The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by KNnipa Pho Na, 2022-09-19 22:47:50

สังเคราะห์ PLC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ)

PLC วิชาภาษาอังกฤษ

1



คำนำ

รายงานผลการสงั เคราะหร ายงานการสังเคราะหผลการดำเนนิ การดำเนนิ งานโครงการพัฒนาวิชาชีพ
แบบชุมชนแหงการเรียนรูทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ประจำป ๒๕๖๒ กลุม
สาระการเรียนรูภาษาตา งประเทศ(ภาษาอังกฤษ) นี้ เปนการรายงานผลการดำเนินงานวิชาชีพ ของสำนักงาน
เขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔ ที่เนนการพัฒนาศักยภาพครูผูสอนภาษาอังกฤษใหเปนผูมี
สมรรถนะสูง และการจัดการเรียนรูวิชาภาษาไทยท่ีเนนกระบวนการจัดการเรียนรโู ดยใชกระบวนการ Active
Learning และใชชุมชนแหงการเรียนรูทางวิชาชีพ(PLC) เปนเคร่ืองมือใหครูภาษาไทย สามารถบริหารจัดการ
ชั้นเรยี นทม่ี จี ำนวนครผู สู อนภาษาไทยไมครบช้นั เรียน จากทสี่ ำนกั งานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาอดุ รธานี
เขต ๔ มโี รงเรียนในสังกัด จำนวน ๑๔๓ โรงเรียน และในจำนวนดังกลาว มีโรงเรียนที่เปนโรงเรียนขนาดเล็ก
จำนวน ๗๑ โรงเรียน ซึ่งมโี รงเรยี นทีม่ ผี ลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติข้ันพ้ืนฐาน (O-NET) ของผูเรียน
ชน้ั ประถมศกึ ษาปท่ี ๖ ปก ารศึกษา ๒๕๖๑ ซงึ่ มคี าเฉลี่ย วิชาภาษาไทย ต่ำกวาคา เฉลยี่ ระดบั ชาติ จำนวน ๖๔
โรงเรียน และ ผลการทดสอบความสามารถพื้นฐานของผูเรียนระดับชาติ NT ชั้นประถมศึกษาปที่ ๓ ป
การศกึ ษา ๒๕๖๑ ต่ำกวา คา เฉลยี่ ระดบั ประเทศ จำนวน ๕๗ โรงเรียน จากขอ มลู ดังกลา ว สำนักงานเขตพื้นท่ี
การศกึ ษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔ จึงมีความจำเปน อยา งยิ่งท่คี รูผสู อนในโรงเรียนขนาดเล็ก จะตองไดรับ
การพัฒนาศักยภาพใหเปนผูมีสมรรถนะสูง และการจัดการเรียนรูที่เนนกระบวนการจัดการเรียนรูใช
กระบวนการ Active Learning และการใชชุมชนแหงการเรียนรูทางวิชาชีพ(PLC) เปนเคร่ืองมือใหครูทำงาน
สามารถบริหารจัดการชั้นเรียนจากการที่มีจำนวนครูผูสอนไมครบชั้นเรียน และไมครบตามกลุมสาระการ
เรียนรู

ดังนั้นเพื่อเปนการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดังกลาวใหสูงขึ้นนั้น สำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔ จึงกำหนดใหมีการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน O-NET ช้ัน
ประถมศึกษา ปที่ ๖ โดยใชกระบวนการชุมชนแหงการเรียนรูทางวิชาชีพ (Professional Learning
Community: PLC) เพื่อใหครูผูสอนในโรงเรียนขนาดเล็กปฏิบัติหนาที่ไดอยางเต็มศักยภาพ สามารถ
ขบั เคลอ่ื นงานพฒั นายกระดับคุณภาพการศกึ ษา ใหผเู รียนมีผลการเรยี นรูที่สูงข้นึ จากปการศกึ ษาทผ่ี า นมา

นายปญ ญารฐั ฎน จันทรกอง
ผูอำนวยการสำนักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔

หัวหนาโครงการ



สารบญั

เรอ่ื ง หนา
บทท่ี ๑ บทนำ............................................................................................................................... ๑

๑. หลักการและเหตผุ ล................................................................................................. ๑
๒. วัตถุประสงค… …………………………………………………………………………………………….. ๑
๓. เปาหมายการพัฒนา................................................................................................. ๔
๔. การไดร ับการสนบั สนนุ การจัดกิจกรรมพัฒนาวชิ าชีพ.............................................. ๔
๕. ระยะเวลาดำเนนิ การ................................................................................................ ๗
บทท่ี ๒ เอกสารทเ่ี กยี่ วของ......................................................................................................... ๗
1. หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑................................... ๙
๑๓
2. หลกั การ แนวคิด และทฤษฎที ีเกย่ี วของกบั การจดั การศึกษา...................................
๑๙
3. การจดั กจิ กรรมการเรยี นรเู ชิงรุก (Active Learning) ..............................................
๒๔
4. หลกั การ แนวคดิ เก่ยี วของกบั การพัฒนาวชิ าชีพแบบชุมชมแหงการเรยี นรูทาง ๒๙
วชิ าชีพ (Professional Learning Community: PLC)…………………………………………. ๒๙
5. มาตรฐานและตวั ชี้วดั กลมุ สาระภาษาตา งประเทศ ตามหลกั สตู รแกนกลาง ๓๒
การศึกษาขนั้ พ้ืนฐานกลุมสาระการเรยี นรูภาษาตา งประเทศ พทุ ธศกั ราช 2551……… ๕๕
6. การทดสอบทางการศึกษาระดบั ชาติขั้นพ้ืนฐาน (O-NET)…………………………………….. ๖๙
7. งานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วของ……………………………………………………………………………………….. ๗๒
บทท่ี ๓ วธิ กี ารดำเนนิ งาน.......................................................................................................... ๗๓
บทที่ ๔ สรุปขอ คนพบ นวตั กรรมที่เกิดขนึ้ และปจ จัยความสำเร็จ.............................................. ๗๔
บทที่ ๕ ขอเสนอแนะและแนวทางพฒั นา...................................................................................
ภาคผนวก..................................................................................................................... ๗๕
- ตวั อยา งตารางบันทึกจัดตัง้ กลุม PLC……………………………………………………………….
- ตัวอยา งการกำหนดปญหา ขนั้ ท่ี ๕ การแกปญ หา..................................................... ๗๗
- ตัวอยางการบันทึกสังเกตการณส อน ข้ันที่ ๔ นำสูการลงมอื ปฏิบัต/ิ สงั เกตการณ

สอน...........................................................................................................................
- ประกาศสำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษาอดุ รธานี เขต ๔ เร่อื ง การ
ขบั เคลอ่ื นการดำเนนิ งานโครงการพฒั นาคุณภาพการศึกษาของนักเรียนในโรงเรยี น
ขนาดเลก็ สงั กัด สพป.อดุ รธานี เขต ๔ ดวยกระบวนการชมุ ชนแหงการเรยี นรทู าง
วิชาชพี PLC ลงวนั ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๓...................................................................



สารบญั (ตอ ) หนา

เรือ่ ง ๗๙
- คำส่งั แตง ต้งั คณะกรรมการขับเคลอื่ นการดำเนนิ งานโครงการพัฒนาคณุ ภาพ ๙๒
การศกึ ษาของนักเรยี นในโรงเรยี นขนาดเล็ก สงั กดั สพป.อุดรธานี เขต ๔ ดวย ๑๐๑
กระบวนการชุมชนแหงการเรียนรทู างวชิ าชีพ PLC ท่ี ๑๑๑/๒๕๖๓ ลงวันที่ ๒๕ ๑๐๔
มถิ ุนายน ๒๕๖๓........................................................................................................... ๑๐๖
- โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก สงั กดั สพป.
อดุ รธานี เขต ๔..............................................................................................................
ภาพกจิ กรรม.................................................................................................................
ตัวอยางLink VDO การสอนของครู............................................................................
ผจู ดั ทำ..........................................................................................................................



บทที่ 1
บทนำ

๑. หลกั การและเหตุผล

สำนักงานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔ มโี รงเรียนในสงั กัด จำนวน ๑๔๓ โรงเรียน
มีโรงเรียนที่เปนโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน ๗๑ โรงเรียน ซึ่งในจำนวนดังกลาวมีโรงเรียนที่มี ผลการทดสอบ
ทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของผูเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๖ ปการศึกษา ๒๕๖๒ ซึ่งมี
คาเฉลย่ี วิชาภาษาองั กฤษ รอยละ ๓๔.๔๒ ซึง่ มคี า ตำ่ กวาคา เฉลย่ี ระดับชาติ จำนวน ๑๗ โรงเรยี น เปน คาเฉล่ีย
ที่ยังไมเปนที่นาพอใจ จากขอมูลดังกลาวสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔ จึงตอง
ขบั เคลื่อนพัฒนาครผู สู อนภาษาองั กฤษโดยดำเนนิ โครงการพฒั นาวชิ าชพี แบบชุมชนแหงการเรยี นรูทางวิชาชีพ
(Professional Learning Community: PLC) กลุมสาระการเรียนรูภาษาอังกฤษ เพื่อขับเคลื่อนพัฒนา
ครูผูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน ๑๗ โรงเรียนรายงานผลการสังเคราะหรายงานการ
สังเคราะหผล การดำเนินงานดังกลาว ในโรงเรียนขนาดเล็กมีความสำคัญจำเปนจะตองดำเนินการเพื่อใหได
ขอ มูลในการพฒั นาศักยภาพของผูเรยี นใหเ ปนผมู สี มรรถนะสูง และการจัดการเรยี นรทู เ่ี นน กระบวนการจัดการ
เรียนรูใชกระบวนการ Active Learning และการใชชุมชนแหงการเรียนรูทางวิชาชีพ เปนเครื่องมือใหครู
ทำงาน จึงจะสามารถบริหารจัดการชั้นเรียนซึ่งมีจำนวนครูผูสอนไมครบชั้น และไมครบตามกลุมสาระการ
เรียนรู ใหมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรูที่สูงขึ้น จากปการศึกษาที่ผานมา และเพ่ือใหครูผูสอนในโรงเรียนขนาด
เล็กปฏิบัติหนาที่ไดอยางเตม็ ศักยภาพในการขับเคลื่อนงานพัฒนายกระดับคุณภาพการศึกษาในภาวะที่ขาด
แคลนครูผูส อน

๒. วตั ถุประสงค
๑. เพือ่ วดั ความสามารถของผเู รยี นชน้ั ประถมศึกษาปท ่ี ๖ ในสาระท่ี 1 ภาษาเพ่ือการสอ่ื สาร
๒. เพ่อื วัดความสามารถของผเู รียนช้ันประถมศึกษาปที่ ๖ ในสาระที่ ๔ ภาษากบั ความสมั พันธกบั

ชมุ ชนและโลก

๓. เปา หมายการพัฒนา
สำนกั งานเขตพื้นท่กี ารศึกษาประถมศึกษาอดุ รธานี เขต ๔ มีเปามายการพัฒนาการขบั เคลื่อน

การดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กสังกดั สพป.อดุ รธานี เขต ๔
ดวยกระบวนการชมุ ชนแหงการเรียนรทู างวิชาชพี PLC กลุมสาระการเรียนรูภ าษาองั กฤษ ดงั นี้

๓.๑ เปาหมายดานบุคลากร ประกอบดว ย
๓.๑.๑ ผูบริหารในโรงเรยี นขนาดเล็ก กลุมเครือขายพัฒนาคุณภาพการศกึ ษา จำนวน ๑๗

คน ประชุมสรา งความเขา ใจเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำ PLC จำนวน ๑ คร้งั



๓.๑.๒ ครูผสู อนในโรงเรยี น ขนาดเล็ก จำนวน ๑๗ โรงเรียน รวมจำนวน ๖๘ คน
จำนวน ๑ ครั้ง

๓.๑.๓ MT ทกุ โรงเรียน ประชมุ ทำความเขา ใจเกยี่ วกบั แนวทางการจดั ทำ PLC กระบวนการ
ดำเนนิ งาน กำหนดเปาหมายอภปิ ราย สะทอนผล แลกเปลยี่ นกับคนอื่น ๆ

สมาชกิ ท่เี ขา รว มกจิ กรรมพัฒนาวชิ าชีพ ๑๑๐ คน (ระบขุ อ มูลตามสภาพจรงิ )

ท่ี ประเภทของสมาชิกท่เี ขารวมกจิ กรรม จำนวน (คน)
๑ ครู ๖๘
๒ ผูบริหารสถานศึกษา ๑๗
๓ ผบู ริหารการศึกษา ๔
๔ ศกึ ษานิเทศก ๑๑
๕ อาจารยจากสถาบันอุดมศึกษา ๑๐
๖ นักวชิ าการศกึ ษา -
๗ อนื่ ๆ (โปรดระบุ) ............................ -

๓.๒ เปาหมายดานกลุมเครอื ขายพัฒนาคุณภาพการศึกษา

เปาหมายดานกลุมเครือขายพัฒนาคุณภาพการศึกษา กลุมสาระการเรียนรูภาษาอังกฤษ เปน

โรงเรียนขนาดเล็กในสังกัด สพป.อุดรธานี เขต ๔ ที่อยูในกลุมเครือขายพัฒนา ทั้ง ๖ กลุมฯ จำนวน ๑๗

โรงเรียน ดงั น้ี

กลมุ เครือขายพัฒนาคุณภาพการศึกษา กลมุ ที่ ๑

(กลุม เครือขา ยโรงเรยี นบา นผอื และกลุมเครือขายโรงเรียนลุมน้ำโมง)

๑. โรงเรยี นบานนาคณู ๘. โรงเรียนบานหนองบอนเวียงชัย

๒. โรงเรยี นบา นภดู ิน ๙. โรงเรียนบา นขัวลอ

๓. โรงเรยี นบานนารายณ ๑๐. โรงเรยี นบานมวง

๔. โรงเรยี นบานนางาม ๑๑. โรงเรยี นบานนาอา ง

๕. โรงเรยี นชุมชนสงเคราะห ๑๒. โรงเรียนบา นลาน

๖. โรงเรียนบานหินตงั้ ๑๓. โรงเรียนบานแดง

๗. โรงเรียนบานแหลมทองพัฒนา



กลุมเครือขายพฒั นาคุณภาพการศกึ ษา กลุมท่ี ๒

(กลุมเครือขายโรงเรียนโนนทองหายโศก และกลมุ เครอื ขายโรงเรยี นมหาธาตเุ จดีย) ประกอบดวย

๑. โรงเรียนบา นหนองนกเขียน ๙. โรงเรียนบานนาสี

๒. โรงเรยี นบา นโคกสีแกว ๑๐. โรงเรยี นบา นเขอื นำ้

๓. โรงเรียนบา นนาคำ ๑๑. โรงเรียนราษฎรจ ฬุ าสามคั คี

๔. โรงเรียนบานโนนอดุ ม ๑๒. โรงเรยี นบา นโพธิ์

๕. โรงเรียนบานโนนดู ๑๓. โรงเรียนบา นโนนสะอาด

๖. โรงเรยี นบา นโนนแดง ๑๔. โรงเรยี นบานกุดเมก็

๗. โรงเรียนบานหายโศก ๑๕. โรงเรียนบา นดงหมชู ัยเจริญ

๘. โรงเรยี นบา นนาไฮ ๑๖. โรงเรียนบา นนาลอม

กลมุ เครือขายพฒั นาคุณภาพการศึกษา กลุม ท่ี ๓

(กลุมเครอื ขา ยโรงเรยี นภูพระบาท) ประกอบดว ย

๑. โรงเรยี นบานติ้ว ๖. โรงเรียนบานสระคลองพฒั นา

๒. โรงเรยี นบานหนองกบนาแมน ๗. โรงเรยี นบานนาหลวง

๓. โรงเรยี นบา นจอมศรีโคกกองวทิ ยา ๘. โรงเรียนอดุ รวฒั นานสุ รณ

๔. โรงเรยี นเมืองพานบานโกมวิทยา ๙. โรงเรียนบานตาดน้ำพุ

๕. โรงเรยี นบานนางิ้ว ๑๐. โรงเรยี นบานลาดหอคำ

กลมุ เครือขายพฒั นาคุณภาพการศกึ ษา กลมุ ท่ี ๔

(กลุมเครอื ขา ยโรงเรยี นกดุ จบั เมืองเพีย และกลมุ เครอื ขา ยโรงเรียนภพู าน) ประกอบดว ย

๑. โรงเรยี นบา นดงบงั ๗. โรงเรยี นบานดงนอย

๒. โรงเรยี นบา นดงหวาย ๘. โรงเรียนบานหนองฆองนาสนี วล

๓. โรงเรียนบานกุดจับ ๙. โรงเรยี นบา นลำภู

๔. โรงเรียนโคกวิชยั โนนไชยพร ๑๐. โรงเรียนบา นเหลาตำแย

๕. โรงเรยี นบานขา ๑๑. โรงเรียนบา นโนนฐานะ

๖. โรงเรยี นบา นโสกแกคำเจริญ



กลมุ เครือขา ยพฒั นาคุณภาพการศึกษา กลมุ ที่ ๕

(กลุมเครอื ขายโรงเรียนเชยี งเพ็งปะโค) ประกอบดว ย

๑. โรงเรยี นบา นถนิ่ ๕. โรงเรียนบานหนองสรางไพร

๒. โรงเรยี นชมุ ชนหนองแปนหนิ โงมวิทยา ๖. โรงเรยี นบานโพธ์โิ นนแดง

๓. โรงเรียนบานเชยี งเพ็ง ๗. โรงเรียนบานกานตส ามคั คี

๔. โรงเรียนบานโคกสวาง ๘. โรงเรยี นโนนสงู วิทยา

กลมุ เครือขายพฒั นาคุณภาพการศึกษา กลมุ ที่ ๖

(กลุมเครือขายโรงเรยี นน้ำโสม,โสมสำราญ,หนองแวงสามคั คี,นายูงโนนทอง และบา นกองนาแค) ประกอบดวย

๑. โรงเรียนบานเจรญิ สุข ๘. โรงเรียนบา นสมประสงค

๒. โรงเรียนบานจำปาทอง ๙. โรงเรียนบา นวงั แข

๓. โรงเรยี นบานนำ้ ขนุ โนนผางาม ๑๐. โรงเรยี นบา นนาตูม

๔. โรงเรยี นบานโสมเยีย่ มโนนพัฒนา ๑๑. โรงเรียนบานวงั บง

๕. โรงเรียนบานน้ำทรง ๑๒. โรงเรียนบา นนาคำ (ถริ ธัมโมอุปถัมภ)

๖. โรงเรียนบานโคกสะอาด ๑๓. โรงเรยี นชายแดนประชาสรรค

๗. โรงเรียนเตชะไพบลู ย (๒)

หมายเหตุ โรงเรียนทม่ี ตี ัวอกั ษรสแี ดง หมายถึง โรงเรยี นทีพ่ ฒั นากลมุ สาระการเรียนรภู าษาอังกฤษ
๓.๓ เปา หมายจุดเนนการพฒั นา (โปรดทำเครอ่ื งหมาย  ลงในชอง  ท่ีตรงกบั การพฒั นา)
 ๑) การจัดการเรยี นรูดา นการอานออก เขียนได
 ๒) การจัดการเรยี นรดู า นอานคลอง เขยี นคลอง
 ๓) การใชภ าษาไทยเพื่อการอานรเู ร่อื ง อา นคดิ วิเคราะห
 ๔) การพฒั นาทกั ษะการรูห นงั สอื
 ๕) การพฒั นาดานการสือ่ สารได ลายมือสวย

๔. การไดร ับการสนบั สนนุ การจัดกจิ กรรมพัฒนาวิชาชพี
ไดร ับเงนิ อุดหนนุ จากสำนักงานเลขาธิการครุ ุสภา และโครงการเซฟรอน สนกุ วิทย พลงั คิด เพ่ืออนาคต

ซึ่งบริหารงานโดยศนู ยภูมภิ าควา ดว ยสะเต็มศึกษาขององคการรัฐมนตรีศึกษาแหงเอเชีย ตะวนั ออกเฉยี งใต (SEAMEO
STEM-ED) จำนวนทั้งส้นิ ๒๔๐,๐๐๐ บาท

แบง จา ยเปน ๒ งวด ประกอบดวย งวดท่ี ๑ จำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท
งวดท่ี ๒ จำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท

๕. ระยะเวลาดำเนินการ
เรมิ่ ตน วันที่ ๑ เดือน กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ สนิ้ สดุ วนั ท่ี ๓๑ เดือนธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๖๓



ขอบเขตของการศึกษา
รายงานผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน ( O-NET) ชั้นประถมศึกษาปที่ ๖ ของ

ครผู สู อนโรงเรยี นในสังกดั สำนักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔ โดยใชกระบวนการชุมชน
การเรียนรทู างวิชาชพี (Professional Learning Community: (PLC) มขี อบเขตของการศกึ ษา ดังนี้

ประชากรและกลุมตวั อยา ง
๑. ประชากร ไดแ ก ครผู สู อนวชิ าภาษาองั กฤษชัน้ ประถมศกึ ษาปท ่ี ๖ โรงเรียนในสงั กัดสำนักงาน
เขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาอดุ รธานี เขต ๔ ปก ารศึกษา ๒๕๖๓ จำนวน ๑๗ คน
๒. กลุมตัวอยาง ไดแก ครูผูสอนวิชาภาษาอังกฤษชั้นประถมศึกษาปที่ ๖ โรงเรียนในสังกัด
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔ ปการศึกษา ๒๕๖๓ จำนวน ๑๗ คน ซ่ึง
ไดมาโดยการใชกระบวนการชุมชนการเรียนรูทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: (PLC)
ตัวแปรท่ใี ชในการศึกษา
๑. ตัวแปรตน ไดแ ก การใชกระบวนการชุมชนการเรียนรทู างวชิ าชีพ (Professional Learning
Community: (PLC) การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติข้ันพื้นฐาน ( O-NET) ชัน้ ประถมศึกษาปท ่ี ๖ ของ
ครูผสู อนวชิ าภาษาองั กฤษในสังกดั สำนกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาอุดรธานี เขต ๔
๒. ตัวแปรตาม ไดแ ก

๒.๑ ความรู ความเขาใจของครูผูส อนวิชาภาษาองั กฤษช้นั ประถมศึกษาปท ่ี ๖ ในการออกแบบ
การจัดการเรยี นรูเชิงรุก (Active Learning)

๒.๒ ผลการออกแบบการจัดการเรยี นรูเชิงรกุ (Active Learning) ของครผู ูสอนวิชา
ภาษาอังกฤษชัน้ ประถมศึกษาปท่ี ๖ ดวยรปู แบบการใชกระบวนการชุมชนการเรียนรทู างวิชาชพี
(Professional Learning Community: (PLC)

๒.๓ ผลสมั ฤทธิ์การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติข้นั พนื้ ฐาน ( O-NET) ช้ันประถมศึกษาปท่ี ๖
โรงเรยี นในสงั กัดสำนักงานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศกึ ษาอดุ รธานี เขต ๔

ระยะเวลาท่ีใชใ นการศกึ ษา
ปการศึกษา ๒๕๖๓

คำนยิ ามศพั ทเ ฉพาะ

รายงานผลการทดสอบทางการศกึ ษาระดับชาติขนั้ พนื้ ฐาน ( O-NET) ชน้ั ประถมศกึ ษาปที่ ๖ ของ
ครผู ูส อนวิชาภาษาองั กฤษโรงเรียนในสงั กดั สำนักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔ โดยใช
กระบวนการชมุ ชนการเรยี นรูทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: (PLC)
มีนยิ ามศัพทเฉพาะ ดงั น้ี



การจัดการเรยี นรูเชงิ รกุ (Active Learning) หมายถงึ กิจกรรมการเรียนรูที่เปด โอกาสใหผูเรียน
ไดฟ ง พดู อา น เขยี น และแสดงความคดิ เหน็ ขณะลงมือปฏบิ ตั ิกจิ กรรม รวมท้ังสง เสริมใหผ ูเรียนไดใ ช
กระบวนการคิดข้ันสูงมาใชแกปญ หาหรือคน หาคำตอบ มกี ารรวมมอื กนั ทำงานเปน ทมี เพ่ือคน หาองคความรู
ดว ยผเู รียนเอง

กระบวนการชมุ ชนการเรียนรูทางวชิ าชพี (Professional Learning Community: (PLC)
หมายถึง การรวมตัว รวมใจรวมพลัง รว มทำ และรว มเรียนรูร ว มกนั ของครูผบู รหิ าร และนักการศึกษาบน
พน้ื ฐานวัฒนธรรมความสัมพันธแบบกัลยาณมติ ร มีวิสัยทัศน คุณคา เปา หมายและภารกิจรว มกนั โดยทำงาน
รว มกนั แบบทมี เรียนรูท่ีครเู ปนผนู ำรว มกัน และผบู ริหารแบบผูดูแลสนับสนนุ สกู ารเรยี นรูและพฒั นาวิชาชีพ
เปลยี่ นแปลงคณุ ภาพตนเอง สูคณุ ภาพการจัดการเรียนรทู ี่เนนความสำเร็จหรอื ประสิทธผิ ลของผูเ รียนเปน
สำคัญและความสขุ ของการทำงานรวมกันของสมาชิกในชมุ ชนการเรียนรู

ประโยชนท คี่ าดวา จะไดร บั
รายงานผลการทดสอบทางการศกึ ษาระดบั ชาติข้ันพ้ืนฐาน ( O-NET) ชนั้ ประถมศึกษาปท ี่ ๖ ของ

ครผู ูสอนวชิ าภาษาองั กฤษโรงเรียนในสงั กัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาอดุ รธานี เขต ๔ โดยใช
กระบวนการชุมชนการเรยี นรทู างวิชาชพี (Professional Learning Community: (PLC) มีประโยชนทค่ี าดวา
จะไดรับ ดงั น้ี

๑. ครูผสู อนวิชาภาษาองั กฤษช้ันประถมศกึ ษาปที่ ๖ มีการพฒั นากระบวนการจัดการเรยี นรเู ชิงรุก
(Active Learning) หลงั จากใชกระบวนการชุมชนการเรยี นรทู างวิชาชพี (Professional Learning
Community: (PLC)

๒. ครผู ูสอนวิชาภาษาองั กฤษชัน้ ประถมศกึ ษาปท่ี ๖ มีความพงึ พอใจตอ การใชร ปู แบบกระบวนการ
ชมุ ชนการเรยี นรูทางวชิ าชีพ (Professional Learning Community: (PLC)



บทท่ี ๒
เอกสารทเ่ี ก่ียวขอ ง

รายงานผลการดำเนนิ โครงการพัฒนาวชิ าชพี แบบชมุ ชนแหงการเรยี นรทู างวชิ าชีพ (Professional
Learning Community : PLC) สำนกั เขตพ้ืนที่การศึกษาศึกษาอุดรธานี เขต ๔ คณะผศู ึกษาไดดำเนินการ
ศกึ ษาเอกสาร และงานวจิ ัยทเ่ี กีย่ วของ ดงั น้ี

1. หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
2. หลักการ แนวคดิ และทฤษฎที ีเกีย่ วของกบั การจดั การศึกษา
3. การจดั กิจกรรมการเรยี นรเู ชงิ รกุ (Active Learning)
4. หลักการ แนวคิด เก่ียวของกับการพัฒนาวชิ าชพี แบบชุมชมแหง การเรียนรูทางวิชาชพี
(Professional Learning Community: PLC)
5. มาตรฐานและตัวช้ีวดั กลุม สาระภาษาตา งประเทศ ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน
กลุมสาระการเรยี นรูภ าษาตา งประเทศ พทุ ธศักราช 2551
6. การทดสอบทางการศึกษาระดบั ชาตขิ ้ันพื้นฐาน (O-NET)
7. งานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวของ

หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551

หลักการหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน มหี ลกั การทีส่ ำคญั ดังน้ี
1. เปน หลกั สตู รการศึกษาเพื่อความเปน เอกภาพของชาติ มจี ุดหมายและมาตรฐานการเรยี นรู เปน
เปาหมายสำหรับพฒั นาเด็กและเยาวชนใหมีความรู ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพ้นื ฐานของความเปนไทย
ควบคูกบั ความเปนสากล
2. เปนหลกั สตู รการศึกษาเพื่อปวงชน ทปี่ ระชาชนทกุ คนมีโอกาสไดรบั การศึกษาอยางเสมอภาคและมี
คุณภาพ
3. เปนหลักสูตรการศกึ ษาท่สี นองการกระจายอำนาจ ใหส ังคมมสี ว นรว มในการจดั การศึกษาให
สอดคลอ งกบั สภาพและความตองการของทองถนิ่
4. เปน หลักสูตรการศกึ ษาทม่ี ีโครงสรา งยืดหยุน ท้ังดานสาระการเรียนรู เวลาและการจัดการเรียนรู
5. เปน หลักสตู รการศกึ ษาท่เี นนผเู รยี นเปน สำคัญ
6. เปน หลักสูตรการศึกษาสำหรบั การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศยั ครอบคลุมทุก
กลุมเปาหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรยี นรู และประสบการณ
จุดมุงหมาย
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน มงุ พฒั นาผเู รยี นใหเ ปน คนดี มีปญ ญา มีความสุขศกั ยภาพใน
การศึกษาตอ และประกอบอาชพี จึงกำหนดเปน จดุ หมาย เพ่อื ใหเ กิดกับผูเรยี นเม่ือจบการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน
ดังนี้



1. มีคุณธรรม จริยธรรม และคา นิยมที่พงึ ประสงค เห็นคุณคา ของตนเอง มีวนิ ัยและปฏิบัตติ นตาม
หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรอื ศาสนาท่ีตนนบั ถือ ยึดหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

2. มคี วามรอู นั เปน สากลและมคี วามสามารถในการสอื่ สาร การคิด การแกป ญ หา การใชเทคโนโลยี
และมที ักษะชีวิต

3. มสี ุขภาพกายและสุขภาพจิตท่ดี ี มีสขุ นสิ ยั และรักการออกกำลงั กาย
4. มคี วามรกั ชาติ มจี ติ สำนึกในความเปนพลเมืองไทยและพลโลก ยึดม่ันในวถิ ชี ีวิตและการปกครอง
ตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ท รงเปน ประมุข
5. มีสำนึกในการอนุรักษว ฒั นธรรมและภูมปิ ญญาไทย การอนุรักษและพัฒนาสงิ่ แวดลอม มจี ติ
สาธารณะทีม่ ุงทำประโยชนแ ละสรางสงิ่ ท่ีดงี ามในสงั คม และอยูร ว มกันในสงั คมอยา งมีความสุข

สมรรถนะของผูเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน มงุ พฒั นาผูเรียนใหมคี ุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู ซง่ึ การ
พฒั นาผูเ รียนใหบรรลุมาตรฐานการเรียนรูท ่กี ำหนดนัน้ จะชวยใหผ ูเรยี นเกดิ สมรรถนะสำคญั 5 ประการ ดงั น้ี
1. ความสามารถในการสื่อสาร เปนความสามารถในการรับและสงสาร มีวัฒนธรรมในการใชภาษา
ถายทอดความคิดความรูความเขาใจ ความรูสึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนขอมูลขาวสารและ
ประสบการณอันจะเปนประโยชนตอการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาตอรองเพื่อขจัดและลด
ปญหาความขดั แยงตา งๆ การเลือกรบั หรือไมร ับขอมลู ขาวสารดว ยหลักเหตผุ ล และความถกู ตอง ตลอดจนการ
เลอื กใชว ิธีการสื่อสารทีม่ ปี ระสิทธภิ าพโดยคำนงึ ถึงผลกระทบท่มี ตี อตนเองและสงั คม
2. ความสามารถในการคิด เปนความสามารถในการศิตวิเคราะห การคิดสังเคราะห การคิดอยาง
สรางสรรคการคิดอยางมีวจิ ารณญาณ และการคิดเปนระบบ เพื่อนำไปสูการสรา งองคความรูหรือสารสนเทศ
เพ่อื การตัดสินใจเกยี่ วกบั ตนเองและสังคมไดอยางเหมาะสม
3. ความสามารถในการแกปญหา เปนความสามารถในการแกปญหาและอุปสรรคตางๆ ที่เผชิญได
อยางถูกตองเหมาะสมบนพื้นฐานของหลกั เหตุผล คุณธรรมและขอมูลสารสนเทศ เขาใจความสัมพันธแ ละการ
เปลยี่ นแปลงของเหตกุ ารณต างๆ ในสงคมแสวงหาความรู ประยุกตค วามรูม าใชในการปอ งกันและแกไขปญ หา
และมีการตดั สนิ ใจที่มีประสทิ ธภิ าพโดยคำนงึ ถึงผลกระทบทเ่ี กดิ ขึน้
ตอตนเอง สังคมและส่งิ แวดลอม
4. ความสามารถในการใชทักษะชีวติ เปน ความสามารถในการนำกระบวนการตางๆ ไปใชในการ
ดำเนินชีวิตประจำวันการเรียนรูดว ยตนเอง การเรยี นรูอยา งตอ เน่ือง การทำงาน และการอยูรวมกันในสงั คม
ดวยการสรา งเสริมความสัมพันธอันดี ระหวางบุคคล การจัดการปญ หาและความขดั แยงตางๆ อยางเหมาะสม
การปรับตวั ใหทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดลอมและการรจู กั หลีกเลย่ี งพฤติกรรมไมพงึ่
ประสงคท่สี งผลกระทบตอตนเองและผอู ่ืน
5. ความสามารถในการใชเ ทโนโลยี เปนความสามารถในการเลือกและใชท โนโลยีดา นตา งๆ และมี
ทกั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่ือการพฒั นาดนเองและสงั คม ในดานการเรียนรูการสื่อสาร การทำงาน
การแกปญหาอยางสรา งสรรค ถกู ตอ งเหมาะสมและมคี ุณธรรม



หลักการ แนวคดิ และทฤษฎีทีเก่ียวของกับการจดั การศกึ ษา
แนวคดิ เรอ่ื งการจดั การศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน
การจัดการศึกษาตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 ไดกำหนดรายละเอียด

เกี่ยวกับการจัดการศกึ ษาไวหลายประการและไดเสนอประเด็นที่เนนการเปลี่ยนแปลงไปสูการจัดการศึกษา
แนวใหมท่ีมีลักษณะเปนการปฏิรูปการศึกษา โดยกลาวถึงความมุง หมายและหลักการ สิทธิและหนาท่ีทางการ
ศึกษา ระบบการศึกษาแนวการจัดการศึกษา การบริหารและการจัดการศึกษามาตรฐานและการประกัน
คุณภาพการศึกษา ครู คณาจารยและบุคลากรทางการศึกษาทรัพยากรและการลงทนุ เพื่อการศึกษา รวมทั้ง
เทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา ประเดน็ ทกี่ ฎหมายระบุนี้ถือไดวาครอบคลุมสาระเน้ือหาที่จำเปนในการจัดการศึกษา
มากอยแู ลว และผทู รี่ บั ผิดชอบในการจัดการศึกษามภี าระในการขยายความ หรือลงรายละเอยี ดภาคปฏบิ ตั ิเพื่อ
นำไป ดำเนินการใหเกิดผล (ปรัชญา เวสารัชช, 2545) สาระของการจัดการศึกษาตาม พระราชบัญญัติ
การศึกษาแหงชาติ พ.ศ.2542

ความมุงหมายของการจดั การศึกษา
ในมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 ระบุวา “การจัดการศึกษาตอง
เปนไปเพื่อพัฒนาคนไทยใหเปนมนุษยที่สมบูรณทัง้ รา งกาย จิตใจ สติปญญา ความรูและคุณธรรม มีจริยธรรม
และวฒั นธรรมในการดำรงชวี ิตสามารถอยูรว มกับผูอ ื่นไดอยางมีความสุข” ตามความขา งตน เปาหมายของการ
จัดการศกึ ษาจึงอยูท่ีคนไทยโดยทั่วไป ซึ่งตองไดรบั การพฒั นาใหเปนคนดี มปี ระโยชน มีความครบถวนทุกดาน
คือ
1. ทางกาย คือมีสุขภาพดี สมบูรณ แข็งแรง หมายความวาการจัดการศึกษาตองครอบคลุมถึง
กิจกรรมที่สงเสริมสุขภาพอนามัย เชน สงเสริมการออกกำลังกาย สงเสริมกีฬาสงเสริมความรูดานโภชนาการ
รวมทั้งจัดสภาพแวดลอมของสถานศึกษาที่เอื้อตอสุขลักษณะ ปลอดจากภาวะมลพิษ ปลอดจากยาเสพยตดิ
และปลอดจากภัยทั้งหลายที่อาจกระทบกระเทือนตอสุขภาพอนามัยของผูเรียน ไมวาจะเปนภัยจากมนุษย
(อุบัติเหตุ การประทุษราย) หรือธรรมชาติ (น้ำทวม ไฟไหม พายุ โรคภัยไขเจ็บ) นอกเหนือจากหนาที่ในการ
สงเสริมสุขอนามัยแลว ผูรับผิดชอบในการจัดการศึกษาตองคาดการณและเตรียมการปองกันไวลวงหนาเพ่ือ
ผอ นคลายหรอื แกไขปญ หาไดท นั การณ
2. ทางจิตใจ คือมีจิตใจที่อดทนเขมแข็ง สามารถเผชิญกับปญหาหลากหลายที่เกิดไดอยางมีสติ มี
ความรับผิดชอบ มรี ะเบยี บวนิ ัยในตวั เอง สามารถอดทนอดกล้ันตอ แรงกดดันตางๆ
3. ทางสติปญ ญา คือการใชความคิดและเหตผุ ล
4. ความรู คือการมุงใหผูเรียนไดรับความรูที่เหมาะสมกับสภาพความตองการของสังคมปจจุบัน
ไดแก ความรูเกี่ยวกับตนเองและความสัมพันธของตนเองกับสังคม ความรูและทักษะดานภาษา คณิตศาสตร
ความรูดานวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ความรูความเขาใจและประสบการณเรื่องการจัดการ การบำรุงรักษา
และการใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมอยางสมดุล ความรูเกี่ยวกับศาสนา
ศิลปวัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปญ ญาไทย การประยุกตภูมิปญญาไทย ความรูและทักษะในการประกอบอาชีพ
และการดำรงชีวติ อยา งมคี วามสุข

๑๐

5. คุณธรรมและจรยิ ธรรม แสดงออกในรปู พฤติกรรมท่ีพงึ ประสงค รกั ชาติศาสนาพระมหากษัตริย มี
ความละอายตอการประพฤตติ นในทางเสอ่ื มเสียหรือกอใหเกิดผลเสยี หายตอ ผอู นื่ และสังคม

6. มีวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต รักวัฒนธรรมไทย มีเอกลักษณไทย มีมรรยาทและการวางตนใน
สังคม รูจักประมาณตนเอง

7. อยูรวมกับผูอื่นไดอยางมีความสุข ผูไดรับการศึกษาจะเปนสมาชิกที่ดีของสังคมมีความ
เอื้อเฟอเผื่อแผตอผูอื่น ประนีประนอม มีความเมตตากรุณา มีสัมพันธที่ดีตอผูอื่น และดำเนินบทบาทของ
ตนเองไดอยา งเหมาะสม

โดยสรุป คุณลักษณะที่กลาวขางตนเปนเปาหมายของการจัดการศึกษานั้น เร่ิมตนที่ผูเกี่ยวของกับ
การจัดการศึกษาซึ่งจะเปนผูปลูกฝงถายทอดอบรม หมายความวา ครู ผูบริหาร และบุคลากรทางการศึกษา
ตองเปน ตวั อยางท่ีดี คอื รกั ษาหรือพฒั นาคณุ ลักษณะที่ดีไวเปนแบบอยางคุณลักษณะท่ีดีอันเปนท่ีพึงประสงคน้ี
ถือเปนมาตรหรือดัชนีชี้วัดและชวยกันสงเสริมสนับสนุน ยกยองและตั้งความคาดหวังใหแมแบบสำหรับ
ลูกหลานตนใหสอดคลองกับมาตรฐานคุณลักษณะดังกลาวเพราะหากแมแบบไมดี เยาวชนก็จะยึดถือเปน
แบบอยา งการประพฤตปิ ฏบิ ัติของพวกเขาตามไปดวย

หลกั การในการจดั การศกึ ษา
พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ.2542 ไดกำหนดหลักการศึกษาไวและใชหลักการดงั กลาว
เปนตัวกำหนดสาระเนื้อหาของกฎหมายวาดวยการศึกษาหลักสำคัญในการจัดการศึกษา (ตามมาตรา 8)
กำหนดไว 3 ประการ คอื การศกึ ษาตลอดชีวิต การมสี ว นรว ม และการพัฒนาตอ เนอ่ื ง ซงึ่ สามารถสรุปไดดงั นี้
1. การศึกษาตลอดชีวิต ถือวาการจัดการศึกษานั้นเปนการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน
หลักการคือ คนทุกคนตองไดรับการศึกษาอยางตอเนื่องตลอดชีวิต การศึกษานี้ตองครอบคลุมทุกดาน มิใช
เฉพาะชีวิตการงานเทานั้น เพราะไมเพียงบุคคลตองพัฒนาตนเองและความสามารถในการประกอบอาชพี ของ
ตน คนแตละคนตองมีสวนรวมรบั ผิดชอบในการพฒั นาชมุ ชนและประเทศโดยสวนรวม ทั้งดานเศรษฐกิจ ชีวติ
ความเปน อยู ความสมั พนั ธร ะหวางบุคคลและวฒั นธรรมดว ย ทง้ั นี้ เพราะสงั คม เศรษฐกจิ สภาพแวดลอม และ
พัฒนาการทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นอยางรวดเร็ว จึงจำเปนตองศึกษาความเปนไปรอบตัวเพื่อใหสามารถรองรับ
การเปลยี่ นแปลงไดอยา งเหมาะสม
2. การมีสวนรวม สังคมตองมีสวนรวมในการจัดการศึกษา การมีสวนรวมนั้นแสดงออกไดหลาย
ลักษณะ เชน รวมเปนกรรมการ รวมแสดงความคิดเห็น รวมสนับสนุนกิจกรรมทางการศึกษา รวมสนับสนุน
ทรพั ยากร รวมติดตามประเมิน สงเสรมิ ใหก ำลังใจและปกปอ งผูปฏบิ ัตงิ านที่มงุ ประโยชนตอสว นรวม หลักการ
นถ้ี อื วาอนาคตของประเทศและความจำเริญรุง เรืองของสงั คมไทยเปน ความรบั ผดิ ชอบของคนไทยทุกคนมิใชถูก
จำกัดโดยตรงในการจัดการศึกษา ดังนั้นจึงเปนทั้งสิทธิและหนาที่ของคนไทยทุกคนที่จะเขามีสวนรวมใน
ลักษณะตาง ๆ โดยเฉพาะอยางยิ่งการเขามีสวนรวมอยางสรางสรรค เพื่อแกไขปญหา อุปสรรคของการจัด
การศึกษา ชวยสงเสริมสนับสนุนใหเกิดการพัฒนาและชวยดูแลการจัดการศึกษาเปนไปอยางถูกตองตาม
ทำนองคลองธรรม

๑๑

3. การพัฒนาตอ เนอื่ ง การศึกษาเปนเร่ืองท่ีตองปรบั เปล่ียนตลอดเวลาใหทนั กบั ความรูที่กาวหนาไป
ไมหยุดยั้ง ดงั นนั้ การจดั การศกึ ษาตองใหค วามสำคัญกับการพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรูอยางตอเน่ือง
การพัฒนานี้มีทัง้ การคน คดิ สาระและกระบวนการเรียนรูใหม ๆ การประยุกตปรับปรุงเน้ือหาสาระท่ีมีอยู และ
การตดิ ตามเรยี นรูเน้ือหาสาระที่มผี ปู ระดิษฐคดิ คน มาแลว ผูเกีย่ วของทุกฝายไมว าครูผูบรหิ าร บุคลากรทางการ
ศึกษา ตอ งถือเปนภาระหนาที่สำคัญ ในการปรับปรุงตนเองใหทันโลก และทันสมัย แตขณะเดียวกันก็ตองทำ
ความเขา ใจสภาพแวดลอ มเพื่อประยุกตความรูไดอยางเหมาะสม ทั้งนี้การรับความรูมาถายทอดโดยปราศจาก
ดุลยพินิจอาจกอความเสียหายโดยไมคาดคิด จึงเปนหนาที่ของทุกฝายที่จะชวยกันดูแลใหความรูใหม เปน
ประโยชนตอผูเรียนและสังคมอยางแทจรงิ นอกจากนี้กฎหมายพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ.2542
ยังไดร ะบหุ ลกั ในการจัดระบบโครงสรา ง และกระบวนการจัดการศึกษาไวดวยในมาตรา 9 อธบิ ายไวดงั น้ี

3.1 หลกั เอกภาพดานนโยบาย และมีความหลากหลายในการปฏิบัติ หมายความวา การจัดการ
ศึกษาจะเนนนโยบาย หลักการ และเปาประสงครวมกัน แตเปดโอกาสใหผูปฏิบัติงานไดใช ดุลยพินิจเลือก
เสนทางและวิธีการปฏิบัตใิ หเ หมาะสมกบั สภาพแวดลอมในการทำงานของตน

3.2 หลักการกระจายอำนาจไปสูเขตพื้นที่การศึกษา สถานศกึ ษา องคกรปกครองสวนทองถิ่น
นอกจากนี้ยังใหความสำคัญกับการบริหารที่ใหสถานศึกษาบริหารจัดการไดเอง (Schoolbased
Management) ตามหลักการนี้ จำเปนตองแยกภาระงานดานนโยบายเกณฑและมาตรฐานออกจากงานดาน
ปฏิบตั ิหรืองานบริการ ทั้งนี้ หนวยงานสวนกลางทำหนาที่กำหนดนโยบาย เกณฑและมาตรฐาน สวนเขตพื้นท่ี
การศกึ ษาสถานศึกษา และองคกรปกครองสว นทอ งถิ่นมหี นา ที่ดำเนินการใหเกดิ ผลในทางปฏบิ ตั ิ จงึ จำเปน ตอง
กระจายอำนาจใหหนวยปฏิบัติดูแลและรับผิดชอบการตัดสินใจดวยตนเองโดยหนวยงานสวนกลางทำหนาท่ี
ติดตาม ประเมิน ตรวจสอบสงเสริมสนับสนุนใหหนวยปฏิบัติที่ไดรับมอบอำนาจสามารถทำหนาที่ไดอยางมี
ประสิทธภิ าพ

3.3 การกำหนดมาตรฐานการศึกษา และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับและ
ประเภทการศึกษา ตามหลักการนี้ ในเมื่อหนวยปฏิบัติไดรับมอบอำนาจใหดำเนินการไดอยางคลองตวั พอควร
แลวจำเปนตองกำหนดมาตรฐานการศึกษาใหหนวยปฏิบัติรับผิดชอบ เพราะการมอบอำนาจโดยไมมีกติกา
เทากับมอบใหทำงานโดยไมมีเปาหมาย ซึ่งไมสามารถประเมินไดในเมื่อรัฐและองคกรปกครองสวนทองถิ่นให
ทรพั ยากรสนับสนุนแกส ถานศึกษาและหนวยงานการศึกษาซ่ึงอาจเปรียบ เสมือนการซ้ือสินคาหรือบริการตอง
มีสิทธิกำหนดคุณคาและลักษณะของสิ่งที่ตองการซื้อโดยยึดเปาหมายผลการจัดการศึกษาเปนหลัก ไดแก
มาตรฐานการศึกษา รวมทั้งหนวยปฏิบัติเองก็ตองวางระบบประกันคุณภาพเพื่อสรางความมั่นใจแกผูซื้อสนิ คา
และบริการของตน จากนัน้ จำเปนตองมีการประเมนิ ผลการจัดการศึกษาโดยพิจารณาจากมาตรฐานและระบบ
ประกันคุณภาพอันจะเปนประโยชนตอทุกฝาย อยางนอยผลการประเมินจะสงเสริมใหผูจัดการศึกษาแตละ
ระดับไดต ระหนักวา ผลการดำเนินการของตนเปนอยางไร เมือ่ เทียบกบั มาตรฐานการศึกษาและเกณฑช้ีวัดของ
ระบบประกันคุณภาพ และตองหาทางปรับปรุงผลการจัดการศึกษาใหไดตามมาตรฐานและรักษาระดับการ
ประกันคุณภาพของตนใหจงได รวมทั้งยกระดบั การจัดการศึกษาใหส ูงข้นึ ดว ย

๑๒

3.4 การสงเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษา และการพัฒนา
ตอเนื่อง โดยกำหนดมาตรการตาง ๆ เชน การกำหนดใหมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการกำหนดมาตรฐาน
วิชาชีพ การสงเสริมใหมีการพัฒนาตนเองอยางตอเนื่องตามหลักสูตรการอบรมมาตรฐานตางๆ ทั้งนี้ โดยมี
เจตนาเพื่อรักษาคุณภาพของผูรับผิดชอบในการจัดการศึกษาใหอยูในระดับที่พึงประสงค และกระตุนสงเสริม
ใหพฒั นาปรับปรงุ ตลอดเวลา อันจะเปนประโยชนต อผูไ ดร บั การศกึ ษาโดยตรง

3.5 การระดมทรัพยากรจากแหลง ตา ง ๆ มาใชเ พอื่ การจดั การศึกษา ทรัพยากรตาง ๆ ที่จำเปน
สำหรับการจัดการศึกษา ไดแก ทรัพยากร การเงิน วัสดุอุปกรณ ทรัพยากรบุคคลที่มีความรูความชำนาญใน
การเรยี นการสอน ภมู ิปญ ญาทอ งถนิ่ สื่อและเทคโนโลยีตางๆ ลวนเปนทรัพยากรจำเปนแตรัฐไมสามารถจัดหา
มาสนบั สนนุ ไดอยางเพียงพอ จงึ ถอื เปนภาระหนาทีข่ องผทู ่มี ีสว นไดสว นเสียทุกคนในการจัดการศึกษาจะเขามา
ชวยเหลือสนับสนุน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของหนวยงานการศึกษาในแตละทองถิ่น ตัวอยางเชน ครู
อาจเชิญผูส ูงอายุในหมบู า นทม่ี ีความรเู กย่ี วกบั ศลิ ปวฒั นธรรมพน้ื บานมาชวยสาธติ หรือสอนวิชาทเ่ี ก่ียวของได

3.6 การมีสวนรวม การใหความสำคัญกับการมีสวนรวมของบุคคล ครอบครัวชุมชน องคกร
ปกครองสวนทองถิ่น เอกชน องคกรเอกชน องคกรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการและสถาบัน
สังคมอ่ืนในการจัดการศึกษา โดยบคุ คล กลมุ บคุ คล หรือองคก รตางๆจะไดร ับการสงเสริมใหเขารวมเสนอแนะ
กำกบั ติดตาม และสนบั สนุนการจดั การศกึ ษาเพอื่ ประโยชนของสังคมโดยรวม

โดยสรปุ หลกั ในการจัดการศึกษา ไดแ ก หลกั เอกภาพ ดานนโยบาย หลักการกระจายอำนาจไปสูเขต
พื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองคกรปกครองสว นทองถิ่น การกำหนดมาตรฐานการศึกษา และจัดระบบ
ประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับและประเภทการศึกษา การสงเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย และ
บคุ ลากรทางการศึกษาและการพัฒนาตอเนื่อง การระดมทรพั ยากรจากแหลงตาง ๆ มาใชเพอ่ื การจดั การศึกษา
และหลักการมีสวนรวม ซึ่งทั้งหมดลวนเปนสวนที่สำคัญที่จะทำใหการดำเนินการจัดการศึกษาดำเนินไปได
อยา งเปนระบบระเบียบ และสามารถตอบสนองความตองการของผูเรียนและผูท่ีมสี ว นเกย่ี วขอ งไดมากที่สุดอัน
จะสงผลใหมีประชากรที่มีคุณภาพเพื่อการพัฒนาประเทศในลำดับตอไปอยางไรก็ดีการจัดการศึกษาโดย
คำนึงถึงหลักการดังกลาวขั้นตนนั้น ยังตองคำนึงถึงความแตกตางของผูเรียนดวย ซึ่งเปนที่ทราบกันดีวา
การศึกษามีความสำคัญและเปนสิ่งที่ทุกคนตองไดรับอยางเสมอภาคกันโดยไมมีการจำกัดวัย หรืออายุในการ
เขารบั การศึกษา ดงั นนั้ เพอื่ ใหการจดั การศึกษาสามารถสนองความตองการของผูเรียนไดในทุกระดับจึงตองมี
การกำหนดระบบการจัดการศึกษาขึ้นในรูปแบบระบบที่หลากหลายซึ่ง พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ
พ.ศ. 2542 ไดกลา วถึงระบบการจดั การศึกษาไวเชนกัน

๑๓

การจัดกิจกรรมการเรยี นรเู ชิงรกุ (Active Learning)
ความหมายของการเรยี นรเู ชิงรกุ (Active Learning)
การเรยี นรเู ชิงรกุ เปนกจิ กรรมการเรียนรทู ีเ่ ปดโอกาสใหผ เู รียนไดฟ ง พดู อา น เขียน และแสดงความ

คิดเห็นขณะลงมือ ปฏิบัติกิจกรรมอกี ทั้งในขณะเดียวกนั ผูเ รียนตองใชก ระบวนการคิด โดยเฉพาะกระบวนการ
คดิ ข้นั สงู คือ การวิเคราะห การสังเคราะห และการประเมินคา ประกอบส่ิงทีก่ ำลังปฏบิ ตั อิ ยู

