึงไถกลบใบ
และรากหญาแฝกและใชพ้ืนที่ปลูกพืชได

ภาพท่ี 2-62 ปลกู หญาแฝกเพ่ือปรบั ปรุงดินพ้นื ท่เี สื่อมโทรม

การปลูกหญาแฝกเพ่ือปรับปรุงและพัฒนาดินที่แข็งเปนดาน โดยหญาแฝกมี
ศักยภาพในการปรับปรุงและพัฒนาดินท่ีแข็งเปนดานซึ่งเดิมปลูกพืชไมได ใหสามารถปลูกพืชได
ในลักษณะที่คอยเปนคอยไป โดยกิจกรรมของจุลินทรียและการแลกเปลี่ยนประจุบริเวณรากหญา
แฝกจะทําใหเกิดกรดคารบอนิค (H2CO3) และกรดอินทรีย (organic acid) ตางๆ ซ่ึงมีผลตอการยอย
สลายทางเคมีของแรธาตุองคประกอบเชงิ ซอ นของดินดาน นํ้าจะสามารถแทรกซึมเขาไปในดินดาน
ชวยทําใหดินดานออนยุยและรากหญาแฝกสามารถหย่ังและชอนไชผานช้ันดานแข็งได ทําใหราก
ของพชื อ่นื สามารถหยั่งลงไปในดนิ ดงั กลาวได

62

2.4 การจดั การดินปญหาในเขตพฒั นาทด่ี นิ

ดินปญหา หมายถึง ดินท่ีมีสมบัติไมเหมาะสมหรือเหมาะสมนอยสําหรับการเพาะปลูกทาง
การเกษตรซ่ึงหากนําดินเหลาน้ีมาใชประโยชนเพ่ือการปลูกพืชจะไมสามารถใหผลผลิตหรือได
ผลผลิตต่ํา ดินที่มีปญหายังรวมถึงดินท่ีมีขอจํากัดตอการใชประโยชน เมื่อนําไปใชแลวจะเกิด
ผลกระทบตอ ระบบนเิ วศอยา งรนุ แรง

ดินทมี่ ีปญหาในประเทศไทย ไดแก ดนิ เคม็ ดินเปร้ยี ว ดนิ กรด ดินอนิ ทรยี  ดินทราย ดินตนื้
ดนิ ในพนื้ ทที่ ม่ี คี วามชนั สงู นอกจากน้ยี ังมปี ญ หาของดนิ ดานทีเ่ กดิ จากการใชท ี่ดนิ ทไ่ี มเ หมาะสม ซง่ึ
พบมากข้นึ จากการทเี่ กษตรกรนาํ เครอื่ งจกั รกลเกษตรขนาดใหญเ ขามาใช ทําใหด นิ เกดิ การแนนทบึ
เปนปญหาและอุปสรรคในการปลูกพชื หลายชนิดโดยเฉพาะในพ้นื ทป่ี ลูกพชื ไร เชน มนั สําปะหลงั
และออ ย เปน ตน

2.4.1 ดนิ เค็ม
ดินเค็ม คือ ดินท่ีมีเกลือที่ละลายไดในสารละลายดินปริมาณมาก จนกระทบตอการ

เจริญเติบโตและผลิตของพืช ดินเค็มมีคาการนําไฟฟาของสารละลายที่สกัดจากดินท่ีอ่ิมตัวดวยนํ้า
มากกวา 2 เดซิซเี มนตอ เมตร ทอี่ ณุ หภูมิ 25 องศาเซลเซยี ส คาอตั ราสวนการดูดซับโซเดยี มต่ํากวา 13

ภาพท่ี 2-63 พืน้ ทดี่ ินเค็ม ภาพที่ 2-64 นาขาวพืน้ ทดี่ ินเคม็

ตารางที่ 2-9 ระดบั ความเค็ม ระดับความเคม็ ของดิน
ไมเคม็
คาการนาํ ไฟฟา ของดนิ ECe (dS/m)
<2 เคม็ เล็กนอย
2-4 เคม็ ปานกลาง
4-8
8-16 เคม็ มาก
>16 เคม็ จัด

63

1) การเกดิ และการแพรก ระจายดนิ เคม็
ปญหาดินเค็มเกิดขึ้นไดทั้งในพื้นท่ีเขตแหงแลงและเขตชุมช้ืน สวนใหญเกิดข้ึนใน

พ้ืนท่ีที่มีภูมิอากาศแบบแหงแลงหรือก่ึงแลง เนื่องจากปริมาณนํ้าที่ระเหยออกจากดินมากกวา
ปริมาณนํ้าฝนท่ีตกลงมา ปริมาณนํ้าฝนไมเพียงพอท่ีจะชะลางเกลือออกไปจากดิน สวนปญหาการ
สะสมของเกลือบนผิวดินที่เกิดขึ้นในเขตชุมชื้นมีฝนมาก เกิดจากการเปล่ียนแปลงการใชประโยชน
ที่ดินทําใหน้ําใตดินเค็มถูกยกระดับขึ้นมาตื้นใกลผิวดิน นอกจากน้ีปญหาดินเค็มก็ยังเกิดข้ึนบน
พ้นื ทีช่ ลประทานได หากใชน า้ํ คุณภาพตํา่ หรอื ใชน ้าํ ปรมิ าณมากเกินไป

(1) แหลงเกลือ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแหลงเกลือสินเธาวอยู 2 แอง คือ 1) โคราช มีพื้นที่

25,000 ตารางกิโลเมตร และ แองสกลนครมพี น้ื ที่ 15,000 ตารางกโิ ลเมตร แหลง ทม่ี าของการเกิดดิน
เค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ เกลือหินในหนวยหินมหาสารคาม เปนช้ันเกลือหินหนาแทรก
สลับกับหินทราย หินทรายแปง และหินโคลน บางแหงมีชั้นหินเกลือเพียงชั้นเดียว สองช้ัน หรือ
สามช้นั ขึน้ กบั โครงสรางทางธรณีวทิ ยาของบรเิ วณนนั้ บางแหงเกลอื หินแทรกตวั ขึ้นเปนโดมเกลือ

(2) การแพรกระจายของเกลือ
การแพรของเกลือมที ั้งสาเหตตุ ามธรรมชาตแิ ละสาเหตทุ ม่ี นษุ ยเ ปนผูกระทาํ
ก. การแพรของเกลือทม่ี สี าเหตุตามธรรมชาติ เกดิ จากการสลายตวั ผุพังของหิน

อมเกลือและแรที่เปลือกโลก ดวยกระบวนการตางๆ เกลือละลายนํ้าไดงาย นํ้าจึงพาเกลือ
แพรกระจายออกไปสูระบบนํ้าใตดิน เกลือข้ึนมาสะสมท่ีผิวดินและชั้นดินในแนวดิ่งดวยแรงดึงดูด
ของน้ําตามชองวางในชั้นดิน และแพรเกลือในแนวราบตามการไหลของน้ําบนผิวดินสูบริเวณที่ลุม
ขา งเคียง

ข. การแพรของเกลือท่ีมีสาเหตุโดยมนุษย เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการใช
ประโยชนท่ีดนิ ท่มี ีผลกระทบตอ สมดลุ น้ําใตดิน มนุษยทาํ ใหด นิ เค็มแพรกระจายรวดเรว็ เชน การทาํ
เกลือ การตัดไมทําลายปาบนพื้นที่รับนํ้า การปลอยใหสัตวแทะเล็มพืชท่ีคลุมหนาดินมากเกินไป
การเล้ียงสัตวน้ําเค็มน้ํากรอยบนพ้ืนที่น้ําจืด การสรางหรือปรับปรุงอางเก็บน้ําในพ้ืนท่ีดินเค็มหรือมี
นํ้าใตดินเค็ม การใชนํ้าชลประทานที่มีคุณภาพต่ํา (น้ํามีปริมาณเกลือที่ละลายไดมากกวา 450 สวน
ในลา นสวน) การจัดการระบบการระบายนํา้ ไมดี และการเกิดมลพษิ จากโรงงานอตุ สาหกรรม เปนตน

2) การสาํ รวจและจําแนกพน้ื ทด่ี นิ เคม็
การจาํ แนกดินเคม็ เพ่อื ทาํ แผนท่ีดินเค็มจึงจําแนกจากการกระจายของคราบเกลือบน

ผวิ ดนิ ในชว งแลง ทีส่ งั เกตไดใ นภาคสนาม มกี ารแบง ชั้นระดับความรุนแรงของพ้นื ทีด่ นิ เค็ม ดังน้ี

64

(1) พ้นื ที่ดนิ เค็มจัด 0.3 ลา นไร พบคราบเกลือที่ผวิ ดินมากกวา 50 เปอรเ ซ็นต ความ
เค็มของดินชนั้ บนสงู กวา ดินช้นั ลาง ระดับนาํ้ ใตดินอยตู ้นื ใกลผิวดิน 1-2 เมตร เปนพ้ืนที่ถูกปลอยให
วา งเปลา ทาํ การเกษตรไมได มีวชั พชื ที่มหี นาม เชน หนามพุงดอ หนามพรม และหนามแดง เปนตน

ภาพที่ 2-65 หนามพุงดอ หนามพรม และหนามแดง

(2) พ้ืนท่ีดินเค็มปานกลาง 3.8 ลานไร พบคราบเกลือท่ีผิวดิน 10-50 เปอรเซ็นต
ระดบั น้ําใตด ินอยลู ึกจากผวิ ดินประมาณ 2 เมตร

(3) พื้นที่ดินเค็มนอย 7.3 ลานไร พบคราบเกลือที่ผิวดินนอยกวา 10 เปอรเซ็นต
ระดับน้ําใตด นิ อยูล กึ จากผวิ ดนิ มากกวา 2 เมตร พ้ืนทดี่ ินเคม็ นอยและเค็มปานกลางสวนใหญเปนนา
ขา ว ตนขาวในนาเจรญิ เตบิ โตไมส มํ่าเสมอกัน มักจะมีวัชพืชคือหญาแดง (Cyperus spp.) เปนตนกก
ดอกสแี ดง หรือหญา ขี้กราก (Xylis capensis) ดอกสีเหลอื ง ขนึ้ แซมกบั ตนขาว กลาขาวมีปลายใบซีด
ขาวมวนงอ การแตกกอนอ ยลง เมลด็ ลบี มาก ผลผลติ ขาวลดลงเหลือ 10-15 ถังตอไร

(4) พื้นท่ีมีศักยภาพในการแพรเกลือ 19.4 ลานไร อยูบนเนินที่เปนพ้ืนท่ีรับนํ้า เคย
เปนปา เตง็ รงั มากอน ไมพบคราบเกลือทผ่ี ิวดิน มีการปลูกพชื ไร เชน มนั สาํ ปะหลัง อาจมีน้ําเคม็ หรอื
แหลงเกลืออยูใตดินหรือไมมีก็ได เม่ือมีการจัดการไมดี เชน การตัดไมทําลายปาบนพื้นท่ีรับน้ํา
ทําใหสมดลุ ของนา้ํ เปลยี่ นแปลง นํา้ ใตดินเคม็ ในทล่ี มุ ถกู ยกระดับข้นึ มาใกลผ ิวดนิ

3) แนวทางการจดั การดินเค็ม มีดังนี้
(1) การปองกนั การแพรก ระจายดินเค็ม ควบคุมไมใหเกิดพื้นที่ดินเค็มเพ่ิมขึ้น หรือ

