The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สารานุกรมโคราช 6 เสร็จสมบูรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Vongchavalitkul, 2024-03-18 23:23:06

สารานุกรมโคราช 6 เสร็จสมบูรณ์

สารานุกรมโคราช 6 เสร็จสมบูรณ์

Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 1


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 2 ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำ นักหอสมุดแห่งชาติ สารานุกรมโคราชศึกษา 6 มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล Vongchavalitkul University นครราชสีมา : มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล นครราชสีมา, 2567. 124 หน้า 1.วัฒนธรรมท้องถิ่ น 2.วัฒนธรรมท้องถิ่ นโคราช 3.ชื่ อเรื่ อง ISBN 9789746301992 พิมพ์ครั้ งที่ 1 : 15 มีนาคม 2567 มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล นครราชสีมา เลขที่ 84 หมู่4 ถนนมิตรภาพ-หนองคาย ตำ บลบ้านเกาะ อำ เภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 30000 โทร 044-009-711 โทรสาร 044-009-712 ฝ่ ายศิลปกรรม : นายปรเมศวร์ มะละสาร ออกแบบปก : นายปรเมศวร์ มะละสาร พิสูจน์อักษร : อาจารย์ บุษบาบรรณ ไชยศิริ


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 3 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล จังหวัดนครราชสีมา ผลงานนิพนธ์ถือเป็ นคุณูปการและความรับผิดชอบส่วนบุคคลของผู้นิพนธ์ ไม่ถือเป็ นทัศนะ และความรับผิดชอบของคณะกรรมการดำ เนินการ


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 4


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 5 สารบัญ คำ ปรารภ คำ นำ กุดจิกหมี่ โคราช 100 ปี อาจารย์จิราภรณ์ ประธรรมโย และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วลัญช์ชยา เขตบำ รุง คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล บุ่งตาหลั่ ว สวนสาธารณะปอดใหญ่แห่งโคราช อาจารย์บุญชณัฎฐา สุขเสมอ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล พระนอนหินทรายเมืองเสมา อาจารย์ธวัชชัย ชาญสูงเนิน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหิน ช้างดึกดำ บรรพ์ และไดโนเสาร์ แหล่งการเรียนรู้บรรพชีวินวิทยา อาจารย์ประภัสสร กองทอง คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ภาพเล่าเรื่ องจิตรกรรมประดับเพดานวัดนกออก อ.ปั กธงชัย จ.นครราชสีมา อาจารย์หทัยกนก กวีกิจสุภัค คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ร่องรอยอารยธรรมโคราช : ความศรัทธา ปราสาท หินทรายสีชมพู อาจารย์ศุลีกร ศิวเสน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล รำ โทนโคราช: ชุมชนทุ่งสว่าง-ศาลาลอย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอุมา ปราชญ์ปรีชา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล อาจารย์ทศพล ปราชญ์ปรีชา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล สถานีรถไฟนครราชสีมา อาจารย์เปาลิน เวชกามา คณะสถาปั ตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล หอศิลป์ โคราช KORAT CONTEMPORARY ART AND CULTURE CENTER สุญานีย์ อินทรักษา สถาบันเสริมศึกษาและวิชาชีพเพื่ อการพัฒนาทียั่งยืน่ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล 8 24 ก ข 34 44 54 72 80 100 114


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 6 คำ ปรารภ ก อาจารย์ ดร.ณัฐวัฒม์ วงษ์ชวลิตกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล (อาจารย์ ดร.ณัฐวัฒม์ วงษ์ชวลิตกุล) อธิการบดีมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล สารานุกรมโคราชศึกษา (Encyclopedia of Korat Study) ดำเนินการ รวบรวมองค์ความรู้ที่ สอดคล้องกับพั นธกิจของมหาวิทยาลัย วงษ์ชวลิตกุลมาอย่าต่อเนื่ อง โดยมุ่งสืบสาน สนับสนุน และอนุรักษ์มรดก ภูมิปั ญญาท้องถินโคราช ตามปณิธานของ อาจารย์มุข วงษ์ชวลิตกุล ผู้รับ ่ ใบอนุญาต และอาจารย์ปราณี วงษ์ชวลิตกุล อธิการบดีกิตติคุณ จวบจน ปั จจุบันนี้ มหาวิทยาลัยเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงปี ที่ 40 สารานุกรมโคราชศึกษานี้ เป็ นฉบับที่ 6 เปี่ ยมด้วยเนื้ อหาสาระ เกียวกับวัฒนธรรม งานช่างฝี มือดั่งเดิม ศิลปะการแสดง ภูมิปั ญญาท้องถิ้น ่ ตลอดจนแหล่งโบราณและสถานที่ อันน่าสนใจ ในเขตพื้ นที่ 32 อำ เภอ ของจังหวัดนครราชสีมา ทังนี้ ้โดยมีผู้นิพนธ์ผลงานจากทุกคณะวิชาของ มหาวิทยาลัยได้สร้างสรรค์องค์ความรู้ทีมีประโยชน์และหลากหลาย สำ่หรับ การเผยแพร่นันได้ดำ้เนินการจัดทำ เป็ นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เปิ ดกว้างให้สามารถเข้าถึงผลงานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว นับได้ว่า เป็ นวิชาการรับใช้ชุมชนและสังคม’ ที่ สอดรับและเท่าทันกับการเคลื่ อนไป ของยุคสมัยอย่างแท้จริง มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล เต็มใจและยินดียิ่ งที่ ได้เผยแพร่ สารานุกรมโคราชศึกษา 6 ให้เป็ นเอกสารบันทึกภูมิปั ญญาท้องถิ่ นและ มรดกของสังคมที่ ทรงคุณค่า เพื่ อการศึกษาเรียนรู้อย่างยังยืน สืบไป ่


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 7 คำ นำ ข (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชวลิต เกตุกระทุ่ม) ประธานคณะกรรมการดำ เนินงาน สารานุกรม คือ เอกสารสำ คัญที่ รวบรวมองค์ความรู้ในแขนงวิชา ต่าง ๆ ไว้อย่างเป็ นระบบ ระเบียบ ดังที่ สารานุกรมโคราชศึ กษา (Encyclopedia of Korat Study) ได้แสดงให้ประจักษ์แล้วอย่างต่อเนือง ทั่งนี้ ้ ด้วยแรงสนับสนุนจาก อาจารย์มุข วงษ์ชวลิตกุลและอาจารย์ปราณี วงษ์ชวลิตกุล สองปูชนียาจารย์ผู้ให้กำ เนิดมหาวิทยาลัยและอธิการบดี กิตติคุณ ที่ เล็งเห็นความสำ คัญของการทำ นุบำ รุงศิลปวัฒนธรรมและ อนุรักษ์มรดกภูมิปั ญญาท้องถินอย่างจริงจัง โดยมี ่อาจารย์ ดร.ณัฐวัฒม์ วงษ์ชวลิตกุล อธิการบดีเป็ นผู้สืบสานต่อยอดและส่งเสริมให้สารานุกรม โคราชศึกษาได้รับการเผยแพร่มาจวบจนปั จจุบัน สารานุกรมโคราชศึกษา 6 ยังคงมีเนื้ อหาสาระครอบคลุมบริบท พื้ นที่ 32 อำ เภอ ในจังหวัดนครราชสีมา เพื่ อสืบสานแนวปฏิบัติทางสังคม วัฒนธรรม งานช่างฝี มือดั้ งเดิม ศิลปะการแสดง ภูมิปั ญญาท้องถิ่ น ตลอดจนแหล่งโบราณและสถานที่ ต่าง ๆ ที่ ควรศึกษาเรียนรู้ การจัดทำ สารานุกรมโคราชศึกษานี้ ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ งจากทุกคณะวิชา ซึงเป็ นคุณูปการและความรับผิดชอบส่วนบุคคลของผู้นิพนธ์ อย่างไรก็ตาม ่ สารานุกรมโคราชศึ กษา6 จะไม่สามารถแล้วเสร็จได้ หากปราศจาก ความร่วมมือและแรงสนับสนุนจากผู้เกี่ ยวข้องทุกฝ่ าย อาทิ อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ โภชน์เกาะ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและชุมชนสัมพันธ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นัฐยา บุญกองแสน คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ นายปรเมศวร์ มะละสาร ฝ่ ายศิ ลปกรรม และนายกีรติ วงษ์ขุนเณร ผู้ประสานงานและรวบรวมร่างต้นฉบับจึงขอแสดงความคารวะ มาณ โอกาสนี้


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 8 กุดจิกหมี่ โคราช 100 ปี อาจารย์จิราภรณ์ ประธรรมโย และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วลัญช์ชยา เขตบำ รุง คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล E-mail : [email protected]


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 9 บทนำ คำ ว่า หมี่ หรือ เส้นหมี่ หรือ Rice noodles มีกรรมวิธีการทำ ด้วยการนำ แป้ งข้าวเจ้ามาโรยเป็ นเส้นลงในนํ ้ าเดือดพอสุกแล้วนำ มาตากแห้ง ในอดีตถึงปั จจุบันได้มีการทำ หมี่ เพื่ อทำ อาหารจานหลักสำ หรับบริโภคกัน อย่างแพร่หลายในประเทศต่าง ๆ เช่น จีน ญี่ ปุ่ น และไทย ได้แก่ ผัดหมี่ หมี่ กรอบ ก๋วยเตี๋ ยว ส่วนใหญ่เป็ นเมนูอาหารจานเดียว เนื่ องจากทำ ง่าย กินง่าย ด้วยเหตุนีจึงมีการเผยแพร่วัฒนธรรมการทำ้และการบริโภคให้กับ ผู้คนทั่ วโลกได้รู้จักหมี่ หรือเส้นหมี่ มากขึ้ น คนโคราชนิยมกินหมี่ โคราช เป็ นอาหารในชีวิตประจำ วัน โดยเฉพาะงานบุญ เช่น งานโกนจุก งานบวชนาค งานแต่งงาน หรืองานสมโภชอื่ นๆ เป็ นเมนูอาหารที่ นึกอะไรไม่ออก หรือ ทำ ยาก ให้นึกถึง “ขั่ วหมี่ ” หรือ “ผัดหมี่ ” เพราะทำ ง่าย ในงานบุญ มักจะมีเครืองปรุงสำ่หรับ “คัวหมี่ ่ ” อยู่แล้ว หรือ หาได้ในงาน เพิมเติมแค่เพียง่ หาเส้นหมี่ โคราชมาไว้ เมืองโคราชปลูกข้าวเจ้ามากจึงดัดแปลงมาทำ เส้นหมี่ และเอาไปตากแห้งเพื่ อเป็ นการถนอมอาหาร ผัดหมี่ โคราชหรือคั่ วหมี่ โคราช อาหารท้องถิ่ นขึ้ นชื่ อของจังหวัดนครราชสีมา ดังคำ กล่าวที่ ว่า “มาถึงโคราชไม่ได้กินผัดหมี่ โคราช” เรียกว่า “มาไม่ถึงโคราชอย่างแท้จริง” ความพิเศษของ “เส้นหมี่ โคราช” คือมีความเหนียวนุ่ม ผัดกับเครืองสูตรลับเฉพาะ่ ของชาวโคราช ด้วยรสชาติเป็ นเอกลักษณ์ โดยไม่ใส่ไข่ กุ้งแห้ง ถัวลิสง ่ และเต้าหู้ ทำ ให้ได้ผัดหมี่ ที่ ไม่เหมือนใคร กินแล้วติดอกติดใจ ที่ ต้องนึกถึง ทังทานเอง หรือเป็ นของฝากคนที ้ ่ รัก หมี่ โคราชผลิตในหมู่บ้านทัวไปและ่ เรียกชือตามแหล่งผลิตหมี่ ่ เช่น หมีตะคุ จาก บ้านตะคุ อ. ปั กธงชัย หมี่กระโทก ่ จากบ้านกระโทก อ. โชคชัย หมี่ พิ มายจาก อ. พิ มาย หมี่ กุดจิกจาก บ้านกุดจิก อ. สูงเนิน หมี่ น้ำ ฉ่า จากบ้านน้ำ ฉ่า อ. ขามทะเลสอ และหมี่ หนองหัวฟาน บ้านดอนทะยิง ต.หนองหัวฟาน อ.ขามสะแกแสง เป็ นต้น โดยหมี่ โคราชทำจากข้าวเก่า ข้าวใหม่จะทำให้เส้นหมี่ เส้นไม่สวย เส้นติดกัน เหนียวเกินไป


