คู่มือการป้องกันและ
ควบคุมการติดเชื้อ
ในโรงพยาบาลนครปฐม
3P safety goals
โดย คณะกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ โรงพยาบาลนครปฐม
พ.ศ. 2565
การป้องกันและ
ควบคุมการติดเชื้อ
ในโรงพยาบาลนครปฐม
โดย
คณะกรรมการป้องกันและควบคุม
การติดเชื้อในโรงพยาบาล
พ.ศ. 2565
คำนำ
โรคติดเชื้อในโรงพยาบาลเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต เศรษฐกิจ และ
ชื่อเสียงของโรงพยาบาล การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลจึงมีความสำคัญในการ
ป้องกันการสญู เสยี ดา้ นตา่ ง ๆ เพื่อให้การดำเนนิ การป้องกันและควบคมุ การติดเช้ือในโรงพยาบาลเปน็ ไป
อยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสมตามมาตรฐาน คณะกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลจึงได้
จัดทำคู่มือการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลนครปฐม เพื่อเป็นแนวปฏิบัตสิ ำหรับใช้ใน
โรงพยาบาลนครปฐม โดยยึดหลักการปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักฐานเชิงประจักษ์และหลักปฏิบัติที่เป็น
สากล ทงั้ น้คี ณะผจู้ ดั ทำได้สบื ค้นและรวบรวมเพ่อื ความเหมาะสมตามบริบทของโรงพยาบาลนครปฐม
คณะทำงานหวงั เปน็ อยา่ งยิง่ วา่ คูม่ ือการป้องกันและควบคุมการตดิ เชือ้ ในโรงพยาบาลนครปฐม
ฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรโรงพยาบาลนครปฐมและผู้สนใจ เพื่อใช้ในการดำเนินการป้องกนั
และควบคมุ การตดิ เชอื้ ในโรงพยาบาลต่อไป
คณะผ้จู ดั ทำ
กันยายน 2565
สารบัญ
หวั ข้อ หนา้
❖ การดำเนนิ งานป้องกันและควบคมุ การตดิ เชื้อในโรงพยาบาลนครปฐม 1.
❖ ตวั ช้ีวดั หลัก (KPI) การป้องกนั และควบคมุ การติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล 6
❖ การเฝา้ ระวังการตดิ เชือ้ ในโรงพยาบาล 7
❖ การวินิจฉัยการตดิ เชือ้ ในโรงพยาบาล 10
❖ การปฏบิ ตั ิการปอ้ งกันและควบคมุ การแพรก่ ระจายเชอ้ื 21
❖ แนวปฏิบตั กิ ารปอ้ งกันปอดอกั เสบจากการใชเ้ ครื่องชว่ ยหายใจ 40
❖ แนวปฏบิ ัตกิ ารปอ้ งกนั การตดิ เชื้อทางเดินปัสสาวะทส่ี มั พนั ธ์กบั 49
กับการคาสายสวนปัสสาวะ 55
❖ แนวปฏบิ ตั กิ ารป้องกนั การตดิ เชื้อแผลผ่าตดั 61
❖ แนวปฏบิ ตั กิ ารป้องกันการติดเชอื้ ในกระแสโลหติ ที่สัมพันธก์ ับ
67
การใสส่ ายสวนหลอดเลอื ดดำส่วนกลาง 71
❖ แนวปฏิบัติเพอื่ ปอ้ งกนั และควบคุมการแพรก่ ระจายเชื้อด้อื ยา
❖ แนวปฏบิ ตั ิเพอ่ื ป้องกนั อบุ ัติเหตจุ ากของมคี มหรือสัมผสั เลอื ดและสารคดั หล่งั 75
85
ขณะปฏบิ ัติงาน 97
❖ การทำลายเช้ือละการทำใหป้ ราศจากเชอื้ 101
❖ การเก็บสง่ิ สง่ ตรวจทางห้องปฏบิ ตั กิ ารจุลชพี 106
❖ การจัดการสิง่ แวดล้อมในโรงพยาบาล 110
❖ การจดั การขยะมลู ฝอยในโรงพยาบาล
❖ การจดั การผ้าเปอ้ื นในโรงพยาบาล
❖ โรคตดิ ตอ่ อบุ ัติใหม่และอุบัตซิ ้ำ
1
การดำเนนิ งานป้องกันและควบคมุ การติดเช้ือในโรงพยาบาลนครปฐม
ข้อมูลทวั่ ไป
โรงพยาบาลนครปฐม เป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ขนาด 860 เตียง ให้บริการรักษาพยาบาลแก่
ผ้ปู ่วยทุกโรค ทกุ เพศ ทุกวยั รวมท้งั รบั ผู้ปว่ ยทีส่ ่งตอ่ มาจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ใหบ้ ริการรักษาพยาบาลผู้ป่วยใน
จำนวน 40 หอผูป้ ว่ ย จำนวนผูป้ ่วยใน 771 คนต่อวนั และใหบ้ ริการรักษาพยาบาลผปู้ ่วยนอก 13 ห้องตรวจ
ให้บรกิ ารผปู้ ว่ ย 3,467 คนต่อวนั และมบี ุคลากรประมาณ 2,300 คน (ขอ้ มลู ณ เดือน กันยายน 2565)
วสิ ยั ทัศน์ ศนู ยก์ ารแพทยช์ น้ั นำของอาเซยี น
พนั ธกจิ
1. พัฒนาคุณภาพระบบบรกิ ารด้านปฐมภมู ิ ทุตยิ ภูมิ ตติยภูมิ
2. พัฒนาศูนยเ์ ชี่ยวชาญครอบคลุมทกุ สาขา
3. จดั การศกึ ษา ส่งเสริมการวจิ ัยและพฒั นานวัตกรรมทางการแพทย์
4. บรหิ ารจัดการองค์กรตามหลักธรรมาภิบาล
5. พัฒนาการเงนิ การคลังม่นั คง มเี สถยี รภาพ
ขอ้ มูลการดำเนนิ งานปอ้ งกนั และควบคมุ การติดเชอื้ ในโรงพยาบาล
วิสัยทัศน์ เป็นโรงพยาบาลที่มีระบบงานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลชั้นนำ
ระดับประเทศ
พันธกิจ
1. พฒั นาระบบเฝา้ ระวังการตดิ เชือ้ ในโรงพยาบาลและมีการนำขอ้ มูลไปใช้เพือ่ การป้องกัน
และควบคมุ การติดเชือ้ ในโรงพยาบาล
2. พัฒนาคู่มือและแนวทางการปฏิบัติด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อใน
โรงพยาบาลตามมาตรฐานสากล
3. ส่งเสริมและสนับสนุนบุคลากรทุกคนให้มีการปฏิบัติดูแลรักษาพยาบาลอย่างมี
มาตรฐานตามหลกั การปอ้ งกันและควบคุมการติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล
4. ลดความเสีย่ งตอ่ การติดเชือ้ ในโรงพยาบาลของผูป้ ่วย ญาติและบุคลากร
การดำเนินงานเฝ้าระวังการติดเชื้อในผู้ป่วย
มีการดำเนินการ 2 รูปแบบ คือ Hospital-wide surveillance และ targeted surveillance
ในตำแหน่งที่สำคญั 4 ตำแหนง่ ไดแ้ ก่ การติดเช้ือในระบบทางเดนิ ปัสสาวะทส่ี ัมพนั ธก์ ับการคาสายสวน
ปัสสาวะ (Catheter- Associated Urinary Tract Infection [CAUTI]) การเกิดปอดอกั เสบจากการใช้
2
เครื่องช่วยหายใจ (Ventilator Associated Pneumonia [VAP]) การติดเชื้อในกระแสเลือดที่สัมพนั ธ์
กับการคาสายสวนหลอดเลือดส่วนกลาง (Central line-associated blood stream infection
[CLABSI]) และการติดเชื้อที่ตำแหน่งผ่าตัด (Surgical Site infection [SSI]) ซึ่งดำเนินการควบคู่กัน
เพื่อให้ได้ข้อมูลของขนาดและความสำคัญของปัญหาการติดเชื้อในโรงพยาบาล สามารถนำไปใช้
ประโยชน์ในการแก้ไขปญั หาการติดเช้ือในโรงพยาบาล
วตั ถปุ ระสงค์และขอบขา่ ยการควบคมุ โรคติดเช้ือในโรงพยาบาลนครปฐม
เพื่อการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลของบุคลากร
ถูกตอ้ ง เหมาะสมและเปน็ มาตรฐานเดยี วกนั เพือ่ ลดอตั ราการตดิ เช้อื ของผ้ปู ่วย และลดความเสี่ยงต่อการ
ติดเช้ือของบคุ ลากรจากการปฏบิ ตั ิงาน โดยมีกจิ กรรมดงั นี้
1. คณะกรรมการและงานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล ทำหน้าที่กำกับ
ดูแลให้มีการปฏิบตั งิ านด้านการปอ้ งกันและควบคุมโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลของบุคลากรท่ีปฏิบัติงาน
และหน่วยงานท่ีเกยี่ วข้องให้เปน็ ไปอยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสม และเปน็ มาตรฐานเดยี วกัน
2. มนี โยบายและระเบียบปฏิบัติเพอื่ ปอ้ งกันและควบคมุ โรคติดเชือ้ ในโรงพยาบาลสำหรับ
บคุ ลากรที่ปฏบิ ตั งิ านและหน่วยงานท่เี กย่ี วขอ้ ง
3. ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ที่
เหมาะสมและเพียงพอตามที่ระบุไว้ในแนวทางปฏิบัติ เพื่อการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อใน
โรงพยาบาล
4. มีระบบการสอบสวนและควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลอย่างมี
ประสทิ ธิภาพทันทว่ งที
5. มกี ารส่อื สารและระบบประสานงานระหวา่ งหน่วยงานป้องกนั และควบคมุ โรคติดเชื้อใน
โรงพยาบาลกบั ทมี ดูแลผู้ป่วยและทีมบริการทม่ี ปี ระสิทธภิ าพ
6. มีระบบการติดตาม และประเมนิ ผลการดำเนินงานทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ
7. มีการพฒั นาความรู้ เจตคติ และพฤตกิ รรมของบคุ ลากรทางการแพทย์ทกุ ระดบั
อย่างตอ่ เนอ่ื ง
นโยบายการป้องกนั และควบคุมการตดิ เชอ้ื ในโรงพยาบาล โรงพยาบาลนครปฐม
1. ผูป้ ว่ ยท่ีไดร้ ับการบริการทมี่ ีคุณภาพตามมาตรฐานการป้องกันและควบคุมโรคติดเช้ือใน
โรงพยาบาล และปลอดภัยจากการตดิ เช้ือในโรงพยาบาล
2. มีระบบเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาลครอบคลุมทั้งในผู้ป่วย/ผู้รับบริการและ
บุคลากรผู้ให้บรกิ าร ท่ีมปี ระสิทธิภาพ
3. มีระบบการเฝ้าระวัง การป้องกันแพร่กระจายของเชื้อโรคในสิ่งแวดล้อมและการ
ปนเป้อื นอุปกรณ์ สารน้ำตา่ ง ๆ
3
4. มีการเพิ่มพูนความรู้และทักษะของบุคลากรดา้ นการป้องกันและควบคุมโรคตดิ เชื้อใน
โรงพยาบาลอย่างต่อเนอื่ งและให้บริการวิชาการด้านป้องกันและควบคุมโรคตดิ เชือ้ ในโรงพยาบาล
5. มกี ารพัฒนางานดา้ นปอ้ งกนั และควบคุมโรคติดเช้อื ในโรงพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ
และคุณภาพอย่างตอ่ เนื่อง
6. มกี ารศึกษาวจิ ัยและนวตั กรรม เพอ่ื การพฒั นางานดา้ นป้องกนั และควบคมุ โรคติดเชอ้ื ใน
โรงพยาบาล ตลอดจนมีการทบทวน ปรบั ปรงุ แนวปฏบิ ัติให้มีประสทิ ธิภาพทันตอ่ เหตกุ ารณ์และความรู้ท่ี
เปล่ยี นแปลงไป
การดำเนนิ งานด้านการป้องกันและควบคุมการติดเช้ือในโรงพยาบาล
1.งานด้านคลินกิ ประกอบดว้ ย
1.1 งานด้านการเฝ้าระวงั
1) การเฝ้าระวงั ในผู้ป่วย/ผู้รับบรกิ าร เก็บขอ้ มูลเฝา้ ระวังการตดิ เชื้อในโรงพยาบาล
ชนิด Prospective Surveillance ในผปู้ ว่ ย ไดแ้ ก่ device associated infection, diseases/ procedure
associated infection อย่างตอ่ เนื่องในทกุ หอผู้ป่วย โดยใชเ้ กณฑว์ นิ จิ ฉัยโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลของ
ศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐอเมรกิ า (Centers for Diseases Control and Prevention : CDC) และ สำรวจ
ความชกุ ของโรคติดเชอ้ื ในโรงพยาบาลประจำปี
2) การเฝา้ ระวังการติดเชือ้ ในบคุ ลากรจากการปฏิบตั งิ าน
3) การเฝา้ ระวงั สขุ าภบิ าลและสขุ อนามยั ส่ิงแวดลอ้ ม
1.2 งานดา้ นการสอบสวนโรคและการควบคมุ การระบาด ประกอบด้วย
1) คน้ หาสาเหตุของการติดเชอ้ื ในโรงพยาบาลตำแหนง่ ตา่ ง ๆ
2) กำหนดมาตรการและแนวทางในการแก้ไขปัญหาและการป้องกัน
3) สอบสวนการระบาดของโรคตดิ เช้ือในโรงพยาบาล
1.3 งานด้านการใชย้ าต้านจลุ ชพี ประกอบด้วย
1) คณะกรรมการตดิ ตามการใชย้ าตา้ นจลุ ชีพ
2) เฝ้าระวงั และพฒั นาแนวทางการปอ้ งกนั การแพร่กระจายของเชื้อดอ้ื ยาต้านจุลชพี
2.งานดา้ นวิชาการ ประกอบด้วย
2.1 การพฒั นาทรัพยากรบคุ คล ใหค้ วามรู้ และพัฒนาทักษะในการปฏิบัตกิ ารป้องกันการ
ตดิ เชอื้ ในโรงพยาบาล จัดต้งั ศูนยก์ ารเรียนรู้ด้านการป้องกันการตดิ เชื้อในโรงพยาบาล
2.2 สื่อสารประชาสัมพันธ์นโยบาย มาตรการ แนวทางปฏิบัติและข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ
ไปสหู่ น่วยงานทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
2.3 ปรับปรุง คู่มือ แนวทางการปฏิบัติด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อใน
โรงพยาบาล
4
2.4 ติดตามการปฏิบัติตามแนวทางการปฏิบัติด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อใน
โรงพยาบาล
2.5 ประเมนิ และส่งเสรมิ ทักษะของบุคลากรในการปฏิบตั ิ เพ่อื การป้องกันและควบคมุ การ
ติดเช้ือในโรงพยาบาล
2.6 ส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและการใช้ evidence base ด้านการป้องกันและควบคุม
