97
ชนดิ สงิ่ ปรมิ าณ/ เวลาและอุณหภูมิของ ขอ้ แนะนำหรอื
สง่ ตรวจ ภาชนะบรรจุ ข้อควรระวงั
วิธเี ก็บ การนำส่ง การเก็บ
กรณที ใ่ี ช้ sterile loop
รกั ษา ให้ streak ลงบนอาหาร
เลีย้ งเชื้อโดยตรงหรือจะ
2.2 urethra ภาชนะบรรจุ 1. รน่ หนงั หุ้ม gland ไมเ่ กิน 24 ปา้ ยลงบน slide เพ่ือทำ
Stuart’s smear กไ็ ด้
medium penis ชม. ที่
2. ทำความสะอาด อุณหภมู ิหอ้ ง
รอบ ๆ ดว้ ยสบูแ่ ละนำ้ หา้ มเก็บใน
แลว้ เชด็ ใหแ้ ห้ง ตู้เย็น
3. ใช้ sterile swab
ขนาดเลก็ หรือใช้
sterile loop สอดเข้า
ไปในทอ่ ปสั สาวะ หมุน
เบา ๆ และคาไว้
ประมาณ 2 วนิ าที
4. นำ swab จุม่ ลงใน ภายใน 2
Stuart’s medium ชม. ท่ี
อุณหภูมหิ ้อง
3. female or ภาชนะบรรจุ 1. ทำความสะอาด ไมเ่ กนิ 24
male lesion Stuart’s
แผลโดยใช้ sterile ชม. ท่ี
medium
saline อณุ หภูมิหอ้ ง
2. ใชใ้ บมีดปราศจาก
เช้อื ขูดทีผ่ วิ บนของ
แผลทิ้งไป
3. ใช้ sterile swab
กดซับเอา exudates
ท่ีแผลออกมาจุ่ม
swab ลงใน Stuart’s
medium
เอกสารอา้ งองิ
สถาบันวิจยั วิทยาศาสตร์สาธารณสขุ กรมวิทยาศาสตรก์ ารแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2561). คูม่ ือ
การปฏบิ ตั ิงานแบคทีเรียและรา สำหรบั โรงพยาบาลศนู ยแ์ ละโรงพยาบาลทัว่ ไป. บรษิ ทั
พรเี มียร์ มารเ์ ก็ตตง้ิ โซลูชัน่ จำกัด.
98
การจดั การส่ิงแวดล้อมในโรงพยาบาล
วัตถุประสงค์
1. เพอื่ ให้ส่งิ แวดลอ้ มของโรงพยาบาลปลอดภยั ตอ่ ส้ปู ่วย บคุ ลากร และญาติ
2. เพ่ือป้องกนั การแพร่กระจายเชอื้ จากสิง่ แวดล้อมสู่ผปู้ ว่ ยและบุคลากร
นิยามศัพท์
สิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาล หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ในโรงพยาบาล ท้ังที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ได้แก่
บุคลากร ญาติผู้ป่วย อุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องใช้ อาคาร สถานที่ และสัตว์พาหะต่าง ๆ ที่มีโอกาส
กอ่ ใหเ้ กิดการตดิ เช้ือในโรงพยาบาล
การปฏิบตั ิการจัดการสงิ่ แวดลอ้ มของโรงพยาบาล
การทำความสะอาดและทำลายเช่ือส่งิ แวดลอ้ มบรเิ วณทีไ่ ห้การดูแลผู้ปว่ ย ควรดำเนนิ การดังนี้
3.1 เลือกชนิดของน้ำยาทำลายเชื่ออย่างเหมาะสมและปฏิบัติตามข้อกำหนดของบริษัทผู้ผลิต
อย่างถูกตอ้ ง
3.2 ไม่ใช้นำ้ ยาทำลายเชอื้ ระดับสงู ในการทำลายเชื้อพ้นื ผิวส่ิงแวดล้อม
3.3 ทำความสะอาดพื้นผิวสิ่งแวดล้อมบรวิ ณที่ไหัการดูแลผู้ป่วยและบริเวณที่มีการสัมผัสสบ่อย
(ได้แก่ ลกู บิดประตู ราวกน้ั เตียง สวิทซ์ไฟ โถสว้ มและพื้นหอ้ งน้ำผูป้ ว่ ย) ด้วยนำ้ และสารขดั ล้าง แล้วเช็ด
ด้วยนำยาทำลายเช้ือ
3.4 ไม่ฉีดพน่ น้ำยาทำลายเชอ่ื บรเิ วณที่ให้การดูแลผู้ปว่ ย ระมคั ระวงั ไมใ่ ห้เกิดการฟุ้งกระจายของ
ฝุ่นละอองหรอื ละอองน้ำบริเวณทีใ่ หก้ ารดแู ลผู้ป่วยขณะท่ีมกี ารทำความสะอาด
3.5 เตรยี มสารขัดลา้ งไวใ้ ช้วันตอ่ วนั หรอื เตรียมเม่อื ต้องใช้
3.6 หลงั ทำความสะอาดบริเวณทเ่ี ปอ้ื นเลอื ดเป้ือนสารคดั หลั่ง เปลี่ยนผา้ ทใี่ ชท้ ำความสะอาดผ้าที่
ใชถ้ ูพ้ืนทกุ ครง้ั
3.7 ทำความสะอาดผ้าท่ีใช้เช็ดถูทุกครั้งและผ่งึ แดดใหแ้ ห้งก่อนนำกลับมาใช้ซ้ำหรือใช้ผ้าชนิดใช้
แลว้ ท้ิง
3.8 การทำลายเชื้อในสิ่งแวดล้อมแนะนำให้ใช้โซเดียมไฮโปคลอไรท์ความเข้มข้น 0.5 % หรือ
1:10 (5,000-6,150 ppm.) โดยเช็ดสิ่งเปรอะเปื้อนออก ทำความสะอาดแล้วจึงทำลายเชือ้ ระยะเวลา
ในการสมั ผัสนำ้ ยาทแี่ นะนำคอื ไม่ต่ำกว่า 1 นาที
99
ข้อควรระวงั
- โซเดยี มไฮโปคลอไรท์สลายตัวได้หากเก็บไวน้ าน เพ่อื ใหม้ ่ันใจในประสิทธิภาพ ควรซื้อท่ี
ผลติ ใหม่และไมค่ วรซ้อื ไว้ จำนวนมาก
- การเตรียมโซเดียมไฮโปคลอไรท์ ควรเตรียมใหมๆ่ เตรยี มไวใ้ ชใ้ นแตล่ ะวัน หากใชไ้ มห่ มด
ควรทง้ิ ภายใน 24 ชั่วโมงหลงั จากการเตรียม
- เลือด สารคัดหลั่ง อุจจาระ สารน้ำในร่างกาย และอาเจียน ทำให้ประสิทธิภาพของ
โซเดยี มไฮโปคลอไรทล์ ดลง จงึ ควรทำความสะอาดพน้ื ผิวก่อนใชโ้ ซเดยี มไฮโปคลอไรท์ในการทำลายเช้อื
3.9 เมื่อทำความสะอาดเสร็จ ควรเทน้ำยาทีใ่ ช้ทำความสะอาดท้ิงด้วยความระมัดระวัง มิให้เกิด
การกระเดน็ เปรอะเป้อื นบริเวณใกล้เคียง ไมเ่ ทนำ้ ยาที่ใชแ้ ล้วในห้องนำ้ ผปู้ ว่ ย
การทำความสะอาดพืน้
1) ไมใ่ ช้ไมก้ วาดกวาดฝุ่นบนพื้นเพราะจะทำใหเ้ กิดการฟ้งุ กระจายของฝุน่ ละออง และ
ทำใหเ้ ชอื้ จลุ ชีพกระจายในอากาศ ใช้วิธีดนั ฝุ่น
2) ทำความสะอาดพืน้ โดยใช้วิธีถดู ้วยผา้ เปียก ไม่สะบัดผา้ ท่ใี ช้ถูพื้นเพราะจะทำให้เกิด
การฟงุ้ กระจายของเชือ้ จุลชีพ
3) ผสมสารขัดล้างที่จะใช้ในการถูพื้นในน้ำให้มีความเข้มข้นพอเหมาะ ไม่ผสมมาก
เกินไปเพราะจะทำให้ลื่น ควรใช้ภาชนะ 2 ใบ สำหรับใส่น้ำผสมสารขัดล้าง 1 ใบและสำหรับใส่น้ำ
ธรรมดาอกี 1 ใบ เปลยี่ นผา้ และนำ้ ผสมสารขัดลา้ งเม่ือเหน็ วา่ สกปรก
4) ผ้าที่ใช้ถูพื้น ควรซักให้สะอาด ผึ่งแดดให้แห้ง ไม่ผึ่งไวภ้ ายในอาคารและในบริเวณ
หอผปู้ ว่ ย เพราะจะเป็นแหลง่ สะสมของเชื้อจลุ ชพี
การทำลายเชอ้ื บนพ้ืน
กรณที ีเ่ ลือด สารคดั หลง่ั หรอื ส่งิ ขับถ่ายของผ้ปู ่วยเปรอะเปือ้ นพื้น ควรปฏิบัติดงั น้ี
1) สวมถุงมืออย่างหนาหรือใช้ปากคีบ คบี กระดาษหรอื ผา้ เช็ดบรเิ วณท่ีเปื้อนเลือดหรอื
สิ่งขับถา่ ยออกให้หมด ทงิ้ กระดาษหรือผา้ ท่เี ปือ้ นลงใยถุงมูลฝอยติดเชื้อ
2) เช็ดบรเิ วณน้ันให้สะอาดและเช็ดตามดว้ ย 0.5% โซเดยี มไฮโปคลอไรท์ การทำความ
สะอาดพื้น ผนังห้องผ่าตัด ผนังห้อง เตียงและโต๊ะข้างเตียง ในหออภิบาลผู้ป่วยและหน่วยตรวจพิเศษ
ตา่ ง ๆ ทำดว้ ยวิธีการเดียวกนั
การทำความสะอาดหอ้ งแยก ห้องของผ้ปู ่วยวณั โรค โรคระบบทางเดนิ อาหาร ใชว้ ธิ กี ารเดยี วกัน
ใชว้ ธิ ีการเดยี วกนั บรเิ วณทเ่ี ปือ้ นเสมหะ เลอื ด สารคัดหลัง่ หรืออุจจาระ ให้เชด็ สงิ่ ท่เี ป้อื นออก ทำความ
สะอาดแลว้ จงึ เช็ดตามด้วย 0.5% โซเดยี มไฮโปคลอไรท์ ไม่นำอปุ กรณใ์ นการทำความสะอาดที่ใช้กับห้อง
แยกไปใชก้ ับบรเิ วณอ่นื
100
การทำความสะอาดอา่ งลา้ งมือ
ควรทำอยา่ งนอ้ ยวันละ1 คร้งั โดยใชผ้ งขัดลา้ งถูให้ทั่วถงึ แลว้ ลา้ งดว้ ยนำ้ จนสะอาด
การระบายอากาศ (Ventilation)
การระบายอากาศมคี วามสำคัญต่อทุกหน่วยงานในโรงพยาบาล การระบายอากาศใน
หอ้ งของผปู้ ว่ ยดว้ ยโรคติดเชือ้ ซง่ึ แพร่กระจายทางอากาศได้ง่าย ไดแ้ ก่ Herpes zoster (disseminated)
วัณโรคปอดและกล่องเสียง โรคอีสุกอีใส โรคหัด ผู้ป่วยด้วยโรคเหล่านี้ควรอยู่ในห้องซึ่งมีการระบาย
อากาศที่ดี มีการหมุนเวียนอากาศอย่างน้อย 6 รอบชั่วโมง ทิศทางของลมไม่พัดผ่านนำเชื้อจากผู้ป่วย
ไปสู่ผูป้ ว่ ยอื่น จดั ให้ผู้ป่วยวณั โรคอยู่บริเวณปลายทางลมและอยู่ใกล้หนา้ ต่าง หอ้ งผู้ป่วยควรเป็นห้องท่ีมี
แสงแดดส่องไดถ้ งึ ไม่อยูใ่ นมุมอับ ในกรณที โ่ี ครงสร้างของหอผู้ปว่ ยไมเ่ อือ้ อำนวย ควรหาแนวทางแกไ้ ขที่
เปน็ ไปได้มากทีส่ ดุ เพื่อป้องกนั การแพรก่ ระจายเชอื้ ในหอผปู้ ่วย
ข้อดีและข้อจำกัดของวธิ รี ะบายอากาศแต่ละวิธี
ระบบระบายอากาศ ข้อดี ขอ้ จำกัด
การระบายอากาศด้วย - เหมาะสำหรบั ภูมอิ ากาศทกุ แบบ - การตดิ ตัง้ และการบำรุงรักษามี
วธิ ีการใช้เครื่องกล - สามารถควบคมุ สิง่ แวดลอ้ มและความสุข ราคาแพง
(Mechanical ventilation) -ตอ้ งใช้ผเู้ ชี่ยวชาญ
การระบายอากาศตาม สบายได้ - ยากที่คาดการณ์ วเิ คราะหแ์ ละ
ธรรมชาติ - ค่าใชจ้ า่ ยในการดำเนินการและการ ออกแบบ
(Natural ventilation) - ทำให้ไม่สขุ สบายเมื่ออากาศรอ้ น
บำรงุ รักษาต่ำ ชน้ื หรอื เยน็
การระบายอากาศแบบ - สามารถทำให้เกดิ การระบายอากาศได้ - ไมส่ ามารถทำให้เกิดความดันลบใน
ผสมผสาน บริเวณทแี ยกผ้ปู ว่ ยได้
(Hybrid ventilation) อย่างรวดเรว็ และสมบรู ณ์ในการขจัดสงิ่ - มีความเสยี่ งต่อแมลงและพาหะนำ
ปนเป้ือนออกจากหอ้ ง โรค
- ควบคุมสง่ิ แวดลอ้ มได้โดยผูท้ อ่ี ยใู่ นหอ้ ง - การติดตงั้ ระบบอาจใช้งบประมาณ
สูง
- เหมาะสำหรบั ทุกสภาพอากาศ - การออกแบบระบบมีความยงุ่ ยาก
- ประหยัดพลงั งาน
- ปรบั เปลี่ยนวธิ ีการไดต้ ามสภาพภมู ิอากาศ
การลดการปนเป้อื นของอากาศในห้องผา่ ตัด ทำได้โดย
1. จำกัดจำนวนบุคลากรในหอ้ งผ่าตัด จำกดั การเขา้ ออกของบคุ ลากรขณะผา่ ตัดและปฏบิ ัติ
กจิ กรรมต่าง ๆ เท่าท่จี ำเป็น เตรยี มอปุ กรณ์ เวชภัณฑ์ตา่ ง ๆ ให้ครบ
2. ระบายอากาศ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนอากาศที่ผ่านการกรองเข้ามาในห้องผ่าตัด การ
แลกเปลี่ยนอากาศภายในห้องผา่ ตดั ทีเ่ หมาะสม คือ 20-25 รอบต่อช่วั โมง และควรมกี ารตรวจสอบทกุ 6
เดือน เครื่องปรับอากาศควรติด high efficient particulate air (HEPA) filters เพื่อกรองฝุ่นละออง
101
ไม่ให้เข้าในห้องผา่ ตัด เครื่องปรบั อากาศที่ตดิ ต้ังในหอ้ งผ่าตัดควรติดต้ังสูงจากพ้นื อย่างนอ้ ย 6 ฟุต และ
ติดเคร่ืองดูดอากาศประมาณ 1 ฟตุ เหนือพืน้ เพื่อดูดแก๊สท่ีตกคา้ งจากการดมยาสลบออก
3. สวมเส้ือคลมุ ผ้าปิดปาดและจมกู ให้มิดชดิ
เอกสารอ้างองิ
สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2563). แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันและ
ควบคมุ การติดเช้อื ในโรงพยาบาล (พมิ พ์ครัง้ ท่ี 1). อักษรกราฟฟคิ แอนด์ดีไซน์.
อะเคื้อ อุณหเลขกะ. (2555). หลักและแนวปฏบิ ัติการทำลายเชือ้ และทำให้ปราศจากเชื้อ (พิมพ์คร้ังที่ 2).
