The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ปิยะนุช อินทรสร้อย, 2024-01-30 23:48:55

วิจัยในชั้นเรียน

วิจัยในชั้นเรียน

ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ต่อความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์วิชาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปิยะนุช อินทรสร้อย รายงานการวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปและฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


ก เรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ต่อความสามารถในการ คิดวิเคราะห์วิชาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ผู้ท าวิจัย นางสาวปิยะนุช อินทรสร้อย สาขาวิชา วิทยาศาสตร์ทั่วไปและฟิสิกส์ ปีการศึกษา 2566 อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ผศ.ดร.จันทร์จิรา จูมพลหล้า บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง งานและพลังงาน ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง งาน และพลังงาน มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนร้อยละ70 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1 ห้องเรียน จ านวน นักเรียน 37 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกอย่างเจาะจง (Purposive sampling) แบบแผนการวิจัยคือ One Group Pretest-Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการทดสอบผลความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 7.60 คิดเป็นร้อยละ 37.96 และ คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 14.68 คิดเป็นร้อยละ 73.43 ซึ่งไม่น้อยกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 เป็นไป ตามสมมติฐานของการวิจัย ค าส าคัญ : การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน , ความสามารถในการคิดวิเคราะห์


ข กิตติกรรมประกาศ การท าวิจัยในครั้งนี้ส าเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เริ่มโดยตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มต้นจนกระทั่งเสร็จ สมบูรณ์ ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงในความอนุเคราะห์ตรวจแก้ไข ให้ความคิดเห็น และความรู้ เกี่ยวกับงานวิจัยเป็นอย่างดีจาก ผศ.ดร.จันทร์จิรา จูมพลหล้า อาจารย์ที่ปรึกษา และอาจารย์สาขา วิทยาศาสตร์ทุกท่าน ขอขอบพระคุณท่านผู้อ านวยการโรงเรียน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ครูพี่เลี้ยง และคณะครูทุกท่านที่ให้ค าปรึกษาและมีส่วนช่วยจนท าให้งานวิจัยส าเร็จบรรลุ ล่วงได้ด้วยดี ตลอดจนขอขอบคุณนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ทุกคนและบุคคลที่ไม่ได้เอ่ยนามที่มีส่วน เกี่ยวข้องที่ให้ความช่วยเหลือในการท าวิจัยครั้งนี้จนส าเร็จได้ สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณบิดามารดาที่ให้ความอนุเคราะห์ ให้ค าแนะน ากับผู้ท าวิจัย จนท าให้ เกิดแรงผลักดันในการท าวิจัย จนท าให้งานวิจัยเสร็จสมบูรณ์ ปิยะนุช อินทรสร้อย


ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง จ สารบัญภาพ ฉ บทที่ 1 บทน า 1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1 สมมติฐานการวิจัย 1 ขอบเขตของการวิจัย 2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 4 ตัวแปรที่ศึกษา 2 เนื้อหาในการวิจัย 2 ระยะเวลาในการวิจัย 2 นิยามศัพท์เฉพาะ 2 ประโยชน์ที่จะได้รับ 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 9 การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน 18 ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 24 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 32 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย 34 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 34 แบบแผนการทดลอง 34 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 34 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 34 การเก็บรวบรวมข้อมูล 37


ง สารบัญ (ต่อ) หน้า การวิเคราะห์ข้อมูล 38 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 38 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 38 ผลการวิจัย 38 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 40 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 40 สมมติฐานของการวิจัย 40 วิธีด าเนินการวิจัย 40 อภิปรายผลการวิจัย 40 ข้อเสนอแนะ 42 บรรณานุกรม 43 ภาคผนวก ภาคผนวก ก แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และแบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา 47 ภาคผนวก ข รายนามผู้เชี่ยวชาญในการตรวจเครื่องมือวิจัย การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง ( IOC ) ของแผนการจัดการเรียนรู้ และความยาก อ านาจจ าแนก และความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัด ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 79 ภาคผนวก ค ผลคะแนนแบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียนและหลังเรียน 94 ภาคผนวก ง ภาพประกอบการวิจัย 95 ประวัติผู้วิจัย 96


จ สารบัญตาราง หน้า


ฉ สารบัญภาพ (ถ้ามี) หน้า


บทที่ 1 บทน า ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหาการวิจัย วิชาฟิสิกส์เป็นวิชาวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่ส าคัญ อย่างยิ่งต่อการพัฒนาความรู้พื้นฐาน และการน าไปใช้ในวิชาต่าง ๆ มุ่งเน้นให้้ผู้ดเรียนน าความรู้ไปใช้ในชีวิตประจ าวัน ให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจและสามารถน าไปประยุกต์ใชในชีวิตประจ าวันได้อย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้วิชาฟิสิกส์ ยังเป็นพื้นฐานการศึกษา ปัจจุบัน พบว่า การสอนฟิสิกส์ยังมีลักษณะที่เน้นครูเป็นศูนย์กลางมุ่งเน้น ให้ ผู้เรียนจดจ าท าให้ผู้เรียนขาดความรู้ความเข้าใจหลักการพื้นฐานทางฟิสิกส์(สุระ วุฒิพรม, 2547, หน้า 20) ฟิสิกส์เป็นวิชาที่ว่าด้วยเรื่องของความพยายามท าความเข้าใจกับธรรมชาติรวมถึงปรากฏการณ์ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา เริ่มจากการศึกษาธรรมชาติรอบตัวเราตั้งแต่อากาศการเกิดพายุฝน ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ดวงดาวบนท้องฟ้ารวมไปถึงเครื่องอ านวยความสะดวกในอาคารบ้านเรือน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เตาไมโครเวฟ เครื่องปรับอากาศ ตลอดจนการสื่อสารและการคมนาคมขนส่ง ตั้งแต่วิทยุโทรทัศน์ โทรศัพท์ ดาวเทียม รถยนต์ เครื่องบิน จรวดคอมพิวเตอร์หรือแม้กระทั้งงานทางการแพทย์การทหาร อุตสาหกรรม วงการบันเทิงและการศึกษาล้วนอาศัยความรู้ฟิสิกส์ทั้งสิ้น (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระ จอมเกล้าธนบุรี, 2558) ในปัจจุบันพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ ไม่ประสบผลส าเร็จในการเรียนวิชาฟิสิกส์เท่าใดนัก เนื่องจากเนื้อหาวิชาฟิสิกส์จะเป็นการแก้โจทย์ปัญหาที่มีการแก้สมการทางคณิตศาสตร์ ท าให้นักเรียน มักจะประสบปัญหาการวิเคราะห์โจทย์ และไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่โจทย์ก าหนดให้ นักเรียนจึงไม่สามารถน ากฎ ทฤษฎีสมการต่าง ๆ ไปใช้แก้โจทย์ปัญหาได้อย่างถูกต้อง ฟิสิกส์เป็นวิชาที่ ต้องอาศัยการแปลความโจทย์ปัญหาไปเป็นประโยคสัญลักษณ์ กราฟเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของตัวแปร พีชคณิต และสมการต่าง ๆ ทางฟิสิกส์ที่เกี่ยวข้องท าให้นักเรียนมักจะประสบปัญหาการวิเคราะห์ โจทย์ และไม่เข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่โจทย์ก าหนดให้ นักเรียนจึงไม่สามารถน ากฎ ทฤษฎี สมการต่าง ๆ ไปใช้แก้โจทย์ปัญหาได้อย่างถูกต้อง หรือนักเรียนสามารถท่องจ าสมการ ความสัมพันธ์ของตัวแปร ต่าง ๆ ได้แต่นักเรียนไม่รู้ว่าโจทย์ปัญหาแบบไหนต้องใช้สมการใดในการ แก้ปัญหา หรือไม่สามารถวิเคราะห์โจทย์ได้ ท าให้เป็นอุปสรรคอย่างยิงในการเรียนวิชาฟิสิกส์ (ตะวัน พันธ์ขาว, 2556, น.117) นอกจากนี้แล้ว จากการศึกษาของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี (2550) ยังพบว่านักเรียนขาดกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถคิดและ แก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ จากสภาพปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยได้เล็งเห็นประโยชน์จากรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดย ใช้ปัญหาเป็นฐานมาเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถน ามาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ใช้


1 ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นเพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ดังปรากฏในงานวิจัย วิชุดา วงศ์เจริญ (2561) การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคโนโลยีเสมือนจริง เพื่อพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์และทักษะการคิดแก้ปัญหาส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคโนโลยีเสมือนจริง ผลการวิจัยพบว่า 1) ความรู้ความเข้าใจ วิชาฟิสิกส์ ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคโนโลยีเสมือนจริง สูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) ทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนหลังได้รับการ จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคโนโลยีเสมือนจริง สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสอดคลอดกับงานวิจัยกัลยารัตน์ สัพโส (2557) ที่พบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ในวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า นักเรียนมีความสามารถการคิดวิเคราะห์วิชาวิทยาศาสตร์ สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญที่สถิติระดับ .01 ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะน ารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นแนวทางหนึ่งที่ฝึก กระบวนการคิดวิเคราะห์ปัญหา ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจ และวิเคราะห์ปัญหานั้นได้อย่าง ชัดเจน รวมทั้งช่วยให้ผู้เรียนเกิดการใฝ่รู้ เกิดทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ (ทิศนา แขมมณี, 2555:137-138) การใช้ปัญหาในชีวิตประจ าวันของนักเรียนมาเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเรียนรู้ และเป็นตัวกระตุ้นในการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาด้วยเหตุผล ผู้เรียนได้ ตัดสินใจในสิ่งที่ต้องการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และการท างานเป็นกลุ่มตระหนักถึงความส าคัญ ของปัญหาที่เกิดขึ้นและสามารถน าความรู้ที่เรียนไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน (บุญน า อินทนนท์, 2551: 97, จุไรรัตน์ สุริยงค์, 2551:52, อุมาพร ชัยปรีชา, 2554: 82) จากสภาพปัญหาและแนวคิดและงานวิจัยที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความต้องการศึกษาผล การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์วิชาฟิสิกส์ เรื่อง งานและ พลังงาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ต่อไป วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง งานและพลังงาน สมมติฐานการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน เรื่อง งานและพลังงาน มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน


2 ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนแห่งหนึ่งในอ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 251 คน จาก 8 ห้อง 1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในอ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1 ห้อง นักเรียนจ านวน 33 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกอย่างเจาะจง (Purposive sampling) 2. ตัวแปรในการวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 2.2.1 ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 3.เนื้อหาที่วิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้เนื้อหาจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม ว31202 ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 สาระที่ 1 งานและพลังงาน ผลการเรียนรู้ที่ 11 และ 12 เรื่อง ประกอบด้วยเนื้อหา ย่อยดังนี้ 1. เรื่อง พลังงานจลน์ 2. เรื่อง พลังงานศักย์ 3. เรื่อง กฎการอนุรักษ์พลังงานกล 4. ระยะเวลาวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ท าการศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โดยใช้เวลาในการ ทดลอง 9 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 3 สัปดาห์ นิยามศัพท์เฉพาะ 1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน หมายถึง การด าเนินการสอนโดยมีการจัด กิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นตัวกระตุ้นหรือน าทางให้ผู้เรียนต้องไปแสวงหาความรู้ความเข้าใจด้วยตนเอง เพื่อจะได้ค้นพบ


3 ค าตอบของปัญหานั้นจนเกิดเป็นองค์ความรู้จนน าไปสู่การสรุปหลัก กฎ นิยามหรือสูตรเหล่านั้นจาก ปัญหาที่ได้พบด้วยตนเอง จากนั้นนักเรียนน าหลักการ กฎ นิยามหรือสูตรเหล่านั้นไปใช้ในการท า แบบฝึกหัดหรือใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ ได้ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีทั้งหมด 6 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ระบุปัญหา เป็นขั้นที่ครูจัดสถานการณ์ต่าง ๆ กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจสามารถ ก าหนดสิ่งที่เป็นปัญหาที่ผู้เรียนอยากรู้อยากเรียนและเกิดความสนใจที่จะหาค าตอบ ขั้นที่ 2 ขั้นท าความเข้าใจกับปัญหาและวางแผนในการแก้ปัญหา ผู้เรียนจะต้องท าความ เข้าใจกับปัญหาวางแผนและก าหนดแนวทางในการสืบค้นหาความรู้เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา ขั้นที่ 3 ขั้นน าเสนอตัวอย่าง ผู้เรียนร่วมกันศึกษาตัวอย่างหลาย ๆ ตัวอย่าง ร่วมกันสังเกต ลักษณะและคุณสมบัติที่สอง และเปรียบเทียบกับตัวอย่างหนึ่ง ว่ามีสิ่งใดเหมือนกันบ้าง เมื่อนักเรียน ค้นพบลักษณะที่เหมือนกันแล้ว ครูแสดงตัวอย่างที่สามและสี่ต่อไป เพื่อให้นักเรียนได้เปรียบเทียบกับ ตัวอย่างที่หนึ่งและสอง จนนักเรียนสามารถสร้างมโนทัศน์ได้ ขั้นที่ 4 ขั้นศึกษาตัวอย่างร่วมกัน ด าเนินการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองด้วยวิธีการหลากหลาย การศึกษาใบความรู้ การท าการทดลอง หรือการสืบค้นข้อมูล ขั้นที่ 5 ขั้นสรุปและประเมินค่าของค าตอบ ขั้นนี้เป็นการฝึกให้นักเรียนเกิดทักษะในกาสร้าง มโนทัศน์ครูอาจแสดงตัวอย่างอีกสองหรือสามตัวอย่างเพื่อฝึกหัด จัดกลุ่มตัวอย่างพร้อมทั้งให้เหตุผล ในการจัดไว้ด้วยนักเรียนสามารถสร้างมโนทัศน์ได้ และนักเรียนได้ฝึกทักษะโดยการท ากิจกรรมหรือใบ งานเพิ่มเติมได้ ขั้นที่ 6 ขั้นน าเสนอและประเมินผลงาน นักเรียนน าข้อค้นพบ ความรู้ที่ได้ค้นคว้ามา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน อภิปรายผลและสังเคราะห์ความรู้ที่ได้มาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด 2. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์หมายถึง ความสามารถในการคิดพิจารณาอย่างรอบคอบ สมเหตุสมผลเกี่ยวกับการจ าแนก แยกแยะ องค์ประกอบต่างๆ ของ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นวัตถุ สิ่งของ เรื่องราว หรือเหตุการณ์ และหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้นเพื่อการ ตัดสินใจหรือสรุปอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งสามารถวัดได้จากแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิด วิเคราะห์ของกนกพรรณ ภูกองพลอย (2552) ตามหลักการแนวคิดของบลูม (Bloom) (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2539: 149-154) โดยจ าแนกพฤติกรรมการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน 3 ด้าน ดังนี้ 2.1 ด้านการวิเคราะห์ความส าคัญ หมายถึง การพิจารณาหรือจ าแนกว่า ชิ้นใด ส่วนใดเรื่อง ใด เหตุการณ์ใด ตอนใด ส าคัญที่สุด หรือหาจุดเด่น จุดประสงค์ส าคัญ หรือการถามให้ค้นหาเหตุผล คุณลักษณะเด่นของเรื่องราวในแง่มุมต่างๆ ตามกฎเกณฑ์ที่ก าหนดให้เป็นการวิเคราะห์ว่าสิ่งที่มีอยู่นั้น