การตดิ เช้อื ในโรงพยาบาล
3. งานด้านควบคุมมาตรฐาน ประกอบดว้ ย
3.1 กำหนดนโยบายและควบคมุ มาตรฐานการใช้ antiseptics และ disinfectants
3.2 กำหนดและควบคมุ มาตรฐานการปฏิบตั ิในหน่วยงานท่ีเก่ยี วขอ้ ง ได้แก่ งานจ่ายกลาง
งานโภชนาการ งานปฏิบัติการกลางและชันสูตร ห้องผ่าตัด ห้องคลอด หน่วยรักษาศพ งานด้าน
สง่ิ แวดล้อม เชน่ ขยะ นำ้ เสีย เป็นตน้
4. งานสารสนเทศโรงพยาบาล เพือ่ สนับสนุนการปอ้ งกนั และควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล
5
โครงสรา้ งงานปอ้ งกนั และควบคมุ การตดิ เชอ้ื ในโรงพยาบาล
ผอู้ ำนวยการ
คณะกรรมการปอ้ งกันและควบคุมการติดเช้ือ
Infection Control Committee (ICC)
หน่วยงานบริการ หนว่ ยงานสนบั สนุนบริการ ฝ่ายการพยาบาล
กลุ่มงาน IC
แผนกอายรุ กรรม ฝา่ ยเภสชั กรรม งานการพยาบาล งานวชิ าการ
ศลั ยกรรม งานทันตกรรม ICWN และ
งานธนาคารเลอื ด
กุมารเวชกรรม งานโภชนาการ งานคณุ ภาพ
สูติและนรเี วช งานซอ่ มบำรุง
งานอาคารและสถานท่ี
EENT
Orthopedic งานจา่ ยกลาง
มะเร็งและเคมบี ำบัด งานซักฟอก
งานตรวจรักษาพเิ ศษ
นติ เิ วช
รังสีวิทยา
พยาธิวทิ ยา
ผ้ปู ระสานงาน IC
6
ตัวชีว้ ัดหลัก (KPI) การป้องกันและควบคมุ การติดเช้อื ในโรงพยาบาล
ตัวช้วี ัด เกณฑ์
1.อตั ราการตดิ เช้อื ในโรงพยาบาล ≤ 1.8 ครั้ง/1000วันนอน
2.อัตราการติดเชื้อปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วย < 5.5 ครงั้ /1000วนั ใส่เครอ่ื งช่วยหายใจ
หายใจ(VAP)
3.อัตราการติกเชื้อทางเดินปัสสาวะจากการใส่สายสวน < 2 คร้งั /1000วันใส่สายสวนปัสสาวะ
ปัสสาวะ(CAUTI)
4.อตั ราการติดเชอ้ื ในกระแสเลือดที่สัมพันธ์กับการใส่สาย < 1 ครั้ง/1000วันใส่หลอดเลือดดำ
สวนหลอดเลือดดำสว่ นกลาง(CLABSI) ส่วนกลาง
5.อัตราการติดเช้อื ในตำแหนง่ ผ่าตดั (SSI) 0.5
6.อัตราการติดเชอ้ื ด้ือยาตา้ นจุลชพี ≤ 1.9 คร้ัง/1000วนั นอน
7.ประสิทธิภาพการเฝ้าระวงั การตดิ เชอ้ื ในโรงพยาบาล > 80%
8.อัตราการได้รับบาดเจ็บจากของมีคมทิ่มตำและสัมผัส < 50 คร้งั /ปี
สารคดั หล่ังขณะปฏิบตั ิงาน
9.อัตราการติดเชอื้ จากการปฏบิ ตั ิงานของบุคลากร ได้แก่
- TB
- HIV 0
0
10.อตั ราการล้างมอื > 80%
11.อัตราการใช้ PPE เหมาะสม > 80%
7
การเฝา้ ระวังการติดเช้ือในโรงพยาบาล
การเฝา้ ระวังการติดเช้ือในโรงพยาบาลเปน็ ส่งิ ทมี่ ีความสำคัญ ทำให้โรงพยาบาลได้ขอ้ มูลการติดเช้ือ
ในโรงพยาบาล เกี่ยวกับขนาดและความสำคญั ของปัญหาการติดเชือ้ ในโรงพยาบาล เพื่อนำข้อมูลไปใช้
ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาโรคตดิ เชื้อในโรงพยาบาลและพฒั นาแนวปฏิบตั เิ พอ่ื การป้องกันและควบคุม
การติดเชอื้ ในโรงพยาบาล สามารถนำข้อมลู ไปเปรยี บเทียบกับโรงพยาบาลอืน่ ๆ
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพือ่ ทราบอบุ ตั ิการณ์และสถานการณข์ องการตดิ เช้อื ในโรงพยาบาล
2. เพ่ือใหท้ ราบปญั หาหรือการระบาดของการตดิ เชอ้ื ในโรงพยาบาล
3. เพ่อื จดั การปัญหาการติดเช้อื ในโรงพยาบาลไดท้ นั ต่อเหตกุ ารณ์ และมีประสทิ ธภิ าพ
4. เพื่อนำขอ้ มูลที่ได้ไปใชใ้ นการประเมนิ มาตรการการควบคุมการติดเชอื้ และพัฒนาคุณภาพการ
ปอ้ งกนั และควบคมุ การตดิ เชอ้ื ในโรงพยาบาล
คำจำกดั ความ (Definition)
การติดเชื้อในโรงพยาบาล หรือ Healthcare – Associated Infections (HAI) หมายถึง การติดเช้ือ
ของผ้ปู ่วยขณะทีเ่ ข้ารบั การรกั ษาอยู่ในโรงพยาบาล โดยทีผ่ ้ปู ว่ ยไมม่ อี าการติดเช้อื น้นั มากอ่ น หรอื ไม่ได้
อยู่ในระยะฟักตัวของโรคนั้น ๆ ขณะเริ่มเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งอาการของการติดเชื้อน้นั
อาจแสดงให้เห็น ในขณะที่ผู้ป่วยกําลังรับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาลและยังรวมถึงผู้ป่วยที่ออกจาก
โรงพยาบาลแล้วแต่มีอาการแสดงในช่วงระยะฟักตัวของโรคดังกล่าว กรณีที่ไม่ทราบระยะฟักตัวให้
กำหนดระยะเวลาการติดเช้ือ ที่เกดิ ข้ึนภายหลงั เขา้ รกั ษาในโรงพยาบาลไมน่ ้อยกว่า 2 วนั ปฏิทิน
การเฝ้าระวังแบบ Hospital-wide surveillance คือ เฝ้าระวังการติดเชื้อในผู้ป่วยทุก รายที่เข้ารับ
การรกั ษาและทุกหอผูป้ ่วยโดยพยาบาลประจำหอผู้ปว่ ย
การเฝ้าระวังแบบจำเพาะ (targeted surveillance) เปน็ การเฝา้ ระวงั การตดิ เช้ือซ่งึ เป็นปัญหาท่ี
สำคัญของหน่วยงาน หรือตำแหน่งการติดเช้ือ หรอื เชอ้ื กอ่ โรค หรอื ปัจจัยที่เก่ยี วกับการติดเชื้อที่ได้จาก
ขอ้ มลู การเฝ้าระวงั เปน็ ประโยชน์ในการติดตามประสิทธิผลของการดำเนนิ งานเพ่ือป้องกันและควบคุม
การติดเชื้อ
การสำรวจความชุกของการติดเชื้อในโรงพยาบาล (prevalence survey) เป็นการเก็บรวบรวม
และวิเคราะห์ ข้อมูลของการเกิดโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลอย่างมีระบบ ณ เวลาใด เวลาหนึ่ง (point
prevalence survey) หรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (period prevalence survey) เพื่อให้ทราบขนาด
และชนดิ ของปัญหาของโรงพยาบาลปลี ะ 1 ครั้ง ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่อไป
8
อตั ราอุบตั ิการณก์ ารติดเชื้อ (incidence rate) หมายถงึ จำนวนครั้งของการติดเช้อื ที่เกิดขึ้นใหม่
ต่อจำนวนผู้ปว่ ยที่จำหน่ายภายในระยะเวลาที่กำหนด
การระบาดของโรคติดเช้อื (Outbreak) การเพ่ิมข้ึนของการตดิ เชอื้ จากอัตราพ้นื ฐานโดยอาจเป็น
การติดเชือ้ ทต่ี ำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งมากอย่างผิดปกตหิ รอื การติดเชื้อท่ีเกิดจากเชื้อโรคชนิดใดชนิดหน่ึง
เพิ่มมากขน้ึ อย่างผิดสังเกต หรือมีการตดิ เช้อื ของเชื้อโรคท่ีมีความสำคญั ทางระบาดวทิ ยา
ขน้ั ตอนการเฝ้าระวังการติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล
ขนั้ ตอนการเฝ้าระวงั
1. กำหนดเป้าหมาย วัตถปุ ระสงค์
2. กำหนดแบบฟอร์ม
3. เฝ้าระวัง
- วิธี Prospective active surveillance: Hospital-wide surveillance
- Prevalence survey ปลี ะ1 คร้ัง
- Targeted surveillance -VAP, CAUTI, CLABSI, SSI
- Outbreak Investigation กรณมี กี ารระบาดของโรคตดิ เชือ้ ในโรงพยาบาล
4. รวบรวม วิเคราะห์ แปลผล สังเคราะห์
5. รายงาน
6. นำขอ้ มลู ไปแก้ปญั หาการตดิ เช้ือในโรงพยาบาล
9
แนวทางการเฝา้ ระวังการติดเช้ือในโรงพยาบาลสำหรับหอผปู้ ว่ ย
10
การปฏบิ ตั เิ พื่อเฝ้าระวงั การตดิ เชอื้ ในโรงพยาบาล
1.สำรวจว่ามีการตดิ เช้ือหรือไม่ โดยใช้ข้อมลู ตอ่ ไปน้ี
• ไข้ (อุณหภูมกิ ายมากกวา่ 38 องศาเซลเซยี ส)
• อาการอ่นื ๆ เชน่ ไอ อจุ จาระร่วง มีหนองไหล เปน็ ต้น
• การติดเชื้อในเด็กอายุน้อยกว่า1 ปี ประกอบด้วย ไข้ (อุณหภูมิกายวัดทางทวารหนัก
38 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า) หรือตัวเย็น (อุณหภูมิกายวัดทางทวารหนักตำ่ กว่า 37 องศาเซลเซยี ส)
หยุดหายใจ หวั ใจเต้นช้า ซึม อาเจยี น เป็นตน้
• ผลการตรวจทางหอ้ งปฏิบัตกิ าร เช่น เม็ดเลือดขาวสูงหรือต่ำกว่าปกติการย้อมเชือ้ การ
เพาะเช้ือ ภาพถา่ ยรังสอี ลุ ตราซาวด์ เอ็มอาร์ไอ การตรวจทางวทิ ยาอิมมูน การตรวจทางโมเลกุล เป็นต้น
2. ถา้ มีการติดเชือ้ เปน็ การติดเชอื้ ท่ีอวยั วะใดและเชอื้ กอ่ โรคเป็นเชือ้ อะไร
3. เมื่อทราบเชือ้ ก่อโรคจะทราบระยะฟกั ตัวของการติดเชื้อนั้น ๆ ถ้าผู้ป่วยเริ่มมีอาการภายใน
ระยะฟกั ตัว ของการตดิ เชอ้ื (ระยะเวลาตัง้ แต่ตดิ เชอื้ จนถงึ มีอาการ)กอ่ นเขา้ โรงพยาบาลให้ถอื ว่าเป็นการ
ติดเชื้อนอกโรงพยาบาล (community-acquired infection หรือ Present on admission-POA) ถ้า
พ้นระยะน้ีแล้วเป็นการติดเชื้อในโรงพยาบาล (hospital-acquired infection) ในกรณีที่รับย้ายผู้ป่วย
จากโรงพยาบาลอืน่ ใหใ้ ช้เกณฑ์ในการวนิ จิ ฉยั เชน่ เดยี วกบั การติดเช้ือจากโรงพยาบาลอ่ืนหรือติดเช้ือใน
โรงพยาบาลของตนเอง
การวนิ ิจฉัยการตดิ เช้ือในโรงพยาบาล
1. อ้างอิงตามเกณฑ์วินิจฉัยการติดเชื้อของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของประเทศ
สหรฐั อเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) ท่ีได้รบั การแปลและดัดแปลง
ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยสถาบนั บำราศนราดูร กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสุข
2. ในกรณที ่ีมีขอ้ มูลจำกดั หรอื มคี วามขดั แยง้ กันวา่ มกี ารติดเชอื้ หรือไม่ แพทย์ผู้รกั ษาจะเปน็ ผู้ให้
ความเห็น เพื่อเป็นการชี้ขาดว่ามกี ารติดเชื้อหรือไม่ เนื่องจากบางกรณีไม่มีข้อมูลอื่นพิสูจน์ได้นอกจาก
แพทยผ์ ู้ใหก้ ารรักษา เช่น ผา่ ตัดพบหนอง หรอื ฝใี นช่องท้อง เปน็ ต้น
3. การแปลผลเช้ือท่ีตรวจพบวา่ เป็นเชื้อกอ่ โรคจรงิ หรอื ไมอ่ าศัยเกณฑ์การวินิจฉัยเชื้อก่อโรคใน
กรณีทไี่ มอ่ ยู่ ในเกณฑ์ต้องอาศยั ความรูเ้ รื่องเชือ้ ประจำถ่นิ การปนเปื้อนเช้อื เช้อื ก่อโรคในอวัยวะต่าง ๆ
กรณที ี่สงสัยว่าเชื้อที่พบน้นั เป็นเชอ้ื ก่อโรคหรือเปน็ เช้ือท่ีปนเป้ือน ให้ปรึกษาแพทย์หรือห้องปฏิบัติการ
จุลชีววิทยา
11
เกณฑก์ ารวินจิ ฉยั การตดิ เชอื้ ในโรงพยาบาล
การตดิ เชื้อทีป่ อด (pneumonia)
เกณฑ์การวินิจฉัยการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน (URI; pharyngitis, laryngitis,
epiglottitis)
1. ผูป้ ่วยตอ้ งมลี กั ษณะเข้าไดก้ บั เกณฑก์ ารวินิจฉัยอย่างนอ้ ย 1 ข้อตอ่ ไปน้ี
มีอาการหรืออาการแสดงต่อไปนี้อย่างน้อย 2 อย่าง คือ มีไข้ (อุณหภูมิ>38.0 องศาเซลเซียส) คอแดง
เจ็บคอ ไอ เสยี งแหบ หรือมีเสมหะคลา้ ยหนองในลำคอ รว่ มกับขอ้ ใดข้อหนึ่งอย่างนอ้ ย 1 ข้อ ตอ่ ไปนี้
1.1 ตรวจพบเชื้อด้วยการเพาะเชื้อหรือวิธีการอื่นจากทางเดินหายใจส่วนบนคือ
larynx, pharynx และ epiglottis (ไม่นบั รวมเสมหะเป็นส่งิ สง่ ตรวจในกรณนี )ี้
1.2 ตรวจพบ IgM antibody ต่อเช้อื ก่อโรคสงู ถงึ ระดับที่ใชว้ นิ ิจฉัย 1 ครัง้ หรอื IgG
antibody ต่อเชอ้ื ก่อโรคเพ่มิ ข้นึ 4 เทา่ ข้นึ ไปในการตรวจครงั้ ท่สี อง
1.3 แพทยใ์ ห้การวินิจฉยั
2. ตรวจพบฝีหนอง (abscess) จากการตรวจทางกายวิภาคหรือทางพยาธิวทิ ยา
3. ผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี มีไข้ (อุณหภูมิ >38.0 องศาเซลเซียส) อุณหภูมิกายต่ำ
ผิดปกติ (อุณหภูมิ < 36.0 องศาเซลเซียส) หยุดหายใจชั่วขณะ ชีพจรช้าผิดปกติ มีน้ำมูก หรือมีเสมหะ
คลา้ ยหนองในลำคอ รว่ มกับขอ้ ใดขอ้ หน่งึ จากข้อ 1.1-1.3 อย่างนอ้ ย 1 ขอ้ โดยไมม่ ีสาเหตุอืน่
เกณฑ์การวนิ จิ ฉัยปอดอกั เสบจากการตดิ เชือ้ (pneumonia)
เกณฑ์การวนิ ิจฉยั pneumonia ประกอบด้วยเกณฑภ์ าพรังสี เกณฑอ์ าการและอาการแสดง
ทางคลินกิ การตรวจด้วยเครอ่ื งวัด และการตรวจทางห้องปฏบิ ัตกิ าร
