เนื่องจากการทำงาน มีผู้เสียชีวิต 650 ราย ทุพพลภาพ 14 ราย จานวนผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินทดแทน 190,979 คน
ผู้ไม่มีสิทธิ์รับเงินทดแทน 3,671 ราย
จะเห็นได้ว่าอาชีพเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเป็นอาชีพหลักสำคัญที่ผู้ประกอบอาชีพควรได้มีการศึกษา
ื่
หาความรู้ วิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง มีความเข้าใจและแนวทางการป้องกันอันตราย อันอาจจะเกิดขึ้นเพอความ
ปลอดภัยในการประกอบอาชีพอย่างจริงจัง
สุขภาพและความปลอดภัยในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม
ปัจจุบันอาชีพเกษตรกรรมได้มีการนาเทคโนโลยีและสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ มาใช้เพื่อเป็นเครื่องทุ่นแรงและเพื่อเพิ่ม
ผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เกิดผลกระทบกับทั้งตนเองและสภาพแวดล้อมตามมา
อันตรายต่อสุขภาพและสวัสดิภาพของผู้ประกอบอาชีพที่มีเหตุปัจจัยจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและกำจัด
แมลงซึ่งมีชื่อเรียกทางการตลาดที่แตกต่างกันไป เช่นHA 233 147พาราไธออน มาลาไธออน แลนเนต ฟูราดาน
เป็นต้น นอกจากนั้นเป็นอุปกรณ์เครื่องมืออานวยความสะดวกในการทำการเกษตรต่าง ๆ รวมทั้งสภาพแวดล้อมใน
การทำงานที่ทำให้เกิดความผิดปกติและเป็นอันตรายต่อร่างกาย เมื่อสารเคมีต่าง ๆ เหล่านั้นเข้าสู่ร่างกาย อุบัติเหตุ
อุบัติภัยต่าง ๆ ทำให้เกิดอาการคือ
1. เกิดอาการระคายเคืองที่ตา ระบบหายใจ ผิวหนัง เยื่อบุต่าง ๆ
2. เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ช๊อคหมดสติ หรืออาจเสียชีวิตได้
3. เกิดการอักเสบ หรือ อาการแพ้บริเวณผิวหนัง หรืออาจกลายเป็นโรคผิวหนังได้
4. อาการชาตามมือเท้า หรืออาจเป็นอัมพาตได้
5. เกิดอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ อาจทำให้เสียชีวิตได้
6. ฝุ่นละอองจากฟางข้าวและชานอ้อยเป็นอันตรายต่อระบบหายใจ เป็นสำเหตุของเยื่อพังผืดที่ปอดทำให้
ปอดทำงานผิดปกติหรือพการ เป็นโรคเกี่ยวกับปอดคือโรคปอดชาวนา โรคปอดชานอ้อย และกลายเป็นมะเร็งใน
ิ
ที่สุด
7. อุบัติเหตุหรืออุบัติภัยจากเครื่องมืออุปกรณ์ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ อาจทำให้เป็นอันตราย บาดเจ็บ พิการ
หรือเสียชีวิตได้ เช่น ใบพัดเครื่องจักรกลตัดอวัยวะ ของมีคมบาด ทิ่มแทง หกล้ม ตกจากที่สูง การถกกระแทกหรือ
ู
ถูกทับ ไฟฟ้าดูด หรือภัยธรรมชาติ
สาเหตุของการเกิดอันตรายจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม
่
คนนับเป็นทรัพยากรที่สำคัญและมีคุณคามากที่สุดในการกำหนดให้สิ่งต่าง ๆ บรรลุวัตถุประสงค์ในการประกอบ
อาชีพเกษตรกรรมก็เช่นเดียวกัน คนจะเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดความไม่ปลอดภัยนั้นได้ จากสาเหตุดังนี้
1. สภาพร่างกายที่เจ็บป่วย มีโรคประจำตัว อ่อนเพลีย ไม่แข็งแรงสมบูรณ์ มีความบกพร่องของอวัยวะ
ั
ย่อมเป็นต้นเหตุของการเกิดอนตรายจากการทำงาน
2. สภาพจิตใจ ผู้ที่อยู่ในสภาวะจิตใจที่ไม่ปกติ มีความเครียด วิตกกังวล สติไม่มั่นคง ควบคุมอารมณไม่ได้
์
ย่อมทำให้เกิดอันตรายหรือความผิดพลาดจากการทำงานได้ง่าย
่
3. ความรู้และความเชี่ยวชาญชำนาญ หากผู้ปฏิบัติงานไมมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ชำนาญ ในการใช้
่
อุปกรณ์เครื่องมือหรือเครื่องอำนวยความสะดวกในการทำงานเฉพาะด้านแล้ว ย่อมกอให้เกิดอันตรายที่ยิ่งใหญ่ได้
4. ความประมาทเลินเล่อ ขาดความรับผิดชอบ ขาดการเอาใจใส่ และไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำที่ถูกต้อง
และขอบังคับของความปลอดภัยHA 233 148 สิ่งแวดล้อม ในการทำงานนับเป็นสำเหตุที่สำคัญใการที่จะทำให้
้
เกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ ดังนี้
1. สารเคมีและเคมีภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในขั้นตอนกระบวนการผลิต ผลผลิตทางการเกษตร โดยขาด
ู
ความรู้ ใช้ไม่ถกวิธี ขาดความระมัดระวัง รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ประมาท ทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ เช่น สารเคมีที่กำจัด
วัชพืช ยาฆ่าแมลง ปุ๋ย เป็นต้น
2. ฝุ่นละอองจากผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ที่ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมักขาดความ
ี
ระมัดระวัง ทำงานโดยไม่มอุปกรณ์ป้องกัน ทำให้เข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจเข้าไป เป็นอันตรายต่อระบบทางเดิน
หายใจและปอด เช่น ฝุ่นฟางข้าว ฝุ่นชานอ้อย ฝุ่นฝ้าย เป็นต้น
3. เชื้อโรคต่าง ๆ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา ปรสิต ริคเกตเซีย ซึ่งเข้าสู่ร่างกายของผู้ประกอบ
อาชีพที่ทำงานเกี่ยวกับสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่เป็นโรคโดยทางบาดแผล ทำให้เป็นโรคแอนแทรกซ ์
(Anthrax) บาดทะยัก บรูเซลโลซิส เลบโตสไปโรซีส เป็นต้น
4. อุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องอำนวยความสะดวกในการทำงานเกษตรกรรม เช่น เครื่องจักรกล
เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ที่แหลมและมีคมต่าง ๆ หากผู้ใช้ขาดความระมัดระวัง ขาดการดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพ
พร้อมใช้งาน หรือขาดทักษะความชำนาญอาจทำให้เกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุขึ้นได้
ิ
ิ
5. สัตว์และพืชที่มีพษในตัวเอง กัดต่อย หรือการสัมผัสและแพ้พษของพืช ทำให้เกิดอาการ
ผิดปกติ เป็นอันตรายต่อร่างกาย และอาจเสียชีวิตได้
6. ภัยจากธรรมชาติ ทำให้เกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุกับผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น พายุ
น้ำท่วม ไฟไหม้ ฟ้าผ่า
7. อันตรายจากสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ไม่เหมาะสม ทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้
่
ประกอบอาชีพ ได้แก ความร้อนจากแสงอาทิตย์ เสียงดังของเครื่องจักร เครื่องยนต์ และแรงสั่นสะเทือนของ
เครื่องจักรในการทำงาน
การป้องกันและควบคุมอันตรายจากการประกอบอาชีพ
การป้องกันและควบคุมอันตรายจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม
ในการป้องกันและควบคุมอันตรายจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมนั้น หากจะให้ได้ผลสูงสุดนั้น
จะต้องมีความใส่ใจในเรื่องของความปลอดภัยและเห็นความสำคัญของความปลอดภัย และคุณค่าของชีวิตโดยยึด
หลักปฏิบัติดังนี้คือHA 233 149
1. ด้านตัวบุคคล จะต้องเอาใจใส่ดูแลสร้างเสริมสุขภาพของตนให้แข็งแรงสมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจ
สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ควรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวิธีการทำงานอย่างถกสุขลักษณะ และการใช้อุปกรณ์เครื่องมืออย่าง
ู
ระมัดระวังปลอดภัย
3. ควรทำงานตามกำลังความสามารถของตน และปฏิบัติตามคาแนะนำหรือข้อบังคับของความปลอดภัย
ี
ในการใช้อุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องจักร และสารเคม
4. ควรตรวจดูรายละเอียด วิธีใช้ของสารเคมีอย่างละเอียดเพื่อให้สามารถเลือกในปริมาณ สัดส่วน
วิธีการใช้ได้อย่างถูกต้องปลอดภัย
5. ควรมีการเก็บรักษาสารเคมีที่มอันตรายให้มิดชิด แยกส่วนออกจากบริเวณทั่วไป
ี
6. ควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลเพื่อหลีกเลี่ยงสารพิษเขาสู่ร่างกาย
้
7. ควรแสวงหาสิ่งทดแทนการใช้วัตถุอันตราย หรือหลีกเลี่ยงอุปกรณ์เครื่องมือชำรุด
8. ควรดูแลรักษาความสะอาดทั้งตนเองและบริเวณสถานที่ทำงาน อุปกรณ์เครื่องมือทุกชนิด หลังการ
ทำงานให้เป็นระเบียบในที่ปลอดภัยเสมอ
ี
9. หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายทุกด้าน เช่น สารเคม เครื่องจักรกล ฝุ่น
ิ
ละออง พืชและสัตว์มีพษ ภัยธรรมชาติ
10. ควรมีการศึกษาหาข้อมูล รับฟังข่าวสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมอย่างสม่ำเสมอ เพอเป็น
ื่
แนวทางในการปรับปรุงพัฒนา และแก้ปัญหาทั่วไป
สุขภาพและความปลอดภัยในการประกอบอาชีพอุตสาหกรรม
จากสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การขยายตัวทางด้านธุรกิจ การผลิตที่สูงขึ้น
เป็นลำดับ ทำให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เกิดโรงงานอุตสาหกรรมทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่
ั
มากมาย พร้อมกับการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ให้สอดคล้องกบความต้องการผลผลิตของผู้บริโภคจำนวนมาก
ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เกิดปัญหาการปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงและความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี ขาด
ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะและประสบการณ์ในการทำงาน ส่งผลกระทบและปัญหาด้านสุขภาพและสวัสดิภาพของ
ผู้ประกอบอาชีพต่อมา ทั้งทางกายภาพ ทางเคมี ชีววิทยา ดังนี้HA 233 150
1. การเจ็บป่วยหรือเป็นโรค เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางกายภาพของการทำงานอุตสาหกรรม ดังนี้
1.1 เสียง จากกระบวนการผลิตต่าง ๆ ในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมาตรฐาน สากลกำหนดให้ไม่เกิน 85
เดซิเบล (เอ) ในการทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 90 เดซิเบล (เอ) ในการทำงาน 4 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนมาตรฐาน
ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย กำหนดให้ระดับความดังของเสียงที่ลูกจ้างได้รับติดต่อกันไม่เกิน 90 เดซิเบล
