1
ก
อรุณ ศรปี ระโชติ (2562) : การพฒั นาทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ โดยใชแ้ บบฝึกเสรมิ ทกั ษะสำหรับ
นักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5 โรงเรียนชมุ ชนบ้านหม้อ
บทคดั ย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ เรื่อง Where Animals เปรียบเทียบ
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นรู้ เรอื่ ง Where Animals Live, My Country และ Get in Touch กอ่ นเรยี นและหลัง
เรียนดว้ ยแบบ Live, My Country และ Get in Touch ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ และ
เพอ่ื ฝึกเสรมิ ทกั ษะ กลมุ่ เป้าหมายคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 18 คน ใช้วธิ ีการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง
แบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบ ไปด้วยแผนการจัดการเรียนรู้
จำนวน 10 แผน และแบบทดสอบวดั ทกั ษะการอ่านใจความสำคัญก่อนเรยี นและหลงั เรยี น เครือ่ งมอื ในการเก็บ
รวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินการฟังภาอังกฤษ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ ค่าเฉล่ีย
(X̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าทดสอบที่ (t- test) แบบ Dependent กรณีกลุ่มตัวอย่างไม่เป็น
อิสระแก่กัน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการบรรยายเน้อื หา
ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏผลดังนี้ ผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนโดยใช้
แบบฝึกเสริมทักษะ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ
โดยรวม พบว่า มีคา่ เฉล่ียเทา่ กบั 9.65/18.20 จำแนกเปน็ รายชุดฝกึ ท่ี 1 – 10 ดังนี้
ชุดที่ 1 มคี ่าเฉลีย่ เท่ากบั 1.85/4.55
ชดุ ท่ี 2 มคี ่าเฉล่ียเทา่ กบั 1.85/4.65
ชุดที่ 3 มคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั 1.78/4.55
ชดุ ที่ 4 มคี ่าเฉลยี่ เทา่ กบั 1.78/4.80
ชุดท่ี 5 มคี า่ เฉลย่ี เทา่ กับ 2.05/4.90
ชดุ ท่ี 6 มีคา่ เฉล่ยี เท่ากับ 1.98/4.68
ชุดที่ 7 มคี า่ เฉลีย่ เท่ากบั 2.85/4.90
ชดุ ที่ 8 มีคา่ เฉล่ยี เท่ากบั 2.80/4.75
ชุดที่ 9 มีคา่ เฉลีย่ เท่ากับ 2.93/4.85
ชุดท่ี 10 มคี ่าเฉลี่ยเท่ากบั 2.88/5.00
ข
สารบัญ
บทคัดยอ่ ..................................................................................................................................................ก
สารบญั ....................................................................................................................................................ข
บทที่ 1 .....................................................................................................................................................1
1.1 ความเปน็ มาและความสำคัญของการวจิ ยั ....................................................................................1
1.2 วัตถปุ ระสงคก์ ารวิจัย....................................................................................................................3
1.2 สมมตุ ฐิ านการวิจัย .......................................................................................................................3
1.3 ขอบเขตของการวิจัย....................................................................................................................3
1.4 นิยามศัพท์เฉพาะ .........................................................................................................................4
1.5 ประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะไดร้ ับ ...........................................................................................................4
บทท่ี 2 .....................................................................................................................................................5
2.1 ความหมายของการอ่านจับใจความ .............................................................................................5
2.2 ทฤษฎกี ารอา่ นจบั ใจความ............................................................................................................7
2.3 ความสำคญั ของการอ่านจับใจความสำคัญ.................................................................................10
2.4 จุดมุ่งหมายของการอ่านจบั ใจความ ...........................................................................................10
2.5 กลวิธขี องการอา่ นจับใจความ ....................................................................................................11
2.6 หลกั การอ่านจบั ใจความ.............................................................................................................12
2.7 การสอนทกั ษะการอา่ นจับใจความ .............................................................................................14
2.8 การใช้5W1H ในการอ่านจบั ใจความ..........................................................................................15
2.9 แบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะการอ่านจบั ใจความ ......................................................................................17
2.10 งานวจิ ัยทีเ่ ก่ียวข้อง ..................................................................................................................21
2.11 กรอบการวิจยั ..........................................................................................................................28
บทท่ี 3 ...................................................................................................................................................29
3.1 ขอบเขตการวิจัย ........................................................................................................................29
3.2 เครื่องมือทใี่ ช้ในการวิจัย.............................................................................................................29
3.3 การสรา้ งและพัฒนาเครอื่ งมอื ในการวิจัย....................................................................................30
3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล ...............................................................................................................33
3.5 การวเิ คราะหข์ ้อมลู .....................................................................................................................34
3.6 สถติ ทิ ่ีใชใ้ นการวิจัย....................................................................................................................35
ค
บทท่ี 4 ...................................................................................................................................................37
4.1 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล................................................................................................................37
ตอนท่ี 1 การวเิ คราะห์ข้อมลู เพอ่ื เปรยี บเทียบคะแนนความสามารถในการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ของ
นักเรยี นกลุม่ ตัวอยา่ งก่อนและหลังใชช้ ดุ การสอนการอ่านจับใจความชดุ ที่ 1 -10.............................. 37
ตอนท่ี 2 การวิเคราะหผ์ ลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นร้เู รือ่ ง Where Animals Live, My Country และ Get
in Touch กอ่ นและหลัง เรียนด้วยแบบฝึกเสรมิ ทักษะ .................................................................... 41
บทท่ี 5 ...................................................................................................................................................42
5.1 สรุปผลการวิจัย..........................................................................................................................42
5.2 การอภปิ รายผล..........................................................................................................................43
5.3 ปัญหาและอปุ สรรคท่ีพบในการวจิ ยั ...........................................................................................50
5.4 ข้อเสนอแนะ ..............................................................................................................................50
บรรณานกุ รม..........................................................................................................................................52
ภาคผนวก ก...........................................................................................................................................55
ชุดแบบฝึกเสริมทกั ษะ............................................................................................................................. 56
แผนการจดั การเรยี นรูส้ ำหรับการวิจยั ..................................................................................................... 66
1
บทท่ี 1
บทนำ
1.1 ความเปน็ มาและความสำคญั ของการวจิ ยั
ในโลกปัจจุบัน การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการใช้
ชีวิตประจำวัน การประกอบอาชีพ ความบันเทิง การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ วัฒนธรรมที่หลากหลาย และ
วิสัยทัศน์ของชุมชนโลก นำมาซึ่งมิตรไมตรีและความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ช่วยพัฒนานักเรียน ให้มีความ
เข้าใจในตนเองและผอู้ ื่นดีขึ้น เข้าใจความแตกตา่ งของภาษาและวฒั นธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ความคิด
สังคม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง มีเจคติที่ดีต่อการใช้ภาษาต่างประเทศ และใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อ
การสื่อสารได้ รวมทั้งเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ ได้ง่าย กว้างขวางขึ้น และมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต (สำนัก
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน, 2552)
ภาษาต่างประเทศที่เป็นสาระการเรียนรู้พื้นฐานซึ่งกำหนดให้เรียนตลอดหลักสูตรการศึกษาขั้น
พื้นฐาน คือ ภาษาอังกฤษ การจัดการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษ ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความ
คาดหวังว่า เมื่อผู้เรียนเรียนภาษาอังกฤษ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช้ันประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ผู้เรียนจะมีเจต
คติที่ ดีต่อภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) สามารถใช้ ภาษาอังกฤษสื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ แสวงหา
ความรู้ ประกอบอาชีพและสามารถถ่ายทอดความคิดและ วัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลกได้อย่างสร้างสรรค์
ประกอบด้วยสาระสำคัญ ดังนี้ 1) ภาษาเพื่อการสื่อสาร 2) ภาษาและวัฒนธรรม 3) ภาษากับความสัมพนั ธ์กับ
กลุ่ม สาระการเรียนรู้อื่น 4) ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชน โลก (กระทรวงศึกษาธิการ,2551)ภาษาอังกฤษ
เป็นภาษาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นภาษาสากลที่ใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารระหว่างชนชาติ
ต่าง ๆ แนวโน้มการสอนภาษอังกฤษมิใช่ปรากฏให้เห็นในพริบตา แต่มันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลง
ทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วิทยาการ และเทคโนโลยีใหม่ๆของสังคมไทยในปัจจุบัน จุดที่เกิดการ
เปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ ภาษาอังกฤษได้เข้ามามีบทบาทต่อการดำรงชีวิตของคนไทยโดยกา รนำเอา
ภาษาอังกฤษไปเป็นเครื่องมอื ในการประกอบอาชีพ ( บญั ชา อึง๋ สกลุ , 2545, น. 52)
ทักษะการอ่าน ฟรานซสิ เบคอน (Francis Bacon, 2008, p.150) ได้กลา่ วไวว้ ่า การอ่านทำ
ให้คนเป็นคนที่สมบูรณ์ ประโยคดังกลา่ วได้ส่ือให้เหน็ ถึงความสำคัญของอ่านต่อการพัฒนาสติปัญญา ความนึก
คิด และความรู้ ความสามารถ เพราะการอา่ นทำให้คนสามารถเข้าถงึ แหล่งความรู้และข้อมลู ใหมๆ่ ทจ่ี ะช่วยให้
คนมีมุมมองต่อโลกที่กว้างขึ้น อีกทั้งยังพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เป็นความจำเป็นในการดำรงชีวิต
ขณะเดยี วกนั เพญ็ ศรี รังสยิ ากุล (2531, น.1-2) กล่าวไวว้ า่ การอ่านเป็นกระบวนการทส่ี ลบั ซบั ซ้อนและต้องใช้
สมาธิอย่างมาก เพราะการอ่านไม่ใช่แค่มองเหน็ และรับความคิดของผู้เขียนผ่านรหัสสัญลักษณ์ตัวอักษรเท่าน้ัน
แต่ผู้อ่านจะต้องมีความสามารถในการตคี วามหมายของสิ่งทีอ่ ่านให้ได้ ด้วยเหตุนี้การอ่านจับใจความสำคัญจงึ
เป็นทักษะที่สำคัญในการทำให้ผู้อ่านประสบความสำเร็จในการอ่าน ทักษะการอ่านจับใจความเป็นทักษะท่ี
สามารถสอนกันได้และกลยุทธ์การสอนการอ่านจับใจความก็ได้เกิดขึ้นมากมายตั้งแต่คริสต์ 1980 เป็นต้นมา
2
นอกจากนี้ อลิงตัน (Allington, 2001, p.98) ได้กล่าวไว้ว่า การสอนการอ่านจับใจความที่มีผู้สอนเป็นคน
จัดการเรียนการสอนโดยตรงนั้นเป็นการเรียนที่นักเรียนได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะการที่จัดกลยุทธ์
การสอนเพื่อใช้ในการสอนการอ่านจับใจความนั้น ช่วยทำให้เกิดกระบวนการของการอ่านจับใจความได้อย่าง
เปน็ รปู ธรรม
สภาพปัจจุบันการศึกษา และการใช้ทักษะภาษาอังกฤษ พบว่า ทักษะด้านการอ่านจับใจความของ
ผู้เรียนนั้นยาก เพราะผู้เรียนใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง ครูจึงต้องทำการพัฒนาทักษะให้กับนักเรียน
เพราะจะเปน็ ประโยชนต์ ่อการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ท้งั นถ้ี ้าผู้เรยี นได้อา่ นมาก ก็จะสามารถส่ือสารด้วย
ความเข้าใจและทำให้มีพื้นฐานด้านภาษาในระดับที่สูงขึ้น ดังนั้น ผู้ที่เรียนภาษาอังกฤษสำหรับใช้การสื่อสาร
นอกจากมีความตั้งใจและเข้าใจสิง่ ทีอ่ ่านด้วย และการพัฒนาการอ่านจับใจความยังเป็นสิ่งจำเป็นในการเรียนรู้
ภาษา (กฤติกา จันทรเกษม 2555) หลงั จากสอนนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5 โรงเรยี นชมุ ชนบ้านหมอ้ พบว่า
นักเรียนมีทักษะการฟัง พูด และเขียนภาษาอังกฤษที่ดี แต่ขาดทักษะการอ่านจับใจความสำคัญภาษาอังกฤษ
ซึ่งนักเรียนส่วนใหญส่ ามารถอ่านภาษาอังกฤษในระดับคำศพั ท์ และระดับประโยคได้ อีกทั้งยังเข้าใจประโยคท่ี
อา่ น แตเ่ ม่อื ครนู ำบทความสนั้ ๆ หรือนิทานสน้ั ๆ มาใหน้ กั เรียนอ่าน ผลปรากฏวา่ นกั เรียนไม่สามารถจับใจความ
จากเนอื้ เรื่องที่ครใู ห้อ่านได้
การอา่ นจับใจความในรายวชิ าภาษาอังกฤษถือเป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งทน่ี ักเรียนทุกคนจะต้องเรียน
เพราะการอ่านจับใจความเป็นการฝึกให้นักเรียนรู้จักการสรุปเรื่องราว สรุปใจความสำคัญ ทั้งยังทำให้ผู้เรียน
สามารถคน้ หาคำตอบที่ต้องการจะหาได้ ว่าในเร่ืองท่ีกำลงั อ่านอยนู่ น้ั มสี ิ่งใดทส่ี ำคัญในเร่ืองอยู่บ้าง ทั้งยังทำให้
นักเรียนได้รู้โลกกว้าง รู้วิชาการในด้านต่างๆ อีกมากมาย ถ้านักเรียนนั้นฝึกบ่อยๆ จนเป็นนิสัย นักเรียนจะ
สามารถรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ไม่คุ้นเคย ถ้าหากนักเรียนฝึกอ่านจับใจความบ่อยๆ นักเรียนจะสามารถ
เชื่อมโยงความรู้จากเรื่องที่ไดอ้ ่านมาใช้ในการสื่อสารภาษาอังกฤษใน 3 ทักษะที่เหลือได้เช่น หากนักเรียนอ่าน
ได้กจ็ ะสามารถเชอื่ มโยงกับการเขยี น การฟงั และการพดู ภาษาองั กฤษได้ดว้ ย
นอกจากนีก้ ารอา่ นจับใจความจะทำใหน้ กั เรยี นเกิดความสนุกเพลดิ เพลินทจ่ี ะอา่ น ถา้ หากนกั เรยี นอ่าน
เปน็ นกั เรยี นก็จะมีความสขุ ไดข้ อ้ คดิ ต่างๆจากเรอ่ื งท่ีอ่านมากมาย ไม่วา่ เร่อื งท่ีอ่านนัน้ จะเป็นเรอ่ื งที่มีความยาว
หรอื สัน้ เพียงแค่ 4-5 บรรทัดกต็ ามถ้านกั เรียนฝกึ บอ่ ยๆ การอา่ นจบั ใจความภาษาอังกฤษน้นั จะต้องมแี รงจูงใจท่ี
จะอา่ น หากนักเรยี นมีแรงจงู ใจแล้วนักเรยี นจะเกดิ การพฒั นาในด้านการอ่านจบั ใจความเพม่ิ มากขน้ึ
แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ช่วยให้นักเรียนมีทักษะการอ่านที่ดีขึ้น
ตลอดจนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นและยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้และทักษะ
ภาษาไทยได้เป็นอย่างดี เพราะผู้เรียนได้รับการฝึกและทบทวนด้วยตนเองตลอดเวลา และเป็นที่นิยม จาก
การศึกษางานวิจัยของ อัฉราวรรณ ศิริรัตน์ (2549, หน้า 78) ได้พัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียน
ภาษาอังกฤษ เพื่อสื่อสารโดยใช้ข้อมูลท้องถิ่นเมืองกาญจนบุรี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผล
การศึกษาพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นโดยเฉพาะทักษะการอ่าน ผู้เรียนมีความสนใจในการ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้ และจากการศึกษางานวจิ ัยของ กิติยา บัวแย้ม (2553, หน้า 67) ได้พัฒนาชุดฝึกทกั ษะ
การอา่ นภาษาอังกฤษเพอื่ ความเขา้ ใจ ผลปรากฏวา่ ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวชิ าภาษาองั กฤษสูงข้ึน
3
จากปัญหาดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น ผู้ทำการวิจัยในฐานะนักศึกษาคณะครุศาสตร์ สาขาวิชา
ภาษาอังกฤษ ได้ตระหนักในปัญหาเรื่องการอ่านเพ่ือจับใจความของผู้เรียน ซึ่งทักษะการอ่านเพื่อจับใจความ
ภาษาอังกฤษมีความสำคัญและมีความจำเป็นท่ีจะต้องปรับปรุงแก้ไขและพัฒนา เพราะเป็นทักษะพื้นฐานที่จะ
