เวสสันดรชาดก
พอดีมีพราหมณ์เฒ่านามชูชก ไดบ้ ุกป่ าไปขอกณั หา ชาลี
เพื่อพากุมารท้งั ๒ ไปรับใช้ภรรยาผูง้ ดงามของตน คือนางอมิตดา
เมื่อชูชกเอ่ยปากขอสองกมุ าร พระโพธิสัตวจ์ ึงประทานใหต้ ามท่ีขอ
โดยต้งั ค่าสินไถ่ไวส้ ูงมากคือ ชาลีมีค่าเป็ นทองพนั แท่ง กณั หามีค่า
เป็ นทองร้อยแท่ง รวมช้างมา้ ทาสชายหญิงอย่างละ ๑๐๐ ชูชกผูม้ ี
ความโลภจึงเปลี่ยนใจพาชาลี กณั หาไปเมืองเชตุดร พระเจา้ ป่ ูจึงไถ่
กมุ ารท้งั สองไว้
ไม่นานมีพราหมณ์แต่งตวั สะอาดท่าทางภูมิฐานาเอ่ย
ขอพระนางมทั รี พระโพธิสัตวท์ รงนึกในใจว่าพราหมณ์คนน้ี
ไม่ใช่คนธรรมดา จึงประทานนางมทั รีให้ ทนั ใดน้นั พราหมณ์ก็
ปรากฎกายที่แท้จริงว่าคือท้าวสักกเทวราช มาเพ่ือช่วยพระ
โพธิสัตวบ์ าเพ็ญทานบารมีและร่วมอนุโมทนา จากน้ันไม่นาน
พระเจา้ แควน้ สีพีก็ไดส้ ่งกองทพั มาอญั เชิญพระเวสสันดรเสด็จนิ
วตั ิพระนคร สืบราชสมบตั ิต่อจากพระบิดา
เวสสันดรชาดก
ชาดกน้ีแสดงถึงทานบารมีจนถึงข้นั สูงสุด คือ “ปรมตั ถบารมี” ดว้ ยการ
ประทานชายา พระโอรสธิดาใหเ้ ป็นทาน ซ่ึงแทนที่จะเป็นการเห็นแก่ตวั เอาตวั รอด
กลบั แสดงถึงความเป็นผเู้ สียสละอยา่ งยง่ิ ยวด ดว้ ยเหตุผลดงั ต่อไปน้ี
๑. พระเวสสนั ดร เป็นพระโพธิสตั ว์ ผตู้ ้งั ปณิธาน เพือ่ ตรัสรู้
เป็นพระพทุ ธเจา้ เพอื่ ที่จะไดส้ ามารถช่วยเหลือสตั วโ์ ลกท้งั ปวงใหพ้ น้
ทุกข์
๒. พระเวสสนั ดร บริจาคชา้ งปัจจยั นาเคนทร์เป็นทานแก่
พราหมณ์ท้งั แปดจากแควน้ กลิงครัฐ กเ็ พราะสงสารชาวเมืองกลิงครัฐท่ี
ตอ้ งเผชิญกบั ภาวะขา้ วยากหมากแพง ผคู้ นอดอยาก
๓. เม่ือคร้ังถูกเนรเทศจากเมือง พระองคไ์ ม่ตอ้ งการใหพ้ ระ
ชายาและพระโอรสธิดาตอ้ งลาบากดว้ ย จึงทรงหาทางส่งพระชายาและ
พระโอรสธิดากลบั เมือง เพียงรอโอกาสท่ีเหมาะสมเท่าน้นั
๓หน่วยการเรียนรู้ที่ หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา
หลักธรรมของพระพุทธศาสนา
น้ ั น มี ม า แ ต่ ด้ ั ง เ ดิ ม ก่ อ น ที่ พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า จ ะ
ประสู ติ พระพุทธองค์เป็ นเพียงผู้ค้น พบ
หลักธรรม แล้วนามาส่ังสอนมวลมนุษย์
เพื่อให้เกิดความสงบสุขข้ึนในโลก ดังน้ัน
การศึกษาหลกั ธรรมคาสอนของพระพุทธเจ้า
จึงเป็นส่ิงสาคญั สาหรับพทุ ธศาสนิกชนทุกคน
เพราะพุทธศาสนิกชนท่ีดีย่อมปฏิบตั ิตนตาม
แนวทางของพระพุทธศาสนา และการที่จะ
ปฏิบัติตามแนวทางได้ถูกต้องก็ต้องศึกษา
หลกั ธรรมใหเ้ ขา้ ใจถูกตอ้ งดว้ ยเช่นกนั
๑. พระรัตนตรัย
๑.๑ ความหมายของพระรัตนตรัย
พระรัตนตรัย แปลวา่ แกว้ อนั ประเสริฐ ๓ ดวง ไดแ้ ก่ พระพทุ ธ พระธรรม และ
พระสงฆ์ ซ่ึงเป็นองคป์ ระกอบสาคญั ของพระพทุ ธศาสนา
๑. พระพุทธ หมายถึง องคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ผูซ้ ่ึง
ทรงเป็ นศาสดาของศาสนา
๒. พระธรรม หมายถึง ความจริงท่ีพระพทุ ธเจา้ ทรงคน้ พบ พระ
ธรรมเป็นความจริงท่ีมีอยแู่ ลว้ พระองคม์ ิไดท้ รงคิดเอง แต่
ทรงคน้ พบ
๓. พระสงฆ์ หมายถึง สาวกของพระพทุ ธเจา้ ผปู้ ฏิบตั ิและเผยแผ่
ธรรมแก่มวลมนษย์
๑.๒ คุณค่าของพระพทุ ธ
พระพทุ ธเจา้ ทรงมีพระคุณมากมายหลายประการ โดยพิศดารมี ๙ ประการ เรียกวา่
นวรหคุณ อนั ไดแ้ ก่ อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจรณสัมปันโน สุคโต โลกวิทู อนุตตโร ปุริ
สทัมมสารถิ สัตถาเทวมนุสานัง พุทโธ ภควา แต่หากกล่าวโดยสรุป พระพุทธเจ้าทรงมี
พระคุณอยู่ ๓ ประการดงั ต่อไปน้ี
พระปัญญาคุณ
พระวสิ ุทธิคุณ
พระกรุณาคุณ
พระปัญญาคุณ
๑. พระปัญญาคุณ หมายถึง การที่พระพทุ ธเจา้ ทรงมีพระปรีชาญาณอนั ลึกซ้ึงคมั ภรั ภาพ
ทรงแสวงปัญญามาต้งั แต่เป็ นเจา้ ชายสิทธัตถะ ทรงเอาใจใส่ศิลปศาสตร์ ๑๘ แขนง
นอกจากน้ีทรงพยายามคิดคน้ ทาความเขา้ ใจทุกสิ่งที่ไดพ้ บเจอ ดงั ท่ีพิจารณา ความแก่
ความเจ็บ ความตาย ว่าเป็ นสัจธรรมท่ีต้องศึกษาให้พบต้นเหตุ จุดแก้ แลวิธีแก้ไข
เหตุผลประการหน่ึงที่เกิดในพระทยั ขณะท่ีทรงครุ่นคิดถึงเร่ืองน้ีคือ
“ทุกอย่างมคี ู่กัน มมี ืดกม็ สี ว่าง มีร้อนกม็ เี ยน็
