The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารแนบภาคผนวก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 1912nirundon2527, 2022-01-04 01:03:13

เอกสารแนบภาคผนวก

เอกสารแนบภาคผนวก

81

ขน้ั ท่ี 2 ใช้ปเิ ปตต์หรอื กระบอกตวง ตวงสารละลาย NaOH 1.0mol/dm3 มาจำนวน 50 cm3
แล้วถา่ ยใสข่ วดวดั ปรมิ าตรขนาด 500 cm3
ขน้ั ที่ 3 เติมน้ำกลัน่ จนถงึ ขดี บอกปรมิ าตร 500 cm3 เขยา่ ก็จะไดส้ ารละลาย NaOH 0.1
mol/dm3 จำนวน 500 cm3 ตามทตี่ ้องการ
ขน้ั ที่ 4 เก็บสารละลายไว้ในขวดทเี่ ตรยี มไว้ ปิดฝาขวด และปดิ ฉลากบอกชอื่ สาร สตู รของสาร
ความเข้มขน้ ของสารละลายและวันท่ีเตรียม

82

ใบงานเรอ่ื ง สารละลาย

คำชแ้ี จง จงตอบคำถามต่อไปนี้
1. สารละลายมีกี่สถานะ อะไรบา้ ง พรอ้ มยกตัวอย่าง

……………………………………………………………………………………………...………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………................

2. องค์ประกอบของสารละลาย คืออะไร
……………………………………………………………………………………………...………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….................

3. จงบอกตัวทำละลาย และตวั ถูกละลายของสารละลายตอ่ ไปนี้

สารละลาย ตวั ถูกละลาย ตัวทำละลาย

น้ำเชอ่ื ม
น้ำปลา
นาก
นำ้ อัดลม
อากาศ (บริสุทธิ์)

83

แบบทดสอบ เร่อื ง สารละลาย

คำชแี้ จง ข้อสอบมีท้งั หมด 10 ขอ้ ให้เลือกคาตอบที่ถกู ต้องท่ีสดุ เพียงคำตอบเดยี ว
1. ข้อใดกล่าวถงึ สารละลายได้ถูกตอ้ ง

ก. สารที่มเี นือ้ สารเหมอื นกนั ตลอดทุกส่วน
ข. สารทม่ี ีเน้ือสารมองดูใสไมม่ สี ีกล่ินและรส
ค. สารที่ไมบ่ รสิ ทุ ธ์ิเกดิ จากสารบริสุทธติ์ งั้ แต่ 2 ชนดิ ผสมกนั
ง. สารท่มี จี ุดหลอดเหลวต่ากว่า 100 องศาเซลเซียส
2. ข้อใดผิดเก่ียวกับตัวทำละลาย
ก. สารท่ีมีปริมาณมากกว่า
ข. สารท่ีมีสถานะเดยี วกบั สาระละลาย
ค. สารทมี่ ีสถานะเป็นของเหลวเทา่ นั้น
ง. สารทม่ี สี ถานะเป็นของแข็ง ของเหลว และกา๊ ซ
3. ตัวถูกละลายคืออะไร
ก. สารที่มปี รมิ าณนอ้ ยกวา่
ข. สารทมี่ ีสถานะเดียวกบั สารละลาย
ค. สารท่มี สี ถานะเปน็ ของเหลวเทา่ น้นั
ง. สารท่มี คี วามหนาแนน่ น้อยกวา่ สารละลาย
4. สาร A สามารถละลายในน้ำได้ 15 กรมั แต่เมอ่ื นาไปตม้ สาร A ละลายไดเ้ พิ่มขนึ้ เป็น 25 กรัม
และก็ไมส่ ามารถละลายได้อกี เราเรียกสารอะไร
ก. สารละลายอิม่ ตวั
ข. สารละลายเข้มข้น
ค .สารละลายเจอื จาง
ง. สารละลายไม่อิ่มตัว
5. ความแตกต่างของสารกับสารบริสุทธ์ิคือข้อใด
ก. สารละลายมีปรมิ าตรมากกวา่ สารบริสทุ ธ์ิ
ข. สารละลายมีจุดเดือดไม่คงท่ี สารบรสิ ทุ ธมิ์ ีจุดเดือดคงที่
ค. สารละลายมีจุดเดือดคงที่ สารบริสุทธมิ์ ีจุดเดอื ดไม่คงที่
ง. สารละลายมีจุดเยือกแข็งคงท่ี สารบรสิ ุทธิม์ ีจดุ เยอื กแข็งไม่คงที่

84

6. ขอ้ ใดต้องใช้ตวั ทำละลายตา่ งจากพวก
ก. นำ้ ตาล
ข. เชลแล็ก
ค. เกลือแกง
ง. สีผสมอาหาร

7. ข้อใดไม่ส่งผลตอ่ ความสามารถในการละลายของสาร
ก. ความดัน
ข. อุณหภูมิ
ค. ความหนาแนน่
ง. ชนดิ ของตัวทาละลายและตวั ถกู ละลาย

8. แอลกอฮอล์ 80% โดยปรมิ าตร มีความหมายตรงกบั ขอ้ ใด
ก. สารละลายนน้ั 100 cm3 มเี อทลิ แอลกอฮอลอ์ ยู่ 80 cm3
ข. สารละลายนั้น 100 กรัม มีเอทิลแอลกอฮอล์อยู่ 80 กรัม
ค. สารละลายนน้ั 100 cm3 มีเอทิลแอลกอฮอลอ์ ยู่ 80 กรัม
ง. สารละลายนน้ั 100 กรมั มีเอทลิ แอลกอฮอลอ์ ยู่ 80 cm3

9. เกลือแกง 10 g ผสมกับน้ำแลว้ ได้สารละลายปริมาตร 50 cm3 จะมคี วามเข้มข้นของ
สารละลายเท่าใด

ก. 10 g /cm3
ข. 10 % โดยปริมาตร
ค. 20 g /10 cm3
ง. 50 % โดยปรมิ าตร
10. ขอ้ ใดจดั เป็นการพสิ ูจน์วา่ สาร x กับสาร y มีความสามารถในการละลายในของเหลว z ได้
ดกี วา่ กนั
ก. ใชข้ องเหลว Z ปรมิ าณเทา่ กันทอี่ ณุ หภูมเิ ดยี วกนั
ข. ใช้ของเหลว Z ปริมาณเท่ากนั ทอี่ ณุ หภูมติ ่างกนั
ค. ใช้สาร x และ y ปริมาณเทา่ กันทอ่ี ณุ หภมู ิตา่ งกัน
ง. ใช้สาร x และ y ปริมาณเท่ากันท่อี ุณหภูมิเดยี วกนั

85

เฉลย

1. ตอบ สารละลายมี 3 สถานะ คอื ของแข็ง ของเหลว และกา๊ ซ
ของแขง็ เช่น นาก ทองขาว
ของเหลว เช่น นำ้ เกลอื นำ้ เชือ่ ม
กา๊ ซ เช่น อากาศ ก๊าซหุงตม้

2. ตอบ สารละลาย ประกอบดว้ ย ตัวทำละลาย และตัวถูกละลาย
3. ตอบ

สารละลาย ตัวถกู ละลาย ตัวทำละลาย

นำ้ เชื่อม น้ำตาล น้ำ
น้ำปลา เกลอื แกง โปรตนี นำ้
นาก ทองแดง
นำ้ อดั ลม ทองคำ นำ้
อากาศ (บริสุทธิ์) นำ้ ตาล คาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจน

1. ก ออกซเิ จน กา๊ ซตา่ งๆ
2. ค
3. ก เฉลยแบบทดสอบเรือ่ ง สารละลาย
4. ก
5. ข
6. ข
7. ก
8. ก
9. ค
10. ง

86

แผนการจดั การเรยี นรู้ รายวชิ า พว21001 วทิ ยาศาสตร์

จำนวน 4 หนว่ ยกิต

แบบ พบกล่มุ จำนวน 5 ช่วั โมง

เรอื่ ง กรด-เบส

ตวั ชี้วัด 1. อธบิ ายและจำแนกกรด เบส และเกลอื

2. อธบิ ายและตรวจสอบความเป็นกรด-เบส ของสาร

3. อธิบายการใช้กรด-เบส บางชนิดในชวี ิต

เนื้อหา 1. กรด-เบส

1.1 ความหมายและสมบตั ิของกรด-เบส และเกลอื

1.2 ความเปน็ กรด-เบสของสาร

1.3 กรด – เบส ของสารในชีวิตประจำวนั

1.4 กรณีศกึ ษากรด-เบสทม่ี ีผลต่อคุณสมบัติของดิน

ขน้ั ตอนการจดั กระบวนการเรยี นรู้
ขน้ั ที่ 1 การกำหนดสภาพปญั หา ความตอ้ งการในการเรียนรู้

1. ครสู ร้างความคุ้นเคยทำความเข้าใจกับวิชาพร้อมมาตรฐานและชแี้ จงตัวช้วี ัดของหนว่ ย
การเรยี นรู้

2. ครทู ักทายกล่าวนำอธบิ ายการกำหนดเป้าหมายและการวางแผนการเรยี นรเู้ กยี่ วกบั กรด-
เบส

3. ครูและผู้เรยี นร่วมกันอภิปรายความหมายของกรด-เบส แล้วให้ผเู้ รียนยกตวั อยา่ ง กรด-
เบส ท่ีใช้ในชวี ติ ประจำวันครูและผู้เรยี นรวบรวมขอ้ มูลของ กรด-เบส

4. ครูเปดิ โอกาสให้ผูเ้ รยี นซักถามข้อสงสัยก่อนนำเข้าสบู่ ทเรียน
ขน้ั ท่ี 2 การแสวงหาข้อมลู และการจดั การเรยี นรู้

1. ครูและผู้เรยี นร่วมกันสนทนาถงึ สารละลายกรด – เบส ในชวี ติ ประจำวันและรว่ มกันและ
บอกสารละลายกรด – เบส ท่ีใชใ้ นชวี ิตประจำวนั

2. ครยู กตวั อยา่ งและอธบิ ายเกีย่ วกบั กรด-เบส ในชีวิตประจำวัน
3. ครูให้ผู้เรยี นศกึ ษาใบความร้เู รอื่ ง กรด-เบส
4. ผ้เู รียนร่วมสรปุ ถงึ สารละลายกรด – เบส ในชีวติ ประจำวนั และขอ้ ระวงั ในการใช้
สารละลายกรด – เบส ในชีวิตประจำวัน
5. ผู้เรียนทำใบงาน เรือ่ ง กรด-เบส

ขน้ั ที่ 3 การปฏิบตั ิและการนำไปประยุกต์ใช้
1. ครแู ละผู้เรยี นสรปุ เน้อื หาทไ่ี ดเ้ รยี นรูร้ ่วมกนั

87

ขน้ั ท่ี 4 การประเมินผล
1. ผูเ้ รยี นมีส่วนร่วมในการประเมินใบงานของแตล่ ะกล่มุ โดยการเขยี นชื่อตนเองไวใ้ นใบงาน
2. ครูสังเกตจากการมีส่วนร่วมของผเู้ รียน

สื่อการเรียนรู้
1. ใบความรู้ เร่ือง กรด-เบส
2. ใบงาน เร่ือง กรด-เบส
3. หนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ม.ตน้
4. อินเตอร์เนต็

การวดั และผลประเมิน
1. ใบงาน

88

บนั ทึกผลหลังการเรยี นรู้
ผลท่เี กิดกบั ผ้เู รยี น
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ปญั หา/อุปสรรค
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
................................................................................................................................................

.................................................
(.......................................)

กิจกรรมเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………….......................................
...............................................................................................................................................
ข้อเสนอแนะของผบู้ รหิ าร
..................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................

......................................................
(.......................................)

89

ใบความรู้
เรื่อง กรด-เบส
1. ความหมายและสมบตั ขิ องกรด-เบส และเกลือ
กรด คือ สารประกอบทม่ี ี H และเมอื่ ละลายนำ้ จะแตกตัวให้ H + หรอื H 3O +
เบส คือ สารประกอบทีม่ ี OH และเมือ่ ละลายนำ้ จะแตกตวั ให้ OH –
เกลอื คอื สารเคมที เ่ี กิดจากกรดทำปฏิกิริยากับโลหะ เชน่ ดเี กลือ (MaSO4)
จนุ สี (CuSO4) หรอื เกิดจากกรดทำปฏิกริ ิยากับเบส เช่น เกลอื แกง (NaCl)
สมบตั ขิ องกรด
1. มีรสเปรีย้ วและมีฤทธิ์กัด เชน่ มะนาว นำ้ ส้มสายชู และกรดที่ใชใ้ นแบตเตอรรี่ ถยนต์ คอื
กรดกำมะถัน ฯลฯ
2. เปลี่ยนสกี ระดาษลิตมสั จาก น้ำเงินเปน็ สแี ดง ในบา้ นเราสามารถใชด้ อกอญั ชนั ทดสอบ
แทนได้
3. ทำปฏกิ ิริยากบั เบสไดเ้ กลอื กับน้ำ
4. ทำปฏกิ ริ ยิ ากบั โลหะ ได้ แก๊สไฮโดรเจนและเกลอื ของโลหะ
5. ทำปฏกิ ิริยากบั สารประกอบ คารบ์ อเนต ได้แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์
6. ทำปฏกิ ริ ยิ ากับสารประกอบ ซัลเฟตได้แก๊สไข่เน่า (H2Sไฮโดรเจนซลั ไฟต์)
กรดทนี่ ำมาบรโิ ภคได้ เป็นกรดทีไ่ ด้จากพชื หรอื ท่ีเรยี กว่ากรดอนิ ทรีย์ เป็นกรดออ่ น ใช้
ประกอบอาหารหรอื ปรุงแต่งรสอาหารได้ เชน่ นำ้ มะนาว น้ำมะขามนำ้ มะกรูด น้ำส้มสายชู (แท้)
กรดที่นำมาบริโภคไมไ่ ด้ เป็นกรดจากแรธ่ าตุ หรือเรยี กวา่ กรดอนนิ ทรีย์ เปน็ กรดท่รี นุ แรง
หรือ กรดแก่ ไมค่ วรนำมาปรุงแตง่ อาหาร เชน่ กรดซัลฟรุ ิก กรดเกลอื กรดประเภทนี้จะกัดโลหะและ
ละลายสารบางอยา่ งในพลาสตกิ ได้ จึงไมค่ วรเก็บในขวดพลาสติกหรือโลหะ กรดจากแร่นี้ หากทดสอบ
กบั เจนเชยี น
ไวโอเลตจะเปลย่ี นจากสีม่วงเป็นสนี ำ้ เงิน
สมบตั ิของเบส
1. มรี สฝาดและขม เช่น นำ้ ปนู ใส ผงฟู น้ำแอมโมเนีย
2. เปลยี่ นสกี ระดาษลิตมสั จาก สีแดง เป็น สีน้ำเงนิ
3. ถกู บั มอื จะร้สู กึ ลน่ื คล้ายสบู่
4. ทำปฏิกริ ยิ ากับ ไขมนั ได้ สบู่ (เบสตม้ กบั ไขมนั ไดส้ บ)ู่
5. ทำปฏิกิรยิ ากับ แอมโมเนียมไนเตรท ได้ แกส๊ แอมโมเนยี
6. ทำปฏิกิริยากับ โลหะอะลูมเิ นียม ได้ แกส๊ ไฮโดรเจน
เบสท่ีนำมาบรโิ ภคได้ ได้แก่ ผงฟู (โซเดียมไฮโดรเจนคารบ์ อเนต)นำ้ ปนู ใส น้ำข้เี ถ้า ควรใช้ใน
ปริมาณนอ้ ย หากใช้มากจะให้โทษแกร่ ่างกายได้ เชน่ ใชท้ ำขนมให้ฟหู รอื ใชโ้ ซเดียมไฮโดรเจน
คาร์บอเนต (โซเดียมไบคาร์บอเนต) ลดความรนุ แรงของกรดในกระเพาะอาหารใหเ้ จอื จางลง เบสที่ไม่

