The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือกายวิภาคศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2021-10-22 03:48:49

หนังสือกายวิภาคศาสตร์

หนังสือกายวิภาคศาสตร์

ANATOMY
กายวิภาคศาสตร์

คำนำ

หนังสือ E-BOOK กายวิภาคศาสตร์ของมนุษย์
เล่มนี้ เรียบเรียงขึ้นเพื่อศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมใน
เรื่องของ กายวิภาคศาสตร์ของมนุษย์ เนื้อหา
ในหนั งสือเล่มนี้ เริ่มตั้งเเต่เรื่องระดับเซลล์
ตลอดจนทุกระบบในร่างกายของมนุษย์ บอก
ตำเเหน่ง หน้าที่ ของอวัยวะต่าง ๆของร่างกาย
มีภาพประกอบให้ผู้อ่านเข้าใจมากยิ่งขึ้น

นางสาวอนัญญา กิจสวน
ผู้จัดทำ

สารบัญ

เรื่อง หน้ า

ความรู้เบื่องต้นเกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์ 4
Cell Skin 6
Female reproductive System 23
Endocrine System 30
Skeletal System 43
Muscular System 56
Digestive System 79
Male reproductive organs 87
Respiratory System 93
Circulatory System 101
Nervous System 110

คำศัพท์ทางกายวิภาคศาสตร์

anatomical position ร่างกายที่อยู่ในท่ายืนตรงตามองไป
ข้างหน้าแขนขา ชิดลำตัวหันฝ่ามือไปข้างหน้า

Frontal (coronal) plane คือ ระนาบที่ตั้งฉากกับ sagittal plane
และแบ่งร่างกายออกเป็นซีกส่วนหน้า (anterior) กับส่วนหลัง (posterior)

Sagittal (median) plane คือ ระนาบในแนวดิ่งที่แบ่งร่างกายออกเป็นซีกซ้ายและขวาส่วน
Midsagittal plane คือ ระนาบในแนวดิ่งที่แบ่งร่างกายออกเป็นซีกซ้ายและขวา เท่าๆกัน

Horizontal (transverse) plane คือระนาบที่ตั้งฉากกับแกนยาวของลำตัว
และแบ่งร่างกายออกเป็นส่วนบนและส่วนล่าง

Superior ข้างบน Lateral ด้านข้าง

Inferior ข้างล่าง Proximal ใกล้ลำตัว หรือส่วนต้น

Anterior ส่วนหน้า Distal ไกลลำตัว หรือส่วนปลาย

Posterior ส่วนหลัง Superficial ใกล้ผิว หรือตื้น

Dorsal ส่วนหลัง หรือ ด้านหลัง Deep ลึก





Ventral ส่วนหน้า ด้านหน้า หรือ ด้านท้อง

Cranial ใกล้ศีรษะมากกว่า

Cephalic ใกล้ศีรษะมากกว่า

Caudal ใกล้เท้ามากกว่า

Medial ด้านใน หรือด้านใกล้แนวกลางลำตัว

บทที่ 1

Cell
Skin

เซลล์

เป็นโครงสร้างและหน่วยการทำงาน
พื้นฐานที่สุดของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่
ทราบกัน เซลล์เป็นหน่วยย่อยที่สุด

PLANT CELL

ANIMAL CELL

Prokaryotic cell
-ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส -ไม่มีออร์แกเนลล์ที่มีเยื่อหุ้ม
-ไม่มีspindle fiber -ไม่มีcentriole และ microtubule
-Ribosome ขนาด 70s
-ผนังเซลล์เป็น Peptidoglycan
เช่น แบคทีเรีย สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน

ความเเตกต่าง

Eukaryotic cell
-มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส -มีออร์แกเนลล์ที่มีเยื่อหุ้ม
-พวกที่มีผนังเซลล์จะเป็นสารchitin หรือ cellulose
-Ribosome ขนาด 80s
-มีการสืบพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ
เช่น โพรโทซัว พืช สัตว์และฟังไจ

โครงสร้างของเซลล์ยูคาริโอต
Eukaryotic structure

1 ส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์
2 ไซโทรพลาสซึม
3 นิวเคลียส




เยื่อหุ้มเซลล์ (Cell membrane) ทำหน้าที่ห่อหุ้มส่วนที่เป็นของเหลวและออร์แก
เนลล์ภายใน ทั้งยังเป็นเยื่อเลือกผ่าน ควบคุมการเข้าออกของสารต่าง ๆ จากสิ่ง
แวดล้อมเข้าสู่เซลล์




ผนังเซลล์ (Cell wall)
เป็นส่วนที่อยู่ชั้นนอกสุดของเซลล์ จะพบใน เซลล์พืชมีหน้าที่เพิ่มความแข็งแรง ค้ำจุน
โครงสร้างของเซลล์ ทำให้เซลล์คงรูป และป้องกันการสูญเสียน้ำของเซลล์พืช

แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ไซโทซอล ( cytosol ) cytoplasm
เป็นส่วนที่ไม่มีชีวิต เช่น เอนไซม์ สารอาหาร
เม็ดแป้ง เม็ดโปรตีน
ออร์แกเนลล์ ( Organelles) เป็นส่วน
ประกอบโครงสร้างที่ทำหน้าที่เฉพาะภายใน
เซลล์

ออร์แกเนลล์ไม่มีเยื่อหุ้ม คือ Ribosome
พบทั้งในยูคาริโอต และโพรคาริโอต

Bound Ribosome Free Ribosome
( ไรโบโซมที่ติดอยู่กับ ER ) (ไรโบโซมที่อิสระในไซโทซอล)
สร้างโปรตีนส่งออกนอกเซลล์ ทำหน้าที่สร้างโปรตีนใช้ในเซลล์

Cenyriole พบในเซลล์สัตว์และสิ่งมีชีวิตเซลล์เดีย ประกอบ Microtubule 9 กลุ่ม
กลุ่มละ 3 อันเรียงเป็นวงกลม ทำหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการแบ่งเซลล์




Cytoskeleton เป็นโครงสร้างที่ให้ความแข็งแรงแก่เซลล์ และ
ทำให้เซลล์คงรูปร่างอยู่ได้ แบ่งเป็น 3 ประเภท



1 .Microtubule ประกอบด้วยโปรตีน Tubulin

เป็นองค์ประกอบของ Centriole , Spindle , fiber , cilia , Flagella




2. Microfilament ประกอบด้วยโปรตีน Actin ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของเซลล์



3. Internediate filament มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดใหญ่กว่าไมโครฟิลา
เม้นท์ช่วยรักษารูปร่างของเซลล์

ออร์แกเนลล์มีเยื่อหุ้ม 1 ชั้น Endoplasmic Reticulum : ER

สังเคราะห์และหลั่งสารสเตอรอยด์ ร่างแหเอนโดพลาสซึม
กำจัดสารพิษที่ตับ สังเคราะห์โปรตีน RER ชนิดขรุขระ
SER ชนิดเรียบ





ไรโบโซมมาเกาะขนส่งโปรตีนที่สร้างจากไรโบโซมออกนอกเซลล์

Golgi Complex (กอลจิคอมเพล็กซ์)
Golgi Body , Golgi Apparatus ทำหน้าที่ตัดแต่งเติมสารบรรจุเป็นถุง
แล้วส่งออกด้วยวิธี Exocytosis

Lysosome (ไลโซโซม)
พบเฉพาะในเซลล์สัตว์ กำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม
ที่เข้าสู่เซลล์ ย่อยสลายออร์แกเนลล์และเซลล์หมดอายุ



Peroxisome (เพอร็อกซิโซม)
พบในเซลล์พืช เซลล์ตับ ท่อหน่วยไต




Vacuole ( แวคิวโอล) พบในเซลล์พืชและสัตว์ชั้นต่ำ
เป็นถุงบรรจุสาร สารที่บรรจุขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์

ออร์แกเนลล์มีเยื่อหุ้ม 2 ชั้น
Mitochondria ( ไมโทคอนเดรีย) ภายในไมโทรคอนเดรียจะพบ DNA RNA
ไรโบโซม และของเหลวเรียกว่า Matrix เป็นแหล่งสร้างพลังงานของสิ่งมีชีวิต

Chloroplast (คลอโรพลาสต์) มีเยื่อหุ้ม 2 ชั้น ของเหลวที่อยู่ภายในเรียกว่า Stroma
มีความสำคัญในการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช ภายในสามารถพบ DNA RNA
Ribosome พบในเซลล์พืช สาหร่ายสีเขียว

Nuclear membrane เยื่อหุ้มนิวเคลียส เป็นเยื่อหุ้มบางๆ 2ชั้น เรียงซ้อนกัน
มีรูเรียกว่า Nuclear pore เป็นทางผ่านของสารต่างๆ ระหว่าง cytoplasm
กับ Nucleus

Chromatin fiber เส้นใยโครมาทิน เป็นเส้นใยเล็ก ๆ พันกันเป็นร่างแหประกอบด้วยโปรตีน
รวมกับ Deoxyribonucleic acid เมื่อเซลล์แบ่งตัวจะหดสั้นกลายเป็นแท่งเรียกว่า
Chromosme




Nucleolus เป็นก้อนอนุภาคหนาทึบพบในเซลล์ Eukaryote
สังเคราะห์ RNA มีความสำคัญในการสร้างโปรตีน

