47
แนวปฏิบัตกิ ารปอ้ งกันปอดอักเสบจากการใชเ้ ครอื่ งชว่ ยหายใจของโรงพยาบาลนครปฐม คือ
“WHAPO Bundle”
เซนตเิ มตร
น้ำ
48
เอกสารอ้างอิง
Center for Disease Control and Prevention. (2007). Guideline for Isolation Precaution:
Preventing Tranmission of Infectious Agents in Healthcare Setting 2007.
http://www.cdc.gov/ncidod/ dhqp/pdf/isolation2007.pdf
The Society for Healthcare Epidemiology of America (SHEA). (2014). Strategies to
Prevent Ventilator-Associated Pneumonia in Acute Care Hospitals: 2014 Update.
https://www.jstor.org/stable/10.1086/677144#metadata_info_tab_contents
World Health Organization. (2010). Guide to local production: W.H.O.-recommended
hand rub formulation. Geneva.
สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2563). แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันและ
ควบคมุ การติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล (พมิ พ์ครงั้ ที่ 1). อกั ษรกราฟฟิคแอนดด์ ีไซน.์
อะเคื้อ อุณหเลขกะ. (2560). แนวทางการป้องกันและควบคมุ การติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล (พิมพค์ รั้งท่ี 1).
ม่งิ เมอื งนวรัตน์
49
การปฏบิ ตั กิ ารป้องกันการตดิ เชอ้ื ทางเดินปสั สาวะทส่ี ัมพันธก์ ับการคาสายสวนปัสสาวะ
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพอ่ื เปน็ แนวทางในการใส่สายสวนปสั สาวะไดอ้ ย่างถูกต้อง
2. เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการคาสายสวนปัสสาวะ และผู้ป่วยปลอดภัยจาก
ภาวะแทรกซอ้ นจากการคาสายสวนปัสสาวะ ไดแ้ ก่ การติดเช้ือในระบบทางเดนิ ปสั สาวะ
นยิ ามศพั ท์
การคาสายสวนปัสสาวะ หมายถึง การใส่สายสวนปสั สาวะทีป่ ราศจากเชื้อผา่ นทางรูเปิดของท่อ
ปัสสาวะเข้าไปยังกระเพาะปัสสาวะเพือ่ เป็นทางให้ปัสสาวะไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง และคงไว้ให้เป็น
ระบบปดิ
การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธก์ ับการใส่สายสวนปัสสาวะ (Catheter-associated
Urinary Tract Infection) หมายถงึ การตดิ เชือ้ ทร่ี ะบบทางเดินปัสสาวะโดยผ้ปู ่วยตอ้ งมกี ารคาสายสวน
ปัสสาวะมามากกว่า 2 วันปฏิทิน และมีอาการหรืออาการแสดงในขณะคาสายสวนปัสสาวะ หรือถอด
สายสวนปัสสาวะออกไปไมเ่ กิน 1 วัน (สถาบันบำราศนราดูร, 2563)
การปฏบิ ตั กิ ารป้องกนั การติดเชอื้ ทางเดนิ ปสั สาวะทีส่ ัมพนั ธ์กบั การคาสายสวนปัสสาวะ
การปฏบิ ัติตามหลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ในการป้องกนั การตดิ เช้อื ระบบทางเดินปัสสาวะทสี่ มั พันธ์กับ
การใส่สายสวนปัสสาวะ โดยอ้างอิงแนวทาง เวชปฏิบัติปี ค.ศ. 2019 ของ the Healthcare Infection
Control Practices Advisory Committee (HICPAC) ประเทศสหรัฐอเมรกิ า ประกอบดว้ ย
1. การประเมินความจำเป็นของการใส่สายสวนปัสสาวะและข้อบ่งชี้ของการใส่สายสวน
ปสั สาวะ ดังตอ่ ไปนี้
1.1 ผูป้ ว่ ยทม่ี ีปญั หาการอดุ ตันของทางเดินปัสสาวะหรือขบั ถา่ ยปัสสาวะไมอ่ อก
1.2 ผู้ปว่ ยทต่ี ้องประเมินสภาวะการไหลเวียนของเลือดอย่างใกล้ชิด โดยการบันทึก
ปรมิ าณปัสสาวะ
1.3 ผูป้ ่วยทีต่ อ้ งรับการผา่ ตดั บางประเภท เชน่ ผู้ปว่ ยทีผ่ า่ ตัดเก่ียวกบั ระบบทางเดิน
ปสั สาวะ ผ้ปู ว่ ยท่ีผ่าตัดเปน็ ระยะเวลานาน ผปู้ ว่ ยท่จี ำเปน็ ตอ้ งติดตามปสั สาวะอย่างใกลช้ ดิ เป็นต้น
1.4 มปี ญั หาการควบคุมปสั สาวะและอาจเป็นอันตรายต่อผวิ หนงั แผลผา่ ตดั บริเวณ
อวัยวะสืบพันธุ์
1.5 ผู้ป่วยที่ต้องจำกัดการเคลื่อนไหว เช่น ผู้ป่วยกระดูกสันหลังหักแบบไม่มั่นคง
(unstable spine injuries)
1.6 ผปู้ ว่ ยระยะสุดท้าย
50
2. การทำความสะอาดมอื
2.1 การทำความสะอาดมือด้วยน้ำและน้ำสบู่ หรือสบู่ผสมน้ำยาฆ่าเชื้อ (hand
washing or hand antiseptic)
2.2 การถมู ือดว้ ยแอลกอฮอลเ์ จล (alcohol-based hand rub)
2.3 การทำความสะอาดมอื ตามข้อบง่ ช้ี (5 Moments for hand hygiene)
1) ก่อนสัมผัสผู้ปว่ ย
2) ก่อนทำหตั ถการ
3) หลังสัมผสั สารคดั หลงั่ จากรา่ งกายผูป้ ่วย
4) หลงั สัมผสั ผูป้ ว่ ย
5) หลังสัมผัสส่งิ แวดลอ้ มรอบตัวผู้ปว่ ย
3. การเลือกขนาดของสายสวนปสั สาวะให้เหมาะสมกับผู้ปว่ ย
สายสวนปัสสาวะ (catheter selection) ในปัจจุบันสายสวนปัสสาวะมีมากมายหลาย
ชนิด หลายขนาด และทำจากวัสดุที่ต่างกัน การเลือกสายสวนปัสสาวะอย่างเหมาะสมสามารถชว่ ยลด
การบาดเจ็บบริเวณเย่อื บุทอ่ ปสั สาวะและกระเพาะได้
ขนาดของสายสวนปัสสาวะ ขนาดของสายสวนปัสสาวะกำหนดจากเส้นผา่ ศูนย์กลางของ
สายสวนปัสสาวะ เป็นเบอร์เรียกตามมาตราฝรั่งเศสว่า เฟรนซ์ (french scale : Fr) ซึ่งกำหนดให้ 1 เฟรนซ์
เท่ากับ 0.33 มิลลิเมตร สายสวนปัสสาวะเบอร์มากจะมีขนาดใหญ่ ถ้าเบอร์น้อยจะมีขนาดเล็ก โดย
ขนาดของสายสวนปัสสาวะทเ่ี หมาะสมสำหรบั ผปู้ ว่ ยกล่มุ ตา่ ง ๆ ดังน้ี
สายสวนปัสสาวะสำหรบั ทารก ใชข้ นาด 5-8 Fr
สายสวนปัสสาวะสำหรบั เด็กโต ใชข้ นาด 8-12 Fr
สายสวนปสั สาวะสำหรับผหู้ ญิง ใชข้ นาด 14-16 Fr
สายสวนปัสสาวะสำหรับผชู้ าย ใชข้ นาด 16-20 Fr
4. การเตรยี มอปุ กรณ์การสวนคาสายปสั สาวะ
การเตรียมอุปกรณ์การสวนคาปสั สาวะมขี ้ันตอน และรายละเอยี ดดงั น้ี
4.1 ทำความสะอาดมือแบบ hygienic hand washing ด้วยสบู่ผสมน้ำยาฆ่าเช้ือ
และน้ำสะอาด หรือ alcohol hand rub กอ่ นเตรียมอปุ กรณ์การคาสายสวนปสั สาวะ
4.2 จัดเตรยี มอุปกรณ์โดยใชห้ ลักปราศจากเช้ือ
4.3 ตรวจสอบสภาพและวันที่หมดอายุอุปกรณ์ของชุดสวนปัสสาวะ สายสวน
ปสั สาวะ
4.4 จดั เตรยี มอุปกรณ์การสวนคาปสั สาวะ
51
- ชดุ สวนปสั สาวะปลอดเช้ือ
- ถงุ มือปราศจากเชื้อ 2 คู่
- ถงุ มอื สะอาด 1 คู่
- สายสวนปัสสาวะ ตามความเหมาะสม
- สารหลอ่ ลื่นที่ปราศจากเชือ้ (sterile lubricant jelly)
- ถุงรองรบั ปสั สาวะปราศจากเช้ือ
- น้ำกลน่ั ปราศจากเชอื้ (sterile water)
- กระบอกฉีดยาปราศจากเชื้อขนาด 10 มล.และน้ำกลั่นปราศจากเชื้อ (sterile
water) จำนวนตามขนาดของสายสวนปัสสาวะ
- พลาสเตอร์ สำหรับตรงึ สายสวนปัสสาวะ
5. ขน้ั ตอนการใส่สายสวนปัสสาวะ
5.1 ล้างมือแบบ hygienic hand washing
5.2 ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกก่อนการสวนปัสสาวะดว้ ยน้ำและสบู่
โดยสวมถุงมือสะอาด
เพศชาย เริ่มเช็ดจากบริเวณหัวหน่าวรอบรูเปิดท่อปัสสาวะวนออก เช็ดองคชา
ตจากปลายถงึ โคน ตามดว้ ยเช็ดอณั ฑะลงไปทวารหนัก
เพศหญิง เร่ิมเชด็ จากบริเวณหัวหน่าวจากซ้ายไปขวา เช็ดแคมดา้ นไกลตัวก่อนจาก
บนลงลา่ ง และ เช็ดจากตรงกลางลงไปทวารหนกั
5.3 จดั ท่านอนของผปู้ ว่ ย ผปู้ ว่ ยชายนอนหงายเทา้ ราบ ผูป้ ว่ ยหญิงจดั ท่านอนหงาย
ชันเขา่
5.4 สวมถุงมอื ปราศจากเช้ือ
5.5 ปผู า้ สเ่ี หล่ยี มเจาะกลางปราศจากเชอ้ื
5.6 ทำความสะอาดรอบรูเปิดท่อปัสสาวะด้วย sterile water แล้วสอดสายสวน
ปสั สาวะ ลกึ 2-3 นว้ิ ในผู้หญิง และลกึ 5-8 นว้ิ ในเพศชาย โดยใช้เทคนคิ ปราศจากเชอื้
5.7 บรรจุ Sterile water อย่างนอ้ ย 10 มล. ในบอลลูน
5.8 ดึงสายสวนปัสสาวะเบา ๆ เพ่อื ทดสอบว่าไมม่ กี ารเล่ือนหลดุ
5.9 ตอ่ สายสวนปัสสาวะกับข้อตอ่ ของถงุ รองรบั ปสั สาวะด้วยเทคนคิ ปราศจากเช้อื
5.10 ยึดตรึงสายสวนปสั สาวะด้วยพลาสเตอร์ ในผู้หญิงกบั โคนขาด้านในส่วนผู้ชาย
ตรงึ ท่ีโคนขาด้านหนา้ หรือหนา้ ทอ้ งกไ็ ด้ เพือ่ ปอ้ งกนั การเลอื่ นไปมาและการดึงรงั้ ของสายสวนปสั สาวะ
5.11 แขวนถงุ รองรับปสั สาวะในระดับตำ่ กว่ากระเพาะปสั สาวะและไม่สัมผัสพื้น
5.12 เกบ็ อุปกรณป์ นเปอ้ื นออกจากเตียงผู้ปว่ ย
52
5.13 ถอดถงุ มอื และลา้ งมอื แบบ hygienic hand washing
5.14 บันทึก ลักษณะ สี จำนวน ลงในแบบบนั ทกึ ทางการพยาบาล
5.15 ใหค้ ำแนะนำการปฏิบตั ิตัวหลงั การคาสายสวนปสั สาวะ
6. การดูแลผ้ปู ว่ ยขณะคาสายสวนปสั สาวะ
6.1 ทำความสะอาดมือแบบ Normal hand washing หรือ alcohol hand rub
ก่อนและหลงั สมั ผัสสายสวนปสั สาวะทุกครั้ง
6.2 ดแู ลให้การทำงานของระบบระบายปัสสาวะเปน็ ระบบปดิ ตลอดเวลา
6.3 ดูแลให้ปัสสาวะไหลลงสู่ถุงรองรับปัสสาวะได้สะดวก สายสวนปัสสาวะไม่หัก
พับ งอ หรืออุดตัน แขวนถุงรองรับปัสสาวะในระดับต่ำกว่ากว่ากระเพาะปัสสาวะเสมอและเหนือพ้ืน
อย่างน้อย 15 เซนตเิ มตร ไมว่ างถงุ รองรับปสั สาวะไว้ท่ีพน้ื เพราะอาจเกิดการปนเปอ้ื นได้
6.4 ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก รูเปิดของท่อปัสสาวะและสายสวน
ปสั สาวะ ด้วยสบแู่ ละน้ำสะอาด วันละ 2 ครั้ง เชา้ และเยน็ และภายหลงั ขบั ถา่ ยทุกครง้ั ตามขน้ั ตอน
6.5 เปลี่ยนสายสวนปัสสาวะและถุงรองรับปัสสาวะเมอื่ สายสวนปัสสาวะหลุดหรือ
รั่ว ปัสสาวะมีตะกอน หรือมีอาการผิดปกติ โดยเปลี่ยนทั้งถุงรองรับปัสสาวะและสายสวนปัสสาวะใหม่
ทัง้ ชุด
6.6 ตรวจสอบการยึดตรงึ ของสายสวนทห่ี น้าขาหรอื หนา้ ทอ้ ง เพ่อื ป้องกนั การเล่ือนออก
6.7 เทปัสสาวะทุก 8 ชั่วโมง หรือเมื่อมีปัสสาวะในถุงไม่เกิน 2/3 ของความจุถุง
รองรับปัสสาวะ
6.8 บุคลากรสวมผ้ายางกันเปื้อน ถุงมือ หน้ากากอนามัย และแว่นตา เมื่อเท
ปสั สาวะทุกครัง้
6.9 ก่อนและหลังเทปัสสาวะใช้สำลีชุบน้ำยาฆ่าเชื้อ 70% Alcohol เช็ดบริเวณ
ปลายทอ่ ก่อนและหลังเทปสั สาวะระมดั ระวงั ไมใ่ หท้ อ่ เปิดเทปัสสาวะสมั ผัสภาชนะทร่ี องรับ
6.10 เทปสั สาวะโดยใชภ้ าชนะรองรบั ปัสสาวะ 1 ใบตอ่ ผปู้ ว่ ย 1 ราย
6.11 บันทึกลักษณะ สี กลิ่น จำนวนปัสสาวะ ติดตามอาการแสดงการติดเชื้อ
ทางเดินปสั สาวะ
6.12 กรณีเคลื่อนย้ายผู้ป่วย หนีบสายสวนปัสสาวะก่อนเคลื่อนย้าย และปลดท่ี
หนีบสายหลงั เคลอ่ื นย้ายผู้ปว่ ย
7. การเก็บปสั สาวะสง่ ตรวจเพาะเชื้อ
7.1 เตรียมอุปกรณ์ ได้แก่ ถุงมือสะอาด กระบอกฉีดยาและเข็มปราศจากเชื้อ ชุด
ทำความสะอาดอวัยวะสบื พนั ธุ์
7.2 ลา้ งมอื แบบ hygienic hand washing
7.3 เก็บปสั สาวะสง่ ตรวจด้วยเทคนคิ ปราศจากเชื้อ
53
7.4 หนีบสายสวนปัสสาวะทงิ้ ไวป้ ระมาณ 5–10 นาที หรอื ตามบริบทของผปู้ ว่ ยแตล่ ะราย
หนบี สายสวนปัสสาวะทิ้งไว้ประมาณ 5–10 นาที หรอื ตามบริบทของผู้ป่วยแตล่ ะราย
7.5 ทำความสะอาดบริเวณที่จะเกบ็ ปสั สาวะดว้ ยนำ้ ยาฆา่ เช้ือ
7.6 ใชก้ ระบอกฉีดยา 10 ซซี ี และเข็มเบอร์ 24–25 ทป่ี ราศจากเชื้อเกบ็ นำ้ ปัสสาวะ
7.7 หลังเกบ็ ปัสสาวะทำความสะอาดบริเวณท่ีเกบ็ ปสั สาวะด้วยนำ้ ยาฆา่ เชอื้
7.8 ถอดถุงมือ และล้างมือแบบ hygienic hand washing (ล้างมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
และน้ำสะอาด หรือ alcohol hand rub) กรณีมอื เปอื้ นสิ่งคัดหลง่ั ให้ลา้ งมือดว้ ยน้ำยาฆ่าเช้ือและน้ำสะอาด
8. การเปลยี่ นสายสวนปสั สาวะและการถอดสายสวนปัสสาวะ
8.1 การเปลยี่ นสายสวนปสั สาวะ มหี ลักปฏบิ ัตดิ ังน้ี
1) เปลี่ยนเมื่อมีการอุดตันหรือรั่ว กรณีสายต่อรั่วให้เปลี่ยนทั้งสายสวนปัสสาวะ
และถุงรองรับปัสสาวะใหม่
2) เปลยี่ นสายสวนปัสสาวะ และถงุ รองรบั ปัสสาวะ เม่อื ปสั สาวะขุ่น มีตะกอน หรือ
มกี ลิ่นเหม็นผดิ ปกติ
8.2 ประเมินการถอดสายสวนปัสสาวะทกุ วนั และถอดสายสวนปัสสาวะทนั ทีเม่ือหมด
ขอ้ บง่ ชี้ในการคาสายสวนปสั สาวะ
8.3 สำหรับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องการคาสายสวนปัสสาวะเป็นระยะเวลานาน
มากกว่า 7 วัน ให้พิจารณาการใช้ condom ในผู้ป่วยชาย หรือใช้ intermittent catheterization ใน
ผูป้ ่วยท่ไี ม่สามารถควบคมุ การปัสสาวะได้
8.4 ขน้ั ตอนการถอดสายสวนปสั สาวะ
1) เตรียมอปุ กรณเ์ คร่อื งใช้ ดงั น้ี
- ถุงมอื สะอาด 1 คู่
- กระบอกฉีดยาปราศจากเชอ้ื ขนาด 10 - 20 มล.
- ชุดทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุภ์ ายนอก 1 ชุด
2) ลา้ งมอื แบบ hygienic hand washing
3) ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกของผู้ป่วยก่อนทำการถอดสายสวน
ปสั สาวะแล้วจดั ทา่ นอนหงาย ผูห้ ญิงนอนหงายชันเขา่
4) ใชก้ ระบอกฉดี ยาปราศจากเช้ือดดู นำ้ กลน่ั ปราศจากเช้อื ออกจากบอลลูนจนหมด
เพ่อื ปอ้ งกันการบาดเจ็บขณะดงึ สายสวนปัสสาวะออก
5) หักสายสวนปัสสาวะแล้วดงึ สายสวนปัสสาวะออกอย่างเบามอื สังเกตปลายสาย
สวนปัสสาวะ วา่ มหี นองหรอื สิ่งผดิ ปกติ
6) เช็ดรเู ปดิ ทอ่ ปัสสาวะของผู้ป่วยอกี ครง้ั หลงั ถอดสายสวนปัสสาวะออก
7) ถอดถงุ มอื และลา้ งมือแบบhygienic hand washing
54
แนวปฏบิ ตั ทิ ีใ่ ช้ในการดแู ลผู้ป่วยทไี่ ดร้ บั การคาสายสวนปสั สาวะของโรงพยาบาลนครปฐม คือ
“CAUTI Bundle”
สตู รท่ีใช้ในการคำนวณอัตราการตดิ เชื้อ X 1000
CAUTI rate = จำนวนกำรเกดิ CAUTI
จำนวนวนั ใส่สำยสวนปัสสำวะ
เอกสารอา้ งองิ
Center for Disease Control and Prevention. (2009). Guideline for Prevention of
Catheter-Associated Urinary Tract Infection.
http://www.cdc.gov/ncidod/ dhqp/pdf/isolation2007.pdf
Healthcare Infection Control Practices Advisory Committee Activities (HICPAC). (2019).
