89 ส่วนใหญ่กล้าพูดแสดงความคิดเห็นของตนเอง มีส่วนร่วมในกลุ่มและสมาชิกส่วนใหญ่เป็นคน กล้าแสดงออก กล้าซักถามเมื่อมีคำถามและมีส่วนร่วมในชั้นเรียนเป็นอย่างดี เมื่อนักเรียนได้ผ่านการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้การคิดเชิงออกแบบ (design thinking) ทั้ง 5 ขั้น ในสถานการณ์ปัญหาลูกค้า ต้องการให้บริษัทของนักเรียนหาบุคคลที่สามารถบริจาคเลือดให้ผู้บาดเจ็บได้ บริษัทจึงคิดวิธีแก้ไข ปัญหา โดยคำนึงถึงการให้เลือดและการรับเลือด ซึ่งนักเรียนกลุ่ม สะแวกแกก ได้ใช้วิจารณญาณและ การตัดสินใจในการแก้ปัญหา คือ “นักเรียนเลือกบุคคลที่ 2 เป็นคนที่สามารถบริจาคเลือดให้ได้ โดยให้เหตุผลว่าคนที่เสียเลือดคือ กรุ๊ป A คนบริจาคคนที่ 1 มีเลือดกรุ๊ป AB เพราะสามารถรับการ บริจาคได้ทุกกรุ๊ป คนที่ 2 มีหมู่เลือดกรุ๊ป O สามารถบริจาคให้ได้ทุกหมู่ จึงสรุปได้ว่าคนที่สองคือคนที่ สามารถบริจาคเลือดให้ได้เพราะถ้ารับเลือดกรีปอื่นจะทำให้เลือดจับตัวกันและอุดตันหลอดเลือดได้” และนักเรียนได้ยึดการใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจนี้เป็นต้นแบบในการแก้ปัญหา จนได้เป็นวิธีการ ดังภาพที่ 4.13 ภาพที่ 4.13 ต้นแบบในการแก้ปัญหา และวิธีการแก้ปัญหาที่ได้ของกลุ่ม สะแวกแกก การตีความสมรรถนะการคิดแก้ปัญหาของนักเรียน จะตีความจากใบบันทึกกิจกรรม และ การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ โดยจะอธิบายผลการตีความ เพื่อประเมินสมรรถนะการคิดแก้ปัญหาทีละองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้ 1) การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE: Reasoning Effectively) กลุ่ม สะแวกแกก การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ ของกลุ่ม สะแวกแกก มีรายละเอียดการวิเคราะห์และการ ประเมินการให้ระดับคุณภาพการให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะตีความจากใบบันทึกกิจกรรม และการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ ดังนี้
90 ภาพที่ 4.14 การทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้งของกลุ่มเป้าหมายจากสถานการณ์ปัญหา ของกลุ่ม สะแวกแกก ภาพที่ 4.15 การระบุกรอบโจทย์ปัญหาในการออกแบบของกลุ่ม สะแวกแกก การวิเคราะครั้งที่ 1 ในใบกิจกรรมที่ 2 ในประเด็นที่นักเรียนทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายจาก สถานการณ์ปัญหา “ลักษณะของลูกค้าที่ใช้บริการของบริษัท” “ความต้องการของลูกค้า” “ความต้องการของบริษัท” “เหตุผลของลูกค้าที่มีความต้องการเป็นเช่นนั้น” ในภาพที่ 4.14 พบว่า นักเรียนกลุ่ม สะแวกแกก ได้กล่าวถึงลักษณะของลูกค้าที่ใช้บริการของบริษัทว่า แก๊งเพื่อนพึ่งเดินทาง กลับจากผับย่านรัชดา มุ่งหน้าเดินทางไปต่อทางมอเตอร์เวย์ชลบุรี ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ พบผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บสาหัส 1 ราย ความต้องการของบริษัท คือ หาคนที่สามารถให้เลือดกับ ผู้บาดเจ็บ และเหตุผลของลูกค้าที่มีความต้องการเป็นเช่นนั้น เพราะเพื่อให้ผู้บาดเจ็บไม่เป็นอันตราย ในการรับเลือด โดยนักเรียนมีการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย มีการใช้การสังเกตการใช้ประสบการณ์ บอกลักษณะกลุ่มเป้าหมายและให้เหตุผลสอดคล้องกับสถานการณ์ แสดงให้เห็นว่า RE อยู่ในระดับ ดี การวิเคราะห์ครั้งที่ 2 จากใบกิจกรรม 2 ในประเด็นที่นักเรียนแต่ละกลุ่มนำข้อมูลจากขั้นการ สร้างความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายมาระบุสิ่งที่บริษัทต้องทำ ระบุสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกวิธีการ แก้ปัญหา และสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบวิธีแก้ไขปัญหา พบว่า ในภาพที่ 4.15 นักเรียนกลุ่ม สะแวกแกก ระบุสิ่งที่บริษัทต้องทำ คือ หาว่าใครที่สามารถให้เลือดได้ระบุสิ่งที่ต้องคำนึงถึง
91 ในการเลือกวิธีการแก้ปัญหา คือ การรับเลือดและการให้เลือด ซึ่งนักเรียนมีการนำความจริงทั่วไป มาใช้เป็นการอ้างเหตุผลและมีการนำเหตุผลย่อย ๆ มารวมกันเพื่อนำไปสู่การสรุปผลได้เหมาะสมตาม สถานการณ์แต่ได้เพียงทางเดียว แสดงให้เห็นว่า RE อยู่ในระดับ ดี 2) การใช้วิธีคิดเชิงระบบ (ST: System Thinking) กลุ่ม สะแวกแกก การใช้วิธีคิดเชิงระบบของกลุ่ม สะแวกแกก มีรายละเอียดการวิเคราะห์และการประเมินการให้ ระดับคุณภาพการใช้วิธีคิดเชิงระบบ โดยจะตีความจากใบบันทึกกิจกรรม และการสัมภาษณ์แบบไม่มี โครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ ดังนี้ ภาพที่ 4.16 การระดมความคิดเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาของกลุ่ม สะแวกแกก การวิเคราะห์ ST จากใบกิจกรรมที่ 2 นักเรียนระดมความคิดภายในกลุ่มเพื่อพิจารณาหาวิธีการ ที่เป็นไปได้ที่จะสามารถนำมาแก้ปัญหาให้ได้มากที่สุด (อย่างน้อย 2 วิธี) โดยต้องเป็นไปตามความ ต้องการของลูกค้าและเงื่อนไขที่ต้องคำนึงถึง จากนั้นเลือกวิธีการที่ใช้แก้ไขปัญหาเพียง 1 วิธีพร้อม บอกเหตุผลที่เลือก พบว่า ภาพที่ 4.16 นักเรียนกลุ่ม สะแวกแกก ได้เลือกพิจารณาวิธีการที่เป็นไปได้ที่ จะสามารถนำมาแก้ปัญหาได้มา 1 วิธีคือ 1) นักเรียนเลือกบุคคลที่ 2 เป็นคนที่สามารถบริจาคเลือด ให้ได้ โดยให้เหตุผลว่าคนที่เสียเลือดคือ กรุ๊ป A คนบริจาคคนที่ 1 มีเลือดกรุ๊ป AB เพราะสามารถรับ การบริจาคได้ทุกกรุ๊ป คนที่ 2 มีหมู่เลือดกรุ๊ป O สามารถบริจาคให้ได้ทุกหมู่ จึงสรุปได้ว่าคนที่สอง คือคนที่สามารถบริจาคเลือดให้ได้เพราะถ้ารับเลือดกรีปอื่นจะทำให้เลือดจับตัวกันและอุดตัน หลอดเลือดได้
92 จากการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการโดยครูถามเพิ่มเติม ในประเด็น “วิธีการที่นักเรียนเลือกมานักเรียนใช้หลักการอย่างไรในการบอกได้ว่าใครสามารถรับและ ให้เลือดใครได้” กล้าตอบว่า “ใช้หลักการที่ว่า Antigen ของผู้ให้จะต้องไม่ตรงกับ Antibody ของผู้รับเลือด” ปรายตอบเสริมว่า “ถ้าเราเอาเลือดไปตรวจอย่างง่ายโดยการหยด Anti-A, Anti-B ก็จะบอกได้ว่าเป็น เลือดกรุ๊ปใดที่ตกตะกอน” จากคำตอบที่นักเรียนตอบมาทั้งจากใบกิจกรรมและจากการสัมภาษณ์นักเรียนสามารถทำความ เข้าใจ วิเคราะห์และเชื่อมโยงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันและกัน จนเกิดผล ในภาพรวมได้หลากหลายประเด็น แสดงให้เห็นว่า ST อยู่ในระดับ ดีมาก 3) การใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจ (MD: Making judgments and decisions) กลุ่ม ซาแวกแกก การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการตัดสินใจมีสมรรถนะย่อยของการคิดอย่างวิจารณญาณ และการตัดสินใจ ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์และประเมินการกล่าวอ้าง ข้อมูลหลักฐาน การโต้แย้ง และความเชื่อ (MD-E) 2) วิเคราะห์เปรียบเทียบและประเมินมุมมองทางเลือกที่สำคัญ (MD-A) 3) สังเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลกับข้อโต้แย้ง (MD-S) 4) ตีความหมายข้อมูลและทำการหาข้อสรุปซึ่ง อยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ที่ดีที่สุด (MD-I) และ 5) การสะท้อนผลประสบการณ์และการเรียนรู้ อย่างมีวิจารณญาณ (MD-R) โดยมีรายละเอียดการวิเคราะห์และประเมินการให้ระดับคุณภาพของการ ใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจ ดังนี้ การวิเคราะห์ MD จากใบกิจกรรมที่ 2 เป็นการตีความสมรรถนะย่อย MD-E, MD-A, และ MD-S, ส่วนประเด็นย่อย MD-I และ MD-R จะประเมินจากใบกิจกรรมที่ 2 โดยนักเรียนกลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า มีระดับคุณภาพสมรรถนะย่อย ดังนี้ 3.1 MD-E : วิเคราะห์และประเมินการกล่าวอ้าง ข้อมูลหลักฐาน การโต้แย้ง และความเชื่อ เนื่องจากนักเรียนกลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า ได้เลือกพิจารณาวิธีการที่เป็นไปได้ที่จะสามารถ นำมาแก้ปัญหาได้มา 1 วิธีคือ 1) นักเรียนเลือกบุคคลที่ 2 เป็นคนที่สามารถบริจาคเลือดให้ได้ โดยให้เหตุผลว่าคนที่เสียเลือดคือ กรุ๊ป A คนบริจาคคนที่ 1 มีเลือดกรุ๊ป AB เพราะสามารถรับการ บริจาคได้ทุกกรุ๊ป คนที่ 2 มีหมู่เลือดกรุ๊ป O สามารถบริจาคให้ได้ทุกหมู่ จึงสรุปได้ว่าคนที่สองคือคนที่ สามารถบริจาคเลือดให้ได้เพราะถ้ารับเลือดกรีปอื่นจะทำให้เลือดจับตัวกันและอุดตันหลอดเลือดได้