90

ควรนำมาใช้บริโภค เป็นเบสท่รี ุนแรง ทำให้เกิดอนั ตรายได้ เช่น โซดาไฟ (โซดาแผดเผา = โซเดยี มไฮ

ดรอกไซด์)

สมบตั ทิ ว่ั ไปของเกลือ

1. ส่วนมากมลี กั ษณะเป็นผลกึ สีขาว เช่น NaCl แตม่ หี ลายชนิดทม่ี ีสี เชน่

สมี ว่ ง ได้แก่ ด่างทับทิม(โปแตสเซียมเปอร์แมงกาเนต) KMnO4

สีน้ำเงิน ได้แก่ จนุ สี (คอปเปอรซ์ ัลเฟต) CuSO4.5H2O

สสี ม้ ได้แก่ โปแตสเซยี มโครเมต KCr2O7

สีเขียว ได้แก่ ไอออน(II) ซัลเฟต FeSO4.7H2O

2. มหี ลายรส เช่น

รสเคม็ ไดแ้ ก่ เกลือแกง (โซเดยี มคลอไรด์) NaCl

รสฝาด ไดแ้ ก่ สารสม้ K2SO4.Al2(SO4)3.24H2O

รสขม ได้แก่ โปแตสเซียมคลอไรด์, แมกนเี ซยี มซลั เฟต KCl, Mg SO4.7H2O

3. นำไฟฟ้าได้ (อเิ ล็กโตรไลท์ : electrolyte)

4. เม่ือละลายน้ำ อาจแสดงสมบตั ิเปน็ กรด เบส หรือ กลางกไ็ ด้

5. ไม่กดั กรอ่ นแก้วและเซรามิก

2. ความเปน็ กรด-เบสของสาร

สามารถตรวจสอบความเป็นกรด-เบสของสารละลายได้ดว้ ยอินดิเคเตอร์ซึ่งเปน็ สารที่ใชบ้ อก

สมบตั ิบางอย่างในปฏิกริ ิยาเคมี โดยการเปล่ยี นสีหรือการเปลย่ี นแปลงสมบัติบางอยา่ งทม่ี องเหน็ ได้

สารทีน่ ำมาใชใ้ นการตรวจสอบความเป็นกรด-เบสของสารละลายต่าง ๆ เรยี กวา่ “อนิ ดิเคเตอร์

สำหรับกรด-เบส”

อนิ ดิเคเตอร์ (indicator) คอื สารทใ่ี ช้ตรวจสอบไฮโดรเนียมไอออน(H3O-) และไฮดรอกไซด์

ไอออน (OH- ) ได้ เนอ่ื งจากสารละลายท่ีเป็นกรดจะมคี วามเข้มขน้ ของไฮโดรเนยี มไอออนมากกว่า

สารละลายท่เี ป็นเบส

กรดเป็นสารประกอบไฮโดรเจน เมื่อละลายอยู่ในน้ำจะแตกตวั ให้ไฮโดรเนียมไอออน เชน่

HNO3 + H2O H3O+ + NO3

เบสเปน็ ไฮดรอกไซดข์ องโลหะหรืออนมุ ลู ที่มีคา่ เทียบเทา่ โลหะ ซง่ึ เมื่อละลายอยูใ่ นน้ำจะแตก

ตัวใหไ้ ฮดรอกไซดไ์ อออน เชน่ NH3 + H2O NH4+ + OH-

อินดิเคเตอร์แต่ละชนดิ จะมกี ารตรวจสอบความเป็นกรด-เบส ของสารละลายแตกตา่ งกนั

อินดเิ คเตอร์ทนี่ ยิ มใช้กันมากมี 2 ประเภท คือ กระดาษลิตมัสและยนู ิเวอรซ์ ลั อินดิเคเตอร์

1. กระดาษลิตมัส เป็นอนิ ดิเคเตอรท์ ี่เรารจู้ กั กันดี กระดาษลิตมัสมี 2 สี ไดแ้ ก่ กระดาษ

ลิตมัสสีแดงและกระดาษลิตมัสสีน้ำเงนิ

เมอื่ ใช้กระดาษลิตมัสตรวจสอบสารละลายจะสามารถจำแนกสารได้เปน็ 3 ประเภท ดงั นี้

1.1 สารละลายทีม่ ีสมบัติเปน็ กรด จะเปลี่ยนสีกระดาษลิตมสั จากสีน้ำเงนิ ไปเปน็ สแี ดง

91

1.2 สารละลายท่มี สี มบตั เิ ปน็ เบส จะเปลี่ยนสีกระดาษลิตมสั จากสแี ดงไปเปน็ สนี ำ้ เงนิ
1.3 สารละลายท่มี ีสมบตั ิเป็นกลาง จะไม่ทำปฏิกิริยากบั กระดาษลิตมัสทง้ั สีนำ้ เงนิ และสี
แดง กระดาษลติ มสั จึงไมเ่ ปลย่ี นสี
2. ยนู เิ วอรซ์ ลั อนิ ดิเคเตอร์ เปน็ อินดเิ คเตอรท์ มี่ ีการเปลีย่ นสเี กอื บทกุ ค่า pH จึงใชท้ ดสอบหา
ค่า pH ไดด้ ี อินดิเคเตอร์ชนิดน้มี ีทงั้ แบบท่ีเป็นกระดาษและแบบสารละลาย

รูปแสดงการเปลี่ยนสีของกระดาษยนู ิเวอรซ์ ัลอินดเิ คเตอร์
ยูนิเวอรซ์ ัลอินดเิ คเตอรแ์ บบสารละลายจะเปล่ียนสเี ม่อื ใช้ทดสอบสารละลายท่ีมคี ่า pH อยู่
ในช่วงที่แตกตา่ งกนั ดงั ตัวอย่างตอ่ ไปนี้
1) ฟีนอลฟ์ ทาลีน เป็นสารละลายใสไมม่ ีสซี ่งึ จะเปล่ียนเปน็ สีชมพู เม่อื ใช้ทดสอบความเปน็

กรด-
เบสของสารละลายท่ีมีค่า pH อยรู่ ะหว่าง 8.3-10.0

2) เมทลิ เรด เปน็ สารละลายสแี ดงซึ่งจะเปลี่ยนเปน็ สีเหลือง เม่อื ใช้ทดสอบความเปน็ กรด-
เบสของสารละลายทมี่ ีค่า pH อยรู่ ะหวา่ ง 4.2-6.2

3) บรอมไทมอลบลู เป็นสารละลายสเี หลืองซง่ึ จะเปล่ียนเปน็ สนี ำ้ เงนิ เมอ่ื ใชท้ ดสอบความ
เป็นกรด-เบสของสารละลายที่มีคา่ pH อยรู่ ะหวา่ ง 6.0-7.6

4) ฟีนอลเรด เป็นสารละลายสีเหลืองซงึ่ จะเปลยี่ นเป็นสแี ดง เม่ือใช้ทดสอบ ความเป็นกรด-
เบส

ของสารละลายที่มีค่า pH อยู่ระหวา่ ง 6.8-8.4

92

ตารางแสดงช่วงการเปลย่ี นสีของอินดิเตอรเ์ ตอร์บางชนดิ

อินดิเคเตอร์ ชว่ ง pH ท่เี ปล่ียนสี สีที่เปล่ียน

เมทลิ ออเรนจ์ 3.1-4.4 แดง-เหลอื ง

เมทลิ เรด 4.2-6.3 แดง-เหลือง

ลิตมสั 5.0-8.0 แดง-นำ้ เงิน

บรอมไทมอลบลู 6.0-7.6 เหลือง-นำ้ เงนิ

ฟนี อลเรด 6.8-8.4 เหลอื ง-แดง

ฟนี อล์ฟทาลีน 8.3-10.0 ไม่มีสี-ชมพเู ขม้

การแปลความหมาย เชน่
1. เมทิลเรดชว่ ง pH ที่เปลี่ยนสี คอื 4.2-6.3 สีที่เปลี่ยน คือ แดง-เหลือง หมายถงึ ถา้
สารละลายมี pH ตำ่ กวา่ 4.2 จะมีสีแดง ถ้าสารละลายมี pH ช่วง 4.2-6.3 จะมสี สี ม้ (สีผสมของสี
แดงกับสีเหลอื ง) ถ้าสารละลายมี pH มากกว่า 6.3 จะมีสเี หลือง

2. ฟีนอล์ฟทาลีน ช่วง pH ทีเ่ ปลยี่ นสี คือ 8.3- 10.0 สีทเี่ ปล่ียน คอื ไม่มสี ีชมพู หมายถึง
ถ้าสารละลายมี pH ต่ำกวา่ 8.3 จะไม่มีสี ถา้ สารละลายมี pH อยู่ในชว่ ง 8.3-10.0 จะมีสชี มพอู อ่ น
(ไมม่ ีสผี สมกบั สีชมพู) ถา้ สารละลายมี pH มากกว่า 10.0 จะมีสีชมพูเข้ม

3. กรด-เบส ของสารในชวี ติ ประจำวนั
ชวี ิตประจำวนั ในปจั จุบัน เราได้ใชส้ ารตา่ งๆ ที่มีสมบตั เิ ป็นกรด-เบสทง้ั ทางตรงและทางอ้อม

ซ่ึงใชใ้ นการเปน็ ยารกั ษาโรค (ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร) กำจัดสิง่ สกปรก (สบู่ ผงซักฟอก) ปรุง
อาหาร (นำ้ สม้ สายชู) นอกจากนี้ ในรา่ งกายกป็ ระกอบดว้ ยสารทีม่ ีสมบัติเปน็ กรด-เบส เชน่ กรดเกลือ
ในกระเพาะอาหาร น้ำดจี ากตับ มีสมบตั เิ ปน็ เบส เป็นตน้ สารที่มสี มบตั ิเปน็ กรด-เบสในชวี ิตประจำวัน
เช่น

1. สารทำความสะอาดเครอ่ื งสุขภัณฑ์ ซงึ่ มักมีสว่ นประกอบของกรดเกลอื หรือกรดไฮโดร
คลอริก (HCl) กรดไนตริก (HNO3) ซง่ึ มีสมบัติเปน็ กรด กรดมสี มบตั ใิ นการทำปฏิกิรยิ ากับแผ่น
กระเบ้อื งพ้นื หอ้ งนำ้ ทำให้เกิดการสกึ กรอ่ น ทำให้ส่งิ สกปรกหลดุ ออกจากพนื้ และสขุ ภณั ฑ์ต่างๆ ได้
ปฏกิ ิริยาท่เี กดิ ขน้ึ ดงั สมการ

93

การใช้น้ำยาล้างห้องนำ้ ท่ีมสี ว่ นประกอบของกรดเกลอื (HCl) นต้ี ้องใช้อยา่ งระมัดระวัง เพราะ
เกิดแกส๊ ที่เปน็ พษิ เข้าสู่หลอดลม เปน็ อันตรายตอ่ ระบบทางเดินหายใจ

2. สารปรุงแต่งอาหาร มีทง้ั ทม่ี ีสมบัตเิ ปน็ กรดและเบส เชน่
2.1 สารปรุงแตง่ อาหารทีม่ ีสมบตั ิเปน็ กรด เชน่ กรดแอซีติกในน้ำส้มสายชู กรดซติ ริก

ในน้ำมะนาว น้ำมะขาม กรดแอสคอร์บกิ ในวติ ามินซี เปน็ ต้น
2.2 สารปรุงแต่งอาหารที่มสี มบัตเิ ปน็ เบส เช่น นำ้ ปนู ใส (Ca(OH)2), นำ้ ข้ีเถา้ (NaOH),

ผงฟู (NaHCO3) เป็นตน้
3. สารในภาคเกษตรกรรม ได้แก่ ปุ๋ย ซึ่งมที ้งั ท่ีมสี มบตั เิ ป็นกรดและเบส เช่น
3.1 ป๋ยุ ท่มี ีสมบัตเิ ปน็ กรด เช่น ปยุ๋ แอมโมเนียมซลั เฟต ((NH4)2SO4) ปยุ๋ แอมโมเนียมคลอ

ไรด์ (NH4Cl) เป็นต้น
3.2 ปยุ๋ ทม่ี ีสมบัติเปน็ เบส เชน่ ปยุ๋ ยูเรยี (NH2CONH2) ป๋ยุ แอมโมเนีย (NH3)เป็นต้น

4. ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร จะมสี ่วนประกอบทม่ี สี มบัตเิ ป็นเบสออ่ น เช่น โซเดยี ม
ไฮโดรเจนคาร์บอเนต (NaHCO3), แคลเซยี มคาร์บอเนต (CaCO3), แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (Mg
(OH)2 , อะลมู เิ นยี มไฮดรอกไซด์ (Al2O3) โดยสารละลายน้ีจะไปทำปฏกิ ริ ยิ ากับกรด ซึ่งจะปรับสภาพ
ความเปน็ กรดในกระเพาะอาหารให้ลดลงได้
4. กรณศี ึกษากรด-เบส ที่มผี ลต่อคณุ สมบัติของดิน