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 10 ข้อมูลทั่ วไปของชุมชนกุดจิก บ้านกุดจิก ตำ บลกุดจิก อำ เภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา มีพื้ นทีทั่งหมด 5.92 ้ ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณ 3,700 ไร่ ห่างจากอำ เภอสูงเนินประมาณ 4 กิโลเมตร จํานวนประชากรและความหนาแน่นประชากร จากข้อมูลของสํานักทะเบียนท้องถิ่ น กรมการปกครอง ณ เดือน พฤษภาคม 2562 ของเทศบาลตาบลกุดจิก มีจ ํ านวนทั ํ งสิ้น 2,676 คน้ จําแนกเป็ นชาย 1,266 คน หญิง 1,410 คน และมีจํานวนครัวเรือนทังสิ้ ้ น 1,220 ครัวเรือน (ข้อมูลสํานักทะเบียนท้องถิ่ นเทศบาลตําบลกุดจิก, 2562) ชาวบ้านในบ้านกุดจิกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำ นาและทำ สวน เช่น ข้าว ถัวงอก ่ ส้มโอ เป็ นต้น เนื่ องจากมีลักษณะภูมิศาสตร์เป็ นพื้ นที่ ราบ ดินเป็ นดินร่วนและดินเหนียว มีคลองไหลผ่านจึงเอื้ ออำ นวยต่อการทำ การเกษตร ประวัติความเป็ นมา “ กว่าจะเป็ นหมีโคราช ” กว่า 100 ปี ที่ ชุมชนกุดจิกได้ขึ้ นชื่ อว่าเป็ นต้นกำ เนิดของหมี่ โคราช ซึ่ งอาชีพ ดั้ งเดิมของชาวกุดจิก คือ การทำ นา หลังฤดูเก็บเกี่ ยวชาวบ้านจะนำ ข้าวเปลือกมาสี ด้วยเครืองสีข้าวโบราณ (ดังภาพประกอบที่ ่ 1) แล้วนำ ข้าวสารมาตำด้วยครกกระเดือง เรียกว่า่ “การซ้อมข้าว” ชาวบ้านได้นำ ปลายข้าวทีแตกหักมาโม่เป็ นแป้ งด้วยเครื ่องโม่หิน (ดังภาพ่ ประกอบที่ 2) โดยใช้เป็ นวัตถุดิบในการทำ หมี่ เป็ นภูมิปั ญญาที่ ชาวบ้านนำ มาใช้แปรรูป และถนอมอาหารโดยเส้นหมี่ โคราชมีลักษณะคล้ายเส้นก๋วยเตียวแต่บางกว่าและเล็กกว่า ๋ ชาวโคราชได้นำ หมี่ มาทำ อาหารที่ เป็ นเอกลักษณ์ เรียกว่า ขัวหมี่ ่ หรือผัดหมี่ โคราช และนำ เส้นหมี่ สดมาทำ “ยำ หมี่ โคราช” สูตรเฉพาะของกุดจิก ซึ่ งความพิเศษของ หมี่ กุดจิกคือ ไม่ต้องแช่น้ำ ก่อนปรุง เส้นหมี่ ไม่ติดกันเป็ นก้อน เส้นเหนียวนุ่ม ทำ ให้ผู้ที่ ได้ สัมผัสรสชาติ ต่างก็พูดเป็ นเสียงเดียวกันว่า นีคือหมี่ ่ โคราชร้อยปี บ้านกุดจิก หรือ “หมีกุดจิก”่ กว่า 100 ปี ทีชุมชนกุดจิกทำ่หมี่ โคราช ซึงอาชีพดั่งเดิมของชาวกุดจิก ้ คือทำ นา หลังฤดูเก็บเกียว ชาวบ้านจะนำ่ข้าวเปลือกมาสีด้วยเครืองสีข้าว่ โบราณ แล้วนำ ข้าวสารมาตำ ด้วยครกกระเดื่ อง เรียกว่า การซ้อมข้าว แล้วนำ ปลายข้าวที่ แตกหักมาโม่เป็ นแป้ งด้วยเครื่ องโม่หิน เพื่ อใช้ เป็ นวัตถุดิบในการทำ หมี่ ถือเป็ นภูมิปั ญญาที่ ชาวบ้านนำ มาใช้แปรรูปและ ถนอมอาหาร ซึ่ งเส้นหมี่ โคราชมีลักษณะคล้ายเส้นก๋วยเตี๋ ยวแต่บางกว่า เล็กน้อย เอกลักษณ์ของกุดจิกหมี่ โคราช 100 ปี นี้ คือ การทำ เส้นหมี่ จากแป้งข้าวที่ โม่สดๆ ไม่มีส่วนผสมอืนใดอีก ไม่ต้องแช่น่ ้ำก่อนปรุง หมี่ ไม่ติดกัน เป็ นก้อน และเส้นเหนียวนุ่ม อีกทั้ งมีความหอมอ่อนจากข้าว รสชาติ หวานธรรมชาติจากข้าวแท้ ๆ


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 11 ภาพประกอบที่ 1 เครื่ องสีข้าวโบราณ ภาพประกอบที่ 2 ครกกระเดื่ องและเครื่ องโม่แป้ งโบราณ ภาพประกอบที่ 3 การทำ หมี่ ในครัวเรือน ภาพประกอบที่ 4 เตาดินปั้ นด้วยดินเหนียวผสมแกลบ


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 12 ในอดีตชาวบ้านกุดจิกทำ หมี่ เป็ น อาชีพแทบทุกครัวเรือน (ดังภาพประกอบ ที่ 3และ4) เมือเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านกลิ่นอาย่ น้ำ แป้ งจากการทำ หมี่ หอมคละคลุ้งไปทั่ ว บริเวณหมู่บ้าน ชาวบ้านได้นำ หมี่ ไปขาย ตามตลาดต่างอำ เภอ (ดังภาพประกอบ ที่ 5) จนเป็ นที่ นิยมของคนที่ สัญจรไปมา เป็ นทีมาของ “หมี่ ่ โคราช” จนกระทังมีพ่อค้า่ คนกลางมารับหมี่ ถึงบ้านเพื่ อนำ ไปขายแต่ ในช่วงหลังพ่อค้าคนกลางได้เลิกกิจการ ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่ สูงขึ้ น และ เกิดอุตสาหกรรมโรงงานผลิตหมี่ โคราช ชาวบ้านที่ เคยทำ หมี่ เป็ นอาชีพบางราย ไม่ทำต่อ บ้างก็เสียชีวิต ทีน่าเสียดายไปกว่านั่น้ คือ ไม่มีการถ่ายทอดไห้กับลูกหลาน ทำ ไห้ หมี่ กุดจิกด้วยมือแบบโบราณ 100 ปี อันเป็ นภูมิปั ญญาท้องถิ่ นที่ ทรงคุณค่า เริ่ มสูญหายไป ปั จจุบันนักศึกษามหาวิทยาลัย เทคโนโลยีสุรนารีและเทศบาลตำ บลกุดจิก ร่วมกับชาวบ้านกุดจิกได้เริ่ มกลับมาร่วม ฟื้ นฟูการทำ หมี่ โคราชแบบโบราณด้วยมือ อีกครั้ ง ทุกวันอาทิตย์จะมีการทำ หมี่ ณ อาคารพิ พิ ธภัณฑ์พื้นบ้านหมี่ กุดจิก สวนสาธารณะเทศบาลตำ บลกุดจิก ตำ บล กุดจิก อำ เภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา โดยมีคุณยายอำ นวย ผ่านสู งเนินและ คุณยายแวว เร่งสูงเนิน อายุ 76 ปี สืบสานและ ถ่ายทอดการทำ หมี่ กุดจิก (อำ นวย ผ่าน สูงเนินและแวว เร่งสูงเนิน, ผู้ให้สัมภาษณ์ 24 กันยายน 2566) ภาพประกอบที่ 5 ในอดีตชาวบ้านได้นำ หมี่ ไปขายตามตลาดต่างอำ เภอ


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 13 วัตถุดิบ 1. ข้าวสาร 2. น้ำ อุปกรณ์การทำ หมี่ โคราช 1. ฟื น 2. เตาดิน 3. คอหม้อ 4. เชือก 5.ผ้าโทเร 6. ขันอลูมิเนียม


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 14 7. ฝาชีครอบหม้อ 8. ไม้แซะหมี่ 9. แผงตากหมี่ 10. เขียงซอยหมี่ 11. กระด้ง


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 15 12. มีดซอยหมี่13. เครื่ องโม่แป้ ง ขั้ นตอนการทำ หมี่ ด้วยมือแบบโบราณ คุณยายอำ นวย ผ่านสูงเนินและคุณยายแวว เร่งสูงเนิน อายุ 76 ปี ผู้ถ่ายทอด ภูมิปั ญญาดังเดิมในการแปรรูปข้าวให้กลายเป็ นหมี ้ ่ โคราช หมีกุดจิกโบราณ ด้วยขั่นตอน ้ ดังนี้ ้ 1. นำ ข้าวสารเจ้า 10 กิโลกรัม มาแช่น้ำ ประมาณ 1 ชัวโมง ถ้าจะให้ดีใช้ข้าวสารที่ ่ เป็ นข้าวแข็ง และเป็ นข้าวเก่าข้ามปี ยิ่ งดี เพราะจะได้แป้ งข้าวที่ เหมาะพอดีไม่อ่อนจนเละ หรือแข็งจน ไม่ติดกัน แล้วนำ มาโม่เป็ นแป้ งด้วยเครื่ องโม่ไฟฟ้ า หรือมีเครื่ องโม่หินยิ่ งดี เพราะจะช่วย เพิ่ มความหอมให้มากขึ้ น (โม่แป้ งประมาณ 3 รอบ) ก็จะได้น้ำ ข้าวในปริมาณ 10 กิโลกรัม ผสมน้ำ เล็กน้อยให้แป้ งข้าวข้นพอดี


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 16 2. เตรียมเตาดินแบบโบราณซึ่ งทำ จากดินเหนียวผสมกับแกลบ ด้านใต้ทำ เป็ นปล่องไฟ สำ หรับใส่ฟื น ก่อไฟเตาดินและเติมน้ำ ใส่กระทะต้มน้ำ ให้น้ำ เดือด 3. เตรียมคอหม้อทำ แผ่นหมี่ โดยนำ คอหม้อทรงสูง ปากกว้าง มาคลึงด้วยผ้าโทเรสี ขาวให้ตึงเปิ ด ริมผ้าประมาณ 5 เซนติเมตรเพื่ อให้ไอน้ำ พุ่งขึ้ นมาได้


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 17 4. ใช้ขันโลหะก้นมนตักน้ำ แป้ งเทลงบนผ้าขาวพร้อมใช้ก้นขันเกลี่ ยให้ทั่ วเป็ นวงกลม (การถูหมี่ ) โดยให้แผ่นหมี่ บางไม่หนาจนเกินไป ปิ ดฝาหม้อทิ้ งไว้ประมาณ 45 วินาที 5. นำ ไม้ไผ่ชโลมน้ำ ค่อยๆ แซะแผ่นแป้ งออกจากผ้าขาวบาง


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 18 6. นำ แผ่นแป้ งที่ ได้ไปตากบนแผงไม้ไผ่ (แผงตากหมี่ ) แล้วนำ ไปตากแดดให้แผ่นหมีหมาด่ 7. เมื่ อแผ่นแป้ งเริ่ มหมาดได้ที่ (เมื่ อจับดูจะติดมือน้อยลง) ทาด้วยน้ำ มันพืชด้านบน เพื่ อไม่ให้แผ่นแป้ งติดกันนำ แผ่นแป้ งที่ ได้มาลูบด้วยน้ำ เปล่าเล็กน้อยเพื่ อให้ง่ายต่อการซอย


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 19 8. นำ แผ่นแป้ งประมาณ 10-15 แผ่นมาซ้อนกันและม้วนเป็ นวงกลม ใช้มีดซอยเป็ นเส้น ๆ นำ เส้นหมี่ ที่ ได้มาจากเป็ นแพขนาดพอประมาณวางเรียงบนแผ่นไม้ไผ่ 9. นำ แพหมี่ เรียงใส่แผงตากหมี่ ไปตากแดดให้แห้ง


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 20 10. นำ หมี่ ที่ ได้มามัดด้วยตอก โดยใช้ตอกสีชมพูซึ่ งเป็ นเอกลักษณ์ของหมี่ บ้านกุดจิก เอกลักษณ์ของหมี่ กุดจิก - เส้นหมี่ ทำ จากแป้ งข้าวเจ้าที่ โม่สดๆ การโม่แป้ งจำ เป็ นต้องอาศัยความใจเย็น และความชำ นาญในระดับหนึ่ ง โม่จำ นวน 3 รอบ เพื่ อให้ได้เม็ดแป้ งที่ เนียน และละเอียด แป้ งจะเป็ นแผ่นที่ สวยงาม - ไม่มีส่วนผสมอื่ น ไม่ต้องแช่น้ำ ก่อนปรุง หมี่ ไม่ติดกันเป็ นก้อน เส้นเหนียวนุ่ม มีความหอมอ่อนจากข้าว รสชาติหวานธรรมชาติจากข้าวแท้ ๆ แตกต่างจากหมี่ ทำ จาก โรงงานเส้นจะยาวและผสมแป้ งมันเข้าไปด้วย แต่หมีชาวบ้านเป็ นแป้ งที ่ทำ่จากข้าวล้วน ๆ เส้นจะไม่ยาวและเส้นไม่เสมอกัน เก็บได้ไม่นาน แต่รสชาติอร่อยเหนียวนุ่มกว่าเส้นหมี่ จากโรงงาน การจำ หน่าย มี 2 แบบ แบบเส้นสด สำ หรับนำ ไปทำ เมนูหมี่ ยำ ขายในราคา กิโลกรัมละ 60 บาท แบบหมี่ แห้งบรรจุถุงพร้อมน้ำ ปรุง ขายในราคาห่อละ 30 บาท เมนูหมี่ โคราชบ้านกุดจิก ชาวโคราชมีอาหารที่ เป็ นเอกลักษณ์ ที่ เรียกว่า “คัวหมี่ ่ “ หรือผัดหมี่ โคราช และนำ “หมี่ เส้นสด” มาทำ “ยำ�หมี่ โคราช” สูตรเฉพาะของกุดจิก โดยความพิเศษของหมี่ กุดจิก คือ ไม่ต้องแช่น้ำ ก่อนปรุง เส้นเหนียวนุ่มแต่ไม่ติดกันเป็ นก้อน ทำ ให้ผู้ได้สัมผัสรสชาติ ต่างพูดเป็ นเสียงเดียวกันว่า นี่ คือ หมี่ โคราช 100 ปี บ้านกุดจิก หรือหมี่ กุดจิก


