The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

หนังสือเรียน กศน.หลักสูตรรายวิชาเลือก สาระ การประกอบอาชีพ วิชา อช33866 พื้นฐานการทำหม้อห้อมเชิงธุรกิจ ม.ปลาย

คำอธิบายรายวิชา อช33866 พื้นฐานการทำหม้อห้อมเชิงธุรกิจ
สาระการประกอบอาชีพ ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย

จำนวน 3 หน่วยกิต ( 120 ชั่วโมง)


มาตรฐานที่ 3.1 มีความรู้ ความเข้าใจ และเจตคติทดี ในงานอาชีพ มองเห็นช่องทาง และตัดสินใจ ประกอบ
ี่
อาชีพได้ตามความต้องการ และศักยภาพของตนเอง

มาตรฐานการเรียนรู้ระดับ

มีความรู้ ความเข้าใจ และเจตคติที่ดีในงานอาชีพ วิเคราะห์ลักษณะงาน ขอบข่ายงานอาชีพในชุมชน
สังคม ประเทศ และภูมิภาค 5 ทวีป ได้แก่ ทวีปเอเชีย ทวีปออสเตรเลีย ทวีปอเมริกา ทวีปยุโรปและทวีป
แอฟริกา ที่เหมาะสมกับศักยภาพ 5 ด้าน ได้แก่ ศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติในแต่ละพื้นที่ ศักยภาพของ
พื้นที่ตามลักษณะภูมิอากาศ ศักยภาพของภูมิประเทศและทำเลที่ตั้งของแต่ละพื้นที่ ศักยภาพของศิลปะ

วัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตของแต่ละพื้นที่ ศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในแต่ละพื้นที่และสอดคล้องกับ
ชุมชนเพื่อการขยายอาชีพ


ศึกษาและฝึกทักษะเกี่ยวกับเรื่องต่อไปนี้
ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับ ความรู้พื้นฐานการทำหม้อห้อมเชิงธุรกิจ หม้อห้อมเมองแพร่เชิงธุรกิจ วัสดุ

อุปกรณ์ การทำครามหม้อห้อมจากสารสังเคราะห์/ธรรมชาติ ความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ คุณธรรม
ในการประกอบอาชีพ


การจัดประสบการณ์การเรียนรู้
1. วิเคราะห์ทักษะที่ต้องการฝึก กระบวนการทำหม้อห้อมเชิงธุรกิจ
2. ศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองจากสื่ออินเทอร์เน็ต

3. ศึกษาเรียนรู้และฝึกปฏิบัติจากแหล่งเรียนรู้ การทำผ้าหม้อห้อมบ้านทุ่งโฮ้ง เพื่อส่งเสริม
กระบวนการเรียนรู้
4. ศึกษาจากโครงงาน การพฒนานวัตกรรมการทำผ้าหม้อห้อม เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพให้มีความ

ทันสมัย


การวัดและประเมินผล
1. ประเมินผลจากสภาพจริง ผลงานปฏิบัติ
2. สังเกตพฤติกรรมความสนใจ

3. นำเสนอโครงงาน/ ชิ้นงาน การพัฒนานวัตกรรมการทำผ้าหม้อห้อม

รายละเอียดคำอธิบายรายวิชา อช33866 พื้นฐานการทำหม้อห้อมเชิงธุรกิจ
สาระความรู้ ทักษะการประกอบอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

จำนวน 3 หน่วยกิต (120 ชั่วโมง)


มาตรฐานการเรียนรู้ระดับ
มาตรฐานที่ 3.1 มีความรู้ ความเข้าใจ และเจตคติที่ดีในงานอาชีพ วิเคราะห์ลักษณะงาน ขอบข่าย
งานอาชีพในชุมชน สังคม ประเทศ และภูมิภาค 5 ทวีป ได้แก่ ทวีปเอเชีย ทวีปออสเตรเลีย ทวีปอเมริก ทวีป
ยุโรปและทวีปแอฟริกาที่เหมาะสมกับศักยภาพ 5 ด้าน ได้แก่ ศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติในแต่ละพื้นที่

ศักยภาพของพื้นที่ตามลักษณะภูมิอากาศ ศักยภาพของภูมิประเทศและทำเลที่ตั้งของแต่ละพื้นที่ ศักยภาพของ
ศิลปะ วัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตของแต่ละพื้นที่ ศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในแต่ละพื้นที่และ
สอดคล้องกับชุมชนเพื่อการขยายอาชีพ
จำนวน
ที่ หัวเรื่อง ตัวชี้วัด เนื้อหา
(ชั่วโมง)
1 ความรู้พื้นฐานการทำ 1.อธิบายความหมายและความ 1. ความหมายและความเป็นมา 10
หม้อห้อมเชิงธุรกิจ เป็นมาของผ้าหม้อห้อม ของผ้าหม้อห้อม

2.สามารถบอกประเภทของผ้า 2. ประเภทของผ้าหม้อห้อม
หม้อห้อม 3. ขั้นตอนการทำหม้อห้อม
3.สามารถบอกขั้นตอนการทำ
หม้อห้อม

2 หม้อห้อมเมองแพร่เชิง 1. อธิบายกระบวนการเรียนรู้ 1. การนำผ้าหม้อห้อมมา 30

ธุรกิจ การนำผ้าหม้อห้อม มาออกแบบ ออกแบบผลิตภัณฑ ์
ผลิตภัณฑ เพื่อนำมาประกอบ 2. การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์

เป็นอาชีพ สู่ชุมชน 3. เรียนรู้การทำหม้อห้อมจาก
2.ศึกษาแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญา แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญา
หม้อห้อมเมองแพร่

3 การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ 1. สามารถบอกชื่อเครื่องมือ 1. เครื่องมือวัสดุอุปกรณ์ในการ 30

วัสดุอุปกรณ์ในการทำผ้าหม้อ ทำผ้าหม้อห้อม
ห้อมได้ 2. เลือกใช้และบอกวิธีการ
2. สามารถเลือกใช้และบอก จัดเก็บบำรุงรักษาเครื่องมือที่ใช้
วิธีการจัดเก็บบำรุงรักษา ในการทำหม้อห้อม

เครื่องมือที่ใช้ในการทำหม้อห้อม 3. จัดเตรียมเลือกใช้วัสดุ
3. สามารถจัดเตรียมเลือกใช้ อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับทำหม้อห้อม
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับทำ
หม้อห้อมได้

จำนวน
ที่ หัวเรื่อง ตัวชี้วัด เนื้อหา
(ชั่วโมง)


4 การทำครามหม้อห้อม 1. สามารถทำลวดลายหม้อห้อม 1. การทำเนื้อครามจากสาร 30
จากสารสังเคราะห์/ ด้วยครามจากสารสังเคราะห์ สังเคราะห์
ธรรมชาติ 2. สามารถทำลวดลายหม้อห้อม 2. การทำเนื้อครามจาก
ด้วยครามจากธรรมชาติ ธรรมชาติ

3. สามารถประยุกต์การทำ 3. การประยุกต์การทำลวดลาย
ลวดลายหม้อห้อมจากสาร หม้อห้อมจากสารสังเคราะห์
สังเคราะห์และจากธรรมชาติได้ และจากธรรมชาติ

อย่างถูกต้อง 4. ประยุกต์การออกแบบ
4. อธิบายการออกแบบลวดลาย ลวดลายให้เหมาะสมกับ
และการใช้สารสังเคราะห์และ ประโยชน์ใช้สอย
ธรรมชาติ

5 การจำหน่ายผลิตภัณฑ ์ 1. สามารถบอกความหมาย 4.1 การตลาด
หม้อห้อมเชิงธุรกิจ การการวิเคราะห์ตลาด การ 4.2 ช่องทางการจัดการตลาด

วางแผนการตลาด หลักการ 4.3 ระบบการจัดการร้านค้า
บริหารการตลาด กลยุทธ์ โซเซียลมีเดียครบวงจร
4.4 ข้อดี-ข้อเสีย ของการค้า
การตลาด ได้ ออนไลน์

2. สามารถบอกช่องทางการ
จัดการตลาด และระบบการ

จัดการร้านค้าโซเซียลมีเดียครบ
วงจร ได้


3. สามารถ บอกขอดี-ข้อเสีย
ของการค้าออนไลน์ได้
6 ความปลอดภัยในการ 1. อธิบายความปลอดภัยในการ 1. ความปลอดภัยในการ 10

ประกอบอาชีพ ประกอบอาชีพและนำความรู้ไป ประกอบอาชีพ
ประยุกต์ใช้ในการประกอบ - การตรวจสอบความปลอดภัย
อาชีพ - การดูแลสถานที่ไมเหมาะสม ที่
ทํางานไมเปนระเบียบ
- สภาพแวดลอมเสี่ยงอันตราย

7 คุณธรรมในการประกอบ 1. อธิบายคุณธรรมในการ 1.คุณธรรม จริยธรรม 10
อาชีพ ประกอบอาชีพและนำไป -ความรับผิดชอบ

ประยุกต์ใช้ให้เกิดคณธรรมใน -การประหยัด
การประกอบอาชีพ -การอดออม
-ความสะอาด

จำนวน
ที่ หัวเรื่อง ตัวชี้วัด เนื้อหา
(ชั่วโมง)
-ความประณีต

-ความขยัน
-ความซื่อสัตย์

ผังมโนทัศน์

หม้อห้อมเมืองแพร่ 3 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (26 หน่วยกิต)


การออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ พื้นฐานการทำหมอห้อมเชิงธุรกิจ


ผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์หมอห้อม (3 หน่วยกิต)

(3 หน่วยกิต) หม้อห้อมเมืองแพร่3
1. ความรู้พื้นฐานการออกแบบบรรจุภัณฑ(20 ชม.) 11 1.ความรู้พื้นฐานการทำหม้อห้อมเชิงธุรกิจ(10 ชม.)



2. ประเภทของบรรจุภัณฑ์(20 ชม.) 2.หม้อห้อมเมืองแพร่เชิงธุรกิจ(30 ชม.)




3. การเลือกใช้วัสดุบรรจุภัณฑ (20 ชม.) ครามหม้อห้อม 3.การเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ (30 ชม.)
4. การออกแบบบรรจุภัณฑ (30 ชม.) 4. การทำครามหม้อห้อมจากสารสังเคราะห์/ธรรมชาติ

(30 ชม.) 2 นก. 30 ชม.
5. การบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑและการรักษาคุณภาพ(30 ชม.) 5. ความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ (10 ชม.)


6. คุณธรรมในการประกอบอาชีพ (10 ชม.)





การผลิตหม้อห้อมเชิงธุรกิจ ครามหม้อห้อมเชิงธุรกิจ


(3 หน่วยกิต) 2 หน่วยกิต การพัฒนาลายหม้อห้อมเพื่อการค้า
3 หน่วยกิต

1. ความรู้พื้นฐานการผลิตหม้อห้อมเชิงธุรกิจ (20 ชม.) 1.พื้นฐานการทำครามหม้อห้อมเชิงธุรกิจ (10 ชม.) 1.ความพื้นฐานลวดลายของผ้า (20 ชม.)
2 .แนวทางการขยายการผลิตหม้อห้อมเชิงธุรกิจ (20 ชม.) 2.การทำครามจากพืชธรรมชาติ (10 ชม.) 2.การออกแบบลวดลายผ้า (20 ชม.)

3.การลดต้นทุนการผลิต (แรงงาน/เครื่องมือ) (10 ชม.) 3. ครามผสม ( 10ชม.) 3.การพัฒนาลวดลายผ้าหม้อห้อมเพื่อการค้า
(40 ชม.)
4. การพิมพ์ลายหม้อห้อม (20 ชม) 4. การตลาดครามหม้อห้อม (10 ชม.)

5. การทำหม้อห้อมโอ่งใหญ่ (10 ชม.) 5. การบรรจุภัณฑ (30 ชม.)
6.การย้อมเย็น (20 ชม)

7. การย้อมเย็น (20 ชม)

ผังมโนทัศน์

หม้อห้อมเมืองแพร่ 3 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (26 หน่วยกิต)


การออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ พื้นฐานการทำหมอห้อมเชิงธุรกิจ


ผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์หมอห้อม (3 หน่วยกิต)

(3 หน่วยกิต) หม้อห้อมเมืองแพร่3
1. ความรู้พื้นฐานการออกแบบบรรจุภัณฑ(20 ชม.) 11 1.ความรู้พื้นฐานการทำหม้อห้อมเชิงธุรกิจ(10 ชม.)



2. ประเภทของบรรจุภัณฑ์(20 ชม.) 2.หม้อห้อมเมืองแพร่เชิงธุรกิจ(30 ชม.)




3. การเลือกใช้วัสดุบรรจุภัณฑ (20 ชม.) ครามหม้อห้อม 3.การเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ (30 ชม.)
4. การออกแบบบรรจุภัณฑ (30 ชม.) 4. การทำครามหม้อห้อมจากสารสังเคราะห์/ธรรมชาติ

(30 ชม.) 2 นก. 30 ชม.
5. การบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑและการรักษาคุณภาพ(30 ชม.) 5. ความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ (10 ชม.)


6. คุณธรรมในการประกอบอาชีพ (10 ชม.)





การผลิตหม้อห้อมเชิงธุรกิจ ครามหม้อห้อมเชิงธุรกิจ


(3 หน่วยกิต) 2 หน่วยกิต การพัฒนาลายหม้อห้อมเพื่อการค้า
3 หน่วยกิต

1. ความรู้พื้นฐานการผลิตหม้อห้อมเชิงธุรกิจ (20 ชม.) 1.พื้นฐานการทำครามหม้อห้อมเชิงธุรกิจ (10 ชม.) 1.ความพื้นฐานลวดลายของผ้า (20 ชม.)
2 .แนวทางการขยายการผลิตหม้อห้อมเชิงธุรกิจ (20 ชม.) 2.การทำครามจากพืชธรรมชาติ (10 ชม.) 2.การออกแบบลวดลายผ้า (20 ชม.)

3.การลดต้นทุนการผลิต (แรงงาน/เครื่องมือ) (10 ชม.) 3. ครามผสม ( 10ชม.) 3.การพัฒนาลวดลายผ้าหม้อห้อมเพื่อการค้า
(40 ชม.)
4. การพิมพ์ลายหม้อห้อม (20 ชม) 4. การตลาดครามหม้อห้อม (10 ชม.)

5. การทำหม้อห้อมโอ่งใหญ่ (10 ชม.) 5. การบรรจุภัณฑ (30 ชม.)
6.การย้อมเย็น (20 ชม)

7. การย้อมเย็น (20 ชม)

4.การจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยใช้เทคโนโลยีที่

เหมาะสม (20 ชม.)
5.แนวทางการอนุรักษ์ลวดลายหม้อห้อม (20

ชม.)


มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน การแปรรูปผลิตภัณฑ์หม้อห้อม

3 หน่วยกิต
2 หน่วยกิต


1. ความรู้พื้นฐานการออกแบบผลิตภัณฑ์หม้อห้อม (30 ชม)
1. ความรู้พื้นฐานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน (10 ชม)

2. มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน(30 ชม) 2. การออกแบบผลิตภัณฑ์เสื้อหม้อห้อม (10 ชม)

3. การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน(40 ชม.) 3. ผลิตภัณฑ์กระเป๋าหม้อห้อม (30 ชม)
4. ผลิตภัณฑ์ผ้าพันคอ/ผ้าคลุมไหล่ (10 ชม)
5. ผลิตภัณฑ์กระโปรง/กางเกง หม้อห้อม (20 ชม)

6. ผลิตภัณฑ์ของชำร่วย (20 ชม)

การตลาดเบื้องต้น
2 หน่วยกิต


การขายสินค้าออนไลน์

2 หน่วยกิต
1. ความรู้พื้นฐานของการตลาด (20 ชม.)

2. วิสาหกิจชุมชนและการบริหารจัดการกลุ่มเบื้องต้น (10 ชม.) 1. ความรู้พื้นฐานการค้าออนไลน์ (5 ชม.)

3. การลดต้นทุนการผลิต (แรงงาน/เครื่องมือ) (10 ชม.) 2. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ (5 ชม.)

4. การทำสัญญากู้ยืมเงิน (20 ชม.) 3. การเลือกสินค้าและบริการ (15 ชม.)

5. แนวทางการขยายผลิตภัณฑ์ชุมชน (20 ชม.) 4. การออกแบบร้าน (15 ชม.)
5. การขายสินค้าออนไลน์ผ่าน Facebook (20 ชม.)
6. การขายสินค้าผ่าน Application Line (20 ชม.)

4.การจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยใช้เทคโนโลยีที่

เหมาะสม (20 ชม.)
5.แนวทางการอนุรักษ์ลวดลายหม้อห้อม (20

ชม.)


มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน การแปรรูปผลิตภัณฑ์หม้อห้อม

3 หน่วยกิต
2 หน่วยกิต


1. ความรู้พื้นฐานการออกแบบผลิตภัณฑ์หม้อห้อม (30 ชม)
1. ความรู้พื้นฐานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน (10 ชม)

2. มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน(30 ชม) 2. การออกแบบผลิตภัณฑ์เสื้อหม้อห้อม (10 ชม)

3. การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน(40 ชม.) 3. ผลิตภัณฑ์กระเป๋าหม้อห้อม (30 ชม)
4. ผลิตภัณฑ์ผ้าพันคอ/ผ้าคลุมไหล่ (10 ชม)
5. ผลิตภัณฑ์กระโปรง/กางเกง หม้อห้อม (20 ชม)

6. ผลิตภัณฑ์ของชำร่วย (20 ชม)

การตลาดเบื้องต้น
2 หน่วยกิต


การขายสินค้าออนไลน์

2 หน่วยกิต
1. ความรู้พื้นฐานของการตลาด (20 ชม.)