4 อะไรส าคัญ หรือจ าเป็น หรือมีบทบาทที่สุด ตัวไหนเป็นเหตุ ตัวไหนเป็นผลเหตุผลใดถูกต้องเหมาะสม ที่สุด 2.2 ด้านการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ หมายถึง การค้นหาความเกี่ยวข้องระหว่างคุณลักษณะ ส าคัญของเรื่องราวหรือสิ่งต่างๆ ว่าขึ้นส่วนใดสัมพันธ์กัน รวมถึงข้อสรุป อุปมาอุปไมยหรือค้นหาว่าแต่ ละเหตุการณ์นั้นมีความส าคัญอะไรที่ไปเกี่ยวพันกัน 2.3 ด้านการวิเคราะห์หลักการ หมายถึง การพิจารณาดูขึ้นส่วนหรือส่วนปลีกย่อยต่างๆว่า ท างาน หรือเกาะยึดกันได้ หรือคงสภาพเช่นนั้นได้เพราะหลักการใดเป็นสื่อสารสัมพันธ์เพื่อให้เกิด ความเข้าใจ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 1. นักเรียนได้รับองค์ความรู้การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2. ได้เกิดการพัฒนาแผนการการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทาง วิทยาศาสตร์เรื่อง งานและพลังงาน และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3. ได้แนวทางส าหรับครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์และส่งเสริมให้นักเรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาค้นคว้า ดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) 1.1 วิสัยทัศน์ 1.2 หลักการ 1.3 จุดมุ่งหมาย 1.4 สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน 1.5 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1.6 การจัดการเรียนรู้ 2. กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2.1 ความส าคัญของวิทยาศาสตร์ 2.2 ธรรมชาติและลักษณะเฉพาะของวิทยาศาสตร์ 2.3 เป้าหมายของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ 2.4 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2.5 คุณภาพของผู้เรียนวิทยาศาสตร์ เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2.6 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3. การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน 3.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน 3.2 แนวคิดและหลักการพื้นฐานของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน 3.3 องค์ประกอบที่ส าคัญของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน 3.4 ลักษณะของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน 3.5 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน 3.6 ข้อดีและข้อจ ากัดของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน 3.7 การวัดผลการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน 4. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 4.1 แนวคิดและหลักการของการคิดวิเคราะห์ 4.2 ความหมายของการคิดวิเคราะห์ 4.3 ประโยชน์ในการคิดวิเคราะห์


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (ต่อ) 4.4 การวัดและการประเมินผลการคิดวิเคราะห์ 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ 5.1 งานวิจัยในประเทศ 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ


5 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) 1.1 วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นก าลังของชาติให้ เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทยและ เป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จ าเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษา ตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ได้เต็มศักยภาพ 1.2 หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมีหลักการที่ส าคัญ ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551) 1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติมีจุดหมายและมาตรฐานการ เรียนรู้เป็นเป้าหมายส าหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐาน ของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่าง เสมอภาคและมีคุณภาพ 3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอ านาจให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 4 .เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยึดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและ การ จัดการเรียนรู้ 5. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ 6. เป็นหลักสูตรการศึกษา ส าหรับ การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ 1.3 จุดมุ่งหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้คนดี มีปัญญา มีความสุข มี ศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงก าหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตน ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง


6 2. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยีและมีทักษะ ชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกก าลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในสิถีชีวิตและการ ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5. มีจิตส านึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งท าประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข 1.4 สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะส าคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรอง เพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและ ความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยค านึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเอง และสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อน าไปสู่การสร้างองค์ความรู้ หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่ เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้ มา ใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยค านึงถึงผลกระทบ ที่เกิดขึ้น ต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการน ากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ใน การด าเนินชีวิตประจ าวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การท างาน และการอยู่ ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความ ขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น


7 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การ สื่อสาร การท างาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม 1.5 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการท างาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถก าหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้องตาม บริบทและจุดเน้นของตนเอง 1.6 การจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการส าคัญในการน าหลักสูตรสู่การปฏิบัติ หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะส าคัญและคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ของผู้เรียนเป็นเป้าหมายส าหรับพัฒนาเด็กและเยาวชน ในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณสมบัติ ตามเป้าหมายหลักสูตร ผู้สอนพยายามคัดสรร กระบวนการเรียนรู้ จัดการเรียนรู้โดยช่วยให้ผู้เรียน เรียนรู้ผ่านสาระที่ก าหนดไว้ในหลักสูตร 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ รวมทั้งปลูกฝังเสริมสร้างคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ พัฒนาทักษะต่าง ๆ อันเป็นสมรรถนะส าคัญให้ผู้เรียนบรรลุตามเป้าหมาย 1.6.1 หลักการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะส าคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่ก าหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้น พื้นฐาน โดยยึดหลักว่า ผู้เรียนมีความส าคัญที่สุด เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ได้ยึดประโยชน์ที่เกิดกับผู้เรียน กระบวนการจัดการเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาตาม


8 ธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ค านึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสมองเน้นให้ ความส าคัญทั้งความรู้ และคุณธรรม 1.6.2 กระบวนการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่ หลากหลาย เป็นเครื่องมือที่จะน าพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ที่จ าเป็น ส าหรับผู้เรียน อาทิ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จาก ประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบัติ ลงมือท าจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัย กระบวนการเรียนรู้การเรียนรู้ของตนเอง กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย กระบวนการเหล่านี้เป็น แนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝน พัฒนา เพราะจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ได้ดี บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร ดังนั้น ผู้สอน จึงจ าเป็นต้องศึกษาท าความเข้าใจใน กระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเลือกใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1.6.3 การออกแบบการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เข้าใจถึงมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สมรรถนะ ส าคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสาระการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน แล้วจึงพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยเลือกใช้วิธีสอนและเทคนิคการสอน สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผล เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพและบรรลุตามเป้าหมายที่ก าหนด 1.6.4 บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามเป้าหมายของหลักสูตร ทั้งผู้สอนและ ผู้เรียนควรมีบทบาท ดังนี้ 1.6.4.1 บทบาทของผู้สอน 1.6.4.1.1 ศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล แล้วน าข้อมูลมาใช้ในการ วางแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ท้าทายความสามารถของผู้เรียน 1.6.4.1.2 ก าหนดเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ด้านความรู้และ ทักษะกระบวนการที่เป็นความคิดรวบยอด หลักการ และความสัมพันธ์ ความทั้งคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ 1.6.4.1.3 ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่าง ระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสมอง เพื่อน าผู้เรียนไปสู่เป้าหมาย 1.6.4.1.4 จัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และดูแลช่วยเหลือผู้เรียนให้ เกิดการเรียนรู้


9 1.6.4.1.5 จัดเตรียมและเลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรม น าภูมิปัญญา ท้องถิ่นเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน 1.6.4.1.6 ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสมกับธรรมชาติของวิชาและระดับพัฒนาการของผู้เรียน 1.6.4.1.7 วิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผู้เรียน รวมทั้งปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนของตนเอง 1.6.4.2 บทบาทของผู้เรียน 1.6.4.2.1 ก าหนดเป้าหมาย วางแผน และรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง 1.6.4.2.2 เสาะแสวงหาความรู้ เข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ข้อความรู้ ตั้งค าถาม คิดหาค าตอบหรือหาแนวทางแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่าง ๆ 1.6.4.2.3 ลงมือปฏิบัติจริงสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเองและน าความรู้ไป ประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ 1.6.4.2.4 มีปฏิสัมพันธ์ ท างาน ท ากิจกรรมร่วมกับกลุ่มและครู 1.6.4.2.5 ประเมินและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของตนเองอย่างต่อเนื่อง 2. กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2.1 ความส าคัญของวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์มีบทบาทส าคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยว ของกับชีวิตของทุกคน ทั้งในการด ารงชีวิตประจ าวันและในงานอาชีพต่างๆ เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนผลผลิตต่างๆ ที่ใช้เพื่ออ านวยความสะดวกในชีวิตและในการท างาน ล้วนเป็นผลของความรู้ วิทยาศาสตร์ ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อื่นๆ ความรู้วิทยาศาสตร์ช่วยให้เกิดการ พัฒนาเทคโนโลยีอย่างมาก ในทางกลับกันเทคโนโลยีก็มีส่วนส าคัญมากที่จะให้มีการูศึกษาคันคว้า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง วิทยาศาสตร์ท าให้คนได้พัฒนา วิธีคิด ทั้งความคิดเป็น เหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่ส าคัญในการค้นคว้าหาความรู้ มี ความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์ พยานที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ ซึ่งเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (Knowledge-Based society) ทุกคนจึงจ าเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy for All ) เพื่อที่จะมีความรู้ความเข้าใจโลกธรรมชาติเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น และ น าความรู้ไปใช้อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์ มีคุณธรรม ความรู้วิทยาศาสตร์ไม่เพียงแต่น ามาใช้ในการ พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ยังช่วยให้คนมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์การ


10 ดูแลรักษา ตลอดจนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืนและที่ส าคัญ อย่างยิ่ง คือ ความรู้วิทยาศาสตร์ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจ สามารถแข่งขันกับ นานาประเทศและด าเนินชีวิตอยู่รวมกันในสังคมโลกได้อย่างมีความสุข (กรมวิชาการ, 2553: 7-8) วิทยาศาสตร์ในยุคสมัยนี้ได้มีการดค้นสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอด ซึ่งวิทยาศาสตร์ได้ท าการ พัฒนาและคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่สะดวกสบายทันสมัยขึ้นมา และไต้ท าการสร้างสิ่งที่พันสมัยขึ้นมา โดย จะเห็นเรื่องการวิเคราะห์ผ่านดาวตกกัน ซึ่งก็วิเคราะห์นั้นก็เกิดจากวิทยาศาสตร์เหมือนกัน และ วิทยาศาสตร์สมัยนี้ได้ท าการปรับปรุงและพัฒนาขึ้นมาตามยุคสมัยเรื่อย ๆ และเราจะได้เรียนรู้สิ่งที่เรา พบเจอกับเรื่องวิทยาศาสตร์ที่น าตื่นเต้นกัน วิทยาศาสตร์ที่น่าค้นหากับโลกยุคใหม่ การเรียน วิทยาศาสตร์ในปัจจุบันไม่ได้น่าเบื่อเหมือนในสมัยก่อน ซึ่งผู้สอนวิทยาศาสตร์จะคอยมีลูกเล่นและ กิจกรรมมาจัดให้แก่ผู้เรียน เพื่อที่จะให้สนุกในวิทยาศาสตร์และสนใจเรียนกันมากขึ้น ดีกว่าเมื่อก่อนที่ พอเวลาถึงวิชาวิทยาศาสตร์เด็กก็จะหนีกันหมด เพราะเกิดความเบื่อหน่ายที่ต้องมาวิเคราะห์สูตรต่างๆ ซึ่งโลกสมัยนี้ใด้มีการปรับเปลี่ยนขึ้น เพราะสมัยนี้วิทยาศาสตร์ได้มีบทบาทขึ้นเยอะกว่าเดิมจากข่าว เรื่องวิทยาศาสตร์ ในสิ่งที่คิดค้นขึ้นมาใหม่ และสามารถหาข้อเท็จจริงได้นั้นเอง โดยเป็นที่น่าสนใจมาก ขึ้นของกลุ่มคนที่ขอบวิทยาศาสตร์ โดยที่ได้มีส่วนร่วมในการหาค าตอบของสิ่งที่เราอยากซึ่งถือว่าเป็น เรื่องที่ดีอย่างนึ่งเลยในวงการของวิทยาศาสตร์ และยังเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะถ้าได้ลอง มาสนใจวิทยาศาสตร์แล้ว เราจะรู้ว่าวิทยาศาสตร์มีเรื่องที่มหัศจรรย์อยู่มากมายเพราะว่าการเรียน วิทยาศาสตร์นั้นมันสิ่งที่ไม่มีใครไม่ชอบ และหลีกเลี่ยง หลีกหนีตลอดจนมาถึงในสมัยนี้ ที่ได้หันมา สนใจวิทยาศาสตร์กันมากขึ้น และได้หันมาเริ่มรู้เรียนและยอมเข้าถึงวิทยาศาสตร์กันมากขึ้น โดยต่าง จากเมื่อก่อนที่ว่า วิทยาศาสตร์ไม่ค่อยมีบทบาทในการเรียน โดยนักเรียนส่วนมากแล้วถ้ายอมที่จะเข้า ไปหาข้อมูลและค้นหาค าตอบของการวิเคราะห์ จะสนุกกับมันโดยที่ไม่ต้องเบื่อหน่ายอีก เพราะ ค าตอบของวิทยาศาสตร์นั้น เป็นสิ่งที่สามารถหาไปได้เรื่อย ๆ ไม่ใช่พอหาค าตอบเจอแล้วคือจบ แต่ สามารถหาค าตอบต่อไปได้อีกเรื่อย ๆ ซึ่งก็เป็นผลดีของวิชาวิทยาศาสตร์นั้นเอง เพียงแค่ลองเปิดใจใน การการเรียนวิทยาศาสตร์ และลองเข้าไปเรียนรู้ข้อมูลต่าง ๆ ในห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ก็จะหลงรักใน การค้นหาค าตอบและการทดลองต่าง ๆ 2.2 ธรรมชาติและลักษณะเฉพาะของวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใด้มาด้วยความพยายามของมนุษย์ที่ใช้กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ (Scientific Process) ในการสืบเสาะหาความรู้ (Scientific Inquiry) การแก้ปัญหา โคย ผ่านการสังเกต การส ารวจตรวจสอบ (Investigation) การศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบ และการสืบค้น ข้อมูลท าให้เกิดองค์ความรู้ใหม่เพิ่มพูนตลอดเวลา ความรู้และกระบวนการดังกล่าวมีการถ่ายทอด ต่อเนื่องกันเป็นเวลายาวนาน