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 21 สูตรยำ หมี่ เส้นสด เครื่ องปรุง 1. หมี่ สด 2 ขีด 2. ต้นหอม 1 ต้น 3. น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา 4. น้ำ ปลา 1 ช้อนชา 5. น้ำ มะขามเปี ยก 1 ช้อนโต๊ะ 6. ปลาป่ น (ปลาฉลาดแท้) 1 ช้อนโต๊ะ 7. ผักชี 1 ต้น 8. พริกป่ น 1 ช้อนชา 9. มะเขือเทศ 3 ลูก 10. ยี่ หร่า 1 ใบ 11. สะระแหน่ 5 ใบ วิธีทำ 1. นำ มะเขือเทศมาผ่าครึ่ งใส่น้ำ มะขามเปี ยก น้ำตาลทราย น้ำ ปลา พริกป่ น ปรุงรสตามใจชอบ 2. ใส่หมี่ สดลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากับน้ำ ปรุง 3. ใส่ปลาป่ น หอมแดง ต้นหอม ผักชี ยี่ หร่า และสะระแหน่ เครื่ องเคียง รับประทานกับผักพื้ นบ้าน เช่น ถัวฝั กยาว ใบแมงลัก ใบโหระพา่


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 22 สูตรผัดหมี่ โคราช ส่วนผสมผัดหมี่ โคราช เส้นหมี่ โคราช 1 ห่อ เนือหมู (ตามความชอบ)้ ถัวงอก่1 ถ้วย ใบหอมหันท่อน่2 ต้น น้ำ ปรุง น้ำ มันพืช 2 ช้อนโต๊ะ กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ หอมแดงสับให้ละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ เต้าเจี้ ยว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำ มะขามเปี ยก 2 ช้อนโต๊ะ น้ำ ตาลปึ ก หรือน้ำ ตาลปี๊ ป 3 ช้อนโต๊ะ น้ำ ปลา 2.5 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊ วดำ 1/2 ช้อนชา เต้าเจี้ ยวสับ 1/2 ช้อนชา พริกป่ น 1/2 ช้อนชา น้ำ เปล่า 1-2 ถ้วย วิธีการผัดหมี่ โคราช 1. ตังกระทะให้ร้อนด้วยไฟปานกลาง ใส่น้ ้ำ มัน เมือน่ ้ำ มันร้อนดีแล้วให้ใส่หอมแดง และกระเทียมลงไปผัดให้พอหอม ใส่น้ำ ตาลปึ กลงไปเคียวให้ละลาย และมีสีเข้มขึ่ นเล็กน้อย ้ จากนันให้ใส่เต้าเจี้ ้ ยว น้ำ มะขามเปี ยก น้ำ ปลา พริกป่ น และซีอิ๊ วดำ ลงคนให้เข้ากันดี 2. ใส่หมูลงผัดให้สุก แล้วเติมน้ำ เปล่า รอให้น้ำ เดือด ชิมรสตามชอบ 3. ใส่เส้นหมี่ ลงทีละนิดลงจนหมด คลุกเคล้าให้เข้ากัน กระทังน่ ้ำ ปรุงซึมเข้าเส้น จนหมด (หากต้องการใส่ไข่ ใช้ตะหลิวเกลี่ ยเส้นหมี่ ไว้ข้างกระทะ จากนันตอกไข่ลงไปใน้ พื้ นที่ ว่าง ๆ ตีให้ไข่แตกเบา ๆ แล้วผัดเส้นลงไปกลบ ทิ้ งไว้สักพักแล้วจึงผัดให้ไข่สุก 4. หลังจากนั้ นใส่ ใบหอมและถั่ วงอกลงไป ผัดให้เข้ากันแล้วตักใส่ จาน เสิร์ฟพร้อมถัวงอก มะนาวหั่นซีก ใบกุ้ยช่าย และพริกป่ น่ เคล็ดลับ เส้นหมี่ โคราช ไม่ต้องแช่น้ ำ ก่อนผัด สามารถใส่เส้นหมี่ ลงไปผัดหลังจากการเติมน้ ำ ทีร้อนแล้วได้เลย่


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 23 บทสรุป การทำ หมี่ แบบภูมิปั ญญาในปั จจุบันลดลงมาก หาผู้สืบทอดได้ยาก เพราะวิถีการดำ เนินชีวิตที่ เปลี่ ยนแปลงไป คนรุ่นใหม่นิยมทำ งานในสำนักงานมากกว่าในครอบครัว หรือชุมชน และขาดการสนับสนุนอย่างจริงจังจากหน่วยงานที่ เกี่ ยวข้อง ทั้ งภาครัฐและหน่วยงานท้องถิ่ น จึงทำ ให้ภูมิปั ญญาที่ มีมา อย่างยาวนานเริมลบเลือนหายไป การจัดทำ ่องค์ความรู้เรือง กุดจิก่ หมี่ โคราช 100 ปี ในครังนี้ ้ เพื่ อส่งต่อองค์ความรู้ทางภูมิปั ญญา ท้องถิ่ นการทำ หมี่ โคราช ให้เผยแพร่สู่สาธารณะสำ หรับสืบสาน และอนุรักษ์ต่อไป “การเรียนรู้ถึงวิถีชีวิตดั้ งเดิม จะช่วยให้เกิด ความหวงแหน รักบ้าน รักถิน รักประเพณีวัฒนธรรม ที่จะหล่อหลอม่ ให้คนกุดจิกเป็ นหนึ่ งเดียวกัน สิ่ งหนึ่ งที่ คนกุดจิกมีและเป็ น ภูมิปัญญาทีบ่งบอกความเป็นมาของคนโคราชแท้ๆ ก็คือ หมี ่กุดจิก“่ รายการอ้างอิง ทีมหลานย่าพากินหมี่ . (2557). สืบสานตำ นานหมี่ โคราชบ้านกุดจิก : ต้นกำ เนิดหมี่ โคราช 100 ปี . นครราชสีมา: สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการ สำ นักวิชาเทคโนโลยีสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี; เทศบาลตำ บลกุดจิก. รักบ้านเกิด วงจรข้าว. (2566). “หมี่ โคราช หมี่ 100ปี กุดจิก แปรรูปข้าว จาก ภูมิปั ญญาดังเดิม,” ใน รักบ้านเกิด วงจรข้าว สืบค้นจาก https://www.rakbankerd.้ com/agriculture/page.php?id=6671&s=1เมื่ อวันที่ 15 กันยายน 2566 สารสนเทศท้องถิ่ นนครราชสีมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. (2566). “ผัดหมี่ โคราช,” ในสารสนเทศท้องถินนครราชสีมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. สืบค้นจาก ่ https://nm.sut.ac.th/koratdata/?m=detail&data_id=3947 เมือวันที่ ่ 23 กันยายน 2566


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 24 บุ่งตาหลั่ ว สวนสาธารณะปอดใหญ่แห่งโคราช อาจารย์บุญชณัฎฐา สุขเสมอ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 25 บทนำ สวนสาธารณะถือเป็ นแหล่งนันทนาการหรือเป็ นสถานทีพักผ่อน่ หย่อนใจของผู้คนในชุมชนทุกเพศทุกวัย บรรดาพืชพรรณในพื้ นที่ ของ สวนสาธารณะมีส่วนช่วยลดอุณหภูมิของพื้ นที่ รอบข้างได้เป็ นอย่างดี มีส่วนช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทีรื่นรมย์ นอกจากนี่ภายในพื้ ้ นทีของส่วน่ สาธารณะยังเป็ นถินที่อยู่อาศัยของ นก ปลา แมลง และสัตว์อื่ นๆ เป็ นทาง ่ สีเขียวเชือมโยงแหล่งที่อยู่อาศัยเข้าด้วยกัน ความพิเศษอีกประการที่อาจ่ ไม่ทราบกันโดยทัวไปคือ สวนสาธารณะมีส่ว่นช่วยลดเสียงรบกวนลงได้ ่ โดยอาศัยพุ่ มใบที่ หนาทึบของไม้ยืนต้น และไม้พุ่ มช่วยดูดซับมลภาวะ ทางเสียง(Praornpit Katchwattana, 2565) ขณะเดียวกันยังเป็นสิงเชื่ อมโยง่ ผู้คนให้ได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ได้ซึมซับสัมผัสความรู้สึกใกล้ ชิดกับธรรมชาติในหลากหลายความต้องการ หลากหลายสภาวะ ทำ ให้เป็ น เมืองและเป็ นชุมชนน่าอยู่อย่างยังยืน ่ เมื่ อกล่าวถึงสวนสาธารณะในเขตพื้ นที่ โคราชหรือจังหวัด นครราชสีมา แหล่งสำ คัญที่ ไม่อาจลืมไปได้เลยคือ บุ่งตาหลั่ ว หรือชื่ อ อย่างเป็นทางการคือ สวนน้ำบุ่งตาหลัวเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ ่ 9 ซึงมิได้เป็นเพียง ่ สวนสาธารณะที่ ใช้สำ หรับเป็ นพื้ นที่ พั กผ่อนออกกำ ลังกายเท่านั้ น หากแต่มีความเป็ นมาและมีบทบาทเป็ นแก้มลิงกักเก็บน้ำและระบายน้ำ ให้แก่ชุมชนในตัวเมืองนครราชสีมาและในด้านอื่ นอีกนานัปการเช่นกัน


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 26 ความเป็ นมาของบุ่งตาหลั่ ว ในระบบนิเวศแม่น้ำ ตามภูมิปั ญญาท้องถิน แบ่งระบบนิเวศย่อยออกเป็ น 11 ระบบ ่ ได้แก่ ดอน, ห้วยหรือฮ่อง, บุ่ง, แก่งหิน, ถ้ำ , เวิน, หาด, ก้อง, แก่ง, คอน, ลวง (สถาบัน ชุมชนลุ่มน้ำ โขงและสมาคมแม่น้ำ เพื่ อชีวิต, มปป.) ซึงคำ่ ว่า บุ่ง เป็ นคำ ในภาษาอีสาน ภาษา ไทลาวและไทกลางบางท้องถิ่ นหมายถึง แหล่งน้ำ ในพื้ นที่ ลุ่มต่ ำ หรือพื้ นที่ แอ่งกระทะที่ มีน้ำ ท่วมขังเกือบตลอดปี หรือตลอดปี ก็ได้ ในความหมายเดียวกันคือ บึง หรือหนอง พืนที้บุ่ง่ ในทางป่ าไม้ยังรวมไปถึงแหล่งน้ำ ตามธรรมชาติชนิดต่าง ๆ ในเขตที่ ราบน้ำ ท่วมถึง ซึงจะถูกปกคลุมด้วยพืชน่ ้ำ ล้มลุก หญ้า และกก เราเรียกว่า “สังคมพืชในบึง” หรือ “ป่ าบุ่ง” (สำ นักงานหอพรรณไม้ สำ นักวิจัยการอนุรักษ์ป่ าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ าและพันธุ์พืช, 2561) ชื่ อบุ่งตาหลัว (บึงตาหลั่ว) มีปรากฏระบุในรายงานข้าหลวงเทศาภิบาล มณฑล่ นครราชสีห์มา ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 16 หน้า 407 วันที่ 1 ตุลาคม ร.ศ.118 (พ.ศ.2442) ตังแต่สมัยรัชกาลที้ ่ 5 ซึงได้กล่าวถึงการเดินทางของข้าหลวงเพื่อสำ่รวจพืนที้ ่ ในมณฑลต่าง ๆ นอกจานี้ ยังมีแหล่งน้ำ อื่ น ๆ ตามที่ ระบุในรายงานสมัยรัชกาลที่ 5 คือ หนองบัว (อยู่ใกล้สนามกอล์ฟ ค่ายสุรนารี), หนองบัวรอง (อยู่หลังวัดหนองบัวรอง ต่อมาถูกถม สร้างเป็ นบ้านพักทหาร ในปั จจุบัน), บึงทะเล (สร้างเป็ นบ่อบำ บัดน้ำ เสียหัวทะเล ในปั จจุบัน), บึงวัดแจ้ง (อยู่ในวัดแจ้งนอก), หนองจะบก (อยู่บริเวณสวนภูมิรักษ์, กรมประมงตรงข้าม วัดหนองจะบก), สระวัดหงษ์ (อยู่ในวัดหงษ์), สระริมวัดแจ้ง (อยู่หลังวัดแจ้งใน), สระวัด ศาลาทอง (อยู่หน้าวัดศาลาทอง) ภาพประกอบที่ 1 : รายงานข้าหลวงเทศาภิบาล มณฑลนครราชสีห์มา ในราชกิจจานุเบกษา ที่ มา: โคราชในอดีต สืบค้นวันที่ 20 กันยายน 2566 จาก https://www.facebook.com/korat.in.the.past/ posts/1642329912502434/?locale=th_TH


