๒.๒ การปฏิสันถารต่อพระภิกษุในโอกาสต่างๆ
๔. การตามส่งพระสงฆ์ เม่ือพระสงฆม์ าเยยี่ ม หรือที่นิมนตท์ ่านมาในงาน
พิธีต่างๆ จะกลบั เจา้ ภาพหรือผทู้ ่ีอยใู่ นงานควรปฏิบตั ิดงั น้ี
๑. ถ้านั่งเก้าอพี้ งึ ลุกขนึ้ ยืน เม่ือท่านเดินผา่ นมาเฉพาะหนา้ ใหย้ กมือไหว้
๒. ถ้าน่ังกบั พืน้ ไม่ต้องยืน เมื่อท่านเดินผา่ นมาเฉพาะหนา้ พึงไหวห้ รือกราบ
ตามความเหมาะสมของสถานที่
๓. สาหรับเจ้าภาพในงาน พงึ เดินตามไปส่งท่านจนพน้ บริเวณงานหรือ
จนกวา่ จะข้ึนรถออกจากบริเวณงาน ก่อนท่านจะจากไปควรยกมือไหวเ้ พื่อ
แสดงความเคารพเป็ นการส่งท่าน
๖หน่วยการเรียนรู้ที่ วนั สาคญั ทางพระพทุ ธศาสนาและศาสนพธิ ี
วฒั นธรรมทางศาสนาท่ีสาคัญ
อยา่ งหน่ึง คือ ศาสนพิธี หรือพิธีกรรมทาง
ศาสนา สาหรับชาติไทยมีเอกลกั ษณ์การ
ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา
เป็นของตนเอง ศาสนพิธีเหล่าน้ีแมจ้ ะมิใช่
แก่นแทข้ องศาสนาเหมือนกบั พระธรรมคา
สอน แต่ก็ช่วยใหส้ ่ิงที่เป็นก่นดารงอยแู่ ละ
เจริญเติบโตไดฉ้ นั น้นั ท้งั น้ีศาสนพิธีมกั อยู่
ร่ วมกับวันสาคัญทางพระพุทธศาสนา
ดงั น้ันพุทธศาสนิกชนจึงควรศึกษาความ
เป็ นมาของวนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนา
เพ่อื ปฏิบตั ิตนไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
๑. วนั สาคญั ทางพระพทุ ธศาสนา
๑.๑ หลกั ธรรมทเี่ กย่ี วเนื่องในวนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนาและการปฏิบัติตน
๑. วนั มาฆบูชา ตรงกบั วนั เพญ็ เดือน ๓ ของทกุ ปี ถา้ ปี ใดมีเดือนแปดสองหน กจ็ ะ
เล่ือนไปเป็นวนั เพญ็ เดือน ๔ เม่ือคร้ังพทุ ธกาลมีเหตุการณ์เกิดข้ึน
ในวนั น้ี ๔ ประการดงั น้ี
๑. พระสาวก ๑๒๕๐ องคม์ าประชุมกนั โดยทุก
องคล์ ว้ นเป็นพระอรหนั ต์
๒. สาวกเหล่าน้นั ลว้ นไดร้ ับเอหิภิกขอุ ุปสมั ปทา
๓. พระสาวกเหล่าน้นั มาประชุมกนั โดยมิไดน้ ดั
หมายมาก่อน
๔. พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์
วนั มาฆบูชา
ในการประชุมกนั วนั น้นั ถือเป็นเร่ืองอศั จรรย์ ๔ พระพทุ ธเจา้ ไดท้ รงแสดง
หลกั ธรรมเรียกวา่ “โอวาทปาฏโิ มกข์” ดงั น้ี
“ขนั ติ คือ ความอดกลน้ั เป็นตบะสูงสุด พระพทุ ธเจ้าท้ังหลายกล่าวว่า พระ
นิพพานเป็นธรรมสูงสุด คนทาร้ายคนอ่ืนไม่ใช่บรรพชิต คนเบียดเบยี นคน
อ่ืนไม่ใช่สมณะ”
“การไม่ทาช่ัวท้ังปวง การทาแต่ความดี การทาใจให้บริสุทธิ์ น่ีเป็นคาสอน
ของพระพทุ ธเจ้าทั้งหลาย”
“การไม่ว่าร้าย การไม่ทาร้าย การสารวมในปาฏิโมกข์ การรู้จักประมาณใน
อาหาร การอย่ใู นท่ีสงัด การบาเพญ็ สมาธิ นี่เป็นคาสอนของพระพทุ ธเจ้า
ท้ังหลาย”
วนั มาฆบูชา
การปฏิบัติตนในวนั มาฆบูชา ในตอนเช้าพุทธศาสนิกชนจะไป
ทาบุญตกั บาตรท่ีวดั ฟังพระธรรมเทศนา บาเพ็ญสาธารณประโยชน์ และใน