ทำให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้อย่างดี ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำวิธีสอนการอ่านเพื่อจับ
ใจความภาษาอังกฤษโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ไปจัดการเรียนการสอน เพื่อปรับปรุงแก้ไขและพัฒนา
ความสามารถในการอา่ นเพอ่ื จบั ใจความภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนช้ันปะถมศกึ ษาปที ่ี 5
1.2 วัตถุประสงค์การวจิ ัย
1. เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ เรื่อง Where Animals Live, My Country และ Get in
Touch กอ่ นเรียนและหลงั เรยี นดว้ ยแบบฝกึ เสริมทกั ษะ
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนรู้ เรื่อง Where Animals Live, My Country และ
Get in Touch ก่อนเรยี นและหลงั เรยี นดว้ ยแบบฝึกเสริมทักษะ
1.2 สมมตุ ิฐานการวิจยั
1. ผลการเรียนรู้ เรื่อง Where Animals Live, My Country และ Get in Touch ที่เรียนด้วย
แบบฝกึ เสริมทกั ษะ หลังเรียนสูงกว่ากอ่ นเรียน
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง Where Animals Live, My Country และ Get in Touch
ทเ่ี รียนด้วยแบบฝกึ เสริมทกั ษะ หลังเรยี นสูงกวา่ ก่อนเรียน
3. แบบฝึกทักษะมีประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์รอ้ ยละ 80/80
1.3 ขอบเขตของการวิจยั
การวิจยั ครั้งนีผ้ ้วู ิจยั ไดก้ ำหนดขอบเขตของการศกึ ษา ดงั นี้
1.3.1 ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน
ชุมชนบ้านหมอ้ สำนกั งานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 ภาคเรยี นท่ี 2 ปี
การศึกษา 2562 จำนวน 18 คน โดยใชว้ ิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling)
1.3.2 ระยะเวลา
ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 เป็นเวลา 7 เดือน ตั้งแต่
วนั ที่ 1 กรกฎาคม 2562 ถงึ 1 กุมภาพนั ธ์ 2563
4
1.3.3 เน้ือหา
เน้ือหาท่ีใช้ในการวจิ ยั ไดแ้ ก่
เรอ่ื ง : Where animal lives จำนวน 4 แผน 4 ช่วั โมง
เรอ่ื ง : My Beloved Country จำนวน 4 แผน 4 ช่วั โมง
เรอ่ื ง : Get in Touch จำนวน 3 แผน 2 ช่ัวโมง1.4
1.4 นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
ทักษะการอ่านจับใจความ หมายถึง ความสามารถในการอ่านเนื้อเรื่อง หรือบทความของ
ภาษาองั กฤษ แลว้ สามารถบอกได้วา่ ใคร ทำอะไร ทไี่ หน เมอื่ ไหร่ ทำไม และอย่างไร
แบบฝกึ เสริมทักษะ หมายถงึ แบบฝกึ การอ่านทมี่ ีบทความหรือเนื้อเรื่องส้นั ๆมาให้ และมี คำถามให้ฝึก
ตอบ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเนื้อเรื่องที่อ่าน และแบบฝึกเสริมทักษะนี้เป็นแบบฝึก เสริมทักษะที่ออกแบบโดย
ครูผูส้ อนมีจำนวน 10 ชดุ
เทคนิค 5W1H หมายถึง การใช้คำถามที่ขึ้นต้นด้วย What (อะไร) Where (ที่ไหน) When (เมื่อไร)
Why (ทำไม) Who (ใคร) และ How (อย่างไร) ในการถามความเข้าใจจากบทความที่อ่าน1.4.3 ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน หมายถึง ผลลัพธ์ของคะแนนความสามารถในการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษของ
นกั เรียนจากการใชแ้ บบทคสอบกอ่ นเรยี น - หลังเรียน (Pretest-Posttest) และแบบทดสอบท้ายบทเรียน
ประสิทธิภาพของสื่อ หมายถึง ผลของการใช้แบบฝึกทักษะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยกลุ่มทดลอง
ประสิทธิภาพเครื่องมือตามเกณฑ์ E1/E2 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80/80 โดยที่ E1 หมายถึง คะแนนการทดสอบ
หลังเรยี น และ E2 หมายถงึ คะแนนเฉล่ียของการทดสอบทา้ ยบทเรียนท้งั 3 ครงั้
1.5 ประโยชนท์ ีค่ าดวา่ จะได้รบั
นักเรยี นมที กั ษะการอ่านจับใจความดีขนึ้ หลงั เรยี นโดยใช้แบบฝกึ เสริมทกั ษะ
ผูส้ อนได้มคี วามร้แู ละเทคนิคเกีย่ วกบั การออกแบบแบบฝกึ เสรมิ ทักษะการอ่านจับใจความ
ครผู ้สู อนไดร้ บั แนวทางในการพฒั นาการสอนเพื่อเพิม่ พูนความสามารถในการฟัง ภาษาอังกฤษสำหรับ
นักเรียน
การสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความเป็นสือ่ การสอนได้รับการเผยแพร่ และนำไปใช้
ในการสอนกบั นักเรียนมากข้ึน
5
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ท่ีเก่ยี วข้อง
ในการดำเนินการวิจัย เรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ โดยใช้แบบ
ฝึกทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ (Phonics) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน
ชุมชนบา้ นหม้อของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 5 โรงเรียนชมุ ชนบา้ นหมอ้ ผู้วจิ ยั ไดศ้ กึ ษาเอกสารและงานวิจัย
ที่เกี่ยวข้องตา่ งๆเพ่ือเปน็ แนวทางในการดำเนินงานตามหัวข้อ ดงั ต่อไปน้ี
1.ความหมายของการอา่ นจับใจความ
2.ทฤษฎกี ารอ่านจบั ใจความ
3.ความสำคัญของการอา่ นจบั ใจความสำคัญ
4.จุดมุง่ หมายของการอ่านจับใจความ
5.กลวิธีของการอา่ นจบั ใจความ
6.การสอนทกั ษะการอา่ นจับใจความ
7.แบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะการอา่ นจับใจความ
8.งานวจิ ยั ทเ่ี ก่ยี วข้อง
8.1. งานวิจยั ในประเทศ
8.2. งานวิจยั ต่างประเทศ
9.กรอบแนวคดิ การวิจยั
2.1 ความหมายของการอ่านจบั ใจความ
การอ่าน การอ่าน เป็นกระบวนการรู้การถอดรหัสสัญลักษณ์ที่ซับซ้อนเพื่อสร้างหรือเอาความหมาย
การอ่านเป็นวิธีการได้มาซึ่งภาษา การสื่อสารและแบ่งปันสารสนเทศและความคิด เช่นเดียวกับทุกภาษา การ
อ่านเป็นอันตรกิริยาซับซ้อนระหว่างข้อความและผู้อ่านซึ่งเกิดขึ้นโดยความรู้ ประสบการณ์ เจตคติและชุมชน
ภาษาเดิมของผู้อ่านซ่ึงวัฒนธรรมและสังคมกำหนด กระบวนการการอ่านต้องอาศัยการฝึกฝน การพัฒนาและ
การขดั เกลาอยา่ งต่อเน่ือง นอกเหนอื จากนี้ การอ่านยังต้องการความคิดสร้างสรรคแ์ ละการวิเคราะหว์ จิ ารณ์ (วิ
กพิ เี ดยี สารานกุ รมเสร)ี
เบอร์นาร์ด ไอ ชมิดท์ ( Bernard I. Schmidt) ได้ให้นิยามความหมายของการอ่าน ไว้ว่า เป็น
กระบวนการที่ซับซ้อนยุ่งยากมีความหมายที่แน่นอน อาจเรียกได้วา่ เป็นทุกสิ่งทุกอยา่ งจากคำท่ีจำได้ไปสู่ความ
นึกคิดตา่ ง ๆ การอ่านของแต่ละบุคคลยอ่ มแตกต่างไปตามสภาพของรา่ งกายสติปญั ญาและอารมณ์ ในการอ่าน
ข้อความเหมอื นกนั บุคคลสองคนจะมคี วามคดิ ตา่ งกนั
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546 : 1364) กล่าวว่า อ่าน เป็นคำกริยา หมายถึง
ว่าตามตัวอกั ษร ถ้าอ่านออกเสียงดว้ ยเรียกว่า อ่านออกเสยี ง ถา้ ไม่ออกเสยี งเรียกวา่ อา่ นในสรุป จากความหมาย
ของการอ่านทม่ี ผี ู้ให้นยิ ามไว้หลากหลาย พอสรุปได้ว่าการอ่านเปน็ กระบวนการทางความคิดในการรับสาร เป็น
พฤติกรรมทางการใชภ้ าษาทมี่ ีลักษณะเฉพาะตัว เป็นการแปลความหมายของตวั อกั ษร สญั ลักษณ์ และภาพ ให้
ออกมาเป็นถ้อยคำ และทำความเข้าใจสิ่งที่อ่านแล้วนำไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาตนเอง ทั้งด้านสติปัญญา
6
สังคมและอารมณ์ใจความสำคัญ ใจความสำคัญและเด่นที่สุดในย่อหน้า เป็นแก่นของย่อหน้าที่สามารถ
ครอบคลมุ เน้ือความในประโยคอนื่ ๆ ในยอ่ หน้านน้ั ได้ สามารถเป็นใจความหรือประโยคเดย่ี ว ๆ ได้โดยไม่ต้องมี
ประโยคอื่นประกอบ ในแต่ละย่อหน้าจะมีประโยคใจความสำคัญเพียงประโยคเดียว อย่างมากไม่เกิน ๒
ประโยค
ใจความสำคญั ส่วนมากจะมีลักษณะเป็นประโยค ซึ่งอาจปรากฏอยูใ่ นส่วนใดส่วนหนึ่งของย่อหน้าก็ได้
จุดที่พบใจความสำคัญของเรื่องในแต่ละย่อหนา้ มากทสี่ ุดคือ ประโยคท่อี ยู่ตอนตน้ ย่อหนา้ เพราะผู้เขียนมักบอก
ประเด็นสำคัญไว้ก่อน แล้วจึงขยายรายละเอียดให้ชัดเจน รองลงมาคือประโยคตอนท้ายย่อหน้า โดยผู้เขียนจะ
บอกรายละเอียดหรือประเด็นย่อยก่อน แล้วจึงสรุปด้วยประโยคที่เป็นประเด็นไว้ภายหลัง สำหรับจุดที่พบ
ใจความสำคัญยากข้นึ กค็ ือ ประโยคตอนกลางย่อหนา้ ซึง่ ผู้อา่ นจะต้องใชค้ วาม สงั เกตและพิจารณาใหด้ ี สว่ นจุด
ที่หาใจความสำคัญยากทีส่ ดุ คอื ย่อหนา้ ที่ไม่มปี ระโยคใจความสำคัญปรากฏ ชัดเจน อาจมีประโยค หรืออาจอยู่
รวมๆกันในยอ่ หนา้ กไ็ ด้ ซ่งึ ผอู้ า่ นจะต้องสรปุ ออกมาเอง
สรุป ใจความสำคัญของเรื่อง คือ ข้อความที่มีสาระคลุมข้อความอื่นๆ ในย่อหน้านั้นหรือเรื่องน้ัน
ทั้งหมดข้อความอื่นๆ เป็นเพียงส่วนขยายใจความสำคญั เท่านัน้ ข้อความหนึ่งหรือตอนหน่ึงจะมีใจความสำคัญ
ที่สุดเพียงหนึ่งเดียว นอกนั้นเป็นใจความรอง คำว่าใจความสำคัญนี้ ผู้รู้ได้เรียกไว้เป็นหลายอย่าง เช่น ข้อคิด
สำคัญของเรื่อง แก่นของเรื่อง หรือ ความคิดหลัก ของเรื่องแต่จะเป็นอย่างไรก็ตาม ใจความสำคัญก็คือ สิ่งที่
เปน็ สาระทสี่ ำคัญท่ีสดุ ของเร่อื งนัน่ เองการอ่านจบั ใจความสำคญั
การอา่ นจบั ใจความ คือ การอ่านทีม่ งุ่ ค้นหาสาระของเรือ่ งหรือของหนังสอื แต่ละเล่มท่ีเป็นส่วนใจความ
สำคัญ และส่วนขยายใจความสำคัญของเร่อื ง
ใจความสำคัญของเรื่อง คือ ข้อความที่มีสาระคลุมข้อความอื่นๆ ในย่อหน้านั้นหรือเรื่องนั้นทั้งหมด
ข้อความอื่นๆ เป็นเพียงส่วนขยายใจความสำคัญเท่านั้น ข้อความหนึ่งหรือตอนหนึ่งจะมีใจความสำคัญที่สุด
เพียงหนึ่งเดียว นอกนั้นเป็นใจความรอง คำว่าใจความสำคัญนี้ ผู้รู้ได้เรียกไว้เป็นหลายอย่าง เช่น ข้อคิดสำคัญ
ของเรือ่ ง แกน่ ของเรื่อง หรือ ความคดิ หลัก ของเรื่องแต่จะเปน็ อย่างไรก็ตาม ใจความสำคัญก็คือส่ิงที่เป็นสาระ
ทส่ี ำคัญทีส่ ุดของเร่ืองน่ันเอง
ใจความสำคัญส่วนมากจะมีลกั ษณะเป็นประโยค ซึ่งอาจปรากฏอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของยอ่ หน้าก็
ได้จุดที่พบใจความสำคัญของเรื่องในแต่ละย่อหน้ามากที่สุดคือ ประโยคที่อยู่ตอนต้นย่อหน้า เพราะผู้เขียนมัก
บอกประเด็นสำคญั ไวก้ ่อน แลว้ จงึ ขยายรายละเอยี ดให้ชดั เจน รองลงมาคือประโยคตอนทา้ ยย่อหน้าโดยผู้เขียน
จะบอกรายละเอียดหรือประเด็นย่อยก่อน แล้วจึงสรุปด้วยประโยคที่เป็นประเด็นไว้ภายหลังสำหรับจุดที่พบ
ใจความสำคัญยากขน้ึ ก็คือ ประโยคตอนกลางยอ่ หนา้ ซึง่ ผอู้ า่ นจะตอ้ งใชค้ วาม
สังเกตุและพิจารณาใหด้ ี ส่วนจดุ ที่หาใจความสำคัญยากที่สุดคอื ย่อหน้าทีไ่ ม่มีประโยคใจความสำคญั
ปรากฏชัดเจน อาจมีประโยค หรืออาจอยู่รวมๆกันในย่อหน้าก็ได้ ซึ่งผู้อ่านจะต้องสรุปออกมาเองการอ่านจับ
ใจความจะมีหลายรูปแบบ ได้แก่ การอ่านเพื่อเก็บสาระสำคัญของเรื่องที่อ่าน ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่
และอย่างไร เก็บจุดมุ่งหมายสำคัญของเรื่อง เก็บเนื้อเรื่องที่สำคัญ เก็บความรู้หรือข้อมูลที่น่าสนใจ เก็บ
แนวความคิดหรือทศั นะของผ้เู ขยี น
7
สรุป การอา่ นจบั ใจความสำคญั คือ การอา่ นทม่ี ่งุ ค้นหาสาระของเรื่องหรือของหนงั สือแต่ละเล่มท่ีเป็น
ส่วนใจความสำคญั และส่วนขยายใจความสำคญั ของเรือ่ ง
2.2 ทฤษฎีการอา่ นจบั ใจความ
2.2.1 ทฤษฎโี ครงสรา้ งประสบการณ์เดิม (schema theory)
ทฤษฎีโครงสร้างประสบการณ์เดิม (schema theory) มีแนวความคิดเชื่อว่า ประสบการณ์
เดิมของผู้เรียนมีผลต่อการเรียนรู้ เพราะในการเรียนรู้ผู้เรียนจำเป็นจะต้องนำความรู้เดิมที่เก็บสะสมไว้เข้ามา
ชว่ ยในการตีความเพอ่ื ความเข้าใจความรู้ใหม่ไดด้ ขี ้นึ
รูเมลฮาร์ท (Rumelhart, 1981, p. 4) ให้ความหมายของประสบการณ์ว่า หมายถึง
โครงสร้างข้อมูลท่ีใช้แทนความ หมายของแนวคิดกวา้ ง ๆ ที่เก็บสะสมไว้ในความทรงจำ โดยข้อมูลที่เก็บสะสม
ไว้น้นั อาจเป็นแนวคิดเกีย่ วกับสิ่งของ ซึง่ เปน็ กระบวนการทต่ี ้องมีขน้ั ตอนย่อย ๆ จะประกอบด้วยแนวความคิด
ย่อย ๆ และอธิบาย แนวความคิดย่อย ๆ เหล่านัน้ เพือ่ ใหเ้ ข้าใจระบบของ การรวมแนวความคดิ ย่อย ๆ มาเป็น
แนวความคิดรวมหรือความรู้ในส่วนของการอา่ น การใชท้ ฤษฎีประสบการณเ์ ดิมเข้ามามบี ทบาทในสว่ นของการ
ตีความสิ่งที่อ่าน การทำความเข้าใจสิ่งที่อ่าน เพราะประสบการณ์เดิมจะช่วยทำให้ผู้อ่านเข้าใจโครงสร้างของ
ข้อความที่มีความซับซ้อน เข้าใจเนื้อเรื่องอย่างมีเหตุผล รูเมลฮาร์ท(Rumelhart, 1981, p. 22) ได้อธิบายว่า
การที่มนุษย์จะเกิดความเข้าใจในการอ่านได้นั้น ผู้อ่านจะต้องมีความรู้ทางภาษาและความรู้ทั่วไปมา ช่วยใน
การทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง เพราะขอ้ เขียนต่าง ๆ เปน็ เพียงข้อมลู ทางภาษาเท่าน้ัน ผู้อา่ นจะต้องพยายามสร้าง
ความหมายขึ้นมาเองโดยนำประสบการณ์เดิมที่มีอยู่เข้ามาสัมพันธ์กับข้อเขียน โครงสร้างประสบการณ์เดิมจะ
ไม่มีการจบสิ้น แต่จะคงมีไว้เพื่อสะสมข้อมูลใหม่ ตามแนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีโครงสร้างเปน็ แนวคิดของการ
เพม่ิ พนู โครงสร้างลงไปในกระบวนการทเ่ี รียกวา่ การเตมิ ช่องวา่ ง ในโครงสร้างประสบการณเ์ ดิมจะมีช่องว่างอยู่
และช่องว่างนี้จะถูกเติมเต็มด้วยประสบการณ์ส่วนตัว และสิ่งที่ได้มาจากการอ่านเมื่อช่องว่างมีความสมบูรณ์
ความเข้าใจก็จะเกิดขึ้น นอกจากการเพิ่มพูนโครงสร้างจะก่อให้เกิดความเข้าใจในการอ่านแล้ว บางครั้งต้องมี
การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเดิมที่มีอยู่ให้สามารถเข้ากับข้อมูลใหม่ด้วย เพื่อที่จะได้เกิดประโยชน์ในการตีความ
และทำให้เกิดโครงสร้างความรู้ใหม่ ๆ ข้ึนจากทฤษฎโี ครงสรา้ งประสบการณ์เดิมน้ี จะทำให้ครูผู้สอนมีแนวทาง
ในการสอนอ่านได้เข้าใจยิง่ ข้ึน คือ เมอ่ื ครผู สู้ อนเตรียมให้นกั เรียนอ่านข้อความ หรอื เน้อื เร่อื ง ครจู ะต้องเข้ามามี
บทบาทในการกระตุ้นความรเู้ ดิมของผู้เรียนให้เกิดข้ึน และเหมาะสมกับสิ่งที่อา่ น ในบางครั้งเร่ืองท่ีอ่านอาจจะ
เป็นสิ่งท่ีนักเรยี นไม่คุน้ เคย ครูควรจะสรา้ งภมู ิหลังทีจ่ ำเปน็ ให้นักเรยี นกอ่ นท่ีจะสั่งให้นักเรยี นอ่านหรอื ควรให้มี
การอภปิ รายรว่ มกัน เป็นการกระตนุ้ ประสบการณ์เดมิ หรอื แนวคิดเพื่อให้นักเรยี นมขี ้อมลู เล็กน้อยก่อนท่ีจะได้
อา่ นขอ้ มลู ใหม่ ซ่ึงจะเป็นการช่วยเหลอื ใหน้ ักเรียนสรา้ งโครงสร้างความรู้ใหม่ข้นึ มาได้ (Blum, 1996, p. 207)
ในส่วนของทฤษฎีทางจิตวิทยาการศึกษา ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความอยู่ด้วยกันหลายทฤษฎี
โดยจะเป็นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญา ความพร้อมและการเสริมแรงต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ครูผู้สอนควรนำ
ทฤษฎีเหล่านมี้ าใช้กบั นักเรียนเพราะถือเป็นสว่ นหน่ึงท่ีทำให้การอ่านจับใจความสำคญั ประสบผลสำเร็จได้ ดังมี
รายละเอียดดงั นี้
8
ทฤษฎีการเชื่อมโยงธอรน์ ไดค์ (Thorndike) เป็นทฤษฎีที่กล่าวถึงการเชือ่ มโยงระหว่างส่ิงเรา้
กับการตอบสนองของผู้เรียนในแต่ละขั้นอย่างต่อเนื่องดังที่ ธอร์นไดค์ (Thorndike, 1975, p. 15) ได้สรุปกฎ
การเรียนรู้ท้ัง 3 กฎ ไว้ดงั น้ี
1. กฏแห่งความพร้อม (law of readiness) แนวคิดเกี่ยวกับความพร้อม เป็นการ
เน้นความสำคัญของความตั้งใจหรือแรงจูงใจในการเรียนรู้ โดยสภาพความพร้อมจะรวมถึงสภาพทางด้าน
ร่างกายและจิตใจ ซึ่งความพร้อมในการเรียนรู้ทั้งหมดจะเกิดจากความพึงพอใจ ครูผู้สอนจงึ ต้องสร้างแรงจูงใจ
กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียนออกมา
2. กฎแห่งการฝึกฝน (law of exercise) กล่าวถึงการสร้างความมั่นคงของการ
เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองที่ถูกต้อง โดยเน้นในเรื่องของการฝึกปฎิบัติอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นใน
การเรียนร้จู งึ ควรเนน้ ใหน้ กั เรียนฝึกปฎิบตั อิ ย่างตอ่ เนอ่ื ง จะทำใหก้ ารเรียนรูค้ งทนถาวร
3. กฎแห่งผล (law of effect) กฎนี้กล่าวถึงผลที่ได้รับเมื่อมีการแสดงพฤติกรรม
ออกมาประสบการณ์ในการรบั รจู้ ะเกย่ี วข้องกบั ความรู้สึกพอใจหรือไม่พึงพอใจ หากเกิดความรูส้ ึกพอใจ ผเู้ รียน
ก็จะเรียนรู้ตอ่ ไป หากเกิดความรสู้ ึกไม่พึงพอใจผูเ้ รยี นก็ไม่อยากเรยี นรู้ ซึ่งในการเรยี นการสอนครูจึงต้องนำการ
เสรมิ แรงเข้ามาช่วยในการเรียนรู้ของนกั เรียน
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบอาการกระทำของสกินเนอร์ (Skinner) เป็นทฤษฎีที่เน้นการ
กระทำของผู้เรียนรู้มากกวา่ สิ่งเรา้ ที่ถูกกำหนดข้ึนซึง่ สกินเนอร์ (Skinner, 1969, p. 251) ได้สรุปไว้ว่า ทฤษฎี
การวางเง่ือนไขแบบอาการกระทำเป็นการเรยี นรู้การตอบสนอง ไม่ใช่การเรียนรู้สิ่งเร้า หากต้องการใหน้ ักเรยี น
เกดิ การเรียนรู้จากส่ิงเรา้ เราจะใหน้ กั เรยี นเลือกกระทำพฤติกรรมท่ีตนเองพงึ พอใจ โดยไม่มีการบังคบั หากมีการ
บังคับให้กระทำ ความไม่พึงพอใจก็ย่อมเกิดข้ึน ส่งผลให้นักเรยี นงดการกระทำพฤติกรรมนัน้ เมื่อนักเรยี นแสดง
พฤติกรรมที่ต้องการออกมา ควรมีการเสริมแรงพฤติกรรมนั้นทันที เพื่อให้รู้ว่าพฤติกรรมที่เขาแสดงออกมานั้น
ถูกตอ้ ง และนกั เรยี นส่วนมากก็พอใจที่จะกระทำพฤติกรรมท่ีได้รับรางวัล หรือการเสรมิ แรง ซึ่งในการเสริมแรง
นั้นจะแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ วิธีที่หนึ่ง การเสริมแรงทันทีทันใดหรือเรียกอีกแบบหนึ่งว่า การเสริมแรงอย่าง
ต่อเนื่อง เป็นการเสริมแรงทุกครั้งเมื่อนักเรียนแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ออกมา วิธีนี้จะทำให้เกิดการเรียนรู้
อย่างรวดเร็ว และการเสริมแรงวิธที ี่สอง คอื การเสริมแรงเป็นครั้งคราวจะเปน็ การเสรมิ แรงท่ีไม่สม่ำเสมอ เป็น
บางครั้งที่แสดงพฤติกรรมออกมาเท่านั้น วิธีนี้จะใช้หลงั จากท่ีมีการเสริมแรงแบบที่หนึ่งแลว้ เพราะจะทำให้ไม่
เกดิ ความซ้ำซาก เบื่อหน่าย และจะเปน็ สิ่งทท่ี ำใหเ้ กิดพฤติกรรมการเรียนรทู้ ี่คงทนถาวร
ทฤษฎที เ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การอา่ นจบั ใจความ มีอยูห่ ลากหลายทฤษฎคี รูผู้สอนควรที่จะศึกษาอย่าง
ชดั เจน เพือ่ ที่จะนำความรู้ในส่วนที่เหมาะสมและเกย่ี วขอ้ งกบั ผ้เู รยี นไปใชใ้ นการสอน เพราะหากครูไม่ให้ความ
สนใจทฤษฎเี หล่าน้ี ก็อาจจะไม่ทราบวธิ ีการหรือเทคนิคบางประการท่จี ะทำให้ผู้อ่านประสบความสำเร็จในการ
อ่านจบั ใจความ
9
2.2.2 ทฤษฎขี องรเู มลฮารท์
ทฤษฎีของรูเมลฮาร์ท (Rumelhart, ๑๙๘๑, pp. ๔-๑๒) ได้กล่าวถึงการอ่านว่าเป็น
กระบวนการที่ทำงานคลา้ ยกับเครื่องคอมพิวเตอร์ มีความซับซ้อน แต่ละขั้นตอนจะมีความสัมพันธ์กนั ถ้าขาด
อย่างใดอย่าง หน่งึ ก็จะทำใหก้ ารอา่ นไม่สมบรู ณ์
ผู้อ่านจะเริ่มต้นด้วยการอ่านสารโดยพิจารณารูปร่างของคำที่รู้จัก เพื่อทำความเข้าใจ
ความหมาย ต่อจากนั้นจึงทำการเปรียบเทียบความหมายของคำกับความรู้เดิมที่มีอยู่ เพื่อเป็นการพิสูจน์หา
ข้อเท็จจริง โดยผู้อ่านจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับหน้าที่ของคำ ความหมาย การสะกดคำ และชนิดของ คำ