การลำเลียงสารเข้าออกของเซลล์

การลำเลียงสาร
แบบไม่ใช้พลังงาน

การแพร่แบบมีตัวพา การแพร่ของสารผ่าน โปรตีนตัวพา

การแพร่ธรรมดา การกระจายของอนุภาคจากสาร บริเวณที่มีความ
เข้มข้นของสารสูงไปสู่บริเวณที่มีความเข้มข้นของสารต่ำกว่า

ออสโมซิส เป็นการแพร่ของเหลวหรือการแพร่ของน้ำผ่านเยื่อเลือกผ่านโดยน้ำจะแพร่จาก
บริเวณที่มีความหนาแน่นของน้ำมากไปยัง บริเวณที่มีความหนาแน่นของน้ำน้อยกว่า

การลำเลียง สามารถนำสารจากบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารต่ำไปสู่บริเวณที่มี
โดยใช้พลังงาน ความเข้มข้น ของสารสูงกว่าได้ โดยใช้พลังงานจาก ATP

ระบบปกคลุมร่างกาย

ประกอบด้วยผิวหนังและโครงสร้าง
ที่เจริญมาจากผิวหนัง เส้นผมหรือขน
ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน เล็บ

ผิวหนังเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย หรือประมาณ 20% ของน้ำหน้ก
ร่างกาย ความหนาของผิวหนังจะแตกต่างกันไปตามตำแหน่งของร่างกาย

หน้าที่ของผิวหนัง ทำหน้าที่ป้องกัน เช่น ป้องกันรังสีอุลตร้าไวโอเลท
ป้องกันเชื้อโรคจากสิ่งแวดล้อม



รับความรู้สึก โดยทำงานร่วมกันกับระบบประสาท ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

ส่วนประกอบของผิวหนัง



หนังกำพร้า (Epidermis) เป็นบริเวณชั้นนอกสุดของผิวหนัง
ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้น้ำซึมเข้าหรือออกจากร่างกาย และห่อหุ้มร่างกาย

Epidermis Keratinocyte ทำหน้าที่สร้าง keratin โดยขบวนการ
ประกอบด้วยเซลล์ 4 ชนิด keratinization จนได้เซลล์ชั้น บนที่ตายแล้ว

Melanocyte ทำหน้าที่สร้างเมลานิน
ซึ่งเป็นสารที่ ทำให้เกิดเม็ดสี

Langerhans cell เกี่ยวข้องกับระบบ
ภูมิคุ้มกันของร่างกาย

Merkel cell เป็นเซลล์เกี่ยวกับ
การรับความรู้สึก

Stratum lucidum Stratum basale
Stratum spinosum
Stratum granulosum
Stratum corneum

หนังแท้ (Dermis) เป็นชั้นของผิวหนังที่อยู่ใต้หนังกำพร้า ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
ลดการกระแทกจากแรงดึงต่างๆ หนังแท้ยึดติดกับหนังกำพร้าอย่างแน่นหนา

หลอดเลือดในชั้นหนังแท้
มีประโยชน์ในการให้อาหารมาเลี้ยง
และขับของเสีย เช่นเดียวกับสตราตัม

เบซาเลของหนังกำพร้า

อวัยวะที่มีต้นกำเนิดมาจากผิวหนัง

เส้นขน หรือเส้นผมเป็นโครงสร้างที่ประกอบด้วยเคอราติน
สีและขนาดขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ อายุ เพศ และตำแหน่งบน
ร่างกาย สามารถมาพบได้ทั่วร่างกาย

ต่อมไขมัน หน้าที่โดยปกติคือ
ผลิตและขับน้ำมัน
(มีชื่อเฉพาะว่า Sebum)
น้ำมันซีบัม ที่ขับออกมานี้
ทำให้ผิวหนังเป็นมัน
นุ่มไม่แตกแห้ง ลดความฝืด
และช่วยสร้างความชุ่มชื้น

ต่อมเหงื่อ พบได้ทั่วร่างกายเช่นเดียวกัน หน้าที่ของต่อมเหงื่อ
คือ ผลิตเหงื่อ ซึ่งเป็นน้ำและเกลือโซเดียมละลายอยู่ค่อนข้างสูง
โดยเหงื่อจะช่วยให้ร่างกายเย็นลง

เล็บ เป็นส่วนของเซลล์ชั้นหนังกำพร้าที่ตายแล้ว เลื่อนขึ้นมาอัด
แน่นเป็นแผ่นแข็งติดชั้นหนังกำพร้า

Nail plate คือ แผ่นเล็บ ประกอบด้วยเซลล์ที่ตายแล้ว

Proximal nail fold คือ ผิวหนังด้านล่างบริเวณโคนเล็บ
ช่วยยิดโคนเล็บให้ติดกับ Nail plate

Lateral nail folds คือ ผิวหนังที่ปกคลุมด้านข้าง
ทั้งซ้ายและขวาของ nail plates ไว้ทำให้ nail plate
ถูกปกคลุมด้วยผิวหนังตลอด 3 ด้าน