2. วิสาหกิจชุมชนและการบริหารจัดการกลุ่มเบื้องต้น (10 ชม.) 1. ความรู้พื้นฐานการค้าออนไลน์ (5 ชม.)

3. การลดต้นทุนการผลิต (แรงงาน/เครื่องมือ) (10 ชม.) 2. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ (5 ชม.)

4. การทำสัญญากู้ยืมเงิน (20 ชม.) 3. การเลือกสินค้าและบริการ (15 ชม.)

5. แนวทางการขยายผลิตภัณฑ์ชุมชน (20 ชม.) 4. การออกแบบร้าน (15 ชม.)
5. การขายสินค้าออนไลน์ผ่าน Facebook (20 ชม.)
6. การขายสินค้าผ่าน Application Line (20 ชม.)

การตัดเย็บเสื้อผ้าเบื้องต้น

3 หน่วยกิต


1.ความรู้พื้นฐานในการตัดเย็บเบื้องต้น (15 ชม.)

2.การใช้เครื่องมือในการตัดเย็บ (15 ชม.)
3.การวัดตัวเพื่อสร้างแบบ (30 ชม.)
4.การคำนวณผ้าการเลือกผ้า (5 ชม.)

5.การวางแบบตัด การตัดเย็บผ้า (40 ชม.)

6.การตรวจสอบคุณภาพ (10 ชม.)
7.การแก้ไขจุดบกพร่องเบื้องต้น (5 ชม.)

การตัดเย็บเสื้อผ้าเบื้องต้น

3 หน่วยกิต


1.ความรู้พื้นฐานในการตัดเย็บเบื้องต้น (15 ชม.)

2.การใช้เครื่องมือในการตัดเย็บ (15 ชม.)
3.การวัดตัวเพื่อสร้างแบบ (30 ชม.)
4.การคำนวณผ้าการเลือกผ้า (5 ชม.)

5.การวางแบบตัด การตัดเย็บผ้า (40 ชม.)

6.การตรวจสอบคุณภาพ (10 ชม.)
7.การแก้ไขจุดบกพร่องเบื้องต้น (5 ชม.)

พื้นฐานการทำหม้อห้อมเชิงธุรกิจ



บทที่ 1 ความรู้พื้นฐานการทำหมอห้อมเชิงธุรกิจ
1.1 ความหมายและความเป็นมาของผ้าหม้อห้อม
• ความหมาย

• การขยายพันธ์

• ความสำคัญทางเศรษฐกิจ
• ประวัติความเป็นมาของผ้าหม้อห้อม

1.2 ประเภทของผ้าหม้อห้อม
• ผ้าที่นิยมเลือกใช้

1.3 ขั้นตอนการทำหม้อห้อม
• ขั้นตอนการทำเสื้อผ้าหม้อห้อม
• ขั้นตอนการทอผ้า

• อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำผ้าหม้อห้อม

• ขั้นตอนการทำเสื้อผ้าหม้อห้อมในปัจจุบัน
• วิธีการทำห้อม

• วัตถุดิบในการทำผ้าหม้อห้อม


บทที่ 2 หมอห้อมเมืองแพร่เชิงธุรกิจ
2.1 การนำผ้าหม้อห้อมมาออกแบบผลิตภัณฑ์

• หม้อห้อมย้อมให้อินเตอร์

• “ต้นห้อม” ที่มาแห่งสีสัน
• หม้อห้อมเคลือบ “นาโน”
• ขั้นตอนการทำผ้ามัดย้อม

2.2 การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์
• แนวทางการพัฒนาพัฒนาทักษะอาชีพ ( กรณีตัวอย่าง)

2.3 เรียนรู้การทำหม้อห้อมจากแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญา


บทที่ 3 การเตรียมวสดุอุปกรณ์
3.1 เครื่องมือวัสดุอุปกรณ์ในการทำผ้าหม้อห้อม

• อุปกรณ์การย้อมคราม
• อุปกรณ์การย้อมสีด้วยสารเคมี

• อุปกรณ์ที่ใช้ทำผ้าบาติก
• อุปกรณ์ย้อมเย็น

3.2 เลือกใช้และบอกวิธีการจัดเก็บบำรุงรักษาเครื่องมือที่ใช้ในการทำหม้อห้อม
• การเคลื่อนย้ายวัสดุ

o ปัญหาที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายและการจัดเก็บวัสดุ
• อุปกรณ์ดับเพลิงการติดตั้ง

o กฎหมายเกี่ยวกับการติดตั้งตู้ดับเพลิงในอาคาร
3.3 จัดเตรียมเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับทำหม้อห้อม


บทที่ 4 การทำครามหมอห้อมจากสารสังเคราะห์/ธรรมชาติ
4.1 การทำเนื้อครามจากสารสังเคราะห์

• โซดาไฟ
• โฮโซเดียมโดโธโอไนต์
4.2 การทำเนื้อครามจากธรรมชาติ

• สีครามจากจุลินทรีย์
• กระบวนการย้อมสีคราม

• การดูแลน้ำย้อมในหม้อคราม
• การเตรียมน้ำย้อมคราม


• การเตรียมครามกอนแช่
• วิธีการแช่คราม
• การแยกน้ำคราม

4.3 การประยุกต์การทำลวดลายหม้อห้อมจากสารสังเคราะห์และจากธรรมชาติ

• การออกแบบลวดลายกราฟกผ้าหม้อห้อมร่วมสมัย
- ลวดลายรูปแบบต่างๆ
- ลวดลายแบบไทยประยุกต์
4.4 ประยุกต์การออกแบบลวดลายให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอย
• ผลิตภัณฑ์ผ้าหม้อห้อม

• การออกแบบตกแต่งผ้าหม้อห้อม

• แหล่งการเรียนรู้และภุมปัญญาท้องถิ่น
• ประโยชน์ของผ้าหม้อห้อม

บทที่ 5 ความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ
5.1 ความปลอดภัยในการทำงาน
• ความหมายของสุขภาพ

• การป้องกันและควบคุมอันตรายจากการประกอบอาชีพ
5.2 การสร้างความปลอดภัยที่ทำงาน

• สะอาด

• สะดวก
• เช็คสภาพ

• ไม่ประมาท
• สร้างนิสัย

5.3 สภาวะการทำงานไม่ปลอดภัยและส่งเสริมความปลอดภัย

• สภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย
• การเสริมสร้างด้วยหลัก 3E
5.4 อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน
• วัตถุประสงค์

• องค์ประกอบของอาชีวอนามัย
• ขอบเขตของอาชีวอนามัย
• ความหมายของความปลอดภัย
• ความสำคัญของความปลอดภัยในการทำงาน

• กฎหมายความปลอดภัยในการทำงานของประเทศไทย
• วิธีการทำงานอย่างปลอดภัยในการประกอบอาชีพ
• กิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงาน

บทที่ 6 คุณธรรมในการประกอบอาชีพ
6.1 ความรับผิดชอบ

6.2 การประหยัด
6.3 การอดออม
6.4 ความสะอาด
6.5 ความประณีต

6.6 ความขยัน
6.7 ความซื่อสัตย์

โครงสร้างหลักสูตร
หลักสูตรรายวิชา อช33866 พื้นฐานการทำหม้อห้อมเชิงธุรกิจ

สาระการประกอบอาชีพ ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย
จำนวน 3 หน่วยกิต (120 ชั่วโมง)


ความเป็นมา
กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 โดยมีหลักการว่าเป็นหลักสูตรที่มีโครงสร้างยืดหยุ่น มีสาระการเรียนรู้เวลาเรียนและการ

จัดการเรียนรู้ โดยเน้นการบูรณาการเนื้อหาให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา ความต้องการ ความสอดคล้องกับวิถี
ชีวิต ความแตกต่างของบุคคล ชุมชน และสังคม ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
เน้นให้ผู้เรียนมีความสำคัญ สามารถพัฒนาตนเองได้ตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ อีกทั้งส่งเสริมภาคี

เครือข่ายร่วมจัดการศึกษา
ในปีงบประมาณ 2559 สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยได้มีการปรับปรุง
หลักเกณฑ์ การดำเนินงานหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดย
เน้นให้มีการขับเคลื่อนการจัดทำแผนการเรียนรู้รายบุคคลเพื่อให้สอดคล้องและเป็นไปตามหลักการของ

หลักสูตรจึงมีความสำคัญในการกำหนดทิศทางการเรียนรู้และจัดทำหลักสูตรรายวิชาเลือกเพื่อให้การจัดการ
เรียนการสอนให้บรรลุตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ
เมืองแพร่ได้ดำเนินการจัดทำหลักสูตรรายวิชาเลือกเพื่อสอดคล้องกับโปรแกรมการเรียนรู้รายบุคคลของ
สถานศึกษาตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อสนับสนุน

การจัดการเรียนการสอนของครู กศน.
ดังนั้นจึงได้จัดทำหลักสูตรวิชาพื้นฐานการทำหม้อห้อมเชิงธุรกิจขึ้น เพื่อเป็นหลักสูตรวิชาเลือกให้กับ
นักศึกษา ประกอบกับทั้งให้นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจ และเจตคติที่ดีในงานอาชีพ วิเคราะห์ลักษณะงาน
ขอบข่ายงานอาชีพในชุมชน สังคม ประเทศ และภูมิภาค 5 ทวีป ได้แก่ ทวีปเอเชีย ทวีปออสเตรเลีย ทวีป

อเมริกา ทวีปยุโรปและทวีปแอฟริกาที่เหมาะสมกับศักยภาพ 5 ด้าน ได้แก่ ศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติใน
แต่ละพื้นที่ ศักยภาพของพื้นที่ตามลักษณะภูมิอากาศ ศักยภาพของภูมิประเทศและทำเลที่ตั้งของแต่ละพื้นที่
ื้
ศักยภาพของศิลปะ วัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตของแต่ละพื้นที่ ศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในแต่ละพนที่
และสอดคล้องกับชุมชนเพื่อการขยายอาชีพ

หลักการ
เป็นหลักสูตรวิชาเลือกที่สามารถให้ผู้เรียนในระดับ มัธยมศึกษาตอนปลายเลือกเรียนได้ตามความสนใจ


จุดประสงค์หลักสูตร
1. เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจ พื้นฐานการทำหม้อห้อมเชิงธุรกิจ
ี่
2. เพื่อให้นักศึกษามีเจตคติทดี ในงานอาชีพ
3. เพื่อให้มองเห็นช่องทาง และตัดสินใจ ประกอบอาชีพได้ตามความต้องการ และศักยภาพของตนเอง

ระยะเวลาเรียนและจำนวนหน่วยกิต
ใช้เวลาเรียน 120 ชั่วโมง มีค่าเท่ากับ 3 หน่วยกิต ทั้งนี้ผู้เรียนต้องลงทะเบียนเรียนในสถานศึกษา

อย่างน้อย 1 ภาคเรียน

โครงสร้างหลักสูตร
ประกอบด้วยเนื้อหาจำนวน 6 เรื่อง โดยแยกเป็นเนื้อหาดังต่อไปนี้

1. ความรู้พื้นฐานการทำหม้อห้อมเชิงธุรกิจ

2. หม้อห้อมเมองแพร่เชิงธุรกิจ
3. การเตรียมวัสดุอุปกรณ์
4. การทำครามหม้อห้อมจากสารสังเคราะห์/ธรรมชาติ
5. ความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ

6. คุณธรรมในการประกอบอาชีพ

รายละเอียดเนื้อหา

1.ความรู้พื้นฐานการทำหมอห้อมเชิงธุรกิจ
- ความหมายและความเป็นมาของผ้าหม้อห้อม

- ประเภทของผ้าหม้อห้อม
- ขั้นตอนการทำหม้อห้อม
2.หม้อห้อมเมืองแพร่เชิงธุรกิจ
- การนำผ้าหม้อห้อมมาออกแบบผลิตภัณฑ ์

- การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์
- เรียนรู้การทำหม้อห้อมจากแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญา
3.การเตรียมวัสดุอุปกรณ์
- เครื่องมือวัสดุอุปกรณ์ในการทำผ้าหม้อห้อม

- เลือกใช้และบอกวิธีการจัดเก็บบำรุงรักษาเครื่องมือที่ใช้ในการทำหม้อห้อม
- จัดเตรียมเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับทำหม้อห้อม
4.การทำครามหม้อห้อมจากสารสังเคราะห์/ธรรมชาติ

- การทำเนื้อครามจากสารสังเคราะห์
- การทำเนื้อครามจากธรรมชาติ
- การประยุกต์การทำลวดลายหม้อห้อมจากสารสังเคราะห์และจากธรรมชาติ
- ประยุกต์การออกแบบลวดลายให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอย

5.ความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ
- การตรวจสอบความปลอดภัย
- การดูแลสถานที่ไมเหมาะสม ที่ทํางานไมเปนระเบียบ

- สภาพแวดลอมเสี่ยงอันตราย
6. คุณธรรมในการประกอบอาชีพ
- ความรับผิดชอบ - ความขยัน - การอดออม
- ความประณีต - ความซื่อสัตย์ - การประหยัด

- ความสะอาด

บทที่ 1
ความรู้พื้นฐานการทำหม้อห้อมเชิงธุรกิจ


สาระสำคัญ
ผ้าหม้อห้อม เป็นผ้าพื้นเมืองของจังหวัดแพร่ เป็นที่นิยมในการสวมใส่ของคนภาคเหนือ และของคนทั่ว

ประเทศ ซึ่งแสดงได้ถึงเอกลักษณ์ผ้าไทย ซึ่งเป็นการใช้ผ้าฝ้ายที่ได้จากการทอ ย้อมด้วยสีครามทได้จากต้นฮอม
ี่
หรือต้นคราม ปัจจุบันนำมาตัดชุดต่าง ๆ เช่น กางเกง กระโปรง เสื้อ ชุดเดรส สามารถสวมใส่ได้ทุกเพศทกวัย

“ม่อฮ่อม” หรือ “หม้อห้อม” หมายถึงเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้าย มีสีน้ำเงินเข้มที่ได้จากการย้อมด้วยต้น
ห้อมในหม้อดิน จึงเรียกว่า “หม้อห้อม” ต่อมามีการเพี้ยนมาเป็น "ม่อฮอม" หรือ "ม่อห้อม" หม้อห้อม จัดเป็น

เครื่องแต่งกายพื้นบ้านของไทย มาตั้งแต่ยุคไทลื้อในสิบสองปันนา ยุคของลาวในประเทศลาว และยุคของไท

ล้านนา ทางภาคเหนือของไทย ชาวอีสานเรียกสีครามว่าสีนิล สีหม้อ หรือสีหม้อนิล ชาวอีสานตอนบนนิยม
นำไปย้อมผ้า และมัดเป็นลาย เรียกว่า ผ้าย้อมคราม ผ้าสีครามล้ำค่าจากภูมิปัญญาบรรพบุรุษนี้ เป็นผ้าพื้นเมือง
ที่สำคัญของจังหวัดแพร่ ซึ่งมีการถ่ายทอดมาหลายชั่วอายุคน และแม้ว่าจะมีวิธีการเขียนได้หลายแบบ เช่น
ม่อฮ่อม ม่อห้อม หม้อฮ่อมหม้อห้อม แต่ทุกคำล้วนมีความหมายเดียวกัน คือ เสื้อผ้าที่มีสีครามที่เกิดจากภูมิ

ปัญญาช่างย้อม เป็นการใช้ผ้าฝ้ายที่ได้จากการทอ ย้อมด้วยสีครามที่ได้จากต้นห้อมหรือต้นคราม ได้ผ้ามีสี
ั้
เดียวกันตลอดทงผืน การทำผ้าหม้อห้อมมีการทำสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนในการย้อมผ้า ชาวทุ่งโฮ้ง
จังหวัดแพร่ นำเอาส่วนที่เป็นลำต้น และใบของต้นห้อมมาหมักในหม้อตามกรรมวิธีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ
ทำให้ได้น้ำสีคราม แล้วนำมาย้อมกับผ้าสีขาวให้เป็นผ้าคราม

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

1.สามารถอธิบายความหมายและความเป็นมาของผ้าหม้อห้อม
2.สามารถบอกประเภทของผ้าหม้อห้อม
3.สามารถบอกขั้นตอนการทำหม้อห้อม

ขอบข่ายเนื้อหา
1. ความหมายและความเป็นมาของผ้าหม้อห้อม

2. ประเภทของผ้าหม้อห้อม
3. ขั้นตอนการทำหม้อห้อม


ความหมายและความเป็นมาของผ้าหมอห้อม
ความหมาย

ห้อม หรือ ฮ่อม มีชื่ออื่นๆคือ ฮ่อมเมอง ครามหลอย ครามเหล็กขูด ครามย่าน ใบเบิกอยู่ใน
วงศ์ Acanthaceae สกุล Strobilanthes เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี มีโครโมโซม 2n = 16 และ 32 ลำต้น
ความสูง 0.5 - 1.5 เมตร ลำต้นตั้งตรง ลำต้นเกลี้ยง เป็นข้อปล้องคล้ายขาไก่แตกกิ่งก้านตามข้อ ลำต้นกลม
ห้อม สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดใบใหญ่ จะมีลักษณะใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว การจัดระเบียบของใบที่
ติดอยู่ตามลำต้นเป็นแบบตรงกันข้ามตั้งฉากกัน โดยแต่ละคู่ของใบในข้อหนึ่งอยู่ในแนวตั้งฉากกับคู่ของใบอีกขอ