องคป์ ระกอบเหลา่ น้จี ะช่วยให้ผูอ้ ่านสามารถแปลความของสารได้ หลกั สำคัญของทฤษฎีมีอยู่ 4 ประการ คอื
1 การทผี่ ูอ้ า่ นจะรบั ร้วู า่ คำน้ันเป็นคำชนิดใดตอ้ งสังเกตหนา้ ท่ีของคำท่ีอยู่ใกล้เคียงใน
ประโยค เดียวกันหรอื ในข้อความใกล้เคยี งกนั วา่ คำนั้นทำหนา้ ท่อี ย่างไร
2 การที่ผู้อ่านจะรับรู้ความหมายของคำนั้นขึ้นอยู่กับความเข้าใจความหมายของคำ
ใกลเ้ คียงอาจเปน็ คำท่ีมาก่อนหรือมาหลงั คำใหม่ จะเปน็ แนวทางช่วยชแ้ี นะหน้าทีข่ องคำใหมใ่ ห้ผอู้ า่ นเข้าใจ
3 การท่ีผูอ้ า่ นจะรับรู้หน้าท่ีของคำนน้ั ขึน้ อยู่กบั ความเข้าใจของผู้อ่านเก่ียวกับหน้าที่
ของคำอื่นทมี่ า ก่อนหรอื มาหลงั คำใหมจ่ ะเปน็ แนวทางชว่ ยช้ีแนะหนา้ ที่ของคำใหม่ให้ผู้อ่านเขา้ ใจ
4 การท่ผี อู้ า่ นจะแปลความหมายของคำข้ึนอยูก่ ับการช้แี นะของคำบางคำ
2.2.3 ทฤษฎขี องเชส
ทฤษฎีของเชส (Chase) และคลาร์ก (Clark) เป็นทฤษฎีที่เน้นถึงความสัมพันธ์ของใจความที่อา่ น
กับประสบการณเ์ ดมิ โดยมขี ้ันตอนของการอ่านดงั น้ี
1. ผู้อ่านจะรับสารแล้วทำการเปรียบเทียบกับประสบการณ์ของจริงและภาพ ถ้าไม่ตรงกับ
ขอ้ มูล ดงั กล่าว หรือยังไม่มีความแน่ใจ กจ็ ะใช้วิธกี ารอา่ นซำ้ ข้อความน้ัน
2. สารที่ให้ความรู้สึกในทางลบ จะใช้เวลาในการรับรู้ไวและนานหมายความว่า เมื่อรับรู้แลว้
จะเก็บไว้ นานกวา่ สารท่ใี ห้ความรู้สึกทางบวก ซึง่ ระยะเวลาในการเกบ็ จะสั้นกวา่ หรืออาจลืมได้เร็วกว่าสารที่ให้
ความร้สู ึกทางลบ
มาลเี ปน็ เดก็ ดี เธอจงึ ได้รับคำชมเชยจากครู (บวก)
นิดไม่ทำการบา้ น จงึ ถกู อาจารย์ตี ๓ ที (ลบ)
3. ความเขา้ ใจเก่ียวกบั รปู ร่าง ลักษณะและความหมายของคำจะได้รับการบนั ทึกไวใ้ นสมอง
2.2.4 ทฤษฎขี องตราบาสโซ
ทฤษฎีของตราบาสโซ (Trabasso) ได้กล่าวว่า การอ่านเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องและมี
ความสัมพันธ์กัน 2 ประการ คือ ผู้อ่านและผู้รับสาร ต่อจากนั้นจะทำการเปรียบเทียบโดยอาศัยประสบการณ์
เดิม ทฤษฎีนี้ได้เน้นว่าระดับการอ่านของผู้อ่านจะไม่คงที่ในขณะ ที่อ่านข้อความผู้อ่านจะควบคุมเพียง
โครงสร้างผิวเผนิ จนกว่าสารที่รบั รู้จะได้รบั การเปรียบเทียบ เช่น เมื่อเด็กอ่านประโยค "ฉันเห็นลูกบอลสี แดง"
เมื่ออ่านเสร็จแล้ว หากยังไม่เคยมีประสบการณ์ก่อนว่าสีแดงเป็นอย่างไร ก็จำเป็นต้องอาศัยผู้รู้แนะนำช่วย
10
ตดั สนิ เมื่อเด็กพบสงิ่ ของทมี่ ีสแี ดงก็จะใช้ประสบการณ์ทีเ่ คยมีมาก่อนพิจารณาตัดสนิ ได้ ดังนนั้ ขัน้ ของ การอ่าน
ตามพ้ืนฐานทฤษฎนี ้ีจงึ เปน็ 3 ขั้น
1. การรับสาร โดยใช้สายตารบั รู้
2. การใช้ประสบการณ์เดิม ความจริงและภาพ ทำการเปรียบเทียบกับสารที่ได้รับว่าแตกต่างไป
จาก ประสบการณ์เดิมหรือไม่ ถ้าเป็นเร่อื งท่ีไมร่ ู้จกั ผูอ้ ่านจะอ่านทบทวน ๒-๓ ครั้งจนกว่าจะตัดสินใจว่าอะไรคือ
คำตอบทแี่ ท้จริง
3. คำตอบทไี่ ด้รบั จากการเปรียบเทียบกับประสบการณเ์ ดิม หรอื โดยอาศัยความรู้จากแหล่งอ่ืนมา
ช่วยตดั สนิ นน้ั ถอื ว่าเป็นความรใู้ หม่ท่ีได้จากการอา่ น
2.3 ความสำคัญของการอ่านจบั ใจความสำคัญ
การอ่านเป็นทักษะที่จำเป็นอยา่ งยิ่งต่อการศกึ ษาหาความรู้ และพัฒนาชีวิต ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิด
ความรู้แลว้ ยงั ก่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน และส่งเสริมให้มีความคดิ รเิ ริม่ สรา้ งสรรค์ได้แนวคิดในการ
ดำเนินชวี ิต การอา่ นจึงเปน็ หัวใจของการศกึ ษาทุกระดบั และเปน็ เครอื่ งมอื ในการแสวงหาความรเู้ รอ่ื งต่างๆ
การอ่านที่ดีมีประสิทธิภาพ จะต้องอ่านแลว้ จับใจความได้ สรุปสาระสำคัญของเร่ืองที่อ่านได้แต่การ
สำรวจการประเมินผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของผู้เรียนพบว่า ปัญหาที่สำคัญในการอ่านของผู้เรียนคืออ่านแลว้
จับใจความสำคัญไมไ่ ด้ ไมส่ ามารถสรุปประเดน็ ได้ ไมส่ ามารถแยกความรู้ ข้อเท็จจริง ขอ้ คิดเห็นไมส่ ามารถแยก
ใจความสำคัญกบั ใจความรองได้ ทำให้ไมไ่ ดร้ ับประโยชน์จากการอ่านเทา่ ท่คี วรทั้งยงั เป็นปญั หาอปุ สรรคต่อการ
เรยี นรูแ้ ละการศกึ ษาวิชาตา่ งๆดว้ ย
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ได้กำหนดคุณภาพของผู้เรียนด้านความเข้าใจใน
การอ่านไว้ในช่วงชั้นเช่น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 กำหนดให้อ่านแล้ว ..เข้าใจข้อความที่อ่าน.ช่วงชั้น 2 ช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 4-6 ..อ่านแล้วจับประเด็นสำคัญแยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น วิเคราะห์ความตีความ สรุป
ความได้.. ช่วงชั้นที่ 3 คือมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 อ่านแล้วแสดงความคิดเห็นเชิง วิเคราะห์ประเมินค่าเรื่องที่อ่าน
อยา่ งมีเหตุผลและในชว่ งชน้ั ปีท่ี 4 ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 4-6 อา่ นแล้วสามารถตีความแปลความ และขยายความ
เรื่องที่อย่างลึกซึ้ง วิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินค่าเรื่องที่อ่านได้.. ซึ่งผู้เรียนจะมีคุณภาพดังกล่าวได้ ต้องมี
ความสามารถในการอ่านจับใจความและเข้าใจเรื่องราวต่างๆ จากการอ่านไดเ้ ป็นอย่างดี
2.4 จุดมุ่งหมายของการอา่ นจับใจความ
1.ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านได้ชัดเจน เช่น อ่านเพื่อหาความรู้ เพื่อความเพลิดเพลิน หรือเพื่อบอก
เจตนาของผู้เขียน เพราะจะเป็นแนวทางกำหนดการอ่านได้อย่างเหมาะสม และจับใจความหรือคำตอบได้
รวดเร็วยง่ิ ข้นึ
11
2.สำรวจส่วนประกอบของหนังสืออย่างคร่าวๆ เช่น ชื่อเรื่อง คำนำ สารบัญ คำชี้แจงการใช้หนังสือ
ภาคผนวก ฯลฯ เพราะส่วนประกอบของหนังสือจะทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องหรือหนังสื อที่ อ่านได้
กวา้ งขวางและรวดเรว็
3.ทำความเข้าใจลักษณะของหนังสือว่าประเภทใด เช่น สารคดี ตำรา บทความ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้มี
แนวทาง อ่านจับใจความสำคญั ได้งา่ ย
4.ใช้ความสามารถทางภาษาในด้านการแปลความหมายของคำ ประโยค และข้อความต่างๆอย่าง
ถูกตอ้ ง รวดเรว็
5.ใช้ประสบการณ์หรือภูมิหลังเกี่ยวกับเรือ่ งที่อ่านมาประกอบจะทำความเข้าใจและจับใจความที่อ่าน
ได้งา่ ยและรวดเร็วข้นึ
2.5 กลวธิ ีของการอ่านจบั ใจความ
บันลือ พฤกษะวนั (2545, หนา้ 128) ไดก้ ล่าวถึงแนวการสอนอ่านเพอ่ื จับใจความสำคัญวา่
1. ฝึกอา่ นแบบคร่าว ๆ เพอ่ื สำรวจหาส่งิ ท่ีสนใจหรอื สง่ิ ท่ีต้องการ
1.1 ให้อ่านเรอื่ งราวหรอื บทความอยา่ งเร็ว โดยอ่านขา้ ม ๆ ลวก ๆ ไปก่อน เพอื่ จะ ได้รู้ว่า
เรื่องน้ันมขี อบเขตหรือกล่าวถงึ อะไร
1.2 ให้อ่านเฉพาะหวั ขอ้ ย่อย หัวข้อใดหัวข้อหนึง่ ใหล้ ะเอียด เพอ่ื ทราบทศั นะข้อเสนอแนะ
เจตนาของผู้แตง่ โดยมากจะเสนอแนะให้อา่ นคำนำหรอื อารัมภบท
1.3 อา่ นท้งั เรอื่ งเพือ่ ประเมินดวู า่ เร่ืองนนั้ ใหป้ ระโยชนท์ างใด มจี ุดเด่นตรงไหน
1.4 อ่านแลว้ พิจารณาตรวจสอบเร่ืองราวโดยสว่ นรวมว่า เป็นเรื่องยาก หรือง่ายเหมาะกับ
วยั ของผู้เรียนทจี่ ะใช้ความคดิ ของตนประเมินไดเ้ พียงใด
1.5 หากเป็นบทประพันธ์ร้อยกรอง ลองอ่านสัก 2-3 หน้า เพื่อดูว่ามีคุณค่าน่าสนใจมาก
น้อยเพียงใด ไพเราะหรือไม่เทคนิคการอ่านแบบคร่าว ๆ เป็นการอ่านโดยใช้การกวาดสายตาอย่างเร็ว เพ่ือ
คน้ หาสง่ิ ทตี่ นสนใจ ปมเรอ่ื ง จุดเดน่ หรอื ส่ิงที่ผอู้ า่ นติดใจ หรอื ฉุกคดิ
2. ฝึกอ่านเพ่อื เก็บใจความสำคัญ เปน็ วธิ กี ารทีจ่ ะนำไปสู่การย่อความ
2.1 เมื่อให้ผู้เรียนอ่านนิทานแล้วเล่าเรื่องย่อ เรื่องราวความเป็นมาและใจความย่อว่า
อย่างไร
2.2 ครูตั้งคำถามให้สอดคล้องกับประเด็นสำคัญของเรื่องที่กล่าวไว้แล้ว เช่น ใครกับใคร
พฤติกรรมเป็นอยา่ งไร อื่น ๆ
2.3 การตรวจคำตอบ ครูจำเป็นต้องเน้นให้ตอบปัญหาให้ตรงประเด็นในการฝึกใน
หอ้ งเรยี นให้ชดั เจน (เปน็ ส่วนหนงึ่ ของความพร้อมในการอา่ นในใจ)
3. นำผลของคำตอบ หรือการตั้งชื่อเรื่องมาอภิปราย ตรวจสอบโดยการอ่านออกเสียงเพื่อให้
ฟังแล้วตอบคำถามหรอื บอกช่ือเรอื่ งได้ถูกตอ้ ง
12
4. ให้ผู้เรียนนำผลของคำตอบในข้อ 3 มาตรวจสอบว่าชื่อเรื่องนั้นตรงกับประโยคใดหรือ
ประโยคบอกชื่อเร่ือง หรอื ประโยคใดบอกใจความสำคัญของอเนุกเฉทท่ีอ่าน ใหผ้ ู้เรยี นขีดเส้นใต้ท่ีประโยคบอก
ใจความน้ัน ๆ
5. เรียบเรียงประโยคบอกใจความแตล่ ะอนุเฉทตามลำดับ โดยเพิ่มคำเชื่อมและเกลาภาษาให้
ไดค้ วามต่อเนื่อง อาจสลับตอนกไ็ ด้(ถา้ ไดค้ วามดกี วา่ )
6. อา่ นทบทวนโดยการอา่ นออกเสียงเพื่อใช้การฟงั ตรวจสอบใจความสำคัญ (เรื่องยอ่ ) น้ันโดย
กล่มุ หากเปน็ งานรายบุคคลให้ใชก้ ารอ่านในใจตรวจสอบเอง
7. กำหนดการตั้งชื่อเรื่อง บอกแหล่งที่มาของเรื่องให้ชัดเจน รวมทั้งผู้เขียนหรือสำนักพิมพ์
แลว้ แต่กรณี ใจความสำคัญของขอ้ ความในแตล่ ะยอ่ หน้าจะปรากฏดงั น้ี
1.ประโยคใจความสำคัญอยตู่ อนต้นของยอ่ หน้า
2.ประโยคใจความสำคญั อยู่ตอนกลางของย่อหนา้
3.ประโยคใจความสำคัญอยตู่ อนทา้ ยของย่อหนา้
4.ประโยคใจความสำคญั อยตู่ อนตน้ และตอนท้ายของย่อหน้า
5.ผู้อ่านสรุปขึ้นเอง จากการอ่านทั้งย่อหน้า (ในกรณีใจความสำคัญหรือความคิด
สำคญั อาจอยรู่ วมในความคิดยอ่ ย ๆ โดยไม่มคี วามคดิ ทเ่ี ป็นประโยคหลกั )
2.6 หลักการอา่ นจบั ใจความ
นักวิชาการดา้ นการอา่ นได้เสนอหลักการอ่านจับใจความ ซง่ึ นกั เรียนสามารถนำไปปฏิบัติเพ่ือพัฒนา
ความสามารถในการอา่ นจับใจความและสรา้ งความเขา้ ใจเกี่ยวกับเรือ่ งทีอ่ ่านได้ ดังนี้
1. ควรขยายฐานประสบการณ์ของตนเอง ผู้ที่สามารถอ่านจับใจความได้ดี จำเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะต้องมีพื้นความรู้หรือประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ดีพอสมควร เนื่องจากข้อมูลที่อ่านมีหลากหลาย
ประเภท เช่น ขอ้ มูลด้านวทิ ยาศาสตร์ ศาสนา ปรชั ญา วรรณคดี เปน็ ตน้ สาเหตุท่ีทำใหน้ ักเรียนอ่านเรื่อง
เหล่าน้แี ล้วไม่เข้าใจเป็นเพราะนักเรียนไม่มีพื้นความรเู้ กี่ยวกบั เรื่องดังกลา่ วเพยี งพอ ท่ีสำคัญคือขาดการศึกษา
ค้นคว้าเพิ่มเติม นักเรียนสามารถแก้ปัญหาเร่ืองการขาดประสบการณไ์ ด้ด้วยการเปิดรับขอ้ มูลขา่ วสารจากสื่อ
ต่างๆ อาทิ การอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร กระดานสนทนา บล็อก Hi5 การชมรายการข่าวทั้งในและ
ต่างประเทศ เปน็ ตน้
2. ควรสร้างแรงจูงใจและความสนใจในการอ่าน การสร้างแรงจูงใจสามารถกระทำได้โดย
การอ่านเรื่องอย่างคร่าวๆ การตั้งคำถามนำถามตนเอง เช่น เรื่องที่อ่านมีเนื้อหากล่าวถงึ สิ่งใด มีบุคคลหรือ
ตวั ละครใดเก่ยี วข้องบ้าง เหตุการณท์ ีส่ ำคญั ในเรอ่ื งคืออะไร เกดิ ขึ้น ทไ่ี หน เวลาใด และเหตุการณ์ใดเป็น
เหตเุ ปน็ ผลกัน เป็นตน้ ขณะทีอ่ า่ นเร่อื ง นกั เรยี นควรพยายามตอบคำถามเหลา่ น้ี ซึ่งจะทำให้นกั เรยี นรวบรวม
ข้อมูลทสี่ ำคญั เกย่ี วกับเร่ืองได้อย่างครบถว้ น ส่วนการสร้างความสนใจในการอา่ น นักเรยี นสามารถกระทำ
ได้โดยการสนทนาหรืออภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดสำคัญของเร่ืองกับเพื่อนร่วมชั้น ครู หรือผู้ที่อ่านเรื่อง
13
เดียวกัน เป็นต้น ซึ่งหากนักเรียนสนใจเรื่องที่อ่านมากเพียงใด นักเรียนก็จะสามารถจับใจความและเข้าใจ
เรือ่ งทอี่ า่ นได้มากขึ้นเพียงน้นั
3. ควรสังเกตและพิจารณาโครงสร้างของย่อหนา้ การเขียนข้อความเปน็ ย่อหนา้ ผู้เขียนที่ดี
จะต้องเข้าใจกลวิธีการสร้างและเรียบเรียงย่อหน้าให้ชัดเจน ซึ่งย่อหน้าแต่ละย่อหน้าจะมีใจความสำคัญเพียง
ใจความเดียว ดังนั้น วิธีการที่นิยมที่สุดในการสรา้ งย่อหน้าคือการวางประโยคทีก่ ล่าวถงึ ใจความสำคัญไว้เปน็
ประโยคแรก นักเรียนจึงต้องสังเกตประโยคแรกของย่อหน้าทุกครั้งที่อ่านจับใจความ เพราะเมื่อนำใจความ
ของทุกประโยคในแตล่ ะย่อหนา้ มาสมั พนั ธ์กัน นักเรียนกจ็ ะสามารถจับใจความของทงั้ เรื่องได้อยา่ งครบถว้ น
4. ควรพิจารณาโครงสร้างการเขียนแสดงเหตุผล นักเรียนควรพิจารณาข้อความหรือเรื่องท่ี
อ่านว่า ผู้เขียนมีวิธีสัมพันธ์แต่ละย่อหน้าเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร วิธีการสัมพันธ์ย่อหน้าที่สำคัญ ได้แก่ การ
อุปนัย หมายถึง การกล่าวถึงข้อมูลตัวอย่างหรือรายละเอียดต่างๆ ก่อน แล้วจึงสรุปเป็นหลักการ แนวคดิ
หรือข้อค้นพบ และการนิรนัย หมายถึง การกล่าวถึงหลักการ แนวคิดหรือข้อค้นพบก่อน แล้วจึงแสดงหรือ
อธิบายตัวอย่างหรือรายละเอียดต่างๆ โครงสร้างการแสดงเหตุผลทั้งสองวิธีนี้มีผลต่อการอ่านจับใจความ
กล่าวคือ ข้อความที่โครงสร้างแบบอุปนัย ใจความสำคัญจะอยู่ตอนท้ายของข้อความ ส่วนข้อความที่มี
โครงสร้างแบบนิรนัย ใจความสำคัญจะอยู่ต้นข้อความ นักเรียนควรพิจารณาโครงสร้างการแสดงเหตุผล
ดังกล่าว เพื่อให้สามารถจับใจความได้อย่างแม่นยำ ถูกต้องและเป็นพื้นฐานของการอ่านอย่างมีวิจารญาณ
ต่อไป
5. ควรคาดการณ์หรือทำนายความคิดของผู้เขียน นักเรียนควรคาดการณ์หรือทำนาย
ความคิดของผเู้ ขยี นด้วยการต้ังคำถามเบื้องตน้ เพ่ือทำความเข้าใจเร่อื งทีอ่ ่าน ตวั อยา่ งคำถาม ท่ีสำคัญ ไดแ้ ก่
ผเู้ ขยี นตอ้ งการเสนอเรือ่ งใด ผเู้ ขยี นมีเจตนา วตั ถุประสงคแ์ ละความรูส้ ึกอย่างไรต่อการเขียนข้อความดังกล่าว
ผู้เขียนต้องการให้เกิดส่ิงใดต่อไปจากข้อเขียนของตนเอง เป็นต้นสิ่งเหล่านี้อาจมิได้ปรากฏในข้อเขียนโดยตรง
แต่นักเรียนจะต้องสังเกตการณ์ใช้ถ้อยคำ สำนวนภาษาและน้ำเสียงของผู้เขียน การคาดการณ์และทำนาย
ความคิดของผู้เขียน นอกจากจะทำให้จับบใจความได้แล้ว ยังทำให้นักเรียนเข้าใจความคิดเบื้องหลังของ
ผเู้ ขยี นอกี ด้วย
6. ควรสงั เกตข้อมูลท่ีเปน็ ตัวบ่งช้ีใจความสำคัญ นกั เรียนควรสงั เกตและจดจำข้อมูลท่ีเป็นตัว
บ่งชี้ใจความสำคัญ ซึ่งได้แก่ รูปภาพ แผนภาพ แผนภูมิ หัวข้อหลัก หัวข้อรอง ที่ปรากฏในเรื่องที่อ่าน
เนอ่ื งจากตัวบ่งชี้เหล่านี้จะแสดงเนื้อหาหรือข้อมลู ท่สี ำคัญของเร่ือง และทำใหน้ ักเรยี นเข้าใจภาพรวมของเรื่อง
ทีอ่ า่ นได้ชัดเจนยง่ิ ขึน้
7. ควรใช้เทคนิคสร้างความเข้าใจและการจำ หากข้อมูลหรือเรื่องที่อ่านมี ขนาดยาว
การใชเ้ ทคนิคสรา้ งความเจ้าใจและการจำ จะช่วยให้นกั เรยี นจับใจความสำคัญของเร่ืองไดง้ ่ายและแม่นยำมาก
ขึ้น เทคนิคที่นักเรียนสามารถนำมาใช้ ได้แก่ การจดบันทึกสรปุ การวาดแผนภาพหรือแผนผังสรุป การทำ
เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ลงบนข้อความ เป็นต้น ตัวอย่างแผนผังที่นักเรียนสามารถวาดเพื่อสรุปใจความ
สำคัญเรื่องที่อ่าน เช่น ๑) แผนผังก้างปลา ๒) แผนผังต้นไม้ ๓) แผนผังลำดับเหตุการณ์ ๔) แผนผัง ๕
คำถาม (๕ W’s) ๕) แผนผังโครงเรือ่ ง
14
8. ควรพิจารณาและจดจำความหมายของคำศัพท์ท่ีสำคญั ในเรือ่ ง เนื่องจากนักวิจยั ด้านการ
อ่านพบว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสามารถในการอ่านจับใจความหรือการเข้าใจเรื่องที่อ่านคือความเข้าใจ
คำศัพท์ของผู้อ่าน ดังนั้นนักเรียนจึงควรพัฒนาความเข้าใจคำศัพท์ด้วยการศึกษาความหมายของคำศัพท์ท่ี
ปรากฏในเรื่องจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๕๔๒ อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก
พจนานกุ รมฉบบั ดังกล่าวมีขนาดไมเ่ หมาะแก่ การพกพา ดงั นนั้ นักเรียนจงึ ควรจดั หาพจนานุกรมนักเรียน
ซึ่งจัดพิมพ์ขึ้นโดยบุคคลและสำนักพิมพ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถค้นความหมายของคำศัพท์ได้ทันทีที่ต้องการ
หรือค้นหาความหมายของคำศัพทจ์ ากเว็บไซต์ http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp ซึ่งเปน็ เวบไซต์ของ
ราชบัณฑติ ยสถาน
9. ควรอ่านทบทวนใจความสำคัญของเรื่องอย่างสม่ำเสมอ นักเรียนควรทบทวนใจความ
สำคัญของเรื่องที่อ่าน หากระลึกถึงเรื่องที่เคยอ่านแล้วเกิดภาวะลืมหรือจำไม่ได้ การทบทวนอย่างสม่ำเสมอ
จะทำให้นกั เรยี นจดจำเร่ืองที่อ่านได้คงทนย่ิงขึน้ อย่างไรกต็ ามการทบทวนในที่นี้ มไิ ด้หมายถึงการอ่านใหม่ซ้ำ
อีกครั้งหนึ่ง แต่ให้นักเรียนทบทวนประเด็นหรือใจความที่ได้บันทึก ทำสัญลักษณ์ เครื่องหมายหรือวาดเป็น
แผนภาพ แผนผัง ไว้แล้วไตร่ตรองว่าสัญลักษณ์หรือแผนผังเหล่านั้นสื่ออะไร มีความหมายว่าอย่างไร การ
จดจำสญั ลกั ษณ์หรอื ภาพเหล่านี้จะทำใหน้ กั เรยี นระลกึ ขอ้ มูลไดร้ วดเร็วขน้ึ
2.7 การสอนทักษะการอ่านจบั ใจความ
บันลือ พฤกษะวนั (2545, หน้า 128) ไดก้ ล่าวถึงแนวการสอนอ่านเพอ่ื จบั ใจความสำคัญว่า
1. ฝกึ อ่านแบบคร่าว ๆ เพ่ือสำรวจหาสง่ิ ท่ีสนใจหรอื สิ่งทต่ี ้องการ
1.1 ใหอ้ ่านเรือ่ งราวหรอื บทความอย่างเร็ว โดยอา่ นขา้ ม ๆ ลวก ๆ ไปก่อน เพอื่ จะ ได้รู้ว่า
เรื่องน้นั มขี อบเขตหรอื กล่าวถึงอะไร
1.2 ให้อา่ นเฉพาะหัวขอ้ ย่อย หวั ขอ้ ใดหวั ขอ้ หน่ึงให้ละเอยี ด เพื่อทราบทัศนะขอ้ เสนอแนะ
เจตนาของผู้แตง่ โดยมากจะเสนอแนะให้อ่านคำนำหรอื อารัมภบท
1.3 อ่านทัง้ เร่ืองเพื่อประเมินดวู า่ เรอื่ งนนั้ ให้ประโยชนท์ างใด มีจุดเด่นตรงไหน
1.4 อา่ นแลว้ พจิ ารณาตรวจสอบเร่ืองราวโดยส่วนรวมว่า เป็นเร่อื งยาก หรอื ง่ายเหมาะกับ
วัยของผเู้ รียนท่ีจะใชค้ วามคดิ ของตนประเมินได้เพียงใด
1.5 หากเป็นบทประพันธ์ร้อยกรอง ลองอ่านสัก 2-3 หน้า เพื่อดูว่ามีคุณค่าน่าสนใจมาก
น้อยเพียงใด ไพเราะหรือไม่เทคนิคการอ่านแบบคร่าว ๆ เป็นการอ่านโดยใช้การกวาดสายตาอย่างเร็ว เพื่อ
คน้ หาสงิ่ ที่ตนสนใจ ปมเรอ่ื ง จดุ เดน่ หรอื ส่ิงที่ผ้อู า่ นติดใจ หรอื ฉกุ คิด
2. ฝึกอ่านเพอ่ื เกบ็ ใจความสำคัญ เป็นวิธีการทจี่ ะนำไปสู่การย่อความ
2.1 เมื่อให้ผู้เรียนอ่านนิทานแล้วเล่าเรื่องย่อ เรื่องราวความเป็นมาและใจความย่อว่า
อยา่ งไร
2.2 ครูตั้งคำถามให้สอดคล้องกับประเด็นสำคัญของเรื่องที่กล่าวไว้แล้ว เช่น ใครกับใคร
พฤตกิ รรมเป็นอยา่ งไร อน่ื ๆ
15
2.3 การตรวจคำตอบ ครูจำเป็นต้องเน้นให้ตอบปัญหาให้ตรงประเด็นในการฝึกใน
ห้องเรยี นให้ชัดเจน (เปน็ ส่วนหน่ึงของความพรอ้ มในการอา่ นในใจ)
3. นำผลของคำตอบ หรือการตั้งชื่อเรื่องมาอภิปราย ตรวจสอบโดยการอ่านออกเสียงเพื่อให้
ฟังแล้วตอบคำถามหรอื บอกช่ือเร่ืองได้ถูกต้อง
4. ให้ผู้เรียนนำผลของคำตอบในข้อ 3 มาตรวจสอบว่าชื่อเรื่องนั้นตรงกับประโยคใดหรือ
ประโยคบอกชื่อเรื่อง หรือประโยคใดบอกใจความสำคัญของอนุเฉทที่อ่าน ให้ผู้เรียนขีดเส้นใต้ที่ประโยคบอก
ใจความนน้ั ๆ
5. เรียบเรียงประโยคบอกใจความแต่ละอนุเฉทตามลำดบั โดยเพิ่มคำเชื่อมและเกลาภาษาให้
ได้ความตอ่ เน่อื ง อาจสลับตอนก็ได(้ ถ้าไดค้ วามดีกวา่ )
