The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

1101.การคิดเชิงออกแบบ.(5 บท) กฤษณวงศ์ รอบรู้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2024-01-22 22:23:18

1101.การคิดเชิงออกแบบ.(5 บท) กฤษณวงศ์ (สมบูรณ์)

1101.การคิดเชิงออกแบบ.(5 บท) กฤษณวงศ์ รอบรู้

39 ผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมในระดับเดียวกับความสนใจของมนุษย์ เป็นข้อจำกัดหลักสำหรับ กระบวนการออกแบบ 2) มีความสามารถในการมองเห็น คือ เป็นนักออกแบบต้องทำงานด้วยสายตา เช่น การ แสดวงความคิดในการสังเกต 3) Predisposition toward multifunctionality คือ นักออกแบบคว ร มองการ แก้ปัญหาที่แตกต่างกัน หลากหลายวิธี และคำนึงถึงภาพรวมของปัญหา 4) มองอย่างเป็นระบบ คือ นักออกแบบควรปฏิบัติต่อปัญหาในฐานะปัญหาของระบบ โดยแก้ปัญหาเชิงระบบที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนและแนวคิดที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างโซลูชันแบบองค์รวม 5) มีความสามารถในการใช้ภาษาเป็นเครื่องมือ คือ นักออกแบบสามารถอธิบาย กระบวนการสร้างสรรค์ของพวกเขาด้วยวาจา โดยบังคับการประดิษฐ์ที่ขาดรายละเอียดและแสดง ความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนด้วยภาพ เช่น คำอธิบายควรควบคู่ไปกับกระบวนการสร้างสรรค์ 6) การทำงานเป็นทีม คือ นักออกแบบจำเป็นต้องพัฒนาทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์ที่ทำให้ พวกเขาสามารถสื่อสารข้ามสาขาวิชาและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ 7) หลีกเลี่ยงความจำเป็นในการเลือก คือ นักออกแบบค้นหาทางเลือกที่แข่งขันกันก่อนที่ จะตัดสินใจเลือกหรือตัดสินใจ พยายามหาวิธีสร้างการกำหนดค่าใหม่ กระบวนการนี้นำไปสู่โซลูชันที่ หลีกเลี่ยงการตัดสินใจและรวมตัวเลือกที่ดีที่สุด Lewis (2016) กล่าวถึงลักษณะของผู้ที่มีการคิดเชิงออกแบบไว้ดังนี้ 1) มองโลกในแง่ของปัญหาและผลิตภัณฑ์ ใช้มุมมองกว้าง ๆ ของผลิตภัณฑ์ซึ่งรวมถึง ข้อมูล สิ่งประดิษฐ์ กิจกรรม บริการ ระบบ และสภาพแวดล้อม ทั้งหมดนี้สามารถออกแบบเพื่อ แก้ปัญหาเฉพาะได้ 2) มองตัวเองเป็นสินค้า ผู้ที่มองว่าตนเองเป็นผลิตภัณฑ์หมายถึง การนำเอาทัศนคติ พฤติกรรมและมุมมองของตนเองไปใช้โดยนักออกแบบ ผู้ที่คิดเชิงออกแบบจะทบทวนตัวเองในแบบ ต่าง ๆ ซึ่งจะนำไปสู่ประสิทธิภาพของทีมที่ยอดเยี่ยม 3) ฝึกฝนความสามารถของนักออกแบบอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอาใจใส่และ การมองโลกในแง่ดี การเอาใจใส่การคิดเชิงบูรณาการ การมองโลกในแง่ดี การทดลอง และการทำงาน ร่วมกัน


40 4) เข้าใจกระบวนการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์อย่างลึกซึ้ง และรู้วิธีทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ 5) ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้คิดหาวิธีใหม่ในการมีส่วนร่วมของกลุ่มเพื่อให้งานเดินหน้าต่อไป 6) ยอมรับความผิดพลาดและปรับปรุงแก้ไข แสวงหาโอกาสในการใช้แบบจำลองและ รูปแบบอื่น ๆ ในการสร้างเพื่อขจัดความสับสนและสร้างระเบียบ เช่น การสร้างแบบจำลอง การร่างภาพ และการเล่าเรื่อง เป็นต้น 7) ต้นแบบวิสัยทัศน์ โดยทั่วไปแล้วต้นแบบจะใช้ในการทดสอบผลิตภัณฑ์ในขั้นตอน ต่าง ๆ ของความเที่ยงตรง เพื่อรับข้อเสนอแนะที่มีความหมายจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ควรมองหา วิธีการสร้างต้นแบบและทดสอบวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกันสำหรับองค์กรของตน เช่น การสวมบทบาท หรือการเขียนบทความในนิตยสารเกี่ยวกับความสำเร็จในอนาคตของบริษัท เป็นต้น ซึ่งทำให้มีโอกาส ที่จะพัฒนาต้นแบบให้มีความน่าพอใจมากขึ้นในอนาคต Chakravarthy (2018) ได้กล่าวถึงประเมินการคิดเชิงออกแบบและคุณลักษณะทั้ง 4 ประการ ที่บ่งบอกการเป็นนักคิดด้านการออกแบบที่ดีไว้ดังนี้ 1) รับรู้ถึงความต้องการของมนุษย์ นักคิดด้านการออกแบบที่ดีควรมีความรับผิดชอบใน การพัฒนาบริการและกลยุทธ์ที่เป็นนวัตกรรมและให้ผลกำไร มีกรอบความคิดด้านการออกแบบมี ความถนัดในการรับฟังความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ ของโครงการทั้งภายในและ ภายนอกองค์กร และแปลให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่ใช้งานได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือการพัฒนาโซลูชันที่มี ความหมายซึ่งดึงดูดผู้คนและบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ สิ่งนี้จะกลายเป็นพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจ ที่ยั่งยืน 2) มีทักษะการทำงานร่วมกัน นักคิดด้านการออกแบบที่ดีควรมีทักษะในการใช้นวัตกรรม เพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการทำงานร่วมกันระหว่างบุคคลในองค์กร องค์กรในปัจจุบัน ต้องการผู้ที่สามารถเติมเต็มความต้องการของผู้รู้ทั่วไปได้ ซึ่งก็คือผู้ที่สามารถพูดและสื่อสารกับผู้ได้ ร่วมกันคิด ตัดสินใจ เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และไอเดียใหม่ ๆ ขององค์กรได้ 3) มีต้นแบบของกระบวนการวนซ้ำ จุดเด่นของวิธีการออกแบบคือกระบวนการของการ ทำงาน กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับการใช้ความพยายามที่หลากหลายเพื่อเข้าถึงโซลูชันในขณะที่ทำ การทดสอบและปรับปรุงแต่ละวิธีอย่างต่อเนื่อง ทางออกที่ดีที่สุดคือการแก้ปัญหา ตั้งคำถามถึงสภาพ ที่เป็นอยู่ นักคิดด้านการออกแบบที่ดีควรสามารถปรับกระบวนการเพื่อปรับปรุงแก้ไขชิ้นงานหรือ


41 นวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่หรือรูปแบบธุรกิจ ในโลกดิจิทัลที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็วใน ปัจจุบัน อุปสรรคในการสร้างและการทดสอบลดลงอย่างมาก ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่เชี่ยวชาญ ปรัชญาการออกแบบแบบวนซ้ำที่คล่องตัวนี้จะประสบความสำเร็จเร็วขึ้นกว่าผู้อื่น 4) เป็นผู้ที่มองเห็นอนาคต ทักษะและความชัดเจนของจินตนาการเป็นตัวกำหนด คุณภาพของเป้าหมาย ในโลกปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยไฮเปอร์ของโซเชียล มีเดีย การระดมทุนจากฝูงชน และเศรษฐกิจการแบ่งปัน ธุรกิจต่าง ๆ อำนวยความสะดวกในการ กำหนดนิยามใหม่ของการใช้ชีวิตของเรา องค์กรที่อยู่ในธุรกิจที่สร้างกระแสที่มีความหมายมากกว่า การปรับให้เข้ากับบรรทัดฐานยังคงมีความเกี่ยวข้องกับนักลงทุนและผู้คนที่พวกเขาให้บริการ ในขณะ ที่การวิจัยสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอดีตและปัจจุบันได้ แต่ต้องใช้จินตนาการที่สร้างสรรค์และ สร้างสรรค์เพื่อสร้างอนาคต นักคิดด้านการออกแบบที่ดีได้รับแรงบันดาลใจให้สร้างแนวคิดเกี่ยวกับ สภาวะที่พึงประสงค์ในอนาคต และมีทักษะในการสื่อสารวิสัยทัศน์เหล่านั้นอย่างชัดเจน กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เครื่องมือสำคัญของการสร้าง ความสำเร็จให้องค์กร (2562) ได้กล่าวถึงการประเมินการคิดเชิงออกแบบไว้ว่า กระบวนการคิดเชิง ออกแบบจะทำให้เรามองเห็นวิธีการใหม่ ๆ ในการแก้ไขปัญหา สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ตลอดจนสร้าง นวัตกรรมตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ ทำให้เรารู้จักมองปัญหาตลอดจนโจทย์ของการทำงานต่าง ๆ ได้รอบ ทิศและรอบคอบขึ้น ฝึกให้มีการคิดอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอน และมีลำดับการบริหารจัดการที่ดีไม่ ว่าจะนำไปใช้กับการปฏิบัติงานอย่างไรก็ตาม โดยสิ่งที่บ่งบอกว่าผู้นั้นมีกระบวนการการคิดเชิง ออกแบบแล้วนั้น สามารถตรวจสอบได้จากข้อสรุปต่อไปนี้ 1) มีกระบวนการแก้ไขปัญหาตลอดจนหาทางออกที่เป็นลำดับขั้นตอน กล่าวคือ มี กระบวนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ มองอย่างรอบคอบและละเอียด ทำให้เราเข้าใจปัญหาได้อย่าง ถ่องแท้ และแก้ไขได้ตรงจุด 2) มีทางเลือกที่หลากหลาย กล่าวคือ การคิดบนพื้นฐานข้อมูลที่มีหลากหลาย ตลอดจน พยายามคิดหาวิถีทางหรือแชร์ไอเดียที่ดีออกมาหลากหลายรูปแบบ ทำให้เรามองเห็นอะไรรอบด้าน และมีตัวเลือกที่ดีที่สุดก่อนนำไปใช้แก้ปัญหาจริงหรือนำไปปฏิบัติจริง 3) มีตัวเลือกที่ดีและเหมาะสมที่สุด กล่าวคือ มีตัวเลือกที่หลากหลาย มีการคิดวิเคราะห์ ซึ่งทำให้สามารถเลือกทางเลือกที่ดีและเหมาะสมที่สุดได้ มีประสิทธิภาพ


42 4) มีความคิดสร้างสรรค์ กล่าวคือ การแชร์ไอเดียตลอดจนระดมความคิดนั้น จะทำให้ สมองเราฝึกคิดหลากหลายรูปแบบ หลากหลายวิธีการ หลากหลายมุมมอง และทำให้เรารู้จักหาวิธี แปลก ๆ ใหม่ ๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการฝึกความคิดสร้างสรรค์ที่ดีที่เป็นพื้นฐานที่ดีในการแก้ปัญหา ตลอดจนการบริหารจัดการเช่นกัน 5) มีกระบวนการใหม่หรือมีนวัตกรรมใหม่ กล่าวคือ มีการคิดมากมายหลากหลาย รูปแบบ ตลอดจนแชร์ไอเดียดีๆ มากมาย การที่ได้พยายามฝึกคิดจะทำให้เรามักค้นพบวิธีใหม่ๆ เสมอ หรือเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ 6) มีแผนสำรองในการแก้ปัญหา กล่าวคือ การคิดที่หลากหลายวิธีนอกจากจะทำให้เรา สามารถวิเคราะห์เลือกวิธีที่ดีที่สุดได้แล้วนั้น ยังทำให้มีตัวเลือกสำรองไปในตัวโดยผ่านกระบวนการ ลำดับความสำคัญมาเรียบร้อยแล้ว ทำให้สามารถเลือกใช้แก้ปัญหาได้ทันท่วงทีหากวิธีการที่เลือกไม่ ประสบความสำเร็จ 7) มีการทำงานอย่างเป็นระบบ กล่าวคือ เมื่อถูกฝึกให้คิดอย่างเป็นระบบแบบแผนแล้ว จะปลูกฝังระบบการทำงานที่ดี นั่นย่อมส่งผลให้มีการทำงานอย่างเป็นระบบ และทำงานได้มี ประสิทธิภาพมากและเพิ่มศักยภาพให้กับบุคคลและทีมงาน AdminP (2563) ได้กล่าวถึงพฤติกรรมที่แสดงออกถึงการมีกระบวนการคิดเชิงออกแบบ ไว้ดังนี้ 1) มีกระบวนการแก้ไขปัญหาตลอดจนหาทางออกที่เป็นลำดับขั้นตอน มองอย่าง รอบคอบและ ใส่ใจรายละเอียด เข้าใจปัญหาได้อย่างถ่องแท้และแก้ไขได้ตรงจุด 2) มีทางเลือกที่หลากหลาย การคิดบนพื้นฐานข้อมูลที่มีหลากหลาย คิดหาวิถีทางหรือ แชร์ไอเดียที่ดีออกมาหลากหลายรูปแบบ มีตัวเลือกที่ดีที่สุดก่อนนำไปใช้แก้ปัญหาจริง หรือนำไป ปฏิบัติจริง 3) มีความคิดสร้างสรรค์การแชร์ไอเดีย คิดหลากหลายรูปแบบ หลากหลายวิธีการ หลากหลายมุมมอง และทำให้รู้จักหาวิธีแปลก ๆ ใหม่ ๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการฝึกความคิดสร้างสรรค์ที่ ดี ที่เป็นพื้นฐานที่ดีในการแก้ปัญหา ตลอดจนการบริหารจัดการ 4) มีกระบวนการใหม่ ๆ หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ คิดมากมายหลากหลายรูปแบบ ตลอดจน แชร์ไอเดียดีๆ มากมาย การที่พยายามฝึกคิดมักค้นพบวิธีใหม่ ๆ เสมอหรือเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา ได้เช่นกัน


43 5) มีแผนสำรองในการแก้ปัญหา การคิดที่หลากหลายวิธีนอกจากจะทำให้สามารถ วิเคราะห์เลือกวิธีที่ดีที่สุดได้แล้วนั้น ก็ยังทำให้มีตัวเลือกสำรองโดยผ่านกระบวนการลำดับความสำคัญ มาเรียบร้อยแล้ว ทำให้สามารถเลือกใช้แก้ปัญหาได้ทันท่วงทีหากวิธีการที่เลือกไม่ประสบความสำเร็จ 6) มีการทำงานอย่างเป็นระบบ คิดอย่างเป็นระบบแบบแผน ส่งผลให้เกิดระบบการ ทำงานที่ดี ส่งผลให้องค์กรมีการทำงานอย่างเป็นระบบ และทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย อีก ทั้งยังเพิ่มศักยภาพให้กับบุคลากรและองค์กร จากการศึกษาข้อมูลการประเมินการคิดเชิงออกแบบที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า การประเมินการคิดเชิงออกแบบเป็นการประเมินลักษณะของบุคคลมีที่ทักษะ กระบวนการ และ พฤติกรรมที่แสดงถึงการเป็นนักออกแบบ โดยสิ่งที่บ่งบอกว่าผู้นั้นเป็นนักออกแบบหรือมีกระบวนการ การคิดเชิงออกแบบแล้วนั้น สามารถตรวจสอบได้จากข้อสรุปดังนี้ 1) เป็นผู้ที่มีการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์โดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง 2) เป็นผู้เน้นการลงมือปฏิบัติและการเรียนรู้จากการทดลอง 3) มีลักษณะกระบวนการทำงานวนซ้ำจากการสร้างความเข้าใจมนุษย์ 4) ใช้การคิดสร้างสรรค์ และมีการทดสอบกับผู้ใช้เพื่อเรียนรู้และลดข้อผิดพลาด หลาย ๆ ครั้ง เอื้อให้สามารถพัฒนาความคิดและทางออกใหม่ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ เพิ่มโอกาสความสำเร็จ ของโครงการ 5) มุ่งส่งเสริมการทำงานร่วมกันของสมาชิกในทีมซึ่งมีพื้นฐานความรู้ความชำนาญใน ศาสตร์ที่แตกต่างหลากหลาย และเปลี่ยนขอบเขตของการใช้การคิดเชิงออกแบบซึ่งสามารถนำไปใช้ แก้ปัญหาที่ซับซ้อนไม่ว่าจะเป็นในศาสตร์ใดนอกจากการออกแบบผลิตภัณฑ์ จากการศึกษาความหมาย องค์ประกอบ และการประเมินการคิดเชิงออกแบบจากนักวิชาการ และนักวิจัยทั้งในและต่างประเทศ ผู้วิจัยได้นำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็น แบบทดสอบการคิดเชิงออกแบบขึ้นมา ซึ่งแบบทดสอบประกอบด้วย สถานการณ์ปัญหา ข้อคำถาม และแบบประเมิน ดังนั้นในงานวิจัยนี้ผู้วิจัยได้สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินการคิดเชิงออกแบบ ขึ้นมา ซึ่งสามารถดูรายละเอียดการสร้างและการหาคุณภาพของแบบทดสอบและเกณฑ์ประเมินการ คิดเชิงออกแบบในบทที่ 3