Guideline for Prevention of Catheter-Associated Urinary Tract Infection: 2014
Update.
https://www.cdc.gov/infectioncontrol/pdf/guidelines/cauti-guidelines-h.pdf
สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2563). แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันและ
ควบคุมการติดเช้ือในโรงพยาบาล (พิมพค์ รั้งที่ 1). อักษรกราฟฟิคแอนด์ดไี ซน.์
อะเค้ือ อุณหเลขกะ. (2560). แนวทางการปอ้ งกนั และควบคมุ การตดิ เชื้อในโรงพยาบาล (พมิ พค์ รง้ั ท่ี 1).
มิ่งเมืองนวรัตน์
55
การปฏบิ ัตกิ ารป้องกันการตดิ เชื้อแผลผ่าตดั
วตั ถุประสงค์
1. เพือ่ เป็นแนวปฏบิ ตั ิในการป้องกันการตดิ เชอ้ื ของแผลผา่ ตัด
2. เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รบั การผ่าตดั และผู้ป่วยปลอดภัยไม่เกิดการตดิ เช้ือ
ของแผลผ่าตัด
นยิ ามศพั ท์
การติดเชื้อท่ีตำแหน่งผ่าตัด (Surgical site infection) หมายถึง การติดเชื้อที่บาดแผลผ่าตัด
โดยการติดเชื้อจะเกิดข้นึ ภายใน 30 วนั หรือ 90 วนั หลงั การผ่าตัด และเกดิ จากการที่ผู้ป่วยไดร้ ับเช้ือจุลชีพ
ขณะท่เี ข้ารบั การรกั ษาในโรงพยาบาล
การปฏบิ ตั กิ ารป้องกนั การตดิ เชื้อแผลผา่ ตัด
จากการทบทวนแนวปฏบิ ตั ิและคำแนะนำต่าง ๆ พบว่ามีแนวปฏบิ ัติและคำแนะนำในการป้องกัน
การติดเชื้อตำแหน่งผ่าตัดที่สำคัญ ได้แก่ แนวปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อตำแหน่งผ่าตัดของศูนย์
ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา ปี ค.ศ. 1999 แนวปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อตำแหน่งผ่าตัด
ของสถาบันเพื่อสุขภาพและความเป็นเลิศทางคลินิกแห่งชาติ (National Institute for Health and
Clinical Excellence: NICE) ปี ค.ศ. 2008 ของประเทศอังกฤษ และแนวทางการป้องกันและควบคุม
การติดเชื้อตำแหน่งผ่าตัดจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO, 2018) ซ่ึง
แบง่ เปน็ 3 ระยะ ดังนี้
1. ระยะก่อนผ่าตัด (Preoperation period) ประกอบด้วย
1.1 Preoperative bathing การอาบน้ำชำระร่างกายก่อนผ่าตัดด้วยสบู่ เพื่อลดปริมาณ
แบคทีเรีย โดยเฉพาะบริเวณที่จะผ่าตัด โดยทำความสะอาดก่อนผ่าตัดหรือ 1 วันก่อนผ่าตัด โดยใช้สบู่
ทั่วไปหรือมี Chlorhexidine gluconate (CHG) เป็นองค์ประกอบ ทั้งนี้ผู้ป่วยที่จะเข้ารับการผ่าตัด
จำเป็นต้องอาบน้ำด้วยสบู่ (antimicrobial หรือ non-antimcrobial) อย่างน้อย 1 ครั้งก่อนการผ่าตัด
(IIB)
1.2 Optimal timing for preoperative surgical antibiotic prophylaxis การให้ยา
ปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแนะนำให้ก่อนผ่าตัด เมื่อมีข้อบ่งชี้โดยให้ก่อนลงมีด 120 นาทีโดย
พิจารณาจากครึ่งชีวิตและเภสัชจลศาสตร์เพื่อให้ยามีความเข้มข้นในเลือดและในเนื้อเยื่อได้ระดับใน
ขณะที่ลงมีดหรอื ก้อนทจี่ ะมกี ารปนเปื้อนเกิดขึ้น จะสามารถลดอตั ราการติดเชือ้ ไดเ้ มือ่ เทยี บกับการได้ยา
ปฏิชีวนะหลังผ่าตัด สำหรับเวลาที่เหมาะสมในการให้ยาปฏิชีวนะนัน้ มีการศึกษา พบว่า การให้ในช่วง
0-30 นาที 30-60 นาที และ 60-120 นาทีก่อนผ่าตัด ไม่มีความแตกต่างกันในการป้องกันการติดเช้ือ
56
อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับยาที่มคี ่าคร่ึงชวี ิตสั้นควรให้ในเวลาใกล้ลงมีด เพื่อให้ระดับความเข้มข้นของยา
ในเลือดและในเนื้อเยื่อเหมาะสม เช่น cefazolin cefoxitin และ penicillin ซึ่งมีค่าครึ่งชีวิตสั้น จะ
พิจารณาให้ก่อนลงมีด 60 นาทีนอกจากนีค้ วรพิจารณาจากโรคประจำตัว อายุ การทำงานของไต และ
ระดับโปรตีนในกระแสเลือด เป็นต้น สำหรับการให้ยาฆ่าเชื้ออีกครั้ง หลังจากให้ครั้งแรก American
Society of Health-System Pharmacists (ASHSP) แนะนำให้ในกรณีที่ระยะเวลาในการผ่าตัด
ยาวนานกว่า 2 เท่าของค่าครึ่งชีวติ หรือเสียเลอื ดมากระหว่างการผ่าตัด สำหรบั cefazolin นน้ั จะให้ซ้ำ
เม่ือการผ่าใช้เวลา 3-4 ชว่ั โมงหลงั ลงมีด ทั้งนี้การใช้ยาต้านจุลชพี เพื่อปอ้ งกนั การติดเช้ือตำแหน่งผ่าตัด
กำหนดตัวชี้วดั การประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อป้องกันการติดเชื้อตำแหน่งผ่าตัดและเพื่อการพฒั นา
คุณภาพการดแู ลผปู้ ว่ ยทไี่ ด้รบั การผ่าตดั ไว้ 3 ตัว ไดแ้ ก่
1) ให้ยาต้านจุลชีพเพื่อป้องกันการติดเชื้อตำแหน่งผ่าตัดทางหลอดเลือดดำ
ภายใน 1 ชั่วโมงก่อนลงมีดผ่าตัด (กรณีของ vancomycin และ fuoroquinolones อนุญาตให้ได้
ภายใน 2 ชั่วโมงก่อนลงมดี ผา่ ตัด)
2) เลอื กชนิดของยาต้านจุลชีพเพอ่ื ปอ้ งกันการติดเช้ือ ตามคำแนะนำทีก่ ำหนด
3) หยุดให้ยาต้านจุลชีพเพ่ือป้องกันการติดเชื้อตำแหน่งผ่าตัด ภายใน 24 ชั่วโมง
หลังการผา่ ตัด (กรณขี องผู้ปว่ ยทไ่ี ด้รับการผ่าตัดหวั ใจและทรวงอกอนญุ าตให้หยุดยาภายใน 48 ช่ัวโมง
หลังการผ่าตดั )
1. 3 Mechanical bowel preparation and the use of oral antibiotics สำหรับการ
ผ่าตัดเกี่ยวกับลำไส้นั้น แนะนำให้ทานยาปฏชิ ีวนะร่วมกับการเตรียมลำไส้ โดย polyethylene glycol
and sodium phosphate สามารถลดความเสี่ยงในการเกิด surgical site infection ได้ การเตรียม
ลำไส้ทำให้ลดปริมาณอุจจาระในลำไส้ และปริมาณแบคทีเรียในทางเดินอาหารได้ รวมถึงลดการเกิด
ลำไส้กอ่ กวนระหว่างผ่าตัดได้ สำหรบั การเลอื กชนิดยาปฏิชวี นะชนดิ ทาน ควรดดู ซึมผ่านทางเดินอาหาร
น้อย ทำให้ความเข้มข้นของยาสูงในลำไส้เพื่อต่อต้านเชื้อที่อยู่ในทางเดินอาหาร เช่น Gram negative
bacilli, S. aureus และ yeast เปน็ ตน้ ได้แก่ Erythromycin, Metronidazole และ Aminoglycoside
ร่วมกับ ยาฆ่าเชื้อทางเส้นเลือดดำ เช่น cefotaxime เป็นต้น อาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และ
อาจจะมีการปวดบิดท้องได้
1.4 Hair removal ไม่ควรกำจัดขนออก เนื่องจากอาจจะทำให้บาดเจ็บผิวหนังได้ ส่งผล
ให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด surgical site infection ยกเว้นมีข้อบ่งชี้ เช่น ขนไปรบกวนการผ่าตัด
(IIIB) ถ้าจำเป็นต้องขจดั ขนใหห้ ลกี เลย่ี งการใชม้ ีดโกน โดยใหใ้ ช้เครอ่ื งมอื ตัดเลม็ ขนไฟฟา้ (IA)
1.5 Surgical site preparation การทำความสะอาดผิวหนงั ควรใช้นายาฆ่าเช้ือแบคทเรีย
ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม ยกเว้นว่ามีข้อห้าม (1A) โดยใช้ Chlorhexidine gluconate ที่มี
แอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมในการทำความสะอาด เพื่อลดเชื้อโรคบริเวณที่จะผ่าตัด ซึ่งประสิทธิภาพใน
57
การป้องกัน surgical site infection มากกว่าการใช้ Providine สำหรับ Chlorhexidine gluconate
ไมแ่ นะนำให้ใช้ในทารกหรือการผ่าตัดตา หูสว่ นกลาง และสมอง เปน็ ต้น บางรายอาจจะมีอาการระคายเคือง
ถา้ หากแพ้ CHG-Alc สามารถใช้ povidone-iodine with alcohol แทน สำหรับหัตการทางสูติศาสตร์
และนรีเวชบางครั้ง จะต้องทำความสะอาดช่องคลอด (Vaginal preparation) สามารถใช้ได้ทั้ง
povidoneiodine หรอื 4% chlorhexidine gluconate แตส่ ำหรับการใช้ Chlorhexidine gluconate
สามารถลดจำนวนเช้ือเฉพาะทีไ่ ด้มากกว่าและสามารถทำความสะอาดได้ดแี ม้มีเลือดปน ประสิทธิภาพ
ของทง้ั สองไม่แตกตา่ งกัน
1.7 Surgical hand preparation การทำความสะอาดมือ เป็นการกำจัดสิ่งสกปรกและ
เชื้อโรคก่อนการใส่ถุงมือ แนะนำให้ทำความสะอาดด้วยสบู่ฆ่าเชื้อหรือใช้ Alcohol-based hand rub
ก่อนสวมถุง มือ sterile เพื่อลดโอกาสปนเปื้อนบริเวณที่ผ่าตัดให้น้อยที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่
ถุงมือร่ัวระหว่างผ่าตดั การใช้ Alcohol-based hand rub ทำความสะอาดเทียบเท่ากบั การล้างมือด้วย
น้ำยาฆ่าเชื้อ อาจทำให้เกดิ การระคายเคืองผิว ผวิ แห้ง หรือผิวหนังอกั เสบได้แต่โอกาสเกิดค่อนข้างน้อย
สำหรับสขุ ลักษณะของมือนน้ั ควรตัดเล็บให้สัน้ ถอด เครอื่ งประดบั หรอื เล็บปลอมออก ทำความสะอาด
เล็บและมือด้วยแปรงขัด หลังจากนั้นทำ ความสะอาดด้วยสบู่ฆ่าเชื้อหรอื Alcohol-based hand rub
โดยทำความสะอาดด้วยสบู่ฆ่าเชื้อตั้งแต่มือไปจนถึงบริเวณข้อศอกเป็นเวลา 2-5 นาทีแต่หากใช้
Alcohol-based hand rub ให้ทำความสะอาดขณะมือและแขนแห้ง เป็นเวลา 1.5 นาที รอจนแห้ง
หลังจากนั้นจึงใส่ชุดและถุงมือปราศจากเชื้อ การทำความสะอาดมือเพื่อการผ่าตัด ทำได้โดยการขัดถู
ด้วยสบ่ยู าต้านจุลชพี กับน้ำหรือใชแ้ อลกอฮอลส์ ำหรับถูมอื ก่อนใสเ่ ส้อื คลุมและถุงมอื ปราศจากเชอ้ื (IA)
1.8 ผปู้ ว่ ยโรคเบาหวานท่รี ะดับน้ำตาลในเลอื ดสูงจะเพิม่ ความเสีย่ งตอ่ การตดิ เชอ้ื ที่
ตำแหนง่ ผา่ ตัด อย่างไรกต็ ามภาวะน้ำตาลในเลอื ดสงู ในผปู้ ่วยทไี่ ม่ไดเ้ ปน็ โรคเบาหวานก็สง่ ผลให้เสี่ยงตอ่
การตดิ เช้ือท่ีตำแหน่งผ่าตดั สงู ข้ึน เชน่ กัน เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไดด้ ีขึ้นในผู้ป่วยทง้ั สองกลุ่ม
จึงมหี ลักปฏบิ ตั ิท่ีหลากหลายต้งั แตค่ วบคมุ อย่างเครง่ ครดั ถึงปฏิบัตแิ บบทว่ั ไป การควบคุมระดับน้ำตาล
ในเลือดอย่างเคร่งครัดมกั ใชก้ บั ผู้ปว่ ยที่อยใู่ นภาวะวิกฤติ หลกั ปฏิบัติแบบทั่วไปสำหรับใชก้ ับผู้ป่วยผา่ ตดั
ทัว่ ไปมีเปา้ หมายใหค้ ่าระดับน้ำตาลในเลอื ดหลังผ่าตดั คอื ควบคมุ ให้อยูร่ ะหวาง่ 140-200 มก./ดล.
(7.8-11.1 มิลลิโมล/ลติ ร) ดังนน้ั เพือ่ ให้การดูแลท่ีดแี ก่ผปู้ ว่ ยโรคเบาหวานและลดความเส่ียงต่อการเกิด
ภาวะแทรกซ้อน จึงมขี อ้ เสนอแนะให้ปฏบิ ัติ ดงั น้ี
1) ระดบั น้ำตาลเฉลี่ยสะสมกอ่ นการผา่ ตดั ควรต่ำกวา่ 8% (IIIC)
2) เสนอแนะให้ควบคมุ ระดับน้ำตาลในเลอื ดระหว่าง 140-200 มก. /ดล. ทัง้ ใน
ผ้ปู ว่ ยท่ีเปน็ และไมเ่ ปน็ โรคเบาหวานทไี่ ดร้ บั การผา่ ตัด (IA)
3) ถา้ การควบคุมเบาหวานทำไดย้ าก แนะนาํ ใหใช้รปู แบบ team-oriented
approach มศี ลั ยแพทย์ และแพทยอ์ ยู่ในทีม (IIB)
58
2. ระยะระหว่างผา่ ตัด (Intraoperation period) ประกอบดว้ ย
2.1 การควบคมุ อุณภูมิกายให้อยู่ระดับปกติ (Normothermia) (อุณหภูมิ 35.5 องศาเซลเชียส
หรือมากกว่า) พน้ื ทีผ่ วิ ขนาดใหญ่ของผิวหนังที่สัมผัสกับอุณหภูมิที่หนาวเย็นในห้องผ่าตัดมีผลทำให้เกิด
ภาวะอุณหภูมิกายต่ำได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ปว่ ยตืน่ ข้ึนมาด้วยอาการหนาวส่นั และยงั ทำให้เพ่ิมความเส่ียงต่อ
ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อที่ตำแหน่งผ่าตัด เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้จึงควร
ควบคุมอณุ หภมู ิรา่ งกายของผู้ป่วยทีไ่ ด้รบั การผา่ ตัดให้อยู่ในระดับปกติ ในระหว่างที่ผู้ป่วยได้รับการดม
ยาสลบอยา่ งน้อย 60 นาที โดยการใช้ระบบให้ความอบอุ่นเพือ่ เพิ่มความอบอุ่นใหแ้ ก่รางกายของผู้ป่วย
เช่น การใชอ้ ากาศอ่นุ เตียงน้ำ หม่ ผา้ เป็นตน้ จากการศึกษาพบวา่ การให้ความอบอุ่นโดยตรงลดการติด
เชอ้ื ท่ตี ำแหน่งผ่าตัดได้ โดยมีขอ้ เสนอแนะใหค้ วบคมุ อุณหภูมิระหวา่ งการผ่าตดั ใหอ้ ยู่ในระดับปกติโดยใช้
เคร่อื งมอื ใหค้ วามอบอนุ่ โดยตรง (IB)
2.2 การควบคุมปริมาณสารน้ำ (Normovermia) ปริมาณสารน้ำที่ต่ำกว่าปกติและการ
ลดลงของปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจทำให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือดในกล้ามเนื้อและอวัยวะ
ภายใน มผี ลทำให้ปริมาณเลอื ดไปเล้ยี งอวัยวะไม่เพียงพอ และเน้ือเยือ่ ขาดเลอื ด เปา้ หมายในการรักษา
ระบบไหลเวียนเลือด (Haemodynamic goal-directed therapy : GDT) เป็นการรักษาความเข้มข้น
ของเลอื ดและหัวใจ เพอื่ ให้
2.3 ระบบไหลเวียนปกติ (physiologic flow-related end points) ใช้กับผู้ป่วยที่ได้รับ
การผ่าตัดเพ่ือให้มีเลือดท่ีออกจากหัวใจในปริมาณที่ปกติหรือมากกว่าปกติ และนําพาออกซิเจนไปให้
เพียงพอกับความต้องการออกซิเจนที่เพิ่มขึ้นระหว่างการผ่าตัดเพื่อป้องกันอวัยวะล้มเหลว การรักษา
ประกอบด้วยการตรวจวัดความดันโลหิตอุณหภูมิกายและค่าออกซิเจนในกระแสเลือดแดง ทั้งนี้มี
ข้อเสนอแนะให้การรักษาตามเป้าหมายในการรักษาระบบไหลเวียนเลือดเพื่อลดการติดเชื้อที่ตำแหนง่
ผา่ ตดั (IA)
2.4 เพิ่มประสิทธิภาพของออกซิเจนในเนื้อเยื่อ โดยให้ออกซิเจนเสริมระหว่างการผ่าตัด
และในระยะ 2-3 ช่ัวโมงหลงั การผ่าตดั รวมถงึ ผ้ปู ่วยที่ใชเ้ คร่ืองชว่ ยหายใจ (I) การให้ออกซิเจนเสริมจะมี
ประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อให้ออกชิเจนร่วมกับการทำให้ปริมาณออกชิเจนในเนื้อเยื่อเพิ่มขึ้น คือการคง
สภาวะผู้ป่วยให้มีอุณหภูมิร่างกายปกติ(normothermia) และการให้สารน้ำทดแทน จากหลาย
การศึกษายังพบว่าการให้ออกซิเจนเสริมแก่ผู้ป่วยในระยะผ่าตัด ทั้งก่อนผ่าตัด ขณะผ่าตัด และหลัง
ผ่าตัด (perioperative supplemental oxygen) ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดการติดเชื้อตำแหน่ง
ผา่ ตดั ไดร้ อ้ ยละ 25
2.5 ควบคมุ ระดบั น้ำตาลในเลือดใหน้ อ้ ยกว่าหรอื เทา่ กับ 200 มก./ดล. ทง้ั ผปู้ ่วยเบาหวาน
และไมใ่ ช่ผู้ป่วยเบาหวาน (IA)
59
2.6 การไหลของอากาศแบบสม่ำเสมอ (Laminar air flow) ความสำคัญของเทคโนโลยี
การทำให้อากาศสะอาดถูกหยิบยกมาพิจารณาตั้งแต่มีรายงานของ Sir Charnley ที่แสดงให้เห็นอย่าง
ชัดเจนถึงการลดลงของการติดเชื้อที่ตำแหน่งผ่าตัด เมื่อมีการทำให้คุณภาพของอากาศดีขึ้น ดังนั้น
ความสำคัญของการควบคุมใหอ้ ากาศมีคุณภาพสูงตลอดการผ่าตดั จงึ เปน็ เรื่องที่ท่ัวโลกยอมรบั และควร
มีการควบคมุ การสญั จรในห้องผา่ ตัดใหเ้ หลอื นอ้ ยท่สี ดุ
3. ระยะหลังการผา่ ตดั (postoperative period) ประกอบด้วย
3.1 ไมค่ วรใหย้ าปฏชิ ีวนะเพ่อื ปอ้ งกันการติดเช้ือตำแหนง่ ผ่าตัด หลงั การผ่าตดั เสรจ็ ส้ิน (strong)
3.2 การผ่าตัดชนดิ ที่เปน็ บาดแผลสะอาดและบาดแผลสะอาดกงึ่ ปนเป้ือน ไม่ให้ยาตา้ นจุลชีพ
เพอ่ื เติมหลงั จากเย็บแผลเสรจ็ ในห้องผ่าตัดถึงแม้ว่าเป็นการผ่าตัดที่มีการใส่ท่อระบาย (IA)
3.3 ควรเอาท่อระบายออกทันทีเมื่อไม่มีความจำเป็น โดยพิจารณาจากอาการทางคลินิก
ของผู้ป่วย ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่จะระบุได้ว่า ระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่ควรเอาท่อระบาย
ออกคอื เมอ่ื ใด เพื่อป้องกันการตดิ เชอื้ ตำแหน่งผ่าตัด (conditional)
3.4 การทำแผลสำหรบั บาดแผลผ่าตัดทเี่ ย็บปดิ แผล ให้ใชว้ ิธกี ารทำแผลตามแบบมาตรฐาน
ไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุพิเศษในการทำแผล โดยใช้เทคนิคปลอดเชื้อในการดูแลทำแผล และเลือกใช้
dressing ตามลักษณะของผู้ป่วยและความตอ้ งการของแผล เช่น ปริมาณของ หนองความลึกของแผล
ประสิทธิผลของยาต้านจุลชีพ การควบคุมกลิ่น ความง่ายในการดึงออก ความปลอดภัยและความสุขสบาย
ของผู้ปว่ ย สำหรบั ข้อเสนอแนะที่พบ ได้แก่ การใช้ primary vacuum dressings หรือ negative pressure
wound therapy (สำหรับการผ่าตัดสะอาดมีการปนเปื้อนและการผ่าตัดปนเปื้อน) และsilver based
dressings พบว่าขอ้ มลู หลากหลาย การเลือกใชข้ น้ึ กับการตดั สนิ ใจของแตล่ ะคน ไมแ่ นะนําใหใ้ ช้เป็นกจิ วัตร
ประจำเพือ่ ป้องกนั การตดิ เชื้อทต่ี ำแหน่งผา่ ตดั (IIC)
3.5 ควบคุมระดบั น้ำตาลในเลือดระยะหลังผ่าตัดทันที ในผปู้ ว่ ยทีไ่ ด้รับการผ่าตัดหัวใจ (I)
และผปู้ ่วยท่ไี มไ่ ดร้ บั การผ่าตดั หัวใจ (II) โดยควบคุมระดบั น้ำตาลในเลอื ดใหน้ อ้ ยกว่าหรอื เทา่ กบั 180 มก./ดล.