การเรียนรูเชิงรุกเพื่อสรางผลการเรียนรู ประกอบดวย การเรียนรูดวยการลงมือทำ การใช ICT
การทำงานแบบรวมพลัง นำไปสูการสรางความรู สรางชิ้นงาน เกิดผลการเรียนรู ดานความรู (K) ดาน
กระบวนการ (P) ดา นลักษณะนสิ ัย (A) และเกดิ ชน้ิ งาน/ภาระงานในข้ันสงู ดังภาพท่ี 1

ภาพท่ี 1 ผังการเรยี นรเู ชิงรกุ เพ่ือสรางผลการเรยี นรู

ที่มา : พมิ พันธ เดชะคุปต และพเยาว ยนิ ดสี ขุ (2561)

โดยสรุปการจัดการเรียนรูเชิงรุก เปนกลยุทธหนึ่งที่จะพัฒนาใหเด็กและเยาวชนไทยมีทักษะ
แหงศตวรรษที่ 21 ใหเปนเด็กไทย เยาวชนไทย คนไทย 4.0 สูการสรางนวัตกรรมในยุคไทยแลนด 4.0 ซึ่ง
หากเปรียบเทียบพฤติกรรมการสอนของครูและพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนดวยแนวการสอนแบบการ
เรียนรูเชงิ รับ (Passive Learning) กบั การเรียนรเู ชิงรุก (Active Learning)

จากแนวคิดพีระมิดการเรียนรู (Learning Pyramid) ที่สถาบัน NTL Institute for Applied
Behavioral Science ไดเ สนอขอมลู ทสี่ ามารถนำมาชว ยขยายความเขาใจเก่ียวกบั การจัดการเรยี นรูเชงิ รุก ซึ่งมี
ความแตกตา งไปจากการเรียนรูแ บบเปน ผูรบั อันเปนหลกั การจัดการเรียนรูในอดตี ท่ีเนนครเู ปนศนู ยกลาง ซึ่ง
เคยมีประสิทธภิ าพและประสทิ ธผิ ลในอดตี ทผี่ านมา โดยใหค วามสําคัญกับการฟง การอา น การไดยิน ไดเห็น
รวมทง้ั การสาธติ ของครูผูสอน ทง้ั น้ีแนวการจดั การเรียนรดู ว ยวธิ ีดังกลา ว จะอยูบนสวนยอดของพรี ะมิด แสดง
ใหเห็นวาผูเ รียน เรียนรูจากการถายทอดเปนสวนใหญซึ่งจะแตกตางจากการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสำคัญ ที่
สะทอนใหเห็นวานักเรียนสามารถสรางความรูไดดวยตนเอง ซึ่งอยูที่สวนฐานของพีระมิดการเรียนรู ดังภาพ
ท่ี 2

๑๔

ภาพท่ี 2 พีระมดิ การเรียนรู (Learning Pyramid)
(ทม่ี า : NTL Institute for Applied Behavioral Science. 2017)

แนวทางการจดั กิจกรรมการเรียนรเู ชงิ รุก

ในการจัดการเรียนการสอนหรือจัดกิจกรรมใหผูเรียนเปนไปตามแนวทางของการเรียนรูเชิงรุกนั้น
สามารถทำไดหลากหลาย เชน การทำงานรวมกันเปนกลุม การอภิปราย การสื่อสารระหวางกัน
การแสดงบทบาทสมมติ การมีสว นรว มในชั้นเรยี น และการรว มกนั เขียนบทความ

ตวั อยางกจิ กรรมการเรียนรเู ชงิ รกุ ซ่งึ เสนอโดย Brookfield (2005) พอสรุปไดดังน้ี
1. A class discussion การสนทนากันระหวางผูเรียนในชัน้ เรยี น มีทั้งแบบตัวตอตัว หรือทาง
Online เมื่อจบการเรียน เรื่องใดเรื่องหนึ่งแลว ผูสอนจะกำหนดหัวขอใหอภิปรายรวมกัน และอาจชวยกัน
กำหนดหนาที่ของแตละคนได ซึ่งจะทำใหผ เู รียน มคี วามเขา ใจในเรื่องท่ีเรยี นมากข้ึน เปนการฝกทักษะการคิด
พัฒนาความคิดสงั เคราะหโ ดยการหลอมรวมส่งิ ตา ง ๆ เขาดว ย
2. A thinking-Pair-Share หลงั จากผเู รียนไดเ รียนรูเร่ืองใดเร่ืองหนึ่งจนจบ จะใชเวลาเล็กนอย
ใน การจับคูอภิปราย หรือ อภิปรายรว มกันทั้งหมดเพื่อใหผูเ รียนทุกคนไดทำกิจกรรม แตนักเรียนในหองเรยี น
ตอง มีจำนวนไมมาก เพื่อผูสอนจะไดดูแลทั่วถึง ทุกคน สมาชิกในหองเรียนจะสนุกสนานในการอภิปราย
รว มกนั กิจกรรมน้จี ะประหยัดเวลา ผูเรยี นสามารถสรปุ เน้อื หาสาระไดอ ยา ง รวดเร็ว

๑๕

3. A short writing exercise กจิ กรรมน้ีเปนการทบทวนเรือ่ งทเี่ รยี นมาแลว ผูสอนจะใหผ ูเ รียน
เขียนขอความ/บทความ สั้น ๆ ภายใน 1 นาที (one minute paper) หรืออาจจะ 10 นาทีขึ้นอยูกับความ
พรอมของผเู รยี น

4. A collaborative Learning group เปนการทํางานเปนกลุม กลุมละ 3-6 คน แบงหนา ที่
การ ทำงานเปนผูนำและ ผูจดบันทึก ผสู อนอาจจะกำหนดเร่ืองใหศ ึกษาคนควา และนำเสนอในหองเรียน หรือ
อาจจะใหทำโครงงาน

5. A student debate ผูสอนกำหนดเรื่องใหผูเรียน ผูเรียนรับหนาทีต่ ามเร่ืองที่ไดรับ และนำ
ขอมลู ตา ง ๆ มาอภปิ ราย

6. A reaction to a Video เปนการแบง ใหผ ูเ รียนทำงานเปน กลมุ หรือเปน คกู ็ได โดยใหผูเรียน
ดู วดี ิทศั นทม่ี ีเนือ้ หา ตามเรอื่ งทเ่ี รียน ผสู อนแจกคำถาม 2-3 คำถามกอนดูวดี ทิ ัศน เมื่อผูเรียนดูวีดิทัศนจบแลว
จะ อภปิ รายและเขยี นสรปุ แสดงความคิดเหน็ ตามประเดน็ คำถามที่ผูสอนมอบให

7. A small group discussion เปนการจัดกลุมเล็ก ๆ ใหหองเรียนที่มีผูเรียนจำนวนมาก
ผูสอน อาจจัดกิจกรรมเปน การเลมเกมตาง ๆ หรือมีการแขงขันเพื่อใหผูเรียนทำงานรวมกันมีการแสดงความ
คดิ เห็น ผเู รียนจะแสดงออกถงึ การไดรับรใู นกลมุ เล็ก ๆ ของตน

8. A Class game เปน การทบทวนความรคู วามเขาใจกอนการสอน ผสู อนอาจใหผูเรียนไดเลม
เกมอกั ษรไขว (Crossword puzzles) หรือเกมตาง ๆ จะทำใหผ ูเรยี นสนกุ สนานและเปน การทบทวนความรู

9. Learning by Teaching เปนการกําหนดใหผูเรียนคนควาหัวขอตาง ๆ และทำความเขาใจ
เรื่องเหลานั้นอยา งกระจาง แลวนำไปถายทอดใหกับเพือ่ น ๆ ในหองเรียน ผูเรียนสามารถเรียนรูไดด วยตนเอง
มกี ารอภิปรายและนำเสนอผลงาน เปน ลักษณะ เพือ่ นสอนเพื่อน

แนวทางการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรูแ บบเชงิ รุก
การประเมินคือกลไกการใหขอมูลปอนกลับแกนักเรียนและแกครู กลาวคือ นักเรียนใชขอมูลนี้ใน
การปรบั ปรงุ พฒั นาการ เรยี นรขู องตน และครูใชข อ มูลนช้ี ว ยในการทำหนาทีเ่ อ้ืออำนวยใหศิษยบ รรลุเปาหมาย
การเรียนรูสิ่งที่ครูตองทำคือ สรางบรรยากาศ หรือสภาพแวดลอมใหศิษยเห็นวาการประเมินนั้นเปนกลไก
ชวยเหลอื หรอื เอื้อตอ เปาหมายการเรียนรูของตน หัวใจสำคญั คือ ตองทำใหมีความสัมพันธท ่ีโปรงใสและชัดเจน
ระหวา งผลคะแนนกบั ความกา วหนาในการเรยี น
การประเมนิ การเรียนการสอนแบบการเรยี นรูเชิงรกุ ทีม่ ีประสทิ ธภิ าพ ควรใชเทคนิควธิ กี าร และ
เครอ่ื งมือในการประเมนิ ทห่ี ลากหลาย อาทิ การใชค ำถาม การสงั เกต การประเมนิ ตนเอง การประเมินโดย
เพ่ือน การใหส าธติ หรอื นำเสนอ ทัง้ น้ีควรคำนึง ถงึ ความสอดคลองกับวัตถปุ ระสงคก ารเรียนรูเปนสำคัญ
ปจ จบุ นั เทคนคิ การประเมนิ ท่ีนิยมใชคือการประเมนิ ผลการปฏบิ ัติงาน ชิน้ งาน และประเมนิ กระบวนการ
ปฏบิ ัตงิ านในชนั้ เรยี นอยา งสม่ำเสมอ ซ่ึงกจิ กรรมการประเมินระหวางเรียนท่เี กิดข้ึนในการจัด กจิ กรรมแบบ
การเรยี นรูเชงิ รกุ จะชวยใหผูเรียนเรยี นรูไดด ียิง่ ขน้ึ เนื่องจากการจดั การเรยี นรูเชงิ รุก เนนการพัฒนาทักษะการ
คิด ในขน้ั สูง ดงั นนั้ การประเมินผลควรวัดทกั ษะการคิดขัน้ สูงควบคูไปดว ย เพอ่ื ใหไ ดร วู าการจัดการเรยี นรนู นั้

๑๖

บรรลตุ ามเปาหมายท่วี างไว หรือไมโ ดยมีเทคนคิ การประเมินและเคร่ืองมือวดั ในการจัดการเรียนรูแ บบเชงิ รุก
(Kay Gibson and Carolyn M. Shaw. 2010) ดังน้ี

1. การตั้งคำถาม (Debriefing) การถามผูเรียนใหเกิดการเรียนรูผูสอนตองใชคำถามหลาย
ลักษณะ ไมใชคำถาม เพียงเพื่อประเมินความจำ ผูสอนควรใช คำถามที่มุงใหผูเรียนไดใชความเขาใจเปน
พื้นฐานในการคิดตอไปใน ระดับสูง ระดับของคำถามมีความสำคัญยิ่งตอการคิดของผูเรียน ผูสอนตองใช
คำถามที่สอดคลองกับ จุดประสงคการเรียนรู เหมาะสมกับผูเรียนและมีความหลากหลายระดับ ซึ่งในการตั้ง
คำถาม เพื่อเกิดการคิดนั้น ผูสอนสามารถนำแนวคิดดานพุทธพิสัย (Cognitive Domain) ของบลูม (Bloom)
ซึ่งมี 6 ระดบั มาเปน แนวทางการตั้งคำถาม ดงั นี้ (ชยั วัฒน สุทธิรตั น, 2559)

1.1 ถามความรู เปนคำถามที่มคี ำตอบแนน อน ถามเนอ้ื หาเก่ยี วกบั ขอเทจ็ จริง คำจำกดั ความ
คำนยิ าม คาํ ศพั ท กฎ ทฤษฎี เกย่ี วกับใคร (Who) เมื่อไหร (When) ที่ไหน (Where) รวมท้งั ใช หรือไมใช เชน

• ใครเปนกษัตริยองคแ รกของกรุงสุโขทยั
• รปู สามเหลยี่ มมมี มุ รวมกนั กีอ่ งศา
1.2 ถามความเขาใจ เปนคำถามตองใชความรูความจำมาประกอบ เพื่ออธิบายดวยคำพูด
ของตนเอง จึงเปน คำถามทส่ี งู กวา การใช ความรู ความจำ เชน
• ใหน กั เรยี นอธิบายลักษณะของผูมจี ติ ใจกลา หาญ
• งานศิลปะสมยั กรุงศรีอยุธยา มีลกั ษณะเดน อยางไร
1.3 ถามการนำไปใช เปนคำถามที่มุงใหผูเรียนไดนำความรูและความเขาใจที่เรียนแลวไป
แกป ญ หาในสถานการณตาง ๆ เชน
• นกั เรียนจะนำความกลา หาญของสมเดจ็ พระศรีสุริโยทยั ไปใชในชีวิตประจำวันอยางไร
• นักเรยี นจะนำความรูเก่ียวกับภาวะโลกรอนไปชวยเหลือชมุ ชนอยา งไร
1.4 ถามการวิเคราะห เปน คำถามท่ีมงุ ใหผ เู รียนไดจ ำแนกแยกแยะเร่ืองราวตา ง ๆ
วาประกอบดวยสวนยอยอะไรบาง โดยใชหลักการ ทฤษฎี ที่มาของเรื่องราวหรอื เหตุการณนั้นประกอบการ
ตอบ เชน
• สาเหตุสำคญั ใดทที่ ำใหกรุงศรอี ยุธยาตอ งตกเปนเมืองขึ้นแกพ มาถึง 2 คร้งั
• ภาวะเศรษฐกจิ ของโลกตกต่ำเนอื่ งจากสาเหตใุ ด
1.5 ถามการสังเคราะห เปนคำถามที่ตอ งการใหผเู รยี นไดใ ชกระบวนการคิด เพ่ือสรุป
ความสมั พนั ธระหวางขอ มูลยอย ๆ ข้ึนเปน หลกั การ หรือแนวคิดใหม เชน
• จะมีวธิ กี ารใดที่จะไมทำใหเกิดการเสียกรุงศรีอยธุ ยา ครั้งท่ี 2 แกพ มา
• นิทานเร่ืองนน้ี กั เรยี นไดแนวคิดใดในการใชในชีวิตประจำวัน
1.6 ถามการประเมนิ คา เปนคำถามทีใ่ หผ ูเรียนตีคุณคาบางส่งิ โดยใชค วามรู
ความคดิ เหน็ และคุณคา ในการกำหนดเกณฑ เพื่อประเมนิ คา สิง่ เหลา นนั้ เชน
• บุคคลใดตอ ไปนี้ควรไดรับรางวัลโนเบล
• คนดีในปจ จบุ ันควรเปนอยา งไร

๑๗

2. การสังเกต (Observation) เปนวิธีการรวบรวมขอมูลเกี่ยวกับพฤติกรรม หรือปรากฏการณตาง
ๆ ที่เกิดขึ้นอยางมี จุดมุงหมาย โดยการติดตาม เฝาดูดวยวิธีการที่กำหนดไวลวงหนาอยางเปนระบบ แลว
บันทึกสิ่งที่สังเกตไดใน ลักษณะการเขียนบรรยาย หรือใชแบบสังเกต แบบสังเกตที่นิยมใช ไดแก แบบ
ตรวจสอบรายการ (Checklist) และมาตราสวนประมาณคา (Rating scale)

3. การประเมินโดยเพื่อน (Peer-Assessment) เปนเทคนิคการประเมินอีกรูปแบบหนึ่งที่นาจะ
นำมาใชเ พ่ือพฒั นาผูเ รียนใหเ ขา ถึงคุณลักษณะ ของงานท่ีมคี ุณภาพ เพราะการท่ผี ูเรียนจะบอกไดวาช้ินงานนั้น
เปนเชน ไรผเู รียนตองมีความเขาใจอยางชัดเจน กอนวาเขากำลงั ตรวจสอบอะไรในงานของเพ่ือน ฉะน้ัน ผูสอน
ตองอธิบายผลท่ีคาดหวงั ใหผ ูเรียนทราบกอ นที่ จะลงมือประเมิน การที่จะสรางความมัน่ ใจวาผูเรยี นเขาใจการ
ประเมนิ รูปแบบนี้ควรมีการฝกผเู รียน โดย ผสู อนอาจหาตวั อยา ง เชน งานเขียนของนักเรยี นคนใดคนหนึ่ง มา
ใหเพื่อนนักเรียนตดั สินใจวาควรประเมิน อะไร โดยสรางเกณฑที่บงบอกความสำเร็จของภาระงานน้ัน จากนั้น
ใหผูเรียนประเมินภาระงานเขียนที่เปน ตัวอยางนั้น โดยใชเกณฑที่ชวยกันสรางขึ้น หลังจากนั้นครูตรวจสอบ
การประเมินของผูเรียนและใหขอมูล ยอนกลับแกผูเรียนที่ประเมินเกินจริง การประเมินโดยเพื่อนที่มี
ประสิทธิภาพ จําเปนตองสรางสิ่งแวดลอมการเรียนรูที่สนับสนุนใหเ กิดการประเมินรูปแบบน้ี กลาวคือ ผูเรียน
ตองรูสึกผอนคลาย เชื่อใจกนั และไมอคติ เพื่อ การใหข อมูลยอ นกลบั จะไดมคี วามตรง เชอ่ื ถือไดแ ละเปนขอมูล
ท่ีเปนเชิงบวก ที่ใหประโยชนในการพัฒนา ทั้งตัวผูประเมินและผูไดรับการประเมิน ผูสอนที่ใหผูเรียนทำงาน
กลุมตลอดภาคเรียนแลว ใชเทคนิคเพ่ือน ประเมนิ เพ่ือนเปนประจำ จะสามารถพัฒนาผูเรยี นใหเกิดความเขาใจ
ซ่ึงกันและกนั อันจะนำไปสกู ารใหข อมลู ยอ นกลับทเี่ กงขนึ้ ได (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา. 2557)

4. การประเมินตนเอง (Self-Assessment) การประเมินตนเองนับเปนทั้งเครื่องมือประเมินและ
เคร่ืองมือพัฒนาการเรียนรู เพราะทำใหผูเรียนไดคิดใครครวญ วาไดเรยี นรูอะไร เรียนรูอยางไร และผลงานที่
ทำนั้นดีแลวหรือยัง การ ประเมินตนเองจึงเปนวิธีหนึ่งที่จะชวยพัฒนาผูเรียนใหเปน ผูที่สามารถเรียนรูดวย
ตนเอง การประเมินตนเองของผูเรียนท่ีประสบความสำเรจ็ จะตองมีเปาหมายการเรียนรูทีช่ ดั เจน มีเกณฑที่บง
บอกความสำเรจ็ ของชิน้ งาน/ภาระงานและมาตรการปรบั ปรุงแกไขตนเองเปาหมายการเรียนรูท ี่กำหนด ชดั เจน
และผูเรียนไดรับทราบ หรือรวมกำหนดดวย จะทำใหผูเรียนทราบวาตนถูกคาดหวังใหรูอะไร ทำอะไร มี
หลกั ฐานใดท่ีแสดงการเรียนรูต ามความคาดหวังน้ัน หลักฐานท่มี คี ุณภาพควรมเี กณฑเ ชน ไร เพ่อื เปน แนวทางให
ผเู รียนพจิ ารณาประเมนิ ซึ่งหากเปา หมายและเกณฑการประเมินเกิดจาก การทำงานรว มกันระหวางผูเรียนกับ
ผูส อนดวยแลว จะเปนการเพม่ิ แรงจูงใจในการเรยี นรูเพิ่มมากข้ึน การที่ ผูเรยี นไดใชการประเมนิ ตนเองบอย ๆ
โดยมีกรอบแนวทางการประเมินที่ชัดเจนนี้จะชวยสงเสริมใหผูเรียน ประเมินไดคอนขางตรงและซื่อสัตย คำ
วิจารณ คำแนะนําของผูเรียนมักจะจริงจังมากกวาของครู การประเมิน ตนเองจะเกิดประโยชนยิ่งขึ้นหาก
ผเู รียนทราบสง่ิ ทตี่ อ งปรับปรงุ แกไข และตงั้ เปา หมายการปรับปรงุ แกไขของ ตนแลวฝกฝนพฒั นา โดยการดูแล
สนับสนุนจากผูส อนและความรวมมือของครอบครัว

๑๘

5. การนำเสนอและการสาธิต (Presentation and Demonstrations) การนำเสนอผลงานเปน
กิจกรรมที่สะทอนความคิดของผูเรียนเกี่ยวกับเรื่องที่นำเสนอหรือ ความรูเพื่อใหผูอื่น เชน ครู เพื่อนนักเรียน
และผูป กครองไดรบั รู เกดิ ความรูค วามเขาใจ และชน่ื ชมใน ความสำเรจ็ หรอื รว มตรวจสอบและใหขอเสนอแนะ
เกี่ยวกับการนำเสนอผลงาน โดยรูปแบบการนำเสนอ ผลงาน ไดแ ก การนำเสนอผลงานดวยการเขียน ดว ยการ
พูด ดวยการสาธิต ดวยการจัดแสดงผลงานหรือจัด นิทรรศการ (สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและ
เทคโนโลย,ี 2555)

6. การสอบถาม พูดคุยกับนักเรียน (Student Surveys) เปนการสื่อสารสองทางอีกประเภทหน่ึง
ระหวางผสู อนกับผเู รียน สามารถดำเนนิ การเปน กลุม หรือรายบคุ คลกไ็ ด โดยทั่วไปมักใชเพื่อตดิ ตามตรวจสอบ
วาผูเรียนเกิดการเรียนรูเพียงใด เพื่อเปนขอมูลสำหรับ พัฒนาผูเรียนวิธีการนี้อาจใชเวลามากกวาวิธีอื่น แตมี
ประโยชนตอการคนหา วินิจฉัยขอปญหาตลอดจนเรื่อง อื่น ๆ ที่อาจเปนปญหา อุปสรรคตอการเรียนรูเชน
วิธกี ารเรียนรู ทีแ่ ตกตา งกัน เปนตน

7. การใชเกณฑการประเมิน (Rubrics) แนวการใหคะแนนเพื่อประเมินผลงานหรือการปฏิบัติงาน
ของผูเรียน หรือที่เรียกวา Rubric เปนเครื่องมือใหคะแนน ชนิดหนึ่ง ใชในการประเมินการปฏิบัติงานหรือ
ผลงานของผูเรียน เกณฑการประเมิน (Rubric) มี 2 ชนิด คือ เกณฑการประเมินแบบภาพรวม (Holistic
Rubric) และเกณฑการประเมิน แบบแยกสว น (Analytic Rubric)

เกณฑการประเมินแบบภาพรวม (Holistic Rubric) ครูจะใหคะแนนโดยดูภาพรวมของ
กระบวนการหรือผลงาน ไมแยกพิจารณาเปนสวน ๆ เกณฑการประเมิน (Rubric) แบบนี้จะใชเมื่อตองการดู
ภาพโดยรวมมากกวาจะดูขอบกพรองสวนยอย ๆ เกณฑการประเมินแบบภาพรวมจะเหมาะกับการปฏิบัติท่ี
ตองการใหผ ูเรยี นสรา งสรรคแ ละไมมคี ำตอบที่ถกู ตองชัดเจนแนน อน

เกณฑการประเมินแบบแยกสวน (Analytic Rubric) ใชเมื่อตองการเนนการตอบสนองที่มี
ลักษณะเฉพาะ และ ไมไดเนนความคิดสรางสรรค ใชเปนตัวแทนของการประเมินหลายมิติ การใชเกณฑการ
ประเมินแบบแยกสวนจึงไดผลสะทอนกลับ คอนขางสมบูรณ เปนประโยชนสําหรับผูเรียนและผูสอนมากใน
ขณะทีม่ ีการเรยี นรู เปนการประเมินทีเ่ หมาะกับการประเมิน ความกาวหนา และผูส อนท่ีใชเกณฑการประเมิน
แบบแยกสว นจะสามารถสรา งเสน ภาพ (Profile) จดุ เดน จุดดอยของผเู รยี นแตละคน ไดชดั เจน

8. การเขียนสะทอนการเรียนรู (Journals) เปนรูปแบบการเขียนที่ใหผูเรียนเขียนตอบกระทูหรือ
คำถามของครู ซึ่งจะตองสอดคลองกับ ความรูทักษะที่กำหนด ในตัวชี้วัดการเรียนรู การเขียนสะทอนการ
เรียนรูนี้ นอกจากทำใหผ ูสอนทราบ ความกาวหนาในผลการเรียนรูแลวยังใชเปนเคร่ืองมือ ประเมินพัฒนาการ
ดา นทักษะการเขยี นไดอ กี ดวย

กลาวโดยสรุป การเรียนรูเชิงรุก เปนกิจกรรมการเรียนรูที่เปดโอกาสใหผูเรียนไดฟง พูด อาน เขียน
และแสดงความคิดเห็น ขณะลงมือปฏิบัติกิจกรรม อีกทั้งในขณะเดียวกันผูเรียนตองใชกระบวนการคิด
โดยเฉพาะกระบวนการคิดขั้นสูง คือ การวิเคราะห การสังเคราะห และการประเมินคา การประเมินการเรียน
การสอนแบบ active learning ที่มีประสิทธิภาพ ควรใชเทคนิค วิธีการ และเครื่องมือในการประเมินท่ี
หลากหลาย อาทิ การใชค ำถาม การสงั เกต การประเมนิ ตนเอง การประเมินโดยเพ่ือน การสาธติ หรือนำเสนอ

๑๙

ทั้งนี้การประเมินนั้นควรคำนึงถึงความสอดคลองกับวัตถุประสงคการเรียนรูเปนสำคัญ ปจจุบัน
เทคนิคการ ประเมิน ที่นิยมใชคือการประเมินผลการปฏิบัติงาน ชิ้นงาน และประเมินกระบวนการปฏิบัติงาน
ในช้นั เรียน อยา งสม่ำเสมอ

หลกั การ แนวคิด เกยี่ วของกับการพัฒนาวิชาชีพแบบชุมชมแหงการเรยี นรทู างวชิ าชพี (Professional
Learning Community: PLC)

PLC (Professional Learning Community) มีพื้นฐานแนวคิดมาจากภาคธุรกิจเกี่ยวกับความ
สามารถขององคกรในการเรียนรู (Thompson, Gregg, & Niska, 2004) เปนการนำแนวคิดองคกรแหงการ
เรยี นรูมา ประยกุ ตโ ดยอธบิ ายวา การอปุ มาทเี่ ปรยี บเทยี บใหโรงเรยี นเปน” องคกร” นนั้ นา จะไมเหมาะสมและ
ถูกตอง แทจริงแลวโรงเรียน มีความเปน “ชุมชน” มากกวาความเปนองคกร ซึ่งความเปน “องคกร” กับ
“ชุมชน” มีความแตกตางกันทีค่ วามเปน ชมุ ชน

