The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

หนังสือเรียน กศน.หลักสูตรรายวิชาเลือก สาระ การประกอบอาชีพ วิชา อช33866 พื้นฐานการทำหม้อห้อมเชิงธุรกิจ ม.ปลาย

2. สีครามจากจุลินทรีย์

พืชแต่ละชนิดที่นำมาย้อมใช้เส้นใยธรรมชาติมีการติดสีและคงทนต่อการขัดถูหรือแสงไม่เท่ากันขึ้น อยู่

กับองค์ประกอบภายในของพชและเส้นใยที่นำมาใช้ย้อม จึงมีการใช้สารประกอบต่างๆ มาเป็นตัวช่วยในการทำ

ให้เส้นใยดูดซับสีให้สีเกาะเส้นใยได้แน่นขึ้น มีความทนทานต่อแสง และการขัดถเพิ่มขึ้น ซึ่งเรียกว่า สารช่วยย้อม
ิ่
และสารช่วยให้สีติด สารเหล่านี้นอกจากจะเป็นตัวจับยึดสี และเพมการติดสีในเส้นใยแล้วยังช่วยเปลี่ยนเฉดสีให้
เข้มจาง หรือสดใส สว่างขึ้น

(1.) สารช่วยย้อม หรือ สารกระตุ้นสี เป็นสารที่ช่วยให้สีติดกับเส้นด้ายดีขึ้น และเปลี่ยนเฉดสี
ธรรมชาติให้เปลี่ยนแปลงไปจากสีเดิม ในสมัยโบราณจะใช้การเติมมูลหรือปัสสาวะสัตว์ลงไปในถงย้อม ปัจจุบัน

มีการใช้สารที่ได้จากทั้งสารเคมีและสารธรรมชาติดังนี้
(1.1) สารช่วยย้อมเคมี (มอร์แดนท์) หมายถึง วัตถุธาตุที่ใช้ผสมสีเพื่อให้สีติดแน่นกับผ้าที่ย้อม ส่วนใหญ่

เป็นเกลือของโลหะพวกอลูมิเนียม เหล็ก ทองแดง ดีบุก โครเมียม สำหรับมอร์แดนท์ที่แนะนำให้ใช้สำหรับการ
ย้อมระดับอุตสาหกรรมในครัวเรือนเป็นสารเคมีเกรดการค้า ซึ่งมีราคาถูก คุณภาพเหมาะสมกับงาน มีวิธีการใช้
งานที่สะดวกโดยการชั่ง ตวง วัดพื้นฐาน แล้วนำไปละลายน้ำตามอัตราส่วนที่ต้องการและหาซื้อได้ง่ายจาก

ร้านค้าสารเคมทางวิทยาศาสตร์ หรือทางการแพทย์ทั่วไป สารมอร์แดนท์ที่ใช้กันทั่วไปคือ

สารส้ม (มอร์แดนท์อลูมิเนียม) จะช่วยจับยึดสีกับเส้นด้ายและ ช่วยให้สีสด สว่างขึ้น มักใช้กับการย้อมสี
น้ำตาล-เหลือง-เขียว
จุนสี (มอร์แดนท์ทองแดง) ช่วยให้สีติดและเขมขึ้น ใช้กับการย้อม สีเขียว-น้ำตาล ข้อแนะนำสำหรับการ

ใช้มอร์แดนท์ทองแดง คือ ไม่ควรใช้ในปริมาณทมากเกินไปเพราะจะทำให้เกิดการตกค้าง ของทองแดงในน้ำทิ้ง
ี่
หลังการย้อมได้
เฟอรัสซัลเฟต (มอร์แดนท์เหล็ก) เหล็กจะช่วยให้สีติดเส้นด้ายและช่วยเปลี่ยนเฉดสีธรรมชาติเดิมจาก
พืชเป็นสีโทน เทา–ดำ ซึ่งมอร์แดนเหล็กมีข้อดี คือ สามารถควบคุมปริมาณการใช้ได้ แต่มีข้อควรระวังคือไม่ควร

ใช้ในปริมาณที่มากเกินไปเพราะเหล็กจะทำให้เส้นด้ายเปื่อย
(1.2) สารช่วยย้อมธรรมชาติ (มอร์แดนท์ธรรมชาติ) หมายถึง สารประกอบน้ำหมักธรรมชาติ ที่ช่วยใน
การยึดสีและบางครั้งทำให้เฉดสีเปลี่ยน เช่น น้ำปูนใส น้ำด่าง น้ำโคลน และน้ำบาดาล

น้ำปูนใส ได้จากปูนขาวที่ใช้กินกับหมาก หรือทำจากปูนจากการเผาเปลือกหอย โดยละลายปูนขาวใน
น้ำสะอาด ทิ้งไว้ให้ตกตะกอน จะได้น้ำปูนใสมาใช้เป็นสารช่วยย้อมต่อไป

น้ำด่าง หรือน้ำขี้เถา ได้จากขี้เถ้าพืช เช่น ส่วนต่างๆ ของกล้วย ต้นผักขม เปลือกของผลนุ่น กาก
มะพร้าว เป็นต้น เลือกพืชชนิดใดชนิดหนึ่งที่ยังสดๆ นำมาผึ่งแดดให้หมาด จากนั้นเผาให้เป็นขี้เถ้าสีขาว นำขี้เถ้า
ไปใส่ในอ่างที่มีน้ำอยู่ กวนให้ทั่วทิ้งไว้ 4 – 5 ชั่วโมงขเถ้าจะตกตะกอน นำน้ำที่ได้ไปกรองให้สะอาดแล้วจึง
ี้
นำไปใช้งาน เรียกว่า “น้ำด่างหรือน้ำขี้เถา” อกวิธีหนึ่งนำขี้เถ้าที่ได้ไปใส่ในกระป๋องที่เจาะรูเล็กๆ รองก้นด้วยปุย


ฝ้าย หรือใยมะพร้าวใส่ขี้เถ้าจนเกือบเต็ม กดให้แน่นเติมน้ำให้ท่วมขี้เถ้า แขวนกระป๋องทิ้งไว้ รองเอาแต่น้ำด่างไป
ใช้งาน

กรด ได้จากพืชที่มีรสเปรี้ยว เช่น น้ำมะนาว น้ำใบหรือฝักส้มป่อย น้ำมะขามเปียก

น้ำบาดาล หรือ น้ำสนิมเหล็ก จะใช้น้ำบ่อบาดาลที่เป็นสนิม หรือนำเหล็กไปเผาไฟให้แดงแล้วนำไปแช่
ในน้ำ ทิ้งไว้ 3 วันจึงนำน้ำสนิมมาใช้ได้ น้ำสนิมจะช่วยให้สีเข้มขึ้น ให้เฉดสีเทา-ดำเหมือนมอร์แดนท์เหล็ก แต่ถ้า

สนิมมากเกินไปจะทำให้เส้นใยเปื่อยได้เช่นกัน
น้ำโคลน เตรียมจากโคลนใต้สระ หรือบ่อที่มีน้ำขังตลอดปี ใช้ดินโคลนมาละลายในน้ำเปล่าสัดส่วนน้ำ 1

ส่วนต่อดินโคลน 1 ส่วนจะช่วยให้ได้โทนสีเข้มขึ้น หรือโทนสีเทา-ดำเช่นเดียวกับน้ำสนิม

การใช้สารช่วยย้อมในการย้อมผ้ามี 3 วิธี คือ

1. การใช้ก่อนการย้อมสี ซึ่งต้องนำเส้นด้ายไปชุบสารช่วยย้อมก่อนนำไปย้อมสีธรรมชาติ
2. การใช้พร้อมกับการย้อมสี เป็นการใส่สารช่วยย้อมไปในน้ำสีแล้วจึงนำเส้นด้ายลงย้อม
3. การใช้หลังย้อมสี นำเส้นด้ายไปย้อมสีก่อนแล้วจึงนำไปย้อมกับสารช่วยย้อมภายหลัง

(2.) สารช่วยให้สีติด ในการย้อมสีธรรมชาติมีการใช้สารช่วยให้สีติดเส้นด้าย โดยสารดังกล่าวจะใช้
ย้อมเส้นด้ายก่อนการย้อมสี หรือใช้ผสมในน้ำสีย้อม

สารฝาด หรือ แทนนิน สารแทนนินจะมีอยู่ในส่วนต่างๆ ของพืชที่มีรสฝาดและขม เช่น ลูกหมาก
เปลือกเพกา เปลือกสีเสียด เปลือกผลทับทิม เปลือกประดู่ ใบยูคา ใบเหมือดแอ เป็นต้น ซึ่งสารดังกล่าวมี
คุณสมบัติช่วยให้สีติดกับเส้นด้ายได้ดีขึ้น โดยการต้มสกัด น้ำฝาด หรือแทนนินจากพืชดังกล่าว แล้วนำเส้นด้าย


ต้มย้อมกับน้ำฝาดก่อน จากนั้นจึงนำเส้นด้ายไปย้อมกบน้ำสีย้อมอีกครั้ง
โปรตีนจากน้ำถั่วเหลือง ใช้ต้มกับเส้นด้ายก่อนการย้อมสีเพื่อช่วยในการเพิ่มโปรตีนบนเส้นด้ายทำให้

สามารถย้อมสีติดได้ดีมากขึ้น ทางญี่ปุ่นจะชุบฝ้ายไหมด้วยน้ำถั่วเหลืองกอนเสมอ โดยแช่ไว้ 1 คืน ยิ่งทำให้สีติด

มาก ในญี่ปุ่นการสีธรรมชาติทั้งหมดแช่เส้นใยด้วยน้ำถั่วเหลืองเสมอ

เกลือแกง จะใช้ผสมกับน้ำสีย้อมเพื่อช่วยให้สีติดเส้นด้ายได้ง่ายขึ้น


อ้างอิงจาก http://www.ist.cmu.ac.th/cotton/naturalColor_Assistance.php?subnav=3


๒. กระบวนการย้อมสีคราม

๒.๑ การย้อมสี


การย้อมสี สามารถแบ่งสีออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ สีสังเคราะห์และสีธรรมชาติ เป็นสีที่มี
ความบริสุทธิ์ของตัวสีสูงมาก สามารถนำสีเคมีมาผสมเพื่อให้ได้สีตามต้องการและยังสามารถปรับความเข้ม และ

อ่อนของสีได้ อีกทั้งมีขั้นตอนในการย้อมสีที่ง่ายและสะดวก สีที่ย้อมได้มีสีที่สดใสและมีความคงทนของสีดี จึง
ทำให้กลุ่มผู้ผลิตผ้าหันมาใช้สีเคมีกันมากในปัจจุบันสีธรรมชาติส่วนใหญ่ได้มาจากส่วนต่างๆ ของพืช เช่น จาก

เปลือกไม้ แก่นไม้ ลำต้น ใบ ดอก ผล รวมถึงรากไม้ และส่วนต่างๆที่กล่าวมานี้มีวิธีการเตรียมน้ำย้อมสีและ
วิธีการย้อมสีที่มีความแตกต่างกัน เนื่องจากการนำส่วนที่มีความแตกต่างกันมาใช้ในกระบวนการย้อมสี เช่น สี

แดงจาก รากยอ ดอกคำฝอย สีเหลืองจากแก่นขมิ้นชัน ดอกดาวเรือง แก่นขนุน สีดำจากลูกมะเกลือ สีเขียว

จากใบแก้ว ใบหูกวาง ใบหม่อน สบู่เลือด และสีน้ำเงินจากต้นคราม เป็นต้น

คราม เป็น ไม้พุ่มขนาดเล็กสีเขียวสดใสแต่สร้างสีมหัศจรรย์ให้กับโลกใบนี้ เมื่อเอ่ยถึงสีคราม หรือสีน้ำ
เงินที่มีโทนสีฟ้า เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Indigo เป็นสีที่ได้จากพืชวงศ์ถั่ว (Fabaceae) เป็นวงศ์พืชที่พบขึ้น

กระจายทั่วไปอยู่ในเขตร้อนชื้น ครามเป็นพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ในการย้อมผ้ามาอย่างยาวนานกว่า 2,000
ปี การย้อมครามที่ได้จากธรรมชาติ เป็นวัฒนธรรมการใช้พืชนำมาสร้างกรรมวิธีสกัดสีที่มาจากบรรพบุรุษ

ครามเป็นพืชให้สีในวงศ์ถั่วครามมีความหลากชนิดสูง ชนิดสำคัญที่นำมาสกัดสีย้อมเส้นใย ในทวีปเอเชียมีอยู่ 2

ชนิด คือ คราม และครามใหญ่ ส่วนครามที่รู้จักกันมากในประเทศไทย คือครามฝักตรง และครามฝักงอ ดัง
แสดงในภาพ 1


















ครามฝักตรง ครามฝักงอ


ภาพที่ 1 แสดงลักษณะของคราม Indigofera tinctoria L. 2 สายพันธุ์


๒.๒ กระบวนการและวิธีในการสกัดสีจากต้นคราม

สีครามนั้นได้จากการสกัดส่วนของลำต้นและใบของต้นครามแต่ส่วนสีที่ให้สีมากกว่าคือส่วนของใบ

ครามผ่านขบวนการแช่น้ำและหมัก เพื่อต้องการเปลี่ยนสารไกลโคโซด์อินดิแคน (glycoside indican)

ธรรมชาติ ที่พบอยู่ในพชออกมาอยู่ในรูปของสีย้อมน้ำเงินโทนฟา เรียกว่า อิดิโกติน (idigotin) เกิดจากน้ำหมัก


พืชผสมกับน้ำปูนที่มีคุณสมบัติเป็นด่าง เมื่อผ่านขบวนการดังกล่าวแล้ว เราจะได้เนื้อคราม มีกระบวนการและ
ขั้นตอนต่างๆ ดังนี้


1.กระบวนการเตรียมเมล็ดคราม เพื่อใช้ในการปลูก



















ื่
ื่
1.ตำเมล็ดครามเพอแยกเมล็ด 2. นำฝักครามที่ได้มาฝัดเพอแยกเศษและฝุ่นทิ้ง

3.เมล็ดครามที่ได้
ื่
ภาพที่ 2 แสดงกระบวนการเตรียมเมล็ดครามเพอนำไปปลูก

ฤดูการปลูกคราม
การปลูกครามควรปลูกในระหว่างเดือน พฤษภาคม – เดือน มิถุนายน เพราะเป็นช่วงฤดูฝน เมื่อคราม

อายุประมาณ3 เดือนครึ่ง ถึง4 เดือนหลังจากปลูกจึงจะมีขนาดต้นเหมาะสมและสามารถเก็บเกี่ยวต้นครามไป
ทำเป็นเนื้อครามได้ หรือสังเกตจากสีน้ำเงินที่หยดใต้ต้นตอนเช้าตรู่ ผู้ทำครามควรจะเก็บเกี่ยวครามทั้งต้น


การจัดการแปลงคราม
เมื่อต้นคราม อายุประมาณ1 เดือนครึ่ง ถึง2เดือนหลังจากปลูกควรมีการจัดการแปลงครามด้วยการ

ถอนวัชพืชที่ปกคลุมออกจากต้นคราม หรือแปลงคราม และใส่ปุ๋ย รดน้ำ เพื่อให้ต้นครามเจริญเติบโตได้ดี


การทำเนื้อครามจากใบครามสด
ประมาณร้อยละ 90 ของผู้ทำสีครามธรรมชาติ จะทำสีครามจากใบครามสด ผู้ทำสีครามต้อง

ระมัดระวัง ตั้งแต่ขั้นตอนการเกี่ยวครามจากต้น ต้องเก็บในเวลาเช้ามืดก่อนที่พระอาทิตย์ขึ้น


๒.๓ การเตรียมน้ำครามและเนื้อคราม

1. บรรจุต้น กิ่ง ใบครามสดในภาชนะ ใช้มือกดใบครามให้แน่น เติมน้ำให้ท่วมหลังมือแช่ไว้

10-12 ชั่วโมง จึงกลับใบครามข้างล่างขึ้นทับส่วนบน แช่ต่อไปอีกประมาณ 10-12 ชั่วโมง จึงแยกกากใบ
ครามออก ได้น้ำครามใส สีฟ้าจางดังแสดงรายละเอียดการหมักครามภาพที่ 3






















1เกี่ยวคราม 2 มัดครามบรรจุลงถัง

3 แช่ครามด้วยน้ำสะอาด 4 กลับครามเอาข้างบนลงล่าง






















5 ครามที่หมักได้ที่ 6 กรองเอาเฉพาะน้ำแช่คราม


ภาพที่ 3 แสดงการหมักคราม


2. เติมปูนขาว น้ำหนัก 20 กรัมต่อน้ำครามปริมาตร 1 ลิตร ถ้าชั่งใบครามสด 10 กิโลกรัม ใช้
น้ำแช่ 20 ลิตร ใช้ปูนขาวน้ำหนัก 400 กรัม หรือเติมทีละน้อยจนฟองครามเป็นสีน้ำเงิน






















1 ชั่งปูนขาว 2 ผสมปูนขาวกับน้ำแช่คราม

3 เทปูนขาวที่ผสมลงในถังคราม 4 กวนครามเข้ากับปูนขาวให้ได้ที่



















ี่
5 กวนครามเข้ากับปูนขาวเกือบได้ที่ 6 น้ำครามทกวนจนได้ที่
ภาพที่ 4 แสดงกระบวนการกวนปูนขาวกับน้ำคราม


