The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนขุขันธ์วิทยา ตามร่างกรอบหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2565

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

หลักสูตรฐานสมรรถนะโรงเรียนขุขันธ์วิทยา

หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนขุขันธ์วิทยา ตามร่างกรอบหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2565

47

ลกั ษณะเฉพาะ/ ธรรมชาติของกลมุ่ สาระการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรียนรู้น้ี ว่าด้วยการศึกษาอย่างเป็นระบบเพ่ือทาความเข้าใจตนเองและสังคม โดยการ
ปฏิบัตติ นตามหลักของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาอ่ืนท่ีตนนับถือด้วยสานึกท่ีดี ที่ได้รับการปลูกฝัง การพัฒนา
ระบบความคิด พิจารณา ไตร่ตรองก่อนตัดสินใจทาส่ิงใด ๆ ทาให้เป็นผู้มีจิตใจดีที่ส่งผลต่อการคิดดี พูดดี และ
ทาแต่ส่ิงที่ดี อันเป็นประโยชน์และสร้างสันติสุขท้ังต่อตนเอง ผู้อ่ืน และส่วนรวม หาคาตอบเกี่ยวกับเร่ืองราว
ทเี่ กดิ ข้นึ ในอดตี ทาให้เข้าใจสังคมในอดตี ไดใ้ กล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด เพ่ือนามาเสริมสร้างความเข้าใจ
ในสังคมปัจจุบันท่ีมีรากประวัติศาสตร์ซ่ึงเก่ียวข้องสัมพันธ์กับสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ประวัติศาสตร์ของกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย ท่ีมีลักษณะผสมผสานและก่อรูปเป็นวัฒนธรรมและสังคม
มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเน่ืองเป็นพลวัต โดยเฉพาะความภาคภูมิใจในครอบครัว โรงเรียน ชุมชน สังคม
และประเทศชาติ อันส่งผลต่อพฤติกรรมในการใช้ชีวิตและอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างเหมาะสม การปฏิบัติตน
ตามบทบาทหน้าที่ และสิทธิเสรีภาพในการอยู่ร่วมกัน รวมไปถึงความรับผิดชอบต่อตนเองในการใช้จ่าย และ
การใช้ทรัพยากรโดยคานึงถึงผลกระทบต่อตนเองและส่ิงแวดล้อม อันจะนาไปสู่การเป็นสมาชิกท่ีดีของ
ประเทศชาติ
จดุ เน้นการพฒั นา
การออกแบบกรอบคิดหลักของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ด้านศีลธรรมจัดให้สอดรับกับ
กรอบคิดของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ การดาเนินการเรียนรู้ให้ไปถึงสมรรถนะท้ัง ๖ ประการ ได้นั้น ต้องอาศัย
การปฏิบัติท้ังกายภาวนา ศีลภาวนา จิตภาวนา ปัญญาภาวนา ซ่ึงสามารถที่จะถ่ายทอดศีลธรรมไปสู่ชีวิต
ตามทฤษฎแี ละหลักการในการเรยี นรตู้ ่าง ๆ
การปฏิรูปการเรียนรู้สังคมศึกษา เป็นการศึกษาถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์และการอยู่ร่วมกัน
ในสังคมในฐานะเป็นพลเมืองของชาติภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ
ของโลกซึ่งร่วมสร้างประวัติศาสตร์ ให้เกิดความมั่นคงทางสังคมโดยมีศีลธรรมตามท่ีปรากฏในพระพุทธศาสนา
และศาสนาอื่นเป็นฐาน (ตามมาตรา ๖๗ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐) กลุ่มสาระ
การเรยี นรู้น้ี ช่วยให้ผเู้ รียนใชช้ วี ติ ทงั้ ในฐานะปจั เจกบุคคล และการอยู่รว่ มกันในสังคม เป็นพลเมอื งดี
สาหรบั ชว่ งชน้ั ที่ ๑ ได้จัดผลลพั ธ์การเรยี นร้ชู ่วงชัน้ เปน็ ๖ หวั ข้อ ดังน้ี
ศาสนธรรมนาทางชีวิต เพื่อพัฒนาตน ครอบครัว และชุมชน เป็นการบูรณาการให้นักเรียน
ได้ประยุกต์ใช้หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาอ่ืนที่ตนนับถือ เพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาพฤติกรรม
ลักษณะนิสัย จิตใจ และปัญญา อันจะนาไปสู่การสร้างประโยชน์และความสงบสุขในครอบครัว โรงเรียน และ
ชมุ ชน
การวางแผนการเงินและการใช้ทรัพยากร เป็นการบูรณาการให้นักเรียนได้วางแผนร่วมกับคน
ในครอบครัว เพื่อน และครู เรียนรู้และพัฒนาตนเป็นคนท่ีใช้จ่ายเงินและใช้ทรัพยากรอย่างมีการวางแผน
และประหยัด เพ่ือลดค่าใช้จ่ายของตนเอง ครอบครัวและโรงเรียน เห็นความสาคัญของการประหยัด
และออม สามารถประยุกต์ใช้แนวยคิดของการพัฒนาท่ีย่ังยืนและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้
ในการดาเนินชวี ติ
เหตุการณ์ในอดีตของครอบครัว โรงเรียน และชุมชน รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับ
สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการบูรณาการให้นักเรียนใช้ค้นหาเรื่องราวความเป็นมาของครอบครัว และ
โรงเรียนอย่างเป็นระบบ ผ่านการทากิจกรรมร่วมกันกับเพ่ือนและผู้เกี่ยวข้อง จนสามารถทาความเข้าใจ

48

เหตุการณ์ต่าง ๆ นาเสนอโดยมีหลักฐานและแหล่งข้อมูลที่ชัดเจนมาสนับสนุน นาไปสู่การปฏิบัติตนท่ีแสดงถึง
ความภาคภมู ใิ จในครอบครวั โรงเรยี น ชมุ ชน และประเทศชาติ

ชีวิตในบ้าน โรงเรียน และชุมชน เป็นการบูรณาการให้นักเรียนฝึกการใช้ชีวิตจากสังคมใกล้ตัว
ไปสู่สังคมท่ีไกลตัว และสังคมในโลกเสมือน ที่คานึงถึงบทบาท สิทธิ หน้าท่ีและเสรีภาพ เป็นสมาชิกของสังคม
ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกและปฏิบัติตนในการอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนท่ีมีความแตกต่าง และทาประโยชน์ต่อ
ส่วนรวม อยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยไม่สร้างควาอมเดือดร้อนต่อตนเอง ผู้อื่น ส่วนรวม และสารวจข้อมูลโดยใช้
แผนที่ แผนผงั รปู ถ่าย เพ่อื จัดระเบียบและดแู ลรักษาส่ิงแวดล้อม

วัฒนธรรมท้องถ่ินและความเป็นไทย เป็นการบูรณาการให้นักเรียนเกิดความภาคภูมิใจในความเป็นไทย
ทม่ี ีการผสมผสาน เลือกรับและปรับใช้ให้เหมาะสมกับยุคสมัย เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมของชุมชนและท้องถ่ิน
โดยคานงึ ถึงประโยชน์สว่ นรวมมากอ่ นประโยชนส์ ่วนตน เคารพสถาบันหลักและสัญลกั ษณข์ องชาติไทย

รู้เท่าทันส่ือ เท่าทันตนเอง เป็นการบูรณาการให้ผู้เรียนตระหนักและเท่าทันความคิดของตนเอง
ที่ได้รับอิทธิพลจากสื่อและค่านิยมของสังคม เท่าทันส่ือโฆษณา มีวิจารณญาณในการเลือก สร้างและส่งต่อ
สอื่ สารสนเทศ

การนาไปใช้ในชวี ติ จรงิ
จากการฝึกฝนให้ผู้เรียนได้ใช้ศาสนธรรมเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนให้สามารถดูแลตนเอง
ในชวี ติ ประจาวนั อย่างเปน็ ปกตสิ ขุ
จากการพัฒนาคุณสมบัติการเป็น “นักประวัติศาสตร์ท่ีดี กล่าวคือ รู้จักสังเกต ไต่ถาม จดจาและนา
สิ่งท่ีศึกษาจดจามาได้ มาวิเคราะห์หาเหตุผลที่ถูกต้องต่อไป” (หนังสือสายธารประวัติวิทยา, สมเด็จพระเทพ
รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี) ฝึกฝนใช้กระบวนการสืบค้นเร่ืองราวในอดีตของครอบครัว โรงเรียน
ชุมชน ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน ท้องถ่ิน เข้าใจพัฒนาการของสถาบันหลักของชาติ อันได้แก่ สถาบันชาติ
ศาสนา และพระมหากษัตริย์ มีสมรรถนะในการส่ือสารด้วยภาษา เพ่ือค้นหาข้อเท็จจริงจากแหล่งข้อมูล
ที่น่าเชื่อถือ อาศัยการคิดขั้นสูงเพ่ือวิเคราะห์สาเหตุและผลกระทบจากการเปล่ียนแปลง ซ่ึงผู้เรียนสามารถ
นาไปใช้ในการทาความเข้าใจและคน้ หาข้อมูลเรื่องราวต่าง ๆ ทีต่ นเองอยากหาคาตอบ
จากการฝึกฝนให้ผู้เรียนสามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนอย่างสันติสุข ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย
ทางความคิด ความเชอื่ และการปฏิบตั ขิ องบุคคล เข้าใจการอยู่ร่วมกันตามกฎ กติกา และข้อตกลง ตระหนักถึง
ความสมั พนั ธร์ ะหว่างตนเองกับส่ิงแวดล้อมที่ต้องร่วมกันดูแลรักษา นาไปสู่การทาตนให้เป็นประโยชน์ ร่วมรับรู้
และแก้ปัญหาโดยไมส่ ร้างความเดือดร้อนใหก้ บั ตนเองและผู้อื่น และไม่สง่ ผลเสยี ต่อสิง่ แวดล้อม
จากการฝึกฝนเร่ืองการออม การวางแผนและใช้เงิน รวมท้ังใช้ทรัพยากรอย่างมีสติ ตระหนักถึงผลท่ีเกิดขึ้น
จากการใช้เงินและใช้ทรัพยากรของตนเอง ช่วยลดปัญหาทางการเงินและการใช้ทรัพยากรอย่างไม่รู้คุณค่า ที่จะ
เกดิ ข้ึนในอนาคตทงั้ ในระดบั ตนเอง และครอบครัว มีจิตสานึกและปฏิบัติตามตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
และพัฒนาที่ย่ังยืน
การบูรณาการกับกลุม่ สาระการเรียนรู้ต่าง ๆ

ภาษาไทย/ ภาษาต่างประเทศ สามารถจัดสถานการณ์จากการฟัง การอ่านวรรณกรรม
สาหรับเด็ก นิทาน ตานาน เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลสาคัญในอดีตท่ีหลากหลาย ซ่ึงมีรากฐานมาจาก
พระพุทธศาสนาและศาสนาอ่ืน วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ รวมถึงประเพณีท่ีดีงาม โดยใช้คาศัพท์และเร่ืองราว
เก่ียวกับประวัติความเป็นมาและวิถีชีวิตในครอบครัว โรงเรียนและชุมชน พัฒนาความสามารถในการอ่าน
การต้ังคาถามเพื่อสืบค้นข้อมูล การบันทึกและสรุปข้อมูล ตลอดจนการใช้ภาษาเพื่อการนาเสนอเรื่องราว
ที่ตนสนใจได้อย่างถกู ตอ้ งและเหมาะสม

49

คณิตศาสตร์ สามารถใช้ทักษะการอ่านและแปลข้อมูลจากสถิติอย่างง่ายเพื่อทาความเข้าใจ
เร่ืองราวรอบตัว สามารถบูรณาการร่วมกันในเร่ืองการคานวณเงินเพื่อวางแผนการใช้จ่ายและใช้ทรัพยากร
ให้คุ้มค่า และบูรณาการในเร่ืองการอ่านปฏิทินและการคานวณเวลาเพื่อเชื่อมโยงการมีส่วนร่วมในกิจกรรม
ทางวัฒนธรรมประเพณใี นรอบปแี ละการทาความเข้าใจประวัติความเปน็ มาของครอบครัว โรงเรียนและชมุ ชน

ศลิ ปะ สามารถใช้จนิ ตนาการในการสร้างสรรคง์ านศลิ ปะท่สี ่ือเร่ืองราวท่ีมีความหมายและมีคุณค่า
ต่อความคิด ความสนใจ และความรู้สึกจากสถานการณ์และเหตุการณ์ต่าง ๆ รอบตัว เพื่อให้การส่ือสาร
มีความชดั เจน และน่าสนใจมากขน้ึ

สุขศึกษาและพลศึกษา สามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมศีลธรรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพจิต
ในการอยู่ร่วมกันกับผู้อ่ืน สามารถจัดการอารมณ์และความรู้สึกอย่างรู้เท่าทัน มีมนุษยสัมพันธ์ท่ีดี มีความรัก
ความสามัคคี รู้จักให้อภัย ร่วมสร้างบรรยากาศแห่งความเข้าใจและการพ่ึงพาซึ่งกันและกันในการร่วมกัน
แกป้ ญั หาความขัดแย้งในฐานะที่เปน็ สมาชิกของครอบครัว โรงเรยี นและชุมชน

วิทยาศาสตร์และระบบธรรมชาติ สามารถจัดกิจกรรมบูรณาการในประเด็นเกี่ยวกับทรัพยากร
และสงิ่ แวดลอ้ ม รับรแู้ ละเข้าใจระบบความสมั พันธข์ องมนุษย์กับธรรมชาติในห่วงโซ่ที่เก้ือกูลกัน เพื่อการปฏิบัติ
ตนให้เหมาะสม อนุรักษธ์ รรมชาติ และพร้อมรบั มือกบั ภัยพิบตั ิ

50

 ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะหลกั และสมรรถนะเฉพาะ

สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลัก

๑. ปฏิบัติตนสอดรับกับหลักศลี ธรรมของพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาอื่นทต่ี นนบั ถือ สามารถจัดการอารมณ์อย่างมี

สตสิ มั ปชัญญะ อดทนและแกไ้ ขปัญหาท่เี กิดขึน้ ในชีวิตประจาวนั

๑.๑ ศรัทธา เคารพ และตระหนกั รู้ถึงพระคุณของพระรตั นตรยั หรอื ศาสดาใน ๑. การจดั การตนเอง

ศาสนาอ่ืนที่ตนนบั ถือ ๒. การคดิ ขัน้ สงู

๑.๒ ฝึกตนตามกรอบของเบญจศีล เบญจธรรม หรือหลักคาสอนของศาสนา ๓. การสื่อสาร

ทต่ี นนบั ถือ ๔. การรวมพลังทางานเป็นทีม

๑.๓ ดาเนนิ ชีวติ ในสังคมยุคปกติใหม่อย่างมีสติ สมาธแิ ละปัญญาที่ก่อให้เกิดการ ๕. การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง

คดิ ข้ันสงู ๖. การอยรู่ ่วมกบั ธรรมชาติ

๑.๔ ส่อื สารดว้ ยทา่ ทีท่ีสุภาพ มสี ติ เคารพพ่อแม่ ครู หรอื ผู้ใหญ่ เคารพความ และวทิ ยาการอย่างย่ังยนื

แตกต่างระหวา่ งกนั เพื่ออยู่ร่วมกนั อยา่ งสนั ตสิ ุขในครอบครวั โรงเรยี น

ชุมชน ในฐานะเป็นพลเมืองไทย

๑.๕ อยู่ร่วมและใช้สอยทรัพยากรธรรมชาตสิ ง่ิ แวดล้อมอย่างรคู้ ุณค่า

เพอ่ื ให้เกดิ ความสมดุลอย่างย่ังยืน และใชเ้ ทคโนโลยอี ย่างร้เู ท่าทัน

และพอเพียง

๒. วางแผนการใช้ทรัพยากรและการใช้จา่ ยในชวี ติ ประจาวนั อยา่ งประหยดั คมุ้ คา่ และพอเพียง ในระดบั ตนเอง

และครอบครวั

๒.๑ วางแผนการใชจ้ ่ายและออมเงนิ ของตนเองอย่างเหมาะสมและมีวนิ ัย ๑. การจัดการตนเอง

และชว่ ยลดคา่ ใช้จา่ ยในครอบครัว ๒. การคิดขัน้ สูง

๒.๒ ใชท้ รัพยากรในชวี ิตประจาวันอยา่ งประหยดั คมุ้ คา่ และพอเพยี ง ๔. การรวมพลังทางานเป็นทีม

เพ่ือลดคา่ ใช้จ่าย ใชข้ องสว่ นรวมอยา่ งระมัดระวัง ด้วยความตระหนกั ถึง ๕. การเป็นพลเมืองท่ีเข้มแขง็

ผลกระทบของการใช้ทรัพยากรทมี่ ตี อ่ ตนเอง ครอบครัว และ

โรงเรียน

51

สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลกั

๓. ใชว้ ิธกี ารทางประวัติศาสตร์ด้วยการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานทางประวัติศาสตร์

อยา่ งมเี หตุผล เพอ่ื บอกผลกระทบของเหตกุ ารณ์ท่ีมีต่อตนเอง ครอบครวั โรงเรียน เห็นคุณค่าของทอ้ งถนิ่

ทตี่ นอาศัยอยูแ่ ละสถาบันหลักของชาติ เพอ่ื สรา้ งสานึกร่วมในการพัฒนาชุมชน ทอ้ งถ่ิน

และอยู่ร่วมกนั อย่างสันตทิ ่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย

๓.๑ สอบถาม คน้ หาคาตอบของเรื่องราวของตนเอง บคุ คลในครอบครัว ๒. การคดิ ขั้นสงู

โรงเรยี นและชมุ ชน ความสมั พนั ธ์ของสถาบันหลักของชาติกับชุมชน ๓. การส่ือสาร

และท้องถนิ่ ประวตั คิ วามเป็นมาและวถิ ชี ีวิต ลาดับ เวลาและเหตกุ ารณ์ ๕. การเป็นพลเมืองท่ีเข้มแขง็

สาคญั ทีส่ ่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของครอบครวั โรงเรียน และชมุ ชน

จากอดตี ถึงปัจจุบนั โดยแสดงหลักฐานและแหล่งข้อมลู

ทเ่ี ก่ียวข้อง อย่างเหน็ คณุ คา่ และภาคภูมใิ จ และทากิจกรรม

ในชีวติ ประจาวนั ที่แสดงถงึ ความตระหนักของผลการกระทาในอดีต

ทีม่ ีต่อปัจจุบนั และผลของการกระทาในปัจจบุ นั ทีม่ ีผลต่ออนาคต

๓.๒ ปฏบิ ัตแิ ละรว่ มกิจกรรมตามประเพณีและวัฒนธรรมของชุมชน

อย่างเหน็ คุณค่าและคานึงถงึ ผลทีอ่ าจเกิดข้ึนต่อตนเอง

ผู้อืน่ และสง่ิ แวดลอ้ มในชุมชน

๔. ติดตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมอยูร่ อบตัวและชมุ ชนตดั สนิ ใจดาเนนิ กจิ กรรมในชวี ิตประจาวนั

อย่างรับผดิ ชอบต่อส่งิ แวดล้อม มสี ่วนรว่ มในการป้องกัน รับมือ แกป้ ัญหา ส่ิงแวดล้อมในชนั้ เรียน โรงเรียน

และชุมชน ด้วยความเขา้ ใจในปรากฏการณ์การเปลยี่ นแปลงของส่ิงแวดลอ้ ม และความสมั พนั ธท์ ีส่ มดุล

ระหว่างมนษุ ยก์ ับส่ิงแวดล้อม

๔.๑ ใชแ้ ผนผัง แผนท่ีและรูปถา่ ยในการระบวุ า่ ตนเองอยู่ ณ พน้ื ทใ่ี ด ๒. การคิดข้นั สงู

ในโรงเรยี น ชุมชน คน้ หาสถานท่บี นแผนท่ี และอธิบายลกั ษณะ ๔. การรวมพลังทางานเป็นทีม

สงิ่ แวดล้อมต่าง ๆ ในบ้าน ห้องเรียน โรงเรียน และลกั ษณะ ทาง ๕. การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง

กายภาพในชุมชน ๖. การอยรู่ ว่ มกบั ธรรมชาติ

๔.๒ มีสว่ นรว่ มในการจดั ระเบียบและดูแลรักษาส่งิ แวดลอ้ มทีบ่ า้ น ห้องเรยี น และวทิ ยาการอย่างยงั่ ยนื

โรงเรยี น ดว้ ยความเขา้ ใจในความสัมพนั ธ์ระหว่างสิง่ แวดล้อมกบั ชวี ติ

ความเปน็ อยู่ของตนเองและส่วนรวม

52

สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลกั

๕. รับผิดชอบต่อบทบาทหน้าท่ี ปกป้องสิทธเิ สรีภาพของตนเอง เคารพสทิ ธเิ สรภี าพของผู้อน่ื มีส่วนร่วม

ในการตดั สินใจและแก้ไขปญั หารว่ มกันในชนั้ เรยี น และโรงเรยี น โดยสันติวิธี

๕.๑ ปฏบิ ตั ติ นตามบทบาทหน้าทที่ ี่มตี ่อครอบครัว โรงเรียน และชมุ ชน ๑. การจัดการตนเอง

ใช้และยอมรบั ข้อตกลง กฎ กตกิ าทีส่ รา้ งขนึ้ รว่ มกัน ๔. การรวมพลงั ทางานเป็นทีม

๕.๒ แลกเปลย่ี นความคิดเหน็ อยา่ งมเี หตุผล รว่ มตดั สินใจในการแกป้ ัญหา ๕. การเป็นพลเมืองที่เข้มแขง็

หรอื ความขัดแยง้ ในสถานการณต์ า่ ง ๆ และทากจิ กรรมรว่ มกัน

อย่างมีมารยาท ในครอบครวั โรงเรยี น และชมุ ชน เตม็ ใจเสียสละ

ประโยชน์ส่วนตนเพือ่ ส่วนรวมดว้ ยความรสู้ กึ ว่าเป็นสมาชกิ

ของครอบครัวช้นั เรียน และโรงเรยี น

๕.๓ รกั ษาสทิ ธพิ ืน้ ฐานของตน ไมล่ ะเมิดสิทธิของผอู้ น่ื ปฏิเสธเพื่อไมใ่ ห้ตน
ถกู รังแก หรอื ละเมิดสทิ ธิเสรีภาพ ทั้งรา่ งกายจิตใจ ทรัพย์สินและ
แจ้งผใู้ หญ่ที่เก่ียวขอ้ ง
๕.๔ แสดงพฤตกิ รรมทั้งทางกายและวาจาในการยอมรบั ความคิด

ความเช่ือและการปฏบิ ตั ขิ องบุคคลอน่ื ทแ่ี ตกตา่ งกนั โดยปราศจากอคติ

และการเหมารวม รวมท้งั ไม่กลน่ั แกลง้ เพื่อน (Bullying)

๕.๕ ปฏิบตั ิตนได้อย่างถูกต้องท่ีแสดงถึงการเคารพสถาบันหลักและสัญลักษณ์

ของชาติ และร่วมกจิ กรรม ท่ีทาประโยชน์เพื่อสว่ นรวม ตาม

กาลงั ของตน

๖. เลอื กและจดั การเวลาในการใชส้ อื่ สารสนเทศ และดจิ ิทลั อยา่ งรู้เท่าทัน ไมใ่ หเ้ กิดผลเสียตอ่ ตนเองและ

ผอู้ น่ื ตดั สินใจทจ่ี ะเช่อื หรอื ไมเ่ ชอื่ ปฏิบัตติ ามหรือไมป่ ฏิบัติตาม โดยเข้าใจวตั ถุประสงค์ ประโยชน์ และโทษ

ของส่ือ สารสนเทศ ดจิ ทิ ัล สร้างและส่งต่อข้อมูลสารสนเทศ เพ่ือให้เกดิ ประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัว

๖.๑ เลอื กใช้ และจัดการเวลาในการใช้สอ่ื สารสนเทศ และดจิ ทิ ลั ๑. การจัดการตนเอง

อยา่ งรู้เท่าทัน ๒. การคดิ ข้นั สูง

๖.๒ ใช้วิจารณญาณและความร้ดู ้านสอ่ื สารสนเทศและดจิ ิทลั ประกอบ ๓. การส่อื สาร

การคดิ และตัดสนิ ใจในการกระทาตา่ ง ๆ ในชีวติ ประจาวัน

๖.๓ สร้างและสง่ ตอ่ ข้อมลู สารสนเทศอย่างใคร่ครวญ รบั ผดิ ชอบต่อผล

ท่ีจะเกิดขน้ึ รวมทัง้ ใช้ให้เป็นประโยชน์ตอ่ ตนเองและครอบครัว

 ผลลัพธ์การเรยี นรู้เม่ือจบชว่ งชน้ั ที่ ๑

1. มีศรัทธา เคารพ และตระหนักรู้ในพระคุณของพระรัตนตรัยหรือศาสดาในศาสนาอื่นท่ีตนนับถือ
หม่ันฝึกตนตามหลักเบญจศีล เบญจธรรม หรือหลักคาสอนของศาสนาท่ีตนนับถือ สามารถจัดการตนเอง
และดาเนนิ ชีวติ ในสังคมยุคปกตใิ หม่อยา่ งมีสติ สมาธแิ ละปญั ญาทกี่ ่อให้เกดิ การคิดขั้นสงู

2. สามารถสื่อสารด้วยท่าทีที่สุภาพ มีสติ เคารพพ่อแม่ ครู หรือผู้ใหญ่ เคารพในความแตกต่างระหว่างกัน
อยู่ร่วมกันอย่างเป็นมิตรในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน ในฐานะเป็นพลเมืองไทย ใช้สอยธรรมชาติ
ส่งิ แวดลอ้ มอย่างรูค้ ณุ ค่าเพ่อื ให้เกดิ ความสมดุลอยา่ งย่งั ยนื และใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจาวันอย่างรู้เท่าทัน
และพอเพยี ง

53

3. ร่วมกบั สมาชิกในครอบครัวในการระบุสาเหตุและวิธีการแก้ไขปัญหา เพ่ือนาไปสู่การแยกแยะความต้องการ
และความจาเป็น วางแผนการใช้จ่าย และออมเงินอย่างเหมาะสมและมีวินัย เพ่ือแสดงถึงความรับผิดชอบ
ด้วยกนั ในการลดค่าใช้จ่าย

4. ระมัดระวังในการใช้ของส่วนรวมและทรัพยากรในการทางาน การทากิจกรรม การทากิจวัตรประจาวัน
อย่างประหยัด คุ้มค่า และพอเพียง ด้วยความตระหนักถึงผลของการใช้ทรัพยากรที่มีต่อตนเอง ครอบครัว
และโรงเรยี น

5. นาเสนอเรื่องราวของตนเอง บุคคล วัตถุ และสถานท่ีที่เก่ียวข้องกับครอบครัว โรงเรียน และชุมชน
ความสัมพันธ์ของสถาบันหลักของชาติกับชุมชนและท้องถ่ิน ประวัติความเป็นมา และวิถีชีวิต ลาดับเวลา
และเหตุการณ์สาคัญ ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงจากอดีตถึงปัจจุบัน และอธิบายผลของการเปลี่ยนแปลง
ที่มีต่อวิถีชีวิตของตนและคนในชุมชน โดยแสดงหลักฐาน และแหล่งข้อมูลที่เก่ียวข้องด้วยภาพและภาษา
ของตนเองท่ีเข้าใจง่าย ชัดเจน จากการสอบถาม ค้นหาคาตอบอย่างเป็นขั้นตอน และทากิจกรรม
ในชีวิตประจาวันที่แสดงถึงความตระหนักของผลการกระทาในอดีตที่มีต่อปัจจุบันและผลของการกระทา
ในปัจจบุ นั ท่ีมีผลต่ออนาคต ด้วยความรู้สึกถึงการเป็นสว่ นหนงึ่ ของครอบครวั โรงเรียน และชุมชน

