97
ผลลัพธก์ ารเรยี นรเู้ ม่ือจบช่วงชน้ั ที่ ๒
๑. ดูแลบ้านและความเป็นอยู่ของสมาชิกในบ้านรวมถึงแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง ด้วยความรับผิดชอบ
กระตือรือร้นและมุ่งมั่นในการทางาน นาไปสู่การวางแผนและลงมือทางานอย่างเป็นระบบโดยคานึงถึง
เหตุและผลของวิธที างานแบบต่าง ๆ ใช้ทรัพยากร พลงั งานและเทคโนโลยี อยา่ งรู้คุณค่า พอเพียง เหมาะสม
กับสถานะทางเศรษฐกิจ ให้เกิดประโยชน์และคานึงถึงผลเสียต่อตนเองและส่วนรวมโดยคานึงถึง
ความปลอดภัยและการ อยู่รว่ มกนั ดว้ ยดีเป็นหลัก
2. ทางานอย่างเป็นระบบ รวมท้ังสร้างงานที่แปลกใหม่หรือต่อยอดจากของเดิมด้วยตนเอง หรือร่วมกับ
เพ่ือนและผู้อน่ื ตามหน้าท่ีและบทบาทที่สอดคล้องกับการเปล่ียนแปลงในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม
โดยกาหนดเปูาหมายที่เป็นไปได้ ประยุกต์ใช้ความรู้ในการวางแผนการทางานที่คานึงถึงความปลอดภัย
เป็นหลัก ลงมือทาตามแผนโดยใช้ทรัพยากร พลังงานและเทคโนโลยีอย่างรู้คุณค่าและพอเพียง ตรวจสอบ
แก้ไขและปรับปรุงการทางานให้บรรลุเปูาหมายท่ีวางไว้ด้วยความรับผิดชอบ ขยัน อดทน มุ่งมั่น ซื่อสัตย์
ประณีต กล้าแสดงความคิดเห็น ของตนเอง รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เข้าใจและยอมรับความสามารถ
ของสมาชกิ ทมี ท่ีแตกต่างกนั ร่วมกนั แก้ไขความขัดแยง้ มีทกั ษะทางสงั คม ในการทางาน
3. ค้นหาแนวทางและโอกาสในการจัดจาหน่าย สร้างรายได้ตามความสนใจของตนเอง และมีเจตคติท่ีดี
ต่อการประกอบอาชีพสุจริต โดยประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะพื้นฐานของการเป็นผู้ประกอบการที่ดี
ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในการวางแผนการผลิต การพัฒนาสินค้าและบริการอย่างเป็นระบบ
ด้วยตนเอง หรือรว่ มกบั ครอบครวั และผอู้ ่นื
98
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละระบบธรรมชาติ
สาระสาคัญของกลุ่มสาระการเรยี นรู้
ความสาคญั ของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละระบบธรรมชาติ
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละระบบธรรมชาติเปน็ สาระท่ีเน้นการสืบเสาะ (inquiry) เพื่อเข้าใจ
ระบบธรรมชาติ การจดั ประสบการณ์เรียนร้ใู นชว่ งช้ันที่ 2 ยังต้องเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสิ่งท่ีใกล้ตัวท่ีสนใจ
และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น ได้สืบเสาะค้นหาคาตอบเพื่อเข้าใจปรากฏการณ์ธรรมชาติ
ผ่านการสังเกต การทดลองรว่ มกับการวเิ คราะหแ์ บบจาลองหรือข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงได้แก้ปัญหาที่สนใจ โดยใช้
ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เคร่ืองมือและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์อย่างง่าย และใช้คณิตศาสตร์
ร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเข้าถึง จัดการ และนาเสนอข้อมูลอย่างเหมาะสม ผู้เรียนควรได้รับการปลูกฝัง
ให้สร้างเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้าใจและสามารถปรับพฤติกรรมของตนเองเพื่ออยู่ร่วมกับ
ธรรมชาติ รกั ษาส่ิงแวดลอ้ ม และตระหนักถงึ การใช้และรกั ษาทรพั ยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม
เปูาหมายสาคญั ของการจัดประสบการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และระบบธรรมชาติ
ชว่ งชั้นท่ี 2
1. ใช้กระบวนการสืบเสาะ (Inquiry process) ในการต้ังคาถาม ค้นหาหลักฐาน รวบรวมและ
วเิ คราะห์ขอ้ มลู ตา่ ง ๆ เพอื่ ทาความเขา้ ใจแนวคิดสาคญั ทางวทิ ยาศาสตร์ท่จี าเป็นต่อการดารงชวี ิต
2. ใช้และเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างรู้เท่าทัน และปลอดภัย รวมทั้งใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์
ในการสืบเสาะ จัดการและนาเสนอขอ้ มูลไดอ้ ย่างเหมาะสม
3. มีจินตนาการ จิตวิทยาศาสตร์ คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์ และ
เทคโนโลยดี ิจทิ ลั อยา่ งสรา้ งสรรค์
4. ตระหนักถงึ ความสัมพันธข์ องวทิ ยาศาสตรก์ ับระบบธรรมชาติ ผลของวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ
วทิ ยาการต่าง ๆ ทีม่ ตี ่อมวลมนุษยแ์ ละสง่ิ แวดล้อมในระบบธรรมชาติ
ลกั ษณะเฉพาะ/ ธรรมชาตขิ องกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ (Science) เป็นความรู้ที่เกิดจากสติปัญญาและความพยายามของมนุษย์ในการศึกษา
เพื่อทาความเข้าใจส่ิงต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนโดยธรรมชาติทั้งบนโลกและในเอกภพ วิทยาศาสตร์จึงให้ความสาคัญ
กบั การสืบเสาะหาคาตอบเพื่อทาความเข้าใจธรรมชาติ การสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการที่ต้องใช้
ความรู้ จินตนาการ เครื่องมือต่าง ๆ เช่น คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี เพื่อการเก็บรวบรวมข้อมูล จัดรูปแบบของ
ข้อมูล ใช้สมรรถนะด้านภาษา เพื่อทาความเข้าใจข้อมูล ส่ือสารความคิด และนาเสนอข้อมูล ดังนั้น ความรู้
กระบวนการ และจิตวิทยาศาสตร์ มีความสาคัญกับการนาไปใช้ประโยชน์ในชีวิต และการอยู่ร่วมกัน
กบั ธรรมชาติอยา่ งสมดลุ
กระบวนการสืบเสาะ (Inquiry Process) เป็นกระบวนการท่ีนาไปสู่การเรียนรู้และอธิบาย
ปรากฏการณ์ต่าง ๆ เชิงวิทยาศาสตร์ ระหว่างการสืบเสาะผู้เรียนจะต้องใช้การให้เหตุผลเชิงตรรกะ (Logic)
หลักฐานเชิงประจักษ์ (Empirical Evidence) จินตนาการ และการคิดสร้างสรรค์ เป็นการทางานอย่างเป็น
ระบบ รอบคอบ มีอิสระและไม่เป็นลาดับข้ันท่ีตายตัว ในช่วงช้ันท่ี 2 ควรจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับ
ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ ดังนี้
ปรากฏการณ์ต่าง ๆ บนโลกหรือในเอกภพที่เกิดขึ้นอย่างเป็นแบบรูป (Pattern) สามารถเข้าใจได้
ด้วยสตปิ ัญญา วธิ ีการศกึ ษาทเี่ ปน็ ระบบ มนษุ ย์สามารถเรยี นรู้และทาความเขา้ ใจได้
99
แนวคิดทางวิทยาศาสตร์มีความไม่แน่นอน สามารถเปล่ียนแปลงได้ หากพบหลักฐาน (Evidence)
ใหม่ทนี่ าไปส่กู ารสรา้ งคาอธบิ าย หรอื องค์ความรใู้ หมท่ างวทิ ยาศาสตร์
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีความคงทนและเชื่อถือได้ เพราะการสร้างการอธิบายทางวิทยาศาสตร์
ต้องผ่านวิธีการต่าง ๆ อย่างตอ่ เนือ่ ง ซา้ แลว้ ซ้าเล่าเป็นระยะเวลาหน่งึ จนมนั่ ใจในคาอธบิ ายน้นั
วทิ ยาศาสตรเ์ ชอื่ ถือหลักฐานเชิงประจักษท์ ีไ่ ด้จากการสงั เกต ทดลอง หรอื วธิ ีการทางวิทยาศาสตร์
จุดเนน้ การพัฒนา
การจดั ประสบการณ์เรียนรเู้ พอื่ พัฒนาสมรรถนะของผเู้ รียน ในชว่ งช้ันที่ 2 ผู้เรียนควรได้เรียนรู้แนวคิด
สาคัญทางวิทยาศาสตร์ผ่านการจัดประสบการณ์เรียนรู้ในรูปแบบบูรณาการกับสถานการณ์หรือปรากฏการณ์
ในชวี ติ จริงที่อยู่รอบตวั ผ้เู รยี น โดยอาจจัดการเรียนรผู้ ่านธมี ต่อไปน้ี
ทรพั ยากรธรรมชาติ
ปรากฏการณ์ วิทยาศาสตร์ ส่ิงแวดล้อม
ธรรมชาตแิ ละ และระบบธรรมชาติ
ภัยอันตราย
สุขภาพและโรคภัย ความก้าวหนา้
ของวทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยี
จดุ เน้นการพัฒนาผ่านแต่ละหัวขอ้ มีดังนี้
สขุ ภาพและโรคภยั
ผู้เรียนได้เรียนรู้แนวคิดสาคัญทางวิทยาศาสตร์เก่ียวกับการเปลี่ยนแปลงทางเคมีและสารละลาย
ระบบยอ่ ยอาหาร การเกดิ เสยี ง การเคล่อื นทข่ี องเสียง เสียงสูง เสียงต่า เสียงดัง เสียงค่อย และมลพิษทางเสียง
เพ่ือให้เกิดความตระหนักในการการดูแลสุขภาพกายและจิตของตนเอง และการปฏิบัติตนให้ปลอดภัย
จากมลพิษทางเสยี ง
ทรพั ยากรธรรมชาติ
ผู้เรียนได้เรียนรู้แนวคิดสาคัญทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสถานะและการเปล่ียนสถานะของสสาร
กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น้าค้าง น้าค้างแข็ง ฝน หิมะ และลูกเห็บ การหมุนเวียนของน้าในวัฏจักรน้า
ปริมาณน้าจืดที่มนุษย์นามาใช้ได้เทียบกับปริมาณน้าทั้งหมดบนโลก การปรับเปล่ียนพฤติกรรมการใช้น้า
การแกไ้ ขปัญหาแหลง่ น้าหรือแนวทางการอนุรักษ์นา้ ในชมุ ชนเพือ่ ให้ชุมชนมีน้าใชอ้ ย่างไม่ขาดแคลน
100
ส่ิงแวดลอ้ ม
ผู้เรียนได้เรียนรู้แนวคิดสาคัญทางวิทยาศาสตร์เก่ียวกับสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมต่อการดารงชีวิต
ของพืชและสัตว์ สิ่งท่ีจาเป็นต่อการดารงชีวิตของพืชและสัตว์ วัฏจักรชีวิตของพืชดอกและสัต์ว์ ผลของ
การเปล่ียนแปลงสิ่งแวดล้อมที่มีต่อพืชและสัตว์ และการดูแลและปกปูองสภาพแวดล้อมให้ความเหมาะสมกับ
การดารงชีวติ ของพืชและสัตว์
ปรากฏการณ์ธรรมชาติและภัยอนั ตราย
ผ้เู รยี นไดเ้ รียนรแู้ นวคดิ สาคัญทางวทิ ยาศาสตร์เก่ยี วกับแสงและการมองเห็น การเปลีย่ นแปลงรูปร่าง
ดวงจนั ทร์บนทอ้ งฟูา เงา อุปราคา ระบบสรุ ยิ ะ การเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก ประโยชน์และผลกระทบของ
ปรากฏการณ์เรือนกระจกต่อสง่ิ มชี วี ติ และส่ิงแวดลอ้ ม แหล่งที่มาหรอื กจิ กรรมที่ก่อให้เกิดแก๊สเรือนกระจก และ
แนวทางในการลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดแก๊สเรือนกระจกเพื่อเป็นส่วนหน่ึงท่ีช่วยลดผลกระทบท่ีจะเกิดข้ึน
ต่อส่ิงมีชวี ิตและส่ิงแวดล้อม
ความก้าวหนา้ ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ผเู้ รียนไดเ้ รยี นรู้แนวคดิ สาคัญทางวิทยาศาสตร์เกย่ี วกบั การเปลี่ยนพลังงานในกิจกรรมต่าง ๆ การต่อ
วงจรไฟฟูาอย่างง่าย การต่อเซลล์ไฟฟูาแบบอนุกรม การต่อหลอดไฟฟูาแบบอนุกรมและแบบขนาน การเขียน
แผนภาพวงจรไฟฟาู แรงเสียดทาน แรงโน้มถ่วง มวล และน้าหนัก สมบัติการนาไฟฟูา สมบัติการนาความร้อน
และสมบัติดา้ นความแข็งของวัสดุ
ขอบเขตเน้อื หาและกลวิธสี อนเพอื่ พฒั นาสมรรถนะผูเ้ รียนตามช่วงวัย
ผูเ้ รียนในชว่ งชั้น 2 (อายุ 10 - 12 ปี) สามารถพัฒนาการคิดเชิงเหตุผลกับสถานการณ์ท่ีเป็นรูปธรรม