11 ความรู้วิทยาศาสตร์ต้องสามารถอธิบายและตรวจสอบได้ เพื่อน ามาใช้อ้างอิงทั้งในการ สนับสนุนหรือโด้แย้งเมื่อมีการคันพบข้อมูล หรือหลักฐานใหม่ หรือแม้แต่ข้อมูลเดิมเดียวกันก็อาจ ความขัดแย้งขึ้นได้ ถ้านักวิทยาศาสตร์แปลความหมายด้วยวิธีการหรือแนวคิดที่แตกต่างกัน ความรู้ วิทยาศาสตร์จึงอาจเปลี่ยนแปลงได้ วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนใดของโลก วิทยาศาสตร์จึงเป็นผลจากการสร้างเสริมความรู้ของบุคคล การสื่อสารและการเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ เกิดความคิดในเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ มีผลให้ความรู้วิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งและส่งผลต่อคน ในสังคมและสิ่งแวดล้อม การศึกษากันคว้าและกาวใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จึงต้องอยู่ในคุณธรรม จริยธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม และเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ความรู้วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานที่ส าคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี เทคโนโลยีเป็น กระบวนการในงานต่างๆ หรือกระบวนการพัฒนา ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ โดยอาศัยความรู้วิทยร่วมกับ ศาสตร์อื่นๆ ทักษะ ประสบการณ์ จิตนาการและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของมนุษย์ โดยมีมุ่งหมายที่ จะให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการและแก้ปัญหาของมวลมนุษย์ เกี่ยวข้องกับทรัพยากร กระบวนการ และระบบการจัดการ จึงต้องใช้เทคโนโลยีในทางสร้างสรรค์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้เรื่องราวของวิทยาศาสตร์นั่นท าให้ เข้าใจอย่างแท้จริงแล้ววิทยาศาสตร์เป็นสิ่ง ส าคัญต่อโลกใบนี้อย่างมาก มีเรื่องราวต่างๆ มากมายที่จ าเป็นต้องพึ่งพาวิทยาศาสตร์ในการค้นคว้าหา ค าตอบ นักวิทยาศาสตร์จ านวนมากได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ทั้งหมด เพื่อพยายามสร้างสรรค์สิ่งดี เรียนการสอนวิทยาศาสตร์ 2.3 เป้าหมายของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากที่สุด เพื่อให้ ได้ทั้งกระบวนการและความรู้ จากวิธีการสังเกต การส ารวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วน าผลที่ได้มา จัดระบบเป็นหลักการ แนวคิด และองค์ความรู้ การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึงมีเป้าหมายที่ส าคัญ ดังนี้ 1. เพื่อให้เข้าใจหลักการ ทฤษฎี และกฎที่เป็นพื้นฐานในวิชาวิทยาศาสตร์ 2. เพื่อให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาติของวิชาวิทยาศาสตร์และข้อจ ากัดในการศึกษา วิชาวิทยาศาสตร์ 3. เพื่อให้มีทักษะที่ส าคัญในการศึกษาค้นคว้าและคิดค้นทางเทคโนโลยี 4. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์และ สภาพแวดล้อมในเชิงที่มีอิทธิพลและผลกระทบซึ่งกันและกัน


12 5. เพื่อน าความรู้ ความเข้าใจ ในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อสังคมและการด ารงชีวิต 6. เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา และการ จัดการ ทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ 7. เพื่อให้เป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ 2.4 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้นการ เชื่อมโยงความรู้ กับกระบวนการ มีทักษะส าคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้ กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้ และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ทุกขั้นตอน มีการท ากิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริง อย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดับชั้น โดย ก าหนดสาระส าคัญไว้ 8 สาระ ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การ ถ่ายทอดพลังงานการเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและ ผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมรวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การล าเลียงสาร ผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ท างาน สัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ท างานสัมพันธ์กัน รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความส าคัญของการถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรม สารพันธุกรรมการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทาง ชีวภาพและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่าง สมบัติของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการ เปลี่ยนแปลงสถานะของสสารการเกิดสารละลายและการเกิดปฏิกิริยาเคมี มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจ าวัน ผลของแรงที่กระท าต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบ ต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์


13 มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอน พลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจ าวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอก ภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตและ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี อวกาศ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการ เปลี่ยนแปลงภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและ ภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม สาระที่ 4 ชีววิทยา มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต การศึกษาชีววิทยาและวิธีการทาง วิทยาศาสตร์ สารที่เป็น องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต กล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและ หน้าที่ของเซลล์ การล าเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ การแบ่งเซลล์ และการหายใจ ระดับเซลล์ มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การถ่ายทอดยีนบน โครโมโซม สมบัติและหน้าที่ ของสารพันธุกรรม การเกิดมิวเทชัน เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ หลักฐาน ข้อมูล และแนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก การเกิดสปีชีส์ ใหม่ ความหลากหลายทางชีวภาพ ก าเนิดของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และ อนุกรมวิธาน รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 4.3 เข้าใจส่วนประกอบของพืช การแลกเปลี่ยนแก๊สและคายน้ าของพืช การล าเลียงของพืช การสังเคราะห์ด้วยแสง การสืบพันธุ์ของพืชดอกและการเจริญเติบโตและ การ ตอบสนองของพืช รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 4.4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ รวมทั้งการหายใจและการ แลกเปลี่ยนแก๊ส การล าเลียงสารและการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่ายการรับรู้ และการตอบสนอง การเคลื่อนที่ การสืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 4.5 เข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับระบบนิเวศ กระบวนการถ่ายทอดพลังงานและ การหมุนเวียนสารในระบบนิเวศ ความหลากหลายของไบโอม การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิต ในระบบนิเวศ ประชากร และรูปแบบการเพิ่มของประชากร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัญหาและผลกระทบที่ เกิดจากการใช้ประโยชน์ และแนวทางการแก้ไขปัญหา


14 สาระที่ 5 เคมี มาตรฐาน ว 5.1 เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและสมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์ และ พอลิเมอร์ รวมทั้งการน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 5.2 เข้าใจการเขียนและการดุลสมการเคมี ปริมาณสัมพันธ์ในปฏิกิริยาเคมี อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี สมดุลในปฏิกิริยาเคมี สมบัติและปฏิกิริยาของกรด–เบส ปฏิกิริยารีดอกซ์ และเซลล์เคมีไฟฟ้า รวมทั้งการน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 5.3 เข้าใจหลักการท าปฏิบัติการเคมี การวัดปริมาณสาร หน่วยวัดและการ เปลี่ยนหน่วย การค านวณปริมาณของสาร ความเข้มข้นของสารละลาย รวมทั้งการบูรณาการความรู้ และทักษะในการอธิบายปรากฏการณ์ในชีวิตประจ าวันและการแก้ปัญหาทางเคมี สาระที่ 6 ฟิสิกส์ มาตรฐาน ว 6.1 เข้าใจธรรมชาติทางฟิสิกส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคลื่อนที่ แนวตรง แรงและกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน กฎความโน้มถ่วงสากล แรงเสียดทาน สมดุลกลของวัตถุ งานและกฎการอนุรักษ์พลังงานกล โมเมนตัมและกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม การเคลื่อนที่แนวโค้ง รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 6.2 เข้าใจการเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกส์อย่างง่าย ธรรมชาติของคลื่น เสียง และการได้ยิน ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแสง รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 6.3 เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์ สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุ ไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าและกฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและก าลังไฟฟ้า การ เปลี่ยนพลังงานทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระท ากับประจุไฟฟ้าและ กระแสไฟฟ้า การเหนี่ยวน า แม่เหล็กไฟฟ้าและกฎของฟาราเดย์ ไฟฟ้ากระแสสลับ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และการสื่อสาร รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 6.4 เข้าใจความสัมพันธ์ของความร้อนกับการเปลี่ยนอุณหภูมิและสถานะ ของสสาร สภาพยืดหยุ่นของวัสดุและมอดุลัสของยัง ความดันในของไหล แรงพยุงและหลักของอาร์คิมี ดีส ความตึงผิวและแรงหนืด ของของเหลว ของไหลอุดมคติและสมการแบร์นูลลี กฎของแก๊ส ทฤษฎี จลน์ของแก๊สอุดมคติและพลังงานในระบบ ทฤษฎีอะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิ ภาวะของคลื่นและอนุภาค กัมมันตภาพรังสี แรงนิวเคลียร์ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ พลังงานนิวเคลียร์ ฟิสิกส์อนุภาค รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์


15 สาระที่ 7 โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ มาตรฐาน ว 7.1 เข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลก ธรณีพิบัติภัย และผลต่อ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม การศึกษาล าดับชั้นหิน ทรัพยากรธรณี แผนที่ และการน าไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 7.2 เข้าใจสมดุลพลังงานของโลก การหมุนเวียนของอากาศบนโลก การ หมุนเวียนของน้ าในมหาสมุทร การเกิดเมฆ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก และผลต่อสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการพยากรณ์อากาศ มาตรฐาน ว 7.3 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอก ภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ ความสัมพันธ์ของดาราศาสตร์กับมนุษย์จากการศึกษา ต าแหน่งดาวบนทรงกลมฟ้า และปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ รวมทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี อวกาศในการด ารงชีวิต สาระที่ 8 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 8.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการด ารงชีวิตในสังคมที่มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยค านึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม มาตรฐาน ว 8.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงค านวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่าง เป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การท างาน และการ แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพรู้เท่าทันและมีจริยธรรม 2.5 คุณภาพของผู้เรียนวิทยาศาสตร์ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้าใจการล าเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์กลไกการรักษาดุลยภาพของมนุษย์ ภูมิคุ้มกันในร่างกายของมนุษย์และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การใช้ประโยชน์จากสารต่าง ๆ ที่พืชสร้างขึ้น การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม วิวัฒนาการที่ท าให้ เกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ความส าคัญและผลของเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอต่อมนุษย์สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม เข้าใจความหลากหลายของไบโอมในเขตภูมิศาสตร์ต่าง ๆ ของโลก การเปลี่ยนแปลง แทนที่ในระบบนิเวศ ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เข้าใจชนิดของอนุภาคส าคัญที่เป็นส่วนประกอบในโครงสร้างอะตอม สมบัติบางประการ ของธาตุ การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ ชนิดของแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคและสมบัติต่าง ๆ ของ