6. สารวจข้อมูลเกี่ยวกับตาแหน่ง ระยะและทิศทางของส่ิงต่างๆและสถานท่ี โดยประยุกต์ใช้แผนท่ี แผนผัง
รูปถ่าย เพ่ือการวางแผนการทางาน การใช้ชีวิต และการร่วมจัดระเบียบและดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมที่บ้าน
ห้องเรียน โรงเรียน และชุมชน ด้วยความตระหนักในเหตุและผลของการกระทาของตนเองและ
คนในชมุ ชนทม่ี ีตอ่ สง่ิ แวดล้อม ซงึ่ ส่งผลกระทบตอ่ ชีวติ ความเปน็ อยู่

7. ทากิจกรรมและอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีมารยาท ปฏิบัติตนตามบทบาทหน้าท่ี ยอมรับข้อตกลง กฎ กติกา
ท่ีสร้างร่วมกัน แลกเปล่ียนความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล ร่วมตัดสินใจในการแก้ปัญหาหรือความขัดแย้ง
ในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยเต็มใจเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวมด้วยความรู้สึกว่าเป็นสมาชิกของ
ครอบครัว ชัน้ เรยี น และโรงเรียน

8. ปฏิบัติตนบนพ้ืนฐานสิทธิของตน ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ปฏิเสธเพื่อไม่ให้ตนถูกรังแกหรือละเมิดสิทธิ
เสรีภาพ ท้ังร่างกาย จิตใจ ทรัพย์สินและแจ้งผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง แสดงพฤติกรรมเชิงบวกท้ังทางกายและ
วาจาเมื่อร่วมกิจกรรมหรือทางานกับผู้อื่น ที่แสดงถึงการยอมรับความคิด ความเช่ือและการปฏิบัติของ
บุคคลอ่นื ท่แี ตกตา่ งกนั โดยปราศจากอคติ และการเหมารวม รวมทั้งไม่กลั่นแกล้งเพื่อน (Bullying) ควบคุม
อารมณแ์ ละความรสู้ กึ ของตน ไม่ทาให้ผอู้ ่นื เดือดร้อน

9. เข้าร่วมกิจกรรมตามประเพณแี ละวัฒนธรรมของชุมชนอยา่ งเหน็ คณุ ค่าและไม่กอ่ ใหเ้ กิดผลเสยี ต่อตนเอง
ผู้อ่ืนและสงิ่ แวดลอ้ มในชุมชน

10.ปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องท่ีแสดงถึงการเคารพสถาบันหลักและสัญลักษณ์ของชาติไทย และร่วมกิจกรรม
ที่ทาประโยชนเ์ พอ่ื ส่วนรวมตามกาลงั ของตนภายใต้การดูแลและคาแนะนา

11.เลือกและจัดการเวลาในการใช้สื่อ สารสนเทศ และดิจิทัลอย่างรู้เท่าทัน โดยรับผิดชอบต่อผลที่เกิดข้ึน
ตอ่ ตนเองและผ้อู ื่น

12.ตัดสินใจท่ีจะเชื่อหรือปฏิบัติ โดยเข้าใจวัตถุประสงค์ ประโยชน์ และโทษของสื่อ สารสนเทศ ดิจิทัล
สร้างและสง่ ตอ่ ขอ้ มลู สารสนเทศ เกดิ ประโยชน์ตอ่ ตนเองและครอบครัว

54

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละระบบธรรมชาติ

 สาระสาคญั ของกลุ่มสาระการเรยี นรู้

ความสาคัญของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และระบบธรรมชาติ
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละระบบธรรมชาตเิ ป็นสาระท่ีเน้นการสืบเสาะ (inquiry) เพื่อเข้าใจ
ระบบธรรมชาติ การจัดประสบการณ์เรียนรู้ในช่วงช้ันน้ีเริ่มจากการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสิ่งท่ีใกล้ตัวท่ีสนใจ
และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น เน้นให้ผู้เรียนสืบเสาะและแก้ปัญหา โดยใช้ความรู้และกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตรเ์ ปน็ พ้นื ฐาน ใช้เทคโนโลยเี พ่อื เขา้ ถงึ แหล่งขอ้ มลู อย่างปลอดภัย สร้างเจตคติทด่ี ีต่อวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ปรบั ตวั และอยูร่ ่วมกบั ธรรมชาติ รักษาส่ิงแวดลอ้ ม และตระหนักถงึ การใช้ทรัพยากร
เปูาหมายสาคัญของการจัดประสบการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และระบบธรรมชาติ
ชว่ งช้ันท่ี 1
1. เข้าใจแนวคิดและความรู้พ้ืนฐานในวิทยาศาสตร์ท่ีจาเป็นต่อการดารงชีวิต สามารถใช้และเข้าถึง
เทคโนโลยไี ดอ้ ย่างเหมาะสม รเู้ ทา่ ทนั และปลอดภยั
2. เป็นผู้ท่ีมีจินตนาการ จิตวิทยาศาสตร์ คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์ และ
เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์
3. ตระหนกั ถงึ ความสมั พันธข์ องวิทยาศาสตร์กบั ระบบธรรมชาติ ผลของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ
วทิ ยาการต่าง ๆ ทมี่ ตี ่อมวลมนษุ ย์และส่งิ แวดล้อมในระบบธรรมชาติ
ลกั ษณะเฉพาะ/ ธรรมชาตขิ องกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ (Science) เป็นความรู้ที่เกิดจากสติปัญญาและความพยายามของมนุษย์ในการศึกษา
เพ่ือทาความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้นโดยธรรมชาติท้ังบนโลกและในเอกภพ วิทยาศาสตร์จึงให้ความสาคัญกับ
การสืบเสาะหาคาตอบเพ่ือทาความเข้าใจธรรมชาติ การสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการท่ีต้องใช้ความรู้
จินตนาการ เคร่ืองมือต่าง ๆ เช่น คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี เพ่ือการเก็บรวบรวมข้อมูล จัดรูปแบบของข้อมูล
ใช้สมรรถนะด้านภาษา เพ่ือทาความเข้าใจข้อมูล ส่ือสารความคิด และนาเสนอข้อมูล ดังน้ัน ความรู้ กระบวนการ
และจิตวทิ ยาศาสตร์ มคี วามสาคญั กบั การนาไปใช้ประโยชนใ์ นชีวติ และการอยรู่ ่วมกันกับธรรมชาตอิ ย่างสมดลุ
กระบวนการสบื เสาะ (Inquiry Process) เปน็ กระบวนการท่ีนาไปสกู่ ารเรยี นรแู้ ละอธบิ ายปรากฏการณ์ต่าง ๆ
เชิงวิทยาศาสตร์ ระหว่างการสืบเสาะผู้เรียนจะต้องใช้การให้เหตุผลเชิงตรรกะ (Logic) หลักฐานเชิงประจักษ์
(Empirical Evidence) จินตนาการ และการคิดสร้างสรรค์ เป็นการทางานอย่างเป็นระบบ รอบคอบ มีอิสระ
และไมเ่ ป็นลาดบั ขนั้ ท่ีตายตวั มีธรรมชาตใิ นการเรียนรู้ ดงั น้ี
 ปรากฏการณ์ต่าง ๆ บนโลกหรือในเอกภพท่ีเกิดข้ึนอย่างเป็นแบบรูป (Pattern) สามารถเข้าใจได้
ดว้ ยสตปิ ัญญา วธิ กี ารศกึ ษาท่ีเปน็ ระบบ มนุษยส์ ามารถเรียนรแู้ ละทาความเขา้ ใจได้
 แนวคิดทางวิทยาศาสตร์มีความไม่แน่นอน สามารถเปล่ียนแปลงได้ หากพบหลักฐาน (Evidence) ใหม่
ท่ีนาไปสู่การสรา้ งคาอธบิ าย หรือองคค์ วามร้ใู หมท่ างวทิ ยาศาสตร์
 ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีความคงทน และเชื่อถือได้ เพราะการสร้างการอธิบายทางวิทยาศาสตร์
ต้องผา่ นวธิ ีการตา่ ง ๆ อย่างต่อเนอ่ื ง ซ้าแล้วซ้าเลา่ เปน็ ระยะเวลาหนงึ่ จนมนั่ ใจในคาอธบิ ายนนั้
 วทิ ยาศาสตร์เชื่อถือหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ท่ไี ด้จากการสังเกต ทดลอง หรือวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์

55
เทคโนโลยี (Technology) เป็นสงิ่ ท่มี นุษย์สร้างหรือพัฒนาข้ึน ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งชิ้นงานหรือวิธีการเพื่อใช้
แกป้ ญั หา สนองความต้องการ หรือเพิ่มความสามารถในการทางานของมนุษย์ เทคโนโลยีจึงเกิดจากการผสาน
ทักษะ เทคนิค วิธีการ และความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน กระบวนการทางเทคโนโลยีให้ความสาคัญกับ
การแก้ปัญหาอยา่ งเปน็ ขัน้ ตอน และเป็นระบบ รวมถึงการระบุเหตุผลของคาตอบ นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้
เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย เช่น ใช้สร้างช้ินงาน เทคโนโลยีอ่ืนหรือนวัตกรรม ใช้เข้าถึง
แหล่งขอ้ มลู บนอนิ เทอรเ์ น็ต ใช้ร่วมกบั วทิ ยาการแขนงต่าง ๆ
จดุ เน้นการพฒั นา
การจัดประสบการณ์เรียนรู้เพ่ือพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน ในช่วงช้ันท่ี 1 ผู้เรียนควรได้รับ
ประสบการณ์เรียนรู้ผ่านการบูรณาการผลลัพธ์การเรียนรู้โดยอาจบูรณาการข้าม กลุ่มสาระการเรียนรู้หรือ
ภายในกลุม่ สาระการเรียนรู้ การบรู ณาการภายในกลมุ่ สาระการเรียนรู้อาจบูรณาการผา่ นธมี ตา่ ง ๆ ดงั น้ี

ทรัพยากรธรรมชาติ

ปรากฏการณ์ สิ่งแวดล้อม
ธรรมชาติและ
ภัยอนั ตราย วทิ ยาศาสตร์ และ
ระบบธรรมชาติ

เทคโนโลยี ความก้าวหนา้
ในชวี ติ ประจาวัน ของวทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยี

จดุ เน้นการพัฒนาผ่านแตล่ ะหัวข้อ มดี ังน้ี
 ทรพั ยากรธรรมชาติ

ผู้เรียนควรได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับลักษณะ สมบัติและความสาคัญของดิน
และน้า รวมถึงประโยชน์ของดินและน้าต่อมนุษย์ จึงต้องดูแลเพ่ือให้มีใช้ได้อย่างย่ังยืน สมดุล ไม่กระทบ
ส่ิงแวดล้อม ผู้เรียนควรประพฤติตนโดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้คุ้มค่า ลดการใช้เม่ือไม่จาเป็น และอาจ
บูรณาการร่วมกับวิทยาการคานวณในด้านฝึกการแก้ปัญหาอย่างเป็นลาดับข้ันตอนและเขียนโปรแกรมคาสั่ง
ดว้ ยบตั รภาพหรือบตั รคา

 สง่ิ แวดล้อม
ผู้เรียนควรได้รบั การจดั ประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมต่อการดารงชีวิต

ของพืชและสัตว์ ส่ิงทีจ่ าเป็นต่อการดารงชีวิตของพชื และสตั ว์ วัฏจกั รชีวิตของพืชดอกและสตั ว์ ผลของการเปลย่ี นแปลง
สงิ่ แวดลอ้ มทมี่ ีตอ่ พชื และสตั ว์ และการดแู ลและปกปอู งสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการดารงชีวิตของพืชและสัตว์
และอาจบูรณาการร่วมกับวทิ ยาการคานวณในดา้ นฝึกการแก้ปัญหาอย่างเป็นลาดับขั้นตอนและเขียนโปรแกรม
คาสง่ั ดว้ ยบตั รภาพหรอื บตั รคา

56

 ปรากฏการณ์ธรรมชาตแิ ละภยั อนั ตราย
ผู้เรียนควรได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เก่ียวกับปรากฏการณ์กลางวัน กลางคืน การขึ้นและตก

ของดวงอาทิตย์ และการกาหนดทิศ ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากการที่โลกหมุนรอบตัวเอง ได้เรียนรู้
เก่ียวกับการเกิดลม ผลของลมต่อสิ่งมีชีวิตและส่ิงแวดล้อม รวมถึงการปฏิบัติตนให้ปลอดภัยจากวาตภัยและ
อุทกภัย และอาจบูรณาการร่วมกับวิทยาการคานวณในด้านฝึกการแก้ปัญหาอย่างเป็นลาดับข้ันตอนและเขียน
โปรแกรมคาส่ังดว้ ยบตั รภาพหรือบตั รคา

 ความก้าวหนา้ ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ผู้เรียนควรได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับการฝึกฝนการนาความรู้มาแก้ปัญหาหรือ

พัฒนาชิ้นงานดว้ ย โดยประยกุ ตใ์ ช้ความร้ใู นเรอ่ื งแรง ผลของแรงที่มีต่อวัตถุต่าง ๆ แรงแม่เหล็ก หรือสมบัติของ
วัสดุ ในแก้ปญั หาหรอื การสรา้ งช้ินงานอยา่ งงา่ ย

 เทคโนโลยีในชีวิตประจาวนั
ผู้เรียนควรได้รับการจัดประสบการณ์เก่ียวกับการแก้ปัญหาอย่างเป็นข้ันตอน มีความมุ่งม่ันและเห็นว่า
การแก้ปัญหาเป็นเร่ืองที่สนุกและท้าทาย รวมทั้งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ สื่อสารได้อย่าง
เหมาะสมและปลอดภัย สร้างนวัตกรรมท่ีเหมาะสมกับวัย สร้างชิ้นงานหรือเครื่องมืออย่างง่ายในการเล่น
การทางาน การแกป้ ัญหา หรือการใชช้ ีวิตได้อย่างเหมาะสม
ขอบเขตเนือ้ หาและกลวิธสี อนเพื่อพฒั นาสมรรถนะผเู้ รยี นตามช่วงวัย
ผู้เรียนในช่วงช้ัน 1 (อายุ 7 - 9 ปี) สามารถพัฒนาการคิดเชิงเหตุผลกับสถานการณ์ที่เป็นรูปธรรมและ
ใกลต้ วั โดยมผี สู้ อนเป็นผ้แู นะนาชว่ ยเหลอื ในการวางแผนและจดั ระบบการสืบเสาะตามข้ันตอนหรือวิธกี าร
การฝึกใหผ้ ้เู รียนช้นั ป.1 และ ป.2 จดจาคาศัพท์ ความหมายของคาศัพท์ สร้างคลังคาศัพท์เหมาะสม
ตามวัย จะเปน็ ประโยชนต์ ่อการเรยี นรวู้ ชิ าวทิ ยาศาสตร์ ผสู้ อนจึงมีบทบาทสาคัญพัฒนาคลังคาศัพท์ท่ีเหมาะสม
ตามวัย ด้วยการนาอ่านบทความสั้น ๆ เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และวิทยาการต่าง ๆ เพ่ือฝึกการฟังอย่างมี
ความหมาย รู้จักและสะสมคาศัพท์ที่หลากหลายตลอดช่วงช้ัน (ป.1 - 3) ควรฝึกผู้เรียนให้ส่ือสารด้วยการใช้
ภาษาในการพูด และเขยี นคาหรือข้อความส้นั ๆ เพือ่ สรา้ งคาอธิบาย แสดงความเห็น ลงขอ้ สรปุ
โดยธรรมชาติ ผู้เรียนในช่วงช้ันน้ีมีความกระตือรือร้น ช่างสังเกต ชอบต้ังคาถาม ชอบทากิจกรรมร่วมกับ
เพื่อน ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ แต่ยังคงต้องพัฒนากล้ามเนื้อต่าง ๆ ต่อเนื่องจากช่วงชั้นอนุบาล ดังนั้น ผู้เรียนจึง
ควรเรียนรู้อย่างกระตือรือร้นในการฝึกการสังเกตด้วยประสาทสัมผัสท่ีเหมาะสมกับกิจกรรม รวมถึงฝึกการ
หยิบจับ และใช้อุปกรณ์อย่างง่ายร่วมกับการสังเกตด้วยประสาทสัมผัส ช่วง ป.2 และ ป.3 สามารถเรียนรู้ท่ีจะ
สร้างคาถามที่นาไปสู่การสืบเสาะ (Testable Question) และใช้เทคโนโลยีในการสบื คน้ จัดกระทาข้อมูล นาเสนอ
ข้อมลู หรือสร้างนวัตกรรมท่เี หมาะสมกับวยั เช่น ของเล่น ของใช้ โดยประยุกต์ใช้ความรู้และวิธีการของตนเอง
โดยอาศัยการช่วยเหลือหรือแนะนา ดังนั้น ผู้สอนจึงควรเลือกใช้กลวิธีสอนที่เน้นการเรียนรู้แบบกระตือรือร้น
และมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ และเจตคติของผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวม และประเมินเพ่ือพัฒนา
การเรยี นรขู้ องผเู้ รียนอยา่ งต่อเนอ่ื งและให้ผลสะท้อนกลบั เชงิ สร้างสรรค์กบั นกั เรียนอย่างสม่าเสมอ
การนาไปใชใ้ นชวี ิตจริง
จากการฝึกฝนให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติโดยการรวบรวมข้อมูลที่สังเกต หรือทดลองได้จะทาให้ผู้เรียน
พัฒนาสมรรถนะในดา้ นการสบื เสาะ การตีความหมายข้อมลู เพอ่ื อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติรอบตัว ซ่ึงผู้เรียนต้องใช้
สมรรถนะการคดิ ขั้นสงู ในการวิเคราะห์หลักฐานต่าง ๆ เพือ่ ทาความเข้าใจปรากฏการณ์ธรรมชาติและระบบธรรมชาติ
ฝึกการทางานและการมีส่วนร่วมในทีม การรับรู้และจัดการอารมณ์ของตนเองให้สามารถแก้ปัญหาให้ลุล่วง
สามารถสอื่ สารในการใชภ้ าษาเชิงวทิ ยาศาสตร์ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมในการแสดงความเหน็ อธบิ าย และลงข้อสรปุ
จากการฝึกฝนให้ผู้เรียนได้อ่านและทาความเข้าใจข้อมูลท่ีนาเสนอในรูปแบบต่าง ๆ ทาให้ผู้เรียนได้พัฒนา
สมรรถนะเฉพาะในด้านการใช้และเข้าใจภาษาเชิงวิทยาศาสตร์ซึ่งจะช่วยให้ผู้ เรียนสามารถอ่านและแปล
ความหมายขอ้ มูลที่พบในชีวิตประจาวนั และได้ฝึกฝนการนาคณิตศาสตร์และเทคโนโลยมี าใช้ในการเรยี นรู้

57

จากการฝกึ ฝนใหผ้ ู้เรยี นสามารถทางานรว่ มกบั ผูอ้ ่ืนในการสืบเสาะ สร้างช้ินงาน และแก้ปัญหา ช่วยให้
ผ้เู รยี นเรยี นรูท้ ี่จะรับฟังและยอมรับความคิดเห็นทแี่ ตกตา่ งจากตนเอง เช่อื มน่ั ในความคิดเห็นที่มีหลักฐานที่น่าเช่ือถือ
สนุกกับการแก้ปัญหา ได้พัฒนาสมรรถนะการรวมพลังทางานเป็นทีม ตระหนักถึงประโยชน์ของการรวมพลัง
ร่วมแรงร่วมใจในการทางานอย่างมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ เป็นพลเมืองท่ีเคารพกฎ กติกา สามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืน
ทา่ มกลางความแตกตา่ งหลากหลาย

การบรู ณาการกบั กลมุ่ สาระการเรียนรู้ตา่ ง ๆ
ภาษาไทย/ ภาษาอังกฤษ สามารถจัดสถานการณ์ให้นักเรียนรู้จักคาศัพท์ต่าง ๆ พัฒนาเป็น

คลังคาศัพท์เฉพาะตนเพ่ือช่วยให้สามารถใช้ภาษาของตนเองด้วยการพูดหรือเขียนเพ่ือนามาใช้ในการบันทึกผล
การสบื เสาะ สื่อสารความคดิ และนาเสนอเร่อื งราว

สังคมศึกษา สามารถจัดสถานการณ์การเรียนรู้ในเรื่องทรัพยากร ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ทิศกับ
การใช้แผนผังหรือแผนที่ สามารถเชื่อมโยงเร่ืองราวในประวัติศาสตร์ ทั้งด้านภูมิปัญญา และกระบวนการ
แกป้ ญั หาของบุคคลในอดตี มาเช่อื มโยงกับองคค์ วามรแู้ ละการแกป้ ญั หาทางวิทยาศาสตร์

คณิตศาสตร์ นาความรู้ทางคณิตศาสตร์มาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ และจัดกระทาข้อมูล
ในรูปตารางทางเดียว หรอื แผนภมู ริ ูปภาพ

ศิลปะ นาศิลปะมาเป็นการดาเนินเรื่องราวในการสืบเสาะหาความรู้ หรือประยุกต์ใช้ความรู้
ทางวิทยาศาสตร์ ในการทาความเข้าใจหรือการทางานทางศิลปะและภูมิปัญญาในชุมชน นอกจากน้ี
ยงั ใชส้ มรรถนะทางศลิ ปะมารว่ มสรา้ งสรรคช์ ้ินงานจากการแก้ปัญหาใหม้ ีความสวยงามและนา่ สนใจมากขึ้น

บูรณาการเทคโนโลยีในชีวิตประจาวันกับทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ เน้นฝึกทักษะพื้นฐาน
การแก้ปัญหาในการจัดลาดับข้ันตอนการทางานหรือการทากิจกรรม โดยอภิปรายและเปรียบเทียบ
ความแตกตา่ งของผลลพั ธ์ในการทางานจากข้ันตอนการแก้ปัญหา เพื่อให้ได้ข้ันตอนท่ีเหมาะสมหรือได้แนวทาง
ที่หลากหลาย นอกจากนี้ให้นักเรียนฝึกทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างช้ินงานหรือเข้าถึงแหล่งเรียนรู้
ท่ีสนใจเพ่ือค้นหาความรู้ และส่งเสริมทักษะพื้นฐานในการเป็นผู้พัฒนานวัตกรรมโดยการสร้างของเล่น ของใช้
ตามความสนใจ ซึ่งโรงเรียนสามารถจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ทั้งน้ีตัวอย่าง
ของการบรู ณาการวิทยาศาสตรร์ ่วมกับวิทยาการคานวณแสดงไวใ้ นธีมทรพั ยากร สง่ิ แวดล้อม และปรากฏการณ์
ธรรมชาติและภัยอนั ตราย

58

 ความสัมพันธร์ ะหวา่ งสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะ

สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลกั

1. อธิบายปรากฏการณ์อยา่ งเปน็ วทิ ยาศาสตร์ 3. การสอ่ื สาร
6. การอยรู่ ว่ มกบั ธรรมชาติ
1.1 สร้างคาอธิบายปรากฏการณ์ท่คี ุน้ เคย ไม่ซบั ซ้อน โดยใช้หลกั ฐาน
ทส่ี งั เกต หรือทดลองได้ และวทิ ยาการอยา่ งยั่งยนื

1.2 เลือกคาอธิบายทางวทิ ยาศาสตรท์ ส่ี อดคล้องกับหลกั ฐานที่มี 2. การคดิ ขั้นสงู
2. ประเมินและออกแบบการสบื เสาะเชงิ วิทยาศาสตร์ 4. การรวมพลงั ทางานเปน็ ทีม
6. การอย่รู ่วมกบั ธรรมชาติ
2.1 สงั เกต ต้ังคาถาม ตัง้ สมมติฐานและพยากรณผ์ ล ทดสอบสมมติฐาน
และการพยากรณ์ ลงข้อสรปุ เกีย่ วกบั ปรากฏการณ์ที่ค้นุ เคย และวทิ ยาการอย่างยั่งยืน
ไม่ซับซ้อน

2.2 รวบรวมหลักฐานโดยการสังเกตหรอื การทดลองอยา่ งงา่ ย
ทีป่ ระกอบดว้ ยตวั แปรตน้ 1 ตวั แปร และตัวแปรตาม 1 ตัวแปร

2.3 มุ่งมัน่ ในการเกบ็ รวบรวมหลกั ฐานเพื่อใช้อธบิ ายปรากฏการณ์

3. ตคี วามหมายข้อมูลและหลกั ฐานทางวิทยาศาสตร์ 2. การคิดขัน้ สงู
4. การรวมพลงั ทางานเป็นทีม
3.1 แปลความหมายชดุ ข้อมูล หรือแบบรปู ซา้ ที่ไมซ่ บั ซ้อน และมจี านวน 6. การอยูร่ ่วมกบั ธรรมชาติ
ชุดขอ้ มลู ไมม่ าก
และวทิ ยาการอยา่ งยั่งยนื
3.2 เปลี่ยนรูปแบบการจดั กระทาชุดขอ้ มลู ง่าย ๆ จากรูปแบบหนึง่
เปน็ รูปแบบหนง่ึ เช่น รปู ภาพ แผนภมู ริ ปู ภาพ แผนภูมแิ ท่ง
ตารางทางเดยี ว ข้อความ

3.3 ใชช้ ุดขอ้ มูลท่จี ัดกระทาแล้วมาประกอบข้อสรปุ

4. แก้ปญั หา สรา้ งนวัตกรรม และการอยรู่ ่วมกนั

4.1 ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยใี นการปฏบิ ัตติ น ประยุกตใ์ ชใ้ น 1. การจดั การตนเอง

ชีวิตประจาวัน และอยูร่ ว่ มกันกับธรรมชาติได้อยา่ งเหมาะสม 2. การคิดขัน้ สูง

4.2 แก้ปญั หา แสดงวิธกี าร หรือขั้นตอนการแกป้ ัญหาอย่างเปน็ ระบบโดย 3. การส่ือสาร

ระบเุ หตุผล หรือข้อสรปุ ของคาตอบ 4. การรวมพลงั ทางานเปน็ ทีม

4.3 มีความมงุ่ มน่ั ในการแก้ปัญหา เห็นการแก้ปญั หาเปน็ เรอื่ งที่ทา้ ทาย 6. การอยู่ร่วมกบั ธรรมชาติ
และวิทยาการอยา่ งยง่ั ยืน
และสนุกกบั การแก้ปัญหา

5. ใชแ้ ละเขา้ ใจภาษาเชิงวิทยาศาสตร์ 3. การส่ือสาร
6. การอยรู่ ่วมกบั ธรรมชาติ
5.1 ฟงั เขา้ ใจ ใชภ้ าษาทงั้ พดู และเขยี นเพอื่ สื่อสาร หรอื บอกวิธีการหรือเหตผุ ล
5.2 อ่านและทาความเขา้ ใจเอกสารที่มีภาพ แผนภูมิรปู ภาพ หรือ และวิทยาการอยา่ งย่งั ยืน

ตารางทางเดียว
5.3 อธบิ าย ใหเ้ หตุผลเชงิ วิทยาศาสตร์ สรุปผลการทากิจกรรมด้วยภาษาพูด

ภาษาสัญลักษณ์ ภาษากาย ภาษาภาพ ได้อยา่ งเหมาะสม

สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลัก

59

สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลกั

6. ใชเ้ ครื่องมือในการเรยี นรู้ 1. การจัดการตนเอง
2. การคดิ ขนั้ สูง
6.1 เลือกและใช้เคร่ืองมือพ้นื ฐานทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ 3. การส่อื สาร
และเทคโนโลยใี นการเรียนรู้หรอื แกป้ ัญหา 4. การรวมพลงั ทางานเป็นทีม
5. การเปน็ พลเมืองทีเ่ ข้มแข็ง
6.2 เข้าถึงแหล่งข้อมูล สอ่ื สารบนอินเทอรเ์ น็ต และใช้เทคโนโลยี 6. การอยรู่ ว่ มกับธรรมชาติ
อยา่ งเหมาะสม รูเ้ ทา่ ทนั และปลอดภยั
และวิทยาการอยา่ งยงั่ ยืน

 ผลลัพธ์การเรียนรู้เม่ือจบช่วงชัน้ ท่ี 1

1. วิเคราะหข์ ้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ดินและน้าของตนเองและครอบครัวท่ีส่งผลท้ังในแง่บวกและแง่
ลบกับตนเองและผู้อ่ืน บอกแนวการปฏิบัติตนในการใช้ประโยชน์จากดินและน้าในการทากิจวัตรต่าง ๆ
ไดอ้ ย่างเหมาะสมและมเี หตุผล โดยประยกุ ตใ์ ช้ความรูเ้ ก่ยี วกบั ลักษณะ สมบัติ และประโยชน์ของดินและ
นา้ จากการสังเกตและใช้เคร่ืองมืออย่างง่าย เลือกใช้ส่ือในการนาเสนอการดูแลรักษาดินและน้าให้เข้าใจ
ง่ายและเหมาะสม