มคี วามรุนแรงมากขน้ึ โดยพจิ ารณาจากสาเหตุการเกดิ ดนิ เค็มในแตละพน้ื ที่
(2) การเพิ่มผลผลิตพืชในพื้นที่ดินเค็มนอย-เค็มปานกลาง โดยใชเทคนิคการ

ปรับปรงุ บํารงุ ดิน เพ่มิ ความอุดมสมบูรณแกดนิ การใชพ นั ธพุ ชื ทนเคม็ การเขตกรรมทเ่ี หมาะสม
(3) การแกไขลดระดับความเค็มดินในพื้นท่ีดินเค็มจัดที่ไมสามารถปลูกพืชได

สามารถทาํ ไดดวยวิธกี ารทางวิศวกรรม ชะลา งเกลือออกจากบริเวณรากพืช และวธิ ีการจดั การทางพชื
(4) การฟนฟูสภาพแวดลอมในพ้ืนท่ีดินเค็มจัด เน่ืองจากดินมีเกลือมากเกินไปพืช

ขึ้นไมได สามารถฟนฟูสภาพเส่ือมโทรมของพ้ืนท่ีไดโดยวิธีการที่ไมยุงยาก ดวยการปลูกหญาชอบ

65

เกลือและตน ไมท นเค็มจัด พืชเหลาน้ีมีความสามารถพิเศษปรับตัวเจริญเติบโตปกคลุมพ้ืนที่วางเปลา
มีคราบเกลือได และยังใชประโยชนเปน หญาเล้ียงสตั วและเปน ฟนได และทาํ ใหสภาพแวดลอมดีขน้ึ

4) การปอ งกันและแกไ ขปญ หาการแพรกระจายดนิ เคม็
การปองกันและแกไ ขการแพรกระจายดินเค็มท่ีเกิดข้ึนเนื่องจากการตัดไมทําลายปา

บนเนินพ้ืนที่รับน้ํา ทําไดโดยการใชนํ้าบนพ้ืนท่ีรับนํ้า ซ่ึงทําใหระดับน้ําใตดินเค็มในที่ลุมลดลง
ควรทาํ เปน ระบบท้งั พ้ืนท่ีบนเนินรับน้าํ และพน้ื ทดี่ นิ เค็มทอ่ี ยูในทลี่ ุม ดงั น้ี

(1) การปลูกตนไมโตเร็วบนเนินพื้นท่ีรับนํ้า ไดแก ยูคาลิปตัส กระถินณรงค
กระถินเทพา สะเดา ขเี้ หล็ก แคบาน เปน ตน

(2) การปลูกแถบหญาแฝกบนเนินรับนาํ้ ท่ีปลกู มนั สําปะหลงั
(3) การใชน ้าํ จืดจากนํา้ ใตด นิ บนพืน้ ท่รี ับน้ํามาใชประโยชนใ นการเกษตร จะทําให
ระดับนํา้ ใตดนิ เค็มในที่ลุม ลดลง

ภาพที่ 2-66 การปลกู ตน ไมบ นพน้ื ทรี่ บั น้ํา ภาพท่ี 2-67 สูบใชนํ้าบอ บาดาลเพื่อการเกษตร

5) การเพ่มิ ผลผลติ พืชในพื้นท่ีดนิ เค็มนอยและเค็มปานกลาง
(1) การเพม่ิ ผลผลติ ขา วในนาดนิ เคม็
ก. ปรับรูปแปลงนาดว ยระบบอนุรกั ษดินและนา้ํ แบบท่ี 1 หรอื แบบท่ี 2 ทําทาง

ระบายนํ้าเพื่อชะลางเกลือจากแปลงขาว และปรับระดับดินใหสม่ําเสมอกัน เม่ือฝนตกขังนํ้าในนา
ใหนาํ้ ชะลางเกลอื ที่ผิวหนา ดินซมึ ลงไปในดนิ ชั้นลาง และระบายนํา้ เคม็ ออกจากนา

ข. ปลูกโสนอัฟริกันเปนพืชปุยสดปรับปรุงบํารุงดิน รวมกับวัสดุปรับปรุง
บํารุงดินอน่ื ๆ ไดแ ก แกลบ ปยุ คอก เปนตน

ค. ใชพันธุขาวทนเค็ม ปกดํากลาขาวอายุ 30-35 วัน จํานวนตนปกดํา 6-8 ตน
ตอจบั ระยะปลูก 20x20 เซนตเิ มตร เพม่ิ จาํ นวนตนขา วท่รี อดตาย

ง. ใสปุยเคมี 16-16-8 อัตรา 30 กิโลกรัมตอไร โดยแบงใส 3 คร้ัง คือ คร้ังแรก
ใสห ลังปกดํา 7-10 วัน ครง้ั ที่สองใสระยะขาวแตกกอสูงสด และครั้งที่สามใสระยะขาวกําลังตั้งทอง
ฉีดพน พด.2 อัตรา 15 ลิตรตอไรแบง ใส 4 ครัง้ คือ ชวงเตรียมดิน หลงั ปก ดาํ ขาว 30, 50 และ 60 วนั

66

จ. หลังเก็บเกี่ยวขาวแลว ควรคลุมดินดวยฟาง ไมปลอยใหหนาดินวาง เพราะ
จะทําใหนํา้ ในดนิ ระเหยพาเกลือกลบั ขนึ้ มาสะสมทผี่ ิวดิน

(2) การปรับรปู แปลงนา
ก. ระบบอนุรักษดินและนํ้าแบบที่ 1 ปรับระดับหนาดินในนาใหสม่ําเสมอ

ปรบั คนั นา ปลูกตน ไมทนเค็ม เชน อะคาเซีย (Acacia ampliceps) สะเดา ยคู าลปิ ตสั บนคันนา
ข. ระบบอนุรกั ษด ินและนํ้าแบบท่ี 2 ปรับระดับหนาดินในนาใหสม่ําเสมอ ขุด

คูเพ่ือรักษาระดับนํ้าใตดินไมใหพาเกลือขึ้นมาสะสมที่ดินช้ันบน และรับน้ําเค็มที่ถูกชะลางจากช้ัน
หนา ดิน ปรบั คันนาปลูกตน ไมท นเค็ม เชน อะคาเซีย สะเดา ยูคาลปิ ตสั

(3) การใชโ สนอัฟริกันเปนปุยพชื สดปรบั ปรุงบํารงุ ดินเคม็
โสนอัฟริกันเปนพืชตระกูลถั่วที่ทนเค็มเจริญเติบโตไดในสภาพน้ําทวมขัง

มีปมทั้งท่ีรากและลําตน สามารถตรึงไนโตรเจนไดจากดินและอากาศ เจริญเติบโตเร็ว ใหมวล
ชวี ภาพสูง ใหไ นโตรเจนปริมาณสงู งายตอ การสับกลบ สามารถเพ่ิมผลผลิตขาวใหเพิ่มข้ึนประมาณ
30-40 เปอรเซ็นต และมีสวนชวยลดความเค็มของดินโดยทางออม คือ ปรับปรุงคุณสมบัติของดิน
ใหรวนซุยโปรง ขึ้น ทําใหการชะลา งเกลือจากหนา ดินลงดานลางงา ยข้ึน ความเคม็ ของดินลดลง

ภาพที่ 2-68 โสนอฟั รกิ ัน ภาพท่ี 2-69 การไถกลบโสนอัฟรกิ นั

(4) การปรบั ปรงุ บาํ รงุ ดนิ เค็มเพอื่ ปลกู พชื ผักทนเค็ม
พ้ืนที่ดินเค็มนอยและเค็มปานกลางที่น้ําไมทวม หรือเก็บเก่ียวขาวแลวมีนํ้า

พอเพยี งสามารถปรับปรุงบํารุงดินปลกู พชื เศรษฐกิจทนเค็มได ตามขนั้ ตอนดงั นี้ (ตารางท่ี 2-10)
ก. ใชสารปรับปรุงดิน เชน ยิปซัม ถาเปนดินเค็มโซดิกหรือดินโซดิก แตตอง

เก็บตัวอยางดินสงวิเคราะหหาอัตราการใชยิปซัมกอน และอินทรียวัตถุปรับปรุงบํารุงดิน เชน
ปุยพืชสด (โสนอฟั รกิ ันหรือถั่วพรา) แกลบ ปุยหมกั และปุย คอก เปนตน

ข. เลือกปลูกพชื ทนเคม็ ทเี่ หมาะสม (ตารางท่ี 2-10)
ค. ใหน้ําระบบน้ําหยด ชว ยควบคมุ ความชน้ื ดิน ความเคม็ ดิน และประหยดั น้าํ
ง. คลุมดินเพือ่ รกั ษาความชืน้ และปอ งกันการสะสมของเกลอื ที่ผวิ ดนิ

67

ภาพที่ 2-70 แปลงมะเขือเทศ ภาพท่ี 2-71 แปลงผกั บงุ

(5) การปลูกตน ไมโ ตเรว็ บนคันนา
นาดนิ เคม็ นอยและเค็มปานกลาง มกั มีน้ําใตดินเค็มอยูต้ืนใกลผิวดิน การปลูก

ตนไมบนคันนาพ้ืนที่ดินเค็ม เชน ยูคาลิปตัส สะเดา ขี้เหล็ก กระถินเทพา และอะคาเซีย เพื่อควบคุม
ระดับนํ้าใตดินเค็มใหอยูต่ํากวาระดับรากพืช ลดคราบเกลือบนผิวดิน และใบไมที่รวงหลนบนดิน
ยังเปนอินทรียวัตถุเพิ่มความอุดมสมบูรณใหแกหนาดิน เกษตรกรพ้ืนท่ีดินเค็มสามารถมีรายได
เพมิ่ ขน้ึ จากยคู าลปิ ตัสที่ปลูกบนคันนา

6) การฟนฟูแกไ ขพื้นที่ดนิ เคม็ จัด
พื้นที่ดินเค็มจัด อยูในท่ีลุมซึ่งเปนพ้ืนท่ีใหนํ้า เปนพื้นที่วางเปลา มีคราบเกลือท่ี

ผวิ ดนิ ปลูกพืชไมไ ด มีพืชทนเค็มจัดเทาน้ันที่ข้ึนได เชน หนามพุงดอและหนามพรม เปนตน ซึ่งไม
มีคาทางเศรษฐกิจ สามารถฟนฟูแกไขสภาพเสื่อมโทรมของพ้ืนที่ดินเค็มจัด เปลี่ยนแปลงสภาพจาก
พ้ืนทว่ี างเปลา มคี ราบเกลือใหสามารถทําการเพาะปลกู ได โดยวธิ ที างวศิ วกรรม และวธิ ีการทางพืช

การปลูกพชื ชอบเกลือ ปรับพ้นื ท่ีดว ยการทําคนั ดนิ และคนู า้ํ เพ่อื ควบคุมระดับนํ้าเค็ม
ปลูกตนไมทนเค็มจัดบนคันดิน ปรับปรุงดินในหลุมปลูกบนคันคูและคันดินดวยปุยคอกและแกลบ
ปลูกพืชทนเค็มจัดเพ่ือเปนพืชนํารองซ่ึงมีทั้งไมโตเร็วและหญาทนเค็ม คือ ยูคาลิปตัส กระถิน
ออสเตรเลีย และหญาดิกซี ก่ิงและใบของตนไมที่รวงหลนลงไปในดินชวยเพิ่มอินทรียวัตถุใหดิน
ดวย เมื่อสภาพแวดลอมดีข้ึนสามารถปลูกไมพื้นเมือง เชน สะเดา ข้ีเหล็ก มะขาม และมะขามเทศ
เปนตน ในบางแหง สามารถนาํ พน้ื ที่กลับมาปลกู ขา วไดอ ีก

