The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อจท. พระพุทธศาสนา ม.4

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by hong, 2020-12-03 21:19:58

อจท. พระพุทธศาสนา ม.4

อจท. พระพุทธศาสนา ม.4

สารบัญ

๑หน่วยการเรียนรู้ท่ี ประวตั แิ ละความสาคญั ของพระพุทธศาสนา
พุทธประวตั ิ พระสาวก ศาสนิกชนตวั อย่าง และชาดก
๒หน่วยการเรียนรู้ท่ี หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา
๓หน่วยการเรียนรู้ท่ี พุทธศาสนสุภาษติ และพระไตรปิ ฎก
๔หน่วยการเรียนรู้ท่ี หน้าทช่ี าวพุทธและมารยาทชาวพุทธ
๕หน่วยการเรียนรู้ท่ี วนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนาและศาสนพธิ ี
๖หน่วยการเรียนรู้ที่

๑หน่วยการเรียนรู้ท่ี ประวตั ิและความสาคญั ของพระพทุ ธศาสนา

พระพุทธศาสนาไดก้ ่อกาเนิดข้ึน
ในประเทศอินเดียมากว่า 2,500 ปี โดย

หลังจากการทาสังคายนาคร้ังท่ี 3
พระพุทธศาสนาไดเ้ ผยแผ่ไปยงั ดินแดน
ต่างๆ รวมถึงดินแดนสุวรรณภูมิด้วย
นับ จ า ก น้ ัน ม า ช า ว ไ ท ย ส่ ว น ใ ห ญ่ ก็ไ ด้
ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนามาเป็ น

หลกั ในการดาเนินชีวติ

ดงั น้นั พุทธศาสนิกชนชาวไทยจึง
ควรศึกษาความเป็ นมาและความสาคญั
ของพระพทุ ธศาสนาท่ีมีต่อสงั คมไทย

๑. ลกั ษณะของสังคมชมพทู วปี และคติความเช่ือทางศาสนาในสมยั ก่อนพระพทุ ธเจ้า

สงั คมชมพทู วปี เมื่อคร้ังอดีต ก่อนท่ีพระพทุ ธเจา้ จะตรัสรู้และประกาศศาสนาน้นั
มีสภาพท่ีแตกต่างไปจากปัจจุบนั น้ีมาก ซ่ึงสามารถสรุปภาพรวมใหเ้ ห็นความป็นไปในแต่ละ
ดา้ นดงั น้ี

๑.๑ ดา้ นการเมืองการปกครอง
๑.๒ ดา้ นสงั คม
๑.๓ ดา้ นศาสนาหรือลทั ธิความเชื่อ

๑.๑ ด้านการเมืองการปกครอง

อินเดียในสมยั พทุ ธกาลมีแวน่ แควน้ ต่างๆ หลายสิบแควน้ แต่ละแวน่ แควน้ เรียกวา่

“ชนบท” เฉพาะแควน้ ที่มีอาณาเขตกวา้ งขวางท่ีเรียกวา่ “มหาชนบท” โดยชนบทเหล่าน้ีถูก
แบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ

ส่วนกลางเรียกวา่ ส่วนท่ีเป็นหวั เมือง
มชั ฌมิ ชนบท หรือ ช้นั นอก เรียกวา่
ปัจจนั ตชนบท
มธั ยมประเทศ

สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชิรญาฌวโรรส ทรงสนั นิษฐานวา่ เริ่มจากพวก
อริยกะอพยพมาต้งั ถิ่นฐานอยใู่ นชมพทู วปี คงจะเรียกชนบทที่ตนเขา้ ไปอาศยั อยู่ และเป็น
ศูนยก์ ลางการปกครองวา่ มชั ฌิมชนบท และเรียกชนบทนอกเขตของตนวา่ ปัจจันตชนบท

๑) แคว้นต่างๆ ทป่ี ระกอบเป็ นมัชฌิมชนบท

มชั ฌิมชนบท ประกอบดว้ ยมหาชนบทหรือแวน่ แควน้ ใหญๆ่ มีอยู่ ๑๖ แควน้ ดงั น้ี

ช่ือแคว้น ช่ือเมืองหลวง ช่ือแคว้น ชื่อเมืองหลวง

แควน้ องั คะ จมั ปา แควน้ กรุ ุ อินทปัตถ์

แควน้ มคธ ราชคฤห์ แควน้ ปัญจาละ หสั ดินปุระ

แควน้ กาสี พาราณสี แควน้ มจั ฉะ สาคละ

แควน้ โกศล สาวตั ถี แควน้ สุรเสนะ มถรุ า

แควน้ วชั ชี เวสาลี/ไพศาลี แควน้ อสั สกะ โปตลี

แควน้ มลั ละ กสุ ินารา/ปาวา แควน้ อวนั ดี อุชเชนี

แควน้ เจตี โสตถิวดี แควน้ คนั ธาระ ตกั กสิลา

แควน้ วงั สะ โกสมั พี แควน้ กมั โพชะ ทวารกะ

แผนทแ่ี สดงแคว้นใหญ่ต่างๆ ในชมพทู วปี สมยั พุทธกาล

แควน้ เลก็ แควน้ นอ้ ย ๕ แควน้

แควน้ เลก็ ๆ เหล่าน้ี แมว้ า่ จะแยกปกครองตนเองต่างหาก แต่กข็ ้ึนอยกู่ บั แควน้ ท่ีใหญก่ วา่
คลา้ ยกบั เมืองประเทศราช เช่น แควน้ สกั กะและแควน้ โกลิยะอยภู่ ายใตอ้ านาจการปกครอง

ของแควน้ โกศล เป็นตน้

ชื่อแคว้น ชื่อเมืองหลวง

แควน้ สกั กะ กบิลพสั ดุ์

แควน้ โกลิยะ เทวทหะ

แควน้ ภคั คะ สุงสุมารคีรี

แควน้ วเิ ทหะ มิถิลา

แควน้ องั คุตตราปะ อาปณะ

๒) ระบบการปกครองของแคว้นต่างๆ

รูปแบบการปกครองของแควน้ ต่างๆ แบ่งออกเป็น ๒ ระบอบดงั น้ี

ราชาธิปไตย หรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีพระมหากษัตริย์
เป็ นประมุข มีอานาจสิทธิขาดในการปกครอง แควน้ ใหญ่ๆ
ส่วนมากจะปกครองดว้ ยระบอบน้ี โดยพระมหากษตั ริยจ์ ะยดึ
อุดมการณ์ “ปกครองโดยธรรม” ยึดหลกั ธรรมทางศาสนา
เป็นแกนสาคญั เช่น ทศพิธราชธรรม ๑๐ จกั รวรรดิวตั ร ๑๒

สามัคคีธรรม หรือประชาธิปไตยระดบั หน่ึง โดยไม่มีพระมหากษตั ริยท์ ี่
ใชอ้ านาจสิทธ์ิขาดแต่ผเู้ ดียว การบริหารประเทศจะกระทาโดยรัฐสภา ซ่ึง
เรียกกนั ในสมยั น้ันว่า “สัณฐาคาร” โดยระบอบน้ียึดหลกั ๗ ประการ
เรียกวา่ “อปริหานิยธรรม”

๑.๒ ด้านสังคม

สภาพสังคมในอินเดียไดจ้ ดั แบ่งผูค้ นออกเป็ นชนช้นั “วรรณะ” ตามความเชื่อของ
ศาสนาพราหมณ์ ระบบวรรณะน้นั ชาวอินเดียถือวา่ ถูกกาหนดไวต้ ายตวั โดยพระผเู้ ป็นเจา้ การ
เปลี่ยนแปลงสถานภาพทางสงั คม เช่น คนเกิดในวรรณะต่าจะยกตวั เองใหส้ ูงข้ึนดว้ ยการศึกษา
อาชีพการงาน หรือความสาเร็จในชีวติ อ่ืนๆ ไม่ได้ เรียกไดว้ า่ กาหนดจากชาติกาเนิดไม่สามารถ
เปลี่ยนแปลงได้

๑) ชนช้ันต่างๆ ในระบบวรรณะ

ระบบวรรณะของอินเดียประกอบดว้ ยชนช้นั ต่างๆ รวม ๔ วรรณะดว้ ยกนั ดงั น้ี

วรรณะพราหมณ์ วรรณะกษตั ริย์
ไดแ้ ก่ พวกศึกษาคมั ภีร์ ไดแ้ ก่ พวกนกั รบ
พระเวท มีหนา้ ท่ีติดต่อ นกั ปกครอง
กบั เทวะ และทาพิธีกรรม
ทางศาสนา

วรรณะแพศย์ วรรณะศูทร
หรือไวศยะ ไดแ้ ก่ ไดแ้ ก่ พวกกรรมกร
ประชาชนส่วนใหญใ่ น
สงั คมท่ีประกอบอาชีพ ผใู้ ชแ้ รงงาน
ต่างๆ เช่น พาณิชยกรรม
ศิลปหตั ถกรรม

๒) มูลเหตุทท่ี าให้เกดิ วรรณะ

เหตุเกิดวรรณะ อาจกล่าวไดเ้ ป็น ๒ ทางดงั น้ี

ทางตานาน ไดแ้ ก่ทฤษฎีต่างๆ ดงั น้ี
๑. ทฤษฎเี กยี่ วกบั ยคุ ไดแ้ บ่งยคุ หรือระยะกาลเวลา