หนึ่ง ก้านใบยาว ประมาณ 0.5 - 1.5 เซนติเมตร แผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปไข่กลับ ขนาดใบกว้าง ประมาณ 6.2

- 8.3 เซนติเมตร ยาว 18.2 - 24 เซนติเมตร การจัดเรียงเส้นใบเป็นแบบร่างแหรูปขนนก รูปร่างของใบเป็น
แบบใบหอกกลับ ปลายใบแหลม โคนใบเรียวแหลม ขอบใบเป็นหยักฟันเลื่อยละเอียด ส่วนห้อมชนิดใบเล็ก มี
ลักษณะของใบคล้ายกับชนิดใบใหญ่ แต่ขนาดจะเล็กกว่า ใบด้านบนสีเขียวมัน ใบแก่หรือออนเมื่อถูกกด หรือทุบ

ทิ้งไว้กลายเป็นสีดำเส้นแขนงใบเป็นร่างแหมีจำนวนเส้นใบ 7 - 9 คู่ดอก ดอก สีม่วง ออกเป็นช่อออกตามซอก
ใบและปลายกิ่งเป็นช่อแยกแขนง ช่อดอกยาว 1 - 6 ซม. ก้านช่อดอกยาว 1 - 12 ซม. มีใบประดับรองรับกลีบ
เลี้ยง ปลายแยก 5 แฉก แต่ละแฉกยาว 0.8 - 1.5 มม. มีขนนุ่มปกคลุม กลีบดอกเชื่อมติดกันรูปทรงกระบอก
ยาว 3.5 - 5 ซม.ปากกว้าง 3 มม. ปลายกลีบดอกแยก 4 แฉก แต่ละแฉกมีขนาด 9 x 9 มม. สีม่วง ขนาด

แตกต่างกันเล็กน้อย ปลายกลีบโค้งเล็กน้อยด้านนอกเกลี้ยง เกสรเพศผู้ 4 อัน ก้านชูอับเรณูยาว ประมาณ 7 มม.
ผลแห้งแบบแคปซูลขนาด 1.5 - 2.2 ซม. เกลี้ยง 4 เมล็ด เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาลแตกง่าย ออกดอกในช่วงเดือน
กรฎาคม – กุมภาพันธ์ ติดผลในช่วงเดือน ธันวาคม – กุมภาพันธ์
ี่
ห้อมสามารถเจริญเติบโตได้ดีในป่าดิบชื้นพื้นที่ทมีแสงรำไร และไม่ชื้นแฉะ ซึ่งอยู่เหนือความสูงจาก
ระดับน้ำทะเล 100 – 2,000 เมตร สามารถพบได้ในประเทศจีน ( ฝูเจี้ยน, กวางตุ้ง, กวางสี, กุ้ยโจว, ไหหนาน
,มณฑลหูหนาน เสฉวน, ไต้หวัน, ตะวันออกเฉียงใต้ของเจ้อเจียง ) ยูนาน ทิเบต บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย ลาว
พม่า ไทย และเวียดนาม จากการสำรวจแหล่งกระจายพันธุ์ของต้นฮ่อมในภาคเหนือ ทั้งที่เป็นแหล่งขึ้นเองตาม
ธรรมชาติ และแหล่งปลูกตามชุมชน พบว่าในแหล่งขึ้นเองตามธรรมชาติเป็นป่าดิบเขาระดับต่ำ ณ ระดับความ

สูง 900 – 1,200 เมตร จากระดับทะเล ในสภาพดินร่วนจนถึงดินร่วนปนทราย และอินทรียวัตถุมากบนชั้น
หน้าดิน ส่วนใหญ่พบอยู่เขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว อุทยานแห่งชาติดอยอิน

ทนนท์ อทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ทุ่งแสลงหลวง ดอยภูคา พบตามที่ชุ่มน้ำในป่าดงดิบ เช่น ป่าแม่คำมี จ.แพร่
ป่าแม่จางฝั่งซ้าย จ.ลำปาง ป่าวังใหญ่และป่าแม่น้ำน้อย จ.กาญจนบุรี ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่องฝั่งขวา ป่าแม่


งาว จ.เชียงราย ป่าสงวนแห่งชาติน้ำเปื่อย น้ำหย่วน และป่าน้ำลาว จ.พะเยา เป็นต้น นอกจากนี้ผ้าหม้อ

ห้อมที่ย้อมสีธรรมชาติ ยังมีจุดเด่นสำคัญคอช่วยดูดซับแสงยูวีได้ ทำให้ผู้สวมใส่ไม่ร้อน และไม่เป็นอันตรายต่อผู้
ที่เป็นโรคภูมิแพ้ จึงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศอย่างกว้างขวาง มีการปลูกเป็นการค้าใน
ประเทศจีน ญี่ปุ่นและบังคลาเทศ สำหรับประเทศไทยมีแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญได้แก่ บ้านนาตอง บ้านน้ำจ้อม

บ้านน้ำกลาย ตำบลช่อแฮ บ้านนาคูหา ตำบลสวนเขื่อน บ้านแม่ลัว ตำบลป่าแดง และบ้านห้วยม้า ตำบลห้วยม้า
อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ มีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 100 ไร่ ส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์ในการผลิตเนื้อห้อมคือ ใบ
และยอด ราคากิโลกรัมละ 5 - 7 บาท โดยที่ห้อมสด 10 - 12 กิโลกรัม หมักได้เนื้อห้อม 2.5 กิโลกรัม ราคา

เนื้อห้อมกิโลกรัมละ 80 - 100 บาท แต่การผลิตห้อมยังประสบกับปัญหาหลาย ๆ อย่าง เช่น มีขอจำกัดด้าน

พื้นที่ปลูก ที่มีอากาศร้อนชื้น มีสภาพแสงรำไร และวัตถุดิบต้นห้อม ไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ผลิต

ประเภทของผ้าหม้อห้อม
ผ้าหม้อห้อมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน สามารถจำแนกผ้าหม้อห้อมออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. ผ้าหม้อห้อมพิมพ์ลายฟอกสีมาจากโรงงาน สีตกต้องแยกซักกับผ้าอื่น

2. ผ้าหม้อห้อมดั้งเดิม เป็นการนำเอาผ้าดิบมาย้อมเย็นก่อน (ใช้สีครามสังเคราะห์) ต่อด้วยการ

ย้อมร้อนด้วยสีเคมีทับ ชาวบ้านเรียกขานว่า “หม้อห้อมจก” สีตกแยกซกกับผ้าอื่น
3. ผ้าหม้อห้อมย้อมสีธรรมชาติ เป็นการย้อมเย็นด้วยสีครามที่ได้จากต้นห้อมหรือต้นคราม สี
ตกแต่สามารถซักรวมกับผ้าขาวได้ เนื่องจากสีคราม















รูปที่ 4 หม้อห้อมพมพ์ลาย
ที่มา :
https://www.google.com/search?q=%















รูปที่ 4 หม้อห้อมพมพ์ลาย
ที่มา :

https://40plus.posttoday.com/lifestyle/10407/

ผ้าที่นิยมเลือกใช้

ชนิดของผ้าที่เรารู้จักกันแพร่หลาย ได้แก ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ และผ้าที่ทำจากเส้นใยสังเคราะห์
ซึ่งจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. เส้นใยธรรมชาติ ได้แก ่
1.1 เส้นใยที่ได้มาจากสัตว์ เช่น แกะ กระต่าย ไหม
1.2 เส้นใยที่ได้มากจากพืช เช่น ฝ้าย ลินิน ปอ ป่าน และใยสัปประรด
1.3 เส้นใยที่ได้มาจากแร่ เช่น ใยหิน
2. เส้นใยสังเคราะห์ เช่น ไนล่อน เทโตรอน ใยแก้ว


การขยายพันธุ์ต้นห้อม
สามารถขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ปักชำกิ่ง และการชำราก
การปลูกและการดูแลรักษา สามารถทำได้โดยการไถเตรียมดิน 2 ครั้ง ครั้งแรก ไถตากดินทิ้งไว้
ประมาณ 2 สัปดาห์ ครั้งที่สอง ไถผสมปุ๋ยคอกมูลวัวผสมกับดินในอัตราส่วน 1 ตัน ต่อไร่ พร้อมกับขึ้นแปลง

ภายใต้โรงเรือนทพรางแสง ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ โดยแต่ละแปลงมีความกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร นำกิ่ง
ี่
ห้อม ความยาวประมาณ 10 - 15 เซนติเมตร ที่มีข้อปล้องด้านล่าง ประมาณ 1 ข้อ ไปชำไว้ในกระบะปูนที่มี
ส่วนผสมของวัสดุปลูก คือ ดินและแกลบดำ อัตราส่วน 1 ต่อ 1 ใช้เวลาประมาณ 14 วัน รากจะเริ่มออกมาตาม

ข้อกิ่ง จากนั้นนำกิ่งชำที่มีรากสมบูรณ์ลงแปลงปลูก โดยใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 60 เซนติเมตร ระหว่างต้น
50 เซนติเมตร (ระยะที่เหมาะสม ให้ผลผลิตสูง) ภายในโรงเรือนต้องให้มีความชุ่มชื้นอยู่ตลอด แต่ไม่ถึงขนาดน้ำ
ขังในแปลง ซึ่งการให้น้ำจะใช้ระบบมินิสปริงเกลอร์ เปิดสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง (เช้า - เย็น) ครั้งละประมาณ 1
ชั่วโมง แต่หากในช่วงต้นเล็ก ให้วันเว้นวัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและฤดูกาล เสริมปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15

และ 46-0-0 เดือนละ 1 ครั้ง ต้นห้อมอายุครบ 6 เดือน จะพร้อมให้เก็บผลผลิต ซึ่งน้ำหนักเฉลี่ยต่อไร่ที่
ี่
เกษตรกรจะได้ประมาณ 1,254.4 กิโลกรัม ซึ่งการเก็บเกยวผลผลิตจะใช้วิธีตัดกิ่ง ก้าน ใบ และยอด ความยาว
ประมาณ 30 - 50 เซนติเมตร จากยอดลงมา
ความสำคัญทางเศรษฐกิจ

ห้อม เป็นไม้พุ่มที่พบในป่าธรรมชาติของภาคเหนือตอนบน ชาวบ้านนำมาผลิตเป็นวัตถุดิบสำหรับย้อม
ผ้าหม้อห้อมเป็นเอกลักษณ์ ต้นห้อมเป็นไม้พุ่มที่พบในป่าธรรมชาติที่ชุ่มชื้นของภาคเหนือตอนบน เดิมชาวบ้าน
จะเก็บลำต้นและใบห้อมจากป่ามาใช้ประโยชน์ แต่ในปัจจุบันพื้นที่ป่าลดลงทำให้ห้อมที่ขึ้นในธรรมชาติเหลือ
น้อยลงและอาจสูญพันธุ์ในอนาคตได้ในขณะที่การผลิตเสื้อผ้าหม้อห้อมเพิ่มมากขึ้น ชาวบ้านจึงขาด วัตถุดิบ

สำหรับย้อมผ้า จึงต้องนำเข้าห้อมสดจากแหล่งอื่น อาทิเช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือพืช
ชนิดอื่นแทน เช่น คราม ด้วยเหตุนี้การปลูกต้นฮ่อมยังมีข้อจำกัดในสภาพพื้นที่ปลูก จำเป็นที่ต้องปลูกในพื้นที่สูง
ตามภูเขาที่มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี อกทั้งผู้ปลูกขาดความเข้าใจต่อการพัฒนาหาแหล่งปลูกที่เหมาะสม จนทำให้

การเกบเกี่ยวผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการในอุตสาหกรรมการผลิตผ้าหม้อห้อม จากความต้องการผ้า

หม้อห้อมที่มีเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ปริมาณต้นห้อมในธรรมชาติลดน้อยลง ทำให้ไม่สอดคล้องกับการค้าขาย

เสื้อผ้าหม้อห้อม โดยเฉพาะวัตถุดิบจากต้นห้อมที่นำมาใช้ย้อมผ้า ทำให้มีการนำครามหรือสารเคมมาใช้ย้อมผ้า
ทดแทนห้อม ส่งผลกระทบต่อผู้สวมใส่ที่แพ้สารเคมี ส่วนน้ำย้อมที่เหลือจากการย้อมผ้าปล่อยทิ้งไปในธรรมชาติ
ทำให้สภาพแวดล้อม ดิน น้ำใต้ดิน เสื่อมคณภาพ

ปัจจุบันยอดและใบห้อมสดราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ 10 - 15 บาท ห้อมสด 10 กิโลกรัมใช้ผลิตเป็น

เนื้อห้อมได้ 2.5 กิโลกรัมหรือสัดส่วน 4:1 โดยน้ำหนัก ราคาจำหน่ายเนื้อห้อมคอกิโลกรัมละ 100 - 180 บาท
ในแต่ละปีผู้ประกอบการต้องการห้อมสด 146 - 219 ตัน มูลค่า 1.46 - 2.19 ล้านบาท และเนื้อห้อม 29.2

- 36.5 ตัน มูลค่า 2.92 - 3.65 ล้านบาท ทำให้มีกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตผ้าหม้อห้อมสนใจที่จะปลูกห้อมในพื้นที่
การเกษตร เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผ้าหม้อห้อม แต่ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ขาดพันธุ์และเทคโนโลยี

การผลิตที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จังหวัดแพร่ และจากการศึกษาพบว่าในหมักใบฮ่อมเพื่อทำโคลน (กอน) สี
ฮ่อมนั้นในการหมักใช้ใบสดในปริมาณน้ำหนักเท่ากันกับต้นคราม (Indigofera tinctoria L.) หรือ ครามใหญ่
(I. suffruticosa Mill.) ต้นฮ่อมสามารถให้ปริมาณก้อนสีมากกว่าครามถึง 3 - 4 เท่า

ผ้าหม้อห้อมเนื้อฝ้ายที่สามารถระบายอากาศได้ดีช่วยให้สวมใส่สบายไมอับชื้น นอกจากนี้ยังมีการ
พัฒนาให้มีผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ คือ ผ้ายย้อมลายฟาผืน ผ้าย้อมลายมัดย้อม ผ้าห่มย้อมลายมัดย้อม เสื้อผ้า

ซาฟารีแขนสูท เสื้อสตรีสำเร็จรูป หมอนอิงฉลุ และของใช้ของที่ระลึก จากการรายงานพบว่าช่วงเดือนมกราคม



ถึง สิงหาคม ปี 2561 ประเทศไทยส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มซึ่งมมูลค่ามากถง 643.65 ล้านเหรียญ
สหรัฐฯ แบ่งออกเป็นสิ่งทอมูลค่าการส่งออก 415.37 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และเครื่องนุ่งห่มมูลค่าการ
ส่งออก 228.28 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตลาดส่งออกที่สำคัญได้แก่ ภูมิภาคอาเซียน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สหภาพ

ยุโรป และสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามลำดับ




ประวัติความเป็นมาของผ้าหม้อห้อม



ตามคำบอกเล่าของคนเก่าแกในหมู่บ้านเล่าว่าบ้านทุ่งโฮ้งเป็นหมู่บ้านของชาวไทยพวน ที่อพยพมาจาก
แขวงเชียงขวาง ประเทศลาว ประมาณปี พ.ศ. ๒๓๔๐ – ๒๓๘๐ ผู้อพยพเหล่านี้ได้เข้ามาประกอบอาชีพตีเหล็ก

ทุกหลังคาเรือนจะมีเตาตีเหล็กและ ทั่ง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้รองรับ

การตีเหล็ก ชาวบ้านที่นี่จะมีการตีเหล็กกันทุกวัน จน ทั่ง สึกกร่อนลึก
เป็นแอ่งลงไป ซึ่งภาษาไทยพวนเรียกว่าโห้ง จึงเป็นที่มาของชื่อ

หมู่บ้าน ทั่งโห้ง ต่อมาคนรุ่นหลัง เรียกเสียงเพี้ยนเป็นทุ่งโห้ง และ
เขียนเป็นภาษาทางการว่า ทุ่งโฮ้ง ซึ่งเป็นชื่อเรียกขานกันตั้งแต่นั้นมา


รูปที่ 1 การแต่งกายผ้าหม้อห้อม แหล่งที่มา : หม้อหอมสู่สากล, กศน.อำเภอเมือง
แพร่ 2544
อาชีพการทำหม้อห้อมชาวไทยพวนบ้านทุ่งโฮ้ง ได้ผลิตขึ้นเพื่อสวมใส่เองและจำหน่าย โดยเป็น

อุตสาหกรรมใครัวเรือนและยังคงอนุรักษไว้และสืบทอดให้แก่ลูกหลานเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จากหมูบ้านเล็กๆ

ต่อมามีประชาชนอพยพมาอยู่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเป็นหมู่บ้านใหญ่กลายเป็นตำบลทุ่งโฮ้งจนถึงทุกวันนี้