ภาพที่ 2-72 หญาดก๊ิ ซี ภาพที่ 2-73 อะคาเซยี บนคนั นา

68

7) การพฒั นาพน้ื ท่ีดนิ เค็มแบบบรู ณาการ
การจัดการแกไขปญหาดินเค็มจะตองจัดการในรูปแบบบูรณาการพ้ืนที่อยางครบ

วงจร ท้งั การลดการแพรกระจายดินเค็ม การเพิ่มผลผลิตขาวในพื้นที่ดินเค็มนอย เค็มปานกลาง และ
การแกไขฟน ฟพู ืน้ ทดี่ นิ เคม็ จดั และบูรณาการรวมกับหนว ยงานทีเ่ กี่ยวขอ ง

กรมพัฒนาที่ดินไดนําประสบการณความรูความชํานาญในการแกไขปญหาดินเค็ม
จัดทําโครงการพัฒนาพ้ืนที่ดินเค็มแบบบูรณาการในจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดขอนแกน
ต้ังแตปงบประมาณ 2552 มีวัตถุประสงคเพ่ือพัฒนาพ้ืนท่ีมีปญหาดินเค็มใหเห็นเปนรูปธรรม
ข้นั ตอนการดาํ เนินงานดังน้ี

(1) จัดทาํ แผนทแี่ ละขอมลู พน้ื ฐานของโครงการ
ก. กําหนดขอบเขตพ้นื ทโ่ี ครงการ จดั ทาํ แผนทค่ี วามเค็มดิน
ข. สํารวจพ้ืนที่ในภาคสนามเพ่ือออกแบบรายละเอียดโครงการ ช้ีแจงทําความ

เขา ใจกบั เกษตรกรในพน้ื ที่ และปรับแผนใหส อดคลอ งกับความตอ งการของเกษตรกรเจา ของพื้นท่ี
ค. จัดทําแผนท่ถี อื ครองโดยใชร ะบบสารสนเทศทางภูมศิ าสตร
ง. ออกแบบและกอ สรางระบบโครงสรางพ้ืนฐาน เพ่ือควบคุมทิศทางการไหล

และระดบั น้ํา เชน คนั ดินและคเู บนน้ํา ถนนทางลําเลียงในไรนา
(2) จดั ระบบอนุรกั ษดนิ และนา้ํ เพ่อื ควบคมุ ระดับนา้ํ ใตด ินในนา
ปรับรูปแปลงนาระบบอนุรักษดินและนํ้าลักษณะที่ 1 และปรับรูปแปลงนา

ดวยระบบอนุรักษดินและน้ําลักษณะที่ 2 ทางลําเลียงในไรนา ระบบทอระบายนํ้า ปรับปรุงดินปลูก
ตนตนไมโ ตเร็ว เชน ยูคาลิปตัส บนคนั คู คนั ดนิ ขอบถนน

(3) ฟน ฟแู กไ ขพ้นื ทด่ี นิ เค็มจดั
ปรับรูปแปลงนาดวยระบบอนุรักษดินและนํ้าลักษณะท่ี 1 ไมมีระบบคูนํ้า

เหมาะกับพ้ืนที่ท่ีนํ้าไมทวมขัง ปรับรูปแปลงนาดวยระบบอนุรักษดินและนํ้าลักษณะที่ 2 มีคันดิน
และคูน้าํ เพื่อควบคุมระดับน้ําใตดินและชะลางเกลือในพ้ืนที่ที่มีนํ้าขังในฤดูฝน สรางทางลําเลียงใน
ไรนา และระบบทอระบายน้าํ

(4) จดั ระบบการใชน ํา้ บนพ้ืนท่ีรบั น้าํ เพื่อลดระดับนํ้าใตดนิ เคม็ ในพน้ื ท่ใี หน ํ้า
วิธีการท่ีทําใหเกิดการใชนํ้าบนพื้นที่รับนํ้า โดยการพัฒนาน้ําบาดาลบนพ้ืนท่ี

รับน้าํ ใหเกษตรกรนาํ มาใชใ นการเกษตรกรรมลดปรมิ าณนํา้ ทจ่ี ะไหลไปเพ่มิ ระดับนํา้ ใตดินเคม็ ในทลี่ ุม

69

(5) ตดิ ตามประเมนิ การเปลย่ี นแปลงระดับน้ําใตด นิ และคณุ ภาพนา้ํ ใตด นิ
พบวาหนึ่งปหลังจากสรางระบบโครงสรางพ้ืนฐาน โครงการพัฒนาพื้นท่ีดิน

เคม็ แบบบรู ณาการ จังหวัดนครราชสีมา มีสภาพแวดลอมที่เปลี่ยนแปลงในทางท่ีดี เกษตรกรมีพื้นท่ี
ปลูกขา วไดเพิม่ ขึน้

อยางไรก็ตาม การฟนฟูดินเค็มควรใชแนวทางเกษตรกรมีสวนรวมในการ
ดําเนินการ ฝกอบรมเกษตรกรใหมีความรูในเรื่องการจัดการดินเค็มในระดับเกษตรกร และ
เสริมสรา งทัศนคตขิ องเกษตรกรในการชวยกันปองกันการแพรกระจาย และฟนฟูพ้ืนท่ีดินเค็มอยาง
มีประสิทธิภาพ ซง่ึ เปน การชวยรักษาความสมดุลของสภาพแวดลอมในพ้ืนที่ดินเค็ม และเมื่อส้ินสุด
โครงการควรมอบพืน้ ทใี่ หอ งคก ารบรหิ ารสวนตําบลรบั ผิดชอบในการดแู ลรักษา

ภาพที่ 2-74 พ้ืนท่ีพฒั นาดนิ เค็มแบบบรณู าการ ภาพท่ี 2-75 ปรบั รูปแปลงนาแบบที่ 2
และปลูกไมท นเคม็

ภาพที่ 2-76 การปลูกหญาดิก๊ ซีและอะคาเซยี ภาพท่ี 2-77 การชะลา งเกลือ
บนคันรอ งระบายนํา้ ดว ยระบบระบายนํา้ ใตด ิน

70

ตารางท่ี 2-10 พชื ทนเค็ม

การนําไฟฟา 2-4 4-8 8-16 มากกวา 16

(เดซซิ เี มน/เมตร)

ระดบั ความเคม็ ดนิ เค็มนอ ย เคม็ ปานกลาง เคม็ มาก เคม็ จัด

อาการของพชื พืชบางชนดิ พชื ทั่วไปแสดง พชื ทนเคม็ บางชนิดเจรญิ เติบโต

แสดงอาการ อาการ ใหผลผลติ

พชื ผัก

หมายเหต:ุ ถว่ั ฝก ยาว บวบ พรกิ ยกั ษ กะหลํา่ ดอก ผักโขม

ในระดบั ความเคม็ ผักกาด ถ่ัวลนั เตา กะหลาํ่ ปลี ผักกาดหวั

ทก่ี าํ หนดไวใ น ขึ้นฉาย หอมใหญ น้ําเตา มันฝร่ัง มะเขอื เทศ

ตาราง พชื สามารถ ถ่ัวพมุ

เจริญเตบิ โตและมี พรกิ ไทย ขา วโพดหวาน กระเทยี ม หอมแดง

ผลผลติ ลดลงไม ผกั ชี

เกิน 50 เปอรเซ็นต แตงรา น แตงกวา ผักกาดหอม ชะอม กะเพรา ผักบุง จีน

แตงไทย แตงกวาญีป่ ุน แตงโม คะนา แคนตาลูป

มะเขือ บรอ็ คโคลี่ สับปะรด หนอ ไมฝ รั่ง

ไมดอก

เยอบรี า กหุ ลาบ บานบรุ ี คุณนายต่ืนสาย

บานไมรูโรย เขม็

เล็บมอื นาง เขยี วหม่ืนป

ชบา เฟอ งฟา แพรเซย่ี งไฮ

พืชไรแ ละพืชอาหารสัตว

ถั่วเขียว ถว่ั เหลอื ง ขาว โสนอนิ เดยี ฝา ย หญาดกิ ซี

ถ่วั ลสิ ง ถัว่ แดง ปา น อญั ชนั ปอแกว หญาแพรก หญาสเมียรนา

โสนพืน้ เมือง

ถั่วแขก ถ่ัวดํา ทานตะวัน หมอ น หญา ไฮบริดเนเปยร หญา ซีบรคู

ถ่วั ปากอา ขาวโพด ขาวฟาง หญา ชันอากาศ หญาจอเจยี

งา หญา เจาชู ถ่วั พมุ หญาแหว หมู หญาคาลา

มันสาํ ปะหลัง ถ่ัวพรา ปานศรนารายณ

71

ตารางที่ 2-10 พชื ทนเคม็ (ตอ )

การนาํ ไฟฟา 2-4 4-8 8-16 มากกวา 16

(เดซซิ เี มน/เมตร)

ระดับความเคม็ ดนิ เค็มนอย เค็มปานกลาง เคม็ มาก เค็มจดั

อาการของพชื พืชบางชนดิ พชื ท่วั ไปแสดง พชื ทนเคม็ บางชนิดเจรญิ เตบิ โต

แสดงอาการ อาการ ใหผลผลิต

ไมผลและตนไม

อาโวกาโด กลว ย ทบั ทมิ ปาลมนํา้ มัน ละมุด กระถินณรงค โกงกาง

ล้นิ จี่ ชมพู พดุ ซา ขเ้ี หลก็ ฝรั่ง ชะคราม

มะนาว มะกอก มะขาม ยคู าลปิ ตัส สะเดา หนามแดง

สม แค มะมว งหมิ พานต สน สะเม็ด

มะมว ง มะเดอ่ื มะยม มะพราว สมอ แสม

องุน มะขามเทศ อนิ ทผลัม อะคาเซีย

72

2.4.2 ดินเปรี้ยวจดั
ดนิ เปรย้ี วจดั หรือดนิ กรดกาํ มะถัน หมายถึง ดนิ ทมี่ ีกรดกํามะถนั เกิดข้นึ ในดิน ทําใหดิน

นั้นเปนกรดจัดมากหรือเปนกรดรุนแรงมาก สงผลกระทบตอการปลูกพืช พบในบริเวณที่ราบลุม
ชายฝง ทะเลที่มีหรอื เคยมีนํา้ ทะเลหรือมีนํ้ากรอยทวมถึงในอดีต ประกอบดวยพื้นที่ดินเปรี้ยวจัดของ
ภาคกลางตอนใต ภาคใต และภาคตะวนั ออก มีเน้ือทีร่ วมประมาณ 6,239,361 ไร

1) ลกั ษณะของดนิ เปรยี้ วจดั
มีเนื้อดินเปนดินเหนียวหรือดินรวนละเอียดที่พบสารสีเหลืองฟางขาว (jarosite)