3.6 ใหค้ วามร้แู ก่ผู้ป่วยและญาติเก่ยี วกบั การป้องกนั การตดิ เชื้อตำแหน่งผา่ ตัดโดย
พจิ ารณาตามความเหมาะสม (III)
3.7 ดำเนินการเฝ้าระวังการติดเชื้อตำแหน่งผ่าตัด (II) โดยเริ่มสังเกตอาการและอาการ
แสดงของการติดเชื้อตำแหน่งผ่าตัดใน 24-48 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด วิธีนี้เป็นวิธีที่มีความถูกต้องและ
น่าเช่อื ถอื ท่ีสดุ รวมท้งั เฝา้ ระวังการตดิ เชื้อใหค้ รบตามระยะเวลาที่กำหนค คือ 30 วนั และ 90 วนั ข้นึ กบั
ชนดิ ของการผา่ ตัด
3.8 คำนวณอัตราการติดเชื้อตำแหน่งผ่าตัดตามชนิดของการผ่าตัด โดยแบ่งตามความ
เส่ยี งท่ีเก่ยี วข้องกับการติดเช้อื ตำแหน่งผา่ ตดั เช่น แบง่ ตามดชั นีความเสีย่ งของการติดเชือ้ ตำแหน่งผา่ ตัด
60
3.9 ให้ข้อมูลย้อนกลับ/รายงานอัตราการติดเชื้อตำแหนงผ่าตดั ให้แกศ่ ัลยแพทย์ และผู้ท่ี
เกี่ยวข้องเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำข้อมูลท่ีได้ไปใช้ในการป้องกันการติดเชื้อตำแหนง่ ผา่ ตัดและ
พัฒนาคุณภาพการดูแลผปู้ ว่ ยทีใ่ ด้รบั การผา่ ตดั
3.10 มีระบบการเฝ้าระวัง การติดเชื้อตำแหน่งผ่าตัดหลังจำหน่ายผู้ป่วยออกจาก
โรงพยาบาล (postdischarge surveillance) เนื่องจากปัจจบุ ันผู้ป่วยท่ไี ด้รับการผ่าตดั นอนโรงพยาบาลสน้ั
การใช้ชุดการปฏิบัติ (bundle) เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรปฏิบตั ิตามแนวปฏิบัตแิ ละเกิดผลลัพธท์ ่ีดี จึง
ได้กำหนดแนวปฏิบัติการดแู ลผปู้ ว่ ยทไ่ี ด้รบั การผ่าตัดของโรงพยาบาลนครปฐม คือ “PIPSE Bundle”
สตู รท่ีใช้ในการคำนวณอตั ราการตดิ เช้ือ
SSI rate = จำนวนการเกดิ SSI
X 100
จำนวนการผา่ ตัดทง้ั หมด
เอกสารอา้ งอิง
นงเยาว์ เกษตร์ภบิ าล. (2561). ความปลอดภัยในการผ่าตัด (พมิ พค์ รง้ั ท่ี 1). โชตนาพร้นิ ท์. เชียงใหม่
สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2563). แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันและ
ควบคุมการติดเชอื้ ในโรงพยาบาล (พิมพค์ ร้งั ท่ี 1). อกั ษรกราฟฟคิ แอนดด์ ีไซน.์
Asia Pacific Society of Infection Control (APSIC). (2018). The APSIC guidelines for the
prevention of surgical site infection.
http://apsic-apac.org/wp-content/uploads/2018/10/APSIC-SSI-THAI-VERSION-JUNE2018.pdf
61
การปฏิบัตกิ ารปอ้ งกนั การติดเช้อื ในกระแสโลหติ ท่สี มั พนั ธ์กับการใสส่ ายสวน
หลอดเลอื ดดำส่วนกลาง
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพอ่ื เป็นแนวทางในการดูแลผปู้ ว่ ยท่ีไดร้ ับการใสส่ ายสวนหลอดเลอื ดดำสว่ นกลาง
2. เพ่อื ใหผ้ ปู้ ว่ ยปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนจากใส่สายสวนหลอดเลอื ดดำสว่ นกลาง ได้แก่ การ
ตดิ เชอ้ื ในกระแสโลหติ
นยิ ามศพั ท์
การใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง หมายถึง การใส่สายสวนผ่านทางหลอดเลือด superior
vena cava โดยใหป้ ลายสายสวนอย่ใู น superior vena cava และ Right atrium
Central venous catheter (CVC) หมายถึง สายสวนหลอดเลือดดำที่ใช้สำหรับการให้สารน้ำ
สารอาหาร ยา หรือสำหรับฟอกไต ซึ่งมปี ลายสายสวนสิ้นสุดอยูใ่ นหลอดเลือดดำใหญ่ หรือหลอดเลอื ด
แดงใหญ่ โดยผา่ นเขา้ ไปถึงหรือใกลก้ ับหัวใจ ได้แก่ aorta, pulmonary artery, superior vena cava,
inferior vena cava, brachiocephalic veins, internal jugular veins, subclavian veins, external
iliac veins, femoral veins, และในเด็กแรกเกิดจะรวมถึง umbilical artery/veins อุปกรณ์ที่ไม่ใช่
Central venous catheter (CVC) ได้แก่ Arterial catheter, arteriovenous fistula, arteriovenous
graft, extracorporeal membrane oxygenation (ECMO), hemodialysis reliable outflow
(HERO), dialysis catheters, intra-aortic balloon pump (IABP) devices, central line ที่ไม่มกี าร
ใชง้ าน สายสวนหลอดเลอื ดดำส่วนปลาย และ ventricular assist devices
Catheter Related Bloodstream Infection (CRBSI) หมายถงึ การติดเช้อื ในกระแสโลหติ ใน
ผู้ปว่ ย ทีไ่ ด้รบั การสอดใส่สายสวนหลอดเลอื ดอย่างน้อย 48 ช่ัวโมง ก่อนวนั เร่ิมต้นการติดเชื้อในกระแส
โลหิต หรือถอดสายสวนหลอดเลอื ดไม่เกิน 48 ชั่วโมงก่อนวนั เริ่มต้นการเกิดการติดเช้ือในกระแสโลหิต
(CDC, 2014)
Central Line-Associated Bloodstream Infection (CLABSI) หมายถงึ การตดิ เช้ือในกระแส
โลหิตแบบปฐมภูมิ (Primary bloodstream infection) ในผู้ป่วยที่ได้รับการสอดใส่สายสวนหลอด
เลือดดำสว่ นกลาง หรือสายสวนหลอดท่สี ะดอื มากกวา่ 2 วันปฏทิ นิ กอ่ นเกดิ การตดิ เชอ้ื ในกระแสโลหิต
โดยวนั ท่ีใส่ หรอื วนั ท่ถี อดเทา่ กับ Day 1 (CDC, 2014)
CRBSI เป็นการวินิจฉัยการติดเชื้อในกระแสโลหิตในผู้ป่วยที่มีการใส่สายสวนหลอดเลือดดำ
ส่วนกลาง (Central venous catheter: CVC) และ CVC เปน็ แหลง่ ทที่ ำใหเ้ กิดการตดิ เช้ือ มกั ไม่นยิ มใช้
คำนี้ในการเฝ้าระวงั ส่วนใหญ่จะนิยมใช้ในการวินิจฉยั ทางคลินิก การใช้คำว่า CRBSI จะต้องมีการเก็บ
ตัวอย่างเลือดจาก CVC และจากหลอดเลือดดำส่วนปลาย รวมทั้งการเพาะเชื้อจากปลายสายสวน
62
CLABSI เปน็ คำทีใ่ ช้เพ่ือวนิ ิจฉยั การติดเชอ้ื ในกระแสโลหิตซ่ึงเกิดขน้ึ ในผปู้ ่วยท่มี ีความเส่ยี ง ได้แก่ ผู้ป่วย
ที่ได้รับการใส่ central lines ศูนย์ควบคุมการป้องกันโรคประเทศสหรัฐอเมริกาใช้คำจำกัดความของ
CLABSI ในการเฝ้าระวังการตดิ เชอื้ ในกระแสโลหิตจากการคาสายสวนหลอดเลอื ดดำสว่ นกลาง และการ
เพาะเชอื้ จากปลายสายสวนไม่ใช่เกณฑ์การวินจิ ฉยั CLABSI (CDC, 2014)
Primary Bloodstream Infection การตดิ เชือ้ ในกระแสโลหิตแบบปฐมภูมิ เป็นการติดเชื้อใน
กระแสเลือดทไี่ ด้รับการตรวจยนื ยนั ทางห้องปฏบิ ัตกิ ารด้วยการเพาะเชื้อหรือวิธกี ารอ่ืน โดยไม่มีการติด
เชอ้ื น้ันในตำแหนง่ อ่นื ใดของรา่ งกาย (CDC, 2014)
Secondary Bloodstream Infection การติดเชื้อในกระแสโลหิตแบบทุติยภูมิ ซ่ึงได้มาจาก
การแยกเชื้อจากการตรวจเพาะเชือ้ ในเลือดโดยที่เชื้อที่พบเป็นเชื้อชนิดเดียวกันกับทีพ่ บในตำแหน่งอ่ืน
มาก่อน (CDC, 2014)
การปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อในกระแสโลหิตที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนหลอดเลือดดำ
ส่วนกลาง
การปฏิบัติในการป้องกันการติดเชื้อจากการใส่คาสายสวนหลอดเลือดส่วนกลางที่ถูกต้องของ
พยาบาลมีความจำเป็นในการปฏิบัติการพยาบาลด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อเนื่องจาก
พยาบาลเป็นบุคลากรที่ปฏิบัติงานกับผู้ป่วยโดยตรงมากที่สุด ยึดตามแนวปฏิบัติในการป้องกันการติดเชื้อ
จากการใสค่ าสายสวนหลอดเลอื ดดำของศูนยค์ วบคุมโรคสหรัฐอเมรกิ าปี ค.ศ. 2011 ประกอบด้วย
1. การศกึ ษา อบรม (Education, Training and Staffing)
1.1 ให้ความรู้แก่บุคลากรสุขภาพถึงข้อบ่งชี้ในการใส่สายสวนหลอดเลือด วิธีการใส่ที่
ถูกต้อง รวมถึงการควบคุมและป้องกันการติดเชื้อในกระแสโลหิตจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำ
สว่ นกลาง (IA)
1.2 ประเมินความร้แู ละการปฏิบัตติ นตามแนวทางท่ีวางไว้เปน็ ระยะในบุคลากรสุขภาพท่ี
มีส่วน เกีย่ วขอ้ งกบั การใส่และการดแู ลหลงั การใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง (IA)
1.3 จัดใหม้ ีการฝกึ อบรมบุคลากรในการใสแ่ ละการดูแลสายสวนหลอดเลือดดำส่วนปลาย
และ ส่วนกลาง (IA)
2. Selection of Catheters and Sites ข้อแนะนำสำหรบั การใส่ Central venous catheter
2.1 พิจารณาถึงความเสี่ยงและประโยชน์จากการใส่ CVC ตามตำแหน่งต่าง ๆเพื่อลด
ภาวะแทรกซอ้ นทเ่ี กดิ ขึ้น เช่น Pneumothorax, air embolism (IA)
2.2 หลีกเล่ียงการใส่สายสวนหลอดเลอื ดดำส่วนกลางบริเวณ Femoral ในผูใ้ หญ่ (IA)
63
2.3 เลือกใช้เสน้ เลือดบริเวณ Subclavian แทนการใชบ้ ริเวณ Jugular หรือ Femoral ใน
ผใู้ หญ่ที่ใส่ No tunneled CVC (IA)
2.4 หลีกเลี่ยงการใส่สายสวนหลอดเลือดดำบริเวณ subclavian vein ในผู้ป่วยฟอกไต
และผปู้ ว่ ย ที่เปน็ โรคไตขัน้ รุนแรง เพ่ือหลีกเลย่ี งภาวะหลอดเลือดดำตีบ (Venous stenosis) (IA)
2.5 ใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ช่วยในการใส่ CVC จะช่วยลดจำนวนครั้งในการใส่และลด
ภาวะแทรกซอ้ นทอี่ าจเกดิ ข้นึ จากการใส่สายสวนหลอดเลอื ดได้ (IB)
2.6 เลอื กใช้สายสวนหลอดเลอื ดดำส่วนกลางทมี่ จี ำนวน lumen ที่น้อย (IB)
2.7 หากไม่มคี วามจำเป็นในการใชส้ ายสวนหลอดเลือดให้ถอดออกทนั ที (IA)
3. การทำความสะอาดมือและการยึดหลักเทคนิคปราศจากเชือ้ (Hand Hygiene and Aseptic
Technique)
3.1 ทำความสะอาดมอื ดว้ ยสบู่ (Antiseptic soap) และน้ำ หรือ Alcohol based hand
rub ก่อนและหลังการสัมผัสบริเวณที่ใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง เช่นเดียวกับก่อนการใส่สาย
การเปลี่ยนตำแหน่งการใส่ การประเมินหรอื การทำแผลบริเวณที่ใสส่ ายสวน การสัมผัสบรเิ วณที่ใส่สาย
สวนหลอดเลือดดำส่วนกลางไม่ควรกระทำหลังจากทม่ี กี ารทาน้ำยา Antiseptic แลว้ (IA)
3.2 ยึดหลกั ปราศจากเชอ้ื สำหรบั การใส่และการดูแลสายสวนหลอดเลือด (IA)
3.3 ถุงมือปราศจากเชื้อควรใส่เมื่อมีการใส่สายสวนหลอดเลือดทาง Arterial, Central
และ Midline ควรมกี ารเปลยี่ นถุงมือทกุ ครั้งหากมีการใช้ Sterile catheter อันใหม่ (IA)
4. Maximal Sterile Barrier Precautions การสวมอปุ กรณป์ อ้ งกันอยา่ งเต็มรูปแบบในการใส่
สายสวนหลอดเลอื ดดำสว่ นกลาง
4.1 Maximal Sterile Barrier Precaution ประกอบด้วย หมวก ผ้าปิดปากปิดจมูก
(mask) เสื้อคลุมปราศจากเชื้อ ถุงมือปราศจากเชื้อ และผ้าปูปราศจากเชื้อขนาดใหญ่ สำหรับการใส่
CVCs, PICCs และ Guidewire exchange (IB)
5. Skin Preparation
5.1 ทำความสะอาดผวิ หนังด้วย 70% alcohol ก่อนใส่สายสวนหลอดเลอื ดดำส่วนปลาย
(peripheral venous catheter) (IA)
5.2 ไม่แนะนำใหใ้ ช้ Chlorhexidine ในผ้ปู ว่ ยเดก็ ทมี่ ีอายุ < 2 เดือน
5.3 ปล่อยให้ Povidone-iodine และ Chlorhexidine ให้แห้งก่อนใส่สายสวนหลอด
เลือดดำสว่ นกลาง (IB)
64
6. Catheter Site Dressing Regimens
6.1 ใช้ Sterile gauze หรอื แผน่ พลาสติกปิดกันน้ำปิดบริเวณตำแหน่งทใี่ ส่สายสวน (IA)
6.2 ถา้ บรเิ วณท่ีใส่สายสวนมีเหง่ือออกมาก หรือมเี ลอื ดให้ใช้ Gauze dressing จนกว่าอาการ
ดีข้นึ (II)
6.3 เปลี่ยนผา้ ปดิ แผลเม่อื เหน็ วา่ บริเวณนัน้ ชน้ื หรือสกปรก (IB)
6.4 ไมค่ วรใช้ antibiotic ointment หรือ cream ทาบรเิ วณตำแหน่งที่ใส่สายสวน ยกเว้น
dialysis catheter เพราะจะส่งเสรมิ การเกิดเชื้อราและการดอื้ ต่อยาจลุ ชีพ (IB)
6.5 ไม่ควรให้บริเวณที่ใส่สายสวนเปียกน้ำ ผู้ป่วยสามารถอาบน้ำได้แต่ควรมีการป้องกัน
โดยใส่วสั ดทุ ่กี ันน้ำได้ปิดรอบบริเวณสายสวนหลอดเลอื ด (II)
6.6 เปลีย่ นผ้าปิดแผลในผปู้ ่วยทีใ่ ส่ short term CVC ทุก 2 วัน สำหรบั gauze dressing
และ อยา่ งนอ้ ยทกุ 7 วนั ในผู้ปว่ ยทีป่ ิดแผลด้วยแผ่นพลาสตกิ ปิดกนั น้ำ (IB)
6.7 ไม่ควรเปลีย่ นผา้ ปิดแผลที่ใช้บน tunneled หรอื implant CVC มากกวา่ 1 ครัง้ /อาทิตย์ (IB)
6.8 ดแู ลสายสวนหลอดเลอื ดใหเ้ หมาะสมกับประเภทวัสดทุ ่ีท่ีผลิตเปน็ สายสวนหลอดเลอื ด (IB)
6.9 ใช้ Chlorhexidine-impregnated sponge ในการทำความสะอาดแผล short-term
catheter ในผู้ป่วยเด็กอายุมากกว่า 2 เดือน ถ้าอุบัติการณ์การเกิด CRBSI ยังสูงกว่าที่เป้าหมายที่
โรงพยาบาลตั้งไว้ ควรจัดให้มีการให้ความรู้ ฝึกอบรม แนะนำการใช้ Chlorhexidine ทำความสะอาด
ผวิ หนังและแนะนำการใส่อปุ กรณป์ อ้ งกัน (IB)
6.10 ตดิ ตามและเปลี่ยนสายสวนหลอดเลอื ดดำสว่ นกลาง หากผปู้ ่วยไม่สุขสบาย หรอื มีไข้
ควรทำความสะอาดแผลและสง่ ผลเลือดเพาะเช้ือ (IB)
7. Patient Cleansing - ใช้ 2% Chlorhexidine ทำความสะอาดร่างกายผู้ป่วยทุกวัน
เพือ่ ลดอุบัตกิ ารณก์ ารเกิด CRBSI (II)
8. Catheter Securement Devices การใช้ sutureless securement device ช่วยลด
ปัจจยั เสย่ี งในการติดเชื้อจากสายสวนหลอด เลือดดำส่วนกลาง (Category II)
9. Antimicrobial /Antiseptic Impregnated Catheters and Cuffs การใช้สายสวน
หลอดเลือดที่มีการชุบด้วยยาปฏิชีวนะ chlorhexidine /silver sulfadiazine or minocycline/
rifampin ในผู้ป่วยท่ีต้องคาสายสวนนานมากกว่า 5 วัน (IA) อย่างไรก็ตาม สายสวนหลอดเลือดดำที่มี
การเคลือบด้วยน้ำยามักมีราคาแพง แต่ประสิทธิภาพไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อ CLABSI ได้ 100% จึงมี
ขอ้ แนะนำพิจารณาการใช้ในกรณีตอ่ ไปนี้
1) เม่อื โรงพยาบาลมีอัตราการติดเช้ือ CLABSI ในระดบั สูง
65
2) ผปู้ ว่ ยมขี ้อจำกัดในการแทงเส้น และที่ผา่ นมามีการติดเช้อื CLABSI
3) ผ้ปู ว่ ยมีความเส่ียงในระดับสูง หากตดิ เชื้อ CLABSI เชน่ กรณกี ารผ่าตัดใส่ล้ินหัวใจ
10. Systemic Antibiotic Prophylaxis ไมค่ วรใชย้ าปฏิชีวนะ (Systemic antimicrobial) เพื่อ
การปอ้ งกันเปน็ ประจำกอ่ นการใส่ หรอื ระหว่างการใสส่ ายสวนหลอดเลอื ดเนอื่ งจากมีงานวจิ ัยหลายฉบับ
ใหผ้ ลลัพธท์ ่ตี รงกันวา่ อุบัติการณ์การเกดิ CRBSI, อัตราตายและระยะเวลาในการใส่สายสวนหลอดเลือด
ไมม่ ีความแตกตา่ งกันอยา่ งมนี ยั สำคัญระหว่างกลมุ่ ที่ไดร้ ับ และกลุ่มที่ไม่ไดร้ ับ (IA)
CLABSI bundle ประกอบดว้ ย
1. Hand hygiene ทำความสะอาดมอื 7 ข้นั ตอน กบั 5 moment
1.1 ล้างมือด้วยน้ำสบู่ผสมน้ำยาฆ่าเชื้อนานอย่างน้อย 30 วินาที หรือล้างมือด้วย
Alcohol hands rub อยา่ งน้อย 20 วนิ าที
1.2 ล้างมือใหค้ รบ 7 ขน้ั ตอนตามหลกั การ 5 moment
2. Optimal catheter site selection เลือกตำแหน่งสายสวนให้เหมาะสม
2.1 พิจารณา Rt internal jugular vein และ subclavian vein กอ่ น
2.2 หลีกเลีย่ ง Femoral vein
3. Maximal barrier precaution สวมเครอ่ื งปอ้ งกันกอ่ นใส่สายสวน
2.1 แพทยใ์ สเ่ ครอ่ื งอปุ กรณเ์ ต็มรปู แบบ ได้แก่ เสื้อคลมุ หมวก ถงุ มือ mask แว่นตา
2.2 พยาบาลใส่เครือ่ งป้องกนั ไดแ้ ก่ ถงุ มือ mask
2.3 คลุมผ้าปลอดเชื้อบนตัวผู้ป่วยตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เปิดเฉพาะส่วนที่จะทำ
หตั ถการ
4. Chlorhexidine skin antiseptic ทำความสะอาดผิวหนังดว้ ย Chlorhexidine
การ ใช้ 2% Chlorhexidine in 70% alcohol เชด็ ผิวหนงั ตอ้ งรอให้แหง้ ประมาณ
30 วินาที ก่อนแทง **หา้ มใชใ้ นเด็กอายุนอ้ ยกวา่ 2 เดือน ใหใ้ ช้ Povidone iodine แทน
5. เปลี่ยน transparent dressing ทุก 7 วัน หรือทันทีที่แผลสกปรก เปียกชื้น หรือ
dressing หลุด ส่วน gauze dressing เปลี่ยนทุก 2 วัน หรือเมื่อผ้าปิดแผลสกปรก เปียกชื้น หรือหลุด
เช็ดรอบแผลดว้ ย นำ้ ยา chlorhexidine-based antiseptic
6. Care and review of line necessity การดูแลสายสวนหลอดเลือด ประเมินความ
จำเป็นในการใส่คาสายสวนหลอดเลือดทุกวัน และให้ถอดสายสวนหลอดเลือดออกทันทีเมื่อหมดความ
จำเปน็
7.เพอ่ื ลดความเสี่ยงในการปนเปื้อนเช้ือ โดยการเชด็ บรเิ วณทางเขา้ ของสารละลาย (port)
ด้วยนำ้ ยาทำลายเชือ้ (70% alcohol) และใชอ้ ปุ กรณ์ท่ีปราศจากเชอื้ กับบริเวณทางเข้าของสารละลาย
(Port) เท่าน้นั
66
สูตรที่ใช้ในการคำนวณอัตราการติดเชือ้
CLABSI rate = จำนวนครัง้ ของการเกิด CLABSI X 1000
จำนวนวันใสส่ ายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง
เอกสารอา้ งองิ
Center for Disease Control and Prevention. (2014). Guideline for Prevention of
Central Line- Associated Bloodstream Infections.