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 27 ส่วนคำ ว่า “ตาหลั่ ว” เป็ นชื่ อ ของข้าราชการชาวโคราชซึ่ งเป็ นอดีต ข้าราชการในกองทัพภาคที่ 2 ที่ เป็ นผู้ริเริ่ ม แนะนำ ให้พัฒนาแหล่งน้ำ ให้กับชาวบ้าน และข้าราชการทหารที่ อาศัยอยู่โดยรอบ กระทั่ งตาหลั่ วเสียชีวิตลง จึงได้มีการ ตั้ งชื่ อแหล่งน้ำ แห่งนี้เพื่ อเป็ นที่ ระลึกและ การจดจำ แก่คนรุ่นหลัง การกำ หนดชือของ่ ตาหลัวมาเป็ นชื ่ อของสวนสาธารณะจึงเป็ น ่ การทำ ตามจารีตนิยมเพื่ อรำ ลึกถึงบุคคลที่ มีความสำ คัญต่อพื้ นที่ ใดพื้ นที่ หนึ่ งนันเอง ่ (เทศบาลตำ บลหนองไผ่ล้อม, มปป.) ตั้ งแต่ดั้ งเดิมที่ ยังไม่ได้มี การพั ฒนาสวนน้ำ บุ่งตาหลั่ วให้เป็ น สวนสาธารณะดังปั จจุบัน พื้ นที่ ดังกล่าว มีลักษณะเป็นเหมือนหนองน้ำ มีป่าและป่าต้นไผ่ ส่วนบริเวณด้านหลังอ่างเก็บน้ำ ใหญ่ ในปั จจุบันเป็ นป่ าไผ่ มีหนองน้ำ เรียกว่า “หนองอีแหนบ” ปั จจุบันผู้คนในชุมชน ได้สร้างบ้านเรือน โรงแรม คอกม้าแข่ง และ โรงสรรพสามิต โดยมีถนนริมบุ่งคันกลาง่ ระหว่างพื้ นทีดังกล่าว นอกจากนี่ด้วยเหตุที้ ่ ในรอบ ๆ พื้นที่ บริเวณหนองอีแหนบ เป็ นพื้ นที่ ที่ กล่าวได้เป็ นรวมไปด้วยของ บรรดาอบายมุข จึงมีคำ กล่าวภาษาโคราช ในเชิงเสียดสีว่า ภาพประกอบที่ 2: ภาพมุมสูงพืนที้ ่ โดยรวมของบุ่งตาหลัว สันนิษฐานว่าเป็ นภาพช่วงพัฒนาพื ่นที้ ่ ได้ในระดับหนึงแล้ว่ ที่ มา : Facebook สวนน้ำ บุ่งตาหลัวเฉลิมพระเกียรติ ฯ รัชกาลที่ ่ 9 สืบค้นวันที่ 20 กันยายน 2566 จาก https://www.facebook.com/SwnNaBungTaHlawChelimphrakeiyrtiRachkalThi9/photos/a.3058 45606155062/305845609488395/?locale=th_TH “ ห ม๊ ด ปี ห น อ ง อี แ ห น บ ” ซึ่ ง เ ป็ น ประโยคทำ�นองดูแคลนว่าไม่ได้เรื่ อง (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, มปป)


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 28 บุ่งตาหลั่ ว ตั้ งอยู่ในเขตตำ บล หนองไผ่ล้อม อำ เภอเมือง จังหวัด นครราชสีมามีพื้ นที่ 356 ไร่ ในห้วงฤดูแล้ง น้ำ จะแห้งเหลือแต่ดินโคลน ประชาชนได้รับ ความเดือดร้อน ครันต่อมาใน พ.ศ. 2538 ้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปี หลวง เสด็จพระราชดำ เนินโดยเฮลิคอปเตอร์ พระที่ นั่ งเพื่ อปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ในพืนที้ อีสานตอนล่างโดยเสด็จผ่านแหล่งน ่ ้ำ แห่งนี้ และทรงมีพระราชดำ ริว่า บุ่งตาหลัว่ สามารถทำ เป็ นแก้มลิง เพื่ อเก็บน้ำ ไว้ อุปโภคบริโภคและป้ องกันน้ำ ท่วมในเขต พื้นที่ ของจังหวัดนครราชสี มาได้อีก แห่งหนึง จึงเริ่มการพัฒนาแหล่งน่ ้ำ บุ่งตาหลัว่ ใน พ.ศ.2542 โดยความร่วมมือจากกองทัพ ภาคที่ 2 ส่วนราชการ องค์กร พ่อค้า ประชาชนทุกหมู่เหล่า และหน่วยทหารใน กองทัพภาคที่ 2 โดยใช้งบประมาณทังสิ้ ้ น 41,995,599 บาท และเมื่ อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2542 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี เสด็จเปิ ดสวนสาธารณะแห่งนี้ อย่างเป็ นทางการ และพระราชทานนามว่า “ สวนน้ำ บุ่งตาหลัวเฉลิมพระเกียรติรัชกาล่ ที่ ๙ ” เพื่ อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิ ตร ในมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ และทรงปลูก ต้นสาธร ต้นไม้ประจำ จังหวัดนครราชสีมา ไว้บริเวณด้านหน้าลานกีฬา (thailandtourismdirectory, มปป.) ภาพประกอบที่ 3 : ภาพมุมสูงของพื้ นที่ บุ่งตาหลัวในปั จจุบัน ่ ที่ มา : Facebook ที่ นี่ นครราชสีมา สืบค้นวันที่ 20 กันยายน 2566 จาก https://www.facebook.com/ TeeneeNakhonratchasima/posts/230634270932166/


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 29 โครงการพั ฒนาบุ่งตาหลั่ ว เป็ นโครงการของกองทัพภาคที่ 2 ทีมุ่งหมาย ่ พัฒนาบุ่งตาหลัวให้เป็ นสถานที ่ ่ เก็บกักน้ำ เพื่ อแก้ปั ญหาการขาดแคลนน้ำตลอดจน เป็ นแหล่งรองรับน้ำ ส่ วนเกินจาก ตัวเมืองนครราชสีมาในห้วงฤดูฝน ปรับปรุง สภาพแวดล้อมบริเวณบุ่งตาหลั่ วให้มี ความสวยงามสำ หรับเป็ นที่ พั กผ่อน ออกกำ ลังกายของกำ ลังพลครอบครัวและ ประชาชนทัวไป อีกทั่งเพื้ ่ อจำ ลองโครงการ อันเนื่ องมาจากพระราชดำ ริของพระบาท สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เช่น โครงการทฤษฎีใหม่ การบำ บัดน้ำ เสียโดย วิธีธรรมชาติ และเพื่ อจำ ลองวิถีชีวิต หรือ พิพิธภัณฑ์ชีวิตของประชาชน ตามแนว พระราชดำ ริภายใต้เศรษฐกิจพอเพียงด้วย การปลูกพืชผักสวนครัวแบบปลอดสารพิษ ปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น ปล่อยปลาเพื่ อเป็ น แหล่งโปรตีนที่ ถูกที่ สุดสำ หรับประชาชน (โคราชในอดีต, 2561) กิจกรรมในสวนน้ ำ บุ่งตาหลั่ วเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 9 กิจกรรมภายในสวนน้ำ บุ่งตาหลั่ วเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 9 เป็ นพื้ นที่ ออกกำ ลังกายแบบเดิน วิง และปั่ ่ นจักรยาน ระยะทางยาว 3.2 กิโลเมตร และมีอุปกรณ์สำ หรับ การออกกำ ลังกายประเภทอื่ น ๆ ที่ สามารถใช้บริการได้โดยทัวไป ่ ภาพประกอบที่ 4 : พื้ นที่ เดินวิ่ งออกกำ ลังกายในบุ่งตาหลัว โซนทิศใต้่


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 30 นอกจากนี้ในพื้ นทียังมีกิจกรรม่ นันทนาการประเภทอืน ๆ เช่น การวาดภาพ่ ระบายสี การเต้นรำ การร้องเพลง พายเรือ ห้องฟิ ตเน็ตของกองทัพภาคที่ 2 รวมทั้ งสถาปั ตยกรรมและสิ่ งก่อสร้าง หลากรูปแบบ เช่น สะพานวังขนาย ตัวสะพานก่อสร้างลักษณะแขวน มีความยาว 72.56 เมตร กว้าง 2 เมตร สู งจาก ผิวน้ำ ถึงตัวสะพานประมาณ 2 เมตร ซึ่ งตัวสะพานได้ใช้งานมานานกว่า 16 ปี กลุ่มวังขนายจึงได้สนับสนุนงบประมาณ ซ่อมแซม จำ นวน 1,222,700 บาท จึงได้ ปิ ดซ่อมแซมปรับปรุงสะพานมาเป็ นระยะ เวลานาน 3 เดือนและส่งมอบในวันที่ 28 สิงหาคม 2558 (MGRonline, 2558) ภาพประกอบที่ 5: สะพานวังขนาย ในพื้ นที่ บุ่งตาหลัว่ ที่ มา: BaanBaan สืบค้นวันที่ 20 กันยายน 2566 จาก https://baanbaan.co/story/รีวิว-สวนสาธารณะบุ่งตาหลัว-โคราช/่ ภาพประกอบที่ 6 : ภาพบริเวณที่ ตัง “เก๋งจารุกำ้เนิดกนก” และบริเวณที่ ตัง “ลานนวมินทร์”้ ที่ มา: wikimapia สืบค้นวันที่ 20 กันยายน 2566 จาก http://wikimapia.org/21148660/th/เก๋งจารุ กำ เนิดกนก และhttp://wikimapia.org/21148226/th/ลานนวมินทร์ รวมทัง “เก๋งจารุกำ้ เนิดกนก” มีลักษณะเป็ นอาคารเก๋งจีน ซึงบริจาคโดยครอบครัว “จารุ่ กำ เนิดกนก”เป็ นโครงสร้างแบบจีนมีปูนปั้ นประดับประดาไว้อย่างงดงาม (Koratdaily, 2556) และลานนวมินทร์ ซึ่ งเป็ นพื้ นที่ เป็ นกลุ่มอาคารพื้ นที่ โล่งที่ สามารถจัดกิจกรรม ได้หลากหลายรูปแบบ


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 31 ภาพประกอบที่ 7: ทิวทัศน์ช่วงพลบค่ ำ ในบริเวณสวนน้ำ บุ่งตาหลัว่


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 32 บทสรุป จากที่ กล่าวมาทั้ งหมดจะพบว่า ในพื้ นที่ โดยรอบบุ่งตาหลั่ ว หรือสวนน้ำ บุ่งตาหลัวเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ ่ 9 มีบทบาทต่อรัฐและ ประชาชนอย่างหลากหลาย ทังในฐานะเป็ นพื ้ ้ นที่ กักเก็บน้ำ ตามโครงการ แก้มลิง จัดการระบบน้ำ ในเขตตำ บลหนองไผ่ล้อม เขตกองทัพภาคทีสอง่ และเขตพืนที้ ่ ใกล้เคียง พืนที้สวนสาธารณะสำ่หรับการพักผ่อนออกกำ ลังกาย การเล่นกีฬา รวมทังพื้ ้ นที่ ทำ กิจกรรมนันทนาการอีกนานัปการ ภายใต้ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อมที่ ส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพกาย สุขภาพจิต ขณะเดียวกันยังได้ใช้พื้ นที่ เพื่ อจัดกิจกรรม นิทรรศการ งานสังสรรค์ หรืองานสำ คัญของจังหวัดนครราชสีมา บุ่งตาหลัวจึงมี่ บทบาทสำ คัญที่ ควรแก่การขนานนามว่าเป็ นปอดใหญ่แห่งโคราชนันเอง่


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 33 เอกสารอ้างอิง เทศบาลตำ บลหนองไผ่ล้อม. (มปป.) ประวัติเทศบาลตำ บลหนองไผ่ล้อม. สืบค้นวันที่ 25 กันยายน 2566 จาก https://www.nongpailomcity.go.th/data. php? content_id=4 โคราชในอดีต (2561). สระน้ำ แหล่งน้ำ ในโคราช. สืบค้นวันที่ 23 กันยายน 2566 จาก https://www.facebook.com/korat.in.the.past/posts/164232991250 2434/?locale=th_TH มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. (2555). ฐานข้อมูลพจนานุกรมภาษาโคราช. สืบค้นวันที่ 25 กันยายน 2566 จาก http://nm.sut.ac.th/korat_dic/index. php?m= detail&vocab_id=3096&search_type=1 สถาบันชุมชนลุ่มน้ำ โขงและสมาคมแม่น้ำ เพื่ อชีวิต (มปป.) งานวิจัยไทบ้านเรือง ระบบนิเวศ่ บุ่งแม่น้ำ โขงกับเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาชุมชนทีหมู่บ้านสำ่โรง ตำ บลสำ โรง อำ เภอ โพธิ์ ไทรจังหวัดอุบลราชธานี. สืบค้นวันที่ 25 กันยายน 2566 จาก http://www. mekongci.org/images/work-mekong/report-mekong-boong.pdf สำ นักงานหอพรรณไม้ สำ นักวิจัยการอนุรักษ์ป่ าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ าและพันธุ์พืช. (2561). ป่ าบุ่งป่ าทาม ภาคอีสาน. (กรุงเทพฯ: สำ นักงาน หอพรรณไม้, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธุ์พืช, กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อม) Koratdaily. (2556). สวนน้ำ บุ่งตาหลัว. สืบค้นวันที่ ่ 23 กันยายน 2566 https://koratdaily.com/blog.php?id=1653 MGR Online. (2558). ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 รับมอบสะพานจากกลุ่มวังขนาย. สืบค้นวันที่ 23 กันยายน 2566 จาก https://mgronline.com/local/detail/ 9580000098988 Praornpit Katchwattana, (2565) พื้ นที่ สีเขียว ในเมืองใหญ่ สำ คัญไฉน และทำ ไม ต้องสร้างเพิ่ ม?. สืบค้นวันที่ 25 กันยายน 2566 จาก https://www.salika. co/2022/01/20/green-space-in-big-city/ Thailandtourismdirectory. (มปป.). สวนน้ำ เฉลิมพระเกียรติ (สวนน้ำ บุ่งตาหลัว). ่ สืบค้นวันที่ 23 กันยายน 2566 จาก https://thailandtourismdirectory. go.th/attraction/813