93 ซึ่งเป็นการวิเคราะห์และประเมินจากหลักฐาน มีการแสดงความเชื่อเกี่ยวกับเหตุผลแสดงให้เห็นว่า MD-E นักเรียนอยู่ในระดับ ดีมาก 3.2 MD-A : วิเคราะห์เปรียบเทียบและประเมินมุมมองทางเลือกที่สำคัญ เนื่องจากนักเรียนมีการระดมความคิดภายในกลุ่มและตัดสินใจเลือกคือ นักเรียนเลือก บุคคลที่ 2 เป็นคนที่สามารถบริจาคเลือดให้ได้โดยให้เหตุผลว่าคนที่เสียเลือดคือ กรุ๊ป A คนบริจาค คนที่ 1 มีเลือดกรุ๊ป AB เพราะสามารถรับการบริจาคได้ทุกกรุ๊ป คนที่ 2 มีหมู่เลือดกรุ๊ป O สามารถ บริจาคให้ได้ทุกหมู่ จึงสรุปได้ว่าคนที่สองคือคนที่สามารถบริจาคเลือดให้ได้เพราะถ้ารับเลือดกรีปอื่น จะทำให้เลือดจับตัวกันและอุดตันหลอดเลือดได้ แสดงให้เห็นว่านักเรียนนักเรียนสามารถประเมิน มุมมองทางเลือกที่สำคัญเกี่ยวกับปัญหาได้อย่างหลาก แสดงให้เห็นว่า MD-A นักเรียนอยู่ในระดับ ดี 3.3 MD-S : สังเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลกับข้อโต้แย้ง การวิเคราะห์ MD-S จากใบกิจกรรมที่ 2 มาจากการพิจารณาว่านักเรียนสามารถที่จะ สังเคราะห์และสร้างการเชื่อมโยงระหว่างสารสนเทศ เหตุผลและข้อโต้แย้งต่าง ๆ เกี่ยวกับวิธีการแก้ไข ปัญหา ภาพที่ 4.17 สังเคราะห์และสร้างการเชื่อมโยงระหว่างสารสนเทศเกี่ยวกับขั้นตอนในการแก้ไขปัญหา ของกลุ่ม สะแวกแกก การสังเคราะห์และสร้างการเชื่อมโยงระหว่างสารสนเทศเกี่ยวกับขั้นตอนในการทำ โอเอซิสในประเด็นที่ว่า ให้นักเรียนวางแผนในการวาดภาพสถานการณ์เป็นฉาก พร้อมทั้งบอกขั้นตอน การแก้ไขปัญหามาพอสังเขป พบว่า ขั้นตอนการหาผู้ที่สามารถบริจาคเลือดได้ นักเรียนเลือกบุคคล ที่ 2 เป็นคนที่สามารถบริจาคเลือดให้ได้โดยให้เหตุผลว่าคนที่เสียเลือดคือ กรุ๊ป A คนบริจาคคนที่ 1 มีเลือดกรุ๊ป AB เพราะสามารถรับการบริจาคได้ทุกกรุ๊ป คนที่ 2 มีหมู่เลือดกรุ๊ป O สามารถบริจาคให้
94 ได้ทุกหมู่ จึงสรุปได้ว่าคนที่สองคือคนที่สามารถบริจาคเลือดให้ได้เพราะถ้ารับเลือดกรุ๊ปอื่นจะทำให้ เลือดจับตัวกันและอุดตันหลอดเลือดได้ ดังภาพ ภาพที่ 4.17 จากการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการโดยครูถาม เพิ่มเติม ในประเด็น “คำตอบ ผู้ที่มีหมู่เลือด Rh-ve สามารถรับจาก Rh+ve ได้หรือไม่ อย่างไร” กล้าตอบ “อ๋อ ไม่ครับ เพราะผู้ที่มีหมู่เลือด Rh-ve สามารถรับจาก Rh-ve เท่านั้นครับ” จากคำตอบที่นักเรียนตอบมานักเรียนสามารถระบุสารสนเทศเกี่ยวกับปัญหาได้และ สามารถสร้างการเชื่อมโยงได้ แสดงให้เห็นว่า MD-S อยู่ในระดับ ดีมาก 3.4 MD-I : ตีความหมายข้อมูลและทำการหาข้อสรุปซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ที่ ดีที่สุด การวิเคราะห์ MD-I มาจากใบกิจกรรมที่ 2 โดยนักเรียนจะประเมินผลงานของกลุ่มตนเอง ว่าตรงตามความต้องการของลูกค้าและเงื่อนไขที่ตั้งไว้ในตอนแรก ภาพที่ 4.18 ผลประเมินผลการแก้ไขปัญหาของกลุ่ม สะแวกแกก จากภาพที่ 4.18 ให้นักเรียนประเมินผลแก้ไขปัญหาของกลุ่มตนเองว่าตรงตามเงื่อนไข ที่ตั้งไว้คือ สามารถบอกได้ว่าใครคือผู้บริจาคเลือดจากอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำได้อย่างถูกต้อง พบว่า กลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า มีทุกประเด็นที่ตรงตามเงื่อนไขทุกข้อ ซึ่งนักเรียนสามารถตีความหมายของ สารสนเทศและหาข้อสรุปได้ แสดงให้เห็นว่า MD-I อยู่ในระดับ ดี 3.5 MD-R : การสะท้อนผลประสบการณ์และการเรียนรู้อย่างมีวิจารณญาณ การวิเคราะห์ MD-R มาจากใบกิจกรรมที่ 2 ในขั้นทดสอบต้นแบบ โดยนักเรียนแต่ละ กลุ่มบันทึกผลทดสอบและสรุปผลจากการทำกิจกรรมเป็นการวิเคราะห์ว่านักเรียนสามารถนำเสนอ ต้นแบบการแก้ปัญหาโดยมีการสะท้อนผลอย่างมีวิจารณญาณในประสบการณ์การเรียนรู้และ กระบวนการเรียนรู้
95 จากประเด็นให้นักเรียนกลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า ได้เลือกพิจารณาวิธีการที่เป็นไปได้ที่จะ สามารถนำมาแก้ปัญหาได้มา 2 วิธี คือ การผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Albino และการผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ Himalayan กับสายพันธุ์ Himalayan ทั้งสองวิธีจะได้ Phenotype Himalayan 100 % ดังภาพที่ 4.11 ซึ่งนักเรียนสะท้อนทุกประเด็นที่ตรงตามเงื่อนไขทุก ข้อแสดงให้เห็นว่า MD-R อยู่ในระดับ ดี 4) การแก้ปัญหา (SP: Solving problem) กลุ่ม สะแวกแกก การแก้ไขปัญหา มีสมรรถนะย่อยของการแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย 1) การแก้ปัญหาที่ไม่ คุ้นเคยได้หลายแบบทั้งโดยแนวทางที่ได้รับการยอมรับทั่วไปและแนวทางที่แตกต่าง (SP-S) และ 2) ระบุและตั้งคำถามที่สำคัญที่ทำให้เกิดความกระจ่างแก่มุมมองต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่มุมมองทางออกที่ ดีกว่า (SP -I) ซึ่งจะตีความจากใบกิจกรรมที่ 2 และจากการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการ สัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ โดยมีรายละเอียดการวิเคราะห์และประเมินการให้ระดับคุณภาพของ การแก้ไขปัญหาในสมรรถนะย่อย ดังนี้ 4.1 SP-S การแก้ปัญหาที่ไม่คุ้นเคยได้หลายแบบทั้งโดยแนวทางที่ได้รับการยอมรับทั่วไป และแนวทางที่แตกต่าง จากประเด็นนักเรียนวิธีการที่เป็นไปได้ที่จะสามารถนำมาแก้ปัญหาได้มา 1 วิธีคือ 1) นักเรียน เลือกบุคคลที่ 2 เป็นคนที่สามารถบริจาคเลือดให้ได้ โดยให้เหตุผลว่าคนที่เสียเลือดคือ กรุ๊ป A คน บริจาคคนที่ 1 มีเลือดกรุ๊ป AB เพราะสามารถรับการบริจาคได้ทุกกรุ๊ป คนที่ 2 มีหมู่เลือดกรุ๊ป O สามารถบริจาคให้ได้ทุกหมู่ จึงสรุปได้ว่าคนที่สอง คือคนที่สามารถบริจาคเลือดให้ได้เพราะถ้ารับเลือด กรีปอื่นจะทำให้เลือดจับตัวกันและอุดตันหลอดเลือดได้ แสดงให้เห็นว่า SP-S อยู่ในระดับ ดี 4.2 SP-I ระบุและตั้งคำถามที่สำคัญที่ทำให้เกิดความกระจ่างแก่มุมมองต่าง ๆ เพื่อ นำไปสู่มุมมองทางออกที่ดีกว่า จากการระดมความคิดภายในกลุ่มและตัดสินใจเลือก 1 วิธี คือ 1) นักเรียนเลือกบุคคลที่ 2 เป็น คนที่สามารถบริจาคเลือดให้ได้ โดยให้เหตุผลว่าคนที่เสียเลือดคือ กรุ๊ป A คนบริจาคคนที่ 1 มีเลือด กรุ๊ป AB เพราะสามารถรับการบริจาคได้ทุกกรุ๊ป คนที่ 2 มีหมู่เลือดกรุ๊ป O สามารถบริจาคให้ได้ทุก
96 หมู่ จึงสรุปได้ว่าคนที่สอง คือคนที่สามารถบริจาคเลือดให้ได้เพราะถ้ารับเลือดกรีปอื่นจะทำให้เลือดจับ ตัวกันและอุดตันหลอดเลือดได้แสดงให้เห็นว่า SP-I อยู่ในระดับ ดี ตารางที่ 4.3 ผลการประเมินสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาของกลุ่มที่ 3 กลุ่ม สะแวกแกก การดำเนินการ คะแนนการคิดแก้ปัญหา ระดับคุณภาพ 1) การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE) RE ครั้งที่ 1 2 ดี RE ครั้งที่ 2 2 2) การใช้วิธีคิดเชิงระบบ (ST) 3 ดีมาก 3) การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการตัดสินใจ (MD) MD-E 3 ดี MD-A 2 MD-S 3 MD-I 2 MD-R 2 4) การแก้ปัญหา (SP) SP-S 2 ดี SP-I 2 จากตารางที่ 4.3 พบว่า นักเรียนกลุ่มที่ 3 กลุ่ม ซาแวกแกก เกิดสมรรถนะการคิดแก้ปัญหา โดยมีสมรรถนะย่อย ดังนี้ 1) การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE) อยู่ในระดับ ดี2) การคิดเชิง ระบบ (ST) อยู่ในระดับ ดีมาก 3) การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการตัดสินใจ (MD) อยู่ในระดับ ดี 4) การแก้ปัญหา (SP) อยู่ในระดับ ดี
97 4.1.4 สมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาในการออกแบบวิธีการ แก้ปัญหาของสถานการณ์ที่เลือกมานำเสนอ กลุ่มที่ 4 กลุ่ม Detective Conan กลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า มีสมาชิก 6 คน ได้แก่ นนท์ต้น ชิน ปลา ก้อง และทิพย์ซึ่งสมาชิก ในกลุ่มเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันที่มักทำงานร่วมกันเมื่อมีกิจกรรมกลุ่ม ทำให้สมาชิกในกลุ่มส่วนใหญ่ กล้าพูดแสดงความคิดเห็นของตนเอง มีส่วนร่วมในกลุ่มและสมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนกล้าแสดงออก กล้าซักถามเมื่อมีคำถามและมีส่วนร่วมในชั้นเรียนเป็นอย่างดี เมื่อนักเรียนได้ผ่านการจัดกิจกรรม การเรียนรู้การคิดเชิงออกแบบ (design thinking) ทั้ง 5 ขั้น ในสถานการณ์ปัญหาลูกค้าต้องการให้ บริษัทของนักเรียนตามหาลูกที่กรุ๊ปเลือดเกี่ยวกับพ่อและแม่ บริษัทจึงคิดวิธีแก้ไขปัญหา โดยคำนึงถึง การให้ข้อมูลเท็จ ซึ่งนักเรียนกลุ่ม Detective Conan ได้ใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจในการ แก้ปัญหา คือ “นักเรียนเลือกบุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริง โดยให้เหตุผลว่า พ่อมีเลือดกรุ๊ป AB แม่มี เลือดกรุ๊ป A เมื่อแยกจีโนไทป์ของรุ่นพ่อและแม่แล้วนำมาผสมกันจะได้รุ่นลูกที่มีหมู่เลือดกรุ๊ป A, AB, B มีอัตราส่วนเป็น 2 : 1 : 1 จากสถานการณ์จึงสรุปได้ว่า บุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริงเพราะมี หมู่เลือด A” และนักเรียนได้ยึดการใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจนี้เป็นต้นแบบในการแก้ปัญหา จนได้เป็นวิธีการ ดังภาพที่ 4.19 ภาพที่ 4.19 ต้นแบบในการแก้ปัญหา และวิธีการแก้ปัญหาที่ได้ของกลุ่ม Detective Conan การตีความสมรรถนะการคิดแก้ปัญหาของนักเรียน จะตีความจากใบบันทึกกิจกรรม และ การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ โดยจะอธิบายผลการตีความ เพื่อประเมินสมรรถนะการคิดแก้ปัญหาทีละองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้
