Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 51 ภาพ 5 อาคารที่ 3 พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ จัดแสดงนิทรรศการไดโนเสาร์และสัตว์ร่วมยุคต่าง ๆ โดย ประภัสสร กองทอง (2566) 3. อาคารที่ 3 พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ จัดแสดง นิทรรศการเกียวกับไดโนเสาร์ยุคต่าง ๆ หุ่นจำ่ลองไดโนเสาร์ กินเนื้ อที่ ใหญ่ที่ สุดในประเทศ “สยามแรปเตอร์ สุวัจน์ติ” จัดเป็ นไดโนเสาร์กินเนือฟั นฉลาม เป็ นไดโนเสาร์สกุลใหม่และ ้ ชนิดใหม่ของโลก และเป็ นไดโนเสาร์กินเนื้ อที่ ใหญ่ที่ สุด ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความยาวประมาณ 10 เมตร นิทรรศการจำ ลองเป็ นบรรยากาศของป่ าที่ พบไดโนเสาร์ กะโหลกและโครงกระดูกจำ ลองของไดโนเสาร์ชนิดต่าง ๆ ทั้ งในและต่างประเทศ นิทรรศการปลาพันธุ์ใหม่ของโลก โคราชอิกธีสจิบบัส เป็ นปลายุคจูแรสซิกที่ เก่าแก่ทีสุดในโคราช ่ ปลาโคราชเอเมียภัทราซันไน เป็ นปลายุคครีเทเชียส ที่ ตัง้ ชื่ อชนิด เพื่ อเทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 9 ที่ ทรงเชี่ ยวชาญและ รักปลา ทังมีคุณูปการต่อการขยายพันธุ์ปลานิลสู่ประชาชน้
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 52 พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหิน ช้างดึกดำบรรพ์ และไดโนเสาร์ กับ 3 มรดกโลก ยูเนสโกของโคราช สืบเนืองจากปี 2565 UNESCO ได้มอบหมายให้ Dr.Marie Luise Frey ผู้ประเมิน่ อาวุโสจากสหพันธรัฐเยอรมนี ร่วมกับ Ms.Sarah Gamble ผู้ประเมินจากประเทศแคนาดา ลงพื้ นที่ ตรวจประเมินภาคสนาม ประกอบด้วย อำ เภอเมืองนครราชสีมา อำ เภอสีคิ้ ว อำ เภอสูงเนิน อำ เภอขามทะเลสอ และอำ เภอเฉลิมพระเกียรติจังหวัดนครราชสีมา เพื่ อรวบรวมข้อมูลและเก็บหลักฐานประกอบการรับรองอุทยานธรณีโคราชให้เป็ นอุทยาน ธรณีโลกของ UNESCO พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหินและป่ าไม้กลายเป็ นหินโกรกเดือนห้า ใกล้พิพิธภัณฑ์ ได้รับการประเมินเป็ น 1 ใน 17 แหล่งประเมินของพื้ นที่ 5 อำ เภอ ต่อมาจาก การประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก ครังที้ ่ 216 เมื่ อวันที่ 24 พฤษภาคม 2566 ณ องค์การ UNESCO กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรังเศส ได้รับรองอุทยานธรณีโคราช่ เป็ นอุทยานธรณีโลกพร้อมกันรวม 18 แห่งส่งผลให้จังหวัดนครราชสีมา ได้ชื่ อว่าเป็ น “The UNESCO Triple Heritage City” หรือ “เมือง 3 มรดกโลกยูเนสโก” 1 ใน 2 เมือง ของอาเซียน (อีก 1 เมือง คือ เมืองคินาบาลู ในรัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซีย) อีก 2 มรดกโลก คือ มรดกโลกกลุ่มป่ าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และมรดกโลกพื้ นทีสงวนชิวมณฑลสะแกราช ่ สำ หรับอุทยานธรณีโคราชหรือโคราชจีโอพาร์ค ถือเป็ นความภาคภูมิใจของคนโคราช ในโอกาสที่ โคราชพัฒนามาครบ 555 ปี ด้วย มีเอกลักษณ์ คือ ดินแดนแห่งเขาเควสตาและ ฟอสซิล (Cuesta & Fossil Land) ดังนั้ น พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหินฯ จึงเป็ นแหล่ง การเรียนรู้ทีทรงคุณค่าด้านฟอสซิล ดังปณิธานของพิพิธภัณฑ์ที่ กล่าวไว้ว่า “เป็ นผู้นำ ่ด้านการ อนุรักษ์ซากดึกดำ บรรพ์ สร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ ก้าวไกลโกลบอลจีโอพาร์ค (Global Geo park) สู่แดนดิน 3 มรดกยูเนสโก (UNESCO Triple Heritage)” (สำ นักงานโคราช จีโอพาร์คโลก สถาบันวิจัยไม้กลายเป็ นหินและทรัพยากรธรณี มหาวิทยาลัยราชภัฏ นครราชสีมา, 2566) บทสรุปพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหิน ช้างดึกดำ บรรพ์ และได้โนเสาร์เป็ นแหล่งการเรียนรู้ ที่ มีคุณค่าหรือความสำ คัญของฟอสซิล การศึกษาสภาพแวดล้อมโบราณของโลก ในยุคสมัยต่าง ๆ ทีรวมไปถึง ฟอสซิล ช้างดึกดำ่บรรพ์ และไดโนเสาร์ ทำ ให้เราทราบและเข้าใจ ถึงที่ มาของปรากฏการณ์ธรรมชาติจากอดีตจนถึงปั จจุบัน นับเป็ นประโยชน์อย่างมาก ในการศึกษาศาสตร์ด้านต่าง ๆ ที่ เกี่ ยวข้องกับโลกและสิ่ งมีชีวิต เช่น บรรพชีวินวิทยา พฤกษศาสตร์ ธรณีวิทยา ภูมิศาสตร์ เป็ นต้น นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหินฯ ยังดำ เนินงานด้านการศึกษา วิจัย ค้นคว้า และทำ การเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ในด้านบรรพชีวินวิทยา จึงเป็ นแหล่งการเรียนรู้ทังในระบบและนอกระบบที้ ่ เน้นการเรียนรู้ ตลอดชีวิตให้แก่นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทัวไปที่สนใจ ทั่ งยังเป็ นสถานที ้พักผ่อนหย่อนใจ ่ สร้างความรู้สึกที่ ดีมีคุณค่าในการเชื่ อมต่ออดีตกับปั จจุบันในด้านธรณีวิทยาและ บรรพชีวินวิทยา สำ หรับคนทุกช่วงวัยทั้ งในจังหวัดนครราชสีมา และทุกจังหวัดใน ประเทศไทย ตลอดไปถึงในระดับนานาชาติสืบต่อไป และไดโนเสาร์ที่ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีที่ ทรงพระราชทานพระราชานุญาต ให้ใช้ พระนามของพระองค์ เป็ นชือสกุลของไดโนเสาร์นี่ว่า “สิรินธรนา” ไดโนเสาร์สิริธรนาโคราช้ เอนซิส เป็ นไดโนเสาร์อิกัวโนดอนด์กินพืชค้นพบที่ แรกที่ โคราชนี่ เอง
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 53 เอกสารอ้างอิง ปรีดี ปลื้ มสาราญกิจ และฟ้ า วิไลขา. (2561). “พิพิธภัณฑ์: แหล่งเรียนรู้เพื่ อพัฒนา ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21,”ใน วารสารห้องสมุด, 62(1), 43-67. พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหินและทรัพยากรธรณี. (2566). “ความเป็ นมาของพิพิธภัณฑ์ ไม้กลายเป็ นหินและทรัพยากรธรณีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ,” ในพิพิธภัณฑ์ ไม้กลายเป็ นหิน สืบค้นจาก http://www.khoratfossil.org/khoratfossil/ index.php/th/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88 %E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B89A% E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2 เมื่ อวันที่ 2 กันยายน 2566. มูลนิธิสืบนาคะเสถียร. (2565). “ไม้กลายเป็ นหินได้อย่างไร,” ใน มูลนิธิสืบนาคะเสถียร สืบค้นจากhttps://www.seub.or.th/bloging/knowledge/petrifiedwood/ เมื่ อวันที่ 25 สิงหาคม 2566. สถาบันวิจัยไม้กลายเป็ นหินและทรัพยากรธรณีภาคตะวันออกเฉียงเหนือเฉลิมพระเกียรติ. (2551).หนังสือที่ ระลึกเนืองในโอกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารีเสด็จพระราชดำ เนินทรงเปิ ด อาคารสิรินธร ณ สถาบันวิจัยไม้ กลายเป็ นหินและทรัพยากรธรณีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา วันพุธที่ 29 ตุลาคม 2551. นครราชสีมา: สถาบันวิจัยไม้กลายเป็ นหินและทรัพยากรธรณีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เฉลิมพระเกียรติ, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา. สำ นักพิมพ์โคราชคนอีสาน. (2564). “พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหินฯ หัวใจสำ คัญของ โคราชจีโอพาร์ค,”ใน สำ นักพิมพ์โคราชคนอีสาน สืบค้นจาก https://korat daily.com/blog.php?id=12545 เมื่ อวันที่ 2 กันยายน 2566. สำ นักงานโคราชจีโอพาร์คโลก, สถาบันวิจัยไม้กลายเป็ นหินและทรัพยากรธรณีฯ, มหาวิทยาราชภัฏนครราชสีมา. (2566). โคราช เมือง 3 มรดกยูเนสโก (Korat : Unesco Triple Heritage City). นครราชสีมา: โคราชมาร์เก็ตติง แอนโปรดักชั ้น.่ wekorat. (2016). “พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็ นหิน โคราช ของดีน่าสนใจทีมีอยู่เพียง 8 แห่ง่ ทัวโลก,” ใน wekorat สืบค้นจาก https://wekorat.com/2016/01/15/korat-fos่ sil-museum/ เมือวันที่ ่ 10 กันยายน 2566.
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 54 ภาพเล่าเรื่ องจิตรกรรมประดับเพดานวัดนกออก อ.ปั กธงชัย จ.นครราชสีมา อาจารย์หทัยกนก กวีกิจสุภัค คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล E-mail : [email protected]
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 55 บทนำ วัดนกออก ตังอยู่ที้ ่ บ้านนกออก ตำ บลนกออก อำ เภอปั กธงชัย จังหวัดนครราชสีมา สร้างขึนเมื้อประมาณปี พุทธศักราช 2317 นับถึงวันนี่ ้ เป็ นเวลาประมาณกว่า 200 ปี วัดมีเนือที้ทั่งหมด 16 ไร่ 2 งาน ภายในอาคาร้ บริเวณวัดนกออกมีศาสนสถานที่ สำ คัญ คือพระอุโบสถ (สิม) และหอไตร กลางน้ำ พบภาพเขียนจิตรกรรมประดับเพดานและจิตรกรรมฝาผนัง โดยเป็ นฝี มือของช่างพื้ นบ้านทีมีความวิจิตร และตระการตายิ่ งนัก จนเป็ นที ่ ่ ยอมรับจากนักวิชาการด้านนักวิชาการด้านศิลปวัฒนธรรม นักวิชาการ ด้านประวัติศาสตร์ นักวิชาการด้านสถาปั ตยกรรมศาสตร์ นักวิชาการ ด้านมนุษยศาสตร์ หรือแม้กระทังนักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ นอกจากนี่ ้ ยังมีนิสิต และนักศึกษาที่ สนใจอีกเป็ นจำ นวนไม่น้อย นับได้ว่าวัดนกออก เป็ นแหล่งความรู้สำ คัญที่ รวบรวมข้อมูลแบบสหวิทยาการอีกแห่งหนึ่ ง ของจังหวัดนครราชสีมา
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 56 ภาพที่ 1 (ซ้ายมือ) ภาพด้านข้างของอุโบสถ (สิม) วัดนกออก ที่ ตังอยู่บริเวณด้านหลังของพระอุโบสถหลังใหม่้ ถ่ายเมื่ อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ภาพโดย : นายเชาว์ฤทธิ์ ศิลาดำ ภาพที่ 2 (ขวามือ) ภาพสถูปคู่ด้านหน้าของอุโบสถ (สิม) วัดนกออก ที่ ตังอยู่บริเวณด้านหลังของพระอุโบสถหลังใหม่ ต.นกออก อ.ปั กธงชัย จ.นครราชสีมา้ ถ่ายเมื่ อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ภาพโดย : นายเชาว์ฤทธิ์ ศิลาดำ รูปแบบทางสถาปั ตยกรรมของอุโบสถ (สิม) วัดนกออก ลักษณะทางสถาปั ตยกรรมของอุโบสถ (สิม) วัดนกออก เป็ นอาคาร สถาปั ตยกรรมสมัยอยุธยา ตังอยู่บริเวณด้านหลังของพระอุโบสถหลังใหม่ ซึ้ ่ งภายใน อาคารพบภาพจิตรกรรมประดับเพดาน เป็ นภาพจิตรกรรมฝี มือช่างพื้ นบ้าน โดยมี องค์ประกอบของภาพจิตรกรรมประดับเพดานทีมีลวดลายสัตว์ป่ าหิมพานต์ ดวงดารา และ่ ลวดลายพรรณพฤกษาที่ สะท้อนความคิด ความเชื่ อในเรื่ องจักวาลวิทยาแบบชาวบ้าน ภาพที่ 3 (ซ้ายมือ) ภาพสถูปคู่ ภาพอุโบสถ (สิม) และภาพหน้าจัวบนหลังคาอุโบสถ (สิม) พบรูปปูนปั่ ้ นหน้าคน สันนิษฐานว่าเป็ นประติมากรรมรูปคนธรรพ์ที่ ยังคงสมบูรณ์แบบ วัดนกออก ต.นกออก อ.ปั กธงชัย จ.นครราชสีมา ถ่ายเมื่ อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ภาพโดย : นายเชาว์ฤทธิ์ ศิลาดำ