Nail matrix คือ ตัวสร้างเล็บ (Nail plate) ประกอบไปด้วย
เซลล์ต่างๆ โดยเซลล์ส่วนใหญ่คือ Keratinocyte
ที่จะผลิตเล็บให้ยืดยาวออกไป

Nail bed คือ เนื้อเยื่อที่อยู่ใต้ Nail plate

Hyponychium คือ ผิวหนังบริเวณที่ Nail plate
แยกตัวออกจาก Nail bed ทำให้สามารถตัดเล็บได้บริเวณตำแหน่งนี้

บทที่ 2

Female
Reproductive

System

ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง

รังไข่ (Ovary) มี 2 ข้างอยู่ใกล้กับปลายท่อนำไข่
มีหน้าที่สร้างเซลล์ไข่เเละฮอร์โมนเพศหญิง

ท่อนำไข่ ปีกมดลูก (oviduct , fallopian tube , uterine tube)
ภายในมีซีเลียช่วยโบกพัดให้เซลล์ไข่เคลื่อนที่ เป็นจุดที่เกิดการปฏิสนธิ

มดลูก ( Uterus) อยู่ด้านหลังกระเพาะปัสสาวะ
มีผนังหนา 3 ชั้น
ชั้นในมีเยื่อบุมดลูก ( endometrium) เป็นจุดฝังตัวเอมบริโอ มีเลือดมาหล่อเลี้ยงมาก
ชั้นกล้ามเนื้อ ( myometrium ) บีบตัวระหว่างคลอด
ชั้นนอก ( perimetrium) เนื้อเยื่อบางหุ้มชั้นกล้ามเนื้อ

มะเร็งปากมดลูก ปากมดลูก ( Cervix ) เป็นส่วนของมดลูกตอนล่าง
เกิดจากเชื้อ ที่เเคบเข้าหากัน
Human papilloma virus

ช่องคลอด ( vagina) เป็นทางเข้าของสเปริ์ม ปากช่องคลอดมี
เเละเป็นทางออกของทารก เยื่อพรหมจารี

สภาวะปกติมีค่า pH เป็นกรด
ป้องกันการติดเชื้อจุลินทรีย์บางชนิดได้

ระบบสืบพันธุ์เพศหญิงมองจากด้านข้าง ระบบสืบพันธุ์เพศหญิงมองจากด้านหน้า

primary oocyte (2n) เเบ่งเเบบ meiosis I ต่อจนจบ , primary oocyte (2n) เเบ่งเเบบ meiosis II
ต่อจนถึง metaphase II ได้ secondary oocyte (n) , ฟอลลิเคิลเจริญเติบโตเต็มที่ถูกกระตุ้น
จนเเตกออกเเล้วปล่อย secondary oocyte เข้าสู่ท่อนำไข่เรียกว่า การตกไข่ ( ovulation)

หากมีสเปริ์มเข้ามาเทะ secondary oocyte ถูกกระตุ้น , secondary oocyte เเบ่งเซลล์เเบบ
meiosis II ต่อจนได้ egg cell เเละ polar body (n)
follicle พัฒนาเป็น corpus luteum ไม่ปฏิสนธิภายใน 24 ชั่วโมง เเละ secondary oocyte สลาย
corpus luteum สลายเป็น corpus albicans
รอบเดือนต่อไป follicle เจริญใหม่

estrogen , prongesterone
GnRH , FSH , LH

ฮอร์โมน หนึ่งรอบใช้เวลาประมาณ 28 วัน
ที่เกี่ยวข้อง เกิดจากฮอร์โมนทั้ง 5 ทำงานร่วมกัน



ไฮโพทาลามัสหลั่ง GnRH
GnRH กระตุ้นต่อมใต้สมองส่วนหน้าให้สร้างเเละหลั่ง
FSH
FSH กระตุ้น follicle เมื่อ follicle เจริญสร้าง estrogen
estrogen มากพอจะกระตุ้นต่อมใต้สมองส่วนหน้าให้
หลั่ง FSH เเละ LH
LH มีมากกว่าจึงทำให้ secondary oocyte หลุดออก

follicle เปลี่ยนเป็น corpus luteum
corpus luteum สร้างเเละหลั่ง prongesterone
เเละ estrogen
prongesterone เเละ estrogen กระตุ้น
endrometrium ให้หนาขึ้น มีหลอดเลือดฝอยมาก
เตรียมพร้อมสำหรับการฝุงตัวของเอ็มบริโอ
prongesterone ช่วยลดการหลั่ง FSH เเละ LH
( ยับยั้งการเจิญของฟอลลิเคิลรอบใหม่)

2 ํ oocyte หลุดจากฟอลลิเคิลเข้าท่อนำไข่
2 ํ oocyte เคลื่อนที่ไปตามท่อนำไข่
(อาศัยการโบกของซีเลียของเซลล์เยื่อบุผิวท่อนำไข่)