3. กวนครามที่หมักไว้จนกว่าฟองครามจะยุบ ทิ้งไว้ในภาชนะ 1 คืน แล้วรินน้ำใสทิ้ง วิธีการ
สังเกตน้ำครามคือ ถ้าน้ำในภาชนะมีสีใสสีเขียวแสดงว่าใส่ปูนขาวน้อย ยังมีสีครามเหลืออยู่ในน้ำคราม ถ้าใส่ปูน

ขาวพอดี น้ำใสเป็นสีชา หากใส่ปูนขาวมากเกินไป เนื้อครามเป็นสีเทา ใช้ไม่ได้ เนื้อครามดี ต้องเนื้อเนียน
ละเอียด สีน้ำเงินสดใสและเป็นเงา






















1 ครามทพัก 1 คืน กรองเอาน้ำใสทิ้ง 2 กรองเอาเฉพาะเนื้อคราม
ี่

3 เนื้อครามที่ได้ 4 พร้อมนำไปใช้ย้อม
ภาพที่ 5 แสดงการทำเนื้อคราม


4. วัตถุดิบในการก่อหมอคราม

1. ด่าง : ทำมาจาก ก้านมะพร้าว ต้นกล้วย กะลามะพร้าว เปลือกงิ้วกรรมวิธีในการทำ
ี่
ด่าง นำพืชในข้างต้นชนิดใดก็ได้มาเผา จนกลายเป็นผงถ่าน หรือได้จากเถ้าทได้มาจากการหุงต้มต่างๆ ที่ใช้ใน
ครัวเรือน

2. ครามใช้ลำต้นและใบของต้นครามที่แก่ คือ อายุประมาณ3 เดือนครึ่ง ถึง4 เดือน
หลังจากปลูกจึงจะเหมาะสมและสามารถทำเป็นครามได้ หรือสังเกตจากสีน้ำเงินที่หยดใต้ต้นตอนเช้าตรู่ ผู้ทำ

ั้
ิ่
ครามควรจะเก็บใบครามทงกงตอนเช้า ขณะใบยังสด และยังสามารถเก็บเกี่ยวครามได้ 3-4 รอบในการปลูก
คราม 1 ครั้ง เนื่องตากครามเป็นไมพุ่มอายุประมาณ 2-3 ปี

3. ปูนขาว เป็นปูนที่สมัยก่อนใช้กินหมาก มีกระบวนการดังนี้


เตรียมอุปกรณ์ในการทำปูนขาว
1. เปลือกหอย เช่น หอยแครง (ที่ให้ผลผลิตเนื้อปูนมาก) เมื่อกินเสร็จแล้วล้างน้ำให้

สะอาดผึ่งให้แห้ง


2. เตาไฟ เตาถ่าน
3. กะละมัง
4. ถังพลาสติก

วิธีการทำปูนขาว

1. ติดเตาไฟให้ร้อนใส่ถ่านให้มากพอ
2. นำเปลือกหอยแครงที่เตรียมไว้ ใส่ลงไปในเตาถ่าน เผาเปลือกหอยให้สุก จนเป็น
สีขาวขุ่นๆ ใช้เวลา ประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง แล้วปล่อยทิ้งไว้ ให้เย็น


3. นำกะละมังใส่น้ำ แล้วนำเปลือกหอยแครงที่เผาได้นำไปล้างน้ำให้สะอาด
4. นำเปลือกหอยแครงที่ล้างเสร็จใส่ลงในถังที่เตรียมไว้ ปิดฝาทิ้งไว้ เปลือก

หอยแครงที่โดยน้ำจะแตกละเอียดกลายเป็นปูน

1 ติดไฟถ่านให้ความร้อนเพียงพอ 2 เตรียมเปลือกหอยแครง




















3 นำเปลือกหอยแครงใส่เตาเผา 4 เปลือกหอยแครงที่ได้




















5 นำเปลือกหอยแครงที่เผาเสร็จไปล้างให้สะอาด 6 นำเปลือกหอยแครงใส่ภาชนะ









7 ปูนขาวที่ได้

ภาพที่ 6 แสดงขั้นตอนการทำปูนขาวจากเปลือกหอยแครง


1. การก่อหม้อคราม หรือ การก่อหม้อนิล (การก่อหม้อนิล เป็นภาษาท้องถิ่น หมายถึง หม้อย้อม

คราม) ให้อยู่ในสภาพใช้ย้อม วัตถุดิบในการก่อหม้อคราม ประกอบด้วย เนื้อคราม น้ำขี้เถ้าและปูนขาว ผสมกัน
ในสัดส่วนที่พอเหมาะหากใช้เครื่องมือวัดความเป็นกรดเป็นด่าง( ค่า pH ) จะพบว่าน้ำย้อมเริ่มแรกมีความเป็น

ด่างสูงประมาณ 12.5 -13.0 และลดลงอย่างช้าๆ ทุกวันใช้เวลาประมาณ 20 วัน น้ำย้อมจะมีความเป็นด่าง
ประมาณ 10.00 -10.50 เป็นน้ำย้อมที่มีสีครามพร้อมย้อม ดังนั้นหากเติมกรด เช่น เนื้อมะขามเปรี้ยวผล


มะเฟองทุบ หรือ น้ำส้มสายชูลงไปในน้ำย้อมหลังก่อหม้อจะทำให้ความเป็นด่างลดลงเร็วขึ้น ได้น้ำย้อมพร้อม
ย้อมเร็วกว่า 20 วัน มีกระบวนการดังนี้


1. ชั่งเนื้อครามเปียก (Indigo blue) 3 กิโลกรัม



























ภาพที่ 7 แสดงเนื้อครามเปียก


2. ผสมน้ำด่างขี้เถ้า 3 ลิตร
น้ำขี้เถ้าที่ใช้ ทำมาจากขี้เถ้าของไม้บางชนิดเท่านั้น และต้องเตรียมขเถ้าให้ได้ความเค็มคงที่ หรือความ
ี้
ถ่วงจำเพาะที่ 1.05 ซึ่งโดย ทั่วไปมักใช้เหง้ากล้วยเป็นหลัก เพราะหาง่ายในท้องถิ่น และทำให้สีครามติดสีได้ดี
เตรียมโดยสับเหง้ากล้วยเป็นชิ้น ๆ ผึ่งแดดพอหมาด นำมาเผารวมกับทางมะพร้าว เปลือกผลนุ่นฯลฯ จนไหม้

เป็นเถ้า ใช้น้ำพรมดับไฟ รอให้อุ่นจึงเก็บในภาชนะปิด ถ้าทิ้งไว้ให้ขี้เถ้าเย็น การละลายของเกลือในขี้เถ้าจะ
น้อยลง หรือถ้ารดน้ำดับไฟแล้วทิ้งไว้นานสารละลายเกลือจากขี้เถ้าก็ซึมลงดินบริเวณที่เผา ทุกอย่างจึงต้องใช้

ความสังเกต และความเอาใจใส่ นำขี้เถ้าชื้นที่ได้บรรจุในภาชนะที่เจาะรูไว้ด้านล่างไว้ กดอัดขี้เถ้าในภาชนะให้

แน่นที่สุดเท่าที่ทำได้ เติมน้ำให้ได้ระดับเดียวกับขี้เถ้าเพื่อ กรองเอาเฉพาะน้ำขี้เถ้าครั้งแรก แล้วเติมน้ำอีกเท่า
เดิม กรองเอาน้ำขี้เถ้าครั้งที่สอง รวมกันกับน้ำขี้เถ้าครั้งแรก จะได้น้ำขี้เถ้าเค็มพอดีกับการใช้งานต่อไป

ภาพที่ 8 แสดงการกรองน้ำด่างจากเถ้า


3. การเตรียมน้ำ มะขามเปียก โดยการนำเนื้อมะขามสุข เปรี้ยว น้ำหนัก200 กรัมต่อน้ำเปล่าปริมาตร3
ลิตร โดยแช่มะขามเปียกกับน้ำ แล้วกรองเอาส่วนที่เป็นน้ำ














น้ำมะขามเปียก


ภาพที่ 9 แสดงการเตรียมน้ำมะขามเปียก


4. ใส่น้ำด่างในขั้นตอนที่ 2 และมะขามเปียก ขั้นตอนที่ 3 ผสมใส่ลงในไปถังพลาสติก ที่มีเนื้อครามอยู่
แล้วทำการถ่ายเทอากาศในถังพลาสติกโดยการตักน้ำคราม โจกน้ำย้อม ทุกเช้า – เย็น สังเกต สีกลิ่น และฟอง


โจกครามทุกวัน และสังเกตสีน้ำย้อมจะใสขึ้น เปลี่ยนเป็นสีเขียวปนน้ำเงิน กลิ่นหอมออนๆ ฟองสีน้ำเงินไม่แตก
ยุบ แสดงว่าเกิดสีคราม (Indigo white) ในน้ำย้อมแล้ว ซึ่งใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 7 วัน ก็สามารถย้อมคราม
ได้

ภาพที่ 10 แสดงหม้อคราม

2. การย้อมคราม

สีครามในน้ำย้อม (Indigo white) แทรกเข้าไปอยู่ภายในโครงสร้างของเส้นใยได้ดีเมื่อยกเส้นใย
พ้นน้ำย้อม สัมผัสกับออกซิเจนในอากาศ สีครามจะถูกออกซิไดส์เป็นสีน้ำเงิน (indigo blue)ซึมอยู่ภายในเส้น

ใย เส้นใยที่ย้อมติดสีครามได้ดีจึงเป็นเส้นใยเซลลูโลสที่มีหมู่ –OH ในโครงสร้าง โดยเฉพาะใยฝ้าย ดังนั้นก่อน

ย้อม ต้องทำความสะอาดเส้นใย และทำให้เส้นใยเปียกด้วยการแช่น้ำสะอาด เมื่อนำไปย้อม สีครามแทรกเข้า
เส้นใยส่ำเสมอส่วนการติดสีของใยไหม ซึ่งเป็นองค์ประกอบของโปรตีน






















1 การย้อมคราม 2 สีที่ได้



























ภาพที่ 11 แสดงตัวอย่างเส้นไหมที่ได้จากการย้อมสี


การดูแลน้ำย้อมในหมอคราม
การดูแลน้ำย้อมในหม้อครามให้ย้อมได้ทุกวัน เช้า – เย็น ติดต่อกันนาน ๆ เป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด

ในการทำสีคราม แต่ถ้าช่างย้อมเข้าในสีครามและหมั่นสังเกต อีกทั้งมีความสม่ำเสมอในการปฏิบัติ จะสามารถ
ดูแลหม้อครามแต่ละหม้อได้นานหลายปี การดูแลหม้อครามเป็นงานที่ท้ายทายและเป็นตัวชี้วัดความชำนาญ

ของช่างย้อม ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เวลาฝึกฝน สังเกต และทดลองทุกวันตลอด 3 – 5 ปี ถ้าอยากเรียนลัดเป็นช่างที่
ชำนาญการย้อมครามภายใน 1 ปี ต้องรู้จักสีครามให้ดี หลักการสำคัญ ต้องช่างสังเกต และสม่ำเสมอ ฝึกความ

ชำนาญวิธีใดวิธีหนึ่ง ไม่ควรเปลี่ยนวัตถุดิบที่เคยใช้ และแต่ละกลุ่มไม่ควรเปลี่ยนคนย้อมและคนดูแลหม้อคราม


กระบวนการผลิตสีครามและย้อมคราม เป็นกระบวนการทางเคมี ดังกล่าวแล้ว ทุกขั้นตอนจึงมี

ข้อจำกัดในเรื่องส่วนผสม เช่น เวลา อุณหภูมิ ความชื้น และความเป็นกรด – ด่าง ปริมาณสารที่เกี่ยวข้องและ
ทักษะปฏิบัติทีกล่าวข้างต้นล้วนสำคัญต่อคุณภาพของสีและฝ้าย้อมคราม ช่างย้อมต้องช่างสังเกต เข้าใจ ยอมรับ

เรียนรู้ ในธรรมชาติของคราม (เคมีของคราม)

ไม่ว่าจะก่อหม้อครามด้วยสูตรใดก็ตามสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงสี กลิ่น ฟองและความหนืดของ

น้ำย้อมทุกวัน โดยทุกเช้าและเย็น ต้องตักน้ำย้อมยกขึ้นสูงประมาณ 1 ฟุตแล้วเทน้ำย้อมกลับคืนลงหม้อเดิม 4-

5 ครั้ง เรียกว่าโจกคราม ลักษณะของน้ำย้อม วันแรกสีน้ำเงิน ฟองใสไม่มีสี แตกยุบตัวเร็ว กลิ่นเนื้อคราม น้ำ
ย้อมเหลว วันต่อไปน้ำย้อมใสสีน้ำตาล กลิ่นและฟองเหมือนเดิม ประมาณวันที่ 7 จะได้กลิ่นหอมเฉพาะตัวของ

สีคราม น้ำย้อมจะเป็นสีเขียว ฟองสีฟ้าใสแตกง่าย ประมาณวันที่ 10-15 กลิ่นสีครามแรงมากขึ้น ผิดหน้าของ


น้ำย้อมเป็นสีน้ำเงินเข้ม เมื่อปาดผิดหน้าจะเห็นน้ำย้อมสีเหลืองเข้มปนสีเขียวออน เมื่อโจกครามจะเป็นน้ำย้อม
หนืด ขุ่นข้น เกิดฟองสีน้ำเงินเข้มขุ่น เป็นเงาสีเทาไม่แตก และเห็นริ้วสีน้ำเงินของ Indigo blue ที่เกิดจาก

Indigo white น้ำย้อมถูกออกซไดส์โดยอากาศ การเกิดสีครามเช่นนี้ คนทีครามเรียกว่าหม้อนิลมา ทำการย้อม

ฝ้ายได้ แต่มีบางครั้งไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เรียนกว่าหม้อนิลไม่มา ( เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ของหม้อ


ครามตาย ทั้งนี้การย้อมครามเกดจากกระบวนการหมักของจุลินทรีย์นั่นเอง ) น้ำย้อมเป็นสีน้ำเงินไมเปลี่ยนเป็น

สีเหลือง ภูมิปัญญาแก้ไขโดยการเติมสิ่งต่อไปนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง ผลมะเฟืองทุบ มะขามเปียก ฝักส้มป่อย น้ำ
ต้ม ใบโมง ส่าเหล้าและน้ำอ้อย หากแก้ไขแล้วหม้อนิลยังไม่มา น้ำย้อมอาจเน่าเหม็นหรือเป็นสีน้ำตาลแสดงว่า

ไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว คนทำครามเรียกว่าหม้อนิลตาย ต้องเทน้ำย้อมทิ้ง ตั้งต้นก่อหม้อนิลใหม่


การแก้ปัญหา "หมอนิลหนี" จากการศึกษาสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากความไม่สมดุลในเชิง

เคมีของวัตถุดิบต่าง ๆในหม้อนิล จำเป็นต้องใช้เวลาในการรอให้สารต่าง ๆ เกิดสมดุลจึงจะสามารถเกิดสีสำหรับ


ย้อมผ้าได้ซึ่งจากการสำรวจภูมิปัญญาในการกอหม้อนิลของผู้เชี่ยวชาญในภาคอีสานตอนเหนือและตอนใต้ได้แก่
แม่ครูคล้าย สิทธิ แม่ครูเบียน ภูมิสุข แม่ครูฑีตา จันทร์เพ็งเพ็ญและแม่ครูเภา แก้วฝ่าย พบว่า การเติมสารที่เร่ง

การเกิดสี เช่น กรดมดแดงน้ำซาวข้าวหมักเปรี้ยว ฯลฯ จะทำให้เกิดสีครามได้อย่างรวดเร็ว (หม้อนิลมา)แต่ก็จะ

ส่งผลให้สีครามหายไปอย่างรวดเร็ว (หม้อนิลหนี) เช่นกันดังนั้นผู้ที่จะก่อหม้อนิลจะต้องมีจิตใจที่เยือกเย็นและ
ไม่โลภรีบเร่งในการกระตุ้นให้เกิดสีครามเพอหวังผลในเชิงพาณิชย์จนเกินไปมิฉะนั้นหม้อนิลที่อุตส่าห์ลงแรงไป
ื่
อาจจะไม่สัมฤทธิ์ผลดังที่หวังไว้

ดังนั้นการย้อมสีครามธรรมชาติ เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่คนโบราณได้กระทำและสืบทอดกันมา
จนถึงปัจจุบันต้องใช้เวลานานนับเดือน ขั้นตอนที่ซับซ้อน ความชำนาญของผู้ผลิตต้องเผชิญกับความยากลำบาก

เพื่อควบคุมให้เกิดสีครามทุกครั้งสำหรับการย้อม ผ้าย้อมครามจึงมิใช่เป็นแต่เพียงผ้าสีน้ำเงินเข้มธรรมดาผืน
หนึ่งเท่านั้น แต่เป็นผ้าที่มีนอกจากจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวในเรื่องกลิ่นและสีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะผืน ซึ่งไม่