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 34 พระนอนหินทรายเมืองเสมา อาจารย์ธวัชชัย ชาญสูงเนิน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล E-mail: [email protected]


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 35 บทนำ พระพุ ทธไสยาสน์หรือพระนอนหินทราย เป็ นพระพุ ทธรูปใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประดิษฐานอยู่ที่ วัดธรรมจักรเสมารามหรือ เมืองเสมาธรรมจักร บ้านคลองขวาง ตำ บลเสมา อำ เภอสูงเนิน จังหวัด นครราชสีมา อยู่ห่างจากเมืองเสมาไปทางทิศตะวันตกประมาณ 500 เมตร เป็ นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ทีถูกสร้างขึ่นในสมัยทวารวดี อายุราว 1,300 ปี ้ องค์พระพุ ทธไสยาสน์ ถูกสร้างขึ้ นราวพุ ทธศตวรรษที่ 12 โดยนำ หินทรายขนาดใหญ่หลาย ๆ ก้อนมาประกอบเข้าด้วยกัน ขนาดของ องค์พระมีความยาว 13.30 เมตร สูง 2.80 เมตร หันพระเศียรไปทางทิศใต้ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ ยม พระขนง สลักเป็นรูปสันนูนรูปปีกกา พระเนตรเหลือบลงต่ ำ พระนาสิกแบนค่อนข้างกว้าง ทรงแย้มพระสรวลมุมพระโอษฐ์ชี้ ขึ้ น ขมวดพระเกศาเป็ นรูปก้นหอย ด้าน หลังพระเศียรเป็ นเพียงรอยสลักหินไว้อย่างคร่าว ๆ ส่วนพระศอเป็ น หินทรายก้อนหนึ่ งเป็ นรูปกลมหนา 36 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 90 เซนติเมตร ภายหลังการขุดแต่งได้พบพระศอเพิ่ มขึ้ นอีกหนึ่ งชิ้ น ตก อยู่ด้านหน้าพระพักตร์ จึงได้นำ มาต่อเป็ นรูปเดิม พระหัตถ์ขวารองอยู่ใต้ พระเศียรครองจีวรห่มคลุม ปลายพระบาทเสมอกัน พระพุ ทธรูปองค์นี้ ประดิษฐานอยู่ในอาคารก่ออิฐรูปทรง สี่ เหลี่ ยมผืนผ้าขนาด กว้าง 6.50 เมตร ยาว 26 เมตร ฐานของอาคาร ที่ ปรากฏมีความสูงเพียง 0.8 เมตร ภายในอาคารแบ่งเป็ นสองห้อง คือ ห้องใหญ่ที่ ประดิษฐ์องค์พระนอนและห้องที่ อยู่ถัดมาทางด้านทิศเหนือ มีบันไดขึนด้านหน้า ต่อมาได้มีการก่อบันไดขึ้นด้านข้างทางทิศตะวันออกเพิ้ ่ ม พร้อมกับก่อสร้างลานด้านหน้าเพิ่ มเติมขึ้ น ซึ่ งลานนี้ จะคร่อมทับใบ เสมาและแนวกำ แพงเดิม และมีการสร้างแท่นบูชาในสมัยหลังต่อมา เมือชุมชนได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมขอม ก็ยังคงมีการนับถือศาสนาพุทธและ ่ เคารพบูชาพระนอนอยู่ ดังจะเห็นได้จากชิ้ นส่วนประกอบอาคารที่ มี รูปแบบของศิลปะขอมทีก่อสร้างดัดแปลง หรือเพิ่ ่ มเติมในสมัยหลังนันเอง ้ โบราณวัตถุที่ สำ คัญที่ พบบริเวณโบราณสถานพระนอน ได้แก่ ธรรมจักร พระพุทธรูปโพธิ์ สัตว์ และยอดเจดีย์สัมฤทธิ์ ขนาดเล็ก


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 36 ประวัติความเป็ นมาของพระนอนหินทรายเมืองเสมา พระนอนหินทรายเมืองเสมา ตังอยู่ในวัดธรรมจักรเสมาราม หรือวัดพระนอน้ คลองขวาง เป็ นวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ ายมหานิกาย ตังอยู่ในตำ้บลเสมา อำ เภอ สูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ดังภาพประกอบที่ 1 สร้างขึนมาเมื้อ พ.ศ. 2295 แต่เดิมคงจะ่ เป็ นวัดหรือศาสนสถานที่ ถูกสร้างขึ้ นในสมัยทวารวดี เพราะพบศาสนวัตถุที่ สำ คัญ คือ พระพุทธไสยาสน์ หรือปางไสยาสน์ ซึงเป็ นชื ่อเรียกตามลักษณะรูปสมมุติของพระพุทธเจ้า่ ในอิริยาบถบรรทม ภาพประกอบที่ 1 รูปภาพแผนที่ บอกตำ แหน่งพระนอนเมืองเสมาและเมืองโบราณเสมา (รูปภาพจาก https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/999335 ) เข้าถึงข้อมูล 15 ต.ค. 2566


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 37 ภาพประกอบที่ 2 พระพุทธรูปนอนหินทรายปางไสยาสน์ ภาพประกอบที่ 3 ด้านหลังพระเศียรขององค์พระพุทธรูปนอนหินทรายปางไสยาสน์


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 38 พระนอนหินทรายเมืองเสมาตั้ ง อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ อยู่นอกเมือง โบราณเสมาที่ ถูกสร้างขึ้ นในสมัยทวารวดี ซึ่ งมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12-13 จากการเปรียบเทียบรูปแบบศิลปกรรม และวิเคราะห์หลักฐานทางโบราณคดีที่ ค้นพบ จึงสันนิษฐานว่า พระนอนหินทราย องค์นี้ ถูกสร้างขึ้ นในช่วงพุ ทธศตวรรษ ที่ 13 หรือประมาณ 1,300 ปีมาแล้ว จึงพบว่า พระนอนหินทรายหรือพระพุ ทธรูปปาง ไสยาสน์ เมืองเสมาเป็ นพระนอนที่ เก่าแก่ ที่ สุดในประเทศไทย ดังภาพประกอบที่ 2 การสร้างพระนอนโดยนำ หินทรายขนาด ใหญ่หลาย ๆ ก้อนมาประกอบเข้าด้วยกัน ขนาดขององค์พระมีความยาว 13.30 เมตร สูง 2.80 เมตร หันพระเศียรไปทางทิศใต้ ผ ินพระพั กตร ์ไปทางท ิศตะว ันออก พระพักตร์ค่อนข้างเหลียม พระขนงถูกสลัก่ เป็ นรูปสันนูนรูปปี กกา พระเนตรเหลือบ ลงต่ ำ พระนาสิ กแบนค่อนข้างกว้าง ทรงแย้มพระสรวลมุมพระโอษฐ์ชีขึ้น ขมวด้ พระเกศาเป็ นรูปก้นหอย ด้านหลังพระเศียร เป็ นเพียงรอยสลักหินไว้อย่างคร่าว ๆ ส่วน พระศอเป็ นหินทรายก้อนหนึ่ งเป็ นรูปกลม หนา 36 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 90 เซนติเมตร ภายหลังการขุดแต่ง ได้พบพระศอเพิ่ มขึนอีกหนึ้งชิ่น ตกอยู่ด้าน้ หน้าพระพักตร์ จึงได้นำ มาต่อเป็ นรูปเดิม พระหัตถ์ขวารองอยู่ใต้พระเศียรครองจีวร ห่มคลุม ปลายพระบาทเสมอกัน ซึ่ งจากหลักฐานที่ พบในส่วน อาคารเป็ นโครงสร้างรูปสี่ เหลี่ ยมผืนผ้า ก่อด้วยอิฐ ขนาดกว้าง 6.50 เมตร ยาว 26 เมตร เพื่ อประดิษฐานองค์พระนอน และได้พบหลักฐานวัตถุประเภทต่างๆ ประกอบด้วยเศษภาชนะดินเผาแบบทวารวดี เศษภาชนะดินเผาแบบเขมร พระพุ ทธ รูปสำ ริด ประติมากรรมสำ ริดรูปพระพุทธ รูปโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และโบราณวัตถุ ประเภทหิน ได้แก่ ธรรมจักรและกวางหมอบ บริเวณองค์พระนอนพบหลักฐานประกอบด้วย ห ิ น ท ร า ย สี แ ด ง อ ย ู ่ ใ น ล ั ก ษ ณ ะ เ ด ิ ม เกือบทุกส่วน (ทนงศักดิ์ หาญวงษ์, 2534) ถ้ำ อชันตาประติมากรรมทางพุ ทธศาสนาสู่ต้นแบบพระพุ ทธรูปปาง ปรินิพพานในประเทศไทย ถ้ำ อชันตาตังอยู่บนเทือกเขาอินทิยาทรี ในเมืองเอารังคาบาด รัฐมหาราษฏร์ ้ ประเทศอินเดีย เป็ นถ้ำ ในพุทธศาสนาทีมีความงดงามและเก่าแก่ที่สุดในโลก มีถ่ ้ำ ทังหมด ้ 30 ถ้ำ ถ้ำ ยุคแรกเป็ นถ้ำ ของพระพุทธศาสนาฝ่ ายเถรวาท ในยุคหลังเป็ นของพระพุทธ ศาสนาฝ่ ายมหายาน ถ้ำ อชันตาถูกสร้างขึ้ นระหว่าง พ.ศ. 350 มาสิ้ นสุดประมาณ พ.ศ. 1,200 จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่ากลุ่มถ้ำ อชันตาทัง 30 แห่ง ด้วยลักษณะ้ ภูมิประเทศที่ ตังอยู่ในหุบเขาลึก รูปทรงเกือกม้า ด้านล่าง คือ แม่น้ ้ำ วโฆระมีน้ำ ไหลหลาก ช่วงฤดูฝน ห่างไกลความเจริญและเงียบสงบเหมาะสำ หรับการฝึ กปฏิบัติกรรมฐาน ซึงสันนิษฐานว่า ผู้สร้างเป็ นนักบวชและผู้มี ความศรัทธาในสมัยนั ่น การสร้างโดยเจาะเทือกเขา้ ที่ เป็ นหินบะซอลต์ (หินอัคนีพุ ที่ พบมากโดยทั่ วไป) ให้เป็ นถ้ำ และเจาะเข้าไปแนวหน้าผา ตัดตรง โถงคูหาเป็ นรูปทรงสี่ เหลี่ ยม มีประตูทางเข้าสองทาง มีหน้าต่าง พื้ นห้องและ เพดานโล่ง ฝาผนังแกะสลักภาพเรื่ องราวพระพุ ทธศาสนา เพื่ อเป็ นวัด วิหาร กุฏิสงฆ์ อันเรียบง่าย บางถ้ำ ใช้เป็ นหอสวดมนต์โดยการสกัดหินจากด้านนอกและเพดานลงมาเป็ น ห้องโถงใหญ่ มีรูปแบบการวางตัวเป็ นลักษณะแนวเรียงรายจากทิศตะวันตกไปถึง ทิศตะวันออก ลักษณะเหมือนการจัดแสดงงานนิทรรศการ โดยแต่ละถ้ำ จะพบพุทธประวัติ