6. อ่านทบทวนโดยการอา่ นออกเสยี งเพ่ือใช้การฟังตรวจสอบใจความสำคัญ (เรอ่ื งย่อ) น้นั โดย
กลุ่มหากเป็นงานรายบุคคลใหใ้ ชก้ ารอา่ นในใจตรวจสอบเอง
7. กำหนดการตั้งชื่อเรื่อง บอกแหล่งที่มาของเรื่องให้ชัดเจน รวมทั้งผู้เขียนหรือสำนักพิมพ์
แลว้ แตก่ รณี
2.8 การใช5้ W1H ในการอา่ นจับใจความ
5W1H: วิธีที่มีประสิทธิภาพเพื่อรวบรวมและนำเสนอข้อมูลที่สำคัญ 5W1 หนึ่งในเครื่องมือที่ใช้มาก
ที่สุดในระดับสากลสำหรับการรวบรวมข้อมูล, วิเคราะห์และการ นำเสนอเป็นกรอบ 5W1H วิธีนี้จะใช้ในช่วง
ของกระบวนการนักวิเคราะห์วิศวกรทม่ี ีคุณภาพทจ่ี ะเข้าใจและอธิบายความจริงปญั หาใด ๆ หรือปัญหาวิธีการ
เดียวกันสามารถที่ใช้ในการจัดระเบียบการเขียนของรายงาน บทความเอกสารและแมท้ ั้งหนังสือการแก้ปัญหา
เชิงสร้างสรรค์เป็นทักษะการหาคำตอบที่หลากหลาย แปลกใหม่ ในการแก้ไข ปัญหาในสถานการณ์ที่จำกัด
สามารถเลือกวิธีการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม มีเหตุมีผลสามารถอธิบาย กระบวนการแก้ปัญหาในแต่ละ
ขั้นตอนได้ และสามารถอธิบายถึงผลกระทบจากการเลือกวิธีการแก้ไขปัญหา นั้นๆ ได้ ความสามารถในการ
แก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์เป็นทักษะที่สามารถฝึกฝน และพัฒนาให้เกิดขึ้นได้โดยแบ่งทักษะกระบวนการแก้ไข
ปญั หาอย่างสรา้ งสรรคใ์ หม่เป็น 4 ข้ันตอนใหญ่ คือ
- Clarify วเิ คราะหข์ อ้ มูลและสาเหตุของปัญหา
- Ideate การหาไอเดียใหม่ๆในการแก้ไขปญั หาอย่างสร้างสรรค์
- Develop การนำไอเดียต่างมาประเมินและเลือกไอเดียที่แก้ไขปัญหาได้ดีที่สุดมาพัฒนา
แกไ้ ขปัญหา
- Implement กำหนดแผนงาน และแนวทางในการแกไ้ ขปัญหาใหป้ ฏบิ ตั ิได้จริง
การแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ใน ขั้นตอนแรก เราต้องวิเคราะห์ปัญหาหรือข้อมูลที่ต้องการ
วิเคราะห์ให้ชัดเจน (Analytical the problem/data) โดยใช้เครื่องมือ/วิธีการต่างๆ ในการวิเคราะห์ปัญหา
หรอื ข้อมลู น้ีมขี ้นั ตอนทีส่ ำคญั 3 ขนั้ ตอนคอื
16
- ขั้นแรก เข้าใจปัญหาและตั้งเป้าหมาย เป็นขั้นตอนการระบุและอธิบายความสำคัญของ
สถานการณ์ที่เป็นปัญหาในมุมมองของตนเองและผู้อื่น การสร้างความคิดที่เหมาะสมต่อปัญหาโดย
เข้าใจก่อนว่า Gap หรือ ช่องว่างระหว่าง สถานการณ์ปัจจุบัน หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น กับ
เป้าหมายที่เราต้องการเป็นอย่างไรและสิ่งทีต่ ้องการคืออะไร เข้าใจประเด็นปัญหา/เป้าหมายของการ
แก้ปญั หาอย่างแท้จรงิ (Problem Concept , Challenges , Goals, Opportunities)
- ขั้นตอนที่สอง คือ การรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหา (Analytical the
problem/data)ศึกษารายละเอียดของสถานการณห์ รือสาเหตุของปญั หาทต่ี ้องการวิเคราะห์ให้เข้าใจ
อย่างชัดเจน
- ข้นั ท่ี 3 คอื การระบปุ ัญหา ข้นั นเ้ี ป็นการพจิ ารณาเปรยี บเทียบเหตุทั้งหลาย ของปัญหาแล้ว
จัดลำดับความสำคัญเพื่อเลือกสาเหตุที่สำคัญที่สุดเป็นประเด็นสำหรับค้นหาวิธีแก้ไขต่อไป เป็นการ
ตดั สนิ ว่าสถานการณ์ที่ต้องแกไ้ ขนัน้ ปัญหาใดเป็น “ปัญหาทแี่ ท้จรงิ ” ทม่ี ผี ลกระทบสูง หากไม่รีบแก้ไข
พร้อมกับวางเปา้ หมายในการแก้ปญั หา
ในขั้นตอนของการ Clarify หรือวิเคราะห์ปัญหาที่แท้จริง ของการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์นี้ เรา
จะมุ่งความสนใจทัง้ หมดไปที่สาเหตุและสถานการณ์ท่ีทำให้เกิดปัญหาในการวเิ คราะห์ปัญหา หรือ Clarify ซึ่ง
ตอ้ ง เข้าใจปัญหาเปน็ ข้นั ตอนการระบแุ ละอธิบายความสำคัญของสถานการณ์ท่เี ป็นปัญหาในมุมมองของตนเอง
และผูอ้ ่ืน การสรา้ งความคิดทเี่ หมาะสมต่อปัญหา เทคนคิ ทีใ่ ช้ เพ่ือเขา้ ใจปัญหากอ่ นคอื เทคนคิ การต้ังคำถามท่ี
ข้นึ ต้นหรอื ลงท้ายดว้ ยใคร 5Ws,1H นน่ั ก็คือ
- Who ใคร
- What อะไร
- When เมือ่ ไร
- Where ที่ไหน
- Why ทำไม
- How อย่างไร
พร้อมระบุคำตอบเพื่อรวบรวมข้อมูลทีเ่ ป็นมูลเหตุของสถานการณ์ ที่กำหนดให้ ให้ได้มากที่สุดวิธีการ
พื้นฐานวธิ ีการนี้พยายามทจ่ี ะตอบคำถามพื้นฐานในการรวบรวมข้อมลู เกย่ี วกับเรื่องใด ๆ ของ: ใครอะไรเมอื่ ไหร่
ท่ีไหนทำไมและวิธกี าร บางครงั้ ขึ้นอยูก่ ับบริบทท่ีสอง"H"อย่างไร
What.คือ เรื่องหลักของการรวบรวมข้อมลู เหตุผลและการนำเสนอ อาจจะเป็นทร่ี ะบไุ วใ้ นช่ือเรื่องและ
วัตถปุ ระสงค์ อาจตอ้ งจะกำหนดกระบวนการทอี่ าจประกอบด้วยส่วนทีเ่ หลอื ของเอกสาร
Who.สิ่งแวดล้อมอื่นๆ คนหรือกลุ่มความกังวลมันอาจอธิบายเอกสารหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก
นโยบายการหรือข้นั ตอน
When.หมายถึงเมื่อไหร่ในเวลาใดที่เกี่ยวข้อง มันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งกับจุดที่เหมาะสมที่จะต้อง
ดำเนินการ บางคร้งั มนั อาจจะเป็นสว่ นหน่งึ ของสถานการณ์ของการกระทำตามเงื่อนไข
Where.เหตกุ ารณ์หรือกระบวนการนน้ั เกิดขน้ึ ที่ไหนเมอื่ ไหร่
17
Why.เหตุใดถึงทำสิ่งน้ันหรือ เพราะเหตุใดถึงเกิดเหตุการณ์นั้นๆ อาจมีการพิจารณาที่ไม่เกี่ยวข้อง
อาจจะเกิดจากนโยบายหรือข้ันตอน
How.เหตุการณห์ รือสง่ิ ทีท่ ำนัน้ เปน็ อยา่ งไรบ้าง เม่ืออธิบายนโยบายกระบวนการหรือขนั้ ตอนอาจ
เปน็ สว่ นสำคญั ทีส่ ุด
สรปุ 5W1H สามารถนำไปใช้หัวข้อใด ๆ เพอื่ รวบรวมวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลจากข้อมูลที่ซับซ้อน
ทำให้เปน็ ข้อมูลงา่ ย
2.9 แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจบั ใจความ
2.9.1 ความหมายของแบบฝึกเสรมิ ทักษะ
ภาษาเป็นเรื่องทักษะ ซึ่งจำแนกได้เป็น 2 ทาง คือ ทักษะการรับเข้า ได้แก่ การอ่าน
และการฟัง และทักษะการแสดงออก ได้แก่ การพูดและเขียน ทักษะทางภาษาจำเป็นต้องฝึกฝนอยู่เสมอ
แบบฝกึ เสรมิ ทักษะนับว่าเป็นส่ิงท่ีจำเป็นอย่างหน่ึงสำหรับการเรียนภาษาได้มผี ู้รแู้ ละผเู้ ชี่ยวชาญทางภาษา ให้
ความหมายของแบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะไวด้ งั น้ี
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2535 : 16) ให้ความหมาย แบบฝึกเสริมทักษะว่า หมายถึง สิ่งที่
นักเรียนต้องใช้ควบคู่กับการเรียน ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบฝึกที่ครอบคลุมกิจกรรมที่นักเรียนพึงกระทำ อาจ
กำหนดแยกเปน็ แตล่ ะหนว่ ย หรอื อาจรวมเลม่ กไ็ ด้
ลักษณา อินทะจักร (2538 : 161) ให้ความหมาย แบบฝึกเสริมทักษะว่า หมายถึง
แบบฝกึ ท่คี รูสรา้ งข้ึนโดยมจี ดุ มุ่งหมายเพอื่ ใหน้ กั เรยี นเกดิ การเรียนรอู้ ย่างแทจ้ ริง
ศศิธร ธัญลักษณานันท์ (2542 : 375) ให้ความหมายแบบฝึกเสริมทักษะว่า หมายถึง
แบบฝึกเสริมทักษะที่ใชฝ้ ึกความเข้าใจ ฝึกทักษะต่าง ๆ และทดสอบความสามารถของนักเรียนตามบทเรียนที่
ครสู อนวา่ นกั เรียนเขา้ ใจและสามารถนำไปใชไ้ ดม้ ากน้อยเพยี งใด
กู๊ด (Good 1973 : 224, อ้างถึงใน ลักษณา อินทะจักร 2538 : 160) ให้ความหมาย
แบบฝึกเสริมทักษะว่า หมายถึง งานหรือการบา้ นทคี่ รูมอบหมายให้นกั เรยี นทำ เพ่อื ทบทวนความรู้ท่ีได้เรียน
มาแล้ว และเปน็ การฝึกทักษะการใช้กฎใชส้ ตู รตา่ ง ๆ ทเ่ี รยี นไป
พจนานุกรม เวบสเตอร์ (Webster 1981 : 64) ให้ความหมายแบบฝึกเสริมทักษะว่า
หมายถึง โจทย์ปญั หา หรือตัวอย่างท่ยี กมาจากหนังสือ เพ่อื นำมาใช้สอนหรอื ให้ผเู้ รียนฝึกฝนทักษะตา่ ง ๆ ให้
ดีขึ้น หลังจากทีเ่ รียนบทเรียนไปแลว้
ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า แบบฝึกเสริมทักษะ หมายถึง งานหรือกิจกรรมที่ครูสร้างข้ึน
โดยมีรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งข้ึน
และช่วยฝึกทักษะต่าง ๆ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง อาจจะให้นักเรียนทำแบบฝึกขณะเรียนหรือ
หลังจากจบบทเรียนไปแล้วกไ็ ด้
18
2.9.2 ความสำคญั ของแบบฝึกเสรมิ ทักษะ
ภายหลงั จากการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนไปแล้ว การเรียนการสอนนน้ั ย่อมไม่เกิดผล
อย่างเต็มที่ถ้าไม่ได้รบั การฝึกทักษะให้เกิดความชำนาญและเข้าใจอยา่ งแท้จรงิ โดยเฉพาะวิชาภาษาไทย เพราะ
ภาษาไทยเป็นวิชาทักษะซึ่งเป็นวิชาที่ต้องอาศัยการฝึกฝนเพื่อเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้วิชาอื่น ๆ และการ
ดำเนินชีวติ ประจำวันตามที่หลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) ต้องการ
ดังนั้นในการสอนภาษาไทยจึงต้องมีการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญคล่องแคล่ว เพื่อช่วยให้เด็กเกิดพัฒนาการ
ทางภาษาเพิ่มขึ้นตามวัยและความสามารถของตนที่จะทำได้ และเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ใช้ฝึกทักษะทางภาษา
ให้ได้ผลดีก็คือ แบบฝึกเสริมทักษะ ดังที่นักวิชาการหลายทา่ นได้กล่าวถงึ ความสำคัญของแบบฝึกเสริมทกั ษะ
ไวด้ งั นี้
กมล ดิษฐกมล (2526 : 18, อ้างถึงใน ลักษณา อินทะจักร 2538 : 163) กล่าวว่า
แบบฝึกเสริมทักษะเป็นหัวใจของการสอนวิชาทักษะอยู่ที่การฝึก การฝึกอย่างถูกวิธีเท่านั้นจะทำให้เกิดความ
ชำนิชำนาญ คล่องแคล่ววอ่ งไวและทำไดโ้ ดยอตั โนมตั ิ
วีระ ไทยพานิช (2528 : 11) ได้อธิบายว่า แบบฝึกเสริมทักษะทำให้เกิดการเรียนรู้จาก
การกระทำจริง เป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้เรียนมีจุดประสงค์แน่นอน ทำให้สามารถรู้และจดจำสิ่งที่เรียนได้ดี
จนนำไปใชใ้ นสถานการณเ์ ช่นเดยี วกนั ได้
เพตตี้ (Petty 1963 : 269) ได้กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกเสริมทักษะไว้อย่าง
ชัดเจนว่าแบบฝึกเสริมทักษะเป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรยี นทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนท่ี
ช่วยลดภาระของครูได้มาก ช่วยส่งเสริมให้ทักษะทางภาษาคงทน ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล
เพราะการให้นักเรยี นทำแบบฝึกเสริมทกั ษะที่เหมาะสมกบั ความสามารถของตนเอง จะทำให้ประสบผลสำเร็จ
ทางดา้ นจติ ใจมาก ทั้งยังชว่ ยให้นกั เรียนสามารถทบทวนส่งิ ที่เรยี นไดด้ ว้ ยตนเองและใช้เป็นเคร่ืองมือวัดผลการ
เรยี นไดอ้ ีกดว้ ย
ดังน้นั แบบฝึกเสรมิ ทกั ษะจึงเป็นเครอ่ื งมือสำคญั ที่จะช่วยให้ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นของ
นักเรียนสูงขึ้น แบบฝึกเสริมทักษะจึงนับว่ามีความสำคัญและจำเป็นต่อการเรียนวิชาที่ต้องการฝึกฝนเพื่อให้
เกิดความชำนาญ มีความเข้าใจเน้อื หาบทเรียนมากย่งิ ข้ึน
2.9.3 ลกั ษณะทด่ี ขี องแบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะ
การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้มีประสิทธิภาพต้องมีหลักในการสร้างที่สอดคล้องกับ
ลักษณะทีด่ ขี องแบบฝึกเสริมทกั ษะดว้ ย ซ่ึงมผี ้รู ไู้ ดเ้ สนอแนะไวด้ งั นี้
การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้มีประสิทธิภาพต้องมีหลักในการสร้างที่สอด คล้องกับ
ลกั ษณะทด่ี ขี องแบบฝกึ เสริมทักษะดว้ ย ซง่ึ มีผูร้ ู้ได้เสนอแนะไว้ดงั นี้
นิตยา ฤทธิ์โยธี (2520 : 1) ได้กล่าวถึงลักษณะที่ดีของแบบฝึกเสริมทักษะไว้ว่าแบบฝึก
เสรมิ ทักษะต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งทเ่ี รียนมาแลว้ เหมาะสมกับระดับ วัย หรอื ความสามารถของเด็ก มีคำชี้แจง
19
ส้ัน ๆ ท่ที ำใหเ้ ดก็ เขา้ ใจวิธที ำได้งา่ ย ใช้เวลาเหมาะสมหรือใช้เวลาไม่นาน และเป็นส่งิ ที่น่าสนใจและท้าทายให้
แสดงความสามารถ
สามารถ มีศรี (2530 : 28) กล่าวว่า แบบฝกึ เสริมทักษะทด่ี ตี ้องเกยี่ วกับบทเรียนที่เรียน
มาแล้วเหมาะสมกับวัยของผู้เรยี น มคี ำส่งั และคำอธบิ าย มคี ำแนะนำการใช้แบบฝึก เสริมทักษะ มีรูปแบบท่ี
น่าสนใจและมกี ิจกรรมท่หี ลากหลายรูปแบบ
โรจนา แสงรุ่งระวี (2531 : 22) กล่าวว่า แบบฝึกเสริมทักษะที่ดีนอกจากมีคำอธิบาย
ชัดเจนแลว้ ควรเป็นแบบฝึกสัน้ ๆ ใช้เวลาในการฝึกไม่นานเกนิ ไปและมีหลายรปู แบบ
ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า แบบฝึกเสริมทักษะที่ดี ครูผู้สร้างจะต้องยึดหลักจิตวิทยา ใช้
สำนวนภาษาที่ง่าย เหมาะสมกับวัย ความสามารถของผู้เรียน มีกิจกรรมหลากหลาย มีคำสั่ง คำอธิบาย
และคำแนะนำการใช้แบบฝึกเสริมทักษะทช่ี ดั เจนเข้าใจง่าย ใชเ้ วลาในการฝึกไม่นานและทส่ี ำคัญมีความหมาย
ต่อชีวติ เพื่อนำไปใชใ้ นชวี ิตประจำวนั ได้
2.9.4 หลกั การสรา้ งแบบฝึกเสริมทักษะ
การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะใหม้ ีประสิทธิภาพต้องมีหลักการสร้างท่ีสอดคล้องกับลกั ษณะ
ท่ีดขี องแบบฝึกเสรมิ ทักษะด้วย ซงึ่ ในเร่อื งนีไ้ ด้มีผูเ้ สนอแนะไว้ดังน้ี
วรนาถ พว่ งสุวรรณ (2518 : 34 – 37) ได้ให้หลักการสรา้ งแบบฝกึ เสริมทักษะไวด้ ังนี้
1. ตง้ั จุดประสงค์
2. ศึกษาเกี่ยวกับเนื้อหา
3. ขน้ั ต่าง ๆ ในการสร้าง
3.1 ศึกษาปัญหาในการเรยี นการสอน
3.2 ศึกษาหลักจติ วิทยาของเด็กและจิตวิทยาการเรียนการสอน
3.3 ศึกษาเนือ้ หาวชิ า
3.4 ศึกษาลักษณะของแบบฝกึ เสริมทกั ษะ
3.5 วางโครงเรอื่ งและกำหนดรปู แบบให้สมั พนั ธก์ บั โครงเรอื่ ง
3.6 เลอื กเนอื้ หาต่าง ๆ ทเ่ี หมาะสมมาบรรจใุ นแบบฝึกเสรมิ ทกั ษะให้ครบตามท่ีกำหนด
เกสร รองเดช (2522 : 36 – 37) ได้เสนอแนะแนวทางในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ
ดงั นี้
1. สร้างแบบฝกึ เสริมทักษะใหเ้ หมาะสมกบั วัยของนักเรียน คอื ไม่ง่ายไม่ยากจนเกนิ ไป
2. เรียงลำดับแบบฝึกเสริมทักษะจากง่ายไปหายาก โดยเริ่มจากการฝึกออกเสียงเป็น
พยางค์ คำ วลี ประโยค และคำประพนั ธ์
3. แบบฝึกเสริมทักษะบางแบบควรใช้ภาพประกอบ เพื่อดึงดูดความสนใจของนักเรียน
ซึ่งจะชว่ ยให้นกั เรยี นประสบความสำเรจ็ ในการฝกึ และจะชว่ ยยวั่ ยใุ หต้ ิดตามตอ่ ไปตามหลักของการจงู ใจ
20
4. แบบฝึกเสริมทักษะทีส่ ร้างข้ึนเป็นแบบฝึกสั้น ๆ ง่าย ๆ ใช้เวลาในการฝกึ ประมาณ 30
ถึง 45 นาที
5. เพื่อป้องกันความเบื่อหน่าย แบบฝึกต้องมีลักษณะต่าง ๆ เช่น ประสมคำจากภาพ
เลน่ กับบตั รภาพ เตมิ คำลงในชอ่ งวา่ ง อ่านคำประพันธ์ ฝึกร้องเพลง และใช้เกมต่าง ๆ ประกอบ
บอ็ ค (Bock 1993 : 3) ได้ให้ข้อพจิ ารณาในการสรา้ งแบบฝึกเสริมทักษะ ดงั นี้
1. กำหนดจุดประสงคใ์ ห้ชัดเจน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้ทราบจุดมุ่งหมายของแบบฝึกเสริม
ทักษะ
2. ให้รายละเอียดต่าง ๆ เช่น คำแนะนำในการทำแบบฝึกเสริมทักษะหรอื ขั้นตอนในการ
ทำอย่างละเอียด
3. สร้างแบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะให้มรี ูปแบบท่หี ลากหลาย เพือ่ สร้างความเขา้ ใจให้กบั นักเรียน
มากที่สุด เช่น แบบฝึกเสริมทักษะอาจใช้รูปแบบง่าย ๆ โดยเริ่มจากการให้นักเรียน ตอบคำถามใน
ลักษณะถกู ผดิ จนถึงการให้นักเรียนแสดงความคดิ เห็น
4. แบบฝึกเสริมทักษะควรสร้างความเข้าใจให้กับนักเรียน เช่น การให้นักเรียนเขียน
เรยี งลำดับเหตกุ ารณท์ ่ีเกดิ ขนึ้ ลงในตารางหรือแผนภูมิทีก่ ำหนดให้
จากแนวคิดข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะควรมีหลักใน
การสร้างดังนี้
1. ต้องยึดหลักจิตวิทยาการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียนในแต่ละวัย ต้องคำนึงถึง
ความสามารถ ความสนใจ แรงจูงใจของนักเรียน
2. ต้องตั้งจุดประสงค์ในการฝึกว่าต้องการฝึกเสริมทักษะใด เนื้อหาใด ต้องการให้ผู้เรียน
เกิด การเรียนรูอ้ ะไร
3. แบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะต้องไม่ยากไม่ง่ายจนเกนิ ไป คำนึงถึงความสามารถของเด็กและต้อง
เรียงลำดบั จากง่ายไปหายาก
4. ต้องศึกษาขั้นตอนต่าง ๆ ในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ ปัญหาและข้อบกพร่องของ
นักเรียน
5. แบบฝึกเสริมทักษะต้องมีคำชี้แจง และควรมีตัวอย่างเพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจมาก
ข้ึน และสามารถทำได้ดว้ ยตนเอง
6. แบบฝึกเสริมทักษะควรมีหลายรูปแบบ หลายลักษณะ เพื่อจูงใจในการทำ ทำให้
นักเรียนมี ความรสู้ ึกว่ามีจำนวนไม่มาก
7. ควรมรี ปู ภาพประกอบทีส่ วยงามเหมาะสมกบั วยั ของเดก็
8. ควรใชภ้ าษาส้ัน ๆ ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเนอ้ื หาหรอื คำสงั่
9. ควรมกี ารทดลองใชเ้ พอื่ หาข้อบกพร่องตา่ ง ๆ ก่อนนำไปใชจ้ รงิ
10. ควรจัดทำเป็นรูปเล่ม ซึ่งสามารถเก็บรักษาได้ง่าย นักเรียนสามารถนำมาทบทวน
กอ่ นสอบได้
21
2.9.5 หลกั จติ วิทยาที่นำมาใชใ้ นการสรา้ งแบบฝกึ เสรมิ ทักษะ
การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้มปี ระสิทธภิ าพ สำหรบั นำไปใช้กบั นักเรียนนั้น ต้องอาศัย
หลักจิตวิทยาในการเรียนรู้ และทฤษฎีที่ถือว่าเป็นแนวความคิดพื้นฐานของการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะเข้า
ชว่ ย เพอื่ ใหส้ อดคลอ้ งกบั ความสนใจและความสามารถของนักเรียน
เดโช สวนานนท์ (2521 : 159 – 163) ได้กล่าวถึงทฤษฎีการเรียนรู้ของ ธอร์นไดค์
และสกินเนอร์ (Thorndike and Skinner) ดังนี้ ธอร์นไดค์ ได้ตั้งกฎการเรียนรู้ขึ้น 3 กฎ ซึ่งนำมาใช้ใน
การสรา้ งแบบฝกึ เสรมิ ทักษะ ได้แก่
1. กฎแห่งผล (Law of Effect) มีใจความว่าการเชื่อมโยงกันระหว่างสิ่งเร้ากับการ ตอบสนองจะดียิ่งข้ึน
เมอื่ ผเู้ รยี นแนใ่ จวา่ พฤติกรรมตอบสนองของตนถูกต้อง การใหร้ างวลั จะช่วยสง่ เสริมการแสดงพฤติกรรมน้ัน ๆ
อกี
2. กฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise) มีใจความว่า การที่มีโอกาสได้กระทำซ้ำ ๆ ในพฤติกรรมใด
พฤติกรรมหน่งึ น้นั ๆ จะมีความสมบูรณ์ยิ่งข้ึน การฝึกหัดท่ีมกี ารควบคมุ ทีด่ จี ะสง่ เสริมผลตอ่ การเรยี นรู้
2.10 งานวจิ ัยท่เี กี่ยวข้อง
2.10.1 งานวจิ ัยในประเทศ
เบญจวรรณ บุณคูณ. (2562) การวิจัยและพัฒนาการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ รายวิชา อ23102
ภาษาอังกฤษพื้นฐาน โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประกอบแบบฝึกทักษะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยที่ใช้
รปู แบบและกระบวนการของการวจิ ยั เชิงปฏิบตั ิการตามแนวคดิ ของ Kemmis and McTaggart มาดำเนินการ
วิจยั เพ่อื พัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาองั กฤษโดยใช้หนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ประกอบแบบฝึกทักษะและ
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้แบบ Active Learning มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ คือ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประกอบแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ เรื่อง Attractions in ASEAN