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 57 ภาพลายเส้นที่ 1 (ขวามือ) ภาพสถาปั ตยกรรมอุโบสถหลังเก่า (สิม) ตัดครึ่ งเพื่ อเผยให้เห็นโครงสร้างภายในสิม ภาพลายเส้นโดย : อาจารย์หทัยกนก กวีกิจสุภัค เขียนภาพลายเส้นเมื่ อปี พุทธศักราช 2558 ประวัติของผู้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมประดับเพดานวัดนกออก จิ ต ร ก ร ร ม ฝ า ผ นั ง อี ส า น เ ริ่ ม ป ร า ก ฏ ม า แ ล้ ว ตั้ ง แ ต่ ส มั ย ก่ อ น ประวัติศาสตร์โดยฝี มือของมนุษย์ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่ งเขียนไว้ตาม เพิงพา หรือตามผนังของเทือกเขาต่าง ๆ เกือบทั่ ว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอายุราว ประมาณ 5,000 – 6,000 ปี บรรดาภาพ เขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ ค้นพบ เป็ นจำ นวนมากเหล่านี้ ล้วนสะท้อนให้เห็น ถึงคุณค่าความสำ คัญทางศิลปะอันเป็ น พฤติกรรมของมนุษย์ และเป็ นร่องรอย ของประวัติศาสตร์ในอดีตของภูมิภาคนี้ ทำ ให้ส่งต่อวิวัฒนการจากขีดเขียนสีตาม ผนังถ้ำ ปรับเปลี่ ยนพฤติกรรมมาเป็ น ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถ (สิม) ด้วย เนื้ อหาสาระส่วนใหญ่บรรยายถึงเรื่ องราว แห่งชีวิตของผู้คนที่ อาศัยอยู่รวมกัน หรือ ภาพคน ภาพสัตว์นานาชนิด ทั้ งสัตว์บก สัตว์น้ำ ต้นหญ้า ต้นไม้ ภาพสัญลักษณ์ เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงสังคมที่ อยู่อาศัย เป็ นวิถีชีวิตของผู้คนทีปรากฏเป็ นรูป ่ธรรม ต่างมีความผูกพันกับธรรมชาติเป็ นส่วนใหญ่ จากการศึกษาและสอบถามชาวบ้าน และเอกสารที่ ได้มีผู้บันทึกไว้ทราบว่า ช่างผู้วาดภาพจิตรกรรมที่ วัดนกออกนัน้ คือ นายบุญมี กฐินฉิมพลี นายบุญมีเกิด เมื่ อประมาณพุ ทธศั กราช 2411 – 2412 มีถิ่ นกำ เนิดเดิมอยู่ที่ บ้านใกล้โพธิ์ เมืองปั ก ปั จจุบันบ้านของนายบุญมี กฐินฉิมพลี ตั้ งอยู่หมู่ที่ 4 ตำ บลงิ้ ว อำ เภอปั กธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ได้สมรสกับนางทองพูน ซึงเป็ นบุตรสาวของหลวงแสงและนางสวน ่ มีบุตรและธิดา 7 คน คือนางทับทิม แสงอรุณ, นางสำ เภา ผลฉิมพลี, นางกำ ปั่ น สุ่นฉิมพลี, นางน้อย นวลฉิมพลี,นายชุ่ม กฐินฉิมพลี, นายชืน กฐินฉิมพลี และพระครู่ ธวัชชโยดม (นายฉัตร กฐินฉิมพลี)
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 58 ซึ่ งนายบุญมี กฐินฉิมพลี เป็ นผู้ถ่ายทอดภาพจิตรกรรมที่ มีผลงาน ทางด้านการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังวัด อยู่หลายแห่ง ในเขตอำ เภอปั กธงชัย จังหวัด นครราชสี มา เท่าที่ รวบรวมได้คือ ผลงาน การเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ วัดงิ้ ว วัดมกุฎไทยาราม วัดปทุมคงคา หรือวัดนกออก และวัดโคกศรีษะเกษ ซึ่ งตั้ งอยู่ในเขตอำ เภอ ปั กธงชัย จังหวัดนครราชสีมา นับว่านายบุญมี เป็ นศิ ลปิ นที่ มีผลงานทางด้านจิตรกรรม ทีมีฝี มือ และมีคุณค่ายิ่งต่อการศึกษางานทาง ่ ด้านวิชาการและศิลปวัฒนธรรมของชุมชน ในอำ เภอปั กธงชัย จังหวัดนครราชสี มา (ทศบารมี บรรณานุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ คุณแม่น้อย นวลฉิมพลี. 2537 : 14) ภาพที่ 4 ภาพซ้ายคือ นายบุญมี กฐินฉิมพลี ช่างผู้วาดภาพจิตรกรรมประดับเพดานวัดนกออก และวัดโคกศรีษะเกษ ต.นกออก อ.ปั กธงชัย จ.นครราชสีมา ที่ มา : ทศบารมี บรรณานุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ คุณแม่น้อย นวลฉิมพลี. 2537 : 14 ภาพลายเส้นที่ 2 ภาพลายเส้นเสมือนจริงโดย : อาจารย์หทัยกนก กวีกิจสุภัค เขียนภาพลายเส้นเมื่ อวันที่ 10 ตุลาคม 2566
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 59 ภาพที่ 5 ภาพพระครูธวัชชโยดม หรือนายฉัตร กฐินฉิมพลี บุตรชายคนที่ 7 ของนายบุญมี กฐินฉิมพลี ที่ มา : สารสนเทศท้องถิ่ นนครราชสีมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ภาพลายเส้นที่ 3 ภาพลายเส้นเสมือนจริงโดย : อาจารย์หทัยกนก กวีกิจสุภัค เขียนภาพลายเส้นเมื่ อวันที่ 10 ตุลาคม 2566 รูปแบบภาพจิตรกรรมประดับเพดานที่ พบในอุโบสถ (สิม) รูปแบบภาพจิตรกรรมประดับเพดานภายในอุโบสถ (สิม) วัดนกออก ปรากฏ อยู่เต็มพื้ นที่ ของเพดานโดยแบ่งภาพจิตรกรรมออกเป็ น 3 ช่อง ตามลักษณะทาง สถาปั ตยกรรมของศาสนสถาน ดังแผนผังแสดงตารางช่องเพดานที่ ปรากฏ ภาพจิตรกรรมประดับเพดาน ดังภาพลายเส้นดังนี้ ภาพลายเส้นที่ 4 แผนผังแสดงช่องเพดานที่ ปรากฏภาพจิตรกรรมประดับเพดาน และแผนผังแสดงตำ แหน่งภาพจิตรกรรมประดับเพดานช่องที่ 1 ช่องที่ 2 และช่องที่ 3 เขียนภาพลายเส้นเมื่ อวันที่ 10 ตุลาคม 2566 ภาพลายเส้นเสมือนจริงโดย : อาจารย์หทัยกนก กวีกิจสุภัค
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 60 1. รูปแบบภาพจิตรกรรมประดับเพดานช่องที่ 1 ภาพจิตรกรรมประดับเพดานช่องที่ 1 กล่าวคือ เป็ นภาพจิตรกรรมที่ ประกอบ ไปด้วยภาพสัตว์ชนิดต่าง ๆ มีทังรูปร่างเหมือนจริงตามธรรมชาติ และเหนือธรรมชาติ ้ ซึ่ งอยู่ท่ามกลางลวดลายภาพพรรณพฤกษาและดวงดารา หรือที่ งานช่างศิลปกรรม เรียกว่า “ดาวเพดาน” สามารถแยกออกตามประเภทและจำ นวนได้ดังนี้ คือ ภาพค้างคาว จำ นวน 7 ตัว ภาพกระต่าย จำ นวน 1 ตัว ภาพนกฮูก จำ นวน 1 ตัว ภาพงู จำ นวน 1 ตัว ภาพนกเป็ ดน้ำ จำ นวน 1 ตัว ภาพสัตว์ปี กรูปร่างคล้ายนกและไก่ จำ นวน 22 ตัว ภาพสัตว์ปี ก รูปร่างคล้ายผีเสื้ อ จำ นวน 3 ตัว ภาพสัตว์รูปร่างคล้ายปู จำ นวน 2 ตัว ภาพสัตว์รูปร่าง คล้ายกิงก่า จำ ้นวน 1 ตัว ส่วนภาพลวดลายพรรณพฤกษาทีปรากฏอยู่บนเพดานช่องที่ ่ 1 มีลักษณะเป็ นภาพต้นไม้ มีดอก มีผล กระจายโดยทัว และภาพดวงดารา หรือที่ ่ งานช่าง ทางศิลปกรรมเรียกว่าดาวเพดาน ปรากฏจำ นวน 3 ดวง เรียงอยู่ในแนวเดียวกัน และตังอยู่้ บริเวณแกนกลางของภาพ ภาพที่ 6 ภาพจิตรกรรมประดับเพดานช่องที่ 1 เป็ นตำ แหน่งที่ พระประธานประดิษฐานในอุโบสถ (สิม) ถ่ายเมื่ อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ภาพโดย : นายเชาว์ฤทธิ์ ศิลาดำ ภาพที่ 7 ภาพจิตรกรรมประดับเพดานช่องที่ 1 วัดนกออก ต.นกออก อ.ปั กธงชัย จ.นครราชสีมา ถ่ายเมื่ อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ภาพโดย : นายเชาว์ฤทธิ์ ศิลาดำ
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 61 ภาพจิตรกรรมประดับเพดาน ช่องที่ 2 กล่าวคือ เป็ นภาพจิตรกรรมที่ มี ลักษณะคล้ายกับภาพจิตรกรรมช่องที่ 1 ซึ่ งประกอบไปด้วยภาพสัตว์ชนิดต่าง ๆ มีทังรูปร่างเหมือนจริงตามธรรมชาติ และ้ เหนือธรรมชาติ ซึ่ งอยู่ท่ามกลางลวดลาย ภาพพรรณพฤกษาและดวงดารา สามารถ แยกออกตามประเภทและจำ นวนได้ดังนีคือ ้ ภาพค้างคาวจำ นวน 3 ตัว ภาพนกแก้ว จำ นวน 2 ตัว ภาพสัตว์ปี กรูปร่างคล้าย นกและไก่ จำ นวน 17 ตัว ภาพสั ตว์ปี ก รูปร่างคล้ายผีเสื้ อ จำ นวน 6 ตัว ภาพสัตว์ รูปร่างคล้ายจิงหรีด จำ ้นวน 2 ตัว ภาพบุคคล คล้ายมนุษย์ที่ มีรูปร่างครึ่ งคนครึ่ งสัตว์ จำ นวน 1 ภาพ ภาพสัตว์ที่ มีรูปร่างท่อนบน ท่อนล่างเป็นสัตว์คนละชนิดกัน จำนวน 4 ภาพ ส่ ว น ภ า พ ล ว ด ล า ย พ ร ร ณ พ ฤ ก ษ า ทีปรากฏอยู่บนเพดานช่องที่ ่ 1 มีลักษณะเป็ น ภาพต้นไม้ มีดอก มีผล กระจายโดยทัว และ่ ภาพดาวเพดาน ปรากฏเต็มดวง จำนวน 3 ดวง เรียงอยู่ในแนวเดียวกัน คือ บริเวณ แกนกลางของภาพ และย่อมุมทังสี้ ่ จำ นวน 4 ดวง รวมทังสิ้ ้ น 7 ดวง 2. รูปแบบภาพจิตรกรรมประดับเพดานช่องที่ 2 ภาพที่ 8 ภาพจิตรกรรมประดับเพดานช่องที่ 2 เป็ นตำ แหน่งช่วงแกนกลางระหว่างเสา 4 ต้น ภายในอุโบสถ (สิม) ถ่ายเมื่ อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ภาพโดย : นายเชาว์ฤทธิ์ ศิลาดำ
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 62 ภาพที่ 9 ภาพจิตรกรรมประดับเพดานช่องที่ 2 วัดนกออก ต.นกออก อ.ปั กธงชัย จ.นครราชสีมา ปรากฏภาพค้างคาว และภาพสัตว์ปี กรูปร่างคล้ายนกและไก่ ถ่ายเมื่ อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ภาพโดย : นายเชาว์ฤทธิ์ ศิลาดำ
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 63 ภาพที่ 9.1 ภาพจิตรกรรมประดับเพดานช่องที่ 2 วัดนกออก ต.นกออก อ.ปั กธงชัย จ.นครราชสีมา ถ่ายเมื่ อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ภาพโดย : นายเชาว์ฤทธิ์ ศิลาดำ
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 64 ปรากฏภาพหงส์เพราะหงส์ถือเป็ นสัตว์ชั้ นสูงที่ ปรากฏในคติความเชื่ อทั้ งใน ศาสนาฮินดูและพระพุ ทธศาสนา ชาวฮินดูและชาวมอญถือว่าหงส์เป็ นสัตว์ศักดิ์ สิทธิ์ โดยเป็ นพาหนะของพระพรหมซึงเป็ นเทพเจ้าองค์สำ ่คัญของศาสนาฮินดู ส่วนในทางพระพุทธ ศาสนานิกายเถรวาทนับถืออย่างแพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ มีชาวไทย ชาวมอญ หรือแม้กระทังชาวพม่า เชื่ อว่าหงส์เป็ นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ ่ ์ เป็ นตัวแทน ของพระพุ ทธเจ้า และพระอรหันต์ นอกจากนี้ ยังเชื่ อกันอีกว่าเป็ นเจ้าแห่งนกทั้ งปวง เป็ นผู้พิทักษ์รักษาท้องฟ้ า และเป็ นพาหนะที่ นำ วิญญาณของผู้ตายไปสู่สวรรค์ ภาพที่ 9.2 ภาพจิตรกรรมประดับเพดานช่องที่ 2 วัดนกออก ต.นกออก อ.ปั กธงชัย จ.นครราชสีมา ถ่ายเมื่ อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ภาพโดย : นายเชาว์ฤทธิ์ ศิลาดำ ปรากฏภาพนกแก้วเป็ นสัตว์ทีมีสีสันสวยงาม สามารถพูดเลียนแบบภาษามนุษย์ได้ ่ เป็ นสัญลักษณ์ของความฉลาดดังมนุษย์และอายุยืน จากภาพนกแก้วที่ ปรากฏอยู่ ด้วยกัน 2 ตัว ทางนัยยะตามคติจักรวาลอันหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ ที่ มีทังตัวผู้และ้ ตัวเมียอันเป็ นบ่อเกิดของสรรพสิ่ งที่ สมบูรณ์ของจักรวาล