ดงั น้ัน เมื่อมที ุกข์กต็ ้องมที างแก้ทุกข์”
พระวสิ ุทธิคุณ
๒. พระวสิ ุทธิคุณ หมายถึง ความบริสุทธ์ิปราศจากกิเลศ เครื่องเศร้าหมองท้งั ปวง
โดยเฉพาะกิเลศท่ีสาคัญคือ โลภ โกรธ หลง พระวิสุทธิคุณอาจมองได้จาก
ลกั ษณะต่างๆ ดงั ต่อไปน้ี
พระองค์ปราศจากกเิ ลศเคร่ืองเศร้าหมองท้งั ปวง พระองคไ์ ม่ทรงกระทาชวั่
แมเ้ ลก็ นอ้ ย ท้งั กาย วาจา ใจ ไม่มีความชว่ั ปิ ดบงั ซ่อนเร้น
ทรงทาได้ตามทสี่ อน หมายถึง สอนเขาอยา่ งใด พระองคท์ รงปฏิบตั ไิ ดอ้ ยา่ ง
น้นั ดว้ ย เพอ่ื ใหป้ ระชาชนเกิดความเชื่อมน่ั ในคุณค่าคาสอน
ทรงบริสุทธ์ิพระทยั ในการสอน ทรงหวงั ประโยชน์แก่เขาอยา่ งเดียว ไม่ทรง
ประสงคส์ ิ่งตอบแทน ทรงหวงั เพียงใหผ้ ฟู้ ังธรรมเกิดความเขา้ ใจในธรรม
พระกรุณาคุณ
๓. พระกรุณาคุณ หมายถึง ความสงสารสัตวโ์ ลกผตู้ กอยใู่ นหว้ งแห่งความทุกข์ และคิด
ช่วยเหลือผอู้ ื่นใหพ้ น้ ทุกข์ พระกรุณาอนั ยิ่งใหญ่น้ีไม่ไดจ้ ากดั เฉพาะกบั มนุษยเ์ ท่าน้นั ยงั
แผ่ไปถึงสัตวเ์ ดียรัจฉานดว้ ย ส่วนกรุณาคุณที่แผไ่ ปยงั หมู่มนุษยน์ ้นั ก็มิไดจ้ ากดั ชาติช้นั
วรรณะ พระองคท์ รงโปรดคนทุกประเภท ไม่เลือกท่ีรักมกั ที่ชงั
๒. อริยสัจ ๔
อริยสัจ ๔ คือ ความจริงอนั ประเสริฐ หรือความจริงของอริยบุคคล เพราะผู้ใดรู้
อริยสจั ๔ ดว้ ยปัญญา ผนู้ ้นั ถือเป็นผปู้ ระเสริฐทนั ที อริยสจั เป็นหวั ใจของพระพทุ ธศาสนา
คาสอนของพระพทุ ธองคท์ ้งั หมด จะสรุปในอริยสจั ไดท้ ้งั น้นั อริยสจั ประกอบดว้ ยองค์ ๔ ดงั น้ี
ทุกข์ สมุทยั
นิโรธ มรรค
๒.๑ ทุกข์
ทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ไดแ้ ก่ ความจริงวา่ ดว้ ยทุกข์ ความทุกข์
แมว้ า่ ในบางกรณีจะขจดั หมดไปไดแ้ ต่กส็ ามารถมีมาไดใ้ หม่เสมอ ดงั น้นั เราตอ้ งไม่
ประมาณ ทุกขจ์ ึงเป็นธรรมท่ีควรรู้ เช่น หลกั ธรรม ขนั ธ์ ๕
ขนั ธ์ ๕ เป็นการแสดงถึงองคป์ ระกอบของชีวติ วา่ มีอะไรบา้ งในทาง
พระพทุ ธศาสนามนุษยป์ ระกอบดว้ ยองคป์ ระกอบใหญ่ ๒ อยา่ งคือ รูปธรรมและนามธรรม
รวมเรียกส้นั ๆ วา่ “นามรูป” สามารถแยกได้ ๕ ส่วนเรียกวา่ “เบญจขนั ธ์” ไดแ้ ก่
๑. รูปขนั ธ์ คือส่วนท่ีเป็นร่างกายและพฤติกรรมท้งั หมดของร่างกาย
๒. เวทนาขนั ธ์ คือ ความรู้สึกที่เกิดข้ึนต่อส่ิงท่ีรับรู้น้นั
๓. สญั ญาขนั ธ์ คือกาหนดหมายรู้ส่ิงใดสิ่งหน่ึง การแยกแยะวา่ อะไรเป็นอะไร
๔. สงั ขาร คือ สภาพที่ปรุงแต่งจิตใหด้ ี(กศุ ล) ใหช้ ว่ั (อกศุ ล) หรือเป็นกลางๆ(อพั
ยากฤต) โดยมีเจตนาเป็นตวั นา
๕. วญิ ญาณขนั ธ์ คือ การรับร้ผา่ นประสาทสมั ผสั ต่างๆ
๒.๑ สมุทยั
สมุทยั คือ ความจริงดว้ ยเหตุแห่งทุกข์ หรือตน้ ตอของความทุกขท์ ้งั หมด จึงเป็นธรรมท่ีควรละ
๑. หลกั กรรม
กรรมคือ การกระทา ในทางธรรมหมายถึง การกระทาท่ีประกอบดว้ ยเจตนา จงใจ
การกระทาที่ปราศจากเจตนาไม่จดั เป็นกรรม แต่จะเรียกวา่ “กริยา” ไม่มีผลทางจริยธรรม มี
หลกั ธรรมเกี่ยวกบั หลกั กรรมนนั่ คือ “นิยาม ๕” หมายถึงกฎธรรมชาติ ๕ ประการ ไดแ้ ก่
๑. อุตุนิยาม คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกบั ลม ฟ้า ฤดูกาล
๒. พชี นิยาม คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกบั การสืบพนั ธุ์
๓. จิตตนิยาม คือ กฎธรรมชาติเก่ียวกบั การทางานของจิต
๔. กรรมนิยาม คือ กฎธรรมชาติเก่ียวกบั พฤติกรรมมนุษย์
๕. ธรรมนิยาม คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกบั ความเป็นเหตุเป็นผลของสิ่งท้งั ปวง
หลกั นิยาม ๕ ที่เกี่ยวกบั หลกั กรรมนน่ั คือ “กรรมนิยาม” หรือเรียกวา่ “กฎแห่งกรรม”
อนั หมายถึงการกระทาและการใหผ้ ลของการกระทาของมนุษยด์ งั หลกั “คนหว่านพืชเช่นใด ย่อม
ได้ผลเช่นน้ัน”
๒.๒ สมุทยั
เรื่องของธรรมน้ันละเอียดซับซ้อน ในบางคร้ังข้ึนอยู่กับเง่ือนไขอย่างอื่น เช่น
กาลเวลาดว้ ย ดงั น้ันผลของกรรมอาจไม่ปรากฏทนั ที หรือผลของกรรมอาจไม่จาเป็ นตอ้ ง
เหมือนกรรมโดยสิ้นเชิง ตามหลกั จูฬกมั มวิภงั คสูตร ไดก้ าหนดส่ิงท่ีเป็ นผลของกรรมเก่าไว้
ดงั น้ี