หรือตะกอนนํ้าทะเลท่ีมีองคประกอบของสารกํามะถันมากภายในความลึก 150 เซนติเมตรจาก
ผิวดิน สภาพพ้ืนที่โดยทั่วไป มีตนกกหรือกระถินทุงข้ึนอยูทั่วไป คุณภาพน้ําในบริเวณดังกลาวใส
มากและเปน กรดจัดมาก มกั พบคราบสนิมเหลก็ ในดินและที่ผิวนํ้า เมื่อดินนี้แหงจะแตกระแหงและ
เปนรองกวางและลึก เม่ือมีการขุดดินหรือยกรองลึก จะพบสารสีเหลืองฟางขาวกระจายอยูท่ัวไป
หรือพบชั้นดินเลนเหนียวหรือรวนเหนียวปนทรายแปงที่มีกล่ินเหม็นเหมือนกาซไขเนา ช้ันดินเลน
นี้เมื่อแหงมีปฏิกิริยาดินเปนกรดจัดมากถึงเปนกรดกรุนแรงมาก มีคาความเปนกรดเปนดางของดิน
ต่าํ กวา 4.0

ภาพท่ี 2-78 ลักษณะของดนิ เปร้ยี วจดั

2) ประเภทของดินเปรยี้ วจดั แบง ไดเปน 3 ประเภท คอื
(1) ดินเปร้ียวจัดที่พบชั้นดินกรดกํามะถันตื้น พบช้ันดินท่ีมีสารจาโรไซตซ่ึงมี

สีเหลืองฟางขาว หรือชั้นดินที่เปนกรดรุนแรงมากภายในความลึก 50 เซนติเมตรจากผิวดิน
โดยทั่วไปช้ันดินบนมีคาความเปนกรดเปนดางของดิน (pH) ตํ่ากวา 4.0 ไดแกกลุมชุดดินที่ 9 และ
10 มเี นอ้ื ที่ 952,154 ไร

(2) ดินเปรี้ยวจัดท่ีพบชั้นดินกรดกํามะถันลึก 50-100 เซนติเมตรจากผิวดิน พบช้ัน
ดินที่มีสารจาโรไซตซ่ึงมีสีเหลืองฟางขาว หรือช้ันดินท่ีเปนกรดรุนแรงมาก โดยทั่วไปชั้นดินบนมี
คาความเปนกรดเปนดางของดิน ประมาณ 4.0-4.5 ไดแก กลุมชุดดินที่ 11 และ 14 มีเนื้อที่
2,519,256 ไร

73

(3) ดนิ เปร้ียวจดั ที่พบชนั้ ดินกรดกํามะถันลึก 100-150 เซนตเิ มตรจากผิวดนิ พบช้นั
ดินท่ีมีสารจาโรไซตซ่ึงมีสีเหลืองฟางขาว หรือชั้นดินที่เปนกรดรุนแรงมาก โดยท่ัวไปชั้นดินบนมี
คาความเปนกรดเปนดา งของดนิ ประมาณ 4.5-5.0 ไดแ ก กลุมชดุ ดินท่ี 2 มเี น้ือท่ี 2,767,911 ไร

3) ปญ หาของดนิ เปรี้ยวจดั
เน้อื ดนิ เปนดนิ เหนียวแข็งและแตกระแหงกวางและลึกท่ีมีช้ันดินเปนกรดจัดมากถึง

เปนกรดรุนแรงมาก มีคาความเปนกรดเปนดางของดินต่ํากวา 4.0 ทําใหขาดธาตุอาหารและขาด
ความสมดุลของธาตุอาหารพืช เกิดความเปนพิษจากเหล็กและอะลูมิเนียมที่ละลายออกมามาก มีนํ้า
แชขังนาน การระบายน้ําไมดี ทําใหพืชที่ปลูกแลวไมเจริญเติบโตหรือใหผลผลิตตํ่ามาก และจํากัด
ชนดิ พชื ที่นํามาใชป ลกู ในพื้นทีด่ ินเปรี้ยวจัด

4) แนวทางการจัดการดินเปรี้ยวจดั
(1) การแกไ ขปญ หาเร่ืองดินเปรี้ยวจดั
ก. แกปญหาความเปนกรดจัดมากถึงเปนกรดรุนแรงมากของดิน ลดความเปน

กรดจัดมากหรือกรดรุนแรงมากในดิน และควบคุมไมใหเกิดกรดเพิ่มข้ึน โดยการใชวัสดุปูน เชน
ปูนมารล หินปูนบด ปูนโดโลไมต ปูนขาว และปูนคัลไซต เปนตน เพื่อลดความรุนแรงของความ
เปนกรดและสารพษิ ในดนิ

ข. ปรับดินใหรวนซุย งดเผาตอซังและไถกลบตอซังขาวรวมกับการปลูกและ
ไถกลบปุยพืชสด ปุยคอก แกลบหรือเถาแกลบ ไถพรวนดินในชวงความชื้น ดินท่ีเหมาะสมท่ีระดับ
ความลึกแตกตางกันในแตละป หรือขุดหลุมปลูก ปรับปรุงหลุมปลูกดวยปุยหมัก ปุยคอก เพื่อชวย
ใหดินรวนซยุ และไมแนน ทบึ ดนิ มกี ารระบายนํ้าและอากาศดีขึ้น

ค. เพิ่มธาตุอาหารพืช ใสปุยเคมีท่ีไมมีธาตุกํามะถันอยูในเนื้อปุย รวมกับการ
ใชป ุย หมัก ปยุ คอก ตามชนิดและปรมิ าณปุยทเี่ หมาะสมกับชนดิ พืชที่ปลกู

ภาพท่ี 2-79 การปรับปรุงดินเปรีย้ วจดั โดยการใชว สั ดปุ ูน ปลูกพืชปยุ สด รวมกบั ปยุ คอก ปุยหมกั

74

(2) การแกไขปญหาเรอ่ื งน้ํา
ก. ปรบั ปรุงสภาพนาํ้ ทเี่ ปน กรดจดั มาก โดยใสหนิ ปนู บดลงในคลองระบาย

หรือคลองสงน้าํ หรือใสป ูนประมาณ 1 กิโลกรมั ตอ นํ้า 1 ลูกบาศกเ มตร พรอมทงั้ ตรวจสอบความ
เปนกรดของนาํ้ เปนระยะๆ

ข. จัดหาแหลงนาํ้ จดื พฒั นาแหลง นํ้าจดื และจัดทําระบบสง นา้ํ และทางระบาย
แยกสว นกนั มาใชในพน้ื ที่ปลูกพชื

ภาพที่ 2-80 การปรบั ปรงุ น้ําเปร้ยี วจดั โดยการใชว สั ดปุ ูน
(3) การเลอื กชนิดพืชทเ่ี หมาะสม

ดินเปร้ียวจัดที่ไดรับการปรับปรุงแกไขความเปนกรดของดินแลว สามารถ
ปลกู พืชไดเ กอื บทุกชนิด แตต องมกี ารจัดการเรอ่ื งนา้ํ และธาตอุ าหารพชื ใหเหมาะสม เกษตรกรควรรู
ระดบั ความเปนกรดของดินทีเ่ หมาะสมสาํ หรับการปลูกพชื แตล ะชนดิ เพ่อื จะไดแกไ ขความเปน กรด
ของดนิ ใหอ ยูใ นระดบั ทเี่ หมาะสมกับความตองการของพชื ชนดิ นน้ั ๆ

ภาพที่ 2-81 พืชที่ปลกู ในพนื้ ทดี่ นิ เปรยี้ วจดั

75

ตารางท่ี 2-11 ชนดิ พืชกบั ชว งความเปน กรดเปนดางของดินทเ่ี หมาะสม

ชนิดพืช pH ของดนิ ชนิดพชื pH ของดิน
ขาว 5.5-7.0 ฝา ย 5.5-6.4
5.5-7.0 ชา 4.5-5.4
ขาวโพด 5.5-6.4 กาแฟ 4.5-5.4
ขา วฟาง 6.5-7.0 ยาสบู 5.5-6.4
ออ ย 6.5-7.0 6.5-7.0
มันสาํ ปะหลงั 6.5-7.0 ถ่วั ตา งๆ 6.4-7.0
ทานตะวัน 5.0-7.0 มะพรา ว 5.5-6.0
นอ ยหนา 5.5-6.5 ปาลมนํา้ มนั 4.0-5.5
กระทอ น 5.5-6.5 ยางพารา 6.0-6.5
ชมพู 4.5-8.2 ผักกาดเขยี วปลี 6.0-7.0
5.5-6.5 กระเจยี๊ บเขยี ว 5.6-6.5
ฝรง่ั 5.5-6.0 6.0-6.8
ละมุด 5.5-7.5 พริก 6.0-7.0
สม เขียวหวาน 6.0.7.0 มะเขือเทศ 6.0-7.0
สม โอ 5.5-6.5 6.5-7.5
กลว ย 5.5-6.5 คะนา 5.5-6.5
มะมว ง 4.5-5.4 ผกั บุง 4.5-5.4
สบั ปะรด 6.5-7.0 หนอ ไมฝร่ัง 6.5-7.0
ชลบุรี แตงโม
พริกไทย สตรอเบอร่ี
หอมใหญ

5) แนวทางการจัดการดินเพอื่ ปลูกขา วในดนิ เปรีย้ วจดั
(1) หวานวัสดุปูนใหท่ัวพื้นท่ีนา แลวไถคลุกเคลากับดิน หมักดินไวในสภาพท่ีดิน

ช้ืนหรือมีนํ้าขังประมาณ 7 วัน กอนเตรียมดินปลูกขาวหรือปลูกพืชปุยสดบํารุงดิน สําหรับไถกลบ
กอ นออกดอก

(2) ปริมาณปูนท่ีแนะนํา ใสปูนตามความตองการปูนของดิน (การใสวัสดุปูนตาม
คาํ แนะนาํ 1 ครั้ง สามารถควบคุมความเปนกรดของดินไดนานประมาณ 5 ป)

ก. ดินเปร้ียวจัดที่พบช้ันดินกรดกํามะถันตื้น (ไดแก กลุมชุดดินท่ี 11 และ 14)
ใสปูนมารล หรอื หนิ ปนู บด อตั รา 1,000 กโิ ลกรัมตอ ไร

76

ข. ดินเปร้ียวจัดท่ีพบช้ันดินกรดกํามะถันลึก (ไดแก กลุมชุดดินท่ี 2) ใส
ปูนมารล หรอื หนิ ปนู บด อัตรา 500 กิโลกรัมตอ ไร

(3) ขงั นา้ํ กอนเตรยี มดนิ ปลูกขา ว ขังน้ําแลวระบายนํ้าออก เพื่อลางกรดออกจากดิน
และในระหวางการปลูกขาว ถามีน้ําเพียงพอ (นํ้าชลประทาน) ควรระบายนํ้าออกเดือนละ 1 คร้ัง
แลว ปลอยนํา้ ใหมเขา นา

(4) ปลกู พืชตระกลู ถ่ัว เชน ถว่ั พุม ถั่วพรา โสนอฟั ริกัน หรือปอเทอื ง แลวไถกลบ
เปน ปุยพชื สด เมอื่ พชื ปุยสดเริ่มออกดอก (อายุประมาณ 50-60 วนั หลงั ปลูกขาว) หมักไวประมาณ
10 วัน จึงเตรยี มดนิ ทาํ เทอื กปลูกขา ว อัตราเมลด็ ถว่ั ท่ีแนะนําใหห วา น