เหมือนกับผ้าโหลจากโรงงานแล้ว ยังแฝงด้วยความทุ่มเทแรงกายและแรงใจของผู้ทำ และย้อมสีครามทำให้

ผลิตภัณฑ์จากผ้าย้อมสีครามธรรมชาติ กลายเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างประเทศ
โดยเฉพาะประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรปและญี่ปุ่น จนมีผลิตภัณฑ์ไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะผ้าย้อม

ครามธรรมชาติเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ 100 % เป็นงานหัตถกรรมที่มีสีเป็นเอกลักษณ์เฉพาะผืน ไม่ซ้ำ

แบบใครนับได้ว่าเป็นงานศิลปะอีกแขนงหนึ่งเลยทีเดียว

การเตรียมน้ำย้อมคราม


บรรจุต้น กิ่ง ใบครามสดในภาชนะ ใช้มือกดใบครามให้แน่น เติมน้ำให้ท่วมหลังมือแช่ไว้ 10 – 12

ชั่วโมง จึงกลับใบครามข้างล่างขึ้นทับส่วนบน แช่ต่อไปอีก 10 – 12 ชั่วโมง จึงแยกกากใบครามออก ได้น้ำคราม
ใส สีฟ้าจาง เติมปูนขาว 20 กรัมต่อน้ำคราม 1 ลิตร ถ้าชั่งใบครามสด 10 กิโลกรัม ใช้น้ำแช่ 20 ลิตร จะใช้ปูน
400 กรัม หรือเติมทีละน้อยจนฟองครามเป็นสีน้ำเงิน จึงกวนจนกว่าฟองครามจะยุบ พักไว้ 1 คืน รินน้ำใสทิ้ง

ถ้าน้ำใสสีเขียวแสดงว่าใส่ปูนน้อย ยังมีสีครามเหลืออยู่ในน้ำคราม ถ้าใส่ปูนพอดี น้ำใสเป็นสีชา หากใส่ปูนมาก
เกินไป เนื้อครามเป็นสีเทา ใช้ไม่ได้ เนื้อครามดี ต้องเนื้อเนียนละเอียด สีน้ำเงินสดใสและเป็นเงา ซึ่งอาจเก็บเป็น

เนื้อครามเปียกหรือเนื้อครามผงก็ได้ ขึ้นอยู่กับการใช้งานในขั้นตอนก่อหม้อ อย่าเชื่อว่าแช่ใบครามนานแล้วจะได้
สีครามมากเพราะผลการวิจัยปรากฏชัดว่า เมื่ออณหภูมิคงที่ สีครามตั้งต้นในใบครามจะถูกสลาย (hydrolyse)

ให้สีคราม (indoxyl) ออกมาอยู่ในน้ำครามได้มากที่สุดในเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น การแช่ใบครามที่ใช้เวลาน้อย
หรือมากจนเกินไป จะได้สีครามเร็วให้แช่ใบครามในน้ำอุ่นไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส หรือโขลกใบครามสดใน

ครกกระเดื่องและแช่ในน้ำที่อณหภูมิปกติเพียง 12 ชั่วโมง


การเตรียมครามก่อนแช่
เมื่อนำครามที่เก็บได้มาแล้วก็นำครามสดมามัดเป็นฟ่อน โดยลักษณะการมัดเป็นฟ่อน คือการนำต้น

ครามประมาณ 1 มือ ที่เก็บมาได้นั้น มาพับไปมาเป็นท่อนขนาด1ฝ่ามือแล้วมัดตัวต้นครามด้วยกิ่งของต้น

ครามเองคล้ายๆกับการมัดใบต้นตะไคร้ก่อนนำไปต้ม
อัตราส่วนในการสกัดสีคราม การสกัดสีครามด้วยน้ำนั้นจะมีการสกัดโดยนำโอ่งครามที่มฟ่อนคราม

ประมาณ 3 ใน 4 ของโอ่งดินแล้วก็เติมน้ำลงในโอ่งดินจนท่วมฟ่อนคราม หรือมีอัตราส่วน 3 : 4 โดยฟ่อน
คราม : น้ำ

วิธีการแช่คราม
นำฟ่อนครามมาเรียงภายในโอ่งดิน ประมาณ 3 ใน 4 ของโอ่งดิน แล้วเติมด้วยน้ำ โดยการเติมน้ำพอ



ท่วมฟ่อนคราม เสร็จแล้วก็นำวัตถุหนักๆมาทับฟอนครามไว้ เพื่อไม่ให้ฟอนครามนั้นลอยขึ้นมาเหนือน้ำ
ช่วงเวลาในการแช่ครามไว้ในน้ำครั้งแรกแช่เป็นเวลา 10 ชั่วโมง ค่อยมากลับฟ่อนครามจากฟ่อน
ด้านล่างกลับมาไว้ด้านบน เอาฟ่อนครามด้านบนลงสู่ด้านล่างของโอ่งคราม เมื่อกลับฟ่อนครามเสร็จแล้วให้นำ


วัตถุที่หนักมาทับฟอนครามไว้ตามเดิมเป็นเวลา 8 ชั่วโมง



















การแยกน้ำคราม

ี่

หลังจากแช่ฟ่อนครามเป็นเวลา 18 ชั่วโมง ก็ทำการแยกฟอนครามออกจากน้ำครามทได้จากการสกัด
ด้วยน้ำ โดยวิธีการใช้มือหยิบฟ่อนครามออกมา และบิดฟ่อนครามเพื่อให้ฟอนครามมน้ำติดออกมาน้อยที่สุด



หรือให้ฟอนครามหมาดที่สุด เพื่อเป็นการเกบเนื้อครามไว้ในน้ำคราม หากหยิบฟ่อนครามออกหมดแล้ว ให้นำ

ตะแกรงช้อนเอาเศษใบครามที่ลอยอยู่บนผิวหน้าออกไปให้หมด























ปริมาณน้ำครามที่ได้จากการสกัด

น้ำครามที่ได้จากการแช่ใบครามสด 6.5 กิโลกรัมใน 21 กิโลกรัม เป็นเวลา 18 ชั่วโมง (น้ำทั่วใบคราม

พอดี) ที่ได้จะมีสีเขียวปนฟ้า ปริมาณ 19 กิโลกรัม และมีน้ำครามเหลือติดกับฟ่อนครามเมื่อใช้มือบีบอกไม่
น้อยกว่า 2 กิโลกรัม

การเติมปูนขาวหรือแคลเซียมออกไซด์

เมื่อเราสามารถแยกฟ่อนครามออกจากน้ำครามได้ เราสามารถเติมปูนขาวลงในน้ำครามได้เลย โดยการ

ื่
เติมแคลเซียมออกไซด์ (ปูนขาว) นั้นจะต้องค่อยๆ เติมลงพร้อมกับกวนครามด้วย ลักษณะของน้ำครามเมอ
เติมแคลเซียมออกไซด์ (ปูนขาว) จะค่อยๆ เปลี่ยนสีจากสีน้ำเงินเป็นสีเขียวมีฟองเป็นสีน้ำเงิน



























อัตราส่วนของน้ำครามและปนขาว
ในการเติมแคลเซียมออกไซด์ (ปูนขาว) เติมลงในน้ำครามในอัตราส่วนแคลเซียมออกไซด์ 2 กรัม ต่อ

น้ำคราม 100 มิลลิลิตร จึงจะทำให้น้ำครามเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ฟองสีน้ำเงิน

การกวนคราม
เป็นวิธีการที่ทำให้สารในน้ำครามที่มีชื่อว่า อิน


ดอกซิล (Indoxyl) ได้ทำ ปฏิกิริยาออกซไดส์กับ
ก๊าซออกซิเจนในอากาศได้ง่ายโดยสาร Indoxyl จะ

เปลี่ยนเป็น Indigo blue ซึ่งสารนี้เป็นสารสีน้ำเงิน

ไม่ละลายน้ำจึงเป็นตะกอนของ Indigo blue ที่เล็ก
และละเอียดมาก การเติมปูนขาวและกวนคราม

แรง ๆ ทำให้สาร Indigo blue เข้าไปปะปนกับเศษ

ปูนขาว จึงสามารถแยกเนื้อครามออกจากน้ำคราม
โดยง่าย


คราม


คราม ชื่อสามัญ Indigo [1],[2]

คราม ชื่อวิทยาศาสตร์ Indigofera tinctoria L. จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่

ในวงศ์ย่อยถั่ว FABOIDEAE (PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE) [1],[2]

ื่

สมุนไพรคราม มีชื่อทองถิ่นอน ๆ ว่า ครามย้อม (กรุงเทพฯ), คาม (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ, ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ), คราม ครามย้อย (ภาคเหนือ, ภาคกลาง), คราม (ทั่วไป) เป็นต้น [1],[3]

หมายเหตุ : ต้นครามที่กล่าวถึงในบทความนี้เป็นพรรณไม้คนละชนิดกันกับ ต้นคราม หรือ ต้นฮ่อม ที่มีชื่อ

วิทยาศาสตร์ว่า Baphicacanthus cusia (Nees) Bremek. ซึ่งจัดอยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอ (ACANTHACEAE)
เหตุที่มีชื่อเรียกในท้องถิ่นที่เหมือนกันจึงอาจทำให้เกิดความสับสนได้ เพราะต้นฮ่อม (ครามดอย ห้อม ห้อม
หลวง ห้อมน้อย) ก็มีชื่อเรียกทั่วไปว่า "คราม" เช่นกัน


ลักษณะของต้นคราม

ต้นคราม จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านสาขามาก บ้างว่าแตกกิ่งก้านน้อย มีความสูงของ

ต้นประมาณ 4 - 6 ฟุต หรือสูงประมาณ 1 - 2 เมตร ลำต้นมีลักษณะกลมสีเขียว มักพาดเกาะตามสิ่งที่อยู่ใกล้
กับลำต้น ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด โดย

เป็นพรรณไม้ที่ชอบแสงแดด ทนทานต่ออากาศ

ร้อน ฝน และดินเคมได้ดี พบขึ้นได้ตามป่าโปร่ง
ทางภาคอีสานและทางภาคเหนือ จะนิยมปลูก
ต้นครามไว้เพื่อใช้สำหรับทำสีย้อมผ้า และมัก
ขึ้นเป็นวัชพืชทั่วไปตามสวน

[1]
ใบคราม ใบมีลักษณะคล้ายกับใบก้างปลาแต่จะมีขนาดเล็กกว่า โดยใบเป็นใบประกอบแบบขนนก
เรียงสลับกัน ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปวงรีแกมรูปขอบขนาน หรือเป็นรูปไขกลับ ปลายใบมน โคนใบสอบ

ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 0.8-1 เซนติเมตรและยาวประมาณ 1.5-3.5 เซนติเมตร แผ่นใบสี
เขียวมีลักษณะบาง
















ดอกคราม ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ ช่อดอกยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ดอกย่อยมีลักษณะ
เป็นรูปดอกถั่ว กลีบดอกเป็นสีม่วงแกมสีน้ำตาลหรือเป็นสีชมพูและเป็นสีเขียวอ่อนแกม [1],[2]








































ผลคราม ผลมีลักษณะเป็นฝักกลมขนาดเล็ก ยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร โดยออกเป็นกระจุก ฝักมี
ลักษณะคล้ายฝักถั่ว ภายในฝักมีเมล็ดสีครีมอมสีเหลืองขนาดเล็ก [2],[3],[5]

สรรพคุณของคราม

1. ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้กษัย (ทั้งต้น, ลำต้น) [1],[5]

2. ต้นใช้เป็นยาเย็นเพื่อใช้ในการลดไข้ โดยใช้ต้นสด ๆ นำมาทุบใช้พอกกระหม่อมเด็กหรือผู้ใหญ่ก็จะช่วย
ลดไข้ได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าไม่มีต้นสดหมอยาพื้นบ้านก็แนะนำให้ใช้ผ้าที่ย้อมด้วยต้นคราม (ต้องเป็นการ

ย้อมสีแบบธรรมชาติและไม่ใช่สารเคมี) นำมาชุบกับน้ำแล้ววางไว้ที่กระหม่อมก็จะช่วยลดไข้ได้ดีกว่า
[4]
การใช้ผ้าชุบน้ำธรรมดา (ต้น)

[5]
3. ลำต้นและใบใช้เป็นยาแกไข้ตัวร้อน (ลำต้น, ใบ)
[5]
4. ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ (ลำต้น, ใบ)
5. ทั้งต้นใช้เป็นยาฟอกและขับปัสสาวะให้บริสุทธิ์ แก้ปัสสาวะขุ่นข้น และใช้รักษานิ่วได้ดี (ทั้งต้น) [1],[3]
[5]
6. ใบครามใช้เป็นยาดับพิษ (ใบ)
[5]
7. ช่วยแก้พิษฝีและแก่บวม (เปลือก)
[5]

8. เปลือกใช้แก้พษงู (เปลือก)
9. หากเป็นแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกหรือถูกมีดบาด ก็สามารถนำเนื้อครามมาทาเพื่อเป็นยาสมานแผลได้
[5]
(เนื้อคราม)
10. ผ้าครามนำไปนึ่งให้อุ่นใช้เป็นยาประคบตามรอยช้ำ จะช่วยบรรเทาอาการฟกช้ำได้ (ผ้าคราม)
[5]

11. ผ้าม่อฮอมที่ได้จากการย้อมสีจากต้นครามหรือต้นห้อมสามารถนำมาชุบน้ำใช้ประคบเพื่อช่วยลด
อาการเจ็บปวดจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้
[4]
12. หมอยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ผ้าที่ย้อมด้วยห้อมมาใช้ในการทับหม้อเกลือ เมื่อตอนดูแลหญิงหลังการ

[4]
คลอดบุตร เพื่อช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น (ไม่แน่ใจว่าผ้าที่ย้อมด้วยครามจะใช้ได้เหมือนกันหรือไม่)

13. หมอยาพื้นบ้านทางภาคอีสานและทางภาคเหนือ จะใช้ผ้าที่ย้อมด้วยครามมาใช้ห่อทำลูกประคบ
เพราะจะทำให้ได้ตัวยาที่ช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ กระชับมากยิ่งขึ้น
[4]
ประโยชน์ของคราม

• ใช้สำหรับทำสีย้อมผ้า โดยใช้ต้นสดนำมาหมักในน้ำ 1-2 น้ำ แล้วสีน้ำเงินจะตกอยู่ก้นภาชนะ เทใส่ถุง
ผ้าหนา ๆ ทับให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำผงสีไปทำให้แห้ง ก็จะได้ผงที่เป็นสีน้ำเงิน ใช้เป็นสีย้อมผ้า สีน้ำหมึก

สีวาดรูป โดยสารที่มีสีน้ำเงิน คือสาร Indigo-blue นิยมนำมาในการย้อมผ้าม่อฮ่อม และถือกันว่า
ครามคือ “ราชาแห่งสีย้อม” (King of the dyes) [1],[2],[3],[5]

• ผ้าที่ย้อมด้วยสีของต้นครามจะมีคณสมบัติพิเศษที่สามารถช่วยป้องกันผิวของผู้ที่สวมใส่จากรังสี
[5]
อัลตราไวโอเลตได้
• น้ำคั้นจากใบของต้นครามสามารถนำมาใช้บำรุงเส้นผม ช่วยป้องกันผมหงอก
[5]
























เอกสารอางอง
หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพครั้งที่ 5. “คราม”. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณ

ธรรม). หน้า 168.

หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ. “คราม Indigo”. (คณะเภสัชศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล). หน้า 126.


สวนพฤกษศาสตร์สายยาไทย. “คราม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
www.saiyathai.com. [15 ก.พ. 2014].

วิชาการดอทคอม. “(ฮอม) ห้อมและคราม สีมีชีวิต”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:

www.vcharkarn.com.