๑. ความประณีตสวยงามหรือไม่สวยงามของรูปร่างท่ีมีมาโดยกาเนิด
๒. การเกิดในตระกลู สูงหรือตระกลู ต่า
๓. ความร่ารวยหรือยากจน
๔. ความสามารถทางสติปัญญา หรือความโง่เขลาท่ีมีมาแต่เกิด
๕. ความสมบูรณ์หรือความอ่อนแอของร่างกาย
๖. ความยนื ยาวหรือส้นั ของอายุ
๒.๒ สมุทยั
การใหผ้ ลของกรรม สามารถพิจารณาได้ ๓ ระดบั ดงั น้ี
๑. ระดบั ภายในจติ ใจหรือคุณภาพจติ
คิดทาความชว่ั ยอ่ มไดร้ ับผลชว่ั ทางจิตใจ คือ สภาพจิตใจตกต่า มวั หมอง หากคิด
ในทางท่ีดีกย็ อ่ มมีจิตใจสะอาด สร้างคุณภาพและสมรรถภาพที่ดีใหแ้ ก่จิต
๒. ระดบั บุคลกิ ภาพและอุปนิสัย
กรรมที่กระทาจะปรุงแต่งลกั ษณะความประพฤติ การแสดงออก ท่าที บุคลิกภาพหรือ
อุปนิสยั คือ คุณภาพจิตใจสูงหรือต่า กแ็ สดงออกทางบุคลิก
๓. ระดบั ภายนอกหรือผลทางสังคม
ผลของการกระทาระดบั น้ี คือส่ิงที่มองเห็นในชีวติ ประจาวนั เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ
ทุกข์ สุข ผลภายนอกน้ีทางพทุ ธศาสนาไม่ถือเป็นผลโดยตรงจากการทาชวั่ หากเป็น
ผลพลอยได้
๒.๒ สมุทยั
๒. วติ ก ๓
วติ ก หมายถึง การคิด ใคร่ควร เป็นสภาวะท่ีเกิดข้ึนกบั จิต มี ๒ ดา้ นดงั น้ี
๑. กศุ ลวติ ก คือ ความนึกคิดที่ดีงาม ๓ ประการ
- เนกขมั มวติ ก คือ ความนึกคิดท่ีปราศจากกาม ไม่ยดึ ติดอะไร
- อพยาบาทวติ ก คือ ความนึกคิดที่ประกอบดว้ ยความเมตตา
- อวหิ ิงสาวติ ก คือ ความนึกคิดท่ีปลอดจากการเบียดเบียน
๒. อกุศลวติ ก คือ ความนึกคิดท่ีไม่มี เป็นอกศุ ล ๓ ประการ
- กามวติ ก คือ ความยดึ ติดลุ่มหลงทางเน้ือหนงั
- พยายาทวติ ก คือ ความนึกคิดท่ีประกอบดว้ ยความพยาบาทมุ่งร้าย
- วหิ ิงสาวติ ก คือ ความคิดในทางเบียดเบียนและทาร้าย
๒.๓ นิโรธ
นิโรธ คือ ความจริงวา่ ดว้ ยความทุกข์ เมื่อความทุกขเ์ กิดจากสาเหตุ ถา้ เราดบั สาเหตุเสีย
ความทุกขย์ อ่ มดบั ไปดว้ ย ปัญหากห็ มดเหลือแต่ความสงบ
ภาวนา ๔
ภาวนา คือ การทาใหเ้ กิดใหม้ ีข้ึน หรือท่ีเรียกวา่ “พฒั นา” ซ่ึงมีท้งั หมด ๔ ประการ
๑. กายภาวนา คือ การพฒั นากาย ผทู้ ี่มีสุขภาพแขง็ แรงปราศจากโรค มีความ
เป็นอยอู่ ยา่ งถูกสุขลกั ษณะ
๒. ศีลภาวนา คือ การพฒั นาศีล โดยการรักษาศีล ทาตนเป็นผมู้ ีประพฤติดี ไม่
เอาเปรียบผอู้ ่ืน
๓. จิตภาวนา คือ การพฒั นาจิต ผทู้ ่ีมีคุณภาพจิตสมบูรณ์ คือคนที่มีคุณธรรม
อนั ดีงาม มี “สงั คหวตั ถุ ๔” ไดแ้ ก่ ทาน ปิ ยวาจา อตั ถจริยา สมานนั นตา
ส่วนผทู้ ่ีมีสมรรถภาพจิตสมบูรณ์ คือผทู้ ี่มี “อิทธิบาท ๔”
๔. ปัญญาภาวนา คือ การพฒั นาปัญญา ทาตนใฝ่ รู้ หมน่ั ศึกษาความรู้ มอง
ความรู้ดว้ ยความจริง
๒.๔ มรรค
มรรค คือ ความจริงวา่ ดว้ ยทางแห่งความดบั ทุกข์ ถา้ ใครปฏิบตั ิตามกจ็ ะลดความ
ทุกขห์ รือปัญหาได้ ดงั น้นั มรรคจึงเป็นธรรมท่ีควรเจริญ หมายถึง พฒั นา การทาใหเ้ กิดข้ึน
ในทางพระพทุ ธศาสนามีหลกั ธรรมท่ีควรเจริญมากมาย เช่นหลกั ธรรมดงั ต่อไปน้ี
๑.) พระสทั ธรรม ๓
๒.) ปัญญาวฒุ ิธรรม ๔
๓.) พละ ๕
๔.) อุบาสกธรรม ๕
๕.) มงคล
๒.๔ มรรค
๑. พระสัทธรรม
สัทธรรม หมายถึง ธรรมอนั ดี ธรรมที่แทห้ รือสจั ธรรม ธรรมของสตั บุรุษ
มีท้งั สิ้น ๓ ประการ ดงั น้ี
๑. ปริยตั สิ ัทธรรม คือ คาสงั่ สอนของพระพทุ ธเจา้ หรือพระพทุ ธวจนะท่ีบนั ทึก
ไวใ้ นพระไตรปิ ฎกท้งั หมด อนั จะตอ้ งศึกษาใหเ้ ขา้ ใจอยา่ งถูกตอ้ ง
๒. ปฏบิ ตั ิสัทธรรม คือ การปฏิบตั ิตามหลกั ทฤษฎีต่างๆ ท่ีไดเ้ รียนรู้มา ซ่ึงถือวา่
สาคญั มาก เพราะพระพทุ ธศาสนามิไดเ้ ป็นเพยี งทฤษฎี เนน้ การปฏิบตั ิ
๓. ปฏิเวธสัทธรรม คือ ผลอนั พึงเขา้ ถึง หรือบรรลุดว้ ยการปฏิบตั ิตามหลกั
อริยมรรคมีองค์ ๘
๒.๔ มรรค
๒. ปัญญาวุฒิธรรม ๔
ปัญญาวุฒธิ รรม หมายถึง ธรรมที่พาไปสู่ความเจริญปัญญามี ๔ ประการดงั น้ี
คบหาสัตบุรุษและบณั ฑติ เอาใจใส่ เล่าเรียนหาความจริง
คือ รู้จกั ไปมาหาสู่คบหากบั คน หมน่ั หาความรู้ดว้ ยความ
ดี มีความรู้ ต้งั ใจจริง ฝึกฝนตวั เองใหม้ าก
ใช้เหตุผลไตร่ตรอง ปฏบิ ตั ิตนตามคลองธรรม
ใชค้ วามคิดที่ถูกวธิ ีดว้ ยเหตุผล คือ ไม่นาความรู้ที่ไดม้ าใช้