ตอนค่าก็จะนาดอกไม้ ธูปเทียนไปยงั วดั พอไดเ้ วลาพระสงฆ์จะประชุมกนั
บรรดาฆารวาสกย็ นื ต้งั แถวดา้ นหลงั พระสงฆ์ จากน้นั จุดธูปเทียนและเดินเวียน
เทียนรอบพระอุโบสถ ๓ รอบ
เมื่อเวยี นครบ ๓ รอบแลว้ จากน้นั เขา้ ไปในโบสถเ์ พอื่ ทาวตั ร สวด
มนตแ์ ละสดบั ตรับฟังพระธรรมเทศนาเร่ือง “พระโอวาทปาฏโิ มกข์”
วนั วสิ าขบูชา
๒. วนั วสิ าขบูชา ตรงกบั วนั เพญ็ เดือน ๖ ถา้ ปี ใด มีเดือน ๘ สองหนกเ็ ล่ือนมาเป็น
วนั เพญ็ เดือน ๗ วนั วสิ าขบูชาน้ีถือเป็นวนั ประสูติ วนั ตรัสรู้ และวนั ปรินิพพานของพระพทุ ธเจา้
หลกั ธรรมที่เก่ียวเน่ืองในวนั วสิ าขบูชาคือ “หลกั อริยสัจ ๔”
วนั วสิ าขบูชา
หลกั อริยสัจ ๔ เป็นหวั ใจสาคญั ของการตรัสรู้ ซ่ึงมีดงั น้ี
๑. ทุกข์ ความทุกขเ์ ป็นสิ่งที่เกิดข้ึนกบั บุคคลทุกคนไม่วา่ ที่ใด สมยั ใด
๒. สมุทยั ความทุกขม์ ีสาเหตุ คือ เกิดจากตณั หาท้งั ๓
๓. นิโรธ หมายความถึง ความดบั ทุกข์
๔. มรรค คือ หนทางท่ีจะพาเราไปสู่ความดบั ทุกข์
การปฏบิ ตั ติ นในวนั วสิ าขบูชา ปฏิบตั ิตนเช่นเดียวกบั วนั มาฆบูชา คือ
พทุ ธศาสนิกชนจะไปทาบุญตกั บาตรที่วดั ฟังเทศน์ สนทนาธรรม เวียนเทียน
รักษาศีล ๕ ศีล ๘ หรือศีลอุโบสถ
วนั อฏั ฐมบี ูชา
๓. วนั อฏั ฐมบี ูชา ตรงกบั วนั แรม ๘ ค่า เดือน ๖ หรือเดือน ๗ นบั ถดั จาก
วนั วสิ าขบูชาไป ๗ วนั เป็นวนั คลา้ ยวนั ถวายพระเพลิงพระพทุ ธสรีระ
พทุ ธศาสนิกชนพงึ ราลึกวา่ แมแ้ ต่พระพทุ ธเจา้ ผทู้ รงเพรียบพร้อมทุกอยา่ งยงั เสดจ็
ดบั ขนั ธป์ รินิพพาน ดงั น้นั จึงพงึ ยดึ หลกั ธรรมวา่ ดว้ ย “อัปปมาทะ” (ความไม่ประมาท)
ดงั ปัจฉิมพทุ ธโอวาทวา่ “เธอท้ังหลายพึงยงั ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึง
พร้ อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”
การปฏิบตั ติ นในวนั อฏั ฐมบี ูชา ในวนั นน้ีพระสงฆแ์ ละอุบาสกอุบาสิกาจะประกอบ
พธิ ีบูชาข้ึนเป็นการเฉพาะภายในวดั นิยมทาในตอนค่า และปฏิบตั ิอยา่ งเดียวกบั การ
ประกอบพิธีวสิ าขบูชา จะต่างกนั แต่คาบูชาเท่าน้นั
วนั อาสาฬหบูชา
๔. วนั อาสาฬหบูชา ตรงกบั วนั เพญ็ เดือน ๘ วนั น้ีถือเป็นวนั สาคญั ทางพระพทุ ธศาสนา
เพราะเป็นวนั ที่พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงปฐมเทศนา คือ “ธัมมจกั กปั ปวตั ตนสูตร” โปรดปัญจวคั คีย์
ณ ป่ าอิสิปตนมฤคทายวนั ท้งั ยงั เป็นวนั ท่ีทา่ นโกณฑญั ญะได้ ดวงตาเห็นธรรม และไดร้ ับการ
อุปสมบทเป็นพระอริยสงฆอ์ งคแ์ รกในพระพทุ ธศาสนา
วนั อาสาฬหบูชา
การปฏิบัติตนในวันอาสาฬหบูชา ก่อนถึงวันอาสาฬหบูชา
พระภิกษุ สามเณร มรรคนายก พุทธศาสนิกชนที่ว่าเวน้ จากหน้าท่ีการงาน
ประจา ก็จะช่วยกันปัดกว่า ปูลาดเสนาสนะ จัดเตรี ยมเครื่ องสักการะ
เช่นเดียวกบั วนั วสิ าขบูชา
