The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สิ่งแวดล้อมและการจัดการแบบยั่งยืน E book

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Pakin Thanapongbordee, 2023-06-19 00:57:29

สิ่งแวดล้อมและการจัดการแบบยั่งยืน

สิ่งแวดล้อมและการจัดการแบบยั่งยืน E book

Keywords: Enviromental

มลพิษสิ่ งแวดล้อม 189 ภาพที่4.7 เทคโนโลยีที่เหมาะสมหรือสะอาดแบบบึงประดิษฐ์เพื่อกําจัดมลสารสารปนเปื้อนด้วย เทคโนโลยีชีวภาพ บริเวณแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี ชุมชน หลังจากการใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศและการประกอบอาชีพและการดํารงชีพของ มนุษย์ ด้วยบ่อหลัก ๆ 3 บ่อ ดังภาพที่ 4.7 บ่อที่ 1 บ่อกักเก็บนํ้าเสียจากชุมชน ผ่านนํ้าไปยังพื้นที่ป่ าชายเลน เพื่อชะลอการไหลของนํ้าเสียจาก ชุมชน ทําให้อินทรียสารมีการตกตะกอนและอินทรียสารเหล่านี้ เพื่ออินทรี ยสารจะถูกจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ (antagonistic microbe) ได้แก่ รา แบคทีเรีย แอกติโนมัยซิส มายคลอไรซา โปรโตรซัว อื่น ๆ ช่วยเร่งการย่อย สลายให้กลายเป็ นสารประกอบในรูปที่เหมาะสมต่อการเติบโตเพิ่ มมากขึ้นกว่าปกติ 30 -50 เปอร์เซ็นต์ ปรับ สภาพสิ่งแวดล้อมดิน นํ้า อากาศ อาหาร ทําให้พืชป่ าชายเลนมีการเติบโตรวดเร็วขึ้น 30 -50 เปอร์เซ็นต์ (Rattanaloeadnusorn 2017 สุกาญจน์และคณะ2560) ลดค่าบีโอดีส่งผลให้นํ้ ามีคุณภาพที่ขึ้น มนุษย์สามารถนํา นํ้ ากลับมาใช้ใหม่ได้ บ่อที่ 2 ส่วนตะกอนที่เหลือในบ่อที่1 ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยแหล่งอาหารหลักรองและเสริม ได้แก่ คาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส แคลเซียม สังกะสี โบรอน อื่น ๆ เมื่อนําตะกอนนี้ไปผ่านกระบวนการหมัก ร่วมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ ทําให้ได้ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ ยอินทรีย์ สารปรับสภาพดิน สารสกัดจุลินทรีย์ สารอาหาร เสริม อื่น ๆที่มีสารอาหารที่เหมาะสมต่อการเติบโต สําหรับนําไปใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกพืชที่มีคุณค่าทาง เศรษฐกิจ ได้แก่ หญ้าเนเปี ย สําหรับเลี้ยงวัวนม ข้าว ปาล์ม ผัก ผลไม้ เพาะเลี้ยงสัตว์นํ้า เกษตรกรได้ผลผลิต อินทรีย์เพิ่ ม ลดต้นทุน ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ได้คุณภาพมาตรฐานสากล ปรับสภาพแวดล้อม เพิ่ มรายได้กําไรแก่ ชุมชน เป็ นต้น บ่อที่ 3 บ่อพักนํ้ า นํ้ าที่ผ่านการบําบัดในบ่อที่1และบ่อที่2แล้วเกษตรกรสามารถปล่อยคืนสู่แหล่งนํ้า ตามธรรมชาติ เพื่อชุมชนสามารถนํานํ้ าดีกลับมาใช้ใหม่ได้แบบยังยืน ได้แก ่่ การนํานํ้ าบ่อที่3ไปผลิตเป็ นนํ้ าอุ่น


190 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ ด้วยพลังงานโซล่าเซล สําหรับใช้ในอาคารที่พักอาศัย การส่งนํ้ าดีเพื่อเกษตรและเลี้ยงสัตว์ด้วยพลังงานศักย์ เป็ น ต้น กรณีศึกษาที่ 2 เทคโนโลยีชีวภาพการปลูกป่ าชายเลนร่วมกับสารชีวภาพผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์นาโนจาก ความหลากหลากหลายทางชีวภาพของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์หรือโพรไบโอติกบนสารอินทรีย์ที่เหมาะสมและ สามารถละลายนํ้าได้ เพื่อกําจัดและบําบัดมลสาร สารปนเปื้อน สารเคมี อื่น ๆ ที่มีปริมาณจํานวนมากเกิน มาตรฐานและเป็ นสาเหตุการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและปรากฏการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติ คือ ภาวะโลกร้อน นํ้าท่วม ดินถล่ม การทําลายพื้นที่ป่ าชายเลน การแพร่ระบาดของโรค อื่น ๆ บริเวณปากแม่นํ้าท่าจีน จังหวัด สมุทรสาคร ทําให้เกษตรกรสามารถนําทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ นํ้ า ดินเลน อากาศ อาหาร สัตว์นํ้ าอื่น ๆ ไปใช้ ประโยชน์ในการประกอบอาชีพของเกษตรกรอินทรีย์และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศชาติ เช่น การประมง การ ทํานากุ้ง การทํานาเกลือ การเกษตร อุตสาหกรรม อื่น ๆ เนื่องจากปริมาณจุลินทรีย์ปฏิปักษ์หรือจุลินทรีย์โปรไพร โอติกช่วยเร่งการย่อยสลายอินทรีย์สารให้กลายเป็ นสารประกอบอาหารหลักรองและเสริมเพิ่มมากขึ้น ลด จุลินทรีย์ก่อเกิดโรค เพิ่ มการเติบโตและการรอดตายเพิ่ ม 30-50 เปอร์เซ็นต์หลังจากการปลูกพืชป่ าชายเลน ร่วมกับสารชีวภาพผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์จากพื้นที่ป่ าชายเลน ลดมลสาร สารปนเปื้อน ด้วยการแปรรูปมลสาร สาร ปนเปื้อนด้วยนวัตกรรมหัวเชื้อจุลินทรีย์ กลายเป็ นผลิตภัณฑ์สินค้าแปรรูปจากหัวเชื้อจุลินทรีย์ สําหรับนําไปใช้ ประโยชน์ในการปลูกป่ าชายเลนทดแทนการปลูกป่ าชายเลนแบบเดิมที่ไม่มีการใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์ บริเวณดินเลน นากุ้งร้าง ดินตะกอนเลนทับถมใหม่หลังแนวไม้ไผ่ชะลอคลื่น ดินเลนงอกใหม่ บริเวณปากแม่นํ้ าท่าจีน จังหวัด สมุทรสาคร พบว่าพืชป่ าชายเลนมีการเติบโตและเพิ่มการรอดตายสูงขึ้นมากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจาก จุลินทรีย์ปฏิปักษ์หรือจุลอินทรีย์ โพรไบโอติก ช่วยย่อยสลายอินทรีย์สารกลายเป็ นสารอาหารหลักรองและเสริม นอกจากนี้จุลินทรีย์ช่วยกําจัดสารโลหะหนักในดินเลนเพิ่ มขึ้นมากกว่า 80-100 เปอร์เซ็นต์ (Rattanaloeadnusorn 2017 Arrak et al. 2006 Park et al. 2016 Lui 2005 Frank 2005 Aiyuk et al. 2004 สุกาญจน์2561) คุณภาพนํ้ าดีได้ มาตรฐาน สําหรับการนําไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ใหม่ สร้างรายได้เพิ่ มจากการแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติ ป่ าชายเลน ลดระยะเวลาการฟื้นฟูป่ าชายเลนเหลือเพียง 5-6 ปี จากปกติต้องใช้ระยะเวลา 10-15 ปี (สนิท 2547 อรวรรณ 2553 Lacembra 2013 สุกาญจน์ 2560) เพิ่ มความหลากหลายทางชีวภาพพืช สัตว์ จุลินทรีย์หลังการฟื้นฟู ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีหัวเชื้อจุลินทรีย์ (สุกาญจน์และคณะ 2560 นิฐารัตน์ 2552) ทรัพยากรธรรมชาติดิน เลนสามารถนํามาใช้กลับไปกลับมาได้ และบรรลุผลตามเป้ าหมายของการพัฒนาตามหลักการนิเวศวิทยา หลักการอนุรักษ์วิทยา หลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อื่น ๆ คือ สิ่ งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมดี อย่างยังยืน ภาพที่ ่4.8


มลพิษสิ่ งแวดล้อม 191 ภาพที่ 4.8 นวัตกรรมและเทคโนโลยีหัวเชื้อจุลินทรีย์และการบริหารจัดการฟื้นฟู/กําจัดมลสาร บริเวณพื้ นที่ป่ าชายเลนตามแนวคิดหลักการนิเวศวิทยาแบบยังยืน ่ กรณีศึกษาที่3 การบําบัดและแปรรูปมูลไก่ไข่ผสมแกลบร่วมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีหัว เชื้อจุลินทรีย์นาโนบนสารชีวภาพ ปกติโรงงานเลี้ยงไก่ไข่ รัฐ Johor ประเทศมาเลเซีย มีมูลไก่ผสมแกลบ จํานวน 80 ตันต่อปี หากปล่อย ทิ้ งมูลไก่ไว้ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมดินนํ้าอากาศและอื่น ๆ ดังนั้น โรงงานร่วมกับนักวิชาการฯ


192 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ และสถานประกอบการ จึงนํามูลไก่ไข่แปรรูปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีหัวเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์นาโน มาตรฐานอินทรีย์ไอเอฟโอเอ็ม ฉีดพ่นบนกอบมูลไก่ผสมแกลบ ทุก ๆ 3-5 วัน พร้อมกลับกอง เพื่อเติมออกซิเจน หมักมูลไก่ไข่นาน 28-30 วันจนมูลไก่กลายเป็ นผลิตภัณฑ์สารชีวภาพที่มีขนาดโมเลกุลเล็ก ๆ ที่เข้มข้นเพิ่ มขึ้น และเหมาะสม อาทิ สารอาหารหลักรองเสริม โปรตีน กรดอะมิโน กรดฟูวิก เอนไซม์ ฮอร์โมน อื่น ๆ วัน ต่อมา นําสารชีวภาพเหล่านี้ไปผึ่งให้แห้งในที่ร่ม หลังจากนั้น ทําการเคลือบผสมสารชีวภาพร่วมกับตัวเติม ตัวจับ ตัว รักษาสภาพอินทรีย์และหัวเชื้อจุลินทรีย์ในสัดส่วนที่เหมาะสม และทําการอัดเป็ นเม็ด ในกระบวนการผลิต เม็ดสารชีวภาพเคลือบผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์นาโน (ปุ๋ ยหมักเกรด1) ที่ได้มาตรฐานการผลิตปุ๋ ยหมักเกรด1 กรม พัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย สําหรับใช้ในการเกษตรอินทรีย์ และใช้เป็ นแหล่งอาหาร หลักรองเสริมทดแทนการใช้ปุ๋ ยเคมีปรับปรุงดินให้ร่วนซุย ลดปริมาณสารพิษแอมโมเนียอิสระปนเปื้อน ลดการ เกิดปรากฏการณ์ยูโทรฟิ เคชั่ น สร้างมูลค่าเพิ่ม ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และผลิตจําหน่ายให้กับหน่วยงาน ภาครัฐบาล เอกชนและประชาชน นําไปใช้ในการปลูกปาล์มนํ้ ามันร่วมกับการใช้ปุ๋ ยเคมี สูตร 18-46-0 และสูตร 0-0-60 บริ เวณโรงงานปลูกปาล์มนํ้ามัน รัฐ Jorho ประเทศมาเลเซีย ดัวยการบูรณาการกระบวนการของ เทคโนโลยีต่าง ๆ ดังนี้ 1. การออกแบบเทคโนโลยีที่เหมาะสม (design sustainable technology) ได้แก่ เทคโนโลยีถังขยาย เชื้อจุลินทรีย์ ถังหมักปุ๋ ยชีวภาพ ถังหมักไบโอแก๊ส เครื่องผสมเคลือบอัดเม็ดเข้มข้น อื่น ๆ ด้วยเครื่องมือมาตรฐาน ระดับมืออาชีพ ดังนี้ 1.1 chito-technology จัดเป็ นเทคโนโลยีการนํานวัตกรรมหัวเชื้อจุลินทรีย์นาโน/ สารสกัด/ เอนไซม์/ ฮอร์โมน อื่น ๆ ที่ได้มาตรฐานใบรับรองอินทรีย์สําหรับการเกษตรอินทรีย์ โดยการฉีดพ่นและผสมกับมูลไก่ไข่ ผสมแกลบ เพื่อลดปัญหากลิ่นและเร่งการแปรรูปมูลไก่ไข่ผสมแกลบให้กลายเป็ นสารชีวภาพที่อยู่ในรูป สารประกอบโมเลกุลเล็ก ๆ และเหมาะสม สําหรับเร่งการเติบโตของปาล์มนํ้ ามัน หรือพืชชนิดอื่น ๆ ที่มีคุณค่า ทางเศรษฐกิจ 1.2 chelation technology จัดเป็ นเทคโนโลยีการผลิตสารสกัดชีวภาพร่วมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์ ในถัง หมักแบบใช้ออกซิเจน ทําให้ได้สารสกัดชีวภาพ อาทิ กรดฮิวมิก กรดฟูวิก กรดอะมิโน โปรตีน สําหรับนําไปใช้ ประโยชน์ในการเร่งการออกดอกติดผลดกก้านดอกเหนียวมากกว่าปกติ 1.3 encapsulation technology จัดเป็ นเทคโนโลยีการเคลือบผสมตัวเติม ตัวจับ ตัวรักษาสภาพและหัว เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อทําให้ได้สารชีวภาพเคลือบผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์นาโน (ปุ๋ ยหมัก เกรด 1) ที่ได้มาตรฐาน Q กรมที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลังจากนั้น นําไปอัดเป็ นเม็ด และบรรจุภัณฑ์ สําหรับนําสารชีวภาพผสมสารสกัดชีวภาพ ในอัตราส่วน 0.3 เปอร์เซ็นต์ เพื่อทําให้เกษตรกรที่ปลูกปาล์มนํ้ ามัน เพิ่ มผลผลิตจํานวนและนํ้ าหนักทะลายปาล์มและลดต้นทุน 30-40 เปอร์เซ็นต์ สภาพดินมีความร่วนชุ่ยขึ้น ทน สภาพแห้งแล้งได้นาน ลดปัญหาการกําจัดกลิ่น เนื่องจากนวัตกรรมสารสกัดชีวภาพ สารชีวภาพผสมหัว เชื้อจุลินทรีย์ประกอบด้วยซีโอไลด์ หรือภูไมท์ที่ช่วยในการดูดเก็บความชื้นให้แก่พืช เพิ่ มภูมิคุ้มกัน และเร่งการ ย่อยสาลายอินทรียสารในดินให้กลายเป็ นสารอาหารสําหรับพืช ลดการสูญเสียสารอาหารไปกับสิ่งแวดล้อม ลด ปริมาณโลหะหนักที่ปนเปื้อนในดิน (สุกาญจน์ 2560 อัชฌาณัทและคณะ 2560 Rattanaloeadnusorn 2017 Park et al. 2016 Arrak et al., 2006 Lui 2005 Frank 2005 Aiyuk et al. 2004) ซึ่ ง จ ะ เห็ น ว่ าจุ ลิ น ท รี ย์ป ฎิ ปั ก ษ์ มี


มลพิษสิ่ งแวดล้อม 193 ประสิทธิภาพในการช่วยแก้ปัญหาและแปรรูปวัสดุเหลือทิ้ งและสร้างมูลค่าเพิ่ มและรักษาสภาพแวดล้อม ลดการ เกิดมลพิษสิ่งแวดล้อมกับทรัพยากรธรรมชาติและเพิ่ มประสิทธิภาพของวัสดุเหลือทิ้ งให้สามารถนํากลับมาใช้ ใหม่ได้สอดคล้องตามหลักอนุรักษ์วิทยา ได้แก่ การปรับปรุง บูรณะ ทดแทน เป็ นต้น ดังภาพที่ 4.8 2. การผลิตกระแสไฟฟ้ าจากถังหมักไบโอแก๊สของมูลไก่ไข่ผสมแกลบ สําหรับนํากระแสไฟฟ้ าไปใช้ ในโรงเลี้ยงไก่ไข่ ทําให้ไก่ออกไข่เพิ่ มขึ้น เพิ่ มรายได้ ลดการใช้สารเคมี ลดต้นทุน อื่น ๆ กรณีศึกษาที่ 4การกําจัดเศษซากใบไม้ที่ร่วงหล่นและวัสดุเหลือทิ้ งจากการทํานาเกลือและการกําจัด โลหะหนักร่วมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์นาโน ชุมชนโคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร พื้นที่ป่ าชายชายเลนปลูกโดยไม่ใช้เทคนิคทางชีวภาพร่วมกับจุลินทรีย์บริเวณปากแม่นํ้า ดินเลนงอก ใหม่ หรือหลังแนวไม้ไผ่ชะลอคลื่น ชุมชนโคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร มักมีเศษซากใบไม้ที่ร่วงหล่นเป็ นจํานวน มาก (litter fall) อาทิ เศษซากใบโกงกาง ใบแสม อื่น ๆ จํานวนมาก เท่ากับ 11.558 ตันต่อเฮกแตร์ต่อปี โดย แบ่งเป็ นส่วนของใบ ดอก ผลกิ่ ง และส่วนอื่น ๆ เท่ากับ 7.622, 0.145, 0.316, 1.500 และ 1.976 ตันต่อเฮกแตร์ต่อ ปี ตามลําดับ (ยเดชาและคณะ 2559 วิจารณ์ 2558 สุกาญจน์ 2552)การปรากฏความหลากหลายทางชีวภาพ จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ที่ช่วยในการเร่งการย่อยสลายเพียง 2-3 ชนิด ในดินเลนมีโลหะหนักปรอท ตะกัว แคดเมียมสูง ่ (สุกาญจน์และคณะ 2560 บุญรุ่งและสุกาญจน์ 2556 สุกาญจน์ 2552 สนิท 2542) ส่งผลทําให้นํ้ ากร่อยมีสีนํ้ าตาล เข้ม ค่าบีโอดีสูง เกษตรกรไม่สามารถนํานํ้ ากร่อยมาใช้ในการประกอบอาชีพการทํานาเกลือ การประมง ได้อย่าง ต่อเนื่อง ต่อมา ผู้เขียนร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายฯ จึงออกแบบกรอบแนวคิดในการนําวัสดุเหลือใช้ที่เกิดจากการ ร่วงหล่น บริเวณป่ าชายเลน และวัสดุเหลือทิ้ งจากการประกอบอาชีพการทํานาเกลือ การประมง อาทิ ขี้แดดนา เกลือ เกล็ดปลา นํ้าล้างปลา เศษปลาจากโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป ซึ่ งวัสดุเหลือทิ้ งเหล่านั้นจัดเป็ นแหล่ง คาร์บอนและการสะสมสารอาหารจํานวนมากที่เป็ นประโยชน์ต่อการเติบโต เศษซากพืชที่ร่วงหล่นมีคาร์บอน และสารอาหาร ได้ แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม มีปริมาณมากที่สุดในป่ า ชายเลนที่มีระดับความสมบูรณ์ปานกลางเท่ากับ 5,071.46, 108.89, 19.77, 39.52, 439.37และ 64.20 กิโลกรัมต่อ เฮกแตร์ต่อปี ต่อมา ผู้เขียนและเครือข่ายฯจึงนําวัสดุเหลือทิ้ งเหล่านั้นมาทําการแปรรูปและผลิตเป็ นถ่านกัมมันต์ หรือซีโอไลด์แมงกานีสอะลูมิเนียมอื่น ๆ ด้วยเตาเผาแบบไร้ออกซิเจน ลดปริมาณการเกิดควัน ที่อุณหภูมิสูง ทํา ให้ได้ถ่านกัมมันต์หรือซีโอไลด์แมงกานีสอะลูมิเนียมอื่น ๆ ซึ่งที่มีรูพรุน พื้นที่ผิวเพิ่ มมากขึ้น สําหรับใช้เป็ นตัว เติมของผลิตภัณฑ์หัวเชื้อราปฏิปักษ์และผลิตภัณฑ์แปรรูปด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์สําหรับกําจัดโลหะหนักที่ ปนเปื้อนในดินและนํ้ า เศษซากที่ร่วงหล่นของใบไม้อื่น ๆ พบว่าประสิทธิภาพของหัวเชื้อจุลินทรีย์บนถ่านกัม มันต์หรือซีโอไลด์แมงกานีสอะลูมิเนียม สามารถกําจัดโลหะหนักในดิน นํ้ากร่อยลดลง ประมาณ 70-100 เปอร์เซ็นต์(Burger และ Gochfeld 2005 สุกาจญน์และคณะ 2557 ) ส่งผลให้เกษตรกรชาวนาเกลือสามารถผลิต เกลือมีความเค็มมากกว่า 92 เปอร์เซ็นต์สําหรับการนําส่งจําหน่ายในระดับชาติและนานาชาติ หลังจากนั้น ผู้เขียนและเครือข่ายฯนําถ่านกัมมันต์หรือซีโอไลด์แมงกานีสอะลูมิเนียมผสมและเคลือบด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์ นาโน สําหรับนําไปดําเนินการฟื้นฟูป่ าชายเลนและป่ าบกและการพัฒนาการประมงสัตว์นํ้ า โดยการเพาะต้นกล้า และปลูกร่วมกับหัวเชื้อราปฏิปักษ์พบว่าต้นกล้ามีระบบรากที่แข็งแรงและแขนงเพิ่ มมากขึ้น รากสามารถดูดธาตุ อาหารจากพื้ นดินที่มีธาตุอาหารไม่เหมาะสมได้ ต้นกล้าไม้ป่ าชายเลนสามารถเจริญเติบโตรวดเร็วขึ้นกว่าต้นไม้ที่ ไม่ใส่เชื้อราปฏิปักษ์ และรากหายใจปรากฏได้เมื่ออายุ 8 เดือน ในขณะที่ต้นโกงกางที่ไม่ใส่เชื้อราปฏิปักษ์ราก