และเริ่มคิดเชิงเหตุผลกับสถานการณ์ที่เป็นนามธรรมได้บ้าง สามารถวางแผน จดจา และนากลยุทธ์ต่าง ๆ
มาใช้จัดระบบการสืบเสาะได้ มีความสามารถในการประยุกต์กลยุทธ์การจาท่ีหลากหลายและละเอียดละออ
เป็นระบบมากขึ้น เข้าใจความหมายของคาศัพท์ท่ีเป็นคาที่มีความหมายเดียวกัน และความสัมพันธ์เป็นกลุ่ม
ความหมายเดยี วกันมากขนึ้ มีการใช้โครงสร้างทางไวยากรณ์ที่ซับซ้อนมากข้นึ ใช้กลยุทธ์ในการสนทนามากข้นึ
การจัดการเรียนรู้สาหรับช่วงช้ันนี้จึงควรให้ผู้เรียนเรียนรู้และฝึกใช้คาศัพท์ท่ีหลากหลาย แต่มี
ความหมายเดยี วกันร่วมกบั การใชไ้ วยากรณท์ ซ่ี บั ซอ้ นมากขน้ึ ในการอธบิ ายหรอื สอ่ื สารความเห็นหรือส่ิงที่ค้นพบ
รวมถึงฝึกใช้กลวิธีการสื่อสารเพ่ือโน้มนา้ วหรือโต้แย้งแนวคดิ ของผู้อ่นื ทั้งในรูปแบบการพูดและการเขียน จะเป็น
ประโยชน์ต่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้สอนจึงมีบทบาทสาคัญพัฒนาคลังคาศัพท์และไวยากรณ์ท่ีเหมาะสม
ตามวัย และฝึกความสามารถในการฟังอย่างมีความหมาย เรียนรู้คาศัพท์เชิงวิทยาศาสตร์และคาศัพท์ใหม่ ๆ
อย่างต่อเนื่อง รู้จักจับสาระสาคัญจากการอ่านหรือการฟัง และแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งที่อ่านอย่างมี
จินตนาการ ตลอดชว่ งชั้นผู้เรียนควรฝกึ ส่ือสารและให้เหตุผลอย่างมตี รรกะ
โดยธรรมชาติ ผเู้ รยี นในช่วงช้ันน้ียังมีความกระตือรือร้น ช่างสังเกต ชอบตั้งคาถาม สามารถคิดอย่างมี
เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ และคิดเชิงวิพากษ์ได้มากข้ึน ผู้เรียนจึงควรเรียนรู้อย่างกระตือรือร้นในการฝึก
การตั้งคาถามที่นาสู่การสังเกตหรือการทดลอง ลงมือสังเกตด้วยประสาทสัมผัสร่วมกับการใช้อุปกรณ์และ
เครื่องมอื ทางวิทยาศาสตร์ หรือเคร่ืองมือดิจิทัลอย่างง่าย และใชเ้ ทคโนโลยีรว่ มในการออกแบบการบันทึกข้อมูล
การเกบ็ รวบรวมหลักฐาน การจัดการและการนาเสนอข้อมูลอย่างมีเหตุผล สามารถแสดงความเห็นหรือโต้แย้ง
ด้วยหลักฐานหรือข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ ผู้เรียนในช่วงช้ันน้ีเป็นช่วงวัยที่ต้องการการยอมรับ
จากเพ่ือน ดงั นนั้ ผู้สอนจงึ ควรฝกึ ฝนกระบวนการทางานร่วมกันทางานเป็นทีม การรู้จักรับฟัง เคารพความเห็น
ท่ีแตกต่าง และยอมรับความแตกต่างหลากหลายของคนในทีม
101
การนาไปใช้ในชวี ติ จรงิ
ผู้สอนควรจัดให้ผู้เรียนได้ทางานร่วมกันในการสืบเสาะหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ผ่านการต้ังคาถาม
การสังเกต การทดลอง การใช้เคร่ืองมือต่าง ๆ การวิเคราะห์ เปรียบเทียบ จาแนกหลักฐานและข้อมูลต่าง ๆ
การใช้ภาษาเชิงวิทยาศาสตร์อย่างเหมาะสมในการแสดงความเห็น อธิบาย ลงข้อสรุป การอ่าน และทาความเข้าใจ
ข้อมูลท่ีนาเสนอในรูปแบบต่าง ๆ การรู้จักรับฟังและยอมรับความคิดเห็นท่ีแตกต่างจากตนเอง การเชื่อม่ัน
ในความคิดเห็นท่ีมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ สนุกกับการแก้ปัญหา การทางานอย่างมุ่งม่ัน ไม่ย่อท้อ เป็นสมาชิก
ของทีมทเี่ คารพกฎ กตกิ า เคารพในความแตกต่างหลากหลายของสมาชิกในทีม เหล่านี้ล้วนพัฒนาผู้เรียนให้เกิด
สมรรถนะเฉพาะและสมรรถนะหลักตามเปูาหมายของหลกั สูตรในช่วงชนั้ ท่ี 2
การบูรณาการกบั กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ตา่ ง ๆ
ภาษาไทย/ ภาษาอังกฤษ สามารถจัดสถานการณ์ ให้นักเรียนได้เรียนรู้และใช้คาศัพท์
ทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับภาษาของตนเองในการสื่อสารด้วยการพูดหรือเขียน เพื่อนามาใช้ในการบันทึกผล
การสืบเสาะ ส่ือสารความคิด และนาเสนอเรื่องราว และฝึกการสรุปสาระสาคัญของสารท่ีอ่านแล้วส่ือสาร
ดว้ ยภาษาอยา่ งมกี ลยุทธแ์ ละเข้าใจงา่ ย
สังคมศึกษา สามารถจัดสถานการณ์การเรียนรู้ในเร่ืองทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม
ในการติดตาม ตรวจสอบข้อมูลเก่ียวกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม เพ่ือร่วมกันหาแนวทาง
ในการแกไ้ ขปัญหาในสงั คม ไม่ปฏบิ ัติตนเป็นสว่ นหนึ่งของปญั หาสงั คมและสิง่ แวดล้อม
คณิตศาสตร์ นาความรู้ทางคณิตศาสตร์มาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ เช่น การวัดความยาว
หรือความสูง การวัดปริมาตร นอกจากน้ีใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์เพ่ือจัดการข้อมูล และเลือกรูปแบบ
การนาเสนอข้อมูลท่ีเหมาะสมตรงตามวตั ถุประสงค์
สุขศึกษา บูรณาการผลลัพธ์การเรียนรู้เกี่ยวกับระบบย่อยอาหารร่วมกับผลลัพธ์การเรียนรู้
เกย่ี วกับการรับประทานอาหารที่เหมาะสมเพ่ือให้รา่ งกายมีสุขภาพแข็งแรง
เทคโนโลยดี ิจิทลั บูรณาการผลลัพธ์การเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัลเกี่ยวกับ
การใชเ้ ทคโนโลยีดิจิทัล เพ่ือรวบรวมข้อมูล ออกแบบการบันทึกข้อมูลจัดเก็บ จัดเตรียม ประมวลผล วิเคราะห์
และการใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหาร่วมกับผลลัพธ์การเรียนรู้ของ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
และระบบธรรมชาติ
102
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสมรรถนะหลกั และสมรรถนะเฉพาะ
สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลกั
1. อธบิ ายปรากฏการณอ์ ย่างเป็นวิทยาศาสตร์
1.1 สร้างคาอธบิ ายสาเหตแุ ละกระบวนการของปรากฏการณ์ โดยใช้ 2. การคิดข้นั สูง
ข้อมลู หรือหลักฐานท่รี วบรวมได้จากการสังเกตหรือทดลอง 3. การส่อื สาร
6. การอยู่รว่ มกับธรรมชาติและ
1.2 ยอมรับและเชื่อถือคาอธบิ ายทีม่ ีข้อมลู และหลักฐานที่น่าเชื่อถือ
เพียงพอ วิทยาการอยา่ งยั่งยนื
1.3 เชือ่ มโยงสาเหตุและผลของปรากฏการณ์กับการดารงชีวติ ของมนุษย์
และส่ิงแวดล้อม
1.4 คาดการณ์ปรากฏการณ์อย่างสมเหตสุ มผลโดยอาศัยความรู้
เชิงวทิ ยาศาสตร์และขอ้ มูลทีไ่ ด้จากการสังเกตหรือการทดลอง
2. ประเมนิ และออกแบบการสบื เสาะเชิงวิทยาศาสตร์
2.1 สงั เกต ต้งั คาถาม ตั้งสมมตฐิ าน และทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับ 1. การจดั การตนเอง
ปรากฏการณ์ 2. การคิดข้ันสูง
2.2 ประเมนิ และเลอื กวธิ ีการเกบ็ รวมรวมหลกั ฐานโดยการสงั เกตหรอื การ 6. การอยู่รว่ มกบั ธรรมชาตแิ ละ
วทิ ยาการอย่างยงั่ ยนื
ทดลอง และออกแบบการบันทึกข้อมลู เพ่ือตอบคาถามหรือ
สมมติฐานเก่ียวกบั ความนา่ เชื่อถือและความสมเหตสุ มผลของข้อมลู
และหลกั ฐาน และลงขอ้ สรปุ
2.3 ใสใ่ จ พยายาม กระตือรือรน้ ในการสืบเสาะเพ่อื เกบ็ รวบรวมหลักฐาน
ในการอธิบายปรากฏการณ์
3. ตีความหมายข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
3.1 จดั การขอ้ มูลทไ่ี ด้จากการสังเกตหรือทดลองให้อยูใ่ นรปู แบบทเี่ หมาะสม 2. การคิดขนั้ สูง
เชน่ รูปภาพ สญั ลกั ษณ์ แผนภาพ แผนภูมิ ตาราง หรอื กราฟ 3. การสื่อสาร
6. การอยรู่ ่วมกบั ธรรมชาตแิ ละ
3.2 แปลความหมายขอ้ มลู ทอี่ ยูใ่ นรปู แบบต่าง ๆ เชน่ แผนภาพ แผนภมู ิ
ตาราง หรือกราฟ วิทยาการอย่างยั่งยืน
3.3 ลงขอ้ สรุปโดยอาศยั ข้อมูลและหลักฐานที่ได้มาจากการสงั เกตหรือ
การทดลอง และไมด่ ่วนตัดสินใจเมอ่ื ยงั ไม่มหี ลักฐานท่นี า่ เชื่อถือ
เพยี งพอ
4. แก้ปัญหา สรา้ งนวตั กรรม และการอยรู่ ่วมกัน
4.1 แก้ปญั หาหรือสรา้ งเครื่องมือเครื่องใชเ้ พ่ือตอบสนองความต้องการ ใน 2. การคิดข้นั สูง
ชวี ติ โดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการทางานรว่ มกับผอู้ ืน่ 4. การรวมพลงั ทางานเป็นทีม
4.2 ประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตรห์ รือศาสตรอ์ ื่น ๆ ในการปฏิบัตติ น 5. การเป็นพลเมอื งทีเ่ ข้มแข็ง
ในชีวติ ประจาวนั โดยคานงึ ถึงส่วนรวมและการอยูร่ ่วมกบั ธรรมชาติ 6. การอยรู่ ว่ มกบั ธรรมชาตแิ ละ
วทิ ยาการอย่างยัง่ ยนื
ไดอ้ ย่างเหมาะสม
103
สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลัก
2. การคิดข้ันสูง
5. ใชแ้ ละเขา้ ใจภาษาเชิงวทิ ยาศาสตร์ 3. การส่อื สาร
5.1 ทาความเข้าใจ จับประเดน็ สาคัญจากการฟงั หรืออ่านข้อมลู ทมี่ ภี าพ 3. การสอ่ื สาร
แผนภาพ แผนภมู ิ ตาราง กราฟ ภาษาสญั ลกั ษณ์ และคาศัพท์ 6. การอยรู่ ่วมกับธรรมชาติและ
ทางวทิ ยาศาสตร์
วทิ ยาการอยา่ งยัง่ ยนื
5.2 แลกเปล่ียนความคิดเหน็ อธิบาย คาดการณ์ ให้เหตผุ ล
เชงิ วทิ ยาศาสตร์ สรุปผลการทากิจกรรมอยา่ งตรงไปตรงมา
ตรงตามจดุ ประสงค์ ด้วยคาศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ สื่อ หรือวิธีการ
ทเ่ี หมาะสม
6. ใชเ้ ครือ่ งมือในการเรียนรู้
6.1 เลือกและใชเ้ คร่ืองมือและอปุ กรณท์ างวทิ ยาศาสตร์ เครื่องมอื ดจิ ทิ ลั
ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลและหลักฐานทีส่ ังเกตหรือทดลองได้อย่าง
ถกู ต้องและเหมาะสม
6.2 ใชค้ ณติ ศาสตรห์ รือเครื่องมือดิจทิ ัล เพือ่ จัดการและนาเสนอขอ้ มลู
ผลลพั ธ์การเรยี นรู้เม่ือจบช่วงชั้นที่ 2
1. วิเคราะห์และระบุลักษณะที่มีการเปล่ียนแปลงทางเคมี ลักษณะของสารละลายที่พบในชีวิตประจาวัน
อธบิ ายการทางานของอวัยวะในระบบย่อยอาหาร และความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการย่อยอาหารกับ
การเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่เกิดข้ึนในร่างกายจากหลักฐานท่ีรวบรวมได้อย่างกระตือรือร้น และทางาน
ร่วมกนั โดยแบง่ บทบาทหน้าท่ี กาหนดเปาู หมาย จดั ลาดบั ขน้ั ตอนการทางาน และปฏบิ ัติงานจนสาเรจ็
2. สงั เกต ทดลอง และอธิบายการเกดิ เสยี ง การเคล่ือนที่ของเสียง เสียงสูง เสียงต่า เสียงดัง เสียงค่อย และ
วิเคราะห์สาเหตุที่ทาให้เกิดมลพิษทางเสียงโดยประเมินความน่าเชื่อถือและความสมเหตุสมผล
ของหลักฐาน ไม่ประพฤติตนเป็นสาเหตุที่ทาให้เกิดมลพิษทางเสียง และนาเสนอแนวทางการปฏิบัติตน
ให้ปลอดภัยจากมลพิษทางเสียงเพื่อให้มีสุขภาพกายและจิตที่ดีด้วยวิธีการที่เหมาะสม เพ่ือให้เกิด
ประโยชนต์ อ่ ตนเองและผู้อน่ื