ความเป็นกรด-เบสของดิน หมายถึง ปริมาณของไฮโดรเจนท่ีมอี ย่ใู นดนิ ความเปน็ กรด-เบส
กำหนดค่าเปน็ ตัวเลขต้ังแต่ 1-14 เรียกค่าตัวเลขนว้ี า่ ค่า pH โดยจดั วา่

สารละลายใดทีม่ ีค่า pH น้อยกวา่ 7 สารละลายนั้นมสี มบัตเิ ปน็ กรด
สารละลายใดท่ีมีคา่ pH มากกว่า 7 สารละลายนั้นมสี มบัติเปน็ เบส
สารละลายใดที่มีค่า pH เท่ากับ 7 สารละลายน้นั มีสมบตั ิเปน็ กลาง
วิธที ดสอบความเปน็ กรด-เบส วิธีทดสอบได้ ดงั น้ี
1. ใช้กระดาษลติ มัสสีนำ้ เงินหรอื สีแดง โดยนำกระดาษลิตมสั ทดสอบกับสารทีส่ งสยั ถา้ เป็น
กรดจะเปลย่ี นกระดาษลิตมัสสีน้ำเงนิ เปน็ สแี ดง และถา้ เป็นเบสจะเปล่ียนกระดาษลิตมสั สีแดงเป็นสีน้ำ
เงิน
2. ใชก้ ระดาษยูนเิ วอรแ์ ซลอินดิเคเตอร์ โดยนำกระดาษยูนิเวแซลอนิ ดเิ คเตอร์ทดสอบกับสาร
แล้วนำไปเทียบกับแผน่ สีท่ีข้างกลอ่ ง
3. ใชน้ ้ำยาตรวจสอบความเปน็ กรด-เบส เชน่ สารละลายบรอมไทมอลบลจู ะให้สฟี ้าอ่อนใน
สารละลายทมี่ ี pH มากกวา่ 7 และให้สีเหลืองในสารละลายที่มี pH น้อยกว่า 7 ปัจจยั หรอื สาเหตุที่
ทำให้ดนิ เป็นกรด ได้แก่ การเน่าเป่อื ยของสารอินทรียใ์ นดนิ การใส่ปยุ๋ เคมบี างชนดิ สารท่ีปล่อยจาก

94

โรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทปัจจยั ที่ทำใหด้ ินเปน็ เบส ไดแ้ ก่ การใสป่ นู ขาว (แคลเซียมไฮดรอก
ไซด์) ความเป็นกรด-เบาของดนิ นน้ั มผี ลตอ่ การเจริญเตบิ โตของพืช พชื แต่ละชนดิ เจริญเติบโตได้ดีใน
ดินท่มี คี า่ pH ท่ีเหมาะแก่พชื น้นั ๆ ถา้ สภาพ pH ไมเ่ หมาะสมทำใหพ้ ืชบางชนดิ ไมส่ ามารถดูดซึมแร่
ธาตุท่ตี อ้ งการทม่ี ใี น ดนิ ไปใช้ประโยชนไ์ ด้

การแก้ไขปรับปรงุ ดนิ
ดนิ เปน็ กรด แก้ไขได้โดยการเตมิ ปนู ขาว หรอื ดินมาร์ล แต่ถา้ ดนิ เป็นเบสแก้ไขไดโ้ ดยการเตมิ
แอมโมเนยี มซลั เฟต หรือผงกำมะถนั สำหรับดินมาร์ล คือ ดินท่ไี ด้จากการสลายตวั ของหินปนู ซ่ึงมี
แคลเซียมคารบ์ อนเนต เป็นองค์ประกอบ ดนิ มาร์ลมมี ากในจังหวดั สระบุรี ลพบุรี และนครสวรรค์

95

ใบงาน
เรอ่ื ง กรด-เบส

คำชีแ้ จง จงตอบคำถามตอ่ ไปน้ี

1. ยกตัวอยา่ ง กรดแกแ่ ละเบสแก่มาอย่างละ 2 ชนดิ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………….............…………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………….............
2. บอกกรด และเบสท่ีใช้ในชีวิตประจำวันมาอย่างละ 2 ชนดิ พร้อมทั้งประโยชน์
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………….............…………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………….............
3. จงบอกค่าความเปน็ กรด – เบส ของสารตอ่ ไปน้ี แลว้ บนั ทกึ ผลลงในตารางทกี่ ำหนด

สาร กรด เบส กลาง
ข้ีเถ้าละลาย
เกลือแกงละลายนำ้
แอลกอฮอล์

น้ำโซดา
นำ้ สบั ปะรด

96

เฉลยใบงาน
เรือ่ ง กรด-เบส

1. ตอบ กรดแก่ เช่น กรดเกลือ (HCl) กรดกำมะถัน (H SO )
24
เบสแก่ เช่น โซดาไฟ (NaOH) ด่างคลี (KOH)

2. ตอบ กรด เช่น กรดอะซิติก ใช้ประกอบอาหาร
3. ตอบ กรดกำมะถนั ใช้บรรจใุ นแบตเตอรี่
กรดคาร์บอนิก ใชใ้ นน้ำอัดลม

เบส เช่น โซดาไฟ ใช้ทำสบู่
นำ้ ปนู ใส ใชท้ ำขนม เชน่ ลอดชอ่ ง ดองมะมว่ ง
ด่างคลี ใช้ซกั ล้าง ทำสบู่เหลว

สาร กรด เบส กลาง

ขี้เถ้าละลาย /

เกลือแกงละลายน้ำ /

แอลกอฮอล์ /

นำ้ โซดา /

นำ้ สบั ปะรด /

97

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวชิ า พว21001 วทิ ยาศาสตร์

จำนวน 4 หนว่ ยกิต

แบบ พบกล่มุ จำนวน 5 ชั่วโมง

เร่ือง สาร

ตวั ช้ีวัด 1. อธบิ ายสารและสารสังเคราะห์ได้

2. อธิบายการใช้สารและผลิตภณั ฑข์ องสารบางชนิดในชีวิตประจำวันและเลือกใช้

ได้

เนอื้ หา 1. สาร

1.1 สารอาหาร

1.2 สารปรุงแต่ง

1.3 สารปนเปอ้ื น

1.4 สารเจอื ปน

1.5 สารพิษ

ขน้ั ตอนการจดั กระบวนการเรียนรู้

ขน้ั ท่ี 1 การกำหนดสภาพปญั หา ความตอ้ งการในการเรียนรู้

1. ครสู ร้างความคนุ้ เคยทำความเขา้ ใจกับวิชาพร้อมมาตรฐานและช้แี จงตวั ชวี้ ดั ของหนว่ ย

การเรียนรู้

2. ครทู ักทายกล่าวนำอธิบายการกำหนดเปา้ หมายและการวางแผนการเรยี นรเู้ กีย่ วกับสารท่ี

ใช้ในชวี ติ ประจำวนั

3. ครูและผู้เรียนรว่ มกันอภปิ รายความหมายของสารและให้ยกตวั อย่างสารทเ่ี ก่ียวข้องกับใน

ชีวิตประจำวัน

4. ครูเปดิ โอกาสให้ผู้เรยี นซักถามขอ้ สงสัยก่อนนำเข้าสบู่ ทเรียน

ข้นั ที่ 2 การแสวงหาข้อมลู และการจดั การเรียนรู้

1. ครูและผู้เรยี นวางแผนวิธกี ารเรียนร้เู นอ้ื หาทก่ี ำหนด

2. ครอู ธิบายและยกตัวอยา่ งของสารแต่ละประเภทในชวี ติ ประจำวัน

3. ครแู บง่ กลุ่มผู้เรียน 3-5 คน ใหแ้ ต่ละกลมุ่ ศกึ ษาสารในแต่ละประเภทจากใบความรู้ เรอ่ื ง

สาร

4. ผู้เรียนแต่ละกลมุ่ ออกมาอภิปรายสารในแต่ละประเภทตามทกี่ ลมุ่ ตนเองได้รบั มอบหมาย

5. ผู้เรียนทำใบงานเรื่อง สาร

ข้ันที่ 3 การปฎิบตั แิ ละการนำไปประยุกต์ใช้
1. ครแู ละผู้เรียนสรปุ เนือ้ หาทไ่ี ดเ้ รียนรรู้ ว่ มกนั

ขน้ั ท่ี 4 การประเมนิ ผล

98

1. ผเู้ รยี นมสี ่วนร่วมในการประเมินใบงานของแตล่ ะกลุม่ โดยการเขยี นชื่อตนเองไวใ้ นใบงาน
2. ครสู งั เกตจากการมีส่วนร่วมของผูเ้ รียน

สอื่ การเรียนรู้
1. ใบความรู้ เรอ่ื ง สาร
2. ใบงาน เรือ่ ง สาร
3. หนงั สือเรียนวชิ าวิทยาศาสตร์ ม.ตน้
4. อนิ เตอร์เน็ต

การวัดและผลประเมนิ
1. ใบงาน

99

บันทกึ ผลหลังการเรียนรู้
ผลท่เี กิดกับผู้เรยี น
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ปญั หา/อุปสรรค
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
................................................................................................................................................

.................................................
(.......................................)

กจิ กรรมเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………….......................................
...............................................................................................................................................
ขอ้ เสนอแนะของผูบ้ ริหาร
..................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................

......................................................
(.......................................)

100

ใบความรู้ เรอ่ื ง สาร
สาร หมายถึง สงิ่ ที่มีตวั ตน มีมวลหรอื น้ำหนกั ต้องการท่ีอย่แู ละสามารถสมั ผสั ได้ เช่น ดนิ
หิน อากาศ พืช และสัตว์ ทุกสงิ่ ทกุ อย่างมท่อี ยูร่ อบๆ ตัวเรา จัดเปน็ สารท้ังสิ้น สารแตล่ ะชนดิ มีสมบัติ
แตกตา่ งกัน แตส่ ามารถเปลย่ี นแปลงสถานะได้
1. สารอาหาร (nutrients) หมายถึง สว่ นประกอบที่เป็นสารเคมีท่ีมอี ยู่ในอาหาร เมือ่
บรโิ ภคเข้าไปแลว้ ร่างกายสามารถนาไปใช้ประโยชนไ์ ด้ โดยคาร์โบไฮเดรต ไขมนั โปรตนี เป็น
สารอาหารที่รา่ งกายต้องการปริมาณมากและเปน็ สารอาหารท่ีให้พลังงานแก่ร่างกาย เรยี ก
“macronutrients ” สว่ นวิตามิน และเกลือแรเ่ ป็นสารอาหารท่ีร่างกายต้องการนอ้ ย และไมใ่ ห้
พลังงาน เรียก “micronutrients” เสาวนีย์ (2544) อธบิ ายวา่ สารอาหาร หมายถึง สารเคมีท่ีมอี ยู่
ในอาหาร มี 6 ชนิด คือ คารโ์ บไฮเดรต โปรตีน ไขมนั วิตามิน
เกลือแร่ และน้ำ
2. สารปรุงแต่ง
สารปรงุ แต่งอาหาร หมายถงึ สารปรงุ รสและวัตถุเจือปนในอาหารทีน่ ำมาใช้เพื่อปรงุ แตง่ สี
กล่นิ รส และคุณสมบตั ิอื่น ๆ ของอาหาร มีอยู่ 3 ประเภท

2.1 ประเภททไ่ี ม่เป็นอันตรายแก่รา่ งกาย ได้แก่
2.1.1 สีต่าง ๆ ท่ีใช้ผสมอาหาร ซึ่งเปน็ สีธรรมชาติ ไดแ้ ก่
สีเขยี ว จากใบเตยหอม พรกิ เขยี ว
สเี หลอื ง จากขมน้ิ อ้อย ขมนิ้ ชัน ลูกตาลยี ไข่แดง ฟักทอง ดอก
คำฝอย เมลด็ คำแสด
สีแดง จากดอกกระเจี๊ยบ มะเขอื เทศ พรกิ แดง ถั่วแดง ครั่ง
สีน้ำเงิน จากดอกอัญชนั
สีดำ จากกากมะพรา้ วเผา ถั่วดำ ดอกดิน
สีน้ำตาล จากนำ้ ตาลเคี่ยวไหม้ หรอื คาราเมล
2.1.2 สารเคมีบางประเภท ไดแ้ ก่
สารเคมปี ระเภทใหร้ สหวาน เช่น นำ้ ตาลทราย กลูโคสแบะแซ
สารเคมีทเี่ ป็นสารแต่งกลนิ่ เชน่ นำ้ นมแมว หรือหวั นำ้ หอมจากผลไมต้ า่ ง ๆ

2.2 ประเภทท่ีอาจเกิดอนั ตรายหากใชเ้ กินขอบเขต
2.2.1 สีผสมอาหาร ไดจ้ ากการสังเคราะหส์ ารเคมี แมก้ ฎหมายกำหนดให้ใช้สี

สังเคราะหส์ ำหรบั ผสมอาหารได้ แตห่ ากใช้ในปรมิ าณมากและบ่อยกอ็ าจกอ่ ให้เกิดตอ่ สุขภาพผู้บริโภค
ได้ ปรมิ าณสีท่ีอนญุ าตใหใ้ ชผ้ สมในอาหารประเภทเครื่องดื่มไอศกรมี ลูกกวาด และขนมหวาน มดี งั น้ี

1) สีที่ใชไ้ ดป้ ริมาณไมเ่ กนิ 70 มลิ ลิกรัมต่ออาหารในลักษณะทใี่ ช้บริโภค 1 กโิ ลกรัม
สแี ดง ไดแ้ ก่ เอโซรบู นี เออริโทรซิน
สเี หลอื ง ได้แก่ ตาร์ตราซนี ซันเซต็ เย็ลโลว์ เอ็ฟ ซี เอ็ฟ