194 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ หายใจยังไม่ปรากฏ ส่งผลให้พื้นป่ าชายเลนที่สมดุลธรรมชาติเพิ่ มมากขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 5 ปี ส่งผลให้เพิ่ ม พื้นป่ าชายเลน ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีอันดับที่ 2 รองจากป่ าดิบชื้น นอกจากนี้ ทําให้วัสดุเหลือทิ้ งมี มูลค่าเพิ่ ม ช่วยรักษาสภาพแวดล้อม ไม่ให้เกิดมลพิษสิ่งแวดล้อมกับทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ พร้อมทั้งมีการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณป่ าชายเลน สําหรับการนําไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพได้อย่าง ต่อเนื่อง โดยที่โครงสร้างและการทํางานในระบบนิเวศป่ าชายเลนยังคงทํางานได้อย่างซับซ้อนดังเดิม่ สอดคล้อง กับหลักนิเวศวิทยา ภาพที่ 4.9 ภาพที่ 4.9การออกแบบต้นแบบการกําจัดโลหะหนักในนํ้ ากร่อย ด้วยถ่านกัมมันต์ จากใบโกงกางใบใหญ่ผสมหัวเชื้อราปฏิปักษ์ ของชุมชนโคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร 4.9 สรุปการกําจัดและแปรรูปมลสารวัสดุ เหลือทิ้งด้วยนวัตกรรมและการบูรณาการกระบวนการ เทคโนโลยี แบบยั่งยืน การที่ระบบนิ เวศชีวมณฑลในศตวรรษปั จจุบันนี้มีมลสาร วัสดุเหลือทิ้ง ขยะที่ปนเปื้อนใน ทรัพยากรธรรมชาติหรือชีวิตและสิ่งแวดล้อมเกินขีดความทนทานได้ของโครงสร้างของระบบนิเวศ และมีการ ทํางานเปลี่ยนแปลงไปขากเดิม ย่อมเป็ นสาเหตุให้เกิดมลพิษสิ่ งแวดล้อม ปรากฏการณ์ธรรมชาติและโรคระบาดที่ มีผลกระทบที่เพิ่ มความรุนแรงต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังนั้น จึงจําเป็ นที่มนุษย์ต้องออกแบบแนวคิดการ กําจัดและแปรรูปมลสารวัสดุเหลือทิ้ งร่วมกับนวัตกรรมและการบูรณาการกระบวนการเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ ตั้งแต่ ช่ วงต้น นํ้า กลางนํ้าและปลายนํ้า เพื่ อช่ วยล ด ม ล พิ ษ สิ่งแวด ล้อ ม เพิ่ม ป ระสิ ท ธิ ภ าพการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติจากวัสดุเหลือทิ้ ง เพิ่ มการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบนหลักนิเวศวิทยา ในขณะเดียวกัน โครงสร้างและการทํางานไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติในการพัฒนา ประเทศชาติทั้งในระดับชุมชนและอุตสาหกรรม ก่อให้เกิดการพัฒนาให้กลุ่มเป้ าหมายในทุก ๆ ด้าน หรือ เทคโนโลยี(technology) แนวคิด/การออกแบบ (concepts) วิทยาศาสตร์(science) ปัญหา พื้นที่ วัสดุ ชุมชน นวัตกรรมกล้า หัวเชื้อรา นวัตกรรมถ่านกมมั ั นต์ จากวัสดุเหลือใช้ ความหลากหลายทาง ชีวภาพเชื้อราปฏิปักษ์ ต้นแบบโมเดลพัน ท้าย-โคกขาม การนําไปใช้/การ ตรวจติดตามวิจัย พัฒนาวิจัยต่อยอดใช้ จริงในชุมชน


มลพิษสิ่ งแวดล้อม 195 ทุก ๆ มิติและสอดคล้องตามเป้ าหมายของหลักนิเวศวิทยา หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แผนพัฒนาสังคมและ เศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 12 อื่น ๆ ดังนั้น มนุษย์ต้องมีแนวคิดการกําจัดและแปรรูปมลสารวัสดุเหลือทิ้ งด้วย นวัตกรรมและการบูรณาการกระบวนการเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ตั้ งแต่ช่วงต้นนํ้ า กลางนํ้ าและปลายนํ้ า ดังนี้ 1. กิจกรรมต้นนํ้า: มนุษย์ต้องแบ่งสัดส่วนการนําทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ต่อสัดส่วนการ อนุรักษ์ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ให้สอดคล้องกับหลักการอนุรักษ์วิทยา ในสัดส่วน คือ 60 ต่อ 40 เปอร์เซ็นต์ เพื่อก่อให้เกิดการประหยัด การทดแทน การเพิ่ มประสิทธิภาพการใช้งาน การปรับปรุงการหา ของใหม่ การถนอมทรัพยากรธรรมชาติ ในขณะเดียวกันองค์ประกอบโครงสร้างของระบบนิเวศ มี ชนิด ปริมาณ และสัดส่วนที่เหมาะสมต่อการทํางานร่วมกันของระบบนิเวศ สามารถให้ปัจจัยสี่และปัจจัยห้าแก่มนุษย์แบบ ยังยืนได้ตลอดไป ่ 2. กิจกรรมกลางนํ้ า: มนุษย์ต้องบูรณาการกระบวนการและเทคโนโลยี เพื่อกําจัดและแปรรูปมลสาร สารพิษ สารปนเปื้อนที่ปนเปื้อนในทรัพยากรธรรมชาติหรือวัสดุเหลือทิ้ งจากชุมชนและอุตสาหกรรม ด้วย เทคโนโลยีแบบผสมผสาน ได้แก่ 1. กระบวนการทางกายภาพ เช่น การกรอง การตัก การกวาด เพื่อกําจัดขยะที่มีขนาดใหญ่ๆ เป็ นต้น 2. กระบวนการทางเคมี เช่น การปรับพีเอส การตกตะกอน การฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคด้วยสารเคมี เป็ นต้น 3. กระบวนการทางชีววิทยา เช่น การหมักแบบใช้ออกซิเจนและไม่ใช้ออกซิเจน เพื่อเร่งกระบวนการ ย่อยสลายอินทรียสาร และอนินทรียสารให้กลายเป็ นธาตุอาหารฮิวมัสที่มีขนาดโมเลกุลเล็กและอยู่ในรูป สารประกอบที่เหมาะสมต่อการเติบโตของพืช สัตว์และจุลินทรีย์ เป็ นต้น 4. กระบวนการทางกายภาพ -เคมี (ฟิ สิกส์) เช่น ถังหมัก เครื่องฉีดพ่น เป็ นต้น เพื่อกําจัดและแปรรูปวัสดุเหลือทิ้ งให้กลายเป็ นผลิตภัณฑ์สินค้าอินทรีย์ที่ไม่มีสารพิษตกค้าง สําหรับ นํากลับมาไปใช้ประโยชน์ได้ใหม่ในการพัฒนาการเกษตร ประมง อุตสาหกรรม ของประเทศชาติ 3.กิจกรรมปลายนํ้ า: มนุษย์ต้องประชาสัมพันธ์ ให้หน่วยงานและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้นําแนวปฏิบัติ ที่ดีไปดําเนินการจัดการกําจัดและแปรรูปและดําเนินการป้ องกันร่วมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบบูรณาการ ด้วยกระบวนการเทคโนโลยีที่เหมาะสม ตั้งแต่กิจกรรมหรือโครงการตั้งแต่ต้นนํ้า กลางนํ้าและปลายนํ้ า เพื่อ ส่งผลให้ระบบนิเวศทํางานปกติและสมดุลธรรมชาติและไม่เกิดเป็ นมลพิษสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับหลัก นิเวศวิทยา หลังจากการพัฒนาประเทศร่วมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยี ดังนี้ 3.1 ทรัพยากรธรรมชาติมลสาร วัสดุเหลือทิ้ งที่ปนเปื้อนจะถูกแปรรูปนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ เหมาะสม ทําให้แหล่งที่อยู่อาศัยและความหลากหลายทางชีวภาพจุลินทรีย์มีปริมาณที่เหมาะสมต่อกระบวนการ ย่อยสลายมลสาร วัสดุเหลือทิ้ งปนเปื้อนให้กลายเป็ นสารอาหารในรูปสารประกอบขนาดเล็ก ๆ ที่เหมาะสมต่อ การนําไปใช้ประโยชน์ในการเติบโตของพืช สัตว์และจุลินทรีย์ได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้องค์ประกอบและ โครงสร้างของระบบนิเวศสามารถทํางานได้ปกติและซับซ้อนและสอดคล้องกับหลักนิเวศวิทยา และระบบนิเวศ สมดุลธรรมชาติ 3.2 ระบบนิเวศสมดุลธรรมชาติสามารถให้ปัจจัยสี่ที่จําเป็ นแก่มนุษย์ได้อย่างเพียงพอกับความ ต้องการของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น โดยมนุษย์กําจัดและแปรรูปมลสาร มลพิษ สารปนเปื้อน วัสดุเหลือทิ้งใน


196 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ ทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมที่มีปริมาณเกินค่ามาตรฐานที่ทรัพยากรธรรมชาติชนิดนั้น ๆ จะทนได้ด้วย นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ให้กลายเป็ นผลิตภัณฑ์สินค้าที่ได้มาตรฐาน สําหรับนําไปใช้ประโยชน์ใน การพัฒนาประเทศชาติในด้านหรือมิติต่าง ๆ อาทิ สิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ให้บรรลุตามเป้ าหมาย ของหลักการและแผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 12ก่อให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ลดผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมแบบยังยืน ่


มลพิษสิ่ งแวดล้อม 197 คําถาม 1.จงอธิบายแนวคิดการกําจัดมลสารที่ปนเปื้อนในทรัพยากรธรรมชาติด้วยเทคโนโลยีสะอาดแบบ ครบวงจร? 2.จงอธิบายลักษณะดัชนีทางกายภาพ ชีวภาพและเคมีที่บ่งบอกถึงลักษณะมลพิษสิ่งแวดล้อม? 3. จงเปรียบเทียบข้อแตกต่างของจุลินทรีย์ที่ใช้ออกซิเจนในการหายใจ(aerobe microbe) กับที่ไม่ใช้ ออกซิเจนในการหายใจ(anaerobe microbe)? 4. จงอธิบายประเภทมลสารสารปนเปื้อนที่ก่อให้เกิดมลพิษสิ่ งแวดล้อม? 5. จงอธิบายสาเหตุและผลกระทบของมลสาร สารปนเปื้อนในมลพิษสิ่งแวดล้อม? 6. จงอธิบายกระบวนการกําจัดมลสารที่ปนเปื้อน มีกี่กระบวนการ อะไรบ้าง? 7. จงอธิบายแนวทางการป้ องกันมลพิษสิ่งแวดล้อม ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อทําให้ทรัพยากร ธรรมชาติสามารถนํากลับมาใช้ใหม่ได้(recycling)?


198 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ เอกสารอ้างอิง Aksornkoae, S. and KhemnarkC., 1994. Nutrient cycling in mangrove forest of Thailand Proc. As. In Symp. MangrovRes&Manag, page 13. Aiyuk.S.A. Van Haandel W. Verstrates 2004. Environmental Technology: Remove of Ammonium Nitrogen from pretreated Domestic sewage using a Natural ion Exchange.25:1321-1330. Burger, J. and M. Gochfeld 2005. Heavey metal in comercial fish in new jesey, Environmental research 99(3): 403-412. Fabrice G. Renaud, Karen Sudmeier-Rieux, Marisol Estrella 2016. Open-coast sandy beaches and coastal dunes. In: Lockwood JL, Maslo B (eds) Coastal conservation. Cambridge University Press, Cambridge, MA Spalding MD, Nature J Coast Conserve 11:31–52. Lacambra C et al 2014. The role of ecosystems in coastal protection and Adaptation in Practice, 597 pages Frank, A. B. 2005. Mycorrhizae: the challenge to evolutionary and ecology theory Mycorrhiza, 15(4): 277-281. Klinge, H. 1974. Litter Production on Tropical Ecosystems. IBP-Synthesis Meeting KualaLumpur. (Mimeographed) Liu, Q., P. Loganathan and M.J. Hedley. 2005. Influence of ectomycorrhizal hyphae on phosphate fractions and dissolution of phosphate rock in rhizosphere soils of Pinus radiate. Journal of Plant Nutrition. 28:1525-1540. Park Youngjin, Mohammad Moniruzzaman, Seunghan Lee, Jeongwhui Hong, Seonghun Won, Jong Min Lee, Hyeonho Yun, Kang-Woong Kim, Daegyun Ko, Sungchul C. Bai, 2016. Comparison of the effects of dietary single and multi-probiotics on growth, non-specific immune responses and disease resistance in starry flounder, Platichthys stellatus, Fish & Shellfish Immunology J., 59. page 351-357. Rattanaloeadnusorn S 2017. Inoculants Fungal Trichoderma, Mucor and Bacillus for Community Development Based on sufficiency economy philosophy. International Journal of GEOMATE, Dec., 2017, Vol. 13, Issue 40, pp.16 – 23. Special Issue on Science, Engineering & Environment, ISSN: 2186-2990, Japan. DOI: https://doi.org/10.21660/2017.40.2517 Odum Howard T., 1983. Ecological and General Systems: An Introduction to Systems Ecology, Revised Edition. University Press of Colorado; Revised, Subsequent edition (May 15, 1994) 644 pages. Wang, H.Y, Fan, B.Q, Hu, Q.X and Yin, Z.Y. 2011. Effect of inoculation with Penicillium expansum on the microbial community and maturity of compost. Bioresource technology 120: 11189-11193. ทัศนีย์ อัตตะนันท์ ประไพ อิสร บัญญัติเศรษฐิติ สมชาย กรีฑาภิรมย์2524. การศึกษาเปรียบเทียบซีโอไลต์กับ วัสดุอื่น ๆ ในระบบชั้ นดินอิฐที่ใช้บําบัดนํ้ าเสียจากห้องสุขา วารสารดินและปุ๋ ย ฉบับที่ 19 หน้า76-84.


มลพิษสิ่ งแวดล้อม 199 เดชา ดวงนามลวสันต์ จันทร์แดงและเจษฎา วงค์พรหม 2559. การร่วงหล่นและปริมาณสารอาหารของซากพืช ป่าชายเลนคลองกาพวน จังหวัดระนอง Litter fall and Nutrient Accumulations of Kamphuan Mangrove Forest, Ranong Province การประชุมวิชาการระบบนิเวศป่ าชายเลนแห่งชาติ มณีวรรณ เกตะวันดี2550. การกําจัดแอมโมเนียไนโตรเจนจากนํ้ าเสียโรงงานอุตสาหกรรมฟอกหนังด้วย แมงกานีสซีโอไลต์ วิทยานิพนธ์ปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กทม. นิตยา เลาหะจินดา2549. นิเวศวิทยา : พื้ นฐานสิ่งแวดล้อมศึกษา สํานักพิมพ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน . 292 หน้า สนิท อักษรแก้ว2542. นิเวศวิทยาและความสําคัญป่ าชายเลน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ. สุกาญจน์ รัตนเลิศนุสรณ์, 2552. ความหลากหลายทางชีวภาพเชื้อราบนฝักโกงกางใบเล็กและแสมขาว : การใช้ประโยชน์เชื้อรา Trichoderma viride วารสารการจัดการป่ าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน ปี ที่ 3 ฉบับที่5 (2552) หน้า60-68. สุกาญจน์ รัตนเลิศนุสรณ์, 2560. หัวเชื้อจุลินทรีย์นาโน nano-microbial Than, คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี12 หน้า. สุขุม เร้าใจและอิสริยา วุฒิสินธุ์ 2552. การกําจัดแอมโมเนียไนโตรเจนจากนํ้ าเสียฟาร์มสุกรและไก่ด้วยแมงกานีส ซีโอไลต์ในแบบจําลองคลองวนเวียน Environmental and Natural Research Journal vol7 No1 June 2009 หน้าที่ 51- .65 สุชาดา ยางเอม 2546.การกําจัดแอมโมเนียในนํ้ าเสียจากตู้เลี้ยงปลาโดยการกรองด้วยดินภูเขาไฟ วิทยานิพนธ์ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กทม. วิจารณ์ มีผล .2548. การเติบโตและผลผลิตซากพืชของไม้โกงกางใบใหญ่ที่ปลูกในพื้ นที่นากุ้งร้าง อําเภอดอน สักจังหวัดสุราษฎร์ธานี, น .133-141. ใน การประชุมวิชาการระบบนิเวศป่ าชายเลนแห่งชาติ อัชฌาณัท รัตนเลิศนุสรณ์ สุกาญจน์ รัตนเลิศนุสรณ์ สายัณต์ สมฤทธิ์ ผล.2560. การพัฒนาการปลูกข้าวอินทรีย์ และพัฒนาชุมชนด้วยหัวเชื้อราผสม ตําบลบึงกาสาม จังหวัดปทุมธานี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 140 หน้า. อดิศักดิ์ ทองไข่มุกและคณะ. 2541 การจัดการมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ศูนย์วิจัยและฝึ กอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรม ส่งเสริมคุณภาพสิ่ งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ปทุมธานี. อารักษ์ดํารงสตยั กาญนถา ครองธรรมชาติสมชาย ดารารัตน์2006. การใช้ซิโอต์ร่วมกับทรายไม่คัดขนาดในการ กําจัดแอมโมเนียไนโตรเจนในนํ้ าเสียจากฟาร์มสุกร (Using Zeolite and ungraded sand to remove ammonia nitrogen from swine wastewater) KKU res Journal (4): ตุลาคม-ธันวาคม หน้าที่311-318.


200 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ บทที่ 5 การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยั่งยืน ความหมายการจัดการสิ่งแวดล้อม หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แนวคิดหลักการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยีสะอาด แบบยั่งยืน หลักการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14000 การตรวจประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอีไอเอ (EIA) พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 สรุปการบริหารจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยีสะอาด แบบยั่งยืน คําถาม เอกสารอ้างอิง การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยั่งยืน 5


การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยังยืน ่ 201 บทนํา ในอดีตที่ผ่านมา มนุษย์มีการแบ่งสัดส่วน ระหว่างการอนุรักษ์และการแก้ปัญหาและผลกระทบ ที่มีต่อ สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติต่อสัดส่วนการใช้ประโยชน์ในสัดส่วนที่ไม่เหมาะสม และไม่ สอดคล้องตามหลักการนิเวศวิทยา หลักการอนุรักษ์วิทยา จึงส่งผลให้โครงสร้างระบบนิเวศ มีชนิดปริมาณและ สัดส่วนและการทํางานเปลี่ยนแปลง ระบบนิเวศมีการสะสมมลสาร สารพิษ ปนเปื้อน วัสดุเหลือทิ้ ง ขยะจํานวน เพิ่ มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่ งมลสารเหล่านี้ เป็ นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการเกิดมลพิษสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้แก่ มลพิษนํ้า มลพิษดิน โรคระบาดชนิดใหม่ๆ ภัยพิบัติธรรมชาติ อื่น ๆ ต่อมา มนุษย์จึงคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ เหมาะสมหรือเทคโนโลยีสะอาด เพื่อช่วยเร่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเร่งการแปรรูปมลสาร สารพิษ สาร ปนเปื้อน วัสดุเหลือทิ้ ง ขยะ อื่นๆ ให้กลายเป็ นผลิตภัณฑ์สินค้าอินทรีย์แบบขยะเป็ นศูนย์(zero waste) เพื่อ ยกระดับปริมาณและคุณภาพ มาตรฐานไอเอสโอ(ISO 14000) มาตรฐานอาหารและยา GMP HACCP เพิ่ มมูลค่า ทางเศรษฐกิจ (eco value) ลดมลพิษสิ่งแวดล้อม มนุษย์สามารถนําทรัพยากรธรรมชาติกลับมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างยังยืน ดังกรณีศึกษา การนําเทคโนโลยีที่เหมาะสมหรือ ่เทคโนโลยีสะอาด ผลิตนวัตกรรมชีวภาพจุลินทรีย์บน ตัวตัวเร่ งอินทรี ย์ (catalyst) ตัวเติมอินทรี ย์(carrier) ตัวจับอินทรี ย์ (binder) และตัวรักษาสภาพอินทรี ย์ (preservation) ที่ผ่านไคโตเทคโนโลยีผลิตสารอินทรีย์ให้มีโมเลกุลขนาดเล็ก ๆ ในรูปสารประกอบที่เหมาะสม และได้มาตรฐานสินค้าระดับสากล ที่มีคุณสมบัติและสรรพคุณ ที่สามารถแก้ปัญหาและลดผลกระทบของ การเกษตรปลูกพืชที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ให้ได้ผลผลิตทางการเกษตร เพิ่ มปริมาณค่าโภชนาการสารอาหาร วิตามินและเกลือแร่ เพิ่ มภูมิคุ้มกัน สารอาหารเสริม ลดการเกิดโรค ลดต้นทุน เร่งการปรับปรุงแก้ไขและอนุรักษ์ พื้ นที่แหล่งอาศัยของชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ในบริเวณระบบนิเวศพื้ นดิน เช่น ระบบนิเวศป่ าไม้ ระบบนิเวศ พื้ นนํ้ า ได้แก่ระบบนิเวศนํ้ าจืด ระบบนิเวศนํ้ ากร่อยหรือระบบนิเวศป่ าชายเลน และระบบนิเวศนํ้าเค็ม ที่มีความสอด หลักการทางวิชาการ ได้แก่ หลักนิเวศวิทยา หลักอนุรักษ์วิทยา หลักการจัดการ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อื่น ๆ ส่วนวัสดุเหลือทิ้ง ขยะ มลสาร สารพิษ อื่น ๆ และผลผลิตทางการเกษตร ที่เหลือหลังจากการใช้ ประโยชน์ของชีวิตกับสิ่งแวดล้อมแล้ว มนุษย์ควรนําเทคโนโลยีที่เหมาะสม ร่วมกับนวัตกรรมหัวเชื้อจุลินทรีย์ แปรรูปวัสดุเหลือทิ้ งและผลผลิตทางการเกษตรให้กลายเป็ นผลิตภัณฑ์สินค้าอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานสากลเช่น สาร เร่งการเจริญเติบโตพืชผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์ฮอร์โมน เอนไซม์ นํ้ าตาลกรดอะมิโนคีเลต กรดฮิวมิค หรือพีจีพีเอ็ม อาหารเสริมและสารเพิ่ มภูมิคุ้มกัน สําหรับการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์การประมง อุตสาหกรรม ลดมลพิษ สิ่งแวดล้อม ลดความรุนแรงของปรากฏการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติและลดโรคระบาดใหม่สําหรับนักบริหารจัดการ ฯถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรมและประชาสัมพันธ์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมกับเทคโนโลยีหัว เชื้อจุลินทรีย์ตั้ งแต่กิจกรรมต้นนํ้ า กิจกรรมกลางนํ้ าและกิจกรรมปลายนํ้ า คือ กิจกรรมต้นนํ้ า กิจกรรมการอนุรักษ์ ป่ าไม้ ป่ าชายเลน สัตว์ป่ า สัตว์นํ้ า จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ และการกําจัดมลสาร ร่วมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีหัว เชื้อจุลินทรีย์ กิจกรรมกลางนํ้า :กิจกรรมการแปรรูปวัสดุเหลือทิ้ งขยะ และผลผลิตทางการเกษตร ร่วมกับ เทคโนโลยีหัวเชื้อจุลินทรีย์และกิจกรรมปลายนํ้ า :กิจกรรมการประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับเทคโนโลยีนวัตกรรม จุลินทรีย์สําหรับการดําเนินการจัดการผลิตชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ การผลิตภัณฑ์สินค้าของ