ออกเป็น ๔ ยคุ ถือวา่ แต่ละยคุ ไดเ้ กิดคนในวรรณะ
ต่างๆ ตามลาดบั
๒. ทฤษฎีเกี่ยวกับองคาพยพของพระผ้สู ร้าง กล่าววา่
พระพรหมเป็นผสู้ ร้างมนุษยจ์ ากอวยั วะต่างๆ ของ
พระองค์ แลว้ จดั วรรณะใหพ้ ร้อมกนั

สันนิษฐานตามหลกั วชิ า เน่ืองจากคาวา่ วรรณะ แปลวา่ สีผวิ ทาใหส้ นั นิษฐานวา่ การ
แบ่งชนช้นั เดิมคงถือตามสีผวิ เป็นสาคญั

อีกนยั หน่ึง ชาติ คงเป็นตวั กาหนดวรรณะ เพราะแต่เดิมมีการแบ่งเหล่ากนั ตาม
เช้ือชาติ คือ เผา่ อารยนั ท้งั หมดจดั อยใู่ นสามวรรณะแรก ส่วนคนพ้นื ท่ีถูกจดั ใหอ้ ยวู่ รรณะ
ศูทรเหมือนกนั หมด

๑.๓ ด้านศาสนาหรือลทั ธิความเชื่อ

คนอินเดียสมยั พทุ ธกาล ส่วนมากนบั ถือศาสนาพราหมณ์ นอกน้นั กน็ บั ถือลทั ธิ
ศาสนาอื่น เช่นศาสนาเชน ความเชื่อและแนวทางปฏิบตั ิ จึงอยบู่ นพ้นื ฐานของคาสอนศาสนา
พราหมณ์เป็นใหญ่ สรุปไดด้ งั น้ี

๑. ความเชื่อในเร่ืองการล้างบาป
ชาวอินเดียเช่ือในความศกั ด์ิสิทธ์ิของแม่น้าคง
คาว่าหากใครไดอ้ าบหรือดื่มน้าในแม่น้าคงคา
โดดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ท่ีเมืองพาราณสี ซ่ึงถือเป็น
เมืองของพระศิวะและท่ีเมืองคยา ซ่ึงถือวา่ เป็ น
เมืองพระวิษณุจะไดบ้ ุญมาก ความชวั่ ที่ไดท้ า
ไวท้ ้งั หมดจะถูกลอยไปกบั สายน้า กลายเป็ น
ผบู้ ริสิทธ์ิท้งั ทางกายและทางใจ

๑.๓ ด้านศาสนาหรือลทั ธิความเช่ือ

๒. ทรรศนะเกยี่ วกบั โลกและชีวติ ๓. การแสวงหาสัจธรรม
ถึงแมจ้ ะมีความเชื่อวา่ พระพรหมเป็ นผูส้ ร้าง สภาพเศรษฐกิจมีความยากจนบีบ
โลกและกาหนดชะตากรรมมนุษย์ แต่คน ค้นั และสภาพสังคมท่ีมีการแบ่ง
อิ น เ ดี ย ใ น ส มัย พุ ท ธ ก า ล ก็ ย ัง มี ท ร ร ศ น ะ ช้ันวรรณะ มีการดูหมิ่นเหยียด
แตกต่างกนั เกี่ยวกบั สถานภาพของโลก เช่น หยาม ทาให้คนอีกกลุ่มหน่ึงเกิด
บางพวกเห็นวา่ โลกน้ีนิรันดร บางพวกวา่ โลก ความเบื่อหน่ายในชีวิตท่ีเต็มไป
มีที่สุด เกี่ยวกบั มนุษยห์ ลงั ตายแลว้ ก็เช่นกนั ด้วยความทุกข์ ปลีกตัวเข้าสู่ป่ า
บา้ งว่าคนเราตายแลว้ ตอ้ งเกิดอีก บางพวกว่า เพ่ือแสวงหาคาตอบแก่ชีวิตใน
ตายแลว้ ไม่เกิดอีก รูปแบบต่างๆ ถือเพศผูแ้ สวงหา
โมกษะ ( ทางหลุ ดพ้น ) มี ช่ื อ
เรียกว่าอาชีวกบา้ ง ปริพาชกบา้ ง
ชฎิลบ้าง สมณะบ้าง ต้งั ตนเป็ น
เจา้ สานกั สอนลทั ธิตนแก่มหาชน

๑.๓ ด้านศาสนาหรือลทั ธิความเชื่อ

๔ แนวทางปฎบิ ตั ิ เพ่อื ความหลุดพน้ จากความทุกขข์ องคนอินเดียสมยั พทุ ธกาลมีอยู่ ๓ ทาง
ดงั น้ี

การหมกมุ่นเสพสุขทางกามารมณ์ พวกน้ีเชื่อวา่ ชีวติ มีชีวติ เดียว ความสุขทางเน้ือหนงั จึง
เป็นจุดหมายสูงสุดของชีวติ คนกลุ่มน้ีเรียกวา่ “โลกายตะ” ซ่ึงเป็นลทั ธิวตั ถุนิยมของอินเดีย
โบราณ พระพทุ ธศาสนาเรียกลทั ธิน้ีวา่ “กามสุขลั ลิกานโุ ยค”

การบาเพญ็ ตบะ คือการทาตนใหล้ าบากดว้ ยการบาเพญ็ ตบะต่างๆ
เช่น ยา่ งตนใหร้ ้อนดว้ ยไฟ อดอาหาร ทาใหอ้ วยั วะพกิ าร ดว้ ยความ
เช่ือวา่ เมื่อทรมานตน จะทาใหก้ ิเลศในจิตใจหมดไป

การฝึ กโยคะ คือการฝึกทาใจใหส้ งบ เพ่ือใหพ้ ลงั จิตควบคุมหรือ
บงั คบั กาย ผลจากการฝึกจิตคือทาใหไ้ ดฌ้ านสมาบตั ิขน้ั ต่างๆ วธิ ีน้ี
เรียกวา่ “โยควิธี” ผทู้ ่ีฝึกปฏิบตั ิเรียกวา่ “โยคี”

๒. ความสาคญั ของพระพุทธศาสนา

ความสาคญั ของพระพทุ ธศาสนา จาแนกไดด้ งั น้ีต่อไปน้ี
๒.๑ พระพทุ ธศาสนามีทฤษฎีท่ีเป็นสากล
๒.๒ พระพทุ ธศาสนามีขอ้ ปฏิบตั ิที่ยดึ ทางสายกลาง
๒.๓ พระพทุ ธศาสนาเนน้ การพฒั นาศรัทธาและปัญญาท่ีถูกตอ้ ง

๒.๑ พระพทุ ธศาสนามที ฤษฎที เี่ ป็ นสากล

ขอ้ ทฤษฎีท่ีเป็นสากลท่ีพระพทุ ธศาสนาสอนเนน้ อยเู่ สนอกค็ ือ
หลกั ความจริงอนั ประเสริฐแห่งชีวติ ๔ ประการ (อริยสจั ๔) ดงั น้ี

๑.สอนว่าชีวติ และโลกนีม้ ปี ัญหา ๒. สอนว่าปัญหามสี าเหตุมไิ ด้เกดิ ขนึ้ ลอยๆ
ทุกชีวติ ที่เกิดมาลว้ นเผชิญปัญหาที่ ทุกอยา่ งดาเนินไปตามเหตุปัจจยั ไม่มีอะไร
เป็นสากลดว้ ยกนั ท้งั น้นั เช่น การเกิด เกิดข้ึนและเป็ นไปโดยไม่มีสาเหตุ
แก่ เจบ็ ตาย

๓. สอนว่ามนุษย์สามารถแก้ปัญหา ๔. สอนว่าการแก้ปัญหาน้ันต้องใช้ปัญญา
ด้วยตนเอง มนุษยส์ ามารถพฒั นาตน และความพากเพยี ร กระบวนการแกป้ ัญหา
ไดด้ ว้ ยสติปัญญา ความพากเพียรของ ปัญญา กบั วิริยะ จะตอ้ งผสมผสานกนั จึงจะ
ตนเอง สามารถแกป้ ัญหาไดล้ ุล่วง

๒.๒ พระพทุ ธศาสนามขี ้อปฏิบตั ทิ ่ียดึ ทางสายกลาง

ขอ้ ปฏิบตั ิท่ียดึ ทางสายกลางของพระพทุ ธศาสนาเรียกวา่ “มชั ฌิมาปฏิปทา” ไดแ้ ก่
“อริยมรรคมอี งค์แปด” ไดแ้ ก่

๑. ความเห็นชอบ (สมั มาทฐิ) เช่น เห็นวา่ ทาดีไดด้ ี
๒. ความดาริชอบ (สมั มาสงั กปั ปะ) เช่น ดาริไม่เบียดเบียน
๓. เจรจาชอบ (สมั มาวาจา) เช่น ไม่พดู เทจ็
๔. การกระทาชอบ (สมั มากมั มนั ตะ) เช่น ไม่ฆ่าสตั ว์
๕. การเล้ียงชีพชอบ (สมั มาอาชีวะ) ประกอบอาชีพสุจริต
๖. พยายามชอบ (สมั มาวายามะ) เช่น พยายามสร้างความดี
๗. ระลึกชอบ (สมั มาสติ) เช่น มีสติ รู้ตวั ทว่ั พร้อม
๘. ต้งั ใจมนั่ ชอบ (สมั มาสมาธิ) เช่น การที่จิตแน่วดิ่งเป็นสมาธิ ปราศจากนิวรณ์