ตอนเช้าพุทธศาสนิกชนจะไปร่วมทาบุญตกั บาตรที่วดั ฟังเทศน์
และบาเพ็ญสาธารณะประโยชน์ต่งๆ ตอนค่าก็จะมีการเวียนเทียนรอบพระ
อุโบสถ เสร็จแลว้ เขา้ ไปทาวตั รค่าในพระอุโบสถ จากน้นั พระเถระผูใ้ หญ่ข้ึน
ธรรมาสน์ แสดงพระธรรมเทศนา ช่ือ “ธัมมจกั กปั ปวัตตนสูตร”
๑.๒ หลกั ธรรมทเี่ กย่ี วเน่ืองในวนั ธรรมสวนะและเทศกาลสาคญั
๑. วนั ธรรมสวนะ หรือวนั พระ คือวนั กาหนดประชุมฟังธรรมโดยถือวา่ การฟัง
ธรรมตากกาลท่ีกาหนดไวเ้ ป็นประจา ยอ่ มก่อใหเ้ กิดปัญญาและสิริมงคลแก่
ผฟู้ ัง วนั กาหนดฟังธรรมน้ีในเดือนหน่ึงมี ๔ วนั คือ วนั ข้ึนและแรม ๘ ค่า วนั
จนั ทร์เพญ็ และวนั จนั ทร์ดบั
หลกั ธรรมประการหน่ึงท่ีเก่ียวเน่ืองในวนั ธรรมสวนะ อนั เป็นขอ้ หน่ึงในมงคล
๓๘ คือ “กาเลน ธัมมสากจั ฉา” หมายความวา่ สนทนาธรรมตามกาล
วนั ธรรมสวนะ
การสนทนาธรรมจะไดผ้ ลดีตามที่ตอ้ งการพึงปฏิบตั ิ ดงั น้ี
๑. มุ่งแสวงหาธรรมจริงๆ คือ มิใช่มาสนทนากนั เพอ่ื ตีฝีปาก แต่มาเพื่อแสวงหา
คาตอบในสิ่งที่ยงั เป็นปัญหา
๒. รักษามารยาทในการสนทนา คือ พดู จาดว้ ยน้าเสียงที่สุภาพ ดว้ ยเหตุผล
๓. ไม่ดูหมน่ิ คู่สนทนา ควรต้งั ใจฟังขณะที่อีกฝ่ ายหน่ึงพดู และเคารพในความ
คิดเห็นของเขา
๔. ไม่ดูหมน่ิ ตนเอง การดูหมิ่นตวั เอง คือ การมีใจลาเอียงวา่ เขาจะตอ้ งถูกเสมอและ
เราจะตอ้ งผดิ เสมอ การดูหมิ่นตวั เองทาใหเ้ ราไม่กลา้ คิดท่ีจะเห็นต่างไปจากเขา
๕. ยดึ ถือเหตุผลอย่ายดึ ถือบุคคล การที่เราจะเห็นดว้ ยหรือไม่เห็นดว้ ยกบั ความคิด
ของคู่สนทนา ควรดูท่ีเหตุผล อยา่ ไปดูวา่ เขาเป็นใคร
วนั ธรรมสวนะ
การปฏิบัติตนในวันธรรมสวนะ พทุ ธศาสนิกชนพึงปฏิบตั ิ คือ ในตอนเชา้
พระภิกษุ สามเณร และอุบาสก อุบาสิกา ประชุมพร้อมกนั ที่พระอุโบสถ พระสงฆท์ า
วตั ร สวดมนต์ เริ่มด้วยนมัสการพระรัตนตรัย และสวดบททาวตั รเช้าไปจนจบ
หลงั จากน้นั ฆารวาสก็ทาวตั ร สวดมนต์ จากน้นั ก็มีการรับศีล ๕ หรือศีล ๘ จากน้นั ก็
ฟังเทศน์
วนั เทศกาลสาคญั
๒. วนั เทศกาลสาคญั วนั เทศกาลสาคญั ที่เน่ืองดว้ ยพระพทุ ธศาสนา ไดแ้ ก่ วนั
เขา้ พรรษา วนั ออกพรรษา และวนั เทโวโรหณะ
๒.๑) วันเข้าพรรษา คือวันที่พระสงฆ์
อธิษฐานวา่ จะอยปู่ ระจาในอาวาสตลอด ๓ เดือน โดย
ไม่ไปแรมคืนในท่ีอื่น วนั เขา้ พรรษา คือ วนั แรม ๑ ค่า
เดือน ๘ ตามประวัติกล่าวว่า ในสมัยพุทธกาล
พระภิกษุไดจ้ าริกไปยงั ท่ีต่างๆ แมใ้ นฤดูฝน ทาให้ไป
เหยียบตน้ ขา้ วของชาวบา้ นเสียหาย พุทธเจา้ จึงทรง
วางระเบียบให้พระภิกษุอยู่ประจาท่ีตลอดเวลา ๓
เดือน
วนั เทศกาลสาคัญ
การปฏบิ ตั ิตนในวนั เข้าพรรษา พิธีกรรมในวนั เขา้ พรรษา
แบ่งไดเ้ ป็น ๒ ส่วน ดงั น้ี
๑. พิธีของพระภิกษุสงฆ์ เมื่อวนั เข้าพรรษา พระภิกษุเพียงแต่ต้ังจิตอธิษฐานว่า
“ข้าพเจ้าจักอย่จู าพรรษาในอาวาสนี้ เป็นเวลา ๓ เดือน” นอกจากน้ีพระผนู้ อ้ ยจะกล่าว