ฟังมาก อ่านมาก ในทางทุจริต
๒.๔ มรรค
๓. พละ ๕
พละ หมายถึง พลงั หรือกาลงั ท่ีควรยดึ เป็นหลกั ในการปฏิบตั ิธรรมและ
ในการดาเนินชีวติ มีอยู่ ๕ ประการ ดงั น้ี
๑. ศรัทธา คือ ความเชื่อมน่ั ต่อหลกั คาสอนของพระพุทธองค์ หากปฏิบตั ิ
ตามแลว้ จะเกิดประโยชนส์ ุข ศรัทธาจึงถือเป็นจุดเริ่มตน้
๒. วริ ิยะ คือ ความพยายามท่ีจะประกอบแต่ความดี ละเวน้ ความชวั่
๓. สติ คือ ความระลึกได้ มีความจา ไม่เผลอ คือ มีความระวงั ต่ืนตวั อยู่
เสมอ ไดด้ ว้ ยการปฏิบตั ิธรรมสติ
๔. สมาธิ คือ ความต้งั จิตมนั่ สามารถบงั คบั จิตให้แน่วแน่อยกู่ บั เรื่องใด
เรื่องหน่ึงไดน้ านๆ
๕. ปัญญา คือ ความรู้ชดั เขา้ ใจส่ิงใดสิ่งหน่ึงอย่างถ่องแท้ รู้ซ้ึงความจริง
ของชีวติ รู้วา่ กิเลศตณั หาเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์
๒.๔ มรรค
๔. อุบาสกธรรม ๕
อุบาสกธรรม หมายถึง หลกั ธรรมประจาใจของผนู้ บั ถือและใกลช้ ิดพระพทุ ธศาสนา
มี ๕ ประการ ดงั น้ี
๑. มศี รัทธา คือ มีความเชื่อปัญญา ๔. ไม่แสวงหาเขตบุญนอกหลกั
ตรัสรู้ของพระพทุ ธเจา้ และ พระพทุ ธศาสนา ยดึ มน่ั ใน
เล่ือมใสในคาสอนของพระองค์ หลกั ธรรม เช่น บุญกิริยาวตั ถุ ๑๐
ประการ
๒. รักษาศีล คือ เป็นคนมีจิตใจ
เป็นปกติ ไม่ถูกครอบงาดว้ ยความ ๕. เอาใจใส่ทานุบารุง
โลภ ความโกรธ ความหลง พระพุทธศาสนา คือ เขา้ ไปมี
ส่วนร่วมในการปฏิบตั ิพิธีกรรม
๓. ไม่เชื่อโชคลาง เช่ือหลกั ธรรม ทางศาสนา หมนั่ รักษาศีล
คือ เช่ือในกฎแห่งกรรมวา่ ทา
อยา่ งไรไดผ้ ลอยา่ งน้นั
๒.๔ มรรค
๕. มงคล
มงคล หมายถึง ธรรมท่ีนามาซ่ึงความสุข ความเจริญ มีหลกั บางประการดงั น้ี
๑. สงเคราะห์บุตร คือ คุณธรรมของบิดา
มารดาที่ตอ้ งบารุงเล้ียงดูบุตรใหเ้ จริญท้งั ดา้ นร่างกาย
และจิตใจ
๒. สงเคาระห์ภรรยา(สามี) ในท่ีน้ี
หมายถึง ผเู้ ป็นสามีกต็ อ้ งสงเคราะห์ภรรยาและผเู้ ป็น
ภรรยากต็ อ้ งสงเคราะห์สามี
๓. สนั โดษ คือ การรู้จกั ยบั ย้งั ความ
ปรารถนาของตนใหอ้ ยใู่ นขอบเขตท่ีเหมาะสม
สนั โดษมิไดห้ มายถึงการอยเู่ ฉยๆ ไม่ทาอะไร แต่
หมายถึงความยนิ ดีในส่ิงที่ตนมีอยู่
๔หน่วยการเรียนรู้ท่ี พุทธศาสนสุภาษิต และพระไตรปิ ฎก
พระไตรปิ ฎกเป็ นคมั ภีร์ที่บรรจุ
ห ลัก ธ ร ร ม ค ำ ส อ น ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ำ
ป ร ะ ก อ บ ด้ว ย พุ ท ธ ศ ำ ส น สุ ภ ำ ษิ ต ส อ น ใ จ
มำกมำย ซ่ึงล้วนเป็ นประโยชน์ในกำรให้
แนวทำงดำรงชีวิต เป็นเครื่องเตือนสติในกำร
กระทำใดๆ ได้ ดังน้ันในฐำนะที่เป็ น
พทุ ธศำสนิกชนจึงควรศึกษำพระไตรปิ ฎกอนั
ถือวำ่ เป็นหวั ใจของพระพทุ ธศำสนำ
๑. พุทธศาสนสุภาษติ
๑.๑ จิตฺต ทนฺต สุขาวห : จติ ทฝี่ ึ กดแี ล้วนาสุขมาให้
คนเรามีองคป์ ระกอบสองอยา่ งคือ จิตกบั กาย โดยท้งั สองมีความสัมพนั ธ์
กนั อยา่ งไรกต็ ามจิตยอ่ มสาคญั กวา่ กาย เพราะไม่วา่ อะไรจะเกิดข้ึนกบั เราในท่ีสุดจิตใจ
จะเป็ นตวั รับสุขหรือทุกข์ ดงั คาว่า “คบั ที่อยู่ได้ คบั ใจอยู่ยาก” ในพุทธศาสนามีคา
กล่าววา่ “ธรรมท้ังปวงมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สาเร็จด้วยใจ” จึงแสดงใหเ้ ห็น
วา่ จิตใจเป็นสิ่งสาคญั
จิตใจคนเรามักอยู่ไม่นิ่ง จิตที่ฝึ กดีแล้วย่อมไม่หวนั่ ไหวง่ายๆ แมม้ ีคน
ชกั ชวนไปในทางเสื่อมก็ย่อมไม่โอนอ่อนตาม ดงั น้นั จิตที่ฝึ กให้เดินไปตามทานอง
คลองธรรมจึงนาสุขมาให้ การฝึ กจิตอาจไม่ใช่เรื่องง่าย ตอ้ งค่อยเป็ นคอ่ ยไป หัด
ควบคุมตนเองเริ่มจากง่ายไปยาก พระพทุ ธเจา้ ทรงสอนวา่ “ชนะสงครามพนั ครั้ง
ชนะคนพนั คน ยงั สู้ชนะตนแม้ครั้งเดยี วไม่ได้”
๑.๒ น อจุ ฺจาวจ ปณฺทติ า ทสฺสยนฺติ : บัณฑิตย่อมไม่แสดงอาการขนึ้ ๆ ลงๆ
บัณฑติ หมายถึง ผมู้ ีปัญญา และผดู้ าเนินชีวติ โดยยดึ หลกั ความดีงาม ผเู้ ป็น
บณั ฑิตยอ่ มไม่แสดงอาการข้ึนๆ ลงๆ คือ ไม่เปล่ียนใจหรือเปลี่ยนความคิดเห็นบ่อยๆ
ไม่เปี่ ยนใจไปตามกระแส มีความคิดของตนเอง โดยยดึ หลกั ธรรมะเป็นหลกั
แมว้ ่าการเป็ นตวั ของตวั เองและมีความมนั่ ใจในตวั เอง