เกณฑ์การวินิจฉัย pneumonia ที่เกี่ยวข้องกับการใส่เครื่องช่วยหายใจ (Ventilator
associated pneumonia : VAP)
• วันแรกทีใ่ สเ่ ครื่องชว่ ยหายใจนับเป็นวนั ปฏทิ นิ ท่ี 1
• ผูป้ ่วยไดร้ บั การใสเ่ คร่อื งช่วยหายใจมากกว่า 2 วนั ปฏทิ นิ ข้นึ ไป (ต้องนบั ต้ังแตว่ นั ปฏทิ นิ ที่ 3
เปน็ ตน้ ไป) และวินจิ ฉยั VAP ขณะทีย่ ังใส่เครอ่ื งช่วยหายใจอยู่ หรือวินจิ ฉยั VAP หลงั จากถอดเครือ่ งช่วย
หายใจออก ไม่เกิน 2 วนั ปฏทิ นิ (ภายในวนั ที่ถอดเครื่องชว่ ยหายใจหรอื วนั รุง่ ข้ึนเทา่ นั้น)
Ventilator: อุปกรณ์ที่ช่วยหรือควบคุมการหายใจ รวมทั้งในระยะ weaning ผ่านทาง
tracheostomy หรือ endotracheal tube
หมายเหตุ: Lung expansion devices ได้แก่ intermittent positive-pressure breathing
(IPPB); nasal positive end-expiratory pressure (PEEP); และ continuous nasal positive airway
12
pressure (CPAP) ไมน่ บั เปน็ ventilators ยกเว้นใชอ้ ุปกรณ์ผา่ นทาง tracheostomy หรือ endotracheal
intubation (เช่น ET-CPAP, ET-BIPAP)
ขอ้ พจิ ารณาทวั่ ไปเก่ยี วกับเกณฑก์ ารวินิจฉยั ปอดอกั เสบจากการติดเช้อื
1. คำวนิ จิ ฉยั ของแพทยไ์ ม่ถอื เป็นเกณฑใ์ นการวินจิ ฉยั
2. เช้อื กลมุ่ Normal respiratory flora ไม่ถอื เปน็ เชอ้ื ก่อโรคสำหรับภาวะการติดเช้อื น้ี
3. เชื้อต่อไปนีไ้ มถ่ ือเป็นเชื้อกอ่ โรค ยกเว้นเพาะเชอื้ ได้จากเนือ้ ปอดหรอื น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด
1) Candida species* หรอื yeast ทไ่ี ม่ได้ระบุไวเ้ ฉพาะ
2) Coagulase-negative Staphylococcus species
3) Enterococcus species
การติดเชอ้ื ที่ระบบทางเดนิ ปัสสาวะ
เกณฑ์การวินจิ ฉยั การตดิ เช้อื ท่รี ะบบทางเดินปสั สาวะแบบมีอาการ (Symptomatic UTI, SUTI)
กรณีคาสายสวนปัสสาวะ Catheter-associated UTI, CAUTI ตอ้ งมลี ักษณะ และอาการ
หรืออาการแสดง ครบถ้วนตามเกณฑ์ 3 ขอ้ ดังน้ี
1. ผปู้ ว่ ยมกี ารคาสายสวนปัสสาวะมามากกวา่ 2 วันปฏิทิน และมีอาการหรืออาการแสดง
ในขณะคาสายสวนปสั สาวะ หรอื ถอดสายสวนปัสสาวะออกไปไมเ่ กนิ 1 วนั
2. มอี าการ อยา่ งนอ้ ย 1 ขอ้ ต่อไปนี้
2.1 มไี ข้ (> 38.0 องศาเซลเซียส)
2.2 กดเจ็บบรเิ วณหัวหนา่ วโดยไม่มสี าเหตุอืน่
2.3 ปวดหลังหรือกดเจ็บบรเิ วณ Costovertebral angle โดยไม่มสี าเหตุอืน่
2.4 กลนั้ ปัสสาวะไม่ได้
2.5 ปสั สาวะบ่อย
2.6 ปัสสาวะขัด ผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะอยู่อาจมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่ได้
ปัสสาวะบ่อย และปัสสาวะขัด โดยไม่มี การติดเชื้อ จึงไม่ใช้อาการสามอย่างน้ีในการวินิจฉยั ภาวะนี้ใน
ผปู้ ่วยท่ยี งั มีสายสวนปัสสาวะคาอยู่
3. ผลการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัติการ พบเชือ้ ไม่เกิน 2 ชนดิ โดยเชื้อแบคทีเรียอย่างน้อย 1 ชนิด
มจี ำนวน ≥105 CFU/ml
เกณฑ์การวินิจฉัยการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่ไม่มีอาการแต่ตรวจพบเชื้อในเลือด
(Asymptomatic Bacteremic Urinary Tract Infection, ABUTI) ผู้ป่วยมีลักษณะ และอาการหรือ
อาการแสดงครบถว้ น ตามเกณฑ์ 3 ขอ้
1. ผู้ป่วยคาหรือไม่คาสายสวนปัสสาวะก็ตาม ที่ไม่มีอาการเข้าเกณฑ์การวินิจฉัย SUTI
(ผูป้ ว่ ยอายุเกนิ 65 ปี ท่ไี ม่มีการคาสายสวนปสั สาวะ อาจจะมไี ขไ้ ดแ้ ละยงั ถือวา่ อยใู่ นเกณฑ์ ABUTI)
13
2. ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบเชื้อไม่เกิน 2 ชนิด โดยเช้ือแบคทีเรียอย่างน้อย 1 ชนิด
มีจำนวน ≥105 CFU/ml
3. ตรวจพบเชื้อเดยี วกนั ทั้งในเลือดและปสั สาวะอย่างน้อย 1 ชนดิ
การติดเช้อื ทตี่ ำแหน่งผ่าตดั
เกณฑ์การวนิ จิ ฉยั การติดเชือ้ ที่ตำแหนง่ ผา่ ตัด
การติดเชื้อทีต่ ำแหน่งผา่ ตัดท่ีผิวหนังและเนือ้ เยื่อใต้ผิวหนงั (Superficial incisional SSI) ต้องมี
ลกั ษณะ ครบตามเกณฑ์ 3 ข้อ ต่อไปน้ี
1. การติดเชื้อเกิดขึน้ ภายใน 30 วนั หลังการผา่ ตัด (นับวนั ผา่ ตดั เป็นวันที่ 1)
2. เปน็ การติดเช้อื ทผี่ วิ หนังและเนอื้ เย่ือใตผ้ ิวหนงั บรเิ วณทผ่ี ่าตัดเท่านั้น
3. มลี ักษณะอยา่ งน้อย 1 ขอ้ ตอ่ ไปน้ี
3.1 มหี นองออกมาจากแผลผ่าตดั
3.2 แยกเชื้อได้จากของเหลวหรือเนื้อเยื่อจากแผลผ่าตัดที่เก็บโดยวิธี Aseptic
technique
3.3 แพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยให้เปิดปากแผลโดยไม่ได้ทำการเพาะเชื้อไว้และผู้ป่วยมี
อาการหรืออาการแสดง อยา่ งน้อย 1 อย่าง คือ ปวดหรือกดเจบ็ แผลบวม แดง หรอื รอ้ น
3.4 แพทยท์ ี่ดแู ลผู้ป่วยเป็นผใู้ หก้ ารวินิจฉัย SSI
*หมายเหตุ ไม่รวม cellulitis, burn, circumcision, stitch abscess, stab wound หรือ pin site
infection*
การติดเชื้อแผลผ่าตัดช้ันพังผืดและกล้ามเนื้อ (deep incisional SSI) ต้องมีลักษณะครบตาม
เกณฑ์ 3 ขอ้ ต่อไปน้ี
1. การติดเช้ือเกิดขนึ้ ภายใน 30 วัน หรอื ภายใน 90 วนั หลังการผ่าตดั ดังตารางท่ี 1
2. เปน็ การติดเชื้อทีเ่ นือ้ เยื่อชั้นพงั ผดื และกล้ามเน้ือ
3. มีลักษณะอยา่ งนอ้ ย 1 ข้อ ตอ่ ไปน้ี
3.1 มีหนองไหลจากช้ันใตผ้ วิ หนังบริเวณผ่าตัด
3.2 แผลผ่าตัดแยกเอง หรือศัลยแพทย์หรือแพทย์อื่นเปิดแผลและผู้ป่วยมีไข้
(อุณหภูมิ > 38.0องศาเซลเซยี ส) หรอื ปวด หรือกดเจบ็ บรเิ วณแผล แต่ไม่ได้ทำการเพาะเชือ้ (ถ้าทำการ
ตรวจหาเชือ้ ด้วยการเพาะเช้ือ หรอื วิธกี ารอนื่ แล้วไม่พบเช้ือกอ่ โรคถือวา่ ไมเ่ ข้าเกณฑ์ข้อ 3.2 น)ี้
3.3 พบฝี (Abscess) หรอื หลักฐานอน่ื ทแ่ี สดงการตดิ เชอื้ จากการตรวจพบโดยตรง
ขณะผา่ ตดั ใหม่ หรือจากการตรวจเนื้อเย่อื หรือการตรวจทางรังสีวิทยา
14
เกณฑ์การวนิ ิจฉัยการติดเชื้อที่อวยั วะหรือช่องโพรงภายในร่างกายจากการผา่ ตัด (organ/space
SSI) ต้องมลี ักษณะครบตามเกณฑ์ 4 ขอ้ ตอ่ ไปนี้
1. การตดิ เชอื้ เกดิ ข้ึนภายใน 30 วัน หรือภายใน 90 วัน หลงั การผ่าตดั ดังตารางท่ี 1
2. เป็นการติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับสว่ นต่าง ๆ ของร่างกายที่ลึกกว่าผวิ หนังบริเวณรอบแผล
ผ่าตัด พงั ผดื หรือ กล้ามเน้ือท่ไี ดร้ บั การผ่าตดั
3. มีลักษณะอย่างนอ้ ย 1 ข้อ ตอ่ ไปนี้
3.1 มหี นองออกจากท่อที่ใสไ่ ว้ภายในอวยั วะหรอื ช่องโพรงในร่างกาย
3.2 แยกเชอื้ ได้จากของเหลวหรอื เนอ้ื เยื่อจากอวัยวะ หรอื ชอ่ งโพรงในรา่ งกาย
3.3 พบฝี (Abscess) หรือหลักฐานการตดิ เช้ือจากการตรวจพบโดยตรงขณะผ่าตดั
ใหม่ หรือจากการตรวจ เนื้อเยือ่ หรอื การตรวจทางรงั สวี ทิ ยา
4. มีลักษณะที่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยการติดเชื้อในระบบอวัยวะต่าง ๆ ที่ระบุในตารางที่ 2
อยา่ งน้อย 1 ข้อ ในแตล่ ะตำแหนง่ ทีม่ กี ารติดเช้ือ
ตารางที่ 1 แสดงระยะเวลาเฝ้าระวงั การตดิ เช้อื แผลผา่ ตดั ชั้นพังผืดและกล้ามเน้ือตามหัตถการ
30 – day Surveillance
Code Operative Procedure Code Operative Procedure
AAA Abdominal aortic aneurysm LAM Laminectomy
repair
AMP Limb amputation LTP Liver transplant
APPY Appendix surgery NECK Neck surgery
AVSD Shunt for dialysis NEPH Kidney surgery
BILI Bile duct, liver or pancreatic OVRY Ovarian surgery
surgery
CEA Carotid endarterectomy PRST Prostate surgery
CHOL Gallbladder surgery REC Rectal surgery
COLO Colon surgery SB Small bowel surgery
CSES Cesarean section SPLE Spleen surgery
GAST Gastric surgery THOR Thoracic surgery
HTP Heart transplant THYR Thyroid and/or parathyroid
surgery
HYST Abdominal hysterectomy VHYS Vaginal hysterectomy
KTP Kidney transplant XLAP Exploratory Laparotomy
15
ตารางที่ 1 แสดงระยะเวลาเฝา้ ระวังการติดเช้อื แผลผ่าตดั ชนั้ พังผืดและกล้ามเน้ือตามหัตถการ (ตอ่ )
90 - day Surveillance
Code Operative Procedure
BRST Breast surgery
CARD Cardiac surgery
CBGB Coronary artery bypass graft with both chest and donor site incisions
CBGC Coronary artery bypass graft with chest incisions only
CRAN Craniotomy
FUSN Spinal fusion
FX Open reduction of fracture
HER Herniorrhaphy
HPRO Hip prosthesis
KPRO Knee prosthesis
PACE Pacemaker surgery
PVBY Peripheral vascular bypass surgery
VSHN Ventricular shunt
ตารางที่ 2 การติดเชื้อทีอ่ วัยวะหรือช่องโพรงภายในร่างกายที่อาจเกี่ยวข้องกับการผ่าตัดซึง่ ต้องใช้เกณฑก์ าร
วนิ จิ ฉัย ซง่ึ การตดิ เชือ้ เหล่านี้ประกอบกับเกณฑ์อื่นในการวนิ ิจฉัยการติดเชอ้ื ที่อวัยวะหรือช่อง
โพรงภายในร่างกายจากการผา่ ตดั
Code Site Code Site
BONE Osteomyelitis MEN Meningitis or ventriculitis
BRST Breast abscess or mastitis ORAL Oral cavity (mouth, tongue or
gums)
CARD Myocarditis or pericarditis OREP Other infections of the male or
female reproductive tract
DIDC Disc space PJI Periprosthetic Joint Infection
EAR Ear, mastoid SA Spinal abscess without meningitis
EMET Endometritis SINU Sinusitis
ENDO Endocarditis UR Upper respiratory tract
GIT GI tract USI Urinary system infection
16
Code Site Code Site
IAB Intraabdominal, not specified VASC Arterial or venous infection
IC Intracranial, brain abscess or VCUF Vaginal cuff
dura
การแบง่ ประเภทแผลฝาตดั (Classification of surgical wound)
แผลผา่ ตัดโดยท่วั ไปจะแบง่ ตามลกั ษณะแผล ดังน้ี
1. แผลผา่ ตัดสะอาด (Clean wound) มีลกั ษณะดงั ตอ่ ไปนี้
1.1 แผลผ่าตัดที่เตรียมการผ่าตัดล่วงหน้า เย็บปิดแผลหลังผ่าตัด (Primary closure) ไม่
ใส่ทอ่ ระบาย หรือ ระบายแบบเปิด (Open drainage)
1.2 แผลผา่ ตดั ที่ไม่ผา่ นเนือ้ เยอ่ื ท่ไี ม่ชำ้ ไมม่ กี ารตดิ เชือ้
1.3 แผลผ่าตดั ทผ่ี ่าผ่านเน้อื เยือ่ ที่ไมม่ กี ารอกั เสบ
1.4 ระหว่างผา่ ตดั ไมม่ เี หตุการณท์ ีล่ ะเมิดมาตรการปลอดเชื้อ (Aseptic technique)
1.5 แผลผา่ ตดั ไม่ได้ผ่าผ่านทางเดนิ หายใจ ทางเดินอาหาร ทางเดินปสั สาวะ และระบบสบื พนั ธุ์
2. แผลผ่าตดั สะอาดปนเปือ้ น (Clean-contaminated wound) ได้แก่
2.1 แผลผ่าตดั ทีผ่ า่ ผ่านทางเดนิ อาหาร ทางเดินหายใจ
2.2 แผลผ่าตัดท่ีผ่าผ่านทางเดนิ ปัสสาวะและระบบสืบพนั ธทุ์ ่ีไม่มกี ารติดเชือ้ ทางเดินปัสสาวะ
2.3 แผลผา่ ตดั ท่ผี า่ ผา่ นทางเดินน้ำดี ท่ีไม่มีการตดิ เชื้อในนำ้ ดี
2.4 ระหวา่ งผา่ ตดั มีการละเมดิ มาตรการปลอดเชอ้ื เลก็ นอ้ ย
3. แผลผ่าตดั ปนเป้ือน (Contaminated wound) ได้แก่
3.1 แผลผ่าตัดที่ผ่าผ่านแผลภยันตรายที่เป็นแบบเปิดและเกิดขึ้นใหม่ๆ ไม่เกิน 4 ชั่วโมง
(Open, Fresh traumatic wound)