สเปริ์มเคลื่อนจากช่องท้อง ไปยัง มดลูก ไปยัง ท่อนำไข่
สเปริ์มเคลื่อนที่ผ่าน เซลล์ฟอลลิเคิล ปล่อยเอนไซม์ จาก acrosome มาย่อย pellucida
เเละเยื่อหุ้มเซลล์ไข่
สเปริ์มย่อยนิวเคลียสเข้าไป
2 ํ oocyte (ระยะ metaphase II ) เเบ่งเเบบ meiosis II จนจบได้เซลล์ไข่
นิวเคลียสเซลล์ไข่รวมกับนิวเคลียสสเปริ์มได้ไซโกต ( zygote)
สเปริ์มกระตุ้นให้เซลล์ไข่ปล่อยสารออกมาทำให้ zona pellucida หนาขึ้น สเปริ์มตัวอื่น
เข้าไปไม่ได้

ไซโกตเเบ่งเซลล์เเบบ mitosis เจริญเป็น embryo
embryo เคลื่อนไปฝังตัวที่ผนังมดลูกชั้นเเอนโดมีเทรียม

การปฏิสนธิเเละการฝังตัวของเอมบริโอ
ความรู้เพิ่มเติมระบบสืบพันธุ์เพศหญิง

บทที่ 3

Endocrine
System

ระบบต่อมไร้ท่อ

ระบบต่อมไร้ท่อ เรียกว่า
The endocrine system

ต่อมอยู่เดี่ยวเเยกต่างหาก ได้แก่ Pituitary gland, Thyroid gland, Parathyroid glands,
Adrenal gland, Pineal gland, Thymus gland

ชนิดพกอยู่ร่วมกับต่อมมีท่อ ได้แก่ Islets of Langerhans ใน pancreas, Ovary และ testis,
Kidney, Placenta

ชนิดที่เป็นเซลล์กระจายอยู่ตามอวัยวะต่างๆ ประกอบด้วยเซลล์ที่สร้างฮอร์โมนที่เป็น
สารประกอบพวก peptides เซลล์ จะกระจายอยู่ ในเนื้อผิวที่อยู่ในทางเดินอาหาร เนื้อผิวที่บุใน
ทางเดินหายใจ Carotid bodies ที่คอเเละกลุ่มเซลล์ในสมองส่วน hypothalamus

ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ

กรรมพันธุ์ เช่น ความบกพร่องของเอนไซม์ทำให้ขาดสารเร่งปฏิกิริยา
ที่ใช้สังเคราะห์ฮอร์โมน



Hormone resistance เซลล์เป้าหมายไม่ตอบสนองต่อฤทธิ์ของฮอร์โมน
เเสดงอาการขาด ฮอร์โมน

การหลั่งฮอร์โมนผิดปกติ
การขาดฮอร์โมน เนื่องจากเซลล์ของต่อมไร้ท่อถูกทำลายโดยเชื้อโรค

ทดสอบโดยการกระตุ้นต่อม (stimulation test)
ฮอร์โมนมากผิดปกติ เนื่องจากเซลล์ขยายจำนวนมากเกินไป
ทดสอบได้โดย ยับยั้งการทำงานของต่อม (suppression test)

Hypothalamus

Hypothalamus

Hypothalamus
สร้าง hormone ประสาท

จาก cell ประสาท

ทำหน้าที่ควบคุมกระบวนการ เมแทบอลิซึม บางอย่าง
สังเคราะห์และหลั่ง ฮอร์โมน ประสาท
ควบคุม อุณหภูมิ ร่างกาย, ความหิว , ความกระหายน้ำ



-IH ( inhiblting hormone ) RH ( releasing hormone ) ลำเลียงผ่านหลอดเลือดไปที่ ต่อมใต้
สมองส่วนหน้ากระตุ้นให้หลั่งฮอร์โมน เช่น GnRH กระตุ้นการหลั่ง Gn, TRH กระตุ้นการหลั่ง TSH
-Oxytocin กับ ADH ลำเลียงด้วยเซลล์ประสาทไปเก็บที่ต่อมใต้สมองส่วนหลัง

ต่อมใต้สมอง




กายวิภาคของต่อมใต้สมอง

ต่อมใต้สมองตั้งอยู่ที่ฐานของสมองใต้ hypothalam และมีขนาดไม่ใหญ่กว่าถั่ว
ถือว่ามากที่สุด เป็นส่วนสำคัญของระบบต่อมไร้ท่อ

ต่อมใต้สมองส่วนหน้า

TSH กระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้หลั่ง
thyroxine

endorphin
สารเเห่งความสุข

GH หรือ STH กระตุ้นกระดูกในร่างกายให้เจริญเติบโต
น้อยไป เด็กเตี้ยเเคระ ผู้ใหญ่ metbolism ผิดปกติ