16 สารที่มีความสัมพันธ์กับแรงยึดเหนี่ยว พันธะเคมี โครงสร้างและสมบัติของพอลิเมอร์การเกิดปฏิกิริยา เคมี ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี และการเขียนสมการเคมี เข้าใจปริมาณที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ ความสัมพันธ์ระหว่างแรง มวลและความเร่งผล ของความเร่งที่มีต่อการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ แรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็ก ความสัมพันธ์ระหว่าง สนามแม่เหล็กและกระแสไฟฟ้า และแรงภายในนิวเคลียส เข้าใจพลังงานนิวเคลียร์ ความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงาน การเปลี่ยนพลังงาน ทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีด้านพลังงาน การสะท้อน การหักเห การเลี้ยวเบนและการรวม คลื่น การได้ยิน ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง สีกับการมองเห็นสี คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและประโยชน์ ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เข้าใจการแบ่งชั้นและสมบัติของโครงสร้างโลก สาเหตุ และรูปแบบการเคลื่อนที่ของ แผ่นธรณีที่สัมพันธ์กับการเกิดลักษณะธรณีสัณฐาน สาเหตุ กระบวนการเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟ ระเบิด สึนามิ ผลกระทบ แนวทางการเฝ้าระวัง และการปฏิบัติตนให้ปลอดภัย เข้าใจผลของแรงเนื่องจากความแตกต่างของความกดอากาศ แรงคอริออลิส ที่มีต่อการ หมุนเวียนของอากาศ การหมุนเวียนของอากาศตามเขตละติจูด และผลที่มีต่อภูมิอากาศความสัมพันธ์ ของการหมุนเวียนของอากาศ และการหมุนเวียนของกระแสน้ าผิวหน้าในมหาสมุทรและผลต่อ ลักษณะลมฟ้าอากาศ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก และแนวปฏิบัติเพื่อลดกิจกรรมของมนุษย์ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกรวมทั้งการแปล ความหมายสัญลักษณ์ลมฟ้าอากาศที่ส าคัญจากแผนที่อากาศ และข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจการก าเนิดและการเปลี่ยนแปลงพลังงาน สสาร ขนาด อุณหภูมิของเอกภพ หลักฐานที่สนับสนุนทฤษฎีบิกแบง ประเภทของกาแล็กซี โครงสร้างและองค์ประกอบของกาแล็กซี ทางช้างเผือก กระบวนการเกิดและการสร้างพลังงาน ปัจจัยที่ส่งผลต่อความส่องสว่างของดาวฤกษ์ และความสัมพันธ์ระหว่างความส่องสว่างกับโชติมาตรของดาวฤกษ์ ความสัมพันธ์ระหว่างสีอุณหภูมิผิว และสเปกตรัมของดาวฤกษ์ วิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงสมบัติบางประการของดาวฤกษ์ กระบวนการเกิดระบบสุริยะ การแบ่งเขตบริวารของดวงอาทิตย์ ลักษณะของดาวเคราะห์ที่เอื้อต่อการ ด ารงชีวิต การเกิดลมสุริยะ พายุสุริยะและผลที่มีต่อโลก รวมทั้งการส ารวจอวกาศและการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีอวกาศ ระบุปัญหา ตั้งค าถามที่จะส ารวจตรวจสอบ โดยมีการก าหนดความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ต่าง ๆ สืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่ง ตั้งสมมติฐานที่เป็นไปได้หลายแนวทาง ตัดสินใจเลือกตรวจสอบ สมมติฐานที่เป็นไปได้ ตั้งค าถามหรือก าหนดปัญหาที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทาง วิทยาศาสตร์ ที่แสดงให้เห็นถึงการใช้ความคิดระดับสูงที่สามารถส ารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้


17 อย่างครอบคลุมและเชื่อถือได้ สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบ เพื่อน าไปสู่ การส ารวจตรวจสอบ ออกแบบวิธีการส ารวจตรวจสอบตามสมมติฐานที่ก าหนดไว้ได้อย่างเหมาะสมมี หลักฐานเชิงประจักษ์ เลือกวัสดุ อุปกรณ์ รวมทั้งวิธีการในการส ารวจตรวจสอบอย่างถูกต้องทั้งในเชิง ปริมาณและคุณภาพ และบันทึกผลการส ารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบ วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูล และประเมินความสอดคล้องของข้อสรุปเพื่อตรวจสอบ กับสมมติฐานที่ตั้งไว้ ให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงวิธีการส ารวจตรวจสอบ จัดกระท าข้อมูลและ น าเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม สื่อสารแนวคิด ความรู้จากผลการส ารวจตรวจสอบโดยการ พูด เขียน จัดแสดงหรือใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจโดยมีหลักฐานอ้างอิงหรือมีทฤษฎี รองรับ แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น รับผิดชอบ รอบคอบ และซื่อสัตย์ ในการสืบเสาะหาความรู้ โดยใช้เครื่องมือและวิธีการที่ให้ได้ผลถูกต้อง เชื่อถือได้ มีเหตุผลและยอมรับได้ว่าความรู้ทาง วิทยาศาสตร์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ แสดงถึงความพอใจและเห็นคุณค่าในการค้นพบความรู้ พบค าตอบ หรือแก้ปัญหาได้ ท างานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ แสดงความคิดเห็นโดยมีข้อมูลอ้างอิงและเหตุผลประกอบเกี่ยวกับ ผลของการพัฒนาและการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมีคุณธรรมต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และ ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เข้าใจความสัมพันธ์ของความรู้วิทยาศาสตร์ที่มีผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีประเภทต่าง ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งผลให้มีการคิดค้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าผลของเทคโนโลยีต่อ ชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม ตระหนักถึงความส าคัญและเห็นคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใช้ใน ชีวิตประจ าวัน ใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการด ารงชีวิตและการ ประกอบอาชีพ แสดงความชื่นชม ภูมิใจ ยกย่อง อ้างอิงผลงาน ชิ้นงานที่เป็นผลมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ท าโครงงานหรือสร้างชิ้นงานตามความสนใจ แสดงความซาบซึ้ง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้และรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า เสนอตัวเองร่วมมือปฏิบัติกับชุมชนในการป้องกัน ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น วิเคราะห์แนวคิดหลักของเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนการเปลี่ยนแปลง ของเทคโนโลยี ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และตัดสินใจเพื่อเลือกใช้เทคโนโลยี โดยค านึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ ทรัพยากรเพื่อออกแบบสร้างหรือพัฒนาผลงาน ส าหรับแก้ปัญหาที่มีผลกระทบต่อสังคมโดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม ใช้ซอฟต์แวร์ช่วยในการ


18 ออกแบบและน าเสนอผลงาน เลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ปลอดภัย รวมทั้งค านึงถึงทรัพย์สินทางปัญญา ใช้ความรู้ทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ สื่อดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อรวบรวมข้อมูลในชีวิตจริงจากแหล่งต่าง ๆ และความรู้จากศาสตร์อื่น มาประยุกต์ใช้สร้างความรู้ใหม่ เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มีผลต่อการด าเนินชีวิต อาชีพ สังคมวัฒนธรรม และใช้อย่าง ปลอดภัย มีจริยธรรม 2.6 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์นั้น หลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐานได้มีการก าหนดผลการเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้แกนกลางไว้ทุกสาระการเรียนรู้ แต่ ผู้วิจัยน าเสนอเพียงสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ดังนี้ สาระฟิสิกส์ เข้าใจธรรมชาติทางฟิสิกส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคลื่อนที่แนวตรง แรงและ กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน กฎความโน้มถ่วงสากล แรงเสียดทาน สมดุลกลของวัตถุ งานและกฎการ อนุรักษ์พลังงานกล โมเมนตัมและกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม การเคลื่อนที่แนวโค้ง รวมทั้งน าความรู้ไป ใช้ประโยชน์ได้ 6.1 วิเคราะห์ และค านวณงานของแรงคงตัวจากสมการและพื้นที่ใต้กราฟ ความสัมพันธ์ระหว่างแรงกับต าแหน่ง รวมทั้งอธิบายและค านวณก าลังเฉลี่ยได้ 6.2 อธิบายและค านวณพลังงานจลน์ พลังงานศักย์ พลังงานกล ทดลองหา ความสัมพันธ์ระหว่างงานกับพลังงานจลน์ ความสัมพันธ์ระหว่างงานกับพลังงานศักย์โน้มถ่วง ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของแรงที่ใช้ดึงสปริงกับระยะที่สปริงยืดออกและความสัมพันธ์ระหว่างงาน กับพลังงานศักย์ยืดหยุ่น รวมทั้งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างงานของแรงลัพธ์และพลังงานจลน์ และ ค านวณงานที่เกิดขึ้นจากแรงลัพธ์ได้ 6.3อธิบายกฎการอนุรักษ์พลังงานกล รวมทั้งวิเคราะห์ และค านวณปริมาณต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของวัตถุในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยใช้กฎการอนุรักษ์พลังงานกลได้ 6.4 อธิบายการท างาน ประสิทธิภาพและการได้เปรียบเชิงกลของเครื่องกลอย่างง่ายบาง ชนิด โดยใช้ความรู้เรื่องงานและสมดุลกล รวมทั้งค านวณประสิทธิภาพและการได้เปรียบเชิงกลได้


19 3. การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน 3.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน มาจากภาษาอังกฤษว่า Problem-based Learning มี นักการศึกษาได้ให้ความหมายของการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ดังนี้ กาล์เลเกอร์ และคณะ (Gallagher et al, 1997: 332-362) ได้ให้ความหมายว่า การ เรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นการเรียนรู้ที่นักเรียนต้องเรียนรู้จากการเรียน (Learn to Learn) โดยนักเรียนจะท างานร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อค้นคว้าวิธีการแก้ปัญหา โดยจะบูรณาการความรู้ที่ต้องการ ให้นักเรียนได้รับการแก้ปัญหาเข้าด้วยกัน ปัญหาที่ใช้มีลักษณะเกี่ยวกับชีวิตประจ าวันและมี ความสัมพันธ์กับนักเรียนการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานจะมุ่งเน้นพัฒนานักเรียนในด้านทักษะการ เรียนรู้มากกว่าความรู้ที่นักเรียนจะได้มาและพัฒนานักเรียนสู่การเป็นผู้ที่สามารถเรียนรู้โดยการชี้น า ตนเองได้ บาเรลล์ (Barell, 1998: 7) ได้ให้ความหมายว่า การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นหลักเป็น กระบวนการของการส ารวจเพื่อจะตอบค าถาม สิ่งที่อยากรู้อยากเห็น ข้อสงสัยและความไม่มั่นใจ เกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติในชีวิตจริงที่มีความซับซ้อน ปัญหาที่ใช้ในกระบวนการเรียนรู้จะเป็น ปัญหาที่ไม่ชัดเจนมีความยากหรือข้อสงสัย มมารถตอบค าถามได้หลายค าตอบ รังสรรค์ ทองสุกนอก (2547: 13) ได้ให้ความหมายว่า การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นการเรียนรู้ กระบวนการกลุ่ม แก้ปัญหาที่สนใจ ตัวแก้ปัญหาจะเป็นจุดของการเรียนรู้และเป็น ตัวกระตุ้นต่อไปในการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วยเหตุผล และการสืบค้นข้อมูลที่ต้องการเพื่อสร้าง ความเข้าใจกลไกของตัวปัญหารวมทั้งวิธีการแก้ปัญหา มุ่งเน้นพัฒนานักเรียนในด้านทักษะการเรียนรู้ มากกว่าความรู้ที่นักเรียนจะได้มา และพัฒนานักเรียนสู่การเป็นผู้ที่สามารถเรียนรู้โดยการชี้น าตนเองได้ วัลลี สัตยาศัย (2547: 16-17) สรุปว่า การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน หรือ PBL คือ วิธีการเรียนรู้ที่เริ่มต้นด้วยการใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยวิธีการ ต่างๆ จากแหล่งวิทยาการที่หลากหลาย เพื่อน ามาใช้ในการแก้ปัญหาโดยมีการศึกษาหรือเตรียมตัว ล่วงหน้าเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวมาก่อน การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน คือ วิธีการสอนที่นักเรียน เป็นกลุ่มย่อย เรียนความรู้โดยใช้ประเด็นส าคัญในกรณีปัญหาที่เป็นจริงหรือก าหนดขึ้น เป็นตัวกระตุ้น ให้นักเรียนศึกษาด้วยตนเอง โดยการสืบค้นหาความรู้หรือทักษะต่างๆ แล้วน าความรู้ที่ค้นหามาเล่าสู่ กันฟัง พร้อมทั้งร่วมกันอภิปราย ร่วมกันเรียนรู้แล้วลงสรุปเป็นความรู้ใหม่ มนสภรณ์ วิฑูรเมธา (2544: 57) การเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นเทคนิคที่ ใช้ปัญหาหรือสถานการณ์กระตุ้นให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองร่วมกับการท างานเป็นกลุ่ม โดย ครูเป็นผู้ช่วยเหลือให้นักเรียนสามารถแก้ปัญหาได้


20 จากการศึกษาความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน สรุปได้ว่า การ เรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นวิธีการเรียนที่เริ่มต้นด้วยปัญหาหรือสถานการณ์ปัญหาที่เกี่ยวข้อง กับชีวิตจริง เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากรู้สนใจ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานความต้องการของผู้เรียน และได้ ท าการศึกษาค้นคว้าจนค้นพบค าตอบด้วยตนเองโดยใช้กระบวนการกลุ่ม แล้วน าความรู้ที่ได้ค้นคว้า มาร่วมกันอภิปราย ท าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ผ่านกระบวนการคิด การแก้ปัญหา โดยครูผู้สอนเป็น เพียงผู้ให้ค าแนะน า ช่วยเหลือและสนับสนุนในการเรียน 3.2 แนวคิดและหลักการพื้นฐานของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน มีนักการศึกษาได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบใช้ ปัญหาเป็นฐานไว้แตกต่างกัน ดังนี้ เดลิเซิล (Delisle, 1997: 1-2) ได้กล่าวถึงการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นหลักว่ามีรากฐาน มาจากทฤษฎีทางการศึกษาของจอห์น บี ดิวอี้ (John B. Dewey) ซึ่งมีชื่อว่า การศึกษาแบบพิพัฒนา การ (Progress Education) ที่เน้นการเตรียมประสบการณ์เพื่อพัฒนานักเรียนในทุกๆ ด้าน โดยค านึง ถึงความสนใจ ความถนัด และต้องการทางด้านอารมณ์และสังคมของนักเรียน เน้นให้นักเรียนเห็น ความส าคัญของกิจกรรมและประสบการณ์ นักเรียนต้องลงมือกระท าด้วยตนเอง ครูเป็นเพียงผู้ชี้แนะ แนวเท่านั้น โนลส์ (Knowles, 1975 : 48 อ้างถึงใน อาภรณ์ แสงรัศมีม, 2543: 17) มีแนวคิด สนับสนุนว่า การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นหลักเกี่ยวข้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ที่เชื่อ ว่าการเรียนรู้จะได้มากที่สุด เมื่อนักเรียนมีส่วนเกี่ยวข้องในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งทฤษฎีการเรียนรู้ ของของผู้ใหญ่ตั้งอยู่บนข้อสมมุติฐานการเรียนรู้ 4 ประการ สามารถสรุปได้ดังนี้ 1. อัตมโนทัศน์ เมื่อบุคคลเจริญเติบโตและมีวุฒิภาวะมากขึ้น ความรู้สึกรับผิดชอบ ต่อตนเองก็มีมากขึ้นตามล าดับ และถ้าหากบุคคลรู้สึกตนเองเจริญวัยและมีวิภาวะถึงขั้นที่ควบคุมและ น าตนเองได้ บุคคลก็จะเกิดความต้องการทางทางจิตใจ เพื่อที่จะได้ควบคุมและน าตัวเอง 2. ประสบการณ์ บุคคลเมื่อมีอายุมากขึ้นก็มีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้นตามล าดับ ประสบการณ์ต่างๆ ที่แต่ละคนได้รับจะเสมือนแหล่งทรัพยากรมหาศาลของการเรียนรู้ และก็จะ สามารถรองรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างกว้าวงขวาง 3. ความพร้อม ผู้ใหญ่พร้อมที่พร้อมที่จะเรียนเมื่อเห็นว่าสิ่งเรียนไปนั้นมีความหมาย และมีความจ าเป็นต่อบทบาทและมีสถานภาพทางสังคตม ผู้ใหญ่ผู้ที่มีหน้าที่การงาน มีบทบาทใน สังคมและพร้อมที่จะเรียนเสมอ ถ้าหากสิ่งนั้นมีประโยชน์ต่อตนเอง 4. แนวโน้มต่อการเรียนรู้ ผู้ใหญ่เป็นผู้มีบบาทสถานภาพทางสังคม การเรียนรู้ของ ผู้ใหญ่จึงเป็นการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจ าวัน ยึดปัญหาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้