(เอ) ถ้าทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง และไม่เกิน 80 เดซิเบล (เอ) ถ้าทำงานเกินกว่าวันละ 8 ชั่วโมง (เอกสาร
ความปลอดภัยของสถาบันวิจัยความปลอดภัยในการทำงาน เรื่อง “อันตรายจากเสียง” (2528 : 2) ซึ่งเมื่อการ
ทำงานที่มเสียงดังมาก ๆ นั้น อาจทำให้คนงานไม่ได้ยินเสียงสัญญาณอื่น และทำให้เกิดอาการหูออ หูตึงชั่วขณะ
ื้
ี
ร่างกายเสียสมดุล คลื่นไส้ เส้นเลือดตีบ ความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อเกร็งตัว และหากได้รับเสียงดังเกินมาตรฐาน
ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้สูญเสียการได้ยินฉับพลัน หรือหูพิการถาวร ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถในการ
ต้านทานต่อระดับเสียงของแต่ละบุคคล และระยะเวลาในการได้รับเสียงดัง
1.2 ความสั่นสะเทือนจากเครื่องมืออุปกรณ์ในการทำงาน เช่น เครื่องเจาะ เครื่องตัด เครื่องจักรต่าง ๆ
ทำให้คนงานที่ต้องสัมผัสเกิดอาการสั่นสะเทือนตรงจุดสัมผัส หรืออาจสั่นสะเทือนทั่วร่างกาย จะทำให้เกิดความ
้
ั
เมื่อยล้า ระคายเคองที่เนื้อเยื่อ ตาพร่า การทรงตัวเสียไป กล้ามเนื้อขอมืออกเสบ ปวดข้อ ปลายประสาทมือเสียไป
ื
เลือดมาเลี้ยงบริเวณมือไม่พอ เกิดอาการ “เรย์นาร์ด” (Raynaud’s Phenomenon) หรือโรคมือตาย (Dead
ี่
Hand) หรือนิ้วซีด (Vibration White Fingers) ความรุนแรงของอันตรายนั้นขึ้นอยู่กับความถ ความเข้มข้น
ระยะเวลาที่ได้รับแรงสั่นสะเทือน และสภาพของบุคคล
1.3 ความกดดันของบรรยากาศที่ผิดปกติ ในกรณความกดดันต่ำ เช่น การทำงานบนภูเขาสูง บน
ี
เครื่องบิน ฯลฯ จะทำให้เกิดฟองแก๊สต่าง ๆ ในร่างกายมากขึ้น ฟองอากาศอุดตันหลอดเลือดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยง
สมองหรือข้อต่อ ทำให้มีอาการปวดข้อ หรืออัมพาต และถ้าหากเกิดการอุดตันเส้นเลือดหัวใจอาจเสียชีวิตทันทีได้
์
ส่วนกรณีของ ผู้ที่ทำงานในที่ที่มีความกดดันอากาศสูงกว่าปกติ เช่น ผู้ที่ทำงานในเหมือง ในอุโมงค ใต้ทะเลลึก จะ
ทำให้ความดันภายนอกและภายในร่างกายแตกต่างกันมาก เกิดแรงบีบอัดทำให้ปวดหูจนถึงแก้วหูฉีกขาดได้ และ
ู
ถ้าหากลงไปลึกมาก ๆ แรงกดดันยิ่งสูงมากขึ้นHA 233 151 จะทำให้เลือดและของเหลวภายในร่างกายถกดันเข้า
ไปในทางเดินหายใจและถุงลมอาจเป็นอันตายถึงชีวิตได้
1.4 ความร้อน ปัญหาด้านความร้อนในโรงงานอุตสาหกรรมมักมีสาเหตุมาจากขั้นตอนและกระบวนการ
ผลิต เช่น เครื่องจักรต่าง ๆ การทำงานหลอมโลหะ เตาเผาต่าง ๆ จะมความร้อนสูง ทำให้ร่างกายไม่สามารถ
ี
่
ควบคุมการทำงานให้เป็นปกติได้ เกิดอาการออนเพลีย เป็นลม ตะคริว ผิวหนังแห้ง หรืออาจมีผื่นคัน ครั่นเนื้อครั่น
ตัว เสียเหงื่อมาก อาจทำให้ต่อมขับเหงื่อทำงานผิดปกติ การประสานงานของกล้ามเนื้อเสียไป ชีพจรเต้นช้าและ
เบา อาจช๊อคหรือเสียชีวิตได้
1.5 ความเย็น ในการทำงานที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เย็นจัดต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ ในงาน
อุตสาหกรรม เช่น งานห้องเย็น โรงผลิตเบียร์ โรงน้ำแข็ง การผลิตนม ไอศกรีม จะทำให้ผู้ที่ทำงานนั้น เกิดอาการ
ชา หมดความรู้สึกเนื่องจากการไหลเวียนของเลือดหยุดการหมุนเวียน และอวัยวะบางส่วนขาดเลือดไปเลี้ยง ถ้า
หากอาการมากจะเกิดเนื้อตายเป็นแผล เรียกว่าโรคเนื้อตายจากความเย็นจัด (Frostbite)
1.6 แสงสว่าง ระดับความเขมของแสงสว่างที่ไม่ได้มาตรฐานตามความจำเป็นใช้ในการทำงาน ย่อมส่งผล
้
กระทบต่อสายตาและการมองเห็น เป็นอันตรายต่อสายตา เช่น แสงสว่างที่จ้าเกินไปทำให้เกิดอาการไม่สบายตา
ปวดตา เมื่อยตา ตาอักเสบ และอาจ ตาบอดได้ ส่วนแสงสว่างที่น้อยเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อตาต้องทำงานหนักใน
การเพ่ง เกิดอาการเมื่อยตา ปวดตา กล้ามเนื้อหนังตากระตุก ตาแดง มึนศีรษะ ความสามารถในการมองเห็นลดลง
และอาจส่งผลกระทบทางด้านจิตใจ
ื
1.7 กัมมันตภาพรังสี คนงานที่ทำงานในโรงงานที่มีการใช้สารกัมมันตภาพรังสี เช่น โรงงานผลิตเครื่องมอ
อิเล็กทรอนิกส์ คนงานที่ทำงานกับแร่ หรือในเหมืองแร่ ย่อมเสี่ยงกับอันตรายจากรังสีแอลฟา รังสีเบต้า ซึ่งเป็นรังสี
ที่มีอนุภาคทำลายเนื้อเยื่อได้ ส่วนรังสีแกมม่านั้นมีอานุภาคมากกว่า สามารถทำลายเนื้อเยื่อของร่างกายได้ สำหรับ
ประโยชน์ของรังสีแกมม่าและรังสีเอ็กซ์นั้น ใช้ในการตรวจสอบรอยเชื่อม รอยร้าวของโลหะ โครงสร้าง
ส่วนประกอบของโรงงาน และใช้ในการฆ่าเชื้อเครื่องมือเวชภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง หากมีการรั่วไหลออกสู่
บรรยากาศจะทำให้ผู้สัมผัสในปริมาณมากเกิดโรคผิวหนังที่มือ ผิวแห้ง หยาบ เล็บเปาะ และถ้าสัมผัสเป็นเวลานาน
จะทำลายกระดูก และสำหรับรังสีอัลตร้าไวโอเลต ซึ่งได้จากแสงอาทิตย์นั้น อาจทำอันตรายต่อเลนส์นัยน์ตา ทำให้
เป็นต้อหิน หรือHA 233 152 เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งผิวหนังได้ หากถกแสงอาทิตย์ติดต่อกันเป็นระยะ
ู
เวลานาน ๆ ซึ่งการเกิดอันตรายจากรังสีจะรุนแรงมากน้อยเพียงไรนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของรังสี ปริมาณพลังของรังสีที่
เปล่งออกมา ระยะเวลาที่ได้รับรังสี และความไวต่อการรับรังสีนั้น ๆ ของอวัยวะของร่างกาย และจะปรากฏอาการ
ผิดปกติทั่วไป คือ ผิวหนังแห้ง ไหม้ หยาบ เป็นแผลเรื้อรัง ผมร่วง ต้อหิน มะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือด
ขาว มะเร็งกระดูก ร่างกายติดเชื้อได้ง่าย เป็นหมัน เป็นต้น
1.8 รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น คลื่นความถี่ต่ำ ไมโครเวฟ รังสีอินฟราเรด เลเซอร์ เป็นต้น การเกิดอันตราย
ขึ้นอยู่กับความยาวคลื่นของรังสี ความเข้ม และระยะเวลาในการสัมผัส ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อของ
ร่างกาย สำหรับคนที่ทำงานในโรงงานหลอมโลหะหรือถลุงโลหะ โรงงานแก้ว จะมีโอกาสสัมผัสรังสีอินฟราเรด
มากกว่าคนอื่น และหากนัยน์ตาได้รับรังสีมากและเป็นเวลานาน จะเป็นอันตรายมากที่สุดคือ ทำให้ตา เป็นต้อ ที่
เรียก “Glass Blower’s Catarac” และ “Heat Cataract” จากรังสีเลเซอร์
ุ
การเจ็บป่วยหรือเป็นโรคเนื่องจากสิ่งแวดล้อมทางเคมีของการทำงานอตสาหกรรม ผู้ที่ทำงานใน
อุตสาหกรรมที่ต้องใช้สารเคมประกอบในกระบวนการผลิต จะมีโอกาสสัมผัสสารเคมีโดยกระบวนการขั้นตอนต่าง
ี
ๆ ในรูปของ ไอสาร แก๊ส ควัน ฝุ่นโลหะ ละออง ฟูม ของสารเคมี เข้าสู่ร่างกายได้ทั้งทางการหายใจ ทางผิวหนัง
และทางปาก ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดังนี้ (ชัยยุทธ. 2532 : 89)
ตารางที่ 8.1 แสดงอวัยวะเป้าหมายของสารเคมีบางชนิดที่ใช้ในอุตสาหกรรม
ชื่อสารเคม ตัวอย่างประเภท อวัยวะเป้าหมาย
ี
อุตสาหกรรมที่ใช้
ี
Cresol เคม กลั่นน้ามัน ตา
Butyl alcochol แลกเกอร์ และสี
Ozone เชื่อมโลหะ ระบบทางเดินหายใจ
Chromium ชุบผลิตโครเมียม ส่วนบน
Asbestos กระเบื้อง ปอด
Hydrogen Sulfide เส้นใยเรยอง
ี
Perchloroethylene เคม ซักแห้ง ตับ
Toluene ยาง สี
HA 233 153 ตารางที่ ตัวอย่างประเภท อวัยวะเป้าหมาย
8.1 แสดงอวัยวะเป้าหมาย อุตสาหกรรมที่ใช้
ของสารเคมีบางชนิดที่ใช้ใน
อุตสาหกรรม (ต่อ) ชื่อ
สารเคม
ี
Nickel โลหะ ถลุงโลหะ ผิวหนัง
Trichlocthylene เคม ล้างโลหะ
ี
Carbon Disulfide เส้นใยเรยอง หลอมโลหะ สมองหรือระบบประสาท
Manganese ถ่านไฟฉาย ส่วนกลาง
Cadmium ถลุงโลหะ หลอม ไต
Aniline สีสังเคราะห์ ยาง
Carbon Monoxide รถยนต์ อู่รถ โลหิต
Nitrobenzene สีสังเคราะห์
ุ
2. เกิดจากเครื่องมืออุปกรณ์ในการทำงานชำรุด ทำให้เกิดอบัติเหตุ
3. เกิดจากการเคลื่อนย้าย หรือยกวัสดุสิ่งของที่มีขนาดใหญ่ หรือมีน้ำหนักมาก ทำให้เกิดอุบัติเหตุ
4. เกิดจากระบบพลังงานหรือเชื้อเพลิง เช่น กระแสไฟฟ้ารัดวงจร ไฟฟ้าดูด หรือไฟไหม้ ไอน้ำร้อน
5. เกิดจากการขาดความรู้ความเข้าใจในหลักและวิธีการก่อสร้างที่แท้จริง ขาดประสบการณ์ ไม่ปฏิบัติ
ตามคำแนะนำในการใช้วัสดุของผู้ผลิต หรือการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ทำให้เกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุ บาดเจ็บ
เสียหายทั้งบุคคลและทรัพย์สิน
6. เกิดจากการขนย้ายวัสดุและอุปกรณ์ทใช้ในการก่อสร้าง เนื่องจากวัสดุอุปกรณ์การกอสร้างส่วนใหญ่จะ
่
ี่
มีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก ขั้นตอนในการขนย้ายอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เช่น รถชน หรือพาดเกี่ยวสายไฟ
ุ
เสาเข็มเลื่อนหล่น หรือรถลื่นไหลในฤดูฝน เป็นเหตุให้เกิดอบัติเหตุ ความไม่ปลอดภัยขึ้นได้ ทำให้บาดเจ็บหรือ
เสียชีวิตได้
7. เกิดจากการทำงานต่อเติมตกแต่งภายในหลังงานโครงสร้างแล้ว เนื่องจากการเปลี่ยนชุดคนงาน และ
้
การทำงานหลายอย่าง เช่น งานไม งานก่ออิฐ ฝ้าเพดาน งานขัดหิน ช่างปูกระเบื้อง ก่ออิฐ ช่างไฟฟ้า ช่างแอร์ ซึ่ง
อาจมีจุดอันตรายที่ยังไม่ทราบหรือคุ้นกับสถานที่ จึงอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ การบาดเจ็บจนอาจเสียชีวิตได้
นอกจากนั้นยังมีเรื่องของสุขภาพและความปลอดภัยในการประกอบอาชีพเหมืองแร่ที่ปัจจุบันอาจจะมีอยู่
ค่อนข้างน้อย แต่ความปลอดภัยนั้นถือว่าเป็นสาระสำคัญที่ ผู้ประกอบอาชีพต้องให้ความสำคัญและยึดปฏิบัติด้วย
ความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ ซึ่ง ผู้ที่ทำงานเกยวข้องกับเหมืองแร่นั้นมีโอกาสเสี่ยงกับอันตรายค่อนข้างสูง กับการ
ี่
เกิดอุบัติเหตุ จากเครื่องจักรในการทำงาน การระเบิดแร่ การบดหรือลดขนาดแร่ การคัดการแยก ดังนั้นผู้ที่ทำงาน
เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแร่นั้นจะต้องรู้จักเลือกวิธีการทำให้เหมาะสมกับลักษณะของแหล่งแร่ ทักษะความ
