The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ปิยะนุช อินทรสร้อย, 2024-01-30 23:48:55

วิจัยในชั้นเรียน

วิจัยในชั้นเรียน

39 จากตารางที่ 2 คะแนนความสามามารถในการคิดวิเคราะห์ก่อนเรียนและหลังเรียนของ นักเรียนที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง งานและพลังงาน ก่อนเรียนมีคะแนน เฉลี่ยเท่ากับ 7.63 คิดเป็นร้อยละ 38.18 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 14.75 คิดเป็นร้อยละ 73.78 เป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัย 2. ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 หลังเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง งานและพลังงาน ผู้วิจัยได้น าค าตอบของนักเรียน จากแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่อง งานและพลังงาน น ามาเปรียบเทียบ ความ แตกต่างของคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนโดยการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน ( t-test Dependent ) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลดังแสดงในตารางดังนี้ ตารางที่ 3 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง งานและพลังงาน กลุ่ม N คะแนนเต็ม ̅ S.D ร้อยละ t-test ก่อนเรียน 33 20 7.63 1.31 38.18 25.63 หลังเรียน 33 20 14.75 1.90 73.78 **มีเลขนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ ผลการศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง งานและพลังงาน พบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 7.63 คิดเป็นร้อยละ 38.18 และหลัง เรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 14.75 คิดเป็นร้อยละ 73.78 เมื่อท าการทดสอบความแตกต่างระหว่าง ค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลัง ด้วยการทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระ ต่อกัน ( t-test Dependent Samples ) ปรากฏว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังสูงกว่าก่อนเรียน อย่างนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05


บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง งานและพลังงาน ผู้วิจัยน าเสนอการสรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ดังนี้ วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง งานและพลังงาน สมมติฐานการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน เรื่อง งานและพลังงาน มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน วิธีด าเนินงานวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นคร อุดรธานีภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 251 คน จาก 8 ห้อง 1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยม เทศบาล 6 นครอุดรธานีภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1 ห้อง นักเรียนจ านวน 33 คน ซึ่ง ได้มาจากการเลือกอย่างเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง งานและพลังงาน 2. แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์แบบปรนัย 4 ตัวเลือก


40 การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ก่อนการทดลอง ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างท าแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ เพื่อน าคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนก่อนเรียน 2. ผู้วิจัยด าเนินการสอนนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็น ฐาน เรื่อง งานพลังงาน จ านวน 3 แผน รวม 15 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 5 สัปดาห์ 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ท าการทดลองหลังเรียน โดยให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างท าแบบทดสอบ วัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ ชุดเดิมกับทดสอบก่อนเรียน เพื่อน า คะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนหลังเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล น าคะแนนผลการทดสอบการวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ก่อนเรียนและหลังเรียน มาคิดคะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) แล้วน าคะแนนทั้งสองมา เปรียบเทียบโดยใช้สถิติ t-test for Dependent Sample สรุปผลการวิจัย ผลการศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง งานและพลังงาน พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 7.63 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 38.18 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 14.75 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 73.78 เป็นไปตามสมมติฐานที่ก าหนดไว้ และเมื่อน ามา เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการทดสอบแบบทีไม่ อิสระ (t-test for Dependent Sample) สรุปได้ว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อภิปรายผลการวิจัย การอภิปรายผลการวิจัยของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ต่อความสามารถใน การคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง งานและพลังงาน ดังนี้ ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 7.63 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 38.18.เฉลี่ยหลังเรียน


41 เท่ากับ 14.75 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 73.78 ซึ่งถือว่าหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เป็นไปตามสมมติฐาน เมื่อน ามาเปรียบเทียบโดยน ามาทดสอบทีแบบไม่อิสระ พบว่า นักเรียนมีความสมารถในการคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นการ จัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงกิจกรรมแต่ละกิจกรรมโน้มให้ผู้เรียนได้น าไปสู่มโนมติที่ ถูกต้องของเรื่องนั้นๆ ในการท ากิจกรรมหลาย ๆ ครั้ง จนท าให้ผู้เรียนเกิดความช านาญจนผู้เรียนสามารถ คิดวิเคราะห์ แยกแยะ หาความสัมพันธ์ว่าแต่ละกิจกรรมมีความสัมพันธ์กันหรือไม่อย่างไร จนน าไปสู่ ข้อสรุป หรือกฎเกณฑ์ด้วยตนเองเป็นวิธีที่มุ่งช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ สามารถจับ หลักการหรือประเด็นส าคัญได้ด้วยตนเอง ท าให้เกิดการเรียนรู้หลักการ/แนวคิดหรือข้อความรู้ต่างๆ อย่างเข้าใจ (ทิศนา แขมมณี,2554) นอกจากนี้ผู้เรียนต้องเลือกเกณฑ์หรือหลักการที่มีอยู่แล้วมาใช้ในการ แก้ปัญหาจากโจทย์หรือสถานการณ์ที่ก าหนดได้อย่างเหมาะสม อธิบายวิธีแก้ปัญหา ความเป็นมาของ หลักการโดยใช้ข้อเท็จจริง กฎต่างๆ และเหตุผล เพื่อประเมินความเข้าใจของนักเรียนในหลักการและ ตัดสินใจ เลือกหลักการเพื่อไปใช้ได้อย่างถูกต้อง นักเรียนเลือกเอาข้อสรุปมาใช้แก้ปัญหาด้วยตนเอง ซึ่ง สอดคล้องกับความสามารถ 5 ขั้นของมาซาโน (Marzano,2001) ท าให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิด หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน


42 ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการน าผลวิจัยไปใช้ 1. การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน เรื่อง งานและพลังงาน ใช้ได้ผลในระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ดังนั้นผู้สอนควรน า เอาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. ควรที่จะใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน ควรคิดสถานการณ์ปัญหาที่น่าสนใจเพื่อเร้าความสนใจให้กับนักเรียนเกิดการอยากเรียนรู้และ สถานการณ์นั้นควรเป็นสถานการณ์ที่พบได้ในชีวิตประจ าวัน เพราะจะท าให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ และความเข้าใจมากยิ่งขึ้นและสามารถน าความรู้ไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้ ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรมีการพัฒนาความสามารถในแก้ปัญหา โดยใช้สื่ออื่น ๆ ที่หลากหลาย เช่น เกม สื่อ หรือนวัตกรรมอื่น ๆ รวมไปถึงด้านการใช้เทคโนโลยีที่สามารถน ามาปรับใช้ เกี่ยวกับเนื้อหากลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อจะได้มีนวัตกรรมส าหรับพัฒนาศักยภาพของนักเรียนมากยิ่งขึ้น 2. ควรศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาอื่น ๆ เพื่อเปรียบเทียบ ความสามารถในการแก้ปัญหาโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็น ฐานในระดับต่าง ๆ 3. อาจจะเพิ่มตัวแปรอื่น ๆ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะในการให้เหตุผล ทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นต้น


บรรณานุกรม


43 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. (พิมพ์ ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: สกสค. ลาดพร้าว. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กนกพรรณ ภูกองพลอย. (2552). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การคิดวิเคราะห์ และ ความพึ่งพอใจในการเรียนรู้ กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องธุรกิจใช้ ชีวิตประจ าวันของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้แบบ CIPPA กับการ จัดการเรียนรู้แบบปกติ. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการวิจัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2554). คู่มือจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.). กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: คุรุสภา ลาดพร้าว. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. (2547). การคิดเชิงวิเคราะห์. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: ซัคเซสมีเดีย. จุไรรัตน์ สุริยงค์. (2551). ความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ที่เรียนวิทยาศาสตร์โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ทองจันทร์ หงส์ลตารมภ์. (2537). การเรียนการสอนที่ใช้ปัญหาเป็นหลัก. ในเอกสารประกอบการ ประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การจัดการเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นหลักในหลักสูตรต่าง ๆ. 12-17. ภูเก็ต: ม.ป.ท.). ทิศนา แขมมณี. (2544). ศาสตร์การสอน. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธัชทร โพธิ์น้อย. (2561). การใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ในวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดสองพี่น้อง. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. บุญชม ศรีสะอาด. 2540. การวิจัยทางการวัดผลและประเมินผล. กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาสน. บุญน า อิทรนนท์. (2551). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการ แก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโยธินบ ารุงที่ได้รับ