21 ทองจันทร์ หงส์ล ดารมภ์ (ทองสุข คาธนะ, 2538: 51-53 อ้างถึงใน ทองจันทร์หงส์ลดา รมภ์, 2537: 72 ได้กล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นหลักไว้ 2 ประการ คือ การเรียนรู้ที่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง (Student-Centered ) และการเรียนรู้แบบเอกัตภาพ (Individualized Learning ) ซึ่งสรุปได้ดังนี้ 1. การเรียนรู้ที่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ทฤษฎีการเรียนรู้ที่มีแนวคิดในการจัดการ เรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง คือทฤษฎีมนุษย์นิยมของคาร์ล อาร์ โรเจอร์ส (Carl R. Rogers ) ซึ่งมีความเชื่อว่าเป้าหมายของการศึกษา คือ การอ านวยความสะดวกให้นักเรียนเห็นการเปลี่ยนแปลง ในโลกและเกิดการเรียนรู้ การที่คนเราอยู่บนโลกที่สิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องได้อย่าง มั่นคงนั้น คนต้องเรียนรู้ว่าจะเรียนรู้ได้อย่างไรเนื่องจากไม่มีความรู้ใดมั่นคง ดังนั้นการที่บุคคลรู้ถึง กระบวนการแสวงหาความรู้เท่านั้น จึงจะท าให้เกิดพื้นฐานที่มั่นคง ซึ่งโรเจอร์ส ได้เน้นความส าคัญของ กระบวนการเรียนรู้ (Learning Process) เพราะถือว่าในกาเปลี่ยนแปลงนั้นกระบวนการส าคัญกว่า ความรู้ที่หยุดนิ่ง เป้าหมายการศึกษา คือ การอ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ให้บุคคลมีพัฒนาการ และเจริญ เติบโตไปสู่การท างานได้เต็มศักยภาพ 2. การเรียนรู้แบบเอกัตภาพ (Individualized Learning) เป็นการจัดการเรียนการ สอนที่น าไปสู่การบรรลุจุดประสงค์ของนักเรียนเป็นรายบุคคล หรือการจัดการเรียนการสอนที่ คล้ายคลึงกันให้กับกลุ่มนักเรียน เทคนิคการสอนอาจใช้อย่างเดียวหรือหลายอย่างร่วมกันโดยเปิด โอกาสให้นักเรียนระบุเป้าหมาย เลือกวิธีการเรียน เลือกสื่อและอุปกรณ์การเรียนให้เหมาะสมกับ นักเรียนแต่ละคนจากแนวคิดและทฤษฎีที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า การเรียนรู้แบบใช้ปัญหา เป็นฐานมีแนวคิดพื้นฐานมาจากความต้องการให้แสวงหาวิธีการแก้ปัญหาที่ตนเองสนใจบนพื้นฐาน ของประสบการณ์และความรู้เดิมที่มีอยู่ในตัวบุคคล รวมทั้งมี การเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่ที่ได้รับจาก แหล่งข้อมูลข่าวสารต่างๆ ประสบการณ์เดิมของตนเอง มาประมวลเป็นองค์ความรู้ใหม่ของตนเองและ เชื่อว่านักเรียนจะเกิดการเรียนรู้ ได้เมื่อมีการลงมือกระท าด้วยตนเอง ซึ่งจะท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างทางปัญญาในการคันพบความรู้ มีปฏิสัมพันธ์ในกลุ่ม มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกัน และกัน จากการศึกษาแนวคิดและหลักการพื้นฐานของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน สรุปได้ว่า การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานมีแนวคิดพื้นฐานมาจากกระบวนการสร้างความรู้เป็น กระบวนการพัฒนาทางสติปัญญาที่ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่โดยอาศัยพื้นฐาน ความรู้เดิมที่มีอยู่ด้วย ตนเอง กระบวนการเรียนรู้เป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ท าให้ผู้เรียนได้ประสบกับสภาพปัญหาจริง ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและเกิดการซึมซับประสบการณ์ใหม่และปรับโครงสร้างให้เข้ากับ ประสบการณ์นั้น ๆ สามารถน าข้อมูลออกมาใช้ในการกระท าและการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้


22 3.3 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน Good (1973: 25 - 30) ได้กล่าวถึงกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมี 7 ขั้นตอน ดังนี้ 1. กลุ่มผู้เรียนท าความเข้าใจค าศัพท์ ข้อความที่ปรากฏอยู่ในปัญหาให้ชัดเจน โดย อาศัยความรู้ พื้นฐานของสมาชิกในกลุ่ม หรือการศึกษาค้นคว้าจากเอกสารต าราหรือสื่ออื่น ๆ 2. กลุ่มผู้เรียนระบุปัญหาหรือข้อมูลส าคัญร่วมกัน โดยทุกคนในกลุ่มเข้าใจปัญหา เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ใดที่กล่าวถึงในปัญหานั้น 3. กลุ่มผู้เรียนระดมสมองเพื่อวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ อธิบายความเชื่อมโยงต่าง ๆ ของ ข้อมูลหรือปัญหา 4. กลุ่มผู้เรียนก าหนดและจัดล าดับความส าคัญของสมมติฐาน พยายามหาเหตุผลที่ จะอธิบายปัญหาหรือข้อมูลที่พบ โดยใช้พื้นฐานความรู้เดิมของผู้เรียน การแสดงความคิดอย่างมี เหตุผลตั้งสมมติฐานอย่างสมเหตุสมผลส าหรับปัญหานั้น 5. กลุ่มผู้เรียนก าหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้เพื่อค้นหาข้อมูลหรือความรู้ที่จะ อธิบายหรือทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ ผู้เรียนสามารถบอกได้ว่าความรู้ส่วนใดรู้แล้ว ส่วนใดต้องกลับไป ทบทวนส่วนใดยังไม่รู้หรือจ าเป็นต้องไปค้นคว้าเพิ่มเติม 6. ผู้เรียนค้นคว้ารวบรวมสารสนเทศจากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อพัฒนา ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง 7. จากรายงานข้อมูลหรือสารสนเทศใหม่ที่ได้มา กลุ่มผู้เรียนน ามาอภิปราย วิเคราะห์สังเคราะห์ ตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ แล้วน ามาสรุปเป็นหลักการและประเมินผลการเรียนรู้ Barrows & Tamblyn (1980: 191-192) ได้สรุปกระบวนการเรียนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ไว้ดังนี้ 1. นักเรียนจะต้องเผชิญกับปัญหาเป็นล าดับแรกก่อนที่จะมีการเตรียมการหรือเรียน เกิดขึ้น 2. สถานการณ์ปัญหาจะถูกน าเสนอแก่นักเรียนในแนวทางที่เหมือนกับสถานการณ์จริง Cowedrow (1997: 4 อ้างถึงใน อาภรณ์ แสงรัศมี, 2543: 21 ) กล่าวว่ากระบวนการเรียน แบบใช้ปัญหาเป็นฐานแบ่งเป็น 3 ระยะ 1. ใช้ปัญหากระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงเหตุผล และน าความรู้เดิมออกมา 2. เป็นการศึกษาด้วยตนเอง ผู้เรียนจะเป็นอิสระจากผู้สอน ผู้เรียนจะท างานที่ได้รับ มอบหมายจากกลุ่ม โดยค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ 3. ประยุกต์ใช้ความรู้ ผู้เรียนจะน าความรู้ที่ได้รับมาใหม่ย้อนกลับไปอธิบายปัญหา


23 Delisle (1997 : 26-36 อ้างถึงใน ราตรี เกตุบุตตา, 2546: 25) เสนอกระบวนการเรียนแบบใช้ ปัญหาเป็นฐานส าหรับการเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานไว้ 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การเชื่อมโยงปัญหา (Connecting with the Problem) เป็นขั้นตอนที่เชื่อมโยง ความรู้เดิมกับประสบการณ์ของผู้เรียนหรือกิจกรรมในชีวิตประจ าวันที่ต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเห็นความส าคัญและคุณค่าของปัญหานั้นต่อการด าเนินชีวิตประจ าวัน ในขั้นนี้ผู้สอนต้อง พยายามกระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดและแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย แล้วจึงน าเสนอสถานการณ์ ปัญหาที่เตรียมไว้ 2. การก าหนดกรอบการศึกษา (Setting up the structure) ผู้เรียนอ่านวิเคราะห์ สถานการณ์ปัญหาแล้วร่วมกันวางแนวทางในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อน ามาใช้ในการ แก้ปัญหา ในขั้นนี้ผู้เรียนจะต้องร่วมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพื่อก าหนดกรอบการศึกษา 4 กรอบ ดังนี้ 2.1 แนวทางในการแก้ปัญหา (Ideas) คือวิธีการหรือแนวทางในการหา ค าตอบที่น่าจะเป็นไปได้ซึ่งเปรียบเสมือนสมมติฐานที่ตั้งไว้ก่อนการทดลอง 2.2 ข้อเท็จจริง (Facts) คือ ข้อมูลความรู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น ซึ่งเป็น ความรู้หรือข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในสถานการณ์ปัญหา หรือข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดจากการ อภิปรายร่วมกัน หรือเป็นข้อมูลความรู้เดิมที่ได้เรียนรู้มาแล้ว 2.3 ประเด็นที่ต้องศึกษาค้นคว้า (Learning Issues) คือข้อมูลที่เกี่ยวข้อง กับปัญหาแต่ผู้เรียนยังไม่รู้จ าเป็นต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อน ามาใช้ในการแก้ปัญหา จะอยู่ในรูป ค าถามที่ต้องการค าตอบ นิยามหรือประเด็นการศึกษาอื่น ๆ ที่ต้องการทราบ 2.4 วิธีการศึกษาค้นคว้า (Action Plan) คือวิธีการที่จะด าเนินการเพื่อให้ ได้มาซึ่งข้อมูลที่ต้องการ โดยระบุว่าผู้เรียนจะสามารถศึกษาข้อมูลได้อย่างไร จากใคร แหล่งใด 3. การด าเนินการศึกษาค้นคว้า (Visiting the Problem) แต่ละกลุ่มร่วมกันวางแผน การศึกษาค้นคว้า และด าเนินการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมตามประเด็นที่ต้องศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมจากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ 4. รวบรวมความรู้ ตัดสินใจเลือกแนวทางแก้ปัญหา (Revisiting the Problem) หลังจากที่แต่ละกลุ่มได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว ให้กลับเข้าขั้นเรียนและรายงานผลการศึกษาค้นคว้าต่อชั้น เรียน หลังจากนั้นให้ผู้เรียนร่วมกันพิจารณาผลการศึกษาค้นคว้าอีกครั้งว่าข้อมูลที่ได้เพียงพอต่อการ แก้ปัญหาหรือไม่ ประเด็นใดแปลกใหม่น่าสนใจมีประโยชน์ต่อการแก้ปัญหา และประเด็นใดที่ไม่เป็น ประโยชน์ควรจะตัดทิ้ง แล้วแต่ละกลุ่มร่วมกันตัดสินใจเลือกแนวทางหรือวิธีการที่เหมาะสมที่สุดที่จะ ใช้ในการแก้ปัญหา ในขั้นนี้ผู้เรียนจะได้พัฒนาทักษะการคิดการตัดสินใจ รวมทั้งผู้เรียนจะค้นพบ แนวทางในการแก้ปัญหาใหม่ ๆ จากการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน


24 5. ส ร้ าง ผ ลง า น ห รื อ ป ฏิ บั ติ ต า ม ท าง เ ลื อ ก (Producing a Product or Performance) เมื่อตัดสินใจเลือกแนวทางหรือวิธีการแก้ปัญหาแล้วแต่ละกลุ่มสร้างผลงานหรือปฏิบัติ ตามแนวทางที่เลือกไว้ซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม 6. ป ร ะเมินผลก า รเ รียน รู้แล ะปัญห า (Evaluating Performance and the Problem) เมื่อขั้นตอนการสร้างผลงานสิ้นสุด ผู้เรียนประเมินผลการปฏิบัติงานของตนเอง ของกลุ่ม และคุณภาพของปัญหา และผู้สอนประเมินกระบวนการท างานกลุ่มของนักเรียน ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550: 8) ได้แบ่งขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ ปัญหาเป็นฐานไว้ 1. เชื่อมโยงปัญหาและระบุปัญหา เป็นขั้นที่ครูน าเสนอสถานการณ์ปัญหาเพื่อกระตุ้นให้ นักเรียนเกิดความสนใจและมองเห็นปัญหา สามารถระบุสิ่งที่เป็นปัญหาที่นักเรียนอยากรู้อยากเรียน และเกิดความสนใจที่จะค้นหาค าตอบ 2. ก าหนดแนวทางที่เป็นไปได้ นักเรียนแต่ละกลุ่มวางแผนการศึกษา ค้นคว้า ท าความ เข้าใจอภิปรายปัญหาภายในกลุ่ม ระดมสมองคิดวิเคราะห์เพื่อหาวิธีการหาค าตอบ ครูคอยช่วยเหลือ กระตุ้นให้เกิดการอภิปรายภายในกลุ่มให้นักเรียนเข้าใจวิเคราะห์ปัญหาแหล่งข้อมูล 3. ด าเนินการศึกษาค้นคว้า นักเรียนก าหนดสิ่งที่ต้องเรียน ด าเนินการศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเองด้วยวิธีการหลากหลาย 4. สังเคราะห์ความรู้ นักเรียนน าข้อค้นพบ ความรู้ที่ได้ค้นคว้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมกัน อภิปรายผลและสังเคราะห์ความรู้ที่ได้มาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด 5. สรุปและประเมินค่าของค าตอบ นักเรียนแต่ละกลุ่มสรุปผลงานของกลุ่มตนเองและ ประเมินผลงานว่าข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้ามีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด โดยพยายามตรวจสอบ แนวคิดภายในกลุ่มของตนเองอย่างอิสระ ทุกกลุ่มช่วยกันสรุปองค์ความรู้ในภาพรวมของปัญหาอีกครั้ง 6. น าเสนอและประเมินผลงาน นักเรียนน าข้อมูลที่ได้มาจัดระบบองค์ความรู้และ น าเสนอเป็นผลงานในรูปแบบที่หลากหลาย ครูประเมินผลการเรียนรู้และทักษะกระบวนการ ดังนั้นสรุปได้ว่า ขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เริ่มจากท าความเข้าใจ กับสถานการณ์ปัญหาเป็นอันดับแรก จากนั้นระบุปัญหาเพื่อเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ อยากรู้ แล้วท าความเข้าใจกับปัญหา โดยช่วยกันวิเคราะห์ ระดมสมอง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อ หาวิธีการในการหาค าตอบ และสร้างเป็นประเด็นการเรียนรู้ขึ้นมา สิ่งใดที่ยังไม่รู้ก็สามารถด าเนิน การศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม แล้วน าข้อค้นพบมารวบรวมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และสรุปความรู้ที่ได้ เรียนมา ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด แล้วน าเสนอให้แก่เพื่อนในชั้นเรียน


25 3.4 ข้อดีและข้อจ ากัดของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ข้อดีและข้อจ ากัดของการจัดการเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐานสามารถสรุปได้ ดังนี้ (Walton & Matthew, 1989; Wilkerson & Feletti, 1989 อ้างถึงใน พวงรัตน์ บุญญานุรักษ์, 2544: 44; วัลลี สัตยาศัย, 2547: 96; ทิวาวรรณ จิตตะภาค, 2548: 20; นภา หลิมรัตน์อ้างถึงใน เฉลิมลักษณ์ พูลน้อย. สืบค้นออนไลน์จาก http://pirun.kps.ku.ac.th/~b5127164/link27.html. 23 เมษายน 2557) ข้อดี 1. สนับสนุนให้มีการเรียนรู้อย่างลุ่มลึก (Deep Approach) ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนเรียน อย่างเข้าใจและสามารถจดจ าได้นาน เกิดเป็นการเรียนรู้อย่างแท้จริง 2. สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติจ าเป็นที่ทุกคนควรมีเพราะ สามารถพัฒนาไปเป็นผู้ที่มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต 3. โจทย์ปัญหาที่ใช้ในการเรียนรู้ จะส่งผลให้ผู้เรียนเห็นความส าคัญของสิ่งที่เรียนกับการ ปฏิบัติงานในอนาคต ท าเกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้สามารถจดจ าได้ดีขึ้น 4. ทั้งครูและผู้เรียนสนุกกับการเรียน ในส่วนผู้เรียนรู้สึกสนุกกับการเรียนเพราะได้มี บทบาทในการเรียนรู้เอง เช่น การอภิปรายถกเถียงในระหว่างการท ากลุ่มย่อย ฝ่ายครูเห็นพัฒนาการ ทางด้านความคิดและทักษะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน นอกจากนี้ครูยังได้มีโอกาสเรียนรู้ข้ามสาขาที่ ตนช านาญ เนื่องจากโจทย์เป็นแบบบูรณาการ โดยเรียนรู้ไปกับผู้เรียน สามารถเห็นความเชื่อมโยงของ ศาสตร์ต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น ท าให้เกิดความคิดกว้างไกล 5. ส่งเสริมสนับสนุนการท างานเป็นทีม ช่วยให้เกิดการตัดสินใจแบบองค์รวม ซึ่งมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากกว่าการท างานเดี่ยว 6. ส่งเสริมสนับสนุนให้มีโอกาสฝึกทักษะการสื่อสาร การแก้ปัญหา การคิดอย่างมี วิจารณญาณ การหาข้อสรุปเมื่อมีความขัดแย้งเป็นต้น 7. ผู้เรียนมีเสรีภาพในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างชัดเจน 8. เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนจะเปลี่ยนจากการเรียนแบบรับฟังและ ท่องจ ามาเป็นผู้มีส่วนร่วมก ากับ และรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตน 9. มีการบูรณาการระหว่างสาขาวิชา สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริงทางวิชาชีพที่ต้อง ใช้หลาย ๆ วิชามารวมกันในการวินิจฉัยและแก้ปัญหา 10. เป็นการเรียนรู้แบบความคิดสร้างสรรค์ เพราะผู้เรียนต้องอาศัยความรู้เดิมที่มีอยู่มา สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมา 11. เสริมสร้างความสามารถในการใช้ทรัพยากรของผู้เรียนได้ดีขึ้น 12. ส่งเสริมการสะสมการเรียนรู้และการคงรักษาข้อมูลใหม่ไว้ได้ดีขึ้น


26 ข้อจ ากัด 1. ผู้เรียนอาจไม่มั่นใจในความรู้ที่ตนค้นคว้ามา เพราะไม่สามารถก าหนดวัตถุประสงค์ อาจมีผลกระทบในทางลบเกี่ยวกับการเรียนได้ 2. ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น ทั้งฝ่ายผู้เรียนและผู้สอน ฝ่ายผู้เรียน เนื่องจากต้องค้นคว้าและ ศึกษาด้วยตนเองจึงต้องการเวลามากขึ้นเมื่อเทียบกับการเรียนโดยการฟังบรรยาย ฝ่ายผู้สอนจะต้อง ใช้เวลาค่อนข้างมากในช่วงเตรียมการ 3. เนื้อหาในส่วนวิทยาศาสตร์พื้นฐานถูกตัดทอนลง ข้อความดังกล่าวเป็นความจริงแต่สิ่ง ที่ถูกตัดทอนออกไปอาจไม่มีความจ าเป็นในการเรียนการสอนในสาขาวิชาแพทยศาสตร์หรืออาจไม่ จ าเป็นในการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี ดังนั้นเนื้อหาที่คงไว้จะเป็นเนื้อหาที่มีความเกี่ยวข้อง กับวิชาชีพ หรือการเรียนรู้ในชั้นปีที่สูงขึ้นต่อไป (Clinical Years) 4. การเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นหลักนี้ อาจไม่เหมาะกับผู้เรียนที่ไม่ชอบการ อภิปรายถกเถียง ชอบฟังมากกว่า 5. ในกรณีที่จ านวนผู้เรียนมาก ต้องการการลงทุนมาก ทั้งวัสดุ เวลา และยากในการ บริหารจัดการแต่สามารถเป็นไปได้ในส่วนที่เป็นข้อเสีย จะเห็นได้ว่าจะต้องมีการติดตามและเฝ้าระวัง การจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง และท าการปรับเปลี่ยนแก้ไขตามเห็นสมควร ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิด ประโยชน์สูงสูดแก่ผู้เรียน นอกจากนี้จะต้องมีการเตรียมผู้เรียนให้รับรู้และตระหนักถึงหน้าที่ รับผิดชอบในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ให้ค าปรึกษาในระยะแรกของการเรียนที่อาจยังปรับตัวไม่ได้ และ ต้องเตรียมครูให้ตระหนักถึงบทบาทที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการสอนในกลุ่มย่อย การเตรียมบทเรียน การวัดและการประเมินผล เป็นต้น ทั้งนี้หากได้ด าเนินการอย่างครบถ้วนจะสามารถลดทอนปัญหา หรือข้อเสียของการเรียนแบบนี้ลงได้บ้าง 6. เป็นการเรียนรู้ที่ต้องใช้ความรับผิดชอบและความมีวินัยในตัวเองสูง 7. ครูผู้สอนอาจไม่สามารถใช้ความรู้ของตนเองที่มีอยู่มาถ่ายทอดให้ผู้เรียนได้ 8. การเรียนรู้ที่เกิดจากผู้เรียนเป็นคนก ากับดูแลเอง มีแนวโน้มที่จะเป็นการเรียนรู้อย่าง ไม่เป็นระบบ ไม่รู้ว่าอะไรส าคัญและไม่ส าคัญ จากการศึกษาข้อดีและข้อจ ากัดของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน สรุปได้ว่า ข้อดีของการเรียนแบบใช้ปัญหาเป็นฐานว่า เป็นการช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการเรียน และ พัฒนาทักษะการค้นคว้าความรู้ได้ด้วยตนเอง ช่วยฝึกทักษะในการแก้ปัญหากระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการ ประยุกต์ใช้ความรู้จากสิ่งที่เรียนรู้น ามาใช้ในการแก้ปัญหา แต่การเรียนแบบใช้ปัญหานั้นยังมีข้อจ ากัด เกี่ยวกับความส าเร็จในการเรียนรู้ ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนของผู้เรียน อาจไม่กระตุ้นความคิด ความสนใจ ของผู้เรียนที่ไม่มีความกระตือรือร้น หรือผู้เรียนที่ไม่ชอบการค้นว้าด้วยตนเอง ดังนั้นครูผู้สอนจึง จ าเป็นที่จะต้องมีการวางแผนการจัดการเรียนการสอน เตรียมสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอน ให้


27 รอบคอบด้วย ซึ่งไม่สามารถใช้ได้กับทุกวิชา คุณภาพของโจทย์ปัญหาเป็นสิ่งส าคัญควบคู่กับคุณภาพ ของครูและผู้เรียน โดยผู้เรียนต้องมีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเองด้วย 4. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 4.1 แนวคิดและหลักการของการคิดวิเคราะห์ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์เขาจะต้องมีความสามารถในการสื่อสารเพราะการคิด วิเคราะห์จะต้องผ่านกระบวนการสื่อสาร คือการรับสาร และการส่งสาร ดังนี้ คือ การรับรู้โดยการรับ สาร คือ ดู/สังเกต (ภาพ แผนภาพ แผนภูมิตารางฯลฯ) หรือฟัง (เรื่องราวการสนทนา บทเพลง บท กลอน ละครฯลฯ) หรือ อ่าน (ข้อความ เรื่องราว บทกลอน บทสนทนา ฯลฯ) แล้วน าสิ่งที่ได้จากการ รับสาร (ดู อ่าน ฟัง) สู่กระบวนการคิดวิเคราะห์ ได้ผลอย่างไร จึงส่งสารออกไปโดยการบอก/อธิบาย (การจ าแนก/เปรียบเทียบเหตุและผล และจุดเด่น-และจุดด้อย หลักการความส าคัญของเหตุการณ์) หรือ เขียน (การจ าแนก/เปรียบเทียบ เหตุและผล และจุดเด่น-จุดด้อยหลักการ ความส าคัญหลักการ ความส าคัญของเหตุการณ์) หรือวาดภาพ/แผนภาพ (การจ าแนก/เปรียบเทียบเหตุและผลและจุดเด่นจุดด้อย หลักความส าคัญของเหตุการณ์) (ส านักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้, 2550: 11) 4.2 ความหมายของการคิดวิเคราะห์ จากการที่ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร ต ารา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการคิด วิเคราะห์ พบว่า ผู้ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ ไว้มากมาย ดังนี้ บุญชม ศรีสะอาด (2540: 42) ได้ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ว่าเป็นความสามารถใน การแยกแยะเรื่องราวใดๆ ออกเป็นส่วนย่อย 1 ว่าสิ่งเหล่านั้นประกอบกันอยู่เช่นไร ซึ่งประกอบด้วย องค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ 1. การวิเคราะห์ความส าคัญ หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะหาส่วนประกอบที่ ส าคัญหรือปรากฏการณ์ต่างๆ เรียกได้ว่าการแยกแยะหาหัวใจของเรื่อง 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ หมายถึง ความสามารถในการหาความสัมพันธ์ของส่วน 3. การวิเคราะห์หลักการ หมายถึง ความสามารถในการค้นหาหลักของความสัมพันธ์ ของส่วนส าคัญในเรื่องราวหรือปรกกฎการณ์นั้นๆ ว่าสัมพันธ์กันอยู่โดยอาศัยหลักการใด ล้วน สายยศ และอังคณา สายยส (2542: 32) ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ว่า เป็น ความสามารถในการแยกแยะเพื่อหาส่วนย่อย1 ของเหตุการณ์เรื่องราวหรือเนื้อหาต่างๆ ว่า ประกอบด้วยอะไร มีจุดมุ่งหมายหรือความประสงค์สิ่งใด นอกจากนั้นยังมองถึงว่าส่วนย่อย ๆ ที่ส าคัญ


