31
แผนการจัดการเรียนรู้ รายวชิ า พว21001 วิทยาศาสตร์
จำนวน 4 หนว่ ยกติ
แบบ พบกลุม่ จำนวน 5 ชัว่ โมง
เร่อื ง โครงงานวทิ ยาศาสตร์
ตวั ช้ีวัด 1. อธบิ ายประเภท การเลือกหัวขอ้ วิธดี ำเนินการ และการนำเสนอโครงงาน
2. นำความรู้เกย่ี วกับกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละโครงงานไปใช้
3. เกิดกระบวนการกล่มุ
เนื้อหา
1. ประเภทของโครงงาน
2. การเลือกหวั ข้อโครงงาน
3. การเขียนโครงงาน
4. การวางแผน และการทำโครงงาน
5. การนำเสนอโครงงาน
ขัน้ ตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้
ขัน้ ที่ 1. กำหนดสภาพปญั หา (O : Orientation)
1. ทบทวนความรู้เดิม
2. ครูนำตัวอยา่ งโครงงานวทิ ยาศาสตรม์ าใหผ้ ู้เรียนดู แล้วครแู ละผู้เรยี นร่วมกันสนทนา
เก่ยี วกบั ความหมาย จดุ ประสงค์ ประเภท และการจัดทำโครงงานวทิ ยาศาสตร์
3. ผู้เรยี นดูแผนภมู ิ วธิ ีการจัดทำโครงงานวทิ ยาศาสตร์ แล้วร่วมกันสนทนาซกั ถามในสิ่งที่
สงสัยครูอธิบายเก่ียวกับการจัดทำโครงงานวทิ ยาศาสตร์ให้ผเู้ รียนเขา้ ใจ
ขั้นที่ 2 แสวงหาข้อมูลและจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (N : New ways of learning)
1. ผู้เรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน ให้แต่ละกลุ่มวางแผนการจัดทำโครงงาน โดยเลือก
หัวข้อโครงงานท่ีสนใจ และจัดทำเป็นเค้าโครงย่อของโครงงาน เพ่ือนำเสนอให้ครูตรวจ
พจิ ารณา แลว้ นำมาแกไ้ ขปรบั ปรงุ ตามท่ีครูเสนอแนะ
2. ให้แต่ละกลุ่มวางแผนการจัดทำโครงงานโดยมีครูเป็นท่ีปรึกษาและดำเนินการจัดทำ
โครงงานตามที่ได้วางแผนไว้
32
ขน้ั ที่ 3 การปฏบิ ัติและการนำไปประยกุ ตใ์ ช้ (I : Implementation)
1. ตัวแทนแต่ละกลมุ่ ออกมานำเสนอผลการจัดทำโครงงาน
2. ครูและผู้เรยี นกลมุ่ อนื่ ๆ ร่วมกนั สนทนาซกั ถาม
3. ครูและนักเรียนร่วมกันนำเสนอโครงงาน โดยทำเป็นแผงโครงงาน หรือจัดนิทรรศการ
รว่ มกันภายใน กศน.
4. ผู้เรียนร่วมกันอภิปรายว่า จะนำความรู้ที่ได้จากการจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ไปใช้
ประโยชน์ในชีวิตประจำวันไดอ้ ยา่ งไร
ขน้ั ที่ 4 การประเมนิ ผลการเรียนรู้ (E : Evaluation)
1. ครูและผู้เรยี นช่วยกนั สรปุ สาระสำคญั ทกุ หวั ขอ้ /ลงในกระดาษรวบรวมส่งเป็นรูปเลม่
2. ประเมินผลการจดั กจิ กรรม
สื่อประกอบการเรียนรู้
1. ตัวอย่างโครงงานวิทยาศาสตร์ ท่คี รูนำมาใหน้ กั เรียนดู
2. แผนภมู วิ ธิ ีการจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
3. แบบบันทึกเสนอโครงงาน
การวดั ผลและประเมินผล
1. สังเกตการณ์ทำกจิ กรรมของนกั เรยี น
2. ฟังรายงานผลการทำกจิ กรรมของนกั เรียน และตรวจผลงาน
33
บนั ทึกผลหลังการเรยี นรู้
ผลท่เี กิดกบั ผู้เรียน
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ปญั หา/อุปสรรค
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
................................................................................................................................................
.................................................
(.......................................)
กิจกรรมเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………….......................................
...............................................................................................................................................
ข้อเสนอแนะของผู้บรหิ าร
..................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
......................................................
(.......................................)
34
ใบความรู้
การจดั ทา โครงงานวิทยาศาสตร์
1. ความหมายของโครงงานวิทยาศาสตร์
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ความหมายของโครงงานวิทยาศาสตร์
ว่า เป็นการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของนักเรียนตามความสนใจและระดับความรู้ ความสามารถ
ภายใตว้ ิธีการทางวทิ ยาศาสตร์ เพ่อื ตอบปญั หาทีส่ งสัย ได้ผลงานที่มคี วามสมบรู ณใ์ นตัวเอง
การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นส่วนหน่ึงของกิจกรรมส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์หรือ
เทคโนโลยี โดยผเู้ รียนเป็นผู้วางแผนการศึกษาค้นคว้า ดำเนินการเกบ็ รวบรวมข้อมูล สรุปผล และ
เสนอผลการศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเอง เพอ่ื ใหผ้ ู้เรียนเกดิ การเรียนรู้ มเี จตคติทางวิทยาศาสตร์ รวมทง้ั ได้
ฝึกฝนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยมีครู อาจารย์ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นเพียงผู้คอยให้
คำปรึกษา
2. หลักการของกจิ กรรมโครงงานวทิ ยาศาสตร์
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ระบุหลักการท่ีสำคัญของกิจกรรม
โครงงานวทิ ยาศาสตร์ ไว้ดังนี้
1. เน้นการแสวงหาความรดู้ ้วยตนเอง เปิดโอกาสให้นักเรียนริเร่ิมวางแผน และดำเนินการ
ศึกษาด้วยตนเอง โดยมีอาจารยเ์ ปน็ ผ้ชู ีแ้ นะแนวทางและให้คำปรกึ ษา
2. เน้นกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตั้งแต่การกำหนด
ปัญหาหรือเลือกหัวข้อท่ีสนใจ การวางแผนการศึกษาค้นคว้า การรวบรวมข้อมูล หรือ
การทดลอง และการสรุปผลการศึกษาค้นคว้า
3. เนน้ การคิดเป็น ทำเป็น และการแกป้ ญั หาด้วยตนเอง
4. การทำกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์มุ่งฝึกให้นักเรียนเรียนรู้วิธีการศึกษาค้นคว้าและ
แกป้ ัญหาดว้ ยตนเอง มิได้เน้นการส่งเข้าประกวดเพื่อรับรางวัล
3. จุดม่งุ หมายของการทาโครงงานวิทยาศาสตร์
35
สถาบนั ส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ระบจุ ุดมุ่งหมายของการทำโครงงาน
วทิ ยาศาสตร์ ไว้ดงั น้ี
1. เพอ่ื ใหผ้ เู้ รียนใช้ความรู้และประสบการณ์เลอื กทำโครงงานวิทยาศาสตร์ตามที่ตนสนใจ
2. เพอื่ ให้ผู้เรยี นไดศ้ กึ ษาค้นควา้ ขอ้ มูลจากแหลง่ ความร้ตู า่ งๆ ดว้ ยตนเอง
3. เพ่ือใหผ้ เู้ รยี นได้แสดงออกซ่ึงความคดิ รเิ ริม่ สร้างสรรค์
4. เพื่อให้ผู้เรียนมเี จตคติทางวทิ ยาศาสตร์ และเห็นคุณคา่ ของการใช้กระบวนการทาง
วิทยาศาสตรใ์ นการแก้ปญั หา
5. เพ่ือให้ผู้เรียนมองเห็นแนวทางในการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแต่ละ
ท้องถิน่
4. ลักษณะที่สาคัญของโครงงานวทิ ยาศาสตร์
1. เป็นเรอ่ื งท่ีนักเรียนสนใจ สงสัย ตอ้ งการหาคำตอบ
2. เปน็ การเรียนรู้ท่มี กี ระบวนการ มรี ะบบ ครบกระบวนการ
3. เปน็ การบรู ณาการการเรียนรู้
4. นักเรยี นได้ใช้ความรู้หลายดา้ น
5. มคี วามสอดคลอ้ งกบั ชวี ติ จรงิ
6. มีการศกึ ษาอย่างล่มุ ลกึ ดว้ ยวธิ กี ารและแหลง่ ข้อมลู อยา่ งหลากหลาย
7. เปน็ การแสวงหาความรู้และสรปุ ความรู้ด้วยตนเอง
8. มกี ารนำเสนอโครงงานด้วยวิธกี ารทเ่ี หมาะสม ในดา้ นกระบวนการและผลงานท่ีคน้ พบ
9. ขอ้ ค้นพบและสิง่ ที่คน้ พบ สามารถนำไปใช้ในชวี ิตประจำวนั ได้
5. ประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์
โครงงานวิทยาศาสตร์ แบ่งออกไดเ้ ป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ดงั น้ี
1. โครงงานประเภทสำรวจรวบรวมขอ้ มูล
36
การสำรวจรวบรวมขอ้ มลู บางอย่างเพ่ือจำแนกหมวดหมู่ โครงงานประเภทนไ้ี มก่ ำหนดตัว
แปรในการเก็บข้อมูล อาจเป็นการสำรวจในภาคสนาม หรือในธรรมชาติ หรือนำมาศึกษาใน
ห้องปฏิบตั กิ าร เพ่ือนำไปใชศ้ ึกษาทดลองตอ่ ตวั อย่างของโครงงานประเภทนี้ เช่น
การสำรวจพืชพนั ธุ์ไม้ในโรงเรียนหรอื ในท้องถ่ิน
การสำรวจพฤติกรรมดา้ นต่างๆ ของสตั ว์
การสำรวจปัญหาสง่ิ แวดลอ้ มในชุมชน
การศกึ ษาวฏั จกั รชวี ิตของสัตว์ชนิดใดชนดิ หนง่ึ
การศกึ ษาลักษณะของสภาพอากาศในทอ้ งถิ่น
2. โครงงานประเภททดลอง
โครงงานที่มลี ักษณะออกแบบการทดลอง เพอื่ ศึกษาผลของตวั แปรตัวหน่งึ โดยควบคมุ ตัว
แปรอื่นๆ โครงงานประเภทนี้นักเรยี นจะได้แก้ปัญหา ปฏิบัติจริงกับปัญหาหรือข้อสงสัยของนักเรียน
ดำเนินการอบรม ทดลอง สรุปผล วิเคราะห์ผลท่ีได้ออกมา ซ่ึงจะเป็นการใช้ทักษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์อย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างของโครงงานประเภทนี้ เชน่
ศึกษาการตดั ใบขา้ วโพดท่ีมีผลกระทบตอ่ การเจริญเติบโตและผลผลติ
การปอ้ งกันการเปน็ หนอนของปลาเคม็ โดยใช้สารสกดั จากพชื ทีม่ รี สขม
การทำยากนั ยงุ จากพืชในทอ้ งถ่ิน
การใชม้ ูลววั ป้องกันววั กินใบพืช
การบงั คบั ผลแตงโมเป็นรปู ส่ีเหลี่ยม
3. โครงงานประเภทส่ิงประดิษฐ์
โครงงานประเภทนี้ เป็นการประดษิ ฐ์สิ่งใดส่งิ หนึ่ง เครื่องมอื เครอ่ื งใชห้ รืออุปกรณ์ เพื่อใช้
สอยต่างๆ สิ่งประดิษฐ์อาจคิดข้ึนมาใหม่ ปรับปรุง หรือสร้างแบบจำลอง โดยประยุกต์หลักการทาง
วิทยาศาสตร์ ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีการกำหนดตัวแปรท่ีจะศึกษาและทดสอบ
ประสิทธิภาพของชิ้นงานด้วย หากนักเรียนประดิษฐ์ช้ินงานข้ึนมาโดยมิได้ใช้กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ ถือว่าเป็นสงิ่ ประดษิ ฐท์ ี่ไม่ใชโ่ ครงงานวิทยาศาสตร์ ตัวอยา่ งโครงงานประเภทสิง่ ประดิษฐ์
เชน่
กรงดักแมลง
เครื่องโรยปุ๋ยยางพารา
เครอ่ื งย่ำยางพารา
เครอ่ื งตไี ขส่ ำหรบั เด็ก
เครือ่ งใหอ้ าหารปลา
เครื่องแยกไข่แดง
ตูอ้ บพลังงานแสงอาทติ ย์ทอู นิ วัน
37
กล่องอบแห้งพลงั งานแสงอาทติ ยร์ ปู ทรงแปดเหลย่ี ม
4. โครงงานประเภททฤษฎี
โครงงานประเภทนี้ เปน็ โครงงานทีเ่ สนอทฤษฎี หลกั การหรือแนวคิดใหมๆ่ ซึง่ อาจอยู่ใน
รูปของสูตร สมการ หรอื คำอธบิ าย โดยผู้เสนอไดต้ ัง้ กตกิ าหรอื ข้อตกลงขน้ึ มาเอง แลว้ เสนอทฤษฎี
หลกั การ แนวความคิด หรือจนิ ตนาการของตนเอง ตามกติกาหรอื ข้อตกลงนนั้ หรอื อาจใช้กติกาหรอื
ข้อตกลงมาอธบิ ายสง่ิ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ ในแนวใหม่
ทฤษฎี หลกั การ แนวความคิด หรือจนิ ตนาการท่ีเสนอน้ี อาจจะใหม่ยงั ไมม่ ใี ครคิดมา
ก่อน หรอื อาจขดั แยง้ กบั ทฤษฎีเดิม หรอื เป็นการขยายทฤษฎีหรอื ความคดิ เดิมกไ็ ด้
การทำโครงงานประเภทนี้ จุดสำคัญอยูท่ ี่ผู้ทำตอ้ งมีความรู้พ้ืนฐานในเร่ืองนน้ั เป็นอย่างดี
จึงจะสามารถเสนอโครงงานประเภทนไี้ ดอ้ ย่างมีเหตผุ ลน่าเชอ่ื ถือ โดยทั่วๆ ไป โครงงานประเภทนี้ มัก
เป็นโครงงานทางคณติ ศาสตร์ หรือวทิ ยาศาสตรบ์ รสิ ทุ ธิ์ ตวั อย่างของโครงงานประเภทนี้ เช่น
การอธิบายอวกาศแนวใหม่
ทฤษฎีของจำนวนเฉพาะ
6. แหล่งทม่ี าของโครงงานวทิ ยาศาสตร์
โครงงานวิทยาศาสตร์ ได้มาจากปัญหาหรือข้อสงสัย ซ่ึงควรจะเป็นปัญหาที่ใกล้ตัวของผู้เรียน