101

สเี ขยี ว ได้แก่ ฟาสต์ กรีน เอ็ฟ ซี เอฟ็
สนี ้ำเงิน ไดแ้ ก่ อนิ ดิโกคาร์มีนหรอื อนิ ดิโกติน
2) สีท่ใี ชไ้ ด้ปรมิ าณไม่เกนิ 50 มิลลกิ รัมตอ่ อาหารในลกั ษณะท่ีใช้บริโภค 1 กโิ ลกรมั
สแี ดง ไดแ้ ก่ ปองโซ 4 อาร์
สีนำ้ เงนิ ไดแ้ ก่ บรลิ เลียนบลู เอ็ฟ ซี เอฟ็
2.2.2 ผงชูรส เปน็ สารปรงุ แตง่ รสอาหาร มชี ื่อทางเคมีวา่ โมโนโซเดยี มกลูตาเมท ผลิต
จากแป้งมันสำปะหลัง หรอื จากกากน้ำตาล ลกั ษณะของผงชูรสแทจ้ ะเปน็ เกล็ดหรอื ผลึกสขี าวขนุ่
ปลายทั้ง 2 ข้างโตและมนั ตรงกลางคอดเล็กคลา้ ยกระดกู ไมม่ ีความวาวแบบสะท้อนแสง มรี สชาติ
คลา้ ยเนอื้ ตม้ ปริมาณทีใ่ ช้ควรเพยี งเล็กน้อย ถา้ บริโภคมากเกินไปอาจมอี าการแพผ้ งชรู สได้ ควรใช้ผงชู
รสประมาณ 1/500-1/800 สว่ นของอาหารหรอื ประมาณ 1 ช้อนชาตอ่ อาหาร 10 ถ้วยตวง และ
ไมค่ วรใชผ้ งชูรสในอาหารทารกและหญงิ มคี รรภ์
2.2.3 สารเคมีทใ่ี ช้กันเสียกันบดู เปน็ สารประกอบทางเคมหี รือของผสมของ
สารประกอบท่ีใช้เตมิ ลงในอาหาร เพอ่ื ชะลอการเน่าเสียหรือยืดอายุการเกบ็ อาหาร โดยจะไปยบั ยง้ั
การเจรญิ เติบโตของจลุ ินทรยี ์และส่วนประกอบของเอนไซม์ ซงึ่ ทำให้การเจรญิ เติบโตของจุลินทรีย์
หยดุ ชะงักหรือตายได้ นอกจากนย้ี งั มผี ลต่อการแบง่ เซลล์ยบั ย้ังการสังเคราะหข์ องโปรตนี ทำให้
ขบวนการแบ่งเซลล์หยดุ ชะงัก จำนวนจลุ ินทรีย์จะไม่เพม่ิ ขนึ้ การใชว้ ตั ถุกนั เสีย ไมจ่ ำเปน็ ก็ไม่ควรใช้
กรณีทจี่ ำเปน็ ตอ้ งใช้ควรเลอื กวัตถกุ นั เสียท่ปี ลอดภัยและใช้ในปริมาณทก่ี ฎหมายกำหนด รวมทงั้ ต้อง
เลือกใช้ใหเ้ หมาะสมกับชนิดของอาหาร
2.3 ประเภทเป็นพิษไม่ปลอดภยั เป็นอันตรายตอ่ ชวี ิตได้ปจั จุบนั ได้มกี ารใช้สารเคมีตา่ ง ๆ
ปรงุ แตง่ อาหารเพอ่ื ใหอ้ าหารนา่ รบั ประทานเก็บได้นานรวมท้งั ราคาถกู และจากการตรวจสอบของ
หนว่ ยงานของรฐั พบวา่ มีการใช้สารเคมีท่ีกฎหมายหา้ มใช้ในการปรุงแตง่ ในอาหารซึ่งทำใหเ้ กดิ อันตราย
แกผ่ ู้บริโภคถงึ ชีวิตได้

102

ตัวอยา่ งอันตรายจากสารเคมีที่หา้ มใช้ในการปรงุ แตง่ อาหาร

3. สารปนเปอ้ื น
สารทุกชนิดที่ปนเปื้อนในอาหารโดยไมไ่ ดต้ ง้ั ใจซ่ึงในทนี่ เ้ี ปน็ มูลทีเ่ กดิ จากการผลิตอาหาร
(รวมถงึ การเพาะปลกู พชื การเลี้ยงสัตว์ และ การใช้ยาสตั ว์) กรรมวธิ กี ารผลิต โรงงานหรือสถานทผ่ี ลิต
การดูแลรักษา การบรรจุบรรจภุ ัณฑ์ การขนสง่ หรือการเก็บรกั ษา หรือ เกิดจากการปนเปอื้ น จาก
สิง่ แวดลอ้ ม ซ่งึ ไมร่ วมถงึ ชิน้ สว่ นจากแมลง ขนสัตว์จำพวกสตั วก์ ดั แทะ (rodent) และส่ิงแปลกปลอม
อื่น ๆ

103

ตวั อย่างสารปนเป้ือนทพ่ี บในชีวติ ประจำวัน

4. สารเจอื ปน
สารเจือปน คอื สารทเ่ี ข้าไปผสมทำใหไ้ ม่บริสทุ ธิห์ รือใชป้ ระโยชนไ์ ด้ไม่เต็มทว่ี ตั ถุเจอื ปน
อาหารจำแนกออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามประโยชน์ที่ได้ ดงั น้ี
วัตถุเจอื ปนอาหารประเภททใี่ ห้เพอ่ื ยืดอายุการเก็บของอาหารสาเหตุการเสียของอาหารนัน้
มักจะเนอ่ื งมาจากสาเหตุใหญ่ๆ 2 ประการ คอื จากจุลนิ ทรยี ์ และ ปฏิกริ ิยาทางเคมี วัตถเุ จือปน
อาหารท่ใี ช้เพ่อื ป้องกนั การเสยี จากสาเหตุทกี่ ลา่ วมาจงึ ได้แก่วัตถุกนั เสียและวัตถุกนั หนื เป็นตน้
วตั ถกุ นั เสีย (Preservatives) สามารถชว่ ยยับย้ังหรือทำลายจุลนิ ทรีย์ท่ีจะทำให้อาหารเกิด
การเน่าเสยี ทำให้สามารถชว่ ยยืดอายุการเกบ็ รกั ษาของอาหารได้
วัตถุกนั เสียท่นี ยิ มใช้ในอาหาร
1. กรดเบนโซอกิ และเกลือเบนโซเอต นยิ มใช้กันมาก โดยทัว่ ไปนิยมใชใ้ นรปู ของเกลอื เพราะ
ละลายไดด้ กี วา่ ในรูปของกรด อาหารทเ่ี หมาะที่จะใชว้ ัตถุกนั เสียชนดิ นี้ควรเปน็ อาหารทีม่ ีความเป็น
กรดสงู หรอื มีการเติมกรดลงไป เชน่ นำ้ อัดลม แยม เยลล่ี นำ้ สลดั ผักดอง
2. เอสเทอรข์ องกรดพาราไฮดรอกซิเบนโซอิก มปี ระสิทธิภาพทด่ี ใี นช่วงความเป็นกรด – เบส
ท่คี อ่ นขา้ งกวา้ ง คือ pH 2-9 จะนิยมใชก้ ันมาก อาหารท่ใี ช้ คอื น้ำผลไมต่ ่าง ๆ แยม เยลล่ี เป็นตน้
สำหรับปริมาณทีอ่ นุญาตให้ใชไ้ ด้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข คอื ไมเ่ กิน 1,000 มลิ ลิกรมั ต่อ
อาหาร 1 กิโลกรมั

3. กรดซอร์บิกและเกลือซอรเ์ บส นยิ มใช้กนั มาก เพราะ สามารถถูกเผาผลาญไดแ้ บบ
เดียวกับกรดไขมันในธรรมชาติ ประสิทธิภาพน้จี ะดีที่สดุ ในชว่ งความเปน็ กรด-เบส ต่ำกว่า 6.5 และ

104

นิยมใชใ้ นรปู ของเกลือ สำหรับอาหารทว่ั ไปทน่ี ยิ มใช้ ไดแ้ ก่ เนยแข็ง เนยเทียม ผลิตภัณฑข์ นมอบต่าง
ๆ นำ้ อัดลม นำ้ ผลไม้ต่าง ๆ แยม เยลล่ี นำ้ สลดั ผลไม้แหง้ ผกั แห้ง ผักดองต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์เนือ้ และ
ผลิตภัณฑ์ปลาต่าง ๆ เป็นตน้

4. กรดโพรพิโอนกิ และเกลอื โพรพโิ อเนต มคี ณุ สมบตั ติ ่างจากวัตถกุ ันเสยี พวก เบนโซเอต คอื
สามารถชะงักการเจริญเติบโต ของแบคทีเรยี รา ได้ดีกว่ายสี ต์ จึงนยิ มใชว้ ตั ถุกันเสยี ชนดิ น้ใี น
ผลิตภัณฑป์ ระเภทขนมปัง หรือผลิตภณั ฑ์ ท่ีมีการทำให้ข้ึนฟูโดยยีสต์

5. ซลั เฟอรไ์ ดออกไซดแ์ ละเกลอื ซลั ไฟต์ เป็นวัตถกุ ันเสยี ทีร่ ู้จักใช้กันมาต้งั แต่สมยั โบราณ โดย
ใชใ้ นการฆา่ เชื้อจุลินทรยี ์ในการทำไวน์ ต่อมามกี ารนำมาใช้ในเครือ่ งดมื่ พวกนำ้ หวาน ผกั และผลไม้
แห้ง เปน็ ตน้ เมอ่ื ซลั เฟอรไ์ ดออกไซด์และเกลอื ซัลไฟตล์ ะลายน้ำจะได้กรดซลั ฟิวรสั ซง่ึ จะชว่ ยในการ
ทำลายหรอื ชะงักการเจรญิ เติบโตของจุลินทรียไ์ ด้

6. สารประกอบไนเทรต ส่วนใหญ่มกั ใช้ให้เกดิ สีในผลิตภณั ฑ์เนอื้ ตอ่ มาพบว่าผลพลอยได้จาก
การใช้สารดังกล่าวจะช่วยชะลอการเจรญิ เตบิ โตของเชื้อClostridium botulinum และการสรา้ ง
สารพิษของเช้อื ดังกล่าวในผลติ ภัณฑเ์ น้อื และปลาลงได้ แตไ่ มส่ ามารถปอ้ งกันการงอกของสปอร์ได้

7. เอทิลนี และโพรไพลนี ออกไซด์ เปน็ วัตถกุ นั เสยี ทเี่ ป็นก๊าช ใชก้ ับผลติ ภัณฑอ์ าหารทมี่ ี
ความชื้นตำ่ เชน่ พวกธัญชาตแิ ละเคร่อื งเทศต่างๆ เปน็ ตน้ จะชว่ ยทำลายจุลินทรีย์ประเภทยสี ต์ รา
และแบคทีเรยี ท่ีปนเปอ้ื นมาได้ดี

วัตถุกนั หนื (Antioxidants) สามารถช่วยชะลอให้ปฏกิ ริ ิยาทางเคมีดังกล่าวเกดิ ช้าลง ทำให้
อายกุ ารเกบ็ ของอาหารดขี ้นึ และ ประสทิ ธิภาพของวตั ถุกันหืนจะดีข้นึ ถ้าใชร้ ว่ มกับสารเสรมิ ฤทธ์ิวัตถุ
กนั หนื

วัตถกุ นั หนื ท่นี ยิ มใช้
1. Ascorbyl Palmitate เปน็ วัตถุกันหนื ทีน่ ยิ มใชเ้ พ่อื ป้องกันการเกดิ ออกซเิ ดชนั ท่ีมเี หลก็
เป็นตัวเรง่ ได้ ในทอ้ งตลาดมกั จำหน่ายในรปู ของสารผสม ระหวา่ งAscorbyl Palmitate และ
Tocopherol เนอ่ื งจากพบว่าจะทำใหป้ ระสิทธิภาพดีขน้ั นยิ มใชใ้ นผลิตภณั ฑ์ประเภทไขมันและนำ้ มัน
เนย และนมผง เปน็ ตน้
2. BHA (Butylate Hydroxy Anisole) ท่ีใช้กันส่วนใหญจ่ ะอยใู่ นรูปสารผสม 2 และ3 –
tert-butyl-4-hydroxyanisole หรอื อาจใชร้ ่วมกับ gallate เพอื่ ใหป้ ระสิทธิภาพดขี ั้น เป็นวตั ถุกนั
หืนทีน่ ิยมใช้กันมาก โดยเฉพาะอยา่ งย่ิง ในผลิตภัณฑอ์ าหารประเภทไขมนั และนำ้ มันเป็น
สว่ นประกอบ

3. BHT (Butylate Hydroxy Toluene ) เป็นวตั ถุกนั หืนทีน่ ิยมใช้เชน่ เดียวกนั BHA มี
คุณสมบัติและประสทิ ธิภาพใกลเ้ คยี งกนั เวลาใชม้ ักใชผ้ สมกบั วตั ถุกนั หนื ชนดิ อ่นื เพือ่ ใหป้ ระสทิ ธิภาพดี
ข้ึน

105

4. Isoascobic Acid และ Sodium Isoascobate เป็นวัตถุกนั หนื ท่ีใชป้ ้องกนั ปฏิกิรยิ า
ออกซเิ ดชัน ของอาหารท่มี ีไขมนั และนำ้ มนั เป็นส่วนประกอบ วธิ กี ารใช้ อาจใช้เพียงอยา่ งเดยี วหรือ ใช้
รว่ มกนั Ascorbic ก็ได้

5. Tocopherol หรอื วิตามนิ อี เป็นวัตถุกันหืนท่ีมีอยตู่ ามธรรมชาติในน้ำมนั พืช หรืออาจ
สงั เคราะห์ไดจ้ ากปฏิกิรยิ าทางเคมี เวลาใช้มกั ใช้ร่วมกับวัตถุกนั หืนชนิดอนื่ เพื่อใหไ้ ดป้ ระสทิ ธภิ าพทีด่ ี
ขึ้น

6. Gallate Propyl , Octyl และ Dodecyl Gallates เป็นเอสเทอร์ของกรดGallic เป็นวตั ถุ
กันหืนทมี่ คี ุณภาพดีมาก ช่วยปอ้ งกนั การเกิดเพอร์ออกไซดไ์ ด้ดปี ระสทิ ธภิ าพจะข้ันกบั น้ำหนักโมเลกุล
และความเข้มข้น ข้อเสยี คือหากใชใ้ นอาหารทม่ี ีการปนเป้อื นของเหล็ก จะเกิดสมี ว่ งข้ึน ซึ่งสามารถ
แกไ้ ขได้ โดยการใช้รว่ มกับซีเควสเตรนท์

5. สารพิษ
สารพษิ ในอาหาร แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
5.1 สารพิษที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ในส่วนประกอบของอาหารซ่ึงจะพบอยู่ในพืชและสัตว์