มิ่งเมอื งนวรัตน์
102
การจัดการขยะมลู ฝอยในโรงพยาบาล
วตั ถุประสงค์
เพอื่ เป็นแนวทางในการจดั การขยะมลู ฝอยในโรงพยาบาลนครปฐม
นิยามศัพท์
ขยะมูลฝอยในโรงพยาบาล หมายถึง ขยะมูลฝอยท่ีเกิดจากการให้บริการผู้ป่วยและญาติ ขยะมูลฝอย
ที่เกิดจากการรักษาพยาบาล รวมทั้งขยะมูลฝอยที่เกิดจากการบริหารจัดการในหน่วยงานต่าง ๆ ใน
โรงพยาบาลนครปฐม
การปฏิบตั ิในการจดั การขยะมลู ฝอยในโรงพยาบาล
โรงพยาบาลนครปฐมมีนโยบายในการจัดการขยะมูลฝอยภายในโรงพยาบาล โดยมุ่งหวังให้ทุก
หนว่ ยงานมกี ารจดั การการจดั การขยะมลู ฝอยได้อยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสม เพ่อื ปอ้ งกนั การแพร่กระจายเช้ือ
สูบ่ ุคลากรและผู้รบั บรกิ าร รวมท้ังไมก่ ่อใหเ้ กดิ ปญั หาตอ่ สิ่งแวดล้อมและชุมชน
ขยะมลู ฝอยในโรงพยาบาล แบง่ ออกเป็น
1. ขยะทัว่ ไป หมายถึง มลู ฝอยท่ีเกดิ จากบ้านพกั รา้ นค้าสวสั ดกิ าร บริเวณสาธารณะ และ
สำนกั งานในโรงพยาบาลท่ไี ม่เก่ียวข้องกับการให้การตรวจวนิ จิ ฉัย การดูแลรักษาพยาบาล เช่น เศษ
กระดาษ เศษใบไมแ้ ห้ง เศษวสั ดุ ต่าง ๆ ขวด หรอื ภาชนะพลาสติกท่ีไม่สามารถนำกลบั มาใช้ใหมไ่ ด้
รวมท้งั ขยะท่ีเกดิ จากการเตรยี มอาหาร หรือเศษเนื้อ เศษผัก เศษผลไม้ เศษอาหาร น้ำ เครอื่ งดม่ื ต่าง ๆ
2. ขยะติดเชื้อ หมายถงึ มลู ฝอยท่ีมเี ช้อื โรคปะปนอยใู่ นปริมาณหรอื มคี วามเขม้ ขน้ ซง่ึ ถา้ มีการ
สัมผสั หรือใกล้ชิดกับขยะนั้นแล้วสามารถทำให้เกิดโรคได้ ซงึ่ หมายรวมถงึ ขยะดังตอ่ ไปน้ี ท่เี กิดขึน้ หรอื ใช้
ในกระบวนการตรวจวนิ ิจฉยั ทางการแพทย์และการรักษาพยาบาล การให้ภูมิคุ้มกันโรค และการทดลอง
เกย่ี วกบั โรค และการตรวจชนั สูตรศพหรือซากสัตว์ รวมท้ังในการศกึ ษาวิจัย ไดแ้ ก่
2.1 ซากหรือชน้ิ ส่วนของมนุษย์หรือสัตว์ทเ่ี ปน็ ผลมาจากการผ่าตัด การตรวจชนั สูตรศพ
หรือซาก สตั ว์ และการใช้สัตวท์ ดลอง
2.2 วัสดุของมีคม เช่น เขม็ ใบมดี กระบอกฉดี ยา หลอดแก้ว ภาชนะท่ที ำด้วยแกว้ สไลด์
และ แผน่ กระจกปดิ สไลด์
2.3 วัสดุซึ่งสัมผัสหรือสงสัยว่าจะสัมผัสกับเลือด ส่วนประกอบของเลือด ผลิตภัณฑ์ที่ได้
จากเลือด สารน้ำจากร่างกายของมนุษย์หรอื สัตว์ หรือวัคซีนที่ทำจากเชือ้ โรคที่มีชีวิต เช่น วัคซีนป้องกัน
วัณโรค โปลิโอ หัด หัดเยอรมัน คางทูม อีสุกอีใส ไข้รากสาดน้อยชนิดกิน เป็นต้น สำลี ผ้าก๊อส ผ้าต่าง ๆ
และทอ่ ยาง
2.4 มลู ฝอยทุกชนดิ ทีม่ าจากหอ้ งรกั ษาผปู้ ว่ ยติดเชื้อรา้ ยแรง
103
3. ขยะอนั ตราย หมายถึง มูลฝอยทีเ่ ป็นพิษ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและส่ิงแวดล้อม
แบง่ เป็น 2 ประเภท ดงั นี้
3.1 ขยะอันตรายประเภทยา ได้แก่ ยาและภาชนะบรรจุยา เช่น ยารักษามะเรง็ ยาที่เปน็
พษิ ตอ่ เซลล์ ยาปฏชิ วี นะ ยาควบคุมพิเศษ และยาที่เปน็ สารเสพตดิ เปน็ ต้น รวมถึงยาทหี่ มดอายุหรือยา
เสือ่ มคณุ ภาพ
3.2 ขยะอันตรายทั่วไป ได้แก่ ถ่านไฟฉาย หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ แบตเตอรี่ กระป๋อง
สเปรย์ ตลับหมึกพมิ พ์ น้ำยาลบคำผดิ ภาชนะบรรจสุ ารเคมตี ่าง ๆ เปน็ ต้น
4. ขยะรไี ซเคลิ หมายถึง มูลฝอยท่ีสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ไดอ้ ีกหรอื นำไปขายได้ เช่น
กระป๋องอลมู เิ นียม กระดาษ กลอ่ งกระดาษ ขวดนำ้ แกว้ เปน็ ตน้
รายละเอียดการปฏบิ ัติ
ลำดบั กระบวนการ แนวทางการปฏบิ ตั ิ
1 การคดั แยกมลู ฝอย
1.1 ให้แต่ละหนว่ ยงานคดั แยกมูลฝอยตามคำจำกัดความ
ดงั กลา่ ว ขา้ งตน้ โดยให้ปฏิบตั ิดงั น้ี
1) ขยะท่ัวไป แยกทิ้งในถังขยะที่มถี งุ สดี ำรองรบั และมฝี า
ปดิ มิดชิด
2) ขยะรีไซเคิล (Recycle) แยกทิง้ ในภาชนะรองรบั เช่น
ถัง ตะกรา้
3) ขยะติดเช้ือ ใหแ้ ยกท้ิงดงั น้ี
- มูลฝอยที่เปน็ ของเหลวหรือสารคดั หลัง่ เช่น เลอื ด
อุจจาระ ปัสสาวะ เสมหะ หนอง ให้เทสว่ นท่เี ปน็ ของเหลวทิ้งใน
อ่างทหี่ น่วยงาน กำหนดซึง่ มีท่อระบายไหลไปสู่โรงบำบดั นำ้ เสีย
- มลู ฝอยติดเชือ้ ประเภทของมคี ม เช่น เข็มฉดี ยา ใบมดี
กระบอกฉดี ยาชนดิ ที่เปน็ แก้ว หลอดแกว้ ภาชนะอุปกรณ์ทีท่ ำ
ด้วยแก้ว สไลด์ แผ่นกระจกปิดสไลด์ ให้ทิง้ ในภาชนะทมี่ ีฝาปิด
มิดชดิ ท่ีมีความแขง็ แรง สามารถปอ้ งกันการแทงทะลจุ ากของมี
คมได้ เชน่ แกลลอนพลาสติกท่ีแข็งแรงทนทาน
- ซากหรือชน้ิ ส่วนของมนุษยห์ รอื สตั วท์ ่เี ป็นผลมาจาก
การ ผา่ ตัด การตรวจชนั สูตรศพ และการใชส้ ัตว์ทดลองให้ใส่ใน
ถงุ พลาสตกิ ให้เรยี บรอ้ ย แล้วแจ้งเจา้ หน้าท่รี กั ษาศพของ
ลำดับ กระบวนการ 104
2 การรวบรวมขยะ
แนวทางการปฏบิ ตั ิ
โรงพยาบาล เพ่ือนำไปเก็บรวบรวมไวใ้ นต้เู ยน็ เพื่อรอดำเนินการ
กำจดั ตอ่ ไป
- วสั ดทุ ่ใี ช้ในการให้บริการทางการแพทย์ เช่น สำลี ผ้า
กอ๊ ส ซึ่งสมั ผัสหรือสงสยั ว่าสัมผัสกบั วัสดจุ ากรา่ งกายผู้ป่วย
รวมทัง้ เลือดและสว่ นประกอบของเลือด เชน่ นำ้ เหลอื ง เม็ด
เลือดต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์ทไ่ี ด้จากเลอื ด สารน้ำจากรา่ งกาย
เช่น ปัสสาวะ อจุ จาระ เสมหะ นำ้ ลาย นำ้ เหลือง เปน็ ต้น ใหท้ ิ้ง
ในถงั ขยะทีม่ ถี งุ พลาสติกสีแดงรองรับ
- รก ให้ใส่ในถงุ พลาสตกิ สแี ดงแล้วปดิ มดั ปากถงุ ให้
เรยี บร้อย แลว้ รวบรวมใส่ในถงั ขยะทีม่ ถี ุงพลาสติกสีแดงรองรับ
- มูลฝอยทกุ ชนดิ ทีม่ าจากหอ้ งรักษาผ้ปู ่วยติดเชอื้
ร้ายแรง ใหท้ ้ิงในถงั ขยะท่ีมีถุงพลาสติกสแี ดงรองรบั
4) ขยะอนั ตราย ให้แยกทิ้งดังนี้
- ขยะอันตรายประเภทยา ใหท้ ิง้ ในถังขยะทม่ี ี
ถงุ พลาสติกที่กำหนด
- ขยะอนั ตรายทัว่ ไป ใหห้ นว่ ยงานหอ่ หรือใสก่ ลอ่ ง
กระดาษให้มิดชิด
2.1 การรวบรวมมูลฝอย ขน้ั ตอนการรวบรวม มแี นวทางดังน้ี
1) ขยะทว่ั ไป เมอื่ มปี ริมาณขยะ 2 ใน 3 ส่วนของถงุ ให้
พนักงานทำความสะอาดประจำหน่วยงานผกู มัดปากถุงแล้ว
เขยี นป้ายชอื่ หน่วยงานตดิ ปากถงุ ขยะใหเ้ รียบรอ้ ยแลว้ นำไป
รวบรวมใสใ่ นถังขยะ สำหรบั เคล่อื นย้ายขยะทั่วไปของ
หนว่ ยงาน
2) ขยะติดเชื้อประเภทวสั ดมุ ีคม รวบรวมในกลอ่ งมีการ
บรรจไุ มเ่ ต็ม โดยบรรจุประมาณ 3 ใน 4 ส่วนของกลอ่ ง เพ่ือ
เหลือท่ไี วป้ ิดฝาภาชนะและป้องกันการหกหลน่ หรือแทงทะลุ
ขณะปิดฝาภาชนะ เมอื่ ปดิ ฝาแล้วนำมารวบรวมใส่ในถังขยะ
สำหรับเคลอ่ื นยา้ ยขยะติดเช้ื ประจำหนว่ ยงาน
ลำดบั กระบวนการ 105
3 การเคลอ่ื นย้าย
แนวทางการปฏิบัติ
3) ขยะตดิ เช้อื ประเภทวสั ดไุ มม่ คี มเมือ่ มีปริมาณขยะ 2
ใน 3 ส่วนของถงุ ให้พนักงานทำความสะอาดประจำหนว่ ยงาน
ผกู มัดปากถุง แลว้ ติดป้าย “มลู ฝอยติดเชอื้ ” ใต้สัญลกั ษณร์ ูป
กะโหลกไข้วคู่กบั ตราหรือสัญลกั ษณ์ณท์ ใ่ี ช้ระหว่างประเทศ
ตามทก่ี ระทรวงสาธารณสุขกำหนด และเขยี นระบุชื่อหน่วยงาน
ติดถงุ ขยะให้เรียบร้อย นำไปใส่ในถงั ขยะสำหรบั เคลอื่ นย้ายขยะ
ตดิ เชอื้ ประจำหนว่ ยงาน
4) ขยะอนั ตรายประเภทยา เมื่อมปี ริมาณขยะ 2 ใน 3
ส่วน ของถงุ ให้ผกู เชือกที่ปากถุงใหแ้ น่น และเขียนระบุขยะ
อนั ตรายและช่ือหนว่ ยงานติดท่ถี งุ ขยะใหเ้ รียบร้อยแลว้ นำถงุ
ขยะดงั กล่าวไปไวบ้ ริเวณที่กำหนดในทพ่ี ักขยะของโรงพยาบาล
5) ขยะอันตรายทว่ั ไป เชน่ ถา่ นไฟฉาย หลอดไฟ กระป๋อง
ชนิดสเปรยต์ ่าง ๆ ให้หนว่ ยงานห่อหรือใส่กลอ่ งกระดาษให้
มดิ ชดิ แล้วนำไปไวบ้ ริเวณทีก่ ำหนดในท่พี กั ขยะของโรงพยาบาล
6) ขยะรไี ซเคิล เมอื่ รวบรวมไดเ้ ต็มภาชนะรองรับขยะ
ดังกล่าว ให้รวบรวมไปไวท้ ีท่ ีพ่ กั ขยะรไี ซเคิล โดยชั่งนำ้ หนักแยก
ตามชนดิ ขยะ ของแต่ละหนว่ ยงาน
1) รถเขน็ สำหรบั เคล่อื นยา้ ยขยะท่ัวไป คือถังพลาสติกสี
เขียว ชนิดมลี ้อเล่ือนปดิ ฝาถังใหม้ ิดชดิ ใหพ้ นกั งานทำความ
สะอาดประจำหนว่ ยงานเข็นถงั ขยะดังกลา่ ว ไปเกบ็ รวบรวมไว้ที่
จดุ พกั ขยะทโ่ี รงพยาบาลกำหนดไว้ จากนัน้ ให้หน่วยงานนำถัง
ขยะสำหรบั เคลอื่ นยา้ ยขยะทั่วไปของหนว่ ยงานไปทำความ
สะอาดและใช้คร้งั ใหม่ตอ่ ไป
2) รถเข็นสำหรบั เคล่อื นยา้ ยขยะติดเช้อื และขยะ
อันตราย คอื ถัง พลาสตกิ สแี ดง ชนิดมีลอ้ เล่ือน ปิดฝาถังให้
มิดชิด และให้พนักงานทำความสะอาดประจำหน่วยงานเขน็ ถงั
ขยะดังกลา่ วไปเกบ็ รวบรวมไวท้ ท่ี พ่ี ักขยะของหนว่ ยงาน โดย
พนักงานเคลอื่ นย้ายขยะตดิ เช้อื ของโรงพยาบาลจะไปรวบรวม
ไปไวท้ พี่ ักขยะของโรงพยาบาลโดยใช้เส้นทางที่โรงพยาบาล
106
ลำดับ กระบวนการ แนวทางการปฏิบัติ
4 การกำจัด กำหนด และสับเปลีย่ นเอาถงั ขยะใบใหม่ท่ีทำความสะอาดแลว้
มาเปลย่ี นให้หน่วยงาน
3.5 เสน้ ทางการเคลอ่ื นยา้ ยและชว่ งเวลาท่ีทำการเคลื่อนยา้ ย
เวลาที่กำหนดในการเคล่อื นยา้ ยคอื เวลา 08.00-09.00 น. และ
15.00- 16.00 น. โดยมเี สน้ ทางที่แน่นอนตามที่โรงพยาบาล
กำหนด
4.1 ขยะท่วั ไป ให้เทศบาลนำไปดำเนินการกำจัดโดยวิธฝี ังกลบ
4.2 ขยะตดิ เชื้อและขยะอนั ตราย โรงพยาบาลดำเนินการจ้าง
เหมา บริษทั เอกชนกำจัดใหโ้ ดยการเผาในเตาเผาของบริษทั ผู้
รับจา้ งทไี่ ด้ มาตรฐาน
4.3 เศษชิน้ เนือ้ อวัยวะของร่างกายมนษุ ยท์ ่ไี ด้และเป็นผลมา
จากการผา่ ตัด การตรวจชันสตู รศพ โรงพยาบาลจะเกบ็ รวบรวม
แช่ไว้ใน ตู้เยน็ ใหไ้ ด้จำนวนหนึง่ แลว้ จะสง่ ไปเผาท่ีเตาเผาศพของ
มลู นธิ เิ อกชน
4.4 รก ของเหลว สารคัดหล่งั จากผปู้ ว่ ย อุจจาระ ปัสสาวะและ
สง่ิ ปฏิกูลตา่ ง ๆ กำจดั โดยเขา้ สู่ระบบบำบดั นำ้ เสีย
4.5 เศษอาหารจากโรงครัว นำไปเลี้ยงสตั ว์โดยมีประชาชน
ภายนอก เขา้ มาดำเนนิ การประมูลจากฝา่ ยโภชนาการ
4.6 ขยะรีไซเคิล โรงพยาบาลจะเกบ็ รวบรวมไวแ้ ลว้ นำไปขาย
ใหก้ ับผรู้ ับซื้อของเกา่ และนำรายไดเ้ ข้าส่วนรวมของ
โรงพยาบาลและจดั สรรให้หนว่ ยงานต่อไป
เอกสารอา้ งอิง
สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสขุ . (2563). แนวปฏบิ ัติเพื่อปอ้ งกันและ
ควบคมุ การติดเช้อื ในโรงพยาบาล (พิมพค์ รง้ั ท่ี 1). อักษรกราฟฟคิ แอนด์ดีไซน์.
สำนกั อนามัยสิง่ แวดล้อม. (2559). แนวทางการจัดการมลู ฝอย ส้วมและสิ่งปฏิกลู ในโรงพยาบาล.
โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณร์ าชวทิ ยาลยั .
107
การจดั การผ้าเปื้อนในโรงพยาบาล
วัตถุประสงค์
เพ่ือเป็นแนวทางในการจัดการผา้ เป้อื นในโรงพยาบาลนครปฐม
นยิ ามศัพท์
ผา้ เปื้อนในโรงพยาบาล หมายถงึ ผ้าทกุ ชนดิ ทใ่ี ช้กับผปู้ ว่ ยหรือใช้ในกิจกรรมการรักษาพยาบาล
ได้แก่ เสือ้ ผ้าผู้ป่วย ปลอกหมอน ผ้าปทู นี่ อน ผ้าห่ม ผา้ เชด็ ตวั และผา้ ม่าน และผ้าที่ใชก้ ับบุคลากร เช่น
ชดุ ผา่ ตัด ผ้าเช็ดมือ ผา้ ที่ใช้ในการผ่าตัด และทำหัตถการ เปน็ ตน้
ประเภทของผ้าในโรงพยาบาล แบ่งตามความปนเป้ือนเชอื้ โรคได้ 2 ประเภท คอื
1. ผา้ ปนเปอื้ นธรรมดา ไดแ้ ก่ ผ้าท่ีเป้อื นเหงื่อ อาหาร คราบสกปรกทั่วไป ท่ีไม่ใช้กับผู้ป่วย
ติดเชอื้ หรอื ห้องแยกโรค
2. ผ้าท่ีปนเป้อื นเช้ือโรค ได้แก่ ผา้ ที่ปนเปอ้ื นสารคัดหลงั่ เชน่ เลือด อุจจาระ ปัสสาวะ
น้ำเหลอื ง หนอง น้ำไขสนั หลัง น้ำในช่องท้อง นำ้ ในช่องเย่ือหมุ้ ปอด น้ำในชอ่ งเย่อื หุ้มหวั ใจ น้ำครำ่ นำ้
ในข้อ นำ้ อสจุ ิ สารคัดหลั่งในช่องคลอด ฯลฯ รวมทั้งผ้าทีใ่ ชก้ ับผู้ปว่ ยโรคผวิ หนงั ท่สี ามารถตดิ ต่อได้ เชน่
หิด เช้อื รา เปน็ ต้น
รายละเอยี ดการปฏบิ ตั ิ
ลำดับ กระบวนการ แนวทางการปฏิบัติ
1 การเก็บรวบรวม1.1 1.1 การเกบ็ ผ้าเปือ้ นบริเวณเตยี งผปู้ ่วยควรกระทำดว้ ยความระมดั ระวงั
ไมค่ วรโยนหรอื สะบดั เพ่ือป้องกันการฟงุ้ กระจายของฝนุ่ หรอื ละอองผา้
ซึง่ จะทำให้มีเชอ้ื โรคลอยอยู่ในส่ิงแวดล้อมของผู้ป่วย
1.2 การนำผ้าออกจากเตียงผูป้ ว่ ยใหใ้ ชว้ ิธีพับหรือม้วนสว่ นที่สกปรกไว้
ข้างใน
1.3 ขณะเกบ็ ผา้ ต้องตรวจดูให้แนใ่ จก่อนวา่ ไมม่ ีส่ิงของ เศษวัสดุ หรือ
ของมีคม เชน่ เข็ม ตดิ ปะปนกับผา้ เปือ้ น หากมีให้เก็บออกกอ่ น เพราะ
สิ่งเหล่าน้ีจะเป็นอันตรายตอ่ คนงานและเครื่องซักผ้า
1.4 ผา้ ติดเชือ้ ผูเ้ กบ็ ผา้ จะต้องเพ่มิ ความระมดั ระวังเป็นพิเศษ และ
ต้องสวมอุปกรณป์ ้องกนั ไดแ้ ก่ ถุงมือยางหนา ผ้าปิดปาก – จมูก หรือ
อปุ กรณ์ป้องกนั อ่ืนตามความเหมาะสม
108
ลำดับ กระบวนการ แนวทางการปฏบิ ตั ิ
1.5 ถงั ใสถ่ ุงผ้าเปือ้ นควรวางในสถานทีห่ ่างจากเตียงผ้ปู ่วยหรอื อยู่ใน
หอ้ งน้ำ
2 การบรรจุผา้ เปื้อน 2.1 ถงุ ใชบ้ รรจุผ้า ควรเปน็ ถงุ ทีส่ ามารถป้องกันรว่ั ไหล หรอื ซึมทะลุใน
ลงถงุ ระหวา่ งขนสง่
2.2 ผา้ ติดเชอ้ื ใสถ่ งุ พลาสตกิ สีแดง เพอื่ ปอ้ งกนั การรั่วซึมทะลุผา้ และ
ควรบอกเจา้ หนา้ ที่ทราบวา่ เปน็ ผา้ ติดเช้อื
2.3 การบรรจผุ า้ เป้อื นไมค่ วรบรรจลุ น้ ถุง ควรบรรจุเพยี ง 3 ใน 4 ของ
ถงุ ผกู มดั ปากถุงผ้าใหแ้ นน่ ก่อนนำสง่ หน่วยซกั ฟอก และไมค่ วรเปิดถุง
อีกจนกวา่ จะถงึ หนว่ ยซักฟอก
2.4 ผู้ที่ทำหน้าท่ีบรรจุผ้าเป้ือนใส่ถงุ ผ้าต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันร่างกาย
ทกุ ครัง้ ได้แก่ ถงุ มือยางหนา ผ้ายางกันเป้ือน หนา้ กากอนามยั รองเท้า
บูท หรืออปุ กรณป์ ้องกันอ่ืนตามความจำเปน็
3 การขนสง่ ผา้ เปอื้ น 3.1 ผา้ เปอ้ื นท่ีบรรจลุ งถุงแล้วตอ้ งเคล่อื นย้ายด้วยความระมัดระวัง
ไปยงั หน่วย กอ่ นนำไปใส่รถเขน็ ตอ้ งตรวจดกู อ่ นว่าถงุ ผ้าไมข่ าด และปิดปากถงุ ผ้า
ซกั ฟอก ให้เรียบรอ้ ย
3.2 ระมดั ระวังไมใ่ ห้ถุงผ้าหล่นในระหวา่ งขนส่ง ไมโ่ ยน หรอื เตะถงุ ผ้า
อาจทำให้ถงุ ผา้ ท่ีผกู มดั หลุด หรอื มีการฟุ้งกระจายของฝ่นุ ผา้ และเชอ้ื
โรคทต่ี ดิ อยูก่ บั ผ้า
3.3 รถท่ีใชข้ นส่งผา้ เมือ่ ขนเสรจ็ แลว้ ควรทำความสะอาดทนั ทดี ว้ ยนำ้
ผสมผงซักฟอก
4 การจัดการผ้า 4.1 การแยกประเภทของผ้าเปื้อน ควรแยกทห่ี อผู้ปว่ ย โดยแยกผา้
เปื้อนท่ีหนว่ ย เป้อื นแตล่ ะประเภทใส่เปน็ ถุงไว้ ไมค่ วรคดั แยกผา้ เปอื้ นทห่ี นว่ ยซักฟอก
ซกั ฟอก อีก แต่ในทางปฏิบัติยงั คงมีการคัดแยกอกี เพอ่ื ให้แน่ใจว่าไม่มสี งิ่ ของ
ตา่ ง ๆ ปะปนไปกบั ผา้ เป้อื น ซึ่งหากจำเป็นตอ้ งแยกผ้าทหี่ นว่ ยซักฟอก
อีกควรปฏบิ ัติ ดงั นี้
1) ผู้ท่ีทำหนา้ ท่ีแยกผา้ เป้อื นต้องสวมอุปกรณ์ป้องกัน ไดแ้ ก่ ถุง
มอื ยางหนา หนา้ กากอนามัย ผา้ ยางกันเปอ้ื น หมวก รองเท้าบูท
109
ลำดับ กระบวนการ แนวทางการปฏิบตั ิ
2) ขณะคัดแยกผา้ ต้องระมดั ระวงั อบุ ตั ิเหตุจากของแหลมคมท่ี
อาจติดมากับผ้า
3) การแยกผ้าเป้อื นตอ้ งแยกในบริเวณที่อยู่ห่างจากบริเวณ
สะอาด
5 การซกั ผ้า 5.1 กอ่ นนำผา้ เปื้อนเข้าเครื่องซกั ควรนำผ้าไปชัง่ นำ้ หนกั ก่อน ซง่ึ ขนาด
ผ้าต้องไมม่ ากกวา่ ขนาดของเครือ่ งซักผ้า
5.2 การซักผ้า
1) ผ้าเป้อื นธรรมดา ซกั โดยนำ้ ผสมผงซักฟอก
2) ผ้าติดเช้ือ ซักในเครอื่ งซกั ผ้าปรับอุณหภูมไิ ม่ต่ำกวา่ 71
องศาเซลเซียส นาน 25 นาที ในกรณีท่ีไม่สามารถปรบั อณุ หภูมนิ ้ำได้
ให้แช่ผา้ ในน้ำยา 0.5% Sodium hypochlorite นาน 30 นาทีก่อนซกั
5.3 ผทู้ ี่ทำหน้าท่ีในการซกั ผา้ ต้องสวมอุปกรณป์ อ้ งกนั ไดแ้ ก่ ถงุ มือยาง
อย่างหนา หนา้ กากอนามยั ผา้ ยางกนั เป้ือน หมวก รองเทา้ บทู
5.4 ผู้ทำหน้าท่ซี กั ผา้ หลงั ซักผา้ เสร็จควรอาบน้ำทำความสะอาด
รา่ งกาย
6 การจดั การกับผ้า 6.1 ควรมสี ถานที่สะอาด สำหรบั จัดหรือพับผา้
สะอาด 6.2 ไมน่ ำผ้าสะอาดไปวาง พบั หรือจัด หรือกอง บนพื้นอาคาร หรอื
วางใกลบ้ รเิ วณสกปรก
6.3 ผา้ ทซี่ ักแลว้ ตอ้ งจัดเก็บไวใ้ นตใู้ หเ้ ปน็ ระเบยี บ ปิดตู้ใหม้ ิดชดิ
6.4 ผทู้ ีท่ ำหน้าท่ีจดั การกบั ผ้าสะอาด ตอ้ งลา้ งมือทุกครง้ั ก่อนสมั ผัสผ้า
สะอาด
7 การจา่ ยผา้ สะอาด 7.1 การขนสง่ ผา้ สะอาดจากหนว่ ยซักฟอกไปยงั หน่วยงานต่าง ๆ กรณี
ทหี่ น่วยงานต่าง มารบั ผา้ เองต้องหอ่ ผา้ ให้มิดชิด ถ้าหนว่ ยซักฟอกไปส่ง
ให้หนว่ ยงานอ่ืนต้องคลุมรถขนสง่ ผ้าใหเ้ รยี บร้อย
7.2 รถท่ใี ช้ขนส่งผา้ ควรเป็นรถท่ีสะอาดและแห้ง แยกจากรถขนของ
สกปรกทั่วไป
110
ลำดบั กระบวนการ แนวทางการปฏิบัติ
8 การเก็บผ้าซกั แล้ว 8.1 ไม่นำผ้าสะอาดไปวาง พับ หรอื จัด หรอื กอง บนพน้ื อาคาร หรือ
ทหี่ อผู้ป่วย วางใกล้บรเิ วณสกปรก
8.2 ผา้ ทซ่ี กั แลว้ ตอ้ งจดั เก็บไวใ้ นตใู้ หเ้ ป็นระเบียบ ปดิ ต้ใู ห้มิดชดิ
เอกสารอา้ งองิ
สถาบันบำราศนราดรู กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสุข. (2563). แนวปฏบิ ตั ิเพอื่ ปอ้ งกันและ
ควบคุมการตดิ เช้อื ในโรงพยาบาล. (พมิ พค์ ร้ังท่ี 1) :สำนักพมิ พอ์ ักษรกราฟฟิคแอนดด์ ีไซน์.