คาขอขมาต่อพระผใู้ หญ่มีใจความวา่ “ขอให้ท่านจงอดโทษทั้งปวงท่ีทาด้วยไตรทวาร
เพราะความประมาทในท่านแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด”
๒. พิธีของพทุ ธศาสนิกชน เมื่อถึงเทศกาลเขา้ พรรษา
บิดามารดาจะประกอบพธิ ีอุปสมบทใหแ้ ก่บุตรของ
ตนท่ีมีอายคุ รบบวช และพทุ ธศาสนิกชนจะร่วมกนั
ทาบุญตกั บาตร แห่เทียนพรรษาซ่ึงไดร้ ับการตกแต่ง
อยา่ งสวยงามไปตามวดั ที่ตนนบั ถือ และถวายผา้ อาบ
น้าฝนและฟังธรรม
วนั เทศกาลสาคัญ
๒.๒) วนั ออกพรรษา คือ วนั ข้ึน ๑๕ ค่า เดือน ๑๑ เป็นวนั สิ้นสุดระยะการจาพรรษา ๓ เดือน
ในวนั น้ีพระสงฆจ์ ะเปิ ดโอกาสใหพ้ ระสงฆด์ ว้ ยกนั กล่าวตกั เตือนกนั ได้
๒.๓) วันเทโวโรหณะ คือวนั คล้ายวนั ที่
พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลกในวัน
มหาปวรณ า ( ข้ึ น ๑๕ ค่ าเ ดื อน ๑ ๑ )
พุทธศาสนิกชนถือเอาวนั รุ่งข้ึนคือ แรม ๑
ค่าเดือน ๑๑ เป็ นโอกาสพิเศษ พร้อมใจกนั
“ตักบาตรเทโวโรหณะ”
วนั เทศกาลสาคญั
การปฏบิ ตั ิตนในวนั ออกพรรษาและวนั เทโวโรหณะ
ในวนั ออกพรรษา บางวดั จดั ทาพิธีอยา่ งใหญ่โตมาก เรียกวา่ “ตักบาตรเทโว”
คาว่า “เทโว” ย่อมาจาก “เทโวโรหณ” แปลว่า การเสด็จลงมาจากเทวโลก ตามตานาน
กล่าวว่า พระพุทธองค์เสด็จไปจาพรรษาโปรดพระพุทธมารดาในสวรรค์ช้นั ดาวดึงส์
พระพทุ ธองคก์ เ็ สดจ็ กลบั มาสู่โลกมนุษยใ์ นวนั น้ีคือ วนั มหาปวารณา
กล่าวคือ เหล่าฆราวาสจะชะลอ
พระพุทธรูป ซ่ึงประดิษฐานอยู่ในบุษบก มี
ลอ้ เล่ือน และมีบาตรต้งั อยู่หน้าพระพุทธรูป
นาหน้าพระสงฆ์ผ่านไปรอบๆ บริเวณโบสถ์
เพื่อให้พุทธศาสนิกชนตกั บาตร อาหารคาว
หวาน ผลไม้ ขา้ วตม้ มดั ไต้ หลงั ทาบุญเสร็จก็
ฟังเทศนา รักษาศีล ๕ ศีล ๘
๒. ศาสนพธิ ี
ศาสนพธิ ีในพระพทุ ธศาสนาอาจแบ่งไดเ้ ป็น ๒ ประเภท ดงั น้ี
๒.๑ ศาสนพิธีเนื่องดว้ ยพทุ ธบญั ญตั ิ(และโดยอนุโลมพทุ ธบญั ญตั ิ)
๒.๒ ศาสนพิธีท่ีนาพระพทุ ธศาสนาเขา้ ไปเกี่ยวขอ้ ง
๒.๑ ศาสนพธิ ีเนื่องด้วยพทุ ธบัญญัติ
ศาสนพิธีเนื่องดว้ ยพทุ ธบญั ญตั ิ คือ พธิ ีท่ีพระพทุ ธเจา้ ทรงบญั ญตั ิข้ึน เพ่อื
สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยใหเ้ กิดข้ึนแก่คณะสงฆ์ มีดงั น้ี
๑. พิธีแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะ
๒. พธิ ีเวยี นเทียน
๓. พธิ ีถวายสงั ฆทาน
๔. พิธีถวายผา้ อาบน้าฝน
๕. พิธีทอดกฐิน
๖. พิธีปวารณา
พธิ ีแสดงตนเป็ นพทุ ธมามกะ
๑. พธิ ีแสดงตนเป็ นพทุ ธมามกะ มีข้นั ตอนดงั น้ี
๑. ใหผ้ จู้ ะแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะนุ่งขาว ห่มขาว หรือแต่งเคร่ืองแบบของตน
เขา้ ไปยงั บริเวณพิธี เมื่อพระสงฆเ์ ขา้ นง่ั ประจาที่แลว้ ใหเ้ ขา้ ไปคุกเข่าหนา้ โตะ๊ หมู่