3.2 แผลผ่าตดั ทีผ่ ่าผา่ นทางเดนิ อาหารที่มกี ารรัว่ ที่เหน็ ได้ด้วยตาเปล่า
3.3 แผลผ่าตัดที่ผ่าผ่านทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ หรือทางเดินน้ำดีในขณะที่มี
การติดเชอื้ ของปสั สาวะหรอื น้ำดี
3.4 แผลผ่าตัดที่มีเหตกุ ารณล์ ะเมดิ มาตรการปลอดเชือ้ อย่างมาก
3.5 แผลผ่าตดั ที่ผา่ ผ่านเนอ้ื เย่อื ท่ีมกี ารอกั เสบแตย่ งั ไม่มีหนอง
4. แผลผ่าตดั สกปรก (Dirty wound) ไดแ้ ก่
4.1 แผลผา่ ตัดชอ่ งทอ้ งในกรณีอวยั วะภายในทะลุ
4.2 แผลผา่ ตดั ท่ผี า่ ผ่านเน้ือเย่อื ทเ่ี ปน็ หนอง
17
การติดเชอ้ื ในกระแสเลือด (Bloodstream Infections)
การติดเชื้อในกระแสเลือดแบบปฐมภูมิ (Primary bloodstream infections, BSI) หรือ
การติดเชื้อ ในกระแสเลือดที่ได้รับการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory-confirmed
bloodstream infection, LCBI) ด้วยการเพาะเช้ือหรือวิธีการอืน่ โดยที่ไม่มกี ารติดเชื้อน้ันในตำแหน่ง
อืน่ ใดของร่างกาย
เกณฑก์ ารวนิ ิจฉัยติดเช้อื ในเลือดท่ไี ดร้ ับการยืนยนั ด้วยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (LCBI) ใช้
เกณฑ์ ขอ้ ใดขอ้ หนึง่ ดังตอ่ ไปน้ี
1. ผู้ป่วยทุกรายที่ได้รับการตรวจ พบเชื้อในเลือดอย่างน้อย 1 ตัวอย่าง และเชื้อนั้นเปน็ เชื้อท่ี
ยอมรับโดยท่ัวไป วา่ เปน็ เชื้อก่อโรค (เชน่ E. coli)
2. ถ้าเชื้อที่ตรวจพบจากเลอื ด เป็นเชื้อในกลุ่ม commensal organism (หรือ normal flora,
เชื้อประจำถิ่น) เช่น diphtheroids (Corynebacterium spp. ที่ไม่ใช่ C. diphtheriae), Bacillus
spp. (ย ก เ ว ้ น B. anthracis), Propionibacterium spp., coagulase-negative staphylococci
(รวมทั้ง S. epidermidis), viridans group streptococci, Aerococcus spp. Micrococcus spp.,
และ Rhodococcus spp. จะตอ้ งมีลักษณะต่อไปนี้ ครบทงั้ สองข้อ คือ
2.1 ตรวจพบเชื้ออย่างน้อย 2 ครั้ง จากการเจาะเลือดต่างตำแหน่ง หรือต่างเวลาในวัน
เดยี วกนั หรอื สองวนั ต่อเน่อื งกัน
2.2 ผู้ป่วยมีอาการไข้ (อณุ หภมู ิกายสูงกว่า 38.0 องศาเซลเซียส) หนาวสั่น หรือความดนั ต่ำ
อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ และในกรณีที่เปน็ เดก็ อายุนอ้ ยกว่า1 ปีอาจมีอุณหภูมกิ ายต่ำกว่า 36.0 องศาเซลเซียส
หยุดหายใจชั่วขณะ (apnea) หรือชพี จรเต้นช้ากวา่ ปกติ
เกณฑ์การวินิจฉัยการติดเชื้อในกระแสเลือด ที่สัมพันธ์กับสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง
(Central line-associated BSI, CLABSI) วนิ จิ ฉยั เมื่อมีลักษณะต่อไปนีท้ ง้ั สองข้อ
1. มีการติดเช้อื ในเลอื ดที่ไดร้ ับการยืนยนั ด้วยการตรวจทางห้องปฏบิ ัตกิ าร
2. มีการใช้สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง หรือสายสวนหลอดเลือดที่สะดือมาแล้วเป็นเวลา
อยา่ งน้อย 2 วนั ปฏิทนิ ณ วนั ทีเ่ กดิ การตดิ เชอ้ื (date of event) และในวนั ท่ีวนิ จิ ฉยั จะต้องยังมีการใช้
สายสวนหลอดเลือด ดังกลา่ วอยู่ หรอื ถอดสายออกไปไมเ่ กิน 1 วัน
* ขอ้ ยกเว้น ในเด็กทารกอายุไม่เกิน 6 วัน ถา้ ตรวจพบเช้อื Group B streptococcus ในเลอื ด
แมจ้ ะมี การใสส่ ายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง กใ็ ห้นบั ว่าเป็นการติดเชือ้ ในเลือด โดยไม่นับว่าเป็นการ
ตดิ เชอ้ื ที่สัมพันธ์กบั การใชส้ ายสวนหลอดเลอื ด
สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง หมายถึง สายสวนหลอดเลือดดำที่ใช้สำหรับการให้สารน้ำ
สารอาหาร ยา หรือสำหรับฟอกไต (hemodialysis) โดยมปี ลายสายสวนสิ้นสดุ อยใู่ นหลอดเลอื ดดำใหญ่
18
หรือ หลอดเลือดแดงใหญ่ ได้แก่ aorta, pulmonary artery, superior vena cava, inferior vena cava,
brachiocephalic veins, internal jugular veins, subclavian veins, external iliac veins, common
iliac veins, femoral veins, และในเด็กแรกเกิดจะรวมถงึ umbilical artery/vein.
อปุ กรณท์ ีไ่ มถ่ ือวา่ เปน็ central venous catheter ไดแ้ ก่ arterial catheters, arteriovenous
fistula, arteriovenous graft, extracorporeal membrane oxygenation (ECMO), hemodialysis
reliable outflow (HERO) dialysis catheters, intra-aortic balloon pump (IABP) devices,
central line ทไ่ี ม่มี การใช้งาน สายสวนหลอดเลือดดำส่วนปลาย และ Ventricular Assist Device (VAD)
การนับ device-day สำหรบั port ให้ถือหลักดังนี้
1. ถา้ ไมม่ ีการใช้ port เลย ไมต่ อ้ งนับ central-line day
2. ถ้ามีการใช้ port ให้นับวันที่เริ่มใช้เป็นวันที่ 1 และให้นับ CVC-day ไปจนกว่าผู้ป่วยจะ
กลับบ้าน หรือมีการถอดสายสวนออก และให้เฝ้าระวังการติดเชื้อไปจนผู้ป่วยกลับบ้าน หรือหลังจาก
ถอดสายสวน 1 วนั
การตดิ เชอ้ื ระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal tract infection)
เกณฑ์การวนิ จิ ฉยั Gastroenteritis (ไมร่ วมการติดเชือ้ Clostridium difficile) Gastroenteritis
ตอ้ งมี อาการอย่างนอ้ ย 1 ขอ้ ตอ่ ไปนี้
1. ผู้ป่วยมีอุจจาระร่วงอย่างเฉียบพลัน (อุจจาระเป็นน้ำนานกว่า 12 ชั่วโมง) โดยไม่พบ
สาเหตอุ ่ืน
2. ผู้ป่วยมีอาการอย่างน้อย 2 อย่างต่อไปนี้เช่น คลื่นไส้อาเจียน หรือปวดท้อง มีไข้
(อุณหภมู >ิ 38.0องศาเซลเซยี ส) หรือปวดศีรษะ และตอ้ งมีอยา่ งนอ้ ย 1 ข้อ ต่อไปน้ี
2.1 เพาะเชื้อก่อโรคได้จากอุจจาระหรือจากการทำ Rectal swab หรือ ตรวจโดย
วธิ อี นื่
2.2 พบเชื้อก่อโรคจากการตรวจด้วยกลอ้ งจุลทรรศน์
2.3 ตรวจพบ IgM antibody ตอ่ เช้ือก่อโรคสงู ถงึ ระดับทีใ่ ชว้ ินจิ ฉยั 1 คร้งั หรอื IgG
antibody ตอ่ เชื้อกอ่ โรค เพิม่ ขนึ้ 4 เท่าข้ึนไปในการตรวจครัง้ ทีส่ อง
เกณฑ์การวินิจฉัยการติดเชื้อ C. difficile หรือ pseudomembranous colitis ผู้ป่วยต้องมี
ลกั ษณะเขา้ ไดก้ ับเกณฑก์ ารวนิ ิจฉยั อยา่ งน้อย 1 ขอ้ ตอ่ ไปน้ี
1. ตรวจพบ Clostridium difficile toxin ในอจุ จาระทเ่ี หลว
2. ตรวจพบ pseudomembranous colitis โดยลักษณะทางกายวภิ าคหรอื ทางพยาธวิ ทิ ยา
19
เกณฑก์ ารวินจิ ฉยั Necrotizing enterocolitis (NEC)
เด็กทารกที่มีการอักเสบของลำไสแ้ บบ Necrotizing enterocolitis จะต้องมีลักษณะตามเกณฑ์
การวนิ จิ ฉยั อยา่ งนอ้ ย 1 ขอ้ คอื
1. ทารกมลี กั ษณะทางคลินิกอย่างน้อย 1 ข้อ และลักษณะทางภาพรงั สีอยา่ งนอ้ ย 1 ขอ้ ดงั น้ี
1.1 ลกั ษณะทางคลนิ กิ ไดแ้ ก่ ดูดไดน้ ำ้ ดจี ากกระเพาะอาหารอาเจยี น ทอ้ งอืดและมี
เลอื ดออกปนมากับอุจจาระจนเหน็ ได้ดว้ ยตาเปล่า หรอื ตรวจพบ occult blood
1.2 ลักษณะภาพทางรงั สี (ถา้ ไมช่ ดั เจน อาจต้องใช้ข้อมูลอ่ืนมาประกอบ เช่น แพทย์ส่ัง
การรักษาแบบ NEC) ได้แก่ pneumatosis intestinalis, portal venous gas (hepatobiliary gas), หรือ
pneumoperitoneum
2. Surgical NEC: ตอ้ งมสี ่ิงตรวจพบในระหวา่ งการผา่ ตัด อย่างน้อย 1 ขอ้ คือ
2.1 extensive bowel necrosis ที่มีความยาวอย่างนอ้ ย 2 เซนติเมตร
2.2 pneumatosis intestinalis
เกณฑ์การวินิจฉัยการติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร (หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก
ลำไส้ใหญ่ และ rectum) ยกเว้น gastroenteritis, appendicitis, และการติดเชอ้ื C. difficile)
การติดเช้ือระบบทางเดนิ อาหาร ต้องมลี กั ษณะตามเกณฑ์ตอ่ ไปนอ้ี ย่างนอ้ ย 1 ขอ้ คอื
1. ผู้ป่วยมีฝีหรือมีหลักฐานทางกายวภิ าคหรือการตรวจทางพยาธวิ ิทยาของระบบทางเดิน
อาหารทีแ่ สดงถึงการติดเชอื้
2. ผู้ป่วยมีอาการหรอื อาการแสดงที่เข้าได้กับการติดเช้ือในอวัยวะนั้น ๆอย่างน้อย 2 ข้อ
คอื มไี ข้ (> 38.0 องศาเซลเซียส) คลื่นไส้* อาเจยี น* ปวด*หรอื กดเจ็บ* กลนื เจ็บ* กลืนลำบาก* ร่วมกบั
การตรวจพบต่อไปน้อี ย่างน้อย 1 ขอ้ คือ
2.1 ตรวจพบเชื้อกอ่ โรคจากสารน้ำท่รี ะบายออกมาหรือจากเน้ือเย่ือดว้ ยการเพาะเช้ือ
หรือวธิ อี ่นื
2.2 ตรวจพบเชื้อจากการย้อมสีกรัม พบเชื้อราจากการย้อมด้วย KOH หรือตรวจ
พบ multinucleated giant cells
2.3 ตรวจพบเชอื้ จากเลอื ด ร่วมกบั มภี าพถ่ายรงั สีหรอื จากการส่องกล้องตรวจที่ช้ีว่า
มีการติดเชื้อที่ระบบทางเดินอาหาร (ถ้าไม่ชัดเจน อาจต้องใช้ข้อมูลอื่นมาประกอบ เช่น แพทย์สั่งการ
รักษาการตดิ เช้อื ทรี่ ะบบทางเดนิ อาหาร) * โดยไม่มีสาเหตอุ นื่
เกณฑ์การวินิจฉยั การติดเชื้อในโรงพยาบาลตำแหน่งการตดิ เช้ือ Episiotomy ตอ้ งมลี กั ษณะ
เขา้ ไดก้ บั อย่างนอ้ ยหนึ่งขอ้ ต่อไปนี้
1. ภายหลงั การคลอดทางช่องคลอดมหี นองออกมาจากแผล Episiotomy
2. ภายหลังการคลอดทางชอ่ งคลอดมฝี ที แ่ี ผล Episiotomy
20
เกณฑ์การวนิ ิจฉยั Omphalitis
Omphalitis ในทารกแรกเกิด (อายุ ≤ 30 วัน) ผู้ป่วยต้องมีลักษณะเข้าได้กับเกณฑ์การ
วนิ ิจฉยั อย่างน้อย 1 ข้อ ตอ่ ไปน้ี
1. สะดอื ของทารกมีลกั ษณะแดงหรือแฉะผิดปกตแิ ละมีส่ิงตอ่ ไปน้ีอยา่ งน้อย 1 ขอ้
1.1 ตรวจพบเชื้อก่อโรคจากการเพาะเช้อื หรือวธิ ีการอน่ื จากสงิ่ สง่ ตรวจที่ได้จากการใช้
เขม็ ดดู
1.2 เพาะเชอ้ื ได้จากเลือด
2. สะดือของทารกมลี ักษณะแดงและมีหนอง
การตดิ เชอื้ อื่น ๆ
เกณฑก์ ารวินจิ ฉยั การติดเช้ือท่ผี ิวหนงั และเน้ือเย่ือใต้ผวิ หนัง
ผู้ป่วยมีอาการเฉพาะที่อย่างน้อย 2 ข้อ คือ ปวด กดเจ็บ บวม แดง ร้อน โดยไม่มีสาเหตุอื่น
รว่ มกับการตรวจพบ อยา่ งนอ้ ย 1 ข้อ ต่อไปน้ี
1. ตรวจพบเชื้อก่อโรคจากการเพาะเชื้อสิ่งส่งตรวจที่ได้จากการใช้เข็มดูดหรือจาก
drainage ที่เก็บโดย วิธีAseptic Technique บริเวณที่มีการติดเชื้อ หรือการตรวจเชื้อด้วยวิธีการอ่ืน
เช่น ตรวจแอนติเจน หรือ DNA ในเนื้อเยื่อที่มีการติดเชื้อ (เช่น herpes simplex, varicella zoster)
หากเป็นเชื้อประจำถิ่นของผิวหนัง (ได้แก่ coagulase negative staphylococci, micrococci,
diphtheroids) จะตอ้ งพบเชอ้ื เพยี งชนิดเดียว (Pure culture)
2. ตรวจเนอื้ เยือ่ ทมี่ ีการตดิ เช้ือดว้ ยกล้องจลุ ทรรศน์พบ Multinucleated giant cells
3. ตรวจพบ IgM antibody ต่อเชื้อก่อโรคสูงถึงระดับที่ใช้วินิจฉัย 1 ครั้ง หรือ IgG
antibody ตอ่ เช้อื ก่อโรค เพิม่ ขน้ึ 4 เทา่ ขึ้นไปในการตรวจครงั้ ท่สี อง
เกณฑก์ ารวนิ จิ ฉยั การติดเชอ้ื แผลจากความรอ้ นหรือสารเคมี (Burn wound)
การตดิ เชอ้ื แผลจากความร้อนหรือสารเคมตี อ้ งมีลกั ษณะตามเกณฑต์ ่อไปน้ที ง้ั สองข้อ
1. จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงของสีหรือลักษณะของแผลไฟไหม้ เช่น Eschar หลุดอย่าง
รวดเร็ว หรอื มสี ีนำ้ ตาลเขม้ หรือดำ หรอื ม่วงคลำ้ หรอื ขอบแผลบวม
2. เพาะเชือ้ ก่อโรคไดจ้ ากเลอื ด
เอกสารอ้างอิง
สถาบันบำราศนราดูร. (2561). คู่มือวินิจฉัยการติดเช้ือในโรงพยาบาล (พิมพ์ครั้งท่ี 1). อักษรกราฟฟิค
แอนด์ดไี ซน์.