202 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ ชุมชน สถานประกอบการ การขยายพื้นที่เป้ าหมาย และผู้มีส่วนได้ทุกภาคส่วน ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐบาล เอกชน ชุมชน การดําเนินการขยายธุรกิจตลาดผ่านโปรแกรมสําเร็จรูปหรือแอพพลิเคชัน สื่ออิเลคทรอนิกส์ตํารา หนังสือ แผ่นพับ โปสเตอร์ อื่น ๆ ตามด้วยกิจกรรมการตรวจติดตามและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอีไอเอ (Environmental Impact Assessment : EIA) เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลผลกระทบในมิติด้านสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับ โครงสร้างและการทํางานในระบบนิเวศ การอนุรักษ์ต่อการนําไปใช้ประโยชน์มิติเศรษฐกิจเกี่ยวกับรายได้กําไร มิติสังคมและสุขภาพ (SROI) การสร้างานสร้างอาชีพ สุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มิติวัฒนธรรม การ สร้างอัตลักษณ์ในเชิงพื้ นที่ ตามมาตรฐาน ISO 14000 แบบขยะเหลือศูนย์และบรรลุผลสําเร็จตามเป้ าหมายใน 4 ด้านหรือมิติ คือ 1. ด้านหรือมิติสิ่งแวดล้อม ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมยังคงทํางานเหมือนเดิม แม้จะมีปริมาณมลสาร สารพิษ วัสดุเหลือทิ้ ง ขยะ หลังการใช้ประโยชน์ชีวิตกับสิ่ งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติ 2. ด้านหรือมิติสังคม ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมยังคงมีคุณภาพชีวิตที่ดีปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และเพิ่ม ภูมิคุ้มกันแก่ชีวิต 3. ด้านหรือมิติเศรษฐกิจ มนุษย์มีรายได้กําไรเพิ่ มขึ้น จากการลดต้นทุน เพิ่ มผลผลิต ทําให้ประเทศชาติ พัฒนาแบบก้าวกระโดด 4. ด้านหรือมิติอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมดี ดังนั้น ในศตวรรษที่21 มนุษย์ควรออกแบบการจัดการบริหารชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ร่วมกับนวัตกรรม และเทคโนโลยีที่เหมาะสมหรือเทคโนโลยีสะอาด แบบขยะเหลือศูนย์โดยการวางแผนงานกิจกรรม โครงการ การจัดการต้นนํ้า การจัดการกลางนํ้ าและการจัดการปลายนํ้าร่วมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบครบวงจร เพื่อทําให้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม สามารถนําไปใช้ประโยชน์ลดมลพิษสิ่งแวดล้อม ลดความรุ นแรงของ ปรากฏการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติ ลดโรคระบาดใหม่ ๆ และก่อให้เกิดการอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมแบบยังยืน ่ พร้อมกันนี้ต้องดําเนินการตรวจติดตามและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หลังการบริหารจัดการชีวิตกับ สิ่งแวดล้อมและ ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ศาสตร์ต่างๆ เช่น หลักนิเวศวิทยา หลักการจัดการชีวิตกับ สิ่งแวดล้อม หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาตรฐานไอเอสโอISO 14000 พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนา สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ .ศ.2535 เพื่อการศึกษาวิจัยด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ในการออกแบบและประดิษฐ์ นวัตกรรมและเทคโนโลยีสําหรับใช้แก้ปัญหา ปรับปรุงแหล่งที่อยู่อาศัยเพื่อทําให้ชีวิตและระบบนิเวศสามารถ ทํางานได้อย่างซับซ้อน ระบบนิเวศอยู่ในสถานภาพสมดุลธรรมชาติ ที่สามารถให้ปัจจัยสี่และปัจจัยห้า สําหรับ การดํารงชีพ สุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียดแบบยังยืน ่


การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยังยืน ่ 203 การจัดการต้นนํ้า : - เทคโนโลยีและนวัตกรรมหัวเชื้อจุลินทรีย์การอนุรักษ์แหล่งอาศัย/ ทรัพยากรธรรมชาติ ลดมลพิษสิ่งแวดล้อม - เทคโนโลยีและนวัตกรรมหัวเชื้อจุลินทรีย์พัฒนาเกษตรอินทรีย์ อุตสาหกรรม การแพทย์ อื่น ๆ การจัดการกลางนํ้า : เทคโนโลยีและนวัตกรรมหัวเชื้อจลินทรีย์ุการแปรรูปวัสดุ เหลือ ทิ้งและผลผลิตเกษตร เทคโนโลยีและนวัตกรรมหัวเชื้อจลินทรีย์ุผลิตภัณฑ์สินค้า อินทรีย์ เพื่อการเกษตรอินทรีย์ ประมง อุตสาหกรรม อาหาร เสริม สิ่งแวดล้อม การแพทย์ อื่น ๆ การจัดการปลายนํ้า : เทคโนโลยีการสร้างแอปพลิเคชันการผลิตและการตรวจติดตาม แบบอัจฉริยะสมาร์ท เทคโนโลยีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ เทคโนโลยีการตลาดเพื่อจําหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าสารอินทรีย์ เทคโนโลยีการบริหารจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมและตรวจติดตาม และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานไอเอสโอISO ภาพที่ 5.1 การบริหารจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมและเทคโนโลยี สะอาด เพื่อกําจัด/ลดมลสาร สารปนเปื้อน วัสดุเหลือทิ้ ง ขยะการแปรรูปผลผลิตเกษตร ตามมาตรฐาน ISO 14000 แบบขยะเหลือศูนย์ 5.1 ความหมายการจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดการสิ่งแวดล้อม (management) หมายถึง การดําเนินการจัดการสิ่งแวดล้อมในรูปแบบต่าง ๆ ทั้ง ด้านการจัดหา การเก็บรักษา การซ่อมแซม การใช้อย่างประหยัด และการสงวนรักษา เพื่อกิจกรรมที่ดําเนินการ ให้ผลสําเร็จต่อมวลมนุษย์และธรรมชาติแบบยังยืน ่โดยกระบวนการในแต่ละขั้ นตอนที่ชัดเจน การจัดการสิ่งแวดล้อม หมายถึง การดําเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อทําให้สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรามีผลสําเร็จที่ดีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต มีเทคนิควิธีการป้ องกันไม่ให้เกิดปัญหาภาวะมลพิษสิ่งแวดล้อม และส่งผลกระทบต่อการดํารงชีวิต โดยยึดหลักการทางอนุรักษ์วิทยา ได้แก่ การประหยัด การปรับปรุง การถนอม


204 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ การเพิ่ มประสิทธิภาพ การทดแทน อื่น ๆ เพื่อทําให้กลุ่มสิ่งมีชีวิตได้สัดส่วนกับแหล่งที่อยู่อาศัย และสามารถ ทํางานได้ตามบทบาทและหน้าที่อย่างซับซ้อน สอดคล้องตามหลักนิเวศวิทยา ดังนี้ 1. การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะต้องเป็ นไปอย่างสมเหตุสมผล มีเทคนิคการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาด ไม่ฟุ่มเฟื อย ไม่เกิดการสูญเปล่าหรือสูญเสียน้อยที่สุด 2. การประหยัดในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่หายากและทรัพยากรธรรมชาติที่กําลังจะสูญพันธุ์ 3. การปรับปรุงซ่อมแซมสิ่งแวดล้อมและแหล่งที่อยู่อาศัย ที่เสื่อมโทรม ร่วมกับการนํานวัตกรรมและ เทคโนโลยีที่เหมาะสม ให้คืนสู่สภาพสมดุลธรรมชาติ พร้อมนํากลับมาใช้ใหม่ ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมมีคุณภาพชีวิต ที่ดี 5.2 หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย 5 ส่วนหลักได้แก่ ส่วนที่ 1กรอบแนวคิด จัดเป็ นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดํารงอยู่และการปฏิบัติตนในทางที่ควรจะ เป็ น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย ที่สามารถนํามาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็ นการมอง โลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภาวะวิกฤต เพิ่ มความมันคง และความ่ ยังยืนของการพัฒนา ่ ส่ วนที่ 2 คุณลักษณะ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนํามาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุก ระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็ นขั้ นตอน ส่ วนที่ 3 คํานิยาม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะ คือ พอประมาณ มี เหตุผล มีภูมิคุ้มกัน18 (3 ห่วง)ได้แก่ 18ห่วง 1 ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป ไม่ เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ 18ห่วง 2 ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคํานึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทํานั้น ๆ อย่างรอบคอบ 18ห่ วง 3 การมีภูมิค้มกันที่ดีในตัวุหมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการ เปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคํานึงถึงความเป็ นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นใน อนาคตทั้ งใกล้และไกล ส่วนที่ 4 เงื่อนไข การตัดสินใจและการดําเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้ง ความรู้ และคุณธรรมเป็ นพื้ นฐาน 2 เงื่อนไขกล่าวคือ เงื่อนไขที่1 ความรู้ต้องประกอบด้วยความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการศาสตร์ความรู้ต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนําความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการ วางแผนงาน โครงการและเพิ่ มความระมัดระวังในขั้ นตอนการปฏิบัติจริง เงื่อนไขที่ 2 คุณธรรม ที่จะต้องมีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความ อดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดําเนินชีวิต ส่วนที่5 ผลที่ได้รับจากแนวทางปฏิบัติ หลังจากนําปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การ พัฒนาที่สมดุลและยังยืน ่ อันนําไปสู่ความสมดุลใน 4 มิติได้แก่ มิติเศรษฐกิจ มิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติ


การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยังยืน ่ 205 วัฒนธรรม นั่ นคือสามารถพึ่งตนเองได้ระดับหนึ่ ง อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างสันติสุข การอยู่ร่วมกับ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยังยืน ระบบเศรษฐกิจ ่ ที่พอเพียง มุ่งเน้นให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างยังยืน ่ และใช้จ่ายเงินให้ได้อย่างพอเพียงและประหยัด ตามกําลัง โดยปราศจากการกู้หนี้ยืมสิน และถ้ามีเงินเหลือ แบ่ง เก็บออมไว้ ช่วยเหลือผู้อื่น และใช้จ่ายเพิ่ มปัจจัยเสริม ดังนั้น หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็ นกรอบแนวคิดที่ จะทําให้เกิดการพัฒนาแบบก้าวหน้า บนพื้นฐานของกระบวนการวิทยาศาสตร์ เพื่อก่อให้เกิดการจัดการฯตั้งแต่ กิจกรรมต้นนํ้ า กิจกรรมกลางนํ้ าและกิจกรรมปลายนํ้ าแบบครบวงจร ดังนี้คือ ภาพที่ 5.2 หลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการบริหารจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ขั้นที่1กิจกรรมต้นนํ้ า เป็ นกิจกรรมที่มุ่งแก้ปัญหาและผลกระทบของเกษตรกรจากการปลูกข้าวอินทรีย์ เพื่อการบริโภค ปัญหาที่ดิน ปัญหาความเสี่ยงเรื่องนํ้ า จะทําให้เกษตรกรสามารถมีข้าวอินทรีย์เพื่อการบริโภคและ การยังชีพในระดับหนึ่ง มีรายได้ที่จะใช้เป็ นค่าใช้จ่าย ที่ไม่สามารถผลิตเองได้ การสร้างภูมิคุ้มกัน กิจกรรมต้นนํ้ า จัดเป็ นกิจกรรมที่เกษตรกรจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากเครือข่ายชุมชน หน่วยงานราชการ มูลนิธิ และ ภาคเอกชน ตามความเหมาะสมความพอเพียงในระดับชุมชน และระดับองค์กรเพื่อชุมชนมีเศรษฐกิจ สิ่ งแวดล้อม สังคมที่พอเพียงแบบก้าวกระโดดและศิวิไล มีอัตลักษณ์ 1.การวิเคราะห์สภาพปัญหาและผลกระทบของชุมชน ในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม 2.การรวบรวมองค์ความรู้& บรูณาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนวัตกรรม:จุลินทรีย์ 3.การออกแบบนวัตกรรมชีวภาพจากความหลากหลายทางชีวภาพจุลินทรีย์และเทคโนโลยี ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความพอประมาณ มีเหตุผล ภูมิคุ้มกัน เป้ าหมาย Leads to 4.การ ดําเนินการ/การ บริการวิชาการ แก่ชุมชน ร่วมกับ เทคโนโลยี 6.การขยายพื้ นที่/ ต้นแบบโมเดล 5. การตรวจติดตาม/ การวิจัย/การ ประชาสัมพันธ์ สิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม


206 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ ขั้นที่2กิจกรรมกลางนํ้ า จัดเป็ นกิจกรรมการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ หรือการรวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เพื่อร่วมมือกัน สร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่ม และส่วนรวม บนพื้ นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามกําลังและความสามารถของตน ซึ่ง จะทําให้ชุมชน เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติแบบก้าวหน้าครอบคลุมทฤษฎีใหม่ ขั้นที่3กิจกรรมปลายนํ้า จัดเป็ นกิจกรรมส่งเสริมให้ชุมชนหรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน สร้างความ ร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ ในประเทศ เช่น บริษัทขนาดใหญ่ ธนาคาร สถาบันวิจัย เป็ นต้น ในการสืบทอดภูมิปัญญา การแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยีนวัตกรรม การถอดบทเรียนจากการพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทําให้ ประเทศชาติดําเนินชีวิตอย่างพอเพียง ไม่เบียดเบียนกัน เพิ่ มการแบ่งปัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ในที่สุด เป้ าหมายของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป้ าหมายการดําเนินการตามกรอบแนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักการนิเวศวิทยา หลักการ อนุรักษ์วิทยา แผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ ย่อมก่อให้เกิดเป้ าหมายของการบริหารจัดการฯแบบยังยืน ่ ใน 4 ด้านหรือมิติ คือ ด้านหรือมิติเศรษฐกิจ มิติสังคม มิติสิ่ งแวดล้อม และมิติวัฒนธรรม ภาพที่ 5.3-5.4 ดังนี้คือ 1. มิติการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เมื่อมนุษย์บูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ เหมาะสม เพื่อแปรรูปวัสดุเหลือทิ้ งผลผลิตเกษตรกลายเป็ นผลิตภัณฑ์สินค้าที่สามารถนําไปใช้ประโยชน์ในการ แก้ไขปัญหาและผลกระทบได้ดีย่อมทําให้ระบบนิเวศคืนสู่ภาวะสมดุลธรรมชาติ ส่งผลให้ชีวิตมีแหล่งอาศัยที่ เหมาะ สามารถทํางานอย่างซับซ้อนและเป็ นวัฏจักร 2. มิติการพัฒนาด้านเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เป้ าหมายสูงสุดของการดําเนินการจัดการฯด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยีแบบมีส่วนร่วมของเครือข่ายฯ ย่อมทําให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ ายได้ผลกําไร รายได้ เพิ่ มการ เติบโตของประเทศชาติๆเกิดการพัฒนาประเทศชาติแบบก้าวกระโดดอย่างยังยืน ่ ในขณะที่ โครงสร้างและการ ทํางานของระบบนิเวศยังคงเหมือนเดิม หลังจากการใช้ชีวิตและสิ่งแวดล้อมพัฒนาประเทศชาติ เพิ่ มการอนุรักษ์ ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติลดการเกิดมลพิษสิ่งแวดล้อม ลดภัยพิบัติธรรมชาติและลดการเกิด โรคระบาด เป็ นต้น 3. มิติการพัฒนาด้านสังคมอย่างยั่งยืน การยึดมั่นในการดําเนินการจัดการฯด้วยนวัตกรรมและ เทคโนโลยีบนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและมีคุณธรรมและมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างมีเหตุมีผลในทุก กระบวนการ ย่อมทําให้เกิดปรับปรุงพัฒนาแหล่งอาศัยให้อยู่ในสถานภาพที่สมดุลธรรมชาติสําหรับชีวิตกับ สิ่งแวดล้อมใช้เป็ นแหล่งอาศัยและทํางานตามบทบาทและหน้าที่ ประชาชนในชุมชนและประเทศชาติมีสุขภาพ อนามัยที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และมีความสุข เป็ นต้น 4. มิติการพัฒนาด้านวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ถ้าหากในสังคมมีศิลปวัฒนธรรมที่ดีย่อมทําให้สังคมน่าอยู่ มนุษย์มีการแบ่งปั่นต่อกัน เพิ่ มการให้และแลกเปลี่ยน ลดการแก่งแย่ง หน้าตายิ้ มแย้มแจ่มใส สร้างอัตลักษณ์ของ แต่ประเทศ 5.3 แนวคิดหลักการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมสะอาดแบบยั่งยืน กรอบแนวคิดการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สะอาดหรือเทคโนโลยีที่ เหมาะสม ต้องอาศัยการบวนการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม 4 ขั้ นตอน ได้แก่


การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยังยืน ่ 207 ขั้นตอนที่ 1 การวางแผน การกําหนดโครงการ กิจกรรม จากสภาพปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นใน ศตวรรษที่ 21 ตั้งแต่ช่วงต้นนํ้ากลางนํ้าและปลายนํ้า โดยบูรณาการนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สะอาด (CT) หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ๆที่ได้มาตรฐานสินค้าสากล ได้แก่ หัวเชื้อจุลินทรีย์ ถังบําบัด กําจัดนํ้าเสียชีวภาพด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์แบบอัตโนมัติ ถังแก๊สชีวภาพ ถังหมักปุ๋ ยชีวภาพผสมจุลินทรีย์แบบ สมาร์ท ถังสกัดสารอาหารเสริ ทและสร้างภูมิคุ้มกันพืช สัตว์และมนุษย์ อื่น ๆ จากมลสาร สารปนเปื้อน (pollutants) วัสดุเหลือทิ้ ง ขยะ อื่น ๆ สําหรับการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ร่วมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ ทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพสูงและสามารถแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น โดยการวางแผนงานการจัดการชีวิตกับ สิ่งแวดล้อม ที่มีความเชื่อมโยงกันเสมอ ในการพัฒนาชุมชน เอกชนและประเทศชาติ แบบมีส่วนร่วมของ เครือข่ายฯ 3 ช่วงกิจกรรม ดังนี้คือ 1. กิจกรรมต้นนํ้ า คือกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาและส่งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและชีวิต หรือทรัพยากรธรรมชาติด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้กลุ่มเป้ าหมายสามารถได้ผลผลิต เพิ่ ม ลดต้นทุน ลดมลพิษสิ่ งแวดล้อม เพิ่ มภูมิคุ้มกัน เพิ่ มรายได้ ผู้บริโภคปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ อื่น ๆ 2. กิจกรรมกลางนํ้ า คือกิจกรรม โครงการที่นํามลสาร สารพิษ วัสดุเหลือทิ้ ง ขยะ อื่นๆมาดําเนินการแปร รูป ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อทําให้ได้ผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ที่ได้มาตรฐานสากล สําหรับ นําไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการเกษตร ประมง การแพทย์ อุตสาหกรรมอื่นๆ ลดมลพิษสิ่งแวดล้อม เพิ่ ม ประสิทธิภาพการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่ มรายได้กําไรแก่ผู้มีส่วนได้ทุกภาคส่วน 3. กิจกรรมปลายนํ้ า คือ กิจกรรมการประยุกต์ใช้โปรแกรมสําเร็จรูปหรือแอพพลิเคชันการจัดการธุรกิจ การตลาดทั้ งออนไลน์แลละออฟไลน์ การประยุกต์ใช้แอพพลิเคชันการตรวจติดตามประเมินผลกระทบที่มีต่อชีวิต และสิ่ งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติแบบอัจฉริยะสมาร์ท (smart farming) ขั้นตอนที่ 2 การเตรียมความพร้อม งบประมาณประจําปี เพื่อเตรียมครุภัณฑ์ วัสดุ บุคลากร หน่วยงาน อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องแต่ละโครงการกิจกรรมต่างๆแบบมีส่วนร่วมของเครือข่ายฯ ขั้นตอนที่ 3 การดําเนินการอนุรักษ์การใช้ประโยชน์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่สะอาด ของกิจกรรมต้นนํ้ า กลางนํ้ าและปลายนํ้ าไว้ ได้แก่ กิจกรรมการกําจัดและแปรรูปมลสาร สารปนเปื้อน ร่วมกับหัว เชื้อจุลินทรีย์และเทคโนโลยีให้กลายเป็ นนวัตกรรมใหม่ เช่น สารเร่งการเจริญเติบโตพืช ปุ๋ ยชีวภาพ ตัวเร่ง อินทรีย์ สารอาหารเสริม เป็ นต้น สําหรับนําไปใช้ประโยชน์ในการปลูกป่ าไม้และอนุรักษ์ป่ าไม้และลดมลสาร ปนเปื้อนที่เป็นสาเหตุมลพิษสิ่งแวดล้อม หลังจากนั้น นักบริหารจัดการฯ ต้องดําเนินการกิจกรรมการใช้ประโยชน์ และกิจกรรมการตรวจติดตามการประเมินผลกระทบสิ่ งแวดล้อมอีไอเอ ตามมาตรฐาน ISO14000 และขยายพื้นที่ การบริ หารจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ด้วยเทคโนโลยีนวีตกรรมสะอาด สู่พื้นที่เป้ าหมายอื่น ๆ เพื่อทําให้ โครงสร้างและการทํางานของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต สามารถทํางานได้อย่างซับซ้อนเหมือนเดิม ขั้นตอนที่ 4 การควบคุมและการประชาสัมพันธ์ เพื่อเผยแพร่แนวทางการอนุรักษ์และการใช้ชีวิตกับ สิ่งแวดล้อม ผ่านการประยุกต์ใช้โปรแกรมสําเร็จรูปหรือแอพพลิเคชัน สื่อ คลิป ตํารา หนังสืออิเลคทรอนิกส์ (E-book) แผ่นพับ อื่น ๆ เพื่อส่งเสริมและทําให้มนุษย์สามารถนําชีวิตกับสิ่งแวดล้อมกลับมาใช้ใหม่ได้อย่าง