พยายามอย่าให้ผู้เรียนคิดปัญหาที่ไกลตัวเกินความสามารถของเด็กท่ีจะทำได้ ตัวอย่างการได้มาซ่ึง
โครงงานวทิ ยาศาสตร์ ไดแ้ ก่
• ปญั หาใกลต้ ัว • ปัญหาในท้องถิน่
• ความสนใจส่วนตวั • การสงั เกตส่งิ ต่างๆ ใกล้ตัว
• คำบอกเลา่ ของผู้อ่ืน • การทดลองเลน่
• การทำปฏบิ ตั กิ าร • โครงงานอ่นื ทีเ่ คยมีผทู้ ำไวแ้ ลว้
• การตง้ั คำถามของครใู ห้นักเรยี นคดิ • ฝึกตัง้ ปญั หา
• การทำ Web ระดมความคดิ เพ่อื หาเร่อื งท่จี ะทำโครงงาน
• รวมบทคดั ยอ่ โครงงานวิทยาศาสตร์ และหนงั สอื อ่ืน
7. วิธีทาโครงงานวิทยาศาสตร์
1. กาหนดปัญหา 2. ต้งั สมมุติฐาน 3. ออกแบบการทดลอง
6. นาเสนอ 5. อภิปรายและสรุปผล 4. ทดลอง
38
ข้นั ตอนการทาโครงงานวิทยาศาสตร์
1. กาหนดปัญหา 2. ต้ังสมมุตฐิ าน
กาหนดตวั แปรที่สงสยั (ตวั แปรตน้ ) ผล
ต้งั ปัญหาหรือสมมุตฐิ านเกี่ยวกบั ปัญหา ที่
เพือ่
3ต.อบคอาอถกามแบขอบงกปาัญรหทาดนล้นั อง ตามมาจากการสงสัย (ตวั แปรตาม) และ
เป็ นการบอกความสัมพนั ธ์ระหว่างตัว จะตอ้ งควบคมุ ตวั แปรใดบา้ ง เพ่อื ใหไ้ ด้
แปรท้งั หมดให้เป็ นรูปธรรมซ่ึงสามารถ
ปฏิบตั ิไดจ้ ริงและน่าเชื่อถือว่าจะตอ้ งใช้ ข4อ.้ มูลททดีน่ ล่า อง
ทัก ษ ะ ก ร ะ บ ว น ก า ร ท าง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์
ใดบ้าง จะเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างไร เชื่อถเปอื ็น(กตาวั รแปปฏรบิควตั บจิ รคิงุมซ) ่ึงจะตอ้ งทดลอง
5. แอลภะกิปลรุ่มายคแวลบะคสุมรหุปรผือลกลุ่มทดลองเป็ น หลาย ๆ คร้งั อยา่ งนอ้ ยตอ้ ง 3 คร้ัง เพ่ือจะ
ไดผ้ ลท่ีน่าเชื่อถือ การทดลองบางคร้ังผลการ
ผอเูย้ ร่าียงนไรนาขอ้ มูลต่าง ๆ ที่ไดจ้ ากการ ทดลองอาจขดั แยง้ กนั ตอ้ งเพิ่มการทดลอง
ใหม้ ากข้ึนเป็น 5 คร้งั หรือ 10 คร้งั แลว้ จงึ ใช้
วธิ ีเฉล่ยี ขอ้ มลู หรือเลือกคร้งั ทเ่ี ป็นไปไดม้ าก
ทดลองมาประเมินผลและอภิปรายโดย ทส่ี ุด เป็นผลการทดลอง
การศึกษาจากเอกสารหรือหลกั ฐาน เพอ่ื ขอ้ มลู ทไี่ ดจ้ ะตอ้ งบนั ทกึ และนาเสนอ
นามาประกอบในการหาเหตุผลหรือขอ้ ท้งั หมด มิใชเ่ ลือกเฉพาะขอ้ มูลที่เป็นไปตาม
สมมตุ ิฐานเทา่ น้นั
สรุปผลการทดลอง
6. นำเสนอ หากครูทีป่ รึกษาโครงงานวทิ ยาศาสตร์
ผเู้ รียนนาเสนอขอ้ มูลที่ไดม้ าของความรูใ้ หม่ ให้
จะจกไตดดัร้อะจป้ ดบัง้ายทนวนนาำโิเคเกทอารศารงทวเงพธิาา่ืองกีนาแานวสรติทดทโวั ดยงาอโยางคยกวศราา่ิทางรงสยงเโขาาตคนียศรรนวา์งิทรหสงายมตายางนราศา์ยาวน(สsถทิแตeึงลยรcะา์ทกieศี่าnารtสทifตำicกร์จิmขกัน้eรtรตhมอoทนdขนแาโล)ากงัคดว้วเแรรเิทจอลีงยตยางนะจคาากนทตนศราาทิเาวะใส่ดีสหิบทนทีต้นวยอารนกัาแง์ชเวศกตรนิท่เีาายฉดิยรนสพาหทตเศปานาระา็นงส์ขง่ึ ควตอ้ ทิทนรมไี่ผย์ลู มู้ทาดซ่ศงำั ่ือกาโคสสลรตา่ตั วงยรง์์ าน
(science process) มาใช้เพือ่ ศึกษาหาทางแกป้ ญั หาเรอื่ งใหม่ ๆ หรอื ประดษิ ฐ์คิดค้นส่ิงใหม่ ๆ โดย
ผู้ทำโครงงาน เปน็ ผูค้ ดิ เรอ่ื งหรอื เลอื กเรอ่ื งที่ต้องการศกึ ษา มีการวางแผนดำเนินการ (ลงมือปฏิบตั )ิ
บนั ทกึ ผล วเิ คราะหข์ ้อมลู สรุปผล และเสนอผลงานด้วยตนเอง ตง้ั แตต่ ้นจนสำเรจ็ ทกุ ขน้ั ตอน
การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ขน้ั ท่ี 1 การคิดและเลอื กชอื่ เรอ่ื งหรอื ปัญหาที่จะศึกษา
ขนั้ ตอนนเ้ี ปน็ ขนั้ ท่ีสำคัญที่สุดและยากทีส่ ุด ตามหลักการแล้วนักเรียนควรจะเป็นผคู้ ิดและเลือกหัวข้อ
เร่อื งทจี่ ะศึกษาด้วย ตนเอง แต่ครูอาจมีบทบาทหรอื มสี ว่ นช่วยเหลือใหน้ ักเรยี นสามารถคดิ หัวข้อเรื่อง
ได้ ดว้ ยตนเอง ดังจะไดก้ ลา่ วตอ่ ไป
การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ข้ันท่ี 2 การวางแผนในการทำโครงงาน
ไดแ้ ก่ การวางแผนวธิ ีดำเนนิ งานในการศึกษาคน้ ควา้ ท้งั หมด เช่น วัสดอุ ุปกรณ์ ทีจ่ ำเปน็ ต้องใชใ้ นการ
39
ออกแบบการทดลอง และควบคมุ ตัวแปร วธิ ีดำเนินการรวบรวมขอ้ มลู การวางแผนปฏิบัตงิ านอย่าง
คร่าว ๆ วา่ จะดำเนินการอยา่ งไรบ้างเป็นขัน้ ตอน แล้วนำเสนออาจารย์ทปี่ รึกษา เพ่ือขอคำแนะนำ
เพิม่ เติม และขอความเห็นชอบ
การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ขนั้ ที่ 3 การลงมอื ทำโครงงาน
ไดแ้ ก่ การลงมอื ปฏิบตั ติ ามแผนงานทไี่ ดว้ างไวล้ ว่ งหนา้ แลว้ ในขนั้ ทส่ี องนั่นเอง ประกอบด้วยการเกบ็
รวบรวมข้อมลู การสร้างหรือการประดษิ ฐ์ การปฏิบัติการทดลอง ซงึ่ สุดแล้วแต่จะเปน็ โครงงาน
ประเภทใดและการคน้ คว้าจากเอกสารตา่ ง ๆ แล้วดำเนินการวเิ คราะหข์ อ้ มลู แบง่ ความหมายของ
ข้อมลู และสรปุ ผลของการศึกษาคน้ คว้า
การทำโครงงานวทิ ยาศาสตร์ ขน้ั ที่ 4 การเขียนรายงาน
เปน็ การเสนอผลของการศกึ ษาค้นควา้ เป็นลายลักษณอ์ ักษรหรือเปน็ เอกสาร เพอ่ื อธบิ ายให้ผูอ้ นื่ ทราบ
รายละเอยี ดทง้ั หมดของการทำโครงงาน ซ่ึงจะประกอบดว้ ยปญั หาทที่ ำการศกึ ษาวตั ถุประสงค์ของ
การศกึ ษา วธิ ีดำเนนิ การศกึ ษาคน้ คว้า อุปกรณ์หรือเคร่ืองมอื ท่ใี ช้ ข้อมูลต่าง ๆ ท่ีรวบรวมได้ ผลทไ่ี ด้
จากการศึกษาค้นคว้า ตลอดจนประโยชนแ์ ละข้อเสนอแนะต่าง ๆ ทไ่ี ด้จากการทำโครงงาน
วทิ ยาศาสตร์นัน้ ๆ วธิ ีเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ก็มีลักษณะและแนวทางในการเขียน
เช่นเดียวกบั การเขียนรายงานผลการวจิ ัยทางวทิ ยาศาสตรข์ องนกั วทิ ยาศาสตรน์ ั่นเอง
การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ขั้นท่ี 5 การแสดงผลงาน
เปน็ การเสนอผลงานทไี่ ด้ศึกษาค้นคว้าสำเร็จลงแล้วใหผ้ ู้อื่นได้รบั รู้และเข้าใจ ซ่ึงอาจกระทำได้หลาย
รูปแบบ เชน่ การจัดนทิ รรศการ การสาธิตแสดงประกอบการรายงานปากเปล่า ฯลฯ
ในการจดั แสดงผลงานของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ครูอาจกระทำได้ในหลายระดับ เชน่
1. การจัดเสนอผลงานภายในชน้ั เรียน
2. การจดั แสดงนทิ รรศการภายในโรงเรยี นเป็นการภายใน
3. การจดั แสดงนทิ รรศการในงานประจำปขี องโรงเรยี น
4. การสง่ โครงงานเข้าร่วมในงานแสดงหรอื ประกวดภายนอกโรงเรียนในระดบั ต่าง ๆ
เช่น ระดบั กลุ่มโรงเรียน ระดับจงั หวัด ระดับเขตการศึกษา และระดบั ชาติ เป็นต้น
40
ใบงานที่ 1 ประเภทโครงงานวิทยาศาสตร์
จงบอกประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์
1. กา้ นผักตบชวากับการลดปริมาณสารพิษในในควนั บหุ ร่ี
.........................................................................................................................................................
2. เปลอื กผลไม้ลบคำผิด
.........................................................................................................................................................
3. เคร่ืองแยกไข่แดงไข่ขาว
.........................................................................................................................................................
4. การสำรวจลกั ษณะทางพันธุกรรมของนักเรยี นโรงเรียนบ้านบางสาน
.........................................................................................................................................................
5. การอธิบายคลน่ื ยกั ษ์ สนึ ามิ
.........................................................................................................................................................
6. การทำกระดาษสาจากใบพชื
.........................................................................................................................................................
7. ปิโตรเลยี มเกดิ ขึ้นไดอ้ ยา่ งไร
.........................................................................................................................................................
8. เคร่ืองใหอ้ าหารปลาดุก
.........................................................................................................................................................
9. เตาอบพลังงานแสงอาทติ ย์
.........................................................................................................................................................
10. การวเิ คราะห์ค่ามมุ โดยใช้หลักปโิ ตรเลยี ม
.........................................................................................................................................................
41
ใบงานท่ี 2 สำรวจและเลือกเร่ืองทีจ่ ะทำโครงงาน
ตอนที่ 1 เลอื กวิเคราะห์สภาพปัญหาตา่ งๆ ในทอ้ งถน่ิ ตามความสนใจและระดบั ความรู้ของผู้เรียน
1.1คณุ ภาพของนำ้ ดนิ หรอื ปญั หาทรพั ยากรธรรมชาตใิ นท้องถิน่ ถูกทำลาย
ปัญหา
............................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
สาเหตุของปัญหา
............................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
แนวคดิ ในการแก้ปญั หาโดยใช้ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
............................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
1.2ด้านการเกษตรหรอื ผลผลิตทางการเกษตรในท้องถ่ิน
ปัญหา
............................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
สาเหตุของปัญหา
............................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
แนวคดิ ในการแกป้ ัญหาโดยใช้ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
............................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
1.3ด้านอุตสาหกรรมในท้องถิน่
อตุ สาหกรรมประเภท
.........................................................................................................................................................
การใช้วัตถุดิบ
.........................................................................................................................................................
ผลผลิตของอตุ สาหกรรม
.........................................................................................................................................................
ของเสียของเหลอื ทงิ้ จากกระบวนการผลิต
.........................................................................................................................................................