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 65 ภาพที่ 10 ภาพจิตรกรรมประดับเพดานช่องที่ สาม เป็ นตำ แหน่งภาพจิตรกรรมในช่วงประตูทางเข้า - ออก ถ่ายเมื่ อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ภาพโดย : นายเชาว์ฤทธิ์ ศิลาดำ 3. รูปแบบภาพจิตรกรรมประดับเพดานช่องที่ 3 ภาพจิตรกรรมประดับเพดานช่องที่ 3 กล่าวคือ เป็ นภาพจิตรกรรมที่ มีลักษณะ คล้ายกับภาพจิตรกรรมช่องที่ 1และช่องที่ 2 ซึ่ งประกอบไปด้วยภาพสัตว์ชนิดต่าง ๆ มีทังรูปร่างเหมือนจริงตามธรรมชาติ และเหนือธรรมชาติ ซึ้งอยู่ท่ามกลางลวดลายภาพ่ พรรณพฤกษาและดวงดารา สามารถแยกออกตามประเภทและจำ นวนได้ดังนี้ คือ ภาพงู จำ นวน 3 ตัว ภาพกบ จำ นวน 2 ตัว ภาพสัตว์ที่ มีรูปร่างคล้ายงู จำ นวน 9 ตัว ภาพบุคคล คล้ายมนุษย์ที่ มีรูปร่างครึ่ งคนครึ่ งสัตว์ จำ นวน 2 ภาพ ภาพสัตว์ที่ มีรูปร่างคล้ายปลา จำ นวน 6 ภาพ ส่วนภาพลวดลายพรรณพฤกษาทีปรากฏอยู่บนเพดานช่องที่ ่ 1 มีลักษณะ เป็ นภาพต้นไม้ มีดอก มีผล กระจายโดยทัว และภาพดาวเพดาน ปรากฏเต็มดวง จำ ่นวน 3 ดวง เรียงอยู่ในแนวเดียวกัน คือ บริเวณแกนกลางของภาพ และย่อมุมทังสี้ ่ จำ นวน 4 ดวง รวมเป็ น 7 ดวง ภาพที่ 10.1 ภาพจิตรกรรมประดับเพดานช่องที่ 3 วัดนกออก ต.นกออก อ.ปั กธงชัย จ.นครราชสีมา ถ่ายเมื่ อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ภาพโดย : นายเชาว์ฤทธิ์ ศิลาดำ ปรากฏภาพปลาทำ ให้วิเคราะห์ได้ว่าเป็ น ปลาอานนท์เพราะหัวเหมือนงู และมีหาง เหมือนปลา อาจถูกตีความปลาอานนท์นอนหนุนโลก และพลิกตัวจนเกิดแผ่นดินไหวได้ ซึ่ งเป็ นความเชื่ อที่ ยังหลงเหลือมาในปั จจุบันนัน หมายถึงว่าปลาอานนท์เป็ นสัญลักษณ์ ้ สัตว์เหนือธรรมชาติมีอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 66 ภาพที่ 10.2 ภาพจิตรกรรมประดับเพดานช่องที่ 3 วัดนกออก ต.นกออก อ.ปั กธงชัย จ.นครราชสีมา ถ่ายเมื่ อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ภาพโดย : นายเชาว์ฤทธิ์ ศิลาดำ ปรากฏภาพเงือกซึ่ งเป็ นสัตว์ที่ มีช่วงลำ ตัวและหน้าเป็ นรูปคน ส่วนลำ ตัวล่าง เป็ นปลา ลักษณะภาพจิตรกรรมประดับเพดานวัดนกออกดังกล่าว พบว่ามีภาพเงือก ผู้หญิงและผู้ชาย ไม่มีการสวมเครืองประดับ ทำ่ให้วิเคราะห์ได้ว่าภาพจิตรกรรมทีมีภาพเงือก ่ ช่างต้องการสื่ อสารเรื่ องความอุดมสมบูรณ์ของคติไตรภูมิ ภาพที่ 10.3 ภาพจิตรกรรมประดับเพดานช่องที่ 3 วัดนกออก ต.นกออก อ.ปั กธงชัย จ.นครราชสีมา ถ่ายเมื่ อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ภาพโดย : นายชาว์ฤทธิ์ ศิลาดำ ปรากฏภาพกบคาบงู ปลาคาบงู งูคาบเขียด เป็ นภาพ ปริศนาธรรมสอดแทรกอยู่โดย ทั่ วไป ลักษณะภาพปริศนาธรรม ที่ พบ แสดงถึงความอยากหลุดพ้น จากวัฏสงสาร ดังภาพกบคาบงู ปลาคาบงู งูคาบเขียด ภาพเล่า เรืองถึงการพยายามดิ่นรน้อยากพ้น จากปากของสัตว์ที่ กำ ลังคาบตนอยู่ แสดงให้เห็นถึงนัยยะที่ ต้องการ หลุดพ้นจากความทุกข์ พ้นจากการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนเป็ นวัฏสงสาร ของทุกสรรพชีวิต
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 67 ภาพที่ 11 ภาพจิตรกรรมประดับเพดานช่องที่ 3 วัดนกออก ต.นกออก อ.ปั กธงชัย จ.นครราชสีมา ปรากฏภาพดวงดารา หรือดาวประดับเพดาน ถ่ายเมื่ อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ภาพโดย : นายเชาว์ฤทธิ์ ศิลาดำ
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 68 ภาพเล่าเรือง: คติความเชื่อของภาพจิตรกรรมประดับเพดานวัดนกออก่ บทความฉบับนี้ คือการให้ข้อมูล เรื่ องของภาพจิตรกรรมประดับเพดาน ภายในอุโบสถ (สิม) วัดนกออก ตำบลนกออก อำ เภอปั กธงชัย จังหวัดนครราชสี มา จัดได้ว่าเป็ นข้อมูลปฐมภูมิซึ่ งนำ ไปสู่ การวิเคราะห์ทางด้านคติความเชือจากภาพ่ จิตรกรรมที่ ปรากฏอยู่บนเพดานภายใน อุโบสถ (สิม) ทั้ งนี้ การวิเคราะห์ทางด้าน คติความเชื่ อได้ใช้กรอบแนวคิดและทฤษฎี การศึกษาทางมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ทีว่าด้วยหน้าที่นิยม (Functionalism) เนื่องจาก่ สิม วัดนกออก เป็ นศาสนอาคารที่ ใช้ ประกอบการทำ สังฆกรรมของพระสงฆ์ใน พิ ธีต่าง ๆ โดยมีความสั มพั นธ์พบว่า เป็ นศาสนวัตถุทำ หน้าทีอธิบายเล่าเรื่องแบบ่ มีเหตุมีผล หรือเล่าเรืองความสัมพันธ์ของ่ มนุษย์ที่ มีต่องานศิลปกรรม ที่ เนื่ องใน ศาสนวัตถุทำ หน้าทีสร้างขวัญและกำ่ลังใจ ในลักษณะของการประกอบพิ ธีกรรม การอุทิศถวาย จึงเป็นทีมาของการสร้างสรรค์่ งานจิตรกรรมที่ นำ ไปสู่ การอธิบาย ตัวเนือหา และเล่าเรื้องงานจิตรกรรมได้อย่าง่ เป็ นเหตุผล จากข้อมูลดังที่ กล่าวมา จึงเป็ น เหตุผลสำ คัญที่ ใช้เป็ นข้อมูลสนับสนุน การวิเคราะห์ภาพเล่าเรืองจิตรกรรมประดับ่ เพดาน โดยตามคติความเชื่ อไตรภูมิกถา จากภาพจิตรกรรมประดับเพดาน วัดนกออก คือภาพจิตรกรรมที่ มีลักษณะ เป็ นภาพเล่าเรื่ องที่ สื่ อความหมายในเชิง สัญลักษณ์ (Symbol) ซึ่ งภาพจิตรกรรม ประดับเพดานวัดนกออก สะท้อนคติ ความเชื่ อในเรื่ องจักรวาลวิทยาแบบชาว บ้าน คติความเชื่ อในเรื่ องเล่าของไตรภูมิ ซึ่ งเชื่ อว่าโลกแบ่งออกเป็ น 3 ภูมิ ได้แก่ ภูมิสวรรค์ ภูมิมนุษย์ และภูมินรก กล่าวคือ ลักษณะการเขียนภาพจิตรกรรมประดับ เพดานวัดนกออกนัน ในทางสถาปั ตยกรรม้ อยู่เพดานถือได้ว่าเป็ นส่ วนที่ สู งที่ สุ ด อยู่เหนือศรีษะ จึงเปรียบเสมือนท้องฟ้า ดังนัน้ การเขียนภาพจิตรกรรมที่ เน้นเรื่ องราว ของภาพดวงดารา ดวงดาว หรือที ่ ช่างทางศิลปกรรมเรียกว่าดาวเพดาน จึงมีส่วนที่ สัมพันธ์กันอยู่มาก อีกทังภาพ้ จิตรกรรมประดับเพดานวัดนกออก ยังปรากฏลวดลายพรรณพฤกษา ผสมผสาน กับภาพสัตว์ที่ มีรูปร่างเหมือนจริงตาม ธรรมชาติและเหนือธรรมชาติ ซึ่ งลักษณะ ของภาพสัตว์เหนือธรรมชาติมักปรากฏ อยู่ในดินแดนที่ เราเรียกว่าป่ าหิมพานต์ ซึ่ งป่ าหิมพานต์ตามคติความเชื่ อเรื่ อง ไตรภูมิกถาในคติจักรวาลของศาสนาพุทธ ด้วยเชื่ อว่าสัตว์จากป่ าหิมพานต์เหล่านี้ เป็ นสัตว์วิเศษ มีอำ นาจ พละกำ ลังมาก สามารถปกป้ องคุ้มครองอาคารศาสนสถาน ให้รอดพ้ นจากภยันตรายต่าง ๆ ได้ และในอีกแง่มุมหนึ่ งคือ เพื่อให้เกิด ความสวยงามตระการตา เป็นดังสรวงสวรรค์ ่ ช่วยน้อมนำ ให้ผู้คนเกิดความเลื่ อมใส ประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลธรรม นำ ทาง ให้ไปเกิดภพภูมิที่ สูงขึ้ น หรือหลุดพ้นจาก วัฏสงสารอันเป็ นเป้ าหมายสู งสุ ดของ พุทธศาสนาคือพระนิพพานทำให้ภาพจิตรกรรม ประดับเพดานวัดนกออก ส่งอิทธิพลต่อ การสร้างงานพุ ทธศิลป์ คือ ในด้านภาพ จิตรกรรมประดับเพดาน ดังทีปรากฏในสิม ่ วัดนกออก ตำ บลนกออก อำ เภอปั กธงชัย จังหวัดนครราชสีมา
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 69 ภาพที่ 12 ภาพจิตรกรรมประดับเพดานช่องที่ 1 วัดนกออก ต.นกออก อ.ปั กธงชัย จ.นครราชสีมา ถ่ายเมื่ อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ภาพโดย : นายเชาว์ฤทธิ์ ศิลาดำ คติความเชื่ อเรื่ องป่ าหิมพานต์ ที่ มีอิทธิพลต่องานพุ ทธศิ ลป์ ประเภท จิ ต ร ก ร ร ม จ า ก ห ลั ก ฐ า น ที่ พบงาน จิตรกรรมประดับเพดานวัดนกออก ดังกล่าวมีความหลากหลายค่อนข้างมาก ซึ่ งสามารถแบ่งผลงานจิตรกรรมประดับ เพดาน ได้ตามรูปแบบและเรื่ องราวของ ภาพที่ ปรากฏ เช่น ภาพดวงดารา เป็นภาพเขียนทีมีตำ่แหน่งแน่นอน คือ อยู่เหนือ พระเศียรของพระประธาน เป็ นสัญลักษณ์ แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ตัวอย่าง ภาพที่ 12 ปรากฏภาพดาวงดาราหรือดาว ประดับเพดาน ปรากฏอยู่เหนือพระเศียร ของประธาน อันเป็ นสั ญลักษณ์แห่ง การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และแสดงถึง ฉัพพรรณรังสีที่ อยู่เหนือพระเศียร เพื่ อให้ พุ ทธศาสนิกชนมีความรู้สึกว่าเมื่ อเข้าไป สักการะพระพุทธองค์เป็ นผู้มีบุญญาธิการ วาสนา เป็ นบุคคลที่ ต้องการเทศนาโปรด และล้อมรอบไปด้วยสัตว์วิเศษที่ น้อมเฝ้ า พระพุทธองค์ แสดงถึงอิทธิปาฏิหาริย์ของ พระพุทธองค์ จิตรกรรมดวงดาราที่ ประดับ บนเพดานวัดนกออกคือ ภาพจิตรกรรม ประดับเพดานช่องที่ 1 ช่องที่ 2 และช่อง ที่ 3 อันเป็ นเหตุที่ ตอนพระพุ ทธองค์ ทรงตรัสรู้ เพื่ อให้พุทธศาสนิกชนได้น้อมนำ เป็ นแบบอย่างในการดำ รงชีวิต รวมทั้ ง ลวดลายมงคลต่างๆ ทั้ งลวดลาย พรรณพฤกษา ลวดลายรูปภาพสัตว์หิมพานต์ เป็ นลวดลายที่ เขียนขึนเพื้ ่ อประดับตกแต่ง ศาสนสถานให้มีความสวยงาม และเป็ น สิ ริมงคลแก่ผู้เข้ามาสั กการะ เป็ นการ เสริมเรื่ องของมงคลจักรวาลให้มี ความสมบูรณ์ยิงขึ ่ น โดยลวดลายมงคลนั้น ้ พบว่าเป็ นลายที่ ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย ลังกา เช่น ลวดลายพญานาค หงษ์ รวมทัง้ ลายพันธ์ุพฤกษาทีแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์่ ภาพจิตรกรรมที่ ได้รับคติความเชื่ อ เรื่ องของป่ าหิมพานต์นั้ น ส่วนใหญ่เป็ น การสอดแทรกรูปสั ตว์หิมพานต์เข้าไป ในภาพจิตรกรรม เพื่ อเป็ นส่วนประกอบ ทำ ให้เนื้ อหาของภาพจิตรกรรม เกิดความสมบูรณ์ มีความน่าสนใจ ช่วยสร้างจินตนาการถึงดินแดนทิพย์ หรือ สรวงสวรรค์ และเป็ นลวดลายประดับ ตกแต่งอาคารศาสนสถานให้มีความ สวยงาม สร้างความศรัทธาเกิดความสุข ความอิ่ มเอมใจต่อผู้ที่ ได้สัมผัส การใช้ ลวดลายสัตว์หิมพานต์ซึ่ งเป็ นสัตว์พิเศษ มีอำ นาจ พละกำ ลัง มีฤทธิ์ มากด้วยเชื่ อว่า เป็ นสิริมงคล และสามารถปกปั กษ์รักษา อาคารศาสนสถาน และผู้ที่ ได้สักการะบูชา ให้รอดพ้นจากสิ่ งชัวร้ายต่าง ๆ ได้่ ภาพลายเส้นเสมือนจริงโดย: อาจารย์หทัยกนก กวีกิจสุภัค (อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์) ภาพถ่ายโดย : นายเชาว์ฤทธิ์ ศิลาดำ (ฝ่ ายปฏิบัติการคณะนิเทศศาสตร์)
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 70 บทสรุป จากการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลทางด้านเอกสารเพิ่ มเติม ทำ ให้ ทราบความหมายของภาพจิตรกรรมประดับเพดานทีมีคติความเชื่อเกี่ยวกับ่ ภาพสัตว์ชนิดต่าง ๆ ทังภาพสัตว์เหนือธรรมชาติ และภาพสัตว์ที้ ่ รูปร่าง ตามธรรมชาติ ทำ ให้ภาพจิตรกรรมที่ เล่าเรื่ องตามความเชื่ อของ คนโบราณแล้วมักจะมีความหมายแฝงอยู่ในสัตว์แต่ละชนิด ซึงความหมาย่ ต่าง ๆ นี้เอง เป็ นแหล่งความรู้สำ หรับข้อมูล ข้อเท็จจริง เพื่ อทำ ให้เกิด การศึกษา ความหวงแหนทีต้องการอนุรักษ์งานจิตรกรรมของช่างพื่ ้ นบ้าน ที่ ไม่ได้ต้องการนำ เสนอในรูปแบบของพุ ทธประวัติ แต่กลับเขียน ในเรืองราวที่ ่ เป็ นธรรมชาติ และเหนือธรรมชาติ อันหมายถึงลวดลายพรรณ พฤกษา ภาพดวงดารา และภาพสัตว์ อีกทังภาพเล่าเรื้องจิตรกรรมประดับ่ เพดานวัดนกออก ตำ บลนกออก อำ เภอปั กธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ในครังนี้ ้เพื่ อส่งเสริมให้ผู้อ่านบทความได้ทบทวนตนเองว่าภาพจิตรกรรม ประดับเพดาน ควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้ยังคงอยู่ เพื่ อสืบทอดให้คนรุ่นหลัง สามารถมาศึกษาหาความรู้ได้เพิ่ มเติม และอีกนัยยะหนึ่ งผู้เขียนต้องการ แสดงตัวเป็ นพุทธมามกะเพื่ อให้บทความเป็ นเครื่ องมือในการทำ นุบำ รุง พระพุทธศาสนาและเชิญชูพระพุทธศาสนาสืบไป
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 71 รายการอ้างอิง คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สำ นักนายกรัฐมนตรี. (2525). ภาพสัตว์ป่ าหิมพานต์ จากสมุดไทยดำ ของหอสมุดแห่งชาติ. กรุงเทพฯ : สำ นักนายกรัฐมนตรี. บุญกอง อินตา. (2550). การศึกษารูปแบบและความหมายของภาพจิตรกรรมที่ เพดาน วัดปทุมคงคา. (วัดนกออก). ได้รับ ทุนอุดหนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลราชภัฏ นครราชสีมา ปี งบประมาณ2549 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา. พวงชมพู หนึงสวัสดิ่ ์. (2540). ภาพจิตรกรรมฝาผนังทีวัดหน้าพระธาตุ อำ่เภอปั กธงชัย จังหวัดนครราชสีมา. วิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. หทัยกนก กวีกิจสุภัค. (2558). รูปแบบสถาปั ตยกรรมสิมอีสาน และงานาจิตรกรรมที่ เพดานวัดปทุมคงคา (วัดนกออก) อำเภอปั กธงชัย จังหวัดนครราชสีมา. วิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาศิลปะไทย ภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 72 ร่องรอยอารยธรรมโคราช : ความศรัทธา ปราสาท หินทรายสีชมพู อาจารย์ศุลีกร ศิวเสน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล [email protected]