เชี่ยวชาญ เครื่องมืออุปกรณ์ มีการวางผังที่ต้องคำนึงถงความปลอดภัยมากที่สุด และพฤติกรรมในการรักษาความ
ึ
ปลอดภัยสูงสุด โดยมีการป้องกันอันตรายแก่คนงาน มีการวางแผนในการป้องกันแกไข และสร้างความปลอดภัย
้
ด้วยวิธีการที่ประหยัดและได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การเลือกใช้วัสดุที่หาง่าย ราคาถูก หรือที่มีอยู่แล้ว พยายามใช้
แรงงานหรือหน่วยสนับสนุนที่เป็นการให้เปล่า การบำรุงรักษาอุปกรณ์การป้องกันอันตรายต่าง ๆ ให้คงทนกับการ
ึ
ใช้งาน โดยพิจารณาถงHA 233 155 การติดตั้งที่ถาวรหรือเคลื่อนย้ายได้งาย และทายที่สุดคือผู้บริหารหรือ
่
้
ผู้ประกอบการควรมีนโยบายด้านความปลอดภัย โดยการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ คณะกรรมการ การจัดให้มีความรู้ความ
เข้าใจด้านความปลอดภัยกับทุกคน มีงบประมาณสำหรับป้องกันจูงใจและส่งเสริมให้ทุกคนตระหนักถึงความ
ปลอดภัยตลอดเวลา
ความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน (Safety Health and Environmental)
อุบัติเหตุ คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายอย่างไม่คาดหมายและเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะม ี
ผลกระทบต่อการทำงานทรัพย์สินและบุคคล สิ่งต้องคำนึงถึงเสมอในการปฏิบัติงานคือความปลอดภัย
่
โดยเฉพาะการกอสร้างการผลิตโดยเครื่องจักร ซึ่งมีความเสี่ยงสูงหากการป้องกันไม่รัดกุมเพียงพออาจก่อให้เกิด
์
ความเสียหายทั้งผู้ปฏิบัติงาน ผลิตภัณฑ และเครื่องจักรในการผลิตได้
่
่
ผลเสียการเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้งมีตอองค์กร ได้แก เสียหายต่อทรัพย์สิน เสียชีวิต เสียอวัยวะหรือ
พิการ เสียอิสรภาพต้องโทษทางกฎหมาย เสียเวลากู้สถานการณ์ เสียขวัญและกำลังใจ เสียเวลาฟื้นฟูสภาพ
จิตใจ เสียประสิทธิ์ภาพการทำงานตกต่ำ เสียชื่อเสียง เช่น คอนโดที่มีอุบัติเหตุคนเสียชีวิตมักจะขายได้ไม่มาก
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน
งานด้านวิศวกรรม เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้คนจำนวนมาก วิศวกรจำเป็นต้องม ี
่
ุ
ความรู้ดี ความเข้าใจถึงเหตุที่จะกอให้เกิดอันตราย และหาวิธีการป้องกันก่อนที่จะเกิดอบัติเหตุขึ้น ถ้าเกิด
อุบัติเหตุจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจะเป็นการละเมิดกฎหมายทันที และมีความผิดต้องโทษอาญา
เนื่องจากเป็นผู้รับผิดชอบในหน้าที่ ดังนั้นวิศวกรจำเป็นต้องรู้ ในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและ
ื่
ื่
ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้กฎหมายโดยทั่วไปได้รับการกลั่นกรองเพอนำมาปฏิบัติ เพอป้องกัน
ความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อผู้อื่นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยจะอยู่ภายใต้
การกำกับดูแลหลายกระทรวง ภายใต้พระราชบัญญัติต่างๆ ได้แก ่
พระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. 2542
พระราชบัญญัติความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 กฎหมายความปลอดภัยในโรงงาน
กฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน
พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535
พระราชบัญญัติการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542
พระราชบัญญัติ และกฎหมาย อื่นๆ
พระราชบัญญัติต่างๆ จะกำหนดกฎหมายออกมาควบคุมในด้านต่างๆ ได้แก ด้านแรงงาน ด้านก่อสร้าง
่
ด้านเครื่องจักร ด้านอาชีวอนามัย หรือเฉพาะด้าน เช่น ด้านกัมมันตภาพรังสี หรือ ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
สาเหตุของอุบัติเหตุ (Causes of Accidents)
ึ
่
H.W. Heinrich ได้ศึกษาถงสำเหตุที่กอให้เกิดอุบัติเหตุในงานอุตสาหกรรมต่างๆ ในปี ค.ศ. 1920
ี
ผลการศึกษาวิจัย สรุปได้สำเหตุของอุบัติเหตุ ที่สำคัญม 3 ประการ ได้แก ่
สาเหตุที่เกิดจากคน (Human Cause) มีจำนวนสูงที่สุด คือ 88% ของการเกิดอุบัติเหตุทุกครั้ง
ู
ตัวอย่างเช่น การทำงานที่ไม่ถกต้อง ความพลั้งเผลอ ความประมาท การมีนิสัยชอบเสี่ยงในการทำงานเป็นต้น
1 .สาเหตุจากการออกแบบที่ไม่ถกต้องเหมาะสม เช่น ด้านกระบวนการผลิต ด้านวิศวกรรม ด้านการ
ู
ดัดแปลงไมเป็นตามหลักวิชาการ (Health, Safety, Environmental impact, Energy) เป็นต้น
่
ู
2 .สาเหตุจากการสร้าง ติดตั้งไม่ถกต้องเหมาะสม เช่น ด้านความรู้ในการติดตั้งไม่ละเอียด ด้านการไม่
ศึกษาการทำงานของเครื่องจักรที่ติดตั้ง ความรู้ด้านเดินเครื่อง การหยุดเครื่องกะทันหัน ระบบนิรภัยที่จำเป็น
อุปกรณ์ช่วยกรณีฉุกเฉิน
3. การใช้งานและการบำรุงรักษา เช่น การตรวจเช็คตามระยะเวลาต่างๆ การสอบเทียบอุปกรณ์ตรวจวัด
การบำรุงรักษา การซ่อมแซม เป็นต้น
4. สาเหตุที่เกิดจากความผิดพลาดของเครื่องจักร (Mechanical Failure) มีจำนวนเพียง 10% ของการ
เกิดอุบัติเหตุทุกครั้ง ตัวอย่างเช่น ส่วนที่เป็นอันตรายของเครื่องจักรที่ไม่มีเครื่องป้องกัน เครื่องจักรเครื่องมือหรือ
อุปกรณ์ต่างๆ ชำรุดบกพร่อง รวมถึงการวางผังโรงงานไม่เหมาะสม สภาพแวดล้อมในการทำงาน
ไม่ปลอดภัย เป็นต้น
สาเหตุที่เกิดจากธรรมชาติ (Natural Disaster) มีจำนวนเพียง 2 % เป็นสำเหตุที่เกิดขึ้นโดย
ี่
ิ
ธรรมชาติ นอกเหนือการควบคุมได้ เช่น แผ่นดินไหว พายุ น้ำท่วม ฟ้าผ่า เกิดพกัดทออกแบบรองรับ เป็นต้น
การสร้างความปลอดภัยในการทำงาน
หัวใจสำคัญของการทำงานคือการช่วยกันสร้างความปลอดภัยในการทำงานโดยวิธีการป้องกัน
ู
(Passive หรือ Prevention) ไม่ให้เกิดขึ้น ได้แก การอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจ ที่ถกต้องกอนเข้าปฏิบัติงาน
่
่
การติดตามประเมินผลพฤติกรรมในการทำงานของพนักงาน และสภาพแวดล้อมสถานที่ทำงาน และโดยวิธี
่
์
ปกป้อง (Active หรือ Protection) ได้แก การนำเอาอุปกรณ์ภายนอกมาปกป้องอวัยวะ ปกปิดผลิตภัณฑ และปก
คลุมเครื่องจักรที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน เพื่อผ่อนหนักให้เบาลงเพื่อเป็นการสร้างความปลอดภัย
ในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องยึดหลักการ 3E ได้แก ่
การใช้ความรู้ทางวิชาการ ด้านวิศวกรรมศาสตร์ (Engineering- E) คือ ในด้านการออกแบบ และ
คำนวณเครื่องจักร เครื่องมือ ที่มีสภาพการใช้งานที่ปลอดภัยที่สุด การติดตั้งเครื่องป้องกันอันตรายให้แก่ส่วนที่
เคลื่อนไหว หรืออันตรายของเครื่องจักร การวางผังโรงงานระบบไฟฟา แสงสว่าง เสียง การระบายอากาศ
้
เป็นต้น
การให้การศึกษา หรือการฝึกอบรม (Education-E) คือ และแนะนำคนงาน หัวหน้างาน ตลอดจน
ผู้ที่เกี่ยวข้องในการทำงาน ให้มีความรู้ความเข้าใจในการป้องกันอุบัติเหตุ และการสร้างความปลอดภัยในงาน
ให้รู้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้น และป้องกันได้อย่างไร และจะทำงานวิธีใดจะปลอดภัยที่สุด เป็นต้น
การใช้มาตรการบังคับควบคุม (Enforcement-E) คือ การกำหนดวิธีการทำงานอย่างปลอดภัย และ
การควบคุมบังคับอย่างจริงจังและเข้มงวดกัดขัน ให้คนงานปฏิบัติตามเป็นกฎระเบียบปฏิบัติ และต้องประกาศ
ให้ทราบทั่วกันหากผู้ใดฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามจะต้องถูกลงโทษ เพอให้เกิดจิตสำนึก เกิดเป็นวัฒนธรรม
ื่
องค์กรขึ้น และหลีกเลี่ยง การกระทำที่ไม่ถูกต้อง หรือเป็นอนตราย
ั
ถ้าพิจารณาความปลอดภัยในการทำงาน ถูกกำหนดเป็นกฎหมายบังคับใช้ในด้านต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้อง
ศึกษาและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และการทำงานจริงจำเป็นต้องศกษารายละเอียดเพิ่มมากขึ้น
ึ
เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งเกี่ยวข้องกับด้านบุคคลผู้ปฏิบัติงาน สถานที่ปฏิบัติงานเครื่องจักรอุปกรณ์ และ
สิ่งแวดล้อมในปฏิบัติงาน เป็นต้น
่
ความปลอดภัยสวนบุคคล
ความปลอดภัยส่วนบุคคล เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถงเป็นลำดับแรก ความปลอดภัยส่วนบุคคล มักจะเป็น
ึ
เชิงปกป้องด้วยอุปกรณ์สำหรับความปลอดภัยเป็นหลักโดยต้องสวมใส่อุปกรณ์ปกป้องอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ใน
การปฏิบัติงาน ผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องทราบหลักการใช้งาน ชนิด ข้อจำกัด ตลอดจนการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง
เพื่อประโยชน์ต่อตัวผู้ปฏิบัติงานเอง
อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล หมายถึง อุปกรณ์หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะนำมาสวมใส่บน
ื่
ั
ส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือหลายส่วนของบุคคลนั้น ๆ เพอป้องกนไม่ไห้ได้รับอันตรายจากการทำงาน หรือลดความ
รุนแรงของการประสบอันตรายที่อาจเกิดขึ้นประเภทของอปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลสามารถ
ุ
จำแนกตามลักษณะของงานที่ใช้ป้องกันอันตรายได้ ดังนี้
อุปกรณ์ป้องกันศีรษะ (Head Protection)
อุปกรณ์ป้องกันเท้า (Foot Protection)
อุปกรณ์ป้องกันหน้าและดวงตา (Face and Eye Protection)
อุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Protection)
อุปกรณ์ป้องกันระบบการได้ยิน (Hearing Protection)
อุปกรณ์ป้องกันมือและแขน (Hand and Arm Protection)
อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง (Fall Protection)
อุปกรณ์ตรวจจับปริมาณสารพิษประจำตัว
อุปกรณ์ป้องกันศีรษะ (Head Protection)
อุปกรณ์ป้องกันศีรษะ สำหรับป้องกันศีรษะจากการกระแทก ชน หรือวัสดุจากที่สูงมา
กระทบโดยอุปกรณ์จะมีลักษณะแข็งแรง และทำด้วยวัสดุที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งประกอบด้วย หมวกนิรภัยซึ่ง