ตำบลทุ่งโฮ้งได้พัฒนาสู่ความเจริญทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม จนเป็นที่ยอมรับทำให้

เศรษฐกิจของท้องถิ่นเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก

รูปที่ 2 การพัฒนารูปแบบผ้าหม้อห้อม
แหล่งที่มา : หม้อห้อมสู่สากล, กศน.อำเภอเมืองแพร่ 2544
จากการประกอบอาชีพการเกษตรกรรม การผลิตผ้าหม้อ

ห้อม การค้าขาย ทำให้ท้องถิ่นมี่รายได้เพิ่มขนพอจะพัฒนาท้องถิ่น
ึ้
ของตนเอง ดังนั้นกระทรวงมหาดไทยจึงได้ประกาศ เมื่อวันที่ 21

กันยายน พ.ศ.2505 เป็นสุขาภิบาลตำบลทุ่งโฮ้งและได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลตามพระราชบัญญัติ
เปลี่ยนแปลงฐานะสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2542


ความเป็นมาของผ้าหม้อห้อม เกี่ยวข้องกับประวัติของหมู่บ้านทุ่งโฮ้ง
ตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่และม ี

ชื่อเสียงมากที่สุดของจังหวัดแพร่คำว่า หม้อห้อม เป็นคำในภาษาไทย
พื้นเมืองของชาวไทยภาคเหนือ มาจากการรวมคำ 2 คำ เข้าด้วยกัน
คือคำว่า หม้อ และคำว่า ห้อม หม้อ หมายถึงภาชนะชนิดหนึ่งที่ใช้ใน
การบรรจุน้ำหรือของเหลวชนิดต่างๆ

รูปที่ 3 รูปแบบผลิตภัณฑ์ผ้าหม้อห้อม ห้อม หมายถึงพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง (ที่ใช้ใบและกิ่งเมื่อนำ มาหมักในหม้อ
แหล่งที่มา : หม้อห้อมสู่สากล, กศน.อำเภอเมืองแพร่ 2544 ตามกรรมวิธี แล้วเมื่อนำมาย้อมผ้าดิบให้เป็นสีน้ำเงิน จึงเรียกกันว่า
ผ้าหม้อห้อม ผ้าหม้อห้อมได้ชื่อว่าเป็นผ้าที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณของชาวทุ่งโฮ้งและของคนจังหวัดแพร่


การแต่งกายชุดพื้นเมืองด้วยผ้าหม้อห้อมถอว่าเป็นการแต่งกายประจำถิ่นของชาวทุ่งโฮ้ง ซึ่งผู้ชาย นิยม
สวมใส่เสื้อคอกลม แขนสั้นผ่าอกตลอดติดกระดุมหรือใช้สายมัดเรียกว่า เสื้อกุยเฮง และใส่กางเกงขาก๊วยที่

เรียกว่า เตี่ยวกี มีผ้าขาวม้าคาดเอวแทนเข็มขัด ส่วน ผู้หญิง จะเป็นเสื้อคอวี และคอกลม แขนยาวทรงกระบอก
ผ่าอกตลอด ติดกระดุม และสวมถุงซึ่งเรียกว่า ซิ่นแหล้ มีลักษณะเป็นพื้นสีดำมีสีแดงขาดตรงเชิงผ้าสองแถบและ

ขอบเอวสีแดง ในปัจจุบันผ้าหม้อห้อมที่ผลิตในจังหวัดแพร่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีการ
พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ ให้เข้ากับสมัยนิยมมีความหลากหลาย ใช้ได้ในหลายโอกาส ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าและ

เครื่องแต่งกาย หรือ ของใช้และของตกแต่ง

กิจกรรมที่ 1
เรื่อง ความรู้พื้นฐานการทำหม้อห้อมเชิงธุรกิจ


1. ให้นักศึกษาอธิบายประวัติความเป็นมา ของผ้าหม้อห้อมมาพอสังเขป
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


2. ให้นักศึกษาอธิบายกระบวนการเรียนรู้ ขั้นตอนการผลิตหม้อห้อมแบบดั้งเดิม โดยศึกษาจากแหล่งเรียนรู้
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ขั้นตอนการทำเสื้อผ้าหม้อห้อม

วัตถุดิบในการทำผ้าหม้อห้อม
1. สีคราม หรือ หัวคราม ทำจากต้นครามหรือต้นห้อม มีวิธีทำดังนี้
1.1 ตัดต้นคราม มาทำเป็นมัดๆมาแช่น้ำเปล่าให้ท่วม ทิ้ง ไว้ 1 คืน





















รูปที่ 9 ต้นคราม รูปที่ 10 ต้นห้อม
ที่มา : ที่มา :
https://www.google.com/search?q=% https://www.google.com/search?q=%























ตัดทำเป็นมัดๆ แช่น้ำ แช่ทิ้งไว้ ๒ คืน
1.2 หลังจากแช่ได้สองคืน นำเศษกิ่งและใบออก นำปูนขาวเข้าผสม แล้วตีฟองไปเรื่อยๆ จนฟอง เป็น
สีน้ำเงิน แล้วจึงทิ้งให้เนื้อครามตกตะกอน กรองเอาตะกอนเก็บไว้เป็นหัวคราม ใช้ในการย้อมผ้า

รูปที่ 11,12 เติมปูนขาวแล้วตีครามจนฟองเป็นสีน้ำเงิน
ที่มา : https://www.google.com/search?q=%


















รูปที่ 13 การกรองเอาเนื้อคราม
ที่มา : https://www.google.com/search?q=%


2. ผ้าฝ้ายทอมือ หรือ ผ้าดิบ สำหรับตัดเย็บเสื้อผ้าแล้วนำไปย้อมหม้อห้อม

















รูปที่ 13 ผ้าฝ้าย,ผ้าดิบ
ที่มา : https://www.google.com/search?q=%

3. น้ำด่างจากขี้เถ้า และปูนขาว

















รูปที่ 15 ปูนขาว รูปที่ 16 กรองเอาน้ำด่างจากขี้เถ้า
ที่มา : https://www.google.com/search?q=% ที่มา : https://www.google.com/search?q=%



ขั้นตอนการทำเสื้อผ้าหม้อห้อม
1. นำผ้าฝ้ายสีขาว ( ผ้าดิบ) ตัดเย็บตามแบบที่ต้องการให้เรียบร้อย หรือ อาจตัดผ้าเป็นผืนก็ได้จากนั้น

นำไปแช่ในโอ่งหรือถังน้ำสะอาดธรรมดา เพื่อให้แป้งที่ติดมากับเนื้อผ้าหลุดออกหมด จากนั้นนำผ้ามาตากแดด
ให้แห้งหมาด ๆ
ื่
2. นำผ้าดิบมาใส่ตะกร้า นำตะกร้าจุ่มลงในโอ่งที่บรรจุสีย้อมที่เตรียมไว้แล้ว สวมถุงมือยางขยำผ้า เพอ

ทำให้สีของเนื้อผ้าสม่ำเสมอ จากนั้นนำผ้าที่ขยำเสร็จ มาผึ่งแดดไว้จนหมาด นำมาทำซ้ำอย่างเดิมอกประมาณ 5
ครั้ง จนสีผ้าเป็นสีครามเขม สีครามที่ย้อมจะติดผ้าทั่วผืน สีเสมอกัน และสีที่ย้อมจะติดทนนาน

3. เมื่อผ้าที่ผ่านกระบวนการย้อมเย็นไปแล้วแห้งหมาดๆ ก็นำผ้ามาผ่านกระบวนการย้อมร้อน

(การเอาผ้าไปต้ม) ใส่ผ้าลงในกระทะจำนวนพอประมาณ แล้วใช้ไม้พาย คนให้ผ้าเข้ากบน้ำประมาณ 15 - 20
นาที จากนั้นจึงนำผ้าไปผึ่งแดดให้แห้งหมาดๆ

4. นำผ้าที่แห้งหมาดๆ มาพรมน้ำให้ทั่ว แล้วมาทำกระบวนการรีดด้วยเตารีดแบบถ่าน และให้ได้
ความร้อนคงที่
ขั้นตอนการทอผ้า

1. ทำการสืบเส้นด้ายยืนเข้ากับแกนม้วนด้ายยืน แล้วร้อยปลายด้ายแต่ละเส้นเข้าในตะกอแต่ละชุด

2. นำเส้นด้ายยืนสอดเข้าไปในฟันหวีหรือฟมแต่ละช่อง ฯ เรียงลำดับตามความกว้างของหน้าผ้า แล้ว
จัดเส้นยืนให้อยู่ห่างกันตามความละเอียดของผ้าฝ้าย
3. ต้องดึงปลายเส้นด้ายยืนทั้งหมดให้ม้วนเข้ากับแกนม้วนผ้าอีกด้านหนึ่ง พร้อมกับปรับความตึงและ

หย่อนให้พอเหมาะ แล้วก็กรอเส้นด้ายเข้ากระสวยเพื่อใช้เป็นด้ายสำหรับ “พุ่ง”
4. เมื่อเตรียมความพร้อมให้กับกี่กระตุกตามข้อ 1, 2 และ 3 แล้วจะเริ่มเข้าสู่การทอผ้าฝ้าย
5. เริ่มการทอโดยกดเครื่องแยกหมู่ตะกอ เส้นด้ายยืนชุดที่ 1 จะถูกแยก ออกและเกิดช่องว่าง ให้สอด
กระสวยด้ายพุ่งผ่านสลับตะกอชุดที่ 1 ยกตะกอชุดที่ 2 แล้วสอดกระสวยด้ายพุ่งกลับทำสลับกันไปเรื่อย ๆ

6. การกระทบฟันหวี (ฟืม) เมื่อสอดกระสวยด้ายพุ่งกลับก็จะกระทบฟันหวี เพื่อให้ด้ายพุ่งแนบติดกัน
ได้เนื้อผ้าที่แน่นหนา
7. การเก็บหรือม้วนผ้า เมื่อทอผ้าได้พอประมาณแล้วก็จะม้วนเก็บในแกนม้วนผ้า โดยผ่อนแกนด้าย
ยืนให้คลายออกและปรับความตึงหย่อนใหม่ให้พอเหมาะ


ขั้นตอนการทำหมอห้อม
กระบวนการเรียนรู้ ขั้นตอนการผลิตหมอห้อมแบบดั้งเดิม

กลุ่มชาวไทยพวนเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานจนเป็นกลุ่มชนที่ได้รับการยอมรับใน
ความเป็นคนไทยแล้วก็ตาม แต่การทำผ้าหม้อห้อมแบบดั้งเดิมยังคงเหลือสืบทอดอยู่ที่บ้านทุ่งโฮ้งในปัจจุบัน

โดยมีวัตถุดิบ วัสดุอุปกรณ์และกรรมวิธีในการผลิตที่สำคัญ ดังนี้
วัตถุดิบที่ใช้ การทำผ้าหม้อห้อมแบบดั้งเดิมต้องมีการจัดเตรียมวัตถุดิบที่จำเป็นให้พร้อม

ประกอบด้วยต้นห้อมสำหรับทำสีย้อมผ้า ผ้าฝ้ายทอมือสีขาว น้ำด่างและแป้งมัน โดยมีขั้นตอนการจัดเตรียม
วัตถุดิบ ดังนี้

การทำสีย้อมผ้าจากต้นห้อม ขั้นตอนรายละเอียดตลอดจนเทคนิคในการทำอย่างละเอียดค่อนข้างเป็น

ความลับ โดยช่างย้อมผ้าจะนำลำต้นและใบของต้นห้อม ซึ่งต้องปลูกไว้เป็นจำนวนมากในที่ดอน เนื่องจากต้น
ห้อมจะเติบโตได้ดี มาผูกเป็นมัดแช่น้ำไว้ในโอ่งน้ำขนาดใหญ่ประมาณ 2 – 3 วัน กระทั่งต้นและใบห้อมเน่าจน

ได้น้ำที่มีสีกรมทาเข้ม แล้วจึงนำน้ำนี้มาผสมกับปูนขาวตีจนเป็นฟองให้เข้ากันแล้วกรองน้ำออก จะได้สีย้อมผ้า

เป็นผงละเอียดสีกรมท่า นำสีที่ได้ไปละลายในน้ำด่างที่ทำมาจากขี้เถ้าในโองขนาดใหญ่ ที่สามารถนำผ้าลงมา

ย้อมได้สะดวก สัดส่วนของสีต่อน้ำด่างขึ้นอยู่กับความต้องการความเข้มของสีผ้าของช่างย้อม แต่ส่วนใหญ่นิยม

ให้ผ้าเป็นสีกรมท่าเข้มและเมื่อสีย้อมเจือจางลงจะเดิมผงสีเพิ่ม

น้ำด่างจากขี้เถ้า ใช้เป็นตัวละลายสีที่ได้จากต้นห้อม น้ำขี้เถ้าได้จากการนำขี้เถ้าถ่านมาละลายน้ำคนให้
ทั่วแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้ตกตะกอน น้ำด่างที่นำมาใช้เป็นน้ำใสที่อยู่ตอนบน
แป้งมัน ใช้สำหรับการลงแป้งเนื้อผ้าหม้อห้อมที่จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนจำหน่ายจะนำมารีดให้ผ้า

เรียบดูสวยงามยิ่งขึ้น


อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำผ้าหมอห้อม



















รูปที่ 5 การย้อมผ้าหม้อหอม
แหล่งที่มา : หม้อห้อมสู่สากล, กศน.อำเภอเมืองแพร่ 2544

- โอ่งดินขนาดใหญ่สำหรับการแช่หมักทำสีจากต้นห้อมและเป็นโอ่งใส่น้ำสีสำหับการย้อมผ้า โอ่งนี้
เตรียมไว้หลายใบเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ในการย้อมผ้าจำนวนมากๆ ทำให้ช่วยกันย้อมได้หลายคน

- ถังแช่ขี้เถ้าและหม้อน้ำด่าง ในอดีตใช้ปี๊บหรือหม้อดินในการแช่ขี้เถ้าปัจจุบันนิยมใช้ถังพลาสติก

เนื่องจากคงทนและราคาถก ส่วนหม้อน้ำด่างยังคงใช้โอ่งปากกว้างขนาดเล็ก
- ภาชนะสำหับบรรจุนำธรรมดา ส่วนใหญ่ใช้กะละมังขนาดใหญ่ เพื่อแช่เสื้อผ้าดิบที่ตัดเย็บแล้ว

- ตะกร้าห่าง เป็นตะกร้าทำจากไม้ไผ่ โดยสานห่างๆ ปากกว้างขนาดพอดีที่จะวางครอบปากโอ่ง ก้น
สอบ ใช้สำหับใส่ผ้าที่จะย้อมแล้วแช่ส่วนก้นของตะกร้าลงในสีย้อม

- ถุงมือ เป็นเครื่องมือสมัยใหม่ที่ใช้สำหรับป้องกันสีย้อมไม่ให้ติดมือในอดีตผู้ที่มีอาชีพการทำผ้าหม้อ


ห้อมจะมีมอสีดำติดสีห้อม เนื่องจากใช้มือล้วงผ้าจากหม้อย้อมโดยตรง
- ราวตากผ้า นิยมใช้ราวไม้ไผ่ซึ่งหาได้ง่าย จดทำเป็นหลายราวตั้งไว้ในที่แดดจัด ใช้ตากผ้าที่ผ่านการ

ย้อมเสร็จเรียบร้อยแล้วให้แห้งสนิท

ขั้นตอนการทำเสื้อผ้าหม้อห้อมในปัจจุบัน





































รูปที่ 6 การย้อมผ้าหม้อหอมและการตัดเย็บ

แหล่งที่มา : หม้อห้อมสู่สากล, กศน.อำเภอเมืองแพร่ 2544

ความยุงยากของการทำเสื้อผ้าหม้อห้อมแบบดั้งเดิมอยู่ที่การจัดทำสีย้อมจากต้นห้อม แต่หลังจากที่มี
การจักเตรียมสีย้อมที่ได้จากต้นห้อมไว้ในโอ่งเรียบร้อยแล้วขั้นตอนการย้อมผ้าหม้อห้อมอย่างง่ายๆ ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ตัดเย็บผ้าทอหรือผ้าดิบให้เป็นเสื้อผ้าตามแบบและขนาดที่ต้องการให้เรียบร้อย จะได้
เสื้อผ้าสีขาวไปแช่ในน้ำสะอาดธรรมดาทิ้งไว้เป็นเวลา 1 – 2 คืน เพื่อให้เนื้อผ้าดูดซึมได้ทั่วถึง แล้วนำผ้าขึ้น

จากน้ำมาผึ่งให้หมาดพร้อมจะนำไปย้อม


ขั้นตอนที่ 2 นำตะกร้าห่างมาวางสวมปากโองที่บรรจุสีย้อมที่เตรียมไว้แล้ว แล้วนำผ้าที่ผึ่งไว้จน
หมาดใส่ลงในตะกร้าตาห่าง ครั้งล่ะ 1 ผืน


ขั้นตอนที่ 3 ช่างย้อมสวมถุงมอยางกดผ้าลงในตะกร้าตาห่างให้สีย้อม ท่วมผ้าทั้งหมด เพื่อให้
เนื้อผ้าดูดซึมซับสีให้ได้มากที่สุด แล้วใช้มือขยำผ้าให้สีติดสีย้อมจนทั่วทั้งผืนขั้นตอนนี้ในอดีตช่างย้อมใช้มือ
เปล่าขยำให้สีติดมือจนดำ