3. ร่วมกันทางานเป็นทีมในการรับฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และทางานอย่างเป็นข้ันตอนในการสร้าง
แบบจาลองเพื่ออธิบายกระบวนการเกิดเมฆ หมอก น้าค้าง น้าค้างแข็ง ฝน หิมะ และลูกเห็บ
โดยอาศัยความรเู้ กี่ยวกับสถานะและการเปลีย่ นสถานะของสสารและจากข้อมูลทร่ี วบรวมได้
4. วิเคราะห์แบบจาลองวัฏจักรน้าร่วมกับข้อมูลปริมาณน้าบนโลก เพ่ือเปรียบเทียบปริมาณน้าจืดท่ีมนุษย์
นามาใช้ได้เทียบกับปริมาณน้าท้ังหมดบนโลก ใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์และเครื่องมือดิจิทัล
ในการจัดการและนาเสนอข้อมูลอย่างเหมาะสม และนาเสนอแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
การใช้น้าของคนในบ้านหรือในโรงเรียน วิเคราะห์ จัดลาดับสาเหตุของปัญหา และร่วมกัน
หาแนวทางการแก้ไขปัญหา หรือนาเสนอแนวทางการอนุรักษ์น้าในชุมชน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้
ชมุ ชนมนี า้ ใช้อย่างไม่ขาดแคลน
5. สร้างคาอธิบายและแลกเปล่ียนข้อมูลเก่ียวกับความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
ในแหล่งที่อยู่ในเรื่องการปรับตัวด้านโครงสร้างและลักษณะของส่ิงมีชีวิตท่ีเหมาะสมกับการดารงชีวิต
104
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตในการถ่ายทอดพลังงานและการเป็นท่ีอยู่อาศัย โดยแบ่ง
บทบาทหน้าท่ีในการเลือกวิธีการรวบรวมข้อมูลท่ีเหมาะสม จัดการข้อมูล และเลือกรูปแบบ
การนาเสนอข้อมูลให้ผู้อ่ืนเข้าใจได้ง่าย และสอดคล้องกับจุดประสงค์ รับรู้ความสาคัญของความสัมพันธ์
ของสงิ่ มีชวี ิตกบั ส่งิ แวดล้อมโดยบอกแนวทางการดูแลส่ิงแวดล้อมอย่างมีเหตุผลและปฏิบัติตนเพ่ือให้การ
ถ่ า ย ท อ ด พ ลั ง ง า น ก า ร ด า ร ง ชี วิ ต แ ล ะ ค ว า ม ห ล า ก ห ล า ย ข อ ง ส่ิ ง มี ชี วิ ต เ ป็ น ไ ป
ตามธรรมชาติ
6. อธิบายการมองเห็นส่ิงต่าง ๆ รอบตัวและการเกิดเงา คาดการณ์การมองเห็นปรากฏการณ์
การเปล่ียนแปลงรูปร่างของดวงจันทร์บนท้องฟูา พยายามหาสาเหตุและอธิบายการเกิดปรากฏการณ์
อุปราคาได้อย่างสมเหตุสมผล โดยอาศัยความรู้เร่ืองแสงกับการมองเห็น การเกิดเงา ร่วมกับการสังเกต
และการสร้างแบบจาลอง ส่ือสารความรู้และแลกเปล่ียนความคิดเห็นบนพื้นฐานของความเข้าใจ
อย่างมเี หตผุ ลและตระหนกั ถงึ ความแตกตา่ งในดา้ นความเชอื่ และวัฒนธรรมของคนในสังคม นาเสนอโดย
เลือกใชส้ อื่ และวิธกี ารทเ่ี หมาะสม
7. วิเคราะห์ความสมเหตุสมผลของดาวต่าง ๆ ในระบบสุริยะกับการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตจากการสังเกต
แบบจาลองระบบสุรยิ ะและรวบรวมขอ้ มลู และนาเสนอโดยใช้แบบจาลองหรือในรูปแบบที่น่าสนใจ เพื่อ
นาไปส่คู วามตระหนกั วา่ โลกเปน็ ดาวดวงเดยี วในระบบสรุ ิยะทเ่ี หมาะสมกับการดารงชีวติ
8. สร้างคาอธิบายการเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก โดยอาศัยหลักฐานและการเช่ือมโยงความรู้
จากการสังเกต จากแบบจาลอง และจากข้อมูลที่รวบรวมได้ และนาเสนอประโยชน์และผลกระทบของ
ปรากฏการณเ์ รือนกระจกตอ่ ส่งิ มชี วี ติ และสง่ิ แวดล้อม
9. วิเคราะห์พฤติกรรมหรือกิจกรรมต่าง ๆ ของตนเองและสมาชิกในครอบครัวที่ก่อให้เกิด
แก๊สเรือนกระจกด้วยเหตุและผล แสดงความคิดเห็นของตนเองและรับฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืน
ใ น ก า ร เ ส น อ แ น ว ท า ง ใ น ก า ร ล ด กิ จ ก ร ร ม ท่ี ก่ อ ใ ห้ เ กิ ด แ ก๊ ส เ รื อ น ก ร ะ จ ก แ ล ะ น า เ ส น อ ห รื อ สื่ อ ส า ร
ผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่น่าสนใจและเหมาะสม และมุ่งมั่นในการลงมือปฏิบัติเพ่ือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลด
ผลกระทบท่จี ะเกิดขน้ึ ตอ่ สง่ิ มชี ีวิตและส่งิ แวดล้อม
10. ตั้งคาถามและสมมติฐานเพ่ือนาไปสู่การทดลองและอธิบายผลของแรงเสียดทานท่ีมีต่อวัตถุ สังเกตและ
อธิบายเก่ียวกับผลของแรงโน้มถ่วงท่ีมีต่อวัตถุ ความสัมพันธ์ระหว่างแรงโน้มถ่วง มวล และน้าหนักของ
วัตถุ และการวัดน้าหนักของวัตถุด้วยเคร่ืองช่ังสปริง ประยุกต์ใช้ความรู้เร่ืองแรงเสียดทาน แรงโน้มถ่วง
มวล และน้าหนัก ในการแก้ปัญหาหรืออธิบายสถานการณ์หรือกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้อง และนาเสนอ
ผา่ นสอ่ื หรือวธิ กี ารทีเ่ หมาะสม
11. ร่วมกันทางานเป็นทีมอย่างกระตือรือร้นในการสร้างเครื่องมือหรือเคร่ืองใช้อย่างสร้างสรรค์
เพื่อแก้ปัญหาหรือตอบสนองต่อความต้องการ โดยเลือกใช้ความรู้เก่ียวกับวงจรไฟฟูาอย่างง่าย
การต่อเซลล์ไฟฟูาแบบอนุกรม การต่ออุปกรณ์ไฟฟูาแบบอนุกรมและแบบขนาน สมบัติการนาไฟฟูา
สมบัติการนาความร้อน และสมบัติด้านความแข็งของวัสดุ ประเมิน ตนเองในด้านผลงานและ
การทางานในบทบาทการเป็นสมาชิกของทมี
105
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้เทคโนโลยีดิจิทัล
สาระสาคัญของกลุ่มสาระการเรยี นรู้
ความสาคัญของกลุ่มสาระการเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัล
การเรียนรู้เพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลมีความจาเป็นต่อคนทุกช่วงวัย สาหรับในช่วงช้ันท่ี 2
เป็นวัยท่ีพร้อมต่อการเรียนรู้ และให้ความสนใจกับเร่ืองราวใหม่ ๆ เพ่ือเปิดมุมมองรอบตัวหรือในบริบท
ทแ่ี ตกตา่ งออกไป เทคโนโลยีดิจิทัลจะเป็นเครื่องมือหน่ึงที่ช่วยให้นักเรียนได้ฝึกกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ
และยังช่วยให้สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ท่ีตอบสนองต่อความสนใจเหล่าน้ันได้ การจัดประสบการณ์
เรียนรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในช่วงช้ันนี้เพ่ือให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ และสร้างพื้นฐานกระบวนการคิด
วิเคราะห์และแก้ปัญหา ใช้เหตุผลและมีตรรกะ มีความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนางาน ส่งเสริมการคิด
เชิงวิพากษ์ สามารถค้นหา รวบรวม ประมวลผลข้อมูลเพ่ือนาไปใช้แก้ปัญหา เข้าใจถึงข้อจากัดของข้อมูล
และอันตรายจากการใช้เทคโนโลยี เพอ่ื การใชง้ านอยา่ งปลอดภยั และรู้เทา่ ทัน
ลกั ษณะเฉพาะ/ ธรรมชาตขิ องกลุ่มสาระการเรียนรู้
เทคโนโลยีดิจิทัลถูกพัฒนาขึ้นเพื่ออานวยความสะดวกในการทางาน การติดต่อสื่อสาร หรือเพื่อ
แก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจาวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีดิจิทัลเก่ียวข้องกับเครื่องมือ ระบบ และ
ทรัพยากรตา่ ง ๆ ทีใ่ ช้ในการสรา้ ง รวบรวม ประมวลผล จัดเก็บ แสดงข้อมูล เพ่ือให้ได้ผลลัพธ์ท่ีถูกต้อง แม่นยา
รวดเร็ว การเรียนรู้เก่ียวกับเทคโนโลยีดิจิทัลจะรวมถึงการใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาท้ังปัญหา
ทางคอมพิวเตอร์และปัญหาอื่น ๆ ในชีวิตประจาวัน มีทักษะในการติดต่อส่ือสาร การเข้าถึงแหล่งข้อมูล
และใช้งานเทคโนโลยีดิจทิ ัลได้อยา่ งปลอดภยั สาหรับนกั เรยี นในชว่ งช้นั ท่ี 2 จะได้เพิ่มพูนความรู้เก่ียวกับการใช้
เทคโนโลยีดิจิทัล ประกอบด้วย การแก้ปัญหาโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ อัลกอริทึม การออกแบบและเขียน
โปรแกรม การรวบรวม ประมวลผล และนาเสนอข้อมูล การสร้างทางเลือก การประเมินความน่าเชื่อถือ
ของข้อมูล การใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมและปลอดภัย ซ่ึงเป็นความรู้ในระดับพื้นฐานที่เป็นประโยชน์
ต่อการเรียนรู้ การดาเนินชีวิตประจาวัน พัฒนาทักษะ กระบวนการคิดที่จาเป็นในการแก้ปัญหา ให้สามารถ
ดารงชีวิตอยรู่ ว่ มกบั การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจทิ ลั ไดอ้ ยา่ งยัง่ ยนื
จดุ เนน้ การพัฒนา
การจัดประสบการณ์เพ่ือพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนสาหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัล
ในชว่ งชั้นท่ี 2 ผูเ้ รยี นจะได้เรยี นรู้และได้รบั การพัฒนาผ่านหวั ขอ้ ต่อไปน้ี
การแกป้ ัญหาและการเขียนโปรแกรม
เป็นการจัดประสบการณ์เกี่ยวกับการคิดแก้ปัญหาอย่างมีตรรกะ การออกแบบวิธีการแก้ปัญหา
และปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องได้ตามเง่ือนไข แสดงวิธีการแก้ปัญหาโดยใช้อัลกอริทึมที่ชัดเจนเข้าใจง่าย
เขียนโปรแกรมเพอื่ แก้ปญั หาและปรบั ปรงุ แก้ไขข้อผดิ พลาด มคี วามพยายามและมุ่งมั่นในการแก้ปัญหา
การจดั การและใชเ้ ทคโนโลยีดจิ ิทัล
เป็นการจัดประสบการณ์เก่ียวกับเกี่ยวกับข้อมูล การรวบรวม จัดเก็บ จัดเตรียม และนาข้อมูล
ไปประมวลผลด้วยวิธีการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ วิเคราะห์ข้อมูล สรุปผล นาเสนอข้อมูลในรูปแบบตาราง
แผนภูมิ กราฟ สร้างทางเลือกจากข้อมูลและเงื่อนไขที่กาหนดและตัดสินใจเลือกทางเลือกอย่างมีเหตุผล
มีมารยาทในการใหแ้ ละการใช้ข้อมูล เขา้ ใจถึงคณุ ค่าและตระหนกั ถึงความเอนเอยี งของข้อมลู
106
การใชเ้ ทคโนโลยดี จิ ิทัลอยา่ งปลอดภัยและเหมาะสม
เป็นการจดั ประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้โปรแกรมค้นหา ระบุคาค้นที่กระชับ ตรงประเด็น ใช้เทคนิค
การค้นหาข้อมูลแบบต่าง ๆ ประเมินความน่าเช่ือถือของข้อมูลและแหล่งข้อมูล แยกแยะข้อเท็จจริง
และข้อคิดเห็นจากข้อมูลที่พบในเว็บไซต์และส่ือสังคมออนไลน์ก่อนนาข้อมูลไปใช้งาน ติดต่อส่ือสาร
ผ่านช่องทางต่าง ๆ ในอินเทอร์เน็ตอย่างมีมารยาทและเข้าใจถึงผลกระทบจากการใช้งาน ปกปูองตนเอง
จากการระรานทางไซเบอร์ รักษาอัตลกั ษณแ์ ละรอ่ งรอยทางดจิ ิทลั ไดอ้ ย่างเหมาะสม
การสร้างและใช้เทคโนโลยีอยา่ งค้มุ คา่
เป็นการจัดประสบการณ์เกี่ยวกับการสร้างของเล่น ช้ินงาน หรือสิ่งของเครื่องใช้เพ่ือตอบสนอง
ความตอ้ งการหรือแก้ปญั หา เลอื กใช้เทคโนโลยีไดต้ ามหนา้ ทใ่ี ชส้ อยและใช้อยา่ งคุม้ คา่
การนาไปใชใ้ นชีวติ จรงิ
เมื่อนักเรียนได้เรียนรู้และฝึกฝนกลุ่มสาระการเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัลในช่วงชั้นที่ 2 จะทาให้นักเรียน
มพี ้ืนฐานกระบวนคิดแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล มีตรรกะ แก้ปัญหาอย่างเป็นลาดับขั้นตอนและเป็นระบบ
สามารถออกแบบลาดับขั้นตอนในการแก้ปัญหาท่ีมีความชัดเจนและยืดหยุ่น ค้นหาจุดหรือขั้นตอน
ของการทางานที่ทาให้ผลลัพธ์ผิดพลาดไม่เป็นไปตามความต้องการ มีความพยายามในการแก้ปัญหา สามารถ
ทางานร่วมกันเป็นทีม รับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นท่ีแตกต่างเพ่ือให้ได้แนวทางในการแก้ปัญหา
ที่หลากหลาย
นักเรียนนาทักษะการรวบรวม ประมวลผล นาเสนอข้อมูล ไปใช้ในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์
วทิ ยาศาสตรเ์ พ่ือหาคาตอบหรือข้อสรุปของปัญหา สร้างทางเลือกในการทากิจกรรมต่าง ๆ โดยพิจารณาข้อมูล
และเงอ่ื นไขทม่ี ี พิจารณาถงึ ผลกระทบและมมี ารยาทในการให้ข้อมลู หรอื การนาข้อมูลของผ้อู น่ื มาใช้งาน
นักเรียนนาวิธีการค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพไปใช้ในการค้นหาข้อมูลหรือหาคาตอบ
เพื่อประโยชน์ในการเรียนและการดาเนินชีวิต ประเมินความน่าเช่ือถือของข้อมูลและแหล่งข้อมูล แยกแยะ
ข้อเทจ็ จรงิ และข้อคิดเห็นก่อนนาขอ้ มลู ไปใชง้ านหรือเผยแพร่ตอ่ ใช้อินเทอร์เน็ตในการติดต่อส่ือสารและทางาน
รว่ มกบั ผ้อู ่นื อย่างมีมารยาท เคารพในความคดิ เห็นของผอู้ น่ื สามารถรับมอื และจดั การปัญหาหากพบการระราน
ทางไซเบอร์ สร้างอตั ลักษณแ์ ละรอ่ งรอยทางดจิ ทิ ัลของตนเองอยา่ งเหมาะสมเพ่ือการเปน็ พลเมืองท่ีเข้มแข็ง
การบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ
ภาษาไทย สามารถจัดให้นักเรียนได้ฝึกการส่ือสารจากการอธิบายอัลกอริทึมด้วยภาษาท่ีมี
ความชัดเจน ไม่กากวม เรียบเรียงประโยคให้ผู้อื่นเข้าใจข้ันตอนการทางานและเหตุผลของคาสั่งได้ การเขียน
อีเมลตามหลักการเขียนจดหมายที่มีองค์ประกอบครบสมบูรณ์ การเรียบเรียงและสรุปประเด็นจากการค้นหา
ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตด้วยภาษาของตนเอง การเขียนอ้างอิงแหล่งท่ีมาของข้อมูล การใช้ภาษา
ในการติดต่อส่ือสารอย่างมีมารยาทผ่านช่องทางติดต่อสื่อสารต่าง ๆ การนาเสนอข้อมูลด้วยการพูด เขียน
หรอื สร้างงานนาเสนอเพื่อสื่อสารเรอื่ งราวใหน้ า่ สนใจ
ภาษาอังกฤษ สามารถจัดให้นักเรียนรู้จักคาศัพท์ต่าง ๆ โดยใช้เมนูหรือคาส่ังต่าง ๆ ในโปรแกรม
เป็นภาษาอังกฤษและเชื่อมโยงกับโปรแกรมอื่น ๆ ในกรณีที่มีการใช้คาที่ใกล้เคียงหรือแตกต่างกัน เพื่อพัฒนา
เป็นคลังคาศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล ฝึกทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยการแปลภาษา
ด้วยเคร่ืองมือการค้นหาข้ันสูง ออกแบบบทสนทนาระหว่างตัวละคร ในการเขียนโปรแกรมท่ีมีเรื่องราวและ
การโตต้ อบ
107
ศิลปะ นาศิลปะมาใช้ในการออกแบบและสร้างงานนาเสนอ หรือใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างงาน
ศิลปะในรูปแบบต่าง ๆ เพ่ือช่วยให้ชิ้นงานมีความสวยงามและส่ือสารความคิดให้น่าสนใจ เขียนโปรแกรม
สร้างงานศิลปะ เช่น ภาพวาด ภาพเคลื่อนไหว (animation) เร่ืองราว และเกม ฝึกทักษะการเขียนโปรแกรม
ผ่านกิจกรรมศิลปะ เช่น โปรแกรมวาดภาพ pixel art โปรแกรมผสมสีน้า โปรแกรมวนซ้าวาดลวดลายหรือ
สร้างลายเส้นให้เป็นภาพต่าง ๆ เผยแพร่ผลงานศิลปะของตนโดยแสดงสิทธิความเป็นเจ้าของ ปกปูองงาน
ลิขสทิ ธิข์ องตนเอง ไมล่ ะเมิดสทิ ธขิ องผู้อนื่
สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา สามารถบรู ณาการการเรียนรู้เก่ียวกับการบอกข้ันตอนท่ีชัดเจนในการทา
กิจกรรม กาหนดกติกา หรือวิธีการเล่นกีฬา ด้วยการเขียนเป็นข้อความหรือผังงาน ใช้ซอฟต์แวร์บันทึกข้อมูล
นา้ หนัก ส่วนสงู และข้อมูลอื่น ๆ เพือ่ วิเคราะหก์ ารเจรญิ เตบิ โตของรา่ งกาย
สังคมศึกษา สามารถจัดการเรียนรู้ในเร่ืองการเป็นพลเมืองที่รู้จักปกปูองสิทธิและเสรีภาพของ
ตนเอง ยอมรบั ความแตกตา่ ง ไม่กลัน่ แกลง้ ผู้อ่ืน การปกปูองตนเองจากการระรานทางไซเบอร์ และความเข้าใจ
เกยี่ วกบั อัตลกั ษณ์เพ่ือใหส้ ามารถจดั การอัตลักษณ์ของตนเองผ่านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม
ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์กับผู้อ่ืน ช่วยเหลือผู้อ่ืน และเพื่อส่งเสริมความมีส่วนร่วมของสมาชิกชุมชน
เช่น การสารวจความคิดเห็น การทาโพล (poll) การสร้างตารางคานวณค่าใช้จ่ายในการทากิจกรรมร่วมกัน
ค้นหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์จากแหล่งข้อมูลที่น่าเช่ือถือ เปรียบเทียบแนวคิดที่แตกต่างกัน แยกแยะ
ข้อเท็จจริงจากข้อคิดเห็น เคารพความคิดเห็นท่ีแตกต่าง การแสดงความคิดเห็นที่สร้างสรรค์และสมเหตุสมผล
ตอ่ ประเด็นทางสงั คมและชมุ ชน
การจัดการในครัวเรือนและการประกอบการ สามารถบูรณาการความรู้ในการวางแผนการ
ทางาน และจัดการงานต่าง ๆ อย่างเป็นลาดับข้ันตอนเพ่ือให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการและใช้เวลาได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีอย่างรู้คุณค่าและพอเพียง ใช้ซอฟต์แวร์ในการคานวณต้นทุน ทาบัญชี
รายรับ-รายจ่าย และประมวลผลข้อมูลเพ่ือวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการขายสินค้าและบริการโดยไม่ขาดทุน
ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการทาโฆษณา โบรชัวร์ ปูายโฆษณาสนิ ค้า
คณิตศาสตร์/ วิทยาศาสตร์และระบบธรรมชาติ สามารถใช้ซอฟต์แวร์ช่วยในการประมวลผล
ข้อมูล นาเสนอข้อมูล นาความรู้ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์มาสร้างของเล่น ส่ิงของเครื่องใช้ท่ีมีการใช้
แม่เหล็ก ไฟฟูา หรือกลไกตา่ ง ๆ ตามความสนใจหรือเพ่ือแกป้ ญั หาจากสถานการณ์ท่ีพบ เขียนโปรแกรมจาลอง
ปรากฏการณ์ธรรมชาติให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น วัฏจักรน้า การโคจรของดาวเคราะห์ การเกิด
กลางวัน-กลางคืน สุริยุปราคา จันทรุปราคา ใช้โปรแกรมตารางทางานในการคานวณและสร้างกราฟ
แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ สร้างความคุ้นเคยกับพิกัด มุม และมุมภายใน
ของรูปหลายเหล่ียมด้วยการเขียนโปรแกรมให้ตัวละครเคลื่อนที่และวาดภาพเรขาคณิต จาลองการเคล่ือนท่ีใน
แนวเส้นตรงด้วยการเขียนโปรแกรมภาพเคลื่อนไหว เขียนโปรแกรมคานวณอย่างง่ายโดยรับข้อมูลนาเข้า และ
ใช้สตู รคานวณตา่ ง ๆ เชน่ การทอนเงนิ การลดราคาสนิ ค้า ดอกเบ้ียทบตน้ ปรมิ าตร และมวล
บูรณาการเทคโนโลยีดจิ ทิ ัลกบั ทุกกลมุ่ สาระการเรียนรู้ สามารถนาแนวคิดในการวิเคราะห์ วางแผน
ออกแบบอัลกอริทึมหรือข้ันตอนการแก้ปัญหา และการค้นหาวิธีการต่าง ๆ ไปใช้ในการแก้ปัญหาอย่าง
มีประสิทธภิ าพ ใชค้ วามรแู้ ละเทคนิคเกยี่ วกบั การคน้ หาข้อมูลในการหาคาตอบท่ีสงสัยหรือเข้าถึงแหล่งเรียนรู้
ที่ต้องการ ประเมนิ ความน่าเชื่อถือของข้อมูลและแหล่งข้อมูล อ้างอิงแหล่งข้อมูลท่ีนามาใช้งาน ใช้เทคโนโลยี
ดจิ ิทลั เป็นเครือ่ งมือในการสร้างกระบวนการคิดเพ่อื แกป้ ัญหาหรือสร้างช้ินงานตามวัตถุประสงค์ ใช้ซอฟต์แวร์
ในการจัดการงานหรอื ทางานรว่ มกับผู้อ่ืน
108
ความสัมพนั ธ์ระหว่างสมรรถนะหลกั และสมรรถนะเฉพาะ
สมรรถนะเฉพาะ สมรรถนะหลกั
1. แก้ปญั หาและเขียนโปรแกรม
1.1 แกป้ ญั หาโดยใช้เหตุผลเชงิ ตรรกะ 1. การจดั การตนเอง
1.2 ออกแบบและเขยี นโปรแกรมเพ่อื แก้ปญั หา ตรวจหาข้อผดิ พลาดของ 2. การคิดข้นั สงู
4. การรวมพลงั ทางานเปน็ ทีม
โปรแกรม 6. การอยรู่ ว่ มกับธรรมชาติ
2. จัดการข้อมลู และใชเ้ ทคโนโลยดี ิจิทลั และวิทยาการอย่างยั่งยนื
2.1 ใชเ้ ทคโนโลยดี จิ ิทัลในการรวบรวมขอ้ มูล จดั เก็บ จัดเตรียม
2. การคดิ ข้ันสูง
ประมวลผล นาเสนอข้อมูล เพื่อการแก้ปญั หาหรือตัดสินใจ 3. การส่อื สาร
4. การรวมพลงั ทางานเป็นทีม
3. ร้เู ทา่ ทันดจิ ิทลั 6. การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ
3.1 เข้าถงึ แหลง่ ข้อมูล ประเมนิ ความน่าเช่ือถือของแหลง่ ข้อมลู
3.2 ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอยา่ งเหมาะสม ปลอดภัย และวทิ ยาการอย่างยัง่ ยนื
4. ใชแ้ ละสรา้ งเทคโนโลยี 1. การจัดการตนเอง
4.1 เลอื กใชเ้ ทคโนโลยีอย่างค้มุ ค่า และสรา้ งสงิ่ ของเครื่องใช้เพ่ือแก้ปญั หา 2. การคิดขั้นสงู
3. การสือ่ สาร
4. การรวมพลงั ทางานเป็นทีม
5. การเปน็ พลเมอื งท่ีเข้มแข็ง
6. การอยู่ร่วมกบั ธรรมชาติ
และวทิ ยาการอยา่ งย่งั ยนื
1. การจัดการตนเอง
2. การคดิ ข้ันสงู
4. การรวมพลงั ทางานเป็นทีม
5. การเปน็ พลเมอื งทเ่ี ข้มแข็ง
6. การอยู่รว่ มกับธรรมชาติ
และวิทยาการอยา่ งยั่งยนื
109
ผลลพั ธก์ ารเรยี นรูเ้ มือ่ จบชว่ งชั้นท่ี ๒
1. ใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหาในชีวิตประจาวันหรือสถานการณ์จาลอง หาวิธีการแก้ปัญหา
ท่ีหลากหลายท่ีเป็นไปได้ แสดงวิธีการแก้ปัญหาโดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเหตุและผลด้วยข้อความ
หรือแผนภาพ อธิบายเหตุผลของการตัดสินใจหรือการลงข้อสรุป มีความพยายามและกระตือรือร้น
ในการแก้ปญั หาอย่างอย่างมุ่งมน่ั ไมย่ ่อท้อ
2. วิเคราะห์ปัจจัยในสถานการณ์ วางแผน ออกแบบและเขียนโปรแกรมเพ่ือแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
ตรวจหาข้อผิดพลาดของโปรแกรม เรียนรู้จากความผิดพลาด สะท้อนการทางานของตนเอง ร่วมกัน
ทางานเปน็ ทมี เพอ่ื ปรับปรุงแก้ไขผลลพั ธ์ให้ดขี ้ึน
3. ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการออกแบบการบันทึกข้อมูล รวบรวมข้อมูลท่ีสอดคล้องกับวิธีการ จัดเก็บ
จัดเตรียม ประมวลผล วิเคราะห์ข้อมูลและลงข้อสรุป เพื่อการแก้ปัญหาหรือตัดสินใจ นาเสนอข้อมูล
โดยเลือกใชว้ ธิ กี ารสอ่ื สารท่ีเหมาะสม ตระหนกั ถึงคณุ ค่าและขอ้ จากดั ของข้อมลู
4. ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการค้นหาข้อมูล ติดต่อสื่อสาร เพื่อทางานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ รับฟัง