ห้อม


ชื่อพฤกษศาสตร์ Strobilanthes cusia (Nees) Kuntze

ชื่อวงศ์ ACANTHACEAE


ชื่อพ้นเมือง ห้อม, ห้อมเมือง (เหนือ)

ลักษณะทั่วไป

ุ่
ห้อมเป็นไม้ล้มลุก มีลักษณะเป็นไม้พมขนาดเล็ก ลำต้นสูงประมาณ ๕๐-๑๐๐ เซนติเมตร ลำต้น
และเหง้ากลมเป็นรูปทรงกระบอก บริเวณข้อโป่งพอง แตกกิ่งตามข้อ ใบเดี่ยวรูปวงรี หัวใบเรียว

ท้ายใบแหลม ขอบใบหยักฟนเลื่อยละเอียด ใบมีสีเขียวมัน เรียงเป็นคู่อยู่ตรงข้ามกัน มีขนาดใหญ่
เต็มที่ประมาณเท่าฝ่ามือ

ดอกรูปทรงคล้ายระฆัง เป็นดอกช่อออกที่ซอกใบ มีดอกย่อยหลายดอก กลีบดอกสีม่วงเชื่อมกัน
เป็นหลอดโค้งงอเล็กน้อย ผลแห้งแตกได้เมล็ดแบนๆ สีน้ำตาล


ห้อมเจริญเติบโตได้ดีในป่าชื้น ชอบขึ้นบริเวณชื้น ๆ ใกล้ลำธาร หรือแหล่งน้ำที่มีอากาศเย็น
ต้องการร่มเงามาก ไม่ชอบแสงแดดจัด ส่วนทากจะพบตามเขตป่าอนุรักษ์ที่มีต้นไม้ใหญ่ร่มครึ้ม พบ
มากในภาคเหนือ

การขยายพันธุ์


ใช้กิ่ง ส่วนของลำต้นที่มีข้อ และราก สามารถตัด หรือ แยกหน่อไปปักชำ หรือใช้เมล็ดปลูกในที่ชื้น
แฉะ ห้อมมีอายุไม่แน่นอน แล้วแต่สภาพภูมิอากาศในที่นั้นๆ โดยจะเติบโตดีในที่ที่มีน้ำชุ่มชื้นอยู่
เสมอ หรือ ใกล้แหล่งน้ำ




ส่วนให้สี

ใช้ส่วนใบและลำต้น ห้อมอายุประมาณ ๑-๒ ปี สามารถเก็บไปใช้ประโยชน์ได้ ระยะการเก็บไม่
จำกัด แล้วแต่จะออกแขนงช้าหรือเร็ว การเก็บถ้ามีมากก็เก็บทั้งกิ่ง ถ้ามีน้อยก็เด็ดเป็นใบๆ

ประโยชน์อน ๆ
ื่

เป็นยาพนบ้านของชาวล้านนา ใช้ใบต้มน้ำดื่มแก้ไข้ ปวดศีรษะเนื่องจากหวัด เจ็บคอหลอดลม
ื้


อกเสบ ต่อมทอนซิลอกเสบ เป็นสมุนไพรบำรุงกำลัง รักษาแผลสด ห้ามเลือด แก้อกเสบ


ชาวเขาเผ่าอก้อ แม้ว มูเซอ จะใช้รากและใบเคี่ยวหรือต้มน้ำดื่ม แก้ปวดหลัง อาหารไม่ย่อย
อาหารเป็นพิษ โรคกระเพาะอาหาร แก้ไข้ ปวดศีรษะ ตำพอกหรือคั้นน้ำทา รักษาแผลสด แผล
ถลอก ห้ามเลือด แก้อาการอกเสบจากพิษงู ตะขาบ แมงป่อง หรือ แมลงอน ๆ

ื่
คราม

ชื่อพฤกษศาสตร์ Indigofera tinctoria Linn.


ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE


ชื่อพ้นเมือง คราม
ลักษณะทั่วไป

จัดเป็นพชล้มลุกชนิดหนึ่ง อยู่ในพืชตระกูลถั่ว ลักษณะเป็นไม้พมขนาดย่อม ขึ้นอยู่ทั่วไปในเขตร้อน
ุ่

และกึ่งร้อน พบในทวีปเอเซีย แอฟริกา ลำต้นสูง ๑-๑.๒๐ เมตร อายุประมาณ ๒-๓ ปี กิ่งก้าน

ุ่
แตกสาขาเป็นพม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ดอกสีเหลือง ออกดอกตามโคนก้านของใบ เป็น
ช่อ ๆ โดยเฉพาะโคนก้านใบที่แตกออกจากลำต้น ดอกและฝักคล้ายโสน แต่มีขนาดเล็กกว่า มีสี

ม่วงอมชมพ เมล็ดเป็นฝักคล้ายฝักถั่วเขียว แต่เล็กกว่า ออกเป็นกระจุก
ครามขึ้นได้ดีในที่ดินที่มีการระบายน้ำได้ดี ในที่ดอนซึ่งแสงแดดส่องถึง มีร่มเงาบ้าง หรือ เปิดโล่ง




การขยายพันธุ์


ขยายพนธุ์โดยการใช้เมล็ด หว่านลงในแปลง หรือ หยอดเมล็ดเป็นหลุมเล็ก ๆ จะปลูกในช่วงเดือน
พฤษภาคม หรือ มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงฝนแรกของปี


ส่วนให้สี

ใช้ต้น และใบ สามารถเก็บไปใช้ได้ในช่วงอายุประมาณ ๔ เดือน หรือ ช่วงกำลังออกดอก สังเกต
จากใบครามจะมีสีเขียวเข้ม และยอดเริ่มหงิกงอ มักจะเก็บเกี่ยวตอนเช้าตรู่ เพราะเชื่อกันว่าจะได้
เนื้อครามมากกว่าช่วงอน สามารถเก็บเกี่ยวได้ปีละ ๓ ครั้ง แต่ละครั้งจะห่างกัน ๓-๔ เดือน ต้น
ื่
ื้
ครามจะมีอายุใช้งานประมาณ ๒-๓ ปี ขึ้นอยู่กับพนที่และวิธีการปลูก
ื่
ประโยชน์อน ๆ
ใช้เป็นยาช่วยลดไข้ ถ้าเป็นไข้สูงโดยเฉพาะไข้เลือดออก จะเอาครามผสมข้าวมาตำหรือบดให้


ละเอยดแล้วห่อด้วยผ้าขาวบางเอามาประคบไว้ที่ฝ่าเท้าใช้ผ้ามัดไว้ ถ้าไข้ลดแล้วและเอาผ้าพนออก
จะเห็นเป็นจุดดำๆ บนฝ่าเท้า

เนื่องจากครามจัดอยู่ในพชตระกูลถั่ว จึงเป็นปุ๋ยพืชสดที่ปลูกเพอบำรุงดินได้ดี
ื่

เบิก

ชื่อพฤกษศาสตร์ Marsdenia tinctoria


ชื่อวงศ์ ASCLEPLADACEAE

ชื่อพ้นเมือง เบือก (อสาน) ครามเถา ย่านคราม (ใต้)


ลักษณะทั่วไป



เป็นไม้เถาเลื้อยหรือไม้พ่มเลื้อย ตามปกติสูงถึง ๕ เมตร ใบเดี่ยวอยู่ตรงข้ามกัน มีสีเขียวเข้ม มีขน
ปกคลุม ใบเรียวยาว หรือเป็นรูปไข่กึ่งรูปหัวใจ โคนใบกลมมน ปลายใบเรียวแหลม ดอกมีขนาด
เล็ก สีเหลือง อยู่รวมเป็นกระจุก ดอกออกตามซอกใบ ออกเป็นช่อคล้ายซี่ร่ม เมล็ดมีขนติดเป็น
กระจุก มีหลายเมล็ด


ื้
พชชนิดนี้กระจายพนธุ์อยู่ในพนที่กว้าง พบทั่วไปในแถบอนเดีย ตอนใต้ของจีน พม่า ไทย




เวียตนาม จนถึงหมู่เกาะของอนโดนีเซีย นับเป็นพชที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในเอเชียตะวันออก

เฉียงใต้ สภาพพ้นที่ที่ครามชนิดนี้เจริญได้ดี คือ บริเวณที่มีดินเปียกชื้นมากๆ

การขยายพันธุ์


ขยายพนธุ์โดยการตอน เพาะชำ หรือทาบกิ่ง
ส่วนให้สี

ใช้ใบ ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวมาผลิตสีครามได้ตลอดปี เป็นระยะเวลานานประมาณ ๕ ปี

ื่
ประโยชน์อน ๆ

ื้
ใบมีสรรพคุณทางยาพนบ้าน แก้อาการผิดปกติทางลำใส้
ื่
ใช้ภายนอกเพอกระตุ้นการงอกของผม ใช้ย้อมผมให้เป็นสีดำ
ในบังคลาเทศ ใช้สารสกัดจากต้นเบิกทำให้แท้งลูก


น้ำปูนใส ได้จากปูนขาวที่ใช้กินกับหมาก หรือทำจากปูนจากการเผาเปลือกหอย โดย
ละลายปูนขาวในน้ำสะอาด ทิ้งไว้ให้ตกตะกอน จะได้น้ำปูนใสมาใช้เป็นสารช่วยย้อมต่อไป

น้ำด่าง หรือน้ำขี้เถ้า ได้จากขี้เถ้าพืช เช่น ส่วนต่างๆ ของกล้วย ต้นผักขม เปลือกของผล

นุ่น กากมะพร้าว เป็นต้น เลือกพชชนิดใดชนิดหนึ่งที่ยังสดๆ นำมาผึ่งแดดให้หมาด จากนั้นเผาให้

เป็นขี้เถ้าสีขาว นำขี้เถ้าไปใส่ในอางที่มีน้ำอยู่ กวนให้ทั่วทิ้งไว้ 4 – 5 ชั่วโมงขี้เถ้าจะตกตะกอน นำ

น้ำที่ได้ไปกรองให้สะอาดแล้วจึงนำไปใช้งาน เรียกว่า “น้ำด่างหรือน้ำขี้เถ้า” อกวิธีหนึ่งนำขี้เถ้าที่
ได้ไปใส่ในกระป๋องที่เจาะรูเล็กๆ รองก้นด้วยปุยฝ้าย หรือใยมะพร้าวใส่ขี้เถ้าจนเกือบเต็ม กดให้
แน่นเติมน้ำให้ท่วมขี้เถ้า แขวนกระป๋องทิ้งไว้ รองเอาแต่น้ำด่างไปใช้งาน


อางอิง
https://sites.google.com/site/intrapornspenjit/toryod/reuxng-na-ru-2

https://sites.google.com/site/phayxmkhram/3-kar-yxm-khram/3-2-karte-ri-ym-na-yxm


4.3 การประยุกต์การทำลวดลายหมอฮ้อมจากสารสังเคราะห์และจากธรรมชาติ

4.3.3 การออกแบบลวดลายกราฟิกผ้าหม้อห้อมร่วมสมย
1. ลวดลายรูปแบบต่างๆ
ลวดลาย หมายถึง ลายเส้นและสีสันที่มีการประดิษฐ์สร้างสรรค์ให้เกิดคุณค่าทางความงาม และนำไปใช้


ประดับตกแต่งในงานศิลปะประเภทต่างๆ ทั้งในงานทัศนศิลป์ ได้แก จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม
และงานศิลปะประยุกต์ เช่น ออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบตกแต่ง ออกแบบนิเทศศิลป์ และออกแบบพาณิชย
ศิลป์

รูปแบบลวดลายในธรรมชาติของพืช สัตว์ แมลง ปรากฏการณ์จากธรรมชาติเหล่านี้ เป็นสิ่งบันดาลใจให้

มนุษย์มี ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการที่หลากหลายไม่มีที่สิ้นสุดต่อไปนี่เป็นรูปแบบลวดลายใน
ธรรมชาติที่เราไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นเองได้แต่มันก็เกิดขึ้นจากธรรมชาติจริงๆ

1. ลวดลายในพืช ได้แก่ ลวดลายในดอกไม้ ลวดลายในใบไม้ ลวดลายในเปลือกไม้
2. ลวดลายในแมลง ได้แก่ ลวดลายในปีก ส่วนหัว ดวงตา และลำตัวของแมลง เป็นต้น

3. ลวดลายในสัตว์ ได้แก่ ลวดลายในตัวสัตว์ทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ และสัตว์เลื้อยคลาน
4. ลวดลายที่เกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฝนตก ลวดลายของพนดิน
ื้
แตกระแหง เป็นต้น

5. ลวดลายจากรูปทรงเรขาคณิต ได้แก่ ลวดลายรูปสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ครึ่งวงกลม เป็นต้น
6. ลวดลายในพาณิชยศิลป์ ปรากฏในงานโฆษณาหลายรูปแบบ มีทั้งที่ประกอบในตัวผลิตภัณฑ์สินค้า

เครื่องหมาย การค้า

ลวดลายประกอบตัวอกษร ลวดลายปรากฏในแผ่นภาพส่วนที่เป็นพื้นฉากไม่ว่าส่วนใดก็ตามจะต้องจัด

วางตำแหน่งให้ถูกต้องตามหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์



อ้างอิง https://sites.google.com/site/prawoaraya/lwdlay-pattern

2 ลวดลายแบบไทยประยุกต์




























Long Goy

อ่านว่า ลองกอย ภาษาพื้นเมืองภาคเหนือ ที่แปลว่า 'ลองดู ลองทำดู' ออกคอลเลคชันแรกมารันวงการ

ผ้าไทยได้เท่ระเบิด ด้วยลวดลายเอกลักษณของล้านนา ไม่ว่าจะเป็นตัวอกษรยึกยือแต่มากด้วยเสน่ห์ หรือ


ลายเส้นอ่อนช้อยของดอกไม้มงคล ที่ดัดแปลงมาจากดอกไม้ในจิตรกรรมฝาผนังของวัดทั่วเมืองเชียงใหม่
ถ่ายทอดลักษณะนิสัยของคนเหนือ ลงบนผ้าทอมือสีน้ำเงินเข้มจากต้นครามธรรมชาติเป็นครั้งแรก


































เทคนิคพ่นแอร์บรัชผสมด่างทบทิม ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


ทรงเสื้อมอฮอม กางเกงเล ถูกออกแบบและผสมผสานกิโมโนเข้าไปให้เข้ากบยุคสมัย ผ่านคัตติ้งและ



การตัดเย็บที่เนี๊ยบเเละเท่ร่วมสมัยในเวลาเดียวกัน แน่นอนว่าลวดลายแต่ละตัวเป็นงานแฮนด์เมดทำมอ ลายไม ่

ซ้ำกัน ด้วยเทคนิคการพ่นแอร์บรัชบรรจุด่างทับทิมลงบนบล็อกอะคริลิกใส เพื่อสร้างลวดลายร่วมสมัยได้อย่าง
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

2. ภูคราม
































ภูคราม


สาวโลลิต้า และบรรดาสาวหวานต้องตกหลุมรัก ภูคราม ผ้าครามที่ปักด้วยดอกไม้และความตั้งใจของ

ี่
ผู้หญิงภูพาน จังหวัดสกลนคร โดยเริ่มต้นจากการเป็นแบรนด์ผ้าพันคอและเสื้อผ้าลายดอกไม้ของ ม่าเหมยว -
ปิลันธน์ ไทยสรวง ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากดอกไม้ในป่าภูพาน เป็นแบรนด์เล็ก ๆ ที่เลือกใช้กรรมวิธีตาม

แบบอย่างที่ชาวภูพานทำเองทุกกระบวนการ ตั้งแต่ปลูกและทอฝ้าย ย้อมสีธรรมชาติ ไปจนถึงปักลวดลายและ
ตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า จุดเด่นของแบรนด์คือลายดอกไม้เล็ก ๆ ที่ถูกถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากอุทยานแห่งชาติภู

พาน ภูเขาบ้านเกิดมาปักเป็นลวดลายสวยงาม ตัดกับสีฟ้าคราม น้ำเงินคราม ในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร





























ฝีมือการปักลวดลายและตัดเย็บจากชาวบ้านในชุมชน

ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นล้วนมีอิสระในการดีไซน์ เป็นงานแฮนด์คราฟต์ล้วน ๆ ที่ชาวบ้านทุกคนลงมือปัก ร่วมพัฒนา
ลวดลายด้วยกัน ออกมาเป็นผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ เสื้อผ้าซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งสองด้าน แฝงความน่ารัก

อ่อนหวาน ซ่อนความเป็นธรรมชาติไว้ทุกฝีเข็ม สีที่นิยมใช้ย้อมผ้า คือ สีครามและสีฟ้าจากต้นคราม


https://www.bkkmenu.com/eat/stories/fashion-thai-style.html

3 . ลวดลายที่เกิดจากลักษณะเส้นที่ให้ความรู้สึกต่างๆ


ภาพที่ 1 ลวดลายแบบนามธรรม (Abstract)

























อ้างอิง http://www.huso.buu.ac.th/conference/huso61/proceeding/321/5




ภาพที่ 2 ลวดลายแบบนามธรรม (Abstract)

ภาพที่ 3 ลวดลายแบบ

























ภาพที่ 4 ลวดลายแบบไทยประยุกต์



























ภาพที่ 5 ลวดลายที่เกิดจากเส้นที่ให้ความรู้สึกต่างๆ

ภาพที่ 6 ลวดลายที่เกิดจากเส้นที่ให้ความรู้สึกต่างๆ


























การประยุกต์การออกแบบลวดลายให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอย

1) ผลิตภัณฑ์ผ้าหม้อห้อม
ปัจจุบันการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์หม้อห้อมมีหลากหลาย โดยการปรับวิธีการและ

ื่
เทคนิคในการผลิต เพอปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการใช้งานและยุคสมัยมี 3 รูปแบบคือ
1.1 หม้อห้อมที่ย้อมจากสีธรรมชาติ

1.2 หม้อห้อมสังเคราะห์ มีทั้งการใช้ผ้าย้อมสีครามมาจากโรงงานหรือการนำผ้าดิบมาย้อม
เอง มีการย้อมแบบบาติค โดยผ่านกรรมวิธีฟอกป้องกันการตกสี

1.3 หม้อห้อมที่นำเนื้อผ้าทั้งสองแบบมาใช้ผสมผสานกัน เป็นการให้บริการให้กับลูกค้าเลือก
ได้ตามรสนิยม ตามโอกาสแห่งการใช้สอย

2) การออกแบบตกแต่งผ้าหม้อห้อมเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกตามรสนิยมและโอกาสในการใช้รวม