44 2.2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการคิดเชิงออกแบบ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้างานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหา เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้การ คิดเชิงออกแบบ(Design thinking)ทั้งในและต่างประเทศ พบว่า ยังไม่มีนักวิชาการหรือผู้วิจัยท่านใด ทำการวิจัยหรือศึกษาเกี่ยวกับหัวข้อวิจัยดังกล่าว ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการ จัดการเรียนรู้ตามแนวทางการคิดเชิงออกแบบที่ช่วยพัฒนาการคิดแก้ปัญหา เนื่องจากเป็นงานวิจัยที่มี เกี่ยวข้องและมีความสอดคล้องมากที่สุด ซึ่งมีนักวิจัยทำการศึกษาไว้อย่างหลากหลายในปัจจุบันไม่ว่า จะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ ผู้วิจัยได้ยกตัวอย่างมาดังต่อไปนี้ งานวิจัยภายในประเทศ นภา ตั้งจิตมั่น และคณะ (2562) ได้ทำการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับการออกแบบกิจกรรม สะเต็มศึกษา และศึกษากระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมและทักษะทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง แบตเตอรี่จากสารเคมีในบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนแผนการ เรียนวิทยาศาสตร์ซึ่งถูกเลือกแบบเจาะจงผ่านกิจกรรมชุมนุมไฟฟ้าเคมีรูปแบบการวิจัยเป็นแบบ One group posttest design เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่แผนการ จัดการเรียนรู้แบบประเมินกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมของนักเรียน โดยครูผู้สอน และแบบวัด ทักษะทางวิทยาศาสตร์14 ทักษะ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ มีกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมที่ดีมาก คิดเป็นร้อยละ 90.4รวมทั้งมีทักษะทางวิทยาศาสตร์ที่ดี มาก คิดเป็นร้อยละ 83.4 นอกจากนี้ยังพบว่า กิจกรรมสะเต็มศึกษา เรื่อง แบตเตอรี่จากสารเคมี ในบ้าน โดยใช้วัสดุที่หาง่าย ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม เป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่องจากเนื้อหาที่เรียนใน ห้องเรียน สามารถนำมาใช้เป็นกิจกรรมแนวทางสำหรับการจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา จะสามารถทำให้นักเรียนเกิดความรู้ที่คงทน มีพื้นฐานและ ทักษะเหมาะกับการพัฒนานักเรียนไปสู่การใช้ชีวิตในศตวรรษที่21 ศรัญญา วงษ์ศิลา (2562) ได้ศึกษาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและ การแก้ปัญหาตามทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม เรื่อง พันธุศาสตร์และเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6โดยใช้การจัดการเรียนร็ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้กระบวนทัศน์การวิจัยเชิงตีความ (interpretive paradigm) ซึ่งเน้นการวิเคราะห์ตีความพฤติกรรมที่นักเรียนแสดงออกและตีความถึงความสามารถใน การคิดแก้ปัญหาตามกรอบแนวคิดทักษะและการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสังคม (STS)ของ YUENYONG


45 (2006) เพื่อศึกษาความสามารถในการคิดแก้ปัญหา เรื่อง พันธุศาสตร์และเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ จำนวน 3แผนการจัดการเรียนรู้ รวม 6ชั่วโมง ใบกิจกรรมการเรียนรู้แบบสังเกตแบบมีส่วนร่วม แบบ สัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างและไม่เป็นทางการ อนุทินของนักเรียน ผลงานนักเรียน แบบสังเกต พฤติกรรมการสอนของครูการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความพฤติกรรมของนักเรียนที่แสดงออกมา นั้นว่าการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสังคม (STS)ของ YUENYONG (2006)ส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาตามทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมทั้ง 4ด้าน ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสังคม(STS) ของ YUENYONG (2006)ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงความสามารถในการคิดแก้ปัญหาตาม ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมทั้ง 4ด้าน ซึ่งพบว่า ผู้เรียนได้ให้เหตุผลต่อประเด็นทางสังคม เชื่อมโยง ปัจจัยต่างๆจนเกิดภาพรวม ก่อนจะทำการตัดสินใจโดยวิเคราะห์ประเมิน เปรียบเทียบจนได้ข้อสรุป เป็นของตนเอง ก่อนนำไปสู่การเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาหรือการตั้งคำถามที่ส่งเสริมการคิด แก้ปัญหาผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อกันจนเกิดเป็นภาพรวม ก่อนจะสร้างสรรค์ ผลงานของผู้เรียนที่ผ่านกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการตัดสินใจ นำไปสู่การนำเสนอ ผลงานนั้นต่อสาธารณชนถึงมุมมองของตนที่จะใช้ในการแก้ปัญหาเหล่านั้น พร้อมทั้งเสนอวิธีการ หาทางออกที่เหมาะสมและเป็นจริง ปวริศร ภูมิสูง (2564) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาการคิดเชิงออกแบบของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสตีมศึกษารโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการ คิดเชิงออกแบบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 โดยจัดกิจกรรม การเรียนรู้ตามแนวทางสตีมศึกษา วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม เรื่อง งานและพลังงาน กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายมัธยม) จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสตีมศึกษา แบบทดสอบการคิด เชิงออกแบบ และแบบสังเกตพฤติกรรมการคิดเชิงออกแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละและค่าเฉลี่ย ซึ่งทำการวิจัยจำนวน 2 วงจรปฏิบัติการ และมีผลการวิจัยมีดังนี้วงจรปฏิบัติการที่ 1 นักเรียนมี คะแนนการคิดเชิงออกแบบเฉลี่ยเท่ากับ 13.4 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 67 มีนักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวน 5 คน และไม่ผ่านเกณฑ์จำนวน 5 คน ในวงจรปฏิบัติการที่ 2 ทำการปรับปรุงและพัฒนากิจกรรมจากวงจรปฏิบัติการที่ 1 โดยจัดกิจกรรมที่เน้นตีความหมาย วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำไปสู่การสรุปประเด็นปัญหา และฝึกทักษะกระบวนการ ออกแบบและวางแผน การสร้างชิ้นงานให้มีความแปลกใหม่ พบว่านักเรียนมีคะแนนการคิดเชิง ออกแบบเฉลี่ยเท่ากับ 17.2 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 86 มีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 10 คน และไม่มีนักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์


46 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อการศึกษาสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและ การคิดแก้ปัญหา เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้การคิดเชิงออกแบบ (Design thinking) รายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการวิจัย ดังนี้ 3.1 กลุ่มตัวอย่าง 3.2 ตัวแปรที่ศึกษา 3.3 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย 3.4 รูปแบบการวิจัย 3.5 เครื่องมือและวิธีการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.6 การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ 3.7 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.8 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.9 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนขนาดใหญ่ พิเศษแห่งหนึ่ง จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 40 คน คัดเลือกโดยวิธีสุ่ม แบบกลุ่ม 3.2 ตัวแปรที่ศึกษา 3.2.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้การคิดเชิงออกแบบ (design thinking) 3.2.2 ตัวแปรตาม คือ ความสามารถในแก้ปัญหา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม โรงเรียนขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง จังหวัดอุดรธานี


47 3.3 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย คือ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โดยใช้เวลา 6 คาบ ใน 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 คาบ มีการแบ่งช่วงเวลาในการใช้ชุดกิจกรรมการคิดเชิงออกแบบ 4 เรื่องการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปี 4 ที่พัฒนาขึ้น ดังตาราง 3.1 ตารางที่ 3.1 แสดงการจัดการเรียนรู้โดยแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยาพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ การคิดเชิงออกแบบ (design thinking) สัปดาห์ที่ เนื้อหา จำนวนชั่วโมง 1 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมการศึกษาพันธุกรรม ของเมลเดล 3 ชั่วโมง 2 ลักษณะทางพันธุกรรมที่เป็นส่วนขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล 3 ชั่วโมง 3 ลักษณะทางพันธุกรรมที่เป็นส่วนขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล 3 ชั่วโมง ทดสอบหลังเรียน เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม รวม 9 ชั่วโมง 3.4 รูปแบบการวิจัย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นกระบวนทัศน์เชิงตีความ ( Interpretive paradigm) ซึ่งเป็นรูปแบบการวิจัยที่อาศัยการทำความเข้าใจแนวคิดที่กลุ่มผู้มีส่วนร่วมยึดถือปฏิบัติ ผู้วิจัยต้องคลุกคลีกับกลุ่มผู้มีส่วนร่วมโดยการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม โดยลักษณะของการวิจัย เป็นการศึกษาวิเคราะห์อย่างเป็นองค์รวม มุ่งทำความใจความหมายและการอธิบาย ภายใต้แนวคิด ที่ว่า ความจริงหรือความรู้ขึ้นอยู่กับบริบท (โชคชัย ยืนยง, 2549 อ้างถึงใน กฤษณ์ขจร กองศักดิ์, 2561) สามารถประเมินผลได้จากตัวบ่งชี้คุณภาพ 4 ประการ คือ ความน่าเชื่อถือ (Credibility) การ พึ่งพากับเกณฑ์อื่น (Dependability) การถ่ายโอนผลการวิจัย (Transferability) และการยืนยัน ผลการวิจัย(Confirmability) (โกศล จิตวิรัตน์, 2560) ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลผลงานนักเรียนโดยใช้ใบกิจกรรมและการสัมภาษณ์แบบไม่มี โครงสร้าง ซึ่งผู้วิจัยเป็นนักศึกษาฝึกปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาที่กลุ่มผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยศึกษา อยู่ จึงเกิดความคุ้นเคยกับกลุ่มผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยอย่างดี ได้เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ กับกลุ่ม


48 ผู้มีส่วนร่วมจนเกิดความคุ้นเคยและความเข้าใจกับกลุ่มผู้มีส่วนร่วม และเนื่องจากผู้วิจัยได้ฝึก ปฏิบัติการสอนที่โรงเรียนนี้ทำให้ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการสังเกตชั้นเรียนและเข้าไปคลุกคลีกับกลุ่มผู้ มีส่วนร่วมในการวิจัยเป็นระยะเวลานาน และได้ทำการติดตามกลุ่มผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยตลอดทั้ง ภาคเรียน การสังเกตแบบนี้จะช่วยให้ผู้วิจัยให้ความสำคัญกับทุก ๆ รายละเอียดของกลุ่มผู้มีส่วนร่วม ในการวิจัย จนสามารถนำมาวิเคราะห์และตีความได้ ตลอดจนผู้วิจัยได้นำเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการ เรียนรู้ และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่ผู้วิจัย ศึกษาทั้งก่อนและหลังการเก็บข้อมูล ซึ่งทำให้งานวิจัยมีความน่าเชื่อถือ (Credibility) ของวิจัยเชิง คุณภาพที่เน้นกระบวนทัศน์เชิงตีความ ซึ่งถือได้ว่าเป็นความตรงภายในเชิงคุณภาพ (Qualitative internal validity) การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์จะบรรยายลักษณะและบริบทของกลุ่มผู้มีส่วน ร่วมในการวิจัยโดยใช้แหล่งข้อมูลหลายแหล่ง ในการบรรยายจะกล่าวถึงลักษณะรายละเอียดต่าง ๆ ว่าข้อมูลนั้นถูกเก็บรวบรวมอย่างไร มีวิธีการจัดกลุ่มข้อมูลอย่างไร มีวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร จากวิธีการดังกล่าวทำให้งานวิจัยนี้มีการพึ่งพากับเกณฑ์อื่น (Dependability) ของวิจัยเชิงคุณภาพที่ เน้นกระบวนทัศน์เชิงตีความ ซึ่งถือได้ว่าเป็นความเที่ยงของการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative reliability) การวิจัยนี้ได้ให้ความสัมพันธ์กับพฤติกรรมของกลุ่มผู้มีส่วนร่วมในการวิจัย การเขียน รายงานวิจัยจะต้องอธิบายถึงธรรมชาติของกลุ่มผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยแต่ละคนโดยละเอียด (Thick description) ซึ่งผู้วิจัยจะต้องให้รายละเอียดบริบทของสิ่งที่ศึกษาโดยยกตัวอย่างคำตอบของนักเรียน ในใบบันทึกกิจกรรมและบทสนทนาที่ได้จากการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างมาประกอบการเขียน อธิบาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านงานวิจัยเข้าใจบริบทต่าง ๆ ของงานวิจัยสามารถเชื่อมโยงไปสู่ ข้อสรุปของงานวิจัยได้ ด้วยวิธีการดังกล่าวทำให้งานวิจัยมีความสามารถในการถ่ายโอนผลการวิจัย (Transferability) ของวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นกระบวนทัศน์เชิงตีความ ซึ่งถือได้ว่าเป็นความตรง ภายนอกเชิงคุณภาพ (Qualitative external validity) การอ่านรายงานเส้นทางการวิจัย (Audit trial) จะช่วยให้ผู้อ่านงานวิจัยตัดสินหรือตีความ ด้วยตนเองว่าบริบทหรือศักยภาพของผู้วิจัยมีอิทธิพลหรือมีผลต่อการวิจัยหรือไม่ จากวิธีการวิจัย ดังกล่าวสามารถทำให้งานวิจัยนี้สามารถยืนยันผลการวิจัย (Confirmability) ของวิจัยเชิงคุณภาพ


49 ที่เน้นกระบวนทัศน์เชิงตีความ ว่ามีความเป็นปรนัยเชิงคุณภาพ (Qualitative objectivity) สรุปได้จาก ภาพที่ 3.1 ภาพที่ 3.1 แผนผังขั้นตอนในการดำเนินการวิจัย


50 3.5 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและการสร้างเครื่องมือในงานวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย จำแนกตามลักษณะของการใช้ ดังนี้ 3.5.1 แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยาพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบการคิดเชิงออกแบบ (design thinking) จำนวน 3 แผน ใช้เวลา 9 ชั่วโมง เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มีการจัดกิจกรรมและ ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความรู้ความเข้าใจ เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้สะท้อนการคิดแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving) ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีขั้นตอนการสร้างแผนจัดการเรียนรู้ ดังนี้ 1) ศึกษาลักษณะการจัดการเรียนรู้การคิดเชิงออกแบบ จากเอกสาร ตำรา วารสาร และ งานวิจัย ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ออกแบบแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดของ STANFORD D.SCHOOL BOOTCAMP BOOTLEG (2010 อ ้ า ง ถ ึ ง ใ น DEX SPACE, 2017) ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การสร้างความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง (empathy) 2) การตั้งกรอบโจทย์ (Define) 3) การระดมความคิด (Ideate) 4) การสร้างต้นแบบ (Prototype) 5) การทดสอบต้นแบบ (Testing) 2) ศึกษาเนื้อหาในรายวิชาชีววิทยาพื้นฐาน (ว31241) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบทที่ 5 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 2.1 ศึกษาตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยศึกษามาตรฐานการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรม 2.2 ออกแบบแผนและสร้างการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม โดยใช้การจัดการเรียนรู้การคิดเชิงออกแบบ (DESIGN THINKING) จำนวน 3 แผน 2.3 นำแผนการจัดการเรียนรู้เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความเหมาะสม ความตรงของเนื้อหาและรูปแบบการสอน


