หลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรียนขุขนั ธ์วทิ ยา
ตามรา่ งกรอบหลักสตู รแกนกลาง
การศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๖๕
คานา
การจัดการศึกษาเป็นกลไกสาคัญของการพัฒนาคุณภาพของประชากร ซ่ึงส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ
ในทุกมิติ ด้วยสถานการณ์ของโลกปัจจุบันที่ผันผวน ไม่แน่นอน สลับซับซ้อน ความคลุมเครือ และเปล่ียนแปลง
รวดเร็วตลอดเวลา การจัดการศึกษาโดยเฉพาะในระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานจึงจาเป็นต้องเตรียมเด็กและ
เยาวชนของชาติให้เข้มแข็งและสามารถดารงอยู่ได้ท่ามกลางภาวะวิกฤติและการเปล่ียนแปลงทั้งวิถีชีวิต
และการทางาน ดังเปูาหมายการจัดการศึกษาที่กาหนดไว้ใน แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2560 – 2579
และมาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2561 ท่ีล้วนมุ่งพัฒนา “ผลลัพธ์ท่ีเกิดในตัวผู้เรียน”
กระทรวงศึกษาธิการ โดยสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดทา
หลักสูตรในระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานของชาติ ได้ศึกษาการจัดการศึกษาของประเทศต่าง ๆ ท่ีผู้เรียนมีผลลัพธ์
การเรียนรู้ที่มีคุณภาพระดับโลก ภายใต้โครงการพัฒนาการศึกษาร่วมกับองค์การเพ่ือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
และการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) และองค์การยูนิ
เซฟ ประเทศไทย รวมทั้งผลการศึกษาและวิจัยของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ให้ข้อเสนอแนะ
ว่า “การพัฒนาสมรรถนะ” เป็นทิศทางของการพัฒนาหลักสูตรใหม่ในการพัฒนาคนให้รองรับและทันกับ
การเปลี่ยนแปลง ตอบสนองความจาเป็นและความต้องการของประเทศทั้งในปัจจบุ นั และอนาคต
กระทรวงศึกษาธิการ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการและอนุกรรมการหลายองค์คณะ เพ่ือศึกษาเอกสาร
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวปฏิบัติท่ีดีในการจัดการเรียนรู้ รวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝุายที่เกี่ยวข้อง
ท้ังระดับนโยบายและผู้ปฏิบัติ เพื่อออกแบบและพัฒนา (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช .... ระดับประถมศึกษา ซึ่งมีองค์ประกอบสาคัญที่สร้างการเปล่ียนแปลง คือ “สมรรถนะหลัก”
เป็นสมรรถนะที่ต้องการพัฒนาบุคคลในฐานะมนุษย์และพลเมืองที่เข้มแข็ง ท่ีรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอก
และภายในตน เรียนรู้และเติบโต ร่วมสร้างสรรค์การทางาน การใช้ชีวิตอย่างเห็นคุณค่า และภาคภูมิใจ
ในความเป็นไทยบนพ้ืนฐานความเข้าใจความแตกต่างและหลากหลายในสังคม โดยมีความคาดหวังว่า
(ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช .… ระดับประถมศึกษา จะส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิด
แรงจูงใจใฝุเรียนรู้ในทุกย่างก้าวของเส้นทางการเรียนรู้ตลอดชีวิต และสร้างแรงบันดาลใจให้ครู ผู้บริหาร
บุคลากรทางการศึกษา และผู้เก่ียวข้องในทุกภาคส่วน ได้ทบทวนรูปแบบและวิธีการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียน
การเปล่ยี นแปลงที่เกิดจริงในห้องเรียนจะบ่งช้ีถึงการนาเป้าหมายการเรียนรู้ไปออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
และจัดประสบการณ์จริงท้ังในและนอกโรงเรียน เพ่ือให้เกิดสมรรถนะสาคัญท่ีติดตัวไปใช้ในการดารงชีวิต
สิ่งสาคัญคือ ผู้เรียนทุกคนประสบความสาเร็จในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องได้ ไม่ว่าผู้เรียน
จะมีความสามารถ ภูมิหลังทางสังคมและเศรษฐกิจใด ๆ ก็ตาม และบรรลุผลสาเร็จนี้ได้ด้วยความมุ่งม่ันและ
ทางานอยา่ งมืออาชพี ของทุกฝาุ ย
ขอขอบคุณทุกฝุายท่ีเก่ียวข้องทั้งระดับชาติ ชุมชน ครอบครัว และบุคคล ท้ังภาครัฐและเอกชน
ในการทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อให้ (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ....
ระดับประถมศึกษา มีความสมบูรณ์และพร้อมสาหรับการนาไปใช้ให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียน
ได้ตามความมุ่งหวังสู่การเป็นประชากรที่มีคุณภาพ อันจะเป็นกาลังสาคัญของการพัฒนาประเทศสู่
ความร่งุ เรืองอย่างยง่ั ยืนสืบไป
โรงเรยี นขุขันธ์วทิ ยา
ประกาศโรงเรยี นขขุ นั ธ์วิทยา
เร่อื ง ให้ใช้หลกั สูตรโรงเรียนขขุ นั ธ์วทิ ยา ตาม (รา่ ง) กรอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
พทุ ธศกั ราช 2565
................................................................................
เพ่ือให้การจัดการศึกษาหลักสูตรโรงเรียนขุขันธ์วิทยา ตาม (ร่าง) กรอบหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2565 และกรอบหลักสูตรท้องถ่ินของสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 27 กาหนดให้สถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานมีหน้าที่จัดทาสาระของหลักสูตร ดังนั้น
สถานศกึ ษาจงึ ไดจ้ ดั ทาหลักสตู รโรงเรียนขุขันธ์วิทยา ตาม (ร่าง) กรอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศกั ราช 2565 ข้ึน ซ่งึ ประกอบด้วย กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ 7 กลุ่มสาระการเรียนรู้ สาหรับช่วงชั้นที่ 1 กลุ่ม
สาระการเรียนรู้ 9 กลุ่มสาระการ เรียนรู้ สาหรับช่วงช้ันท่ี 2 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และระเบียบการวัดและ
ประเมินผลการเรียนรู้ หลักสูตรโรงเรียนขุขันธ์วิทยา ตาม (ร่าง) กรอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
พุทธศกั ราช 2565
ท้ังน้ี หลักสูตรโรงเรียนขุขันธ์วิทยา ตาม (ร่าง) กรอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช 2565 ได้รับความเห็นชอบ ให้ใช้หลักสูตรโรงเรียนขุขันธ์วิทยา ตาม (ร่าง) กรอบหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2565 จากคณะกรรมการสถานศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน ในคราวประชุม
ครั้งที่ 2/2565 เมอ่ื วันที่ 12 เดอื น พฤษภาคม พ.ศ. 2565
จงึ ประกาศ ให้ใช้หลกั สูตรโรงเรยี นขุขนั ธ์วทิ ยา ตาม (ร่าง) กรอบหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั
พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2565 ตั้งแต่ ปกี ารศกึ ษา 2565 เปน็ ตน้ ไป ใหใ้ ช้ในทกุ ชัน้ เรยี น
ประกาศ ณ วันท่ี 12 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2565
ลงช่ือ
(นายชนะ เกียรตสิ าร)
ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน
โรงเรยี นขขุ นั ธว์ ิทยา
สารบัญ หนา้
คานา 1
ประกาศโรงเรียนขขุ นั ธว์ ทิ ยา 2
1. แนวคดิ พนื้ ฐานของการพัฒนาหลักสูตร 3
2. วสิ ยั ทศั น์ 4
3. หลกั การของหลักสตู ร 5
4. จุดหมายของหลักสูตร 6
5. คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ 24
6. สมรรถนะหลกั 6 ด้าน และระดับสมรรถนะ 10 ระดับ 25
7. กลุม่ สาระการเรยี นรู้ 26
8. ความสมั พันธ์ระหว่างสมรรถนะหลกั กบั กลุ่มสาระการเรียนรู้ 26
30
8.1 ชว่ งช้ันท่ี 1 (ป.1 - 3) ใน 7 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ 34
ภาษาไทย 37
คณิตศาสตร์ 42
ภาษาองั กฤษ 46
ศิลปะ 54
สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา 61
สังคมศึกษา 61
วิทยาศาสตร์และระบบธรรมชาติ 66
71
8.2 ชว่ งชนั้ ท่ี 2 (ป.4 - 6) ใน 9 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ 74
ภาษาไทย 81
คณติ ศาสตร์ 86
ภาษาอังกฤษ 94
ศลิ ปะ 98
สขุ ศึกษาและพลศึกษา 105
สังคมศึกษา 110
การจัดการในครวั เรือนและการประกอบการ 112
วทิ ยาศาสตร์และระบบธรรมชาติ 121
เทคโนโลยีดิจทิ ลั
9. โครงสร้างเวลาเรียน
10. แนวทางการบรหิ ารจดั การหลกั สูตร
11. แนวทางการจดั การเรียนรู้ และการประเมินการเรยี นรู้
1
1. แนวคิดพน้ื ฐานของการพัฒนาหลักสูตร
ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการด้านต่าง ๆ ของโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงความรู้
และเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ท่ีนาไปสู่การเป็นสังคมดิจิทัลอย่างรวดเร็ว รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์สาคัญ
ของโลก เช่น ภาวะการระบาดของเช้ือไวรัสโคโรนาอย่างรุนแรง ส่งผลให้ทุกประเทศรวมท้ังประเทศไทย
เกิดการเปล่ียนแปลงทางสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่กระทบวิถีชีวิตของผู้คนอย่างไม่หยุดย้ัง เกิดปัญหา
ความเหล่ือมล้าทางเศรษฐกิจและสังคมที่ชัดเจนข้ึนเร่ือย ๆ นอกจากนั้น ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษายังไม่สะท้อนถึง
ศักยภาพของผู้เรียนที่สามารถออกไปสู่สังคมและโลกของการทางานในอนาคตได้อย่างชัดเจน จึงเป็นความสาคัญ
จาเป็นท่ีจะต้องปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาของชาติ ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวและกลไกสาคัญในการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาของประเทศ ให้สอดคล้องรับกับความก้าวหน้าทางวิทยาการและการเปลี่ยนแปลงทุกด้าน เพ่ือสร้าง
คนไทยให้มีคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ มีความสามารถและศักยภาพในการดารงชีวิต ปรับตนให้พร้อมรับ
การเปล่ียนแปลง พร้อมท่ีจะแข่งขันและร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ในเวทีโลก กระทรวงศึกษาธิการ โดยสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน จึงได้ดาเนินงานพัฒนาหลักสูตรการศึกษาของชาติฉบับใหม่เพ่ือใช้เป็น
กรอบแนวคิดในการพัฒนาเยาวชนของชาติให้มีคุณลักษณะสอดคล้องกับการเปล่ียนแปลงของโลก พร้อมทั้ง
เปน็ การเตรียมเยาชนสาหรับการเผชญิ หน้ากบั โลกอนาคตท่ไี ม่แน่นอนต่อไป
(ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช .... ระดับประถมศึกษาน้ี พัฒนาขึ้นตามแนวคิด
การจัดการศึกษาฐานสมรรถนะ ซึ่งมีความแตกต่างจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช
2551 ที่พัฒนาข้ึนตามแนวคิดหลักสูตรอิงมาตรฐาน ซึ่งมีเปูาหมายเพ่ือพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้มีคุณภาพ
อย่างน้อยตามที่มาตรฐานกาหนด ส่วน (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ….
ระดบั ประถมศกึ ษา เปน็ หลกั สตู รฐานสมรรถนะ มเี ปาู หมายเพื่อพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้มีสมรรถนะหลักที่สาคัญ
จาเป็น และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้บ่มเพาะ พัฒนา และต่อยอดสมรรถนะหลักและสมรรถนะอื่นได้เต็มตาม
ศักยภาพ ตามความจาเพาะเจาะจงของบุคคล (Personalization) ตามความเชื่อท่ีว่ามนุษย์มีหน้าที่
ในการพยายามคน้ หาตัวเอง และเลือกสร้างลักษณะของตนเองตามที่อยากจะเป็น การจัดการศึกษาตามแนวคิดน้ี
จึงมุ่งให้ผู้เรียนทบทวน พิจารณา ไตร่ตรอง ใคร่ครวญ และตรวจสอบ เพ่ือให้ค้นพบและรู้จักตนเองอยู่เสมอ
เพอ่ื พฒั นาศกั ยภาพของตนเองอยา่ งเป็นองค์รวม
การจัดการศึกษาซ่ึงหมายถึงการออกแบบหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล
การเรียนรู้ ตาม (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช .... ระดับประถมศึกษา จึงมีเปูาหมาย
ในการพัฒนาสมรรถนะหลักของผู้เรียนท่ีเหมาะสมตามช่วงวัย จัดสภาพแวดล้อมและเส้นทางการเรียนรู้
(Learning Pathways) ท่ีหลากหลาย จัดระบบสนับสนุนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียน
(Differentiated Learning) ใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ใช้ส่ือและสถานการณ์การเรียนรู้
ท่ีร่วมสมัย หลากหลายและยืดหยุ่น ตามความสนใจและความถนัดของผู้เรียน บริบท และจุดเน้นของ
สถานศึกษาและชุมชนแวดล้อม เน้นประเมินการเรียนรู้เพื่อพัฒนาและสะท้อนสมรรถนะของผู้เรียนตามเกณฑ์
การปฏิบัติท่ีเป็นธรรม เชื่อถือได้ เอื้อต่อการถ่ายโยงการเรียนรู้และพัฒนาในระดับท่ีสูงขึ้นตามความเชี่ยวชาญ
ของผเู้ รยี นอยา่ งตอ่ เนื่อง
2
2. วิสัยทศั น์
ผ้เู รียนมีสมรรถนะในศตวรรษที่ ๒๑ รักษส์ ง่ิ แวดล้อม พัฒนาตนสู่เสน้ ทางการศกึ ษา และอาชพี ภายในปี
การศกึ ษา 256๖
Our vision is to help students develop 21st century competencies. They will have the
environmental awareness and be prepared to achieve educational and career goals.
พันธกิจ
1. พัฒนาผลงานเชงิ นวัตกรรม รองรบั การศึกษาต่อเพื่อสร้างวิชาชีพ โดยปลูกฝงั คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
ของสมรรถนะวชิ าชีพและสงั คม
2. พฒั นาสมรรถนะครูรองรับการจดั ทาหนว่ ยฐานสมรรถนะและการใชเ้ ทคโนโลยี แหลง่ เรยี นรู้ ทีม่ กี าร
ประเมินผลตามสภาพจริง
3. พัฒนาหลักสตู รสถานศึกษา ฐานสมรรถนะเพือ่ รองรบั กลมุ่ เปาู หมายของผ้เู รยี น
4. พฒั นาระบบบรหิ ารจัดการเรียนรเู้ พื่อเป็นโรงเรยี นชมุ ชนแห่งการเรียนรู้
5. พฒั นาระบบบรหิ ารจัดการโรงเรยี นด้วยระบบคุณภาพ และสนับสนุนระบบเทคโนโลยี สง่ิ แวดลอ้ มและ
แหล่งเรยี นรเู้ พ่ือการบริหารจัดการและการเรียนรู้ ตามเง่ือนไขของหลกั สตู รสถานศกึ ษาฐานสมรรถนะ
6. สรา้ งความรว่ มมือชุมชน สถานประกอบการ เข้ามามีสว่ นรว่ มในการจัดการศกึ ษา และส่งเสรมิ การฝึก
และจดั ประสบการณ์ตามสภาพจรงิ
เป้าประสงค์
นักเรยี นเปน็ ผมู้ ีศกั ยภาพเป็นพลโลก สรา้ งสรรคน์ วตั กรรมสามารถใช้เทคโนโลยีและสอื่ สารได้อย่างมี
ประสทิ ธผิ ล เรียนรู้ทักษะชีวิตก้าวสเู่ ส้นทางอาชีพอยา่ งม่นั คง เกดิ สานกึ รกั บ้านเกิดและสิง่ แวดล้อม
3
3. หลักการของหลักสตู ร
(ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช .... ระดบั ประถมศึกษา กาหนดหลักการสาคัญ
ของหลกั สูตร ไว้ดงั นี้
1. เป็นหลักสูตรที่มีเปูาหมายในการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนที่เหมาะสมตามช่วงวัย เน้นการพัฒนา
ผู้เรียนรายบุคคล (Personalization) อย่างเป็นองค์รวม (Holistic Development) เพ่ือการเป็นเจ้าของ
การเรยี นร้แู ละพัฒนาตนเองอย่างต่อเนอื่ ง (Life-Long Learning)
2. เป็นหลกั สูตรทเี่ ชื่อมโยงระหว่างสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะในการกาหนดผลลัพธ์การเรียนรู้
(Learning Outcome) เพือ่ การพัฒนาผ้เู รยี นให้สามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ในชวี ติ และการทางาน
3. เป็นหลักสูตรท่ีจัดสภาพแวดล้อมและเส้นทางการเรียนรู้ (Learning Pathway) ท่ีหลากหลาย และ
ระบบสนับสนนุ การเรยี นรูท้ ส่ี อดคล้องกับพหุปัญญาและธรรมชาตขิ องผเู้ รยี น
4. เป็นหลักสูตรท่ีมีกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การใช้สื่อและสถานการณ์
การเรียนรู้ร่วมสมัย มีความหลากหลาย และยืดหยุ่น ตามความสนใจ ความถนัดของผู้เรียน (Differentiated
Instruction) บรบิ ท จุดเนน้ ของสถานศึกษา และชุมชนแวดลอ้ ม
5. เป็นหลักสูตรที่มุ่งใช้การประเมินเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้และสะท้อนสมรรถนะของผู้เรียน
ตามเกณฑก์ ารปฏิบัติ (Performance) ทเ่ี ป็นธรรม เชื่อถือได้ เอื้อต่อการถ่ายโยงการเรียนรู้และพัฒนาในระดับ
ที่สูงขนึ้ ตามระดบั ความสามารถ
๖. เป็นหลักสูตรการศึกษาท่ีสอดคล้องกับพระราชบัญญัติพ้ืนท่ีนวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 การ
จดั การศึกษาเชงิ พืน้ ที่ ผเู้ รียน และสภาพภูมิสังคม
4
๔. จดุ หมายของหลกั สตู ร
การพัฒนาผู้เรียนตาม (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช .... ระดับประถมศึกษา
มีจุดหมายเพ่ือพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ คุณลักษณะและเจตคติที่จาเป็นต่อการดาเนินชีวิต
และมคี วามสามารถ ดงั นี้
1. รู้จัก รัก เห็นคุณค่าในตนเองและผู้อ่ืน จัดการอารมณ์และความเครียด ปัญหาและภาวะวิกฤต
สามารถฟนื้ คนื สูส่ ภาวะสมดลุ (Resilience) และมีสขุ ภาวะและมีสมั พันธภาพที่ดกี ับผอู้ น่ื
2. มีทักษะการคิดขั้นสูงอย่างมีคุณธรรม มีความสามารถในการนาและกากับการเรียนรู้ของตนเอง
อยา่ งมเี ปาู หมาย
3. สื่อสารอย่างฉลาดรู้ สร้างสรรค์ มพี ลัง ดว้ ยความรบั ผิดชอบตอ่ ตนเองและสงั คม
4. จัดระบบและกระบวนการทางานให้บรรลุผลสาเร็จตามเปูาหมาย มีความเป็นผู้ประกอบการ
ภาวะผนู้ า และจัดการความขัดแย้งภายใต้สถานการณท์ ม่ี คี วามซับซ้อน
5. ปฏบิ ัตติ นอย่างรับผดิ ชอบ มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม ในฐานะพลเมืองไทยและพลโลก
6. เข้าใจพ้ืนฐานเก่ียวกับปรากฏการณ์ของโลกและจักรวาล เข้าถึงและรู้เท่าทันวิทยาการเทคโนโลยี
เพื่อการดารงชวี ิตและอยู่รว่ มกับธรรมชาตอิ ยา่ งย่ังยนื
๗. มคี ุณลกั ษณะคนรนุ่ ใหม่ของจงั หวัดศรสี ะเกษ คือ รคู้ ิด จิตใจดี มีทักษะชวี ิต และทักษะอาชีพ...
5
๕. คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เป็นค่านิยมร่วมท่ีต้องการให้เกิดข้ึนกับผู้เรียน อันเป็นคุณลักษณะ
ที่สังคมต้องการในด้านคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและจิตสานึกเพื่อให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข
ทง้ั ในฐานะพลเมืองไทยและพลโลก ประกอบดว้ ย
1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณลักษณะท่ีแสดงออกถึงการเป็นพลเมืองดีของชาติ มีทัศนคติ
ท่ีถูกต้องต่อบ้านเมือง ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ เคารพสถาบัน
พระมหากษัตรยิ ์ และยดึ ม่นั ในวถิ ีชีวติ และการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ
2) ซื่อสัตย์สุจริต เป็นคุณลักษณะท่ีแสดงออกถึงการยึดม่ันในความถูกต้อง ประพฤติตรง
ตามความเป็นจรงิ ต่อตนเองและผอู้ ่ืนท้ังทางกาย วาจาและใจ ยึดหลักความจริงและความถูกต้องในการดาเนินชีวิต
มคี วามละอายและเกรงกลัวต่อการกระทาผิด
3) มีวินัย หมายถึง คุณลักษณะที่แสดงออกถึงการยึดม่ันในข้อตกลง กฎเกณฑ์และระเบียบ
ขอ้ บังคบั ทั้งของตนเอง ครอบครัว โรงเรียนและสงั คมเปน็ ปกติวิสัย และไม่ละเมิดสทิ ธขิ องผู้อ่ืน
4) อยู่อย่างพอเพียง เป็นคุณลักษณะที่แสดงออกถึงการดาเนินชีวิตอย่างพอประมาณ มีเหตุผล
รอบคอบ มีคุณธรรม อยู่ร่วมกับผู้อ่ืนด้วยความรับผิดชอบไม่เบียดเบียนผู้อื่น เห็นคุณค่าของทรัพยากรต่าง ๆ
มีการวางแผนปูองกันความเสี่ยงและพร้อมรับการเปล่ียนแปลง มีภูมิคุ้มกันในบุคคลที่ดีและปรับตัว เพื่ออยู่ในสังคม
ได้อย่างมคี วามสุข
5) มีจิตสาธารณะ เป็นคุณลักษณะท่ีแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือสถานการณ์
ทกี่ ่อให้เกิดประโยชน์แก่ผอู้ ืน่ ชมุ ชน และสงั คม ดว้ ยความเต็มใจและกระตือรอื ร้นโดยไม่หวังผลตอบแทน
6
6. สมรรถนะหลัก 6 ด้าน
สมรรถนะหลัก (Core Competencies) ตาม (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ....