อ่านเรื่อง หรือดูภาพที่เกี่ยวข้องในสถานการณ์อย่างมีสติ จับประเด็นสาคัญท้ังเชิงบวกและลบ ไม่ตัดสิน
ผู้อื่นโดยใช้อคติ ประเมินความน่าเช่ือถือของข้อมูลและแหล่งข้อมูล เคารพในความคิดเห็น
ที่หลากหลาย มีมารยาทและจริยธรรมในการส่ือสาร และปกปูองตนเองจากการระรานทางไซเบอร์
รักษาอตั ลักษณ์และรอ่ งรอยทางดิจิทลั อยา่ งเหมาะสมและปลอดภัย
5. พัฒนาช้ินงานเพื่อแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และนาไปใช้จริง โดยร่วมกันทางานเป็นทีมในการวิเคราะห์
และรวบรวมปัจจัยที่เก่ียวข้องกับสถานการณ์ ระบุปัญหา วางแผนแก้ปัญหา เลือกใช้เทคโนโลยี
โดยตอบสนองความต้องการหรือสภาพปัญหาในบริบทได้อย่างคุ้มค่า ตรวจสอบผลและปรับปรุงแก้ไข
สะทอ้ นผลทีม่ ตี อ่ ตนเองและผ้อู น่ื หรอื ผลกระทบทเ่ี กดิ ข้ึน
110
9. โครงสร้างเวลาเรยี น
(ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช .... ระดับประถมศึกษา กาหนดโครงสร้างเวลา
เพื่อพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนในช่วงช้ันที่ ๑ (ช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๑ - ๓) ตามจุดเน้นการจัดการศึกษา
“เพอ่ื เปน็ ฐานเคร่ืองมอื การเรยี นร้แู ละสรา้ งสุขภาวะของผ้เู รยี น” ดงั น้ี
ช่วงช้ันที่ 1 (ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 – ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 3)
โครงสร้างเวลาเรียน
ชว่ งชน้ั ที่ 1 ป.1 – ป.3
สาระการเรียนรู้ เวลาเรียนราย เวลาเรียนราย เวลาเรยี น เวลาเรยี น
สาระการเรียนรู้ สาระการ บรู ณาการข้าม บรู ณาการขา้ ม
เรียนรู้ สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้
(รอ้ ยละ) (ชัว่ โมง/ปี) (ชว่ั โมง/ปี)
(ร้อยละ)
สาระการเรยี นรู้หลกั
ภาษาไทย ๒๐.๐๐ 1๖๐
คณิตศาสตร์ ๒๐.๐๐ 1๖0
ภาษาองั กฤษ 15.00 120
รวมเวลาสาระการเรียนรู้หลัก ๕๕.๐๐ ๔๔๐
สาระการเรียนรบู้ ูรณาการ
ศลิ ปะ 5.๐๐ 40
สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา 5.๐๐ 40
สังคมศึกษา ประวัตศิ าสตร์ หน้าที่ ๑๕.๐๐ ๑๒๐
พลเมือง และศีลธรรม
วทิ ยาศาสตร์และระบบธรรมชาติ ๑๐.๐๐ ๘๐
รวมเวลาสาระการเรียนรู้บรู ณาการ ๓๕.๐๐ ๒๘๐
กิจกรรมเพ่มิ เติมตามจดุ เนน้ และบริบทของสถานศกึ ษา
ลูกเสือ – เนตรนารี 5.๐๐ 40
ชมุ นมุ 4.๐๐ 32
แนะแนว 1.๐๐ 8
รวมเวลากิจกรรมเพ่ิมเตมิ ฯ 10.๐๐ 80
รวม 65.๐๐ 520 35.๐๐ 280
รวมเวลาเรยี นทั้งหมด รอ้ ยละ 100 800 ชั่วโมง/ปี
111
ช่วงชั้นที่ 2 (ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 – ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6)
โครงสรา้ งเวลาเรยี น
ช่วงชัน้ ท่ี 2 ป.4 – ป.6
สาระการเรยี นรู้ เวลาเรยี นราย เวลาเรยี นราย เวลาเรียน เวลาเรียน
สาระการเรียนรู้ สาระการ บูรณาการข้าม บูรณาการข้าม
เรียนรู้ สาระการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้
(รอ้ ยละ) (ชัว่ โมง/ปี) (ช่วั โมง/ปี)
(ร้อยละ)
สาระการเรยี นรหู้ ลกั
ภาษาไทย 13.30 120
คณติ ศาสตร์ 13.30 120
ภาษาองั กฤษ 13.30 120
รวมเวลาสาระการเรยี นรหู้ ลกั 40 360
สาระการเรยี นรบู้ รู ณาการ
วทิ ยาศาสตรแ์ ละระบบธรรมชาติ 13.30 120
ศิลปะ 5.60 ๕๐
สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา 4.40 40
สงั คมศึกษา ประวัตศิ าสตร์ หน้าท่ี 8.90 80
พลเมอื ง และศลี ธรรม
เทคโนโลยีดจิ ทิ ลั 8.90 80
การจัดการในครัวเรอื นและการ 8.90 ๘0
ประกอบการ
รวมเวลาสาระการเรียนรู้บูรณาการ 13.30 120 36.70 330
กจิ กรรมเพ่ิมเติมตามจดุ เนน้ และบรบิ ทของสถานศกึ ษา
ลูกเสือ – เนตรนารี 4.5 40
ชมุ นุม 4.5 40
แนะแนว 1 10
รวมเวลากจิ กรรมเพ่ิมเตมิ ฯ 10.10 90
รวม 63.30 570 36.70 330
รวมเวลาเรียนทั้งหมด รอ้ ยละ 100 900 ชวั่ โมง/ปี
112
10. แนวทางการบริหารจัดการหลกั สตู ร
หลักสูตรสถานศึกษาคือ กลไกหลักในการขับเคลื่อนและดาเนินการจัดการศึกษาให้บรรลุผล
ตามเปูาหมายและจุดเน้นของสถานศึกษา ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาจึงต้องมีการวางระบบการสร้าง
ความรู้ความเข้าใจให้บุคลากรในระบบนิเวศทางการศึกษาให้สามารถเข้าถึงและเข้าใจความสาคัญ พร้อมทั้ ง
มีส่วนร่วมในข้ันตอนต่าง ๆ อย่างเหมาะสม มีการเตรียมความพร้อม วางแผนและศึกษาข้อมูลบริบทรอบด้าน
อย่างครอบคลุมชัดเจน สร้างเครือข่ายความร่วมมือจากภาคส่วนท่ีสาคัญ รวมทั้งอาจจัดให้มีการรับฟัง
ความคิดเห็นจากผู้เรียน ผู้ปกครอง ครูและบุคลากรทางการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทน
ภาคเอกชน และผู้แทนภาคประชาสังคมในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และเตรียมพร้อมสาหรับการติดตาม
และประเมินผลการพัฒนาคุณภาพของผ้เู รยี น
หลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะเป็นหลักสูตรที่ใช้บริบทจัดการเรียนการสอนเพ่ือพัฒนาสมรรถนะ
ของผู้เรียน ซ่ึงสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ของชุมชน สังคม ประเทศไทย และโลก สถานศึกษา
สามารถดาเนินการตามขั้นตอนการจัดทาหลกั สตู รสถานศึกษาฐานสมรรถนะ ดงั แสดงในแผนภาพตอ่ ไปนี้
113
1. เตรียมความพรอ้ ม
ในการจดั ทาหลักสตู รสถานศึกษาฐานสมรรถนะ
ความ ขอ้ มลู แนวคิด (ร่าง)
พร้อม บริบท สาคญั กรอบ
ของ
บคุ ลากร หลักสูตรฯ
พฒั นา 2. รา่ งหลกั สตู รสถานศึกษาฐานสมรรถนะ บรหิ ารจัดการ
บุคลากร และตรวจสอบคุณภาพหลกั สูตร หลักสตู ร
- ระบบ
วิธกี าร - รา่ งหลกั สตู รตามองคป์ ระกอบทกี่ าหนด - จดั ระบบ
- ชดุ ความรู้ - ตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสม ของหลกั สูตร กลไก
- ตรวจสอบเพือ่ ให้การรับรอง การบรหิ าร
สถานศกึ ษา
3. นาหลกั สูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะไปใช้ - บรหิ าร
และปรบั ปรงุ จดั การ
หลักสตู ร
- สรา้ งความเขา้ ใจ และวางระบบการนาหลกั สูตรไปใช้ - ประกัน
- ออกแบบโครงสร้างรายวิชา รายวชิ า/ กิจกรรม คุณภาพ
หน่วยการเรียนรู้ แผนการจดั การเรียนรู้ ภายใน
- จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ และปรบั ปรุง
4. ประเมินหลกั สตู รสถานศกึ ษาฐานสมรรถนะ
- เก็บรวบรวมขอ้ มลู การใชห้ ลกั สตู ร
- ประเมินผลการใชห้ ลักสตู ร
- ปรบั ปรงุ หลักสตู รใหส้ มบรู ณ์
แผนภาพแสดงการจัดทาและใช้หลกั สูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ
114
การจัดทาและใช้หลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะให้มีประสิทธิภาพ มีรายละเอียดของการดาเนินการ
ในแต่ละขั้นตอน ดงั นี้
ข้นั ตอนที่ 1 เตรียมความพร้อมในการจัดทาหลักสูตรสถานศกึ ษาฐานสมรรถนะ
1) แตง่ ตง้ั คณะกรรมการ
แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา โดยแต่งต้ังคณะบุคคลท่ีมีหน้าที่รับผิดชอบ
การดาเนินการจัดทาหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง ซ่ึงเป็นผู้ที่ยอมรับ
ในหลกั การของหลกั สตู รฐานสมรรถนะและพร้อมเปลี่ยนแปลง
2) จดั ทาข้อมลู ความตอ้ งการจาเป็นตามบริบทของสถานศึกษา ชุมชน ท้องถ่ิน และสถานการณ์
ปัจจุบัน
จัดทาข้อมูลความต้องการจาเป็นของผู้เรียนแต่ละระดับ และจุดเน้นตามบริบทของ
สถานศึกษา ชุมชนและท้องถ่ิน เน่ืองจากหลักสูตรฐานสมรรถนะให้ความสาคัญกับการพัฒนาให้ผู้เรียนนา
สิ่งทไ่ี ด้เรียนรู้ไปใช้ได้จริงในการดาเนินชีวิต บริบทของสถานศึกษาจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้เรียน ทั้งส่วนท่ีเป็น
สถานการณ์ หรือปัญหาที่เกิดข้ึนในปัจจุบัน หรือการใช้ชีวิตในอนาคตของผู้เรียน รวมทั้งสถานการณ์ของ
ประเทศและโลกปจั จบุ ันท่ีบ่งบอกถงึ สมรรถนะท่ผี ้เู รยี นต้องมเี พ่ือการใช้ชีวติ ในอนาคต
3) ศกึ ษาการจดั การศึกษาฐานสมรรถนะ
ศึกษาการจดั การศกึ ษาฐานสมรรถนะ ซ่งึ ประกอบด้วย 1) หลักสูตรฐานสมรรถนะ 2) การจัด
การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ และ 3) การวัดและประเมินผลฐานสมรรถนะ ซึ่งองค์ประกอบท้ัง 3 องค์ประกอบ
มีความสอดคล้องและสัมพันธ์กันตลอดแนว เพื่อทาความเข้าใจในหลักการของหลักสูตรฐานสมรรถนะ
อันจะนามาสู่การจัดทาหลกั สตู รสถานศึกษาฐานสมรรถนะ
4) ศึกษา (รา่ ง) กรอบหลักสตู รการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช .... ระดบั ประถมศึกษา
ศึกษา (ร่าง) กรอบหลักสูตรฯ ซ่ึงมีองค์ประกอบสาคัญ ได้แก่ วิสัยทัศน์ หลักการ จุดหมาย
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ สมรรถนะหลัก 6 ด้าน และกลุ่มสาระการเรยี นรู้
ขน้ั ตอนท่ี 2 ร่างหลักสตู รสถานศกึ ษาฐานสมรรถนะ และตรวจสอบคุณภาพหลักสตู ร
1) จัดทา (ร่าง) หลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ และรายละเอียดของหลักสูตร ได้แก่
วิสัยทัศน์ พันธกิจ สมรรถนะหลัก คุณลักษณะอันพึงประสงค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ โครงสร้างหลักสูตร
สถานศึกษา คาอธิบายรายวิชา/ กิจกรรม การวัดและประเมินผลและเกณฑ์การจบการศึกษา พร้อมท้ังจัดทา
เอกสารระเบยี บการวดั และประเมินผล ให้ตรงตามเปาู หมายของ (ร่าง) กรอบหลักสูตรฯ ท่ีกาหนด ตามข้ันตอน
ตอ่ ไปนี้
1.1) วิเคราะห์เชื่อมโยงผลลัพธ์การเรียนรู้ของ (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช .... ระดับประถมศึกษา กับบริบทของสถานศึกษาที่ดาเนินการไว้ขั้นตอนท่ี 1 เพ่ือปรับ หรือ
เพ่ิมเตมิ ผลลพั ธก์ ารเรียนรู้ ใหส้ อดคล้องกบั สภาพบริบท จดุ เนน้ ความพร้อม และความต้องการของสถานศึกษา
และความถนัด ความสามารถ ความสนใจ และความต้องการของผ้เู รียน
1.2) กาหนดโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ โดยศึกษากรอบโครงสร้างเวลาเรียน
ของ (ร่าง) กรอบหลักสูตรฯ สมรรถนะหลัก และผลลัพธ์การเรียนรู้ ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ แล้วพิจารณา