เป็นสิ่งดี แต่หากมากเกินไปก็จะกลายเป็ นด้ือร้ัน ดูถูกคนอื่น เอาแต่
ความคิดตน บางทีเราก็ต้องรับฟังคนอ่ืนบ้าง และใช้สติปัญญา
พจิ ารณาใหร้ อบครอบ บณั ฑิตยอ่ มไม่ยดึ อัตตาธิปไตย คือตวั เองเป็น
ใหญ่ ไม่ยดึ โลกาธิปไตย คือ ความเห็นชาวโลกเป็นใหญ่ แต่ตอ้ งยดึ
ธรรมาธิปไตย ยดึ ธรรมเป็นใหญ่
๑.๓ นตฺถิ โลเก อนินฺทโิ ต : คนทไ่ี ม่ถูกนินทาไม่มใี นโลก
ในทางพระพทุ ธศาสนามีคาสอนเรื่อง “โลกธรรม ๘” คือมีสิ่ง ๘ ส่ิงท่ีเป็นธรรมดา
ของโลกมนุษย์ ท้งั ๘ ส่ิงน้ีจดั เป็นคู่ได้ ๔ คู่ ดงั น้ี
ไดล้ าภ เสื่อมลาภ ไดย้ ศ เสื่อมยศ
สรรเสริญ ติเตียน ความสุข ความทุกข์
ส่ิงท้งั ๘ น้ีเกิดข้ึนกบั มนุษยท์ ุกคน คาวา่ “ติเตียน” ในที่น้ีกค็ ือ “นินทา” นนั่ เอง
ในคาถาพระธรรมบทมีคาสอนวา่
“การนินทาหรือการสรรเสริญนีม้ มี าแต่โบราณ มิใช่เพียงวนั นี้ คนย่อมนินทา แม้ผ้นู ั่ง
น่ิง แม้ผ้พู ดู มาก แม้พดู พอประมาณ ผ้ไู ม่ถกู นินทาไม่มใี นโลก บรุ ุษผ้ถู กู นินทาโดย
ส่วนเดียว หรือถกู สรรเสริญโดยส่วนเดยี วไม่เคยมี จะไม่มี และเดี๋ยวนีก้ ไ็ ม่ม”ี
๑.๓ นตฺถิ โลเก อนินฺทโิ ต : คนทไ่ี ม่ถูกนินทาไม่มีในโลก
เม่ือหนีนินทาไม่พน้ ควรทาตวั อยา่ งไร มีขอ้ แนะนา ดงั น้ี
๑. ถา้ คานินทาเป็นเรื่องเลก็ นอ้ ย ไม่ทาใหค้ นเขา้ ใจผดิ มาก กท็ าใจ
ปลงบา้ ง อยา่ เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
๒. ถา้ คานินทาเป็นเรื่องใหญ่ ก่อนอ่ืนตอ้ งพิจารณาวา่ คานินทา
น้นั เป็นจริงหรือไม่ ถา้ จริงกต็ อ้ งช้ีแจงใหค้ นใกลช้ ิดและคนทว่ั ไป
ทราบ หาหนทางทาความเขา้ ใจกบั ผนู้ ินทา
๓. ดูตวั เองวา่ เป็นคนชอบนินทาและชอบเสวนากบั คนชอบนินทา
หรือไม่ ควรทาตวั ใหน้ ินทานอ้ ยลง
๔. อยา่ ทาตวั ใหเ้ สี่ยงที่จะถูกนินทา
๑.๔ โกธ ฆตฺวา สุข เสติ : ฆ่าความโกรธได้ย่อมอยู่เป็ นสุข
ความโกรธเป็นธรรมชาติอยา่ งหน่ึงของคนที่ยงั เป็นปุถุชนท้งั หลาย คนที่ยงั
มี “อัตตา” สูงก็ย่ิงโกรธรุนแรง คนท่ีมี “อัตตา” สูง คือคนท่ีคิดว่าเป็นคนสาคญั ความ
โกรธเกิดจากการกระทาท่ีเราถูกละเมิดโดยเราเห็นวา่ ไม่เป็ นธรรม ในทางธรรมความ
โกรธเป็ นส่วนหน่ึงในสามของอกุศลกรรมที่ทาให้เราไม่อาจเขา้ ใกลอ้ ุตมธรรมของ
พระพทุ ธศาสนา เน่ืองจากความโกรธทาลายสติปัญญา และความรู้สึกผดิ ชอบชว่ั ดี
วิธีท่ีจะยบั ย้งั ความโกรธน้ัน ประการแรกเราตอ้ งดูว่าเขาต้งั ใจยวั่ ยุเรา
หรือไม่ ถา้ เห็นวา่ เขาต้งั ใจกเ็ ป็นการง่ายที่เราจะต้งั สติไดแ้ ละไม่โกรธ มีหลกั ธรรมขอ้
หน่ึงในมงคล ๓๘ คือ นิวาโต แปลวา่ ไม่พอง ไม่แบ่ง ถา้ เราคิดวา่ เราคือคนธรรมดา
คนหน่ึง มิไดใ้ หญ่โตหรือเก่งกาจอะไร ความโกรธก็จะเกิดไดย้ ากข้ึน ท่านพุทธทาส
ภิกขุ เคยสอนวา่ “อย่าคิดว่าเป็นตัวกู ของกู แล้วอะไรๆ กจ็ ะดขี ึน้ มาก”
๒. พระไตรปิ ฎก
การศึกษาพระไตรปิ ฎก
การศึกษาคน้ ควา้ พระไตรปิ ฎก อาจทาได้
ดงั ต่อไปน้ี
๑. ศึกษาพระไตรปิ ฎกภาษาบาลี ผตู้ อ้ งการศึกษาคน้ ควา้ เพือ่ ใหไ้ ดค้ วามรู้ท่ีถูกตอ้ งควร
มีความรู้ภาษาบาลี เพ่ือใชศ้ ึกษาจากฉบบั ภาษาบาลีโดยตรง แต่ถา้ ไม่มีความรู้ภาษา
บาลี กส็ ามารถศึกษาไดจ้ ากฉบบั ภาษาไทย
๒. ศึกษาจากพระไตรปิ ฎกฉบบั แปล เนื่องจากพระไตรปิ ฎกที่บนั ทึกเป็นภาษาบาลีได้
มีฉบบั แปลแลว้ หลายสานวน ผทู้ ่ีใคร่ศึกษาพึงศึกษาคน้ ควา้ จากหนงั สือหรือ CD-
ROM หรือจาก Internet
การศึกษาพระไตรปิ ฎก
สาหรับนกั เรียน การจะศึกษาคน้ ควา้ จากตูพ้ ระไตรปิ ฎกฉบบั จริงคงไม่สะดวก
พึงอาศยั หนงั สือพระไตรปิ ฎกฉบบั แปล ยอ่ ความ ท่ีผรู้ ู้ท้งั หลายไดเ้ ขียนไว้ เช่น
๑. พระไตรปิ ฎกฉบบั สาหรับประชาชน ของ สุชีพ ปุญญานุภาพ
๒. คาบรรยายพระไตรปิ ฎก ของ เสฐียรพงษ์ วรรณปก
๓. พจนานุกรมพทุ ธศาสนาฉบบั ประมวลศพั ท์ ของ พระธรรมปิ ฏก
๕หน่วยการเรียนรู้ที่ หน้าทชี่ าวพทุ ธและมารยาทชาวพทุ ธ
ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนา
เป็ นศาสนาประจาชาติ ซ่ึงท้งั น้ีเป็ นเวลากว่า
พันปี แล้ว ที่ พ ระพุทธศาสนาได้ข้ามา
ผสมผสานกลมกลืนกบั วิถีชีวิตความเป็ นอยู่