51 2.4 นำความคิดเห็นที่ได้จากอาจารย์ที่ปรึกษามาปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ 2.5 นำเสนอแผนการจัดการเรียนรู้ต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความ ถูกต้องและเหมาะสม 2.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย โดยมีกิจกรรมการเรียนรู้ ดังตารางที่ 3.2 ตารางที่ 3.2 แสดงกิจกรรมการจัดการเรียนรู้โดยแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยาพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม โดยใช้การจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบการคิดเชิงออกแบบ (design thinking) ซึ่งการจัดการเรียนรู้การคิดเชิงออกแบบตามแนวคิดของ Stanford d.school bootcamp bootleg (2010 อ้างถึงใน DEX SPACE, 2017) แผนที่ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) แนวคิด STEAM 1 1 ครูและนักเรียนร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็น เรื่อง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ดังนี้ − นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใด บุคคลในครอบครัวจึงมี ลักษณะต่างๆ ที่คล้ายคลึงกัน (แนวตอบ : มนุษย์ จะถ่ายทอดลักษณะต่างๆ เช่น สีตา สีผม ความสูง สีผิว ห่อลิ้นได้ ห่อลิ้นไม่ได้ ผมหยิก ผมเหยียดตรง มีติ่งหู ไม่มีติ่งหู จากบรรพบุรุษสู่ลูกหลาน โดยลูกจะได้รับ การถ่ายทอดลักษณะจากพ่อและแม่ ซึ่งพ่อก็จะได้รับ การถ่ายทอดลักษณะมาจากปู่และย่าอีกที เช่นเดียวกับ แม่ก็จะได้รับการถ่ายทอดลักษณะจากตายายเช่นกัน จากการถ่ายทอดลักษณะต่าง ๆ ของแต่ละรุ่นจึงทำให้ บุคคลในครอบครัวมีลักษณะต่าง ๆ ที่คล้ายคลึงกัน) − เมื่อทราบลักษณะของพ่อแม่จะสามารถทำนายลักษณะ ทางพันธุกรรมของลูกที่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่อย่างไร (แนวคำตอบ : ได้ เพราะสมบัติอย่างหนึ่งที่สำคัญของ สิ่งมีชีวิต คือ มีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ต่างๆ จากรุ่นสู่รุ่น ศึกษาได้จากพันธุศาสตร์ของ เมนเดล) 2. ครูนำภาพดอกชบาสีแดง สีขาว สีส้ม สีเหลือง และสีชมพู จากนั้นถามคำถาม ดังนี้ 1.สืบค้นข้อมูล อธิบาย และ สรุปผลการทดลองของ เมนเดล 3 S T E A M


52 แผนที่ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) แนวคิด STEAM − ถ้านักเรียนต้องปลูกดอกชบาสีต่างๆจะต้องทำอย่างไร (แนวคำตอบ : มีการวางแผนงาน จัดเตรียมอุปกรณ์ ต่าง ๆ เตรียมเมล็ดพันธุ์) − ในการปลูก มีวิธีการอย่างไรเพื่อให้ดอกไม้ได้ สีตามต้องการ (แนวคำตอบ : การตัดต่อพันธุกรรม การใช้เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ) − นักเรียนสามารถทำนายการปลูกและผสมของสีดอกช บาได้หรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ : ได้ โดยใช้ความ น่าจะเป็นและศึกษาจากตารางพันเนตต์ : Punnett square) − ตารางพันเนตต์ช่วยในการทำนายสีของดอกชบา ได้อย่างไร (แนวคำตอบ : เพราะตารางพันเนตต์สามารถ ใช้หาผลลัพธ์ของโอกาสการเข้าคู่กันของแอลลีลในขณะ เกิดการปฏิสนธิ) − นักเรียนคิดว่าการผสมพันธุ์เพื่อให้ได้สีของดอก ตามต้องการ มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร (แนวคำตอบ : ข้อดี ได้ผลผลิตตามต้องการ ข้อเสีย ทำให้เกิดการ กลายพันธุ์) 3. นักเรียนสืบค้นเกี่ยวกับการศึกษาพันธุกรรมของเมนเดล และทำใบกิจกรรมที่ 1 การศึกษาพันธุกรรมของเมนเดล จากนั้นครูอธิบายเกี่ยวกับการศึกษาพันธุกรรมของเมนเดล 2 4. นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 6-8 คน ครูเชื่อมโยงเข้าสู่สถานการณ์ปัญหา พร้อมทั้งกำหนดบทบาท ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเป็นเจ้าของบริษัทนักสืบ แล้วครูแนะนำวิธี ใช้ Padlet เพื่อเป็นช่องทางการส่งงาน อัพเดทงานบริษัทตัวเอง 5. ครูยื่นซองสถานการณ์ให้แต่ละบริษัท แล้วให้เวลาแก้ปัญหา จาก 4 สถาณการณ์ ดังนี้ 1. การผสมพันธุ์หนูพันธุ์หายากอย่าง Himalayan จากพ่อแม่พันธุ์ที่ฟาร์มมีอยู่อย่างจำกัด “ฟาร์มมู๋หมินช่งประสบวิกฤตหนักตลาดจีนต้องการ กระต่ายสีขน Rare item คือ Himalayan ทางฟาร์ม มีพ่อแม่พันธุ์ Wilde-type, Chinchilla, Himalayan 2.สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ อธิบาย และสรุปเกี่ยวกับ การถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรมที่เป็นส่วน ขยายของพันธุศาสตร์ เมนเดล 3.สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ และเปรียบเทียบลักษณะ ทางพันธุกรรมที่มีการ แปรผันไม่ต่อเนื่องและ 3


53 แผนที่ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) แนวคิด STEAM และAlbino จำนวนน้อย แต่ตลาดมีความต้องการ Himalayan จำนวนมาก มีวิธีช่วยผสมหนูอย่างไร บ้าง” 2. คดีพ่อแม่ตามหาลูกที่แท้จริง “22 ปีก่อน สามีเลือดหมู่ AB ภรรยาเลือดหมู่ A สองคนนี้เป็นชาวฮ่องกงให้กำเนิดบุตรชาย แต่ก็เกิด เหตุการณ์ที่เลวร้ายกับครอบครัวคือ ลูกชายถูกลักพา ตัวหายไปอย่างไร้ร่องรอย วันเวลาผ่านมาจนถึง ปัจจุบัน วันหนึ่งรายการโหนกระสวยมีแขกรับเชิญคน หนึ่งเป็นชาย อายุ 22 ปี เขามาออกรายการเพื่อตาม หาพ่อแม่ที่แท้จริง เขารู้แค่ว่าเขาเกิดที่โรงพยาบาล จินจงเหวินและมีเลือดหมู่ O ในขณะนั้นก็มีชายอีกคน โทรเข้ามาในรายการ อ้างว่าตนก็ตามหาพ่อแม่และ ตนก็เกิดที่โรงพยาบาลนั้นเช่นกัน แต่มีเลือดหมู่ A เราจะช่วยสามีภรรยาอย่างไรในการตามหาลูก ที่แท้จริง” 3. ตรวจก่อนแต่งเพื่อทายาทที่แข็งแรง “ แจ็คกับอลิซาเบทแต่งงานกัน แล้ววางแผนมีลูก เพื่อให้มีทายาทมาสืบสกุลและบริหารบริษัท แอลดีดับเบิลดอร์ มูลค่าจดทะเบียนกว่า 10,000$ พวกเขาจึงต้องการความมั่นใจว่าทายาทต้องมีความ สมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากภาวะแทรกซ้อนของ รอยโรคต่างๆ จึงจับมือกันไปตรวจ ปรากฏว่า อลิซาเบทเป็นพาหะของโรคตาบอดสี ส่วนแจ็คไม่เป็น โรคตาบอดสี แต่สืบทราบว่าพันธุประวัติของ ครอบครัวแจ็คมีแม่เป็นตาบอดสี โอกาสที่ทั้งคู่ จะมีบุตรที่เป็นโรคตาบอดสีกี่ % นักเรียนจะช่วยให้ คำปรึกษาทั้งคู่ว่าควรตัดสินใจอย่างไรต่อไปดี ” 4. ใครคือผู้บริจาคเลือดจากอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ “แก๊งเพื่อนสาวพึ่งเดินทางกลับจากผับย่านรัชดา มุ่งหน้าเดนทางไปต่อทางมอเตอร์เวย์ชลบุรี ปรากฏว่า ลักษณะทางพันธุกรรมที่มี การแปรผันต่อเนื่อง


54 แผนที่ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) แนวคิด STEAM เกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ พบผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ สาหัสอีก 1 ราย และถูกนำส่งโรงพยาบาลทันที ผู้บาดเจ็บสูญเสียเลือดมากต้องการเลือดด่วน ทีมแพทย์แจ้งว่าเลือดของผู้บาดเจ็บในขณะนั้น เป็น เลือด ที่ต กต ะกอน ใน Antibody A แ ละ ไม่ตกตะกอนใน Antibody B ขณะนั้นมีผู้หวังดีมา ขอบริจาคให้ 2 คน คนที่ 1 มีหมู่เลือดที่สามารถรับบริจาคได้ทุกหมู่ คนที่ 2 มีหมู่เลือดที่ไม่สามารถรับบริจาค จากหมู่เลือดอื่นได้ยกเว้นหมู่เลือดตัวเอง” ขั้นที่ 1 การสร้างความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง (Empathy) 1.1 เพื่อให้นักเรียนเข้าใจสถานการณ์ปัญหาทั้ง 4 สถานการณ์ ในใบกิจกรรมที่ 2 ดังนี้ − การผสมพันธุ์หนูพันธุ์หายากอย่าง Himalayan จากพ่อแม่พันธุ์ที่ฟาร์มมีอยู่อย่างจำกัด − คดีพ่อแม่ตามหาลูกที่แท้จริง − ตรวจก่อนแต่งเพื่อทายาทที่แข็งแรง − ใครคือผู้บริจาคเลือดจากอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ และเพื่อให้นักเรียนทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า อย่างลึกซึ้งครูถามคำถาม ดังนี้ 1) บทบาทของนักเรียนในทั้ง 4 สถานการณ์คืออะไร 2) บริษัทของนักเรียนในทั้ง 4 สถานการณ์ทำหน้าที่อะไร 1.2 นักเรียนในกลุ่มร่วมกันวิเคราะห์และตอบคำถาม ในใบกิจกรรมที่ 2 ในประเด็นต่อไปนี้ - ชื่อบริษัท - ลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย (ระบุกลุ่มเป้าหมาย) - ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย (ระบุปัญหา) - ความต้องการของบริษัท (ระบุปัญหา)


55 แผนที่ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) แนวคิด STEAM - เหตุผลของกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเช่นนั้น (อธิบาย สาเหตุของปัญหา) ขั้นที่ 2 ขั้นการตั้งกรอบโจทย์ (Define) 2.1 ครูถามคำถามเพื่อให้นักเรียนเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น ดังนี้ 1) สิ่งที่นักเรียนต้องทำเพื่อตอบสนองความต้องการ ในทั้ง 4 สถานการณ์คืออะไร 2) แต่ละสถานการณ์ มีเงื่อนไขอย่างไร 2.2 นักเรียนในกลุ่มร่วมกันวิเคราะห์และตอบคำถาม ในใบกิจกรรมที่ 2 ในประเด็นต่อไปนี้ - สิ่งที่บริษัทต้องทำ (ตั้งกรอบโจทย์ของปัญหา) - สิ่งที่ต้องคำนึงในการแก้ปัญหา (ตั้งกรอบโจทย์ ของปัญหา) 2.3 เมื่อแต่ละบริษัทสามารถแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์ ได้เสร็จเรียบร้อยให้เขียนแสดงคำตอบ/การแนะนำ ลงใน ใบบันทึกคำตอบ ถ่ายภาพแล้วอัพโหลดลงใน Padlet ขั้นที่ 3 ขั้นการระดมความคิด (Ideate) 3.1 ครูยกสถานการณ์ทีละสถานการณ์ ดังนี้ − การผสมพันธุ์หนูพันธุ์หายากอย่าง Himalayan จากพ่อแม่พันธุ์ที่ฟาร์มมีอยู่อย่างจำกัด − คดีพ่อแม่ตามหาลูกที่แท้จริง − ตรวจก่อนแต่งเพื่อทายาทที่แข็งแรง − ใครคือผู้บริจาคเลือดจากอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มแสดงความคิดเห็น แสดงวิธีคิด และ เปิดช่วงเวลาให้กลุ่มอื่นที่คิดเหมือนหรืออาจจะคิดแตกต่างได้ แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมทำแบบนี้เรื่อย ๆ จนจบทั้ง 4 สถานการณ์ 3 ขั้นที่ 4 การสร้างต้นแบบ (Prototype) 4.1 นักเรียนแต่ละกลุ่มวางแผนในการวาดภาพสถานการณ์ เป็นฉาก พร้อมคำอธิบาย วิธีการทำงานของนักสืบ 4.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มลงมือทำกิจกรรม และสามารถเลือกใช้ อุปกรณ์เสริมที่ครูเตรียมไว้ให้ ได้แก่ กรรไกร กระดาษ สีดินสอ 4.3. นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลงาน ขั้นที่ 5 ขั้นการทดสอบต้นแบบ (Testing) 4.อ ธ ิ บ า ย แ ล ะ ส รุ ป กฎแห่งการแยก และกฎ แห่งการรวมกลุ่มอย่าง อิ สร ะ แ ล ะ น ำ ก ฎ ข อง เ ม น เ ด ล น ี ้ ไ ป อธิบาย การถ่ายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมและใช้ใน 3


56 แผนที่ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) แนวคิด STEAM 5.1 นักเรียนแต่ละกลุ่มประเมินผลงานของตนเองว่าตรงกับ ความต้องการของลูกค้าและเงื่อนไขที่ตั้งไว้ ในใบกิจกรรมที่ 2 ตามประเด็นต่อไปนี้ ประเด็นประเมิน ตรง ตาม เงื่อนไข ไม่ตรง ตาม เงื่อนไข สถานการณ์ ที่ 1 สามารถผสมหนูให้ได้พันธุ์ Himalayan สามารถอธิบายวิธีการผสมหนูให้ได้ พันธุ์ Himalayan ได้อย่างถูกต้อง สถานการณ์ ที่ 2 สามารถตามหาลูกที่แท้จริงให้สามี ภรรยาได้ สถานการณ์ ที่ 3 สามารถบอกแนวทางช่วยให้ คำปรึกษาตัวละครในสถานการณ์ ว่าควรตัดสินใจได้ สถานการณ์ ที่ 4 สามารถบอกได้ว่าใครคือผู้บริจาค เลือดจากอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำได้ การคำนวณโอกาสในการ เกิดฟีโนไทป์และจีโนไทป์ แบบต่างๆ ของรุ่น F1 และ F2 5.อธิบายการถ่ายทอดยีน บ น โ ค ร โ ม โ ซ ม แ ล ะ ยกตัวอย่างลักษณะทาง พันธุกรรมที่ถูกควบคุม ด้วยยีนบนออโตโซมและ ยีนบนโครโมโซมเพศ 3.5.2 แบบประเมินความสามารถในการคิดแก้ปัญหาพิจารณาจากการให้นักเรียน ทำใบงานในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ รวม 3 แผนการจัดการเรียนรู้ โดยมีการตรวจให้คะแนน ใบงานตามเกณฑ์การประเมินความสามารถในการคิดแก้ปัญหาโดยผ่านการตรวจสอบและนำมาหาค่า ดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC ) เท่ากับ 1.00 3.6 เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) ใบบันทึกกิจกรรม เป็นเอกสารที่ใช้ในระหว่างการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนได้บันทึก คำตอบ หรือแสดงแนวคิดในประเด็นต่าง ๆ อาจจะสะท้อนถึงการคิดแก้ปัญหา ใช้ในการตีความ พฤติกรรมที่แสดงออกถึงการคิดแก้ปัญหา โดยเก็บใบกิจกรรมทุกใบที่นักเรียนทำในระหว่างการ จัดการเรียนรู้ทั้ง 3 แผนการจัดการเรียนรู้ 2) การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured interview) หรือการสัมภาษณ์ อย่างไม่เป็นทางการ (Informal interview) เป็นการสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยเตรียมคำถามกว้าง ๆ มาล่วงหน้าเพียงไม่กี่คำถามส่วนคำถามที่เลือกจะเกิดขึ้นระหว่างการสนทนากับนักเรียน ด้วยการ