บูชาจุดธูปเทียนและวางดอกไมบ้ ูชาพระ กล่าววาจาบูชาพระรัตนตรัยวา่
อิมินา สกฺกาเรน พทุ ธ ปูเชมิ ขา้ พเจา้ ขอบูชาพระพทุ ธเจา้ ดว้ ยเครื่องสกั การะน้ี
(กราบ)
อิมินา สกฺกาเรน ธมฺม ปูเชมิ ขา้ พเจา้ ขอบูชาพระธรรมดว้ ยเครื่องสกั กาะระน้ี
(กราบ)
อิมินา สกฺกาเรน สงฺฆ ปูเชมิ ขา้ พเจา้ ขอบูชาพระสงฆด์ ว้ ยเครื่องสกั การะน้ี
(กราบ)
พธิ ีแสดงตนเป็ นพุทธมามกะ
๒. ถวายพานเครื่องสกั การะแด่พระสงฆ์ แลว้ กราบดว้ ยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ คร้ัง
(ถา้ เป็นการแสดงหมู่ หวั หนา้ เป็นผถู้ วายเคร่ืองสกั การะแทน)
๓. เมื่อเสร็จแลว้ กล่าวคาปฏิญาณตนต่อหนา้ พระสงฆ์ ดงั น้ี
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺสาสมฺพทุ ฺธสฺส (๓ หน)
เอสาห ภนฺเต สุจิรปรินิพฺพตุ มฺปิ ต ภควนฺต สรณ คจฺฉามิ
ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ พทุ ฺธมามโกติ ม สงฺโฆ ธาเรตุ
๔. พระสงฆใ์ หโ้ อวาท เสร็จจากรับโอวาทแลว้ ใหก้ ล่าวคาอาราธนาศีล ๕ และรับศีล
๕. พระสงฆส์ วดอนุโมทนา กรวดน้า อุทิศส่วนกศุ ลไปยงั สรรพสตั วท์ ้งั ปวง
พธิ ีเวยี นเทียน
๒. พธิ ีเวยี นเทยี น เป็นพธิ ีท่ีกระทากนั ในวนั สาคญั ทางพระพทุ ธศาสนา
มีระเบียบพธิ ี ดงั น้ี
๑. ท้งั ภิกษุสงฆแ์ ละอุบาสกอุบาสิกาประชุมท่ีหนา้ พระอุโบสถ ทุกคนต่างถือดอกไม้
ธูปเทียน พระภิกษเุ ป็นประธานในพธิ ีจุดธูปเทียนบูชา และนากล่าวคาบูชาพระ
รัตนตรัย ท้งั หมดวา่ ตามเป็นอนั เสร็จพธิ ี
๒. ประธานในพิธีเดินนาแถวดว้ ยการประนมมือถือดอกไมธ้ ูปเทียนเดินวนขวา ทุก
คนเดินตาม
๓. เดินรอบแรกใหร้ าลึกคุณพระพทุ ธเจา้
๔. เดินรอบท่ีสองใหร้ ะลึกคุณพระธรรม
๕. เดินรอบสุดทา้ ยใหร้ ะลึกคุณพระสงั ฆคุณ
๖. เดินครบ ๓ รอบใหน้ าดอกไมธ้ ูปเทียนไปหกั ไว้ ณ ท่ีบูชา จากน้นั ทาวตั รเยน็ และ
ฟังพระธรรมเทศนา ๑ กณั ฑ์
พธิ ีถวายสังฆทาน
๓. พธิ ีถวายสังฆทาน สงั ฆทาน แปลวา่ การใหแ้ ก่สงฆโ์ ดยไม่เจาะจงบุคคล
ความสาคญั ของสงั ฆทานอยทู่ ี่ตอ้ งต้งั ใจถวายแก่สงฆจ์ ริงๆ ไม่เห็นแก่หนา้ บุคคล ผรู้ ับ
จะเป็นพระรูปใดกต็ าม ผถู้ วายตอ้ งต้งั ใจถวายดว้ ยความเคารพ
พิธีถวายสงั ฆทานมีข้นั ตอนการปฏิบตั ิดงั น้ี
๓.๑) เตรียมภัตตาหารใส่ภาชนะให้เรียบร้อย
จะถวายกี่รูปก็ไดต้ ามศรัทธา วิธีนินมต์พระ
มารับสงั ฆทาน จะตอ้ งต้งั ใจอุทิศแก่พระสงฆ์
และนิมนตพ์ ระรูปใดรูปหน่ึงกไ็ ด้
๓.๒) สถานท่ี หากมีพระพุทธรูป ควรต้งั ที่
บูชาพระพุทธรูปดว้ ย เม่ือพระสงฆ์มาให้นา
ภตั ตาหารมาต้งั ตรงหน้า อาราธนาศีลรับศีล
แลว้ กล่าวคาทาถวาย
พธิ ีถวายสังฆทาน
คาถวายสังฆทานมดี งั นี้
ต้งั นโม ๓ จบ
อิมานิ มย ภนฺเต ภตฺตานิ สปริวารานิ ภิกฺขสุ งฺฆสฺส โอโณชยาม
สาธุ โน ภนฺเต ภิกฺขสุ งฺโฆ อิมานิ ภตฺตานิ สปริวารานิ
ปฏิคฺคณฺหาตุ อมฺหาก ทีฆรตฺต หิตาย สุขาย