https://www.cdc.gov/hai/bsi/bsi.html
The Society for Healthcare Epidemiology of America (SHEA). (2014). Strategies to Prevent
Central Line–Associated Bloodstream Infections in Acute Care Hospitals: 2014 Update.
https://www.jstor.org/stable/10.1086/676533#metadata_info_tab_contents
World Health Organization. (2010). Guide to local production: W.H.O.-recommended
hand rub formulation. Geneva.
สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2563). แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันและ
ควบคมุ การติดเชอื้ ในโรงพยาบาล (พิมพค์ ร้งั ที่ 1). อกั ษรกราฟฟิคแอนด์ดไี ซน์.
อะเคอ้ื อณุ หเลขกะ. (2560). แนวทางการปอ้ งกนั และควบคุมการตดิ เชอ้ื ในโรงพยาบาล (พิมพ์ครง้ั ท่ี 1).
มิง่ เมอื งนวรัตน์
67
การปฏิบัติเพื่อปอ้ งกนั และควบคมุ การแพร่กระจายเช้ือดือ้ ยา
วัตถุประสงค์
1. เพื่อเปน็ แนวทางในการปฏิบตั ใิ นการป้องกันและควบคุมเชอื้ ดอ้ื ยาได้อย่างถกู ต้อง
2. เพือ่ เปน็ แนวทางในการดแู ลผปู้ ่วยท่ีเกิดการติดเชอ้ื ด้อื ยา
นยิ ามศัพท์
เช้ือดื้อยา หมายถงึ การที่เชอ้ื จลุ ชีพมีความทนทานต่อฤทธ์ิของยาต้าน จุลชีพท่เี คยใช้ทำลายเชื้อ
ชนดิ นนั้ ไดผ้ ล
เชื้อดื้อยาหลายขนาน (multidrug-resistant : MDR) หมายถึง เชื้อจุลชีพโดยเฉพาะอย่างย่ิง
เชื้อแบคทีเรียที่ผลตรวจ ทางห้องปฏิบัติการ พบว่าดื้อต่อยาปฏิชีวนะตั้งแต่สามกลุ่มขึ้นไป โดยเช้ือ
จะต้องดื้อตอ่ ยาทกุ ชนดิ ท่ีทำการทดสอบในกลมุ่ น้นั เช่น เช้อื แบคทเี รีย แกรมลบทด่ี ื้อยาหลายกลุ่ม เชื้อ
ที่ผลิตเอนไซม์ extended betalactamase (ESBL) นอกจากนี้แม้ว่าเชื้อบางชนิดจะระบุว่าดื้อต่อยา
เพ ียง ชน ิดเดียว เช่น Methicillin-resistant Staphylococcus aureus (MRSA), Vancomycin
resistant enterococci (VRE) แตเ่ ชื้อเหล่าน้ี มักดอื้ ยาท่มี ีใช้ในปจั จบุ นั ดว้ ย
เชอื้ จลุ ชพี 5 ชนดิ ทีพ่ บบอ่ ยในโรงพยาบาล และมักด้อื ยาตา้ นจลุ ชพี หลายขนาน ได้แก่
1. Escherichia coli
2. Klebsiella pneumoniae
3. Acinetobacter baumannii
4. Pseudomonas aeruginosa
5. Methicillin-resistant staphylococcus aureus (MRSA)
เชื้อดอ้ื ยาทีเ่ ป็นปัญหาของประเทศไทยซึ่งควรไดร้ บั การควบคุมเปน็ กรณีพิเศษ ได้แก่
1. Pseudomonas aeruginosa ท่ดี ื้อต่อยา Colistin
2. Acinetobacter baumannii ทด่ี ้อื ตอ่ ยา Colistin
3. Vancomycin resistant enterococci (VRE) เช่น เชื้อ Enterococcus faecium ที่
ดื้อต่อยา Vancomycin
4. Carbapenem-resistant enterobacteriaceae (CRE) เชน่ Escherichia coli,
5. Klebsiella pneumoniae ท่ีดอื้ ต่อยา Meropenam , imipenem
การปฏบิ ัตใิ นการปอ้ งกนั และควบคุมการแพร่กระจายเชอ้ื ดือ้ ยา
การปฏบิ ตั ใิ นการปอ้ งกนั และควบคุมการแพร่กระจายเชือ้ ดื้อยาในโรงพยาบาล ประกอบดว้ ย
กิจกรรม 5 กจิ กรรม ดงั นี้
68
1. การทำความสะอาดมอื
2. การสวมและถอดอุปกรณ์ป้องกันรา่ งกายสว่ นบคุ คล
3. การแยกผูป้ ่วยและอปุ กรณ์เครอื่ งใช้ของผปู้ ่วย
4. การจดั การส่งิ แวดล้อม
5. การสอื่ สาร
หมวดท่ี 1 การทำความสะอาดมือ
การทำความสะอาดมือตามขอ้ บ่งชี้ (5 Moments for hand hygiene) (WHO, 2010)
- ก่อนสมั ผสั ผู้ป่วย (Before touching a patient)
- ก่อนทำหตั ถการ (Before clean/aseptic procedure)
- หลงั สมั ผสั สารคดั หลง่ั จากรา่ งกายผ้ปู ว่ ย
- หลงั สมั ผสั ผูป้ ่วย (After touching a patient) เช่น หลงั พลกิ ตะแคงตัว หลงั จดั ทา่ นอน
- หลงั สมั ผสั ส่ิงแวดลอ้ มรอบตัวผปู้ ว่ ย
หมวดท่ี 2 การสวมและถอดอปุ กรณป์ ้องกนั รา่ งกายส่วนบคุ คล
1) สวมอปุ กรณ์ปอ้ งกนั ร่างกาย เม่อื ตอ้ งสมั ผสั ผู้ปว่ ย หรอื สิง่ แวดลอ้ มรอบตัวผปู้ ่วย
2) ล้างมือด้วย น้ำและสบู่หรือ Alcohol-based product หรือ น้ำและสบู่ผสมน้ำยาทำลาย
เชอ้ื ก่อนสวมอุปกรณ์ ป้องกันรา่ งกาย
3) ไมใ่ ช้ถงุ มือค่เู ดิมในการดูแลผู้ป่วยมากกว่า 1 ราย ไม่ล้างถงุ มอื เพ่ือใช้ซ้ำ เปลี่ยนถุงมือคู่ใหม่
เมอื่ ต้องสมั ผัสส่วนของร่างกายท่ีสะอาด หลังจากสัมผัสบริเวณทม่ี ีการปนเปอ้ื น และล้างมือหลังถอดถุง
มือทุกครั้ง ไม่ควรนำเสื้อคลุมแขนยาวชนิดกันน้ำ หรือ Chlorinated Polyethylene gown (CPE
gown) กลบั มา ใชซ้ ำ้ แมว้ ่าจะใหก้ ารดแู ลผ้ปู ว่ ยรายเดิม
4) ไม่ควรนำเสื้อคลุมแขนยาวชนิดกันน้ำ หรือ Chlorinated Polyethylene gown (CPE
gown) กลบั มาใช้ซ้ำแม้วา่ จะให้การดูแลผปู้ ว่ ยรายเดิม
5) เมื่อถอดอุปกรณ์ป้องกันร่างกายออก ระมัดระวังไม่ให้เกิดการปนเปื้อนเสื้อผ้าหรือผิวหนงั
แลว้ ทำความสะอาดมอื ดว้ ยน้ำและสบู่ผสมน้ำยาทำลายเชอื้ ก่อนออกจากบริเวณที่ให้การดแู ลผู้ปว่ ย
6) ทิ้งอุปกรณ์ป้องกันร่างกายแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งในถังขยะติดเชื้อดื้อยาที่จัดแยกไว้ สำหรับ
อุปกรณ์ป้องกันที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ควรใส่ในภาชนะที่มิดชิด เพื่อนำไป ทำความสะอาดและ
ทำลายเชื้ออย่างเหมาะสม
7) ไม่ใช้อุปกรณ์ปอ้ งกนั รา่ งกายซำ้ กับผูป้ ่วยรายเดิมและไม่ใช้ในการดูแลผ้ปู ว่ ยรายอน่ื
8) สวมแว่นป้องกันตา (goggle) หรือเครื่องป้องกันใบหน้า (face shield) หรือใช้อุปกรณ์
ร่วมกันหลายชนิดตามความจำเป็นหากคาดวา่ มีการ กระเด็นของเลอื ด สารคัดหลั่ง หรือสิ่งขบั ถา่ ยจาก
ผู้ปว่ ยเข้าตา จมกู หรือปาก
69
หมวดที่ 3 การแยกผ้ปู ่วยและอปุ กรณเ์ ครอ่ื งใช้ของผูป้ ว่ ย
1) หอ้ งแยก หากสามารถทำไดจ้ ัดใหผ้ ู้ป่วยท่ีตดิ เช้ือดือ้ ยาหรอื มีเชือ้ ดือ้ ยากอ่ นิคมอยู่ตามร่างกาย
ทีอ่ าจแพรเ่ ชื้อสู่ ผู้อน่ื ได้อยใู่ นหอ้ งแยก
2) ห้องเดยี วกัน หากห้องแยกมไี ม่พอ ควรจัดใหผ้ ูป้ ่วยโรคเดยี วกนั หรือมีการตดิ เชอ้ื ชนดิ เดียวกัน
อย่ใู นห้องเดียวกนั
3) ผู้ปว่ ยท่ีมโี อกาสติดเชื้อสูง หากจำเป็นต้องจัดให้ผ้ปู ว่ ยอยู่หอ้ งเดียวกับผู้ปว่ ยรายอ่ืนซ่ึงไม่ได้ มี
การติดเชื้อ ไม่ควรจัดให้ผู้ป่วยอยู่ในห้องเดียวกับผู้ป่วยที่มีโอกาสติด เชื้อสูง เช่น ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกัน
บกพรอ่ ง ผู้ปว่ ยทม่ี แี ผลเปิดหรือผู้ป่วย ทต่ี อ้ งอยู่โรงพยาบาลนาน จัดให้เตียงผ้ปู ว่ ยอยหู่ ่างกนั มากกว่า 3
ฟุต และปดิ มา่ นระหวา่ งเตยี งเพื่อลดโอกาสสมั ผสั ทางตรง
4) จดั ให้มแี อลกอฮอล์ทำความสะอาดมือทป่ี ลายเตียง ผปู้ ่วยทุกราย และในบรเิ วณท่ีให้การดูแล
รักษาผู้ปว่ ย
5) ควรแยกของผปู้ ่วยแต่ละราย ไม่ใช้รว่ มกับผูป้ ่วยรายอื่น เชน่ ปรอทวดั ไข้ เครอื่ งวัดความดนั หู
ฟงั แพทย์ ขวดรองรับปสั สาวะ หม้อนอน กระโถน ผา้ เช็ดตัว อุปกรณ์อาบนำ้
6) หลังการใช้อปุ กรณก์ ับผู้ปว่ ย ทำความสะอาดโดย ปรอทวดั ไขเ้ ชด็ ด้วย 70% แอลกอฮอล์ หฟู ัง
แพทยเ์ ชด็ ดว้ ย 70% แอลกอฮอล์ เคร่ืองวดั ความดันเช็ดดว้ ย 70% แอลกอฮอล์ หรือ กระดาษชุบน้ำยา
สำเร็จรูป สำหรับปลอกรดั แขน ทำความสะอาดและทำลาย เชอื้ อย่างเหมาะสม ภายหลงั ผู้ปว่ ยออกจาก
โรงพยาบาล
7) อุปกรณ์ที่ต้องใช้กับผู้ป่วยให้ใช้แบบที่สามารถใช้แล้วทิ้งได้ (disposable) และ กำหนดเป็น
ขยะตดิ เชอ้ื โดยทงิ้ ในถงุ แดงเพือ่ การเผาทำลาย
8) อุปกรณ์ใช้ซ้ำ (Reuse) ให้แยกทำความสะอาด และทำลายเชื้อด้วยน้ำยาที่เหมาะสม น้ำยาท่ี
ใช้ได้ คือ 0.5% โซเดียมไฮโปคลอไรด์ Virkon โดยผสมตามข้อแนะนำข้างซอง แผ่นทำความสะอาด
สำเร็จรูปทช่ี บุ น้ำยา Low level กลมุ่ Benzalkonium
9) เส้อื ผา้ ทใี่ ช้กับผูป้ ่วยแลว้ ให้แยกลงถังผ้าเป้อื น บรรจุในถุงแดงและระบเุ ส้ือผ้าผู้ป่วยติดเชื้อด้ือยา
สง่ ซกั ท่หี น่วยบริการผ้า
10) ขวดนำ้ ด่มื และถาดอาหารจัดแยก พจิ ารณาใช้แบบใชแ้ ลว้ ทงิ้ ได้
11) การทิ้งขยะ ขยะในห้องผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาเป็นขยะติดเชื้อ ไม่มีถังขยะทั่วไป และถังขยะ
recycle
12) ทำเครอ่ื งหมายผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยา ลงบนใบส่ังยา หรือเวชระเบยี นของผู้ปว่ ย ระบุว่า ไม่ควร
นำเวชระเบียนวางบนเตียงผู้ป่วย และเช็ดทำความสะอาดเวชระเบียนด้วยน้ำยาทำลายเชื้ออย่างน้อย
วนั ละ 1 คร้ัง หรอื ทุกคร้ังท่มี กี ารปนเปอื้ น
70
หมวดท่ี 4 การจดั การสงิ่ แวดลอ้ ม
1) การทำความสะอาดและทำลายเชื้อบริเวณพื้นผิวและอุปกรณ์ที่มีการปนเปื้อนเชื้อ รวมท้ัง
พืน้ ผวิ ทใี่ กล้เคียงผูป้ ว่ ย เช่น เตียง โต๊ะขา้ ง เตยี ง ราวก้นั เตยี ง และบริเวณที่มกี ารสัมผสั บอ่ ยกว่า บริเวณ
อ่ืนอยา่ งน้อยวนั ละ 1 คร้งั
2) การเช็ดทำความสะอาด เริ่มเช็ดบริเวณที่ปนเปื้อนน้อยไปยังบรเิ วณที่ปนเปื้อนมาก ได้แก่ ตู้
ขา้ งเตยี ง เคร่ืองช่วยหายใจ เครอ่ื งดูดเสมหะระบบทอ่ โต๊ะครอ่ มเตยี ง ราวก้ันเตียง และเตียง ตามลำดับ
3) พื้นผิวสิ่งแวดล้อมทั่วไป ที่ไม่ใช่บริเวณที่ให้การดูแลผู้ป่วย เช่น พื้น ผนัง ม่านบังตา และ
หน้าต่าง ทำความสะอาดด้วยน้ำและสารขัดลา้ งตามปกติ ในกรณีที่มีสิ่งเปรอะเปื้อนให้ทำความสะอาด
ทันที
4) พื้นผิวสิ่งแวดล้อมบริเวณ ให้การดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยา บริเวณที่มีเลือดหรือสารคัดหล่ัง
เปรอะเปอื้ น ให้ใช้กระดาษเชด็ ออกก่อนหลังจากนนั้ ทำความสะอาดด้วยน้ำและสารขัดล้าง และควรเช็ด
ตามดว้ ยน้ำยาทำลายเชื้อระดับตำ่
5) การสวมอุปกรณ์ปอ้ งกัน สวมอุปกรณ์ป้องกันอย่างเหมาะสมเมื่อทำความสะอาดสิ่งแวดล้อม
สวมถุงมือยางอย่างหนา ผ้าปิดปากและจมูก และผ้ากันเปื้อนพลาสติก การใช้ถุงมือ แยกถุงมือที่ใช้ใน
การทำความสะอาดและทำลายเช้ือ สงิ่ แวดล้อมของผู้ป่วยติดเชื้อด้ือยา เปลย่ี นถงุ มือใหม่ทุกรายหากไม่
สามารถทำได้ ควรทำความสะอาด บรเิ วณผปู้ ่วยตดิ เชอื้ ดือ้ ยา เปน็ ลำดบั สดุ ทา้ ย
6) หลงั การทำความสะอาด หรอื จดั การสิ่งแวดลอ้ ม ถอดอุปกรณป์ อ้ งกันร่างกายออก ระมดั ระวัง
ไม่ให้เกดิ การแปดเปื้อนเสื้อผ้าหรอื ผวิ หนัง แล้วทำความสะอาดมือด้วยน้ำและสบู่ผสมน้ำยาทำลายเช้อื
กอ่ นออกจากบริเวณที่ให้การดูแลผูป้ ่วย ท้ิงอปุ กรณ์ป้องกนั ร่างกายแบบใช้ ครั้งเดียวในถังขยะมูลฝอยติดเช้ือ