ขั้นตอนที่ 4 นำผ้าที่ได้รับการขยำย้อมสีจนทั่วแล้วออกจากตะกร้าตาห่างนำไปผึ่งแดดที่ราวตากผ้า

จนแห้ง แล้วย้อมซ้ำตามขั้นตอนที่ 3 และขั้นตอนที่ 4 อกจำนวน 5 ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าสีห้อมที่ย้อมติดผ้า
ทั่วผืนและสีเสมอกันดีแล้ว การย้อมซ้ำหลายครั้งมีข้อดีอีกประการหนึ่งคือสีที่ย้อมจะติดทนนาน

















รูปที่ 7 ผลิตภัณฑ์แปรรูปผ้าหม้อห้อม
แหล่งที่มา : หม้อห้อมสู่สากล, กศน.อำเภอเมืองแพร่ 2544

ข้อสังเกต หม้อห้อมแทแบบดั้งเดิม เสื้อผ้าหม้อห้อมที่ผ่านกรรมวิธีการย้อมโดยใช้สีจากต้นห้อมซึ่งเป็น

สีธรรมชาติ ถือเป็นหม้อห้อมแท้ของเมืองแพร่ ซึ่งมีคณสมบัติพิเศษคือเมื่อสวมใส่ไปนานๆ สีของเนื้อผ้าจะดู

สวยงามขึ้น หม้อห้อมแท้เมื่อนำไปซักในครั้งแรกจะสีตก ผู้ซักควรเทน้ำทิ้งหลายๆ ครั้งจนเกิดสีตกจางลง และ

สีจะอยู่ตัวเมื่อผ่านการซักหลายครั้ง เป็นที่น่าเสียดายว่าในปัจจุบันการย้อมผ้าหม้อห้อมแท้ในจังหวัดแพร่ ได้ลด
น้อยลง ทั้งนี้เนื่องจากความยากลำบากในการเตรียมสีย้อม ตลอดจนต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าการใช้ผ้าที่สั่งจาก


โรงงาน ประกอบกับผู้ใช้ต้องการเสื้อผ้าที่ราคาถก ทำให้ผ้าหม้อห้อมแทมีผู้ต้องการลดลง ถึงแม้ชาวบ้าน ทุ่งโฮ้ง

ที่ประกอบอาชีพการทำเสื้อผ้าหม้อห้อมจะปรับเปลี่ยนผ้าที่เป็นวัตถุดิบในการตัดเย็บไปจากเดิม แต่ชาวแพร่

ทั่วไปยังคงพยายามสนับสนุนและอนุรักษ์รูปแบบของเสื้อผ้าหม้อห้อมเมองแพร่ แบบดั้งเดิมไว้เป็นอย่างดี และ
พยายามพัฒนารูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้เสื้อผ้าหม้อห้อมเข้ากับความนิยมของทุกยุคสมัย ซึ่งจะช่วยให้อาชีพการทำ

เสื้อผ้าหม้อห้อมของชาวแพร่คงอยู่คู่ เมืองแพร่ตลอดไป

แหล่งผลิตเสื้อผ้าหม้อห้อมเมืองแพร่ ปัจจุบันผ้าหม้อห้อมในเมืองแพร่ มีแหล่งผลิตที่สำคัญ 3 แหล่งใหญ่ ดังนี้

1. บ้านทุ่งโฮ้ง ตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมองแพร่
2. บ้านเวียงทอง ตำบลเวียงทอง อำเภอสูงเม่น
3. บ้านพระหลวง ตำบลพระหลวง อำเภอสูงเม่น

ชื่อเสียงของผ้าหม้อห้อมเมืองแพร่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป และถ้ามีการพูดถึงเรื่องผ้าหม้อห้อมแท ้

ต้องเป็นผ้าหม้อห้อมจากเมืองแพร่เท่านั้น ซึ่งชาวเหนือในจังหวัดต่างๆ นิยมใช้กันมากตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

วิธีการทำห้อม
1. ตัดต้นห้อม นำใบ และต้นมามัดรวมกัน

2. นำห้อมที่มัดไว้ลงในโอ่งแล้วเทน้ำลงไปให้ท่วมห้อม ใช้ไม้ขัดปิดฝาหม้อไว้ไม่ให้ห้อมลอยขึ้นมา แช่ไว้

1 คืน แล้วพลิกห้อมด้านบนลงล่างแช่ทิ้งไว้อีก 1 คืน จนต้นห้อมเน่าเปื่อย เมื่อฮอมส่งกลิ่นเหม็นให้เก็บเศษก้าน
ห้อมทิ้งเหลือไว้แต่น้ำ

3. นำต้นห้อมชุดใหม่ลงแช่ในน้ำเดิมอกครั้ง แช่ไว้ 1 คืน จากนั้นก็พลิกต้นห้อมแล้วทิ้งไว้อก 1 คืน

แล้วบีบน้ำออกจากต้นห้อมที่เปื่อย แล้วนำเศษก้านทิ้ง น้ำที่ได้จะมีสีน้ำเงินและกลิ่นเหม็น
4. ผสมปูนขาวที่ใช้ทานกับหมากและกวนให้เขากัน จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง น้ำห้อมจะ
ตกตะกอนให้เทน้ำใสๆทิ้งไป กรองเอาแค่ส่วนที่เป็นตะกอนเก็บไว้ทั้งเปียกๆ สามารถเก็บไว้ในโหลหรือกระป๋อง
ปิดฝาให้มิดชิด เก็บไว้ใช้ได้หลายปี

5. นำตะกอนห้อมที่ได้มาผสมกับน้ำด่างที่ได้จากขเถ้าและปูนขาวในสัดส่วนที่พอดีแล้วคนให้เข้ากันจน
ี้
เกิดฟอง ถ้าฟองยังไม่มีฟองก็เติมปูนขาวเข้าไปอีกจนกว่าจะเกิดฟองและน้ำมีสีเขียวเข้ม ทิ้งไว้ 1 คืน ก็สามารถ
นำมาย้อมผ้าได้ ซึ่งจะได้สีที่ติดทนทาน

การเตรียมผ้าสำหรับย้อม ก่อนจะนำผ้าไปย้อมห้อมนั้น จะต้องทำการกำจัดสิ่งสกปรก เช่นกาวหรือ

ไขมันออกจากผ้าก่อน
1. นำผ้าไปแช่ในน้ำผงซักฟอกทิ้งไว้สักครู่
2. จากนั้นนำผ้าไปต้มที่อุณหภูมิ 60-70 องศาเซลเซียส ประมาณ 1 ชั่วโมง
3. หลังจากต้มเสร็จแล้วให้นำผ้าไปซักล้างด้วยน้ำสะอาดประมาณ 6 – 7 ครั้ง
4. นำผ้าไปตากไว้จนแห้ง










รูปที่ 8 การย้อมผ้าหม้อห้อม ที่มา : https://www.google.com/search?q=%

อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตผ้าหม้อห้อม
1. โอ่งขนาดใหญ่ สำหรับก่อหม้อน้ำย้อม ควรเตรียมหลาย ๆใบ ขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิต

2. ถัง กรองน้ำด่าง ในสมัยก่อนนิยมใช้หม้อดิน หรือปิ๊บ ปัจจุบันนิยมชั้งพลาสติกเนื่องจากมราคาและ
ความคงทน ส่วนหม้อน้ำด่างยังคงใช้โอ่งเนื่องจากมีความคงทน
3. โอ่งแช่ผ้าดิบ ก่อนย้อม
4. ตะกร้าห่าง ทำจากไม้ไผ่สานห่างๆ ปากตะกร้ากว้างพอที่จะครอบปากโอ่ง ใช้สำหรับใส่ผ้าที่ย้อมลงใน
โอ่งย้อม เพื่อไม่ให้ผ้าที่ย้อมหล่นลงไปก้นโอ่ง

5. ถุงมอยาง สำหรับสวมย้อมผ้า

6. ราวตากผ้า นิยมใช้ไม้ไผ่ เพราะหาได้ง่าย และราคาถก



ขั้นตอนการทำหมอห้อม


1. นำผ้าทอ และผ้าดิบมาตัดตามรูปแบบ และขนาดที่ต้องการแล้วนำไปแช่ในน้ำสะอาด ทิ้งไว้ประมาณ
1 – 2 คืน แล้วล้างน้ำให้สะอาดนำผ้ามาผึ่งไว้ให้หมาดๆ เพื่อให้เนื้อผ้าดูดสีย้อมอย่างทั่วถึง
2. สวมถุงมือยาง นำตะกร้าสวมไว้ที่ปากโอ่งย้อม จึงนำผ้าที่หมาดแล้วลงย้อมในตะกร้าครั้งละประมาณ ๕

ผืน โดยขยำผ้าให้สีเข้าเนื้อผ้าจนทั่วผืนประมาณ ๑๐ นาที แล้วนำไปตากให้แห้ง แล้วนำกลับมาย้อมและตากอีก
จนกว่าจะได้สีที่พอใจ











รูปที่ 17 การย้อมผ้าหม้อห้อม
ที่มา : https://www.google.com/search?q=%

3. หลังจากการย้อมครั้งสุดท้ายแล้ว นำไปซัก - รีด และบรรจุถุง เพื่อจำหน่าย

กิจกรรม


1. กิจกรรมการเรียนรู้ครูผู้สอนแบ่งกลุ่มผู้เรียนเป็น 3 กลุ่มตามหัวข้อที่กำหนดโดยวิธีจับฉลาก ศึกษาหัวข้อที่
ได้รับ ออกมานำเสนอ

1.1.ความหมายและความเป็นมาของการทำหม้อห้อม
1.2.ประเภทของผ้าหม้อห้อม

1.3.ขั้นตอนการทำหม้อห้อม


การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ในการย้อมผ้าหมอห้อม
อุปกรณ์การย้อมคราม

1. วัสดุอุปกรณ์ในการย้อม
วัสดุที่ใช้



1. เนื้อคราม หมายถึง ของแข็งผสมระหว่างปูนกับสีครามในรูปออกซไดส์ (Indigo blue) สีน้ำเงิน
ได้จากการตกตะกอนจากการกวนน้ำคราม


























2. น้ำขี้เถ้า หมายถึง สารละลายจากขี้เถ้า เตรียมจากภาชนะเจาะรูด้านล่างและรองด้วยใยวัสดุเพื่อ
กรองขี้เถ้า บรรจุขี้เถ้าชื้นให้เต็มภาชนะแล้วกดขี้เถ้าให้แน่น เติมน้ำให้เต็มภาชนะและรองเอาน้ำขี้เถ้าครั้ง

ที่ 1 เติมน้ำอีกเท่าเดิมแล้วกรอง รวมน้ำขี้เถ้าทั้ง 2 ครั้ง

3. ปูนขาว หมายถึง สารเคมีที่ได้จากการเผาหินปูนจนสุก ทิ้งให้เย็น โดยทั่วไปใช้กินกับหมากและ

แช่ผลไม้ เพื่อดองและแช่อม
ิ่































อุปกรณ์ที่ใช้


1. หม้อดิน ใช้ในการแช่ครามและการย้อมคราม เลือกใช้โอ่งดินขนาดจุ 30 ลิตร เหตุที่เลือกหม้อ


ดิน เนื่องจากน้ำย้อมที่เย็นกว่าจะติดสีได้ดีกว่า ในฤดูร้อนอณหภูมิสูง การซึมของน้ำจากโอ่งดินจะทำให้น้ำย้อม
เย็นกว่าบรรยากาศ หม้อครามจะดี รักษาสีย้อมไว้ได้นาน

2. เส้นฝ้าย เป็นฝ้ายที่ได้จากพืชที่เติบโตได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ตั้งแต่ดินทรายจนถึงดินเหนียว

หรือดินที่มีความเป็นกรด-ด่าง ปานกลาง แต่ฝ้ายต้องการความชื้นในดินสูง โดยเฉพาะช่วงที่ออกดอกเป็น

สมอ ดังนั้นดินที่อุ้มน้ำได้ดีจึงเหมาะสมมากกว่า นอกจากนี้ฝ้ายยังต้องการแสงแดดจัด ต้องการอุณหภูมิ
ประมาณ 25 องศาเซลเซียส นานกว่า 150 วัน แหล่งปลูกฝ้ายจึงอยู่ในเขตร้อน ฝ้ายให้ประโยชน์หลายอย่าง

เช่น เส้นใยของเมล็ดทำเครื่องนุ่งห่ม น้ำมันจากเมล็ดฝ้ายใช้บริโภคได้ ส่วนกากเมล็ดเป็นแหล่งโปรตีนในอาหาร

สัตว์ที่มีกระเพาะหมัก เช่น วัว ควาย






























3. ถังมีฝาปิด เพื่อแช่คราม เพราะน้ำหนักเบา สะดวกในการรินแยกของเหลวออกจากตะกอน

คราม และแช่ได้น้ำครามปริมาณพอเหมาะกับกำลังการกวนคราม





















4. ขัน เพื่อช่วยในการโจกครามและตักน้ำคราม


5.ส้อมกวนคราม คือ อุปกรณ์ไม้ไผ่สารด้านหนึ่งของปลายไม้ไผ่จะถูกสานคล้ายกรวยโดยจะใช้สำหรับ

ตีน้ำครามขณะที่เติมปูนขาว ในการทำเนื้อคราม

6. ตะแกรงกรองคราม คือ ตะแกรงลวดที่ใช้ร่อนแป้ง หรือตะแกรงที่มีรูขนาดใหญ่กว่าที่กรองแป้ง ใช้
สำหรับกรองระหว่างน้ำแช่ครามแยกออกจากกากคราม


2. อุปกรณ์การย้อมสีด้วยสารเคม ี
1. น้ำสะอาด 30 ลิตร

2. สารช่วยการย้อมสี (สบู่เทียม) 3 กรัม
3. สีแอสิค (ชนิดผง) 10 – 35 – 60 กรัม (ปริมาณที่ใช้ขึ้นอยู่กับระดับความเข้มของสีย้อมที่
ต้องการ)
4. เกลือแกง 50 – 75 – 100 กรัม

5. กรดน้ำส้ม (เข้มข้น) 30 – 45 – 60 ซีซี


สีเคมเป็นสีที่ที่มความบริสุทธิ์ของตัวสีมาก สามารถนำสีเหล่านี้มาผสมเพอให้ได้สีที่ต้องการ และปรับ

ื่
ระดับความเข้มของสีได้ วิธีการย้อมทำได้ง่ายและสะดวก สีที่ย้อมได้จะมีความสดสวยและมีความทนทานของสี
ดี สีเคมีที่นำมาย้อมเส้นไหมมีหลายประเภท ได้แก่ สีแอสิค (Acid Dyestuff) สีเมตัลคอมเพลกซ์ (Metal
Complex Dyestuff) สีเบสิค (Basic Dyestrff) สีโครมอร์แดนท์ (Chrom Mordant Dyestuff) สีไดเร็กท์


(Direct Dyestuff) และสีรีแอคทีฟ (Reactive Dyestuff)
2.1 การย้อมสีเส้นไหมใช้สีย้อมประเภทสีแอสิค

สีแอสิคเป็นสีย้อมประเภทหนึ่งที่นิยมใช้ย้อมสีไหมและเส้นใยโปรตีนชนิดอื่น ๆ เป็นสีที่มีความสว่าง
สดใสมากและมีเฉดสีต่าง ๆ มากสามาระละลายตัวได้ง่ายและรวดเร็วในน้ำร้อน ดูดซึมติดเส้นใยได้ง่ายและ
รวดเร็ว มีคุณสมบัติคงทนต่อแสงแดด การขัดถก เหงื่อ น้ำและการซักฟอกอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงดีมาก

อัตราส่วนสารที่ใช้ในการย้อมสีแอสิค (สำหรับเส้นไหมที่ฟอกแล้ว 1 กิโลกรัม

2.2 วิธีการเคม ี
นำเส้นไหมที่ผ่านการฟอกกำจัดกาวและฟอกขาวมาแล้ว จำนวน 1 กิโลกรัม แบ่งเป็น 3 – 4 ส่วนใส่
ื่
ห่วงฟอกย้อม นำเส้นไหมแช่น้ำให้เข็ดเส้นไหมเปียกอย่างสม่ำเสมอ ทำการบิดให้หมาด กระตุกเส้นไหมเพอให้
เรียงตัว จัดแต่งไพเชือกรัดเข็ดเส้นไหมให้เรียบร้อย นำสีย้อมและสารช่วยย้อมสีต่างสัดส่วนที่กำหนด ผสมลงใน
น้ำเดือด 1 ลิตร กวนให้ละลายผสมกันทำการต้มน้ำสะอาด 30 ลิตร ในถังย้อมให้เป็นน้ำอุ่น (อุณหภูมิ 40 องศา
เซลเซียส) เติมสารละลายย้อมไหมที่ผสมกันเรียบร้อยแล้วลงไปโดยให้ผ่านผ้ากรอง กวนผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน

ใส่ตะแกรงรองก้นภาชนะให้เรียบร้อย จากนั้นจึงนำเข็ดไหมลงย้อมสีพร้อมๆ กัน ในน้ำย้อมที่อณหภูมิ 40 องศา