ถวั่ พุม ใชอ ตั รา 8 กโิ ลกรมั ตอ ไร
ถ่วั พรา ใชอตั รา 10 กโิ ลกรมั ตอไร
โสนอัฟรกิ นั หรือปอเทือง ใชอ ัตรา 5 กิโลกรัมตอ ไร
(5) ใสปุยเคมีหรือปุยคอกในอัตราที่เหมาะสม เนื่องจากขาวมีความตองการธาตุ
อาหารไนโตรเจนประมาณ 8-12 กิโลกรัมตอไร ฟอสฟอรัส 3-6 กิโลกรัมตอไร และโพแทสเซียม 3-6
กิโลกรัมตอไร แตดินเปรี้ยวจัดมีปญหาขาดแคลนธาตุอาหารไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ดังนั้น
จําเปนตองเพิ่มธาตุอาหารไนโตรเจนและฟอสฟอรัสใหเพียงพอ จึงจะทําใหขาวเจริญเติบโตดีและ
ใหผ ลผลิตสงู
ควรใชปุยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 15-20 กิโลกรัมตอไรรวมกับปุยคอก 500
กิโลกรัมตอไร รองพ้ืน และใชปุยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 10 กิโลกรัมตอไร หวานแตงหนาชวงขาว
ตง้ั ทอง
ใชนํ้าหมักชีวภาพท่ีเตรียมจากผัก ผลไม ปลา หอยเชอรี่ และสารเรงซุปเปอร
พด.2 อัตรา 15 ลิตรตอไร โดยแบงใส 3 ชวง เม่ือขาวอายุ 30, 50 และ 60 วันหลังขาวงอก โดยผสม
น้ําหมักชีวภาพ 1 สวน กบั น้ํา 500 สวน (1:500) ฉีดพนหรือใสพรอมการปลอยน้ําเขานา เพื่อเรงการ
เจริญเตบิ โตของราก ลําตน และการแตกกอของขาว
ถาเกษตรกรมีการปรับปรุงดินกอนปลูกขาวเพ่ือลดการใชปุยเคมี เกษตรกร
สามารถคํานวณเน้ือปุยท่ีขาวจะไดรับจากการใชวัสดุปรับปรุงดินชนิดตางๆ (ตารางที่ 2-12) ใหอยู
ในระดับที่เพียงพอตอความตองการธาตุอาหารของขาว แตถามีธาตุอาหารไมเพียงพอ จึงจะใช
ปุย เคมีเพ่มิ เตมิ ในสวนทข่ี าด จงึ จะชวยลดคาใชจ า ยจากคา ปยุ เคมีในการปลกู ขาวไดม าก

77

ตารางท่ี 2-12 ปรมิ าณธาตุอาหารท่ไี ดจ ากการปรบั ปรุงดินและปุยเคมี

ปจ จยั ทใี่ ช ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม
(กิโลกรัมตอไร) (กิโลกรมั ตอ ไร) (กโิ ลกรมั ตอ ไร)

ไถกลบตอซังขา ว 4.0-9.0 1.0-2.1 5.4-19.0
ปยุ พชื สด 5.5 1.0-2.1 4.5
ปุย คอก 500 กโิ ลกรัมตอ ไร 7.5 0.78 10
16-20-0 อัตรา 15-20 กโิ ลกรมั ตอ ไร 3.0-4.0 0
ยูเรีย 46-0-0 อัตรา 10 กโิ ลกรมั ตอ ไร 2.4-3.2
4.6 00

หมายเหตุ : คาํ นวณน้ําหนกั แหง พชื ปยุ สดเฉลีย่ ไรละ 200 กโิ ลกรัมตอ ไร และนา้ํ หนกั ฟางขา วแหง 500
กโิ ลกรมั ตอไร

(6) เลอื กพันธุข าวทีแ่ นะนําสงเสริมมาปลูก
ภาคกลางและภาคตะวนั ออก พันธขุ า วทแ่ี นะนําสงเสริม ไดแ ก
ก. พันธุขาวไมไวตอแสง เชน ขาวเจาพันธุ กข. ตางๆ ปทุมธานี 1 ปทุมธานี 60

สพุ รรณบุรี 60 สพุ รรณบุรี 90 ชยั นาท 1 และพษิ ณโุ ลก 2 เปนตน
ข. พันธุขาวไวตอชวงแสง เชน ขาวดอกมะลิ 105 ขาวหอมคลองหลวง

เกา รวง 88 ขาวตาแหง 17 ขาวปากหมอ 148 นางมลเอส-4 และเหลืองปะทวิ 123 เปนตน
ภาคใต พนั ธขุ าวทแี่ นะนาํ สง เสริม ไดแก
ก. พันธุขาวไมไวตอชวงแสง เชน ปทุมธานี 1 ปทุมธานี 60 สุพรรณบุรี 60

สุพรรณบรุ ี 90 ชยั นาท 1 และพิษณุโลก 2 เปนตน
ข. พันธุขาวไวตอชวงแสง (ขาวพันธพ้ืนเมือง) เชน พันธุลูกแดงปตตานี

แกนจันทร นางพญา 132 เลบ็ นกปต ตานี เฉี้ยงพัทลุง กข 13 เผอื กนาํ้ 43 และพวงไร 2 เปนตน
(7) ควบคุมระดับนํ้าในนาขาว ใหมีนํ้าขังประมาณ 5-10 เซนติเมตรตลอดฤดูกาล

ปลูก และระบายนํ้าออกในชวงกอนเก็บเกี่ยวขาวประมาณ 10-15 วัน ไมปลอยใหดินแหงจน
แตกระแหง เพอ่ื ปองกันการเกดิ กรดของดนิ เพม่ิ ข้ึน

(8) หลังเกบ็ เกยี่ วขาว แนะนําใหป ลูกพืชตระกลู ถัว่ หมุนเวียนในนาขาว เพ่ือคลุมดิน
รักษาความช้ืนในดนิ เพมิ่ อนิ ทรยี วัตถุและธาตอุ าหารใหกับขา วในฤดูปลูกตอไป

6) แนวทางการจดั การดินเพอื่ ปลูกผกั ไมผ ล ไมย นื ตน ในพ้ืนทีด่ นิ เปรยี้ วจัด
(1) ปรับพน้ื ท่แี ละยกรอ งปลูก เพอ่ื ปอ งกันน้ําทวม

78

ก. ยกรองสูงประมาณ 50-80 เซนติเมตร จากพ้ืนเดิมสําหรับปลูกไมผล เพื่อ
ปองกันนํ้าทวม หรือยกรองต่ําโดยใหหนาดินอยูสูงจากพ้ืนดินเดิมประมาณ 30-50 เซนติเมตร
สาํ หรบั ปลกู ผัก เพื่อสะดวกในการใหน ้าํ ผักท่ีปลูก

ข. เทคนิคการยกรองปลูก เม่ือกําหนดความกวางของรองปลูกและรองน้ําแลว
โดยทั่วไปขนาดคันดินบนรองปลูกพืชกวางประมาณ 6-8 เมตร และรองน้ํากวาง 1.0-1.5 เมตร ลึก
ไมเกิน 1.0 เมตร หรือกอนถึงช้ันท่ีมีสารประกอบไพไรท กอนขุดใหปาดดินบนหนาประมาณ 20
เซนติเมตร ไปกองรวมกันไวตรงกลางสันรองปลกู

ค. ขุดดินลางของสวนท่ีเปนรองน้ํามาถมบริเวณขอบรองขางๆ นํากองดินบน
ทปี่ าดมากองรวมกันไว มาเกลยี่ บนรอ งใหท่ัวพื้นท่ี สําหรับทําแปลงปลูกหรือขุดหลุมปลูกพืช ซ่ึงยัง
เปนดนิ บนท่ีมีสดี าํ มีความอุดมสมบรู ณและเหมาะสมตอการปลูกพืชมากกวา ดนิ ลา ง

ง. ตากดินไว 15-20 วัน แลวยอยดินใหละเอียด และปรับปรุงดินตามข้ันตอน
ตา งๆ ตอ ไป

จ. ปรับปรุงดินเพ่ือแกความเปนกรดของดินดวยวัสดุปูน เชน ปูนโดโลไมต
หรอื ปนู ขาว โดยหวานใหท ั่วหลังรอง อัตรา 1.5-2.0 ตันตอไร และปรับปรุงเฉพาะหลุมปลูกอัตรา 3-5
กโิ ลกรัมตอ หลุม สับคลุกเคลา กบั ดนิ หมักดนิ ในสภาพดินช้นื 20 วัน จึงเตรียมดินปลูกพืช

ฉ. ผสมคลุกเคลาดินในหลุมปลูกดวยปุยหมักหรือปุยคอกอัตรา 20-25
กิโลกรัมตอ หลมุ เพือ่ ปรับใหดินรวนซยุ และระบายน้าํ ไดดี

ช. ใสปุยหมักที่ขยายเชื้อ พด.3 หลุมละ 10 กิโลกรัม ปองกันการเกิดโรคเนา
โคนเนา

ซ. ใสปุยเคมตี ามชนดิ และอัตราใหเ หมาะสมกบั ชนดิ พืชทีป่ ลกู
ฌ.ใชน้ําหมักชีวภาพที่เตรียมจากสารเรง พด.2 และ พด.7 ฉีดพนในแปลงผัก
หรือปลอยพรอมกับการใหนํ้า อัตรา 10 ลิตรตอไร เจือจางดวยนํ้าในอัตราสวน 1:1,000 (น้ําหนัก 1
ชอนโตะตอ นํ้า 20 ลติ ร) ทุกๆ 7-10 วัน
ญ. ควบคุมระดับน้ําในรองใหคงท่ีและไมปลอยใหดินแหง ปรับสภาพนํ้าดวย
วสั ดปุ นู
ฎ. ปลูกพืชตระกูลถ่ัวคลุมดิน เพ่ือรักษาความชื้นในดิน ปองกันวัชพืช และ
สบั กลบชว ยใหด ินรวนซยุ เพ่มิ อนิ ทรียวัตถใุ หก ับดิน และธาตอุ าหารใหกับพืชท่ีปลูก
ฏ. ทําคันดินลอมรอบพ้ืนที่ปลูกเพื่อปองกันน้ําทวม และใชเปนทางลําเลียง
ปรบั ปรุงดินสาํ หรบั ปลกู ไมผลหรือไมยนื ตน และยังใชเปนแนวกันลมไดอ กี ดวย

79

7) แนวทางการทาํ เกษตรแบบผสมผสานในพนื้ ที่ดนิ เปรย้ี วจดั
(1) การทําการเกษตรแบบผสมผสาน เปนการแบงพื้นท่ีสําหรับปลูกพืช

หลากหลายชนิด เชน ทํานาปลูกขาว ยกรองปลูกผัก ไมผล และไมยืนตน ขุดบอเล้ียงปลา และ
กักเก็บน้าํ ไวใชใ นฤดูแลง มกี ารปรบั ปรุงบํารุงดนิ และการจดั การนํ้าตามวธิ ีการตางๆ ดังกลา วขา งตน
การทําเกษตรแบบผสมผสานชวยลดความเส่ียงใหเกษตรกร เนื่องจากการปลูกพืชเดียวหากเกิดโรค
แมลงระบาด ทําใหพืชผลเสียหาย เกษตรกรกรจะขาดรายไดท้ังหมด แตการทําการเกษตรแบบ
ผสมผสานปลูกพืชหลายชนิด รวมทัง้ เลี้ยงสัตว น้าํ จะชวยใหเ กษตรกรมรี ายไดตอ เนื่องตลอดป