ดอื้ ยาทจ่ี ัดแยกไว้
หมวดท่ี 5 การสอ่ื สาร
1) ทำเครื่องหมายหรือสญั ลักษณ์ ผู้ป่วยติดเชื้อด้ือยา เช่น ใบสั่งยา หรือ เวชระเบียนของผูป้ ่วย
เพือ่ ส่อื สารในหนว่ ยงาน และระหว่างหนว่ ยงาน
2) กรณมี ีการเคลอื่ นยา้ ยผปู้ ่วย กรณีมกี ารเคลื่อนย้ายผู้ปว่ ย ให้ประสานงานและแจ้งบุคลากร ท่ี
ต้องส่งต่อผูป้ ่วย รวมถึงแจ้งพนักงานเปลรับส่งผู้ป่วย และจัดเตรียม อุปกรณ์ปอ้ งกัน (CPE gown หรือ
กาวน์กนั นำ้ /พลาสตกิ ถงุ มือ หรอื หน้ากากเม่ือมีข้อบง่ ช)้ี
3) กรณีเคลื่อนย้ายผูป้ ่วยโดยใช้ลิฟต์ ประสานงานและแจ้งพนักงานควบคุมลฟิ ตใ์ ห้มารับเฉพาะ
ผ้ปู ว่ ย รายนี้ งดรับบคุ คลอน่ื และจัดเตรยี มอุปกรณ์ CPE gown หรือกาวน์ นำ้ /พลาสตกิ ถงุ มือ และผ้า
เช็ดทำความสะอาดลฟิ ต์ (ใช้ครั้งเดียว) นำ้ ยาทำลายเชื้อ 2 ชุด พรอ้ มถุงพลาสตกิ เพื่อใสอ่ ปุ กรณ์ทีใ่ ชแ้ ล้ว
71
แนวทางปฏิบตั ิการปอ้ งกันอุบตั เิ หตจุ ากของมคี ม สัมผัสเลือดและสารคดั หลัง่
ขณะปฏิบตั ิงาน
วตั ถุประสงค์
1. เพือ่ ป้องกันอุบตั เิ หตจุ ากของมคี มหรอื สัมผสั เลอื ดและสารคดั หลง่ั ขณะปฏบิ ัติงาน
2. บุคลากรผู้ปฏิบัติสามารถปฏิบัติตนได้ถูกต้องหากเกิดอุบัติเหตุจากของมีคมหรือสัมผัสเลือด
และสารคัดหลงั่ ขณะปฏิบตั ิงาน
นยิ ามศัพท์
การสัมผัส หมายถึง การสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งท่ีมีโอกาสติดเชือ้ ได้แก่ การถูกของมีคมท่มิ
ผ่านผิวหนงั การสัมผสั กับเยื่อบตุ า่ ง ๆ เช่น กระเดน็ เข้าตาหรอื ปาก
สารคดั หล่ัง หมายถงึ สิ่งทอ่ี อกจากร่างกายผู้ปว่ ยทีอ่ าจมีการปนเปอื้ นเชอื้ เช่น นำ้ ไขสันหลัง น้ำ
เยื่อหุ้มปอด นำ้ ในชอ่ งท้อง น้ำคร่ำ เปน็ ต้น
แนวทางปฏบิ ตั ิเพ่ือปอ้ งกันอบุ ัตเิ หตขุ ณะปฏบิ ตั งิ าน มดี งั น้ี
1. กำหนดให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอุบัติเหตุขณะปฏิบัติงาน โดยใช้หลัก
Standard Precautions ในการปฏบิ ตั งิ าน ดังนี้
1.1 การปฏิบัตเิ พ่อื ปอ้ งกันอุบตั เิ หตจุ ากของแหลมหรอื ของมีคม
1) เขม็ ฉีดยาและเจาะเลอื ด: หา้ มสวมปลอกเข็มกลบั โดยใช้มือจบั ปลอกเขม็ หากมี
ความจำเป็นจะต้องสวมปลอกเข็มตอ้ งใช้อปุ กรณ์หรือเคร่ืองมือช่วยจับปลอกเขม็ ใหต้ รงึ อยกู่ บั ท่ี
2) การทำลายเข็มที่ใช้แล้ว: เข็มที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งให้ทิ้งในภาชนะท่ีมีฝาปิดมิดชิด
เม่ือถงึ ¾ ของภาชนะแลว้ ใส่ถงุ ขยะสีแดง และสง่ ไปกำจดั
3) เข็มเย็บแผล: ให้ใช้คีม (Needle holder) จับเข็มเสมอไม่จับด้วยมือโดยตรง
ระหว่างทม่ี กี ารใชเ้ ข็มเยบ็ แผลหลังใชค้ ร้งั แรกแลว้ ให้ซ่อนปลายเขม็ เพื่อป้องกันอุบตั เิ หตุ
4) เคร่ืองมือใชผ้ ่าตัดและของมีคมอ่นื : หา้ มสง่ จากมอื คนหน่งึ ไปสมู่ อื อีกคนหน่ึงโดยตรง
ให้ส่งโดยวางในภาชนะรองรับแล้วจึงหยิบ ห้ามถอดใบมดี ออกจากด้ามโดยไม่ใชค้ ีมจบั (Clamp)
5) เครื่องแก้วแตก: การหักหลอดยาให้ใช้ผ้าสะอาดรอง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจาก
เศษแกว้ สำรวจความเสียหายของเคร่ืองแกว้ เชน่ มรี อยแตก บิน่ หรอื ร้าว กอ่ นนำมาใชง้ านและหลังใช้
งานทำการลา้ งเครือ่ งแกว้ ดว้ ยความระมัดระวงั
1.2 การใชอ้ ปุ กรณป์ อ้ งกนั อนั ตรายส่วนบคุ คล
72
การเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่ถูกต้อง เหมาะสม จะสามารถช่วยป้องกันการ
สัมผัสเลือด และสารน้ำจากร่างกาย ทั้งนี้การเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันจะต้องพิจารณาถึงความจำเป็นและ
ความเหมาะสมของอปุ กรณป์ อ้ งกันแตล่ ะชนดิ ดังน้ี
1.2.1 การใชถ้ งุ มอื
1) เลอื กใช้ชนดิ ของถุงมอื ให้สอดคลอ้ งกับกิจกรรม ซึง่ ประกอบด้วย
ก. ถงุ มอื ปราศจากเช้ือ (Sterile Glove) ไดแ้ ก่
- Surgical Glove ขนาดสั้น สำหรับหัตถการ
- Surgical Glove ขนาดยาว สำหรับการล้วงรกและการผ่าตัดที่มีเลือดออก
มาก
- Examination Glove สำหรบั การตรวจทั่วไปทต่ี ้องการความปราศจากเช้ือ
ข. ถงุ มอื สะอาด (Clean Glove) ไดแ้ ก่
- Examination Glove สำหรับการตรวจทวั่ ไป ทีต่ อ้ งการความสะอาด
เท่าน้นั
- Heavy Duty Glove ถงุ มอื ยางหนาหรือถงุ มอื แมบ่ า้ น สำหรับงานซักลา้ ง
2) ใส่ถงุ มอื ทุกครั้งทมี่ อื มีบาดแผล หรอื ใหก้ ารดูแลผูป้ ่วยท่คี ิดวา่ จะสมั ผัสส่ิงที่อาจมี
เชอ้ื โรคได้
3) เมือ่ ปฏิบตั งิ านใดโดยใส่ถงุ มือเรยี บร้อยแลว้ ลา้ งถุงมอื ทีเ่ ปื้อนเลือดหรือสิ่งสกปรกที่
อา่ งลา้ งมือกอ่ นถอดถุงมือออกด้วยความระมัดระวังการกระเด็นของน้ำระหว่างการล้างมอื แล้วจึงถอดถุงมือ
ออกใสถ่ งั ทเ่ี ตรยี มไว้ และลา้ งมือให้สะอาดหลงั จากถอดถงุ มือทันที (วิธนี ใ้ี ช้ในโรงพยาบาลท่ีมีระบบบำบัดน้ำ
เสยี และกรณีเปน็ ถุงมือที่นำกลับมาใช้อกี )
4) ต้องเปล่ียนถุงมือหรือล้างมอื ทุกครั้งเมื่อจะปฏิบัติกิจกรรมใหม่ ดูแลผู้ป่วยราย
ใหม่ จบั ตอ้ งผ้ปู ว่ ยทเ่ี ป้ือนเลือดหรือสารน้ำจากร่างกาย หรือทุกครัง้ ท่ใี ชถ้ ุงมือปราศจากเช้ือแล้วเกิดการ
ปนเป้อื น (Contamination)
1.2.2 การใช้เสื้อคลุม ควรพิจารณาตามกิจกรรมที่ปฏิบัติ เมื่อใช้เสื้อคลุมแล้วให้ระมัดระวัง
ไม่จบั ด้านนอกของเสื้อเมอื่ จะถอด ควรคอ่ ย ๆ ถอดเสอื้ คลุมออก แลว้ มว้ นใหด้ ้านในอยู่ด้านนอก นำเส้ือคลุม
ไปใสภ่ าชนะทีเ่ ตรยี มไว้แลว้ ล้างมอื และใชเ้ สอ้ื คลมุ 1 ตวั ตอ่ การดแู ลผปู้ ่วย 1 คน
1.2.3 การใช้ผ้ายางกันเปื้อนใช้เสริมในการป้องกันเมื่อคาดว่าจะมีเลือดหรือสารน้ำจาก
ร่างกาย ผปู้ ่วยกระเดน็ หรอื พุ่งเข้าสรู่ ่างกายบุคลากรเปน็ ปริมาณมาก หรอื ขณะลา้ งเคร่ืองมือท่ีปนเปื้อน
จำนวนมาก เพ่อื ป้องกันนำ้ กระเด็นสบู่ ุคลากร
1.2.4 การใชผ้ า้ ปิดปาก จมกู ควรใช้เพือ่ ใหก้ ารดูแลผู้ใชบ้ ริการท่ีคาดวา่ จะมีเลือดหรือสาร
นำ้ จากรา่ งกายของผใู้ ช้บริการกระเด็นหรือพงุ่ เขา้ สใู่ บหน้า
73
1.2.5 การใช้แว่นป้องกันตา ใช้กรณีหัตถการที่อาจมีเลือดกระเดน็ เข้าตา เช่น การผ่าตัด
การทำคลอด การดดู เสมหะ การกรอฟนั หรอื การเลอ่ื ยกระดกู การปฏบิ ัติงานในห้องปฏบิ ัตกิ าร เปน็ ต้น
ชนิดของแว่นทีป่ อ้ งกันตา มีดงั นี้
1) แว่นธรรมดาไมม่ ีแผงก้ัน ไม่สามารถปอ้ งกันตาจากการกระเด็นเขา้ ด้านข้างและ
ด้านล่าง ไม่เหมาะสำหรบั หัตถการทม่ี คี วามเสย่ี ง
2) แว่นตาท่ีมีแผงก้ันบริเวณแผงกนั้ ด้านขา้ งและดา้ นล่างจะกระชบั กับใบหนา้ ช่วย
ปอ้ งกันสารนำ้ และละอองได้อยา่ งดี
3) แว่นตาวา่ ยน้ำ จะกระชับแน่นกบั ใบหน้า ป้องกนั ไม่ให้ละอองเข้าตา แว่นชนิดนี้
มขี อ้ เสีย คอื ถา้ ใสน่ านอาจจะเจ็บหรือมองอะไรไมค่ อ่ ยชัด
4) หน้ากาก (Fall shield) เป็นแผงติดกับกรอบใชส้ วมศีรษะ มีน้ำหนักเบาสวมใส่
สะดวก แตก่ ารปอ้ งกันน้ำหรอื ละอองที่เขา้ ทางด้านขา้ ง และดา้ นล่างไมค่ อ่ ยดี แวน่ ตาหรือหน้ากากต้อง
ได้รบั การทำลายเชอ้ื ทกุ คร้ังหลงั การใชง้ าน
1.2.6 การใช้หมวก การปฏิบัติใช้หลกั เดยี วกบั ผ้าปดิ ปาก – จมกู
1.2.7 การใช้รองเท้าบู๊ท ช่วยป้องกันมิให้เลือด และสารน้ำจากร่างกายผู้ป่วยไหลนองหรือ
กระเด็นสมั ผัสเทา้ หรือขาของบุคลากร ชว่ ยปอ้ งกนั ของมคี มท่ีอาจตกลงสู่เบ้อื งลา่ งท่มิ ตำเท้า
1.3 การปฏิบตั ิต่อส่ิงส่งตรวจ
1) สวมถุงมอื ทุกครัง้ ขณะรบั และตรวจส่งิ ส่งตรวจ และใช้ถงุ มอื ชนดิ ใช้คร้ังเดยี วทงิ้
2) ควรปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง ไมร่ บี ร้อน
3) ขณะสวมถงุ มือปฏบิ ัติงานห้ามจบั ตอ้ งส่วนต่าง ๆ ของร่ายกาย หรอื สัมผัสวัสดุอุปกรณ์
อืน่ นอกเหนอื จากทเ่ี กย่ี วข้องกับส่งิ ส่งตรวจ
4) ส่ิงสง่ ตรวจเปน็ ขยะตดิ เชื้อ แยกใสถ่ งุ ขยะตดิ เชือ้ (สีแดง) กำจัดโดยการเผา
1.4 การปฏบิ ัติในการเก็บขยะ
1.4.1 พนกั งาน ต้องสวมถุงมอื ยางอย่างหนา ผ้ายางกนั เป้อื น และรองเทา้ บูท๊
1.4.2 การเกบ็ ขยะ ใหใ้ สข่ ยะเพยี ง 3 ใน 4 ของถุงเพ่ือสามารถผกู ปากถงุ ได้
1.4.3 รถขนขยะ ต้องเป็นรถที่ปิดมิดชิด น้ำไม่รั่วและต้องทำด้วยวัสดุเรียบ ล้างทำความ
สะอาดงา่ ย
1.4.4 การขนส่งขยะ ตอ้ งจบั ทค่ี อถุง การยกหรอื วางให้ทำอย่างนมุ่ นวลไม่โยน หรือขว้าง
1.4.5 ท่ีเก็บหรือที่พักขยะ ต้องเป็นที่มิดชิด เข้า-ออกได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ
เท่าน้นั และต้องสามารถปอ้ งกนั สัตวแ์ ละแมลงได้
1.4.6 ขยะติดเชื้อให้เผาทกุ ชน้ิ
1.4.7 ข้อควรระวงั
1) ห้ามทงิ้ ของแหลมหรอื ของมีคมลงในถงั ขยะหรือถงุ ขยะ
74
2) หา้ มรือ้ ค้นขยะในถงุ หรือถงั ขยะ เพราะอาจถูกเข็มหรอื ของมีคมท่มิ ตำได้
2. ข้อกำหนดในการเฝ้าระวังการติดเชื้อของบุคลากรที่ได้รับอุบัติเหตุจากของมีคม หรือสัมผัส
เลอื ดและสารคดั หลง่ั ขณะปฏบิ ตั งิ าน ดงั น้ี
2.1 ในเวลาราชการ แจ้งผู้บงั คับบญั ชาและกลุ่มงานป้องกันและควบคมุ การติดเชื้อ (โทร.
1094) เพื่อให้บุคลากรได้รับการดูแลให้คำปรึกษาที่ถกู ต้อง รวมถึงเพื่อบันทึกประวัติการเกิดอุบัติเหตุ
โดยรายละเอียด
2.2 นอกเวลาราชการ แจ้งหัวหน้าเวร/พยาบาลตรวจการและพยาบาล ER เพื่อรับ
คำแนะนำที่ถูกตอ้ งและบนั ทกึ ประวตั ิการเกดิ อบุ ัตเิ หตุโดยรายละเอยี ด
2.3 พยาบาลควบคุมการติดเชื้อ เฝ้าระวังการเกิดอุบัติเหตุจากของมีคมหรือสัมผัสเลือด
และสารคัดหลั่งและการติดเชื้อในบุคลากร เพื่อกำหนดเป็นนโยบายและประเมินการดำเนินงานการ
ปอ้ งกันการติดเชอื้ ในบคุ ลากร
75
เอกสารอ้างอิง
Center for Disease Control and Prevention. (2019). Containment Strategy Guidelines:
Interim Guidance for a Public Health Response to Contain Novel or Targeted
Multidrug-resistant Organisms (MDROs).
https://www.cdc.gov/hai/containment/guidelines.html
สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2563). แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันและ
ควบคมุ การติดเชื้อในโรงพยาบาล (พิมพ์ครง้ั ที่ 1). อักษรกราฟฟคิ แอนด์ดไี ซน์.
อะเคอ้ื อณุ หเลขกะ. (2560). แนวทางการปอ้ งกนั และควบคุมการติดเชือ้ ในโรงพยาบาล (พิมพ์ครง้ั ที่ 1).