คาแปล
ข้าแต่พระสงฆ์ผ้เู จริญ ข้าพเจ้าท้ังหลายขอน้อมถวายภัตตาหารพร้อมด้วย
เคร่ืองบริวารเหล่านีแ้ ด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับภตั ตาหารพร้ อมด้วย
เครื่องบริวารเหล่านี้ ขอข้าพเจ้าท้ังหลาย เพ่ือประโยชน์ เพื่อความสุขแก่
ข้าพเจ้าท้ังหลายสิ้นกาลนานเทอญ
พธิ ีถวายสังฆทาน
๓.๓) ขณะกล่าวคาถวาย พระสงฆป์ ระนมมือ พอผถู้ วายกล่าวจบ กจ็ ะรับ “สาธุ”
เสร็จแลว้ ผถู้ วายประเคนภตั ตาหารและของบริวาร
๓.๔) พระสงฆ์กล่าวคาอนุโมทนา ขณะท่ีพระสงฆเ์ ริ่มอนุโมทนาดว้ ยคาวา่ ยถา วริวหา
ฯลฯ ผถู้ วายพึงกรวดน้า โดยหลงั่ น้าลงภาชนะ เม่ือพระสงฆก์ ล่าวอนุโมทนาบทจบ ให้
ผถู้ วายหลงั่ น้าที่เหลือจนหมด เมื่อพระสงฆร์ ับพร้อมกนั วา่ “สพฺพีติโย..” ใหผ้ ถู้ วาย
ประนมมือรับพร
พธิ ีถวายผ้าอาบนา้ ฝน
๔. พธิ ีถวายผ้าอาบนา้ ฝน ในสมยั พทุ ธกาล พระพทุ ธเจา้ ทรงอนุญาติใหภ้ ิกษสุ งฆ์
ใชผ้ า้ แค่ ๓ ผนื เรียกวา่ “ไตรจีวร” ยงั ไม่มีการใชผ้ า้ อาบน้าฝน ใชว้ ธิ ีเปลือยกายอาบน้า
นางวสิ าขามหาอุบาสิกา ไดก้ ราบทูลพระพทุ ธองคใ์ หท้ รงอนุญาติใหม้ ีผา้ อาบน้าฝนต้งั แต่น้นั
กาหนดเวลาท่ีถวายผา้ อาบน้าฝน เริ่มต้งั แต่วนั แรม ๑ ค่า
เดือน ๗ ถึงข้ึน ๑๕ ค่า เดือน ๘ ซ่ึงเร่ิมเขา้ ฤดูฝน
ข้นั ตอนการปฏิบตั ิมีดงั น้ี
๔.๑ เม่ือถึงวนั กาหนด ทายกทายกิ ามาประชุมกนั ที่อุโบสถ
ฟังพระธรรมเทศนาเกี่ยวกบั อานิสงส์การถวายผา้ อาบ
น้าฝน ๑ กณั ฑ์
๔.๒ เม่ือพระแสดงธรรมจบแล้ว หวั หนา้ ทายกทายกิ านา
กราบพระ ต้งั นโม ๓ จบ แลว้ กล่าวคาถวายผา้ อาบน้าฝน
พธิ ีถวายผ้าอาบนา้ ฝน
คาถวายผา้ อาบน้าฝน
คาบาลี อิมานิ มย ภนฺเต วสฺสิกสาฏิกานิ สปริวารานิ, ภิกฺขสุ งฺฆสฺส โอโณชยาม สาธุ โน
ภนฺเต, ภิกฺขสุ งฺโฆ อิมานิ วสฺสิกสาฏิกานิ สปริวารานิ, ปฏิคฺคณฺหาตุ อมฺหาก ทีฆรตฺต หิ
ตาย สุขายฺ
คาแปล ข้าแต่พระสงฆ์ผ้เู จริญ ข้าพเจ้าท้ังหลาย ขอน้อมถวายผ้าอาบนา้ ฝนเหล่านีแ้ ด่
พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับผ้าอาบนา้ ฝนเหล่านี้ ขอข้าพเจ้าท้ังหลายเพ่ือประโยชน์ส
เกือ้ กลู เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ
๔.๓) ขณะน้ันพระสงฆ์ท้งั หมดประนมมือ พอจบคาถวาย พระสงฆร์ ับ
“สาธุ” พร้อมกนั หลงั จากน้นั ประเคนผา้
๔.๔) เมื่อประเคนผ้าเสร็จแล้ว พระสงฆก์ ล่าวคาอนุโมทนา ทายกท้งั หมด
กรวดน้า แลว้ ประนมมือรับพร
พธิ ีทอดกฐิน
๕. พธิ ีทอดกฐิน กฐิน แปลวา่ “ไม้สะดึง” หมายถึง ไมท้ ี่เอามาทาโครงสาหรับขึงเยบ็
จีวร เพราะสมยั พทุ ธกาลชาวบา้ นจะถวายผา้ ท้งั ผนื ภิกษุตอ้ งนามาขึงกบั ไมส้ ะดึงและ
เยบ็ ทาจีวรเอง สงั ฆกรรมท่ีสงฆต์ ดั เยบ็ จีวรแลว้ มอบหมายใหพ้ ระรูปใดรูปหน่ึงครอง
จีวรน้ี เรียกวา่ “กรานกฐิน”