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 73 บทนำ “ เมืองหญิงกล้า ผ้าไหมดี หมี่ โคราช ปราสาทหิน ดินด่านเกวียน” คือ คำ ขวัญเมืองโคราช ที่ เขียนไว้เพียงสัน ๆ แต่สื้ อให้เห็นภาพของดินแดน ่ ที่ มากด้วยเรื่ องราวแห่งอารยธรรม ทังบุคคลสำ้คัญ วิถีชีวิต และสถาน ที่ ที่ สำ คัญ เรืองราวมากมายในอดีตกาล ถูกถ่ายทอดจากบรรพชนสู่ลูกหลาน่ จากรุ่นสู่รุ่น ทั้ งรูปแบบการบอกเล่า การบันทึกเป็ นลายลักษณ์อักษร การสร้างอาคารสถานที่ เป็ นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ให้คนรุ่นหลัง ได้ศึกษาเรียนรู้ความเป็ นมา กาลเวลาผ่านไปหลายร้อยปี ย่อมมีการเสื่ อม หรือสูญหายของสสารและวัตถุ คงเหลือเพียงร่องรอยแห่งอารยธรรม ให้ผู้ที่ สนใจได้ติดตามศึกษาและชื่ นชมกันต่อไป ในบทความนี้ ขอบอกเล่าเรืองราวจากการตามรอยของบรรพชน ่ ความเชื่ อความศรัทธาที่ ปรากฏในปราสาทหิน ควบคู่กับความงามของ ธรรมชาติ หินทรายสีชมพูในดินแดนอารยธรรมโบราณทีราบสูง ณ เมือง่ โคราช ให้ทุกท่านได้รับรู้ในมุมมองของผู้นิพนธ์ที่ ครังหนึ้ ่ งเคยได้อบรม หลักสูตรมัคคุเทศก์ทำ ให้ได้มีโอกาสศึกษาเรื่ องราวในสมัยก่อน และได้มี โอกาสค้นหาแหล่งท่องเที่ ยวโบราณในเมืองโคราชนี้ อีกครั้ ง ในฐานะ ผู้พำ นักพักพิงทำ มาหากินในจังหวัดนครราชสีมาเมืองย่าโม
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 74 เนื้ อหา อารยธรรมคือ ความเจริญของสังคมที่ ได้สั่ งสมมา การศึกษาอารยธรรม ช่วยบอกเล่าความเป็ นมาของสิ่ งต่าง ๆ ในสังคมสมัยนัน และทำ้ให้เข้าใจสภาพของสังคม ยุคปั จจุบันมากยิงขึ ่น เช่น ด้านการปกครอง วัฒนธรรม ศาสนา และความเชื้ อ ( เดือนเพ็ญ ่ ทองน่วม, 2553 ) ปราสาทหินเป็ นโบราณสถานที่ ยังทิ้งร่องรอยแห่งความเจริญ ด้านประวัติศาสตร์ ที่ เราสามารถมองเห็นได้จากแผนผังพื้ นทีแสดงอาณาเขตที่กว้างใหญ่ ่ ขนาดของอาคารสิ่ งก่อสร้าง สถาปั ตยกรรม ลวดลายของหินแกะสลัก โบราณวัตถุ และ สิ่ งเคารพสักการะทีปรากฏ แสดงให้เห็นถึงพลังด้านความเชื ่อความศรัทธาของคนในยุค่ สมัยนัน สำ้หรับเมืองโคราชนี้ “ประสาทหินพิมาย” ตังอยู่ห่างจากตัวเมืองนครราชสีมา ้ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 60 กิโลเมตร เป็ นปราสาทที่ มีขนาดหินใหญ่ที่ สุด ในประเทศไทย ปั จจุบันกรมศิลปากรได้กำ หนดเป็ นพื้ นทีอุทยานประวัติศาสตร์ มีการบูรณะ่ เพื่ อให้มีความสมบูรณ์ใกล้เคียงกับภาพในอดีตมากทีสุด จารึกและรูปแบบศิลปกรรมที่มี่ อยู่ในปราสาท แสดงให้เห็นว่าปราสาทหินพิมาย เป็ นศาสนสถานที่ สร้างขึ้ นประมาณ ปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงพุทธศตวรรษ ที่ 18 ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่ งปราสาทหินถูกใช้เป็ นสถานที่ ประกอบพิธีกรรม ทางศาสนา ทังศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ ( กรมศิลปากร, 2542 )้ ภาพที่ 1 : ปราสาทหินพิมาย ที่ มา : กรมศิลปากร ภาพที่ 2 : ระเบียงคตปราสาทหินพิมาย ภาพโดย : ศุลีกร ศิวเสน สิงที่ ปรากฏอยู่ในปราสาท ไม่ว่าจะเป็ นภาพสลักหินเล่าเรื ่องตามซุ้มประตูระเบียงคด ่ ซุ้มหน้าบันและทับหลัง รวมถึงพระพุ ทธรูปที่ ประดิษฐานอยู่ในปราสาทนี้ ล้วนบอกถึง ความเชื่ อความศรัทธาของผู้คนในยุคนั้ น ดังเช่น ภาพสลักทับหลังของประตูชั้ นใน รอบห้องกลางปราสาทประธาน เป็ นภาพเล่าเรื่ องพุ ทธประวัติ มีภาพพระพุ ทธเจ้าและ พระโพธิสัตว์ ในศาสนาพุทธลัทธิมหายาน ภาพทับหลังซุ้มประตูระเบียงคดด้านทิศใต้ เป็ นภาพ ขบวนแห่พระพุ ทธรูปนาคปรกบนคานหาม พระพุ ทธรูปที่ ประดิษฐานอยู่ในปราสาท เป็ นศิลปะเขมรแบบบาปวนสมัยปลายพุทธศตวรรษที่ 16 นอกจากนี้ ยังมีภาพสลักหินทราย อีกจำ นวนมากทีแสดงภาพเล่าเรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้าที่สำ่คัญในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ( กรมศิลปากร, 2542 ) ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู มีการนับถือเทพเจ้าหลายองค์ โดยมีความคิดว่าเทพเจ้า มีความรู้สึก รัก โกรธ เกลียดชัง เหมือนกับมนุษญ์ และอาจบันดาลประโยชน ์หรือหายนะ แก่มนุษย์ได้ ทำ ให้มนุษย์มีการสรรเสริญ บูชาเทพเจ้า ซึงเทพเจ้าที่สำ่คัญในศาสนานี้ มี 3 องค์
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 75 หรือที่ เรียกว่ารวมกันว่า “ พระตรีมูรติ ” ประกอบไปด้วย พระพรหม พระวิษณุ และ พระศิวะ แต่ละองค์มีพลังอำ นาจที่ แตกต่างกัน พระพรหม เทพเจ้าแห่งการสร้างสรรค์ ความเมตตา พระผู้สร้างโลกและ ให้กำ เนิดสิ่ งต่าง ๆ ในจักรวาล พระวิษณุ หรือพระนารายณ์ เทพเจ้าผู้พิทักษ์รักษาและปกป้ องคุ้มครองโลก พระศิวะ หรือพระอิศวร เทพเจ้าผู้ทำ ลายเพื่ อกวาดล้างความร้ายชัวร้าย (เพื่ ่ อให้ เกิดการสร้างขึนใหม่) ซึ้ งพระศิวะ เป็ นเทพสำ ่คัญ 1 ใน 3 องค์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ได้รับการยกย่องให้เป็ นมหาเทพมีหน้าที่ ทำ ลายล้างโลก โดยเฉพาะในลัทธิไศวนิกายนัน้ ถือว่าพระศิวะเป็ นเทพผู้มีอำ นาจสูงสุด ( จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2566 ) ภาพที่ 3 : ภาพทับหลังพระศิวะ ทรงสิงห์ ภาพที่ 4 : พระพุทธรูปนาคปรก ในคติของชาวไทยที่ รับคติความเชื่ อจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เชื่ อว่า พระพรหมเป็ นผู้ลิขิตชะตาชีวิตของคน ตังแต่เกิดจนตาย เรียกว่า “พรหมลิขิต” และผู้ใดที้บูชา่ พระพรหมอยู่เป็ นนิจ พระองค์จะประทานพรให้สมหวัง สถานที่ สำ คัญของจังหวัด หรือแม้แต่สถานประกอบการร้านค้าขนาดใหญ่ในปั จจุบัน ให้การเคารพบูชาพระพรหม โดยการตังศาลสักการะจำ้นวนมาก เพื่ อก่อเกิดความมันคงอุดมสมบูรณ์แห่งชีวิต แม้แต่่ ในโคราชเอง ได้มีการตั้ งศาลพระพรหม ริมทางรถไฟ หน้ากรมอุทยานแห่งชาติฯ หรือ กรมป่ าไม้เดิม ตรงข้ามวัดแจ้งนอก ถนนจอมสุ รางค์ยาตร์ตั้ งแต่ปี พ.ศ.2533 ด้วยเหตุผลที่ สร้าง คือ 1. ที่ ดินผืนนี้ มีลักษณะเป็ นสามเหลี่ ยมมุมแหลมผิดหลักตามศาสตร์ฮวยจุ้ย 2. สมัยก่อนได้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครังบนถนนจอมสุรางค์ยาตร์ตั้งแต่บริเวณ้ โรงเรียนสุขานารีผ่านมาแถวโค้งถนนหน้าปากทางเข้ากรมป่ าไม้ ไปจนถึงห้าแยกหัวรถไฟ ภาพที่ 5 : ศาลพระพรหม เจ้าของทีดิน จึงได้สร้างศาลพระพรหมไว้เพื่ ่ อแก้เคล็ด เพื่ อเตือนสติผู้คนที่ ใช้รถ ใช้ถนนในบริเวณนันไม่ขับรถประมาทใจร้อน ช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัย และให้ผู้คนทั้วไป่ ได้กราบไหว้บูชา หลังจากที่ สร้างศาลพระพรหมเสร็จปรากฏว่าอุบัติเหตุลดน้อยลงมาก ส่วนคนที่ ลบหลู่ศาลพระพรหมก็มักจะมีอันเป็ นไป ( โคราชในอดีต , 2561)
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 76 ปั จจุบันในปราสาทหินพิมายถูกจัดเป็ นอุทยานประวัติศาสตร์ เพื่ อให้คนรุ่นหลัง ได้เรียนรู้เรื่ องราวในอดีตแล้ว ยังมีการจัดงานประเพณีประจำ ปี ส่งเสริมการท่องเที่ ยว และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่ น ประกอบพิธีรำ บวงสรวงสิ่ งศักดิ์ สิทธิ์ ปราสาทหิน พิมาย ซึ่ งจัดขึ้ นในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี นอกจากปราสาทหินพิมาย ในจังหวัดนครราชสีมา ยังมีปราสาทหินอีกหลายแห่ง ที่ ตั้ งกระจายอยู่ในพื้ นที่ จังหวัด บางแห่งได้รับการบูรณะโครงสร้างอาคารและพื้ นที่ โดยรอบปราสาทไว้อย่างสวยงาม และบางแห่งหลงเหลือเพียงซากปรักหักพังให้เห็น เพียงเล็กน้อยเท่านัน ท่านที้ ่ มีโอกาสมาเยือนโคราชยังคงไปเที่ ยวชมได้ เพราะอยู่ไม่ไกล จากอำ เภอเมือง เช่น ปราสาทหินพนมวัน ตังอยู่อำ้เภอบ้านโพธิ์ ห่างจากตัวเมืองนครราชสีมา ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 18 กิโลเมตร ภาพที่ 6 : ปราสาทหินพนมวัน ภาพที่ 7 : ระเบียงคดทางเข้าด้านหน้าปราสาทหิน ภาพโดย : ศุลีกร ศิวเสน “ ปราสาทเมืองแขก ” และ “ ปราสาทเมืองเก่า ” ปราสาททัง 2 แห่งนี้ ้ ตังอยู่ในเขตอำ้เภอ สูงเนินซึ่ งอยู่ก่อนถึงอำ เภอเมืองนครราชสีมา ตามถนนมิตรภาพ ภาพที่ 8 : ปราสาทหินเมืองแขก ภาพที่ 9 : ปราสาทหินเมืองเก่า ถึงวันนี้โบราณสถาน หรือเทวสถานทุกแห่งเปรียบเสมือนเป็ นมรดก ทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ งบนผืนแผ่นดินไทยที่ มีความสำ คัญและทำ หน้าที่ ถ่ายทอด ความศรัทธา ประเพณี รวมถึงพิธีกรรมทางศาสนาให้ชนรุ่นหลังสืบทอดต่อไป และหากท่านใด ต้องการศึกษาศิลปะ ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี มรดกวัฒนธรรมอิสานอย่างลึกซึ้ ง ผู้นิพนธ์ขอแนะนำ ให้ท่านศึกษาเพิ่ มเติมได้ที่ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย ภาพโดย : ศุลีกร ศิวเสน
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 77 จ า ก เ รื่ องราวอารยธรรม ประวัติศาสตร์ที่ ได้บอกเล่าดังข้างต้นมา แล้วนั้ น โอกาสนี้ ขอแนะนำ ให้ท่านได้รู้จัก ความงามของธรรมชาติ ในมุมทีน้อยคนนัก่ จะมองเห็น หรือไม่มีโอกาสได้ชื่ นชม หากไม่ใช่ผู้ชืนชอบการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาต่ิ จริง ๆ นั่ นคือ หินทรายที่ ธรรมชาติ ได้รังสรรค์ก่อเกิดเป็ นสีสันลวดลายมีโทน สีชมพู ความงามของหินน้อยใหญ่ที่ ยัง คงอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และอยู่คู่ ศาสนสถาน ที่ เป็นศูนย์รวมผู้ศรัทธาในศาสนา พุ ทธ อีกทั้ งยังเป็ นสถานที่ ท่องเที่ ยว ในเมืองโคราช ที่ คนต่างถิ่ นหรือแม้แต่ คนโคราชเองยังไม่เคยไปเยือน สามารถ เดินทางไปกลับได้ในวันเดียว “พระพุ ทธรูปแกะสลัก หินทราย ” วัดซับเขาพงโพด ตำ บล โนนสมบูรณ์ อำ เภอเสิงสาง อยู่ห่างจาก ตัวเมืองนครราชสีมาทางทิศใต้ประมาณ 100 กโลเมตร ถูกสร้างขึ้ นเมื่ อปี พ.ศ. 2527 ด้วยวัตถุประสงค์ คือ ต้องการให้ พุ ทธศาสนิกชนได้เดินทางปฏิบัติธรรม และเข้ามาท่องเทียวภายในวัด ซึ่งวัดแห่งนี่ ้ อยู่ติดกับเขาซับพงโพด ทางวัดจึงให้ช่าง แกะสลักหน้าผาหินทรายทีแรกว่า หน้าผาแดง่ เป็ นพระพุ ทธรูปขนาดใหญ่ 2 องค์ ประกอบด้วย พระพุ ทธรูปปางสมาธิ มีชื่ อ ว่า “พระพุ ทธมุนี” ขนาดหน้าตักกว้าง 5 เมตร สูง 6 เมตร และอีกองค์เป็ นพระพุทธ รูปปางไสยาสน์ มีชื่ อว่า “พระเชฏฐ์ไตรภพ มุนี” ฐานกว้าง 16 เมตร สู ง 2.5 เมตร ทังสององค์ เป็ นงานประติมากรรมนูนต ้ ่ ำ ผู้เยี่ ยมชมต้องใช้การเดินเท้าขึ้ นขันบันได ้ และปี นป่ ายสะพานไม้เล็กน้อยท่ามกลาง ธรรมชาติต้นไม้สีเขียวเพื่ อไปถึงองค์พระ ( สีสันโคราช, 2563) ภาพที่ 10 : พระพุทธมุนี ภาพท11: พระเชฏฐ์ไตรภพมุนี ภาพที่ 12 และ 13 : ภาพทางเดินเท้าถึงองค์พระ ภาพที่ 14 : ภาพมุมสูงเปรียบเทียบขนาดองค์พระและนักท่องเทียว่ ภาพโดย : ศุลีกร ศิวเสน