จดั ทารายวิชา และเวลาเรียน ใหส้ อดคล้องกบั บริบทและจุดเนน้ ของสถานศึกษา
(รา่ ง) กรอบหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช .... ระดับประถมศึกษา ได้กาหนด
แนวการจัดโครงสร้างเวลาเรียนของสถานศึกษา ในลักษณะการกาหนดช่วงเวลาท่ียืดหยุ่น เพ่ือให้สถานศึกษา
115
ได้พิจารณากาหนดโครงสร้างเวลาในการจัดการเรียนรู้ท่ีเอ้ือต่อการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุสมรรถนะตาม
กรอบหลักสูตรฯ และตามผลการวิเคราะห์บริบทและจุดเน้นของสถานศึกษา สถานศึกษาพิจารณาและ
ดาเนินการจัดโครงสรา้ งหลกั สูตรสถานศึกษา โดยมีหลกั การ ดงั นี้
1. ยึดสมรรถนะหลกั และผลการวิเคราะห์บริบทและจุดเน้นของสถานศึกษาเป็นเปูาหมาย
ของการพฒั นาผูเ้ รยี นและการจดั เวลาในการเรยี นรู้
2. พัฒนาผู้เรียนตามความสามารถ ความต้องการ ความสนใจและเส้นทางการเรียนรู้
ของผู้เรียน
3. ยืดหยนุ่ ตามบรบิ ทและระบบนเิ วศทางการศึกษา (Ecosystem) ของแตล่ ะโรงเรียน
4. บรู ณาการการจัดการเรียนรู้ ท้ังภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้และข้ามกลมุ่ สาระการเรียนรู้
5. พฒั นาคุณภาพผเู้ รยี นตามจดุ เนน้ ของช่วงวยั และจดุ เนน้ การจัดการศึกษา
1.3) กาหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ของรายวิชา การกาหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ของรายวิชา
กาหนดจากข้อมลู
- ความต้องการจาเปน็ ของผู้เรยี นในชั้นปี/ รายภาค
- จดุ เนน้ ตามบรบิ ทของสถานศกึ ษาทไี่ ด้จัดทาในข้นั ตอนที่ 1
- คาบรรยายพฤตกิ รรมระดับการพฒั นาของสมรรถนะหลักทเี่ กี่ยวข้อง
- ผลลพั ธ์การเรยี นรชู้ ่วงช้ันของกลมุ่ สาระการเรียนรู้ท่เี ก่ียวขอ้ ง
ผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชา เป็นความคาดหวังว่าผู้เรียนจะกระทาได้ โดยระบุสมรรถนะหลัก
ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง สมรรถนะเฉพาะ (ความรู้ ทกั ษะ และคุณลักษณะทเ่ี ช่อื มโยงกนั ) และสถานการณ์
การบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้เมื่อจบช่วงช้ัน กาหนดให้ผู้เรียนใช้เวลาเรียนภายใน ๓ ปี
ซ่ึงสถานศึกษาสามารถจะกาหนดผลลัพธ์การเรียนรู้แต่ละปี/ รายภาค ไต่ลาดับจากง่ายไปยาก หรือผลลัพธ์
การเรียนรู้เหมือนกันในแต่ละปี แต่มีความเข้มข้นของสมรรถนะเฉพาะ ระดับการพัฒนาสมรรถนะหลัก และ
สถานการณท์ ่หี ลากหลายและซบั ซ้อนมากข้ึน
1.4) จดั ทาคาอธิบายรายวิชา
จัดทาคาอธิบายรายวิชา โดยนาผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชาชั้นปี/ รายภาค มาเขียน
เป็นคาอธิบายรายวิชา ซึ่งสามารถเขยี นได้หลายลักษณะ มีองคป์ ระกอบทีส่ าคญั ดังนี้
1.4.1) ช่ือรายวิชา สาหรับช่ือรายวิชา สถานศึกษาสามารถกาหนดได้ตาม
ความเหมาะสม ทั้งน้ี ตอ้ งส่ือความหมายไดช้ ัดเจน สอดคล้องกบั ผลลพั ธก์ ารเรียนรชู้ น้ั ปี/ รายภาค
1.4.2) เวลาเรยี น
1.4.3) ข้อความที่เป็นการระบุรายละเอียดของความรู้ ทักษะ เจตคติและค่านิยม
ท่ีผู้เรียนต้องใช้ร่วมกันเพ่ือให้บรรลุความสามารถที่คาดหวังดังกล่าวมาเขียนเรียบเรียงเป็นคาอธิบายรายวิชา
ซง่ึ ประกอบดว้ ย
- ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนที่แสดงรายละเอียดพฤติกรรมบ่งช้ีของสมรรถนะหลัก
โดยระบุว่าผเู้ รียนทาอะไรได้ อยา่ งไร ในระดบั ใด ในเงื่อนไขใด สถานการณใ์ ด
- สมรรถนะเฉพาะ ซง่ึ ประกอบด้วย ความรู้ ทกั ษะ และคณุ ลกั ษณะทีเ่ ช่ือมโยงกัน
- สถานการณ์และบริบทการเรียนรู้ ที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ผ่านรูปแบบ ส่ือ
วธิ กี ารท่ีหลากหลายอยา่ งเหมาะสม
116
ท้ังน้ี อาจมีการกาหนดรายละเอียดอื่น ๆ ท่ีสถานศึกษาเห็นว่าสาคัญจาเป็น เช่น
แนวทางการวัดและประเมินผลที่ระบุรายละเอียดเก่ียวกับวิธีการ และเคร่ืองมือ นอกจากน้ี การคาอธิบายรายวิชา
ควรเขียนให้มีความกระชับ อาจแบ่งย่อหน้า หรือไม่แบ่งย่อหน้าก็ได้ แต่ต้องมีความชัดเจนเพียงพอในการนาไป
ออกแบบหนว่ ยการเรียนรู้ และแผนการจดั การเรียนรู้
2) ตรวจพิจารณาคุณภาพหลกั สูตร
เม่ือจัดทาร่างหลักสูตรสถานศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรมีการพิจารณาคุณภาพ ความถูกต้อง
เหมาะสม โดยสามารถทาได้หลายวิธี เช่น การให้ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบ หรือการรับฟังความคิดเห็นจาก
ผู้ที่เกยี่ วขอ้ ง เพ่อื นาข้อมลู ทีไ่ ด้มาพิจารณาปรบั ปรุงแก้ไขใหส้ มบรู ณย์ งิ่ ขนึ้
3) เสนอคณะกรรมการสถานศึกษา/ คณะกรรมการขับเคล่ือนพื้นท่ีนวัตกรรมการศึกษา
พิจารณาใหค้ วามเห็นชอบ
นาเสนอ (ร่าง) หลักสูตรสถานศึกษา และระเบียบการวัดและประเมินผล ต่อคณะกรรมการ
สถานศึกษา/ คณะกรรมการขับเคล่ือนพ้ืนที่นวัตกรรมการศึกษา เพ่ือพิจารณาให้ความเห็นชอบ หากมี
ข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการ ให้นาข้อเสนอแนะดังกล่าวไปพิจารณาปรับปรุง (ร่าง) หลักสูตรสถานศึกษา
ให้มคี วามเหมาะสมและชัดเจนย่งิ ขึ้นกอ่ นการอนมุ ัติใช้หลกั สตู ร และเม่อื ไดร้ ับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ
สถานศกึ ษา/ คณะกรรมการขับเคลื่อนฯ แล้ว ให้จดั ทาเป็นประกาศ หรือคาส่ัง เร่ือง ให้ใช้หลักสูตรสถานศึกษา
โดยผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษาและประธานกรรมการสถานศึกษาเป็นผู้ลงนาม หรือผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้ลงนาม
เพียงผเู้ ดียว หรือตามทค่ี ณะกรรมการขบั เคล่ือนฯ เห็นชอบ
ข้นั ตอนที่ 3 นาหลกั สตู รสถานศกึ ษาฐานสมรรถนะไปใช้ และปรบั ปรุงการจัดการเรยี นรู้
1) นาหลักสูตรสถานศกึ ษาฐานสมรรถนะไปใช้
นา ห ลั กสู ต ร สถา น ศึกษา ฐา น ส มร ร ถนะซึ่ งได้ กา ห นด คา อธิ บ า ยร า ย วิ ช า ไว้แล้ ว ไป จั ด ทา
โครงสร้างรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ และแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ
ตามเปูาหมาย
1.1) จดั ทาโครงสรา้ งรายวิชา
จัดทาโครงสร้างรายวิชา เพื่อช่วยให้เห็นภาพรวมของรายวิชาประกอบด้วย
ช่อื หนว่ ยการเรียนรู้ และเวลาเรยี นของแต่ละหนว่ ย โดยมีขอ้ คานงึ ในการจดั ทาโครงสร้างรายวชิ า ดังนี้
การจัดลาดับหน่วยการเรียนรู้ ให้พิจารณาจากลาดับของการพัฒนาสมรรถนะเฉพาะ
ให้มีความต่อเนื่องจากง่ายไปยาก จากใกล้ตัวไปไกลตัวเพ่ือให้ผู้เรียนได้ส่ังสม ความรู้ ทักษะ เจตคติ/ ค่านิยม
และนาส่ิงที่ได้รับมาพัฒนาสมรรถนะหลักอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเน้นการประเมินเพื่อพัฒนาความก้าวหน้า
โดยคานึงถงึ พฒั นาการ ศกั ยภาพ และธรรมชาติของผ้เู รียนเปน็ สาคญั
ความเช่ือมโยงของหน่วยการเรียนรู้ท่ีจัดขึ้นว่ามีความเกี่ยวเน่ืองเช่ือมโยงกันอย่างไร
เป็นลาดับข้ันตอนหรือไม่ หรือสามารถเรียนรู้แบบแยกส่วนได้ รวมท้ังหลักฐานการเรียนรู้ของรายวิชา
มีความสัมพันธ์กับหน่วยการเรียนรู้แต่ละหน่วยที่จัดข้ึนหรือไม่ อย่างไร ซึ่งจะนามาสู่การจัดการเรียนรู้
ทีม่ คี วามหมาย และกระต้นุ ใหผ้ ้เู รียนเกดิ ความคดิ เชือ่ มโยงและบูรณาการอยา่ งเป็นระบบ
การกาหนดเวลาเรยี นของแต่ละหน่วยการเรยี นรู้ พิจารณาจากเวลา ความเข้มข้นของ
ผลลัพธ์การเรียนรู้เชิงสมรรถนะ โดยเวลาเรียนที่กาหนดข้ึนอาจต้องพิจารณาว่า นอกจากจะเป็นเวลาเรียนใน
หอ้ งเรียนท่ีกาหนดตามโครงสร้างเวลาเรียนแล้ว อาจมีความจาเป็นท่ีนักเรียนจะต้องการศึกษาด้วยตนเองนอก
ห้องเรียน หากเป็นเช่นนั้นครูผู้สอนจะต้องพิจารณาว่านักเรียนจะเป็นต้องใช้มีความเหมาะสมแล้ว
ทง้ั ในรายวชิ าของตนเอง และต้องพิจารณาร่วมกับครผู ู้สอนคนอ่ืนทรี่ ับผดิ ชอบจัดการเรยี นรูใ้ นระดับช้ันเดียวกัน
ด้วยว่าเพม่ิ ภาระให้กับผ้เู รยี นจนลดประสิทธิภาพการเรียนรู้หรอื ไม่อกี ด้วย
117
เม่ือนักเรียนเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้สุดท้ายจบลง นักเรียนต้องบรรลุจุดมุ่งหมายของ
รายวิชา กล่าวคือ นักเรียนควรได้รับการพัฒนาจนมีศักยภาพที่จะต่อยอดความชานาญไปใช้ในสถานการณ์
หรือบริบททท่ี า้ ทาย และใกลเ้ คยี งกับชีวิตจริง หลังจากออกแบบหน่วยการเรียนรู้แล้ว ครูผู้สอนสามารถกาหนด
ช่ือหน่วยการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเน้ือหา หรือกิจกรรมภายในหน่วยการเรียนรู้ โดยอาจกาหนดให้เป็นชื่อ
ทเ่ี รา้ ความสนใจ และทา้ ทายความสามารถของผ้เู รียน
1.2) จดั ทาหน่วยการเรียนรู้
จัดทาหน่วยการเรียนรู้ โดยพิจารณาผลลัพธ์การเรียนรู้รายปี/ รายภาค สมรรถนะหลัก
และสมรรถนะเฉพาะท้ังด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ ท่ีเช่ือมโยงและเก่ียวข้องเป็นเร่ืองเดียวกัน
มาบูรณาการ เป็นหน่วยการเรียนรู้ และจัดการเรียนการสอนในลักษณะองค์รวม ซ่ึงสามารถจัดการเรียน
การสอนบูรณาการกับกล่มุ สาระการเรยี นรู้อ่ืน ๆ ได้ เพ่อื พฒั นาผ้เู รียนใหม้ สี มรรถนะ
การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ ต้องออกแบบการจัดการเรียนรู้ (Learning) ควบคู่
กับการประเมินเพื่อการพัฒนา (Formative Assessment) ให้ผู้เรียนมีสมรรถนะตามจุดประสงค์การเรียนรู้
เชิงสมรรถนะ (Objective) ซ่ึงเปน็ เปาู หมายการเรียนรู้ โดยมรี ายละเอียด ดังตอ่ ไปน้ี
1. การกาหนดจุดประสงคก์ ารเรียนรูเ้ ชงิ สมรรถนะ
2. การกาหนดการประเมินการเรียนรู้ และหลกั ฐานการเรียนรู้
3. การกาหนดการจัดการเรียนรู้
โดยสรุป หน่วยการเรยี นร้มู อี งคป์ ระกอบดังน้ี
๑. ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ และเวลาเรยี น
๒. ผลลัพธก์ ารเรียนรู้รายวิชาช้ันปี/ รายภาค
๓. สมรรถนะหลกั ทเ่ี ก่ยี วข้อง (ตามระดบั การพฒั นา)
๔. สมรรถนะเฉพาะ (ทง้ั ด้านความรู้ ทกั ษะ และคุณลกั ษณะทเ่ี ช่อื มโยงกนั )
๕. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้เชงิ สมรรถนะ
๖. ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งจดุ ประสงค์เชิงสมรรถนะ กับหลกั ฐานการเรยี นรู้
๗. การจัดการเรียนรู้