“ชุมชนแหงการเรียนรูวิชาชีพ”หรือ PLC มีวรรณกรรมทางการศึกษาจากการวิจัยหรือโครงการ
ศึกษาตางๆ สามารถเรียบเรียงสรุปเปนความหมายของ PLC คือ การรวมตัว รวมใจ รวมพลัง รวมมือกันของ
ครู ผูบริหาร และ นักการศึกษาในโรงเรียน เพื่อพัฒนาการเรียนรูของผูเรียนเปนสำคัญ ดังที่ Sergiovanni
(1994) ไดกลาววา PLCเปน สถานที่สำหรับ “ปฏิสัมพันธ” ลด “ความโดดเดี่ยว” ของมวลสมาชิกวิชาชพี ครู
ของโรงเรยี นในการทำงาน เพือ่ ปรบั ปรงุ ผล การเรียนของนักเรยี นหรืองานวิชาการโรงเรียน ซึ่ง Hord (1997)
มองในมุมมองเดียวกัน โดยมองการรวมตัวกันดังกลาว มีนัยยะแสดงถึงการเปนผูนำรวมกันของครู หรือเปด
โอกาสใหครูเปน “ประธาน” ในการเปลี่ยนแปลง (วิจารณ พานิช, 2555) การมีคุณคารวมและวิสัยทัศน
รวมกันไปถึงการเรียนรูรวมกันและการนำสิ่งที่เรียนรูไปประยุกตใชอยา งสรางสรรครวมกัน PLC สามารถแบง
ระดับได 3 ระดับ คือ ระดับสถานศึกษา ระดับเครือขาย และระดับชาติ โดยแตละ ลักษณะจะแบงตามระดับ
ของความเปน PLC ยอย ดังนี้

1. ระดับสถานศึกษา (School Level) คือ PLC ที่ขับเคลื่อนในบริบทสถานศึกษา หรือ โรงเรียน
สามารถแบง ได 3 ระดับยอย (Sergiovanni, 1994) คอื

1.1 ระดับนักเรียน (Student Level) ซึ่งนักเรียนจะไดรับการสงเสริมและรวมมือใหเกิดการ
เรียนรูขึ้น จากครูและเพื่อนนักเรียนอื่นใหทำกิจกรรมเพื่อแสวงหาคำตอบที่สมเหตุสมผล สำหรบั ตน นักเรียน
จะไดรับการพฒั นาทกั ษะที่สำคัญ คอื ทักษะการเรียนรู

1.2 ระดับผูประกอบวิชาชีพ (Professional Level) ประกอบดวยครูผูสอนและผูบริหารของ
โรงเรียนโดยใชฐ านของ “ชุมชนแหงวิชาชพี ” เชื่อมโยงกับการเรียนรูของชุมชน จึงเรียกวา “ชุมชนการเรียนรู
ทางวชิ าชพี ”

1.3 ระดับการเรียนรูของชุมชน (Learning Community Level) ครอบคลุมถึงผูปกครอง
สมาชิกชุมชนและผูนำชุมชน โดยบุคคลกลุมนี้จำเปนตองมีสวนเขามารวมสราง และผลักดันวิสัยทัศนของ
โรงเรยี นใหบรรลุผลตาม เปา หมาย

๒๐

2. ระดับกลุมเครือขาย (Network Level) คือ PLC ที่ขับเคลื่อนในลักษณะการรวมตัวกันของกลุม
วิชาชีพจากองคกร หรือหนวยงานตางๆ ที่มุงมั่นรวมกันสรางชุมชน เครือขาย ภายใตวัตถุประสงครวม คือ
การแลกเปลี่ยนเรียนรู สงเสริม สนับสนุน ใหกำลังใจ สรางความสัมพันธและพัฒนาวิชาชีพรวมกัน อาจมี
เปา หมายทเ่ี ปนแนวคิดรว มกนั อยางชัดเจน สามารถแบงได 2 ลักษณะ คือ

2.1 กลุมเครือขา ยความรวมมือระหวางสถาบัน คือ การตกลงรว มมือกันในการพัฒนาวิชาชีพ
ครูระหวา งสถาบัน โดยมองวา การรว มมือกันของสถาบนั ตา งๆ จะทำใหเ กดิ พลังการขับเคล่ือน การแลกเปล่ียน
เรียนรทู าง วชิ าชพี

2.2 กลุมเครือขายความรวมมือของสมาชิกวิชาชีพครู คือ การจัดพื้นที่เปดกวางให สมาชิก
วิชาชีพครูที่มีอุดมการณรวมกันในการพัฒนาการจัดการเรียนรูของตนเองเพื่อการเปลี่ยนแปลง เชิงคุณภาพ
ของผเู รียนเปน หวั ใจสำคัญ สมาชิกที่รวมตวั กนั ไมม เี งื่อนไขเกีย่ วกับสังกัด แตจะต้งั อยบู นความ มงุ มน่ั สมัครใจ
ใชอดุ มการณรว มเปน หลักในการรวมกนั เปน PLC กรณีตวั อยาง เชน PLC “ครูเพือ่ ศิษย”

3. ระดับชาติ (The National Level) คือ PLC ที่เกิดขึ้น โดยนโยบายของรัฐที่มุงจัดเครือขาย PLC
ของชาติเพ่ือขับเคลื่อน การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพของวิชาชีพ โดยความรวมมือของสถานศึกษา และครูที่
ผนึกกำลงั รว มกนั พฒั นาวิชาชีพ

องคป ระกอบของชุมชนการเรียนรูท างวิชาชพี ในบรบิ ทสถานศึกษา
PLC ในระดับสถานศึกษา หรือ ระดับผูประกอบวิชาชีพ นำเสนอเปนองคประกอบของ PLC ที่มา
จากขอมูลทีร่ วบรวมและ วเิ คราะหจ ากเอกสารท้งั ในประเทศไทยและตางประเทศนำเสนอเปน 6 องคประกอบ
ของ PLC ในบรบิ ทสถานศกึ ษา ซึง่ ประกอบดว ย วิสัยทศั นร วมทีมรวมแรงรว มใจ ภาวะผนู ำรว ม การเรียนรูแ ละ
การพฒั นาวิชาชีพ ชมุ ชนกัลยาณมิตร และโครงสรางสนับสนนุ ชุมชนนำเสนอจากการสังเคราะหแนวคิดตางๆ
และรายละเอียดตอ ไปนี้

องคประกอบที่ 1 วิสัยทัศนรวม (Shared Vision) วิสัยทัศนรวมเปนการมองเห็นภาพ
เปา หมาย ทศิ ทาง เสน ทาง และสิง่ ท่ีจะเกิดข้ึนจริง เปนเสมือนเข็มทิศในการขับเคล่อื น PLC ท่ีมีทิศทางรวมกัน
โดยมีวิสัยทัศนเชิงอุดมการณทางวิชาชีพรวมกัน (Sergiovanni, 1994) คือพัฒนาการการเรียนรูของผูเ รียน
เปน ภาพความสำเรจ็ ท่ีมุง หวังในการนำทางรวมกัน (Hord, 1997) อาจเปนการมองเริ่มจากผูนำหรือกลุมผูนำ
ที่มี วิสัยทัศนทำหนาทีเ่ หนี่ยวนำใหผูรวมงานเห็นวิสัยทัศนนั้นรว มกัน หรอื การมองเห็นจากแตละปจเจกที่มี
วสิ ยั ทศั นเหน็ ในสง่ิ เดียวกัน วสิ ัยทศั นร ว มมีลักษณะสำคัญ 4 ประการ (4 Shared) มรี ายละเอียดสำคัญ ดังน้ี

1) การเห็นภาพและทิศทางรวม (Shared Vision) จากภาพความเชื่อมโยงใหเห็นภาพ
ความสำเร็จรวมกันถึงทิศทาง สำคัญของการทำงานแบบมอง “เห็นภาพเดียวกัน” (Hord, 1997;
Hargreaves,2003)

2) เปา หมายรวม (Shared Goals) เปนทั้งเปาหมาย ปลายทาง ระหวางทาง และเปาหมาย
ชีวติ ของสมาชิกแตละคนท่ี สมั พนั ธก นั กับเปาหมายรว มของชุมชนการเรียนรูฯ ซงึ่ เปนความเชื่อมโยงใหเห็นถึง
ทศิ ทางและเปาหมายในการทำงานรว มกนั โดยเฉพาะเปา หมายสำคัญคือพฒั นาการการเรียนรขู องผูเรียน
(Hargreaves, 2003; Schmoker, 2004; DuFour, 2006)

๒๑

3) คุณคารวม (Shared Values) เปนการเห็นทั้งภาพเปาหมาย และที่สำคัญเมื่อเห็นภาพ
ความเชื่อมโยงแลว ภาพดังกลาวมีอิทธิพลกับการตระหนักถึงคุณคาของตนเองและของ งานจนเชื่อมโยงเปน
ความหมายของงานที่เกิดจากการตระหนัก รูของสมาชิกใน PLC จนเกิดเปนพันธะสัญญารวมกัน รวมกัน
หลอมรวมเปน “คุณคารว ม” ซ่ึงเปนขมุ พลงั สำคัญท่จี ะเกดิ พลัง ในการไหลรวมกันทำงานในเชิงอุดมการณทาง
วิชาชีพรว มกนั (Hord, 1997; DuFour, 2006; Hargreaves, 2003)

4) ภารกิจรวม (Shared Mission) เปนพันธกิจแนวทางการปฏิบัติรวมกันเพื่อใหบรรลุตาม
เปาหมายรว ม รวมถึงการ เรียนรูของครูในทุกๆ ภารกิจ สิ่งสำคัญคอื การปฏริ ูปการเรียนรู ที่มุงการเรียนรูของ
ผูเรียนเปนหัวใจสำคัญ (Hord, 1997) โดยการเริ่มจากการรับผดิ ชอบในการพัฒนาวิชาชีพเพื่อศิษยรวมกัน
ของครู (Louis & Kruse, 1995; Senge, 2000; DuFour, 2006)

องคประกอบที่ 2 ทีมรวมแรงรวมใจ (Collaborative Teamwork) ทีมรวมแรงรวมใจ เปน
การพัฒนามาจากกลุมที่ทำงาน รวมกันอยางสรางสรรค ลักษณะการทำงานรวมกันแบบมีวิสัยทัศน คุณคา
เปาหมาย และพันธกิจรวมกัน รวมกันดวยใจ จนเกิดเจตจำนงในการทำงานรวมกันอยางสรางสรรค เพื่อให
บรรลุผลที่การเรียนรูของผูเรียน (Louis, Kruse, & Marks, 1996) การเรียนรูของทีม และการเรียนรูของครู
บนพื้นฐานงานที่มี ลักษณะตองมีการคิดรวมกัน วางแผนรวมกัน ความเขาใจรวมกัน ขอตกลงรวมกัน การ
ตัดสินใจรวมกัน แนวปฏิบัติรวมกัน การประเมินผลรวมกัน และการรับผิดชอบรวมกัน จากสถานการณ ที่
งานจริงถือเปนโจทยรวม (Hargreaves, 2003; Stoll & Louis, 2007) ใหเห็นและรูเหตปุ จจัย กลไกในการ
ทำงานซง่ึ กันและกัน แบบละวางตัวตนใหมากที่สดุ (There’s no I in team) (DuFour, 2006) จนเห็นและรู
ความสามารถของแตละคนรวมกัน เห็นและรบั รูถึงความรูสึกรวมกันในการทำงานจนเกิด ประสบการณหรือ
ความสามารถในการทำงาน และพลังในการรวมเรียนรู รวมพัฒนาบนพื้นฐานของพันธะรวมกันที่เนนความ
สมัครใจ และการสื่อสารที่มีคุณภาพบนพื้นฐานการรับฟงและความไววางใจซึ่งกันและกัน อยางไรก็ตามการท่ี
PLC เนนการขับเคลื่อน ดวยการทำงานแบบทีมรวมแรงรวมใจ ที่ทำใหลงมือทำและเรียนรู ไปดวยกันดวยใจ
อยางสรางสรรคตอเนื่องนั้น ซึ่งมีลักษณะพิเศษของการรวมตัวที่เหนียวแนนจากภายใน นั้นคือการเปน
กัลยาณมติ ร ทำใหเ กดิ ทีมใน PLC อยูร ว มกนั ดวยความสัมพนั ธ ท่ีตางชว ยเหลอื เก้ือกูล ดูแลซ่งึ กัน จึงทำใหการ
ทำงานเตม็ ไปดวยบรรยากาศที่มีความสุข ไมโ ดดเด่ียว (Sergiovanni, 1994; Fullan, 1999) ซึ่งรปู แบบของ
ทมี จะมีเปนเชนไรนั้นขึ้นอยูกับเปาประสงค หรือพันธกิจในการดำเนินการของชุมชนการเรียนรู เชน ทีมรวม
สอน ทีมเรียนรู และกลุมเรียนรู เปนตน (วิจารณ พานิช, 2554; Olivier &Hipp, 2006; Little &
McLaughlin, 1993)

องคประกอบที่ 3 ภาวะผูนำรวม (Shared Leadership) ภาวะผูนำรวมใน PLC มีนัยสำคัญ
ของการผูนำรว ม 2 ลักษณะสำคัญ คอื ภาวะผนู ำผูสรางใหเกดิ การนำรวม และภาวะ ผนู ำรวมกัน ใหเ ปน PLC
ทีข่ ับเคล่ือนดวยการนำรวมกนั รายละเอยี ดดังน้ี

1) ภาวะผูนำผูสรางใหเกดิ การนำรวมเปนผูนำท่สี ามารถทำใหสมาชิกใน PLC เกิดการเรียนรู
เพื่อการเปลี่ยนแปลงทั้ง ตนเองและวิชาชีพ (Kotter & Cohen, 2002) จนสมาชิกเกิดภาวะผูนำในตนเอง
และเปนผูนำรวมขับเคลื่อน PLC ไดโดยมี ผลมาจากการเสริมพลังอำนาจจากผูนำทั้งทางตรงและทางออม

๒๒

โดยเฉพาะการเปน ผนู ำท่ีเรม่ิ จากตนเองกอนดวยการลงมือทำงาน อยางตระหนักรู และใสใ จใหความสำคัญกับ
ผูร วมงานทุกๆ คน (Olivier & Hipp, 2006) จนเปนแบบท่มี ีพลังเหนย่ี วนำให ผรู ว มงานมีแรงบนั ดาลใจและมี
ความสุขกับการทำงานดวยกัน อยางวิสัยทัศนรวม (Hargreaves, 2003) รวมถึงการนำแบบไมนำ โดยทำ
หนาทผ่ี ูส นบั สนุนและเปด โอกาสใหส มาชกิ เตบิ โตดวยการสรางความเปน ผนู ำรว ม ผูนำที่จะสามารถสรา งใหเกิด
การนำรวมดังกลาวควรมีคุณลักษณะสำคัญ ดังนี้ มีความสามารถในการลงมือทำงานรวมกัน การเขาไปอยูใน
ความรูสึกของผูอื่นได การตระหนักรูในตนเอง ความเมตตากรุณา การคอยดูแลชวยเหลือ เกื้อกูลกัน การโคช
ผูรวมงานได การสรางมโนทัศน การมวิสัยทัศนการมีความมุงมั่นและทุมเทตอการเติบโตของผูอื่น เปนตน
(Thompson, Gregg, &Niska, 2004)

2) ภาวะผูนำรวมกัน เปนผนู ำรวมกันของสมาชกิ PLC ดวยการกระจายอำนาจ เพม่ิ พลงั อำนาจ
ซึ่งกันและกันใหสมาชิก มีภาวะผูนำเพิ่มขึ้น จนเกิดเปน “ผูนำรวมของครู” (Hargreaves, 2003) ในการขับ
เคล่ือน PLC มุง การพัฒนาการจัดการเรียนรู ทีเ่ นน ผเู รยี นเปน สำคญั โดยยึดหลักแนวทางบริหารจดั การรว ม การ
สนับสนุน การกระจายอำนาจ การสรางแรงบันดาลใจของครู โดยครูเปนผูลงมือกระทำ หรือ ครูทำหนาที่เปน
“ประธาน”เพื่อสรางการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรูไมใช “กรรม” หรือ ผูถูก กระทำ และผูถูกใหกระทำ
(วิจารณ พานชิ , 2554 ซงึ่ ผูน ำรว มจะเกิดขึ้นไดดเี ม่ือมบี รรยากาศสง เสรมิ ใหค รูสามารถแสดงออกดวย ความเตม็
ใจ อสิ ระปราศจากอำนาจครอบงำท่ีขาดความเคารพ ในวชิ าชีพ แตย ึดถอื ปฏบิ ัติรวมกนั ใน PLC นน่ั คือ “อำนาจ
ทาง วิชาชีพ” (Hargreaves, 2003) เปนอำนาจเชิงคุณธรรมที่มีขอปฏิบัติท่ีมาจากเกณฑและมาตรฐานที่เห็น
พอ งตรงกันหรือกำหนดรวมกนั เพอ่ื ยึดถือเปน แนวทางรวมกนั ของผปู ระกอบวิชาชีพครทู งั้ หลายใน PLC
(Thompsonetal.,๒004)

กลา วโดยสรปุ คอื ภาวะผนู ำรวมดังทกี่ ลา วมา มหี วั ใจสำคญั คือ นำการเรียนรูเ พ่ือการเปล่ียน
แปลงตนเองของแตล ะคน ทั้งสมาชกิ และผนู ำโดยตำแหนงเมื่อใดทบ่ี ุคคลน้ันเกิดการเรยี นรู ท้ังดา นวชิ าชีพและ
ชีวติ จนเกิดพลังการเปลี่ยนแปลงท่ีสง ผลตอ ความสุขในวิชาชีพของตนเองและผูอ่ืน ภาวะผนู ำรวมจะเกิดผล ตอ
ความเปน PLC

องคประกอบท4่ี การเรยี นรูแ ละการพัฒนาวชิ าชีพ (Professional learning
anddevelopment) การเรียนรแู ละการพฒั นาวชิ าชีพใน PLC มีจุดเนนสำคัญ 2 ดา น คือ การเรียนรเู พ่ือ
พัฒนาวชิ าชพี และการเรยี นรเู พ่ือจติ วิญญาณความเปน ครู รายละเอยี ดดังน้ี

1) การเรียนรูเ พ่อื พฒั นาวิชาชีพ หวั ใจสำคัญการเรยี นรู บนพ้นื ฐานประสบการณต รงในงานที่ลงมือ
ปฏิบตั จิ รงิ รว มกนั ของ สมาชิก จะมีสัดสวนการเรียนรูม ากกวา การอบรมจากหนวยงาน ภายนอก อางถึงแนวคดิ
ของ Dale (1969) แนวคิดกรวย ประสบการณ (Cone of Experience) ยืนยันอยางสอดคลอง วาการเรียนรู
ผานประสบการณตรงจะสงผลตอประสิทธิภาพ และประสิทธิผลการเรยี นรูไดมากที่สุด ดวยบริบท PLC ที่มกี าร
ทำงานรวมกันเปนทีม (Sergiovanni, 1994) จงึ ทำใหก ารเรียน รูจากโจทยและสถานการณที่ครูจะตองจัดการ
เรียนรูที่ยึดผูเรียนเปนสำคัญ เปนการรวมเห็น รวมคิด รวมทำ รวมรับผิดชอบ (Dufour, 2006) ทำให
บรรยากาศการพัฒนาวชิ าชพี ของครูรสู กึ ไมโ ดดเดี่ยว คอยสะทอ นการเรยี นรแู ละชวยเหลือซงึ่ กนั และกนั ถือเปน
พื้นที่การเรียนรูรวมกันที่ใชวิธีการที่หลากหลาย เชน สะทอนการเรียนรู สุนทรียะสนทนา การเรียนรูสืบเสาะ

๒๓

แสวงหา การสรางมโนทัศน รเิ รม่ิ สรางสรรคสง่ิ ใหมๆ การคดิ เชิงระบบ การ สรางองคความรู การเรียนรูบนความ
เขาใจการทำงานของสมอง และการจัดการความรู เปนตน (สรุ พล ธรรมรมดี และคณะ, 2553; Stoll & Louis,
2007)

2) การเรียนรูเพื่อจิตวิญญาณความเปนครู เปนการเรียนรูเพื่อพัฒนาตนเองจากขางใน หรือวุฒิ
ภาวะความเปนครู ใหเปนครูที่สมบูรณ โดยมีนัยสำคัญคือ การเรียนรูตนเอง การ รูจกั ตนเองของครู เพื่อที่จะ
เขาใจมิติของผูเรียนที่มากกวาความรู แตเปนมิติของความเปนมนุษย ความฉลาดทางอารมณ เม่ือครูมี ความ
เขาใจธรรมชาติตนเองแลว จึงสามารถมองเห็นธรรมชาติของ ศิษยตนเองอยางถองแท จนสามารถสอน หรือ
จัดการเรียนรูโดยยึด การเรียนรูของผูเรียนเปนสำคัญได รวมถึงการเรียนรูรวมกันของ สมาชิกในชุมชน
(Hargreaves, 2003) ที่ตองอาศัยการตระหนักรู สติ การฟง การใครครวญ เปนตน จิตที่สามารถเรียนรูและ
เปนครู ไดอ ยา งแทจรงิ นั้นจะเปน จิตท่ีเต็มไปดวยความรัก ความเมตตา การ กรณุ า และความออ นนอม เหน็ ศิษย
เปนครู เห็นตนเองเปนผูเรียนรู มีพลังเรียนรูในทุกสถานการณที่เกิดขึ้น โดยใชวิธีการที่หลากหลาย เชน การ
เรียนรูเพื่อการเปลี่ยนแปลง การเรียนรูอยางใครครวญ และการฝกสติ เปนตน (สุรพล ธรรมรมดี และคณะ,
2553)

กลาวโดยสรุปการเรียนรูและการพัฒนาวิชาชีพของ PLC นั้นมีหัวใจสำคัญคือการเรียนรูรวมกัน
อยางมีความสุขของ ทีมเรียนรู เปนบรรยากาศทีเ่ ปด พื้นที่การเรยี นรูแบบนำตนเอง ของครูเพื่อการเปล่ียนแปลง
พฒั นาตนเองและวชิ าชีพ อยางตอ เนือ่ งเปนสำคญั

องคประกอบที่ 5 ชุมชนกัลยาณมิตร (Caring community) กลุมคนที่อยูรวมโดยมีวิถีและ
วัฒนธรรมการอยูรวมกัน ในชุมชน มีคุณลักษณะคือ มุงเนนความเปนชุมชนแหงความสุข สุขท้ังการทำงานและ
การอยรู ว มกนั ทมี่ ลี ักษณะวัฒนธรรมแบบ “วัฒนธรรมแบบเปดเผย” ทที่ ุกคนมเี สรภี าพในการแสดงความ คดิ เห็น
ของตนเปนวิถีแหงอิสรภาพ และเปนพื้นที่ใหความรูสึก ปลอดภัย หรือปลอดการใชอำนาจกดดัน บนพื้นฐาน
ความไวว างใจ เคารพซ่ึงกนั และกัน มจี รยิ ธรรมแหงความเอ้ืออาทรเปน พลังเชิงคุณธรรม คุณงามความดีท่ีสมาชกิ
รวมกันทำงานแบบอุทิศตนเพื่อวิชาชีพโดยมีเจตคติเชิงบวกตอการศึกษาและผูเรียนสอดคลองกับ
Sergiovanni(1994) ที่วา PLCเปนกลุมที่มีวิทยสัมพันธตอกัน เปนกลุมที่เหนียวแนนจากภายใน ใชความเปน
กลั ยาณมติ รเชงิ วชิ าการตอกัน ทำใหล ดความโดดเด่ยี วระหวา ง ปฏบิ ัติงานสอนของครู เชอื่ มโยงปฏิสมั พันธกันท้ัง
ในเชิงวิชาชพี และชวี ิต มีความศรัทธารวม อยูรว มกนั แบบ “สงั ฆะ” ถือศีล หรอื หลักปฏิบตั ิรว มกัน โดยยึดหลัก
พรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา เปน ชุมชนที่ยึดหลักวินัยเชิงบวก เชื่อมโยงการพัฒนา PLC ไปกับ
วิถีชีวิตตนเองและวิถีชีวิตชุมชนอันเปนพื้นฐานสำคัญของ สังคมฐานการพึ่งพาตนเอง (สุรพล ธรรมรมดี และ
คณะ, 2553) มบี รรยากาศของ “วัฒนธรรมแบบเปดเผย” ทุกคนมีเสรภี าพท่จี ะแสดงความคิดเห็นของตน เปน
วถิ แี หง อสิ รภาพ ยดึ ความสามารถ และสรา งพน้ื ที่ปลอดการใชอำนาจกดดนั (Boyd, 1992) ดังกลา วนี้ สามารถ
ขยายกรอบใหกวางขวางออกไปจนถงึ เครือขายทีส่ ัมพนั ธ กบั ชุมชนตอ ไป

องคป ระกอบท่ี 6 โครงสรา งสนับสนุนชมุ ชน (Supportive structure) โครงสรางทส่ี นับสนุน
การกอเกิดและคงอยูของ PLC มีลักษณะ ดังน้ี ลดความเปนองคการที่ยึดวัฒนธรรมแบบราชการ หันมาใช
วัฒนธรรมแบบกัลยาณมติ รทางวชิ าการแทน และเปน วัฒนธรรมท่สี ง เสริมวิสัยทัศน การดำเนินการท่ตี อเน่ือง

๒๔

และ มุงความยั่งยืน จัดปจจัยเงื่อนไขสนับสนุนตามบริบทชุมชนมี โครงสรางองคการแบบไมรวมศูนย
(Sergiovanni, 1994) หรือ โครงสรางการปกครองตนเองของชุมชน เพื่อลดความขัดแยง ระหวางครู
ผูป ฏบิ ัตงิ านสอนกบั ฝา ยบรหิ ารใหน อยลง มีการบริหาร จัดการ และการปฏบิ ตั ิงานในสถานศกึ ษาทเ่ี นนรูปแบบ
ทีมงาน เปนหลัก (Hord, 1997) การจัดสรรปจจัยสนับสนุนใหเอื้อตอการดำเนินการของ PLC เชน เวลา
วาระ สถานที่ ขนาดชั้นเรียน ขวัญ กำลังใจ ขอมูลสารสนเทศ และอื่นๆ ที่ตามความจำเปนและบรบิ ท ของแต
ละชุมชน (Boyd, 1992) โดยเฉพาะการเอาใจใสสิ่งแวดลอม ใหเกิดบรรยากาศที่เอื้อตอการเรียนรูและอยู
รวมกันอยา งมี ความสุข (สุรพล ธรรมรมดี และคณะ, 2553) มีรูปแบบการ สื่อสารดวยใจ เปดกวางใหพ้ืนที่
อสิ ระในการสรางสรรคของชุมชน เนน ความคลองตวั ในการดำเนินการจัดการกบั เงื่อนไขความ แตกแยก และ
มรี ะบบสารสนเทศของชมุ ชนเพอ่ื การพัฒนาวิชาชีพ (Eastwood & Louis, 1992)