42
แนวคิดในการแก้ปัญหาโดยใช้ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
............................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
ตอนท่ี 2 ศกึ ษาเรอ่ื งราวทางวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามความสนใจจากแหล่งข้อมูลตา่ งๆ เช่น
หนงั สอื พิมพ์ วารสาร โทรทัศน์ อนิ เทอร์เน็ต ภูมปิ ญั ญาท้องถน่ิ เอกสารวชิ าการตา่ งๆ
เรื่องท่ศี กึ ษา
............................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
แหล่งข้อมูลท่ีศกึ ษาเร่อื งนี้ คอื
............................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
สาระสำคญั ของเรอื่ งทีศ่ กึ ษา
............................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
แนวคิดของผเู้ รยี นทมี่ ตี อ่ เรื่องทีศ่ ึกษา
............................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
43
แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวิชา พว21001 วิทยาศาสตร์
จำนวน 4 หนว่ ยกติ
แบบ พบกลุ่ม จำนวน 10 ชว่ั โมง
เรือ่ ง ส่งิ มีชวี ิตและส่ิงแวดล้อม
1. ลกั ษณะ รูปร่างของเซลลพ์ ชื และสัตว์
2. องค์ประกอบโครงสรา้ ง และหนา้ ทีข่ องเซลล์พืชและเซลลส์ ัตว์
3. กระบวนการที่สารผา่ นเซลล์
ตัวช้ีวัด
1. อธิบายลักษณะ โครงสรา้ งองค์ประกอบ และหนา้ ทีข่ องเซลล์
2. เปรียบเทียบความแตกต่างระหวา่ งเซลล์พืชและเซลล์สัตว์
เนอ้ื หา
1. ลักษณะ รูปร่างของเซลลพ์ ชื และสัตว์
1.1 สงิ่ มชี ีวติ เซลล์เดียว
1.2 ส่งิ มีชวี ิตหลายเซลล์
2. องคป์ ระกอบโครงสรา้ ง และหนา้ ที่ของเซลลพ์ ืชและเซลลส์ ัตว์
3. กระบวนการทส่ี ารผ่านเซลล์
3.1 การแพร่
3.2 การออสโมซสิ
ขั้นตอนการจดั กระบวนการเรียนรู้
ขั้นที่ 1. กำหนดสภาพปัญหา (O : Orientation)
1. ทบทวนความรู้เดมิ
2. ครูนำตัวอย่างเซลล์พืชและเซลล์สัตว์มาให้ผู้เรียนดู แล้วครูและผู้เรียนร่วมกันสนทนา
เกยี่ วกับรูปรา่ งของเซลล์พชื และเซลล์สตั ว์
ขน้ั ท่ี 2 แสวงหาขอ้ มูลและจดั กิจกรรมการเรียนรู้ (N : New ways of learning)
1. ครใู หผ้ เู้ รียนนำแบบสำรวจเซลลพ์ ืชและเซลล์สัตว์แล้วจดบนั ทกึ
2. ครใู ห้นกั ศกึ ษาแบ่งกลุ่ม ทดลอง แบบความสามารถ
3. ให้นกั ศกึ ษาตั้งปญั หาและใชก้ ระบวนการกลมุ่ สืบค้นข้อมลู
4. ให้นกั ศกึ ษาวิเคราะห์ ปัญหา ตัง้ สมมุติฐาน วเิ คราะห์ข้อมูล สร้างแบบจำลอง จาก
ขอ้ มูลทีไ่ ดจ้ ากการสำรวจ
ขั้นท่ี 3 การปฏิบัตแิ ละการนำไปประยุกต์ใช้ (I : Implementation)
1. ตัวแทนแต่ละกลมุ่ ออกมานำเสนอข้อมลู ที่ได้ไปสำรวจมา
44
2. ครแู ละผู้เรยี นกลุม่ อืน่ ๆ ร่วมกันสนทนาซักถาม
ข้นั ที่ 4 การประเมนิ ผลการเรียนรู้ (E : Evaluation)
1. ครแู ละผเู้ รยี นช่วยกันสรปุ สาระสำคญั ทุกหัวข้อ/ลงในกระดาษรวบรวมสง่ เปน็ รปู เล่ม
2. ประเมนิ ผลการจดั กจิ กรรม
สอ่ื ประกอบการเรียนรู้
1. ใบความรู้
2. ใบงาน
3. แบบทดสอบ
การวดั ผลและประเมนิ ผล
1. สงั เกตการณ์ทำกิจกรรมของผเู้ รยี น
2. ฟังรายงานผลการทำกจิ กรรมของผู้เรียน และตรวจผลงาน
45
บนั ทึกผลหลังการเรยี นรู้
ผลท่เี กิดกบั ผ้เู รยี น
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ปญั หา/อุปสรรค
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
................................................................................................................................................
.................................................
(.......................................)
กิจกรรมเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………….......................................
...............................................................................................................................................
ข้อเสนอแนะของผบู้ รหิ าร
..................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
......................................................
(.......................................)
46
ใบความรู้
เร่ือง เซลล์และทฤษฏเี ซลล์ (Cell and cell theory)
เซลล์เปน็ หนว่ ยโครงสรา้ งพน้ื ฐานของสิ่งมีชีวิตทเี่ ลก็ ท่สี ุดของสง่ิ มีชีวิต เซลลร์ วมกนั เป็น
เนื้อเยอื่ เนอ้ื เย่ือรวมกนั เป็นอวัยวะ สง่ิ มีชีวิตบางชนิดมีเพียง เซลล์เดียว บางชนดิ มหี ลายเซลล์
เซลล์ของส่งิ มชี วี ิต มรี ูปร่าง ขนาด และโครงสร้างแตกตา่ งกัน พ.ศ. 2381 มัตทอิ สั ชไล
เดน นักพฤกษศาสตรช์ าวเยอรมนั ค้นพบว่าพชื เป็นสิ่งมชี วี ติ ทม่ี ีหลายเซลล์
พ.ศ. 2382 เทโอดอร์ ชวันน์ นักสตั ว์วิทยาชาวเยอรมัน คน้ พบวา่ สัตว์ทั้งหลายมีเซลล์เปน็
องค์ประกอบ
ทั้ง 2 คน จงึ รว่ มกันกอ่ ตั้ง ทฤษฎเี ซลล์ (Cell theory) มีใจความว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย
ประกอบด้วยเซลล์ และเซลลค์ อื หนว่ ยพน้ื ฐานของส่ิงมชี ีวิตทกุ ชนดิ
ความสำคญั ของทฤษฎเี ซลล์
1. สง่ิ มชี ีวติ ทงั้ หลายอาจมีเซลล์เดยี วหรือหลายเซลล์ ซงึ่ ภายในมีสารพันธกุ รรมและ
กระบวนการแมแทบอลิซึมทำใหเ้ ซลลด์ ำรงชวี ติ อยไู่ ด้
2. เซลล์เป็นหนว่ ยพืน้ ฐานทีเ่ ล็กท่ีสดุ ของส่งิ มีชีวติ ท่มี ีการจดั ระบบการทำงานภายใน
โครงสรา้ งของเซลล์
3. เซลล์มกี ำเนดิ มาจากเซลลแ์ รกเร่มิ เซลลเ์ กิดจากการแบง่ ตัวของเซลล์เดิม
แม้วา่ ชวี ติ แรกเริ่มจะมีววิ ฒั นาการมาจาก สง่ิ ไม่มีชวี ติ แตน่ ักชวี วิทยายงั คงถอื ว่า การเพ่ิมขนึ้
ของจำนวนเซลลเ์ ป็นผลสบื เนอื่ งมาจากเซลล์รนุ่ ก่อน เซลล์มีสว่ นทเ่ี หมือนกันคอื เย่ือหุ้มเซลล์ ไซ
โทพลาซึม นวิ เคลียส
ในไซโทพลาซึมมีโครงสรา้ งขนาดเลก็ ทำหนา้ ทีเ่ ฉพาะอย่าง คอื ออรแ์ กเนลล์ (organelle)
ออร์แกเนลลม์ หี ลายชนดิ ซ่งึ มี รูปรา่ ง จำนวน และหนา้ ท่ีตา่ งกนั ขนึ้ อยู่กบั ชนดิ ของเซลล์ โครงสร้าง
พนื้ ฐานของเซลลแ์ บ่งเปน็ 3 ส่วน คอื นวิ เคลียส ไซโทพลาซึม และส่วนทหี่ อ่ หมุ้ เซลล์
47
สิ่งมชี วี ิตและชวี ิตพชื
พืช สัตว์ มนษุ ย์ จะมโี ครงสรา้ งพ้ืนฐานเล็ก ๆ เพือ่ จะกอ่ ให้เกดิ ลักษณะของส่งิ มีชีวิตแตล่ ะชนดิ
โดยโครงสร้างเลก็ ๆ น้ันจะมารวมกนั มีกิจกรรมตา่ งๆร่วมกันจนกอ่ ใหเ้ กิดลักษณะของสิง่ มีชวี ิตต่างๆ
โครงสร้างทกี่ ล่าวถึงนี้จัดว่ามี ขนาดเลก็ ท่สี ุด ซึ่งเราเรียกว่า เซลล์ (cell) เซลล์เป็นหน่วยท่เี ลก็ ที่สดุ
ของสิ่งมชี ีวติ เซลลข์ องสิง่ มชี ีวิตทุกชนดิ มรี ปู รา่ งลกั ษณะขอบเขต และโครงสร้างของเซลล์ ซึง่
โครงสร้างบางสว่ น จะสามารถระบุได้วา่ เซลลน์ ้ันเป็นลกั ษณะของสง่ิ มชี ีวติ ชนดิ ใด
สว่ นประกอบของเซลล์พชื
ผนงั เซลล(์ Cell wall)เป็นส่วนท่อี ย่นู อกสดุ ของเซลล์พืช ประกอบด้วยสสารพวกเซลลูโลสทำ
หน้าที่เสริมสรา้ งความแข็งแรงใหแ้ ก่เซลล์พืช
เยือ่ หุ้มเซลล์ (cell Membrane) เป็นเย่ือบาง ๆ ทำหน้าท่ีควบคมุ การผ่านเขา้ ออกของสาร เช่น นำ้
อากาศ และสารละลายตา่ ง ๆระหวา่ งภายนอกเซลลก์ ับภายในเซลล์
ไซโทรพลาสซมึ (Cytoplasm) เปน็ ของเหลวภายในเซลลท์ ี่ไหลไปมาได้ มีสง่ิ มชี ีวิตตา่ ง ๆ ปนอยเู่ ช่น
สว่ นประกอบต่าง ๆ ของเซลล์ อาหารก๊าซ และของเสียต่างๆ โดยทวั่ ไป เซลล์สตั ว์จะมีรูปรา่ ง
ลักษณะแตกตา่ งไปตามชนิดของอวัยวะ แต่จะมีลักษณะรว่ มกันดังนี้ เยือ่ หุ้มเซลล์ ไซโทพลาสซึม
นวิ เคลยี ส ในเซลล์สตั วจ์ ะไมพ่ บผนงั เซลลแ์ ละคลอโรพลาสต์
โครงสรา้ งของเซลล์ เซลล์พืช เซลลส์ ัตว์
ผนงั เซลล์ เย่ือหุม้ เซลล์ ไซโทพลาสซมึ คลอ โรพลาสต์ นวิ เคลยี ส พชื สตั ว์และ
สง่ิ มีชวี ิตอนื่ ๆ ต่างประกอบไปดว้ ยเซลล์หลาย ๆ เซลล์ท่ีมารวมกัน และทำหน้าท่ีร่วมกัน กล่าวคือ
การรวมกันของเซลล์กอ่ ให้เกดิ เนอ้ื เยือ่ หลายเน้ือเยอ่ื รวมกันกอ่ ใหเ้ กดิ อวัยวะ หลายอวยั วะรวมกนั
ก่อให้เกดิ ระบบอวยั วะและร่างกายของสง่ิ มชี วี ติ แตล่ ะชนิด สงิ่ มชี วี ิตท่ีมีลักษณะดงั กลา่ วมานี้เรียกว่า
สง่ิ มีชวี ิตหลายเซลล์ เชน่ พืชสัตว์ มนุษย์ แต่สิ่งมีชีวติ บางชนดิ ท่มี เี พยี งเซลลเ์ ดยี วแล้วสามารถ
ดำรงชวี ิต มีกิจกรรมตา่ ง ๆ เชน่ การกนิ อาหาร สืบพนั ธ์ุ ขบั ถา่ ยและเคล่ือนทไ่ี ด้ เรียกสงิ่ มีชีวติ ชนดิ น้ี
ว่าสิ่งมชี วี ติ เซลล์เดียว เช่นแบคทเี รยี อะมบี า พารามีเซียม
เซลลพ์ ชื vs เซลลส์ ัตว์
48
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหวา่ งเซลล์แต่ละชนิด
โพรคาริโอต ยูคาริโอต
พืช สตั ว์
ผนงั เซลล์ มี มี ไม่มี
เยื่อหุม้ เซลล์ มี มี มี
นิวเคลยี ส ไมม่ ี มี มี
โครโมโซม ไมม่ ี (เปน็ เพียงรูปวงแหวน) มี มี
นวิ คลีโอลัส ไม่มี มี มี
ไรโบโซม มี (ขนาด 70 s) มี (ขนาด 80 s) มี
ER ไมม่ ี มี มี
กอลจบิ อดี ไม่มี มี มี
ไมโทคอนเครยี ไมม่ ี มี มี
พลาสติด ไมม่ ี มี มี
แวคิวโอล ไม่มี มี มี (ในบางเซลล์)
ไลโซโซม ไมม่ ี มี (ในบางเซลล์) มี (เป็นส่วนใหญ)่
ขนาดเซลล์ เล็กมาก ( 1-10 ไมครอน) 30-50 ไมครอน 10-20 ไมครอน
การหายใจระดับเซลล์ ในไซโทพลาซึม ในไมโทคอนเดรีย