2. ฟงั อา่ น บันทึกรายละเอยี ดอย่างตรงไปตรงมาเก่ยี วกบั ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ี่นามาใช้ทาเทคโนโลยี ต่าง
ๆ วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ของตนเองท่ีส่งผลต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมี
เหตุผล แสดงความตระหนักโดยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจหาแนวทางและเขียนลาดับข้ันตอนในการลด
การใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ในชีวิตประจาวันเพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และลงมือปฏิบัติตาม
แนวทางตามที่เสนอไว้

3. ตดั สนิ ใจร่วมกันและปฏบิ ัตติ ามบทบาทหนา้ ท่ีทีไ่ ดร้ บั มอบหมายในการออกแบบการบันทึกข้อมูล เลือกใช้
เคร่ืองมืออย่างง่ายและลงข้อสรุปเก่ียวกับสิ่งท่ีจาเป็นต่อการเจริญเติบโตและการดารงชีวิตของพืชและ
สตั ว์ และวฏั จกั รชีวิตของพืชดอกและสัตว์ในท้องถิ่น และแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับความ
เหมาะสมของสภาพแวดล้อมกับการดารงชีวิตของพืชและสัตว์จากหลักฐานที่รวบรวมได้ เลือกรูปแบบ
การนาเสนอที่เหมาะสมกับข้อมูลหรือให้น่าสนใจและนาเสนอด้วยภาษาท่ีเหมาะสมกับวัย รวมทั้ง
ตระหนักถึงสิ่งที่จาเป็นต่อการดารงชีวิตของพืช และสัตว์ โ ดย บอกแนวทางการดูแลพืช และสัตว์ ให้
เจริญเตบิ โตและดารงชวี ิตอยูใ่ นสภาพแวดลอ้ มท่ีเหมาะสม

4. รว่ มกันคน้ หาส่งิ เจอื ปนที่พบในอากาศ น้า และดิน จากการสังเกตและใช้เคร่ืองมืออย่างง่าย และร่วมกัน
แสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลเพ่ือระบุสาเหตุที่ทาให้อากาศ น้า และดิน เกิดการปนเปื้อนและ
ผลกระทบที่อาจเกิดข้ึนต่อตนเอง สิ่งมีชีวิต และส่ิงแวดล้อมจากหลักฐานที่รวบรวมได้ รับผิดชอบตาม
หน้าที่ท่ีได้รับมอบหมายในการรวบรวมข้อมูลเพื่อหาวิธีการลดขยะและสิ่งเจือปน แสดงความตระหนัก
โดยนาเสนอแนวทางการลดปัญหาขยะและส่ิงเจือปนที่พบในดนิ นา้ และอากาศที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง
สิ่งมชี วี ติ และส่ิงแวดล้อม

5. ตั้งคาถามและสร้างคาอธิบายการเกิดปรากฏการณ์กลางวัน กลางคืน การขึ้นและตกของดวงอาทิตย์
และการกาหนดทิศ โดยร่วมกันแลกเปล่ียนความคิดเห็น และเชื่อมโยงสิ่งที่ได้จากการสังเกตจาก
แบบจาลอง วิเคราะห์ข้อมูลและลงข้อสรุป ประยุกต์ใช้ความรู้เรื่องการกาหนดทิศในการกาหนดตาแหน่ง
หรอื ทศิ ทางของสถานท่ีต่าง ๆ

60

6. รับผดิ ชอบตามหนา้ ท่ที ไ่ี ด้รบั มอบหมายในการรวบรวมหลกั ฐานตา่ ง ๆ เพ่ือนาไปสกู่ ารสร้างคาอธิบายการ
เกดิ ลม นาเสนอเก่ียวกับผลของลมต่อสิง่ มีชีวติ และส่ิงแวดล้อมจากข้อมูลท่ีรวบรวมได้ โดยมีการเลือกส่ือ
ท่ใี ช้ในการสอ่ื สารให้เหมาะสมกับบคุ คล

7. วางแผนการปฏิบัติตนท่ีเป็นไปได้จริงเพ่ือให้มีความปลอดภัยจากวาตภัยและอุทกภัย โดยอาศัยความรู้
เก่ียวกับลักษณะของภยั ธรรมชาติ

8. สื่อสารความเข้าใจเกี่ยวกับแรง ผลของแรงที่มีต่อวัตถุต่าง ๆ และแรงแม่เหล็กที่สังเกตได้จากการทา
กิจกรรมหรือพบในสถานการณต์ า่ ง ๆ ในชีวิตประจาวันผ่านสื่อและภาษาท่ีเหมาะสม เข้าใจง่าย เลือกใช้
วัสดุใหเ้ หมาะกบั วตั ถุประสงค์การใช้งานโดยพิจารณาจากสมบัตขิ องวัสดุอย่างมีเหตุผล และมีส่วนร่วมใน
การทางานกับผู้อ่ืนและรับผิดชอบตามหน้าท่ีท่ีได้รับมอบหมายในการประยุกต์ใช้ความรู้เร่ืองแรงและ
สมบัติของวสั ดเุ พือ่ แกป้ ญั หาหรอื สรา้ งของเล่นของใช้อย่างงา่ ย

9. แก้ปัญหาอย่างง่ายหรือทากิจกรรมในชีวิตประจาวันอย่างมีขั้นตอน แสดงวิธีการหาคาตอบหรือ
วธิ แี กป้ ญั หา ระบเุ หตผุ ลที่นาไปสคู่ าตอบ มคี วามม่งุ มนั่ ในการแก้ปญั หาใหส้ าเร็จ

10. ใช้เทคโนโลยดี ิจทิ ัลหรือแหลง่ เรยี นรูใ้ นการสบื ค้นข้อมูล สรุปความเขา้ ใจจากข้อมูล และติดตอ่ สือ่ สารใน
ชีวติ ประจาวันได้อยา่ งเหมาะสมและปลอดภยั

๑1. สร้างของเล่นหรือของใช้เพ่ือแก้ปัญหาตามความสนใจโดยร่วมกันทางานเป็นทีม เลือกและใช้สิ่งของ
เคร่อื งใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ตามหนา้ ท่ีใช้สอยไดอ้ ย่างปลอดภัย

61

8.2 ช่วงชน้ั ท่ี 2 (ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 4 - 6)

กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย

 สาระสาคัญของกลุ่มสาระการเรียนรู้
ความสาคญั ของกล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
ภาษาไทยเป็นเครื่องมือสาหรับการส่ือสารท่ีสาคัญของคนไทย ทาให้เกิดความเข้าใจท่ีตรงกัน

ทั้งระดับบุคคลและระดับสังคม เป็นเครื่องมือสาหรับการคิด การรู้คิดด้วยภาษาไทยจะช่วยให้การเรียนรู้
และการแสวงหาความรู้ในศาสตร์อ่ืน ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ภาษาไทยเป็นสานึกร่วม เป็นมรดก
ทางวัฒนธรรม และเป็นเอกลักษณ์ของชาติ ตลอดจนเป็นเคร่ืองมือสาหรับการสร้างสรรค์และการเข้าถึง
สุนทรยี ภาพ ดงั นนั้ การใชภ้ าษาไทยจึงเป็นสมรรถนะที่ต้องศึกษาและฝึกฝนจนเกดิ ความชานาญ

กลุ่มสาระการเรียนรู้นี้มีสมรรถนะเฉพาะ 4 สมรรถนะ ได้แก่ 1) การฟัง การดู และการพูด
เพื่อพัฒนาการคิด2) การอ่านเพ่ือพัฒนาการคิด 3) การเขียนเพ่ือพัฒนาการคิด และ 4) การเข้าใจธรรมชาติ
ของภาษาและการใช้ภาษาไทย

สมรรถนะเฉพาะทั้ง 4 สมรรถนะดังกล่าว มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสมรรถนะหลักทั้ง 6 สมรรถนะ
และบรู ณาการกันเป็นผลลัพธก์ ารเรยี นรชู้ ่วงชัน้ 12 ขอ้ ซง่ึ เปน็ เปาู หมายของชว่ งช้นั น้ี

ผลลพั ธก์ ารเรยี นรูช้ ่วงช้นั ที่ 2 ทั้ง 12 ข้อ นาไปกาหนดเป็นผลลัพธ์การเรียนรู้ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 - 6
โดยต้องคานึงถึงการบูรณาการสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะด้วย เพื่อให้เม่ือผู้เรียนบรรลุผลลัพธ์
การเรียนรชู้ ้ันปีแลว้ จะนาไปสู่การบรรลุผลลัพธก์ ารเรียนรู้ชว่ งชั้นตามท่ีหลักสูตรกาหนดไว้

ลักษณะเฉพาะ/ ธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรยี นรู้
การเรยี นรู้ภาษาไทยในช่วงชั้นท่ี 2 เป็นการเรียนรู้การใช้ภาษาที่นักเรียนต้องได้รับการพัฒนาให้สูงข้ึน
จากการเรยี นรู้ในชว่ งช้นั ท่ี 1
นักเรียนจะได้รับการพัฒนาสมรรถนะการฟังจากการฟังและการดูส่ือต่าง ๆ เพื่อทาความเข้าใจ
วเิ คราะห์ และประเมนิ ความน่าเชอื่ ถอื จากการฟังหรอื การดอู ยา่ งมเี หตุผล ไปพรอ้ ม ๆ กบั การพัฒนาสมรรถนะการพูด
ท้ังการพูดแสดงความรู้ ความคิดเห็น ประสบการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้องเหมาะสมกับบุคคล โอกาส
และกาลเทศะ รวมท้งั มมี ารยาทในการฟัง การดู และการพูด
นอกจากนี้ นักเรียนยังต้องได้รับการพัฒนาสมรรถนะการอ่าน เพ่ือให้สามารถอ่านบทอ่านประเภทต่าง ๆ
ได้อย่างคล่องแคล่ว สามารถเข้าใจเน้ือหาสาระ แยกแยะข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น จับใจความสาคัญของเร่ือง
รวมทั้งนาความรู้ความคิดจากเรื่องไปใช้ในชีวิตจริง และยังต้องได้รับการพัฒนาสมรรถนะการเขียน
เพ่ือให้สามารถเขียนส่ือสารได้ตรงตามวัตถุประสงค์ โดยใช้คาและประโยคได้อย่างถูกหลักการใช้ภาษา
ในการสือ่ ความหมาย เพื่อส่ือสารและเรยี นรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีมารยาทในการอ่านและการเขียน
จดุ เนน้ การพฒั นา
การสอนภาษาไทยในช่วงชั้นท่ี 2 เป็นการพัฒนาสมรรถนะการใช้ภาษาของนักเรียน ผ่านการเรียนรู้
หลักภาษาไทยและโครงสร้างภาษาไทยจากส่ือต่าง ๆ เพ่ือให้นักเรียนเกิดสมรรถนะการใช้ภาษาเพ่ือส่ือสาร
ในบริบทต่าง ๆ และเกิดสมรรถนะการใช้ภาษาในฐานะเครือ่ งมอื การเรยี นรู้
การจัดการเรียนรู้ในช่วงชั้นท่ี 2 ยังคงให้ความสาคัญกับเป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมายเช่นเดียวกับ
การจัดการเรียนรู้ในช่วงช้ันท่ี 1 โดยในช่วงชั้นนี้ นักเรียนจะมีการปรับตัวและพร้อมที่จะเรียนรู้ได้มากข้ึน
ครูจึงควรจัดการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องและส่งเสริมความสามารถในการรับรู้และการเรียนรู้ตามศักยภาพของนักเรียน

62

ท้ังการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง และการส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ตลอดจนความซาบซึ้งในคุณค่า
และความงามของภาษาไทย โดยออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลายและสอดคล้อง
กบั พฒั นาการของนกั เรียนแตล่ ะคน

การนาไปใช้ในชีวติ จริง
การเข้าใจธรรมชาติของภาษาและการใช้ภาษาไทยในช่วงชั้นนี้ มีวัตถุประสงค์สาคัญเพื่อให้นักเรียน
ได้ฝึกการฟัง การดู การพูด การอ่าน และการเขียน ผ่านการเรียนรู้หลักการใช้ภาษาและโครงสร้างภาษาไทย
จากสอื่ ตา่ ง ๆ เพ่ือให้นักเรียนเกิดสมรรถนะการใช้ภาษาที่สูงข้ึนเพื่อส่ือสารในบริบทต่าง ๆ และเกิดสมรรถนะ
การใช้ภาษาในฐานะเคร่ืองมือการเรียนรู้ การสอนอ่านเขียนจึงนอกจากเพ่ือให้นักเรียนสามารถอ่านเขียน
ได้อย่างถูกต้อง ชัดเจนแล้ว ยังเพ่ิมความคล่องแคล่วในการอ่านและการเขียนมากย่ิงขึ้น จากน้ันจะเป็นการพัฒนา
การเรียนรู้เก่ียวกับการเข้าใจความหมายของเร่ือง การจับใจความสาคัญ การคิดวิเคราะห์ และการนาไปใช้
ในชีวติ จรงิ อย่างเหมาะสมกบั บรบิ ทและสถานการณ์
การใช้ภาษาไทยเพื่อให้สามารถส่ือสารได้ท้ังการเรียนในช้ันเรียนและทุกเวลาที่ต้องมีการปฏิสัมพันธ์
ส่ือสารกับผู้อ่ืน นักเรียนจาเป็นต้องได้รับการพัฒนาหรือฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การส่ือสารเป็นไปอย่างมี
ประสิทธภิ าพ
การบูรณาการกับกลุม่ สาระการเรียนรู้ตา่ ง ๆ
การเรียนรู้ภาษาไทยในช่วงชั้นที่ 2 น้ี นักเรียนจะได้เรียนรู้ผ่านการรับสารต่าง ๆ ทั้งจากการฟัง ดู
และการอ่าน เพ่ือให้สามารถส่งสาร คือ การเขียนและการพูดได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล
ดว้ ยเหตุนี้ การออกแบบการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนนอกจากจาเป็นต้องเชื่อมโยงบนฐานของสถานการณ์
และบรบิ ทต่าง ๆ แลว้ ยังต้องมกี ารบูรณาการร่วมกบั วิชาอน่ื ๆ เชน่

คณิตศาสตร์ อ่านและเขียนแผนผัง แผนที่ แผนภูมิ และกราฟ ฟัง ดู และอ่านโจทย์คณิตศาสตร์
ตีความ แก้ปัญหา พูดนาเสนอ แสดงวิธีคิด เขียนคาท่ีสื่อความหมายถึงการบวก การลบ การคูณ การหาร ใช้ภาษา
และสัญลกั ษณ์ทางคณติ ศาสตร์ในการส่ือสาร การส่ือความหมาย และการนาเสนอได้อย่างอย่างถกู ตอ้ งเหมาะสม

ภาษาอังกฤษ เรียนรู้ ฟัง ดู และพูดคาศัพท์ เรื่องราวต่าง ๆ ทง้ั ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
ศิลปะ วาดภาพประกอบเร่ืองราวท่ีได้ฟังหรือดู พูดหรือเขียนส่ือสารความคิด ความรู้สึก หรือ
เร่ืองราวจากผลงานทางทัศนศิลป์ ดนตรี และนาฏศิลป์
สุขศึกษาและพลศึกษา อธิบายหรือนาเสนอความสาคัญหรือการปฏิบัติตนจากสิ่งท่ีได้เรียนรู้
จากสอ่ื ตา่ ง ๆ เชน่ วธิ กี ารดูแลสุขภาพ เพศศกึ ษา การออกกาลังกายและกฬี า
สังคมศึกษา ใช้แผนที่ ภาพถ่าย อธิบายลักษณะสาคัญของชุมชน และประเทศ การจัดทาแผน
การใช้ทรัพยากรในชุมชนให้เกิดความคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เรียนรู้และวิเคราะห์เร่ืองราว
จากบทอ่านท่ีมีเนื้อหาเกี่ยวกับวันสาคัญประเพณีและวัฒนธรรม ชุมชน ท้องถ่ิน สภาพแวดล้อม ศาสนา
พิธีกรรม ประวัติของท้องถิ่น นิทานในท้องถิ่น เพลงพ้ืนบ้าน อ่านข้อมูลจากแผ่นพับสาหรับโฆษณาหรือ
ปาู ยโฆษณาสินคา้ หรือแพลตฟอร์มดจิ ทิ ลั เชน่ สภาพอากาศ แผนท่ีการเดินทาง
วิทยาศาสตร์และระบบธรรมชาติ ส่ือสารความรู้ความคิดที่เกิดขึ้นจากกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร์ การนาเสนอผลงานจากการสารวจหรอื ศกึ ษาสิ่งตา่ ง ๆ ทั้งการพดู หรือการเขียนอธิบายให้ผู้อ่ืน
เข้าใจโดยมีการอ้างอิงทถี่ ูกต้อง

63

 ความสัมพันธร์ ะหวา่ งสมรรถนะหลกั และสมรรถนะเฉพาะ

สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลกั

1. การฟงั การดู และการพูดเพ่อื พัฒนาการคิด

1.1 ฟังและ/ หรือดสู ื่อต่าง ๆ ท่ีเก่ียวกบั สถานการณ์ในชวี ติ ประจาวนั ชมุ ชน ๑. การจัดการตนเอง
และสงั คม แลว้ พดู สรุป ตั้งคาถาม วเิ คราะห์ รวมทั้งแสดงความรู้ 2. การคิดขัน้ สูง

ความรูส้ ึก และความคดิ เห็นอยา่ งมีเหตผุ ล 3. การสอื่ สาร

1.2 ฟงั และ/ หรือดูส่ือต่าง ๆ อย่างตัง้ ใจแลว้ พูดเลา่ เร่ือง พูดนาเสนอ 4. การรวมพลงั ทางานเปน็ ทีม
รายละเอยี ด สาระสาคญั และขอ้ คิด รวมทัง้ แสดงความคิดเห็นและ 5. การเป็นพลเมืองท่ีเข้มแข็ง
ความรสู้ กึ อย่างสร้างสรรค์

1.3 ฟงั และ/ หรือดูส่ือต่าง ๆ วิเคราะหค์ วามนา่ เช่ือถือ พดู แสดง
ความคดิ เหน็ อย่างมีเหตุผล เพ่อื ใหส้ ามารถเลือกฟังและดูสื่อ
ด้วยตนเองได้อยา่ งเหมาะสม

1.4 พูดโนม้ นา้ ว พดู ปฏเิ สธ และพูดโตต้ อบอย่างถกู ต้อง สภุ าพ

ถกู กาลเทศะ และมัน่ ใจ ทง้ั ในโลกจริงหรอื โลกเสมอื นจรงิ

ดว้ ยความเขา้ ใจ และเคารพในความแตกต่างเพื่อให้เกิดประโยชน์
แก่ตนเองและผู้อืน่

1.5 พูดแสดงความคดิ เห็นและความรูส้ กึ เกี่ยวกับการพูดของตนและผูอ้ ืน่
ได้อย่างเปน็ กลาง ให้เกยี รติ และเคารพในความแตกต่าง

2. การอา่ นเพอ่ื พฒั นาการคิด

2.1 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรอง เพื่อถ่ายทอดความหมาย ๑. การจัดการตนเอง
และ/ หรืออารมณ์ความรู้สึกได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และไพเราะ 2. การคิดขน้ั สงู
3. การสอื่ สาร
2.2 อ่านสัญลักษณ์ แผนผัง แผนท่ี แผนภมู ิ ตาราง กราฟ 5. การเป็นพลเมืองทเี่ ข้มแข็ง
และอนิ โฟกราฟิก จากส่ือต่าง ๆ วิเคราะหค์ วามหมายของข้อมลู ๖. การอยูร่ ว่ มกับธรรมชาติ
แล้วนาไปปรบั ใช้ใหเ้ ปน็ ประโยชน์ตอ่ ตนเองและผู้อ่นื
และวทิ ยาการอย่างยง่ั ยนื
2.3 อา่ นเร่อื งจากส่ือต่าง ๆ แลว้ ต้ังคาถาม ตอบคาถาม จบั ใจความสาคญั
สรุปความรู้และข้อคิด วิเคราะห์ข้อเทจ็ จรงิ และขอ้ คดิ เหน็ ตคี วาม
ความหมายโดยตรงและโดยนัย ประเมินคา่ รวมทั้งนาไปประยกุ ต์ใช้
ในชีวิตจริง

2.4 อ่านวรรณคดีและวรรณกรรม แลว้ วเิ คราะห์ ตคี วาม ประเมินค่า
และแสดงความคดิ เห็น เพ่อื นาไปประยุกตใ์ ช้ในชวี ิตจรงิ

2.5 อา่ นบทอา่ นตามความสนใจจากส่ือต่าง ๆ อยา่ งสมา่ เสมอ และนาเสนอ
เรอื่ งท่ีอ่านไดอ้ ยา่ งสรา้ งสรรค์

64

สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลัก

3. การเขยี นเพื่อพัฒนาการคิด

3.1 เขยี นสอ่ื สารในสถานการณต์ ่าง ๆ โดยใช้คาได้ถูกต้อง ชัดเจน ๑. การจดั การตนเอง

และเหมาะสม ด้วยลายมือทส่ี วยงามและเปน็ ระเบยี บ 2. การคิดขนั้ สูง

3.2 เขยี นจดหมาย จดหมายอิเล็กทรอนกิ ส์ ย่อความ เขียนบนั ทึก 3. การสอื่ สาร
และเขยี นสรุปความจากการศึกษาคน้ คว้าได้ถกู ต้องตามรปู แบบ 5. การเปน็ พลเมืองท่ีเข้มแข็ง

โดยไมล่ ะเมิดสิทธิข์ องผู้อ่นื ๖. การอยู่ร่วมกบั ธรรมชาติ

3.3 เขยี นแสดงความรู้สึกและความคิดเห็นด้วยตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ และวิทยาการอยา่ งยงั่ ยนื

ผา่ นส่ือต่าง ๆ อยา่ งเหมาะสมกับบคุ คล โอกาส และกาลเทศะ

โดยไมล่ ะเมิดสิทธข์ิ องผูอ้ นื่

3.4 เขียนโครงเร่ืองและแผนภาพความคิด แลว้ นาไปใชใ้ นการเขยี นเรอื่ งตาม

จนิ ตนาการ และเขยี นเรยี งความอย่างถกู ต้องเหมาะสม

3.5 เขยี นแสดงความคิดเหน็ และความร้สู กึ เกย่ี วกบั งานเขยี นของตนเอง

และผอู้ นื่ อย่างสรา้ งสรรค์และเป็นกลาง

4. การเขา้ ใจธรรมชาติของภาษาและการใช้ภาษาไทย

4.1 ใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนในสถานการณ์ตา่ ง ๆ ทัง้ โลกจริงและ 2. การคดิ ขัน้ สูง

โลกเสมอื นจรงิ ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับบุคคล โอกาส และกาลเทศะ 3. การสื่อสาร

4.2 ใช้ภาษาไทยมาตรฐานได้ถกู ต้อง เหมาะสมกับบุคคล โอกาสและ 5. การเป็นพลเมอื งที่เข้มแข็ง

กาลเทศะ เรียนรภู้ าษาถิ่นเพื่อให้เกิดความเข้าใจในความหลากหลาย

ตลอดจนเห็นคณุ คา่ ของภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถนิ่

4.3 เข้าใจความหมายและการใช้คา สานวน คาราชาศัพท์ คายืมทม่ี าจาก

ภาษาต่างประเทศที่ถูกต้อง เพ่อื นาไปใชใ้ นการรบั รู้ข้อมูลอยา่ งเขา้ ใจ

และใช้ได้อยา่ งถกู ต้องเหมาะสมกบั บุคคล โอกาส และกาลเทศะ

4.4 ใชป้ ระโยคถูกต้องตามหลักภาษา เพื่อนาไปใชใ้ นการสื่อสารได้ถูกต้อง

เหมาะสม

4.5 แตง่ บทร้อยกรองได้ถูกต้องและมีวรรณศลิ ป์ เพ่ือนาไปประกอบการพูด

การนาเสนอ หรือการเขียนให้มคี วามน่าสนใจ

65

 ผลลัพธก์ ารเรยี นรเู้ ม่ือจบช่วงชนั้ ท่ี 2
1. ฟงั และ/ หรือดสู ่ือต่าง ๆ แล้วสามารถวเิ คราะหค์ วามนา่ เช่ือถอื พูดส่ือสารในรปู แบบตา่ ง ๆ พดู แสดงการคดิ

วิเคราะห์ ความรู้ ความรู้สึก และความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์ รวมท้ังสามารถเลือกฟังและดู
ส่อื ทเ่ี หมาะสมแกต่ นเอง
2. พูดโน้มน้าว พูดปฏิเสธ และพูดโต้ตอบด้วยความมั่นใจอย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งพูดแสดงความคิดเห็น
และความรูส้ กึ เก่ียวกบั การพูดของตนและผู้อื่นอย่างเป็นกลางและสร้างสรรค์
3. อ่านออกเสียงบทรอ้ ยแก้วและบทร้อยกรองได้ถูกต้อง เหมาะสม และไพเราะ
4. อา่ นวเิ คราะห์ความหมายของขอ้ มูลจากสื่อต่าง ๆ ได้ถูกต้อง และนาไปปรับใช้ใหเ้ กิดประโยชน์
5. อ่านเร่ืองจากสื่อต่าง ๆ รวมท้ังวรรณคดีและวรรณกรรม แล้วสามารถตั้งคาถาม ตอบคาถาม จับใจความ
สรุปความ วิเคราะห์ ตีความ ประเมินค่า แสดงความคิดเห็น และนาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ตลอดจนมี
นิ สั ย
รักการอา่ น
6. เขียนสื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยลายมือที่เป็นไปตามมาตรฐานโครงสร้างตัวอักษรไทย โดยใช้คาได้ถูกต้อง
และเหมาะสม
7. เขียนสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ ได้ถูกต้องตามมาตรฐาน รวมทั้งเขียนแสดงความรู้สึกและความคิดเห็น
ด้วยตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ผ่านส่ือต่าง ๆ ได้เหมาะสมกับบุคคล โอกาส และกาลเทศะ ตลอดจนเขียน
ประเมนิ งานเขยี นของทงั้ ตนเองและผู้อืน่ อย่างเป็นกลางและสร้างสรรค์
8. เขยี นโครงเร่ืองและแผนภาพความคิด แล้วนาไปเขยี นเร่ืองตามจินตนาการและเรียงความไดถ้ ูกต้องและเหมาะสม
9. ใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนในสถานการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งภาษาไทยมาตรฐานได้ถูกต้อง เหมาะสมกับบุคคล
โอกาส และกาลเทศะ ตลอดจนเขา้ ใจความหลากหลายของผู้อื่นโดยเรียนรู้ผ่านภาษาถน่ิ
10. ใช้คา คายืม คาราชาศัพท์ และสานวนได้ถูกต้อง เหมาะสมกับบุคคล โอกาส และกาลเทศะ รวมท้ังใช้
ประโยคสือ่ สารไดถ้ ูกต้องตามหลักภาษา
11. แตง่ บทร้อยกรองได้ถกู ต้องและมวี รรณศลิ ป์ ตลอดจนนาไปใชป้ ระกอบการพูด การนาเสนอ หรอื การเขยี น
ใหน้ ่าสนใจย่งิ ขน้ึ
12. มีเจตคตทิ ีด่ ตี ่อการใช้ภาษาไทยอย่างถกู ต้อง