ระดับประถมศึกษา หมายถึง สมรรถนะที่กาหนดให้เป็นพื้นฐานที่นักเรียนทุกคนต้องได้รับการพัฒนาให้เป็น
ความสามารถตดิ ตวั เมอื่ จบการศึกษา มลี ักษณะเป็นสมรรถนะข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้หรือคร่อมวิชา สามารถ
พัฒนาให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียนได้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่หลากหลาย หรือสามารถนาไปประยุกต์ใช้
ในการพัฒนาผู้เรียนให้เรียนรู้สาระต่าง ๆ ได้ดีข้ึน เป็นสมรรถนะท่ีมีลักษณะ “content – free” คือ ไม่ขึ้นกับ
เนื้อหาสาระของศาสตร์ใด ๆ อย่างไรก็ตามสมรรถนะหลักโดยตัวมันเองไม่ได้ปราศจากความรู้ แต่ความรู้
ท่ีเป็นองค์ประกอบของสมรรถนะหลักจะเป็นองค์ความรู้เชิงกระบวนการ (Procedural Knowledge) ซึ่งเป็น
ชดุ ของข้ันตอนหรือการปฏิบัติเพ่ือดาเนนิ การให้บรรลุเปูาหมายของสมรรถนะนั้น ๆ เป็นได้ทั้งกระบวนการท่ีใช้
เฉพาะศาสตร์หรอื บรู ณาการข้ามศาสตร์ เช่น ความรู้ท่ีเป็นองค์ประกอบของสมรรถนะการคิดข้ันสูงเป็นเป็นชุด
ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคิดประเภทต่าง ๆ เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดเชิงวิพากษ์ และการคิด
สร้างสรรค์
(ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช .... ระดับประถมศึกษา กาหนดสมรรถนะหลัก
6 ดา้ น เพ่อื เป็นเปาู หมายการพฒั นาผ้เู รียนระดับการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน ดงั น้ี
1. การจดั การตนเอง
2. การคิดข้นั สูง
3. การส่ือสาร
4. การรวมพลงั ทางานเป็นทีม
5. การเป็นพลเมืองที่เข้มแขง็
6. การอยรู่ ว่ มกบั ธรรมชาติ และวทิ ยาการอย่างยัง่ ยืน
7
1. สมรรถนะการจัดการตนเอง (Self-Management: SM)
นยิ าม
การรู้จัก รัก เห็นคุณค่าในตนเองและผู้อ่ืน การพัฒนาปัญญาภายใน ต้ังเปูาหมายในชีวิต
และกากับตนเองในการเรียนรู้และใช้ชีวิต การจัดการอารมณ์และความเครียด รวมถึงการจัดการปัญหาและ
ภาวะวิกฤต สามารถฟื้นคืนสู่สภาวะสมดุล (Resilience) เพ่ือไปสู่ความสาเร็จของเปูาหมายในชีวิต มีสุขภาวะท่ีดี
และมีสัมพันธภาพกับผู้อนื่ ไดด้ ี
องค์ประกอบ
1. การเห็นคุณค่าในตนเอง : การรู้จัก รัก เห็นคุณค่าในตนเอง รู้จุดเด่น ข้อจากัด ความสนใจ
ความสามารถ ความถนัด และภาคภูมิใจในตนเอง มั่นใจในตนเอง เห็นอกเห็นใจ ให้เกียรติและเคารพสิทธิ
ตนเองและผู้อื่น มีความรับผิดชอบในตนเอง
2. การมีเป้าหมายในชีวิต : การตั้งเปูาหมายในชีวิต มีวินัยในตนเอง สามารถบริหารจัดการเวลา
ทรัพยากร สามารถพ่งึ พาและกากับตนเองให้ไปสู่เปาู หมายในชีวติ และมสี ุขภาวะที่ดี
3. การจัดการอารมณ์และความเครียด : การรับรู้ เข้าใจ รู้เท่าทัน อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด
และความเครียดที่เกิดข้ึนในชีวิตประจาวันของตนเอง เข้าใจสาเหตุและสามารถจัดการอารมณ์ ความรู้สึก และ
ความคดิ ของตนเอง
4. การจดั การปญั หาและภาวะวิกฤต : การรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัญหาและภาวะ
วิกฤต สามารถฟนื้ คืนสู่สภาวะสมดลุ ได้ สามารถเตรยี มการ ปอู งกนั และแกไ้ ข เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิต
และทรพั ยส์ ิน
8
ระดบั สมรรถนะการจัดการตนเอง
ระดับการพัฒนา ป.1-3 ระดับความสามารถ ม.4-6
ระดบั คาบรรยายระดับ เรม่ิ ตน้ ป.4-6 ม.1-3
รู้จักตนเอง (Knowing Self) ทางด้านกายภาพ ความชอบ ความสนใจ จดั การชวี ิตประจาวัน
1 ของตนเอง รับรแู้ ละจดั การอารมณ์และความรู้สกึ พนื้ ฐาน ปฏบิ ัตติ นตามบรรทัดฐาน
ทางสังคมภายใตก้ ารดแู ลของผู้อื่น
2 รจู้ กั ตนเองในจุดเด่น จดุ ควรพัฒนา มวี นิ ยั ในการดูแลจดั การชวี ติ ประจาวนั ของตนเอง รบั รู้ กาลัง
และจัดการอารมณแ์ ละความร้สู ึกพ้ืนฐาน รู้ถูกผดิ ในการปฏิบตั ติ นตามบรรทดั ฐานทางสงั คม พฒั นา
ภายใตก้ ารดแู ลของผอู้ น่ื ตระหนกั ร้ใู นสถานการณท์ ี่เป็นปัญหาในชวี ติ ประจาวนั
3 รูจ้ กั ความสามารถของตนเอง มวี ินยั ในการดูแลจัดการชวี ิตประจาวนั ของตนเอง รบั รู้และ สามารถ เริม่ ต้น
จดั การอารมณแ์ ละความเครยี ด แยกแยะส่ิงถูกผิด หลกี เล่ยี งการนาพาตัวเองเขา้ ไปสู่ภาวะเส่ยี ง
ตามคาแนะนา อดทนตอ่ ปญั หาในชีวติ ประจาวนั และการเรียน
ร้จู ักความสามารถของตนเอง มีวินยั ในการดูแลจดั การชวี ิตประจาวนั ของตนเอง รบั รู้ เหนือ กาลงั
ความ พฒั นา
4 และจัดการอารมณแ์ ละความเครียด ตระหนกั ร้ผู ดิ ชอบชว่ั ดี จัดการปัญหาชีวติ ประจาวนั คาดหวงั
และการเรยี นตามคาแนะนา พรอ้ มเผชญิ และยอมรับปญั หาที่เกดิ ขึ้น
มีมโนทัศนเ์ กย่ี วกบั ตัวเอง (Self Concept) ท่ถี ูกต้อง สามารถตัดสินใจและมุง่ มน่ั ที่จะจัดการ สามารถ เรม่ิ ตน้
5 สงิ่ ทจ่ี าเปน็ สาหรับชวี ติ และการเรยี นของตนเอง รับรแู้ ละจัดการอารมณ์และความเครยี ด
ละเวน้ การกระทาทีไ่ มค่ วรทา รทู้ ันการเปลยี่ นแปลงทีเ่ กดิ ข้นึ จัดการปัญหาชีวิตประจาวัน
และการเรียนตามคาแนะนา
มคี วามมั่นใจและภาคภูมิใจในตนเอง (Self Esteem) สามารถตดั สนิ ใจและวางแผนเก่ียวกับ เหนือ กาลัง
ความ พฒั นา
6 ชีวติ และการเรียนของตนเอง มีวินยั และจูงใจตนเองใหไ้ ปส่เู ปาู หมาย รับรแู้ ละจดั การอารมณ์ คาดหวงั
และความเครียด มจี ดุ ยนื และความเช่ือของตวั เอง ปรับตัวรบั การเปล่ียนแปลงทเี่ กิดข้นึ
และสามารถฟ้ืนคืนจากสภาพปญั หาเมอ่ื เผชญิ ภาวะวิกฤตตามคาแนะนา
มคี วามภาคภูมใิ จในตนเอง มกี รอบความคิดแบบเตบิ โต (Growth Mindset) สามารถกากบั สามารถ เริม่ ตน้
7 ตนเองใหล้ งมอื ทาตามแผนเกีย่ วกับชวี ติ และการเรยี นของตนเอง รบั รูแ้ ละจดั การอารมณ์
และความเครียด แสดงออกตามความเช่อื และจดุ ยนื ของตวั เอง แก้ไขปญั หา มีความรบั ผดิ ชอบ
ในผลของการกระทาของตนเอง และฟ้ืนคืนจากสภาพปัญหาเมือ่ เผชญิ ภาวะวกิ ฤตตามคาปรึกษา
มีกรอบความคดิ แบบเติบโต สามารถกากับตนเองใหล้ งมอื ทาตามแผนเก่ียวกบั ชวี ิต เหนือ กาลัง
ความ พฒั นา
8 และการเรยี นของตนเอง และสะทอ้ นความกา้ วหนา้ ของตนเอง รูท้ นั และจัดการอารมณ์ คาดหวัง
และความเครียด มคี วามรบั ผดิ ชอบในผลของการกระทาของตนเอง วางแผนปอู งกันปัญหา
และความเสยี่ ง และฟื้นคนื จากสภาพปญั หาเม่ือเผชญิ ภาวะวกิ ฤต
มีภาพอนาคตของตนเอง (Ideal Self) ท่ีตอ้ งการจะเปน็ มองเห็นขอ้ จากัดและแนวทาง สามารถ
9 การพฒั นาตนเอง กาหนด ลงมือทา ปรบั เปล่ียนพฤติกรรม คา่ นยิ ม และความเชื่อของตนเอง
ตามแผนพัฒนาตนเอง รู้ทนั และจัดการอารมณ์และความเครียด และสามารถฟน้ื คืน
จากสภาพปญั หาได้ดว้ ยตนเองเม่ือเผชญิ ภาวะวกิ ฤต
10 มีความสขุ กับชวี ิตท่ีตนเองเปน็ อยู่ มงุ่ มัน่ เพือ่ ความสาเรจ็ แมต้ ้องเผชญิ ความทา้ ทายทีเ่ ขา้ มา เหนอื
ในชวี ิต ร้ทู ันและจัดการอารมณ์และความเครยี ด สามารถสร้างมุมมอง ค่านิยมใหม่ ใหก้ บั ตนเอง ความ
และสามารถฟน้ื คืนจากสภาพปัญหาเม่ือเผชิญภาวะวกิ ฤต คาดหวงั
9
2. สมรรถนะการคิดขัน้ สงู (Higher Order Thinking: HOT)
นิยาม
สามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และตัดสินใจอย่างมีวิจารญาณบนหลักเหตุผลอย่างรอบด้าน
โดยใช้คุณธรรมกากับการตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ มีความสามารถคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลด้วยความเข้าใจ
ถึงความเช่ือมโยงของสรรพสิ่งท่ีอยู่ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ใช้จินตนาการและความรู้สร้างทางเลือกใหม่
เพื่อแกป้ ญั หาท่ซี ับซอ้ นไดอ้ ย่างมเี ปูาหมาย
องคป์ ระกอบ
1. การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking: HOT-CTC) หมายถึง กระบวนการคิด
ท่ีพิจารณาไตร่ตรองอย่างมีเหตุผล มีจุดประสงค์เพื่อตัดสินว่าสิ่งใดควรเชื่อหรือควรกระทา โดยมีหลักฐาน
สนบั สนนุ ซึ่งเป็นผลมาจากการตคี วาม ประเมิน วิเคราะห์ สรุปความ และอธิบายตามหลักฐาน แนวคิด วิธีการ
กฎเกณฑ์ หรือบริบทต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวกับข้อมูลท่ีรวบรวมหรือข้อมูลจากการสังเกต ประสบการณ์ การใช้เหตุผล
การสะท้อนคิด การส่ือสาร และการโต้แย้ง นาไปพิจารณาร่วมกับข้อมูลด้านอื่น ๆ เช่น ความเหมาะสม
ตามหลักกฎหมาย ศลี ธรรม คุณธรรม คา่ นิยม ความเชอื่ และบรรทดั ฐานทางสงั คมและวัฒนธรรม
2. การคิดเชิงระบบ (System Thinking: HOT-STM) หมายถึง กระบวนการคิดที่มองเห็น
ภาพรวมโครงสร้างท้ังหมดท่ีเช่ือมโยงสัมพันธ์กันเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างเป็นระบบ ภายใต้บริบท/ ปัจจัย
ของส่ิงแวดล้อมท่ีเกิดสถานการณ์น้ัน ๆ โดยมองสถานการณ์ให้ลึกลงไปกว่าเหตุการณ์ที่เกิดข้ึน เห็นแบบแผน
หรือรูปแบบท่ีเกิดข้ึน เห็นรากเหง้าของสถานการณ์และปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ัน ๆ จนเกิด
ความเข้าใจอยา่ งลกึ ซ้งึ ในสถานการณน์ ัน้ นาไปสูก่ ารออกแบบระบบ เปรียบเทียบแบบจาลองความคิด ทานาย
ผลลัพธ์ของการแทรกแซงระบบ และประเมนิ ระบบได้
3. การคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking: HOT-CRT) หมายถึง กระบวนการคิด
ที่หลากหลาย ริเร่ิม ประเมิน ปรับปรุง และพัฒนาต่อยอดความคิด เพ่ือการแก้ปัญหาหรือสร้างทางเลือก
ที่มีประสิทธิภาพ การสร้างความก้าวหน้าในความรู้ หรือการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ โดยอาศัยจินตนาการ
และทักษะพ้ืนฐานด้านการคิดริเร่ิม คิดคล่อง คิดยืดหยุ่น คิดละเอียดลออ คิดหลากหลาย คิดวิเคราะห์
และสังเคราะห์ เพ่ือให้ได้สิ่งใหม่ท่ีดีกว่า แตกต่างไปจากเดิม มีประโยชน์ และมีคุณค่าต่อตนเอง ผู้อื่น และ
สังคมมากกว่าเดิม ซึ่งสิ่งใหม่ในที่น้ีอาจเป็นการปรับหรือประยุกต์สิ่งเดิมให้อยู่ในรูปแบบใหม่ หรือเป็นการต่อยอด
จากสิ่งเดิม หรือเป็นการริเร่มิ สิง่ ใหม่ขน้ึ มาท้งั หมด
4. การคิดแก้ปัญหา (Problem Solving Thinking: HOT-PRB) หมายถึง กระบวนการคิด
ท่ีใช้ในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการกาหนดปัญหา เข้าใจเหตุและผลของปัญหา วางแผน
การแก้ปัญหาโดยรวบรวมข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา ออกแบบวิธีการแก้ปัญหาท่ีหลากหลาย และเลือกวิธีการ
แก้ปัญหาท่ีดีที่สุด ดาเนินการแก้ไขปัญหาตามแผนที่วางไว้อย่างเป็นลาดับข้ันตอน เก็บ และวิเคราะห์ข้อมูล
เพื่อประเมินและตรวจสอบผลของการแก้ปญั หา ปรับปรุง จนปัญหาไดร้ ับการแกไ้ ข
สานกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา ณ วันที่ 27 พฤศจกิ ายน 2563
10
ระดบั สมรรถนะการคดิ ขัน้ สูง
ระดบั การพัฒนา ระดบั ความสามารถ
ระดบั คาบรรยายระดบั ป.1-3 ป.4-6 ม.1-3 ม.4-6
ตั้งคาถามหรือระบุปัญหาอย่างง่ายจากการสังเกตส่ิงต่าง ๆ รอบตัวสถานการณ์ หรือ
1 ปรากฏการณ์ในชีวิตประจาวัน สังเกต จาแนก สารวจ วางแผน รวบรวมข้อมูลหรือทรัพยากร เริ่มตน้
สรุปข้อมูล และเสนอแนวทางแก้ปัญหาอย่างง่ายได้ สามารถจินตนาการและเสนอความคิดได้
อยา่ งอสิ ระ ตลอดจนสามารถผลติ ผลงานอยา่ งง่ายโดยอาศัยต้นแบบ
ต้ังคาถามหรือระบุปัญหาอย่างง่ายจากการสังเกตส่ิงต่าง ๆ รอบตัว สถานการณ์ หรือ
ปรากฏการณ์ในชวี ิตประจาวัน สังเกต จาแนก หรือระบุความสัมพันธ์ของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ
2 ปรากฏการณ์หรือสถานการณ์น้ัน ๆ ได้ สามารถสารวจ วางแผน รวบรวมข้อมูลหรือ กาลัง
ทรัพยากร สรุปข้อมูล และเสนอแนวทางแก้ปัญหาอย่างง่ายได้ พร้อมแสดงเหตุผลและ พฒั นา
ประเมินความเหมาะสมของคาตอบ สามารถจินตนาการและเสนอความคิดได้อย่าง
คล่องแคล่ว หลายประเภทและหลายทิศทาง ตลอดจนสามารถผลิตผลงานอย่างง่าย
โดยอาศยั ต้นแบบ
ตั้งคาถามหรือระบุปัญหาอย่างง่ายจากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว สถานการณ์ หรือ
ปรากฏการณ์ในชวี ิตประจาวนั สงั เกต จาแนก หรือระบุความสัมพันธ์ของส่ิงที่เกี่ยวข้องกับ
ปรากฏการณ์หรือสถานการณ์นั้น ๆ ได้ สามารถสารวจ วางแผน รวบรวมข้อมูลหรือ
3 ทรัพยากร แปลความหมายข้อมูลด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ และสรุปข้อมูล เพื่อ สามารถ เร่มิ ตน้
เปรียบเทียบ ประเมนิ ตัดสินใจ หรือเสนอแนวทางแกป้ ัญหาอย่างงา่ ยได้ พรอ้ มแสดงเหตุผล
โดยคานึงถึงความเหมาะสมของการออกแบบวิธีการแก้ปัญหา สามารถจินตนาการและ
เสนอความคิดได้อย่างคล่องแคล่ว หลากหลาย โดยใช้ความคิดท่ีแปลกใหม่ที่ไม่ซ้าใคร
ตลอดจนสามารถผลิตผลงานตามจินตนาการโดยอาศัยต้นแบบ
ต้ังคาถามหรือระบุปัญหาอย่างง่ายจากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว สถานการณ์ หรือ
ปรากฏการณ์ในชีวิตประจาวันโดยละเอียด ระบุความสัมพันธ์ของสิ่งท่ีเก่ียวข้องกับ
4 ปรากฏการณ์หรือสถานการณ์นั้น ๆ ได้ สามารถวางแผนและดาเนินการสารวจตรวจสอบ เหนอื กาลงั
เลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล แปลความหมายข้อมูลด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ และสรุป ความ พัฒนา
ข้อมูล พร้อมท้ังประเมินความถูกต้องและข้อจากัดของข้อมูล เพื่อเปรียบเทียบ ประเมิน คาดหวงั
ตดั สนิ ใจ หรือเสนอแนวทางแกป้ ญั หาอย่างง่ายได้ สามารถจนิ ตนาการและเสนอความคิดได้
อย่างคล่องแคล่ว หลากหลาย โดยใช้ความคิดท่ีแปลกใหม่ท่ีไม่ซ้าใคร หรือพัฒนาต่อยอดจาก
ของเดิม
ตั้งคาถามหรอื ระบุปัญหาที่ซบั ซอ้ น จากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ สถานการณ์ หรือปรากฏการณ์
ในชวี ิตประจาวันโดยละเอียด สามารถวางแผนและดาเนินการการสารวจตรวจสอบ เลือก
5 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมลู วิเคราะหข์ อ้ มลู แปลความหมายขอ้ มูล เพ่อื สร้างขอ้ สรุปที่แม่นยา สามารถ เรม่ิ ตน้
และน่าเช่ือถอื พรอ้ มนาเสนอและเปรยี บเทียบข้อสรุปที่เหมือนหรือแตกต่างกับข้อสรุปของ
ตน สามารถพฒั นาชิน้ งานหรือวิธกี าร โดยใช้ความคิดท่ีแปลกใหม่ ทไ่ี ม่ซา้ ใครหรือพัฒนาต่อ
ยอดจากของเดิม วเิ คราะหอ์ งค์ประกอบของชนิ้ งานหรือวธิ กี ารเพ่อื สร้างแบบจาลองอย่างงา่ ย
ตั้งคาถามหรือระบุปัญหาหรือสถานการณ์ท่ีซับซ้อน จากการสังเกตส่ิงต่าง ๆ สถานการณ์
หรือปรากฏการณ์ในชีวิตประจาวัน ระบุสาเหตุของปัญหา แยกปัญหาเป็นปัญหาย่อย ๆ
สามารถวางแผนและดาเนินการการสารวจตรวจสอบ เลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล เหนือ
ความ กาลงั
6 เปรียบเทียบแหล่งข้อมูลและข้อเท็จจริงได้ วิเคราะห์ข้อมูล แปลความหมายข้อมูล ลง คาด พฒั นา
ข้อสรุปได้อย่างถูกต้อง นาเสนอข้อสรุปรวมทั้งเปรียบเทียบและประเมินข้อสรุปที่แตกต่าง หวัง
หรือตรงกันข้ามกับข้อสรุปของตน และสามารถปรับปรุงข้อสรุปของตนตามข้อมูลและ
หลักฐานใหม่สร้างแบบจาลองเพื่อแสดงโครงสร้างของปัญหาหรือสถานการณ์ได้ พัฒนา
ชิ้นงานหรือวิธีการโดยใช้ความคิดท่ีแปลกใหม่ที่ไม่ซ้าใคร หรือพัฒนาต่อยอดจากของเดิม
ใหเ้ หมาะสมตอ่ การใช้งานจรงิ
11
ระดับสมรรถนะการคดิ ขนั้ สูง (ต่อ) ป.1-3 ระดับความสามารถ
ป.4-6 ม.1-3 ม.4-6
ระดบั การพัฒนา
ระดบั คาบรรยายระดบั สามารถ เริ่มตน้
ตั้งคาถามหรือระบุปัญหาหรือสถานการณ์ท่ียากและซับซ้อน จากการสังเกตส่ิงต่าง ๆ เหนอื กาลัง
สถานการณ์หรือปรากฏการณ์ในชีวิตประจาวัน ระบุสาเหตุของปัญหา แยกปัญหา ความ พฒั นา
เปน็ ปญั หายอ่ ย ๆ สามารถวางแผนและดาเนินการการสารวจตรวจสอบโดยใช้เคร่ืองมือ คาดหวงั
หรอื เทคโนโลยี เลอื กวธิ ีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล วิเคราะหข์ อ้ มูลเพื่อสร้างข้อสรุปที่แม่นยา
สามารถ
7 และน่าเช่ือถือ เปรียบเทียบแหล่งข้อมูลและข้อเท็จจริงได้ สามารถลงข้อสรุปได้อย่าง
ถูกต้อง เปรียบเทียบและประเมินข้อสรุปที่แตกต่างหรือตรงกันข้ามกับข้อสรุปของตน เหนือ
โดยใช้เหตุผลและหลักฐานที่หลากหลายและสามารถปรับปรุงข้อสรุปของตนตามข้อมูล ความ
และหลักฐานใหม่ สร้างแบบจาลองเพื่อแสดงโครงสร้างของปัญหาหรือสถานการณ์ คาดหวงั
ได้ พัฒนาชิ้นงาน วิธีการหรือนวัตกรรม โดยใช้ความคิดที่แปลกใหม่ท่ีไม่ซ้าใครหรือ
พัฒนาต่อยอดจากของเดิมให้เหมาะสมต่อการใชง้ านจริง
ต้ังคาถามหรือระบุปัญหาหรือสถานการณ์ที่ยากและซับซ้อน จากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ
สถานการณ์หรือปรากฏการณ์ในชีวิตประจาวัน ประเมินคาถามว่าสามารถสารวจ
ตรวจสอบได้หรือไม่ ระบุสาเหตุของปัญหา แยกปัญหาเป็นปัญหาย่อย ๆ สามารถ
วางแผนและดาเนินการการสารวจตรวจสอบ เลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์
8 ขอ้ มูลเพ่ือสรา้ งขอ้ สรุปท่ีแมน่ ยาและนา่ เชอื่ ถอื เปรยี บเทยี บแหลง่ ขอ้ มูลและข้อเทจ็ จริงได้
นาเสนอข้อสรุปรวมท้ังเปรียบเทียบและประเมินข้อสรุปที่แตกต่างหรือตรงกันข้ามกับ
ข้อสรุปของตน โดยใชเ้ หตุผลและหลักฐานทห่ี ลากหลายและสามารถปรับปรุงข้อสรุปของ
ตนตามข้อมลู และหลกั ฐานใหม่ สร้างแบบจาลองความคิด เพ่ืออธิบายแนวคิดที่ใช้ในการ
ออกแบบระบบได้ สามารถพัฒนาชิ้นงาน วิธีการหรือนวัตกรรม โดยใช้ความคิดท่ีแปลก
ใหม่ทีไ่ ม่ซา้ ใคร หรือพัฒนาต่อยอดจากของเดิมให้เหมาะสมตอ่ การใช้งานจรงิ
ตั้งคาถามหรือระบุปัญหาหรือสถานการณ์ที่ยากและซับซ้อน จากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ
สถานการณ์หรือปรากฏการณ์ในชีวิตประจาวันหรือจากผลท่ีไม่คาดคิดมาก่อน เพ่ือหา
ข้อมูลเพ่ิมเติม ประเมินคาถามว่าสามารถสารวจตรวจสอบได้หรือไม่ ระบุสาเหตุของ
ปญั หา สามารถแยกปญั หาเป็นปญั หายอ่ ย ๆ สามารถวางแผนและดาเนินการการสารวจ
ตรวจสอบ เลอื กวธิ กี ารเก็บรวบรวมข้อมูล พรอ้ มท้ังประเมินความถกู ตอ้ ง วเิ คราะห์ข้อมูล