98 1) การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE: Reasoning Effectively) กลุ่ม Detective Conan การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ ของกลุ่ม Detective Conan มีรายละเอียดการ วิเคราะห์และการประเมินการให้ระดับคุณภาพการให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะตีความจาก ใบบันทึกกิจกรรม และการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ ดังนี้ ภาพที่ 4.20 การทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้งของกลุ่มเป้าหมายจากสถานการณ์ปัญหา ของกลุ่ม Detective Conan ภาพที่ 4.21 การระบุกรอบโจทย์ปัญหาในการออกแบบของกลุ่ม Detective Conan การวิเคราะครั้งที่ 1 ในใบกิจกรรมที่ 2 ในประเด็นที่นักเรียนทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย จากสถานการณ์ปัญหา “ลักษณะของลูกค้าที่ใช้บริการของบริษัท” “ความต้องการของลูกค้า” “ความต้องการของบริษัท” “เหตุผลของลูกค้าที่มีความต้องการเป็นเช่นนั้น” ในภาพที่ 4.20 พบว่า นักเรียนกลุ่ม Detective Conan ได้กล่าวถึงลักษณะของลูกค้าที่ใช้บริการของบริษัทว่า พ่อแม่ที่ตา มหาลูก ความต้องการของบริษัท คือ ต้องการตามหาลูกที่แท้จริง และเหตุผลของลูกค้าที่มีความ ต้องการเป็นเช่นนั้น เพราะต้องการหาลูกที่พลัดพราก โดยนักเรียนมีการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย
99 มีการใช้การสังเกตการใช้ประสบการณ์บอกลักษณะกลุ่มเป้าหมายและให้เหตุผลสอดคล้องกับ สถานการณ์บางส่วน แสดงให้เห็นว่า RE อยู่ในระดับ พอใช้ การวิเคราะห์ครั้งที่ 2 จากใบกิจกรรม 2 ในประเด็นที่นักเรียนแต่ละกลุ่มนำข้อมูลจากขั้น การสร้างความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายมาระบุสิ่งที่บริษัทต้องทำ ระบุสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกวิธีการ แก้ปัญหา และสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบวิธีแก้ไขปัญหา พบว่า ในภาพที่ 4.21 นักเรียนกลุ่ม Detective Conan ระบุสิ่งที่บริษัทต้องทำ คือ ตรวจสอบกรุ๊ปเลือดพ่อแม่ว่าตรงกับบุคคลใด ระบุสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกวิธีการแก้ปัญหา คือ การให้ข้อมูลเท็จ ซึ่งนักเรียนมีการนำความจริง ทั่วไปมาใช้เป็นการอ้างเหตุผลและมีการนำเหตุผลย่อย ๆ มารวมกันเพื่อนำไปสู่การสรุปผลได้ เหมาะสมตามสถานการณ์แต่ได้เพียงทางเดียว แสดงให้เห็นว่า RE อยู่ในระดับ ดี 2) การใช้วิธีคิดเชิงระบบ (ST: System Thinking) กลุ่ม Detective Conan การใช้วิธีคิดเชิงระบบของกลุ่ม Detective Conan มีรายละเอียดการวิเคราะห์และการ ประเมินการให้ระดับคุณภาพการใช้วิธีคิดเชิงระบบ โดยจะตีความจากใบบันทึกกิจกรรม และการ สัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ ดังนี้ ภาพที่ 4.22 การระดมความคิดเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาของกลุ่ม Detective Conan การวิเคราะห์ ST จากใบกิจกรรมที่ 2 นักเรียนระดมความคิดภายในกลุ่มเพื่อพิจารณาหาวิธีการ ที่เป็นไปได้ที่จะสามารถนำมาแก้ปัญหาให้ได้มากที่สุด (อย่างน้อย 2 วิธี) โดยต้องเป็นไปตามความ ต้องการของลูกค้าและเงื่อนไขที่ต้องคำนึงถึง จากนั้นเลือกวิธีการที่ใช้แก้ไขปัญหาเพียง 1 วิธีพร้อม บอกเหตุผลที่เลือก พบว่า ภาพที่ 4.22 นักเรียนกลุ่ม Detective Conan ได้เลือกพิจารณาวิธีการที่
100 เป็นไปได้ที่จะสามารถนำมาแก้ปัญหาได้มา 1 วิธีคือ 1) นักเรียนเลือกบุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริง โดย ให้เหตุผลว่า พ่อมีเลือดกรุ๊ป AB แม่มีเลือดกรุ๊ป A เมื่อแยกจีโนไทป์ของรุ่นพ่อและแม่แล้วนำมาผสม กันจะได้รุ่นลูกที่มีหมู่เลือดกรุ๊ป A, AB, B มีอัตราส่วนเป็น 2 : 1 : 1 จากสถานการณ์จึงสรุปได้ว่า บุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริงเพราะมีหมู่เลือด A จากการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการโดยครูถามเพิ่มเติม ในประเด็น “วิธีการที่นักเรียนเลือกมาสามารถมีโอกาสที่ลูกจะมีหมู่เลือดกรุ๊ป B หรือไม่ อย่างไร” นนท์ตอบว่า “ได้ครับ ถ้าให้พ่อ มีจีโนไทป์ I A I B และแม่มีจีโนไทป์ I A i ” ปรายตอบเสริมว่า “ใช่ค่ะ แล้วเมื่อผสมกันแล้วจะได้รุ่นลูกที่มีกรุ๊ปเลือด A, AB และ B” จากคำตอบที่นักเรียนตอบมาทั้งจากใบกิจกรรมและจากการสัมภาษณ์นักเรียนสามารถทำความ เข้าใจ วิเคราะห์และเชื่อมโยงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันและกัน จนเกิดผล ในภาพรวมได้หลากหลายประเด็น แสดงให้เห็นว่า ST อยู่ในระดับ ดีมาก 3) การใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจ (MD: Making judgments and decisions) กลุ่ม Detective Conan การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการตัดสินใจมีสมรรถนะย่อยของการคิดอย่างวิจารณญาณ และการตัดสินใจ ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์และประเมินการกล่าวอ้าง ข้อมูลหลักฐาน การโต้แย้ง และความเชื่อ (MD-E) 2) วิเคราะห์เปรียบเทียบและประเมินมุมมองทางเลือกที่สำคัญ (MD-A) 3) สังเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลกับข้อโต้แย้ง (MD-S) 4) ตีความหมายข้อมูลและทำการหาข้อสรุปซึ่ง อยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ที่ดีที่สุด (MD-I) และ 5) การสะท้อนผลประสบการณ์และการเรียนรู้ อย่างมีวิจารณญาณ (MD-R) โดยมีรายละเอียดการวิเคราะห์และประเมินการให้ระดับคุณภาพของการ ใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจ ดังนี้ การวิเคราะห์ MD จากใบกิจกรรมที่ 2 เป็นการตีความสมรรถนะย่อย MD-E, MD-A, และ MD-S, ส่วนประเด็นย่อย MD-I และ MD-R จะประเมินจากใบกิจกรรมที่ 2 โดยนักเรียนกลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า มีระดับคุณภาพสมรรถนะย่อย ดังนี้ 3.1 MD-E : วิเคราะห์และประเมินการกล่าวอ้าง ข้อมูลหลักฐาน การโต้แย้ง และความเชื่อ เนื่องจากนักเรียนกลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า ได้เลือกพิจารณาวิธีการที่เป็นไปได้ที่จะสามารถ นำมาแก้ปัญหาได้มา 1 วิธีคือ 1) นักเรียนเลือกบุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริง โดยให้เหตุผลว่า พ่อมี เลือดกรุ๊ป AB แม่มีเลือดกรุ๊ป A เมื่อแยกจีโนไทป์ของรุ่นพ่อและแม่แล้วนำมาผสมกันจะได้รุ่นลูกที่มี
101 หมู่เลือดกรุ๊ป A, AB, B มีอัตราส่วนเป็น 2 : 1 : 1 จากสถานการณ์จึงสรุปได้ว่า บุคคลที่ 2 เป็นลูกที่ แท้จริงเพราะมีหมู่เลือด A ซึ่งเป็นการวิเคราะห์และประเมินจากหลักฐาน มีการแสดงความเชื่อ เกี่ยวกับเหตุผลแสดงให้เห็นว่า MD-E นักเรียนอยู่ในระดับ ดี 3.2 MD-A : วิเคราะห์เปรียบเทียบและประเมินมุมมองทางเลือกที่สำคัญ เนื่องจากนักเรียนมีการระดมความคิดภายในกลุ่มและตัดสินใจเลือกคือ บุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริง โดยให้เหตุผลว่า พ่อมีเลือดกรุ๊ป AB แม่มีเลือดกรุ๊ป A เมื่อแยกจีโนไทป์ของรุ่นพ่อ และแม่แล้วนำมาผสมกันจะได้รุ่นลูกที่มีหมู่เลือดกรุ๊ป A, AB, B มีอัตราส่วนเป็น 2 : 1 : 1 จาก สถานการณ์จึงสรุปได้ว่า บุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริงเพราะมีหมู่เลือด A แสดงให้เห็นว่านักเรียน นักเรียนสามารถประเมินมุมมองทางเลือกที่สำคัญเกี่ยวกับปัญหาได้อย่างหลาก แสดงให้เห็นว่า MD-A นักเรียนอยู่ในระดับ ดี 3.3 MD-S : สังเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลกับข้อโต้แย้ง การวิเคราะห์ MD-S จากใบกิจกรรมที่ 2 มาจากการพิจารณาว่านักเรียนสามารถที่จะ สังเคราะห์และสร้างการเชื่อมโยงระหว่างสารสนเทศ เหตุผลและข้อโต้แย้งต่าง ๆ เกี่ยวกับวิธีการแก้ไข ปัญหา ภาพที่ 4.23 สังเคราะห์และสร้างการเชื่อมโยงระหว่างสารสนเทศเกี่ยวกับขั้นตอนในการแก้ไขปัญหา ของกลุ่ม Detective Conan การสังเคราะห์และสร้างการเชื่อมโยงระหว่างสารสนเทศเกี่ยวกับขั้นตอนในการทำ โอเอซิสในประเด็นที่ว่า ให้นักเรียนวางแผนในการวาดภาพสถานการณ์เป็นฉาก พร้อมทั้งบอกขั้นตอน การแก้ไขปัญหามาพอสังเขป พบว่า ขั้นตอนการหาบุคคลที่เป็นลูกที่แท้จริง นักเรียนเลือกบุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริง โดยให้เหตุผลว่า พ่อมีเลือดกรุ๊ป AB แม่มีเลือดกรุ๊ป A เมื่อแยกจีโนไทป์ของรุ่นพ่อ
102 และแม่แล้วนำมาผสมกันจะได้รุ่นลูกที่มีหมู่เลือดกรุ๊ป A, AB, B มีอัตราส่วนเป็น 2 : 1 : 1 ดังภาพที่ 4.23 จากการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการโดยครูถาม เพิ่มเติม ในประเด็น “คำตอบลูกมีโอกาสที่จะมีกรุ๊ปเลือด O ได้หรือไม่ อย่างไร” ก้องตอบ “ ไม่ได้ครับ เพราะพ่อมีเลือดกรุ๊ป AB แม่มีเลือดกรุ๊ป B” จากคำตอบที่นักเรียนตอบมานักเรียนสามารถระบุสารสนเทศเกี่ยวกับปัญหาได้และ สามารถสร้างการเชื่อมโยงได้ แสดงให้เห็นว่า MD-S อยู่ในระดับ ดีมาก 3.4 MD-I : ตีความหมายข้อมูลและทำการหาข้อสรุปซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ที่ ดีที่สุด การวิเคราะห์ MD-I มาจากใบกิจกรรมที่ 2 โดยนักเรียนจะประเมินผลงานของกลุ่มตนเอง ว่าตรงตามความต้องการของลูกค้าและเงื่อนไขที่ตั้งไว้ในตอนแรก ภาพที่ 4.24 ผลประเมินผลการแก้ไขปัญหาของกลุ่ม Detective Conan จากภาพที่ 4.24 ให้นักเรียนประเมินผลแก้ไขปัญหาของกลุ่มตนเองว่าตรงตามเงื่อนไข ที่ตั้งไว้ คือ สามารถตามหาลูกที่แท้จริงให้สามีภรรยาได้อย่างถูกต้อง พบว่า กลุ่ม Detective Conan มีทุกประเด็นที่ตรงตามเงื่อนไขทุกข้อ ซึ่งนักเรียนสามารถตีความหมายของสารสนเทศและหาข้อสรุป ได้ แสดงให้เห็นว่า MD-I อยู่ในระดับ ดี 3.5 MD-R : การสะท้อนผลประสบการณ์และการเรียนรู้อย่างมีวิจารณญาณ การวิเคราะห์ MD-R มาจากใบกิจกรรมที่ 2 ในขั้นทดสอบต้นแบบ โดยนักเรียนแต่ละ กลุ่มบันทึกผลทดสอบและสรุปผลจากการทำกิจกรรมเป็นการวิเคราะห์ว่านักเรียนสามารถนำเสนอ ต้นแบบการแก้ปัญหาโดยมีการสะท้อนผลอย่างมีวิจารณญาณในประสบการณ์การเรียนรู้และ กระบวนการเรียนรู้