กลา วโดยสรุปท้งั 6 องคประกอบของ PLC ในบริบท สถานศึกษา กลาวคอื เอกลักษณส ำคัญ
ของความเปน PLC แสดงใหเห็นวาความเปน PLC จะทำใหความเปน “องคกร” หรือ “โรงเรียน” มี
ความหมายที่การพัฒนาการเรียนรูของผูเรียนอยางแทจริง ซึ่งเปนหัวใจสำคัญของ PLC ดวยกลยุทธการสราง
ความ รวมมือที่ยึดเหนี่ยวกันดวยวิสัยทัศนรวม มุงการเรียนรูของผูเรียน การเรียนรูและพัฒนาวิชาชีพ และ
ชุมชนกัลยาณมิตร แสดงถึงการ รวมพลังของครูและนกั การศึกษา ที่เปนผูนำรวมกัน ทำงานรวมกัน แบบทีม
รวมแรงรวมใจ มุงเรียนรูเ พื่อพัฒนาตนเอง พัฒนาวิชาชพี ภายใตโครงสรางอำนาจทางวชิ าชพี และอำนาจเชงิ
คุณธรรม ที่มาจากการรวมคิด รวมทำ รวมนำ รวมพัฒนาของครู ผูบริหาร นักการศึกษาภายใน PLC ที่สงถึง
ผูเกย่ี วขอ งตอ ไป

มาตรฐานและตัวชี้วัดกลุมสาระภาษาตางประเทศ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐานกลุมสาระ
การเรยี นรูภ าษาตา งประเทศ พทุ ธศักราช 2551

สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2552: 1) ไดกำหนดใหกลุมสาระการเรียนรูภาษาตาง
ประเทศ เปนสาระการเรียนรูเพื่อเสริมสรางพื้นฐานความเปนมนุษย และสรางศักยภาพในการคิดและการ
ทำงานอยางสรางสรรคเพื่อพัฒนาผูเรียนใหผูเรียนมีวิสัยทัศนที่กวางไกลและเกิดความมั่นใจในการสื่อสารกับ
ชาวตางประเทศ รวมทั้งเกดิ เจตคติทีด่ ตี อภาษาและวัฒนธรรมตางประเทศ โดยยังคงความภาคภูมิใจในภาษาและ
วัฒนธรรมไทย หลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ไดกำหนดองคความรู กระบวนการเรียนรู และคุณธรรม
จริยธรรม คานิยมที่ผูเรียนพึงมีเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ป เพื่อใหผูเรียนเกิดคุณภาพตามมาตรฐาน
การเรียนรูทีค่ าดหวังไว โดยหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ไดกำหนดสาระการ
เรียนรู มาตรฐานการเรียนรู ของกลุมสาระการเรียนรูภาษาตางประเทศ (สำนักวิชาการและมาตรฐาน
การศกึ ษา (2552: 2-7) ดังตอ ไปนี้

๒๕

สาระของหลกั สูตรกลมุ สาระการเรียนรภู าษาตางประเทศ (ภาษาองั กฤษ) หลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551

1.1 ภาษาเพื่อการสื่อสารการใชภาษาตางประเทศในการฟงพูด อาน และเขียนแลกเปลี่ยน
ขอมูลขาวสารแสดงความรูสึกและความคิดเห็นตีความ นำเสนอขอมูลความคิดรวบยอดและความคิดเห็นใน
เรือ่ งตางๆ และสรางความสมั พันธระหวางบคุ คลอยางเหมาะสม
กก 1.2 ภาษาและวฒั นธรรมการใชภ าษาตางประเทศตามวฒั นธรรมของเจาของภาษาความสัมพันธ
ความเหมอื น และความแตกตางระหวา งภาษากับวฒั นธรรมของเจา ของภาษา ภาษาและวัฒนธรรมของเจาของ
ภาษากับวัฒนธรรมไทย และนำไปใชอ ยางเหมาะสม
กกกก 1.3 ภาษากบั ความสัมพนั ธกบั กลมุ สาระการเรียนรูอ่ืน การใชภ าษาตา งประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
ในการเชื่อมโยงความรูก ับกลุมสาระการเรียนรูอืน่ เปนพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู และเปดโลกทัศน
ของตน
กกกกกก 1.4 ภาษากับความสัมพันธก ับชุมชนและโลกการใชภาษาตางประเทศในสถานการณตางๆทั้งใน
หองเรียนและนอกหองเรียน ชุมชน และสังคมโลก เปนเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาตอประกอบอาชีพ และ
แลกเปล่ยี นเรียนรูกับสังคมโลก

มาตรฐานการเรียนรูข้ันพนื้ ฐานกลมุ สาระการเรียนรูภาษาตา งประเทศ (ภาษาอังกฤษ) หลักสูตร

แกนกลางการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551

2.1 ภาษาเพ่อื การสื่อสาร

กกกกกก มาตรฐาน ต 1.1 เขา ใจและตีความเรอ่ื งทฟ่ี ง และอา นจากส่ือประเภทตางๆ และแสดงความ

คดิ เหน็ อยา งมเี หตผุ ล

กกกกกกก มาตรฐานต 1.2 มที กั ษะการสือ่ สารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนขอมูลขาวสารแสดงความ

รูสกึ และความคดิ เหน็ อยางมีประสทิ ธภิ าพ

กกกกกกก มาตรฐานต 1.3 นำเสนอขอ มลู ขา วสารความคิดรวบยอดและความคิดเหน็ ในเร่อื งตา งๆ

โดยการพดู และการเขียน

2.2 ภาษาและวัฒนธรรม

กกกกกก มาตรฐานต 2.1 เขา ใจความสัมพันธร ะหวางภาษากับวัฒนธรรมของเจาของภาษาและ

นำไปใช ไดอยา งเหมาะสมกบั กาลเทศะ

มาตรฐานต2.2 เขา ใจความเหมอื นและความแตกตางระหวา งภาษาและวฒั นธรรมของ

เจาของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทยและนำมาใชอยา งถกู ตองและเหมาะสม

2.3 ภาษากับความสมั พันธกับกลมุ สาระการเรยี นรอู ่นื

กกกกกกก มาตรฐานต 3.1 ใชภาษาตา งประเทศในการเชื่อมโยงความรกู บั กลุม สาระการเรียนรูอ่ืนและ

เปนพนื้ ฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู และเปดโลกทัศนของตน

๒๖

กกกกก 2.4 ภาษากบั ความสัมพนั ธกับชมุ ชนและโลก
กกกกกกก มาตรฐานต 4.1 ใชภาษาตางประเทศในสถานการณตางๆทง้ั ในสถานศึกษาชมุ ชนและสังคม
กกกกกกก มาตรฐานต 4.2 ใชภาษาตางประเทศเปนเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาตอการประกอบ
อาชีพและการแลกเปลีย่ นเรยี นรกู บั สงั คมโลก

คุณภาพผเู รียน
จบชน้ั ประถมศึกษาปท ่ี 3

1. ปฏิบัติตามคำส่ัง คำขอรองท่ีฟง อา นออกเสยี งตัวอักษร คำ กลุม คำ ประโยคงายๆ และ
บทพูดเขา จงั หวะงายๆ ถูกตองตามหลกั การอาน บอกความหมายของคำและกลุม คำท่ีฟง ตรงตามความหมาย
ตอบคำถามจากการฟงหรืออานประโยค บทสนทนาหรือนิทานงา ยๆ

2. พูดโตตอบดว ยคำสั้นๆ งา ยๆ ในการสือ่ สารระหวางบุคคลตามแบบท่ีฟง ใชคำสง่ั และ
คำขอรองงายๆ บอกความตองการงา ยๆ ของตนเอง พูดขอและใหข อมูลเกี่ยวกบั ตนเองและเพ่ือน
บอกความรูส ึกของตนเองเกย่ี วกับส่งิ ตางๆ ใกลต ัวหรอื กิจกรรมตา งๆ ตามแบบทฟี่ ง

3. พดู ใหข อ มูลเก่ียวกบั ตนเองและเรอื่ งใกลตัว จัดหมวดหมูคำตามประเภทของบุคคล สตั ว
และส่ิงของตามทฟ่ี งหรืออาน

4. พดู และทำทาประกอบ ตามมารยาทสงั คม/วฒั นธรรมของเจา ของภาษา บอกชื่อและคำศพั ท
งา ยๆ เก่ียวกบั เทศกาล /วันสำคัญ /งานฉลอง และชีวิตความเปน อยขู องเจา ของภาษา เขารวมกจิ กรรม
ทางภาษาและวฒั นธรรมท่เี หมาะกบั วัย

5. บอกความแตกตา งของเสยี งตวั อกั ษร คำ กลมุ คำ และประโยคงา ยๆ ของภาษาตา งประเทศ
และภาษาไทย

6. บอกคำศัพทท ี่เกย่ี วของกบั กลมุ สาระการเรียนรูอ่ืน
7. ฟง /พูดในสถานการณง า ยๆ ทเ่ี กิดขน้ึ ในหอ งเรยี น
8. ใชภ าษาตา งประเทศ เพ่อื รวบรวมคำศัพทที่เกีย่ วขอ งใกลต ัว
9. มที ักษะการใชภาษาตา งประเทศ (เนน การฟง -พูด) สื่อสารตามหัวเรื่องเก่ียวกบั ตนเอง
ครอบครวั โรงเรียน สง่ิ แวดลอมใกลตัว อาหาร เครอื่ งด่ืม และเวลาวา งและนันทนาการ ภายใน
วงคำศัพทป ระมาณ 300-450 คำ (คำศพั ททเี่ ปนรปู ธรรม)
10. ใชประโยคคำเดียว (One Word Sentence) ประโยคเดี่ยว (Simple Sentence) ในการ
สนทนาโตตอบตามสถานการณใ นชีวติ ประจำวนั
จบช้นั ประถมศึกษาปที่ 6
1. ปฏิบตั ติ ามคำสั่ง คำขอรอ ง และคำแนะนำทฟ่ี งและอา น อา นออกเสียงประโยค ขอความ
นิทาน และบทกลอนสัน้ ๆ ถูกตองตามหลกั การอา น เลือก /ระบปุ ระโยคและขอความตรงตาม
ความหมายของสญั ลักษณหรือเคร่ืองหมายท่ีอาน บอกใจความสำคญั และตอบคำถามจากการฟงและ
อาน บทสนทนา นิทานงายๆ และเร่อื งเลา

๒๗

2. พูด /เขียนโตต อบในการสือ่ สารระหวา งบุคคล ใชค ำส่ัง คำขอรอง และใหค ำแนะนำ พดู /
เขียนแสดงความตอ งการ ขอความชว ยเหลอื ตอบรบั และปฏิเสธการใหความชวยเหลือในสถานการณง ายๆ
พดู และเขยี นเพอ่ื ขอและใหขอมลู เก่ยี วกบั ตนเอง เพ่ือน ครอบครวั และเรื่องใกลตวั พูด /เขียน
แสดงความรสู ึกเก่ียวกับเร่ืองตา งๆ ใกลตวั กจิ กรรมตางๆ พรอมท้งั ใหเ หตุผลสัน้ ๆ ประกอบ

3. พูด/เขียนใหขอมูลเกีย่ วกับตนเอง เพ่ือน และสิง่ แวดลอมใกลต ัว เขียนภาพ แผนผัง แผนภูมิ
และตารางแสดงขอมูลตา งๆ ท่ีฟง และอาน พูด/เขียนแสดงความคิดเหน็ เกยี่ วกับเร่อื งตา งๆ ใกลต วั

4. ใชถอ ยคำ น้ำเสียง และกริ ิยาทา ทางอยา งสภุ าพ เหมาะสม ตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรม
ของเจาของภาษา ใหข อมูลเก่ียวกับเทศกาล /วนั สำคญั /งานฉลอง /ชวี ติ ความเปน อยูของเจาของภาษา
เขารวมกิจกรรมทางภาษาและวฒั นธรรมตามความสนใจ

5. บอกความหมอื น / ความแตกตางระหวางการออกเสียงประโยคชนิดตา งๆ การใชเคร่ืองหมาย
วรรคตอน และการลำดับคำตามโครงสรางประโยคของภาษาตางประเทศและภาษาไทยเปรียบเทียบความ
เหมือน /ความแตกตางระหวางเทศกาล งานฉลองและประเพณีของเจาของภาษากบั ของไทย

6. คน ควา รวบรวมคำศพั ทที่เก่ียวของกบั กลุม สาระการเรยี นรอู นื่ จากแหลง การเรยี นรู และนำ
เสนอดว ยการพูด/การเขียน

7. ใชภาษาสือ่ สารในสถานการณต า งๆ ทีเ่ กดิ ขนึ้ ในหอ งเรียนและสถานศึกษา
8. ใชภาษาตางประเทศในการสืบคนและรวบรวมขอมลู ตา งๆ
9. มีทักษะการใชภ าษาตางประเทศ (เนน การฟง -พูด-อาน-เขียน) สื่อสารตามหัวเรอ่ื งเกยี่ วกับ
ตนเอง ครอบครวั โรงเรยี น ส่งิ แวดลอ ม อาหาร เคร่อื งดมื่ เวลาวางและนนั ทนาการ สุขภาพและสวสั ดิการ
การซ้อื -ขาย และลมฟาอากาศ ภายในวงคำศัพทป ระมาณ 1,050-1,200 คำ (คำศัพทที่เปน รูปธรรมและ
นามธรรม)
10. ใชประโยคเดยี่ วและประโยคผสม (Compound Sentences) สื่อความหมายตามบริบท
ตา งๆ

จบช้ันมัธยมศกึ ษาปที่ 3
1. ปฏบิ ัตติ ามคำขอรอง คำแนะนำ คำช้ีแจง และคำอธบิ ายท่ีฟงและอาน อานออกเสียงขอความ

ขาว โฆษณา นิทาน และบทรอยกรองสั้นๆ ถูกตองตามหลักการอาน ระบุ/เขียนสื่อที่ไมใชความเรียงรูปแบบ
ตางๆ สัมพันธกับประโยคและขอความที่ฟงหรืออาน เลือก/ระบุหัวขอเรื่อง ใจความสำคัญ รายละเอียด
สนับสนุน และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟงและอานจากสื่อประเภทตางๆ พรอมทั้งใหเหตุผลและ
ยกตวั อยางประกอบ

2. สนทนาและเขียนโตตอบขอมูลเกี่ยวกับตนเองและเรื่องตางๆ ใกลตัว สถานการณ ขาว
เรื่องท่ีอยใู นความสนใจของสังคมและสื่อสารอยา งตอเนื่องและเหมาะสม ใชคำขอรอง คำชี้แจง และคำอธิบาย
ใหคำแนะนำอยางเหมาะสม พูดและเขียนแสดงความตองการ เสนอและใหความชวยเหลือ ตอบรับและ
ปฏิเสธการใหความชวยเหลือ พูดและเขียนเพื่อขอและใหขอมูล บรรยาย อธิบาย เปรียบเทียบ และแสดง

๒๘

ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรือ่ งที่ฟงหรืออานอยางเหมาะสม พูดและเขียนบรรยายความรูสึกและความคิดเห็นของ
ตนเองเกี่ยวกับเรื่องตางๆ กิจกรรม ประสบการณ และขาว/เหตุการณ พรอมท้ังใหเหตุผลประกอบอยาง
เหมาะสม

3. พูดและเขียนบรรยายเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ ขาว/เหตุการณ/เรื่อง/ประเด็นตางๆ
ที่อยูในความสนใจของสังคม พูดและเขียนสรุปใจความสำคัญ/แกนสาระ หัวขอเรื่องที่ไดจากการวิเคราะห
เรื่อง/ขาว/เหตุการณ/สถานการณที่อยูในความสนใจ พูดและเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรม
ประสบการณ และเหตกุ ารณพ รอ มใหเหตุผลประกอบ

4. เลือกใชภาษา น้ำเสียง และกิริยาทาทางเหมาะกับบุคคลและโอกาส ตามมารยาทสังคม
และวัฒนธรรมของเจาของภาษา อธิบายเกี่ยวกับชีวิตความเปนอยู ขนบธรรมเนียมและประเพณี
ของเจาของภาษาเขา รวม/จดั กิจกรรมทางภาษาและวฒั นธรรมตามความสนใจ

5. เปรียบเทียบ และอธิบายความเหมือนและความแตกตางระหวางการออกเสียงประโยคชนิด
ตางๆ และการลำดับคำตามโครงสรางประโยคของภาษาตางประเทศและภาษาไทยเปรียบเทียบและ อธิบาย
ความเหมือนและความแตกตางระหวางชีวิตความเปนอยูและวัฒนธรรมของเจาของภาษากับของไทย และ
นำไปใชอยา งเหมาะสม

6. คนควา รวบรวม และสรุปขอมูล/ขอเท็จจริงที่เกี่ยวของกับกลุมสาระการเรียนรูอื่นจาก
แหลงการเรยี นรู และนำเสนอดวยการพดู และการเขยี น

7. ใชภาษาสื่อสารในสถานการณจริง/สถานการณจำลองที่เกิดขึ้นในหองเรียน สถานศึกษา
ชมุ ชน และสังคม

8. ใชภาษาตางประเทศในการสืบคน/คนควา รวบรวม และสรุปความรู/ขอมูลตางๆ จากสื่อ
และแหลงการเรียนรูตางๆ ในการศึกษาตอและประกอบอาชีพ เผยแพร/ประชาสัมพันธขอมูล ขาวสารของ
โรงเรยี น ชุมชน และทอ งถ่นิ เปน ภาษาตางประเทศ

9. มีทักษะการใชภาษาตางประเทศ (เนนการฟง-พูด-อาน-เขียน) สื่อสารตามหัวเรื่องเกี่ยวกับ
ตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดลอม อาหาร เครื่องดื่ม เวลาวางและนันทนาการ สุขภาพและสวัสดิการ
การซื้อ-ขาย ลมฟาอากาศ การศึกษาและอาชีพ การเดินทางทองเที่ยว การบริการ สถานที่ ภาษา และ
วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ภายในวงคำศพั ทป ระมาณ ๒,๑๐๐-๒,๒๕๐ คำ (คำศัพททีเ่ ปน นามธรรมมากขึ้น)

10. ใชประโยคผสมและประโยคซับซอน (Complex Sentences) สื่อความหมายตามบริบท
ตา งๆ ในการสนทนาท้ังท่เี ปน ทางการและไมเปนทางการ

๒๙

การทดสอบทางการศึกษาระดับชาตขิ ัน้ พื้นฐาน (O-NET)

หลักสูตรการศึกษาชั้นพื้นฐาน กำหนดใหมีการวัตผลการเรียนรูของผูเรียนไว 3 ระดับ คือระดับ
ชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา และระดับชาติ ทั้งนี้เพื่อเปนการสรางความมั่นใจใหกับผูเกี่ยวของทั้งภายในและ
ภายนอกสถานศึกษาเกี่ยวกับคุณภาพของผูเรียน การวัดผลและประเมินผลระดับชั้นเรียนเปนหนาที่ของ
ครูผูสอนที่จะตองหาคำตอบวาผูเรียนมีความกาวหนาทั้งดานความรู ทักษะ กระบวนการ คุณธรรมและ
คา นยิ มอนั พงึ ประสงค เนื่องมาจากการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนมากนอยเพยี งใด
การประเมินผสระดับสถานศึกษาที่จะทำการประเมินเพื่อตรวจสอบความกาวหนาดานการเรียนรูของผูเ รียน
ทุกคนทเ่ี รียนในช้นั ปสดุ ทา ยของแตล ะชว งชนั้ คอื ป.3 ป.6 ม.3 และ ม.6

การทดสอบทางการศกึ ษาระดบั ชาติขั้นพนื้ ฐาน (Ordinary National Education Test หรอื O-NET)
เปนการทดสอบความรูทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน ของผูเรียนที่กำลังศึกษาในช้ันประถมศึกษาปที่ 3
และมัธยมศึกษาบีที่ 6 ทุกคน ทุกสังกัด ตองเขารับการทดสอบโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแหงชาติ
(องคก ารมหาชน) ซ่ึงเปน หนวยงานภายนอกท่ีทำหนาทใี่ นการประเมนิ ระดับชาตินั่นเอง

โดยสรปุ การประเมินระดับชาตใิ นปจจบุ ันเปนการทดสอบทางการศกึ ษาระดับชาติข้นั พื้นฐานหรือ
เรียกส้นั ๆ วา การสอบ O-NET ดำเนินการสอบโดยสถาบันทดสอบทางการศกึ ษาแหงชาติ (องคการมหาชน)
เรยี กยอ วา สทศ.

งานวิจยั ทีเ่ ก่ยี วขอ ง
วราลักษณ ชูกำเนดิ (2557). ไดท ำการศึกษาเร่ืองรูปแบบชุมชนการเรียนรทู างวชิ าชีพครูสูการเรียน

รูในศตวรรษที่ 21 บริบทโรงเรียนในประเทศไทย โดยมีวตั ถุประสงคเพื่อศกึ ษาองคประกอบ คุณลักษณะ และ
รูปแบบชมุ ชนแหง การเรียนรทู างวชิ าชีพครสู ูการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 บริบทโรงเรียนในประเทศไทย โดยใช
กระบวนการวจิ ยั เชิงคุณภาพ เลือกโรงเรยี นแบบเฉพาะเจาะจงในแตล ะภมู ิภาคทีม่ ีแนวทางการจัดการเรยี นรูท ี่
สอดคลอ งกบั แนวคิดในศตวรรษท่ี 21 จำนวน 5 แหง เก็บขอ มลู จากการสัมภาษณเชิงลึกเลือกแบบเจาะจงทั้ง
ผูบริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน รวมจำนวน 64 คน ฝงตัวสังเกตการณแบบมีสวนรวมและไมมีสวนรวม
เครื่องมือที่ใชในการวิจัยคือ แบบสัมภาษณกึ่งโครงสราง แบบสงั เกตการณกึ่งโครงสราง แบบบันทึกภาคสนาม
และแนวคำถามการสนทนากลมุ เก็บรวมรวมขอมลู โดยวธิ ีการ ตรวจสอบแบบสามเสา และนำขอ มูลมาวิเคราะห
ผลการวิจัยพบวาบริบทในประเทศไทยเปนระบบที่คลี่คลายแบบเปด (Loosely coupled) ที่มุงสูการสราง
วฒั นธรรมการเรียนรูมงุ การเปล่ยี นแปลงเพ่ือศษิ ยใ นศตวรรษท่ี 21

อดสิ ร ศรีเมอื งมลู .(2559). ไดพัฒนารูปแบบการสรางชุมชนการเรยี นรทู างวชิ าชีพในโรงเรียน “การ
สง เสรมิ การอานเพื่อความเขา ใจ” กรณีศกึ ษาบา นโนนสงเปลือย โดยมีวัตถปุ ระสงคเพื่อพัฒนารปู แบบการสราง
ชุมชนการเรียนรูทางวิชาชีพในโรงเรียน และ เพื่อศึกษาผลการใชรูปแบบในดานผลสัมฤทธิ์ทางการอานเพ่ือ
ความเขาใจของนักเรียน โดยการวิจัยปฏิบัติการแบบมีสวนรวมและเลือกโรงเรียนบานโนนสงเปลือยเปน
กรณีศึกษา มีขั้นตอนการวิจัย 6 ขั้นตอน กลุมเปาหมายในการศึกษา ไดแก ผูบริหารและครูโรงเรียนบานโนน
สงเปลือย จำนวน 12 คน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปที่ 6 จำนวน 136 คน

๓๐

เคร่อื งมือท่ีใชในการวจิ ัย ไดแ ก แบบประเมินรูปแบบ แบบทดสอบการอานเพื่อความเขา ใจ แบบประเมินความ
พึงพอใจของครู และแบบประเมินพฤติกรรมการสอน วิเคราะหขอมูลใชสถิติพื้นฐาน ไดแก รอยละ คาเฉล่ีย
และสวนเบย่ี งเบนมาตรฐาน ผลการวจิ ัยพบวา 1) รปู แบบการสรางชมุ ชนการเรยี นรูทางวิชาชีพในโรงเรียนบาน
โนนสงเปลือย ประกอบดวย 4 องคประกอบหลกั คอื 1) การเตรียมองคกรเพ่ือการเรียนรู 2) การสรางคานิยม
และวสิ ยั ทัศนรวม 3) การเรียนรจู ากการปฏบิ ัติงานรวมกัน 4) การประเมนิ ผลท่ีคาดหวัง และมีผลการ ประเมนิ
รูปแบบในระดับมากที่สุดทั้ง 4 ดาน คือ ดานบริบท ดานความเปนประโยชน ดานความเปนไปไดและดาน
ความถูกตองครอบคลุม 2) ผลการใชรูปแบบพบวา นักเรียนชั้น ป. 1 – 6 มี คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการอาน
เพื่อความเขาใจ เฉลี่ยทุกชั้นเทากับรอยละ 80.11 ครูมพี ฤติกรรมการสอนอานเพื่อความเขาใจในระดับมาก
และมีความพงึ พอใจตอ รูปแบบการสรา งชมุ ชนการเรยี นรูท างวชิ าชีพในโรงเรียนในระดบั มาก

กมลวรรณ ทิพยเนตร(2561) ไดศ ึกษาการพัฒนาครูในการสรางนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน
โดยใชกระบวนการสรางชุมชนการเรียนรูทางวิชาชีพ (Professional Learning community: PLC)

ผลการวิจัยพบวา 1) การพัฒนารูปแบบการสรางชุมชนการเรียนรูทางวิชาชีพในโรงเรียนสระแกว
ราษฎรบำรุง พบวา ผลการวิเคราะหรูปแบบการสรางชุมชนการเรียนรูทางวชิ าชีพในโรงเรียนสระแกวราษฎร
บำรุง มีทั้งสิ้น 7 องคประกอบ อยูในระดับมากทุกองคประกอบ 2) การนำรูปแบบ S2KRA2W Model
ทดลองใชในโรงเรียนสระแกวราษฎรบำรุง พบวา ครูมีการแลกเปลี่ยนเรียนรูในเรื่องการจัดการเรียนการสอน
เนื่องมาจากครูผูสอนเปน ผูมีบทบาทสำคัญในการจัดการเรยี นรูใ หเกิดแกผูเรียน จากผลการปฏิรูปการศึกษาท่ี
ผานมา พบวา การจดั การเรยี นการสอนระดบั การศึกษาขั้นพื้นฐานโดยรวมมปี ญ หาดานครผู ูส อน คอื ครูไมครบ
ชัน้ ครูสอนไมตรงวุฒคิ รูมภี าระงานสอนมาก ครูไมมีความรูความเขาใจในการจัดการเรียนการสอนที่เนนผูเรียน
เปนสำคญั ดังนั้นการสรางชมุ ชนการเรียนรูทางวิชาชีพจึงเปนกระบวนการสำคัญในการพฒั นานวัตกรรมการ
เรียนการสอนของครูใหเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึน้ 3) การขยายผลรูปแบบ S2KRA2W Model กับโรงเรียน
ท่ีเขารวมโครงการวิจัย คาเฉลี่ยของทุกโรงเรียนเปนรายขอในการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนของครู
โดยใชกระบวนการชุมชนการเรียนรูทางวิชาชีพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแกน เขต 1
พบวา ความประหยัด มีคาเฉลี่ยสงู ทส่ี ดุ ดานปจ จยั ทม่ี ผี ลตอประสทิ ธิผลการพฒั นานวัตกรรมการเรยี นการสอน
ของครู โดยใชกระบวนการชุมชนการเรียนรูทางวิชาชีพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแกน
เขต 1 พบวา จากการวิเคราะหองคประกอบของปจจัยที่สงผลตอประสิทธิภาพของนวัตกรรมของครู พบวามี
ปจจัยที่สงผล 4 ปจจัย ไดแก 1) การพัฒนานวัตกรรมบนพื้นฐานอยางพอเพียง 2) นวัตกรรมเนนการมีสวน
รว มใชงายและมปี ระโยชน 3) นวัตกรรมมกี ารออกแบบที่เขา ใจงาย และมีคุณคา และ 4) นวตั กรรมเกิดผลแก
เปูาหมายไดชัดเจน ดานความพึงพอใจของครูในการสรางนวัตกรรมการเรียนการสอน พบวา ครูมี และดาน
ความพึงพอใจของผูเรียนที่มีตอการใชนวัตกรรมการเรียนการสอนของครู พบวา นักเรียนมีความพึงพอใจตอ
นวัตกรรมการเรียนการสอนของครูเปนรายขอ ดังนี้ ขอที่มากที่สุดคือ การเรียนเขาใจงายจากการใชส่ือ
นวัตกรรม