ของคนไทย จนไม่สามารถแยกออกจากกนั
ได้ ดังน้ีความเจริ ญหรื อความเสื่อมของ
พระพุทธศาสนาย่อมมี ผลกระทบต่อ
สงั คมไทย
ดงั น้นั ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ
จึงมีหนา้ ที่ที่จะทานุบารุงพระพุทธศาสนาให้
เจริญมน่ั คงสืบไป
๑. หน้าทชี่ าวพทุ ธ
๑.๑ การปฏบิ ตั ติ นเป็ นชาวพทุ ธทดี่ ีต่อพระภกิ ษุ
๑. การเข้าใจในกจิ ของสงฆ์
ชาวพทุ ธที่ดีควรเรียนรู้และเขา้ ใจกิจของพระสงฆใ์ นพระพทุ ธศาสนาตามสมควร
ในที่น้ีจะกล่าวถึงกิจบางประการของสงฆ์ คือ การศึกษา การปฏิบตั ิ และการเป็นนกั บวชที่ดีดงั น้ี
การศึกษาอบรม
การปฏิบตั ิตนเป็นนกั บวชท่ีดี
การศึกษาอบรม
การศึกษาอบรม เม่ือพระสงฆบ์ วชแลว้ ตอ้ งไดร้ ับการศึกษาอบรมในทุกดา้ น
โดยมีพระอุปัชฌายค์ อยใหค้ าแนะนาพร่าสอน การฝึกอบรมเนน้ ใหค้ รบสมบูรณ์ใน ๓ ดา้ นดงั น้ี
ด้านศีล ศีลของพระภิกษสุ งฆม์ ีอยู่ ๒ ประเภทดงั น้ี
๑. ศีลในปาฏิโมกข์ หมายถึง ศีลที่สาคญั ๒๒๗ ขอ้
๒. ศีลนอกปาฏิโมกข์ หมายถึง ศีลนอกเหนือจาก ๒๒๗ ขอ้ ขา้ งตน้
ด้านสมาธิ ตอ้ งฝึกฝนจิตใจดว้ ยการฝึกสมาธิวปิ ัสนาทาได้ ๒ วธิ ีดงั น้ี
๑. ฝึกสมถภาวนา
๒. ฝึกวปิ ัสสนาภาวนา
ด้านปัญญา ตอ้ งศึกษาอบรมตนใหเ้ ป็นผมู้ ีปัญญา ปัญญามี ๒ ระดบั คือ
๑. ปัญญาระดบั สุตะ คือความรู้ระดบั โลกิยะ ท่ีคนทว่ั ไปพึงมี
๒. ปัญญาระดบั ญาณ คือ ความหยงั่ รู้สิ่งท้งั หลายตามความจริง
การปฏบิ ัติและเป็ นนักบวชทด่ี ี
พระสงฆจ์ ะตอ้ งปฏิบตั ิภารกิจที่สาคญั อีกประการหน่ึง คือ การเผยแผพ่ ระธรรมคา
สอนของพระพทุ ธเจา้ พระสงฆจ์ ะตอ้ งทาตนใหเ้ ป็น “กัลยาณมิตร” คือเพอ่ื นแท้ ที่คอยช้ีแนะ
แนวทางใหพ้ ทุ ธศาสนิกชนดว้ ยความหวงั ดี สรุปได้ ๕ ประการดงั น้ี
๑. สร้างศรัทธาในพระพทุ ธศาสนาและทาตนเป็นตัวอย่างท่ีดี พระสงฆ์
ตอ้ งพยายามชกั ชวนและช้ีแจงใหป้ ระชาชนเล่ือมใสในพระพทุ ธศาสนา ท่ี
จริงแลว้ พระพทุ ธศาสนาสอนธรรมะไว้ ๓ ระดบั คือ
- ระดบั พืน้ ฐาน เนน้ ไปที่การประสบความสาเร็จ มีความสุขแบบชาวโลก
- ระดบั กลาง เนน้ ไปท่ีความมีคุณธรรม จริยธรรม
- ระดบั สูง เนน้ ไปที่การลดละกิเลสไดเ้ ดด็ ขาด
การปฏบิ ัตแิ ละเป็ นนักบวชทดี่ ี
๒. สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถกู ต้องเก่ียวกบั
พระพทุ ธศาสนา บางคร้ังบางคนอาจไม่เล่ือมใส
ศรัทธาในพทุ ธศาสนา มิใช่เพราะศาสนาสอนไม่
ดีแต่พราะเขาไม่เขา้ ใจหรือเขา้ ใจผอิ
พระสงฆผ์ ูเ้ ผยแผ่ธรรมะจะตอ้ งสามารถช้ีแจงให้เกิดความเขา้ ใจให้ไดว้ ่า
ความอยากที่เรียกวา่ “ตัณหา” น้นั เป็นความโลภและทุจริต ถา้ ยง่ิ เร้าใหเ้ กิดความอยาก
ชนิดน้ีมากเท่าใดสงั คมกจ็ ะเตม็ ไปดว้ ยคนโลภ คนทุจริต หาความสุขไดย้ าก
สรุปง่ายๆ คือ “พระพทุ ธศาสนาสอนให้กาจัดความอยากที่เรียกว่าตณั หา แต่ให้พฒั นาความ
อยากท่ีเรียกว่าธรรมฉันทะ”
การปฏบิ ตั ิและเป็ นนักบวชทด่ี ี
๓. สอนให้ละความช่ัว หนา้ ท่ีของพระสงฆอ์ ีกประการคือ พยายามหาวธิ ีให้
คนละความชวั่ และใหพ้ ึงทาแต่ความดี อาจดว้ ยวธิ ีการบอกกล่าวหรือปฏิบตั ิ
เป็นตวั อยา่ ง
ดังกรณี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)
เดินไปเห็นเน้ือติดบ่วงนายพรานอยจู่ ึงปล่อยเน้ือ
ตวั น้นั แต่เอามาผูกขาตนเองแทน เม่ือนายพราน
เห็นจึงสานึกใหว้ า่ ท่านมาแสดงปริศานาธรรม ให้
งดฆ่าสตั ว์ จึงเลิกฆ่าสตั วน์ บั แต่น้นั มา
การปฏบิ ตั ิและเป็ นนักบวชทด่ี ี
๔. สนับสนนุ ให้ทาความดี พระสงฆต์ อ้ งเสริมสร้างกาลงั ใจใหค้ นทาความดี
มีเทคนิควธิ ีแนะนาท่ีเหมาะแก่บุคคล เพราะคนเรามีพ้ืนฐานและความสนใจ
ต่างกนั
๕. สร้างบคุ คลากรท่ีดมี คี ุณภาพไว้สืบทอดพระพทุ ธศาสนา
ศาสนทายาท ที่มีคุณภาพจะตอ้ งมีคุณสมบตั ิดงั น้ี
๑. มีความรู้พระพทุ ธศาสนาดี
๒. มีความประพฤติดี สามารถปฏิบตั ิตามหลกั พระพทุ ธศาสนา
จนไดร้ ับผลแห่งการปฏิบตั ิ
๓. มีความสนใจในการถ่ายทอด
๔. เม่ือมีภยั เกิดข้ึนแก่พระพทุ ธศาสนา พร้อมท่ีจะปกป้อง
๑.๑ การปฏบิ ัตติ นเป็ นชาวพุทธทด่ี ตี ่อพระภิกษุ
๒. คุณสมบตั ขิ องทายกและปฏคิ าหก