66

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์

 สาระสาคญั ของกลุ่มสาระการเรยี นรู้

ความสาคัญของกลุ่มสาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์
คณิตศาสตร์มีบทบาทสาคัญต่อการพัฒนาความคิดของนักเรียนในช่วงชั้นที่ ๒ ช่วยให้นักเรียน
คิดวเิ คราะห์ สังเคราะห์ และตัดสนิ ใจแก้ปัญหาไดอ้ ย่างเหมาะสม มีวิจารณญาณบนหลักเหตุผลอย่างรอบด้าน
รู้เท่ากันการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี การจัดประสบการณ์การเรียนรู้
ทางคณิตศาสตรใ์ ห้กับนกั เรยี นจะส่งผลให้นักเรียนมคี วามสามารถในการคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล
เป็นระบบ มีแบบแผน สือ่ สาร นาเสนอ เลือกใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม นอกจากน้ี
คณิตศาสตรย์ งั เปน็ เครอ่ื งมอื ในการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ตลอดจนศาสตร์อื่น ๆ เพื่อให้มีความเข้าใจ
เก่ียวกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ รอบตัว สามารถแก้ปัญหาในชีวิตจริง อยู่ร่วมกับธรรมชาติและผู้อ่ืนในสังคม
ได้อย่างมีความสขุ
ลกั ษณะเฉพาะ/ ธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์เป็นศาสตร์ที่เก่ียวข้องกับการคานวณ การคิด การสร้างแบบจาลองทางคณิตศาสตร์
เพ่ือแก้ปัญหาในชีวิตจริง สาหรับนักเรียนช่วงช้ันท่ี 2 จะได้เรียนรู้คณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบเกี่ยวกับจานวน
การดาเนินการของจานวน การวัด รูปเรขาคณิต แบบรูปและความสัมพันธ์ และสถิติ ใช้การให้เหตุผล
ท่สี มเหตุสมผลเพ่อื สรา้ งขอ้ คาดการณ์และข้อสรุปที่นาไปสู่ทฤษฎี กฎ สตู ร และนาไปใช้
คณิตศาสตร์มีความถูกต้องเที่ยงตรง คงเส้นคงวา มีระเบียบแบบแผน เป็นเหตุเป็นผล เพ่ือให้ได้
ข้อสรุปและนาไปใช้ประโยชน์ คณิตศาสตร์มีลักษณะเป็นภาษาสากลท่ีทุกคนเข้าใจตรงกันในการส่ือสาร
สอื่ ความหมายและถ่ายทอดความรรู้ ะหว่างศาสตรต์ ่าง ๆ
จุดเน้นการพฒั นา
ในกลุ่มสาระการเรยี นรู้น้ี สาหรับนักเรียนในช่วงชนั้ ที่ 2 มจี ุดเนน้ ในการพฒั นาดังนี้
จานวนและการดาเนินการเน้นต่อยอดกระบวนการคิดจากช่วงช้ันที่ 1 มาสู่การเรียนรู้จานวนนับและ
การดาเนินการของจานวนนับท่ีมากกว่า 100,000 ผ่านกิจกรรมแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์จากสถานการณ์
ต่าง ๆ ในชีวิตจริงจนเกิดการคิดท่ียืดหยุ่นและรอบคอบ จากน้ันขยายแนวคิดท้ังด้านความรู้และทักษะต่าง ๆ
ไปใช้ในการเรียนรู้เก่ียวกับเศษส่วนและทศนิยม การบวก การลบ การคูณ และการหารเศษส่วน ทศนิยม
เชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่เก่ียวกับการวัดและเรขาคณิต แล้วนาไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอัตราส่วนและร้อยละ
บรู ณาการกบั สถานการณ์ตา่ ง ๆ ในชวี ติ จริง แกป้ ัญหาด้วยแนวคิดทห่ี ลากหลายหรือแตกตา่ งอย่างมุมานะ
แบบรูปและความสัมพันธ์เน้นเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของจานวนและสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในลักษณะของ
แบบรูปโดยสงั เกต ค้นหาความสัมพันธ์ สร้างข้อคาดการณ์และข้อสรุปเพื่อนาไปสู่การสร้างแบบรูป สร้างสรรค์
ผลงาน หรือแกป้ ญั หาในสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยแนวคดิ ทหี่ ลากหลายหรอื แตกตา่ ง
รูปเรขาคณติ สองมิติและรปู เรขาคณติ สามมิติเน้นการสร้างข้อคาดการณ์และข้อสรุปต่าง ๆ ด้วยตนเอง
โดยสารวจ สังเกต วัด หรือสร้างแบบจาลอง เพื่ออธิบายลักษณะและบอกส่วนต่าง ๆ สร้างข้อคาดการณ์
ให้เหตุผล เสนอขอ้ โต้แย้ง โดยมีขอ้ เทจ็ จริงทางคณิตศาสตรร์ องรับ จนนาไปสู่ข้อสรุปเก่ียวกับสมบัติต่าง ๆ และ
แนวคิดหรือวิธีการหาความยาวรอบรูป พื้นที่ ปริมาตรและความจุ นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ
ด้วยแนวคิดท่หี ลากหลายหรือแตกตา่ ง

67

เวลาและระยะเวลาในช่วงช้ันน้ีเป็นการต่อยอดการเรียนรู้จากช่วงช้ันที่ 1 เน้นการเช่ือมโยงกับ
สถานการณ์ในชีวิตจริง ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในครอบครัว โรงเรียน หรือชุมชน ที่มีการแสดงเวลาเป็นช่ัวโมง
นาที และวนิ าที

ข้อมูล แ ล ะกา ร น า เ ส น อข้อมูล เ น้น กา ร ใช้ กร ะบ ว น กา ร ทา ง ส ถิติเ พื่ อห า คา ต อบ จ า กปั ญ ห า ที่ส น ใจ
ในโรงเรียนหรือชุมชน โดยเก็บรวบรวมข้อมูล นาเสนอข้อมูลโดยใช้เคร่ืองมือพ้ืนฐานหรือซอฟต์แวร์ วิเคราะห์
ข้อมูล แปลความหมายข้อมูล รวมทั้งใช้ข้อมูลจากสื่อต่าง ๆ อย่างรู้เท่าทัน เพ่ืออธิบายสถานการณ์ คาดการณ์
หรอื ตดั สินใจ

การนาไปใชใ้ นชวี ติ จริง
ในช่วงช้นั ท่ี 2 เมื่อนักเรียนได้เรียนรูค้ ณิตศาสตร์ผ่านการสะท้อนความคิด (reflect) จากประสบการณ์
ในการแก้ปัญหา จะทาให้นักเรียนมองเห็นปัญหาในชีวิตจริงด้วยมุมมองของตนเองและผู้อ่ืน คิดวิเคราะห์
คิดอย่างเป็นระบบ เพ่ือตัดสินใจเลือกแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลและเหมาะสมกับสถานการณ์
มีแนวคิดท่ีหลากหลายและยืดหยุ่นในการแก้ปัญหา ต่อยอดแนวคิดและกระบวนการเรียนรู้เพ่ือสร้างแนวคิด
ใหม่หรือแก้ปัญหาที่เกิดข้ึนในชีวิตจริง รวมถึงค้นหาข้อมูลเพื่อหาคาตอบของปัญหาท่ีสนใจหรือสร้างสรรค์
สงิ่ ใหม่ ๆ นอกจากน้ีนักเรียนสามารถสื่อสาร สื่อความหมาย และนาเสนอแนวคิดต่าง ๆ เพ่ือสนับสนุนแนวคิด
ของตนเอง หรอื โต้แย้งแนวคดิ ของผ้อู ืน่ อยา่ งสมเหตุสมผลซึ่งนาไปสู่การอยรู่ ่วมกันในสงั คมอยา่ งมีความสขุ
การบรู ณาการกบั กลุ่มสาระการเรียนรู้ตา่ ง ๆ

ภาษาไทย/ ภาษาต่างประเทศ สามารถส่ือสารด้วยภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศ
ในสถานการณ์ต่าง ๆ ผ่านการอ่าน ฟัง เขียน พูด โดยใช้คาศัพท์ทางคณิตศาสตร์ เช่น อ่านและเขียนแสดง
จานวนของส่ิงต่าง ๆ จานวนเงิน เวลา ตารางหรือแผนภูมิแสดงข้อมูลในบทความ รายงาน ข่าว ปูายประกาศ
หรือปาู ยโฆษณา ฟงั ประกาศหรอื โฆษณาจากส่อื ตา่ ง ๆ นาเสนอผลงานอย่างเป็นลาดับข้นั ตอน

ศิลปะ สามารถสร้างสรรค์งานศิลปะตามจินตนาการ โดยใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์ เช่น
ออกแบบและประดษิ ฐ์ลวดลายตา่ ง ๆ ของเล่นของใช้ หรือแบบจาลองของส่ิงต่าง ๆ โดยใช้ความรู้เร่ืองส่วนของ
เส้นตรง เส้นตั้งฉาก เส้นขนาน การวัด รูปเรขาคณิต มาตราส่วน ออกแบบจังหวะหรือทานองเพลง ออกแบบ
ท่าการแสดง โดยใช้ความรู้เร่ืองแบบรูป รวมทั้งสามารถส่ือสาร ส่ือความหมาย และนาเสนอแนวคิดหรือ
เรื่องราวของตนเองผ่านงานศลิ ปะ

สขุ ศึกษาและพลศึกษา สามารถนาความรู้ทางคณิตศาสตร์ไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ออกแบบ
ท่ากายบริหารหรือทา่ เต้นประกอบเพลงโดยใช้ความรู้เร่ืองแบบรูป กาหนดตารางการแข่งขัน บอกวันและเวลา
ในการแข่งขัน บอกระยะเวลาวิ่งหรือว่ายน้า อ่านกราฟแสดงเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กไทย
อา่ นอุณหภูมิรา่ งกายจากเครอ่ื งวดั อณุ หภูมิ การอา่ นฉลากโภชนาการ

สงั คมศกึ ษา สามารถนาความรู้ทางคณิตศาสตรไ์ ปใชใ้ นกิจกรรมตา่ ง ๆ เช่น จดั ทาแผนภาพลาดับ
เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ตามระยะเวลาหรือช่วงเวลา บอกพ้ืนท่ีของจังหวัดตนเองหรือประเทศจากแผนที่
ที่มีมาตราส่วน วางแผนการใช้จ่ายของตนเองและครอบครัว รวมถึงใช้กระบวนการทางสถิติในการแก้ปัญหา
สิ่งแวดลอ้ มในชมุ ชน เช่น การลดปรมิ าณขยะมูลฝอย การลดการใชพ้ ลาสตกิ

วิทยาศาสตร์และระบบธรรมชาติ สามารถนาความรู้ทางคณิตศาสตร์ไปใช้เป็นเคร่ืองมือ
ในการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เช่น วัดและบันทึกความยาว น้าหนัก อุณหภูมิ ปริมาตรท่ีวัดได้
เปน็ ทศนิยม วัดและบันทึกระยะเวลาเป็นนาที วินาที ออกแบบตารางบันทึกข้อมูล ออกแบบและนาเสนอข้อมูล
ที่รวบรวมได้ด้วยตาราง แผนภูมิแท่ง แผนภูมิรูปวงกลม และกราฟเส้น อ่านและแปลความหมายข้อมูล
เพอ่ื ลงข้อสรปุ อธิบายเหตุการณ์ ปรากฎการณ์ คาดการณ์ ตดั สินใจ

68

เทคโนโลยีดิจิทัล สามารถบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการเรียนรู้และแก้ปัญหา
ทางคณิตศาสตร์ เช่น สืบค้นและประเมินความน่าเช่ือถือของข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ใช้ซอฟต์แวร์เพ่ือช่วย
ในการคานวณ การวัด หรือนาเสนอขอ้ มลู

การจัดการในครัวเรือนและการประกอบการ สามารถนาความรู้ทางคณิตศาสตร์ไปใช้
เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์แนวทาง วางแผน และเพ่ิมโอกาสในการสร้างรายได้ เช่น สารวจตลาดและ
วิเคราะหข์ ้อมูล คานวณตน้ ทนุ กาไร ขาดทุน ทาบัญชีรายรับรายจ่ายต่าง ๆ ในการประกอบการ การออกแบบ
ผลิตภณั ฑเ์ พื่อเพิ่มมูลคา่ หรือลดต้นทุน

 ความสัมพนั ธ์ระหว่างสมรรถนะหลกั และสมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลกั

สมรรถนะเฉพาะ 1. การจดั การตนเอง
2. การคดิ ขนั้ สงู
1. การแกป้ ัญหา 3. การสื่อสาร
5. การเปน็ พลเมอื งทเ่ี ขม้ แข็ง
1.1 มีความอยากรู้อยากเห็น มองเหน็ ปญั หาทางคณิตศาสตร์ 6. การอยู่รว่ มกบั ธรรมชาติ
ในชีวติ จริงด้วยมุมมองของตนเอง (thinking mathematically)
และวทิ ยาการอยา่ งยงั่ ยืน
1.2 แกป้ ัญหาในชีวติ จรงิ ดว้ ยแนวคิดของตนเองในสถานการณต์ ่าง ๆ
และเรยี นรู้คณิตศาสตรผ์ า่ นการสะท้อนความคิด (reflect) 1. การจดั การตนเอง
จากประสบการณ์ของตนเองหรือแลกเปลี่ยนกับผูอ้ ื่น 2. การคดิ ข้นั สงู
3. การสื่อสาร
1.3 มคี วามกระตือรือร้นและมุมานะในการแกป้ ญั หาทางคณติ ศาสตร์ 4. การรวมพลังทางานเปน็ ทมี
1.๔ ตระหนักและเห็นคณุ คา่ ของการใชค้ ณติ ศาสตร์ในการแก้ปญั หา 5. การเปน็ พลเมืองที่เข้มแขง็
2. การส่ือสาร และนาเสนอ (Communication and presentation) 6. การอยู่รว่ มกับธรรมชาติ

2.1 สอื่ สารแนวคิดทางคณติ ศาสตร์ของตนเองอย่างมั่นใจ โดยใช้ และวิทยาการอยา่ งยัง่ ยนื
การแสดงแทนทางคณิตศาสตรท์ ห่ี ลากหลาย ดว้ ยส่ือของจริง
รูปภาพ งานศลิ ปะ แผนภาพ ภาษา หรอื สัญลกั ษณ์ 2. การคิดขั้นสูง
3. การส่ือสาร
2.2 รับฟัง เขา้ ใจความหมาย เคารพในความแตกต่างระหว่างตนเอง 4. การรวมพลงั ทางานเป็นทีม
กบั ผู้อ่ืนเห็นคณุ ค่าแนวคดิ ของผ้อู ื่น 6. การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

2.3 แสดงวธิ ีคดิ หลักฐาน หรอื ข้อมลู ประกอบการแกป้ ญั หา และวิทยาการอยา่ งยั่งยืน
เพ่ือนาเสนอแนวคิดหรือวิธกี ารของตนเองอย่างเป็นระบบ

3. การใหเ้ หตุผล

3.1 ให้เหตผุ ลทางคณติ ศาสตร์สนับสนุนแนวคดิ หรอื ข้อคาดการณข์ อง
ตนเองได้อยา่ งสมเหตุสมผล ใหเ้ หตุผลเชิงตรรกะ (logical
reasoning) โดยใช้ขอ้ เทจ็ จรงิ สมบัตติ า่ ง ๆ หรือข้อสรุปท่ัวไปทาง
คณติ ศาสตร์

3.2 รับฟงั พจิ ารณาแนวคดิ ของผู้อ่ืนหรือข้อมูลในรูปแบบตา่ ง ๆ
ประกอบการตัดสนิ ใจเพ่ือสนับสนุนหรือโตแ้ ย้งอยา่ งเหมาะสม

3.3 ตระหนักถึงความจาเป็นและความสาคัญในการให้เหตผุ ล

สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลัก

69

สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลัก

4. การสร้างข้อสรุปท่ัวไป และขยายแนวคิด (Generalization and extension)

4.1 สร้างข้อคาดการณ์ ผ่านการสังเกต ค้นหาลักษณะร่วมทเ่ี กิดขน้ึ จาก 2. การคิดขนั้ สูง
กรณีเฉพาะ โดยใชม้ ุมมองทางคณติ ศาสตร์ ทั้งดา้ นความรแู้ ละ 6. การอยรู่ ว่ มกบั ธรรมชาติ

วธิ ีการเรยี นรู้ (how to learn) เพอ่ื สร้างขอ้ สรปุ ทวั่ ไป และวิทยาการอย่างยั่งยืน
(generalization)

4.2 ขยายแนวคดิ (extension) โดยใช้ความรู้และวิธีการเรยี นรู้
(how to learn) ท่ไี ด้เรยี นร้มู าก่อนเพือ่ สรา้ งแนวคิดใหม่ หรอื
แก้ปญั หาในสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตจริง

5. การคดิ สรา้ งสรรค์

5.1 คิดได้อย่างหลากหลาย ละเอียดละออ แตกตา่ งจากเดิม คิดรเิ ร่มิ 2. การคิดขั้นสูง

5.2 ประยกุ ตแ์ ละนาไปใชไ้ ด้อย่างคล่องแคล่ว ยดื หยุ่นในการแก้ปญั หา 6. การอยรู่ ว่ มกับธรรมชาติ
และวิทยาการอยา่ งยั่งยืน
ในสถานการณต์ ่าง ๆ

6. การใช้เครอ่ื งมือและเทคโนโลยใี นการเรียนรู้

6.1 ใช้และแบ่งปันส่ือการเรียนรูแ้ ละเทคโนโลยตี ่าง ๆ เพื่อแสดงแนวคิด 2. การคิดขั้นสูง

สร้างความเข้าใจ หรือแก้ปญั หา 3. การสื่อสาร

6.2 สบื ค้น ตรวจสอบแหล่งท่ีมา (origin) ของข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ 4. การรวมพลังทางานเปน็ ทีม
ต่าง ๆ และเลอื กใช้ประกอบการเรยี นรแู้ ละแก้ปัญหาในชีวิตจรงิ ได้ 5. การเปน็ พลเมอื งที่เข้มแข็ง
อยา่ งเหมาะสมกับสถานการณ์ และร้เู ท่าทัน 6. การอยรู่ ่วมกบั ธรรมชาติ

และวิทยาการอย่างยั่งยืน

 ผลลัพธ์การเรยี นรู้เมื่อจบชว่ งช้ันที่ ๒

1. ส่ือสารทางคณิตศาสตร์เกี่ยวกับจานวนนับ เศษส่วน ทศนิยม ร้อยละและอัตราส่วนได้ถูกต้อง และนาไปใช้
ในสถานการณ์ตา่ ง ๆ ไดอ้ ย่างเหมาะสม

2. อธิบายความสัมพันธ์ของจานวนนับ เศษส่วน ทศนิยม และร้อยละ เปรียบเทียบและเรียงลาดับจานวนนับ
เศษสว่ น และทศนิยม พร้อมให้เหตผุ ล

3. อธิบายความสัมพันธ์ของแบบรูป แสดงแนวคิดประกอบการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ สร้างข้อคาดการณ์
และขอ้ สรปุ และแก้ปัญหาในสถานการณ์ตา่ ง ๆ ได้อยา่ งหลากหลายหรอื แตกตา่ งจากเดมิ

4. อธิบายสถานการณ์ในชีวิตจริงท่ีเก่ียวกับการดาเนินการของจานวนนับ เศษส่วน และทศนิยม สร้างตัวแบบ
เชิงคณิตศาสตรใ์ นการดาเนนิ การ หาผลลพั ธข์ องการดาเนินการได้อย่างคล่องแคล่ว ยืดหยุ่น รอบคอบ และ
แปลความหมายภาษาและสญั ลกั ษณท์ างคณติ ศาสตรเ์ ปน็ สถานการณ์ในชวี ติ จริง

5. แก้ปัญหาเกี่ยวกับจานวนนับ เศษส่วน ทศนิยม ร้อยละและอัตราส่วนในสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยแนวคิด
ทหี่ ลากหลายหรอื แตกต่างจากเดิม อยา่ งมมุ านะ และกระตือรอื ร้น พร้อมท้ังแลกเปล่ียนแนวคิดร่วมกับผู้อื่น
โดยตระหนกั ถึงความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล

6. ส่อื สารเกีย่ วกับระยะเวลาได้ถกู ตอ้ ง และแก้ปัญหาในสถานการณต์ ่าง ๆ อย่างมมุ านะ และกระตอื รือร้น
7. สื่อสารทางคณิตศาสตร์เกี่ยวกับจุด มุม เส้นตรง ส่วนของเส้นตรง รังสี เส้นตั้งฉาก และเส้นขนาน โดยใช้

สญั ลกั ษณท์ างคณิตศาสตร์ได้ถูกต้อง พรอ้ มท้ังอธบิ ายสมบัติของเสน้ ขนาน และนาไปใชใ้ นสถานการณ์ต่าง ๆ

70

8. ให้เหตุผล สร้างข้อคาดการณ์และข้อสรุปเก่ียวกับสมบัติของรูปสามเหล่ียม รูปส่ีเหลี่ยม วงกลม และขยาย
แนวคิดเพื่อหาความยาวรอบรูปและพื้นที่ของรูปสามเหล่ียม รูปสี่เหล่ียม และวงกลมในสถานการณ์ต่าง ๆ
ดว้ ยวธิ ีทีห่ ลากหลาย

9. ให้เหตุผลในการจาแนก อธิบายลักษณะและส่วนต่าง ๆ ของแบบจาลอง และสร้างแบบจาลองของปริซึม
พีระมิด ทรงกระบอก กรวย และทรงกลม สร้างข้อคาดการณ์และข้อสรุปเก่ียวกับการหาปริมาตรและ
ความจขุ องทรงสเ่ี หล่ยี มมุมฉาก และหาปรมิ าตรและความจุของทรงส่ีเหลยี่ มมุมฉาก

10.แก้ปัญหาเก่ียวกับความยาวรอบรูปและพื้นท่ีของรูปสามเหล่ียม รูปสี่เหลี่ยม และวงกลม ปริมาตรและ
ความจุของทรงส่ีเหลี่ยมมุมฉากในสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยแนวคิดท่ีหลากหลายหรือแตกต่างจากเดิม
อยา่ งมมุ านะ และกระตอื รือร้น พรอ้ มทั้งแลกเปลย่ี นแนวคดิ รว่ มกับผู้อนื่

11. จัดการข้อมูล และนาเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิแท่ง ตาราง กราฟเส้น แผนภูมิรูปวงกลม ได้อย่างเหมาะสม
โดยใช้เทคโนโลยี วิเคราะห์และแปลความหมายของข้อมูลจากสื่อต่าง ๆ ส่ือสารและใช้ข้อมูลเพ่ือแก้ปัญหา
ในสถานการณต์ ่าง ๆ อธบิ ายเหตุการณ์ คาดการณ์ หรอื ตัดสนิ ใจอย่างรเู้ ทา่ ทัน

12.ร่วมกันวางแผน มสี ว่ นรว่ มในการแก้ปัญหาทางสถิตใิ นสถานการณ์ตา่ ง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับโรงเรียนและชุมชน
อยา่ งมมุ านะ กระตือรอื ร้น และสร้างสรรค์

71

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาอังกฤษ

 สาระสาคญั ของกลุ่มสาระการเรียนรู้

ความสาคัญของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาองั กฤษ
ด้วยภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่มีการใช้อย่างแพร่หลายมากท่ีสุดภาษาหนึ่งและมีความสาคัญ
เป็นอย่างยิ่งในการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นทักษะสาคัญของผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21
เปน็ เครอ่ื งมือสาคัญในการติดตอ่ สือ่ สารในชีวิตประจาวัน การแสดงออก การจัดการตนเอง การแสวงหาความรู้
เชื่อมโยงกับวิชาอื่น ๆ การศึกษาต่อ และการประกอบอาชีพ อันจะนาไปสู่ การเพ่ิมขีดความสามารถ
ในการแขง่ ขนั ของประเทศ
ลกั ษณะเฉพาะ/ ธรรมชาตขิ องกลุ่มสาระการเรียนรู้
เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ท่ีเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ในด้านต่าง ๆ และเป็นเครื่องมือสาหรับ
การส่ือสารสร้างความเข้าใจในความแตกต่างในด้านเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม นอกจากน้ี ภาษาอังกฤษ
ยังสามารถช่วยกระตุ้นจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน รวมทั้งเป็นเคร่ืองมือสร้างความเข้าใจอันดี
กับผู้อ่ืน โดยเฉพาะเม่ือทางานร่วมกัน อันนาไปสู่สัมพันธภาพท่ีดีระหว่างกัน ผู้เรียนภาษาอังกฤษจะได้รับ
การพฒั นาทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขยี นคาศพั ท์ ประโยคงา่ ย ๆ เพ่อื สร้างความเข้าใจเรื่องราว พร้อม ๆ กับ
แลกเปล่ียนความรู้ แสดงความคิดเห็น และความรู้สึกได้อย่างเหมาะสม โดยผู้เรียนควรได้รับแรงเสริม
และกาลงั ใจจากครูให้มีความกล้า รู้สึกสนุก มีความเพลิดเพลินในการเรียนรู้ภาษา เกิดความคุ้นเคย และความมั่นใจ
ในการฝึกสนทนา โต้ตอบ และเพิ่มโอกาสใหน้ ักเรยี นได้ใช้ภาษาองั กฤษท้ังในและนอกช้ันเรียน
จุดเน้นการพัฒนา (ชว่ งชน้ั ท่ี 2)
ในช่วงชน้ั ท่ี 2 ภาษาองั กฤษม่งุ เน้นการตดิ ต่อส่อื สารในแง่มุม/ มิติต่าง ๆ ไดแ้ ก่
1) สามารถสนทนา สอบถาม โต้ตอบกับบุคคลอื่น เก่ียวกับกิจวัตรประจาวัน หรือสิ่งที่สนใจ ด้วยวลี
ประโยคพ้ืนฐานและบทสนทนาส้นั ๆ ได้
๒) เข้าใจและสามารถโต้ตอบกับผู้พูด/ คู่สนทนา โดยใช้สานวนที่พบบ่อยในชีวิตประจาวันได้อย่าง
ถูกตอ้ งและเหมาะสมกบั ชว่ งวยั
๓) สามารถบรรยายข้อมูล และลักษณะเบ้ืองต้นเกี่ยวกับบุคคล ส่ิงของ และสถานที่ต่าง ๆ รอบตัว
โดยใช้วลี ประโยค คากรยิ าพน้ื ฐานและคาคณุ ศัพท์ที่เหมาะสมกบั ช่วงวัย
๔) สามารถเขียนคา วลี หรอื ประโยค จากรูปภาพ สัญลักษณ์ หรือจนิ ตนาการของตนเองได้
๕) สามารถบอกใจความสาคัญจากการอ่านและการฟังวลีประโยคบทสนทนา หรือบทความส้ัน ๆ
ทเี่ กี่ยวข้องกับชีวิตประจาวัน

* หมายเหตุ ได้ใช้สมรรถนะตามกรอบอ้างอิง FRELE-TH เป็นพื้นฐาน เพื่อความชัดเจน เป็นประโยชน์ต่อการจัด
การเรียนการสอน ช่วยให้ครูวิเคราะห์ได้ง่ายข้ึน สอดคล้องกับระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษตามกรอบ CEFR
และ FRELE-TH

72

 ความสัมพันธ์ระหวา่ งสมรรถนะหลกั และสมรรถนะเฉพาะ

สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลัก

1. ฟัง พูดเพื่อการส่ือสาร

1.1 ฟังและพูดคาศัพท์พืน้ ฐาน วลี ประโยค ข้อความที่เก่ียวข้องกับ 1. การจดั การตนเอง

ชวี ิตประจาวนั โดยเน้นการออกเสยี งภาษาอังกฤษทีถ่ ูกต้อง 3. การส่ือสาร

1.2 ฟงั พูดเร่ืองราวเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว บุคคล โรงเรียน 4. การรวมพลังทางานเปน็ ทีม

และส่ิงต่าง ๆ รอบตวั โดยใชค้ า และวลที ี่ส้ันและง่าย ได้อย่าง 5. การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง

ถกู ต้องและม่นั ใจ

1.3 สนทนา โต้ตอบและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อมูล ส่ือความหมาย

ความรสู้ ึก อารมณ์ ไดอ้ ย่างเหมาะสมและม่ันใจ

2. อ่านเพื่อความเขา้ ใจ

2.1 อ่านและตอบคาถามเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ จากบทสนทนา นิทาน 1. การจัดการตนเอง

เรอ่ื งราว และบทความส้ัน ๆ ทเ่ี หมาะสมกับช่วงวยั ได้ 2. การคิดขั้นสูง

2.2 อา่ นเพ่ือบอกใจความสาคัญ บอกรายละเอียด จากบทสนทนา นทิ าน 3. การสือ่ สาร
6. การอยูร่ ว่ มกบั ระบบธรรมชาติ
เรื่องราว และบทความสั้น ๆ ท่ีเหมาะสมกับชว่ งวัยได้
และวิทยาการอย่างยงั่ ยืน