๘. เกณฑ์การประเมนิ
ดงั แสดงในภาพแผนต่อไปน้ี
ช่ือหน่วยการเรียนรู้ และเวลาเรยี น
ผลลัพธ์การเรียนรรู้ ายวชิ าชัน้ ปี/ รายภาค
สมรรถนะหลักที่เกย่ี วขอ้ ง สมรรถนะเฉพาะ
(ตามระดบั การพฒั นา) (ทงั้ ดา้ นความรู้ ทักษะ และคณุ ลกั ษณะ
ท่เี ชอ่ื มโยงกัน)
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้เชงิ สมรรถนะ
การจดั การเรยี นรู้ หลกั ฐานการเรยี นรู้
เกณฑ์การประเมนิ
118
2) ระบบการจัดการเรียนร้คู วบค่กู ารประเมินเพ่ือพฒั นาสมรรถนะผ้เู รียน
การประเมินเป็นส่วนหนึ่งท่ีบูรณาการอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ควบคู่
การประเมินเพ่ือพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนจึงเป็นระบบที่แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างท่ีมีองค์ประกอบที่หลากหลาย
ท่แี สดงใหเ้ ห็นวา่ การจดั การเรียนรดู้ าเนินการควบคไู่ ปพรอ้ มกบั การประเมนิ ตลอดแนว ดังน้ี
1. การกาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้เชิงสมรรถนะ ออกแบบการเรียนรู้ และออกแบบ
การประเมิน
การกาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้พิจารณาให้เหมาะสมตามสมรรถนะหลักและระดับ
สมรรถนะ ผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชา/ ช่วงชั้น/ รายปี/ รายภาค และสมรรถนะเฉพาะ โดยบ่งบอกระดับสมรรถนะ
ที่นามาใชใ้ นการออกแบบการจดั การเรียนรู้ หลังจากกาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้เชิงสมรรถนะแล้ว ครูผู้สอน
ดาเนินการออกแบบการจัดการเรียนรู้ และการประเมินไปพร้อมกัน ครูสามารถกาหนดวิธีการในการเก็บ
รวบรวมหลักฐานการเรียนรู้ดังกล่าวด้วยเครื่องมือและช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยพิจารณากิจกรรมการเรียนรู้
ที่ส่งเสริมและเชื่อมโยงการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างต่อเนื่องตลอดระยะการเรียนรู้ หลักฐานการเรียนรู้ในแต่ละ
ช่ ว ง ข อ ง ก า ร เ รี ย น รู้ ใ น ห น่ ว ย ก า ร เ รี ย น รู้ ห รื อ แ ผ น ก า ร จั ด ก า ร เ รี ย น รู้ เ ป็ น ห ลั ก ฐ า น ส า คั ญ ที่ แ ส ด ง ใ ห้ เ ห็ น
ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียน ก่อนที่จะไปถึงการทาผลงาน หรือชิ้นงานที่แสดงการมีสมรรถนะ
ในตอนท้ายของการเรียนรู้ โดยครอบคลุมทุกช่วงเวลาของกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้สามารถดาเนินการ
เกบ็ รวบรวมหลักฐานทีแ่ สดงพฤตกิ รรมบ่งช้ีได้ทนั ท่วงที
2. วงจรการปฏิบัติการประเมินเพอ่ื การเรียนรู้
วงจรน้ีสาคญั อยา่ งยงิ่ แสดงให้เห็นกจิ กรรมการประเมินท่ีบูรณาการกับกระบวนการเรียนรู้
ในการจัดการเรียนรู้ ครูสามารถเร่ิมด้วยการประเมินวินิจฉัยเพื่อศึกษาพื้นฐานความรู้เดิม หรือจุดอ่อนจุดแข็ง
ของผู้เรียนทมี่ ีอยู่เดมิ กอ่ นเรียน หรือการเรียนรู้ หรอื สมรรรถนะเดิมก่อนเรียนของผู้เรียน ซึ่งช่วยให้ครูออกแบบ
การเรยี นรู้ หรือปรบั การจดั การเรยี นรู้ใหเ้ หทมาะสมกับความต้องการของผ้เู รยี นรายบุคคลได้
จากนั้นครูอธิบายเปูาหมายการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเข้าใจ ท้ังจุดประสงค์การเรียนรู้
เชิงสมรรถนะของการเรยี นรู้ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้/ แผนการจัดการเรียนรู้/ ครั้ง รวมทั้งภาพความคาดหวัง
ของผลงาน หรอื ชนิ้ งาน หรือพฤตกิ รรมทผ่ี ู้เรียนต้องนามาแสดงให้ผู้เรียนทราบ ซ่ึงจะเป็นการกาหนดมาตรฐาน
การประเมินการเรียนรู้ให้เข้าใจตรงกันระหว่างผู้เรียนทั่วไปทุกคน และทาให้ผู้เรียนทราบเปูาหมาย
และเกดิ ความรับผดิ ชอบในการเรียนรู้ของตนเอง
หลังจากท่ีเข้าใจภาพความคาดหวังของการเรียนรู้ตรงกันแล้ว จึงเร่ิมดาเนินการจัด
การเรียนรู้ควบคู่การประเมินเพื่อพัฒนา หมายความว่าในระหว่างการจัดการเรียนรู้ ครูและผู้เรียนติดตาม
การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นระยะ ๆ ด้วยวิธีการประเมินความก้าวหน้า (Formative Assessment) ท่ีใช้
ทั้งการประเมินโดยครู เพื่อน และการประเมินตนเองของผู้เรียน การประเมินความก้าวหน้าทาให้ได้หลักฐาน
การเรียนรู้ที่แสดงความก้าวหน้าของผู้เรียนเป็นลาดับ มีการให้ข้อมูลปูอนกลับและการสนับสนุนช่วยเหลือ
ผู้เรยี นตามความต้องการที่วิเคราะห์จากหลักฐานการเรียนรู้ ในขณะเดียวกันผู้เรียนจะกากับติดตามการเรียนรู้
ของตนเองได้ โดยไม่ตอ้ งรอใหถ้ ึงการประเมินในชว่ งทา้ ยของการเรยี นรู้
ข้อมูลท่ีแสดงความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละช่วง หรือจุดสาคัญ (Key Point)
ควรได้รับการบันทึกลงในแบบแบบฟอร์มอย่างต่อเนื่องและสม่าเสมอ เพ่ือให้ครู ผู้เรียน หรือผู้เกี่ยวข้อง
เห็นพัฒนาการในการเรียนรู้ของผู้เรียน ครู หรือผู้เก่ียวข้องให้การสนับสนุนช่วยเหลือตามความต้องการ
ของผู้เรียนจากพัฒนาการที่เห็นได้ และผู้เรียนกากับติดตามการเรียนรู้ของตนเองจากการได้เห็นเส้นทาง
การเรยี นรขู้ องตนเองไดช้ ดั เจนข้ึน
119
หากผู้เรียนได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือในระหว่างทางอย่างเหมาะสม และเม่ือต้องประเมิน
สรปุ ผล (Summative Assessment) เพอ่ื ตดั สนิ ว่าผเู้ รยี นมีสมรรถนะตามจุดประสงค์การเรียนรู้หรือไม่ ผู้เรียน
จะสามารถบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ได้ แต่หากผู้เรียนยังไม่บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ สามารถปรับปรุง
แก้ไขผลงาน หรือชิ้นงาน โดยได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือท่ีเหมาะสมและมีคุณภาพย่ิงขึ้น และประเมินซ้าได้
หรอื แม้กระทง่ั ผเู้ รียนที่บรรลุสมรรถนะแล้ว หากต้องการต่อยอดการเรียนรู้ของตนเองให้บรรลุในระดับท่ีสูงขึ้น
ก็สามารถทาได้
เช่นเดียวกับการประเมินความก้าวหน้า ข้อมูลการประเมินสรุปผลควรได้รับการบันทึก
เพื่อให้เห็นระดับการบรรลุสมรรถนะของผู้เรียนตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ต่าง ๆ และสามารถ
รวมเป็นแฟูมสะสมงานของผู้เรียนได้ ซ่ึงหากต้องการให้มีความละเอียดสามารถนาข้อมูลการประเมิ น
ความกา้ วหนา้ มาใสใ่ นแฟมู สะสมงานไดด้ ว้ ย
3. การพฒั นาตอ่ ยอด
เมื่อผู้เรียนมีสมรรถนะตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้แล้ว จะพัฒนาต่อเนื่องตามวัตถุประสงค์
การเรียนรู้อ่ืนต่อไป ซ่ึงเป็นไปตามกระบวนการตั้งแต่การกาหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ออกแบบการจัด
การเรียนรู้และการประเมิน และวงจรการปฏิบัติการประเมินเพ่ือการเรียนรู้ควบคู่การเรียนรู้ เป็นวงจร
ต่อเนือ่ งกนั ทาให้การเรียนรู้เกดิ เปน็ เส้นทางการเรียนร้ขู องผเู้ รยี นรายบคุ คลต่อไป
การเรียนรู้ควบคู่การประเมนิ เพื่อพัฒนา
วงจรของการปฏบิ ตั ิการประเมนิ เพื่อการ
กาหนดจดุ ประสงค์ ออกแบบ ประเมินวนิ จิ ฉัย/ จัดก
การเรียนรู้ และออกแบบการประเมนิ ศกึ ษาพ้นื ฐานเดมิ การป
ตามสมรรถนะหลัก ; ตีความ
และระดับสมรรถนะ พฤตกิ
ราย
ตามผลลพั ธ์การเรยี นรู้
รายวิชา/ ช่วงชั้น/ รายปี ผู้เรียน
และกาก
ตามสมรรถนะเฉพาะ
120
รเรยี นรู้ ประเมินซา้ พัฒนาตอ่ ยอด
ตามความตอ้ งการ ตามลาดับการเรยี นรู้
การเรยี นร้คู วบคู่
ประเมนิ เพื่อพัฒนา
มและบันทึก ใหข้ อ้ มลู ได้รบั
กรรมบ่งชี้ ปอู นกลบั การสนับสนุน
ยบคุ คล ช่วยเหลอื
นสะทอ้ นคดิ
กบั การเรยี นรู้
121
11. แนวทางการจดั การเรยี นรู้ และการประเมนิ การเรยี นรู้
การนาหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐานสู่การปฏิบัตินั้น ต้องดาเนินงานควบคู่กันระหว่างการเรียน การสอน
และการประเมินการเรียนรู้ ด้วยการบูรณาการการประเมินการเรียนรู้ให้เป็นส่วนหน่ึงของการจัดการเรียนรู้
ยึดผลลัพธ์การเรียนรู้เชิงสมรรถนะเป็นเปูาหมายการเรียนรู้ (Objective) ที่นาไปสู่การออกแบบการจัดการเรียนรู้
(Learning) หรอื การเรยี นการสอน (Instruction) และการประเมนิ การเรียนรู้ (Assessment)
11.1 การจดั การเรยี นรู้
หลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐานเป็นหลักสูตรที่ใช้สมรรถนะเป็นองค์ประกอบหลักในการกาหนด
ผลลัพธ์การเรียนรู้ การนาสมรรถนะสู่การจัดการเรียนรู้เป็นการดาเนินงานอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการพิจารณา
สมรรถนะหลักทีเ่ ปน็ เปาู หมายของการพัฒนาผ้เู รียน และวิเคราะห์สมรรถนะเฉพาะของศาสตร์เพ่ือนามาผสมผสาน
กับสมรรถนะหลัก แล้วกาหนดเป็นผลลัพธ์การเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้เมื่อจบช่วงช้ัน การจัดการเรียนรู้
ในกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ใหผ้ ู้เรียนบรรลุผลลัพธก์ ารเรยี นรู้จึงเปน็ กลไกสาคญั ในการช่วยให้ผู้เรียนบรรลุ ท้ังสมรรถนะ
เฉพาะและสมรรถนะหลัก นอกจากน้ี ในการจัดการเรียนรู้น้ันผู้สอนต้องออกแบบกระบวนการที่ช่วยปลูกฝัง
เสริมสร้าง และพัฒนาสมรรถนะ ซึ่งครอบคลุมทั้งความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของกลุ่มสาระ
การเรยี นรู้
การจัดการเรียนรู้เน้นที่การนาความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะมาประยุกต์ใช้ในการทางาน
การแก้ปัญหา และการใช้ชีวิต ผู้สอนต้องบูรณาการความรู้สหวิทยาการ (Multidisciplinary) และจัดการเรียนรู้
เชิงรุก (Active Learning) ที่เน้นให้ความสาคัญกับผู้เรียน ผู้เรียนต้องได้รับการพัฒนาความรู้ ทักษะและ
คุณลักษณะท่ีจาเป็นและเพียงพอเพื่อนามาสู่การประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยมีส่วนร่วมในการเรียนรู้
สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการคิด ลงมือทา สะท้อนคิด เน้นการปฏิบัติ
ปรบั ปรงุ และพฒั นาตนเองอยเู่ สมอ เปน็ การเรียนรทู้ ่ีมคี วามหมายต่อผู้เรยี น เชอ่ื มโยงกบั ประสบการณข์ องผู้เรียน
การจัดการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ....