๒.๓ พระพทุ ธศาสนาเน้นการพฒั นาศรัทธาและปัญญาทถี่ ูกต้อง

๑. การพฒั นาศรัทธา ศรัทธา แปลวา่ ความเช่ือ
ศรัทธาในพระพทุ ธศาสนาน้นั จะตอ้ งเป็นความเช่ือมนั่ ใน
คุณงามความดีที่ประกอบดว้ ยเหตุผล
ศรัทธาท่ีควรพฒั นา มีลกั ษณะ ๓ ประการ ไดแ้ ก่

เช่ือมน่ั ในความดขี อง เชื่อมน่ั ในกฎแห่งการ เชื่อมน่ั ว่ามนุษย์ต้อง
มนุษย์ หมายถึง เชื่อมนั่
วา่ มีหลกั แห่งความดีงาม กระทาและผลของการ รับผดิ ชอบต่อการกระทา
ของมนุษย์ เชื่อวา่ ความดี กระทา หมายถึง เชื่อมนั่
น้นั มนุษยส์ ามารถสร้าง วา่ ไม่มีสิ่งใดเกิดข้ึนโดย และผลของการกระทาน้ัน
ข้ึนมาได้ ดว้ ยความเพียร ไม่มีเหตุ และเมื่อกระทา หากเช่ือในผลของการ
แลว้ ยอ่ มมีผลของการ กระทา จะทาใหเ้ ป็นคน
กระทาน้นั ตามมา ระมดั ระวงั ตน ไม่เผลอทา
ในสิ่งผดิ

๒.๓ พระพทุ ธศาสนาเน้นการพฒั นาศรัทธาและปัญญาทถี่ ูกต้อง

๒. การพฒั นาปัญญา ปัญญา แปลวา่ รู้ทว่ั ถึง หมายความวา่ ความรู้ในเร่ืองใดถา้ รู้
ไม่ทวั่ ถึง ไม่ทะลุปรุโปร่ง ไม่รอบดา้ น ไม่นบั เป็นปัญญาที่แท้ ปัญญาหรือความรู้ท่ีควรพฒั นา
มี ๓ ลกั ษณะ ดงั ต่อไปน้ี

ปัญญารู้จักความเสื่อม (อปายโกศล) ปัญญารู้ความเจริญ (อายโกศล)
หมายถึง รู้วา่ อะไรคือความเส่ือม รู้สึก คือ รู้วา่ อะไรคือความดี ความเจริญที่
สาเหตุที่ทาใหเ้ กิดความเส่ือม แท้ และรู้วา่ อะไรคือสาเหตุท่ีทาให้
เกิดความดีความเจริญน้นั
ปัญญารู้จักวธิ ีการละเหตุแห่งความเส่ือม
และสร้างเหตุแห่งความเจริญ (อุปายโกศล)
คือ รู้ท้งั ๒ ดา้ น เรียกวา่ “รู้ครบวงจร” เพือ่
ระวงั ความชวั่ และสร้างความดีความเจริญ

๒หน่วยการเรียนรู้ท่ี พุทธประวตั ิ พระสาวก ศาสนิกชนตัวอย่าง และชาดก

พระพุทธเจา้ เป็ นบุคคลผูเ้ พียบพร้อมดว้ ย
คุณความดีหลายประการ พระองค์ทรงส่ังสม
ธรรมบารมีมาหลายภพชาติ เพื่อมาเสวยชาติ
เป็ นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยหมาย
พระทยั จะสั่งสอนแนวทางการดาเนินชีวิตที่
ประเสริฐแก่ชาวโลก

พุทธสาวก พุทธสาวิกาต่างๆ ผูม้ ีจริยาวตั ร
อนั งดงาม เพราะดาเนินชีวิตตามคาสอนของ
พระพุทธองค์ เป็ นตวั อย่างท่ีแสดงให้เห็นถึง
คุ ณ ค่ า ค า ส อ น ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า อ ย่ า ง
ชัดเจน ดังน้ันพุทธประวัติ ประวัติสาวก
ตลอดจนชาดก จึงควรค่าอยา่ งยงิ่ แก่การศึกษา

๑. พุทธประวตั ิ

๑.๑ การตรัสรู้

เมื่อทรงผนวชแลว้ พระสิทธตั ถะโคตมะไดศ้ ึกษาคน้ ควา้ ทางพน้ ทุกขอ์ ยเู่ ป็นเวลา ๖ ปี
หรือสามารถจะกล่าวไดว้ า่ พระองคท์ รงเป็นมนุษยผ์ ฝู้ ึกตนไดอ้ ยา่ งสูงสุด โดยพระองคท์ รง
บาเพญ็ กิริยาต่างๆ ที่เป็นการฝึกฝนตน แบ่งเป็นข้นั ตอนตามลาดบั ดงั ต่อไปน้ี

ข้นั ที่ ๑ ทรงฝึ กปฏบิ ตั ิโยคะ
ในแควน้ มคธสมยั น้นั มีอาจารยผ์ ูม้ ีช่ือเสียงอยู่

๒ ท่านที่สอนวิธีฝึ กปฏิบตั ิโยคะ คือ “อาฬารดาบส กาลาม
โคตร” กบั “อุททกดาบส รามบุตร” พระสิทธตั ถะโคตมะ
ทรงไปขอศึกษาและปฏิบตั ิ จนไดส้ าเร็จฌานสมาบตั ิ ๗ ข้นั
จากอาฬารดาบส และไดฌ้ านสมาบตั ิข้นั ท่ี ๘ จากอุททก
ดาบสกท็ รงทราบดว้ ยพระองคเ์ องวา่ ยงั ไม่ใช่ทางพน้ ทุกขท์ ่ี
แทจ้ ริง จึงแสวงหาทางพน้ ทุกขโ์ ดยลาพงั ต่อไป

๑.๑ การตรัสรู้

ข้นั ที่ ๒. ทรงบาเพญ็ ตบะ
หลงั จากฝึ กปฏิบตั ิโยคะก็ทรงหนั มาบาเพญ็

ตบะ คือการทรมานตนเองให้ลาบากดว้ ยวิธีต่างๆ เช่น
เปลือยกายตากลมและฝน ไม่ฉนั ปลาและเน้ือ กินโคมยั
(มูลโค) แต่ก็ยงั ไม่พบทางพน้ ทุกข์จึงหันมาเริ่มงานข้นั
ที่ ๓ อนั เป็นข้นั สุดทา้ ยของตบวธิ ี

ข้ันที่ ๓. ทรงบาเพ็ญทุกกรกิริยา “ทุกกรกิริยา” แปลว่า การกระทาท่ีทาได้ยากย่ิง
พระองคท์ รงกระทาเป็น ๓ ข้นั ตอนตามลาดบั ดงั น้ี
ข้นั ท่ี ๑. กดั ฟัน คือ กดั ฟันเขา้ หากนั เอาลิ้นดุนเพดาน นานจนเกิดความร้อนในร่างกาย
ข้นั ที่ ๒. กล้นั ลมหายใจ คือกล้นั ลมหายใจใหน้ านท่ีสุด
ข้นั ท่ี ๓. อดอาหาร คือ ค่อยๆ ลดอาหารลงทีละนอ้ ย ในท่ีสุดก็ไม่เสวยอะไรเลยเป็ น
เวลานาน จนกระทง่ั ร่างกายผา่ ยผอมเหลือแต่หนงั หุม้ กระดูก

๑.๑ การตรัสรู้

พระองคท์ รงตระหนกั วา่ แนวทางท่ีทรงทามาเป็นเวลา ๖ ปี เตม็ เป็นแนวทางท่ี
ผดิ พลาด ในขณะเดียวกนั กบั ท่ีทรงคน้ พบทางสายใหม่ซ่ึงเรียกวา่ “มชั ฌิมาปฏิปทา” หรือ
“ทางสายกลาง” จากน้นั พระองคท์ รงดาเนินตามทางสายกลางเป็นข้นั สุดทา้ ย

ข้ันที่ ๔. ทรงบาเพ็ญเพียรทางจิต การบาเพญ็ เพียรทางจิต คือ ทรงคิดค้นหาเหตุผล
ทางดา้ นจิตใจนน่ั เอง เมื่อพระองคท์ รงเลิกทุกกรกิริยาแลว้ พระองคก์ ็เสด็จโดยลาพงั
ไปยงั ตาบลอุรุเวลาเสนานิคม ในตอนเชา้ ทรงรับขา้ ว “มธุปายาส” จากนางสุชาดา

พระองคเ์ สด็จขา้ มแม่น้าเนรัญชรามาฝ่ังตะวนั ตก ทรงประทบั
ณ โคนตน้ โพธ์ิ ทรงเขา้ สมาธิจนจิตต้งั มนั่ แน่วแน่ บรรลุฌาน
ท้ังสี่เป็ น “บาท” พิจารณาความเป็ นไปของธรรมชาติและ
ธรรมดาท้งั หลายจนเกิดเป็นฌาน
สิ่งท่ีพระองค์ตรัสรู้น้ีก็คือ กระบวนการเกิดข้ึนของทุกข์และ
การดบั ทุกข์ เรียกว่า “อริยสัจ” คือ ทุกข์ สมุทยั นิโรธ มรรค
เกิดข้ึนในเวลารุ่งอรุณของคืนวนั เพญ็ เดือนวสิ าขะ (เดือน ๖) ก่อนพทุ ธศกั ราช ๔๕