อะเคอ้ื อุณหเลขกะ.(2541). การปอ้ งกนั การติดเชื้อในโรงพยาบาล. กรงุ เทพฯ: เจ ซี ซี การพิมพ์,
111
โรคติดต่ออบุ ตั ใิ หม่และอบุ ัตซิ ำ้
(Emerging Infectious Diseases and Re-Emerging Infectious Diseases: EID)
วัตถุประสงค์
เพ่ือเป็นแนวปฏิบัตใิ นการป้องกนั และควบคุมการแพร่กระจายเชือ้ ของโรคตดิ ต่ออบุ ัติใหมแ่ ละอุบัติซ้ำ
นิยามศพั ท์
โรคติดต่ออุบตั ิใหม่ (Emerging Infectious Diseases) หมายถึง โรคติดต่อชนดิ ใหม่ท่ีไม่เคยเกิด
ขนึ้ มากอ่ นและตอ้ งใช้เวลาในการวจิ ยั โรคใหม่เพ่ือหาวธิ กี ารรกั ษา เปน็ โรคตดิ ต่อทีเ่ กดิ จากเชอ้ื ใหม่
โรคตดิ ต่ออบุ ัติซ้ำ (Re-Emerging Infectious Diseases) หมายถงึ โรคติดต่อท่ีเคยมีแพร่ระบาด
ในอดีตและสงบไปแล้วแตก่ ลับมาระบาดขึน้ อกี หรือโรคที่เคยไวตอ่ ยาปฏิชีวนะแล้วดอ้ื ต่อยาต่าง ๆ เกิด
การระบาดขึ้น
การปฏบิ ตั ิในการป้องกนั และควบคุมการแพร่กระจายเช้อื ของโรคตดิ ต่ออบุ ตั ใิ หม่และอบุ ตั ิซ้ำ
เทคโนโลยีที่ทันสมัยในโลกยุคปัจจุบันปัจจุบันที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนสามารถ
ติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น อีกทั้งการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็วทำให้เกิดการเดินทางติดต่อกันมากขึน้
สำหรับประเทศไทยมีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ รวมทั้งการเปิดประเทศเข้าสู่สมาคมอาเซียน การเป็น
ศูนย์กลางการเดนิ ทางการคา้ การทอ่ งเทีย่ วในภูมภิ าคอาเซยี น และการเดนิ ทางเข้าออกระหวา่ งประเทศ
ทำให้มโี อกาสได้รบั เช้ือและเกิดการแพร่เชอื้ ได้ตลอดเวลาและเปน็ ไปอย่างรวดเร็ว หากมีการระบาดของ
โรคติดต่ออบุ ัตใิ หม่เกิดข้ึน ดงั น้นั โรงพยาบาลจงึ จำเปน็ ต้อง มคี วามพร้อมในการเฝา้ ระวังการระบาดของ
โรคตดิ ต่ออุบัติใหมซ่ ง่ึ เป็นปัญหาท่ีสำคญั ของกระทรวงสาธารณสขุ ท่ีทำให้ตอ้ งมีการติดตามและมกี ารเฝ้า
ระวังอยา่ งต่อเน่อื ง เน่อื งจากมผี ลกระทบตอ่ การดำเนินชวี ิตมนุษยใ์ นทุกดา้ น
องค์การอนามยั โลกไดใ้ หค้ ำจำกัดความ ดังนี้
โรคติดต่ออุบัติใหม่ หมายถึง โรคที่เกิดจากเชื้อชนิดใหม่ ๆ ที่มีรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในระยะ
ประมาณ 20 ปีท่ผี า่ นมาหรอื โรคติดต่อท่ีมีแนวโน้มท่ีจะพบมากข้นึ ในอนาคตอันใกล้
โรคติดต่ออุบัติซ้ำ หมายถึง โรคติดต่อที่เคยแพร่ระบาดในอดีตและสงบไปแล้วเป็นเวลานาน
หลายปแี ต่กลบั มาระบาดขึ้นอีก โรคตดิ ต่อท้ังสองประเภทเกิดจากเช้อื 5 กลมุ่ คอื เชื้อแบคทเี รีย เชื้อรา
เชอ้ื ปรสติ เชอ้ื ไวรัส และพรีออน โรคส่วนใหญ่เกดิ จากเชอ้ื แบคทีเรียและเช้ือไวรัส เช่น โรคอุจจาระร่วง
ตาอกั เสบ วณั โรคด้ือยา ไขไ้ ทฟอยด์ด้ือยา โรคเท้าช้าง ไข้เลือดออก ไขส้ มองอักเสบ ไขห้ วัดใหญ่ ตับอักเสบ
ผู้ที่เป็นโรคชื่อเดียวกันอาจได้รับเชื้อโรคต่างกัน เช่น โรคอุจจาระร่วง อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ
Campylobacter jejuni หรอื เกิดจากเชอื้ ไวรัส Rotavirus และจากเชือ้ อกี หลาย ๆ ชนิด
112
โรคอุบตั ใิ หม่และอุบตั ซิ ้ำส่วนใหญเ่ ปน็ โรค
1. โรคทต่ี ดิ ต่อทางอาหารและน้ำ (Food & water-Borne Diseases)
2. โรคทีม่ ีแมลงเป็นพาหะ (Vector- Borne Diseases)
3. โรคติดจากสัตวส์ ู่คน (Zoonosis)
ปจั จัยท่ีทำใหเ้ กิดโรคติดตอ่ อบุ ัตใิ หม่และอบุ ตั ซิ ำ้ ได้แก่
1. การเปลยี่ นแปลงวถิ ีชวี ิตและพฤติกรรม
1.1 การทีพ่ ่อแมอ่ อกไปทำงานนอกบา้ นและต้องนำลกู ไปฝากเลีย้ ง ทำให้เด็กอยู่
ดว้ ยกันเป็นหมู่มากอาจทำให้เกิดโรคอุจจาระรว่ งและโรคติดเชอ้ื ระบบหายใจได้งา่ ย
1.2 การบรโิ ภคอาหารที่สกุ ๆ ดิบ ๆ อาหารปรงุ ดิบ หรอื อาหารกระป๋อง ทำให้เกิด
โรคอาหารเปน็ พษิ โรคลำไสอ้ กั เสบ
1.3 การวางแผนครอบครัว การใชย้ าคุมกำเนิดทำใหม้ เี พศสมั พนั ธ์ตงั้ แตอ่ ายุยังน้อย
และมแี นวโน้มที่จะเกดิ การสำส่อน ทำใหเ้ กิดการแพรก่ ระจายของโรคทางเพศสัมพันธ์และทำให้เช้ือโรค
ดอ้ื ยา
1.4 การเปลย่ี นแปลงในการปฏบิ ตั เิ พศสัมพันธ์ เช่น รกั รว่ มเพศ รักสองเพศ การใช้
ปากในการร่วมเพศทำใหม้ ีการแพร่ของเชือ้ เอชไอวอี ันเป็นตน้ เหตขุ องโรคเอดส์
1.5 การจดั การที่อยอู่ าศยั เช่น การใชเ้ ครือ่ งปรับอากาศในอาคารทำใหม้ ีโรคลเี จยี นแนร์
หรอื โรคสหายสงคราม
1.6 การไปพักแรม การเดินป่าอาจถูกเห็บในปา่ กัดทำให้ติดเช้อื
1.7 การใชย้ าเสพตดิ โดยการใช้เขม็ ฉีดยาร่วมกนั ทำใหม้ กี ารแพร่ของเชอ้ื เอชไอวี
เชือ้ ไวรสั ตบั อักเสบบี
1.8 การใชผ้ ้าอนามัยชนดิ สอดใส่และซับได้ดี (Tampon)
1.9 การอาบน้ำในอา่ งนำ้ ร้อน การเลน่ นำ้ ในแหล่งนำ้ อนุ่
2. ระบบนเิ วศนถ์ ูกรบกวนจากสง่ิ ต่าง ๆ ได้แก่
2.1 ใช้สารกำจัดศัตรูพืชมากเกนิ ไป (drought and flooding)
2.2 ย้ายถ่ินฐานเข้าเมือง แรงงานขา้ มประเทศ (trans-border migration)
2.3 ภัยธรรมชาติ (natural catastrophe)
2.4 ตัดไมท้ ำลายปา่ ปลูกป่า (de- forestation and re-forestation)
3. ผลกระทบจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ได้แก่
3.1 การกำจัดกวาดลา้ งโรคได้สำเรจ็ เชน่ ไขท้ รพิษ ทำใหย้ ุดีการปลกู
3.2 การปลกู ถ่ายอวยั วะตา่ ง ๆ นำโรคจากคนท่มี เี ชอ้ื
3.3 การสรา้ งเสรมิ ภมู ิคมุ้ กันโรคในวัยเดก็ ซึ่งตอ่ มาโตข้ึนทำใหห้ มดภูมคิ ้มุ กันโรค
3.4 เช้อื จุลชีพหลายชนดิ ดอ้ื ยา (multi-drug resistance)
113
3.5 การรกั ษาโรคและการวินิจฉัยโรคที่ใชว้ ิธกี ารเจาะทะลุทะลวง (invasive
investigation procedures)
4. การผลิตอาหารและกระบวนการ ประกอบด้วย
4.1 การขนยา้ ย/การลกั ลอบย้ายสัตว์ ข้ามประเทศ ข้ามทวปี
4.2 การใหอ้ าหารสตั ว์
4.3 การเล้ยี งสตั วเ์ ป็นฟาร์มขนาดใหญ่
4.5 ลูกโซ่รา้ นจำหน่ายอาหาร (Food chain franchise-hemolytic uremic
syndrome: HUS)
5. การค้าขายสากลขา้ มชาติ ได้แก่
5.1 การสง่ ลงิ ไปจำหนา่ ยยงั ต่างประเทศ เชน่ โรค Marburg Virus จาก Africa
5.2 การลกั ลอบคา้ สัตว์ป่าต่างถน่ิ (pet animals trafficking) หรือการนำสัตวเ์ ขา้
ประเทศโดยขาดความรู้ แม้จะถูกกฎหมาย, การเคลอื่ นย้ายถนิ่ ฐานของนกตามธรรมชาติ เป็นตน้
6. มนุษยเ์ ดนิ ทางไปทศั นาจรตา่ งแดน ประกอบดว้ ย
6.1 นำเชือ้ โรคในตัวออกไปแพรท่ ีอ่ ่นื
6.2 พาหะนำโรคติดตวั เช่น เหบ็ ไร
6.3 ภมู ิค้มุ กันตดิ ตัวไม่คมุ้ กนั โรคต่างถ่นิ
6.4 ความไวในการตดิ โรคเปลย่ี นไป
6.5 ชาติพนั ธ์ุ หรอื พนั ธกุ รรมมคี วามสำคัญในการติดโรค
6.6 วฒั นธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และความเช่ือ
6.7 เชือ้ โรคท่ีตดิ กระเปา๋ และสัมภาระต่าง ๆ
จากสถิติการเกิดโรคติดต่อท่ีผ่านมาพบว่า โรคติดตอ่ อุบัติใหม่ทมี่ ีความเส่ียงในประเทศไทย แบ่ง
ได้เปน็ 3 กลุ่ม คอื
1. โรคติดต่ออุบัติใหม่ หรืออุบัติซ้ำที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย เช่น โรคไข้หวัดนก โรค
ไขห้ วัดใหญ่ สายพนั ธุ์ H1N1 (2009) โรคมือ เทา้ ปาก โรคลเี จียนแนร์ โรคไข้ปวดข้อยุงลาย โรควัณโรค
โรคบรเู ซลโลสิส โรครนิ เดอรเ์ ปส โรคไข้กาฬหลงั แอน่ โรคทางเดนิ หายใจตะวนั ออกกลางหรือโรคเมอร์ส
และโรคติดเชอ้ื ไวรัสซิกา เปน็ ตน้
2. โรคติดต่ออบุ ัติใหม่ท่ีอาจแพร่มาจากต่างประเทศ เช่น โรคไขเ้ หลือง โรคลิชมาเนีย โรคติดเชื้อ
ไวรัสนิปาห์ โรคไข้เวสไนล์ โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา โรคติดเชื้อไวรัสมาร์เบิร์ก โรคสมองฝ่อ (variant
Creutzfeldt-Jakob disease; vCJD) ที่เกิดจากโรคสมองฝ่อในวัว หรือโรควัวบ้า (Bovine Spongiform
Encephalopathy: BSE or Mad cow disease) โรคพพี อี าร์ (Peste des petits ruminants) โรคท่ีอาจติด
114
มากับสัตว์ เช่น โรคฝีดาษลิง และโรคที่ใช้เป็น อาวุธชีวภาพ เช่น โรคแอนแทรกซ์ โรคไข้ทรพิษ และโรค
กาฬโรค เปน็ ต้น
3. โรคติดต่ออุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น โรคที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของเช้ือ
ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ โรคที่เกิดจากการกลายพันธ์ุของเชือ้ ไข้หวัดนก และโรคที่เกิดจากเชือ้ ดื้อยา
ชนดิ ใหม่ เปน็ ตน้ การประเมินความเสี่ยงของการเกดิ โรคอุบตั ิใหม่ในประเทศไทย
องค์การอนามัยโลกได้จัดทำแนวทางการเตรียมความพร้อมในการป้องกันโรคติดเชื้ออุบัติใหม่
โดยแนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับการป้องกันการติดเชื้อและการระบาดของโรคติดต่ออุบัติใหม่ท่ี
ตดิ ตอ่ ทางระบบทางเดินหายใจในโรงพยาบาล ซงึ่ ประกอบดว้ ยกจิ กรรมทโ่ี รงพยาบาลตอ้ งดำเนนิ การ ทง้ั หมด
13 ด้าน (WHO, 2014) คือ
1) การรับรกู้ ารเกิดโรคตดิ เช้ืออุบตั ิ ใหม่
2) การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อตามหนทาง การแพรก่ ระจายเชือ้
3) การจดั เตรียมอปุ กรณป์ อ้ งกนั การตดิ เช้อื
4) การดูแลสุขภาพบุคลากรการแพทย์
5) การจดั บรเิ วณจดุ คดั กรองผ้ปู ่วยโรคตดิ เช้ืออบุ ตั ใิ หม่
6) การจัดสถานท่ีสำหรบั ผูป้ ่วยโรคตดิ เชื้ออบุ ัติใหม่
7) การจัดสถานท่ีสำหรบั ทำหัตถการท่ีทำให้เกดิ ฝอยละอองขนาดเล็ก
8) การจดั ใหผ้ ู้ปว่ ยอยู่รวมกันและมาตรการพิเศษ
9) การเกบ็ สิ่งสง่ ตรวจ
10) การเคลอ่ื นย้ายผู้ป่วยโรคตดิ เช้อื อบุ ัติใหม่
11) การกำหนดระยะเวลาในการควบคมุ การติดเชื้อและการจำหนา่ ยผปู้ ่วย
12) การใหค้ ำแนะนำแก่สมาชกิ ในครอบครัวและผูเ้ ขา้ เย่ียม
13) การจดั การศพผู้ติดเช้อื อบุ ัตใิ หม่
เนื่องจากปัจจุบันยังพบการแพร่ระบาดของโรคติดต่อทางเดินหายใจ เช่น โรคโควิด-19 โรค
ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น คณะกรรมการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลได้เล็งเห็นถึง
ความสำคัญของการปฏิบัติในการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อของโรคติดต่ออบุ ัติใหม่และ
อุบัติซ้ำจึงได้นำแนวทางเวชปฏิบัติการวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณี
ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข โดยคณะทำงาน
ดา้ นการรักษาพยาบาลและการป้องกนั การติดเช้ือในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
ร่วมกับคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ (คณะกรรมการกำกับดูแล
รักษาโควิด-19) ฉบับปรับปรุง วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 มาเป็นแนวทางอ้างองิ ในการปฏิบัตใิ น
115
การการป้องกนั และควบคุมการแพร่กระจายเช้ือของโรคติดต่ออุบัตใิ หม่และอุบัติซ้ำ ทั้งน้ีการปฏิบัติยึด
ตามหลักการปอ้ งกันการแพร่กระจายเช้อื ทปี่ ระกอบดว้ ย
1.การปอ้ งกนั มาตรฐาน (Standard precautions) หมายถงึ การปฏิบตั ิในการดูแลผู้ป่วย
ทกุ รายทเ่ี ข้ารกั ษาในโรงพยาบาลไมว่ า่ ผู้ปว่ ยจะมีอาการติดเชื้อหรอื ไม่ หรอื ไดร้ บั การวินิจฉัยว่าป่วยเป็น
โรคใด โดยมุ่งเน้นการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อจากเลือด สารน้ำ สารคัดหลั่งของร่างกาย (blood
body fluid) เยือ่ บเุ มือก (mucous membrane) ผิวหนังท่มี ีรอยฉีกขาด (non intact skin)
2. การป้องกันตามวิธีการที่แพร่กระจายเชื้อ (Transmission-based precautions) หมายถึง
วิธีการป้องกนั การแพรก่ ระจายเชื้อในผ้ปู ่วยที่ทราบการวนิ ิจฉัยแลว้ โดยป้องกันตามวิธีการแพร่กระจายเชื้อ
รว่ มกบั การป้องกนั แบบ Standard precautions แบง่ ออกเป็น 3 วิธี ดงั น้ี
1) การปอ้ งกนั การแพรก่ ระจายเช้ือทางอากาศ (airborne precautions)
2) การป้องกนั การแพร่กระจายเชือ้ โดยฝอยละออง (droplet precautions)
3) การปอ้ งกันการแพรก่ ระจายเช้อื ทางการสัมผสั (contact precautions)
เอกสารอ้างองิ
คณะทำงานด้านการรักษาพยาบาลและการปอ้ งกันการตดิ เชอ้ื ในโรงพยาบาล กรมการแพทย์
กระทรวงสาธารณสขุ . (2565). แนวทางเวชปฏบิ ตั ิการวินจิ ฉัย ดูแลรักษา และปอ้ งกนั การติดเชอื้
ในโรงพยาบาล กรณีผปู้ ่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับแพทย์และบคุ ลากร
สาธารณสขุ
https://covid19.dms.go.th/backend/Content/Content_File/Covid_Health/Attach/2
5650712140709PM_CPG_COVID-19_v.24.1.n_20220711.pdf
ประเสริฐ ทองเจริญ. (2561). การเตรียมความพร้อมรับมอื โรคอบุ ตั ิใหม่-อุบตั ิซำ้ . สถาบนั บำราศนราดูร.