การแบง่ เซลล์ โดยการแบ่งจาก 1 เปน็ 2 หรอื
การแตกหน่อ ไมโอซิสหรือไมโทซิส
สรปุ ได้วา่ สง่ิ มีชวี ิตทุกชนดิ ประกอบไปดว้ ยเซลล์ โดยมีท้ังส่ิงมีชีวติ เซลลเ์ ดยี วและสงิ่ มชี ีวติ
หลายเซลล์ จนทำให้เกิดลักษณะรปู รา่ งของสง่ิ มีชวี ิตแต่ละชนิด เชน่ พชื สตั ว์ มนุษย์ และสงิ่ มีชวี ิต
เหลา่ น้กี ็สามารถดำรงชีวติ อยไู่ ด้ ปัจจยั ที่เกยี่ วข้องกบั การดำรงชีวิตของส่งิ มีชีวิต คอื อาหาร เซลล์ก็
เชน่ เดียวกัน เซลล์ก็มีชีวิต อาหารของสง่ิ มชี วี ติ แต่ละชนิดกต็ ้องเปน็ อาหารของเซลลด์ ้วย แต่เน่อื งจาก
เซลล์มขี นาดเลก็ นกั เรียนคิดว่า อาหารจะเขา้ สู่เซลล์นัน้ จะผา่ นเข้าโดยวธิ ีใด ให้นกั เรยี นศึกษาเรอื่ ง
กระบวนการนำสารเขา้ สู่เซลล์
49
ใบงาน
ให้ผู้เรยี นศกึ ษาเขยี นรูปภาพสว่ นประกอบของเซลล์
50
แบบทดสอบ
คำช้แี จง ใหน้ กั ศกึ ษาเลอื กคำตอบท่ีถูกท่สี ุดเพียงขอ้ เดียว
1. ขอ้ ใดมีสมบตั ิเป็นเย่ือเลือกผา่ น
ก. แวควิ โอล ข. คลอโรพลาสต์
ค. เยื่อหุม้ เซลล์ ง. ไซโทพลาสซึม
2. ใครคอื ผู้ตงั้ ทฤษฎีเซลล์
ก. เทโอดอร์ ชวนั น์ ข. โรเบิร์ต ฮกุ
ค. หลุยส์ ปาสเตอร์ ง. ชาลส์ ดาร์วิน
3. การดูภาพครั้งแรกของกลอ้ งจุลทรรศนค์ วรเริ่มใช้เลนส์วัตถุกำลังขยายเทา่ ใดก่อน
ก. 100x ข. 40x
ค. 20x ง. 10x
4. ถ้านำเลนส์ใกล้วตั ถกุ ำลังขยาย 40x และเลนส์ใกล้ตากำลังขยาย 5x ไปตรวจดูวตั ถจุ ะขยาย
วตั ถุได้กเี่ ท่า
ก. 200 เทา่ ข. 45 เทา่
ค. 100 เท่า ง. 40 เทา่
5. สว่ นประกอบของเซลลส์ ่วนใดท่ีทำหน้าท่ีเปน็ แหล่งสร้างพลงั งานให้แกเ่ ซลล์
ก. นวิ เคลียส ข. ไมโทคอนเดรยี
ค. คลอโรพลาสต์ ง. ออรแ์ กเนลล์
6. ออร์แกเนลล์ท่พี บได้เฉพาะในเซลลพ์ ืชไม่พบในเซลลอ์ ื่นคือข้อใด
ก. คลอโรพลาสตแ์ ละแวคิวโอ ข. คลอโรพลาสตแ์ ละนิวเคลยี ส
ค. ไมโทคอนเดรียและนิวเคลยี ส ง. กอลจบิ อดีและแวคิวโอล
7. ข้อใดคือรงควัตถุสเี ขยี วท่สี ามารถพบอยภู่ ายในเมด็ เลือดคลอโรพลาสต์
ก. โครโมโซม ข. คลอโรฟิลล์
ค. แคโรทนี อยด์ ง. เซลลูโลส
8. เพราะเหตุใดจึงกล่าวว่าเซลล์เปน็ หนว่ ยพ้นื ฐานของสงิ่ มชี ีวติ
ก. เพราะเปน็ หน่วยโครงสรา้ งทีใ่ หญ่ทส่ี ุดของสิ่งมีชวี ิตทกุ ชนดิ
ข. เน้ือเย่อื ของสิง่ มชี ีวิตทุกชนิดประกอบด้วยเซลล์
ค. สิ่งมีชวี ติ 1 ชนดิ มี 1 เซลล์
ง. เป็นส่งิ แรกทศ่ี ึกษาพบ
51
9. นวิ เคลยี สมีความสำคัญยกเวน้ ข้อใด
ก. ควบคุมการทำงานของเซลล์ ข. ควบคมุ การถา่ ยทอดลกั ษณะทาง
พันธุกรรม
ค. ควบคุมการผา่ นเข้าออกของสาร ง. เปน็ ท่ีสร้างสารพันธุกรรม
10. ออรแ์ กเนลล์ส่วนใดทสี่ ามารถพบไดท้ ั้งในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์
ก. กอลจบิ อดี ข. คลอโรพลาสต์
ค. แวควิ โอล ง. เซนทรโิ อล
11. การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส จำนวนโครโมโซมในเซลล์ใหม่จะเป็นเท่าใด
ก. ครึ่งหนึง่ ของเซลล์เดมิ ข. เทา่ กับเซลล์เดิม
ค. สองเทา่ ของเซลล์เดิม ง. หน่ึงในสข่ี องเซลล์เดิม
12. การแบง่ เซลลแ์ บบไมโทซิส เซลล์ใหม่ท่ไี ดม้ ีลักษณะเป็นอยา่ งไร
ก. เซลล์ เหมอื นเดิมทกุ ประการ
ข. เซลล์ เหมือนเดิมทุกประการ
ค. เซลล์ มีจำนวนโครโมโซมลดลงครึ่งหนงึ่ ของเซลลเ์ ดมิ
ง. เซลล์ มีจำนวนโครโมโซมลดลงครึ่งหน่ึงของเซลลเ์ ดิม
13. การแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส เซลล์ใหม่ที่ได้มีลักษณะเปน็ อย่างไร
ก. เซลล์ เหมอื นเดิมทกุ ประการ
ข. เซลล์ เหมือนเดมิ ทุกประการ
ค. เซลล์ มีจำนวนโครโมโซมลดลงคร่งึ หนง่ึ ของเซลลเ์ ดมิ
ง. เซลล์ มีจำนวนโครโมโซมลดลงครึ่งหนงึ่ ของเซลลเ์ ดิม
14. เซลลต์ อ่ ไปน้ี คอื
ก. อสุจิ ข. ไข่ ค. เซลล์เมด็ เลอื ดขาว ง. เซลล์ผวิ หนัง
เซลลใ์ นข้อใดเกดิ จากการแบ่งเซลล์แบบไมโอซสิ
ก. ก , ข ข. ก , ค
ค. ข , ค ง. ค , ง
15. การแบง่ เซลลแ์ บบไมโอซิส มีความสำคญั ตอ่ ส่ิงมชี ีวิตอย่างไร
ก. ทำใหส้ ่ิงมชี วี ติ มีการเจรญิ เติบโต
ข. ทำให้มีเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์ทช่ี ำรดุ
ค. ทำให้ส่งิ มีชวี ติ มีจำนวนโครโมโซมคงทีใ่ นทกุ รุ่น
ง. ทำให้เกดิ การรวมกนั ของเซลลส์ บื พันธ์ุ 2 เพศ
52
16. ถา้ เซลล์ของส่ิงมชี ีวิตชนิดหน่งึ มจี ำนวนโครโมโซม 8 คู่ เมอ่ื มีการแบง่ เซลลแ์ บบไมโอซสิ สน้ิ สดุ ลง
เซลล์ใหม่ ท่ีได้จะมี จำนวนโครโมโซมเท่าใด
ก. 2 โครโมโซม ข. 4 โครโมโซม
ค. 8 โครโมโซม ง. 16 โครโมโซม
17. การแบง่ เซลลแ์ บบไมโทซิส แตกต่างจากไมโอซิสอย่างไร
ก. ไมโทซสิ ใช้เวลานานกว่าไมโอซิส
ข. ไมโทซิสเปน็ การสร้างเซลลส์ ืบพนั ธ์ุ ไมโอซสิ สร้างเซลลร์ า่ งกาย
ค. ไมโทซิสไดเ้ ซลล์ใหม่ 4 เซลล์ ไมโอซสิ ไดเ้ ซลลใ์ หม่ 2 เซลล์
ง. ไมโทซสิ ไมม่ กี ารไซแนปซสิ ไคแอสมาและครอสซิงโอเวอร์ แตไ่ มโอซิสมี
18. ข้อใดกล่าวถงึ การแบ่งเซลล์แบบไมโอซสิ ถูกต้อง
ก. เกิดขนึ้ กับเซลลร์ ่างกายทัว่ ไป
ข. แบง่ คร้งั เดียว ได้เซลล์ใหม่ 2 เซลล์ เหมอื นเดิมทุกประการ
ค. แบ่ง 2 ครง้ั ไดเ้ ซลล์ใหม่ 4 เซลล์ มีจำนวนโครโมโซมลดลงครง่ึ หน่งึ ของเซลล์เดมิ (n)
ง. แบง่ 2 ครัง้ ไดเ้ ซลล์ใหม่ 4 เซลล์ เซลล์ใหม่มจี ำนวนโครโมโซมเท่ากบั เซลลเ์ ดิม (2n)
19. เซลลใ์ หมท่ ี่ไดจ้ ากการแบ่งแบบไมโอซสิ มสี ารพนั ธุกรรมเหมือนเดมิ หรือไม่ เพราะเหตุใด
ก. เหมอื นแน่นอน เพราะมกี ารจำลองโครโมโซมข้ึนมาอกี 1 ชดุ
ข. เหมอื นแนน่ อน เพราะมีการแบ่งเซลลค์ ร้งั เดยี ว เปน็ การแบง่ คร่ึงโครโมโซม
ค. อาจไมเ่ หมอื นเดิม เพราะขณะแบ่งเซลลอ์ าจเกดิ ความผิดพลาด
มบี างส่วนของโครโมโซม ขาดหายไป
ง. อาจไม่เหมือน เพราะขณะแบง่ เซลลม์ ีการแลกเปลีย่ นบางส่วนของโครโมโซมจากการ
ไซแนปซสิ ไคแอสมา และครอสซงิ โอเวอร์
20. เซลล์ไขท่ ี่ไดร้ ับการปฏิสนธิแล้ว หรอื ทเ่ี รยี กว่าไซโกต (zygote) เจรญิ เติบโตไปเปน็ ตวั ออ่ น หรอื
เอมบริโอ (embryo) ตอ้ งอาศยั การแบง่ เซลล์ในขอ้ ใด
ก. ไมโทซสิ หลาย ๆ ครัง้ ข. ไมโอซสิ หลาย ๆ ครัง้
ค. ไมโทซิสสลับกับไมโอซสิ ง. แบ่งแบบไมโอซิสเพียงอย่างเดยี ว
เฉลย
1.ค 2.ก 3.ง 4.ก 5.ข 6.ก 7.ข 8.ข 9.ค 10.ก
11. ข 12. ข 13. ง 14. ก 15. ค 16. ค 17. ง 18. ค 19.ง 20.ก
53
แผนการจดั การเรียนรู้ รายวชิ า พว21001 วทิ ยาศาสตร์
จำนวน 4 หนว่ ยกติ
แบบ พบกลมุ่ จำนวน 6 ชั่วโมง
เรื่อง เกณฑ์ในการจำแนกสาร
ตัวช้วี ัด 1.อธิบายความแตกต่างและจำแนกธาตุ สารประกอบ สารละลาย และสารผสม
2. สามารถจำแนกสารโดยใชเ้ นื้อสารและสถานะเปน็ เกณฑ์
เนอ้ื หา 1. เกณฑ์ ในการจำแนกสาร
2. การใช้สถานะใช้เน้อื สาร
3. สมบัตขิ องธาตุ สารประกอบสารละลาย สารผสม
ขน้ั ตอนการจัดกระบวนการเรยี นรู้
ขั้นที่ 1 การกำหนดสภาพปญั หา ความต้องการในการเรยี นรู้
1. ครูสรา้ งความคุ้นเคยกับผเู้ รียนทำความเข้าใจเนอ้ื หาวชิ าวทิ ยาศาสตรเ์ ร่ืองเกณฑใ์ นการ
จำแนกสาร ชี้แจงตวั ชว้ี ดั ของหน่วยการเรยี นรู้
2. ครทู ักทายกล่าวนำอธบิ ายการกำหนดเปา้ หมายและการวางแผนการเรียนรเู้ กณฑ์ในการ
จำแนกสารสมบตั ขิ องธาตสุ ารประกอบ สารละลาย สารผสม
ข้นั ที่ 2 การแสวงหาข้อมูล และการจัดการเรยี นรู้
1. ครูและผู้เรยี นวางแผนวธิ ีการเรียนรูเ้ นอื้ หาท่กี ำหนด
2. ผเู้ รียนแบง่ กลุม่ ตามหวั ขอ้ ที่กำหนดให้ โดยวธิ กี ารจบั ฉลาก
1. เกณฑ์ในการจำแนกสาร
2. สมบตั ขิ องธาตุ สารประกอบ สารละลาย สารผสม
3. ผู้เรยี นศึกษาใบความรู้จากทแ่ี ต่ละกลมุ่ จบั ฉลากได้ โดยใหเ้ วลาศึกษา 15 นาที
4. ผเู้ รยี นแต่ละกลมุ่ สง่ ตวั แทนนำเสนอเรื่องทีศ่ ึกษา กลุม่ ละไม่เกิน 5 นาที หนา้ ชน้ั เรยี น
5. ผู้เรียนทำแบบทดสอบเร่อื งสมบตั ิของสาร เพอ่ื ทดสอบความเข้าใจ
ขน้ั ท่ี 3 การปฏิบตั ิและการนำไปประยกุ ตใ์ ช้
1. ครแู ละผู้เรียนสรปุ เนือ้ หาทไ่ี ดเ้ รยี นรูร้ ว่ มกัน
ขน้ั ที่ 4 การประเมนิ ผล
1. ผูเ้ รียนมีส่วนร่วมในการประเมินแบบฝกึ หัดของแตล่ ะกลุ่มโดยการเขียนชือ่ ตนเองไว้ในใบ
งาน
2. ครสู งั เกตจากการมีส่วนร่วมของผูเ้ รียน
สื่อการเรียนรู้
1. ใบความรู้ เรื่อง เกณฑ์การจำแนกสาร
2. แบบฝึกหัด
การวดั ผลประเมินผล
54
1. แบบฝึกหัด
2. การนำเสนอ
55
บันทกึ ผลหลังการเรยี นรู้
ผลท่ีเกิดกับผูเ้ รียน
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ปัญหา/อุปสรรค
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
................................................................................................................................................
.................................................
(.......................................)
กจิ กรรมเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………….......................................
...............................................................................................................................................
ข้อเสนอแนะของผบู้ ริหาร
..................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
......................................................
(.......................................)