ทายก หมายถึง ผใู้ หท้ าน ปฏิคาหก หมายถึงผรู้ ับทานในทางพระพทุ ธศาสนา ทาน
หรือการใหเ้ ป็นวธิ ีทาบุญวธิ ีหน่ึง นอกจากเป็นการช่วยเหลือผอู้ ื่น ยงั เป็นการขดั เกลาจิตใจผใู้ ห้
อีกดว้ ย การใหแ้ บ่งเป็น ๓ ประการดงั น้ี
๑. ใหว้ ตั ถุสิ่งของ เช่น เงิน อาหาร
๒. ใหค้ วามรู้ เช่น ช่วยทบทวนวชิ าท่ีเพอื่ นขาดเรียน ช่วยเตือนสติ
๓. ใหอ้ ภยั คือ ความต้งั ใจงดเวน้ ไม่ประพฤติผดิ ศีล รักษาศีล ๕ ให้
บริ สุทธ์ ิ
คุณสมบตั ขิ องทายกและปฏิคาหก
การใหท้ ่ีดีน้นั ตอ้ งคานึงถึงคุณสมบตั ิของผใู้ ห(้ ทายก) และผรู้ ับ (ปฏิคาหก) ดว้ ยดงั น้ี
๑. ให้ทานแก่บุคคลทคี่ วร ๒. ให้ในสิ่งทคี่ วรให้ ๓. ให้ด้วยเจตนาที่
ให้ การใหท้ านแก่คนที่ ของท่ีเราใหท้ านน้นั ควร บริสุทธ์ิ การใหท้ ี่ดีจะตอ้ ง
ไม่ควรใหน้ ้นั นอกจาก เป็นของบริสุทธ์ิ และเรา เกิดจากเจตนาท่ีบริสุทธ์ิ
จะไม่เป็ นประโยชน์แลว้ ไดม้ าโดยชอบธรรม มี และเตม็ ใจให้ โดยไม่
ประโยชนแ์ ก่ผรู้ ับ เสียหายหรือลงั เลใจ
ยงั อาจเป็นโทษดว้ ย
การใหท้ ่ีดีจะตอ้ งพร้อมดว้ ยองค์ ๓ ขา้ งตน้ ซ่ึงเรียกวา่ “ทานสมบตั ิ ๓” ไดแ้ ก่
เขตสมบตั ิ เทยยสมบตั ิ และจิตสมบตั ิ
๑.๒ การปฏบิ ตั ิตนเป็ นสมาชิกท่ดี ขี องครอบครัวและสังคม
๑. การรักษาศีล ๘ การรักษาศีลเป็นการทาบุญอยา่ งหน่ึง นอกเหนือจากการใหแ้ ละการ
เจริญภาวนา มีประเพณีรักษาศีล ๘ โดยนิยมรักษาศีลน้ีในวนั พระ ศีล ๘ มีดงั น้ี
๑. ปาณาติปาตา เวรมณี หมายถึง เวน้ จากการฆ่าสตั ว์
๒. อทินฺนาทานา เวรมณี หมายถึง เวน้ จากการลกั ขโมย
๓. อพฺรหฺมจริยา เวรมณี หมายถึง เวน้ จากการกระทาท่ีมิใช่พรหมจรรย์
๔. มุสาวาทา เวรมณี หมายถึง เวน้ จากการพดู เทจ็
๕. สุราเมรยมชฺชปมาทฏฐานา เวรมณี หมายถึง เวน้ จากน้าเมา
๖. วกิ าลโภชนา เวรมณี หมายถึง เวน้ จากการบริโภคอาหารต้งั แต่เวลาเท่ียงวนั
๗. นจฺจคีตวาทิตวสิ ูกทสฺสนมาลาคนฺธวเิ ลปนธารณมณฺฑนวภิ ูสนฏฐานา
เวรมณี หมายถึง เวน้ จากการฟ้อนรา ขบั ร้อง ทดั ดอกไม้ เคร่ืองหอม
๘. อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี หมายถึง เวน้ จากท่ีนอนอนั สูงใหญ่
๑.๒ การปฏบิ ัตติ นเป็ นสมาชิกทด่ี ขี องครอบครัวและสังคม
๒. การปฏบิ ตั ิตนเป็ นสมาชิกทด่ี ขี องครอบครัวตามหลกั ทศิ เบื้องบนในทศิ ๖ พึงปฏิบตั ิ
ตามหลกั “ทิศเบ้ืองบน” (อุปริมทิศ) คือ พระสงฆ์ พระพทุ ธศาสนาไดใ้ หห้ ลกั ธรรมใน
การปฏิบตั ิตนระหวา่ งพระสงฆก์ บั คฤหสั ถ์ โดยพระสงฆใ์ นพระพทุ ธศาสนายอ่ ม
อนุเคราะห์คฤหสั ถด์ งั น้ี
๑. หา้ มปราศจากความชวั่
๒. ใหต้ ้งั อยใู่ นความดี
๓. อนุเคราะห์ดว้ ยน้าใจอนั งาม
๔. ใหไ้ ดฟ้ ังในส่ิงที่ยงั ไม่เคยฟัง
๕. ทาสิ่งท่ีเคยฟังแลว้ ใหแ้ จ่มแจง้
๖. บอกทางสวรรคค์ ือความสุขความเจริญให้
๑.๒ การปฏิบตั ิตนเป็ นสมาชิกทดี่ ขี องครอบครัวและสังคม
๓. การปฏิบตั ติ นเป็ นสมาชิกทด่ี ขี องครอบครัวตามหลกั ทศิ เบือ้ งหลงั ในทิศ ๖ เป็นหลกั
คาสอนที่วา่ ดว้ ยความเก่ียวขอ้ งสมั พนั ธ์ทางสงั คมระหวา่ งกลุ่มต่างๆ ในสงั คมดุจทิศที่อยู่
รอบตวั ท้งั หมดมี ๖ ความสมั พนั ธ์
ในท่ีน้ีจะกล่าวเฉพาะความสมั พนั ธ์ตามทิศเบ้ืองหลงั คือ ระหวา่ งสามีภรรยาพึงปฏิบตั ิต่อกนั
สามีพงึ ปฏิบตั ิต่อภรรยา ดงั น้ี ภรรยาพงึ ปฏิบตั ิต่อสามี ดงั น้ี
๑. ยกยอ่ งใหเ้ กียรติสมฐานะ ๑. จดั งานบา้ นใหเ้ รียบร้อย
๒. ไม่ดูหม่ิน ๒. สงเคราะห์ญาติมิตรท้งั สองฝ่ าย
๓. ไม่นอกใจ
๔. มอบความเป็นใหญใ่ นบา้ นให้ ดว้ ยดี
๓. ไม่นอกใจ
๕. ใหข้ องกานลั ตามโอกาส ๔. รักษาทรัพยส์ มบตั ิที่หามาได้
๕. ขยนั ในงานท้งั ปวง
๑.๒ การปฏิบตั ิตนเป็ นสมาชิกทด่ี ขี องครอบครัวและสังคม
๔. การเข้าร่วมกิจกรรมและเป็ นสมาชิกขององค์กรชาวพุทธ พุทธศาสนิกชนใน
ประเทศไทย ได้รวมกลุ่มก่อต้ังชุมชน สมาคม มูลนิธิต่างๆ ท่ีเกี่ยวกับการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา ดังน้ันพุทธศาสนิ กชนก็ควรเข้าร่ วมเพื่อทากิจกรรมทาง
พระพุทธศาสนาตามโอกาสท่ีตนมี โดยช่วงวยั เช่นน้ีควรหาโอกาสเขา้ ค่ายพุทธธรรม