57 ซักไซ้ไล่เรียงและสร้างบรรยากาศในการสัมภาษณ์จะเป็นกันเองเป็นการพูดคุยธรรมดาทำให้นักเรียน ไม่เกิดความวิตกกังวลเพื่อล้วงเอาส่วนลึกของความรู้สึกกนึกคิดของนักเรียนออกมา 3.7 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.7.1ก่อนการดำเนินการเก็บข้อมูล ผู้วิจัยปฐมนิเทศนักเรียน ชี้แจงจุดประสงค์ในการจัดการเรียนรู้เนื้อหาสาระบทที่ 5 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม โดยใช้การจัดการ เรียนรู้การคิดเชิงออกแบบ (Design thinking) เพื่อดูสมรรถนะคิดอย่างมีวิจารณญาณและการ แก้ปัญหา ซึ่งในขั้นนี้ผู้วิจัยไม่ได้นำเสนอความเข้าใจเรื่องสมรรถนะการคิดแก้ปัญหาให้นักเรียนทราบ เพื่อให้เป็นไปตามธรรมชาติหรือตามสภาพจริงที่เป็นอยู่ (Natural setting)ของผู้เรียนในระหว่างจัด กิจกรรมการเรียนรู้จากนั้นผู้วิจัยเตรียมเครื่องมือในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้แก่แผนการจัดการ เรียนรู้สื่อประกอบการสอน ใบกิจกรรม และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ใบกิจกรรม กล้องบันทึกวีดีทัศน์แบบสังเกตการณ์มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างและไม่เป็นทางการ ผู้วิจัยเตรียมสถานที่ในการจัดการเรียนการสอน ห้องปฏิบัติการสำหรับจัดกิจกรรมและทำการทดลอง 3.7.2 ขั้นดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้วิจัยศึกษารายละเอียดของแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยาพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบการคิดเชิงออกแบบ (design thinking) อย่างละเอียด โดยการทำความเข้าใจเป้าหมาย ของการศึกษาสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาของผู้เรียน เข้าใจพฤติกรรมของ ผู้เรียนที่บ่งชี้ถึงความสามารถในการคิดแก้ปัญหาเพื่อนำไปสังเกตอย่างรอบคอบ จากนั้นดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้กลุ่มเป้าหมาย โดยใช้แผนการเรียนรู้ เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม โดยใช้การจัดการเรียนรู้การคิดเชิงออกแบบ (Design thinking)จำนวน 3แผน เวลา 9ชั่วโมง ซึ่งประกอบด้วย 5ขั้นตอน ดังนี้ 1)การทำความ เข้าใจเชิงลึก(Empathize) 2)การตีความปัญหา (Define) 3)การระดมจินตนาการแบบไร้ขีดจำกัด Ideate) 4)การสร้างต้นแบบ (Prototype) 5)การทดสอบต้นแบบ (Test) โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยตนเองในฐานะนักศึกษา ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาและทำการบันทึกภาพเคลื่อนไหวด้วยกล้องวีดีโอขณะทำการเรียนการ สอน และในระหว่างทำกิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนจะได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ หลังจัดกิจกรรม การเรียนการสอนเสร็จ ผู้วิจัยจะเก็บใบกิจกรรม เพื่อนำมาวิเคราะห์และตีความสมรรถนะคิดอย่างมี วิจารณญาณและการแก้ปัญหาตามกรอบทฤษฎี


58 3.4.3 ขั้นสิ้นสุดการเรียนรู้ ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้จากเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยมุ่งเน้น เพื่อศึกษาสมรรถนะการคิดแก้ปัญหาของผู้เรียน 3.8 การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยมีขั้นตอนกระบวนการ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ 5 ขั้นตอน คือ การเตรียมข้อมูล (Preparing), การแตกข้อมูล (Segmenting), การให้รหัสข้อมูล (Coding), การจัดหมวดหมู่ข้อมูล (Categorizing), และการหา ประเด็นหลักของข้อมูล (Thematizing) (ขจรศักดิ์ บัวระพันธ์, 2554 อ้างถึงใน นงลักษณ์ อัฐปัน, 2555) ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ นำความรู้ที่ได้จากการทำใบกิจกรรม และการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง มาวิเคราะห์ พฤติกรรมการแสดงออก คำพูด ข้อความที่เขียนของนักเรียนขณะทำกิจกรรมที่จัดตามแผนการจัดการ เรียนรู้ เรื่องการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม โดยใช้การจัดการเรียนรู้การคิดเชิงออกแบบ (Design thinking) จัดกระทำข้อมูล ดังนี้ 1) การเตรียมข้อมูล (Preparing) การพิมพ์ข้อความในรูปไฟล์เอกสารในคอมพิวเตอร์ทีละ คนหรือทีละกลุ่มขึ้นอยู่กับข้อมูล การสแกนใบกิจกรรมที่นักเรียนออกแบบต้นแบบ เป็นต้น 2) การแตกข้อมูล (Segmenting) จากข้อมูลที่จัดเป็นระเบียบแล้วแยกออกเป็นหน่วย ย่อย ๆ ตามความหมายเฉพาะของแต่ละหน่วย ได้แก่ 11) การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (Reasoning Effectively) 2) การใช้วิธีคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) 3) การใช้วิจารณญาณและ การตัดสินใจ (Making judgments and Decisions) 4) การแก้ไขปัญหา (Solving problems) โดยอาศัยเกณฑ์ร่วมกันอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้วิจัยได้ใช้เกณฑ์การประเมิน ดังตารางที่ 3.3 เพื่อใช้ใน การวิเคราะห์สมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาของนักเรียนจากใบบันทึก กิจกรรมและการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง


59 ตารางที่ 3.3 เกณฑ์การประเมินสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา (ปรับจากสิริพัชร เจริญชัย, 2563) ประเด็นการ ประเมิน แนวทางการให้ระดับคุณภาพ 3 (ดีมาก) 2 (ดี) 1 (พอใช้) การให้เหตุผล อย่างมี ประสิทธิภาพ (Reasoning Effectively) นักเรียนสามารถให้ เหตุผลจากสถานการณ์ที่ กำหนดได้ โดยเป็น เหตุผลที่ใช้การสังเกต ประสบการณ์การคาด คะเน โดยนำเหตุผลย่อย ๆ แต่ละเหตุผลมา รวมกัน เพื่อนำไปสู่การ สรุปผลหรือนำความจริง ทั่วไปมาใช้เป็นการอ้าง เหตุผล เพื่อสนับสนุนให้ เกิดข้อความรู้ใหม่ที่เป็น ข้อสรุปส่วนย่อยตาม เนื้อหาสาระที่อยู่ภายใน ขอบเขตของข้ออ้างได้ เหมาะสม นักเรียนสามารถให้ เหตุผลจากสถานการณ์ ที่กำหนดได้โดยโดยเป็น เหตุผลที่ใช้การสังเกต ประสบการณ์ การ คาดคะเน โดยนำเหตุผล ย่อยๆ แต่ละเหตุผลมา รวมกัน เพื่อนำไปสู่การ สรุปผลหรือนำความจริง ทั่วไปมาใช้เป็นการอ้าง เหตุผล เพื่อสนับสนุนให้ เกิดข้อความรู้ใหม่ที่เป็น ข้อสรุปส่วนย่อยได้ เหมาะสมตาม สถานการณ์เพียง แนวทางเดียว นักเรียนสามารถให้เหตุผล จากสถานการณ์ที่กำหนด ได้เพียงบางส่วน หรือให้ เหตุผลแต่ไม่สามารถนำ เหตุผลมาลงข้อสรุปได้ หรือนำข้อสรุปมาใช้อ้าง เหตุผลแต่ไม่สามารถบอก รายละเอียดของเหตุผลได้ หรือเป็นการให้เหตุผลที่ ไม่ได้ใช้การสังเกต ประสบการณ์การ คาดคะเน โดยนำเหตุผล ย่อย ๆ แต่ละเหตุผลมา รวมกัน เพื่อนำไปสู่การ สรุปผลหรือนำความจริง ทั่วไปมาใช้เป็นการอ้าง เหตุผล เพื่อสนับสนุนให้ เกิดข้อความรู้ใหม่ที่เป็น ข้อสรุปส่วนย่อย


60 ตารางที่ 3.3 เกณฑ์การประเมินสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา (ปรับจากสิริพัชร เจริญชัย, 2563) (ต่อ) ประเด็นการ ประเมิน แนวทางการให้ระดับคุณภาพ 3 (ดีมาก) 2 (ดี) 1 (พอใช้) การให้เหตุผล อย่างมี ประสิทธิภาพ (Reasoning Effectively) (ต่อ) ความจริงทั่วไปมาใช้ เป็นการอ้างเหตุผล เพื่อสนับสนุนให้เกิด ข้อความรู้ใหม่ที่เป็น ข้อสรุปส่วนย่อยตาม เนื้อหาสาระที่อยู่ ภายในขอบเขตของ ข้ออ้างได้เหมาะสม ตามสถานการณ์ได้ มากกว่าหนึ่งแนวทาง สรุปผลหรือนำความ จริงทั่วไปมาใช้เป็น การอ้างเหตุผล เพื่อ สนับสนุนให้เกิด ข้อความรู้ใหม่ที่เป็น ข้อสรุปส่วนย่อยได้ เหมาะสมตาม สถานการณ์เพียง แนวทางเดียว แต่ไม่สามารถบอก รายละเอียดของเหตุผลได้ หรือเป็นการให้เหตุผลที่ไม่ได้ ใช้การสังเกตประสบการณ์ การคาดคะเน โดยนำเหตุผล ย่อย ๆ แต่ละเหตุผลมา รวมกัน เพื่อนำไปสู่การ สรุปผลหรือนำความจริง ทั่วไปมาใช้เป็นการอ้าง เหตุผล เพื่อสนับสนุนให้เกิด ข้อความรู้ใหม่ที่เป็นข้อสรุป ส่วนย่อย การใช้วิธีคิด เชิงระบบ (Systems Thinking) นักเรียนสามารถทำ ความเข้าใจวิเคราะห์ และเชื่อมโยงปัจจัย ต่างๆ ที่มีความ สัมพันธ์ที่เชื่อมโยงซึ่ง กันและกัน จนเกิดผล ในภาพรวม โดย สามารถบอกได้ หลากหลายประเด็น นักเรียนสามารถทำ ความเข้าใจ วิเคราะห์ และเชื่อมโยงปัจจัย ต่าง ๆ ที่มี ความสัมพันธ์ที่ เชื่อมโยงซึ่งกันและ กัน จนเกิดผลใน ภาพรวม โดยสามารถ บอกได้บางประเด็น นักเรียนไม่สามารถทำความ เข้าใจ วิเคราะห์และเชื่อมโยง ปัจจัยต่าง ๆ ที่มี ความสัมพันธ์กันได้ตาม ประเด็น


61 ตารางที่ 3.3 เกณฑ์การประเมินสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา (ปรับจากสิริพัชร เจริญชัย, 2563) (ต่อ) ประเด็นการ ประเมิน แนวทางการให้ระดับคุณภาพ 3 (ดีมาก) 2 (ดี) 1 (พอใช้) การใช้ วิจารณญาณ และการ ตัดสินใจ (Making judgments and Decisions) วิเคราะห์และประเมินหลักฐานอย่างมีประสิทธิภาพ การโต้แย้ง การกล่าวอ้าง และความเชื่อ นักเรียนสามารถวิเคราะห์ และประเมินการกล่าวอ้าง ให้ข้อมูลหลักฐาน แสดง การโต้แย้ง และแสดงความ เชื่อ เกี่ยวกับสาเหตุและ แนวทางการแก้ปัญหาได้ นักเรียนสามารถวิเคราะห์ และประเมินการกล่าวอ้าง หรือวิเคราะห์และประเมิน ข้อมูลหลักฐาน หรือการ โต้แย้ง หรือแสดงความเชื่อ เกี่ยวกับสาเหตุและแนว ทางการแก้ปัญหาได้อย่าง ใดอย่างหนึ่ง นักเรียนสามารถ วิเคราะห์และประเมิน การกล่าวอ้าง เกี่ยวกับ สาเหตุและแนว ทางการแก้ปัญหาได้ วิเคราะห์และประเมินมุมมองทางเลือกที่สำคัญ นักเรียนสามารถวิเคราะห์ เปรียบเทียบและประเมิน มุมมองทางเลือกที่สำคัญ เกี่ยวกับปัญหาได้อย่าง หลากหลาย นักเรียนสามารถวิเคราะห์ เปรียบเทียบหรือประเมิน มุมมองทางเลือกที่สำคัญ เกี่ยวกับปัญหาได้เพียง ประเด็นเดียว นักเรียนไม่สามารถ วิเคราะห์เปรียบเทียบ และประเมินมุมมอง ทางเลือกที่สำคัญ เกี่ยวกับปัญหาได้ สังเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลกับข้อโต้แย้ง กเรียนสามารถสังเคราะห์ และสร้างการเชื่อมโยงได้ หลายแนวทางระหว่าง สารสนเทศและข้อโต้แย้ง ต่าง ๆ เกี่ยวกับปัญหาได้ นักเรียนสามารถสังเคราะห์ และสร้างการเชื่อมโยงได้ หนึ่งแนวทางระหว่าง สารสนเทศและข้อโต้แย้ง ในประเด็นเกี่ยวกับปัญหา นักเรียนสามารถระบุ สารสนเทศและ/หรือข้อ โต้แย้งเกี่ยวกับปัญหาได้ แต่ไม่สามารถสร้างการ เชื่อมโยงได้


62 ประเด็นการ ประเมิน แนวทางการให้ระดับคุณภาพ 3 (ดีมาก) 2 (ดี) 1 (พอใช้) การใช้ วิจารณญาณ และการ ตัดสินใจ (Making judgments and Decisions) ตีความข้อมูลและทำการหาข้อสรุปซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ นักเรียนสามารถตีความ หมายของสารสนเทศและ หาข้อสรุปที่ได้จากการ วิเคราะห์ที่ดีที่สุด นักเรียนสามารถตีความ หมายของสารสนเทศและ หาข้อสรุปได้ นักเรียนไม่สามารถตี ความหมายของ สารสนเทศและหา ข้อสรุปได้ สะท้อนผลประสบการณ์และการเรียนรู้อย่างมีวิจารณญาณ นักเรียนนำเสนอต้นแบบ การแก้ปัญหา โดยมีการ สะท้อนผลอย่างมี วิจารณญาณใน ประสบการณ์การเรียนรู้ และกระบวนการการเรียนรู้ ได้หลากหลายประเด็น นักเรียนนำเสนอต้นแบบ การแก้ปัญหา โดยมีการ สะท้อนผลอย่างมีวิจารณญาณในประสบการณ์การ เรียนรู้หรือกระบวนการ การเรียนรู้เพียงประเด็น เดียว นักเรียนนำเสนอ ต้นแบบการแก้ปัญหา โดยไม่มีการสะท้อนผล อย่างมีวิจารณญาณ ในประสบ-การณ์และ กระบวนการเรียนรู้ การแก้ปัญหาที่ไม่คุ้นเคยได้หลายแบบทั้งโดยแนวทางที่ได้รับการยอมรับทั่วไปและ แนวทางที่แตกต่าง นักเรียนสามารถนำเสนอ แนวทางการแก้ปัญหา สำหรับปัญหาที่ไม่คุ้นเคย ในแบบต่าง ๆ โดยใช้แนว ทางการแก้ปัญหาทั้งที่เป็น แนวทางที่ได้รับการยอมรับ โดยดั้งเดิมและแนวทางที่ ถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ นักเรียนสามารถนำเสนอ แนวทางการแก้ปัญหา สำหรับปัญหาที่ไม่คุ้นเคย ในแบบต่าง ๆ โดยใช้แนว ทางการแก้ปัญหาที่เป็น แนวทางที่ได้รับการยอมรับ โดยดั้งเดิม นักเรียนไม่นักเรียน สามารถนำเสนอแนว ทางการแก้ปัญหา สำหรับปัญหาที่ไม่ คุ้นเคย