ไปถึง การใช้ลวดลายเทคนิคการทอ การเพ้นท์ลาย การมัดย้อม การจุ่มย้อม เพอให้เป็นไปตามยุคสมัยและ
ื่
ความต้องการของผู้บริโภค

2.1 การมัดย้อม

2.1.1 นำผ้าที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วมามัดลายเพื่อให้ได้ตามความต้องการหรือ
แบบที่กำหนดไว้

2.1.2 นำผ้าที่มัดลายเรียบร้อยแล้วไปย้อมในน้ำครามที่เตรียมไว้
2.1.3 นำผ้าที่ย้อมแล้วแกะอุปกรณ์ที่มีดออกและนำไปซัก จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้ง

2.2 การเขียนเทียนแบบลายหม้อห้อม

2.2.1 ผ้าถุงหม้อห้อมพิมพเทียนบาติค
2.2.2 ผ้าถุงหม้อห้อมแท้พิมพ์ลายบาติค

2.2.3 เสื้อหม้อห้อมพมพ์ลายบาติค

2.2.4 ชุดเสื้อผ้าหม้อห้อมพมพลายต่างๆ



3) แหล่งการเรียนรู้และภุมปัญญาท้องถิ่น การทำผ้าหม้อห้อมและการออกแบบลวดลายผลิตภัณฑ์ผ้า
หม้อห้อม

3.1 ศูนย์เรียนรู้การย้อมผ้าหม้อห้อม “ป้าเหงี่ยม” ตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่
3.2 ศูนย์เรียนรู้กลุ่มผ้าหม้อห้อมตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่

3.3 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญย้อมสีธรรมชาติ เป็นต้น

๔) ประโยชน์ของผ้าหม้อห้อม
เสื้อหม้อห้อม เป็นที่รู้จักกันดี เพราะเป็นเสื้อที่ทรงคุณค่าอย่างหนึ่งของคนไทย เสื้อหม้อห้อม
นั้นได้รับความนิยมจากทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่เข้ามาอยู่มาเที่ยวในเมืองไทย เพราะความสวยงามและ

ความเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เสื้อหม้อห้อม เป็นเสื้อที่สวมใส่สบาย เพราะว่าเสื้อหม้อห้อม เป็นเสื้อทีทำ
จากผ้าฝ้ายแท้ 100% ทำให้สวมใส่สบาย นอกจากเสื้อม่อฮ่อมเป็นเครื่องนุ่งห่มแล้ว เสื้อหม้อห้อมยังมี
ประโยชน์อีกมากมาย

4.1 นำมาเป็นของฝาก ของที่ระลึกได้ เนื่องจากจังหวัดแพร่มีการจำหน่าย ขายส่งเสื้อ
หม้อห้อม จัดเป็นสินค้า OTOP ระดับ 5 ดาวของเมืองแพร่ ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยหรือชาวต่างชาติ
เมื่อเข้าไปยังบ้านทุ่งโฮ้ง จังหวัดแพร่ ก็ต้องซื้อเป็นของที่ระลึก หรือซื้อเป็นของขวัญของฝากให้กับคนที่ตนเอง
รักและเคารพ ด้วยคุณภาพและความสวยงามความเป็นเอกลักษณ์ของเสื้อหม้อห้อมจัดว่าไม่สองรองใคร ทำให้

ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง
4.2 เสื้อหม้อห้อมเป็นมิตรกันสิ่งแวดล้อม เสื้อหม้อห้อมผลิตจากผ้าฝ้ายธรรมชาติและย้อม
ด้วยสีธรรมชาติ เสื้อหม้อห้อมจึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะทุกขั้นตอนในการผลิตเสื้อหม้อห้อม นั้นไม่มีการ
ใช้สารเคมีใด ๆ ทั้งสิ้น รวมถึงประหยัดพลังงานในการผลิตเสื้อหม้อห้อมด้วย เพราะว่าการทอผ้าฝ้าย การตัด

เย็บและการย้อมสีห้อมให้กับเสื้อหม้อห้อมนั้น ไม่มีขั้นตอนใดที่ใช้พลังงานเลย การทอก็ทดด้วยกี่ทอมือ การ

ย้อมก็ย้อมเย็น ไม่ต้องใช้ความร้อนในการย้อม เสื้อหม้อห้อมเมื่อไม่ได้ใช้งานแล้วก็ไม่เป็นขยะที่สร้างมลพษ
ให้กับโลกอย่างแน่นอน
4.3.สร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้าน นอกจากการผลิตเสื้อหม้อห้อมจะเป็นการอนุรักษ์

วัฒนธรรมในการผลิตเสื้อหม้อห้อมแล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้ สร้างงานและการใช้เวลาว่างของคนพื้นที่ให้เป็น
ประโยชน์ ทำให้คนที่ตกงานมีงานทำ ทำให้คนในพื้นที่ไม่ต้องไปทำงานไกลจากถิ่นฐานบ้านเกิดของตน และยัง
สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวของตนเองได้จากการผลิตเสื้อหม้อห้อมออกมาจำหน่ายให้กับคนภายนอก

4.4 ใส่ได้ทุกโอกาส เสื้อหม้อห้อมเป็นเสื้อที่มีสีกลางๆ ไม่สดใสจนเกินไปที่จะใส่ไปในงานที่ไม่
เป็นมงคล ไม่ว่าจะงานศพ งานครบรอบ และไม่ทึบจนดูไม่เหมาะสมที่จะใส่ไปงานมงคล อย่างงานแต่ง งานบวช
หรืองานฉลองต่างๆ วันปีใหม่ วันสงกรานต์ เสื้อหม้อห้อมจึงจัดว่าเป็นเสื้อที่ใส่ได้ในทุกสถานการณ์ นอกจาก
ความเหมาะสมกับกาลเทศะแล้ว เสื้อหม้อห้อมยังสวมใส่สบายไม่ร้อนไม่เย็น
จะเห็นว่าเสื้อหม้อห้อมนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่เสื้อเท่านั้น แต่เสื้อหม้อห้อมยังเป็นอะไรที่มากกว่า

นั้น เป็นเครื่องนุ่งห่มที่เหมาะกับทุกโอกาส ใส่ทำงาน ใส่ไปเที่ยว ใส่ไปร่วมงานพิธีต่างๆ ก็สามารถใส่ได้ ใส่แล้วดู
สุภาพเรียบร้อย และแสดงถึงความเป็นคนไทยให้คนทั่วโลกได้รับรู้ถึงความเป็นไทย

ใบงานที่ 4
เรื่อง การทำครามหม้อห้อมจากสารสังเคราะห์/จากธรรมชาติ


๑. สารช่วยย้อม หรือสารกระตุ้น เป็นสารที่ช่วยให้เกิดกระบวนการอย่างไรในการย้อม

............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................

๒. จงอธิบายกระบวนการย้อมสีครามมาพอสังเขป

............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................






3. เพราะเหตุใดจึงเลือกใช้หม้อดินในการย้อมคราม

............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................


4. การแก้ปัญหา “หม้อนิลหนี”ทำได้โดยวิธีใด
............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................

บทที่ 3
หมอห้อมเมืองแพร่เชิงธุรกิจ



สาระสำคัญ
จังหวัดแพร่มีชื่อเสียงด้านผ้าหม้อห้อม ซึ่งบ้านทุ่งโฮ้งเป็นแหล่งผลิตผ้าหม้อห้อม ที่ใหญ่ที่สุด มีการสืบ
ทอดกันมายาวนาน สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในชุมชนด้วยเสน่ห์ของการย้อมผ้าแบบธรรมชาติ โดยใช้วัตถุดิบ
จากต้นฮอม ในอดีตนั้นผ้าหม้อห้อม เป็นผ้าฝ้ายทอมือหรือผ้าดิบสีขาว ผ้าหม้อห้อม เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่

สืบทอดกันมาของชาวไทพวนบ้านทุ่งโฮ้ง ผ้าหม้อห้อม เป็นภูมิปัญญาที่มีการสืบทอดมายาวนาน ปัจจุบันได้ม ี
การพัฒนาทั้งรูปแบบและเทคนิคมากมาย

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
1. สามารถอธิบายกระบวนการเรียนรู้ การนำผ้าหม้อห้อม มาออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อนำมาประกอบ

เป็นอาชีพสู่ชุมชน
2. ศึกษาแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาหม้อห้อมเมองแพร่

ขอบข่ายเนื้อหา
1. การนำผ้าหม้อห้อมมาออกแบบผลิตภัณฑ ์
2. การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์
3. เรียนรู้การทำหม้อห้อมจากแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญา

การนำผ้าหม้อห้อมมาออกแบบผลิตภัณฑ์

การนำผ้าหม้อห้อมมาออกแบบผลิตภัณฑ์














ผ้าฝ้ายทอมือสีน้ำเงินคราม สินค้าแบบบ้านๆ นี้เป็นตัวอย่างของการกาวข้ามขีดจำกัดของหัตถกรรม

พื้นเมืองสู่ผลิตภัณฑ์คุณภาพในระดับสากล

หมอห้อม ย้อมให้อินเตอร์

ผ้าฝ้ายสีขาว จะถูกนำมาขยำในหม้อหมักห้อม ครั้งแล้วครั้งเล่าจนได้สีน้ำเงินคราม ตามเฉดที่ต้องการ

กรรมวิธีแบบดั้งเดิมเช่นนี้ไม่ได้ทำกันโดยทั่วไป แต่ถือเป็นภูมิปัญญาที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ ณ ตำบลทุ่งโฮง
จังหวัดแพร่ ที่ซึ่งผ้าหม้อห้อมถือกำเนิดขึ้นเมื่อกว่า 200 ปีมาแล้ว พร้อมๆ กับการเข้ามาของชาวไทยพวนเมื่อ
ประมาณปีพ.ศ. 2340 – 2350 และแม้ว่าปัจจุบัน เสื้อหม้อห้อม จะยังเป็นสินค้าขนชื่อของจังหวัดแพร่ แต่
ึ้
ความจริงก็คือส่วนใหญ่ย้อมด้วยสีสังเคราะห์ที่มีราคาถกกว่า นั่นทำให้การย้อมห้อมธรรมชาติค่อยๆ หายไป

เช่นเดียวกับต้นห้อมที่แม้แต่คนในพื้นทก็แทบไม่รู้จัก
ี่
‘ต้นห้อม’ ที่มาแห่งสีสัน

ในแวดวงแฟชั่น Indigo คือสีน้ำเงินครามจากต้นพืชที่ได้รับการยอมรับว่าสดสวยและทรงคุณค่า ทั่วโลก
รู้จักนำพืชที่ให้สีน้ำเงินครามมาใช้กันมากกว่า 6,000 ปี ทั้งในทวีปเอเชีย แอฟริกา ยุโรป เรื่อยไปถึงอเมริกา แต่
หลังจากที่มีการผลิตสีสังเคราะห์ขึ้นมา สีจากธรรมชาติเหล่านี้ก็เหลือแหล่งผลิตอยู่น้อยมาก ซึ่งในจำนวนนั้น

เหลืออยู่ในประเทศแถบเอเชียเป็นส่วนใหญ่รวมถึงประเทศไทย ที่รู้จักกันดีกคือ ‘คราม’ และ ‘ห้อม’

ที่ผ่านมามีความเข้าใจผิดว่าทั้งสองเป็นพืชชนิดเดียวกัน แต่แท้จริงแล้ว ห้อม เป็นพืชสกุล Baphicacanthusวงศ์
ACANTHACEAE ชนิด cusiaBrem มีชื่อเรียกแตกต่างกันแต่ละท้องถิ่น ลักษณะเป็นไม้พม ลำต้นตั้งตรงมี
ุ่
กิ่งก้านสาขา ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงกันข้ามรูปวงรี ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยละเอียด ดอกออกเป็นช่อกลีบดอก

สีม่วงเชื่อมติดกันเป็นหลอดโค้งงอเล็กน้อย ต้นห้อมชอบอยู่ในพื้นที่ทมีความชุ่มเย็น ในอดีตพบที่บ้านแม่ลัว บ้าน
ี่
นาตอง จังหวัดแพร่ และเป็นที่มาของสีน้ำเงินครามที่ชาวบ้านน้ำมาย้อมผ้าจนเป็นเอกลักษณ์ของเสื้อหม้อห้อม
และแม้จะเป็นที่ยอมรับว่า คุณสมบัติของเสื้อที่ทำจากฝ้ายทอมือย้อมห้อม สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี
ปลอดภัยต่อผู้สวมใส่เพราะผลิตจากเส้นใยและสีธรรมชาติ แต่ในระยะหลังเมื่อสีสังเคราะห์เข้ามาตีตลาด หม้อ

ห้อมธรรมชาติซึ่งหมายรวมถึง ต้นห้อม กรรมวิธีย้อมแบบดั้งเดิม ก็คอยๆ หายไปด้วย

จากผลการศกษาเรื่อง “การมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ผ้าหม้อห้อม : กรณีศึกษาตำบลทุ่งโฮ้ง

อำเภอเมือง จังหวัดแพร่” ปริญญานิพนธ์ของ ภาวินี อินทวิวัฒน์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พบว่าการ
เลียนแบบวัตถุดิบและกรรมวิธีอื่นที่ไม่ใช่แบบดั้งเดิมนี้เองที่ทำให้อัตลักษณ์ของหม้อห้อมถูกทำลายไป ส่งผลให้


คุณภาพของผ้าหม้อห้อมเปลี่ยนไปจากเดิม หม้อห้อมจึงถูกลดสถานะเป็นสินค้าราคาถกมากกว่ายกระดับให้เป็น

สิ่งทอพื้นเมืองที่ควรค่าแกอนุรักษ ์
ทั้งนี้ในการรวบรวมความเห็นจากตัวแทนชุมชน พบว่าแต่เดิมชาวบ้านสามารถผลิตวัตถุดิบได้เอง ไม่ว่า

จะเป็นการปลูกฝ้าย หรือขั้นตอนการทำสีจากต้นห้อม แต่ด้วยการขาดความรู้ความเข้าใจ ไม่สามารถพัฒนา
กระบวนการผลิตให้ได้ผลดี ทำให้ผลิตได้น้อยไม่คุ้มทุน คุ้มเวลา จึงหันไปใช้เส้นใยสังเคราะห์ สีสังเคราะห์มากขึ้น
เชื่อมโยงไปถึงกรรมวิธีการผลิตสืบเนื่อง เช่น การปั่นฝ้าย และการเตรียมการย้อมสีจากต้นห้อม ซึ่งเป็นกรรมวิธี
พื้นบ้านที่กำลังสูญหายไป
“ถึงแม้ว่ากระบวนการผลิตผ้าหม้อห้อมจะมีความซับซ้อน ใช้ระยะเวลาในการผลิตค่อนข้างนาน ไม่ว่า


จะเป็นการหมักสีย้อม การเตรียมน้ำด่างหรือน้ำขี้เถา การเตรียมผ้าก่อนการย้อมสี การเตรียมสีย้อม การย้อม
แบบดั้งเดิม การลงแป้ง การรีดผ้าหม้อห้อม เป็นต้น ทุกขั้นตอนล้วนแต่มีกรรมวิธีและเทคนิคเฉพาะตัว หากไม่มี
ความรู้หรือความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมานานพอก็ใช่ว่าจะผลิตออกมาให้มีคุณภาพและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้

ดังนั้นชุมชนควรมีความภูมิใจในความแตกต่างตรงนี้ ที่ไม่พบในชุมชนท้องถิ่นอื่นๆ และควรสืบทอดกรรมวิธี
เหล่านี้ให้คงอยู่ต่อไป” ผู้นำชุมชนรายหนึ่งให้ความเห็นไว้ในงานวิจัย ขณะที่อกคนมองว่านอกจากชาวบ้าน

จะต้องเห็นความสำคัญแล้ว ภาครัฐถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยอนุรักษ์ผ้าพื้นเมืองนี้
“ผ้าหม้อห้อมถอได้ว่าเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน และเป็นภูมิปัญญาของชาติเลยก็ว่าได้ ไม่มีที่ใดโดดเด่น

เท่าชุมชนตำบลทุ่งโฮ้ง เพราะฉะนั้นรัฐควรกำหนดเป็นวาระแห่งชาติหรือนโยบายเฉพาะกิจ เพื่อให้การส่งเสริม
เผยแพร่ประชาสัมพันธ์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น”


หมอห้อมเคลือบ‘นาโน’
ข้อจำกัดเรื่องการดูแลรักษาแม้จะเป็นโจทย์ใหญ่ของผู้ผลิตผ้าทอมอย้อมสีธรรมชาติ แต่ไม่ใช่โจทย์ยาก

สำหรับนักวิทยาศาสตร์ เนื่องจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพฒนาวิทยาศาสตร์และ

เทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้มีการศึกษาวิจัยสูตรน้ำยานาโนสำหรับเคลือบผ้าทอให้มีคุณสมบัติต่างๆ อาทิ
ผิวสัมผัสนุ่มลื่นไม่ยับง่าย มีกลิ่นหอม สะท้อนยูวีช่วยลดสีซีดจาง ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของการเกิดกลิ่น
และสะท้อนน้ำทำให้เปื้อนยากขึ้น
ดร.วรล อินทะสันตา หัวหน้าห้องปฏิบัติการสิ่งทอนาโน ศูนย์นาโนเทค กล่าวว่า ผ้าไทยและผ้าพื้นเมือง