ใช้ป้องกันการกระแทก การเจาะทะลุของวัสดุที่ตกลงมากระทบกับศีรษะหรือใช้ต้านทำนกระแสไฟฟ้า ทนไฟ
ื่
ไหม้ หมวกกันศีรษะชน ซึ่งใช้งานในที่แคบๆ และหมวกคลุมผม เพอป้องกันเส้นผมไม่ให้เกี่ยวพันกับเครื่องจักร
หรือชิ้นส่วนใดๆซึ่งจะดึงรั้ง กระชากเป็นอันตรายต่อศีรษะได้ ได้แก หมวกนิรภัย (Safety Helmet) ใช้เพื่อ
่
ป้องกันศีรษะจากการกระแทก การเจาะทะลุ วัตถุปลิว หรือกระเด็นมาโดน และไฟฟ้า มีลักษณะแขงแรง
็
ทำด้วยวัสดุที่แตกต่างกันไปหมวกนิรภัยประกอบไปด้วยตัวหมวก (Head Shell) รองในหมวก (Suspension
Line) และสายรัดคาง (Chin Straps)
ี่
การสร้างความปลอดภัยททำงาน
ุ
สถานที่ทำงานคือสถานที่ที่คณจะต้องอยู่ในขณะที่คุณทำงาน ดังนั้นจึงจำเป็นมากที่สถานที่ที่คุณทำงานอยู่
นั้นจะต้องมีความปลอดภัย ไม่ว่าสถานที่ทำงานนั้นจะออฟฟิศ โรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน หรืออะไรก็ตาม เมื่อ
มีสิ่งมีชีวิตที่ต้องอาศัยอยู่ในนั้น ความปลอดภัยจะต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด เพราะหากสถานที่ทำงานของคุณไม่
ปลอดภัย มันอาจจะทำให้เกิดการสูญเสียจนถึงชีวิตเลยก็ได้ ในวันนี้เราจึงมีวิธีการสร้างความปลอดภัยในที่ทำงาน
เพื่อให้ทุกคนได้นำเอาไปใช้กัน ทั้งตัวผู้ประกอบการ และพนักงานเองก็ตาม
ี่
สะอาด เป็นหลักการแรกๆ ที่เราสามารถทำได้ง่ายๆ ยิ่งถ้าหากว่าสถานที่ทำงานของคุณเป็นสถานที่ทไม่
ใหญ่มาก อย่างออฟฟิศ การทำความสะอาดในพื้นที่เล็กๆ ก็สามารถที่จะทำได้ง่าย มันคือการจัดแจงเอาสิ่งที่ไม่
จำเป็นแล้วออกไป จะช่วยเพิ่มทั้งความสะอาดให้กับที่ทำงานคุณ แถมยังลดพื้นที่ให้เชื้อโรคตัวน้อยๆ อยู่ด้วย แต่
หากที่ทำงานของคุณเป็นโรงงานหรือสถานที่กว้างๆ ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่หน้าที่ของคุณในการทำความสะอาด แต่คุณ
ี่
เองก็จะต้องมีจิตใต้สำนึกทดี ที่จะไม่ทำให้มันแย่ลง ด้วยการช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดเท่าที่จะทำได้ ในส่วน
ื่
ของผู้ประกอบการเองก็จะต้องมีจิตสำนึกเช่นกัน ต้องมีการทำความสะอาดสถานที่ทำงานอยู่บ่อยๆ เพอลดพื้นที่
เพาะพันธุ์เชื้อโรค ที่อาจจะมาจากความสกปรก หรือฝุ่นละอองต่างๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อพนักงานของคุณ
สะดวก แน่นอนว่าคงไม่มีใครนั่งทำงานอยู่นิ่งๆ กับที่ทั้งวันไม่ได้เดิน หรือขยับออกไปไหนมาไหน ดังนั้น
จะต้องทำให้สถานที่ทำงานของคุณนั้นดูสะดวก ไม่รกจนเกินไป จัดวางสิ่งของอย่างเป็นระเบียบ นอกจากนี้แล้วยัง
ทำให้คุณสามารถที่จะหาของสิ่งนั้นได้ง่ายกว่าเดิมด้วย
เช็คสภาพ หมั่นเช็คสภาพอุปกรณ์ต่างๆ ที่คุณใช้ในการทำงานอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ในสำนักงาน
ุ
หรือหากทำงานในโรงงานที่มีเครื่องจักร คุณเองจะต้องทราบว่าเครื่องจักรที่คณใช้ทำงานนั้น มีกระบวนการทำงาน
อย่างไร เพื่อที่ว่าหากมันเกิดความขัดข้องขึ้น คุณจะรู้ทันแล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที ส่วนเจ้าของกิจการเอง
หรือวิศวกรผู้ที่ดุแลในเรื่องของเครื่องจักร ก็จะต้องทำงานอย่างเต็มที่และรอบคอบ
ไม่ประมาท หมายความว่าเมื่อคุณอยู่ในที่ทำงานแล้ว รู้สึกว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น อย่าปล่อยละเลยไปแล้ว
คิดว่าคงไม่เป็นไร เพราะนั่นอาจจะนำมาสู่หายนะอันยิ่งใหญ่ได้
สร้างนิสัย หมายความว่าสิ่งที่คุณทำมาตั้งแต่แรก คุณจะต้องทำมันอยู่อย่านั้น ไม่ใช่ว่าปล่อยให้มันแย่แล้ว
ค่อยมาทำใหม่ ซึ่งมันอาจจะลำบาก แล้วทำให้คุณไม่มีความรู้สึกที่จะอยากทำมันต่อไป ดังนั้นจงปฏิบัติจนให้เกิด
นิสัย เมื่อคุณเองรู้สึกเคยชินกับสิ่งที่คุณทำ คุณก็จะทำมันได้โดยอัตโนมัติ ไม่รู้สึกว่าฝืนเมื่อต้องทำสิ่งเหล่านี้
สภาวะการทำงานไม่ปลอดภัยและการส่งเสริมความปลอดภัย
สภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย
สภาวะการทำงานที่ไม่ปลอดภัย เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุและจากกความไม่เหมาะสมของปัจจัยต่างๆปัจจัยสำคัญ
ส่วนใหญ่เกิดจากพนักงานและสิ่งแวดล้อมการทำงาน
1. เกิดจากพนักงาน ได้แก่ การขาดความรู้ ประสบการณ์ ความชำนาญและขาดความเข้าใจในงานที่ทำ มี
เจตคิต และ
จิตสำนึกที่ไม่ปลอดภัย
2. เกิดจากสิ่งแวดล้อมการทำงาน ได้แก่ สภาพการทำงานไม่ปลอดภัยหรือมีความผิดพลาดของสิ่งต่างๆ ได้แก่
เครื่องจักรกล อุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องใช้เสียง แสงรังสี ความสั่นสะเทือน ความร้อน ความเย็น อากาศท ี่
หายใจก๊าซ
ไอสาร ฝุ่น รวมถึงสภาพการทำงานที่ซ้ำซาก เร่งรีบ งานกะ งานล่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม
การเสริมสร้างความปลอดภัยด้วยหลัก 3 E
โรค อุบัติภัย การบาดเจ็บ การสูญเสีย มีผลต่อพนักงานทรัพย์สิน ผลผลิตและคุณภาพงานความเสียหายที่เกิดขึ้น
นั้น
สามารถควบคุมได้โดยการบริหารจัดการให้มีความปลอดภัยในงาน
1. Engineering (วิศวกรรมศาสตร์) คือการใช้ความรู้วิชาการด้านวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ในการคำนวณและออกแบบ
เครื่องจักรเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพการใช้งานที่ปลอดภัยที่สุด การติดตั้งเครื่องป้องกันอันตรายให้แก่ส่วนที่
เคลื่อนไหว
หรืออันตรายของเครื่องจักร การวางผังโรงงาน ระบบไฟฟา แสงสว่าง เสียง การระบายอากาศ เป็นต้น
้
ึ
2. Education (การศกษา) คือการให้การศึกษา หรือ การฝึกอบรมและแนะนำคนงาน หัวหน้างาน ตลอดจนผู้
ที่
เกี่ยวข้องในการทำงาน ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุ และการเสริมสร้างความ
ปลอดภัยใน
โรงงาน ให้รู้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นและป้องกันได้อย่างไร และจะทำงานวิธีใดจึงจะปลอดภัยที่สุด เป็นต้น
3. Enforcement (การออกกฎข้อบังคับ) คือการกำหนดวิธีการทำงานอย่างปลอดภัย และมาตรการบังคับ
ควบคุมให้
คนงานปฏิบัติตาม เป็นระเบียบปฏิบัติที่ต้องประกาศให้ทราบทั่วกัน หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจะต้อง
ถูกลงโทษ
เพื่อให้เกิดความสำนึกและหลีกเลี่ยงการทำงานที่ไม่ถูกต้อง หรือเป็นอันตราย
รูปที่ 1
อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน
วัตถุประสงค์ของอาชีวอนามัย
ี่
งานอาชีวอนามัยเป็นการปรับสภาพงานให้เหมาะสมกับมนุษย์และจัดบุคคลให้เหมาะสมกับงานทตนถนัด
และรับผิดชอบ ซึ่งงานอาชีวอนามัยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญดังนี้
1. เพื่อส่งเสริมและรักษาสุขภาพทางกาย ทางใจ และการมีชีวิตเป็นปกติในสังคมของคนงานทุกอาชีพ
2. เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อปัจจัยที่อาจจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพของคนงาน
3. เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาสุขภาพทั่วไปจากสภาพการทำงานของคนงาน
4. เพื่อปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสมเอื้อต่อการทำงานทั้งร่างกายและจิตใจของคนงาน
รูปที่ 2 การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
องค์ประกอบของอาชีวอนามัย
งานอาชีวอนามัยมีองค์การประกอบที่สำคัญ ดังนี้
1. คน ในด้านคนที่ปฏิบัติงานทั้งหลายย่อมมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เช่น กรรมพันธุ์สภาพ
ร่างกาย อารมณ์ เป็นต้น
2. กระบวนการผลิต มีส่วนเกี่ยวข้อง 2 ส่วน คือ
1. วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต อาจจะเป็นพิษต่อสุขภาพได้
2. วิธีการผลิต อาจมีอันตรายในการทำงานเกิดขึ้นได้
3. เครื่องมือ มีทั้งเครื่องจักร เครื่องยนต์ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการประกอบอาชีพ เช่น รถบรรทุก เครื่อง
ตัด เครื่องยก ฯลฯ
4. สิ่งแวดล้อมในการทำงาน มีองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้
1. สิ่งแวดล้อมทางเคมี เช่น ยาฆ่าแมลง ควัน สารเคมีต่างๆ ที่ใช้ในการประกอบอาชีพเป็นต้น
2. สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย หนู แมลงต่างๆ เป็นต้น
3. สิ่งแวดล้อมด้านจิตใจ เช่น ความสกปรก ทัศนียภาพ เป็นต้น
4. สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เช่น เสียง ความร้อน รังสี ฯลฯ
ขอบเขตของอาชีวอนามัย
ขอบเขตของอาชีวอนามัย มีดังนี้
1. ป้องกันและรักษาอุบัติภัยจากการทำงานในอาชีพ
2. ป้องกันและรักษาโรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพ
่
3. การจัดบริการสุขภาพแกคนงาน
4. ส่งเสริมสุขภาพจิตในการทำงาน
ื่
5. จัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมในการทำงานเพอป้องกันอันตราย
6. ฟื้นฟูสุขภาพผู้รับบาดเจ็บจากการทำงาน
7. ป้องกันการเจ็บป่วยและส่งเสริมสุขภาพของคนงานโดยรวม
ความหมายของความปลอดภัย
มีนักวิชาการได้ให้ความหมายของความปลอดภัยไว้ ดังนี้
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 กล่าวว่า ความปลอดภัย คือ พ้นภัย
เฉิดศักดิ์ สืบทรัพย์ (2555 : 23) กำหนดว่า ความปลอดภัย หมายถึง การปราศจากภัย รวมถึงปราศจาก
อันตรายที่มีโอกาสจะเกิดขึ้น
สรุป ความปลอดภัย หมายถึง การพ้นหรือปราศจากสิ่งที่เป็นอันตรายต่าง ๆ ทั้งจากโรคและจากอุบัติภัย
ป้ายความปลอดภัยต่างๆ
รูปที่ 3
ความสำคัญของความปลอดภัยในการทำงาน
การทำงานที่มีความระมัดระวังจะทำให้มีความปลอดภัย ซึ่งเกิดประโยชน์หลายประการ ดังนี้
1. ต้นทุนการผลิตลดลง
ิ
เมื่อการเกดอุบัติเหตุลดลง ความสูญเสียหรือค่าใช้จ่ายสำหรับอุบัติเหตุก็น้อยลง โรงงานสามารถประหยัด
เงินค่ารักษาพยาบาล ค่าเงินเข้ากองทุนทดแทน เป็นต้น
2. ผลผลิตเพิ่มขึ้น
การทำงานอย่างปลอดภัยทำให้คนงานมีขวัญและกำลังใจทำงานได้เต็มที่ รวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้มีผลผลิต
โดยรวมเพิ่มขึ้น
3. กำไรมากขึ้น