๑.๒ การก่อต้งั พระพุทธศาสนา

หลงั จากตรัสรู้แลว้ พระองคท์ รงพิจารณาเห็นวา่ สัตวโ์ ลกมีระดบั สติปัญญาแตกต่าง
กนั ดุจดอกบวั ระดบั ต่างๆ ในสระ ดงั น้นั พระองคจ์ ึงเร่ิมสง่ั สอนธรรมะใหแ้ ก่เวไนยสตั ว์ บุคคล
กลุ่มแรกท่ีพระองคเ์ สดจ็ พระราชดาเนินไปเทศนโ์ ปรด คือ ปัญจวคั คีย์ ณ ป่ าอิสิปตนมฤคทายวนั
โดยแสดงพระธรรมเทศนาท่ีเรียกว่า “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” เป็ นการเทศนาคร้ังแรก จึง
เรียกวา่ “ปฐมเทศนา” มีใจความยอ่ ๆ อยู่ ๔ ตอน ดงั น้ี

ตอนต้น ทรงช้ีวา่ มีทาง “สุดโต่ง” ที่ไม่ทาใหพ้ น้ ทุกขค์ ือ
การหมกมุ่นอยใู่ นกาม และการทรมานตวั เองใหล้ าบาก
ตอนทสี่ อง ทรงแสดง “ทางสายกลาง” หรืออริยมรรค
หนทางการดบั ทุกข์
ตอนทส่ี าม ทรงแสดงอริยสจั ๔ ที่พระองคต์ รัสรู้
ตอนสุดท้าย เป็นการสรุปการเทศนาคร้ังน้ี

๑.๒ การก่อต้งั พระพุทธศาสนา

หลงั จากการแสดงธรรมจบลง “โกณฑัญญะ” หัวหน้า
ปัญจวคั คียไ์ ด้ “ดวงตาเห็นธรรม” จึงกราบทูลขอบวช ภาย
หลงั ปัญจวคั คียอ์ ีกสี่คนกเ็ กิดศรัทธาในคาสงั่ สอนของพระพทุ ธ
องค์ กราบทูลขอบวชเช่นกัน ต่อมาปัญจวคั คียท์ ้งั ๕ ได้เกิด
“อนัตตลกั ขณสูตร” กไ็ ดบ้ รรลุเป็นพระอรหนั ต์

ในเวลาต่อมา ยสกุลบุตร บุตรเศรษฐีเมืองพาราณสีพร้อมด้วยสหายและ
บริวารจานวน ๕๕ คน ไดม้ ากราบทูลขอบวช ในระยะเริ่มแรกน้ี พระพุทธองค์ทรงมี
สาวกซ่ึงสาเร็จเป็นพระอรหนั ตจ์ านวน ๖๐ องค์ จึงทรงส่งท่านเหล่าน้ีแยกยา้ ยส่ังสอน
ประชาชนในแวน่ แควน้ ต่างๆ

ต่อมาพระพทุ ธองคไ์ ดเ้ สดจ็ โปรดพระเจา้ พิมพิสารและประชาชนบางสว่ นที่
แควน้ มคธจนไดบ้ รรลุโสดาบนั และพระเจา้ พิมพิสารไดท้ รงถวายสวนไผ่(วดั เวฬุวนั )
เป็นวดั แห่งแรกในพระพทุ ธศาสนา

๑.๒ การก่อต้งั พระพทุ ธศาสนา

ณ เมืองราชคฤห์น้ีเอง มีเดก็ หนุ่ม ๒ คนซ่ึงเป็นศิษยน์ กั ปรัชญา
เมธีช่ือดัง ได้มาขอบวชเป็ นสาวก ซ่ึงต่อมามีช่ือเรี ยกในทาง
พระพุทธศาสนาว่า “พระสารีบุตร” และ “พระโมคคัลลานะ” ท้งั
สองท่านไดร้ ับแต่งต้งั จากพระพทุ ธองคใ์ หเ้ ป็นพระอคั รสาวก ซ่ึงท้งั
สองท่านได้เป็ นกาลังสาคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้
แพร่หลายในเวลาอนั รวดเร็ว

หลงั จากการประดิษฐานของพระพุทธศาสนามีความมน่ั คงในแควน้ มคธไดไ้ ม่
นาน พระพทุ ธศาสนาก็ไปมีศูนยก์ ลางแห่งใหม่ที่เมืองสาวตั ถี แควน้ โกศล โดยเศรษฐีอนาถ
บิณฑิกะได้สร้างวดั พระเชตวนั ทูลถวายแก่พระพุทธองค์ ตลอด ๔๕ ปี พระพุทธองค์
ประทบั อยูท่ ่ีวดั เชตวนั บ่อยคร้ังเป็ นเวลานาน พระองคไ์ ดต้ รัสสอนประชาชนท่ีวดั น้นั เป็ น
ส่วนมาก ชีวิตของพระบรมศาสดาเป็ นเป็ นตวั อย่างบุคคลท่ีทางานเพื่อประโยชน์แก่สังคม
โลกอยา่ งที่สุด สงั เกตุจาก “พุทธกิจ ๕ ประการ” ท่ีพระองคท์ รงบาเพญ็ เป็นกิจวตั รอยา่ งไม่
เหน็ดเหนื่อยพระวรกาย

๑.๒ การก่อต้งั พระพุทธศาสนา

เมื่อพระชนมายยุ า่ งเขา้ ๘๐ พรรษา พระองคก์ เ็ สดจ็ ดบั
ขนั ธป์ รินิพพาน ณ สาลวโนทยาน (สวนสาละ) เมืองกสุ ินารา ณ วนั
เพญ็ เดือนวสิ าขะ

พระสรีระของพระบรมศาสดาไดด้ บั สลายไปแลว้ ยงั คง
เหลือแต่ “พระปัจฉิมโอวาท” ที่ตรัสสงั่ เหล่าสาวกในวนิ าทีสุดทา้ ยวา่

“ภิกษทุ ั้งหลาย บัดนีเ้ ราขอเตือนพวกเธอ สังขารท้ังหลายมีความเส่ือม
สิ้นไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงทากิจของตนเพื่อผ้อู ื่นให้พร้อมด้วย
ความไม่ประมาทเถิด”

๒. ประวตั พิ ุทธสาวก พทุ ธสาวกิ า

๒.๑ พระอสั สชิ

พระอสั สชิเถระเป็ นบุตรพราหมณ์แห่งกรุงกบิลพสั ดุ์ เม่ือคร้ังเจา้ ชายสิทธตั ถะ
ทรงบาเพญ็ ทุกกรกิริยา ท่านโกณฑญั ญะไดช้ วนท่านอสั สชิพร้อมสหายไปเฝ้าปรนนิบตั ิ
และเมื่อพระโพธิสตั วไ์ ดต้ รัสรู้เป็นพระพทุธเจา้ แลว้ ไดเ้ สด็จไปแสดงธมั มจกั กปั ปวตั นสูตร
โปรดแก่เหล่าปัญจวคั คีย์ ท่านกไ็ ดด้ วงตาเห็นธรรม และไดบ้ วชเป็นสาวกของพระพทุ ธองค์

พระอสั สชิเถระหลงั จากบรรลุเป็ นพระอรหันต์
แลว้ ท่านไดเ้ ป็ นหน่ึงในจานวนพระสาวก ๖๐ องค์ ท่ีพระ
พุทธองค์ทรงส่งไปประกาศพุทธศาสนา ดว้ ยอริยาบถอนั
สงบสารวมของท่านขณะบิณฑบาตอยู่ ไดเ้ ป็ นท่ีประทบั ใจ
ของมาณพหนุ่มนามวา่ “อุปติสสะ” และท่านไดแ้ สดงธรรม
อนั เป็ น “แก่น” แห่งอริยสัจ ๔ แก่อุปติสสะ เมื่อได้ฟังก็
“ดวงตาเห็นธรรม”

* พระอสั สชิเถระไดร้ ับความเคารพอยา่ งสูงจากอุปติสสะ ซ่ึงต่อมาคือ พระสารีบุตรเถระ

๒.๑ พระอสั สชิ

คุณธรรมทคี่ วรถือเป็ นแบบอย่าง

มคี วามอ่อนน้อมถ่อมตน เป็ นครูที่ดี ครูทาหน้าท่ี ๒ ประการคือ
เห็นได้จากเมื่อท่านพบกับอุปติสสะ ถ่ายทอดศิลปวิทยา และเป็ นแบบอย่าง
มาณพ ท้ังที่ท่านได้เป็ นพระอรหันต์ แห่งความประพฤติ พระอสั สชิเป็นครูท่ีดี
เขา้ ใจหลกั ธรรมอยา่ งถ่องแท้ แต่ท่านยงั ของพระสารีบุตร ท้งั ในเร่ืองหลกั คาสอน
พดู กบั อุปติสสะดว้ ยความอ่อนนอ้ มถ่อม และศีลาจาวตั ร บุคคลิกอนั น่าเลื่อมใส
ตน ไม่คิดวา่ ตนเองเก่ง