63 ประเด็นการ ประเมิน แนวทางการให้ระดับคุณภาพ 3 (ดีมาก) 2 (ดี) 1 (พอใช้) การใช้ วิจารณญาณ และการ ตัดสินใจ (Making judgments and Decisions) ระบุและตั้งคำถามสำคัญที่ทำให้เกิดความกระจ่างแก่มุมมองต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่ มุมมองทางออกที่ดีกว่า กเรียนสามารถระบุและตั้ง คำถามที่สำคัญได้หลาก หลาย โดยคำถามเหล่านั้น แสดงถึงประเด็นที่ หลากหลายชัดเจนที่จะ นำไปสู่ผลลัพธ์ของการ แก้ไขปัญหาที่ดีกว่า นักเรียนสามารถระบุและ ตั้งคำถามที่สำคัญได้เพียง คำถามเดียว โดยคำถาม นั้นแสดงถึงประเด็นที่ ชัดเจนที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ ของการแก้ไขปัญหาที่ ดีกว่า นักเรียนสามารถระบุ และตั้งคำถามที่สำคัญ ได้ แต่ไม่สามารถแสดง ประเด็นที่ชัดเจนที่จะ นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่า 3) ให้รหัสข้อมูล (Coding) โดยผู้วิจัยเลือกหน่วยที่มีความหมายตรงกับประเด็น ที่จะวิเคราะห์มาให้ชื่อหรือรหัส เพื่อเป็นการลดทอนข้อมูลให้มีความสะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังแสดงในตารางที่ 3.4 ตารางที่ 3.4 การให้รหัสข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการคิดแก้ปัญหา ตามทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 พฤติกรรมบ่งชี้ รหัส 1)การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (Reasoning Effectively) RE 2)การใช้วิธีคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) ST 3)การใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจ (Making judgments and Decisions) แบ่งได้เป็น - วิเคราะห์และประเมินหลักฐานอย่างมีประสิทธิภาพ การโต้แย้งการกล่าวอ้างและ ความเชื่อ - วิเคราะห์และประเมินมุมมองทางเลือกที่สำคัญ -สังเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลกับข้อโต้แย้ง -ตีความข้อมูลและทำการหาข้อสรุปซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ MD-E MD-A MD-S MD-I


64 ตารางที่ 3.4 การให้รหัสข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการคิดแก้ปัญหา ตามทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (ต่อ) พฤติกรรมบ่งชี้ รหัส -สะท้อนผลอย่างมีวิจารณญาณในประสบการณ์การเรียนรู้และกระบวนการ การเรียนรู้ MD-R 3)การแก้ไขปัญหา (Solving Problems) แบ่งได้เป็น -การแก้ปัญหาที่ไม่คุ้นเคยได้หลายแบบ ทั้งโดยแนวทางที่ได้รับการยอมรับทั่วไป และแนวทางที่แตกต่าง - ระบุและตั้งคำถามสำคัญที่ทำให้เกิดความกระจ่างแก่มุมมองต่างๆเพื่อนำไปสู่ มุมมองทางออกที่ดีกว่า SP-S SP-I 4) ทำการจัดหมวดหมู่ข้อมูล (Categorizing) จากข้อมูลที่ได้รับรหัสแล้วกลับมารวมกันใหม่ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นกลุ่ม ๆ ตามความสัมพันธ์ของข้อมูลที่เป็นหน่วยย่อยที่มีต่อกัน ซึ่งจะทำให้ผู้วิจัย ค้นหาหมวดหมู่ แบบแผนและข้อสรุปของปรากฏการณ์ที่ศึกษาได้ โดยการจัดกลุ่มข้อมูลแล้วให้ระดับ คะแนนที่แสดงออกถึงพฤติกรรมสมรรถนะการคิดแก้ปัญหาของผู้เรียนที่ได้พูดคุยปรึกษาร่วมกับ อาจารย์ที่ปรึกษา กำหนดแนวทางการให้คะแนนพฤติกรรมที่แสดงออกถึงสมรรถนะการคิดอย่างมี วิจารณญาณและการแก้ปัญหา ตามตารางที่ 3.5 ตารางที่ 3.5 เกณฑ์การประเมินสมรรถนะการคิดแก้ปัญหา (ปรับจากสิริพัชร เจริญชัย, 2563) ประเด็นการ ประเมิน รหัส พฤติกรรม แนวทางการให้ระดับคุณภาพ 3(ดีมาก) 2(ดี) 1(พอใช้) การให้เหตุผล อย่างมี ประสิทธิภาพ (Reasoning Effectively) RE นักเรียนสามารถให้ เหตุผลจาก สถานการณ์ที่กำหนด ได้โดยเป็นเหตุผลที่ ใช้การสังเกต ประสบการณ์การ คาดคะเน โดยนำ เหตุผลย่อยๆแต่ละ เหตุผลมารวมกัน นักเรียนสามารถให้ เหตุผลจาก สถานการณ์ที่ กำหนดได้โดยโดย เป็นเหตุผลที่ใช้การ สังเกต ประสบการณ์ การคาดคะเน โดย นำเหตุผลย่อยๆ นักเรียนสามารถให้ เหตุผลจาก สถานการณ์ที่กำหนด ได้เพียงบางส่วน หรือ ให้เหตุผลแต่ไม่ สามารถนำเหตุผลมา ลงข้อสรุปได้หรือนำ ข้อสรุปมาใช้อ้าง เหตุผลแต่ไม่สามารถ


65 ประเด็นการ ประเมิน รหัส พฤติกรรม แนวทางการให้ระดับคุณภาพ 3(ดีมาก) 2(ดี) 1(พอใช้) เพื่อนำไปสู่การ สรุปผลหรือนำความ จริงทั่วไปมาใช้เป็น การอ้างเหตุผลเพื่อ สนับสนุนให้เกิด ข้อความรู้ใหม่ที่เป็น ข้อสรุปส่วนย่อยตาม เนื้อหาสาระที่อยู่ ภายในขอบเขตของ ข้ออ้างได้เหมาะสม ตามสถานการณ์ได้ มากกว่าหนึ่ง แนวทาง แต่ละเหตุผลมา รวมกัน เพื่อนำไปสู่ การสรุปผลหรือนำ ความจริงทั่วไปมาใช้ เป็นการอ้างเหตุผล เพื่อสนับสนุนให้เกิด ข้อความรู้ใหม่ที่เป็น ข้อสรุปส่วนย่อยได้ เหมาะสมตาม สถานการณ์เพียง แนวทางเดียว บอกรายละเอียดของ เหตุผลได้หรือเป็น การให้เหตุผลที่ไม่ได้ ใช้การสังเกต ประสบการณ์การ คาดคะเน โดยนำ เหตุผลย่อยๆแต่ละ เหตุผลมารวมกัน เพื่อนำไปสู่การ สรุปผลหรือนำความ จริงทั่วไปมาใช้เป็น การอ้างเหตุผลเพื่อ สนับสนุนให้เกิด ข้อความรู้ใหม่ที่เป็น ข้อสรุปส่วนย่อย การใช้วิธีคิด เชิงระบบ (Systems Thinking) ST นักเรียนสามารถทำ ความเข้าใจวิเคราะห์ และเชื่อมโยงปัจจัย ต่างๆ ที่มีความ สัมพันธ์ที่เชื่อมโยงซึ่ง กันและกัน จน เกิดผลในภาพรวม โดยสามารถบอกได้ หลากหลายประเด็น นักเรียนสามารถทำ ความเข้าใจ วิเคราะห์และ เชื่อมโยงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ ที่เชื่อมโยงซึ่งกัน และกัน จนเกิดผล ในภาพรวม โดย สามารถบอกได้บาง ประเด็น นักเรียนไม่สามารถ ทำความเข้าใจ วิเคราะห์และ เชื่อมโยงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน ได้ตามประเด็น


66 ประเด็นการ ประเมิน รหัส พฤติกรรม แนวทางการให้ระดับคุณภาพ 3(ดีมาก) 2(ดี) 1(พอใช้) การแก้ไข ปัญหา (Solving Problems) SP-S การแก้ปัญหาที่ไม่คุ้นเคยได้หลายแบบทั้งโดยแนวทางที่ได้รับการ ยอมรับทั่วไปและแนวทางที่แตกต่าง นักเรียนสามารถ นำเสนอแนวทางการ แก้ปัญหาสำหรับ ปัญหาที่ไม่คุ้นเคยใน แบบต่าง ๆ โดยใช้ แนวทางการ แก้ปัญหาทั้งที่เป็น แนวทางที่ได้รับการ ยอมรับโดยดั้งเดิม และแนวทางที่ถือว่า เป็นนวัตกรรมใหม่ นักเรียนสามารถ นำเสนอแนว ทางการแก้ปัญหา สำหรับปัญหาที่ไม่ คุ้นเคยในแบบต่าง ๆโดยใช้แนว ทางการแก้ปัญหาที่ เป็นแนวทางที่ได้รับ การยอมรับโดย ดั้งเดิม นักเรียนไม่นักเรียน สามารถนำเสนอแนว ทางการแก้ปัญหา สำหรับปัญหาที่ไม่ คุ้นเคย การแก้ไข ปัญหา (Solving Problems) SP-I ระบุและตั้งคำถามสำคัญที่ทำให้เกิดความกระจ่างแก่มุมมองต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่มุมมองทางออกที่ดีกว่า นักเรียนสามารถระบุ และตั้งคำถามที่ สำคัญได้หลาก หลาย โดยคำถาม เหล่านั้นแสดงถึง ประเด็นที่ หลากหลายชัดเจนที่ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ ของการแก้ไขปัญหา ที่ดีกว่า นักเรียนสามารถ ระบุและตั้งคำถามที่ สำคัญได้เพียง คำถามเดียว โดย คำถามนั้นแสดงถึง ประเด็นที่ชัดเจนที่ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ ของการแก้ไขปัญหา ที่ดีกว่า นักเรียนสามารถระบุ และตั้งคำถามที่ สำคัญได้ แต่ไม่ สามารถแสดง ประเด็นที่ชัดเจนที่ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ ดีกว่า


67 5)การหาประเด็นหลักของข้อมูล(Thematizing) โดยการจัดกลุ่มรหัสข้อมูลที่มีลักษณะร่วม หรือมีความสัมพันธ์ระหว่างกันจะทำให้เกิดประเด็นหลักในการค้นพบขึ้น ตามกรอบของทฤษฎีเพื่อใช้ ในการวิเคราะห์สมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาของนักเรียน และซึ่งผู้วิจัยได้ เสนอไว้ในตารางที่3.4เพื่อให้เกิดความเชื่อถือได้ของข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ให้ครูผู้สอนในรายวิชาชีววิทยา ซึ่งเป็นครูในกลุ่มสาระ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของโรงเรียนที่ผู้วิจัยปฏิบัติการสอนอยู่ และอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย เป็นผู้ช่วยวิจัย (Member Checking) เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับผู้วิจัย ในการตีความสมรรถนะ การคิดแก้ปัญหา (Problem solving) ของนักเรียนในภาพรวม โดยมีเกณฑ์การประเมินภาพรวมของ สมรรถนะการคิดแก้ปัญหาดังแสดงในตารางที่3.6–3.8 ตารางที่ 3.6 เกณฑ์การประเมินภาพรวมของระดับการให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (Reasoning effectively) ระดับการให้เหตุผล อย่างมีประสิทธิภาพ ลักษณะระดับความสามารถของลักษณะการให้เหตุผลอย่างมี ประสิทธิภาพ ดีมาก ระดับความสามารถของลักษณะการให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE) ที่แสดงออกในขั้นการทำความเข้าใจปัญหาของกลุ่มเป้าหมาย และขั้นการ ตั้งกรอบโจทย์ปัญหา อยู่ในระดับ 3 ทั้งหมด ดี ระดับความสามารถของลักษณะการให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE) ที่แสดงออกในขั้นการทำความเข้าใจปัญหาของกลุ่มเป้าหมาย และขั้นการ ตั้งกรอบโจทย์ปัญหา อยู่ในระดับ 3 ตั้งแต่หนึ่งถึงสองครั้งขึ้นไป พอใช้ ระดับความสามารถของลักษณะการให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE) ที่แสดงออกในขั้นการทำความเข้าใจปัญหาของกลุ่มเป้าหมาย และขั้นการ ตั้งกรอบโจทย์ปัญหา ต่ำกว่าระดับ 3


68 ตารางที่ 3.7 เกณฑ์การประเมินภาพรวมของระดับการใช้วิธีคิดเชิงระบบ (System thinking) ระดับการใช้วิธีคิด เชิงระบบ ลักษณะระดับความสามารถของลักษณะการใช้วิธีคิดเชิงระบบ ดีมาก ระดับความสามารถของลักษณะการคิดเชิงระบบ (ST) ที่แสดงออกในขั้น ระดมความคิด อยู่ในระดับ 3 ดี ระดับความสามารถของลักษณะการคิดเชิงระบบ (ST) ที่แสดงออกในขั้น ระดมความคิด อยู่ในระดับ 2 พอใช้ ระดับความสามารถของลักษณะการคิดเชิงระบบ (ST) ที่แสดงออกในขั้น ระดมความคิด อยู่ในระดับ 1 ตารางที่ 3.8 เกณฑ์การประเมินภาพรวมของระดับการใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจ (Making judgments and decisions) ระดับการใช้ วิจารณญาณและการ ตัดสินใจ ลักษณะระดับความสามารถของลักษณะย่อยของการใช้วิจารณญาณ และการตัดสินใจ ดีมาก ระดับความสามารถของลักษณะย่อยของการใช้วิจารณญาณและการ ตัดสินใจ (MD-E , MD -A , MD -S , MD - I , MD -R) ที่แสดงออกในขั้น ระดมความคิด มี 3 อย่างขึ้นไป และอยู่ในระดับ 3 ดี ระดับความสามารถของลักษณะย่อยของการใช้วิจารณญาณและการ ตัดสินใจ (MD-E , MD -A , MD -S , MD - I , MD -R) ที่แสดงออกในขั้น ระดมความคิด มี 3 อย่างขึ้นไป และอยู่ในระดับ 2 พอใช้ ระดับความสามารถของลักษณะย่อยของการใช้วิจารณญาณและการ ตัดสินใจ (MD-E , MD -A , MD -S , MD - I , MD -R) ที่แสดงออกในขั้น ระดมความคิด ต่ำกว่า 3 อย่าง และต่ำกว่าระดับ 2


69 ตารางที่ 3.9 เกณฑ์การประเมินภาพรวมของระดับการแก้ไขปัญหา (Solving problems) ระดับการ แก้ไข ปัญหา ลักษณะระดับความสามารถของลักษณะย่อยของการแก้ไขปัญหา ดีมาก ระดับความสามารถของลักษณะย่อยของการแก้ไขปัญหา (SP-S , SP-I) ที่แสดงออก ในขั้นระดมความคิด ครบทั้ง 2 อย่าง และอยู่ในระดับ 3 ดี ระดับความสามารถของลักษณะย่อยของการแก้ไขปัญหา (SP-S , SP-I) ที่แสดงออก ในขั้นระดมความคิด มี 1 อย่าง และอยู่ในระดับ 2 ขึ้นไป พอใช้ ระดับความสามารถของลักษณะย่อยของการแก้ไขปัญหา (SP-S , SP-I) ที่แสดงออก ในขั้นระดมความคิด มี 1 อย่าง และอยู่ในระดับต่ำกว่า 2 หรือไม่แสดงความสามารถ ของลักษณะย่อยของการแก้ไขปัญหา (SP-S , SP-I) 6) นำข้อมูลการวิเคราะห์ที่ได้มาร่วมวิเคราะห์โดยใช้กระบวนทัศน์เชิงตีความเกี่ยวกับ สมรรถนะในการคิดแก้ปัญหา ที่จัดการเรียนรู้การคิดเชิงออกแบบของกลุ่มผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยอีก รอบร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อให้งานวิจัยมีความน่าเชื่อถือ (Trustworthiness) มากยิ่งขึ้น โดยแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูลจากแผนการจัดการเรียนรู้จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บทที่ 5 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เรื่องการถ่ายทอดลักาณะทางพันธุกรรม โดยใช้การจัดการเรียนรู้ การคิดเชิงออกแบบ (Design thinking) จำนวน 3แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 9ชั่วโมงดังนี้ ขั้นที่1การสร้างความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง (Empathy) นักเรียนได้เรียนรู้ประเด็นปัญหาในขั้นนำสอน และนำมาสู่ขั้นการสร้างความเข้าใจ กลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง (Empathy) เพื่อศึกษาสมรรถนะการคิดแก้ปัญหา ในขั้นนี้จะวิเคราะห์การ ทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของนักเรียนจากสถานการณ์ปัญหา ทั้ง4สถานการณ์คือ 1. การผสมพันธุ์หนูพันธุ์หายากอย่าง Himalayan จากพ่อแม่พันธุ์ที่ฟาร์มมีอยู่อย่างจำกัด 2. คดีพ่อแม่ตามหาลูกที่แท้จริง 3. ตรวจก่อนแต่งเพื่อทายาทที่แข็งแรง 4. ใครคือผู้บริจาคเลือดจากอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ โดยให้นักเรียนระดมความคิดภายในกลุ่มเพื่อตอบคำถามลงในใบกิจกรรมที่ 2การถ่ายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรม เพื่อวิเคราะห์ว่านักเรียน มีความสามารถในการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอยู่ใน ระดับใดโดยใช้ประเด็นคำถาม ดังนี้