(2) กิจกรรมตางๆ ในพ้ืนท่ีทําการเกษตรแบบผสมผสาน ไดแก ปลูกขาว ยกรอง
ปลูกผัก ไมผล ไมยืนตน เลี้ยงสัตวและเลี้ยงสัตวน้ํา ซ่ึงการจัดการดินเพ่ือปลูกขาว ปลูกผัก ไมผล
ไมย นื ตน นนั้ ใหดําเนนิ การตามคําแนะนําดังกลาวขา งตน

(3) สําหรับการจัดการดินและนํ้าเพื่อเล้ียงสัตวนํ้า น้ัน เนื่องจากพ้ืนที่ดินเปรี้ยวจัด
มีปญหาดินเปนกรดจัด และนํ้าในบริเวณน้ีเปนกรดจัดดวย เม่ือขุดบอในพื้นที่ดังกลาว โดยขุดดิน
ช้ันลางๆ ข้ึนมาอยูบริเวณขอบบอ ดินบริเวณบอและขอบบอจะมีความเปนกรดรุนแรงมากข้ึน เมื่อ
ปลอยน้ําเขาไปขังในบอดังกลาว นํ้าจะละลายกรดออกมา ทําใหน้ําเปนกรดจัด เม่ือฝนตกนํ้าจะ
ชะลางกรดจากดินขอบบอ ลงไปสะสมในบอ เพ่ิมความเปนกรดของนํ้าในบอมากข้ึน มีผลทําให
ไมส ามารถใชนา้ํ ในบอได

การใชประโยชนของบอน้ําในบอท่ีขุดเพ่ือการบริโภค อุปโภค ปลูกพืชและ
เลี้ยงปลาน้ัน จําเปนอยางยิ่งที่จะตองปรับสภาพดินในบอ ดินขอบบอ และน้ําในบอใหเหมาะสม
โดยปฏบิ ตั ิตามขน้ั ตอนตอ ไปนี้

ก. แกค วามเปนกรดของดนิ ในบอ และขอบบอ โดยหวา นปนู ใหท่ัวพ้ืนที่ในบอ
และขอบบอ อัตราประมาณ 2 ตันตอไร ปลอยนํ้าเขาพอใหดินช้ืน ทิ้งไวประมาณ 7-10 วัน แลว
ปลอ ยนาํ้ เขาสงู ประมาณ 1 เมตร

ข. ตรวจวัดความเปนกรดเปนดางของนํ้าในบอ เพ่ือตรวจสอบความเหมาะสม
ของชวงความเปนกรดของนํ้าในบอ (ประมาณ pH 6.5) ถายังไมเหมาะสมควรระบายนํ้าลางกรด
ออกอีกครั้งหน่ึง แลวปลอยน้ําดีเขาไปใหม และตรวจวัดความเปนกรดเปนดางของนํ้าในบอทุก
ระยะ 7-15 วนั ถานํ้าเปนกรดเพ่มิ ข้นึ ควรใสปูนลงบอ โดยใชปูน 1 กิโลกรัมตอ นํ้า 1 ลกู บาศกเมตร

ค. เลือกพันธุปลาท่ีทนสภาพความเปนกรดเล็กนอยได เชน ปลานิล ปลา
ตะเพยี น ปลาสลิด ปลาสวาย ปลาดกุ เปนตน

80

ง. มีการถา ยเทน้าํ เปน ครัง้ คราว และหลงั จากจับปลาแลวทําการลอกเลนกนบอ
ตากบอเพือ่ ฆาเชอื้ โรคกอนท่ีปลอยน้ําเขาครั้งตอไป ท้ังนี้จําเปนตองหวานปูนรอบๆ ผนังบอและกน
บอ ดว ย

2.4.3 ดนิ กรด
ดินกรด หมายถึง ดินที่มีคาความเปนกรดเปนดางของดินตํ่ากวา 7.0 แตดินกรดที่เปน

ปญหาทางดานการเกษตร คือดินกรดท่ีมีคาความเปนกรดเปนดางของดินตํ่ากวา 5.5 ซ่ึงความเปน
กรดของดนิ แตละชวงจะมผี ลตอ การปลดปลอ ยธาตอุ าหารในดนิ ใหเปนประโยชน

1) ลักษณะของดินกรด
ดินกรดมีคาความเปนกรดเปนดางของดินตํ่ากวา 5.5 เปนขอจํากัดประเภทหนึ่งใน

ดานความเปนประโยชนของธาตุอาหาร การเกิดดินกรดมีสาเหตุหลายประการ ไดแก เกิดตาม
ธรรมชาตจิ ากวัตถุตนกําเนิดดินท่ีเปนกรด เกิดการชะละลายธาตุท่ีเปนดางออกไปจากดินโดยน้ําฝน
หรือนํ้าชลประทาน พืชดูดเอาธาตุที่เปนดางออกไปแลวปลดปลอยกรดลงไปแทนที่การใชปุยเคมี
หรือสารเคมีตางๆ ที่มีสารกํามะถันเปนองคประกอบ และเกิดจากฝนกรดบริเวณใกลโรงงาน
อตุ สาหกรรม เปนตน พบกระจดั กระจายทวั่ ไปทวั่ ทุกภาคของประเทศ มเี นือ้ ทร่ี วม 95,410,591 ไร

การสังเกตดินกรด ดินกรดไมสามารถมองเห็นไดดวยสายตาเหมือนดินปญหาอ่ืนๆ
สวนใหญเปนดินเน้ือหยาบ ดินรวนหยาบ ดินรวนละเอียด ท้ังในท่ีลุมและในท่ีดอน พ้ืนที่ที่มีการ
ชะลางหนาดินสูง มีการใชปุยเคมีตอเนื่องเปนเวลานานและขาดการปรับปรุงบํารุงดิน ซึ่งอาจพบ
อาการผิดปกติของพืช เชน รากสั้น บวม หรือปลายรากถูกทําลายจากความเปนพิษของอะลูมิเนียม
อาการผิดปกติจากการขาดธาตุอาหารพวกฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และแคลเซียม ท่ีแสดงออก
รวมกัน คือ ใบเล็ก สีใบเขียวเขมจนคลํ้า และอาจพบอาการท่ีเกิดจากแมงกานีสเปนพิษ คือใบจะซีด
เหลือง พืชตระกูลถั่วรากจะมีปมนอยลง ปมท่ีเกิดจะเปนสีเขียว ไมเปนสีชมพู มีการระบาดของเชื้อ
โรคพืชทางดิน เชน โรครากเนา โคนเนา และพืชแสดงอาการเหี่ยวจากการขาดนํ้าไดงายผิดปกติ
เพราะรากไมส ามารถแผข ยายลงไปในดินลกึ ๆ ได

การตรวจสอบคาความเปนกรดเปนดางของดินทําไดหลายวิธี เกษตรกรสามารถ
ปฏิบัติไดดวยตนเอง โดยการใชชุดตรวจสอบดินภาคสนาม (soil test kit) หรือเก็บตัวอยางดินไป
วเิ คราะหในหอ งปฏิบตั ิการของกรมพฒั นาทีด่ ิน

81

2) ปญหาของดนิ กรด คอื
(1) ขาดธาตุอาหารพืชที่เปนประโยชนในดิน เชน ฟอสฟอรัสถูกตรึง ทําใหพืช

ดูดไปใชไ มไดและมธี าตบุ างธาตุ ไดแก อะลมู ิเนียม เหล็ก และแมงกานีส ละลายออกมามากจนเปนพษิ
ตอ พชื ท่ปี ลูก ผลกระทบของปญ หาดินกรดตอ การปลูกพชื

(2) ขาดแคลนธาตุอาหารที่เปนประโยชนตอพืช ทําใหพืชท่ีปลูก เชน ขาวโพด
มะเขอื เทศ และถ่วั แสดงอาการขาดธาตอุ าหาร พืชไมเจริญเติบโต ผลผลิตเสียหายและไดผ ลผลิตต่าํ

(3) ระบบรากพืชถูกทําลาย เน่ืองจากมีอะลูมิเนียมและเหล็กละลายออกมามากจน
เปนพิษตอพืช และดินขาดธาตุอาหารพืช ทําใหพืชที่ปลูกไมสามารถเจริญเติบโตไดดีเหมือนปกติ
จงึ ทาํ ใหผ ลผลติ พืชตา่ํ

(4) เกิดการระบาดของเชื้อโรคพืชหลายชนิด เชน เช้ือราโรคเนาโคนเนาในพืช
เจรญิ เตบิ โตไดดีในสภาพดนิ กรด ทําใหพ ชื ท่ปี ลกู เกิดความเสยี หาย

3) แนวทางการจัดการดินกรด
(1) การใชว สั ดปุ ูนทางการเกษตรเพือ่ ลดความรนุ แรงของกรดในดนิ

วัสดุปูนที่นิยมใช ไดแก ปูนโดโลไมต ซึ่งมีทั้งแคลเซียมและแมกนีเซียมเปน
องคป ระกอบอัตราปูนทใ่ี ชข้นึ กับความรนุ แรงของกรดในดนิ โดยท่ัวไปใชปูนโดโลไมต อัตรา 300-500
กโิ ลกรมั ตอไร

การแกความเปนกรดของดินในท่ีดอนที่ระดับลึกมากกวา 15 เซนติเมตร ซึ่ง
ดินเปนกรดจัดจนรากพืชไมสามารถแผขยายลงไปได การใชวัสดุปูนมักไมไดผล เน่ืองจากวัสดุปูน
มีการละลาย และเคล่ือนลงไปในดินลางไดนอย จึงตองใชวัสดุอ่ืนๆ เชน ยิปซัม หรือฟอสโฟยิปซัม
ท่ีมีคุณสมบัติในการละลายและสามารถแทรกซึมลงไปในดินลาง อัตรายิปซัมที่ใชข้ึนกับความ
รุนแรงของกรดในดิน

(2) การใสอินทรียวัตถุ ไดแก ปุยหมัก ปุยคอก ปุยพืชสด ชวยเพิ่มการดูดซับ
ธาตุอาหารพืชในดิน ลดการสูญเสียธาตุอาหารจากการถูกชะลาง และอินทรียวัตถุยังชวยลดความ
เปนพษิ ของเหล็กและอะลมู เิ นียมในดนิ ดว ย

(3) การเพ่ิมธาตุอาหารพืช เชน การใสปุยหมัก ปุยคอก ปุยพืชสด รวมกับปุยเคมี
ท้ังปุยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ตามชนิดและปริมาณท่ีเหมาะสมกับพืชที่ปลูก และ
ฉีดพน ดวยฮอรโมนหรือนํา้ หมักชีวภาพ (จากสารเรงซุปเปอร พด.2)

(4) การคลุมดิน ใชวัสดุคลุมดิน เศษพืชหรือปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดิน เปนการ
รักษาหนาดนิ ปอ งกันการชะละลายหนาดิน รักษาความชื้นในดนิ และเพม่ิ อนิ ทรียวัตถใุ หกบั ดิน

82

(5) การเลือกชนิดพืชและพันธุพืชที่เหมาะสมกับดินกรด ซึ่งดินกรดที่ไดรับการ
ปรับปรุงแกไขแลวสามารถปลูกพืชไดเกือบทุกชนิด แตตองมีการจัดการนํ้าและธาตุอาหารพืช
ที่เหมาะสม เกษตรกรควรรูชวงเปนกรดเปนดางของดินที่เหมาะสมสําหรับพืชแตละชนิด เพ่ือจะได
แกไขความเปนกรดของดินใหอยูในชวงพอดีกับความตองการของพืชชนิดนั้นๆ พืชหลายชนิด
สามารถทนทานและเจริญเติบโตไดดีในดินกรด เชน ขาว แตงโม ขาวโพด ขาวฟาง ออย
มันสําปะหลัง ถั่ว ยางพารา ปาลมน้ํามัน กาแฟ กลวย มะมวง มะมวงหิมพานต ยาสูบ และสับปะรด
เปนตน