21
การปฏบิ ตั กิ ารป้องกนั และควบคมุ การแพร่กระจายเช้อื
วตั ถุประสงค์
1. เพ่อื เปน็ แนวทางในการปฏบิ ัตเิ พอื่ ป้องกนั และควบคุมการแพร่กระจายเชอื้ ในโรงพยาบาล
2. เพือ่ ใหผ้ ูป้ ่วย ญาติ และบุคลากรปลอดภยั จากการติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล
นยิ ามศัพท์
การปฏิบตั กิ ารป้องกนั และควบคุมการแพร่กระจายเชอื้ หมายถึง การดำเนนิ การของบคุ ลากรที่
มบี ทบาทในการรกั ษาพยาบาล เพ่ือปอ้ งกันและควบคุมไม่ให้เกิดการแพรก่ ระจายเชื้อ โดยป้องกันไม่ให้
ผู้ป่วยได้รับเชื้อจากการปฏิบัติงานของบุคลากร โดยใช้แนวปฏิบัติในการป้องกันและควบคุมการ
แพรก่ ระจายเชอ้ื
การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ (Isolation precautions) หมายถึง การปฏิบัติเพื่อป้องกัน
ไม่ใหเ้ ชอ้ื จุลชีพจากผปู้ ่วยทีม่ ีการติดเชอ้ื หรอื ผู้ที่มเี ชอ้ื อยแู่ ตไ่ มป่ รากฎอาการ ( Carrier หรือ colonized)
ติดต่อไปยังผู้ป่วยอื่น บุคลากร หรือญาติผู้ป่วย การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อทำได้หลายวิธี ได้แก่
การแยกผู้ป่วย การทำความสะอาดมือ การทำลายเชื้อบนวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ ด้วยวิธีการท่ี
เหมาะสม เป็นต้น การเลือกวิธีแยกที่เหมาะสมสามารถป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในโรงพยาบาลได้
อย่างมีประสิทธภิ าพ
การปอ้ งกันแบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท คอื
1.การปอ้ งกนั มาตรฐาน (Standard precautions) หมายถึง การปฏบิ ัตใิ นการดูแลผู้ป่วยทุกราย
ที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลไมว่ ่าผูป้ ่วยจะมีอาการตดิ เชื้อหรือไม่ หรือได้รับการวนิ ิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคใด
โดยมุ่งเน้นการป้องกันการแพร่กระจายเช้ือจากเลือด สารน้ำ สารคัดหลั่งของร่างกาย (blood body
fluid) เย่อื บุเมอื ก (mucous membrane) ผวิ หนังทม่ี รี อยฉีกขาด (non intact skin) ประกอบดว้ ย
1) การทำความสะอาดมอื อย่างถกู ตอ้ ง
2) การป้องกันอุบตั เิ หตจุ ากของแหลมคมและฟงุ้ กระจาย
3) การจดั การสิ่งแวดลอ้ มให้ปลอดภยั
4) การสวมอุปกรณ์ป้องกนั รา่ งกายอยา่ งเหมาะสม
5) การจัดสถานท่ีสำหรบั ผู้ป่วย
6) การจัดการผ้าเปอ้ื นและขยะติดเชือ้
7) การเคลื่อนย้ายผู้ปว่ ยที่มีการตดิ เช้อื
22
2. การป้องกันตามวิธีการที่แพร่กระจายเชื้อ (Transmission-based precautions) หมายถึง
วิธีการปอ้ งกนั การแพร่กระจายเชอื้ ในผู้ป่วยที่ทราบการวนิ ิจฉัยแล้ว โดยป้องกันตามวธิ ีการแพร่กระจาย
เชื้อ ร่วมกบั การป้องกนั แบบ Standard precautions แบง่ ออกเป็น 3 วธิ ี ดังน้ี
1) การปอ้ งกนั การแพรก่ ระจายเชื้อทางอากาศ (airborne precautions)
2) การป้องกนั การแพรก่ ระจายเชื้อโดยฝอยละออง (droplet precautions)
3) การปอ้ งกันการแพรก่ ระจายเชอ้ื ทางการสมั ผสั (contact precautions)
การปอ้ งกนั การแพร่กระจายเชอ้ื ทางอากาศ (airborne precautions)
เป็นมาตรการท่ีใช้ปฏิบตั ิสำหรับผูป้ ่วยที่มีหรอื สงสยั ว่าจะมีการติดเชื้อโรคท่ีสามารถแพร่กระจาย
เชื้อทางอากาศได้ เช่น วัณโรค หดั สุกใส งสู วดั เปน็ ตน้ มหี ลักปฏบิ ตั ดิ งั นี้
1. จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในห้องแยกความดันลบ (Negative pressure room) หรือห้องแยก
ธรรมดาหากไม่มีห้องแยก จัดเป็น Cohort area บริเวณที่อากาศถ่ายเทได้ดีและอยู่ใต้ลม แขวนป้าย
airborne precautions ไว้ที่หน้าห้องแยกหรือเตียงผู้ป่วยตลอดเวลาที่ยังอยู่ในระยะแพร่กระจายของ
เชื้อโรค
2. จำกัดการเขา้ เยย่ี ม หรือเข้าเยี่ยมไดเ้ มอ่ื พน้ ระยะการแพรก่ ระจายของโรค
3. สวมอุปกรณ์ป้องกัน (Personal Protective Equipment: PPE) ได้แก่ N 95 เสื้อ
กาวน์ ถุงมือ เมื่อเข้าหอ้ งผ้ปู ว่ ย และใหผ้ ู้ป่วยใส่ Surgical mask ตลอดเวลาทม่ี ีผ้อู ื่นอยูใ่ นหอ้ ง
4. การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเมื่อจำเป็น ระหว่างการเคลื่อนย้ายให้ผู้ป่วยใส่ Surgical mask
ตลอดเวลา และแจง้ ให้หนว่ ยงานปลายทางทราบ
5. ยตุ กิ ารใชม้ าตรการ airborne precautions ตามความเห็นของแพทย์
6. การจัดการหลงั จากจำหนา่ ยผูป้ ่วย
6.1 หอ้ งแยกความดันลบ (Negative pressure room) ใหเ้ ปิดระบบทงิ้ ไว้ 35 นาที
จึงเข้าไปทำความสะอาด โดยผู้ที่ทำความสะอาดต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันร่างกาย คือ N 95/Surgical
mask เสื้อกาวน์ ถงุ มอื และเปิดระบบการทำงานของห้องตลอดเวลาท่ีทำความสะอาด หลังจากทำความ
สะอาดเสร็จแลว้ เปดิ ระบบห้องต่อไปอกี 35 นาที จึงจะรบั ผู้ป่วยรายใหมไ่ ด้
6.2 ห้องแยกธรรมดา ให้ปิดหน้าต่างและประตูทิ้งไว้ 60 นาที จึงเข้าไปทำความ
สะอาด โดยผู้ทท่ี ำความสะอาดตอ้ งสวมอุปกรณป์ อ้ งกันรา่ งกาย คอื N 95/Surgical mask เสอื้ กาวน์ ถุง
มอื เมือ่ ทำความสะอาดเสร็จแล้วให้เปดิ หน้าต่างและประตูเพ่ือระบายอากาศ นาน 60 นาที แล้วเข้าไป
ทำความสะอาดอีกครง้ั จงึ จะรับผปู้ ว่ ยรายใหมไ่ ด้
23
24
การปอ้ งกนั การแพร่กระจายเช้อื โดยฝอยละออง (droplet precautions)
เป็นวิธีการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคจากละอองฝอย เสมหะ ที่มีขนาดใหญ่กว่า 5
ไมครอน นอกจากน้ี ยังตดิ ตอ่ จากการสัมผัส เยือ่ บตุ า เย่ือบุปากและจมูก ได้แก่ หัดเยอรมัน (Rubella)
คางทูม (Mumps) ไอกรน (Pertussis) ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal
infection) เปน็ ต้น วธิ ปี ฏิบัติ มีดงั น้ี
1. ปฏบิ ัติตามหลกั Standard precautions ในการดแู ลผปู้ ว่ ย
2. แยกผู้ป่วยไว้ในห้องแยกจนพ้นระยะแพร่เช้ือ หอ้ งแยกควรมีอาการถ่ายเทอากาศสู่ภายนอก
อาคารได้ดี และมแี สงแดดส่องถงึ
3. ถ้าไม่มีห้องแยก จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในห้องเดียวกับผู้ปว่ ยอื่นที่ติดเชื้อโรคชนิดเดียวกัน หรือจัด
เตยี ง ผ้ปู ่วยไวม้ มุ ใดมมุ หน่ึงของหอผู้ปว่ ยที่มอี ากาศถ่ายเทได้ดี และควรจัดระยะห่างจากเตียงผู้ป่วยอื่น
มากกว่า 3 ฟุต
4. ให้แขวนปา้ ย Droplet precautions/สัญลกั ษณ์ไว้ทห่ี นา้ หอ้ งแยกหรือที่เตียงผู้ปว่ ย
5. ใหส้ วมผา้ ปิดปาก-จมูก ชนดิ Surgical mask เม่อื ต้องเข้าใกล้ผปู้ ่วยภายในระยะ 3 ฟตุ
6. ไม่ควรเคลอื่ นย้ายผ้ปู ว่ ยออกจากห้องหรอื หอผปู้ ่วยโดยไม่จำเป็น ถา้ จำเป็นต้องเคล่ือนยา้ ยให้
ผู้ป่วยสวมผ้าปิดปากปิดจมูก ชนิด Surgical mask เพื่อป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจายเชื้อ และแจ้ง
หน่วยงานทรี่ ับยา้ ย
7. แนะนำให้ผู้ป่วยใช้ผา้ หรือกระดาษเช็ดหน้าปิดปากปิดจมูกขณะไอ จาม และให้บ้วนเสมหะ
ในภาชนะท่มี ถี ุงพลาสตกิ รองรับและมฝี ามดิ ชิด
8. แนะนำการปฏิบตั ติ ัวแก่ญาติในการเขา้ เยี่ยมผปู้ ว่ ย เชน่ ใหส้ วมผา้ ปิดปากปดิ จมกู เมือ่ เข้าใกล้
ผปู้ ่วยภายในระยะ 3 ฟุต ลา้ งมือก่อน-หลังสัมผัสผู้ปว่ ย ควรจำกัดคนเข้าเยี่ยม ผู้ท่ตี ิดเชือ้ ได้ง่าย ไม่ควร
เข้าเย่ยี ม เช่น เดก็ ผสู้ งู อายุ และผทู้ ี่มภี ูมิค้มุ กันโรคต่ำ เปน็ ต้น
25
การปอ้ งกันการแพรก่ ระจายเช้อื ทางการสัมผัส (contact precautions)
การปฏิบัติต่อผู้ป่วยที่แพร่กระจายเชื้อจากการสัมผัส (contact precautions) เป็นมาตรการ
เสริม สำหรับผู้ป่วยที่สงสัยหรือทราบว่ามีการติดเชื้อที่สามารถแพร่กระจายได้โดยการสัมผัสทางตรง
(direct contact) เช่น การสัมผัสผิวหนังที่มีแผล สิ่งคัดหลั่ง ผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยา เช่น
Acinetobacter baumannii, Methicillin-resistant Staphylococcus aureus (MRSA), Enterococci
spp, VRE เป็นต้น และเป็นวิธีการป้องกันการแพร่กระจายเชือ้ โรคที่ติดตอ่ ได้โดยการสัมผัสทั้งทางตรง
แ ล ะ ท า ง อ ้ อ ม ไ ด ้ แ ก่ Infectious diarrhea, Infectious wound, Abscess, Viral hemorrhagic
infections, Lice, Scabies รวมทั้ง เชื้อที่ต้องมีทั้ง Airborne และ Contract precautions เช่น โรค
ทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) โรคไข้หวดั นก (Avain Influenza) และโรคสุกใส ไข้หวัดใหญ่
26
รวมทั้งผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อหรือ Colonization ของเชื้อที่ดื้อยา เช่น Methicillin-resistant
Staphylococcus aureus (MRSA) แ ล ะ เ ช้ื อ Multidrug-resistant gram negative bacilli (MDR-
GNB) เป็นต้น วิธปี ฏิบัติ มีดังน้ี
1. ปฏบิ ัตติ ามหลัก Standard precautions ในการดูแลผูป้ ว่ ย
2. แยกของใช้ผู้ป่วยไว้ในห้องแยกจนพ้นระยะแพร่เชื้อ (ผลเพาะเชื้อไม่พบเชื้อติดต่อกัน 2
สปั ดาหใ์ นกลมุ่ ผ้ปู ่วยดื้อยา) ห้องแยกควรมีการถา่ ยเทอากาศสู่ภายนอกอาคารได้ดแี ละมีแสงแดดส่องถงึ
3. ถ้าไม่มีห้องแยก จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในห้องเดียวกับผู้ป่วยอื่นท่ีติดเชื้อโรคชนิดเดียวกัน หรือจัด
เตียงผปู้ ว่ ยไว้มมุ ใดมุมหน่ึงของหอผ้ปู ว่ ยที่มีอากาศถ่ายเทไดด้ ี
4. ให้แขวนป้าย Contact precautions/สญั ลักษณ์ไวท้ หี่ นา้ หอ้ งแยกหรือท่ีเตยี งผูป้ ่วย
5. สวมถุงมือและถอดถุงมือทันทีหลังให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยแต่ละครั้ง และต้องล้างมือ
แบบ Hygienic hand washing หลังถอดถุงมอื ทันที
6. สวมเส้ือคลุม หรือผ้ากันเปื้อนพลาสติกเมื่ออยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย หรือคาดว่าจะต้องสัมผัสกับ
สิ่งแวดล้อม และสารคัดหลั่งจากตัวผู้ป่วย โดยเปลี่ยนเสื้อคลุมตัวใหม่ทุกครั้งที่จะดูแลผู้ป่วยในแต่ละ
กจิ กรรม
7. ไม่ควรเคลื่อนย้ายผปู้ ว่ ยออกจากห้องหรือหอผูป้ ว่ ยโดยไมจ่ ำเปน็ ถา้ จำเปน็ ต้องเคลือ่ นยา้ ยให้
ห่อหุ้มหรือปิดส่วนที่มีการติดเชื้อ หรือมีสารคัดหลั่งปนเปื้อนเชื้อโรคออกมา เพื่อป้องกันการ
แพรก่ ระจายเชื้อไปสผู่ ู้อ่นื และการปอ้ งกันการปนเป้ือนของเชือ้ ต่อสิ่งแวดล้อม
8. อุปกรณ์ เครื่องมือ – เครื่องใช้ ให้แยกใช้กับผู้ปว่ ยเฉพาะราย หลังใช้งานต้องล้างให้สะอาด