สำนกั โรคติดต่ออบุ ัติใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2560). แผนยุทธศาสตรเ์ ตรยี ม
ความพรอ้ มป้องกนั และแกไ้ ขปัญหาโรคตดิ ต่ออบุ ัติใหมแ่ หง่ ชาติ (2560-2564) (พมิ พค์ รัง้ ท่ี
1). สำนักงานกิจการโรงพมิ พ์ องค์การสงเคราะหท์ หารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ.์
World Health Organization. (2014). Infection prevention and control of epidemic-and
pandemic-prone acute respiratory diseases in health care: WHO interim guidelines.
http://apps.who.int/iris/bitstream/10665/112656/1/9789241507134_eng.pdf
116
คณะกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเช้ือในโรงพยาบาล โรงพยาบาลนครปฐม
1. น.พ.มารตุ วัฒนวงศ์วิบูลย์ รองผอู้ ำนวยการฝา่ ยการแพทย์
2. น.พ.วัลลภ อดลุ ย์เกษม แพทย์กลุ่มงานศัลยกรรมออร์โธปดิ ิกส์
3. นางสาวสำลี คมิ นารกั ษ์ หวั หนา้ กลมุ่ การพยาบาล
4. พ.ญ.สริ ธี ร นมิ ิตวิไล แพทยก์ ลมุ่ งานอายุรกรรม
5. พ.ญ.ลษั มน วบิ ูลยช์ าติ แพทยก์ ลมุ่ งานกมุ ารเวชกรรม
6. พ.ญ.สุทธาทิพย์ วงั ตาล แพทย์กลุ ม่ งานกมุ ารเวชกรรม
7. พ.ญ.นุชนารถ โตเหมอื น แพทยก์ ลุ่มงานอายรุ กรรม
8. น.พ.สุรชยั ชาวหนองหนิ แพทย์กลุ ่มงานอายุรกรรม
9. น.พ.ศลุ วี ุฒิ แสงโสภติ แพทย์กลุ่มงานศัลยกรรม
10. พ.ญ.พรทิพย์ รัตนเดชาพทิ ักษ์ แพทย์กล่มุ งานศัลยกรรม
11. น.พ.วสุ เตชะไพฑรู ย์ แพทยก์ ลุ่มงานศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์
12. พ.ญ.พจมาลย์ เฉลิมพลประภา แพทย์กลุ่มงานสตู ิ-นรีเวชกรรม
13. พ.ญ.ปุณยวีร์ บัวหงุ่ แพทย์กลมุ่ งานเวชกรรมสังคม
14. ทพญ.สขุ ุมาลย์ บญุ เรืองศักดิ์ แพทยก์ ลุ่มงานทันตกรรม
15. ภ.ญ.อรอนงค์ เหล่าตระกูล เภสัชกรกลมุ่ งานเภสัชกรรม
16. ภ.ก.อมร ต้ังจติ เพียรพงศ์ หวั หน้างานเภสัชกรรมผปู้ ่วยใน
17. ภ.ญ.สาวิณี โชคเฉลมิ วงศ์ เภสัชกรกลุ่มงานเภสัชกรรม
18. ภ.ก.ศิวนยั ดีทองคำ เภสชั กรกลุ่มงานเภสัชกรรม
19. น.ส.จรรยา สุรภักด์ิ กลมุ่ งานพยาธวิ ทิ ยาคลินกิ
20. นายอดิศักดิ์ พรภคกุล กลุ่มงานเวชกรรมสังคม
21. นางสุธาทพิ ย์ รงุ่ เรืองอนนั ต์ กล่มุ งานเวชกรรมสงั คม
22. นางจนั ทรย์ งค์ ลิ้มวนานนท์ กลุม่ งานการพยาบาล
23. นางเพชรฎา หว้ ยเรไร แอชตนั กลมุ่ งานการพยาบาล
24. นางสาวราตรี สุขหงษ์ กลุ่มงานการพยาบาล
25. นางศภุ ร ลปิ กิ รรศั มี กลุ่มงานการพยาบาล
26. นางสุวมิ ล เลขพฒั น์ กลมุ่ งานการพยาบาล
27. นางสาวบงั อร ชชู ะเอม กลมุ่ งานการพยาบาล
28. นางสาวอัญชญั จนั ทราภาศ กลุ่มงานอาชีวเวชกรรม
29. นางสภุ าพ ลม้ิ เจริญ พยาบาลควบคมุ การติดเชอ้ื
30. นางปาลิดา นราวฒุ ิพร พยาบาลควบคุมการติดเชื้อ
117
31. นางนิราภร ศรีพรมมา พยาบาลควบคุมการตดิ เช้อื
32. นางสาวดวงกมล เซ้งประเสรฐิ พยาบาลควบคมุ การติดเช้อื
33. นางสาวนพรดา พยุง พยาบาลควบคมุ การติดเชื้อ
คณะผู้จัดทำ
118
ภาคผนวก
ฉบบั ปรบั ปรุง วันที่ 11 กรกฎาคม 2565 สาหรบั แพทยแ์ ละบุคลากรสาธารณสขุ
แนวทางเวชปฏิบัติ การวนิ จิ ฉัย ดูแลรกั ษา และป้องกนั การตดิ เช้อื ในโรงพยาบาล
กรณีโรคตดิ เชอื้ ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
หนา้ ที่ 1
CPG COVID-19 สาหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข
ฉบับปรบั ปรงุ ครง้ั ที่ 24 วนั ท่ี 11 กรกฎาคม 2565
โดยความรว่ มมือของคณาจารย์ ผทู้ รงคุณวฒุ จิ ากหนว่ ยงานต่าง ๆ และผแู้ ทนทีมแพทย์ท่ปี ฏิบัติหน้างาน
ในการดูแลรักษาผปู้ ว่ ย COVID-19 ได้ทบทวนและปรบั แนวทางการดแู ลรักษาผู้ป่วย ตามขอ้ มูลวิชาการ
ในประเทศ และต่างประเทศ
การปรบั แนวทางเวชปฏบิ ัติฯ ฉบับน้ี มีประเดน็ ตา่ ง ๆ ดงั น้ี
1. ปรบั จานวนวนั การกักกนั (Self-Quarantine) ในกลมุ่ สมั ผสั เส่ียงสงู
2. ปรบั การให้บรกิ ารทางการแพทย์เปน็ แบบกรณี OPSI (Out-patient with self Isolation) หรือ
แบบผปู้ ว่ ยในขึ้นกับดลุ ยพินิจของแพทย์ในการประเมนิ ความเสีย่ งต่อโรครุนแรง
3. ปรับการใหย้ าตา้ นไวรัสในกลุ่มผู้ปว่ ยท่ีมีปัจจัยเสยี่ ง
แนวทางเวชปฏบิ ตั ิ การวินิจฉยั ดแู ลรกั ษา และปอ้ งกนั การติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล กรณีผปู้ ว่ ยติดเชื้อไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) สาหรับแพทย์และบคุ ลากรสาธารณสุข
โดย คณะทางานดา้ นการรกั ษาพยาบาลและการปอ้ งกนั การติดเช้อื ในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ คณาจารย์ผเู้ ชีย่ วชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยต่าง ๆ
(คณะกรรมการกากับดแู ลรักษาโควิด-19) ฉบับปรบั ปรุง วนั ท่ี 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
ฉบับปรับปรุง วนั ที่ 11 กรกฎาคม 2565 สาหรบั แพทย์และบุคลากรสาธารณสุข
แนวทางเวชปฏิบัติ การวนิ ิจฉยั ดูแลรักษา และป้องกนั การติดเชือ้ ในโรงพยาบาล
กรณีโรคตดิ เชือ้ ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19)
หนา้ ที่ 2
แผนกเวชระเบียน/จุดคัดกรอง ผู้ป่วยเขา้ ข่ายผสู้ งสัยตดิ เช้ือ (Suspected case)
1 ผู้ทีม่ อี าการเขา้ ได้กบั อาการตามเกณฑท์ างคลินกิ หรือเกณฑท์ างระบาดวทิ ยา
- คัดกรองประวัตผิ ู้ป่วย
- OPD หรือ ER (ตามประกาศของกองระบาดวทิ ยา กรมควบคุมโรค) หรือ
2 ผู้ป่วยทีแ่ พทยผ์ ู้ตรวจรักษาสงสัยวา่ เปน็ โรคตดิ เชื้อไวรัสโคโรนา 2019
เฝ้าระวังในโรงพยาบาล
Fever & ARI clinic
แพทย์ซักประวัติ ตรวจร่างกาย
1) ใหผ้ ู้ป่วยใส่หน้ากากอนามยั พกั รอ ณ บริเวณทีจ่ ดั ไว้ หรือใหร้ อฟังผลทบ่ี ้านโดยให้คาแนะนาการปฏบิ ัตติ วั อาจ
รักษาอยู่ที่บ้านแบบผ้ปู ่วยนอก (Outpatient Self Isolation) หรอื รับไวใ้ นโรงพยาบาล พิจารณาตามอาการ
ของผู้ปว่ ย
2) พิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการพืน้ ฐานตามความเหมาะสม
3) การเกบ็ ตวั อยา่ งสง่ ตรวจหาเชื้อ SARS-CoV-2 โดยวิธี ATK หรอื RT-PCR ตามคาแนะนาของ
กรมวิทยาศาสตรก์ ารแพทย์
ผลการตรวจหา SARS-CoV-2
มอี าการแต่ตรวจไมพ่ บเชอื้ SARS-CoV-2 ตรวจพบเชื้อ SARS-CoV-2
1) พิจารณาดแู ลรักษาตามความเหมาะสม 1) ใหก้ ารรักษาแบบผปู้ ่วยนอก
2) ผสู้ ัมผสั เสีย่ งสูงตอ่ การรับเชอ้ื * สามารถรักษาแบบผ้ปู ่วยนอกได้ ใหก้ กั กนั
(Outpatient & Self Isolation)
(Self Quarantine) (ณ วนั ทแี่ นวทางนป้ี ระกาศใช้ คอื 5+5 วัน) หลงั การ หรอื รับไวใ้ นโรงพยาบาล พิจารณา
สัมผสั โรค ติดตามตรวจซ้าทีว่ ันที่ 3-5 หลังมีอาการด้วย ATK/RT-PCR ตามอาการของผ้ปู ่วย โดยคานึงถึง
3) ผู้สมั ผสั เสี่ยงต่าตอ่ การรบั เชอ้ื * อาจไม่ตอ้ งกกั กนั แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการ หลกั การปอ้ งกนั การแพรเ่ ชอ้ื ตาม
ปอ้ งกันโรค คอื สวมหนา้ กาก ล้างมือ รักษาระยะหา่ ง และไม่ใชส้ งิ่ ของ คาแนะนาทเี่ ก่ียวข้อง
ร่วมกัน 2) กรณอี าการรุนแรงหรือตอ้ งทา
4) ถา้ มอี าการรุนแรง ให้พจิ ารณารบั ไว้ในโรงพยาบาลเพื่อการตรวจวนิ ิจฉัย และ aerosol generating procedure
รักษาตามความเหมาะสม ให้ใช้ droplet precautions ระหว่างรอผลการ
วนิ จิ ฉัยสุดทา้ ย ให้เขา้ AIIR
5) กรณอี าการไม่ดขี ้ึนภายใน 48 ชว่ั โมง พิจารณาสง่ ตรวจหา SARS-CoV-2 ซ้า
รวมท้งั สาเหตุอ่ืนตามความเหมาะสม
*ตามคานิยามของกองระบาดวทิ ยากรมควบคมุ โรค
แนวทางเวชปฏิบัติ การวนิ ิจฉยั ดแู ลรกั ษา และป้องกนั การติดเชือ้ ในโรงพยาบาล กรณผี ปู้ ว่ ยติดเชอ้ื ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สาหรบั แพทยแ์ ละบคุ ลากรสาธารณสขุ
โดย คณะทางานดา้ นการรกั ษาพยาบาลและการป้องกนั การติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกบั คณาจารย์ผู้เชีย่ วชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยต่าง ๆ
(คณะกรรมการกากับดแู ลรักษาโควดิ -19) ฉบับปรบั ปรุง วันท่ี 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
ฉบบั ปรบั ปรุง วนั ที่ 11 กรกฎาคม 2565 สาหรับแพทยแ์ ละบคุ ลากรสาธารณสขุ
แนวทางเวชปฏิบตั ิ การวนิ ิจฉยั ดูแลรกั ษา และปอ้ งกันการตดิ เชือ้ ในโรงพยาบาล
กรณีโรคตดิ เชอื้ ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
หน้าที่ 3
คานิยามผู้ป่วยสงสยั (Suspected case) ตามการเฝา้ ระวงั และสอบสวนโรค
การเฝ้าระวงั โรคเฉพาะราย (Case definition for surveillance)
1. เกณฑท์ างคลินิก (Clinical criteria) ผูท้ ่มี ีอาการตามเกณฑข์ ้อใดขอ้ หน่ึงต่อไปน้ี
1.1 มอี าการอยา่ งน้อย 2 อาการดังตอ่ ไปน้ี 1) ไข้ 2) ไอ 3) มนี า้ มูก/คัดจมกู 4) เจ็บคอ 5) มีเสมหะ หรือ
1.2 มอี าการอยา่ งใดอย่างหนึง่ ในข้อ (1) ร่วมกบั อาการอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ต่อไปนี้ ได้แก่ 1) ถ่ายเหลว 2) ปวดกล้ามเนื้อ 3)
ปวดศีรษะ 4) คลน่ื ไส้/อาเจยี น 5) ท้องเสีย 6) อ่อนเพลีย 7) มีผ่นื ขึน้ หรือ
1.3 มอี าการอย่างใดอยา่ งหนง่ึ ดงั ตอ่ ไปนี้ 1) หอบเหนือ่ ย 2) หายใจลาบาก 3) มคี วามผดิ ปกติของการไดร้ บั กลน่ิ /
ได้รับรส 4) สบั สนหรอื ระดับความรสู้ ึกตัวลดลง หรือ
1.4 มอี าการติดเชือ้ ทางเดินหายใจรนุ แรงอย่างใดอยา่ งหนงึ่ ได้แก่ 1) มอี าการปอดอักเสบ/ภาพถ่ายรังสที รวงอกพบมี
ปอดอักเสบท่ีไม่ทราบสาเหตุหรอื หาสาเหตุไม่ได้ภายใน 48 ชว่ั โมง หรอื 2) มีภาวะระบบทางเดนิ หายใจล้มเหลว
เฉียบพลนั รุนแรง (acute respiratory distress syndrome: ARDS) หรอื
1.5 แพทย์ผูต้ รวจรักษาสงสยั ว่าเปน็ โรคตดิ เช้ือไวรสั โคโรนา 2019
1.6 มีประวตั ิสัมผัสผ้ปู ว่ ย COVID-19
แนวทางการตรวจวนิ ิจฉัยผสู้ งสัย COVID-19 (กรมการแพทย์ วนั ท่ี 11 กรกฎาคม 2565)
หมายเหตุ
*กรณีตอ้ ง admit ในโรงพยาบาล อยรู่ ว่ มกบั ผู้อ่นื ใหต้ รวจ RT-PCR
หากไมส่ ามารถตรวจ RT-PCR ได้ใหพ้ จิ ารณาตรวจ ATK 2 ชนิด ตา่ งยห่ี ้อเพื่อลดปัญหาของ false positive ATK
แนวทางเวชปฏิบัติ การวนิ ิจฉัย ดแู ลรักษา และปอ้ งกันการติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล กรณผี ูป้ ว่ ยติดเชือ้ ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) สาหรับแพทยแ์ ละบคุ ลากรสาธารณสขุ
โดย คณะทางานด้านการรกั ษาพยาบาลและการปอ้ งกนั การติดเช้ือในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข รว่ มกบั คณาจารย์ผเู้ ชี่ยวชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลยั ต่าง ๆ
(คณะกรรมการกากับดูแลรักษาโควิด-19) ฉบับปรับปรุง วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
ฉบับปรบั ปรุง วนั ที่ 11 กรกฎาคม 2565 สาหรับแพทยแ์ ละบคุ ลากรสาธารณสุข
แนวทางเวชปฏิบัติ การวนิ ิจฉัย ดูแลรักษา และปอ้ งกนั การตดิ เชอื้ ในโรงพยาบาล
กรณีโรคตดิ เชอื้ ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19)
หน้าท่ี 4
การรักษา COVID-19
ผู้ติดเช้ือเขา้ ขา่ ย (Probable case) ผู้ท่ีมีผลตรวจ ATK ต่อ SARS-CoV-2 ใหผ้ ลบวก และรวมผู้ติดเชอื้ ยืนยนั ท้ังผทู้ ่มี ี
อาการและไมแ่ สดงอาการ แบง่ เป็นกลุ่มตามความรุนแรงของโรคและปจั จัยเสีย่ งไดเ้ ป็น 4 กรณี ดงั นี้
1. ผูป้ ว่ ยท่ไี ม่มีอาการหรือสบายดี (Asymptomatic COVID-19)
o ให้การรักษาแบบผปู้ ่วยนอก โดยแยกกักตวั ท่บี า้ น (Out-patient with self Isolation)
o ใหด้ ูแลรักษาตามอาการตามดุลยพนิ ิจของแพทย์ ไม่ให้ยาต้านไวรสั เชน่ favipiravir เน่อื งจากส่วนมากหายได้เอง
o อาจพิจารณาให้ยาฟ้าทะลายโจรตามดุลยพนิ จิ ของแพทย์
2. ผปู้ ่วยท่ีมีอาการไม่รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ ไมม่ ีปจั จัยเส่ียงต่อการเปน็ โรครุนแรง/โรครว่ มสาคญั และภาพถา่ ยรงั สปี อด
ปกติ (Symptomatic COVID-19 without pneumonia and no risk factors for severe disease)
o อาจพจิ ารณาให้ favipiravir ควรเริม่ ยาโดยเร็วท่ีสดุ ตามดุลยพินจิ ของแพทย์
o หากตรวจพบเช้ือเม่ือผปู้ ่วยมีอาการมาแล้วเกิน 5 วนั และผปู้ ว่ ยไม่มอี าการหรือมีอาการนอ้ ยอาจไม่
จาเปน็ ตอ้ งให้ยาตา้ นไวรัส เพราะผูป้ ว่ ยจะหายได้เองโดยไมม่ ภี าวะแทรกซ้อน
3. ผู้ป่วยที่มอี าการไมร่ นุ แรง แตม่ ีปัจจยั เสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรงหรอื มโี รคร่วมสาคญั หรือ ผ้ปู ่วยทไี่ ม่มปี จั จัยเสย่ี งแต่
มีปอดอกั เสบ (pneumonia) เลก็ น้อยถงึ ปานกลางยงั ไม่ตอ้ งให้ oxygen
ปัจจัยเส่ียงต่อการเป็นโรครนุ แรง ไดแ้ ก่
1) อายมุ ากกว่า 60 ปี ข้ึนไป
2) โรคปอดอดุ กนั้ เร้ือรงั (COPD) (GOLD grade 2 ข้นึ ไป) รวมโรคปอดเรื้อรังอืน่ ๆ
3) โรคไตเรื้อรงั (CKD) (stage 3 ข้นึ ไป)
4) โรคหวั ใจและหลอดเลอื ด (NYHA functional class 2 ขน้ึ ไป รวมโรคหัวใจแต่กาเนิด
5) โรคหลอดเลอื ดสมอง
6) เบาหวานท่ีควบคุมไม่ได้
7) ภาวะอ้วน (น้าหนกั มากกว่า 90 กก. หรอื BMI ≥30 กก./ตร.ม.)
8) ตบั แข็ง (Child-Pugh class B ขึ้นไป)
9) ภาวะภมู ิคมุ้ กนั ต่า (เปน็ โรคที่อยู่ในระหว่างได้รับยาเคมบี าบัดหรอื ยากดภูมิหรือ corticosteroid equivalent to
prednisolone 15 มก./วนั นาน 15 วนั ข้ึนไป)
10) ผู้ติดเช้ือเอชไอวี ทม่ี ี CD4 cell count น้อยกวา่ 200 เซลล/์ ลบ.มม.