103 จากประเด็นให้นักเรียนกลุ่ม Detective Conan ได้เลือกพิจารณาวิธีการที่เป็นไปได้ที่จะ สามารถนำมาแก้ปัญหาได้มา 1 วิธี คือ นักเรียนเลือกบุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริง โดยให้เหตุผลว่า พ่อ มีเลือดกรุ๊ป AB แม่มีเลือดกรุ๊ป A เมื่อแยกจีโนไทป์ของรุ่นพ่อและแม่แล้วนำมาผสมกันจะได้รุ่นลูกที่มี หมู่เลือดกรุ๊ป A, AB, B มีอัตราส่วนเป็น 2 : 1 : 1 จากสถานการณ์จึงสรุปได้ว่า บุคคลที่ 2 เป็นลูกที่ แท้จริงเพราะมีหมู่เลือด A ดังภาพที่ 4.23 ซึ่งนักเรียนสะท้อนทุกประเด็นที่ตรงตามเงื่อนไขทุกข้อ แสดงให้เห็นว่า MD-R อยู่ในระดับ ดี 4) การแก้ปัญหา (SP: Solving problem) กลุ่ม Detective Conan การแก้ไขปัญหา มีสมรรถนะย่อยของการแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย 1) การแก้ปัญหาที่ไม่ คุ้นเคยได้หลายแบบทั้งโดยแนวทางที่ได้รับการยอมรับทั่วไปและแนวทางที่แตกต่าง (SP-S) และ 2) ระบุและตั้งคำถามที่สำคัญที่ทำให้เกิดความกระจ่างแก่มุมมองต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่มุมมองทางออกที่ ดีกว่า (SP -I) ซึ่งจะตีความจากใบกิจกรรมที่ 2 และจากการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการ สัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ โดยมีรายละเอียดการวิเคราะห์และประเมินการให้ระดับคุณภาพของ การแก้ไขปัญหาในสมรรถนะย่อย ดังนี้ 4.1 SP-S การแก้ปัญหาที่ไม่คุ้นเคยได้หลายแบบทั้งโดยแนวทางที่ได้รับการยอมรับทั่วไป และแนวทางที่แตกต่าง จากประเด็นนักเรียนวิธีการที่เป็นไปได้ที่จะสามารถนำมาแก้ปัญหา1 วิธีคือ 1) นักเรียนเลือก บุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริง โดยให้เหตุผลว่า พ่อมีเลือดกรุ๊ป AB แม่มีเลือดกรุ๊ป A เมื่อแยกจีโนไทป์ ของรุ่นพ่อและแม่แล้วนำมาผสมกันจะได้รุ่นลูกที่มีหมู่เลือดกรุ๊ป A, AB, B มีอัตราส่วนเป็น 2 : 1 : 1 จากสถานการณ์จึงสรุปได้ว่า บุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริงเพราะมีหมู่เลือด A แสดงให้เห็นว่า SP-S อยู่ในระดับ ดี 4.2 SP-I ระบุและตั้งคำถามที่สำคัญที่ทำให้เกิดความกระจ่างแก่มุมมองต่าง ๆ เพื่อ นำไปสู่มุมมองทางออกที่ดีกว่า จากการระดมความคิดภายในกลุ่มและตัดสินใจ1 วิธีคือ 1) นักเรียนเลือกบุคคลที่ 2 เป็นลูกที่ แท้จริง โดยให้เหตุผลว่า พ่อมีเลือดกรุ๊ป AB แม่มีเลือดกรุ๊ป A เมื่อแยกจีโนไทป์ของรุ่นพ่อและแม่แล้ว นำมาผสมกันจะได้รุ่นลูกที่มีหมู่เลือดกรุ๊ป A, AB, B มีอัตราส่วนเป็น 2 : 1 : 1 จากสถานการณ์จึงสรุป ได้ว่า บุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริงเพราะมีหมู่เลือด A แสดงให้เห็นว่า SP-I อยู่ในระดับ ดี
104 ตารางที่ 4.4 ผลการประเมินสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาของกลุ่มที่ 4 กลุ่ม Detective Conan การดำเนินการ คะแนนการคิดแก้ปัญหา ระดับคุณภาพ 1) การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE) RE ครั้งที่ 1 1 พอใช้ RE ครั้งที่ 2 2 2) การใช้วิธีคิดเชิงระบบ (ST) 3 ดีมาก 3) การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการตัดสินใจ (MD) MD-E 3 ดี MD-A 2 MD-S 3 MD-I 2 MD-R 2 4) การแก้ปัญหา (SP) SP-S 2 ดี SP-I 2 จากตารางที่ 4.4 พบว่า นักเรียนกลุ่มที่ 4 กลุ่ม Detective Conan เกิดสมรรถนะการคิด แก้ปัญหา โดยมีสมรรถนะย่อย ดังนี้ 1) การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE) อยู่ในระดับ พอใช้2) การคิดเชิงระบบ (ST) อยู่ในระดับ ดีมาก 3) การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการตัดสินใจ (MD) อยู่ในระดับ ดี4) การแก้ปัญหา (SP) อยู่ในระดับ ดี 4.1.5 สมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาในการออกแบบวิธีการ แก้ปัญหาของสถานการณ์ที่เลือกมานำเสนอ กลุ่มที่ 5 กลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด กลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า มีสมาชิก 6 คน ได้แก่ กร นุ่น โบว์ป้องภัย ก้อย และทัด ซึ่งสมาชิก ในกลุ่มเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันที่มักทำงานร่วมกันเมื่อมีกิจกรรมกลุ่ม ทำให้สมาชิกในกลุ่มส่วนใหญ่ กล้าพูดแสดงความคิดเห็นของตนเอง มีส่วนร่วมในกลุ่มและสมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนกล้าแสดงออก
105 กล้าซักถามเมื่อมีคำถามและมีส่วนร่วมในชั้นเรียนเป็นอย่างดี เมื่อนักเรียนได้ผ่านการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้การคิดเชิงออกแบบ (design thinking) ทั้ง 5 ขั้น ในสถานการณ์ปัญหาลูกค้าต้องการให้บริษัท ของนักเรียนต้องการทราบถึงปัญหากรุ๊ปเลือด บริษัทจึงคิดวิธีแก้ไขปัญหา โดยคำนึงถึงความถูกต้อง และมีเหตุผล ซึ่งนักเรียนกลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด ได้ใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจในการ แก้ปัญหา คือ “นักเรียนเลือกบุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริง โดยให้เหตุผลว่า พ่อมีเลือดกรุ๊ป AB แม่มี เลือดกรุ๊ป A เมื่อแยกจีโนไทป์ของรุ่นพ่อและแม่แล้วนำมาผสมกันจะได้รุ่นลูกที่มีหมู่เลือดกรุ๊ป A, B, AB และไม่สามารถเป็นกรุ๊ป O ได้ จากสถานการณ์จึงสรุปได้ว่า บุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริง เพราะมีหมู่เลือด A” และนักเรียนได้ยึดการใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจนี้เป็นต้นแบบในการ แก้ปัญหา จนได้เป็นวิธีการ ดังภาพที่ 4.25 ภาพที่ 4.25 ต้นแบบในการแก้ปัญหา และวิธีการแก้ปัญหาที่ได้ของกลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด การตีความสมรรถนะการคิดแก้ปัญหาของนักเรียน จะตีความจากใบบันทึกกิจกรรม และ การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ โดยจะอธิบายผลการตีความ เพื่อประเมินสมรรถนะการคิดแก้ปัญหาทีละองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้ 1) การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE: Reasoning Effectively) กลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ ของกลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด มีรายละเอียด การวิเคราะห์และการประเมินการให้ระดับคุณภาพการให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะตีความ จากใบบันทึกกิจกรรม และการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ ดังนี้
106 ภาพที่ 4.26 การทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้งของกลุ่มเป้าหมายจากสถานการณ์ปัญหา ของกลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด ภาพที่ 4.27 การระบุกรอบโจทย์ปัญหาในการออกแบบของกลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด การวิเคราะครั้งที่ 1 ในใบกิจกรรมที่ 2 ในประเด็นที่นักเรียนทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายจาก สถานการณ์ปัญหา “ลักษณะของลูกค้าที่ใช้บริการของบริษัท” “ความต้องการของลูกค้า” “ความต้องการของบริษัท” “เหตุผลของลูกค้าที่มีความต้องการเป็นเช่นนั้น” ในภาพที่ 4.26 พบว่า นักเรียนกลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด ได้กล่าวถึงลักษณะของลูกค้าที่ใช้บริการของบริษัทว่า เพื่อช่วย ให้ทราบถึงคำตอบของปัญหาที่เกี่ยวกับพันธุศาสตร์ ความต้องการของบริษัท คือ ต้องการตามหาลูกที่ แท้จริง และเหตุผลของลูกค้าที่มีความต้องการเป็นเช่นนั้น เพราะเพื่อระบุปัญหาเกี่ยวกับพันธุกรรม โดยนักเรียนมีการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย มีการใช้การสังเกตการใช้ประสบการณ์บอกลักษณะ กลุ่มเป้าหมายและให้เหตุผลสอดคล้องกับสถานการณ์บางส่วน แสดงให้เห็นว่า RE อยู่ในระดับ พอใช้ การวิเคราะห์ครั้งที่ 2 จากใบกิจกรรม 2 ในประเด็นที่นักเรียนแต่ละกลุ่มนำข้อมูลจากขั้นการ สร้างความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายมาระบุสิ่งที่บริษัทต้องทำ ระบุสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกวิธีการ แก้ปัญหา และสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบวิธีแก้ไขปัญหา พบว่า ในภาพที่ 4.27 นักเรียนกลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด ระบุสิ่งที่บริษัทต้องทำ คือ ตรวจสอบกรุ๊ปเลือดพ่อแม่ว่าตรงกับบุคคลใด ระบุสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกวิธีการแก้ปัญหา คือ ความถูกต้องและมีเหตุผล ซึ่งนักเรียนมีการนำ