44 การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการมัธยมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนคริน. บุษรินทร์ จิตเส้ง. (2561). ผลการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง สารเคมีในเซลล์ของ สิ่งมีชีวิตที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียจุฬาภรณราชวิทยาลัย สตูล. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 11(2), 142-152. พวงรัตน์ บุญญานุรักษ์. (2544). การเรียนรู้โดยใช้ปัญหา Problem-based learning. กรุงเทพฯ: ธนาเพลส แอนด์ กราฟฟิค. ไพฑูรย์ สุขศรีงาม. (2545). ความเข้าใจเกี่ยวกับการสอนแบบสืบเสาะ. เอกสารประกอบการสอน วิชาการสอนวิทยาศาสตร์. (หน้า 4). มหาสารคาม: ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. มนสภรณ์ วิฑูรเมธา. (2544). การเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-based Learning/ PBL). วารสารรังสิตสารสนเทศ, 7(1), 57-69. รังสรรค์ ทองสุกนอก. (2547). ชุดการเรียนการสอนที่ใช้ปัญหาเป็นฐานในการเรียนรู้ (Problem-Based Learning) เรื่องทฤษฎีจ านวนเบื้องต้น ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ราตรี เกตบุตตา. (2546). ผลของการเรียนแบบใช้ปัญหาเป็นหลักต่อความสามารถในการแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2539). เทคนิคการวัดผลการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: ชมรมเด็ก. ________ . (2542). เทคนิคการวัดผลการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: ชมรมเด็ก. วัลสี สัตยาศัย, (2547). การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลักรูปแบบการเรียนรู้โดยผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ: บุคเน็ท. วิชุดา วงศ์เจริญ (2561). การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคโนโลยีเสมือนจริง เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และทักษะการคิดแก้ปัญหาส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์/กรุงเทพฯ. วิโรฒ. ประริชา ติสิทธิสาร. (2558). ผลของการเปรียบเทียบความเข้าใจมโนมติสารชีวโมเลกุล และความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ 6 ที่เรียนโดยการเรียน แบบใช้ปัญหาเป็นฐานเสริมด้วยเทคนิคผังกราฟิก. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


45 ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.(2550). รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถของ เด็กในการอ่าน คิด วิเคราะห์ เขียน และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ. กรุงเทพฯ : ส านักงานฯ. ส าลี รักสธี. (2544). เทคนิคการพัฒนาหลักสูตรแบบบูรณา. กรุงเทพฯ: พัฒนาศึกษา. สุกัญญา หนองโยธา. (2546).การศึกษาสภาพการสอนปฏิบัติการวิทยาศาสตร์และปัญหาและสาเหตุของ การสอนปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นของครูวิทยาศาสตร์ที่มีเพศและ สังกัดของโรงเรียนต่างกันในจังหวัดกาฬสินธุ์. รายงานการค้นคว้าอิสระ ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สุริพล คันธา, (2541). การศึกษาความเข้าใจธรรมชาติวิทยาศาสตร์ของครูวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา ตอนต้น สังกัดกรมสามัญศึกษาและสังกัดส านักงานคณะกรรมการประถมแห่งชาติ เขตการศึกษา 10. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยสารคาม. สุวิทย์ มูลค า และอรทัย มูลค า (2545). วิธีการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์. อาภรณ์ แสงรัศมี. (2543). ผลของการเรียนแบบใช้ปัญหาเป็นหลักต่อลักษณะการเรียนรู้ด้วย ตนเองผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และความพึงพอใจต่อการ เรียนการสอนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิซาการมัธยมศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อุมาพร ชัยปรีชา, (2554). ผลการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานต่อความสามารถใน การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. Barell, J. (1998). PBL an Inquiry Approach. Ilinois: Skylight Training and Publishing. Barrows, H. S., & Tamblyn, R. M. (1980). Problem-Based Learning (PBL): An Approach to Medical Education. New York: Springer Publishing. Bloom, B. S., et al. (1956). Taxonomy of educational objectives. Handbook: Cognitive Domain. New York: David Mackay. Darhim, Prabawanto, S., & Susilo, B. E. (2020). The Effect of Problem-based Learning and Mathematical Problem Posing in Improving Student’s Critical Thinking Skills. International Journal of Instruction, 13(4), 103-116. https://doi.org/10.29333/iji.2020.1347a Delisle, R. (1997). How to use problem -based learning in the classroom.


46 Alexandria, Virginia: Association for Supervision and Curriculum Development. Denis, C. H., & Dere, S. (2020). The Effects of The Problem-Based Learnıng Supported by Experiments in Science Course: Students' Inquiry Learning and Reflective Thinking Skills. Journal of Science Learning, 5(1), 14-27 Gallagher, S. A., et al. (1997). Problem-based learning: Where did it come from, What does it do, and Where is it going? Journal for the Education of the Gifted, 20(4), 332-362. Good, C. V. (1973). Dictionary of education. 3 rd, New York: McGraw-Hill. Mustofa, R. F., & Hidayah, Y. R. (2020). The Effect of Problem-Based Learning on Lateral Thinking Skills. International Journal of Instruction, 13(1), 463-474. https://doi.org/10.29333/iji.2020.13130a Theabthueng, P. (2022). The Development of Grade 8 Student Analytical Thinking and Learning Achievement Using the Integrated Problem-Based Learning and Think-Pair-Share Technique. Journal of Educational Issues, 8(1), 420-426.


ภาคผนวก


ภาคผนวก ก แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และแบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา


47 แผนการจัดการเรียนรู้ที่1 วิชา ฟิสิกส์ 2 รหัสวิชา ว31202 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 งานและพลังงาน ภาคเรียนที่ 2 เรื่อง พลังงานจลน์ เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสาวปิยะนุช อินทรสร้อย วันที่สอน : วันที่ ..............เดือน ...................พ.ศ…………. _______________________________________________________________ มาตรฐานการเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ สาระที่1 เข้าใจธรรมชาติทางฟิสิกส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคลื่อนที่แนวตรง แรงและกฎการ เคลื่อนที่ของนิวตัน กฎความโน้มถ่วงสากล แรงเสียดทานสมดุลกลของวัตถุ งานและกฎการอนุรักษ์ พลังงานกลโมเมนตัมและกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม การเคลื่อนที่แนวโค้ง รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้ 2. อธิบายและค านวณพลังงานจลน์ พลังงานศักย์ พลังงานกล ทดลองหาความสัมพันธ์ระหว่าง งานกับพลังงานจลน์ ความสัมพันธ์ระหว่างงานกับพลังงานศักย์โน้มถ่วง ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของ แรงที่ใช้ดึงสปริงกับระยะที่สปริงยืดออกและความสัมพันธ์ระหว่างงานกับพลังงานศักย์ยืดหยุ่น รวมทั้ง อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างงานของแรงลัพธ์และพลังงานจลน์ และค านวณงานที่เกิดขึ้นจากแรงลัพธ์ ได้ สาระส าคัญ พลังงานเป็นความสามารถในการท างาน พลังงานจลน์เป็นพลังงานของวัตถุที่ก าลังเคลื่อนที่ ค านวณได้จากสมการ Ek = 1 2 mv 2 พลังงานศักย์เป็นพลังงานที่เกี่ยวข้องกับต าแหน่งหรือรูปร่างของวัตถุ แบ่งออกเป็นพลังงานศักย์โน้มถ่วงค านวณได้จากสมการ Ep = mgh และพลังงานศักย์ยืดหยุ่น ค านวณ ได้จากสมการ Eps = 1 2 kx 2 พลังงานกลเป็นผลรวมของพลังงานจลน์และพลังงานศักย์ตามสมการ E = Ek + Ep แรงที่ท าให้เกิดงานโดยงานของแรงนั้นไม่ขึ้นกับเส้นทางการเคลื่อนที่ เช่น แรงโน้มถ่วงและแรง สปริง เรียกว่า แรงอนุรักษ์ งานและพลังงานมีความสัมพันธ์กันโดยงานของแรงลัพธ์เท่ากับพลังงานจลน์ ของวัตถุที่เปลี่ยนไป ตามทฤษฎีบทงาน-พลังงานจลน์ เขียนแทนได้ด้วยสมการ W = ∆Ek