มีความหลากหลายทางกายภาพ โครงสร้าง และดีไซน์มาก ดังนั้นการเคลือบสิ่งทอแต่ละชิ้น ถือว่าเป็น
กรณีศกษาวิจัยและเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักวิจัยและผู้ประกอบการสิ่งทอที่มีความเชี่ยวชาญในการทอและการ

ออกแบบ ซึ่งโดยภาพรวมแล้วสิ่งทอนาโนกับผ้าไทยเป็นการรวมตัวกันของวิทยาศาสตร์และงานศิลปะพื้นบ้าน
อย่างลงตัว

“ผ้าไทยและผ้าพื้นเมือง ข้อด้อยคือการบำรุงรักษา ดังนั้นคุณสมบัตินาโนเทคโนโลยีที่เหมาะสมอย่าง

แรกคอ กันสะทอนน้ำเพื่อให้เปื้อนยาก การเพิ่มคุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรีย 99.99 % เนื่องจากประเทศไทย


เป็นเมืองร้อนทำให้เกิดแบคทเรียง่าย และคุณสมบัติสุดท้ายที่เหมาะสมกับผ้าไทยคือการป้องกันยูวี เนื่องจากผ้า
ทอมีทั้งย้อมธรรมชาติและเคมีทำให้สีซีดเร็วมาก ส่วนคุณสมบัติกลิ่นหอมนั้น เป็นฟังก์ชั่นเสริมที่เพิ่มเข้ามาทำให้
กลิ่นหอมนาน”
ถึงตอนนี้เมื่อผ้าฝ้ายทอมือย้อมห้อมได้รับการเคลือบนาโน คุณค่าของหัตถกรรมพื้นบ้านก็เพิ่มมูลค่าขึ้น
อีกหลายเท่า และไม่ยากเลยที่จะก้าวไปสู่ตลาดในระดับนานาชาติ
“ในฐานะทำผ้าฝ้ายทอธรรมชาติมานาน คิดว่าเทคโนโลยีมันดีหมด ถ้าเราใช้มันถูกทาง เราจะรู้ว่า

ต้องการทำอะไรจากสินค้านี้ ถ้าเราเอานาโนไปประยุกต์ให้ถูกทางกับผลิตภัณฑที่เหมาะสมมันก็จะดีและเพิ่ม

มูลค่า อย่างเช่นเมื่อก่อน ถ้าเราทำผ้ากันเปื้อนให้ญี่ปุ่น เขาจะบอกว่า โอ๊ย! ไม่อยากได้ผ้าคอตตอนหรอก เวลา

อะไรกระเด็นมันซับทุกอย่างเลย ตอนนี้เทคโนโลยีนาโนสะท้อนน้ำที่เราจะเพิ่มเข้ามาในผลิตภัณฑ์ เราก็ม ี
คำตอบให้ลูกค้าแล้วค่ะว่าอย่างไรมันถึงจะไม่ซับ” จุฑารัตน์ กล่าวอย่างมีความหวัง

สำหรับต้นทุนการเคลือบสิ่งทอนาโนนั้นถือว่าอยู่ในจุดที่คุ้มค่า และแม้ว่าจะยังมีขอกังวลเกี่ยวกับเรื่อง
ความปลอดภัยต่อสุขภาพ ศิรศักดิ์ เทพาคำ รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทค ให้ความมั่นใจว่า “ผลิตภัณฑ์ด้าน
นาโนเทคโนโลยีที่ทำออกมาในท้องตลาดนั้นมีการตรวจวัดความปลอดภัยจากห้องปฏิบัติการความปลอดภัย
ทางนาโนเทคโนโลยี ของศูนย์นาโนเทค ซึ่งทำการทดสอบมาอย่างต่อเนื่องยาวนานว่าอนุภาคนาโนเทคโนโลยีที่

เคลือบอยู่บนเส้นใยสิ่งทอจะมีผลต่อการระคายเคองหรือจะเข้าอยู่ในร่างกายมนุษย์หรือไม่ หรือแม้แต่มี
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาไม่พบว่ามีผลกระทบต่อผู้ใช้แต่อย่างใด”


ทุกวันนี้ผ้าฝ้ายทอมือย้อมห้อมแห่งเมองแพร่ จึงไม่เพียงสานต่อภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อน แต่ยังได้รับ

การพัฒนาให้มีคณสมบัติโดดเด่นด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ก่อนจะนำไปออกแบบตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าฝ้าย
ดีไซน์ทันสมัย แตกไลน์ไปเป็นปลอกหมอน จานรองแก้ว ผ้ารองจานบนโต๊ะอาหาร ผ้ากันเปื้อน ที่ถกใจทั้งชาว

ไทยและชาวต่างประเทศ

การเตรียมผ้าสำหรับย้อม ก่อนจะนำผ้าไปย้อมห้อมนั้น จะต้องทำการกำจัดสิ่งสกปรก เช่น
กาวหรือไขมันออกจากผ้าก่อน
1. นำผ้าไปแช่ในน้ำผงซักฟอกทิ้งไว้สักครู่
2. จากนั้นนำผ้าไปต้มที่อุณหภูมิ 60-70 องศาเซลเซียส ประมาณ 1 ชั่วโมง

3. หลังจากต้มเสร็จแล้วให้นำผ้าไปซักล้างด้วยน้ำสะอาดประมาณ 6 – 7 ครั้ง
4. นำผ้าไปตากไว้จนแห้ง

ขั้นตอนทำผ้ามัดย้อม เป็นวิธีที่ง่ายสามารถออกแบบลวดลายได้ตามใจชอบและเป็นกิจกรรมที่
นักท่องเที่ยวชื่นชอบอย่างมาก
1.นำผ้าที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วมามัดลายตามที่ต้องการ














2.นำผ้าที่มัดลายแล้วไปย้อมในน้ำห้อมที่เตรียมไว้











3.นำผ้าที่ย้อมแล้วแกะอุปกรณ์ที่มัดออกและนำไปซัก จากนั้นก็นำขึ้นมาตากแดดให้แห้ง

กิจกรรมที่ 1



จงเขียนเครื่องหมาย "ถูก" หน้าข้อความที่ถกต้อง และเครื่องหมาย "ผิด" หน้าข้อความที่ผิด

.......... 1. ลักษณะและรูปแบบความเป็นอยู่ของครอบครัวไทยมักเป็นครอบครัวใหญ่ ซึ่งสมาชิกในครอบครัว

อยู่รวมกันทั้งพอ แม่ ลูก ปู่ ย่า ตา ยาย และญาติพี่น้อง

.......... 2. เนื้อที่และบริเวณของบ้านในเมืองมักจะกว้างขวางและปลูกต้นไม้ไว้จำนวนมาก

.......... 3. หลักการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวนั้น สมาชิกทุกคนในครอบครัวต้องมีส่วนร่วมในการรับรู้

เรื่องราวต่าง ๆ ของครอบครัว ยกเว้นเรื่องฐานะทางการเงินที่พอและแม่จะต้องไม่บอกให้สมาชิกในครอบครัวรู้
.......... 4. รูปแบบความเป็นอยู่ของครอบครัวตะวันตกมกจะอบรมให้เด็กมีความเคารพนับถือและเชื่อฟังผู้ใหญ่

.......... 5. คนที่มีรูปร่างอ้วนควรใช้เสื้อผ้าที่มีสีน้ำเงินมากกว่าสีฟ้า เพราะสีแก่จะทำให้ดูขนาดผอมลง

.......... 6. คนที่เอวสูงหรือช่วงตัวท่อนบนสั้นไม่ควรใส่เสื้อแบบเอาชายเสื้อใส่ไว้ข้างในกระโปรง

.......... 7. อาหารคือสิ่งที่รับประทานเข้าร่างกายแล้วไม่เกิดโทษแก่ร่างกาย

.......... 8. การใช้เสื้อผ้าที่มีลายเส้นโค้งจะทำให้ดูนุ่มนวล ชดช้อย และสง่าขึ้น


.......... 9. ความสำคัญของสารอาหารประเภท ไขมัน คือ เป็นตัวทำละลายวิตามินเอ ดี อี และเค เพอให้
ื่
ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ได้

.......... 10. ภาวะโภชนาการที่ดี หมายถึง สภาพร่างกายและจิตใจที่ดีอันเป็นผลมาจากการได้รับอาหารอย่าง
ครบถ้วนและมีสัดส่วนที่เหมาะสม

-----------------------------------------------------


การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ
ทักษะการนำผ้าหม้อห้อมมาออกแบบ และพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์
วิสาหกิจชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญย้อมสีธรรมชาติบ้านเลขที่ 291 หมู่ที่ 5 ตำบลทุ้งโฮ้ง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัด

แพร่ 54000 โทร. 089 – 8513048































ื่
การรวมกลุ่มของคนในชุมชนประกอบการเพอการจัดการกองทุนของชุมชนอย่างสร้างสรรค์ โดยคนใน
ชุมชนเพื่อตอบสนองการพึ่งพาตนเองและความพอเพียงของครอบครัวและชุมชน เกิดจากทุนของชุมชน ซึ่งมีทั้ง
ทุนที่เน้นทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ทุนที่เป็นผลผลิต ทุนความรู้ภูมิปัญญา ทักษะต่างๆ ประเพณีวัฒนธรรม คน

ความเป็นพี่น้อง ความไว้ใจของชุมชนและทุนเงินตรา จึงได้จัดตั้งเป็นกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญย้อม

สีธรรมชาติเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2548 และได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2548 มีสมาชิกเริ่มจัดตั้ง
จำนวน 7 คน ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 25 คน มีที่ทำการอยู่บ้านเลขที่ 291 หมู่ที่ 5 ตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง

แพร่ จังหวัดแพร่ สมาชิกส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพทำผ้าหม้อห้อมที่ผลิตมาจากโรงงาน ปัจจุบันได้นำเอาภูมิ
ปัญญาจากบรรพบุรุษของคนพวนบ้านทุ่งโฮ้ง ที่ถายทอดกันมารุ่นสู่รุ่นในการทำผ้าหม้อห้อมสีธรรมชาติ ซึ่งได้

จากธรรมชาติเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาชาวบ้านในการทำหัตถกรรมสิ่งทอย้อมสีห้อมธรรมชาติ เป็นการพัฒนา
ผ้าหม้อห้อมให้ไปสู่สากล และรักษาความเป็นอัตลักษณ์ของผ้าหม้อห้อมให้ยั่งยืน และสืบทอดต่อไป

แนวทางการพัฒนาพัฒนาทักษะอาชีพ ( กรณีตัวอย่าง)

ปี พ.ศ. 2538 นายวุฒิไกร ผาทอง เริ่มคิดทำมาหากินด้วยเรื่องหม้อห้อมแทนธุรกิจที่เคยทำ เหตุที่
เลือกตั้งต้นใหม่ด้วยหม้อห้อม เพราะคิดว่าเป็นของเมืองแพร่และชอบใส่เสื้อแบบกุยเฮงผูกเชือก (ด้วยเหตุผล

เดียวกัน) ทั้งยังเคยเอาเสื้อหม้อห้อมขายแล้วสมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย (2523) จึงคิดว่าไม่น่าจะยากแต่เมื่อ
ลองด้วยวิธีนำสินค้าคนอื่นมาเริ่มวางขาย ก็พบว่าทำเลที่ตั้งร้านแก้ววรรณานั้น อยู่นอกพื้นที่ผ้าหม้อห้อม ไม่ม ี
ใครคิดว่ามีหม้อห้อมขายนอกพื้นที่เวียงทอง ทุ่งโฮ้ง หรือ พระหลวง เราจึงไม่มีลูกค้าที่จะมาอุดหนุน ดังนั้น ถ้า
จะให้น่าสนใจสินค้าแก้ววรรณาต้องแปลกกว่าใครเขารายอื่น ความคิดลงตัวด้วย “คำว่าหม้อห้อมดั้งเดิม” ที่

ขณะนั้นในเมืองแพร่เหลือไว้เพียงเรื่องเล่าพากันใช้ครามกระป๋อง ครามเกร็ด จนผู้คนแทบจะไม่รู้จักต้นห้อมต้น
คราม แม้ว่าเมืองแพร่จะมีชื่อเสียงด้านหม้อห้อมมาร่วมครึ่งศตวรรต
ิ่
กระบวนการของกิจการแก้ววรรณาตั้งต้นด้วยหนึ่งกงครามจากป้าเหลือง ทองสุข ในปี 2541 ได้เม็ด
มาลองปลูก ปี 2542 ได้กิ่งห้อมจากอาจารย์แพททริเซีย แน่นหนา บ้านช่างเคี่ยน เชียงใหม่ ต่อมา พี่จิ๋ว ประไพ

พันธ์ จันทร์เพ็งเพ็ญ แห่งร้านฑีตาที่มีชื่อเสียง เป็นครูคนสำคัญที่ย้ำเตือนแนวคิดว่า ยังไม่มใครรวยด้วยการทำ

หม้อห้อมธรรมชาติ เธอชวนให้ไปรู้จักยายฑีตา ได้ชิมหม้อห้อมก็ตอนนั้น ได้รู้จักเรื่องครามมากขึ้นจากงาน

ั้
สัมมนาแม่ครูทำผ้าย้อมครามของอาจารย์อนุรัตน์ สายทอง มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร ซึ่งงานนี้มีทงแมครูภูมิ
ปัญญา นักวิชาการ และ เอ็นจีโอที่ส่งเสริมเรื่องผ้าย้อมคราม
ร้านแก้ววรรณา เรียนรู้เรื่องหม้อห้อมพร้อมกับการส่งฝ้ายไปย้อม ซึ่งใช้คนย้อมจากหลายหมู่บ้าน พ ี่
ลัดดา (และแม่ใหญ่นวล) บ้านแม่ยางเปี้ยว ป้าคำมูล จันทิ บ้านร้องเขม ยายน้อย กาบแก้ว บ้านน้ำเลา เอาฝ้าย

ไปให้ย้อม แล้วเก็บเอามาให้คนทอ ได้พูด ได้คุย ได้ญาติ ยายน้อยแกแบ่งเอา “เหล็กในปั่นฝ้าย มาให้ใช้ เอาฝ้าย
ไปทอที่ป้าพิน (บ้านต้นห้า ตำบลป่าแมต อำเภอเมืองแพร่) ไย้แต่ง (บ้านตอนิมิตร อำเภอสูงเม่น) กลุ่มทอบ้าน

ใหม่จัดสรร ร้องเข็ม (อำเภอร้องกวาง) และมาตั้งกลุ่มคนทอบ้านหนองน้ำรัด (อำเภอหนองม่วงไข่) พยายามส่ง
โครงการเพื่อขอทุนวิจัยจากบางหน่วยงาน แต่กลายเป็น อบจ. สนใจ และในที่สุดทุนนั้นไปส่งเสริมให้กับกลุ่มทอ
ผ้าบ้านสบสาย (อำเภอสูงเม่น) ลองปลูกคราม ปลูกห้อม ลองตีครามตีห้อม ลองตั้งหม้อห้อมก็ยังทำไม่ได้ ลองไป


เอาเนื้อครามมาจากสกลนครให้คนย้อมทั้งสามคนทำกไม่ได้เอาน้ำเชื้อครามจากพี่จิ๋วก็ยังทำไม่ได้
พยอม คนที่เคยทำงานด้วยกันที่บริษัทเก่า อาสามาดูแลหม้อห้อมที่จะต้องโจกเติมออกซิเจนทุกวันจึง
จะไม่ตาย ปี 2543 วันที่ 28 ธันวาคม พยอม และ ไย้สน ลองก่อหม้อด้วยตัวเอง จากนั้นเราจึงไปขอซื้อโอ่ง
หม้อห้อมมาจากพคนอง บ้านวังหลวง ในช่วงต้นปี 2544 เอามาทำก็สามวันดีสี่วันหาย ปี 2545 ไปสกลนคร
ี่
บ้านถ้ำเต่าซื้อคราม มา 150 กก. ขึ้นไปบ้านนาตองขอให้เขาปลูกห้อมให้ ปี 2546 ขับรถเอาครามมาจาก

สกลนคร 1,000 กก. โดยขอให้พี่จิ๋วรวบรวมให้กว่าหม้อห้อมจะอยู่ตัวก็ปี 2547 เพราะเปลือกมะริดไม้ที่ได้จาก
บ้านสายหยุดเวียงทอง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ก็เริ่มเขียนบทความถึงเรื่องที่ตนทำลงวารสารหอการค้าแพร่ พร้อมๆกับ
ื่
เผยแพร่ความคิดในเวทีประชุมต่าง ๆ เพอสร้างความตระหนักต่อสาธารณะ
ตั้งแต่ปี 2546 กระแสผ้าหม้อห้อมเข้มข้นมากขึ้น รัฐบาลส่งเสริมเรื่องโอทอป เมืองแพร่เราหยิบเรื่อง
หม้อห้อมมาเป็นตัวนำ หน่วยงานราชการสนใจกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมก่อตั้งคลัสเตอร์หม้อห้อมจังหวัดแพร่
แก้ววรรณาได้ร่วมโครงการศกษาศักยภาพผ้าหม้อห้อมเพื่อการส่งออก ของกรมส่งเสริมการส่งออก ที่พา