เพื่อสร้างข้อสรุปที่แม่นยาและน่าเชื่อถือ เปรียบเทียบแหล่งข้อมูลและข้อเท็จจริงได้
9 ประเมินผลกระทบของปัญหาโดยใช้วิธีการที่เหมาะสมและครอบคลุมทุกมิติ นาเสนอ
ข้อสรปุ รวมทงั้ เปรยี บเทียบและประเมินขอ้ สรุปที่แตกต่างหรือตรงกันข้ามกับข้อสรุปของ
ตน โดยใช้เหตุผลและหลักฐานที่หลากหลายและสามารถปรับปรุงข้อสรุปของตน
ตามข้อมูลและหลักฐานใหม่ สามารถสร้างแบบจาลองความคิดเพื่ออธิบายแนวคิดท่ีใช้
ในการออกแบบการแก้ปญั หา สามารถทานายผลลัพธ์ท่ีเกิดข้ึนเม่ือมีการปัจจัยอ่ืนเข้ามา
ในระบบ พัฒนาชิ้นงาน วิธีการหรือนวัตกรรม โดยใช้ความคิดที่แปลกใหม่ที่ไม่ซ้าใคร
หรือพัฒนาต่อยอดจากของเดิมให้เหมาะสมต่อการใช้งานจริง เขียนสะท้อนความคิด
เก่ียวกบั เน้ือหาและกระบวนการเรียนรู้
ต้ังคาถามหรือระบุปัญหาหรือสถานการณ์ท่ียากและซับซ้อน จากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ
สถานการณ์หรือปรากฏการณ์ในชีวิตประจาวันหรือจากผลท่ีไม่คาดคิดมาก่อน เพื่อหา
ขอ้ มลู เพ่มิ เตมิ และหาความสัมพันธข์ องส่งิ ต่าง ๆ รวมท้งั ประเมินคาถามว่าสามารถสารวจ
ตรวจสอนได้หรือไม่ ระบุสาเหตุของปัญหา แยกปัญหาเป็นปัญหาย่อย ๆ สามารถ
วางแผนและดาเนินการการสารวจตรวจสอบ เลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล พร้อมทั้ง
ประเมินความถูกต้องและข้อจากัดของข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างข้อสรุปท่ีแม่นยา
10 และน่าเชื่อถอื รวมท้งั พิจารณาขอ้ จากดั ของการวิเคราะหแ์ ละตีความหมายข้อมูล สามารถ
เปรียบเทียบแหล่งข้อมูลและข้อเท็จจริงได้ นาเสนอข้อสรุปรวมท้ังเปรียบเทียบและ
ประเมินข้อสรุปที่แตกต่างหรือตรงกันข้ามกับข้อสรุปของตนโดยใช้เหตุผลและหลักฐาน
ที่หลากหลายและสามารถปรับปรุงข้อสรุปของตนตามข้อมูลและหลักฐานใหม่
สร้างแบบจาลองเพื่ออธิบายแนวคิด ทานายหรือประเมินผลลัพธ์ พัฒนาชิ้นงาน วิธีการ
หรือนวัตกรรม โดยใช้ความคิดท่ีแปลกใหม่ท่ีไม่ซ้าใคร หรือพัฒนาต่อยอดจากของเดิม
ให้เหมาะสมตอ่ การใชง้ านจรงิ และส่งผลดตี ่อสังคม เขียนสะท้อนความคิดเก่ียวกับเนื้อหา
และกระบวนการเรียนรู้ และระบุสิ่งที่ต้องสิ่งที่จะทาในอนาคตเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของ
ตนเองและพฒั นาสงั คม
12
3. สมรรถนะการส่ือสาร (Communication: CM)
นยิ าม
มีความสามารถรับรู้ รับฟัง ตีความ และส่งสารด้วยภาษาต่าง ๆ ท้ังวัจนภาษาและอวัจนภาษา
โดยใช้กระบวนการคิด ซ่ึงจะนาไปสู่การเรียนรู้ ความเข้าใจ ในระบบคุณค่า การแก้ปัญหาร่วมกันผ่านกลวิธี
การส่ือสาร อย่างฉลาดรู้ สร้างสรรค์ มีพลัง โดยคานึงถงึ ความรับผดิ ชอบตอ่ สังคม
องค์ประกอบ
1. การรับสารอย่างมีสติและถอดรหัสเพ่ือให้เกิดความเข้าใจ หมายถึง การรับสารด้วยความใส่ใจ
ผ่านประสาทสัมผัสในการรับสาร ตลอดจนสามารถตีความ1สารที่ส่งมาได้ทั้งความคิด ความรู้สึก เจตนา
ตลอดจนสามารถตีความสารและสามารถนาสารมาใช้พฒั นาตนเองและสังคม
2. การรับส่งสารบนพ้ืนฐานความเข้าใจและความเคารพในความคิดเห็นและวัฒนธรรม
ท่ีแตกต่าง หมายถึง การรับส่งสารด้วยวิธีการที่หลากหลาย ทั้งการเจรจาต่อรอง หรือแลกเปล่ียนข้อมูล
สารสนเทศ องค์ความรู้ ประสบการณ์ ผ่านช่องทางหรือส่ือที่มีความหลากหลาย ทั้งสื่อบุคคล ส่ือธรรมชาติ
สอ่ื สง่ิ พิมพ์สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสื่อระคน โดยปราศจากความขัดแย้งต่าง ๆ และรู้เท่าทัน บนพื้นฐานความเข้าใจ
ในบริบทสงั คมท่ีมีความคดิ และวฒั นธรรมทแี่ ตกต่าง ทง้ั ในระดับชมุ ชน ชาติ และสากล
3. การเลือกใชก้ ลวิธีการสื่อสารอย่างเหมาะสมโดยคานึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมเพ่ือบรรลุ
วัตถุประสงค์ในการสื่อสาร หมายถึง การเลือกใช้วิธีการสื่อสารในลักษณะต่าง ๆ ท้ังวัจนภาษาและอวัจนภาษา
ตลอดจนการส่ือความหมายผ่านสื่อในรูปแบบต่าง ๆ เพ่ือบรรลุเปูาหมายในการสื่อสาร โดยมีความรับผิดชอบ
ต่อผลทจี่ ะเกิดขึ้นในสังคมและวัฒนธรรมท่ีแตกต่างทั้งในระดับชุมชน ชาติ และสากล
14
ระดบั สมรรถนะการส่ือสาร
ระดับการพฒั นา ระดบั ความสามารถ
ระดบั คาบรรยายระดบั ป.1-3 ป.4-6 ม.1-3 ม.4-6
1 ใช้ประสาทสัมผัสในการรับและส่งสารอย่างต้ังใจ เข้าใจความแตกต่างทางกายภาพที่มีผลต่อการสื่อสาร เรม่ิ ต้น
ใช้ส่อื ภาพ เสยี ง คาพูด ทา่ ทาง สญั ลักษณใ์ กล้ตัว และผลงานอยา่ งง่าย ๆ ในการส่อื สารแบบตรงไปตรงมา
รับและส่งสารอย่างตั้งใจโดยใช้ประสาทสัมผัส เข้าใจนัยตรง บอกข้อมูลและความรู้สึกที่มีต่อสารในสถานการณ์
2 ใกลต้ วั แบบตรงไปตรงมา โดยเลือกและผลิตส่ือที่เหมาะสมกับบุคคลผ่านการเคล่ือนไหว ท่าทาง เสียง ภาษา กาลงั
ภาพ สัญลักษณ์ และผลงานแบบง่าย ๆ พร้อมท้ังคานึงถึงประโยชน์และโทษของการสื่อสารท่ีมีผลกระทบ พัฒนา
ตอ่ ตนเอง
รับและส่งสารท่ีเป็นข้อมูล ข้อเท็จจริง และความรู้สึกที่มีรายละเอียดมากข้ึนในสถานการณ์ใกล้ตัว มีความอดทน
3 ในการรบั สารแลกเปลีย่ นประสบการณ์และสื่อสาร โดยตระหนกั ถงึ ความแตกต่างระหว่างตนเองกับบุคคลใกล้ตัว สามารถ เริ่มต้น
คานึงถึงประโยชน์และโทษของส่ือที่มีต่อตนเอง สามารถสื่อสารเร่ืองราวใกล้ตัวท้ังที่เป็นภาษา ภาพ เสียง
สัญลักษณ์ ทา่ ทาง การแสดงออกทางศลิ ปะอย่างงา่ ย โดยเลือกและผลติ ส่ือให้เหมาะกับบคุ คล และกาลเทศะ
4 รับและส่งสารทีเ่ กยี่ วขอ้ งกบั สถานการณท์ ่ีใกลต้ ัว จบั ประเดน็ สาคัญ หรือวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสารได้ อธิบาย เหนือ กาลงั
ความร้สู ึกทีเ่ กดิ ขึ้นจากการรับสารประเภทต่าง ๆ ทีม่ ีความซบั ซ้อนมากข้ึน มีความอดทนในการรับและส่งสาร ความ พัฒนา
ใช้สื่อท่ีมีความหลากหลายข้ึน เข้าใจผลกระทบของส่ือท่ีมีต่อตนเอง มีจุดมุ่งหมาย และกลวิธีในการสื่อสารและ คาดหวัง
การผลติ ส่อื เพอ่ื สื่อสาระที่เปน็ ประโยชน์ตอ่ ตนเองได้อยา่ งเหมาะสม
รับและส่งสารที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในชุมชน สังคม อย่างมีสติ จับประเด็นสาคัญ ข้อคิด ทั้งเชิงบวก สามารถ เริ่มต้น
5 และลบที่ได้รับตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร แลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างมีสติกับบุคคลที่หลากหลายข้ึน
ในสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน ท้ังโลกจริงและโลกเสมือน มีมารยาทและจริยธรรมในการสื่อสาร เลือกใช้
กลวธิ ีในการผลติ สอ่ื และส่อื สารท่ีเหมาะสม และเกดิ ประโยชนต์ อ่ ตนเองและตอ่ กล่มุ ตามจดุ มุ่งหมายท่ีกาหนดไว้
รับและสง่ สารผ่านส่ือท่ีหลากหลาย โดยปราศจากอคติ สรุปประเด็น ตีความ และประเมินคุณค่า ในมิติความจริง เหนือ กาลงั
ความ พฒั นา
6 (ขอ้ มูลข่าวสาร) ความดี (แกน่ แนวคดิ ) และความงาม (อารมณ์ สนุ ทรยี ะ) แบบงา่ ยได้ สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ คาดหวงั
เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม โดยคานึงถึงผลกระทบของการส่ือสาร รู้ผลกระทบของส่ือ ประเมินคุณค่าและ
จรยิ ธรรมในการสื่อสาร ผ่านส่ือประเภทต่าง ๆ มีจุดมุ่งหมายในการสื่อสาร การผลิตส่ือ และออกแบบการส่ือสาร
เพื่อให้เกิดประโยชนต์ ่อตนเอง ต่อกลุ่ม และตอ่ สงั คม
รับและส่งสารผ่านส่ือที่หลากหลาย โดยปราศจากอคติ สรุปประเด็น ตีความ วิเคราะห์ และประเมินคุณค่า สามารถ เรมิ่ ต้น
7 ในมิติความจริง ความดี ความงาม ที่มีความซับซ้อนมากข้ึน และเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่ือสาร
สามารถออกแบบการส่ือสารที่ซับซ้อนได้อย่างมีศิลปะ และสร้างสรรค์ในการส่ือสารมากขึ้น โดยคานึงถึง
ประโยชน์ทงั้ ตอ่ ตนเอง กลุม่ และสงั คมของตนเอง ตามจดุ มงุ่ หมายทกี่ าหนดไว้
รับและส่งสารที่มีความซับซ้อนผ่านสื่อที่หลากหลาย โดยปราศจากอคติ ตีความ วิเคราะห์ วิพากษ์จุดเด่น เหนือ กาลงั
ความ พฒั นา
8 จุดด้อย ประเมินคุณค่าของสารที่เกิดประโยชน์กับคนหมู่มาก หรือที่ทดสอบได้ว่าเป็นประโยชน์จริง คาดหวัง
หรือท่ีเป็นไปตามอุดมการณ์ ส่ือสารทางบวก ผลิตสื่อที่ใช้เทคโนโลยีการส่ือสารที่ซับซ้อนได้ โดยคานึงถึง
กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง และสามารถออกแบบการส่ือสารผ่านส่ือหลากหลายประเภทได้อย่างเหมาะสมกับ
กลมุ่ เปาู หมายทีต่ อ้ งการ คานึงถึงสทิ ธิและประโยชนข์ องส่วนรวมและมีความรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคม
9 รับและส่งสารที่มีความซับซ้อนและมีนัยแฝงผ่านสื่อท่ีหลากหลาย โดยปราศจากอคติ ตีความ วิเคราะห์ วิพากษ์ สามารถ
จดุ เด่น จุดด้อย ประเมินคุณคา่ ของสารนน้ั ไดล้ กึ ขึ้น มีพฤตกิ รรมทางกาย วาจาและใจในการส่ือสารกับบุคคล
ท่มี คี วามต่างอยา่ งเหน็ อกเห็นใจได้อย่างเหมาะสม รู้สึกร่วมและเข้าใจความรู้สึกต่อบุคคลที่มีความต่างจากตนเอง
มกี ลยุทธใ์ นการผลิตสอ่ื และสอื่ สารผ่านสอ่ื หลากหลายประเภทไดอ้ ยา่ งมศี ิลปะและมพี ลังด้วยความรับผิดชอบ
ต่อสงั คม (Social Responsibility)
รับและส่งสารผ่านสื่อที่หลากหลายรูปแบบและมีความซับซ้อนหรือมีนัยมากข้ึน เข้าใจ วิเคราะห์ วิพากษ์ เหนอื
ความ
10 และนาสารที่ได้รับไปใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาตนเอง ชุมชน หรือสังคมได้ ใช้กลยุทธ์ในการผลิตสื่อและ คาดหวงั
สื่อสารได้อย่างมีสติและวิจารณญาณ และรู้สึกร่วมและเข้าใจความรู้สึก (Empathy) เพื่อสร้างความเข้าใจ
โดยคานึงถึงความแตกต่างในทกุ มิตดิ ว้ ยความรับผิดชอบตอ่ สงั คมและการสร้างสังคมท่ีพฒั นาอย่างย่งั ยืน
สานกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา ณ วนั ท่ี 27 พฤศจกิ ายน 2563
15
4. สมรรถนะการรวมพลงั ทางานเป็นทีม (Teamwork and Collaboration: TC)
นิยาม
สามารถจัดระบบและกระบวนการทางาน กิจการ และการประกอบการใด ๆ ทั้งของตนเอง และ
ร่วมกับผู้อ่ืน โดยใช้การรวมพลังทางานเป็นทีม มีแผน ขั้นตอน ให้บรรลุผลสาเร็จตามเปูาหมาย มีภาวะผู้นา
มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีการประสานความคิดเห็นที่แตกต่างสู่การตัดสินใจและแก้ปัญหาเป็นทีม
อยา่ งรับผดิ ชอบรว่ มกนั สรา้ งความสัมพนั ธ์ท่ดี ีและจดั การความขัดแยง้ ภายใต้สถานการณท์ ยี่ ุ่งยาก
องคป์ ระกอบ
1. เป็นสมาชิกทีมท่ีดีและมีภาวะผู้นา มีทักษะการทางานเป็นทีม รับผิดชอบในบทบาทหน้าที่
ของตนและของทีม มีความยืดหยุ่นในการทางานร่วมกับกลุ่มคนที่แตกต่าง นาจุดเด่นของตนและสมาชิกมาใช้
ในการทางานให้บรรลุเปูาหมาย สะท้อนการทางานของตนเองและทีม ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของทีม
สร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเอง ให้เป็นที่ยอมรับและไว้วางใจ ประสานความร่วมมือภายในทีม
และระหวา่ งทีม สรา้ งคา่ นยิ มใหม่ในการทางานรว่ มกนั และการพัฒนาทมี ที่เขม้ แข็ง สามารถเป็นต้นแบบผู้สร้าง
การเปลี่ยนแปลง
2. กระบวนการทางานแบบร่วมมือรวมพลังอย่างเป็นระบบ สามารถจัดระบบการทางาน
กิจการ และการประกอบการใด ๆ ทั้งของตนเอง และร่วมกับผู้อื่น ร่วมกันกาหนดเปูาหมาย แผนการทางาน
ขนั้ ตอน และกระบวนการทางานเปน็ ทีม เห็นภาพความสาเร็จของทีม คานึงถึงประโยชน์ของทีมก่อนประโยชน์
ส่วนตน แบ่งบทบาทหน้าท่ีให้เหมาะสมกับศักยภาพของสมาชิก รับผิดชอบตามบทบาทหน้าที่ด้วยความใส่ใจ
มีความพยายามในการทางานและสนับสนุนช่วยเหลือให้เกิดความสาเร็จ เคารพ รับฟัง แลกเปลี่ยน และ
ประสานความคิดเห็นท่ีแตกต่าง ประยุกต์ใช้ทักษะการคิดขั้นสูงในการตัดสินใจเป็นทีมท่ีมีประสิทธิภาพ
ประเมนิ และปรบั ปรุงกระบวนการทางานร่วมกนั อย่างเปน็ ระบบ ด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ร่วมรับผิด
และรับชอบต่อผลการตดั สนิ ใจของทมี เห็นคณุ คา่ ของการทางานแบบร่วมมอื รวมพลัง
3. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีและการจัดการความขัดแย้ง มีทัศนคติเชิงบวกในการทางานร่วมกับ
ผู้อื่น เห็นคุณค่าของสัมพันธภาพท่ีดี สร้างและรักษาความสัมพันธ์อันดีในทีม ให้ความไว้วางใจซ่ึงกันและกัน
ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ เห็นอกเห็นใจในฐานะท่ีเป็นมนุษย์ด้วยกัน เคารพและเห็นประโยชน์ของ
ความแตกต่างหลากหลาย มีทักษะและใช้วิธกี ารปอู งกนั และจดั การความขัดแย้งได้อยา่ งเปน็ ระบบ
สานกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา ณ วนั ที่ 27 พฤศจิกายน 2563
16
ระดบั สมรรถนะการรวมพลงั ทางานเป็นทมี ป.1-3 ระดบั ความสามารถ ม.4-6
ป.4-6 ม.1-3
ระดบั การพฒั นา เรมิ่ ตน้ เริ่มต้น
ระดับ คาบรรยายระดับ เร่ิมตน้ กาลัง
กาลงั พัฒนา
1 รับรูบ้ ทบาทหน้าที่ของตนเอง มุ่งมัน่ ทางานและทากิจกรรมของตนเองและ พัฒนา กาลงั สามารถ
ร่วมกับ ผู้อื่ นได้สา เร็จตามข้อ ตกลง กฎ ก ติก า แ ละ แสดงออ ก พัฒนา เหนือ
อย่างเหมาะสมในสถานการณต์ ่าง ๆ ตามคาชแ้ี นะ สามารถ ความ
รแู้ ละรับผดิ ชอบในบทบาทหน้าท่ขี องตนเอง มีความม่ันใจในการทางานตาม เหนอื คาดหวงั
ความ
2 ข้ันตอนต่าง ๆ ให้สาเร็จ ตามคาแนะนา และปฏิบัติตามกฎ กติกา ของทีม คาดหวงั
เมื่อได้รับ การช้ีแนะเพ่ือสนับสนุนการทากิจกรรมร่วมกับผู้อ่ื น
ให้บรรลุผลสาเร็จ สามารถรับรู้ความรู้สึกของผู้อ่ืนและตอบสนองต่อ สามารถ เริม่ ต้น
สถานการณต์ า่ ง ๆ ตามคาแนะนา
มีความรับผิดชอบและใช้จุดเด่นในการทางานให้สาเร็จ รักการทางาน เป็น เหนือ กาลงั
ความ พฒั นา
3 สมา ชิกทีมที่มีส่ว นร่ว มในก า รตัดสินใจ ก ารก า หนดเปูา ห มา ย คาดหวงั
การสร้างข้อตกลงและการทางานของทีม แสดงออกถึงความเข้าใจ
ตอ่ เพ่อื นในทีมดว้ ยความเปน็ มติ รตามคาแนะนา สามารถ
4 เป็นสมาชิกทีมที่รับผิดชอบต่อบทบาทและงานตามที่ได้รับมอบหมาย เหนอื
จัดระบบความคิดก่อนลงมือทางานอย่างเป็นลาดับข้ันและปฏิบัติงานจน ความ
สาเรจ็ รวมทัง้ การช่วยเหลือเพอื่ นในทีม โดยปฏบิ ัติต่อผู้อื่นอย่างเป็นมติ ร คาดหวงั
เป็นสมาชกิ ทรี่ เิ ริม่ กาหนดเปาู หมาย วิธีการทางานท้ังของตนเองและทีม ใช้
5 ความคิดสร้างสรรค์ในการวางแผนการทางานอย่างเป็นลาดับขั้น
และปฏิบัติงานจนสาเร็จ วิเคราะห์และสะท้อนการทางาน แสดง
ความคิดเห็นและสนบั สนนุ การทางานของสมาชกิ ในทมี ให้บรรลเุ ปูาหมาย
6 เป็นผู้นาตนเองมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการทางานเพ่ือให้บรรลุ
เปาู หมายของตนเองและทีม จัดระบบความคิดและการทางาน สะท้อนผล
การทางานโดยตระหนกั ถงึ เปูาหมายและสมั พันธภาพเชงิ บวกของทีม
เปน็ ผนู้ าตนเอง สร้างการมีส่วนร่วมในการตดั สนิ ใจและกระบวนการทางาน
ตรวจสอบและพัฒนางานร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นระบบ มีวิธีการทางานท่ี
7 โปร่งใสตรวจสอบได้ สร้างสัมพันธภาพเชิงบวก และจัดการความขัดแย้ง
ด้วยความเข้าใจและยอมรับ ความแตกต่าง ความเสมอภาคและเท่าเทียม
กั น โ ด ย ไ ม่ เ ลื อ ก ป ฏิ บั ติ เ ห็ น คุ ณ ค่ า ข อ ง ทุ ก ค น ใ น ที ม
อย่างเท่าเทยี มกนั
มีภาวะผู้นา ใช้ทักษะการคิดขั้นสูง เพ่ือมองเห็นภาพความสาเร็จ ตัดสินใจ
8 และทางานอย่างมีส่วนร่วม เพื่อขับเคลื่อนทีมให้บรรลุเปูาหมาย
ด้วยกระบวนการทางานทีโ่ ปรง่ ใส ตรวจสอบได้ อกี ทง้ั รักษาสัมพันธภาพเชิง
บวกในทมี
มีภาวะผู้นา เสริมสร้างความสัมพันธ์ เชิงบวกและคุณค่าของการรวมพลัง
9 ทางานเป็นทีม มคี วามสามารถในการประสานความคิดเห็นที่แตกต่าง และ
ท า ง า น ด้ ว ย ค ว า ม โ ป ร่ ง ใ ส ต ร ว จ ส อ บ ไ ด้ แ ล ะ ส า ม า ร ถ จั ด ก า ร
ความขัดแยง้ ได้
10 มีคุณลักษณะของผู้ท่ีสร้างการเปลี่ยนแปลง สร้างแรงบันดาลใจ
เห็นคุณค่าของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน สร้างพลวัตรของการทางาน
เป็นทมี เพื่อขบั เคลื่อนส่เู ปาู หมายความสาเรจ็ ของงานและของทมี
สานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา ณ วันท่ี 27 พฤศจิกายน 2563
17
5. สมรรถนะการเปน็ พลเมืองท่ีเขม้ แข็ง (Active Citizen: AC)
นิยาม
การปฏิบัติตนอย่างรับผิดชอบในฐานะพลเมืองไทยและพลโลก รู้เคารพสิทธิเสรีภาพของตนเอง
และผู้อื่น เคารพในกฎกติกาและกฎหมาย มีส่วนร่วมทางสังคมอย่างมีวิจารณญาณ อยู่ร่วมกับผู้อื่นท่ามกลาง
ความหลากหลาย เห็นคุณค่าของศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์ มีบทบาทในการตัดสินใจและสร้างการเปล่ียนแปลง
ทางสงั คม โดยยึดม่นั ในความเทา่ เทียมเป็นธรรม คา่ นยิ มประชาธปิ ไตย และสันติวิธี
องค์ประกอบ
๑. พลเมืองรู้เคารพสิทธิ เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ตระหนักในสิทธิเสรีภาพของตนเอง
ช่วยเหลือ ให้เกียรติ และเห็นอกเห็นใจผู้อื่นบนพื้นฐานของการพ่ึงพาอาศัยกัน โดยปราศจากอคติ ไม่เลือกปฏิบัติ
เพื่อการอย่รู ่วมกันอยา่ งสันติ
๒. พลเมืองรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าท่ี ปฏิบัติตนตามกฎ กติกา ข้อตกลง กฎหมาย อย่างถูกต้อง
และเหมาะสม รับผิดชอบบทบาทหนา้ ที่ตนเองในฐานะพลเมืองไทยและพลโลก
๓. พลเมืองมีส่วนร่วมอย่างมีวิจารณญาณ ติดตามสถานการณ์และประเด็นปัญหาของสังคม
อยา่ งมีวจิ ารณญาณ มีส่วนรว่ มทางสังคมด้วยจติ สาธารณะและสานึกสากล
๔. พลเมืองผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง มีความกระตือรือร้นในการสร้างการเปล่ียนแปลงเชิงบวก
ทางสงั คม บนพืน้ ฐานของความเท่าเทียมเป็นธรรม คา่ นยิ มประชาธิปไตย และสนั ติวิธี
สานักวิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา ณ วนั ที่ 27 พฤศจิกายน 2563
18
ระดบั สมรรถนะการเป็นพลเมอื งทเี่ ข้มแข็ง
ระดับการพัฒนา ป.1-3 ระดบั ความสามารถ ม.4-6
ระดับ คาบรรยายระดับ ป.4-6 ม.1-3
1 เข้าใจผลกระทบของการกระทาอะไรท่ีตามใจตนเอง รับผิดชอบและปฏิบัติตน