48 จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายพลังงานจลน์ได้ (K) 2. แสดงวิธีค านวณหาพลังงานจลน์ได้ (P) 3. รับผิดชอบต่อหน้าที่และงานที่ได้รับมอบหมาย (A) สาระการเรียนรู้ พลังงานจลน์ คือ พลังงานที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของวัตถุเนื่องจากอัตราเร็วของวัตถุ พลังงาน ศักย์ คือ พลังงานที ่สะสมในวัตถุ ประกอบด้วย พลังงานศักย์โน้มถ ่วง เป็นพลังงานสะสมในวัตถุ เนื ่องจากแรงโน้มถ ่วงของโลกและพลังงานศักย์ยืดหยุ ่นเป็นพลังงานที ่สะสมในสปริงอันเนื่องจาก ระยะยืดหรือหดของสปริงจากสภาพปกติ สมรรถนะส าคัญของผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 1) ทักษะการวิเคราะห์ 2) ทักษะการสื่อสาร 3) ทักษะการสังเกต 4) ทักษะการท างานร่วมกัน 5) ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 6) ทักษะการน าความรู้ไปใช้ 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการท างาน


49 กระบวนการจัดการเรียนรู้(รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน) แผน ที่ ขั้นที่ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) แนวคิด PBL 1 1. ระบุปัญหา 1.1 ครูถามค าถามนักเรียนเพื่อทบทวน ความรู้เกี่ยวกับพลังงาน ดังนี้ ค าถาม : “นักเรียนรู้จักพลังงาน อะไรบ้าง” (แนวค าตอบ : นักเรียนตอบตามความ เข้าใจ) 1.2 ครูยกตัวอย่างสถานการณ์ให้ นักเรียนวิเคราะห์ “นักเรียนเตะลูกบอลมวล 2 กิโลกรัม ด้วยความเร็ว 1 เมตรต่อวินาที ไปชน กับกรวยที่ตั้งอยู่นิ่งท าให้กรวยกระเด็น หรือล้มได้” 1.1.1 ครูตั้งประเด็นค าถามว่า “นักเรียนคิดว่าจาก สถานการณ์ดังกล่าวมีพลังงาน หรือไม่ และถ้ามีเป็นพลังงาน อะไร ” 1.1.2 ครูตั้งประเด็นค าถามว่า “นักเรียนสามารถบอกได้ หรือไม่ว่าพลังงานที่ท าให้กรวย ล้มมีพลังงานเท่าใด” 1.1.3 ครูตั้งประเด็นค าถามว่า “นักเรียนจะมีวิธีการ ค านวณหาพลังงานได้อย่างไร บ้าง” 3 ส านักงาน เลขาธิการ สภา การศึกษา ออกเป็น 6 ขั้น


50 2. ท าความเข้าใจกับ ปัญหาและวางแผนใน การแก้ปัญหา 2.1 ครูให้แต่ละกลุ่มร่วมพูดคุยกันว่า “จากสถานการณ์ดังกล่าวมีพลังงาน หรือไม่ และถ้ามีเป็นพลังงานอะไร” “นักเรียนสามารถบอกได้หรือไม่ว่า พลังงานที่ท าให้กรวยล้มมีพลังงาน เท่าใด” 2.2 ครูให้แต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาและ หาค าตอบว่า “นักเรียนจะมีวิธีการ ค านวณหาพลังงานได้อย่างไรบ้าง” 2.3 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มน าเสนอ จากข้อมูลที่นักเรียนได้พูดคุยกัน 3. น าเสนอตัวอย่าง 3.1 ครูน าเสนอตัวอย่าง ดังนี้ “พลังงานจลน์ หมายถึงพลังงานในวัตถุ ที่ก าลังเคลื่อนที่ ซึ่งขึ้นอยู่กับความเร็ว ของ วัตถุ เป็นปริมาณสเกลาร์ค่าของ พลังงานจลน์คือครึ่งหนึ่งของผลคูณ ระหว่างมวลกับอัตราเร็วยกก าลังสอง หรือ = 1 2 2 ” ตัวอย่างที่ 1 กล้าเตะลูกบอลมวล 450 กรัม กระทบกับกรวยด้วยความเร็ว เท่ากับ 20 เมตรต่อวินาที หลังจากนั้น ลูกบอลกระตอนไปด้วยอัตราเร็ว 10 เมตรต่อวินาที


51 ก. จงหาพลังงานจลน์ของลูกบอล ก่อนกระทบกับกรวย ข. จงหาพลังงานจลน์ของลูกบอล หลังกระทบกับกรวย วิธีท า ก.จงหาพลังงานจลน์ของลูกบอล ก่อนกระทบกับกรวย พิจารณาพลังงานจลน์ของลูกบอลก่อน กระทบกับกรวย จากสมการ = 1 2 2 = 1 2 (0.450)(20) 2 = 90 ดังนั้น ลูกแก้วก่อนกระทบกับกรวยมี พลังงานจลน์เท่ากับ 90 จูล ข. จงหาพลังงานจลน์ของลูกบอล หลังกระทบกับกรวย พิจารณาพลังงานจลน์ของลูกบอลก่อน กระทบกับกรวย จากสมการ = 1 2 2 = 1 2 (0.450)(10) 2 = 22.5 ดังนั้น ลูกบอลหลังกระทบกับกรวยมี พลังงานจลน์เท่ากับ 22.5 จูล 4. ขั้นศึกษาตัวอย่าง ร่วมกัน 4.1 ครูแจกใบความรู้ที่ 1 เรื่องพลังงาน จลน์ให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม 4.2 ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษา ใบความรู้ที่ 1 เรื่องพลังงานจลน์


52 5. สรุปและประเมินค่า ของค าตอบ 5.1 นักเรียนท าใบงานที่ 1 เรื่อง พลังงานจลน์ 5.2 ครูและนักเรียนร่วมกันเฉลยใบงาน ที่ 1 เรื่องพลังงานจลน์ 5.3 ครูถามค าถาม 1) พลังงานจลน์หมายความว่าอย่างไร (แนวตอบ: พลังงานจลน์ หมายถึง พลังงานในวัตถุที่ก าลังเคลื่อนที่ ซึ่ง ขึ้นอยู่กับความเร็วของวัตถุ) 2) พลังงานจลน์เพิ่มขึ้นจะทราบได้ อย่างไร (แนวตอบ : ถ้าแรงที่มากระท า มีทิศเดี่ยวกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ จะ ท าให้พลังงานจลน์ของวัตถุนั้นเพิ่มขึ้น) 3) พลังงานจลน์ลดลงจะทราบได้ อย่างไร (แนวตอบ : ถ้าแรงที่มากระท า มีทิศตรงข้ามกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ จะท าให้พลังงานจลน์ของวัตถุนั้นลดลง) 5.4 ครูให้นักเรียนท าสรุปผังมโนทัศน์ (Concept Mapping) เรื่อง พลังงาน จลน์จากความรู้ที่ได้ลงในกระดาษ A4 6. น าเสนอและ ประเมินผลงาน 6.1 นักเรียนแต่กลุ่มออกมาน าเสนอผัง มโนทัศน์ 6.2 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปองค์ ความรู้เพื่อน าไปสู่มโนทัศน์ที่ถูกต้อง


53 สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 7.1 สื่อการเรียนรู้ - ใบความรู้ เรื่อง พลังงานจลน์ - ใบงานที่ 1 เรื่อง พลังงานจลน์ 7.2 แหล่งการเรียนรู้ - อินเตอร์เน็ต การวัดและประเมินผล จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เครื่องมือ วิธีการวัด เกณฑ์การ ประเมิน 1. อธิบายพลังงานจลน์ได้ (K) - แบบสังเกตการตอบ ค าถาม - ใบงานที่ 1 เรื่อง พลังงานจลน์ - สังเกตการตอบ ค าถาม - ตรวจใบงาน เรื่อง พลังงานจลน์ ร้อยละ 70 ขึ้นไปผ่านเกณฑ์ 2. แสดงวิธีค านวณหาพลังงานจลน์ ได้ (P) - ใบงานที่ 1 เรื่อง พลังงานจลน์ -ตรวจใบงาน เรื่อง พลังงานจลน์ ร้อยละ 70 ขึ้นไปผ่านเกณฑ์ 3. รับผิดชอบต่อหน้าที่และงานที่ได้ รับหมอบหมาย (A) - แบบประเมิคุณ ลักษณะอันพึง ประสงค์ - สังเกตพฤติกรรม ร้อยละ 70 ขึ้นไปผ่านเกณฑ์