เซลเซียส ทำการกลับเข็ดเส้นไหมทั้งชุดตลอดเวลาเป็นระยะเวลาประมาณ 10 นาที นำเข็ดเส้นไหมทั้งชุดขึ้นพก
ในภาชนะที่สะอาดละลายเกลือในน้ำเย็นและเติมลงไปในถังย้อม คนให้ละลายทั่วกันใส่เข็ดไหมทั้งหมดลงย้อม
ต่อประมาณ 10 นาที ที่อณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส และคอย ๆ เพิ่มอุณหภูมิน้ำย้อมจนถึง 90 องศาเซลเซียส


ภายใน 20 – 25 นาที โดยทำการกลับเข็ดเส้นไหมทั้งชุดตลอดเวลา ย้อมเส้นไหมที่อุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส
เป็นเวลาประมาณ 20 นาทีหรือสังเกตว่าน้ำย้อมใสจางลงอย่างเห็นได้ชัด จึงนำเส้นไหมทั้งชุดขึ้นพักในภาชนะท ี่
สะอาด ลดอุณหภูมิในถงย้อมลงเหลือประมาณ 80 องศาเซลเซียส โดยเติมน้ำเย็น 3 ลิตร และลดเชื้อเพลิง แบ่ง

กรดน้ำส้มออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเติมลงไปในน้ำย้อม คนให้ละลายทั่วกัน นำเข็ดไหมลงย้อมที่อุณหภูมิ

ประมาณ 80 องศาเซลเซียส โดยกลับเข็ดไหมตลอดเวลา ประมาณ 5 นาที แล้วนำขึ้นพักในภาชนะที่สะอาด
เติมกรดน้ำส้มส่วนที่เหลือลงในน้ำย้อมคนให้ทั่ว นำเส้นไหมมาย้อมต่ออีกประมาณ 5 นาที จากนั้นเร่งอุณหภูมิ
ของน้ำย้อมให้สูงขึ้นถึง 90 องศาเซลเซียส ภายในระยะเวลาประมาณ 10 นาที ย้อมเส้นไหมที่อุณหภูมิ 90

องศาเซลเซียส โดยกลับเส้นไหมเป็นช่วง ๆ ตลอดเวลาเป็นระยะเวลาประมาณ 20 นาทีหรือจนน้ำย้อมใสจาง
มากที่สุดนำเส้นไหมขึ้นมาบิดให้หมาดและนำไปซักล้างในน้ำเย็นสลับกับการบิดให้หมาด 3 – 4 ครั้งหรือจนกว่า
น้ำที่ใช้ในการซักล้างจางใสที่สุดจากนั้นนำเส้นไหมทั้งชุดไปแช่ในสารละลายผลิตภัณฑ์สำหรับการผนึกสีย้อมที่

อุณหภูมิประมาณ 40 – 50 องศาเซลเซียส โดยทำการกลับเข็ดไหมเป็นช่วง ๆ เป็นระยะเวลาประมาณ 15 –
20 นาที แล้วทำการบิดเข็ดเส้นไหมให้หมาดที่สุดนำเส้นไหมไปซักล้างในน้ำเย็น 2 – 3 ครั้ง สลับกับการบิดให้
หมาดกระตุกเพื่อให้เส้นไหมเรียงตัวคืนสู่สภาพเดิมแล้วนำผึ่งให้แห้งด้วยลมในที่ร่ม

2.3 การผนึกสีย้อม
การผนึกสีย้อมเป็นขั้นตอนที่จำเป็นอย่างมากสำหรับการย้อมไหมโดยใช้สีย้อมประเภทสีแอสิค

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการย้อมสีระดับปานกลางและสีเข้ม
2.4 สูตรการเตรียมสารละลายผลิตภัณฑ์สำหรับผนึกสีย้อม

1. น้ำสะอาด 15 ลิตร
2. ผลิตภัณฑ์สำหรับผนึกสีย้อม 30 – 45 ซีซี
3. กรดน้ำส้ม (เข้มข้น) 10 ซีซี

หมายเหตุ :ในการย้อมสีเป็นสีอ่อนมาก ๆ ควรแบ่งสารละลายสีย้อมและเกลือออกเป็น 2 – 3 ส่วน ตามความ
เหมาะสม ด้วยวิธีการแยกใส่ลงไปใสน้ำย้อมและย้อมสีเป็นช่วง ๆ ที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส ภายใน
ระยะเวลา 10 นาที ตามที่กำหนด


2.5 การย้อมสีเส้นไหมโดยใช้สียอมประเภทสีเมตัลคอมเพลกซ ์

สีเมตัลคอมเพลกซ์เป็นสีย้อมอกประเภทหนึ่งซึ่งนิยมใช้ย้อมสีไหมและเส้นใยโปรตีนชนิดอื่น ๆ เป็นสีที่มี
ความสว่างสดใสค่อนข้างต่ำ และมีเฉดต่าง ๆ ให้เลือกใช้ประโยชน์ได้น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสีแอสิค มี
คุณสมบัติเกี่ยวกับความคงทนต่อแสงแดด การขับถู เหงื่อ น้ำ และการซักฟอกอยู่ในเกณฑ์ดีจนถึงดีมาก
กรรมวิธีการย้อมจะคล้ายคลึงกันมากกับการย้อมสีประเภทสีแอสิคโดยย้อมในสภาวะเป็นกรด
อัตราส่วนสารที่ใช้ในการย้อมสีเมตัลคอมเพลกซ์ (สำหรับเส้นไหมทฟอกแล้ว 1 กิโลกรัม)
ี่
1. น้ำสะอาด 30 ลิตร
2. สารช่วยการย้อมสี (สบู่เทียม) 3 กรัม
3. สีเมตัลคอมเพลกซ์ 10 – 35 – 60 กรัม (ปริมาณที่ใช้ขึ้นอยู่กับระดับความเข้มของสีย้อมที่

ต้องการ)
4. เกลือแกง 50 – 100 – 150 กรัม
5. กรดน้ำส้ม (เข้มข้น) 30 – 50 – 70 กรัม
วิธีการ
1. นำเส้นไหมที่ผ่านการฟอกกำจัดกาวและฟอกขาวมาแล้ว จำนวน 1 กิโลกรัม แบ่งออกเป็น 3 – 4

ส่วน ใส่ห่วงฟอกย้อม นำไปแช่ในน้ำให้เส้นไหมเปียกอย่างสม่ำเสมอ บิดให้หมาด และกระตุกให้เส้นไหมเรียงตัว
ขนานกันคืนสู่สภาพเดิม
2. ละลายสีย้อมและสารช่วยย้อมสีในน้ำเดือด 1 ลิต คนให้ละลายแล้วเติมโดยผ่านผ้ากรองลงไปในถัง

ย้อมซึ่งมีน้ำสะอาด 30 ลิตร ที่ต้มไว้แล้วที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส คนให้ละลายเป็นเนื้อเดียวกันแล้วใส่
ตะแกรงรองก้นภาชนะให้เรียบร้อย
3. นำเข็ดเส้นไหมลงย้อมเป็นระยะเวลาประมาณ 10 นาที โดยทำการกลับเข็ดไหมตลอดเวลา
จากนั้นนำขึ้นพักในภาชนะที่สะอาด เติมสารละลายเกลือแกงลงในถังย้อมโดยผ่านผ้ากรองและคนให้เป็นเนื้อ

เดียวกันนำเส้นไหมลงย้อมต่อที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส โดยกลับเข็ดไหมตลอดเวลาประมาณ 10 นาที

หลักจากนั้นเร่งอุณหภูมิน้ำย้อมให้คอน ๆ สูงขึ้น จนอุณหภูมิน้ำย้อมสูงถึง 95 องศาเซลเซียส ภายใน 20 –
25 นาที โดยทำการกลับเข็ดเส้นไหมทั้งชุดตลอดเวลาและย้อมต่อไปโดยกลับเข็ดไหมเป็นช่วง ๆ อีกประมาณ

20 นาที หรือนายกว่าจนน้ำย้อมใสจางลงจึงนำเข็ดไหมทั้งชุดขึ้นพักในภาชนะที่สะอาด

4. ทำการลดอุณหภูมิน้ำย้อมโดยเติมน้ำเย็นลงไป 3 ลิตร และลดปริมาณเชื้อเพลิงจนเหลืออณหภูมิน้ำ
ย้อม 80 องศาเซลเซียส เติมกรดน้ำส้มเข้มข้นจำนวนครึ่งส่วนแรกและคนให้เข้ากันนำเข็ดไหมลงย้อมโดยกลับ
เข็ดไหมตลอดเวลา 5 นาที แล้วนำขึ้นพักในภาชนะที่สะอาด
5. นำกรดน้ำส้มเข้มข้นครึ่งส่วนที่เหลือลงเติมในน้ำย้อม คนให้เข้ากันแล้วนำเข็ดไหมลงย้อมต่อโดย

กลับเข็ดไหมตลอดเวลาอีก 5 นาที ที่อุณหภูมิประมาณ 80 องศาเซลเซียส แล้วเร่งอุณหภูมิน้ำย้อมให้สูงขึ้น
อย่างช้า ๆ จนถึง 95 องศาเซลเซียส ภายในเวลา 10 นาที โดยกลับเข็ดไหมขณะย้อมตลอดเวลา รักษาระดับ
อุณหภูมิน้ำย้อมและย้อมต่ออีกประมาณ 20 นาที หรือนานกว่าจนน้ำย้อมใสจางมากที่สุด

6. นำเข็ดไหมทั้งชุดขึ้นพกในภาชนะสะอาด บิดให้หมาดแล้วนำไปล้างในน้ำเย็น 3 –ครั้งสลับกับการ

บิดให้หมาดจนกว่าน้ำที่ใช้ล้างจะใสจาง แล้วนำไปล้างในน้ำอุ่นอุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส ประมาณ 5 นาที่
ื่
บิดให้หมาด แล้วล้างในน้ำเย็นอีก 1 – 2 ครั้ง บิดให้หมาด กระตุกเพอให้เส้นไหมเรียงตัวคืนสู่สภาพเดิม แล้ว
นำไปผึ่งตากให้แห้งในที่ร่ม

7. ในกรณีที่สีตกมาก ซึ่งสังเกตจากมีสีเจือปนในน้ำที่ใช้ทำการซักล้างมากผิดปกติ สามารถแก้ไขให้ดี
ขึ้น


๓. อุปกรณ์ที่ใช้ทำผ้าบาติก
1. ผ้ามัสลิน ผ้าป่าน ผ้าฝ้าย
2. กรอบไม้บาติก
3. เทียนขี้ผึ้งผสมพาราฟินสำเร็จ

4. ปากกาเดินเทียน (จันติ้ง) เลือกเบอร์๐ หรือ เบอร์ 2
5. ลายผ้าบาติก ดินสอ 6 B
6. โซเดียมซิลิเกท ( เคลือบสี )

7. สีบาติก
8. แปรงทาสีขนาด 1 นิ้ว
9. เตาไฟฟ้า
10. หม้อเคลือบทนความร้อนสูง
11. หม้อต้มน้ำ

12. ไม้สำหรับคนผ้า
13. พู่กัน เบอร์ 4,6,12

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้มีดังนี้
3.1 ผ้าที่ใช้ทำผ้าบาติกควรเป็นผ้าที่ทอจากเส้นใยธรรมชาติและ
มีเนื้อบาง ในปัจจุบันนิยมใช้ทั้งผ้าชนิดเนื้อบางจนถึงเนื้อหนา

ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ทำได้แก่ ผ้าซันฟอร์ไรด์ ผ้าลินิน ผ้า
ไหม ผ้าแพรเยื่อไม้ เป็นต้น





3.2 สีที่ใช้ในงานบาติกมีหลายชนิด ที่นิยมใช้ในปัจจุบันเป็นสีย้อมผ้าประเภทย้อมเย็นละลายน้ำได้และมองเห็น

สีโดยตรง โดยมากมักจะอยู่ในกลุ่มสีรีแอคทฟเนื่องจากใช้
สะดวกและมีกระบวนการไม่ยุ่งยาก







3.3 เทียนที่ใช้เขียนผ้าประกอบด้วยขี้ผึ้งมากเทียนจะ

เหนียว ถ้าผสมพาราฟีนมากเทียนจะเปราะหรืออาจใช้
เทียนผสมสำเร็จที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปก็ได้

3.4 ปากกาเขียนเทียน(JANTING)เป็นเครื่องมือสำหรับใช้

เขียนลวดลายเทียนลงบนผ้า มีขนาดแตกต่างกันทั้งเส้นเล็กเส้นกลาง
และเส้นใหญ่หรืออาจใช้แปรงทาเล็กเบอร์แบ่งเป็นซีกๆ จุ่มเทียนเขียน
ลายบนผ้าก็ได้ แต่วิธีนี้ใช้จะได้เส้นใหญ่ไม่สามารถเขียนลายที่ละเอียด

ได้ ที่นิยมใช้คือเบอร์ 2-3


3.5 กรอบไม้ เป็นกรอบไม้สี่เหลี่ยมมีหลายลักษณะใช้สำหรับขึง
ผ้าในเวลาเขียนผ้าในเวลาเขียนเทียน






3.6 พู่กัน พู่กันสำหรับระบายสีใช้ได้ทั้งชนิดกลมและชนิดแบนควรเตรียมไว้หลายขนาด

3.7 ภาชนะผสมสีอาจใช้ถ้วยพลาสติก ถ้วยแก้ว ถ้วยสแตนเลส

แล้วแต่ต้องการและควรให้มีปริมาณเพียงพอที่จะใช้





3.8 โซเดียมซิลิเกรตใช้สำหรับทาบนผ้า เพื่อให้สีติดทนนาน ซึ่งควรผสมกับน้ำเพื่อให้ไม่หนืดเกินไปเวลาทา












อุปกรณ์การทำผ้าหม้อห้อมบาติก

พาราฟิน หรือ เคโรซีน เป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมซึ่งกลั่นแยกออกจากน้ำมันดิบ จุดหลอมเหลว

ประมาณ 47 – 64 องศาเซลเซียส จุดเดือดประมาณ 150-275 องศาเซลเซียส ไม่ละลายในน้ำ สามารถใช้
ประโยชน์ได้มากมาย และ มีหลายสถานะด้วยกัน ใช้สำหรับกั้นสีไม่ให้ซึมเข้าหากันโดยใช้ปากกาเขียนเทียน

ลากเส้นตามรูปภาพที่ต้องการ เทียนเขียนบาติกมี 2 ชนิด ด้วยกัน คือ

1. ชนิดที่ใช้พาราฟินกับยางสนและขี้ผึงแท้ผสมกัน ในอัตราส่วน 5 ต่อ 3 ต่อ 2 จะได้เทียนสำหรับ

เขียนผ้าบาติกที่มีคณสมบัติเหนียว เส้นริมขอบของเส้นเทียนมีความคมเรียบ ลักษณะขาวขุ่นมีกลิ่นของยางสน


และขี้ผึงหากดมดู ราคาคอนข้างแพง

2. ชนิดที่ใช้พาราฟินกับขี้ผึ้งเทียม ผสมอัตราส่วน 3 ต่อ 2 ส่วน เส้นเทียนจะเปราะแตกหักง่าย หาก
อากาศมีความชื้นหรือมีฝนตก ในขณะเขียนจะทำให้สีกัดขอบเส้นเทียนทะลุผ่านเส้นเทียนและจะทำให้งานเสีย

มีลักษณะขาวใสไมมีกลิ่น ราคาถูก

พาราฟิน แว็กซ์พาราฟิน แว็กซ์ (Paraffin wax) คือ เป็นชื่อสามัญของแว็กซ์ที่เป็นสารประกอบ

ประเภทไฮโดรคาร์บอน เป็นแว็กซ์ที่จัดอยู่ในกลุ่มปิโตรเลียมแว็กซ์ (Petroleum wax) โดยมีสูตรโครงสร้างทาง
เคมี คือ CnH2n+2 จำนวนคาร์บอนในห่วงโซ่โมเลกุล 19-36 อะตอม (C19-C36) มีลักษณะเป็นของแข็ง มีสี

เหลืองออนถึงขาว มีจุดหลอมเหลว อยู่ที่ระหว่าง 48-68 องศาเซลเซียส คุณสมบัติทางเคมีของพาราฟิน

แว็กซ์ ลักษณะ/รูปร่าง แบบแผ่น/แบบเม็ด สี ขาว ค่าพีเฮช ความเป็นกรด/ด่าง 5.8-6.3ปริมาณน้ำมันใน
แว็กซ์ (%ของน้ำหนักแว็กซ์) 0.1%-5% กลิ่น เล็กน้อยค่าความถ่วงจำเพาะ (กรัม ต่อลบ.ซม.) 0.82-0.92จุด

หลอมเหลว (องศาเซลเซียส) 48-68 จุดเริ่มกลับแข็งตัว (วุ้น) (องศาเซลเซียส) 66-69 จุดวาบไฟ (องศา
เซลเซียส) 204-271จุดเริ่มติดไฟ (องศาเซลเซียส) 238-263จุดเดือด (องศาเซลเซียส) 350-430ค่าความ

หนืดที่ 100 องศาเซลเซียส (เซนติสโตก) 3.1-7.1จำนวนคาร์บอนในห่วงโซ่โมเลกุล - 9-36 ค่าความอ่อนแข็ง
ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส 20 max/ค่าสูงสุดการจำแนกประเภทพาราฟิน แว็กซ์ แบ่งเกรดโดยการใช้

ปริมาณน้ำมันในแว็กซ์ (Oil Content) โดยแบ่งออกได้เป็น 3 เกรด ดังนี้


พาราฟิน แว็กซ์ ฟูลลี่ รีไฟน์ (Paraffin wax Fully refined) จะมค่าของปริมาณน้ำมันในแว็กซ์ ตั้งแต่
0.1% - 0.5%ของน้ำหนักพาราฟิน แว็กซ์ (%wt)