LH หรือ ICSH ในผู้ชาย กระตุ้นการสร้าง testosterone AcTH
ในผู้หญิง กระตุ้นการตกไข่ การสร้าง progesterne กระตุ้น adxenal cortex

FsH ในผู้ชาย กระตุ้น sertoli cell ให้หลั่ง hormone
ในผู้หญิง การเจริญของ follicle ในรังไข่สร้าง hormone
estrogen

MSH กระตุ้นการสร้างรงควัตถุทำให้ผิวเข้มขึ้น

ต่อมใต้สมองส่วนหลัง

เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเยื่อ
ประสาท ที่เรียกว่า
Neurohypophysis

ต่อมใต้สมองส่วนหลัง ไม่ได้สร้างฮอร์โมนได้เอง
แต่มีปลายแอกซอนของนิวโรซีครีทอรีเซลล์ จากสมองส่วนไฮโปทาลามัสมาสิ้นสุด

ADH : vasopressine กระตุ้นการดูดกลับของหน่วยไต
ถ้าน้อยไป น้ำขับออกมาก เป็นเบาจืด




Oxytocin: กระตุ้นกล้ามเนื้อเรียบที่มดลูก บีบตัวเวลาคลอด
รอบ ๆท่อน้ำนม

ต่อมไทรอยด์

ต่อมไทรอยด์ เป็นต่อมไร้ท่อซึ่งอยู่บริเวณลำคอ เป็นต่อมไร้ท่อที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
ต่อมไทรอยด์ สร้างฮอร์โมน ที่สามารถดึงไอโอดีนจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ได้

Thyxine มี TSH เป็นตัวกระตุ้น ควบคุมการเจริญเติบโตและอัตรา Matabolism
ถ้าน้อยไป เด็กจะเติบโตช้า ผู้ใหญ่ จะเหนื่อยง่าย ความจำเสื่อม
ถ้ามากไป Metabolism สูง อยู่ไม่นิ่ง กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน คอพอกเป็นพิษตาโปน




Calcitonin ถ้าปริมาณ Ca2+ ในเลือดมาก hormone จะหลั่ง
เลือด Ca2+ กระดูก



อาการผิดปกติจากต่อมไทรอยด์

ตับอ่อน

ตับอ่อนประกอบไปด้วย
อะไมเลส (amylase)
ไลเปส (lipase)
อีลาสเตส (elastase)
และนิวคลีเอส (nucleases)




ตับอ่อนวางตัวอยู่ในบริเวณด้านซ้ายบนของช่องท้อง
มันจะอยู่หลังกระเพาะอาหารใกล้ๆ กับลำไส้เล็กส่วนต้น เรียกว่า ดูโอดินัม

หน้าที่หลักของตับอ่อน หนึ่งคือช่วยร่างกายย่อยอาหาร
และสองคือช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด

insulin ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
glucagon ช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด การขาด hormone นี้ ไม่มีผล

ต่อมหมวกไต

ต่อมหมวกไตตั้งอยู่ที่ด้านบนของไตทั้งสองข้าง จึงเรียกว่าต่อมหมวกไต

ต่อมหมวกไตชั้นนอก
glucocorticoids ควบคุม metabolism ของโปรตีน คาร์โบไฮเดตร
ไขมัน เพิ่มน้ำตาลในเลือด
ถ้ามากไป จะบวมน้ำ อ้วนเเละอ่อนเเรง
mineralocorticoids ควบคุมสมดุลน้ำ เเร่ธาตุ สั่งไตให้ดูดกลับน้ำ
sex hormone มีปริมาณน้อยกว่าที่สร้างจากอวัยวะเพศ

ต่อมหมวกไตชั้นใน
noradrenaline adreanaline ระบบประสาท sympathetic
กระตุ้นให้ตอบสนองในภาวะฉุกเฉิน

การดูเเลต่อมหมวกไต

ต่อมพาราไทรอยด์

เซลล์ส่วนใหญ่ของต่อมพาราไทรอยด์
คือ chief cell

ทำหน้าที่ในการหลั่ง
parathyroid hormone (PTH)

- ถ้า แคลเซียมในเลือดสูง จะกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ หลั่งฮอร์โมนแคลซิโทนิน เพื่อ
ลดระดับแคลเซี่ยม

- ถ้า แคลเซียมในเลือดต่ำ จะกระตุ้นให้ต่อมพาราไทรอยด์ หลั่งพาราทอร์โมน เพื่อ
เพิ่มระดับแคลเซี่ยม




ความผิดปกติเนื่องจากพาราฮอร์โมน

ต่อมไพเนียล

หน้าที่ของต่อมไพเนียล ผลิตและหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน (melatonin)
ซึ่งเชื่อว่าทำหน้าที่ควบคุมการหลับ อารมณ์ การเข้าสู่วัยหนุ่มสาว และการสืบพันธุ์