107 ความจริงทั่วไปมาใช้เป็นการอ้างเหตุผลและมีการนำเหตุผลย่อย ๆ มารวมกันเพื่อนำไปสู่การสรุปผล ได้เหมาะสมตามสถานการณ์แต่ได้เพียงทางเดียว แสดงให้เห็นว่า RE อยู่ในระดับ ดี 2) การใช้วิธีคิดเชิงระบบ (ST: System Thinking) กลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด การใช้วิธีคิดเชิงระบบของกลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด มีรายละเอียดการวิเคราะห์และ การประเมินการให้ระดับคุณภาพการใช้วิธีคิดเชิงระบบ โดยจะตีความจากใบบันทึกกิจกรรม และ การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ ดังนี้ ภาพที่ 4.28 การระดมความคิดเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาของกลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด การวิเคราะห์ ST จากใบกิจกรรมที่ 2 นักเรียนระดมความคิดภายในกลุ่มเพื่อพิจารณาหาวิธีการ ที่เป็นไปได้ที่จะสามารถนำมาแก้ปัญหาให้ได้มากที่สุด (อย่างน้อย 2 วิธี) โดยต้องเป็นไปตามความ ต้องการของลูกค้าและเงื่อนไขที่ต้องคำนึงถึง จากนั้นเลือกวิธีการที่ใช้แก้ไขปัญหาเพียง 1 วิธีพร้อม บอกเหตุผลที่เลือก พบว่า ภาพที่ 4.28 นักเรียนกลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด ได้เลือกพิจารณาวิธีการ ที่เป็นไปได้ที่จะสามารถนำมาแก้ปัญหาได้มา 1 วิธีคือ 1) นักเรียนเลือกบุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริง โดยให้เหตุผลว่า พ่อมีเลือดกรุ๊ป AB แม่มีเลือดกรุ๊ป A เมื่อแยกจีโนไทป์ของรุ่นพ่อและแม่แล้วนำมา ผสมกันจะได้รุ่นลูกที่มีหมู่เลือดกรุ๊ป A, B, AB และไม่สามารถเป็นกรุ๊ป O ได้ จากสถานการณ์จึงสรุป ได้ว่า บุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริงเพราะมีหมู่เลือด A จากการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการโดยครูถามเพิ่มเติม ในประเด็น “วิธีการที่นักเรียนเลือกมาสามารถมีโอกาสที่ลูกจะมีหมู่เลือดกรุ๊ป O หรือไม่ อย่างไร” กรตอบว่า “ไม่ได้ครับ ถ้าให้พ่อ มีจีโนไทป์ I A I B และแม่มีจีโนไทป์ I A i หรือ มีจีโนไทป์ I A I B และแม่มีจีโน ไทป์ I A I A ลูกก็ไม่สามารถเป็นเลือดกรุ๊ป O ได้”
108 โบว์ตอบเสริมว่า “ใช่ค่ะ แล้วเมื่อผสมกันแล้วจะได้รุ่นลูกที่มีกรุ๊ปเลือด A, AB และ B หรือ รุ่นลูกที่มี กรุ๊ปเลือด A, AB และ A” จากคำตอบที่นักเรียนตอบมาทั้งจากใบกิจกรรมและจากการสัมภาษณ์นักเรียนสามารถทำความ เข้าใจ วิเคราะห์และเชื่อมโยงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันและกัน จนเกิดผล ในภาพรวมได้หลากหลายประเด็น แสดงให้เห็นว่า ST อยู่ในระดับ ดีมาก 3) การใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจ (MD: Making judgments and decisions) กลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการตัดสินใจมีสมรรถนะย่อยของการคิดอย่างวิจารณญาณ และการตัดสินใจ ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์และประเมินการกล่าวอ้าง ข้อมูลหลักฐาน การโต้แย้ง และความเชื่อ (MD-E) 2) วิเคราะห์เปรียบเทียบและประเมินมุมมองทางเลือกที่สำคัญ (MD-A) 3) สังเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลกับข้อโต้แย้ง (MD-S) 4) ตีความหมายข้อมูลและทำการหาข้อสรุปซึ่ง อยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ที่ดีที่สุด (MD-I) และ 5) การสะท้อนผลประสบการณ์และการเรียนรู้ อย่างมีวิจารณญาณ (MD-R) โดยมีรายละเอียดการวิเคราะห์และประเมินการให้ระดับคุณภาพของการ ใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจ ดังนี้ การวิเคราะห์ MD จากใบกิจกรรมที่ 2 เป็นการตีความสมรรถนะย่อย MD-E, MD-A, และ MD-S, ส่วนประเด็นย่อย MD-I และ MD-R จะประเมินจากใบกิจกรรมที่ 2 โดยนักเรียนกลุ่ม แก๊งป่วนตัวซ่า มีระดับคุณภาพสมรรถนะย่อย ดังนี้ 3.1 MD-E : วิเคราะห์และประเมินการกล่าวอ้าง ข้อมูลหลักฐาน การโต้แย้ง และความเชื่อ เนื่องจากนักเรียนกลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด ได้เลือกพิจารณาวิธีการที่เป็นไปได้ที่จะ สามารถนำมาแก้ปัญหาได้มา 1 วิธีคือ 1) นักเรียนเลือกบุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริง โดยให้เหตุผลว่า พ่อมีเลือดกรุ๊ป AB แม่มีเลือดกรุ๊ป A เมื่อแยกจีโนไทป์ของรุ่นพ่อและแม่แล้วนำมาผสมกันจะได้รุ่นลูก ที่มีหมู่เลือดกรุ๊ป A, B, AB และไม่สามารถเป็นกรุ๊ป O ได้ จากสถานการณ์จึงสรุปได้ว่า บุคคลที่ 2 เป็น ลูกที่แท้จริงเพราะมีหมู่เลือด A ซึ่งเป็นการวิเคราะห์และประเมินจากหลักฐาน มีการแสดงความเชื่อ เกี่ยวกับเหตุผลแสดงให้เห็นว่า MD-E นักเรียนอยู่ในระดับ ดี
109 3.2 MD-A : วิเคราะห์เปรียบเทียบและประเมินมุมมองทางเลือกที่สำคัญ เนื่องจากนักเรียนมีการระดมความคิดภายในกลุ่มและตัดสินใจเลือกคือ บุคคลที่ 2 เป็นลูก ที่แท้จริง โดยให้เหตุผลว่า พ่อมีเลือดกรุ๊ป AB แม่มีเลือดกรุ๊ป A เมื่อแยกจีโนไทป์ของรุ่นพ่อและแม่ แล้วนำมาผสมกันจะได้รุ่นลูกที่มีหมู่เลือดกรุ๊ป A, B, AB และไม่สามารถเป็นกรุ๊ป O ได้ จากสถานการณ์จึงสรุปได้ว่า บุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริงเพราะมีหมู่เลือด A แสดงให้เห็นว่านักเรียน นักเรียนสามารถประเมินมุมมองทางเลือกที่สำคัญเกี่ยวกับปัญหาได้อย่างหลาก แสดงให้เห็นว่า MD-A นักเรียนอยู่ในระดับ ดี 3.3 MD-S : สังเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลกับข้อโต้แย้ง การวิเคราะห์ MD-S จากใบกิจกรรมที่ 2 มาจากการพิจารณาว่านักเรียนสามารถที่จะ สังเคราะห์และสร้างการเชื่อมโยงระหว่างสารสนเทศ เหตุผลและข้อโต้แย้งต่าง ๆ เกี่ยวกับวิธีการแก้ไข ปัญหา ภาพที่ 4.29 สังเคราะห์และสร้างการเชื่อมโยงระหว่างสารสนเทศเกี่ยวกับขั้นตอนในการแก้ไขปัญหา ของกลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด การสังเคราะห์และสร้างการเชื่อมโยงระหว่างสารสนเทศเกี่ยวกับขั้นตอนในการทำ โอเอซิสในประเด็นที่ว่า ให้นักเรียนวางแผนในการวาดภาพสถานการณ์เป็นฉาก พร้อมทั้งบอกขั้นตอน การแก้ไขปัญหามาพอสังเขป พบว่า ขั้นตอนการหาบุคคลที่เป็นลูกที่แท้จริง นักเรียนเลือกบุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริง โดยให้เหตุผลว่า พ่อมีเลือดกรุ๊ป AB แม่มีเลือดกรุ๊ป A เมื่อแยกจีโนไทป์ของรุ่นพ่อ และแม่แล้วนำมาผสมกันจะได้รุ่นลูกที่มีหมู่เลือดกรุ๊ป A, B, AB และไม่สามารถเป็นกรุ๊ป O ได้ จาก สถานการณ์จึงสรุปได้ว่า บุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริงเพราะมีหมู่เลือด A ดังภาพที่ 4.29
110 จากการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการโดยครูถาม เพิ่มเติม ในประเด็น “คำตอบลูกมีโอกาสที่จะมีกรุ๊ปเลือด O ได้หรือไม่ อย่างไร” ก้องตอบ “ ไม่ได้ครับ เพราะพ่อมีเลือดกรุ๊ป AB แม่มีเลือดกรุ๊ป B” จากคำตอบที่นักเรียนตอบมานักเรียนสามารถระบุสารสนเทศเกี่ยวกับปัญหาได้และ สามารถสร้างการเชื่อมโยงได้ แสดงให้เห็นว่า MD-S อยู่ในระดับ ดีมาก 3.4 MD-I : ตีความหมายข้อมูลและทำการหาข้อสรุปซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ที่ ดีที่สุด การวิเคราะห์ MD-I มาจากใบกิจกรรมที่ 2 โดยนักเรียนจะประเมินผลงานของกลุ่มตนเอง ว่าตรงตามความต้องการของลูกค้าและเงื่อนไขที่ตั้งไว้ในตอนแรก ภาพที่ 4.30 ผลประเมินผลการแก้ไขปัญหาของกลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด จากภาพที่ 4.30 ให้นักเรียนประเมินผลแก้ไขปัญหาของกลุ่มตนเองว่าตรงตามเงื่อนไข ที่ตั้งไว้ คือ สามารถตามหาลูกที่แท้จริงให้สามีภรรยาได้อย่างถูกต้อง พบว่า กลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหา จำกัด มีทุกประเด็นที่ตรงตามเงื่อนไขทุกข้อ ซึ่งนักเรียนสามารถตีความหมายของสารสนเทศและหา ข้อสรุปได้ แสดงให้เห็นว่า MD-I อยู่ในระดับ ดี 3.5 MD-R : การสะท้อนผลประสบการณ์และการเรียนรู้อย่างมีวิจารณญาณ การวิเคราะห์ MD-R มาจากใบกิจกรรมที่ 2 ในขั้นทดสอบต้นแบบ โดยนักเรียนแต่ละ กลุ่มบันทึกผลทดสอบและสรุปผลจากการทำกิจกรรมเป็นการวิเคราะห์ว่านักเรียนสามารถนำเสนอ ต้นแบบการแก้ปัญหาโดยมีการสะท้อนผลอย่างมีวิจารณญาณในประสบการณ์การเรียนรู้และ กระบวนการเรียนรู้