พาราฟิน แว็กซ์ เซมิ รีไฟน์ (Paraffin wax Semi refined) จะมค่าของปริมาณน้ำมันในแว็กซ์ ตั้งแต่ 0.5%
-1.5% ของน้ำหนักพาราฟิน แว็กซ์ (%wt)
พาราฟิน แว็กซ์ เซมิ รีไฟน์ (Paraffin wax Semi refined) หรือ สแลค แว็กซ์ (Slack wax) จะมีค่า

ของปริมาณน้ำมันในแว็กซ์ ตั้งแต่ 3 % - 5% ของน้ำหนักพาราฟิน แว็กซ์ (%wt)
พาราฟิน แว็กซ์ แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ ดังนี้

- พาราฟิน แว็กซ์แบบแผ่น (Slab form)
- พาราฟิน แว็กซ์แบบเม็ด (Granule form)


กระบวนการผลิตพาราฟิน แว็กซ์


พาราฟิน แว็กซ์ เป็นแว็กซ์ที่ได้มาจากกากส่วนที่เหลือ ที่ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ โดย
กระบวนการกลั่นน้ำมันแบบหอกลั่นลำดับส่วน ไขหรือกากแว็กซ์ที่ได้จากกระบวนการกลั่นนี้ เรียกว่า สแลค

แว็กซ์ (Slack wax) ซึ่งยังมีปริมาณน้ำมันในแว็กซ์สูง นำสแลค แว็กซ์ ที่ได้ มาผ่านกระบวนการการสกัดน้ำมัน

ื่

ออกจากแว็กซ์ เพอให้ได้พาราฟิน แว็กซ์ ที่มีปริมาณน้ำมันในแว็กซ์ตามคามาตรฐานของพาราฟิน แว็กซ์ที่
ื่
สามารถนำมาใช้ทำเทียนและใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอนๆ
2. เตาแก๊ส”

ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ในห้องครัว เพราะครัวส่วนใหญ่ในประเทศไทยนิยมใช้เตาแก๊สในการ

ประกอบอาหาร ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเตาแก๊สได้มีการพฒนามากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันจะให้ความสำคัญในเรื่อง

ความปลอดภัย, ประหยัดเชื้อเพลิง, ความแรงของไฟ และเรื่องการทำความร้อนโดยที่ภาชนะไม่ดำ และทาง คิ

ทเช่นฟอร์ม ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายเตาแก๊ส หลายรุ่น หลายยี่ห้อ มีฟีเจอร์ที่แตกต่างกันไป ตามความต้องการ
ของผู้ใช้ ผู้อ่านหลายท่านคงเคยสงสัยว่าเตาแก๊สที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้มีมีที่มาทไปอย่างไรทำไมถึงมีเตาแก๊ส
ี่
เกิดขึ้นได้ และคนสมัยก่อนเวลาประกอยอาหารโดยไม่มีเตาแก๊สทำกันอย่างไร คิทเช่นฟอร์ม จะมาเล่าถึงที่มาที่

ไปของเตาแก๊สว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร มีวิวัฒนาการอย่างไร และผู้ที่คิดค้นเค้าเป็นใคร


ประวัติเตาแก๊ส

เตาแก๊ส (Gas Stove) ที่เราใช้ๆกันอยู่ทุกวันนี้ ก่อกำเนิดเมื่อปี พ.ศ. 2363 แต่เตาแก๊สตัวแรกที่ได้
กำเนิดขึ้นยังไม่สามารถใช้ได้จริงเพราะว่ายังเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการทดลองทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น และต่อมา

ประมาณ 6 ปี นายเจมส์ ชาร์ป ซึ่งเป็นพลเมืองของประเทศอังกฤษได้จดสิทธิบัตรและเปิดโรงงานผลิตเตาแก๊ส
ในที่สุดเตาแก๊สรุ่นแรกของโลกก็ได้กำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2373 ซึ่งป็นที่ฮือฮาของผู้คนในยุคนั้นมาก


ในปี พ.ศ. 2388 ได้มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับเตาแก๊สเป็นครั้งแรกของโลก ที่ไฮด์พาร์คในกรุง
ลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยในการจันิทรรศการครั้งนี้มีผู้ร่วมงานมากกว่า 6 ล้านคนเลยทีเดียว แต่ว่าเตา


แก๊สในสมัยนั้นยังไม่มสามารถขายได้ดีอย่างที่นายเจมส์ ชาร์ปได้วางไว้ เป็นเพราะว่าความเจริญและขอจำกัด

หลายๆด้านที่ทำให้ผู้คนทั่วไปไม่นิยมนำเตาแก๊ส มาใช้แทนเตาฝืนและเตาถาน โดยเหตุผลหลักหลักๆคือเตา
แก๊สในสมัยนั้นยังไม่มีระบบความปลอดภัยอย่างเพียงพอ แต่ผู้พัฒนาเตาแก๊สหลายๆท่านก็ได้พยายามพัฒนา

ด้านความปลอดภัยและต้นทุนการผลิตให้ต่ำลงจนสามารถ ทำการผลิตเตาแก๊สในเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จในปี
พ.ศ. 2423 และได้มีการพัฒนาเตาแก๊สให้มีคุณภาพมากขนเรื่อยๆจนถึงทุกวันนี้
ึ้

การเลือกซื้อเตาแก๊ส


1. สำหรับในปัจจุบันนั้นมีเตาแก๊สหลากหลายยี่ห้อที่วางจำหน่ายตามทองตลาด แน่นอนว่าจะมีทั้งเตา

แก๊สที่มีคุณภาพดี และเตาแก๊สที่ลดต้นทุนการผลิต จนทำให้คุณภาพการใช้งานและความคงทนลดลงไปด้วย

ื้
ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา คิทเช่นสามารถสรุปหลักการเลือกซอเตาแก๊สได้ดังนี้
2. อย่างแรกที่ต้องคำนึงถงเมื่อต้องเลือกซื้อเตาแก๊สคือความสามารถในการทำความร้อน ซึ่งในปัจจุบัน

ความสามารถในการทำความร้อนของเตาแก๊สจะวัดออกมาเป็นวัตต์ โดยส่วนใหญ่ความร้อนจะเริ่มต้นที่
1,000 วัตต์ ซึ่งถือเป็นความร้อนที่น้อยมาก จะเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเคียวอาหารนานๆ แต่ถ้าต้องการใช้

ในการประกอบอาหารที่ต้องการใช้กำลังไฟมากๆอย่างเช่น การต้ม การผัด กำลังเท่านั้นจะไม่สามารถทำได้
ฉะนั้นการเลือกซื้อเตาแก๊สทุกครั้งต้องเลือกที่กำลังไฟสูงๆไว้ก่อน ซึ่งในปัจจุบันกำลังไฟต่อ 1 หัวที่ทำความร้อน

ได้สูงสุดจะอยู่ที่ 5,000 วัตต์ ซึ่งจะสามารถประกอบอาหารได้ทุกประเภท

3. ระบบความปลอดภัยในการตัดแก๊ส ซึ่งหลายๆแบรนด์จะตั้งชื่อระบบความปลอดนี้แตกต่างกันไป

เช่น ระบบเซฟฟตี้วาวล์ว, ระบบเซฟตี้เทอร์โมคพเพิล, ระบบเซฟตี้คัทออฟ แต่ทั้งหมดที่ว่าก็คอระบบการตัดการ



ื้
ปล่อยแก๊สอัตโนมัติทันทีเมื่อเปลวไฟบนหัวเตาดับลง ก่อนการตัดสินใจซื้อเตาแก๊ส ผู้ซื้อควรเลือกซอเฉพาะเตา
แก๊สที่มีระบบการตัดแก๊สอัตโนมัติเท่านั้นเพื่อเพิ่มความมั่นใจได้ว่า ผู้อาศัยและทรัพย์สินจะไม่ได้รับอันตรายจาก
เหตุอัคภัยที่ต้นเหตุมาจากเตาแก๊ส

4. วัสดุที่ใช้ในการผลิต ปัจจุบันนอกจากเตาแก๊สจะพัฒนาในด้านกำลังไฟและระบบความปลอดภัย

แล้ว ยังได้มีการพัฒนาในด้านการดีไซน์เข้าไปด้วย เตาแก๊สที่ทนทานไม่จำเป็นต้องทำจากสแตนเลสเสมอไป
เพราะว่าในปัจจุบันได้พัฒนาฐานเตาที่ผลิตจากกระจกและเซรามิคเขามาเพิ่มด้วย ซึ่งความคงทนมากที่สุดคือส

แตนเลส ถ้าเป็นความสวยงามมากที่สุดคือฐานเตาที่ผลิตจากกระจก แต่ถ้าจะเลือกฐานเตาที่ให้ทั้งความคงทน
และความสวยงามเสมือนว่าสแตนเลส+ กระจก ต้องเลือกใช้ฐานเตาแก๊สที่ผลิตจากเซรามิคเพราะว่าจะมีความ

สวยงาม ทำความสะอาดง่าย และสามารถทนความร้อนได้สูงประมาณ 800 องศาเลยทีเดียว

5. หัวเตาถือเป็นชิ้นส่วนที่ต้องสัมผัสกับความร้อนโดยตรง จึงจำเป็นต้องเลือกหัวเตาที่ผลิตจากวัสดุที่
ทนความร้อนสูง ซึ่งในปัจจุบันวัสดุหัวเตาที่ดีที่สุดคือทองเหลืองเนื่องจากทองเหลืองเป็นตัวนำความร้อนได้ดี


และทนความร้อนสูง มีอายุการใช้งานที่ยาวนานไมก่อให้เกิดสนิม ผู้ผลิตเตาแก๊สที่เน้นคุณภาพและความทนทาน
จึงเลือกใช้หัวเตาแก๊สที่ผลิตจากทองเหลือง


6. ระบบจุดติด ในปัจจุบันระบบจุดติดไฟมีอยู่ 2 แบบหลักๆ คือแบบใช้ไฟบ้านซึ่งแบบนี้จะทำให้การ
จุดติดของแก๊สง่ายแต่จะมีความยุ่งยากในด้านการเดินสายไฟ และถ้าไฟในบ้านดับก็ไม่สามารถจุดเตาแก๊สได้แต่


ก็สามารถนำปืนยิงแก๊สหรือไฟแช็คมาจุดแทนได้ และอกแบบคือการจุดติดโดยใช้แบตเตอร์รี่หรือถ่านไฟฉาย
วิธีการนี้จะดีในด้านไม่ต้องเดินสายไฟให้ยุ่งยาก แต่จะมีข้อจำกัดหลายด้านคือ ถ้าหัวเตามีความชื้นจะจุดติด
ลำบากเพราะว่ากำลังไฟมีน้อย และปัญหาอีกอย่างคือต้องคอยเปลี่ยนแบตเตอร์รี่อยู่เรื่อยๆ


7. ระบบการทำงานของหัวเตาแก๊สก็ถือเป็นเรื่องสำคัญอกอย่างที่ไม่ควรมองข้าม เพราะว่าจะเป็นตัว

กำหนดการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง ถ้ามีเผาไหม้อย่างสมบูรณ์แบบภาชนะที่นำมาประกอบอาหารจะไม่มคราบ

เขม่าติด และจะประหยัดเชื้อเพลิงได้อีกด้วย ซึ่งวิธีสังเกตระบบการทำงานของหัวแก๊สง่ายๆคือการดูสีของเปลว

ไฟ ต้องเลือกเปลวไฟที่เป็นสีฟ้าและไม่มีสีแดงมาปะปนเพราะถ้ามีสีแดงมาปะปนจะแสดงว่ามีการเผาไหม้ไม่
สมบูรณ์เป็นเหตุให้ภาชนะทำความสะอาดยากและเก่าเร็วกว่าปกติ และจะทำให้มีความสิ้นเปลืองแก๊สมากกว่า

ปกติด้วย

ทั้ง 7 ข้อที่กล่าวมาคอวิธีการเลือกซอเตาแก๊สที่ถกต้องตามหลัก ฉะนั้นผู้ที่กำลังมองหาเตาแก๊สเพื่อ


ื้
นำไปใช้ในห้องครัวควรมีการเลือกอย่างพถีพถัน เพราะว่าเตาแก๊สถือเป็นหัวใจของห้องครัวก็ว่าได้เพราะไม่ว่า


จะทำอาหารประเภทใดก็ต้องใช้เตาแก๊สกันเป็นส่วนใหญ่ และถ้าเลือกเตาแก๊สที่ดีมีคุณภาพแล้ว จะทำให้มั่นใจ
ในด้านความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินภายในบ้าน


4. แม่พิมพ์ผ้าบาติก
การทำผ้าบาติกลายพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์โลหะ ในประเทศไทยนั้น จากการสำรวจพื้นที่ในเขต สาม

จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จังหวัด ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พบว่า มีโรงงานผลิตผ้าบาติกในเขต จังหวัด
นราธิวาส และเนื่องจากวัสดุที่ใช้ในการทำพิมพ์เป็นโลหะ จึงมีการยุบตัวของชิ้นโลหะที่นำมา ประกอบ เป็น





ั้
แม่พมพอันนื่องมาจากการกระแทก ของแมพิมพ์กับวัตถุอื่น หรือแมพิมพ์ชิ้นอื่นใน ขั้นตอน การจัดเก็บ อีกทงยัง

มีการหลุดของชิ้นส่วนโลหะที่นำมาประกอบ เป็นลวดลายบนแม่พมพ์ อันเนื่องจาก โลหะบัดกรี ไม่ยึดตึดติดกับ
โลหะที่นำมาประกอบเป็นลวดลายบนแม่พมพ์ ซึ่งนายยา บินดอเลาะห์ ช่างทำแมพิมพ์ผ้าบาติกชาวไทย ได้กล่าว


ไว้ว่า การทำและซ่อมแซมแม่พิมพ์ ต้องใช้ความประณีต และความชำนาญ แม่พิมพ์บางชิ้น สามารถซ่อมแซมได้

แต่อีกหลายชิ้นต้องทิ้งไปเพราะไม่สามารถซอมได้ ถึงแม้จะมีบางส่วนบนแม่พิมพที่ยังใช้งานได้อยู่ และเนื่องจาก


ราคาในการทำและซ่อมแซม แม่พมพ์ แต่ละชิ้นมีราคาที่ค่อนข้างสูง ผู้ผลิตผ้าบาติกลายพิมพ์จึงนิยมใช้แม่พมพ ์

วนไปเรื่อยๆ เราจึงไม่คอยเห็น ผ้าบาติกลายพิมพ์ที่มีลวดลายแปลกใหม่ในท้องตลาด


จากการศึกษาและรวบรวม ข้อมูลลวดลายบนแม่พิมพ์โลหะ

สามารถแบ่งลวดลายบนแม่พมพ์โลหะ ออกเป็น 6 ชนิด ดังนี้
1) ลวดลายพฤกษาพรรณ

2) ลวดลายเรขาคณิต
3) ลวดลายผสมระหว่าง พฤกษา พรรณ และเราขาคณิต
4) ลวดลายวัตถุสิ่งของ
5) ลวดลายสัตว์
6) ลวดลายตัวอักษรและตราสัญลักษณ์



5. ยางรัด

ยางรัด (อังกฤษ: rubber band) เป็นยางเส้นขนาดเล็ก ลักษณะเป็นวง มีความยืดหยุ่น ทำจากยางพารา

นิยมนำมาใช้รัดวัสดุสิ่งของขนาดเล็กไว้ด้วยกัน หรือใช้แทนไขลานสำหรับของเล่นขนาดเล็กๆ และยังมีการ
ื่
นำมาใช้รัดอวัยวะเพศเพอทำหมันสัตว์อื่น

4. อุปกรณ์ย้อมเย็น


ในการย้อมสีผ้านั้น เมื่อสีละลายน้ำสามารถจะซึมเข้าไปภายในเส้นใยได้ แต่ค่อนข้างช้า ความสม่ำเสมอ
และความคงทนของสีจะต่ำกว่าปกติ จำเป็นต้องใช้สารเคมีเพิ่มลงในน้ำย้อมเพอเร่งปฏิกิริยาให้เร็วขึ้น ย้อมให้สี
ื่
ติดทนทานสม่ำเสมอ เราเรียกสารเคมเหล่านี้ว่า “สารช่วยย้อม (Dye auxiliaries)” ซึ่งในการย้อมสีนั้นมีใช้อยู่

หลายตัวด้วยกัน ที่สำคัญๆได้แก ่

4.1.1 คราม หรือนาโค ชื่อวิทยาศาสตร์: Indigofera tinctoria อยู่ในวงศ์ Leguminosae เป็นไม ้
พื้นเมืองในเอเชีย เป็นไมพุ่มขนาดเล็ก ฝักตรงหรือโค้งงอเล็กน้อย ใบประกอบแบบขนนก ดอกช่อ ใช้ทำสีย้อม

ต้นครามมีกลูโคไซด์อินดิแคน เมื่อนำต้นไปแช่น้ำ สารน้ถูกเปลี่ยนเป็นอินดอกซิลและเมื่อถูกอากาศจะถูก

เปลี่ยนเป็นอินดิโก-บลู ให้สีคราม ใช้เป็นยารักษาอาการทางประสาท บรรเทาอาการปวดแผลที่เกิดในบริเวณ
เยื่อออน