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 78 “ ยอดเขาจอมทอง ” ณ วัดเขาจอมทอง อำ เภอครบุรี นอกจากผู้เยือนจะได้ทำ การสักการะบูชาองค์พระทีวัดแล้ว ยังมียอดเขาที่ ่ เป็ นจุดชมวิวทีสวยงามให้ผู้เยือนได้ขึ่นไปชม้ ภาพที่ 15, 16 : องค์พระบนเขาจอมทอง ภาพโดย : ศุลีกร ศิวเสน ภาพที่ 17, 18 และ 19 : ภาพโขดหินสีชมพู ลานหินยอดเขา และ จุดชมวิวยอดเขา ภาพโดย : ศุลีกร ศิวเสน สรุป อารยธรรมใดที่ ยังคงอยู่ในปั จจุบัน หากเป็ นสิ่ งที่ ก่อเกิดคุณงามความดี มีความเชือความศรัทธาในการยึดถือปฏิบัติจนเป็ นประเพณีสืบทอดเพื ่ ่ อดำ รงไว้ซึงความสุข่ ทังกายใจแก่ผู้นับถือ รวมถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในเมืองนั้น ผู้คนย่อมหวงแหน้ และช่วยกันธำ รงรักษาความศักดิ์ สิทธิ์ เพื่ อสิริมงคลแก่บ้านเมืองอย่างต่อเนื่ องสืบไป หากเรื่ องราวในสารานุกรมนี้ ได้ทำ ให้ท่านต้องการมาท่องเที่ ยวตามรอย อารยธรรมเมืองโคราชสักครัง ท่านสามารถศึกษาข้อมูลการเดินทางเพิ้ มเติมได้จากเว็บไซด์ ่ จังหวัดนครราชสีมา ผู้นิพนธ์เชือว่าความหลงใหลในอารยธรรมโบราณ ศาสนสถานแห่ง่ ความเชื่ อความศรัทธา จะนำ พาท่านท่องเที่ ยวอยากเป็ นสุขใจ
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 79 รายการอ้างอิง กรมศิลปากร. (2542). นำ ชมพิพิธภันฑสถานแห่งชาติ พิมาย. กรุงเทพมหานคร: ถาวร การพิมพ์ จำ กัด กรมศิลปากร. (2566). อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย. สืบค้นจาก http://virtualhis toricalpark.finearts.go.th/phimai/index.php/th/ เมือ 11 พฤศจิกายน 2566่ โคราชในอดีต. (2561). ศาลพระพรมหม. สืบค้นจาก https://www.facebook.com/korat. in.the.past เมือ 19 พฤศจิกายน 2566่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2566). ความรู้ทั่ วไปเกี่ ยวกับศาสนา. สืบค้นจาก https:// curadio.chula.ac.th เมื่ อ 11 พฤศจิกายน 2566 เดือนเพ็ญ ทองน่วม .(2553). อารยธรรม. สืบค้นจาก https://gened.siam.edu เมื่ อ 14 พฤศจิกายน 2566 ศูนย์ข้อมูลกลางทางด้านศาสนา. (2566). ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู. สืบค้นจาก https://e-service.dra.go.th/religion/brahminism เมือ 11 พฤศจิกายน 2566่ สีสันโคราช. (2563). ชวนมาไหว้พระทีวัดเขาซับพงโพด@เสิงสาง. สืบค้นจาก https://www.่ facebook.com/seesankoratbaaneng/posts/ เมือ 19 พฤศจิกายน 2566่
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 80 รำ โทนโคราช: ชุมชนทุ่งสว่าง-ศาลาลอย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอุมา ปราชญ์ปรีชา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล E-mail: [email protected] อาจารย์ทศพล ปราชญ์ปรีชา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 81 บทนำ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานเป็ นอู่อารยธรรมที่ มี ความเจริญรุ่งเรืองมาแต่อดีตและยังคงไว้ซึ่ งวัฒนธรรมในวิถีชีวิต ตามแบบท้องถินนครราชสีมา หรือที่ รู้จักกันในนามว่า ่ “โคราช” เป็ นแหล่งรวม อารยธรรมทางกลุ่มอีสานใต้ หรือบริเวณที่ เรียกว่า “แอ่งโคราช” ซึ่ งมี การสืบทอดวัฒนธรรม คือ กลุ่มทีสืบทอดวัฒนธรรมจากเขมร-ส่วย และกลุ่ม่ วัฒนธรรมโคราชได้แก่ ชนส่วนใหญ่ที่ อาศัยอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา เป็ นกลุ่มวัฒนธรรมขนาดใหญ่ที่ ตั้ งถิ่ นฐานอยู่ทุกอำ เภอในจังหวัด นครราชสีมา ทำ ให้วัฒนธรรมโคราชมีเอกลักษณ์เฉพาะที่ แสดงออกถึง วิถีชีวิตของชุมชนได้เป็ นอย่างดี ประเพณีและวัฒนธรรมอันเก่าแก่ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมือง การปกครอง และเศรษฐกิจ รวมทัง้ เมืองนครราชสีมายังเป็ นประตูสู่ภาคอีสาน ดังนันจึงมีกลุ่มชนต่างเชื้อชาติ้ ได้หมุนเวียนผลัดเปลี่ ยนกันมาตังรกรากทำ้ให้มีประชากรที่ ประกอบด้วย หลายกลุ่มชาติพันธุ์ (ปรีชา อุยตระกูล, 2538) กลุ่มไทยโคราชเป็ นกลุ่มชนท้องถิ่ นดั้ งเดิมของชาวจังหวัด นครราชสีมาและยังคงดำ รงไว้ ซึ่ งเอกลักษณ์ของตน ได้แก่ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ภาษา การทำมาหากิน การแต่งกาย ตลอดจนประเพณีหลากหลาย รูปแบบ ซึงในประเพณีเหล่านี่มักมีการละเล่นต่าง ๆ แทรกไว้ ซึ้งการละเล่น่ มีทังรูปแบบกีฬาพื้นบ้าน รูปแบบที้ ่ เน้นการร้อง รูปแบบผสมผสานทังการร้อง้ และการรำ การแสดงพื้ นบ้านในชุมชนโคราชโดยทั่ วไปเกือบทุกอำ เภอ ทุกท้องทีจะมีการละเล่น ส่วนใหญ่เล่นกันในช่วงสงกรานต์ ทั่ งเด็ก หนุ่มสาว ้ ผู้เฒ่าและผู้แก่ จะรวมตัวกันออกไปเล่นที่ วัด เล่นชักเย่อ เล่นสะบ้า พอตกบ่ายจะร้องรำ ทำ เพลงเล่นช้าเจ้าหงส์ดงลำ ไย จากนันเล่นเข้านาง้ กระด้ง เข้านางไซ เข้านางลิงลม และอีกหลายอย่างแล้วแต่จะเล่นกัน พอตกเย็นหนุ่มสาวก็จะมารำ โทน สาว ๆ จะเอาโทนมาตีเป็ นการส่งสัญญาณ ว่าสาวบ้านนี้ จะเล่นรำ โทน หนุ่ม ๆ พอได้ยินเสียงก็จะเข้ามาร่วมเล่นกัน รำ โทนมักเล่นตามลานกว้างในหมู่บ้าน หนุ่มสาวจะได้ออกมาพู ดคุยกัน และมีการมีประกวดรำโทน ซึงส่งผลให้การละเล่นพื่นบ้านกลับฟื้ ้ นฟูขึนมาอีกครั้ง้ (นวลรวี จันทร์ลุน, 2548) การละเล่นรำ โทนนอกจากมีการละเล่นในจังหวัดนครราชสีมาแล้ว ยังมีการละเล่นทุกท้องที่ ในประเทศไทย โดยเฉพาะในแถบภาคกลาง ดังนั้ น การละเล่นรำ โทนจึงมีความสำ คัญทางประวัติศาสตร์เกี่ ยวกับ การถ่ายเททางวัฒนธรรมในการละเล่นรำ โทน ซึงนิยมเล่นกันทั่วไปทุกภาค่ ของประเทศไทย จากหนังสือและตำ ราทางวิชาการหลายเล่มระบุถึง การแสดงของชาวบ้านทีรำ่ เป็ นวงไว้ว่า “รำ�โทน” เป็ นนาฏศิลป์ พืนบ้านที้ ่ เกิด ขึ้ นมานานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแถบจังหวัดนครราชสีมา แต่ มิทราบว่าเกิดขึ้ นเมื่ อใด และใครเป็ นผู้ริเริ่ ม ซึ่ งจะขอกล่าวถึงความเป็ นมา และพัฒนาการรำ โทนในจังหวัดนครราชสีมาพอสังเขปดังนี้
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 82 ความเป็ นมาและพัฒนาการรำ โทนในจังหวัดนครราชสีมา รำ โทนเป็ นการละเล่นพื้ นบ้านทีมีลักษณะร้องรำ่ กันเป็ นวงเป็ นลักษณะหนึงที่พบ่ ในนาฏยศิลป์ พื้ นบ้านของไทยทีมีความเก่าแก่ (ชิ่น ศิลปบรรเลง, ลิขิต จินดาวัฒน์, มปป.)้ จากหนังสือรำ โทนของสำ นักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ กล่าวไว้ว่า “พบว่ามี การละเล่นรำ�โทนก่อนสมัยสงครามโลกครั้ งที่ 2 คือ แถวบ้านแพะ จังหวัดสระบุรี” (ตรี อมาตยกุล, 2513) จากหนังสือและตำ ราทางวิชาการหลายเล่ม ระบุถึงการแสดงของชาวบ้านทีรำ่ เป็ นวงไว้ว่า “รำ โทน” เป็ นนาฏยศิลป์ พืนบ้านที้ ่ เกิดขึนมานานแล้วในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ้ แถบจังหวัดนครราชสีมา แต่ไม่สามารถทราบว่าเกิดขึ้ นเมื่ อใด (สำ นักงานวัฒนธรรม แห่งชาติ, 2542) ตามคำ กล่าวอ้างของหม่อม ดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา กล่าวไว้ว่า “รำ�โทนแพร่หลายใน เมืองนครราชสีมาก่อนทีอื่น”่ การละเล่น รำ โทนของชาวจังหวัดนครราชสีมามีมา นานแล้ว โดยใช้เครื่ องดนตรีหลักเพียง อย่างเดียว แต่ต้องตีประกอบตั้ งแต่ 2 ลูกขึ้ นไปเพื่ อให้จังหวะการร้องเพลงเชิด รำ วง ( ใช้เรียกในการละเล่นรำ โทนการร้อง เพลงประกอบจังหวะการตีโทนด้วยการ กระสวนจังหวะต่างๆ ในการเล่นรำ โทน ชาวนครราชสีมา มักเรียกกันว่า “ร้องเชิด” ) บางหมู่บ้านอาจมีเครื่ องดนตรีประกอบ เช่น ปี่ ฉิ่ ง ฉาบ กรับ เพื่ อความครื้ นเครง สนุกสนาน วิธีเล่นใช้ครกตำ ข้าวควํ ่ าไว้ กลางวง สำ หรับ ตั้ งตะเกียงเจ้าพายุ ฝ่ายหญิงเตรียมพานยาสูบ ขันหินหรือขันเงิน ใบใหญ่ ซึงชาวบ้านเรียกว่า ่“ขันบุ” ใส่น้ำ ดืม่ ลอยไว้ด้วยขันจอกเพื่อต้อนรับ ฝ่ายชายทีจะมาตามเสียงโทนและก่อไฟสำ่หรับ อังโทน แล้วมานั่ งรวมกลุ่มกันตีโทน เพื่ อให้สัญญาณว่าหมู่บ้านนี้ มีหญิงสาว มารวมกันพร้อมที่ จะเล่นรำ โทน ในสมัยนี้ การตีเพือประกอบการรำ่โทนมีเพียงจังหวะเดียวคือ ปะ โท่น โท่น ปะ โท่น โท่น เท่านัน การละเล่น้ รำ โทนไม่มีพิ ธีการหรือไหว้ครู เพราะ เน้นที่ ความสนุกสนานเท่านั้ น ลีลาท่ารำ มีเพียงท่ารำ กรายมือคล้ายท่ารำ สอดสร้อย มาลา หนุ่มสาวรำ ต้อนกันเป็ นคู่ ฝ่ ายหญิง รำ อยู่ด้านใน ฝ่ ายชายรำ อยู่ด้านนอก รำ ไป รอบ ๆ วงทวนเข็มนาฬิกา ขณะรำมีการยักเอว ยักไหล่ ชม้ายชายตาระหว่างหนุ่มสาว เพลงที่ ร้องประกอบการรำ โทน เรียกว่า “เพลงเชิดรำ�วง” เพลงเชิดเก่าแก่ ได้แก่ เพลงน้ำ ตกไทรโยค ลมโรยโชยมายามเย็น เจ้าเงาะ ฯลฯ การแต่งกายในยุคนี้ ผู้หญิง นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้ อแขนกระบอก บ้าง ห่มทับด้วยสะไปปล่อยชายไขว่บ่าหน้าหลัง ชายนุ่งโจงกระเบนเช่นเดียวกัน สวมเสื้ อ คอพวงมาลัย คาดพุงด้วยผ้าขาวม้า ผ้าโจงกระเบนนิยมใช้ผ้าไหมหางกระรอก เพราะเป็ นผ้าไหมของท้องถิ่ น (สำ นักงาน คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, มปป.) พัฒนาการของรำ โทนยุคต่อมา ในราวสมัยสงครามโลกครังที้ ่ 2 พ.ศ. 2484 ซึ่ งในขณะนั้ น จอมพล แปลก พิ บูล สงคราม ดำ รงตำ แหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลมีนโยบายปฏิรูปวัฒนธรรมส่งเสริม ให้รำ โทนเป็ นวัฒนธรรมประจำ ชาติ เมือง นครราชสีมาจึงมีการละเล่นรำ โทนอย่าง แพร่หลาย มีการสร้างสรรค์จังหวะดนตรี และลีลาท่ารำ อย่างมากมาย เพราะยุคนี้ เริมได้รับวัฒนธรรมตะวันตกมาบ้างแล้ว แต่ยัง ่ มีลักษณะของพื้ นบ้านโคราชอยู่ จังหวะและ ลีลาท่ารำ ที่ เกิดขึนใหม่ เช่น จังหวะท่าลำ้ปั ก หลัก จังหวะบีกินทีมีลีลาการยักเอวยักไหล่ ่ จังหวะสโลว์ ชาวบ้านเรียกว่า “จังหวะนาย อำ�เภอ” จังหวะแซมบ้า จังหวะโมฮ๊อค ฯลฯ