เป็ นผู้มั่นคงในหลักการของพระพุทธศาสนา
ในบรรดาปัญจวคั คีย์ พระอสั สชิไดร้ ับยกย่อง
จากประชาชนวา่ เป็นพระผใู้ หญ่ที่มีช่ือเสียงรูป
หน่ึง ท่านมกั กล่าวแสดงหลกั ธรรมโดยสังเขป
แต่ไดใ้ จความครอบคลุมหลกั พระพุทธศาสนา
ท้งั หมด อธิบายถึงแก่นของหลกั ธรรม

๒.๒ พระกสี าโคตมเี ถรี

กีสาโคตมีนางเป็ นธิดาของตระกูลที่เก่าแก่ตระกูลหน่ึง
ในเมืองสาวตั ถี เม่ือนางแต่งงานไดไ้ ปอยกู่ บั ตระกูลสามี ต่อมา
นางไดใ้ หก้ าเนิดบุตรชายน่ารักคนหน่ึง นาความปลาบปล้ืมแก่
สมาชิกท้งั หมดในตระกูล แต่ความปลาดปล้ืมน้นั ก็อยไู่ ดเ้ พียง
ไม่นาน บุตรนอ้ ยของนางเสียชีวิตกระทนั หนั นางเสียใจจนสติ
ฟ่ันเฟื อน ไม่ยอมใหใ้ ครเผาศพลูกชาย คิดแต่เพียงลูกยงั ไม่ตาย

นางไดแ้ ต่อุม้ ศพลูกนอ้ ยเดินตามหาคนรักษาใหล้ ูกฟ้ื นคืน มีลุงคนหน่ึงไดก้ ล่าวใหน้ าง
ยอมรับความจริงวา่ ไม่มียาใดรักษาได้ แต่ไม่เป็นผล ลุงจึงแนะใหน้ างไปหาพระพทุ ธเจา้

เม่ือนางกีสาโคตมีพบพระพุทธเจา้ จึงขอใหพ้ ระองคป์ ระทานยาให้ พระพทุ ธองคไ์ ม่
ปฏิเสธที่จะรักษา เพียงแต่ใหน้ างไปหา เมลด็ พนั ธุผ์ กั กาดมาสกั กามือ จากบา้ นที่ไม่มีใครตาย
เลยเพ่ือมาทายา ดว้ ยความดีใจนางเที่ยวอุม้ ศพลูกตามหาเมลด็ พนั ธุ์ แทบทุกบ้านมีเมลด็ พนั ธุ์
แต่ไม่มีบา้ นใดท่ีไม่เคยมีคนตาย ทนั ใดน้นั นางก็ “ได้คิด” และ “คิดได้” ว่าความตายเป็ น
สัจจะแห่งชีวิต จึงหายโศกเศร้าจดั การเผาศพลกู และกลบั มาพบพระพทุ ธองค์

๒.๒ พระกสี าโคตมีเถรี

เม่ือนางกลบั ไปเขา้ เฝ้าพระพุทธองค์ พระองค์ตรัสถามถึงเมล็ดพนั ธุ์ผกั กาด
นางกราบทูลดว้ ยความจริงวา่ ไม่มีเมลด็ พนั ธุ์ เพราะไม่มีบา้ นใดไม่มีคนตาย และนางปลง
ไดแ้ ลว้ หมดสิ้นความเสียใจแลว้ พระพทุ ธเจา้ จึงตรัสวา่

“ดีละ ก่อนนีเ้ ธอเข้าใจว่าลูกของเธอเท่าน้ันตาย บัดนีเ้ ธอรู้แล้วใช่ไหมว่าคนที่เกิดมาต้อง
ตายทุกคน มัจจุราชไม่ละเว้นใครๆ มันฉุดคร่ าเหล่าสัตว์ไปสู่ความตายท้ังน้ัน” และตรัส
โศลกธรรมส้นั ๆ วา่
“มฤตยยู ่อมพาชีวิตของคนที่ยึดติดมวั มาในบตุ รและในทรัพย์สินไป ดจุ เดียวกับกระแสนา้
หลากมาพดั พาเอาชีวิตของประชาชนผ้นู อนหลบั ใหลไป ฉะน้ันแล”

เมื่อสิ้นสุดพระธรรมเทศนา กีสาโคตมีกไ็ ดบ้ รรลุโสดาปัตติผล กราบทูลขอ
อุปสมบทเป็นภิกษณุ ี พระองคท์ รงส่งเธอไปบวชในสานกั ภิกษณุ ีสงฆ์ เม่ือบวชแลว้ มีนามวา่
พระกีสาโคตมีเถรี และไดบ้ รรลุพระอรหนั ตผ์ ลในเวลาต่อมา เม่ือท่านพจิ ารณาเปลวเทียน
เปรียบดงั ชีวติ สตั วท์ ้งั หลายที่เกิดข้ึนและดบั ไป ตอ้ งเวยี นวา่ ยจนกวา่ จะบรรลุพระนิพพาน

๒.๒ พระกสี าโคตมเี ถรี เป็ นผู้มคี วามคดิ ฉับไว ในขณะนางเดิน
ตามหาเมลด็ พนั ธุน์ างก็ “ได้คิด” และ
คุณธรรมทคี่ วรถือเป็ นแบบอย่าง “คิดได้” ในเวลาไม่นานนกั

เป็ นผู้มคี วามเคารพนอบน้อมยง่ิ สมยั เป็ นผู้มชี ีวติ เรียบง่าย สมยั เป็นฆารวาส
นางเป็นฆารวาส นางเป็นคนมีความ นางเป็นสะใภข้ องตระกลู ร่ารวย เมื่อ
เคารพนอบนอ้ มต่อสามีและต่อบิดา มาบวชแลว้ กลบั เป็นอยอู่ ยา่ งง่ายๆ
มารดาอยา่ งยง่ิ สนั โดษดว้ ยปัจจยั ส่ี

เป็ นครูทด่ี ขี องสตรีท้งั หลาย
ประสบการณ์ชีวติ ของนางกลายเป็น
ประโยชน์ต่อสตรีท้งั หลายผตู้ กอยใู่ น
หว้ งแห่งความทุกข์ และสตรีท้งั หลาย
มกั ไปหานางเพอื่ ฟังธรรม

๒.๓ พระนางมัลลกิ า พระนางมลั ลิกาเป็นธิดาของมลั ลกษตั ริย์องค์
หน่ึง ในเมืองกสุ ินาราภายหลงั ไดส้ มรสกบั พนั ธุลเสนาบดี
ภายหลงั เมื่อแต่งงานแลว้ เป็นเวลานาน พระนางก็ยงั ไม่มี
บุตรไวส้ ืบตระกูล จนสามีคิดวา่ นางเป็นหมนั จึงส่งพระ-
นางกลบั ตระกูลของตน พระนางจึงรู้สึกเสียใจมากแต่สู้
อดกล้นั ไว้ และก่อนกลบั ไดไ้ ปถวายบงั คมพระพทุ ธเจา้ ท่ี
วดั เชตวนั ก่อน

พระพทุ ธองคท์ รงไตร่ถาม เม่ือทรงทราบความจึงตรัสวา่ “ถ้าเธอจะกลับเพราะ
เหตุนี้ ไม่ต้องกลับกไ็ ด้” พระนางมลั ลิกาคิดว่าพระพุทธเจา้ ทรงรอบรู้การณ์ไกล จึงดีใจ
และกลบั ไปหาพนั ธุลเสนาบดีผเู้ ป็นสามี และต่อมาไม่นานพระนางก็ต้งั ครรภ์ เม่ือนางแพ้
ทอ้ งอยากอาบและดื่มน้าในสระโบกขรณี อนั เป็ นสระน้ามงคล และเป็ นท่ีหวงแหนของ
พวกเจา้ ลิจฉวีเมืองไพศาลี แต่พนั ธุลเสนาบดีก็พยายามฝ่ าอนั ตรายจากกลุ่มเจา้ ลิจฉวีจน
สาเร็จ ต่อมาพระนางไดค้ ลอดบุตรชายฝาแฝดสิบหกคร้ัง คร้ังละ ๒ คน บุตรท้งั ๓๒ คน
เม่ือเจริญวยั แลว้ ต่างเชี่ยวชาญศิลปวทิ ยาดา้ นต่างๆ

๒.๓ พระนางมัลลกิ า

ต่อมาพนั ธุลเสนาบดีพร้อมบุตรชาย ๓๒ คนถูกลอบสังหารจนสิ้นชีวิตท้งั หมด ซ่ึง
วนั น้นั พระนางมลั ลิกานิมนต์พระสารีบุตรและพระโมคคลั ลานะ พร้อมภิกษุ ๕๐๐ รูป ไปฉัน
ภตั ตาหารที่บา้ น เมื่อนางทราบเรื่องการตายของสามีและบุตรจากจดหมายก็ยงั คงเก็บความรู้สึก
และถวายภตั ตาหารต่อเหมือนไม่เกิดอะไรข้ึน

ขณะน้นั สาวใชถ้ ือถาดเนยใส่เขา้ มา ทาถาดตกแตกต่อหนา้ พระสารีบุตรเถระ
พระสารีบุตรกล่าวสอนวา่ “ของที่จะต้องแตกเป็นธรรมดา กแ็ ตกไปแล้ว ไม่ควรคิด
อะไรมาก”