แนะนาให้ยาต้านไวรัสเพียง 1 ชนิด โดยควรเร่มิ ภายใน 5 วนั ตัง้ แต่เร่ิมมีอาการจงึ จะไดผ้ ลดี ให้ยาตาม
ตารางที่ 1 โดยพิจารณาจากปัจจัยตอ่ ไปนี้ ได้แก่ ประวัติโรคประจาตัว ขอ้ ห้ามการใช้ยา ปฏกิ ริ ยิ าต่อกนั ของยาตา้ น
ไวรัสกับยาเดิมของผปู้ ่วย (drug-drug interaction) และการบรหิ ารเตยี ง ความสะดวกของการใหย้ ารวมถึง
ปริมาณยาสารองที่มี
แนวทางเวชปฏิบัติ การวนิ ิจฉัย ดแู ลรกั ษา และป้องกนั การตดิ เชื้อในโรงพยาบาล กรณผี ู้ป่วยติดเชือ้ ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) สาหรับแพทย์และบคุ ลากรสาธารณสุข
โดย คณะทางานดา้ นการรักษาพยาบาลและการปอ้ งกันการติดเชอื้ ในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ รว่ มกบั คณาจารย์ผเู้ ช่ียวชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยต่าง ๆ
(คณะกรรมการกากบั ดูแลรักษาโควดิ -19) ฉบับปรบั ปรุง วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
ฉบับปรบั ปรงุ วนั ท่ี 11 กรกฎาคม 2565 สาหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสขุ
แนวทางเวชปฏบิ ัติ การวนิ ิจฉยั ดแู ลรักษา และปอ้ งกนั การติดเชือ้ ในโรงพยาบาล
กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
หน้าท่ี 5
ตารางที่ 1 การให้ยาต้านไวรัสในผปู้ ่วยกล่มุ ท่ี 3
ไม่มีปจั จัยเสย่ี ง มีปจั จัยเส่ียง 1 ข้อ* มปี จั จยั เส่ียง > 2 ขอ้
Favipiravir Molnupiravir หรือ Remdesivir** หรอื
Remdesivir** หรือ Nirmatrelvir/ritonavir หรอื
Nirmatrelvir/ritonavir Molnupiravir
หรือ Favipiravir
หมายเหตุ
*ลาดับการใหย้ ากล่มุ ทม่ี ปี จั จัยเสี่ยง 1 ขอ้ ดังนี้
1. Molnupiravir
2. Remdesevir
3. Nirmaltrevir/ritonavir
4. Favipiravir
**Remdesivir เปน็ เวลา 3 วัน
ขอ้ ควรระวังในการให้ยา
a. Nirmatrelvir/ritonavir และ Molnupiravir ในตารางที่ 2
b. การจดั ลาดบั การใหย้ า พิจารณาจากปริมาณยาทีม่ ใี นประเทศ ประสิทธภิ าพของยาในการลดอัตราการป่วยหนัก
และอตั ราตาย ความสะดวกในการบริหารยา และราคายา ขอ้ มลู ปจั จบุ ัน Nirmaltrelvir/ritonavir มี
ประสิทธภิ าพสูงสดุ แตม่ รี าคาสูงท่สี ดุ ส่วน favipiravir ไมช่ ว่ ยลดอตั ราการปว่ ยหนกั แต่ชว่ ยลดอาการได้
หากไดร้ บั ยาเร็วตง้ั แต่วันแรกทมี่ อี าการในกลมุ่ ทีไ่ มม่ ีความเส่ยี ง ท้ังน้ี การเลอื กใช้ยาใดกบั ผู้ปว่ ยรายใด
แพทยอ์ าจใช้ยาใดตามรายการขา้ งตน้ นี้กไ็ ดโ้ ดยพิจารณาจากปัจจัยดังกล่าว สถานพยาบาลแต่ละแห่งในชว่ ง
สถานการณ์อาจจะมคี วามแตกตา่ งกนั
4. ผู้ปว่ ยยืนยนั ที่มีปอดอักเสบที่มี hypoxia (resting O2 saturation ≤94% ปอดอักเสบรนุ แรง ไม่เกนิ 10 วัน
หลงั จากมีอาการ และไดร้ บั oxygen
a) แนะนาให้ remdesivir โดยเรว็ ทีส่ ุดเป็นเวลา 5-10 วัน ข้ึนกับอาการทางคลนิ กิ ควรตดิ ตามอาการของผู้ป่วย
อยา่ งใกล้ชิด
b) ร่วมกบั ให้ corticosteroid ขนาดยา ดังตารางท่ี 2
แนวทางเวชปฏบิ ัติ การวนิ ิจฉยั ดแู ลรักษา และปอ้ งกันการตดิ เชอ้ื ในโรงพยาบาล กรณีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สาหรบั แพทย์และบุคลากรสาธารณสขุ
โดย คณะทางานดา้ นการรกั ษาพยาบาลและการปอ้ งกันการติดเชอื้ ในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข รว่ มกับ คณาจารย์ผู้เชยี่ วชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลยั ต่าง ๆ
(คณะกรรมการกากบั ดแู ลรักษาโควดิ -19) ฉบับปรับปรุง วันท่ี 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
ฉบับปรบั ปรงุ วันที่ 11 กรกฎาคม 2565 สาหรับแพทยแ์ ละบุคลากรสาธารณสุข
แนวทางเวชปฏิบตั ิ การวนิ จิ ฉยั ดแู ลรักษา และปอ้ งกันการตดิ เชือ้ ในโรงพยาบาล
กรณีโรคติดเชอ้ื ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
หน้าที่ 6
การรักษา COVID-19 ในผปู้ ่วยเดก็ อายุ <18 ปี
ผู้ติดเชอ้ื เข้าขา่ ย (Probable case) ผู้ท่ีมีผลตรวจ ATK ตอ่ SARS-CoV-2 ให้ผลบวก และรวมผู้ตดิ เชอื้ ยนื ยนั ท้ังผทู้ ม่ี ี
อาการและไมแ่ สดงอาการ ใหใ้ ช้ยาในการรกั ษาจาเพาะดังนี้ โดยมีระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลเหมือนผ้ใู หญ่
1. ผู้ป่วยทไ่ี ม่มอี าการ (Asymptomatic COVID-19)
แนะนาใหด้ ูแลรักษาตามดุลยพินจิ ของแพทย์
2. ผู้ป่วยท่ีมีอาการไม่รนุ แรง ไม่มปี อดอักเสบ ไม่มีปัจจยั เสี่ยง (Mild symptomatic COVID-19 without pneumonia
and no risk factors)
แนะนาใหด้ ูแลรกั ษาตามอาการ พจิ ารณาให้ favipiravir เป็นเวลา 5 วัน
3. ผู้ปว่ ยที่มีอาการไม่รนุ แรง แตม่ ีปจั จยั เสี่ยง หรือมีอาการปอดอักเสบ (pneumonia) เลก็ น้อยไม่เขา้ เกณฑ์ข้อ 4 (Mild
symptomatic COVID-19 pneumonia but with risk factors) ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยง/โรคร่วมสาคญั ได้แก่ อายนุ ้อย
กวา่ 1 ปี และภาวะเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่ โรคอว้ น (น้าหนักเทียบกบั ความสูง (weight for height) มากกว่า +3 SD)
โรคทางเดินหายใจเรอ้ื รัง รวมทัง้ หอบหืดที่มีอาการปานกลางหรอื รนุ แรง โรคหวั ใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือด
สมอง โรคไตวายเรอ้ื รงั โรคมะเรง็ และภาวะภูมิคมุ้ กนั ต่า โรคเบาหวาน กลมุ่ โรคพนั ธรรม รวมทั้งกล่มุ อาการดาวน์
เดก็ ท่ีมภี าวะบกพรอ่ งทางระบบประสาทอยา่ งรุนแรง เด็กทมี่ ีพัฒนาการชา้
แนะนาให้ favipiravir เปน็ เวลา 5 วนั อาจใหน้ านกว่านี้ได้หากอาการยงั มาก โดยแพทย์พจิ ารณาตามความ
เหมาะสม
4. ผู้ปว่ ยยนื ยันที่มีอาการปอดอักเสบ (pneumonia) และมีหายใจเรว็ กวา่ อัตราการหายใจตามกาหนดอายุ
(60 ครั้ง/นาที ในเด็กอายุ <2 เดือน, 50 ครัง้ /นาที ในเดก็ อายุ 2-12 เดอื น, 40 ครงั้ /นาที ในเดก็ อายุ 1-5 ปี และ
30 ครั้ง/นาที ในเด็กอายุ >5 ป)ี หรือมอี าการรนุ แรงอื่น ๆ เชน่ กินไดน้ อ้ ย มีภาวะขาดนา้ ไข้สงู ชัก หรือท้องเสียมาก
เปน็ ตน้
แนะนาให้ remdesivir หรอื favipiravir เป็นเวลา 5-10 วนั
พจิ ารณาให้ corticosteroid ตามความเหมาะสม และดุลยพินิจของแพทย์
หมายเหตุ
ผปู้ ่วยทไี่ ม่มีอาการหรือมีอาการนอ้ ยให้การรกั ษาแบบผูป้ ่วยนอก โดยแยกกักตัวท่บี า้ น (Out-patient with self-isolation)
แนวทางเวชปฏิบัติ การวนิ ิจฉัย ดแู ลรกั ษา และป้องกนั การติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีผู้ป่วยติดเชือ้ ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สาหรบั แพทย์และบคุ ลากรสาธารณสุข
โดย คณะทางานด้านการรกั ษาพยาบาลและการป้องกนั การติดเช้ือในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ รว่ มกบั คณาจารย์ผูเ้ ชีย่ วชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ
(คณะกรรมการกากบั ดแู ลรักษาโควิด-19) ฉบับปรบั ปรุง วนั ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
ฉบับปรับปรุง วนั ท่ี 11 กรกฎาคม 2565 สาหรับแพทย์และบคุ ลากรสาธารณสขุ
แนวทางเวชปฏบิ ัติ การวนิ จิ ฉัย ดแู ลรกั ษา และป้องกันการติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล
กรณโี รคตดิ เชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19)
หนา้ ท่ี 7
แนวทางการรักษาผปู้ ว่ ยเด็กท่ีสงสยั กลมุ่ อาการอักเสบหลายระบบท่เี กี่ยวข้องกบั COVID-19 (Multisystem Inflammatory
Syndrome in Children: MIS-C) (รายละเอียดในคาแนะนาของราชวทิ ยาลยั กุมารแพทย์แหง่ ประเทศไทย)
(www.thaipediatrics.org/pages/Doctor/Detail/46/414)
รูปที่ 1 แนวทางการวินิจฉัยผูป้ ว่ ยเดก็ ที่สงสยั กล่มุ อาการอักเสบหลายระบบทเี่ กี่ยวขอ้ งกับ COVID-19 (MIS-C)
แนวทางเวชปฏิบตั ิ การวนิ ิจฉยั ดแู ลรักษา และปอ้ งกันการติดเชอื้ ในโรงพยาบาล กรณผี ูป้ ่วยติดเชือ้ ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) สาหรบั แพทย์และบุคลากรสาธารณสุข
โดย คณะทางานดา้ นการรกั ษาพยาบาลและการปอ้ งกันการติดเชอื้ ในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ ร่วมกับ คณาจารย์ผเู้ ชีย่ วชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ต่าง ๆ
(คณะกรรมการกากบั ดูแลรักษาโควดิ -19) ฉบับปรับปรุง วนั ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
ฉบบั ปรบั ปรุง วันที่ 11 กรกฎาคม 2565 สาหรบั แพทย์และบุคลากรสาธารณสขุ หน้าท่ี 8
แนวทางเวชปฏิบัติ การวนิ จิ ฉัย ดูแลรักษา และปอ้ งกันการติดเชือ้ ในโรงพยาบาล
กรณโี รคตดิ เช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
รูปที่ 2 แนวทางการรักษาเบ้ืองตน้ ของเด็กที่สงสยั กลุ่มอาการอกั เสบหลายระบบท่เี กยี่ วขอ้ งกับ COVID-19 (MIS-C)
ใหป้ รึกษาผเู้ ช่ียวชาญทุกราย
ให้ยาปฏชิ วี นะทุกรายหากยงั ไมส่ ามารถแยกโรคติดเช้ือตา่ ง ๆ ได้ โดยเลอื กตามความเหมาะสมกับอาการของผูป้ ่วย
หากพบว่าไข้และอาการอ่นื ๆ เป็นจาก MIS-C และไม่พบการติดเชอ้ื แบคทีเรีย ให้หยุดยาปฏชิ ีวนะทันที
ให้ aspirin ขนาดตา่ (3-5 มก./กก./วนั ขนาดสูงสุด 81 มก./วัน) ทุกรายรวมทงั้ เดก็ ทีม่ ีลกั ษณะเหมือนโรคคาวาซากิ
ยกเว้นรายที่มีเกล็ดเลือดตา่ กวา่ 80,000/มม.3
ขนาด IVIG สูงสุดไม่เกิน 100 กรัม ขนาด methylprednisolone 1-2 มก./กก./วัน ขนาดสูงสุดไม่เกิน 60 มก./วัน
และขนาด methylprednisolone 10-30 มก./กก./วัน ขนาดสงู สุดไมเ่ กิน 1,000 มก./วนั
แนวทางเวชปฏบิ ัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกนั การตดิ เช้อื ในโรงพยาบาล กรณผี ปู้ ่วยติดเชือ้ ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) สาหรบั แพทยแ์ ละบคุ ลากรสาธารณสุข
โดย คณะทางานดา้ นการรักษาพยาบาลและการปอ้ งกนั การติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ ร่วมกบั คณาจารย์ผเู้ ชี่ยวชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ต่าง ๆ
(คณะกรรมการกากบั ดแู ลรักษาโควิด-19) ฉบับปรับปรุง วันท่ี 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
ฉบับปรับปรุง วนั ท่ี 11 กรกฎาคม 2565 สาหรับแพทยแ์ ละบคุ ลากรสาธารณสขุ
แนวทางเวชปฏบิ ตั ิ การวนิ จิ ฉัย ดแู ลรกั ษา และป้องกันการติดเชือ้ ในโรงพยาบาล
กรณโี รคติดเชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19)
หน้าที่ 9
การรักษา COVID-19 ในหญงิ ต้ังครรภ์
เนือ่ งจากหญิงต้ังครรภ์อาจมีความเส่ียงตอ่ การเปน็ COVID-19 ที่รุนแรง ร่วมกบั อาจจะมขี อ้ จากดั ของทางเลอื กในการรักษา
หลกั การรักษา COVID-19 ในหญิงตั้งครรภ์ให้พจิ ารณาการใช้ยาตา้ นไวรัสเหมือนกับผ้ทู ่ไี มไ่ ด้ตงั้ ครรภ์ ยกเว้นบางกรณี
ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. การใช้ favipiravir ในหญงิ ตงั้ ครรภอ์ าจทาใหเ้ ด็กอ่อนในทอ้ งเสียชีวติ หรอื พิการได้ (teratogenic effect) ในกรณที ่ี
ผู้ป่วยเปน็ หญิงวัยเจริญพนั ธ์ุควรพิจารณาตรวจการตั้งครรภก์ ่อนเริ่มยา
2. ไมแ่ นะนาให้ใช้ favipiravir ในหญิงตง้ั ครรภ์ไตรมาส 1
3. สามารถใช้ favipiravir ไดใ้ นหญิงต้งั ครรภไ์ ตรมาส 2 และ 3 ถ้ามขี ้อบง่ ชี้และแพทย์พจิ ารณาแลว้ ว่าจะได้ประโยชน์
มากกว่าความเสย่ี ง โดยมีการตดั สนิ ใจรว่ มกับผู้ปว่ ยและญาติ
4. มีขอ้ มลู ความปลอดภยั ของการใช้ remdesivir ในหญิงตัง้ ครรภจ์ านวนหน่ึงแต่ไม่มาก สามารถใช้ remdesivir ไดใ้ น
หญิงตงั้ ครรภท์ ุกไตรมาส ควรใช้ตามข้อบง่ ชเ้ี หมือนผปู้ ว่ ยกลุม่ เสีย่ งท่ไี มไ่ ด้ตัง้ ครรภ์ ถา้ มขี ้อบ่งช้ีและแพทยพ์ จิ ารณาแล้ว
ว่าจะได้ประโยชนม์ ากกวา่ ความเสี่ยง โดยมกี ารตัดสินใจรว่ มกบั ผู้ป่วยและญาติ
5. ยงั ไมม่ ขี ้อมูลการศึกษา nirmatrelvir/ritonavir ในหญิงต้ังครรภ์ แตถ่ ้าแพทย์พิจารณาแลว้ ว่ามีประโยชน์มากกว่า
ความเส่ยี ง ใหใ้ ช้ไดถ้ า้ มขี อ้ บ่งช้ี โดยมกี ารตัดสินใจร่วมกบั ผู้ปว่ ยและญาติ
6. เนอ่ื งจาก molnupiravir มี teratogenic effect จงึ ห้ามใช้ในหญงิ ตง้ั ครรภใ์ นทกุ ไตรมาส
7. หากหญิงตั้งครรภม์ แี นวโนม้ อาการรนุ แรง ให้รีบส่งต่อโรงพยาบาลทีส่ ามารถดูแลได้ให้เร็วทสี่ ุด ตามดุลยพนิ จิ ของแพทย์
คาแนะนาเพมิ่ เติมในการดแู ลรักษา
1. ผปู้ ว่ ยทีไ่ ม่มีอาการหรอื อาการนอ้ ย ไมม่ ีปจั จัยเสีย่ งต่อการเกิดภาวะแทรกซอ้ นรนุ แรง และสภาพแวดล้อมท่ีพานกั มหี ้องแยกจาก
ผอู้ ื่นเปน็ สัดส่วนได้ อาจพิจารณาให้รักษา และแยกกักตัวทบี่ า้ นแบบผูป้ ว่ ยนอก ตามแนวทางการดูแลรักษา COVID-19 ในระยะ
เปล่ียนผา่ นสู่ endemic ของกรมการแพทย์ฉบบั ปจั จบุ นั (www.dms.moph.go.th/covid-19)
2. การพจิ ารณาใช้ยาฟา้ ทะลายโจรในการรกั ษา COVID-19
พจิ ารณาใช้ฟา้ ทะลายโจรในผปู้ ว่ ยท่ีไมม่ ีอาการหรือมีอาการนอ้ ย ไมม่ ีปัจจยั เส่ียงต่อ COVID-19 ท่รี ุนแรง และไมม่ ขี อ้ ห้าม
ต่อการใชฟ้ า้ ทะลายโจร
ขณะน้ยี ังไมม่ ขี ้อมูลการศึกษาผลการใชฟ้ ้าทะลายโจรร่วมกบั ยาต้านไวรัสชนดิ อ่นื และไมแ่ นะนาใหใ้ ช้ฟ้าทะลายโจรเพ่อื
ปอ้ งกนั COVID-19
3. ให้เลือกใชย้ าต้านไวรสั ชนดิ กนิ ตามคาแนะนาข้างตน้ หรือ remdesivir อยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ ไมใ่ ชร้ ่วมกัน เนอื่ งจากยาออก
ฤทธท์ิ ีต่ าแหนง่ เดียวกนั เมอื่ ให้ remdesivir จนครบวนั ทแ่ี นะนาในตารางแลว้ ไมต่ ้องใหย้ าต้านไวรัสชนดิ กินอ่ืน ๆ อกี
4. จากการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ยอ้ นหลงั ของผู้ป่วย 744 ราย ในประเทศไทย พบวา่ ปัจจยั สาคัญท่ีลดความเสี่ยงของภาวะรนุ แรง (ต้องให้
high flow oxygenation มกี ารใสท่ อ่ ช่วยหายใจตอ้ งไดร้ บั การรกั ษาในหอผปู้ ่วยวิกฤตหรือเสียชีวติ ) คอื การไดร้ บั การรักษาดว้ ย
favipiravir เร็ว ภายใน 4 วัน ตง้ั แต่เร่ิมมอี าการ การรวบรวมรายงานการวจิ ัยเรอื่ ง favipiravir โดยวธิ ี systematic review
and meta-analysis พบว่า favipiravir ไมช่ ่วยลดอัตราการเสียชีวติ ในผูป้ ว่ ยท่มี อี าการรนุ แรงปานกลางถงึ รุนแรงมาก แตใ่ น
กลมุ่ ท่ไี ม่มีอาการหรอื อาการนอ้ ย อาจจะชว่ ยลดระยะเวลาการมอี าการโดยเฉพาะถ้าให้ยาเรว็ แต่ยงั ไม่มีการศึกษาแบบ double-
blind, randomized control ขนาดใหญ่ จากข้อมูลเหล่านี้จงึ แนะนาว่าควรให้ยาเร็วกอ่ นทผี่ ู้ปว่ ยจะมอี าการหนัก และ
โดยเฉพาะในกลุม่ ที่มโี รคร่วม ควรเริ่มให้ยาเร็วที่สดุ สาหรับผปู้ ว่ ยทม่ี ีอาการมากแตไ่ มม่ ยี าอน่ื ก็อาจพจิ ารณาให้ favipiravir แต่อาจ
ไดผ้ ลไมด่ ี จากการศกึ ษาแบบไปข้างหน้าในอาสาสมคั ร 96 ราย ในหลายสถาบนั ในประเทศไทยพบว่าการใช้ favipiravir ในผปู้ ว่ ยทม่ี ี
อาการน้อยถงึ ปานกลาง โดยเรม่ิ ให้ยาเรว็ เฉล่ยี ประมาณ 1.7 วนั ทาใหผ้ ปู้ ว่ ยทีไ่ ด้รับยามอี าการดีขึน้ เร็วกว่ากลุ่มควบคุมทไ่ี มไ่ ด้ยาอยา่ ง
มนี ยั สาคญั (2 วนั เทียบกับ 13 วัน, p<0.001)
แนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉยั ดแู ลรักษา และป้องกนั การตดิ เชอ้ื ในโรงพยาบาล กรณผี ูป้ ว่ ยติดเช้อื ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สาหรบั แพทย์และบุคลากรสาธารณสุข
โดย คณะทางานด้านการรักษาพยาบาลและการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกบั คณาจารย์ผเู้ ช่ียวชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลยั ต่าง ๆ
(คณะกรรมการกากับดูแลรักษาโควดิ -19) ฉบับปรบั ปรุง วนั ท่ี 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
ฉบับปรบั ปรุง วันที่ 11 กรกฎาคม 2565 สาหรับแพทยแ์ ละบุคลากรสาธารณสขุ
แนวทางเวชปฏบิ ัติ การวนิ ิจฉยั ดูแลรกั ษา และป้องกันการตดิ เชอื้ ในโรงพยาบาล
กรณีโรคติดเชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19)
หน้าที่ 10
5. Exercise-induced hypoxia ทาโดยการให้ผปู้ ว่ ยปั่นจักรยานอากาศ (นอนหงายแล้วปัน่ ขาแบบปน่ั จกั รยาน) นาน 3 นาที
หรืออาจให้เดินขา้ งเตยี งไปมา 3 นาที ข้นึ ไป แล้ววัดคา่ SpO2 เทียบกนั ระหวา่ งก่อนทาและหลงั ทา หากมี SpO2 ลดลง
≥3% ขึ้นไปถอื ว่า “ผลเป็นบวก”
6. ไม่แนะนาใหใ้ ช้ chloroquine, hydroxychloroquine และ azithromycin ในการรักษา COVID-19
7. ไม่แนะนาให้ corticosteroid ในรายท่ีมีอาการไมร่ นุ แรง (ไมต่ อ้ งใหอ้ อกซิเจนเสริม) หรือไมม่ อี าการปอดอกั เสบ