208 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ ต่อเนื่อง เพิ่ มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ ลดปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม ลดการเกิดโรคระบาด ลดปรากฏการณ์ ภัยพิบัติธรรมชาติ อื่น ๆ 5.4 หลักการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยีสะอาดแบบยั่งยืน ปัจจุบันพบว่าทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและโลกกําลังเข้าสู่สถานภาพขั้น วิกฤต ส่งผลให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ทั่ วโลกเกิดความกังวลเกี่ยวกับความรุนแรงของปรากฏการณ์ภัยพิบัติ ธรรมชาติที่จะเกิดขึ้น อันเนื่องมาจากการทําลายชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็ว มนุษย์ขาดการจัดการชีวิตกับ สิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ และมนุษย์ปล่อยให้ปัญหาและผลกระทบรุนแรงขึ้น เกิดภาวะวิกฤตหรือมลพิษ สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศเกิดปรากฏการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติและโรคระบาดที่มีความรุนแรงเพิ่ มมากขึ้น ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมควรจะต้องรู้และเข้าใจ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้พื้นฐาน เกี่ยวกับหลักการพื้นฐาน เกี่ยวกับสิ่ งแวดล้อม หลักการนิเวศวิทยา หลักการอนุรักษ์วิทยา หลักการกําจัดสารปนเปื้อนในทรัพยากรธรรมชาติ หลักการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนถึงหลักการจัดการสิ่งแวดล้อม อื่น ๆ แบบผสมผสาน อันจะ ก่อให้เกิดประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด แต่เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ น้อยที่สุด ดังนั้น ขั้นตอนแรกในการดําเนินการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ต้องสํารวจสภาพและวิเคราะห์ สถานภาพของระบบนิเวศของทรัพยากรธรรมชาติหรือชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เพื่อประเมินสถานภาพของระบบ ทรัพยากรธรรมชาติ สภาพปัญหาและสาเหตุของปัญหา อันจะนําไปสู่การราบรวมข้อมูล การออกแบบและคิด สร้างประดิษฐ์นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมและสร้างสรรค์และนํานวัตกรรมและเทคโนโลยีเหล่านั้น ใน แผนงานโครงการกิจกรรม เพื่อทําให้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมมีโครงสร้างและการทํางานร่วมกันอย่างซับซ้อน และ ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมสามารถแสดงพฤติกรรมหรือแสดงบทบาทหน้าที่ได้อย่างเป็ นรูปธรรม หลังจากนั้น มนุษย์ทํา การประเมินประสิทธิภาพของระบบนิเวศ หลังจากดําเนินการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม และการประชาสัมพันธ์ การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ตั้ งแต่โครงการหรือกิจกรรมต้นนํ้ า กิจกรรมกลางนํ้ าและกิจกรรมปลายนํ้ าที่มี ความสัมพันธ์ต่อเนื่องและเชื่อมโยงกัน อันส่งผลให้โครงสร้างและทํางานร่วมกันเหมือนเดิมและยังคงภาวะสมดุล สมดุลธรรมชาติอันนําไปสู่เป้ าหมายและมีความสอดคล้องตามหลักการฯ ต่าง ๆ อย่างมีเหตุและมีผล ก่อให้เกิด ภาพที่ต้องการหรื อภาพที่พึงปรารถนา นั้นแสดงว่าการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อ มจัดเป็ นทั้งศิลปะและ วิทยาศาสตร์คือมนุษย์ต้องรอบรู้เกี่ยวกับชีวิตกับสิ่งแวดล้อมอย่างมีเหตุและมีผล มีความสอดคล้องและเชื่อมโยง กันอย่างซับซ้อน โยการดําเนินการปฏิบัติจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือ กระบวนการพีดีซีเพื่อก่อให้เกิดภาพพจน์ที่พึงปรารถน าของระบบนิเวศของโลกหรือชีวมณฑลแบบยังยืน ่ 5.4.1 ขั้ นตอนการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยีสะอาดแบบยั่งยืน จากแนวคิดหลักการบริหารจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยีสะอาด หลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง ทั้งในระดับชุมชน จังหวัด ประเทศชาติและระดับนานาชาติ ต้องเข้าใจและทราบถึงขั้ นตอนการบริหาร จัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม 4 ขั้นตอน ที่มีความสอดคล้องกับ คือ 1) ขั้ นตอนการวางแผน 2) ขั้ นตอนการเตรียม ความพร้อม 3)ขั้ นตอนการดําเนินการ และ4) ขั้ นตอนการควบคุม โดยที่ในแต่ละขั้นตอนต้องดําเนินการภายใต้ กระบวนการวิทยาศาสตร์ 5 ขั้นตอนคือ 1) การสํารวจสภาพปัญหาและผลกระทบก่อนการจัดการฯ 2) การ


การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยังยืน ่ 209 รวบรวมข้อมูล 3) การออกแบบคิดประดิษฐ์นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมอย่างสร้างสรรค์ 4.) การ จัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมและการตรวจติดตามและวิเคราะห์ประสิทธิภาพหลังการจัดการฯ 5) การสรุ ป ประสิทธิภาพหลังการจัดการฯ ดังรายละเอียดดังนี้ ขั้นตอน 1 ศึกษาสภาพปัญหาและผลกระทบ ที่มีต่อชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ดังเห็นได้จากกรณีศึกษาการ ปลูกข้าวปลอดภัยด้วยปุ๋ ยเคมีที่มีส่วนประกอบของธาตุอาหารของไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) ทําให้เกษตรกรชาวนาประสบปัญหาและผลกระทบ อาทิผลผลิตตํ่า ต้นทุนสูง ผลผลิตข้าวที่ได้มีการ ปนเปื้อนโลหะหนักและสารพิษ สภาพดินนาหลังการปลูกข้าวมีการกระจายของจุลินทรีย์ก่อโรค สภาพพิเอสของ ดินนามีสภาพเป็ นดินกรดเพิ่มมากขึ้น ดินแข็ง ปริ มาณธาตุอาหารหลัก และรอง และเสริมอยู่ในรูปที่ไม่ เหมาะสม ถูกชะล้างไปก่อนที่รากพืชจะดูดซึมและนําไปใช้ประโยชน์ในการเจริญเติบโตของพืช ขั้นตอน 2 การรวบรวมและบูรณาการศาสตร์เพื่อประกอบการคิดประดิษฐ์และนวัตกรรม/สิ่งประดิษฐ์ และเทคโนโลยีจากการแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติผลผลิตเกษตร วัสดุเหลือทิ้ง สําหรับการแก้ปัญหาสภาพชีวิต และผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อส่งผลให้โครงสร้างและทํางานร่วมกันได้อย่างซับซ้อนดังเดิม หรือดีกว่าเดิม ดังกรณีศึกษาการนําชีวภัณฑ์หัวเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ที่ได้จากกระบวนการแยกเชื้อจุลินทรีย์ บริสุทธิ์จากแหล่งอาศัยต่าง ๆ ในระบบนิเวศ เพื่อการผลิตเป็ นชีวภัณฑ์หัวเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ที่ได้มาตรฐาน สินค้าไอเอฟโอเอเอ็ม สําหรับแก้ไขปัญหาและผลกระทบของเกษตรกรชาวนาได้ผลผลิตข้าวอินทรีย์ออร์แกนิก เพิ่ มขึ้น ลดต้นทุนต่อไร่ ผลผลิตข้าวเปลือกที่ได้ปราศจากการปนเปื้อนโลหะหนักและสารพิษ สภาพดินนาหลัง การปลูกข้าวมีการกระจายของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์เพิ่ มมากขึ้น ลดจุลินทรีย์ก่อโรค สภาพพีเอสของดินนามีสภาพ เหมาะสม ดินมีความร่วนซุยเพิ่ มขึ้น ปริมาณธาตุอาหารหลักและรองและเสริมอยู่ในรูปที่เหมาะสมสามารถละลาย นํ้ ารวดเร็วลดการถูกชะล้างไปก่อนที่รากพืชจะดูดซึมและรากสามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์ ชักนําการเจริญเติบโตได้ อย่างเต็มที่ อันเนื่องจากd]wdการทํางานของเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ในชีวภัณฑ์ ดังนี้คือ(Rattanaloeadnusorn 2017 Lavakush et al. 2014 Ahemad et al. 2011 Govindasamy et al. 2008 และ Figueiredo et al. 2009 สุ กาญจน์และ คณะ 2566ถ) 2.1 เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ในชีวภัณฑ์สามารถหลังเอนไซม์หลากหลายชนิด ่ ที่ช่วยเร่งการย่อยสลาย ธาตุอาหารหลักและรองและเสริมที่อยู่ในรูปที่ไม่เหมาะสมหรืออินทรียสารที่สะสมในดิน (Organic Material : OM) ให้อยู่ในรูปสารประกอบที่เหมาะสม รากพืชสามารถดูดซึมนําไปใช้ในการเจริญเติบโตได้ ดังเห็นได้จาก กรณีพื้ นที่ดินหลังการเกิดปรากฏการณ์นํ้ าท่วม จําทําให้สภําพดินเกิดมักจะเกิดสารแอมโมเนีย 2 รูปที่เป็ นอันตราย ต่อการเจริญเติบโตของพืช คือสารละลายแอมโมเนียไอออน (NH4 —) และแอมโมเนียอิสระ(NH3) โดยแอมโมเนีย อิสระจะมีความเป็ นพิษรุ่นแรงมากกว่าสารละลายแอมโมเนียไอออนถึง 50 เท่า (สุชาดา, 2546) ซึ่งแอมโมเนีย กลุ่มนี้จะมีความเป็ นพิษต่อการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ ตลอดจนเป็ นสาเหตุที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม แต่ เมื่อเกษตรกรหว่านหัวเชื้อจุลินทรี ย์ปฏิปักษ์จะเกิดกระบวนการไนตริ ฟิ เคชั่ น (nitrification) ทําให้พืชได้รับ สารประกอบไนไตรต์และไนเตรตและก๊าซไนโตรเจนได้ดีในขณะที่เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ที่เกาะที่ปลายรากพืชก็ จะตรึงไนโตเจนจากบรรยากาศ ทําให้พืชได้รับสารอาหารโปรตีน กรดอะมิโน ช่วยเร่งการแตกตาดอก ติดผล เพิ่ ม การสังเคราะห์แสง เพิ่ มการเจริญเติบโตมากกว่าปกติ


210 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ 2.2 เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์หลั่ งสารไปรโอติก (probiotic) เซซามีน แอนโทรไซยานิน สําหรับการ ควบคุมเชื้อราก่อโรค ดังกรณีเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ Trichoderma สายพันธุ์ต่าง ๆ สามารถควบคุมจุลินทรีย์ก่อโรค อันเนื่องจากราและแบคทีเรียก่อโรคได้ได้แก่ เชื้อรา -Alternaria spp. -Phytophthora palmivora -Fusarium spp. -Rhizoctonia sp. -Cercospora spp. -Acrocylindrium oryzae -Erwinia spp. - Pyricularia oryzae -Colletotrichum spp. แบคทีเรีย -Ralstonia solanacearum - Xanthomonas campestris 2.3 เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ช่วยในการปรับสภาพ pH ดินให้เหมาะสม สําหรับช่วยเร่งการย่อยสลายวัสดุ เหลือทิ้ งที่เป็ นอินทรียสารการควบคุมจุลินทรีย์ก่อโรค ช่วยการเพิ่ มปริมาณธาตุอาหารลดปริมาณโลหะหนักที่ ปนเปื้อนในดินให้ถูกกําจัดและลดน้อยลงเรื่อย ๆ ตามลําดับ (Rattanaloeadnusorn 2017 Lavakush et al. 2014 Ahemad et al. 2011 Govindasamy et al. 2008และ Figueiredo et al.2009) ขั้นตอน 3 การออกแบบการจัดการบนกรอบแนวคิดหลักการจัดการ โดยออกแบบโครงการและกิจกรรม ในการวางแผน การเตรียมความพร้อม การดําเนินการจัดการฯและการควบคุม ร่วมกับการใช้นวัตกรรมและ เทคโนโลยีจากทรัพยากรธรรมชาติในระบบนิเวศนั้นๆ ที่มีความสอดคล้องตามแนวคิดหลักการจัดการชีวิตกับ สิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยในการเร่งการทํางานและปรับโครงสร้างของระบบ ให้คืนสู่สภาพสมดุลธรรมชาติรวดเร็วขึ้น กว่าปกติ ลดความรุนแรงของผลกระทบในช่วงเวลาสั้นลง เป็ นต้น ขั้นตอนที่ 4 การดําเนินการจัดการ นักบริหารดําเนินการฯผ่านโครงการหรือกิจกรรมย่อยๆ ตั้ งแต่ โครงการหรือกิจกรรมต้นนํ้ ากิจกรรมกลางนํ้ าและกิจกรรมปลายนํ้ า ดังรายละเอียดดังนี้ ดังภาพที่ 5-2 และภาพที่ 5-3 4.1กิจกรรมต้นนํ้า: การวางแผนการดําเนินการร่วมกับนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยี อย่างมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาครัฐบาล เอกชนและชุมชน ในช่วยเร่งการแก้ปัญหาและผลกระทบโดยผ่าน โครงการย่อย ๆ ได้แก่ -โครงการการเพาะต้นกล้าข้าว ด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์ร่วมกับสารชีวภาพผสมพีจีพีเอ็ม เพื่อเร่งการ งอก การรอดตาย เร่งการเจริญเติบโตของราก ลําต้น ใบ -โครงการการปลูกข้าวอินทรีย์และแปรรูป ด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์ร่วมกับสารชีวภาพหรือพีจีพีเอ็ม ทดแทนการปลูกด้วยปุ๋ ยเคมีเพื่อเพิ่ มความร่วนซุยของดิน เร่งการย่อยสลายตอซัง -โครงการตรวจติดตามทางกายภาพและชีวภาพหลังการปลูกข้าวออร์แกนนิกไทยแลนด์ -โครงการบริหารจัดการปลูกข้าวด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์ร่วมกับสารชีวภาพผสมพีจีพีเอ็ม ทดแทน การใช้ปุ๋ ยเคมี ลดการใช้ปุ๋ ยต่อไร่ เพิ่ มผลผลิต ลดสารปนเปื้อน -โครงการประชาสัมพันธ์การปลูกข้าวออร์แกนนิกไทยแลนด์ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ


การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยังยืน ่ 211 4.2 การเตรียมความพร้อม โครงการ กิจกรรมในงบประมาณประจําปี เพื่อเตรี ยมครุภัณฑ์ วัสดุ บุคลากร หน่วยงาน อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องแต่ละโครงการกิจกรรมเหล่านั้นแบบมีส่วนร่วมของเครือข่ายฯ 4.3 กิจกรรมกลางนํ้ า:การดําเนินการโครงการ ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ พร้อมการศึกษาวิจัย ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีชีวภาพที่สะอาดและเทคโนโลยีที่เหมาะสม (2-V program research) ให้แก่ กลุ่มเป้ าหมาย ได้แก่ เกษตรกรในชุมชน จังหวัด ประเทศชาติและนานาชาติแบบมีส่วนร่วมของเครือข่ายฯ บริเวณ พื้ นที่อื่น ๆ และกลุ่มเป้ าหมายสามารถนําไปปฏิบัติและขยายพื้ นที่ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาและผลกระทบ ให้ลดลง 4.4 กิจกรรมปลายนํ้า: การควบคุมการปฏิบัติภายใต้การควบคุมของกฎหมายส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ 2535 หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักการไอเอสโออย่างเคร่งครัด เพิ่ ม ผลสัมฤทธิ์ ของการพัฒนาร่วมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ (innovation) ช่วยเร่งการแก้ไขสภาพปัญหา และผลกระทบ และช่วยเร่งการทํางานและปรับความซับซ้อนของโครงสร้างของระบบนิเวศให้คืนสู่สภาพสมดุล ธรรมชาติรวดเร็วขึ้น ภาพที่ 5.3การบริหารจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแบบยังยืน ่ ขั้นตอน 5 การสรุปประสิทธิภาพของการบริหารจัดการและการวิเคราะห์ โดยการเปรี ยบเทียบ ประสิทธิภาพการเปลี่ยนแปลง ก่อนและหลังการดําเนินการโครงการหรือกิจกรรม ทั้งในด้านปริมาณและด้าน คุณภาพ หลังจากนั้น จึงทําการประชาสัมพันธ์ผ่านเครื่องมือที่ทันสมัย ได้แก่ การประยุกต์ใช้โปรแกรมสําเร็จรูป สื่อต่าง ๆ อาทิ ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ สําหรับมนุษย์สามารถนําไปใช้เป็ นแนวปฏิบัติที่ดีและขยาย การดําเนินการกว้างขวางต่อไป ดังกรณีการดําเนินการบริหารจัดการฯ ด้วยเทคโนโลยีที่สะอาดและเทคโนโลยีที่หัวเชื้อจุลินทรี ย์ ปฏิปักษ์ร่วมกับสารชีวภาพอัดเม็ดหรือพีจีพีเอ็ม เพื่อแก้ไขปัญหาของเกษตรกรชาวนาแปลงใหญ่ ในระดับชุมชน 1.ปัญหา/ผลกระทบ ดินแข็ง ดินกรด โลหะปนเปื้อน ผลผลิตตํ่า รายได้ 2.การ วางแผน/การ เตรียมความ พร้อม 3.ออกแบบ การจัดการฯ 4.การ จัดการด้วย เทคโนโลยี ชีวภาพ/ นวัตกรรม จุลินทรีย์ ปฎิปักษ์ ปัญหา/ ผลกระทบ เทคโนโลยี การใช้/การ สะอาด อนุรักษ์ การบริหาร จัดการ/การ ตรวจติดตาม 5.การสรุปและการวิเคราะห์เชิงปริมาณและคุณภาพ


212 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ จังหวัด ประเทศชาติและนานาชาติให้สามารถลดต้นทุน เพิ่ มผลผลิต และสามารถอนุรักษ์ดินและใช้ประโยชน์ ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างยังยืน ่ กรณีศึกษาการฟื้นฟูป่ าชายเลน ร่วมกับนวัตกรรมหัวเชื้อจุลินทรีย์และ สารชีวภาพอัดเม็ด ทดแทนการปลูกป่ าชายเลนโดยไม่ใช้นวัตกรรมหัวเชื้อจุลินทรีย์และสารชีวภาพอัดเม็ด แบบมี ส่วนร่วมของเครือข่ายฯภาครัฐบาล เอกชนและชุมชน ได้แก่ เกษตรอําเภอ กรมพัฒนาที่ดิน กรมการข้าว กรม ประมง สหกรณ์คณะวิชาชีพของมหาวิทยาลัยฯ เป็ นต้น เพื่อทําให้ได้เพิ่ มพื้นที่ป่ าชายเลนที่สมดุลธรรมชาติใน ประเทศไทยและนานาชาติในโลก ภายในระยะเวลา 5-10 ปี จากปกติการปลูกป่ าชายเลนโดยไม่ใช้หัว เชื้อจุลินทรีย์และสารชีวภาพอัดเม็ดต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูคืนสมดุลธรรมชาติภายใน 10-15 ปีภาพที่ 5.3 ภาพ ที่ 5.4 (สุ ก าญ จ น์ แ ล ะ ค ณ ะ 2560 Asornkaew et. al. 1994 Lacambra, 2013 Rattanaloeadnusorn et al. 2014 Rattanaloeadnusorn 2017) อันจะส่งผลทําให้พัฒนาทางมิติหรือด้านสิ่งแวดล้อม มิติสังคมและมิติเศรษฐกิจไป พร้อม ๆ กัน ระบบนิเวศมีโครงสร้างและสามารถทํางานร่วมกันได้อย่างซับซ้อน ที่สําคัญมนุษย์สามารถนํา ทรัพยากรธรรมชาติหรือชีวิตกับสิ่ งแวดล้อมมาใช้ประโยชน์ได้แบบยังยืนหรือใช้ซํ ่ ้ าได้(recycle ภาพที่ 5.4กรณีศึกษาการบริหารจัดการการปลูกข้าวอินทรีย์ด้วยนวัตกรรมสารชีวภาพ เคลือบหัวเชื้อจุลินทรีย์บนสารชีวภาพ/ปุ๋ ยหมักอินทรีย์ หลัก นิเวศวิทยา ปัญหาการปลูกข้าวอินทรีย์: ดิน กรด ผลผลิตตํ่า ต้นทุนสูง มีสาร โลหะหนักปนเปื้อนสูง แผนพัฒนา สังคมและ เศรษฐกิจ ชีววิทยา การอนุรักษ์และการบริหารจัดการมลพิษ สิ่ งแวดล้อม ร่วมกบนวัตกรรมและ ั เทคโนโลยี: หัวเชื้อจุลินทรีย์นาโน สารเร่ง การเติบโตพีจีพีเอ็ม สารสกดชีวภาพ ั สารอาหารเสริมอินทรีย์ อื่นๆที่ได้ มาตรฐานสากล ISO14000 หลักการ อนุรักษ์ เป้ าหมาย: เพิ่ มผลผลิต ลด ต้นทุน ปรับสภาพดิน ลดสาร โละหนักปนเปื้อน หลักการ จัดการ


การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยังยืน ่ 213 5.5 หลักการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14000 ภาพที่5.5 หลักการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมกับการบูรณาการศาสตร์ความรู้ตามมาตรฐาน ISO 14000 ปัจจุบันทัวโลกได้มีการเคลื่อนไหว ่ เพื่อการบํารุงรักษาและอนุรักษ์และการปรับปรุงคุณภาพชีวิตกับ สิ่งแวดล้อมและปกป้ องสุขภาพอนามัยของมนุษย์ แต่กลับพบว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน มีความวิกฤตเกิน กว่าที่จะใช้มาตรการระดับประเทศในการแก้ไขมลพิษสิ่งแวดล้อม ลดการแพร่ระบาดของโรคชนิดใหม่ ลดความ รุนแรงของปรากฏการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติ อื่น ๆ ดังนั้น ประเทศต่าง ๆ ทัวโลก่ จึงต้องร่วมมือกันในการช่วยแก้ไข ปัญหาการวางมาตรฐานและบูรณาการศาสตร์หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการพัฒนาระบบนิเวศชีวมณฑล ควบคู่ไปกับการดูแลและอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ร่วมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบมีส่วนร่วมของ หน่วยงานภาครัฐบาลและเอกชนและประชาชน ได้แก่ องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐาน ISO (The International Organization for Standardization : ISO) ซึ่ งได้รับการเรี ยกร้องจากบรรดาประเทศสมาชิกและ ดําเนินการฯ เพื่อจัดวางระบบมาตรฐานใหม่คือ ISO 14000 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวางมาตรฐานการจัดการชีวิต กับสิ่งแวดล้อม และแนะนําหน่ วยงานต่าง ๆ ในการจัดการสิ่งแวดล้อมระบบอีเอ็มเอส (Environment Management System : EMS) ที่สามารถรวมเข้ากับระบบการบริหารอื่น ๆ ของหน่วยงาน เพื่อจะช่วยให้หน่วยงาน เหล่านั้นประสบความสําเร็จในการจัดการสิ่งแวดล้อม พร้อม ๆไปกับความสําเร็จทางธุรกิจระบบอีเอ็มเอส ระบบ นิเวศมีความสัมพันธ์อย่างยิ่ งกับการวางแผนงานและการดําเนินงานการบริหารขององค์กรอย่างมาก การที่องค์กร หลักการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดลอม (3 ประการ) หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (3 หวง 2 เงื่อนไข) มาตรฐาน ISO 14000 • การวางแผน • การจัดการดําเนินการ • การควบคุม ประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อม • พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกนั • ความรู้และคุณธรรม • การบริหารการจัดการขององค์กร (Management Systems) • การตรวจและประเมินผล (Evaluation and Auditing) • การประเมินผลิตภัณฑ์ (Product Assessment) การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดลอมISO 14000 การตรวจประเมินผลกระทบสิ่งแวดลอมEIA เปาหมาย


