การอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ 89 • ปรับปรุ งการเตรี ยมดินก่อนการเพาะปลูก ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีร่ วมกับการใช้หัว เชื้อจุลินทรีย์ผสมสารชีวภาพอินทรีย์ 2. ความเป็ นกรด ด่างและเกลือของดิน ความเป็ นกรด ด่าง หรือเกลือของดินที่พบทั้ งในประเทศไทยและต่างประเทศทัวโลก่โดยดินกรดมักพบ บริเวณภูมิอากาศชุ่มชื้น เพราะแร่ธาตุจําพวกด่างจะละลายนํ้ าได้ดีและจะถูกนํ้ าชะล้างไหลลงสู่แม่นํ้า ลําคลอง แหล่งนํ้าธรรมชาติที่อยู่ใกล้เคียง จึงทําให้มีส่วนผสมของแร่ ธาตุหนัก ที่มีคุณสมบัติเป็ นกรด เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และแมกนีเซียม เป็ นต้น สะสมในดินสูง ส่งผลให้ดินมีสภาพเป็ นดินกรด ซึ่งดินกลุ่มนี้เรียกว่า พีดอล เฟอร์สําหรับดินที่มีคุณสมบัติเป็ นด่างจะพบในเขตภูมิอากาศแห้งหรือกึ่งแห้งแล้ง เนื้อดินจะมี แร่ธาตุจําพวก แคลเซียม โซเดียม และโพแทสเซียมผสมผสานอยู่ในอัตราส่วนที่สูง ดินกลุ่มนี้เรียกว่า พีโดคอล ส่วนดินที่เค็มจะ ปรากฏทั้งในเขตภูมิอากาศชื้นและแห้งแล้ง เนื้อดินจะมีเกลือคลอไรด์หรือซัลเฟตผสมอยู่ในอัตราส่วนที่สูงการ เกิดดินเค็ม เนื่องมาจากดินในบริเวณนั้นมีอัตราการระเหยของนํ้าสูงกว่าปริมาณนํ้า ดินเค็มที่จะปรากฏในแถบ จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและตามชายฝั่ งทะเลของประเทศไทยเป็ นต้น ความเค็มเป็ นปัญหาสําคัญใน การพัฒนาที่ดิน เพื่อการเกษตรกรรม ส่งผลให้สารอาหารบางชนิดในดิน พืชไม่สามารถดูดนํามาใช้เพื่อการ เจริญเติบโตได้ทําให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงจากปกติถึง50 เปอร์เซ็นต์เนื่องจาก • เป็ นอันตรายต่อกระบวนการงอกของเมล็ด • ขัดขวางการหยังรากของพืชลงในดิน ่ • จับเกาะปุ๋ ยเคมีที่หว่านลงไป จึงทําให้พืชไม่สามารถนําปุ๋ ยมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ • ทําให้เนื้อดินแน่น ทําให้ศักยภาพในการอุ้มนํ้ าของดินลดลง • ลดสารอาหารที่จะเป็ นต่อพืชให้น้อยลง ดินเค็มมักปรากฏอยู่ตามชายฝั่ งทะเล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เทคโนโลยีการแก้ปัญหาดินเค็มหรือดินด่างโดยการใช้ระบบการชลประทาน เพื่อผันนํ้ าจืดให้ไหล ผ่านพื้นดินเค็ม ทําการชะล้างเกลือและด่างให้เจือจางลง ส่วนดินเปรี้ยวหรือดินกรดเนื้อดินมีแร่ธาตุประเภท กรดผสมอยู่ค่อนข้างสูงความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างตํ่า เนื้อดินเป็ นดินเหนียวไม่เหมาะที่จะนํามาใช้เพื่อการ เพาะปลูก เทคโนโลยีการแก้ปัญหาดินเปรี้ยวหรือดินกรดแก่ บริเวณที่ราบลุ่มแม่นํ้ าบางประกง ดินที่ราบลุ่ม แม่นํ้ าเจ้าพระยาตอนล่าง เป็ นต้น • การปล่อยนํ้ าจากระบบชลประทานเพื่อชะล้างความเป็ นกรดของดินให้ลดลง • การเติมปูนขาวหรือปูนมาร์ลผสมจุลินทรีย์ปฏิปักษ์พร้อมใส่ปุ๋ ยคอกหรือปุ๋ ยเคมีฟอสฟอรัสเสริม ลงไป ในดินในอัตรา 1-3 ตันต่อไร่ เพื่ทําให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินกรดเพิ่ มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการแก้ปัญหาดิน เปรี้ยวหรือดินกรดด้วยวิธีการดังกล่าวเพื่อการปลุกข้าวผลไม้ปาล์ม ส้ม ส่งผลทําให้เพิ่ มผลผลิตและลดต้นทุนได้ ดีขึ้นกว่าปกติ 30-50 เปอร์เซ็นต์ 3. ดินพรุ ดินพรุหมายถึง ดินที่มีนํ้าแช่ขังตลอดเวลา ซึ่งจะพบอยู่ตามที่ราบท้องกระทะหรือที่ราบชายฝั่ งทะเล ชั้นของดินค่อนข้างหนาเพราะเกิดจากการทับถมของพืชนํ้ าหลากหลายชนิด สภาพของดินเป็ นกรด แหล่งที่พบ
90 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ ดินพรุได้แก่ หนอง บึง และพรุที่กระจัดกระจายทัวไปตามพื ่ ้ นราบ ดินพรุที่ไม่สามารถนํามาใช้ในการเพาะปลูก ได้ เทคโนโลยีการปรับปรุงดินพรุก่อนนํามาใช้ประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้ • ทําการระบายนํ้าออกและเติมปูนขาวหรือปูนมาร์ลและใส่ปุ๋ ยลงไปในดิน ผสมจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ พร้อมใส่ปุ๋ ยคอกหรือปุ๋ ยเคมีเสริม ลงไปในดินในอัตรา 1-3 ตันต่อไร่ • จัดระบบการชลประทาน เพื่อควบคุมนํ้ าให้เหมาะสมกับความต้องการ • การคัดเลือกพืชที่เหมาะสมกับดินพรุ เช่น ต้นสาคู หวาย เป็ นต้น 4. ดินขาดความชื้น ดินขาดความชื้นมักพบบริเวณที่อยู่นอกเขตชลประทาน เทคโนโลยีการแก้ปัญหาดินขาดความชื้น โดย 1) จัดระบบการชลประทานอย่างเพียงพอ 2) ทําการเพาะปลูกเฉพาะในช่วงที่มีความชื้นในดินเพียงพอ 3) คัดเลือกพันธุ์พืชที่เหมาะสมมาปลูกและ 4) นําเทคนิคในการเพาะปลูกพืชในเขตแห้งแล้ง (dry farming) เช่น การลดการสูญเสียของนํ้ าที่เกิดขึ้นจากการปรับปรุงระบบ การส่งนํ้ าในแปลงเพาะปลูกระบบนํ้ าหยด และนําพืชที่ ทนแล้งได้มาปลูกและขยายพันธุ์ เป็ นต้น 3.5.2.6แนวทางอนุรักษ์ดินด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ดินเป็ นทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรมได้ ดังนั้น มนุษย์ควรนําเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาใช้โดย ความระมัดระวังหรือถูกวิธีและถูกต้องตามหลักวิชาการสําหรับการปรับปรุงดิน การบูรณะฟื้นฟูร่วมกับการใช้ นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อทําให้ดินกลับสู่สภาพความอุดมสมบูรณ์สําหรับการเกษตรสมัยใหม่แบยังยืน ่ดังนี้ 1. การแบ่งสัดส่วนการใช้ประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรดินในสัดส่วนที่เหมาะสม 1.1การวางแผนแบ่งสัดส่วนการนําพื้นที่ดินมาใช้ประโยชน์ต่อสัดส่วนการอนุรักษ์ ในสัดส่วน 40-60 เปอร์เซ็นต์ เพื่อทําให้โครงสร้างและการทํางานของทรัพยากรธรรมชาติเป็ นปกติเหมือนเดิม ตามหลักการ นิเวศวิทยาและหลักอนุรักษ์วิทยาอย่างเหมาะสม สําหรับมนุษย์นําไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการเพาะปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ที่อยู่อาศัยการเพิ่มพื้นที่ป่ าไม้ในขณะเดียวกัน มนุษย์อนุรักร์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อรักษาสมดุล ธรรมชาติของระบบนิเวศชีวมณฑล 2. การนํานวัตกรรมและเทคโนโลยีดําเนินงานอนุรักษ์ดิน หลังจากเกษตรกรทําการเพาะปลูก ย่อมทําให้ดินเสื่อมโทรมคุณภาพ เนื่องจากเกษตรกรทําเกษตรผิดวิธี และเกษตรกรใช้วิธีการและเทคโนโลยีในการแก้ปัญหาดิน ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ จึงทําให้ดินขาดแคลน ความชื้นที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ดินขาดความสมบูรณ์ดังนั้น มนุษย์นํานวัตกรรมและเทคโนโลยี แก้ปัญหาและเพิ่ มอนุรักษ์ดิน ดังนี้คือ 2.1 การปลูกพืชตามแนวระดับชั้นความสูง (contour cultivation) คือการปลูกพืชตามแนวระดับเส้น ชั้นความสูง เพื่อลดอัตราความเร็วของนํ้ าที่ไหลลงมาตามลาดเขาลดการเกิดกษัยการตามผิวหน้าดิน และช่วยค่า ของความลาดเอียงให้อยู่ระหว่าง2-7เปอร์เซ็นต์เพราะจะทําให้ 1) ลดอัตราการพังทลายของผิวหน้าดินลงได้ราว0.1-16.7 ตันต่อไร่ต่อปี 2) ดินสามารถเก็บกักนํ้ าในดินไว้ได้ประมาณ 12.7-482.6 มม. ต่อไร่ต่อปี 3) จะช่วยทําให้ผลผลิตพืชผลเพิ่ มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์
การอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ 91 4) ช่วยในการป้ องกันไม่ให้เมล็ดพืชและปุ๋ ยที่หว่านไว้ถูกนํ้าชะพาไปก่อนการงอกเป็ นต้น อ่อน 2.2การปลูกพืชสลับแถว(strip croping) เป็ นวิธีการปลูกพืชต่างชนิดลงระหว่างพื้นที่แปลง โดยทํา เป็ นแปลงขนาดเล็กขวาง ในแนวระดับความลาดเอียงของพื้ นที่การปลูกพืชสลับแถว มักพบตามไหล่เขาที่มีความ ลาดเอียง ตามท้องทุ่งที่เป็ นที่ราบ การปลูกเป็ นแถบขวางทางลม หรือการปลูกพืชที่มีระดับสลับร่องกับข้าวโพด เป็ นต้น การเพาะปลูกพืชแบบสลับแถว จะช่วยในการชะลอความเร็วของนํ้ าที่ไหลและลมที่พัดลงได้ซึ่งเป็ นผลดี ต่อการป้ องกันกษัยการของดิน 2.3. การปลูกพืชแบบขั้นบันได (terracing) เป็ นวิธีการเพาะปลูกพืชที่นิยมนํามาใช้กันอย่าง กว้างขวางในแถบภูเขา เพื่อช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้การเพาะปลูกแบบขั้ นบันไดจะมีส่วนช่วยใน การอนุรักษ์ดินเนื่องจาก • ลดความยาวของความลาดเอียงให้สั้นลง • ชะลอการสูญเสียของดินให้ช้าลง • ป้ องกันมิให้เกิดร่องนํ้ าตามพื้ นที่เพาะปลูก • ทํานบดินที่สร้างขึ้นจะช่วยในการเก็บกักความชื้นจากหยาดนํ้าฟ้ าเอาไว้ได้ในช่วง ระยะเวลาหนึ่ง • ทําให้การเพาะปลูกได้บนพื้ นผิวหน้าดินและลดการเกิดการพังทลายของดิน • การนําระบบการชลประทาน ระบบนํ้ าหยดพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้เพื่อป้ องกัน และลด แห้งแล้งและการขาดความชื้นในดิน บริเวณพื้ นที่ดอน ทําให้ดินถูกนํามาใช้ประโยชน์ในการเกษตรได้ 2.4. การใส่ปุ๋ ยเช่น (1) ปุ๋ ยเคมี(2) ปุ๋ ยหมักและ(3) ปุ๋ ยพืชสด การเพิ่ มอนินทรียวัตถุ(ปุ๋ ยเคมี) ลงไป ในดิน ตรงกับสภาพดิน พืชดูดซึมเข้าสู่เซลล์สําหรับนําไปใช้ในการเจริญเติบโต โดยใช้เทคนิคการใส่ปุ๋ ย ดังนี้คือ • การใส่ปุ๋ ยแบบรองก้นหลุมก่อนปลูกไม้ผลไม้หรือไม้ยืนต้น • การใส่ปุ๋ ยรอบทรงพุ่มของต้นไม้หรือไม้ยืนต้น • การใส่ปุ๋ ยแบบโรยข้างแถว ซึ่งเป็ นวิธีการใส่ปุ๋ ยให้กับพืชไร่หรือพืชผักที่ปลูกเป็ นแถวเป็ น แนวอย่างมีระเบียบ • การหว่านปุ๋ ยลงในดินก่อนที่จะหว่านเม็ดพืชลงไป • การใส่ปุ๋ ยลงในดิน การโปรยลงไปเหนือต้นพืช ซึ่งเป็ นการหว่านปุ๋ ยลงไปในดินตอนช่วง ที่ต้นพืชโตแล้วเช่น การปลูกมันสําปะหลัง การบํารุงดินโดยการใส่ปุ๋ ยหมักและปุ๋ ยพืชสดหรือปุ๋ ยธรรมชาติลงใน ดินจะช่วยบํารุงดิน แม้ว่าจะให้ผลไม่รวดเร็วเท่ากับการใช้ปุ๋ ยเคมี • เทคโนโลยีวิธีการผลิตปุ๋ ยหมักโดยการนําเอาเศษวัสดุที่เหลือจากไร่นา หรือพืชนํ้าบาง ชนิด เช่น ผักตบชวา เป็ นต้น ต้องนํามาผ่านกระบวนการหมักร่วมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์ เร่งการเน่าเปื่ อยและย่อย สลายของอินทรียสารนั้น ก่อนนําไปใช้ในการเกษตร ส่วนปุ๋ ยคอกได้แก่ มูลสัตว์เลี้ยง ควรนําฉีดพ่นจุลินทรีย์ ดับกลิ่ นและกลับกองมูลสัตว์เพื่อเร่งการย่อยสลาย หลังจากนั้นจึงนําไปผึ่งหรือตากในที่ร่มและถ่ายเทสะดวกให้ แห้งเสียก่อนนําไปใช้ สําหรับปุ๋ ยพืชสดได้จากส่วนที่เหลือจากพืชหลังจากการเก็บเกี่ยวแล้ว ทําการไถกลบซาก พืชหรือสับแล้วไถกลบลงไปในดิน พร้อมกับเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ปริมาณ 3 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อเร่งการย่อสลาย
92 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ อินทรี ยวัตถุที่เน่าเปื่ อยผุพังกลายเป็ นธาตุอาหารของพืช ในรู ปฮิวมัส เช่น การนําซากต้นพืชตระกูลถั่ ว (leguminosae) ทุกชนิด เช่น ปอเทือก(pummelo) มีชื่อวิทยาศาสตร์ Crotalaria juncea ซึ่งที่ปมรากจะมีจุลินทรีย์ กลุ่มไนโตรเจนฟิ เซชัน่ อาทิ จุลินทรีย์ไฟโตพลาสมา ที่ช่วยดักจับก๊าซไนโตรเจนมาเปลี่ยนเป็ นสารประกอบไนเต รท ทําให้ดินมีปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน กรดอะมิโน นํ้าตาล อื่น ๆ เพิ่ มมากกว่าปกติเมื่อฝังกลบเศษซากยัง ช่วยทําให้ดินร่วนซุย นอกจากนี้ จุลินทรีย์ไฟโตพลาสมา ยังสามารถควบคุมจุลินทรีย์ก่อโรค เช่น เพนนิซิเลียม (Raychaudhuri และ Mitra 1993) • การปรับปรุงดินที่ขาดคุณภาพ เช่น ดินเปรี้ยวหรือดินกรดด้วยการเติมปูนขาวร่วมกับ จุลินทรีย์ปฏิปักษ์เพื่อทําให้ดินสามารถนํามาใช้ประโยชน์สูงสุด ในการเพิ่ มผลผลิตพืช 2.5การปลูกพืชหมุนเวียน (crop rotation) เป็ นวิธีการอนุรักษ์ดินโดยการปลูกพืชหมุนเวียนหลาย ชนิดในพื้ นที่ใดพื้ นที่หนึ่ง ซึ่งการปลูกพืชอย่างเดียวจะทําให้ดินค่อย ๆ หมดความอุดมสมบูรณ์ไปในที่สุด เช่น ใน พื้นที่แปลงหนึ่ ง ในช่วงฤดูฝนใช้ปลูกข้าว หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วนํามาใช้ปลูกพืชไร่ เช่น แตงโม ถัวเขียว่ ข้าวโพด และผักชนิดต่าง ๆ สับเปลี่ยนกันไป เป็ นต้น นอกจากนี้การปลูกพืชหมุนเวียน งมีประโยชน์ คือ • ช่วยรักษาระดับการผลิตพืชผลต่อไร่ • ช่วยเพิ่ มอินทรียวัตถุในดินตลอดเวลา • มีพืชปกคลุมพื้นดินอยู่เสมอ ช่วยยึดหน้าดินเอาไว้ จึงทําให้โอกาสที่ผิวหน้าดินจะเกิดการ กัดกร่อนจากนํ้ าไหลลดน้อยลง 2.6การปลูกพืชคลุมดิน เพื่อการป้ องกันมิให้เกิดการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยการปลูก คลุมดิน คือการปลูกหญ้าแฝกลดการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์และเพิ่ มปริมาณอินทรีย์ให้แก่ดิน 2.7การปล่อยซากพืชช่วยคลุมดิน เป็ นวิธีการนําส่วนที่เหลือของพืชหลังจากการเก็บเกี่ยวคลุม หน้าดินเอาไว้ก่อนฤดูการเพาะปลูกครั้งต่อไป ซึ่งซากพืชเหล่านี้ จะมีประโยชน์ต่อดิน คือ • ป้ องการการเกิดกษัยการจากนํ้ าฝนและนํ้ าไหลผ่านผิวดิน • ช่วยเก็บรักษาความชื้นในดินเอาไว้เช่น การวางทางปาล์มระหว่างร่องต้นปาล์ม • ช่วยรักษาอินทรีย์ในดินไม่ให้สูญเสียไปเนื่องจากแสงอาทิตย์ • ช่วยป้ องกันมิให้ดินแตกระแหง สําหรับในกลุ่มประเทศที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น ซากพืช ที่คลุมหน้าดินไว้จะช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของดินไว้ ซึ่ งจะทําให้ความชื้นในดินไม่กลายเป็ นนํ้าแข็งและ จุลินทรีย์ รา แบคทีเรียเร่งการย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ได้อย่างต่อเนื่องกัน ดังนั้น หลังจากเก็บเกี่ยวพืชผลแล้ว จึงไม่ควรเผาทําลายซากพืชเหล่านั้น เพราะจะทําให้จุลินทรีย์ในดินถูกทําลาย 2.8การปลูกพืชกําบังลม เป็ นการปลูกแนวต้นไม้ ไม้พุ่ม เพื่อลดความเร็วของลม เพราะลมที่พัดกราด ไปตามผิวดิน จะทําให้ดินเกิดกษัยการอย่างรุนแรง การปลูกพืชกําบังลมจึงช่วยลดความรุนแรงการสูญเสียหน้าดิน ที่เกิดจากการกระทําของลมได้อย่างดี นอกจากนี้ ช่วยลดความสูญเสียของความชื้นในดินและการคายนํ้ าของพืช 3. การประชาสัมพันธ์การอนุรักษ์ทรัพยากรดินร่วมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพ สูงอย่างกว้างขวาง เพื่อทําให้ทรัพยากรดินคงสภาพ พร้อมสําหรับการดํารงชีพของชีวิตและสิ่งแวดล้อม อาทิ การจัดทําสื่ออิเลคทรอนิค (E-book)แผ่นพับ โปสเตอร์ อื่น ๆ ที่แสดงถึงการนําเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้ใน การอนุรักษ์ทรัพยากรดิน ตั้ งแต่กิจกรรมต้นนํ้ า กลางนํ้ าและปลายนํ้ า ดังนี้
การอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ 93 3.1 หลักการปรับปรุง เช่น การแกล้งดินด้วยสารชีวภาพร่วมกับปุ๋ ยอินทรีย์ผสมจุลินทรีย์ 3.1.1 ดินเค็ม (pH น้อยกว่า 7) โดยการใส่กรดกํามะถัน หรือภูไมท์ซัลเฟต ซิโอไลด์หรือดินภูเขาไฟ ร่วมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์หรือจุลินทรีย์โพรไบโอติก ลงไปในดินเค็ม (pH มากกว่า 7) เพื่อปรับ พีเอสดินให้ เป็ นกลาง (pH=7) และเหมาะสมต่อการเติบโตพืช 3.1.2 ดินเปรี้ยว (ดิ นกรด) โดยการใส่ ปู นขาวห รื อปูน มาร์ ล ภูไมท์เปลือกห อยร่ วมกับ หัวเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์หรือจุลินทรีย์โพรไบโอติก ลงไปในดินที่เป็ นกรด (pH น้อยกว่า 7) 3.1.3 ดินพรุโดยการใส่ปูนขาวพร้อมทั้ งระบายนํ้ าตลอดเวลา เพื่อปรับปรุงดินที่เป็ นดินพรุให้มีพี เอสเพิ่ มขึ้นเหมาะสมต่อการเติบโต 3.1.4 ดินที่มีสารพิษโลหะหนักปนเปื้อน หมายถึง ดินที่มีสารปรอท ตะกั่ วปนเปื้อนในดิน ดําเนินการปรับปรุงดินที่มีสารพิษโลหะหนักปนเปื้อนนี้ก่อนทําการเพาะปลูก โดยการใส่ปูนขาว ปุ๋ ยฟอสฟอรัส ร่วมกับการใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์หรือจุลินทรีย์โพรไบโอติกลงในดิน เพื่อให้จุลินทรีย์ช่วยปรับพีเอสให้มี สภาพเป็ นด่างอ่อน ๆ สําหรับยับยั้ งการดูดซึมโลหะหนัก อาทิ ปรอท ตะกัวสะสมในเนื ่ ้อเยื่อพืช 3.1.5 ดินแข็ง เนื่องจากการสะสมสารเคมี/ปุ๋ ยเคมีนาน ๆ ทําให้ดินแข็ง หรือกลายเป็ นหินกัวโน ราก พืชดูดธาตุอาหารได้น้อย ผลผลิตตํ่า ดังนั้น เกษตรกรควรใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์กลุ่มช่วยเร่งการย่อยฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ร่วมกับสารอาหารเสริมและปุ๋ ยอินทรีย์เพื่อเพิ่ มความร่วนซุยและลดความแข็งของดิน 3.2 การถนอม โดยการปลูกพืชคลุมดิน ปลูกพืชแบบขั้นบันได ปลูกพืชสลับแถว (เวลาเดียวกัน) การ ปลูกพืชหมุนเวียน (เวลาต่างกัน) อื่น ๆ เพื่ออนุรักษ์รักษาธาตุอาหารในดินเป็ นวัฎจักร ลดการถูกกัดเซาะของ กระแสนํ้ าหรือกระแสลม 3.3 การทดแทน โดยการใช้ดินเทียม (โอเอซิส ดินเลนผสมอินทรียสาร) สําหรับปลูกพืชในบริเวณที่มี พื้ นที่ดินจํากัด เช่น การใช้ดินเทียมปลูกต้นไม้เพื่อฟอกอากาศเสีย 3.5.3. ทรัพยากรป่ าไม้ ป่ าไม้เป็ นทรัพยากรธรรมชาติที่มีสามารถทดแทนใหม่ได้แต่การพัฒนาของป่ าไม้จะดําเนินไปได้อย่าง ช้ามาก ในขณะที่อัตราการนําป่ าไม้มาใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ มากขึ้นอย่างไม่ได้สัดส่วน ทําให้เกิดภาวะอากาศ แปรปรวน ดินหมดความอุดมสมบูรณ์ ในที่สุดพื้นดินที่ที่เคยมีความชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ก็จะกลายเป็ น ทะเลทราย 3.5.3.1 ประเภทป่ าไม้ในประเทศไทย ปัจจุบันพื้ นที่ป่ าไม้ในประเทศไทยมี87 ล้านไร่หรือราว24 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้ งประเทศ พื้ นที่ป่ าไม้ ของประเทศไทยจําแนกได้ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ • ป่ าไม้ผลัดใบ • ป่ าไม้ไม่ผลัดใบ ป่ าไม้ผลัดใบ (deciduous forest) ป่ าไม้ผลัดใบมักพบบริเวณเนินเขาและภูเขาที่มีความสูงตํ่ากว่า 1,000 เมตร ต้นไม้จะผลัดใบในช่วงฤดู แล้ง เนื่องจากต้นไม้ขาดแคลนนํ้ า ป่ าไม้ผลัดใบแบ่งออกได้ 2 ประเภทย่อย คือ
94 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ 1. ป่ าเบญจพรรณ (mix deciduous forest) พบกระจัดกระจายทั่ วไปในภาคเหนือ ภาคตะวันตกและภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ มีพันธุ์ไม้หลายชนิดขึ้นปะปนกัน ได้แก่ ไม้สัก ประดู่ ตะแบก พะยอม โมก และมะค่าโมง เป็ นต้น 2. ป่ าแดงหรือป่ าแพะหรือป่ าโคกหรือป่ าเต็งรัง (deciduous dipterocarp forest) มักพบป่ าประเภทนี้ตาม แนวเทือกเขาที่สูงกว่า1,000 เมตรขึ้นไป พื้นที่ตามที่ดอน เนินเขาหรือไหล่เขาเตี้ย ๆ ดินมีความอุดมสมบูรณ์น้อย สภาพเป็ นป่ าโปร่งและผลัดใบในช่วงฤดูแล้งที่ขาดแคลนนํ้ า ตามพื้ นล่างของป่ าแดงจะมีพืชเล็ก ๆ และหญ้าแพรก ขึ้นอยู่ทั่ วไป จึงทําให้เกิดไฟป่ าในฤดูแล้งอยู่เสมอ ๆ พันธุ์ไม้สําคัญที่พบได้แก่ ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้ยาง ไม้แดง ไม้รกฟ้ า ไม้สักเป็ นป่ าไม้ที่พบเกือบทุกภาคของประเทศไทยยกเว้นภาคใต้ ป่ าไม้ไม่ผลัดใบ (evergreen forest) ป่ าไม้ไม่ผลัดใบจัดเป็ นป่ าไม้ที่มีความเขียวชอุ่มตลอดปี แม้จะในช่วงฤดูแล้ง ทั้งนี้เพราะดินมีปริมาณ ความชื้นพอเพียง สําหรับการเจริญเติบโตของต้นไม้ สามารถแบ่งได้ 3 ประเภทย่อยคือ 1. ป่ าดงดิบ (tropical evergreen forest) ส่วนใหญ่จะพบป่ าดงดิบ ในจังหวัดภาคใต้ ส่วนบริเวณเทือกเขา สูง เรียกว่า “ป่ าดงดิบเขา” แต่ถ้าหากพบในพื้นที่ระดับตํ่าลงมาจะเรียกว่า “ป่ าดงดิบแล้ง” ลักษณะป่ าดงดิบใน ประเทศไทย พบต้นขนาดใหญ่และลําต้นสูงราว 30-40 เมตร ปะปนกับต้นไม้ขนาดเล็กอย่างหนาแน่น ไม่มีการ ผลัดใบตลอดทั้ งปีพันธุ์ไม้ที่สําคัญ ได้แก่ ไม้ยางไม้ตะเคียน ไม้ตะแบก ไม้เคี่ยม และไม้มะค่าโมง เป็ นต้น 2. ป่ าสนเขา (coniferous forest หรือpine forest) ในประเทศไทยส่วนใหญ่จัดเป็ นป่ าสนสองใบและสน สามใบ กระจายบริเวณที่สูงจากระดับนํ้ าทะเลขึ้นไปราว 700-1,000 เมตรและครอบคลุมพื้ นที่ป่ าไม้ ไม่เกิน 0.6 เปอร์เซ็นต์ของพื้ นที่ เช่น ป่ าสนบริเวณภูกระดึงและภูหลวง จังหวัดเลย นํ้ าหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ และดอยอิน ทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็ นต้น 3. ป่ าชายเลน หรือป่ าเลนนํ้ าเค็มหรือป่ าโกงกาง (mangrove forest)จัดเป็ นป่ าไม้ที่ไม่ผลัดใบขึ้นอยู่ตาม บริเวณที่มีนํ้าทะเลขึ้นลงท่วมถึง ประเทศไทยมีพื้นที่ป่ าชายเลนเหลืออยู่ราว1.7ล้านไร่กระจายบริเวณภาคใต้ มีพื้ นที่ป่ าชายเลน 85.4 เปอร์เซ็นต์รองลงมาคือ ภาคตะวันออก 14.0 เปอร์เซ็นต์ภาคตะวันตก 0.4 เปอร์เซ็นต์และ ภาคกลาง 0.2 เปอร์เซ็นต์ ป่ าชายเลนมีขนาดของต้นไม้ไม่ใหญ่โตมาก ส่วนใหญ่จะนํามาใช้ประโยชน์ในการทํา เชื้อเพลิง พันธุ์ไม้ที่สําคัญ ได้แก่ โกงกาง ลําพู แสม ตะบูน เป็ นต้น 3.5.3.2 ความสําคัญของป่ าไม้ ป่ าไม้มีความสําคัญต่อการดํารงชีพของมนุษย์ดังนี้ 1. วัสดุก่อสร้างไม้เป็ นส่วนประกอบที่สําคัญในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย ที่มีราคาแพง 2. วัตถุดิบป้ อนโรงงานอุตสาหกรรม วัตถุดิบที่ได้จากป่ าไม้เพื่อการอุตสาหกรรม ได้แก่ ไม้ซุง ครั่ ง ชัน ยางไม้ เปลือกไม้ จะถูกนําไปป้ อนให้กับโรงงานกระดาษ เฟอร์นิเจอร์ ไม้แปรรูป สีย้อมผ้า และการฟอกสี เป็ นต้น 3. อาหาร ป่ าไม้จัดเป็ นแหล่งอาหารคนและสัตว์เลี้ยง คือ อาหารที่มนุษย์ได้รับจากป่ าไม้ ได้แก่ ผลไม้ เมล็ดพืช ใบ ดอก หัว ลําต้น นํ้ าผึ้ง เนื้อสัตว์ป่ า สําหรับสัตว์เลี้ยงจะได้รับใบ ต้นอ่อน ผล และเมล็ดของพืชเป็ น อาหาร
การอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ 95 4. เชื้อเพลิง มนุษย์นําเชื้อเพลิงจากซากดึกดําบรรพ์ในป่ าไม้คือ ถ่านหิน นํ้ามันดิบ มาใช้เป็ นแหล่ง เชื้อเพลิงในรูปไม้ฟื นหรือถ่านหรือถ่านหินหรือนํ้ ามันดิบ 5. ยารักษาโรค มนุษย์ ได้นําสมุนไพรจากป่ าไม้มาสกัดสารสําคัญในการผลิตยารักษาโรคเพื่อการผลิต ยาในรูปของ ยาเม็ด ยานํ้ า หรือแคปซูล ตัวอย่างเช่น เปลือกซิงโคนานํามาสกัดสาระสําคัญ สําหรับผลิตยาควินิน เพื่อรักษาโรคมาลาเรีย นํ้ ามันจากต้นยูคาลิปนํามาผลิตนํ้ ามันระเหยสูดดมแก้ไข้หวัด เป็ นต้น 6. ช่วยปรับสภาพภูมิอากาศในท้องถิ่น ป่ าไม้ช่วยเก็บรักษาความชื้นในดินไว้และป้ องกันไม่ให้ความ ร้อนจากดวงอาทิตย์จึงทําให้อุณหภูมิของอากาศตอนกลางวัน บริเวณป่ าไม้มีอุณหภูมิตํ่ากว่าพื้ นที่ทุ่งนา อุณหภูมิ ของอากาศในป่ าไม้ช่วงฤดูร้อนเฉลี่ยจะตํ่ากว่าพื้นที่ในบริเวณที่โล่งแจ้ง 5 องศาเซลเซียส ส่วนในฤดูหนาว อุณหภูมิของอากาศในป่ าไม้ตํ่ากว่าพื้ นที่ในบริเวณที่โล่งแจ้ง2-3 องศาเซลเซียส 7. แหล่งที่อย่อาศัยของทรัพยากรธรรมชาติูป่ าไม้เป็ นตัวดัชนีบ่งบอกความอุดมสมบูรณ์ของดิน ชนิดของ แร่ธาตุที่อยู่ดิน เป็ นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่ านานาชนิด เป็ นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่สําคัญของมนุษย์ในเขต อุทยานแห่งชาติวนอุทยานสวนรุกขชาติ สวนพฤกษศาสตร์ สวนป่ า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ า เป็ นต้น 8. ลดความรุนแรงจากปรากฏการณ์นํ้าท่วมและเป็ นแนวป้ องกันลมพายุ ต้นไม้ในป่ าไม้จะดูดซับนํ้าเอาไว้ส่วนหนึ่ง ทําให้ปริมาณนํ้าที่ไหล ชะลอความเร็วของนํ้าไหลให้ลดลง ช่วยลดความเสียหายของชีวิตและทรัพย์สินจากการเกิดปรากฏการณ์นํ้ าท่วมได้ นอกจากนี้แนวป่ าไม้จะช่วยลด ความเสียหายของสิ่ งก่อสร้าง นั้นคือ ป่ าไม้เป็ นกําแพงธรรมชาติที่ช่วยป้ องกันความรุนแรงของพายุได้ 9. ประโยชน์ทางด้านคุณภาพชีวิต ป่ าไม้เป็ นตัวช่วยรักษาความสมดุลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และ ก๊าซออกซิเจนในบรรยากาศ โดยต้นไม้นําเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ในการสังเคราะห์แสงและคายก๊าซ ออกซิเจนออกมา ดังนั้น บริเวณป่ าไม้จึงมีปริมาณโอโซนมากกว่าในที่โล่งแจ้ง ปราศจากเขม่าควันไฟ ฝุ่ นละออง และเถ้าถ่านที่เกิดจากกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจของมนุษย์ช่วยปกคลุมผิวดินไม่ให้เกิดการพังทลาย ส่วนของต้นไม้ ที่ล้มตายไปจะถูกสลายตัวผุพังอยู่ในดินและเพิ่ มปริมาณอินทรีย์ให้ดินมากยิ่ งขึ้น 3.5.3.3 สาเหตุที่ทําให้ทรัพยากรป่ าไม้ลดลง สาเหตุการสูญเสียทรัพยากรป่ าไม้ของโลกและประเทศไทย เนื่องจากมนุษย์ทําการลักลอบตัดป่ าไม้เพื่อ การเพาะปลูก สร้างที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภคและสาธารณูปการและหลังการใช้ประโยชน์แล้วมนุษย์มักไม่ทํา การบูรณะฟื้นฟูให้กลายเป็ นพื้ นที่ป่ าไม้ที่สมดุลธรรมชาติคงเดิม ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว 1. มนุษย์ 1.1 การลักลอบตัดป่ าไม้เพื่อนําพื้นที่มาใช้ทําการเพาะปลูกลักลอบตัดป่ าไม้การทําไร่เลื่อนลอย การเพาะปลูกเพื่อการค้าด้วยการทําไร่ขนาดใหญ่การเพาะปลูกธัญพืชทําให้ได้ปริมาณผลผลิตเพิ่ มมากยิ่ งขึ้น ตาม อัตราการเพิ่ มของมนุษย์ส่งผลทําให้พื้นที่ดินบริเวณป่ าไม้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ ดินชั้นบนบาง พื้นที่ลาดเอียง และดินง่ายต่อการเกิดการถูกกัดเซาะมากขึ้น พื้ นที่ขรุขระไม่สะดวกในการขุดไถพรวนดิน ทําให้พื้ นที่ป่ าไม้ถูกปล่อย ทิ้ งไว้กลายเป็ นทุ่งหญ้าและไม่สามารถนํามาปลูกพืชได้ 1.2การตัดไม้เพื่อการค้า โดยการนําไม้มาแปรรูป เช่น เผาถ่าน การผลิตเยื่อกระดาษ เพื่อส่งออก จําหน่าย มนุษย์ต้องมีการตัดไม้ไม่เป็ นไปตามหลักวิชาการ เช่น ตัดไม้เฉพาะต้นที่ไม่ได้ขนาด มนุษย์ไม่ปลูกต้นไม้ ขึ้นทดแทนต้นไม้ที่ตัดไป และบํารุงรักษาต้นไม้ให้เติบโตและเพิ่ มอัตราการรอด
96 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ 1.3การสร้างเขื่อนเพื่อเก็บนํ้ าการสร้างเขื่อนขวางกั้นลํานํ้า ทําให้ต้นไม้ขนาดเล็กจะถูกนํ้ าท่วมและ ยืนต้นแห้งตายอยู่ตามพื้ นที่อ่างเก็บนํ้ าเป็ นจํานวนมาก เช่น โครงสร้างเขื่อนนํ้ าโจน จังหวัดกาญจนบุรี เป็ นต้น 1.4การปลูกสิ่งก่อสร้างขึ้นบริเวณป่ าไม้สิ่งก่อสร้างในเขตพื้นที่ป่ าไม้ ได้แก่ ที่อยู่อาศัย นิคมสร้าง ตนเองและถนน ต้องตัดต้นไม้เพื่อนําพื้นที่มาใช้ประโยชน์และนําไม้มาเป็ นวัสดุก่อสร้างเปิ ดโอกาสให้พ่อค้าและ นายทุนลักลอบตัดไม้และชักลากไม้ออกจําหน่ายได้สะดวกมากขึ้น 1.5การทําเหมืองแร่ การทําเหมืองแร่บริเวณป่ าไม้ต้องเปิ ดหน้าดินก่อน ทําให้ป่ าไม้ที่ขึ้นปกคลุมดิน ถูกตัดโค่น พื้ นที่ป่ าไม้ถูกทําลาย 2. ปรากฏการณ์ธรรมชาติ 2.1การทําลายของเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคและแมลงศัตรูแมลงหรือเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค ได้แก่ เชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส จึงทําให้ต้นไม้ยืนต้นตาย ตักแตนทําลายป่ าสน๊แมลงมอดป่ า ทําลายสวนป่ าสักจังหวัดลําปาง แพร่ และสุโขทัยเป็ นต้น 2.2ไฟป่ า ซึ่งการเกิดไฟป่ าจะส่งผลกระทบต่อป่ าไม้ดังนี้ • ต้นไม้ถูกหยุดการเจริญเติบโตชัวคราว่ • ทําให้โรคพืชระบาดกับต้นไม้ได้ง่าย • ทําให้อินทรีย์ในดินถูกทําลาย ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง • ต้นอ่อนของต้นไม้ที่ทนต่อความร้อนไม่ได้จะเหี่ยวและตายในที่สุด 3.5.3.4 ผลกระทบที่เกิดจากป่ าไม้ถูกทําลาย การที่มนุษย์บุกรุกตัดไม้มาใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูก ก่อสร้างที่อยู่อาศัย หรือสาธารณูปโภค จะส่งผลทําให้พื้นที่ป่ าไม้ลดลงเรื่อยๆ คือในปี พ.ศ. 2504 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่ าไม้เหลืออยู่ราว53.3 เปอร์เซ็นต์ แต่พอถึงปี พ.ศ. 2528 ประเทศไทยจะเหลือพื้นที่ป่ าไม้เพียง 29.1 เปอร์เซ็นต์นั้นแสดงว่าป่ าไม้ของประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2504-2528 จะถูกทําลายลงโดยเฉลี่ยราว 3.5 ล้านไร่/ปี ดังนั้น รัฐบาลจึงรีบปิ ดป่ าเสียก่อน มิ ฉนั้นพื้นที่ป่ าไม้ของไทยจะหมดไปในอีก24 ปีข้างหน้า ซึ่ งจะก่อให้เกิดผลกระทบจากการที่ป่ าไม้ถูกทําลาย ดังนี้คือ 1. ทําให้สภาพภมิอากาศแปรปรวน พื้ นดินจะแห้งแล้งและอุณหภูมิของอากาศจะสูงขึ้น ลมที่พัดผ่านจะ เพิ่ มความรุนแรงมากขึ้น การไม่มีต้นไม้จะไม่ช่วยชะลอความเร็วไว้ เร่งการระเหยของนํ้าและความชื้นในดิน อย่างรวดเร็วจึงทําให้สภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งเข้ามาแทนที่ 2. ขาดวัสดุ ในการก่อสร้างและวัตถุดิบป้ อนโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อมนุษย์โลกเพิ่ มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทํา ให้ต้องใช้ไม้เพื่อการก่อสร้างเพิ่ มขึ้น ปริมาณเยื่อกระดาษที่นํามาใช้ประโยชน์จะเพิ่ มขึ้น แต่พื้นที่ป่ าไม้ถูกทําลาย ส่งผลทําให้โรงงานผลิตเยื่อกระดาษ โรงงานไม้อัด และไม้แปรรูป ไม่มีวัตถุดิบจึงต้องปิ ดโรงงาน มนุษย์ต้อง คิดค้นหาวัสดุอื่นมาใช้ทดแทนการผลิต 3. สัตว์ป่ าสูญพันธ์ุและถูกทําลาย ป่ าไม้จัดเป็ นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร และที่หลบภัยของสัตว์ป่ า หากพื้นที่ป่ าไม้ถูกทําลายจะทําให้สัตว์ป่ าขาดแคลนอาหารและมีโอกาสถูกล่ามากขึ้น สัตว์ป่ าลดจํานวนน้อยลง และการสูญพันธุ์สัตว์ป่ า เช่น ละมัง สมัน และกูปรี เป็ นต้น ่
การอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ 97 4. การสูญเสียพื้นที่ป่ าไม้ทําให้เกิดปรากฏการณ์นํ้าท่วม ป่ าไม้เป็ นตัวช่วยในการซับและชะลอนํ้าที่จะ ไหลลงสู่แม่นํ้าลําคลองและช่วยต้านให้กระแสนํ้าไหลช้าลง ช่วยลดอัตราความรุนแรงของนํ้ าท่วมได้แต่ถ้าหาก พื้ นที่ป่ าไม้ถูกทําลายจะทําให้นํ้ าป่ าไหลลงสู่ที่ราบอย่างรุนแรง จะทําให้เกิดนํ้ าท่วมในบริเวณพื้ นที่ราบ 5. ดินขาดความอุดมสมบูรณ์เมื่อพื้นที่ป่ าไม้ถูกทําลายไป จะส่งผลทําให้หน้าดินเกิดการถูกกัดเซาะ อย่างรวดเร็วและรุนแรง ดินชั้นบนที่อุดมสมบูรณ์ถูกพัดพาไปด้วยภัยพิบัติธรรมชาติได้แก่ นํ้าป่ าที่ไหลเชี่ยว กระแสลม และธารนํ้ าแข็งลวงสู่ที่ตํ่า ปริมาณอินทรีย์ที่จะเพิ่ มพูนให้กับดินหมดไป จึงความสมบูรณ์ของดินลดลง นอกจากนี้ดินที่ปราศจากต้นไม้ปกคลุมจะทําให้ความชื้นในดินสูญเสียไปอย่างรวดเร็ว ดินขาดแคลนนํ้ าและไม่ สามารถนําดินมาใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตรกรรมได้อีก 3.5.3.5แนวทางอนุรักษ์ป่ าไม้ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ปัจจุบันพื้นที่ป่ าไม้ของโลกเหลือไม่เกิน 42 เปอร์เซ็นต์และพื้นที่ป่ าไม้ประเทศไทย ไม่เกิน 24 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดํารงชีพของมนุษย์สิ่งมีชีวิต ดังนั้น เพื่อป้ องกันมิให้ มนุษย์และสิ่งมีชีวิต ต้องได้รับผลกระทบดังกล่าวข้างต้น มนุษย์จําเป็ นต้องหาวิธีการป้ องกันและแก้ไขด้วย นวัตกรรมและเทคโนโลยีบนหลักนิเวศวิทยา เพื่อการอนุรักษ์ป่ าไม้ ดังนี้ 1. การปลูกป่ าทดแทนร่ วมกับการใช้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีหัวเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ปัจจุบัน หน่วยงานภาครัฐบาลเอกชนและอาสาสมัคร ดําเนินการปลูกป่ าทดแทน ร่วมกับการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี หัวเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์บริ เวณสวนป่ าสวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกชาติ และสวนสาธารณะ เอกชนจะขอ สัมปทานพื้ นที่ เพื่อปลูกเพิ่ มพื้ นที่ป่ าไม้ที่สมดุลธรรมชาติภายในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น ดังนี้ 1.1 การทําสวนป่ า เพื่อทดแทนป่ าไม้ที่ถูกทําลายไป โดยรัฐบาลและเอกชนนําพันธุ์ไม้ที่สามารถ เจริญเติบโตได้ในสวนป่ า ซึ่งส่วนใหญ่จัดเป็ นพันธุ์ไม้เนื้ออ่อนที่ให้ผลเร็วและนําไปใช้เป็ นวัตถุดิบป้ อนโรงงาน อุตสาหกรรม เช่น ไม้ยูคารลิปตัส ไม้สักทองไม้กระยาเลย ปัจจุบันพื้นที่สวนป่ าที่จะปลูกเป็ นสวนป่ า 1,013,369 ไร่โดยรัฐบาลจะเร่งปลูกสวนป่ าให้ครบ 38ล้านไร่ หรือราว 11.4 เปอร์เซ็นต์ของพื้ นที่ทั้ งประเทศ โดยให้องค์การ อุตสาหกรรมป่ าไม้บริษัทไม้อัดไทยและเอกชนสัมปทานทําการปลูกป่ าต่อไป 1.2 สวนพฤกษศาสตร์ เป็ นการรวบรวมพันธุ์ไม้นานาชนิดมาปลูกรามกันไว้เพื่อประโยชน์ใน การศึกษาหาความรู้ทางด้านพฤกษศาสตร์ และใช้เป็ นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ซึ่ งมีทั้งพันธุ์ไม้พื้นเมืองและ ต่างประเทศโดยทําการปลูกแยกเป็ นหมวดหมู่และเป็ นตระกูลตามลําดับ เพื่อให้ผู้ที่สนใจทางด้านพฤกษศาสตร์ สะดวกในการศึกษาหาความรู้ต่อไป เช่น สวนพฤกษศาสตร์พุแค จังหวัดสระบุรี และสวนพฤกษศาสตร์เขาช่อง จังหวัดตรัง เป็ นต้น 1.3 สวนรุกขชาติ เป็ นสวนป่ าที่มีพื้นที่ขนาดเล็ก มีพื้นที่ขนาดราว 50-100 ไร่ พันธุ์ไม้ที่ปลูกเป็ น พันธุ์ไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและเป็ นพันธุ์ไม้ดอกที่ปรากฏอยู่ท้องถิ่ น แต่ไม่ได้ปลูกแยกออกเป็ นหมวดหมู่ เหมือนสวนพฤกษศาสตร์ มีการเขียนชื่อพันธุ์ไม้ติดไว้ที่ต้น มีการสร้างถนนหรือทางเดินตัดผ่านเข้าไปชมต้นไม้ และไม้ดอกได้สะดวก จุดมุ่งหมายหลักของการสร้างสวนรุขชาติ เพื่อการนันทนาการและเพิ่ มพูนความรู้เกี่ยวกับ พันธุ์ไม้เช่น สวนรุกขชาติสกุโณทยาน จังหวัดพิษณุโลก และสวนรุกขชาติธารโบกขรณี จังหวัดกระบี่ เป็ นต้น
98 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ 1.4 สวนสาธารณะ มักจะปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ และไม้ยืนต้น เพื่อให้เกิดร่มเงา สวนสาธารณะ จะสร้างขึ้นตามย่านเมืองหรือใกล้เคียง เพื่อให้ประชาชนได้พักผ่อนหย่อนใจในยามว่าง เช่น สวนสมเด็จพระศรี นครินทร์สวนหลวง ร.9 สวนสิริกิต และสวนจตุจักรกรุงเทพมหานครเป็ นต้น 2. การค้มครองุพื้นที่ป่ าไม้การคุ้มครองพื้ นที่ป่ าไม้ โดยการประกาศพื้ นที่ป่ าไม้เป็ นเขตหวงห้าม ไม่ให้ มนุษย์เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากพื้ นที่ป่ าไม้ ไม่ว่าจะเป็ นการตัดชักลากไม้ การเก็บหาของป่ า การล่าสัตว์ การคุ้มครองพื้ นที่ป่ าไม้เพื่ออนุรักษ์พื้ นที่ป่ าไม้ ดังนี้ 2.1อุทยานแห่งชาติ คุณสมบัติที่สําคัญป่ าไม้บริเวณอุทยานแห่งชาติคือ 1) มีพื้ นที่ไม่ตํ่ากว่า 10 ตาราง กิโลเมตร และ 2) มีลักษณะธรรมชาติที่สวยงาม การจัดตั้งอุทยานแห่งชาติต้องประกาศเป็ นพระราชกฤษฎีกา ปัจจุบันประเทศไทยจัดตั้งขึ้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว 77 แห่ง เป็ นอุทยานแห่งชาติบนบก 63 แห่ง และอุทยาน แห่งชาติทางทะเล 14 แห่ง รวมพื้ นที่ทั้ งหมด 24.5 ล้านไร่ หรือราว 7.4 เปอร์เซ็นต์ ของพื้ นที่ทั้ งประเทศ อุทยาน แห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทยคือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งอยู่ในพื้ นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดนครราชสีมา นครนายก ปราจีนบุรีและสระบุรี ส่วนอุทยานแห่งชาติ อื่น ๆ ได้แก่อุทยานแห่งชาติ ภูกระดึง เขาใหญ่ นํ้ าหนาว ตะรุเตา สาร้อยยอด และหมู่เกาะอ่างทอง เป็ นต้น อุทยานแห่งชาติจัดเป็ นพื้นที่ป่ าไม้ธรรมชาติที่มนุษย์ต้อง อนุรักษ์พื้ นที่ป่ าไม้ไว้ เพื่อประโยชน์ในการรักษาต้นนํ้ าลําธาร เป็ นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและสงวนรักษาสัตว์ป่ า 2.2 วนอุทยาน จัดเป็ นพื้นที่ป่ าไม้ที่มีสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่สวยงาม เช่น นํ้าตกถํ้ า ชายหาด แก่ง และหุบเขา เป็ นต้น มีการปรับและตกแต่งสถานที่เพียงเล็กน้อย เพื่ออํานวยความสะดวกสบาย สําหรับ นักท่องเที่ยวที่เข้าไปพักผ่อนหย่อนใจ ลักษณะสําคัญของวนอุทยานที่มนาย์สร้างขึ้นมาคือ • ต้องมีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม • เป็ นพื้ นที่อยู่ในป่ าสงวนแห่งชาติ • มีขนาดเนื้อที่ราว 500-5,000 ไร่ • อยู่ไม่ห่างไกลย่านชุมชนมากนัก และ • เป็ นสถานที่ที่ประชาชนในท้องถิ่ นรู้จักดี ปัจจุบันประเทศไทยได้จัดตั้งวนอุทยานเสร็จ เรียบร้อย 47 แห่ง คิดเป็ นพื้ นที่ 0.5 ล้านไร่ และกําลังดําเนินการจัดตั้ งวนอุทยานอีก 29 แห่ง คิดเป็ นพื้นที่ 0.7 ล้านไร่ ซึ่งครอบคลุมพื้ นที่ 0.3 เปอร์เซ็นต์ของพื้ นที่ทั้ งหมด เช่น วนอุทยานนํ้ าตกกะเปาะ จังหวัดชุมพร 2.3 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ า จัดเป็ นพื้นที่ป่ าไม้ที่สงวนรักษาไว้เพื่อให้เป็ นถิ่ นที่อยู่อาศัยถาวรและ ปลอดภัยของสัตว์ป่ า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าในประเทศไทย มีทั้งหมด 36แห่งครอบคลุมพื้นที่ราว 17.5ล้านไร่ หรือราว 5.3 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งประเทศเช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าแห่งแรกของประเทศไทย คือ สลักพระ จังหวัดกาญจนบุรี 3. ขจัดการบุกรุกทําลายป่ า มนุษย์เพิ่ มมากขึ้น จึงทําให้มนุษย์บุกรุกทําลายป่ าไม้เนื่องมาจากสาเหตุ หลัก ๆ 2 ประการคือ • การบุกรุก ตัดไม้ทําลาย เพื่อนําพื้ นที่มาใช้ประโยชน์ทําการเพาะปลูก • บุกรุกเข้าไปตัดไม้มาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม ดังนั้น มนุษย์ต้องคิดค้นหาวัสดุอื่นมาใช้ ทดแทนไม้เพิ่ มมากขึ้น เพื่อลดการทําลายพื้ นที่ป่ าไม้
การอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ 99 3.5.4 ทรัพยากรสัตว์ป่ า สัตว์ป่ า หมายถึง สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังที่อาศัยบริเวณพื้ นที่ป่ าไม้เป็ นถิ่ นกําเนิดและแหล่งที่อยู่อาศัยได้แก่ สัตว์ครึ่ งบกครึ่ งนํ้ า สัตว์เลื้อยคลาน นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ป่ าตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ า พ.ศ. 2503 หมายถึงสัตว์ทุกชนิดที่อาศัยอยู่ในป่ า ยกเว้นสัตว์จําพวกแมลงหรือสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง สัตว์ป่ าหมายถึงทรัพยากรธรรมชาติที่ทดแทนได้ ที่มนุษย์ต้องพึ่งพาอาศัยร่วมกับสัตว์ป่ า โดยมนุษย์นําสัตว์ป่ า มาใช้ประโยชน์ คือ สัตว์ป่ าเป็ นแหล่งอาหารยารักษาโรคและเครื่องนุ่งห่ม สัตว์ป่ าช่วยในการควบคุมโรคระบาด ปัจจุบันสัตว์ป่ าบางชนิดใกล้จะสูญพันธุ์เช่น กระซู่ กวางผา ละมังและเนื ่ ้อทราย เป็ นต้น จึงทําให้มนุษย์ เริ่มตระหนักและเห็นคุณค่าของสัตว์ป่ าเพิ่ มมากขึ้น ดังนั้น มนุษย์ต้องเข้าถึงข้อมูลสาเหตุและผลกระทบจากการที่ สัตว์ป่ าถูกทําลาย เพื่อเป็ นแนวทางการอนุรักษ์สัตว์ป่ า เพื่อช่วยทํางานร่วมกันกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เพื่อทําให้มนุย์ นํามาใช้ประโยชน์ได้ตลอดไป 3.5.4.1 สาเหตุที่สัตว์ป่ าถกทําลายู 1. มนุษย์ 1.1 มนุษย์ทําลายแหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่ าถูกทําลาย ปกติถิ่ นที่อยู่และแหล่งอาหารของสัตว์ป่ าคือ พื้นที่ ป่ าไม้ ทุ่งหญ้าลดน้อยลง ทําให้สัตว์ป่ าขาดแคลนอาหารและล้มตายและเกิดโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน และสัตว์ป่ า ถูกล่าเพื่อมนุษย์นํามากินเนื้อเป็ นอาหาร 1.2 มนุษย์ล่าสัตว์ป่ าถูกมากเกินไป การล่าสัตว์ป่ าจากการกระทําของมนุษย์โดยมนุษย์สร้างอาวุธและ เครื่องมือประกอบการล่าสัตว์ป่ าที่ทันสมัยการเดินทางเข้าไปในป่ ามีความสะดวกและรวดเร็ว จึงทําให้มนาย์นํา เนื้อสัตว์ป่ าเป็ นอาหารและนําส่วนอื่น ๆ ของสัตว์ป่ า เช่น หนัง เขา งาและดีเป็ นต้น มาใช้ประโยชน์สําหรับ ประดับบ้านเรือน จึงทําให้สัตว์ป่ าถูกฆ่าเป็ นจํานวนมาก 1.3 มนุษย์นําสัตว์ป่ าต่างถิ่ นเข้ามา การนําสัตว์ป่ าต่างถิ่ นเข้าปล่อยในพื้นที่ป่ าไม้ ทําให้สัตว์ป่ าต่างถิ่ น สามารถแพร่กระจายพันธุ์อย่างรวดเร็ว จึงเกิดภาวะการแย่งอาหาร นํ้ า และปัจจัยอื่น ๆ สําหรับการดํารงชีวิตของ สัตว์ป่ าพื้นเมืองเดิม นอกจากนี้การนําสัตว์ป่ าต่างถิ่ นเข้ามาเป็ นการนําเชื้อโรคสัตว์ชนิดใหม่เข้ามา ส่งผลให้สัตว์ ป่ าพื้นเมืองเดิม ลดปริมาณลงและสูญพันธุ์ได้ เช่น การนําพังพอนเพื่อกําจัดหนูนา ต่อมาพังพอนเพิ่ มจํานวน อย่างรวดเร็ว และทําลายหนูนาให้ลดลงแต่พังพอนกลับทําความเสียหายให้แก่พืชผลเกษตรกรแทนหนูนา 2. การกระทําของธรรมชาติ 2.1 การเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติที่รุนแรง เช่น ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินถล่ม นํ้ าท่วม ฟ้ าผ่าไฟไหม้ ป่ าและติดหล่มที่มีความรุนแรงอยู่ตลอดเวลาจะทําให้สัตว์ป่ าล้มตายไปและสูญพันธุ์แต่ถ้าหากสัตว์ป่ ามีการ ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมหรือการเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติก็ช่วยลดอัตราการตาย ได้ 2.2. การนําสารเคมีฉีดพ่น เพื่อกําจัดวัชพืช และแมลง จะทําให้สารเคมีสารพิษโลหะหนักสะสม ตกค้างอยู่ตามเนื้อเยื่อจากการที่สัตว์ป่ ามากินและเล็มวัชพืชอาหารจึงทําให้เกิดการสะสมสารพิษ เจ็บป่ วยล้มตาย ได้ง่าย ส่งผลกระทบต่อภาวะการเจริญพันธุ์ของสัตว์ป่ าและความสมบูรณ์ของลูกสัตว์ป่ าตัวอ่อนที่จะเกิดขึ้นมา ใหม่