56
ใบความท่ีรู้ 1 เรอื่ งเกณฑใ์ นการจำแนกสาร
เรือ่ งที่ 1 สมบัติของสาร และเกณฑ์ในการจำแนกสาร
สมบัตขิ องสาร หมายถงึ ลกั ษณะเฉพาะตวั ของสาร เชน่ เนื้อสาร สี กล่ิน รส การนาไฟฟ้า การ
ละลายนำ้ จุดเดือด จดุ หลอมเหลว ความเป็นกรด – เบส เปน็ ต้น สารแตล่ ะชนดิ มีสมบตั เิ ฉพาะตวั ท่ี
แตกต่างกนั แบ่งเปน็ 2 ประเภทคอื
1. สมบตั ิทางกายภาพของสาร เป็นสมบัติของสารท่สี ามารถสงั เกตได้งา่ ย เพอื่ บอกลกั ษณะของ
สารอย่างครา่ ว ๆ ไดแ้ ก่ สถานะ ความแขง็ ความออ่ น สี กลิ่น ลกั ษณะผลึก ความหนาแน่นหรอื เป็น
สมบัตทิ ี่อาจตรวจสอบได้โดยทาการทดลองอย่างงา่ ย ๆ ไดแ้ ก่ การละลายนำ้ การหาจดุ เดอื ด การหา
จดุ หลอมเหลว หรือจุดเยือกแขง็ การนาไฟฟา้ การหาความถ่วงจาเพาะ การหาความร้อนแฝง
2. สมบตั ิทางเคมี หมายถงึ สมบตั ิเฉพาะตัวของสารทเี่ ก่ยี วขอ้ งกบั การเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี เชน่ การ
เกดิ สารใหม่ การสลายตัวใหไ้ ด้สารใหม่ การเผาไหม้ การระเบิด และการเกิดสนิมของโลหะ เป็นตน้
เกณฑใ์ นการจำแนกสาร
ในการศกึ ษาเรือ่ งสาร จาเป็นตอ้ งแบง่ สารออกเป็นหมวดหมู่ เพ่ือใหง้ ่ายตอ่ การจดจาสาร
โดยทั่วไปนิยมใช้สมบัติทางกายภาพด้านใดด้านหนึง่ ของสารเป็นเกณฑใ์ นการจำแนกสาร ซงึ่ มหี ลาย
เกณฑ์ดว้ ยกนั เชน่
1. ใช้สถานะเปน็ เกณฑ์ จะแบง่ สารออกไดเ้ ป็น 3 กล่มุ คอื
1.1 ของแขง็ ( solid ) หมายถึงสารท่ีมีลักษณะรปู ร่างไมเ่ ปลย่ี นแปลง และมีรปู ร่างเฉพาะตวั
เนอ่ื งจากอนภุ าคในของแขง็ จดั เรียงชดิ ติดกันและอัดแน่นอย่างมรี ะเบยี บไมม่ ีการเคล่ือนท่ีหรอื
เคลอ่ื นทีไ่ ด้ นอ้ ยมาก ไมส่ ามารถทะลุผา่ นได้และไม่สามารถบีบหรอื ทาใหเ้ ลก็ ลงได้ เชน่ ไม้ หนิ เหล็ก
ทองคา ดิน ทราย พลาสตกิ กระดาษ เปน็ ต้น
1.2 ของเหลว ( liquid ) หมายถงึ สารท่มี ีลกั ษณะไหลได้ มีรูปรา่ งตามภาชนะทบ่ี รรจุ
เนือ่ งจากอนภุ าคในของเหลวอยู่ห่างกนั มากกว่าของแข็ง อนุภาคไม่ยึดติดกันจึงสามารถเคลอื่ นทไี่ ดใ้ น
ระยะใกล้ และมแี รงดึงดูดซึ่งกนั และกนั มปี รมิ าตรคงที่ สามารถทะลผุ ่านได้ เชน่ นำ้ แอลกอฮอล์
นำ้ มนั พชื นำ้ มนั เบนซิน เปน็ ต้น
1.3 แก๊ส ( gas ) หมายถงึ สารที่ลกั ษณะฟุ้งกระจายเต็มภาชนะทบ่ี รรจุ เนื่องจากอนุภาคของ
แก๊สอยู่หา่ งกันมาก มพี ลังงานในการเคลอื่ นทีอ่ ยา่ งรวดเร็วไปได้ในทุกทศิ ทางตลอดเวลา จึงมีแรง
ดึงดูดระหวา่ งอนุภาคน้อยมาก สามารถทะลุผา่ นไดง้ ่าย และบีบอดั ใหเ้ ลก็ ลงไดง้ ่าย เชน่ อากาศ แก๊ส
ออกซเิ จน แก๊สหงุ ต้ม เป็นต้น
2. ใชค้ วามเป็นโลหะเป็นเกณฑ์ แบ่งได้เปน็ 3 กลุ่ม คอื
2.1 โลหะ ( metal)
57
2.2 อโลหะ ( non-metal )
2.3 กึ่งโลหะ ( metaliod )
3. ใชก้ ารละลายนำ้ เป็นเกณฑ์ แบง่ ได้ 2 กล่มุ คอื
3.1 สารทล่ี ะลายนำ้
3.2 สารทีไ่ มล่ ะลายนำ้
4. ใชเ้ นื้อสารเปน็ เกณฑ์ แบง่ ออกเป็น 2 กล่มุ คือ
4.1 สารเนือ้ เดยี ว ( homogeneous substance )
4.2 สารเนอ้ื ผสม ( heterogeneous substance
58
ใบความรทู้ ี่ 2 สมบตั ขิ องธาตุ สารประกอบ สารละลาย สารผสม
ธาตุ (Element) หมายถงึ สารบริสุทธท์ิ ่ีมีองค์ประกอบอย่างเดียว ธาตไุ ม่สามารถจะนำมา
แยกสลายให้กลายเป็นสารอ่นื โดยวิธกี ารทางเคมี ธาตุมีทั้งสถานะที่เป็นของแขง็ เช่น ธาตสุ ังกะสี(Zn)
ตะกั่ว (Pb) เงิน (Ag) และดีบุก (Sn) , เป็นของเหลว เช่น ปรอท (Hg) เป็นก๊าซ เช่น ไนโตรเจน (N2)
ฮเี ลยี ม (He) ออกซิเจน (O2) ไฮโดรเจน (H2) เป็นตน้
สารประกอบ (compound) หมายถึง “สารบริสุทธิ์เนื้อเดียวที่เกิดจากธาตุตั้งแต่สองชนิด
ข้ึนไปเป็นองค์ประกอบ” สารประกอบเกิดจากการรวมตัวของธาตุโดยวิธีการทางเคมี สามารถ
แยกสลายให้เกิดเป็นสารใหม่หรือกลับคืนเป็นธาตุเดิมได้ สารประกอบจะมีสมบัติเฉพาะตัวที่แตกต่าง
จากธาตุเดิม เช่น น้ำ มีสูตรเคมีเป็น H2O น้ำเป็นสารประกอบที่เกิดจากธาตุไฮโดรเจน (H) และ
ออกซิเจน (O) แต่มีสมบัติแตกต่างจากไฮโดรเจนและออกซิเจน น้ำตาลทรายประกอบด้วยธาตุ
คารบ์ อน ( C ),ไฮโดรเจน (H) ,และออกซเิ จน (O) เปน็ ตน้
สารละลาย (solution) หมายถงึ สารเน้ือเดยี วทไ่ี ม่บรสิ ุทธ์ิ เกดิ จากสารต้ังแต่ 2 ชนิดขน้ึ ไป
มารวมกนั
สารผสม หมายถึง สารท่ีมีองค์ประกอบภายในแตกตา่ งกนั หรือสารท่ีเนื้อไม่เหมือนกันทุก
สว่ น เชน่ พริกเกลอื คอนกรตี ดนิ หรืออาจเป็นสารต้ังแต่สองชนิดข้นึ ไปผสมกนั อยู่ โดยทส่ี ารเหล่านย้ี ัง
มสี มบตั เิ หมือนเดมิ และสามารถแยกออกจากกันได้โดยวธิ ีง่ายๆ
59
แบบฝกึ หดั
คำช้ีแจง จงเลอื กคาตอบท่ีคดิ ว่าถูกตอ้ งทสี่ ุดเพียงคำตอบเดยี วในแต่ละขอ้
1) ข้อใดไม่ใชส่ สาร
ก. เกลอื แกงใส่ลงในอาหาร
ข. เสยี งของสุนขั หอน
ค. น้ำแกงกาลังเดือด
ง. สายไฟท่ีทาจากพลาสตกิ
2) ทองเหลอื งจัดเปน็ สารประเภทใด
ก. ธาตุ
ข. สารประกอบ
ค. สารละลาย
ง. สารเนือ้ ผสม
3) ข้อใดต่อไปนี้เปน็ ความหมายของสารประกอบ
ก. โมเลกุลของสารประกอบดว้ ยธาตุ 2 อะตอมขึ้นไป
ข. สารท่ีธาตเุ ปน็ ชนิดเดยี วกนั
ค. สารทีเ่ กิดจากธาตุ 2 ชนิดข้นึ ไปมารวมกนั
ง. ผลิตภณั ฑ์ทีไ่ ด้จากการทาปฏิกริ ยิ ากนั ของสาร 2 ชนดิ
4) ข้อความตอ่ ไปนี้ขอ้ ใดถูกต้อง
ก. สารละลายทุกชนดิ เป็นสารบรสิ ุทธ์ิ
ข. สารบริสุทธิ์บางชนดิ เป็นสารเนอื้ เดยี ว
ค. สารประกอบทกุ ชนิดเป็นสารเนอื้ เดียว
ง. ธาตบุ างชนดิ เปน็ สารเน้ือเดียว
5) ถ้าจัด เหล็ก น้ำเชื่อม และสารละลายกรดซลั ฟิวริก ให้อยู่ในกลุ่มเดียวกนั จะตอ้ ง ใชอ้ ะไรเป็นเกณฑใ์ นการ
จัด
ก. การนำไฟฟ้า
ข. การละลาย
ค. การเปน็ สารเนอ้ื เดยี วกัน
ง. สมบตั ิเปน็ กรด-เบส
6) วิธีการกลั่นน้ำให้บรสิ ทุ ธแ์ิ บบธรรมดาจะไมเ่ หมาะสม เมื่อนามาใชก้ ับอะไร
ก. น้ำทะเล
ข. น้ำคลอง
ค. น้ำผสมแอลกอฮอล์
ง. สารละลายโพแทสเซยี มคลอไรด์
60
7) การแยกน้ำมันดบิ ส่วนใหญอ่ าศัยวธิ ีการแบบใด
ก. การสนั ดาป
ข. การกลัน่ ลาดับส่วน
ค. การตกตะกอนลาดบั สว่ น
ง. การสลายตวั ด้วยความร้อน
8) กรดในข้อใดเป็นกรดอนิ ทรียท์ ัง้ หมด
ก. นำ้ มะขาม กรดไฮโดรคลอรกิ
ข. นำ้ มะนาว กรดไนตรกิ
ค. กรดแอซติ ิก น้ำมะนาว
ง. นำ้ มะขาม กรดซลั ฟวิ รกิ
9) สารใดตอ่ ไปน้ีมสี ภาพเปน็ เบส ทง้ั หมด
ก. นำ้ มะนาว น้ำอัดลม
ข. นำ้ มะขาม น้ำเกลอื
ค. สารละลายผงซักฟอก นำ้ ขีเ้ ถ้า
ง. สารละลายยาสฟี ัน น้ำยาลา้ งจาน
10) สบูเ่ กิดจากปฏิกริ ยิ าเคมีระหว่างสงิ่ ใด
ก. แชมพูกบั นำ้ มนั พชื
ข. กรดกับไขมันสัตว์
ค. ไขมันสัตวก์ บั นำ้ ขีเ้ ถ้า
ง. ไม่มีข้อใดถกู
เฉลยแบบทดสอบบทท่ี 7 เรื่องสารและการจำแนกสาร
1. ข 6. ง
2. ก 7. ข
3. ค 8. ก
4. ค 9. ค
5. ก 10. ง
61
แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวิชา พว21001 วทิ ยาศาสตร์
จำนวน 4 หนว่ ยกิต
แบบ พบกลุม่ จำนวน 6 ชั่วโมง
เรอ่ื ง การจำแนกธาตุ
ตัวชว้ี ัด 1. อธบิ ายและจำแนกธาตุ สารประกอบ โลหะ อโลหะ และโลหะกึง่ อโลหะได้
2. บอกผลกระทบที่เกดิ จากธาตกุ มั มันตรงั สีได้
3. อธบิ ายการเกิดสารประกอบได้
4. บอกธาตุและสารประกอบที่ใชใ้ นชีวติ ประจำวันได้
เนื้อหา 1. สมบตั ิของโลหะ อโลหะ และโลหะกงึ่ อโลหะ
2. ธาตกุ มั มนั ตรงั สี
3. สารประกอบ
3.1 ความหมาย
3.2 การเกิดสารประกอบ
3.3 ธาตแุ ละสารในชีวิตประจำวนั
ขน้ั ตอนการจดั กระบวนการเรยี นรู้
ขน้ั ที่ 1 การกำหนดสภาพปญั หา ความตอ้ งการในการเรยี นรู้
1. ครูสรา้ งความคุ้นเคยทำความเข้าใจกับวิชาพร้อมมาตรฐานและชีแ้ จงตัวช้วี ัด
ของหนว่ ยการเรยี นรู้
2. ครทู ักทายกล่าวนำอธิบายการกำหนดเปา้ หมายและการวางแผนการเรยี นรู้
เกยี่ วกบั การจำแนกธาตุ
3. ครูและผู้เรียนร่วมกันอภิปรายความหมายและสมบตั ิของธาตแุ ตล่ ะประเภท
4. ครเู ปิดโอกาสให้ผู้เรยี นซักถามขอ้ สงสัยกอ่ นนำเขา้ สบู่ ทเรยี น
ขน้ั ท่ี 2 การแสวงหาข้อมลู และการจัดการเรยี นรู้
1. ครแู ละผู้เรยี นวางแผนวธิ กี ารเรยี นรเู้ นอื้ หาทก่ี ำหนด
2. ครอู ธิบายความหมายและสมบตั ิของธาตุแต่ละประเภท
3. ครูให้ผู้เรยี นศกึ ษาใบความรู้เรื่อง การจำแนก
4. ครูและผู้เรยี นรว่ มกันสรุปสมบัติของธาตแุ ต่ละประเภทธาตุ และใหผ้ ู้เรียน
บันทกึ ลงสมดุ เรยี นรู้
5. ผ้เู รยี นทำใบงานเรื่อง การจำแนกธาตุ
ขน้ั ที่ 3 การปฎิบัติและการนำไปประยุกต์ใช้
1. ครูและผู้เรยี นสรปุ เน้อื หาที่ไดเ้ รยี นรรู้ ่วมกนั
62
ขั้นท่ี 4 การประเมนิ ผล
1. ผู้เรยี นมีสว่ นรว่ มในการประเมินใบงานของแตล่ ะกลุ่มโดยการเขียนชื่อตนเองไว้ในใบงาน
2. ครสู งั เกตจากการมีสว่ นรว่ มของผู้เรียน
สอื่ การเรยี นรู้
1. ใบความรู้ เรอ่ื งและสารประกอบ
2. ใบงาน เรอื่ งและสารประกอบ
3. หนงั สอื เรยี นวิชาวทิ ยาศาสตร์ ม.ต้น
4. อินเตอร์เนต็
การวัดและผลประเมนิ
1. ใบงาน
2. สมุดบันทึกการเรียนรู้
63
บันทกึ ผลหลงั การเรยี นรู้
ผลท่เี กดิ กบั ผเู้ รียน
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ปัญหา/อุปสรรค
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
................................................................................................................................................
.................................................
(.......................................)
กิจกรรมเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………….......................................
...............................................................................................................................................
ขอ้ เสนอแนะของผบู้ ริหาร
..................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
......................................................
(.......................................)