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชา อ23102 ภาษาอังกฤษพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มี
ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อปฏิบัติการพัฒนาการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ โดยใช้หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ประกอบแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ เรื่อง Attractions in ASEAN กลุ่ม
สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชา อ23102 ภาษาอังกฤษพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และการจัด
กจิ กรรมการเรียนรูแ้ บบ Active Learning 3) เพ่อื เปรยี บเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรียนดา้ นการอ่านจบั ใจความ
ภาษาอังกฤษ ของนกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 3 ก่อนและหลงั เรียนดว้ ยหนงั สืออิเล็กทรอนิกส์ประกอบแบบฝึก
ทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ เรื่อง Attractions in ASEAN กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ
รายวิชา อ23102 ภาษาอังกฤษพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active
Learning และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนด้วยหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ประกอบแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ เรื่อง Attractions in ASEAN กลุ่ม
สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชา อ23102 ภาษาอังกฤษพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และการจัด
22
กิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ี คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
3/11 จำนวน 31 คน ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนพิบูลมังสาหาร ตำบลพิบูล
อำเภอพิบูลมังสาหาร สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple
Random Sampling) โดยวิธีการจับสลากใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้
ประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะการอา่ นจับใจความภาษาอังกฤษ เรือ่ ง Attractions in ASEAN กลุ่มสาระการ
เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชา อ23102ภาษาอังกฤษพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 เล่ม 2)
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประกอบแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ เรื่อง Attractions in ASEAN
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชา อ23102 ภาษาอังกฤษพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน
10 เล่ม 3) แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน ใช้สอนแผนละ 2 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 20 ชั่วโมง 4)
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ เรื่อง Attractions in ASEAN
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 9 เรือ่ ง Attractions in ASEAN เปน็ แบบปรนยั ชนดิ เลือกตอบ 4 ตัวเลอื ก จำนวน 40 ข้อ มี
ค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.38 ถึง 0.62 มีค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.33 ถึง 0.76 และมีค่า
ความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 และ 4) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการเรียนด้วยหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ประกอบแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ เรื่อง Attractions in ASEAN กลุ่ม
สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชา อ23102 ภาษาอังกฤษพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20
ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.31 ถึง 0.91 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์
ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยค่าร้อยละ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (T - test Dependent
Sample)
ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการหาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประกอบแบบฝึกทักษะการ
อ่านจับใจความภาษาอังกฤษ เร่อื ง Attractions in ASEAN กล่มุ สาระการเรียนรภู้ าษาตา่ งประเทศ รายวิชา อ
23102 ภาษาอังกฤษพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.97/80.56 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์
ที่กำหนดไว้ คือ 75/75 2. ผลการปฏิบัติการพัฒนาการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษโ ดยใช้หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ประกอบแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ เรื่อง Attractions in ASEAN กลุ่ม
สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชา อ23102 ภาษาอังกฤษพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และการจัด
กจิ กรรมการเรยี นรู้แบบ Active Learning โดยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบตั ิการตามแนวคิดของ Kemmis and
McTaggart แผนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning มีทั้งหมด 10 แผน หนังสืออิเล็กทรอนิกสป์ ระกอบ
แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ มีทั้งหมด 10 เล่ม ได้ผลการปฏิบัติการ มีลักษณะเป็นบันได
เวียน 3 วงจร ประกอบด้วย วงจรที่ 1 จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง Tourist Attractions in Laos, Tourist
Attractions in Cambodia และ Tourist Attractions in Myanmar วงจรที่ 2 จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง
Tourist Attractions in Malaysia, Tourist Attractions in Vietnam และ Tourist Attractions in
Indonesia และวงจรที่ 3 จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง Tourist Attractions in Philippines, Tourist
Attractions in Singapore, Tourist Attractions in Brunei Darussalam และ Tourist Attractions in
Thailand แต่ละวงจรประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 3 แผน ยกเว้นวงจรที่ 3 มี 4 แผน รวม
23
ทัง้ ส้นิ 10 แผน ใช้จดั กจิ กรรมการเรียนรู้ แผนละ 2 ชวั่ โมง รวมทัง้ สนิ้ 20 ชว่ั โมง แตแ่ ละแผนการจดั การเรียนรู้
มีกระบวนการเรียนรู้ 4 ขั้นตอนประกอบด้วย 1) ขั้นสนใจเรียนรู้ ลักษณะของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประกอบ
แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษที่ใช้ คือ แบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) แบบฝึกหัดที่ 1 จับคู่คำศัพท์ (Vocabulary Matching) และปริศนาอักษรไขว้
(Crossword Puzzle) 2) ข้นั ลงมอื ปฏิบัติ ลักษณะของแบบฝกึ ทักษะทใี่ ช้คือ แบบฝึกหดั ท่ี 2 เตมิ คำในช่องว่าง
(Fill in the blank) แบบฝึกหัดที่ 3 จริงหรือเท็จ (True or False) แบบฝึกหัดที่ 4 ตอบแบบสั้น (Short
Answer) และแบบฝึกหัดที่ 5 แผนผังความคิด (Mind Mapping) 3) ขั้นสรุปและสะทอ้ นความรู้ ลักษณะของ
แบบฝึกทักษะที่ใช้คือ แบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) และ 4) ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ ลักษณะของหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ประกอบแบบฝึกทักษะที่ใช้คือ คำศัพท์ในหนังสืออิเล็กทรอนิกส์และแบบฝึกทักษะการอ่านจับ
ใจความภาษาอังกฤษ แหล่งเรียนรู้เพิ่มเติมในหนังอิเล็กทรอนิกส์หรืออินเทอร์เน็ต ซึ่งในแต่ละวงจร
ประกอบด้วย ขั้นวางแผน ขั้นปฏิบัติการและขั้นสังเกต และขั้นสะท้อนผล ผลการปฏิบัติการ พบว่า การสอน
โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประกอบแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษและการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้แบบ Active Learning สามารถพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้ดีขึ้น นักเรียนทุกคนสามารถทำคะแนนทดสอบหลังเรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ ร้อย
ละ 70 (7 คะแนนขึ้นไป) 3. ผลการเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ
ของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ก่อนและหลงั เรยี นดว้ ยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประกอบแบบฝึกทักษะการอ่าน
จับใจความภาษาอังกฤษ เรื่อง Attractions in ASEAN กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชา อ
23102 ภาษาอังกฤษพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning
พบว่า คะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางกีเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ผล
การศึกษาความพึงพอใจของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3 ที่มีต่อการเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประกอบ
แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ เรื่อง Attractions in ASEAN กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาต่างประเทศ รายวิชา อ23102 ภาษาอังกฤษพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และการจัดกิจกรรมการ
เรียนร้แู บบ Active Learning พบวา่ โดยภาพรวมนักเรียนมีความพงึ พอใจมากทส่ี ดุ ( = 4.67, S.D. = 0.17)
สายสุดา สุขแสง (2560) การพฒั นาทักษะการอ่านจับใจความโดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะการอา่ นจับใจความ
ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่6 โรงเรียนเทศบาล 6 (อนุบาลในฝัน) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
Development of Reading Comprehension Skills Using Reading Comprehension Skills of
Prathomsuksa 6 Students, School District 6 (Kindergarten The dream in Hat Yai District,
Songkhla. การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้แบบฝึกทักษะการ
อ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 6 (อนุบาลในฝัน) ซึ่งคณะผู้วิจัยได้
ดำเนินการเกบ็ รวบรวมข้อมลู โดยเลอื กประชากรแบบเจาะจงที่ใช้ในการวิจัยเปน็ นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษา ปีที่
6 โรงเรียนเทศบาล.6.(อนบุ าลในฝัน).อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภาคเรียนที่.2.ปีการศึกษา 2560 จำนวน
35 คน ผลการวจิ ัยพบวา่ การน าแบบฝกึ ทกั ษะการอ่านจับใจความ ใช้ในการเรยี นการสอนและนักเรียนปฏิบัติ
ตามได้ทุก ขั้นตอน พบว่า นักเรียนจะมีความสามารถในการอ่านและเขียนได้ดีขึ้น และถือเป็นส่วนสำคัญที่จะ
24
ทำให้ นักเรียนมีทักษะความสามารถทางด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทยแล้วมีความเข้าใจในการอ่านจับ
ใจความไดล้ ้วนแตเ่ ป็นวธิ ีการที่ทำให้การอ่านและการเขียนของนักเรยี นมีการพฒั นาการที่ดีขึน้ มคี วาม คงทนใน
การจำและมีผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนสูงข้นึ ซง่ึ จากการวจิ ัยในครัง้ นีพ้ บวา่ 1. วเิ คราะห์หาประสทิ ธภิ าพของแบบ
ฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 6 (อนุบาลในฝัน) ปรากฏ
ว่า เมื่อคำนวณหาประสิทธิภาพของคะแนนรวมจากกลุ่ม ตัวอย่างแล้วพบว่า ในแบบฝึกทักษะชุดที่ 1 ได้
คะแนนร้อยละ 91.45 แบบฝึกทักษะชุดที่ 2 ได้คะแนนร้อย ละ 87.70 และแบบฝึกทักษะชุดที่ 3 ได้คะแนน
ร้อยละ 88.66 ซ่ึงในแต่ละคร้งั ของแบบทดสอบมคี ะแนน สงู กวา่ เกณฑท์ ่กี ำหนดไว้ร้อยละ 80 ถอื ไดว้ า่ แบบฝึก
ทกั ษะการอ่านจบั ใจความน้นั มปี ระสทิ ธภิ าพ 2. จากการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอา่ นจบั ใจความ ทผี่ ้วู จิ ัยได้
ศกึ ษาและสร้างข้ึนมคี ณุ ภาพ และประสทิ ธภิ าพ สามารถนำไปใช้ในการจดั การเรียนการสอนได้
มะลิวรรณ เรยมศร (2559) การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่าน
จับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 Development In Practices Of Reading Skills To
Identify The Key Words And Main Idea Of Sentences For Improve A Student’s Reading In
Primary School Of Level 6th Grade. การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพือ่ สร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝกึ
ทักษะการอ่านจับ ใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเพชรถนอม สำนักงานเขตลาดพร้าว
กลุ่ม ตัวอย่าง จำนวน 30 คน โดยใช้แบบฝกึ ทักษะการอา่ นจับใจความให้มปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ์ มาตรฐาน
80/80 (E1 /E2) และเพ่อื เปรียบเทียบทักษะการอ่านจบั ใจความ ระหว่างกอ่ นเรียน และหลังเรยี นด้วยแบบฝึก
ทักษะการอ่านจับใจความ เครื่องมือที่ใช้คือ 1) แบบฝึกทักษะการ อ่านจับใจความ 2) แบบวัดทักษะการอ่าน
จับใจความ 3) แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับ ใจความ ใช้วิธีการวิจัยรูปแบบทดลองในการเก็บข้อมูลแบบ
One-Group Pretest-Posttest Design ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) การทำแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ
ของนักเรียนมี ประสทิ ธิภาพกระบวนการ E1=84.27 ประสทิ ธิภาพผลลพั ธ์ E2=90.60 แบบฝกึ มปี ระสิทธิภาพ
ตามเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ E1/E2 = 84.27/90.60 2) ผลคะแนนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึก ทักษะการอ่านจับ
ใจความสงู กวา่ กอ่ นเรยี นโดยแตกตา่ งอย่างมีนัยทางสถิตทิ ่ี ระดบั 0.05
ณัฏฐณิกานต์ ทองโคตร (2558) การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ
ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะตามแนวการจัดการเรียนรู้แบบ MIA Development
of English Reading Comprehension Ability for Matthayomsuksa 3 Students Using Skill Exercises
Under the MIA Learning Management การวิจัยคร้งั น้ี มีวตั ถุประสงคเ์ พื่อ 1) พัฒนาแผนการจดั การเรียนรู้
การ พัฒนาความสามารถ ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โดยใช้
แบบ ฝึกทักษะตามแนว การจัดการเรียนรู้แบบ ู MIA นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3 ที่มีประสิทธิภาพ E1/ E2
กำหนดเกณฑ์ 75/75 2) ศึกษาคา่ ดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ของนักเรียนทเ่ี รยี นโดยใช้แบบฝึกทักษะตาม แนว
การจัดการเรียนรู้แบบ MIA 3) เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของ
นักเรียนโดยใช้แบบ ฝึกทักษะตามแนวการจัดการเรียนรู้แบบ MIA ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 4) ศึกษา
ความพึงพอใจของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของ
นักเรียนโดยใช้ แบบฝึกทักษะตามแนวการจัดการเรียนรู้แบบ ู MIA กลุ่มตัวอย่างการวิจัย ได้แก่ นักเรียนช้ัน
25
มัธยมศึกษาปีที่ 3 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 นักเรียน 1 ห้องเรียน จำนวน 30 คน โรงเรียนนายาง
กลักพิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 30 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการ
จัดการเรียนร้จู ำนวน 6 แผน แบบฝึกทกั ษะตามแนวการจัดการเรียนร้แู บบ MIA แบบทดสอบวัด ความสามารถ
ด้านการ อ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ จำนวน 30 ข้อ และ แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 13 ข้อ
วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และ t-test (dependent samples)
ผลการวิจัย การประชุมวิชาการและนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ราชธานีวิชาการ ครั้งที่ 1 “สร้างเสริมสห
วิทยาการ ผสมผสานวัฒนธรรมไทย ก้าวอย่างมั่นใจเข้าสู่ AC” หน้า | 2228 1. แผนการจัดการเรียนรู้การ
พัฒนาความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพ่ือความเขา้ ใจของ นักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 โดยใช้ แบบ
ฝกึ ทกั ษะตามแนวการจดั การเรยี นรู้แบบ MIA มีประสทิ ธภิ าพ (E1/E2) เทา่ กบั 85.25/82.00 ซึ่งสงู กว่า เกณฑ์
ทก่ี ำหนดไว้ 75/75 2. ค่าดัชนีประสทิ ธิผลการเรยี นร้ขู องนักเรยี นเรียนโดยใช้แบบฝกึ ทักษะตามแนวการจัดการ
เรียนรู้cบบ MIA มีค่าเท่ากับ 0.7331 หรือคิดเป็นร้อยละ 73.31 3. นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะตาม
แนวการจัดการเรียนรู้แบบ MIA มีความสามารถด้าน การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรยี น อยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ิท่ีระดับ .01 4. นกั เรยี นมคี วามพงึ พอใจต่อการจัดการเรียนรเู้ รยี นรู้การอ่าน
ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้ แบบฝึกทักษะตามแนวการจัดการเรียนรู้แบบ MIA โดยรวมอยู่ในระดับ
มากทีส่ ดุ ( X = 4.53 , S.D. = 0.57 )
ธีระศกั ด์ิ สวุ รรณไตร (2557) ผลการใชช้ ุดฝึกการอ่านจบั ใจความภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอน อ่าน
แบบบูรณาการของเมอร์ดอกซ์ที่ส่งผลต่อความพึงพอใจ ความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษ และผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี น ของนกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 การวิจยั ครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพ่ือ 1) พฒั นาชดุ ฝึกการอ่านจับ
ใจความภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนอ่านแบบ บูรณาการของเมอร์ดอกซ์ที่มีค่าดัชนีประสิทธิผลตามเกณฑ์
ร้อยละ 50 และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อ เปรียบเทียบความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการ
เรียนด้วยชุดฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนอ่าน แบบบูรณาการของเมอร์ดอกซ์
ระหว่างหลังเรียนและเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ ระดับมาก ขึ้นไป 3) เปรียบเทียบความเข้าใจใน การอ่าน
ภาษาอังกฤษของนักเรยี นระหว่างก่อนและหลงั เรียนดว้ ยชุดฝึกการอ่านจับใจความภาษาองั กฤษร่วมกับวิธีการ