8. Anti-inflammatory agent อื่น ๆ และ IL-6 receptor antagonist
อาจพิจารณาเลอื กใช้ tocilizumab หรอื JAK inhibitor เช่น baricitinib และ tofacitinib ในกรณีที่เห็นวา่ การอกั เสบ
ของปอดเปน็ มากและอาจจะเลยระยะเวลาที่ประโยชนจ์ ากยาตา้ นไวรสั เรม่ิ นอ้ ยลง โดยควรปรกึ ษาแพทยผ์ ู้เช่ียวชาญ
9. ใหย้ าตา้ นแบคทเี รียเฉพาะเมื่อมีขอ้ มลู ที่ชว้ี ่าผู้ป่วยมกี ารตดิ เชอ้ื แบคทีเรียแทรกซอ้ นเทา่ น้นั ไม่ตอ้ งใหต้ ้งั แต่แรกรับในผู้ป่วย
ทุกราย เพราะผู้ปว่ ยเหลา่ น้ใี นระยะแรกมกี ารตดิ เช้ือแบคทเี รียร่วมด้วยเพียงประมาณรอ้ ยละ 3 เทา่ นัน้ และพบว่าการใหย้ า
ตา้ นแบคทีเรียตั้งแต่แรก มคี วามสมั พนั ธก์ บั การตดิ เชื้อดื้อยาแบบ multidrug-resistant ในภายหลัง
10. ในกรณที ส่ี งสยั ผูป้ ่วยอาจมีปอดอักเสบจากการตดิ เชื้อแบคทีเรยี แทรกซ้อน ควรตรวจเพาะเชอื้ จากเสมหะเพอ่ื ช่วยในการ
เลือกยาปฏิชีวนะท่ีตรงกับเช้ือกอ่ โรคมากทสี่ ดุ การตรวจเสมหะอาจทาไดโ้ ดยทาใน biosafety cabinet หลกี เลีย่ งการทาใหเ้ กิด
droplets หรือ aerosol ขณะทาการตรวจ และเจา้ หน้าทห่ี อ้ งปฏิบัตกิ ารตอ้ งสวม PPE แบบเตม็ ชดุ (ประกอบด้วย cover all,
N95 respirator, face shield, gloves, shoe cover) ตามมาตรฐานการปฏบิ ัตงิ านทางหอ้ งปฏิบัตกิ ารสาหรบั ผู้ปว่ ย COVID-19
11. การใหย้ าละลายลิม่ เลือด (anticoagulant) หรอื ยาอืน่ ๆ ให้แพทยผ์ ู้รักษาพจิ ารณาการให้ยาตามแนวทางทีแ่ พทย์
ผู้เชยี่ วชาญสาขาท่เี ก่ยี วข้อง กาหนดไว้
12. ยงั ไม่มีหลักฐานว่าการรกั ษาดว้ ย convalescent plasma มีประโยชน์ จึงไม่แนะนาให้ใช้ นอกจากเป็นโครงการวจิ ัยเทา่ น้ัน
13. ไม่มีข้อมลู ทชี่ ้ชี ดั ว่ายาต้านเอชไอวกี ลมุ่ protease inhibitor เช่น lopinavir/ritonavir หรือ darunavir/ritonavir มี
ประสทิ ธิภาพในการรักษา COVID-19 จึงไมไ่ ดก้ าหนดข้อบ่งใช้ไว้ในแนวทางเวชปฏิบัตฯิ น้ี
14. รายงานการวิจยั เรอื่ ง ivermectin อยา่ งเปน็ ระบบและการวเิ คราะหอ์ ภิมาน (systematic review and meta-analysis)
พบว่า ivermectin ไม่ชว่ ยลดอตั ราตายในผ้ปู ่วยทุกระดบั ความรุนแรง งานวจิ ยั ท่ใี หผ้ ลว่ายานอี้ าจไดผ้ ลเปน็ งานวจิ ัยท่ีมีอคติ
(bias) คอ่ นข้างมาก ยานจี้ ึงยังไม่อยใู่ นแนวทางเวชปฏิบัตกิ ารรักษา COVID-19 ของประเทศใด ๆ ดังนนั้ จึงยงั ไม่แนะนาใหใ้ ช้
ivermectin ในขณะนี้ นอกจากใชใ้ นการวจิ ยั เท่านน้ั เบอื้ งตน้ มีการวจิ ัยที่ รพ.ศริ ริ าช พบว่าไม่ได้ผลในการรกั ษา COVID-19
15. มีข้อมลู การศึกษา พบวา่ fluvoxamine ไดผ้ ลในคน ช่วยลดการอักเสบในหลอดเลือด ซ่ึงขอ้ บง่ ชี้เดมิ ของ fluvoxamine คอื
ใชเ้ ปน็ ยารักษาโรคยา้ คิดยา้ ทาและโรคซึมเศร้า มกี ารศึกษาแบบ randomized control trial ที่บ่งชว้ี า่ ยานี้อาจใช้ได้ผล แตม่ ี
ข้อจากัดจากขนาดตัวอยา่ งค่อนข้างน้อยและใหผ้ ปู้ ว่ ยรายงานอาการใหผ้ วู้ จิ ยั ทาการประเมนิ รายงานการศกึ ษาทม่ี ขี นาดใหญ่
ข้นึ ได้ผลในทานองเดยี วกนั แตไ่ มม่ ีการศกึ ษาทย่ี นื ยันถึงกลไกการต้านไวรสั และไมม่ ขี อ้ มลู ทแี่ สดงให้เห็นวา่ ยาน้สี ามารถลด
ปรมิ าณเชื้ออยา่ งไดผ้ ล จึงยังไมม่ ีหลกั ฐานเพยี งพอทจี่ ะบรรจเุ ปน็ คาแนะนาในการรักษา COVID-19 แต่อาจทาการศึกษาวิจัยนา
รอ่ งการใชย้ าด้วยระเบยี บวธิ วี ิจยั ท่ไี ด้มาตรฐานทางวชิ าการ และมรี ะบบตดิ ตามผปู้ ว่ ยอย่างใกลช้ ิด
16. มีรายงานการศกึ ษา cyproheptadine และ niclosamide ในหลอดทดลอง ยงั ไม่มีการศกึ ษาวจิ ัยในคนแบบ randomized
control trials มากเพยี งพอท่ีจะรบั รองใหใ้ ช้ยานใี้ นการรกั ษา COVID-19
17. มรี ายงานการศึกษา พบวา่ molnupiravir ทาใหเ้ กดิ mutagenic change ในเซลของไวรัสและเซลของสัตว์เลยี้ งลกู ด้วยนม
ในหอ้ งทดลองได้ ซึ่งต้องติดตามการศกึ ษาในระยะยาวตอ่ ไป
18. ยาท่ีแนะนาในแนวทางเวชปฏิบัติฯ นี้ กาหนดขึ้นจากหลักฐานเทา่ ท่ีมีวา่ อาจจะมปี ระโยชน์ ซ่งึ ยงั ไม่มงี านวิจัยแบบ
randomized control trials มากเพียงพอท่ีจะรบั รองยาชนิดใด ๆ นอกจาก nirmatrelvir/ritonavir, molnupiravir และ
remdesivir ซ่งึ ข้อมลู ผลการรกั ษาด้วยยาเหล่าน้กี ็ยงั อาจจะมีความเปลยี่ นแปลงได้อีก ดงั น้นั แพทย์ควรติดตามรายงานการ
ศึกษาวจิ ยั อย่างตอ่ เนือ่ ง และพรอ้ มท่ีจะปรบั เปลยี่ นการรักษา ขอ้ แนะนาการรักษาจะมีการปรับเปลี่ยนไปตามข้อมลู ท่มี ีเพม่ิ ข้นึ
ในระยะต่อไป นอกจากน้ีหากจะใช้ยาอนื่ ใดท่ีอาจจะมคี วามเป็นไปไดใ้ นการนามาใช้เพือ่ การรกั ษาแต่ไมไ่ ด้ระบไุ ว้ในคาแนะนาการ
รักษาฯ น้ี ควรทาภายในกรอบของการวจิ ัยทางคลินกิ ท่ีไดม้ าตรฐานทางวชิ าการและเปน็ ไปตามหลกั จรยิ ธรรมการวจิ ัยเท่านั้น
แนวทางเวชปฏบิ ตั ิ การวินิจฉัย ดแู ลรกั ษา และปอ้ งกนั การติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล กรณผี ู้ป่วยติดเช้อื ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) สาหรับแพทยแ์ ละบคุ ลากรสาธารณสขุ
โดย คณะทางานด้านการรกั ษาพยาบาลและการปอ้ งกนั การติดเชือ้ ในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข รว่ มกับ คณาจารย์ผูเ้ ช่ยี วชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ
(คณะกรรมการกากับดูแลรักษาโควิด-19) ฉบับปรับปรุง วันท่ี 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
ฉบับปรับปรงุ วนั ท่ี 11 กรกฎาคม 2565 สาหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสขุ
แนวทางเวชปฏิบตั ิ การวนิ ิจฉัย ดูแลรกั ษา และปอ้ งกนั การติดเชื้อในโรงพยาบาล
กรณโี รคตดิ เช้ือไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19)
หน้าท่ี 11
ตารางที่ 2 ขนาดยารักษา COVID-19 ที่แนะนาในผใู้ หญ่และเด็ก
ยา/ขนาดยาในผู้ใหญ่ ขนาดยาในผู้ปว่ ยเด็ก ขอ้ ควรระวงั /ผลข้างเคียงทีพ่ บบ่อย
ยาฟา้ ทะลายโจร ยังไมม่ ขี ้อมูลเพยี งพอที่จะแนะนาการใช้ใน ข้อห้าม: หา้ มใช้ในกรณี
เด็กเพ่อื การรกั ษา COVID-19 ควรปรกึ ษา - คนทมี่ ปี ระวตั แิ พ้ยาฟา้ ทะลายโจร
ชนดิ ขนาดยา และการใหย้ า แพทยผ์ เู้ ชยี่ วชาญ - หญงิ ตง้ั ครรภ/์ อาจจะตัง้ ครรภ์ และหญงิ ท่ีกาลังให้นมบตุ ร
- ใชย้ าฟ้าทะลายโจรชนดิ แคปซูลหรือยาเมด็ ทมี่ ี
เพราะข้อมลู ในทางทฤษฎีช้ีแนะว่าอาจมผี ลตอ่ uterine
สารฟ้าทะลายโจรชนดิ สารสกดั (extract) หรือ contraction และทารกผิดปรกติ
ผงบด (crude drug) ซึง่ ระบุปริมาณของสาร ขอ้ ควรระวัง
andrographolide เปน็ มก. ตอ่ capsule หรอื - การใชร้ ่วมกับยาลดความดนั และยาท่ีมฤี ทธปิ์ ้องกันการ
เปน็ % ของปรมิ าณยา
- คานวณใหไ้ ดส้ าร andrographolide 180 มก./ แขง็ ตวั ของเลือด เชน่ warfarin, aspirin และ
คน/วนั แบ่งให้ 3 คร้ัง ก่อนอาหาร กนิ ตดิ ตอ่ กนั clopidogrel เพราะอาจเสริมฤทธก์ิ ัน
5 วัน (ถา้ จานวน capsule ตอ่ ครงั้ มาก อาจแบ่ง - ยงั ไม่มขี อ้ มลู การปรบั ขนาดยาในผ้ปู ว่ ยโรคไตรุนแรงหรือ
ให้ 4 คร้งั ต่อวัน)
- เรม่ิ ยาเรว็ ท่สี ุดหลังการติดเชือ้ SARS-CoV-2 โรคตับ
- ไมค่ วรใช้พร้อมยาตา้ นไวรสั ตวั อ่นื
ผลข้างเคียง:
- ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ ใจสนั่ เบอ่ื อาหาร เวยี นศรี ษะ
(พบมากขน้ึ เมอ่ื ใชย้ าขนาดสงู หรือนานเกิน)
- อาจเกดิ ลมพษิ หรอื anaphylaxis (พบน้อย)
- ผลไมพ่ ึงประสงคอ์ าจเกดิ จากยาอ่นื ทใ่ี ชร้ ว่ มดว้ ย
Favipiravir (200 มก./tab) วนั ที่ 1: 70 มก./กก./วัน วันละ 2 ครงั้ - มโี อกาสเกดิ teratogenic effect ควรระวังการใช้ในหญิง
วนั ต่อมา: 30 มก./กก./วัน วนั ละ 2 ครัง้ มีครรภ์หรอื ผทู้ ่ีอาจต้งั ครรภ์ และตอ้ งให้คาแนะนาเพอ่ื ให้
วันที่ 1: 1,800 มก. (9 เมด็ ) วันละ 2 ครั้ง ผู้ป่วยรว่ มตัดสนิ ใจ
วันตอ่ มา: 800 มก. (4 เม็ด) วนั ละ 2 ครง้ั
ถ้านา้ หนกั ตวั >90 กโิ ลกรัม - อาจเพ่มิ ระดบั uric acid ระวังการใชร้ ว่ มกบั pyrazinamide
วนั ท่ี 1: 2,400 มก. (12 เม็ด) วนั ละ 2 คร้ัง - ระวงั hypoglycemia หากใชร้ ว่ มกบั repaglinide หรอื
วันต่อมา: 1,000 มก. (5 เมด็ ) วันละ 2 คร้ัง
pioglitazone
- แบ่งหรือบดเม็ดยา และให้ทาง NG tube ได้
- ผปู้ ่วยโรคไตเร้อื รงั ไม่ต้องปรบั ขนาดยา
- ควรปรับขนาดยาในผู้ปว่ ยทมี่ กี ารทางานของตับบกพรอ่ งใน
ระดบั ปานกลางถึงรนุ แรง คือ วันที่ 1: 4 เมด็ วันละ 2 คร้งั
วันต่อมา: 2 เม็ด วันละ 2 ครงั้
- ควรให้ยาภายใน 4 วนั ต้งั แตเ่ ร่มิ มอี าการจึงจะไดผ้ ลดี
Remdesivir วันที่ 1: 5 มก./กก. IV วันละครัง้ - Constipation, hypokalemia, anemia,
วนั ท่ี 1: 200 มก. IV วนั ละครั้ง วนั ตอ่ มา : 2.5 มก./กก. IV วันละครงั้ thrombocytopenia, increased total bilirubin,
วันที่ 2-5: 100 มก. IV วันละคร้งั elevated alanine transaminase and aspartate
transaminase, hyperglycemia
Indicationในการให้ยา Remdesivir
1) ถา้ มปี อดอักเสบต้องให้ออกซเิ จน ให้นาน - ไม่แนะนาให้ใช้ remdesivir ในผูท้ ่ีมี eGFR นอ้ ยกวา่ 30
มล./นาที หรอื มี ALT มากกวา่ 10 เทา่ (ให้ระวงั การใช้ใน
5 วนั และถา้ มีอาการรนุ แรงมาก อาจ กรณี ALT มากกวา่ 5 เท่า)
พิจารณาใหน้ าน 10 วนั
2) มีข้อห้ามบรหิ ารยาทางปากหรอื มปี ัญหา - ควรหยดยานานกว่า 30 นาที แต่ไม่เกิน 120 นาที เพ่ือ
การดูดซมึ ปอ้ งกัน hypersensitivity reaction
3) หญงิ ตง้ั ครรภ์
- ละลายผงยาดว้ ย sterile water for injection 20 mL,
ผสมยาใน 0.9% NSS หลังละลายผงยา ยามอี ายุได้นาน
24 ช่วั โมง ทอ่ี ณุ หภูมิ 20-25oC และ 48 ชั่วโมง ทอ่ี ณุ หภมู ิ
2-8oC
- หากใหใ้ นผู้ทมี ภี าวะเสย่ี งสูงตอ่ อาการรนุ แรง แตเ่ ริ่มรกั ษา
เร็วในขณะทีอ่ าการยงั ไม่หนักมาก ภายใน 7 วัน ตั้งแตเ่ รมิ่
มีอาการ โดยใหเ้ พยี ง 3 วัน จะชว่ ยลดการดาเนนิ โรคได้
ร้อยละ 87
แนวทางเวชปฏบิ ตั ิ การวนิ ิจฉยั ดูแลรักษา และป้องกนั การตดิ เชอ้ื ในโรงพยาบาล กรณผี ปู้ ว่ ยติดเชือ้ ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สาหรับแพทยแ์ ละบุคลากรสาธารณสขุ
โดย คณะทางานด้านการรักษาพยาบาลและการปอ้ งกันการติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข รว่ มกบั คณาจารย์ผเู้ ชย่ี วชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลยั ต่าง ๆ
(คณะกรรมการกากับดแู ลรักษาโควดิ -19) ฉบับปรับปรุง วนั ท่ี 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
ฉบับปรับปรุง วันท่ี 11 กรกฎาคม 2565 สาหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสขุ
แนวทางเวชปฏิบัติ การวนิ จิ ฉัย ดแู ลรกั ษา และปอ้ งกันการติดเชือ้ ในโรงพยาบาล
กรณโี รคตดิ เช้อื ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
หน้าท่ี 12
ยา/ขนาดยาในผใู้ หญ่ ขนาดยาในผปู้ ่วยเดก็ ขอ้ ควรระวัง/ผลข้างเคยี งทพ่ี บบ่อย
Molnupiravir (200 มก./เม็ด) ขณะน้ีรับรองใหใ้ ชใ้ นผู้ท่อี ายุ 18 ปี ขน้ึ ไป - มี teratogenic effect หา้ มใช้ในหญงิ ตัง้ ครรภใ์ นทกุ
วนั ที่ 1-5: 4 เม็ด วันละ 2 ครงั้
ท่มี ีความเสย่ี งต่อ COVID-19 รนุ แรง ไตรมาส และหญงิ ใหน้ มบตุ ร
เทา่ นนั้ - ไมจ่ าเปน็ ตอ้ งปรับขนาดยาในผู้ปว่ ยตบั บกพรอ่ ง
- ตอ้ งใหย้ าภายใน 5 วัน ตั้งแตเ่ ริ่มมีอาการจงึ จะได้ผลดี
ทาให้ลดการนอนโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตได้รอ้ ยละ 30
- มีรายงานการเกิด Mutagenic change ในเซลไวรสั
และ เซลมนษุ ย์
Nirmatrelvir/ritonavir ขณะนี้รับรองให้ใช้ในผ้ทู ีอ่ ายุ 18 ปี ขน้ึ ไป - ห้ามใชใ้ นหญิงต้ังครรภ์ในทุกไตรมาส และหญิงใหน้ มบตุ ร
(150 มก./เมด็ และ 100 มก./เมด็ ) ที่มีความเสย่ี งตอ่ COVID-19 รุนแรง (เนือ่ งจากยังไม่มีข้อมูล)
เท่าน้นั โดยใหใ้ ชย้ าในขนาดเดยี วกบั ผใู้ หญ่
วันที่ 1-5: nirmatrelvir 2 เม็ด ร่วมกบั ritonavir - เกิดปฏกิ ิริยารว่ มกนั กับยาอื่นหลายชนดิ บางชนดิ มี
1 เมด็ วนั ละ 2 คร้งั อันตรายถึงระดบั ท่ีหา้ มใชร้ ่วมกัน แพทย์ผรู้ กั ษาผ้ปู ว่ ยควร
การปรับขนาดยาตามการทางานของไต ตรวจสอบทกุ คร้ังวา่ มยี าอ่นื ทจ่ี ะเกดิ ปฏกิ ิริยาต่อกันหรอื ไม่
eGFR ≥30 ถึง <60 ให้ Nirmatrelvir 1 เม็ด และให้ปรับเปล่ยี นการใชย้ าไปตามคาแนะนาสาหรบั ยา
เหลา่ นนั้ เชน่ ห้ามให้ร่วมกบั ยา กลุม่ ergot, ยากลมุ่ statin
ร่วมกับ ritonavir 1 เมด็ วนั ละ 2 ครงั้ และ amiodarone เป็นตน้
eGFR <30 ไม่มขี นาดยาทแี่ นะนา (เอกสารกากบั การใช้ยา และขอ้ มูล Drug-drug interaction
ผปู้ ่วยโรคตับ ของยา nirmatrelvir/ritonavir
Child-Pugh A, B ไมต่ ้องปรบั ขนาดยา https://covid19.dms.go.th/Content/Select_Landding
ไมแ่ นะนาให้ใช้ในผู้ป่วยโรคตับ Child-Pugh C _page?contentId=167)
- ตอ้ งให้ยาภายใน 5 วนั ต้ังแตเ่ ริ่มมีอาการจงึ จะได้ผลดี
ช่วยลดการเกดิ อาการรนุ แรงได้รอ้ ยละ 89
Corticosteroid ใหป้ รึกษาแพทย์ผ้เู ชยี่ วชาญ - ต้องระมดั ระวงั ภาวะนา้ ตาลในเลอื ดสงู โดยเฉพาะในผปู้ ่วย
เบาหวาน
- มีปอดอกั เสบและ SpO2 ≤94% หรือมี SpO2
- ถ้าให้ระยะนาน
ขณะออกแรงลดลง ≥3% ของคา่ ที่วดั ไดค้ รง้ั แรก - ขนาดของ corticosteroid ตอ่ วัน อาจปรับเพม่ิ ได้หากแพทย์
หรือหากผปู้ ว่ ยมีแนวโน้มอาการมากขน้ึ เรว็ อาจ พิจารณาวา่ น่าจะไดป้ ระโยชน์ เช่น กรณีผูป้ ว่ ยนา้ หนกั ตวั
มากกวา่ ปกติ และควรเฝ้าระวังผลข้างเคียงของการใชย้ าใน
พจิ ารณาใหย้ านี้ เม่อื SpO2 ≤96% เปน็ ราย ๆ ไป ขนาดสงู ดว้ ยเสมอ
ให้ dexamethasone 6 มก./วัน นาน 7-10 วนั
ถา้ น้าหนกั มากกวา่ 90 กก. พจิ ารณาปรบั ขนาดเพ่ิม
- มปี อดอักเสบทมี่ ี SpO2 ≤93% หรือตอ้ งได้รับ O2
supplement ≥3 ล./นาที พิจารณาให้
dexamethasone ไม่เกนิ 20 มก./วัน หรือเทยี บเท่า
ปรบั ลดขนาดหากอาการดีขึน้ ระยะเวลารวมอยา่ ง
น้อย 7 วนั
- มปี อดอักเสบตอ้ งใช้ HFNC, NIV หรือเครอื่ งช่วย
หายใจ ให้ dexamethasone 20 มก./วนั อยา่ ง
น้อย 5 วัน แล้วคอ่ ย ๆ ปรับลดขนาด (taper off)
เมอ่ื ผปู้ ว่ ยมอี าการดขี ้ึน ถ้าอาการแย่ลงใหป้ รบั
ขนาดสูงข้นึ โดยประเมนิ จากประโยชนแ์ ละความ
เส่ียงจากการติดเชือ้ แทรกซ้อน (superimposed
infection)
เอกสารอา้ งอิง
1. COVID-19 Treatment Guidelines Panel. Coronavirus Disease 2019 (COVID-19) Treatment Guidelines. National Institutes of Health (last update
2 March 2022). Available at https://www.covid19treatmentguidelines.nih.gov/. Accessed 2 March 2022
2. Bhimraj A, Morgan RL, Shumaker AH, et al. Infectious Diseases Society of America Guidelines on the Treatment and Management of Patients
with COVID-19 https://www.idsociety.org/globalassets/idsa/practice-guidelines/covid-19/treatment/idsa-covid-19-gl-tx-and-mgmt-v6.0.2.pdf
Accessed 2 March 2022
3. Özlüsen B., Kozan S., Akcan RE., et al. Effectiveness of favipiravir in COVID.19: a live systematic review. European Journal of Clinical
Microbiology & Infectious Diseases Published online 4 August 2021
แนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรกั ษา และป้องกนั การติดเชอื้ ในโรงพยาบาล กรณีผปู้ ่วยติดเชือ้ ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) สาหรบั แพทยแ์ ละบคุ ลากรสาธารณสุข
โดย คณะทางานด้านการรกั ษาพยาบาลและการปอ้ งกันการติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข รว่ มกับ คณาจารย์ผู้เช่ยี วชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยต่าง ๆ
(คณะกรรมการกากบั ดแู ลรักษาโควดิ -19) ฉบับปรับปรุง วันท่ี 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
ฉบับปรับปรงุ วันที่ 11 กรกฎาคม 2565 สาหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสขุ
แนวทางเวชปฏิบัติ การวนิ จิ ฉยั ดูแลรักษา และป้องกันการตดิ เชอ้ื ในโรงพยาบาล
กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
หนา้ ท่ี 13
4. Hassanipour S., et al. The efficacy and safety of Favipiravir in treatment of COVID.19: a systematic review and meta.analysis of clinical trials.