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 83 เพลงเชิด ได้แก่ เพลงเธอจ๊ะเธอจ๋า เพลง ช่อมาลี เพลงสโลว์บิดัง ฯลฯ การแต่งกาย เปลี่ ยนเป็ นผู้หญิงนุ่งซิ่ น ใส่เสื้ อรัดรูป ชายปล่อยหลากสีตามสมัย อาจติดลูกไม้ นุ่งโจงกระเบนหรือนุ่งโสร่งสวมเสื้ อ คอพวงมาลัย บางคนนุ่งกางเกงแบบ สากล แต่ที่ ขาดไม่ได้ คือ ผ้าขาวม้าคาดพุง จะเห็นได้ว่า ในช่วงนี้ การละเล่นรำ โทน มีความนิยมแพร่หลายและมีการพัฒนา ทางด้านกระบวนท่ารำ บทร้อง ทำ นองเพลง และจังหวะ ซึ่ งมีความหลากหลายมากขึ้ น (สำ นักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่ง ชาติ, มปป.) อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี พ.ศ. 2516 การละเล่นรำ โทนเกิดความซบเซาลง เนื่ องจากปั จจัยทางสภาพแวดล้อม และการดำ เนินชีวิตที่ เปลี่ ยนแปลงไป ส่งผลให้การละเล่นพื้ นบ้านต่างๆ รวมทั้ ง การละเล่นรำ โทนนี้เริ่มขาดหายไป จากชุมชน มีบางชุมชนเท่านันที้มีการละเล่นอยู่ ่ ซึ่ งคงเหลือเพี ยง ผู้อาวุโสที่ ยังคง อนุรักษ์ศิลปะการละเล่นพื้ นบ้านเหล่านี้ไว้ จวบจนถึงช่วงปี พ.ศ. 2540 วิทยาลัย นาฏศิ ลป์ นครราชสี มา โดยขณะนั้ น นางเพ็ ญทิพย์ ชันทุด มาดำ รงตำ แหน่ง ผู้อำ นวยการ ได้จัดตังโครงการคนโคราช้ รักษ์ วัฒนธรรมขึ้ น โดยมีอาจารย์ ติยาพรรณ ประพันธ์วิทยา เป็ นผู้รับผิดชอบ โครงการ วัตถุประสงค์ของโครงการเพื่ อ ส่งเสริมและอนุรักษ์สืบทอดศิลปะการละเล่น พื้ นบ้านจึงได้ดำ เนินการสำ รวจค้นคว้า ข้อมูลเกี่ ยวกับการละเล่นพื้ นบ้านโคราช เช่น การละเล่นเข้านางกระด้ง เพลงช้าเจ้า หงส์ดงลำ ไย การละเล่นรำ โทน เป็ นต้น ซึ่ ง ในจุดนี้เองจึงเป็ นสาเหตุให้รำ โทนมีรูปแบบ การละเล่นที่ ปรับเปลี่ ยนมาเป็ นการแสดง มากขึ้ น เนื่ องจากทางวิทยาลัยนาฏศิลป์ นครราชสีมาได้พัฒนาการแสดง รำ โทน ซึ่ งมีการบรรจุท่ารำ อย่างมีแบบแผน โดยนำ ท่ารำ ทางนาฏศิลป์ ไทยเข้ามาประยุกต์ ใช้ให้สอดคล้องกับบทเพลง อาทิ ท่าชัก แป้ งผัดหน้า ท่าสอดสร้อยมาลา การรำ ตีบท เป็ นต้น พร้อมกับท่วงทำ นองจังหวะ ที่ มีการรวบรวมจังหวะการตีโทนให้มี ความหลากหลายมากขึน ในด้านเครื้องแต่งกาย่ ยังคงมีการนุ่งโจงกระเบนเหมือนเดิม หากแต่ผู้หญิงสวมเสือแขนกระบอก ผู้ชายสวม้ เสื้ อคอพวงมาลัยที่ มีสี สั นสดงดงาม ซึงการปรับเปลี่ยนในครั่งนี้ ้ ส่งผลให้รูปแบบ การละเล่นรำ โทนพื้ นบ้านรับเอาวัฒนธรรม ในท่ารำ และท่วงทำ นองจังหวะการตีโทน เพิ่ มเข้ามามากขึ้ น ประกอบกับในปี พ.ศ. 2540 การละเล่นรำ โทนพื้ นบ้านได้รับ การสนับสนุนจากเทศบาลนครราชสีมาให้มี การประกวดประชันวงรำโทนพืนบ้าน ซึ้งสาเหตุ่ ดังกล่าวนี้ ทำ ให้การละเล่นรำ โทนพื้ นบ้าน โคราชนั้ นได้มีการอนุรักษ์และมีการพื้ นฟู พัฒนาขึนอีกครั้งหนึ้ง ทำ่ให้รำ โทนในแต่ละ ชุมชนนันมีการพัฒนาในด้านกระบวนท่ารำ้ บทเพลงท่วงทำ นองจังหวะให้มี ความน่าสนใจและมีเอกลักษณ์เฉพาะมากขึน ้ เพื่ อสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมและผู้ฟั ง เพื่ อเป็ นการอวดลีลาในการแสดง (นวลรวี จันทร์ลุน, 2548) สำ หรับการละเล่นรำ โทนในชุมชน ของจังหวัดนครราชสีมา ในสารานุกรม โคราชศึกษาฉบับนีจะขอนำ้เสนอการละเล่น รำ โทนในกลุ่มอำ เภอเมืองนครราชสีมา ได้แก่ ชุมชนทุ่งสว่าง-ศาลาลอย จาก การศึกษาข้อมูลเกี่ ยวกับศิลปวัฒนธรรม พื้นบ้านโคราชจากแหล่งต่าง ๆ และ การสัมภาษณ์อาจารย์ติยาพรรณ ประพันธ์ วิทยา อดีตผู้รับผิดชอบโครงการ คนโคราชรักษ์วัฒนธรรมวิทยาลัยนาฏศิลป์ นครราชสีมา (ติยาพรรณ ประพันธ์วิทยา, 2566) เนื่ องจากชุมชนดังกล่าว มีการอนุรักษ์วัฒนธรรมการละเล่นรำโทนอันมี ลักษณะเฉพาะและเป็ นชุมชนที่ ได้รับรางวัล จากการประกวดรำ โทนพืนบ้านโคราช เพื้อให้่ มองเห็นรูปแบบในการละเล่นรำ โทน ในชุมชนทุ่งสว่าง-ศาลาลอย พอสังเขปดังนี้
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 84 การละเล่นรำ โทนชมรมผู้สูงอายุทุ่งสว่าง-ศาลาลอยอำ เภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ประวัติความเป็ นมา ชุมชนทุ่งสว่าง-วัดศาลาลอย มีการเรียกตามชื่ อวัดศาลาลอยอำ เภอเมือง ในจังหวัดนครราชสีมามีตำ นานหลายชันเล่าต่อกันว่าหลังเสร็จสิ ้ ้ นสงครามปี พ.ศ. 2369 ซึ่ งตรงกับวันเพ็ญเดือนสิบสอง คุณย่าโมได้ให้คนสนิททำ กระทงน้อยเป็ นรูปศาลาน้อย ลอยตามลำ น้ำ ทิศเหนือมาเสี่ ยงอธิษฐานว่า หากกระทงไปติดที่ ใดจะสร้างวัดสร้างโบสถ์ บุญของชาวนครราชสีมา กระทงมาติดส่งขวางลำ น้ำ ท่านจึงได้สร้างวัดศาลาลอยขึ้ น ในปี พ.ศ. 2370 โดยมีพระราชวรณาน เจ้าคณะประจำ จังหวัดนครราชสีมา ฝ่ ายธรรมยุต เป็ นเจ้าอาวาสวัดศาลาลอย การพื้ นฟูรำ โทนในชุมชนทุ่งสว่าง - ศาลาลอย การก่อตังชมรมผู้สูงอายุทุ่งสว่าง-ศาลาลอย เกิดขึ้ ้ นในปี พ.ศ. 2540 โดยมี วัตถุประสงค์เพื่ อที่ จะอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีของชุมชนโคราช ร่วมกันสืบสาน ศิ ลปวัฒนธรรมดังกล่าว โดยได้รับแรงบันดาลใจจากบุคคล อันได้แก่ อาจารย์ สุทธวิทย์ จันทรมะโน ศิลปิ นพื้ นบ้านเมืองโคราช ซึงท่านเป็ นผู้หนึ ่งที่ร่วมอนุรักษ์สืบสานศิลป่ วัฒนธรรมพื้ นบ้านของชาวโคราชให้คงอยู่ เป็ นผู้ทียอมอุทิศตนเพื่ ่ อสังคมในด้านอนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรม โดยเป็ นแกนนำ สำ คัญที่ ส่งผลให้ชุมชนโคราชมีวัฒนธรรมการละเล่น รำ โทนอยู่ ดังนัน เมื้ออาจารย์ได้เสียชีวิตไปแล้วชมรมผู้สูงอายุในเขตอำ่เภอเมือง คือ ชมรม ผู้สูงอายุทุ่งสว่าง-ศาลาลอย จึงได้ดำ เนินแนวทางตามวัตถุประสงค์ของท่านดังทีกล่าวมา ่ เพื่ อเป็ นอนุสรณ์แก่ท่านและส่งผลให้วัฒนธรรมการละเล่นรำ โทนมีการอนุรักษ์สืบสานใน ชุมชนต่อไป (นวลรวี จันทร์ลุน, 2548) ภาพประกอบ 1: อาจารย์สุทธวิทย์ จันทรมะโน แหล่งข้อมูลภาพ: รำ โทนรุ่นคุณย่า นครราชสีมา: กลุ่มอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย นครราชสีมา (สุทธวิทย์ จันทรมะโน, 2545)
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 85 รูปแบบของการแสดงรำ โทนของชมรมผู้สูงอายุทุ่งสว่าง-ศาลาลอย รูปแบบของการแสดงรำ โทนของชมรมผู้สูงอายุทุ่งสว่าง-ศาลาลอย มี 2 รูปแบบ คือ รำ โทนย้อนยุค และรำ โทนประยุกต์ (ติยาพรรณ ประพันธ์วิทยา, 2566) 1) รำโทนย้อนยุค (ดังเดิม) เป็ นของโบราณ ้ ชาวบ้าน แต่เดิมเล่นกันจากเสร็จภารกิจ จากการ ทำ ไร่ ทำ นา เล่นกันในงานประเพณี ต่าง ๆ อาทิ งานขึ้ นบ้านใหม่ บวชนาค โกนผมไฟ งานสงกรานต์ วิธีการเล่น คือ นำเทียนไขมาจุดตะเกียงน้ำมันก๊าด ตะเกียงลาน ตะเกียงเจ้าพายุ แล้วแต่จะมีและมีขันน้ำ วางตรงกลาง ลอยดอกมะลิ กุหลาบ เอาครกตำ ข้าวมาควํ ่ าสำ หรับวาง ปั จจุบัน มีเพียงตะเกียงเจ้าพายุ พานดอกไม้และ ขันน้ำ เท่านั้ น เพลงร้องเพลงสั้ นๆ การรำ รำ แบบสนุกสนานเชิงเกียวพาราสี ไม่มีท่ารำ้ ตายตัว เพียงแต่ย่ ำ เท้าให้เข้ากับจังหวะโทน ชาย-หญิง รำ ต้อนกันเป็ นคู่ๆ 2) รำ โทนประยุกต์ ใช้แสดงในงานวันแห่ง ชัยชนะท่านท้าวสุรนารี ในวันที่ 23 มีนาคม ของทุกปี เพลงที่ ขับร้องเป็ นเพลงของ วิทยาลัยนาฏศิลป์ นครราชสีมาและของ หมอเพลงโคราชแต่งขึนใหม่ ท่ารำ้ปรับปรุง โดยวิทยาลัยนาฏศิลป์ นครราชสีมาให้ ประชาชนได้ฝึ กซ้อมและแสดงเปิ ดงาน เป็ นประจำ ทุกปี ส่งผลให้วัฒนธรรมรำ โทน ได้มีการแพร่หลายและเป็ นที่ รู้จัก 1) ผู้แสดง ช ม ร ม ผู้ สู ง อ า ยุ ทุ่ ง ส ว่ า ง - ศาลาลอย หรือเป็ นที่ รู้จักในนามว่า กลุ่ม อนุรักษ์วัฒนธรรม อำ เภอเมือง จังหวัด นครราชสีมา สำ หรับผู้แสดงส่วนใหญ่ เป็ นบุคคลสำ คัญของชุมชน ซึ่ งมาจาก ต่างอาชีพ ต่างสาขา อาทิ ทหาร ตำ รวจ ครู อาจารย์ บางท่านเป็ นบุคคลที่ มีอาชีพ ในด้านการแสดงโดยตรง อาทิ นักดนตรี นักร้อง ทุกท่านต่างสละเวลามาร่วมกันทำ กิจกรรมฝึ กซ้อมรำ โทนอันเป็ นศิ ลปะ พืนบ้านอันเก่าแก่ของชุมชนให้คงอยู่ โดยได้้ พยายามอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรม ดังกล่าวไว้ให้คงอยู่เป็ นมรดกวัฒนธรรม อันทรงคุณค่าของท้องถิ่ นสืบไป ในปี พ.ศ. 2541 สภาวัฒนธรรมได้เล็งเห็นปั ญหา ดังกล่าวจึงได้ดำ เนินการให้ทางวิทยาลัย นาฏศิลป์ พื้ นฟู วัฒนธรรมพื้ นบ้านโคราช ขึ้ นโดยมอบหมายให้อาจารย์ติยาพรรณ ประพันธ์วิทยา เป็ นผู้รับผิดชอบโครงการ คนโคราชรักษ์วัฒนธรรม ส่งผลให้ผู้สูงอายุ ในเขตอำ เภอเมืองได้รับการฝึ กซ้อม การรำ โทนแบบประยุกต์ ซึ่ งทางวิทยาลัย นาฏศิ ลป์ นครราชสี มาได้ปรับปรุงขึ้ น เพื่ อเป็ นการอนุรักษ์และเป็ นการเผยแพร่ ศิลปวัฒนธรรมการละเล่นรำโทนให้คงอยู่สืบไป อย่างไรก็ตาม ในปั จจุบันศิลปะการแสดง พื้ นบ้านของชุมชนโคราชจะอยู่ในสังคม ของผู้สูงอายุเท่านัน เนื้ ่ องจากบุตรหลาน ในชุมชนไม่ให้ความสนใจ (ติยาพรรณ ประพันธ์วิทยา, 2538) องค์ประกอบในการแสดงรำ โทนชมรมผู้สูงอายุทุ่งสว่าง-ศาลาลอย
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 86 2) เครื่ องแต่งกาย ลักษณะของการแต่งกายจะแบ่งออกเป็ น 2 ลักษณะ คือ 2.1 การแต่งกายรำ โทนย้อนยุค ผู้แสดงชาย : สวมเสื้ อคอกลมแขนสันลายดอกไม้ นุ่งโจงกระเบนผ้าพื้ ้ นสีเขียว ผ้าขาวม้าคาดเอว ผู้แสดงหญิง : สวมเสื้ อแขนกระบอกสีเหลือง นุ่งโจงกระเบนผ้าลายไทย ผ้าสไบเฉียงไหล่ซ้ายด้วยผ้าสีเขียว ทัดดอกไม้ดอกดาวเรือง ทางซ้าย เครื่ องประดับ ภาพประกอบ 2: การแต่งกายของผู้แสดงชาย-หญิง ในการแสดงรำ โทนย้อนยุค แหล่งข้อมูลภาพ: การแต่งกายของผู้แสดง (นวลรวี จันทร์ลุน, 2548)
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 87 2.2 การแต่งกายรำ โทนประยุกต์ ผู้แสดงชาย : สวมเสื้ อคอกลมแขนสั้ นสีส้ม นุ่งโจงกระเบนผ้าพื้ นสีเขียว ผ้าขาวม้าคาดเอว ผู้แสดงหญิง : สวมเสื้ อแขนกระบอกสีส้ม นุ่งโจงกระเบนผ้าลายไทยผ้าสไบ เฉียงไหล่ซ้ายด้วยผ้าสีเขียว ทัดดอกไม้ดอกดาวเรืองทางซ้าย เครื่ องประดับตามแต่จะหาได้ ภาพประกอบ 3: การแต่งกายของผู้แสดงชาย-หญิง ในการแสดงรำ โทนประยุกต์ แหล่งข้อมูลภาพ: การแต่งกายของผู้แสดง (นวลรวี จันทร์ลุน, 2548)
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 88 2.3 การแต่งกายนักดนตรี สำ หรับนักดนตรีทั้ งชายและหญิงสวมใส่ เครื่ องแต่งกายตามแบบนักแสดงชาย ในการแสดงรำ โทนย้อนยุค ภาพประกอบ 4: การแต่งกายของนักดนตรี แหล่งข้อมูลภาพ: การแต่งกายของนักดนตรี (นวลรวี จันทร์ลุน, 2548) จะเห็นได้ว่า การแต่งกายของ ผู้แสดงชาย-หญิง ในการแสดงรำ โทน ย้อนยุคและรำ โทนประยุกต์ ลักษณะ การแต่งกายแตกต่างกันเฉพาะสีเสือที้สวมใส่่ ทังผู้แสดงหญิงและชาย เครื้องแต่งกาย่ ในส่วนอื่ นๆ ยังคงรูปแบบการแต่งกาย ของรำ โทนพื้นบ้านไว้เกือบทั้ งหมด กล่าวคือ ในอดีตนั้ นการแต่งกายของ ผู้รำ โทนจะไม่กำ หนดกฎเกณฑ์รูปแบบ ตายตัว ใครมีอะไรก็สวมใส่มา ซึงชาวบ้าน่ ในชุมชนส่วนใหญ่นิยมนุ่งโจงกระเบน ทังชายและหญิง สวมเสื้อเท่าที้มี คอกลมบ้าง่ แขนสั้ นแขนยาวผสมกันไป แต่ต้อง ห่มสไบทับหลากสี ที่ สำ คัญผู้ชายจะต้อง มีผ้าขาวบ้าคาดพุงไว้เสมอ การแสดงรำ โทนมีเครื่ อง ดนตรีหลักคือ โทน โดยใช้โทนตั้ งแต่ 2 ลูก ขึ้ นไป ลักษณะของโทนโคราชเป็ น เอกลักษณ์เฉพาะของท้องถิน ทำ ่ด้วยดินเหนียว ขึ้ นเป็ นรูปโทนแล้วเผาหน้าโทน จะนิยมขึงด้วยหนังงูหรือหนังตะกวด ถ้าตี ในเวลากลางวันต้องผึ่ งแดด เพื่ อให้ หนังโทนตึง ถ้าตีในเวลากลางคืนต้องอังไฟ จะเกิดเสียงดังแกร่งไพเราะและดังก้อง ไปได้ไกลๆ ภาพประกอบ 5: โทน แหล่งข้อมูลภาพ: เครื่ องดนตรีหลักในการแสดงรำ โทน (ติยาพรรณ ประพันธ์วิทยา, 2538) 3) เครื่ องดนตรี 3.1 โทน
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 89 3.2 ฉิ่ ง ทำ ด้วยโลหะ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 25 เซนติเมตร ภาพประกอบ 6: เครื่ องประกอบจังหวะฉิ่ ง แหล่งข้อมูลภาพ: ดนตรีไทยศึกษา (ชิ้ น ศิลปบรรเลง และลิขิต จินดาวัฒน์, (มปป.)) 3.3 ฉาบเล็ก ทำ ด้วยโลหะ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 12 เซนติเมตร ทำ หน้าที่ ตีจังหวะ ในจังหวะยก ผลัดกับจังหวะฉิ่ ง ภาพประกอบ 7: เครื่ องประกอบจังหวะฉาบ แหล่งข้อมูลภาพ: ดนตรีไทยศึกษา (ชิ้ น ศิลปบรรเลง และลิขิต จินดาวัฒน์, (มปป.)) 3.4 กรับ ภาพประกอบ 8: เครื่ องประกอบจังหวะกรับ แหล่งข้อมูลภาพ: ดนตรีไทยศึกษา (ชิ้ น ศิลปบรรเลง และลิขิต จินดาวัฒน์, (มปป.))