สอน อ่านแบบบูรณาการของเมอร์ดอกซ์ 4) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียน
ระหว่างก่อนและหลัง เรียนด้วยชุดฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนอ่านแบบบูรณาการ
ของเมอร์ดอกซ์ และ 5) เปรียบเทียบ ความพึงพอใจ ความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษ และผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน ของกลุม่ นักเรียนท่ีมแี รงจูงใจใฝส่ ัมฤทธ์ิ ตา่ งกัน ระหวา่ งก่อนและหลังเรยี นด้วยชดุ ฝึกการอ่านจับ
ใจความภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนอ่านแบบบูรณาการของเม อร์ดอกซ์ (MIA) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการ
วิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเหล่าผักใส่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 จำนว น 44
คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยใน การสุ่ม
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนอ่านแบบ
บูรณา การของเมอร์ดอกซ์ จำนวนทั้งหมด 8 ชุด 2) แบบวัดความพึงพอใจ 3) แบบทดสอบความเข้าใจในการ
อ่านภาษาอังกฤษ 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉล่ีย
26
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ ทดสอบค่าที (t – test for Dependent Samples) การวิเคราะห์ความ
แปรปรวนพหุคูณร่วมทางเดียว (One – way MANCOVA) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมทางเดียว
(One -way ANCOVA) * นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการวิจัยและพัฒนาการศึกษา มหาวิทยาลัย
ราชภัฏสกลนคร ** คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร *** ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนาแกน้อย
จังหวัดสกลนคร 54 GRADUATE STUDIES JOURNAL 11(53) : April - June 2014 มหาวิทยาลัยราชภัฏ
สกลนคร : http://grad.snru.ac.th ผลการวิจยั สรปุ ได้ดงั นี้ 1. ชดุ ฝกึ การอ่านจับใจความภาษาอังกฤษร่วมกับ
วิธีการสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ดอกซ์ มีค่าดัชนี ประสิทธิผลเท่ากับ 0.52 และมีค่าประสิทธิภาพ E1
/E 2 เท่ากับ 80.43/81.67 2. ความพึงพอใจของนักเรียนทีม่ ีต่อ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยชดุ ฝึกการอา่ น
จับใจความภาษาอังกฤษ ร่วมกับวิธีการสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ดอกซ์ หลังเรียนอยู่ในระดับ มาก
และสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 3. ความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษของ
นักเรียนที่เรียนด้วยชุดฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษร่วมกับ วิธีการสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ด
อกซ์ หลังเรียนสงู กว่าก่อนเรยี นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 4. ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนภาษาอังกฤษ
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังการใช้ชุดฝึกการอ่านจับใจความ ภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนอ่าน
แบบบูรณาการของเมอรด์ อกซ์ หลังเรยี นสูงกว่ากอ่ นเรยี นอย่างมีนยั สำคัญทางสถิติที่ ระดบั .05 5. ความเข้าใจ
ในการอา่ นภาษาอังกฤษและผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น ของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ที่มี แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิ
ต่างกัน เมื่อได้รับการสอนด้วยชุดฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนอ่านแบบบูรณาการ
ของเมอรด์ อกซ์ มคี วามแตกต่างกันอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติทีร่ ะดับ .05
ภัทรานิษฐ์ ปรีชญาพงษ์เจริญ (2556) การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ โดยใช้แบบ
ฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เรื่อง Let’s read and go on สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน
ขอนแก่นวิทยายน 2 (สมาน สุเมโธ) การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับ
ใจความภาษาอังกฤษ เรื่อง Let’s read and go on สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียนขอนแก่น
วิทยายน 2 (สมาน สุเมโธ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 25 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ แบบฝึก
อ่านจับใจความภาษาอังกฤษ เรื่อง Let’s read and go on สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียน
ขอนแก่นวิทยายน 2 (สมาน สุเมโธ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 25 หลังเรียนสูงกว่าก่อน
เรียน ที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1
โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน 2 (สมาน สุเมโธ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 25 ที่มีต่อการใช้
แบบฝึกอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ เรื่อง Let’s read and go on กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่
นักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 2/1 โรงเรยี นขอนแกน่ วิทยายน 2 (สมาน สุเมโธ) ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2556
จำนวน 41 คน โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ใน
การศึกษา ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ
ภาษาอังกฤษ เรื่อง Let’s read and go on ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 8 แผน 2) แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง Let’s read and go on เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ
27
4 ตัวเลือกจำนวน 30 ขอ้ 3) แบบฝึกอา่ นจบั ใจความภาษาอังกฤษเรื่อง Let’s read and go on จำนวน 8 ชดุ
4) แบบสอบถาม ความพึงใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ลักษณะแบบ
มาตราสว่ น ประมาณคา่ 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สำหรบั การศกึ ษาในครัง้ น้ีใชร้ ูปแบบการทดลองเปน็ กล่มุ เดียว
แต่มีการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง (The One Group Pretest – Posttest Design) สถิติที่ใช้ใน การ
วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าร้อยละ (%) ทดสอบ สมมุติฐานด้วย
สถิติทดสอบที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1) ประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ
เรื่อง Let’s read and go on สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ
82.28/83.90 สงู กวา่ เกณฑ์ ทก่ี ำหนดไว้คือ 80/80 2) ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธ์ทิ างการ
เรียนของนักเรียนก่อนเรียนและ หลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ เรื่อง Let’s
read and go on สำหรบั นักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 มีคา่ คะแนนเฉลยี่ ก่อนเรยี น X = 13.00 สว่ นเบ่ียงเบน
มาตรฐาน (S.D.) = 1.69 มีค่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน X = 25.20 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 1.09
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 มีค่า t เท่ากับ
42.664** 3) ความพึงพอใจของผู้เรียนทม่ี ีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาองั กฤษ เร่อื ง Let’s read
and go on สำหรับนกั เรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 มีค่าเฉลีย่ X = 4.38 และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) =
0.66 จัดว่าผู้เรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับความพึงพอใจมาก สรุปได้ว่าแบบฝึกทักษะที่ผ่านกระบวนการ
สรา้ งท่เี ปน็ ระบบ มคี วามสอดคล้องกับความ แตกต่างระหว่างบุคคล เนอ้ื หามีความละเอยี ด ชัดเจน กิจกรรมที่
หลากหลายสามารถพฒั นาผเู้ รยี นได้ อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
ธนิษฐา พรมกอง (2556) การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 1Alternative : The Development of Reading Drills Enhancing English Reading
Comprehension for Matt Hayom Skuas 1 Students การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึก
ทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
มาตรฐาน 75/75 และเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจบั ใจความภาษาอังกฤษ ระหวา่ งกอ่ นเรยี นและหลัง
เรยี นของนักเรยี น ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 กลุ่มตวั อย่างท่ีใช้ในการวิจยั ครั้งน้ี เป็นนกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 1/2
ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนสมสะอาดสวนฝ้าย อำเภอเดชอุดม สังกัดสำนักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ห้องเรียนเป็นฐาน
ในการสุ่ม ดำเนินการทดลองแบบ One Group, Pre-test, Post-test Design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจยั ครัง้ นี้
ประกอบดว้ ย แบบฝกึ ทกั ษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ สำหรบั นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 14
ชุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีลักษณะแบบ
เลือกตอบชนดิ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่ายตั้งแต่ .42 - .80 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .21 -
.79 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .86 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
การทดสอบค่า t แบบ Dependent Samples ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ
ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 79.08/76.33 ซึ่ง
เป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษของนักเรียนที่เรียน
28
โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่า
กอ่ นเรยี นอยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดับ .01
2.10.2 งานวิจัยต่างประเทศ
Samphors Um (2013) ได้ศึกษาเกี่ยวกับความเข้าใจในการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ
สำหรับนักเรียนชั้นปีที่ 3 ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง สถาบันภาษาต่างประเทศกัมพูชา มีวัตถุประสงค์
เพื่อ 1) ศึกษาความเข้าใจในการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นปีที่ 3 ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็น
ภาษาทส่ี องสถาบันภาษาตา่ งประเทศ ประเทศกัมพชู า เกีย่ วกับความกงั วลในการอ่านและเพศมีความเก่ียวข้อง
กับการอ่านภาษาองั กฤษอยา่ งไร 2) สำรวจความกังวลในการอ่านจบั ใจความของนักเรยี น
ผลการศึกษาพบว่า 1) นักเรียนชั้นปีที่ 3 ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองมีระดับความเข้าใจในการอ่านจับ
ใจความภาษาอังกฤษต่ำ และระดับความกังวลในการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษระหว่างเพศชายและเ พศ
หญงิ ไมแ่ ตกตา่ งกนั 2) นักเรียนชนั้ ปที ี่ 3 ท่ีใช้ภาษาองั กฤษเป็นภาษาท่ีสองมีความกังวลในการอ่านจับใจความ
ภาษาองั กฤษในระดบั ปานกลาง
จากงานวิจัยทั้งหมดที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า การพัฒนาทักษะด้านการอ่านสำหรับนักเรียนที่ใช้
ภาษาองั กฤษเป็นภาษาทส่ี องนนั้ มคี วามจำเป็นอย่างยิง่ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเช่นบทเรยี นออนไลน์ หรือ
สือ่ อ่ืนๆ มาใชใ้ นการสอน มีแนวโน้มว่าจะทำใหใ้ ห้ผลการเรยี นภาษาอังกฤษหลังเรียนสงู กวา่ ก่อนเรียน และการ
ฝึกทกั ษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษน้ันสามารถพัฒนาผู้เรยี นดา้ นการใชภ้ าษาอังกฤษเป็นภาษาท่ีสองได้
ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการที่จะศึกษาเพื่อทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ดังกล่าวข้างต้น โดยเลือกใช้ประเภทของ
การเรยี นการสอนดว้ ยบทเรยี นออนไลน์
2.11 กรอบการวิจัย
ผวู้ ิจยั ไดก้ ำหนดกรอบแนวคดิ การวิจัย ดังนี้
ตวั แปรตน้ ตัวแปรตาม
แบบฝึกเสรมิ ทักษะการ ทกั ษะดา้ นการอา่ นจับ
อ่านจบั ใจความ ใจความ
29
บทที่ 3
วิธดี ำเนินการวจิ ัย
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่านจับใจความโดยใช้แบบฝึกเสริม
ทกั ษะ ระดับช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ซึ่งผศู้ ึกษาคน้ คว้าดำเนินการตามหวั ข้อ ดังน้ี
1. ขอบเขตการวิจยั
2. เคร่ืองมือท่ใี ช้ในการวจิ ยั
3. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
4. ขน้ั ตอนดำเนินการศกึ ษาค้นคว้า
5. การเก็บรวบรวมข้อมลู
6. การวิเคราะหข์ อ้ มลู
3.1 ขอบเขตการวิจัย
การศึกษาคน้ ควา้ ครัง้ นี้เปน็ การวิจยั ปฏิบตั ิการในช้ันเรยี น โดยมีขอบเขตการศึกษาค้นควา้ ดังน้ี
1.กลมุ่ เปา้ หมาย
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชุมชนบ้านหม้อ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562
จำนวน 18 คน
2.กล่มุ ตวั อย่าง
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชุมชนบ้านหม้อ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562
จำนวน 18 คน ใช้วธิ กี ารสมุ่ แบบเจาะจง
3. ขอบเขตดา้ นระยะเวลาในการดำเนินการวจิ ยั
เปน็ เวลา 7 เดือน ต้งั แต่วนั ที่ 1 กรกฎาคม 2562 ถึง 1 กมุ ภาพันธ์ 2563
4.ขอบเขตดา้ นเน้อื หาทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั คร้งั น้ีคอื
4.1 เร่ือง : Where animal lives จำนวน 4 แผน 4 ชัว่ โมง
4.2 เรือ่ ง : My Beloved Country จำนวน 4 แผน 4 ช่วั โมง
4.3 เรอ่ื ง : Get in Touch จำนวน 3 แผน 2 ชว่ั โมง
3.2 เคร่อื งมอื ท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย
เครื่องมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั ได้แก่ 1) แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 1 – 10 2) แบบทดสอบกอ่ นเรียนแบบรวม
3) แบบทดสอบหลังเรียนแบบรวม 4) แบบทดสอบกอ่ นเรียนบทที่ 1-10 5) แบบทดสอบหลังเรียนบทที่ 10
30
3.3 การสร้างและพัฒนาเครอ่ื งมือในการวิจัย
1. ออกแบบแผนการจดั การเรยี นรู้
1.1. ศึกษาหลักการและแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการ สื่อสาร
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศและคู่มือการจัด กิจกรรมการ
เรียนรู้ภาษาต่างประเทศตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ แนวคิด
และเทคนิควธิ ีการสอนทกั ษะการฟงั ดังตาราง 1
ตาราง 1 วิเคราะห์แผนการจัดการเรยี นรู้
กำหนดหน่วยการเรยี นรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 เวลาเรยี น 80 ชว่ั โมง คะแนนเตม็ 100 คะแนน
ลำดบั ช่อื มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนกั
ที่ หนว่ ยการเรียนรู้ การเรียนรู้/ (ชว่ั โมง) คะแนน
(100)
ตัวช้วี ัด
10
ต1.1 คำสั่ง คำขอร้อง คำขออนุญาต
ป.5/1, คำแนะนำ สำนวน การขอความ
ป.5/2, ช่วยเหลือ ประโยค ข้อความ ขอ
ป.5/3, และให้ข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์ต่างๆ
ป.5/4 ขนาด รูปร่าง อาหาร ที่อยู่อาศัย
ต1.2 ของสัตว์ กิจกรรมทางภาษา การ
ป.5/1, ร้องเพลง การเล่านิทาน การใช้
ป.5/2, ถ้อยคำ น้ำเสียง ท่าทาง และ
5 Where ป.5/3 มารยาททางสังคม ของเจ้าของ
Animals Live ต.1.3 ภาษา การแสดง ความรู้สึก ชอบ- 8
ป.5/1 ไม่ชอบ การค้นคว้ารวบรวมสืบค้น
ต2.1 และนำเสนอคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับ
ป.5/1, กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นจากสือ่ และ
ป.5/3 แหล่งการเรยี นร้ตู า่ งๆ
ต2.2
ป.5/1
ต3.1
ป.5/1
ต4.2
31
ลำดบั ชอื่ มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลา น้ำหนกั
ที่ หนว่ ยการเรียนรู้ การเรยี นร้/ู (ชั่วโมง) คะแนน
(100)
ตัวชวี้ ัด 10
ป.5/1 8
ต1.1 คำสั่ง คำขอร้อง คำแนะนำ ที่ใช้ใน
ป.5/1, ห้องเรียน คำ กลุ่มคำ สถานท่ี
ป.5/2, สำคัญในประเทศอาเซียน อาหาร
ป.5/3, กีฬารสชาติ อาการกระทำ สถานท่ี
ป.5/4 สำคัญในจังหวัด แหล่งท่องเที่ยว
6 My Country ต1.2 และคำขวัญ คำ/ประโยค แสดง 8
ป.5/1, ความรู้สึกและให้เหตุผล การ
ป.5/2, เปรียบเทียบความ
ป.5/5
ต.1.3
ป.5/1
ต2.2 เหมือนและความแตกต่างของ
ป.5/1, ภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของ
ป.5/2 ภาษากับของไทย การรวบรวม
ต3.1 สืบค้นข้อมูลและนำเสนอคำศัพท์ท่ี
ป.5/1 เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้
ต4.2 อนื่
ป.5/1
ต1.1 คำส่งั คำขอร้อง ขออนญุ าต แนะนำ
ป.5/1, กลุ่มคำขอ้ ความ แผนผงั สญั ลักษณ์
ป.5/2, ประเทศอาเซียนและ เครื่องหมาย
ป.5/3, เกี่ยวกับการคมนาคม ป้ายจราจร
ป.5/4 ประโยคสนทนา เรื่องสั้น การพูด
7 Get in Touch ต1.2 แสดงความคดิ เหน็ เก่ียวกับเร่ืองใกล้ 8
ป.5/1, ตัว การใช้เครื่องหมายวรรคตอน
ป.5/2 ความเหมือน และความแตกต่าง
ต1.3 ของภาษาอังกฤษกับภาษาไทย
ป.5/2, การรวบรวม
ป.5/3
32
ลำดบั ช่อื มาตรฐาน สาระสำคญั เวลา น้ำหนกั
ที่ หนว่ ยการเรียนรู้ การเรยี นร/ู้ (ชั่วโมง) คะแนน
(100)
ตวั ชวี้ ัด
ต2.2
ป.5/1
ต3.1
ป.5/1
ต4.2
ป.5/1
1.2 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เสนอผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ความ
สอดคล้อง ครอบคลุมรูปแบบ เนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนรูใ้ นแต่ละขนั้
ต้องเกี่ยวข้องกับทักษะการอ่าน มีความยากง่ายที่ เหมาะสมกับระดับชั้น และต้องให้นักเรียนได้ฝึกโดยผ่าน
ทางกิจกรรมท่สี นุกสนาน และมกี ารฝึก ทง้ั ในรปู แบบกลุ่ม รายบุคคลตามความเหมาะสม ซ่ึงมีข้ันตอนในการ
จัดกจิ กรรม ดงั นี้
1.2.1 ขั้น Pre - reading
ผู้สอนให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน และนำเสนอคำศัพท์ ประโยค
หรือข้อความบนกระดานดำ หลังจากนั้นผู้สอนอ่านคำศัพท์ ประโยค หรือข้อความให้ผู้เรียนฟังและบอก
ความหมายโดยใช้ภาพประกอบ จากนั้นให้ผู้เรียนอ่านตาม สังเกต จดจำ จดบันทึกตามครู จากนั้นครู
กำหนดการขดี เส้นใตค้ ำศัพทค์ อื
ดินสอ = คำศพั ทท์ เ่ี ปน็ ......