ตามคาแนะนาอย่างเหมาะสม มีส่วนร่วมในกิจกรรมส่วนรวมและแจ้งผู้เกี่ยวข้อง เรมิ่ ตน้
เมอื่ พบปญั หาในชนั้ เรยี น
มีความสามารถในการยับย้ังช่ังใจ เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อ่ืน รู้จักปฏิเสธ
2 ช่วยเหลือผู้อ่ืนเมื่อได้รับการร้องขอ รับผิดชอบและปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม กาลัง
ตามบทบาทหน้าท่ีของตนเอง มีส่วนร่วมในกิจกรรมส่วนรวมต่าง ๆ ที่โรงเรียน พัฒนา
จัดข้ึนหรือครูมอบหมายและแจ้งผู้เก่ียวข้องเมื่อพบปัญหาหรือความขัดแย้ง
ในชัน้ เรียน
อิสระท่ีจะคิดและแสดงออกที่รับผิดชอบและไม่ทาให้ผู้อ่ืนเดือดร้อน เคารพสิทธิ เรม่ิ ตน้
3 เสรีภาพของผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อ่ืน รับผิดชอบและปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม กาลงั
ตามบทบาทหนา้ ทข่ี องตนเอง เคารพตอ่ สถาบันหลกั ของชาติ ติดตามขอ้ มลู ขา่ วสาร สามารถ พัฒนา
ทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกบั ตนเอง ครอบครวั เพอื่ นร่วมช้นั เรยี น มสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรมส่วนรวมต่าง ๆ
ในระดบั ชน้ั เรยี นหรือโรงเรยี น แกไ้ ขปญั หาความขัดแยง้ ในชน้ั เรียนอย่างมเี หตผุ ล
อดทนอดกลั้นในความคิดเห็นและการแสดงออกท่ีแตกต่าง ยอมรับความแตกต่าง
หลากหลาย ช่วยเหลือและแบ่งปันกับผู้อื่น รับผิดชอบและปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม
4 ตามบทบาทหน้าท่ีในฐานะพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เหนือ
ทรงเป็นประมุข เคารพต่อสถาบันหลักของชาติ ติดตามและตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร ความ
เข้าร่วมกิจกรรมและร่วมเป็นอาสาสมัครในกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ คาดหวงั
ระดับโรงเรียนและชุมชน หาทางออกร่วมกันกับผู้เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา
หรือความขดั แยง้ อย่างมเี หตุผล
รู้จักและปกปูองสิทธิเสรีภาพของตนเอง และผู้อ่ืน ยอมรับและเคารพ สามารถ เร่มิ ตน้
ความแตกต่างหลากหลาย พยายามท่ีจะเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือและแบ่งปันกับผู้อื่น
5 รับผิดชอบและปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมตามบทบาทหน้าที่ในฐานะพลเมือง
ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เคารพต่อสถาบันหลัก
ของชาติ ติดตามและตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร เข้าร่วมกิจกรรมและร่วมเป็นอาสาสมัคร
ในกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ระดับโรงเรียนและชุมชน หาทางออกร่วมกัน
กับผเู้ ก่ียวข้องในการแก้ปญั หา โดยใชก้ ระบวนการปรึกษาหารือตามวถิ ปี ระชาธิปไตย
รู้จักและปกปูองสทิ ธิเสรภี าพของตนเอง และผู้อืน่ พยายามท่ีจะเห็นอกเห็นใจและ เหนอื กาลัง
ชว่ ยเหลอื ผู้อื่น เคารพและปฏิบตั ิตนตามกฎ กตกิ าทางสังคม มีความรับผิดชอบต่อ ความ พฒั นา
ผลการกระทาตามบทบาทหน้าที่พลเมืองประชาธิปไตย ติดตามและประเมิน คาดหวัง
6 ความถกู ต้องและน่าเชื่อถือของขอ้ มูล รเิ ร่มิ และมสี ่วนร่วมทางสังคมในประเด็นท่ีสนใจ
ระดับท้องถ่ินและประเทศ ด้วยจิตสาธารณะ กระตือรือร้นในการหาทางออก
และร่วมสร้างการเปล่ียนแปลงร่วมกันเก่ียวกับประเด็นปัญหา โดยคานึงถึง
ความเท่าเทียมเป็นธรรมด้วยสันติวิธีและวิถีประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุข
สานกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563
19
ระดับสมรรถนะการเปน็ พลเมืองทีเ่ ข้มแข็ง (ตอ่ ) ป.1-3 ระดับความสามารถ
ป.4-6 ม.1-3 ม.4-6
ระดับการพฒั นา
ระดบั คาบรรยายระดบั สามารถ เริ่มตน้
รู้จกั และปกปอู งสิทธิเสรีภาพของตนเอง และผู้อืน่ พยายามทจ่ี ะเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เหนอื กาลัง
ท้ังในโลกจริงและโลกเสมือน ให้เกียรติ ช่วยเหลือผู้อ่ืนโดยไม่เลือกปฏิบัติ ความ พฒั นา
เคารพและปฏิบัติตนตามกฎ กติกาทางสังคม มีความรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ คาดหวัง
พลเมืองประชาธิปไตย ติดตามและประเมินความถูกต้องและน่าเชื่อถือของข้อมูล
สามารถ
7 ท่ีเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม
ริเริ่มและมีส่วนร่วมทางสังคมในประเด็นท่ีสนใจระดับท้องถ่ินและประเทศ เหนือ
ด้วยจิตสาธารณะ กระตือรือร้นในการหาทางออกร่วมกันและริเร่ิมในการสร้าง ความ
การเปล่ียนแปลงของท้องถิ่น ภูมิภาค และประชาคมโลก เกี่ยวกับประเด็นปัญหา คาดหวงั
โดยคานึงถึงความเท่าเทียมเป็นธรรม ด้วยสันติวิธีและวิถีประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมุข
ยึดม่ันในหลักสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค พยายามที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
ทง้ั ในโลกจรงิ และโลกเสมือนบนพ้ืนฐานของการพ่ึงพาอาศัยกันโดยปราศจากอคติ
8 ใชว้ ิจารณญาณในการติดตามสถานการณ์และประเด็นปัญหา ริเร่ิมและมีส่วนร่วม
ทางสังคมในประเด็นท่ีหลากหลายระดับภูมิภาคและประชาคมโลก ด้วยจิต
สาธารณะและสานึกสากล กระตือรือร้นในการร่วมสร้างการเปล่ียนแปลงเชิงบวก
เก่ียวกับประเดน็ ปัญหาของท้องถนิ่ ด้วยคา่ นยิ มประชาธิปไตย
ยึดมั่นในหลักสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค เคารพและปฏิบัติตามกฎ
กติกาทางสังคม พยายามท่ีจะเห็นอกเห็นใจผู้อ่ืนท้ังในโลกจริงและโลกเสมือน
บนพืน้ ฐานของการพ่ึงพากันโดยปราศจากอคติ ไม่เลือกปฏิบัติ มีความรับผิดชอบ
ต่อบทบาทหน้าที่พลเมืองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
9 ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ใช้วิจารณญาณในการติดตามสถานการณ์
และประเด็นปัญหา ริเร่ิมและมีส่วนร่วมทางสังคมในประเด็นที่หลากหลาย
ระดับภูมิภาคและประชาคมโลก ด้วยจิตสาธารณะและสานึกสากล กระตือรือร้น
ในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก เก่ียวกับประเด็นปัญหาของท้องถ่ิน
ด้วยความเชอ่ื มัน่ ในสงั คมท่ีเท่าเทยี มเป็นธรรม ค่านิยมประชาธิปไตย และแนวทาง
ทไ่ี ม่เกดิ ความรุนแรงต่อสังคมและต่อตวั เอง
ยึดมั่นและปกปูองในหลักสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค ส่ือสารผ่านช่องทาง
10 สาธารณะระดับภูมิภาคและประชาคมโลก ด้วยจิตสาธารณะ สานึกสากล
ด้วยความเชื่อมนั่ ในสังคมที่เท่าเทยี มเป็นธรรม ค่านิยมประชาธิปไตย และแนวทาง
ที่ไม่เกิดความรุนแรงตอ่ สงั คมและต่อตัวเอง แนวทางสันตวิ ธิ ี
สานกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา ณ วนั ที่ 27 พฤศจิกายน 2563
20
6. สมรรถนะการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และวิทยาการอย่างยัง่ ยืน (Sustainable coexistence with living
in the harmony of nature and science: SLNS)
นยิ าม
มีความเข้าใจพน้ื ฐานเกี่ยวกับปรากฏการณ์ของโลกและเอกภพและความสัมพันธ์ของคณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์และธรรมชาติในชีวิตประจาวัน ใช้และรู้เท่าทันวิทยาการเทคโนโลยี มีความอยากรู้ อยากเห็น
ชา่ งสงั เกต เห็นคุณคา่ สามารถแกป้ ัญหา หรอื สร้างสรรคน์ วัตกรรมได้เพอื่ การดารงชีวติ และอยู่รว่ มกับธรรมชาติ
อยา่ งยง่ั ยืน
องคป์ ระกอบ
๑. การเข้าใจปรากฏการณ์ท่ีเกิดขึ้นบนโลกและในเอกภพ: สืบเสาะ ทาความเข้าใจข้อเท็จจริง
สาเหตุ กระบวนการ และผลกระทบทีเ่ กิดขึ้นของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ท่ีเกดิ ข้ึนบนโลก และในเอกภพ
๒. การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์เพื่อการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ
อย่างยั่งยืน: มองเห็นปัญหา เช่ือมโยงและประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์
วทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยเี พ่อื แก้ปัญหา หรอื สรา้ งสรรคน์ วตั กรรม เพือ่ การดารงชวี ติ และอย่รู ่วมกับธรรมชาติ
อยา่ งย่ังยืน
๓. การสรา้ ง ใช้ และรู้เท่าทันวิทยาการเทคโนโลยี: สร้างและใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ
สร้างสรรค์ รเู้ ท่าทนั มีความฉลาดทางดิจทิ ัล คานงึ ถึงผลกระทบต่อชีวิต ส่งิ แวดลอ้ ม และสงั คม
๔. การมีคุณลักษณะทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์สาหรับการเข้าใจระบบธรรมชาติและ
การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน: มีความอยากรู้อยากเห็น ช่างสังเกต เข้าใจระบบธรรมชาติ เห็นคุณค่าของ
คณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เพ่อื การดารงชวี ิตและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างย่ังยนื
สานักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา ณ วนั ท่ี 27 พฤศจิกายน 2563
21
ระดบั สมรรถนะการอยูร่ ว่ มกบั ธรรมชาติ และวิทยาการอย่างยง่ั ยนื
ระดับการพฒั นา ระดบั ความสามารถ
ป.4-6 ม.1-3
ระดับ คาบรรยายระดบั ป.1-3 ม.4-6
เร่มิ ต้น
ช่างสงสยั มจี นิ ตนาการ สังเกต ซกั ถาม เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลอยา่ ง กาลัง
พฒั นา
กระตือรอื รน้ บอกขอ้ เท็จจรงิ ลงความเห็น จากการสงั เกต จาแนก สามารถ เร่ิมตน้
1 ความแตกตา่ งของขอ้ มลู นาเสนอขอ้ มลู ในรปู แบบทีเ่ หมาะสม และอธิบาย
สถานการณ์ทเี่ ก่ียวข้องกบั ตนเองและสิ่งรอบตัว ทากจิ กรรม กิจวัตรตา่ ง ๆ เริม่ ตน้
และแกป้ ัญหาโดยใช้ความรู้คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ/ หรือเทคโนโลยี
ใชเ้ ทคโนโลยีอย่างปลอดภัยและเหมาะสม มสี ว่ นรว่ มในการดูแลส่งิ แวดลอ้ ม
รอบตวั ใชส้ ิ่งของอยา่ งประหยัด
ชา่ งสงสยั กระตือรือร้นในการต้งั คาถามและรวบรวมขอ้ มูลโดยใช้เครื่องมอื
อยา่ งงา่ ย อ่านข้อมูลและลงข้อสรปุ เพอื่ อธบิ ายสาเหตขุ องสถานการณใ์ กล้
2 ตวั จากความสมั พนั ธข์ องหลกั ฐานทรี่ วบรวมได้ แก้ปญั หาจากสถานการณ์ กาลงั
ใกลต้ ัวหรือสิง่ แวดล้อมโดยใชค้ วามรคู้ ณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ/ หรอื พัฒนา
เทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยอี ยา่ งปลอดภยั และเหมาะสม มีสว่ นร่วมในการ
ดูแลสิ่งแวดลอ้ มในโรงเรยี นหรือชุมชน
ใช้ส่งิ ของอยา่ งใสใ่ จและรคู้ ุณค่า
กระตือรือรน้ และมีฉนั ทะในการใฝุหาความรู้ ตง้ั คาถามท่ีนาไปสูก่ ารหา
คาตอบและรวบรวมข้อมลู โดยใช้เครือ่ งมอื อย่างงา่ ย เลือกรปู แบบ
การนาเสนอ วเิ คราะห์ และประเมนิ ความน่าเชอื่ ถอื ของข้อสรปุ อธิบาย
3 สาเหตุของปรากฏการณจ์ ากหลกั ฐานทรี่ วบรวมได้และเช่อื มโยงผลทีม่ ีต่อ สามารถ
ชีวิตและสง่ิ แวดลอ้ มในชุมชน ออกแบบแนวทางและลงมอื แกป้ ญั หา
จากสถานการณ์ใกล้ตวั หรอื ส่ิงแวดลอ้ มโดยใช้ความรคู้ ณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์ และ/ หรอื เทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยอี ยา่ งปลอดภยั และ
เหมาะสม ใส่ใจ ดูแลสิ่งแวดล้อมในบริเวณบา้ น โรงเรียน หรอื ชมุ ชน
ของตนเอง ใช้ทรัพยากรธรรมชาตอิ ยา่ งรคู้ ณุ คา่
รวบรวมขอ้ มูลอย่างซื่อสัตย์ ออกแบบและเลอื กใช้เครื่องมอื ทีเ่ หมาะสม
ประเมนิ ความนา่ เช่อื ถือของข้อมลู วิเคราะห์ขอ้ มูลทจี่ ัดการเพื่อลงขอ้ สรปุ
อธิบายสาเหตแุ ละกระบวนการของปรากฏการณ์จากหลักฐานทีร่ วบรวมได้
4 โดยใช้ความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ และเช่ือมโยงผลต่อธรรมชาติ และ เหนือ
สง่ิ แวดลอ้ มในชมุ ชน คาดการณเ์ กยี่ วกบั ปรากฏการณ์โดยอาศัยหลกั วชิ า ความ
และไมม่ ีอคติ ออกแบบแนวทางและลงมอื แกป้ ัญหาจากสถานการณ์ คาดหวงั
ต่าง ๆ ในธรรมชาตหิ รือส่ิงแวดลอ้ ม โดยใช้ความรู้คณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยีตามวตั ถปุ ระสงคอ์ ยา่ งคุม้ ค่าและปลอดภยั
รบั รแู้ ละมจี ิตสานึกในการดแู ลธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อม
ใส่ใจ และมฉี นั ทะในการใฝหุ าความรู้ สงั เกต ต้ังคาถามทีน่ าไปสู่การหา
คาตอบเกย่ี วกับปรากฏการณท์ ่วั ไป ประเมนิ และเลอื กวธิ กี ารรวบรวมข้อมูล
ทสี่ อดคล้องกับคาถาม ประเมินความนา่ เชือ่ ถือของข้อมูล จัดการและ
นาเสนอข้อมลู หลายประเภทไดอ้ ย่างเหมาะสม วิเคราะหแ์ ละเลอื ก
ชดุ ข้อมูลทสี่ อดคลอ้ งกบั สมมติฐาน และประเมนิ ขอ้ สรุปและขอ้ กลา่ วอ้าง
5 อธบิ ายสาเหตแุ ละกระบวนการของปรากฏการณ์จากหลกั ฐานทรี่ วบรวมได้
โดยใช้ความรใู้ นศาสตร์ต่าง ๆ และเช่ือมโยงผลต่อธรรมชาติ และส่งิ แวดล้อม
ในชมุ ชน คาดการณเ์ ก่ยี วกับปรากฏการณ์โดยอาศัยหลักวิชาอยา่ งมเี หตผุ ล
และไมม่ อี คติ แกป้ ญั หาปจั จุบันทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั
การเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณต์ า่ ง ๆ ในระบบธรรมชาติ โดยใช้ความรู้
คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยีอยา่ งค้มุ คา่
ปลอดภัย และเหมาะสม รบั ร้แู ละเห็นตวั เองเป็นส่วนหนง่ึ ของระบบ
ธรรมชาติ ใชท้ รพั ยากรธรรมชาตติ ามความจาเป็น
สานกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา ณ วันท่ี 27 พฤศจกิ ายน 2563
22
ระดับสมรรถนะการอย่รู ว่ มกับธรรมชาติ และวทิ ยาการอยา่ งย่งั ยนื (ตอ่ ) ระดับความสามารถ ม.4-6
ป.4-6 ม.1-3
ระดบั การพฒั นา เริ่มต้น
ระดับ คาบรรยายระดับ ป.1-3 เหนือ กาลงั กาลัง
ความ พัฒนา พัฒนา
มุ่งม่ันในการหาสาเหตุของปรากฏการณ์ ออกแบบวิธีการรวบรวมข้อมูล คาดหวงั
วเิ คราะหแ์ ละนาเสนอข้อมลู ทคี่ อ่ นข้างซับซอ้ นและประเมนิ ความสมเหตุ สม
ผลของข้อสรุปและการอนุมาน ยอมรับและยินดีเปลี่ยนแปลงข้อสรุปเม่ือมี สามารถ
หลักฐานที่น่าเชื่อถือเพียงพอ อธิบายสาเหตุและกระบวนการของ
ปรากฏการณจ์ ากหลักฐานท่ีรวบรวมได้โดยใช้ความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ และ เหนอื
ความ
6 เช่ือมโยงผลต่อธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมในระดับประเทศอย่างเป็นระบบ คาดหวงั
ค า ด ก า ร ณ์ เ ก่ี ย ว กั บ ป ร า ก ฏ ก า ร ณ์ โ ด ย อ า ศั ย ห ลั ก วิ ช า แ ล ะ ข้ อ มู ล
รอบด้าน แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบด้วยคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ
เทคโนโลยี และปฏบิ ตั ติ นเพอ่ื อยูร่ ่วมกบั การเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์
ใ น ร ะ บ บ ธ ร ร ม ช า ติ ไ ด้ อ ย่ า ง เ ห ม า ะ ส ม ใ ช้ เ ท ค โ น โ ล ยี
โดยคานึงถึงผลกระทบต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม และรู้เท่าทัน
ใ น ก า ร ส่ื อ ส า ร ผ่ า น โ ล ก ดิ จิ ทั ล ใ ช้ ท รั พ ย า ก ร ธ ร ร ม ช า ติ อ ย่ า ง
มคี วามรับผดิ ชอบ
มุ่งมั่น อดทน และจดจ่อในการหาสาเหตุของปรากฏการณ์ที่ค่อนข้าง
ซับซ้อน สังเกต ต้ังคาถาม ออกแบบ ประเมิน และปรับปรุงวิธีการ
และเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบและประเมิน
ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ประเมินและปรับปรุงการนาเสนอข้อมูล
ให้เหมาะสม ใช้ความรู้ในการประเมินความสมเหตุสมผลของข้อสรุป
และการอนุมาน อธิบายสาเหตุและกระบวนการของปรากฏการณ์
7 จากหลักฐานที่รวบรวมได้ และใช้ความรู้ หลักการ ทฤษฎี หรือกฎ
และเชื่อมโยงผลต่อชีวิต ธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมในระดับประเทศ
อย่างเป็นระบบ พยากรณ์เกี่ยวกับปรากฏการณ์อย่างสมเหตุสมผลและใช้
ข้อมูลรอบด้าน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าท่ีไม่คาดคิดเก่ียวกับการดาเนินชีวิต
ของมนษุ ย์ สิง่ แวดลอ้ ม และธรรมชาติ ด้วยคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ
เทคโนโลยี มีส่วนร่วมในการปกปูองหรือฟื้นฟูส่ิงแวดล้อมในโรงเรียนหรือ
ชุมชน โดยเสนอแนวทาง นาไปปฏิบัติ ตรวจสอบผลและปรบั ปรุงวิธีการ ใช้
เทคโนโลยีโดยคานึงถึงผลที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคม และส่ิงแวดล้อม สร้าง
และแบง่ ปันข้อมลู อยา่ งปลอดภยั
สร้างโครงงานตามหัวข้อที่กาหนด โดยต้ังคาถาม กาหนดขอบเขตท่ีศึกษา
ออกแบบ ประเมนิ และปรบั ปรุงวิธีการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลและ
เลอื กการอนมุ านทีต่ รงกับเงือ่ นไขและขอ้ จากดั อย่างมเี หตผุ ล อธบิ ายสาเหตุ
แ ล ะ ก ร ะ บ ว น ก า ร ข อ ง ป ร า ก ฏ ก า ร ณ์ ที่ ซั บ ซ้ อ น จ า ก ห ลั ก ฐ า น
ที่รวบรวมได้ โดยใช้ความรู้ หลักการ ทฤษฎี กฎ และปัจจัยต่าง ๆ
ท่ีเกี่ยวข้อง และเช่ือมโยงผลต่อชีวิต สิ่งแวดล้อม และธรรมชาติอย่าง
8 เป็นระบบ พยากรณ์เก่ยี วกับปรากฏการณ์อย่างสมเหตุสมผล ใช้ข้อมูลรอบ
ด้านและน่าเชื่อถือ วิเคราะห์ปัญหาในเชิงระบบจากสถานการณ์
ที่ซับซ้อนในธรรมชาติ แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและมีวิจารณญาณ
ด้วยคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีส่วนร่วมสร้างสมดุล
เพือ่ การดารงชวี ติ ในธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมของชุมชนโดยเสนอแนวทาง
นาไปปฏิบัติ ตรวจสอบผลและปรับปรุงวิธีการอย่างมุ่งมั่น อดทน ใช้
เทคโนโลยีท่ีหลากหลายในการทางาน และจัดการผลที่เกิดขึ้น เคารพ
กฎหมาย มีจริยธรรม เห็นคุณค่าของระบบธรรมชาติโดยปรับตัว
ให้อย่รู ่วมกันได้อย่างสมดลุ
สานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา ณ วนั ท่ี 27 พฤศจกิ ายน 2563
23