54 บันทึกผลหลังการสอน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ม.4/... วันที่............................................................... 1. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ ( K) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. นักเรียนมีความรู้เกิดทักษะ (P) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ด้านสมรรถนะส าคัญของผู้เรียน (C) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. ปัญหา/อุปสรรค /ข้อเสนอแนะอื่น ๆ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. สรุปผลการจัดการเรียนรู้ รวมนักเรียนจ านวน........................คน ผ่านมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด……...............คนคิดเป็นร้อยละ.................. ไม่ผ่านมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด……..........คน คิดเป็นร้อยละ................ ลงชื่อ........................................................ (นางสาวปิยะนุช อินทรสร้อย) นักศึกษาปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา


55 บันทึกความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของครูพี่เลี้ยง 1. ได้ท าการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้แล้ว เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง สามารถน าไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ ควรปรับปรุงก่อนน าไปใช้ 2. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ.............................................. (นายค าพันธ์ ภูมิเพ็ง) ต าแหน่ง ครูช านาญการพิเศษ ความคิดเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 1. ได้ท าการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้แล้ว เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง สามารถน าไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ ควรปรับปรุงก่อนน าไปใช้ 2. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ................................................. (นายค าพันธ์ ภูมิเพ็ง) ต าแหน่ง ครูช านาญการพิเศษ


56 ความคิดเห็นของรองผู้อ านวยการสถานศึกษา /ฝ่ายวิชาการ 1. ได้ท าการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้แล้ว เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง สามารถน าไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ ควรปรับปรุงก่อนน าไปใช้ 2. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ......................................................... (นายธนากร รัฐถาวร) รองผู้อ านวยการสถานศึกษา ฝ่ายวิชาการ ความคิดเห็นของผู้อ านวยการสถานศึกษา 1. ได้ท าการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้แล้ว เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง สามารถน าไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ ควรปรับปรุงก่อนน าไปใช้ 2. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ ........................................................ (นายกฤษดา โสภา) ผู้อ านวยการสถานศึกษา


57 แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ค าชี้แจงจงท าเครื่องหมาย ✓ ลงในช่องตรงกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ผู้เรียนแสดงออก โดยจ าแนกระดับ พฤติกรรมการแสดงออกไว้เป็น 3 คะแนน ดังนี้ 3 คะแนน หมายถึง ผู้เรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกอย่างสม่ าเสมอ 2 คะแนน หมายถึง ผู้เรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกเป็นครั้งคราว 1 คะแนน หมายถึง ผู้เรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกน้อยครั้ง สถานะผู้ประเมิน ผู้สอน ผู้เรียน ชื่อ-นามสกุล รายการประเมิน คะแนน รวม ร้อยละ สรุปผลการ ประเมิน ความสนใจในการท างาน การเสนอความคิดเห็ น มีความมุ่งมั่นการท างาน ความร่วมมือในการท างาน 3 3 3 3 12 100 ผ่าน ไม่ผ่าน เกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 70 ขึ้นไป ( 8-12 คะแนน ) ผ่านเกณฑ์ น้อยกว่าร้อยละ 60 ( 0-7 คะแนน ) ไม่ผ่านเกณฑ์ ลงชื่อ……………………………………… (................................................) ต าแหน่ง...................................... วันที่........เดือน................พ.ศ………..


58 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 วิชา ฟิสิกส์ 2 รหัสวิชา ว31202 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 งานและพลังงาน ภาคเรียนที่ 2 เรื่อง พลังงานศักย์ เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสาวปิยะนุช อินทรสร้อย วันที่สอน : วันที่ ..............เดือน ...................พ.ศ…………. _______________________________________________________________________ มาตรฐานการเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ สาระที่1 เข้าใจธรรมชาติทางฟิสิกส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคลื่อนที่แนวตรง แรงและกฎการ เคลื่อนที่ของนิวตัน กฎความโน้มถ่วงสากล แรงเสียดทานสมดุลกลของวัตถุ งานและกฎการอนุรักษ์ พลังงานกล โมเมนตัมและกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม การเคลื่อนที่แนวโค้ง รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้ 2. อธิบายและค านวณพลังงานจลน์ พลังงานศักย์ พลังงานกล ทดลองหาความสัมพันธ์ระหว่าง งานกับพลังงานจลน์ ความสัมพันธ์ระหว่างงานกับพลังงานศักย์โน้มถ่วง ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของ แรงที่ใช้ดึงสปริงกับระยะที่สปริงยืดออกและความสัมพันธ์ระหว่างงานกับพลังงานศักย์ยืดหยุ่น รวมทั้ง อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างงานของแรงลัพธ์และพลังงานจลน์ และค านวณงานที่เกิดขึ้นจากแรงลัพธ์ ได้ สาระส าคัญ พลังงานเป็นความสามารถในการท างาน พลังงานจลน์เป็นพลังงานของวัตถุที่ก าลังเคลื่อนที่ ค านวณได้จากสมการ Ek = 1 2 mv 2 พลังงานศักย์เป็นพลังงานที่เกี่ยวข้องกับต าแหน่งหรือรูปร่างของวัตถุ แบ่งออกเป็นพลังงานศักย์โน้มถ่วงค านวณได้จากสมการ Ep = mgh และพลังงานศักย์ยืดหยุ่น ค านวณ ได้จากสมการ Eps = 1 2 kx 2 พลังงานกลเป็นผลรวมของพลังงานจลน์และพลังงานศักย์ตามสมการ E = Ek + Ep แรงที่ท าให้เกิดงานโดยงานของแรงนั้นไม่ขึ้นกับเส้นทางการเคลื่อนที่ เช่น แรงโน้มถ่วงและแรง สปริง เรียกว่า แรงอนุรักษ์ งานและพลังงานมีความสัมพันธ์กันโดยงานของแรงลัพธ์เท่ากับพลังงานจลน์ ของวัตถุที่เปลี่ยนไป ตามทฤษฎีบทงาน-พลังงานจลน์ เขียนแทนได้ด้วยสมการ W = ∆Ek


59 จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายพลังงานศักย์ได้ (K) 2. แสดงวิธีค านวณหาพลังงานศักย์โน้มถ่วง พลังงานศักย์ยืดหยุ่นและพลังงานกลได้ (P) 3. รับผิดชอบต่อหน้าที่และงานที่ได้รับมอบหมาย (A) สาระการเรียนรู้ พลังงานจลน์ คือ พลังงานที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของวัตถุเนื่องจากอัตราเร็วของวัตถุ พลังงานศักย์ คือ พลังงานที ่สะสมในวัตถุ ประกอบด้วย พลังงานศักย์โน้มถ ่วง เป็นพลังงาน สะสมในวัตถุเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลกและพลังงานศักย์ยืดหยุ่นเป็นพลังงานที่สะสมในสปริงอัน เนื่องจากระยะยืดหรือหดของสปริงจากสภาพปกติ สมรรถนะส าคัญของผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 1) ทักษะการวิเคราะห์ 2) ทักษะการสื่อสาร 3) ทักษะการสังเกต 4) ทักษะการท างานร่วมกัน 5) ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 6) ทักษะการน าความรู้ไปใช้ 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการท างาน