Nature Scientific Reports https://doi.org/10. 1038/s41598-021-90551-6 Published online 26 May 2021.
5. Beigel JH, Tomashek KM, Dodd LE, et al. Remdesivir for the Treatment of Covid-19 - Final Report. N Engl J Med 2020;383:1813-26.
6. Wang Y, Zhang D, Du G, et al. Remdesivir in adults with severe COVID-19: a randomised, double-blind, placebo-controlled, multicentre trial.
Lancet. 2020;395(10236):1569-1578. Available at: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/32423584.
7. WHO Solidarity Trial Consortium, Pan H, Peto R, et al. Repurposed antiviral drugs for COVID-19—interim WHO Solidarity Trial results. N Engl J
Med. 2020. Available at: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/33264556.
8. Spinner CD, Gottlieb RL, Criner GJ, et al. Effect of remdesivir vs standard care on clinical status at 11 days in patients with moderate COVID-
19: a randomized clinical trial. JAMA. 2020;324(11):1048-1057. Available at: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/32821939
9. The RECOVERY Collaborative Group. Dexamethasone in Hospitalized Patients with Covid-19 - Preliminary Report. N Engl J Med
2020:NEJMoa2021436.
10. Sawanpanyalert N., et al. Assessment of outcomes following implementation of antiviral treatment guidelines for COVID-19 during the first
wave in Thailand. Southeast Asian Journal of Tropical Medicine and Public Health. 2021;52(4):1-14.
11. https://www.cdc.gov/vaccines/covid-19/clinical-considerations/covid-19-vaccines-us.html
12. https://www.cdc.gov/vaccines/covid-19/info-by-product/clinical-considerations.html
13. https://covid19.dms.go.th/backend/Content/Content_File/Covid_Health/Attach/25641026081439AM_COVID%20certificate.pdf
14. Hammond J, et al. NEJM February 16, 2022 DOI: 10.1056/NEJMoa2118542
15. Bernal AJ, et al. NEJM December 16, 2021 DOI: 10.1056/NEJMoa2116044
16. Gottlieb RL, et al. NEJM December 22, 2021 DOI: 10.1056/NEJMoa2116846
17. Sa-Ngiamsuntorn K, et al. Anti-SARS-CoV-2 activity of Andrographis paniculata extract and its major component andrographolide in human
lung epithelial cells and cytotoxicity evaluation in major organ cell representatives. J Nat Prod. 2021;84(4):1261-1270.
18. Hossain S, et al. Andrographis paniculata (Burm. f.) Wall. ex Nees: An Updated Review of Phytochemistry, Antimicrobial Pharmacology, and
Clinical Safety and Efficacy. Life (Basel). 2021;11(4):348. Published 2021 Apr 16. doi:10.3390/life11040348
19. Benjaponpitak A, et al. Effects of Andrographis paniculata on prevention of pneumonia in mildly symptomatic COVID-19 patients: A
retrospective cohort study. (During submission for publication). 2021
20. Wanaratna K, et al. Efficacy and safety of Andrographis paniculata extract in patients with mild COVID-19: A randomized control trial. (During
submission for publication). 2021
แนวทางเวชปฏิบตั ิ การวินิจฉยั ดแู ลรักษา และปอ้ งกนั การติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล กรณีผู้ปว่ ยติดเชอื้ ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) สาหรับแพทย์และบคุ ลากรสาธารณสุข
โดย คณะทางานดา้ นการรักษาพยาบาลและการป้องกนั การติดเชื้อในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ ร่วมกับ คณาจารย์ผูเ้ ชีย่ วชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลยั ต่าง ๆ
(คณะกรรมการกากับดแู ลรักษาโควิด-19) ฉบับปรับปรุง วนั ท่ี 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
ฉบบั ปรบั ปรุง วนั ท่ี 11 กรกฎาคม 2565 สาหรบั แพทย์และบุคลากรสาธารณสขุ
แนวทางเวชปฏิบัติ การวนิ จิ ฉยั ดูแลรักษา และปอ้ งกันการตดิ เชอื้ ในโรงพยาบาล
กรณโี รคตดิ เชื้อไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19)
หนา้ ที่ 14
คาแนะนาในการสง่ ตอ่ ผปู้ ่วย COVID-19
หากผูป้ ่วยมีอาการรุนแรงเกนิ กวา่ ทโ่ี รงพยาบาลต้นทางจะดแู ลได้ ควรสง่ ตอ่ โรงพยาบาลแมข่ ่ายที่ศักยภาพสูงกว่า
โรงพยาบาลตน้ ทาง ควรประสานการส่งตอ่ ผ้ปู ่วยในระยะเร่มิ แรก พจิ ารณาจาก
o SpO2 ท่ี room air <94%
o Rapid progressive pneumonia ใน 48 ชัว่ โมง หลงั รับรักษา
ตารางท่ี 3 โรงพยาบาลในการรับส่งตอ่ ผู้ปว่ ย โรงพยาบาล
ผปู้ ว่ ยนอก (Outpatient & Self Isolation)
ผ้ปู ่วย COVID-19
แยกกักที่บ้าน
1) COVID-19 case ท่ไี มม่ อี าการ (asymptomatic) หรอื สบายดี
แยกกกั ที่บา้ น หรือ โรงพยาบาล
2) COVID-19 case with mild symptoms และภาพถ่ายรงั สปี อดปกติ
ที่ไม่มภี าวะเสี่ยง/โรครว่ มสาคัญ โรงพยาบาล
3) COVID-19 case ท่มี ีปจั จัยเสยี่ ง/โรครว่ มสาคญั อาจไมม่ อี าการหรือมี
อาการเล็กน้อย หรอื มปี อดอักเสบเล็กนอ้ ย
4) COVID-19 case with pneumonia หรือมี SpO2 ที่ room air
น้อยกวา่ 94%
การพจิ ารณาระยะเวลาการกักของผูป้ ว่ ย (Isolation)
เมือ่ ผูป้ ว่ ยอาการดขี นึ้ อนญุ าตให้กลับไปกกั ตวั ทบ่ี า้ น โดยยดึ หลกั การปฏิบัตติ ามหลักการปอ้ งกันการตดิ เชอื้ ตามมาตรฐานวถิ ีใหม่
1) ผู้ตดิ เช้ือ COVID-19 ทส่ี บายดหี รือไม่มอี าการ ใหแ้ ยกกักตัวที่บ้านหรอื สถานท่ีรัฐจัดให้เป็นเวลา 10 วนั นบั จากวันท่ีตรวจพบเชือ้
(สาหรบั จงั หวัดท่มี ีปญั หาการบริหารเตียง อาจให้อยู่โรงพยาบาล 5-7 วัน และกลบั ไปกกั ตวั ต่อทบ่ี ้านจนครบ 10 วนั )
2) ผปู้ ่วยทอี่ าการน้อยใหแ้ ยกกกั ตวั ท่ีบา้ นหรือสถานทร่ี ัฐจดั ให้เปน็ เวลาประมาณ 10 วนั นบั จากวนั ที่มีอาการ เม่อื ครบกาหนด
10 วัน แลว้ ยังมไี ข้ใหแ้ ยกกกั ตัวตอ่ ไปจนอาการดขี ้ึนอยา่ งน้อย 24-48 ชวั่ โมง (สาหรบั จงั หวัดทม่ี ีปัญหาการบรหิ ารเตยี งอาจให้
อย่ทู ส่ี ถานท่ีรัฐจัดให้หรือโรงพยาบาล 5-7 วนั และกลบั ไปกกั ตวั ตอ่ ทบี่ ้านจนครบ 10 วัน นับจากวนั ทม่ี ีอาการ)
3) กรณที ี่ออกจากโรงพยาบาลก่อนแล้วกลบั ไปกกั ตวั ทบ่ี า้ นจนครบ 10 วัน นบั จากวนั ตรวจพบเชอื้ ในกรณไี มม่ ีอาการ หรอื วนั ท่ี
เริม่ มอี าการ ระหวา่ งการกักตวั ท่บี า้ นใหป้ ฏบิ ัตติ ามคาแนะนาในการปฏบิ ตั ิตนเมือ่ ผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลท้ายเอกสารน้ี
อย่างเคร่งครดั
4) ผู้ปว่ ยทีม่ ีอาการรนุ แรง (severe) หรือเป็น severely immunocompromised host ไดแ้ ก่
ผปู้ ่วยท่ีได้รับเคมบี าบดั เพ่ือรกั ษามะเรง็ ผปู้ ่วยปลกู ถา่ ยไขกระดกู หรือปลกู ถา่ ยอวยั วะภายใน 1 ปี ผู้ตดิ เช้ือเอชไอวีทีไ่ ม่ไดร้ ับการ
รกั ษารว่ มกบั มี CD4 count <200 เซลล/์ ลบ.มม. ผู้ป่วย combined primary immunodeficiency disorder ผ้ปู ่วยท่ีไดร้ บั
prednisolone >20 มก./วนั เท่ากับหรอื มากกวา่ 2 สปั ดาห์ ผู้ท่ีมีระดบั ภมู คิ มุ้ กนั บกพร่องอน่ื ๆ ใหร้ ักษาตัวในโรงพยาบาล
หรอื สถานทร่ี ัฐจัดให้ และให้ออกจากโรงพยาบาลได้เม่อื อาการดีขน้ึ โดยต้องแยกกกั (Self-Isolation) ตอ่ ท่ีบา้ นระยะเวลารวม
ท้งั สนิ้ อย่างนอ้ ย 20 วัน นบั จากวันท่ีมอี าการ
5) เกณฑ์การพจิ ารณาจาหน่ายผปู้ ว่ ย
a. ผปู้ ว่ ยทมี่ ีอาการดขี ้นึ และภาพรงั สปี อดไม่แยล่ ง
b. อณุ หภูมไิ ม่เกนิ 37.8°C ตอ่ เนื่อง 24-48 ชัว่ โมง
c. Respiratory rate ไมเ่ กนิ 20 ครัง้ /นาที
d. SpO2 at room air มากกว่า 96% ขณะพัก หรือบางคนอาจกลบั พรอ้ มออกซเิ จน
6) ไม่จาเปน็ ต้องทาการตรวจหาเช้อื ด้วยวิธี RT-PCR, antigen หรอื antibody test ในผปู้ ว่ ยทยี่ นื ยันแล้วว่ามีการติดเช้ือ
และเม่อื จะกลบั บ้านไม่ต้องตรวจซา้ เชน่ กัน นอกจากเปน็ โครงการวจิ ัยซ่ึงผวู้ จิ ัยตอ้ งอธิบายเหตผุ ลท่ีชดั เจนแก่ผู้ตดิ เช้ือด้วย
แนวทางเวชปฏิบตั ิ การวนิ ิจฉยั ดแู ลรักษา และป้องกันการติดเช้ือในโรงพยาบาล กรณผี ปู้ ว่ ยติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สาหรับแพทยแ์ ละบุคลากรสาธารณสุข
โดย คณะทางานดา้ นการรกั ษาพยาบาลและการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ รว่ มกบั คณาจารย์ผ้เู ชย่ี วชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลยั ต่าง ๆ
(คณะกรรมการกากับดแู ลรักษาโควดิ -19) ฉบับปรบั ปรุง วันท่ี 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
ฉบบั ปรบั ปรงุ วันที่ 11 กรกฎาคม 2565 สาหรับแพทยแ์ ละบุคลากรสาธารณสุข
แนวทางเวชปฏิบตั ิ การวนิ ิจฉัย ดูแลรักษา และปอ้ งกันการตดิ เช้อื ในโรงพยาบาล
กรณโี รคตดิ เชือ้ ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19)
หนา้ ท่ี 15
7) หลังจากออกจากโรงพยาบาล เม่ือครบกาหนดตามระยะเวลากกั ตวั ให้ปฏบิ ตั ิตนตามแนววิถชี ีวติ ใหม่ คือ การสวมหน้ากาก
อนามัย การทาความสะอาดมอื การรกั ษาระยะหา่ ง การหลกี เล่ียงสถานทแ่ี ออัดหรอื สถานท่ที ี่การระบายอากาศไมด่ ี
a) ผู้ป่วยสามารถพักอยู่บา้ นหรอื ไปทางานไดต้ ามปกติ
b) การกลับไปทางานขึน้ อยกู่ บั สภาวะทางสุขภาพของผ้ปู ว่ ยเปน็ หลกั ไม่ต้องทาการตรวจหาเชอ้ื ซา้ ดว้ ยวธิ กี ารใด ๆ กอ่ น
กลับเขา้ ทางาน แตแ่ นะนาใหป้ ฏบิ ตั ติ นตามวิถชี วี ิตใหม่อย่างเคร่งครดั
c) หากมีอาการป่วยให้ตรวจหาสาเหตุ และให้การรักษาตามความเหมาะสม
d) ผู้ปว่ ยที่เพง่ิ หายจาก COVID-19 ในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน มโี อกาสติดเชอื้ ซ้าน้อยมาก การตรวจหาเชอ้ื
SARS-CoV-2 ทัง้ โดยวธิ ี RT-PCR และ antigen หรอื การตรวจ antibody จึงมปี ระโยชนน์ อ้ ย ควรมุ่งหาสาเหตุ
อ่ืนมากกว่า นอกจากมปี ระวตั กิ ารสัมผสั โรคและอาการท่เี ป็นไปไดอ้ ย่างยงิ่ ใหพ้ จิ ารณาตรวจเป็นราย ๆ ไป
หมายเหตุ
ในกรณีที่ผู้ป่วยขอใบรับรองแพทย์ ให้ระบุ…… ผปู้ ว่ ยรายนี้อาการดีขึ้นและหายปว่ ยจาก COVID-19 โดยพิจารณาจากอาการ
เป็นหลกั download ตัวอยา่ งใบรับรองแพทย์ไดท้ ี่
https://covid19.dms.go.th/backend/Content/Content_File/Covid_Health/Attach/25641026081439AM_CO
VID%20certificate.pdf
แนวทางเวชปฏิบตั ิ การวนิ ิจฉยั ดแู ลรกั ษา และป้องกันการติดเชอื้ ในโรงพยาบาล กรณีผู้ป่วยติดเช้ือไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) สาหรบั แพทยแ์ ละบุคลากรสาธารณสุข
โดย คณะทางานด้านการรกั ษาพยาบาลและการป้องกนั การติดเชอื้ ในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ ร่วมกับ คณาจารย์ผ้เู ชย่ี วชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ต่าง ๆ
(คณะกรรมการกากับดูแลรักษาโควิด-19) ฉบับปรับปรุง วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
ฉบบั ปรับปรุง วันท่ี 11 กรกฎาคม 2565 สาหรบั แพทย์และบคุ ลากรสาธารณสุข หน้าที่ 16
แนวทางเวชปฏิบตั ิ การวนิ จิ ฉยั ดูแลรักษา และปอ้ งกันการตดิ เชือ้ ในโรงพยาบาล
กรณโี รคติดเชื้อไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19)
คาแนะนาการปฏบิ ตั ติ วั สาหรบั ผู้ป่วย COVID-19
ผปู้ ่วย COVID-19 สว่ นใหญ่มีอาการไมร่ ุนแรง อาจอยู่ท่ีบ้าน หรอื พักท่ีโรงพยาบาลเพียงระยะสั้น ๆ แล้วไป
กกั ตวั ต่อท่บี ้าน ผู้ป่วยทม่ี ีอาการเล็กนอ้ ยจะคอ่ ย ๆ ดีข้ึนจนหายสนทิ แตใ่ นช่วงปลายสัปดาหแ์ รกผู้ป่วยบางรายอาจมี
อาการมากข้ึนได้ ผู้ป่วยท่ีมีอาการนอ้ ยหรอื อาการดขี ึ้นแลว้ อาจจะยังตรวจพบสารพนั ธุกรรมของเช้ือไวรัสท่ีเป็นสาเหตุ
ของ COVID-19 ในนา้ มูกและ/หรือนา้ ลายของผปู้ ว่ ยไดเ้ ป็นเวลานาน อาจจะนานถึง 3 เดอื น สารพันธกุ รรมทีต่ รวจพบ
หลังจากผู้ป่วยมีอาการมานานแล้ว มักจะเป็นเพยี งซากสารพันธกุ รรมทห่ี ลงเหลือทีร่ า่ งกายยังกาจัดไมห่ มด นอกจากนี้การ
ตรวจพบสารพันธกุ รรมไดห้ รือไม่ได้ ยังอยู่ทคี่ ุณภาพของตัวอยา่ งทเี่ กบ็ ด้วย การตรวจพบสารพันธกุ รรมของเช้ือหลังจาก
พ้นระยะแยกกัก ไม่ได้หมายความวา่ ผู้ปว่ ยรายน้นั ยังแพรเ่ ชอื้ ได้
ดังนัน้ ในแนวทางเวชปฏิบัติฯ COVID-19 น้ี จึงแนะนาว่าไมต่ อ้ งทา swab ก่อนอนญุ าตให้ผปู้ ว่ ยออกจาก
สถานพยาบาล รวมท้ังไม่จาเป็นต้องทาการตรวจเพื่อยนื ยันว่าไม่พบเชื้อแล้วดว้ ยวธิ กี ารใด ๆ กอ่ นกลบั เข้าพักอาศัย
ในบ้าน อาคารชุด หรอื ท่ีพักอาศัยในลกั ษณะอืน่ ใด ตลอดจนก่อนการกลับเข้าทางาน เพราะไม่มผี ลเปล่ียนแปลง
การรกั ษา ทง้ั น้แี พทยผ์ ู้รกั ษาจะพจิ ารณาจากอาการเปน็ หลกั ตามเกณฑ์ขา้ งต้น ผู้ปว่ ยที่พ้นระยะการแพร่เชื้อแล้ว
สามารถดารงชีวติ ได้ตามปกติ การปฏิบตั ติ นในการป้องกนั การตดิ เชอ้ื เหมือนประชาชนทั่วไป จนกว่าจะควบคุมการแพร่
ระบาดของโรคในวงกว้างได้อย่างมัน่ ใจ
คาแนะนาในการปฏิบัติตนสาหรับผปู้ ว่ ย COVID-19 ท่แี พทยจ์ าหน่ายใหก้ ลบั ไปกักตัวทบี่ า้ นก่อนพน้ ระยะแยกกกั
1. งดออกจากบา้ นไปยงั ชมุ ชนทกุ กรณี ยกเวน้ การเดนิ ทางไปโรงพยาบาลโดยการนดั หมายและการจัดการโดย
โรงพยาบาล
2. ให้แยกหอ้ งนอนจากผู้อนื่ ถ้าไม่มีห้องนอนแยกใหน้ อนห่างจากผ้อู ื่นอยา่ งน้อย 2-3 เมตร และต้องเปน็ ห้องที่เปดิ ให้
อากาศระบายไดด้ ี ผตู้ ดิ เช้ือนอนอยดู่ ้านใตล้ ม จนพ้นระยะการแยกกักตวั
3. ถ้าแยกห้องนา้ ได้ควรแยก ถา้ แยกไม่ได้ ให้เชด็ พนื้ ผิวท่มี กี ารสัมผัสด้วยน้ายาทาความสะอาดหรอื น้ายาฆา่ เช้ือ เช่น
แอลกอฮอลห์ ลังการใชท้ กุ คร้ัง
4. หลีกเล่ยี งการอยู่ใกลช้ ดิ กบั ผู้สูงอายุรวมถึง ผู้ที่มีโรคประจาตัวซ่ึงเป็นกล่มุ เสี่ยงต่อการเปน็ COVID-19 รุนแรง
5. การดแู ลสุขอนามยั ใหส้ วมหนา้ กากอนามัยหรือหน้ากากผ้า เมือ่ ต้องอยู่รว่ มกับผู้อนื่
6. ลา้ งมอื ดว้ ยสบแู่ ละน้าเปน็ ประจา โดยเฉพาะหลังจากถ่ายปัสสาวะหรอื อจุ จาระ หรอื ถูมอื ดว้ ยเจลแอลกอฮอล์ 70%
7. ไม่รับประทานอาหารร่วมวงกับผอู้ ืน่
8. ทาความสะอาดมืออยา่ งสมา่ เสมอโดยล้างมือด้วยสบู่และน้า หรอื ถมู ือด้วยเจลแอลกอฮอล์ 70% ตามความเหมาะสม
9. หลกี เลยี่ งการอยู่ใกลช้ ดิ กับผู้อื่นในระยะไมเ่ กนิ 2 เมตร การพบปะกันใหส้ วมหน้ากากตลอดเวลา
10. ด่มื น้าสะอาดใหเ้ พยี งพอ รับประทานอาหารทีส่ กุ สะอาด และมีประโยชน์ครบถว้ นตามหลักโภชนาการ
11. หากมอี าการปว่ ยเกิดขนึ้ ใหม่ หรอื อาการเดมิ มากขน้ึ เช่น ไข้สูง ไอมาก เหนื่อย แนน่ หน้าอก หอบ หายใจไม่
สะดวก เบ่อื อาหาร ให้ติดต่อสถานพยาบาล หากตอ้ งเดินทางมาสถานพยาบาล แนะนาใหส้ วมหนา้ กากระหวา่ ง
เดนิ ทางตลอดเวลา
12. หลังจากครบกาหนดการกกั ตัวตามระยะเวลาน้แี ลว้ สามารถประกอบกจิ กรรมทางสงั คม และทางานไดต้ ามปกติตาม
แนวทางวิถีชีวติ ใหม่ เชน่ การสวมหนา้ กากอนามัยเมื่ออยู่รว่ มกบั ผ้อู ื่น การทาความสะอาดมอื การรักษาระยะห่าง
เปน็ ตน้
หากมขี ้อสงสยั ใด ๆ สอบถามได้ทโี่ รงพยาบาลทท่ี า่ นไปรับการรกั ษา
แนวทางเวชปฏบิ ตั ิ การวินิจฉัย ดแู ลรักษา และปอ้ งกันการติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล กรณีผู้ป่วยติดเช้อื ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สาหรับแพทย์และบคุ ลากรสาธารณสขุ
โดย คณะทางานด้านการรกั ษาพยาบาลและการปอ้ งกนั การติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ ร่วมกบั คณาจารย์ผ้เู ชี่ยวชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ
(คณะกรรมการกากบั ดแู ลรักษาโควดิ -19) ฉบับปรับปรุง วนั ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565
แบบฟอร์มการเฝ้าระวงั การตดิ เชื้อในโรงพยาบาลนครปฐม
ตึก.................................................แผนก............................................HN..........................................AN………………...………
ช่ือผปู้ ่ วย.....................................................อาย.ุ ......ปี เพศ...........รับไวว้ นั ที่.............................จาหน่ายวนั ที่.............................