100 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ 3.5.4.2 ประโยชน์ของสัตว์ป่ า สัตว์ป่ าจัดเป็ นทรัพยากรธรรมชาติที่มีประโยชน์คือ 1. ด้านนันทนาการมนุษย์โดยการเลี้ยงสัตว์ป่ าไว้ดูเล่นตามบ้านเรือนหรือที่พักอาศัย การนําสัตว์ป่ ามาฝึ ก การแสดง เช่น ละครลิง เป็ นต้น • สวนสัตว์ทั้ งแบบปิ ดและเปิ ด เพื่อเป็ นสถานที่ท่องเที่ยวและศึกษาหาความรู้ เช่น สวนสัตว์ดุสิต และ สวนสัตว์เปิ ดเขาเขียว เป็ นต้น ชมความงามของสัตว์ป่ าตามเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าอุทยานแห่งชาติ และวนอุทยาน โดยการออกไปส่องสัตว์ป่ าในตอนกลางคืนหรือนังชมสัตว์ ่ 2. สัตว์ป่ าช่วยทําลายศัตรูของป่ าไม้สัตว์ป่ าหลายชนิด เช่น นกหัวขวาน และนกไต่ไม้จะจับแมลง และตัวหนอนจากต้นไม้เป็ นอาหาร นกบางชนิดจะจับแมลงที่มาทําลายใบ ดอกและผลของต้นไม้ตุ่นและหนูผี จะช่วยจับแมลงและหนอนที่มากัดกินรากต้นไม้เป็ นต้น ลดความรุนแรงของการระบาดของหนอนและแมลงได้ 3. สัตว์ป่ าช่วยกระจายพันธ์พืชุสัตว์ป่ า เช่น นกค้างคาวลิงค่าง ชะนีกวาง เก้งและกระทิง เป็ นต้น โดยเมื่อสัตวืป่ ากินผลไม้เป็ นอาหารแล้วจะคายหรือถ่ายเม็ดออกมา เมื่อเม็ดตกลงไปในบริเวณที่มีสภาพแวดล้อม เหมาะสม ต้นอ่อนจะเจริญงอกงาม และกระจายพันธุ์ของพืชพรรณธรรมชาติ 4. สัตว์ป่ าช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน สัตว์ป่ าให้อินทรียวัตถุตามธรรมชาติในรูปของมูลสัตว์ ซากสัตว์ที่ตายแล้ว เช่น มูลค้างคาว มูลไส้เดือน สําหรับใช้เป็ นปุ๋ ยของต้นไม้ป่ าได้เป็ นอย่างดี 5. สัตว์ป่ าช่วยใช้พื้นที่รกร้างว่างเปล่าให้เป็ นประโยชน์พื้ นที่ซึ่งรกร้างว่างเปล่า เช่น พื้ นที่ตามไหล่เขา ที่ ชื้นแฉะ ป่ าละเมาะ เป็ นต้น โดยสัตว์ป่ าจะใช้เป็ นแหล่งที่อยู่อาศัยได้อย่างดีทําให้พื้นที่เหล่านั้นเกิดการ เปลี่ยนแปลง มนุษย์สามารถนํามาใช้ประโยชน์ได้ต่อไป 3.5.4.3 โทษของสัตว์ป่ า โทษจากสัตว์ป่ าทางอ้อมมากกว่าทางตรง คือ 1. สัตว์ป่ า ทําความเสียหายให้แก่พืชผลที่ปลูกไว้ได้แก่ นก หนูนา กระรอก กระแตและค้างคาวโดย ค้างคาวทําลายสวนผลไม้และต้นไม้ล้มตาย นกกระจาบจะเกาะกินเมล็ดข้าวที่กําลังออกรวง หนูนาจะกัดกินต้น ข้าว และกระรอกหรือกระแตจะเจาะกินผลไม้ของชาวสวนให้เสียหายเป็ นต้น 2. สัตว์ป่ า ทําลายท่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ุ เช่น หนูนา กระต่ายป่ า กวาง และอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ใกล้ทุ่งหญ้า จะลักลอบเข้าไปกินหญ้าที่ชาวนาได้ปลูกไว้ จึงจําเป็ นที่เกษตรกรชาวนาต้องทํารั้วเพื่อป้ องกันสัตว์ป่ ามากินหญ้า ในท้องนา 3. สัตว์ป่ า ทําลายต้นไม้ในป่ า โดยฝูงสัตว์ป่ าจะแทะเล็มเปลือกไม้ ต้นอ่อน ใบ และยอดอ่อนของ ต้นไม้เพื่อนํามาใช้เป็ นอาหารจึงทําให้ต้นไม้มีตําหนิและเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ 4. สัตว์ป่ าลดปริมาณสัตว์นํ้า เช่น นกเป็ดนํ้ า นกยาง นกกระทุง นกกระสา นกแสก นกกาบบัว และ นกระเรียน นาก งู เหี้ยและพังพอน ดังนั้น ถ้าหากสัตว์ป่ ากินสัตว์นํ้ าปริมาณมากเกินไป จะทําให้ในช่วงฤดูแล้ง สัตว์นํ้ านานาชนิดถูกทําลาย จึงเป็ นสาเหตุทําให้สัตว์นํ้ าลดน้อยลงได้ 5. สัตว์ป่ าเป็ นอันตรายต่อมนุษย์เช่น เสือโคร่ง สิงโต หมีควาย และช้างป่ า งูเห่า งูจงอาง และงู สามเหลี่ยม เป็ นต้น ที่มีนิสัยดุร้ายและมีพิษร้ายแรงและเป็ นอันตรายต่อให้มนุษย์ทําให้มนุษย์ได้รับบาดเจ็บและ ถึงกับชีวิตได้
การอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ 101 3.5.4.4 แนวทางอนุรักษ์สัตว์ป่ าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี การอนุรักษ์สัตว์ป่ าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่ออนุรักษ์สัตว์ป่ าไม่ให้สูญพันธุ์ไป และสัตว์ป่ า สามารถนํามาใช้ประโยชน์ได้มากยิ่ งขึ้น มนุษย์ต้องมีแนวทางอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่ าด้วยนวัตกรรมและ เทคโนโลยี ดังนี้ 1. เทคโนโลยีการจัดแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์ป่ า คือ 1.1การจัดตั้ งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าจัดเป็ นสถานที่อยู่ของสัตว์ป่ าอย่างปลอดภัย เพื่อทําให้สัตว์ป่ าขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้ทําให้สัตว์ป่ าคงอยู่และอํานวยประโยชน์ต่อมนุษยชาติตลอดไป เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าแห่งแรกที่จัดตั้งคือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าสลักพระจังหวัดกาญจนบุรีส่วนแห่งสุดท้ายคือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าอุทยานเสด็จในกรมหลวงชุมพรจังหวัดชุมพร 1.2 เขตห้ามล่าสัตว์ป่ า เขตห้ามล่าสัตว์ป่ ามักจะมีสัตว์ป่ านานาชนิดอาศัยรวมกันอยู่เป็ นฝูง ส่วนใหญ่จะ เป็ นพวกนกนํ้ าชนิดต่าง ๆ เช่น เขตห้ามล่าสัตว์ป่ าที่กรมป่ าไม้จัดตั้ งขึ้นแห่งแรกคือ ทะเลน้อย ซึ่งอยู่ในเขตรอยต่อ สามจังหวัด คือ พัทลุง สงขลาและนครศรีธรรมราช และแห่งสุดท้ายที่จัดตั้ งเขตห้ามล่าสัตว์ป่ าคือลําปาวในเขต รอยต่อจังหวัดกาฬสินธุ์และอุดรธานี 1.3 อุทยานสัตว์ป่ า จัดเป็ นแหล่งการท่องเที่ยวในลักษณะซาฟารีซึ่ งอํานวยประโยชน์ทางด้านการ ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสัตว์ป่ าและขยายพันธุ์สัตว์ป่ า เป็ นแหล่งที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยของสัตว์ป่ า เช่น อุทยานสัตว์ป่ า ลําปาวจังหวัดกาฬสินธุ์และอุทยานสัตว์ป่ าเขาพระแถวจังหวัดภูเก็ต รวมพื้ นที่ทั้ งสิ้ นราว15,345ไร่ 1.4 เทคโนโลยีการจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่ า 1.4.1 จัดตั้งสถานีวิจัยสัตว์ป่ า เพื่อทําการศึกษาพฤติกรรม นิเวศวิทยา และแหล่งที่อยู่อาศัยที่ เหมาะสมของสัตว์ป่ า เพื่อนําผลจากการศึกษามาจัดการเกี่ยวกับสัตว์ป่ าอย่างเหมาะสมไป เช่นสถานีวิจัยสัตว์ป่ าที่ เขานางรําอําเภอลานสักจังหวัดอุทัยธานีซึ่งเป็ นส่วนหนึ่งที่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าห้วยขาแข้ง 1.4.2 จัดตั้งสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่ า เป็ นสถานีที่จัดตั้ งขึ้นเพื่อทดลองผสมพันธุ์สัตว์ป่ า เพื่อป้ องกัน มิให้สัตว์ป่ าสูญพันธุ์สัตว์ป่ าที่ได้รับการเพาะพันธุ์ได้แก่กวาง เก้งกระทิงวัวแดง ไก่ป่ าไก่ฟ้ าและนกนานาชนิด หลังจากนั้น นําสัตว์ป่ าเหล่านี้ไปปล่อยเข้าป่ าเพื่อขยายพันธุ์ตามธรรมชาติหรือแจกจ่ายให้ประชาชนที่สนใจ นําไปเพาะเลี้ยง เพื่อจัดตั้งฟาร์มสัตว์ป่ าขึ้น เพื่อการค้า ในปัจจุบันประเทศไทยมีสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่ า 14 แห่ง คือ บางพระ (ชลบุรี) เขาสอยดาว (จันทบุรี) ปางตอง (แม่ฮ่องสอน) โคกไม้เรือ(นราธิวาส) บางละมุง (ชลบุรี) ช่องกลํ่าบน (ปราจีนบุรี) ภูเขียว (ชัยภูมิ) เขาค้อ (เพชรบูรณ์) เขาประทับช้าง (ราชบุรี) ห้วยทราย (เพชรบุรี) ดอยตุง (เชียงราย) นกนํ้าบางพระ(ชลบุรี)อมก๋อย(เชียงใหม่) และเขาอ่างฤาไน (ฉะเชิงเทรา) รวมพื้นที่ทั้งหมด 20,310 ไร่ 1.4.3จัดตั้ งศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่ าเพื่อเป็ นแหล่งศึกษาหาความรู้การอนุรักษ์ธรรมชาติและ สัตว์ป่ า โดยการนําสัตว์ป่ าไปปล่อยไว้ในคอกขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล้ายคลึงกับธรรมชาติศูนย์ศึกษาธรรมชาติ และสัตว์ป่ าที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยมีทั้งสิ้ น 10แห่งคือเขาเขียว(ชลบุรี) เขาท่าเพชร(สุราษฎร์ธานี) เชิงดอย สุเทพ (เชียงใหม่) เขาช่อง (ตรัง) เขานํ้าพุ(กาญจนบุรี) หาดใหญ่ (สงขลา) ห้วยกุ่ม (ชัยภูมิ) ทรายขาว ทรายขาว (นครสวรรค์) และถํ้ านํ้ าลอด (แม่ฮ่องสอน) รวมพื้ นที่11,450ไร่
102 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ 1.4.4การนําสัตว์ป่ ามาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า ในการสงวนรักษาสัตว์ป่ า เพื่อการใช้ประโยชน์ในการ ดํารงชีพของมนุษย์ เกิดความสิ้นเปลืองน้อยที่สุด เช่น การล่าช้าง ไม่ใช่จะเอาแต่งามาใช้ประโยชน์อย่างเดียว ควรนําเอาส่วนอื่น ๆ เช่น เนื้อ หนังกระดูก มาใช้ประโยชน์หรือศึกษาพฤติกรรมร่วมอื่น ๆ ด้วย 1.4.5 จัดอาหารเสริ มให้สัตว์ป่ า ในช่วงฤดูแล้งของประเทศไทย หรื อในช่วงฤดูหนาวของ ต่างประเทศเนื่องจากในช่วงฤดูกาลนี้สัตว์ป่ ามักขาดแคลนอาหารอย่างมาก ดังนั้น มนุษย์ต้องนําอาหารไปเสริม ให้สัตว์ป่ าตามเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าอุทยานสัตว์ป่ า หรืออุทยานแห่งชาติเพื่อให้สัตว์ป่ าเหล่านั้นได้กินเป็ นอาหาร พอประทังชีวิตตลอดฤดูแล้งหรือฤดูหนาว 2. การประชาสัมพันธ์การอนุรักษ์สัตว์ป่ า 2.1การป้ องกันและปราบปราม ห้ามล่าสัตว์ป่ าที่เหลือน้อย ห้ามล่าในฤดูที่มีการผสมพันธุ์และห้ามล่า สัตว์ป่ าในบริเวณ เช่น อุทยานแห่งชาติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าและเขตห้ามล่าสัตว์เป็ นต้น โดยการออกกฏหมาย และส่งเจ้าหน้าที่ไปควบคุมดูแลให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ในเชิงปฏิบัติ 2.2ควบคุมการค้าสัตว์ป่ าและผลผลิตจากสัตว์ป่ า โดยดําเนินการตั้งด่านตรวจค้นทั้งที่ท่าเรือคลองเตย ท่าอากาศยานดอนเมืองและตามชายแดนที่ล่อแหลมต่อการลักลอบส่งสัตว์ป่ าและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่ าออก ต่างประเทศ ช่วยลดปริมาณสัตว์ป่ าถูกทําลายได้ 2.3การประชาสัมพันธ์เช่น โฆษณาทางหนังสือพิมพ์ทําแผ่นพับออกแจกจ่ายออกรายการทางวิทยุ โทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงการจัดนิทรรศการและส่งเจ้าหน้าที่ของรัฐชี้แจงกับประชาชน เพื่อให้ประชาชน ได้ตระหนักว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่ าเป็ นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องช่วยกันอนุรักษ์ 2.4 การจัดการแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า 3. การนําเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่ า เช่น การนําเทคนิคเต็มม์เซล การโครนนิ่งมาทํา การขยายพันธุ์และเพาะพันธุ์สัตว์ป่ าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ เพื่อส่งเสริมการทํางานของระบบนิเวศให้เป็ นปกติ 3.5.4.5 ปัญหาและอุปสรรคสําคัญในการอนุรักษ์สัตว์ป่ า การอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่ า มักมีอุปสรรคในการดําเนินงานอนุรักษ์สัตว์ป่ าจึงทําให้การอนุรักษ์สัตว์ป่ าที่ ไม่ประสบผลสําเร็จ สัตว์ป่ าเหลือน้อยลงและอยู่ในสภาวะวิกฤติ ส่งผลกระทบ ต่อโครงสร้างและการทํางานใน ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง เนื่องจากปัญหาหลักๆ ดังนี้ 1.รัฐบาลขาดแคลนงบประมาณ รัฐบาลงบประมาณจัดสรรน้อยแต่ภาระหน้าที่ในการอนุรักษ์สัตว์ป่ ามี อยู่มากมายจึงทําให้ขาดแคลนเครื่องมือเครื่องใช้ขาดเจ้าหน้าที่มีประสิทธิภาพอย่างพอเพียง ในการดําเนินงาน การป้ องกันการลักลอบเข้าไปล่าสัตว์ป่ าในเขตหวงห้าม 2.การขัดแย้งกับหน่วยงานอื่นในการอนุรักษ์สัตว์ป่ าการขัดแย้งระหว่างกรมทรัพยากรธรณีและกรม ป่ าไม้เกี่ยวกับการขุดแร่ฟลูออไรด์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าสลักพระกาญจนบุรีเพื่อเปิ ดทําเหมืองแร่ฟลูออไรด์ การไฟฟ้ าฝ่ ายผลิตแห่งประเทศไทยและกรมป่ าไม้ต้องการสร้างเขื่อนในเขตเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าทุ่งใหญ่นเรศวร และห้วยขาแข้ง เป็ นต้น 3. ด้านความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์ป่ าถ้าหากเจ้าหน้าที่ป่ าไม้หรือเจ้าหน้าที่จัดการและ คุ้มครองสัตว์ป่ า ปฏิบัติงานเข้มงวดกวดขันเกินไปอาจจะได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
การอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ 103 4. การลักลอบล่าสัตว์ป่ าพรานป่ าที่มีอิทธิพลมักมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ จึงยากที่จะจัดการกับกลุ่มพรานอิทธิพลนั้นได้ องค์การที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสัตว์ป่ า ประเทศไทย ได้มีการออกกฎหมายคุ้มครอง ควบคุมการล่าสัตว์ป่ าและการค้าสัตว์ป่ า สําหรับองค์กร ระดับนานาชาติได้มีการจัดตั้ งองค์กรต่าง ๆ ระหว่างประเทศขึ้น เพื่อการจัดการและคุ้มครองสัตว์ป่ าขึ้นมาที่สําคัญ ได้แก่ สหภาพเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาตินานาชาติ(IUNC) กองทุนสัตว์ป่ าแห่งโลก (WWF) สถาบันคุ้มครองนกนานาชาติ(ICBP) และสถาบันวิจัยนกนํ้านานาชาติ(IWRB) เป็ นต้น นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติได้ตระหนักถึงความสําคัญของการจัดการสัตว์ป่ าเป็ นอย่างดี โดยมีองค์การยูเนสโก (UNESCO) และองค์การเอฟเอโอ (FAO) เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการสัตว์ป่ าในส่วนต่าง ๆ ของโลก ด้วย เช่น องค์การยูเนสโกได้เข้าไปดําเนินการหาข้อมูลเพื่อนํามาใช้ ในการวางแผนจัดสภาพสิ่งแวดล้อม สภาพถิ่นที่อยู่ และชนิดของสัตว์ป่ าให้เหมาะสม เช่น จัดทําโครงการมนุษย์กับชีวมณฑล (MAB) ซึ่ งเป็ น โครงการระหว่างประเทศที่ดําเนินการระหว่างประเทศที่ดําเนินการติดต่อกันเป็ นระยะเวลายาวนาน และโครงการ ชีววิทยานานาชาติ(IBP) จัดตั้ งคณะกรรมการเพื่อการจัดการและคุ้มครองสัตว์ป่ าขึ้นมารับผิดชอบโดยเฉพาะคือ คณะกรรมการส่งเสริมเพื่อความอยู่รอดของสัตว์ป่ า (ICNP) และคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยอุทยาน แห่งชาติ (SSC) หน้าที่หลักของคณะกรรมการเหล่านี้คือ การดําเนินการวิจัยและติดต่อกับรัฐบาลของประเทศ ต่าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือในการจัดตั้ งอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ าขึ้นในประเทศเหล่านั้น เพื่อ ป้ องกันมิให้สัตว์ป่ าหายากสูญพันธุ์ไป นอกจากนี้องค์เหล่านี้จัดประชุมเกี่ยวกับการจัดการธรรมชาติและ ทรัพยากรธรรมชาติขึ้นในทวีปแอฟริกา โดยเน้นหนักทางด้านนิเวศวิทยาและสัตว์ป่ า การประชุมเพื่อคุ้มครอง และวิจัยนกนํ้ านานาชาติขึ้นทั้ งในทวีปเอเชียแอฟริกาและยุโรป และการประชุมว่าด้วยการค้าซากสัตว์ป่ าหายาก เป็ นต้น 3.5.5 ทรัพยากรแร่ธาตุและพลังงาน แร่ธาตุเป็ นทรัพยากรธรรมชาติที่มนุษย์นํามาใช้ประโยชน์ เพื่อเสริมสร้างความสะดวกสบายให้กับการ ดํารงชีพ และความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีจึงทําให้แร่ธาตุกลายเป็ นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอิทธิพลต่อ ความเป็ นอยู่ของมนุษย์มากยิ่ งขึ้น เพื่อนําแร่ธาตุไปพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ในการทําเหมืองแร่จากแบบยังชีพ สู่ การผลิตเครื่องมือทําเหมืองแร่ในระดับอุตสาหกรรม เช่น ยวดยานพาหนะที่ใช้ในการคมนาคมขนส่งคอมพิวเตอร์ ระบบการสื่อสารเครื่องจักรอาวุธและเครื่องอํานวยความสะดวกอื่น ๆ ซึ่งส่งผลทําให้แร่ธาตุหลายชนิดถูกสํารวจ และขุดขึ้นมาใช้ประโยชน์มากยิ่ งขึ้น มีแนวโน้มปริมาณแร่ธาตุลดน้อยลงและจะทําให้เกิดการขาดแคลนแร่ธาตุ บางชนิดในอนาคต 3.5.5.1การกําเนิดแร่ธาตุ แหล่งแร่ธาตุที่ปรากฏอยู่ในโลกแบ่งออกได้2รูปแบบด้วยกันคือ (1) แหล่งแร่ธาตุขั้ นปฐมภูมิ (2)แหล่งแร่ธาตุขั้นทุติยภูมิแหล่งแร่ธาตุมีแหล่งกําเนิดมาจากหินหลอมละลายที่เคลื่อนที่ออกมาเย็นตัว อยู่ภายในหรือนอกผิวโลกยกเว้น แร่เชื้อเพลิงที่มีกําเนิดมาจากการทับถมของอินทรียวัตถุทั้ งที่เป็ นพืชและสัตว์
104 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ แร่ธาตุหมายถึงธาตุหรือสารประกอบอนินทรีย์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่มีส่วนประกอบทางเคมี และทางกายภาพที่แน่นอน สําหรับนําไปใช้เป็ นวัตถุดิบและพลังงานสําหรับป้ อนโรงงานอุตสาหกรรม 3.5.5.2 ประเภทแร่ธาตุ แร่ธาตุ แบ่งออกได้ 6 ประเภท คือ 1. แร่โลหะ แร่โลหะมีคุณสมบัติ นํากระแสไฟฟ้ า เหนียวรีดหรือตีออกเป็ นแผ่นได้และหลอมละลายเมื่อถูกความ ร้อน เป็ นวัตถุดิบขั้ นมูลฐานในการพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม แมงกานีส โครเมียม ติตาเนียม ทองแดง ตะกัว่สังกะสีและนิเกิล สําหรับแร่โลหะนี้แบ่งออกเป็ นกลุ่มย่อย ๆ ได้อีก4 กลุ่มย่อย คือ 1)แร่โลหะพวกเหล็ก ได้แก่ เหล็ก และแร่ที่นํามาผสมกับเหล็ก ในการผลิตเหล็กกล้า ได้แก่ แมงกานีส นิเกิ้ ลโครเมียม โมลิบตีนัม ทังสเตน และวาเนเดียม เป็ นต้น 2)แร่โลหะที่มีค่าน้อยราคาไม่แพงได้แก่ทองแดง ดีบุก ปรอท สังกะสีและตะกัว่ เป็ นต้น 3)แร่โลหะเบาได้แก่อะลูมิเนียม และแมกนีเซียม เป็ นต้น 4)แร่โลหะที่มีค่า หายากและมีราคาสูง ส่วนใหญ่นําไปใช้เป็ นเครื่องประดับ เช่น ทองคํา เงิน และ ทองคําขาวเป็ นต้น 2. แร่อโลหะ แร่อโลหะจะนํามาใช้เป็ นวัตถุดิบ สําหรับป้ อนโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมเคมีการทํา ปุ๋ ยการก่อสร้างและเครื่องปั้นดินเผา เป็ นต้น สามารถจําแนกแร่อโลหะได้7 กลุ่มย่อยคือ 1)แร่อโลหะเพื่อการก่อสร้าง ได้แก่แร่ธาตุที่นํามาใช้เป็ นวัสดุหลักในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและ เครื่องอํานวยความสะดวกในการดํารงชีพ เช่น กรวด ทราย หิน ซีเมนต์ ยางมะตอยเป็ นต้น 2)แร่อโลหะเคมีเป็ นแร่ที่นํามาใช้เป็ นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมเคมีเช่น กํามะถัน เกลือหิน ปูนขาวและปิ โตรเลียม เป็ นต้น 3)แร่อโลหะทําปุ๋ ย เป็ นแร่ธาตุที่นํามาใช้ในการผลิตปุ๋ ย ได้แก่ ฟอสเฟต โพแตส ไนเตรต และ แคลเซียม เป็ นต้น ทดแทนการใช้สารเคมีสร้างความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค 4)แร่อโลหะทําเครื่องปั้นดินเผา เป็ นแร่อโลหะที่นํามาใช้ผลิตเครื่องปั้นดินเผา เครื่องสุขภัณฑ์ ภาชนะที่ใช้ในการใส่อาหารและเครื่องดื่ม และภาชนะที่นํามาเก็บกักนํ้าได้แก่แร่ดินเหนียว(เกาลิไนต์ อิลไลต์ และมอนต์มอริลโลไนต์) ซิลิก้าและหินพับมิช เป็ นต้น 5)แร่อโลหะที่ใช้ขัดถูเป็ นแร่อโลหะที่นํามาผลิตอุปกรณ์ที่ใช้ในการปรับระดับไม้พลาสติกและ โลหะอื่น ๆ ให้ราบเรียบหรือมีขนาดเล็กลงตามความต้องการได้แก่ซิลิก้า หิน ทราย ทับทิม บุษราคัม และเพชร 6)แร่อโลหะที่ใช้ป้ องกันความร้อน เป็ นกลุ่มแร่ที่นํามาผลิตอุปกรณ์และฉนวนในการป้ องกันความ ร้อนในเครื่องใช้ต่าง ๆ และนํามาผลิตเสื้อผ้าที่ใช้ในการผจญเพลิงด้วย ได้แก่ยิปซั่ ม แมกนีเซียม แร่ใยหิน และ ไมก้า เป็ นต้น 7)แร่อโลหะทําสีเป็ นแร่ธาตุที่นํามาใช้ในการทําสีเพื่อใช้ในกิจการต่าง ๆ ได้แก่ ดินเหลือง ดินเหนียวไดอะโทไมต์และแบไรต์เป็ นต้น
การอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ 105 3. แร่เชื้อเพลิง แร่เชื้อเพลิง มีกําเนิดมาจากการทับถมของอินทรียวัตถุของซากพืชและสัตว์280-350 ล้านปีได้แก่ถ่าน หิน หินนํ้ ามัน และปิ โตรเลียม 4. แร่ประกอบหิน จัดเป็ นแร่ธาตุที่เป็ นส่วนประกอบที่สําคัญของหินกลุ่มหินอัคนีนํามาใช้ประโยชน์สําคัญในการก่อสร้าง ทั้ งที่อยู่อาศัยได้แก่คว๊อตซ์เฟลสปาร์ไบโอไทต์ฮอร์นเบลนด์ออไกต์และออลิวีน เป็ นต้น 5. แร่รัตนชาติ แร่ธาตุรัตนชาตินํามาใช้เป็ นเครื่องประดับร่างกาย ได้แก่เพชร พลอย หยก มรกต อําพัน และหินสี ต่าง ๆ 6. แร่กัมมันตภาพรังสี แร่กัมมันตภาพรังสีได้แก่ยูเรเนียม เรเดียม ธอเลียม และลิเธียม จัดเป็ นกลุ่มแร่ที่มีบทบาทในการรักษา โรคภัยไข้เจ็บ การผลิตพลังงานไฟฟ้ าและการถนอมอาหารนานาชนิด แต่ต้องใช้อย่างรอบคอบและระมัดระวัง กากของแร่กัมมันตภาพรังสีต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการควบคุมและดําเนินการและลดการเกิดมลพิษดิน มลพิษ นํ้ าหลังการใช้ประโยชน์แร่กัมมันตภาพรังสี 3.5.5.2 ความสําคัญทรัพยากรแร่ธาตุ แร่ธาตุเป็ นทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วสิ้ นเปลืองไป และเป็ นสิ่งจําเป็ นต่อการดําเนินชีวิตของมนุษย์ เพื่อการพัฒนาประเทศชาติเพิ่มขึ้น เพิ่มรายได้ทางเศรษฐกิจจากการขึ้นราคาแร่ปิ โตรเลียมของกลุ่มประเทศผู้ส่ง นํ้ ามันออก (OPEC) การประดิษฐ์ค้นคิดเครื่องมือเครื่องใช้ใหม่นานาชนิดขึ้นมาจากแร่ธาตุเช่น ธอเลียม ติตา เนียม วานาเดียม และโมลิบดินัม เป็ นต้น ดังนั้น มนุษย์ต้องบูรณาการเทคโนโลยีในการยืดอายุการใช้งานให้ ยาวนานออกไป 3.5.5.3 แนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมแร่ธาตุ การอนุรักษ์แร่ธาตุหมายถึง การพัฒนาวิธีการสํารวจและทําเหมืองแร่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนําแร่ ธาตุมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเหลือใช้ให้มนุษย์ในรุ่นหลังได้นํามาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ดังนี้ 1. การปรับปรุงวิธีการทําเหมืองแร่ การปรับปรุงวิธีการเพิ่ มประสิทธิภาพการทําเหมืองแร่รวมทั้งการตกแต่งแร่ การแยกแร่และการถลุงแร่ ด้วยเทคโนโลยีเครื่องมือ 2. การนําแร่ธาตุมาใช้อย่างประหยัด การนําแร่ธาตุมาใช้อย่างประหยัดจะช่วยทําให้อายุการใช้งานของแร่ธาตุยืนยาวออกไป สามารถยืดอายุ การใช้งานของแร่ปิ โตรเลียมต่อไปอีก 50 ปี 3. การแปรรูปแร่ธาตุ เพื่อนํามาใช้ใหม่ การแปรรูปรูปแร่ธาตุด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น เหล็ก อะลูมิเนียมทองแดง สังกะสี และตะกัว่ เป็ นต้น จะช่วยลดปริมาณแร่ธาตุที่จะต้องขุดขึ้นมาใหม่ เศษเหล็กจะสามารถนํามาถลุงใหม่เพราะทําได้ง่ายและ ลงทุนถูก ส่วนเหล็กกล้าที่มีส่วนผสมระหว่างเหล็กและทังสเตน ก็สามารถนํามาหลอมใหม่ได้ ตะกัวที่อยู่ใน ่ แบตเตอรี่ก็สามารถแยกนํามาใช้ประโยชน์
106 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ 4. การใช้สิ่งอื่นทดแทนแร่ธาตุ มนุษย์คิดค้นผลิตของเทียม เช่น การสังเคราะห์เพชรเทียม “โบราซอน” (Borason) การสร้าง ส่วนประกอบของรถยนต์และรถจักรยานยนต์แทนเหล็ก นําไปผลิตภาชนะใช้ภายในบ้านแทนเงิน ทองแดง อะลูมิเนียม และแร่ดินเหนียว การนําพลังงานนํ้าตก และพลังงานลมมาผลิตไฟฟ้ า หรือการนําพลังงานจาก แสงแดดมาสร้างเป็ นแบตเตอรี่แสงอาทิตย์(solar cell) เพิ่ มแสงสว่างภายในบ้านเรือนทดแทนการใช้จากนํ้ ามัน 5. การปรับปรุงทางด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์เพื่อยืดอายุการใช้แร่ธาตุ เทคโนโลยีการชุบร้อน (hot dipping) ทําให้แร่ธาตุมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น เทคโนโลยีการ ใช้สีทาฉาบผิวไว้เพื่อป้ องกันสนิม เทคโนโลยีการใช้โลหะโครเมียมผสมเหล็กมาเคลือบพื้นผิวภายนอก การ หลอมละลายโลหะสเตนเลส นิเกิลและโครเมียมหลอมละลายปนกับเหล็ก ทําให้ลดปริมาณเนื้อเหล็กที่นํามาใช้ น้อยลงแล้ว ป้ องกันการกัดกร่อนของลมฟ้ าอากาศได้เป็ นอย่างดีเป็ นต้น 6. การสํารวจแหล่งแร่ธาตุ เพิ่มเติม การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การใช้เครื่องตรวจสอบรังสีในการสํารวจแร่ยูเรเนียม การใช้เครื่องแมก นิโตมิเตอร์สํารวจเหล็กการใช้ระบบเคลื่อนแผ่นดินไหวเทียม เพื่อสํารวจนํ้ามันดิบและก๊าซธรรมชาติและการ นําเอาวิธีการสํารวจแบบโปลาไรเซชั่ น ทําการสํารวจแร่โลหะต่าง ๆ เช่น แหล่งแร่ธาตุบนภาคพื้นดินและ มหาสมุทรแร่ปิ โตรเลียม พลังงาน (Energy) พลังงาน คือ ความสามารถทํางานได้ของวัตถุหรื อสิ่งต่าง ๆ เช่น พลังงานความร้อน พลังงานลม พลังงานไฟฟ้ า พลังงานแสง พลังงานรังสีพลังงานนิวเคลียร์ฯลฯ ซึ่งพลังงานเหล่านี้มนุษย์ไม่สามารถจับต้องได้ สสารกับพลังงานจะมีความสัมพันธ์กัน คือ สสารสามารถจะทํางานได้เช่น เครื่องจักรกลเครื่องยนต์กลไกและ สสารสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงไป หรือสลายตัวไปกลายเป็ นพลังงานมหาศาลได้ ตามทฤษฎีสัมพันธภาพของ ไอสไตน์คือ E = mc2 เมื่อ E คือพลังงานที่เกิดขึ้น m คือมวลสารที่หายไป c คือความเร็วของแสง c = 3 × 108 m/s สมมติว่าถ้าให้สารของธาตุยูเรเนียมสลายตัวไปเพียง 100กรัม (1 ขีด) จะได้พลังงานเท่ากับ 7.5 × 1012 จูล ซึ่ ง พลังงานปริ มาณนี้สามารถต้มนํ้าประมาณ 25,000,000 ลิตร ให้เดือดได้ซึ่ งพลังงานอาจแยกได้เป็ นส่วน ๆ เช่นเดียวกับสสาร ส่วนของพลังงานที่มีขนาดเล็กที่สุดนั้นเรียกว่าควันตัม (Quantum) ประเภทพลังงาน 2 ประเภท คือ 1. พลังงานศักย์(Potential energy) พลังงานศักย์หรือพลังงานศักย์โน้มถ่วง หมายถึง พลังงานที่เกิดจากตําแหน่งของวัตถุ เช่น วัตถุที่อยู่ใน ตําแหน่งสูงจากพื้ นโลกมาก จะมีพลังงานศักย์มากกว่าวัตถุที่อยู่ในตําแหน่งที่ตํ่ากว่า 2. พลังงานจลน์(Kinetic e) พลังงานจลน์หมายถึง พลังงานที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของวัตถุถ้าวัตถุหรืออนุภาคหรือสิ่งของเกิดการ เคลื่อนที่แสดงว่าวัตถุหรืออนุภาคหรือสิ่งของนั้นมีพลังงานจลน์พลังงานจลน์จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับมวลของ วัตถุและความเร็วของวัตถุถ้าวัตถุมีมวลมากจะมีพลังงานจลน์มากและถ้าวัตถุมีความเร็วสูง จะมีพลังงานจลน์ มากและถ้าวัตถุมีความเร็วตํ่าจะมีพลังงานจลน์น้อย
การอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ 107 รูปแบบของพลังงาน รูปแบบของพลังงานแบ่งเป็ น 4รูปแบบใหญ่ ๆ คือ 1. พลังงานกล(Mechanical energy) เป็ นพลังงานที่ถูกเปลี่ยนมาจากพลังงานคลื่น โดยการกระทบ การกด หรือการอัด เช่น เราจับค้อนตอกตะปูแรงจากแขนจะส่งพลังงานกลไปยังค้อน และเมื่อตอกตะปู พลังงานก็จะถูกส่งจากค้อนไปยังตะปู 2. พลังงานเคมี (Chemical energy) เป็ นพลังงานที่ เกิดจากภาวะทางเคมีโดยวัตถุที่ได้รับการ เปลี่ยนแปลงทางเคมี 3. พลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า (Radiant energy) เป็ นพลังงานที่ถูกถ่ายทอดโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า ซึ่งรวมทั้งไฟฟ้ าคลื่นวิทยุแสงที่สามารถมองเห็นได้รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีอินฟราเรด รังสีแกมมา รังสี เอ็กซ์ฯลฯ 4. พลังงานอพตอม (Atomic energy) เป็ นพลังงานที่อยู่ในนิวเคลียสของอะตอม พลังงานนี้เกิดขึ้นโดย แรง ซึ่งมีอํานาจดึงเอาอนุภาคเล็ก ๆ ของนิวเคลียสมารวมกัน เมื่อนิวเคลียสถูกรบกวน พลังงานนี้ก็จะถูกปล่อย ออกมาในรูปของการแผ่รังสีเช่น รังสีแกมมาแอลฟาและเบต้า พลังงานสามารถเปลี่ยนจากรูปหนึ่งไปอีกรูปหนึ่งได้เช่น อุปกรณ์ที่ใช้เปลี่ยนพลังงานกลเป็ นพลังงาน ไฟฟ้ าคือ ไดนาโม (Dynamo) พลังงานไฟฟ้ าสามารถที่จะเปลี่ยนเป็ นพลังงานกลได้ด้วยอุปกรณ์เรียกว่า มอเตอร์(Motor) พลังงานความร้อนเปลี่ยนไปเป็ นพลังงานไฟฟ้ าและพลังงานไฟฟ้าก็สามารถเปลี่ยนไปเป็ น พลังงานความร้อนได้พลังงานเหล่านี้ไม่สามารถทําให้เกิดขึ้นมาใหม่ได้หรือสูญสลายไปได้เราเรียกกฎนี้ว่า “กฎคงที่ของพลังงาน ”หรือ“ กฎการคงตัวของพลังงาน” (Conservation of Energy ) เท่านั้น พลังงานจากธรรมชาติหมายถึง พลังงานที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แหล่งพลังงานนี้มนุษย์ต้อง อนุรักษ์ ให้สามารถใช้งานให้ได้มากที่สุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะทําได้ แหล่งพลังงานเหล่านี้ ได้แก่ แสงอาทิตย์ ถ่านหิน หินนํ้ ามัน ก๊าซธรรมชาติ นํ้ ามันดิบ ลม นํ้ า ทรายนํ้ ามัน เป็ นต้น พลังงานแสงอาทิตย์เช่น รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีเอ็กซ์และรังสีอินฟราเรดนั้น ส่วนใหญ่จะถูก ดูดกลืนไว้ในชั้นบรรยากาศเกือบหมด การที่แสงอาทิตย์ส่องมาถึงพื้ นโลกจะทําให้พื้ นโลกร้อน และการที่โลก สามารถควบคุมอุณหภูมิบนโลกไม่ให้สูงกว่าปกติเพราะโลกคายพลังงานที่ได้รับมาส่วนหนึ่งกลับคืนไปนอก โลกเสมอ ปริมาณรังสีที่โลกได้รับขึ้นอยู่กับระยะทางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์เนื่องจากวงโคจรของโลก รอบดวงอาทิตย์เป็ นวงรีทําให้ระยะทางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลาคือเดือน มกราคมของทุกปี โลกจะเคลื่อนที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด ทําให้โลกได้รับปริมาณรังสีมาก ส่วนเดือน กรกฎาคมของทุกปี โลกเคลื่อนที่ห่างจากดวงอาทิตย์มากที่สุด จะเห็นว่าเดือนมกราคม โลกจะได้รับปริมาณรังสี 1,400 วัตต์ต่อตารางกิโลเมตร ส่วนเดือนกรกฎาคมของทุกปี โลกจะได้รับปริมาณรังสี1,314 วัตต์ต่อตาราง กิโลเมตรค่าเฉลี่ยที่โลกได้รับปริมาณรังสีตลอดปี จากดวงอาทิตย์คือ1,353 วัตต์ต่อตารางกิโลเมตรเราเรียกว่า “ค่าคงที่แสงอาทิตย์” (Solar Radiation Constant) ประโยชน์รังสี 1.การทํานํ้าร้อน (water heating) การใช้ประโยชน์รังสีทํานํ้าร้อนในประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่ น อิสราเอล สําหรับนําไปใช้ในอาคารบ้านเรือน โรงแรม และโรงพยาบาล
108 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ 2. การอบแห้ง(drying) โดยใช้แสงอาทิตย์ทําให้อากาศในกล่องอบแห้งมีอุณหภูมิสูงขึ้น ทําให้นํ้ าในผัก หรือผลไม้ระเหยออกไป ผักหรือผลไม้ในกล่องอบแห้งจะแห้งเร็วกว่าการผึ่งแดดตามปกติและยังสะอาดกว่า ด้วย เช่น การอบพืชเศรษฐกิจ การอบปลา การอบเมล็ดพืช การบ่มใบยาสูบ และการ อบไม้อื่น ๆ ด้วย เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ 3.การหุงต้ม (cooking) ต้นทุนการหุงต้มอาหารพลังงานแสงอาทิตย์(solar cooker) สูงมากกว่าการหุง ต้มด้วยเตาที่ใช้ถ่าน ฟื น หรือแก๊สหุงต้ม 4. การกลันนํ่ ้ าความร้อนจากแสงอาทิตย์ทําให้นํ้ าพื้นอ่างเคลือบด้วยสีดําร้อนขึ้น และระเหยกลายเป็ น ไอ ทําให้ไอนํ้ ากลันตัวรวมกันเป็ นหยดนํ ่ ้ าไหลลงมาตามความลาดเอียงของผิวกระจกออกไปตามรางนํ้ า สู่ท่อ และภาชนะรองรับ เช่น ประเทศฮ่องกง สหรัฐอเมริกา ใช้พลังงานแสงอาทิตย์กลันนํ่ ้ าทะเลให้เป็ นนํ้ าจืด เพื่อใช้ ในการบริโภคและอุปโภค 5. การผลิตกําลังจากพลังงานแสงอาทิตย์รังสีดวงอาทิตย์ทําให้เกิดพลังงานความร้อน เกิดไอนํ้าที่มี ความดันสู ง เพื่อนําไปหมุนเครื่ องกําเนิ ดไฟฟ้ า (dynamo) การผลิตกระแสไฟฟ้ า และสามารถหมุน คอมเพรสเซอร์(compressure) การทําความเย็น และหมุนเครื่องสูบนํ้ า เพื่อสูบนํ้ าได้ เซลล์แสงอาทิตย์(Solar Cells) เซลล์แสงอาทิตย์(solar cells) ประกอบด้วยแผ่นวัตถุกึ่งตัวนําสองชนิดวางทับต่อกันเป็ นชั้น ชั้นแรกเป็ น ซิลิคอนเจือด้วยฟอสฟอรัส อีกชั้นหนึ่ งเป็ นซิลิคอนเจือด้วยบอรอน เมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบจะเกิดความ ต่างศักย์ไฟฟ้ าระหว่างชั้นทั้งสอง ต่อวงจรไฟฟ้ าทําให้มีกระแสไฟฟ้ าเกิดขึ้น เช่น เครื่องบําบัดนํ้ าชีวภาพ เครื่อง หมุนรับโทรทัศน์วิทยุเครื่องคิดเลขและนาฬิกาข้อมือด้วยพลังงานโซล่าเซลล์ พลังความร้อนในพิภพ พลังความร้อนในพิภพ หมายถึง พลังงานความร้อนที่ถูกเก็บและสะสมไว้ภายใต้ผิวโลก พลังงานความ ร้อนเกิดจากความดันก๊าซ การสลายตัวของสารกัมมันตรังสีการเคลื่อนไหวของดิน แล้วเกิดการเสียดสีภายใน เปลือกโลกแรงของกระแสนํ้ าใต้ผิวโลก วิธีการนําความร้อนในพิภพขึ้นมาใช้ประโยชน์มี2 วิธี นํ้ าพุร้อน (hot water system) การนําเทคโนโลยีนํ้ าพุร้อน ผลิตกระแสไฟฟ้ าจากนํ้ าพุร้อน ในมลรัฐแคลิฟอเนียร์ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศฟิ ลิปปิ นส์ประเทศนิวซีแลนด์เมกซิโกรัสเซีย ญี่ปุ่ น สําหรับการนําไปใช้ปะโยชน์ด้านเกษตรกรรม ใน การอบพืชพันธุ์พืช การอาบนํ้ าแร่รักษาโรคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว พลังงานลม ปัจจุบันมนุษย์สามารถนําพลังงานลม เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้ า สูบนํ้าแต่ต้นทุนในการก่อสร้างสูงแต่ สามารถใช้เครื่องมือได้นาน พลังงานชีวมวล พลังงานชีวมวล หมายถึง พลังงานที่ได้จากเศษวัสดุเหลือทิ้ งของพืชและสัตว์จากการผ่านกระบวนการ อุตสาหกรรมการเกษตร
การอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ 109 ประเภทของพลังงานชีวมวล 1. ไม้ เป็ นพลังงานชีวมวลที่ใช้เป็ นเชื้อเพลิง เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้ า การผลิตก๊าซโปรดิวเซอร์ ใน อุตสาหกรรมครัวเรือน การทําเครื่องปั้นดินเผา การทําโอ่ง อิฐ ฯลฯ 2. ก๊าซชีวภาพ เป็ นก๊าซที่ได้จากมูลสัตว์พืช และวัสดุที่เหลือจากกระบวนการอุตสาหกรรมการเกษตร ผ่านกระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์เร่งย่อยสลาย ผลิตก๊าซชีวภาพ เช่น ก๊าซมีเทน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจน ก๊าซซัลไฟด์สําหรับการผลิตก๊าซชีวภาพเป็ นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้ า 3. แอลกอฮอล์ เป็ นเชื้อเพลิงที่ได้จากการหมักผลิตผลทางการเกษตร เช่น อ้อย หรือ มันสําปะหลัง ทําให้ได้แอลกอฮอล์ที่นํามาใช้เป็ นเชื้อเพลิง 2 ชนิด คือ 3.1 เมทธิ ลแอลกอฮอล์หรื อเมธานอล ที่ผลิตจากการกลั่นไม้และจากปฏิกิริ ยาระหว่าง คาร์บอนไดออกไซด์และไฮโดรเจน เมธานอลไม่สามารถนํามาดื่มได้ 3.2 เอทธิลเอลกอฮอล์หรือเอทธานอล ที่ผลิตมาจากอ้อยและมันสําปะหลัง โดยผ่านกระบวนการ หมัก สําหรับนําเอทธานอลมาดื่มได้(สุราหรือเหล้า) หรือนําเอทธานอลมาผสมกับนํ้ามันเบนซิน ได้เป็ นก๊าซ โซฮอล์(Gas Sohol) สําหรับรถยนต์และลดมลพิษทางอากาศได้ดีกว่านํ้ ามันเบนซิน 4. นํ้ ามันจากพืช เช่น นํ้ ามันจากสบู่ดํา นํ้ ามันจากปาล์ม นํ้ ามันมะพร้าวเป็ นต้น จัดเป็ นแหล่งพลังงานที่ สามารถนํามาทดแทนนํ้ ามันดิบจากธรรมชาติได้ พลังงานนํ้า พลังงานนํ้ าจัดเป็ นพลังงานหมุนเวียนเป็ นวัฏจักร ใช้แล้วไม่หมดไป สามารถนํามาใช้ได้โดยตลอด โดย มีดวงอาทิตย์แผ่รังสีเกิดกระบวนการระเหยกลายเป็ นไอนํ้า ซึ่งไอนํ้าจะเกิดการควบแน่นตกลงมาเป็ นนํ้าฝน ตกลงไปในทะเลมหาสมุทรและแหล่งนํ้ าอื่น ๆ หมุนเวียนเป็ นวัฏจักร สําหรับนํามาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้ า พลังงาน ศักย์โน้มถ่วง สําหรับหมุนเครื่องกําเนิดไฟฟ้ าหรือไดนาโม ในการผลิตกระแสไฟฟ้ า เช่น โรงงานไฟฟ้ าแม่เมาะ ใช้ถ่านหินเป็ นเชื้อเพลิง ทําให้นํ้ ากลายเป็ นไอไอนํ้ าจะทําหน้าที่เป็ นแรงดันไปหมุนเครื่องกําเนิดไฟฟ้ าสามารถ ผลิตไฟฟ้ าออกมาได้ ถ่านหิน (Coal) เป็ นเชื้อเพลิงธรรมชาติเกิดจากการสะสมตัวของซากพืชที่ตาย หรือดินโคลนที่มีอินทรีย์วัตถุ(solid organic materials) ทับถมเป็ นเวลานับล้านปี แล้วเกิดปฏิกิริยาทางเคมีฟิ สิกส์และชีววิทยาจนกระทัง่เศษซากพืชที่ ตายแล้วเถูกแรงกดดันของโลกบีบ –อัดเรียงตัวเป็ นชั้น ๆ แปรสภาพเป็ นถ่านหิน ที่ประกอบด้วยคาร์บอน และ ไฮโดรเจน ชนิดและคุณสมบัติของถ่านหิน แบ่งตามปริมาณคาร์บอน ความชื้น 5 ชนิด คือ 1. แอนทราไซด์(anthraite) หรือ hard coal เป็ นถ่านหินที่มีคุณภาพดีที่สุด มีปริมาณคาร์บอนสูงที่สุด ประมาณร้อยละ92 –93 และพวกไฮโดรคาร์บอนตํ่าที่สุด มีสีดําสนิทเป็ นมันวาว มีความแข็งแรงมาก ติดไฟได้ยาก แต่เมื่อติดแล้วจะให้ความร้อนสูง ให้เปลวไฟสีนํ้ าเงิน มีควันและกลิ่ นน้อย หรือเกือบจะไม่มีเลยไม่ค่อยมีขี้เถ้า 2. บิทูมินัส (bituminous ) มีปริมาณคาร์บอนถึงร้อยละ75 ความชื้นน้อยกว่าถึงร้อยละ 15 –50 มีสีดํา เป็ นมันเงาเปราะ ติดไฟง่าย เผาไหม้ให้เปลวไฟสีเหลือง มีขี้เถ้า เหมาะสําหรับนําไปใช้ผลิตถ่านโค้ก สําหรับใช้ ในโรงงานอุตสาหกรรม
110 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ 3. ซับบิทูมินัส (sub-bituminous) มีสีดํา มีปริมาณคาร์บอนอยู่ถึงร้อยละ 40 และมีความชื้นถึงร้อยละ 25 เมื่อถูกอากาศนาน ๆ อาจเกิดการเผาไหม้ขึ้นเองได้ 4. ลิกไนต์ (lignite) หรือbrown coal เป็ นถ่านหินที่มีคุณภาพตํ่าที่สุด มีปริมาณคาร์บอนน้อยที่สุด และ ปริมาณความชื้นสูงสุด มีสีนํ้ าตาล เมื่อเผาไหม้แล้วให้ควันมาก และให้ความร้อนไม่สูงนัก ติดไฟง่าย ประเทศไทย ใช้เป็ นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้ า ที่โรงไฟฟ้ าแม่เมาะและภาคใต้ที่โรงไฟฟ้ ากระบี่ หรือการใช้ถ่านหินในการผลิต ปุ๋ ยเคมี ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ปุ๋ ยยูเรีย ผลิตผลพลอยได้จากการผลิตปุ๋ ยเคมี คือ กรดกํามะถัน และก๊าซสําหรับหุง ต้ม สามารถทําเป็ นถ่านอัดก้อน (brigueette) สําหรับหุงต้มในบ้านได้อีก การทําถ่านโค้กเพื่อใช้ในการถลุง เหล็กกล้า แหล่งลิกไนต์ในประเทศไทยพบมากแถบจังหวัดกระบี่ ลําปาง ลําพูน 5. พีท (peat) มีปริมาณคาร์บอนน้อยที่สุด และปริมาณความชื้นสูงสุด ประโยชน์ของถ่านหิน 1. ใช้เป็ นเชื้อเพลิงสําหรับหุงต้ม และให้ความร้อน โดยการผลิตเป็ นถ่านก้อนโดยบดถ่านหินลิกไนต์ให้ ละเอียด อบให้ร้อน และเพิ่ มปริมาณคาร์บอนแล้วอัดเป็ นก้อน สําหรับนําไปใช้ในการหุงต้ม 2. ใช้เป็ นเชื้อเพลิงผลิตพลังไอนํ้ า ในการผลิตกระแสไฟฟ้ า 3. ใช้เป็ นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมถลุงเหล็ก เพราะสามารถควบคุมความร้อน นอกจากนี้ใช้เป็ นวัตถุดิบ ในการผลิตเหล็กพรุน (spongeiron) 4. ใช้เป็ นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนรถไฟ เรือเดินทะเล 5. ใช้เป็ นเชื้อเพลิงในการอุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์เซรามิกส์แก้ว สิ่งทอและอุตสาหกรรมเคมี เป็ นต้น 6. ใช้เป็ นวัตถุดิบในการผลิตสารเคมีต่าง ๆ เนื่องจากถ่านหินมีองค์ประกอบของธาตุสําหรับนําไปใช้ ประโยชน์ โดยผ่านกรรมวิธีต่าง ๆ เช่น Carbonization Gasification Hydrogenationและ Oridation เป็ นต้น การ กลันเป็ นนํ ่ ้ ามันเครื่องและก๊าซ เพื่อใช้เป็ นเชื้อเพลิงหุงต้ม กากของเหลือยางมอตอยใช้ในการทําถนน และเถ้าถ่าน ใช้ในการผลิตวัสดุก่อสร้าง เช่น ซีเมนต์ 7. ใช้ในกิจการเผากับหินปูน 1,100 องศาเซลเซียส จะได้แคลเซียมคาร์ไบต์ซี่งเมื่อหินปูนรวมตัวกับนํ้ า จะได้ก๊าซอะเซตติลิน สําหรับนําไปใช้เชื่อมโลหะ ใช้เป็ นวัตถุดิบในอุสาหกรรมการผลิตวัตถุระเบิด ผลิตภัณฑ์ พลาสติกและยางสังเคราะห์ หินนํ้ามัน (Oil Shale) จัดเป็ นหินตะกอนหรือหินชั้น (sedimentary rock ) เกิดจากซากพืชและซากสัตว์ที่ตายไปแล้ว สะสม รวมเข้ากับเศษหิน ดิน ทราย ต่าง ๆ อยู่ในแอ่งนํ้ าขนาดใหญ่ เมื่อเวลาผ่านไปหลายล้านปี พวกอินทรีย์วัตถุ เศษซาก พืช เศษซากสัตว์จะแปรสภาพเป็ นสารคล้ายยางเหนียว ๆ ประกอบด้วยอินทรีย์วัตถุในรูปของสารคีโรเจน (kerogen) เมื่อนําหินนํ้ ามันไปเผาที่อุณภูมิประมาณ 500องศาเซลเซียส จะได้ของเหลวคล้ายนํ้ ามัน เรียกว่า นํ้ ามัน หิน ซึ่งหินนํ้ ามันคุณภาพสูงจะให้นํ้ ามัน 120 ลิตร ต่อหินนํ้ ามัน 1 ตัน เมื่อนําหินนํ้ ามันไปกลันจะไ ่ ด้นํ้ ามันก๊าด โซลีน นํ้ามันดีเซล นํ้ามันเครื่องบิน คีโรซีน และส่วนอื่น ๆ สําหรับนําไปใช้เป็ นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเคมี การผลิตพลาสติก ยา และเส้นใยสังเคราะห์แหล่งหินนํ้ ามันของประเทศไทยคือแหล่งหินนํ้ ามัน อําเภอแม่สอด
การอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ 111 จังหวัดตากแหล่งหินนํ้ ามันจังหวัดกระบี่ ซึ่งหินนํ้ ามันของประเทศไทยมีคุณภาพดีเยี่ยมสามารถให้นํ้ ามันได้เฉลี่ย ร้อยละ20 ประโยชน์หินนํ้ามัน มี2วิธี 1. หินนํ้ามันใช้เป็ นเชื้อเพลิงโดยตรง ในโรงไฟฟ้ า เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้ า โดยการนําหินนํ้ามันเป็ น แหล่งเชื้อเพลิง โดยเผาในเตาเผาแล้วนําลมร้อนที่ได้ไปต้มนํ้ า เพื่อไปหมุนกังหัน หรือนําหินนํ้ามันมาสกัดเอา นํ้ามันออกก่อน แล้วจึงค่อยนํานํ้ามันดิบที่ได้ไปกลั่ นลําดับส่วน ทําให้ได้นํ้ามันเชื้อเพลิงชนิดต่าง ๆ สําหรับ นําไปใช้ประโยชน์เป็ นแหล่งพลังงาน นอกจากนี้หินนํ้ ามันมีส่วนประกอบของไนโตรเจน ในรูปของแอมโมเนีย แร่ธาตุอื่น ๆ จึงนํามาเป็ นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ ยได้ 2. สกัดเอานํ้ ามันออกจากหินนํ้ ามัน แล้วนํามากลัน่ทําให้อยู่ในรูปนํ้ ามันก๊าซโซลีน นํ้ ามันดีเซล นํ้ ามัน เตาก๊าซเหลวและนํ้ ามันหล่อลื่น เป็ นต้น นํ้ ามันปิ โตรเลียม นํ้ ามันดิบ ก๊าซธรรมชาติและพลังงานทดแทน ปิ โตรเลียม (petroleum ) หมายถึง นํ้ ามันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลวและสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอื่นที่ เกิดขึ้นโดยธรรมชาติอยู่ในสภาพอิสระลักษณะเป็ นของแข็ง หนืด เหลว หรือเป็ นก๊าซ โดยทั่ วไป ปิ โตรเลียม ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน 82-87 เปอร์เซน ไฮโดรเจน 11-15 เปอร์เซ็นต์กํามะถัน 0.1-6.1 เปอร์เซ็นต์ และ ไนโตรเจน 0.01-3.0 เปอร์เซ็นต์ นํ้ ามันดิบ (crude oil ) หมายถึง นํ้ามันแร่ดิบ แอสฟัลท์ไฮโซเคไรท์ไฮโดรคาร์บอน และบิทูเมน ทุก ชนิดที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติที่อยู่ในสภาพของแข็ง หนืด หรื อของเหลว และเมื่อเข้าสู่กระบวนการกลั่ น (distillation ) จะได้ผลิตภัณฑ์เช่น นํ้ ามันเบนซิน นํ้ ามันดีเซล นํ้ ามันเตา นํ้ ามันก๊าด ก๊าซปิ โตรเลียม ความสําคัญของนํ้ามันปิ โตรเลียม 1. นํ้ ามันปิ โตรเลียม เป็ นทรัพยากรที่สําคัญนําเงินตราต่างประเทศให้ประเทศเป็ นจํานวนมหาศาล 2. นํ้ามันปิ โตรเลียม กําเนิดพลังงานอันทรงประสิทธิภาพ ผลผลิตเพิ่ม ต้นทุนลด และประหยัดเวลา สําหรับใช้เป็ นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์เรือรถไฟ และโรงงานอุตสาหกรรมเหล็กเป็ นต้น จนกระทังในปลายปี่ ศตวรรษที่19 ได้มีการสํารวจพบแหล่งนํ้ามันปิ โตรเลียมแทนถ่านหิน เนื่องจากการใช้นํ้ามันปิ โตรเลียม มี ประสิทธิภาพสูงกว่าการใช้ถ่านหิน (นํ้ ามันดิบหนัก1 ตันให้ค่าความร้อนประมาณ 10.8 ล้านกิโลคาลอรี่ในขณะที่ ถ่านหิน 1 ตัน ให้ค่าความร้อนประมาณ 7 ล้านกิโลคาลอรี่) 3. ปิ โตรเลียมเพิ่ มการแข่งขัน ทําให้การลงทุนในอุตสาหกรรมนํ้ ามันปิ โตรเลียมเพิ่ มขึ้น นําไปสู่ลดการ ใช้นํ้ ามันโดยส่วนรวมของประเทศลงอนุรักษ์ทรัพยากรพลังงาน ตลอดจนแร่งดําเนินนโยบายสํารวจค้นคว้าวิจัย และพัฒนาแหล่งทรัพยากรพลังงานกันอย่างกว้างขวาง เพื่อหาแหล่งพลังงานทดแทนนํ้ ามัน ก๊าซธรรมชาติ(natural gas) ก๊าซธรรมชาติเป็ นปิ โตรเลียมชนิดหนึ่ง เกิดจากการทับถมของเศษซากพืชและเศษซากสัตว์เป็ นเวลา หลายล้านปี ส่วนประกอบของก๊าซธรรมชาติคือสารไฮโดรคาร์บอนเป็ นส่วนใหญ่กํามะถัน ไนโตรเจน ออกซิเจน เป็ นส่วนน้อย ก๊าซแห้งมีองค์ประกอบของก๊าซมีเทน อีเทน มีลักษณะเป็ นก๊าซที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ สามารถนําแปรสภาพให้เป็ นก๊าซเหลว โดยทําให้เย็นจัด ตํ่ากว่าจุดเยือกแข็งประมาณ 161องศาเซลเซียส แล้ว บรรจุในถังอลูมิเนียมควบคุมความเย็นเป็ นพิเศษ ก๊าซชื้น มีโปรเทน บิวเทน เป็ นส่วนประกอบร้อยละ 4 - 6
112 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ มีสภาวะก๊าซที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ บรรจุใส่ถังเป็ นก๊าซปิ โตรเลียมเหลว ส่วนก๊าซโซลีนธรรมชาติ Condensate มีสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเหลวจําพวกเพนเทน (Pentane) เฮกเทน (Hexane ) เฮปเทน (Haptane) และอ็อคเทน (Octane) มีสภาพเป็ นของเหลวเมื่อผลิตขึ้นมาถึงปากบ่อบนแท่นผลิต และสามารถแยกออกจากก๊าซ ธรรมชาติได้บนแท่นผลิต แหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย บริเวณอ่าวไทยแหล่งเอราวัณ ส่วนแหล่งก๊าซ ธรรมชาติบนบกอําเภอลานกระบือจังหวัดกําแพงเพชรและอําเภอนํ้าพอง ในจังหวัดขอนแก่น ก๊าซธรรมชาติ ประกอบด้วยก๊าซดังนี้ ก. ก๊าซมีเทน ใช้สําหรับเป็ นแหล่งเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้ า โรงงานอุตสาหกรรมเหล็กกล้า อุตสาหกรรมเซรามิก และสุขภัณฑ์ ข. ก๊าซอีเทน ใช้แหล่งเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมปิ โตรเคมีการผลิตเอทิลีน เม็ดพลาสติก สําหรับ นําไปใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก ภาชนะใส่อาหารขวดแชมพูถุงพลาสติกและส่วนประกอบของรองเท้า ค. ก๊าซโปรเพน ใช้เป็ นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิ โตรเคมีในการผลิตโปรพิลีน ซึ่งเป็ นสารตั้ งต้นในการ ผลิตชิ้ นส่วนรถยนต์ยางปัดนํ้ าฝน ผลิตเป็ นสารเพิ่ มคุณภาพนํ้ ามันเครื่องและนําไปผลิตเป็ นสารดูดความชื้นที่ใช้ ในผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมสําเร็จรูปสําหรับเด็กเป็ นต้น ง. ก๊าซปิ โตรเลียมเหลว(LPG) ใช้เป็ นก๊าซหุงต้มในครัวเรือนหรือใช้เป็ นเชื้อเพลิงในยานพาหนะ เช่น รถแท๊กซี่ หรือรถสามล้อ จ. ก๊าซโซลีนธรรมชาติ(NGL ) ใช้ในอุตสาหกรรมกลันนํ่ ้ามันเพื่อผลิตนํ้ามันสําเร็จรูป และใช้เป็ น วัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิ โตรเคมี อุตสาหกรรมตัวทําลาย(solvent ) ฉ. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใช้เป็ นวัตถุดิบ ในการผลิตนํ้ าแข็งแห้ง สําหรับใช้ในอุตสาหกรรมถนอม อาหาร อุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่มีฟอง สารดับเพลิงและใช้ในการทําฝนเทียม พลังงานไฟฟ้ า พลังงานไฟฟ้ า หมายถึงความสามารถในการทํางานของไฟฟ้ า เช่น พลังงานไฟฟ้ าทําให้พัดลมหมุน พลังงานไฟฟ้ าทําให้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคมทํางาน พลังงานไฟฟ้ าทําให้รถไฟฟ้ า เคลื่อนที่ เป็ นต้น แหล่งกําเนิดพลังงานไฟฟ้ า 1. เซลล์ไฟฟ้ าเคมีได้แก่ถ่านไฟฉายชนิดธรรมดา พลังงานไฟฟ้ าเคมีจะลดลงไปเรื่อย ๆ ไม่สามารถ นํามาใช้ใหม่ได้แต่ปัจจุบันมีเซลล์ไฟฟ้ าเคมีที่หมดอายุสามารถนํามาประจุไฟฟ้ าใหม่ มีความต่างศักย์ไฟฟ้ า ประมาณ 1.2 โวลต์ส่วนประกอบสําคัญของเซลล์ไฟฟ้ าเคมีคือขั้ วไฟฟ้ า ใช้นิเกิลเป็ นขั้ วบวกแคดเมียมเป็ นขั้ วลบ ระบบไฟฉุกเฉิน แบตเตอรี่ เป็ นแหล่งกําเนิดไฟฟ้ าที่เปลี่ยนจากพลังงานเคมีเป็ นพลังงานไฟฟ้ าแบตเตอรี่จะ ประกอบด้วย เซลล์ไฟฟ้ าหลาย ๆ เซลล์มาต่ออนุกรมกัน โดยมีตะกัวทําหน้าที่เป็ นขั ่ ้ วบวกและตะกัวออกไซด์ทํา ่ หน้าที่เป็ นขั้วลบ มีกรดซัลฟูริก(H2SO4) ที่มีความถ่วงจําเพาะ 1.25 เป็ นสารละลายอิเล็กโตรไลท์(electrolite solution) 2. เซลล์เชื้อเพลิง เป็ นเซลล์เชื้อเพลิงที่ผลิตกระแสไฟฟ้ าตลอดเวลา ที่มีเชื้อเพลิงไฮโดรเจน-ออกซิเจน โดยใช้แท่งคาร์บอนเป็ นขั้วไฟฟ้ าและใช้โพแตสเซียมไฮดรอกไซด์เป็ นสารอิเล็กโทรไลต์เมื่อให้ไฮโดรเจนและ
การอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ 113 ออกซิเจนที่มีความดันสูงผ่านเข้าไปในเซลล์เชื้อเพลิงจะเกิดปฏิกิริยาเคมีทําให้เกิดความต่างศักย์ไฟฟ้ าขึ้นที่ ขั้ วไฟฟ้ าทั้ งสองและผลที่ได้จากปฏิกิริยาคือ นํ้ า ดังสมการแสดงปฏิกิริยา ไฮโดรเจน + นํ้ า นํ้ า+ พลังงานไฟฟ้ า 3. เซลล์แสงอาทิตย์คือ สารกึ่งตัวนํา (semi conductors) 2 ชนิด มาต่อกัน เรียกว่า P-N Junction เมื่อ แสงอาทิตย์ตกกระทบเซลล์แสงอาทิตย์ก็จะถ่ายพลังงานให้อะตอมของสารกึ่งตัวนํา ทําให้เกิดอีเล็คตรอนและ โฮลส์อิสระไปรออยู่ที่ขั้วต่อ ดังนั้น เมื่อมีการเชื่อมกับวงจรภายนอก สามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีหรือ นําไปกักเก็บไว้ในแบตเตอรี่ เพื่อใช้งานภายหลังได้โดยทัวไปก ่ ารนําพลังงานไฟฟ้ าจากเซลล์แสงอาทิตย์ไปใช้กับ เครื่องใช้ครัวเรือน 4. พลังงานไฟฟ้ า ที่ใช้กันตามบ้านเรือนส่วนใหญ่ มาจากเครื่องกําเนิดไฟฟ้ าในโรงไฟฟ้ าโดยอาศัย หลักการเหนี่ยวนําแม่เหล็กไฟฟ้ า โดยนําแท่งเหล็กเคลื่อนที่เข้าขดลวดที่ปลายทั้งสองต่อเข้ากับเครื่องกัลวานอ มิเตอร์เข็มกัลวานอมิเตอร์จะกระดิกได้แสดงว่ามีกระแสไฟฟ้ า สําหรับการประดิษฐ์เครื่องกําเนิดไฟฟ้ า 2 ประเภทคือ 4.1 เครื่ องกําเนิดไฟฟ้ าชนิดกระแสไฟฟ้ าตรง (direct current generators) ประกอบด้วยขดลวด ทองแดงที่สามารถหมุนได้คล่องตัวในสนามแม่เหล็กโดยที่ปลายทั้งสองของขดลวดสัมผัสกับวงแหวนผ่าซีก ซึ่ง เป็ นจุดที่จะนํากระแสไฟฟ้ าไปใช้กับเครื่องใช้ต่าง ๆ เครื่องกําเนิดไฟฟ้ าชนิดนี้ใช้เป็ นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้ าที่ใช้ ในรถยนต์เรียกว่า D.C. Generator 4.2 เครื่องกําเนิดไฟฟ้ าชนิดกระแสไฟฟ้ าสลับ (alternating current generator) โดยการใช้วงแหวน สองวงต่อเข้าที่ปลายลวดทั้งสองของขดลวดทองแดงแทนวงแหวนผ่าซีก ถ้าต่อไฟฟ้ าที่ได้จากเครื่องกําเนิด กระแสไฟฟ้ าชนิดนี้ให้กับหลอดไฟจะเห็นว่าหลอดไฟจะสว่างสลับกับมืดเป็ นจังหวะ โรงไฟฟ้ าที่ผลิตกระแสไฟฟ้ าในปัจจุบันใช้แหล่งพลังงานจากแหล่งต่างๆ ดังนี้ 1. โรงไฟฟ้ าพลังงานนํ้ า เป็ นโรงไฟฟ้ าที่ใช้นํ้ าหน้าเขื่อนมาหมุนแกนเครื่องกําเนิดไฟฟ้ า เนื่องจากนํ้าที่ อยู่ในระดับสูงจะไหลลงสู่ที่ตํ่าเสมอด้วยแรงดึงดูดของโลก ถ้ามีปริมาณมาก พลังงานของนํ้ านั้นสามารถนําไปใช้ หมุนแกนเครื่องกําเนิดไฟฟ้ าได้ดังนั้น การสร้างโรงไฟฟ้ าพล้งงานนํ้ าต้องมีอ่างเก็บนํ้ าขนาดใหญ่ เพื่อเก็บนํ้ าให้มี ปริมาณมากพอ สําหรับผลิตกระแสไฟฟ้ าได้โดยนํ้ าไหลผ่านตามท่อส่งนํ้ า ซึ่งผ่านเครื่องกังหันนํ้ า ทําให้กังหันนํ้ า หมุนได้การหมุนนี้จะทําให้แกนเครื่องกําเนิดไฟฟ้ าหมุน และผลิตกระแสไฟฟ้ าออกมา 2. โรงงานไฟฟ้ าพลังงานความร้อนจากถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติการผลิตกระแสไฟฟ้ าแบบนี้ต้องใช้ เชื้อเพลิงถ่านหิน หรือก๊าซธรรมชาติในการต้มนํ้ าให้เดือด เพิ่ มความดันสูงและมีแรงพอที่จะไปหมุนกังหันนํ้ าเมื่อ กังหันนํ้ าหมุน แกนของเครื่องกําเนิดไฟฟ้ าก็จะหมุนตาม ก็จะได้กระแสไฟฟ้ าออกมา 3. โรงไฟฟ้ ากังหันก๊าซ โดยใช้แรงดันจากก๊าซที่ร้อนจัดมีความดันสูงไปหมุนแกนเครื่องกําเนิด เมื่อผ่าน ก๊าซนี้เข้าไปยังกังหัน ๆ จะหมุนได้และทําให้แกนเครื่องกําเนิดไฟฟ้ าหมุนตาม จะได้กระแสไฟฟ้ าตามต้องการ
114 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ 4. โรงไฟฟ้ าพลังความร้อนร่วม เป็ นโรงไฟฟ้ าที่ใช้ร่วมกันสองระบบ คือ โรงไฟฟ้ ากังหันก๊าซกับ โรงไฟฟ้ าพลังความร้อนจากถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติโดยใช้ไอเสียของก๊าซที่ยังร้อนอยู่นํามาต้มนํ้าให้เดือด พลังงานไอนํ้ าที่ได้นํามาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้ าได้อีกเป็ นการใช้เชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด 5. โรงไฟฟ้ าพลังนิวเคลียร์ต้องมีเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูเพื่อเป็ นแหล่งผลิตพลังงานความร้อนจากเครื่อง ปฏิกรณ์ปรมาณูนําไปหมุนกังหัน เครื่องกําเนิดไฟฟ้ าความร้อนที่ได้จากเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูเกิดจากปฏิกิริยา การแตกตัวของนิวเคลียร์เรียกว่า นิวเคลียร์ฟิ ชชัน่ เกิดได้โดยการยิงอนุภาคนิวตรอนเข้าไปชนกับนิวเคลียสของ เชื้อเพลิงนิวเคลียร์เช่น ยูเรเนียม 235 นอกจากยังได้นิวตรอนใหม่เกิดขึ้นด้วยและนิวตรอนที่เกิดใหม่นี้จะไปชน นิวเคลียสอื่น ๆ ของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ต่อไปเรื่อย ๆ เป็ นปฏิกิริยาลูกโซ่ทําให้ได้พลังงานความร้อนออกมาจํานวน มหาศาลและพลังงานปริมาณนี้ไปเผานํ้ าหรือสารเคมีเหลวที่มีความดันสูง ทําให้นํ้ าหรือสารเคมีเหลวที่ถูกเผานี้มี ความร้อนสูงมาก(super heated) แล้วนํานํ้ าส่วนนี้ไปเผานํ้ าอีกระบบหนึ่ง ซึ่งไอนํ้ านี้มีพลังงานมากพอที่จะหมุน เครื่องกําเนิดไฟฟ้ า ซึ่งการใช้พลังงานไฟฟ้ าที่ผลิตจากโรงงานไฟฟ้ าก่อนที่จะนําเข้าสู่อาคารบ้านเรือน ต้องมี อุปกรณ์หม้อแปลงไฟฟ้ า (transformer) เพราะหม้อแปลงไฟฟ้ าจะนําไฟฟ้ าจากวงจรหนึ่งไปยังอีกวงจรเปลี่ยนค่า ความต่างศักย์ไฟฟ้ าหรือกระแสไฟฟ้ าได้ไฟฟ้ าที่ใช้ในอาคารบ้านเรือนเป็ นกระแสไฟฟ้ าจะมีความต่างศักย์หลาย ขั้นตอน คือกระแสไฟฟ้ าที่ออกจากโรงไฟฟ้ ามีความต่างศักย์13,800 โวลต์ผ่านหม้อแปลงชนิดแปลงขึ้นเป็ น 230,000 โวลต์ส่งไปตามสายไฟฟ้ าก่อนที่จะนําไปใช้ในอาคารต้องลดค่าความต่างศักย์ลงที่สถานีไฟฟ้ าย่อยให้ เหลือ69,000 โวลต์และ 12,000 โวลต์ต่อจากนั้นจะแปลงลงเป็ น 220 โวลต์หรือ380 โวลต์แล้วจึงนําไปใช้ใน อาคารได้แต่การผลิตพลังงานไฟฟ้ านิวเคลียร์มีข้อเสียคือ 1. การระบายความร้อนจากโรงไฟฟ้ าปรมาณูไปสู่แหล่งนํ้ าธรรมชาติทําให้อุณหภูมิของนํ้ าสูงขึ้น ส่งผล ทําให้ปริมาณออกซิเจนในนํ้ าลดลง ซึ่งเป็ นอันตรายต่อการดํารงชีพของสัตว์นํ้ าในระบบนิเวศพื้ นนํ้ า 2. การแผ่รังสีจากการใช้เชื้อเพลิงกัมมันตภาพรังสีในเตาปรมาณูต้องออกแบบก่อสร้างและดําเนินการ โดยถูกต้องอย่างระมัดระวัง เพื่อป้ องกันปริมาณรังสีที่แผ่ออกมาจะไม่เป็ นอันตราย 3. การกําจัดกากเชื้อเพลิงที่ใช้แล้ว ต้องนําไปสกัดใหม่หรือเก็บไว้ในที่อันปลอดภัย ต้องจัดหาภาชนะ จัดเก็บกากเชื้อเพลิงที่มีอายุการใช้นาน ๆ การเลือกสถานที่ฝังกากเชื้อเพลิงในสถานที่ปลอดภัย เพื่อป้ องกันรังสี รั่ วไหลส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษยืและสิ่ งแวดล้อม แนวทางการอนุรักษ์พลังงานในด้านขนส่ง 1. ปรับปรุงระบบการขนส่งสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การส่งเสริมให้ขนส่งสินค้าโดยทางเรือ หรือรถไฟ 2. จัดระบบการขนส่งมวลชนภายในเมืองหรือระหว่างเมืองให้มีประสิทธิภาพ 3. การวางผังเมืองที่ดีและการแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดเป็ นหนทางหนึ่ งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาทําให้ ประหยัดเชื้อเพลิงได้มาก 4. ลดการผลิตรถยนต์นั่ งส่วนบุคคลที่มีกําลังสูงเกินความจําเป็ นลง เนื่องจากโอกาสที่จะใช้รถเต็มขีด ความสามารถของรถนั้นมีน้อยมากกําลังแรงม้าที่เกินความจําเป็ นจึงเป็ นการสูญเปล่า 5. การลดความเร็วในการขับยวดยาน ไม่ว่าจะเป็ นรถยนต์หรือเครื่องบิน
การอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ 115 6. ส่งเสริมให้มีการติดต่อโดยผ่านระบบสื่อสารและโทรคมนาคมเพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางติดต่อด้วย ตนเอง มาตรการในการอนุรักษ์พลังงานในด้านอุตสาหกรรม 1.ลดการสูญเสียความร้อน จากกระบวนการในการผลิตต่าง ๆ ประมาณครึ่ งหนึ่งของพลังงานที่ใช้อยู่ได้ สูญเสียไปในรูปของความร้อน 2. นําผลพลอยได้ที่เกิดจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกเช่น ก๊าซที่เกิดจากโรงงานถลุง เหล็กเป็ นต้น 3. ลดการใช้กระแสไฟฟ้ าที่ไม่จําเป็ น โดยเฉพาะในเวลากลางวันใช้แสงผ่านเข้ามาในโรงงานแทน 4. นําสิ่งที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่(recycle) เนื่องจากของสําเร็จรูปพวกนี้ใช้พลังงานในการผลิตน้อยกว่า วัตถุดิบกําเนิด 5. ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีทนทานเพื่อที่จะใช้ได้เป็ นเวลานาน เพราะจะประหยัดพลังงานในการผลิต นอกจากนี้ยังเป็ นการลดเศษเหลือให้แก่สิ่งแวดล้อมอีกด้วยเช่น การผลิตรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานได้10 ปี ขึ้นไป มาตรการอนุรักษ์พลังงานที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้ า 1. ควรส่งเสริมให้มีการใช้ไฟจําพวกนีออน (fluorescent) มากกว่าพวกหลอดไฟธรรมดา (incandescent) เพราะสามารถประหยัดไฟฟ้ าได้ถึง3 เท่า 2. ควรจะจํากัดการใช้ไฟฟ้ าที่ฟุ่ มเฟื อยและไม่จําเป็ นลง เช่น ไฟโฆษณาสินค้า 3. เพิ่ มประสิทธิภาพในการผลิตและแสวงหาแหล่งพลังงานที่นอกเหนือจากการใช้เชื้อเพลิงธรรมชาติ 4. หาวิธีลดการสูญเสียพลังงานในการเดินสายไฟโดยเปลี่ยนการเดินสายไฟเหนือดินมาเป็ นฝังดินแต่ ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่ามาก มาตรการในการอนุรักษ์พลังงานที่ใช้ในเคหะสถาน 1. การออกแบบเคหะสถานให้มีการระบายถ่ายเทอากาศและใช้วัสดุที่เหมาะสมจะช่วยลดการสูญเสีย พลังงาน 2. การปลูกต้นไม้ให้ร่มในบริเวณบ้าน ช่วยลดอุณหภูมิในฤดูร้อน ช่วยให้แสงแดดส่องถึงบ้านในฤดู หนาว 3. การเพิ่ มภาษีและควบคุมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 4. เปลี่ยนทัศนคติในการดําเนินชีวิตในทางประหยัดพลังงาน 3.2.5 ทรัพยากรชายฝั่งทะเล และแนวปะการัง ทรัพยากรชายฝั่งทะเล หมายถึง ทรัพยากรชายฝั่งทะเลเป็ นแหล่งที่อยู่อาศัย (coastal habitat) เช่น ทรัพยากรจากป่าชายเลน ป่าชายหาด ปากแม่นํ้ า โขดหิน และแนวปะการัง ปะการัง จัดเป็ นสัตว์มีชีวิตที่ไม่มีกระดูกสันหลังที่อาศัยตามพื้นชายฝั่ งทะเล สืบพันธุ์ด้วยการแตกหน่อ กินสาหร่ายเซลเดียวเป็ นอาหาร (herbivore)อาศัยอยู่รวมกันเป็ นกลุ่ม เรียกว่า แนวปะการัง ปะการังมีโครงสร้าง เป็ นหินปูนห่อหุ้มตัวอ่อนของปะการังไว้ มีรูปทรงเป็ นแผ่น เป็ นก้อนหรือมีกิ่งก้าน และแผ่ขยายไปเรื่อย ๆ
116 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ จนกลายเป็ นแนวปะการัง ปะการังเจริญเติบโตได้ดีเฉพาะบริเวณที่นํ้ าทะเล อุณหภูมิตั้ งแต่8-27 องศาเซลเซียส มี แสงแดดส่ องถึงพอประมาณ นํ้าไม่ขุ่นและมีความลึกของนํ้าไม่เกินกว่า 50 เมตร ปะการังมีรู ปร่ างเป็ น ทรงกระบอกที่มีขน 1 มิลลิเมตร ถึง 1 เซนติเมตร มีส่วนประกอบที่สําคัญ 3 ส่วนคือ 1. ส่วนที่เป็ นฐานซึ่งอยู่ติดกับโครงสร้างหินปูน 2. ส่วนบนที่เป็ นปากมีหนวดล้อมอยู่โดยรอบ ซึ่งบริเวณหนวดมีเข็มพิษที่มีฤทธิ์ ทําให้เหยื่อสลบหรือตาย 3. ส่วนกลางของลําตัวมีรูปร่างเป็ นทรงกระบอก ในตอนกลางวันปะการังจะเก็บตัวอยู่ในโครงสร้างแข็ง ตลอดเวลาพอกลางคืนปะการังก็จะแผ่ขยายหนวดออกควานหาเหยื่อเล็ก ๆ ที่ล่องลอยมากับกระแสนํ้า ปะการัง มีการสืบพันธุ์สองแบบคือ แบบอาศัยเพศ ซึ่งตัวอ่อนจากไข่ที่ถูกผสมแล้ว จะลอยไปในนํ้าเพื่อลงเกาะในที่แห่ง ใหม่การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยวิธีการแตกหน่อจากตัวเดิมทําให้ก้อนปะการังมีขนาดใหญ่ขึ้น 3.2.5.1 ประเภทของแนวปะการัง 1. อะทอล รีฟหรือแนวปะการังรูปเกือกม้า (atoll reef) เป็ นแนวปะการังที่มีทะเลสาบอยู่ตรงกลาง ที่ก่อ ตัวคล้ายวงแหวนล้อมรอบ เช่น แนวปะการังบริเวณหมู่เกาะแปซิฟิ กตอนใต้ 2. แบร์ริเออร์ รีฟหรือแนวปะการังแบบกําแพงตามไหล่ทวีป (barrier reef) โดยระหว่างแนวปะการัง จะเป็ นร่องนํ้ าลึกเช่น แนวปะการังบริเวณทวีปออสเตรเลีย ที่เรียกว่า great barrier reef 3. ฟริงจิง รีฟหรือแนวปะการังที่อยู่ใกล้ชายฝั่ ง (fringing reef)โดยระหว่างแนวปะการังเป็ นร่องนํ้ าตื้น ๆ เช่น แนวปะการังบริเวณอันดามันและอ่าวไทยของประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิ ลิปปิ น เป็ นต้น 3.2.5.2 ความสําคัญทรัพยากรธรรมชาติชายฝั่งทะเลและแนวปะการัง 1. ปัจจัยสี่ระบบนิเวศชายฝั่ งทะเล เช่น ป่ าชายเลน ชายหาด โขดหิน แนวปะการัง ที่มีโครงสร้างของ ระบบนิเวศทั้ งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตที่ได้ชนิดปริมาณและสัดส่วน สามารถทํางานร่วมกันได้เป็ นปกติ จะเป็ นที่อยู่ อาสัยที่เหมาะสมต่อการวางไข่ เพาะพันธุ์สัตว์นํ้านานาชนิด มนุษย์ใช้เป็ นแหล่งอาหารโปรตีน เช่น กุ้งกุลาดํา กุ้งแชบ๊วย ปูทะเล ปลาเก๋า เป้ นต้น 2. ปัจจัยห้า ทรัพยากรชายฝั่ งทะเลช่วยป้ องกันไม่ให้พื้ นที่ชายฝั่ งถูกทําลายและกัดเซาะ ช่วยกําจัดสารพิษ ต่างๆที่เกิดจากชุมชน ส่งผลให้สภาพของทรัพยากรดิน นํ้ า อากาศ ช่วยส่งเสริมให้กลุ่มสิ่งมีชีวิตของโครงสร้าง ระบบนิเวศชายฝั่ งสามารถทํางานปกติในสถานภาพที่สมดุลธรรมชาติ 3. คุณภาพชีวิตที่ดีมนุษย์สามารถใช้ทรัพยากรชายฝั่ งทะเลเป็ นแหล่งท่องเที่ยว ทําให้มนุษย์มีความสุข ทางร่างกายอารมณ์และจิตใจ เนื่องจากบริเวณชายฝั่ งทะเลมีทิวทัศน์สวยงาม สภาพแวดล้อม อากาศ นํ้ า สวยงาม และสมดุลธรรมชาตินั้นเอง 3.2.5.3 สาเหตุและผลกระทบที่เกิดจากทรัพยากรชายฝั่งทะเล 1. มนุษย์ มนุษย์มักนําพื้ นที่ชายฝั่ งทะเล บริเวณปากแม่นํ้ าไปประกอบอาชีพ เช่น การทํานากุ้ง การทํานา เกลือ การประมง โรงไฟฟ้ า อื่น ๆ ย่อมส่งผลให้ระบบนิเวศบริเวณชายฝั่ งทะเลอยู่ในสถานภาพไม่สมดุลธรรมชาติ หรือวิกฤติหรือภาวะมลพิษสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบของระบบนิเวศทั้งสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ไม่สามารถ ทํางานร่วมกันได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ การถ่ายทอดสารอาหารและพลังงานการหมุนเวียนธาตุอาหารในระบบ ไม่เป็ นวัฎจักรมีมลสารปนเปื้อนสะสมอยู่ในระบบนิเวศบริเวณชายฝั่ งทะเลและแนวปะการัง นอกจากนี้ส่งผลให้
การอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ 117 มนุษย์ได้รับปัจจัยสี่ที่ไม่เพียงพอกับความต้องการของมนุษย์ที่เพิ่ มขึ้น เกิดปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจเพิ่ มมากขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติเกิดมลพิษสิ่งแวดล้อม 2. ธรรมชาติหากระบบนิเวศบริเวณชายฝั่ งทะเลถูกทําลายด้วยปรากฏการธรรมชาติ เช่น พายุคลื่นยักษ์ การเกิดแผ่นดินไหว นํ้ าท่วม ย่อมทําให้สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตที่เป็ นองค์ประกอบในระบบนิเวศชายฝั่ งทะเลถูก ทําลายเป็ นจํานวนมาก ส่งผลให้องค์ประกอบของระบบนิเวศชายฝั่ งทะเลไม่สามารถทํางานร่วมกันได้เหมือนเดิม ดังเห็นได้จากปรากฏการสึนามิ ปี 2547 บริเวณฝั่ งอันดามัน ประเทศไทย ส่งผลทําให้แนวปะการังและพื้นที่ป่ า ชายเลนถูกทําลายเป็ นจํานวนมาก แนวทางการอนุรักษ์ปะการังด้วยเทคโนโลยี 1. ถนอม โดยรัฐบาลต้องกําหนดพื้นที่บริเวณชายฝั่ งทะเลให้เป็ นเขตพื้นที่สงวน เขตพื้นที่อนุรักษ์เขต พื้นที่สําหรับการพัฒนา เพื่อถนอม เก็บรักษาพื้นที่ชายฝั่ งทะเลสําหรับเป็ นแหล่งทรัพยากรชายฝั่ งทเลและแหล่ง อาหารสําหรับให้มนุษย์สามารถใช้ประโยชน์ได้ตลอดไป 2. ปรับปรุง โดยการปรับปรุงฟื้นฟูพื้นที่ป่ าชายเลนให้คืนสู่สภาพเดิม ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี หลังจากมีการใช้ทรัพยากรจากบริเวณชายฝั่ งทะเล เพื่อกําจัดมลสาร สารปนเปื้อนด้วยเทคโนโลยีที่ผสมผสานของ กระบวนการทางกายภาพ กระบวนการเคมี กระบวนการชีววิทยาและกระบวนการฟิ สิกส์แบบบูรณาการ 3. เพิ่มประสิทธิภาพ โดยการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบและเข้าใจถึงแนวทางการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบบูรณาการ บริเวณชายฝั่ งทะเล และมนุษย์สามารถนําแนว ปฏิบัติให้ถูกต้องและสอดคล้องกับหลักการอนุรักษวิทยา ดังนี้ 1. ผูกจอดเรือกับทุ่นผูกเรือ และไม่ทิ้ งสมอเรือในแนวปะการัง 2. ทําเครื่องหมายแสดงแนวปะการัง เพื่อมิให้เรือเข้ามาในแนวปะการัง 3. กวดขัน สอดส่องมิให้มีการระเบิดปลาโดยเด็ดขาด 4. ห้ามการประมงอวนลาก อวนรุน เข้ามาจับปลาบริเวณชายฝั่ งที่มีแนวปะการัง 5. ช่วยกันส่งเสริมให้เห็นคุณค่าของการรักษาธรรมชาติของแนวปะการัง 6. ประชาชนในท้องถิ่ นจะต้องไม่เก็บปะการังขึ้นมาขาย 7. นักท่องเที่ยวและประชาชนทัวไปต้องไม่ทิ ่ ้ งขยะและเศษขยะลงท้องทะเล 3.6 ก รณี ศึ ก ษ าก ารใช้ แล ะ อ นุรั ก ษ์ ชี วิ ต กั บ สิ่ งแว ด ล้ อ ม ส อ ด ค ล้ อ งกั บ ห ลั ก ก ารอ นุรั ก ษ์ ทรัพยากรธรรมชาติแบบยั่งยืน มนุษย์จัดเป็ นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถสร้างอาหารเองได้ จึงจําเป็ นที่มนุษย์ต้องการทรัพยากรธรรมชาติ สําหรับนําไปใช้ประโยชน์ในการดํารงชีพและพัฒนาประเทศชาติในขณะเดียวกัน มนุษย์จําเป็ นต้องอนุรักษ์ชีวิต กับสิ่ งแวดล้อม ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้สอดคล้องตามกรอบแนวคิดตามหลักนิเวศวิทยาและการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติเร่งส่งเสริมการถนอม การประหยัด การปรับปรุง การนํากลับมาใช้ใหม่ การหาสิ่งอื่น ทดแทน อื่น ๆ โดยมนุษย์ต้องดําเนินการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติหรือชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ หรือชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ด้วย3 ประการหลัก คือ
118 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ 3.6.1 เทคโนโลยีการอนุรักษ์แหล่งที่อย่อาศัยของูทรัพยากรธรรมชาติตามหลักนิเวศวิทยาและหลัก อนุรักษืวิทยา มนุษย์ต้องดําเนินการอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัยของทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี และสอดคล้องตามหลักนิเวศวิทยาและหลักการอนุรักษ์วิทยา นั้นคือ มนุษย์ต้องอนุรักษ์ทรัพยากรป่ าไม้ให้มีพื้ นที่ เหมาะสมและสมดุลธรรมชาติเป็ นอันดับแรก เพราะทรัพยากรป่ าไม้จะเป็ นแหล่งที่อยู่อาศัย การสืบพันธุ์ การขยายพันธุ์ของทรัพยากรธรรมชาติหรือชีวิตกับสิ่งแวดล้อมชนิดอื่น ๆ ได้แก่ ทรัพยากรนํ้ า ดิน สัตว์ป่ า อื่น ๆ ซึ่งสิ่งแวดล้อมนี้จะส่งเสริมทําให้ชีวิตและสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นสามารถทํางานได้ตามบทบาทและหน้าที่ นั้นคือ การถ่ายทอดสารอาหารและการหมุนเวียนสารอาหารหรื อธาตุคาร์บอน (C) ออกซิเจน (O) ไนโตเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) กํามะถัน (S) และไฮโดนเจน (H) มีการหมุนเวียนอย่างเป็ นวัฎจักร ส่งผลให้ระบบนิเวศวิทยา สมดุลธรรมชาติมนุษย์สามารถนําทรัพยากรธรรมชาติหรือชีวิตกับสิ่งแวดล้อม มาใช้ประโยชน์ในการดํารงชีพ เป็ นแหล่งปัจจัยสี่ ปัจจัยห้า ก่อให้เกิดการบูรณะและพัฒนาฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพพืช สัตว์ป่ า จุลินทรีย์ การพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจแบบยังยืน ่ดังนั้น มนุษย์ต้องนํานวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ดังนี้ 1. การถนอม (การรักษา) เช่น การเก็บรักษาพื้นที่ดินในรูปของการปลูกคลุมดิน การกําหนดเขตพื้นที่ ป่ าไม้ การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่ าชายเลนด้วยนวัตกรรมชีวภาพและเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อการฟื้นฟูและอนุรักษ์ พื้ นที่ป่ าไม้ให้คืนสู่สมดุลธรรมชาติแบบยังยืน ่ 2. การบูรณะฟื้นฟู(ปรับปรุง) เช่น การฟื้นฟูบ่อนากุ้งร้างโดยการใส่ปุ๋ ยชีวภาพผสม 0.3-0.5 เปอร์เซ็นต์ จุลินทรีย์ปฎิปักษ์ร่วมกับสารชีวภาพ และซีโอไลต์อินทรีย์ธรรมชาติจากวัสดุเหลือทิ้ ง เพื่อปรับสภาพดินนํ้าให้ เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสัตว์นํ้า หรือกรณีการปลูกพืชป่ าชายเลนร่วมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์บน สารชีวภาพอินทรีย์ ตามหลักนิเวศวิทยา เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืชป่ าชายเลนให้คืนสู่สมดุลธรรมชาติภายใน ระยะเวลา 5-6 ปีซึ่ งปกติต้องใช้ระยะเวลานาน 10-15 ปีทําให้มีสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตสามารถทํางานอย่าง ซับซ้อนแบบบูรณาการ(สนิท 2547 Lacambra2013 Rattanaloeadnusorn 2017 Aksornkoae et al. 1994) 3. การนําทรัพยากรธรรมชาติกลับมาใช้ใหม่ เช่น การนําทรัพยากรนํ้ า ดิน ป่ าไม้ บริเวณป่ าชายเลนมาใช้ ใหม่ได้ ช่วยกําจัดมลสาร สารพิษร่วมกับจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ลดการเกิดปัญหามลพิษนํ้า มลพิษดิน มลพิษอากาศ บริเวณระบบนิเวศป่ าชายเลนให้คืนสู่ภาวะปกติ มนุษย์จึงสามารถใช้ประโยชน์ได้ใหม่ 4. การเพิ่ มประสิทธิภาพในการใช้งาน เช่น การใช้ประโยชน์นํ้ าจากป่ าชายเลนสําหรับการทํานาเกลือ การประมง ในขณะเดียวกัน ได้นําวัสดุเหลือทิ้ งจากการทํานาเกลือ การประมง อื่น ๆ เช่น ขี้แดดนาเกลือ เกล็ดปลา นํ้ าล้างปลา เศษปลา อื่น ๆ มาแปรรูปด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ ทําให้ได้ผลิตภัณฑ์สินค้า ใหม่ เช่น โปรตีน กรดอะมิโน นํ้ าตาล ฮอร์โมน เอนไซม์ สารสกัดชีวภาพ ปุ๋ ยชีวภาพ ปุ๋ ยอินทรีย์ ปุ๋ ยหมัก เป็ นต้น สําหรับมนุษย์นําผลิตภัณฑ์สินค้าต่อยอดเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ คือ การปรับสภาพดินนํ้ าก่อนการทํา นาเกลือ การประมง ทําให้เพิ่ มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม 5. การนําสิ่งอื่นมาใช้ทดแทน เช่น การใช้ไฟเบอร์แทนเหล็กในการประกอบรถยนต์ 6. การสํารวจแหล่งทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น เช่น การค้นหาแหล่งพลังงานจากดวงอาทิตย์แทน พลังงานจากนํ้ ามัน
การอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ 119 7. การประดิษฐ์ของเทียมขึ้นใช้ เช่น การใช้หินประกอบแร่ทดแทนเพชรการใช้ปูนซิเมนต์ทดแทนการ ใช้ไม้ในการก่อสร้าง เป็ นต้น 8. ประหยัด เช่น การใช้ทรัพยากรนํ้า ดิน ป่ าไม้เท่าที่จําเป็ นต้องใช้ในการดํารงชีพของมนุษย์ใน ชีวิตประจําวันและการพัฒนาประเทศชาติ 3.6.2 มนุษย์ควรมีการแบ่งสัดส่วนการใช้ประโยชน์และอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมตามหลักนิเวศวิทยา มนุษย์ควรมีการแบ่งสัดส่วนการใช้ประโยชน์และอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องตามหลัก นิเวศวิทยาและหลักอนุรักษ์วิทยา ในสัดส่วน 60 ต่อ 40 เพื่อทําให้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมสามารถทํางานเป็ นวัฏจักร ไม่ก่อให้เกิดการสะสมมลสาร สารพิษที่จะก่อให้เกิดมลพิษสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษนํ้ า มลพิษดิน มลพิษอากาศ มลพิษอาหารมลพิษ รังสี ลดการเกิดปรากฎการภัยพิบัติธรรมชาติ เช่น โลกร้อน นํ้ าท่วม ดินถล่ม พายุหิมะ สึนามึ และลดโรคระบาด 3.6.3 การประชาสัมพันธ์แนวปฎิบัติที่ดีในการอนุรักรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกับนวัตกรรม การประชาสัมพันธ์แนวปฎิบัติที่ดีในการอนุรักรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกับนวัตกรรมและ เทคโนโลยีที่เหมาะสมหรือเทคโนโลยีสะอาด ผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น สื่ออิเลคทรอนิกส์ แอปพลิเคชั่ น แผ่นพับ ชุดความรู้ หนังสือ Face book ไลน์(Line) เป็ นต้น เพื่อขยายพื้นที่การดําเนินการอนุรักษ์ไปยังกลุ่มเป้ าหมายทุก ภาคส่วนได้ปฎิบัติที่ดีตามหลักนิเวศวิทยาและหลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมนุษย์มีทรัพยากรธรรมชาติ สําหรับการทํางานในระบบนิเวศในสถานสภาพสมดุลธรรมชาติ และการดํารงชีพและการพัฒนาประเทศชาติแบบ ก้าวกระโดดแบบยังยืนตลอดไป ่ ดังกรณีศึกษาการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติพื้นที่ป่ าชายเลน สําหรับการประกอบอาชีพ ได้แก่ การทํานาเกลือ การทํานากุ้ง อื่น ๆ ไม่สอดคล้องกับหลักนิเวศวิทยาแต่มีการใช้ประโยชน์พื้ นที่ป่ าชายเลน มากกว่าการอนุรักษ์พื้นที่ป่ าชายเลนไว้ในอัตราส่วน 60 ต่อ 40จึงส่งผลกระทบทําให้ชนิด ปริมาณและสัดส่วน ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง และมลพิษสิ่งแวดล้อม บริเวณระบบนิเวศป่ าชายเลนเพิ่ มความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น มนุษย์ต้องบูรณาการศาสตร์ความรู้และเทคโนโลยีชีวภาพ การออกแบบและประดิษฐ์นวัตกรรมชีวภาพ และเทคโนโลยีจากทรัพยากรธรรมชาติป่ าชายเลนและนําไปใช้ในการดําเนินการอนุรักษ์และวิเคราะห์ ประสิทธิภาพของนวัตกรรมชีวภาพ อาทิ หัวเชื้อราอัดเม็ด หัวเชื้อจุลินทรีย์นาโนร่วมกับเทคโนโลยีทันสมัย บริเวณพื้นที่ป่ าชายเลน ปรากฏว่าจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ในนวัตกรรมหัวเชื้อจุลินทรีย์นาโน จะช่วยส่งเสริมการ เจริญเติบโต เพิ่ มการควบคุมโรค การรอดตาย การกําจัดโลหะหนัก การปรับสภาพดิน เพิ่ มธาตุอาหารหลักรอง และเสริม อื่น ๆ ทําให้พืชป่ าชายเลนมีการเจริญเติบโตรวดเร็วขึ้น ส่งผลให้ได้พื้ นที่ป่ าชายเลนที่สมดุลธรรมชาติ เพิ่ มมากขึ้นภายในระยะเวลา 5-6 ปี สําหรับสิ่งมีชีวิต บริเวณระบบนิเวศป่ าชายเลนใช้เป็ นแหล่งที่อยู่อาศัยและการ ทํางานของชีวิตและสิ่งแวดล้อมได้อย่างซับซ้อนแบบเป็ นวัฎจักร อันก่อให้เกิดการอนุรักษ์ชีวิตหรือความ หลากหลายทางชีวภาพหรือทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ให้คืนสู่ป่ าชายเลนสมดุลธรรมชาติดั่ งเดิม เพิ่มการ สืบพันธุ์ เพิ่ มการกําจัดมลสาร เพิ่ มการป้ องกันการกัดเซาะชายฝั่ งทะเล แหล่งอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ พืช สัตว์นํ้าและจุลินทรีย์ อื่น ๆ (สุกาญจน์ 2557 Aksornkoaeet a. 1994 Park 2016 rattanaloeadnusorn 2017) ใน ขณะเดียวกัน มนุษย์สามารถนําชีวิตกับสิ่ งแวดล้อมจากพื้ นที่ป่ าชายเลน ได้แก่ สัตว์นํ้ า เกลือทะเลไปใช้ประโยชน์ และพัฒนาประเทศชาติเพื่อสร้างความมันคงในชีวิต่แบบยังยืน ่ ดังภาพที่ 3.3
120 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ ป่ าไม้ ความสัมพันธ์ การหมุนเวียนธาตุ การถ่ายทอดสายใยอาหาร และโซ่อาหาร นํ้า การประมง คมนาคม อุตสาหกรรม ดิน การเกษตร อินทรีย์ ปะการัง เพิ่มสัตว์นํ้า ทรัพยากร ชายฝั่งทะเล แหล่งอาศัยสัตว์ นํ้า ป่ าชายเลน บําบัดนํ้า ดิน อากาศ อื่น ๆ แร่ธาตุและ พลังงาน เพิ่ มความแข็งแรง/ ภูมิคุ้มก ัน สัตว์ป่ า ควบคุมโรค ระบาด นํ้าท่วม แห้งแล้ง ขาดคุณภาพ โลกร้อน แผ่นดินไหว สึนามึ ฯลฯ ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ไม่สามารถทําหน้าที่ ขยายพันธ์ ได้ตาม บทบาทและหน้าที่ สัตว์นํ้าลดน้อย ลงและขาด คุณภาพ นํ้ าเสีย อากาศเสีย ดินเสีย ผลผลิตประมง และเกษตรตํ่า ป่ าไม้ นํ้า ดิน ปะการัง ชายฝั่ง ทะเล ป่ าชายเลน แร่ธาตุและ พลังงาน สัตว์ป่ า หลักการอนุรักษ์ ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม 1.การถนอม/สงวน 2. การฟื้ นฟู 3. การประหยัด 4. การนํากลับมาใช้ ใหม่ 5. การหาสิ่งใหม่ ทดแทน 6.การประดิษฐ์ 7.การปรับปรุง 8. การใช้ซํ้า เทคโนโลยี สะอาดหรือ เทคโนโลยีที่ เหมาะสมหรือ เทคโนโลยีครบ วงจร -การปลูกป่ าด้วยเทคนิค ชีวภาพ -การเพาะต้นกล้าและเกษตร อินทรีย์ -การประมงแบบชีวภาพ -การอุตสาหกรรมที่เป็ นมิตร กับชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ภาพที่ 3.3แนวคิดการอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม อันก่อให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติแบบยังยืน ่
การอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ 121 คําถาม 1. จงจําแนกประเภททรัพยากรธรรมชาติหรือชีวิตกับสิ่งแวดล้อมในระบบชีวมณฑลมีกี่ประเภท และ ทรัพยากรธรรมชาติมีความสําคัญต่อชีวิตกับสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง? 2. อธิบายสาเหตุที่ทําให้ทรัพยากรธรรมชาติมีชนิด ปริมาณและสัดส่วนที่ไม่เหมาะสม กับแหล่งที่อยู่ อาศัย(Habitat) ในศตวรรษที่ 21? 3. จงอธิบายแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรนํ้ า ดิน ป่ าไม้และสัตว์ป่ า ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่สอดคล้องกับหลักอนุรักษ์วิทยา? 4. จงอธิบายแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรแร่ธาตุและพลังงาน ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม แบบยังยืน ่ ? 5. จงอธิบายการอนุรักษ์ชายฝั่ งทะเลและแนวปะการัง ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ช่วงต้นนํ้ า ช่วงกลาง นํ้ าและปลายนํ้ า? 6. จงอธิบายกรอบแนวคิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติหรือชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ให้มีชนิด ปริมาณ และสัดส่วนที่เหมาะสม และสามารถทํางานได้อย่างซับซ้อน และมีความสอดคล้องกับหลัก นิเวศวิทยา?
122 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ เอกสารอ้างอิง Aksornkoae, S. and Khemnark C. , 1994. Nutrient cycling in mangrove forest of Thailand Proc. As. In Symp. MangrovRes&Manag, page13. Aiyuk.S.A. Van Haandel W. Verstrates 2004. Environmental Technology: Remove of Ammonium Nitrogen from pretreated Domestic sewage using a Natural ion Exchange.25:1321-1330. Fabrice G. Renaud, Karen Sudmeier-Rieux, Marisol Estrella 2016.Schlacher TA, Jones AR, Dugan JE et al (2014) Open-coast sandy beaches and coastal dunes. In: Lockwood JL, Maslo B (eds) Coastal conservation. Cambridge University Press, Cambridge, MA Spalding MD, Ruffo S. Nature J Coast Conserv 11:31–52. Lacambra, C., Friess, D., Spencer, T., & Moller I., 2013. Bio shields: mangrove Ecosystems as resilient natural coastal defenses. In F. Renaud, K. Sudmeier-Rieux, &M. Estrella (Eds.), the role of ecosystems, pp. 82-108. Frank, A. B. 2005. Mycorrhizae: the challenge to evolutionary and ecology theory Mycorrhiza, 15(4): 277-281. Liu, Q., P. Loganathan and M.J. Hedley. 2005. Influence of ectomycorrhizal hyphae on phosphate fractions and dissolution of phosphate rock in rhizosphere soils of Pinus radiate. Journal of Plant Nutrition. 28:1525-1540. Park Youngjin, Mohammad Moniruzzaman, Seunghan Lee, Jeongwhui Hong, Seonghun Won, Jong Min Lee, Hyeonho Yun, Kang-Woong Kim, Daegyun Ko, Sungchul C. Bai, 2016. Comparison of the effects of dietary single and multi-probiotics on growth, non-specific immune responses and disease resistance in starry flounder, Platichthys stellatus, Fish & Shellfish Immunology J., 59. page 351-357. Rattanaloeadnusorn S.2017. Inoculants Fungal Trichoderma, Mucor and Bacillus for Community Development Based on sufficiency economy philosophy. International Journal of GEOMATE, Dec., 2017, Vol. 13, Issue 40, pp.16 – 23. Special Issue on Science, Engineering & Environment, ISSN: 2186-2990, Japan. DOI: https://doi.org/10.21660/2017.40.2517 Rattanaloeadnusorn S.2019. Efficiencyof Using Trichoderma, Mucor and Aspergillus Antimicrobial Pellets to Rhizophora mucronata Poir.Planting at Abandoned Shrimp Farm in Khanom District, Nakhon Si Thammarat Province, Thailand, Naresuan University Journal:Science and Technology. l27(4) :10-19. Raychaudhuri, S.P. and D.K. Mitra. 1993. Mollicute Disease of Plants. International Science Publisher, New York. 113 p. Odum Howard T., 1983 . Ecological and General Systems: An Introduction to Systems Ecology, Revised Edition. University Press of Colorado; Revised, Subsequent edition (May 15, 1994) 644 pages. Wang, H.Y, Fan, B.Q, Hu, Q.X and Yin, Z.Y. 2011. Effect of inoculation with Penicillium expansum on the
การอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ 123 microbial community and maturity of compost. Bioresource technology 120: 11189-11193. ทัศนีย์ อัตตะนันท์ ประไพ อิสร บัญญัติเศรษฐิติ สมชาย กรีฑาภิรมย์. 2524.การศึกษาเปรียบเทียบซีโอไลท์กับ วัสดุอื่นๆในระบบชั้นดินกิอิฐที่ใช้บําบัดนํ้ าเสียจากห้องสุขา. วารสารดินและปุ๋ ย ฉบับ19 หน้าที่ 76-84. มณีวรรณ เกตะวันดี 2550 การกําจัดแอมโมเนียไนโตรเจนจากนํ้ าเสียโรงงานอุตสาหกรรมฟอกหนังด้วย แมงกานีสซีโอไลต์ วิทยานิพนธ์ปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กทม. นิตยา เลาหะจินดา.2549. นิเวศวิทยา: พื้นฐานสิ่งแวดล้อมศึกษา สํานักพิมพ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน.292 หน้า. สุกาญจน์ รัตนเลิศนุสรณ์, 2560. หัวเชื้อจุลินทรีย์นาโน nano-microbial Than, คณะวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี12 หน้า. สุกาญจน์ รัตนเลิศนุสรณ์ สายัณต์สมฤทธิ์ ผล และอัชฌาณัท รัตนเลิศนุสรณ์. 2560. การพัฒนาการฟื้นฟูป่ าชายเลน และพัฒนาชุมชนด้วยหัวเชื้อราผสม ตําบลโคกขาม อําเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร137 หน้า. สุกาญจน์ รัตนเลิศนุสรณ์. 2566. การปลูกข้าวปทุมธานี 1อินทรีย์แบบใหม่ร่วมกับสารชีวภาพ ผสมหัว เชื้อจุลินทรีย์นาโน นาแปลงใหญ่ของเครือข่ายชุมชน กรณีศึกษาอําเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี วารสารวิทยาศาสตร์ศรีวิชัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิจัย. 13(3): สุขุม เร้าใจและอิสริยา วุฒิสินธ์ 2552. การกําจัดแอมโมเนียไนโตรเจนจากนํ้ าเสียฟาร์มสุกรและไก่ด้วย แมงกานีสซีโอไลต์ในแบบจําลองคลองวนเวียน Environmental and Natural Research Journal vol7 No1 June 2009 หน้าที่ 51-.65 สุชาดา ยางเอม. 2546.การกําจัดแอมมโมเนียในนํ้าเสียจากตู้เลี้ยงปลาโดยการกรองด้วยหินภูเขาไฟ วิทยานิพนธ์ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กทม. อารักษ์ดํารงสตยั กาญนถา ครองธรรมชาติสมชาย ดารารัตน์2006. การใช้ซิโอต์ร่วมกับทรายไม่คัดขนาดในการ กําจัดแอมโมเนียไนโตรเจนในนํ้ าเสียจากฟาร์มสุกร (Using Zeolite and ungraded sand to remove ammonia nitrogen from swine weastwater) KKU res Journal (4): oct-Dec. หน้าที่311-318.