ส่ิงเหล่านี้จะมีโทษต่อมนุษย์ก็ด้วย ความไม่รู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไปเก็บเอาอาหารที่เป็นพิษมา
บริโภค เชน่ พิษจากเห็ดบางชนดิ ลูกเนียง แมงดาทะเลเปน็ พิษสารพิษในหัวมันสำปะหลังดิบ เปน็ ตน้

5.2 สารพิษที่เกิดจากการปนเปื้อนในอาหารตามธรรมชาติ ซ่ึงแบ่งเป็นสารพิษที่มาจาก
จุลินทรีย์ซึ่งมี 2 ประเภทใหญ่ คือ อันตรายที่เกิดจากตัวจุลินทรีย์และอันตรายที่เกิดจากสารพิษ
ทจี่ ลุ ินทรยี ์สรา้ งขน้ึ

จลุ ินทรีย์ท่ที ำให้เกิดพษิ เน่ืองจากตัวของมันเอง มอี ยู่ 5 พวก ไดแ้ ก่
1. แบคทีเรยี เช่น Salmonella Shigella Vibrio
2. รา เชน่ Aspergillus Penicillin fusarum Rhizopus
3. โปรโตซัว เชน่ Entamoeba histolytica
4. พาราสิต เช่น Trichinosis Tapeworms
5. ไวรัส เช่น Poliovirus Hepatitis Virus

จุลินทรยี ์ท่ีทำให้เกิดพิษภัยอันเนอื่ งมาจากสารพิษที่สร้างขึ้นในขณะท่ีจุลินทรีย์นั้นเจริญเติบโต
แล้วปลอ่ ยท้ิงไวใ้ นอาหาร มที ้ังสารพิษของแบคทีเรีย และของเช้ือรา สารพิษทสี่ ำคัญที่พบ ได้แก่ สารพิษ
ที่เกิดจาก Clostridium botulinum เป็นจุลินทรีย์ท่ีเป็นสาเหตุให้เกิดพิษในอาหารกระป๋องและ
สารพิษจากเช้ือรา ทเ่ี รยี กวา่ Alflatoxin มักจะพบในพืชตะกลู ถั่ว โดยเฉพาะถว่ั ลิสงและผลติ ภัณฑ์จาก
ถ่ัวลิสง ไดแ้ ก่ ถวั่ กระจก ขนมตุบ๊ ตบั๊ นำ้ มนั ถัว่ ลสิ ง เป็นต้น

106

5.3 พิษท่ีเกิดจากสารเคมี ซึง่ ปะปนมากบั อาหาร ได้แก่ สารหนู และโซเดยี มฟลอู อไรด์ ท่ี
มอี ยู่ในยาฆา่ แมลง หรือยาฆา่ วชั พชื ต่าง ๆ สำหรบั ยาฆา่ แมลงซ่งึ ใช้มากเกินไปหรือเกบ็ พืชผลเรว็ กว่า
กำหนดเมือ่ กินผักผลไมเ้ ข้าไปจะทำใหร้ า่ งกายสะสมพษิ และเป็นสาเหตุทำให้เกดิ มะเรง็ ได้

107

ใบงาน
เรื่อง สาร

คำชี้แจง ข้อสอบมที ้ังหมด 10 ขอ้ ให้เลอื กคาตอบทถ่ี ูกตอ้ งท่ีสดุ เพียงคำตอบเดยี ว

1. ใหผ้ ู้เรียนบอกชอ่ื อาหารทม่ี ีสารปรงุ แตง่ สารปนเป้ือน และสารเจือปนอยา่ งละ 5 ชนดิ
อาหารท่ีมสี ารปรงุ แตง่

.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

อาหารที่มีสารปนเป้อื น
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

อาหารท่มี สี ารเจือปน
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

108

แผนการจดั การเรยี นรู้ รายวชิ า พว21001 วทิ ยาศาสตร์

จำนวน 4 หนว่ ยกติ

แบบ พบกล่มุ จำนวน 6 ชั่วโมง

เร่ือง แรงและพลังงานเพ่อื ชีวิต

ตวั ชวี้ ดั 1. มคี วามรู้ ความเข้าใจอธิบายการกระทำของแรงและโมเมนตข์ องแรง

2. มคี วามรู้ ความเข้าใจสามารถอธบิ ายประโยชน์ของแรงในชีวิตประจำวนั

3. มีความรู้

เน้อื หา 1. โมเมนต์

2. ความหมายและชนดิ ของโมเมนต์

3. การหาค่าโมเมนต์

4. การใชโ้ มเมนต์ในชีวติ ประจำวัน

ขน้ั ตอนการจัดกระบวนการเรยี นรู้

ข้ันที่ 1 การกำหนดสภาพปัญหา ความต้องการในการเรยี นรู้

1. ครสู รา้ งความคุน้ เคยกบั ผู้เรียนทำความเข้าใจกับวชิ าวทิ ยาศาสตร์เรื่องโมเมนตพ์ ร้อม

มาตรฐานและช้แี จงตัวช้ีวัดของหน่วยการเรยี นรู้

2. ครูทกั ทายกลา่ วนำอธิบายการกำหนดเป้าหมายและการวางแผนการเรียนร้เู กยี่ วกับแรง

โมเมนตใ์ ช้โมเมนต์ในชวี ิตประจำวัน

3. ครแู ละผเู้ รียนรว่ มกนั อภปิ รายความหมายของแรงใหย้ กตัวอยา่ งอะไรทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับโมเมนต์

ทใี่ ช้ในชวี ติ ประจำวันครแู ละผู้เรยี นรวบรวมขอ้ มลู ของหลักการโมเมนต์

4. ครเู ปิดโอกาสให้ผู้เรียนซักถามข้อสงสยั กอ่ นนำเข้าสู่บทเรียน

ข้นั ท่ี 2 การแสวงหาข้อมลู และการจดั การเรียนรู้

1. ครูและผู้เรียนวางแผนวิธีการเรียนรเู้ นือ้ หาทีก่ ำหนด

2. ครแู บง่ กล่มุ ผูเ้ รยี นศึกษาใบความรเู้ รื่องความหมายของโมเมนต์ การหาคา่ โมเมนตแ์ ละการ

ใชโ้ มเมนตใ์ นชีวิตประจำวัน

3. แตล่ ะกลุ่มสง่ ตัวแทนนำเสนอเร่ืองท่ไี ด้รับหน้าช้ันเรยี น

4. ครูและผเู้ รียนรว่ มแสดงความคิดเหน็ อธิบายเพิ่มเติมในแตล่ ะหัวขอ้

5. ครูยกตัวอยา่ งการหาค่าโมเมนตแ์ สดงวธิ ีทำให้ผเู้ รยี นศกึ ษา

6. ครใู ห้ผู้เรยี นยกตัวอยา่ งการใชโ้ มเมนต์ในชีวิตประจำวันทผี่ ู้เรยี นรจู้ กั พรอ้ มนำเสนอในท่พี บ

กลุ่ม

7. ผเู้ รยี นทำใบงานเรอ่ื งแรง ฝกึ แสดงวิธที ำการหาค่าโมเมนต์จากแบบฝกึ หดั

ข้นั ที่ 3 การปฏบิ ัติและการนำไปประยุกต์ใช้
ครแู ละผู้เรียนสรุปเน้อื หาที่ไดเ้ รียนรูร้ ่วมกนั

109

ข้ันที่ 4 การประเมนิ ผล
1. ผ้เู รยี นมสี ่วนร่วมในการประเมินใบงานของแตล่ ะกลุม่ โดยการเขยี นชื่อตนเองไวใ้ นใบงาน
2. ครูสงั เกตจากการมีสว่ นรว่ มของผู้เรียน

สอื่ การเรียนรู้
1. ใบความรู้ เร่ือง แรง
2. ใบงาน
3. แบบฝึกหดั

การวัดผลประเมินผล
1. แบบฝกึ หัด
2. ใบงาน
3 .ผลงานผู้เรียน
4. การนำเสนอ

110

บันทึกผลหลงั การเรียนรู้
ผลท่ีเกิดกับผเู้ รียน
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ปัญหา/อปุ สรรค
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
................................................................................................................................................

.................................................
(.......................................)

กิจกรรมเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………….......................................
...............................................................................................................................................
ขอ้ เสนอแนะของผูบ้ รหิ าร
..................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................

......................................................
(.......................................)

111
ใบความรู้ เรื่อง โมเมนต์

เร่อื งท่ี 2 โมเมนต์
โมเมนต์ (Moment) หมายถึง ผลของแรงท่ีกระทาตอ่ วตั ถุหมุนไปรอบจุดคงท่ี ซง่ึ เรยี กวา่ จดุ ฟัลคมั
(Fulcrum)

ค่าของโมเมนต์ หาได้จากผลคูณของแรงทีม่ ากระทากับระยะท่วี ัดจากจดุ ฟลั ครัมมาตงั้ ฉากกับแนวแรง
ดงั สูตร M = F x S หรือ

ทิศทางของโมเมนต์ มี 2 ทศิ ทาง คอื 1. โมเมนต์ตามเขม็ นาฬิกา คาน A B มจี ุดหมุนที่ F มแี รงมา
กระทาที่ปลายคาน A จะเกดิ โมเมนตต์ ามเข็มนาฬิกา

2. โมเมนตท์ วนเขม็ นาฬกิ า
คาน A B มีจุดหมนุ ที่ F มแี รงมากระทาที่ปลายคาน B จะเกิดโมเมนตท์ วนเขม็ นาฬกิ า

รปู แสดงทศิ ทางของโมเมนต์

จากภาพ F เป็นจดุ หมนุ เอาวัตถุ W วางไวท้ ี่ปลายคานขา้ งหน่งึ ออกแรงกดท่ปี ลายคานอกี ขา้ งหนึ่ง
เพอ่ื ใหไ้ มอ้ ยใู่ นแนวระดบั พอดี
โมเมนตต์ ามเข็มนาฬิกา = WxL2 (นิวตนั -เมตร) โมเมนต์ทวนเขม็ นาฬกิ า = ExL1 (นิวตัน-เมตร)

112

กฎของโมเมนต์ เมื่อวัตถหุ นึง่ ถกู กระทาดว้ ยแรงหลายแรง แล้วทาให้วตั ถนุ ัน้ อยใู่ นสภาวะสมดุล (ไม่
เคลือ่ นที่และไมห่ มุน) จะไดว้ า่ ผลรวมของโมเมนตท์ วนเข็มนาฬิกา = ผลรวมของโมเมนตต์ ามเข็ม
นาฬกิ า
คาน หลักการของโมเมนต์ เรานามาใช้กับอุปกรณ์ทเี่ รยี กว่า คาน (lever) หรอื คานดีดคานงดั คาน
เป็นเครอ่ื งกลชนดิ หนึ่งท่ใี ชด้ ีดงัดวตั ถใุ ห้เคลอ่ื นท่รี อบจดุ หมด (fulcrum) มีลกั ษณะเป็นแท่งยาว
หลกั การทางานของคานใชห้ ลกั ของโมเมนต์

รูปแสดงลักษณะของคาน
ถา้ โจทย์ไม่กำหนดน้าหนกั คานมาใหแ้ สดงวา่ คานไม่มนี า้ หนกั จากรปู กำหนดให้ W = แรงความ
ตา้ นทาน หรือน้าหนกั ของวัตถุ E = แรงความพยายาม หรอื แรงทก่ี ระทาตอ่ คาน a = ระยะต้งั ฉาก
จากจดุ หมุนถงึ แรงต้านทาน b = ระยะทางต้ังฉากจากจดุ หมุนถงึ แรงพยายาม
โดยมี F (Fulcrum) เป็นจุดหมุนหรอื จุดฟัลกรมั เมื่อคานอยูใ่ นภาวะสมดุล โมเมนต์ตามเขม็ นาฬิกา =
โมเมนต์ทวนเขม็ นาฬกิ า W x a = E x b
การจำแนกคาน คานจำแนกได้ 3 ประเภทหรือ 3 อนั ดบั ดังนี้ 1. คานอนั ดบั ที่ 1 เป็นคานทมี่ จี ดุ (F)
อยูร่ ะหวา่ งแรงความพยายาม (E) และแรงความต้านทาน (W) เชน่ กรรไกรตัดผ้า กรรไกรตัดเลบ็ คีม
ตัดลวด เรือแจว ไม้กระดก เปน็ ต้น

รปู แสดงคานอนั ดับ 1
2. คานอนั ดับ 2 เปน็ คานทมี่ แี รงความตา้ นทาน (W) อยู่ระหว่างแรงความพยายาม (E) และจดุ หมนุ
(F) เช่น ที่เปิดขวดน้าอดั ลม รถเข็นทราย ทีต่ ดั กระดาษ เปน็ ตน้

รปู แสดงคานอันดบั 2

113

3. คานอันดบั ที่ 3 เปน็ คานทมี่ แี รงความพยายาม (E) อยรู่ ะหวา่ งแรงความต้านทาน (W)
และจดุ หมุน (F) เช่น ตะเกยี บ คมี คีบถ่าน แหนบ เปน็ ต้น

รูปแสดงคานอนั ดับ 3
การผ่อนแรงของคาน จะมีคา่ มากหรือน้อยโดยดูจากระยะ E ถึง F และ W ว่าถ้าระยะ EF ยาวหรอื
ส้นั กว่าระยะ WF ถ้าในกรณที ี่ยาวกว่าก็จะช่วยผ่อนแรง ถ้าสั้นกวา่ กจ็ ะไมผ่ ่อนแรง

หลักการและขนั้ ตอนการคำนวณเรอื่ งคานและโมเมนต์
1. วาดรปู คาน พรอ้ มกับแสดงตำแหนง่ ของแรงทีก่ ระทาบนคานทง้ั หมด
2. หาตำแหนง่ ของจุดหมนุ หรือจุดฟลั ครัม ถา้ ไม่มีใหส้ มมติขึ้น
3. ถ้าโจทยไ์ มบ่ อกนา้ หนักของคานมาให้ เราไม่ต้องคดิ นา้ หนกั ของคานและ ถอื วา่ คานมขี นาด
สม่ำเสมอกนั ตลอด

114

4. ถา้ โจทย์บอกน้าหนักคานมาให้ตอ้ งคิดน้าหนกั คานด้วย โดยถือวา่ น้าหนกั ของคานจะอยูจ่ ดุ กง่ึ กลาง
คานเสมอ
5. เมื่อคานอยู่ในสภาวะสมดุล โมเมนต์ทวนเขม็ นาฬิกาเท่ากับโมเมนต์ตามเข็มนาฬกิ า
6. โมเมนตท์ วนเข็มนาฬิกา หรือโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกามีค่าเท่ากับ ผลบวกของโมเมนตย์ ่อยแต่ละชนิด