๓๑

พงษดนัย เดชเดชาโชติ กมลมาลย ไชยศิริธัญญา และ ชวนชม ชินะตังกูร (2564)ไดศึกษาการ
พัฒนากลยุทธการบริหารงานวิชาการดวยกระบวนการชุมชนการเรียนรูทางวิชาชีพ (PLC) ของโรงเรียน
มัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 THE DEVELOPMENT OF ACADEMIC
ADMINISTRATION STRATEGIES USINGPROFESSIONAL LEARNING COMMUNITY (PLC) OF
SECONDARY SCHOOLS UNDER THE SECONDARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 8
ผลการวิจัยพบวา 1) สภาพที่พึงประสงคของการบริหารงานวิชาการดวยกระบวนการชุมชนการเรียนรูทาง
วิชาชพี (PLC) ของโรงเรยี นมัธยมศึกษาในภาพรวม อยูในระดบั สงู กวาสภาพปจ จุบัน เมอ่ื พจิ ารณาเปนรายดาน
พบวา ทั้งดานการสนับสนุนและแบงปนภาวะผูน า ดานการสนับสนุนปจจัยสิ่งแวดลอม ดานการแบงปน
คานิยม วิสัยทัศน และมาตรฐานการปฏิบัติงานรวมกัน ดานการปฏิบัติงานแบบรวมมือ และดานการปฏิบัติ
งานที่มุงเนนเพื่อการเรียนรูของนักเรียนและครู อยูในระดับสูงกวาสภาพปจจุบันเชนกัน 2) กลยุทธการ
บรหิ ารงานวิชาการดวยกระบวนการชมุ ชนการเรยี นรูท างวชิ าชีพ (PLC) ของโรงเรียนมธั ยมศึกษา มี 6 กลยุทธ
หลกั ไดแ ก กลยุทธก ารมุงเนนการเรียนรูของนักเรียนและครู กลยุทธการแลกเปล่ียนเรียนรูเพื่อสะทอนวิธีการ
จัดการเรียนการสอน กลยุทธการสนับสนุนปจจัยสิ่งแวดลอมในหองเรียนและการมีสวนรวม กลยุทธการ
แบงปนคานิยม วัฒนธรรมองคกร วิสัยทัศน และมาตรฐานการปฏิบัติงานรวมกัน กลยุทธการเสริมแรงการ
ปฏิบตั ิงานเพ่ือใหเกิดความรวมมือในการจัดกระบวนการชุมชนการเรียนรูทางวิชาชีพ (PLC) และกลยุทธการ
สนับสนุนและแบงปนภาวะผูนำและ 3) กลยุทธการบริหารงานวิชาการดวยกระบวนการชุมชนการเรยี นรูทาง
วิชาชีพ (PLC) ของโรงเรียนมัธยมศึกษา มีความเหมาะสม ความเปนประโยชน ความสอดคลอง และความ
เปนไปได

๓๒

บทที่ 3
วธิ กี ารดำเนนิ งาน

การดำเนินงานตามโครงการการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียนโรงเรยี นขนาดเล็ก กลุมสาระ
การเรียนรูภาษาตางประเทศ (ภาษาอังกฤษ) สังกัดสำนกั งานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔
ดวยกระบวนการชุมชนแหงการเรียนรูทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) เพ่ือ
ยกระดับผลสัมฤทธิ์การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นประถมศึกษาปที่ 6 ของ
ครผู สู อนโรงเรยี นในสงั กัดสำนักงานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 ตามลำดบั ดงั นี้

ประชากรและกลมุ ตวั อยาง
การดำเนินงานตามโครงการการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียนโรงเรียนขนาดเล็ก

ดวยกระบวนการชุมชนแหงการเรียนรูทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) เพื่อ
ยกระดับผลสัมฤทธิ์การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นประถมศึกษาปที่ 6 กลุมสาระ
การเรียนรูภาษาตางประเทศ (ภาษาอังกฤษ) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๔
ดงั นี้

1. ประชากร ไดแ ก ครูผสู อนช้ันประถมศึกษาปที่ 6 โรงเรยี นในสังกัดสำนักงานเขตพนื้ ท่ี
การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 ปก ารศึกษา 2563 จำนวน 142 คน

2. กลุม ตวั อยา ง ไดแก ครผู ูสอนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 วชิ าภาษาอังกฤษ โรงเรียนขนาดเล็ก สังกัด
สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 ปการศึกษา 2563 จำนวน 19 คน ซึ่งไดมา
โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

รูปแบบข้ันตอนและวิธีการดำเนนิ งาน

การดำเนนิ งานโครงการพัฒนาวชิ าชพี แบบชุมชนแหง การเรยี นรทู างวชิ าชีพ (Professional Learning
Community : PLC) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 มีวิธีการดำเนินงาน /
กระบวนการขับเคลอ่ื น ดังน้ี

1. การประชุมชี้แจงสมาชิกและการจัดทีม PLC ครูภาษาอังกฤษ (ทีมละประมาณ 2 – 8 คน) เพื่อ
ช้ีแจงแนวทางการจดั ทำ PLC (แตละกลมุ เปา หมาย ผูบริหารสถานศกึ ษา และ ขา ราชการครู ใน 19 โรงเรยี น)
แบงกลมุ การจดั ทมี โดยมี ศกึ ษานิเทศก ประจำกลุม เปนผปู ระสานงาน

2. การกำหนดเปาหมายการพัฒนาและเปาหมายนักเรียน ผูบริหารจำนวนในโรงเรียนขนาดเล็ก
จำนวน 19 คน จำนวน 1 ครั้ง ครูผูสอนในโรงเรยี น ขนาดเล็ก จำนวน 19 โรงเรียน รวมจำนวน 110 คน
จำนวน 1 ครั้ง ประชุมทำความเขาใจกับ MT ทุกโรงเรียน จำนวน 19 คนสำหรับประชุมเชิงปฏิบัติการ
แบงออกเปน 4 รุน รุนที่ 1 ประกอบดวยครูและบุคลากรกลุมสาระการเรียนรูภาษาอังกฤษ เมื่อวันที่ 26
มถิ ุนายน 2563

๓๓

วิทยากร ประกอบดวยผูอำนวยการและรองผูอำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
อุดรธานี เขต 4 ศึกษานเิ ทศก และทางสำนกั งานเลขาธกิ ารคุรสุ ภาไดใหความอนเุ คราะหให รศ.ดร.มนตรี
แยมกสิกร หัวหนาคณะทำงานกำกับติดตามและประเมินผลการสงเสริมและพัฒนาวิชาชีพดวยกระบวนการ
ชุมชนแหงการเรียนรู รวมทั้งทางศูนยระดับภูมิภาควาดวยสะเต็มศึกษาของซีมีโอ (SEAMEO STEM- ED)
ภายใตโครงการ Chevron Enjoy Science : สนุกวทิ ย พลังคิดเพ่ืออนาคต และอาจารยจ ากมหาวิทยาลยั ราช
ภัฏอุดรธานี ไดสนับสนนุ ทมี พเี่ ลย้ี งมาใหคำแนะนำ กำกับตดิ ตามและรวมดำเนนิ การขบั เคลื่อนในครั้งนี้

3. การออกแบบแนวคดิ การออกแบบการสอนเพือ่ พฒั นานักเรียน
กรอบการจดั กจิ กรรมการมสี ว นรว มในชุมชนการเรยี นรทู างวชิ าชพี

(Professional Learning Community : PLC) ระดบั เขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษา

๓๔

4. จำนวนชวั่ โมงการจดั กิจกรรมพฒั นาวชิ าชพี แบบชุมชนแหงการเรียนรูทางวิชาชพี (Professional
Learning Community: PLC) (เพื่อใชเ ปนฐานขอมูลของคุรสุ ภา)

จำนวน

ที่ รายช่ือสมาชกิ โรงเรียน/สังกดั ตำแหนง ช่วั โมง ลายมอื ชอื่
เขารวม
1 นายปญ ญารฐั ฎน จันทรก อง สพป.อดุ รธานี เขต 4 ปญ ญารัฐฎน จันทรก อง
2 นายประสทิ ธ์ิ คำกิ่ง สพป.อดุ รธานี เขต 4 กจิ กรรม ประสิทธิ์ คำก่ิง
3 นายธีระยทุ ธ อนุ วิเศษ สพป.อดุ รธานี เขต 4 ธรี ะยุทธ อุน วิเศษ
4 นางสนม เสรฐิ ผล สพป.อดุ รธานี เขต 4 ผอ.สพป.อุดรธานี 4 39 สนม เสริฐผล
5 นายบุญโรม ปญ ญากลุ สพป.อดุ รธานี เขต 4 บญุ โรม ปญญากลุ
6 นายสุดสาคร คำภา สพป.อุดรธานี เขต 4 รอง ผอ.สพป.อุดรธานี 4 39 สดุ สาคร คำภา
7 นายไพบูลย คำกนั ยา สพป.อดุ รธานี เขต 4 ไพบูลย คำกนั ยา
8 นางสาวมธรุ ดา ทองสมุทร สพป.อุดรธานี เขต 4 รอง ผอ.สพป.อุดรธานี 4 39 มธรุ ดา ทองสมทุ ร
9 นายเมธี มูลธิ สพป.อุดรธานี เขต 4 เมธี มลู ธิ
10 นายสนุ ทร ประนนั ท สพป.อดุ รธานี เขต 4 รอง ผอ.สพป.อุดรธานี 4 39 สนุ ทร ประนนั ท
11 นางสาวรัตนาภรณ คำมลู สพป.อุดรธานี เขต 4 รัตนาภรณ คำมูล
12 นายชาญณรงค ราชบวั นอ ย สพป.อดุ รธานี เขต 4 ศึกษานิเทศก 48 ชาญณรงค ราชบัวนอย
13 นางวราลกั ษณ อนิ ทา สพป.อดุ รธานี เขต 4 วราลกั ษณ อินทา
14 นางสาวจิณณพตั ผลทพิ ย สพป.อดุ รธานี เขต 4 ศึกษานิเทศก 48 จิณณพตั ผลทิพย
15 นางออยทิพย สุรภกั ดิ์ สพป.อุดรธานี เขต 4 ออ ยทพิ ย สรุ ภกั ด์ิ
16 นางเกษมณี ประเสริฐ สพป.อดุ รธานี เขต 4 ศกึ ษานิเทศก 48 เกษมณี ประเสรฐิ
17 วา ท่ี ร.ท.อนวุ ฒั น ทาสดี ำ สพป.อดุ รธานี เขต 4 อนวุ ัฒน ทาสดี ำ
18 นางสุพัตรา ไชยจงมี สพป.อุดรธานี เขต 4 ศกึ ษานเิ ทศก 48 สพุ ตั รา ไชยจงมี
19 นายสทิ ธพิ ล พลวี สพป.อดุ รธานี เขต 4 สิทธิพล พลวี
20 นางสาวอจั จิมา บุญสดุ สพป.อุดรธานี เขต 4 ศึกษานเิ ทศก 48 อัจจิมา บญุ สุด
21 นางสาวนภิ ารัตน อนิ ทนาม บา นนาคณู นิภารัตน อนิ ทนาม
22 นางสาวสรัญญา แสงสวาง บานนาคูณ ศกึ ษานเิ ทศก 48 สรญั ญา แสงสวา ง
23 นางสาวพรวไิ ล แสนศรี บา นนาคูณ พรวไิ ล แสนศรี
24 นางอารยา อนรุ กั ษ บานนาคูณ ศกึ ษานิเทศก 48 อารยา อนรุ กั ษ
25 นางสภุ าพ โครตเพชร บานนาคณู สุภาพ โครตเพชร
26 นายกิตติศกั ดิ์ แผลงสูงเนนิ บา นนาคณู ศกึ ษานเิ ทศก 48 กิตตศิ กั ดิ์ แผลงสงู เนิน
27 นายวัชรพงษ ออ นแกว บานนาคูณ วัชรพงษ ออ นแกว
28 นายอภิญญา จนั ทบาล บานหนองบอนเวยี งชัย ศกึ ษานิเทศก 48 อภิญญา จนั ทบาล
29 นายโมรา ประดษิ ฐ บา นหนองบอนเวยี งชยั โมรา ประดษิ ฐ
30 นางยุพาพร สอนเฒา บา นหนองบอนเวยี งชยั ศึกษานิเทศก 48 ยพุ าพร สอนเฒา
31 นางสาวจิระวรรณ ราชาวงั บานหนองบอนเวยี งชยั จริ ะวรรณ ราชาวงั
32 นางฉวีวรรณ ทองไวย บา นแดง ศึกษานเิ ทศก 48 ฉววี รรณ ทองไวย
33 นายอาทติ ย พนั สีทมุ บา นแดง อาทิตย พันสที มุ
34 นางทิฆมั พร สนโมลา บานแดง ศึกษานเิ ทศก 48 ทิฆัมพร สนโมลา

ศึกษานเิ ทศก 48

ศกึ ษานเิ ทศก 48

ผอ.กลมุ พัฒนาครูฯ 39

นกั ทรพั ยากรบุคคล 39

ผอู ำนวยการฯ 45

ครูผชู ว ย 39

ครู 63

ครู 39

พนักงานราชการ 39

ครอู ตั ราจาง 39

ธุรการ 39

ครู 63

ครู 39

พนกั งานราชการ 39

ครูธรุ การ 39

ผูอำนวยการฯ 45

ครู 63

ครู 39

๓๕

ที่ รายช่ือสมาชิก โรงเรยี น/สงั กดั ตำแหนง จำนวนชวั่ โมง ลายมือชือ่
เขารวม
35 นายพงษเทพ มุธตุ า บานนางาม ผูอ ำนวยการฯ กิจกรรม พงษเ ทพ มุธุตา
36 นายเบญจมินทร โคตรสุโน บา นนางาม ครู 45 เบญจมินทร โคตรสโุ น
37 นายวฒั นะ กองมณี บานนางาม ครู 39 วัฒนะ กองมณี
38 นายยทุ ธพงษ สวยโสภา บานนางาม ครู 39 ยทุ ธพงษ สวยโสภา
39 นางสาวสุภาวดี พ้ืนแสน บา นนางาม ครผู ูชวย 63 สภุ าวดี พ้ืนแสน
40 นางสาวนม่ิ นวล วงศทาว บานนางาม ครู 39 นิ่มนวล วงศทาว
41 นางสาวชนนกิ านต ศรีทาหงษ บา นนางาม ครู 39 ชนนิกานต ศรีทาหงษ
42 นายสรุ ศกั ดิ์ พิมพศ รี บา นภูดนิ ผูอำนวยการฯ 39 สุรศกั ดิ์ พมิ พศ รี
43 นางสาวชอประกาย บุญพึง่ บา นภูดนิ ครูผูช วย 45 ชอ ประกาย บญุ พึง่
44 นางสาวพรวภิ า พลประเสริฐ บานภดู ิน ครผู ชู วย 39 พรวภิ า พลประเสริฐ
45 นางบุญยัง นาสมตรกึ บา นภดู นิ ครู 63 บญุ ยัง นาสมตรกึ
46 นางกุหลาบสี จำป บา นภดู นิ ครู 39 กหุ ลาบสี จำป
47 นางสาวสุมาลี พิพวนนอก บานภดู นิ ครูอตั ราจา ง 39 สมุ าลี พพิ วนนอก
48 นางสาวจุฑามาศ จันทะเลศิ บานภดู นิ ธุรการ 39 จฑุ ามาศ จนั ทะเลศิ
49 นางสาวกัญญาพชั ญ ศรีสมศกั ด์ิ บา นภูดนิ พนักงานราชการ 39 กัญญาพชั ญ ศรสี มศกั ดิ์
50 นายอาณตั ิ ผิวสวา ง บานนารายณ ผูอำนวยการฯ 39 อาณตั ิ ผวิ สวาง
51 นางประครองศรี เรืองศรี บา นนารายณ ครู 45 ประครองศรี เรืองศรี
52 นางสมุ าลี ธิสกุ ะ บานนารายณ ครู 39 สมุ าลี ธสิ กุ ะ
53 นายสุจนิ อินมะโรง บา นนารายณ ครู 39 สจุ ิน อินมะโรง
54 นางสาวบรศรนิ ทร ทองเขยี น บา นนารายณ พนกั งานราชการ 63 บรศรินทร ทองเขียน
55 นางสาววภิ าวรรณ ส่งิ หวงษ บานนารายณ ธรุ การ 39 วภิ าวรรณ สิง่ หวงษ
56 นายณัฐชภทั ร สุราช ชุมชนสงเคราะห ผูอำนวยการฯ 39 ณฐั ชภัทร สุราช
57 นางขวญั ใจ พิมพศิ าล ชมุ ชนสงเคราะห ครู 45 ขวัญใจ พมิ พศิ าล
58 นางวาป ไชยยนื ชมุ ชนสงเคราะห ครู 39 วาป ไชยยนื
59 นายปณญาวชิ ญ วรากูรโชตสิ ถติ ย ชุมชนสงเคราะห ครู 39 ปณญาวชิ ญ วรากรู โชตสิ ถิตย
60 นายสไกร วงษาเวยี ง ชุมชนสงเคราะห ครู 63
61 นางสาวกมลวรรณ ไขยยืน ชุมชนสงเคราะห จนท.ธุรการ 39 สไกร วงษาเวยี ง
62 นางสาวณัฐธฌิ า พรหมแสง บา นขัวลอ ผอู ำนวยการฯ 39 กมลวรรณ ไขยยืน
63 นางสาวจันทนา สดี าวงค บานขัวลอ ครูผชู วย 45 ณัฐธฌิ า พรหมแสง
64 นายพิพฒั น ฉมิ นิล บา นขวั ลอ ครู 39 จนั ทนา สีดาวงค
65 นางจำป สานอ ย บา นขวั ลอ ครู 63 พิพัฒน ฉิมนลิ
66 นางสาวรุงรตั น นนั ทกุล บานขวั ลอ ครู 39 จำป สานอย
67 นายอภิรมย ผิวละออ บานนาอา ง ผอู ำนวยการฯ 39 รุงรัตน นนั ทกลุ
68 นางสาวอนุสรา โขนกระโทก บา นนาอา ง ครผู ชู ว ย 45 อภริ มย ผวิ ลออ
69 นางสาวกาญจนา นนทะแสง บานนาอา ง ครู 39 อนุสรา โขนกระโทก
70 นางสาวกาญจนา แกว พล บา นนาอา ง ครู 63 กาญจนา นนทะแสง
71 นางประนอม นนทะแสง บานนาอา ง ครู 39 กาญจนา แกว พล
72 นางสาวอมรรตั น นาเมืองรกั ษ บา นนาอา ง พนักงานราชการ 39 ประนอม นนทะแสง
73 นางสาวสรอยสดุ า พรคำหาญ บา นนาอา ง พนกั งานราชการ 39 อมรรตั น นาเมอื งรกั ษ
74 นายหัสดี อุทรักษ บานหนิ ต้ัง ผูอำนวยการฯ 39 สรอ ยสดุ า พรคำหาญ
45 หัสดี อทุ รักษ

๓๖

ที่ รายช่อื สมาชกิ โรงเรียน/สังกดั ตำแหนง จำนวน ลายมือชื่อ
ชว่ั โมงเขา
75 นางยุพิน ดจุ พายพั บานหินตั้ง ครู รว มกิจกรรม ยุพิน ดจุ พายพั
76 นางสาวรงุ อรณุ มะณีโรจน บานหนิ ตั้ง ครู รุงอรุณ มะณโี รจน
77 นางแอนนี่ กองมณี บานหนิ ตง้ั ครู 39 แอนน่ี กองมณี
78 นางสาววสิ ดุ า คนั ธี บา นหินต้งั เจา หนา ทธี่ รุ การ 63 วสิ ดุ า คนั ธี
79 นายสมัย ประเสริฐ บานแหลมทองพัฒนา ผอู ำนวยการฯ 39 สมยั ประเสรฐิ
80 นางสาวอารยี า จันดาแพง บา นแหลมทองพัฒนา ครผู ูชว ย 39 อารยี า จนั ดาแพง
81 นางสาวศริ ิพิชญ ทองสโุ ข บา นแหลมทองพัฒนา ครู 45 ศริ ิพชิ ญ ทองสุโข
82 นางสาววชั ราภรณ ทองถม บานแหลมทองพฒั นา ครู 39 วัชราภรณ ทองถม
83 นางสาวเบญจมาศ ขุนพรม บานแหลมทองพัฒนา ครู 39 เบญจมาศ ขนุ พรม
84 นางสาวนปภา แทรกวงษ บา นแหลมทองพฒั นา ครู 39 นปภา แทรกวงษ
85 นางสวุ คนธ สิงหคราม บา นมวง ผอู ำนวยการฯ 63 สวุ คนธ สงิ หค ราม
86 นางสาวพัชณี โยศรีคณุ บา นมว ง ครูผูชว ย 39 พชั ณี โยศรีคณุ
87 นางสาวประพิศ มิตรใจดี บานมว ง ครู 45 ประพศิ มติ รใจดี
88 นางสาวชฎาภรณ สงพิมพ บา นมว ง ครู 63 ชฎาภรณ สงพิมพ
89 นางวารณุ ี สวุ รรณพันธ บา นมว ง ครู 39 วารุณี สวุ รรณพนั ธ
90 นางสาวภรารัตน ศรีสุวรรณ บานมวง ธรุ การ 39 ภรารตั น ศรีสุวรรณ
91 นายวรี ศักดิ์ ทานะเวช บา นมวง 39 วีรศักดิ์ ทานะเวช
92 นายจรญู ศกั ด์ิ สหี าราช บา นลาน ผูอ ำนวยการฯ 39 จรูญศักด์ิ สหี าราช
93 นายสนุ ันต เนตรโสม บา นลาน ครู 39 สุนันต เนตรโสม
94 นางสาวรัตนาภรณ จักขุลี บา นลาน ครผู ูชว ย 45 รตั นาภรณ จกั ขลุ ี
95 นายอภิชัย นนทะแสง บานลาน ครู 39 อภิชยั นนทะแสง
96 นายเอกพงษ สวุ รรณคำ บา นลาน ครูอตั ราจาง 39 เอกพงษ สวุ รรณคำ
97 นางสาวณัฐชริยา ปน ไสย บา นลาน พนกั งานราชการ 39 ณฐั ชริยา ปน ไสย
98 นางสาวสุธาทพิ ย นยิ ม บา นนาคำ ผูอำนวยการฯ 63 สุธาทพิ ย นยิ ม
99 นางสาวมารษิ า ปราบคนช่ัว บานนาคำ ครูผูชวย 39 มาริษา ปราบคนชว่ั
100 นางมนั ทนา ก่ิงกา น บานนาคำ ครู 45 มนั ทนา กง่ิ กาน
101 นายสำราญ แกวดวงดี บานนาคำ ครู 39 สำราญ แกว ดวงดี
102 นางสธุ าสินีย สายพรหม บา นนาคำ พนกั งานราชการ 63 สุธาสนิ ีย สายพรหม
103 นางสาวจฑุ ารัตน แกวพล บานนาคำ ธรุ การ 39 จุฑารตั น แกว พล
104 นางสาวจฑุ ามาศ ตยุ ไชย บานนาคำ ครอู ัตราจาง 39 จฑุ ามาศ ตยุ ไชย
105 นางวทิ ูรย แกว ดวงดี บานนาคำ ครูอตั ราจาง 39 วิทรู ย แกว ดวงดี
106 นางขวญั ใจ สินทรัพย บานโนนอุดม ครู 39 ขวญั ใจ สินทรพั ย
107 นางสาวขนิษฐา ชาวดร บา นโนนอุดม ครอู ัตราจา ง 39 ขนิษฐา ชาวดร
108 นางสาวสุพิชญา จบั มั่น บา นโนนอดุ ม พนักงานราชการ 63 สพุ ิชญา จบั ม่ัน
109 นางกชพร เบกิ บานดี บา นโพธิ์ ผอู ำนวยการฯ 39 กชพร เบกิ บานดี
110 นางสาวสวุ นนั ท เพง็ ทอง บานโพธิ์ ครูผชู ว ย 39 สวุ นันท เพ็งทอง
111 นางสาวอรอมุ า ฝา ยขาว บานโพธ์ิ ครูผชู วย 45 อรอุมา ฝา ยขาว
112 นางสาววรญั ชยา รตั นบตุ รา บานโพธ์ิ ครูผูชวย 63 วรญั ชยา รตั นบุตรา
113 นางจันทรเ พญ็ ชมภวู เิ ศษ บา นโพธ์ิ ครู 39 จันทรเพญ็ ชมภวู ิเศษ
39
39