ระดบั สมรรถนะการอย่รู ่วมกับธรรมชาติ และวทิ ยาการอยา่ งยั่งยนื (ตอ่ ) ระดับความสามารถ ม.4-6
ป.4-6 ม.1-3
ระดับการพัฒนา สามารถ
ระดับ คาบรรยายระดับ ป.1-3
เหนอื
สร้างโครงงานตามความสนใจ โดยต้ังคาถาม วิเคราะห์ สังเคราะห์หลักการ ความ
หรอื ทฤษฎีอย่างรอบด้านเพื่อออกแบบวิธีการรวบรวมข้อมูล ประเมินและ คาดหวงั
ป รั บ ป รุ ง ก า ร น า เ ส น อ ข้ อ มู ล วิ เ ค ร า ะ ห์ ข้ อ มู ล
เพ่ือการอนุมาน เลือกใช้โมเดลในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนาไปสู่ข้อสรุป
และตอบข้อสงสัย อธิบายสาเหตุและกระบวนการของปรากฏการณ์
ท่ีซับซอ้ นและสนใจโดยบรู ณาการความรหู้ ลากหลายสาขาวิชาและเชือ่ มโยง
9 ผลต่อธรรมชาติ วิเคราะห์ปัญหาในเชิงระบบจากสถานการณ์
ในระบบธรรมชาติ แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและมีวิจารณญาณ
โดยบูรณาการศาสตร์ต่าง ๆ อย่างแน่วแน่ ไม่ย่อท้อ ปฏิบัติตน
เพื่อดารงชีวิตในธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมอย่างสมดุล มีส่วนร่วม
ในการสร้างจติ สานกึ ของคนในชุมชน โดยเสนอแนวทางในการปกปูองหรือ
ฟื้นฟู และอย่รู ว่ มกับธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมและย่ังยืน
ใช้เทคโนโลยีเพอื่ ส่งเสริมการสร้างอาชีพและโอกาสในการแข่งขัน รู้เท่าทัน
การเปลีย่ นแปลงของเทคโนโลยี
วิเคราะห์ สังเคราะห์หลักการหรือทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง
เพื่อกาหนดขอบเขตโครงงานที่ศึกษา ออกแบบวิธีการรวบรวมข้อมูล
อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพและสร้างสรรค์ ประเมนิ จดุ แขง็ ของชดุ ข้อมูล สร้างและ
ยืนยันความถูกต้องของข้อสรุป อธิบายสาเหตุ กระบวนการ และ
ความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนในระบบธรรมชาติโดยบูรณาการ
10 ความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลท่ีเป็น
จุดวิกฤตซึ่งมีผลต่อความอยู่รอดของมนุษย์และโลกจากสถานการณ์
ในระบบธรรมชาติ สรา้ งนวตั กรรมเพอ่ื แกป้ ญั หาอย่างเป็นระบบ สร้างสรรค์
และมีวิจารณญาณ โดยบูรณาการศาสตร์ต่าง ๆ อย่างมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว
ส ร้ า ง จิ ต ส า นึ ก ข อ ง ค น ใ น ชุ ม ช น ป ก ปู อ ง ห รื อ ฟ้ื น ฟู แ ล ะ
อยู่ร่ว มกับ ธ รรมชา ติแ ละสิ่งแว ดล้อ มได้อย่า งสมดุลและ ยั่งยืน
ใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการสร้างอาชีพหรือการเพิ่มมูลค่าของผลผลิต
และโอกาสในการแข่งขัน คานึงถึงผลทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ อยา่ งรอบด้าน
สานกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา ณ วันท่ี 27 พฤศจกิ ายน 2563
24
7. กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
(รา่ ง) กรอบหลักสูตรการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช .... ระดับประถมศึกษา กาหนดกลุ่มสาระการเรียนรู้
ประกอบดว้ ย สมรรถนะเฉพาะ และผลลัพธ์การเรียนรเู้ มอ่ื จบช่วงชัน้ ดังน้ี
ช่วงช้ันที่ 1 (ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 1 - ๓) กาหนด 7 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ดงั นี้
๑. ภาษาไทย
๒. คณติ ศาสตร์
๓. ภาษาอังกฤษ
๔. ศลิ ปะ
๕. สุขศกึ ษาและพลศึกษา
๖. สงั คมศึกษา
๗. วิทยาศาสตรแ์ ละระบบธรรมชาติ
ช่วงช้นั ท่ี 2 (ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 4 - 6) กาหนด 9 กล่มุ สาระการเรียนรู้ ดงั น้ี
๑. ภาษาไทย
๒. คณติ ศาสตร์
๓. ภาษาองั กฤษ
๔. ศิลปะ
๕. สุขศึกษาและพลศึกษา
๖. สังคมศึกษา
7. การจัดการในครวั เรอื นและการประกอบการ
8. วิทยาศาสตรแ์ ละระบบธรรมชาติ
9. เทคโนโลยีดิจทิ ลั
ความหมายขององคป์ ระกอบกลุม่ สาระการเรียนรู้
สมรรถนะเฉพาะ (Specific Competencies) เป็นสมรรถนะเฉพาะกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ประกอบด้วย
ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) เจตคติ (Attitudes) และค่านิยม (Values) ของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้
ทกี่ าหนดสาหรับนกั เรียนในแต่ละช่วงชั้น
ผลลัพธ์การเรียนรู้เมื่อจบช่วงช้ัน (Learning Outcome) เป็นเปูาหมายของการจัดการเรียนรู้
เม่ือจบช่วงช้นั ผลลัพธก์ ารเรยี นร้ปู ระกอบด้วย พฤตกิ รรมทสี่ ะท้อนสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะ ท่ีครูผู้สอน
ต้องนาไปใช้เป็นกรอบแนวคิดในการออกแบบการจัดการเรียนรู้และการวัดผลประเมินผล เพ่ือพัฒนาผู้เรียน
ผลลพั ธก์ ารเรียนรูเ้ มอ่ื จบช่วงชั้นเป็นภาพรวมความสามารถของนักเรียนตามกลุ่มสาระการเรยี นรู้
25
8. ความสมั พนั ธร์ ะหว่างสมรรถนะหลักกบั กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
(ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช .... ระดับประถมศึกษา กาหนดแนวคิด
การพฒั นาสมรรถนะหลัก 6 ดา้ นผ่านกลุม่ สาระการเรียนรู้ โดยผสมผสานระหว่างสมรรถนะหลักกับสมรรถนะเฉพาะ
ของแตล่ ะกลุม่ สาระการเรยี นรู้ เพ่ือกาหนดเป็นผลลัพธ์การเรียนรู้เม่ือจบช่วงชั้นของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้
ดงั นี้
26
8.1 ชว่ งชัน้ ที่ 1 (ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 1 - ๓)
กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
สาระสาคญั ของกลุ่มสาระการเรยี นรู้
ความสาคญั ของกลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
ภาษาไทยเป็นเคร่ืองมือสาหรับการส่ือสารท่ีสาคัญของคนไทย ทาให้เกิดความเข้าใจท่ีตรงกัน
ทั้งระดับบุคคลและระดับสังคม เป็นเครื่องมือสาหรับการคิด การรู้คิดด้วยภาษาไทยจะช่วยให้การเรียนรู้
และการแสวงหาความรู้ในศาสตร์อ่ืน ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ภาษาไทยเป็นสานึกร่วม เป็นมรดก
ทางวัฒนธรรม และเป็นเอกลักษณ์ของชาติ ตลอดจนเป็นเคร่ืองมือสาหรับการสร้างสรรค์และการเข้าถึง
สนุ ทรยี ภาพ ดังนน้ั การใชภ้ าษาไทยจึงเป็นสมรรถนะที่ต้องศกึ ษาและฝึกฝนจนเกิดความชานาญ
กลุ่มสาระการเรียนรู้นี้มีสมรรถนะเฉพาะ 4 สมรรถนะ ได้แก่ 1) การฟัง การดู และการพูด
เพื่อพัฒนาการคิด 2) การอ่านเพ่ือพัฒนาการคิด 3) การเขียนเพื่อพัฒนาการคิด และ 4) การเข้าใจธรรมชาติ
ของภาษาและการใชภ้ าษาไทย
สมรรถนะเฉพาะทั้ง 4 สมรรถนะดังกล่าว มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสมรรถนะหลักทั้ง 6 สมรรถนะ
และบูรณาการกันเป็นผลลพั ธก์ ารเรยี นรู้ช่วงช้นั 9 ข้อ ซ่ึงเป็นเปูาหมายของชว่ งช้นั น้ี
ผลลัพธ์การเรียนรู้ช่วงชั้นที่ 1 ท้ัง 9 ข้อ นาไปกาหนดเป็นผลลัพธ์การเรียนรู้ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 - 3
โดยต้องคานึงถึงการบูรณาการสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะด้วย เพื่อให้เมื่อผู้เรียนบรรลุผลลัพธ์
การเรียนร้ชู ้ันปแี ล้ว จะนาไปส่กู ารบรรลผุ ลลัพธก์ ารเรยี นรชู้ ่วงช้นั ตามที่หลกั สูตรกาหนดไว้
ลักษณะเฉพาะ/ ธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรียนรู้
การเรียนรู้ภาษาไทยในชว่ งชั้นท่ี 1 เปน็ การเรียนรู้การใช้ภาษาท่ีเก่ียวข้องกับบริบทใกล้ตัว เริ่มต้นจาก
เรื่องของตัวเอง เรือ่ งที่เกยี่ วข้องกบั ตวั เอง สถานการณ์ หรอื บรบิ ทใกล้ตวั ของนกั เรียน ทงั้ ในและนอกโรงเรยี น
นักเรียนจะได้รับการพัฒนาสมรรถนะการฟังจากการฟังและ/ หรือดูส่ิงต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้คาศัพท์ และสร้าง
ความเขา้ ใจเร่ืองราวไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาสมรรถนะการพูดจากการพูดสนทนาและการเล่าเร่ือง เพ่ือแลกเปลี่ยน
ความรู้ แสดงความคิดเห็น และความรู้สึก รวมทั้งถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ
ถกู กาลเทศะ บุคคล รวมทั้งมีมารยาทในการฟงั การดู และการพดู
ในขณะเดียวกัน นักเรียนก็ต้องได้รับการพัฒนาสมรรถนะการอ่านจากการอ่านบทอ่านประเภทต่าง ๆ
เพ่ือให้สามารถอ่านออกและเข้าใจเนื้อหาสาระของบทอ่านไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาสมรรถนะการเขียน
เพ่ือให้สามารถเขียนสะกดคาได้ถูกต้องตามโครงสร้างภาษา และเขียนข้อความแสดงความรู้ความเข้าใจ
ความคิด ความรู้สึก โดยใช้คาและประโยคง่าย ๆ ตรงตามวัตถุประสงค์ได้อย่างถูกหลักการใช้ภาษาในการส่ือ
ความหมาย เพ่ือส่ือสารและเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีมารยาทในการอ่านและการเขียน ทั้งนี้ วิธีการสอน
อา่ นเขียนแบบแจกลูกสะกดคา และอ่านตามครู ยังคงเป็นวิธีการสอนท่ีมีประสิทธิภาพ สาหรับจัดการเรียนการสอน
ใหน้ กั เรียนสามารถอา่ นออกและเขยี นได้
จดุ เนน้ การพฒั นา
การสอนภาษาไทยในช่วงชั้นที่ 1 เป็นการพัฒนาสมรรถนะการใช้ภาษาของนักเรียน ผ่านการเรียนรู้
หลักภาษาไทยและโครงสร้างภาษาไทยพ้ืนฐานจากส่ือต่าง ๆ เพ่ือให้นักเรียนเกิดสมรรถนะการใช้ภาษา
เพ่ือสื่อสารในบริบทต่าง ๆ และเกิดสมรรถนะการใช้ภาษาในฐานะเครื่องมือการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้
ในช่วงช้ันที่ 1 เป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมาย โดยคานึงพัฒนาการการเรียนรู้ภาษาของนักเรียนเป็นสาคัญ
เน่ืองจากเป็นวัยที่เพ่ิงก้าวออกมาจากระดับปฐมวัย หรือครอบครัว นักเรียนจึงมีความแตกต่างระหว่างบุคคล
ท้ังด้านการใช้ภาษา การเรียนรู้ร่วมกับเพื่อน และการใช้ชีวิตกับผู้อื่นท่ีไม่ใช่คนในครอบครัว ในเบ้ืองต้นครูควร
27
จัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความสามารถในการรับรู้และการเรียนรู้ของนักเรียน ปรับพ้ืนฐานของนักเรียน
แต่ละคน โดยออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนบนฐานของสถานการณ์ หรือบริบทใกล้ตัวของนักเรียน
ทงั้ ในและนอกโรงเรยี น เชน่ การใช้ภาษาพูดเพอ่ื สอื่ สารในห้องเรียน หอ้ งสมุด โรงอาหาร เป็นต้น รวมท้ังออกแบบ
กิจกรรมการอ่านและการเขียนโดยใช้วิธีการสอนหลากหลาย เพ่ือให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้ และสื่อสารได้
อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับช่วงวัยของนักเรียน โดยใช้บทอ่านในหนังสือหรือสื่อประเภทต่าง ๆ
ในชวี ติ ประจาวนั เชน่ บทอ่านสาหรับเด็ก วรรณคดีไทย ปูายโฆษณา ประกาศ
การนาไปใชใ้ นชวี ิตจรงิ
การเข้าใจธรรมชาติของภาษาและการใช้ภาษาไทยในช่วงชั้นนี้ มีวัตถุประสงค์สาคัญเพ่ือให้นักเรียน
ได้ฝึกการฟัง การดู การพูด การอ่าน และการเขียน ผ่านการเรียนรู้หลักการใช้ภาษาและโครงสร้างภาษาไทย
พ้ืนฐานจากส่ือต่าง ๆ เพ่ือให้นักเรียนเกิดสมรรถนะการใช้ภาษาเพื่อสื่อสารในบริบทต่าง ๆ และเกิดสมรรถนะ
การใช้ภาษาในฐานะเคร่ืองมือการเรียนรู้ ทั้งนี้ การสอนอ่านเขียนในเบ้ืองต้นเพ่ือให้นักเรียนสามารถอ่านเขียน
ได้อย่างถูกต้อง ชดั เจน ยังคงเนน้ การสอนอ่านเขยี นโดยการแจกลูกสะกดคาเป็นหลัก จากนั้นจะเป็นการเรียนรู้
เก่ียวกับการเข้าใจความหมายของคา การนาไปใช้แต่งประโยคอย่างง่ายในบริบทและสถานการณ์ต่าง ๆ
รวมทงั้ การใชภ้ าษาไทยไดอ้ ยา่ งเหมาะสมกับกาลเทศะ
การใช้ภาษาไทยเพ่ือให้สามารถสื่อสารได้ในบริบทต่าง ๆ ท้ังการเรียนในช้ันเรียนและทุกเวลาที่ต้องมี
การปฏิสัมพันธ์สื่อสารกับผู้อื่น นักเรียนจาเป็นต้องได้รับการพัฒนาหรือฝึกฝนอย่างต่อเน่ือง เพื่อให้การสื่อสาร
เปน็ ไปอยา่ งมีประสิทธภิ าพ
การบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรยี นรู้ตา่ ง ๆ
การเรียนรู้ภาษาไทยในช่วงชั้นท่ี 1 นี้ นักเรียนจะได้เรียนรู้ผ่านการรับสารต่าง ๆ ท้ังจากการฟัง การดู
และการอ่าน เพื่อให้สามารถส่งสาร คือ การเขียนและการพูดได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล
ด้วยเหตุนี้ การออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนอกจากจาเป็นต้องเช่ือมโยงบนฐานของสถานการณ์
หรอื บรบิ ทใกลต้ ัวแลว้ ยงั ตอ้ งมีการบรู ณาการร่วมกบั วิชาอ่นื ๆ เช่น
คณิตศาสตร์ อ่านและเขียนแผนภาพแผนภูมิ แผนผัง ฟัง ดู และอ่านโจทย์คณิตศาสตร์ ตีความ
แกป้ ัญหา พูดนาเสนอ แสดงวธิ คี ดิ เขียนคาท่ีสื่อความหมายถงึ การบวก การลบ การคูณ การหาร แสดงความสัมพันธ์
ของจานวนท่ีเปน็ รปู ธรรม รับฟงั และอธบิ ายใหเ้ หตผุ ลความสมั พันธข์ องจานวน
ภาษาอังกฤษ เรียนรู้ ฟงั ดู และพดู คาศัพท์ ทงั้ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
ศิลปะ วาดภาพประกอบคา ประโยค เร่ืองราวเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว และชุมชน แล้วเขียน
เรือ่ งราวเกย่ี วกบั ภาพที่ตนวาดข้นึ
สุขศึกษาและพลศึกษา พูดนาเสนอความรู้ที่ได้จากการดูคลิปสถานการณ์ต่าง ๆ เก่ียวกับ
ชีวิตประจาวัน เช่น การดูแลสุขภาพ การรักษาสิ่งแวดล้อม ฟัง ดู และอ่านวิธีการใช้วัสดุ อุปกรณ์ ฉลากต่าง ๆ
การปฏบิ ัตติ นเก่ยี วกบั สขุ อนามยั อ่านสัญลักษณ์ หรอื ปาู ยเตอื นในโรงเรยี น และชมุ ชน
สังคมศึกษา อ่านแผนผังโรงเรียน แผนผังหมู่บ้าน ชุมชนท่ีตนเองอยู่ อ่าน และเขียนบันทึก
รายรับ - รายจ่ายในครัวเรือน เรียนรู้เรื่องราวจากบทอ่านท่ีมีเน้ือหาเกี่ยวกับวันสาคัญประเพณีและวัฒนธรรม
ชุมชน ท้องถิ่น สภาพแวดล้อม ศาสนา พิธีกรรม ประวัติของท้องถ่ิน นิทานในท้องถิ่น เพลงพ้ืนบ้าน อ่านข้อมูล
จากแผ่นพับสาหรับโฆษณาหรือปูายโฆษณาสินค้า หรือแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น สภาพอากาศ แผนท่ี
การเดินทาง
วิทยาศาสตร์และระบบธรรมชาติ สืบค้น หาแหล่งข้อมูลท่ีต้องการศึกษาได้สอดคล้องกับ
ความต้องการ หรือได้ตรงตามสถานการณ์ หรือข้อความท่ีกาหนดให้ สังเกต พูด เขียน หรือวาดภาพเกี่ยวกับ
พืชและสัตว์ที่มีในท้องถ่ิน สรุปความเข้าใจในส่ิงที่ได้เรียนรู้จากปรากฏการณ์ ธรรมชาติ สถานการณ์ ในรูปแบบต่าง ๆ
ตามความสนใจ
28
ความสัมพนั ธร์ ะหว่างสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลกั
1. การจัดการตนเอง
สมรรถนะเฉพาะ 2. การคดิ ขั้นสูง
3. การสือ่ สาร
1. การฟงั การดู และการพูดเพ่อื พัฒนาการคดิ 5. การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง
1.1 ฟังและ/ หรือดอู ยา่ งต้งั ใจแลว้ ปฏิบตั ติ ามคาสั่ง คาช้แี จง และ 1. การจดั การตนเอง
คาแนะนาได้ถูกต้องเหมาะสม 2. การคดิ ขนั้ สูง
3. การสือ่ สาร
1.2 ฟังและ/ หรือดสู ่ือต่าง ๆ อยา่ งตง้ั ใจแล้วพูดเล่าเร่ือง บอกรายละเอียด 5. การเป็นพลเมืองทเี่ ข้มแข็ง
และสาระสาคัญ รวมทงั้ แสดงความคดิ เหน็ และความรสู้ ึกอย่าง ๖. การอยู่ร่วมกบั ธรรมชาติ
สรา้ งสรรค์
และวิทยาการอยา่ งย่งั ยนื
1.3 พูดสือ่ สารได้ตรงตามวัตถุประสงค์อย่างเหมาะสม
1.4 พดู แสดงความคิดเหน็ และความรู้สกึ เก่ียวกบั การพูดของตน 1. การจัดการตนเอง
2. การคิดขนั้ สงู
ได้อย่างเปน็ กลาง 3. การสื่อสาร
1.5 สนทนาแลกเปลีย่ นความรู้ ความคดิ เห็น และประสบการณ์กบั ผูอ้ ่นื 5. การเปน็ พลเมืองท่เี ข้มแข็ง
ในสถานการณ์ตา่ ง ๆ โดยเคารพในความหลากหลาย
2. การอ่านเพ่ือพัฒนาการคดิ
2.1 อา่ นออกเสียงคาในบทอา่ นและสือ่ ประเภทตา่ ง ๆ ที่กาหนดให้
อยา่ งตง้ั ใจและถูกต้อง รวมท้งั เขา้ ใจความหมายของคา แลว้ สามารถ
อา่ นออกเสียงตลอดจนทาความเขา้ ใจบทอ่านและส่ือทีพ่ บ
ในชีวติ ประจาวัน
2.2 อา่ นบทอ่านและสอื่ ประเภทต่าง ๆ แลว้ ลาดับเหตกุ ารณ์ ตั้งคาถาม
และตอบคาถามเพ่อื สรุปเรื่องและบอกข้อคดิ ตลอดจนคาดคะเน
เหตกุ ารณ์จากเรือ่ งท่อี ่านอยา่ งมีเหตุผล
2.3 อา่ นบทอ่านและส่อื ประเภทต่าง ๆ แลว้ นาความรแู้ ละข้อคิด
ไปปรับใช้ใหเ้ ป็นประโยชนต์ ่อตนเองและผู้อนื่
2.4 อา่ นบทอ่านตามความสนใจอยา่ งสม่าเสมอและนาเสนอเร่อื งที่อา่ น
ได้อยา่ งสร้างสรรค์
3. การเขยี นเพือ่ พัฒนาการคิด
3.1 คดั ลายมือและเขียนคาอย่างต้ังใจและถูกต้อง แลว้ สามารถนาไปใช้
ในการเขียนส่ือสารในชวี ติ ประจาวนั ได้ถูกต้อง ชดั เจน และเหมาะสม
3.2 เขียนส่อื สารได้ตรงตามวัตถปุ ระสงคแ์ ละรูปแบบการเขยี น
โดยไม่ละเมิดสทิ ธขิ์ องผู้อื่น
3.3 เขยี นเรอ่ื งตามจินตนาการอย่างสร้างสรรค์
3.4 เขยี นแสดงความคิดเหน็ และความร้สู ึกเกีย่ วกบั งานเขียนของตน
ไดอ้ ย่างเป็นกลาง
29
สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลัก
4. การเข้าใจธรรมชาตขิ องภาษาและการใช้ภาษาไทย 2. การคดิ ขนั้ สงู
3. การสือ่ สาร
4.1 ใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนได้ถูกต้อง เหมาะสมกับบุคคลและกาลเทศะ 5. การเป็นพลเมืองทเี่ ข้มแข็ง
4.2 ใช้ภาษาไทยมาตรฐานได้ถกู ต้อง เหมาะสมกบั บุคคลและกาลเทศะ
เรยี นรู้ภาษาถิน่ เพื่อให้เกดิ ความเขา้ ใจในความหลากหลาย
4.3 อ่านและเขียนสะกดคาตามหลักการได้ถูกต้องและนาไปใช้อ่าน
และเขยี นสะกดคาใหม่ในชีวติ ประจาวนั
4.4 แต่งประโยคอย่างง่ายตรงตามเจตนาในการสื่อสารและเหมาะสม
กับบริบท
ผลลพั ธก์ ารเรียนรเู้ ม่ือจบช่วงชัน้ ท่ี 1
1. มสี มาธิในการฟงั และการดู เข้าใจและตอบสนองต่อสิ่งท่ีฟังและดู สามารถถ่ายทอดเนื้อหาของสิ่งที่ฟังและดู
รวมทงั้ แสดงความคิดเหน็ และความรสู้ ึกได้อยา่ งเหมาะสม
2. พูดเพอ่ื สอ่ื สารขอ้ เท็จจริง ความคิดเห็น ความรสู้ ึก ได้ถกู ตอ้ งเหมาะสมและเป็นกลาง โดยเคารพในความหลากหลาย
3. อ่านออกเสียงคาได้ถกู ต้อง เข้าใจความหมายของคาท่ีอ่านออกเสียง สามารถอ่านออกเสียงและเข้าใจตัวบท
ไดห้ ลากหลายมากขึ้น
4. มีสมาธิในการอ่าน เข้าใจส่ิงที่อ่าน มีนิสัยรักการอ่าน สามารถวิเคราะห์สิ่งท่ีอ่านและนาข้อคิดจากการอ่าน
ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวนั ได้อยา่ งสรา้ งสรรค์