214 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ นั้นๆจะบรรลุความสําเร็จตามเป้ าหมายไว้หรือไม่ หน่วยงานต้องมีการจัดวางผังองค์กร ระดับผู้จัดการ พนักงาน และคนงาน มีหน้าที่ความรับผิดชอบร การวางแผนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการประเมินผลงาน ระบบการ บริหารนี้ควรมีส่วนส่งเสริมให้เกิดผลผลิตที่มีคุณภาพ การบริหารที่มีคุณภาพและมีผลกําไรที่เหมาะสม การใช้ ระบบอีเอ็มเอสจะมุ่งเน้นในเรื่องของระบบการจัดการที่จะเอื้ออํานวยให้มีการดําเนินการด้านการจัดการชีวิตกับ สิ่งแวดล้อมอย่างเป็ นระบบและเป็ นขั้ นตอน ดังภาพที่ 5.5 ภาพที่ 5.6 ภาพที่5.6 กระบวนการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ISO 14000 5.5.1 มาตรฐาน ISO 14000 มาตรฐาน ISO 14000คือ มาตรฐานสากลว่าด้วยการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เป็ นมาตรฐานที่ กําหนดให้องค์กรมีการจัดตั้งระบบการบริหารที่คํานึงถึงสิ่งแวดล้อมขององค์กรนั้น ๆ ที่ไม่ขัดต่อกฎหมายและ ข้อบังคับด้านสิ่ งแวดล้อมขององค์กรนั้น ๆ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็ นแกนกลางที่สําคัญของมาตรฐาน ISO 14000และจัดเป็ นส่วนหนึ่งของ ระบบบริหารทั้งหมด เช่นเดียวกับการบริหารธุรกิจรวมทั้งโครงสร้างขององค์กร ความรับผิดชอบในการทํางาน ขั้ นตอนกระบวนการ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อกําหนดแนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรนั้น ๆ ไปปฏิบัติ โดยมุ่งที่จะปรับปรุงผลการดําเนินงานที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง หลังจากมีการจัดทํา นโยบายและจัดวางแผนงานแล้ว ขั้ นตอนต่อไปคือการดําเนินการเพื่อที่จะให้เกิดความประสบความสําเร็จ ทั้ง ฝ่ ายบริหารและพนักงานต้องถือเป็ นภาระผูกพัน มีการสื่อสารที่ดี และการทําให้พนักงานทราบถึงนโยบายของ การจัดการชีวิตกับสิ่ งแวดล้อม มาตรฐาน ISO 1400 หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การวางแผน การใช้/การป้ องกัน/ การตรวจติดตาม การประชาสัมพันธ์/ การขยายพื้ นที่จัดการ ผลผลิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยี สะอาด (Green Products) การใช้/การป้ องกัน/การตรวจ ติดตาม เหตุผล ความพอประมาณ การสร้างภูมิคุ้มกัน สภาพแวดล้อม และชีวิตสมดุลธรรมชาติ เศรษฐกิจดีการมีรายได้ /กําไรเพิ่ ม อนุรักษ์ศิลปะวฒนธรรมความเป็ นไทย สังคมดี สุขภาพแข็งแรง ไม่เป็ นโรค มันคง่ มังคั้ ง ยังยืน


การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยังยืน ่ 215 ผู้บริหาร และการยอมรับถึงความสําคัญของการร่วมมือของฝ่ ายพนักงาน แต่การที่จะได้รับความร่วมมือจาก พนักงานค่อนข้างยากมากในอุตสาหกรรมขนาดเล็กและอุตสาหกรรมขนาดกลาง ดังนั้น ผู้บริหารต้องใช้กลยุทธ์ และมาตรการบังคับ การโน้มน้าวพนักงาน การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพกับพนักงาน และสร้างบรรยากาศ สําหรับการรักษาสภาพแวดล้อม ผู้บริหารควรให้ความรู้และการฝึ กอบรมแก่พนักงาน และชี้แจงให้พนักงาน เข้าใจถึงวัตถุประสงค์และวิธีดําเนินการเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม หน่วยงานจะต้องมีการจัดเตรียมบุคลากรและ การเงินให้พอเพียงสําหรับการดําเนินงาน และมีการจัดแบ่งความรับผิดชอบ มีการวัดการดําเนินงานของการ จัดการด้านสิ่งแวดล้อมและมีการตรวจสอบระบบการจัดการฯเป็ นระยะ ๆ ถ้าหากการดําเนินงานไม่บรรลุตาม วัตถุประสงค์ที่ตั้ งไว้ควรมีวิธีการอื่นมาทดแทน และสามารถชี้ถึงสาเหตุของความเบี่ยงเบนนั้น ๆ และต้องมีการ ดําเนินการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยผู้บริหารระดับสูงจะต้องมีการทบทวนและประเมินระบบอีเอ็มเอส และ ควรจะอยู่ภายใต้นโยบายของการรักษาสิ่งแวดล้อม ต้องมีการปรับปรุงนโยบายที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาใน ปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง 5.5.1.1 ความสําคัญของมาตรฐาน ISO14000 มาตรฐานไอเอสโอเป็ นมาตรฐานใหม่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่ งองค์ก สามารถนําไปใช้ได้ตามความ สมัครใจโดยไม่มีกฎหมายบังคับ ดังนั้น การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานไอเอสโอไม่ต้องใช้กฎหมาย ดังจะเห็นได้จากในปัจจุบันนี้ มนุษย์ต้องตระหนักถึงความสําคัญของชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เพื่อทําให้การ ดําเนินการผลิต การแปรรูปและการดําเนินการทางธุรกิจและมีความเป็ นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่มีการจัดการ สอดคล้องตามมาตรฐานไอเอสโอ 5.5.1.2 โครงสร้างอนุกรมมาตรฐาน ISO 14000 มาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ไอเอสโอ ที่หน่วยงานต่าง ๆ สามารถดําเนินการมี 3 กลุ่ม คือกลุ่ม มาตรฐานของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม กลุ่มเกี่ยวผลิตภัณฑ์ และกลุ่มมาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจสอบ ซึ่งแต่ ละกลุ่มมีรายเอียดดังนี้ กล่มุ 1 มาตรฐานของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Management System : EMS) มีหน้าที่ควบคุมระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานทางด้านนโยบายการงานแผน การปฏิบัติการ ตรวจสอบ มี 2 รูปแบบ คือ ISO 14001 หมายถึง ข้อกําหนดสําหรับการใช้เป็ นข้อกําหนดของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม และ แนวทางในการนําข้อกําหนดไปใช้ในองค์การ เป็ นมาตรฐานกําหนดประเด็นหลักในระบบการจัดการด้าน สิ่งแวดล้อมและเป็ นมาตรฐานเดียวที่สามารถให้การรับรองได้โดยหน่อยงานภายนอกและรับรองตนเอง ISO 14004 หมายถึง หลักเกณฑ์และข้อเสนอแนะเป็ นแนวทางเกี่ยวกับหลักการของระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อมและการประยุกต์ใช้ในองค์การ 5.5.5.3 สาระสําคัญของมาตรฐาน ISO 14000 สาระสําคัญของมาตรฐาน ISO 14000 หรือ Environmental Management Systems (EMS) ดังนี้ 1. การกําหนดนโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Policy)กล่าวถึงการวางนโยบายทางด้าน สิ่งแวดล้อม โดยผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต้องคํานึงถึงภาระหน้าที่ในการรักษาสิ่ งแวดล้อม ตามกฎหมาย และ เป้ าหมายในการจัดการสิ่งแวดล้อมให้เป็ นผลสําเร็จเพื่อประโยชน์ทางการค้าและอื่น ๆ


216 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ 2. การวางแผน (Planningข้อย่อยอีก4ข้อคือ 2.1 ทางด้านสิ่งแวดล้อม (environmental aspects) โดยคํานึงถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งที่ ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ซึ่งต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ถูกต้องอยู่เสมอ 2.2 ทางด้านกฎหมาย (legal and other requirements) โดยจัดทําขั้นตอนในการประมวลข้อบังคับ ต่าง ๆ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย 2.3 วัตถุประสงค์และเป้ าหมาย (objectives and targets) โดยกําหนดให้สอดคล้องกับนโยบายและ ข้อบังคับตามกฎหมายเพื่อลดและขจัดมลพิษต่าง ๆ 2.4 โป รแ ก รม เพื่ อ จัด ก ารสิ่งแวดล้อม (environmental management programs) เพื่ อ ให้ บ รรลุ จุดประสงค์ที่กําหนดขึ้นใน ระยะเวลาที่กําหนดโดยสามารถปรับปรุงโปรแกรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้เมื่อมี กิจกรรม ผลิตภัณฑ์ หรือบริการใหม่เกิดขึ้น 3. การเริ่มดําเนินการและปฏิบัติ (Implementation and Operation)แบ่งเป็ นขั้ นตอนย่อย ดังนี้ 3.1 โครงสร้างและความรับผิดชอบ (structure and responsibility) โดยจัดแบ่งองค์กรและแต่งตั้งผู้ที่มี ความรับผิดชอบในการจัดการสิ่งแวดล้อม 3.2 การฝึ กอบรม ให้ความรู้และเพิ่มประสิทธิภาพ (raining, awareness and competence) สําหรับ เจ้าหน้าที่ทุกระดับเกี่ยวกับนโยบาย ผลงาน ผลกระทบ หน้าที่ และวิธีการปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุเป้ าหมายที่ได้ วางไว้ 3.3 การสื่อสารข้อมูล (communication) โดยจัดทําขั้นตอนในการรับ ส่ง และโต้ตอบ -ข้อมูลข่าวสาร ทั้ งภายในและนอกองค์กรรวมทั้ งสาธารณชนที่อาจได้รับผลกระทบ 3.4 เอกสารการจัดการสิ่งแวดล้อม (environmental management systems documentation) 3.5 การควบคุมเอกสาร (document control) โดยจัดวิธีค้นหา ทบทวนและปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัย และพร้อมที่จะนําไปใช้รวมทั้ งมีผู้รับผิดชอบโดยตรง 3.6 การควบคุมการดําเนินการ (operation control) โดยกําหนดวิธีที่จะควบคุมการดําเนินการที่อาจมี ผลกระทบทางด้าน สิ่งแวดล้อมที่ขัดกับนโยบายวัตถุประสงค์หรือเป้ าหมายขององค์กร 3.7 การเตรี ยมการในกรณีฉุกเฉินและวิธีตอบสนอง (emergency preparedness and response) เพื่อ ป้ องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กล่มุ 2 มาตรฐานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ (Product Evaluation Standards) ประกอบด้วยมาตรฐาน เกี่ยวกับการประเมินผลของผลิตภัณฑ์ คือ ฉลากสิ่งแวดล้อม (Environmental labeling – EI) หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับฉลากสิ่งแวดล้อม ด้วยการกําหนดมาตรฐาน คือ ISO 14020 : เป็ นหลักการขั้ นพื้ นฐานเกี่ยวกับการพัฒนาและการใช้ฉลากสิ่งแวดล้อม ISO 14020 : เป็ นหลักการขั้ นพื้ นฐานเกี่ยวกับการพัฒนาและการใช้ฉลากสิ่ งแวดล้อม ISO 14021 : เป็ นคําศัพท์และคํานิยามเกี่ยวกับการใช้ฉลากผลิตภัณฑ์ประเภทที่ 2 ISO 14022 : เป็ นวิธีการใช้สัญลักษณ์ของฉลากผลิตภัณฑ์ประเภทที่ 2 ISO 14023 : เป็ นวิธีการตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ที่ประสงค์จะใช้ฉลากผลิตภัณฑ์ประเภทที่ 2


การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยังยืน ่ 217 ISO 14024 : เป็ นแนวทาง หลักการ และข้อกําหนดของวิธีการรับรองผลิตภัณฑ์ที่ประสงค์จะใช้ฉลาก ผลิตภัณฑ์ประเภทที่ 1 ISO 14025 : เป็ นแนวทาง หลักการ และข้อกําหนดของวิธีการรับรองผลิตภัณฑ์ที่ประสงค์จะใช้ฉลาก ผลิตภัณฑ์ฉลากเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อม คือ ฉลากที่ให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เมื่อนํามาเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่ทําหน้าที่ในลักษณะเดียวกัน โดยคุณภาพยังอยู่ในระดับมาตรฐานที่กําหนด เริ่มใช้ครั้งแรกในประเทศเยอรมัน เมื่อ พ.ศ. 2520 ประเทศไทย ได้เริ่มใช้ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2536 ข้อดีของการใช้ฉลากเพื่อสิ่งแวดล้อม คือ -ผู้บริโภคทราบว่าผลิตภัณฑ์นั้นเน้นคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม -ผู้ผลิตหรือผู้จําหน่ายจะได้รับผลประโยชน์ในแง่กําไร ฉลากสิ่งแวดล้อมแบ่งออกเป็ น 3 คือ ประเภท ประเภทที่ 1 : เป็ นฉลากที่ดําเนินการโดยองค์กรอิสระมอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติตรงกับ ข้อกําหนดทางสิ่ งแวดล้อมที่องค์กรกําหนดขึ้น ประเภทที่ 2 : เป็ นฉลากเพื่อความมุ่งหมายเฉพาะด้าน ซึ่ งผู้ผลิตจะติดฉลากเอง เช่น การใช้พลังงาน การนํากลับมาใช้ใหม่ ประเภทที่ 3 : เป็ นฉลากที่บอกถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ในการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงานและปริมาณมลพิษที่เกิดขึ้น ภาพที่ 5.7 สัญลักษณ์สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่ งแวดล้อมหรือมีการนําเทคโนโลยีสะอาดกําจัดมลสาร สารปนเปื้อนแบบขยะเหลือศูนย์(zero wastes) (2) การประเมินวงจรผลิตภัณฑ์ (Life-Cycle Assessment: LCA)การประเมินวงจรผลิตภัณฑ์หรือวงจร ชีวิต หมายถึง ลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เป็ นไปได้ของผลิตภัณฑ์ เป็ นการศึกษา


218 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ ลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบที่เป็ นไปได้ตลอดชีวิตของผลิตภัณฑ์ตั้ งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบไปจนถึง การผลิต การใช้ด้วยการกําหนดมาตรฐาน ได้แก่ ISO 14040 หลักการกรอบงาน และข้อกําหนดสําหรับการดําเนินการและการรายงานผลการศึกษาการ ประเมินวงจงผลิตภัณฑ์ ISO 14041 วิธีการจัดทํารายงาน ปัจจัยที่ใช้ในกระบวนการการผลิต/บริการ และผลที่ได้จาก กระบวนการ ISO 14042 การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของวงจงผลิตภัณฑ์ ISO 14043 การประเมินการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ (3) ลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อมของมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (Environmental Aspects in products Standards, กล่มุ 3 มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจสอบ เป็ นมาตรฐานที่กําหนดวิธีการตรวจประเมินด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ (1) มาตรฐานการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Auditing) จัดเป็ นเครื่ องมือในการ ตรวจสอบประเมินการด้านสิ่ งแวดล้อม ประกอบด้วย 3 มาตรฐานคือ ISO 14010 หมายถึง หลักเกณฑ์ทั่ วไปที่เป็ นแนวทางและหลักการในการตรวจสอบสิ่งแวดล้อม ISO 14011 หมายถึง แนวทางสําหรับการตรวจติดตามสิ่งแวดล้อม วิธีการประเมินระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ISO 14012 หมายถึง คุณสมบัติผู้ตรวจสอบ เป็ นข้อกําหนดคุณสมบัติของผู้ตรวจสอบสิ่งแวดล้อม (2) มาตรฐานการประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental performance Evaluation: EPÉE) เป็ น เครื่องมือที่ผู้บริหารใช้ประเมินองค์การว่าได้ทํางานบรรลุวัตถุประสงค์ทางสิ่งแวดล้อมที่ได้ตั้งไว้หรือไม่ โดย ตรวจสอบจากสภาพการปฏิบัติงาน เทคโนโลยี ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น คือ ISO 14031 หมายถึง แนวทางการประเมินผลการดําเนินการด้านสิ่งแวดล้อม 5.5.5.4 ประโยชน์ของการรับรองมาตรฐานไอเอสโอISO 14000 1. ส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการบริหารงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็ นระบบ 2. ส่งผลให้เกิดการยอมรับและเชื่อถือของตลาดโลก 3. ช่วยเพิ่ มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาด 4. สภาพแวดล้อมในสถานที่ทํางานดีขึ้น รวมทั้ งมีการป้ องกันอุบัติเหตุ 5. ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดการและก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กร 5.5.5.5 ปัจจัยผลักดันมาตรฐานสิ่งแวดล้อม 1. ปัจจัยทางสิ่ งแวดล้อม 1.1การสูญเสียสมดุลทางนิเวศวิทยา 1.2การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ 1.3การกําจัดของเสียที่ไม่ต้องการ 2. ปัจจัยทางการเงิน


การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยังยืน ่ 219 2.1ความต้องการประสิทธิภาพที่สูงขึ้น 2.2 เจ้าของเงินทุน 2.3ความต้องการบริษัทประกันภัย 3. ปัจจัยทางสังคม:ความต้องการของผู้บริโภค 4. กฎหมายและข้อบังคับ 5. ความรับผิดชอบทางกฎหมาย 6. ภาพอัตลักษณ์หลังการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม 5.5.2 หลักการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ISO 14000 การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14000 ย่อมาจาก International Organization of Standardization : ISO เป็ นมาตรฐานของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ครอบคลุมตั้งแต่กิจกรรมต้นนํ้ า กิจกรรม กลางนํ้าและกิจกรรมปลายนํ้ า เพื่อการออกแบบ การผลิต การส่งมอบ และการบริการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ มุ่งเน้นให้องค์กรหรือระบบนิเวศหรือระบบสิ่งแวดล้อมมีการพัฒนาและปรับปรุงสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง การดําเนินงานตามระบบการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ISO 14000 มีหลักการที่จะต้องคํานึงถึง ดังต่อไปนี้ 1. กําหนดนโยบายสิ่ งแวดล้อม เริ่มแรกผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต้องกําหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมให้ เหมาะสมกับสภาพ ขนาด และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากการดําเนินกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กร 2. วางแผน • ระบุลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อม • พิจารณาข้อกําหนดในกฎหมายและระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง • กําหนดวัตถุประสงค์และเป้ าหมายด้านสิ่ งแวดล้อมให้สอดคล้องกับนโยบาย • จัดทําโครงการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้ าหมาย 3. นํานโยบายไปปฏิบัติและดําเนินการ • จัดโครงสร้างขององค์การและกําหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ เพื่อให้การจัดการสิ่งแวดล้อม • จัดฝึ กอบรมสร้างจิตสํานึกและให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานในลักษณะที่ อาจก่อให้เกิดผลกระทบสําคัญต่อสิ่งแวดล้อม • กําหนดลักษณะและขั้ นตอนการติดต่อสื่อสารทั้ งภายในและภายนอกองค์กร • จัดทําและควบคุมระบบเอกสารด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม • ควบคุมการดําเนินงานในกิจกรรม ซึ่ งเกี่ยวข้องกับลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อมเพื่อให้บรรลุ นโยบาย วัตถุประสงค์ และเป้ าหมายที่กําหนด • เตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์หากเกิดเหตุภาวะฉุกเฉิน รวมถึงการป้ องกันและผลกระทบด้าน สิ่ งแวดล้อม 4. ตรวจสอบและแก้ไข • เฝ้ าติดตามและวัดผลในกิจกรรมซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม


220 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ • ดําเนินการแก้ไขและป้ องกันในสิ่งที่ไม่เป็ นไปตามข้องกําหนด • ตรวจติดตามประสิทธิพลของการแก้ไขและการป้ องกัน • ทบทวนระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยผู้บริหารระดับสูงขององค์กรเป็นระยะ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบที่ได้จัดทําขึ้นมีความเหมาะสม เพียงพอและได้นําไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. ขั้ นตอนการจัดทําระบบการจัดการสิ่ งแวดล้อม ISO 14000 มีขั้ นตอนดังนี้ • ขั้นศึกษาอนุกรมมาตรฐาน ISO 14000 เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงในการดําเนินการเข้าสู่ระบบซึ่ ง ปัจจุบันมีหน่วยงานมากมายให้ความรู้ เช่น สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สถาบันเพิ่ มผลผลิต แห่งชาติ (สรอ) สํานักงานรับรองมาตรฐานไอเอสโอ(สมอ) • แต่งตั้ งคณะกรรมการ เพื่อควบคุมดูแลการจัดการให้เป็ นไปตามที่กําหนดไว้ • คณะกรรมการกําหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม วางแผนการจัดระบบ จัดทําวิธีการปฏิบัติและ คําแนะนําที่จําเป็ น ทั้ งนี้ต้องไม่ละเลยในการสร้างจิตสํานึกการอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมแก่บุคลากร • ปฏิบัติตามระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่กําหนดไว้ • ตรวจติดตามระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อตรวจสอบว่าระบบเป็ นไปตามแผนและข้อกําหนด ของมาตรฐานหรือไม่เพียงใด ตลอดจนมีการนําไปใช้ปฏิบัติและคงไว้อย่างเหมาะสมหรือไม่ • ปรับปรุงและแก้ไขข้อบกพร่องที่พบจากการตรวจติดตามภายใน และปรับปรุงระบบการจัดการ ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมหรือธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่ งขึ้น • ยื่นคําขอใบรับรองมาตรฐาน ISO 14000 จากหน่วยงานจดทะเบียน 6. ฉลากเพื่อสิ่งแวดล้อม ฉลากเพื่อสิ่งแวดล้อมจัดเป็ นเครื่องมือหนึ่ งในการจัดการสิ่งแวดล้อมตาม วัตถุประสงค์ของระบบ ISO 14000 ที่รู้จักกันคือ ฉลากเพื่อสิ่งแวดล้อม คือ ฉลากเขียว (green label) ฉลากเพื่อ สิ่งแวดล้อมในปัจจุบันตามระบบ ISO 14000 แบ่งออกเป็ น 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่ 1 (Type 1) เป็ นฉลากที่ผ่านการรับรองโดยบุคคลที่ 3 ซึ่งได้แก่ องค์การอิสระที่ใช้มาตรฐาน ISO 14000 เป็ นแนวทางในการประเมินมอบให้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติตรงกับข้อกําหนดทางสิ่งแวดล้อมที่ องค์การกําหนด โดยมีเกณฑ์หรือเงือนไขในการพิจารณามากกว่า 1 อย่าง ประเภทที่ 2(Type 2) เป็ นฉลากผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ที่เกิดขึ้นจากการประกาศตนเองบุคคลที่ 1 ซึ่งใช้มาตรฐาน ISO 14021, ISO 14022 และ ISO 14023 เป็ นแนวทางในการปฏิบัติ โดยปกติแล้วผู้ผลิตจะเป็ น ผู้ติดตามฉลากเอง ประเภทที่ 3 (Type 3) เป็ นฉลากที่ผ่านการรับรองโดยบุคคลที่ 3 ที่ไม่มีการวางเงื่อนไข มีลักษณะคล้าย กับฉลากโภชนาการของอาหาร ผู้ผลิตเพียงแต่รายงานด้านเทคนิคให้ทราบ ลักษณะของฉลากจะบอกรายละเอียด ให้ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน ปริมาณมลพิษที่เกินขึ้น เป็ นต้น ในการออกฉลากเพื่อสิ่งแวดล้อมประเภทที่ โดยองค์การอิสระจะใช้ ISO 14024 เป็ นหลักการและวิธี ปฏิบัติคือมาตรฐานที่เกี่ยวกับฉลากเชียว (green label หรือ eco-label) ซึ่ งดําเนินการโดยภาครัฐหรือเอกชนก็ ได้


การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยังยืน ่ 221 ฉลากเขียว เป็ นเครื่องมือและกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่ใช้ในการตลาด เป็ นเครื่องมือในการช่วยรักษาและ ป้ องกันทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผ่านทางการผลิตและการบริโภค ฉลากเขียวไม่ได้เป็ นรางวัลด้าน สิ่งแวดล้อม แต่เป็ นสิ่งที่ออกให้กับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการประเมินและตรวจสอบว่าได้มาตรฐานทางด้าน สิ่ งแวดล้อมตามข้อกําหนดที่คณะกรรมการโครงการฉลากเขียวประกาศใช้ ซึ่งโครงการฉลากเขียวดําเนินงานโดย ความสมัครใจของผู้ผลิต ผู้จัดจําหน่าย หรือผู้ใช้บริการที่ต้องการแสดงความรับผิดชอบสิ่งแวดล้อม ภาพที่5.8 ซึ่งประเทศไทยมีคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทยริเริ่มโครงการฉลากเขียวขึ้นตั้ งแต่ 10 ตุลาคม 2536 โดยมีเกณฑ์ในการคัดเลือกผลิตภัณฑ์เพื่อมอบฉลากเขียว ดังนี้ 1. เป็ นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการอุปโภคบริโภคทัวไปใน ่ชีวิตประจําวัน 2. ผลกระทบของผลิตภัณฑ์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และคุณประโยชน์ที่สิ่งแวดล้อมจะได้รับจําหน่าย ผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด 3. มีวิธีการตรวจสอบประเมินคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ไม่ยุ่งยากและไม่เสียค่าใช้จ่ายสูง 4. ต้องเป็ นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตมีทางเลือกอื่นในการผลิตที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย 5. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ทั้ งที่สามารถนํากลับมาใช้ใหม่ได้ และไม่สามารถนํากลับมาใช้ใหม่ 6. การลดมลพิษสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่กระบวนการผลิต การขนส่ง การบริโภค และการกําจัดหลังการใช้ ประโยชน์แล้ว 7. การนํากลับมาใช้ใหม่ หรือการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ 8. การปฏิบัติตามข้อกําหนดของกฎหมาย ภาพที่ 5.8 ฉลากเขียวที่ออกให้โดยองค์การอิสระซึ่งเป็นบุคคลที่ 3 ของประเทศไทย 5.5.3 ปัญหาการจัดการสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยแบบยั่งยืน ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับท้องถิ่ น จังหวัด ประเทศ ภูมิภาค ทวีป และระดับโลก มักจะก่อให้เกิด ความรุนแรงที่แตกต่างกัน สาเหตุจากปัญหาการเพิ่ มจํานวนประชากร ประชากรขาดระเบียบวินัยในการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม ทําให้พื้นที่ป่ าไม้ถูกทําลายลดลงเหลือเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศไทย ส่งผลให้อุณหภูมิ โลกสูงขึ้น ปัญหาฝนตกไม่ถูกต้องตามฤดูกาล เกิดปัญหานํ้ าท่วม ปัญหาที่ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ปัญหาชุมชน แออัด เป็ นต้น ซึ่ งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทํางานของระบบนิเวศไม่เหมือนกัน หาก โครงสร้างเปลี่ยนแปลงแต่การทํางานของระบบไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเกณฑ์มาตรฐาน แสดงว่าระบบนิเวศอยู่


222 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ ในภาวะเตือนภัย(warning state) ถ้าระบบโครงสร้างไม่เปลี่ยนแปลงแต่การทํางานเปลี่ยนแปลง แสดงว่าระบบอยู่ ในภาวะเสี่ยงภัย (risky state) แต่ถ้าโครงสร้างและการทํางานเปลี่ยนแปลงไปจากเกณฑ์มาตรฐาน แสดงว่าระบบ อยู่ในภาวะวิกฤต (critical state) หรือภาวะมลพาสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ผู้นักการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมจะต้อง สามารถประเมินผลได้ว่าระบบนิเวศอยู่ในภาวะหรือสถานภาพใด และจะต้องนํานวัตกรรมและเทคโนโลยีเร่งการ แก้ไขส่วนใด อย่างไร และจะบริหารจัดการปฏิบัติอย่างไร จึงจะทําให้เกิดความสําเร็จและมีประสิทธิภาพและได้ ภาพที่พึ่งปรารถนาที่ต้องการมากที่สุด ซึ่งปัญหาของการจัดการสิ่งแวดล้อมมาตรฐานไอเอสโอของประเทศไทย มักจะไม่ประสบความสําเร็จ มีสาเหตุเนื่องมาจากรัฐบาล เอกชน และประชาชน ขาดความร่วมมือกันในการดําเนินการจัดการฯ ดังรายละเอียด คือ 1. ประชาชน ขาดความรู้ความเข้าใจในการแบ่งสัดส่วนการนําชีวิตกับสิ่งแวดล้อมไปใช้ประโยชน์ใน การดํารงชีพและการพัฒนาประเทศที่เหมาะสม นั้นคือ มนุษย์มีการนําชีวิตกับสิ่งแวดล้อมไปใช้ประโยชน์มากกว่า สัดส่วนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ประกอบกับมนุษย์ขาดนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ใช้ในการ แปรรูปวัสดุเหลือทิ้ ง ขยะให้กลายเป็ นผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ ที่ช่วยลดปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม เพิ่ มประสิทธิภาพ การใช้ประโยชน์ สําหรับการนําไปใช้ประโยชน์เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็ นแหล่งอาศัยและ สิ่ งมีชีวิต การพัฒนาการเกษตร การประมง การแพทย์ อื่น ๆ ดังรายละเอียดดังนี้ 1.1 ประชาชนมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้แก่การทําเหมืองแร่ การประมง นิคมอุตสาหกรรม เป็ น ต้น มากเกินความสามารถในการปรับตัวของระบบนิเวศ 1.2 ประชาชนมีการใช้เทคโนโลยีอย่างไม่มีประสิทธิภาพหรือเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสม เพื่อผลิตสินค้า จากผลผลิตที่จะตอบสนองตามความต้องการของมนุษย์อย่างเพียงพอ 1.3 ประชาชนใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ถูกหลักการอนุรักษ์ ขาดความรู้ ความเข้าใจ ก่อให้เกิดสาร ปนเปื้อนต่าง ๆ มากมาย ส่งผลให้ระบบนิเวศหรือระบบสิ่งแวดล้อมสูญเสียภาวะสมดุลธรรมชาติไป เกิดภาวะ มลพิษสิ่งแวดล้อม 1.4 ประชาชนขาดการวางแผนการผสมผสานระบบบริหารงานที่เชื่อมโยงกัน จึงก่อให้เกิดปัญหาลูกโซ่ และเพิ่ มความรุนแรงต่อชีวิตกับสิ่งแวดล้อม 1.5 ประชาชนมีความเห็นว่ากฎระเบียบบังคับในแต่ละหน่วยงานเข้มงวดมากเกินไป จนขาดการร่วมมือ ที่ดีต่อกันของเครือข่ายฯในการดําเนินการจัดการชีวิตกับสิ่ งแวดล้อม 1.6 ขาดนักการจัดการระบบนิเวศหรือระบบสิ่งแวดล้อมที่เข้าใจ และรับฟังความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ระบบนิเวศหรือระบบสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริงของเครือข่ายฯแบบมีส่วนร่วม ทําให้นักการจัดการสิ่งแวดล้อมไม่ สามารถประเมินสภาพสิ่งแวดล้อมได้สอดคล้องกับความเป็ นจริงและดําเนินการให้บรรลุเป้ าหมาได้อย่างต่อเนื่อง 2. เอกชน ขาดการนํานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม สําหรับกระบวนการแปรรูปวัสดุเหลือทิ้ ง ขยะ มลสาร สารพิษ อื่น ๆแบบขยะเหลือศูนย์ และกระบวนการผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ ที่เป็ นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพิ่ ม มูลค่าและประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ เพิ่ มการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็ นแหล่งอาศัย การกําจัดวัสดุ เหลือทิ้ ง ขยะ มลสาร สารพิษ อื่น ๆ จากกระบวนการผลิตสินค้าหลักของโรงงานอุตสาหกรรม ส่งผลกระทบต่อ การประกอบอาชีพ การเกษตร การประมง การแพทย์ อื่น ๆ ในปัจจุบันและอนาคต


การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยังยืน ่ 223 3.รัฐบาล ขาดข้อกําหนดกฎหมายที่เข้มงวด เพื่อการควบคุมจัดการกับหน่วยงาน พนังงานของรัฐ ประชาชนที่ไม่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม 5.5.4 คุณสมบัติของนักการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี นักการจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหา และผลกระทบมลพิษสิ่ งแวดล้อม ลดความรุนแรงของปรากฏการณ์ธรรมชาติและโรคระบาด และก่อให้เกิดภาพที่ พึงปรารถนาในทุกมิติคือ มิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม มิติเศรษฐกิจและมิติอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมดีแบบยังยืน ่ นักการจัดการสิ่งแวดล้อมต้องมีคุณสมบัติที่ดี ดังนี้ 1. นักการจัดการสิ่งแวดล้อมต้องมีความรู้และสามารถบูรณาการหลักการนิเวศวิทยา หลักการอนุรักษ์ เพื่อนําเทคโนโลยีสะอาดและเทคโนโลยีที่เหมาะสม อื่น ๆ อย่างมีเหตุมีผลและมีคุณธรรม ภายใต้หลักการจัดการ สิ่งแวดล้อม หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แผนยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมอย่างเป็ น ระบบและตามขั้ นตอน ให้บรรลุตามเป้ าหมาย แบบยังยืน นอกจากนี ่ ้ นักการจัดการฯต้องศึกษาวิจัยประสิทธิภาพ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม สําหรับนํามาใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา แต่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ และสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด อย่าเป็ นรูปธรรม โดยอาศัยความร่วมมือกันเป็ นอย่างดีของหน่วยงานภาครัฐบาล เอกชน และประชาชนทั่ วไป นอกจากนี้นักการจัดการสิ่งแวดล้อมต้องมีเทคนิค และกลยุทธ์ (tactics) ในการ จัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่ มผลผลิต ลดต้นทุน ปรับสภาพดินและนํ้า ลดสารพิษ ปนเปื้อน ที่สําคัญผู้บริโภคได้รับอาหารที่มีคุณภาพที่ดีมีปริมาณวิตามินเกลือแร่ที่เพิ่ มมากขึ้น เป็ นต้น 2. นักการจัดการสิ่งแวดล้อมสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมและสะอาดสู่สาธารณชนได้ โดยการนําสื่ออิเลคทรอนิคส์ การประยุกต์ใช้โปรแกรมสําเร็จรูปหรื อการใช้แอปพลิเคชัน เครื่ องมือและ เทคโนโลยีเข้าช่วยเพื่อให้กลุ่มเป้ าหมายสามารถนําไปปฏิบัติและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. นักการจัดการสิ่งแวดล้อมต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ได้แก่ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพ สิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยีสะอาดตามมาตรฐาน ISO 14000และตรวจ ติดตามประสิทธิภาพหลังการดําเนินการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด โดยการประชาสัมพันธ์ให้ ประชาชน หน่วยงานเอกชน ประชาชนได้นําแนวปฏิบัติที่ดี ในการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม การใช้และป้ องกัน ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศให้ยังคงอยู่ในภาพพจน์ที่พึงปรารถนาตลอดไป 5.5.5 เป้ าหมายการจัดการสิ่งแวดล้อมมาตรฐาน ISO 14000 ระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 การปฏิบัติให้บรรลุผล การทบทวนและรักษา นโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการปรับปรุงระบบการจัดการ มีประสิทธิภาพที่ดีทางด้านอุตสาหกรรม ได้แก่การควบคุมความสมดุลระหว่างสิ่ งที่ป้ อนเข้าไปในกระบวนการผลิตกับสิ่งที่ป้ อนออกมาจากกระบวนการ ผลิต และบรรลุตามเป้ าหมายการจัดการสิ่งแวดล้อมมาตรฐาน ISO 14000คือ 1. ลดต้นทุนการผลิต 2. ด้านชื่อเสียงและการยอบรับจากสถาบันการเงินต่างๆรวมทั้ งผู้ลงทุน ผู้ประประกันภัย 3. มีผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องลดน้อยลง 4. ลดผลกระทบทางการค้า


224 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ 5. มีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม 6. การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด 5.6กรณีศึกษาการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ร่วมกับนวัตกรรมชีวภาพและเทคโนโลยีสะอาด แบบยั่งยืน โดยสํานักงานคณะกรรมการสิ่ งแวดล้อมแห่งชาติ สํานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กรมควบคุม มลพิษสิ่งแวดล้อม และกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ดําเนินการทุกระดับตั้งแต่ระดับโครงการและพื้ นที่ และ นําข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบสิ่ งแวดล้อม ไปสู่การจัดการชีวิตกับสิ่ งแวดล้อมแบบผสมผสาน 5.6.1 การจัดการสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ แบบยั่งยืน การจัดการโครงการวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดําริ ตําบลแหลม ผักเบี้ย อําเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรีโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัฐกาลที่ 9 ได้พระราชทาน พระราชดําริ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2533 กับ ดร.สุเมท ตันติเวชกุล มอบให้สํานักงานกรมชลประทานศึกษา วิธีการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับขยะมูลฝอย นํ้ าเสียหรือมลพิษนํ้ าและการรักษาและอนุรักษ์พื้นที่ป่ าชาย เลนด้วยวิธีธรรมชาติ บริเวณแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี บนพื้นที่ 1,135 ไร่ โดยวางแผนการดําเนินการ 4 โครงการ คือโครงการบําบัดนํ้ าเสียจากชุมชน โครงการกําจัดขยะ โครงการแปรรูปขยะ และโครงการผลิตนําปุ๋ ย หมักไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการเกษตรการจัดการสิ่ งแวดล้อม เพิ่ มผลผลิต ลดต้นทุน ปรับสภาพดิน ดังนี้ 1. โครงการบําบัดนํ้าเสียจากชุมชน โดยแบ่งการศึกษาวิจัยออกเป็ น 4 ระบบ ดังนี้ 1.1 ระบบบําบัดนํ้ าเสียแบบบ่อธรรมชาติ (lagoon treatment) เป็ นการบําบัดนํ้ าเสีย ในบ่อดินขนาด ใหญ่ ที่มีความลึก 1-3 เมตร จํานวน 5 บ่อเรียงแบบอนุกรมกัน เป็ นเวลานานหลาย ๆ วัน เพื่อให้แบคทีเรียและ สาหร่ายสีเขียวย่อยสลายสารอินทรีย์ในนํ้ าทิ้ ง ทําให้ได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา จากนั้นสาหร่ายจะดูดก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์และธาตุอาหารในนํ้ าทิ้ งไปใช้ในการเจริญเติบโตและสังเคราะห์แสงอย่างรวดเร็วโดยกลไห จุลินทรี ย์ แบบใช้ออกซิเจนและไม่ใช้ออกซิเจน (aerobic and anaerobic treatment) จึงทําให้สามารถบําบัด สารอินทรีย์ในนํ้ าทิ้ งได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง 1.2 ระบบบึงชีวภาพ (constructed wetland) โดยการขุดบ่อตื้นๆรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีความลึก 15-20 เซนติเมตร ภายในบ่อปลูกพืชประเภท ต้นกก ต้นอ้อ เป็ นต้น เนื่องจากเมื่อพืชสามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่มีนํ้ าขัง ระบบรากแผ่กระจายยึดผิวดิน ลําต้นเล็ก ขึ้นหนาแน่น ดังนั้น เมื่อปล่อยนํ้ าทิ้ งลงในบ่อ ของเสียต่าง ๆ ในนํ้ าทิ้ งจํา ถูกกําจัดด้วยจุลินทรีย์แบคทีเรียรา ยีสต์ อื่น ๆ ช่วยเร่งการย่อยสลายให้เปลี่ยนเป็ นปุ๋ ยหรือธาตุอาหารอินทรีย์ในรูป สารประกอบที่เหมาะสมสําหรับรากพืชดูดซึมและนําไปใช้ในการเจริญเติบโตต่อไป 1.3 ระบบหญ้ากรองบําบัดนํ้ าเสีย (grass filtration) เป็ นระบบที่คล้ายกับระบบบึงชีวภาพ แต่ต่างกัน จะกังขังนํ้ าเสีย 1-2 สัปดาห์ก่อน ซึ่งนํ้ าที่ผ่านเข้าไปในบ่อนี้จะเป็ นนํ้ าที่ผ่านการบําบัดด้วยระบบบึงชีวภาพมาก่อน แล้ว โดยภายในบ่อปลูกหญ้าสามารถนําไปใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงสัตว์ การเพาะปลูกได้ และสามารถกรองของ เสียได้ เพื่อจะได้นําไปใช้ประโยชน์มากที่สุดจากทรัพยากรที่ได้จากการบําบัดนํ้ าเสียแบบครบวงจร 1.4 ระบบป่ าชายเลนกรองบําบัดนํ้ าเสีย (red and white mangrove) โดยผ่านนํ้ าเสียไปในบ่อที่มีต้นไม้ ป่ าชายเลนต่าง ๆ เช่น ต้นโกงกาง แสม ลําพู เป็ นต้น เนื่องจากระบบรากของพืชป่ าชายเลนเป็ นแบบรากคํ้ าจุน


การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยังยืน ่ 225 (prop root)และรากหายใจ(pneumatophore root) ซึ่งรากจะช่วยกรองของเสียต่าง ๆ ในนํ้ าทิ้ งก่อนที่ปล่อยสู่แหล่ง นํ้ าตามธรรมชาติ ส่งผลให้คุณภาพนํ้ าดีเหมาะที่สัตว์นํ้ าต่าง ๆ ใช้ประโยชน์นั้นเอง 2. โครงการกําจัดขยะมูลฝอยโดยวิธีฝังกลบ (sanitary landfill) เป็ นการนําขยะมาตัดบดอัดด้วย เครื่ องกล เพื่อให้ขยะยุบตัว แล้วทําการปิ ดทับหน้าด้วยวัสดุกลบที่เหมาะสม พร้อมทั้งป้ องกันผลกระทบ สิ่งแวดล้อมไม่ให้นํ้ าชะขยะไปบริเวณอื่นๆ สําหรับนําไปใช้ในการปรับปรุงพื้ นที่ให้มีทัศนียภาพสวยงาม 3. โครงการใช้ป๋ ยที่เกิดจากขยะมุ ูลฝอย ทําให้สามารถผลิตปุ๋ ยหมักสูงถึงวันละ 20 ตัน และสามารถ นําไปเพิ่ มพื้ นที่ป่ าชายเลนได้ปี ละ 50 ไร่ ดังนั้น จะเห็นว่าขยะสามารถนํากลับมาใช้ใหม่ได้ถ้าหากมีการจัดการที่ ถูกวิธีดังภาพที่5.9-5.10 4. โครงการนํานํ้าที่ได้รับจากการบําบัดแล้วไปใช้เพื่อการเกษตรอินทรีย์ ขยะ คัดเลือกขยะ กลุ่มวัตถุดิบ กลุ่มพลังงาน กลุ่มเพื่อปรับปรุงดิน นําไปใช้ใหม่ เพื่อย่อยสลาย เพื่อผลิตพลังงาน -เหล็ก -ปุ๋ ยหมัก -ก๊าซชีวภาพ -ถมที่ลุ่ม -กระดาษ -อาหารสัตว์ -ถมชายฝั่ ง -พลาสติก -ปรับพื้ นที่ ภาพที่ 5-9 แสดงแนวความคิดการนําขยะไปใช้ใหม่ (recycle)แบบขยะเหลือศูนย์ จากโครงการดังกล่าวข้างต้น จะเห็นว่าประสิทธิภาพในการบําบัดนํ้ าเสียและกําจัดขยะมูลฝอยและการ อนุรักษ์พื้นที่ป่ าชายเลน โดยวิธีทางธรรมชาติสามารถแก้ไขปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมได้ ประชาชนมีแหล่งที่อยู่ อาศัยที่ปราศจากมลพิษสิ่งแวดล้อม ได้แก่นํ้ าเสีย อากาศเสีย ดินเสียเป็ นต้น ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพ แข็งแรง ประเทศชาติมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ประชาชนคนไทยควรเปลี่ยนแปลงค่านิยมใหม่ เพื่อทําให้การจัดการชีวิตกับสิ่ งแวดล้อม ให้บรรลุตามเป้ าหมายหรือภาพที่พึงปรารถนา ดังนี้ 1. งดใช้วัสดุที่ก่อให้เกิดมลพิษสิ่งแวดล้อม เช่น โฟม สารซีเอฟซี พลาสติกเป็ นต้น เพราะจะก่อให้เกิด มลพิษสิ่งแวดล้อมได้ 2. ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่างๆด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์การบูรณาการศาสตร์ความรู้มา ประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด แต่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เพื่อมนุษย์สามารถนําไปใช้ ประโยชน์สิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร


226 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ 3. ศึกษาเทคโนโลยีทางชีวภาพมาใช้ประโยชน์มากที่สุด เพื่อปรับปรุงโครงสร้างและการทํางานของ ระบบนิเวศไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ประสิทธิภาพการทํางานของระบบนิเวศเพิ่มขึ้น เช่น การปลูกพืชแบบ ผสมผสานด้วยพืชหลาย ๆ ชนิดร่วมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์นาโนและสารเร่งการเติบโตพีจีพีเอ็ม เพื่อการเกษตร 2. เทคโนโลยีการใช้ นํ้าคุณ ภ าพ ดีมาช่ วยบรรเท านํ้าเน่ าเสีย ห รื อที่เรี ยกกันว่า “นํ้าดีไล่นํ้า เสีย”1 8 จะช่วยให้นํ้าเน่าเสี ยมีสภาพเจือจางลง และชะล้างสิ่งโสโครกออกไป ซึ่ งจะเป็ นวิธีการช่วย บรรเทานํ้ าเน่าเสี ยในช่วงฤดูแล้งได้เป็ นอย่างดี 3. เทคโนโลยีก ารบําบัด นํ้าเสียโด ยใช้ เครื่องก รองนํ้าธรรม ช าติ18 โดยการนําป่ าชายเลนทํา ห น้าที่ดูด ซับ ค วาม ส ก ป ร ก แล ะ โ ลห ะ ห นัก ร วม ทั้งสารพิษจากนํ้าเน่าเสี ย ทําให้มีค่าอ อ ก ซิเจ น ที่ ละลายในนํ้ าปริ มาณเพิ่มขึ้น 4. เทคโนโลยีการบําบัดนํ้าเสียด้ วยการผสมผสานระหว่างพืชนํ้ากับระบบเติมอากาศ18 ซึ่ งเป็ น ก าร ผ สม ผ สา น ร ะ ห ว่าง วิธีธร ร ม ชาติกับ เท ค โ น โ ล ยีแ บ บ ป ร ะ ห ย ัด โ ด ย ก ร ม ป ร ะ ม ง ร่ วม กับ ก ร ม ชลประทานดําเนินการศึกษาและก่อสร้างระบบบําบัดนํ้ าเสี ย 5. ก า ร บํา บัด นํ้า เสีย ด้ ว ย ร ะ บ บ บ่ อ บํา บัด แ ล ะ พ ืช นํ้า โ ค ร ง ก า ร ศึก ษ า วิจัย แ ล ะ พ ัฒ น า สิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดําริ อําเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โดยนํานํ้า เสี ยจากเทศบาลเมืองเพชรบุรี ส่งต่อด้วยระบบท่อมายังพื้นที่โครงการฯ โดยเริ่มจาก18ระบบบ่อบําบัด นํ้ าเสี ย18 กักพักนํ้ าเสี ยไว้ในระยะเวลาที่เหมาะสม เติมออกซิเจนด้วยกระบวนการสังเคราะห์แสงของ แพลงก์ตอนและสาหร่ ายอาศัยแรงลมช่วยเติมอากาศ การย่อยสลายสารอินทรี ย์ระบบพืชและหญ้า กรองนํ้าเสี ย18 ใช้พืชช่วยบําบัด ระบบพื้นที่ชุ่มนํ้าเทียม ทําแปลงหรื อบ่อนํ้าเพื่อบําบัดนํ้าเสี ยโดยปลูก พืชนํ้า 2 ชนิดคือ กกกลม (กกจันทรบูร) และธูปฤาษี ช่วยในการบําบัดนํ้าเสี ย ระบ บแป ลงพืชป่ า ชายเลน ใช้หลักการเจือจางระหว่างนํ้าเสี ยกับนํ้าทะเล ซึ่ งสามารถพิสูจน์ได้ว่าระบบบําบัดนํ้าเสี ย ด้วยบ่อบําบัดและพืชนี้สามารถบําบัดนํ้ าเสี ยได้เป็ นอย่างดี 6. เท ค โน โล ยีกัง หัน นํ้าชัย พัฒ น า 18 ซึ่ ง เป็ น รู ป แ บ บ สิ่ง ป ร ะ ดิษ ฐ์ที่เรี ย บ ง่า ย ป ร ะ ห ย ัด ใ ช้ หลักการให้ใบพัดเคลื่อนนํ้ าและช่องรับนํ้ าไปสาดกระจายเป็ นฝอย เพื่อให้สัมผัสกับอากาศได้อย่าง ทั่ วถึง ทําให้ออกซิเจนในอากาศสามารถละลายเข้าไปในนํ้ าได้อย่างรวดเร็ ว จะทําให้เกิดฟองอากาศ จมในนํ้ า ก่อให้เกิดการถ่ายเทออกซิเจน เพื่อใช้ในการบําบัดนํ้ าเสี ยที่เกิดจากแหล่งชุมชนและแหล่ง อุตสาหกรรม 7. เทคโนโลยีการกําจัดขยะแบบครบวงจร โดยการนําขยะไปร่ อนแยกส่วนประกอบแล้ว นําเอาสารปรับปรุ งดินไปใช้ในการปลูกพืช ส่วนที่เหลือใช้เป็ นเชื้อเพลิงได้ นอกจากนี้ ส่วนที่เหลือ สามารถนําไปอัดแท่งนําไปใช้ประโยชน์ในทางก่อสร้าง ทําให้เกิดพื้นที่รองรับขยะหมุนเวียนกันไป


การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยังยืน ่ 227 ภาพที่5-10 แสดงการจัดการแบบผสมผสานของโครงการแหลมผักเบี้ยจังหวัดเพชรบุรี 5.6.2 กรณีศึกษาการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้ วยนวัตกรรมชีวภาพหัวเชื้อราอัดเม็ดและหัว เชื้อจุลินทรีย์ เพื่อการฟื้ นฟูดินเลน บริเวณป่ าชายเลน ตําบลโคกขาม อําเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมชีวภาพหัวเชื้อราอัดเม็ดและหัวเชื้อจุลินทรีย์ ดินเลนงอก ใหม่หรือทับถมใหม่ ดินเลนนากุ้งร้าง ดินเลนที่ถูกกัดเซาะชายฝั่ งทะเลบริเวณป่ าชายเลน ตําบลโคกขาม อําเภอ เมือง จังหวัดสมุทรสาคร ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาด้านสิ่ งแวดล้อม สังคมและเศรษฐกิจแบบยังยืน ่ ตามขั้ นตอนการดําเนินการจัดการฯ ดังนี้ ขั้นตอนที่1การวางแผนงานโครงการกิจกรรมโครงการต้นนํ้า กลางนํ้า และปลายนํ้า แบบครบวงจร เพื่อก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ในด้านต่าง ๆ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ต้องวางแผนงานการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม เสื่อมโทรมให้กลายเป็ นแหล่งที่อยู่อาศัย สําหรับชีวิตกับสิ่ งแวดล้อมสามารถทํางานสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน ชีวิต กับสิ่งแวดล้อมสามารถนําไปใช้ประโยชน์ในการดํารงชีพ ดังนี้ กิจกรรมต้นนํ้า : ด้านสิ่งแวดล้อม


228 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ 1. โครงการปลูกป่ าชายเลนด้วยนวัตกรรมชีวภาพหัวเชื้อรา หัวเชื้อราอัดเม็ด บริเวณดินเลนนากุ้งร้าง ดินเลนงอกใหม่ ดินเลนที่ถูกกัดเซาะชายฝั่ งทะเล ตําบลโคกขาม อําเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร 2. โครงการติดตามความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์ของ ผลผลิตปริมาณสัตว์นํ้า ชนิดพันธุ์ไม้ ชนิดจุลินทรีย์ นํ้ า อากาศ ดินเลน ตําบลโคกขาม อําเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร กิจกรรมกลางนํ้า : สังคมและเศรษฐกิจ 1. โครงการอบรมการผลิตและการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ขี้แดดนาเกลือร่วมกับหัวเชื้อราอัดเม็ดหรือหัว เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์จากระบบนิเวศป่ าชายเลน กิจกรรมปลายนํ้า : 2. โครงการประชาสัมพันธ์อัตลักษณ์การบริหารจัดการชุมชน ร่วมกับนวัตกรรมชีวภาพผ่านเว็บไซต์ 3. โครงการอบรมเพื่อการท่องเที่ยวชุมชนเชิงอนุรักษ์ ขั้นตอนที่2การดําเนินการจัดการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ชีวิตกับสิ่ งแวดล้อมแบบครบวงจร 1. การเตรียมความพร้อมด้านครุภัณฑ์หน่วยงานที่รับผิดชอบ งบประมาณ บุคลกร อื่น ๆ ขั้นตอนที่3 การดําเนินการจัดการตามโครงการที่ได้วางแผนงานไว้ เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และ เป้ าหมายที่กําหนดไว้โดยดําเนินการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมแบบยังยืน 4 ขั ่ ้ นตอน คือ 1) การสํารวจสภาพปัญหาและความต้องการของชุมชน 2) ผลกระทบที่เกิดขั้ นกับชีวิตกับสิ่งแวดล้อม 3) การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กําจัดมลสาร สารปนเปื้อน ด้วยเทคโนโลยีสะอาดและเหมาะสม กับชุมชน 4. การตรวจติดตามและปรับปรุงการดําเนินการโครงการ ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพและการ ควบคุมการดําเนินการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ขั้นตอนที่ 4การประชาสัมพันธ์และการควบคุมการดําเนินการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ด้วยหัวเชื้อรา อัดเม็ดหรือหัวเชื้อจุลินทรีย์นาโนจากความหลากหลายทางชีวภาพจุลินทรีย์ปฏิปักษ์จากระบบนิเวศป่ าชายเลน ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการประยุกต์ใช้โปรแกรมสําเร็จรูปหรือแอพพลิเคชน สื่อต่าง ๆ ได้แก่ ชุด ความรู้ หนังสือ ตํารา วีดิโอ อื่น ๆ แต่มักจะพบกับปัญหาในการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ไม่ประสบความสําเร็จ บรรลุตามเป้ าหมาย อันเนื่องมาจากสาเหตุหลัก ๆ 3 ส่วนคือ ดังภาพที่ 5.11 1. รัฐบาล มีแผนการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจสําหรับการบริหารจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมอย่างไม่ ต่อเนื่อง จึงทําให้หน่วยงานรัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่สามารถดําเนินให้บรรลุตามเป้ าหมายได้ อาจจะ เนื่องจากการขาดปัจจัยในการดําเนินการฯ ได้แก่ การขาดครุภัณฑ์งบประมาณ บุคลกรอื่น ๆ ในการดําเนินการ จัดการตามแผนงาน เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้ าหมายที่กําหนดไว้ต่อเนื่อง 2. เอกชน ขาดการร่วมเป็ นเครือข่ายฯในการวิจัยเชิงพื้นที่และการจัดการฯ เพื่อแก้ปัญหาชุมชนอย่าง ต่อเนื่อง ทําให้ชุมชนไม่สามารถดําเนินการจัดการชีวิตกับสิ่ งแวดล้อม ขาดปัจจัยสนับสนุนในการดําเนินการฯ 3. ประชาชน ขาดการบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีการออกแบบและการวิเคราะห์ (mathematic) อย่างเป็ นระบบและขั้ นตอน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม สําหรับแก้ปัญหาของชุมชน เพิ่ ม การนํากลับมาใช้ใหม่ได้(recycling)


การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยังยืน ่ 229 ภาพที่ 5-11 ปัญหาอุปสรรค์ที่ทําให้การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมไม่ประสบความสําเร็จในยุคศตวรรษที่ 21 5.6.3กรณีศึกษาการกําจัดมลสารสารพิษ สารปนเปื้ อนด้วยนวัตกรรมหัวเชื้อจุลินทรีย์ในบ่อบึงประดิษฐ์ หลังจากมนุษย์ใช้สิ่ งแวดล้อมและชีวิตในการประกอบอาชีพและดํารงชีพ เพื่อตอบสนองปัจจัยสี่จํานวน มากและนาน ๆ โดยไม่ผ่านกระบวนการบําบัดและจัดการที่อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลให้ระบบนิเวศของ ชีวิตและสิ่ งแวดล้อมมีมลสาร สารปนเปื้อนในปริมาณมาก ก่อให้เกิดมลพิษสิ่งแวดล้อม อันเนื่องจากมลสาร สาร ปนเปื้อน ได้แก่ อินทรีย์สาร อนินทรีย์สาร กัมมันตภาพรังสี จุลินทรีย์ก่อโรค อื่น ๆ มีจํานวนปริมาณเพิ่ มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น มนุษย์ต้องบูรณาการศาสตร์ต่าง ๆ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรม การเกษตร ศิลปกรรม อื่น ๆ เพื่อลดมลสาร สารปนเปื้อนที่ก่อให้เกิดมลพิษสิ่งแวดล้อมที่มาจากชุมชน/โรงงานอุตสาหกรรม เช่น ขี้แดดนาเกลือ ฟางข้าว แกลบเปลือกกุ้ง มูลสัตว์ กากวัสดุอื่น ๆ แปรรูปและผลิตสารตัวเติม ตัวจับและตัว รักษาสภาพของผลิตภัณฑ์สินค้าหัวจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ ได้แก่ เชื้อรา แบคทีเรีย แอกติโนมัยซิสอื่น ๆ สําหรับการ นําไปใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชีวิตและสิ่ งแวดล้อม การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ การ พัฒนาอุตสาหกรรมอาหารการพัฒนาพลังงานทดแทน การพัฒนาเภสัช อื่น ๆ ดังรายละเอียดดังนี้ 1. การพัฒนาสิ่งแวดล้อม การบําบัดมลสาร สารปนเปื้อน ด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์และเทคโนโลยีบ่อบึง ประดิษฐ์ เพื่อกําจัดอินทรีย์สาร แขวนลอย มลสารโลหะหนัก กําจัดกลิ่ น เพิ่ มปริมาณธาตุอาหาร ปรับสภาพความ เป็ นกรดด่างให้เหมาะสม ควบคุมโรคอื่น ๆ สําหรับการพัฒนาการปลูกพืชเศรษฐกิจได้แก่ ข้าว ผัก หญ้าเนเปี ย อื่น ๆ หลังจากนั้น นํ้ าส่วนที่ผ่านการบําบัดและได้มาตรฐานจะถูกปล่อยไปสู่บ่อที่ 3 หรือแหล่งนํ้ าตามธรรมชาติต่อไป รัฐบาล ควรมีแผนพัฒนา สิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจอยาง่ ต่อเนื่อง เอกชน ควรมีการร่วมเป็ น เครือข่ายในการวิจัย เชิงพื้นที่ (CSR) เพื่อ แกปัญหาให้ก ้บั ชุมชน ประชาชน ควรมีการบูรณา การองค์ความรู้ และเทคโนโลยี การออกแบบและ การวิเคราะห์อยาง่ เป็ นระบบเพื่อ พัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม สําหรับแกปัญ้หา ของชุมชน


230 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ มนุษย์สามารถนํานํ้ าไปใช้ในการประกอบอาชีพ ได้แก่ การประมง การเกษตร การทํานากุ้ง การอุตสาหกรรม เป็ น ต้น ภาพที่ 5.12 2. ด้านพัฒนาเกษตรอินทรีย์ เมื่อเกษตรกรร่วมกลุ่มและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ร่วมกับนวัตกรรมและ เทคโนโลยีหัวเชื้อจุลินทรีย์สารเร่งการเติบโต ก็จะส่งผลให้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม อาทิ คุณภาพนํ้า ดิน อากาศ อาหาร อื่นๆมีคุณภาพที่ดีขึ้นได้มาตรฐานจีเอพีหรือออร์แกนนิก ผลผลิตอินทรีย์ อาหารปราศจากมลสาร สารพิษ ปนเปื้อน 3. การพัฒนาพลังงานทดแทน เมื่อมนุษย์นําวัสดุเหลือทิ้ งอินทรีย์เร่งการย่อยสลายแหล่งคาร์บอน ได้แก่ เซลลูโลส เส้นใย ในเศษวัสดุเหลือใช้จากชุมชนหรือโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ทะลายปาล์ม แกลบ มูลไก่ อื่น ๆ ร่วมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์นาโน ทําให้ได้ชีวภัณฑ์ นํ้าตาล สําหรับใช้เป็นสารเริ่มต้นในกระบวนการหมักใน กระบวนการผลิตแอลกอฮอล์และพลังงานทดแทนก๊าซชีวภาพ สําหรับนําไปใช้เป็ นแหล่งพลังงานทดแทนในยุคที่ ราคานํ้ ามันดิบแพงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหามลพิษสิ่ งแวดล้อม ผลการใช้เทคโนโลยีสะอาดและนวัตกรรมกล้าหัวเชื้อจุลินทรีย์ในการกําจัดและบําบัดมลสาร สาร ปนเปื้อนในมลพิษสิ่งแวดล้อม จึงทําให้มนุษย์สามารถนําสิ่งแวดล้อมนํากลับมาใช้ใหม่ได้อีกและต่อเนื่อง ดังนั้น มนุษย์ควรบริหารจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม บนกรอบแนวคิด/นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อการผลิตและ การแปรรูปวัสดุเหลือทิ้ ง ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม สําหรับการแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตและ สิ่งแวดล้อม ทําให้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมสามารถนําทรัพยากรธรรมชาติกลับมาใช้ใหม่ได้อีก และก่อให้เกิดการ พัฒนาสิ่งแวดล้อม สังคมและเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมแบบยังยืน ่ ภาพที่ 5.12 บ่อที่ 1 • วังขังนํ้า • การปลูกข้าว หญ้าอาหาร สัตว์ ชะคราม เหงือกปลา หมอ • เก็บเกี่ยว/ตัด พืช/ นําไป จําหน่าย แปรรูป ผลิตภัณฑ์ • สร้างรายได้ บ่อที่2 • ธาตุอาหาร หลักและรอง ตกตะกอน • นําตะกอนไป ผลิตเป็ นปุ๋ ย ชีวภาพ อาหารกุ้งปลา อัดเม็ด เพราะมี probiotic สูง สําหรับเลี้ยง สัตว์นํ้า ให้ เติบโต ลด ต้นทุน • สร้างรายได้ บ่อที่3 • นํ้าที่ได้ มาตราฐาน สิ่งแวดล้อม สําหรับ นําไปใช้ ประโยชน์ ประกอบ อาชีพ • นําไปเลี้ยง ปลา กุ้ง เกษตร อินทรีย์ • สร้างรายได้ นํ้าเสียจากโรงงาน ชุมชน หัวเชื้อจุลินทรีย์เ/ทคโนโลยีที่ เทคโนโลยี ผ่านกระบวนการแปรรูปร่วมกับ นํ้าและสิ่งแวดล้อมอื่นๆคืนสู่สภาพดี ติดตามประเมินผลแบบยั่งยืน การนําไปใช้ประโยชน์และตรวจ กรณีศึกษาการกําจัดมลสารสารพิษ สารปนเปื้ อนด้วยเทคโนโลยีบ่อบึงประดิษฐ์ร่วมกับนวัตกรรม “หัวเชื้อจุ ลินทรีย์” และต้นแบบโมเดลการบริหารจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชุมชนโคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร กล้าหัว เชื้อจุลินทรีย์ เทคโนโลยีบ่อบึงประดิษฐ์ ภาพที่5.12 ต้นแบบการบริหารจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ด้วยจุลินทรีย์และเทคโนโลยีสะอาด บําบัดมลสาร ปนเปื้อน แบบบ่อบึงประดิษฐ์


การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยังยืน ่ 231 สรุปการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมตามการพัฒนาที่ยั่งยืนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมที่มีปัญหาในศตวรรษที่ 21 จําเป็ นต้องนําเทคโนโลยีชีวภาพที่เหมาะสม และนวัตกรรมชีวภาพจุลินทรีย์ได้แก่ หัวเชื้อราอัดเม็ด (fungal pellets) หัวเชื้อจุลินทรีย์นาโน (nano microbe) ร่วมกับสารเร่งการเติบโตพีจีพีเอ็ม เพื่อพัฒนาการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมให้มีชนิด ปริมาณและสัดส่วนที่ เหมาะสมและสามารถทํางานร่วมกันได้อย่างซับซ้อนและเป็ นวัฎจักร ทําให้ชุมชนมีทรัพยากรธรรมชาติในการ ดํารงชีพได้อย่างเพียงพอ พอประมาณ เพิ่ มการสร้างภูมคุ้มกัน อันจะนําไปสู่การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม ทําให้ ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมมีแหล่งที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม มนุษย์มีการอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่ งแวดล้อม ในขณะเดียวกัน มนุษย์ สามารถนําทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ในการดํารงชีพและแปรรูปเป็ นผลิตภัณฑ์สินค้า สําหรับการดํารงชีพได้อย่าง ยังยืน ่ อันนําไปสู่การพัฒนาทางด้านมิติสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม ที่มีความสอดคล้องกับหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ดังภาพที่ 5-13 ภาพที่ 5.13 หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาชีวิตกับสิ่ งแวดล้อมแบบยังยืน ่ 5.7 หลักการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม 5.7.1 ความหมาย การประเมินผลกระทบสิ่ งแวดล้อมหรืออีไอเอ(Environmental Impact Assessment : EIA) หมายถึง การ จําแนกแยกแยะสิ่งแวดล้อมทุกชนิดทุกประเภทในระบบนิเวศที่ต้องการศึกษา ซึ่ งผลการวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อม สังคมและ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ความรู้ (Science) ความ พอประมาณ การสร้าง ภูมิคุ้มกัน นําไปสู่