3. เขียนเพื่อแสดงความคดิ เห็นและสะท้อนความรสู้ ึก

3.1 เขียนเพ่ือแสดงความต้องการ ขอความช่วยเหลือ แสดงความรู้สกึ 1. การจดั การตนเอง

ความคิดเห็นของตนเองเก่ียวกับเรื่องใกลต้ ัวและกจิ กรรมต่าง ๆ 2. การคดิ ขั้นสูง

ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม 3. การส่ือสาร

3.2 เขยี นให้ข้อมลู เกี่ยวกับตนเอง สงิ่ ต่าง ๆ รอบตัว ขา่ ว เหตุการณ์ 5. การเปน็ พลเมอื งท่ีเข้มแข็ง

ปัจจบุ ัน และประเดน็ ต่าง ๆ ที่สนใจ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

4. ใช้ภาษาเพื่อการเรียนรู้ และทางานรว่ มกบั ผู้อื่น

4.1 สอื่ สารความต้องการของตนเอง และแลกเปลีย่ นความคิดเห็น 1. การจดั การตนเอง

อยา่ งมีเหตผุ ลในการปฏบิ ัติกจิ กรรมรว่ มกันกบั ผู้อน่ื ได้อย่าง 2. การคดิ ขั้นสูง

เหมาะสม 3. การสื่อสาร

4.2 ใชภ้ าษาเพื่อสืบคน้ ข้อมูลเก่ียวกับส่งิ ต่าง ๆ รอบตวั สถานการณ์ ข่าว 4. การรวมพลงั ทางานเปน็ ทีม
5. การเป็นพลเมืองท่ีเข้มแข็ง
เหตุการณ์หรือประเด็นที่อย่ใู นความสนใจของสังคม
6. การอยู่ร่วมกับระบบธรรมชาติ
จากแหล่งความรตู้ ่าง ๆ และแลกเปลี่ยนความรรู้ ว่ มกับผูอ้ ่นื

4.3 สร้างช้ินงานเก่ียวกับภาษาอย่างสร้างสรรค์จากการฟัง ดูหรืออ่าน และวิทยาการอย่างย่ังยืน

ข้อมูล เหตุการณ์และสถานการณ์รอบตัว และสามารถนาเสนอ

ในรปู แบบ และวธิ ีการทีห่ ลากหลาย ได้อย่างเหมาะสม

4.4 ใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร สร้างความสัมพันธ์ แลกเปล่ียน ยอมรบั

และเข้าใจวัฒนธรรม วิถีชีวิตท่ีหลากหลาย

73

 ผลลพั ธ์การเรียนรเู้ มอ่ื จบช่วงชั้นท่ี 2

1. ใช้คาศัพท์พื้นฐาน วลี ประโยค ข้อความท่ีเกี่ยวข้องกับชีวิตประจาวัน ตนเอง ครอบครัว บุคคล
โรงเรยี น และสิ่งตา่ ง ๆ รอบตัว ไดอ้ ย่างม่นั ใจและถูกต้อง

๒. ฟัง พูด สนทนาโต้ตอบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อมูล รวมทั้งการสื่อความหมาย ความรู้สึก อารมณ์
ตอ่ สถานการณใ์ นชีวิตประจาวันได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง

๓. อ่านและตอบคาถามเกย่ี วกับข้อมลู ต่าง ๆ ทเี่ หมาะสมกับช่วงวยั ได้อย่างถูกตอ้ ง
๔. อา่ นเพอื่ บอกใจความสาคญั และรายละเอยี ดที่เหมาะสมกับชว่ งวยั ได้อยา่ งถูกต้อง
๕. เขียนเพ่ือแสดงความคิดเห็น และความรู้สึกของตนเอง เก่ียวกับเร่ืองใกล้ตัวและกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่าง

ถูกตอ้ งเหมาะสม
๖. เขยี นให้ขอ้ มูลเกยี่ วกับตนเอง เหตุการณ์ปัจจบุ ัน และประเด็นตา่ งๆ ท่สี นใจ ไดอ้ ย่างถูกต้องเหมาะสม
๗. สนทนาและโต้ตอบข้อมูลเกี่ยวกับของตนเอง และแลกเปล่ียนความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล ในการปฏิบัติ

กจิ กรรมรว่ มกนั กับผู้อ่ืน ได้อยา่ งเหมาะสม
๘. ใชภ้ าษาเพื่อสบื ค้นข้อมูลจากแหลง่ ความรตู้ ่าง ๆ และแลกเปลีย่ นความรู้ในการทางานร่วมกบั ผู้อน่ื
9. แสวงหาความรู้และสร้างผลงานทางภาษาอย่างสร้างสรรค์ผ่านการนาเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย

จากการฟัง ดหู รืออา่ นขอ้ มูลเก่ยี วกับเหตกุ ารณ์และสถานการณ์รอบตัวได้อย่างถูกต้อง
10. ใช้ภาษาเพ่ือสร้างความสัมพันธ์ แลกเปล่ียนยอมรับ และเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้อย่าง

เหมาะสม

74

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ศลิ ปะ
 สาระสาคญั ของกลุ่มสาระการเรยี นรู้

ความสาคัญของกลุ่มสาระการเรยี นรู้ศิลปะ
พฒั นาการการเรยี นรู้ดา้ นสุนทรยี ศาสตร์ (ทศั นศิลป์ ดนตรี นาฏศลิ ป์)
เด็กประถมศึกษาในช่วงช้ันที่ ๒ เป็นช่วงวัยท่ีสามารถคิดอย่างมีเหตุผลได้ แต่จะเป็นการคิด
ในเชิงรูปธรรม เด็กมีความสนใจเรียนรู้จากของจริง พัฒนาการด้านสุนทรียะอยู่ในข้ันความสนใจสื่อท่ีเป็นจริง
การพัฒนาประสบการณ์สุนทรียะให้กับเด็กในชว่ งชน้ั นมี้ ีความเกยี่ วข้องกับการพัฒนาสมองท้ังสองซีก
สมองซีกซ้ายรับรู้ภาษา ตรรกะ คานวณ คณิตศาสตร์ เป็นสมองที่ทาหน้าท่ีด้านการคิดวิเคราะห์
การคิดเชิงเหตุผล สมองซีกขวารับรู้ด้านจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์และการคิดแบบองค์รวม การจัด
การเรียนรู้อย่างมีดุลยภาพจากสมองทั้งสองซีก จะส่งเสริมพัฒนาการด้านสุนทรียะของเด็กและส่งเสริม
ความสามารถในการคิดขัน้ สูงการเรียนรูไ้ ปพร้อมกันไดอ้ ยา่ งเตม็ ศักยภาพ
การส่งเสริมพัฒนาการด้านสุนทรียศาสตร์ ควรส่งเสริมให้เด็กได้รับการพัฒนาการทางานของสมอง
ผ่านกระบวนการรับรู้จากประสาทสัมผัสทั้งห้าและใจ เพื่อให้เกิดการซึมซับประสบการณ์สุนทรียะ
โดยกระบวนการดังกล่าว ผ่านการสังเกตธรรมชาติ สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทั้งในชั้นเรียนและนอกช้ันเรียน
ท่ีสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของเด็ก ด้วยการลงมือปฏิบัติการจริงด้วยตนเองผ่านกิจกรรมศิลปะ (ทัศนศิลป์ ดนตรี
นาฏศิลป์) ท่ีมีความท้าทาย ก่อให้เกิดการเรียนรู้เชิงรุก และให้ความสาคัญกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ
จะช่วยส่งเสริมสมรรถนะด้านการเข้าใจตนเอง การจัดการตนเอง มีวินัยในการทางาน และการทางานร่วมกับ
ผอู้ น่ื และทกั ษะการสอ่ื สารไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ
การจัดการเรียนรู้ท่ีส่งเสริมพัฒนาการด้านสุนทรียศาสตร์จะเน้นการเรียนรู้ท้ังจากประสบการณ์ตรง
และประสบการณ์ทางอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง
ได้ชมงาน ได้ฟัง ได้ดู งานศิลปะช้ินเอกของศิลปินต่าง ๆ รวมทั้งศิลปินท้องถ่ิน โดยการได้สัมผัสวัตถุ หรือการ
ชมการแสดงตา่ ง ๆ ทางศิลปะ (ทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏศิลป์) จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ที่หลากหลาย หรือจัดให้มี
สภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ท่ีช่วยส่งเสริมการเกิดประสบกาณ์สุนทรียะโดยการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้เด็ก
ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ กระตุ้นการเรียนรู้ให้เกิดการคิดแก้ปัญหา หรือประดิษฐ์คิดค้น วัสดุ วิธีการ
ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่เด็กกระทาด้วยตนเองได้ และมีความสามารถส่ือสารกับผู้อ่ืน ทาให้เกิด
การเรียนรู้เชิงรุก จะก่อให้เกิดความซึมซับในการเรียนรู้ เกิดความซาบซ้ึงในศิลปะ ตะหนักถึงความสาคัญ
และเห็นคุณค่าของศิลปะ จิตสานึกสาธารณะและส่งเสริมสมรรถนะด้านการเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม
การทางานเปน็ ทีม ความเปน็ พลเมอื งและการอยรู่ ว่ มกบั ธรรมชาตแิ ละวทิ ยาการอย่างย่ังยืน
การส่งเสริมพัฒนาการด้านสุนทรียะนี้เกี่ยวข้องกับทฤษฎีพหุปัญญาที่ให้ความสาคัญกับการจัด
การเรียนรู้แบบบูรณาการ อาจจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการบูรณาการระหว่างศาสตร์ทางศิลปะ (ทัศนศิลป์
ดนตรี นาฏศิลป์) การบูรณาการข้ามศาสตร์ หรือการบูรณาการศิลปะแต่ละแขนงกับบริบททางเศรษฐกิจ
สงั คม วัฒนธรรม ภูมปิ ญั ญาท้องถิน่ และสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ของเด็กเป็นการส่งเสริมการพัฒนาปัญญา
ดา้ นตา่ ง ๆ ทหี่ ลากหลายตามความถนดั และความสนใจของเด็ก การส่งเสริมพัฒนาการด้านสุนทรียะควบคู่ไปกับ
การสง่ เสริมพัฒนาการดา้ นร่างกาย อารมณ์ และสงั คม
ลักษณะเฉพาะ/ ธรรมชาติของกลุม่ สาระการเรยี นรู้
นักเรียนในช่วงช้ันท่ี ๒ เป็นวัยท่ีมีพัฒนาการทางด้านร่างการท่ีเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
มีความสามารถในการใช้กล้ามเน้ือมัดเล็กให้ประสานงานกันได้อย่างมีความสมดุลและใช้ในการทางานได้ดี
เปน็ ชว่ งวยั ที่เดก็ ให้ความสาคญั กับกล่มุ เพื่อน อาจมกี ารแยกกลุ่ม ชาย-หญิง เพราะเด็ก ชาย-หญิง มีความสนใจ

75
ต่างกนั การจัดกจิ กรรมเพือ่ สร้างประสบการณ์ทางการเรียนรู้จึงควรเน้นการทางานร่วมกัน และให้ความสาคัญ
กับความแตกต่างระหว่างบุคคล รวมถึงสไตล์ของการเรียนรู้ท่ีแตกต่างกัน เด็กวัยน้ีชอบเรียนรู้ในส่ิงที่ท้าทาย
แปลกใหม่และเรียนรู้ในเร่ืองท่ีตน และกลุ่มเพื่อนให้ความสนใจ มีความสามารถในการสังเกตรายละเอียดมากข้ึน
มีความสนใจในการสร้างสรรค์ศิลปะที่สอดคล้องกับความเป็นจริงตามธรรมชาติ สภาพแวดล้อมและ
วิถชี วี ติ ประจาวันรอบตัว หรอื ประสบการณ์จรงิ ในชีวติ ผสมผสานกับจนิ ตนาการและความคิดสร้างสรรค์

จดุ เน้นการพฒั นา
ด้านที่ ๑ ให้ความสาคัญกับการพัฒนาด้านเจตคติ และการสร้างประสบการณ์สุนทรียะ ได้แก่
ความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติ ความเชื่อ ความสนใจ คุณธรรม ค่านิยม การชื่นชมและความซาบซ้ึงในศิลปะ
จากกจิ กรรมการเรียนรทู้ ่ีเน้นการสร้างประสบการณ์สนุ ทรยี ะทั้งทางตรงและทางออ้ มจากการได้สัมผัสธรรมชาติ
สภาพแวดล้อมและผลงานศิลปะ (ทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏศิลป์) พร้อมทั้งฝึกฝนกระบวนการทางศิลปะ
ซ่ึงเริ่มต้นด้วยการใช้ศิลปะเพ่ือพัฒนาจิตใจเพื่อการสะท้อนย้อนมองถึงสภาวะจิต และกาย เพื่อสร้างความ
พร้อมและพัฒนาความสามารถในการจัดการตนเองอย่างมีสุขภาวะ และการใช้กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจให้
เกิดความมุ่งม่ันในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ นักเรียนไม่เพียงมีความรู้ และทักษะทางด้านศิลปะเท่านั้น
แต่ควรได้รับการพัฒนาถึงระดับที่เกิดความตระหนักรู้เชิงคุณค่า และมีทัศนคติเชิงบวก ร่วมกันรักษางาน
วัฒนธรรมทางศิลปะของไทย ของชุมชนให้คงดารงอยู่อย่างมีบทบาทต่อไปในสังคม ควรฝึกให้นักเรียน
กล้าแสดงออกทางศิลปะอย่างสร้างสรรค์ ด้วยรูปแบบและกลวิธีทางศิลปะท่ีหลากหลาย ฝึกการรับฟัง
ความคิดเห็นท่ีมีผลต่อการพัฒนางานศิลปะของตนเอง เพื่อส่ือสารและลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่ตนเองเห็นกับ
ผลงานศิลปะที่สร้างขึ้น รวมถงึ สงิ่ ท่ีผอู้ ืน่ เห็นและรบั รู้
ด้านที่ ๒ การบูรณาการความรู้และทักษะทางศิลปะ ท้ังการบูรณาการระหว่างศาสตร์ทางศิลปะ
(ทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏศิลป์) การบูรณาการศิลปะกับศาสตร์อื่น ๆ การบูรณาการศิลปะแต่ละแขนงกับบริบท
ทางสังคม วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม ภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่นและการบูรณาการระหว่าง
ศิลปะไทยกับศิลปะสากล เป็นกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เกิดจากการผสมผสานทางความคิดใหม่
กระบวนการสร้างสรรค์ใหม่ก่อให้เกิดผลงานศิลปะรูปแบบใหม่ หรือเป็นการสร้างสรรค์ท่ีตระหนักถึง
ความสาคัญของดุลยภาพในการอนุรักษ์และการพัฒนารูปแบบศิลปะของไทยในกระแสสากล โดยคานึงถึง
รากฐานหรอื สาระสาคัญของศลิ ปะและวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถ่ินเป็นสาคัญ รวมถึงการสร้างความตระหนัก
ถงึ ความสาคัญของการมจี ิตสานึกการมีสว่ นรว่ มและจติ สานึกสาธารณะรับผิดชอบตอ่ สงั คม
การจัดกิจกรรมเน้นการรับรู้จากส่ิงท่ีเป็นจริง หรือประสบการณ์ใหม่ ๆ ท่ีมีความท้าทายการคิด
แก้ปัญหาและการสร้างสรรค์ด้วยวัสดุ วิธีการที่หลากหลายด้วยการลงมือทาจริงของนักเรียนเอง หรือ
การทางานร่วมกับผู้อื่น สอดคล้องกับการพัฒนาการของเด็กวัยน้ีที่ชอบความท้าทาย เป็นวัยที่มุ่งสร้าง
ความสัมพันธ์ทางสังคมกับกลุ่มท่ีมีความสนใจคล้าย ๆ กัน การจัดกิจกรรมบูรณาการจึงส่งเสริมสมรรถนะของ
ผู้เรียนท้ังในด้านการจัดการตนเอง การคิดขั้นสูง การสื่อสาร การรวมพลังทางานเป็นทีม การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง
และการอยรู่ ่วมกับธรรมชาตแิ ละวทิ ยาการอย่างยั่งยนื
การนาไปใชใ้ นชวี ิตจรงิ
ระดบั ตนเอง การนาสนุ ทรยี ภาพไปใชใ้ นชีวติ คอื เปน็ ผู้มีสายตามองเห็นคุณค่า ความงามของสรรพสิ่ง
รอบตัว เกิดความคิดเชิงบวกและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะและสุนทรียภาพในชีวิตและ
สิ่งแวดล้อมรอบตัว ทากิจกรรมทุกอย่างในชีวิตและทางานอย่างมีศิลปะ สามารถแสดงความคิดเห็น
ในการวิเคราะห์ผลงานที่ตนฝกึ ฝน ผลงานของเพ่อื น สรา้ งสัมพนั ธก์ บั ศิลปนิ เปดิ กว้างสู่งานของผูอ้ ืน่
ระดับชุมชนและสังคม รู้จักการใช้งานศิลปะเป็นส่วนประกอบสร้าง แรงบันดาลใจ แรงศรัทธา
เสริมเอกภาพของกลุ่มคน ชุมชน สังคม โดยมีศิลปะเป็นเครื่องจรรโลงจิตใจ และน้อมนาไปสู่การสร้างงาน

76
ศลิ ปะสาธารณะกศุ ล ศิลปะเพอ่ื ชุมชน ศิลปะในวฒั นธรรมประเพณี ในวาระหรือเทศกาลที่สาคัญต่าง ๆ และใช้
เปน็ สื่อนาเสนอการแกไ้ ขปญั หาของสังคม

การบูรณาการกบั กลุม่ สาระการเรียนรู้ตา่ ง ๆ
บูรณาการระหว่างทัศนศิลป์ ดนตรี และนาฏศิลป์ อย่างสอดคล้องและกลมกลืน และบูรณาการกับ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ดังน้ี

ภาษาไทย/ ภาษาอังกฤษ ภาษาและดนตรี นาฏศลิ ป์ เป็นสื่อประกอบทเี่ กื้อกูลกัน การฝึกทักษะ
ทางภาษาของเด็กในวัยช่วงชั้นท่ี ๒ ผ่านการแสดงออกด้วยวาจาและลายลักษณ์อักษร อาจเป็นส่วนหนึ่งของ
งานแห่งจินตนาการ จากการกระทาที่แสดงโดยภาพวาด บทละคร ลาดับเรื่องในภาพยนตร์ บทเพลงบรรเลง
ท่ีคัดย่อมา ท่าเต้น-การฝึกให้เล่าเร่ือง (เป็นกลุ่มหรือใช้บันทึกดิจิทัล) สร้างการกระทาหรือสถานการณ์ใหม่
ในรูปแบบที่ออกแบบท่าเต้นการพูด การอภิปราย การแสดงบทบาทสมมติ ฝึกฝนการออกเสียงท่ีชัดเจน
มีจังหวะ มีลีลา มีท่วงทานอง เป็นการเรียนท่ีมีความร่ืนรมย์ ลื่นไหล มีความสุข และสามารถถ่ายทอดอารมณ์
ความรูส้ ึก ไดต้ รงกับความหมายและความเป็นจริงมากข้นึ

สังคมศึกษา เป็นส่ือในการถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ ความผูกพันของคนในสังคม มรดก
ภูมิปัญญาของชาติในระดับพื้นถิ่น ระดับชาติ และระดับ นานาชาติ ประวัติศาสตร์ศิลปะผสมผสาน
การแสดงออกทางศิลปะทัง้ หมด ในอดีตและปัจจุบัน ท้งั ระดบั ปญั ญาชนผู้้รู้และประชาชนระดับกว้างและชุมชน
เป็นเส้นทางบ่มเพาะวัฒนธรรมทางศิลปะให้แก่นักเรียน โดยเป็นการผสมผสานระหว่างได้สัมผัสผลงานศิลปะ
และการได้รับองค์ความรโู้ ดยไม่หยุดอยทู่ ่ขี อบเขตตามจารีตของวิจิตรศิลป์ ดนตรี ขับร้อง การละคร การเต้นรา
วรรณกรรมและภาพยนตร์ เพื่อการสืบสานมรดกภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ที่เรียนรู้ตามความนิยมหรือแบบ
ประเพณีด้ังเดิม ให้อุดมด้วยการฝึกฝนทางศิลปะทุกแขนง ถ่ายทอดเป็นเร่ืองราวทางประวัติศาสตร์และ
ถ่ายทอดจินตนาการออกมาด้วยงานศิลปะเพื่อทาความเข้าใจความเปล่ียนแปลงของสังคม โลกและระบบ
ธรรมชาติ

คณิตศาสตร์ จากพื้นฐานท่ีได้จากช่วงชั้นท่ี ๑ ในเรื่อง เส้น รูปร่าง รูปทรง ปริมาณหรือขนาด
ความหนาบาง พื้นท่ี พ้ืนผิว แผนภูมิ และสีอ่อนแก่ การจาแนก แยกแยะ จัดกลุ่ม จัดองค์ประกอบศิลปะ
ด้วยเส้นและรูปร่างรูปทรงเรขาคณิต และการประกอบลายศิลปะไทย อย่างสมมาตร สมดุลในลายแม่บท
ทงั้ แบบสมบูรณ์และแบบแตกลายหรือขยายอย่างมี Pattern การจัดองค์ประกอบศิลป์ ด้วยจังหวะของรูปและ
ที่ว่าง (Solid and Void) ท้ังบนหน้ากระดาษ หรือการแสดงบนเวที ช่วงชั้นท่ี ๒ ขยายทักษะและแนวคิด
(พ้นื ที่ มมุ มอง สดั ส่วน การวดั ฯลฯ) ซ่ึงสามารถเชอื่ มโยงกบั สิง่ ที่พฒั นาขนึ้ ในวชิ าคณติ ศาสตร์

วิทยาศาสตร์และระบบธรรมชาติ การสารวจและสังเกตธรรมชาติเป็นกระบวนการร่วม
ท้ังด้านวิทยาศาสตร์และสุนทรียศาสตร์ ท่ีช่วยให้เด็กรู้จักและเข้าใจสรรพส่ิงในธรรมชาติด้วยการสัมผัสและ
มีประสบการณ์ตรง สามารถเห็นรายละเอียดและระบุ ตั้งคาถามเพ่ือการสืบค้นท่ีมาของปรากฏการณ์ต่าง ๆ
รู้ถึงท่ีมาของวัสดุสาคัญที่ใช้สร้างช้ินงานศิลปะ การสร้างแบบจาลองทางวิทยาศาสตร์และผลการท ดลอง
กระบวนการแปรรูปวัสดุธรรมชาติท่ีนามาสร้างสรรค์งานศิลปะ การค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึก
เก่ียวกับสีและคุณภาพทางกายภาพของวัสดุของสี (เม็ดสี สาร สารยึดเกาะ สารที่ทาให้แห้งเร็ว (siccative) ฯลฯ)
ผลกระทบท่ีเกิดจากการใช้ (การทาแบบใส ๆ การเคลือบฝีแปรงแบบหนา การเคลือบทาให้แข็ง ระยะใช้วิธีฉีดพ่น…)
รองรับ ผสมกับส่ืออื่น ๆ ทาความเข้าใจเก่ียวกับประสาทสัมผัสมิติของสี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์
ระหว่างปริมาณ (รูปแบบ พื้นผิว ขอบเขตสภาพแวดล้อม) และคุณภาพ (เฉดสีความเข้มข้น เฉดสี แสง ฯลฯ)
สีและเสียงเปน็ วิทยาศาสตร์ ที่ผ่านการคานวณมาต้ังแต่อดีต จนกลายเป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เป็นหลักการ
ให้ยึดถือ ซึ่งวิทยาศาสตร์และศิลปะได้ผสมกันอย่างกลมกลืน งานด้านดนตรีและนาฏศิลป์ถูกนาไปใช้
ในกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์สุขภาพ จิตวทิ ยา ก่อใหเ้ กดิ สรรพวิชาใหม่ในปจั จุบัน

77

 ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะหลกั และสมรรถนะเฉพาะ

สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลัก

๑. สัมผสั ซึมซับสุนทรียภาพและสร้างสรรค์ผลงานศิลปะทกุ แขนง

๑.๑ ร้จู กั ช่นื ชมสุนทรียภาพ (Art Appreciation) จากธรรมชาติ ๑. การจัดการตนเอง

สภาพแวดล้อมใกล้ตวั วฒั นธรรม วิถชี วี ิตประจาวัน รวมถึง ๒. การคดิ ขนั้ สงู

ผลงานศลิ ปะอนั เกยี่ วเนือ่ งกับคณุ คา่ ในชีวติ และการสร้างสรรค์ ๓. การส่ือสาร

ผลงานศลิ ปะจากการรับรู้ทางการมองเหน็ การสมั ผัส การรับชม ๕. การเป็นพลเมืองท่เี ข้มแข็ง

การได้ฟังและการบูรณาการขา้ มประสาทสมั ผัส ๖. การอย่รู ่วมกับธรรมชาติ

๑.๒ ใช้ศลิ ปะ เพอ่ื การพัฒนาจิตใจผา่ นการทางานอย่างมสี มาธิ สงั เกต และวทิ ยาการอยา่ งยั่งยืน

เห็น เข้าใจและรับร้สู นุ ทรยี ภาพ ผ่านความสัมพันธ์ของพหปุ ระสาท

สมั ผสั (กาย - ใจ - มอื - ตา - หู ) กับธรรมชาติและวัสดุอปุ กรณ์

ให้เหมาะสมกับวัย

๒. สรา้ งและนาเสนองานศลิ ปะ จากจินตนาการ ความคดิ สร้างสรรค์ โดยเข้าใจธรรมชาติ และเปรียบเทียบ

ความเหมือน และความแตกต่างระหวา่ ง ศลิ ปะ ประวตั ศิ าสตร์ และ วฒั นธรรม

ภมู ปิ ญั ญาท้องถ่ิน ภูมิปัญญาไทย

๒.๑ รบั รู้ และรจู้ ักการใช้องคป์ ระกอบทางทัศนศิลป์ เช่น รูปรา่ ง รูปทรง ๑. การจดั การตนเอง

พ้ืนผิว สี แสงเงา และมที ักษะพ้ืนฐานในการใช้วสั ดุอปุ กรณ์ ถา่ ยทอด ๒. การคิดข้นั สูง

ใชค้ วามคดิ และจินตนาการแสดงออกทางศิลปะ โดยเข้าใจธรรมชาติ ๓. การสือ่ สาร

เปรยี บเทยี บและเช่ือมโยงความสมั พนั ธข์ อง ศลิ ปะ ประวัติศาสตร์ ๔. การรวมพลังทางานเป็นทีม

๒.๒ เรยี นรู้และแก้ปัญหาจากการปฏิบัติจริง ทดลองและสังเกตผลท่เี กิด ๕. การเป็นพลเมืองท่ีเข้มแข็ง

จากการใช้วัสดุ อุปกรณ์ เคร่ืองมือ ทักษะทางศลิ ปะให้เหมาะสม ๖. การอย่รู ว่ มกบั ธรรมชาติ

ตามคุณลักษณะในการสรา้ งสรรค์ผลงาน และนาเสนองานศิลปะ และวทิ ยาการอยา่ งยั่งยนื

ให้บรรลเุ ปา้ หมายตามบริบทของผู้เรยี นแตล่ ะคน

๒.๓ สรา้ งสรรค์งานทัศนศิลป์ท่ีเปน็ อตั ลักษณ์และความรู้สึกของตนเอง

ถา่ ยทอดความคดิ ความรสู้ ึก จินตนาการ ธรรมชาติ สิ่งแวดลอ้ ม

ที่เช่อื มโยงกบั ตนเองและผูอ้ น่ื โดยการลองผิดลองถูกดว้ ยวิธีการ

ทห่ี ลากหลายจนคน้ พบและประยุกต์ใช้เทคนิควิธีการใหม่

ด้วยกระบวนการกลมุ่

78

สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลกั

๓. ดนตรีวิจกั ขณ์ (Music Appreciation) ร้อง เลน่ เตน้ และเคล่ือนไหวตามจังหวะและเสียงดนตรี