และ ทำลายเชอ้ื หรือทำให้ปราศจากเช้อื อย่างเหมาะสมก่อนนำมาใช้ตอ่ ไป
9. แนะนำการปฏิบัติตัวแก่ญาตใิ นการเข้าเยี่ยม โดยให้ล้างมอื กอ่ น-หลงั สมั ผัสผู้ป่วย และควร
จำกัด คนเขา้ เยี่ยม ผ้ทู ีต่ ิดเชือ้ ได้ง่ายไมค่ วรเขา้ เย่ียม เชน่ เด็ก ผู้สูงอายุ และผทู้ มี่ ภี ูมคิ ุม้ กนั โรคตำ่ เปน็ ต้น
27
ปา้ ยสญั ลกั ษณ์ท่ใี ช้สอื่ สารในการดูแลผปู้ ่วยเชอ้ื ดอื้ ยา
28
การทำความสะอาดมือ
การทำความสะอาดมอื เป็นการขจดั สง่ิ ท่ปี นเปื้อน เพ่อื ลดจุลินทรยี ท์ ่อี าศัยอยบู่ นมือดว้ ยการถู
ด้วยแอลกอฮอล์ สบแู่ ละนำ้ หรือสบู่ผสมนำ้ ยาทำลายเชอื้ และนำ้ หลักฐานทางวทิ ยาศาสตรแ์ สดงให้
เห็นว่าสุขอนามัยของมอื เป็นสง่ิ ที่มปี ระสิทธภิ าพในการหยุดการตดิ เชอ้ื และแพร่กระจายเช้อื ได้
การทำความสะอาดมอื แบง่ ออกตามวัตถปุ ระสงคไ์ ด้ 3 วิธี คอื
1. Normal Hand washing เป็นการลา้ งมอื เพ่อื ขจดั สงิ่ เปรอะเปื้อน ฝนุ่ ละออง เหง่อื ไคลบน
มอื ออก เพ่อื ใหม้ อื สะอาดโดยการฟอกมอื ด้วยนำ้ และสบู่นานอยา่ งน้อย 10 วนิ าที แล้วล้างออกดว้ ยน้ำ
สะอาด เช็ดมอื ให้แห้งด้วยผา้ เชด็ มอื ท่ีสะอาดและแห้ง หรือด้วยกระดาษเชด็ มือ การล้างมอื วิธีนชี้ ่วยขจดั
สงิ่ สกปรกและเชื้อจุลชพี ท่อี ยู่บนมอื ชั่วคราวออก ลา้ งมอื วธิ นี ี้กอ่ นและหลังสัมผสั ผปู้ ว่ ยแต่ละราย ก่อน
การเตรยี มยาใหผ้ ู้ปว่ ย ก่อนปอ้ นอาหารใหผ้ ู้ป่วย
2. Hygienic Hand hygiene เปน็ การทำความสะอาดมือ เมอ่ื ต้องการขจัดเช้อื จุลชีพท่ีอยู่
ชั่วคราวบนมือ ซึ่งอาจเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากร่างกายผู้ป่วยหรือเครื่องมือแพทย์ สิ่งของ
เครื่องใชข้ องผู้ป่วยท่ีมีการปนเปื้อนเชื้อ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเช้ือจากมือบุคลากร ควรทำความ
สะอาดมือวิธีนี้เม่ือใหก้ ารดแู ลผปู้ ว่ ยท่ีเส่ียงตอ่ การติดเช้ือสงู ไดแ้ ก่ ทารก ผูป้ ว่ ยทม่ี ภี ูมติ ้านทานตำ่ ผู้ป่วย
ซึ่งอยู่ในห้องแยกหรอื ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อรุนแรง และเมื่อจะต้องสอดใส่เครื่องมือแพทย์เข้าสู่ร่างกาย
ผปู้ ว่ ย ควรทำความสะอาดมอื ด้วยนำ้ ยาทำลายเช้ือ (antiseptics) เช่น chlorhexidine gluconate 4%
หรอื iodophor 7.5% โดยฟอกมืออยา่ งทว่ั ถึง นานอย่างนอ้ ย 30 วนิ าที แลว้ ล้างดว้ ยน้ำสะอาด เช็ดมือ
ใหแ้ หง้ ด้วยผ้าสะอาดหรือกระดาษเชด็ มอื
3.Surgical Hand antiseptic เปน็ การทำความสะอาดมือ เพือ่ ขจัดเชื้อจลุ ชีพซงึ่ อยู่ช่วั คราวบน
มอื และลดจำนวนเช้ือจุลชีพประจำถิน่ บนมือเพ่อื เตรียมทำหัตถการ ได้แก่ การผา่ ตดั การทำคลอด การ
ทำความสะอาดมือวิธีนี้ จะต้องล้างมือด้วยน้ำยาทำลายเชื้อโดยฟอกมือ แขน จนถึงข้อศอกให้ทั่วเป็น
เวลานาน 3-5 นาที ล้างมอื ด้วยนำ้ สะอาดและเชด็ มอื ให้แหง้ ดว้ ยผา้ ที่ปราศจากเชอื้
การใช้ Alcohol – based hand rub ใชเ้ มอ่ื
- ก่อนและหลังใหก้ ารพยาบาลผปู้ ่วยแตล่ ะราย กรณีมอื ไม่เปอ้ื น
- ก่อนสวมถุงมือปราศจากเชอื้ กอ่ นการสอดใส่เครื่องมอื แพทย์เข้าสรู่ ่างกาย
- หลงั สมั ผัสสิง่ แวดล้อมของผู้ปว่ ย สงิ่ ของเคร่อื งใชท้ ี่อยู่บรเิ วณเตียงผปู้ ว่ ย
- กอ่ นสวมและถอดถงุ มือ
- เมือ่ สัมผสั สว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกายผ้ปู ่วยท่อี าจมกี ารปนเป้ือนและตอ้ งสมั ผสั สว่ นของ
รา่ งกายทสี่ ะอาด ขณะให้การดแู ลผปู้ ่วยรายเดมิ กรณมี อื ไม่เปื้อน
- ก่อนให้การดูแลผปู้ ่วยที่มคี วามไวรับต่อการตดิ เชื้อ (เช่นผปู้ ่วยที่มีภมู คิ ุ้มกันบกพร่อง)
- กอ่ นและหลงั การสมั ผสั บาดแผล สายสวนปสั สาวะ และอปุ กรณ์อน่ื ๆ ทส่ี อดใสเ่ ข้าสู่
29
รา่ งกาย กรณเี ร่งด่วน
- หลังสัมผัสผู้ป่วยที่ทราบแน่ชัดว่ามีเชื้อก่อโรคท่ีสำคัญ เจริญอยู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย (เช่น
MRSA, MDR Klebsiella )
วิธกี ารใช้ Alcohol–based hand rub
1) ใช้ Alcohol–based hand rub ปรมิ าณ 3-5 มลิ ลิลิตร
2) ถนู ำ้ ยาใหท้ ่ัวมอื ท้ังสองข้างทุกซอกทุกมุม รวมทั้งปลายนวิ้ (ปฏบิ ตั ิเช่นเดียวกับการ
ลา้ งมอื ดว้ ยนำ้ และสบ)ู่
3) ถูจนกระทั่งแอลกอฮอล์แห้ง ใช้เวลาประมาณ 30 วินาที โดยไม่ต้องล้างน้ำไม่ใช้
Alcohol – based hand rub ถูมือเมือ่ มือเป้ือนหรอื สกปรก
การทำความสะอาดมือตามขอ้ บ่งชี้ (5 Moments for hand hygiene) (WHO, 2010)
1. ก่อนสัมผัสผู้ป่วย (Before touching a patient) แนะนำการทำความสะอาดมือก่อน
สัมผสั ตัวผู้ป่วย เช่น ก่อนการพลกิ ตะแคงตัว ก่อนจดั ท่านอน (1A)
2. ก่อนทำหตั ถการ (Before clean/aseptic procedure) แนะนำการทำความสะอาดมอื ก่อน
จัดการอุปกรณ์การแพทย์ต่าง ๆ (invasive device) ที่สอดใส่ภายในร่างกายผู้ป่วย ไม่ว่าจะสวมถงุ มือ
หรือไม่สวมถงุ มอื กต็ าม เช่น การทำความสะอาดชอ่ งปาก กอ่ นดูดเสมหะ กอ่ นทำแผล (1B)
3. หลังสัมผัสสารคัดหลั่งจากร่างกายผู้ป่วย (After body fluid exposure risk) แนะนำ
ทำความสะอาดมือเมอ่ื สัมผัสกับสารคัดหลัง่ จากร่างกาย ผวิ หนังท่มี ีบาดแผลหรือวัสดุปิดแผล เช่น การ
ใส่และถอดท่อช่วยหายใจ (endotracheal tube insertion and removal) (ระดบั ของหลกั ฐาน 1A)
4. หลังสัมผัสผู้ป่วย (After touching a patient) แนะนำล้างมือหลังสัมผัสผู้ป่วย เช่น
หลังพลกิ ตะแคงตัว หลงั จัดทา่ นอน (1B)
5. หลงั สมั ผสั สิง่ แวดล้อมรอบตัวผู้ป่วย (After touching patient surroundings) แนะนำ
การล้างมือทันทีหลังจากสัมผัสกับสิ่งแวดล้อม (รวมถึงอุปกรณ์การแพทย์) บริเวณใกล้เคียงของผู้ป่วย
เช่น การเปล่ียนผา้ ปูเตยี ง หลังการสัมผัสเคร่ืองช่วยหายใจ เช่น การต้ังคา่ เครอื่ งชว่ ยหายใจ (1B)
- ทำความสะอาดมือดว้ ยน้ำและสบผู่ สมนำ้ ยาทำลายเชื้อ เมอ่ื มอื ปนเป้ือนเลือดสารคัดหลั่ง หรือ
ใช้แอลกอฮอล์ล้างมอื หากมอื ไม่ปนเปอื้ นเลอื ดสารคัดหลัง่ ก่อนและหลังสัมผัสผู้ปว่ ย และก่อนและหลัง
สมั ผสั เคร่ืองช่วยหายใจทใี่ ช้กับผปู้ ่วย ไม่ว่าจะสวมถงุ มอื หรอื ไม่สวมถงุ มอื
- เปลยี่ นถงุ มือ และทำความสะอาดมือระหวา่ งการดูแลผู้ปว่ ยแต่ละราย หลงั สัมผัสสารคัดหลั่ง
จากระบบทางเดินหายใจ หรืออุปกรณ์ที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย อุปกรณ์หรือสิ่งแวดล้อม และ
30
ระหว่างการสมั ผัสส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และระบบทางเดินหายใจ หรืออุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจใน
ผูป้ ่วยเดิม
- ก่อนทำความสะอาดมอื ให้ถอดแหวนหรอื เครอ่ื งประดับอนื่ ออก เพื่อใหท้ ำความสะอาดได้ทั่วถึง
เปิดน้ำราดให้ทั่วมือแล้วฟอกด้วยสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ โดยใช้สบู่หรือน้ำยาทำลายเชื้อประมาณ 3-5
มิลลลิ ิตรเพื่อใหเ้ พียงพอทำความสะอาดมือได้ทุกสว่ น
การล้างมอื ควรประกอบดว้ ย 7 ขนั้ ตอน ดงั น้ี (สถาบนั บำราศนราดูร กรมควบคมุ โรค กระทรวง
สาธารณสขุ , 2563)
1) ฟอกฝา่ มือ
2) ฟอกงา่ มนิว้ มือด้านหนา้
3) ฟอกหลังมือและงา่ มน้ิวมือด้านหลัง
4) ฟอกน้ิวและขอ้ นว้ิ มอื
5) ฟอกน้วิ หวั แมม่ ือ
6) ฟอกปลายนิว้ และเล็บ
7) ฟอกรอบขอ้ มือ
ล้างคราบสบู่ หรือน้ำยาฆ่าเชือ้ ออกใหห้ มดด้วยน้ำสะอาด เช็ดมือให้แห้งด้วยผ้าหรือกระดาษท่ี
สะอาด แล้วใชผ้ ้าหรือกระดาษเช็ดมือปิดก๊อกน้ำ (หากต้องใชม้ ือในการปิด) เพือ่ ไม่ใหม้ อื ท่ีสะอาดสัมผัส
กบั ก๊อกนำ้ ท่อี าจมกี ารปนเป้อื นเชือ้ จลุ ชพี
อปุ กรณป์ อ้ งกันร่างกายส่วนบคุ คล (personal protective equipment : PPE)
อปุ กรณป์ อ้ งกันรา่ งกายส่วนบคุ คล หมายถงึ เครื่องแตง่ กายพเิ ศษและวัสดุอุปกรณ์ทบ่ี คุ ลากร
ทมี สขุ ภาพสวมใส่ปกคลุมอวยั วะส่วนใดสว่ นหน่งึ ของร่างกายขณะปฏบิ ตั ิงานเพ่อื ป้องกนั ตนเอง ผปู้ ว่ ย
หรือบุคคลอ่นื จากการตดิ เชื้อหรอื การแพร่กระจายเช้ือจากการทำกจิ กรรมการดูแลรกั ษาผปู้ ว่ ย ซ่ึง
อปุ กรณป์ อ้ งกนั รา่ งกายส่วนบคุ คลท่ีใชท้ างการแพทย์ ประกอบด้วย
1. หมวก (head cover)
2. ผา้ ปดิ ปากและจมกู Mask)
3. แวน่ ปอ้ งกนั ตา (goggle)
4. หน้ากากป้องกันใบหน้า (face shield)
5. ถุงมอื (glove) เสอื้ คลุมแขนยาวชนดิ กนั นำ้ หรอื ผ้ากนั เป้อื นพลาสตกิ
31
การปอ้ งกันและควบคุมการแพร่กระจายเชอ้ื ตามกลุ่มอาการหรอื การวนิ จิ ฉยั โรค
ผู้ปว่ ยที่มกี ารแพร่กระจายเชื้อได้ตอ้ งได้รับการปอ้ งกันและควบคมุ การแพรก่ ระจายเช้อื ท่ีถูกต้อง
ตามหลกั การป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเช้อื ดงั นี้
การแยกผู้ป่วยและการปอ้ งกันการแพรก่ ระจายเช้ือโรคที่ทราบการวนิ จิ ฉยั โรค
เสื้อคลมุ
ชือ่ โรค ห้อง หน้ากาก แขนยาว ถงุ ระยะเวลา หมาย
แยก อนามัย (long มือ เหตุ
Abscess
Adenovirus (repiratory sleeve
infections in paediatrics) gown)
Anthrax -- ± + จนกว่าจะหาย -
• Cutaneous
• Pulmonary +- + + จนกวา่ จะออก โรค
จาก เดียวกนั
Bronchiolitis
Brucellosis โรงพยาบาล อยหู่ ้อง
Burn เดียวกัน
ได้
• Major (>20%)
• Minor +- - + จนกวา่ จะหาย -
++ + + จนกวา่ จะหาย -
Cellulitis ++ + + จนกวา่ จะหาย -
• Intact skin -- ± ± จนกว่าจะหาย -
++ จนกว่าแผล -
+ + แห้ง -
--
จนกว่าแผล
± ± แหง้
-- -- - -
32
ชื่อโรค เสอ้ื คลุม ระยะเวลา หมาย
เหตุ
• Draining ห้อง หนา้ กาก แขนยาว ถงุ จนกว่าแผล
แยก อนามยั (long มอื แห้ง -
Chickenpox โรค
sleeve จนกว่าตุ่มนำ้ เดียวกนั
Chlamydia trachomatis gown) แห้ง อยหู่ ้อง
infection เดยี วกนั
-- -+ ได้
Cholera
++ ++
Common cold (Infant)
Conjunctivitis -- - ± จนกว่าจะหาย -
Coxsackie virus disease
Covid-19 โรค
Creutzfeldt – Jakob
disease +- + + จนกวา่ เชื้อ เดียวกนั
Croup หมด อยู่ห้อง
+- เดยี วกัน
--
+- ได้
++
± ± จนกว่าจะหาย -
--
- + จนกว่าจะหาย -
± + 7 วันแรก -
+ + จนกว่าเชือ้ -
หมด
- ± ตลอดไป -
+- ± + จนกวา่ จะหาย -
33
เสือ้ คลุม
ช่ือโรค หอ้ ง หนา้ กาก แขนยาว ถุง ระยะเวลา หมาย
แยก อนามัย (long มือ เหตุ
sleeve
gown)
Dermatophytosis (ring -- - + จนกว่าจะหาย -
warm)
Diarrhea +- ± + จนกว่าจะหาย -
Diphtheria โรค