ม่ิงเมอื งนวรัตน์
76
การทำลายเชอื้ และการทำให้ปราศจากเชอื้ สำหรบั อปุ กรณ์เครอื่ งมือทางการแพทย์
วตั ถุประสงค์
1. เพ่ือเปน็ แนวทางในการจดั การอปุ กรณ์เครือ่ งมอื ทางการแพทยท์ ใี่ ช้แลว้
2. เพอื่ เป็นแนวปฏิบตั ิการปอ้ งกนั การตดิ เช้ือจากการใช้อุปกรณ์เคร่อื งมอื ทางการแพทย์
นิยามศัพท์
การทำลายเชื้อ ( Disinfection ) หมายถึง กระบวนการทำลายจุลชีพบางทุกชนิด ยกเว้นสปอร์
ของแบคทีเรยี
การทำให้ปราศจากเชื้อ (Sterilization) หมายถงึ การกำจัดหรือทำลายเชือ้ จุลชีพทกุ ชนดิ รวมท้ัง
สปอรข์ องเชือ้ แบคทเี รยี
อุปกรณเ์ ครือ่ งมือทางการแพทย์ หมายถึง อุปกรณ์หรอื เครอ่ื งมอื ท่ีใช้ในกิจกรรมหรอื กระบวนการ
รักษาพยาบาล
การปฏบิ ัติในการทำลายเชื้อและการทำให้ปราศจากเช้อื อปุ กรณเ์ คร่อื งมอื ทางการแพทย์
อุปกรณเ์ ครือ่ งมือทางการแพทย์ที่ใช้กับผู้ป่วยแล้ว จำเป็นต้องไดร้ ับการทำลายเชอื้ และการทำให้
ปราศจากเชอ้ื อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ เพ่ือให้ผปู้ ว่ ยปลอดภยั จากการตดิ เชื้อจากการใช้อุปกรณ์
เครื่องมือทางการแพทย์น้ัน ๆ การทำลายเชือ้ และการทำใหป้ ราศจากเช้ือจงึ เป็นกิจกรรมท่มี คี วามสำคัญ
ต่อการดูแลรักษาผู้ป่วย ทั้งนี้การเลือกวิธีการทำลายเชื้อและการทำให้ปราศจากเชื้อที่ถูกต้องและ
เหมาะสม เพอ่ื ปอ้ งกันอปุ กรณเ์ คร่อื งมือทางการแพทย์เสยี หาย และเกิดความค้มุ ค่าคุ้มทนุ
การแบง่ ประเภทอุปกรณ์เครอ่ื งมอื ทางการแพทย์ แบ่งเปน็ 3 ประเภท คือ
1. Critical Item เปน็ อุปกรณ์หรอื เครื่องมอื ทางการแพทยท์ ่ีต้องสอดใส่เขา้ สู่เน้ือเย่ือที่ปราศจาก
เชื้อของร่างกายหรือกระแสโลหิต อุปกรณ์ประเภทนี้ได้แก่ เครื่องมอื ผ่าตัด เข็ม อวัยวะเทียม สายสวน
หัวใจ และสายสวนปัสสาวะ อุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ควรได้รับการทำให้ปราศจากเชื้อโดยการอบไอน้ำ
ภายใต้ความดัน หากอุปกรณ์ทนความร้อนสูงไม่ได้อาจทำให้ปราศจากเชื้อโดยการอบแก๊ส Ethylene
oxide หรือใช้วิธี low-temperature sterilization วิธีอื่น หรือการใช้น้ำยาทำลายเชื้อ ได้แก่ 2%
glutaraldehyde , 6% stabilized hydrogen peroxide, peracetic acid แต่การแชอ่ ุปกรณ์ในนำ้ ยา
ทำลายเชอื้ จะตอ้ งใชเ้ วลาในการแชอ่ ุปกรณ์ในน้ำยานาน 6-10 ช่วั โมงและจะต้องปฏิบตั ติ ามแนวทางการ
ทำลายเชื้อด้วยความระมัดระวัง คือต้องลา้ งอุปกรณใ์ ห้สะอาด เช็ดให้แห้ง แช่อุปกรณ์ในน้ำยาทำลายเชือ้
ในระยะเวลา อุณหภูมิ และระดับความเป็นกรดด่างตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ล้างด้วยน้ำกล่ัน
ปราศจากเช้อื เช็ดด้วยผา้ ปราศจากเช้ือ และเกบ็ ในภาชนะท่ปี ราศจากเช้ือ
77
2. Semi-critical Item เป็นอปุ กรณ์ท่ีต้องสัมผสั เยือ่ บุของร่างกาย หรอื ผวิ หนงั ท่มี บี าดแผล มี
รอยถลอก อปุ กรณใ์ นกลมุ่ น้ี ได้แก่ อุปกรณ์เคร่อื งช่วยหายใจ อปุ กรณ์ดมยาสลบ endoscope และ
ปรอทวัดไข้ การทำลายเชอ้ื ในอปุ กรณป์ ระเภทนีอ้ ย่างน้อย ควรทำลายเชื้อโดยใชว้ ิธี Pasteurization
หรือการทำลายเช้อื ระดับสูง (high-level disinfection) โดยใชน้ ้ำยาทำลายเช้อื ระดับสูงไดแ้ ก่ 2%
glutaraldehyde, 6% stabilized hydrogen peroxide, peracetic acid, chlorine หรือ chlorine
compounds
3. Non-critical Item เป็นอปุ กรณ์ท่ีสมั ผสั กับผิวหนังปกติ ไม่มีบาดแผลหรือไมม่ ีรอยถลอกและ
ไม่ไดส้ ัมผสั กบั เย่ือบุของร่างกาย อปุ กรณใ์ นกลมุ่ นีไ้ ด้แก่ หม้อนอน เครอ่ื งวดั ความดนั โลหติ ไม้ยันรักแร้
ไมก้ น้ั เตียง เครอื่ งผา้ ภาชนะใส่อาหาร โต๊ะขา้ งเตียง เป็นตน้ การทำลายเชอื้ สามารถทำได้ในหอผู้ป่วย
โดยใช้วิธี low-level disinfection น้ำยาทำลายเชื้อท่ใี ช้ไดแ้ ก่ quaternary ammonium
compounds
การทำลายเชื้อ ( Disinfection )
การทำลายเชอ้ื ทำไดโ้ ดยการใชส้ ารเคมี หรือใชว้ ิธกี ารทางกายภาพ เชน่ การใช้ความรอ้ น สารเคมี
ที่ใช้ทำลายเชื้อบนเครื่องมือหรือบนพื้นผิวต่าง ๆ เรียกว่า Disinfectants สารเคมีที่ใช้ทำลายเชื้อท่ี
ผิวหนังและส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เรยี กวา่ Antiseptics
การทำลายเชอ้ื แบ่งตามประสิทธภิ าพในการทำลายเชอ้ื ได้เป็น 3 ระดบั คือ
1. การทำลายเชื้อระดับสูง (High-Level Disinfection) สามารถทำได้ถึงระดับ ปราศจากเช้ือ
ได้แก่ การอบแก๊ส ethylene oxide, การอบไอน้ำความดันสูง (Autoclave) และการใช้น้ำยาทำลาย
เชื้อ (Glutaraldehyde, Chlorine Dioxide, Hydrogen Peroxide และ Peracetic Acid เป็นตน้ )
2. การทำลายเชอื้ ระดับกลาง (Intermediate Disinfection) น้ำยาทำลายเชื้อทีอ่ ยใู่ น กลมุ่ น้ำยา
ทำลายเชื้อระดับกลาง ได้แก่ แอลกอฮอล์ (70-90% ethanol หรือ isopropanol) Chlorine
Compounds, Phenolic และ Iodophor มีประสทิ ธภิ าพในการทำลายเช้อื ไวรสั ได้อย่างกว้างขวาง แต่
ไม่ไดท้ ุกชนิด
3. การทำลายเชื้อระดับต่ำ (Low-level Disinfection) การทำลายเชื้อระดับต่ำสามารถทำลาย
เชือ้ แบคทเี รีย เชื้อไวรัสและเชื้อราบางชนิด แต่ไม่สามารถทำลายสปอร์ของแบคทีเรียได้ วิธีนี้เหมาะกับ
อุปกรณป์ ระเภท Noncritical items
นำ้ ยาทำลายเชอื้ ทใ่ี ชใ้ นโรงพยาบาล
1. Alcohol: แอลกอฮอล์จัดเป็นน้ำยาทำลายเชื้อระดับกลาง (Intermediate Level
Disinfectant) แอลกอฮอล์ที่ใช้ในการทำลายเชื้อมี 2 ชนิด คือ Ethyl alcohol (Ethanol) และ
Isopropyl alcohol แอลกอฮอล์มีฤทธ์ใิ นการทำลายเช้ือแบคทเี รยี เช้อื วณั โรค เชือ้ รา และเชอื้ ไวรัส แต่
78
ไม่สามารถทำลายสปอร์ของเช้ือแบคทีเรียได้ ความเข้มข้นทีเ่ หมาะสมของ ethyl alcohol ซึ่งสามารถ
ทำลายเช้ือได้ดี คอื 70% สำหรบั isopropyl alcohol ความเข้มข้นทเี่ หมาะสม คอื 90% ในทางทันตก
รรมใช้เป็นน้ำยาทำลายเชือ้ บรเิ วณพน้ื ผวิ (Surface disinfectant)
2. Chlorine และ Chlorine Compounds: สารละลายคลอรีนมีฤทธิ์ในการทำลายเช้ือ
จุลชีพสูง แต่ก็มีฤทธิ์กัดกร่อนและไม่ค่อยคงตัว สามารถทำลายเชื้อ Staphylococcus aureus,
Salmonella choleraesuis และ Pseudomonas aeruginosa 0.5% sodium hypochlorite ใช้ใน
การทำลายเช้อื บริเวณที่เปอ้ื นเลือดและสารคดั หลัง่ โดยเช็ดคราบเลอื ดหรอื สารคัดหลั่งออกใหห้ มดก่อน
3. Glutaraldehyde: เปน็ น้ำยาทำลายเชื้อระดับสงู สามารถเปน็ chemical sterilant มี
ประสิทธิภาพในการทำลายเชือ้ แบคทเี รยี เชือ้ pseudomonas เชอื้ รา เช้อื ไวรัส รวมท้งั เช้ือเอชไอวี และ
เช้ือไวรสั ตบั อักเสบ บี และสปอรข์ องเชอ้ื แบคทเี รยี เมื่อแช่อปุ กรณ์ในน้ำยาน้ี 6-10 ช่วั โมง
4. Hexachlorophene: เป็นน้ำยาทำลายเชื้อที่ใช้กับผิวหนังจึงใช้ผสมในสบู่ ใช้ในการ
ทำลายเชื้อบนมือก่อนการผา่ ตัด รวมทั้งใช้ในการทำความสะอาดผิวหนังของผู้ป่วยที่จะได้รับการผา่ ตดั
5. Iodophors: ใช้เป็น antiseptic และ disinfectant เช่น Povidone-Iodine หรือ
Betadine คอื Iodophors ผสมกับสารฟอกลา้ งใชเ้ ปน็ น้ำยาสำหรับล้างมอื
6. Phenolic Compounds: สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบได้อย่าง
กว้างขวาง Phenolic ที่มีใช้คือ Lysol ซึ่งใช้ในการกำจัดเชื้อจุลชีพในสิ่งแวดล้อมของโรงพยาบาลหรือ
คลนิ ิก แต่ปัจจุบนั ไมค่ อ่ ยนยิ มเพราะมกี ลิ่นเหม็น
มาตรฐานการใชน้ ้ำยาทำลายเชอ้ื
นำ้ ยา ประสทิ ธภิ าพการทำลาย ข้อบ่งใช้ ความคงตัว
Alcohol 70% เชื้อ หลังเปิดใช้
Intermediate level -ใช้เช็ดฆ่าเชื้อที่ผิวหนัง 1 เดอื น
Disinfectant ก่อนฉีดโดยรอให้ผิวหนัง
แหง้ แล้วจึงฉีดยา
-ใช้แช่เครื่องมือที่ต้องการ
ฤทธิ์ฆ่าเชื้อระดับกลาง
เช่น TB, HIV, HBV ใชเ้ วลา
10 นาที
-ใช้เช็ดคราบสารคัดหล่ังท่ี
หกรดพ้นื
79
นำ้ ยา ประสิทธภิ าพการทำลาย ขอ้ บ่งใช้ ความคงตวั
เช้ือ หลงั เปิดใช้
Alcohol 95% Intermediate level -แช่ slide เนื้อเยื่อหลัง 1 เดือน
Disinfectant ตรวจภายในเพื่อส่งตรวจ
มะเรง็ ปากมดลูก
Alcohol hand Intermediate level -ฟอกทำความสะอาดมือที่ 1 เดอื น
rub Disinfectant ไม่มีการสัมผัสสิ่งปนเปื้อน
เช่น เลอื ด หรือสารคัดหลั่ง
อย่างชัดเจน
Chlorhexidine Low level -ใช้ scrub ผิวหนัง มือ 1 เดอื น
scrub 4% (Hibi Disinfectant กอ่ นผา่ ตัด
scrub)
-ฟอกทำความสะอาดมือที่
เปือ้ นส่ิงสกปรกจากผูป้ ่วย
Glutaraldehyde High level -แช่เครื่องมอื ท่เี ป็นพลาสติก 28 วันหลังผสม
2% (Cidex) Disinfectant ของหอ้ งทนั ตกรรม
-แช่ tube เลือด, กระป๋อง
U/A ของห้อง Lab
Povidone Low level -เชด็ ผิวหนังบรเิ วณท่ีจะทำ 1 เดอื น
iodine 7.5% Disinfectant หตั ถการ โดยรอจนผิวหนัง
แห้ง (ใช้เวลาประมาณ 30
วินาที – 2 นาที) แล้วจึง
ทำหัตถการ
หมายเหตุ
- ให้เขียน วัน เดือน ปี เวลาที่เปิดใช้ และวัน เดือน ปี เวลาที่หมดอายุ ติดไว้ที่ขวดยา, น้ำยาและ
ของ Sterile ทเี่ ปิดใชท้ ุกครง้ั
- การเปดิ ใชน้ ำ้ ยาตา่ ง ๆ ตอ้ งยดึ หลัก aseptic technique ทกุ ครง้ั
80
การทำใหป้ ราศจากเชือ้ (Sterilization)
การทำให้ปราศจากเช้ือ (Sterilization) หมายถึง การกำจัดหรือทำลายเชอื้ จุลชีพทกุ ชนิดรวมท้งั
สปอร์ของเช้อื แบคทเี รีย
วิธีการทำใหป้ ราศจากเชอื้ แบ่งออกได้เปน็ 2 วิธี คือ
1. วธิ ีทางกายภาพ (Physical Method)
- การใช้ความรอ้ น (Thermal or Heat sterilization)
- การใช้ความร้อนชื้น (Steam under pressure หรอื moist heat
- การใช้ความรอ้ นแห้ง (Hot air หรือ dry heat)
- Ionizing radiation
2. วิธที างเคมี (Chemical Method)
- การใช้แก๊ส ไดแ้ ก่ Ethylene oxide gas, Formaldehyde gas, Hydrogen Peroxide
Plasma
- การใช้ Chemical sterilant คือ high-level disinfectant ได้แก่ glutaraldehyde
และ hydrogen peroxide และ peracetic acid
การทำให้ปราศจากเชื้อโดยวิธีการทางกายภาพ (Physical Method) ประกอบด้วย
1. การใช้ความรอ้ น วธิ ีการทำให้ปราศจากเช้ือโดยใชค้ วามร้อนเป็นวธิ ที ีป่ ฏบิ ัตไิ ด้งา่ ย และ
มีประสิทธิภาพสูงสุดโดยทั่วไปเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นระยะเวลาที่ใช้ในการทำให้ปราศจากเชื้อจะสั้นลง
วิธีการทำให้อุปกรณ์ปราศจากเช้ือโดยใช้ความร้อนสามารถทำไดโ้ ดยการเผา การใช้ความร้อนแห้ง การ
ต้ม การนึ่งไอน้ำภายใต้ความดัน
2. การใช้ความร้อนแห้ง (Dry heat) การทำให้ปราศจากเชื้อวิธีนี้จะบรรจุอุปกรณ์ในเตา
อบโดยใช้อุณหภูมิสูง 160-180 องศาเซลเซียสเป็นเวลานาน 1-2 ชั่วโมง เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการทำ
ให้อปุ กรณ์ประเภทแก้วและโลหะปราศจากเชอ้ื
3. การตม้ (Boiling) การตม้ ในนำ้ เดอื ด 100 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที สามารถทำลาย
เชื้อแบคทีเรียได้ทุกชนิดและเชื้อไวรัสได้เกือบทุกชนิด อย่างไรก็ตามสปอร์ของเชื้อแบคทีเรียบางชนิด
สามารถทนต่อการต้มเป็นเวลานานได้ ดังนั้นการต้มจึงไม่ใช่วิธีการทำให้ปราศจากเชื้อที่เชื่อถือได้
แน่นอน
4. การใช้ความร้อนชื้น (Moist heat) การนึ่งไอน้ำภายใต้ความดันเป็นวิธีการท่ีทำให้
อุปกรณ์ปราศจากเชือ้ โดยใช้ความร้อนช้ืน ซึ่งเปน็ วธิ ีการที่มปี ระสิทธิภาพที่สุด การใช้เครือ่ งนึ่งไอน้ำใน
81
การทำให้อุปกรณ์ปราศจากเชื้อ ระยะเวลาที่นึ่งจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความดัน หากอุณหภูมิสูงขน้ึ
ความดนั สูงข้ึน ระยะเวลาที่ใชใ้ นการทำใหป้ ราศจากเช้อื จะสน้ั ลง
5. การใช้รังสี (Ionizing radiation) การใช้รงั สีคลนื่ สน้ั ในการทำให้อุปกรณ์ปราศจากเชื้อ
เป็นวธิ กี ารที่มปี ระสิทธภิ าพท้ังรังสเี อก๊ ซ์ (X-rays) และรังสแี กมมา (Gamma Rays)
6. รังสีอุลตร้าไวโอเลท (Ultraviolet light: UV) สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด
แต่การแทรกซึมเข้าสู่อุปกรณ์ไม่ดี เพื่อให้การทำให้ปราศจากเชื้อโดยใช้รังสีอุลตร้าไวโอเลทมี
ประสิทธิภาพ รังสีนี้จะต้องสัมผัสโดยตรงกับเชื้อจุลชีพ วิธีนี้จึงไม่จัดว่าเป็นการทำให้ปราศจากเชื้อท่ี
แท้จรงิ อยา่ งไรกต็ ามรงั สีอลุ ตรา้ ไวโอเลทอาจช่วยลดจำนวนเชอ้ื ก่อโรคทมี่ อี ยู่ในอากาศในห้องผ่าตดั หอ
ทารกแรกเกดิ หอผปู้ ่วยโรคติดตอ่ และในหอ้ งปฏบิ ัติการทางจุลชีววิทยาได้ แตก่ ารใช้จะตอ้ งระมัดระวัง
ควรศกึ ษาวธิ กี ารใชใ้ ห้เขา้ ใจโดยละเอยี ด
การทำใหป้ ราศจากเชอ้ื โดยวธิ กี ารทางเคม(ี Chemical Method) ประกอบด้วย
1. Ethylene Oxide (EO) ใช้ในการทำให้อปุ กรณ์ที่ไม่สามารถทนความรอ้ นและความช้ืน
ไดป้ ราศจากเช้ือ EO เป็นสารเคมที ี่ทำลายเชอื้ จลุ ชีพรวมทั้งสปอร์ของเชอ้ื แบคทเี รียได้ EO ที่บริสุทธ์ิติด
ไฟง่ายและอาจเกิดการระเบิดได้ จึงทำให้เฉื่อยลงโดยผสมกับ Fluorinated hydrocarbon หรือ
carbon dioxide ประสิทธิภาพของการทำให้ปราศจากเชื้อโดยใช้ EO ขื้นอยู่กับความเข้มข้นของ EO
อุณหภมู ิ ความช้นื และระยะเวลาท่ีแก๊สสัมผัสอุปกรณ์ การทำใหป้ ราศจากเชือ้ โดย EO ใชอ้ ณุ หภูมิ 49–
60 องศาเซลเซยี ส (120–140 องศาฟาเรนไฮท์) โดยทว่ั ไประยะเวลาทใ่ี ช้ในการทำให้อุปกรณ์ปราศจาก
เชื้อโดย EO ประมาณ 3–6 ชวั่ โมง
2. Formaldehyde มีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อจุลชีพได้อย่างกว้างขวาง ฤทธิ์ในการทำลาย
สปอร์เกิดขึน้ ได้อย่างช้า ๆ formaldehyde มีพิษ มีกลิ่นเหม็น และทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบ
ทางเดินหายใจ การสัมผัสสารละลายที่มี formaldehyde ผสมอยู่ จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อ
ผิวหนังและเกิดอาการแพ้ได้ การทำให้ปราศจากเชื้อโดยใช้ formaldehyde ในกระบวนการ Low-
temperature steam ใชใ้ นการทำใหอ้ ุปกรณ์ที่สามารถทนความรอ้ นทีอ่ ณุ หภมู ริ ะหว่าง 70 – 75 องศา
เซลเซียสปราศจากเช้อื ได้
3. Hydrogen peroxide เปน็ สารเคมซี งึ่ มฤี ทธใิ์ นการทำลายเช้อื แบคทีเรีย เชื้อไวรัส เช้ือ
รา และสปอรข์ องเช้อื แบคทีเรีย แต่ไมค่ อ่ ยเป็นท่นี ิยมใช้เนื่องจากทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคืองและ
น้ำยานี้ไมค่ งตัวเมื่อเกบ็ ไว้เป็นเวลานาน แม้ที่ความเข้มข้นต่ำมาก ไอระเหยของน้ำยานี้สามารถทำลาย
สปอร์ได้ในเวลาอันรวดเร็ว Hydrogen Peroxide Plasma เป็นวิธีการทำให้ปราศจากเชื้อวิธีใหม่
ระยะเวลาทใี่ ชใ้ นการทำใหป้ ราศจากเชือ้ ประมาณ 1 ชั่วโมง สารท่เี หลอื หลงั จากสิน้ กระบวนการคอื กา๊ ซ
ออกซเิ จนและนำ้
82
4. Peracetic acid เปน็ สารเคมีซ่งึ เกิดจากการผสมรวมตวั กนั ของกรด acetic, hydrogen
peroxide และนำ้ ออกฤทธใิ์ นการทำลายเชื้อรา เช้อื แบคทีเรีย และสปอรไ์ ดเ้ ร็ว peracetic acid มีฤทธิ์
กัดกร่อนสูง การใช้ buffer 35% peracetic acid เจอื จางให้มีความเข้มข้น 0.2% ใส่นำ้ ยาในภาชนะท่ี
มลี ักษณะเปน็ ระบบปดิ ทำให้น้ำยามีอณุ หภมู ปิ ระมาณ 51-56 องศาเซลเซยี ส เป็นเวลา 20-30 นาที จะ
สามารถทำใหอ้ ปุ กรณ์ปราศจากเช้ือ
5. Glutaraldehyde ใชใ้ นรปู สารละลายทมี่ ีความเข้มขน้ 2% มีฤทธิ์เปน็ กรด (pH 4) เมื่อ
จะใชใ้ นการทำลายเชื้อจะตอ้ งผสมด้วย activator ซึง่ อาจเป็นของเหลวหรอื เปน็ ผง เพ่อื ทำใหอ้ ยใู่ นภาวะ
ด่าง (pH 7.5-8.5) glutaraldehyde สามารถทำลายเชื้อแบคทเี รีย เชือ้ รา เชอ้ื ไวรสั ไดภ้ ายใน 30 นาที
การแชอ่ ปุ กรณใ์ นนำ้ ยาน้ีนาน 6 – 10 ชว่ั โมง สามารถทำลายสปอร์ของเชื้อแบคทเี รยี ได้
การจดั การอปุ กรณ์เครือ่ งมือทางการแพทยท์ ม่ี กี ารปนเปอ้ื น
งานจ่ายกลางเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในกระบวนการรับเครื่องมือปนเปื้อน การทำ
ความสะอาด การบรรจุห่อ การทำลายเชื้อและการทำให้ปราศจากเชื้อ ตลอดจนการนำจ่ายอุปกรณ์
เครอ่ื งมอื ทางการแพทย์ท่ปี ราศจากเชือ้ เพื่อใหส้ ามารถนำกลับมาใช้กับผูป้ ว่ ยไดอ้ ย่างปลอดภัย ดงั น้ี
83
แนวปฏบิ ตั ิการรบั อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ทีป่ นเปอ้ื นจากหน่วยงานมาทำลายเชือ้ และ
ทำให้ปราศจากเชื้อ
แบบท่ี 1 รับอปุ กรณ์เครอื่ งมอื ทางการแพทย์ปนเปอ้ื นท่งี านจา่ ยกลาง
1. กำหนดรับอปุ กรณ์เครื่องมอื ทางการแพทยป์ นเป้อื นเวลา 08.00น-09.00 น.ที่งาน
จา่ ยกลาง ชน้ั 4 (ด้านหลัง) อาคารสนับสนนุ บริการ
2. อปุ กรณ์เคร่อื งมือทางการแพทย์ทป่ี นปือ้ นใส่กล่องพลาสติกฝาสแี ดง ปิดฝามิชดิ
ระบุช่อื หน่วยงานที่ข้างกล่อง นำส่งพร้อมใบรบั ส่งอุปกรณ์ (copy2ใบ)
3. บคุ ลากรผรู้ บั อปุ กรณ์เคร่อื งมือทางการแพทย์ปนเปอื้ น สวมอุปกรณป์ อ้ งกนั อยา่ ง
ถูกตอ้ งขณะปฏบิ ตั ิงาน ได้แก่ หมวก หน้ากากอนามัย ผ้ากันเปื้อนชนิดกันน้ำ ถงุ มือ disposable รอง
เทา้ บู๊ท
4.ตรวจนับอปุ กรณ์ พรอ้ มกนั ท้ังผ้รู ับและผสู้ ่ง ครบถว้ นถูกตอ้ ง ตรงตามใบรายการ
ผู้รับลงชื่อรบั อุปกรณ์ กรณีไม่ถูกตอ้ งส่งคืนหนว่ ยงาน
แบบที่ 2 รับอุปกรณป์ นเปอ้ื นท่หี นว่ ยรบั บริการ
1. กำหนดรับอุปกรณ์เคร่ืองมือทางการแพทย์ปนเปื้อน วนั ละ 2 รอบ เวลา 08.00-
09.00 น.และ 13.00น-14.00 น.