111 จากประเด็นให้นักเรียนกลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด ได้เลือกพิจารณาวิธีการที่เป็นไปได้ ที่จะสามารถนำมาแก้ปัญหาได้มา 1 วิธี คือ นักเรียนเลือกบุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริง โดยให้เหตุผลว่า พ่อมีเลือดกรุ๊ป AB แม่มีเลือดกรุ๊ป A เมื่อแยกจีโนไทป์ของรุ่นพ่อและแม่แล้วนำมาผสมกันจะได้รุ่นลูก ที่มีหมู่เลือดกรุ๊ป A, AB, B มีอัตราส่วนเป็น 2 : 1 : 1 จากสถานการณ์จึงสรุปได้ว่า บุคคลที่ 2 เป็นลูก ที่แท้จริงเพราะมีหมู่เลือด A ดังภาพที่ 4.28 ซึ่งนักเรียนสะท้อนทุกประเด็นที่ตรงตามเงื่อนไขทุกข้อ แสดงให้เห็นว่า MD-R อยู่ในระดับ ดี 4) การแก้ปัญหา (SP: Solving problem) กลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด การแก้ไขปัญหา มีสมรรถนะย่อยของการแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย 1) การแก้ปัญหาที่ไม่ คุ้นเคยได้หลายแบบทั้งโดยแนวทางที่ได้รับการยอมรับทั่วไปและแนวทางที่แตกต่าง (SP-S) และ 2) ระบุและตั้งคำถามที่สำคัญที่ทำให้เกิดความกระจ่างแก่มุมมองต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่มุมมองทางออกที่ ดีกว่า (SP -I) ซึ่งจะตีความจากใบกิจกรรมที่ 2 และจากการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือการ สัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ โดยมีรายละเอียดการวิเคราะห์และประเมินการให้ระดับคุณภาพของ การแก้ไขปัญหาในสมรรถนะย่อย ดังนี้ 4.1 SP-S การแก้ปัญหาที่ไม่คุ้นเคยได้หลายแบบทั้งโดยแนวทางที่ได้รับการยอมรับทั่วไป และแนวทางที่แตกต่าง จากประเด็นนักเรียนวิธีการที่เป็นไปได้ที่จะสามารถนำมาแก้ปัญหา1 วิธีคือ 1) นักเรียนเลือก บุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริง โดยให้เหตุผลว่า พ่อมีเลือดกรุ๊ป AB แม่มีเลือดกรุ๊ป A เมื่อแยกจีโนไทป์ ของรุ่นพ่อและแม่แล้วนำมาผสมกันจะได้รุ่นลูกที่มีหมู่เลือดกรุ๊ป A, B, AB และไม่สามารถเป็นกรุ๊ป O ได้ จากสถานการณ์จึงสรุปได้ว่า บุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริงเพราะมีหมู่เลือด A แสดงให้เห็นว่า SP-S อยู่ในระดับ ดี 4.2 SP-I ระบุและตั้งคำถามที่สำคัญที่ทำให้เกิดความกระจ่างแก่มุมมองต่าง ๆ เพื่อ นำไปสู่มุมมองทางออกที่ดีกว่า จากการระดมความคิดภายในกลุ่มและตัดสินใจ1 วิธีคือ 1) นักเรียนเลือกบุคคลที่ 2 เป็นลูกที่ แท้จริง โดยให้เหตุผลว่า พ่อมีเลือดกรุ๊ป AB แม่มีเลือดกรุ๊ป A เมื่อแยกจีโนไทป์ของรุ่นพ่อและแม่แล้ว นำมาผสมกันจะได้รุ่นลูกที่มีหมู่เลือดกรุ๊ป A, B, AB และไม่สามารถเป็นกรุ๊ป O ได้ จากสถานการณ์จึง สรุปได้ว่า บุคคลที่ 2 เป็นลูกที่แท้จริงเพราะมีหมู่เลือด A แสดงให้เห็นว่า SP-I อยู่ในระดับ ดี
112 ตารางที่ 4.5 ผลการประเมินสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาของกลุ่มที่ 5 กลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด การดำเนินการ คะแนนการคิดแก้ปัญหา ระดับคุณภาพ 1) การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE) RE ครั้งที่ 1 1 พอใช้ RE ครั้งที่ 2 2 2) การใช้วิธีคิดเชิงระบบ (ST) 3 ดีมาก 3) การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการตัดสินใจ (MD) MD-E 3 ดี MD-A 2 MD-S 3 MD-I 2 MD-R 2 4) การแก้ปัญหา (SP) SP-S 2 ดี SP-I 2 จากตารางที่ 4.5 พบว่า นักเรียนกลุ่มที่ 5 กลุ่ม ตั้งหวังเจ๊ง อภิมหาจำกัด เกิดสมรรถนะการคิด อย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา โดยมีสมรรถนะย่อย ดังนี้ 1) การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE) อยู่ในระดับ พอใช้2) การคิดเชิงระบบ (ST) อยู่ในระดับ ดีมาก 3) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการตัดสินใจ (MD) อยู่ในระดับ ดี4) การแก้ปัญหา (SP) อยู่ในระดับ ดี 4.1.6 สมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาในการออกแบบวิธีการ แก้ปัญหาของกลุ่มทั้งหมดในภาพรวม จากการศึกษาสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาในการวิธีการแก้ปัญหาใน ทั้ง 4 สถานการณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้การคิดเชิงออกแบบ (DESIGN THINKING) ผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยแบ่งนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม โดยผลการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำใบกิจกรรมและการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างมาวิเคราะห์
113 ผลการวิจัยทั้งหมด จำนวน 5 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กลุ่ม ว.ม.ล กลุ่มที่ 2 กลุ่มแก๊งป่วนตัวซ่า กลุ่มที่ 3 กลุ่มสะแวกแกก กลุ่มที่ 4 กลุ่ม Detective Conan และกลุ่มที่ 5 กลุ่มตั้งหวังเจ้ง อภิมหาจำกัด ได้ผลการวิเคราะห์ดังตารางที่ 4.6 ตารางที่ 4.6 ผลการประเมินสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาของกลุ่มทั้งหมด ในภาพรวม กลุ่มที่ การดำเนินการ การให้เหตุผลอย่างมี ประสิทธิภาพ (RE) การใช้วิธีคิดเชิงระบบ (ST) การคิดอย่างมี วิจารณญาณและ การตัดสินใจ (MD) การแก้ปัญหา (SP) กลุ่มที่ 1 ม.ว.ล 1 3 3 2 ระดับคุณภาพ พอใช้ ดีมาก ดีมาก ดี กลุ่มที่ 2 แก๊งป่วนตัวซ่า 1 3 3 3 ระดับคุณภาพ พอใช้ ดีมาก ดีมาก ดีมาก กลุ่มที่ 3 สะแวกแกก 2 3 3 2 ระดับคุณภาพ ดี ดีมาก ดีมาก ดี กลุ่มที่ 4 Detective Conan 1 3 3 2 ระดับคุณภาพ พอใช้ ดีมาก ดีมาก ดี กลุ่มที่ 5 ตั้งหวังเจ้ง อภิมหาจำกัด 1 3 3 2 ระดับคุณภาพ พอใช้ ดีมาก ดีมาก ดี จากตารางที่ 4.6 พบว่า นักเรียนทั้งหมดเกิดสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและ การแก้ปัญหาโดยมีสมรรถนะย่อย ดังนี้ 1) การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE) อยู่ในระดับ ดี จำนวน 1 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 4 Detective Conan และอยู่ในระดับ พอใช้ จำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ม.ว.ล, กลุ่มที่ 2 แก๊งป่วนตัวซ่า, กลุ่มที่ 3 สะแวกแกก และกลุ่มที่ 5 ตั้งหวังเจ้ง อภิมหาจำกัด 2) การคิดเชิงระบบ (ST) อยู่ในระดับ ดีมาก จำนวน 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่ม ม.ว.ล, กลุ่มที่ 2 กลุ่มแก๊งป่วนตัวซ่า, กลุ่มที่ 3 กลุ่มสะแวกแกก, กลุ่มที่ 4 กลุ่ม Detective Conan และกลุ่มที่ 5 กลุ่มตั้งหวังเจ้ง อภิมหาจำกัด 3) การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการตัดสินใจ (MD)
114 อยู่ในระดับ ดีมาก จำนวน 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่ม ม.ว.ล, กลุ่มที่ 2 กลุ่มแก๊งป่วนตัวซ่า, กลุ่มที่ 3 กลุ่มสะแวกแกก, กลุ่มที่ 4 กลุ่ม Detective Conan และกลุ่มที่ 5 กลุ่มตั้งหวังเจ้ง อภิมหาจำกัด 4) การแก้ปัญหา (SP) อยู่ในระดับ ดีมาก จำนวน 1 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 2 กลุ่มแก๊งป่วน ตัวซ่า และอยู่ในระดับดี จำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่ม ม.ว.ล, กลุ่มที่ 3 กลุ่มสะแวกแกก, กลุ่มที่ 4 กลุ่ม Detective Conan และกลุ่มที่ 5 กลุ่มตั้งหวังเจ้ง อภิมหาจำกัด 4.1.7 ผลการหาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการคิดเชิงออกแบบ (design thinking) ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่องการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เพื่อศึกษา ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 หลังจากดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามขั้นตอนรูปแบบการวิจัย ผู้วิจัยได้จัดทำข้อมูลและ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละคะแนนรวมการจัดการ เรียนรู้ด้วยการคิดเชิงออกแบบ (design thinking) ดังแสดงตารางที่ 4.7 ตารางที่ 4.7 แสดงผลการประเมินประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการคิดเชิงออกแบบ (design thinking) คะแนน คะแนนเต็ม จำนวนนักเรียน S.D. ร้อยละ ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) 40 30 35.03 1.16 87.58 ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2 ) 10 30 8.77 0.43 87.67 ประสิทธิภาพของแผนการเรียนรู้ (E1 – E2 ) เท่ากับ 87.58/87.67 จากตารางที่ 4.7 พบว่าประสิทธิภาพของการเรียนรู้ด้วยการคิดเชิงออกแบบ (design thinking) ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่องการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เพื่อศึกษาความสามารถ ในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา ประสิทธิภาพของกระบวนการได้จากใบงานคิดเป็น ร้อยละ 75 ใบกิจกรรมคิดเป็นร้อยละ 75 ส่วนประสิทธิภาพของผลลัพธ์ได้จากคะแนนการทำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ผลการวิจัยพบว่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) คิดเป็นร้อยละ 87.58 และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2 ) คิดเป็นร้อยละ 87.67 พบว่าผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 75/75 ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
115 บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้การคิด เชิงออกแบบ design thinking ซึ่งผลการวิจัย สามารถสรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ดังนี้ 5.1 สรุปผลการวิจัย 5.1.1 ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษา ปีที่ 4 ที่เรียนในรายวิชาชีววิทยา โดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การคิดเชิงออกแบบ (design thinking) เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยแบ่งนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม โดยผลการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำใบกิจกรรมและการสัมภาษณ์แบบไม่มี โครงสร้างมาวิเคราะห์ผลการวิจัยทั้งหมด จำนวน 5 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กลุ่ม ว.ม.ล กลุ่มที่ 2 กลุ่มแก๊งป่วน ตัวซ่า กลุ่มที่ 3 กลุ่มสะแวกแกก กลุ่มที่ 4 กลุ่ม Detective Conan กลุ่มที่ 5 กลุ่มตั้งหวังเจ้ง อภิมหาจำกัด พบว่า นักเรียนทุกกลุ่มเกิดสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณแก้ปัญหาโดยมี สมรรถนะย่อย ดังนี้ 1) การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE) อยู่ในระดับ ดี จำนวน 1 กลุ่ม และอยู่ใน ระดับ พอใช้ จำนวน 4 กลุ่ม 2) การคิดเชิงระบบ (ST) อยู่ในระดับ ดีมาก จำนวน 5 กลุ่ม 3) การคิดอย่าง มีวิจารณญาณและการตัดสินใจ (MD) อยู่ในระดับ ดีมาก จำนวน 5 กลุ่ม 4) การแก้ปัญหา (SP) อยู่ในระดับ ดีมาก จำนวน 1 กลุ่ม และอยู่ในระดับ ดี จำนวน 4 กลุ่ม 5.1.2 การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการคิดเชิงออกแบบ ( design thinking) ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่องการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิด แก้ปัญหาให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 เท่ากับ 87.58/87.67