60 กระบวนการจัดการเรียนรู้(รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน) แผน ที่ ขั้นที่ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) แนวคิด PBL 2 1. ระบุปัญหา 1.1 ครูทบทวนความรู้จากชั่วโมงก่อน 1.2 ครูยกตัวอย่างสถานการณ์ให้ นักเรียนวิเคราะห์ “ลูกมะพร้าวลูกหนึ่งมวล 5 กิโลกรัม อยู่บนต้นมะพร้าวด้วยความสูงที่ห่าง จากพื้นดิน 5 เมตร ” 1.2.1 ครูตั้งประเด็นค าถามว่า “นักเรียนคิดว่าจาก สถานการณ์ดังกล่าวมีพลังงาน หรือไม่ และถ้ามีเป็นพลังงาน อะไร ” 1.2.2 ครูตั้งประเด็นค าถามว่า “นักเรียนสามารถบอกได้ หรือไม่ว่ามีพลังงานเท่าใด” 1.2.3 ครูตั้งประเด็นค าถามว่า “นักเรียนจะมีวิธีการ ค านวณหาพลังงานได้อย่างไร บ้าง” 3 ส านักงาน เลขาธิการ สภา การศึกษา ออกเป็น 6 ขั้น 2. ท าความเข้าใจกับ ปัญหาและวางแผนใน การแก้ปัญหา 2.1 ครูให้แต่ละกลุ่มร่วมพูดคุยเกี่ยวกับ ว่านักเรียนจะบอกได้อย่างไรว่ามี พลังงานเป็นเท่าใด 2.2 ครูให้แต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาและ หาค าตอบว่ามีวิธีการค านวณหา พลังงานได้อย่างไรบ้าง


61 3. น าเสนอตัวอย่าง 3.1 ครูน าเสนอตัวอย่าง ดังนี้ พลังงานศักย์ ( Potential Energy ; Ep ) คือ พลังงานที่สะสมอยู่ในวัตถุ เนื่องมาจากต าแหน่งของวัตถุ พลังงานศักย์ แบ่งออกเป็น 1. พลังงานศักย์โน้มถ่วง (Gravitational Potential Energy) เป็นพลังงานศักย์ที่สะสมในวัตถุที่มี ความสูง เทียบกับจุดอ้างอิง โดย พลังงานศักย์โน้มถ่วง จะมีค่ามากหรือ ค่าน้อย ขึ้นอยู่กับระดับความสูงจากพื้น โลก สามารถหาค่าได้จาก = ℎ 2. พลังงานศักย์ยืดหยุ่น (Elastic Potential Energy) เป็นพลังงานศักย์ ที่สะสมในวัตถุที่ติดกับสปริงที่ถูก ท าให้ยืดออก หรือ หดเข้า จาก ต าแหน่งสมดุลหรือจากความยาวเดิม แรงที่กระท าต่อสปริงมีค่าไม่คงที่ แต่จะ มีค่าเพิ่มขึ้นจากศูนย์แรงที่น าไปใช้จึง เป็นค่าเฉลี่ยของวัตถุในแนวดิ่ง สามารถหาค่าได้จาก = 1 2 ตัวอย่างที่ 1 ออกแรงดึงขนาด 100 นิว ตัน ดึงสปริงให้ยืดออก 30 เซนติเมตร


62 จงค านวณหาค่าพลังงานศักย์ยืดหยุ่น ของสปริง วิธีท า จาก สูตร = 1 2 เมื่อ F = 100 N s = 30 cm = 0.3 m แทนค่า Eps = 1 2 × 100 × 0 .3 = 15 J ดังนั้น พลังงานศักย์ยืดหยุ่นของสปริง เมื่อยืดออก 30 เซนติเมตร 15 จูล 4. ขั้นศึกษาตัวอย่าง ร่วมกัน 4.1 ครูแจกใบความรู้ เรื่องพลังงานศักย์ ให้นักเรียน 4.2 ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษา ใบความรู้เรื่องพลังงานศักย์ 5. สรุปและประเมินค่า ของค าตอบ 5.1 นักเรียนท าใบงานที่ 2 เรื่อง พลังงานศักย์ 5.2 ครูและนักเรียนร่วมกันเฉลยใบงาน ที่ 2 เรื่องพลังงานศักย์ 5.3 ครูถามค าถาม 1) พลังงานศักย์มีความหมายว่าอย่างไร (แนวตอบ : พลังงานที่สะสมในวัตถุอัน เนื่องมาจากต าแหน่งของวัตถุ) 2) พลังงานศักย์โน้มถ่วงกับพลังงาน ศักย์ยืดหยุ่นแตกต่างกันอย่างไร (แนวตอบ : 1. พลังงานศักย์โน้มถ่วง (Gravitational Potential Energy) เป็นพลังงานศักย์ที่สะสมในวัตถุ จะมีค่า มาก


63 หรือ ค่าน้อย ขึ้นอยู่กับระดับความสูง จากพื้นโลก สามารถหาค่าได้จากงานที่ ท าหรือการเปลี่ยนต าแหน่ง 2. พลังงานศักย์ยืดหยุ่น (Elastic Potential Energy) เป็นพลังงานศักย์ที่ สะสมในวัตถุที่ติดกับสปริงที่ถูก ท าให้ยืดออก หรือ หดเข้า จากต าแหน่ง สมดุล 3) พลังงานศักย์ยืดหยุ่นคืออะไร (แนวตอบ: งานของแรงดึงหรือกดสปริง ให้มีระยะเปลี่ยนไปจากต าแหน่งสมดุล) 4) อธิบายต าแหน่งสมดุล (แนวตอบ: ต าแหน่งเริ่มต้นของสปริง เมื่อยังไม่มีแรงกระท า) 5) เมื่อสปริงถูกดึงหรืออัด แรงคืนตัว ของสปริงจะมีค่าเท่ากับแรงใด (แนวตอบ: แรงที่กระท ากับสปริง) 5.4 ครูให้นักเรียนท าสรุปผังมโนทัศน์ (Concept Mapping) เรื่อง พลังงาน ศักย์จากความรู้ที่ได้ลงในกระดาษ A4 6. น าเสนอและ ประเมินผลงาน 6.1 นักเรียนออกมาน าเสนอผังมโนทัศน์ 6.2 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปองค์ ความรู้เพื่อน าไปสู่มโนทัศน์ที่ถูกต้อง


64 สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 7.1 สื่อการเรียนรู้ - ใบความรู้ เรื่อง พลังงานศักย์ - ใบงานที่ 2 เรื่อง พลังงานศักย์ 7.2 แหล่งการเรียนรู้ - อินเตอร์เน็ต การวัดและประเมินผล จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เครื่องมือ วิธีการวัด เกณฑ์การ ประเมิน 1. อธิบายพลังงานศักย์ได้ (K) -แบบสังเกตการตอบ ค าถาม -ใบงานที่ 2 เรื่อง พลังงานศักย์ -สังเกตการตอบ ค าถาม - ตรวจใบงาน เรื่อง พลังงานศักย์ ร้อยละ 70 ขึ้นไปผ่านเกณฑ์ 2. แสดงวิธีค านวณหาพลังงานศักย์ โน้มถ่วง พลังงานศักย์ยืดหยุ่นและ พลังงานกลได้ (P) - ใบงานที่ 2 เรื่อง พลังงานศักย์ -ตรวจใบงาน เรื่อง พลังงานศักย์ ร้อยละ 70 ขึ้นไปผ่านเกณฑ์ 3. รับผิดชอบต่อหน้าที่และงานที่ ได้รับมอบหมาย (A) -แบบประเมิคุณ ลักษณะอันพึง ประสงค์ - สังเกตพฤติกรรม ร้อยละ 70 ขึ้นไปผ่านเกณฑ์


65 บันทึกผลหลังการสอน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ม.4/... วันที่............................................................... 1. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ ( K) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. นักเรียนมีความรู้เกิดทักษะ (P) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ด้านสมรรถนะส าคัญของผู้เรียน (C) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. ปัญหา/อุปสรรค /ข้อเสนอแนะอื่น ๆ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. สรุปผลการจัดการเรียนรู้ รวมนักเรียนจ านวน........................คน ผ่านมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด……...............คนคิดเป็นร้อยละ.................. ไม่ผ่านมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด……..........คน คิดเป็นร้อยละ................ ลงชื่อ........................................................ (นางสาวปิยะนุช อินทรสร้อย) นักศึกษาปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา


66 บันทึกความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของครูพี่เลี้ยง 1. ได้ท าการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้แล้ว เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง สามารถน าไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ ควรปรับปรุงก่อนน าไปใช้ 2. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ.............................................. (นายค าพันธ์ ภูมิเพ็ง) ต าแหน่ง ครูช านาญการพิเศษ ความคิดเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 1. ได้ท าการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้แล้ว เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง สามารถน าไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ ควรปรับปรุงก่อนน าไปใช้ 2. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ................................................. (นายค าพันธ์ ภูมิเพ็ง) ต าแหน่ง ครูช านาญการพิเศษ


67 ความคิดเห็นของรองผู้อ านวยการสถานศึกษา /ฝ่ายวิชาการ 1. ได้ท าการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้แล้ว เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง สามารถน าไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ ควรปรับปรุงก่อนน าไปใช้ 2. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ......................................................... (นายธนากร รัฐถาวร) รองผู้อ านวยการสถานศึกษา ฝ่ายวิชาการ ความคิดเห็นของผู้อ านวยการสถานศึกษา 1. ได้ท าการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้แล้ว เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง สามารถน าไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ ควรปรับปรุงก่อนน าไปใช้ 2. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ ........................................................ (นายกฤษดา โสภา) ผู้อ านวยการสถานศึกษา


68 แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ค าชี้แจงจงท าเครื่องหมาย ✓ ลงในช่องตรงกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ผู้เรียนแสดงออก โดยจ าแนกระดับ พฤติกรรมการแสดงออกไว้เป็น 3 คะแนน ดังนี้ 3 คะแนน หมายถึง ผู้เรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกอย่างสม่ าเสมอ 2 คะแนน หมายถึง ผู้เรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกเป็นครั้งคราว 1 คะแนน หมายถึง ผู้เรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกน้อยครั้ง สถานะผู้ประเมิน ผู้สอน ผู้เรียน ชื่อ-นามสกุล รายการประเมิน คะแนน รวม ร้อยละ สรุปผลการ ประเมิน ความสนใจในการท างาน การเสนอความคิดเห็น มีความมุ่งมั่นการท างาน ความร่วมมือในการท างาน 3 3 3 3 12 100 ผ่าน ไม่ผ่าน เกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 70 ขึ้นไป ( 8-12 คะแนน ) ผ่านเกณฑ์ น้อยกว่าร้อยละ 60 ( 0-7 คะแนน ) ไม่ผ่านเกณฑ์ ลงชื่อ……………………………………… (................................................) ต าแหน่ง...................................... วันที่........เดือน................พ.ศ………..


69 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 วิชา ฟิสิกส์ 2 รหัสวิชา ว31202 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 งานและพลังงาน ภาคเรียนที่ 2 เรื่อง กฎการอนุรักษ์พลังงานกล เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสาวปิยะนุช อินทรสร้อย วันที่สอน : วันที่ ..............เดือน ...................พ.ศ…………. _______________________________________________________________________ มาตรฐานการเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ สาระที่1 เข้าใจธรรมชาติทางฟิสิกส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคลื่อนที่แนวตรง แรงและกฎการ เคลื่อนที่ของนิวตัน กฎความโน้มถ่วงสากล แรงเสียดทานสมดุลกลของวัตถุ งานและกฎการอนุรักษ์ พลังงานกลโมเมนตัมและกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม การเคลื่อนที่แนวโค้ง รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้ 3. อธิบายกฎการอนุรักษ์พลังงานกล รวมทั้งวิเคราะห์ และค านวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อกับ การเคลื่อนที่ของวัตถุในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยใช้กฎการอนุรักษ์พลังงานกลได้ สาระส าคัญ ถ้างานที่เกิดขึ้นกับวัตถุเป็นงานเนื่องจากแรงอนุรักษ์เท่านั้น พลังงานกลของวัตถุจะคงตัว ซึ่ง เป็นไปตามกฎการอนุรักษ์พลังงานกล โดยที่พลังงานศักย์อาจเปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายกฎการอนุรักษ์พลังงานกลได้ (K) 2. ค านวณหาปริมาณที่เกี่ยวข้องกับกฎการอนุรักษ์พลังงานกลได้ (P) 3. รับผิดชอบต่อหน้าที่และงานที่ได้รับมอบหมาย (A) สาระการเรียนรู้ พลังงานต ่าง ๆ ของวัตถุจะไม ่สูญหาย แต ่อาจเปลี ่ยนรูปพลังงานจากพลังงานหนึ ่งเป็นอีก พลังงานหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามกฎการอนุรักษ์พลังงานกล สมรรถนะส าคัญของผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์


70 สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 1) ทักษะการวิเคราะห์ 2) ทักษะการสื่อสาร 3) ทักษะการสังเกต 4) ทักษะการท างานร่วมกัน 5) ทักษะการน าความรู้ไปใช้ 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการท างาน กระบวนการจัดการเรียนรู้(รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน) แผน ที่ ขั้นที่ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) แนวคิด PBL 3 1. ระบุปัญหา 1.1 ครูทบทวนความรู้จากชั่วโมงก่อน 1.2 ครูยกตัวอย่างสถานการณ์ให้ นักเรียนวิเคราะห์ “นักเรียนโยนก้อนหินขึ้นไปในแนวดิ่ง ในขั้นแรกก้อนหินจะเคลื่อนที่ด้วย ความเร็ว จากนั้นความเร็วจะลดลง เรื่อย ๆ เมื่อถึงจุดสูงสุดความเร็วของ ก้อนหินจะกลายเป็น 0 แสดงถึง พลังงานจลน์ที่เปลี่ยนรูปกลายเป็น พลังงานศักย์ แล้วจึงตกลงมาด้วย ความเร็วเท่ากันแต่ทิศทางตรงข้ามที่ ระดับอ้างอิงเดียวกัน ขณะก้อนหินตก ลงมานั้นพลังงานศักย์จะกลายเป็น พลังงานจลน์อีกครั้ง” 3 ส านักงาน เลขาธิการ สภา การศึกษา ออกเป็น 6 ขั้น


71 1.2 ครูตั้งประเด็นค าถามว่า “นักเรียน สามารถบอกได้หรือไม่ว่าท าไมพลังงาน จลน์เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานศักย์ได้ อย่างไร” 2. ท าความเข้าใจกับ ปัญหาและวางแผนใน การแก้ปัญหา 2.1 ครูให้แต่ละกลุ่มร่วมพูดคุยเกี่ยวกับ ว่าพลังงานจลน์เปลี่ยนรูปเป็นพลังงาน ศักย์ได้อย่างไร 3. น าเสนอตัวอย่าง 3.1 ครูน าเสนอตัวอย่าง ดังนี้ “กฎการอนุรักษ์พลังงาน เป็นกฎที่ กล่าวถึงการคงตัวของพลังงาน โดย กล่าวว่า พลังงานรวมของวัตถุหรือ ระบบจะไม่สูญหายแต่จะเปลี่ยนรูป พลังงานจากรูปหนึ่งไปเป็นพลังงานอีก รูปหนึ่ง โดยพลังงานกลรวม คือผลรวม ของพลังงานศักย์และพลังงานจลน์ของ วัตถุ” ตัวอย่างที่ 1 ปล่อยวัตถุตกจากที่สูงจาก พื้น 20 เมตร เมื่อวัตถุตกลงมาถึง พื้นดินจะมีความเร็วกี่เมตร/วินาที วิธีท า จาก สูตร จาก = ℎ = 1 2 2 (10)(20) = 1 2 () 2 200 = 1 2 () 2 = 400 ∴ = 20 /s ดังนั้น ความเร็ววัตถุตกลงมาถึงพื้นดินมี ค่าเท่ากับ 20 เมตร/วินาที