๓๗

ท่ี รายชอ่ื สมาชิก โรงเรยี น/สงั กดั ตำแหนง จำนวนชว่ั โมง ลายมอื ชอ่ื
เขา รว ม
114 นายประดษิ ฐ ก่งิ กาน บานโนนแดง ผูอ ำนวยการฯ กจิ กรรม ประดิษฐ กิง่ กา น
115 นางสาวจริ าภรณ แถลงเรียบ บานโนนแดง ครู 45 จริ าภรณ แถลงเรยี บ
116 นางนวพร บัวคำ บา นโนนแดง ครูผูชว ย 39 นวพร บวั คำ
117 นางสาวปนดั ดา จนั ทรสงเคราะห บานโนนแดง ครผู ูชวย 63 นดั ดา จนั ทรสงเคราะห
118 ส.อ.เฉลมิ ชยั บญุ พงษ บา นโนนแดง ครูธุรการ 39 เฉลิมชยั บญุ พงษ
119 นายเฉลมิ ศรีจุลยั บานหายโศก ครู 39 เฉลมิ ศรีจุลยั
120 นางพสิ มยั ไชยวงษ บานหายโศก ครู 63 พสิ มัย ไชยวงษ
121 นายการนั ต อนิ ทะขีณี บา นหายโศก ครู 39 การนั ต อินทะขณี ี
122 นางธดิ ารัตน ศรคี ราม บานหายโศก ครูอัตราจา ง 39 ธดิ ารตั น ศรีคราม
123 นางสาวกชพรรณ เพียหอม บานหายโศก ครอู ัตราจา ง 39 กชพรรณ เพียหอม
124 นายสพุ รต ศริ ิธร บา นนาสี ผูอำนวยการฯ 39 สุพรต ศริ ธิ ร
125 นางนภลกั ษณ วฒุ ิเสน บา นนาสี ครู 45 นภลกั ษณ วฒุ เิ สน
126 นางประทิพย ถนิ แดง บานนาสี ครู 39 ประทิพย ถนิ แดง
127 นายอาทิตย แกววรสตู ร บานนาสี ครู 39 อาทิตย แกว วรสูตร
128 ส.อ.หญงิ พรพนา เชดิ ชู บา นนาสี ครู 63 พรพนา เชิดชู
129 นางทพิ วรรณ ทองทพิ ย บา นนาสี ครู 39 ทิพวรรณ ทองทพิ ย
130 นายวสิ นั ตชยั เครอื เนตร ราษฎรจฬุ าสามคั คี ผูอำนวยการฯ 39 วิสันตชยั เครอื เนตร
131 นางโศจลิ กั ษณ มชี นั้ ชว ง ราษฎรจ ฬุ าสามคั คี ครูผชู ว ย 45 โศจลิ ักษณ มีชนั้ ชว ง
132 นางสาวกาญจนี บอลสทิ ธ์ิ ราษฎรจฬุ าสามัคคี ครู 39 กาญจนี บอลสทิ ธิ์
133 นายอุกฤต พลศลิ า ราษฎรจ ฬุ าสามัคคี ครู 63 อุกฤต พลศิลา
134 นายพฒั นพงษ จนั ทรเ บาะ ราษฎรจ ฬุ าสามัคคี 39 พฒั นพงษ จนั ทรเบาะ
135 นายพงษพนั ธ มาลาออ น บานหนองนกเขยี น ผูอำนวยการฯ 39 พงษพ ันธ มาลาออ น
136 นายสรุ ิยา ภูผาใจ บา นหนองนกเขยี น ครู 45 สุริยา ภผู าใจ
137 นายบวร ปยุ ะติ บา นหนองนกเขยี น ครู 39 บวร ปยุ ะติ
138 นางทัศนยี  ย่ิงคงดี บา นหนองนกเขยี น ครู 63 ทัศนีย ยง่ิ คงดี
139 นางสาวสชุ าดา สิ่วไธสง บานหนองนกเขยี น ธรุ การ 39 สุชาดา ส่ิวไธสง
140 นายโชตกิ ารย ปญ ญากลุ บา นหนองนกเขยี น ธรุ การ 39 โชตกิ ารย ปญ ญากลุ
141 นายนพพร ไชยขนั ธุ บา นโคกสแี กว ผูอำนวยการฯ 39 นพพร ไชยขนั ธุ
142 นางสาวทวิ าวรรณ โคกฉวะ บานโคกสแี กว ครู 45 ทิวาวรรณ โคกฉวะ
143 นางสาวมนชั ยา ตาตนั๋ บา นโคกสแี กว ครูผูชว ย 63 มนชั ยา ตาตัน๋
144 นางสาวมกุ ดา หนิ เทา บา นโคกสแี กว ครูผชู วย 39 มุกดา หินเทา
145 นางสาวลกั ษณา เทพโอทา บา นโคกสแี กว ครู 39 ลักษณา เทพโอทา
146 นายพิชิต ทองคำ บานเขอื นำ้ ผูอ ำนวยการฯ 39 พิชติ ทองคำ
147 นางสาวณฐั ชาวรี  สาแกงทราย บานเขอื นำ้ ครผู ูช ว ย 45 ณฐั ชาวรี  สาแกงทราย
148 นางสาวศริ กาญจน พันธุดารัตน บา นเขอื นำ้ ครผู ูชว ย 39 ศิรกาญจน พันธดุ ารัตน
149 นายสถติ บุญสาร บานเขอื น้ำ ครอู ตั ราจา ง 39 สถติ บญุ สาร
150 นายนภาลกั ษณ ศรจี ำนงค บา นเขอื น้ำ ครูอัตราจา ง 63 นภาลกั ษณ ศรจี ำนงค
151 นายดนัย สงิ หสธุ รรม บานเขอื นำ้ ครอู ตั ราจา ง 39 ดนยั สงิ หส ุธรรม
152 นายอมั พนธ ประพนั ธ บานดงหมชู ยั เจรญิ ผอู ำนวยการฯ 39 อมั พนธ ประพันธ
153 นายสฤษฎภัทร จงกล บา นดงหมูชยั เจริญ ครู 45 สฤษฎภทั ร จงกล
154 นางนริ ชั ฎา ยนื สขุ บานดงหมูชยั เจริญ ครู 39 นิรชั ฎา ยนื สุข
155 นายสญั ชยั แซล ้ี บานดงหมูชัยเจริญ ครู 39 สัญชยั แซล ี้
63

๓๘

ที่ รายชอ่ื สมาชกิ โรงเรยี น/สังกดั ตำแหนง จำนวนชวั่ โมง ลายมือชื่อ
เขารวม
156 นายธวชั ชัย ยนื สขุ บานดงหมูชยั เจริญ ครู กจิ กรรม ธวัชชยั ยนื สขุ
157 นางมลาวรรณ ประพันธ บา นดงหมูชัยเจรญิ ครู 39 มลาวรรณ ประพนั ธ
158 นางวนดิ า โทกุล บา นดงหมูชยั เจริญ ครู 39 วนิดา โทกุล
159 นายเอกสทิ ธ์ิ วัฒนานสุ รณ บานดงหมูชัยเจริญ ครู 39 เอกสทิ ธ์ิ วฒั นานสุ รณ
160 นางสาวพรจติ รา คุณลาน บานดงหมูชัยเจรญิ ครผู ูชวย 39 พรจติ รา คุณลาน
161 นางสาวกมลฉตั ร สิงหไชย บานดงหมูชัยเจริญ ครูผูชวย 39 กมลฉตั ร สิงหไ ชย
162 นายจรี ศกั ด์ิ ผิวสวาง บานโนนดู ผูอำนวยการฯ 39 จีรศกั ด์ิ ผวิ สวา ง
163 นางสาวกนกนิภา โพธนิ์ า บานโนนดู ครู 45 กนกนภิ า โพธน์ิ า
164 นางกนิ รอน ออ นเมก็ บานโนนดู ครู 39 กนิ รอน ออ นเมก็
165 นายพิชติ สนุ ทโรจน บา นโนนดู ครู 39 พชิ ิต สุนทโรจน
166 นายพรทวี เมฆชยั ภักด์ิ บา นโนนดู ครู 39 พรทวี เมฆชยั ภกั ด์ิ
167 นางสมใจ ศรบี ญุ ไทย บา นโนนดู จนท.ธรุ การ 63 สมใจ ศรีบญุ ไทย
168 นายสขุ สันต ทนั วงษา บา นโนนดู พนักงานราชการ 39 สขุ สันต ทนั วงษา
169 นายเหลาสิทธิ์ ทบั วงษา บา นโนนดู ครู 39 เหลา สิทธ์ิ ทบั วงษา
170 นางสาวสวัสดี สิงหส ตั ย บานโนนดู ครู 39 สวัสดี สงิ หส ตั ย
171 นายทนิ กร โคตรโยธา บา นนาไฮ ผูอำนวยการฯ 39 ทินกร โคตรโยธา
172 นางสาวบุษยมาส ทมุ หนู บานนาไฮ ครูผชู วย 45 บษุ ยมาส ทมุ หนู
173 นายวันเฉลมิ สีแกว บานนาไฮ ครผู ชู วย 39 วันเฉลิม สแี กว
174 นายบรรยง บษุ บงก บา นนาไฮ ครู 63 บรรยง บุษบงก
175 นางสาวธญั ณชิ า บังพงษ บานนาไฮ ครู 39 ธญั ณิชา บงั พงษ
176 นางเวยี งคำ บษุ พงก บานนาไฮ พนักงานราชการ 39 เวียงคำ บุษพงก
177 นายวิทวสั ทรงสงั ข บานนาไฮ ครูอตั ราจาง 39 วิทวสั ทรงสงั ข
178 นายวิชยั ชมภูมาตร บานโนนสะอาด ผอู ำนวยการฯ 39 วิชัย ชมภมู าตร
179 นางรวงทอง วงษล า บานโนนสะอาด ครู 45 รวงทอง วงษล า
180 นายอภศิ กั ดิ์ ปากแกว บา นโนนสะอาด ครผู ชู วย 39 อภศิ ักดิ์ ปากแกว
181 นางจติ รวรรณ บวั ศรี บา นโนนสะอาด ครู 63 จติ รวรรณ บวั ศรี
182 นางสาวภทั รธ นี ันท สวุ รรณเจรญิ บา นโนนสะอาด ครู 39 ภัทรธ นี นั ท สุวรรณเจรญิ
183 นางสาวรสสุคนธ ดวงโคตะ บา นโนนสะอาด ธุรการ 39 รสสคุ นธ ดวงโคตะ
184 นางสาวจริ วดี สง่ิ สัตย บา นโนนสะอาด พนักงานราชการ 39 จิรวดี สิ่งสตั ย
185 สบิ เอกสมคิด สีหาวงษ บา นกดุ เมก็ ผูอำนวยการฯ 39 สมคิด สีหาวงษ
186 นายสน่ัน คงใจดี บา นกุดเม็ก ครู 45 สนน่ั คงใจดี
187 นางศลิ าพร คงใจดี บา นกดุ เม็ก ครู 63 ศิลาพร คงใจดี
188 นางสาวธีปกาญจน พมิ พิบาล บา นกุดเม็ก ครูผชู วย 39 ธปี กาญจน พมิ พบิ าล
189 นายเสนาะ ใจซ่ือ บา นกุดเมก็ ครู 39 เสนาะ ใจซอื่
190 นางประเสรฐิ สทุ ธิรกั ษ บา นกดุ เม็ก 39 ประเสรฐิ สทุ ธริ ักษ
191 นายเปรม มีภูเวียง บานนาลอม ผอู ำนวยการฯ 39 เปรม มภี เู วยี ง
192 นางระออย วงษแ กว บานนาลอ ม ครู 45 ระออย วงษแกว
193 นางศศธิ ร เกรงขาม บานนาลอ ม ครู 63 ศศิธร เกรงขาม
194 นายยรรยง บญุ แสง บานนาลอม ครู 39 ยรรยง บญุ แสง
195 นางสาวลกั ษมี ดวงมาลา บานนาลอม ธุรการ 39 ลักษมี ดวงมาลา
196 นางสาวลกั ษมี ดวงมาลา บา นนาลอ ม ครู 39 ลกั ษมี ดวงมาลา
197 นายประสงค โทวนั นงั บา นหนองกบนาแมน ผอู ำนวยการฯ 39 ประสงค โทวนั นัง
198 นางสาวภทั รวดี สาขะสงิ ห บา นหนองกบนาแมน ครูผชู ว ย 45 ภัทรวดี สาขะสงิ ห
199 นางศรสี มพนั ธ มชี ยั บานหนองกบนาแมน ครู 63 ศรสี มพนั ธ มชี ัย
39

๓๙

ที่ รายช่อื สมาชกิ โรงเรยี น/สงั กัด ตำแหนง จำนวน ลายมือชอื่
ชั่วโมงเขา
200 นางสาวฐิตพิ ร ขรุ าษี บานหนองกบนาแมน ครู ฐิติพร ขุราศี
201 นางทศพร สทิ ธิโชติ บา นสระคลองพัฒนา ผอู ำนวยการฯ รวม ทศพร สิทธโิ ชติ
202 นางสาววัชรนิ ทร บวั มี บานสระคลองพัฒนา ครู กจิ กรรม วัชรินทร บวั มี
203 นางสาวอนงค สืบสารคาม บา นสระคลองพฒั นา ครูผชู ว ย อนงค สืบสารคาม
204 นางสาวรตั ตยิ า ติ่งรุง เรอื ง บานสระคลองพัฒนา ครผู ูชวย 39 รัตติยา ติง่ รงุ เรอื ง
205 นางสาววารณุ ี เหลาคณุ บานสระคลองพฒั นา ธุรการ 45 วารุณี เหลาคุณ
206 นางสาวอรวรรณ มีใจใส บา นสระคลองพัฒนา ครูอตั ราจา ง 39 อรวรรณ มีใจใส
207 นายชยั ยนั ขุมดนิ พทิ กั ษ อดุ รวฒั นานุสรณ ผอู ำนวยการฯ 39 ชยั ยนั ขมุ ดนิ พทิ กั ษ
208 นางนริ มล จปุ ะมะถา อดุ รวฒั นานสุ รณ ครู 63 นิรมล จปุ ะมะถา
209 นายวลั ลภ บอ สารคาม อดุ รวฒั นานสุ รณ ครู 39 วัลลภ บอ สารคาม
210 นางมานฟา ฆารเจรญิ อดุ รวฒั นานุสรณ ครู 39 มา นฟา ฆารเจริญ
211 นางสพุ ตั รา ดีลุนชัย อดุ รวฒั นานุสรณ ครผู ูชวย 45 สุพัตรา ดลี นุ ชยั
212 วาทร่ี อ ยตรหี ญิงสลกั จิตร เจรญิ ดี อดุ รวฒั นานุสรณ ธรุ การ 39 สลกั จติ ร เจรญิ ดี
213 นายสนธิเดช เจริญชยั อุดรวฒั นานุสรณ พนกั งานราชการ 39 สนธเิ ดช เจรญิ ชยั
214 วาที่ ร.ต.หญงิ พรพิมล บวั หงษา จอมศรโี คกกอ งวทิ ยา ครูผชู วย 39 พรพมิ ล บวั หงษา
215 นางสาวพรรณิภา ชัยอามาตย จอมศรโี คกกอ งวทิ ยา ครูผูชวย 39 พรรณิภา ชยั อามาตย
216 นายเอกสงิ ห ปากแกว บา นตาดนำ้ พุ ผูอำนวยการฯ 39 เอกสงิ ห ปากแกว
217 นางสาวนติ ยา ละดาดาษ บา นตาดน้ำพุ ครูผูชวย 63 นติ ยา ละดาดาษ
218 นางสาวอภญิ ญา มดี ี บานตาดนำ้ พุ ครผู ชู วย 63 อภิญญา มดี ี
219 นางสมพรชยั ทบวนั บา นตาดน้ำพุ ครู 39 สมพรชยั ทบวัน
220 นางสาวพัชรนิ ทร นนทะบรู ณ บานตาดน้ำพุ ครู 45 พัชรนิ ทร นนทะบรู ณ
221 นางลักษณาศริ ิ คำภแู กว บานนางิว้ ผอู ำนวยการฯ 63 ลักษณาศริ ิ คำภแู กว
222 นางสาวสุฌญั ญา ภูผาใจ บานนางวิ้ ครผู ชู ว ย 39 สฌุ ญั ญา ภผู าใจ
223 นางหนรู กั ษ วารรี ตั น บา นนาง้วิ ครู 39 หนูรกั ษ วารรี ตั น
224 นายกติ ตกิ รณ จอมทรกั ษ บานนางิ้ว ครผู ูช ว ย 39 กิตตกิ รณ จอมทรกั ษ
225 นายมงั กร ปราบพาล บา นนางว้ิ ครู 45 มงั กร ปราบพาล
226 นางสาวพสิ มยั แหลง สนาม บานนาง้วิ ครอู ตั ราจา ง 63 พสิ มยั แหลงสนาม
227 นายสงัด วารศี รี บานนางิ้ว ครูอตั ราจาง 39 สงัด วารีศรี
228 นางสาวมชั ฌมิ า โยธากลุ บานนางว้ิ ครูอัตราจา ง 39 มชั ฌมิ า โยธากลุ
229 นางสาววิลาวณั ย สีแกว บา นนางิ้ว ครูอตั ราจา ง 39 วิลาวณั ย สีแกว
230 นายสุดใจ ละคร บา นนาหลวง ผูอ ำนวยการฯ 39 สุดใจ ละคร
231 นางสาวโมณีกา ชนุ เกาะ บานนาหลวง ครผู ูชว ย 39 โมณีกา ชุนเกาะ
232 นางสาวอารีพรรณ พรหมฤทธ์ิ บา นนาหลวง ครผู ูชว ย 39 อารพี รรณ พรหมฤทธ์ิ
233 นางจนั ดี วงษไชย บา นนาหลวง ครู 39 จนั ดี วงษไชย
234 นายสรุ ยิ นั ต ฆารเจริญ บานนาหลวง ครู 45 สรุ ยิ นั ต ฆารเจริญ
235 นางสาวอภนั ตรี กองมณี บานนาหลวง ครู 39 อภนั ตรี กองมณี
236 นายวรี พล ภูมพิ ันธ บานนาหลวง ครู 39 วีรพล ภมู พิ นั ธ
237 นายไพโรจน หมูมาก บา นลาดหอคำ ผอู ำนวยการฯ 39 ไพโรจน หมูมาก
238 นางสาวเบญจวรรณ นาไชยเวช บา นลาดหอคำ ครู 39 เบญจวรรณ นาไชยเวช
239 นางสาวศตพร นนั ทะทอง บา นลาดหอคำ ครู 39 ศตพร นันทะทอง
240 นายอดสิ รณ ราชสมบัติ บานลาดหอคำ ครู 63 อดิสรณ ราชสมบัติ
241 นายชาญวทิ ย ศรสี ิงห บานลาดหอคำ ครูผชู ว ย 45 ชาญวิทย ศรสี งิ ห
242 นางสาวรตั นากร นนั ทะทอง บา นลาดหอคำ ครู 39 รัตนากร นนั ทะทอง
39
39
63
39

๔๐

ที่ รายชอื่ สมาชิก โรงเรยี น/สงั กัด ตำแหนง จำนวน ลายมอื ช่ือ
ช่วั โมงเขา
243 นายสวุ ิทย ทองไวย บานตว้ิ ผอู ำนวยการฯ สุวิทย ทองไวย
244 นายดเิ รก บตุ รสาระ บา นตว้ิ ครู รว ม ดเิ รก บตุ รสาระ
245 นายสหกิจ ดงอนนท บานติว้ ครู กจิ กรรม สหกจิ ดงอนนท
246 นางคำกอง ชยั เสนา บา นติ้ว ครู คำกอง ชยั เสนา
247 นางจารวุ รรณ ชาวดร บา นติ้ว ครู 45 จารุวรรณ ชาวดร
248 นางสาวศศิธร บวั เนยี ว บานตว้ิ ธุรการ 63 ศศิธร บวั เนยี ว
249 นางสาวสุพตั ตรา ชาวดร บานต้วิ ครู 39 สพุ ัตตรา ชาวดร
250 นายธรี วฒั น บญุ กอง บา นติ้ว ครูอตั ราจาง 39 ธรี วฒั น บญุ กอง
251 นายประติพัตร นรสาร เมอื งพานบานโกม วทิ ยา ผูอำนวยการฯ 39 ประติพัตร นรสาร
252 นางสาวผกามาศ ทองออ น เมอื งพานบา นโกม วทิ ยา ครูอัตราจาง 39 ผกามาศ ทองออ น
253 นางรศั มี สพี มิ พส อ เมืองพานบานโกมวิทยา ครู 39 รศั มี สพี ิมพส อ
254 นายอนุชาติ คำชลธาร เมืองพานบานโกม วิทยา ครู 39 อนุชาติ คำชลธาร
255 นางนนั ทะนา นามดี เมอื งพานบา นโกม วิทยา ครู 45 นันทะนา นามดี
256 นางสาวเนตรชนก พลโท เมืองพานบา นโกม วิทยา ธรุ การ 39 เนตรชนก พลโท
257 นายนิเวส โงน แกว เมืองพานบานโกมวทิ ยา พนกั งานราชการ 39 นิเวส โงน แกว
258 นางสาวเนตรนภา พลโท เมืองพานบา นโกมวิทยา ธรุ การ 63 เนตรนภา พลโท
259 นางทิพนภา นภรี งค บานดงหวาย ครู 39 ทพิ นภา นภรี งค
260 นางเมขลา บญุ สงค บานดงหวาย ครูอัตราจาง 39 เมขลา บญุ สงค
261 วา ทรี่ อ ยตรเี ฉลมิ ชยั โสมาศรี บานดงหวาย ครูอตั ราจาง 39 เฉลิมชยั โสมาศรี
262 นางอวยพร นาคสทุ ธ์ิ บานกดุ จบั ผูอำนวยการฯ 39 อวยพร นาคสุทธ์ิ
263 นางสาวประภาภรณ หอมโคกคอ บา นกุดจับ ครู 39 ประภาภรณ หอมโคกคอ
264 นางวลิ าสนี ี ทวีจนั ทร บานกุดจับ ครู 63 วิลาสนี ี ทวจี ันทร
265 นางสาวเกษร ชว ยแสง บา นกุดจับ ครู 39 เกษร ชว ยแสง
266 นางสาวสมหญงิ โนนสะอาด บา นกดุ จบั พนกั งานราชการ 45 สมหญงิ โนนสะอาด
267 นายจิรพงค พนั ธโุ สภา บานกดุ จับ ครพู ีเ่ ลย้ี งเดก็ พิการ 39 จริ พงค พนั ธุโสภา
268 นายรญั จวน จันทะพล บา นโนนฐานะ ผอู ำนวยการฯ 39 รญั จวน จนั ทะพล
269 นางสวุ โรพร สีตางคำ บานโนนฐานะ ครู 63 สวุ โรพร สตี างคำ
270 นางพวงพะยอม ปก อนิ ทรทรยี  บา นโนนฐานะ ครู 39
271 นางสาวศศิธร กลุ วงษ บานโนนฐานะ ครอู ตั ราจาง 39 พวงพะยอม ปก อนิ ทรทรีย
272 นางสาวเมธนิ ี เผา พงษศิลป บา นโนนฐานะ พนักงานราชการ 45
273 นางสาวจตพุ ร เวยี นศรี บานโนนฐานะ ครธู ุรการ 63 ศศธิ ร กุลวงษ
274 นายศภุ ภมู ิ พลจางวาง บา นดงบัง ผอู ำนวยการฯ 39 เมธนิ ี เผา พงษศลิ ป
275 นางอำไพ พึ่งจติ ร บานดงบงั ครู 39 จตุพร เวยี นศรี
276 นางคำหยาด เหลืองกง่ิ บา นดงบัง ครู 39 ศุภภมู ิ พลจางวาง
277 นายแดนชยั พง่ึ จติ ร บา นดงบงั ครู 39 อำไพ พ่งึ จติ ร
278 นางพมิ พจุฑา เกษแกว บา นดงบงั ครู 45 คำหยาด เหลอื งกิ่ง
279 นางสาวรววี รรณ สำแดงชยั บา นดงบงั ครู 39 แดนชยั พึง่ จติ ร
280 นางสาวปณณหลิว เทพทอง บานดงบงั ครู 39 พิมพจ ุฑา เกษแกว
281 นายประหยัด ขนั ภิบาล บานโสกแกคำเจรญิ ผูอำนวยการฯ 39 รววี รรณ สำแดงชยั
282 นายพทิ กั ษ กาศลนุ บานโสกแกคำเจรญิ ครู 39 ปณณหลิว เทพทอง
283 นายอนรุ ักษ หม่ืนสาย บานโสกแกคำเจรญิ ครู 39 ประหยัด ขันภิบาล
284 นางหอมไกล โงน แกว บา นโสกแกคำเจรญิ ครู 63 พิทกั ษ กาศลนุ
285 นางนวลจันทร ชยั วนิ ติ ย บานโสกแกคำเจรญิ ครู 45 อนรุ ักษ หมน่ื สาย
63 หอมไกล โงน แกว
39 นวลจนั ทร ชยั วนิ ิตย
39
39

๔๑

ท่ี รายชอื่ สมาชกิ โรงเรียน/สังกดั ตำแหนง จำนวน ลายมอื ช่อื
ชั่วโมงเขา
286 นายสมหวัง ศรที อง บานโสกแกคำเจรญิ ครูผชู ว ย สมหวงั ศรที อง
287 วา ท่ีรอ ยตรณี ฐั กติ ติ์ วงษดี บา นโสกแกคำเจรญิ ครอู ตั ราจาง รว ม ณฐั กติ ติ์ วงษด ี
288 นาง วรรณษิ า ไชยสี บา นโสกแกคำเจรญิ ครู กิจกรรม วรรณิษา ไชยสี
289 นางสาวเพญ็ นภา ทองอุน บา นโสกแกคำเจริญ ธุรการ เพ็ญนภา ทองอุน
290 นางสุดา กาศลุน บา นโสกแกคำเจรญิ วทิ ยากรพิเศษ 39 สดุ า กาศลนุ
291 นายคำพนู วนั นา บานดงนอ ย ผูอำนวยการฯ 39 คำพูน วนั นา
292 นางสงวนวลั ย พฤษชาติ บา นดงนอ ย ครู 39 สงวนวัลย พฤษชาติ
293 นางสาวเสาวลักษณ พานทอง บานดงนอ ย ครู 39 เสาวลักษณ พานทอง
294 นางสาวศิรวิ รรณ พรมนสั บานดงนอ ย ครอู ัตราจาง 39 ศิริวรรณ พรมนสั
295 นายศวิ กร ทีปสวาง บา นดงนอ ย ครูอัตราจา ง 45 ศวิ กร ทปี สวาง
296 นายพงศธร มลี า บา นดงนอ ย ครูอัตราจา ง 39 พงศธร มลี า
297 นางสาวจารจุ ิต ตะแกว บานดงนอ ย ครธู ุรการ 39 จารุจติ ตะแกว
298 นางสาวกรสี ุชา สงิ หว สิ ทุ ธ์ิ บานเหลาตำแย ผอู ำนวยการฯ 39 กรสี ุชา สิงหวิสทุ ธ์ิ
299 นายอดศิ ร ศรชี ะนนท บา นเหลาตำแย ครู 63 อดิศร ศรีชะนนท
300 นางสาวจติ รนาถ เมืองคณุ บา นเหลาตำแย ครู 39 จิตรนาถ เมอื งคณุ
301 นางสาวสาวติ รี จอยจดี บานเหลาตำแย ครู 39 สาวติ รี จอ ยจีด
302 นางสาวอริสา หลกั คำ บานเหลา ตำแย ครูผชู วย 45 อริสา หลักคำ
303 นางอนลุ ักษณ สุขรมย บานเหลาตำแย ครู 63 อนุลกั ษณ สขุ รมย
304 นางสาวปรยิ ากร มนสั ศลิ า บา นเหลาตำแย ครู 39 ปรยิ ากร มนสั ศลิ า
305 นายชาตรี สงั ฆศรี บา นขา ผูอำนวยการฯ 39 ชาตรี สงั ฆศรี
306 นางรนิ ดา เดโชโชตพิ พิ ัฒน บานขา ครู 39 รินดา เดโชโชติพพิ ัฒน
307 นายวริษา จนั ธานี บานขา ครูผูชวย 39 วรษิ า จันธานี
308 นางสาวนภารนิ ทร แพงไทย บา นขา ครผู ูชว ย 39 นภารนิ ทร แพงไทย
309 นางสาวณฐั สุดา มาคะเคน บานขา ครอู ตั ราจา ง 45 ณัฐสุดา มาคะเคน
310 นางสาวรงุ ทพิ ย ชนะกาญจน บานขา พนักงานราชการ 39 รงุ ทพิ ย ชนะกาญจน
311 นายชนิ วุธ จนั นาหวา บา นลำภู ผอู ำนวยการฯ 63 ชินวุธ จนั นาหวา
312 นางสาวชนญิ ชฎิ า บัวทอง บานลำภู ครผู ูชว ย 39 ชนญิ ชฎิ า บัวทอง
313 นางสาวปน สุชา ศรีสังคม บานลำภู ครูผชู ว ย 39 ปนสุชา ศรีสงั คม
314 นางสาวรตั ติกาล ยศปญ ญา บานลำภู ครู 39 รตั ตกิ าล ยศปญญา
315 นางสาวกนกวรรณ โกกุล บานลำภู ธุรการ 45 กนกวรร โกกลุ
316 นางสาววรี ยา บานศริ ิ บา นลำภู ครอู ตั ราจา ง 39 วรี ยา บานศริ ิ
317 นายโพธ์ชิ ยั เจรญิ ธรรม บา นโคกวชิ ัยโนนไชยพร ผูอำนวยการฯ 63 โพธช์ิ ัย เจรญิ ธรรม
318 นางทิพวลั ย ชศู รที อง บานโคกวชิ ยั โนนไชยพร ครู 39 ทพิ วลั ย ชูศรที อง
319 นางสมควร นอ ยเสนา บานโคกวชิ ัยโนนไชยพร ครู 39 สมควร นอยเสนา
320 นางสาวพชั ราภรณ ลอื คำหาร บานโคกวชิ ยั โนนไชยพร ครูผูชว ย 39 พชั ราภรณ ลอื คำหาร
321 นางสาววชั ราภรณ กนั หาจร บา นโคกวชิ ัยโนนไชยพร ครู 45 วัชราภรณ กนั หาจร
322 นายอภชิ าต อรดี บา นโคกวชิ ัยโนนไชยพร ครู 39 อภิชาต อรดี
323 นายสอนชยั พรมประเสรฐิ บา นหนองฆอ งนาสีนวล ผูอำนวยการฯ 39 สอนชยั พรมประเสรฐิ
324 นางจิราภรณ เหล็กกลา บา นหนองฆองนาสีนวล ครู 39 จิราภรณ เหล็กกลา
325 นางนภาพร วงษพ รม บา นหนองฆองนาสีนวล ครู 39 นภาพร วงษพรม
326 นายธนโชติ ภูมชิ ยั บา นหนองฆองนาสีนวล ครู 63 ธนโชติ ภูมิชยั
327 นางสาวขนิษฐา แกว ยา บานหนองฆองนาสีนวล พนกั งานราชการ 45 ขนษิ ฐา แกว ยา
328 นางสาวกฤตพร วรรกั ษ บา นหนองฆอ งนาสีนวล ครูอัตราจาง 39 กฤตพร วรรกั ษ
39
39
39
63