เนื่องจากต้นทุนลดลงและผลผลิตเพิ่ม เป็นเหตุให้โรงงานได้กำไรมาขึ้น เนื่องจาก กำไร = รายได้ - รายจ่าย
4. รักษาทรัพยากรมนุษย์
การทำให้สภาพการทำงานมีความปลอดภัย เป็นการลดการเกิดอุบัติเหตุ ส่งผลให้คนงานได้รับบาดเจ็บหรือ
ตายน้อยลง จึงเป็นการสงวนรักษาทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของชาติไว้ได้
5. จูงใจให้คนอยากทำงานมากขึ้น
เนื่องจากมีความปลอดภัยในการทำงานและดำรงชีวิตซึ่งสอดคล้องตามทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์
(Maslow Motivation Theory)
กฎหมายความปลอดภัยในการทำงานของประเทศไทย
พ.ศ 2470 ได้มีการจัดตั้งคณะพิจารณากฎหมายอุตสาหกรรม เพื่อคุมครองความปลอดภัยของคนงาน
พ.ศ. 2471 ประกาศใช้พระราชบัญญัติควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่ง
สาธารณชน
พ.ศ. 2477 ประกาศใช้พระราชบัญญัติสาธารณสุข
พ.ศ. 2482 ประกาศใช้พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2482 ได้กำหนดเงื่อนไขการขอตั้งและประกอบ
กิจการโรงงานเกี่ยวกับการรักษาความสะอาด ความปลอดภัยในการทำงาน ความปลอดภัยในการติดตั้งเรื่องจักร
อุปกรณ์ ตลอดจนไฟฟ้า การป้องกันอันตรายจากวัตถุระเบิด
พ.ศ. 2484 ประกาศใช้พระราชบัญญัติสาธารณสุข โดยเพิ่มเติมในบทบัญญัติเกี่ยวกับแสงสว่างการระบาย
อากาศ น้ำดื่ม ห้องน้ำ และสุขภัณฑ์
่
พ.ศ. 2499 ประกาศใช้พระราชบัญญัติควบคุมการกอสร้างอาคาร
พ.ศ. 2503 ประกาศใช้พระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2503
ี
่
พ.ศ. 2510 ประกาศใช้พระราชบัญญัติวัตถุมพิษ พ.ศ. 2510 และมีการแกไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติ
วัตถุมีพษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2516
ิ
พ.ศ 2512 ต่อมาได้แกไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2518 และฉบับที่ 3 พ.ศ. 2552
้
พ.ศ. 2515 ประกาศใช้ ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 เพื่อเป็นกฎหมาย
คุ้มครองสุขภาพอนามัยของลูกจ้าง
พ.ศ. 2525 รัฐบาบได้จัดตั้งคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ (กปอ.) สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี
พ.ศ. 2526 จัดตั้งสถานบันความปลอดภัย โดยกรมแรงงานกระทรวงมหาดไทย
พ.ศ. 2528 กรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทย ได้ออกประกาศเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งระบุว่า
นายจ้างมีลูกจ้างในสถานประกอบการ 100 คนขึ้นไป จะต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (Safety Officer)
พ.ศ. 2535 ประกาศใช้พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 แทนพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 ซึ่งมี
สาระสำคัญเกี่ยวกับการอนุญาตโรงงาน ความปลอดภัยและอาชีวอนามัยมลพิษและสิ่งแวดล้อม รวมถึงบทลงโทษ
วิธีการทำงานอย่างปลอดภัยในการประกอบอาชีพ
1. กฎเบื้องต้นแห่งความปลอดภัย 10 ประการ
ี
1. ช่วยกันรักษาความสะอาดและมความเป็นระเบียบเรียบร้อย
2. ปรับปรุงแก้ไขสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัย
3. ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
4. รายงานการบาดเจ็บและการปฐมพยาบาล
ื
5. ใช้เครื่องมอหรืออุปกรณ์ให้ถูกต้องปลอดภัย
6. การใช้ การปรับ ซ่อมแซมอุปกรณ์ต่างๆ ต้องเป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น
7. การยกสิ่งของหนักควรช่วยกันยกหลายๆ คน
8. ห้ามหยอกล้อหรือเล่นกันในขณะทำงาน
9. ใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายในการปฏิบัติงานให้เหมาะสม
10. ปฏิบัติตามกฎหรือสัญลักษณ์ของความปลอดภัย
2. ความปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายวัสดุ มีวิธีการดังนี้
1. การเคลื่อนย้ายด้วยมือ ต้องพิจารณาจากสิ่งของที่จะทำการเคลื่อนย้ายโดยใช้มือยก
2. การเคลื่อนย้ายด้วยเครื่องจักร สามารถพิจารณาได้จาก
ุ
(1) เรื่องจักรหรือรถต้องมีหลังคาและอปกรณ์ในการควบคุม
(2) ใช้รถให้เหมาะสมกับลักษณะงาน
(3) ด้านผู้ขับขี่ต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
3. ความปลอดภัยในการเชื่อมโลหะ มีวิธีการดังนี้
1. ใช้หน้ากากป้องกันแสงที่เกิดจากการเชื่อมโลหะ
2. ควรสวมรองเท้านิรภัยในขณะทำงานเชื่อม
3. ควรสวมเสื้อผ้าอย่างมิดชิดในขณะทำการเชื่อม
4. ควรสวมถุงมือในขณะที่ทำการเชื่อม
5. ควรสวมหน้ากากเพอป้องกันแสง รังสี และสะเก็ตไฟ
ื่
4. ความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้า มีวิธีการดังนี้
1. ต้องมีสวิตซ์ตัดตอนไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ
2. อุปกรณ์ไฟฟ้าควรมีการต่อสายดิน
้
3. ต้องมีฟิวส์ป้องกันการใช้กระแสไฟฟาเกิน
่
4. การใช้งานเต้าเสียบไมควรต่อออกไปใช้งานมากเกินไป
5. สายไฟฟ้าที่ต่อจากเต้าเสียบไม่มีการชำรุด
6. ต้องมีการตรวจสอบระบบไฟฟ้าจากผู้เชี่ยวชาญ
กิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงาน
กิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงาน
ื่
เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพอรณรงค์ส่งเสริมความปลอดภัยแก่ลูกจ้างอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นไปตามนโยบายและ
แผนดำเนินงานของสถานประกอบการนั้น กิจกรรมต่างๆ มีดังนี้
1. การจัดนิทรรศการ
การจัดนิทรรศการเป็นการนำภาพเรื่องราวต่างๆ เช่น นำภาพอุบัติเหตุ สถิติการเกิดอันตราย รวมถึงภาพ
ื่
เหตุการณ์จริงมาจัดแสดงในวันสำคัญ เพอให้ลูกจ้างเกิดความตระหนักและมีจิตสำนึกในการทำงานอย่างปลอดภัย
2. การบรรยายพิเศษ
การบรรยายพิเศษเป็นการเชิญวิทยากรมาให้ความรู้แก่บุคลากรในหน่วยงานอันเป็นการปลูกจิตสำนึกให้ปฏิบัติ
ตามกฎแห่งความปลอดภัย
3. การประกวดเกี่ยวกับความปลอดภัย
ตัวอย่างการประกวดเกี่ยวกับความปลอดภัย เช่น ประกวดคำขวัญความปลอดภัย ประกวดภาพโปสเตอร์ เป็น
ต้น
4. การรณรงค์ความปลอดภัย
ื่
การจัดกิจกรรมรณรงค์ความปลอดภัยเพอเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันปฏิบัติตามนโยบายของหน่วยงาน
5. การกระจายเสียงบทความ
การกระจายเสียงบทความเป็นการนำบทความเกี่ยวกับความปลอดภัยออกเสียงตามสายหรือทางสถานีวิทยุ
ต่างๆ
6. การทัศนะศึกษาในสถานประกอบการอื่น
การทัศนะศึกษาในสถานประกอบการอื่นเพื่อให้ลูกจ้างได้มีโอกาสไปพบการทำงานในสถานประกอบการที่ดีเด่น
7. การจัดฉายวิดีโอความปลอดภัย
การจัดฉายวิดีโอความปลอดภัย เป็นกิจกรรมที่จัดไปพร้อมกับนิทรรศการในวันหรือสัปดาห์ความปลอดภัย โดย
ขอยืมวิดีโอความปลอดภัยจากสถาบันความปลอดภัยในการทำงานหรือศูนย์ความปลอดภัย นำไปฉายให้เจ้าหน้าที่
ได้ดู
8. การทำป้ายแสดงสถิติอุบัติเหตุ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสามารถจัดทำแผ่นป้ายขนาดใหญ่แสดงสถิติอบัติเหตุหรือป้ายประกาศ
ุ
กิจกรรมเกี่ยวกับความปลอดภัยไว้ในที่มองเห็นได้ง่าย
9. ตอบปัญหาชิงรางวัล
หน่วยงานที่รับผิดชอบอาจจัดให้มีการตอบปัญหาชิงรางวัลในช่วงสัปดาห์ความปลอดภัยของหน่วยงาน วิธีการ
ตอบปัญหาจากเรื่องราวนิทรรศการ หรือแผ่นพับความรู้ที่แจกในงาน
10. การเผยแพร่บทความในวารสาร
หากหน่วยงานมีการจัดทำวารสารเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ แจกจ่ายแก่บุคลากรและผู้ที่สนใจทั่วไป
สามารถนำบทความเกี่ยวกับความปลอดภัยไปตีพิมพ์ในวารสารเพื่อเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น
กิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยทั้ง 10 ข้อ มีความสำคัญกับความปลอดภัยในการทำงาน เนื่องจากเป็น
กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้บริหารและพนักงานมีส่วนร่วม และกระตุ้นจิตสำนึกของพนักงานด้านความปลอดภัยใน
การทำงานของพนักงานได้เป็นอย่างดียิ่งขึ้น
รูปที่ 4
กิจกรรม เรื่อง ความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ
้
คำชี้แจง ให้นักศึกษาเลือกอาชีพที่สนใจ แล้วสืบค้นขอมูลของอาชีพที่เลือก เช่น ลักษณะอาชีพ
ลักษณะการทำงาน ภัยอันตรายในการทำงาน พร้อมวิธีป้องกันอันตรายที่จะเกิด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แบบทดสอบการเรียนรู้
1. ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ของอาชีวอนามัย
ก. เพื่อส่งเสริมสุขภาพกายและใจ
ข. เพื่อป้องกันความเสี่ยงอันตราย
ค. เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพ
ง. เพื่อปรับปรุงสิ่งแวดล้อม
2. ยาฆ่าแมลง ควัน และสารเคมี เป็นองค์ประกอบของอาชีวอนามัยข้อใด
ก. คน
ข. เครื่องมือ
ค. สิ่งแวดล้อม
ง. กระบวนการผลิต
3. ข้อความใดอธิบายถึงองค์ประกอบของอาชีวอนามัยเกี่ยวกับกระบวนการผลิตได้ถกต้อง
ู
ก. ความสกปรก เสียง ไวรัสต่างๆ
ข. กรรมพันธุ์ สภาพร่างกายย่อมมความแตกต่างกัน
ี
ค. วัตถุดิบและวิธีการผลิต อาจเป็นพิษหรืออันตราย
ง. เครื่องจักร เครื่องยนต์ อุปกรณ์ต่างๆ ในการประกอบอาชีพ
4. ขอบเขตของอาชีวอนามัยมีกี่ประเภท
ก. 1 ประเภท
ข. 3 ประเภท
ค. 5 ประเภท
ง. 7 ประเภท
5. ของเขตงานอาชีวอนามัยของผู้ได้รับบาดเจ็บจากการทำงานตรงกับข้อใด
ก. ฟื้นฟูสุขภาพ
ข. ส่งเสริมสุขภาพจิต
ค. ป้องกันและรักษาอุบัติภัย
ง. จัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
6. ความปลอดภัยหมายถึงข้อใด
ก. ปราศจากอันตรายจากโรคต่างๆ เท่านั้น
ข. การปราศจากภัยหรือปราศจากอันตรายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งหมด
ค. การทำความสะอาดสำนักงานให้เรียบร้อย
ง. การลดการใช้ยาฆ่าแมลงและการใช้สารเคมีอื่นๆ ของการเกษตร
7. การกระตุ้นและทำให้ผลผลิตเพิ่ม ข้อความดังกล่าวหมายถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการทำงานใด
ก. ค่าใช้จ่ายลดลง
ึ้
ข. สินค้ามากขน