• Pharyngeal
เดียวกนั
อยู่หอ้ ง
จนกว่าเชอื้ เดยี วกัน
++ ± + หมด ได้
• Cutaneous จนกวา่ เชื้อ -
± + หมด
+-
Ebola ++ + + จนกว่าจะหาย -
Echovirus disease +- ± ± 7 วันแรก -
Encephalitis +- ± ± 7 วันแรก -
Enterocolitis ±- ± ± จนกว่าจะหาย -
Epiglottitis ++ - + 24 ช่วั โมงแรก -
ของการให้ยา
Erythema infectiosum ++ - - 7 วันแรก -
Food poisoning Salmonela + - ± + จนกว่าจะหาย -
Furunculosis ±- ± ± จนกวา่ จะหาย -
Gangrene -- ± ± จนกว่าจะหาย -
Gastroenteritis +- ± + จนกว่าจะหาย -
Giardiasis ±- ± ± จนกวา่ จะหาย -
34
เสอ้ื คลมุ
ชือ่ โรค หอ้ ง หน้ากาก แขนยาว ถงุ ระยะเวลา หมาย
แยก อนามัย (long มอื เหตุ
sleeve
gown)
Gonococcal ophthalmia + - - + 24 ชัว่ โมงหลัง -
ใหย้ า
Hand, foot and mouth + - + + 7 วนั แรก -
disease
Herpangina ±- ± ± 7 วนั แรก -
Herpes simplex
Encephalitis -- -- - -
Disseminated +- + + จนกว่าจะหาย -
Mucocutaneous -- - ± จนกวา่ จะหาย -
Neonatal +- + + จนกว่าจะหาย -
Herpes zoster
Disseminated ++ + + จนกวา่ จะหาย -
In normal patient ±- - ± จนกวา่ จะหาย -
Impetigo +- + + 24 ช่ัวโมงหลัง -
รกั ษา
Infectious mononucleosis + - -- - โรค
เดียวกนั
อย่หู อ้ ง
เดียวกัน
ได้
Influenza ++ + + จนกว่าจะหาย -
Lassa fever ++ + + จนกว่าจะหาย -
35
เสือ้ คลมุ
ช่อื โรค หอ้ ง หน้ากาก แขนยาว ถุง ระยะเวลา หมาย
แยก อนามยั (long มือ เหตุ
sleeve
gown)
Leprosy +- ++ - -
Leptospirosis -- - ± จนกวา่ จะออก -
จาก
โรงพยาบาล
Lice ±- ± ± 24 ช่ัวโมงหลงั -
รกั ษา
Marburg virus disease ++ + + จนกวา่ จะหาย -
Measles ++ + + 4 วนั หลังผน่ื โรค
ขึน้ เดยี วกนั
อยหู่ ้อง
เดียวกนั
ได้
Meningitis
Viral ±- ± ± 7 วนั แรก -
• Haemophilus ++ - + 24 ชั่วโมงหลงั -
influenza ใหย้ า
• Meningococcal + + - + 24 ชั่วโมงหลงั -
ใหย้ า
• Meningococcemia + + - - 24 ช่ัวโมงหลงั -
ใหย้ า
• MERS ++ + + จนกวา่ เช้ือ -
หมด
Multiple resistant bacteria
36
เสื้อคลุม
ช่ือโรค หอ้ ง หน้ากาก แขนยาว ถุง ระยะเวลา หมาย
แยก อนามัย (long มือ เหตุ
• Gastrointestinal
Respiratory sleeve
Skin gown)
Urinary
Mumps +- ± + จนกว่าเชอ้ื -
หมด
Necrotizing enterocolitis
+- - + จนกว่าเชอ้ื -
Pertussis หมด
Plague
Bubonic +- ± + จนกว่าเชื้อ -
Pneumonic หมด
+- - + จนกวา่ เชื้อ -
หมด
+± - - 9 วันหลังจาก โรค
ต่อมน้ำลายเรม่ิ เดียวกนั
บวม อยหู่ ้อง
เดียวกนั
ได้
+- ± ± จนกว่าจะหาย โรค
เดียวกนั
อยหู่ ้อง
เดยี วกัน
ได้
++ + + 7 วนั หลงั รกั ษา -
-- ± ± 3 วนั หลังรกั ษา -
++ + + 3 วันหลังรักษา -
37
เสือ้ คลุม
ช่ือโรค ห้อง หน้ากาก แขนยาว ถุง ระยะเวลา หมาย
แยก อนามัย (long มอื เหตุ
Pneumonia
sleeve -
Poliomyelitis gown)
Rabies -
Rat-bite fever ++ ± + แลว้ แตเ่ ชื้อก่อ -
โรค -
Rubella
Salmonellosis ±- ± + 7 วนั แรก -
Scabies -
++ + + ตลอดไป -
Shigellosis
-- - + 24 ชั่วโมงหลัง -
Smallpox รักษา
Staphylococcus diseases -
Skin +± - - 7 วันแรก
Enterocolitis -
Pneumonia +- ± + จนกวา่ จะหาย -
-
Scalded skin syndrome ±- ± + 24 ชว่ั โมงหลัง
รักษา -
Toxic shock syndrome
+- ± + จนกวา่ เชือ้ -
หมด
++ + + จนกวา่ จะหาย
±- ± + จนกวา่ จะหาย
±-
+± ± + จนกว่าจะหาย
± + 48 ชั่วโมงหลงั
รกั ษา
+- + + 48 ชั่วโมงหลงั
-- รกั ษา
± ± จนกวา่ จะหาย
38
ช่อื โรค เสอ้ื คลุม ระยะเวลา หมาย
เหตุ
MRSA, VISA, VRSA หอ้ ง หนา้ กาก แขนยาว ถุง
แยก อนามยั (long มอื -
Streptococcus disease
Endometritis sleeve -
gown) -
Skin -
+- + + จนกว่าเช้อื -
Pharyngitis หมด -
Streptococcus disease -
Pneumonia ±- ± ± 24 ชว่ั โมงหลัง -
±- รักษา -
Scarlet fever ±- -
± + 24 ช่วั โมงหลัง -
Syphilis-skin and mucous รักษา
membrane
Trachoma -- -
Tuberculosis
Pulmonary ±± ± ± 24 ชั่วโมงหลัง
Extrapulmonary ±- รักษา
+-
Wound infections -- - - 24 ช่ัวโมงหลงั
รกั ษา
++
-- - + 24 ช่ัวโมงหลงั
-- รักษา
- ± จนกวา่ จะหาย
2 สปั ดาหห์ ลงั
+ - ให้ยา
+ + จนกว่าหนอง
จะแหง้
+ + จนกว่าจะหาย
39
เอกสารอ้างองิ
Center for Disease Control and Prevention. (2007). Guideline for Isolation Precaution:
Preventing Tranmission of Infectious Agents in Healthcare Setting 2007.
http://www.cdc.gov/ncidod/ dhqp/pdf/isolation2007.pdf
World Health Organization. (2010). Guide to local production: W.H.O.-recommended
hand rub formulation. Geneva.
สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2563). แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันและ
ควบคมุ การตดิ เช้อื ในโรงพยาบาล (พมิ พ์คร้ังที่ 1). อักษรกราฟฟิคแอนดด์ ีไซน.์
อะเค้ือ อณุ หเลขกะ. (2560). แนวทางการปอ้ งกันและควบคุมการตดิ เช้ือในโรงพยาบาล (พิมพค์ รั้งที่ 1).
ม่งิ เมืองนวรัตน์
40
การปฏบิ ัตใิ นการปอ้ งกันปอดอกั เสบจากการใช้เครื่องชว่ ยหายใจ
วัตถุประสงค์
1. เพือ่ เป็นแนวทางในการดแู ลผปู้ ่วยที่ต้องใช้เคร่อื งช่วยหายใจ
2. เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ ได้แก่ การเกิดปอด
อกั เสบจากการใช้เคร่ืองชว่ ยหายใจ
นยิ ามศพั ท์
ปอดอกั เสบจากการใช้เครือ่ งชว่ ยหายใจ (Ventilator associated pneumonia: VAP) หมายถึง
ภาวะปอดอักเสบทีเ่ กิดข้ึนจากการใชเ้ ครื่องชว่ ยหายใจเป็นเวลามากกว่า 2 วนั ปฏทิ ิน หรือหลังจากถอด
เครื่องช่วยหายใจออกภายใน 2 วันปฏิทิน ผู้ป่วยที่มีภาวะปอดอักเสบอยู่แล้ว และได้รับการรักษาจน
อาการดีขึ้นแล้ว (เช่น ไข้ลดลงติดต่อกัน 2 วันปฏิทิน เสมหะน้อยลง ผู้ป่วยหายใจดีขึ้น) หากพบว่า มี
อาการของปอดอกั เสบเกิดขน้ึ ใหม่ซงึ่ อาจมีสาเหตจุ ากเชอื้ ตัวเดิม หรือเช้ือตวั ใหม่ ให้ถือเปน็ การเกิดปอด
อกั เสบคร้งั ใหม่ (super infection)
การวินิจฉยั การติดเชอ้ื ปอดอกั เสบจากการใช้เครื่องชว่ ยหายใจ แบง่ ออกเปน็ Early - onset VAP
และ Late - onset VAP
• Early - onset VAP หมายถึง VAP หมายถึง VAP ที่เกิดขึ้นภายใน 4 วันแรกของการ
ใส่เคร่ืองชว่ ยหายใจ
• Late - onset VAP หมายถึง VAP ทีเ่ กิดขนึ้ ภายหลังการใส่เคร่ืองช่วยหายใจมากกว่า
4 วันขนึ้ ไป
การปฏบิ ัตใิ นการป้องกันปอดอักเสบจากการใช้เคร่อื งช่วยหายใจ
จากการรวบรวมแนวทางปฏิบัติจากองค์กรอนามัยโลก (WHO) ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค
ประเทศสหรัฐอเมริกา (CDC) สมาคมควบคุมการติดเชื้อของสหรัฐอเมริกา (SHEA) สถาบันบำราศนราดูร
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่ได้จากการทบทวนหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างเป็นระบบ และ
ประมวลแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการป้องกันการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ แบ่ง
ออกเป็น 8 กิจกรรม ดังนี้
1. การทำความสะอาดมือ
2. การดดู เสมหะ
3. การดแู ลเครอื่ งช่วยหายใจ
4. การให้อาหารทางสายยาง
5. การทำความสะอาดชอ่ งปาก
6. การจัดท่านอน
41
7. การเฝ้าระวงั การตดิ เชอ้ื
8. การหย่าเครอ่ื งชว่ ยหายใจ
หมวดที่ 1. การทำความสะอาดมอื
การทำความสะอาดมือ ประกอบดว้ ย
1. การทำความสะอาดมอื ด้วยน้ำและน้ำสบู่ หรอื สบูผ่ สมน้ำยาฆา่ เชือ้ (hand washing or
hand antiseptic)
2. การถูมือด้วยแอลกอฮอลเ์ จล (alcohol-based hand rub)
3. การทำความสะอาดมือตามข้อบ่งชี้ (5 Moments for hand hygiene) (WHO, 2010)
- ก่อนสัมผัสผู้ป่วย (Before touching a patient) เช่น ก่อนการพลิกตะแคงตัว
กอ่ นจัดทา่ นอน
- กอ่ นทำหัตถการ (Before clean/aseptic procedure) เช่น การทำความสะอาด
ชอ่ งปาก กอ่ นดูดเสมหะ
- หลังสัมผัสสารคัดหลั่งจากร่างกายผู้ป่วย เช่น การใส่และถอดท่อช่วยหายใจ
(endotracheal tube insertion and removal)
- หลังสัมผัสผู้ป่วย (After touching a patient) เช่น หลังพลิกตะแคงตัว หลังจัด
ทา่ นอน
- หลังสัมผัสสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วย (After touching patient surroundings)
เชน่ การเปลย่ี นผ้าปูเตียง หลงั การสมั ผสั เคร่ืองชว่ ยหายใจ
หมวดท่ี 2 การดดู เสมหะ
การดดู เสมหะ คอื การใชส้ ายยางดดู เสมหะปราศจากเชอื้ ผ่านเข้าทางปาก จมูก หรืออุปกรณ์ที่ใส่
เขา้ ไปในหลอดลม เช่น Endotracheal, Tracheostomy tube เพอ่ื นำเสมหะออกจากทางเดินหายใจ
เนอ่ื งจากผู้ปว่ ยไอขบั เสมหะออกเองไม่ได้ หรอื การเกบ็ เสมหะเพ่ือส่งตรวจทางหอ้ งปฏิบัติการ ดงั นี้
1. ดูดเสมหะเมื่อมขี ้อบ่งชี้ และดูดให้ถูกวิธี ต้องดูดสารคัดหลั่งในช่องปากก่อนดูดเสมหะ
ในท่อช่วยหายใจ โดยใช้สายดูดเสมหะอีกเส้นหนึง่ โดยการประเมินอตั ราการหายใจ สัญญาณชีพเสียง
ปอด การดูดเสมหะจะกระทำเมื่อประเมินพบว่าผู้ป่วยมีเสมหะ ไม่ควรทำเป็นกิจกรรมการพยาบาล
ประจำ (routine) เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนหลังดูดเสมหะ แต่หากประเมินว่าผู้ป่วยไม่มีเสมหะให้ดูด
เสมหะทุก 8 ช่ัวโมง/ครงั้ เพ่ือป้องกันการสะสมของ เสมหะในท่อชว่ ยหายใจ
ข้อบง่ ชีก้ ารดูดเสมหะ
1) หลังเจาะคอใหม่ๆ
42
หลอดลมคอออก 2) เมื่อมเี สมหะปรมิ าณมาก
3) ก่อนพลกิ ตวั ผปู้ ่วยหรอื จดั ทา่ ใหม่
4) ก่อนจะดูดลมออกจาก cuff ของท่อช่วยหายใจ (deflate cuff) เพื่อเอาท่อ
5) กอ่ นให้อาหารทางสายยางทใี่ สเ่ ขา้ ทางจมกู
2. พิจารณาการใช้สายดูดเสมหะ การใช้สายดูดเสมหะระบบปิด (closed suction)
โดยเฉพาะถ้าผปู้ ่วยติดเช้ือดื้อยา
1) การดูดเสมหะแบบระบบปดิ (Closed suction) ใช้กับผ้ปู ว่ ยท่ีตอ้ งการดูดเสมหะ
บ่อยทุก 1 ชั่วโมงหรือน้อยกว่า มีปริมาณเสมหะมาก เสมหะปนเลือด หรือมีการติดเชื้อที่จำเป็นต้อง
ควบคุมการแพรก่ ระจายเชื้อ
2) การดูดเสมหะแบบระบบเปิด (opened suction) เสมหะปริมาณน้อย ดูด
เสมหะทุก 2 ชว่ั โมงหรือมากกว่า
3) เลอื กสายดูดเสมหะขนาดไมเ่ กินครึ่งหนึ่งของเส้นผา่ ศนู ยก์ ลางของท่อชว่ ยหายใจ