๕.๑) วตั ถุประสงฆ์ของกฐิน พระพทุ ธเจา้ ทรงอนุญาติใหพ้ ระภิกษุรับกฐินไดก้ เ็ พ่ือให้
พระภิกษุมีโอกาสไดเ้ ปลี่ยนผา้ จีวรเก่า
๕.๒) ต้นเหตุกฐิน เร่ิมดว้ ยพระภิกษชุ าวเมืองปาฐา ๓๐ รูป
เดินทางไปเมืองสาวตั ถี เป็นช่วงเขา้ พรรษาพอดีจึงจาพรรษาท่ี
เมืองสเกต เม่ือออกพรรษากเ็ ดินทางต่อ ตอ้ งลุยโคลนไปเฝ้า
พระพทุ ธเจา้ พระองคจ์ ึงทรงอนุญาติใหพ้ ระสงฆเ์ ปล่ียนผา้ จีวร
ใหม่ได้ โดยกาหนดวนั ออกพรรษาเป็นวนั เริ่มตน้
พธิ ีทอดกฐิน
๕.๓) พธิ ีกรานกฐิน เนื่องจากพระภิกษทุ ่ีจาพรรษามีจานวนมาก จึงตอ้ งคดั เลือก
พระสงฆร์ ูปใดรูปหน่ึงเป็นผคู้ รองกฐิน ส่วนพระภิกษุท่ีเหลือทาหนา้ ท่ีอนุโมธนา
๕.๔) คุณสมบตั ิของผู้กรานกฐิน พระภิกษอุ งคท์ ี่จะไดร้ ับเลือกเป็นผกู้ รานกฐินจะตอ้ งมี
คุณสมบตั ิหลายประการ เช่น รู้จกั ถอดไตรจีวร รู้จดั อธิษฐานไตรจีวร รู้จกั วธิ ีกรานกฐิน
รู้จกั มาติกา เป็นตน้
พธิ ีทอดกฐิน
คาถวายผ้ากฐิน
คาบาลี อิม ภนฺเต สปริวาร กฐินทุสฺส สงฺฆสฺส โอโณชยาม, สาธุ โน ภนฺเต
สงฺโฆ อิม สปริวาร กฐินทุสฺส ปฏิคฺคเหตฺวา จ อิมินา ทุสฺเสน กฐิน อตฺถรตุ,
มฺหาก ทีฆรตฺต หิตาย สุขาย.
คาแปล ข้าแต่ท่านผ้เู จริญ ข้าพเจ้าท้ังหลาย ขอถวายผ้ากฐิน กับท้ังบริวารนี้
แด่พระสงฆ์, ขอพระสงฆ์จงรับผ้ากฐิน กับท้ังบริวารนี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย
รับแล้วจงกรานด้วยผ้านี้ เพ่ือประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย
สิ้นกาลนาน เทอญ
พธิ ีปวารณา
๖. พิธีปวารณา การปวารณา หมายถึง การที่พระภิกษุสงฆ์เปิ ดโอกาสให้ผูป้ ระพฤติ
พรหมจรรยใ์ นธรรมวินยั เดียวกนั วา่ กล่าวตกั เตือนกนั โดยไม่ตอ้ งเกรงใจกนั เม่ือผูใ้ หญ่
เห็นผนู้ อ้ ยประพฤติบกพร่อง ผใู้ หญ่ก็ตกั เตือนผนู้ อ้ ยได้ ทานองเดียวกนั ผนู้ อ้ ยก็สามารถ
ตกั เตือนผูใ้ หญ่ได้เช่นกัน ท้ังน้ีการตักเตือนมีเจตนาบริสุทธ์ิคือ มุ่งหมายให้เพ่ือน
สหธรรมมิกปราศจากมลทิน
โดยปกติภิกษุสงฆจ์ ะทาการปวารณาในวนั ท่ี ๑๕ ค่า
เดือน ๑๑ เรียกวา่ “วนั ปัณรสี” แต่ถา้ ภิกษยุ งั ไม่พร้อมให้
เลื่อนวนั ปวารณาออกไปอีก ๑ ปักษ์ ซ่ึงตรงกบั วนั แรม
๑๔ ค่า เดือน ๑๑ เรียกวา่ “วันจาตุทสี” กไ็ ด้
๒.๒ ศาสนพธิ ีทนี่ าพระพุทธศาสนาเข้าไปเกย่ี วเนื่อง
ศาสนพิธีท่ีจะกล่าวถึงในข้นั น้ีไดแ้ ก่ “พธิ ีทาบญุ เล้ยี งพระ” กระทากนั ท้งั งานมงคล
และงานอวมงคล ส่วนผทู้ ี่ไม่ประสบโอกาสเหล่าน้ีเลยแต่หากมีจิตศรัทธาท่ีจะขดั เกลา
กิเลสของตน และประสงค์จะทาบุญเพ่ือก่อให้เกิดสิริมงคลแก่ตนและครอบครัว ก็
ทาบุญเล้ียงพระได้
๑. การทาบุญเลยี้ งพระในงานมงคล ๒. เตรียมทตี่ ้ังพระพทุ ธรูปพร้อมเครื่อง
บูชา ปัจจุบนั นิยมเรียกวา่ “โต๊ะหม่บู ชู า”
ข้นั ตอนในการปฏิบตั ิพธิ ี มีดงั น้ี เป็นที่ต้งั พระพทุ ธรูป ประกอบดว้ ยโตะ๊