เพอ่ื ความเขา้ ใจท่ีดีต่อพระพทุ ธศาสนาในแง่มุมใดบา้ ง เพ่อื เป็นประสบการณ์ในชีวติ
กา รเ ข้าร่ ว มกิ จกรรมข อ ง อ ง ค์กรช าว พุธ
การเข้าค่ายพุทธธรรม การเข้าร่วมพิธีกรรมทาง
พระพุทธศาสนา จึงเป็ นทางหน่ึงที่ช่วยธารงสืบทอด
พระพทุ ธศาสนาไดน้ นั่ เอง
๒. มารยาทชาวพุทธ
๒.๑ การปฏบิ ตั ติ นต่อพระภกิ ษุทางกาย วาจา และใจทป่ี ระกอบด้วยเมตตา
พระภิกษสุ งฆเ์ ป็นผทู้ ี่สละเหยา้ เรือน เพอ่ื มาศึกษา ปฏิบตั ิ และเผยแผพ่ ระธรรมของ
พระพทุ ธเจา้ จึงนบั วา่ มีความสาคญั ต่อพระพทุ ธศาสนามาก เราควรปฏิบตั ิตนใหเ้ หมาะสมกบั
ท่าน ดงั น้ี
๑. ทางกาย แสดงออกทางการกระทาดว้ ยเมตตา
เช่น
- มีสมั มาคารวะ แสดงความเคารพที่เหมาะสม
- ไปเยย่ี มเยอื นท่านไม่ขาดสาย
- ฟังธรรม
- มีความเลื่อมใสในพระทุกรูป
- อุปถมั ภบ์ ารุงท่านดว้ ยปัจจยั ส่ี
- ใหค้ วามช่วยเหลือท่านในโอกาสสมควร
๒.๑ การปฏบิ ตั ติ นต่อพระภกิ ษุทางกาย วาจา และใจทป่ี ระกอบด้วยเมตตา
๒. ทางวาจา คือ พดู กบั พระสงฆด์ ว้ ยเมตตา มีความปรารถนาดี
เป็นท่ีต้งั ต่อหนา้ และลบั หลงั เช่น
- พดู ไพเราะ ไม่กระโชกโฮกฮาก เสียดสี แดกดนั หรือ
ทานองดูหมิ่น
- ใชค้ าพดู ถูกตอ้ งเหมาะสมแก่สถานภาพของตนและ
พระสงฆ์
- ไม่พดู ลอ้ เล่นกบั พระสงฆ์
- เม่ือพดู กบั พระผใู้ หญ่ ควรประนมมือพดู กบั ท่านทุกคร้ัง
- ไม่ชวนท่านคุยเร่ืองที่ไม่เหมาะสมแก่พระสงฆ์
- เวลาพดู ถึงพระสงฆล์ บั หลงั พึงพดู ดว้ ยความปรารถนาดี
๒.๑ การปฏิบตั ติ นต่อพระภกิ ษุทางกาย วาจา และใจทป่ี ระกอบด้วยเมตตา
๒. ทางใจ พฤติกรรมท่ีแสดงออกทางกายและวาจา ไม่ว่าในด้านดีหรือไม่ดีต่อ
พระสงฆ์ ส่อถึงเจตนาดีหรือไม่ดีภายในใจ ทางพระพุทธศาสนาถือว่า มโนกรรม
(ความคิดคานึง) เป็นส่ิงสาคญั มาก เพราะถา้ มีมากเขา้ มีพลงั แรงเขา้ ก็จะก่อใหเ้ กิด
พฤติกรรมทางกายและวาจา ดงั น้นั ควรมีความเคารพท่านทางใจดงั น้ี
- คิดถึงท่านดว้ ยเมตตาจิต
- คิดหาโอกาสที่จะสนบั สนุนบารุงท่านดว้ ยปัจจยั สี่
๒.๒ การปฏสิ ันถารต่อพระภิกษุในโอกาสต่างๆ
ปฏสิ ันถาร หมายถึง การทกั ทายปราศรัย หรือตอ้ นรับในโอกาสต่างๆ ในงานพิธีท่ี
ตอ้ งมีพระภิกษุประกอบในงานดว้ ย พทุ ธศาสนิกชนควรปฏิบตั ิตนในการปฏิสนั ถารต่อ
ภิกษุสงฆอ์ ยา่ งเหมาะสมดงั น้ี
๑. การลุกขนึ้ ต้อนรับ มาจากคาวา่ “อุฏฐานะ” เม่ือพระสงฆเ์ ดินมายงั
สถานที่พิธีน้นั คฤหสั ถท์ ่ีนง่ั อยพู่ งึ ปฏิบตั ิดงั น้ี
ถ้านั่งเก้าอพี้ งึ ลุกขนึ้ ยืนรับ เม่ือท่านเดินผา่ นควรยกมือไหว้ เม่ือท่านนงั่
เรียบร้อยจึงนงั่ ลงตาม
ถ้านั่งกบั พืน้ ไม่ต้องยืนรับ เมื่อท่านเดินผา่ นถึงเฉพาะหนา้ ควรยกมือไหว้ หรือ
กราบแลว้ แต่ความเหมาะสม
๒.๒ การปฏิสันถารต่อพระภกิ ษุในโอกาสต่างๆ
๒. การให้ทนี่ ั่งพระสงฆ์ มาจากคาวา่ “อาสนทาน” ใชใ้ นเวลาพระสงฆม์ า
ในมณฑลพธิ ีซ่ึงไม่มีท่ีวา่ ง ควรปฏิบตั ิดงั น้ี
๑. ถ้าสถานทช่ี ุมนุมน้ันน่ังเก้าอี้ เม่ือพระสงฆม์ าในงานน้นั ฆารวาสควรลุก
ข้ึนหลีกใหพ้ ระสงฆน์ งั่ เกา้ อ้ีแถวหนา้
๒. ถ้าจาเป็ นต้องนั่งแถวเดยี วกบั พระสงฆ์ พงึ นง่ั เกา้ อ้ีดา้ นซา้ ยมือท่านเสมอ
๓. สาหรับสตรีเพศจะนั่งอาสนะยาว เช่น มา้ ยาวเดียวกนั กบั พระสงฆ์ ตอ้ งมี
บุรุษเพศนง่ั คน่ั ระหวา่ งกลาง
๔. ถ้าสถานทช่ี ุมนุมน้ันนั่งกบั พืน้ พงึ จดั อาสนสงฆใ์ หเ้ ป็นส่วนหน่ึงต่างหาก
จากฆารวาส
๒.๒ การปฏิสันถารต่อพระภิกษุในโอกาสต่างๆ
๓. การรับรอง วตั ถุทุกสิ่งท่ีใหต้ อ้ งมีฐานรองรับ สาหรับคนมีคุณธรรมเป็น
ฐานรองรับ อนั ไดแ้ ก่
๑. เมื่อท่านมาถงึ บ้านหรือสถานทแ่ี ล้ว ควรรับรองท่านดว้ ยอธั ยาศยั ไมตรีอนั ดี
ดว้ ยใบหนา้ อนั ยมิ้ แยม้ พอใจรับรอง
๒. ถวายของรับรอง เช่น น้าดื่ม น้าชา น้าเยน็ เป็นตน้
๓. ควรน่ังสนทนากบั ท่านด้วยความพอใจ ไม่ควรปล่อยใหท้ ่านนงั่ อยรู่ ูป
เดียว การนง่ั น้นั พงึ เวน้ โทษ ๖ อยา่ งดงั น้ี
๑ ไม่นงั่ ตรงหนา้ ๒. ไม่นง่ั ไกลนกั ๓. ไม่นงั่ สูงกวา่
๔. ไม่นงั่ ขา้ งหลงั ๕. ไม่นงั่ ใกลน้ กั ๖. ไม่นงั่ เหนือลม