4) หากใช้การดูดเสมหะแบบเปิดควรใช้สายดูดเสมหะแบบปราศจากเชื้อที่ใช้คร้ัง
เดยี วทิง้
3. เตรยี มอปุ กรณใ์ นการดูดเสมหะด้วยหลกั aseptic technique
4. จัดทา่ นอนศีรษะสงู 30-45 องศา ในกรณีไม่มีขอ้ หา้ ม เพ่อื ป้องกนั การสำลักขณะดูดเสมหะ
5. ทำความสะอาดมือแบบ hygienic hand washing และสวมถุงมือปราศจากเชื้อก่อน
ดดู เสมหะ
6. ต่อสายดูดเสมหะกบั เครื่องดูดเสมหะ เชค็ ระดบั ความดันทเ่ี หมาะสม ดงั นี้
- เด็กเล็ก ใชค้ วามดนั 60-90 มิลลเิ มตรปรอท
- เด็กโต ใชค้ วามดัน 80-100 มิลลิเมตรปรอท
- ผู้ใหญ่ ใชค้ วามดัน 100-120 มลิ ลเิ มตรปรอท
7. การใสส่ ายดูดเสมหะ
7.1) ผปู้ ่วยท่ีใส่ทอ่ ชว่ ยหายใจ (Endotracheal suction)
1) ปลดท่อชว่ ยหายใจจากเคร่อื งชว่ ยหายใจ
2) เช็ดปลายท่อช่วยหายใจ และปลาย connector ด้วยด้วยสำลีชุบ
แอลกอฮอล์ 70% กอ่ นต่อกบั สายดูดเสมหะ
3) ปิดหวั ต่อเคร่ืองช่วยหายใจด้วยก๊อซสะอาด
4) ใส่สายดูดเสมหะลงในท่อชว่ ยหายใจ โดยไม่ดูดเสมหะ
5) เมื่อสายลงจนสุด ให้ถอยสายดูดเสมหะกลับประมาณ 0.5 - 1 ซม. เร่ิม
ดดู เสมหะพร้อมกับถอยสายดูดเสมหะข้ึน
43
6) ดูดเสมหะแตล่ ะครัง้ ใช้เวลา 10-15 วนิ าที นับตง้ั แต่สอดสาย
7.2) การดดู เสมหะจากจมูกและปาก (nasopharyngeal suction)
1) จัดท่านอนโดยหนั หนา้ ผู้ปว่ ยไปดา้ นขา้ ง และแหงนหน้าขึ้น
2) ถา้ มีเสมหะในปาก ให้ดดู ในปากก่อน เพราะการใส่สายทางจมูกทำให้เกิด
inspiratory reflex สำลกั เสมหะในปากได้
3) สอดสายดูดเสมหะเข้าทางจมกู อยา่ งนุ่มนวล โดยไมใ่ ชแ้ รงดนั
4) เมอ่ื ถงึ บริเวณ nasopharynx ใหเ้ ร่ิมดดู เสมหะพร้อมกบั ดงึ สายออกทางจมูก
8. ลา้ งสายดดู เสมหะดว้ ยนำ้ กลน่ั ปราศจากเชื้อ
9.เชด็ ปลายท่อชว่ ยหายใจด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์ 70% ก่อนตอ่ กบั เครอื่ งชว่ ยหายใจ
10.เช็ดปลาย connector ดว้ ยดว้ ยสำลชี บุ แอลกอฮอล์ 70% ก่อนเกบ็ เขา้ ที่
หมวดท่ี 3 การดแู ลเครื่องชว่ ยหายใจ
1. Endotracheal tube selection and maintenance (การเลือกท่อช่วยหายใจและการดแู ล
รกั ษา)
1.1 รักษาปริมาตรของความดันกระเปาะท่อช่วยหายใจ (Cuff pressure) ให้อยู่ระหว่าง
20-25 มิลลิเมตรปรอท หรือ 25-30 เซนติเมตรนำ้ เพื่อให้มั่นใจว่าไมม่ ีการร่วั รอบท่อช่วยหายใจ
1.2 วดั ความดันของกระเปาะ (cuff) อยา่ งนอ้ ยทุก 8 ชั่วโมง
2. Maintain ventilator circuits (การดูแลวงจรเคร่ืองช่วยหายใจ)
1.1. เปลี่ยนวงจรเครื่องช่วยหายใจ (Ventilator circuit) เฉพาะในกรณีที่สกปรก หรือมี
การทำงานท่ผี ดิ ปกติอย่างเห็นได้ชดั
1.2. หลีกเล่ยี งการปลดขอ้ ตอ่ วงเครอ่ื งช่วยหายใจโดยไมจ่ ำเป็น
- ระวงั การระบายน้ำท่ีคา้ งตามสายวงจรเคร่ืองช่วยหายใจเข้าหาตวั ผู้ปว่ ย
- เทน้ำที่ตกคา้ งใน Ventilator circuits ออกอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะก่อนเปล่ียน
ท่าผู้ป่วยทุกครั้ง โดยใช้เทคนิคปลอดเชื้อ ระมัดระวังเป็นพิเศษไม่ให้น้ำไหลเข้าทางผู้ป่วยและ inline
nebulizers (สถาบนั บำราศนราดูร กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, 2563) (IB)
1.3 สวมถุงมือเมื่อเทน้ำที่ค้างในท่อช่วยหายใจทิ้ง หรือเมื่อสัมผัสกับน้ำที่อยู่ในท่อช่วย
หายใจ (1A)
1.4 เปลี่ยน heated humidifiers ที่ใช้กับผู้ป่วยเมื่อพบว่าทำงานผิดปกติหรือมีการ
ปนเป้อื น ไม่ควรเปลย่ี น heated humidifiers ทใ่ี ชก้ บั ผู้ป่วยบอ่ ยมากกว่า 48 ช่วั โมง
1.5 ไม่ควรเปล่ียนท่อช่วยหายใจที่ต่อกบั heated humidifiers ที่ใช้กับผู้ป่วยเปน็ ประจำ
หากไมป่ นเป้ือนหรอื มกี ารทำงานผดิ ปกติ (II)
1.6. ใช้น้ำกลน่ั ปราศจากเช้อื เตมิ ใน heated humidifiers (เครอื่ งสรา้ งความชน้ื )
44
1.7 การเปิดปิดฝา heated humidifiers การสัมผัสเครื่องให้ใช้เทคนิคปลอดเชื้อ ให้
เปลี่ยนขวด humidifier ทุก 8 ชั่วโมง ถ้าเป็นเครื่องสมัยใหม่ตอ่ กับขวดน้ำแบบระบบปิดไม่ต้องเปล่ยี น
(สถาบันบำราศนราดรู กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสขุ , 2563)
1.8 ใช้ resuscitator bag และหัวต่อ 1 ชุด ต่อผู้ป่วย 1 ราย สำหรับหัวต่อของ resuscitator
bag ใหเ้ ช็ดด้วยแอลกอฮอล์ 70% และห้มุ ปดิ ดว้ ยวัสดุสะอาดก่อนเกบ็ เข้าทีแ่ ละควรเปลย่ี น resuscitator bag
ใหมเ่ มือ่ สกปรก
1.9 ปฏบิ ัตติ ามคำแนะนำในการใช้ oxygen humidifiers ของบริษทั ผู้ผลติ
3. การพยาบาล
1. ตรวจวัดความดันของกระเปาะหลอดลม (Cuff pressure) อย่างน้อยทุก 8 ชั่วโมง
เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการรั่วรอบท่อช่วยหายใจ เพราะหากความดันมีค่าสูงจะทำให้เกิดแรงกดทับของ
Cuff ทำให้เซลล์เยื่อบุผิวในท่อทางเดินหายใจขาดเลือด เกิดเนื้อตายและอาจทำให้เกิดการทะลุ หาก
นอ้ ยเกนิ ไปจะทำใหเ้ สี่ยงต่อการสำลักนำ้ ลายในปากหรอื สารคัดหล่ังในปากเขา้ ไปในปอด
2. บนั ทกึ Nurse note
หมวดท่ี 4 การใหอ้ าหารทางสายยาง
1. เตรยี มอาหารและอปุ กรณใ์ ห้อาหารอยา่ งถูกสขุ ลกั ษณะ
2. จัดท่านอนศีรษะสูง 30-45 องศาในขณะให้อาหาร เพื่อป้องกันการสำลัก (ในกรณีที่ไม่มี
ขอ้ ห้าม)
3. ทำความสะอาดมอื ด้วยนำ้ และสบู่ผสมน้ำยาทำลายเชื้อ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลก่อนให้
อาหารทางสายยาง เพ่ือลดการปนเป้ือนเชือ้ โรค
4. ทดสอบตำแหน่งปลายสายยาง และอาหารที่เหลือค้างในกระเพาะก่อนให้อาหารเพ่ือ
ป้องกันอาการท้องอืดจากปรมิ าณอาหารท่ีสะสมในกระเพาะซึง่ จะทำใหเ้ กดิ การสำลัก (aspirate)
5. ควรปล่อยให้อาหารไหลตามแรงโนม้ ถ่วงของโลก
6. หากในระหว่างใหอ้ าหารผูป้ ว่ ยมอี าการไอ ควรหยดุ ใหอ้ าหารทนั ที
7. จดั ทา่ นอนศรี ษะสงู อย่างน้อย 1 ชั่วโมงหลงั ให้อาหาร
8. หลกี เล่ยี งการดูดเสมหะหลังใหอ้ าหารอยา่ งนอ้ ย 1 ชวั่ โมง
9. ปิดปลายสายยางให้อาหารเสร็จทกุ คร้งั หลงั เสร็จกจิ กรรม
10. ทำความสะอาดมือหลงั ให้อาหารทางสายยาง
หมวดที่ 5 การทำความสะอาดช่องปาก
การทำความสะอาดช่องปากและฟนั จะป้องกันการเกิดแผลในช่องปาก เพราะหากมีแผลจะเป็น
แหล่งของการติดเชื้อ และเชอ้ื โรคเขา้ ไปท่ีปอดทำให้เกดิ ปอดอกั เสบได้ การดแู ลความสะอาดภายในช่อง
ปากอยา่ งสม่ำเสมอ โดย
45
- ใชไ้ ม้พนั สำลี ชุบน้ำยา หรือ NSS ทำความสะอาดช่องปากและลน้ิ ทกุ 2-4 ช่ัวโมง เพอ่ื ลดจำนวน
เชอ้ื โรคภายในช่องปากและลำคอ
- ใช้แปรงสีพันทีอ่ ่อนน่มุ หากมีข้อห้าม ใหใ้ ชก้ อ๊ ส หรอื ไม้พันสำลแี ทน ทำความสะอาดช่องปากและ
ฟัน ทำความสะอาดทุก 12 ชั่วโมง (The Society for Healthcare Epidemiology of America:
SHEA, 2014)
ขนั้ ตอนการทำความสะอาดภายในช่องปากและฟัน
1) ประเมนิ สภาพชอ่ งปาก และเลือกใชอ้ ปุ กรณใ์ หเ้ หมาะสมกบั ผูป้ ว่ ยแต่ละราย
2) ทำความสะอาดมือ
3) สวมอปุ กรณ์ปอ้ งกัน ได้แก่ หน้ากากอนามัย ถงุ มอื สะอาด
4) จดั ทา่ นอนจัดทา่ นอนศีรษะสงู 30- 45 องศา และเอยี งหน้าไปด้านใดด้านหน่ึง เพอ่ื ปอ้ งกันการ
สำลัก
5) ทำความสะอาดปาก ด้วยความนุ่มนวลครอบคลุมบริเวณเหงือก เพดานปาก ลิ้น และ
กระพุ้งแก้ม ทำความสะอาดใหค้ รอบคลุมถงึ บริเวณท่อชว่ ยหายใจ
6) ดูดน้ำลายภายในช่องปาก จนกวา่ จะทำความสะอาดปากและฟนั เสรจ็
7) ดูดเสมหะหลงั ทำความสะอาดปากและฟันทกุ ครง้ั
8) หลังทำความสะอาด ถ้าริมฝปี ากแหง้ ควรทาด้วยวาสลีนเพ่ือป้องกนั การเกิดแผลฉีกขาด
9) ถอดถงุ มือ และทำความสะอาดมอื ด้วยนำ้ และสบูผ่ สมนำ้ ยาทำลายเชอื้
หมวดที่ 6 การจดั ท่านอน
1. ยกหวั เตยี งสงู 30-45 องศา (III) ยกเวน้ กรณที ่มี ีข้อหา้ มได้แก่
- hemodynamic instability
- intra-aortic balloon pump
- low cerebral perfusion pressure
- unstable cervical spine or pelvis
โดยมีการกำหนดตำแหน่งหัวเตียงที่ถูกต้องสามารถวัดได้ชัดเจนและตรวจสอบได้ง่าย รวมทั้งมีการ
ตดิ ตามตรวจสอบและบันทกึ อย่างน้อยเวรละ 1 คร้ัง
2. พลกิ ตวั ผู้ป่วย อยา่ งนอ้ ยทกุ 2 ชวั่ โมง (หากไมม่ ขี อ้ หา้ ม) (III)
หมวดท่ี 7 การเฝ้าระวังการติดเช้อื
1. ดำเนินการเฝา้ ระวงั การติดเช้อื ปอดอักเสบจากการใช้เคร่ืองช่วยหายใจ เพื่อให้ทราบแนวโน้ม
ของการเกิดปอดอกั เสบ และช่วยค้นหาการระบาด และนำเสนอข้อมูลเป็นอัตราการติดเชื้อต่อจำนวน
วนั ที่ผูป้ ่วยใชเ้ คร่ืองชว่ ยหายใจ 1,000 วนั และให้ข้อมลู ยอ้ นกลบั แกบ่ คุ ลากร (IB)
2. ไมแ่ นะนำใหเ้ กบ็ ส่งิ สง่ ตรวจเพาะเชื้อเปน็ ประจำจากผปู้ ่วย หรืออปุ กรณเ์ คร่ืองชว่ ยหายใจ (II)
46
สูตรทีใ่ ชใ้ นการคำนวณอัตราการตดิ เชื้อ
VAP rate = จำนวนการเกดิ VAP X 1000
จำนวนวันใชเ้ ครือ่ งชว่ ยหายใจ
บทบาทพยาบาลในการเฝ้าระวังการติดเช้ือ VAP
1) พยาบาลในหอผ้ปู ่วยเฝ้าระวังแบบ Passive Surveillance
2) สังเกตอาการ และอาการแสดงทผ่ี ดิ ปกติ
3) ตรวจสอบบริเวณที่มแี ผลรวมถงึ สายและท่อระบายต่าง ๆ เพื่อปอ้ งกันการติดเช้ือในกระแส
เลอื ดและลุกลามไปทป่ี อดทำให้เกดิ ภาวะปอดอักเสบ
4) รายงานแพทย์รับทราบ
5) บันทึกข้อมูลการเฝ้าระวังการติดเชื้อ เช่น วันที่ใส่ และถอดเครื่องช่วยหายใจ อาการ
และอาการแสดงของผ้ปู ่วย เช่น ลักษณะเสมหะ การประเมนิ ปอด อุณหภูมิร่างกาย
6) รายงานข้อมูลการติดเชื้อแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น หัวหน้าหอผู้ป่วย พยาบาลป้องกันและ
ควบคุมการตดิ เชื้อ
หมวดท่ี 8 การหย่าเคร่อื งชว่ ยหายใจ
ลดระยะเวลาการใช้เครื่องชว่ ยหายใจ (Minimize the duration of mechanical ventilation)
โดยพจิ ารณาหย่าเคร่อื งชว่ ยหายใจ เมอื่ ผ้ปู ว่ ยมขี ้อบ่งชี้ ดงั นี้
1) ไดร้ บั การแกไ้ ขสาเหตทุ ่ที ำใหเ้ กิดการหายใจลม้ เหลว
2) สญั ญาณชีพอยู่ในเกณฑป์ กติ
3) ระดบั สตสิ ัมปชัญญะท่เี พยี งพอ
4) ความพยายามในการหายใจทเี่ กดิ ขน้ึ เอง
5) ประสิทธิภาพการทำงานของปอด ค่า Tidal volume มากกว่า 5 มิลลิลิตร/น้ำหนัก 1
กิโลกรัม
6) ความสามารถในการแลกเปลี่ยนก๊าซของปอดในขณะที่ผู้ป่วยได้รับความเข้มข้นของ
ออกซเิ จน (FiO2) 40%
- คา่ O2 Sat > 90%
- ค่า PaO2 > 60 mmHg
- คา่ PaCO2 35-45 mmHg
7) หยดุ ให้ยานอนหลับ หรือยาคลายกล้ามเนือ้ อยา่ งน้อย 24 ชม.
8) ไดร้ ับการแก้ไขความไมส่ มดลุ ของสารนำ้ และอเิ ลก็ โทรไลตท์ ่สี ำคญั