๔๒

ที่ รายชื่อสมาชิก โรงเรียน/สงั กดั ตำแหนง จำนวน ลายมือช่ือ
ชัว่ โมงเขา
329 นายธนพล ศิริวิเศษ บา นเชียงเพง็ ผอู ำนวยการฯ ธนพล ศริ ิวเิ ศษ
330 นางประคอง แนนสถติ ย บา นเชยี งเพ็ง ครู รว ม ประคอง แนนสถิตย
331 นายสำราญ โยจำปา บานเชียงเพ็ง ครู กจิ กรรม สำราญ โยจำปา
332 นางเพยี รชยั เกยี ลน บา นเชียงเพ็ง ครู เพียรชัย เกยี ลน
333 นางบญุ เหลอื บำรงุ วงค บานเชียงเพ็ง ครู 45 บญุ เหลอื บำรุงวงค
334 นางสาวพรทพิ ย จนั ทรลา บานเชียงเพง็ ครู 39 พรทิพย จนั ทรลา
335 นางสาวศภุ ิสรา บุพตา บานเชยี งเพ็ง ครผู ูชว ย 39 ศุภสิ รา บุพตา
336 นางสาวอรอมุ า แนนสถติ ย บา นเชียงเพ็ง ครูอตั ราจาง 39 อรอุมา แนนสถติ ย
337 นางสาวอรวรรณ ชยั มณี บานเชียงเพ็ง ครอู ัตราจาง 63 อรวรรณ ชัยมณี
338 นางรพีพรรณ อินทนาม บานกานตสามัคคี ผูอำนวยการฯ 39 รพพี รรณ อนิ ทนาม
339 นางสาวอญั ชลี แนนสถติ ย บานกานตสามคั คี ครู 39 อญั ชลี แนนสถิตย
340 นางพนิดา ชยั มณี บา นกานตสามัคคี ครู 39 พนิดา ชัยมณี
341 นายปฏิพทั ธเกษรตั น บานกานตสามคั คี ครู 39 ปฏิพัทธ เกษรัตน
342 นางศริ วิ ชั รนิ ทร นาลอ ง บา นกานตส ามคั คี ครู 45 ศริ วิ ชั รนิ ทร นาลอ ง
343 นางณิชกานต หาโคตร บา นกานตส ามคั คี ครู 39 ณิชกานต หาโคตร
344 นางทพิ ยอษุ า ธรรมขนั ธ บานกานตสามคั คี ครู 39 ทพิ ยอ ุษา ธรรมขันธ
345 นายยงยทุ ธ คดิ จะทำ บานกานตส ามคั คี ครู 39 ยงยทุ ธ คิดจะทำ
346 นางสาวอมั พร ชาลีสวุ รรณดี บา นกานตสามัคคี ธุรการ 39 อัมพร ชาลีสวุ รรณดี
347 นายสวาง คณุ มี ชมุ ชนหนองแปนหนิ โงม ผูอำนวยการฯ 39 สวา ง คณุ มี
348 นางบุญชว ย สขุ หา ชมุ ชนหนองแปนหินโงม ครู 63 บุญชว ย สขุ หา
349 นางเรไร ปลัดกอง ชมุ ชนหนองแปนหนิ โงม ครู 39 เรไร ปลดั กอง
350 นายสมควร เปา ปาเถอื่ น ชมุ ชนหนองแปนหนิ โงม ครู 39 สมควร เปา ปาเถื่อน
351 นางบุญเรือน หมืน่ กุล ชุมชนหนองแปนหินโงม ครู 45 บุญเรอื น หมนื่ กุล
352 นายประธาน อนิ แสง ชุมชนหนองแปนหนิ โงม ครู 39 ประธาน อินแสง
353 นางจันทรฉ ตั ร ศริ โิ รจนภ ญิ โญ ชมุ ชนหนองแปนหนิ โงม ครู 39 จันทรฉตั ร ศริ ิโรจนภ ญิ โญ
354 นายบรรเจดิ พรศริ ริ ตั น บานโพธโ์ิ นนแดง ผูอำนวยการฯ 39 บรรเจดิ พรศิรริ ตั น
355 นางณฐั วรรณ ใจบญุ บานโพธโ์ิ นนแดง ครู 63 ณฐั วรรณ ใจบญุ
356 นางธนภร โสแสนนอ ย บา นโพธ์ิโนนแดง ครู 39 ธนภร โสแสนนอย
357 นางสุวิมล อางแกว บานโพธิ์โนนแดง ครู 39 สวุ ิมล อา งแกว
358 นายสรุ กานต นาลอง บา นโพธิ์โนนแดง ครู 45 สรุ กานต นาลอ ง
359 นายปย ะบุตร บุตรสาร บา นโพธโิ์ นนแดง พนักงานราชการ 63 ปย ะบตุ ร บุตรสาร
360 นางวรรณยา โมลา บา นโพธโ์ิ นนแดง ธุรการ 39 วรรณยา โมลา
361 นางสาวนภาพร ดอกทอง บา นโพธ์ิโนนแดง จติ อาสา 39 นภาพร ดอกทอง
362 นางฉววี รรณดอลบี้ บานถนิ่ ผูอำนวยการฯ 39 ฉวีวรรณ ดอลบี้
363 นางชลดา แกวดวงตา บา นถ่ิน ครู 39 ชลดา แกวดวงตา
364 นายชลมั พล ธูปกระแจะ บานถิ่น ครู 39 ชลมั พล ธปู กระแจะ
365 นายสำรอง โทวนั นงั บานถิน่ ครู 39 สำรอง โทวนั นงั
366 นายชาคริต กลางโยธี บานถน่ิ พนักงานราชการ 45 ชาคริต กลางโยธี
367 นางวไิ ลวรรณ สทุ ธโิ ชติ บา นถิ่น ธุรการ 39 วไิ ลวรรณ สุทธโิ ชติ
368 นางสาววรรณภา ลาภภณ บา นถ่นิ ครอู าสา 39 วรรณภา ลาภภณ
369 นายสำราญ หนอ สดี า บา นถิน่ ครอู ตั ราจาง 63 สำราญ หนอ สีดา
370 นายพนู ลาภ นาคสทุ ธ์ิ บา นโคกสวา ง ผอู ำนวยการฯ 39 พนู ลาภ นาคสุทธ์ิ
371 นางจรรยา พวงสวุ รรณ บานโคกสวา ง ครู 39 จรรยา พวงสุวรรณ
39
39
45
39

๔๓

ที่ รายช่อื สมาชิก โรงเรยี น/สังกัด ตำแหนง จำนวน ลายมอื ช่อื
ช่ัวโมงเขา
372 นางสาวทิพวลั ย อทุ ยั วัฒน บา นโคกสวาง ครู ทิพวัลย อุทยั วฒั น
ครู รวม รัชนี คงภริ มย
373 นางรชั นี คงภิรมย บานโคกสวา ง ครู กจิ กรรม รตั นห ทัย ใบงาม
ครู สภุ าภรณ ชัยชนะ
374 นางรตั นห ทยั ใบงาม บานโคกสวา ง พนักงานราชการ 39 สพุ มิ ล สดุ ตา
ผูอำนวยการฯ 39 กอ งตะวัน โสภณิ
375 นางสภุ าภรณ ชัยชนะ บานโคกสวาง ครู 63 พรสวรรค มาณะศลิ ป
ครู 39 พงศพ พิ ัฒน โทกุล
376 นางสาวสพุ มิ ล สุดตา บา นโคกสวา ง ครู 39 กิตตศิ กั ด์ิ ละสิลา
พนักงานราชการ 45 การณั ย บดุ ดีมี
377 นายกองตะวนั โสภณิ บานหนองสรางไพร ครู 63 ปวณี า สารวงษ
ครู 39 เมธนิ ี ระวิชยั
378 นางพรสวรรค มาณะศิลป บา นหนองสรา งไพร ครู 39 จรูญ ศิริวัฒนว ชิ าญ
ผอู ำนวยการฯ 39 ฐติ ิวรดา ปรชี าเชยี่ ว
379 นายพงศพพิ ฒั น โทกุล บานหนองสรา งไพร ครู 39 ประยรู เตม็ ใจ
ครู 39 ดวงเดอื น ยศหนองทมุ
380 นายกิตติศกั ด์ิ ละสิลา บานหนองสรางไพร ครู 63 จิตตมาส ตรีรัตน
ครู 45 วุฒิชัย พลกลา
381 นายการณั ย บุดดมี ี บานหนองสรา งไพร เจาหนา ท่ีธรุ การ 63 โสภา อินทรแ ตม
ผอู ำนวยการฯ 39 สยาม ตะวงษา
382 นางสาวปวีณา สารวงษ โนนสงู วิทยา ครูผูชวย 39 เบญจพล บญุ เรอื ง
ครู 39 พรทิพา บพุ ศิริ
383 นางเมธนิ ี ระวิชยั โนนสงู วทิ ยา ครู 39 ภญิ ญาภทั ร เกษหอม
ครู 45 วรี ะศกั ด์ิ พนั ธพ ฒั น
384 นายจรูญ ศริ ิวัฒนวิชาญ โนนสูงวทิ ยา ครู 39 ศภุ ชัย ธรรมมูลตรี
ครผู ชู วย 39 กฤษฎา บงุ ทอง
385 นางสาวฐิติวรดา ปรชี าเชยี่ ว บานเจรญิ สุข ครผู ชู วย 63 ศิวพันธ เทพิน
ครูธุรการ 39 มณรี ตั น แกว กัณหา
386 นายประยรู เตม็ ใจ บานเจรญิ สขุ ผูอ ำนวยการฯ 39 อดิเรก กลา หาญ
ครูผูชว ย 39 ศภุ รดา อรรถวลิ
387 นางดวงเดือน ยศหนองทมุ บา นเจรญิ สขุ ครู 39 ศศิพร ตน กนั ยา
ครู 39 จรัสรำไพ เจรญิ ศิลป
388 นางสาวจิตตมาส ตรรี ัตน บานเจรญิ สุข ผอู ำนวยการฯ 45 ประหยัด อนิ แปง
ครผู ูชวย 63 ศริ ลิ กั ษณ เล็งไทสงค
389 นายวฒุ ชิ ยั พลกลา บานเจริญสุข ครูผชู ว ย 39 ประกายกลุ คำคูณ
ครู 39 ผองศรี ทวสี ุข
390 นางสาวโสภา อนิ ทรแ ตม บา นเจรญิ สุข ครู 45 กญั ญาณฐั พลขอ
ครู 39 กาญจนา พานนอ ย
391 นายสยาม ตะวงษา ชายแดนประชาสรรค ครู 39 นุจรนิ ทร สรอยกุดเรอื
ผูอำนวยการฯ 39 สมชาย มหาฤทธิ์
392 นายเบญจพล บุญเรอื ง ชายแดนประชาสรรค ครู 39 พรสุดา พลศกั ดข์ิ วา
ครู 63 นิพาภรณ ละคร
393 นางพรทิพา บุพศิริ ชายแดนประชาสรรค ครผู ูช วย 39 ธนะศานต มาตรเลี่ยม
45
394 นางภญิ ญาภทั ร เกษหอม ชายแดนประชาสรรค 39
39
395 นายวีระศกั ด์ิ พนั ธพฒั น ชายแดนประชาสรรค 63

396 นายศภุ ชยั ธรรมมลู ตรี ชายแดนประชาสรรค

397 นายกฤษฎา บงุ ทอง ชายแดนประชาสรรค

398 นายศิวพนั ธ เทพิน ชายแดนประชาสรรค

399 นางสาวมณีรตั น แกวกัณหา ชายแดนประชาสรรค

400 นายอดิเรก กลาหาญ บา นนำ้ ขนุ โนนผางาม

401 นางสาวศุภรดา อรรถวลิ บานนำ้ ขนุ โนนผางาม

402 นางสาวศศิพร ตน กนั ยา บา นน้ำขนุ โนนผางาม

403 นางสาวจรสั รำไพ เจรญิ ศลิ ป บานน้ำขนุ โนนผางาม

404 นายประหยัด อนิ แปง บานสมประสงค

405 นางสาวศริ ลิ กั ษณ เล็งไทสงค บา นสมประสงค

406 นางสาวประกายกลุ คำคูณ บานสมประสงค

407 นางสาวผอ งศรี ทวีสุข บานสมประสงค

408 นางกญั ญาณฐั พลขอ บา นสมประสงค

409 นางกาญจนา พานนอ ย บา นสมประสงค

410 นางสาวนจุ รนิ ทร สรอยกุดเรอื บา นสมประสงค

411 นายสมชาย มหาฤทธ์ิ บา นนาตูม

412 นางสาวพรสุดา พลศักด์ิขวา บา นนาตูม

413 นางสาวนิพาภรณ ละคร บานนาตูม

414 นายธนะศานต มาตรเลยี่ ม บา นนาตมู

๔๔

ท่ี รายชอื่ สมาชกิ โรงเรียน/สงั กดั ตำแหนง จำนวน ลายมือชอื่
ชั่วโมงเขา
415 นางสาวฑิตยากร อบุ ลครุฑ บา นนาตูม ครู ฑติ ยากร อบุ ลครฑุ
ผูอำนวยการฯ รวม ประมวล นลิ รกั ษา
416 นายประมวล นลิ รกั ษา บา นนาคำ (ถริ ธมั โมอุปถมั ภ) ครผู ชู วย กิจกรรม เกษรา ตน ไทร
ครูผูชวย นุจวรรณ วงศจ นั ทร
417 นางสาวเกษรา ตน ไทร บา นนาคำ (ถริ ธมั โมอุปถมั ภ) ครู 39 เทยี นชยั จำปาแกว
ครู 45 อรรถพนธ ขุนเพ็ง
418 นางสาวนจุ วรรณ วงศจันทร บานนาคำ (ถิรธัมโมอปุ ถมั ภ) ครู 39 ธวัล ดวงจันทร
ครู 39 ธนโชติ สวุ รรณโคตร
419 นายเทยี นชยั จำปาแกว บานนาคำ (ถริ ธัมโมอุปถมั ภ) ครู 39 ชบาไพร แสงตรสี ุ
ครู 39 พมิ พว ลี อาวรณ
420 นายอรรถพนธ ขุนเพง็ บา นนาคำ (ถริ ธมั โมอุปถมั ภ) ครู 39 ทัศนีย ปด ถาวะโร
ครู 63 สมชาย จนั ทะวงษา
421 นางสาวธวัล ดวงจนั ทร บานนาคำ (ถริ ธัมโมอปุ ถมั ภ) ครู 39 ภากลุ จันทรท พิ ย
ครูผชู ว ย 39 ไอรดา แขนง
422 นายธนโชติ สุวรรณโคตร บานนาคำ (ถิรธมั โมอุปถมั ภ) ครู 39 เพญ็ นภา จันทะวงษา
ครู 39 จักรภพ แยมเกษม
423 นางสาวชบาไพร แสงตรีสุ บา นนาคำ (ถิรธมั โมอปุ ถมั ภ) ธรุ การ 39 อรอนงค คำไพ
พนกั งานราชการ 39 นจุ รี วงศพ ันธ
424 นางพิมพว ลี อาวรณ บานโสมเยย่ี มโนนพัฒนา ผอู ำนวยการฯ 63 วิทยา หงสศรี
ครู 39 ลกั คณา ทพั ภตู า
425 นางทัศนีย ปดถาวะโร บานโสมเยย่ี มโนนพัฒนา ครู 39 นารี ธนะแกว
ครูผชู วย 39 ฉัตรฑรกิ า จันทจติ ร
426 นายสมชาย จันทะวงษา บา นโสมเยย่ี มโนนพัฒนา ครู 45 รตั นา เยน็ ประโคน
ครผู ูชว ย 39 ธัญญรตั น ลาภสมทบ
427 นางเสาวภากุล จนั ทรท ิพย บา นโสมเยยี่ มโนนพฒั นา ครู 39 นาตยา ภูนามูล
พนกั งานราชการ 39 กัญธญิ า หางา นแทน
428 นางสาวไอรดา แขนง บา นโสมเยยี่ มโนนพัฒนา ธุรการ 63 ชฎาพร ใครน นุ ภา
ผูอำนวยการฯ 39 คงฤทธ์ิ ม่งิ พันธ
429 นางเพ็ญนภา จันทะวงษา บานโสมเยย่ี มโนนพฒั นา ครู 39 มยรุ ี สุเภาแสน
ครูผูชว ย 39 พชิ ามญช เสยี งล้ำ
430 นายจักรภพ แยม เกษม บา นโสมเยย่ี มโนนพฒั นา ครู 39 สมอง คำพรวน
ครผู ชู ว ย 45 อภษิ ฎา วิทยาบำรุง
431 นางสาวอรอนงค คำไพ บานโสมเยยี่ มโนนพฒั นา พนักงานราชการ 39 ภาณมุ าศ ผลเจรญิ
ครู 39 พิชญา อาวรณ
432 นางสาวนจุ รี วงศพนั ธ บา นโสมเยยี่ มโนนพัฒนา ธรุ การ 39 กรวิภา ภูนามูล
ผอู ำนวยการฯ 63 นิตยา อนิ ทรชนิ ี
433 นายวทิ ยา หงษศ รี เตชะไพบลู ย (๒) ครูผูชวย 39 รตั นาพร สวสั ด์เิ อ้ือ
ครู 39 นุตประวณี  จอมคำศรี
434 นางลักคณา ทพั ภตู า เตชะไพบลู ย (๒) ครู 39 สนั ติ พยฆั กลุ
ครผู ูชวย 45 รฉตั ร บัตรรตั นะ
435 นางนารี ธนะแกว เตชะไพบูลย (๒) ผอู ำนวยการฯ 39 ทนงศกั ดิ์ ศาสนสุพินธ
ครู 39 อุถาพร คำสุนทร
436 นางสาวฉตั รฑรกิ า จนั ทจติ ร เตชะไพบลู ย (๒) ครู 39 สุพชั รี เคา แคน
63
437 นางรตั นา เยน็ ประโคน เตชะไพบลู ย (๒) 45
63
438 นางธญั ญรตั น ลาภสมทบ เตชะไพบูลย (๒) 39

439 นางนาตยา ภนู ามลู เตชะไพบูลย (๒)

440 นางสาวกญั ธญิ า หางา นแทน เตชะไพบูลย (๒)

441 นางสาวชฎาพร ใครนนุ ภา เตชะไพบูลย (๒)

442 นายคงฤทธิ์ ม่งิ พนั ธ บา นโคกสะอาด

443 นางสาวมยรุ ี สเุ ภาแสน บา นโคกสะอาด

444 นางสาวพิชามญช เสยี งล้ำ บา นโคกสะอาด

445 นายสมอง คำพรวน บานโคกสะอาด

446 นางสาวอภษิ ฎา วทิ ยาบำรงุ บา นโคกสะอาด

447 นางสาวภาณมุ าศ ผลเจรญิ บา นโคกสะอาด

448 นางสาวพิชญา อาวรณ บานโคกสะอาด

449 นางกรวภิ า ภนู ามลู บา นโคกสะอาด

450 นางสาวนติ ยา อนิ ทรชนิ ี บานวังแข

451 นางสาวรตั นาพร สวัสดเ์ิ อื้อ บานวังแข

452 นางสาวนตุ ประวณี  จอมคำศรี บา นวงั แข

453 นายสนั ติ พยฆั กุล บา นวงั แข

454 นางสาวรฉัตร บตั รรัตนะ บา นวังแข

455 นายทนงศกั ด์ิ ศาสนสพุ ินธ บา นจำปาทอง

456 นางอุถาพร คำสนุ ทร บา นจำปาทอง

457 นางสาวสุพัชรี เคา แคน บา นจำปาทอง

๔๕

ท่ี รายชื่อสมาชิก โรงเรยี น/สงั กัด ตำแหนง จำนวน ลายมอื ชอื่
ชว่ั โมงเขา
458 นางจนิ ตนา โสมาศรี บานจำปาทอง ครู จนิ ตนา โสมาศรี
459 นางสาวรกั ษสดุ า ไชยราชา บา นจำปาทอง ครธู ุรการ รวม รกั ษสุดา ไชยราชา
460 นายสทิ ธโิ ชติ ไชยสิทธ์ิ บานน้ำทรง ผอู ำนวยการฯ กจิ กรรม สทิ ธโิ ชติ ไชยสิทธ์ิ
461 นางสาวจารวี ทองสมทุ ร บานนำ้ ทรง ครู จารวี ทองสมทุ ร
462 นางวาสนา รกั ษาภายใน บา นน้ำทรง ครู 39 วาสนา รกั ษาภายใน
463 นางสาวฉตั รธดิ า ธารเลศิ บานน้ำทรง ครู 39 ฉัตรธดิ า ธารเลศิ
464 นายภทั รพล ศรผี ู บานน้ำทรง ครูผูชวย 45 ภัทรพล ศรีผู
465 นางสพุ รรตั น บญุ โชติ บา นวงั บง ผูอำนวยการฯ 63 สุพรรตั น บุญโชติ
466 นายทศพล ยำยวน บา นวงั บง ครู 39 ทศพล ยำยวน
467 นางวชริ าภรณ จนั ทรา บา นวงั บง ครู 39 วชริ าภรณ จนั ทรา
468 นางสาวณฐั ธดิ า บุตรดี บา นวงั บง ครผู ูช ว ย 39 ณัฐธิดา บุตรดี
469 นายชาติชาย ไชยนนท บา นวังบง ครู 45 ชาตชิ าย ไชยนนท
470 นายนราธปิ จติ รแกว บานวังบง พนักงานราชการ 63 นราธปิ จติ รแกว
39
39
39
39

๔๖

ขนั้ ตอนกระบวนการขับเคลอ่ื น PLC กลุม สาระการเรยี นรูภาษาตางประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
ขนั้ ที่ 1. วิธกี ารดำเนินงาน/กระบวนการขบั เคล่อื น PLC กลมุ สาระการเรียนรูภาษาตางประเทศ

(ภาษาองั กฤษ)
1.1 รายละเอยี ดการวางแผนการขับเคลื่อน PLC ในระดับ สพป.อุดรธานี เขต 4 ปการศึกษา 2563
ตามตาราง ดังนี้

กจิ กรรม วนั เดอื น ป หมายเหตุ

1. การประชุมชีแ้ จงสมาชิกและการจดั ทีม PLC ครู วงรอบที่ 1 วงรอบที่ 2 วงรอบท่ี 3
ภาษาองั กฤษ (ทีมละประมาณ 2 – 8 คน) 26 มถิ นุ ายน 63
- ประชุมเพื่อชแี้ จงแนวทางการจดั ทำ PLC (แตละ
กลมุ เปา หมาย ผูบริหารสถานศึกษา และ ขาราชการครู ใน
19 โรงเรียน)
- แบงกลุมการจัดทมี โดยมี ศึกษานเิ ทศก ประจำกลมุ เปน ผู
ประสานงาน

2. การกำหนดเปาหมายการพฒั นาและเปา หมายนักเรียน 26 มถิ ุนายน
ผบู ริหารจำนวนในโรงเรยี นขนาดเลก็ จำนวน 19 คน จำนวน 2563
1 ครงั้
- ครูผูสอน 110 คน จำนวน 1 คร้งั
- ประชุมทำความเขา ใจกับ MT ทกุ โรงเรียน จำนวน 19 คน

3. การออกแบบแนวคดิ การออกแบบการสอนเพอ่ื พฒั นา 17 กรกฎาคม 63 1-9 1-9
นกั เรียน
4. การเปดช้นั เรยี น/ การสังเกตชั้นเรยี น กันยายน 63 ตลุ าคม 63

5. การสะทอ นคิดหลงั เปดชน้ั เรยี น 10-25 10-25 10-25

6. สรปุ ถอดบทเรียนเพื่อคน หานวัตกรรมการ สิงหาคม 63 กันยายน 63 ตุลาคม 63
แกปญหา
10-25 10-25 10-25

สิงหาคม 63 กนั ยายน 63 ตลุ าคม 63

- - กมุ ภาพันธ 64


Click to View FlipBook Version