64
ใบความรู้
เรื่อง การจำแนกธาตุ
1. สมบัติของโลหะ อโลหะ และโลหะก่งึ อโลหะ
โลหะ (Metal) เป็นกลุ่มธาตทุ ี่มสี มบัตเิ ปน็ ตัวนำไฟฟ้าได้ นำความร้อนท่ีดเี หนยี ว มีจุดเดอื ด
สงู ปกตเิ ปน็ ของแข็งที่อณุ หภมู ิหอ้ ง (ยกเวน้ ปรอท) เชน่ แคลเซียมอะลูมิเนยี ม เหล็ก เปน็ ตน้
สมบตั ขิ องโลหะ
1. มสี ถานะเป็นของแขง็ ที่อุณหภูมิปกติ (ยกเว้นปรอท เปน็ ของเหลว)
2. มจี ุดเดอื ดและจุดหลอมเหลวสูง
3. แขง็ และเหนยี วสามารถตีเปน็ แผน่ บางๆ หรอื ดึงใหเ้ ป็นเสน้ ได้
4. นำไฟฟา้ และนำความร้อนไดด้ ี การนำไฟฟ้าลดลงเมื่ออุณหภูมสิ ูงข้ึน
5. มคี วามแตกต่างของอุณหภูมิระหวา่ งจดุ เดอื ดและจดุ หลอมเหลวกวา้ ง
6. เคาะมีเสียงดังกังวาน
7. ขัดเป็นมนั วาว
8. มีความหนาแนน่ สงู แตบ่ างชนิดมีความหนาแนน่ ตำ่ ไดแ้ ก่ โลหะเบา เช่น ธาตุหมู่ I A และ
II A
9. มคี า่ EN ต่ำ จึงเสียอิเล็กตรอนได้งา่ ยเกิดเป็นไอออนบวก เชน่ Li+ Na+
10. ทำปฏิกริ ยิ ากับกรดเกิดก๊าช ไฮโดรเจน ยกเว้นโลหะมตี ระกูล
อโลหะ (Non-metal) เปน็ กลุ่มธาตทุ ีม่ ีสมบัติไม่นำไฟฟ้า มีจดุ หลอมเหลวและจุดเดอื ดต่ำ
เปราะบาง และมีการแปรผันทางด้านคุณสมบัตทิ างกายภาพมากกว่าโลหะ เช่น ออกซเิ จน กำมะถัน
ฟอสฟอรัส เป็นต้น
สมบตั ขิ องอโลหะ
1. มที ง้ั 3 สถานะ คอื ของแข็ง เชน่ คาร์บอน (C) กำมะถนั (S) ของเหลว เชน่ โบรมีน
(Br2) และก๊าช เช่น ไฮโดรเจน (H2) ออกซิเจน (O2)
2. มีจุดเดอื ดและจดุ หลอมเหลวตำ่ ยกเว้นแกรไฟต์
3. เปราะ แตกง่าย ตเี ปน็ แผ่นหรอื ดงึ เป็นเสน้ ไม่ได้
4. ไม่นำไฟฟา้ และความรอ้ น ยกเว้นแกรไฟต์
5. มคี วามแตกต่างของอณุ หภมู ริ ะหวา่ งจดุ เดอื ด และจุดหลอมเหลวแคบ
6. เคาะไมม่ ีเสียงกังวาน
7. ผิวไม่มนั วาว
8. มคี วามหนาแน่นต่ำ
9. มคี า่ EN สูง จึงรบั อิเลก็ ตรอนไดง้ ่ายเกดิ เป็นไอออนลบ เช่น Cl- Br-
65
กงึ่ โลหะ (Metalloid) เป็นกลุม่ ธาตุท่มี สี มบัติก้ำกึ่งระหว่างโลหะและ อโลหะ เชน่ ธาตุ
ซลิ ิคอน และเจอเมเนียม มสี มบัตบิ างประการคล้ายโลหะ เช่น นำไฟฟ้าไดบ้ า้ งที่อุณหภมู ปิ กติ และนำ
ไฟฟา้ ได้มากขึ้นเมอื่ อณุ หภมู เิ พิ่มขนึ้ เปน็ ของแข็ง เปน็ มนั วาวสีเงิน จุดเดือดสูง แต่เปราะแตกงา่ ย
คล้ายอโลหะ
2. ธาตกุ ัมมนั ตรังสี
กมั มันตภาพรังสีมี 3 ชนดิ คือ
1. รงั สีแอลฟา (alpha, a) คือ นิวเคลียสของอะตอมธาตุฮเี ลียม 42He มปี ระจุ ไฟฟ้า +2 มี
มวลมาก ความเร็วต่ำ อำนาจทะลุทะลวงนอ้ ย มีพลังงานสงู มากทำให้เกิดการ แตกตวั เป็นอิออนได้ดี
ทส่ี ุด
2. รังสีเบตา้ (Beta, b) มี 2 ชนดิ คือ อิเลคตรอน 0e-1 (ประจุลบ) และ โฟซติ รอน 0e+1
(ประจุบวก) มคี วามเร็วสงู มากใกลเ้ คยี งกบั ความเร็วแสง
3. รังสีแกมมา (gamma, g) คือ รังสีทีไ่ ม่มีประจุไฟฟ้า หมายถงึ โฟตอนหรอื ควอนตัมของ
แสง มอี ำนาจในการทะลุทะลวงไดส้ งู มาก ไม่เบีย่ งเบนในสนามแมเ่ หลก็ และสนามไฟฟา้ เปน็ คลน่ื
แม่เหลก็ ไฟฟ้าทมี่ คี วามถ่ีสงู กว่ารงั สเี อกซ์
คณุ สมบัติของกมั มันตภาพรงั สี
1. เดนิ ทางเป็นเส้นตรง
2. บางชนดิ เกดิ การเลย้ี วเบนเม่ือผ่านสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟา้ เชน่ a , b
3. มอี ำนาจในการทะลุสารต่างๆ ไดด้ ี
4. เม่อื ผา่ นสารตา่ ง ๆ จะสญู เสยี พลังงานไป โดยการทำให้สารน้ันแตกตัวเปน็ อิออน
ซึ่งออิ อนเหล่านนั้ จะกอ่ ให้เกดิ ปรากฏการณ์อน่ื ๆ เชน่ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี เกดิ รอยดำบนฟิลม์ ถ่ายรปู
ประโยชนข์ องธาตกุ ัมมนั ตรังสี
1. ทำเตาปฏกิ รณป์ รมาณู ทำโรงงานไฟฟา้ พลงั งานปรมาณู และเรือดำนำ้ ปรมาณู
2. ใชส้ ร้างธาตุใหม่หลังยเู รเนียม สรา้ งข้ึนโดยยง่ิ นวิ เคลียสของธาตุหนกั ด้วยอนภุ าคแอลฟา
หรอื ดว้ ยนวิ เคลยี สอ่นื ๆ ที่ค่อนขา้ งหนกั และมพี ลังงานสูง
3. ใชศ้ ึกษากลไกของปฏิกิริยาเคมี เช่น การเกดิ ปฏิกิรยิ าของเอสเทอร์
4. ใชใ้ นการหาปริมาณวเิ คราะห์
5. ใชใ้ นการหาอายุของซากสิ่งมชี วี ติ (C - 14)
6. การรักษาโรค เชน่ มะเรง็ (Ra - 226)
7. ใชใ้ นการถนอมอาหารให้อยู่ได้นานๆ (Co-60)
8. ใช้ ศึกษาความตอ้ งการปุ๋ยของพชื และ ปรับปรุงเมลด็ พนั ธ์ทุ ่ีตอ้ งการ(P - 32)
อนั ตรายจากกมั มนั ตภาพรงั สี
1. รงั สแี กมมา มอี ำนาจการทะลุทะลวงมากและสามารถทำลายเนื้อเยื่อของรา่ งกายได้
66
2. รงั สีแอลฟาและรงั สเี บต้า เปน็ รังสที ม่ี อี นุภาคสามารถทำลายเนอื้ เย่ือได้ดี ถงึ แมจ้ ะมี
อำนาจการทะลุทะลวงเท่ากบั รังสีแกมมา แต่ถ้าหากรงั สชี นดิ นีไ้ ปฝังบริเวณเนอื้ เยือ่ ของร่างกายแล้ว ก็
มีอำนาจการทำลายไมแ่ พ้รงั สีแกมมา
3. รงั สีเอ็กซ์ สามารถปล่อยประจุไฟฟ้าแรงสูงในที่สุญญากาศ อันตรายอาจจะเกิดข้นึ ถา้ หาก
รังสีเอก็ ซ์รั่วไหลออกจากเครอื่ งมอื และออกสบู่ รรยากาศ สัมผัสกับรงั สเี อ็กซม์ ากเกนิ ไป เช่น จาก
หลอดเอ็กซ์เรย์ก็จะเกิดโรคผิวหนงั ทม่ี อื มลี ักษณะหยาบผวิ หนงั แห้งมลี กั ษณะคล้ายหูด แห้งและเลบ็
หักงา่ ย ถา้ สัมผัสไปนาน ๆ เข้า กระดกู กจ็ ะถกู ทำลาย4. รงั สีที่สามารถมองเห็นและรังสี
อลั ตราไวโอเลตหรอื รงั สเี หนือม่วง รังสี
ชนดิ น้ีจะไมท่ ะลุ ทะลวงผ่านชั้นใต้ผวิ หนัง รังสอี ลั ตราไวโอเลตจะมีอนั ตรายรนุ แรงกวา่ รงั สีอินฟราเรด
และจะทำให้ผิวหนงั ไหมเ้ กรียม และทำอนั ตรายต่อเลนซต์ า คนทวั่ ๆ ไปจะได้รบั รงั สีอัลตราไวโอเลต
จากแสงอาทิตย์ ฉะน้นั คนทท่ี ำงานกลางแสงอาทิตย์แผดกล้าตดิ ตอ่ กนั เปน็ ระยะเวลานาน โอกาสที่จะ
เปน็ เนื้องอกตามบรเิ วณผิวหนังทถ่ี ูกแสงแดดในที่สดุ ก็จะกลายเป็นเนือ้ รา้ ยหรอื มะเรง็ ได้ รงั สี
อลั ตราไวโอเลตจะมอี ันตรายต่อผิวหนังมากขึน้ ถ้าหากผิวหนงั ของเราไปสมั ผัสกบั สารเคมีบางอย่าง
เชน่ ครโี ซล ซึ่งเป็นสารเคมีทมี่ ีความไวต่อแสงอาทิตย์มาก
3. สารประกอบ
3.1 ความหมาย
สารประกอบ ( Compound ) หมายถึง สารบรสิ ทุ ธ์ิท่เี กิดจากธาตุตง้ั แต่ 2ชนิดขน้ึ ไป
รวมตวั กนั ทางเคมใี นอัตราส่วนโดยมวลคงท่ี มีจุดเดอื ด จุดหลอมเหลวคงทแ่ี ละมีสมบตั ิต่างจากธาตุ
องคป์ ระกอบเดิมและไมส่ ามารถแยกกลบั เปน็ สารเดิมได้โดยง่าย เชน่ CO2 , H2O , KMnO4 , Cu
(NH 3)4 SO4 , NaCl เป็นต้น
3.2 การเกดิ สารประกอบ
สารประกอบเกดิ จากการสร้างพนั ธะเคมีระหว่างอะตอมของธาตุต่างชนดิ กนั โดยการ
แลกเปลยี่ นอนภุ าคมูลฐานภายในอะตอม การรวมตัวของธาตเุ ปน็ สารประกอบนั้น เป็นที่น่าสงสัยวา่
สารประกอบทีเ่ กิดขึ้นน้นั มสี มบัติที่แตกตา่ งกันไป และแตกต่างไปโดยส้ินเชงิ จากสมบัติของธาตุเดิมท่ี
เปน็ องคป์ ระกอบ ตัวอย่าง เช่น น้ำตาลทราย เป็นสารประกอบท่เี กิดจากธาตุคารบ์ อน (C)
ไฮโดรเจน (H) และ ออกซิเจน (O)
นำ้ เปน็ สารประกอบท่ีเกิดจากธาตุไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน (O) ดงั ภาพ
67
4. ธาตุและสารในชวี ิตปะจำวนั
ในการดำรงชีวิตในปจั จบุ ันมกั จะมเี รอื่ งของธาตุและสารตา่ ง ๆ เข้ามาเก่ยี วขอ้ งอยูเ่ สมอ ซึ่ง
บางอย่างจะเปน็ สว่ นผสมของใช้ในชวี ิตประจำวันของเรา ซ่งึ ขอยกตวั อย่าง ดงั ตารางต่อไปนี้
68
สารท่ใี ช้ในชีวิตประจำวัน
ในแตล่ ะวันคนเรามีกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องทำมากมาย กจิ กรรมที่ต้องทำเหมอื น ๆ กนั เช่น
ล้างหน้ำ แปรงฟัน อาบนำ้ สระผม แต่งตัว และ การรบั ประทานอาหาร ส่วนกิจกรรมทแี่ ตกตา่ งกนั
เช่น การทำ งาน ซง่ึ มีอย่มู ากมายหลายอาชีพ กิจกรรมแต่ละอยา่ งจำเป็นต้องใช้วสั ดุ หรือวตั ถตุ า่ ง ๆ
ซึ่งมสี ารเป็นองคป์ ระกอบ
ทั้งสิ้น ดังนน้ั ในวนั หนงึ่ ๆ ไมม่ ีใครท่ีสามารถหลีกเล่ยี งไม่ใช้สารใด ๆ เลยได้
ตวั อยา่ งสารท่พี บในชีวิตประจำวนั
1. สารปรงุ แตง่ อาหาร สารปรงุ แตง่ อาหาร หมายถึง สารปรงุ รสอาหารใช้ใส่ในอาหารเพ่ือ
ทำให้อาหารมรี สดีข้ึน เชน่ นำ้ ตาล น้ำปลา นำ้ ส้มสายชู น้ำมะนาว ซอสมะเขอื เทศ และใหร้ สชาติ
ต่างๆ
2. เครือ่ งดมื่ เคร่อื งด่มื หมายถงึ ส่งิ ที่มนษุ ยจ์ ัดเตรยี มสำหรับดมื่ และมักจะมี นำ้ เปน็
สว่ นประกอบหลักบางประเภทได้คณุ ค่าทางโภชนาการ บางประเภทดมื่ แล้วไปกระตุ้นระบบประสาท
และบางประเภทดื่มเพอ่ื ดบั กระหาย แบ่งออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ น้ำด่มื สะอาด นำ้ ผลไม้ นม
น้ำอดั ลม เครือ่ งด่ืมบำรุงกำลัง ชาและกาแฟ และเครอื่ งด่มื แอลกอฮอล์
3. สารทำความสะอาด สารทำความสะอาด หมายถึง คุณสมบตั ิในการกำจัดความสกปรก
ตา่ ง ๆ
ตลอดจนฆ่าเชอ้ื โรคประเภทของสารทำความสะอาด เช่น น้ำยาลา้ งจาน สบกู่ ้อน สบ่เู หลว แชมพู
สระผม
ผงซักฟอก สารทำความสะอาดพ้ืนเปน็ ตน้
4. สารกำจดั แมลง และสารกำจัดศัตรูพืช สารกำจัดแมลงและสารกำจัดศตั รพู ืช หมายถงึ
สารเคมีท่ีผลิตขึ้นเพ่ือใช้ป้องกนั การกำจัด และควบคมุ แมลงต่าง ๆ ไมใ่ ห้มารบกวน มที งั้ ชนดิ ผง ชนิด
เมด็ และชนดิ นำ้
ประเภทของ สารกำจัดแมลงและสารกำจัดศัตรพู ืช แบ่งเปน็ 2 ประเภท คอื