232 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ สิ่งแวดล้อมเป็ นเครื่องมือสําคัญในการคาดคะเนผลดี ผลเสีย ของโครงการพัฒนาระบบนิเวศ แนวทางการแก้ไข และการจัดการระบบนิเวศหรื อการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็ นรู ปธรรม เพื่อช่วยในการตัดสิ นใจในการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติแบบยังยืน ่ ต่อไป 5.7.2 ความสําคัญการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติได้ถูกใช้อย่างมากและในอัตราที่เพิ่ มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่ออํานวยความ สะดวกและตอบสนองความต้องการของมนุษย์ทําให้ทรัพยากรธรรมชาติเกิดการเปลี่ยนแปลง และก่อให้เกิด มลพิษสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเพื่อป้ องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นหลังจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติจึงคิดหาทางแก้ไข และปรับปรุงทรัพยากรธรรมชาติให้มีปริมาณ คุณภาพและระยะเวลาการใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง โดยการ ประเมินผลกระทบระบบสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ได้มาข้อมูลผลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีความถูกต้อง มากที่สุด 5.7.3 หลักการการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หลักการประเมินผลกระทบสิ่ งแวดล้อมต้องทําการศึกษาวิจัยระบบนิเวศหรือระบบสิ่ งแวดล้อมก่อนที่จะ พัฒนาการตัดสินใจการพัฒนาสิ่งแวดล้อม เพื่อประกันคุณภาพของสิ่งแวดล้อม การป้ องกันในระยะยาว การ ดําเนินการทางเศรษฐศาสตร์ การใช้ทรัพยากรธนนมชาติและการพัฒนาแบบยังยืน ดังนี ่ ้ 1. การกําหนดโครงการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขั้นดําเนินการก่อนการประเมิน กลันกรอง กําหนดขอบเขตงาน โดยผู้ประกอบการ ่ รวมถึงเจ้าของ โครงการพัฒนาและคณะผู้ศึกษาผลกระทบสิ่ งแวดล้อม ต้องทําการศึกษา 2 ขั้ นตอน คือ 1.1 ขั้ นตอนการศึกษาความเป็ นไปได้ของโครงการฯ จัดเป็ นขั้นตอนที่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะเจ้าของโครงการฯ ต้องศึกษาความเป็ นไปได้ (feasibility study) ของโครงการฯ ศึกษาความเป็ นไปได้ทางการก่อสร้าง เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม โดยใช้ กระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น เพื่อจัดหาหน่วยงานที่ได้รับใบอนุญาตจากสํานักงานนโยบาย และแผนสิ่ งแวดล้อมดําเนินการแทน โดยต้องรายงานผลการศึกษาตามแบบฟอร์มเฉพาะในการเสนอ เพื่อนําผลที่ ได้ไปใช้ในการศึกษาต่อไป 1.2 ขั้ นตอนการศึกษาการประเมินผลกระทบสิ่ งแวดล้อม บริษัทหรือหน่วยงานสามารถประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้ต้องได้รับใบอนุญาตให้เป็ นผู้มีสิทธิใน การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม จากสํานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม โดยเจ้าของโครงการฯต้องว่าจ้างกับ บริษัทหรือหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตเหล่านี้ดําเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียด เพื่อแจกแจง ประเด็น กิจกรรมก่อนการก่อสร้าง ระหว่างการก่อสร้าง และภายหลังการก่อสร้างว่าจะเกิดผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมและสุขภาพใดๆบ้าง อันจะนําไปสู่การหาดัชนีชี้วัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างแม่นยํ่า ต่อไป 5.7.4 ขี้นตอนวิธีปฏิบัติการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขั้ นตอนวิธีการปฏิบัติการประเมินผลกระทบสิ่ งแวดล้อมหรืออีไอเอ ประกอบด้วย 5 ขั้ นตอน ดังนี้


การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยังยืน ่ 233 ขั้นตอนที่1 การศึกษาเก็บข้อมูลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ต้องทําการประเมินผลกระทบที่จะ มีต่อกระทบต่อสภาพปัจจุบันของสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมและสุ ขภาพและสอดคล้องตามหลักการ ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขั้นตอนที่ 2การทํารายงาน โดยผู้ที่ทําการศึกษาต้องเรียบเรียงงานวิจัย การประเมินผลกระทบที่จะ เกิดขึ้น แผนแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และโปรมแกรมการติดตามตรวจสอบ การทํารายงานผลการศึกษาตาม แบบฟอร์มของสํานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม ซึ่งรายละเอียดเนื้อหาเหล่านี้ต้องจัดทํารายงานหลัก ๆ 3 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่ งคือ รายงานหลัก ซึ่ งเป็ นรูปเล่มรายงานที่มีเนื้อหาสาระในทุกประเด็น ส่วนที่สอง คือ รายงานสรุปสําหรับผู้บริหาร (executive summary) โดยย่อความทุกขั้นตอนเพื่อให้ผู้บริหารฯเข้าใจง่ายขึ้น และ ส่วนที่สามคือ รูปเล่มรายงานแผนป้ องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนการติดตามตรวจสอบ ซึ่งรูปเล่ม ทั้ งสามส่วนนี้ผู้ประกอบการต้องเข้าใจและส่งเล่มรายงานให้กับสํานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมหรือ สผ. ซึ่ งจัดเป็ นหน่วยงานที่จะคอยประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐบาลกับสถานประกอบการหรือเจ้าของ โครงการฯ ขั้นตอนที่ 3 การตัดสินใจ เป็ นขั้นการตัดสินใจว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีจะสามารถจัดการชีวิตกับ สิ่งแวดล้อมได้ดีหรือไม่โดยการทําประชาพิจารณ์หรือการประชุมของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ การ ตัดสินใจโครงการฯของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่มีขั้ นตอนที่ละเอียดอ่อนและค่อนข้างยาวนาน จึงทํา ให้ต้องใช้ระยะเวลายาวนาน ดังนั้น ขั้นตอนการตัดสินใจ เนื่องจากต้องดําเนินการหลายขั้นตอน ซึ่ งจึงทําให้ อาจจะมีผลต่อแผนการพัฒนาประเทศเกิดความล่าช้า ดังขั้ นตอนย่อย ๆ ดังนี้ 3.1 ขั้นตอนเสนอเล่มรายงานผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เมื่อผู้ประกอบการทํารายงานผล การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว ต้องเสนอต่อสํานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม เพื่อตรวจสอบเบื้องต้น ก่อน หากมีข้อแก้ไขปรับปรุงทางสํานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม จะส่งคืนให้สถานประกอบการทําการ แก้ไข และหลังจากนั้นจึงนําเสนอคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในลําดับ ต่อไป 3.2 ขั้นตอนเสนอคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะเรื่องพิจารณา หลังจากนั้นจะนําเสนอผลการพิจารณาต่อคณะกรรมการสิ่ งแวดล้อมแห่งชาติ หรือทําประชา พิจารณ์ก่อน สําหรับโครงการที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ก่อนการนํามาพิจารณาการตัดสินใจ ของ คณะกรรมการสิ่ งแวดล้อมแห่งชาติ แต่ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยหรือมีผลกระทบที่ไม่สามารถแก้ไขได้แม้จะหันใช้ เทคโนโลยีที่เหมาะสมใด ๆ ก็ตาม โครงการนั้นก็ต้องยกเลิกไป 3.3 ขั้ นทําประชาพิจารณ์การทําประชาพิจารณ์ในปัจจุบันและอนาคตมีความสําคัญมาก เพราะเจ้าของ โครงการและผู้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้แจ้งบอกมาตรการป้ องกันแก้ไข และแผนติดตามตรวจสอบต่อ ประชาชนมีส่วนได้ส่วนเสียจากโครงการอย่างไรบ้าง โดยทําแบบสอบถามเพื่อประกอบในการช่วยตัดสินใจ 3.4 ขั้นเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทําหน้าที่กลั่ นกรอง โครงการอย่างละเอียด ทั้งโครงการที่มีปัญหาและไม่มีปัญหาการต่อต้าน เสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม แห่งชาติตัดสินใจ


234 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ 3.5 ขั้ นเสนอคณะรัฐมนตรีในทางปฏิบัติเมื่อคณะกรรมสิ่ งแวดล้อมตัดสินใจแล้วมักสิ้ นสุด หลังจากนั้น คณะฯจะเสนอต่อนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็ นประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ในการตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง 3.6 ขั้นเสนอผลการตัดสินกลับสู่เจ้าของโครงการเมื่อตัดสินใจโครงการแล้ว สํานักนโยบายและแผน สิ่งแวดล้อมจะนํากลับมา เพื่อแจ้งเจ้าของโครงการฯได้นําไปดําเนินการ ตามการเสนอมาตรการป้ องกันแก้ไขที่ คณะกรรมการเสนอ เพื่อให้เจ้าของโครงการปฏิบัติตาม ถ้าหากเจ้าของโครงการไม่ปฏิบัติตามสํานักงานนโยบาย และแผนสิ่ งแวดล้อมสามารถระงับโครงการได้ ขั้นตอนที่ 4 การดําเนินการเริ่มแต่การก่อสร้าง และตรวจสอบการเปลี่ยนแปลง การดําเนินการโครงการหลังจากโครงการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว เจ้าของโครงการต้องดําเนินการตรวจ ติดตามใน 3 ช่วงเวลา คือ 4.1 ช่วงก่อนการก่อสร้างโครงการ เพื่อเตรียมงาน เกี่ยวกับเรื่องสถานที่ การติดต่อประสานงาน เตรียม อุปกรณ์เครื่องมือและกําลังคน 4.2 ช่วงระหว่างการก่อสร้างโครงการ เป็ นช่วงเวลาการก่อสร้างเพื่อจะดําเนินโครงการต่อไป 4.3 ช่วงการประเมินผลกระทบหลังดําเนินโครงการ เนื่องจากหลังดําเนินการแล้วต้อง ดําเนินการแก้ไขผลกระทบและปรับปรุง ขั้นตอนที่5 การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหลังการดําเนินการ เพื่อศึกษาความผิดปกติที่เกิดขึ้นใน กระบวนการผลิตหลังการดําเนินการ พร้อมหามาตรการป้ องกันและแก้ไข การตรวจสอบก่อนและหลังการใช้ สิ่งแวดล้อม (monitoring) การตรวจสอบแผนการป้ องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมว่ามีประสิทธิภาพมากน้อย เพียงใด และการหาแผนแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหลังการใช้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หลังจากนั้นให้สถานประกอบการ เสนอต่อสํานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม 5.7.5 หลักการและแนวทางปฏิบัติของกระบวนการวิเคราะห์ระบบนิเวศ หลักการและแนวทางปฏิบัติของกระบวนการวิเคราะห์ระบบนิเวศเกี่ยวกับองค์ประกอบหรือโครงสร้าง ระบบนิเวศทั้งในด้านชนิด ปริมาณและสัดส่วนที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเอกลักษณ์ของประเภทของระบบนิเวศ ดังนั้นในการศึกษาองค์ประกอบระบบระบบนิเวศ ต้องบูรณาการความรู้ศาสตร์หลายแขนงวิชา โดยผ่าน กระบวนการวิทยาศาสตร์และการวิเคราะห์ระบบระบบนิเวศ เพื่อทําให้ทราบข้อมูลที่ถูกต้องของพื้นที่ก่อน การศึกษาหรือพัฒนา สถานภาพของระบบ รวมทั้งแนวทางการปรับปรุงแก้ไข การเปลี่ยนแปลง การป้ องกัน และ การพัฒนา โดยอาศัยวิธีปฏิบัติการวิเคราะห์ระบบทั้งแนวนอนและ นําไปสู่เป้ าหมายที่ต้องการ คือพัฒนาคุณภาพ ชีวิตมนุษย์ ส่วนการวิเคราะห์ในแนวตั้งเป็ นการวิเคราะห์ถึงองค์ประกอบแต่ละชนิดในระบบนิเวศที่ต้องการ พัฒนามีความสัมพันธ์กันอย่างไร ถ้าหากพัฒนาแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงประกอบของระบบนิเวศที่เกิดจากการ พัฒนาระบบนิเวศอย่างไร 5.7.5.1 แนวทางปฏิบัติการวิเคราะห์ระบบระบบนิเวศ ในแนวตั้ งมี4 ขั้ นตอน ดังนี้ดังภาพที่ 5.14 ขั้นตอนที่ 1การกําหนดปัญหา การกําหนดปัญหาระบบสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่ มักตั้งตามตัวชี้ต่าง ๆ เช่น ตามสภาพเศรษฐกิจ ผลการ ตรวจสอบคุณสมบัติทรัพยากรธรรมชาติ หรือตั้งตามเวลาที่สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ซึ่ งปัญหานี้จะเป็ นตัวชี้


การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยังยืน ่ 235 แนวทางในการวิเคราะห์ ดังกรณี ศึกษาอีไอเอโรงไฟฟ้ าหินกรูด จังหวัดประจวบคีรี ขันธ์ส่งผลกระทบต่อ ทรัพยากรธรรมชาติชายฝั่ งทั้ งสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างไร ขั้นตอนที่2 การกําหนดวิธีและขอบเขตการวิเคราะห์ เป็ นกระบวนการต่อเนื่องจากขั้ นตอนการกําหนดปัญหา โดยกําหนดพื้ นที่คร่าว ๆ เพื่อใช้เป็ นพื้ นที่ศึกษา หลังจากนั้นกําหนดวิธีการเก็บข้อมูลว่าจะเลือกแบบใดให้เหมาะสมและได้ข้อมูลใกล้เคียงกับความเป็ นจริงมาก ที่สุด ซึ่งวิธีการเก็บข้อมูลมีหลายแบบ ขึ้นกับวัตถุประสงค์ (objective) ที่ต้องการทราบ เช่น การทําแบบสอบถาม การสํารวจภาคสนาม การทดลองภายในห้องปฏิบัติการทดลอง นโยบาย มาตรการ แผนการวิเคราะห์ระบบสิ่งแวดล้อม ปัญหา (โครงการย่อย) มีดังนี้ นํ้ า อากาศ ดิน อื่นๆ แหลมผักเบี้ย -การวางแผน เตรียมงาน สํารวจเบื้องต้น (โครงการใหญ่) -การเก็บข้อมูล -การวิเคราะห์ข้อมูล -การแปรผลการวิเคราะห์ วิธีการและขอบเขต ประเมินสภาพแวดล้อม การจัดการสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตที่ดี ภาพที่ 5.14 แนวทางปฏิบัติของกระบวนการวิเคราะห์ระบบนิเวศที่ต้องการพัฒนา ในแนวนอนและแนวตั้ ง เพื่อนําสู่การพัฒนาระบบนิเวศแบบยังยืน ่ ขั้นตอนที่ 3การประเมินสถานภาพของระบบ หลังจากสํารวจข้อมูลแล้วนําผลการศึกษาจากพื้นที่ไปเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ขึ้นกับชนิดของทรัพยากรธรรมชาติ เช่น เสียงดัง 70 เดซิเบล ต้องไม่เกิน 7 ชั่ วโมง อาหารต้องมีสารพิษไม่เกิน 0.005 ส่วนในล้านส่วน หรือก๊าซออกซิเจนไม่ตํ่ากว่า 4 มิลลิกรัมต่อลิตร เป็ นต้น เพื่อประเมินสถานภาพของระบบ


236 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ สิ่งแวดล้อม ปกติสถานภาพสิ่งแวดล้อม มี 4 สถานภาพ คือสถานภาพสมดุลธรรมชาติสถานภาพเตือนภัย สถานภาพระวังภัย และสถานภาพวิกฤตหรือมลพิษสิ่งแวดล้อม ตามลําดับ 1. สถานภาพสมดุลธรรมชาติ(balancenature) คือ สภาพที่โครงสร้างของระบบระบบนิเวศทั้งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต มีชนิด ปริมาณ และสัดส่วนเหมือนเดิม และโครงสร้างระบบนิเวศสามารถทํางานเหมือนเดิมหรือ ทํางานได้ปกติตลอดไป 2. สถานภาพเตือนภัย (warning state) คือ สภาพที่โครงสร้างของระบบนิเวศมีการเปลี่ยนแปลง (ไม่ เหมือนเดิม)แต่โครงสร้างระบบนิเวศยังคงสามารถทํางานได้ไม่เปลี่ยนแปลง (เหมือนเดิม) 3. สถานภาพระวังภัย (risky state) คือ สภาพที่โครงสร้างของระบบนิเวศไม่เปลี่ยนแปลง (เหมือนเดิม) แต่โครงสร้างระบบนิเวศแสดงการทํางานไม่เหมือนเดิม หรือการทํางานมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม(ไม่ เหมือนเดิม) 4. สถานภาพวิกฤต (critical state) หรือมลพิษสิ่งแวดล้อม คือสถานภาพที่โครงสร้างและการทํางานของ ระบบนิเวศมีการเปลี่ยนแปลง (ไม่เหมือนเดิม)จากค่ามาตรฐานสิ่งแวดล้อม จึงก่อให้เกิดมลพิษสิ่ งแวดล้อม ขั้นตอนที่ 4 เสนอแนะ ข้อเสนอแนะที่ดี ย่อมสามารถใช้เป็ นข้อมูลในการปรับปรุงแก้ไข เปลี่ยนแปลงป้ องกันและการ พัฒนาการจัดการฯในอนาคตต่อไป ดังนั้น ผู้วิเคราะห์ระบบต้องเข้าใจทุกๆระบบที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศที่ทํา การวิเคราะห์เป็ นอย่างดี จึงจะสามารถเสนอแนะแนวทางแก้ไขได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด แต่ถ้าหากนักวิเคราะห์ระบบนิเวศไม่เข้าใจระบบนิเวศที่ทําการศึกษา ย่อมจะ ส่งผลให้ระบบนิเวศนั้นจะได้รับผลกระทบ จนยากที่จะแก้ไขให้คืนสู่สถานภาพหรือภาวะสมดุลธรรมชาติได้ 5.7. 5.2 ภาพพจน์ที่พึงปรารถนาหรือเป้ าหมายของการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม จากการบูรณาการศาสตร์ความรู้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ก่อให้เกิดนวัตกรรมและ เทคโนโลยีที่เหมาะสม สําหรับการแก้ไขปัญหาและผลกระทบและการจัดการฯ อันนําไปสู่เป้ าหมายหรือภาพพจน์ ที่มนุษย์ต้องการภาพพจน์ที่พึ่งปรารถนาดังนี้ คือ 1 .ประชาชนมีปัจจัยสี่ในการดํารงชีพเพียงพอ มีความสะดวกสบาย มีความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สินแบบยังยืน ่ 2. ระบบนิเวศต่างๆในโลกและประเทศไทยอยู่ในสถานภาพที่สมดุลธรรมชาติ นั้นคือระบบมี โครงสร้างของระบบที่ได้ทั้ง ชนิด ปริมาณ และสัดส่วนกัน ส่งผลให้ระบบนิเวศสามารถทํางานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ หรือเกิดการหมุนเวียนแบบเป็ นวัฎจักร (cycle) 3. ระบบปราศจากสารปนเปื้อนต่างๆที่ก่อให้เกิดมลพิษสิ่งแวดล้อม โดยการใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ใน ระบบนิเวศนั้น ช่วยในการเร่งการจัดการฯเหล่านั้น ซึ่งการนําหลักการดังกล่าวมาใช้การจัดการระบบนิเวศย่อมไม่ ก่อให้เกิดสารพิษ มลสารตกค้างในระบบนิเวศจนส่งผลกระทบต่อชีวิตกับสิ่ งแวดล้อมข้างเคียง 4. ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ในทุกๆด้านได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาพหรือการศึกษาหรือ สังคม ด้านเศรษฐกิจ อื่น ๆ 5.7.5.3การเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม


การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแบบยังยืน ่ 237 การศึกษาการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อนและหลังการใช้สิ่งแวดล้อม ย่อมก่อให้เกิดข้อดี มากกว่าข้อเสีย ดังนี้ ข้อดีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม 1. ทําให้ทราบเทคนิควิธีการจัดการระบบนิเวศในการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ให้อยู่ในภาวะสมดุล ธรรมชาติพร้อมทั้งออกแบบแนวทางการแก้ไขป้ องกันด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้ระบบ สมดุลธรรมชาติ 2. ทําให้ทราบวิธีการจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศปราศจากสารปนเปื้อน โดยใช้เทคนิค นวัตกรรม ในการควบคุมสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งแวดล้อมและการจัดการฯ ตั้งแต่ต้นนํ้า กลางนํ้าและปลายนํ้าแบบ ยังยืน ่ 3. มนุษย์และสิ่งแวดล้อมมีคุณภาพชีวิตที่ดี ในทุกด้านหรือทุกมิติเช่น มิติสังคม มิติเศรษฐกิจ เป็ นต้น นั้นคือ มนุษย์มีปัจจัยสี่เพียงพอ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ปราศจากสารโลหะหนักปนเปื้อน เช่น โรคอิไต-อิไต สาเหตุเนื่องจากจากการได้รับสารตะกัว ่โรคไข้ดําสาเหตุมาจากการได้รับสารหนู เป็ นต้น ข้อเสียการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม 1. เสียค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินผลกระทบสิ่ งแวดล้อมสูง 2. ใช้ระยะเวลาการตัดสินใจผลกระประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมนานมาก ๆ จึงทําให้ได้ข้อมูลใน การประเมินฯ ล่าช้า ไม่ทันต่อการพัฒนาประเทศ และความต้องการของประชาชนในประเทศชาติ 3. ขาดผู้เชี่ยวชาญในการประเมินผลกระทบสิ่ งแวดล้อม จึงทําให้ต้องว่าจ้างผู้เชียวชาญจากต่างประเทศ 4. ขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบแบบมีส่วนร่วมในการตรวจประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ ดังนั้น การจัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมต้องได้รับความร่ วมมือของภาคเอกชนในการดําเนินการ ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมและแบบบูรณาการ เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาทางด้าน สิ่ งแวดล้อม สังคมและเศรษฐกิจอย่างยังยืน ดังภาพที่ ่ 5.15


238 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ รัฐบาล นโยบาย การประเมินสถานภาพระบบ เสนอแนะ กําหนดวิธีและขอบเขตการวิเคราะห์ กําหนดปัญหา ดําเนินการโครงการ ตัดสินใจ คณะกรรมการฯ รายงาน ส.ผ. การตรวจประเมินหลังการดําเนินการ ภาพพจน์ที่พึงปรารถนา * สมดุลธรรมชาติ * ปราศจากมลพิษสิ่งแวดล้อม * สังคม และเศรษฐกิจดี การจัดการสิ่งแวดล้อม พิจารณาไม่เห็นชอบฯ เจ้าของโครงการ(เอกชน) *เตรียมงาน *วางแผน *วิเคราะห์ข้อมูล *การประเมินการวิเคราะห์ 1 A B C D 2 3 4 5 ขั้นตอนการEIAโดยเอกชน และการวิเคราะห์ระบบ Ecosystem Analysisโดยรัฐบาล ภาพที่ 5-15ขั้ นตอนการอีไอเอเพื่อนําไปสู่การพัฒนาชีวิตกับสิ่งแวดล้อมแบบยังยืน ่ 5.8 กฎหมาย ระเบียบวิธีในการจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ปัจจุบันกฎหมายระเบียบวิธีในการจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยควรดําเนินการจัดการชีวิตกับ สิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ประกาศ ณ วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็ น ปี ที่ 47 ในรัชกาลที่9 ซึ่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ได้ร่ างมาตราต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อมขึ้นมา 7 หมวด รวม 115 มาตรา ได้แก่ หมวด คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หมวดกองทุนสิ่งแวดล้อม หมวดการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม หมวดการควบคุม มลพิษสิ่งแวดล้อม หมวดมาตรการส่งเสริม หมวดความรับผิดทางเพ่ง และหมวดบทกําหนดโทษ ส่วนรายละเอียด เกี่ยวกับความหมาย ข้อควรปฏิบัติ วิธีการหามาตรการแก้ไขปรับปรุง อื่นๆ นักการจัดการระบบสิ่งแวดล้อมก็ต้อง ทราบและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อมนุษย์และชีวิตและสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติ แบบยังยืนตลอดไป ่ บนพื้ นฐานหลักนิเวศวิทยา หลักปรัชญาเศรษฐกิจ หลักการจัดการมาตรฐาน ISO 14000อื่น ๆ


Click to View FlipBook Version