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 39 ถ่ายทอดเรื่ องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ อาทิ ถ้ำ หมายเลข 1 การประสูติของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงนังช้างออกจากวัง พบเห็นความทุกข์ยากในรูปแบบต่าง ๆ ของมนุษย์ ่ การเบื่ อหน่ายในทรัพย์สินศฤงคารและสตรีเพศ หรือแม้แต่ความทุกข์รูปแบบต่าง ๆ ถ้ำ หมายเลข 2 มีลักษณะใกล้เคียงกับหมายเลข 1 ผนังถ้ำ จะมีภาพชาดกตอนต่าง ๆ มารวมไว้ ถ้ำ หมายเลข 4 มีขนาดใหญ่สุด และถ้ำ หมายเลข ๕ มีลักษณะกำ ลังเริ่ มขุดสร้างเท่านั้ น แต่เมือพุทธเถรวาทเริ่มคลายความนิยม จึงไม่มีการผู้สานต่อ ส่วนวิธีการสร้างศิลปะภายในถ ่ ้ำ จะใช้วิธีการสกัดหินจากข้างนอกเข้าไปข้างใน การวาดลวดลายจะสกัดจากเพดานถ้ำ ลงมาสู่พื้ นถ้ำ และจะสกัดต่อลงมาจนได้ห้องโถงขนาดใหญ่ มีการวางแผนและออกแบบ การวางเสาค้ำ การสร้างสถูปหรือเตรียมผนังสำ หรับไว้แกะสลักไว้ล่วงหน้า (พระครูสุตวร ธรรมพินิจ พระมหามิตร ฐิตปญฺโญ, 2564) ถ้ำ หมายเลข 8, 9, 10, 12, 13 และ 30มีความเก่าแก่ที่ สุด และเป็ นถ้ำยุคแรก ของยุคพุ ทธศาสนาเถรวาท (พุ ทธศตวรรษที่ 3 - 7) เพราะไม่มีการแกะสลักเป็ น องค์พระพุ ทธรูป แต่มีการใช้สัญลักษณ์สถูปเจดีย์ต้นโพธิ พระบรมสารรีริกาตุเป็ น เครืองสักการะที่สร้างขึ่นโดยพระสงฆ์ในนิกายหินยานหรือเถรวาทเพื้ อใช้เป็นสถานที ่ ่ ในการปฏิบัติธรรม โดยถ้ำ ที่ เก่าแก่ที่ สุด คือ ถ้ำ หมายเลข 8 – 13 จะอยู่บริเวณตรงกลางของหน้าผา แล้วสร้างต่อขยายออกไปทางทิศตะวันตก และตะวันออก ซึ่ งเป็ นถ้ำ วิหารและถ้ำ เจดีย์ ที่ พระเถรวาทเคยพำ นัก ถ้ำ หมายเลข 17 เป็ นอีกถ้ำ ที่ ปรากฏภาพเขียนสีที่ ค่อนข้างจะสมบูรณ์ มีชื่ อว่า ถ้ำ จักรราศีเนืองจากบริเวณซานวิหารพบการวาดวงล้อขนาดใหญ่ที่ ่ เกียวกับการเคลื่อนที่ ่ ของดวงดาวบนท้องฟ้ า ภายในถ้ำ พบภาพวาดนางอัปสรที่ ได้รับการยกย่องว่า มีความงดงามที่ สุด และภาพจากเวสสันดรชาดก ส่วนที่ โดดเด่นที่ สุดคือบริเวณทับหลัง เหนือประตูทางเข้า ปรากฏภาพสลักพระพุทธเจ้า 7 องค์ และมีพระศรีอริยเมตไตรยทีทรง่ งดงามประทับเป็ นองค์สุดท้าย ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 10 นิกายเถรวาทถูกแทนทีด้วย่ นิกายมหายาน มีการสร้างประติมากรรมที่ ผสมผสานกับถ้ำ เดิม และมีการสร้างวิหารถ้ำ เพิ่ มมาอีก 24 ถ้ำ มีลักษณะเป็ นห้องโถงใหญ่ โอ่อ่าวิจิตรงดงาม มีการแกะสลักพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์เพื่ อบูชาสักการะ โดยเฉพาะถ้ำ หมายเลขที่ 19 และ 26 มีความสง่างาม อลังการด้วยการสลักเสาทังด้านในและด้านนอก ภายในพบเจดีย์ประดับพระพุทธรูป ้ ระเบียงทางเดินทังสองด้านแกะสลักภาพพุทธประวัติ ซึ้งตรงกับยุคราชวงศ์คุปตะที่ศิลปะ่ อินเดียกำ ลังรุ่งเรืองมากสุด ถ้ำ บางส่วนยังอยู่ในระหว่างการบูรณะทังตัวถ้ ้ำ และทางเดิน ถ้ำ หมายเลข 26 มีลักษณะเป็ นวิหารขนาดใหญ่ ตัวถ้ำ มี 2 ชั้ น ที่ สลักซุ้ม เหนือประตูเป็ นรูปเกือกม้า ความโดดเด่นของถ้ำ นีคือรายละเอียดของเสา หลังคาทรงโดม ้ และสถูปประดิษฐานพระพุทธรูปปางประทับนังเป็ นพระประธาน ที ่ ่ ผนังถ้ำ มีการแกะสลัก ทีสำ่คัญคือ ภาพพระพุทธเจ้าผจญมารและพระพุทธเจ้าปางปรินิพพาน ทีมีขนาดเท่าความกว้าง่ ของวิหาร พระพุ ทธรูปปางปรินิพพานในถ้ำ หมายเลข 26 จึงถือเป็ นต้นแบบและ พัฒนามาเป็ นพระพุ ทธรูปปางไสยาสน์ และพระพุ ทธรูปปางปรินิพพานในประเทศไทย ถ้ำ อชันตามีทังหมด 30 ถ้ ้ำ การสร้างโดยการเจาะภูเขาเข้าไปเพื่ อทำ เป็ นห้องโถง มีทังขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ตามผนังและเพดานมีการวาดภาพพุทธประวัติ และภาพการบำ ้ เพ็ญ บารมีของพระโพธิสัตว์ไว้อย่างประณีตสวยงาม ที่ ผนังถ้ำ มีการแกะสลักพระพุทธรูปไว้ สำ หรับสักการะบูชาเป็ นจำ นวนมาก บางถ้ำ ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ บางถ้ำ มีการชำ รุด ตามกาลเวลา และมีร่องรอยชองการบูรณปฏิสังขรณ์ กลุ่มถ้ำ อชันตาได้ชื่ อว่าเป็ นถ้ำ ใน


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 40 พระพุทธศาสนาที่ งดงามและเก่าแก่ที่ สุดแห่งหนึ่ งของโลก ซึ่ งองค์การยูเนสโกประกาศ ให้เป็ นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมทีควรค่าแก่การอรุรักษ์ ได้รับการขึ่ นทะเบียนเป็ นมรดกโลก ้ ทางวัฒนธรรม เมื่ อปี พ.ศ. 2527 ในฐานะที่ เป็ นศาสนสถานหรือศาสนวัตถุ ซึ่ งใน พระไตรปิ ฎกอ้างถึงพุทธสถานอันเป็ นสิ่ งก่อนสร้างทีสื่ ่ อถึงสัญลักษณ์ในพระพุทธศาสนา พุทธศาสนาสมัยทวารวดี ก่อนที่ วัฒนธรรมทวารวดีเจริญรุ่งเรืองขึ้ นในดินแดนของประเทศไทย ปั จจุบันมีพื้ นที่ บริเวณที่ ปรากฎหลักฐานถึงการอาศั ยของมนุษย์มาแล้วตั้ งแต่ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึงในสมัยนั่นยังไม่มีการรู้จักการจดบันทึกเรื้ องราวเป็ นลายลักษณ์ ่ อักษร คงมีเพียงการใช้เครื่ องมือและเครื่ องใช้ประเภทหิน โลหะที่ ทำ จากสำ ริดและเหล็ก ตลอดจนเครื่ องใช้อื่ น ๆ ที่ แสดงให้เห็นการดำ รงชีวิตที่ เป็ นอยู่จนถึงพั ฒนาการ มาตามลำ ดับ ด้วยเหตุทีมีการตั่งถิ้นฐานอยู่บริเวณเส้นทางการค้าระหว่างจีนและอินเดีย ่ ชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ที่ อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำ ในภาคกลางของประเทศไทย จึงได้มี การพัฒนาการของตนเองในการติดต่อค้าขายและการแลกเปลี่ ยนสินค้าระหว่างกัน กับกลุ่มชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และดินแดนทีอยู่ห่างไกลออกไป มีการเข้าสู่่ ชุมชนชาวพุ ทธซึ่ งนับถือศาสนาพุ ทธที่ ได้รับการเผยแผ่มาจากประเทศอินเดีย เริ่ มมี การสร้างประติมากรรมและสถาปั ตยกรรมในด้านพระพุทธศาสนาตังแต่พุทธศตวรรษที้ ่ 10 เป็ นต้นมา คำ ว่า “ทวารวดี” หมายถึง กลุ่มวัฒนธรรม หรืออาจรวมถึงกลุ่มบ้านเมือง อาณาจักรที่ เคยเกิดขึนในประเทศไทยและตั้ งอยู่ในประเทศไทย ทวารวดีปรากฏเป็ นครั ้งแรก้ เมื่ อช่วงปลายพุ ทธศตวรรษที่ 12 ในบันทึกของพระภิกษุจีนสมัยราชวงศ์ถัง มีชื่ อว่า เที้ ยนจัง (ยวนฉ่าง หรือพระถังซัมจัง) ซึ๋ ่ งได้บันทึกไว้เมื่ อเดินทางผ่านแคว้นสมทัต ริมน้ำ จิตตกอง ฝั่ งเหนือ (ประเทศบังกลาเทศ) ว่ามีแคว้น “โถโลโปต” ตังอยู่ทางตะวันออกถัดจาก้ แคว้น “ชิดหลีชาตำ ล้อ” (ศรีเกษตร) “เกียมลังเกี่ ย” (กามลังกา) ถัดออกไปเป็ นแคว้น “อี้เจี้ ยน้าโป้ ล้อ” (อิศานปุระ) และ “ม่อออเจียมปอ” (มหาจามปา) และต่อมาพระภิกษุจีน ชืออี่จิง ได้บันทึกชื้อแคว้นนี่ ้ไว้อีกครังระหว่างต้นพุทธศตวรรษที้ ่ 13 ขณะเดินทางด้วยเรือ ไปขึ้ นฝั่ งที่ แคว้นสมทัตในนาม “ตุยโหโปตี้ ” ทำ ให้นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดี รุ่นแรก ๆ ทีทำ่การศึกษาเรืองราวของรัฐโบราณในภูมิภาคนี่ ้ จึงสันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึง รัฐทวารวดี ซึ่ งอาจจะมีที่ ตั้ งอยู่ในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย ต่อมามีการค้น หลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุเป็ นจำ นวนมาก รวมทังเหรียญเงินที้ ่ จารึก ด้วยอักษรปั ลลวะ ภาษาสันสกฤตมีความว่า “ศรีทวารวดี ศวรปุณยะ” หรือ “การบุณย์ ของพระเจ้าศรีทวารวดี” ณ แหล่งโบราณคดีในชุมชนโบราณ ที่ เมืองนครปฐม ราชบุรี ชัยนาทและสุพรรณบุรี เป็ นต้น จึงเป็ นหลักฐานสำ คัญทียื่นยันว่า รัฐทวารวดีมีศูนย์กลาง่ อยู่ที่ บริเวณลุ่มน้ำ เจ้าพระยา (กรมศิลปกร, 2509) หลักฐานทางโบราณดดีในประเทศไทยและอุษาคเนย์ (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ล้วนแสดงให้เห็นว่าเป็ นแหล่งพักอารยธรรมทีสำ่คัญแห่งหนึงของอินเดีย ในช่วงระหว่าง่ พุ ทธศตวรรษที่ 11-12 ซึ่ งชุมชนในภูมิภาคเหล่านี้ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอินเดีย ทังศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภาษาศาสตร์และอักษรศาสตร์ และศาสตร์ต่าง ๆ ซึ้ ่ งบ่งบอก ถึงพัฒนาการและการเข้าสู่ยุคสมัยทางประวิติศาสตร์ โดยเฉพาะชุมชนสังคมเมืองในดินแดน ประเทศไทยที่ ได้เกิดขึ้ นพร้อม ๆ กับวิวัฒนาการของศิลปะและวัฒนธรรมทวารวดี


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 41 พุทธศิลปะทวารวดีในประเทศไทย ศิลปะทวารวดีเป็ นศิลปกรรมต้นอารยธรรมสมัยประวัติศาสตร์ที่ มีการพัฒนา มาอย่างต่อเนือง ณ บริเวณลุ่มแม่น่ ้ำ เจ้าพระยา ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11-12 บรรดาโบราณ วัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณสถานส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้ นในพุทธศาสนาลัทธิหินยาน ซึ่ งพบ หลักฐานที่ ปรากฎคือการนับถือศาสนาพุทธลัทธิมหายานและฮินดูรวมอยู่ด้วย อิทธิพล ของศิลปวัฒนธรรมทวารวดีได้มีการแพร่ขยายไปยังภูมิภาคอื่ น ๆ ทั้ งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ จึงอาจกล่าวได้ว่าศิลปะทวารวดี คือ ”ต้นกำเนิดพุทธศิลป์ ในสยามประเทศ” ถือเป็ นต้นกำ เนิดแห่งอารยธรรมที่ เป็ นพื้ นฐานของอารยธรรมไทย เกือบทังหมด นอกจากนี้ ้ ยังถือเป็ นครังแรกที้ ่ พระพุทธศาสนาเข้ามาในประเทศ จนถือว่า เป็ นศาสนาประจำ ประเทศในที่ สุด และแต่เดิมการศึกษาเรื่ องราวเกี่ ยวกับวิวัฒนาการ ของศิลปะทวารวดีมักจะให้ความสำ คัญกับกลุ่มพระพุทธรูปเป็ นหลัก เนืองจากพบจำ่นวนมาก ซึงยังบ่งบอกถึงพระพุทธศาสนา ลัทธิมหายานและศาสนาฮินดูปะปนอยู่บ้าง แต่มีจำ่นวน ไม่มาก โดยทั่ วไป (MGR Online, 2552) จึงมีการจัดแบ่งพระพุ ทธรูปศิลปะทวารวดี ออกเป็ นกลุ่มและยุคสมัยเป็ น 3 กลุ่ม ดังนี้ 1. ศิลปะทวารวดีตอนต้น อายุราวพุ ทธศตวรรษที่ 11 ถึงต้นพุ ทธศตวรรษที่ 13 จัดเป็ นพระพุทธรูประยะแรกของทวารวดีและพุทธศิลปะทีปรากฎบนผืนแผ่นดินไทย ได้รับ่ อิทธิพลมาจากพระพุทธรูปศิลปะอินเดียแบบอมราวดี คุปตะ - หลังคุปตะ รวมทังอิทธิพล้ ของศิลปะอินเดียแบบอมราวดีซึ่ งเข้ามาก่อนแบบคุปตะและหลังคุปตะด้วย 2. ศิลปะทวารวดีตอนกลาง อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 ถึงกลางพุทธศตวรรษ ที่ 15 เป็ นกลุ่มพระพุ ทธรูปมีลักษณะผสมผสานระหว่างอิทธิพลอินเดียแบบหลังคุปตะ แบบปาละ และลักษณะอิทธิพลพื้ นเมือง จัดเป็ นกลุ่มพระพุทธรูปเอกลักษณ์ศิลปกรรม สมัยทวารวดี เป็ นแบบทีพบมากที่ สุด เช่น พระขนงสลักเป็ นสลักเป็ นเส้นนูนโค้งต่อกันเป็ นรูป ่ ปี กกา พระเกตุมาลาเป็ นต่อมนูนใหญ่ บางครังก็มีรัศมีเป็ นรูปดอกบัวตูมเหนือพระเกตุ ้ มาลาและสัน พระพักตร์แบนกว้าง พระเนตรโปน พระหนุ (คาง) ป้ าน พระนลาฎ (หน้าผาก) ้ แคบ พระนาสิกป้ านใหญ่แบน พระโอษฐ์หนา พระหัตถ์และพระบาทใหญ่ ยังคงประทับนัง่ ขัดสมาธิหลวม ๆ ตามแบบอมราวดี 3. ศิลปะทวารวดีตอนปลาย อายุราวกลางพุ ทธศตวรรษที่ 15 - 16 จัดเป็ น พระพุทธรูปรุ่นสุดท้ายของศิลปะทวารวดี ได้รับอิทธิพลจากศิลปะขอมแบบบาแก๊ง และ แบบบาปวน หรือลพบุรีตอนต้นเข้ามาปะปน เช่น พระพักตร์เป็ นรูปเหลียม มีร่อง (ลักยิ่ม) ้ แบ่งกลางระหว่างพระหนุ (คาง) ชายจีวรยาวถึงพระนาภี ปลายตัดเป็ นเส้นตรง ประทับ นังขัดสมาธิราบอย่างเต็มที ่ ่ และฐานบัวคว่ ำ บัวหงายก็สลักขึ้ นอย่างคร่าว ๆ