ค. กำไรมากขึ้น
ง. สงวนรักษาทรัพยากรมนุษย์
8. ข้อใดหมายถึงสาระสำคัญของพระราชบัญญัติสาธารณสุขปี 2484
ก. การอนุญาตตั้งโรงงาน กำกับดูแลโรงงาน
ข. คุ้มครองสุขภาพอนามัยของลูกจ้าง
ค. ความปลอดภัยในการติดตั้งเครื่องจักร
ง. แสงสว่าง การระบายอากาศ น้ำดื่ม ห้องน้ำ
9. กฎเบื้องต้นแห่งความปลอดภัยคือข้อใด
ก. ปฏิบัติตามสัญลักษณ์ความปลอดภัยในบางครั้ง
ข. การบกสิ่งของหนักไม่ควรยกหลายคน
ค. ช่วยกันรักษาความสะอาดและไม่จำเป็นต้องเป็นระเบียบ
ง. ห้ามหยอกล้อหรือเล่นกันในขณะทำงาน
10. ในการทำงานเชื่อมโลหะให้ปลอดภัย ท่านจะเลือกใช้วิธีปฏิบัติงานอย่างไรจึงจะเหมาะสม
ก. ต้องมีสวิตช์ตัดตอนไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ
ื่
ข. ควรสวมหน้ากากเพอป้องกันแสง รังสี และสะเก็ดไฟ
้
ค. สายไฟฟาที่ต่อจากเต้าเสียบไม่มีการชำรุด
ง. สวมถุงมือหรือไม่สวมก็ได้ขณะที่ทำการเชื่อม
เฉลยแบบทดสอบการเรียนรู้
1, ง 2. ก 3. ข 4. ง 5. ก 6. ข 7. ง 8.ง 9. ง 10. ข
สารบัญรูปภาพ
รูปที่ 1 : ที่มา https:// th.wikipedia.org/wiki/อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
รูปที่ 2 : ที่มา https:// th.wikipedia.org/wiki/อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
รูปที่ 3 : ที่มา https://m.se-ed.com/Detail/
รูปที่ 4 : ที่มา https://sites.google.com/site/unganxachiph/bth-reiyn/bth-thi-9
บทที่ 6
คุณธรรมในการประกอบอาชีพ
สาระสำคัญ
เนื่องในการประกอบอาชีพในปัจจุบันมีการวิวัฒนาการในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาในการช่วยใน
การปฏิบัติงาน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าการปฏิบัติงาน ผู้ปฏิบัติงานควรมีคุณธรรมในการปฏิบัติงาน คุณธรรมในการ
ปฏิบัติงาน คือการกระทำ ที่เป็นประโยชน์ต่อการประกอบ อาชีพ ซึ่งก่อให้เกิดผลผลิต และรายได้โดยไม่เบียดเบียน
หรือ ทำให้ ผู้อื่น เดือดร้อน และเป็นที่ยอมรับของสังคม ผู้ประกอบอาชีพทุกคนต้องมีคุณธรรมในการประกอบ
ี่
อาชีพ เพอธำรงศักดิ์ศรีของมนุษย์เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ช่วยเสริมสร้างบุคลิกทดี สร้างความสำเร็จมั่นคง
ื่
และปลอดภัยในการประกอบอาชีพ โดยอาศัย ความซื่อสัตย์ ความขยัน อดทน ความยุติธรรม และความรับผิดชอบ
จึงทำให้งานประสบความสำเร็จและเป็นที่รักและไว้วางใจแก่ผู้ร่วมปฏิบัติงาน
ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
๑. อธิบายคุณธรรมในการประกอบอาชีพและนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดคุณธรรมในการประกอบอาชีพ
ขอบข่ายเนื้อหา
๑. บอกถึงความหมายในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม
คุณธรรม จริยธรรมในการประกอบอาชีพ
คุณธรรม หมายถึง สภาพคุณงานมความดีและความถูกต้องในการแสดงออกทั้งกาย วาจา และใจของ
แต่ละบุคคลซึ่งยึดมั่นไว้เป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติจนเกิดเป็นนิสัย
จริยธรรม หมายถึง กฎเกณฑ์ที่เป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตนในสิ่งที่ดีงาม เหมาะสม และเป็น
ื่
ที่นิยมชมชอบหรือยอมรับจากสังคม เพอความสันติสุขแห่งตนเองและความสงบเรียบร้อยของสังคม
ความสำคัญของคุณธรรมจริยธรรม
๑. ช่วยให้ชีวิตดำเนินไปด้วยความราบรื่นและสงบ
๒. ช่วยให้มีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา
๓. ช่วยสร้างความมีระเบียบวินัยให้แก่บุคคลในชาติ
๔. ช่วยควบคุมไม่ให้คนชั่วมีจำนวนมากขึ้น
๕. ช่วยให้มนุษย์นำความรู้และประสบการณ์มาสร้างสรรค์แต่สิ่งที่มีคุณค่า
๖. ช่วยควบคุมความเจริญทางด้านวัตถุและจิตใจของคนให้เจริญไปพร้อม ๆ กัน
คุณธรรมในการทำงาน
คุณธรรมในการทำงาน หมายถึง ลักษณะนิสัยที่ดีที่ควรประพฤติปฏิบัติในการประกอบอาชีพคุณธรรม
สำคัญที่ช่วยให้การทำงานประสบความสำเร็จมีดังนี้
๑.หน้าที่และความรับผิดชอบในการทำงาน
ความรับผิดชอบ หมายถึง ภาระหรือพันธะผูกพันในการจะปฏิบัติหน้าที่การงานของผู้ร่วมงานให้เป็นไป
ตามเป้าหมายขององค์การเนื่องจากบุคคลต้องอยู่ร่วมกันทำงานในองค์การ จำเป็นต้องปรับลักษณะนิสัย เจตคติ
ื่
ของบุคคล เพอช่วยเป็นเครื่องผลักดันให้ปฏิบัติงานตามระเบียบรู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่น ปฏิบัติงานในหน้าที่ที่ต้อง
รับผิดชอบและมความซื่อสัตย์สุจริต คนที่มีความรับผิดชอบ จะทำให้การปฏิบัติงานไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ และช่วย
ี
ื่
ให้การทำงานร่วมกันเป็นไปด้วยความราบรื่น ความรับผิดชอบจึงเป็นภาระผูกพันที่ผู้นำต้องสร้างขึ้นเพอให้องค์การ
สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างดี การปฏิบัติตนในงานอาชีพให้ประสบความสำเร็จ และเกิดความสุขในการทำงาน
ื่
นั้น ผู้ปฏิบัติงานควรจะรู้และเข้าใจในหน้าที่และความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อเพอนร่วมงานต่อผู้บังคับบัญชาและ
ต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ดังนี้
๑. หน้าที่และความรับผิดชอบต่อตนเอง
๑.๑ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้อื่น
๑.๒ ยึดหลักคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติงาน
๑.๓ ให้เกียรติผู้รู้ทั้งผู้ที่อาวุโสกว่า ผู้ที่เท่าเทียมกัน
๑.๔ รักษาจรรยาบรรณวิชาชีพ
๒. หน้าที่และและความรับผิดชอบต่อผู้บังคับบัญชา
๒.๑ มีความซื่อสัตย์ต่อผู้บังคับบัญชา
๒.๒ รายงานผลการปฏิบัติงานต่อผู้บังคับบัญชาตามความเหมาะสม
๒.๓ รู้จักใช้ศิลปะการพูด
๒.๔ ไม่แสดงความขัดแย้ง
๒.๕ เรียนรู้งานด้วยตนเอง
๓. หน้าที่และความรับผิดชอบต่อผู้ใต้บังคับบัญชา
๓.๑ ให้ความเป็นธรรมและเท่าเทียบกัน
๓.๒ เข้าใจและเห็นใจต่อความจำเป็นในธุระส่วนตัวของผู้ใต้บังคับบัญชา
๓.๓ สั่งงานให้ชัดเจนและตรงกับความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชา
๓.๔ ไม่ใช่อารมกับผู้ใต้บังคับบัญชา
๒.ความประหยัดในการทำงาน
หลายคนนั้นคิดว่าการประหยัดโดยไม่กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันนั้น ถือเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
เพราะว่าในแต่ละวันนั้นเรามีค่าใช้จ่ายมากมาย และบางอย่างนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องจ่ายอีกด้วย เท่านั้นยังไม่
พอพวกเราบางคนนั้นยังมีการเข้าใจผิดเกี่ยวกับการประหยัดเงินอีก เช่น หากต้องการประหยัดเงิน ต้องเลิก ช้อป
ื่
ปิ้งออนไลน์ ห้ามออกไปเที่ยวข้างนอกกับเพอน เลิกทานอาหารนอกบ้าน เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หลายคนถอด
ใจแล้วเลิกประหยัดเงิน หากว่าจะกระทบกับชีวิตประจำขนาดนี้ ซึ่งที่จริงแล้วการประหยัดเงิน คือการที่เรารู้จักคิด
และวางแผนก่อนการใช้จ่าย รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ไม่จำเป็นของเราลงเพียงเท่านั้น ไม่ใช่การห้ามใช้ชีวิต
ของเราขนาดที่ว่ามาแต่อย่างใด เพราะในการทำงานนั้นหากเราไม่รู้จักการประมาณตัว การใช้เงินอาจทำให้เรา
ขาดความซื่อสัตย์และกลายเปลี่ยนเป็นการโกงขึ้นมาแลเกิดผลเสียกับสถานประกอบการ
วิธีการประหยัดเงิน โดยไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
1. ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
ลองทบทวนดูว่า เราได้จ่ายเงินจำนวนมากไปให้กับสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือสิ่งที่ เราไม่ค่อยได้ใช้หรือไม่
หากว่ามี ก็ขอให้เราทำการตัดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่ได้มีความจำเป็นในชีวิตของเราเลย ยกตัวอย่าง
เช่น การยกเลิกการบริการสตรีมมิ่งที่ให้ความบันเทิงกับเราบนอินเตอร์เน็ตต่างๆ ที่เราไม่ได้ใช้บริการอย่าง
สม่ำเสมอ หรือนานๆ จะ ไปใช้บริการที เป็นต้น ซึ่งนี่ถือเป็นสิ่งแรกที่เราควรทำ หากว่าเรานั้นอยากจะประหยัด
เงิน แต่หากว่าเรามีการจ่ายค่าบริการและมีการใช้งานอย่างสม่ำเสมอ ก็ให้เราลองพิจารณาดูอีกที ว่าส่วนนี้เป็น
ค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนให้เราหรือไม่ หากว่าเราพอแบกรับส่วนนี้ได้ และมีการใช้บริการ
สม่ำเสมอ ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องยกเลิก
2. ปิดไฟดวงที่ไม่ได้ใช้งาน
ื
เรื่องนี้ถอเป็นการประหยัดไฟและประหยัดเงินด้วยวิธีการที่ง่ายและใกล้ตัว ที่สุด เมื่อเราเห็นว่าไฟดวง
ไหนที่เราไม่ได้ใช้งานก็แค่ทำการปิดให้เรียบร้อย โดยเหลือไว้ เพียงไฟดวงที่เราต้องการใช้เท่านั้น เพียงแค่นี้ก็จะ
ช่วยในการประหยัดของเราได้เป็นอย่างดี
3. ตั้งงบค่าใช้จ่ายสำหรับทานอาหารนอกบ้านในแต่ละรายเดือน
หนึ่งในสิ่งที่ยากจะเปลี่ยนแปลงที่สุดในการประหยัดเงินคือ การออกไปทาน อาหารข้างนอกบ้าน ไม่ว่า
ื่
กับเพอน หรือครอบครัว เพราะคนเราทำงานมาเหนื่อย ๆ อยากจะทานอาหารอร่อยๆ บ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลก
ดังนั้นหากว่าเราต้องการประหยัดและ ยังได้ทานอาหารนอกบ้าน ก็ให้เราตั้งงบสำหรับการทานอาหารนอก
บ้านในแต่ละเดือน โดย ในหนึ่งเดือนนั้นเราสามารถทานอาหารนอกบ้านได้แต่ห้ามใช้เงินเกินจากงบที่เราตั้งไว้
ื
เพียงเท่านี้เราก็สามารถประหยัดพร้อมได้ทานอาหารนอกบ้านไปด้วยแล้วนั่นเอง ข้อสำคัญคอเราต้อง
คำนวนงบให้ดีอย่าให้มากหรือน้อยจนเกินไป เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะกระทบ ต่อรายจ่ายอื่นๆ ของเราก็เป็นได้
๔. ความอดทนในการทำงาน
ความอดทน มาจากคำว่า ขันติ หมายถึง การรักษาปกติภาวะของตนไว้ได้ ไม่ว่าจะถูกกระทบกระทั่งด้วย
ึ
สิ่งอันเป็นที่พึงปรารถนา หรือไม่พงปรารถนาก็ตาม มีความมั่นคงหนักแน่นเหมือนแผ่นดิน ซึ่งไม่หวั่นไหว ไม่ว่าจะมี
คนเทอะไรลงไป ของเสีย ของหอม ของสกปรกหรือของดีงามก็ตาม งานทุกชิ้นในโลกไม่ว่าจะเป็นงานเล็กงานใหญ่
ุ