๓.๑ อา่ นและเขียนเคร่ืองหมายสญั ลักษณ์ตวั โน้ตเบ้ืองต้นของดนตรีไทย ๑. การจดั การตนเอง

และดนตรีสากล ๒. การคดิ ขั้นสงู

๓.๒ จาแนกแนวเพลงต่าง ๆ จากการฟงั และเปรียบเทียบประเภทของ ๓. การส่ือสาร

เครื่องดนตรีไทย ดนตรีพื้นบ้าน และดนตรีสากล จากภาพและเสยี ง ๔. การรวมพลังทางานเปน็ ทีม

๓.๓ ขับรอ้ ง และบรรเลงเพลงไทยเดิม ไทยสากล เพลงลูกทงุ่ หรอื ๕. การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง

เพลงสากลในแนวดนตรตี ่าง ๆ ถกู ต้องตามจังหวะ ทานองของเพลง ๖. การอยรู่ ่วมกบั ธรรมชาติ

ตรงตามระดับเสียง และส่ืออารมณ์ของบทเพลง และวิทยาการอย่างยั่งยืน

๓.๔ ขบั รอ้ ง และบรรเลงรวมวงดนตรีไทย วงดนตรีพนื้ บ้าน หรือวงดนตรี

สากล และนาเคร่ืองดนตรปี ระเภทต่าง ๆ มารว่ มบรรเลงผสมผสาน

เป็นแนวเพลงร่วมสมยั และเผยแพร่ผ่านสอ่ื เทคโนโลยตี ่าง ๆ

๓.๕ แสดงออกถึงความรูส้ ึกเกี่ยวกบั ดนตรีประเภทตา่ ง ๆ จากการฟงั

การขับร้อง และการบรรเลงดนตรีดว้ ยเครอื่ งดนตรีไทยพนื้ บ้าน เครือ่ ง

ดนตรีไทย หรอื เครื่องดนตรีสากล และนามาประยุกต์ใช้

ในกจิ กรรม วนั สาคัญ เทศกาลต่าง ๆ

๔. สร้างสรรคก์ ารเคล่ือนไหวในรปู แบบต่าง ๆ อยา่ งมีแบบแผน

๔.๑ สบื คน้ อธบิ าย และเปรยี บเทียบ ประวตั ิความเป็นมาของการละเลน่ ของ ๑. การจดั การตนเอง

ไทย นาฏศิลปไ์ ทย และนาฏศิลป์ประเทศเพ่ือนบา้ น ๒. การคดิ ขน้ั สูง

๔.๒ เปรียบเทยี บ ใชภ้ าษาท่าและนาฏยศัพท์ ในการสอื่ ความหมาย ๓. การสอื่ สาร

การแสดงนาฏศลิ ป์ไทย นาฏศิลปป์ ระเทศเพื่อนบ้าน ได้อย่างถกู ต้อง ๔. การรวมพลงั ทางานเปน็ ทีม

๔.๓ แสดงนาฏศิลป์ไทย นาฏศิลปพ์ ้ืนบา้ น หรอื นาฏศิลป์ร่วมสมัย ๕. การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง

ในรปู แบบตา่ ง ๆ ท้ังเดีย่ วและกลุ่ม และประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ติ ประจาวัน ๖. การอยรู่ ว่ มกบั ธรรมชาติ

ไดอ้ ย่างเหมาะสม และวทิ ยาการอยา่ งยัง่ ยืน

๔.๔ ถา่ ยทอดอารมณ์ และความรสู้ กึ ผา่ นการแสดง ระบา รา ฟอ้ น

ละครสัน้ หรือกจิ กรรมตา่ ง ๆ ทส่ี อดคล้องกับประเพณี วัฒนธรรม

ท้องถ่ิน อยา่ งสร้างสรรค์

79

สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลัก

๕. ศิลปะวจิ กั ขณ์ วเิ คราะห์ วิพากษ์ และเช่ือมโยงผลงานศิลปะ (ทัศนศลิ ป์ ดนตรี นาฏศิลป์) กับวัฒนธรรม ใน

ชีวิตประจาวัน และในท้องถ่ิน

๕.๑ เขา้ ใจและอธิบายความสาคญั ของงานศลิ ปะ ท่มี าของงานศลิ ปะ ๑. การจัดการตนเอง

ในทอ้ งถ่ิน การใชว้ สั ดอุ ปุ กรณ์ วธิ ีการสรา้ งงานศลิ ปะในทอ้ งถ่นิ ๒. การคดิ ขน้ั สงู

และเช่ือมโยงมุมมองทัศนคติของตนเองกบั วัฒนธรรมทางศิลปะ ๓. การสอ่ื สาร

๕.๒ รบั รู้ และแสดงออกถงึ อารมณ์ ความร้สู ึก ความประทบั ใจ ๔. การรวมพลังทางานเป็นทีม

เกย่ี วกบั ศลิ ปะ ของตนเองและผู้อ่ืน ผ่อนคลายบาบัด และมคี วามสุข ๕. การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง

ในการทางานศิลปะ ๖. การอยรู่ ว่ มกบั ธรรมชาติ

๕.๓ แสดงความเห็นตอ่ ผลงานศิลปะของตนเอง งานของผูอ้ น่ื และวทิ ยาการอยา่ งยัง่ ยนื

หรอื งานทท่ี ารว่ มกบั เพ่อื น อย่างสรา้ งสรรค์ วิจารณ์อยา่ งสุภาพ

มเี หตุผล เปิดใจรบั ฟังความเห็นของผู้อ่ืน เพื่อนามาปรบั ปรุงผลงาน

ของตนใหส้ มบูรณ์

๕.๔ เห็นคณุ คา่ งานศิลปะทเี่ ปน็ มรดกทางวัฒนธรรม นาเสนอผลงานศลิ ปะ

(ทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏศิลป์) โดยใชเ้ ทคโนโลยีรปู แบบต่าง ๆ

80

 ผลลพั ธก์ ารเรียนรเู้ มอื่ จบช่วงช้นั ที่ ๒
๑. แสดงความคิดเหน็ เก่ียวกบั ความงามจากการสมั ผสั รบั รู้ธรรมชาติ สภาพแวดล้อมและผลงานศิลปะ อธิบาย

ถึงแรงบันดาลใจและความช่ืนชมของตนเองเก่ียวกับผลงานศิลปะ (ทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏศิลป์)
มีสมาธิและมคี วามตง้ั ใจในการสร้างสรรค์ผลงานศลิ ปะ
๒. สร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ท่ีตนเองช่ืนชอบ ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก จินตนาการ สะท้อนถึงธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อม เร่ืองราวใกล้ตัว ในชีวิตประจาวันที่เช่ือมโยงกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียนและท้องถ่ิน
ด้วยการเช่ือมโยงส่วนประกอบทางทัศนศิลป์ จัดองค์ประกอบทางศิลปะเป็นผลงา นทัศนศิลป์
ได้อย่างหลากหลาย และประยุกต์ใช้เทคนิควิธีการใหม่ด้วยกระบวนการกลุ่ม และเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์
ให้สอดคล้องกบั เรื่องราวประวัติศาสตร์ศลิ ป์และภมู ปิ ัญญาท้องถน่ิ
๓. ขับร้องและบรรเลงได้ตามจังหวะ ทานองเพลงและสื่ออารมณ์ของบทเพลงได้อย่างถูกต้อง ใช้เคร่ืองหมาย
สัญลักษณ์ตัวโน้ตในการขับร้องและบรรเลงเพลง จาแนกและเปรียบเทียบความเหมือนและแตกต่าง
ของแนวเพลงและเคร่ืองดนตรไี ทย ดนตรีพ้นื บา้ น ดนตรีสากลจากภาพและเสยี ง
๔. ขับร้อง และบรรเลงรวมวงดนตรีพื้นบ้าน วงดนตรีไทย วงดนตรีสากลประเภทต่าง ๆ ผสมผสาน
เป็นแนวเพลงร่วมสมัย ด้วยความม่ันใจ ถูกต้องตามทานอง จังหวะ และมีความไพเราะ เผยแพร่ผ่านส่ือ
เทคโนโลยีต่าง ๆ รับฟัง แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเสียงดนตรีของตนเองและผู้อื่น ด้วยความสุภาพและ
สรา้ งสรรค์ ชน่ื ชม และนามาประยกุ ต์ใช้ในกิจกรรม วันสาคัญ เทศกาลต่าง ๆ
๕. สืบค้น และเปรียบเทียบ ประวัติความเป็นมา ความเหมือนและความแตกต่างของนาฏศิลป์ไทย
และนาฏศิลป์ประเทศเพ่ือนบ้าน จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยี ใช้ภาษาท่า นาฏยศัพท์
ในการส่ือความหมาย แสดงนาฏศิลป์ไทย นาฏศิลป์พ้ืนบ้าน หรือนาฏศิลป์ร่วมสมัยใน รูปแบบต่าง ๆ
ท้ังเดี่ยวและกลุ่ม อย่างมั่นใจและงดงาม สะท้อนอารมณ์ของตนเอง และสร้างสรรค์การเคลื่อนไหว
ในรปู แบบการแสดงต่าง ๆ ทสี่ อดคล้องกบั ประเพณี วัฒนธรรมทอ้ งถน่ิ อย่างสร้างสรรค์ เหมาะสมกบั วัย
๖. แสดงออกถึงการรับรู้และชื่นชมความงามด้วยหลักการทางองค์ประกอบศิลป์ แสดงอารมณ์ ความคิด
ความรู้สึก ความประทับใจ และนาเสนอผลงานศิลปะ (ทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏศิลป์) ด้วยความมั่นใจ
วิเคราะห์ วิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็น เก่ียวกับงานศิลปะ ทั้งของตนเองของผู้อื่น อย่างสุภาพ รับฟัง
ปรับปรุงผลงานของตนให้สมบูรณ์
๗. เช่ือมโยงผลงานศิลปะ (ทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏศิลป์) กับวัฒนธรรม ชีวิตประจาวันเป็นสื่อแสดงความงาม
ได้อย่างอิสระ รวมทั้งการร่วมสร้างงานศิลปะ โดยประยุกต์ใช้เพ่ือแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว ชุมชน
ทอ้ งถ่นิ

81

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สุขศึกษาและพลศึกษา

 สาระสาคญั ของกลุ่มสาระการเรยี นรู้

ความสาคัญของกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา
กล่มุ สาระการเรยี นรู้สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา ช่วยให้ผู้เรียนมีสุขภาวะท้ังกายและจิตท่ีดีซึ่งมีความสาคัญ
เพราะเกีย่ วโยงกับทุกมติ ิของชีวิต ทุกคนควรได้เรียนรู้เรื่องสุขภาพ เพื่อจะได้มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง
มีเจตคติ คุณธรรม และค่านิยมท่ีเหมาะสม รวมทั้งมีทักษะปฏิบัติด้านสุขภาพจนเป็นนิสัย ทาให้ผู้เรียนเกิด
สมรรถนะในการใช้ชีวิต ส่งผลให้สังคมโดยรวมมีคุณภาพ
ลักษณะเฉพาะ/ ธรรมชาติของกลมุ่ สาระการเรยี นรู้
กล่มุ สาระการเรียนรู้นปี้ ระกอบดว้ ย สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา ดังน้ี
สุขศึกษา มุ่งเน้นการจัดโอกาสการเรียนรู้ให้เกิดการปฏิบัติทาง จนเป็นนิสัย มีความรับผิดชอบต่อ
ตนเองและผู้อ่ืน อันจะนาไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของบุคคล ครอบครัว และชุมชน เพ่ือการมี
สุขภาพกายและจติ ท่ีดี
พลศึกษา มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมการเคล่ือนไหวที่ต้องควบคุมร่างกายและจิตใจในการทากิจกรรม
ทางกาย การออกกาลังกาย การเลน่ เกม และกฬี า ช่วยให้รา่ งกายเจรญิ เตบิ โตสมวัย มีสุขภาพดี มีระเบียบ วินัย
อดทน สรา้ งสรรคค์ วามสามัคคี มีความรับผดิ ชอบต่อตนเองและผ้อู ืน่
จุดเน้นการพฒั นา
การพัฒนาผู้เรียนในช่วงช้ันท่ี 2 นี้ มีเปูาหมายสาคัญ เพ่ือให้ผู้เรียนสร้างเสริมสุขภาพและ
ความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น มีการเคลื่อนไหวร่างกายและกิจกรรมกีฬา ตามกฎ กติกาและข้อตกลง
อย่างสนุกสนานและปลอดภัยทั้งต่อตนเองและผู้อื่น สามารถจัดการอารมณ์และความรู้สึกของตนเอง สร้างและ
รักษาสมั พันธภาพท่ดี ีกับผู้อืน่ ได้
เปูาหมายสาคัญดังกล่าว ประกอบด้วยสมรรถนะเฉพาะ 3 สมรรถนะซึ่งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยง
กับสมรรถนะหลักทงั้ 6 สมรรถนะ และบูรณาการกันเป็นผลลัพธ์การเรียนรู้ช่วงช้ันท่ี 2 จานวน 8 ข้อ สาหรับ
นาไปกาหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 - 6 ต้องคานึงถึงการบูรณาการสมรรถนะหลัก
และสมรรถนะเฉพาะด้วย โดยจัดกิจกรรม ประสบการณ์ หรือสถานการณ์จากเร่ืองราวใกล้ตัวไปสู่ไกลตัว
จากงา่ ยไปยาก ตามพัฒนาการของผเู้ รยี น ฝึกปฏิบัตอิ ย่างตอ่ เน่ือง
สาหรับช่วงชนั้ ท่ี 2 จากผลลัพธ์การเรียนรดู้ ังกล่าว อาจจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรู้เป็น 3 กลุ่ม ดงั นี้

การสร้างเสริมสุขภาพและความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น เป็นการจัดประสบการณ์
ให้ผู้เรียนได้ดูแลรักษาร่างกาย และสุขภาพของตนเองให้ทางานตามปกติ สามารถดูแลสุขภาพทางเพศ
ตามช่วงวยั ได้ ปอู งกันตนเองใหป้ ลอดภยั จากการคกุ คามทางเพศและไม่แสดงพฤติกรรมคุกคามทางเพศผู้กับอ่ืน
ทั้งกายและวาจา หลีกเลี่ยงและปฏิเสธอย่างรู้ทันในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยและไม่เหมาะสม
รวมทั้งหลีกเล่ียงบุคคล สถานการณ์ สถานที่ สภาพแวดล้อม ที่จะนาไปสู่การเก่ียวข้องกับบุหรี่ สุรา สารเสพติด
การติดเกมและการพนัน ตลอดจนชักชวนให้ผู้อื่นหลีกเล่ียงส่ิงที่เป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น โดยรู้ทันส่ือ
และระวังอันตรายจากบุคคลที่รู้จักผ่านทางออนไลน์ซ่ึงอาจนาไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศ การข่มเหงรังแก
และการใช้ความรุนแรงทางออนไลน์ ตลอดจนสามารถปูองกันและหลีกเล่ียงโรคและอุบัติเหตุท่ีพบบ่อย
ในชวี ติ ประจาวนั ได้ บอกปัญหาสขุ ภาพของตนเอง ใช้ยาตามคาแนะนาของแพทย์ ให้การปฐมพยาบาลได้อย่าง
ถูกต้องและเหมาะสม และแสดงพฤติกรรมท่ีรับผิดชอบต่อสุขภาพของตนเองและส่วนรวม โดยรับรู้และ

82

แลกเปลีย่ นขอ้ มลู ข่าวสาร ด้านการดูแล รักษาสุขภาพร่างกาย การปูองกันโรค การใช้ยาและการปฐมพยาบาล
เพื่อการดูแลสขุ ภาพท่ดี ี

การเคลื่อนไหวร่างกายและกิจกรรมกีฬาตามกฎ กติกาและข้อตกลง อย่างสนุกสนานและ
ปลอดภัยทั้งต่อตนเองและผู้อื่น เป็นการจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้เคลื่อนไหวร่างกายแบบผสมผสาน
และมีกิจกรรมทางกายด้วยตนเองและร่วมกับผู้อื่น ท้ังแบบอยู่กับท่ี แบบเคลื่อนที่ และแบบใช้อุปกรณ์ประกอบ
ผ่านการฝึกทักษะการเคลื่อนไหวเร่ืองการรับแรง การใช้แรง ความสมดุลของร่างกายอย่างมีสติ สม่าเสมอ
และคานึงถึงความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น โดยเห็นคุณค่าของการพัฒนาสมรรถภาพทางกายอย่างต่อเน่ือง
รวมท้ังสามารถออกกาลังกาย เล่นเกม เล่นกีฬาไทยและกีฬาสากลประเภทบุคคลและทีมท่ีตนเองชอบ
อย่างมีความสามารถ โดยเห็นประโยชน์ที่เกิดกับตนเองและผู้อ่ืนจากการปฏิบัติเป็นประจา เป็นท้ังผู้เล่นและ
ผู้ดาเนินการได้อย่างเหมาะสมตามวัย ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคลในการเล่นเกมและกีฬา
มีความสามัคคี มีน้าใจนักกีฬา ปฏิบัติตามกฎ กติกาและข้อตกลง วิเคราะห์ทักษะการเล่น จุดแข็ง กลวิธี
การเลน่ ของทีมเพ่อื ปรับปรงุ ทมี ใหป้ ระสบความสาเรจ็

การควบคุมอารมณ์และความรู้สึกของตนเอง สร้างและรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อ่ืน
เปน็ การจดั ประสบการณใ์ ห้ผู้เรียนรู้จักมีสติ รู้เท่าทันอารมณ์ และความรู้สึกท่ีเกิดข้ึน นาไปสู่การควบคุมตนเอง
ให้แสดงอารมณ์และความรู้สึกในสถานการณ์ต่าง ๆ และการบรรเทาความเครียดอย่างเหมาะสมและเข้าใจ
ผลดีและผลเสียท่ีเกิดขึ้นต่อตนเองและผู้อื่น ตลอดจนสร้างและรักษาสัมพันธภาพท่ีดีกับครอบครัว เพ่ือนและ
บุคคลท่ีเก่ียวข้องกับการใช้ชีวิตประจาวัน แก้ไขความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง ยอมรับความแตกต่าง
ระหวา่ งของบุคคล

การนาไปใชใ้ นชีวิตจรงิ
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้บรรลเุ ปูาหมาย จนเกดิ สมรรถนะ ควรออกแบบกิจกรรมท่ีเอื้อต่อการนาไปใช้
ในชีวิตจริง จัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม และเรียนรู้จากการปฏิบัติท่ีหลากหลายรูปแบบ เช่น
ออกแบบการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้เปรียบเทียบการเจริญเติบโตและพัฒนาการ ของร่างกายและจิตใจตนเอง
กับเกณฑ์มาตรฐาน สามารถบอกเหตุและผลของการรับประทานอาหาร การเคลื่อนไหวร่างกาย การออกกาลังกาย
การเล่นกีฬา การพักผ่อนและการนอนหลับท่ีส่งผลต่อการมีสุขภาพดีและการเจริญเติบโต การวางแผนดูแล
สุขภาพของตนเองและผู้อื่น อภิปรายสะท้อนความรู้สึกของตนเองเมื่อถูกสัมผัสร่างกาย เล่าเรื่องสถานการณ์หรือ
เหตุการณ์แนวทางการปฏิบัติตนเพื่อให้ปลอดภัยจากการคุกคามทางเพศ ฝึกทักษะการปฏิเสธและทักษะ
การสื่อสารให้ผู้อ่ืนหลีกเลี่ยงสารเสพติด การติดเกมและการพนัน วางแผนการปฏิบัติตนเพ่ือปูองกัน หลีกเลี่ยง
และรักษาสุขภาพ สามารถปฐมพยาบาลตนเองได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ และปฐมพยาบาลเคล่ือนย้ายผู้ปุวย
อย่างปลอดภัย จัดสถานการณ์ให้นักเรียนได้ตัดสินใจใช้ยาสามัญประจาบ้านท่ีถูกต้องตามอาการ
และการเจ็บปุวย จัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายแบบผสมผสานและมีกิจกรรมทางกายด้วยตนเองและ
ร่วมกับผู้อื่น สามารถออกกาลังกาย เล่นเกม เล่นกีฬาไทยและกีฬาสากลประเภทบุคคล คู่ และทีม ท่ีตนเองชอบ
อย่างมีความสามารถ จัดสถานการณ์ท่ีท้าทายให้นักเรียนได้ทางานหรือใช้ชีวิตร่วมกันกับเพ่ือน มีโอกาส
ให้ทางานกับเพ่ือนร่วมห้อง เพ่ือนในระดับชั้น นักเรียนระดับชั้นอ่ืน ๆ เป็นสถานการณ์ ที่เน้นให้นักเรียน
ได้ทาความรู้จักกับบุคคลที่ไม่คุ้นเคย เพ่ือฝึกการสร้างสัมพันธภาพ โดยจัดสภาพแวดล้อมท่ีเอื้อต่อการเรียนรู้
ของผู้เรียน ประสานความร่วมมือในการทากิจกรรมร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ชุมชน รวมถึงการติดตาม
ความก้าวหนา้ หรือพฒั นาการของผู้เรยี นอยา่ งต่อเน่อื ง

83

การบูรณาการกบั กลุ่มสาระการเรียนรู้ตา่ ง ๆ
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สามารถจัดการเรียนรู้บูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อ่ืน ๆ
ดังตวั อย่าง ตอ่ ไปนี้

ภาษาไทย/ ภาษาอังกฤษ จัดสถานการณ์โดยใช้คาศัพท์และเร่ืองราวการเล่นเกม การละเล่นพื้นเมือง
การออกกาลงั กาย และเลน่ กฬี าเพอื่ พัฒนาความสามารถในการอ่าน การตั้งคาถามเพ่ือสืบค้นข้อมูล การบันทึก
และสรปุ ข้อมูล ตลอดจนการใชภ้ าษาเพ่อื การนาเสนอเรื่องราวจากกจิ กรรม

คณิตศาสตร์ นับจานวนท่ีเกี่ยวข้องกับสุขภาพ การอ่านข้อมูลจากสถิติอย่างง่ายเพ่ือทาความเข้าใจ
เรื่องราวรอบตัวที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ การคานวณผ่านการเล่นเกม การเล่นกีฬา การเคลื่อนไหวร่างกาย
ตามรปู แบบและทิศทางตา่ ง ๆ

ศิลปะ ใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์งานศิลปะที่ส่ือความหมายของเร่ืองราว สะท้อนความคิด
และความรู้สึกในหวั ข้อทนี่ าเสนอ

สงั คมศกึ ษา จัดกิจกรรมบูรณาการในประเด็นเก่ียวกับการอยู่ร่วมกันในสังคม สามารถปฏิบัติตน
ตามข้อตกลง ระเบียบ กฎกติกา มารยาท หลักเกณฑ์ของสังคม ได้อย่างมีความรับผิดชอบ ให้ความร่วมมือ
ในการทางานเป็นทีมผา่ นการเลน่ การออกกาลังกาย และการเลน่ กฬี ารว่ มกนั

วิทยาศาสตร์และระบบธรรมชาติ จัดกิจกรรมบูรณาการในประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์จริง
ในชวี ติ ประจาวัน เช่น การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ การจัดสิ่งแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัยจากมลพิษ
ทางดนิ นา้ อากาศ

84

 ความสัมพนั ธร์ ะหว่างสมรรถนะหลกั และสมรรถนะเฉพาะ

สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลกั

๑. การสรา้ งเสริมสขุ ภาพและความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น

1.1 ความสามารถในการดูแลรักษาร่างกาย และสุขภาพของตนเอง ๑. การจดั การตนเอง
ให้ทางานตามปกติ ๒. การคดิ ขั้นสูง

1.2 ความสามารถในการปูองกันตนเองจากอุบตั ิเหตุ และการใช้ ๓. การสื่อสาร
สารเสพตดิ ๕. การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง
๖. การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ
1.3 ความสามารถในการดูแลสุขภาพทางเพศที่เหมาะสมกับวยั

1.4 ความสามารถในการใช้และรูเ้ ท่าทันสื่อเทคโนโลยีอยา่ งถกู ต้องปลอดภัย และวทิ ยาการอย่างย่งั ยืน

1.5 ความสามารถในการปฐมพยาบาลตนเองและผอู้ ่ืนให้ปลอดภยั จาก
การเจบ็ ปวุ ย

2. การเคล่ือนไหวร่างกายและกิจกรรมกีฬาตามกฎ กติกาและข้อตกลง อย่างสนุกสนานและปลอดภัย
ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

2.1 ความสามารถในการเคลอ่ื นไหวร่างกายแบบผสมผสาน ๑. การจดั การตนเอง
2.2 ความสามารถในการทากิจกรรมทางกายในชวี ิตประจาวัน ๒. การคิดขน้ั สูง

2.3 ความสามารถในการพฒั นาสมรรถภาพทางกาย ๓. การสื่อสาร

2.4 ความสามารถในการออกกาลังกาย เลน่ เกม และกีฬา อยา่ งสร้างสรรค์ ๔. การรวมพลงั ทางานเปน็ ทีม

สนุกสนาน และปลอดภยั ๕. การเป็นพลเมืองที่เข้มแขง็

๖. การอยรู่ ่วมกับธรรมชาติ
และวิทยาการอย่างย่งั ยืน

3. การจัดการอารมณแ์ ละความรสู้ ึกของตนเอง กับผู้อ่นื สร้างและรกั ษาสัมพนั ธภาพที่ดีกับผู้อ่ืน

3.1 ความสามารถในการควบคมุ อารมณ์ และความรู้สกึ ของตนเอง ๑. การจดั การตนเอง

3.2 ความสามารถในการปรับอารมณ์ และความรสู้ ึก ให้เกิดความสมดลุ ๒. การคิดขั้นสูง
3.3 ความสามารถในการสรา้ งและรักษาสมั พันธภาพทดี่ ีกับผ้อู ืน่ ๓. การสื่อสาร
๔. การรวมพลงั ทางานเปน็ ทีม

๕. การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง

85

 ผลลัพธ์การเรียนรเู้ มอื่ จบชว่ งชั้นท่ี ๒

๑. ดูแลรักษาร่างกายและสุขภาพของตนเองให้ทางานตามปกติ โดยวิเคราะห์เหตุและผลของการรับประทาน
อาหาร การขับถ่าย การเคล่ือนไหวร่างกาย การออกกาลังกาย การเล่นกีฬา การพักผ่อนและการนอนหลับ
ท่ีส่งผลต่อการมีสุขภาพดีและการเจริญเติบโต รับรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการสร้างเสริมสุขภาพ
ขอ้ มลู บนฉลากผลิตภณั ฑ์อาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สื่อโฆษณา ในการตัดสินใจเลือกซื้อและเลือกใช้
อยา่ งมเี หตผุ ล

๒. ดูแลสุขภาพทางเพศตามช่วงวัย ปูองกันตนเองให้ปลอดภัยจากการคุกคามทางเพศและไม่แสดงพฤติกรรม
คุกคามทางเพศผู้อื่น ทั้งกายและวาจา ด้วยความเข้าใจในผลเสียหรืออันตรายท่ีเกิดจากพฤติกรรมเส่ียง
อันอาจนาไปสู่ปัญหาทางเพศและผลกระทบอ่ืน ๆ ท่ีตามมา รู้ทันส่ือ และระวังอันตรายจากบุคคลที่รู้จัก
ผ่านทางออนไลน์ซ่ึงอาจนาไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศ การข่มเหงรังแก และการใช้ความรุนแรง
ทางออนไลน์ โดยหาทางออกได้อย่างเหมาะสม ปรึกษาและขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่ไว้ใจหรือ
หน่วยงานที่รับผดิ ชอบ หลกี เล่ยี งและปฏเิ สธอยา่ งรทู้ นั สถานการณท์ ีไ่ มป่ ลอดภยั และไม่เหมาะสม

3. หลีกเล่ียงบุคคล สถานการณ์ สถานท่ี สภาพแวดล้อม ท่ีจะนาไปสู่การเกี่ยวข้องกับบุหร่ี สุรา สารเสพติด
การติดเกมและการพนัน โดยเข้าใจผลเสียท่ีมีต่อร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ตลอดจน
ชกั ชวนใหผ้ อู้ ื่นหลกี เลยี่ งส่ิงที่เปน็ อนั ตรายตอ่ ตนเองและผู้อืน่