การวนิ ิจฉยั แรกรับ..........................................................................อาการสาคญั ............................................................................
การวนิ ิจฉยั คร้ังสุดทา้ ย............................................................................... เม่ือ..............................................................................
1. ใน 6 เดือนที่ผา่ นมา เคยเขา้ รักษาเป็นผปู้ ่ วยในของโรงพยาบาลนครปฐม ( ) ไม่ใช่ ( ) ใช่
เมื่อ................................การวินิจฉยั ....................................................................จาหน่ายเม่ือวนั ที่.......................................
2. มีไขม้ ากกวา่ 38 °C เมื่อ ( ) แรกรับ ( ) หลงั รับไวเ้ ม่ือ..................................................................................
3. อาการอ่ืน ๆ ที่ปรากฏ
( ) ไอ เร่ิมเม่ือ....................................................... ( ) อุจจาระเหลว เร่ิมเมื่อ.......................................................
( ) ปัสสาวะแสบขดั เริ่มเม่ือ.................................. ( ) หนอง เริ่มเมือ..................................................................
( ) แผล / ผน่ื เริ่มเม่ือ............................................. ( ) อ่ืน ๆ เร่ิมเม่ือ..................................................................
4. การใชเ้ คร่ืองมือพิเศษ
( ) การใส่ Endo Trachial Tube c Suction เม่ือ.....................................................................................
( ) On Bird’s Respirator เม่ือ.....................................................................................
( ) สวนปัสสาวะคร้ังคราว เม่ือ.....................................................................................
( ) Retained urethral catheter เม่ือ.....................................................................................
( ) Intravenous fluid เม่ือ.....................................................................................
( ) Blood Transfusion / Exchange เม่ือ.....................................................................................
( ) PV ( ) PR เม่ือ.....................................................................................
( ) อื่น ๆ ระบุ เม่ือ.....................................................................................
5. การผา่ ตดั วนั ที่ ชนิดของการผา่ ตดั ชนิดของแผลผา่ ตดั ดมยา (ใส่/ไมใ่ ส่ท่อ)
…………………………… …………….......... ……………………… ……………………….. …………………….
…………………………… …………….......... ……………………… ……………………….. …………………….
6. ยาปฏิชีวนะท่ีผปู้ ่ วยไดร้ ับ
1)...........................................................................................เร่ิม............................................ จานวน.................................วนั
2)...........................................................................................เร่ิม............................................ จานวน.................................วนั
3)...........................................................................................เริ่ม.............................................จานวน.................................วนั
4)...........................................................................................เร่ิม.............................................จานวน.................................วนั
5).......................................................................................... เริ่ม.............................................จานวน.................................วนั
6)...........................................................................................เริ่ม.............................................จานวน.................................วนั
7).......................................................................................... เริ่ม.............................................จานวน.................................วนั
8).......................................................................................... เร่ิม.............................................จานวน.................................วนั
ยา้ ยเขา้ หอผปู้ ่ วย............................................................ เม่ือวนั ท่ี.............................................................................................
ยา้ ยเขา้ หอผปู้ ่ วย............................................................ เมื่อวนั ที่............................................................................................
F/M-NUR-REC-009 Rev.0 Eff. 04/04/2556
7. ผลการตรวจอ่ืนๆ ไดแ้ ก่ X – ray , Endoscopy วนั ท่ีตรวจ ผลการตรวจ
ชนิดของการตรวจ ผลการตรวจ
8. ผลการตรวจทางหอ้ งปฏิบตั ิการ วนั ท่ีตรวจ
Specimen และ ตาแหน่งท่ีเกบ็
9. ผล Antibiotic sensitivity test
No Organism
AMIKACIN
AMOXICILLIN/CLAVU
AMPICILLIN
CEFDINIR
CEFEPIME
CEFOPERAZONE/SULB
CEFOTAXIME
CEFPIROME
CEFTAZIDIME
CEFTRIAXONE
CEFUROXIME
CEPHALOTHIN
CHLORAMPHENICOL
CIPROFLOXACIN
CLINDAMYCIN
ERYTHROMYIN
FOSFOMYCIN
FUSIDIC ACID
GENTAMICIN
IMIPENEM
LEVOFLOXACIN
LINEZOLID
MEROPENEM
NETILMICIN
NORFLOXACIN
OFLOXACIN
METHICILLIN
PENICILLIN
TRIMETHO/SULFA
TETRACYCLINE
VANCOMYCIN
PIPERACIL/TAZOBAC
CEFOXITIN
10.สรุปผลการเฝ้าระวงั การติดเช้ือในโรงพยาบาล
( ) ไมต่ ิดเช้ือ ( ) ติดเช้ือจากชุมชน ( ) สรุปผลไม่ได้ เหตุผล..................................
ขอ้ มูลสนบั สนุน
( ) ติดเช้ือในโรงพยาบาล
ตาแหน่งของการติดเช้ือ เริ่มมีอาการ
ลงชื่อ.................................................................................................พยาบาลควบคุมโรคติดเช้ือประจาหอผปู้ ่ วย
วนั ที่เก็บขอ้ มูล.....................................................................................
F/M-NUR-REC-009 Rev.0 Eff. 04/04/2556
แบบแจ้งการติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล หอผู้ปว่ ย………………...................………………………..
ชือ่ -สกุล……………………………………………………. เพศ ชาย หญิง อาย…ุ ..…...ปี H.N.………..….………………………..…….
วนั ที่ admit..…..…………………………………………….…วินิจฉยั โรคผูป้ ว่ ย………………………….……………………………………………………………
ตาแหนง่ ท่ีตดิ เชือ้ หรือสงสัยว่าตดิ เช้ือ…………………………วนั ทีเ่ ริม่ อาการ………….……………..อาการแสดงการติดเช้ือ………………….…….
เช้อื ท่คี าดว่าเป็นสาเหต…ุ ……………………………………….………………..วันทสี่ ่งเพาะเช้ือ……………………..……………………..…………………….
ปัจจัยเสยี่ งต่อการตดิ เช้ือในครัง้ นี้ ได้แก่
1. ปจั จัยเกีย่ วกับผปู้ ่วย
อายุ > 60 ปี ภาวะโรคเดมิ เช่น เบาหวาน มะเรง็ ได้รบั ยากดภมู คิ มุ้ กัน
ทารกน้าหนักตวั น้อย อืน่ ๆ …………………………………………………………..……………………………………
2. ปัจจัยส่ิงแวดลอ้ ม
อปุ กรณท์ ีส่ อดใสเ่ ข้าสรู่ ่างกาย 1. ใช้เครอ่ื งชว่ ยหายใจ วนั ที่ใส่…….....……....…วนั ทห่ี ยุด…....……....……..
2. คาสายสวนปสั สาวะ วนั ทีใ่ ส่…….....……....…วันทห่ี ยุด…........…………..
3. คาสายสวนทางหลอดเลือด วันทีใ่ ส่…….....……....…วนั ทห่ี ยดุ ….....…...………..
4. อนื่ ๆ …………………………….. วนั ทใ่ี ส่…....…....…….…วันที่หยดุ …….....…...……..
การผา่ ตดั /หตั ถการ (คร้ังลา่ สดุ )……………..……………วันที่……………….…..ชนดิ ของบาดแผล……..……………………….…………
บาดแผลอนื่ ๆ เชน่ แผลกดทบั แผลฝเี ย็บ…………………………………………………………………………………………………………….
ลงชือ่ ผู้แจง้ …………………………………………..…
วนั ที่แจ้ง………………………………………………...
F/M-NUR-PCI-001 Rev.0 Eff. 18/04/2565
………………………………………………………………………...……………………………………………………………………………………………………………..
แบบแจ้งการตดิ เชือ้ ในโรงพยาบาล หอผ้ปู ่วย………………...................………………………..
ชอ่ื -สกลุ ……………………………………………………. เพศ ชาย หญิง อาย…ุ ..…...ปี H.N.………..….………………………..…….
วันท่ี admit..…..…………………………………………….…วินิจฉยั โรคผ้ปู ่วย………………………….……………………………………………………………
ตาแหน่งทตี่ ิดเชื้อหรอื สงสยั ว่าตดิ เชือ้ …………………………วนั ทเ่ี ริ่มอาการ………….……………..อาการแสดงการตดิ เชื้อ………………….…….
เชอ้ื ทีค่ าดว่าเปน็ สาเหต…ุ ……………………………………….………………..วนั ท่ีส่งเพาะเชือ้ ……………………..……………………..…………………….
ปัจจัยเสี่ยงตอ่ การตดิ เชื้อในครั้งน้ี ได้แก่
1. ปจั จยั เกี่ยวกบั ผูป้ ว่ ย
อายุ > 60 ปี ภาวะโรคเดมิ เชน่ เบาหวาน มะเรง็ ได้รับยากดภูมคิ มุ้ กนั
ทารกนา้ หนักตัวนอ้ ย อน่ื ๆ …………………………………………………………..……………………………………
2. ปัจจัยส่ิงแวดล้อม
อปุ กรณท์ ส่ี อดใสเ่ ขา้ สรู่ า่ งกาย 1. ใชเ้ ครอ่ื งชว่ ยหายใจ วันทใ่ี ส่…….....……....…วนั ทหี่ ยดุ …....……....……..
2. คาสายสวนปสั สาวะ วนั ทีใ่ ส่…….....……....…วันทห่ี ยุด…........…………..
3. คาสายสวนทางหลอดเลือด วนั ทใ่ี ส่…….....……....…วนั ทีห่ ยดุ ….....…...………..
4. อนื่ ๆ …………………………….. วนั ท่ีใส่…....…....…….…วันทห่ี ยดุ …….....…...……..
การผา่ ตดั /หตั ถการ (ครัง้ ลา่ สดุ )……………..……………วนั ที่……………….…..ชนิดของบาดแผล……..……………………….…………
บาดแผลอืน่ ๆ เช่น แผลกดทบั แผลฝเี ยบ็ …………………………………………………………………………………………………………….
ลงชอ่ื ผแู้ จง้ …………………………………………..…
วันที่แจ้ง………………………………………………...
F/M-NUR-PCI-001 Rev.0 Eff. 18/04/2565
ตารางท่ี 1 ตารางแสดงข้อมูลของผู้ป่ วยทม่ี กี ารตดิ เชื้อในโรงพยาบาล ตกึ ...............
อายุ HN ตึกทรี่ ับ
ลา ช่ือ-สกุล ไว้ใน การย้ายตกึ จาหน่าย
ดับ โรงพยาบาล
AN ตึก วดป. ตึก วดป. ตึก วดป.
F/M-NUR-PCI-003 Rev.0 Eff. 18/04/2565
.............................................ประจาเดือน......................................พ.ศ. ...................
การวนิ ิจฉัย หตั ถการทไี่ ด้รับ อาการแสดง ตาแหน่ง เชื้อทต่ี รวจพบ สรุปตดิ เชื้อจากตกึ
คร้ังสุดท้าย (วดป.) การตดิ เชื้อ ทต่ี ิดเชื้อ (วดป.) เหตุผล
(เริ่ม วดป.)
1/2
แบบสรุปผลการเฝ้าระวังการตดิ เชอ้ื ในโรงพยาบาล โรงพยาบาลนครปฐม
สำหรบั หอผู้ป่วย/หนว่ ยงำน……………………………....…ประจำเดอื น……....…………..พ.ศ. ……....….
ข้อมูลท่ี 1 การเฝา้ ระวังการติดเชื้อในผปู้ ่วย
1.1 จำนวนผู้ปว่ ยจำหนำ่ ยจำกหน่วยงำน………….........………..........………..คน
1.2 จำนวนผู้ป่วยยำ้ ยจำกหน่วยงำน……………….........…….........…………....คน
1.3 จำนวนผู้ปว่ ยจำหน่ำยและย้ำยจำกหนว่ ยงำน………………................... คน
1.4 จำนวนทำรกแรกเกดิ ……………………………………………........................คน (เฉพำะหอ้ งคลอดและหอ้ งผำ่ ตดั )
1.5 จำนวนวนั นอน…………………………………………………............................วนั
1.6 จำนวนวันที่ใช้เครือ่ งชว่ ยหำยใจ………………………….........……….......... วนั
1.7 จำนวนวนั ท่ีคำสำยสวนปัสสำวะ……….………………........……….............วนั
1.8 จำนวนวันทใ่ี หส้ ำรนำทำงหลอดเลอื ดดำสว่ นปลำย…......................….วนั
1.9 จำนวนวันท่ใี ห้สำรนำทำงหลอดเลือดดำส่วนกลำง…....…................… วัน
1.10 จำนวนผปู้ ่วยทีม่ กี ำรติดเชอื ในโรงพยำบำล……………........…..........… คน…………………….ครัง
1.11 อบุ ตั ิกำรณก์ ำรติดเชือ ต่อผปู้ ว่ ยจำหน่ำย 100 รำย (Incidence) เทำ่ กับ…………………
1.12 อัตรำกำรติดเชอื ตอ่ 1000 วนั นอน (Incidence rate) เท่ำกบั …………………
1.13 ตำแหน่งที่มีกำรตดิ เชือ ไดแ้ ก่
1. LRI ……………………….................ครัง
2. UTI ...........……………………….…..ครงั
3. SSI ……………........………….……..ครงั
4. Skin .........……………….…………….ครัง
(wound, IV site, Phlebitis, Omphalitis)
5. BSI .........……………………………..ครงั
6. GI (Diarrhea, NEC) .........……………………………..ครงั
7. Eye ……….........……………………..ครัง
8. Episiotomy .........……………………………..ครัง
1.14 อัตรำกำรตดิ เชอื เฉพำะตำแหนง่
1. Ventilator associated pneumonia rate (per 1000 days) =…………......…
2. Catheter associated UTI (per1000 days =…………......…
3. Infusion Related Septicemia rate (per 1000 days) =………....…..…
1.15 เชอื ท่ีเป็นสำเหตุของกำรตดิ เชือ
ไดแ้ ก่……………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………..…………………………………………………………………….................................................................
F/M-NUR-PCI-002_1 Rev.0 Eff. 18/04/2565
2/2
ข้อมูลท่ี 2 การเฝ้าระวงั การติดเชื้อในบคุ ลากร
2.1 จำนวนบคุ ลำกรติดเชือท่ีคำดว่ำอำจเกิดจำกกำรปฏิบตั ิงำน…..…………………คน (โปรดระบรุ ำยละเอียด)
……………………………………………………………..……………………………………………………………………………………………………
2.2 จำนวนบคุ ลำกรท่ีสมั ผัสสำรคดั หล่งั ของผู้ปว่ ยตดิ เชอื ขณะปฏิบตั ิงำน………....คน (โปรดระบุรำยละเอียด)
……………………………………………………………………………………………………………………………….………………
การแก้ไข (ถำ้ มโี ปรดระบุ)………………………………………….………………………………………………………………
ข้อมูลที่ 3 การเฝ้าระวังการตดิ เชือ้ ในสง่ิ แวดล้อม (ส่มุ ตวั อยำ่ งตรวจวนั ที่………………………………..…………)
3.1 เวชภัณฑ์/อปุ กรณ์ปรำศจำกเชอื /นำยำทำลำยเชือท่ีหมดอำยุค้ำงอยู่ในหน่วยงำน
ไมม่ ี
มี (โปรดระบุชนดิ ของอปุ กรณ์)…….......……………………………….…………………………………………………
3.2 กำรแยกทงิ /จดั เก็บขยะติดเชือ
ถกู ต้อง
ไม่ถกู ต้อง (โปรดระบุ)…….......………………………………..…………………………………………………………….
การแกไ้ ข (ถ้ำมโี ปรดระบุ)…….................…………………………………………………………………………………….
ขอ้ มูลที่ 4 การสงั เกตการปฏิบัตเิ พ่ือป้องกนั การติดเชื้อในโรงพยาบาลของบุคลากรทางการพยาบาล
4.1 กำรล้ำงมือก่อนและหลงั ให้กำรพยำบำล (ส่มุ สังเกตวนั ท่ี………………………………………………………………)
ปฏบิ ัติ
ไม่ปฏิบตั ิ เนื่องจำก………......………………………………………………………………………………………………
4.2 กำรใช้อปุ กรณ์ป้องกนั กำรติดเชอื (ถุงมือ, หน้ำกำก, เสือคลุมและแวน่ ตำ) ในกิจกรรมดังตอ่ ไปนี
4.2.1 กำรทำหตั ถกำร………………………………(สุ่มสงั เกตวันท่ี…………………………………………………………)
ปฏบิ ตั ิ อปุ กรณ์ท่ใี ช้คือ………………………………………………………………………….…………………
ไม่ปฏิบตั ิ เนอ่ื งจำก……………………………….………………………………………………………………….
4.2.2 กำรลำ้ งเคร่ืองมือที่ปนเป้ือนเชือ (สมุ่ สังเกตวันที่…………..........................................…………………)
ปฏบิ ตั ิ อุปกรณ์ท่ใี ช้คือ………………………………………....................…………………………………...
ไมป่ ฏบิ ตั ิ เนอ่ื งจำก…………………………………………………......................…………………………….
4.3 กำรไม่สวมปลอกเขม็ กลับดว้ ยมือทังสองข้ำง (ส่มุ สังเกตวนั ท่ี…………................................…………………)
ปฏบิ ัติ
ไม่ปฏิบตั ิ เน่ืองจำก…………...........................…………………………………………………………………………
4.4 กำรทิงเขม็ และของมีคมอย่ำงถกู ต้อง (สมุ่ สังเกตวันที่……............................................………………………)
ปฏิบตั ิ
ไมป่ ฏิบัติ เนอื่ งจำก……………………...........................………………………………………………………………
การแก้ไข (ถ้ำมีโปรดระบุ)………………...............……………………………………………………………………………
………………………………………………………….....................…………………………………………………………………
………………………………………………………………………….....................…………………………………………………
ผรู้ ายงาน…………………………วนั ที่………………………
หวั หนา้ งาน……………………….วนั ท…ี่ ……………………
F/M-NUR-PCI-002_2 Rev.0 Eff. 18/04/2565