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 42 บทสรุป ทวารวดีเป็ นกลุ่มวัฒนธรรมกลุ่มหนึ่ งที่ เกิดขึ้ นในประเทศไทย ในช่วงอายุตังแต่พุทธศตวรรษที้ ่ 11 จนถึงพุทธศตวรรษที่ 16 โดยมีศูนย์กลาง ทวารวดีอยู่ที่ เมืองนครปฐม เมืองอู่ทองและคูบัว ทวารวดีกระจาย อารยธรรมออกไปเป็ นวงกว้างไปจนถึงนครราชสีมาและบุรีรัมย์ จากหลักฐาน ทางโบราณคดีเป็ นเหรียญ หรือการสร้างพระพุ ทธรูปในลักษณะ รูปแบบของศิลปะอินเดีย การสร้างสถูปและใบเสมาทวารวดีอีสาน และบันทึก หลักฐานของพระภิกษุจีนที่ เรียบเรียงชื่ อดินแดนที่ อยู่ทางทิศตะวันออก เฉียงใต้ของอินเดียรวมถึงพื้ นที่ ของประเทศไทย ซึ่ งวัฒนธรรมทวารวดี ยุคแรก ๆ ถือเป็ นต้นกำ เนิดแห่งศิลปวัฒนธรรมไทย ที่ ได้รับอิทธิพล มาจากอินเดีย ทังวัฒนธรรม คติธรรม ความเชื้ ่ อและรูปแบบพุทธศิลปะ การยอมรับนับถือศาสนาพุทธ มีการใช้ภาษาบาลีสันสกฤต ทวารวดีเริมเสื่อมลง่ ในราวพุ ทธศตวรรษที่ 16 เมื่ ออิทธิพลวัฒนธรรมแบบเขมรโบราณ จากประเทศกัมพูชาเข้ามา ซึงมีคติความเชื่อทางศาสนาและรูปแบบศิลปกรรม่ ที่ แตกต่างกันออกไป แต่ก็ยังมีรากฐานสถูปและโบราณวัตถุจำ นวนมาก ที่ แสดงถึงอารยธรรมทวารวดีที่ เจริญรุ่งเรืองและงดงามให้ได้เห็นจนถึง ปั จจุบัน จนกระทั่ งราวพุ ทธศตวรรษที่ 12 พระพุ ทธไสยาสน์หรือ พระนอนหินทรายเป็ นศิลปกรรมทีถูกสร้างในสมัยทวารวดี เดิมคงจะเป็ นวัด ่ หรือศาสนสถาน สร้างขึ้ นโดยนำ หินทรายขนาดใหญ่หลายๆ ก้อน มาประกอบเข้าด้วยกัน ขนาดขององค์พระมีความยาว 13.30 เมตร สูง 2.80 เมตร หันพระเศียรไปทางทิศใต้ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก พระพุ ทธรูปองค์นี้ ประดิษฐานอยู่ในอาคารก่ออิฐรูปทรงสี่ เหลี่ ยม ผืนผ้าขนาด กว้าง 6.50 เมตร ยาว 26 เมตร ฐานอาคารทีปรากฏมีความสูง่ เพียง 0.8 เมตร ภายในอาคารแบ่งเป็ นสองห้อง คือห้องใหญ่ทีประดิษฐาน่ องค์พระและห้องที่ อยู่ถัดมาทางด้านทิศเหนือ มีบันไดขึ้ นด้านหน้า ต่อมา ได้มีการก่อบันไดขึนด้านข้างทางทิศตะวันออกเพิ้ ่ ม พร้อมกับก่อสร้างลาน ด้านหน้าเพิ่ มเติมขึ้ น ซึ่ งลานนี้ จะคร่อมทับใบเสมาและแนวกำ แพงเดิม และมีการสร้างแท่นบูชาในสมัยหลังต่อมา เมือชุมชนได้รับอิทธิพลวัฒนธรรม่ แบบเขมรโบราณ ก็ยังคงมีการนับถือศาสนพุทธและเคารพบูชาพระนอนอยู่ ดังจะเห็นได้จากชิ้ นส่ วนประกอบอาคารที่ มีรูปแบบของศิ ลปะ เขมรโบราณก่อสร้างดัดแปลง หรือเพิ่ มเติมในสมัยหลังนั่ นเอง


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 43 เอกสารอ้างอิง กรมศิลปกร. (2509). โบราณวิทยาอู่ทอง. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่ อวันที่ 7 ตุลาคม 2566. จาก https://www.finearts.go.th/suphanburilibrary/ view/36824-โบราณวิทยาเรื่ องเมืองอู่ทอง กรุงเทพธุรกิจ. (2565). “พระนอนเมืองเสมา” อายุเท่าไหร่ มากกว่าพระพุทธเจ้า? กรม ศิลป์ มีคำ ตอบ. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่ อวันที่ 25 ตุลาคม 2566. จากhttps:// www.bangkokbiznews.com/lifestyle/999335 ชยาภรณ์ สุขประเสริฐ. (2563). ทวารวดีต้นกำ เนิดแห่งพุทธศิลปะของประเทศไทย. วารสารพุทธอาเซียนศึกษา Buddhist ASEAN Studies Journal (BASJ), 5(2), น.38-50. ทนงศักดิ์ หาญวงษ์. (2534). “พระนอน วัดธรรมจักรเสมาราม” ศิลปากร, 34(6), น.60-70.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย นครราชสีมา. (2563). เอกสาร ประกอบการบรรยายโครงการเครือข่ายพิทักษ์วัตถุทางวัฒนธรรม วัด ธรรมจักรเสมาราม. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่ อวันที่ 7 ตุลาคม 2566.จาก https://www.finearts.go.th/phimaimuseum/view/25983-เอกสาร ประกอบการบรรยายโครงการเครือข่ายพิทักษ์วัตถุทางวัฒนธรรม-ประจำ ปี -2564-ณ-วัดธรรมจักรเสมาราม-ตำ บลเสมา-อำ เภอสูงเนิน-จังหวัด นครราชสีมา พระครูสุตวรธรรมพินิจ พระมหามิตร ฐิตปญฺโญ. (2564). ความเป็ นมรดกโลกของถ้ำ อชันต้า. วารสารปั ญญาปณิธาน, 6(1), น.41-54. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. (2562). ศิลปวัฒนธรรมทวารวดี. (ออนไลน์). สืบค้นเมือวันที่7 ่ ตุลาคม 2566 จาก https://www.silpa-mag.com/culture/arti cle_36408 วัลลี นวลหอม, คมเพชร คงชาตรี, ทัศนีย์ เสืองามเอียง และพรสุดา สุมมูลเวช. (2563). กลุ่มวัฒนธรรมทวารวดี. ใน การประชุมวิชาการระดับชาติ ครังที้ ่ 12 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม (หน้า 2649 – 2654). นครปฐม: มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครปฐม. หน่วยศิลปากรที่ 6. (2534). รายงานการบูรณะพระนอนวัดธรรมจักรเสมาราม อำ เภอ สูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา. เอกสารอัดสำ เนา. นครราชสีมา: หน่วยศิลปากร ที่ 6 กองโบราณคดี. MGR Online. (2552). “ศิลปะทวารวดี” ต้นกำ เนิดพุทธศิลป์ ใน สยามประเทศ. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่ อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 จาก https://mgronline.com/ travel/detail/9520000090365


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 44 พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหิน ช้างดึกดำ บรรพ์ และไดโนเสาร์ แหล่งการเรียนรู้บรรพชีวินวิทยา อาจารย์ประภัสสร กองทอง คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล E-mail: [email protected]


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 45 บทนำ พิพิธภัณฑ์ถือเป็ นแหล่งการเรียนรู้ ที่ เก็บรวบรวมและแสดง สิ่ งต่าง ๆ ที่ มีความสำ คัญด้านวัฒนธรรม หรือด้านวิทยาศาสตร์ โดยมี ความมุ่งหมายเพือให้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา และก่อให้เกิดความเพลิดเพลินใจ ่ ดังเช่น พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหินฯ ในสถาบันวิจัยไม้กลายเป็ นหินและ ทรัพยากรธรณีฯ ซึงเป็ นสถาบันในสังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราขสีมา ่ ตังอยู่ในเขตบ้านโกรกเดือนห้า ตำ้บลสุรนารี อำ เภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เป็ นแหล่งเรียนรู้เกียวกับบรรพชีวินวิทยา โดยภายใน่ บริเวณแหล่งการเรียนรู้บรรพชีวินวิทยา มีอาคาร 3 หลัง ที่ จัดแสดง นิทรรศการเพื่ อนำ เสนอข้อมูลที่ ไม่ควรพลาด ดังนี้ อาคารที่ 1 พิพิธภัณฑ์ ไม้กลายเป็ นหิน เป็ นที่ รวบรวมไม้กลายเป็ นหิน ห้องฉายแอนิเมชัน 5 มิติ ทีนำ่ เสนอเป็ นเรืองราวของจักรวาลและวิวัฒนาการของสิ่ ่ งมีชีวิตบนโลก และนิทรรศการไม้กลายเป็ นหินอัญมณีของโคราช อาคารที่ 2 พิพิธภัณฑ์ ช้างดึกดำ บรรพ์ จัดแสดงเรื่ องราวของซากดึกดำ บรรพ์ช้าง และสัตว์ มีกระดูกสันหลังอื่ น ๆ และอาคารที่ 3 พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ จัดแสดง เรื่ องราวของไดโนเสาร์ โดยนำ เสนอเกี่ ยวกับวิวัฒนาการของไดโนเสาร์ ในยุคต่าง ๆ ฟอสซิลสัตว์อืน ๆ ที่ร่วมยุค และโครงกระดูกไดโนเสาร์จำ่ลอง ซึ่ งทั้ งหมดที่ กล่าวมาได้เปิ ดให้บริการแก่นักเรียน นักศึกษา และบุคคล ภายนอก ทีมีความสนใจได้เข้ามาเรียนรู้ด้านบรรพชีวินวิทยาได้เป็ นอย่างดี ่