4. ปูองกันและหลีกเล่ียงโรคและอุบัติเหตุท่ีพบบ่อยในชีวิตประจาวัน แจ้งผู้ใหญ่เพ่ือขอความช่วยเหลือ
บอกปัญหาสุขภาพของตนเอง ใช้ยาตามคาแนะนาของแพทย์ ให้การปฐมพยาบาลได้อย่างถูกต้องและ
เหมาะสม และแสดงพฤติกรรมที่รับผิดชอบต่อสุขภาพของตนเองและส่วนรวมโดย รับรู้และแลกเปลี่ยน
ขอ้ มลู ขา่ วสาร ด้านการปูองกันโรค การใช้ยาและการปฐมพยาบาล เพือ่ การดูแลสขุ ภาพทดี่ ี

5. เคลื่อนไหวร่างกายแบบผสมผสานและมีกิจกรรมทางกายด้วยตนเองและร่วมกับผู้อ่ืน ทั้งแบบอยู่กับท่ี
แบบเคล่ือนที่ และแบบใช้อุปกรณ์ประกอบ ผ่านการฝึกทักษะการเคลื่อนไหวเร่ืองการรับแรง การใช้แรง
ความสมดุลของร่างกายอย่างมีสติ สม่าเสมอ และคานึงถึงความปลอดภัยของตนเองและผู้อ่ืน
โดยเห็นคุณคา่ ของการพฒั นาสมรรถภาพทางกายอยา่ งตอ่ เนื่อง

6. ออกกาลังกาย เลน่ เกม เลน่ กีฬาไทยและกฬี าสากลประเภทบุคคลและทีม ท่ีตนเองชอบและมีความสามารถ
โดยเห็นประโยชนท์ ่ีเกิดกับตนเองและผู้อื่นจากการปฏิบัติเป็นประจา เป็นท้ังผู้เล่นและผู้ดาเนินการได้อย่าง
เหมาะสมตามวัย ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคลในการเล่นเกมและกีฬา มีความสามัคคี มีน้าใจ
นักกีฬา ปฏิบัติตามกฎ กติกาและข้อตกลง วิเคราะห์ทักษะการเล่น จุดแข็ง กลวิธีการเล่นของทีมเพ่ือ
ป รั บ ป รุ ง ที ม
ใหป้ ระสบความสาเรจ็

7. มีสติ รู้เท่าทันอารมณ์ และความรู้สกึ ทเี่ กิดขน้ึ โดยรู้ขีดจากัดด้านอารมณ์และความรู้สึกของตนเอง รู้สาเหตุ
ของความเครียด นาไปส่กู ารควบคุมตนเองใหแ้ สดงอารมณ์และความรู้สึกในสถานการณ์ต่าง ๆ และการบรรเทา
ความเครียดอย่างเหมาะสมและเข้าใจผลดแี ละผลเสียท่ีเกิดขึ้นต่อตนเองและผู้อ่ืน

8. สร้างและรักษาสัมพันธภาพท่ีดีกับครอบครัว เพ่ือนและบุคคลท่ีเก่ียวข้องกับการใช้ชีวิตประจาวัน
แกไ้ ขความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง ยอมรบั ความแตกตา่ งระหวา่ งของบคุ คล

86

กลมุ่ สาระการเรียนรู้สังคมศกึ ษา

 สาระสาคญั ของกลุ่มสาระการเรยี นรู้

ความสาคัญของกลมุ่ สาระการเรยี นรู้สังคมศกึ ษา
สังคมศึกษาเป็นศาสตร์บูรณาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ประกอบด้วยวิชาสาคัญคือ
ประวัตศิ าสตร์ ศีลธรรม หนา้ ทีพ่ ลเมือง เศรษฐศาสตร์ และภูมิศาสตร์ สังคมศึกษามีเปูาหมายสาคัญท่ีมุ่งพัฒนา
ผู้เรียนให้เป็นพลเมืองท่ีมีคุณภาพ พลเมืองที่มีลักษณะหลายระดับ ประกอบด้วยการเป็นพลเมืองของท้องถ่ิน
พลเมอื งไทย พลเมืองอาเซียน พลเมอื งโลก และพลเมอื งดิจิทัล มุง่ พฒั นาคณุ ภาพผู้เรยี นให้มีมุมมองหลากหลาย
และมีมโนทัศน์สาคัญสาหรับใช้ทาความเข้าใจโลกและชีวิตที่กว้างขวาง เป็นผู้มีความสามารถท่ีจะเรียนรู้
เพ่มิ พนู ประสบการณ์ พฒั นาตนเอง และใช้ศักยภาพของตนอย่างร้เู ทา่ ทนั การเปล่ียนแปลง สามารถปรับเปล่ียน
เรียนรู้ ตลอดจนรว่ มมือกนั เพ่อื สรา้ งการเปล่ียนแปลงใหแ้ ก่ชมุ ชนและสงั คม
กลมุ่ สาระการเรียนรู้น้ี มสี มรรถนะเฉพาะ ๗ สมรรถนะ ไดแ้ ก่
1. ประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่นท่ีตนนับถือในชีวิตประจาวันอย่างมี
สติปญั ญา สามารถชว่ ยเหลือผอู้ ่ืนและอย่รู ว่ มกนั อย่างสนั ตสิ ขุ
2. กากับตนเองและตัดสินใจใช้จ่ายและใช้ทรัพยากรในฐานะผู้บริโภคอย่างมีเปูาหมาย รับผิดชอบ
และรู้เท่าทัน เพ่ือนาไปสู่การมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและพอเพียงระดับโรงเรียน
และชมุ ชน
3. ใชว้ ิธีการทางประวัตศิ าสตรด์ ว้ ยการตรวจสอบและตดั สนิ ขอ้ มูลหลักฐานโดยไม่ใช้อคติ เลือกใช้และ
แปลความหมายข้อมูลหลักฐาน ลาดับเหตุการณ์ ความต่อเน่ือง และความเปล่ียนแปลงของสังคม เพื่อนาเสนอ
เร่ืองราว ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของชุมชนท้องถ่ินไทยและสถาบันหลักของชาติ และสร้างสรรค์ต่อยอด
องค์ความร้ใู นการพฒั นาท้องถ่ินและสังคมไทยอย่างภาคภูมใิ จและเคารพในความแตกต่างหลากหลาย
4. ติดตาม คาดการณ์แนวโน้มการเปล่ียนแปลงของส่ิงแวดล้อม ดาเนินชีวิตตามแนวทางของ
การพัฒนาที่ย่ังยืนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในจังหวัด และภูมิภาคท่ีตนอาศัยอยู่
ดว้ ยความเขา้ ใจในปรากฏการณ์การเปล่ียนแปลงของส่งิ แวดล้อม และปฏบิ ัติสมั พันธ์ระหว่างมนุษย์กับส่ิงแวดล้อม
โดยใชภ้ มู สิ ารสนเทศท่ีเกีย่ วข้อง
5. ปฏิบัติตนตามบทบาทหน้าท่ี วิถีวัฒนธรรมของชุมชน กติกาทางสังคมอย่างรับผิดชอบ ปกปูอง
สิทธิเสรีภาพของตนเองและผู้อื่น หาทางออกร่วมกันกับผู้เกี่ยวข้อง โดยใช้กระบวนการตามวิถีประชาธิปไตย
เขา้ ร่วมกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ของโรงเรยี นและชมุ ชนดว้ ยความสมัครใจ
6. รู้เท่าทันและจัดการอารมณ์ เวลา ความต้องการในการใช้สื่อ สารสนเทศ และดิจิทัลอย่าง
เหมาะสม ประเมนิ ความน่าเชื่อถือและผลกระทบจากการใช้สื่อสารสนเทศ สร้างและเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศ
อยา่ งมมี ารยาท เหน็ อกเหน็ ใจ ให้เกยี รตผิ อู้ ่ืนและรับผดิ ชอบ เพ่อื ใหเ้ กดิ ประโยชน์ตอ่ ตนเองและชุมชน
7. ติดตามและตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร ระบุปัญหาและการเปล่ียนแปลงในโรงเรียนและชุมชน
กาหนดเปูาหมาย จัดลาดับสาเหตุ รวบรวมข้อมูล วางแผนวิธีการทางานร่วมกับผู้เก่ียวข้อง ตัดสินใจลงข้อสรุป
และสะทอ้ นการแกป้ ญั หา
สมรรถนะเฉพาะทั้ง ๗ สมรรถนะดังกล่าว มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสมรรถนะหลักทั้ง ๖ สมรรถนะ
และบรู ณาการกนั เปน็ ผลลัพธก์ ารเรยี นรูช้ ่วงชนั้ ๑๐ ข้อ ซึง่ เป็นเปาู หมายของช่วงชนั้ นี้

87

ผลลัพธ์การเรียนรู้ช่วงช้ันที่ ๒ ท้ัง ๑๐ ข้อ ดังกล่าว นาไปกาหนดเป็นผลลัพธ์การเรียนรู้ช้ันประถมศึกษา
ปีท่ี ๔ – ๖ โดยต้องคานึงถึงการบูรณาการสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะด้วย เพื่อให้เมื่อผู้เรียนบรรลุ
ผลลัพธก์ ารเรียนรชู้ ั้นปีแลว้ จะนาไปส่กู ารบรรลุผลลพั ธก์ ารเรียนรชู้ ่วงชน้ั ตามท่ีหลกั สูตรกาหนดไว้

ลกั ษณะเฉพาะ/ ธรรมชาตขิ องกล่มุ สาระการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรียนรู้น้ี ว่าด้วยการศึกษาอย่างเป็นระบบเพื่อทาความเข้าใจตนเองและสังคม โดยการ
ปฏิบัติตนตามหลักของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาอ่ืนที่ตนนับถือด้วยสานึกท่ีดี ที่ได้รับการปลูกฝัง การพัฒนา
ระบบความคิด พิจารณา ไตร่ตรองก่อนตัดสินใจทาส่ิงใด ๆ ทาให้เป็นผู้มีจิตใจดีที่ส่งผลต่อการคิดดี พูดดี และ
ทาแต่ส่ิงที่ดี อันเป็นประโยชน์และสร้างสันติสุขท้ังต่อตนเอง ผู้อ่ืน และส่วนรวม หาคาตอบเกี่ยวกับเรื่องราว
ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในอดตี ทาให้เข้าใจสงั คมในอดีตไดใ้ กล้เคยี งกบั ความเป็นจริงมากที่สุด เพื่อนามาเสริมสร้างความเข้าใจ
ในสังคมปัจจุบันที่มีรากประวัติศาสตร์ซึ่งเก่ียวข้องสัมพันธ์กับสถาบันหลัก อันได้แก่ ชาติ ศาสนา และ
พระมหากษตั ริย์ โดยเฉพาะความภาคภูมิใจในครอบครัว โรงเรียน ชุมชน สังคม และประเทศชาติ อันส่งผลต่อ
พฤตกิ รรมในการใช้ชีวิตและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม การปฏิบัติตนตามบทบาทหน้าท่ี และสิทธิเสรีภาพ
ในการอยู่ร่วมกัน รวมไปถึงความรับผิดชอบต่อตนเองในการใช้จ่าย และการใช้ทรัพยากรโดยคานึงถึงผลกระทบ
ตอ่ ตนเองและสิง่ แวดลอ้ ม อนั จะนาไปส่กู ารเปน็ สมาชกิ ทด่ี ีของประเทศชาติ
การออกแบบกรอบคิดหลักของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา สอดรับกับกรอบคิดของกลุ่มสาระ
การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช
๒๕๕๑ การดาเนินการเรียนรู้ให้ไปถึงสมรรถนะท้ัง ๖ ประการ ได้น้ัน ต้องอาศัยการปฏิบัติทั้งกายภาวนา ศีล
ภาวนา จิตภาวนา ปัญญาภาวนา ซึ่งสามารถที่จะถ่ายทอดศีลธรรมไปสู่ชีวิตตามทฤษฎีและหลักการในการ
เรียนรู้ต่าง ๆ
การปฏิรูปการเรียนรู้สังคมศึกษา เป็นการศึกษาถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์และการอยู่ร่วมกัน
ในสังคมในฐานะเป็นพลเมืองของชาติภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ
ของโลกซึ่งร่วมสร้างประวัติศาสตร์ ให้เกิดความมั่นคงทางสังคมโดยมีศีลธรรมตามที่ปรากฏในพระพุทธศาสนา
และศาสนาอื่นเป็นฐาน (ตามมาตรา ๖๗ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐) กลุ่มสาระ
การเรียนรู้นี้ ชว่ ยใหผ้ ้เู รียนใช้ชีวติ ท้งั ในฐานะปจั เจกบุคคล และการอยูร่ ว่ มกันในสงั คม เปน็ พลเมอื งดี
สาหรบั ชว่ งชน้ั ท่ี ๒ ได้จดั ผลลพั ธ์การเรยี นรชู้ ว่ งชั้น เป็น ๔ หัวขอ้ ดังน้ี
ศาสนธรรมนาทางชีวิต เป็นการบูรณาการให้นักเรียนได้ประยุกต์ใช้หลักธรรมของพระพุทธศาสนา
หรือศาสนาอ่ืนที่ตนนับถือ มีสติ สมาธิในการศึกษาและทากิจวัตรประจาวัน ใช้สติปัญญาในการช่วยเหลือ
เก้อื กลู และแกป้ ญั หาในชวี ิตของตนเอง
การวางแผนการเงินและการใช้ทรัพยากร เป็นการบูรณาการให้นักเรียนได้วางแผนการใช้จ่ายของ
ตนเองและครอบครัว ลดค่าใช้จ่าย รู้เท่าทันโฆษณา ตัดสินใจเลือกใช้ทรัพยากรในชีวิตประจาวัน วางแผนและ
กาหนดการใช้ทรพั ยากรของครอบครัวและโรงเรยี นอย่างคานงึ ถงึ หลักพอเพียง และความย่ังยืน
ประเทศไทยและเพื่อนบ้าน เป็นการบูรณาการให้นักเรียนใช้ค้นหา เชื่อมโยงหลักฐาน ตีความ
และนาเสนอผลการศึกษาเก่ียวกับเร่ืองราวในอดีตของครอบครัว ชุมชนของตนเองและชุมชนอ่ืนท่ีมีบริบท
แตกต่างกันไป ศึกษาการเกิดข้ึนของรัฐโบราณ ศึกษาประวัติศาสตร์สังคม ผู้คน และดินแดนต่าง ๆ
ทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน นาไปสู่การปฏิบัติตนท่ีแสดงถึงความภาคภูมิใจในครอบครัว โรงเรียน
ชุมชน และประเทศชาติ

88

รู้เท่าทันสื่อ เท่าทันตนเอง เท่าทันสังคม เป็นการบูรณาการให้ผู้เรียนตระหนักและเท่าทันความคิด
ของตนเอง ที่ได้รับอิทธิพลจากสื่อและค่านิยมของสังคม เท่าทันสื่อโฆษณา มีวิจารณญาณในการเลือก
สร้างและส่งตอ่ ส่ือสารสนเทศ ใชส้ อื่ สังคมออนไลนเ์ พอ่ื นาเสนอความคิดหรอื ผลปฏิบัตทิ ่ีเปน็ ตัวอย่างได้

การนาไปใชใ้ นชีวติ จริง
จากการฝึกฝนให้ผู้เรียนได้ใช้ศาสนธรรมเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนให้สามารถดูแลตนเอง
ในชวี ติ ประจาวนั อยา่ งเปน็ ปกติสขุ
จากการพัฒนาคุณสมบัติการเป็น “นักประวัติศาสตร์ท่ีดี กล่าวคือ รู้จักสังเกต ไต่ถาม จดจาและนา
ส่ิงท่ีศึกษาจดจามาได้ มาวิเคราะห์หาเหตุผลที่ถูกต้องต่อไป” (หนังสือสายธารประวัติวิทยา, สมเด็จพระเทพ
รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี) ฝึกฝนใช้กระบวนการสืบค้นเรื่องราวในอดีตของครอบครัว โรงเรียน
ชุมชน ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน ท้องถ่ินและสถาบันหลักของชาติ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา และ
พระมหากษัตริย์ ทาให้ผู้เรียนมีสมรรถนะในการส่ือสารด้วยภาษา เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงจากแหล่งข้อมูล
ท่ีน่าเชื่อถือ อาศัยการคิดขั้นสูงเพ่ือวิเคราะห์สาเหตุและผลกระทบจากการเปล่ียนแปลง ซ่ึงผู้เรียนสามารถ
นาไปใช้ในการทาความเขา้ ใจและค้นหาขอ้ มลู เรือ่ งราวตา่ ง ๆ ทต่ี นเองอยากหาคาตอบ
จากการฝึกฝนให้ผู้เรียนสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสันติสุข ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย
ทางความคดิ ความเชื่อและการปฏิบัติของบคุ คล เข้าใจการอยู่ร่วมกันตามกฎ กติกา และข้อตกลง ตระหนักถึง
ความสมั พันธ์ระหว่างตนเองกับส่ิงแวดล้อมท่ีต้องร่วมกันดูแลรักษา นาไปสู่การทาตนให้เป็นประโยชน์ ร่วมรับรู้
และแก้ปญั หาโดยไมส่ รา้ งความเดอื ดรอ้ นใหก้ ับตนเองและผ้อู นื่ และไม่สง่ ผลเสียต่อส่งิ แวดลอ้ ม
จากการฝึกฝนเร่ืองการออม การวางแผนและใช้เงิน รวมทั้งใช้ทรัพยากรอย่างมีสติ ตระหนักถึง
ผลท่ีเกิดข้ึนจากการใช้เงินและใช้ทรัพยากรของตนเอง ช่วยลดปัญหาทางการเงินและการใช้ทรัพยากรอย่างไม่รู้
คณุ คา่ ทจี่ ะเกดิ ขึ้นในอนาคต ทัง้ ในระดับตนเอง และครอบครัว
การบรู ณาการกับกลุ่มสาระการเรยี นรู้ตา่ ง ๆ

ภาษาไทย/ ภาษาต่างประเทศ สามารถจัดสถานการณ์จากการฟัง การอ่านวรรณกรรม
สาหรับเด็ก นิทาน ตานาน เร่ืองราวเกี่ยวกับบุคคลสาคัญในอดีตท่ีหลากหลาย ซ่ึงมีรากฐานมาจาก
พระพุทธศาสนาและศาสนาอ่ืน วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ รวมถึงประเพณีที่ดีงาม โดยใช้คาศัพท์และเร่ืองราว
เก่ียวกับประวัติ ความเป็นมาและวิถีชีวิตในครอบครัว โรงเรียนและชุมชน พัฒนาความสามารถในการอ่าน
การตั้งคาถามเพื่อสืบค้นข้อมูล การบันทึกและสรุปข้อมูล ตลอดจนการใช้ภาษาเพ่ือการนาเสนอเรื่องราวที่ตน
สนใจไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งและเหมาะสม

คณิตศาสตร์ สามารถใช้ทักษะการอ่านและแปลข้อมูลจากสถิติอย่างง่ายเพ่ือทาความเข้าใจ
เรื่องราวรอบตัว สามารถบูรณาการร่วมกันในเร่ืองการคานวณเงินเพื่อวางแผนการใช้จ่ายและใช้ทรัพยากร
ให้คุ้มค่า และบูรณาการในเร่ืองการอ่านปฏิทินและการคานวณเวลาเพ่ือเชื่อมโยงการมีส่วนร่วมในกิจกรรม
ทางวฒั นธรรมประเพณใี นรอบปแี ละการทาความเขา้ ใจประวัตคิ วามเปน็ มาของครอบครัว โรงเรียนและชุมชน

ศลิ ปะ สามารถใช้จนิ ตนาการในการสร้างสรรค์งานศลิ ปะที่ส่อื เรือ่ งราวที่มีความหมายและมีคุณค่า
ต่อความคิด ความสนใจ และความรู้สึกจากสถานการณ์และเหตุการณ์ต่าง ๆ รอบตัว เพ่ือให้การสื่อสาร
มคี วามชัดเจน และนา่ สนใจมากข้ึน

สุขศึกษาและพลศึกษา สามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมศีลธรรม เพ่ือเสริมสร้างสมรรถภาพจิต
ในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น สามารถจัดการอารมณ์และความรู้สึกอย่างรู้เท่าทัน มีมนุษยสัมพันธ์ท่ีดี มีความรัก
ความสามัคคีรู้จักให้อภัย ร่วมสร้างบรรยากาศแห่งความเข้าใจและการพึ่งพาซึ่งกันและกันในการร่วมกัน
แกป้ ญั หาความขดั แยง้ ในฐานะท่เี ปน็ สมาชกิ ของครอบครัว โรงเรยี นและชุมชน

89

วิทยาศาสตร์และระบบธรรมชาติ สามารถจัดกิจกรรมบูรณาการในประเด็นเก่ียวกับทรัพยากร
และสิ่งแวดล้อม รับรู้และเข้าใจระบบความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติในห่วงโซ่ท่ีเก้ือกูลกัน เพ่ือการปฏิบัติตน
ให้เหมาะสม อนรุ กั ษธ์ รรมชาติ และพร้อมรบั มือกับภยั พิบัติ
 ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะ

สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลัก

๑. ประยกุ ต์ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่นที่ตนนับถือในชีวิตประจาวันอย่างมีสติปญั ญา

สามารถชว่ ยเหลือผอู้ ืน่ และอยูร่ ่วมกันอย่างสันตสิ ขุ

๑.๑ มีสติ สมาธิ ในการศึกษาและทากิจวัตรประจาวนั จดั การอารมณ์ ๑. การจดั การตนเอง

และความรู้สกึ ของตนเองโดยการพฒั นากาย วาจา ใจ ตามแนวทาง ๒. การคดิ ขนั้ สงู

ของพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนาอน่ื ทีต่ นนบั ถือ ๓. การสือ่ สาร

๑.๒ ปฏิบัตติ ามหลกั กศุ ลกรรมบถ ๑๐ หรอื หลักปฏิบตั ติ ามคาสอน ๔. การรวมพลงั ทางานเปน็ ทีม

ในศาสนาอน่ื ทต่ี นนบั ถือ ๕. การเป็นพลเมืองท่ีเข้มแขง็

๑.๓ ใช้ปญั ญาในการช่วยเหลอื เกื้อกลู และแก้ปัญหาในชีวิตของตนเอง ๖. การอยรู่ ว่ มกับธรรมชาติ

หมคู่ ณะ และสงั คมอย่างมโี ยนิโสมนสกิ าร ตลอดถึงสิง่ แวดลอ้ มรอบตวั และวิทยาการอยา่ งยั่งยนื

เพอ่ื อยรู่ ว่ มกนั อยา่ งสนั ตสิ ขุ

๑.๔ ออ่ นน้อมถ่อมตน มีมุทิตารจู้ ักชนื่ ชมยินดีในความสาเร็จของผู้อื่น

ใช้หลักสันติวธิ ีในการสอื่ สาร การทางานและอยรู่ ว่ มกับผู้อ่ืน

ในฐานะเปน็ พลเมอื งไทยและพลเมอื งโลก บนพ้ืนฐานของหลกั ธรรม

ในพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนาอน่ื ทีต่ นนับถือ

๑.๕ สง่ เสรมิ และอนุรกั ษ์ธรรมชาติส่งิ แวดล้อมและใชเ้ ทคโนโลยี ใหเ้ กดิ

ประโยชน์และมคี ุณค่าต่อการเรยี นรู้และการดาเนินชีวิตอย่างพอเพยี ง

๒. กากบั ตนเองและตัดสนิ ใจใช้จา่ ย และใชท้ รพั ยากรในฐานะผบู้ รโิ ภคอย่างมเี ปา้ หมาย รบั ผดิ ชอบ

และร้เู ทา่ ทนั เพ่ือนาไปสกู่ ารมสี ่วนร่วมในการจดั การทรพั ยากรอย่างมปี ระสิทธิภาพและพอเพียง ระดับ

โรงเรียนและชุมชน

๒.๑ วางแผนการใชจ้ ่ายของตนเองและครอบครัวอยา่ งเหมาะสมและมวี ินัย ๑. การจัดการตนเอง

ชว่ ยลดค่าใชจ้ า่ ยในครอบครวั ตัดสินใจบรโิ ภคอย่างรู้ทันโฆษณา ตดิ ตาม ๒. การคดิ ขัน้ สูง

และตรวจสอบข้อมลู ข่าวสารทีเ่ กี่ยวข้องกบั การบรโิ ภค ๓. การสอื่ สาร

ในชวี ิตประจาวนั และกฎหมายคมุ้ ครองสทิ ธผิ ้บู รโิ ภค วางแผน ๔. การรวมพลงั ทางานเป็นทีม

การออมเงนิ ของตนเองอยา่ งมีเปาู หมาย ๕. การเป็นพลเมืองท่ีเข้มแข็ง

๒.๒ จัดลาดับความสาคญั เพื่อตดั สินใจเลือกใช้ทรพั ยากรในชวี ิตประจาวนั

หาทางออกร่วมกันกับผู้เกี่ยวข้องในการจดั การทรัพยากรของครอบครัว

และโรงเรียน อย่างประหยัด คุ้มค่า และพอเพียง ด้วยความตระหนกั ถึง

ผลกระทบของการใช้ทรัพยากรทม่ี ตี อ่ ตนเอง และสว่ นรวม

90

สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลัก

๓. ใช้วธิ ีการทางประวัตศิ าสตร์ด้วยการตรวจสอบและตัดสินข้อมลู หลักฐานโดยไม่ใช้อคติ เลือกใช้และแปล

ความหมายข้อมูลหลักฐาน ลาดบั เหตกุ ารณ์ ความตอ่ เนื่อง และความเปลยี่ นแปลงของสังคม เพ่ือ

นาเสนอเร่อื งราว ภมู ิปัญญาและวัฒนธรรมของชมุ ชนท้องถน่ิ ไทยและสถาบนั หลกั ของชาติ

และสรา้ งสรรคต์ ่อยอดองคค์ วามรใู้ นการพัฒนาท้องถ่ินและสงั คมไทยอยา่ งภาคภูมิใจและเคารพ

ในความแตกต่างหลากหลาย

๓.๑ สบื ค้นคาตอบของเร่ืองราว ประวตั คิ วามเป็นมา วถิ ีชีวิตและบุคคล ๒. การคดิ ขนั้ สูง

จับประเด็นสาคัญ ลาดับเหตุการณ์ทีแ่ สดงพฒั นาการทางประวตั ิศาสตร์ ๓. การส่ือสาร

และความต่อเนื่องจากอดีตถึงปัจจุบันของจงั หวัด ภูมิภาคที่ตนอาศยั อยู่ ๕. การเป็นพลเมืองท่ีเข้มแขง็

และประเทศ พฒั นาการสถาบันพระมหากษัตริยก์ บั ชาติไทย

นาเสนอเรอ่ื งราวทีส่ ืบค้นโดยแสดงข้อมูลและแหลง่ หลักฐานที่เกย่ี วข้อง

ดว้ ยวธิ กี ารที่หลากหลาย อย่างเห็นคุณค่าและภาคภมู ิใจ และทากิจกรรมใน

ชีวติ ประจาวันทแ่ี สดงถึงความตระหนกั ของผลการกระทาในอดีต

ที่มีตอ่ ปัจจุบนั และผลของการกระทาในปัจจุบันท่มี ีผลต่ออนาคต

๓.๒ วิเคราะห์ความคลา้ ยคลึงและความแตกต่างของวัฒนธรรมไทย

ในภูมภิ าคต่าง ๆ และประเทศเพ่ือนบ้าน เคารพความแตกต่าง

หลากหลายทางวฒั นธรรมของผคู้ นในแต่ละทอ้ งถิ่นของไทย

และประเทศเพอื่ นบ้าน

๔. ตดิ ตาม คาดการณแ์ นวโนม้ การเปลยี่ นแปลงของสิ่งแวดล้อม ดาเนินชีวติ ตามแนวทางของ

การพฒั นาทย่ี งั่ ยืน มีส่วนร่วมในการบริหารจดั การทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในจงั หวัด และภมู ิภาค

ทต่ี นอาศยั อยู่ ดว้ ยความเข้าใจในปรากฏการณ์การเปลย่ี นแปลงของสิ่งแวดล้อม และปฏิบัติสัมพันธ์