5. คัดลายมือและเขียนคาได้ถูกต้อง แล้วสามารถนาไปใช้ในการเขียนเพ่ือสื่อสารในชีวิตประจาวันได้ชัดเจนและ
เหมาะสม
6. เขียนส่ือสารได้ตรงตามวัตถุประสงค์ เขียนแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกเก่ียวกับงานเขียนของตน
ได้เหมาะสมเป็นกลางโดยไม่ละเมดิ สิทธ์ิของผู้อื่น
7. เขียนเร่อื งตามจินตนาการอยา่ งสร้างสรรค์
8. ใชภ้ าษาพูดและภาษาเขียนได้ถกู ตอ้ ง เหมาะสมกบั บคุ คลและกาลเทศะ
9. มีเจตคตทิ ด่ี ตี อ่ การใชภ้ าษาไทยอย่างถูกต้อง
30
กลมุ่ สาระการเรียนรูค้ ณติ ศาสตร์
สาระสาคญั ของกลุ่มสาระการเรยี นรู้
ความสาคญั ของกลุ่มสาระการเรียนรู้คณติ ศาสตร์
คณิตศาสตร์มีบทบาทสาคัญต่อการพัฒนาความคิดของนักเรียนในช่วงช้ันที่ 1 ทาให้สามารถ
คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์
ให้กบั นักเรยี นจะสง่ ผลให้นักเรียนมคี วามสามารถในการคิดอยา่ งมีเหตุผล ส่ือสารนาเสนอ คิดสร้างสรรค์ และ
สามารถเลือกใช้เคร่ืองมือในการนาไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจาวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม นอกจากน้ี
คณิตศาสตรย์ งั เป็นเคร่อื งมอื ในการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนศาสตร์อ่ืน ๆ เพื่อให้มีความเข้าใจ
เกี่ยวกบั ปรากฏการณต์ า่ ง ๆ ใกลต้ วั อยรู่ ว่ มกับธรรมชาติและผอู้ นื่ ในสังคมได้อย่างมีความสุข
ลกั ษณะเฉพาะ/ ธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรียนรู้
คณติ ศาสตร์เป็นศาสตร์ท่ีเกี่ยวข้องกับการคานวณ การคิด และการสร้างแบบจาลองทางคณิตศาสตร์
เพ่ือแก้ปัญหาในชีวิตประจาวัน สาหรับนักเรียนช่วงชั้นท่ี 1 จะได้เรียนรู้คณิตศาสตร์ท่ียังไม่เคยมีประสบการณ์
การเรียนรู้มาก่อน ได้แก่ จานวน การดาเนินการของจานวน การวัด รูปเรขาคณิต แบบรูปและความสัมพันธ์
และสถิติ ที่เป็นความรู้เบื้องต้น โดยใช้การให้เหตุผลที่สมเหตุสมผลสร้างองค์ความรู้ต่าง ๆ ข้ึน และนาไปใช้
อย่างเปน็ ระบบ
คณิตศาสตร์มีความถูกต้องเที่ยงตรง คงเส้นคงวา มีระเบียบแบบแผน เป็นเหตุเป็นผล เพ่ือให้
ได้ข้อสรุปและนาไปใช้ประโยชน์ คณิตศาสตร์มีลักษณะเป็นภาษาสากลที่ทุกคนเข้าใจตรงกันในการสื่อสาร
ส่อื ความหมายและถา่ ยทอดความรรู้ ะหวา่ งศาสตร์ตา่ ง ๆ
จดุ เน้นการพฒั นา
ในกลมุ่ สาระการเรียนรู้นี้ สาหรบั นกั เรยี นในชว่ งช้นั ท่ี 1 มจี ุดเน้นในการพัฒนา ดังน้ี
จานวนและการดาเนินการเป็นการเร่ิมต้นพัฒนากระบวนการคิดโดยให้นักเรียนใช้จานวนนับ และ
การดาเนินการของจานวนนับไม่เกิน 100,000 และ 0 บูรณาการกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจาวัน
ผ่านกิจกรรมแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ จนเกิดความคล่องแคล่วและนาไปใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้
คณิตศาสตรเ์ น้อื หาอ่ืน หรือวชิ าอ่นื ได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
แบบรูปของจานวนและแบบรูปซ้าของรูปเรขาคณิตและรูปอื่น ๆ เป็นการเช่ือมโยงความสัมพันธ์
ของส่ิงต่าง ๆ ในลักษณะแบบรูปผ่านกิจกรรมบูรณาการกับธรรมชาติและชีวิตประจาวัน ให้นักเรียนใช้
การค้นหาความสัมพันธ์ ส่ือสารและนาเสนอข้อสรุปและขยายแนวคิดนาไปสู่การสร้างสรรค์ผลงาน
ตามจนิ ตนาการ
การวัดความยาว น้าหนักและปริมาตร เน้นทักษะเก่ียวกับการวัดโดยการลงมือปฏิบัติ ให้นักเรียน
สังเกตเคร่ืองวัดและใช้เคร่ืองวัดให้เหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการวัด ส่ือสารและเชื่อมโยงการวัดกับความรู้
เรื่องจานวนและการดาเนินการบูรณาการกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจาวันผ่านกิจกรรมแก้ปัญหา
คณติ ศาสตรจ์ นเกดิ ความคลอ่ งแคลว่ และใช้เปน็ ทกั ษะพืน้ ฐานในการสืบเสาะหาความรู้ในศาสตรแ์ ขนงอนื่
เงินและการวางแผนเก่ียวกับเงิน เน้นการส่ือสาร นาเสนอ และเชือ่ มโยงความรู้เรอ่ื งเงินกับความรู้
เรือ่ งจานวนและการดาเนินการบูรณาการกับสถานการณ์ตา่ ง ๆ ในชีวติ ประจาวันผ่านกิจกรรมแกป้ ัญหา
คณิตศาสตร์จนเกดิ ความคล่องแคล่ว นาไปใช้ในชีวติ ประจาวันและใช้เปน็ ทกั ษะพืน้ ฐานในการวางแผน
การเงนิ เพื่อนาไปสกู่ ารจัดการเร่อื งเงนิ อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
31
เวลาและระยะเวลาเป็นการบูรณาการให้นักเรียนใช้การสื่อสารเรื่องเวลาและระยะเวลาผ่านการทา
กิจกรรมต่าง ๆ ในครอบครัว เพ่ือนและผู้เกี่ยวข้อง ชุมชนและสังคม แก้ปัญหาเก่ียวกับเวลาและระยะ
เพือ่ นาไปสู่การจดั การเก่ียวกบั เวลาของตนเองได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพผา่ นการบนั ทึกกิจกรรมทร่ี ะบุเวลา
ข้อมูลและการนาเสนอข้อมูลเป็นการบูรณาการให้นักเรียนใช้การต้ังคาถามในส่ิงที่สนใจ
ในชีวิตประจาวัน เก็บรวบรวมข้อมูลและนาเสนอข้อมูลผ่านกิจกรรมแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ และสามารถ
วิเคราะห์ แปลความหมายจากแผนภูมิรูปภาพ แผนภูมิแท่ง ตาราง และนาไปใช้แก้ปัญหา ได้อย่าง
สมเหตุสมผลเพือ่ นาไปสกู่ ระบวนการแก้ปญั หาทางสถิติ
การนาไปใช้ในชีวิตจริง
เม่ือนักเรียนได้ฝึกฝนและเรียนรู้คณิตศาสตร์ในช่วงช้ันท่ี 1 จะทาให้นักเรียนมองเห็นปัญหา และ
วิเคราะห์ปัญหาด้วยมุมมองของตนเองอย่างมีเหตุผลและมีแนวคิดที่หลากหลายและยืดหยุ่น ต่อยอดแนวคิด
ในการแกป้ ัญหาเพอ่ื สร้างแนวคดิ ใหม่หรอื แก้ปญั หาในสถานการณอ์ น่ื ซ่ึงนักเรียนนาไปใช้ทาความเข้าใจปัญหา
ที่เกิดข้ึนในชีวิตประจาวัน แก้ปัญหาด้วยความมุ่งมั่น ค้นหาข้อมูล หรือเรื่องราวต่าง ๆ ท่ีตนเองสนใจและ
อยากหาคาตอบหรือสร้างสรรค์ส่ิงใหม่ ๆ สาหรับตนเอง นอกจากนี้นักเรียนสามารถสื่อสาร สื่อความหมาย
และนาเสนอแนวคิดต่าง ๆ ของตนเองเพ่ือสนับสนุนแนวคิดของตนเอง หรือโต้แย้งแนวคิดของผู้อ่ืนอย่าง
สมเหตุสมผลซึ่งนาไปใชใ้ นการอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมอย่างมีความสขุ
การบรู ณาการกับกลุ่มสาระการเรยี นรู้ตา่ ง ๆ
ภาษาไทย/ ภาษาต่างประเทศ สามารถส่ือสารด้วยภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศ
ในสถานการณ์ หรือเร่ืองราวต่าง ๆ โดยใช้คาศัพท์ทางคณิตศาสตร์ เช่น อ่านและเขียนแสดงจานวนของส่ิงต่าง ๆ
หรือจานวนเงิน บอกเวลา บันทึกกิจกรรมท่ีระบุเวลา รวมทั้งควรส่งเสริมการอ่าน การเขียนและการใช้ภาษา
เพือ่ นาเสนอเรื่องราวในการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์
ศิลปะ สามารถใช้แบบรูปของรูปเรขาคณิตและรูปอ่ืน ๆ ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ
ตามจินตนาการ และสอ่ื สาร ส่อื ความหมายและนาเสนอแนวคิดของตนเองหรือเรอื่ งราวผ่านงานศลิ ปะ
สุขศึกษาและพลศึกษา สามารถนาความรู้เก่ียวกับจานวน แบบรูป การอ่านข้อมูลจากตาราง
และเวลา ไปใช้ในการกาหนดจานวนครั้งและท่ากายบริหาร กาหนดตารางการแข่งขัน เวลาและระยะเวลา
ในการแขง่ ขัน
สังคมศึกษา สามารถนาความรู้เกี่ยวกับเงิน เพื่อวางแผนการใช้จ่ายเงินและทรัพยากรให้คุ้มค่า
และการอ่านปฏิทิน การคานวณเวลาเพื่อเช่ือมโยงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวัฒนธรรมประเพณีในรอบปี
และการทาความเข้าใจประวัตคิ วามเปน็ มาของครอบครวั โรงเรียนและชมุ ชน
วิทยาศาสตร์และระบบธรรมชาติ สามารถนาความรู้เก่ียวกับคณิตศาสตร์ไปใช้เป็นเครื่องมือ
ในการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น ใช้การวัดและเลือกเคร่ืองวัดที่เหมาะสม
เพ่ือเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้การนับจานวนข้อมูล ใช้แผนภูมิรูปภาพ แผนภูมิแท่ง และตารางในการนาเสนอ
ข้อมลู
32
ความสัมพันธ์ระหวา่ งสมรรถนะหลกั และสมรรถนะเฉพาะ
สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลกั
1. การแกป้ ัญหา
1.1 มคี วามอยากรู้อยากเหน็ สามารถมองเห็นปญั หาทางคณิตศาสตร์ 1. การจัดการตนเอง
ในชีวติ จรงิ ดว้ ยมมุ มองของตนเอง (thinking mathematically) 2. การคิดขนั้ สูง
1.2 แก้ปัญหาในชวี ิตจรงิ ผา่ นการลงมือแกป้ ัญหาในสถานการณ์ตา่ ง ๆ 3. การส่ือสาร
4. การรวมพลงั ทางานเปน็ ทมี
และเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์ผ่านการสะทอ้ นความคิด (reflect)
6. การอย่รู ว่ มกบั ธรรมชาติ
จากประสบการณ์
1.3 มีความมมุ านะในการทาความเขา้ ใจและแก้ปญั หาทางคณติ ศาสตร์ และวทิ ยาการอยา่ งย่ังยนื
1.4 ตระหนักและเหน็ คุณค่าของการใชค้ ณิตศาสตร์ในการแก้ปัญหา
2. การสื่อสาร และนาเสนอ (Communication and presentation)
2.1 สอ่ื สารแนวคิดทางคณิตศาสตรข์ องตนเองอยา่ งม่ันใจ โดยใช้ 1. การจัดการตนเอง
การแสดงแทนทางคณิตศาสตรท์ ่หี ลากหลาย ดว้ ยสอ่ื ของจริง 3. การส่ือสาร
รูปภาพ งานศิลปะ แผนภาพ ภาษา หรอื สญั ลกั ษณ์ 4. การรวมพลงั ทางานเปน็ ทีม
2.2 รับฟัง เขา้ ใจความหมาย และเห็นคณุ คา่ แนวคิดของผอู้ ื่น 5. การเปน็ พลเมอื งท่เี ข้มแข็ง
2.3 นาเสนอข้อมูลทางคณติ ศาสตรไ์ ด้อย่างเหมาะสม 6. การอย่รู ่วมกบั ธรรมชาติ
และวิทยาการอย่างยั่งยืน
3. การให้เหตุผล
3.1 ให้เหตุผลสนบั สนุนแนวคิดของตนเองได้อย่างสมเหตสุ มผล 2. การคิดขั้นสูง
โดยมขี อ้ เทจ็ จริงทางคณิตศาสตรร์ องรับ 3. การสื่อสาร
3.2 รบั ฟงั พิจารณาแนวคดิ ของผู้อ่นื หรอื ข้อมลู ในรูปแบบต่าง ๆ 4. การรวมพลงั ทางานเป็นทีม
ประกอบการตัดสนิ ใจเพื่อสนับสนนุ หรอื โตแ้ ย้งอยา่ งเหมาะสม 6. การอยรู่ ว่ มกบั ธรรมชาติ
3.3 ตระหนักถึงความจาเปน็ และความสาคัญในการให้เหตผุ ล และวิทยาการอยา่ งยง่ั ยืน
4. การสรา้ งข้อสรุปทั่วไป และขยายแนวคิด (Generalization & Extension)
4.1 สร้างข้อสรุปทวั่ ไป (generalization) โดยสังเกต ค้นหาลกั ษณะรว่ ม 2. การคิดขน้ั สูง
ทเ่ี กิดขึ้นซา้ ๆ (pattern) จากมมุ มองทางคณิตศาสตร์ ท้งั ด้านความรู้ 6. การอยู่รว่ มกับธรรมชาติ
และวธิ กี ารเรยี นรู้ (how to learn) และวิทยาการอย่างยง่ั ยืน
4.2 ขยายแนวคิด (extension) จากข้อสรุปทวั่ ไป โดยนาไปใช้แก้ปญั หา
ในสถานการณ์ต่าง ๆ
5. การคดิ สร้างสรรค์
5.1 คดิ ได้อย่างหลากหลาย แตกต่างจากเดิม คิดรเิ ร่มิ 2. การคดิ ขน้ั สงู
5.2 ประยกุ ต์ และนาไปใชไ้ ด้อย่างคลอ่ งแคล่ว ยดื หยนุ่ ในการแก้ปญั หา 6. การอย่รู ว่ มกบั ธรรมชาติ
5.3 ตอ่ ยอดแนวคิดหรอื แนวทางแก้ปญั หา เพ่ือสร้างแนวคิดใหม่ หรอื และวิทยาการอย่างย่ังยนื
แก้ปัญหาในสถานการณ์อน่ื ในชีวติ จริง
33
สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลกั
6. การใชเ้ คร่อื งมือในการเรยี นรู้ (Use aids and tools) 3. การส่ือสาร
4. การรวมพลงั ทางานเปน็ ทีม
6.1 ใช้สอื่ การเรยี นรู้ต่าง ๆ (manipulatives) เพ่อื สรา้ งความเข้าใจ 6. การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ
และแนวคิดของตนเอง
และวิทยาการอย่างยั่งยืน
6.2 สบื ค้น ตรวจสอบแหล่งทมี่ า (origin) ของข้อมูลจากแหล่งเรยี นรู้
ตา่ ง ๆ และเลอื กใชป้ ระกอบการเรยี นรแู้ ละแก้ปัญหาในชีวติ จรงิ
ได้อยา่ งเหมาะสมกับสถานการณ์
ผลลัพธก์ ารเรียนร้เู มอื่ จบช่วงช้นั ที่ 1
1. ส่ือสารทางคณิตศาสตร์เก่ียวกับจานวนนับได้อย่างถูกต้อง และนาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่าง
เหมาะสม
2. อธิบายความสัมพันธ์ของจานวนนับโดยใช้การรวม (compose) หรือการแยก (decompose)
ของจานวน เปรยี บเทยี บและเรยี งลาดับจานวนพร้อมให้เหตผุ ล
3. อธบิ ายความสมั พันธ์ของแบบรปู ซา้ ของจานวน รูปเรขาคณิตและรูปอ่ืน ๆ และแบบรูปของจานวนนับที่
เพิม่ ขน้ึ หรอื ลดลงทลี ะเท่า ๆ กัน พร้อมให้เหตุผล สร้างข้อสรุป และขยายแนวคิดเพื่อสร้างแบบรูปและ
รว่ มกันแกป้ ัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลายหรือแตกต่างจากเดิม
4. อธิบายสถานการณ์ในชีวิตจริงที่จะนาการบวก การลบ การคูณ และการหารมาใช้ได้อย่างเหมาะสม
สร้างตัวแบบเชิงคณิตศาสตร์ในการดาเนินการ คานวณและเลือกใช้เคร่ืองมือในการบวก การลบ
การคูณ และการหาร โดยเช่ือมโยงกับความสัมพันธ์และสมบัติต่าง ๆ ของการดาเนินการได้อย่าง
ยืดหยุ่นและคล่องแคล่ว และแปลความหมายภาษาและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์เป็นสถานการณ์
ในชีวิตจริง
5. แก้ปัญหาเก่ียวกับจานวนนบั ในสถานการณ์ตา่ ง ๆ ด้วยแนวคิดที่หลากหลายหรือแตกต่างจากเดิม อย่าง
มมุ านะ พร้อมทงั้ แลกเปลีย่ นแนวคดิ รว่ มกับผูอ้ ืน่ โดยตระหนกั ถงึ ความแตกต่างระหว่างบคุ คล
6. อธบิ ายสถานการณ์ในชีวิตจรงิ ที่เกย่ี วกับการวดั ความยาว น้าหนัก และปรมิ าตร เลือกใช้หน่วยการวดั
และเครื่องวดั เพ่ือวดั และบอกความยาว น้าหนัก และปริมาตรได้อยา่ งเหมาะสม
7. สอ่ื สารเกีย่ วกบั เวลา ระยะเวลา ไดถ้ กู ตอ้ ง โดยเชือ่ มโยงกบั สถานการณใ์ นชีวติ จริง
8. ส่ือสารเกี่ยวกับเงิน เปรียบเทียบจานวนเงิน แลกเงินได้อย่างถูกต้องหลากหลาย และนาไปใ ช้
ในสถานการณต์ า่ ง ๆ
9. แก้ปัญหาเก่ียวกับความยาว น้าหนัก ปริมาตร เวลา และเงิน ในสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยแนวคิด
ท่ีหลากหลายหรอื แตกต่างจากเดิม อยา่ งมุมานะ พรอ้ มท้ังแลกเปล่ยี นแนวคิดรว่ มกับผู้อื่น
10. รับรู้และอธิบายลักษณะของรูปร่างต่าง ๆ จากสิ่งของ ส่ิงแวดล้อมรอบตัว สถานการณ์ในชีวิตจริง
ผา่ นการสงั เกตและการสรา้ งรูปรา่ ง เช่อื มโยงสลู่ กั ษณะของรูปเรขาคณติ สองมิติ รูปเรขาคณติ สามมิติ
11. ให้เหตุผลในการจาแนกและบอกลักษณะของรูปเรขาคณิตสองมิติ รูปเรขาคณิตสามมิติและรูปท่ีมีแกน
สมมาตร และนาไปใชใ้ นสถานการณ์ต่าง ๆ
12. จัดการข้อมูล และนาเสนอข้อมูลโดยใช้แผนภูมิรูปภาพ แผนภูมิแท่ง หรือตารางทางเดียว
สื่อสาร แปลความหมายของข้อมูล และใช้ข้อมูลเพื่ออธิบายเหตุการณ์ ตัดสินใจ หรือแก้ปัญหา
ในสถานการณต์ า่ ง ๆ
13. ร่วมกนั แก้ปญั หาทางสถิตใิ นสถานการณ์ใกล้ตวั หรอื สงิ่ แวดลอ้ มในบริเวณบ้าน โรงเรียน หรือชุมชนของ
ตนเอง อย่างมมุ านะ และสร้างสรรค์
34
กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาอังกฤษ
สาระสาคัญของกลุ่มสาระการเรียนรู้
ความสาคัญของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาองั กฤษ
ด้วยภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่มีการใช้อย่างแพร่หลายมากท่ีสุดภาษาหน่ึงและมีความสาคัญ
เป็นอย่างย่ิงในการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นทักษะสาคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21
เป็นเครื่องมือสาคญั ในการตดิ ต่อสอื่ สารในชีวติ ประจาวัน การแสดงออก การจัดการตนเอง การแสวงหาความรู้
เชื่อมโยงกับวิชาอื่น ๆ การศึกษาต่อ และการประกอบอาชีพ อันจะนาไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถ
ในการแข่งขนั ของประเทศ
ลกั ษณะเฉพาะ/ ธรรมชาตขิ องกล่มุ สาระการเรยี นรู้
เป็นกล่มุ สาระการเรียนรู้ที่เป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรู้ในด้านต่าง ๆ และเป็นเคร่ืองมือสาหรับ
การส่ือสารสร้างความเข้าใจในความแตกต่างในด้านเช้ือชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม นอกจากน้ี ภาษาอังกฤษ
ยังสามารถช่วยกระตุ้นจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน รวมท้ังเป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจอันดี
กับผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อทางานร่วมกัน อันนาไปสู่สัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน ผู้เรียนภาษาอังกฤษ
จะได้รับการพัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนคาศัพท์ ประโยคง่าย ๆ เพ่ือสร้างความเข้าใจเรื่องราว
พร้อม ๆ กับแลกเปลี่ยนความรู้ แสดงความคิดเห็น และความรู้สึกได้อย่างเหมาะสม โดยผู้เรียนควรได้รับ
แรงเสริมและกาลังใจจากครูให้มีความกล้า รู้สึกสนุก มีความเพลิดเพลินในการเรียนรู้ภาษา เกิดความคุ้นเคย
และความม่นั ใจในการฝกึ สนทนา โต้ตอบ และเพม่ิ โอกาสให้นกั เรียนได้ใช้ภาษาอังกฤษทั้งในและนอกชั้นเรียน
จุดเน้นการพัฒนา (ชว่ งชนั้ ที่ 1)
ในช่วงชน้ั ท่ี 1 ภาษาอังกฤษมงุ่ เน้นการตดิ ตอ่ สอ่ื สารในแงม่ ุม/ มติ ติ า่ ง ๆ ได้แก่
1) รคู้ าศพั ทท์ ี่พบบอ่ ยๆ และสานวนพ้นื ฐานเกย่ี วกับตนเอง ครอบครัว และสิ่งต่าง ๆ รอบตัว
2) เข้าใจและสามารถโต้ตอบกับผู้พูด/ คู่สนทนาได้ ในการแสดงความคิด อารมณ์ ความรู้สึก โดยใช้
ประโยคง่าย ๆ
3) ใหข้ ้อมลู สว่ นตัวเบ้ืองตน้ เกีย่ วกบั ตนเอง โดยใชค้ าและวลี ที่สน้ั และง่าย หรือใช้ประโยคพ้ืนฐานได้
4) เข้าใจคาศัพท์ วลี ประโยคสั้นๆรวมไปถึงคาสั่งท่ีใช้บ่อย ๆ ในสถานการณ์ที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็น
ทั้งในการพดู และการเขยี น
5) สามารถใช้คาศัพท์ วลีสั้นๆ และสานวนที่ใช้ในการส่ือสารเรื่องราวในชีวิตประจาวัน เพ่ือสื่อสารและ
บรรยายขอ้ มลู ส่วนบุคคล สี ตวั เลขพ้นื ฐาน สง่ิ ของพน้ื ฐาน กิจวัตรประจาวนั ฯลฯ
6) สามารถจดจาและใช้คาศัพท์ได้ถูกต้อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคาโดด ๆ ระดับพื้นฐาน และใช้วลีสั้น ๆ
เก่ยี วกับสถานการณ์ในชีวิตประจาวนั ท่พี บไดท้ ่วั ไป
* หมายเหตุ ได้ใช้สมรรถนะตามกรอบอ้างอิง FRELE-TH เป็นพื้นฐาน เพ่ือความชัดเจน เป็นประโยชน์ต่อ
การจัดการเรียนการสอน ช่วยให้ครูวิเคราะห์ได้ง่ายขึ้น สอดคล้องกับระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษ
ตามกรอบ CEFR และ FRELE-TH
35
ความสัมพันธร์ ะหว่างสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะ
สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลัก
1. ฟัง พดู เพื่อการสื่อสาร