28 นั้น แต่ละเหตุการณ์เกี่ยวข้องกันอย่างไรบ้างและเกี่ยวพันโดยหลักการใดและพยายามมองให้ลีกลงไป ถึง แก่นแท้ของเนื้อเรื่องและเหตุการณ์นั้นๆ การวิเคราะห์จึงต้องอาศัยพฤดีกรรมด้านความจ า ความ เข้าใจ และด้านการน าไปใช้โดยองค์ประกอบของการวิเคราะห์มี 3ด้าน ได้แก่ 1. การวิเคราะห์ความส าคัญ (Analysis of Elements) เป็นการวิเคราะห์ว่าสิ่งที่มีอยู่นั้น อะไรส าคัญหรือจ าเป็นหรือมีบทบาทที่สุด ตัวไหนเป็นเหตุ ตัวไหนเป็นผล เหตุผลใดถูกต้องและ เหมาะสมที่สุด 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Analysis of Relationships) เป็นการหาความสัมพันธ์ เหตุการณ์นั้นมีความส าคัญอะไรที่ไปเกี่ยวพันกัน 3. การวิเคราะห์หลักการ (Analysis of Organizational Principles) เป็น ความสามารถที่จะจับเข้าเงื่อนของเรื่องราวนั้นว่ายึดหลักการใด มีเทคนิค หรือยึดหลักปรัชญาใดอาศัย หลักการใดเป็นสื่อสารสัมพันธ์เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ทิศนา แขมมณี และคนอื่นๆ (2544: 133) กล่าวว่า การคิดวิเคราะห์ คือ การคิดที่ต้องใช้ ค าตอบแยกแยะข้อมูลและหาความสัมพันธ์ของข้อมูลที่แยกแยะนั้น หรืออีกนัยหนึ่งคือการเรียนรู้ใน ระดับที่ผู้เรียนสามารถจับได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ เหตุผล หรือแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ใด ปรากฏการณ์หนึ่ง กรมวิชาการ (2544: 153) และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ (2546: 226) ความคิด วิเคราะห์ (Analytica( Thinking) คือ ความคิดที่เกี่ยวข้องกับการจ าแนก รวมรวมเป็นหมวดหมู่ รวมทั้งการจัดประเด็นต่างๆ เช่น การจ าแนกชนิดของหิน โดยพิจารณาลักษณะภายนอกเป็นเกณฑ์ การจ าแนกใบไม้ โดยพิจารณารูปร่างขอบใบ และเส้นใบเป็นเกณฑ์หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือ การพัฒนา โปรแกรมเพื่อหาอายุเฉลี่ยของนักเรียนในชั้นหนึ่ง ก็ต้องจ าแนกปัญหาเป็นกระบวนงาน (Procedure) ย่อย คือ กระบวนงานหาอายุรวมและกระบวนงานหาจ านวนนักเรียนในชั้น แล้วน ากระบวนงาน ทั้ง สองมาหาอายุเฉลี่ย เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2547: 26) กล่าวว่า การคิดวิเคราะห์ คือความสามารถในการ จ าแนกองค์ประกอบต่างๆ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งและหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล ระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของสิ่งที่เกิดขึ้น สุวิทย์ มูลค า และอรทัย มูลค า (2545: 23-24) กล่าวว่า การคิดวิเคราะห์ คือ ความสามารถใน การจ าแนกแยกแยะองค์ประกอบต่าง1 ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นวัตถุ สิ่งของเรื่องราวหรือ เหตุการณ์ และหความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้นเพื่อค้นหาสภาพความเป็นจริง หรือสิ่งส าคัญของสิ่งที่ก าหนดโดยมีองค์ประกอบที่ส าคัญ 3 ประการ คือ


29 1. การวิเคราะห์ส่วนประกอบ หมายถึง ความสามารถในการหาส่วนประกอบที่ส าคัญ สิ่งของหรือเรื่องราวต่างๆ เช่น การวิเคราะห์ส่วนประกอบของพืช สัตว์ ข่าว ข้อความหรือเหตุการณ์ ต่างๆ 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ หมายถึง ความสามารถในการค้นหาความสัมพันธ์ของ ส่วนส าคัญต่างๆ โดยการระบุความสัมพันธ์ระหว่างความคิด ความสัมพันธ์ในเชิงเหตุผล หรือความ แตกต่างระหว่างข้อโต้แย้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกัน 3. การวิเคราะห์หลักการ หมายถึง ความสามารถในการค้นหาหลักความสัมพันธ์ส่วน ส าคัญในเรื่องนั้นๆ ว่าสัมพันธ์กันอยู่โดยอาศัยหลักการใด เช่น การให้ผู้เรียนค้นหาหลักการของเรื่อง การระบุจุดประสงค์ของผู้เรียน ประเด็นส าคัญของเรื่อง เป็นต้น บลูม และคณะ (Bloom et al., 1956: 169-178) ให้ความหมายของการ (Analysis) ว่าเป็น ความสามารถในการจ าแนกแยกแยะเรื่องราวและเนื้อหาส่วนใหญ่ที่สมบูรณ์ออกเป็นส่วนย่อย ๆ เป็น หมวดหมู่ รวมทั้งความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันซึ่งกันและกัน ท าให้ทราบถึงความส าคัญและความสัมพันธ์ ของส่วนย่อย ๆ ที่จ าแนกหาสาเหตุ หาผล และความส าคัญทั้งปวงของเรื่องนั้นๆการวิเคราะห์สามารถ จ าแนกออกเป็น 3 องค์ประกอบ 1. การวิเคราะห์ส่วนประกอบ (Analysis of Elements) เป็นความสามารถแยกแยะ หรือจ าแนกความคิด ปัญหา หรือสิ่งของเรื่องราว ออกเป็นส่วนย่อย ๆ ว่าประกอบด้วย อะไรบ้าง หรือ การแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากสมมติฐานและแยกข้อสรุปออกจากข้อความทั่วไป 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Analysis of Relationship) หมายถึง ความสามารถที่ จะหาความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบย่อย ๆ หาสาเหตุผละหาผล 3 . ก า ร วิเค ร าะห์หลักก า ร ( Analysis of Organizational Principles) หม ายถึง ความสามารถในการค้นหากฎเกณฑ์ การจัดระเบียบโครงสร้างของสิ่งต่างๆ สัมพันธ์กันอย่างไร มี อะไรบ้างที่ยึดในสิ่งเหล่านี้ผูกพันกันเป็นส่วนรวม เช่น สามารถสรุปเนื้อหาเรื่องหนึ่งได้ว่าเรื่องนั้นคือ อะไร มีโครงสร้างมาจากหลักการใด ผู้เขียนยึดคติใด หรือใช้กลวิธีใด เป็นความจริงหรือไม่มีความ ถูกต้องหรือ มีข้อผิดพลาด กู๊ด (Good, 1973: 122) ได้ให้ความหมายของการวิเคราะห์ไว้ 3 ลักษณะ ได้แก่ ลักษณะที่ 1) เป็นกระบวนการแก้ปัญหาหรือสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้ทราบถึงส่วนประกอบย่อย ๆ ของสถานการณ์ ปัญหานั้น ลักษณะที่ 2) เป็นการค้นหาข้อสรุป ข้อเท็จจริง โดยผ่านกระบวนการให้เหตุผล ที่มี ประสิทธิภาพ และลักษณะที่ 3) เป็นกระบวนการที่ใช้กลวิธีทางพีชคณิตในการหาค าตอบของปัญหา ต่างๆกล่าวโดยสรุป ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คือ เป็นความสามารถที่จะแยกแยะหรือจ าแนก ความคิด ปัญหา หรือสิ่งของเรื่องราว ออกเป็นส่วนย่อย ๆ ว่าประกอบด้วยอะไร มีจุดมุ่งหมายหรือความ ประสงค์สิ่งใด ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบ3 ด้าน ได้แก่ การวิเคราะห์ความส าคัญ หมายถึง


30 ความสามารถในการแยกแยะหาส่วนประกอบที่ส าคัญหรือปรากฎการณ์ต่างๆ เรียกได้ว่าการแยกแยะ หาหัวใจของเรื่องการวิเคราะห์ความสัมพันธ์หมายถึง ความสามารถในการหาความสัมพันธ์ของส่วน ต่างๆ และการวิเคราะห์หลักการ หมายถึงความสามารถในการค้นหาหลักของความสัมพันธ์ของส่วน ส าคัญในเรื่องราวหรือปรกกฎการณ์นั้นๆ ว่าสัมพันธ์กันอยู่โดยอาศัยหลักการใด 4.3 ประโยชน์ในการคิดวิเคราะห์ กรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2547: 67-72) อธิบายประโยชน์ของการคิดวิเคราะห์ไว้ ดังนี้ 1. ช่วยส่งเสริมความฉลาดทางปัญญา 2. ช่วยให้ค านึงถึงความสมเหตุสมผลของขนาดกลุ่มตัวอย่าง 3. ช่วยลดการอ้างประสบการณ์ส่วนตัวเป็นข้อสรุปทั่วไป 4. ช่วยขุดค้นสาระของความประทับใจครั้งแรก 5. ช่วยตรวจสอบการคาดคะเนบนฐานความรู้เดิม 6. ช่วยวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากประสบการณ์ส่วนบุคคล 7. เป็นพื้นฐานในการคิดมิติอื่น 8. ช่วยในการแก้ปัญหา 9. ช่วยในการประเมินและตัดสินใจ 10. ช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์สมเหตุสมผล 11. ช่วยให้เข้าใจกระจ่างแจ่มแจ้ง สุวิทย์ มูลค า และอรทัย มูลค า (2545: 40) ได้อธิบายเกี่ยวกับประโยชน์ของการคิดวิเคราะห์ในเรื่อง ต่างๆ ดังนี้ 1. การคิดวิเคราะห์คน ท าให้เข้าในถึงมูลเหตุของการแสดงออกทางพฤติกรรมของบุคคล และผลกระทบต่อยุคคลนั้น บุคคลอื่นหรือสังคมอย่างไร 2. การวิเคราะห์ข้อความ ท าให้ทราบถึงความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างข้ออ้างและ ข้อสรุป หลักฐานหรือเหตุผล จะช่วยให้ค้นพบความถูกต้องหรือผิดพลาดของข้ออ้างนั้น 3. การคิดวิเคราะห์ข่าว ท าให้ทราบถึงความเป็นมาเบื้องหน้า เบื้องหลังของเหตุการณ์ ประจ าวันที่เกิดขึ้น รวมทั้งสามารถน าข้อมูลไปใช้ในการป้องกันหรือวางแผนต่อไป 4. การคิดวิเคราะห์วัตถุสสาร ท าให้ทราบถึงวัตถุหรือสสารนั้นๆ ประกอบด้วย ส่วนประกอบย่อยอะไรบ้าง แต่ละส่วนมีการประสานเชื่อมโยงกันอย่างไร 5. การคิดวิเคราะห์ด้านการวิจัย ท าให้สามารถวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ หาเหตุและผล ในการอธิบายเรื่องใดเรื่องหนึ่ง 6. การคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานะทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ท าให้เข้าใจสาเหตุ ของสถานการณ์ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต ซึ่งอาจน าข้อมูลที่ได้มาสู่การป้องกันหรือ


31 แก้ปัญหาได้การที่มนุษย์จะพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้ จ าเป็นต้องใช้ทักษะในการ สื่อสาร คือ การรับสาร และส่งสาร จากนั้น น าสิ่งที่ได้จากการรับสาร สู่กระบวนการคิดวิเคราะห์เพื่อ จ าแนกแยกแยะสารที่ได้รับออกเป็นส่วนย่อย ๆ ว่าประกอบกันอยู่เช่นไรซึ่งองค์ประกอบของการคิด วิเคราะห์มีอยู่ 3 ด้าน ได้แก่ การวิเคราะห์ความส าคัญ ความสัมพันธ์ และการวิเคราะห์หลักการได้ผล อย่างไร แล้วจึงส่งสารไปยังผู้รับสาร ซึ่งประโยชน์ของการคิดวิเคราะห์ จะช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหา และตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง สมเหตุ สมผล ท าให้สามารถท าชีวิตประจ าวันได้อย่างราบรื่น 5. การวัดและการประเมินผลการคิดวิเคราะห์การวัดและการแระเมินผลความสามารถ ทางการคิดสมรรถภาพทางการคิดเป็นเรื่องที่เป็นนามธรรม การที่จะวัดหรือประเมินผลความคิดจึง เป็นเรื่องยาก นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญทางด้านการคิดส่วนใหญ่ จึงได้พยายามคิดเครื่องมือต่างๆ ที่ จะวัดระดับความคิดของมนุษย์ ดังนั้นเครื่องมือที่ใช้ส่วนใหญ่ในปัจจุบันในบางชนิดจึงมีข้อจ ากัดอยู่ บ้างขึ้นอยู่กับความสถานการณ์ของผู้ที่ต้องการน าไปใช้ให้ได้เหมาะสม การวัดและประเมินผล ความสามารถทางความคิดความสามารถท าได้หลายวิธีซึ่งจากการศึกษาและพิจารณา พบว่า สามารถ จ าแนกได้เป็น 2 ประเภทคือ 5.1 แนวทางการวัดและประเมินผลทางการศึกษาและจิตวิทยา โดยใช้การศึกษาและ วัดคุณลักษณะภายในของมนุษย์ เริ่มจากการศึกษาและวัดเชาว์ปัญญา ศึกษาเกี่ยวกับสมองซึ่งมี ลักษณะขององค์ประกอบและความสามารถที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ซึ่งสามารถวัดโดยใช้ แบบทดสอบมาตรฐาน และได้พัฒนาสู่การวัดบุคลิกภาพ ความถนัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน รายวิชาต่างๆความสามารถในด้านต่างๆ และความสามารถทางด้านการคิด แบบทดสอบมาตรฐานที่ ใช้ส าหรับวัดและประเมินผลความสามารถในการคิดสามารถจัดเป็นกลุ่มได้เป็น 2 ประเภท คือ 5.1.1 แบบทดสอบที่มีผู้สร้างไว้แล้วเป็นแบบทดสอบที่นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญ สร้างขึ้น พร้อม ทั้งหาค าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบไว้แล้วจนเป็นแบบทดสอบมาตรฐานที่นิยมใช้ กันอยู่ทั่วโลก 5.1.2 แบบทดสอบความสามารที่สร้างขึ้นเอง เกิดขึ้นเนื่องมาจากแบบทดสอบ มาตรฐานที่ใช้วัดโดยทั่วไป นั้นไม่สอดคล้องวัตถุประสงค์ และความต้องการจึงต้องหาวิธีวัดและ ประเมินผลให้ตรงกับเป้าหมายดังนั้น แบบทดสอบที่สร้างขึ้นเฉพาะกาลนี้ใช้วัดความคิดตามแนวทางที่ ผู้จัดท า ต้องการให้เกิดขึ้น 5.2 การวัดและประเมินผลจากการปฏิบัติจริง แนวทางในการวัดผลในรูปแบบนี้เน้นที่ การปฏิบัติจริงในชีวิต หรือในห้องเรียนของเด็ก ซึ่งมีความชับซ้อนและรายละเอียดอ่อนในการวัดเป็น อย่างยิ่ง เพราะการวัด ด้วยวิธีนี้เกณฑ์ในการตัดสินว่าผู้ใดเกิดความคิดตามจุดมุ่งหมายที่ก าหนดไว้นั้น