คนสมัยโบราณนิยมนำกิ่งครามทั้งใบมาแช่น้ำด่าง เพอหมักเอาน้ำคราม มาย้อมผ้า สีที่ได้คือสีน้ำเงินเข้ม
ื่
เรียกว่า สีคราม นั่นเอง แต่ต้องย้อมซ้ำหลายครั้ง ครั้งแรก ๆ อาจได้เป็นสีฟาเข้ม ในการหมักนั้นมีกรรมวิธีที่

เรียกว่าการ 'เลี้ยงคราม' หากทำไม่ถูกขั้นตอน ครามจะไม่ให้สี เรียกว่า 'ตาย' น้ำสีที่ยังไม่สมบูรณ์จะเห็นเป็นสี

เขียวเข้ม เมื่อโดนอากาศ จะเข้มขึ้นจนเป็นสีน้ำเงิน ถึงสีครามในที่สุด ชาวอีสานเรียกสีครามว่าสีนิล สีหม้อ หรือ
สีหม้อนิล ชาวอีสานตอนบนนิยมนำไปย้อมผ้า และมัดเป็นลาย เรียกว่า ผ้าย้อมคราม แหล่งผลิตผ้าทอมือย้อม

ครามที่มีคุณภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งคือจังหวัดสกลนครเนื่องจากเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวผู้ไทและมีการต่อ
ยอด ออกแบบสีและลวดลายให้มีความปราณีตสวยงาม[ต้องการอ้างอิง]


4.1.2 ไฮโดรซัลไฟต์
เป็นสารช่วยย้อมในการย้อมเส้นใยโปรตีนและไนลอนด้วยสีแอซิค (Acid dyestuffs) เป็นตัวช่วยให้ทำ

ละลายสีและทำให้ประจุไฟฟ้าลบ ในเส้นใยน้อยลงและเพมประจุไฟฟ้าบวก แอนไอออนจึงสามารถเข้าไปติด
ิ่

ภายในเส้นใยได้ ตัวสีที่ดูดซึ่มได้น้อยต้องเพิ่มกรดให้มากขึ้น ทำให้ตัวสีซึมกระจายตัว จากบริเวณที่ติดสีมากไปยัง

บริเวณที่ติดสีน้อย ทำให้สีย้อมสม่ำเสมอ เวลาซักสีจะตกออกได้ง่าย สีประเภทนี้ต้องการกรดแก่เพื่อสามารถซม
เข้าไปในเส้นใยได้มากขึ้น กรดที่นิยมใช้ในการย้อมได้แก่ กรดซิตริก กรดอะซิติก เป็นต้น

สารฟอกขาวเป็นสารเคมีประเภทหนึ่งที่มีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายในการผลิตอาหารหลาย
ประเภท ทั้งในอาหารที่อนุญาตให้ใส่สารฟอกขาว โดยพบการตกค้างปริมาณสูงในอาหารหลายชนิดทั้งที่

จำหน่ายภายในประเภทและอาหารส่งออก จึงถูกจัดเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่ต้องมีการเฝ้าระวังในการใช้ใน
ผลิตภัณฑ์อาหารอย่างใกล้ชิด

สารฟอกขาวที่นิยมใช้ในอาหารบ้านเราส่วนใหญ่เป็นกลุ่มของสารประกอบซัลไฟต์ ซึ่งเป็นชื่อรวมของ
ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และเกลืออนินทรีย์ของกรดซัลฟูรัสซึ่งแตกตัวให้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ สารฟอก

ขาวบางตัวไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในอาหาร เนื่องจากเป็นสารที่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างมากต่อสุขภาพ ได้แก่ สาร

ไฮโดรซัลไฟต์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ยาชัด” ซึ่งเป็นสารที่นิยมใช้ในการฟอกย้อมผ้า แต่พบว่าผู้ผลิตหลายราย
ื่
นำมาใช้ในการผลิตอาหารเพอฟอกสีอาหารให้ดูน่ากิน
สารซัลไฟต์ เป็นสารเคมีที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารหลายประเภท โดยใช้เป็นสารกันเสีย

เพื่อป้องกันและยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ ใช้เป็นสารกันหืนเพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของ
ไขมันในอาหารที่จะทำให้เกิดการเหม็นหืนในผลิตภัณฑ์นั้น และที่สำคัญยังสามารถใช้เป็นสารฟอกขาวอีก

ด้วย เนื่องจากมีคุณสมบัติยับยั้งปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงเป็นสีน้ำตาล ซึ่งเกิดขึ้นในอาหารประเภท เช่น ผัก
ผลไม้ น้ำผลไม้ น้ำหวานจากพืช และอาหารทะเล พวกกุ้ง ปู ปลา ปลาหนึก เป็นต้น ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้เอง

ทำให้มีการนำสารนี้มาใช้อย่างกว้างขวางในผลิตอาหารต่างๆ
โดยปกติถ้าได้รับในปริมาณไม่มาก ร่างกายคนจะมีเอนไซม์ที่สามารถเปลี่ยนสารซัลไฟต์เป็นสารซัลเฟต




ซึ่งไม่มีพษต่อร่างกายและถกขบออกจากร่างกายทางปัสสาวะ อย่างไรก็ตามการได้รับสารกลุ่มนี้ในปริมาณมาก
ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ อาการความเป็นพิษที่เกิดขึ้นจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับสารกลุ่มนี้คือกลุ่มผู้ที่เป็นโรคหอบหืด อาการที่พบคือ หายใจขัด

เจ็บหน้าอก ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง เวียนศีรษะ ความดันเลือดต่ำเป็นลมพษ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้
ที่เป็นโรคหอบหืด อาจเกิดอาการช็อก หมดสติและเสียชีวิตได้ ระดับความรุนแรงของอาการขึ้นกับปริมาณการ
ได้รับว่ามากน้อยแค่ไหน
นอกจากนี้ สารนี้ยังสามารถทำปฏิกิริยากับวิตามินบางชนิด เช่น ไทอามีน ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรค

ขาดวิตามินตัวนี้ ถ้าได้รับต่อเนื่องเป็นเวลานานจะเกิดพษสะสมขึ้นโดยไปรบกวนการทำงานของเอนไซม์

ก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเมตาบอลิซึมในร่างกายได้
องค์การอนามัยโลกได้กำหนดค่าความปลอดภัยต่อการบริโภคในชีวิตประจำวันของสารกลุ่มนี้ไว้ว่าไม่
ควรบริโภคเกิน 0.7 มิลลิกรัม ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อ 1 วัน และหากมีการใช้ต้อง

ระบุในฉลาก
สารซัลไฟต์จัดเป็นสารฟอกขาวที่ประเทศไทยอนุญาตให้ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารหลายประเภท ได้แก่
การผลิตน้ำตาล วุ้นเส้น เส้นหมี่ ก๋วยเตี๋ยว ลูกเกด และอาหารทะเลเยือกแข็ง เป็นต้น โดยมีการกำหนดกลุ่มท ี่
อนุญาตให้ใช้วัตถุเจือปนอาหารตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ โซเดียม-

โพแทสเซียมซัลไฟต์ โซเดียม -โพแทสเซียมไบซัลไฟต์ และโซเดียม -โพแทสเซียมเมทาไบซัลไฟต์เทานั้น และม ี
การระบุชนิดของอาหารที่อนุยาติให้ใช้โดยมีการกำหนดปริมาณสูงสุดที่ยอมให้มีการตกคางในอาหารแต่ละ


ประเภทแตกต่างกันไปขึ้นกับปริมาณและลักษณะการบริโภคอาหารนั้นๆ แต่ก็เป็นการกำหนดตา


มาตรฐานสากลซึ่งเป็นการศกษาขอมูลตามลักษณะการบริโภคอาหารของชาวตะวันตก
อย่างไรก็ตาม มีการสำรวจพบการตกค้างของสารฟอกขาวในกลุ่มของสารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ซึ่งไม่
อนุญาตให้ใช้ในอาหาร สารกลุ่มนี้เป็นสารเคมีที่นิยมใช้เป็นสารฟอกขาวในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ฟอกย้อม สิ่ง

ทอ และกระดาษ เป็นต้น สารกลุ่มนี้มีความเป็นพิษรุนแรงกว่าสารซัลไฟต์ตัวอื่นมาก ถ้ากนเข้าไปจะทำให้เกิด

การอกเสบที่ลำคอและระบบทางเดินอาหาร มีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน การไหลเวียนเลือดล้มเหลว
ระบบหายใจล้มเหลว หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้
เนื่องจากสารซัลไฟต์มีคุณสมบัติในการฟอกขาวที่มีประสิทธิภาพสูงและราคาถูกจึงมีผู้ผลิตหลายราย

นิยมนำไปใช้ในการฟอกขาวอาหารหลายประเภท ทั้งในชนิดที่อนุญาตและไม่อนุญาตให้ใส่สารฟอกขาว ดังมี
การสำรวจพบปริมาณซังเฟอร์ไดออกไซต์ตกค้างในปริมาณสูงในอาหารที่จำหน่ายตามท้องตลาดหลายประเภท
ดังนั้นในการเลือกซื้ออาหารควรดูฉลากที่แสดงการใช้วัตถุเจือปนอาหารที่มีการระบุในฉลาก สำหรับ

คนที่เป็นโรคหอบหืดควรระวังการบริโภคอาหารที่มีการใช้สารฟอกขาวกลุ่มที่กล่าวมานี้ในการผลิต ไม่ควร
บริโภคอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ

4.3 เกลือ (Salt)

โซเดียมไอออนของเกลือในน้ำย้อมส่วนหนึ่งจะทำหน้าที่ลดปฏิกิริยาลบของเส้นใย ทำให้แอนไอออน

ของสีสามารถเข้าไปใกล้เส้นใยจนกระทั่งแรงแวนเดอร์วัลส์มีประสิทธิภาพ เมื่อย้อมฝ้ายด้วยสีแว๊ต ที่อุณหภูมิ

ปานกลางจะได้โซเดียมไอออนมาทำหน้าที่นี้จากโซเดียมไดธิโอไนท์และโซเดียมไฮดร๊อกไซด์ที่ใช้ละลายสี เมื่อ
ย้อมเย็นสีแว๊ตจะติดส้นใยได้น้อยลง ถ้าเติมเกลือแกงในน้ำย้อมจะเป็นการเพิ่มโซเดียมไอออน ทำให้สีติดเส้นใย

ได้มากขึ้น

4.4 น้ำด่าง (alkali)

เป็นสารช่วยย้อมในการย้อมเส้นใยธรรมชาติประเภทเส้นใยเซลลูโลส เช่น ฝ้าย โดยจะใช้กับสีย้อม

ประเภทสีแวต (Vat dyestuffs) สีกำมะถัน (sulfur dyestuffs ) และสีรีแอคทีฟ ( Reactive dyestuffs) สีแวต
และสีกำมะถันต้องย้อมในน้ำย้อมที่เป็นด่างแก่ มีสารรีดิวส์รวมอยู่ด้วย สีรีแอคทฟจะย้อมในน้ำย้อมที่เป็นด่าง

อ่อน (โซเดียมคาร์บอเนต) ทำหน้าที่ให้โมเลกุลของสีทำปฏิกิริยายึดติดกับโมเลกุลของใยเซลลูโลสได้ดียิ่งขึ้น

ใบงาน


เรื่อง การเตรียมอุปกรณ์การย้อมผ้า
1. ให้นักศกษาอธิบายความสำคัญและความจำเป็นในการเตรียมวัสดุอุปกรณ์การย้อมผ้า


..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................



2. ให้นักศกษาอธิบายวิธีการเตรียมวัสดุการย้อมผ้าแบบบาติก
..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

3. ให้นักศึกษาอธิบายวิธีการเตรียมวัสดุการย้อมผ้าแบบย้อมเย็น

..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................

4. ให้นักศึกษาอธิบายวิธีการเก็บรักษาวัสดุอุปกรณ์ในการย้อมผ้าแบบต่างๆ


..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................




......................................................ลงชื่อนักศึกษา

( ..................................................)

บทที่ 2

การทำครามหมอห้อมจากสารสังเคราะห์/จากธรรมชาติ

สาระสำคัญ

สีครามเป็นสีธรรมชาติ ที่ได้จากต้นคราม นิยมนำมาย้อมหรือมัดย้อมกับผ้าฝ้าย ผ้าทอมือ จัดเป็นสี

ธรรมชาติที่ติดทนนาน โดยไม่ต้องใช้สารเคมีการทำครามหม้อห้อมมนุษย์เราได้เริ่มจาการทำสีครามจาก
ธรรมชาติ โดยนำพืช ได้แก่ ต้นคราม ต้นห้อม ซึ่งมีลักษณะและชื่อท้องถิ่นที่แตกต่างกันตาบริบทและภูมิภาค

ื้
สำหรับครามหม้อห้อม ที่มีถิ่นกำเนิดในพื้นที่อำเภอเมืองแพร่ ส่วนใหญ่จะเป็นต้นห้อมที่อยู่พนที่สูงๆ เช่นตำบล
ป่าแดง ตำบลสวนเขื่อน เมื่อนำมาทำครามหม้อห้อม จะได้สีตามธรรมชาติ


ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
1.สามารถทำลวดลายหม้อห้อมด้วยครามจากสารสังเคราะห์ได้

2.สามารถทำลวดลายหม้อห้อมด้วยครามจากธรรมชาติ
3.สามารถประยุกต์การทำลวดลายหม้อห้อมจากสารสังเคราะห์และจากธรรมชาติได้อย่างถูกต้อง

4. อธิบายการออกแบบลวดลายและการใช้สารสังเคราะห์และธรรมชาติ


ขอบข่ายเนื้อหา

1.การทำเนื้อครามจากสารสังเคราะห์

2.การทำเนื้อครามจากธรรมชาติ
3. การประยุกต์การทำลวดลายหม้อห้อมจากสารสังเคราะห์และจากธรรมชาติ

4. ประยุกต์การออกแบบลวดลายให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอย

การทำครามหมอห้อมจากสารสังเคราะห์และจากธรรมชาติ

๑. การทำเนื้อครามจากสารสังเคราะห์

๑.๑ โซดาไฟ หรือคอสติกโซดา (อังกฤษ: caustic soda) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
2542 นิยามว่า คือ "สารประกอบชนิดหนึ่ง ชื่อ โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) เป็นของแข็งสีขาว ดูดความชื้นดี

มาก ละลายน้ำได้ดี ใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมทำสบู่ เส้นใยเรยอน"

โซดาไฟถูกใช้ในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน และยังใช้ประโยชน์ได้อก

มากมาย เช่น ในการผลิตเยื่อและกระดาษสบู่และผลิตภัณฑ์ซักฟอก เคมีภัณฑ์ การทำความสะอาด โรงกลั่น

น้ำมัน การใช้งานทางอตสาหกรรมโลหะ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเส้นใยเรยอน สิ่งทอ และอื่น ๆ





















https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%9F

๑.๒ โฮโซเดียมโดโธโอไนต์

เป็นสารช่วยย้อมในการย้อมเส้นใยโปรตีนและไนลอนด้วยสีแอซิค (Acid dyestuffs) เป็นตัวช่วยให้ทำ

ิ่
ละลายสีและทำให้ประจุไฟฟ้าลบในเส้นใยน้อยลงและเพมประจุไฟฟ้าบวก แอนไอออนจึงสามารถเข้าไปติด
ภายในเส้นใยได้ ตัวสีที่ดูดซึ่มได้น้อยต้องเพิ่มกรดให้มากขึ้น ทำให้ตัวสีซึมกระจายตัว จากบริเวณที่ติดสีมากไปยัง
บริเวณที่ติดสีน้อย ทำให้สีย้อมสม่ำเสมอ เวลาซักสีจะตกออกได้ง่าย สีประเภทนี้ต้องการกรดแก่เพื่อสามารถซม

เข้าไปในเส้นใยได้มากขึ้น กรดที่นิยมใช้ในการย้อมได้แก่ กรดซิตริก กรดอะซิติก เป็นต้น

สารฟอกขาวเป็นสารเคมีประเภทหนึ่งที่มีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายในการผลิตอาหารหลาย
ประเภท ภายในประเภทและอาหารส่งออก จึงถูกจัดเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่ต้องมีการเฝ้าระวังในการใช้ใน

ผลิตภัณฑ์อาหารอย่างใกล้ชิดทั้งในอาหารที่อนุญาตให้ใส่สารฟอกขาว โดยพบการตกคางปริมาณสูงในอาหาร

หลายชนิดทั้งที่จำหน่าย
สารฟอกขาวที่นิยมใช้ในอาหารบ้านเราส่วนใหเป็นกลุ่มของสารประกอบซัลไฟต์ ซึ่งเป็นชื่อรวมของ

ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และเกลืออนินทรีย์ของกรดซัลฟูรัสซึ่งแตกตัวให้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ สารฟอก

ขาวบางตัวไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในอาหาร เนื่องจากเป็นสารที่ก่ญอให้เกิดอันตรายอย่างมากต่อสุขภาพ ได้แก่
สารไฮโดรซัลไฟต์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ยาชัด” ซึ่งเป็นสารที่นิยมใช้ในการฟอกย้อมผ้า แต่พบว่าผู้ผลิตหลาย
รายนำมาใช้ในการผลิตอาหารเพื่อฟอกสีอาหารให้ดูน่ากิน


Click to View FlipBook Version