70 “ลูกค้าที่มาใช้บริการบริษัทนักเรียนมีลักษณะเป็นอย่างไร”“ความต้องการของลูกค้าคือ อะไร”“ความต้องการของบริษัทนักเรียนคืออะไร”และ“เหตุผลของลูกค้าที่ต้องการเช่นนั้น”คำถาม เหล่านี้วิเคราะห์การสร้างความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของนักเรียนว่าสามารถให้เหตุผลจากสถานการณ์ ที่กำหนดได้หรือไม่อยู่ในระดับใด[RE] ขั้นที่2การตั้งกรอบโจทย์(Define) หลังจากนักเรียนสร้างความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย นักเรียนแต่ละกลุ่มนำข้อมูลที่ได้จากขั้นการ สร้างความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย มาวิเคราะห์และหาเหตุผล นักเรียนแต่ละกลุ่มตอบคำถามในใบ กิจกรรมที่2โดยระบุสิ่งที่สิ่งที่นักเรียนต้องทำเพื่อตอบสนองความต้องการในทั้ง 4 สถานการณ์คือ อะไร และแต่ละสถานการณ์มีเงื่อนไขอย่างไร ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ว่านักเรียนสามารถนำเหตุผล ย่อยๆแต่ละเหตุผลมารวมกัน เพื่อนำไปสู่การสรุปผลได้หรือไม่อย่างไร [RE] ขั้นที่3ระดมความคิด (Ideate) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลความรู้เรื่องการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่ได้เรียน ผ่านมาแล้ว ในประเด็นการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมคืออะไร ลักษณะของการถ่ายทอดทาง พันธุกรรมมีอะไรบ้าง วิธีการหาจีโนไทป์และฟีโนไทป์ของรุ่นถัดไป รวมถึงการทำนายลักษณะต่างๆ ของสิ่งที่ต้องการศึกษา โดยนักเรียนจะนำความรู้เหล่านี้ไปเชื่อมโยงใช้ประโยชน์ด้านการเลือกวัสดุที่จะ ใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่จะใช้แก้ปัญหาตามกรอบโจทย์ที่ตั้งไว้เพื่อเป็นแนวทางให้นักเรียนนำ ความรู้ที่ได้ไปพิจารณาวิธีการ แนวทางที่จะสามารถนำมาแก้ปัญหาทั้ง 4สถานการณ์ได้ โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำใบกิจกรรมที่2โดยมีประเด็นต่อไปนี้ 1.“ให้นักเรียนร่วมกันพิจารณาวิธีที่เป็นไปได้ที่จะสามารถนำมาแก้ปัญหาสถานการณ์ ให้ได้มากที่สุด (อย่างน้อย 2วิธี) โดยต้องเป็นไปตามความต้องการของสถานการณ์และเงื่อนไขที่ต้อง คำนึงถึง”ซึ่งจะวิเคราะห์2 ประเด็น ได้แก่ 1)การนำเสนอแนวทางสำหรับปัญหาที่ไม่คุ้นเคย [SP-S] มาจากการพิจารณาว่านักเรียน สามารถพิจารณาหาวิธีที่เป็นไปได้ที่จะสามารถนำมาแก้ไขปัญหาสถานการณ์ให้ได้มากที่สุด ทั้งในสิ่งที่ เป็นไปได้เห็นได้ทั่วไปและสิ่งที่แตกต่าง 3)การระบุและตั้งคำถามที่สำคัญ [SP-I] มาจากการพิจารณาว่านักเรียนสามารถระบุและ ตั้งคำถามสำคัญที่ทำให้เกิดความกระจ่างแก่มุมมองต่างๆเพื่อนำไปสู่มุมมองทางออกที่ดีกว่า 2.“วิธีที่เลือกใช้แก้ไขปัญหาสถานการ์คืออะไร พร้อมบอกเหตุผลที่เลือก”ซึ่งจะวิเคราะห์ 1 ประเด็น ได้แก่


71 1)การวิเคราะห์และเชื่อมโยงปัญหาต่าง ๆ[ST] มาจากการพิจารณาว่านักเรียนสามารถ ทำความเข้าใจ วิเคราะห์และเชื่อมโยงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน จนเกิดผลในภาพรวมได้หรือไม่ นักเรียนสามารถบอกเหตุผลที่เลือกวิธีนั้นได้หรือไม่ ขั้นที่4การพัฒนาต้นแบบ (Prototype) หลังจากที่นักเรียนแต่ละกลุ่มระดมความคิดหาวิธีในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ออกแบบ ขั้นตอนวิธีการแก้ไขปัญหาในขั้นระดมความคิด ในขั้นนี้นักเรียนแต่ละกลุ่มจะได้ทำการลงมือปฏิบัติ เพื่อแก้ปัญหาตามขั้นตอนที่วางแผนไว้และทำการทดสอบวิธีคิดโดยการนำเสนอผลงานให้เพื่อนร่วม ชั้นได้อภิปรายถึงวิธีการ ขั้นที่5 ทดสอบต้นแบบ (Test) ในขั้นนี้นักเรียนแต่ละกลุ่มประเมินผลงานของตนเองว่าตรงกับความต้องการของลูกค้าใน สถานการณ์และเงื่อนไขที่ตั้งไว้ในตอนแรกหรือไม่ เป็นการพิจารณาว่านักเรียนสามารถตีความหมาย ของสารสนเทศและหาข้อสรุปที่ได้จากการวิเคราะห์ที่ดีที่สุดได้หรือไม่และนักเรียนแต่ละกลุ่มสรุปผล จากการทำกิจกรรมเป็นการวิเคราะห์ว่านักเรียนสามารถนำเสนอต้นแบบการแก้ปัญหา โดยมีการ สะท้อนผลการแก้ไขปัญหาในประสบการณ์การเรียนรู้และกระบวนการการเรียนรู้ได้หรือไม่ ซึ่งจะวิเคราะห์ได้จากใบกิจกรรมที่2 ซึ่งเมื่อวิเคราะห์กระบวนการทำงานจากใบบันทึกกิจกรรม และการสัมภาษณ์อย่างไม่มี โครงสร้างและไม่เป็นทางการ จึงสามารถตีความและประเมินสมรรถนะการคิดแก้ปัญหาในภาพรวม โดยใช้การแจกแจงความถี่


72 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหา เรื่อง การถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้การคิดเชิงออกแบบ design thinking โดยผู้วิจัยได้สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามจุดมุ่งหมายของงานวิจัยดังนี้ 4.1 ผลการวิจัย 4.1.1 สมรรถนะการคิดแก้ปัญหาในการออกแบบวิธีการแก้ปัญหาของสถานการณ์ ที่เลือกมานำเสนอ กลุ่มที่ 1 กลุ่ม ม.ว.ล. 4.1.2 สมรรถนะการคิดแก้ปัญหาในการออกแบบวิธีการแก้ปัญหาของสถานการณ์ ที่เลือกมานำเสนอ กลุ่มที่ 2 กลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า 4.1.3 สมรรถนะการคิดแก้ปัญหาในการออกแบบวิธีการแก้ปัญหาของสถานการณ์ ที่เลือกมานำเสนอ กลุ่มที่ 3 กลุ่ม สะแวกแกก 4.1.4 สมรรถนะการคิดแก้ปัญหาในการออกแบบวิธีการแก้ปัญหาของสถานการณ์ ที่เลือกมานำเสนอ กลุ่มที่ 4 กลุ่ม Detective Conan 4.1.5 สมรรถนะการคิดแก้ปัญหาในการออกแบบวิธีการแก้ปัญหาของสถานการณ์ ที่เลือกมานำเสนอ กลุ่มที่ 5 กลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด 4.1.6 สมรรถนะการคิดแก้ปัญหาในการออกแบบวิธีการแก้ปัญหาของกลุ่มทั้งหมด ในภาพรวม 4.1.7 ผลการหาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการคิดเชิงออกแบบ (design thinking) ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่องการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เพื่อพัฒนาความสามารถ ในการคิดแก้ปัญหาให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75


73 4.1 ผลการวิจัย จากการศึกษาสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาในการวิธีการ แก้ปัญหาในทั้ง 4 สถานการณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้การคิดเชิง ออกแบบ (DESIGN THINKING) ผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยแบ่งนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม โดยผลการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำใบกิจกรรมและการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างมาวิเคราะห์ ผลการวิจัยทั้งหมด จำนวน 5 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กลุ่ม ว.ม.ล กลุ่มที่ 2 กลุ่มแก๊งป่วนตัวซ่า กลุ่มที่ 3 กลุ่มสะแวกแกก กลุ่มที่ 4 กลุ่ม Detective Conan กลุ่มที่ 5 กลุ่มตั้งหวังเจ้ง อภิมหาจำกัด ได้ผลการ วิเคราะห์ดังต่อไปนี้ 4.1.1 สมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาในการออกแบบวิธีการ แก้ปัญหาของสถานการณ์ที่เลือกมานำเสนอ กลุ่มที่ 1 กลุ่ม ม.ว.ล. กลุ่ม ม.ว.ล. มีสมาชิก 6 คน ได้แก่ ป่าน แดน ภูมิ โฟน แก้ม และเปรียว ซึ่งสมาชิกในกลุ่ม เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันที่มักทำงานร่วมกันเมื่อมีกิจกรรมกลุ่ม ทำให้สมาชิกในกลุ่มส่วนใหญ่กล้าพูด แสดงความคิดเห็นของตนเอง มีส่วนร่วมในกลุ่มและสมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนกล้าแสดงออก กล้าซักถามเมื่อมีคำถามและมีส่วนร่วมในชั้นเรียนเป็นอย่างดี เมื่อนักเรียนได้ผ่านการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้การคิดเชิงออกแบบ (design thinking) ทั้ง 5 ขั้น ในสถานการณ์ปัญหาลูกค้าต้องการให้บริษัท ของนักเรียนหาบุคคลที่ต้องการบุตรหรือสัตว์ที่ตนอยากได้และปลอดภัย บริษัทจึงคิดวิธีแก้ไขปัญหา โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของคำตอบว่าถูกต้องหรือไม่และตรงตามความต้องการหรือไม่ ซึ่งนักเรียน กลุ่ม ว.ม.ล ได้ใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจในการแก้ปัญหา คือ “นักเรียนเลือกการผสมพันธุ์กัน ระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Albino โดยเหตุผลว่าเมื่อ Genotype ของ Himalayan ผสมกับ Genotype ของ Albino จะได้ Phenotype Himalayan 100 %” และนักเรียนได้ยึดการ ใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจนี้เป็นต้นแบบในการแก้ปัญหา จนได้เป็นวิธีการ ดังภาพที่ 4.1 ภาพที่ 4.1 ต้นแบบในการแก้ปัญหา และวิธีการแก้ปัญหาที่ได้ของกลุ่ม ม.ว.ล.


74 การตีความสมรรถนะการคิดแก้ปัญหาของนักเรียน จะตีความจากใบบันทึกกิจกรรม และ การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ โดยจะอธิบายผลการตีความ เพื่อประเมินสมรรถนะการคิดแก้ปัญหาทีละองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้ 1) การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE: Reasoning Effectively) กลุ่ม ม.ว.ล การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ ของกลุ่ม ม.ว.ล มีรายละเอียดการวิเคราะห์และ การประเมินการให้ระดับคุณภาพการให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะตีความจากใบบันทึก กิจกรรม และการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ ดังนี้ ภาพที่ 4.2 การทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้งของกลุ่มเป้าหมายจากสถานการณ์ปัญหาของ กลุ่ม ม.ว.ล. ภาพที่ 4.3 การระบุกรอบโจทย์ปัญหาในการออกแบบของกลุ่ม ม.ว.ล. การวิเคราะครั้งที่ 1 ในใบกิจกรรมที่ 2 ในประเด็นที่นักเรียนทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย จากสถานการณ์ปัญหา “ลักษณะของลูกค้าที่ใช้บริการของบริษัท” “ความต้องการของลูกค้า” “ความต้องการของบริษัท” “เหตุผลของลูกค้าที่มีความต้องการเป็นเช่นนั้น” ในภาพที่ 4.2 พบว่า นักเรียนกลุ่ม ม.ว.ล. ได้กล่าวถึงลักษณะของลูกค้าที่ใช้บริการของบริษัทว่า บุคคลที่ต้องการบุตรหรือ สัตว์ที่ตนเองอยากได้และปลอดภัย ความต้องการของบริษัท คือ ต้องการหาลักษณะเด่นตามต้องการ


75 ให้ดีที่สุด และเหตุผลของลูกค้าที่มีความต้องการเป็นเช่นนั้น ตามหาข้อเท็จจริงต่างๆและหายีนที่ตรง กับความต้องการ โดยนักเรียนมีการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย มีการใช้การสังเกต การใช้ประสบการณ์บอกลักษณะกลุ่มเป้าหมาย แต่ให้เหตุผลสอดคล้องกับสถานการณ์เพียงบางส่วน แสดงให้เห็นว่า RE อยู่ในระดับ พอใช้ การวิเคราะห์ครั้งที่ 2 จากใบกิจกรรม 2 ในประเด็นที่นักเรียนแต่ละกลุ่มนำข้อมูลจากขั้น การสร้างความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายมาระบุสิ่งที่บริษัทต้องทำ ระบุสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกวิธีการ แก้ปัญหา และสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบวิธีแก้ไขปัญหา พบว่า ในภาพที่ 4.3 นักเรียนกลุ่ม ม.ว.ล. ระบุสิ่งที่บริษัทต้องทำ คือ แก้ปัญหาและหาคำตอบของปัญหาให้ได้ ระบุสิ่งที่ต้องคำนึงถึงใน การเลือกวิธีการแก้ปัญหา คือ ความน่าจะเป็นไปได้ของคำตอบว่าเป็นไปได้หรือไม่ซึ่งนักเรียนมีการนำ ความจริงทั่วไปมาใช้เป็นการอ้างเหตุผลและมีการนำเหตุผลย่อย ๆ มารวมกันเพื่อนำไปสู่การสรุปผล ได้เหมาะสมตามสถานการณ์แต่ได้เพียงทางเดียว แสดงให้เห็นว่า RE อยู่ในระดับ ดี 2) การใช้วิธีคิดเชิงระบบ (ST: System Thinking) กลุ่ม ม.ว.ล. การใช้วิธีคิดเชิงระบบของกลุ่ม ม.ว.ล. มีรายละเอียดการวิเคราะห์และการประเมินการให้ ระดับคุณภาพการใช้วิธีคิดเชิงระบบ โดยจะตีความจากใบบันทึกกิจกรรม และการสัมภาษณ์แบบไม่มี โครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ ดังนี้ ภาพที่ 4.4 การระดมความคิดเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาของกลุ่ม ม.ว.ล. การวิเคราะห์ ST จากใบกิจกรรมที่ 2 นักเรียนระดมความคิดภายในกลุ่มเพื่อพิจารณาหา วิธีการที่เป็นไปได้ที่จะสามารถนำมาแก้ปัญหาให้ได้มากที่สุด (อย่างน้อย 2 วิธี) โดยต้องเป็นไปตาม ความต้องการของลูกค้าและเงื่อนไขที่ต้องคำนึงถึง จากนั้นเลือกวิธีการที่ใช้แก้ไขปัญหาเพียง 1 วิธี