72 4. ขั้นศึกษาตัวอย่าง ร่วมกัน 4.1 ครูแจกใบความรู้ เรื่อง กฎอนุรักษ์ พลังงาน 4.2 ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษา ใบความรู้เรื่อง กฎอนุรักษ์พลังงาน 5. สรุปและประเมินค่า ของค าตอบ 5.1 นักเรียนท าใบงานที่ 3 เรื่องกฎ อนุรักษ์พลังงาน 5.2 ครูและนักเรียนร่วมกันเฉลยใบงาน ที่ 3 เรื่อง กฎอนุรักษ์พลังงาน 5.3 ครูถามค าถาม 1) ตอนที่ก้อนหินอยู่บนหน้าผาพลังงาน แต่ละพลังงานเป็นอย่างไร (แนวตอบ: ตอนที่ก้อนหินอยู่บนหน้าผา พลังงานศักย์จะมีค่ามากที่สุดและไม่มี พลังงานจลน์) 2) ตอนที่ก้อนหินอยู่ที่พื้นดินพลังงาน แต่ละพลังงานเป็นอย่างไร (แนวตอบ: ตอนที่ก้อนหินอยู่ที่พื้นดิน พลังงานจลน์จะมีค่ามากที่สุดและไม่มี พลังงานศักย์) 3) ขณะที่ก้อนหินก าลังตกลงสู่พื้นดิน พลังงานแต่ละพลังงานเป็นอย่างไร (แนวตอบ: ขณะที่ก้อนหินก าลังตกลงสู่ พื้นดินพลังงานศักย์จะลดลงเรื่อย ๆ และพลังงานจลน์จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ) 4) ต าแหน่งอ้างอิงหมายถึงต าแหน่งใด (แนวตอบ: ต าแหน่งอ้างอิง คือ ต าแหน่งที่ใช้เปรียบเทียบ หรือต าแหน่ง ต่ าสุด)


73 5) ในสถานการณ์จริง ผลรวมของ พลังงานจลน์และพลังงานศักย์มีค่าไม่ คงที่ เพราะเหตุใด (แนวตอบ: ในสถานการณ์จริงที่ผลรวม ของพลังงานจลน์และพลังงานศักย์มีค่า ไม่คงที่เพราะในระบบมักจะมีแรงต้าน การเคลื่อนที่เกิด งานของแรงต้านการ เคลื่อนที่จะเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความ ร้อนท าให้พลังงานของระบบสูญ หายไป) 5.4 ครูให้นักเรียนท าสรุปผังมโนทัศน์ (Concept Mapping) เรื่อง กฎอนุรักษ์ พลังงาน จากความรู้ที่ได้ลงในกระดาษ A4 6. น าเสนอและ ประเมินผลงาน 6.1 นักเรียนออกมาน าเสนอผังมโน ทัศน์ 6.2 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปองค์ ความรู้เพื่อน าไปสู่มโนทัศน์ที่ถูกต้อง สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 7.1 สื่อการเรียนรู้ - ใบความรู้ เรื่อง กฎอนุรักษ์พลังงานกล - ใบงานที่ 3 เรื่อง กฎอนุรักษ์พลังงานกล 7.2 แหล่งการเรียนรู้ - อินเตอร์เน็ต


74 การวัดและประเมินผล จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เครื่องมือ วิธีการวัด เกณฑ์การ ประเมิน 1. อธิบายกฎการอนุรักษ์พลังงาน กลได้ (K) -แบบสังเกตการตอบ ค าถาม -ใบงานที่ 3 เรื่อง กฎ อนุรักษ์พลังงานกล -สังเกตการตอบ ค าถาม - ตรวจใบงาน เรื่อง กฎอนุรักษ์ พลังงานกล ร้อยละ 70 ขึ้นไปผ่านเกณฑ์ 2. ค านวณหาปริมาณที่เกี่ยวข้อง กับกฎการอนุรักษ์พลังงานกลได้(P) -ใบงานที่ 3 เรื่อง กฎ อนุรักษ์พลังงานกล -ตรวจใบงาน เรื่อง กฎอนุรักษ์พลังงาน กล ร้อยละ 70 ขึ้นไปผ่านเกณฑ์ 3. รับผิดชอบต่อหน้าที่และงานที่ ได้รับมอบหมาย (A) -แบบประเมิคุณ ลักษณะอันพึง ประสงค์ -สังเกตพฤติกรรม ร้อยละ 70 ขึ้นไปผ่านเกณฑ์


75 บันทึกผลหลังการสอน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ม.4/... วันที่............................................................... 1. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ ( K) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. นักเรียนมีความรู้เกิดทักษะ (P) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ด้านสมรรถนะส าคัญของผู้เรียน (C) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. ปัญหา/อุปสรรค /ข้อเสนอแนะอื่น ๆ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. สรุปผลการจัดการเรียนรู้ รวมนักเรียนจ านวน........................คน ผ่านมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด……...............คนคิดเป็นร้อยละ.................. ไม่ผ่านมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด……..........คน คิดเป็นร้อยละ................ ลงชื่อ........................................................ (นางสาวปิยะนุช อินทรสร้อย) นักศึกษาปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา


76 บันทึกความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของครูพี่เลี้ยง 1. ได้ท าการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้แล้ว เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง สามารถน าไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ ควรปรับปรุงก่อนน าไปใช้ 2. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ.............................................. (นายค าพันธ์ ภูมิเพ็ง) ต าแหน่ง ครูช านาญการพิเศษ ความคิดเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 1. ได้ท าการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้แล้ว เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง สามารถน าไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ ควรปรับปรุงก่อนน าไปใช้ 2. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ................................................. (นายค าพันธ์ ภูมิเพ็ง) ต าแหน่ง ครูช านาญการพิเศษ


77 ความคิดเห็นของรองผู้อ านวยการสถานศึกษา /ฝ่ายวิชาการ 1. ได้ท าการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้แล้ว เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง สามารถน าไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ ควรปรับปรุงก่อนน าไปใช้ 2. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ......................................................... (นายธนากร รัฐถาวร) รองผู้อ านวยการสถานศึกษา ฝ่ายวิชาการ ความคิดเห็นของผู้อ านวยการสถานศึกษา 1. ได้ท าการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้แล้ว เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง สามารถน าไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ ควรปรับปรุงก่อนน าไปใช้ 2. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ ........................................................ (นายกฤษดา โสภา) ผู้อ านวยการสถานศึกษา


78 แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ค าชี้แจงจงท าเครื่องหมาย ✓ ลงในช่องตรงกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ผู้เรียนแสดงออก โดยจ าแนกระดับ พฤติกรรมการแสดงออกไว้เป็น 3 คะแนน ดังนี้ 3 คะแนน หมายถึง ผู้เรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกอย่างสม่ าเสมอ 2 คะแนน หมายถึง ผู้เรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกเป็นครั้งคราว 1 คะแนน หมายถึง ผู้เรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกน้อยครั้ง สถานะผู้ประเมิน ผู้สอน ผู้เรียน ชื่อ-นามสกุล รายการประเมิน คะแนน รวม ร้อยละ สรุปผลการ ประเมิน ความสนใจในการท างาน การเสนอความคิดเห็น มีความมุ่งมั่นการท างาน ความร่วมมือในการท างาน 3 3 3 3 12 100 ผ่าน ไม่ผ่าน เกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 70 ขึ้นไป ( 8-12 คะแนน ) ผ่านเกณฑ์ น้อยกว่าร้อยละ 60 ( 0-7 คะแนน ) ไม่ผ่านเกณฑ์ ลงชื่อ……………………………………… (................................................) ต าแหน่ง...................................... วันที่........เดือน................พ.ศ………..