2. บุคลากรผู้รบั อปุ กรณ์เครื่องมอื ทางการแพทยท์ ่ีปนเป้ือน สวมอปุ กรณ์ป้องกันอย่าง
ถกู ต้องขณะปฏบิ ตั ิงาน ไดแ้ ก่ หมวก หน้ากากอนามยั เสือ้ กาวน์ ถงุ มือ disposable
3. ตรวจนับอุปกรณ์เครอื่ งมือทางการแพทย์ท่ีปนป้ือนท่หี นว่ ยงานจัดใสก่ ล่องพลาสติก
ฝาสีแดงปิดฝามิดชิด พร้อมกันทั้งผู้รับและผู้ส่ง ครบถ้วนถูกต้อง ตรงตามใบรายการรับส่งอุปกรณ์
(copy 2 ใบ) ผรู้ บั ลงชอื่ รับอุปกรณ์ กรณีไม่ถูกต้องสง่ คืนหนว่ ยงาน
4.บุคลากรทำความสะอาดมือด้วยแอลกอฮอล์ล้างมือหลังเปลี่ยนถุงมือที่หยิบจับ
อปุ กรณ์แตล่ ะหนว่ ยงาน
แนวปฏิบัติการจัดการอุปกรณ์เคร่ืองมือทางการแพทย์ท่มี กี ารปนเปื้อน
1. บคุ ลากรสวมอปุ กรณ์ป้องกันอยา่ งถกู ตอ้ งขณะปฏิบัตงิ าน
- คัดแยก : หมวก หน้ากากอนามยั ผา้ กันเป้อื นชนิดกันน้ำ ถุงมอื รองเท้าบู๊ท
- ล้างอุปกรณ์: หมวก หน้ากากอนามัย แว่นตาหรือ Face shield ผ้ากันเปื้อนชนิดกันน้ำ
ถงุ มอื ยางอยา่ งหนา รองเท้าบทู๊
2. ลา้ งทำความสะอาดเครื่องมืออยา่ งถูกวธิ แี ละเหมาะสมกับเคร่ืองมือแต่ละประเภท
84
- คดั แยกอุปกรณ์ โดยการตรวจนบั จำนวน ชนดิ ตามใบรายการ พรอ้ มทัง้ ตรวจสภาพ
อปุ กรณ์ แยกอปุ กรณ์มีความแหลมคมออกก่อนลา้ ง
- ถอดชน้ิ ส่วนอุปกรณท์ ีม่ ีข้อตอ่ คลายล็อคอปุ กรณก์ อ่ นลา้ ง
- ล้างอปุ กรณ์ดว้ ยเครอื่ งลา้ งอตั โนมัติ เลือกอปุ กรณท์ ีล่ ้างใหเ้ หมาะสม ปฏบิ ตั ิตาม
คำแนะนำการใชเ้ คร่อื งอยา่ งเคร่งครดั
- ล้างอุปกรณ์ดว้ ยมือ ผสมน้ำยาตามคำแนะนำการใช้ อัตราส่วน 1:5 แช่อุปกรณ์ 5-10 นาที
ก่อนลา้ งทำความสะอาด
- ขัดลา้ งอุปกรณใ์ ตน้ ำ้ อุปกรณ์ทีเ่ ปน็ รูกลวงหรือท่อต้องล้างภายในใหส้ ะอาดดว้ ยแปรงขัด
ลา้ งเฉพาะ
- ลา้ งทำความสะอาดของติดเชอื้ ลำดบั สุดทา้ ย แยกอ่างลา้ ง
- นำอุปกรณ์เคร่อื งมอื ทางการแพทย์เขา้ ระบบการทำลายเชอื้ หรอื ทำให้ปราศจากเชือ้
อยา่ งถกู ต้องเหมาะสม
แนวทางการจ่ายอุปกรณ์เคร่อื งมือทางการแพทย์ปราศจากเชอ้ื
แบบที่1 จา่ ยอุปกรณ์ท่งี านจา่ ยกลาง
1. กำหนดจา่ ยอุปกรณ์เครอื่ งมือทางการแพทยป์ ราศจากเช้ือเวลา 15.00น-16.00น ท่งี าน
จา่ ยกลาง ช้นั 5 อาคารสนับสนุนบรกิ าร
2. บุคลากรทำความสะอาดมอื ดว้ ยแอลกอฮอล์ลา้ งมอื ก่อนหยิบจับหอ่ อปุ กรณ์
3. จ่ายอุปกรณ์เครอ่ื งมอื ทางการแพทย์ปราศจากเชือ้ ตามใบรายการรบั สง่ อุปกรณ์ โดย
ตรวจนับอปุ กรณพ์ ร้อมกนั ทัง้ ผูร้ ับผู้จา่ ย
4. อุปกรณ์เคร่ืองมือทางการแพทย์ปราศจากเช้ือ ใส่กล่องพลาสติกสะอาดฝาปิดมิดชิด
สีน้ำเงนิ ระบขุ ้างกล่อง “กลอ่ งรับของสะอาด”
แบบท2ี่ จ่ายอปุ กรณ์ท่ีหนว่ ยรบั บริการ
1. กำหนดจา่ ยอุปกรณ์เครอ่ื งมือทางการแพทย์ปราศจากเชือ้ วนั ละ 3 คร้ังเวลา 08.00น-
10.00 น. 13.00น-14.00 น. และ15.00น-16.00น.
2. บุคลากรทำความสะอาดมอื ด้วยแอลกอฮอลล์ า้ งมอื กอ่ นหยบิ จับห่ออปุ กรณ์
3. จ่ายอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ปราศจากเชื้อตามใบรายการรับส่งอปุ กรณ์ โดย
ตรวจนบั อปุ กรณ์พรอ้ มกนั ท้งั ผู้รบั ผู้จา่ ย ผ้จู ่ายลงชื่อจา่ ยอปุ กรณ์
85
4. อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ปราศจากเชื้อ ใส่กล่องพลาสติกสะอาดฝาปิดมิดชิด
สีน้ำเงินระบขุ ้างกลอ่ ง “กลอ่ งรบั ของสะอาด” ท่ีหน่วยงานจัดไว้
เอกสารอ้างองิ
สมาคมศูนย์กลางงานปราศจากเชื้อแห่งประเทศไทย. (2561). แนวปฏิบัติการทำลายเชื้อและทำให้
ปราศจากเชอ้ื เคร่อื งมอื แพทย์.
Asia Pacific Society of Infection Control. 2017. The APSIC Guidelines for Disinfection and
Sterilization of instruments in Health Care Facilities.
สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2563). แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันและ
ควบคมุ การติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล (พมิ พค์ รง้ั ท่ี 1). อักษรกราฟฟคิ แอนด์ดีไซน.์
อะเคื้อ อุณหเลขกะ. (2555). หลักและแนวปฏิบัติการทำลายเชือ้ และทำให้ปราศจากเชื้อ (พิมพ์ครั้งที่ 2).
มง่ิ เมอื งนวรัตน์
86
การเกบ็ สิ่งส่งตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั ิการจลุ ชวี วทิ ยา
วตั ถปุ ระสงค์
เพ่ือเป็นแนวทางในการเก็บสิง่ ส่งตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัตกิ ารจลุ ชวี วทิ ยา
นยิ ามศัพท์
ส่ิงสง่ ตรวจ หมายถงึ สิ่งที่ไดจ้ ากตวั ผ้ปู ่วย เพ่อื นำส่งตรวจห้องปฏิบัติการ เพือ่ ประเมนิ ภาวะการ
ตดิ เช้อื หรอื ตรวจหาเชื้อจุลชีพ ไดแ้ ก่ ปสั สาวะ อจุ จาระ เสมหะ เลือด สง่ิ คัดหลง่ั จากแผล และ สิ่งคัดหล่ัง
จากร่างกาย
การปฏิบตั ิการเก็บสงิ่ สง่ ตรวจเพอ่ื วินจิ ฉัยโรคติดเชอื้ แบคทเี รยี
ก าร เ ก ็ บ สิ ่ ง ส่ ง ตร ว จ เ ป ็ น ข ั ้ น ตอ น ที ่ ส ำค ั ญ ม าก ขั้ น ตอ น ห นึ่ ง ใน ก าร ตร ว จว ิ เ คร าะ ห ์ ท า ง
หอ้ งปฏบิ ตั ิการ ถึงแมว้ ่าจะมเี ครื่องมอื ตรวจวิเคราะห์ทด่ี ี ใชเ้ ทคโนโลยีทีท่ นั สมัยหรอื มีผู้ตรวจวิเคราะห์ที่
มีความเชี่ยวชาญมากเพียงใดก็ตาม ถ้าสิ่งส่งตรวจเก็บมาไม่ถูกต้อง หรือไม่เหมาะสมก็จะทำให้
ห้องปฏิบัติการปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ต้องเก็บซ้ำ ทำให้สูญเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และ
เสยี เวลามากข้ึน รวมท้ังส่งผลกระทบต่อสภาพจติ ใจของผู้ปว่ ยท่ีตอ้ งเจาะเลือดซ้ำ ผลตรวจวิเคราะห์ท่ีได้
ผดิ พลาดไม่มีความหมาย เพราะไม่ได้สะทอ้ นถงึ ความผิดปกติทีเ่ กดิ ขน้ึ จรงิ ของผู้ป่วย
วิธปี ฏบิ ตั ิการเกบ็ สง่ิ สง่ ตรวจเพือ่ วินจิ ฉยั โรคติดเชอ้ื แบคทเี รยี
ชนิดสิง่ ปรมิ าณ/ วธิ ีเกบ็ เวลาและอุณหภูมขิ อง ข้อแนะนำหรอื
ส่งตรวจ ภาชนะบรรจุ การนำส่ง การเก็บ ข้อควรระวัง
1. เตรยี มอปุ กรณก์ าร
Blood ขวด เจาะเลอื ดใหพ้ รอ้ ม รักษา 1. ขวด hemoculture
hemoculture 2. ล้างมอื ให้สะอาด ภายใน ไม่เกนิ ทต่ี ้องเก็บในตเู้ ย็นให้
- ผใู้ หญ่ 5-10 ml ดว้ ยสบ่หู รือนำ้ ยาฆ่า 2 ชม.ที่ 24 ชม.ท่ี นำมาต้งั ไวท้ ่ี
- เดก็ 1-5 ml เชอ้ื และใสถ่ งุ มือ อณุ หภมู ิ อุณหภมู ิห้อง อณุ หภมู ิหอ้ งก่อนท่ีจะ
- ทารกแรกเกดิ 3. เลือกตำแหน่งของ ห้อง ห้ามเก็บใน ใสเ่ ลือด
1-2 ml หลอดเลอื ดดำสว่ น 2. ควรหลีกเลี่ยงการ
จำนวนขวด ปลาย (peripheral ตู้เย็น เจาะเลอื ดจากหลอด
1. กรณีไม่เรง่ ด่วน vein) ทจี่ ะเจาะเลอื ด เลือดท่ขี าหนีบ
เจาะอยา่ งน้อย 2 4. เช็ดซำ้ ด้วย 2% (inguinal vessels)
ขวดภายใน chlorhexidine 3. หลีกเลี่ยงการสมั ผัส
24 ชม. แต่ไม่ควร gluconate ใน 70% บริเวณผิวหนงั ท่จี ะเจาะ
เกนิ 4 ขวด alcohol แตส่ ำหรบั เลอื ดหลังจากที่ทำความ
2. กรณเี รง่ ด่วน เด็กแรกเกดิ ใหใ้ ช้ 70% สะอาดแล้ว
ตอ้ งรีบให้ยา
87
ชนิดส่ิง ปรมิ าณ/ วิธเี กบ็ เวลาและอุณหภมู ิของ ข้อแนะนำหรอื
ส่งตรวจ ภาชนะบรรจุ การนำสง่ การเก็บ ข้อควรระวัง
รักษา 4. ควรเจาะเลือดก่อนที่
ผปู้ ่วยจะไดร้ บั สารต้าน
ปฏชิ วี นะให้เจาะ alcohol เชด็ แทน จุลชีพ ถ้าผู้ปว่ ยไดร้ ับ
2 ขวดพร้อมกนั โดยเชด็ วนจากด้านใน สารตา้ นจลุ ชีพแลว้ ให้
แต่คนละตำแหน่ง ออกด้านนอกเปน็ วง เจาะเลอื ด 15 นาที
3. ผปู้ ว่ ยเดก็ ให้ กวา้ งอย่างนอ้ ย ก่อนทจ่ี ะให้สารตา้ นจลุ
เจาะเลอื ดเพียง 5 cm รอไมน่ อ้ ยกว่า ชีพครง้ั ถัดไป
ครั้งเดียว แตถ่ า้ 30 วินาที จนน้ำยาที่ 5. ไม่ควรเจาะเลือดเพอื่
สงสัยภาวะตดิ เช้อื เช็ดซำ้ แหง้ ใชใ้ นการทดสอบอน่ื ใน
ทล่ี ิ้นหวั ใจต้อง 5. ใช้เขม็ และ syringe คราวเดียวกนั เพราะอาจ
เจาะอย่างนอ้ ย 2 เจาะเลือดออกจาก เกิด clot หรอื
ครง้ั หา่ งกันไมเ่ กนิ หลอดเลือดดำ contamination ได้ง่าย
24 ชม. 6. ทำความสะอาดจุก 6. การเจาะเลือด 2 ครงั้
หา่ งกัน 15 หรือ 30นาที
ยางทฝี่ าขวด กบั การเจาะเลือดจาก
hemoculture ด้วย ตำแหน่งท่ตี ่างกนั 2
70% alcohol และ คร้ังในเวลาเดยี วกัน
รอให้แหง้ พบว่าความไวในการ
7. แทงเขม็ ลงตรง เพาะเช้ือไม่แตกตา่ งกัน
กลางจกุ ยางของขวด 7. กรณที ่สี งสยั การติด
hemoculture ฉดี เชอ้ื จากสายสวนหลอด
เลือดลงในขวดเบา ๆ เลอื ดดำและใช้เคร่ือง
8. เขย่าขวดเป็น เพาะเชอื้ แบบอตั โนมัติ
วงกลมบนพ้นื โตะ๊ ใหด้ ูดเลือดจากสายสวน
ประมาณ 5 รอบ และ 1 ขวด และเจาะเลอื ด
ซา้ ยขวาข้างละ 5 ครัง้ จากหลอดเลือดดำส่วน
9. ใช้ 70% alcohol ปลายอีก 1 ขวด พร้อม
เช็ดจุกยางดา้ นบนของ กัน ถา้ ขวดทม่ี าจากสาย
ขวดอีกครัง้ สวนมเี ชื้อขึ้นก่อนขวดท่ี
เจาะมาจากหลอดเลอื ด
ดำส่วนปลาย เท่ากบั
หรือมากกวา่ 2 ชม.