76 พร้อมบอกเหตุผลที่เลือก พบว่า ภาพที่ 4.4 นักเรียนกลุ่ม ม.ว.ล. ได้เลือกพิจารณาวิธีการที่เป็นไปได้ ที่จะสามารถนำมาแก้ปัญหาได้มา 1 วิธีคือ 1) การผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสาย พันธุ์ Albino โดยเหตุผลว่าเมื่อ Genotype ของ Himalayan ผสมกับ Genotype ของ Albino จะได้ Phenotype Himalayan 100 % จากการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการโดยครูถาม เพิ่มเติม ในประเด็น “วิธีการที่นักเรียนเลือกมานอกจากพิจารณาความน่าจะเป็นของการเกิดรุ่นลูกที่ เราต้องการดังกล่าวแล้ว วิธีเหล่านั้นสามารถหารุ่นหลานได้หรือไม่ อย่างไร” แดนตอบว่า “ได้ครับ เราก็แค่เอารุ่น F1 มา selfing กันเองก็จะสามารถหารุ่นหลานได้” ป่านตอบเสริมว่า “ใช่ครับ ผม ศึกษาจากการทดลองของเมนเดล” จากคำตอบที่นักเรียนตอบมาทั้งจากใบกิจกรรมและจากการสัมภาษณ์นักเรียนสามารถทำ ความเข้าใจ วิเคราะห์และเชื่อมโยงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันและกัน จนเกิดผล ในภาพรวมได้หลากหลายประเด็น แสดงให้เห็นว่า ST อยู่ในระดับ ดีมาก 3) การใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจ (MD: Making judgments and decisions) กลุ่ม ม.ว.ล. การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการตัดสินใจมีสมรรถนะย่อยของการคิดอย่างวิจารณญาณ และการตัดสินใจ ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์และประเมินการกล่าวอ้าง ข้อมูลหลักฐาน การโต้แย้ง และความเชื่อ (MD-E) 2) วิเคราะห์เปรียบเทียบและประเมินมุมมองทางเลือกที่สำคัญ (MD-A) 3) สังเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลกับข้อโต้แย้ง (MD-S) 4) ตีความหมายข้อมูลและทำการหาข้อสรุปซึ่ง อยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ที่ดีที่สุด (MD-I) และ 5) การสะท้อนผลประสบการณ์และการเรียนรู้ อย่างมีวิจารณญาณ (MD-R) โดยมีรายละเอียดการวิเคราะห์และประเมินการให้ระดับคุณภาพของการ ใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจ ดังนี้ การวิเคราะห์ MD จากใบกิจกรรมที่ 2 เป็นการตีความสมรรถนะย่อย MD-E, MD-A, และ MD-S, ส่วนประเด็นย่อย MD-I และ MD-R จะประเมินจากใบกิจกรรมที่ 2 โดยนักเรียนกลุ่ม ม.ว.ล. มีระดับคุณภาพสมรรถนะย่อย ดังนี้ 3.1 MD-E : วิเคราะห์และประเมินการกล่าวอ้าง ข้อมูลหลักฐาน การโต้แย้ง และความเชื่อ เนื่องจากนักเรียนกลุ่ม ม.ว.ล. ได้เลือกพิจารณาวิธีการที่เป็นไปได้ที่จะสามารถนำมา แก้ปัญหาได้มา 1 วิธีคือ การผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Albino โดย


77 เหตุผลว่าเมื่อ Genotype ของ Himalayan ผสมกับ Genotype ของ Albino จะได้ Phenotype Himalayan 100 % ซึ่งเป็นการวิเคราะห์และประเมินจากหลักฐาน มีการแสดงความเชื่อเกี่ยวกับ เหตุผลแสดงให้เห็นว่า MD-E นักเรียนอยู่ในระดับ ดี 3.2 MD-A : วิเคราะห์เปรียบเทียบและประเมินมุมมองทางเลือกที่สำคัญ เนื่องจากนักเรียนมีการระดมความคิดภายในกลุ่มและตัดสินใจเลือกการผสมพันธุ์กัน ระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Albino โดยเหตุผลว่าเมื่อ Genotype ของ Himalayan ผสมกับ Genotype ของ Albino จะได้ Phenotype Himalayan 100 % แสดงให้เห็นว่านักเรียน นักเรียนสามารถประเมินมุมมองทางเลือกที่สำคัญเกี่ยวกับปัญหาได้อย่างหลาก แสดงให้เห็นว่า MD-A นักเรียนอยู่ในระดับ พอใช้ 3.3 MD-S : สังเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลกับข้อโต้แย้ง การวิเคราะห์ MD-S จากใบกิจกรรมที่ 2 มาจากการพิจารณาว่านักเรียนสามารถที่จะ สังเคราะห์และสร้างการเชื่อมโยงระหว่างสารสนเทศ เหตุผลและข้อโต้แย้งต่าง ๆ เกี่ยวกับวิธีการแก้ไข ปัญหา ภาพที่ 4.5 สังเคราะห์และสร้างการเชื่อมโยงระหว่างสารสนเทศเกี่ยวกับขั้นตอนในการแก้ไขปัญหา ของกลุ่ม ม.ว.ล. การสังเคราะห์และสร้างการเชื่อมโยงระหว่างสารสนเทศเกี่ยวกับขั้นตอนในการทำ โอเอซิสในประเด็นที่ว่า ให้นักเรียนวางแผนในการวาดภาพสถานการณ์เป็นฉาก พร้อมทั้งบอกขั้นตอน การแก้ไขปัญหามาพอสังเขป พบว่า ขั้นตอนการผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับ สายพันธุ์ Albino โดยเหตุผลว่าเมื่อ Genotype ของ Himalayan ผสมกับ Genotype ของ Albino จะได้ Phenotype Himalayan 100 % ดังภาพ ภาพที่ 4.5


78 จากการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการโดยครูถาม เพิ่มเติม ในประเด็น “คำตอบ การรวมกันของเซลล์สืบพันธุ์เพื่อสร้างรุ่นถัดไป ถือเป็นกฎของเมลเดล ด้วยหรือไม่ อย่างไร” ป่านตอบ “อ๋อ ไม่ครับ การรวมกันของเซลล์สืบพันธุ์เพื่อสร้างรุ่นถัดไปอยู่นอกเหนือกฎเมลเดลครับ” จากคำตอบที่นักเรียนตอบมานักเรียนสามารถระบุสารสนเทศเกี่ยวกับปัญหาได้และ สามารถสร้างการเชื่อมโยงได้ แสดงให้เห็นว่า MD-S อยู่ในระดับ ดีมาก 3.4 MD-I : ตีความหมายข้อมูลและทำการหาข้อสรุปซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ที่ ดีที่สุด การวิเคราะห์ MD-I มาจากใบกิจกรรมที่ 2 โดยนักเรียนจะประเมินผลงานของกลุ่มตนเอง ว่าตรงตามความต้องการของลูกค้าและเงื่อนไขที่ตั้งไว้ในตอนแรก ภาพที่ 4.6 ผลประเมินผลการแก้ไขปัญหาของกลุ่ม ม.ว.ล. จากภาพที่ 4.6 ให้นักเรียนประเมินผลแก้ไขปัญหาของกลุ่มตนเองว่าตรงตามเงื่อนไข ที่ตั้งไว้คือ สามารถผสมหนูให้ได้พันธุ์ Himalayan ได้ และสามารถอธิบายวิธีการผสมพันธุ์หนูให้ได้ พันธุ์ Himalayan ได้อย่างถูกต้อง พบว่า กลุ่ม ม.ว.ล. มีทุกประเด็นที่ตรงตามเงื่อนไขทุกข้อ ซึ่งนักเรียนสามารถตีความหมายของสารสนเทศและหาข้อสรุปได้ แสดงให้เห็นว่า MD-I อยู่ในระดับ ดี 3.5 MD-R : การสะท้อนผลประสบการณ์และการเรียนรู้อย่างมีวิจารณญาณ การวิเคราะห์ MD-R มาจากใบกิจกรรมที่ 2 ในขั้นทดสอบต้นแบบ โดยนักเรียนแต่ละ กลุ่มบันทึกผลทดสอบและสรุปผลจากการทำกิจกรรมเป็นการวิเคราะห์ว่านักเรียนสามารถนำเสนอ ต้นแบบการแก้ปัญหาโดยมีการสะท้อนผลอย่างมีวิจารณญาณในประสบการณ์การเรียนรู้และ กระบวนการเรียนรู้


79 จากประเด็นให้นักเรียนกลุ่ม ม.ว.ล. ได้เลือกพิจารณาวิธีการที่เป็นไปได้ที่จะสามารถนำมา แก้ปัญหาได้มา 1 วิธี คือ การผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Albino โดย เหตุผลว่าเมื่อ Genotype ของ Himalayan ผสมกับ Genotype ของ Albino จะได้ Phenotype Himalayan 100 % ดังภาพที่ 4.6 ซึ่งนักเรียนสะท้อนทุกประเด็นที่ตรงตามเงื่อนไขทุกข้อแสดงให้เห็น ว่า MD-R อยู่ในระดับ ดี 4) การแก้ปัญหา (SP: Solving problem) กลุ่ม ม.ว.ล. การแก้ไขปัญหา มีสมรรถนะย่อยของการแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย 1) การแก้ปัญหาที่ไม่ คุ้นเคยได้หลายแบบทั้งโดยแนวทางที่ได้รับการยอมรับทั่วไปและแนวทางที่แตกต่าง (SP-S) และ 2) ระบุและตั้งคำถามที่สำคัญที่ทำให้เกิดความกระจ่างแก่มุมมองต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่มุมมองทางออกที่ ดีกว่า (SP -I) ซึ่งจะตีความจากใบกิจกรรมที่ 2 และจากการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการ สัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ โดยมีรายละเอียดการวิเคราะห์และประเมินการให้ระดับคุณภาพของ การแก้ไขปัญหาในสมรรถนะย่อย ดังนี้ 4.1 SP-S การแก้ปัญหาที่ไม่คุ้นเคยได้หลายแบบทั้งโดยแนวทางที่ได้รับการยอมรับทั่วไป และแนวทางที่แตกต่าง จากประเด็นนักเรียนวิธีการที่เป็นไปได้ที่จะสามารถนำมาแก้ปัญหาได้มา 1 วิธี คือ 1) การผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Albino โดยเหตุผลว่าเมื่อ Genotype ของ Himalayan ผสมกับ Genotype ของ Albino จะได้ Phenotype Himalayan 100 % แสดงให้เห็นว่า SP-S อยู่ในระดับ ดี 4.2 SP-I ระบุและตั้งคำถามที่สำคัญที่ทำให้เกิดความกระจ่างแก่มุมมองต่าง ๆ เพื่อ นำไปสู่มุมมองทางออกที่ดีกว่า จากการระดมความคิดภายในกลุ่มและตัดสินใจเลือก การผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Albino โดยเหตุผลว่าเมื่อ Genotype ของ Himalayan ผสมกับ Genotype ของ Albino จะได้ Phenotype Himalayan 100 % และนักเรียนจะประเมินผลวิธีคิด ของกลุ่มตนเองว่าตรงตามความต้องการของลูกค้าและเงื่อนไขที่ตั้งไว้ในตอนแรกแสดงให้เห็นว่า SP-I อยู่ในระดับ ดี


80 ตารางที่ 4.1 ผลการประเมินสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาของกลุ่มที่ 1 กลุ่ม ม.ว.ล. การดำเนินการ คะแนนการคิดแก้ปัญหา ระดับคุณภาพ 1) การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE) RE ครั้งที่ 1 1 พอใช้ RE ครั้งที่ 2 2 2) การใช้วิธีคิดเชิงระบบ (ST) 3 ดีมาก 3) การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการตัดสินใจ (MD) MD-E 2 ดี MD-A 1 MD-S 3 MD-I 2 MD-R 2 4) การแก้ปัญหา (SP) SP-S 3 ดี SP-I 2 จากตารางที่ 4.1 พบว่า นักเรียนกลุ่มที่ 1 กลุ่ม ม.ว.ล. เกิดสมรรถนะการคิดแก้ปัญหา โดยมีสมรรถนะย่อย ดังนี้ 1) การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE) อยู่ในระดับ พอใช้ 2) การคิดเชิง ระบบ (ST) อยู่ในระดับ ดีมาก 3) การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการตัดสินใจ (MD) อยู่ในระดับ ดี 4) การแก้ปัญหา (SP) อยู่ในระดับ ดี 4.1.2 สมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและแก้ปัญหาในการออกแบบวิธีการ แก้ปัญหาของสถานการณ์ที่เลือกมานำเสนอ กลุ่มที่ 2 กลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า กลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า มีสมาชิก 6 คน ได้แก่ อุ้ม แซน ธันวา เอิร์น กิ๊บ และปราง ซึ่งสมาชิก ในกลุ่มเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันที่มักทำงานร่วมกันเมื่อมีกิจกรรมกลุ่ม ทำให้สมาชิกในกลุ่มส่วนใหญ่กล้า พูดแสดงความคิดเห็นของตนเอง มีส่วนร่วมในกลุ่มและสมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนกล้าแสดงออก กล้าซักถามเมื่อมีคำถามและมีส่วนร่วมในชั้นเรียนเป็นอย่างดี เมื่อนักเรียนได้ผ่านการจัดกิจกรรม


81 การเรียนรู้การคิดเชิงออกแบบ (design thinking) ทั้ง 5 ขั้น ในสถานการณ์ปัญหาลูกค้าต้องการให้ บริษัทของนักเรียนหาวิธีการผสมพันธุ์กระต่ายขนสี Rare item คือ Himalayan บริษัทจึงคิดวิธีแก้ไข ปัญหา โดยคำนึงถึงพันธุ์ของกระต่ายที่ต้องการเพิ่มจำนวน ซึ่งนักเรียนกลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า ได้ใช้ วิจารณญาณและการตัดสินใจในการแก้ปัญหา คือ “นักเรียนเลือกการผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Albino และสายพันธุ์ Himalayan ผสมกับสายพันธุ์ Himalayan โดย เหตุผลว่าเมื่อ Genotype ของ Himalayan ผสมกับ Genotype ของ Albino หรือ Genotype ของ Himalayan ผสมกับ Genotype ของ Himalayan จะได ้ Phenotype Himalayan 100 %” และนักเรียนได้ยึดการใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจนี้เป็นต้นแบบในการแก้ปัญหา จนได้เป็นวิธีการ ดังภาพที่ 4.7 ภาพที่ 4.7 ต้นแบบในการแก้ปัญหา และวิธีการแก้ปัญหาที่ได้ของกลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า การตีความสมรรถนะการคิดแก้ปัญหาของนักเรียน จะตีความจากใบบันทึกกิจกรรม และ การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ โดยจะอธิบายผลการตีความ เพื่อประเมินสมรรถนะการคิดแก้ปัญหาทีละองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้ 1) การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE: Reasoning Effectively) กลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ ของกลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า มีรายละเอียดการวิเคราะห์ และการประเมินการให้ระดับคุณภาพการให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะตีความจากใบบันทึก กิจกรรม และการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ ดังนี้