124 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ บทที่ 4 มลพิษสิ่งแวดล้อม แนวคิดเทคโนโลยีสะอาดและนวัตกรรมที่เหมาะสม เพื่อกําจัดมลสาร สาร ปนเปื้ อนในชีวิตและสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน ความหมายมลพิษสิ่งแวดล้อม ประเภทมลสาร สารปนเปื้ อน สารพิษในมลพิษสิ่งแวดล้อม สาเหตุและผลกระทบที่เกิดกับชีวิตกับสิ่งแวดล้อม แนวทางป้ องกันและกําจัดมลสารด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เทคโนโลยีสะอาดหรือเทคโนโลยีที่เหมาะสมหรือเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อลดมลพิษสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน กรณีศึกษาการบําบัดมลพิษสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี สรุปนวัตกรรมและเทคโนโลยีและกระบวนการกําจัดมลสารในมลพิษ สิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน คําถาม เอกสารอ้างอิง มลพิษสิ่งแวดล้อม 4
มลพิษสิ่ งแวดล้อม 125 บทนํา ในศตวรรษที่ 21 มนุษย์มักประสบปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น มลพิษสิ่งแวดล้อมนํ้า มลพิษ สิ่งแวดล้อมดิน มลพิษสิ่งแวดล้อมอากาศ มลพิษสิ่งแวดล้อมรังสี มลพิษสิ่งแวดล้อมความร้อน มลพิษสิ่งแวดล้อม อาหาร มลพิษสิ่งแวดล้อมขยะ มลพิษสิ่งแวดล้อมเสียง ปรากฏการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติ อาทิเช่น การเกิดพายุโซน ร้อน นํ้ าท่วม โลกร้อน ความแห้งแล้ง และภาวะการเกิดโรคระบาดชนิดใหม่ ๆ ที่มีความรุนแรง อาทิเช่น โรค ไข้หวัดใหญ่ 2009 โรคมาเลเรี ย โรคเอดส์ โรคอัลไซเมอร์ โรคเมอร์ส (Middle East Respiratory Syndrome : MERS)โรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome : SARS)อื่น ๆ ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้เกิดขึ้น เนื่องมาจาก สาเหตุหลัก ๆ ใหญ่ 4 ประการหลัก ๆ คือ 1. มนุษย์เปลี่ยนแปลงชนิด ปริ มาณและสัดส่วนของความหลากหลายทางชีวภาพ (ชีวิต) กับ สิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติซึ่ งเป็ นองค์ประกอบของระบบนิเวศหรือโครงสร้างระบบนิเวศ ที่ไม่ เหมาะสมและสอดคล้องกับแหล่งที่อยู่อาศัยจึงส่งผลทําให้การทํางานของโครงสร้างมีการเปลี่ยนแปลงไปจาก เดิม 2. มนุษย์ขาดการบูรณาการศาสตร์และเทคโนโลยี ในการแบ่งสัดส่วนอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมหรือ ทรัพยากรธรรมชาติต่อสัดส่วนการนําไปใช้ประโยชน์ในอัตราส่วนที่เหมาะสม คือสัดส่วน 40 ต่อ 60 และ มนุ ษย์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมหรื อเทคโนโลยีสะอาด (sustainable technology or clean technology) ที่ไม่มีความสอดคล้องตามหลักการวิชาการ ได้แก่ หลักนิเวศวิทยา หลักการอนุรักษ์วิทยา หลักการ จัดการสิ่งแวดล้อม แผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 13และหลักการวิทยาศาสตร์อื่น ๆ นอกจากนี้ มนุษย์มักจะดําเนินจัดการแก้ปัญหาเพียงช่วงใดช่วงหนึ่งของต้นนํ้ า กลางนํ้ าและปลายนํ้ า ขาดความ เชื่อมโยงในการผลิต การแปรรูปวัสดุเหลือทิ้ ง และการจําหน่ายสินค้า จึงทําให้มักมีวัสดุเหลือทิ้ ง ขยะเหลือทิ้ ง สะสม ในระบบชีวมณฑลจํานวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ระบบนิเวศเกิดมลพิษสิ่งแวดล้อม เกิดโรคระบาด และ ภัยพิบัติธรรมชาติ 3. มนุษย์ขาดการประชาสัมพันธ์ แนวทางปฏิบัติที่ดีการแบ่งสัดส่วนการนําชีวิตกับสิ่งแวดล้อมหรือ ทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ร่วมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมหรือเทคโนโลยีสะอาด เพื่อ การพัฒนาประเทศในด้านและมิติต่าง ๆที่มีผลต่อสังคม ดังกรณีการเกษตรอุตสาหกรรมมากกว่าสัดส่วนการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แต่มนุษย์ขาดการนําวัสดุเหลือใช้ ขยะ มลสาร สารปนเปื้อน อื่น ๆ มาทําการแปรรูป ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ในการผลิตภัณฑ์ชีวภาพหรือผลิตภัณฑ์สินค้าต่อยอด ร่วมกับนวัตกรรมและ เทคโนโลยีที่เหมาะสม ที่ได้มาตรฐานสากลในเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้ระบบนิเวศชีวมณฑลทั้งระบบนิเวศพื้นดิน และระบบนิเวศพื้นนํ้ าหรือระบบชีวมณฑล (biosphere) มักมีมลสาร สารปนเปื้อน วัสดุเหลือใช้ ปริมาณขยะ อื่น ๆ เกินช่วงของความสามารถการทนทานได้ (limiting factor) ของชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กับแหล่งอาศัย จึงส่งผลให้ การทํางานของโครงสร้างระบบนิเวศผิดปกติและไม่เป็ นวัฎจักร ซึ่ งส่งผลให้เกิดมลพิษสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ ธรรมชาติและโรคระบาดชนิดใหม่ๆ 4. ปรากฏการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ในปัจจุบันปรากฏการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ได้แก่ โลกร้อน ดินถล่ม นํ้ าท่วม ความแห้งแล้ง พายุโซนร้อน อื่น ๆ ย่อมก่อให้เกิดโรคระบาดชนิดใหม่ ๆ ที่มีความรุนแรงเพิ่ ม มากขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลกระทบต่อชีวิตและสิ่ งแวดล้อมที่เป็ นโครงสร้างของระบบนิเวศ
126 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ ดังนั้น มนุษย์ในศตวรรษที่ 21 จําเป็ นต้องบูรณาการองค์ความรู้หรือวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับชีวิตกับ สิ่งแวดล้อมทั้งในระดับพื้นฐาน ได้แก่ หลักการแนวคิดนิเวศวิทยา หลักการอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม และ ระดับประยุกต์ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ การออกแบบกรอบแนวคิด/การสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีนวัตกรรม และเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิ ทธิภาพสูงเป็ นผลิตภัณฑ์สินค้าต่อยอด ในเชิงพาณิ ชย์ นอกจากนี้ มนุษย์ควรมีการแบ่งสัดส่วนการอนุรักษ์ต่อการนําไปใช้ประโยชน์ในสัดส่วน 40 ต่อ 60 เพื่อการ พัฒนาอุตสาหกรรม การเกษตร อื่น ๆ ให้กว้างขวางมากยิ่ งขึ้น พร้อมประชาสัมพันธ์การบริหารจัดการและการ ตรวจติดตามประเมินผลกระทบชีวิตกับสิ่งแวดล้อมอีไอเอ(Environmental Impact Assessment : EIA) และการ วิจัยเชิงพื้นที่แบบซีเอสอาร์ หรื อซีเอสวี(Corporate Social Responsibility : CSR & Creating Shared Value : CSV) เพื่อการปรับเปลี่ยน “การดําเนินธุรกิจ” ให้ตรงกับความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะ เป็ นผู้ถือหุ้น คู่ค้า ลูกค้า ชุมชน หรือสิ่งแวดล้อม โดยการปรับตัวเข้าสู่การเป็ นธุรกิจที่ยังยืน ลด ่18สัดส่วนการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติ ลดการปล่อยของเสียจากกระบวนการผลิตภัณฑ์สินค้า พร้อมศึกษาวิจัยเชิงพื้ นที่แบบซีเอสวี เพื่อเน้นการสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่(value chain) สร้างผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการที่ดีต่อสังคม ตอบสนองความ ต้องการของลูกค้า และสร้างกําไรให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง หลังการดําเนินการจัดการด้วยนวัตกรรมและ เทคโนโลยีตามแผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ระหว่างปี 2566-2570 หลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง หลักนิเวศวิทยา หลักการอนุรักษ์วิทยา ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือศาสตร์สมัยใหม่ที่เรียกว่า การศึกษาสเต็ม หรือการศึกษาอัจฉริยะ(STEM Education หรือ Smarts Education) 5 ขั้ นตอนดังนี้ 1. การตั้ งโจทย์และสํารวจปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้ นที่ 2.การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุผลกระทบ หลักการทางวิทยาศาสตร์ เช่น หลักการนิเวศวิทยา หลักการอนุรักษ์วิทยา หลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อื่น ๆ 3. การตั้งสมมุติฐานหรือการออกแบบตามกรอบแนวคิดการอนุรักษ์และการกําจัดมลพิษสิ่งแวดล้อม ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีจากการแปรรูปของชีวิตกับสิ่งแวดล้อมแบบยังยืนครบวงจร ่ 4. การดําเนินการการอนุรักษ์และการกําจัดมลพิษสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีจากการ ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมแบบยังยืนครบวงจร ่ 5. การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการดําเนินการการอนุรักษ์และการกําจัดมลพิษสิ่งแวดล้อม ด้วย นวัตกรรมและเทคโนโลยีจากการชีวิตกับสิ่งแวดล้อมแบบยังยืน ่และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม อีไอเอ (EIA)และการวิเคราะห์ผลกระทบที่ดีต่อสังคมด้วยโปรแกรมคณิตศาสตร์ สําหรับใช้เป็ นต้นแบบโมเดลการ จัดการชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ร่วมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม จากการบูรณาการเทคโนโลยีนวัตกรรม อย่างมีประสิทธิภาพที่ดี ที่มีความสอดคล้องกับแผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 13 เพื่อทําให้ ทรัพยากรธรรมชาติทั้งที่มีชีวิตและสิ่งแวดล้อม สามารถนํากลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่อีกครั้งหนึ่ ง ใน ขณะเดียวกัน กลับเพิ่ มประสิทธิภาพและเพิ่ มมูลค่าของวัสดุเหลือทิ้ งลดปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม ดังภาพที่ 4.1
มลพิษสิ่ งแวดล้อม 127 ภาพที่ 4.1กรอบแนวคิดการแปรรูปมลสาร สารพิษ วัสดุเหลือใช้ด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมที่เหมาะสม เพื่อแก้ปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมแบบยังยืน ่ 4.1 แนวคิดเทคโนโลยีสะอาดและนวัตกรรมที่เหมาะสม เพื่อกําจัดมลสาร สารปนเปื้ อนในชีวิตและ สิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน เมื่อสํารวจสภาพปัญหา สาเหตุและผลกระทบ จากการเกิดมลพิษสิ่งแวดล้อม ที่เกิดขึ้นในยุคศตวรรษ 21 จําเป็ นที่มนุษย์ต้องบูรณาการองค์ความรู้และศาสตร์บนกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อ ออกแบบกรอบแนวคิดการแปรรูป การกําจัดมลสาร สารปนเปื้อน สารพิษ หรือวัสดุเหลือใช้ ขยะ ที่ก่อให้เกิด มลพิษสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ช่วงต้นนํ้ า กลางนํ้ าและปลายนํ้ า ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีบนหลักนิเวศวิทยา หลัก อนุรักษ์วิทยา หลักการบําบัดมลพิษสิ่งแวดล้อม กระบวนการแปรรูปใ/กระบวนการผลิตผลผลิตเกษตร วัสดุเหลือ ทิ้ ง ขยะ เป็ นผลิตภัณฑ์อินทรีย์ในเชิงพาณิชย์ที่ได้มาตรฐานอินทรีย์ทําให้มนุษย์หรือชีวิตและสิ่ งแวดล้อมสามารถ มลสาร สารปนเปื้อน สารพิษ การแปรรูปด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์สินค้าในเชิงพาณิชย์ แนวคิด/การสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีอนุรักษ์ และกาํจัด มลสาร สารปนเปื้อน สารพิษ การแบ่งสัดส่วนการอนุรักษ์ต่อการนําไปใช้ประโยชน์ 40:60 การบริหารจัดการชีวิตกบสิ ั่งแวดล้อมการตรวจติดตามและการ ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม อีไอเอ(EIA) เทคโนโลยีที่เหมาะสม หรือสะอาด (sustainable or clean technology) สิ่งแวดล้อม+ ชีวิต=ระบบนิเวศ การอนุรักษ์และการ ใช้สิ่ งแวดล้อม+ชีวิต การกาจัดมลสาร สารพิษ ํ สารปนเปื้อน การบริหารจัดการและการ ตรวจติดตามประเมินผล กระทบสิ่งแวดล้อม
128 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ มลพิษทางนํ้า มลพิษทางอากาศ มลพิษทางความร้อน มลพิษทางดิน มลพิษทางขยะ มลพิษทางอาหาร มลพิษทางรังสี มลพิษทางเสียง บ่อธรรมชาติหรือบ่อบึง ประดิษฐ์ การปลูกป่ าไม้ สิ่งแวดล้อม เช่น นํ้า อากาศ ดิน อาหาร พื้นที่ป่ าไม้เพิ่มขึ้น ไม่ เกิดมลพิษสิ่งแวดล้อม มนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ ดี (ร่างกายแข็งแรง) และมนุษย์มีอาชีพและ รายได้ดีขึ้น แยกขยะ ทําปุ๋ ยหมักชีวภาพ นํ้าหมักชีวภาพ แยกขยะ ผลิตนํ้ามันทดแทน จากขยะพลาสติก EIA สาเหตุและ ผลกระทบ กระบวนการกําจัดมลสารที่ปนเปื้ อนใน สิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการ แนวทางการใช้เทคโนโลยีผสมผสาน เพื่อกําจัดมลสารจากมลพิษสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการ อินทรียสาร (ขยะเปี ยก) โลหะหนัก CH4 CO2 No2 CO, CFC รังสีอิออน และไม่ ก่อให้เกิด อิออน เครื่องกรองนํ้า เครื่องกรอง อากาศ desulphurization โครงการ 34 โครงการ ภาพที่พึงปรารถนาหลังการจัดการแบบยั่งยืน กายภาพ-เคมี ชีววิทยา เคมี กายภาพ นํากลับมาใช้ได้ใหม่ เพิ่ มมูลค่าเพิ่ มมากขึ้น และลดมลพิษสิ่งแวดล้อม ดังกรณี แนวคิดการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ มล สาร สารพิษ ได้แก่ เศษซากใบไม้ที่ร่วงหล่น ขี้แดดนาเกลือ ขี้เถ้าจากเศษทางปาล์ม เศษซากสัตว์นํ้าอื่นๆจาก โรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์นํ้า กากถัวเหลืองอื่น ่ๆ ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีร่วมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์ ปฏิปักษ์หรือจุลินทรีย์โพรไบโอติก เพื่อผลิตเป็ นผลิตภัณฑ์สารสกัดชีวภาพที่มีขนาดโมเลกุลเล็ก ๆ และอยู่ในรูป สารประกอบที่เหมาะสม อาทิ กรดอะมิโน โปรตีน กรดฮิวมิก กรดฟูลวิก ฮอร์โมนกลุ่มออกซิน IAA (Indole-3- acetic acid: IAA) นํ้ าส้มควันไม้ นํ้ าตาลโมเลกุลคู่และเดี่ยว สารอาหารหลัก สารอาหารรองและสารอาหารเสริม ยูเรีย อื่น ๆ ที่อยู่ในรูปสารละลาย ผงและอัดเม็ดที่เข้มข้น สําหรับจําหน่ายในเชิงพาณิชย์ให้แก่กลุ่มเป้ าหมาย ได้แก่ เกษตรกร สถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรม สะดวกในการนําสารอาหารเสริมพืชสัตว์สาร สกัดชีวภาพอินทรีย์ที่อยู่ในรูปสารประกอบที่เหมาะสม ช่วยกระตุ้นการยืดตัวของเซลล์และ44การแบ่งเซลล์44การ กระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช เพิ่ มอัตราการสังเคราะห์แสง เพิ่ มภูมิคุ้มกัน เร่งการออกตาดอกและติดผลดก ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ประกอบด้วยเกลือแร่และวิตามินเพิ่ มมากกว่าปกติ ลดการปนเปื้อนของสารพิษ โลหะหนัก ปนเปื้อน ผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ ๆ ที่ปราศจากมลสาร สารพิษ สารปนเปื้อน ก่อให้เกิดการอนุรักษ์ป่ าไม้และพืชสี เขียว ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่ มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่ มคุณค่าทางโภชนาการแก่ผู้บริโภค อื่น ๆ ทําให้มนุษย์ บริโภค(Liu และ Hedley 2005 Arrak 2006 Park et al. 2016 Rattanaloeadnusorn 2017) ภาพที่ 4.2 การบูรณาการเทคโนโลยีนวัตกรรมที่เหมาะสม เพื่อการกําจัดและแปรรูปวัสดุเหลือทิ้ ง ในการลด มลพิษสิ่งแวดล้อม เพิ่ มการนํากลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ เพิ่ มมูลค่าในเชิงธุรกิจอย่างยังยืน ่ ดังนั้น จําเป็ นที่มนุษย์ในยุคศตวรรษที่ 21จําเป็ นต้องออกแบบนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ได้แก่ กระบวนการทางกายภาพ กระบวนการทางชีวภาพ กระบวนการทางเคมี และกระบวนการทางฟิ สิกส์ เพื่อกําจัด และแปรรูปมลสาร สารพิษ วัสดุเหลือทิ้ ง อื่น ๆภายใต้กรอบแนวคิดหลักนิเวศวิทยา แบบขยะเหลือศูนย์(zero
มลพิษสิ่ งแวดล้อม 129 waste) เพื่อเร่งการลดความรุนแรงของมลพิษสิ่งแวดล้อม เพิ่ มการนําทรัพยากรธรรมชาติกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ใหม่ เพิ่ มมูลค่าในเชิงธุรกิจอย่างยังยืน ดังภาพที่ ่4.2 4.2 ความหมาย 4.2.1 ความหมายของมลพิษแวดล้อม มลพิษสิ่งแวดล้อม (environmental pollution) หมายถึง สภาพแวดล้อมที่มีสารพิษปนเปื้อน จน ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งมีชีวิต เช่น พืช และสัตว์และจุลินทรีย์ มลพิษสิ่งแวดล้อม (environmental pollution) หมายถึง ระบบนิเวศมีมลสาร สารพิษ สารปนเปื้อน ในทรัพยากรธรรมชาติเกินค่ามาตรฐานที่กําหนด ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติเกิดการเปลี่ยนแปลง มนุษย์ไม่ สามารถนําทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ เพื่อใช้เป็ นปัจจัยสี่ในการดํารงชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ มลพิษสิ่ งแวดล้ อม (environmental pollution) หมายถึง ภาวะแวดล้อมที่มีความไม่สมดุลของ ทรัพยากรธรรมชาติ บางชนิดมีน้อยและถูกใช้มากเกินไป บางชนิดมีเหลืออยู่มากจึงทําให้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือชีวิตกับสิ่งแวดล้อมไม่ได้สัดส่วนกับแหล่งอาศัยจึงทําให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่าย มลพิษสิ่งแวดล้อมทางสังคม (social pollution) หมายถึง การเกิดความผิดปกติในบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ในสังคม เช่น เกิดความวิปริ ตทางประสาท โจรผู้ร้าย บุคคลไร้งานทํา คอรัปชั่ น การเอาเปรี ยบทะเลาะ วิวาท สงคราม การเดินขบวนประท้วง การนัดหยุดงาน ยาเสพติด อาชญากรรม เป็ นต้น สาเหตุมลพิษทางสังคม อาจเกิดจากสาเหตุเพียงอย่างเดียวหรือหลายสาเหตุ จนเป็ นเหตุให้สังคมเสื่อมลง จนไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่าง มีความสุข มลพิษสิ่งแวดล้อมทางสังคม (social pollution) หมายถึง ตัวควบคุมทางสังคม (social regulators) ขาด ประสิทธิภาพ ทําให้สภาพสังคมมีปัญหาก่อให้เกิดความสับสนไม่เป็ นที่น่าอยู่อาศัยของกลุ่มคนในสังคมได้อย่าง ปกติเครื่องมือที่ใช้เป็ นตัวควบคุมทางสังคมได้แก่กฎหมายระเบียบข้อบังคับ ประเพณีวัฒนธรรม ศาสนาความ เชื่อเป็ นต้น ซึ่งเครื่องมือนี้อาจเสื่อมหรือไม่ศักดิ์สิทธิ์ ในแง่ทฤษฎีจึงทําให้ผู้ปฏิบัติในสังคมพยายามที่จะทําตัวเอง ให้หลุดพ้นจากตัวควบคุมทางสังคม ดังนั้นจึงทําให้เกิดปัญหาและสับสนของการเกิดมลพิษสิ่งแวดล้อมทาง สังคม 4.3 สาเหตุและและผลกระทบจากมลพิษสิ่งแวดล้อม 4.3.1 สาเหตุที่ทําให้เกิดมลพิษสิ่งแวดล้อม สาเหตุการเกิดมลพิษสิ่งแวดล้อมเป็ นผลสืบเนื่องมาจากความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ในการคิด ประดิษฐ์นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาอย่างไม่ต่อเนื่องครบวงจร แต่ มนุษย์ไม่ได้บูรณาการศาสตร์ และเทคโนโลยี ในการป้ องกันแก้ไขและแปรรูปวัสดุเหลือทิง้จากกระบวนการผลิต ให้กลายเป็ นผลิตภัณฑ์สินค้า ต่อยอดที่ได้มาตรฐานอินทรีย์สําหรับการนํากลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ จึงทําให้ปริมาณวัสดุเหลือทิ้ งสะสมมี ปริมาณมากขึ้น จนเกินความสามารถของที่แหล่งที่อยู่อาศัย (สิ่งแวดล้อม) จะทนทานได้ จึงส่งผลให้โครงสร้าง และการทํางานระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง จึงก่อให้เกิดมลพิษสิ่งแวดล้อม ที่จะทําให้มนุษย์ต้องได้รับผลกระทบ
130 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ อาทิเช่น ผลกระทบด้านสังคมเกิดปัญหาสุขภาพร่างกายและจิตใจ และด้านเศรษฐกิจต้องสูญเสียเงินทองในการ นําวัสดุเหลือทิ้ งอันเนื่องมาจากสาเหตุสําคัญๆ ดังนี้ 1. กิจกรรมของมนุษย์ เมื่อมนุษย์ที่เพิ่ มจํานวนมากขึ้น ย่อมนําทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ประโยชน์เพื่อ การพัฒนาประเทศชาติ ได้แก่ การเกษตร การคมนาคม การอุตสาหกรรม อื่น ๆ แต่มนุษย์ขาดการวางแผนในการ กําจัดและแปรรูปมลสาร สารปนเปื้อน สารพิษ อื่น ๆ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหรือชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ด้วยเทคโนโลยีที่สะอาดที่มีประสิทธิภาพแบบครบวงจร ตั้ งแต่ช่วงต้นนํ้ า กลางนํ้ าและปลายนํ้ าจึงส่งผลให้เกิด ปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติคือ ปัญหาทางสังคม ได้แก่มนุษย์มีคุณภาพชีวิตตํ่า มนุษย์มีปัญหาการเกิดเป็ นโรคเพิ่ มขึ้น การเกิดภาวะว่างงาน ดังนี้ดังรูปที่4.3 มนุษย์เพิ่ ม -------> ความต้องการผลผลิตเพิ่ ม --------> ปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม (ทรัพยากรธรรมชาติ) นวัตกรรมและเทคโนโลยีแก้ไขผลกระทบต่อสิ่ งแวดล้อม ภาพที่4.3 สาเหตุก่อให้เกิดปัญหาต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติ 1.1 มนุษย์มีการขยายตัวของเมืองการขยายตัวของเมืองหรือการตั้ งถิ่ นฐานของประชากรมนุษย์ เพื่อ การเกษตร อุตสาหกรรม การบริ การวิชาการแก่ชุมชน การสร้างสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น (man-made environment) การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมือง แต่ขาดการวางแผนและผังเมืองไว้ล่วงหน้าจึงทําให้เกิดปัญหา เมือง เช่น ปัญหาการใช้ที่ดินอย่างไม่มีแบบแผน ปัญหาจราจร ปัญหาการขาดแคลนทางด้านสาธารณูปโภคและ ปัญหาบริการสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ อันแสดงถึงสภาพเสื่อมโทรมทางสังคม คุณภาพชีวิตแย่ลง 1.2 มนุษย์มีการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมสมัยใหม่ที่ไม่บูรณาการ ตั้งแต่ช่วงต้นนํ้ า กลางนํ้า และ ปลายนํ้ า ในการเพิ่ มผลผลิตทางการเกษตร ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การใช้ปุ๋ ยเคมีและยาฆ่าแมลงเป็ นระยะ เวลานาน ๆ ย่อมก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมต่อคุณภาพทรัพยากรธรรมชาติดิน นํ้า อากาศ และเกิดมลพิษ สิ่งแวดล้อมในเวลาต่อมา เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติอาจมีสารพิษ เช่น ปรอท ตะกัว่แคดเมียม ตกค้างใน อาหารและสะสมในสิ่งมีชีวิตในโซ่อาหารและสายใยอาหารทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น ก่อนที่จะนํา นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการประกอบอาชีพ อุตสาหกรรม อื่น ๆ มนุษย์ต้องมีการศึกษาวิจัยและบูรณา การศาสตร์และเทคโนโลยีนวัตกรรม อย่างรอบคอบและกําหนดโครงการที่เหมาะสม ตั้ งแต่โครงการต้นนํ้ า กลาง นํ้ าและปลายนํ้า เพื่อกําจัดและแปรรูปมลสาร วัสดุเหลือทิ้ ง ขยะอินทรีย์ อื่น ๆ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่แบบ บูรณาการอันก่อให้เกิดประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระยะเวลายาวนานแบบต่อเนื่อง 1.3 มนุษย์มีค่านิยมที่ไม่เหมาะสม สังคมใดมีค่านิยมที่ถูกต้องก็จะนําพาให้เกิดการพัฒนาทางด้าน หรือมิติทางสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมแบบยังยืน ่ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ามนุษย์มีค่านิยมที่ไม่
มลพิษสิ่ งแวดล้อม 131 เหมาะสมก็ย่อมทําให้ระบบนิเวศเกิดปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม ค่านิยมที่ไม่เหมาะสมที่มักก่อให้เกิดปัญหา สิ่งแวดล้อม ได้แก่ 1. ความฟุ่ มเฟื อย หรูหรา 2. ความมักง่าย 3. ความประมาท 4. ความเป็ นเอกเทศ 5. ความเป็ นผู้ชอบมีอํานาจเหนือธรรมชาติ 6. ชื่นชอบในสิ่ งประดิษฐ์ที่ทําลายทรัพยากรธรรมชาติ 7. ชอบความเป็ นหนึ่งเดียว 8. เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น 2. ปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติเมื่อระบบนิเวศเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ ได้แก่โลกร้อน นํ้าท่วม พายุโซน ร้อน ดินถล่ม อื่น ๆ ย่อมก่อให้เกิดปัญหาของโรคระบาดที่เกิดขึ้นกับพืชสัตว์และจุลินทรีย์หลังจากการเกิด ปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติเสมออาทิ โรคปากเท้าเปื่ อย โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ดินหลังการเกิดนํ้ าท่วมมี แอมโมเนียอิสระสะสมในดินสูง ทําให้พืชขาดสารอาหารกรดอะมิโนคีเลต สําหรับเร่งการเจริญเติบโต เป็ นต้น 4.3.2 ผลกระทบที่เกิดจากมลพิษสิ่งแวดล้อม 1. ปัญหาด้านการสาธารณะสุข หากทรัพยากรเกิดมลพิษสิ่งแวดล้อมขึ้น ย่อมเป็ นแหล่งแพร่กระจาย ของเชื้อโรคต่าง ๆ อันก่อให้เกิดโรคระบาด เช่น อหิวาต์ไทฟอยด์บิด ไข้หวัดใหญ่ ไซนัส ภูมิแพ้ และ มะเร็งใน โพรงจมูกเป็ นต้น มนุษย์รับสารโลหะหนัก เช่น ปรอท ตะกัว ่ อื่น ๆ สะสมเกินความทนทานที่ร่างกายมนุษย์หรือ สิ่งมีชีวิตจะทนได้จึงทําให้มนุษย์มีโอกาสเกิดเป็ นโรคมินามาตะ โรคอิไตอิไต โรคมะเร็ง เป็ นต้น 2. ปัญหาด้านเศรษฐกิจ เมื่อเกิดภาวะมลพิษสิ่งแวดล้อมกับทรัพยากรธรรมชาติ ย่อมทําให้ต้องเสีย ค่าใช้จ่ายสูงในกระบวนการแปรรูปมลสาร วัสดุเหลือทิ้ ง หลังการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ ก่อนจะนําไป อุปโภคและบริโภค ก่อเกิดการแก่งแย่งเพิ่ มมากขึ้น ก่อให้เกิดความเครียดต่อมนุษย์ซึ่งผลที่ตามมาทําให้มนุษย์มี การติดยาเสพติด อาชญากรรม ก่อให้เกิดปัญหาเยาวชน ปัญหาครอบครัวและมีการฆ่าตัวตายในอัตราสูงมากขึ้น สุดท้ายสังคมต้องขาดคนทํางาน เพื่อหารายได้สู่ครอบครัวและประเทศ ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจในวง กว้างขึ้น 3. ด้านทัศนียภาพ การเกิดมลพิษสิ่งแวดล้อมมักจะทําลายความสวยของทรัพยากรธรรมชาติหลังการ เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ ได้แก่ ภาวะฝนกรด (acid rain) เช่น กรดคาร์บอนิก(CO2) กรดซัลฟูริก (SO2) กรด ไนตริก(NO2) ภาวะเรือนกระจก ปรากฏการณ์ยูโทรฟิ เคชัน ่ (eutrophication) และมลพิษสิ่งแวดล้อม เป็ นต้น จึง ทําให้พื้นที่สําหรับการพักผ่อนหย่อนใจลดน้อยลง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต อารมณ์และร่างกายมีสรีระที่ ผิดปกติไปจากเดิม และเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่ายขึ้น จากผลกระทบที่มีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมข้างต้น ดังนั้น มนุษย์จึงควรหาแนวทางควบคุมมลพิษ สิ่งแวดล้อม ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบครบวงจร เพื่อป้ องกันไม่ให้เกิดการกระทบต่อระบบชีวมณฑล และเสียภาวะสมดุลธรรมชาติมนุษย์หรือชีวิตและสิ่งแวดล้อมสามารถดํารงชีวิตและทํางานได้อย่างซับซ้อน เหมือนเดิมตลอดไป