เมลาโทนิน
เมลาโทนินจะกระตุ้นการนอนหลับในเวลากลางคืน และยับยั้งการหลั่ง
โกนาโดโทรฟินรีลิสซิงฮอร์โมนจากไฮโพทาลามัส
เด็กก่อนวัยรุ่นจะมีปริมาณเมลาโทนินสูงมากในเลือด
ดังนั้นจึงเชื่อว่าเมลาโทนินทำหน้าที่ควบคุมการเข้าวัยหนุ่มสาว
นอกจากนี้ยังเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางเพศของสัตว์ด้วย

ต่อมไทมัส

เนื้องอกต่อมไทมัส




หน้าที่ต่อมไทมัส ทำให้เม็ดเลือดขาวชนิด T cell เติบโตอย่างสมบูรณ์และผลิตฮอร์โมน
ไทโมซินเพื่อกระตุ้นการผลิตเม็ดเลือดขาวชนิด T cell เช่นกัน

ไทโมซิน (Thymosin)กระตุ้นการแบ่งเซลล์
เม็ดเลือดขาวประเภทลิมโฟไซท์ แล้วปรับสภาพไป
เป็นลิมโฟไซท์ที่เจริญเต็มที่ ลิมโฟไซท์ที่เจริญเต็มที่
แล้วจะออกจากต่อมไทมัสไปอยู่บริเวณม้าม
และต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกาย
ทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันโรค

บทที่ 4

Skeletal
System

ระบบโครงกระดูก กระดูกเเบน ( Flat bone )
เป็นกระดุกที่มีลักษณะเเบน บางเเละเเผ่ออกส่วนใหญ่มีลักษณะ
การจำเเนกกระดูกตาม เป็นทรงโค้ง เช่น กระดูกเชิงกราน กระดูกซี่โครง เป็นต้น
ลักษณะเเละรูปทรงได้ 5 ชนิด
กระดูกทรงเเปลก ( Irregular bone )
เป็นกระดูกที่มีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ
ไม่เป็นคู่ เช่น กระดูกสันหลัง
กระดูกกะโหลกศีรษะบางชั้น เป็นต้น

กระดูกยาว ( Long bone)
เป็นกระดูกจำพวกรยางค์ มีลักษณะยาว
มีส่วนประกอบตรงกลางเป็นทรงกระบอก
ตอนปลายทั้งสองข้างจะโตออกเล็กน้อย
เช่น กระดูกขา เเขน เป็นต้น

กระดูกสั้น ( Short bone )
เป็นกระดูกที่มีความยาว หนา
กว้างเท่าๆกันภายในมีลักษณะคล้ายฟองน้ำ
เช่น กระดูกข้อมือ ข้อเท้า เป็นต้น

กระดูกในเอ็นกล้ามเนื้อ ( Sesamoid bone )
มีขนาดเล็กเเละทรงโค้งคล้ายเมล็ดงา ฝังในเอ็นกล้ามเนื้อช่วยกระจายน้ำหนักของร่า
งกายเเละลดเเรงเสียดทานขณะเคลื่อนไหว

Axial Skeleton กระดูกกะโหลกศีรษะ
8 ชิ้น
กระดูกที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของ
ร่างกาย มีจำนวน 80 ชิ้น

กระดูกข้างศีรษะ(Parietal) มีจำนวน 2 ชิ้น

กระดูกหน้าผาก ( Frontal) มีจำนวน 1 ชิ้น

กระดูกท้ายทอย (Occipital) มีจำนวน 1 ชิ้น

กระดูกขมับ ( Temporal) มีจำนวน 2 ชิ้น

กระดูกสฟีนอยด์ ( Sphenoid) มีจำนวน 1 ชิ้น เป็นกนะดูกทรง
เเปลก มีลักษณะคล้ายตัวผีเสื้อ เป็นฐานของกะโหลกศีรษะ

กระดูกเอทมอยด์ ( Ethmoid) มีจำนวน 1 ชิ้น เป็นกระดูกทรงเเปลก
อยู่ด้านบนของจมูก ภายในมีโพรงอากาศอยู่

กระดูกใบหน้า
มี 14 ชิ้น

กระดูกก้นหอยของจมูกชิ้นล่าง
( Inferior nasal concha)
มีจำนวน 2 ชิ้น

กระดูกขากรรไกรบน (Maxilla)
มีจำนวน 2 ชิ้น มีสองข้าง ซ้ายเเละขวา

กระดูกขากรรไกรล่าง( Mandible) มีจำนวน 1 ชิ้นมีขนาด
ใหญ่ที่สุดในบบดากระดูกกะโหลกศีรษะ เเละ ใบหน้า