ระหว่างมนุษย์กบั ส่ิงแวดล้อม โดยใช้ภูมิสารสนเทศท่ีเกี่ยวขอ้ ง

๔.๑ ตัง้ คาถาม สบื ค้น วิเคราะห์และสรปุ ข้อมูลวิถีการดาเนินชีวิตของคน ๑. การจดั การตนเอง

ในจงั หวดั ภูมิภาคทตี่ นอาศยั อยู่ และประเทศไทย ท่เี ปน็ ผลมาจาก ๒. การคดิ ข้ันสงู

อิทธพิ ลของสิง่ แวดล้อมทางกายภาพ ด้วยการใชแ้ ผนท่ี รปู ถ่าย ภาพถา่ ย ๓. การสือ่ สาร

ทางอากาศและภาพจากดาวเทียม ดว้ ยความเขา้ ใจอิทธพิ ลของ ๔. การรวมพลังทางานเปน็ ทีม

สิง่ แวดล้อมทางกายภาพที่มผี ลต่อการดาเนินชวี ติ ๕. การเป็นพลเมืองที่เข้มแขง็
๔.๒ ตดิ ตาม คาดการณ์แนวโน้มการเปล่ยี นแปลงของสิ่งแวดล้อม ๖. การอยู่รว่ มกับธรรมชาติ

และภัยพิบตั ิ มสี ่วนร่วมในการปอู งกนั แกป้ ัญหาสงิ่ แวดล้อม และวิทยาการอยา่ งยง่ั ยืน
และรบั มือกบั ภัยพิบตั ิในชุมชนโดยกาหนดแนวทางและบอกเหตุผล

ที่เลือกแนวทางนน้ั ด้วยความเข้าใจความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสงิ่ แวดล้อมกบั

การดาเนนิ ชีวิตของคนในจงั หวดั ภมู ิภาคทต่ี นอาศยั อยู่

และประเทศไทย

91

สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลัก

๕. ปฏิบตั ติ นตามบทบาทหนา้ ท่ี วิถวี ฒั นธรรมของชุมชน กตกิ าทางสังคมอย่างรับผดิ ชอบ ปกปอ้ งสิทธิเสรีภาพ

ของตนเองและผู้อ่ืน หาทางออกรว่ มกนั กับผู้เกี่ยวข้อง โดยใช้กระบวนการตามวถิ ีประชาธปิ ไตย เขา้ ร่วม

กจิ กรรมสาธารณะประโยชน์ของโรงเรียนและชมุ ชนด้วยความสมัครใจ

๕.๑ ปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมตามบทบาทหนา้ ท่ี ระเบยี บ กฎ กติกา และ ๑. การจัดการตนเอง

วิถีวัฒนธรรมของชมุ ชนและท้องถน่ิ ด้วยความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม ๒. การคิดขั้นสูง

ช่นื ชมการทาความดีของบุคคลในครอบครวั โรงเรยี นและชุมชน ร่วมกัน ๓. การสื่อสาร

หาทางออกกับผเู้ ก่ยี วข้องในการแก้ปญั หาหรือความขัดแยง้ ๔. การรวมพลังทางานเป็นทีม

ในสถานการณ์ตา่ ง ๆ โดยใชก้ ระบวนการประชาธิปไตย ศรัทธา ๕. การเป็นพลเมืองที่เข้มแขง็
และปฏิบตั ิตามหลักการเปน็ พลเมืองดตี ามวิถีประชาธิปไตยอนั มี

พระมหากษัตรยิ ท์ รงเปน็ พระประมขุ วิเคราะหก์ ารเปลย่ี นแปลง

ทีเ่ กิดข้นึ แสวงหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันและยอมรับ

ผลจากการตัดสนิ ใจรว่ มกัน

๕.๒ ตดิ ตามข่าวสารและตรวจสอบขอ้ มลู เกี่ยวกบั ขา่ วสาร เหตุการณ์

สถานการณ์ท่เี กิดข้ึนในสงั คม เพือ่ รบั มือ ปูองกนั และแกป้ ญั หา

ในการดาเนินชีวิต

๕.๓ ปกปูองสทิ ธเิ สรภี าพของตนเองและผอู้ ่นื เคารพในความหลากหลายของ

บคุ คล ไม่กลั่นแกลง้ เพื่อนทางรา่ งกาย วาจา และความสัมพันธ์

ทางสงั คม (Social bullying)

๕.๔ ให้เกยี รติ เห็นอกเห็นใจผู้อนื่ (Empathy) ช่วยเหลอื ผ้อู น่ื ในสถานการณ์

ต่าง ๆ ไมด่ ่วนตดั สินผอู้ ืน่ โดยใช้อคติ แบ่งปนั ส่งิ ของตา่ ง ๆ ของตนให้กับ

ผอู้ น่ื ตามความเหมาะสม

๕.๕ ปฏบิ ตั ติ นไดอ้ ย่างถูกตอ้ งทแี่ สดงถงึ การเคารพสถาบนั หลกั และ

สญั ลักษณ์ของชาติไทย และเข้ารว่ มกิจกรรมเป็นอาสาสมัคร

ดว้ ยความรสู้ กึ วา่ เป็นสมาชกิ ของชุมชน ตามกาลังของตน

๖. ร้เู ทา่ ทันและจดั การอารมณ์ เวลา ความต้องการใช้สื่อ สารสนเทศ และดจิ ทิ ัลอยา่ งเหมาะสม ประเมนิ

ความน่าเชอื่ ถือและผลกระทบจากการใช้ส่อื สารสนเทศ สร้างและเผยแพรข่ ้อมูลสารสนเทศอย่างมี

มารยาท เหน็ อกเหน็ ใจ ให้เกยี รติผู้อน่ื และรับผิดชอบ เพ่ือให้เกดิ ประโยชน์ต่อตนเองและชมุ ชน

๖.๑ รู้เทา่ ทนั สอ่ื สารสนเทศ และดิจทิ ัล ท่มี ีต่อการหลอ่ หลอมค่านยิ ม ๑. การจัดการตนเอง

ให้แก่สังคม และส่งผลต่อการปฏิบัติตนของตนเอง ๒. การคิดขั้นสูง

๖.๒ รับรแู้ ละจดั การอารมณ์ ความรสู้ ึกของตนเองในการใช้สื่อ สารเทศและ ๓. การสื่อสาร

ดิจิทัล ๕. การเป็นพลเมืองท่ีเข้มแข็ง

๖.๓ ประเมินความนา่ เชื่อถือ คาดการณ์ผลกระทบทต่ี ามมาจากการใช้สื่อ

สารสนเทศ และเลอื กแนวทางปฏบิ ตั ไิ ดอ้ ย่างเหมาะสม

92

สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลกั

๗. ติดตามและตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร ระบุปัญหาและการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนและชุมชน

กาหนดเปา้ หมาย จัดลาดบั สาเหตุ รวบรวมข้อมูล วางแผนวิธีการทางานรว่ มกับผู้เกี่ยวขอ้ ง ตดั สินใจลง

ข้อสรปุ และสะท้อนการแกป้ ัญหา

๗.๑ ติดตามและตรวจสอบข้อมูลขา่ วสารท้งั แหลง่ ข้อมลู เจ้าของแหลง่ ข่าว ๒. การคิดข้ันสงู

เพอื่ ประเมนิ ความน่าเชื่อถอื สาระสาคัญ และคดั สรรสารสนเทศ ๓. การสือ่ สาร

ไปใช้ประโยชน์กบั ชวี ติ ของตนเอง ครอบครวั และชมุ ชน ๔. การรวมพลงั ทางานเปน็ ทีม

๗.๓ จัดกระทาข้อมูลสารสนเทศ เพ่ือวิเคราะห์ปัญหาและการเปลี่ยนแปลง ๕. การเป็นพลเมืองที่เข้มแขง็

เพ่ือออกแบบและวางแผนปฏิบัติการ ดาเนินการตามแผน แล้วสะท้อน

ผลการทางาน

 ผลลัพธก์ ารเรียนรเู้ ม่ือจบช่วงชน้ั ท่ี ๒

1. มีสติ สมาธิ ในการศึกษาและทากจิ วัตรประจาวัน จัดการอารมณ์และความรู้สึกของตนเองโดยการพัฒนากาย
วาจา ใจ ตามแนวทางของศาสนาท่ีตนนับถือ และปฏิบัติตามหลักกุศลกรรมบถ ๑๐ หรือหลักปฏิบัติตามคา
สอน
ในศาสนาอ่นื ท่ีตนนบั ถือ

2. สามารถใช้ปัญญาในการช่วยเหลือเก้ือกูลและแก้ปัญหาในชีวิตของตนเอง หมู่คณะ และสังคม ตลอดถึง
สิ่งแวดล้อมรอบตัวเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ใช้หลักสันติวิธีในการสื่อสาร
การทางานและอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลก บนพื้นฐานของหลักธรรม
ทางพระพุทธศาสนาและศาสนาที่ตนนับถือ รวมท้ังส่งเสริมและอนุรักษ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและใช้
เทคโนโลยใี ห้เกดิ ประโยชนแ์ ละมคี ุณค่าตอ่ การเรยี นรแู้ ละการดาเนินชวี ิตอยา่ งพอเพียง

3. วางแผนการใช้จ่ายของตนเองและครอบครัวอย่างเหมาะสมและมีวินัย ช่วยลดค่าใช้จ่ายใ นครอบครัว
ตัดสินใจบริโภคอย่างรู้ทันโฆษณา สื่อและสารสนเทศของสินค้าและบริการ ติดตามและตรวจสอบข้อมูล
ข่าวสารทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับการบริโภคในชีวิตประจาวนั และกฎหมายคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค วางแผนการออมเงิน
ของตนเองอย่างมีเปูาหมาย

4. จัดลาดับความสาคัญเพื่อตัดสินใจเลือกใช้ทรัพยากรในชีวิตประจาวัน หาทางออกร่วมกันกับผู้เกี่ยวข้อง
ในการตัดสินใจกาหนดเปูาหมายและการปฏิบัติเพ่ือการจัดการทรัพยากรของครอบครัวและโรงเรียน
อยา่ งประหยัด คุ้มค่า และพอเพยี ง ด้วยความตระหนักถึงผลกระทบของการใช้ทรัพยากรท่ีมีต่อตนเอง และ
สว่ นรวม

5. สืบค้นคาตอบของเร่ืองราว ประวัติความเป็นมา วิถีชีวิตและบุคคล จับประเด็นสาคัญ ลาดับเหตุการณ์
ที่แสดงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และความต่อเน่ืองจากอดีตถึงปัจจุบันของจังหวัด ภูมิภาคท่ีตนอาศัยอยู่
และประเทศ นาเสนอเร่ืองราวที่สืบค้นโดยแสดงข้อมูลและแหล่งหลักฐานท่ีเก่ียวข้องด้ว ยวิธีการ
ที่หลากหลาย และทากิจกรรมในชีวิตประจาวันอย่างเห็นคุณค่าและภาคภูมิใจในความเป็นท้องถ่ินและ
ความเปน็ ไทย แสดงถึงความตระหนกั ของผลการกระทาในอดีตท่ีมีต่อปัจจุบัน ผลของการกระทาในปัจจุบัน
ที่มผี ลตอ่ อนาคต และการเคารพความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมของผู้คนในแต่ละท้องถ่ินของไทย
ตลอดจนปฏิบัตติ นได้อยา่ งถูกตอ้ งแสดงถึงการเคารพสถาบันหลกั และสัญลักษณข์ องชาติไทย

93

6. วิเคราะห์ความคล้ายคลงึ ของวฒั นธรรมไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจากการอ่านเร่ือง ดูภาพ หรือแลกเปล่ียน
ประสบการณ์กับบุคคล และสื่อสารในโลกจริงและโลกเสมือนอย่างเคารพความแตกต่างหลากหลาย
ทางวัฒนธรรมในประเทศเพื่อนบา้ น

7. ตั้งคาถาม สืบค้น วิเคราะห์และสรุปข้อมูลวิถีการดาเนินชีวิตท่ีเป็นผลมาจากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม
ทางกายภาพ ติดตาม คาดการณ์แนวโน้มการเปล่ียนแปลงของส่ิงแวดล้อมและภัยพิบัติในจังหวัด ภูมิภาค
ที่ตนอาศัยอยู่ และประเทศไทย ด้วยการใช้แผนท่ี รูปถ่าย ภาพถ่ายทางอากาศและภาพจากดาวเทียม
เข้าร่วมกิจกรรม ร่วมเป็นอาสาสมัครในการปูองกัน แก้ปัญหาส่ิงแวดล้อม และรับมือกับภัยพิบัติในชุมชน
โดยร่วมกันกาหนดแนวทาง วางแผนข้ันตอนการทางาน บอกเหตุผลท่ีเลือกแนวทางนั้น และอธิบายผลดี
และผลเสียท่ีเกิดข้ึนต่อตนเองและผู้อ่ืน ท่ีแสดงถึงความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงแวดล้อมกับการ
ดาเนินชวี ติ

8. ปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมตามบทบาทหน้าที่ ระเบียบ กฎ กติกา และวิถีวัฒนธรรมของชุมชนและท้องถิ่น
ด้วยความรับผดิ ชอบตอ่ สังคม ชื่นชมการทาความดีของบุคคลในครอบครัว โรงเรียนและชุมชน ปกปูองสิทธิ
เสรีภาพของตนเองและผู้อ่ืน เคารพในความหลากหลายของบุคคล ไม่กล่ันแกล้งเพื่อนทางร่างกาย วาจา
และความสัมพันธ์ทางสังคม (Social bullying) ให้เกียรติ เห็นอกเห็นใจผู้อ่ืน (Empathy) ช่วยเหลือผู้อื่น
ในสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ด่วนตัดสินผู้อ่ืนโดยใช้อคติ แบ่งปันสิ่งของต่าง ๆ ของตนให้กับผู้อื่นตามความเหมาะสม
โดยไม่สรา้ งความเดอื ดรอ้ นตอ่ ตนเอง ผ้อู ืน่ และส่วนรวม

9. ติดตามข่าวสารและตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับข่าวสาร เหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดข้ึนในสังคม เพื่อรับมือ
ปูองกันและแก้ปัญหาในการดาเนินชีวิต และร่วมกันหาทางออกกับผู้เก่ียวข้องในการแก้ปัญหาหรือความขัดแย้ง
ในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยใช้กระบวนการตามวิถีประชาธิปไตย วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนและยอมรับ
ผลจากการตัดสินใจร่วมกัน รวมท้ังเข้าร่วมกิจกรรมเป็นอาสาสมัครด้วยความรู้สึกว่าเป็นสมาชิกของชุมชน
ตามกาลังของตน

10. รู้เท่าทันและจัดการอารมณ์ เวลา ความต้องการในการใช้สื่อ สารสนเทศ และดิจิทัลอย่างเหมาะสม
ประเมินความน่าเชื่อถอื และผลกระทบจากการใชส้ อ่ื สารสนเทศ สร้างและเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศอย่างมี
มารยาท เหน็ อกเหน็ ใจ ใหเ้ กียรติผอู้ ่นื และรบั ผดิ ชอบ เพอ่ื ให้เกิดประโยชน์ตอ่ ตนเองและชมุ ชน

94

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้การจดั การในครวั เรอื นและการประกอบการ

 สาระสาคญั ของกลุ่มสาระการเรยี นรู้

ความสาคญั ของกลุ่มสาระการเรยี นรกู้ ารจัดการในครวั เรอื นและการประกอบการ
การจัดการในครัวเรือนและการประกอบการเป็นสมรรถนะที่ต้องได้รับการสร้างเสริมและลงมือปฏิบัติ
อย่างต่อเน่ือง เพื่อให้สามารถนาไปใช้ในการทากิจกรรมและการดาเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัย เป็นระบบ
มีประสิทธภิ าพดว้ ยความมน่ั ใจ
กลุ่มสาระการเรียนรู้นี้มีสรรมถนะเฉพาะ ๔ ด้าน ประกอบด้วย ๑) ดูแลบ้านและความเป็นอยู่
ของสมาชิกในบ้าน รวมถึงแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง ด้วยความรับผิดชอบและกระตือรือร้น โดยคานึงถึง
ความปลอดภัยและการอยู่ร่วมกันด้วยดีเป็นหลัก ๒) ทางานอย่างเป็นระบบ รวมทั้งสร้างงานท่ีแปลกใหม่หรือ
ต่อยอดจากของเดิมด้วยตนเองหรือร่วมกับสมาชิกในครอบครัว เพ่ือนและผู้อื่น เหมาะสมกับการเปล่ียนแปลง
ในสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยความรับผิดชอบ ขยัน อดทน มุ่งม่ัน ซื่อสัตย์ ประณีต และมีทักษะทางสังคม
ในการทางาน 3) ค้นหาแนวทางและโอกาสในการจัดจาหน่าย หรือสร้างรายได้ตามความสนใจของตนเองและ
มีเจตคติที่ดีต่อการประกอบอาชีพสุจริต โดยประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะพื้นฐาน การเป็นผู้ประกอบการที่ดี
ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาสินค้าและบริการ และ๔) ทางานโดยใช้ทรัพยากร พลังงาน
และเทคโนโลยีอย่างรู้คุณค่า พอเพียง เหมาะสมกับสถานะทางเศรษฐกิจ ให้เกิดประโยชน์และคานึงถึงผลเสีย
ต่อตนเองและส่วนรวม สมรรถนะเฉพาะท้ัง ๔ สมรรถนะดังกล่าว มีความสัมพันธ์เช่ือมโยงกับสมรรถนะหลัก
ทั้ง ๖ สมรรถนะ และบูรณาการกนั เป็นผลลัพธ์การเรียนรชู้ ่วงช้นั ๓ ขอ้ ซึง่ เป็นเปูาหมายการเรียนรู้ของช่วงช้นั นี้
ผลลัพธ์การเรียนรู้ช่วงชั้นท่ี ๒ ท้ัง ๓ ข้อ เป็นผลลัพธ์การเรียนรู้ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๔ - ๖ ที่ต้อง
คานงึ ถึงการบรู ณาการสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะด้วย เพื่อให้เมื่อผู้เรียนบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ช้ันปี
นาไปสู่การบรรลผุ ลลพั ธ์การเรยี นรูช้ ่วงช้นั ตามท่หี ลกั สูตรกาหนดไว้
ลักษณะเฉพาะ/ ธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรียนรู้
การเรียนรู้การจัดการในครัวเรือนและการประกอบการในช่วงชั้นท่ี ๒ เป็นการเรียนรู้ท่ีมีความชัดเจน
มากย่ิงข้ึน ต่อเน่ืองเชื่อมโยงจากการเรียนรู้การจัดการในครัวเรือนและการประกอบการในช่วงชั้นที่ ๑ ที่บูรณาการ
ในกลุ่มสาระการเรียนรู้และกจิ กรรมตา่ ง ๆ
ผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาให้เกิดสมรรถนะเฉพาะของการจัดการในครัวเรือนและการประกอบการ
จากการเรียนรู้ การฝึกปฏิบัติ การลงมือทาด้วยตนเองและการสะท้อนผลการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ
เพื่อเพ่ิมเติมความรู้ทาความเข้าใจ วิเคราะห์ และประเมินตนเอง รวมทั้งผลงานอย่างมีเหตุผลและเป็นระบบ
ไปพร้อมกับการพัฒนาสมรรถนะการทางานบ้าน การทางาน และการประกอบการอย่างมีประสิทธิภาพ
และมที ักษะทางสงั คม
จุดเน้นการพฒั นา
การสอนจัดการในครัวเรือนและการประกอบการในช่วงช้ันท่ี ๒ เป็นการพัฒนาสมรรถนะผ่านการเรียนรู้
หลักการ ข้ันตอน การฝึกปฏิบัติ การลงมือทาท้ังการทางานบ้าน การทางาน และการประกอบการ เพื่อให้
ผู้เรยี นเกดิ สมรรถนะการจดั การในครัวเรอื นและการประกอบการ
การจดั การเรยี นรใู้ นชว่ งชั้นที่ ๒ ไดใ้ ห้ความสาคัญกับการเรียนร้ทู เี่ พ่มิ เตมิ และเข้มข้นมากยิ่งขึ้นต่อเนื่อง
จากการจัดการเรียนรู้ในช่วงช้ันที่ ๑ โดยในช่วงชั้นน้ี ผู้เรียนมีความพร้อมในการเรียนรู้และพัฒนาด้านต่าง ๆ
รวมท้ังผู้เรียนยังสามารถบอกความสนใจของตนเองได้ ครูจึงควรจัดการเรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลาย

95

สอดคลอ้ งกับพฒั นาการตามชว่ งวัยทส่ี ่งเสรมิ ให้ผู้เรียนไดเ้ รียนท้งั ในส่วนขององค์ความรู้และทักษะตามหลักสูตร
และตามความสนใจ เน้นการลงมอื ทา ส่งเสริมใหเ้ กดิ ความคดิ สร้างสรรคแ์ ละการตอ่ ยอด

การนาไปใช้ในชวี ติ จริง
ความรู้ ความเข้าใจ และการมีทักษะการจัดการในครัวเรือนและผู้ประกอบการในช่วงช้ันนี้
เป็นประโยชนก์ บั ผู้เรยี น ครอบครวั และผอู้ น่ื โดยผู้เรยี นสามารถนาไปใช้และประยุกต์ใช้ในการดูแลทางานบ้าน
การทางาน และการประกอบการ ได้อย่างถูกต้อง สามารถเช่ือมโยงกับบริบท สถานการณ์และการนาไปใช้
ในชีวิตจริง โดยผู้เรียนจาเป็นต้องเรียนรู้ และพัฒนาหรือฝึกปฏิบัติอย่างต่อเน่ือง เกิดความคล่องแคล่ว ม่ันใจ
ในการทางาน ตอ่ ยอดสร้างสิ่งตา่ ง ๆตามความสนใจและเกดิ ประโยชน์
การบูรณาการกับกลมุ่ สาระการเรยี นร้ตู า่ ง ๆ
การเรียนรู้การจัดการในครัวเรือนและการประกอบการในช่ วงชั้นท่ี ๒ น้ี ผู้เรียนจะได้เรียนรู้
ผ่านการรับ แลกเปล่ียนความรู้และข้อมูลต่าง ๆ ท้ังจากการเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติในและนอกห้องเรียน เพื่อให้
สามารถทางานบ้าน ทางานต่าง ๆ และการประกอบการได้ถูกต้อง เหมาะสม ซึ่งการเรียนรู้การจัดการ
ในครัวเรือนและการประกอบการ นอกจากจัดให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียนและบริบทความพร้อม
ตา่ ง ๆ แลว้ ยงั ตอ้ งมีการบูรณาการร่วมกบั กิจกรรมแนะแนวและกลุ่มสาระการเรียนรู้อน่ื ๆ เช่น

กิจกรรมแนะแนว การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จักอาชีพที่หลากหลาย ท้ังอาชีพในท้องถิ่น
อาชีพต่าง ๆ และอาชีพท่ีสนใจ การสารวจความสนใจในอาชีพในรูปแบบต่างๆ เช่น การพูดคุยสนทนา
การแลกเปล่ยี น การทาแบบวัดแววความสนใจในอาชีพ และสร้างเสรมิ ลกั ษณะนสิ ยั ท่เี ก่ยี วขอ้ งกับการทางาน

คณิตศาสตร์ การประยุกต์ใช้ความรู้เร่ือง การทาบัญชีรายรับ-รายจ่าย กาไร ขาดทุน ร้อยละ
การชั่ง ตวง วดั สารในชวี ติ ประจาวัน

ภาษาไทย ใช้ภาษาในการสื่อสารเพ่ือนาเสนอสินค้าอย่างหลากหลาย ท้ังการพูดและการเขียน
การตดิ ตอ่ ประสานงานเพอ่ื ดาเนินกิจกรรมท่เี กย่ี วข้อง เช่น การขออนญุ าตใชพ้ ้ืนท่ขี าย การติดต่อขอยืมวัสดุ

ภาษาอังกฤษ คาศัพท์ ข้อความบนฉลากแนะนาผลิตภัณฑ์หรือวิธีการใช้อุปกรณ์ การสื่อสาร
ในการทางานและชวี ติ ประจาวนั

สุขศึกษาและพลศึกษา การประยุกต์ใช้ความรู้เก่ียวกับโภชนาการ การดูแลตนเอง
และผู้อ่ืนเม่ือเจ็บปุวยอย่างปลอดภัย รวมทั้งการปฐมพยาบาลที่อาจเกิดข้ึนจากการทางานบ้าน การทางาน
และการประกอบการ

สังคมศึกษา นาความรู้เรื่องสินค้าและบริการ การทาบัญชีครัวเรือนการเลือกซื้อสินค้า
อยา่ งรู้เท่าทนั โฆษณา และหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งมาเชื่อมโยงมาประยุกต์ใช้

วิทยาศาสตร์และระบบธรรมชาติ/ เทคโนโลยีดิจิทัล นากระบวนการทางวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี มาใช้ในการทางานและการผลิตสินค้าและบรกิ ารตามความสนใจ

ศิลปะ ประยุกต์ใช้ความรู้ทางศิลปะ ในการดูแลรักษาจัดบ้านให้สะอาดเป็นระเบียบให้น่าอยู่
ออกแบบสนิ คา้ และบริการให้นา่ สนใจ

96

 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสมรรถนะหลกั และสมรรถนะเฉพาะ

สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลัก

1. ดูแลบา้ นและความเป็นอยู่ของสมาชิกในบา้ นรวมถึงแบง่ เบาภาระ ๑. การจัดการตนเอง

ผู้ปกครอง ดว้ ยความรบั ผดิ ชอบและกระตือรือร้น โดยคานงึ ถึง ๒. การคิดข้ันสงู

ความปลอดภยั และการอยู่ร่วมกันดว้ ยดีเป็นหลัก ๓. การส่อื สาร

๔. การรวมพลังทางานเปน็ ทีม

๕. การเป็นพลเมืองที่เข้มแขง็

๖. การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

และวทิ ยาการอย่างย่ังยืน

2. ทางานอย่างเป็นระบบ รวมท้ังสร้างงานทีแ่ ปลกใหม่หรอื ต่อยอด ๑. การจดั การตนเอง

จากของเดิมดว้ ยตนเองหรือร่วมกบั สมาชิกในครอบครัว เพื่อนและผู้อืน่ ๒. การคิดขน้ั สูง

เหมาะสมกับการเปลยี่ นแปลงในสถานการณ์ต่าง ๆ ดว้ ยความรบั ผดิ ชอบ ๓. การส่อื สาร

ขยนั อดทน มุ่งมั่น ซ่ือสัตย์ ประณีต และมีทักษะทางสังคมในการทางาน ๔. การรวมพลงั ทางานเปน็ ทีม

๕. การเป็นพลเมืองท่ีเข้มแขง็

๖. การอยู่ร่วมกบั ธรรมชาติ

และวิทยาการอยา่ งยงั่ ยืน

3. คน้ หาแนวทางและโอกาสในการจดั จาหน่าย หรือสร้างรายได้ ๑. การจดั การตนเอง

ตามความสนใจของตนเองและมีเจตคติท่ดี ีต่อการประกอบอาชพี สจุ ริต โดย ๒. การคิดข้ันสงู

ประยุกต์ใช้ความรูแ้ ละทักษะพื้นฐานการเป็นผู้ประกอบการท่ดี ี ๓. การสือ่ สาร

ตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาสนิ ค้าและบรกิ าร ๔. การรวมพลงั ทางานเปน็ ทีม

๕. การเป็นพลเมืองท่ีเข้มแข็ง

๖. การอยูร่ ่วมกับธรรมชาติ

และวิทยาการอยา่ งย่ังยนื

4. ทางานโดยใช้ทรัพยากร พลังงานและเทคโนโลยีอย่างรู้คุณค่า พอเพียง ๑. การจัดการตนเอง

เหมาะสมกับสถานะทางเศรษฐกิจ ให้เกิดประโยชน์และคานึงถึงผลเสียต่อ ๒. การคิดข้ันสงู

ตนเองและส่วนรวม ๔. การรวมพลังทางานเปน็ ทีม

๕. การเป็นพลเมืองที่เข้มแขง็

๖. การอยู่ร่วมกบั ธรรมชาติ

และวิทยาการอยา่ งยง่ั ยืน


Click to View FlipBook Version