32 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 5.1 งานวิจัยในประเทศ บุษรินทร์ จิตเส้ง (2561) ได้ศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน เรื่อง สารเคมีใน เซลล์ของสิ่งมีชีวิตที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จ านวน 48 คน โดยการสุ่มแบบ กลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการเรียนรู้แบบใช้ปัญหา เป็นฐาน เรื่อง สารเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตสูงกว่าการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 2) ความสามารถในการวิเคราะห์ของนักเรียนหลังการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานสูงกว่า การเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ธัชทร โพธิ์น้อย (2561) ได้ศึกษาการใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ในวิชา วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จ านวน 15 คน ภาคเรียนที่ 2/2560 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์ วิชาวิทยาศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน นักเรียนมีคะแนนไม่ต่ ากว่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ จ านวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 80 ผ่านและมีนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ จ านวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 20 ผลสัมฤทธิ์ หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญที่สถิติระดับ .05 วิชุดา วงศ์เจริญ (2561) ได้ศึกษาการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคโนโลยี เสมือนจริง เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และทักษะการคิดแก้ปัญหาส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2/2560 จ านวน 37 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความรู้ความเข้าใจ วิชา เคมี ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคโนโลยีเสมือนจริง สูง กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) ทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนหลังได้รับ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคโนโลยีเสมือนจริง สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 พิชญากร เทพด้วง (2565). ได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการเรียนรู้แบบบูรณาการปัญหาเป็น ฐานและเทคนิคคิด-คู่-แชร์กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จ านวน 42 คน ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้ที่ออกแบบโดยใช้ปัญหาแบบบูรณาการและเทคนิคคิด-คู่-แชร์ ส่งผลเชิงบวกต่อการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญ


33 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ มัสโตฟา และฮิดายะห์ (Mustofa & Hidayah, 2020: 463-474) ได้ศึกษาเกี่ยวกับผล การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานต่อทักษะการคิดนอกกรอบในวิชาชีววิทยา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน 2 ห้องเรียน จ านวน 64 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน อย่างมีนัยส าคัญต่อความสามารถในการคิดนอกกรอบของนักเรียน ปัจจัยที่รับรู้ถึงแนวคิดหลักของ ปัญหากลายเป็นปัจจัยที่มีคะแนนเฉลี่ยแตกต่างกันมากที่สุดระหว่างกลุ่มที่จัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหา เป็นฐานและกลุ่มที่เรียนแบบปกติ เดนิส และเดเร (Denis & Dere, 2020:14-20) ได้ศึกษาผลของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐานที่ได้รับการสนับสนุนจากการทดลองที่มีต่อทักษะการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาและทักษะการคิดไตร่ตรองเพื่อการแก้ปัญหา วิจัยนี้ใช้รูปแบบกึ่งทดลองที่มี กลุ่มควบคุมก่อนการทดสอบและหลังทดสอบ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนในกลุ่มทดลอง 21 คน นักเรียนกลุ่มควบคุม 22 คน จากการศึกษาพบว่าคะแนนการทดสอบหลังเรียนของแบบวัดทักษะการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ของนักเรียนกลุ่มทดลองแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติกับนักเรียน กลุ่มควบคุม และความแตกต่างนี้อยู่ในเกณฑ์ที่กลุ่มทดลองได้รับ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในการทดสอบหลังเรียนเกี่ยวกับทักษะการคิดไตร่ตรองเพื่อการ แก้ปัญหา ดาร์ฮิม พราบาวันโต และซูซิโล (Darhim, Prabawanto & Susilo 2020: 103-116) ได้ ศึกษาเกี่ยวกับผลของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่ส่งผลต่อการพัฒนา ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน เพื่อตรวจสอบว่ามีผลแตกต่างกันในการพัฒนาทักษะ การคิดวิเคราะห์ของนักเรียนหรือไม่ การวิจัยพบว่า ในการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และการวางปัญหาทางคณิตศาสตร์ให้ผลที่ดีกว่าการเรียนรู้แบบเดิม


บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็น ฐาน เรื่อง งานและพลังงาน ผู้วิจัยได้ด าเนินการดังขั้นตอนต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนแห่งหนึ่งในอ าเภอเมือง จังหวัด อุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 251 คน จาก 8 ห้อง 2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1 ห้อง นักเรียนจ านวน 33 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกอย่างเจาะจง (Purposive sampling) แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียว ทดสอบก่อนและ หลังทดลอง One Group Pretest – Posttest Design (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540: 60-61)


34 ตารางที่ 1 แบบแผนที่ใช้ในการทดลอง สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง T1 X T2 T1 หมายถึง การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X หมายถึง การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง งานและพลังงาน T2 หมายถึง การทดสอบหลังเรียน (Posttest) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยจ าแนกตามลักษณะของการใช้มีทั้งหมด 2 ชนิด คือ 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง งานและพลังงาน ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 จ านวน 3 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนละ 3 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้นจ านวน 9 ชั่วโมง ประกอบด้วยเนื้อหาย่อย ดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง พลังงานจลน์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง พลังงานศักย์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง กฎการอนุรักษ์พลังงานกล 2. แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์แบบปรนัย 4 ตัวเลือก การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 1.1 ขั้นตอนการสร้างแผนและหาคุณภาพ 1) ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระ ฟิสิกส์หนังสือเรียนฟิสิกส์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง งานและพลังงาน, คู่มือการสอนฟิสิกส์ รวมทั้ง เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) วิเคราะห์และก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน 3) เขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน จ านวน 3 แผน รวม 9 ชั่วโมง โดยให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ก าหนดไว้ โดยมีรายละเอียดดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง พลังงานจลน์


35 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง พลังงานศักย์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง กฎการอนุรักษ์พลังงานกล 1.4 น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไข ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้องและความเป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลและพิจารณาให้ข้อเสนอแนะ 1.5 น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษา เสนอ ต่อผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิทยาศาสตร์ และการวัดผลและ ประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่าง จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสม และสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความไม่ เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วน าคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดย พิจารณาค่าดัชนีความสอดคล้องขององค์ประกอบตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไป 1.5 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ แล้วน าเสนอ อาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไข แล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจ านวน 12 คน ที่มีระดับ ความสามารถเก่ง ปานกลาง และอ่อน เพื่อดูความเหมาะสมของกระบวนการจัดการเรียนรู้ เวลาที่ใช้ และปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วน ามาปรับปรุงแก้ไข 1.6 น าแผนการจัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง งานและพลังงาน ไปใช้กับนักเรียนกลุ่ม ตัวอย่างต่อไป 2. แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่อง งานและพลังงาน 2.1 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ วิธีสร้าง แบบทดสอบ และการเขียนข้อสอบตามกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์


36 2.2 วิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา และกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องปริมาณสัมพันธ์ จากนั้นสร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.3 สร้างแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เป็นแบบปรนัย โดยอ้างอิง เนื้อหา ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ให้ครอบคลุมพฤติกรรมที่จะวัด โดยใช้หลักการบลูม และคณะ (Bloom et al., 1956: 169-178) ได้สรุปหลักการคิดวิเคราะห์ ออกเป็น 3 องค์ประกอบ คือ 1. การวิเคราะห์ส่วนประกอบ (Analysis of Elements) , 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Analysis of Relationship) , 3. การวิเคราะห์หลักการ (Analysis of Organizational Principles) 2.4 น าแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ ปรึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไข ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้องและความเป็นไปได้ ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลและพิจารณาให้ ข้อเสนอแนะ 2.5 น าแบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์ ที่ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ ปรึกษา เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนเคมี และการวัดผลและ ประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแบบทดสอบวัดการคิด วิเคราะห์ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างข้อค าถามและจุดประสงค์การเรียนรู้โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้ คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความไม่เหมาะสมและไม่ สอดคล้องกัน แล้วน าคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบ โดยพิจารณาค่าดัชนี ความสอดคล้องขององค์ประกอบตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไป 2.6 ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์ ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ แล้ว น าเสนออาจารย์ที่ปรึกษา แล้วน าไปทดสอบกับนักเรียน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ที่เคยเรียนเรื่อง ปริมาณ สัมพันธ์ มาแล้ว จ านวน 30 คน แล้วน าคะแนนการทดสอบมาวิเคราะห์หาความยากง่าย (p) และ อ านาจจ าแนก ( r) เป็นรายข้อ คัดเลือกข้อสอบโดยพิจารณาความยากง่ายระหว่าง 0.20 – 0.80 และ อ านาจจ าแนกตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป 2.7 น าแบบทดสอบที่คัดเลือกไว้มาวิเคราะห์หาความเชื่อมั่นทั้งฉบับ โดยค านวณจากสูตร K-R20 โดยพิจารณาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับตั้งแต่ 0.80 ขึ้นไป


37 2.8 น าแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ก่อนการทดลอง ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างท าแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ เพื่อน าคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนก่อนเรียน 2. ผู้วิจัยด าเนินการสอนนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็น ฐาน เรื่อง งานพลังงาน จ านวน 3 แผน รวม 9 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 3 สัปดาห์ 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ท าการทดลองหลังเรียน โดยให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างท าแบบทดสอบ วัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ ชุดเดิมกับทดสอบก่อนเรียน เพื่อน า คะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนหลังเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล น าคะแนนผลการทดสอบการวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ก่อนเรียนและหลังเรียน มาคิดคะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) แล้วน าคะแนนทั้งสองมา เปรียบเทียบโดยใช้สถิติ t-test for Dependent Sample สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ 1.1 วิเคราะห์หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานก่อน เรียนและหลังเรียน เรื่อง งานและพลังงานและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ โดยการค านวณค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 1.2 หาความยากง่าย (p) และอ านาจจ าแนก ( r) ของแบบทดสอบวัดความสามารถในการ คิดวิเคราะห์ 1.3 หาความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์โดยค านวณ จากสูตร K-R20 2. สถิติพื้นฐาน 2.1 ค่าร้อยละ 2.2 ค่าเฉลี่ย 2.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สถิติ t-test Dependent


บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยขอน าเสนอผลการวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. ผลการศึกษาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียน โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง งานและพลังงาน 2. ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง งานและพลังงาน 1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและ หลังเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง งานและพลังงาน ผู้วิจัยได้น าค าตอบของ นักเรียนจ านวน 33 คน จากแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่อง งานและพลังงาน ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จ านวน 20 ข้อ คะแนนเต็ม 20 คะแนน มาวิเคราะห์ข้อมูล ดังแสดงในตารางดังนี้ ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียนและ หลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง งานและพลังงาน คนที่ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียน (20 คะแนน) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หลังเรียน ( 20 คะแนน ) คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 1 3 15 8 40 2 5 25 10 50 3 8 40 11 55 4 4 20 7 35 5 3 15 9 45 6 7 35 13 65 7 2 10 7 35 8 4 20 8 40 9 3 15 6 30 10 5 25 11 55 11 8 40 12 60


38 ตารางที่3 ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียน และหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง ปริมาณสัมพันธ์ (ต่อ) คนที่ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียน (20 คะแนน) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หลังเรียน ( 20 คะแนน ) คะแนน ร้อยละ คะแนน คะแนน 12 6 30 10 50 13 2 10 6 30 14 4 20 9 45 15 7 35 11 55 16 5 25 9 45 17 8 40 12 60 18 10 50 15 75 19 8 40 13 65 20 7 35 12 60 21 9 45 12 60 22 6 30 13 65 23 7 35 11 55 24 5 25 10 50 25 7 35 12 60 26 8 40 14 70 27 5 25 9 45 28 8 40 13 65 29 4 20 9 45 30 4 20 7 35 31 5 25 8 40 32 6 30 10 50 ̅ 7.63 38.18 14.75 73.78 S.D 1.31 - 1.90 -


Click to View FlipBook Version