ที่สำเร็จขึ้นมาได้นอกจากจะอาศัยปัญญาเป็นตัวนำแล้ว ล้วนต้องอาศัยคณธรรมอันหนึ่งเป็นพื้นฐานจึงสำเร็จได้
คุณธรรมอันนั้นคือ ขันติ ถ้าขาดขันติเสียแล้ว จะไม่มงานชิ้นใดสำเร็จได้เลย เพราะขันติเป็นคุณธรราสำหรับทั้ง
ี
ต่อต้านความท้อถอยหดหู่ ขับเคลื่อนเร่งเร้าให้เกิดความขยัน และทำให้เห็นอุปสรรคต่างๆ เป็นเครื่องท้าทาย
ความสามารถ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ความสำเร็จของงานทุกชิ้น ทั้งทางโลกและทางธรรม คืออนุสาวรีย์ของขันติ
ทั้งสิ้น โดยเหตุนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ยกเว้นปัญญาแล้ว เราสรรเสริญว่าขันติเป็นคุณธรรมอย่างยิ่ง”
ู
ลักษณะความอดทนที่ถกต้อง
๑. มีความอดกลั้น คือ เมื่อถูกคนพาลด่า ก็ทำราวกับว่าไม่ได้ยิน ทำหูเหมือนหู กระทะ เมื่อเห็นอาการยั่ว
ยุ ก็ทำราวกับว่าไม่ได้เห็น ทำตาเหมือนตาไม้ไผ่ ไม่สนใจใยดี ไม่ ปล่อยใจให้เศร้าหมองไปด้วย ใส่ใจ สนใจ
แต่ในเรื่องที่จะทำความเจริญให้แก่ตนเอง เช่น เจริญศีล สมาธิ ปัญญาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
๒. เป็นผู้ไม่ดุร้าย คือ สามารถข่มความโกรธไว้ได้ ไม่โกรธ ไม่ทำร้ายทำอันตรายด้วย อำนาจแห่งความ
โกรธนั้น ผู้ที่โกรธง่ายแสดงว่ายังขาดความอดทน มีคำตรัสของท้าวสักกะ เป็นข้อเตือนใจอยู่ว่า “ผู้ใดโกรธตอบผู้ที่
โกรธก่อนแล้ว ผู้นั้นกลับเป็นคนเลวกว่า ผู้ที่โกรธก่อน ผู้ที่ไม่โกรธต่อบุคคลผู้กำลังโกรธอยู่ ย่อมชื่อว่า เป็นผู้ชนะ
สงครามอันชนะได้ยากยิ่ง”
๓. ไม่ปลูกน้ำตาให้แก่ใครๆ คือ ไม่ก่อทุกข์ให้แก่ผู้อื่น ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือ เจ็บแค้นใจจน
น้ำตาไหลด้วยอำนาจความเกรี้ยวกราดของเรา
๔. มีใจเบิกบานแจ่มใสอยู่เป็นนิตย์ คือ มีปีติอิ่มเอิบใจเสมอๆ ไม่พยาบาท ไม่โทษฟ้า โทษฝน โทษ
เทวดา โทษโชคชะตา หรือโทษใครๆ ทั้งนั้น พยายามอดทนทำการงานทุก อย่างด้วยใจเบิกบาน
ลักษณะความอดทนนั้น โบราณท่านสอนลูกหลานไว้ย่อๆ ว่า “ปิดหูซ้ายขวา ปิดตาสองข้าง ปิดปากเสีย
ี้
บ้าง นอนนั่งสบาย” คนบางคนขี้เกียจทำงาน บางคนขเกียจเรียนหนังสือ บางคนเกะกะเกเร พอมีผู้ว่ากล่าว
ตักเตือนก็เฉยเสีย แล้วบอกว่าตนเองกำลังบำเพ็ญขันติบารมี อย่างนี้เป็นการเข้าใจผิด ตีความหมายของขันติผิดไป
ขันติไม่ได้หมายถึงการตกอยู่ในสภาพใดก็ทนอยู่อย่างนั้น
“พวกที่จน ก็ทนจนต่อไป ไม่ขวนขวายทำมาหากิน จัดเป็นพวกตายด้าน”
“พวกที่โง่ ก็ทนโง่ไป ใครสอนให้ก็ไม่เอา จัดเป็นพวก ดื้อด้าน”
ั
“พวกที่ชั่ว แล้วก็ชั่วอีก ใครห้ามก็ไม่ฟง จัดเป็นพวก ดื้อดึง”
ลักษณะที่สำคัญยิ่งของขันติ คือ ตลอดเวลาที่อดทนอยู่นั้น จะต้องมีใจผ่องใส ไม่เศร้าหมอง เราสรุป
ลักษณะของขันติโดยย่อ ได้ดังนี้
๑.อดทนถอนตัวหรือหลีกเลี่ยงจากความชั่วให้ได้
๒.อดทนทำความดีต่อไป
๓.อดทนรักษาใจไว้ไม่ให้เศร้าหมอง
ประเภทของความอดทน
ความอดทนแบ่งตามเหตุที่มากระทบได้เป็น ๔ ประเภทคือ
๑. อดทนต่อความลำบากตรากตรำ เป็นการอดทนต่อสภาพธรรมชาติ ดินฟ้าอากาศ ความหนาว ความ
ร้อน ฝนตก แดดออก ฯลฯ ก็อดทนทำงานเรื่อยไป ไม่ใช่เอาแต่โทษเทวดาฟ้าดิน หรืออ้างเหตุเหล่านี้แล้วไม่ทำงาน
๒. อดทนต่อทุกขเวทนา เป็นการอดทนต่อการเจ็บไข้ได้ป่วยความไม่สบายกายของเราเอง ความปวด
ความเมื่อย ผู้ที่ขาดความอดทนประเภทนี้ เวลาเจ็บป่วย จะร้องครวญคราง พร่ำเพ้อรำพน หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย
ั
ผู้รักษาพยาบาลทำอะไรไม่ทันใจหรือไม่ถูกใจ ก็โกรธง่ายพวกนี้จึงต้องป่วยเป็น ๒ เท่า คือ นอกจากจะป่วยกายที่
เป็นอยู่แล้ว ยังต้องป่วยใจแถมเข้าไปด้วย ทำตัวเป็นที่น่าเบื่อหน่ายแก่ชนทั้งหลาย
ั
๓. อดทนต่อความเจ็บใจ เป็นการอดทนต่อความโกรธ ความไม่พอใจ ความขดใจ อันเกิดจากคำพูดที่ไม่
ชอบใจ กิริยามารยาทที่ไม่งาม การบีบคั้นทั้งจากผู้บังคับบัญชาและลูกน้อง ความอยุติธรรมต่างๆ ในสังคม
ระบบงานต่างๆ ที่ไม่คล่องตัว ฯลฯ คนทั้งหลายในโลกแตกต่างกันมากโดยอัธยาศัยใจคอ โอกาสที่จะได้อย่างใจเรา
ึ
นั้นอย่าพงคิด เพราะฉะนั้น เมื่อเริ่มเข้าหมู่คนหรือมคนตั้งแต่สองคนขึ้นไป ให้เตรียมขันติไว้ต่อต้านความเจ็บใจ
ี
๔. อดทนต่ออำนาจกิเลส เป็นการอดทนต่ออารมณ์อันน่าใคร่น่าเพลิดเพลินใจ อดทนต่อสิ่งที่เราอยากทำ
แต่ไม่สมควรทำ เช่น อดทน ไม่เที่ยวเตร่ ไม่เล่นการพนัน ไม่เสพสิ่งเสพย์ติด ไม่รับสินบน ไม่คอรัปชั่น ไม่ผิดลูกเมีย
เขา ไม่เห่อยศ ไม่บ้าอำนาจ ไม่ขี้โอ่ ไม่ขอวด เป็นต้น
ี้
อานิสงส์การมีความอดทน
๑. ทำให้กุศลธรรมทุกชนิดเจริญขึ้นได้
๒. ทำให้เป็นคนมีเสน่ห์ เป็นที่รักของคนทงหลาย
ั้
๓. ทำให้ตัดรากเหง้าแห่งความชั่วทั้งหลายได้
๔. ทำให้อยู่เย็นเป็นสุข ทุกอิริยาบท
๕. ชื่อว่าได้เครื่องประดับอันประเสริฐของนักปราชญ์
๖. ทำให้ศีลและสมาธิตั้งมั่น
๗. ทำให้ได้พรหมวิหารโดยง่าย
๘. ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย “บุคคลอดทนต่อคำของผู้สูงกว่าได้ เพราะความกลัว อดทน
่
ถ้อยคำของผู้เสมอกันได้ เพราะเหตุแห่งความแขงดี ส่วนผู้ใดในโลกนี้ อดทนต่อคำของคนเลวกว่าได้ สัตบุรุษ
ทั้งหลายกล่าวว่า ความอดทนนั้นสูงสุด”
สุขลักษณในการทำงาน
ความหมายของสุขลักษณะ แบ่งออกได้เป็น 2 ความหมายหลัก ๆ คือ
1. การรักษามาตรฐานการปฏิบัติ 3 ส แรกที่ดีไว้ และยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้น
ซึ่งในความหมายนี้จะก่อให้เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจะเกิดขึ้นได้จะต้องเริ่มจาก
ื่
การมีมาตรฐานเพอใช้ในการอางอิงก่อนจากนั้นก็พัฒนาปรับปรุมาตรฐานให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ มาตรฐานที่ว่านี้
้
หมายความถึงมาตรฐานการปฏิบัติ 5 ส ของแต่ละพื้นที่ มาตรฐานดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีเพื่อให้การทำ
5ส มีแบบแผนที่ชัดเจน การกำหนดมาตรฐานจะต้องทำให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เพราะหากกำหนดมาตรฐานไม่
เหมาะสมแล้ว จะทำให้สมาชิกพื้นที่เกิดการต่อต้านและไม่ปฏิบัติตามในที่สุด
2. การปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ดีขึ้น
ความหมายของการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ดีขึ้น เกิดจากการที่ได้ทำ 3ส แรก อย่างต่อเนื่องจนทำ
ให้สภาพแวดล้อมในการทำงานดีขึ้น อันจะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการทำงานที่เพิ่มขึ้น คุณภาพของงานที่ดีขึ้น
ตามลำดับ
ทำไมต้องทำสุขลักษณะ
1. เพื่อรักษามาตรฐานของความเป็นระเบียบ
2. ป้องกันไมให้กลับไปสู่สภาพที่ไม่ดี
่
3. ให้เกิดความสร้างสรรค์ในการปรับปรุงงาน
4. เพื่อความสมบูรณ์ทั้งสุขภาพร่างกายและจิตใจของบุคลากร
สิ่งที่เป็นตัวบ่งบอกว่าองค์กรยังดำเนินการไปไม่ถึงขั้นสุขลักษณะคือ
- การวางของล้ำเส้นทางเดิน โดยทั่วไปเมื่อมีการดำเนินกิจกรรม 5ส แต่ละพื้นที่มักจะทำการ
ทาสี ตีเส้นบริเวณต่าง ๆ เช่น ทางเดิน บริเวณที่วางของ เป็นต้น ในระยะแรกของการดำเนินกิจกรรม จะมีการวาง
สิ่งของตามที่ได้กำหนดไว้ แต่เมื่อดำเนินการไปสักระยะอาจจะพบว่าไม่ได้วางของในบริเวณที่กำหนด มีการวางล้ำ
เส้นออกมา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่สามารถบ่งบอกได้ว่า การดำเนินกิจกรรม 5 ส ยังไม่ถึงขั้นสุขลักษณะ
- การวางอุปกรณ์ผิดตำแหน่งที่กำหนด บริเวณที่เก็บอุปกรณ์ส่วนใหญ่มักได้รับการจัดการให้เป็น
ระเบียบ มีการกำหนดที่วางให้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างชัดเจน เช่น การเขียนป้ายระบุไว้ตรงบริเวณที่จัดวาง ซึ่ง
หากการดำเนินกิจกรรมไม่ต่อเนื่อง ก็จะพบว่าการวางอุปกรณ์ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้
- เริ่มมีการสะสมสิ่งของที่ไม่จำเป็นในการทำงาน การเริ่มต้นทำ 5ส โดยทั่วไปมักจะทำการ
สะสางสิ่งของที่ไม่จำเป็นในการทำงานออกไป ซึ่งในช่วงเริ่มต้นหรือในวันทำความสะอาดใหญ่จะทำได้อย่างดี มีการ
สะสางกันได้มากมาย แต่เมื่อดำเนินการไปสักระยะ จะพบว่า เริ่มมีการสะสมสิ่งของต่าง ๆ เพิ่มขึ้นแสดงว่าไม่ได้นำ
หลักการสะสางมาใช้อย่างต่อเนื่อง
- ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐาน 5 ส อย่างสม่ำเสมอ การปฏิบัติตามมาตรฐาน 5ส อย่างสม่ำเสมอ
จะทำให้ก้าวไปสู่ขั้นสุขลักษณะได้ แต่ถ้าไม่ได้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ โอกาสที่จะก้าวไปสู่ขั้นนี้ก็ทำได้ลำบาก
- มีฝุ่น ผงกระจายอยู่ตลอดเวลา และไม่ได้มีความพยายามหาวิธีป้องกัน ในการทำ 5ส จะต้องมี
การปรับปรุงสภาพแวดล้อม ให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องหาก? พบว่ายังมีการกระจายของฝุ่น ผง โดยไม่มีการ
ดำเนินการป้องกัน แสดงว่าสมาชิกในพื้นที่ละเลยที่จะปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น
- สภาพแวดล้อม แสง สี อากาศ ไม่เหมาะต่อสภาพการทำงาน
ื้
- มีเศษกระดาษ ก้นบุหรี่ทิ้งอยู่ตามพน กระถางต้นไม้ หรือซอกมุมต่าง ๆ
ความขยันในการทำงาน
ความขยันหมั่นเพียร เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บุคคลมีความเจริญก้าวหน้าและประสบความสำเร็จในชีวิต
คนขยันหมั่นเพียรย่อมพึ่งตนเองและครองตนได้
ลักษณะของคนที่มีความขยันหมั่นเพียร เป็นคนกล้างาน ไม่หลบงาน ไม่หนีงาน ไม่กลัวความทุกข์ยาก ไม่
กลัวความลำบากใด ๆ ไม่อ่อนแอ มีความยินดีพอใจในการทำงาน เป็นคนรีบเร่งทำงานด้วยความรวดเร็วว่องไว
ทำงานตรงเวลา และเสร็จทันเวลา
ความขยันหมั่นเพียรมี 4 ประการ คือ
1. เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน
2. เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
3. เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน
ิ
4. เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ให้เสื่อม (มหาเถรสมาคม.2526 : 55 อ้างองจาก องคต. จตุกก.