(6) การเลือกใชระบบการปลูกพืชท่ีมีระบบรากลึกสลับกับรากตื้น เชน ปลูกพืช
แซม ปลูกพชื หมุนเวียนชนิดตา งๆ สลบั กบั พชื ตระกลู ถัว่ เปน ตน

ภาพที่ 2-82 การใชว ัสดุปูนปรับปรงุ ดนิ กรด การปลกู พชื ปุยสด และการใชป ยุ คอก ปยุ หมกั

ภาพที่ 2-83 พืชทีป่ ลกู ในพ้นื ทีด่ นิ กรด
4) คําแนะนาํ การปลูกพืชบางชนิดในดนิ กรด

(1) แนวทางการจัดการดินเพอื่ ปลูกไมผ ล ในพน้ื ที่ดนิ กรด (pH ดนิ กอ นปลกู 4.5-5.0)
ก. ใสปูนโดโลไมต อัตรา 500 กิโลกรัมตอไร หวานทั่วพ้ืนที่หรือใสเฉพาะ

หลุมอัตรา 1-2 กิโลกรมั ตอ หลมุ โดยคลกุ เคลากับดนิ รดน้ําพอชุม หมักไว 20 วัน
ข. ใสปุยหมัก 20-25 กิโลกรัมตอหลุม และใสปุยหมักขยายเชื้อสารเรง พด.3

อตั รา 10 กโิ ลกรัมตอ ตน

83

ค. ใสปุยเคมีสูตร 15-15-15 อัตราเทากับครึ่งหน่ึงของอายุตนไมตอตนตอป
และใสปยุ หมักหรือปุยคอกทุกป โดยหวา นปุยบริเวณรอบรศั มีทรงพมุ

(2) แนวทางการจดั การดินเพอ่ื ปลูกขา ว ในพื้นทด่ี นิ กรด (pH ดินกอนปลกู 5.1-5.5)
ก. ใสปูนโดโลไมต อัตรา 100-200 กิโลกรัมตอไร ไถคลุกเคลากับดิน หมักไว

อยา งนอย 7 วัน
ข. ปลูกพืชตระกูลถ่ัว เชน โสนอัฟริกัน ถ่ัวกุม แลวไถกลบลงดิน หมักไว

ประมาณ 10 วันกอนปลูกขา ว
ค. ใสปุยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 25 กิโลกรัมตอไร รองพ้ืน และใสปุยยูเรีย 10

กิโลกรมั ตอ ไร ชว งขา วตัง้ ทอง

(3) แนวทางการจัดการดินเพ่อื ปลกู มันสาํ ปะหลงั ในพนื้ ท่ดี ินกรด (pH ดินกอน
ปลูก 4.5-5.0)

ก. ใสปูนขาวหรือปูนโด,ไมท 200-300 กิโลกรัมตอไร ไถคลุกเคลากับดิน
หมักไวประมาณ 20 วัน แลวใสปุยหมัก 1 ตันตอไร หรือไถกลบพืชปุยสด เชน ปอเทือง ถ่ัวพรา
ถั่วพุม กอนปลูกมันสําปะหลัง หรือปลูกพืชปุยสดระหวางแถวมันสําปะหลัง แลวสับกลบชวงเร่ิม
ออกดอก

ข. ใสป ุยเคมีสตู ร 15-15-15 อตั รา 100 กิโลกรัมตอ ไร

(4) แนวทางการจัดการดินเพ่ือปลูกขาวโพด ในพ้ืนที่ดินกรด (pH ดินกอนปลูก
4.5-5.0)

ก. ใสปูนขาวหรือปูนโดโลไมต 200-300 กิโลกรัมตอไร ไถคลุกเคลากับดิน
หมักไวประมาณ 20 วัน แลวปลูกพืชปุยสด เชน ปอเทือง ถั่วพรา ถ่ัวพุม สับกลบกอนปลูกขาวโพด
หรอื ใสปยุ หมกั 1 ตนั ตอไรค ลุกเคลากับดนิ กอ นปลกู ขา วโพด

ข. ปุยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50-75 กิโลกรัมตอไร แบงใส 2 ครั้ง (รองกน
หลุม และอายุ 1 เดือน)

(5) แนวทางการจดั การดนิ เพอ่ื ปลกู ออย ในพื้นทีด่ นิ กรด (pH ดนิ กอ นปลกู 5.1-5.5)
ก. ใสปูนขาวหรือปูนโดโลไมต 200-300 กิโลกรัมตอไร ไถคลุกเคลากับดิน

หมักไวประมาณ 20 วัน แลวปลูกพืชปุยสด เชนปอเทือง ถั่วพรา ถั่วพุม สับกลบกอนปลูกขาวโพด
หรือใสปยุ หมัก 1 ตันตอไรคลุกเคลากับดินกอ นปลูกออ ย

ข. ใสปุยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 100 กิโลกรัมตอไร แบงใส 3 ครั้ง 25 25
และ 50 กิโลกรมั ตอ ไร (รองกน หลุม อายุ 1 และ 3 เดอื น)

84

2.4.4 ดินอินทรยี 
ดินอินทรีย หมายถึง ดินที่มีวัสดุอินทรียหรือมีเศษซากพืชทับถมกันปริมาณมาก และ

เปนช้ันหนามากกวา 40 เซนติเมตรจากผิวดิน พบในพ้ืนที่ลุมนํ้าขังหรือมีน้ําขังนานเกือบตลอดป
ดินและนํ้าเปนกรดจัดมาก เน่ืองจากจากมีการสะสมเศษช้ินสวนพืชในสภาพน้ําขัง ทําใหการ
สลายตัวของเศษชิ้นสวนพืชเปนไปไดชามาก และมักพบชั้นดินเลนของตะกอนน้ําทะเลที่มี
องคประกอบของกาํ มะถนั อยสู งู (ไพไรต) ซง่ึ เมอื่ ชนั้ ดินนแี้ หง จะแปรสภาพเปนดินเปรย้ี วจัด

1) ลักษณะของดนิ อนิ ทรีย
ดินมีการสะสมเศษชิ้นสวนพืชที่สลายตัวดี กําลังสลายตัวหรือสลายตัวนอยเปนช้ัน

หนา ในพ้ืนที่ลุมต่ําที่มีนํ้าขังตลอดปหรือเกือบตลอดป สภาพพืชพรรณธรรมชาติเปนปาพรุ เสม็ด
กก และกระจูด เปนตน พบในบริเวณที่ลุมน้ําขังชายฝงทะเลของภาคใตและภาคตะวันออก มีพ้ืนท่ี
ประมาณ 260,109 ไร ประกอบดวย กลุมอินทรียที่มีช้ันวัสดุอินทรียหนา 40-100 เซนติเมตรจาก
ผิวดนิ ไดแก กลุมชุดดินที่ 57 และ กลุมอินทรียที่มีช้ันวัสดุอินทรียหนามากกวา 100 เซนติเมตรจาก
ผิวดิน ไดแ ก กลมุ ชุดดนิ ที่ 58

ภาพที่ 2-84 ลกั ษณะของดนิ อนิ ทรยี 

2) ปญหาของดนิ อนิ ทรีย
ดินอินทรียสวนใหญพบในพื้นท่ีลุม มีนํ้าทวมขังนาน อินทรียวัตถุเกาะตัวกันอยาง

หลวม ยืดหยุนและลอยน้ํา เม่ือมีการระบายนํ้าออกไป ดินแหงจะยุบตัวมาก ติดไฟงาย ดับยาก ดิน
และน้าํ เปนกรดจัดมาก เกดิ ความไมส มดุลของธาตุอาหาร ทําใหพืชแสดงอาการขาดธาตุอาหาร เชน
ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซยี ม สงั กะสี ทองแดง โบรอน และแมงกานสี เกิดความเปน พษิ ของ
เหล็กและอะลูมเิ นยี ม เปนตน ทาํ ใหเกดิ การเจริญเติบโตของพืชไมดี ใหผลผลิตต่ําและมีอายุการเก็บ
เกีย่ วสน้ั นอกจากนีก้ ารจัดการดินทาํ ไดลําบากและเสยี คาใชจ ายสงู

85

3) แนวทางการจัดการดินอินทรยี 
การใชประโยชนท่ีดินบนพ้ืนที่ดินอินทรีย เม่ือมีการระบายน้ําออกไปจากพ้ืนที่

จะทําใหดินและนํ้าเปนกรดจัดมาก การปรับปรุงแกไขจึงดําเนินการเชนเดียวกับการปรับปรุงแกไข
ดินเปรีย้ วจดั โดยเลอื กพ้ืนทีบ่ รเิ วณขอบๆ พรุท่ีนํ้าทวมไมสูง มีช้ันวัสดุอินทรียบาง และมีแหลงนํ้าจืด
เปนตน

(1) การควบคุมระดับน้ํา ควบคุมระดับนํ้าใตดินใหคงที่เพื่อปองกันการเติม
ออกซิเจนใหกับสารไพไรตท่ีอยูใตช้ันดินอินทรีย เกิดเปนสารประกอบจาโรไซต ทําใหดินและนํ้า
เปนกรดจัดมาก ดังนั้นการปลอยใหพ้ืนที่ดินอินทรียแหงเกินไป จะเกิดผลเสีย คือดินจะแปรสภาพ
เปน ดินเปรี้ยวจดั และช้ันดนิ อนิ ทรยี จ ะยุบตัวบางลงมาจากการสญู เสยี น้ํา สลายตัวและเกิดไฟไหม

(2) การเตรียมดิน ดินอินทรียเปนดินที่ยุบตัวงาย จึงควรเลือกเคร่ืองมือ หรือ
เครือ่ งจักรกลทมี่ นี ้าํ หนกั เบา หรอื ใชแรงคนในการเตรยี มดนิ เพ่อื ปลูกพืช

(3) การเลอื กชนดิ พชื ปลกู ที่เหมาะสม ปลูกพชื ทที่ นสภาพดินกรดและทนตอสภาพ
นํ้าขัง โดยมีการจัดการดินต้ังแตการเตรียมดิน การค้ํายันไมใหพืชลม ชนิดพืชที่เหมาะสม เชน ขาว
และยกรอ งปลกู พืชผัก ขาวโพด มนั เทศ กลว ย ถ่วั เขียว มะพรา ว และพชื ตระกลู ปาลม เปน ตน

(4) การใสวัสดุปูนทางการเกษตร ลดความเปนกรดของดินโดยใสวัสดุปูนตาม
ความรนุ แรงของความเปน กรดของดิน เชนเดยี วกับการจดั การดินเปร้ียวจดั

(5) การใสปุย ดินอินทรียเมื่อแหงจะเปนกรดจัดมาก เกิดความไมสมดุลของ
ธาตอุ าหาร และขาดธาตุอาหาร เชน ขาดธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม สังกะสี ทองแดง
โบรอน และแมงกานีส เกิดความเปนพิษของเหล็กและอะลูมิเนียม เปนตน จึงควรใหปุยท่ีมี
ธาตอุ าหารดังกลา วรวมกับการใชวสั ดุปนู