ปากกาแดง = คำศพั ท์ท่ีเป็น.......
ปากกานำ้ เงนิ = คำศพั ท์ทเ่ี ป็น........
จากนั้นครูให้นักเรียนใช้ดินสอขีดเส้นใต้คำศัพท์ท่ีเป็น...... ใช้ปากกาแดงขดี
เส้นใต้คำศัพท์ที่เป็น........ และใช้ปากกาน้ำเงินขีดเส้นใต้คำศัพท์ที่เป็น.......... โดยที่ครูอ่านบทความและให้
นักเรยี นชว่ ยกนั แปลทลี ะประโยค และสดุ ท้ายครูใหผ้ เู้ รียนฝึกอา่ นคำศัพท์ ประโยค หรอื ข้อความดว้ ยตนเอง
1.2.2 ขนั้ While - reading
ผู้สอนอธิบายให้ผู้เรียนทราบว่ากิจกรรมที่จะทำต่อไปนี้คือ กิจกรรมหา
คำตอบ กติกาการเล่นเกม คือ ครูจะแบ่งนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม แล้วให้นั่งเป็นวงกลมจากนั้นครูจะแจก
บทความสั้นๆ ให้ทุกกลุ่ม จากนั้นครูจะมีแผ่นชาร์ตคำถามแจกให้กลุ่มละ 1 แผ่นโดยแต่ละแผ่นจะมีคำถามท่ี
ขึ้นต้นด้วย What (อะไร) Where (ที่ไหน) When (เมื่อไร) Why (ทำไม) Who (ใคร) และ How (อย่างไร)
จากนั้นครูจะติดคำตอบไว้บนกระดานแบบไม่เรยี งคำตอบ และครูจะให้นักเรยี นแต่ละกลุ่มช่วยกนั อ่านและจับ
ใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านอีก 1 รอบ เมื่อเข้าใจเนื้อเรื่องแล้วให้นักเรียนอ่านประโยคคำถามในแผ่นชาร์ต
33
และเดินไปหยิบคำตอบที่ติดอยู่บนกระดานมาติดใต้ประโยคคำถามนั้นๆให้ถูกต้อง เมื่อหมดเวลาครูจึงให้
นักเรียนนำแผ่นชาร์ตของกลุ่มตนเองไปติดหน้าห้องโดยเรียงตามลำดับ จากนั้นครูจึงเฉลยคำตอบทีละข้อ เมื่อ
เฉลยคำตอบแล้วครจู งึ นับคะแนนของแต่ละกลุ่ม กลุ่มทไ่ี ดค้ ะแนนมากท่สี ดุ จะเปน็ กลมุ่ ชนะ
1.2.3 ขั้น post-reading
ผู้สอนแจกแบบฝึกการอ่านจับใจความ (post-test) ให้นักเรียนทุกคน
จากนั้น ผู้สอนบอกนักเรียนว่าให้ทำแบบฝึกหัดอีกครั้ง โดยครูจะให้เวลาอ่านเนื้อเรื่องและทำแบบฝึกหัด 10
นาที จากนั้นครูให้นักเรียนสลับใบงานกันตรวจ โดยครูจะเฉลยไปทีละข้อ ต่อมาครูให้นักเรียนตรวจแบบฝึก
การอ่านจับใจความ (pre-test) โดยครูจะเฉลยไปทีละข้อ จากนั้นครูให้นักเรียนเอาคะแนนก่อนเรียนและหลัง
เรยี นมาเปรียบเทยี บกนั วา่ หลังเรยี นนักเรยี นมีคะแนนเพ่ิมข้ึนหรือไม่ และเขา้ ใจการ อา่ นเพ่ิมข้นึ หรอื ไม่ สุดท้าย
ครใู ห้นกั เรยี นทบทวนคำศพั ท์ และทบทวนเกีย่ วกับบทความ อีก 1 รอบ และครถู ามนักเรียนสามารถนำความรู้
จากเร่ืองนไี้ ปใช้ในชีวิตประจำวนั ได้อย่างไรบา้ ง
2.นำชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เรอ่ื ง การพฒั นาทกั ษะด้านการอา่ นจบั ใจความของนักเรียนโดย ใชแ้ บบฝึก
เสริมทกั ษะให้ผู้เชย่ี วชาญตรวจสอบความถกู ต้องของเน้ือหาภาษา รูปแบบ และให้ข้อเสนอแนะในการปรบั ปรุง
3.ศกึ ษาชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ เรอื่ ง การพฒั นาทักษะด้านการอา่ นจับใจความของนักเรยี น โดยใชแ้ บบ
ฝกึ เสรมิ ทกั ษะให้อยใู่ นระยะ 12 สัปดาหแ์ ละให้สอดคล้องกับระดบั ความสามารถของนักเรียน
4.นำชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เรอ่ื ง การพฒั นาทักษะดา้ นการอ่านจบั ใจความของนักเรียนโดยใช้แบบฝึก
เสริมทักษะไปทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 18 คน เพื่อให้นักเรียนสามารถในการฟัง
ภาษาอังกฤษที่ดีขน้ึ ในระยะเวลา 12 สปั ดาห์
5.แบบทดสอบวดั ทักษะการอ่าน ซ่งึ เปน็ แบบฝกึ เสริมทักษะก่อนเรียนและหลังเรยี นโดยใช้รูปแบบการ
จดั การเรยี นร้ภู าษาเพอ่ื การส่อื สาร
3.4 การเก็บรวบรวมข้อมลู
การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้แบบฝึกเสริม
ทักษะ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาและเก็บข้อมูลนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
โรงเรียนชุมชนบ้านหม้อ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 เป็นเวลา 12 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง รวม
เวลา 12 ช่วั โมง โดยการดำเนินการดงั น้ี
1. เตรยี มการก่อนการทดลอง การจดั เตรยี มเครือ่ งมือและการเตรียมนักเรยี น
2. สอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ 5 เรื่อง Where Animals Live ใช้เวลา 4 ชั่วโมง กับกลุ่ม
ตัวอย่าง จำนวน 18 คน และประเมนิ โดยใช้แบบทดสอบการอา่ นกอ่ นเรียนและหลงั เรยี น
3. สอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ 6 เรื่อง My Country ใช้เวลา 4 ชั่วโมง กับกลุ่ม ตัวอย่าง
จำนวน 18 คน และประเมนิ โดยใชแ้ บบทดสอบการอ่านกอ่ นเรียนและหลงั เรียน
4. สอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ 7 เรื่อง Get in Touch ใช้เวลา 2 ชั่วโมง กับกลุ่มตัวอย่าง
จำนวน 18 คน และประเมินโดยใชแ้ บบทดสอบการอ่านก่อนเรียนและหลังเรียน
34
5. ผู้วจิ ยั นำข้อมูลจากการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ท้งั 2 แผนการจดั การเรยี นรู้ เพอื่ เตรยี มการวเิ คราะห์
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ซึ่งผู้ศึกษาได้นำหลักการและ ขั้นตอนของการ
ปฏิบัติการของ Kemmis และ McTaggart มาใช้ดำเนินการศึกษาค้นคว้า เพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่าน
จับใจความของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทกั ษะ โดยกำหนดขั้นตอนไว้ ดงั นี้
1. ขั้นวางแผน (Planning) เป็นขั้นที่ผู้วิจัยวิเคราะห์สภาพปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อหา
แนวทางในการวางแผนการจัดกจิ กรรม โดยศกึ ษาคน้ คว้าเอกสารความรู้และงานวิจัยทีเ่ ก่ียวข้องกบั การพัฒนา
ทักษะการอ่าน แนวการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการอ่าน เช่น การพัฒนาทักษะการอ่านโดยการใช้เทคนิค
5W1H การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะและศึกษาค้นคว้าการจัดการแผนการ
เรยี น และกจิ กรรมสำหรับนักเรียน เพอื่ ปรบั ปรุงการเรยี นการสอน
2. ขั้นปฏิบัติการ (Action) เป็นขั้นตอนการวิจัยลงมือจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัด การ
เรียนรทู้ ส่ี รา้ งข้นึ ตามวธิ ีการและระยะเวลาทีก่ ำหนดไว้
3. ขั้นสังเกตการณ์ (Observation) เป็นการสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นขณะปฏิบัติการจัดการ
เรียนรู้ ว่านักเรียนมีพัฒนาการทางทักษะด้านการอ่านจับใจความที่ดีขึ้นหรือไม่ โดยใช้การวดั จากแบบฝกึ เสริม
ทักษะก่อนและหลงั เรยี น และประเมนิ ผลจากแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ด้านการฟังก่อนและหลังเรียน
4. ขั้นสะท้อนผลการปฏิบัติ (Reflection) เป็นการนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา ร่วม
สรปุ ผลเพือ่ นำขอ้ มูลไปใช้ในการพัฒนา การจดั การเรยี นรู้ในวงจรปฏิบัติตอ่ ไปใหม้ คี ณุ ภาพยิง่ ขึน้
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ใช้การเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินการอ่านภาษาอังกฤษ
เป็นการประเมินการอ่านของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมแบบฝึกเสริมทักษะโดยครูผู้สอน
เป็นผสู้ รา้ งแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ด้านการอา่ นขึ้นมา
3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล
1.นำคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่อง Where Animals Live ที่สอนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะมา
เปรยี บเทียบผลการเรยี นรู้
2.นำคะแนนกอ่ นเรยี นและหลังเรยี นเร่ือง My Country ทสี่ อนด้วยแบบฝึกเสรมิ ทกั ษะมาเปรียบเทียบ
ผลการเรยี นรู้
3. นำคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่อง Get in Touch ที่สอนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะมา
เปรียบเทยี บผลการเรียนรู้
4.นำคะแนนก่อนและหลังเรียนภาพรวมเรื่อง Where Animals Live, My Country และ Get in
Touch ทสี่ อนด้วยแบบฝึกเสรมิ ทกั ษะมาเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนรู้
35
3.6 สถติ ิทีใ่ ชใ้ นการวิจยั
1) หาคา่ เฉล่ยี (Mean) ของคะแนนใช้สูตรลว้ น สายยศ และ องั คณา สายยศ (2538)
x = X/N
เม่ือ x แทน คะแนนเฉลี่ย
X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
N แทน จำนวนนกั เรียนในกลุม่ ตัวอย่าง
2) สตู รเปรยี บเทียบผลการเรียนรู้ก่อนและหลงั เรยี น
t = D
เมื่อ D nD2 – (D)2
เรียน n-1 แทน ความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับหลัง
D แทน ผลรวมของความตา่ งระหว่างคะแนนหลงั เรยี นกบั ก่อนเรยี น
D2 แทน ผลรวมกำลังสองของความตา่ งระหวา่ งคะแนนหลังเรียนกบั ก่อนเรยี น
n แทน จำนวนกลุ่มตัวอยา่ ง
df แทน n-1
3) สตู รการหาความเที่ยงตรง
IOC = R
N
เมอ่ื IOC แทน ความเที่ยงตรง
R แทน ผลรวมของคะแนนการพิจารณาของผ้เู ชยี่ วชาญ
N แทน จำนวนผูเ้ ช่ยี วชาญ
4) สตู รหาความยากงา่ ย
P = H+L
N
เมื่อ P แทน ค่าความยากงา่ ยของขอ้ สอบ
H แทน จำนวนคนกลุ่มสูงทต่ี อบถกู ในขอ้ สอบขอ้ น้นั
L แทน จำนวนคนกลุ่มต่ำทต่ี อบถกู ในข้อสอบข้อนน้ั
N แทน จำนวนคนท้งั หมดในกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ
36
5) สตู รหาค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบ
r = H-L
N/2
เม่ือ r แทน คา่ อำนาจจำแนกของขอ้ สอบ
H แทน จำนวนคนกลุ่มสงู ที่ตอบถกู ในขอ้ สอบขอ้ นั้น
L แทน จำนวนคนกลุม่ ต่ำทต่ี อบถกู ในขอ้ สอบข้อนั้น
N แทน จำนวนคนทัง้ หมดในกล่มุ สูงและกลุ่มตำ่
6) สตู รหาค่าอำนาจจำแนกของแบบสอบถาม
t= X1 -X2
เม่อื
S12 + S22 แทน คะแนนเฉล่ยี ของกล่มุ สงู
X1 n1 n2
X2 แทน คะแนนเฉลยี่ ของกลุม่ ต่ำ
S12 แทน ความแปรปรวนของกลมุ่ สงู
S22 แทน ความแปรปรวนของกลมุ่ ตำ่
n1 แทน จำนวนคนสอบของกลุม่ สงู
n2 แทน จำนวนคนสอบของกลุ่มตำ่
7) สูตรหาค่าความเช่อื มน่ั สตู ร KR-20
RKR-20 = K 1 - pq
K-1 S2
เมอื่ RKR-20 แทน คะแนนเฉลย่ี ของกลมุ่ สูง
K แทน คะแนนเฉลย่ี ของกลมุ่ ต่ำ
p แทน ความแปรปรวนของกลมุ่ สูง
q แทน ความแปรปรวนของกลมุ่ ต่ำ
S2 แทน จำนวนคนสอบของกลุ่มสูง
37
บทท่ี 4
ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู
การวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนชุมชนบ้านหม้อ ผู้วิจัยได้นำเสนอ
ผลการวิจยั เป็น 2 ตอนดังนี้
ตอนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ของ
นักเรียนกลุ่มตวั อย่างก่อนและหลังใชช้ ดุ การสอนการอา่ นจบั ใจความชดุ ท่ี 1 -10
ตอนที่ 2 การวเิ คราะห์ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นร้เู รอ่ื ง Where Animals Live, My Country และ Get
in Touch ก่อนและหลงั เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ
4.1 ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู
ตอนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ
ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังใช้ชุดการสอนการอ่านจับใจความชุดที่ 1 -10 ผู้วิจัยได้ดำเนินการ
ดงั น้ี
ขั้นการใช้แบบฝึกเสริมทักษะกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 18 คน ผู้วิจัยนำแบบฝึกเสริมทักษะไป
ทดลองใช้กับนักเรียน 18 คน จากนั้นให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ
จากนัน้ นำคะแนนมาหาค่าร้อยละ ปรากฏผลดงั แสดงในตาราง 1-10
ตางราง 1 คะแนนแบบทดสอบก่อนและหลงั การใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ชุดที่ 1 เรอื่ ง Wild animal ดว้ ยแบบ
ฝกึ เสริมทักษะ
การทดสอบ N X ∑ ∑ t
ก่อนเรียน ชดุ ท่ี 1 18 1.88 107 279 32.178**
หลังเรยี น ชุดที่ 1 18 4.55
**มนี ัยสำคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดับ .05
จากตารางที่ 1 พบว่า ผลเปรยี บเทยี บทางการเรียนของนักเรยี นท่เี รยี นด้วยแบบฝกึ เสรมิ ทักษะ หลงั เรียนสงู กว่า
กอ่ นเรียน อย่างมีนยั สำคญั ทางสถิติที่ระดบั .05
38
ตางราง 2 คะแนนแบบทดสอบก่อนและหลงั การใชแ้ บบฝึกเสริมทกั ษะ ชุดที่ 2 เรื่อง Sea animal ด้วยแบบ
ฝึกเสรมิ ทกั ษะ
การทดสอบ N X ∑ ∑ T
กอ่ นเรียน ชดุ ท่ี 2 18 1.85 112 326 31.406**
หลงั เรยี น ชดุ ท่ี 2 18 4.65
**มีนยั สำคัญทางสถิติท่รี ะดับ .05
จากตารางที่ 2 พบว่า ผลเปรยี บเทยี บทางการเรยี นของนักเรยี นที่เรียนด้วยแบบฝกึ เสรมิ ทักษะ หลงั เรียนสงู กวา่
กอ่ นเรียน อยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถติ ิที่ระดับ .05
ตางราง 3 คะแนนแบบทดสอบก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ชดุ ที่ 3 เร่ือง Mammals ด้วยแบบฝึก
เสรมิ ทกั ษะ
การทดสอบ N X ∑ ∑ T
กอ่ นเรยี น ชุดท่ี 3 18 1.78 111 325 26.602**
หลงั เรียน ชุดที่ 3 18 4.55
**มีนัยสำคัญทางสถิติทร่ี ะดับ .05
จากตารางท่ี 3 พบว่า ผลเปรยี บเทยี บทางการเรยี นของนกั เรยี นทเ่ี รยี นด้วยแบบฝึกเสริมทกั ษะ หลังเรียนสงู กว่า
ก่อนเรียน อยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดบั .05
ตางราง 4 คะแนนแบบทดสอบก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ชุดท่ี 4 เรอื่ ง Comparison ดว้ ยแบบ
ฝึกเสรมิ ทกั ษะ
การทดสอบ N X ∑ ∑ T
ก่อนเรยี น ชดุ ที่ 4 18 1.78 121 389 24.924**
หลังเรยี น ชดุ ที่ 4 18 4.80
**มีนยั สำคัญทางสถิติทีร่ ะดบั .05
จากตารางท่ี 4 พบวา่ ผลเปรยี บเทยี บทางการเรียนของนกั เรยี นทเี่ รียนด้วยแบบฝึกเสริมทกั ษะ หลังเรยี นสูงกว่า
ก่อนเรยี น อย่างมนี ยั สำคัญทางสถติ ทิ ่ีระดับ .05
39
ตางราง 5 คะแนนแบบทดสอบก่อนและหลังการใช้แบบฝกึ เสริมทักษะ ชุดที่ 5 เรอ่ื ง My Country ด้วยแบบ
ฝึกเสริมทักษะ
การทดสอบ N X ∑ ∑ T
ก่อนเรยี น ชุดท่ี 5 18 2.05 114 336 33.787**
หลังเรยี น ชุดท่ี 5 18 4.90
**มีนยั สำคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .05
จากตารางที่ 5 พบว่า ผลเปรียบเทียบทางการเรยี นของนักเรยี นที่เรยี นด้วยแบบฝกึ เสริมทกั ษะ หลงั เรยี นสูงกว่า
ก่อนเรยี น อยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .05
ตางราง 6 คะแนนแบบทดสอบก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ชุดที่ 6 เรื่อง ASEAN ด้วยแบบฝึก
เสรมิ ทกั ษะ
การทดสอบ N X ∑ ∑ T
กอ่ นเรียน ชุดท่ี 6 18 1.98 108 300 36.795**
หลงั เรยี น ชุดที่ 6 18 4.68
**มีนยั สำคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดบั .05
จากตารางที่ 6 พบวา่ ผลเปรียบเทยี บทางการเรียนของนกั เรียนท่ีเรียนด้วยแบบฝึกเสรมิ ทกั ษะ หลงั เรียนสงู กวา่
กอ่ นเรยี น อยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิติท่ีระดบั .05
ตางราง 7 คะแนนแบบทดสอบก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ชุดที่ 7 เรื่อง Christmas Day ด้วย
แบบฝึกเสรมิ ทกั ษะ
การทดสอบ N X ∑ ∑ T
กอ่ นเรยี น ชดุ ที่ 7 18 2.85 82 170 58.741
หลังเรยี น ชุดที่ 7 18 4.90
**มีนัยสำคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดับ .05
จากตารางที่ 7 พบว่า ผลเปรยี บเทยี บทางการเรยี นของนกั เรยี นท่เี รยี นดว้ ยแบบฝกึ เสรมิ ทักษะ หลังเรียนสงู กว่า
กอ่ นเรยี น อยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดบั .05
40
ตางราง 8 คะแนนแบบทดสอบก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ชุดที่ 8 เรื่อง Loy Krathong Day
ดว้ ยแบบฝึกเสรมิ ทกั ษะ
การทดสอบ N X ∑ ∑ T
กอ่ นเรียน ชดุ ท่ี 8 18 2.80 78 154 55.875
หลังเรียน ชุดที่ 8 18 4.75
**มนี ัยสำคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดบั .05
จากตารางท่ี 8 พบวา่ ผลเปรยี บเทียบทางการเรยี นของนักเรียนท่ีเรียนดว้ ยแบบฝกึ เสริมทกั ษะ หลงั เรียนสงู กว่า
ก่อนเรียน อย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดับ .05
ตางราง 9 คะแนนแบบทดสอบก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ชุดที่ 9 เรื่อง Transportation ด้วย
แบบฝกึ เสรมิ ทักษะ
การทดสอบ N X ∑ ∑ T
ก่อนเรียน ชุดที่ 9 18 2.93 77 151 45.642**
หลงั เรยี น ชดุ ท่ี 9 18 4.85
**มนี ยั สำคญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดับ .05
จากตารางที่ 9 พบวา่ ผลเปรยี บเทยี บทางการเรยี นของนกั เรียนทีเ่ รยี นดว้ ยแบบฝึกเสริมทกั ษะ หลังเรียนสงู กว่า
ก่อนเรียน อย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติทีร่ ะดับ .05
ตางราง 10 คะแนนแบบทดสอบก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ชุดที่ 10 เรื่อง The Road Signs
ดว้ ยแบบฝึกเสริมทักษะ
การทดสอบ N X ∑ ∑ T
ก่อนเรยี น ชุดท่ี 10 18 2.88 85 185 40.127**
หลงั เรียน ชุดที่ 10 18 5.00
**มนี ยั สำคญั ทางสถิติทีร่ ะดบั .05
จากตารางที่ 10 พบวา่ ผลเปรยี บเทียบทางการเรียนของนักเรียนทีเ่ รยี นด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ หลัง เรียนสูง
กวา่ กอ่ นเรยี น อยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถติ ิที่ระดับ .05
41
ดังนั้น การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ของ
นักเรียนกลุ่มตัวอย่างก่อนเรียนและหลังโดยใช้ชุดการสอนการอ่านจับใจความชุดที่ 1 -10 ดังตารางที่ 1-10
พบวา่ ผลการของนกั เรยี นหลงั เรียนสงู กวา่ ก่อนเรียน ซึ่งเป็นไปตามสมมตฐิ านข้อท่ี 1
ตอนท่ี 2 การวเิ คราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้เรื่อง Where Animals Live, My Country และ Get in
Touch กอ่ นและหลัง เรยี นด้วยแบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะ ผู้วจิ ัยได้ดำเนนิ การดังน้ี
ข้ันการใชแ้ บบฝึกเสริมทักษะกบั กลุ่มตวั อยา่ งจำนวน 18 คน ผู้วิจยั นำแบบฝึกเสริมทักษะไปทดลองใช้
กบั นักเรียน 18 คน จากนน้ั ใหน้ กั เรียนทำแบบทดสอบก่อนและหลังเรยี นชุดรวม โดยการใชแ้ บบฝกึ เสริมทักษะ
จากน้นั นำคะแนนมาหาคา่ รอ้ ยละ ปรากฏผลดงั แสดงในตาราง 11
ตาราง 11 การเปรยี บเทียบความแตกตา่ งของคะแนนเฉลยี่ ก่อนและหลงั การเรียนดว้ ยแบบฝกึ เสริมทกั ษะ
การทดสอบ N ̅ ∑ ∑ T
ก่อนเรยี น 18 9.65 351 3091 107.327**
หลังเรียน 18 18.20
** มีนัยสำคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .01
จากตาราง 11 พบวา่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรยี นท่ีเรียนดว้ ยแบบฝึกเสริมทักษะหลังเรียนสูงกว่าก่อน
เรยี น อย่างมีนัยสำคญั ทางสถติ ิที่ระดบั .01
ดงั นัน้ จะเห็นได้วา่ การใชแ้ บบฝึกเสริมทกั ษะทดสอบก่อนและหลังเรยี นชดุ รวมกับกลมุ่ ตัวอยา่ ง พบว่า
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งเป็นไปตาม
สมมตฐิ านข้อท่ี 2
42
บทท่ี 5
สรปุ อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
การวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ของ
นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรยี นชุมชนบ้านหม้อ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ ปรียบเทียบผล
การเรียนรู้ เรอื่ ง Where Animals Live, My Country และ Get in Touch กอ่ นเรยี นและหลงั เรยี นด้วยแบบ