1.1 ฟังและพูดคาศัพท์งา่ ย ๆ สะกดคา บอกความหมายของคา วลี 1. การจัดการตนเอง
ที่เกี่ยวข้องใกล้ตวั ในชีวติ ประจาวนั โดยเน้นการออกเสียงภาษาอังกฤษ 2. การคิดขั้นสูง
อย่างถูกต้อง 3. การสื่อสาร
1.2 ฟงั พูดเร่ืองราวเก่ยี วกับตนเอง ครอบครัว บุคคล หรือส่ิงตา่ ง ๆ ๕. การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง
รอบตัว ใช้ขอ้ มลู ส่วนตัวเบื้องต้นเกี่ยวกับตนเอง โดยใชค้ าและวลี ๖. การอยู่ร่วมกับระบบธรรมชาติ
และวิทยาการอย่างยั่งยืน
ท่ีสั้นและง่าย หรือใชป้ ระโยคพ้ืนฐานได้อย่างเหมาะสมและม่ันใจ
1.3 ใชค้ าศัพท์ วลีส้นั ๆ และสานวนท่ใี ช้ในชีวิตประจาวันเพื่อสือ่ สารและ
บรรยายข้อมูลสว่ นบุคคล กิจวตั รประจาวนั ได้อยา่ งถูกต้อง
และเหมาะสม
2. อ่านเพื่อความเขา้ ใจ
2.1 อ่านประโยคอย่างง่ายเก่ียวกบั ตนเอง บุคคล เหตุการณ์ 1. การจัดการตนเอง
ในสถานการณ์ ใกลต้ วั จากสื่อท่หี ลากหลายแลว้ ปฏบิ ัติตาม 2. การคิดขน้ั สูง
ได้อยา่ งเหมาะสม 3. การสื่อสาร
2.2 อ่านบทความส้ันๆ ง่ายๆ เพ่ือเรียนรู้ เข้าใจ และบอกความรสู้ ึกของ ๖. การอยู่รว่ มกบั ระบบธรรมชาติ
ตนเองเก่ยี วกับเน้ือหาทส่ี นใจจากสื่อและแหลง่ เรียนร้ทู ีห่ ลากหลาย และวิทยาการอย่างยั่งยืน
3. เขียนเพ่ือแสดงความคดิ และสะท้อนความรูส้ กึ
3.1 เขียนประโยคอย่างง่ายเพื่อนาเสนอข้อมลู แสดงความคิด ความรู้สึก 1. การจดั การตนเอง
เก่ยี วกบั ตนเอง ครอบครวั บุคคล และสิง่ ต่าง ๆ รอบตวั ได้อย่าง 2. การคิดขั้นสูง
ถูกต้องและเหมาะสม 3. การส่ือสาร
3.2 เขยี นคาศัพท์ วลี และประโยคสนั้ ๆ ท่ีตนเองสนใจ จากสื่อ และ 5. การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง
แหลง่ เรยี นรู้ท่ีหลากหลาย 6. การอยรู่ ่วมกับระบบธรรมชาติ
และวิทยาการอย่างยัง่ ยืน
4. ใช้ภาษาเพ่ือการเรยี นรู้ และทางานรว่ มกับผู้อน่ื
4.1 สนทนา ส่ือสารความต้องการของตนเอง และแลกเปลยี่ นความคิด 1. การจดั การตนเอง
โดยใช้วลี ประโยคง่ายๆ รว่ มกับผอู้ นื่ ในสถานการณ์ทห่ี ลากหลายใน 2. การคิดขน้ั สูง
ชวี ิตประจาวันได้อย่างเหมาะสม 3. การสื่อสาร
4.2 สรา้ งชน้ิ งานเก่ียวกับภาษาอย่างสร้างสรรค์ให้เหมาะกับบุคคล 4. การรวมพลงั ทางานเป็นทีม
เหตุการณแ์ ละส่ิงตา่ ง ๆ รอบตัว 5. การเป็นพลเมืองท่ีเข้มแข็ง
6. การอยรู่ ว่ มกับระบบธรรมชาติ
และวทิ ยาการอยา่ งยัง่ ยืน
36
ผลลัพธก์ ารเรียนรเู้ มอ่ื จบชว่ งช้นั ท่ี 1
1. ฟัง พูดคาศัพท์ บอกความหมายวลี ภาษาอังกฤษอย่างง่ายเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัวและโรงเรียน
โดยออกเสยี งภาษาองั กฤษได้อยา่ งถูกต้อง
2. ฟัง พูด โต้ตอบ บอกความต้องการของตนเอง แลกเปล่ียนและนาเสนอข้อมูลด้วยคาสั้น ๆ และง่าย ๆ
เกี่ยวกับเรื่องราวของตนเอง ครอบครัว เพื่อน เหตุการณ์ในสถานการณ์ใกล้ตัวในชีวิตประจาวันและ
ปฏบิ ัติตามไดอ้ ยา่ งเหมาะสมและมั่นใจ
3. ฟัง พูดเกี่ยวกับเนื้อหาที่สนใจ จากส่ือวีดิทัศน์ นิทาน เรื่องส้ัน โฆษณา โดยเลือกใช้คาหรือประโยค
อยา่ งงา่ ย เพอื่ แสดงความคิดเห็นท่ีมีต่อเหตุการณ์ หรอื เรื่องราวนนั้ ๆ อยา่ งเหมาะสม
4. อา่ นประโยคคาสั่ง คาแนะนาอย่างง่าย และนาไปปฏบิ ัติตามได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
5. อ่านนิทาน เรื่องสั้น การ์ตูน ได้อย่างถูกต้อง และบอกความรู้สึกของตนเองจากเร่ืองที่อ่าน
ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
6. เขียนประโยคอย่างง่ายเกี่ยวกับตนเอง บุคคล และสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
กบั บคุ คลตามกาลเทศะ
7. ใช้ทักษะการเขียนคา วลี หรือประโยคอย่างง่าย เพื่อแสดงความคิดหรือสะท้อนความรู้สึก
ได้อย่างเหมาะสม
8. ใช้วลี ประโยคอย่างง่ายในการสนทนา ส่ือสารความต้องการของตนเอง และแลกเปล่ียนความคิด
ในการทางานรว่ มกบั ผู้อ่ืนอยา่ งเหมาะสม
เลือกใช้สื่อ เพ่ือสร้างสรรค์ผลงานทางภาษาท่ีสะท้อนการเรียนรู้ตามความถนัดและความสนใจของตนเอง
อย่างเหมาะสม
9. เลือกใช้ส่ือ เพ่ือสร้างสรรค์ผลงานทางภาษาที่สะท้อนการเรียนรู้ตามความถนัดและความสนใจของตนเอง
อยา่ งเหมาะสม
37
กลมุ่ สาระการเรยี นรศู้ ิลปะ
สาระสาคัญของกลุ่มสาระการเรยี นรู้
ความสาคญั ของกลุ่มสาระการเรยี นรู้ศิลปะ
พัฒนาการการเรยี นรู้ด้านสนุ ทรียศาสตร์ (ทัศนศลิ ป์ ดนตรี นาฏศลิ ป์)
เด็กประถมต้น (ช่วงช้ันท่ี ๑) เป็นวัยที่สมองกาลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ขยายความจุอย่างมาก
จึงเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสทองในการพัฒนาสมองที่สาคัญ ๔ ด้าน ได้แก่ ๑) พัฒนาสมองส่วนเช่ือมต่อ
(Corpus Callosum) เพ่ือสร้างสมดุลระหว่างสมองซีกซ้ายและซีกขวา ซ่ึงมีผลต่อพัฒนาการทั้ง Psychomotor
ความเข้าใจเชิงโครงสร้าง เชิงระบบ รวมถึงการทางานเซลล์กระจกเงา (Mirror Neurons) ใน Premotor Cortex
ซ่ึงเป็นเซลล์ที่ตอบสนองต่อพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ท่ีเรียนรู้จากการสังเกตและเลียนแบบผู้อื่น
๒) พัฒนาการทางานของสมองส่วนหน้าให้เกิดโครงข่ายของเซลล์ประสาทในชุดท่ีรับรู้ความละเอียดประณีต
ซับซ้อน การตัดสินใจ การคิดวิจารณญาณ การสะท้อนคิดอย่างลึกซึ้ง (Executive Function) ๓) การพัฒนา
ของสมองส่วนหน้าที่ไปช่วยกากับการทางานของสมองส่วน Limbic System และ Amygdala ท่ีเกี่ยวข้องกับ
อารมณ์และความทรงจา และ ๔) การพัฒนาสมองส่วน Cerebellum ที่ทางานเกี่ยวข้องกับการเคล่ือนไหวของ
ร่างกาย มีจังหวะ ท่วงที ลีลา และการทางานของร่างกายทุกส่วนกับขอบเขตและมิติของพ้ืนที่ ซ่ึงต้องอาศัย
ศิลปะท้ังทัศนศิลป์และดนตรีเป็นฐานปฏิบัติเรียนรู้ และสามารถกระตุ้นพัฒนาการของสมองท้ัง ๔ หน้าที่
ดังกล่าวไดโ้ ดยตรง
การทางานของสมองทั้ง ๔ ส่วนนี้ สามารถจะกระตุ้นให้เกิดประสิทธิภาพด้วยการเรียนรู้ฝึกฝน
ดา้ นศิลปะ ทง้ั ทศั นศิลป์ ดนตรี และนาฏศิลป์ ผา่ นทง้ั กระบวนการการรับรู้สัมผัสสุนทรียภาพ และกระบวนการ
สร้างงานศิลปะ รวมท้ังการใช้ศิลปะเพื่อการพัฒนาจิตใจ (Contemplative Arts) มองเห็นความสัมพันธ์
ของความรู้สึกที่มีผลต่อการทางานและการพัฒนาด้านจิตใจ ถ้าหากพลาดการใช้โอกาสแห่งการเช่ือมโยงของ
เซลล์สมองชดุ เหลา่ น้ี เซลลส์ มองจะตดั วงจรนี้ออกโดยอัตโนมตั ิ และยากทจี่ ะสร้างข้ึนใหมใ่ นวัยทโ่ี ตขน้ึ
ลักษณะเฉพาะ/ ธรรมชาตขิ องกลมุ่ สาระการเรยี นรู้
ธรรมชาติการเรียนรู้ของนักเรียนในช่วงช้ันที่ ๑ น้ี เป็นวัยที่กระตือรือร้นในการเล่น กล้าทดลอง
หาประสบการณ์ตรงด้วยตนเองอย่างไม่กลัวถูกผิด พร้อมที่จะสร้างสรรค์ผลงานจากความฝัน ความทรงจา
ความรู้สกึ ต่าง ๆ เชน่ การประดิษฐ์ การถา่ ยทอดจนิ ตนาการ นกั เรยี นควรได้ทดลองเล่น เช่น เล่นกับผลกระทบ
ของสี วัสดุ สิ่งท่ีใช้ในการสร้างสรรค์งาน เล่นกับเสียงท่ีมีความแตกต่าง และการละเล่นแบบต่าง ๆ
ที่มีทั้งบทร้อง ด้วยลีลาและท่าทางที่หลากหลาย นักเรียนจะค่อย ๆ เห็นและยอมรับความหลากหลายของ
งานศลิ ปะทุกแขนง ทเ่ี ปน็ การแสดงออกของอารมณ์ความรู้สึกทั้งของตนเองและหม่คู ณะ
นักเรียนในช่วงช้ันน้ี ชอบที่จะอ่านโลกและให้ความหมายกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ชอบมีเพื่อนเล่นและ
เล่นเป็นกลุ่ม ร่วมกันสร้างเรื่องราวโดยนาความรู้สึกและความเข้าใจ ผนวกกับจินตนาการ ออกมาเป็นงาน
สร้างสรรค์ผลงานศิลปะทุกแขนง นักเรียนจะเร่ิมตระหนักถึงความสัมพันธ์ของการนาความรู้สึกนึกคิดน้ัน
มาบอกเลา่ ใหม่ ทแ่ี สดงถงึ ประสบการณข์ องนักเรยี น หรอื ประสบการณ์ทีน่ กั เรียนไดม้ ีร่วมกับผอู้ น่ื
จุดเนน้ การพัฒนา
ด้านท่ี ๑ ให้ความสาคัญกับการพัฒนาด้านเจตคติ (Affective Domain) ได้แก่ ความรู้สึกนึกคิด
ความซาบซึ้ง ทัศนคติ ความเชื่อ ความสนใจ คุณธรรม และค่านิยม ควรได้รับการส่งเสริมให้สามารถซึมซับ
รับรู้คุณค่า ความงาม ความประณีต สุนทรียภาพ ในธรรมชาติและสิ่งรอบตัว พร้อมทั้งฝึกฝนกระบวนการ
ทางศิลปะ ซ่งึ เร่มิ ตน้ ดว้ ยการใช้ศิลปะเพือ่ การพฒั นาจติ ใจ (Contemplative Arts) เพื่อการสะท้อนย้อนมองถึง
38
สภาวะจิตและกาย และสามารถจัดการตนเองให้เป็นปกติพร้อมที่จะสร้างผลงานศิลปะท้ังในด้านทัศนศิลป์
ดนตรี และนาฏศิลป์ นักเรียนไม่เพียงมีความรู้ทางด้านศิลปะหรือมีทักษะในการสร้างงานศิลปะเท่านั้น
แต่ควรจะได้พัฒนาถึงระดับที่เกิดความตระหนักรู้เชิงคุณค่า และมีทัศนคติเชิงบวก ควรฝึกให้นักเรียน
กล้าสร้างสรรค์งานและนาเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย และฝึกการรับฟังความคิดเห็นที่มีผลต่อการพัฒนา
งานศิลปะท้ังของตนเองและของผู้อ่ืนเพื่อสื่อสารและลดช่องว่างระหว่างส่ิงที่ตนเองเห็นกับผลงานที่สร้างข้ึน
รวมถึงส่งิ ทผ่ี อู้ น่ื เหน็ และรบั รู้
ด้านที่ ๒ การผสานศิลปะสากลกับศิลปะและวัฒนธรรมไทย เป็นกระบวนการพัฒนาความเป็น
พลเมืองท่ีมั่นคงด้วยการมีรากฐาน ภูมิปัญญา ด้านศิลปวัฒนธรรมไทย อย่างทัดเทียมกับสากล ด้วยความ
ภาคภูมิใจ สาหรบั เดก็ วยั นจี้ ะไมเ่ พยี งมีผลในการกลอ่ มเกลาทางด้านสุนทรียภาพ แต่ไปถึงสุนทรียภาพที่แฝงอยู่
ในภูมิธรรม ภูมิปัญญาไทย สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กในวัยน้ีที่กาลังสร้างความสัมพันธ์ของตนเองและ
ผูอ้ ื่น รวมทั้งส่งิ แวดล้อมทางสงั คมอยา่ งแนบแน่น
การนาไปใชใ้ นชีวติ จรงิ
ระดับตนเอง การนาสุนทรียภาพไปใช้ในชีวิต คือ เป็นผู้มีสายตามองเห็นคุณค่า ความงามของ
สรรพสิ่งรอบตัว เกิดความคิดเชิงบวกและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะและสุนทรียภาพในชีวิต
และสง่ิ แวดลอ้ มรอบตัว ทากิจกรรมทุกอยา่ งในชวี ิตและทางานอย่างมีศลิ ปะ
ระดับชุมชนและสังคม รู้จักการใช้งานศิลปะเป็นส่วนประกอบสร้าง แรงบันดาลใจ แรงศรัทธา
เสริมเอกภาพของกลุ่มคน ชุมชน สังคม โดยมีศิลปะเป็นเครื่องจรรโลงจิตใจ และน้อมนาไปสู่การสร้างงาน
ศิลปะสาธารณะกศุ ล ศิลปะเพือ่ ชุมชน ศิลปะในวฒั นธรรมประเพณี ในวาระ หรอื เทศกาลทีส่ าคัญต่าง ๆ
การบูรณาการกบั กลุ่มสาระการเรยี นรู้ต่าง ๆ
บูรณาการระหว่างทัศนศิลป์ ดนตรี และนาฏศิลป์ อย่างสอดคล้องและกลมกลืน และบูรณาการกับ
กลุม่ สาระการเรียนรู้ตา่ ง ๆ ดังนี้
ภาษาไทย/ ภาษาอังกฤษ วรรณกรรม ภาษา และดนตรี นาฏศิลป์ เป็นสื่อประกอบท่ีเก้ือกูลกัน
เป็นการฝึกทักษะทางภาษาของเด็กในวัยช่วงชั้นท่ี ๑ เป็นอย่างดี ได้ออกเสียงที่ชัดเจน มีจังหวะ มีลีลา
มีท่วงทานอง ทาให้การเรียนรู้คากลอน บทร้องเล่น เป็นการเรียนท่ีมีความรื่นรมย์ ล่ืนไหล มีความสุข และ
สามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ได้ตรงกับความหมาย เกิดปฏิภาณไหวพริบในการใช้ภาษา และเป็นท่ีมา
ของคลังคาท่ีหลากหลาย เด็กในวัยนี้สามารถใช้การวาดภาพเป็นสื่อถ่ายทอดแทนภาษาเขียนเพื่อให้ตนเอง
เกดิ ความเขา้ ใจความหมาย หรือบนั ทกึ เรอื่ งราวทเ่ี ป็นความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน เพ่ือทดแทนชุดภาษา
ท่ไี มเ่ พยี งพอ และสามารถสอ่ื กบั ผู้อืน่ ให้เข้าใจความคิดและความหมายเหล่านน้ั
สังคมศึกษา เป็นส่ือในการถ่ายทอดเร่ืองราวความสัมพันธ์ ความผูกพันของครอบครัว โรงเรียน
และชุมชนโดยรอบ นาเสนอองค์ประกอบของพื้นที่โดยการใช้แผนผัง แผนที่ การกาหนดสถานที่สาคัญต่าง ๆ
ทิศทาง ขอบเขตในระดับต่าง ๆ ถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ผ่านการดูงานจิตรกรรม อ่านตานาน
และบันทึกเป็นภาพวาด ทาความเข้าใจเหตุการณ์ท่ีไกลตัว (Space and Time) เพ่ือทาความเข้าใจ
ความเปล่ียนแปลงของโลกและระบบธรรมชาติกอ่ นท่ีจะมีมนุษยเ์ กิดข้นึ
คณิตศาสตร์ ในเร่ืองเส้น รูปร่าง รูปทรงขนาด ความหนาบาง พ้ืนท่ี พ้ืนผิว และสีอ่อนแก่
การจาแนก แยกแยะ จดั กลมุ่ จัดองค์ประกอบศลิ ปะด้วยเส้นและรปู ร่าง รูปทรงเรขาคณิต ทั้งแบบสมบูรณ์และ
แบบแตกลาย หรือขยายอย่างมี Pattern การจัดองค์ประกอบศิลป์ ด้วยจังหวะของรูปและท่ีว่าง (Solid and Void)
ทั้งบนหนา้ กระดาษ หรอื การแสดงบนเวที ตลอดจนคา่ ความยาวของเสียง การเกดิ ระดบั เสยี งในดนตรี
39
วิทยาศาสตร์และระบบธรรมชาติ การสารวจและสังเกตธรรมชาติเป็นกระบวนการร่วม
ทั้งด้าน วิทยาศาสตร์และสุนทรียศาสตร์ ท่ีช่วยให้เด็กรู้จักและเข้าใจสรรพส่ิงในธรรมชาติด้วยการสัมผัส
และมีประสบการณ์ตรง สามารถเห็นรายละเอียดและระบุ ต้ังคาถามเพ่ือการสืบค้นที่มาของปรากฏการณ์ต่าง ๆ
และกระบวนการแปรรูปวัสดุธรรมชาติเพื่อนามาสร้างงานศิลปะ เช่น สีเพ่ือการวาดภาพ ดินสาหรับงานปั้น
ท้ังน้ี เด็กจะได้เรียนรู้ถึงวิธีการสกัดสีด้วยวิธีง่าย ๆ จากการบด ค้ัน ดอกไม้ เปลือกไม้ ใบไม้ ฝน ดิน หิน และ
การทดลองเพ่ิมคุณสมบัติของสีด้วยน้ามะนาว น้าข้ีเถ้า หรือการเตรียมดินปั้น ด้วยกระบวนการคัดแยก
ย่อย กรอง ละลาย กระบวนการเล่นนี้ นอกจากเด็กจะได้รู้ถึงท่ีมาของวัสดุสาคัญที่ใช้สร้างชิ้นงานศิลปะแล้ว
ยงั ได้ความเข้าใจพนื้ ฐานทางดา้ นวิทยาศาสตรไ์ ปพร้อมกนั
ความสัมพันธ์ระหวา่ งสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลัก
สมรรถนะเฉพาะ ๑. การจดั การตนเอง
๒. การคิดขนั้ สูง
๑. สมั ผัส ซึมซับสุนทรยี ภาพและสรา้ งสรรค์ผลงานศลิ ปะ ๔. การรวมพลังทางานเปน็ ทีม
๖. การอยู่รว่ มกบั ธรรมชาติ
๑.๑ รู้จักช่ืนชมสุนทรียภาพ (Art Appreciation) จากธรรมชาติ
สภาพแวดล้อมใกลต้ ัว วฒั นธรรม วิถชี วี ิตประจาวนั รวมถงึ ผลงาน และวิทยาการอยา่ งยั่งยืน
ศิลปะอันเกี่ยวเนื่องกับคุณคา่ ในชวี ติ และการสรา้ งสรรคผ์ ลงานศิลปะ
จากการรบั รู้ทางการมองเหน็ การสัมผัส การรับชม การได้ฟังและ ๑. การจัดการตนเอง
การบูรณาการข้ามประสาทสัมผัส ๒. การคิดขั้นสูง
๓. การสือ่ สาร
๑.๒ ใช้ศิลปะ เพ่อื การพฒั นาจติ ใจผ่านการทางานอยา่ งมสี มาธิ สังเกต ๕. การเป็นพลเมืองท่ีเข้มแข็ง
เหน็ เขา้ ใจและรบั รสู้ ุนทรยี ภาพ ผ่านความสัมพันธ์ของพหุประสาท ๖. การอยรู่ ว่ มกับธรรมชาติ
สัมผัส (กาย – ใจ – มือ – ตา – หู ) กับธรรมชาติ
และวทิ ยาการอย่างย่ังยืน
๒. การสร้างงานทศั นศิลป์
๒.๑ รับรู้ สังเกต ใช้ภาษาทางทัศนศลิ ป์อย่างเขา้ ใจความหมายและเข้าใจ
ความสัมพนั ธ์ขององค์ประกอบทางทัศนศลิ ป์ เชน่ เสน้ รปู รา่ ง และ
รปู ทรง ความกลมกลนื ความสมดลุ ความเป็นเอกภาพ สามารถ
สือ่ ความหมายทางรูปแบบและเร่อื งราวตามจินตนาการและความคิด
สรา้ งสรรค์ได้
๒.๒ ทดลองและสงั เกตผลท่ีเกดิ จากการใชว้ สั ดุ อุปกรณ์ของตนเอง และ
นาไปประยุกตใ์ ช้ในการสร้างสรรค์ และการนาเสนองานศลิ ปะ
๒.๓ สรา้ งสรรคง์ านทศั นศิลป์ท่ีตนเองชื่นชอบ หรือรว่ มสรา้ งสรรคก์ บั ผ้อู ่นื
ถ่ายทอดจินตนาการจากธรรมชาติ สภาพแวดล้อม เร่อื งราวใกลต้ ัว
ทเี่ ช่อื มโยงกับวิถีชวี ิตประจาวัน ครอบครวั โรงเรยี น ชุมชน และ
จากประสบการณ์ โดยการลองผิดลองถูกดว้ ยวิธกี ารทห่ี ลากหลาย
จนคน้ พบสิ่งใหม่
40
สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลัก
๓. รอ้ ง เลน่ เต้น และเคลอ่ื นไหวตามเสียงดนตรี
๓.๑ สนุกกบั การร้องเพลง หรอื บรรเลงดนตรที ี่เหมาะกับชว่ งวัย เรียนรู้ ๒. การคิดขน้ั สูง
อารมณ์ของบทเพลงที่ฟัง ๓. การส่อื สาร
๓.๒ ฟัง อธบิ าย เปรยี บเทยี บความเหมือนและความแตกต่างของเสียงทมี่ า ๔. การรวมพลังทางานเปน็ ทีม
จากธรรมชาตแิ ละเครื่องดนตรีตา่ ง ๆ รปู แบบการเกิดเสยี ง ๖. การอยู่รว่ มกบั ธรรมชาติ
และอธิบายบทเพลงด้วยองค์ประกอบดนตรี และวิทยาการอยา่ งย่งั ยืน
๓.๓ ใช้รูปภาพ สญั ลักษณแ์ ทนเสยี ง หรอื โนต้ เพลง
๓.๔ ขับร้อง เคาะจงั หวะ และบรรเลงดนตรีอยา่ งถกู ตอ้ ง ด้วยความม่ันใจ
๓.๕ มสี ว่ นรว่ มในการแสดงดนตรไี ทย สากล หรือของท้องถนิ่ ในรูปแบบ
เดย่ี ว หรอื กลมุ่ ดว้ ยความมน่ั ใจ และเหมาะสมกับวยั รวมท้ังการเป็นผู้
ดู ผชู้ มและผ้แู สดงท่ีเข้าใจบทบาทหน้าทขี่ องตน
๔. สร้างสรรค์การเคลอ่ื นไหวในรปู แบบต่าง ๆ อย่างอสิ ระ
๔.๑ สนุกกบั การเคล่ือนไหวร่างกาย เลียนแบบธรรมชาติ คน สัตว์ สง่ิ ของ ใน ๑. การจัดการตนเอง
ลกั ษณะต่าง ๆ อยา่ งอสิ ระ สร้างสรรคแ์ ละมีสุนทรยี ภาพ ๒. การคดิ ขั้นสงู
๔.๒ ใช้ภาษาทา่ สอ่ื ความหมายแทนคาพดู และแสดงการเคล่ือนไหวร่างกายท่ี ๓. การส่ือสาร
สะท้อนอารมณ์ของตนเอง
๔.๓ แสดงท่าทางประกอบการละเลน่ พน้ื บ้าน นาฏศลิ ป์ไทย หรือนาฏศลิ ป์
ประเทศเพื่อนบา้ น ทเี่ หมาะสมกับวยั
๔.๔ สนกุ กับการละเลน่ พื้นบ้าน และเล่าถึงการแสดงนาฏศิลป์ในทอ้ งถน่ิ
ทีต่ นเองชืน่ ชอบ
๕. ศลิ ปะวจิ กั ขณ์ วิเคราะห์ วพิ ากษ์ และเชื่อมโยงผลงานศลิ ปะ (ทัศนศลิ ป์ ดนตรี นาฏศลิ ป์) กบั วัฒนธรรม
ในชีวิตประจาวันและในท้องถ่ิน
๕.๑ รับรู้ ชื่นชมความงามของผลงานศลิ ปะท่มี ีคณุ คา่ ทางสุนทรยี ะ ๑. การจัดการตนเอง
แสดงออกถึงอารมณ์ ความรูส้ ึก ความประทบั ใจ และความคดิ เหน็ ๒. การคดิ ข้นั สงู
ที่สะท้อนประสบการณ์สุนทรียะทีส่ มั พันธก์ ับผลงานศลิ ปะ ๓. การส่อื สาร
๕.๒ แสดงความเหน็ ต่อผลงานศิลปะของตนเอง งานของผอู้ น่ื หรืองานท่ีทา ๔. การรวมพลงั ทางานเปน็ ทีม
รว่ มกบั เพ่ือน อย่างสร้างสรรค์ สภุ าพ มเี หตผุ ล เปดิ ใจรับฟงั ความเหน็ ๕. การเป็นพลเมืองท่ีเข้มแข็ง
ของผู้อื่นและนามาปรบั ปรุงผลงานของตนให้สมบรู ณ์ ๖. การอยู่ร่วมกบั ธรรมชาติ
๕.๓ เหน็ คุณค่าของประวัติศาสตร์ศิลป์ สืบสาน ประยุกต์งานศลิ ปะ และวทิ ยาการอย่างย่งั ยืน
และวัฒนธรรมในทอ้ งถนิ่ เพื่อนาไปใชใ้ นชีวติ ประจาวนั วนั สาคัญ หรือ
เทศกาลต่าง ๆ
41
ผลลพั ธก์ ารเรยี นรู้เมื่อจบช่วงชัน้ ท่ี ๑
๑. สัมผัสถึงสุนทรียภาพ รับรู้ความงาม ความไพเราะ เกิดความประทับใจ อธิบายความคิด ความรู้สึกของตน