ภาพที่ 2-85 พชื ท่ปี ลกู ในพืน้ ท่ดี ินอนิ ทรยี 

86

2.4.5 ดินทราย
ดินทราย หมายถึงดินท่ีมีเนื้อดินบนเปนดินทรายหรือดินทรายปนรวนท่ีเกิดเปนช้ัน

หนามากกวา 100 เซนติเมตรจากผิวดิน บางพื้นท่ีมีความหนามากกวา 50 เซนติเมตรจากผิวดิน ท่ี
รองรับดว ยชั้นดานดนิ เหนียว ดินรว น หรอื พบช้ันดานอนิ ทรียภ ายในความลกึ 100 เซนติเมตร

1) ลกั ษณะของดนิ ทราย
ดินทรายมีเน้ือดินเปนดินทราย หรือดินทรายปนดินรวน เน้ือดินเหนียวนอย เปน

ดินท่ีไมมีโครงสรา ง มีลักษณะเปนเมด็ เดี่ยวๆ การเกาะตัวหรอื ยดึ ตวั ของเมด็ ดนิ ต่ํา ทาํ ใหเกิดการชะ
ลางพังทลายของดินไดงาย บางพื้นท่ีดินแนนทึบเนื่องจากเนื้อดินเปนทรายละเอียดทําใหเปน
อุปสรรคตอการเจริญเติบโตของพืช มีการระบายน้ําดีเกินไป ทําใหเกิดปญหาการขาดแคลนนํ้า
ความสามารถในการอมุ น้าํ และดดู ซบั ธาตอุ าหารตา่ํ ความอุดมสมบูรณของดินตํ่า การใชประโยชน
เพ่ือการปลูกพชื จําเปนตองมีการจัดการเปน พเิ ศษกวา ดนิ ท่ัวไป

ดินทรายพบท่ัวไปในทุกภาคของประเทศ แตพบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
และพบท่วั ไปในภาคตะวนั ออก จังหวัดชายฝงทะเล และพ้ืนท่ีเนินทราย มีเน้ือท่ีรวม 12,544,293 ไร
ไดแก กลุมชุดดินท่ี 23 24 41 42 43 และกลุม ชุดดนิ ท่ี 44 ดนิ ทราย แบงออกเปน 3 ประเภท คือ

(1) ดนิ ทรายในพน้ื ที่ลุม มเี นอ้ื ที่ 3,006,825 ไร ไดแ ก กลุมชดุ ดินที่ 23 และ 24
(2) ดนิ ทรายในพ้ืนท่ดี อน เนอื้ ที่ 9,017,898 ไร ไดแก กลมุ ชดุ ดนิ ที่ 41 43 และ 44
(3) ดินทรายในพ้ืนที่ดอนทีม่ ชี ั้นดานอินทรยี  มเี น้ือที่ 519,570 ไร ไดแ ก กลมุ ชดุ ดินท่ี 42

ภาพที่ 2-86 สภาพดนิ ทรายท่พี บโดยทวั่ ไป
2) ปญ หาของดนิ ทราย

(1) การชะลางพังทลายของดิน นับเปนปญหารุนแรงในพ้ืนท่ีทําการเกษตรท่ีมี
ลักษณะพ้ืนที่ลุมๆ ดอนๆ การชะลางพังทลายของดินจะเริ่มเกิดขึ้นรุนแรงในพ้ืนท่ีที่มีความลาดชัน
ต้ังแต 5 เปอรเซ็นตข้ึนไปท่ีใชปลูกพืชโดยไมมีมาตรการดานอนุรักษดินและน้ําท่ีเหมาะสม และจะ
รุนแรงมากขึ้นในพื้นที่ลาดชันสูงหรือพ้ืนท่ีภูเขา การชะลางพังทลายทําใหเกิดการสูญเสียหนาดิน

87

สมบัติทางเคมีและกายภาพของดินเส่ือมลงกลายเปนพื้นท่ีเส่ือมโทรมท่ีไมสามารถเพาะปลูกพืชได
นอกจากนั้น ยงั สงผลกระทบตอระบบนิเวศ เชน แมน้าํ ลาํ ธาร เขือ่ น และอางเก็บนํ้าชลประทานตืน้ เขิน

(2) ความอุดมสมบูรณของดินตํ่า ดินทรายจัดมีความอุดมสมบูรณตํ่า ปริมาณ
อินทรียวัตถุ ธาตุโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสท่ีเปนประโยชนตอพืชอยูในเกณฑต่ําถึงต่ํามาก
ความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารและแลกเปล่ียนธาตุอาหารต่ํามาก ทําใหการตอบสนองตอ
การใชปุยเคมีของพืชต่ํา รวมท้ังการปลูกพืชติดตอกันเปนเวลานานโดยไมมีการปรับปรุงดินหรือ
เพ่ิมความอุดมสมบูรณแกดินเทาที่ควร ทําใหดินเสื่อมโทรม พืชท่ีปลูกมีการเจริญเติบโตไมดี และ
ใหผลผลิตตา่ํ

(3) สมบตั ทิ างกายภาพของดนิ ไมเหมาะสม ดินทรายเปนดินท่ีไมมีโครงสราง หรือ
เปนเม็ดเด่ียวๆ ทําใหไมเกาะยึดตัว สูญเสียดิน นํ้า และธาตุอาหารไดงาย บางพ้ืนท่ีดินแนนทึบจาก
การเขตกรรมไมเหมาะสม โดยเฉพาะดินนาที่มีเนื้อดินคอนขางเปนทรายละเอียดและมีอินทรียวัตถุ
ตํ่า ทําใหเปนอปุ สรรคตอ การชอนไชของรากพืช พืชมีการเจริญเตบิ โตไมดี

ภาพที่ 2-87 การชะลา งพังทลายของดนิ เกิดข้ึนไดงา ย

3) แนวทางการจดั การดนิ ทราย
ดินทรายเปน ดนิ ท่ีมคี วามอดุ มสมบรู ณตํ่า ความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารตํ่า

สูญเสียแรธาตุอาหารไปจากดินไดงาย จึงควรมีการจัดการเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณของดิน
ปองกันการชะลางพงั ทลายและการขาดแคลนน้าํ ดังน้ี

(1) การปรับปรุงดินและเพิ่มความอุดมสมบูรณของดินดวยอินทรียวัตถุ เชน ปุย
หมกั ปยุ คอก หรือปลูกพชื ตระกลู ถ่ัวแลวไถกลบเปนปุยพืชสด เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูดซับ
ธาตุอาหารพชื และความสามารถในการอุมนํ้าแกดิน ปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน ทําใหดิน
มกี ารเกาะยึดตวั กนั ดขี ึน้

(2) การอนุรักษดินและนํ้าท่ีเหมาะสม ปลูกพืชคลุมดิน เพ่ือปองกันการชะลาง
พงั ทลายของดนิ การใชวสั ดุคลุมดนิ เพอื่ ปอ งกันการระเหยของนา้ํ และรักษาความชืน้ ไวใ นดิน

88

(3) การเลือกชนิดพืชปลูกที่เหมาะสม ปลูกพืชทนแลง หรือพืชท่ีใชนํ้านอย อายุ
การเก็บเก่ียวส้ัน เชน ถั่วเขียว ขาวโพดหวาน ขาวโพดฝกออน เปนตน หรือการปลูกพืชแบบ
หมนุ เวยี น ไรน าสวนผสม

(4) การจัดการนํ้าท่ีเหมาะสมเพื่อใหการใชนํ้าเปนไปอยางประหยัดและมี
ประสิทธภิ าพ เชน การใหนา้ํ แบบหยด เปนตน หรอื ขดุ สระเพื่อเกบ็ นาํ้ ไวใ ชใ นชว งท่ีพืชขาดนํา้

(5) การใชป ุย เคมี ในดินท่ีมีความอุดมสมบูรณต่ํามากและมีปริมาณธาตุอาหารพืช
ไมเพียงพอ ควรใชปุยเคมีรวมดวยตามความเหมาะสมกับชนิดพืชท่ีปลูก โดยใชปุยเคมีท่ีละลายชา
แบง ใสคร้ังละนอยๆ เปน ระยะ ใสในขณะทดี่ ินมีความชืน้ เหมาะสม และควรใชรว มกับปุยอินทรยี 

4) การจดั การดนิ ทรายเพ่อื ปลกู พชื บางชนดิ
(1) การจัดการดนิ ทรายเพอื่ ปลูกขา ว
ดินทรายในพื้นที่ลุม ซ่ึงเปนพื้นที่ที่มีการระบายน้ําคอนขางเลว มีน้ําทวมขัง

ในชวงฤดูฝน สามารถปลูกขาวได โดยมีการปรับปรุงและเพิ่มความอุดมสมบูรณของดินดวยปุย
อินทรียชนิดตางๆ เชน ปุยคอก ปุยหมัก การไถกลบพืชปุยสด ไถกลบตอซัง ฟางขาว วัสดุเหลือใช
ทางการเกษตรอ่ืนๆ เพ่ือเพิ่มความสามารถในการอุมน้ํา การดูดซับธาตุอาหารและทําใหดินมีการ
เกาะยึดตัวกันดีข้ึน รวมท้ังการใชนํ้าหมักชีวภาพ และปุยเคมีรวมดวย โดยเลือกใชสูตรและอัตราที่
เหมาะสมกบั ชนดิ ของขา วทป่ี ลกู

การใสปุยหมักหรือปุยคอก ปุยหมัก ใชอัตรา 4-6 ตันตอไร ใสแบบหวานทั่ว
แปลงแลว ไถกลบชวงเตรียมดิน สําหรับปุยคอกใชอัตรา 1.5-3 ตันตอไร ใสแบบหวานทั่วแปลง
เชนเดียวกับปุยหมัก ในดินท่ีมีลักษณะเปนทรายจัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากการใช
ปุยอินทรียแลว จําเปนตองใชปุยเคมีรวมดวย โดยใชรวมกับปุยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 15-30
กโิ ลกรัมตอไร อยางไรก็ตาม สามารถใชปยุ เคมลี ดลงไดเมือ่ ดนิ มคี วามอดุ มสมบูรณเ พิ่มข้นึ

ปุยพืชสด พืชตระกูลถั่วที่เหมาะสมปลูกเปนปุยพืชสดในนาดินทราย ไดแก
ถัว่ พรา ปอเทอื ง ถัว่ พุม และโสนอฟั รกิ นั โดยกอนปลูกขาว หวานหรือหยอดเมล็ดพันธุพืชปุยสดลง
ในแปลงนา อตั ราเมล็ดพันธุท ่ีแนะนําคอื ถั่วพรา 10 กโิ ลกรมั ตอไร ถั่วพุม 6 กิโลกรัมตอไร ปอเทือง
และโสนอัฟริกัน ใชอัตรา 5 กิโลกรัมตอไร โดยโสนอัฟริกัน กอนนําไปปลูกควรแชเมล็ดพันธุใน
นํ้า 1 คืน ปลูกแลวไถกลบลงดินในระยะ ออกดอก ทิ้งไวใหยอยสลายประมาณ 15 วัน แลวจึง
เตรียมดินทําเทือกปลูกขาวตอไป นอกจากการไถกลบ พืชปุยสดแลว การไถกลบตอซัง ก็เปนการ
เพิ่มอินทรียวัตถุใหกับดิน ทําใหดินมีความอุดมสมบูรณเพิ่มมากขึ้น และมีผลตอการเจริญเติบโต
และใหผ ลผลิตของขาวเชน กนั


Click to View FlipBook Version