116 5.2 อภิปรายผลการวิจัย การจัดการเรียนรู้ด้วยการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา เรื่อง การถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้การคิดเชิงออกแบบ design thinking อภิปรายผลการวิจัยได้ดังนี้ 5.2.1 ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและแก้ปัญหาหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยการคิดเชิงออกแบบ (design thinking) โดยใช้แบบทดสอบวัดทักษะการคิดแก้ปัญหา โดยแบบทดสอบการคิดแก้ปัญหามีทั้งหมด 1 ชุด โดยมี 4 สถานการณ์ แต่ละสถานการณ์จะมี 6 ข้อ คำถามย่อย 20 คะแนน จากนักเรียน จำนวน 30 คน ผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยแบ่งนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม โดยผลการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำใบกิจกรรมและการสัมภาษณ์แบบไม่มี โครงสร้างมาวิเคราะห์ผลการวิจัยทั้งหมด จำนวน 5 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กลุ่ม ว.ม.ล กลุ่มที่ 2 กลุ่มแก๊งป่วน ตัวซ่า กลุ่มที่ 3 กลุ่มสะแวกแกก กลุ่มที่ 4 กลุ่ม Detective Conan กลุ่มที่ 5 กลุ่มตั้งหวังเจ้ง อภิมหา จำกัด พบว่า นักเรียนทุกกลุ่มเกิดสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาโดยมี สมรรถนะย่อย ดังนี้ 1) การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (RE) อยู่ในระดับ ดี จำนวน 1 กลุ่ม และอยู่ใน ระดับ พอใช้ จำนวน 4 กลุ่ม 2) การคิดเชิงระบบ (ST) อยู่ในระดับ ดีมาก จำนวน 5 กลุ่ม 3) การคิดอย่าง มีวิจารณญาณและการตัดสินใจ (MD) อยู่ในระดับ ดีมาก จำนวน 5 กลุ่ม 4) การแก้ปัญหา (SP) อยู่ในระดับ ดีมาก จำนวน 1 กลุ่ม และอยู่ในระดับ ดี จำนวน 4 กลุ่ม ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติตามขั้นตอนการเรียนรู้ใช้การคิดเชิงออกแบบ ประกอบกับการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ออกแบบใบกิจกรรม ให้นักเรียนได้ฝึกการคิดอย่างมี วิจารณญาณและการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ตามขั้นตอนในการคิดแก้ปัญหา ดังนี้ กระบวนการคิด ออกเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ Empathize, Define, Ideate, Prototype, และ Test ซึ่งสอดคล้องกับ Stanford d.school (2016) ซึ่งแบ่งขั้นตอนกระบวนการคิดออกเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ Empathize, Define, Ideate, Prototype, และ Test โดยทั้ง 5 ขั้นตอนนี้ แสดงให้เห็นว่าขั้นตอนที่หนึ่งและสอง (Empathize และ Define) เป็นขั้นตอนทำความเข้าใจและตีความปัญหาอย่างลึกซึ้ง ขั้นตอนที่สาม (Ideate) คือขั้นตอนในการใช้ความคิดสร้างสรรค์และมุมมองจากหลาย ๆ ด้านมาสร้างไอเดีย และ ขั้นตอนที่สี่และห้า (Prototype และ Test) คือขั้นตอนในการทดสอบแนวคิดและพัฒนาต้นแบบที่เป็น ตัวอย่างแนวคิด เพื่อให้ได้แนวทางหรือนวัตกรรมที่ตอบโจทย์กับสถานการณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้น และ สอดคล้องกับจีระพงษ์ โพพันธุ์ (2562) กล่าวว่า Design Thinking เป็นวิธีการออกแบบที่ทำให้เกิด
117 แนวทางพื้นฐานสำหรับการแก้ปัญหาต่าง ๆ ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการจัดการกับปัญหาที่ซับซ้อนด้วย การทำความเข้าใจความต้องการของมนุษย์ การกำหนดกรอบของปัญหาโดยเน้นมนุษย์เป็นจุดศูนย์กลาง การระดมสมองเพื่อหาไอเดียที่หลากหลาย และการสร้างต้นแบบไปจนถึงการทดสอบวิธีการนั้น ซึ่ง กระบวนการของ Design Thinking ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้1) Empathise การทำความเข้าใจ ปัญหาที่เราพยายามแก้ไข โดยการสังเกต การมีส่วนร่วม และการเอาใจใส่ผู้คนรอบตัวเพื่อทำความเข้าใจ ประสบการณ์และแรงจูงใจของพวกเขา การเอาใจใส่เป็นสิ่งสำคัญต่อกระบวนการออกแบบที่เน้นมนุษย์ เป็นศูนย์กลางอย่างแนวคิด Design Thinking เป็นอย่างมาก เพราะมันช่วยให้เราสามารถตั้งสมติฐาน เกี่ยวกับผู้คนรอบตัวและความต้องการของพวกเขาได้2) Define การนำข้อมูลทั้งหมดที่หาได้จากขั้น Empathise มารวมกันเพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์สิ่งที่ได้ จากนั้นจึงเลือกเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ปัญหา แล้วนำมาอธิบายปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ 3) Ideate การนำไอเดียที่ได้มาสร้างให้เป็นรูปธรรม จาก ขั้นแรกที่ทำให้เราเข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น ส่วนขั้นที่สองเราได้วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล จากนั้นด้วย วัตถุดิบที่เรามีอยู่ในมือ สมาชิกทีมอาจเริ่มที่จะ คิดนอกกรอบเพื่อมองหาวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ อาจใช้การ ระดมสมองสำหรับกระตุ้นให้สมาชิกทีมได้คิดอย่างอิสระและขยายขอบเขตแนวทางแก้ปัญหา จากนั้นจึง รวบรวมไอเดียที่ได้แล้วเลือกวิธีที่คิดว่าดีหรือเหมาะสมที่สุด 4) Prototype การสร้างผลิตภัณฑ์หรือ แนวทางต้นแบบโดยลดขนาด ฟังก์ชัน หรือลดทอนรายละเอียดลง เพื่อตรวจสอบวิธีแก้ปัญหาที่พบ อาจมี การส่งต่อเพื่อทำการทดสอบทั้งภายในทีมและแผนกอื่น ๆ รวมถึงการมองหากลุ่มตัวอย่างเพื่อทดสอบ ผลิตภัณฑ์ในเบื้องต้น เป้าหมายของขั้นตอนนี้ก็คือการรวบรวมข้อมูลว่าแนวคิด Design Thinking ที่เราได้ ไอเดียมาและนำมาสร้างแนวทางแก้ปัญหาทั้งหมดยังมีจุดบกพร่องตรงไหน หรือต้องปรับปรุงส่วนใดบ้าง จึงจะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและนำไปแก้ปัญหาได้ดีที่สุด 5) Test การทดสอบแนว ทางแก้ไขปัญหาหรือผลิตภัณฑ์ทั้งหมดอย่างเข้มงวดอีกครั้ง โดยมุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจผู้บริโภค อย่างลึกซึ้งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 5.5.2 ค่าประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการคิดเชิงออกแบบ (design thinking) ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่องการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิด แก้ปัญหาให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 เท่ากับ 87.58/87.67 หมายความว่า แผนการจัดการเรียนรู้ ด้วยการคิดเชิงออกแบบ (design thinking) ส่งผลให้นักเรียนมีคะแนนจากกิจกรรมระหว่างการจัดการ เรียนรู้คิดเป็นร้อยละ 87.58 และนักเรียนมีคะแนนจากชิ้นงานจากกิจกรรมที่ 1 การศึกษาพันธุศาสตร์ของ เมนเดล และกิจกรรมที่ 2 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม รวมถึงแบบทดสอบหลังเรียนคิดเป็น
118 ร้อยละ 87.67 ซึ่งผลที่ได้ดังกล่าวส่งผลนักเรียนมีการทำงานอย่างเป็นขั้นตอน อีกทั้งยังมีความรู้ความ เข้าใจในเนื้อหาที่เรียนและทักษะกระบวนการในแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่เหมาะสม รู้จักการจัดการ ข้อมูลและมีความเอาใจใส่ กระตือรือร้น รับผิดชอบ และการทำงานกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถ สร้างองค์ความรู้ใหม่ได้ด้วยตนเอง ตลอดจนเป็นแนวทางสำหรับครูและผู้ที่เกี่ยวข้องในการแนวทางการ จัดการเรียนรู้จึงทำให้นักเรียนมีผลคะแนนสูงกว่าเกณฑ์กำหนดไว้ 75/75 สอดคล้องกับ พิมพ์พร ภิญโญ (2565) ได้ศึกษาผลการพัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวิถีธรรมแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบปัญหาเป็นฐานเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสาร สำหรับ 2 วงจร ปฏิบัติการจำนวน 6 แผน (12 ชั่วโมง) 2) แบบวัดทักษะการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ 3) แบบสังเกต พฤติกรรมทักษะการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์และ 4) แบบสัมภาษณ์นักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ แบบปัญหาเป็นฐาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า หลังจากวงจรปฏิบัติการที่ 1 นักเรียนมีคะแนนทักษะการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ผ่านตามเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ 57.14 มีพฤติกรรมทักษะการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 2.22 อยู่ในเกณฑ์ระดับปานกลางและหลังวงจรปฏิบัติการที่ 2 นักเรียนมีคะแนนทักษะการคิด แก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเป็นร้อยละ 90.48 และมีพฤติกรรมทักษะการคิดแก้ปัญหาทาง วิทยาศาสตร์มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.68 อยู่ในเกณฑ์ระดับมาก นักเรียนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมทักษะด้านการ ระบุปัญหาและการวิเคราะห์ปัญหา สามารถบอกปัญหาและสาเหตุของปัญหาได้ดีนักเรียนสามารถ กำหนดวิธีการแก้ปัญหาที่สอดคล้องได้หลากหลายทางเลือกและสามารถอธิบายบอกรายละเอียดได้ ชัดเจน ถูกต้อง สมบูรณ์ตามขั้นตอนการคิดแก้ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสารโดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน และสอดคล้องกับ อัครวิชญ์ พิวงษ์งาม ปิยรัตน์ ศรีวิไล; สุชีวิน โชติชัชวาลย์กุล (2564) ได้ศึกษาผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามประเด็นวิทยาศาสตร์กับสังคม เรื่อง เคมีกับการ แก้ปัญหาในชีวิต เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่าง 1 กลุ่ม คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 คน ของโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดกลาง สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เคมีกับการแก้ปัญหาในชีวิต (2) แบบประเมิน ทักษะการคิดแก้ปัญหา มีค่าความยากง่าย (p) อำนาจจำแนก (r) ระหว่าง 0.41-0.64 และ 0.29-0.61