พระนางมลั ลิกาจึงเรียนต่อพระเถระวา่ สามีและบุตรตายเสียแลว้ ยงั ไม่คิด
อะไร เพยี งแค่ถาดเนยแตกจะคิดอะไรเล่า พระสารีบุตรไดเ้ ทศนาสอนในพระนาง
มลั ลิกาเขา้ ใจชีวติ ความวา่ “ชีวิตของสัตว์ท้ังหลายในโลกนี้ ไม่มนี ิมิตรหมาย สั้นนัก
เป็นอย่ลู าบากและประกอบด้วยทกุ ข์”

๒.๒ พระนางมลั ลกิ า เข้าใจโลกและชีวติ พระนางมีความ
เขา้ ใจธรรมดาโลกและชีวติ เป็นอยา่ ง
คุณธรรมทคี่ วรถือเป็ นแบบอย่าง ดี ไม่ดีใจเกินไปเม่ือไดส้ ุข ไม่เสียใจ
เกินไปเม่ือเป็ นทุกข์
เป็ นสาวกิ าทดี่ ขี องพระพุทธเจ้า กรณีที่
พระนางถูกสามีส่งกลบั บา้ นเกิด กค็ ิดถึง เป็ นผู้มใี จกว้าง แมส้ ามีและบุตรจะถูก
พระพทุ ธเจา้ ก่อนอ่ืน ก่อนจะทาอะไรกใ็ ห้ ฆ่าแต่นางกไ็ ม่ผกู จิตอาฆาตพยาบาทผู้
“นึกถึงพระ” ก่อนแลว้ โอกาสพลาดจะ เป็นตน้ เหตุใหพ้ วกเขาตาย
นอ้ ยลง
เป็ นภรรยาทดี่ ี แมถ้ ูกสามีส่งกลบั
เป็ นผู้มคี วามอดทน พระนางมีขนั ติ มาตุภูมิเพราะเป็นหมนั กย็ นิ ดีปฏิบตั ิ
ธรรมสูงยงิ่ เสมือนวา่ ไม่มีสิ่งใดเกิดข้ึน ตาม ไม่เคยกล่าวโทษสามี
สู้อดกล้นั ความเสียใจและยงั ปฏิบตั ิ
หนา้ ท่ีการเล้ียงภตั ตาหารแด่พระสงฆ์
ตามปกติ

๒.๔ หมอชีวกโกมารภัจจ์

หมอชีวกโกมารภจั จเ์ ป็นบุตรของนางสาลวดี นางนครโสเภนี
ประจาเมืองราชคฤห์ นางต้งั ครรภโ์ ดยบงั เอิญจึงนาบุตรชาย

ไปทิ้งไวท้ ่ีกองขยะนอกเมือง เคราะห์ดีที่อภยั ราชกมุ าร
พระโอรสของพระเจา้ พิมพิสารไปพบจึงทรงนามาเล้ียงเป็น

บุตรบุญธรรม ต้งั ช่ือใหว้ า่ ชีวกโกมารภจั จ์

เมื่อชีวกโกมารภจั จ์โตข้ึนก็ถูกพวกเด็กๆ ในวงั ลอ้ เลียนว่าเป็ นลูกไม่มีพ่อ ดว้ ย
ความมานะจึงหนีพระบิดาเล้ียงไปเรียนศิลปวชิ าที่เมืองตกั กสิลา โดยเลือกเรียนวิชาแพทย์
เน่ืองจากไม่มีค่าเรียนจึงอาสาอยรู่ ับใชอ้ าจารย์ และเป็นเด็กอ่อนนอ้ มถ่อมตน จึงไดร้ ับการ
ถ่ายทอดความรู้อย่างไม่ปิ ดบงั หลงั จากจบการศึกษาก็กลบั มาเมืองราชคฤห์และไดถ้ วาย
การรักษาอาการประชวรพระเจ้าพิมพิสารและได้รับการแต่งต้ังเป็ นหมอหลวงและ
ประทานสวนมะม่วงให้เป็ นสมบตั ิ ในภายหลงั ท่านชีวกไดถ้ วายสวนมะม่วงให้เป็ นวดั ท่ี
ประทบั ของพระพุทธเจา้ และไดถ้ วายการรักษาแด่พระบรมศาสดาเม่ือทรงประชวน ถวาย
ตวั เป็นแพทยป์ ระจาพระองคอ์ ีกดว้ ย

๒.๔ หมอชีวกโกมารภัจจ์

คร้ังหน่ึงหมอชีวกไดไ้ ปถวายการรักษาพระเจา้ จณั ฑปัชโชตแห่งกรุงอุชเชนี
ไดร้ ับพระราชทานผา้ แพรเน้ือละเอียดมาผืนหน่ึง เขานาไปถวายพระพุทธเจา้ ในสมยั
น้นั ภิกษุสงฆจ์ ะถือผา้ บงั สุกุลอยา่ งเดียว(ผา้ ที่ชาวบา้ นทิ้งแลว้ ) พระพุทธเจา้ ไม่อนุญาต
ให้รับผา้ จีวรท่ีทาถวาย หมอชีวกจึงกราบทูลพระพุทธเจา้ ให้ทรงรับผา้ แพรท่ีเขานอ้ ม
ถวาย และทรงอนุญาตใหพ้ ระสงฆร์ ับผา้ จีวรท่ีชาวบา้ นถวายต้งั แต่น้นั เป็นตน้ มา

หมอชีวกโกมารภจั จเ์ ป็ นอุบาสกที่ดีคนหน่ึง นอกจากถวายการรักษาพระพุทธองค์
พระภิกษุ และประชาชนแล้ว ยงั หาเวลาเข้าเฝ้าทูลถามปัญหาข้อข้องใจในธรรมะจาก
พระพทุ ธเจา้ อยเู่ สมอ ตลอดชีวติ ท่านทาแต่สิ่งดีงาม ช่วยเหลือผอู้ ื่นโดยไม่คิดถึงความยากดีมีจน
จนไดร้ ับการยกยอ่ งเป็น เอตทคั คะ ในทาง “เป็ นทรี่ ักของปวงชน” และเป็น “บรมครูแห่งวงการ
แพทย์แผนโบราณ”

๒.๔ หมอชีวโกมารภจั จ์ เป็ นผู้ใฝ่ รู้และมคี วามพากเพยี รสูงยง่ิ
แมไ้ ม่มีเงินค่าเรียน กใ็ ชก้ ารรับใชง้ าน
คุณธรรมทคี่ วรถือเป็ นแบบอย่าง อาจารย์ และกบั สิทธ์ิการไดศ้ ึกษา
ต้งั ใจอดทนจนกระทงั่ สาเร็จการศึกษา
เป็ นผู้มีแรงจูงใจใฝ่ สัมฤทธ์ิสูงย่ิง มี
ความต้ังใจแน่ วแน่ ในการศึกษา เป็ นผู้เสียสละอย่างยง่ิ เป็นท้งั แพทย์
วชิ าการ เม่ือถูกดูหมิ่นก็กลบั คิดในทาง หลวง แพทยป์ ระจาพระองค์ และยงั
สร้างสรรคเ์ ป็นแรงพลกั ดนั จนสาเร็จ ตอ้ งดูแลประชาชนอีกดว้ ย เสียสละ
ความสุขส่วนตนช่วยเหลือผอู้ ื่น
เป็ นอุบาสกทดี่ ี หมอชีวกมีความเคารพ
ในพระพุทธเจ้าและยึดมั่นในพระ
รัตนตรัยมาก อีกท้งั ยงั ชกั จูงคนท่ียงั ไม่
มีศรัทธาให้เกิดความศรัทธาในพระ
รัตนตรัย

๓. ศาสนิกชนตวั อย่าง

๓.๑ พระนาคเสน - พระยามลิ นิ ท์

พระนาคเสนเป็นพระสาวกของพระพุทธเจา้ ในยคุ
หลงั ซ่ึงมีชีวติ อยรู่ าวพุทธศตวรรษที่ ๖ ท่านเป็นบุตรพราหมณ์
ช่ือ “โสณุตตระ” พระนาคเสนเป็ นผูใ้ ฝ่ รู้ใฝ่ ศึกษาและเฉลียว
ฉลาด สาเหตุท่ีท่านออกบวชในพระพุทธศาสนาก็เพราะ
เล่ือมใสในพระโรหณเถระและตอ้ งการเรียน “ศิลปท่ีสูงสุด”

เม่ือนาคเสนกุมารบวชเป็ นสามเณรแลว้ พระโรหณะผูเ้ ป็ นอุปัชฌายเ์ ห็นว่า
สามเณรนาคเสนเป็ นผูม้ ีปัญญาสมควรจะให้ศึกษาปรมตั ถธรรมท่ีลึกซ้ึงก่อน จึงให้เรียน
พระอภิธรรม ๗ คมั ภีร์ สามเณรฟังเพียงคร้ังเดียวก็สามารถจาไดท้ ้งั หมด ต่อมาเม่ือสามเณร
นาคเสนมีอายคุ รบ จึงไดอ้ ุปสมบทเป็นพระภิกษโุ ดยพระโรหณะเป็นพระอุปัชฌาย์ วนั หน่ึง
พระนาคเสนก็คิดในใจวา่ พระอุปัชฌายข์ องเราเป็นคนโง่เขลา ไม่เคยสอนพระพุทธวจนะ
อ่ืนเลย พระโรหณะรู้ความคิดของพระนาคเสน จึงช้ีแจงวา่ ไม่สมควรที่จะคิดเช่นน้นั