ช่ืนชม มีแรงบันดาลใจในการถ่ายทอด และบูรณาการเช่ือมโยงธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ด้วยงานศิลปะ
(ทศั นศลิ ป์ ดนตรี และนาฏศลิ ป์)
๒. สรา้ งสรรค์ผลงานทัศนศลิ ปท์ ่ตี นเองชน่ื ชอบ ถ่ายทอด ความคิด ความรู้สึก จินตนาการ สะท้อนถึงธรรมชาติ
ส่ิงแวดล้อม เร่ืองราวใกล้ตัว ในชีวิตประจาวันท่ีเช่ือมโยงกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน และท้องถิ่น
เป็นองค์ประกอบทางทศั นศิลป์ เช่น เสน้ รูปรา่ ง รูปทรง วสั ดุ อุปกรณ์ และสี ด้วยรูปแบบท่หี ลากหลาย
๓. ร้องเพลง หรือบรรเลงดนตรีสอดคล้องกับอารมณ์ของบทเพลงท่ีฟัง ใช้รูปภาพ สัญลักษณ์แทนเสียง
หรือโน้ตเพลง ในการเคาะจังหวะ ขับร้อง หรือบรรเลงเพลงอย่างถูกต้อง อธิบายองค์ประกอบทางดนตรี
เปรยี บเทยี บความเหมอื นและความแตกตา่ งของเสียงท่มี าจากธรรมชาติและเครื่องดนตรีต่าง ๆ และรูปแบบ
การเกิดเสียงแบบต่าง ๆ
๔. มีส่วนร่วมในการแสดงดนตรีไทย สากล หรือของท้องถ่ิน ในรูปแบบเด่ียวหรือกลุ่ม ด้วยความม่ันใจ
เหมาะสมกบั วัย รวมทัง้ การเป็นผู้ดู ผู้ชมท่เี ขา้ ใจบทบาทหน้าท่ีของตน
๕. สนุกกับการเคลื่อนไหวร่างกาย เพ่ือแสดงท่าทางเลียนแบบในลักษณะต่าง ๆ อย่างอิสระ สร้างสรรค์
และมีสุนทรียภาพ ใช้ภาษาท่าในการสื่อความหมายแทนคาพูด ท่ีสะท้อนอารมณ์ของตนเอง ในรูปแบบ
การละเล่นพื้นบ้าน นาฏศิลป์ไทย หรือนาฏศิลป์ประเทศเพื่อนบ้าน ท่ีเหมาะสมกับวัย และเล่าถึงนาฏศิลป์
ในทอ้ งถ่นิ ทีต่ นเองชื่นชอบ
๖. รบั รู้ ชืน่ ชมความงาม ความไพเราะ แสดงออกทางอารมณ์ ความคิด ความรสู้ ึก ความประทบั ใจ และ
นาเสนอผลงานศิลปะ (ทศั นศิลป์ ดนตรี นาฏศลิ ป)์ ดว้ ยความมัน่ ใจ แสดงความเหน็ ต่อผลงานศลิ ปะของ
ตนเอง งานของผู้อืน่ หรอื งานทีท่ าร่วมกบั เพ่ือน อย่างสรา้ งสรรค์ สภุ าพ มีเหตุผล เปิดใจรบั ฟังความเห็น
ของผู้อ่ืนและนามาปรับปรงุ ผลงานของตนใหส้ มบรู ณ์
๗. เช่ือมโยง ผลงานศิลปะ (ทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏศิลป์) กับวัฒนธรรม ชีวิตประจาวัน เป็นสื่อแสดงความงาม
ได้อย่างอิสระ ร่วมสร้างสรรค์ ประยุกต์งานศิลปะ และวัฒนธรรมในท้องถ่ิน เพ่ือนาไปใช้ในชีวิตประจาวัน
วนั สาคัญ หรือเทศกาลตา่ ง ๆ
42
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา
สาระสาคญั ของกลุ่มสาระการเรียนรู้
ความสาคัญของกลมุ่ สาระการเรยี นรู้สขุ ศึกษาและพลศกึ ษา
กลมุ่ สาระการเรียนรู้สขุ ศึกษาและพลศกึ ษา ช่วยให้ผู้เรียนมีสุขภาวะท้ังกายและจิตท่ีดีซ่ึงมีความสาคัญ
เพราะเก่ียวโยงกบั ทุกมติ ิของชีวิต ทุกคนควรได้เรียนรู้เรื่องสุขภาพ เพื่อจะได้มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง
มีเจตคติ คุณธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม รวมท้ังมีทักษะปฏิบัติด้านสุขภาพจนเป็นนิสัย ทาให้ผู้เรียนเกิด
สมรรถนะในการใช้ชีวิต ส่งผลให้สังคมโดยรวมมีคุณภาพ
ลักษณะเฉพาะ/ ธรรมชาตขิ องกลมุ่ สาระการเรียนรู้
กลุม่ สาระการเรียนรู้นป้ี ระกอบดว้ ย สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา ดังนี้
สขุ ศกึ ษา มงุ่ เนน้ การจดั โอกาสการเรียนรู้ให้เกิดการปฏิบัติทางสุขภาพกายและสุขภาพจิตจนเป็นนิสัย
มีความรบั ผิดชอบต่อตนเองและผู้อน่ื อันจะนาไปสกู่ ารปรับเปลยี่ นพฤติกรรมสุขภาพของบุคคล ครอบครัว และ
ชุมชน เพื่อการมีสุขภาพกายและจิตท่ดี ี
พลศึกษา มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่ต้องควบคุมร่างกายและจิตใจในการทากิจกรรม
ทางกาย การออกกาลงั กาย การเล่นเกม และกีฬา ชว่ ยให้ร่างกายเจริญเตบิ โตสมวัย มีสุขภาพดี มีระเบียบ วินัย
อดทน สร้างสรรค์ความสามัคคี มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผ้อู ื่น
จุดเน้นการพฒั นา
การพัฒนาผู้เรียนในช่วงชั้นที่ 1 นี้ มีเปูาหมายสาคัญ เพ่ือให้ผู้เรียน มีสุขภาพกายท่ีดี
และการเจริญเติบโตที่เหมาะสม มีกิจกรรมทางกายอย่างสนุกสนานและปลอดภัย มีสุขภาพจิตที่ดี มีทักษะ
ในการดาเนนิ ชวี ติ และใชข้ อ้ มลู สารสนเทศเสรมิ สรา้ งสุขภาพท่ีดี
เปูาหมายสาคัญดังกล่าว ประกอบด้วยสมรรถนะเฉพาะ ๓ สมรรถนะ ซึ่งมีความสัมพันธ์
เชื่อมโยงกับสมรรถนะหลกั ทงั้ 6 สมรรถนะ และบรู ณาการกันเป็นผลลพั ธก์ ารเรยี นรู้ชว่ งช้ันท่ี 1 จานวน 8 ข้อ
สาหรับนาไปกาหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 - 3 ต้องคานึงถึงการบูรณาการสมรรถนะหลัก
และสมรรถนะเฉพาะด้วย โดยจัดกิจกรรม ประสบการณ์ หรือสถานการณ์จากเรื่องราวใกล้ตัวไปสู่ไกลตัว
จากง่ายไปยาก ตามพฒั นาการของผู้เรียน ฝึกปฏบิ ตั อิ ย่างต่อเนื่อง
สาหรับชว่ งชน้ั ที่ ๑ จากผลลัพธ์การเรยี นรู้ดงั กลา่ ว อาจจดั ประสบการณ์การเรยี นรเู้ ปน็ 3 กล่มุ ดงั น้ี
การมีสุขภาพกายที่ดีและการเจริญเติบโตท่ีเหมาะสม เป็นการจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน
สร้างนิสัยการดูแลสุขภาพของตนเองด้วยการปฏิบัติตนตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติ ดูแลและปูองกันตนเอง
ให้ปลอดภัยจากอาการเจ็บปุวย หลีกเล่ียงสถานการณ์ที่เป็นอันตราย และรู้จักขอความช่วยเหลือจากบุคคล
ทีไ่ ว้วางใจ รวมทัง้ การใช้ข้อมลู ดา้ นสขุ ภาพให้เกดิ ประโยชน์ตอ่ การพัฒนาสขุ ภาพ
การมีกิจกรรมทางกายอย่างสนุกสนานและปลอดภัย เป็นการจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน
มีกิจกรรมทางกายด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายทั้งแบบอยู่กับท่ี เคลื่อนที่ และแบบมีอุปกรณ์ เล่นเกม การละเล่น
พ้ืนเมือง ออกกาลังกาย และเล่นกีฬาท้ังประเภทเดี่ยว ประเภทคู่ และประเภททีม เป็นประจาสม่าเสมอ
ด้วยความสนกุ สนาน และปลอดภัย และรักษาส่ิงแวดล้อม โดยจัดพื้นที่ปลอดภัยในการทากิจกรรมทั้งก่อนและ
หลังทากิจกรรม
การมีสุขภาพจิตท่ีดีและมีทักษะในการดาเนินชีวิต เป็นการจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน
เห็นคุณค่าของตนเอง รู้จักและจัดการอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของตนเองอย่างเหมาะสม มีความเห็นอก
เหน็ ใจผูอ้ ่ืน สรา้ งสมั พนั ธภาพท่ดี กี ับผู้อนื่ และมสี ว่ นรว่ มในการช่วยเหลอื สังคม
43
การนาไปใช้ในชีวิตจริง
การจัดกจิ กรรมการเรยี นรูใ้ ห้บรรลุเปูาหมาย จนเกดิ สมรรถนะ ควรออกแบบกิจกรรมที่เอื้อต่อการนาไปใช้
ในชีวิตจริง จัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม และเรียนรู้จากการปฏิบัติที่หลากหลายรูปแบบ
เชน่ ออกแบบการเรียนรทู้ ี่ให้ผ้เู รียนตัดสินใจเลือกรับประทานอาหารเหมาะสมกับวัย ปูองกันตนเองจากอุบัติเหตุ
ต่าง ๆ ท้ังที่บ้าน โรงเรียนและระหว่างการเดินทางได้ จัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสฝึกปฏิบัติการ
เอาตัวรอดจากเหตุการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ ปูองกันตนเองจากอุบัติเหตุ และสร้างสัมพันธภาพกับคนรอบข้ าง
จัดพ้ืนที่ให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถตามศักยภาพ ฝึกให้รู้จักอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของตนเอง
และสามารถจัดการได้ ในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างวัน จัดกิจกรรม เกม หรือกีฬา ร่วมกับเพื่อนในห้อง
ต่างห้อง หรือต่างโรงเรียน ฯลฯ โดยจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ประสานความร่วมมือ
ในการทากิจกรรมรว่ มกับครอบครวั ชมุ ชน ตดิ ตามความกา้ วหนา้ หรือพัฒนาการของผเู้ รยี นอย่างต่อเน่ือง
การบรู ณาการกับกลุ่มสาระการเรยี นรู้ต่าง ๆ
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สามารถจัดการเรียนรู้บูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อ่ืน ๆ
ดังตัวอย่าง ต่อไปน้ี
ภาษาไทย/ ภาษาอังกฤษ จัดสถานการณ์โดยใช้คาศัพท์และเร่ืองราวการ เล่นเกม
การละเล่นพื้นเมือง การออกกาลังกาย และเล่นกีฬาเพ่ือพัฒนาความสามารถในการอ่าน การตั้งคาถาม
เพ่ือสบื คน้ ขอ้ มลู การบนั ทึก และสรปุ ขอ้ มลู ตลอดจนการใช้ภาษาเพอ่ื การนาเสนอเรอื่ งราวจากกจิ กรรม
คณิตศาสตร์ นับจานวนท่ีเกี่ยวข้องกับสุขภาพ การอ่านข้อมูลจากสถิติอย่างง่ายเพื่อทาความเข้าใจ
เร่ืองราวรอบตัวที่เก่ียวกับการดูแลสุขภาพ การคานวณผ่านการเล่นเกม การเล่นกีฬา การเคลื่อนไหวร่างกาย
ตามรูปแบบและทศิ ทางต่าง ๆ
ศิลปะ ใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์งานศิลปะท่ีส่ือความหมายของเร่ืองราว สะท้อนความคิด
และความรู้สกึ ในหัวข้อทีน่ าเสนอ
สังคมศึกษา จัดกิจกรรมบูรณาการในประเด็นเก่ียวกับการอยู่ร่วมกันในสังคม สามารถ
ปฏิบัติตนตามข้อตกลง ระเบียบ กฎกติกา มารยาท หลักเกณฑ์ของสังคม ได้อย่างมีความรับผิดชอบ
ให้ความร่วมมอื ในการทางานเปน็ ทีมผ่านการเลน่ การออกกาลังกาย และการเลน่ กฬี าร่วมกัน
วิทยาศาสตร์และระบบธรรมชาติ จัดกิจกรรมบูรณาการในประเด็นเก่ียวกับสถานการณ์จริง
ในชีวิตประจาวัน เช่น การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ การจัดสิ่งแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัยจาก
มลพิษทางดนิ น้า อากาศ
44
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสมรรถนะหลกั และสมรรถนะเฉพาะ
สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลัก
1. การมีสุขภาพกายที่ดแี ละการเจรญิ เตบิ โตทเี่ หมาะสม
1.1 ความสามารถในปฏิบัติตนตามหลักสขุ บญั ญตั ิแหง่ ชาติ 1. การจดั การตนเอง
1.2 ความสามารถในการดูแลสขุ ภาพตนเองในไดส้ มวยั 2. การคิดขัน้ สูง
1.3 ความสามารถในการดูแลตนเองใหป้ ลอดภัยและหลกี เลย่ี งสถานการณ์ 3. การส่ือสาร
5. การเป็นพลเมืองท่ีเข้มแขง็
และสภาพแวดลอ้ มท่เี สีย่ งและเป็นอันตรายตอ่ สุขภาพ
6. การอยู่ร่วมกบั ธรรมชาติ
1.4 ความสามารถในการใช้ข้อมลู ข่าวสารเพื่อสร้างเสรมิ สุขภาพ
และวิทยาการอย่างยง่ั ยืน
2. การมีกิจกรรมทางกายอย่างสนุกสนานและปลอดภัย
2.1 ความสามารถในการเคล่อื นไหวอวัยวะทุกสว่ นได้อย่างสัมพนั ธ์กัน 1. การจดั การตนเอง
2.2 ความสามารถในการเคลื่อนไหวหลากหลายรปู แบบ อยา่ งปลอดภัย 2. การคิดขน้ั สูง
2.3 ความสามารถในการทากิจกรรมทางกาย เล่นเกม เล่นการละเล่น 3. การส่ือสาร
พ้ืนเมือง ออกกาลังกาย และเล่นกีฬา อย่างปลอดภัย และมีน้าใจ 4. การรวมพลังทางานเปน็ ทีม
5. การเป็นพลเมืองที่เข้มแขง็
นกั กีฬา
6. การอย่รู ่วมกับธรรมชาติ
2.4 ความสามารถในสรา้ งเสรมิ สมรรถภาพทางกาย
และวิทยาการอย่างยัง่ ยืน
3. การมีสุขภาพจิตทด่ี ีและมีทักษะในการดาเนนิ ชวี ิต
3.1 ความสามารถในการรับรูแ้ ละเข้าใจอารมณ์ ความรสู้ กึ ของตนเอง และ 1. การจดั การตนเอง
ผอู้ ืน่ 2. การคิดข้นั สูง
3.2 ความสามารถในการส่ือสารอารมณ์ ความรสู้ กึ ของตนเองไดอ้ ยา่ ง 3. การสื่อสาร
เหมาะสม 4. การรวมพลงั ทางานเปน็ ทีม
3.3 ความสามารถในการสรา้ งสัมพันธภาพที่ดี กับผู้อน่ื 5. การเป็นพลเมืองท่ีเข้มแขง็
3.4 ความสามารถในการแก้ปัญหาและปรับตัวได้อย่างเหมาะสมตาม
สถานการณ์
45
ผลลพั ธ์การเรียนรู้เมอื่ จบชว่ งชัน้ ที่ 1
1. ปฏิบัติตนตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติ ดูแลสุขอนามัยทางเพศ ทากิจวัตรประจาวัน กิน นอน พักผ่อน
เล่น และกิจกรรมนันทนาการทีส่ ร้างเสริมสมรรถภาพทางกาย อารมณ์ และสังคมอย่างสมดุลและเหมาะสม
ตามวัย ด้วยความเข้าใจ ถึงผลดีต่อสุขภาพกายและจิต ดู ฟัง อ่าน และแลกเปล่ียนข้อมูลด้านสุขภาพ
ท่ีเหมาะสมกบั วัย เพอื่ นามาใช้ในชวี ติ ประจาวนั อย่างปลอดภัย และเสรมิ สร้างนสิ ยั เกี่ยวกับการดแู ลสขุ ภาพ
2. รับรู้และหลีกเล่ียงการนาตนเองไปอยู่ในสถานการณ์และสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ปฏิบัติตนตามคาแนะนา และขอความช่วยเหลือจากบุคคลที่ไว้วางใจอย่างเหมาะสม เมื่อมีอาการเจ็บปุวย
บาดเจบ็ จากอบุ ตั ิเหตุ เหตุรา้ ย หรอื อยใู่ นสถานการณท์ ี่เปน็ อันตรายต่อตนเอง
๓. สังเกตสิ่งแวดล้อมและข้อมูลข่าวสารรอบตัว ระมัดระวัง ดูแลและปูองกันตนเองให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุ
อาการเจ็บปุวยหรือโรคภัยตา่ ง ๆ อยา่ งเหมาะสมตามวัย และสุขภาพรายบุคคล
4. มีสมรรถภาพทางกาย มีกิจกรรมทางกาย เคล่ือนไหวอวัยวะทุกส่วนได้สัมพันธ์กัน มีทักษะการเคล่ือนไหว
พื้นฐานไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง และหลากหลายรูปแบบทง้ั มีอปุ กรณ์และไม่มีอุปกรณ์ ด้วยความแรง ระยะทาง หรือ
มคี วามแมน่ ยาในบริบทท่ีเหมาะสมอยา่ งมสี ติ โดยคานงึ ถงึ ความปลอดภยั ของตนเองและผู้อน่ื
5. เล่นเกม เล่นการละเล่นพื้นเมือง ออกกาลังกาย และเล่นกีฬา อย่างสม่าเสมอจนเป็นนิสัย
ด้วยความสนุกสนาน มีน้าใจนักกีฬา รับรู้และปฏิบัติตามกฎกติกา มารยาท ข้อตกลงร่วมกันและรักษา
สงิ่ แวดล้อม โดยจดั พืน้ ท่ปี ลอดภยั ในการทากิจกรรมทง้ั กอ่ นและหลังทากจิ กรรม
6. สารวจตนเอง และบอกความคดิ ความต้องการ ความรู้สึก ความสามารถ จุดเด่น จุดด้อย และข้อจากัดของ
ตนเองในการทากิจกรรมในชีวิตประจาวันท้ังส่วนตัวและร่วมกับผู้อ่ืน ตลอดจนแลกเปล่ียนความคิด ข้อมูล
เพื่อปรับปรุงและพัฒนาตนเอง ใหเ้ กดิ ความม่นั ใจและความภาคภูมใิ จ
7. สังเกตอารมณ์ พฤติกรรม ความรู้สึกของตนเองและบุคคลรอบข้าง แสดงออกด้วยพฤติกรรมที่เหมาะสม
ตามสถานการณ์อย่างมีเหตุผล รับรู้และหลีกเล่ียงภาวะหรือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง
หรือความไม่สบายใจ หาทางออกในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ที่ไม่เป็นการทาร้ายหรือใช้ความรุนแรง
ขอความช่วยเหลอื คาปรกึ ษา คาแนะนา จากพอ่ แม่ ผู้ปกครอง ครู หรอื ผ้ใู หญท่ ี่ไว้วางใจ
8. มสี ว่ นร่วมในกิจกรรมของครอบครัวและกลุ่มเพื่อนอย่างมีความสุข และมีการส่ือสารให้เกิดสัมพันธภาพท่ีดี
กับคนอ่ืน
46
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สังคมศกึ ษา
สาระสาคัญของกลุ่มสาระการเรยี นรู้
ความสาคญั ของกลุ่มสาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา
สังคมศึกษาเป็นศาสตร์บูรณาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ประกอบด้วยวิชาสาคัญคือ
ประวตั ศิ าสตร์ ศีลธรรม หน้าทพ่ี ลเมือง เศรษฐศาสตร์ และภูมิศาสตร์ สังคมศึกษามีเปูาหมายสาคัญที่มุ่งพัฒนา
ผู้เรียนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ พลเมืองท่ีมีลักษณะหลายระดับ ประกอบด้วยการเป็นพลเมืองของท้องถ่ิน
พลเมอื งไทย พลเมอื งอาเซยี น พลเมอื งโลก และพลเมอื งดจิ ิทัล มงุ่ พัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีมุมมองหลากหลาย
และมีมโนทัศน์สาคัญสาหรับใช้ทาความเข้าใจโลกและชีวิตท่ีกว้างขวาง เป็นผู้มีความสามารถท่ีจะเรียนรู้
เพ่มิ พูนประสบการณ์ พฒั นาตนเอง และใชศ้ ักยภาพของตนอย่างรูเ้ ทา่ ทันการเปลย่ี นแปลง สามารถปรับเปล่ียน
เรียนรู้ ตลอดจนร่วมมอื กนั เพอื่ สรา้ งการเปล่ยี นแปลงใหแ้ กช่ มุ ชนและสงั คม
กลมุ่ สาระการเรียนรู้นี้ มีสมรรถนะเฉพาะ ๖ ประการ ได้แก่
๑. ปฏิบัติตนสอดรับกับหลักศีลธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่นที่ตนนับถือ สามารถจัดการ
อารมณอ์ ยา่ งมีสตสิ มั ปชญั ญะ อดทนและแกไ้ ขปญั หาที่เกดิ ข้นึ ในชีวิตประจาวนั
๒. วางแผนการใช้ทรัพยากรและการใช้จ่ายในชีวิตประจาวันอย่างประหยัด คุ้มค่า และพอเพียง
ในระดับตนเองและครอบครัว
๓. ใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ด้วยการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์อย่างมีเหตุผล เพ่ือเข้าใจการเปล่ียนแปลง สาเหตุและผลสืบเนื่องของเหตุการณ์ในอดีต
ท่ีมีต่อตนเอง ครอบครัว โรงเรียน เห็นคุณค่าของสถาบันหลักของชาติ และท้องถิ่นที่ตนอาศัยอยู่ เพื่อสร้าง
สานกึ ร่วมในการพฒั นาชมุ ชน ท้องถน่ิ และอยูร่ ่วมกันอย่างสนั ตทิ า่ มกลางความแตกตา่ งหลากหลาย
๔. ติดตามการเปล่ียนแปลงของสิ่งแวดล้อมอยู่รอบตัวและชุมชน ตัดสินใจดาเนินกิจกรรม
ในชีวิตประจาวันอย่างรับผิดชอบต่อส่ิงแวดล้อม มีส่วนร่วมในการปูองกัน รับมือ แก้ปัญหา ส่ิงแวดล้อม
ในช้ันเรียน โรงเรียนและชุมชน ด้วยความเข้าใจในปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงของส่ิงแวดล้อม และ
ความสัมพนั ธท์ สี่ มดลุ ระหวา่ งมนุษยก์ บั สิง่ แวดลอ้ ม
๕. รับผิดชอบต่อบทบาทหน้าท่ี ปกปูองสิทธิเสรีภาพของตนเอง เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น
มีสว่ นรว่ มในการตัดสนิ ใจและแก้ไขปญั หาร่วมกันในชั้นเรียน และโรงเรยี น โดยสันติวิธี
๖. เลือกและจัดการเวลาในการใช้สื่อ สารสนเทศ และดิจิทัลอย่างรู้เท่าทัน ไม่ให้เกิดผลเสียต่อ
ตนเองและผู้อื่น ตัดสินใจท่ีจะเช่ือหรือไม่เชื่อ ปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตาม โดยเข้าใจวัตถุประสงค์ ประโยชน์
และโทษของสื่อ สารสนเทศ ดิจิทัล สร้างและส่งต่อข้อมูลสารสนเทศ เพ่ือให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและ
ครอบครัว
สมรรถนะเฉพาะท้ัง ๖ สมรรถนะดังกล่าว มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสมรรถนะหลักทั้ง ๖ สมรรถนะ
และบูรณาการกนั เป็นผลลพั ธ์การเรียนรูช้ ว่ งช้นั ๑๒ ข้อ ซ่ึงเป็นเปาู หมายของชว่ งชัน้ น้ี
ผลลัพธ์การเรียนรู้ช่วงชั้นที่ ๑ ทั้ง ๑๒ ข้อ ดังกล่าว นาไปกาหนดเป็นผลลัพธ์การเรียนรู้ช้ันประถมศึกษา
ปีที่ ๑ - ๓ โดยต้องคานึงถึงการบูรณาการสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะด้วย เพื่อให้เม่ือผู้เรียนบรรลุ
ผลลัพธ์การเรยี นรู้ช้ันปแี ลว้ จะนาไปสู่การบรรลุผลลพั ธก์ ารเรียนรชู้ ว่ งชน้ั ตามที่หลกั สูตรกาหนดไว้