ฝึกเสริมทักษะ และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง Where Animals Live, My Country และ
Get in Touch ก่อนเรยี นและหลังเรยี นดว้ ยแบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปีท่ี
5 โรงเรยี นชุมชนบ้านหม้อ ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2562 จำนวน 18 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ มีดังต่อไปนี้ ได้แก่ แผนการสอนเพลงภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชน้ั
ประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 10 ชุด และ แบบทดสอบวัดความสามารถสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
จำนวน 20 ชุด ผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการทดลองกับเป้าหมายการวิจัยด้วยตนเอง ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา
2562 ผวู้ ิจยั เร่มิ ดำเนินการทดลองดว้ ยการทดสอบความสามารถทางดา้ นภาษาองั กฤษก่อนการใชแ้ บบฝึกเสริม
ทกั ษะ โดยให้กลมุ่ ตวั อย่างทดลองใช้แบบทดสอบความสามารถท่ีผูว้ ิจยั สร้างข้นึ และหาคุณภาพแลว้ ต่อจากน้ัน
ให้กลุ่มตัวอยา่ งได้ทำสอบความสามารถการอ่านจับใจความโดยใหท้ ำแบบทดสอบกอ่ นเรียน หลังจากนั้นจึงให้
ศึกษาการอา่ นจับใจความทง้ั 10 บทเรยี น โดยแตล่ ะบทจะมีแบบทดสอบย่อยก่อนเรยี นและหลังเรียนเม่ือศึกษา
บทเรยี นครบทง้ั 10 บท ครูจงึ ให้นกั เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนโดยใชแ้ บบทดสอบฉบบั เดียวกบั แบบทดสอบ
ก่อนเรียน จากนั้นนำคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบทั้งหมด มาวิเคราะห์โดยวิธีทางสถิติเพื่อตรวจสอบ
สมมุติฐาน กล่าวคือการเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ เรื่อง Where Animals Live, My Country และ Get in
Touch ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ และการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง
Where Animals Live, My Country และ Get in Touch ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ
แลว้ นำไปแปลความหมายค่าระดบั ตามเกณฑท์ ่ีกำหนดไว้
5.1 สรปุ ผลการวจิ ัย
จากการศกึ ษาและวิเคราะห์ขอ้ มูลการวิจัยสามารถสรุปผลไดด้ งั ต่อไปน้ี
ผลการเรยี นรขู้ องนักเรียนทเี่ รียนด้วยชุดการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะชุดท่ี 1 มี
ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.85/4.55 และค่า t-test เท่ากับ 32.178** อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงสรุปได้
ว่านกั เรียนมีผลการเรียนรูท้ ด่ี ี
ผลการเรยี นรขู้ องนักเรียนที่เรียนดว้ ยชุดการสอนโดยใชแ้ บบฝึกเสริมทักษะชุดที่ 2 มี
ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.85/4.65 และค่า t-test เท่ากับ 31.406** อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทีร่ ะดับ .05 จึงสรุปได้
วา่ นักเรียนมผี ลการเรียนรทู้ ีด่ ี
ผลการเรียนรู้ของนักเรียนท่ีเรยี นด้วยชุดการสอนโดยใช้แบบฝกึ เสริมทกั ษะชุดที่ 3 มีค่าเฉลย่ี
เท่ากับ 1.78/4.55 และค่า t-test เท่ากับ 26.602** อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงสรุปได้ว่า
นักเรียนมผี ลการเรยี นรู้ทด่ี ี
43
ผลการเรียนรู้ของนักเรียนท่ีเรียนด้วยชุดการสอนโดยใชแ้ บบฝึกเสริมทกั ษะชุดที่ 4 มีค่าเฉลี่ย
เท่ากับ 1.78/4.80 และค่า t-test เท่ากับ 24.924** อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงสรุปได้ว่า
นักเรียนมีผลการเรยี นรู้ที่ดี
ผลการเรียนรู้ของนักเรยี นที่เรยี นด้วยชุดการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะชุดที่ 5 มีค่าเฉลี่ย
เท่ากับ 2.05/4.90 และค่า t-test เท่ากับ 33.787** อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงสรุปได้ว่า
นกั เรยี นมีผลการเรยี นรูท้ ดี่ ี
ผลการเรียนรู้ของนักเรยี นที่เรียนด้วยชุดการสอนโดยใชแ้ บบฝกึ เสริมทกั ษะชดุ ที่ 6 มีค่าเฉล่ีย
เท่ากับ 1.98/4.68 และค่า t-test เท่ากับ 36.795** อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงสรุปได้ว่า
นักเรียนมีผลการเรียนรู้ที่ดี
ผลการเรียนรู้ของนักเรียนท่ีเรียนด้วยชดุ การสอนโดยใช้แบบฝกึ เสริมทักษะชดุ ที่ 7 มีค่าเฉลี่ย
เท่ากับ 2.85/4.90 และค่า t-test เท่ากับ 58.741** อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงสรุปได้ว่า
นกั เรียนมีผลการเรียนรู้ที่ดี
ผลการเรียนรู้ของนักเรียนทีเ่ รียนดว้ ยชุดการสอนโดยใช้แบบฝกึ เสริมทกั ษะชุดท่ี 8 มีค่าเฉล่ยี
เท่ากับ 2.80/4.75 และค่า t-test เท่ากับ 55.875** อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงสรุปได้ว่า
นักเรยี นมผี ลการเรยี นรทู้ ดี่ ี
ผลการเรียนรู้ของนักเรยี นที่เรียนด้วยชุดการสอนโดยใชแ้ บบฝกึ เสริมทักษะชุดที่ 9 มีค่าเฉล่ยี
เท่ากับ 2.93/4.85 และค่า t-test เท่ากับ 45.642** อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงสรุปได้ว่า
นักเรียนมีผลการเรียนรทู้ ่ีดี
ผลการเรยี นร้ขู องนกั เรียนที่เรียนดว้ ยชดุ การสอนโดยใชแ้ บบฝึกเสริมทักษะชดุ ท่ี 10 มีคา่ เฉล่ีย
เท่ากับ 2.88/5.00 และค่า t-test เท่ากับ 40.127** อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงสรุปได้ว่า
นกั เรยี นมีผลการเรยี นรู้ที่ดี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะมี
ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.65/18.20 และค่า t-test เท่ากับ 107.327** ซึ่งคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี
นยั สำคญั ทางสถิติท่ีระดบั .01 จงึ สรุปไดว้ ่านักเรยี นมีผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นทดี่ ี
5.2 การอภิปรายผล
จากการวเิ คราะห์ขอ้ มลู สามารถนำมาอภปิ รายผลได้ดังต่อไปนี้
ผลการเรียนรู้ของนักเรียนท่ีเรียนด้วยชุดการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะชุดที่ 1 มีค่าเฉลีย่
เท่ากับ 1.85/4.55 และค่า t-test เท่ากับ 32.178** อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงสรุปได้ว่า
นักเรียนมีผลการเรียนรู้ที่ดี ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานข้อที่ 1 ที่ตั้งไว้เพราะแบบฝึกเสริมทักษะชุดที่ 1 มีความ
เหมาะสมกับนักเรียนและมีความยากง่ายในระดับปานกลาง และสอดคล้องกับวิจัยของ มะลิวรรณ เรยมศร
(2559) การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 6 Development In Practices Of Reading Skills To Identify The Key Words And
44
Main Idea Of Sentences For Improve A Student’s Reading In Primary School Of Level 6th
Grade. การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการอ่านจับ ใจความของ
นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรียนเพชรถนอม สำนักงานเขตลาดพร้าว กลมุ่ ตัวอยา่ ง จำนวน 30 คน โดย
ใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 (E1 /E2) และเพื่อ
เปรยี บเทยี บทักษะการอา่ นจับใจความ ระหวา่ งกอ่ นเรียน และหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ
เครื่องมือที่ใช้คือ 1) แบบฝึกทักษะการ อ่านจับใจความ 2) แบบวัดทักษะการอ่านจับใจความ 3) แผนการ
จัดการเรียนรู้การอ่านจับ ใจความ ใช้วิธีการวิจัยรูปแบบทดลองในการเก็บข้อมูลแบบ One-Group Pretest-
Posttest Design ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) การทำแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนมี
ประสิทธิภาพกระบวนการ E1=84.27 ประสิทธิภาพผลลัพธ์ E2=90.60 แบบฝึกมีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์
มาตรฐานที่ตั้งไว้ E1/E2 = 84.27/90.60 2) ผลคะแนนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึก ทักษะการอ่านจับใจความสูง
กว่ากอ่ นเรยี นโดยแตกต่างอยา่ งมนี ยั ทางสถิตทิ ี่ ระดบั 0.05
ผลการเรียนรู้ของนักเรียนท่ีเรยี นด้วยชุดการสอนโดยใช้แบบฝกึ เสริมทักษะชุดที่ 2 มีค่าเฉลีย่
เท่ากับ 1.85/4.65 และค่า t-test เท่ากับ 31.406** อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงสรุปได้ว่า
นักเรียนมีผลการเรียนรู้ท่ีดี ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานข้อที่ 1 ที่ตั้งไว้เพราะแบบฝึกเสริมทักษะชุดที่ 2 มีความ
เหมาะสมกับนักเรียนและมีความยากง่ายในระดับปานกลาง และสอดคล้องกับวิจัยของ ภัทรานิษฐ์ ปรีชญา
พงษเ์ จรญิ (2556) การพัฒนาทักษะการอ่านจบั ใจความภาษาองั กฤษ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอา่ นจับใจความ
เรื่อง Let’s read and go on ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ
ภาษาอังกฤษ เรื่อง Let’s read and go on มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 82.28/83.90 สูงกว่าเกณฑ์ ท่ี
กำหนดไว้คือ 80/80 ผลการเปรยี บเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและ
หลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ เรื่อง Let’s read and go on มีค่าคะแนน
เฉลี่ยก่อนเรียน X = 13.00 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 1.69 มีค่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน X = 25.20
สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 1.09 ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรยี นสูงกว่าก่อนเรียน อยา่ งมนี ัยสำคัญทาง
สถิติ ที่ระดับ .05 มีค่า t เท่ากับ 42.664** สรุปได้ว่าแบบฝึกทักษะที่ผ่านกระบวนการสร้างที่เป็นระบบ มี
ความสอดคล้องกบั ความ แตกต่างระหวา่ งบคุ คล เนือ้ หามีความละเอยี ด ชัดเจน กิจกรรมท่ีหลากหลายสามารถ
พฒั นาผเู้ รียนได้ อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
ผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนโดยใชแ้ บบฝกึ เสริมทกั ษะชุดที่ 3 มีค่าเฉลี่ย
เท่ากับ 1.78/4.55 และค่า t-test เท่ากับ 26.602** อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงสรุปได้ว่า
นักเรียนมีผลการเรียนรู้ที่ดี ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานข้อที่ 1 ที่ตั้งไว้เพราะแบบฝึกเสริมทักษะชุดที่ 3 มีความ
เหมาะสมกับนักเรียนและมีความยากง่ายในระดับปานกลาง และสอดคล้องกับวิจัยของ ธนิษฐา พรมกอง
(2556) การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
1Alternative : The Development of Reading Drills Enhancing English Reading Comprehension
for Matt Hayom Skuas 1 Students การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับ
ใจความภาษาองั กฤษ สำหรบั นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 และ
45
เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรยี นของนักเรียน ช้ัน
มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 กลุม่ ตัวอยา่ งที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เปน็ นกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1/2 ที่กำลังศึกษาในภาค
เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนสมสะอาดสวนฝ้าย อำเภอเดชอุดม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
อุบลราชธานี เขต 5 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการส่มุ อยา่ งง่าย โดยใชห้ อ้ งเรยี นเปน็ ฐานในการสุม่ ดำเนินการ
ทดลองแบบ One Group, Pre-test, Post-test Design เคร่อื งมือที่ใช้ในการวจิ ัยครั้งนป้ี ระกอบดว้ ย แบบฝึก
ทกั ษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 จำนวน 14 ชุด และแบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีลักษณะแบบเลือกตอบชนิด 4
ตัวเลอื ก จำนวน 40 ข้อ ซึง่ มคี ่าความยากงา่ ยต้งั แต่ .42 - .80 คา่ อำนาจจำแนกตง้ั แต่ .21 - .79 และมคี า่ ความ
เชื่อมั่นเท่ากับ .86 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t
แบบ Dependent Samples ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ สำหรับ
นักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 1 ทผี่ วู้ จิ ยั สร้างขึน้ มปี ระสทิ ธิภาพเท่ากบั 79.08/76.33 ซง่ึ เปน็ ไปตามเกณฑ์ 75/75
ทก่ี ำหนดไว้ 2. ผลสมั ฤทธิท์ างการอา่ นจบั ใจความภาษาองั กฤษของนกั เรยี นท่เี รยี นโดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะการอ่าน
จับใจความภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรยี นอย่างมีนัยสำคัญทาง
สถิติทีร่ ะดับ .01
ผลการเรียนรู้ของนักเรียนทีเ่ รียนด้วยชดุ การสอนโดยใช้แบบฝกึ เสริมทักษะชุดที่ 4 มีค่าเฉลย่ี
เท่ากับ 1.78/4.80 และค่า t-test เท่ากับ 24.924** อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงสรุปได้ว่า
นักเรียนมีผลการเรียนรู้ที่ดี ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานข้อที่ 1 ที่ตั้งไว้เพราะแบบฝึกเสริมทักษะชุดที่ 4 มีความ
เหมาะสมกับนักเรียนและมีความยากง่ายในระดับปานกลาง และสอดคล้องกับวิจัยของ มะลิวรรณ เรยมศร
(2559) การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความ ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 6 Development In Practices Of Reading Skills To Identify The Key Words And
Main Idea Of Sentences For Improve A Student’s Reading In Primary School Of Level 6th
Grade. การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการอ่านจับ ใจความของ
นกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 โรงเรียนเพชรถนอม สำนักงานเขตลาดพรา้ ว กล่มุ ตวั อย่าง จำนวน 30 คน โดย
ใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 (E1 /E2) และเพ่ือ
เปรียบเทยี บทักษะการอา่ นจับใจความ ระหวา่ งกอ่ นเรียน และหลงั เรยี นด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ
เครื่องมือที่ใช้คือ 1) แบบฝึกทักษะการ อ่านจับใจความ 2) แบบวัดทักษะการอ่านจับใจความ 3) แผนการ
จัดการเรียนรู้การอ่านจับ ใจความ ใช้วิธีการวิจัยรูปแบบทดลองในการเก็บข้อมูลแบบ One-Group Pretest-
Posttest Design ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) การทำแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนมี
ประสิทธิภาพกระบวนการ E1=84.27 ประสิทธิภาพผลลัพธ์ E2=90.60 แบบฝึกมีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์
มาตรฐานที่ตั้งไว้ E1/E2 = 84.27/90.60 2) ผลคะแนนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึก ทักษะการอ่านจับใจความสูง
กว่ากอ่ นเรยี นโดยแตกต่างอย่างมีนัยทางสถิตทิ ี่ ระดบั 0.05
ผลการเรียนรู้ของนักเรยี นท่ีเรยี นด้วยชุดการสอนโดยใชแ้ บบฝกึ เสริมทกั ษะชุดที่ 5 มีค่าเฉล่ีย
เท่ากับ 2.05/4.90 และค่า t-test เท่ากับ 33.787** อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงสรุปได้ว่า
46
นักเรียนมีผลการเรียนรู้ที่ดี ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานข้อที่ 1 ที่ตั้งไว้เพราะแบบฝึกเสริมทักษะชุดที่ 5 มีความ
เหมาะสมกับนักเรียนและมีความยากง่ายในระดับปานกลาง และสอดคล้องกับวิจัยของ มะลิวรรณ เรยมศร
(2559) การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความ ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 6 Development In Practices Of Reading Skills To Identify The Key Words And
Main Idea Of Sentences For Improve A Student’s Reading In Primary School Of Level 6th
Grade. การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการอ่านจับ ใจความของ
นักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรยี นเพชรถนอม สำนกั งานเขตลาดพร้าว กลมุ่ ตัวอย่าง จำนวน 30 คน โดย
ใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 (E1 /E2) และเพื่อ
เปรยี บเทียบทักษะการอา่ นจับใจความ ระหวา่ งกอ่ นเรียน และหลงั เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ
เครื่องมือที่ใช้คือ 1) แบบฝึกทักษะการ อ่านจับใจความ 2) แบบวัดทักษะการอ่านจับใจความ 3) แผนการ
จัดการเรียนรู้การอ่านจับ ใจความ ใช้วิธีการวิจัยรูปแบบทดลองในการเก็บข้อมูลแบบ One-Group Pretest-
Posttest Design ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) การทำแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนมี
ประสิทธิภาพกระบวนการ E1=84.27 ประสิทธิภาพผลลัพธ์ E2=90.60 แบบฝึกมีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์
มาตรฐานที่ตั้งไว้ E1/E2 = 84.27/90.60 2) ผลคะแนนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึก ทักษะการอ่านจับใจความสูง
กวา่ กอ่ นเรียนโดยแตกต่างอย่างมีนัยทางสถิตทิ ่ี ระดบั 0.05
ผลการเรียนรู้ของนักเรยี นท่ีเรียนด้วยชุดการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทกั ษะชดุ ที่ 6 มีค่าเฉลี่ย
เท่ากับ 1.98/4.68 และค่า t-test เท่ากับ 36.795** อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงสรุปได้ว่า
นักเรียนมีผลการเรียนรู้ที่ดี ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานข้อที่ 1 ที่ตั้งไว้เพราะแบบฝึกเสริมทักษะชุดที่ 6 มีความ
เหมาะสมกับนักเรียนและมีความยากง่ายในระดับปานกลาง และสอดคล้องกับวิจัยของ มะลิวรรณ เรยมศร
(2559) การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความ ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 6 Development In Practices Of Reading Skills To Identify The Key Words And
Main Idea Of Sentences For Improve A Student’s Reading In Primary School Of Level 6th
Grade. การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการอ่านจับ ใจความของ
นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรยี นเพชรถนอม สำนกั งานเขตลาดพร้าว กล่มุ ตัวอยา่ ง จำนวน 30 คน โดย
ใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 (E1 /E2) และเพ่ือ
เปรียบเทยี บทักษะการอ่านจับใจความ ระหว่างกอ่ นเรียน และหลงั เรียนดว้ ยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ
เครื่องมือที่ใช้คือ 1) แบบฝึกทักษะการ อ่านจับใจความ 2) แบบวัดทักษะการอ่านจับใจความ 3) แผนการ
จัดการเรียนรู้การอ่านจับ ใจความ ใช้วิธีการวิจัยรูปแบบทดลองในการเก็บข้อมูลแบบ One-Group Pretest-
Posttest Design ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) การทำแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนมี
ประสิทธิภาพกระบวนการ E1=84.27 ประสิทธิภาพผลลัพธ์ E2=90.60 แบบฝึกมีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์
มาตรฐานที่ตั้งไว้ E1/E2 = 84.27/90.60 2) ผลคะแนนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึก ทักษะการอ่านจับใจความสูง
กวา่ ก่อนเรยี นโดยแตกต่างอย่างมนี ยั ทางสถติ ทิ ่ี ระดบั 0.05