ภาคผนวก ข รายนามผู้เชี่ยวชาญในการตรวจเครื่องมือวิจัย การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง ( IOC ) ของ แผนการจัดการเรียนรู้และความยาก อ านาจจ าแนก และความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัด ความสามารถในการคิดวิเคราะห์


79 รายนามผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย รายนามผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เรื่อง ผลการจัดการ เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์วิชาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน ของ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จ านวน 3 ท่าน ดังนี้ 1. นายค าพันธ์ ภูมิเพ็ง ครู ช านาญการพิเศษ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนแห่งหนึ่ง 2. นายปาฏิหาริย์ สาฆ้อง ครู ช านาญการพิเศษ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนแห่งหนึ่ง 3. นายศักดิ์ชัย วงษ์วิลาศ ครู ช านาญการพิเศษ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนแห่งหนึ่ง


80 แบบทดสอบคุณภาพของเครื่องมือของผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของวิชาฟิสิกส์เรื่อง งานและพลังงาน ค าชี้แจง ข้อให้ท่านผู้เชี่ยวชาญได้กรุณาแสดงความคิดเห็นของท่านที่มีต่อแบบทดสอบวัดความสามารถใน การคิดวิเคราะห์ ของวิชาฟิสิกส์เรื่อง งานและพลังงาน โดยใส่เครื่องหมาย () ลงในช่องความคิดเห็น ของท่านพร้อมเขียนข้อเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์ในการน าไปพิจารณาปรับปรุง จุดประสงค์ ข้อสอบ ความคิดเห็นผู้เชียวชาญ ข้อ เสนอแนะ เหมาะ สม +1 ไม่ แน่ใจ 0 ไม่ เหมาะ สม -1 อธิบายพลังงาน จลน์ได้ 1. พลังงานกล ได้แก่พลังงานในข้อใด ก. พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ า ข. พลังงานจลน์ พลังงานใต้พิภพ ค. พลังงานศักย์ พลังงานจลน์ ง. พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานศักย์ อธิบายพลังงาน จลน์ได้ 2. พลังงานที่มีอยู่ในวัตถุที่ก าลังเคลื่อนที่คือ พลังงานอะไร ก. พลังงานจลน์ ข. พลังงานศักย์ ค. พลังงานกล ง. พลังงานไฟฟ้า แสดงวิธี ค านวณหา พลังงานจลน์ได้ 3. พลังงานจลน์ของวัตถุซึ่งมีมวล 5 กิโลกรัม ก าลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 4 เมตรต่อวินาทีมี ค่าเท่าไร ก. 5 จูล ข. 20 จูล ค. 40 จูล ง. 80 จูล


81 แสดงวิธี ค านวณหา พลังงานจลน์ได้ 4. ความเร็วของวัตถุมวล 2 กิโลกรัม ซึ่งมี พลังงานจลน์ 16 จูล มีค่าเท่าไร ก. 2 เมตรต่อวินาที ข. 4 เมตรต่อวินาที ค. 6 เมตรต่อวินาที ง. 8 เมตรต่อวินาที แสดงวิธี ค านวณหา พลังงานจลน์ได้ 5. ลูกปืนมวล 2 กิโลกรัม เคลื่อนที่ออกจากล า กล้องปืนซึ่งยาว 8 เมตร ด้วยอัตราเร็ว 40 เมตรต่อวินาที จงหาพลังงานจลน์ของลูกปืน ก. 16 จูล ข. 160 จูล ค. 1600 จูล ง. 16000 จูล อธิบายพลังงาน ศักย์ได้ 6. พลังงานที่สะสมอยู่ในตัวของวัตถุคือ พลังงานอะไร ก. พลังงานจลน์ ข. พลังงานศักย์ ค. พลังงานกล ง. พลังงานไฟฟ้า แสดงวิธี ค านวณหา พลังงานศักย์ โน้มถ่วง 7. นักกายกรรมหนัก 650 นิวตัน ไต่เชือกที่ แขวนในแนวดิ่งขึ้นไปสูง 10 เมตร จากพื้นดิน จงหาพลังงานศักย์โน้มถ่วงเมื่อเขาอยู่ที่สุด สูงสุด ก. 6500 จูล ข. 65000 จูล ค. 65000 จูล ง. 650000 จูล แสดงวิธี ค านวณหา พลังงานศักย์ โน้มถ่วง 8. วัตถุหนึ่งมีมวล 30 กิโลกรัม ตั้งอยู่บนที่สูง 20 เมตร อยากทราบว่า วัตถุมีพลังงานศักย์ โน้มถ่วงเท่าใดตัวเลือกค าตอบ ก. 12 จูล ข. 15 จูล ค. 20 จูล ง. 23 จูล แสดงวิธี ค านวณหา พลังงานศักย์ โน้มถ่วง 9. ปล่อยวัตถุมวล 2 กิโลกรัม จากที่สูง 5 เมตร ให้ตกในแนวดิ่งขณะเมื่อวัตถุสูงจากพื้น 3 เมตร วัตถุมีพลังงานศักย์โน้มถ่วงเท่าไร ก. 30 จูล ข. 60 จูล


82 ค. 100 จูล ง. 200 จูล อธิบายพลังงาน ศักย์ยืดหยุ่นได้ 10. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับพลังงานศักย์ ยืดหยุ่น ก. เกิดขึ้นเมื่อวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ข. เป็นพลังงานที่สะสมอยู่ในสปริงที่ยืดหรือ หด ค. เกิดจากแรงโน้มถ่วงของโลกกระท ากับวัตถุ ง. เกิดจากวัตถุเคลื่อนที่ได้ระยะทางในหนึ่ง หน่วยเวลา แสดงวิธี ค านวณหา พลังงานศักย์ ยืดหยุ่นได้ 11. ถ้าอกแรงดึง 8 นิวตัน ดึงสปริง สปริงจะ ยืดออกเป็น 0.2 เมตร ถ้าออกแรงดึงสปริง 120 นิวตัน พลังงานศักย์ยืดหยุ่นในสปริงมีค่า เท่า ก. 0.8 จูล ข. 80 จูล ค. 160จูล ง. 180 จูล แสดงวิธี ค านวณหา พลังงานศักย์ ยืดหยุ่นได้ 12. กล่องมวล 1 กิโลกรัม เคลื่อนที่ด้วย ความเร็ว 2 เมตร/วินาที บนผิวราบที่ ปราศจากความฝืดไปชนกับปลายของสปริงที่ เคลื่อนที่ไปมาอย่างอิสระ ถ้าค่านิจของสปริง เท่ากับ 400 นิวตัน/เมตรสปริงจะถูกอัดเป็น ระยะกี่เมตร ก. 0.10 เมตร ข. 0.20 เมตร ค. 0.35 เมตร ง. 0.45 เมตร แสดงวิธี ค านวณหา พลังงานศักย์ ยืดหยุ่นได้ 13. มวล 1 กิโลกรัม ผูกติดสปริง ถ้าดึงมวล ออกมาด้วยแรง 10 นิวตัน ในทิศขนานกับพื้น ท าให้สปริงยืดออกมา 20 เมตร จงหาค่า พลังงานศักย์ยืดหยุ่นของสปริง ก. 100 จูล ข. 200 จูล


83 ค. 300 จูล ง. 400 จูล อธิบายกฎการ อนุรักษ์ พลังงานกลได้ 14. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ "กฎการ อนุรักษ์พลังงาน" ตัวเลือกค าตอบ ก. ไม่สามารถสร้างใหม่หรือสูญหายไปได้ ข. สามารถเปลี่ยนจากพลังงานหนึ่งไปสู่ พลังงานหนึ่งได้ ค. พลังงานรวมของระบบมีค่าคงตัว ง. ผลรวมของงานและพลังงานหลังเวลาหนึ่ง จะมีค่าเพิ่มขึ้นเสมอ ค านวณหา ปริมาณที่ เกี่ยวข้องกับกฎ การอนุรักษ์ พลังงานกลได้ 15. ถ้าปล่อยวัตถุตกอย่างเสรีภายใต้แรงโน้ม ถ่วงของโลก (ไม่คิดแรงต้านอากาศ) ดังรูป โดยอาศัยกฎการอนุรักษ์พลังงาน ข้อใดกล่าว ถูกต้องตัวเลือกค าตอบ ก. พลังงานศักย์โน้มถ่วงมีค่าเพิ่มขึ้น พลังงาน จลน์มีค่าเพิ่มขึ้น ข. พลังงานศักย์โน้มถ่วงมีค่าลดลง พลังงาน จลน์มีค่าเพิ่มขึ้น ค. พลังงานศักย์โน้มถ่วงมีค่าเพิ่มขึ้น พลังงาน จลน์มีค่าลดลง ง. พลังงานศักย์โน้มถ่วงมีค่าลดลง พลังงาน จลน์มีค่าลดลง ค านวณหา ปริมาณที่ เกี่ยวข้องกับกฎ 16. ปล่อยมวล 2 กิโลกรัม จากที่สูง 10 เมตร เมื่อหล่นลงมาได้ 3 เมตร จะมีพลังงานจลน์ เท่าใด ก. 200 J ข. 160 J


Click to View FlipBook Version