บง่ ชี้ถงึ การตดิ เชือ้ มา
จากสายสวนหลอดเลอื ด
88
ชนิดสงิ่ ปริมาณ/ วิธีเกบ็ เวลาและอุณหภูมิของ ขอ้ แนะนำหรอื
สง่ ตรวจ ภาชนะบรรจุ การนำส่ง การเก็บ ข้อควรระวัง
แพทย์เป็นผ้เู จาะเกบ็
Bone ขวด เ จ า ะ เ ก ็ บ โ ด ย ใ ช้ รักษา 8. กรณีผปู้ ่วยเด็กท่ีเจาะ
marrow hemoculture sterile technique เลอื ดยากและมีสายสวน
CSF 1 ml/ขวด โดยเก็บเป็น 3 ขวด เหมือนกบั เหมือนกบั หลอดเลอื ด เช่น
ปราศจากเชือ้ และใช้ขวดที่ 2 ส่ง blood blood central line คาอยู่
เพาะเช้อื ภายใน 15 ไมเ่ กิน24ชม. อนุโลมให้ดดู เลือดจาก
นาที ท่ี สายสวนได้
หา้ มแชเ่ ยน็ อณุ หภมู หิ ้อง แตห่ ากผลการเพาะเช้อื
จากสายสวนมีเช้ือข้ึน
และตอ้ งการยืนยันวา่
เปน็ ผลบวกปลอม
หรอื ไม่ ให้เจาะเลือด
จากหลอดเลอื ดดำสว่ น
ปลาย เพื่อเพาะเช้ือซำ้
อีกครั้ง
9. ถา้ ต้องการเพาะเชอื้
วัณโรคใหเ้ ลอื กขวด
hemoculture
ทีเ่ หมาะสมและปฏิบัติ
ตามคำแนะนำของ
ผู้ผลิต
1. ถา้ เจาะไดข้ วดเดียว
ใหน้ ำสง่ ห้องจุลชีววิทยา
เพือ่ เพาะเช้ือกอ่ นท่ี
เหลือ จึงสง่ ไปตรวจทาง
เคมี และ cell count
Midstream 10-15 ml/ 1. ทำความสะอาด ควรส่งทันที ไม่เกิน 24 1. ควรใชภ้ าชนะ
urine ภาชนะปราศจาก บรเิ วณรอบ ๆ ท่อ ไม่เกิน2ชม. ชม. ที่ 4 °C ปากกวา้ ง
1.ผ้ปู ว่ ยหญงิ เชอ้ื ปสั สาวะ (urethra) ที่
(female) ด้วยสบู่ อุณหภมู หิ ้อง
89
ชนดิ สง่ิ ปรมิ าณ/ วธิ ีเกบ็ เวลาและอณุ หภูมิของ ขอ้ แนะนำหรอื
ส่งตรวจ ภาชนะบรรจุ การนำส่ง การเกบ็ ข้อควรระวงั
2. ล้างสบูอ่ อกและเช็ด
ให้แห้ง รักษา
3. ใชน้ ้ิว 2 นิ้วแยก
labia ใหห้ ่างออกจาก
กัน ถ่ายปสั สาวะ
ชว่ งแรกทิ้งไป
4. ถา่ ยปสั สาวะช่วง
กลางลงในภาชนะ
ปราศจากเชอ้ื
2. ผปู้ ว่ ยชาย 10-15 ml/ 1. รน่ หนังหมุ้ ปลาย ควรสง่ ทันที ไม่เกิน 24 1. ควรใชภ้ าชนะ
(male) ภาชนะปราศจาก gland penis แล้วทำ ไมเ่ กิน 2 ชม.ท่ี 4 °C ปากกวา้ ง
เชือ้ ความสะอาดดว้ ยสบู่ ชม. ท่ี
2. ลา้ งสบู่ออกและเช็ด อุณหภูมิห้อง
ใหแ้ ห้ง
3. ถ่ายปัสสาวะ
ช่วงแรกท้ิงไป
4. ถา่ ยปสั สาวะช่วง
กลางลงในภาชนะ
ปราศจากเช้ือ
Catheterized ประมาณ 15 ml/ 1. ทำความสะอาด ควรส่งทนั ที ไม่เกนิ 24 1. ไมค่ วรใชว้ ธิ นี ้ำ
urine ภาชนะปราศจาก บริเวณรอบ ๆ ไมเ่ กนิ 2 ชม. ที่ 4°C สำหรบั routine urine
1. straight เชอ้ื urethra ด้วยสบู่ ชม. ที่ culture ยกเวน้ ผูป้ ว่ ย
catheter 2. ลา้ งสบู่ออกและเชด็ อณุ หภมู ิหอ้ ง ถา่ ยปสั สาวะเองไมไ่ ด้
ให้แห้ง หรือมีการอุดตนั ของท่อ
3. สอด catheter เขา้ ปัสสาวะ
ไปในกระเพาะ
ปัสสาวะ
4. ปลอ่ ยนำ้ ปัสสาวะ
ทง้ิ ไปประมาณ 15 ml
90
ชนิดส่ิง ปรมิ าณ/ วิธเี กบ็ เวลาและอุณหภูมขิ อง ขอ้ แนะนำหรอื
ส่งตรวจ ภาชนะบรรจุ การนำสง่ การเกบ็ ขอ้ ควรระวงั
รกั ษา
5. เก็บปัสสาวะใส่
ภาชนะปราศจากเชอ้ื
2.Indwelling 5-10 ml/ภาชนะ 1. ใชส้ ำลชี บุ 70% ควรสง่ ทันที ไม่เกิน 24
catheter ปราศจากเช้ือ alcohol ทำความ ไม่เกนิ 2 ชม. ที่ 4°C
สะอาดส่วนต่อระหว่าง ชม. ท่ี
Fluids catheter กบั สาย อณุ หภูมหิ ้อง
1.Abdominal 1. ≥ 1 ml drain
ascetic, bile, สำหรับ PDF 2. ใชเ้ ข็มและกระบอก ภายใน 15 ไมเ่ กนิ 24 1. หา้ มใช้ sterile
joint, (Peritoneal ฉดี ยาแทงแล้วดดู นาที ที่ ชม. ท่ี swab จ่มุ fluids ตา่ ง ๆ
pericardial, Dialysis Fluid) ปสั สาวะออกมาใส่ อณุ หภูมิหอ้ ง อุณหภมู ิห้อง แลว้ ใส่ในภาชนะบรรจุ
peritoneal, 2. ≥ 50 ml/ ภาชนะปราศจากเช้อื ยกเว้น transport medium
pleural ภาชนะปราศจาก 5-10 ml pericardial 2. ในกรณที ต่ี อ้ งการทำ
synovial และ เชือ้ fluid เกบ็ ที่ cell count ควรส่ง
amniotic แพทยเ์ ป็นผูเ้ จาะโดย 4 °C ทันที
fluid ใช้ sterile 3. ถ้าตอ้ งการเพาะหา
2.Gastric technique ภายใน 15 ไมเ่ กนิ 24 เชือ้ รา ใหเ้ กบ็ ท่ี 4 °C ได้
wash หรือ 25-50 ml/ นาที ที่ ชม. ที่ 4 °C ไม่เกนิ 24 ชม.
lavage fluid ภาชนะปราศจาก 1. เกบ็ ตอนเชา้ เมอื่ อุณหภูมหิ อ้ ง 1. ควรทำการเพาะเล้ียง
ผู้ปว่ ยต่ืนนอนกอ่ น หรือ บนอาหารให้เรว็ ทีส่ ุด
เชอ้ื รับประทานอาหารเชา้ neutralize เนอื่ งจากเชือ้ วณั โรคใน
2. ใสส่ าย ดว้ ย 1.5 ml gastric wash ตายเรว็
nasogastric tube ของ 40%
เขา้ ทางปากหรอื ทาง Na2HPO4
จมกู ลงไปในกระเพาะ ภายใน 1
3. ลา้ งกระเพาะโดยใช้ ชม. หลังเกบ็
นำ้ กลนั่ ปราศจากเช้ือ
20-50 ml
91
ชนิดส่งิ ปริมาณ/ เวลาและอณุ หภมู ขิ อง ข้อแนะนำหรอื
สง่ ตรวจ ภาชนะบรรจุ ข้อควรระวงั
IV catheter วิธเี กบ็ การนำส่ง การเก็บ
ภาชนะปราศจาก 1. อยา่ ให้สายแหง้ ก่อน
Abscess เชอ้ื รกั ษา ทำการเพาะเช้อื
2. ไมค่ วรทำ culture
1. open 4. เก็บนำ้ ล้างกระเพาะ จาก Foley catheter
เพราะเชือ้ ทข่ี ้นึ เป็นเช้อื
2. close ใส่ภาชนะปราศจาก ประจำถิน่ บริเวณปลาย
urethra
เชอ้ื
1. ทำความสะอาด ภายใน 15 ภายใน 24
ผวิ หนังรอบ ๆ นาทที ่ี ชม. ที่ 4 °C
catheter ดว้ ย 70% อณุ หภูมหิ ้อง
alcohol
2. ใช้ sterile
technique ดงึ สาย
catheter ออกมา
3. ตัดปลายด้านทอ่ี ยู่
ในตัวผูป้ ว่ ยประมาณ 5
cm ใสล่ งภาชนะ
ปราศจากเชือ้
ภาชนะบรรจุ 1. ทำความสะอาดผวิ ภายใน 2 ไม่เกิน 24 ชม. 1. ถา้ จะย้อมแกรมดว้ ย
Stuart’s ท่ี ควร swab เพ่มิ อีก 1
medium บนของแผล โดยใช้ ชม. ที่ อุณหภูมหิ อ้ ง อัน ปา้ ยลงบน slide
สะอาดปราศจากไขมนั
1-2 ml/ภาชนะ น้ำเกลอื ปราศจากเช้อื อณุ หภมู ิห้อง -
ปราศจากเชื้อ ควรนำส่ง
2. เช็ดหนองที่อยู่ ห้องปฏบิ ัติการให้เร็ว
ทีส่ ุด
ส่วนบนของแผลทิ้ง
3. ใช้ sterile swab
ป้ายหนองบรเิ วณแผล
ที่อยู่ลึกลงไปและ
บริเวณขอบแผล
4. จมุ่ swab ลงใน
Stuart’s medium
1. ทำความสะอาดผิว ภายใน 2
บนของแผล โดยใช้ 70% ชม. ท่ี
alcohol อณุ หภูมหิ ้อง
2. ใชเ้ ขม็ และ syringe
เจาะดูดหนองออกมา
3. ฉีดใสภ่ าชนะ
ปราศจากเชือ้
92
ชนดิ ส่งิ ปรมิ าณ/ วิธีเกบ็ เวลาและอณุ หภูมขิ อง ข้อแนะนำหรอื
ส่งตรวจ ภาชนะบรรจุ การนำส่ง การเกบ็ ขอ้ ควรระวงั
รักษา
Upper ภาชนะบรรจุ 1. ใช้ sterile swab ภายใน 2 ไมเ่ กิน 24 1. การเพาะหาเช้อื จากรู
Respiratory Stuart’s จุ่มน้ำเกลอื ปราศจาก ชม. ท่ี ชม. ท่ี จมกู สว่ นใหญใ่ ช้ในการ
tract medium เชอื้ อณุ หภูมหิ ้อง อณุ หภูมิหอ้ ง ค้นหาผ้ทู เี่ ป็นพาหะของ
1. nasal 2. สอดเขา้ ไปในรูจมกู Staphylococcus
ลกึ ประมาณ 2 cm ภายใน 2 ไม่เกนิ 24
2.nasopharynx ภาชนะบรรจุ 3. หมนุ swab ให้ ชม. ที่ ชม. ท่ี 1. กรณีท่นี ำ swab
Stuart’s สมั ผสั กับผนังด้านใน อณุ หภูมหิ อ้ ง อุณหภมู ิหอ้ ง เพาะเล้ียงบนอาหาร
medium ของรูจมกู จ่มุ swab เลี้ยงเชือ้ โดยตรง ตอ้ ง
ลงใน Stuart’s นำส่งห้องปฏิบตั ิการ
medium ภายใน 15 นาที ที่
1. ใช้ sterile อณุ หภมู หิ ้อง
nasopharynx swab
3. throat วัดปลาย swab จากรู
จมูกถึงค้วิ แลว้ งอลวด
ใหโ้ คง้ หรือหกั เปน็ มุม
90 องศา
2. ให้ผปู้ ว่ ยเงยหนา้
ประมาณ 45 องศา
หายใจเขา้ ลึก ๆ และ
หายใจออกจนสดุ แลว้
กลนั้ หายใจ
3. สอด swab เข้าไป
ทางรจู มกู จนสุดแลว้
หมนุ โดยรอบประมาณ3
วินาที
4. จ่มุ swab ลงใน
Stuart’s medium
หรอื ปา้ ยลงบนอาหาร
เพาะเลย้ี งโดยตรง
1. ใช้ไมก้ ดลนิ้ ผปู้ ว่ ยไว้
93
ชนิดส่ิง ปริมาณ/ เวลาและอณุ หภูมิของ ขอ้ แนะนำหรอื
สง่ ตรวจ ภาชนะบรรจุ วิธเี กบ็ การนำส่ง การเกบ็ ขอ้ ควรระวัง
ภาชนะบรรจุ
Lower Stuart’s รกั ษา 1. เสมหะทด่ี ีควรมี
respiratory medium 2. นำ sterile swab ภายใน 2 ไม่เกิน 24 squamous epithelial
tract ป้ายบริเวณ tonsil ทงั้ ชม. ท่ี ชม. ท่ี cells เทา่ กบั หรือน้อย
1.– bronchoa > 1 ml/ภาชนะ สองขา้ งหรือบริเวณที่มี อุณหภูมิหอ้ ง อณุ หภมู ิห้อง กว่า 10 ตวั /low
Lveolar ปราศจากเช้ือ การอกั เสบ power field
lavage 3. จุ่ม swab ลงใน 2. ควรเก็บเสมหะตอน
- bronchial 1. > 1 ml/ Stuart’s medium เช้าหลังต่ืนนอน
wash ภาชนะปราศจาก ควรทำการป้ายจากตา
- tracheal เชอ้ื แพทย์เป็นผเู้ ก็บ โดย ภายใน 2 ไม่เกิน 24 ทง้ั สองขา้ ง ทง้ั ขา้ งท่ี
aspirate 2. สำหรบั acid ใช้ sterile ชม. ท่ี ชม. ท่ี ปกตแิ ละเปน็ โรค เพือ่ ใช้
2. sputum fast stain ใช้ technique อณุ หภมู ิหอ้ ง อุณหภมู หิ อ้ ง ผลของการเพาะเชอ้ื จาก
ภาชนะสะอาด ข้างปกติเป็น control
Eye แห้งมฝี าปิดสนทิ ให้ผู้ป่วยบว้ นปาก ภายใน 2 - ไมเ่ กนิ 24 (indigenous
1.conjunctiva ภาชนะบรรจุ หลายครงั้ ด้วยนำ้ ชม. ที่ ชม. ท่ี 4 °C microflora)
Stuart’s สะอาดแลว้ ไอลึก ๆ อณุ หภมู หิ ้อง - ไม่เกิน 3
2. cornea medium ขากเสมหะใส่ภาชนะ วัน ท่ี 4 °C
ปราศจากเช้อื สำหรบั acid
- fast stain
ใช้ sterile swab จมุ่ ภายใน 2 ไม่เกนิ 24
น้ำเกลอื หมาด ๆ ป้าย ชม.ที่ ชม. ท่ี
ที่ conjunctiva โดย อุณหภูมิห้อง อุณหภมู ิหอ้ ง
หมนุ ไม้ swab ไปให้
ทวั่ นำ swab จ่มุ ลงใน
Stuart’s medium
1. ใช้ sterile swab สง่ ทันที -
จุม่ น้ำเกลือหมาด ๆ ภายใน 15
ป้ายที่ cornea
94
ชนดิ สง่ิ ปริมาณ/ วธิ ีเกบ็ เวลาและอุณหภมู ิของ ขอ้ แนะนำหรอื
ส่งตรวจ ภาชนะบรรจุ การนำสง่ การเก็บ ข้อควรระวงั
2. นำ swab ป้ายลง
Ear บน CA และ BA รกั ษา
1. inner นาที ท่ี
อณุ หภูมหิ ้อง
1. ภาชนะ 1. ล้างช่องหูให้สะอาด ภายใน 2 ไม่เกิน 24
ปราศจากเชื้อ โดยใชส้ บู่และน้ำ ชม.ที่ ชม. ที่
2. ภาชนะบรรจุ 2. ใช้เข็มและ syringe อุณหภูมหิ อ้ ง อณุ หภูมิหอ้ ง
Stuart’s ดดู น้ำในชอ่ งหูออกมา
medium ใสภ่ าชนะปราศจาก
เชอื้
3. ในกรณีที่ ear
drum แตกให้เก็บโดย
ใช้ sterile swab ปา้ ย
นำ้ ในชอ่ งหู จุม่ swab
ลงใน Stuart’s
medium
2. outer ภาชนะบรรจุ 1. ใช้ sterile swab จมุ่ ภายใน 2 ไมเ่ กนิ 24 ควรใช้ภาชนะปากกวา้ ง
Feces Stuart’s นำ้ เกลอื หมาด ๆ เชด็ ชม.ท่ี ชม. ท่ี
medium รอบๆ ช่องหูเพอื่ ขจดั อุณหภมู ิหอ้ ง อุณหภูมิหอ้ ง
เศษ cell ตา่ งๆ ออก
1. ≥ 2กรมั / 2. แล้วใช้ swab อัน ภายใน 1 ชม. ไม่เกิน 24
ภาชนะปราศจาก ใหม่ปา้ ย โดยกดใหแ้ รง ท่ี ชม.ท่ที ี่ 4 °C
เช้ือ และหมนุ ให้ทวั่ ชอ่ งหู อณุ หภมู ิหอ้ ง
(outer canal)
3. จุม่ swab ลงใน
Stuart’s medium
ถ่ายอจุ จาระใสใ่ น
ภาชนะปราศจากเชอ้ื
2. ภาชนะบรรจุ 1. ถ่ายอุจจาระลงใน ภายใน 2 ไมเ่ กิน 48
Carry Blair ภาชนะท่ีแหง้ และ ชม. ที่ ชม. ที่
medium สะอาดไม่ปนเปื้อน อณุ หภูมหิ ้อง อณุ หภูมหิ อ้ ง
ปสั สาวะ
95
ชนิดส่ิง ปรมิ าณ/ เวลาและอุณหภมู ิของ ขอ้ แนะนำหรอื
สง่ ตรวจ ภาชนะบรรจุ วธิ เี ก็บ การนำสง่ การเก็บ ขอ้ ควรระวัง
Rectal swab ภาชนะบรรจุ รักษา Rectal swab
Carry Blair 2. ใช้ sterile swab
medium ปา้ ยอุจจาระท่ถี ่าย
ออกมา โดยเลอื กป้าย
บริเวณทมี่ ีมกู หรือ
เลอื ดปน จุ่ม swab ลง
ใน Carry Blair
medium
1. ใช้ sterile swab ภายใน 2 ไม่เกิน 48
สอดเข้าชอ่ งทวารหนัก ชม. ท่ี ชม. ที่
ใหล้ ึกประมาณ 1-2 อุณหภมู หิ อ้ ง อณุ หภมู หิ ้อง
นิ้ว
2. หมุน swab 2-3
รอบ
3. ดงึ ออกจุ่ม swab
ลงใน Carry Blair
medium
Genital tract 1. ทำความสะอาด ภายใน 2 ไม่เกิน 24
บริเวณรอบ ๆ ชอ่ ง ชม. ที่ ชม. ที่
1. female ภาชนะบรรจุ คลอดด้วยน้ำเกลอื อณุ หภมู หิ อ้ ง อุณหภูมิหอ้ ง
1.1 vagina Stuart’s ปราศจากเช้อื ห้ามเกบ็ ใน
2. เช็ดใหแ้ หง้ ดว้ ยสำลี ตเู้ ย็น
medium 3. ใช้ sterile swab
สอดเข้าไปในชอ่ ง
คลอด
4. ป้าย secretion
หรือ discharge
5. จุ่ม swab ลงใน
Stuart’s medium
ภาชนะบรรจุ 1. ทำความสะอาด ภายใน 2 ไม่เกิน 24 ในกรณที ไ่ี ม่มี
บริเวณรอบ ๆ ชม. ที่ ชม. ท่ี discharge ให้ปฏิบัติ
Stuart’s urethra อุณหภูมหิ อ้ ง อุณหภมู หิ ้อง ดังนี้
1.2 urethra medium
96
ชนิดสิง่ ปริมาณ/ วิธเี ก็บ เวลาและอุณหภมู ขิ อง ข้อแนะนำหรอื
ส่งตรวจ ภาชนะบรรจุ การนำสง่ การเก็บ ข้อควรระวัง
2. นวดรอบ ๆ 1. ทำความสะอาดรอบ
urethra หวั เหนา่ ไป รักษา ๆ urethra ด้วยสบ่แู ละ
จนถงึ ชอ่ งคลอด ห้ามเก็บใน น้ำสะอาด
3. ใช้ sterile swab ตู้เยน็ 2. ใช้ sterile swab
ป้าย discharge ทไ่ี หล สอดเขา้ ไปใน urethra
ออกมา ลกึ ประมาณ 2-4 cm
3. หมนุ swab
1.3 cervix ภาชนะบรรจุ 1. ใช้ speculum ใน ภายใน 2 ไม่เกิน 24 ประมาณ 2 วนิ าที
Stuart’s การตรวจ cervix โดย ชม. ท่ี ชม. ท่ี 4. ดงึ ออกแล้วจ่มุ swab
medium ไมใ่ ชส้ ารหล่อล่ืน อุณหภมู หิ ้อง อณุ หภูมิหอ้ ง ลงใน Stuart’s
หา้ มเก็บใน medium
ภาชนะปราศจาก นำอุปกรณท์ ง้ั หมดใส่ ภายใน 2 ต้เู ยน็
1.4 เชือ้ ลงในภาชนะปราศจาก ชม. ที่ ถา้ เกบ็ ปสั สาวะ โดยเก็บ
Intrauterine เชอื้ อุณหภมู ิห้อง - ทันทกี อ่ นและหลังนวด
devices prostate gland จะ
1. ทำความสะอาด ภายใน 2 ไม่เกนิ 24 ใหผ้ ลการเพาะเชอ้ื ท่ี
ภาชนะบรรจุ prostate gland โดย ชม. ที่ ชม. ท่ี ดีกว่า
2. male Stuart’s ใช้สบแู่ ละน้ำ อุณหภมู หิ อ้ ง อณุ หภูมหิ ้อง
2.1 prostate medium 2. นวด prostate
gland ไล่ไปจนถงึ ภายใน 2
ทวารหนัก ชม. ที่
3. ใช้ sterile swab อณุ หภูมิห้อง
ปา้ ยของเหลวท่ีไหล
ออกมาแลว้ จมุ่ swab
ลงใน Stuart’s
medium