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 90 การแสดงรำ โทนเป็ นการแสดงที่ ไม่ต้องใช้เครื่ องดนตรีหลายชนิด มีเพียงโทน เป็ นเครื่ องดนตรีหลักและเครื่ องประกอบจังหวะเท่าที่ หาได้ แต่ในปั จจุบันนิยมนำ โทน บรรเลงคู่กับวงมโหรีพื้ นบ้านโคราชซึ่ งเป็ นวงดนตรีพื้ นบ้านที่ มีเครื่ องดนตรีอยู่ด้วยกัน หลายชนิดดังนี้ (1) ปี่ แก้ว (2) ซออี้ (3) ซออู้ ภาพประกอบ 9: เครื่ องดนตรีในวงดนตรีพื้ นบ้าน แหล่งข้อมูลภาพ: ดนตรีไทยศึกษา (ชิ้ น ศิลปบรรเลง และลิขิต จินดาวัฒน์, (มปป.)) 1) ปี่ แก้ว มีลักษณะเช่นเดียวกับปี่ นอกของทางภาคกลาง แต่เสียงจะเล็กแหลมกว่า 2) ซออี้มีลักษณะคล้ายซอด้วงทางภาคกลาง ทำ ด้วยลวด กะโหลกทำ ด้วยไม้เนื้ อแข็ง บ้างก็ทำ ด้วยไม้ไผ่ ขึงหน้าซอด้วยหนังงูหรือหนังตะกวดให้เสียงแหลม 3) ซออู้ มีลักษณะคล้ายซออู้ของทางภาคกลาง แต่ขึงด้วยสายลวดกะโหลก ซอทำ ด้วย กะลามะพร้าว ขึงหน้าซอด้วยหนังงูหรือหนังตะกวดให้เสียงทุ้มและเสียงประสาน ในระดับตํ ่ า ภาพประกอบ 10: วงมโหรีโคราช แหล่งข้อมูลภาพ: วงมโหรีโคราช (นวลรวี จันทร์ลุน, 2548)
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 91 จากบทสัมภาษณ์ อาจารย์ติยาพรรณ ประพันธ์วิทยา (ติยาพรรณ ประพันธ์วิทยา, 2566) จากการพัฒนาเปลียนแปลงของการปรับปรุงรำ่โทน วิทยาลัยนาฏศิลป์ นครราชสีมาได้นำ เอาเครือง่ ดนตรีโทนซึงใช้ตีประกอบจังหวะหลักของการรำ่โทน มาผสมกับการบรรเลงเพลงพื้ นบ้านของวง มโหรีโคราช เกิดการคิดค้นเพลงและท่วงทำ นอง จังหวะได้มากขึน ดังนั้น รำ้โทนประยุกต์ในปั จจุบัน ที่ ใช้แสดงในงานเทศกาลสำคัญ อันได้แก่ การรำโทน บวงสรวงวันแห่งชัยชนะท่านท้าวสุ รนารี ในวันที่ 23 มีนาคม เป็ นประจำ ทุกปี นับตังแต่ปี พ.ศ. ้ 2540 การบรรเลงเพลงรำ โทนก็ได้มีการนำ เอา วงมโหรีโคราชมาบรรเลงประกอบกับการตีประกอบ จังหวะเครืองดนตรีโทนนับแต่นั่นมา ซึ้ งถือว่าเป็ น ่ การพัฒนาการรำ โทนทางดนตรีอีกทางหนึงด้วย่ 4) กระบวนการรำ ในชุมชนทุ่งสว่าง- ศาลาลอย การใช้ท่ารำ มีการรำ อยู่ 2 รูปแบบ คือ ท่ารำ โทนแบบดั้ งเดิมในชุมชน เป็ นการร่ายรำ ตามแบบวิถีชาวบ้าน ไม่มี การกำ หนดกระบวนท่ารำ ตายตัว ท่ารำ ทีถ่ายทอดออกไปตามแต่ความถนัดของแต่ละบุคคล ่ ท่ารำ ปั กหลัก ท่ารำ กรายมือ ภาพประกอบ 11: ท่ารำ โทนแบบดังเดิมในชุมชน้ แหล่งข้อมูลภาพ: ท่ารำ โทนแบบดังเดิมในชุมชน (ติยาพรรณ ประพันธ์วิทยา, 2538) ้ ท่ารำ โทนระยะฟื้ นฟู เป็ นท่ารำ ที่ คิดประดิษฐ์ขึ้ นโดยวิทยาลัยนาฏศิลป์ นครราชสีมา การประดิษฐ์ท่ารำ นันยึดหลักของดั้งเดิมผสมผสานกับท่ารำ้ทางนาฏศิลป์ ไทย
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 92 ท่ารำ จังหวะนายอำ เภอ ท่ารำ จังหวะนายอำ เภอ ท่ารำ สอดสร้อยมาลาแปลง ภาพประกอบ 12: ท่ารำ โทนระยะฟื้ นฟู แหล่งข้อมูลภาพ: ท่ารำ โทนระยะฟื้ นฟู (ติยาพรรณ ประพันธ์วิทยา, 2538) เอกลักษณ์ในกระบวนการรำ โทนของชุมชนทุ่งสว่าง-ศาลาลอย จะมีลักษณะ เฉพาะตัวตามแบบอย่างที่ ได้สืบทอด หากแต่รูปแบบทีกล่าวมานั่นพบว่าเอกลักษณ์้ ในการใช้ท่ารำ มีอยู่ 2 รูปแบบ คือ ท่ารำ ที่ เลียนแบบกริยาอาการหรือท่าทางเป็ นลักษณะ การใช้ท่ารำ ทีสื่อความหมายได้ในชีวิตประจำ่วันและท่ารำ ทีคิดประดิษฐ์ขึ่นให้มีความเหมาะสม้ ต่อบทร้องและทำ นองเพลง ได้แก่ ท่ารำ ดังเดิมในชุมชนและท่ารำ้ประยุกต์ทีผสมผสาน่ กับท่ารำ ทางนาฏศิลป์ ไทย 5) โอกาสที่ แสดง การรำ โทนเป็ นการแสดงเพื่ อความรื่ นเริง ไม่นิยมนำ มาในงานอวมงคล อาจกล่าวได้ว่าช่วงเวลาตลอดทังปี รำ้โทนสามารถจัดการแสดงได้ไม่จำ กัดเทศกาล พบว่า ช่วงที่ เป็ นที่ นิยมมากที่ สุดคือ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่ งมักจะจัดการแสดงตามลานวัด นอกจากนี้ ยังแสดงตามงานประจำ ปี ได้แก่ การแสดงรำ โทนบวงสรวงวันแห่งชัยชนะ ท่านท้าวสุรนารี ในวันที่ 23 มีนาคม เป็ นประจำ ทุกปี และงานโคราชด๊ะดาดของดี ในราวเดือน กรกฎาคมอีกด้วย และโอกาสที่ สำ คัญสำ หรับการแสดงรำ โทนของแต่ละอำ เภอในเขต จังหวัดนครราชสีมานัน คือ การจัดประกวดรำ้โทนโคราช ซึ่ งทางสภาวัฒนธรรมจังหวัด นครราชสีมาได้เปิ ดโอกาสให้คณะรำ โทนของแต่ละอำ เภอได้ส่งรำ โทนแบบพื้ นบ้านซึ่ งมี รูปแบบและแนวทางการแสดงเป็ นแบบพื้ นบ้านทังหมด เพื้ ่ อเป็ นการอนุรักษ์และเผยแพร่ ศิลปะการแสดงวัฒนธรรมรำ โทนดังกล่าว 6) สถานที่ แสดง การแสดงรำ โทนสามารถแสดงได้ในสถานที่ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็ นลานบ้าน ลานวัด หอประชุม สโมสรหรือสถานที่ ที่ จัดเวที แต่โดยส่วนใหญ่แล้วสถานที่ ที่ นิยมแสดงคือ วัด เนื่ องจากเป็ นศูนย์รวมของกลุ่มคนในท้องถิ่ น โดยเฉพาะอย่างยิ่ งเป็ นที่ รวบรวมมหรสพ ต่าง ๆ ในงานเทศกาลหมู่บ้านตำ บล ทีสำ่คัญ คือ วัดศาลาลอย ทางชมรมได้ใช้ทังเป็ นสถานที ้ ่ ในการฝึ กซ้อมการแสดง โดยทางวัดได้มีการสร้างลานวัฒนธรรมขึ้ นเพื่ อที่ สามารถใช้ สำ หรับการแสดงรำ โทนได้อีกทางหนึ่ งด้วย
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 93 ภาพประกอบ 13: ลานวัฒนธรรม วัดศาลาลอย อำ เภอเมืองนครราชสีมา ภาพประกอบ 14: ลานย่าโม อนุสาวรีย์ท่านท้าวสุรนารี แหล่งข้อมูลภาพ: ลานย่าโม (ติยาพรรณ ประพันธ์วิทยา, 2538) สำ หรับการรำ โทนในงานฉลองวันแห่งชัยชนะท่านท้าวสุรนารี ในวันที่ 23 มีนาคม เป็ นประจำ ทุกปี จะใช้สถานทีบริเวณลานย่าโม (ท้าวสุรนารี)่ การจัดสถานที่ แสดงรำ โทนในแต่ละครั้ งนั้ นจะขึ้ นอยู่กับวัตถุประสงค์ ของการจัดงาน ซึงทางสภาวัฒนธรรมจะแจ้งรายละเอียดของสถานที่หรือขนาดเวทีให้ทางชมรม่ ทราบรายละเอียดก่อน เพื่ อทีจะสามารถจัดผู้แสดงให้เหมาะสมกับสถานที่และขนาดของ่ เวทีได้อย่างลงตัว
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 94 7) ขั้ นตอนการแสดง การแสดงรำ โทนของชมรมผู้สูงอายุทุ่งสว่าง-ศาลาลอย หรือกลุ่มอนุรักษ์ วัฒนธรรมไทย จังหวัดนครราชสีมา มีลำ ดับขันตอนในการแสดงดังต่อไปนี้ ้ (ติยาพรรณ ประพันธ์วิทยา, 2566) 7.1 สักการะย่าโมก่อนการแสดงรำโทนทุกครัง การเคารพสักการะย่าโม เพื้ อเป็ นการบอกกล่าว ่ หรือเป็ นการขออนุญาตนำ การแสดงรำ โทนไปแสดง โดยสมาชิกทุกคนจะมาทำ พิธี พร้อมกัน บริเวณสถูปของย่าโม ณ วัดศาลาลอย เมื่ อทำ การสักการะเสร็จจะเริ่ มด้วย การรำ โทนถวายย่าโมรอบสถูปเป็ นจำ นวน 3 รอบ ภาพประกอบ 15: การเคารพสักการะย่าโมของผู้แสดงรำ โทน แหล่งข้อมูลภาพ: พิธีเคารพสักการะย่าโม ก่อนการแสดงรำ โทน (นวลรวี จันทร์ลุน, 2548) ภาพประกอบ 16: การรำ โทนถวายย่าโม แหล่งข้อมูลภาพ: รำ โทนถวายย่าโม (นวลรวี จันทร์ลุน, 2548)
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 95 7.2 การไหว้ครูหลังจากทำ การเคารพสักการะย่าโมเสร็จ จะต้องมีการประกอบพิธีไหว้ครู เครืองประกอบในพิธีไหว้ครู ได้แก่ ธูป 9 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกไม้มงคล หมากพลู ตะเกียง่ เจ้าพายุ ขันน้ำ ลอยด้วยดอกมะลิ สุรา 1 ขวด เงินค่ากำ นัน 1 บาท 50 สตางค์ พร้อมด้วย อุปกรณ์ประกอบจังหวะทุกชนิด ได้แก่ กลอง โทน ฉิ่ ง กรับ และผู้แสดงรำ โทนทุกคน จะเข้าร่วมในพิธีไหว้ครูด้วย 7.3 ผู้ร้องเพลงรำ โทนและผู้เล่นเครื่ องประกอบจังหวะจะแยกนั่ งออกไปต่างหาก อาจเป็ นบริเวณด้านข้างใดข้างหนึงของเวทีหรือเป็ นบริเวณที ่ ่ เตรียมไว้แล้วแต่สถานทีจะเอื่อ้ อำ นวย 7.4 ผู้แสดงก่อนการแสดง ผู้แสดงชาย-หญิงจะยืนเรียงแถวตอนลึก แบ่ง ชาย-หญิง 2 แถว ผู้ชายยืนด้านนอก ผู้หญิงยืนด้านใน ก่อนการรำ จะหันหน้าเข้าหากัน ทำ การ ทักทายด้วยการไหว้ จากนั้ นเริ่ มการรำ ด้วยการรำ โทนแบบประยุกต์ โดยวิทยาลัย นาฎศิลป์ นครราชสีมาเป็ นผู้ปรับปรุงท่ารำ เนือร้อง และทำ้นองเพลง โดยนำ วงมโหรีโคราช เข้ามาผสมกับโทน ซึ่ งเนื้ อหาของเพลงจะเป็ นการแนะนำ เมืองโคราช ซึ่ งใช้คำ ขวัญ ของจังหวัดนครราชสีมาเป็ นเนื้ อหาสำ คัญคือ “เมืองหญิงกล้า ผ้าไหมดี หมี่ โคราช ปราสาทหิน ดินด่านเกวียน” การแสดงรำโทนประยุกต์ ใช้รำเพือบวงสรวงท่านท้าวสุรนารี ในวันที่ ่ 23 มีนาคม เป็ นประจำ ทุกปี ซึ่ งลักษณะของการแสดงรำ โทนพื้ นบ้านของชมรมผู้สูงอายุ ทุ่งสว่าง-ศาลาลอย มีการแสดงโดยลำ ดับขันตอนตามบทเพลงดังนี้ ้ ภาพประกอบ 17: การทำ พิธีไหว้ครู แหล่งข้อมูลภาพ: พิธีไหว้ครู (นวลรวี จันทร์ลุน, 2548)