132 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ 4.3.3 ดัชนีบ่งบอกมลพิษสิ่งแวดล้อม ลักษณะทางกายภาพ • ความเป็ นกรดด่าง (pH) • สี กลิ่ น รส • ความขุ่น ลักษณะทางเคมี • ปริมาณโลหะหนัก • ปริมาณอินทรีย์สารที่ปนเปื้อน (biological oxygen demand: BOD) • ปริมาณสารกัมมันตรังสี ลักษณะทางชีววิทยา ⋅ จํานวนชนิดจุลินทรีย์ก่อโรค 4.4 ประเภทมลสาร สารปนเปื้ อน สารพิษในมลพิษสิ่งแวดล้อม มลสาร สารปนเปื้อน สารพิษที่ก่อให้เกิดมลพิษสิ่งแวดล้อม สามารถจําแนกเป็ นกลุ่ม ๆ ดังนี้ 1. กล่มอินทรีุยสาร (organic substance) จัดเป็ นอินทรียสาร เช่น ขยะเปี ยกและขยะแห้ง ได้แก่ เศษ อาหารวัสดุเหลือทิ้ ง เศษใบไม้ที่ร่วงหล่น (litter fall) ซึ่ งอินทรียสารเหล่านี้จะถูกย่อยสลายด้วยกลุ่มจุลินทรีย์ ปฏิปักษ์ ในการแปรรูปอินทรียสารให้กลายเป็ นอนินทรียสารและธาตุอาหาร ในรูปสารประกอบที่เหมาะสม สําหรับสิ่งมีชีวิตพืชสัตว์และจุลินทรีย์ สามารถดุดซับนําธาตุอาหารไปใช้ในการช่วยเร่งการเจริญเติบโต การเพิ่ ม ภูมิคุ้มกัน เพิ่มผลผลิต ปรับสภาพสิ่งแวดล้อม อื่น ๆ นั้นคือ โครงสร้างระบบนิเวศมีชนิดปริมาณสัดส่วนที่ เหมาะสมต่อการทํางานตามหลักนิเวศวิทยาแบบเป็ นวัฏจักร 2. กล่มอนินทรีุยสาร (inorganic substance)จัดเป็ นออินทรียสาร เช่น โลหะหนักที่เป็ นส่วนผสมใน การผลิตยากําจัดศัตรูพืชและแมลง ได้แก่ แคดเมียม (ก่อให้เกิดโรคอิไต) ปรอท ตะกัว ่ (ก่อให้เกิดโรคมินามาตะ) สารหนู (ก่อให้เกิดโรคไข้ดํา) ซึ่งสารอนินทรียสารเหล่านี้กลุ่มจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ที่สามารถย่อยสลายฟอสเฟต โพแทสเซียมภายใต้ภาวัที่มีออกซิเจน และกลุ่มจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงภายใต้ภาวะที่ไม่ใช้ออกซิเจน จะแปรรูป สารอนินทรียสารเหล่านี้ให้กลายเป็ นสารประกอยที่ไม่มีพิษ สําหรับสิ่งมีชีวิตนําไปใช้ประโยชน์ในการเร่งการ เจริญเติบโตต่อไป ซึ่งหน่วยวัดความเข้มข้นโลหะหนัก วัดเป็ นหน่วยไมโครกรัมต่อลิตร 3. กล่มสารกัมมันตรังสี ุ (radioactive) เป็ นผลิตผลที่เกิดมาจากเตาปฏิกรณ์ปรมาณูเช่น รังสีก่อให้เกิด อิออน ได้แก่แกรมม่า เบต้า แอลฟา รังสีไม่ก่อให้เกิดอิออน ได้แก่ อุลตร้าไวโอเลต (Ultra violet: UV) รังสี คอสมิค คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ ซึ่ งสารกัมมันตรังสีเหล่านี้จะทําลายหรื อเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรม (genetic material) ของชีวิตและสิ่งแวดล้อมได้ อันจะส่งผลต่อโครงสร้างและการทํางานของระบบนิเวศ เปลี่ยนแปลงไปจากสถานภาพสมดุลธรรมชาติในอนาคตได้
มลพิษสิ่ งแวดล้อม 133 4. กล่มสิ่งมีชีวิตที่ก่อให้เกิดโรคุเช่น เชื้อรา แบคทีเรีย โปรโตซัว และสาหร่ายพิษ ที่มีการแพร่กระจาย เป็ นจํานวนมากอย่างรวดเร็วย่อมส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและการทํางานของระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงและ เป็ นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ยูโทรฟิ เคชัน ่ (eutrophication) ในภาวะมลพิษสิ่งแวดล้อม 5. ธาตุอาหารพืช (plant material) ได้แก่ ปุ๋ ยวิทยาศาสตร์ ผงซักฟอก รวมทั้งเศษซากพืชและเศษ ซากสัตว์ ซึ่งถ้าระบบนิเวศมีธาตุอาหารเหล่านี้มักมีธาตุฟอสเฟตจํานวนมาก ปนเปื้อนในแหล่งที่อยู่อาศัยจึงทํา ให้สิ่งมีชีวิตบางชนิด สามารถเจริญติบโตและเกิดการสะพรั่ งได้ เรียกปรากฏการณ์นี้ว่ายูโทรฟิ เคชัน่ 6. ความร้อน (heat) เกิดจากระบบระบายความร้อนจากโรงงานอุตสาหกรรม จึงทําให้แหล่งนํ้ามีการ เปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพ ชีวภาพและเคมี ลดความสามารถในการละลายก๊าซ ความหนาแน่น และการ เปลี่ยนแปลงสภาพทางสรีระของสิ่งมีชีวิตในแหล่งนํ้ าได้เป็ นต้น 7. ตะกอน (particulate)ได้แก่ ตะกอนที่มาจากการกระทําของมนุษย์หรือเกิดตามธรรมชาติย่อมมีผล ต่อความขุ่นใสของนํ้า และกระบวนการสังเคราะห์ กระบวนการหายใจและการย่อยสลาย การรอดตายของ สิ่งมีชีวิตได้ 4.5 แนวทางป้ องกันและกําจัดมลสารด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี 4.5.1. การพัฒนาแหล่งอาศัยชีวิตกับสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร การกําจัดและแปรรูปรูปมลสารที่ก่อให้เกิดมลพิษสิ่ งแวดล้อม ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบยังยืน ่ และครบวงจร เช่น มลพิษนํ้า มลพิษอากาศ มลพิษดิน มลพิษขยะ มลพิษอาหาร มลพิษความร้อน มลพิษรังสี เสียงอื่น ๆ ตั้ งแต่ต้นนํ้ ากลางนํ้ าและปลายนํ้ า เพื่อลดมลสารและผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ได้ โครงสร้างของระบบนิเวศและการทํางานยังเหมือนเดิมตามหลักนิเวศวิทยา ในขณะเดียวกัน ยังก่อก่อให้เกิด การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และเกิดการพัฒนามิติด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาประเทศชาติในมิติสังคม มิติ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมแบบยังยืน ่ดังนั้น จึงจําเป็ นที่นักวิชาการ ต้องดําเนินการกําจัดและแปรรูปมลสารและ วัสดุเหลือทิ้ ง ด้วยการบูรณาการของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ตั้ งแต่กิจกรรมต้นนํ้ า กิจกรรมกลางนํ้ า และกิจกรรมปลายนํ้ า เพื่อแก้ปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม 3 ประการหลัก ๆ คือ ภาพที่ 4.4 1.กิจกรรมต้นนํ้า : การอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัยของชีวิตกับสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติโดย การนํานวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อการปรับปรุง แหล่งที่อยู่อาศัยของทรัพยากรธรรมชาติอย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์โดยการปลูกป่ าไม้ร่วมกับนวัตกรรมหัวเชื้อจุลินทรีย์นาโนบนสารอินทรีย์ธรรมชาติ เพื่อทําให้ชีวิต กับสิ่งแวดล้อมนั้น มีชนิด ปริมาณและสัดส่วนของโครงสร้างระบบนิเวศและทํางานตามบทบาทและหน้าที่และ สามารถนํากลับมาใช้ใหม่ได้เหมือนเดิม ภายในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น นั้นคือเพิ่ มการอนุรักษ์พื้นที่ป่ าไม้หรือ แหล่งที่อยู่อาศัย ที่ช่วยในการกําจัดและแปรรูปมลสาร สารปนเปื้อนที่ปนเปื้อนในชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ด้วย เทคโนโลยีชีวภาพจุลินทรี ย์ปฏิปั กษ์ ร่ วมกับสารสกัดชีวภาพอินทรี ย์ทําให้ได้ผลผลิตเกษตรอินทรี ย์ ทรัพยากรธรรมชาติสามารถนํากลับมาใช้ได้ใหม่ เพิ่ มมูลค่าและเพิ่ มประสิทธิภาพของทรัพยากรธรรมชาติได้ 2.กิจกรรมกลางนํ้า:การบูรณาการเทคโนโลยีกระบวนการทางชีววิทยาร่วมกับเทคโนโลยีต่างๆ กระบวนการทางกายภาพ กระบวนการทางเคมีและกระบวนการทางฟิ สิกส์แบบผสมผสาน เพื่อกําจัดมลสาร
134 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ วัสดุเหลือทิ้ งขยะแบบขยะเหลือศูนย์ (zero waste) โดยอาศัยการทํางานของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ 2 ประเภท คือ จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ที่ใช้ออกซิเจน และจุลินทรีย์ที่ไม่ใช้ออกซิเจน ร่วมกับเทคโนโลยีของ 2.1 จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ที่ใช้ออกซิเจน (aerobic antagonistic microorganism)จัดเป็ นจุลินทรีย์ที่ต้องใช้ ก๊าซออกซิเจน ในการเร่งกระบวนการย่อยสลายอินทรียสารและอนินทรียสารร่วมกับการใช้เทคโนโลยีแบบบ่อ บึงประดิษฐ์หรือบ่อธรรมชาติเทคโนโลยีแบบโปรยกรอง เทคโนโลยีแบบตะกอนเร่ง (Activated Sludge: AS) เป็ นต้น 2.2 จุลินทรีย์ที่ไม่ใช้ออกซิเจน (anaerobic antagonistic microorganism)จัดเป็ นจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องใช้ ก๊าซออกซิเจนในการเร่งกระบวนการย่อยสลายอินทรียสารและอนินทรียสารร่วมกับการใช้เทคโนโลยีถังเกราะ เป็ นต้น เพื่อนํามลสาร สารปนเปื้อน (pollutants) ที่ปนเปื้อนในชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ไปแปรรูปเป็ นชีวภัณฑ์ต่อ ยอด ร่วมกับจุลินทรีย์ปฏิปักษ์แบบไม่ใช้ออกซิเจน เช่น ปุ๋ยชีวภาพ สารสกัดชีวภาพ ก๊าซชีวภาพ กระแสไฟฟ้ า ยา รักษาโรค อื่น ๆ สําหรับนําผลิตภัณฑ์สินค้าต่อยอดกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง และแก้ปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมนํ้ า ดิน อากาศ ดิน อาหาร รังสี เสียง อื่น ๆ แบบบูรณาการ เพิ่ มผลผลิตภัณฑ์อินทรีย์ที่สามารถนํากลับมาใช้ได้ใหม่ เพิ่ ม มูลค่าและเพิ่มประสิทธิภาพของทรัพยากรธรรมชาติในทุกมิติคือ มิติสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจและ วัฒนธรรม 3. กิจกรรมปลายนํ้า: ประชาสัมพันธ์ การกําจัดและแปรรูปมลสารที่ปนเปื้อน ในชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบบูรณาการ เพื่อทําให้มนุษย์สามารถนําทรัพยากรธรรมชาติกลับมาใช้ใหม่อีก ครั้งหนึ่ง 3.1 ประชาสัมพันธ์การกําจัดและแปรรูปมลสาร ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ตั้ งแต่ต้นนํ้ า กลางนํ้ า และปลายนํ้ าแบบครบวงจรเพื่อทําให้มนุษย์ตระหนักและเห็นถึงความสําคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการกําจัดและแปรรูปวัสดุเหลือทิ้ ง ด้วยการบูรณาการนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ทําให้มีการ พัฒนาในทุกมิติคือมิติสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมแบบยังยืน ดังกรณีโครงการเพาะและ ่ปลูกป่ า ชายเลน ร่วมกับนวัตกรรมเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์เพื่อปรับสภาพดิน เพิ่ มสารอาหาร ลดการปนเปื้อนของโลหะ หนัก ทําให้ได้ป่ าชายเลนที่สมดุลธรรมชาติภายใน 5-6 ปีจากปกติต้องใช้ระยะเวลาในการปลูกป่ าชยเลน 10-15 ปี (สนิท 2542 Lacambra et al. 2013) พร้อมประชาสัมพันธ์ผลการตรวจติดตามระบบนิเวศ ด้วยโปรแกรม คณิตศาสตร์ ในด้านต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อม ศึกษาการร่วงหล่นของเศษซากพืชและสัตว์ (litter fall) การย่อยสลาย เศษซากพืช ด้วยจุลินทรีย์ในดินและนํ้ า ช่วยเร่งให้กลายเป็ นธาตุอาหารฮิวมัส สําหรับเร่งการเจริญเติบโตของพืช ป่ าชายเลนต่อปี การลดมลสาร สารปนเปื้อน นอกจากนี้ด้านเศรษฐกิจ เมื่อมนุษย์นําวัสดุเหลือทิ้ งจากป่ าชายเลน มาทําการแปรรูป ร่วมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้กลายเป็ นผลิตภัณฑ์สินค้าต่อยอดใหม่ร่วมกับหัว เชื้อจุลินทรีย์ บนสารอินทรีย์หรือส่วนผสมปุ๋ ยชีวภาพ เช่น สารชีวภาพเคลือบผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์ สารอาหาร เสริม สารสกัดจุลินทรีย์ อื่น ๆ สําหรับนําไปใช้ในพัฒนาพื้นที่ป่ าไม้ที่เสื่อมโทรมคืนสู่ภาวะสมดุลธรรมชาติ รวดเร็วขึ้น เพิ่ มแหล่งที่อยู่อาศัยให้กับชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เพิ่ มการนํากลับมาใช้ใหม่ (recycle) เพิ่ มมูลค่าใน ทางด้านการตลาดเพิ่ มจากเดิม อันแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาด้านหรือมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมดีแบบ ยังยืน ในขณะเดียวกัน ่ โครงสร้างและการทํางานของระบบนิเวศป่ าชายเลน ยังคงมีความซับซ้อนภายใต้ สถานภาพสมดุลธรรมชาติตลอดไป
มลพิษสิ่ งแวดล้อม 135 ภาพที่4.4 การกําจัดและแปรรูปมลสาร วัสดุเหลือทิ้ งร่วมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อลดมลสาร เพิ่ มการอนุรักษ์ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม และการใช้ประโยชน์แบบครบวงจร 3.2 มนุษย์ต้องประชาสัมพันธ์และสอดแทรกตัวควบคุมทางสังคม (social regulators) เช่น คํานิยาม ทัศนคติขนบธรรมเนียม เป็ นต้น และชี้แจงประชาสัมพันธ์ให้เห็นถึงความสําคัญ ที่มนุษย์ต้องแบ่งสัดส่วนการ อนุรักษ์และสัดส่วนการใช้ประโยชน์และการกําจัดมลสาร ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมหรื อ เทคโนโลยีสะอาดแบบครบวงจร ตั้ งแต่ต้นนํ้ ากลางนํ้ าและปลายนํ้ าแต่โครงสร้างและการทํางานยังคงเหมือนเดิม หลังจากการใช้ประโยชน์หรือพัฒนาประเทศชาติ นั้นแสดงว่า มนุษย์มีการกําจัดและแปรรูปมลสาร วัสดุเหลือทิ้ ง บนหลักนิเวศวิทยาแบบครบวงจร ดังนี้ 1) การนําทรัพยากรธรรมชาติมาใช้เป็ นปัจจัยสี่ ควรมีแผนการเพื่อสนองความต้องการพื้ นฐาน ของมนุษย์เท่านั้น 2) การนําทรัพยากรมาใช้ต้องยึดหลักด้านอนุรักษ์วิทยาคือ ต้องเป็ นการนําเอาทรัพยากร ธรรมชาติในส่วนที่เพิ่ มพูนเท่านั้น 3) กระบวนการเทคโนโลยีในการนําทรัพยากรธรรมชาติมาใช้หรือทรัพยากรที่มนุษย์สร้างขึ้น ควรมีแบบแผนทางวิชาการที่รัดกุม และไม่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติอื่นหรือสิ่งแวดล้อมด้วย 4) การใช้ทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ อาจมีปัญหาขาดสมดุล ทรุดโทรมไม่ได้มาตรฐาน ขาด ระเบียบ ดังนั้น ควรมีการปรับปรุงด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมที่เหมาะสม เพื่อทําให้ทรัพยากรธรรมชาติอยู่ใน สภาพก่อนใช้หรือสภาพดีเสมอ โดยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อมอย่างถูกวิธีและรัดกุม ย่อมก่อให้ ลดการเกิดมลพิษสิ่งแวดล้อม และมนุษย์สามารถควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดมลพิษสิ่งแวดล้อมแบบทวีคูณ ส่งผลให้
136 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ ระบบนิเวศมีสมรรถนะการยอมให้มีได้(carrying capacity)ของศักย์ภาพทางชีวภาพ (biotic potential) และ ความยืดหยุ่นทางชีวภาพ (biotic magnification) ที่มีความเหมาะสมกับแหล่งที่อยู่อาศัย 4.6 เทคโนโลยีที่เหมาะสมหรือเทคโนโลยีสะอาด 4.6.1 ความหมายเทคโนโลยีที่เหมาะสมหรือเทคโนโลยีสะอาด เทคโนโลยีที่เหมาะสม (sustainable technology) หมายถึง กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการ ฟื้นฟูชีวิตและสิ่งแวดล้อม ด้วยหลักการทางธรรมชาติหรือหลักนิเวศวิทยาหรือหลักการทางชีวภาพอย่างเป็ น ระบบ เพื่อทําชีวิตกับสิ่งแวดล้อมกลับคืนสู่สภาพเดิม มีความสัมพันธ์ของชีวิตกับสิ่งแวดล้อมและสามารถทํางาน ได้อย่างซับซ้อน ส่งผลให้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมสามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้แบบยังยืน ่ เทคโนโลยีที่เหมาะสม (sustainable technology) หมายถึง การพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของ กระบวนการผลิต การบริการและการบริโภคโดยก่อให้เกิดผลกระทบหรือความเสี่ยง อันจะเกิดขึ้นต่อมนุษย์และ สิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดเท่าที่จะทําได้ ในขณะนั้นและต้องมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจด้วยวิธีการลดมลพิษที่ แหล่งกําเนิดและการใช้ซํ้ า และสามารถนํากลับมาใช้ใหม่หลังจากการดําเนินการแบบมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในองค์กรหรือชุมชน เทคโนโลยีสะอาด (Clean Technology : CT) หมายถึง การพัฒนา และการปรับปรุงกระบวนการผลิต หรือผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การใช้วัตถุดิบ พลังงาน และทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ โดย การนําเทคโนโลยีสะอาดช่วยปรับปรุงแปรรูปและป้ องกันมลพิษสิ่งแวดล้อม ให้เป็ นผลิตภัณฑ์สินค้าที่สะอาด และได้มาตรฐานและมีความเป็ นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสะอาด (Clean Technology : CT) หมายถึง กระบวนการหรื อวิธีการที่นํามาใช้พัฒนา เปลี่ยนแปลงปรับปรุงผลิตภัณฑ์สินค้า กระบวนการหรือการบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ดังนั้น ลักษณะเทคโนโลยีสะอาดหรือเทคโนโลยีที่เหมาะสมหรือเทคโนโลยีธรรมชาติหรือเทคโนโลยี ตามหลักนิเวศวิทยาหรือเทคโนโลยีชีวภาพ หมายถึง กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการปรับปรุงฟื้นฟู ชีวิตและสิ่งแวดล้อม ด้วยหลักการทางธรรมชาติหรื อหลักนิเวศวิทยา หรือหลักการทางชีวภาพ เพื่อปรับ โครงสร้างและการทํางานของชีวิตกับสิ่งแวดล้อมกลับคืนสู่สภาพสมดุลธรรมชาติ ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ของ ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศอย่างซับซ้อน ซึ่ งทําให้ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมสามารถนําไปใช้ประโยชน์ใน กระบวนการผลิต การบริการและการบริโภค โดยก่อให้เกิดผลกระทบหรือความเสี่ยงอันจะเกิดขึ้นต่อมนุษย์และ สิ่ งแวดล้อมน้อยที่สุดเท่าที่จะทําได้ ในขณะเดียวกันต้องมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจโดยการมีส่วนร่วมของทุกคน ในองค์กร แบบยังยืน ่ดังสมการดังนี้ ชีวิต + สิ่งแวดล้อม สัดส่วนการอนุรักษ์และสัดส่วนการใช้ประโยชน์ + เทคโนโลยีที่เหมาะสม (1)
มลพิษสิ่ งแวดล้อม 137 4.6.2 การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ(Eco Design) การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจเป็ นกระบวนการที่ผนวกแนวความคิด ด้านเศรษฐกิจ สังคมและด้าน สิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน สําหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์ ตั้ งแต่ช่วงต้นนํ้ าในการจัดหาวัตถุดิบ กลางนํ้ า: การนําวัสดุ เหลือทิ้ งและทรัพยากรธรรมชาติไปแปรรูปร่วมกับเทคโนโลยีที่เหมาะสม ปลายนํ้ า : การผลิตและจําหน่ายสินค้า การใช้งาน การจัดการหลังจากผลิตภัณฑ์หมดสภาพ ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นั้นคือผลิตภัณฑ์ สินค้ามีค่าคาร์บอนฟรุตปริ้นตํ่า (carbon footprint)คือ การวัดผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศ เกี่ยวกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ออกสู่บรรยากาศต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ ในการประเมินวงจร ชีวิตผลิตภัณฑ์ ในกระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์ เพื่อแสดงให้ผู้บริโภคได้รับทราบว่าในกระบวนการผลิต สินค้าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็ นปริมาณเท่าใด หลังจากที่ผู้ประกอบการได้มีการปรับเปลี่ยน กระบวนการผลิต 4.7 เทคโนโลยีสะอาดเพื่อกําจัดและแปรรูปมลสารปนเปื้ อน 4.7.1 มลพิษทางนํ้า มลพิษของนํ้า (water pollution) หมายถึง นํ้าที่เสื่อมคุณภาพหรื อนํ้าที่มีคุณสมบัติเปลี่ยนไปจาก ธรรมชาติหรือมีปริมาณมลสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานที่กําหนด ทําให้ไม่สามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้ อีกเนื่องจากนํ้ าเกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพ ชีวภาพ เคมีและฟิ สิกส์นั้นเอง 4.7.1.1 การเปลี่ยนแปลงลักษณะของนํ้า ดัชนีบ่งชี้การเปลี่ยนแปลงลักษณะของนํ้าที่เกิดมลพิษนํ้า สามารถวัดได้จากลักษณะทางกายภาพ ชีวภาพ เคมีและฟิ สิกส์ ดังนี้ ก. การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ (physical change) เช่น รส กลิ่น สี พีเอส อุณหภูมิ โดยใช้ เครื่องมือไม่ซับซ้อนมาก ตรวจสอบสารแขวนลอย ที่ทําให้นํ้ าขุ่น หรือการมีสีที่เกิดจากแร่ธาตุต่าง ๆ ปนเปื้อน การปรากฏคราบนํ้ ามันบนผิวนํ้ า เป็ นต้น ดัชนีบ่งบอกคุณสมบัตินํ้ าเสียทางกายภาพ ได้แก่ 1.1 อุณหภูมิ (temperature) เป็ นปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลโดยตรงและโดยอ้อม ต่อการดํารงชีวิตของ สัตว์นํ้า โดยปกติอุณหภูมิของนํ้าจะเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิของอากาศ ฤดูกาล ระดับความสูงและสภาพภูมิ ประเทศ นอกจากนี้อุณหภูมิยังขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงอาทิตย์ กระแสลม ความลึกปริมาณสารแขวนลอยหรือ ความขุ่นและสภาพแวดล้อมทัว่ๆ ไปของแหล่งนํ้ า อุณหภูมินํ้ าต้องไม่เกิน 45 องศาเซลเซียส 1.2 สี (color) การตรวจสีของนํ้าอย่างคร่าว ๆ ของแหล่งนํ้านั้น สีของนํ้าเกิดจากการสะท้อนของ แสงจําแนกได้ 2 ประเภท คือ 1) สีจริง (true color) เป็ นสีของนํ้ าที่เกิดจากสารละลายชนิดต่าง ๆ อาจจะเป็ นสารละลายจาก พวก อนินทรีย์สารหรือพวกอินทรีย์สาร ซึ่งทําให้เกิดสีของนํ้า สีจริงไม่สามารถแยกออกได้โดยการตกตะกอน การกรอง 2) สีปรากฏ (apparent color) เป็ นสีของนํ้ าที่เกิดขึ้นแล้วเราสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ส่วนใหญ่ เกิดจากตะกอนของนํ้ า สารแขวนลอย เศษซากพืชซากสัตว์ที่ตายทับถมในนํ้ า
138 สิ่ งแวดล้อมและการจัดการแบบยังยืน ่ 1.3 ความขุ่น (turbidity) ความขุ่นของนํ้ าจะแสดงให้เห็นว่ามีสารแขวนลอยอยู่มากน้อยเพียงใด เช่น ดินละเอียด อินทรีย์สาร อนินทรีย์สาร แพลงก์ตอนและสิ่งที่มีชีวิตเล็ก ๆ ซึ่งสารแขวนลอยเหล่านี้จะกระจายและ ขัดขวางไม่ให้แสงส่องลงไปได้ลึก โดยสารเหล่านี้จะดูดซับเอาแสงไว้นั้นเอง 1.4 กลิ่ น (order) กลิ่ นจากนํ้ าเสียส่วนมาก มาจากก๊าซที่เกิดจากการย่อยสลายของสารอินทรีย์ในนํ้า เสีย ก๊าซส่วนใหญ่จะเป็ นก๊าซไข่เน่า (H2S) ที่เกิดจากการทํางานของจุลินทรีย์ชนิดที่ไม่ต้องการออกซิเจน 1.5 รส (taste) นํ้ าสะอาดตามธรรมชาติจะไม่มีรส แต่การที่นํ้ ามีรสผิดไป เนื่องจากนํ้ามีอินทรียสาร หรืออนินทรียสารปะปนอยู่เช่น นํ้ าที่รสกร่อย ทั้ งนี้เนื่องจากมีเกลือคลอไรด์ละลายอยู่ในนํ้ านั้นในปริมาณสูง ข. การเปลี่ยนแปลงทางฟิ สิกส์(physiological change) เช่น การเปลี่ยนรสชาตินํ้ าที่เกิดจากสารเคมีหรือ การสลายตัวของสารเคมีในนํ้ า ค. การเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ (biological change) โดยนํ้ ามีปริมาณจุลินทรีย์ได้แก่ รา แบคทีเรียแอก ติ โน เมี ยซิ ส ถ้าใน ภ าวะที่ มี อ อ ก ซิ เจน จุ ลิ น ท รี ย์จะย่อยสลายอิ น ท รียสารเห ล่ านี้ก่อให้เกิ ด ก๊ าซ คาร์บอนไดออกไซด์เพื่อสาหร่ายจะนําก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปเป็ นวัตถุดิบใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ แสงต่อไป ดัชนีบ่งชี้คุณสมบัตินํ้ าเสียทางชีวภาพ ได้แก่การตรวจหาปริมาณจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนอยู่ในนํ้ า เช่น แบคทีเรียพวกโคลิฟอร์ม (coliform bacteria) เชื้อราต่าง ๆ ง. การเปลี่ยนแปลงทางเคมี(chemical change) เกิดจากอนินทรียสารที่ถูกปล่อยลงสู่ในนํ้ า ทําให้นํ้ ามี สภาพเป็ นกรดหรือเป็ นด่างมากเกินไป ซึ่งดัชนีทางเคมีที่บ่งชี้ถึงคุณสมบัตินํ้ าทางเคมีเช่น 1. วัดปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่ในนํ้า (Dissolved Oxygen : DO) การละลายของออกซิเจนใน นํ้า จะเป็ นปฏิภาคตรงกับความดันของบรรยากาศ นั้นคือ ถ้าความดันสูงออกซิเจนก็จะละลายนํ้าได้มาก นอกจากนี้การละลายของออกซิเจนในนํ้าจะเป็ นปฏิภาคกลับอุณหภูมิและความเค็มของนํ้า ปกติปริมาณ ออกซิเจนที่ละลายในนํ้ าไม่ควรตํ่ากว่า5 mg/ l ปริมาณออกซิเจนในนํ้ าจะเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของนํ้ าและ ความกดดันของบรรยากาศ ในฤดูร้อนปริมาณของออกซิเจนที่ละลายในนํ้าน้อยลง เพราะว่ามีอุณหภูมิสูง ขณะเดียวกันที่การย่อยสลายและปฏิกิริยาต่าง ๆ จะเพิ่ มมากขึ้น ทําให้ความต้องการของออกซิเจนเพื่อไปใช้ กิจกรรมเหล่านั้นสูงไปด้วยในแหล่งนํ้ าธรรมชาติจะมีออกซิเจนละลายอยู่ระหว่าง5-7 มิลลิกรัมต่อลิตร 2.วัดความต้องการออกซิเจนของนํ้ า (Oxygen Demand: OD) คือการหาปริมาณออกซิเจนที่จะต้อง ใช้ในการปฏิกิริยากับมลสารปนเปื้อนในนํ้าถ้าค่าความต้องการออกซิเจนของนํ้าสูง นั้นแสดงว่า นํ้ามีสาร ปนเปื้อนสูง ปกติการหาค่าความต้องการออกซิเจนของนํ้ า มี 2 แบบ คือ 2.1การหาปริมาณออกซิเจนที่สารเคมีใช้ทําปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ในนํ้ าเสีย ทั้งที่จุลินทรีย์ย่อย สลายได้และจุลินทรีย์ย่อยสลายไม่ได้(Chemical Oxygen Demand : COD) วิธีนี้เป็ นวิธีทางเคมีที่ใช้สารเคมี เช่น โพแตสเซียมไดโครเมตเป็ นตัวออกซิเจนไดร์กับสารอินทรีย์ต่าง ๆ ทั้ งหมดที่มีอยู่ในนํ้ าเสีย1 ลิตร ปริมาณ ออกซิเจนนี้ใช้หน่วยเป็ นมิลลิกรัมต่อลิตร 2.2 หาปริ มาณออกซิเจนที่จุลินทรี ย์ใช้ย่อยสลายอินทรียสารต่าง ๆ ในนํ้าเสียหรื อค่าบีโอดี (Biochemical Oxygen Demand : BOD) วิธีนี้เป็ นวิธีทางชีววิทยา โดยนําตัวอย่างนํ้าเสี ย ใส่ขวดสําหรับหา ปริมาณออกซิเจนที่จุลินทรีย์ใช้ย่อยสลายอินทรียสารต่าง ๆ ในนํ้าเสีย โดยเฉพาะจํานวน 2 ขวดแล้วปิ ดฝาให้ แน่น นําขวดหนึ่ งเก็บไว้ในที่มืด เพื่อป้ องกันการเกิดกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืชที่ปะปนอยู่ ใน