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 46 พิ พิ ธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหิน ช้างดึกดำ บรรพ์ และไดโนเสาร์ ตั้ งอยู่ ในบริเวณสถาบันวิจัยไม้กลายเป็ นหิน และทรัพยากรธรณีภาคตะวันออก เฉียงเหนือ เฉลิมพระเกียรติ ได้รับการ อนุมัติจัดตังจากสภามหาวิทยาลัยราชภัฏ้ นครราชสี มา ซึ่ งมีจุดเริ่ มต้นกำ เนิด มาจากการประชุมสัมมนาระดับจังหวัด ในเรือง “ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม่ โคราชในทศวรรษหน้า” ที่ โรงแรมสี มา ธานี เมื่ อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2537 โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประเทือง จินตสกุล หัวหน้าภาควิชาภูมิศาสตร์ สถาบันราชภัฏ นครราชสีมาขณะนั้ น เป็ นผู้อภิปรายถึง สถานการณ์วิกฤติของไม้กลายเป็ น หิน พร้อมทั้ งเสนอโครงการอนุรักษ์ ในรูปของอุทยานและพิพิธภัณฑ์ ซึ่ งผู้ว่า ราชการจังหวัดนครราชสีมา ณ ขณะนั้ น คือนายสุ พร สุ ภสร ได้อยู่ร่วมประชุม และได้ประกาศสนับสนุนการอนุรักษ์ ตามโครงการดังกล่าว และต่อมาได้อนุมัติ งบประมาณ 1,000,000 บาท ให้กับสถาบัน ราชภัฏนครราชสีมา เพื่ อจัดทำ แผนแม่บท อนุรักษ์ และออกแบบพิ พิ ธภัณฑ์ไม้ กลายเป็นหินขึน (สถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินแล ้ะ ทรัพยากรธรณี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เฉลิมพระเกียรติ, 2551; พิ พิ ธภัณฑ์ไม้ กลายเป็ นหินฯ และทรัพยากรธรณี, 2566) พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหิน ช้าง ดึกดำ บรรพ์ และไดโนเสาร์ ก่อตั้ งขึ้ น บนทีดิน จำ่นวน 80.5 ไร่ ซึงได้รับความเห็นชอบ ่ ให้ใช้ประโยชน์จากองค์การบริหาร ส่วนตำ บลสุรนารี ทำ ให้มีการลงทุนโครงการ ในช่วงที่ ผ่านมารวมกว่า 200 ล้านบาท ส่วนสำ คัญเกิดจากความสนพระทัยของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี และสนับสนุนโดยนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม และจากการประสานงาน ของนายแพทย์ วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รวมทัง้ การสนับสนุนจากจังหวัดนครราชสีมา เพือการจัดนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ รวมทั่ง้ ถนนและงานภูมิทัศน์ สำ หรับหน่วยงานอืน่ ที่ สนับสนุน ได้แก่ องค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครราชสีมา, สำนักงานโยธาธิการ จังหวัดนครราชสี มา, การท่องเที่ ยว แห่งประเทศไทย (ททท.) นครราชสีมา และ องค์การบริหารส่วนตำ บลสุรนารี เป็ นต้น ประวัติความเป็ นมาของพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหิน ช้างดึกดำบรรพ์ และ ไดโนเสาร์


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 47 ภาพ 1 บริเวณด้านหน้าของอาคารพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหินในปั จจุบัน โดยรอบบริเวณด้านนอกของอาคารจะมีไม้กลายเป็ นหินตกแต่งรอบอาคาร โดย ประภัสสร กองทอง (2566) จุดมุ่งหมายของพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหิน ช้างดึกดำ บรรพ์ และ ไดโนเสาร์ พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหิน ช้างดึกดำ บรรพ์ และไดโนเสาร์ มีปณิธานเช่นเดียว กับสถาบันวิจัยไม้กลายเป็ นหินฯ คือ เป็ นผู้นำ ด้านการอนุรักษ์ซากดึกดำ บรรพ์ สร้างสรรค์ องค์ความรู้ใหม่ ก้าวไกลโกลบอลจีโอพาร์ค (Global Geopark) สู่แดนดิน 3 มงกุฎโลก ของยูเนสโก (UNESCO Triple Heritage) อัตลักษณ์ คือ อนุรักษ์ บริการวิชาการ และ วิจัยฟอสซิลถินไทย ส่วนวิสัยทัศน์ของพิพิธภัณฑ์และสถาบันวิจัยไม้กลายเป็ นหินฯ จะเป็ น ่ ศูนย์ความเป็ นเลิศทางการวิจัย การเรียนรู้และบริการวิชาการด้านบรรพชีวินในระดับชาติ และนานาชาติ และจะเป็ นศูนย์กลางการบริหารอุทยานธรณีโคราชระดับโลกของยูเนสโก (UNESCO Global Geopark) รวมทังจะเป็ นผู้นำ ้ ของโลกด้านพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหิน และช้างดึกดำ บรรพ์ และผู้นำ ของอาเซียนด้านพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 48 ไม้กลายเป็ นหินเกิดขึ้ นได้อย่างไร ในการสืบค้นข้อมูลเกี่ ยวกับไม้กลายเป็ นเป็ นหินจากเอกสาร ตำ รา และเว็บไซต์ ต่าง ๆ สรุปได้ว่า เกิดจากกระบวนการ Permineralization หรือ กระบวนการแทรกซึม ของแร่ธาตุในรูพรุนของโครงสร้างสิ่ งมีชีวิต ทำ ให้รูปทรงของชินส่วนนั้ นคงตัวกลายเป็ น ้ ซากดึกดำ บรรพ์อย่าง “ไม้กลายเป็ นหิน” (Petrified Wood) “ไม้กลายเป็ นหิน” หรือ Petrified Wood เกิดจากไม้ทีถูกทับถมอยู่ใต้ดินในสภาพ่ ทีขาดออกซิเจนทำ่ให้เนือไม้ไม่เน่าเปื้ ่ อย น้ำ ใต้ดินหรือน้ำ บาดาลได้พาเอาสารละลายซิลิกา จากธรรมชาติ เข้ามาแทนที่ หรือแทรกซึมเข้าของรูพรุนในเซลล์ต่าง ๆ ในเนื้ อไม้ เมื่ อเวลา ผ่านไปหลายแสนหรือล้านปี สารละลายซิลิกาเหล่านีจะตกตะกอนหรือตกผลึกและแข็งตัว ้ คล้ายหิน แต่ยังคงรักษารูปร่างและโครงสร้างเนื้ อไม้ดังเดิมเอาไว้้ ส่วนทีมีสีต่าง ๆ นั่น เกิดจากแร่ธาตุ หรือสารประกอบต่าง ๆ ที้ปนอยู่ในสารละลาย่ ซิลิกา เรียกว่า มลทิน (Impurity) โดยคาร์บอนให้สีดำ โคบอลต์ โครเมียม ทองแดง ให้สีเขียว สีน้ำ เงิน เหล็กออกไซด์ให้สีแดง สีน้ำ ตาล สีเหลือง แมงกานีสให้สีชมพู สีส้ม แมงกานีสออกไซด์ให้สีดำ สีเหลือง เป็ นต้น (มูลนิธิสืบนาคะเสถียร, 2565) ภาพ 2 ไม้กลายเป็ นหินภาพนี้ ประกอบด้วย ไม้ปาล์มกลายเป็ นหินอัญมณีโอปอล, ไม้กลายเป็ นหินอัญมณีอาเกต อำ เภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา และไม้กลายเป็ นหินโอปอลหลากสี อำ เภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา จัดแสดงในอาคารพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหิน โดย ประภัสสร กองทอง (2566)


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 49 อาคาร 3 หลัง ในพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหิน ช้างดึกดำบรรพ์ และไดโนเสาร์ ในพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหิน ช้างดึกดำ บรรพ์ และไดโนเสาร์ มีอาคารจำ นวน 3 หลัง ที่ จัดแสดงนิทรรศการเรื่ องราวเกี่ ยวกับบรรพชีวินวิทยา ซึ่ งมีรายละเอียดของ การจัดแสดงแต่ละอาคาร ดังนี้ 1. อาคารที่ 1 จัดเป็ นพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหินขนาดใหญ่ 1 ใน 7 แห่งของโลก ซึ่ งภายในอาคารแสดงพรรณไม้ดึกดำ บรรพ์ขนาดใหญ่อายุประมาณ 8 แสนปี – 150 ล้านปี ก่อน โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ที่ จัดแสดง ดังนี้ 1.1 ห้องเกียรติคุณไม้กลายเป็ นหิน เป็ นห้องที่ รวบรวมไม้กลายเป็ นหินตระกูล ปาล์มและไม้กลายเป็ นหินจากประเทศสหรัฐอเมริกา ภายในมีการจำ ลองส่วนประกอบ ของลำ ต้นพืช และจำ ลองท่อลำ เลียงน้ำ ขนาดใหญ่ให้นักท่องเที่ ยวสไลด์ลงมา ซึ่ งเป็ น จุดไฮไลท์จุดแรกที่ นักท่องเที่ ยวไม่ควรพลาด 1.2 นิทรรศการสถาบันพระมหากษัตริย์กับการอนุรักษ์ไม้กลายเป็นหิน โดยมีหลักฐาน การอนุรักษ์ไม้กลายเป็ นหินมาตังแต่สมัยรัชกาลที้ ่ 6 และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 รวมถึงแรงผลักดันจากพระปณิธานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในการอนุรักษ์ไม้กลายเป็ นหิน 1.3 ห้องฉายแอนิเมชัน 5 มิติ เป็ นเรื่ องราวของจักรวาลและวิวัฒนาการ ของสิงมีชีวิตบนโลกซึ ่ งผู้เข้าชมจะได้สัมผัสกับการรับชมหรือมองเห็นแบบ 5 มิติ ซึ ่งรวมทั่ง้ การเคลื่ อนไหว และลมร้อน ในช่วงอุกกาบาตพุ่งชนโลก หรือภูเขาไฟระเบิด โดยห้องนี้ นักท่องเที่ ยวจะได้สัมผัสกับบรรยากาศเสมือนจริง 1.4 นิทรรศการไม้กลายเป็ นหินอัญมณีของโคราช จุดนีจัดแสดงไม้กลายเป็ นหิน ้ มะค่าโมงที่ มีการตัด ขัด และเคลือบเงา เพื่ อให้เห็นสี สั นของเนื้ อไม้ที่ มีลักษณะ เป็ นเนือโอปอลที้มีความสวยงาม จุดเด่นคือการนำ่ ฟอสซิลไม้กลายเป็ นหินมาตกแต่งให้เป็ น เครื่ องประดับ เครื่ องมือ และเครื่ องใช้ นอกจากนั้ นยังมีไม้กลายเป็ นหินจากยุคต่าง ๆ มาจัดแสดงให้นักท่องเที่ ยวได้ชมอีกด้วย ภาพ 3 อาคารที่ 1 พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหินจัดแสดงนิทรรศการไม้กลายเป็ นหิน เช่น ไม้กลายเป็ นหินเนื้ ออัญมณี โดย ประภัสสร กองทอง (2566)


Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 50 2. อาคารที่ 2 พิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำ บรรพ์ จัดแสดงนิทรรศการเกี่ ยวกับ ซากดึกดำ บรรพ์ของช้างและสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่ น ๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 2.1 ห้องวีดิทัศน์ช้างดึกดำ บรรพ์โคราช แสดงเรื่ องราวของช้างดึกดำ บรรพ์ และบรรดาสัตว์มีกระดูกสันหลังต่าง ๆ ของโคราช ผู้เข้าชมจะได้เห็นสภาพแวดล้อม สมัยโบราณที่ ช้างดึกดำ บรรพ์ ดำ รงชีวิตอยู่โดยจำ ลองจากแหล่งที่ พบฟอสซิล ช้างดึกดำ บรรพ์ชนิดต่าง ๆ รวมทังสัตว์ร่วมยุค และการสูญพันธุ์ของช้างดึกดำ้บรรพ์ 2.2 โครงกระดูกช้างพลายยีราฟเป็ นช้างเอเชีย ปั จจุบันทีมีชิ่นส่วนโครงกระดูก ้ ที่ สมบูรณ์โดยมีความสูงมากถึง 3 เมตร คาดว่าน่าจะเป็ นช้างปั จจุบันที่ มีขนาดสูงที่ สุด ในประเทศไทย ฟอสซิลฟั นกรามช้างดึกดำ บรรพ์ จากต่างประเทศ เป็ นฟอสซิล ช้างดึกดำ บรรพ์พม่า พบแถบเขตตอนกลางของพม่าหรือแถบแม่น้ำ อิรวดี และฟอสซิลช้าง ในเขตหนาวจัดแสดงอยู่ 2 สกุล คือ ช้างมาสโตดอนอเมริกา และช้างแมมมอธ ซึ่ งมี การจัดแสดงวิวัฒนาการของช้างดึกดำ บรรพ์มาถึงช้างในยุคปั จจุบัน โดยมีต้นกำ เนิด มาจากอีริธีเรียม อายุประมาณ 60 ล้านปี ก่อนพบที่ โมร็อกโค ไม่มีงวง ไม่มีงา ลักษณะ คล้ายหมูและมีเล็บเท้าแบบช้าง ต่อมาก็เริมมีวิวัฒนาการมาเรื่ อย ๆ โดยมีขนาดสูงใหญ่ขึ่น ้ เริมมีงวง มีงา มีทั่งสองงาและสี้ ่ งา ทัวโลกมีช้างดึกดำ่บรรพ์ทังหมด 55 สกุล แต่ที้จังหวัด่ นครราชสีมาพบมากถึง 10 สกุล ซึงถือได้ว่ามากที่สุดในโลก ปั จจุบันได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว ่ ที่ ยังหลงเหลืออยู่ก็คือช้างเอเชียและช้างแอฟริกา นอกจากนี้ ยังมีการแสดงงาช้าง กลายเป็ นหิน โครงกระดูกช้างแมมมอธจากประเทศจีน ซึ่ งเป็ นแมมมอธในเขตทุ่งหญ้า สเตปป์ ที่ มีความสูงถึง 5 เมตร คาดว่าเป็ นแมมมอธที่ สูงที่ สุดในโลก ภาพ 4 อาคารที่ 2 พิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำ บรรพ์ จัดแสดงนิทรรศการช้างดึกดำ บรรพ์และสัตว์อื่ นที่ ร่วมยุค โดย ประภัสสร กองทอง (2566)


Click to View FlipBook Version