การใช้โมเมนตใ์ นชีวิตประจาวนั ความรูเ้ กี่ยวกับเรอ่ื งของโมเมนต์ สามารถนาไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั
ในดา้ นต่างๆ มากมาย เชน่ การเล่นกระดานหก การหาบของ ตราชงั่ จีน การแขวนโมบาย ทเี่ ปดิ ขวด
รถเขน็ คีม ที่ตดั กระดาษ เป็นต้น หรือในการใช้เชือกหรือสลิงยึดคานเพอ่ื วางคานยื่นออกมาจาก
กำแพง

115

ใบงาน
เร่อื งแรง

1. จงตอบคำถามต่อไปนี้
1.1 แรง หมายถงึ อะไร
1.2 ผลท่ีเกิดจากการกระทาของแรงมอี ะไรบ้าง
1.3 แรงมีหน่วยเป็นอะไร
1.4 แรงเสยี ดทานคอื อะไร
1.5 ยานพาหนะท่ีใช้ในปัจจุบันทกุ ชนิดต้องมีล้อเพอ่ื อะไร
1.6 ลอ้ รถมีตลับลูกปืน ลอ้ และใส่น้ามนั หลอ่ ล่ืน เพือ่ อะไร
1.7 แรงเสยี ดทานมีค่ามากหรือน้อยขนึ้ อยู่กบั อะไร
1.8 นักเทนนิสตีลูกเทนนสิ อยา่ งแรง ขณะทีล่ กู เทนนิสกาลงั เคลอ่ื นท่ีอยู่ในอากาศ มีแรง
ใดบ้างมากระทาตอ่ ลูกเทนนิส
1.9 ถา้ เรายนื ชัง่ นา้ หนกั ใกล้ๆ กับโตะ๊ แลว้ ใชม้ อื กดบนโตะ๊ ไว้ ค่าทีอ่ ่านไดจ้ ากเครื่องชงั่ นา้
หนกั จะเพ่ิมขนึ้ หรอื ลดลง เพราะเหตใุ ด
1.10 โมเมนต์ คอื อะไร มกี ช่ี นิด

2. คานยาว 3 เมตร ใชง้ ดั วตั ถุหนกั 400 นิวตนั โดยวางให้จุดหมุนอย่หู า่ งวตั ถุ 0.5 เมตร จงหาว่า
จะตอ้ งออกแรงท่ปี ลายคานอีกข้างหน่ึงเทา่ ไร คานจงึ จะสมดุล (แสดงวธิ ที ำ)

116

แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวิชา พว21001 วิทยาศาสตร์

จำนวน 4 หนว่ ยกิต

แบบ พบกลุม่ จำนวน 6 ช่ัวโมง

ตัวชว้ี ัด

1. อธบิ ายความหมายของงานและพลังงานในรปู แบบตา่ งๆ

2. การต่อวงจรไฟฟา้ อย่างง่าย

3. ในกฎของโอห์มในการคำนวณ

4. บอกวธิ ีการอนุรกั ษแ์ ละประหยดั พลังงานงาน

5. อธบิ ายสมบัติของแสง พลังงานความรอ้ นและนำประโยชนไ์ ปใชใ้ นชีวิตประจำวนั

6. อธิบายพลงั งานทดแทนและเลอื ก

เนอ้ื หา

1. รูปแบบของพลงั งาน

2. ไฟฟ้า

2.1พลงั งานไฟฟ้า

2.2กฎของโอห์ม

2.3การต่อความต้านทานแบบตา่ งๆ

2.4การหาคา่ ความต้านทาน

ข้ันตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

ขั้นที่1 การกำหนดสภาพปัญหาถามความต้องการในการเรียนรู้

1.ครูสอบถามผู้เรยี นวา่ ประกอบอาชพี อะไรบา้ ง ลักษณะงานเป็นอย่างไร

2.เลอื กตัวแทนผู้เรยี นทีม่ รี ปู ร่างอ้วนและผอมมายกสง่ิ ของทมี่ นี ำ้ หนักเท่ากนั ใหผ้ ้เู รียนสงั เกต

และเปรยี บเทยี บสิง่ ที่เกดิ ขึ้น

ข้ันที่ 2 การแสวงหาขอ้ มูลและการจัดการเรยี นรู้

1.แบ่งกลุม่ ผเู้ รยี นระดมความคิดเกี่ยวกบั พลังงานที่ตนเองร้จู ัก บอกแหล่งท่ีมา พรอ้ มทง้ั บอก

ประโยชนแ์ ละโทษของพลังงาน

2. ให้แต่ละกลุม่ นำเสนอ พร้อมท้งั สรุปแต่ละประเด็นรว่ มกนั

3. เชิญช่างไฟฟา้ ท่ีมีประสบการณ์และเปน็ ที่ยอมรบั ในสงั คมมาพดู คยุ กับผเู้ รยี นเก่ียวกับการ

ประกอบอาชพี ชา่ งไฟฟ้า สาธิตการตอ่ วงจรไฟฟ้าและการต่อความต้านทานแบบ อนกุ รม แบบขนาน

พร้อมท้ังให้ผูเ้ รยี นฝึกปฏบิ ัติ

ขัน้ ท่ี 3 การปฏิบัตแิ ละการนำไปประยุกตใ์ ช้

1. ครูสอนวิธีการคำนวณคา่ ไฟฟา้

2. ฝึกปฏบิ ตั ิการคำนวณคา่ ไฟฟา้ จากใบบิลไฟฟ้าท่ีเตรยี มไว้ เพ่ือวางแผนการใช้ไฟฟ้า และ

ตรวจสอบค่าไฟฟา้ ได้

117

ข้นั ท่ี 4 การประเมนิ ผล
1. ครูและผเู้ รียนสรปุ สาระสำคัญเรื่องพลังงาน และพลังงานไฟฟ้ารว่ มกันเป็นองค์ความรู้
2. ประเมินผ้เู รยี นจากการปฏิบตั จิ ริงในการตอ่ วงจรไฟฟา้ และการคำนวณค่าไฟฟา้
สื่อการเรียนรู้
1. หนงั สือเรียน
2. อนิ เตอร์เนต็
3. ใบความรู้
4. ใบงาน
การวัดและผลประเมิน
1. ใบงาน
2. การปฏบิ ตั จิ รงิ จากการต่อวงจรไฟฟ้าและการคำนวณค่าไฟฟ้า

118

บนั ทกึ ผลหลังการเรียนรู้
ผลท่ีเกิดกบั ผู้เรียน
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ปญั หา/อุปสรรค
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
................................................................................................................................................

.................................................
(.......................................)

กิจกรรมเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………….......................................
...............................................................................................................................................
ขอ้ เสนอแนะของผู้บรหิ าร
..................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................

......................................................
(.......................................)

119

ใบความรู้
เรือ่ ง รูปของพลังงานประเภทต่าง ๆ และ ไฟฟา้
รปู ของพลังงานประเภทต่าง ๆ
พลงั งานท่ีเราใช้กันอยนู่ ัน้ อยู่ในหลายรปู แบบด้วยกนั เช่น เราใช้พลงั งานเคมี ทีไ่ ดจ้ าก
สารอาหารในรา่ งกายทำงานยกวตั ถุต่างๆ การทาใหว้ ัตถุเคลือ่ นที่ไปเรียกว่า ทาให้วัตถเุ กิดพลังงานกล
เราใช้พลังงานความร้อน ในการหุงหาอาหารให้ความอบอ่นุ และทาให้เครือ่ งจกั รไอน้ำเกิดพลงั งานกล
พลงั งานแสง ชว่ ยให้ตาเรามองเห็นสง่ิ ตา่ งๆรอบตัวได้ การทเ่ี ราไดย้ นิ เสียง และเราใชพ้ ลังงานไฟฟา้ กับ
เครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ ตา่ งๆ
รปู แบบของพลังงานจัดเปน็ 2 กลุม่ คือ พลงั งานที่ทำงานได้ และพลังงานทเ่ี ก็บสะสมไว้
- พลังงานทเ่ี กบ็ สะสมไว้ เชน่ พลงั งานเคมี พลังงานศักย์ พลงั งานนวิ เคลยี ร์
- พลงั งานทท่ี ำงานได้ คอื พลังงานที่ได้จากกจิ กรรมต่างๆ เชน่ พลงั งานความร้อน พลงั งาน
แสง พลงั งานความร้อน พลังงานแสงสวา่ ง พลังงานเสียง พลังงานจลน์
- พลงั งานงานในรปู อื่น ๆ เช่น พลังงานชีวมวล
พลงั งานทเ่ี กบ็ สะสมไว้ พลงั งานทเ่ี ก็บสะสมไว้ในสสารสามารถแบง่ ได้ เช่น
- พลังงานเคมี
- พลงั งานนิวเคลียร์
- พลังงานศักย์
พลงั งานทที่ ำงานได้
คือ พลงั งานท่ไี ด้จากการทำกิจกรรมต่าง ๆ ใหไ้ ด้พลังงานออกมาหลายรูปแบบเช่น
- พลงั งานความร้อน
- พลังงานแสง
- พลังงานเสียง
- พลังงานอิเล็กทรอนิกส์
- พลงั งานจลน์
พลังงานความรอ้ น
พลงั งานความร้อนทไ่ี ดจ้ ากการเผาไหม้ จากเตาพลงั งานความรอ้ นเราสามารถรสู้ กึ ได้
พลงั งานความรอ้ นที่ใหญ่ทสี่ ุดคือดวงอาทิตยจ์ ดั เป็นเหลง่ พลังงานความร้อนท่ีใหญ่ทีส่ ดุ

พลงั งานเสียง
พลังงานเสยี งเป็นพลังงานรปู หน่งึ ท่ีเกิดจากการส่ันสะเทือน เราสามารถไดย้ นิ ได้ คอื เปน็

พลังงานรูปหนง่ึ ท่ีสำคญั โดยมนษุ ย์ เพราะเราใช้เสียงในการสอื่ สาร หรือแมแ้ ต่สัตว์ หรอื พืชบางชนิดจะ
ใชเ้ สียงในการส่งสัญญาณเช่น พลังงานเสยี งที่ไดจ้ ากพดู คยุ กนั พลงั งานเสียงทไี่ ดจ้ ากเครื่องดนตรีเป็น

120

พลังงานแสง
หลอดไฟฟ้าใหพ้ ลังงานแสงแกเ่ รา ดวงอาทติ ย์เปน็ อกี แหลง่ หน่งึ ทเ่ี ป็นพลังงานงานแสงสวา่ ง

ทำให้เราสามารถมองเหน็ สิ่งตา่ ง ๆ ได้ ถา้ ปราศจากพลังงานแสงเราจะอยใู่ นความมดื
พลงั งานอิเลก็ ทรอนกิ ส์

พลงั งานประเภทหน่งึ ทที่ าให้คอมพวิ เตอรท์ างาน เป็นประเภทของพลงั งานท่ีใช้ได้อย่างมาก
และเปน็ พลังงานท่ีใชไ้ ดอ้ ยา่ งตอ่ เนอื่ ง
พลังงานจลน์

วตั ถทุ กุ ชนดิ ที่เคล่ือนที่ได้ล้วนแตม่ ีพลังงานจลน์ วตั ถุท่ีเคลื่อนท่ีไดอ้ ย่างรวดเรว็ แสดงว่ามี
พลังงานจลนม์ าก ตวั อยา่ งเช่น การขบั รถยนต์ไดเ้ รว็ จะมีพลงั งานจลน์มากน้ันเอง
พลงั งานไฟฟ้า

เกิดจากการเคลื่อนท่ีของอิเล็กตรอนจากจุดหนึ่งไปยงั อกี จดุ หนึ่งภายในตัวนาไฟฟ้าการ
เคลือ่ นที่ของอเิ ลก็ ตรอน เรียกว่า กระแสไฟฟา้ Electrical Current ซงึ่ เกิดจากการนำวตั ถทุ มี่ ปี ระจุ
ไฟฟ้าตา่ งกันนำมาวางไว้ใกล้กันโดยจะใชต้ วั นำทางไฟฟ้า คอื ทองแดง การเคลอื่ นทข่ี องอิเลก็ ตรอนจะ
เคลื่อนท่จี ากวัตถุทีม่ ีประจไุ ฟฟา้ บวกไปยงั วตั ถุ ท่ีมีประจุไฟฟ้าลบมหี น่วยเปน็ Ampere อักษรย่อ
คือ “ A

กระแสไฟฟา้ สามารถแบง่ ออกไดเ้ ป็น 2 ชนิด
1.ไฟฟา้ กระแสตรง (Direct Current) เปน็ กระแสไฟฟา้ ทเ่ี กดิ จากการเคล่อื นท่ีของ

อิเล็กตรอนจากแหล่งจ่ายไฟฟา้ ไปยงั อปุ กรณไ์ ฟฟา้ ใดๆไดเ้ พียงทศิ ทางเดียว สำหรบั แหล่งจ่ายไฟฟา้ นนั้
มาจากเซลลป์ ฐมภูมิคือถา่ นไฟฉาย หรือเซลล์ทุติยภมู คิ อื แบตเตอรร์ ี่ หรอื เครอ่ื งกำเนดิ ไฟฟ้า
กระแสตรง

2.ไฟฟา้ กระแสสลับ (Alternating Current) เป็นกระแสไฟฟ้าทีเ่ กิดจากการเคล่อื นท่ีของ
อเิ ล็กตรอนจากแหลง่ จ่ายไฟไปยังอปุ กรณไ์ ฟฟ้าใดๆโดยมีการเคลือ่ นทก่ี ลบั ไปกลับมาตลอดเวลา
สำหรับแหล่งจ่ายไฟนน้ั มาจากเครอื่ งกำเนดิ ไฟฟ้ากระแสสลับชนดิ หนง่ึ เฟสหรือเครอื่ งกำเนดิ ไฟฟา้
กระแสสลบั ชนิดสามเฟส
การวดั ตวั ต้านทาน