1. ได้จากการสังเคราะห์ เช่น สารฆ่ายุง สารกำจดั แมลง เปน็ ตน้
2. ไดจ้ ากธรรมชาติ เชน่ เปลอื กมะนาว เปลอื กมะกรดู เปลือกสม้ เปน็ ตน้
5. เครอ่ื งสำอาง
เครอ่ื งสำอาง หมายถงึ ผลิตภัณฑ์ท่ีใชท้ า ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบร่างกาย เพื่อใช้ทำ
ความสะอาดเพ่ือใหเ้ กดิ ความสดชื่น ความสวยงาม และเพ่มิ ความม่ันใจ
69
ใบงาน เรื่อง การจำแนกธาตุ
ตอนท่ี 1 ตอบคำถามต่อไปนี้
1. ความแตกตา่ งของธาตุ และธาตุกมั มันตรงั สี คืออะไร
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
2. บอกรงั สที ่ไี ด้จากธาตุกัมมนั ตรังสี 3 ชนิด พรอ้ มทั้งสญั ลกั ษณ์ และการทะลุทะลวง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
3. ยกตวั อย่างโลหะ อโลหะ และโลหะก่ึงอโลหะ มา 1 อย่าง พร้อมเหตุผล
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
4. บอกประโยชนข์ องธาตุกมั มนั ตรงั สมี า พร้อมยกตัวอย่างมา 2 ขอ้
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
5. ยกตวั อยา่ งสารประกอบท่ีใช้ในชวี ติ ประจำวนั 3 ชนดิ พรอ้ มทง้ั บอกองคป์ ระกอบ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
70
ตอนที่ 2 ใหผ้ เู้ รียนศึกษาค้นคว้า และเสนอความคดิ เห็นแล้วบนั ทึกรายงานในหวั ข้อ ดงั น้ี
2.1 ธาตุกัมมันตรงั สี กับโรงไฟฟา้ ในประเทศไทย
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
2.2 อาหารอาบกัมมันตรังสี
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
71
เฉลยใบงาน
เรื่อง การจำแนกธาตุ
ตอนที่ 1
1. ตอบ ธาตุไมใ่ ห้กัมมันตภาพรงั สี ส่วนธาตุกัมมนั ตรังสีให้กัมมันตภาพรงั สี
2. ตอบ ธาตุกัมมนั ตรงั สสี ลายให้กมั มนั ตภาพรังสี 3 ชนดิ คือ
แอลฟา (,∝2He4) มีอำนาจทะลทุ ะลวงนอ้ ย
เบตา (,β0e-1) มีอำนาจทะลุทะลวงสูงใกลเ้ คยี งแสง
แกมมา (γ) มอี ำนาจทะลุทะลวงสงู มาก เนอื่ งจากไม่มปี ระจไุ ฟฟา้
3. ตอบ โลหะ เช่น เหลก็ ดีบุก เพราะมผี ิวมัน จุดเดือดสงู
อโลหะ เชน่ กรดกำมะถัน คารบ์ อน เพราะเปราะ จดุ เดือดต่ำ
โลหะกงึ่ อโลหะ เช่น ซิลิกอน อาร์เซนิก เพราะนำไฟฟ้าได้นอ้ ย นำไฟฟา้ ได้ดีเมื่อ
อณุ หภมู สิ งู
4. ตอบ ใช้ในการฉายแสงรกั ษามะเร็ง เช่น โคบอลต์ – 60 ใช้รักษาโรคคอหอยพอก เชน่ ไอโอดนี
– 131
5. ตอบ เมธิลแอลกอฮอล์ (CH OH) ประกอบดว้ ย คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน
3
นำ้ เดือด (H2O2) ประกอบดว้ ย ไฮโดรเจน และออกซิเจน
กรดกำมะถันหรือกรดซลั ฟรกิ (H SO ) ประกอบดว้ ย ไฮโดรเจน กำมะถนั และออกซเิ จน
24
ดินประสิว (KNO3 ) ประกอบด้วย โปตสั เซยี ม ไนโตรเจน และออกซิเจน
72
แผนการจดั การเรยี นรู้ รายวิชา พว21001 วิทยาศาสตร์ จำนวน 5
จำนวน 4 หน่วยกิต
แบบ พบกลุม่
ช่วั โมง
เรอ่ื ง สารละลาย
ตวั ชว้ี ัด 1. อธบิ ายสมบัติและองคป์ ระกอบของสารละลาย
2. อธิบายปัจจยั ทีม่ ีผลตอ่ การละลายของสาร
3. หาความเขม้ ข้นของสารละลาย
4. อธบิ ายและเตรียมสารละลายบางชนดิ
เนือ้ หา 1. สารละลาย
1.1 สมบัติของสารละลาย และองคป์ ระกอบของสารละลาย
1.2 ความสามารถในการละลายของสาร
1.3 ปจั จยั ทมี่ ผี ลต่อการละลายของสาร
1.4 ความเข้มขน้ ของสารละลาย
1.5 การเตรียมสารละลาย
ข้ันตอนการจัดกระบวนการเรยี นรู้
ขน้ั ที่ 1 การกำหนดสภาพปัญหา ความตอ้ งการในการเรียนรู้
1. ครสู รา้ งความคุ้นเคยทำความเข้าใจกบั วิชาพร้อมมาตรฐานและชี้แจงตวั ชีว้ ดั ของหน่วยการ
เรียนรู้
2. ครูทักทายกลา่ วนำอธิบายการกำหนดเป้าหมายและการวางแผนการเรยี นรเู้ กย่ี วกับ
สารละลาย
3. ครูและผู้เรียนร่วมกันอภิปรายความหมายและยกตวั อย่างสารละลายที่เก่ยี วข้องใน
ชวี ิตประจำวัน
4. ครูเปดิ โอกาสให้ผ้เู รียนซักถามข้อสงสยั กอ่ นนำเขา้ สบู่ ทเรียน
ขั้นที่ 2 การแสวงหาขอ้ มลู และการจดั การเรยี นรู้
1. ครแู ละผู้เรยี นวางแผนวิธกี ารเรยี นร้เู นอ้ื หาที่กำหนด
2. ครอู ธบิ ายความหมายและยกตวั อยา่ งสารละลายที่เกย่ี วขอ้ งในชีวิตประจำวนั
3. ครูแบง่ นักเรยี นเปน็ กลมุ่ กล่มุ ล่ะ 3-4 คน ศึกษาใบความรเู้ รือ่ ง สารละลาย
4. ผ้เู รยี นแต่ละกลุ่มอภิปรายจากการศกึ ษา ใบความรู้เรอ่ื ง สารละลาย หลังจากนนั้ เปิด
โอกาสให้ผู้เรยี นซักถามขอ้ สงสัย
5. ผ้เู รยี นทำใบงานและแบบทดสอบ เรื่อง สารละลาย
ขน้ั ที่ 3 การปฎิบัติและการนำไปประยกุ ตใ์ ช้
73
ครแู ละผเู้ รยี นสรุปเน้อื หาทไ่ี ด้เรยี นรู้รว่ มกัน
ขนั้ ที่ 4 การประเมนิ ผล
1. ผูเ้ รียนมีส่วนรว่ มในการประเมินใบงานของแตล่ ะกลมุ่ โดยการเขียนช่อื ตนเองไวใ้ นใบงาน
2. ครูสังเกตจากการมีส่วนร่วมของผูเ้ รยี น
ส่อื การเรยี นรู้
1. ใบความรู้ เร่อื ง สารละลาย
2. ใบงาน เรื่อง สารละลาย
3. แบบทดสอบ เรือ่ ง สารละลาย
4. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.ต้น
5. อนิ เตอร์เนต็
การวัดและผลประเมนิ
1. ใบงาน
2. แบบทดสอบ
74
บนั ทึกผลหลังการเรยี นรู้
ผลท่เี กิดกบั ผู้เรียน
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ปญั หา/อปุ สรรค
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
................................................................................................................................................
.................................................
(.......................................)
กิจกรรมเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………….......................................
...............................................................................................................................................
ข้อเสนอแนะของผู้บรหิ าร
..................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
......................................................
(.......................................)
75
ใบความรู้
เรอ่ื ง สารละลาย
สารละลาย (Solution) คอื สารเนื้อเดียวท่ีเกดิ จากสารบริสทุ ธิ์ ตง้ั แตส่ องชนดิ ขึ้นไปผสมกัน
โดยไม่เกิดปฏิกิริยาเคมี จดุ เดือดและจุดหลอมเหลว ไม่คงท่ี ตวั อย่าง เชน่ สารละลายน้ำเกลอื ,
ทิงเจอร์ไอโอดีน, นำ้ เช่ือม, นาก
สารละลายประกอบด้วยตัวทำละลาย (Solvent) และตวั ถกู ละลาย (Solute) การละลาย
ขนึ้ อย่กู ับชนิดของสาร อุณหภมู ิถ้าอุณหภูมิสงู จะละลาย ไดด้ ีและความดนั
1. สมบัตขิ องสารละลายและองคป์ ระกอบของสารละลาย
สมบัติของสารละลาย
จากการศกึ ษาสมบตั ขิ องสารละลายพบว่าสารละลายมสี มบตั ิแตกต่างจากสารบรสิ ุทธิ์ เช่น
จดุ เดือดของสารบริสุทธิจ์ ะคงทแ่ี ต่สารละลายจะมีอุณหภมู ิไม่คงที่ เชน่ น้ำมจี ุดเดอื ด 100 องศา
เซลเซยี ส แต่สารละลายที่มีน้ำเปน็ ตวั ทำละลายมีจดุ เดือดสงู กวา่ 100 องศาเซลเซียส เพราะ
ภายในสารละลายจะประกอบด้วยตัวทำละลายซึ่งเปน็ สารระเหยง่าย และตวั ถูกละลายซง่ึ เปน็ สาร
ระเหยยากและจุดเยือกแขง็ ของสารละลาย ต่ำกว่าสารละลายบริสุทธ์ิ เชน่ นำ้ มจี ดุ เยอื กแข็ง 0
องศาเซลเซยี ส แต่สารละลายทใ่ี ชน้ ้ำเป็นตวั ทำละลายมจี ดุ เยือกแข็งตำ่ กว่า 0 องศาเซลเซยี ส
องค์ประกอบของสารละลาย
สารละลายจะประกอบดว้ ย ตวั ทำละลายและตวั ถูกละลาย ซ่ึงในการพิจารณาว่าสารใดเป็น
ตัวทำละลาย และ สารใดเปน็ ตัวถูกละลาย มีหลักเกณฑ์ ดงั น้ี
1. ในกรณที ี่ตัวทำละลายและตวั ถกู ละลายมีสถานะเหมือนกนั สารใดมปี รมิ าณมากกวา่ เป็น
ตวั ทำละลาย สารใดมีปรมิ าณนอ้ ยกวา่ เป็นตัวถูกละลาย เชน่
ท่ี สารละลาย ปริมาณองคป์ ระกอบ ตัวทำละลาย ตัวถกู ละลาย
1 น้ำสม้ สายชูกลัน่ 5% กรดอะซิติก 5 % น้ำ 95% น้ำ กรดอะซติ กิ
2 แอลกอฮอล์ลา้ งแผล เอทานอล 70% น้ำ 30% เอทานอล นำ้
3 ฟิวสไ์ ฟฟ้า บสิ มัส 50% ตะกว่ั 25 % บสิ มสั ตะกว่ั และดีบกุ
ดบี ุก25 %
4 เหรียญบาท ทองแดง 75 % นกิ เกลิ 25 ทองแดง นิกเกิล
%
76
2. ในกรณีที่ตวั ทำละลายและตัวถกู ละลายมีสถานะตา่ งกัน สารใดมสี ถานะเหมอื นกับ
สารละลาย สารนัน้ เปน็ ตัวทำละลาย สว่ นท่มี ีสถานะตา่ ง จากสารละลายเปน็ ตัวถกู ละลาย เชน่
ท่ี สารละลาย สถานะสารละลาย ตัวทำละลาย ตวั ถกู ละลาย
1 นำ้ เกลือ ของเหลว นำ้ (ของเหลว) เกลอื แกง
2 นำ้ อัดลม ของเหลว นำ้ (ของเหลว)
3 เงนิ อะมัลกัม ของแขง็ เงิน (ของแขง็ ) ก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์
แอลกอฮอล์(ของเหลว ปรอท
4 ทงิ เจอร์ไอโอดีน ของเหลว
) ไอโอดนี
2. ความสามารถในการละลายของสาร
ความสามารถในการละลายของสาร ความสามารถในการละลายของสารชนิดหนึ่งในสารอีก
ชนดิ หนึ่งนน้ั สามารถหาไดจ้ ากอตั ราส่วนระหว่างตัวถูกละลาย กับตัวทาละลาย หรือ อัตราสว่ น
ระหว่างตัวถูกละลาย กบั สารละลาย ในสภาวะที่สารละลายนนั้ เป็นสารละลายอม่ิ ตัว ซ่ึงสามารถบอก