กระดูกตรงกลางจมูกภายใน ( Vomer) มีจำนวน 1ชิ้น กระดูกโหนกเเก้ม( Zygomatic)
มีจำนวน 2 ชิ้น
กระดูกจมูก( Nasal) มีจำนวน 2 ชิ้น
เป็นส่วนเชื่อมต่อของกระดูกขากรรไกรบน

กระดูกเเอ่งถุงน้ำตา( Lacrimal) มีจำนวน 2 ชิ้น กระดูกเพดานอ่อน ( Palatine) มีจำนวน 2 ชิ้น

กระดูกที่อยู่ภายในของหู กระดูกรูปทั่ง( Incus) มีจำนวน 2 ชิ้น
มี6 ชิ้น
กระดูกรูปโกลนม้า( Stapes)
มีจำนวน 2 ชิ้น

กระดูกรูปค้อน( Malleus )
มีจำนวน 2 ชิ้น

กระดูกโคนลิ้น
มี 1 ชิ้น

เป็นกระดูกที่อยู่ในคอเเละเป็นกระดูก
เพียงชิ้นเดียวในร่างกายมนุษย์ไม่เกิดข้อ
ต่อกับกระดูกชิ้นอื่นๆเลย ค้ำจุนโดยกล้าม
เนื้อของคอ ทำหน้าที่ช่วยค้ำจุนโดยลิ้น

กระดูกของลำตัว กระดูกสันหลัง มีจำนวน 26 ชิ้น
มี 51 ชิ้น กระดูกซี่โครง มีจำนวน 24 ชิ้น
กระดูกหน้าอก มีจำนวน 1 ชิ้น

กระดูกสันหลังส่วนคอ cervical
มีทั้งหมด 7 ชิ้น ทำหน้าที่เป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อ
เอ็นที่เกี่ยวข้องกับการเคลือนไหวของลำคอเเละศีรษะ

กระดูกสันหลังส่วนอก Thoracic
มีทั้งหมด 12 ชิ้นอยู่ในส่วนอก จะมีจุดเชื่อมต่อสำหรับ
กระดูกซี่โครง ซึ่งเป็นโครงร่างสำคัญของอก

กระดูกสันหลังส่วนบั้นเอว Lumber
มีทั้งหมด 5 ชิ้น มีขนาดใหญ่
รองรับน้ำหนักของร่างกายท่อนบน

กระดูกสันหลังส่วนกระเบนเหน็บ Sacrum
มี 1 ชิ้น ต่อกระดูกเชิงกราน โดยมีช่องเปิดเพื่อเป็น
ทางผ่านของเส้นประสาทไปยังเชิงกรานเเละขา

กระดูกสันหลังส่วนก้นกบ Coccyx
มี 1ชิ้น เป็นกระดูกรูปสามเหลี่ยมที่ปลายด้านล่างสุด

กระดูกซี่โครง กระดูกซี่โครงเเท้ ( True ribs ) ได้เเก่ กระดูกซี่โครงคู่ที่ 1 ถึง 7
มีทั้งหมด 12 คู่ ปลายด้านหน้าจะติดต่อกับกระดูกอกโดยตรง

กระดูกซี่โครงไม่เเท้ ( False ribs ) ได้เเก่ กระดูกซี่โครงคู่ที่ 8 9 เเละ 10
มีกระดูกอ่อนเป็นตัวเชื่อมกระดูกชนิดนี้กับกระดูกอก

กระดูกซี่โครงลอย ( Floating ribs ) ได้เเเก่ กระดูกซี่โครงคู่ที่ 11 เเละ 12
ปลายด้านหน้าจะไม่เกาะกับกระดูกใดๆเลย ทำให้กระดูกชนิดนี้หักได้ง่าย

กระดูกอ่อนบริเวณซี่โครง ( Costal cartilages ) ยึดกระดูก
ซี่โครงไปด้านหน้าเเละสร้างความยืดหยุ่นของผนังของทรวงอก

กระดูกระยางค์ มีจำนวน 126 ชิ้น
กระดูกเเขนมีทั้งหมด 64 ชิ้น
ข้างละ 32 ชิ้น

กระดูกไหปลาร้า ( clavicle ) ข้างละ 1 ชิ้น
กระดูกสะบัก ( scapula ) ข้างละ 1 ชิ้น

กระดูกต้นเเขน ( humerus) ข้างละ 1 ชิ้น
กระดูกปลายเเขน ( ulna) ข้างละ 1 ชิ้น
กระดูกปลายเเขน ( radius ) ข้างละ 1 ชิ้น
กระดูกข้อมือ ( carpal) ข้างละ 8 ชิ้น

กระดูกฝ่ามือ ( metacarpal ) ข้างละ 5 ชิ้น
กระดูกนิ้วมือ ( phalanx) ข้างละ 14 ชิ้น


Click to View FlipBook Version