ตัวต้านทานก็คือตวั นำท่เี ลวได้ หรอื ในทางกลบั กันตวั นำที่ดีหรือตวั นำสมบรู ณ์ เช่น ซเู ปอร์
คอนดกั เตอร์ จะไม่มีคา่ ความตา้ นทานเลย ดงั น้นั ถ้าตอ้ งการทดสอบเคร่ืองมอื วดั ของเราว่า มคี ่า
เที่ยงตรง ในการวัดมากนอ้ ยเท่าใด เราสามารถทดสอบ ได้โดยการนำเคร่อื งมือวดั ของเราไปวัดตวั นำท่ี
มคี ่าความต้านทาน ศูนย์โอห์ม เคร่ืองมือท่นี ำไปวดั จะต้องวัดคา่ ได้เทา่ กับ ศนู ยโ์ อห์มตวั นำที่ดที ี่สดุ
หรือตวั นำท่ี คอ่ นข้างดี จำเปน็ มากสำหรับวงจรอเิ ลก็ ทรอนิกสท์ ่ัวไป ในงานอิเลก็ ทรอนิกสจ์ ะใช้
อปุ กรณท์ ีร่ ้จู กั กนั ในชอื่ ว่า โอห์มมเิ ตอร์ เปน็ เคร่ืองมอื ทใ่ี ชต้ รวจสอบค่าความต้านทานของตวั ตา้ นทาน

121

รปู ที่ 1 ถ้าเราวัดความตา้ นทานของตวั นำที่ดีจะไมม่ คี วามตา้ นทานคอื วัดได้ศูนยโ์ อหม์

การคำนวณค่าไฟฟ้า
เคร่อื งใชไ้ ฟฟา้ แต่ละชนิดจะใช้พลังงานไฟฟ้าต่างกนั ข้ึนอยกู่ บั ชนิดและขนาดของ

เครื่องใช้ไฟฟ้า ซ่ึงทราบไดจ้ ากตัวเลขท่ีกำกบั ไวบ้ นเคร่อื งใช้ไฟฟา้ ทร่ี ะบุไวท้ งั้ ความต่างศกั ย์ (V) และ
กำลงั ไฟฟา้ (W)

ตัวอย่างเชน่ หลอดไฟฟา้ หม้อหุงขา้ วไฟฟา้ เตารีดไฟฟ้า มตี วั เลขกำกับไวบ้ น
เคร่อื งใช้ไฟฟ้า เชน่ หลอดไฟฟา้ มีตัวเลขกำกับว่า 220 V 80 W

- ตวั เลข 220 V หมายถึงหลอดไฟฟา้ น้ใี ชก้ ับความตา่ งศักย์ 220 โวลต์ ซึ่งเราต้องใช้
ไฟให้ตรงกบั คา่ ความตา่ งศกั ย์ทก่ี ำหนด

- ตวั เลข 80 W ท่กี ำกับมาเป็นค่าของพลงั งานไฟฟ้าที่หลอดไฟฟา้ ใชไ้ ปในเวลา 1
วนิ าที ซึง่ เรยี กว่า กำลงั ไฟฟ้า

หมายเหตุ - ในการวัดพลงั งานไฟฟา้ เราจะใช้หนว่ ยเป็นจลู ตัวเลข 80 W จงึ หมายความ
วา่ หลอดไฟฟ้านี้จะใช้พลังงานไฟฟ้า 80 จลู ในเวลา 1 วนิ าที

ค่าไฟ เปน็ ส่ิงทีเ่ ราต้องจา่ ยทกุ เดอื น เพราะไม่มใี ครปฏิเสธวา่ ไมไ่ ด้ใชไ้ ฟ (ถงึ แมพ้ ่อแม่เราจะ
เปน็ คนจ่ายกต็ าม) จะดีแคไ่ หนหากเรารวู้ ิธีการคำนวณคา่ ไฟฟา้ สำหรบั อุปกรณ์ไฟฟา้ ต่างๆ เราจะ
สามารถประมาณค่าไฟ (โดยประมาณ) ของแต่ละเดือนได้ ประโยชน์กจ็ ะตกอยกู่ บั เราเองในการวาง
แผนการใช้จ่ายได้งา่ ยขน้ึ โดยการคำนวณค่าไฟฟา้ นั้น เราสามารถทำได้ดว้ ยตนเองง่ายๆ จากสตู รท่ีจะ
กล่าวถงึ ต่อไปน้*ี
สำหรบั การใช้ไฟฟา้ ของเครอ่ื งใช้ไฟฟ้าใน 1 วนั เราสามารถใช้สตู รการคำนวณ
ดงั นี้

ใบงาน
เรื่อง รูปของพลังงานประเภทต่าง ๆ และ ไฟฟา้
บา้ นครปู อนด์มเี ครอ่ื งใช้ไฟฟ้า 3 ชนิด คอื ทีวขี นาด 150 วัตต์ จำนวน 1 เครอื่ ง, พัดลมขนาด 100
วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง และหลอดไฟขนาด 40 วัตต์ จำนวน 5 ดวง โดยครปู อนด์จะเปดิ ทีวีและพดั

122

ลมพร้อมกนั ตัง้ แต่เวลา 18.00 - 22.00 น. ทุกวัน สว่ นหลอดไฟจะเปดิ พร้อมกนั ท้ัง 4 ดวงตง้ั แต่
เวลา 18.00 - 06.00 น. ทกุ วนั อยากทราบวา่ ครปู อนด์ใช้ไฟฟ้าไปกีย่ ูนติ ในเดอื นธันวาคม

วิธีคดิ จากโจทย์เราไดข้ อ้ มูลว่า
1. ทวี ีขนาด 150 วตั ต์ ใช้งานวันละ 3 ชวั่ โมง
2. พัดลมขนาด 100 วัตต์ ใช้งานวันละ 3 ชวั่ โมง
3. หลอดไฟขนาด 40 วัตต์ ใชง้ านวนั ละ 12 ชั่วโมง

จากสมการ

ดังนนั้ ใน 1 วนั เคร่ืองใช้ไฟฟา้ แต่ละชนดิ จะใชไ้ ฟฟา้ ดงั นี้
จำนวนยูนิตของทวี ี = [(150 x 1) x 3] / 1000 = 0.45
จำนวนยูนิตของพัดลม = [(100 x 1) x 3] / 1000 = 0.30
จำนวนยนู ิตของหลอดไฟ = [(40 x 4) x 3] / 1000 = 0.48

รวมใน 1 วัน ครูปอนดใ์ ชไ้ ฟฟ้าท้งั สน้ิ = 0.45 + 0.30 + 0.48 = 1.23
ดังนั้น ในเดือนธันวาคม (มี 31 วนั ) ครปู อนด์ใชไ้ ฟฟ้าทง้ั ส้นิ = 1.23 x 31 = 38.13 ยู
นิต (ตอบ)

123

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวิชา พว21001 วิทยาศาสตร์

จำนวน 4 หน่วยกิต

แบบ พบกล่มุ จำนวน 3 ชว่ั โมง

เรื่อง งานและพลังงาน

ตวั ชี้วัด

1. อธิบายความหมายของงานและพลังงานในรูปแบบตา่ งๆ

2. การตอ่ วงจรไฟฟ้าอย่างงา่ ย

3. ในกฎของโอห์มในการคำนวณ

4. บอกวิธีการอนรุ ักษแ์ ละประหยดั พลงั งานงาน

5. อธิบายสมบัติของแสง พลงั งานความร้อนและนำประโยชนไ์ ปใช้ในชวี ติ ประจำวนั

6. อธิบายพลังงานทดแทนและเลอื ก

เน้ือหา

1. แสง

1.1 แสงและสมบตั ิของแสง

1.2เลนส์

2. พลังงานความรอ้ นและแหลง่ กำเนิด

2.1พลงั งานทดแทนและการใชป้ ระโยชน์ เชน่ เอททานอล ไบโอดีเซล พลงั งาน

นวิ เคลียร์ ฯลฯ

ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้

ขั้นที่1 การกำหนดสภาพปัญหาถามความตอ้ งการในการเรยี นรู้

1. ครทู ักทายผู้เรียน แลว้ ให้ผูเ้ รียนหลบั ตา แล้วสอบถามความรู้สกึ

2. ให้ผู้เรยี นหลับตาอีกครัง้ แล้วให้เดนิ ไปข้างหนา้ 5 ก้าว แล้วถามความรสู้ ึกและถามวา่

คนเราสามารถดำเนินชวี ติ ในความมืดได้หรือไม่อยา่ งไร

ขนั้ ที่ 2 การแสวงหาข้อมลู และการจัดการเรยี นรู้

1. แบ่งกลมุ่ ผู้เรียนให้ระดมความคิด โดยการกำหนดสถานการณว์ า่ ถ้านักศกึ ษาอยู่ในความ

มดื จะแสงสว่างไดจ้ ากไหนบ้าง

2. นำเสนอขอ้ มลู แต่ละกลุ่ม

3. ครูเช่อื มโยงประเดน็ เรื่องการหาวสั ดุท่ีให้แสงสว่างตา่ งๆว่าสามารถใชท้ ดแทนกันได้

อย่างไรพลงั งานท่เี ราใช้ในปจั จบุ นั ทีก่ ำลงั ประสบปัญหาเราจะหาและใชพ้ ลังงานอะไรมา

ทดแทนไดอ้ ยา่ งไรบา้ ง

ท่ี 3 การปฏบิ ตั ิและการนำไปประยุกตใ์ ช้

124

ให้นักศึกษาหาความรูเ้ กย่ี วกบั พลังงานทดแทนแล้วบันทกึ ว่าตนเองมวี ิธปี ระหยดั พลังงาน
อย่างไร แล้วมีประสบการณ์ในการผลิตและใช้พลังงานทดแทนอย่างไรบา้ ง

ท่ี 4 การประเมนิ ผล
ประเมินจากงานที่มอบหมาย

สอ่ื การเรียนรู้
7. หนงั สือเรยี น
8. อินเตอรเ์ น็ต
9. ใบความรู้
10.ใบงาน

การวดั และผลประเมิน
1. ใบงาน
2. รายงานท่มี อบหมาย

125

บนั ทึกผลหลังการเรยี นรู้
ผลท่เี กดิ กับผเู้ รียน
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ปัญหา/อปุ สรรค
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
................................................................................................................................................

.................................................
(.......................................)

กจิ กรรมเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………….......................................
...............................................................................................................................................
ข้อเสนอแนะของผ้บู ริหาร
..................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................

......................................................
(.......................................)

126

ใบความรู้

แสง และคณุ สมบัตขิ องแสง
แสงส่วนใหญ่ที่เราไดร้ ับมาจากดวงอาทติ ย์ เป็นแหล่งกำเนดิ แสงที่เกิดขน้ึ เองตามธรรมชาติ

ส่วนแสงจาก ดวงจันทร์ท่เี ราเห็นในเวลาค่ำคืน เป็นแสงจากดวง อาทติ ยต์ กกระทบผิวดวงจันทร์ แล้ว
สะท้อนมายังโลก นอกจากแหลง่ กำเนิดแสงในธรรมชาตแิ ล้ว ยังมีแหล่งกำเนิดแสงทม่ี นุษย์สร้างขน้ึ
เชน่ หลอดไฟ ตะเกียง เทยี นไข เป็นตน้ แสงมีประโยชน์และเปน็ ส่งิ จำเปน็ ตอ่ สิ่งมชี วี ติ เมอื่ จุดเทียน
ไขในห้องมืด เราจะเหน็ เปลวเทียนไขสว่าง เนื่องจากแสงจากเปลว เทยี นไขมาเขา้ ตา สว่ นสงิ่ ของอื่นๆ
ในหอ้ งที่เราเหน็ ได้ เป็นเพราะแสงจากเปลว เทียนไขไปตกกระทบส่งิ ของนนั้ ๆ แลว้ สะทอ้ นมาเขา้ ตา
แสงที่เคลอ่ื นทมี่ าเข้าตาหรอื เคลอื่ นทีไ่ ปบริเวณใดๆ กต็ ามจะเคลอ่ื นทใ่ี นแนวเสน้ ตรง เช่น ถ้าให้แสง
ผ่านรู บนกระดาษแข็ง ๓ แผ่น ถ้าชอ่ งของรูบนกระดาษแข็งไม่อยู่บนแนวเดยี วกัน จะมองไมเ่ ห็นเปลว
เทยี นและ หลงั จากปรบั แนวช่องทง้ั สามให้อยู่ในแนวเดียวกนั แลว้ สังเกตไดว้ า่ ถา้ รอ้ ยเชือก และดึง
เชอื กเป็นเสน้ ตรงเดยี วกันได้ จะมองเห็นเปลวเทยี นไข แสดงว่า "แสงเคลอ่ื นท่ี เป็นเสน้ ตรง"เรา
สามารถเขียนเสน้ ตรงแทนลำแสงน้ไี ด้ และเรยี กเส้นตรงน้ีวา่ รังสีของแสง การเขียนเสน้ ตรงแทนรังสี
ของแสงนี้ ใชเ้ ส้นตรงทีม่ ีหวั ลกู ศรกำกับเสน้ ตรงนัน้ โดยเสน้ ตรงแสดงลำแสงเล็กๆ และหัวลูกศรแสดง
ทศิ การเคลือ่ นที่ กล่าวคอื หวั ลกู ศรช้ีไปทางใด แสดงวา่ แสงเคล่ือนทไี่ ปทางนนั้
การมองเหน็ วตั ถใุ ดๆ ตอ้ งมแี สงจากวัตถุมาเขา้ ตา ซึ่งแบง่ ได้เป็น 2 กรณคี อื

1. เมื่อวัตถนุ ้ันมีแสงสวา่ งในตวั เอง จะมแี สงสวา่ งจากวตั ถุเข้าตาโดยตรง
2. วตั ถนุ ัน้ ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง ตอ้ งมีแสงจากแหล่งกำเนิดแสงอ่นื กระทบวัตถนุ นั้ แลว้
สะท้อนเขา้ ตาเม่ือแสงเคลอ่ื นทไี่ ปกระทบวัตถตุ ่างๆ วัตถบุ างชนิดแสงผ่านไปได้ แตว่ ตั ถุบางชนิดแสง
ผ่านไปไมไ่ ด้ เราอาจแบง่ วตั ถุตามปรมิ าณแสงและลกั ษณะทแี่ สงผ่านวัตถุได้ 3 ประเภทดงั น้ี
1. วัตถโุ ปรง่ ใส หมายถงึ วตั ถทุ ่ีแสงผ่านได้หมดหรือเกือบหมดอย่างเปน็ ระเบยี บ เราจงึ
สามารถมองผา่ นวตั ถุโปร่งใส และมองเหน็ วตั ถทุ ีอ่ ยู่อกี ขา้ งหน่งึ ได้อย่างชัดเจน วตั ถโุ ปร่งใสมหี ลาย
ชนดิ เชน่ อากาศ กระจกใส แก้วใส่นา้ และแผ่นพลาสติกใส เป็นตน้