เป็นความหนาแน่นสูงสุดของสารละลายนน้ั ไดอ้ กี ดว้ ยซง่ึ ข้ึนอยูก่ ับปจั จยั หลายประการ เช่น แรง
ระหว่างโมเลกุลของตัวทาละลายกับตัวถูกละลาย อุณหภูมิ ความดัน และปจั จัยอื่นๆ
3. ปัจจัยทม่ี ีผลตอ่ การละลายของสาร
การละลายของสารแต่ละชนิดจะแตกต่างกนั ไป ซงึ่ สารจะละลายไดด้ ีหรอื ไมข่ ึ้นอยู่กับปัจจยั
ดงั นี้
1. ชนิดของสาร สารแตล่ ะชนดิ มีความสามารถในการละลายที่แตกตา่ งกันสารต่างชนดิ กนั จะ
ละลายในตัวทำละลายชนดิ เดียวกนั ได้ไมเ่ ท่ากนั
2. ปริมาณสาร จะเกย่ี วข้องกับอัตราส่วนระหวา่ งปริมาณของตวั ละลายกับตวั ทำละลาย ถ้า
ใช้ปริมาณตวั ทำละลายนอ้ ยกจ็ ะละลายตวั ละลายไดน้ ้อย ถา้ ใช้ตวั ทำละลายมากก็จะละลายตัวถูก
ละลายได้มาก
3. อณุ หภมู ิ การละลายของสารจะเพม่ิ ข้ึนเมอ่ื อณุ หภูมสิ ูงขน้ึ (ยกเว้นแก๊สจะละลายได้
น้อยลง) เราจึงพบวา่ เม่ืออุณหภมู ิสารละลายอ่มิ ตัวให้สงู ขน้ึ ตวั ละลายจะยังคงละลายได้อีก
4. ความดนั อากาศ ในกรณีท่ตี วั ละลายเปน็ แก๊สคาร์บอนไดออกไซดใ์ นนำ้ อัดลม ซงึ่ ใน
อตุ สาหกรรมการผลิตนำ้ อดั ลมจึงตอ้ งใช้ความดนั อากาศสงู ถงึ 3 บรรยากาศในการอัดแกส๊
คารบ์ อนไดออกไซด์ลงไปในน้ำ
77
4. ความเข้มข้นของสารละลาย
สารละลายมีส่วนประกอบของตัวละลายและตวั ทำละลายในปริมาณที่แตกตา่ งกัน จงึ
จำเปน็ ต้องมหี น่วยเพือ่ บ่งบอกใหร้ ู้ปริมาณของตัวละลายและตัวทำละลายในรูปของหนว่ ยแสดงความ
เข้มข้นซงึ่ มหี ลายหนว่ ย ดงั นี้
1. รอ้ ยละโดยปริมาตร เป็นหนว่ ยความเขม้ ขน้ ท่บี อกปริมาณของตัวละลายเปน็ ลกู บาศก์
เซนตเิ มตรท่มี อี ยใู่ นสารละลาย 100 ลกู บาศก์เซนติเมตร เช่น สารละลายเอทิลแอลกอฮอล์ 30%
โดยปริมาตร หมายความวา่ มเี อทิลแอลกอฮอลซ์ ง่ึ เป็นตวั ละลายอยู่ 30 ลูกบาศกเ์ ซนติเมตร ละลาย
ในสารละลายเอทลิ แอลกอฮอล์ 100 ลกู บาศก์เซนตเิ มตร
2. รอ้ ยละโดยมวลตอ่ ปรมิ าตร (% W/V) เปน็ หน่วยความเข้มข้นท่บี อกมวลของตัวละลายใน
สารละลาย 100 หนว่ ยปรมิ าตร เช่น สารละลายเกลอื แกง 5% โดยมวลตอ่ ปริมาตรหมายความว่า
มีเกลอื แกงซึ่งเป็นตวั ถกู ละลายอยู่ 5 กรมั ละลายอยูใ่ นสารละลายเกลอื แกง 100 ลกู บาศก์
เซนตเิ มตร
3. ร้อยละโดยมวล เปน็ หน่วยความเขม้ ขน้ ท่บี อกมวลของตวั ละลายในสารละลาย 100
หน่วย ซงึ่ เปน็ สารละลายในสถานะของแข็ง เช่น ทองเหลอื งเกดิ จากสังกะสลี ะลายอย่ใู นทองแดง
ทองเหลือง 45% หมายความวา่ มีสังกะสี 45 ส่วน ในทองเหลอื ง 100 ส่วน
4. ส่วนในล้านสว่ น (Part per million : ppm) เป็นหนว่ ยความเข้มขน้ ทบี่ อกปริมาณของตวั
ละลายท่มี ีอยู่ในตัวทำละลลาย 1 ลา้ นส่วน เช่น สารละลายคลอรีน 1 ppm หมายความวา่ มี
คลอรนี ซ่ึงเปน็ ตัวละลาย 1 ส่วน ละลายอยใู่ นตัวทำละลาย 1 ล้านส่วน โดยปกตเิ ราจะใช้หนว่ ย
ppm ในกรณที ่ีตัวละลายมีปรมิ าณน้อยมาก
การคำ นวณหาความเข้มขน้ ของสารละลาย เราสามารถคำนวณหาความเข้มขน้ ของ
สารละลายได้ 2 วธิ ี คือ
วธิ ที ี่ 1 คำนวณโดยการเทียบบัญญัตไิ ตรยางศ์
วิธที ่ี 2 คำนวณโดยการใช้สตู ร
78
ตัวอย่าง จงหาความเข้มข้นของสารละลายเกลือแกง ซ่งึ ประกอบดว้ ยเกลือแกง 8.0 กรัม ละลาย
ในน้ำ 200 ลกู บาศก์เซนตเิ มตร
วิธที ี่ 1 คำนวณโดยการเทยี บบัญญตั ิไตรยางศ์
สารละลาย 200 cm3 มีเกลือแกง 8g
สารละลาย 100 cm3 มีเกลอื แกง = 8x100
200
= 4g
ดงั นนั้ สารละลายมีความเขม้ ขน้ 4 กรมั ต่อ 100 ลกู บาศก์เซนติเมตร
วิธีท่ี 2 คำนวณโดยการใช้สูตร
ดังน้ัน สารละลายมีความเข้มขน้ = 4 กรัม ต่อ 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร
5. การเตรยี มสารละลาย
เมื่อใส่สารที่เปน็ ของแขง็ (ตัวละลาย) ลงไปในตัวทำละลาย (เชน่ น้ำ และอ่นื ๆ) จะมกี าร
เปล่ียนแปลงเกิดขน้ึ 2 ขั้นตอน คอื
1. ของแขง็ จะแตกตัวเปน็ อนุภาคเลก็ ๆ ซึ่งต้องใชพ้ ลงั งานในการแยกโมเลกลุ ของแขง็
ออกเป็นอนุภาคเล็ก ๆ
2. อนภุ าคเลก็ ๆ ทีแ่ ยกตวั ออกมาจะแพร่กระจายไประหวา่ งโมเลกุลของน้ำและยึดเหนี่ยวกับ
โมเลกลุ ของน้ำ การยดึ เหนย่ี วระหว่างโมเลกลุ ของน้ำกบั อนุภาคของสารจะมีการคายพลงั งานออกมา
ในการเตรยี มสารละลายตา่ ง ๆ ทม่ี ีความเข้มข้นตามท่ีตอ้ งการสามารถทำได้หลายวิธี เช่น
1. การเตรียมสารละลายจากสารบริสุทธิ์
2. การเตรียมสารละลายจากสารละลายเขม้ ขน้
1. การเตรยี มสารละลายจากสารบรสิ ทุ ธิ์ ทำได้โดยละลายสารบรสิ ุทธิต์ ามปริมาณที่
ตอ้ งการในตวั ทำละลายปริมาณเล็กน้อย แลว้ ปรับปรมิ าตรของสารละลายให้ไดต้ ามท่ตี ้องการเตรยี ม
ถ้าตอ้ งการเตรยี มเปน็ หน่วยโมลตอ่ ลูกบาศก์เดซิเมตร มลี ำดับข้นั ในการเตรยี มดงั นี้
ข้ันที่ 1 คำนวณหาปรมิ าณตวั ละลายเปน็ กรมั ตามท่ีต้องการ
79
ขน้ั ท่ี 2 ชง่ั สารตามจำนวนทีต่ อ้ งการซ่งึ คำนวณไดต้ ามข้ันท่ี 1 (ถา้ เป็นของแขง็ ) แตถ่ า้ เปน็
ของเหลวอาจคำนวณหาปริมาตรแลว้ ใชว้ ิธตี วงปริมาตรกไ็ ด้ ในการช่ังสารต้องใชเ้ คร่ืองชั่งอยา่ ง
ละเอียด คอื อาจจะต้องใชเ้ คร่ืองชัง่ ทช่ี ั่งสารไดถ้ ึงทศนยิ มตำแหน่งที่ 4 ของกรัม หรอื ใชเ้ คร่ืองช่งั ไฟฟ้า
ขน้ั ที่ 3 นำสารที่ชงั่ ได้ เทใส่ขวดวัดปริมาตรซึง่ มีขนาดเทา่ กับปรมิ าตรของสารละลายที่
ต้องการเตรยี ม เตมิ นำ้ กล่นั ในจำนวนพอทีล่ ะลายสารหมด หรือกอ่ นเทสารเตมิ น้ำกล่ันจำนวนหนึ่งซงึ่
พอทจ่ี ะละลายสารหมดแตน่ อ้ ยกว่าปรมิ าตรของสารละลายลงไปก่อน เขยา่ ใหส้ ารละลายหมด
แล้วเตมิ น้ำกลนั่ ลงในขวดวดั ปริมาตรจนถึงขดี บอกปริมาตร ปดิ จุกเขยา่ ให้ผสมเป็นเนื้อเดียวกจ็ ะได้
สารละลายทมี่ คี วามเข้มข้นและปรมิ าตรตามที่ต้องการ
ข้นั ที่ 4 เกบ็ สารละลายทีไ่ ดใ้ ส่ขวดที่เหมาะสม ปิดฝาขวดและปดิ ฉลากบอกชื่อสาร สูตร
ของสาร ความเข้มข้น และวนั ท่ีเตรียมสาร
หมายเหตุ ถ้าตวั ถกู ละลายเปน็ ของเหลวให้ชัง่ หรือตวงปริมาตรตามทต่ี ้องการ เทใสข่ วดวัด
ปริมาตรใช้น้ำกลั่นล้างภาชนะท่ีใส่ตัวละลาย หลาย ๆ ครง้ั เทใส่ขวดวัดปริมาตร แล้วเตมิ น้ำกลน่ั จนถึง
ขีดบอกปรมิ าตรก็จะไดส้ ารละลายตามที่ตอ้ งการ
ตัวอย่าง การเตรยี มสารละลายโดยการละลายในนำ้ เช่น เม่อื ต้องการเตรยี มสารละลาย
NaCl 0.1 mol/dm3 จำนวน 500 cm3 มีวิธีการดงั นี้
วิธที ำ ขน้ั ท่ี 1 คำนวณหามวลของ NaCl ในสารละลาย 500 cm3
สารละลาย NaCl 1000 cm3 มเี นอ้ื NaCl = 0.1 mol
สารละลาย NaCl 500 cm3 มเี น้ือ NaCl =
= 0.05 mol
หามวลของ NaCl 0.05 mol
วธิ ีทำ สูตร จำนวนโมล =
จากโจทย์ NaCl มมี วลสตู ร (มวลโมเลกลุ ) = 23 + 35.5 = 58.5
ดังนั้น มวลสาร = 0.05 X 58.5
= 2.925 g
ดังน้ัน จะตอ้ งใช้ NaCl = 2.925 g
ขนั้ ที่ 2 ช่งั NaCl ใหไ้ ด้ 2.925 g โดยใชเ้ ครอื่ งชง่ั ที่ช่ังไดท้ ศนิยม 3 ตำแหน่ง
ขน้ั ที่ 3 เติมน้ำกลั่นลงในขวดวดั ปริมาตรขนาด 500 cm3 จำนวนหนงึ่ ซง่ึ นอ้ ยกว่า
500 cm3 แตส่ ามารถละลาย NaCl 2.925 g ได้หมดแลว้ เท NaCl 2.925 g ลงในขวดวดั
ปริมาตรหรือเท NaCl ลงในขวดวัดปรมิ าตรก่อนแลว้ เติมนำ้ กลัน่ ในจำนวนท่ลี ะลาย NaCl 2.925 g
80
ได้หมด เขย่าให้ NaCl ละลายจนหมดแล้วเติมน้ำกลน่ั ลงในขวดวัดปริมาตรจนถึงขดี บอกปรมิ าตร
ปิดจุกเขย่าก็จะไดส้ ารละลายตามท่ีตอ้ งการ
ข้ันที่ 4 ถ่ายสารละลาย NaCl ที่เตรยี มเสรจ็ แล้วใสข่ วดทีเ่ หมาะสม ปิดฝาขวด และปดิ ฉลาก
บอกชอื่ สาร สูตรของสาร ความเข้มขน้ ของสารละลาย และวันท่เี ตรียม
2. การเตรียมสารละลายจากสารละลายเขม้ ข้น เป็นการเตรยี มสารละลายโดยใชส้ าร
ละลายเดมิ ซึ่งมีความเขม้ ข้นมากกวา่ สารละลายท่ีจะเตรยี ม มาเตมิ นำ้ ให้เจือจางลงจนมีความเขม้ ข้น
ตามที่ตอ้ งการในการทำใหส้ ารละลายเขม้ ข้นเจือจางลงน้ัน ความเข้มข้นของสารละลายจะถูกตอ้ ง
เพียงใด ข้นึ อย่กู บั การวดั ปริมาตร อุปกรณ์ท่นี ยิ มใชว้ ัดปริมาตรของสารละลายเดิม คอื ปิเปตต์ หรอื
กระบอกตวง สว่ นอปุ กรณท์ ใ่ี ช้วัดปรมิ าตรของสารละลายใหม่ คือ ขวดวัดปริมาตร อปุ กรณว์ ัด
ปรมิ าตรจะใชข้ นาดใดนน้ั ขน้ึ อยกู่ บั ปริมาตรของสารละลาย คือ จะตอ้ งเลอื กใช้ปิเปตตห์ รือกระบอก
ตวง และขวดวดั ปรมิ าตรทมี่ ีปรมิ าตรเท่ากับปรมิ าตรของสารละลาย การเตรยี มสารละลายโดยวธิ นี ี้มี
ลำดับขนั้ การเตรียมดังน้ี
ขน้ั ท่ี 1 คำนวณหาปริมาตรของสารละลายเดมิ ท่จี ะใช้
โดยใชส้ ูตร M1V1 = M2V2
กำหนดให้ M1 = เปน็ ความเข้มข้นสารละลายก่อนเจือจาง
V1 = เปน็ ปริมาตรสารละลายกอ่ นเจอื จาง
M2 = เป็นความเข้มขน้ สารละลายหลงั เจือจาง
V2 = เปน็ ปริมาตรสารละลายหลังเจอื จาง
ตัวอย่าง ถ้ามีสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) เข้มข้น 1.0 mol/dm3 แตต่ ้องการใช้
สารละลายโซเดยี มไฮดรอกไซด์เขม้ ข้น 0.1 mol/dm3 จำนวน 500 cm3 ทำได้ดังนี้
ขั้นที่ 1 คำนวณหาปรมิ าตรของสารละลายเดิมที่จะตอ้ งใช้
วธิ ีทำ จากสตู ร M1V1 = M2V2
จากโจทย์ M1 = 1.0 mol/dm3
V1 = ?
M2 = 0.1 mol/dm3
V2 = 500 cm3
แทนคา่ V1 =
ดังน้ัน จะต้องใช้สารละลายเดิม V1 = 50 cm3
= 0 cm3