ตวั เลก็ ๕ ตวั ปูผา้ ขาว หนั หนา้ โต๊ะ
๑. อาราธนาพระสงฆ์มาเจริญพระพุทธ ออกมาทางเดียวกบั พระสงฆ์
มนต์ จะนิมนตไ์ ม่ต่ากวา่ ๕ รูป จะเป็น
๗ หรือ ๙ รูปกไ็ ด้ รวมท้งั ไม่นิยมนิมนต์ ๔. วงด้ายสายสิญจน์ ปัจจุบนั นิยมวาง
เป็นจานวนคู่ ยกเวน้ งานแต่งงาน สายสิญจน์ไวบ้ นโต๊ะหมู่บูชาเท่าน้นั
แลว้ โยงมาที่ภาชนะสาหรับทาน้ามนต์
๓. ดูแลรักษาและตกแต่งสถานทบี่ ริเวณ การโยงสายสิญจน์ไม่ควรวางต่าจนคน
พธิ ี ควรดูแลบริเวณที่จะประกอบพิธีให้ เดินขา้ ม วงสายสิญจน์จากซา้ ยไปขวา
สะอาดเรียบร้อยเพ่ือใหเ้ ป็นสิริมงคล
ตกแต่งสถานที่ใหส้ วยงามตามกาลงั
การทาบุญเลยี้ งพระในงานมงคล ๖. ปูลาดอาสนะสาหรับพระสงฆ์ หากปู
อาสนะบนพ้นื ธรรมดา จะใชเ้ ส่ือหรือ
๕. อญั เชิญพระพุทธรูปมาต้งั บนโต๊ะ พรมกไ็ ด้ อยา่ ใหอ้ าสนะพระสงฆก์ บั
บูชา ควรทาเม่ือใกลจ้ ะประกอบพิธี อาสนะผรู้ ่วมงานเป็นอนั เดียวกนั
พระพทุ ธรูปน้นั จะเป็นพระอะไรกไ็ ด้ สาหรับพระสงฆค์ วรปูทบั ดว้ ยผา้ อีกช้นั
ขนาดไม่เลก็ เกินไป ควรสรงน้าเสีย
ก่อนท่ีจะนามาต้งั ๘. ต้ังภาชนะสาหรับทานา้ มนต์ หาก
ไม่มีครอบน้ามนต์ จะใชบ้ าตรของพระ
๗. เตรียมเครื่องรับรองพระสงฆ์ เช่น หรือขนั น้าที่มีพานรองแทนกไ็ ด้ หาน้า
น้าร้อน น้าเยน็ กระโถน สะอาดใส่ที่ปากบาตรหรือขนั น้าใหต้ ิด
เทียนข้ีผ้งึ แท้ เมื่อเสร็จแลว้ นาไปไว้
หนา้ โต๊ะบูชา
การทาบุญเลยี้ งพระในงานมงคล
๙. จุดธูปเทยี นและดาเนินพธิ ีตามลาดบั ๑๐. เลยี้ งพระ หลงั จากพระสงฆเ์ จริญ
เมื่อพระสงฆม์ าถึง เจา้ ภาพตอ้ นรับ พระพทุ ธมนตเ์ สร็จแลว้ กใ็ หถ้ วาย
พระสงฆไ์ ปยงั อาสนะแลว้ ประเคน ภตั ตาหารแด่พระสงฆ์ เสร็จแลว้ ถวาย
เครื่องรับรอง เจา้ ภาพจุดธูปเทียนที่โต๊ะ ไทยธรรม ต่อจากน้นั พระสงฆ์
บูชา ต่อจากน้นั จึงดาเนินพธิ ีการไป อนุโมทนา
ตามลาดบั
๑๑. การกรวดนา้ เม่ือพระฉนั ภตั ตาหารเสร็จและถวายไทยธรรม
แลว้ การกรวดน้าเป็นการอุทิศส่วนกศุ ลใหผ้ ตู้ าย กระทาท้งั ใน
งานมงคลและอวมงคล เมื่อพระผเู้ ป็นประธานเร่ิมสวดวา่ “ยถา
วาริวหา” เจา้ ภาพกเ็ ร่ิมหลง่ั น้าอุทิศส่วนกศุ ล ขณะรินน้าควรอุทิศ
ส่วนกศุ ลวา่ “อิท เม ญาตีน โหตุ, สุขิตา โหนฺตุ ญาตโย”
๒. การทาบุญเลยี้ งพระในงานอวมงคล
การทาบุญงานอวมงคล หมายถึง การทาบุญเกี่ยวกบั เร่ืองการตาย นิยมทากนั อยู่ ๒ อยา่ ง
คือ ทาบุญหนา้ ศพที่เรียกกนั วา่ ทาบุญ ๗ วนั ๕๐ วนั หรือ ๑๐๐ วนั กบั ทาบุญอฐั ิหรือทาบุญปรารภ
การตายของบรรพบุรุษ
การทาบุญดงั กล่าวมีข้นั ตอนเหมือนการทาบุญเล้ียงพระในงาน
มงคล แต่มีขอ้ แตกต่างดงั น้ี
๑. นิยมอาราธนาพระสงฆ์ ๘ รูป หรือ ๑๐ รูป และใชค้ าวา่
“ขออราธนาสวดพระพทุ ธมนต์”
๒. ไม่ตอ้ งวงสายสิญจน์ ไม่ตอ้ งต้งั ภาชนะสาหรับทาน้ามนต์
๓. เตรียมสายสิญจน์หรือภูษาโยงต่อจากศพหรือโกฏใส่
กระดูก