๓.๑ พระนาคเสน-พระยามลิ นิ ท์

พระนาคเสนนึกอศั จรรยใ์ จวา่ พระอุปัชฌายร์ ู้ความคิดในใจตนไดอ้ ยา่ งไร จึงคิดวา่ พระ
อุปัชฌายม์ ีปัญญาควรจะขอขมาให้ท่านงดโทษ พระโรหณะจึงบอกว่าแค่ขอขมาไม่พอ ถา้ พระ
นาคเสนทาใหพ้ ระยามิลินท์ กษตั ริยเ์ มืองสาคลนครเล่ือมใสไดเ้ มื่อใด ท่านจึงจะงดโทษให้

วนั หน่ึงพระนาคเสนไดต้ ามพระเถระไปฉนั ภตั ตาหารท่ีบา้ นอุบาสิกา เมื่อฉันเสร็จพระ
นาคเสนกล่าวอนุโมทนากถา ในขณะที่กล่าวน้นั อุบาสิกาฟังไปดว้ ยพิจารณาตามไปดว้ ยจนได้
บรรลุโสดาบนั และพระนาคเสนกไ็ ดบ้ รรลุเป็นโสดาบนั ดว้ ย

หลงั จากน้นั พระนาคเสนไดถ้ ูกส่งไปเรียนพทุ ธวจนะกบั พระธรรมรักขิตท่ีอโศการาม
ซ่ึงในสานกั วดั อโศการามน้นั มีพระเถระจากสิงหลรูปหน่ึงนามว่า “ติสสทัตตะ” ในตอนแรก
พระนาคเสนถือตวั ว่าเกิดในตระกูลพราหมณ์ ไม่ตอ้ งการเรียนร่วมกบั “มิลักขะ” จึงถูกพระ
ธรรมรักขิตตกั เตือน แมพ้ ระนาคเสนจะมีสติปัญญาดี มีความเชี่ยวชาญเป็นเลิศ แต่เป็นผูม้ ีกิเลศ
หนาไม่สามารถลิ้มรสแห่งมรรคผล พระธนาคเสนจึงต้งั ใจเจริญสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน
จนสาเร็จอรหันต์ ในช่วงน้ันกษตั ริยเ์ ช้ือสายกรีกนาม “พระยามิลินท์” อวดอ้างว่ารู้ศาสนา
ปรัชญามากกวา่ ใคร มีมิจฉาทิฐิอยา่ งมาก แต่เม่ือไดโ้ ตว้ าทะและฟังหลกั แห่งพระพทุ ธศาสนาจาก
พระนาคเสนแลว้ ยอมรับในพทุ ธศาสนาในท่ีสุด

๓.๑ พระนาคเสน-พระยามลิ นิ ท์ ยอมรับผดิ และแก้ไขตนเอง เป็น
ธรรมดาท่ีผมู้ ีความรู้มากจะเชื่อมนั่ ใน
คุณธรรมทคี่ วรถือเป็ นแบบอย่าง ตนเองสูง กลายเป็นทิฐิมานะ ดูหมิ่น
คนอ่ืน แต่เมื่อรู้ตวั กพ็ ยายามแกไ้ ข
เป็ นผู้ใฝ่ รู้อย่างยงิ่ “ธัมมกามตา” คือมี
ฉนั ทะใคร่รู้ใคร่ศึกษา ทาใหพ้ ระนาคเสน เป็ นนักสอนธรรมทม่ี เี ทคนิคการ
เรียนจบไตรเพทต้งั แต่อายยุ งั นอ้ ย สอนดเี ยยี่ ม วธิ ีท่ีดีเยย่ี มวธิ ีหน่ึงคือ
เช่ียวชาญในพระอภิธรรม และเรียนจบ การเปรียบเทียบ โดยยกอุปมาอุปไมย
พระไตรปิ ฎกในเวลาไม่นาน ใหเ้ ห็นเป็นรูปธรรม

เป็ นผู้มปี ฏภิ าณอย่างยอดเยย่ี ม พระนาค
เสนเด่นมากในขอ้ น้ี เม่ือคร้ังโตว้ าทะกบั
พระยามิลินท์ กไ็ ดโ้ ตอ้ ยา่ งเฉียบคมหลกั
แหลม จนพระยามิลินทต์ อ้ งยอมรับ

๓.๒ สมเดจ็ พระวนั รัต (เฮง เขมจารี)

สมเด็จพระวนั รัตมีนามว่า เฮง หรือ กิมเฮง นามฉายาว่า
เขมจารี เกิดท่ีจงั หวดั อุทยั ธานี ในครอบครัวชาวจีน เมื่อท่านอายุ ๘
ปี ป้าของท่านไดพ้ าไปฝากใหเ้ รียนหนงั สือในสานกั พระอาจารยช์ งั
วดั ขวดิ จนมีความรู้หนงสือไทย คร้ันอายุ ๑๑ ปี ยายและป้าไดพ้ าไป
ฝากในสานักปลดั ใจ ไดศ้ ึกษาภาษาบาลี ไดศ้ ึกษาวิชาธรรมต่างๆ
คร้ันอายุ ๑๒ ปี ไดบ้ รรพชาเป็ นสามเณรแต่ตอ้ งสึกออกมาเพื่อไป
เซ่นไหวบ้ รรพบุรุษตามธรรมเนียมจีน

เม่ืออายยุ า่ งเขา้ ๑๓ ปี จึงบรรพชาเป็ นสามเณรอีกคร้ัง ศึกษาภาษาบาลีและธรรมบท
มากมาย จนอายุ ๑๗ ปี จึงลงมาอยูท่ ่ีวดั มหาธาตุยวุ ราชรังสฤษฎ์ิ กรุงเทพฯ และไดเ้ ขา้ สอบพระ
ปริยตั ิธรรมสนามหลวงจนไดเ้ ปรียญ ๕ ต่อมาย่างเขา้ ๒๒ ปี ไดอ้ ุปสมบทเป็ นพระภิกษุ โดยมี
สมเด็จพระวนั รัต(ทิต) เป็ นพระอุปัชฌายท์ ่านสอนภาษาบาลีไดเ้ ปรียญธรรม ๙ ประโยคเมื่ออายุ
๒๔ ปี สมเด็จพระวันรัตเป็ นผู้แตกฉานในพระปริ ยตั ิธรรม ท่านได้อบรมศิษย์จนทาให้
พทุ ธศาสนิกชนทุกสถานที่ใหค้ วามเล่ือมใส ท่านไดร้ ับแต่งต้งั เป็นเจา้ คณะแขวงบางกอกนอ้ ย เป็น
เจา้ อาวาสวดั มหาธาตฯ เป็นปลดั คณะแขวงในพระนคร เป็นประธานสงั ฆสภาองคแ์ รก

๓.๒ สมเดจ็ พระวนั รัต (เฮง เขมจารี) เป็ นผู้มคี วามกตญั ญูกตเวที เช่น การที่
ท่านเคารพอุปัชฌายแ์ ละบิดามารดาของ
คุณธรรมทคี่ วรถือเป็ นแบบอย่าง ท่านมาก ไม่เคยปรากฏอาการที่แสดง
ความไม่เคารพ
เป็ นผู้เคารพต่อพระรัตนตรัย ท่าน
เป็ นพระเถระที่เคร่งครัดในการทา เป็ นนักการปกครองทด่ี เี ยยี่ ม ท่านไดร้ ับ
วตั รไหวพ้ ระสวดมนตท์ ุกค่าเชา้ โดย การไวว้ างใจจากพระเถระใหเ้ ล่ือน
ท่านปรารภวา่ “การลงทาวตั รเช้าคา่ ตาแหน่งสูงข้ึนเร่ือยๆ สร้างความเจริญแก่
ทุกวนั นีก้ เ็ ทียบได้กับการไปสู่ที่ พระพทุ ธศาสนา ส่วนการบริหาร
บารุงของพระบรมศาสดา” การศึกษา ท่านสามารถทานุบารุงและจดั
การศึกษาฝ่ายมหานิกายใหเ้ จริญกา้ วหนา้
การบาเพญ็ สาราณยี ธรรม ท่านจะ
แบ่งปันลาภท่ีไดร้ ับมาใหก้ บั
พระสงฆห์ รือสามเณรอยา่ งเป็น
ธรรม ส่วนตวั ท่านกใ็ ชส้ อยส่ิงของ
สกั การะจากผศู้ รัทธาอยา่ งประหยดั

๓.๓ หลวงป่ ูมนั่ ภูริทตั โต

พระอาจารยม์ นั่ มีนามเดิมวา่ มน่ั ฉายา ภูริทตฺโต เกิดท่ี
จงั หวดั อุบลราชธานี พระอาจารยม์ นั่ เป็นผทู้ ่ีแขง็ แรง วอ่ งไว และ
สติปัญญาดีมาต้งั แต่เกิด ท่านไดเ้ รียนอกั ษรไทยนอ้ ย อกั ษรไทย
อกั ษรธรรม และอกั ษรของจนอ่านออกเขียนได้

ในขณะที่ท่านยงั เดก็ ท่านไดถ้ วายตวั เป็นศิษยก์ บั พระอาจารยเ์ สาร์ กนฺตสีโล ฝึก
กมั มฏั ฐาน ต่อมาเม่ืออายุ ๑๕ ปี ไดบ้ รรพชาเป็นสามเณรท่ีสานกั วดั บา้ นคาบง ได้ ๒ พรรษา
ก่อนท่ีจะลาสิกขาเพอ่ื ช่วยงานทางบา้ น