ผู้เชี่ยวชาญชาวอิตาลีมาแนะนำ แนะแนวถึงที่ รวมทั้งพานายวุฒิไกร ได้ไปดูงานที่มิลาน ประเทศอิตาลี (ร่วมกับ

อีก 2 กิจการจากเชียงใหม่ และ พี่จิ๋ว ) ที่จังหวัดและกลุ่มจังหวัดมีการอบรมพัฒนาแนวคิด พัฒนาผลิตภัณฑ ์
การดูงาน การออกร้านที่โอทอปซิตี้ งานแสดงสินค้าต่างๆ ทำให้รู้จักกันมากขึ้น ทั้งคนหม้อห้อม คนโอทอป
แก้ววรรณาได้ไปออกร้านที่เมืองเฉิงตูกับกลุ่มด้วย เป็นครั้งที่สองที่ออกร้านนอกประเทศ ส่วนครั้งแรกนั้นไปกับ
เพื่อนที่ประเทศฮ่องกง ซึ่งทั้งสองครั้งถือว่าไปเรียนรู้นำการไปเที่ยวไม่ได้หวังเรื่องยอดขาย ในปี 2548 -

2549 ได้ทดลองทำสวนเบิก(บ้างก็เรียก ห้อมเครือ หรือ ครามเถา) ที่ไร่ผาทองวังชิ้นพาสมาชิกคลัสเตอร์ไป
เรียนรู้การทำเนื้อครามจากต้นเบิกประมาณ 10 ปิ้บ แล้วก็หยุดไปเพราะค่าแรงงานสูง















ผ้าคลุมไหล่หม้อห้อม : มรดกวัฒนธรรมที่ได้ปรับรูปแบบไห้ใช้ได้ร่วมสมัย


ตั้งแต่ ปี 2544 เป็นต้นมา นายวุฒิไกร ได้รู้จักกับหลายหลากองค์กรทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาค
พัฒนา ภาควัฒนธรรมเข้าร่วมก่อตั้งเครือข่ายคนแป้ ที่เป็นการรวมกลุ่มแกนนำชาวบ้านส่งเสริมให้ตั้งองค์กรภาค

ประชาชน ต่อมากมีข่ายลูกหลานเมืองแพร่ ที่ศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ชุมชนเราถือว่าหม้อห้อมเป็นมรดก

วัฒนธรรมที่ควรให้ผู้คนได้ตระหนัก จนรู้จักมักคุ้นกับทมงานสปาฟา (ศูนย์โบราณคดีและวิจิตรศิลป์ภูมิภาค

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ที่เป็นลูกค้ากลุ่มสำคัญ ชักนำให้รู้จักกับคนทำงานด้านวัฒนธรรมประเทศต่างๆ และ
หนึ่งในทีม คือ น้อย วาสนา เกิดสุภาพถึงกับช่วยด้วยการไปตั้งร้าน “ผักกาดแก้ว” ในเจเจมอลล์ ตลาดนัดจตุจักร

เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่าย ในปี 2542 (เมื่อ 28 ก.พ. 2544 ยังคุยกันว่า ร้านก็ไม่ได้เงินทองพอค่าเหนื่อยหรอก

แต่ถ้าไม่ขาย ผู้เฒ่าผู้แก่กลุ่มทอผ้าบ้านหนองน้ำรัดก็จะไม่มรายได้และถ้าหมดรุ่นนี้แล้วใครจะทอให้)
การได้ลูกค้าของแก้ววรรณานั้น ในเบื้องต้นลูกค้าจะสดุดตาเพราะสีสันที่ไม่เหมือนหม้อห้อมรายอื่นที่
ออกร้านด้วยกันในงานเมืองทอง พอเข้ามาคุยกัน ก็จะทราบเรื่องราวที่มีประเด็นเรื่องมรดกวัฒนธรรม เรื่อง

สิ่งแวดล้อม เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ เรื่องปลอดสารสังเคราะห์ เพราะใช้วิถีธรรมชาติล้วน ๆ ทั้งย้อม
ธรรมชาติ และ ฟอกล้างด้วยน้ำผลไม้หมักเอง เมื่อได้ใช้แล้วก็ติดใจในความนุ่มของเนื้อผ้า วางใจในความ
ปลอดภัยจากพษภัยของเคมีสิ่งทอ แล้วลูกค้าก็จะซื้อหาไปเป็นของฝากคนที่สนิทชิดเชื้อจริง ๆ เท่านั้นเพราะ

สินค้าราคาสูง
ลูกค้าบางส่วนติดใจเรื่องราวและตัวตนของ “พยอม” คนย้อมผ้าที่มีแต่ใจรัก ผู้ไม่ได้มีบรรพบุรุษที่
ประกอบอาชีพทางหม้อห้อมด้วยตระหนักว่าคนทอเราทำได้เพียงการทอลายขัด 2 ตะกอ แต่ทางร้านมีความ
หลากหลายของลวดลาย เรามีช่างตัดเย็บที่สนุกกับการเย็บมือ เราจึงส่ง “เสื้อตัดปะ ผ้าหม้อห้อมธรรมชาติ” เข้า
คัดสรรผลิตภัณฑ์โอทอป และได้รับ 4 ดาว ในปี 2542 - 2553 (ในปี 2547 4ดาว จาก ผ้าคลุมไหล่) และ

คิดค้นวิธีการสกรีนลายด้วยหม้อห้อมธรรมชาติ

ใบงานที่ ๓

๑. ให้นักศึกษาทำรายงาน เรื่องการพัฒนาของผ้าหมอห้อม

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................


๒. ให้นักศึกษาร่วมกันวิเคราะห์ แนวทางการพัฒนาพัฒนาทักษะอาชีพ จากกรณีตัวอย่าง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................

การพัฒนาผลิตภัณฑ์

เรียนรู้การทำหม้อห้อมจากแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญา












ต้นกำเนิดการทำหม้อห้อม ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาช้านาน หลายชั่วอายุคน และเป็น
เอกลักษณของจังหวัดแพร่ จนได้รับการคัดเลือกเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวโอทอปเชิงหัตถกรรม และยังมีโฮมสเตย์


ไว้รองรับนักท่องเที่ยวอกด้วย คำอธิบายการทำ "หม้อห้อม" ของนางเหลือง ทองสุข วัย 73 ปี ที่สืบทอดภูมิ
ปัญญาท้องถิ่นของบรรพบุรุษ ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในหมู่บ้านทุ่งโฮ้ง จังหวัดแพร่แห่งนี้

โดยนางเหลือง เล่าว่า เราต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกต้นคราม เพื่อให้ได้สีคราม ก่อนจะนำไปใช้ย้อม


ผ้าในรูปแบบต่างๆ หลังจากเตรียมน้ำหม้อห้อมได้แล้ว ต่อไปก็คอขั้นตอนวิธีการยอม อนดับแรกควรใส่ถุงมือ
ก่อนย้อม เพื่อไม่ให้สีครามนั้นติดมือ การย้อมนั้นต้องนำผ้าทอ หรือผ้าดิบ ที่ตัดตามรูปแบบที่ต้องการ แล้วนำมา
ใส่ลงไปในตะกร้า ที่ทำมาจากไม้ไผ่สาน มีลักษณะขนาดของรูที่มีความกว้าง และห่างค่อนข้างมาก แล้วนำลงไป


ย้อมในโองที่เตรียมน้ำหม้อห้อมไว้เรียบร้อยแล้ว ควรย้อมอย่างน้อยประมาณ 2 – 3 ครั้ง เพื่อให้ได้สีที่สวย
ตามที่ต้องการ ซึ่งในแต่ละครั้งต้องนำไปตากให้แห้งก่อน แล้วค่อยนำกลับมายอมใหม่ วิธีการตากก็ต้องมีเทคนิค
และขั้นตอนที่แตกต่างกันไปเพื่อคงความสวยงามของลวดลายบนผืนผ้า ขั้นตอนการพิมพลายเขียนเทียน ซึ่งลาย

นี้ได้รับความนิยมจากนักทองเที่ยว และยังเป็นสินค้าที่จำหน่ายอยู่ในดิวตี้ฟรีช็อป ที่สนามบินสุวรรณภูมิอีก


ด้วย นางสาวพรรณี ทองสุข ลูกสาวผู้สืบทอดภูมิปัญญาการทำหม้อห้อมมาเกอบ 20 ปี เล่าว่า ตัวเองเป็นผู้
คิดค้นลายเขียนเทียน ซึ่งนำลวดลายเหล่านั้นมาประทับบนผ้าคลุมไหล่ หรือผ้าพันคอ ที่สามารถซื้อกลับไปเป็น
ของฝากได้ดีทีเดียว

นอกจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาช้านานจากรุ่นสู่รุ่นแล้ว บ้านทุ่งโฮ้ง ยังมีศูนย์บริการ

นักท่องเที่ยวสำหรับบริการให้ข้อมูล และเอกสารแก่นักท่องเที่ยว รวมถงยังเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าโอทอป
ภายในหมู่บ้านอีกด้วย จนกลายเป็นหมู่บ้านเชิงหัตถกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถ แวะเข้ามาชมกระบวนการ
ผลิตผ้าหม้อห้อมได้ทุกขั้นตอน และสามารถเลือกซอได้โดยตรงจากชาวบ้าน ตลอดจนมีสถานที่สไตล์โฮมสเตย์
ื้
ไว้สำหรับรองรับนักท่องเที่ยว ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปสู่จังหวัดน่าน นี่แหละคะความสวยงามของจังหวัดแพร่ ที่มี

มูลค่ามากกว่าทางผ่าน

ป้าเหงี่ยม คุณประภาพรรณ ศรีตรัย หัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญย้อมสีธรรมชาติ ผู้

ถ่ายทอดวิธีการย้อมผ้าหม้อห้อมให้เด็กๆ บอกว่าการย้อมห้อมต้องมีวิธีการละเอียดราวกับห้อมเป็นสิ่งมีชีวิต
จากใบห้อมและใบครามสีเขียวๆ ต้องนำทั้งกิ่งและใบมามัดแช่น้ำเปล่าไว้สามวัน เมื่อแช่ครบแล้ว นำกากต้นห้อม

ออก นำน้ำปูนขาว น้ำมะขามเปียก น้ำซาวข้าวมาผสมรวมกน ส่วนผสมเหล่านี้ให้ความเป็น กรดด่างต่างกันอย่าง
ลงตัว เป็นอีกภูมิปัญญาที่น่าค้นหา

ก่อนจะนำห้อมเปียกไปใช้ต้องทำการผสมก่อน โดยกวนน้ำด่างเข้มข้นกับเนื้อห้อมหรือเนื้อครามเปียก
ให้เข้ากัน เติมน้ำซาวข้าว ปูนขาว และน้ำมะขามเปียกลงไป กวนส่วนผสมทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกัน ประมาณ
30-40 นาที หรือจนกระทั่งเกิดฟองสีน้ำเงินเข้ม ตั้งทิ้งไว้และล้างทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้า - เย็น จนกระทั่งค่า
pH ของน้ำย้อมลดลงเหลือ 10.0 – 10.5 โดยที่น้ำย้อมจะต้องมีสีน้ำเงินเข้มและมีตะกอนสีเหลืองขมิ้น แสดง

ว่าน้ำย้อมนั้นสามารถย้อมผ้าและฝ้ายได้
การย้อมผ้าหรือเส้นด้าย ให้เป็นสีหม้อห้อม จะต้องย้อมหลายๆ ครั้ง โดยผสมขมิ้น ฝักส้มป่อยเผา หรือ

น้ำมะขามเปียก และน้ำด่างที่ได้จากการเกรอะขี้เถ้าและเหล้าป่า หรือน้ำออย ผ้าหม้อห้อมเมื่อใช้งานไปนานๆ สี
จะซีดลง และต้องนำกลับมาย้อมใหม่อยู่เสมอ ซึ่งต่างจากผ้าสีครามที่ได้จากการย้อมด้วยสีสังเคราะห์ทางเคมี ซึ่ง

สีจะไม่ซีด เมื่อผ่านการซักล้าง
แวะไปเยี่ยมชมหรืออุดหนุนผ้าหม้อห้อมของกลุ่มป้าเหงี่ยมได้ที่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญ
ย้อมสีธรรมชาติ 291 หมู่ 5 ตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ 089-8513048

ชื่อ-นามสกุล : นางยุพิน สายสำเภา
สัญชาติ : ไทย เชื้อชาติ : ไทย วันเกิด 26 มิถุนายน พ.ศ.2506
ที่อยู่ปัจจุบัน 147/2 บ้านทุ่งโฮ้ง หมู่ 5 ตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมืองแพร่

ที่อยู่สถานที่ทำงานบ้านเลขที่ 268/5 บ้านทุ่งโฮ้ง หมู่ 5 ตำบล ทุ่งโฮ้ง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ 54000
วุฒิการศึกษาสูงสุด : ประกาศนียบัตรวิชาชีพ อาชีพ : ค้าขาย


ข้อมลครอบครัว
บิดาชื่อ นายสิงโต จักรบุตร อาชีพบิดา ทำนา
มารดาชื่อ นางเกียน จักรบุตร อาชีพ มารดา ทำนา

เป็นบุตรคนที่ 1 จำนวนพี่น้อง 2 คน สามีชื่อ นายสุวิท สายสำเภา มีบุตรชาย - คน บุตรหญิง 2 คน

ความรู้ความสามารถ/ความเชี่ยวชาญ
- มีความรู้สามารถในการทำน้ำครามเพื่อนำมาย้อมเส้นไหมและมีความเชี่ยวชาญทางด้านการทอผ้า
เป็นอย่างดี

วิธีการเรียนรู้ภูมิปัญญา
- ได้เรียนรู้ภูมิปัญญาและสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ กระทั่งเกิดความรู้ ความเชี่ยวชาญความชำนาญ
เกี่ยวกับการทอผ้าและนำภูมิปัญญานั้นมาถ่ายทอดแก่ชาวบ้านและชุมชนเพื่อให้ภูมิปัญญานั้นคงอยู่สืบไป

การถ่ายทอดภูมปัญญา
- การถ่ายทอดความรู้เรื่อง การทำน้ำคราม การย้อมเส้นไหม การทอผ้า ถ่ายทอดด้วยวิธี การสอนและ

ให้ลงมือปฏิบัติ โดยถ่ายทอดให้กับชาวบ้าน ชุมชน บุคคลที่สนใจการทำให้ภูมิปัญญาคงอยู่ มีการถ่ายทอดให้คน
ในครอบครัว และลูกหลานชุมชนชาวบ้านและผู้ที่สนใจได้รับรู้และให้สืบทอดต่อๆกันไป
ผลงาน/เกียรติประวัติ

- ได้รับมาตรฐาน มภช. มาตรฐานผลิตภัณฑ์ในชุมชนและผ้าทอมือ


การเลือกใช้และบอกวิธีการจัดเก็บบำรุงรักษาเครื่องมือที่ใช้ในการทำหมอห้อม
การเก็บรักษาวัสดุในสถานที่ที่เหมาะสมถือเป็นหนึ่งในการสร้างความปลอดภัย ลองคิดดูหากเก็บโลหะ

แผ่นที่มีน้ำหนักไว้บนที่สูงปะปนกับถังหรือกล่องลัง หากไม่ทราบแล้วไปยกกล่องลัง ย่อมอาจเกิดอุบัติเหตุจาก
โลหะแผ่นหล่นทับได้ ในการจัดเก็บวัสดุเพื่อความปลอดภัยการจัดเก็บวัสดุเพอให้ความปลอดภัย
ื่

1.ต้องมีสถานที่เก็บวัสดุ โดยมีการเก็บดังนี้
1.1.แบ่งแยกประเภทของวัสดุให้เป็นที่เป็นทาง เป็นหมวดหมู่
1.2.จัดระเบียบวัสดุให้เรียบร้อย ต้องไม่มีของเกะกะ ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุได้
1.3.วางแผนการวางวัสดุ โดยวัสดุที่ใช้งานบ่อย ต้องอยู่ในจุดที่สามารถขนย้ายและจัดเก็บได้ง่าย
1.4.ต้องมีช่องทางเดินที่สะดวกในการเคลื่อนย้ายวัสดุแต่ละชนิด รวมไปถึงทางสัญจรสำหรับพาหนะ

ขนย้าย
1.5.ติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงไว้ในประจำจุด
1.6.การวางวัสดุประเภทเดียวกัน ไม่ควรวางซ้อนๆกัน วัสดุสูงจนเกินที่กำหนด เพอไม่ให้พื้นที่รับ
ื่
น้ำหนักมาก และเวลาขนย้ายจะได้ไม่เกิดอันตรายจากวัสดุหล่นทับ
2.ภาชนะสำหรับเก็บวัสดุ

2.1.จัดสรรพื้นที่ในการจัดเก็บวัสดุ โดยอย่าให้รับน้ำหนักจนเกินพกัด
2.2.หากวัสดุเก็บไว้ในถุงหรือกระสอบ ต้องมัดปากถุงให้แน่น และไม่วางซ้อนกันจนเกินไป