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 96 (1) เพลงมามารำ มามารำ ร้องเพลงรำ นำ ร่ายรำ เฮฮา ถึงดาวพระศุกร์สนุกหนักหนา เย้ายวน วิญญาอารมณ์ พริงพราวพวกดาวพระศุกร์ สมนามสมสุขสนุกภิรมย์ อยู่ต่างโลกโชคร่วมรัก ้ ทุกคนประจักษ์ฝากไมตรี รำ วงยามนี้ สุขีชื่ นชม เท่งป๊ ะๆๆ เรามาสุขใจฤทัยรื่ นรมย์ รักเชิดชมสมอารมณ์สุขเอย (2) เพลงตรุษสงกรานต์ ตรุษสงกรานต์นานมาเจอ พบเธอในวงฟ้ อนรำ เพียงแต่แลมอง ตาน้องกระไร หวานฉํ ่ า วันนี้ มาพบงามงอน ฉันอยากจะต้อนเอามาฟ้ อนรำ ๆ (3) เพลงยืนเฉยทำ ไม ยืนเฉยอยู่ทำ ไม หรือไม่เต็มใจเล่น ลมพัดสะบัดเย็นๆ ขอเชิญมาเล่นในวงฟ้อนรำ ๆ (4) เพลงสาวเอยไม่เคยเห็นหน้า สาวเอยไม่เคยเห็นหน้าเป็ นบุญวาสนาเหลือเกิน หล่ออย่างน้องยิงมองยิ่งเพลิน (ซ่ ้ำ) สวยเหลือเกินเพลิดเพลินใจนักรักเขาตัวเราไม่เจียมศักดิ์ (ซ้ำ ) เวลาตกยากเขาไม่รักเราเลย (5) เพลงมองเสียจนเก้อ มองเสียจนเก้อ คู่รักเธอนันคือใครกัน มองมองไปจิตใจไหวหวั้น (ซ่ ้ำ ) คู่รักฉัน คล้ายกันกับเธอ (6) เพลงน้ ำ ตาไทรโยค เหมือนน้ำ ตาไทรโยค กระเซ็นไหลโกรกพัดเย็นเป็ นฟองฝอย ฝูงปลาเจ้าก็พากัน ล่องลอยๆ ปล่อยให้ฉันเฝ้ าคอยอยู่กับแม่คงคา (7) เพลงยามเย็น ยามเย็นเดินเล่นชายหาด ฝูงปลาฉลาดมากมายหลายพันธุ์ โน่นแน่ะหนาหมู่ปลา นวลจันทร์ มันว่ายเคียงกันเหมือนกับฉันเคียงเธอ (8) เพลงลมโรยโชยมา ลมโรยโชยมาอุราระรื่ น ลมหวนชวนชื่ นใจน้องต้องชํ ้ า เคยมาทุกคํ ่ า เคยมารำ ทุกคืนไปรักคนอื่ นแล้วจะมาทำ ไม ๆ (9) เพลงฉันมาช้าไปหน่อย ฉันมาช้าไปหน่อยอย่าทำ ใจน้อยบ้านฉันอยู่ไกล อุตสาห์ฝ่ าดงพงไพร จงโปรด เห็นใจเถิดแม่ งามงอน เหนื่ อยนักก็หยุดพักกันเสียก่อน (ซ้ำ ) มารักกับฉันก่อนอย่าเพิ่ ง ไปรักใคร (10) เพลงแมงมุมชักใย แมงมุมชักใย ชักได้ซักไปกลัวใยจะไม่ถึง จิตใจหมายคนึง กลัวใยจะไม่ถึงคนึงเฝ้ า คอยชีหน้าแล้วว่าไปผู้ชายหลายใจฉันไม่อยากคบ พูดจาตะแลงตะหลบ (ซ้ ้ำ ) ฉันไม่,อยากคบ ผู้ชายหลายใจ
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 97 (11) เพลงขายไม้เหลี่ ยม พีคนจนจำ่ต้องทนขายไม้เหลียม พี่ ่ เจียมเอาไม้เหลียมมาขาย พี่จนต้องทนหมองไหม้ ่ (ซ้ำ ) เอาไม้เหลี่ ยมมาขาย จะซื้ อทองหมั้ นเธอ แม่คนนี่ กี่ ร้อยฉันก็จะหมั้ น แม่คนนั้ น กี่ พันฉันก็จะแต่งสาวสวยเสื้ อแดงแต่งเอาไว้รำ วง (ซ้ำ ) (12) เพลงเมขลา เมขลาซิมาล่อแก้ว รามสูรเห็นแล้ว ขว้างขวานออกไป ขว้างขวานไปถูกอก เลือด แดงไหลตก นองพื้ นปฐพี หนุ่มสาวรักกันดีๆ พอโกรธเคืองกันที น้ำ ตาไหลนอง (13) เพลงอยู่ไกลกัน อยู่ไกลกัน หลายวันจึงได้เห็นหน้า วันนี้ จำ ต้องจากลา ไม่เห็นหน้าอีกหลายวัน ฝากไว้ด้วยใจคิดถึง ตราตรึงด้วยดวงใจหมัน แม้เราจะต้องจากกัน (ซ้ ้ำ) คงมีวันได้กลับมาเอย (14) เพลงจงสิริบรรจง จงสิริบรรจง สุริยงใบยอ ดึกแล้วต้องขอลาจาก (ซ้ำ) มารำฝากรักกันเสียให้พอ (ซ้ำ) บทเพลงรำ โทนข้างต้นนี้เป็ นบทเพลงตัวอย่างบางเพลงที่ นำ มาแสดงเท่านัน การลำ้ดับ เพลงอาจมีการเปลียนแปลงได้ตามโอกาสและเวลา แต่การแสดงรำ่โทนครังหนึ้ง ๆ จะใช้่ ระยะเวลาประมาณไม่เกิน 15 นาทีหรือประมาณจำ นวน 10 เพลง เล่นเพลงละ 2 รอบ เมือร่ายรำ่จนถึงเพลงสุดท้าย ผู้แสดงจะยังคงอยู่ในวงรำ โทนอยู่ แล้วทำ ความเคารพด้วย การไหว้ก่อนจากกันเป็ นอันจบการแสดง
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 98 บทสรุป รำ โทนเป็ นศิลปะพื้ นบ้านของไทยที่ มีความเก่าแก่มาตังแต่สมัย้ กรุงศรีอยุธยาหรือก่อนหน้านั้ น ซึ่ งต้นกำ เนิดน่าจะเริ่ มจากภาคกลาง ก่อนทีอื่ นเพราะเป็ นศูนย์กลางของชุมชนเมือง และกระจายตัวออกไปตาม ่ ท้องถินอื่ น ๆ ตามเส้นทางการค้า การคมนาคม รูปแบบการเล่นรำ่ โทนเป็ นการ รวมกลุ่มกันเล่นอย่างอิสระตามลานบ้าน ลานวัด ไม่จำ กัดเทศกาล เพศ วัย อายุ และจำ นวน เดิมรำ กันเป็ นวงกลม เพื่ อเชื่ อมความสัมพันธ์ระหว่างกัน ท่ารำ แสดงออกในเชิงเกี้ ยวพาราสี เพลงที่ ใช้เป็ นกลอนสั้ นๆ ร้องไปมา หลายเที่ ยว บางครังแต่งขึ้ ้ นใหม่ตามแต่ผู้ร้องเล่นในขณะนัน เพียงแต่ให้้ ลงตรงจังหวะโทน กรับ ฉิง ฉาบ หรือเครื่องประกอบจังหวะอื่น ๆ ที่หาได้ง่าย่ ตามท้องถิ่ น เอกลักษณ์เฉพาะรำ โทนชุมชนทุ่งสว่าง-ศาลาลอย มีการรำ โทน อยู่ 2 แบบ คือ รำ โทนดั้ งเดิม และรำ โทนประยุกต์ รำ โทนดั้ งเดิม ผู้รำ สามารถปฏิบัติท่ารำ ได้ตามอิสระ โดยไม่กำ หนดท่ารำ ท่าใดก่อนหลัง ท่ารำ สื่ อการรำ เกี้ ยวพาราสี ท่ารำ กรายมือ ท่ารำ แมงมุมชักใย ปั จจุบันมีท่ารำ ทางนาฏศิลป์ ไทยเข้ามาผสม รำ 1 ท่า ต่อ 1 เพลง รำ เป็ นวงทวนเข็มนาฬิ กา บทเพลงใช้เพลงรำ โทนทัวไป มีเนื่อหาในการชักชวนเกี้ยวพาราสี การต่อว่า ้ และจบด้วยเพลงลา จำ นวน 10 เพลง ร้องอย่างละ 2 รอบ ประกอบกับ จังหวะในการตีโทนอันเป็ นเครืองดนตรีหลัก ลักษณะแต่งกายเป็ นแบบพื ่นบ้าน ้ ส่วน รำ โทนประยุกต์ มีการกำ หนดท่ารำ โดยใช้ท่ารำ ดั้ งเดิม ได้แก่ ท่ารำ จังหวะนายอำ เภอ ท่ารำ ปั กหลัก ผสมผสานกับท่ารำ ทางนาฏศิลป์ ไทย บรรจุท่ารำ 1 ท่า ต่อ 1 เพลง รำ เป็ นวงทวนเข็มนาฬิ กา บทเพลงเป็ นเพลง รำ โทนที่ แต่งขึ้ นใหม่ มีเนื้ อหาเกี่ ยวกับคำ ขวัญจังหวัดนครราชสีมา คือ “เมืองหญิงกล้า ผ้าไหมดี หมี่ โคราช ปราสาทหิน ดินด่านเกวียน” จำ นวน 10 เพลง ร้องอย่างละ 2 รอบ มีการใช้เครื่ องดนตรีพื้ นบ้านวงมโหรีโคราช ประกอบกับโทน การแต่งกายแบบพื้ นบ้าน โครงสร้างท่ารำ ของรำ โทน ทัง 2 แบบ ของชุมชนดังกล่าว ผู้รำ้มีการถ่ายน้ำ หนักไปด้านหน้าในลักษณะ ไปทางขวาและซ้ายตามเท้าที่ ก้าวรำ ไม่ตึงตัว การจีบมือที่ จีบไม่ชิดติดกัน รูปแบบและแนวทางของการแสดงรำ โทนมีเอกลักษณ์เฉพาะ เป็ นของตนเอง พัฒนาการทางด้านบทเพลงภายในชุมชนได้มีการแต่งเพลง ประจำ ท้องถิ่ น เพื่ อเป็ นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความสำ คัญ ของวัฒนธรรมท้องถิน นครราชสีมาเป็นจังหวัดขนาดใหญ่ที ่มีแหล่งท่องเที่ยว่ และวัฒนธรรมพื้นบ้านอันหลากหลายและที่ สำ คัญ คือ ท่านท้าว สุรนารีอันเป็ นที่ เคารพสักการะของชุมชนโคราช ณ จุดนี้เองจึงได้เกิด การพัฒนาทางด้านดนตรีและเนือร้องประจำ้ท้องถินขึ ่ น ส่งผลให้ภายในชุมชนต่าง ๆ ้ มีการประยุกต์ประดิษฐ์ท่ารำ ใหม่ๆ เพื่ อร่ายรำ ให้เกิดความสวยงาม และสอดคล้องกับบทเพลงนันๆ ท่าทางการร่ายรำ้ที่ ใช้ท่วงท่าทางนาฏศิลป์ไทย เข้ามาผสมผสานมากขึนเพื้ ่ อให้เกิดความสวยงามและความพร้อมเพรียง ในการแสดงของผู้รำ โทนเพื่ อเป็ นจารีตในการแสดงสืบไป
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 99 รายการอ้างอิง ชิ้ น ศิลปบรรเลง, ลิขิต จินดาวัฒน์. (มปป.). ดนตรีไทยศึกษา. กรุงเทพฯ: สำ นักพิมพ์ อักษรเจริญทัศน์. ตรี อมาตยกุล. (2513). ประวัติเมืองสำ คัญ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์. ติยา ติยาพรรณ ประพันธ์วิทยา. (2566). พัฒนาการของรำ โทนโคราช. บทสัมภาษณ์: นครราชสีมา. นวลรวี จันทร์ลุน. (2548). พัฒนาการและนาฏยลักษณ์ของรำโทน จังหวัดนครราชสีมา. กรุงเทพฯ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ปรีชา อุยตระกูล. (2538). ของดีโคราช เล่มที่ 4. กรุงเทพฯ: ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา. พรรณ ประพันธ์วิทยา. (2538). ของดีโคราช เล่มที่ 4. กรุงเทพฯ: ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภันครราชสีมา. สุทธวิทย์ จันทรมะโน. (2545). รำ โทนรุ่นคุณย่า นครราชสีมา. กลุ่มอนุรักษ์ศิลป วัฒนธรรมไทย: นครราชสีมา. สำ นักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. (มปป.). รำ โทนศิลปะพื้ นบ้าน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ศาสนา. สำ นักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ. (2542). สารานุกรมไทย ภาคกลาง เล่มที่ 12. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์.
Encyclopedia of Korat Study 6 สารานุกรมโคราชศึกษา 6 100 สถานีรถไฟนครราชสีมา อาจารย์เปาลิน เวชกามา คณะสถาปั ตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล Email: [email protected]