21/20)
พฤติกรรมของบุคคลที่มีความขยันหมั่นเพียร มีความเอาใจใส่และตั้งใจทำงาน มีความอดทน หนักแน่น
หนักเอาเบาสู้ ไม่ท้อแท้ท้อถอย ความขยันหมั่นเพียรจึงเป็นพื้นฐานของความรับผิดชอบและเป็นจุดเริ่มต้นของ
ความสำเร็จ ดังพุทธภาษิตที่กล่าวว่า "บุคคลจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร"
ความซอสัตย์ในการทำงาน
ื่
ความหมายของความซื่อสัตย์(Integrity)ความซื่อสัตย์ หมายถึง มีความซื่อตรง มั่นคงอยู่ในศีลธรรม มี
ความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น มีความสุจริตทางกาย ทางวาจา และทางใจ ซึ่งความซือสัตย์นี้จะไม่ทำให้บุคคล
รอบข้างของเราเดือดร้อนและแล้วความซื่อสัตย์นั่นก็จะนำพามาซึ่งความเจริญของบ้านเมือง
่
คำว่า "ซื่อสัตย์" ในพจนานุกรมได้ให้ความหมายของคำว่า “ ซื่อ ” ว่าหมายถึง ตรง ไมมีเล่ห์เหลี่ยม ไม ่
คดโกง ส่วนคำว่า “ ซื่อตรง ” หมายถึง ความประพฤติตรง ไม่เอนเอียง ไม่คดโกง และ “ซื่อสัตย์ ” หมายถึง ความ
ิ
ประพฤติตรงและจริงใจ ไม่คดคดทรยศ ไม่คดโกงและไม่หลอกหลวง หรือเราอาจจะพูดง่ายๆว่าคนที่ซื่อสัตย์ ก็คือ
คนที่เป็นคนตรง ประพฤติสิ่งใดก็ด้วยน้ำใสใจจริง
ความซื่อสัตย์นั้นมีหลายอย่าง เช่น ความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ความซื่อสัตย์ต่อครอบครัว ความซื่อสัตย์ต่อ
หน้าที่ ความซื่อสัตย์ต่อมิตร และความซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติ เป็นต้น
มีพุทธภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ สจฺเจน กิตฺตี ปปฺโปติ ” แปลว่า “ คนเราจะบรรลุถึงเกียรติได้เพราะความสัตย์ ”
นั้นก็หมายความว่า คนที่จะมีเกียรติ ย่อมต้องเป็นคนที่มความสัตย์ซื่อ จึงจะเป็นที่ยอมรับนับถือของคนในสังคมได้
ี
อย่างจริงใจ โดยไม่ต้องไมเสแสร้งแกล้งทำ
่
“ ความซื่อสัตย์ ” เป็นคุณธรรมที่จำเป็นต่อทุกสังคม ไม่ว่าจะเป็นความซื่อสัตย์ในระดับไหนก็ตาม
จะต้องมีการปลูกฝังหรือสอนเยาวชนรุ่นหลังให้ประพฤติปฏิบัติ ทั้งนี้เพราะ หากคนในสังคมขาดคุณธรรมข้อนี้
เมื่อใด สังคมก็จะวุ่นวาย ไม่สงบ คนจะเอารัดเอาเปรียบกัน และเห็นแก่ตัวมากขึ้น จนก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมา
อีกมากมาย ดังตัวอย่างที่กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จะ
ขอยกมาให้เห็น ดังนี้
- การไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง เช่น เราตั้งใจว่าจะไม่กินของหวาน ของมันเพอลดน้ำหนัก แต่เราก็แอบกิน แม้
ื่
คนอื่นไม่ทราบ แต่เราก็รู้ตัวเราดี ผลเสีย คือ เราก็จะอ้วน และเป็นโรคอื่นตามมา หรือตั้งใจจะอ่านหนังสือ แล้วก็
่
ไม่อาน เพราะมัวไปเที่ยวเล่น ดูหนัง หรือเล่นเนท ผลเสียคือ เราอาจจะสอบตก ซึ่งหากเราขาดความซื่อสัตย์ต่อ
ตนเอง และผัดผ่อนไปเรื่อยๆ ในระยาวเราอาจจะกลายเป็นคนขาดระเบียบ ขาดความตั้งใจ กลายเป็นคนทำอะไร
ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต
-การไม่ซื่อสัตย์ต่อครอบครัว เช่น ไปมีชู้ มีกิ๊ก ติดพันนักร้องนักแสดง มีความสัมพันธ์กับคนที่มีครอบครัว
แล้ว แม้จะไม่ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดู แต่ก็จะทำให้ละเลยต่อลูกเมีย หรือสามี สร้างปัญหาในชีวิต ก่อให้เกิดความไม่
ไว้วางใจซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังเป็นที่ดูถูกเหยียดหยามของผู้อื่น หากเป็นหัวหน้าไปมีสัมพนธ์กับลูกน้อง ก็จะทำให้
ั
ลูกน้องคนอื่นๆขาดความเชื่อถือ หรือหัวหน้าระดับสูงขึ้นไปไม่ให้ความไว้วางใจ เป็นต้น
-การไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่การงาน เช่น เป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจใช้อำนาจในทางมิชอบ กระทำทุจริต
หรือแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนเองหรือครอบครัว ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนและบ้านเมืองดังที่เรา
จะเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน หรือหากเป็นพ่อค้าแม่ขาย ชาวสวนชาวนาไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ขายของโกงเขา หรือใช้
สารเคมีที่เป็นอันตราย ฯลฯ ก็จะทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท โรคภัยไข้เจ็บจากสารพิษสะสมในร่างกาย เป็นต้น ซึ่ง
ล้วนแล้วแต่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้เกี่ยวข้องทั้งสิ้น
-การซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะหากชาติอยู่ไม่ได้ ประชาชนคนในชาติก็อยู่ไม่ได้
และหากชาติล่มสลาย ก็คือพวกเราที่จะกลายเป็นคนไร้แผ่นดิน ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น
ตัวอย่างข้างต้น คงจะทำให้เห็นแล้วว่า “ ความซื่อสัตย์ ” เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากขาด “ ความซื่อสัตย์ ”
แล้ว สังคมคงยุ่งเหยิง เกิดความหวาดระแวง ไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน เกิดความโกลาหลไปทั่ว ไม่รู้สิ่งไหนจริง สิ่งไหน
เท็จ ถ้าขาดในระดับบุคคลก็จะกลายเป็นคนไม่น่าเชื่อถือและมีปัญหาอยู่ตลอดเวลา ส่วนในระดับประเทศ ก็จะไร้
ซึ่งเกียรติภูมิ เป็นที่ดูถูกของชาติอื่น ซึ่งความซื่อสัตย์ที่ว่านี้ รวมไปถึงการมี สัจจะ พูดจริงทำจริง ไม่โกหกหรือพูด
เหลวไหล พูดคำไหนเป็นคำนั้นด้วย คนเช่นนี้ไปที่ใด ย่อมเป็นที่เคารพนับถือว่าเป็นคนมีเกียรติ ข้อสำคัญ ถ้าทุกคน
ทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ย่อมจะทำให้สังคม และประเทศชาติมีความมั่นคง สงบสุข อันมีผลดีต่อ
ประชาชนคือ ตัวเราทุกคนนั่นเอง
จริยธรรมในการทำงาน
ื
จริยธรรมในการทำงาน หมายถึง กฎเกณฑ์ที่เป็นแนวทางปฎิบัติตนในการประกอบอาชีพที่ถอว่าเป็นสิ่ง
ที่ดีงาน เหมาะสม และยอมรับการทำงานหรือการประกอบอาชีพต่าง ๆ จะเน้นในเรื่องของจริยธรรมที่มีความ
แตกต่างกันดังนี
จริยธรรมในการทำงานทั่วไป
จริยธรรมที่นำมาซึ่งความสุขความเจริญในการทำงานและการดำรงชีวิต เรียกว่า
1. มงคล 38 ประการ มงคลชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการทำงานมีดังนี้
2. ชำนาญในวิชาชีพของตน ( มงคลชีวิตข้อที่ 8 ) เป็นการนำความรู้ที่เล่าเรียน ฝึกฝน อบรม มาปฏิบัติ
ให้เกิดความชำนาญจนสามารถยึดเป็นอาชีพได้
3. ระเบียบวินัย ( มงคลชีวิตข้อที่ 9 ) การฝึกกาย วาจาให้อยู่ในระเบียบวินัยที่สังคมหรือสถาบันวางไว้
เป็นแบบแผน
4. กล่าววาจาดี( มงคลชีวิตข้อที่ 10 ) คือ วจีสุจริต 4 ประการ ได้แก่ ความจริง คำประสานสามัคคี
คำสุภาพ คำมีประโยชน์
5. ทำงานไม่คั่งค้างสับสน ( มงคลชีวิตข้อที่ 14 ) ลักษณะการทำงานของคนโดยทั่วไปมี 2 แบบ คือ
– การทำงานคั่งค้างสับสน คือ ทำงานหยาบยุ่งเหยิง ทำงานไม่สำเร็จ
– การทำงานไม่คั่งค้าง คือ การทำงานดีมีระเบียบ ทำงานเต็มฝีมือ และทำงานให้เสร็จ
จรรยาบรรณวิชาชีพ
จรรยาบรรณเกิดขึ้นเพอมุ่งให้คนในวิชาชีพมีประสิทธิภาพ ให้เป็นคนดีในการบริการวิชาชีพ ให้คนใน
ื่
วิชาชีพมีเกียรติศักดิ์ศรีที่มีกฎเกณฑ์มาตรฐานจรรยาบรรณ
จรรยาบรรณ มีความสำคัญและจำเป็นต่อทุกอาชีพ ทุกสถาบัน และหน่วยงาน เพราะเป็นที่ยึดเหนี่ยวควบคุม
การประพฤติ ปฏิบัติด้วยความดีงาม
ความสำคัญของจรรยาบรรณ
เพื่อให้มนุษย์สามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข จึงต้องมีกฎ กติกา มารยาท ของการอยู่ร่วมกัน
ในสังคมที่เจริญแล้วไม่มองแต่ความเจริญทางวัตถุ
จริยธรรมในการทำงานผู้บริหาร
1. มีหิริโอตตัปปะ
2. เว้นอคติ 4 ประการ
3. มีพรหมวิหาร 4
4. มีสังคหวัตถุ 4
จริยธรรมของผู้ประกอบอาชีพค้าขาย
แบบทดสอบท้ายบท
1. ความสัมพันธ์ของคุณธรรมและจริยธรรมหมายถึงข้อใด?
ก. เป็นเรื่องเดียวกัน.
ข. เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน.
ค. เป็นเรื่องการกระทำของบุคคล..
ง. เป็นเรื่องที่อยู่ในจิตใจของบุคคล
๒. ค่านิยมใด สมควรแก้ไขในสังคมไทย?
ก. การเคารพผู้อาวุโส.
ข. การให้ความสำคัญกับเงินมากเกินไป.
ื
ค. การพึ่งพาอาศัยร่วมมอกัน.
ง. การพึ่งพาศักดิ์สิทธิ์ โชคลาภ
๓. ค่านิยมเป็นตัวกำหนดสิ่งใด ของคนในสังคม?
ก. การตอบสนอง.
ข. พฤติกรรม.
ค. การยอมรับ.
ง. ถูกทุกข้อ
๔. พฤติกรรมเชิงจริยธรรม หมายถึงข้อใด?
ก.การแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของสังคมและปฏิเสธการแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของสังคม.
ข. เบื้องหลังการกระทำของบุคคลใช้เป็นเกณฑ์ในการเลือกกระทำ.
ค. ความรู้สึกต่อพฤติกรรมต่างๆ ในทางที่ชอบหรือไม่ชอบ.
ง. ไม่มีข้อถูก
๕. วัยใดสามารถตัดสินใจด้วยตนเองว่าสิ่งใดควรกระทำหรือไม่ควรกระทำ ตามทฤษฏีการพัฒนา ทางจริยธรรม?
ก. อายุ 0 – 2 ปี
ข. อายุ 2 – 8 ปี
ค. อายุ 8 ปี ขึ้นไป
ง. อายุ 12 ปี ขึ้นไป
๖. ความจริง หรือความเสื่อมของสังคม วัดได้จากอะไร?
ก. ค่านิยม.
ข. วัฒนธรรม.
ค. ความสามัคคี.
ง. กฎหมายระเบียบข้อบังคับ
๗. จริยธรรม หมายถึงข้อใด?
ก. ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ.
ข. คำสั่งสอน.
ค. หลักปฏิบัติในทางศาสนา.
ง. ไม่มีข้อถูก
๘. ศีลในข้อใดทำให้คนเรามีสติ
ก. ศีลข้อ 1
ข. ศีล 3 ข้อ
ค. ศีล 4 ข้อ
ง. ศีล 5 ข้อ
๙. เมื่อสภาพสังคมเปลี่ยนค่านิยมจะเป็นเช่นไร
ก. เปลี่ยนแปลงไปตามสังคม
ข. คงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ค. เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
ง. เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
๑๐. ธรรมใดเป็นเครื่องคุ้มครองโลก
ก. ขันติ
ข. โสรัจจะ
ค. หิริโอตัปปะ
ง. สัจจะ
บรรณานุกรม บทที่ 3
เอกสารอ้างอิง https://www.google.com/search?q=อุปกรณ์การย้อม
คราม&rlz=1C1CHUA_thTH505TH506&oq=อุปกรณ์การย้อม
คราม&aqs=chrome..69i57.15911j0j7&sourceid=chrome&
เอกสารอ้างอิง http://phathai.tripod.com/html/Phathai2_1_4.html
เอกสารอ้างอิง http://www.openbase.in.th/node/5417
เอกสารอ้างอิง
http://www.thaitextileacademy.com/15796731/%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0
%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%
E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%AD
%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%
AD
http://www.qsds.go.th/osrd_new/file_upload/2013-11-04-yom8.pdf
http://bategthailand.blogspot.com/2014/01/blog-post_18.html
www.kitchen-form.com/portfolio/เตาแก๊ส
https://sites.google.com/a/pkc.ac.th/bth-reiyn-wicha-thasn-silp-pha-ba-tik/rup-baeb-khxng-pha-
ba-tik
https://supanutblog.wordpress.com/%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E
0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0
%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%
B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81/
https://www.gotoknow.org/posts/540252
https://sites.google.com/site/zapzahot/kar-xnuraks-pha-hmx-hxm
http://www.m2j.co.th/index.php?lay=show&ac=article&Id=2147488247&Ntype=1
http://www.m2j.co.th/index.php?lay=show&ac=article&Id=2147488247&Ntype=1
http://www.samsenfire.com/article/52-study-pae.html
บรรณานุกรม บทที่ 4
อ้างอิงจาก http://www.ist.cmu.ac.th/cotton/naturalColor_Assistance.php?subnav=3
้
เอกสารอางอง
ิ
์
ิ
อางอิงจาก หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพมพครั้งที่ 5. “คราม”. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณ
้
ธรรม). หน้า 168.
้
อางอิงจาก หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ. “คราม Indigo”. (คณะเภสัชศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล). หน้า 126.
อางอิงจาก สวนพฤกษศาสตร์สายยาไทย. “คราม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
้
www.saiyathai.com. [15 ก.พ. 2014].
อางอิงจาก วิชาการดอทคอม. “(ฮอม) ห้อมและคราม สีมีชีวิต”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
่
้
www.vcharkarn.com.
อางอิงจาก https://sites.google.com/site/intrapornspenjit/toryod/reuxng-na-ru-2
้
https://sites.google.com/site/phayxmkhram/3-kar-yxm-khram/3-2-karte-ri-ym-na-yxm
อ้างอิงจาก https://sites.google.com/site/prawoaraya/lwdlay-pattern
อ้างอิงจาก https://www.bkkmenu.com/eat/stories/fashion-thai-style.html
อ้างอิง http://www.huso.buu.ac.th/conference/huso61/proceeding/321/5