82 ภาพที่ 4.8 การทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้งของกลุ่มเป้าหมายจากสถานการณ์ปัญหาของ กลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า ภาพที่ 4.9 การระบุกรอบโจทย์ปัญหาในการออกแบบของกลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า การวิเคราะครั้งที่ 1 ในใบกิจกรรมที่ 2 ในประเด็นที่นักเรียนทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย จากสถานการณ์ปัญหา “ลักษณะของลูกค้าที่ใช้บริการของบริษัท” “ความต้องการของลูกค้า” “ความต้องการของบริษัท” “เหตุผลของลูกค้าที่มีความต้องการเป็นเช่นนั้น” ในภาพที่ 4.8 พบว่า นักเรียนกลุ่มแก๊งป่วนตัวซ่า ได้กล่าวถึงลักษณะของลูกค้าที่ใช้บริการของบริษัทว่า ฟาร์มมู๋หมินช่ง ความต้องการของบริษัท คือ ต้องการเพิ่มจำนวนกระต่างสายพันธุ์ Himalayan และเหตุผลของลูกค้า ที่มีความต้องการเป็นเช่นนั้น เพราะกระต่างขาดตลาด โดยนักเรียนมีการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย มีการใช้การสังเกตการใช้ประสบการณ์บอกลักษณะกลุ่มเป้าหมาย แต่ให้เหตุผลสอดคล้องกับ สถานการณ์เพียงบางส่วน แสดงให้เห็นว่า RE อยู่ในระดับ พอใช้ การวิเคราะห์ครั้งที่ 2 จากใบกิจกรรม 2 ในประเด็นที่นักเรียนแต่ละกลุ่มนำข้อมูลจากขั้น การสร้างความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายมาระบุสิ่งที่บริษัทต้องทำ ระบุสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกวิธีการ แก้ปัญหา และสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบวิธีแก้ไขปัญหา พบว่า ในภาพที่ 4.9 นักเรียนกลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า ระบุสิ่งที่บริษัทต้องทำ คือ เพิ่มจำนวนกระต่าย Himalayan ส่งให้ฟาร์มมู๋หมินช่ง ระบุสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกวิธีการแก้ปัญหา คือ พันธุ์ของกระต่ายที่ต้องการเพิ่มจำนวน


83 ซึ่งนักเรียนมีการนำความจริงทั่วไปมาใช้เป็นการอ้างเหตุผลและมีการนำเหตุผลย่อย ๆ มารวมกันเพื่อ นำไปสู่การสรุปผลได้เหมาะสมตามสถานการณ์แต่ได้เพียงทางเดียว แสดงให้เห็นว่า RE อยู่ในระดับ ดี 2) การใช้วิธีคิดเชิงระบบ (ST: System Thinking) กลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า การใช้วิธีคิดเชิงระบบของกลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า มีรายละเอียดการวิเคราะห์และการ ประเมินการให้ระดับคุณภาพการใช้วิธีคิดเชิงระบบ โดยจะตีความจากใบบันทึกกิจกรรม และการ สัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ ดังนี้ ภาพที่ 4.10 การระดมความคิดเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาของกลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า การวิเคราะห์ ST จากใบกิจกรรมที่ 2 นักเรียนระดมความคิดภายในกลุ่มเพื่อพิจารณาหา วิธีการที่เป็นไปได้ที่จะสามารถนำมาแก้ปัญหาให้ได้มากที่สุด (อย่างน้อย 2 วิธี) โดยต้องเป็นไปตาม ความต้องการของลูกค้าและเงื่อนไขที่ต้องคำนึงถึง จากนั้นเลือกวิธีการที่ใช้แก้ไขปัญหาเพียง 1 วิธี พร้อมบอกเหตุผลที่เลือก พบว่า ภาพที่ 4.10 นักเรียนกลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า ได้เลือกพิจารณาวิธีการที่ เป็นไปได้ที่จะสามารถนำมาแก้ปัญหาได้มา 2 วิธีคือ 1) การผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Albino โดยเหตุผลว่าเมื่อ Genotype ของ Himalayan ผสมกับ Genotype ของ Albino จะได้ Phenotype Himalayan 100 % 2) การผสมพันธุ์กันระหว่างสาย พันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Himalayan โดยให้เหตุผลว่า Genotype ของ Himalayan ผสมกับ Genotype ของ Himalayan จะได้ Phenotype Himalayan 100 %


84 จากการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการโดยครูถาม เพิ่มเติม ในประเด็น “วิธีการที่นักเรียนเลือกมานักเรียนใช้หลักการอะไรในการคำนวนหา Genotype และ Phenotype” เอิร์นตอบว่า “ใช้หลักการตาราง พันเนตต์ในการหาค่ะ” ธันวาตอบเสริมว่า “ใช้หลักการของเมนเดลครับ กฎข้อที่ 1 การแยกคู่ยีน และกฎข้อที่ 2 การรวม กลุ่มอย่างอิสระของยีนเพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์” จากคำตอบที่นักเรียนตอบมาทั้งจากใบกิจกรรมและจากการสัมภาษณ์นักเรียนสามารถทำ ความเข้าใจ วิเคราะห์และเชื่อมโยงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันและกัน จนเกิดผล ในภาพรวมได้หลากหลายประเด็น แสดงให้เห็นว่า ST อยู่ในระดับ ดีมาก 3) การใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจ (MD: Making judgments and decisions) กลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการตัดสินใจมีสมรรถนะย่อยของการคิดอย่างวิจารณญาณ และการตัดสินใจ ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์และประเมินการกล่าวอ้าง ข้อมูลหลักฐาน การโต้แย้ง และความเชื่อ (MD-E) 2) วิเคราะห์เปรียบเทียบและประเมินมุมมองทางเลือกที่สำคัญ (MD-A) 3) สังเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลกับข้อโต้แย้ง (MD-S) 4) ตีความหมายข้อมูลและทำการหาข้อสรุปซึ่ง อยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ที่ดีที่สุด (MD-I) และ 5) การสะท้อนผลประสบการณ์และการเรียนรู้ อย่างมีวิจารณญาณ (MD-R) โดยมีรายละเอียดการวิเคราะห์และประเมินการให้ระดับคุณภาพของการ ใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจ ดังนี้ การวิเคราะห์ MD จากใบกิจกรรมที่ 2 เป็นการตีความสมรรถนะย่อย MD-E, MD-A, และ MD-S, ส่วนประเด็นย่อย MD-I และ MD-R จะประเมินจากใบกิจกรรมที่ 2 โดยนักเรียนกลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า มีระดับคุณภาพสมรรถนะย่อย ดังนี้ 3.1 MD-E : วิเคราะห์และประเมินการกล่าวอ้าง ข้อมูลหลักฐาน การโต้แย้ง และความเชื่อ เนื่องจากนักเรียนกลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า ได้เลือกพิจารณาวิธีการที่เป็นไปได้ที่จะสามารถ นำมาแก้ปัญหาได้มา 2 วิธีคือ 1) การผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Albino โดยเหตุผลว่าเมื่อ Genotype ของ Himalayan ผสมกับ Genotype ของ Albino จะได้ Phenotype Himalayan 100 % 2) การผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Himalayan โดย ให้เหตุผลว่า Genotype ของ Himalayan ผสมกับ Genotype ของ Himalayan จะได้ Phenotype


85 Himalayan 100 % ซึ่งเป็นการวิเคราะห์และประเมินจากหลักฐาน มีการแสดงความเชื่อเกี่ยวกับ เหตุผลแสดงให้เห็นว่า MD-E นักเรียนอยู่ในระดับ ดีมาก 3.2 MD-A : วิเคราะห์เปรียบเทียบและประเมินมุมมองทางเลือกที่สำคัญ เนื่องจากนักเรียนมีการระดมความคิดภายในกลุ่มและตัดสินใจเลือก2 วิธี คือ 1) การผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Albino โดยเหตุผลว่าเมื่อ Genotype ของ Himalayan ผสมกับ Genotype ของ Albino จะได้ Phenotype Himalayan 100 % 2) การผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Himalayan โดยให้เหตุผลว่า Genotype ของ Himalayan ผสมกับ Genotype ของ Himalayan จะได้ Phenotype Himalayan 100 % แสดงให้เห็นว่านักเรียนนักเรียนสามารถประเมินมุมมองทางเลือกที่สำคัญเกี่ยวกับปัญหาได้ อย่างหลาก แสดงให้เห็นว่า MD-A นักเรียนอยู่ในระดับ ดี 3.3 MD-S : สังเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลกับข้อโต้แย้ง การวิเคราะห์ MD-S จากใบกิจกรรมที่ 2 มาจากการพิจารณาว่านักเรียนสามารถที่จะ สังเคราะห์และสร้างการเชื่อมโยงระหว่างสารสนเทศ เหตุผลและข้อโต้แย้งต่าง ๆ เกี่ยวกับวิธีการแก้ไข ปัญหา ภาพที่ 4.11 สังเคราะห์และสร้างการเชื่อมโยงระหว่างสารสนเทศเกี่ยวกับขั้นตอนในการแก้ไขปัญหา ของกลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า การสังเคราะห์และสร้างการเชื่อมโยงระหว่างสารสนเทศเกี่ยวกับขั้นตอนในการทำ โอเอซิสในประเด็นที่ว่า ให้นักเรียนวางแผนในการวาดภาพสถานการณ์เป็นฉาก พร้อมทั้งบอกขั้นตอน การแก้ไขปัญหามาพอสังเขป พบว่า ขั้นตอนการผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสาย พันธุ์ Albino และการผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Himalayan ทั้งสองวิธี จะได้ Phenotype Himalayan 100 % ดังภาพ ภาพที่ 4.11


86 จากการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการโดยครูถาม เพิ่มเติม ในประเด็น “คำตอบ การรวมกันของเซลล์สืบพันธุ์เพื่อสร้างรุ่นถัดไป ถือเป็นกฎของเมลเดล ด้วยหรือไม่ อย่างไร” ธันวาตอบ “อ๋อ ไม่ครับ เพราะเมนเดลพูดถึงแค่การรวมกันของยีนเพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์เท่านั้นครับ” จากคำตอบที่นักเรียนตอบมานักเรียนสามารถระบุสารสนเทศเกี่ยวกับปัญหาได้และ สามารถสร้างการเชื่อมโยงได้ แสดงให้เห็นว่า MD-S อยู่ในระดับ ดีมาก 3.4 MD-I : ตีความหมายข้อมูลและทำการหาข้อสรุปซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ที่ ดีที่สุด การวิเคราะห์ MD-I มาจากใบกิจกรรมที่ 2 โดยนักเรียนจะประเมินผลงานของกลุ่มตนเอง ว่าตรงตามความต้องการของลูกค้าและเงื่อนไขที่ตั้งไว้ในตอนแรก ภาพที่ 4.12 ผลประเมินผลการแก้ไขปัญหาของกลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า จากภาพที่ 4.12 ให้นักเรียนประเมินผลแก้ไขปัญหาของกลุ่มตนเองว่าตรงตามเงื่อนไข ที่ตั้งไว้คือ สามารถผสมหนูให้ได้พันธุ์ Himalayan ได้ และสามารถอธิบายวิธีการผสมพันธุ์หนูให้ได้ พันธุ์ Himalayan ได้อย่างถูกต้อง พบว่า กลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า มีทุกประเด็นที่ตรงตามเงื่อนไขทุกข้อ ซึ่งนักเรียนสามารถตีความหมายของสารสนเทศและหาข้อสรุปได้ แสดงให้เห็นว่า MD-I อยู่ในระดับ ดี 3.5 MD-R : การสะท้อนผลประสบการณ์และการเรียนรู้อย่างมีวิจารณญาณ การวิเคราะห์ MD-R มาจากใบกิจกรรมที่ 2 ในขั้นทดสอบต้นแบบ โดยนักเรียนแต่ละ กลุ่มบันทึกผลทดสอบและสรุปผลจากการทำกิจกรรมเป็นการวิเคราะห์ว่านักเรียนสามารถนำเสนอ ต้นแบบการแก้ปัญหาโดยมีการสะท้อนผลอย่างมีวิจารณญาณในประสบการณ์การเรียนรู้และ กระบวนการเรียนรู้


87 จากประเด็นให้นักเรียนกลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า ได้เลือกพิจารณาวิธีการที่เป็นไปได้ที่จะ สามารถนำมาแก้ปัญหาได้มา 2 วิธี คือ การผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Albino และการผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Himalayan ทั้งสองวิธีจะได้ Phenotype Himalayan 100 % ดังภาพที่ 4.11 ซึ่งนักเรียนสะท้อนทุกประเด็นที่ตรงตามเงื่อนไขทุก ข้อแสดงให้เห็นว่า MD-R อยู่ในระดับ ดี 4) การแก้ปัญหา (SP: Solving problem) กลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า การแก้ไขปัญหา มีสมรรถนะย่อยของการแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย 1) การแก้ปัญหาที่ไม่ คุ้นเคยได้หลายแบบทั้งโดยแนวทางที่ได้รับการยอมรับทั่วไปและแนวทางที่แตกต่าง (SP-S) และ 2) ระบุและตั้งคำถามที่สำคัญที่ทำให้เกิดความกระจ่างแก่มุมมองต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่มุมมองทางออกที่ ดีกว่า (SP -I) ซึ่งจะตีความจากใบกิจกรรมที่ 2 และจากการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการ สัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ โดยมีรายละเอียดการวิเคราะห์และประเมินการให้ระดับคุณภาพของ การแก้ไขปัญหาในสมรรถนะย่อย ดังนี้ 4.1 SP-S การแก้ปัญหาที่ไม่คุ้นเคยได้หลายแบบทั้งโดยแนวทางที่ได้รับการยอมรับทั่วไป และแนวทางที่แตกต่าง จากประเด็นนักเรียนวิธีการที่เป็นไปได้ที่จะสามารถนำมาแก้ปัญหาได้มา 2 วิธีคือ 1) การ ผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Albino โดยเหตุผลว่าเมื่อ Genotype ของ Himalayan ผสมกับ Genotype ของ Albino จะได้ Phenotype Himalayan 100 % 2) การผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Himalayan โดยให้เหตุผลว่า Genotype ของ Himalayan ผสมกับ Genotype ของ Himalayan จะได้ Phenotype Himalayan 100 % แสดงให้เห็นว่า SP-S อยู่ในระดับ ดีมาก 4.2 SP-I ระบุและตั้งคำถามที่สำคัญที่ทำให้เกิดความกระจ่างแก่มุมมองต่าง ๆ เพื่อ นำไปสู่มุมมองทางออกที่ดีกว่า จากการระดมความคิดภายในกลุ่มและตัดสินใจเลือก 2 วิธีคือ 1) การผสมพันธุ์กัน ระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Albino โดยเหตุผลว่าเมื่อ Genotype ของ Himalayan ผสมกับ Genotype ของ Albino จะได้ Phenotype Himalayan 100 % 2) การผสมพันธุ์กัน ระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Himalayan โดยให้เหตุผลว่า Genotype ของ


88 Himalayan ผสมกับ Genotype ของ Himalayan จะได้ Phenotype Himalayan 100 % แสดงให้ เห็นว่า SP-I อยู่ในระดับ ดีมาก ตารางที่ 4.2 ผลการประเมินสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาของกลุ่มที่ 2 กลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า การดำเนินการ คะแนนการคิดแก้ปัญหา ระดับคุณภาพ 1) การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE) RE ครั้งที่ 1 1 พอใช้ RE ครั้งที่ 2 2 2) การใช้วิธีคิดเชิงระบบ (ST) 3 ดีมาก 3) การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการตัดสินใจ (MD) MD-E 3 ดี MD-A 2 MD-S 3 MD-I 2 MD-R 2 4) การแก้ปัญหา (SP) SP-S 3 ดี SP-I 2 จากตารางที่ 4.2 พบว่า นักเรียนกลุ่มที่ 2 กลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า เกิดสมรรถนะการคิดแก้ปัญหา โดยมีสมรรถนะย่อย ดังนี้ 1) การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE) อยู่ในระดับ พอใช้ 2) การคิดเชิง ระบบ (ST) อยู่ในระดับ ดีมาก 3) การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการตัดสินใจ (MD) อยู่ในระดับ ดี 4) การแก้ปัญหา (SP) อยู่ในระดับ ดีมาก 4.1.3 สมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาในการออกแบบวิธีการ แก้ปัญหาของสถานการณ์ที่เลือกมานำเสนอ กลุ่มที่ 3 กลุ่ม สะแวกแกก กลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า มีสมาชิก 6 คน ได้แก่ เหมียว ซิน กล้า ปาร์ค ก้อง และปราย ซึ่งสมาชิกในกลุ่มเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันที่มักทำงานร่วมกันเมื่อมีกิจกรรมกลุ่ม ทำให้สมาชิกในกลุ่ม


Click to View FlipBook Version