3.จัดสรรวัสดุตามประเภท
ื่
3.1.วัสดุประเภทสารเคมี ต้องจัดเก็บในสถานที่ปิด ซึ่งสามารถเข้าไปได้เฉพาะพนักงานผู้เกี่ยวข้อง เพอ
ไม่ให้สารเคมีรั่วไหลไปยังพื้นที่อื่น พร้อมกับติดตั้งอุปกรณ์เซฟตี้ ได้แก่ ถังดับเพลิงฉุกเฉิน อ่างล้างหน้าล้างมือ

ฉุกเฉิน เป็นต้น
3.2.วัสดุประเภทท่อหรือวัสดุแท่งยาว ควรเก็บในราวที่ซึ่งเวลาเอาของออกจะไม่เป็นอนตรายกับผู้ที่

ผ่านไปมา ด้านหนึ่งของราวไม่ควรจะหันเข้าหาช่องทางสัญจรใหญ่ ท่อขนาดใหญ่หรือแท่งโลหะยาวๆ ควรจะ

วางซ้อนเป็นชั้นๆ หรืออาจวางบนชั้นแยกเป็นประเภทไว้ และต้องเอาแผ่นไม้ไปกั้นไว้เพื่อไม่ให้กลิ้งหรือล้มได้

ง่าย

3.3.โลหะแผ่น ซึ่งมักจะมีคม ต้องเกบในสถานที่มิดชิด ไม่ยื่นออกมาในทางสัญจร แล้วไม่ควรวางโลหะ
แผ่นซ้อนกันสูงจนเกินไป
3.4.วัสดุสารที่เป็นเม็ดละเอียดหรือฝุ่นผง เช่น ฝุ่น แป้ง สารเคมี ต้องแยกประเภทออกจากกันและ
เก็บให้มิดชิด อย่าให้สารเหล่านั้นผสมกันจนเกิดอันตราย พร้อมกับติดตั้งถังดับเพลิงฉุกเฉินไว้ประจำจุด
การป้องกันอันตรายในพื้นที่เก็บรักษาวัสดุ

1. การติดตั้งป้ายเตือนประจำจุด โดยเฉพาะจุดที่เก็บวัสดุไวไฟ หรือวัสดุอันตราย
2. ติดตั้งรายชื่อวัสดุที่เก็บแต่ละจุด จะได้ขนย้ายวัสดุไม่ผิดพลาด
3. ติดตั้งถังดับเพลิงในพื้นที่เสี่ยงทุกจุด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ฉุกเฉิน
4. ทำความสะอาดพื้นที่ในทางสัญจรในสถานที่เก็บวัสดุสม่ำเสมอ

5. ในบางพื้นที่จัดเก็บวัสดุ การจะขนย้ายวัสดุ ต้องสวมใส่อปกรณ์เซฟตี้ก่อนขนย้ายเสมอ

6. ปฏิบัติตามกฎการทำงานสม่ำเสมอ เช่น การไม่สูบบุหรี่ในพื้นที่จัดเก็บวัสดุ

การเคลื่อนย้ายวัสดุ
ปัญหาที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายและการจัดเก็บวัสดุ
การเคลื่อนย้ายและจัดเก็บวัสดุที่ไม่ถูกวิธี อาจทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดการบาดเจ็บ เช่น อาการปวดหลัง

เคล็ด ขัดยอก ฟกช้ำ และกระดูกหัก การกระแทกหรือการชนกับวัสดุที่ยื่นออกมา การร่วงหล่นหรือการล้มของ
กองวัสดุ การรั่วไหลขององเหลวหรือสารเคมีที่ทำให้ผู้ปฏิบัติงานได้รับอันตราย เป็นต้น สาเหตุจากการบากเจ็บ
เหล่านี้ พบว่า เนื่องจาก “การปฏิบัติงานที่ไม่ปลอดภัย”เช่น การยกและการเคลื่อนย้ายวัสดุที่ไม่ถูกวิธี การยก
วัสดุที่หนักเกินไปและไม่สวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล
ื่
อย่างไรก็ดี เพอให้ทราบถึงปัญหาจากการเคลื่อนย้ายและการจัดเก็บวัสดุได้อย่างชัดเจน ผู้รับผิดชอบ
ด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ควรพิจาณาและทบทวนถึงคำถามต่อไปนี้ในเชิงการปฏิบัติและนะโยบาย
ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการประเมินสภาพปัญหาและการแก้ไขต่อไป
1. สามารถปรับปรุงดัดแปลงงานนั้นในเชิงวิศวกรรม เพื่อขจัดการยกย้ายวัสดุด้วยแรงกายหรือไม่

2. การบาดเจ็บที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับจากการเคลื่อนย้ายวัสดุเกิดขึ้นได้อย่างไร และเกิดจากอะไร เช่น
วัสดุที่แหลมคม สารเคมี ฝุ่น ฯลฯ
3. สามารถจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกในการยก เพื่อช่วยให้งานยกย้ายนั้นปลอดภัยขึ้นได้หรือไม่
เช่น ทำถุงหิ้ว จัดหารถเข็น หรือล้อเลื่อน เป็นต้น

4. สามารถย้ายวัสดุโดยการใช้สายพาน หรืออุปกรณ์เครื่องมือกลอื่นๆ เพื่อลดการยกย้ายวัสดุด้วยแรง
ให้น้อยลงได้หรือไม่
5. อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล จะช่วยป้องกันการบาดเจ็บจากการยกย้ายนั้นๆได้
หรือไม่

6. สามารถจัดอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการยกย้ายวัสดุให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อป้องกันการ
บาดเจ็บได้หรือไม่
7. มีการควบคุมดูแลการยกย้ายวัสดุของผู้ปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสมหรือไม่
8. มีการกำหนดสถานที่จัดเก็บ และระบบการจัดเก็บวัสดุแต่ละประเภทหรือไม่

9. มีข้อปฏิบัติในการจัดเก็บวัสดุที่มีรูปร่างต่างๆกัน (ท่อ ถังที่มีความดันสูง กล่อง ถุง โลหะแผ่น ฯลฯ)
หรือไม่


อุปกรณ์ดับเพลิงการติดตั้ง

เหตุเพลิงไหม้เป็นภัยใกล้ตัวที่เกิดขึ้นได้บ่อยที่สุด ทั้งจากความประมาทของบุคคล หรืออาจเกิดจาก
อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดล่วงหน้า ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ โดยในประเทศไทยมีสถิติการ

เกิดอคคีภัยตั้งแต่ปี 2532 ถึง ปี 2558 เกิดขึ้นกว่า 5 หมื่นครั้ง ซึ่งส่งผลให้มีมูลค่าความเสียหายกว่า 3 หมื่น
ล้านบาท เพื่อป้องกันเหตุอัคคีภัยที่ทำให้สูญเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิตของผู้ที่อยู่ในอาคาร จึงมีกฏหมายสำหรับ
ควบคุมการก่อสร้างของอาคารที่ต้องมีระบบดับเพลิงชนิดต่างๆ ตามความเหมาะสมของขนาดอาคารรวมถง ึ
วัตถุทเป็นเชื้อเพลิงในอาคาร เพื่อช่วยให้ควบคุมเหตุเพลิงไหม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ี่
ในบทความนี้จะทำให้คุณได้เข้าใจถึงระบบดับเพลิงด้วยน้ำ ที่ใช้การควบคุมโดยบุคคล เมื่อเกิดเหตุ

เพลิงไหม้ และจะทำให้เห็นถึงความจำเป็นในการติดตั้งระบบดับเพลิงและติดตั้งตู้ดับเพลิงในอาคารประเภท
ต่างๆ ตามหลักกฎหมาย

กฎหมายเกี่ยวกับติดตั้งตู้ดับเพลิงในอาคาร


อ้างอิงถึงจากกฏหมายควบคุมเพลิงไหม้อาคารสูง พรบ.
ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 กฏกระทรวงฉบับที่ 33 ในหมวด
ที่ 2 โดยสาระสำคัญอยู่ที่เรื่องระบบป้องกันเพลิงไหม้ ให้ทุก

ชั้นของอาคารมีระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบระบายอากาศ
ระบบตรวจจับควันไฟ ที่ทำงานร่วมกันเป็นระบบอัตโนมัติเมื่อ
เกิดเหตุเพลิงไหม้


ระบบป้องกันเพลิงไหม้ด้วยน้ำที่ประกอบด้วย ท่อยืน (ท่อที่ส่งน้ำขึ้นอาคารในแนวดิ่ง) ที่ทนต่อแรงดัน
ใช้งานไม่น้อยกว่า 175 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว รวมถึงที่เก็บน้ำสำรอง และตู้หัวฉีดน้ำดับเพลิงทุกชั้นติดตั้งห่างกัน
ไม่เกิน 64 เมตร ซึ่งในตู้ประกอบด้วย หัวสายฉีดน้ำดับเพลิงขนาด 1 นิ้วยาว 30 เมตร และหัวต่อสายชนิด

สวมเร็วขนาด 2.5 นิ้ว
หัวรับน้ำดับเพลิงภายนอกอาคารต้องมี
ความสามารถในการส่งน้ำให้กับท่อยืนแรกไม่น้อยกว่า

30 ลิตรต่อวินาทีและไม่น้อยกว่า 15 ลิตรต่อวินาทีใน
ท่อยืนถัดไป โดยต้องสามารถจ่ายน้ำดับเพลิงได้ไม่น้อย
กว่า 30 นาที
นอกจากเรื่องการติดตั้งหัวฉีดน้ำดับเพลิงแล้ว

การติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงแบบมือถือหรือถังดับเพลิง
ต้องมี 1 เครื่องต่อพื้นไม่เกิน 1,000ตารางเมตร ทุกระยะไม่เกิน 45 เมตร ติดตั้งสูงจากพื้นไม ่
เกิน 1.5 เมตร หรือกำหนดให้มีการติดตั้งระบบดับเพลิงอตโนมัติร่วมด้วยเช่น ระบบดับเพลิงสปริงเกอร์หรือ

ระบบอื่นที่เทียบเท่าสำหรับอาคารที่สูงเกิน 23 เมตร หรืออาคารขนาดใหญ่ พิเศษที่มีพนที่รวมกันทุกชั้นเกิน
ื้
10,000 ตารางเมตรขึ้นไป

บทที่ 5
ความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ

สาระสำคัญ
ความปลอดภัยในการประกอบอาชีพเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดจะเห็นได้ว่าความปลอดภัย หรือ

สวัสดิภาพนั้น ไม่เพียงแต่การไม่มีอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีความหมายรวมถึงการ

ดำรงชีวิตอยู่อย่างสุขกาย สุขใจ ไม่เสี่ยงกับภัยอันตรายใด ๆ มีความมั่นใจในการประกอบกิจกรรมหรืออาชีพ

โดยมีการวางแผนหรือเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้าอย่างถูกต้องและยึดปฏิบัติเป็นนิสัยอกด้วย
ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

1. บอกวิธีการป้องกันอันตรายจากการประกอบอาชีพ
2. มีความรู้ความเข้าใจและสร้างความปลอดภัยที่ทำงาน

3. วิเคราะห์และนำเสนอสภาวะการทำงานไมปลอดภัยและส่งเสริมความปลอดภัย
4. อธิบายความหมายและความสำคัญของอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน
ขอบข่ายเนื้อหา

1. ความปลอดภัยในการทำงาน
1.1 ความหมายของสุขภาพ
1.2 การป้องกันและควบคุมอันตรายจากการประกอบอาชีพ

2. การสร้างความปลอดภัยที่
2.1 สะอาด
2.2 สะดวก
2.3 เช็คสภาพ

2.4 ไม่ประมาท
2.5 สร้างนิสัย
3. สภาวะการทำงานไม่ปลอดภัยและส่งเสริมความปลอดภัย
3.1 สภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย

3.2 การเสริมสร้างด้วยหลัก 3E
4. อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน
4.1 วัตถุประสงค์
4.2 องค์ประกอบของอาชีวอนามัย

4.3 ขอบเขตของอาชีวอนามัย
4.4 ความหมายของความปลอดภัย
4.5 ความสำคัญของความปลอดภัยในการทำงาน

4.6 กฎหมายความปลอดภัยในการทำงานของประเทศไทย
4.7 วิธีการทำงานอย่างปลอดภัยในการประกอบอาชีพ
4.8 กิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงาน

ความปลอดภัยในการทำงาน

จากการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้สังคมชนบทในอดีตกลายเป็นสังคมเมืองมากขึ้น
รวมทั้งพื้นฐานความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชาชนได้รับผลกระทบจากการทำงาน ซึ่งผู้ประกอบอาชีพมี


โอกาสประสบอันตรายหรือเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เกิดการเจ็บป่วย พิการ ทุกขทรมาน ร่างกายและจิตใจ
เสื่อมโทรม หรือเสียชีวิตได้ นับว่าเป็นปัญหาและอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

ในปัจจุบันประเทศไทยมีผู้อยู่ในวัยแรงงาน ซึ่งทำงานในสำขาต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น เกษตรกรรม
อุตสาหกรรม เหมืองแร่ การผลิต การก่อสร้าง การขนส่ง การบริการ และอื่น ๆ ซึ่งต้องได้รับการดูแลสุขภาพและ
ื่
ความปลอดภัยจากการประกอบอาชีพ ด้วยวิธีการป้องกันหรือลดอันตรายให้น้อยลง เพอสุขภาพและสวัสดิภาพที่
พึงประสงค์ และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มผลผลิตในการทำงาน ส่งผลต่อการพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมของประเทศชาติสืบต่อไป

ความหมายของสุขภาพ

สุขภาพ (Health องค์การอนามัยโลก (WHO)) ให้ความหมายไว้ดังนี้ “สภาพที่ดีที่สมบูรณ์ของร่างกาย
จิตใจ และการปรับตัวเข้ากับสังคมได้ด้วยดี ไม่เพียงแต่การปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือความอ่อนแอเท่านั้น ซึ่ง

แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
1. สุขภาพทางกาย (Physical Health)

2. สุขภาพจิต (Mental Health)
3. สุขภาพทางสังคม (Social Health)

หรือกล่าวโดยรวมได้ว่า สุขภาพ คือ สุขภาวะที่สมบูรณ์และเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล ทั้งมิติทางกาย
ทางจิต ทางสังคมและสติปัญญา สุขภาพมิได้หมายถึงเฉพาะความไม่พิการและการไม่มีโรคเท่านั้น

ส่วนความปลอดภัย หรือ สวัสดิภาพ นั้น สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการ แห่งประเทศ

สหรัฐอเมริกา ได้กล่าวไว้ว่า ความปลอดภัย หมายถึง ความปราศจากภยันตราย หรือปราศจากการบาดเจ็บหรือ
การตาย ทรัพย์สินเสียหาย หรือทำให้เสียเวลาที่มีค่าไป และวีรพงษ เฉลิมจิระรัตน์ และวิฑูรย์ สิมะโชคดี ก็ได้ให้

ความหมายของความปลอดภัยหรือสวัสดิภาพไว้ว่า หมายถึง การปราศจากภัยและอันตรายที่มีโอกาสเกิดขึ้น (วีร
พงษ์ เฉลิมจิระรัตน์ 2535 : 19)

จะเห็นได้ว่าความปลอดภัย หรือ สวัสดิภาพ นั้น ไม่เพียงแต่การไม่มีอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บเกิดขึ้น
เท่านั้น แต่ยังมีความหมายรวมถึงการดำรงชีวิตอยู่อย่างสุขกาย สุขใจ ไม่เสี่ยงกับภัยอันตรายใด ๆ มีความมั่นใจใน
การประกอบกิจกรรมหรืออาชีพ โดยมีการวางแผนหรือเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้าอย่างถูกต้องและยึดปฏิบัติ
เป็นนิสัยอีกด้วย

ดังนั้นสุขภาพและความปลอดภัยในการประกอบอาชีพของผู้ที่อยู่ในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมและ
การกอสร้างล้วนแล้วแต่มีความสำคัญสำหรับประเทศที่กาลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยซึ่งเคยเป็น

ประเทศเกษตรกรรมและมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนอาชีพของประชากรมาเป็นอุตสาหกรรม เป็นการเปลี่ยนวิธีการดา
ิ่
ื่
รงชีวิต เปลี่ยนวิธีการทำมาหากิน เพอเพมผลผลิต โดยการนาเครื่องทุ่นแรงมาใช้แทนแรงงานคนและสัตว์ มีการ
นำเอาสารเคมีมาใช้ในขบวนการผลิต ทั้งทางด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ซึ่งถ้าหากใช้โดยไม่มีการศึกษาหา
ความรู้ ไม่ระมัดระวัง หรือการป้องกันอย่างถูกวิธีแล้ว ย่อมก่อให้เกิดอันตรายอย่างมหาศาลต่อผู้ประกอบอาชีพ ดัง

จะเห็นได้จากรายงานของสำนักงานกองทุนทดแทน ปี พ.ศ.2545 ที่พบว่า การประสบอนตราย หรือเจ็บป่วย


Click to View FlipBook Version