ยึดหลักการท่ีว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถประสบความสาเร็จได้ตามความถนัด ความชอบและศักยภาพในรูปแบบ
ของตนเอง การจัดการเรียนร้จู ึงต้องสนบั สนนุ ให้ผู้เรียนเป็นเจ้าของการเรียนรู้ที่เอ้ือให้ผู้เรียนค้นหาตัวเองเพื่อเลือก
เส้นทางการเรียนรู้ (Learning Pathways) ตอบสนองความแตกต่างของผู้เรียน (Different Instruction)
มีความยืดหยุ่นเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นรายบุคคล (Individual Support) คานึงถึงจังหวะ
ในการเรียนรู้ของผูเ้ รียน (Self-Pacing) สอดคล้องกับบรบิ ทของผู้เรียน ชุมชนแวดลอ้ ม และจดุ เน้นของสถานศึกษา
การจดั การเรียนรูต้ ้องสง่ เสรมิ ให้ผู้เรียนกากับการเรียนรู้ของตนเอง เพื่อให้บรรลุเปูาหมายการเรียนรู้
ดังน้ัน การออกแบบการเรียนรู้ต้องผสานกันไปกับการประเมิน โดยมีการวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคล
ว่ามีความสามารถ ความสนใจส่ิงใด เพ่ือนาไปสู่การออกแบบการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องและเหมาะสมกับการพัฒนา
สมรรถนะของผู้เรียนแต่ละบุคคล ผู้เรียนจะได้รับข้อมูลปูอนกลับจากการประเมินตนเองและผู้อ่ืนประเมิน
ท้ังในขณะที่ปฏิบัติกิจกรรมและหลังจากการปฏิบัติกิจกรรม นาไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาการเรียนรู้ของตน
รวมท้ังได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือที่สอดคล้องกับความต้องการบนเส้นทางการเรียนรู้ของตนเองในระยะเวลา
ท่ีแตกต่างกันตามความจาเป็นของแต่ละคน เพื่อเอ้ือให้ผู้เรียนได้พัฒนาสมรรถนะเต็มตามศักยภาพสู่ระดับ
ความสามารถทีส่ ูงข้นึ
ทรพั ยากรสนับสนุนการเรียนรู้ เป็นเครื่องมือส่งเสริมสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนได้พัฒนา
สมรรถนะ การจัดหาทรัพยากรสนับสนุนการเรียนรู้ ต้องเชื่อมโยงกับความเป็นจริง มีความร่วมสมัย หลากหลาย
ยืดหยุ่น และอิงบริบทของผู้เรียน ช่วยให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะในสถานการณ์จริง
122
หรือเสมือนจริง เพ่ือให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะ โดยทรัพยากรสนับสนุนการเรียนรู้ อาจหมายรวมถึงการรวบรวม
แหล่งการเรียนรู้ ศูนย์ส่ือการเรียนรู้ ระบบสารสนเทศการเรียนรู้ และเครือข่ายการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
ท้งั ในสถานศึกษาและในชุมชน
การเลือกใช้ทรัพยากรสนับสนุนการเรียนรู้ ควรเลือกให้มีความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการ และ
ลีลาการเรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียนเพ่ือสนับสนุนการเรียนรู้รายบุคคล สอดคล้องกับจังหวะการเรียนรู้ และ
เส้นทางการเรียนรู้ของผู้เรียน การใช้สื่อและทรัพยากรการเรียนรู้เพื่อสนับสนุนผู้เรียนควรเป็นไปเพ่ือการพัฒนา
ผู้เรียนให้เกิดการถ่ายโยงการเรียนรู้เพ่ือประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน ตลอดจนเอื้อให้ผู้สอนสามารถใช้สื่อ
ในการช่วยเหลือและพัฒนาผู้เรียนในระยะเวลาท่ีเหมาะสมเพ่ือพัฒนาสู่สมรรถนะขั้นถัดไป และแตกต่างไป
ตามความจาเป็นแตล่ ะคน
11.2 การประเมินการเรียนรู้
การประเมินการเรียนรู้มีจุดมุ่งหมายหลักเพ่ือพัฒนาผู้เรียน การประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียน
ต้ังอยู่บนหลักการท่ีสาคัญว่า การประเมินเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีมีความหมาย สร้างแรงจูงใจ และส่งเสริม
การเรียนรู้ของผู้เรียน สามารถดาเนินการได้ตลอดเวลา ในช่วงเวลาท่ีเหมาะสม มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง
และนาไปใช้ประโยชน์ต่อได้ การประเมินเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีเป็นบวกส่งเสริมให้ผู้เรียนแสดงออกถึง
การพัฒนาสมรรถนะตามเกณฑ์การปฏิบัติ (Performance Criteria) ที่กาหนดเป็นการวัดอิงเกณฑ์ ประเมิน
ความก้าวหน้าตามอัตราตนเองเม่ือผู้เรียนพร้อม ผู้เรียนได้รับทราบเกณฑ์การประเมินและข้อมูลพัฒนาการของ
ตนเองท่ีชัดเจนเพื่อเป็นข้อมูลปูอนกลับในการพัฒนาสมรรถนะ ผู้เรียนสามารถเล่ือนระดับการพัฒนาได้
(Advancement) หากแสดงถึงหลักฐาน หรือร่องรอยการปฏิบัติ (Evidence) ท่ีบ่งบอกความชานาญ (Mastery)
ของผู้เรียน หากไม่ผา่ นผเู้ รียนจะไดร้ ับความชว่ ยเหลืออยา่ งทันทว่ งทเี พื่อพัฒนาสู่ระดบั สมรรถนะขั้นถัดไป
การประเมินบูรณาการอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการประเมินเน้นการรวบรวมหลักฐาน
การเรยี นรเู้ พ่ือใหไ้ ดส้ ารสนเทศเกยี่ วกับพัฒนาการของผู้เรียนท้ังในด้านสมรรถนะเฉพาะและสมรรถนะหลัก เพื่อใช้
ในการพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง การประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียนดาเนินการทั้งการประเมินเพ่ือพัฒนา
และการประเมินเพ่ือสรุปผล ด้วยวิธีการที่หลากหลายและสอดคล้องกับวัยและความต้องการจาเป็นของผู้เรียน
และธรรมชาตขิ องศาสตร์
การประเมินเพื่อพัฒนาเป็นจุดเน้นหลักของหลักสูตรฐานสมรรถนะและมีบทบาทสาคัญ
ในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยเฉพาะในระหว่างการจัดการเรียนรู้ การประเมินเพื่อพัฒนา
ให้ความสาคัญกับสมรรถนะเฉพาะซ่ึงครอบคลุมความรู้ ทักษะ คุณลักษณะและเจตคติ และสมรรถนะหลัก
ซ่ึงเน้นกระบวนการผ่านผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยพิจารณาจากหลักฐานการเรียนรู้เทียบกับเกณฑ์ การประเมิน
เพื่อพัฒนาควรดาเนินการระหว่างการจัดการเรียนรู้เป็นระยะ ซ่ึงเป็นการแสดงความก้าวหน้าในการเรี ยนรู้
และให้ข้อมูลปูอนกลับ เพ่ือการปรับปรุงและพัฒนาผู้เรียน รวมถึงส่งเสริมและช้ีแนะการเรียนรู้ในลาดับต่อไป
และวางแผนเปูาหมายและเส้นทางการเรียนรู้ในอนาคต ผู้เรียนควรมีส่วนร่วมในการประเมินตนเองและเพื่อน
เพ่ือพัฒนาทักษะในการกาหนดเปูาหมายและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ และเพ่ือวิเคราะห์การเรียนรู้ รวมท้ัง
เพอ่ื เพิ่มแรงจงู ใจและกากับการเรยี นรู้ของตนเอง
การประเมินเพื่อสรุปผลเป็นการพิจารณาสมรรถนะเฉพาะและสมรรถนะหลักเพ่ือทาการตัดสินใจ
ในหลายลักษณะ ท้ังการตัดสินผลการเรียน การเล่ือนชั้น และการจบการศึกษา การประเมินสรุปผลพิจารณา
หลักฐานการเรียนรู้เทียบกับเกณฑ์ การประเมินสรุปผลสมรรถนะเฉพาะประเมินผ่านผลลัพธ์การเรียนรู้
เม่ือผู้เรียนพร้อม หรือเมื่อจบหน่วยการเรียนรู้ ส่วนการประเมินสมรรถนะหลักประเมินเม่ือจบปีการศึกษา
เพือ่ สะทอ้ นภาพการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรยี นตลอดแนว
123
11.3 การตัดสนิ ผลการเรียน
การตดั สินผลการเรียน ดาเนินการใน 2 ส่วน ดงั น้ี
ส่วนท่ี 1 ตัดสินผลการเรียนตามผลลัพธ์การเรียนรู้โดยกาหนดเป็นระดับผลการเรียนซ่ึงสะท้อนถึง
ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น กาหนดเป็นระบบสัญลักษณ์ ระบบตัวอักษร หรือคาสาคัญอ่ืน
ทีส่ ถานศึกษากาหนด ซึง่ พิจารณาจากข้อมลู หรอื หลักฐานที่เปน็ ผลจากการเรยี นรู้
ส่วนที่ 2 ตดั สินผลการพัฒนาสมรรถนะหลักของผู้เรียน ตามระดับความสามารถท่ีส่วนกลางกาหนด
(ระดับต้น กาลังพัฒนา สามารถ และเหนือความคาดหวัง) ซึ่งพิจารณาจากข้อมูล หรือหลักฐานท่ีเป็นผลจาก
การเรียนรู้ กรณีท่ีสถานศึกษากาหนดสมรรถนะเพิ่มเติมให้สถานศึกษากาหนดเกณฑ์ระดับความสามารถ
ให้สอดคลอ้ งกับแนวทางทสี่ ว่ นกลางกาหนดดว้ ย
ในเบ้ืองต้นมแี นวทางการประเมินเพ่ือตัดสนิ ผลการเรยี นของผู้เรยี นไว้เปน็ 4 แนวทาง ดังนี้
แนวทางท่ี 1 แนวทางที่ 2 แนวทางที่ 3 แนวทางที่ 4
รายการ ประเมนิ ประเมนิ ประเมิน ประเมิน ประเมิน ประเมิน ประเมนิ ประเมนิ
สมรรถนะ เมอ่ื จบช้ันปี เม่ือจบชว่ งช้ัน เมื่อจบช้นั ปี เมอ่ื จบช่วงช้ัน เม่ือจบช้นั ปี เมื่อจบชว่ งช้ัน เมือ่ จบชั้นปี เมอ่ื จบช่วงช้ัน
เฉพาะ
(ในสาระ (ป.1 และ 2) (ป.3 ในฐานะ (ป.1 และ 2) (ป.3 ในฐานะ (ป.1 และ 2) (ป.3 ในฐานะ (ป.1 และ 2) (ป.3 ในฐานะ
การเรยี นร)ู้
สมรรถนะหลกั จบชว่ งช้นั ) จบช่วงช้นั ) จบชว่ งชน้ั ) จบชว่ งช้นั )
6 ด้าน
// // // //
/ / / / / /
ทากจิ กรรม โดยวิเคราะห์ โดยวิเคราะห์ ทากจิ กรรม ทากจิ กรรม ทากจิ กรรม
ประเมนิ จาก จาก ประเมนิ ประเมนิ ประเมนิ
สมรรถนะ สมรรถนะ สมรรถนะ สมรรถนะ
รวบยอด สมรรถนะ สมรรถนะ รวบยอด รวบยอด รวบยอด
โดยเทียบกบั เฉพาะ เฉพาะ โดยเทยี บกับ โดยเทยี บกบั โดยเทยี บกบั
เกณฑ์ เทียบกับ เทียบกับ เกณฑจ์ าก เกณฑจ์ าก เกณฑ์จาก
เกณฑ์ เกณฑ์ สว่ นกลาง สว่ นกลาง ส่วนกลาง
จาก จาก จาก
สว่ นกลาง ส่วนกลาง ส่วนกลาง
11.4 การรายงานผลการพัฒนาและการเล่ือนชน้ั
11.4.1 การรายงานผลการพัฒนา
1) การรายงานผลการเรียนรู้ในระหว่างช้ันปีและเม่ือจบช่วงชั้นให้อิงสมรรถนะ โดยมี
องค์ประกอบอย่างน้อย 2 ส่วน ได้แก่ ผลการเรียนรู้ตามผลลัพธ์การเรียนรู้ท่ีผู้เรียนบรรลุ และสรุปผลระดับ
สมรรถนะหลกั ทผี่ ้เู รยี นบรรลุ
2) หากผู้เรียนย้ายสถานศึกษาระหว่างการศึกษาภายในช้ันปี สถานศึกษาดาเนินการสรุป
รายงานผลการเรยี นรู้ของผู้เรยี นในปีการศึกษาท่ผี ่านมาและผลการเรียนรทู้ ี่บรรลุในช่วงเวลาน้ัน
124
11.4.2 การเลอื่ นชั้น
การเลื่อนชั้นของผู้เรียน แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การเล่ือนช้ันระหว่างชั้นปี และ
การเลื่อนชนั้ เมอื่ จบชว่ งชัน้
1) การเล่ือนชั้นระหว่างช้ันปีเป็นการประเมินเพ่ือจัดทาข้อมูลการเรียนรู้ของผู้เรียน
ในแต่ละผลลัพธ์การเรียนรู้ในระหว่างการศึกษา หรือช้ันปีที่ 1 - 2 ของแต่ละช่วงชั้น ผู้เรียนจะได้รับการเล่ือนชั้น
หากมผี ลการเรยี นรู้ตามผลลพั ธก์ ารเรยี นรูท้ ่ีกาหนดในรายวิชาท่ีเรียน ถ้าผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต่า หรือไม่เป็นไป
ตามระดับท่ีคาดหวังท่ีสถานศึกษากาหนด สถานศึกษาสามารถให้ผู้เรียนเลื่อนระดับช้ันปีได้ โดยจัดกิจกรรม หรือ
ระบบสนับสนุนอื่น ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรสถานศึกษา เพ่ือช่วยให้ผู้เรียนมีผลการเรียนรู้ตามท่ีหลักสูตร
สถานศกึ ษากาหนด
2) การเลื่อนชั้นเม่ือจบช่วงช้ัน (จากช่วงชั้นท่ี 1 ไปช่วงช้ันที่ 2) เป็นการตัดสินผลการ
เรียนรู้ในภาพรวมเพื่อพิจารณาตัดสินการเล่ือนชั้นระหว่างช่วงชั้น เมื่อจบการศึกษาหรือช้ันปีสุดท้ายของช่วงช้ันที่
1 และช่วงชั้นที่ 2 การเลื่อนระหว่างช่วงช้ันสามารถดาเนินการได้เมื่อผู้เรียนมีผลลัพธ์การเรียนรู้ตามเกณฑ์ที่
สถานศึกษากาหนดและมีสมรรถนะหลักตามเกณฑ์ที่สว่ นกลางกาหนด
3) เกณฑ์การเลื่อนชั้น ท้ังการเล่ือนระหว่างชั้นปีและเล่ือนเมื่อจบช่วงช้ันให้เป็นไป
ตามที่หลักสูตรสถานศึกษากาหนด ซึ่งต้องสะท้อนสมรรถนะและหรือคุณลักษณะตามเปูาหมายของหลักสูตร
ทัง้ นี้ ใหส้ ถานศึกษาเป็นผู้พิจารณาอนุมตั ิการเล่ือนชนั้ โดย
3.1) เกณฑ์การเล่ือนชั้นระหว่างชั้นปี: ผู้เรียนจะได้รับการเลื่อนช้ันเม่ือมีผลลัพธ์
การเรียนรู้ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากาหนด ซึ่งระบุความสามารถสาคัญที่ผู้เรียนพึงมี ( Minimum
Requirement)
3.2) เกณฑ์การเล่ือนชั้นเม่ือจบช่วงชั้น ผู้เรียนจะได้รับการเล่ือนช่วงชั้น เม่ือบรรลุ
ครบทุกผลลัพธ์การเรียนรู้ช่วงชั้นตามเกณฑ์ท่ีสถานศึกษากาหนด และมีสมรรถนะหลักตามเกณฑ์ท่ีส่วนกลาง
กาหนด
ท้ังนี้ เกณฑ์ท่ีส่วนกลางกาหนดมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สถานศึกษานาไปใช้เป็นเกณฑ์
เปรยี บเทยี บในการกาหนดเกณฑ์ในการพฒั นาผเู้ รียนของโรงเรียนดว้ ย
11.5 การจบการศึกษา
การจบการศกึ ษาของผเู้ รียน ระดบั ประถมศกึ ษา มรี ายละเอียดดังนี้
11.5.1 เกณฑก์ ารจบการศกึ ษา ผเู้ รียนจบการศกึ ษาไดเ้ มอ่ื
1) มผี ลการเรียนตามผลลพั ธ์การเรยี นรู้ ตามเกณฑท์ ่ีสถานศกึ ษากาหนด
2) มีผลการพัฒนาสมรรถนะหลักตามเกณฑ์ท่ีส่วนกลางกาหนด โดยมีสมรรถนะหลัก
อย่างน้อย 2 สมรรถนะ อย่ใู นระดบั “สามารถ” ขึ้นไป
ท้ังนี้ สถานศึกษาสามารถกาหนดเกณฑ์การจบการศึกษาเพ่ิมเติม รวมทั้งกาหนดเกณฑ์
ทีเ่ หมาะสมกับกลมุ่ เปาู หมายเฉพาะ
11.5.2 สถานศึกษาเปน็ ผู้พจิ ารณาอนุมัติการจบการศึกษา
11.5.3 หลกั ฐานการจบการศกึ ษาจากสถานศึกษาให้อิงสมรรถนะ โดยมีองค์ประกอบอย่างน้อย
2 ส่วน ไดแ้ ก่ ผลการเรยี นตามผลลัพธก์ ารเรยี นร้เู มื่อจบระดบั การศึกษา และระดับสมรรถนะหลกั