127

2. วัตถุโปร่งแสง หมายถงึ วัตถทุ แี่ สงผา่ นไดอ้ ยา่ งไมเ่ ป็นระเบียบ เมอื่ เรามองผา่ นวัตถโุ ปรง่
แสง จึงเหน็ วตั ถอุ กี ดา้ นหนงึ่ ไม่ชัดเจน เช่น กระดาษชุบน้ำมัน กระจกฝา้ กระดาษไขหรือกระดาษลอก
ลาย และหมอก เป็นต้น

3. วตั ถุทบึ แสง หมายถงึ วตั ถทุ แ่ี สงผ่านไปไม่ได้ เชน่ ผา้ แผ่นไม้ แผน่ อะลูมิเนยี ม แผ่น
สังกะสี กระดาษหนา เหล็ก และทองแดง เปน็ ตน้

ดงั ท่ีไดเ้ รียนมาแล้วแสง เป็นคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟา้ สามารถเคลือ่ นทไ่ี ดโ้ ดยไมต่ อ้ งอาศัยตัวกลาง
และมกี ารเคลอื่ นที่แนวเส้นตรงในตัวกลางชนิดอนื่ ๆ จะเคลื่อนทีผ่ า่ นตัวกลางแต่ละชนิดดว้ ยความเรว็
ไม่เทา่ กนั ตัวกลางใดมีความหนาแนน่ มากแสงจะเคลอื่ นทผ่ี ่านตัวกลางนนั้ ดว้ ยความเรว็ นอ้ ย ถา้ แสง
เคลื่อนท่ีผา่ นไม่ได้กเ็ ปน็ เพราะวัตถมุ ีการดดู กลืน สะทอ้ นแสง หรอื การแทรกสอดของแสง นนั้ คอื
คณุ สมบัติของแสง คุณสมบัติของแสง

คุณสมบตั ิต่างๆ ของแสงแต่ละคุณสมบตั ินนั้ เราสามารถนาหลักการมาใช้ประโยชน์ไดห้ ลาย
อยา่ ง เชน่ คุณสมบตั ิของการสะท้อนแสงของวตั ถุ เรานำมาใช้ในการออกแบบแผน่ สะท้อนแสงของ
โคมไฟ การหกั เหของแสงนำ มาออกแบบแผน่ ปดิ หนา้ โคมไฟ ซ่งึ เป็นกระจก หรือพลาสตกิ เพ่อื บังคับ
ทศิ ทางของแสงไฟ ทีอ่ อกจากโคมไปในทิศทตี่ ้องการ การกระจายตวั ของลำแสงเม่ือกระทบตวั กลาง
เรานำมาใชป้ ระโยชน์ เชน่ ใช้แผน่ พลาสตกิ ใสปิดดวงโคมเพือ่ ลดความจ้าจากหลอดไฟ ต่าง ๆ การ
ดูดกลืนแสง เรานำมาทำ เตาอบพลงั งานแสงอาทิตย์เครื่องตม้ พลงั งานแสง และการแทรกสอดของ
แสง นามาใช้ประโยชน์ในกล้องถา่ ยรูป เครือ่ งฉายภาพต่าง ๆ จะเหน็ วา่ คุณสมบตั ิแสงดงั กลา่ วกไ็ ดน้ า
มาใช้ในชวี ติ ประจำวนั ของมนษุ ยเ์ ราทงั้ นนั้
การสะท้อนแสง(Reflection)

การสะทอ้ นแสง หมายถึง การทีแ่ สงไปกระทบกบั ตวั กลางแลว้ สะทอ้ นไปในทศิ ทางอืน่ หรอื
สะท้อนกลับมาทิศทางเดมิ การสะท้อนของแสงนั้นข้ึนอยู่กบั พ้นื ผิวของวัตถดุ ้วยว่าเรยี บหรอื หยาบ
โดยท่วั ไปพ้ืนผวิ ท่เี รยี บและมันจะทำให้มุมของแสงทีต่ กกระทบมคี ่าเท่ากบั มุมสะทอ้ นตำแหน่งท่ีแสง
ตกกระทบกับแสงสะท้อนบนพ้ืนผิวจะเป็นตำแหน่งเดยี วกัน
การหกั เหของแสง (Refraction)

หกั เห หมายถงึ การทแ่ี สงเคลอื่ นทผ่ี ่านตัวกลางหนึง่ ไปยงั อีกตัวกลางหนึง่ ทำให้แนวลำแสง
เกิดการเบี่ยงเบนไปจากแนวเดมิ เช่น แสงผา่ นจากอากาศไปยังน้ำ

128

การกระจายแสง
หมายถึง แสงขาวซง่ึ ประกอบด้วยแสงหลายความถต่ี กกระทบปรซิ ึมแลว้ ทำใหเ้ กิดการหักเห

ของแสง 2 ครั้ง (ที่ผวิ รอยต่อของปรซิ มึ ทั้งขาเข้า และขาออก) ทาให้แสงสีต่าง ๆ แยกออกจากกนั
อยา่ งเป็นระเบยี บเรยี งตามความยาวคลื่นและความถี่ ทีเ่ ราเรียกว่า สเปกตรัม (Spectrum)

การทะลผุ า่ น (Transmission)
การทะลุผา่ น หมายถงึ การท่ีแสงพงุ่ ชนตัวกลางแล้วทะลุผา่ นมนั ออกไปอกี ดา้ นหนึง่ โดยที่

ความถ่ีไมเ่ ปลี่ยนแปลงวัตถทุ ่ีมคี ุณสมบตั กิ ารทะลุผา่ นได้ เช่น กระจก ผลกึ ครสิ ตัล พลาสติกใส น้ำและ
ของเหลวตา่ ง ๆ
การดดู กลนื (Absorption)

การดดู กลนื หมายถึง การทแี่ สงถกู ดูดกลืนหายเข้าไปในตัวกลางท่ัวไปเมือ่ มีพลงั งานแสงถกู
ดดู กลนื หายเข้าไปในวตั ถใุ ด ๆเช่น เตาอบพลังงานแสงอาทิตย์ เครอื่ งต้มน้ำพลงั งานแสง และยังนำ
คุณสมบตั ิของการดดู กลืนแสงมาใช้ในชวี ติ ประจำวัน เชน่ การเลอื กสวมใส่เส้ือผา้ สขี าวจะดูดแสงน้อย
กวา่ สดี า จะเห็นไดว้ ่าเวลาใสเ่ สอ้ื ผ้าสดี ำ อยู่กลางแดดจะทำให้รอ้ นมากกวา่ สขี าว
การแทรกสอด (Interference)

การแทรกสอด หมายถึง การท่ีแนวแสงจานวน 2 เส้นรวมตวั กนั ในทศิ ทางเดยี วกัน หรอื
หักล้างกนั หากเปน็ การรวมกนั ของแสงทมี่ ีทิศทางเดยี วกนั กจ็ ะทำใหแ้ สงมคี วามสว่างมากขนึ้ แต่
ในทางตรงกันข้ามถ้าหกั ล้างกนั แสงกจ็ ะสวา่ งนอ้ ยลด การใช้ประโยชนจ์ ากการสอดแทรกของแสง
เชน่ กลอ้ งถา่ ยรูปเครอ่ื งฉายภาพตา่ ง ๆ และการลดแสงจากการสะทอ้ น สว่ นในงานการส่องสว่าง จะ
ใชใ้ นการสะท้อนจากแผ่นสะทอ้ นแสง

129

เลนส์
การเกิดภาพจากกระจกเงาและเลนส์ กระจกเงาราบ คอื กระจกแบนราบ ซ่ึงมดี า้ นหน่งึ สะท้อนแสง
ดังน้นั ภาพท่เี กิดขึ้นจึงเป็นภาพเสมือน อยูห่ ลงั กระจก มีระยะภาพเทา่ กับระยะวัตถุ และขนาดภาพ
เทา่ กับขนาดวัตถุ ภาพที่ได้จะกลบั ด้านกนั จากขวาเป็นซ้ายของวตั ถุจรงิ
กระจกเงาผิวโค้งทรงกลม กระจกเงาผวิ โคง้ ทรงกลม มีอยู่ 2 ชนดิ คอื กระจกเวา้ และกระจกนนู

1. กระจกเว้า คอื กระจกที่ใช้ผิวโคง้ เว้าเป็นผวิ สะทอ้ นแสง หรอื กระจกเงาที่รังสตี กกระทบ
และ รังสีสะทอ้ นอยู่ด้านเดียวกับจดุ ศูนย์กลางความโคง้

2. กระจกนูน คอื กระจกท่ีใช้ผวิ โคง้ นูนเปน็ ผวิ สะท้อนแสง และรงั สสี ะทอ้ นอยูค่ นละด้านกับ
จดุ ศูนยก์ ลางความโค้ง

ตารางแสดงตวั อยา่ งกระจกนนู และกระจกเวา้

กระจกนนู กระจกเว้า

1. ทันตแพทย์ใช้ส่องดูฟนั ผูป้ ่วย เพอื่ ให้เหน็ ภาพ 1. ใชต้ ดิ รถยนต์หรอื รถจกั รยานยนตเ์ พอ่ื ดรู ถท่ี

ของฟนั มีขนาดใหญก่ วา่ ปกติ ตามมาขา้ งหลงั และจะมองเห็นมุมท่กี ว้างกว่า

กระจกเงาราบ

2. ใชใ้ นกลอ้ งจุลทรรศน์เพือ่ ช่วยรวมแสงใหต้ กท่ี 2. ใชต้ ดิ ตง้ั บรเิ วณทางเล้ยี วเพื่อช่วยให้เห็นรถที่วงิ่

แผน่ สไลด์ เพ่ือทาให้เราเหน็ ภาพชดั ขึ้น สวนทางหรอื อ้อมมากไ็ ด้

พลงั งานทดแทน
พลังงานทดแทน หมายถงึ พลังงานท่ีนำมาใชแ้ ทนน้ำมันเชอ้ื เพลงิ สามารถแบง่ ตามแหล่งที่
ได้มากเปน็ 2 ประเภท คอื พลังงานทดแทนจากแหล่งที่ใช้แลว้ หมดไป อาจเรียกวา่ พลงั งาน
สิ้นเปลอื ง ไดแ้ ก่ ถา่ นหนิ ก๊าซธรรมชาติ นวิ เคลยี ร์ หนิ น้ำมนั และทรายน้ำมนั เป็นต้น และพลังงาน
ทดแทนอีกประเภทหน่งึ เปน็ แหล่งพลังงานทใ่ี ชแ้ ล้วสามารถหมนุ เวียนมาใชไ้ ด้อีก เรยี กว่า พลงั งาน
หมนุ เวยี น ได้แก่ แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล น้ำ และไฮโดรเจน เปน็ ต้น สถานภาพการใช้ประโยชนข์ อง
พลงั งานทดแทน การศกึ ษาและพฒั นาพลงั งานทดแทนเป็นการศึกษา คน้ ควา้ ทดสอบ พฒั นา และ
สาธิต ตลอดจนส่งเสริมและเผยแพร่พลงั งานทดแทน ซึง่ เปน็ พลังงานที่สะอาด ไมม่ ผี ลกระทบต่อ
ส่ิงแวดล้อม และเปน็ แหลง่ พลงั งานทีม่ อี ยู่ในทอ้ งถ่ิน เช่น พลงั งานลม แสงอาทิตย์ ชวี มวล และอน่ื ๆ
เพอื่ ให้มีการผลิต และการใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย มีประสิทธิภาพ และมคี วามเหมาะสมทั้ง
ทางดา้ นเทคนคิ เศรษฐกจิ และสงั คม สำหรับผู้ใช้ในเมือง และชนบท ซ่งึ ในการศกึ ษา คน้ ควา้ และ
พฒั นาพลงั งานทดแทนดังกลา่ ว ยงั รวมถึงการพัฒนาเครอ่ื งมือ เครอื่ งใช้ และอปุ กรณ์เพ่ือการใชง้ านมี
ประสิทธภิ าพสูงสุดดว้ ย งานศึกษา และพฒั นาพลังงานทดแทน เป็นส่วนหนึง่ ของแผนงานพัฒนา
พลงั งานทดแทน ซึง่ มโี ครงการท่เี ก่ียวขอ้ งโดยตรงภายใต้แผนงานนค้ี ือ โครงการศึกษาวจิ ยั ด้าน
พลงั งาน และมีความเชอื่ มโยงกบั แผนงานพัฒนาชนบทในโครงการจัดตง้ั ระบบผลิตไฟฟา้ ประจุ

130

แบตเตอรี่ด้วยเซลล์แสงอาทติ ยส์ ำหรับหมูบ่ ้านชนบททไ่ี มม่ ไี ฟฟ้า โดยงานศึกษา และพฒั นาพลังงาน
ทดแทนจะเปน็ งานประจำทม่ี ีลักษณะการดำเนนิ งานของกิจกรรมตา่ งๆ ในเชงิ กวา้ งเพื่อสนับสนุนการ
พัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน ทงั้ ในด้านวิชาการเชิงทฤษฎี และอปุ กรณ์เครื่องมือทดลอง และการ
ทดสอบ รวมถึงการส่งเสรมิ และเผยแพร่ ซ่ึงจะเป็นการสนับสนุน และรองรบั ความพรอ้ มในการจัดตง้ั
โครงการใหม่ๆ ในโครงการศึกษาวจิ ัยดา้ นพลังงานและโครงการอ่นื ๆ ทเ่ี กยี่ วข้อง เชน่ การศึกษา
ค้นควา้ เบ้ืองตน้ การติดตามความก้าวหน้าและรว่ มมือประสานงานกับหน่วยงานทีเ่ ก่ยี วข้องในการ
พฒั นาต้นแบบ ทดสอบ วิเคราะห์ และประเมินความเหมาะสมเบ้ืองตน้ และเป็นงานส่งเสรมิ การ
พัฒนาโครงการทกี่ าลงั ดาเนินการให้มคี วามสมบรู ณ์ยงิ่ ขนึ้ ตลอดจนสนับสนุนให้โครงการทเี่ สร็จส้นิ
แล้วได้นำผลไปดำเนนิ การส่งเสริม และเผยแพร่และการใช้ประโยชนอ์ ย่างเหมาะสมต่อไป


Click to View FlipBook Version