ต่อมาเม่ืออายุ ๒๒ ปี ท่านจึงเขา้ อุปสมบทที่วดั ศรีทอง จงั หวดั อุบลราชธานี
ไดร้ ับฉายาวา่ “ภูริทตฺโต” เม่ืออุปสมบทแลว้ ไดก้ ลบั สานกั ไปศึกษาวปิ ัสสนาธุระกบั ท่าน
พระอาจารยเ์ สาร์ กนฺตสีโล ณ. วดั เลียบ จงั หวดั อุบลราชธานี

๓.๓ หลวงป่ มู น่ั ภูริทตั โต

วตั รปฏิบตั ิของท่านมีดงั น้ี
๑. ผา้ ที่ใชท้ าสบง จีวร สงั ฆาฏิ คือผา้ ท่ีนามาจากการบงั สุกลุ เท่าน้นั
๒. ออกบิณฑบาตทุกวนั ยกเวน้ วนั ท่ีไม่มีฉนั
๓. ฉนั อาหารเฉพาะในบาตร ใครนามาถวายทีหลงั ท่านไม่รับ
๔. ฉนั อาหารม้ือเดียว
๕. มีภาชนะสาหรับฉนั ท่ีใชส้ าหรับใส่อาหาร คือบาตรเพียงอยา่ งเดียวเท่าน้นั
๖. อาศยั ตน้ ไมใ้ นป่ า หุบเขา หนา้ ผา เป็นที่ปฏิบตั ิธรรม
๗. เครื่องนุ่งห่มที่ใชม้ ีเพียงไตรจีวร ๓ ผนื เท่าน้นั

ท่านมีคติเตือนตนหรือศิษยานุศิษยว์ า่
“ดีใดไม่มโี ทษ ดีนั้นช่ือว่าดีเลิศ”
“ได้สมบตั ิท้ังปวงไม่ประเสริฐเท่าได้ตน เพราะตนเองเป็นท่ีเกิดแห่งสมบัติท้ังปวง”
“ต้นดี ปลายกด็ ี ครั้นผิดมาแต่ต้น ปลายกไ็ ม่ดี”

๓.๓ หลวงป่ ูมนั่ ภูริทตั โต
คุณธรรมทคี่ วรถือเป็ นแบบอย่าง

ปฏิบตั ิตามสมณวสิ ัย ไม่วา่ ท่านจะจาริกไปยงั ท่ีใดกต็ าม ท่านจะอบรมสงั่
สอนศีลธรรม ใหก้ บั ประชาชนในทอ้ งถ่ินน้นั ๆ ท้งั ในประเทศไทยและลาว

เอาใจใส่การศึกษาและปฏบิ ัติตามพระธรรมวนิ ัย ท่านเป็นผใู้ ฝ่ รู้ตงั แต่
เยาวว์ ยั โดยศึกษาอกั ษรธรรม อกั ษรของต้งั แต่ยงั เลก็ นอกจากน้ียงั ใส่ใจ
ศึกษาพระธรรมวนิ ยั และนามาปฏิบตั ิอยา่ งเคร่งครัด
มคี วามเพยี รในการสั่งสอน พยายามหมนั่ พร่าสอนศิษยใ์ หฉ้ ลาดดว้ ยการ
ฝึกฝนจิตใจ ตามหลกั สมถวปิ ัสสนา ท่านทาตนใหเ้ ป็นทิฏฐานุคติแก่ศิษย์
ท้งั ปวง

๓.๔ สุชีพ ปุญญานุภาพ

อาจารยส์ ุชีพ ปุญญานุภาพ เกิดท่ีจงั หวดั นครปฐม เดิม
ชื่อ “บญุ รอด” นามสกลุ ของท่านคือ สงวนเช้ือ ส่วนชื่อ สุ
ชีพ ปุญญานุภาพน้ีไดเ้ ปล่ียนมาใชห้ ลงั ท่านลาสิกขาจากสมน
เพศแลว้ โดยดดั แปลงจาก “สุชีโว” มาเป็น “สุชีพ”

อาจารยส์ ุชีพ เป็นผใู้ ฝ่รู้ใฝ่เรียน รักการศึกษาหาความรู้เพ่ิมเติมอยเู่ สมอ ท่าน
ประสบความสาเร็จในการศึกษาทางธรรม และมีความรู้กวา้ งขวางท้งั ในภาษาไทย
ภาษาต่างประเทศและโดยเฉพาะ ความรู้ความสามารถทางศาสนาที่เป็นที่ยอมรับนบั ถือใน
ปัจจุบนั ท่านอุปสมบทเป็นเวลา ๑๙ ปี ไดร้ ับสมณศกั ด์ิเป็นพระศรีวสิ ุทธิญาฌ

ท่าเป็นผมู้ ีคุณธรรม ประพฤติดีงาม ดารงตนตามคาสอนทางพระพทุ ธศาสนา
อยา่ งเคร่งครัด เป็นผถู้ ่อมตวั สนั โดษ และไม่ใส่ใจในลาภยศ มกั อยเู่ บ้ืองหลงั ความสาเร็จ
ของหน่วยงาน

๓.๔ สุชีพ ปุญญานุภาพ

ท่านอาจารยส์ ุชีพ ปุญญานุภาพ มกั กล่าวแก่ศิษยแ์ ละผใู้ กลช้ ิดเสมอวา่
“ ใครเขาจะทะเลาะเบาะแวง้ ติเตียนกนั อยา่ งไรกต็ าม เรากค็ วรดารงตนเป็นผใู้ หญ่
พิจารณาเร่ืองราวต่างๆ ใหร้ อบดา้ น ไม่เขา้ ไปทะเลาะกบั ใคร”

อาจารยส์ ุชีพ เป็นผอู้ ุทิศตนเพื่อความเจริญกา้ วหนา้ ทางพระพทุ ธศาสนา
มาเป็นเวลานาน เช่น การพฒั นาสภาการศึกษามหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั เป็นมหาวทิ ยาลยั
สงฆ์ การเผยแผห่ ลกั ธรรมทางนวนิยาย ก่อต้งั และส่งเสริมยวุ พทุ ธิสมาคมแห่งประเทศ
ไทย และองคก์ ารพทุ ธศาสนิกชนสมั พนั ธแ์ ห่งโลก

๓.๔ สุชีพ ปญุ ญานุภาพ

คุณธรรมทค่ี วรถือเป็ นแบบอย่าง

เป็ นผู้ใฝ่ รู้อย่างยงิ่ อาจารยส์ ุชีพเป็นเปรียญ ๙ ต้งั แต่พรรษายงั นอ้ ย ศึกษา
พระไตรปิ ฏกจนแตกฉาน ท่านประยกุ ตธ์ รรมะเป็นนิยายอิงธรรมะ เช่น
เรื่อง “ใต้ร่มกาสาวพัสตร์”

เป็ นพหูสูต ท่านมีความจาพทุ ธวจนะไดด้ ีเยยี่ ม ดว้ ยสมญานาม “ต้พู ระ
ไตรปิ ฏกเดินได้” ท่านคิดหาวธิ ีจาพทุ ธวจนะตามแนวทางพระอานนท์ คือ
แต่งเป็นฉนั ทห์ รือสรุปโดยใชอ้ กั ษรยอ่

เป็ นครูทดี่ ี สมยั บวชท่านเป็นนกั เทศน์ นกั แสดงปาฐกถาช้นั ยอด เมื่อลา
สิกขากเ็ ป็นอาจารยส์ อนท่ีมหาวทิ ยาลยั สงฆ์ เป็นครูท่ีมีจิตวญิ ญาณครูที่
แทจ้ ริง

๔. ชาดก

ชาดก คือ เรื่องราวของพระโพธิสตั วท์ ี่บาเพญ็ บารมี
เพอ่ื เสวยชาติเป็นพระพทุ ธเจา้ ที่พระพทุ ธเจา้ ตรัสเล่าไวใ้ นสุตตนั ตปิ ฎก
ขทุ ทกนิกาย มีท้งั หมด ๕๔๗ เร่ือง แต่ท่ียกมา ๑ เรื่องคือ เวสสนั ดรชาดก

เวสสันดรชาดก

พระโพธิสตั วถ์ ือกาเนิดเป็นพระเวสสนั ดร พระราชโอรสพระเจา้ สัญชยั กษตั ริย์
ผคู้ รองนครเชตุดร แควน้ สีพี เพ่ือบาเพญ็ ทานบารมี พระองคไ์ ดพ้ ระราชทานช้างปัจจยั นาค
แก่พราหมณ์ท้งั แปด แห่งเมืองกลิงครัฐ เพ่ือช่วยใหฝ้ นตกตอ้ งตามฤดูกาล บรรเทาความอด
อยากของชาวเมือง เป็นเหตุใหพ้ ระองคถ์ ูกเนรเทศออกจากเมือง

พระนางมทั รีกบั พระโอรสและพระธิดาคือ ชาลีและกณั หา ไดต้ ามเสดจ็ ไปอยทู่ ่ี
อาศรมในป่ าดว้ ย พระเวสสันดรทรงคิดเสมอที่จะหาหนทางช่วยพระชายาและพระโอรส
ธิดาใหก้ ลบั บา้ นเมืองดงั เดิม


Click to View FlipBook Version