119 ตามลำดับ และมีค่าความเชื่อมั่น (r_tt) ที่ 0.74 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าสถิติ t-test for One Sample สามารถสรุป ผลการวิจัยได้ดังนี้ (1) นักเรียน ร้อยละ 86.67 มีทักษะการคิดแก้ปัญหาอยู่ในระดับดีขึ้นไปสูงกว่าเกณฑ์ ที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 70 (2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมมีทักษะการคิดแก้ปัญหาหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5.3 ข้อเสนอแนะ 5.3.1 ในการนำผลการวิจัยไปใช้ 5.3.1.1 จากผลการดำเนินการปรากฏว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ชีววิทยาเพื่อพัฒนา ความสามารถในการคิดแก้ปัญหา เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้การคิดเชิงออกแบบ Design thinking ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สามารถพัฒนาการ คิดแก้ปัญหาได้ จึงขอเสนอแนะให้ครูผู้สอนวิชาต่างๆ สามารถนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้นี้ไปทดลองใช้ 5.3.1.2 การนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้ชีววิทยาเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหา เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้การคิด เชิงออกแบบ Design thinking ไปใช้ ผู้ใช้ต้องศึกษารายละเอียดต่างๆ ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ชีววิทยาเพื่อพัฒนาการคิดแก้ปัญหาก่อนที่จะนำไปใช้กับผู้เรียน เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการนำรูปแบบนี้ ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ต่อไป 5.3.2 ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป 5.3.2.1 ควรพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยการคิดเชิงออกแบบในรายวิชาอื่น และใน ระดับชั้นอื่น เพื่อนักเรียนจะได้มีโอกาสเรียนรู้จากสื่อประสมที่หลากหลาย 5.3.2.2 ควรพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีขั้นตอนการพัฒนาทักษะกระบวนการคิดทั้ง ขั้นพื้นฐานและขั้นสูงที่จะไปเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ต่อไป 5.3.2.3 ควรศึกษาเกี่ยวกับผลการจัดการเรียนรู้ด้วยการคิดเชิงออกแบบ เพื่อพัฒนาการคิด แก้ปัญหาที่เกิดกับนักเรียนเกี่ยวกับทักษะกระบวนการคิดในระดับสูง เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิด หลากหลาย การคิดมีเหตุผล เพื่อประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ไปใช้ให้เหมาะสมกับคุณลักษณะ ของนักเรียนที่ต้องการจะส่งเสริม
120 เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: สกสค. ลาดพร้าว. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กระทรวงศึกษาธิการ. (2556). หนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 4. กรุงเทพฯ: สกสค. ลาดพร้าว. กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking). (2562). เครื่องมือสำคัญของการสร้างความสำเร็จให้ องค์กร. สืบค้น 2 สิงหาคม 2566, จาก https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190702 - design-thinking/ กิตติพร ปัญญาภิญโญผล. (2541). รูปแบบของวิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน : กรณีศึกษา สำหรับ ครูมัธยมศึกษา. เชียงใหม่. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. จีระพงษ์ โพพันธุ์. (2562). กระบวนการคิดเชิงออกแบบ. สืบค้น 21 พฤศจิกายน 2566. จาก https://kruit.com/design-and-technology-m2/the-process-of-design-thinking. ทิศนา แขมมณี. (2544). วิทยาการด้านการคิด. กรุงเทพมหานคร : สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.). ทิศนา แขมมณี. (2548). ศาสตร์การสอน. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์จำกัด. ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ. (2556). การพัฒนาการคิด. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัด 9119 เทคนิค พริ้นติ้ง. พิมพ์พร ภิญโญ. (2565).การพัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5.สาขาวิทยาศาสตรศึกษา,มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพ็ญนิภา แววศรี. (2562).การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม โดยใช้จัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแผนผังความคิด.ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ (Thesis Database) ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ระพีพัฒน์ หาญโสภา. (2563).การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สำหรับโรงเรียนร่มโพธิ์ทอง ธรรมวิทย์.นครปฐม : มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2563
121 เอกสารอ้างอิง (ต่อ) ลักขณา สริวัฒน์. (2549). การคิด (Thinking). กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. ศรีอุดร ล้านสาวงษ์.(2564). การเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาชีววิทยา 2 เรื่องพันธุศาสตร์ของเมน เดล โดยใช้ตารางพันเนตต์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/9.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ สุคนธ์ สินธพานนท์. (2558). การจัดการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ เพื่อพัฒนาทักษะผู้เรียนในศตวรรษท ี ่ 2 1 . กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจ ากัด 9119 เทคนิคพริ้นติ้ง. สุคนธ์ สินธพานนท์. (2558). การจัดการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ เพื่อพัฒนาทักษะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจ ากัด 9119 เทคนิคพริ้นติ้ง. สุคนธ์ สินธพานนท์; วรรัตน์ วรรณเลิศลักษณ์; และพรรณีสินธพานนท์. (2552). การพัฒนาทักษะ การคิด พิชิตการสอน. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: เลี่ยงเชียง. สุคนธ์ สินธพานนท์; วรรัตน์ วรรณเลิศลักษณ์; และพรรณีสินธพานนท์. (2552). การพัฒนาทักษะ การคิด พิชิตการสอน. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: เลี่ยงเชียง. สุพรรณี ชาญประเสริฐ. (2556). การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21. นิตยสาร สสวท. 42(185): 10-11. สุเมธ เนาว์รุ่งโรจน์. (2561). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ที่จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) และความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้ของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนห้วยยอด จังหวัดตรัง.วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 อัครวิชญ์ พิวงษ์งาม ปิยรัตน์ ศรีวิไล; สุชีวิน โชติชัชวาลย์กุล .(2564). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามประเด็นวิทยาศาสตร์กับสังคม เรื่อง เคมีกับการแก้ปัญหาในชีวิต เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด แก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอน ปลาย. มหาวิทยาลยัศรีนครินทรวิโรฒ. อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์. (มปป.). การพัฒนาทักษะความคิดขั้นสูง (Developing Higher Level of Thinking Skills). สำนักพิมพ์ ไอ.คิว.บุ๊คเซ็นเตอร์. Craig, D. J. (2009 ) . Defining a 2 1 st century education. The Center for Public Education.
122 เอกสารอ้างอิง (ต่อ) Ennis, R.H. (1985). A concept of Critical Thinking: A proposed Basic for Research and Evaluation of Thinking Ability: Psychological concept in Education. Chicago: Rand McNally and Company. Razzouk, R., & Shute, V. (2012). What Is Design Thinking and Why Is It Important? .สืบค้น 21 พฤศจิกายน 2566, จาก https://doi.org/10.3102/0034654312457429 Stanford d. school. (2 0 1 6 ) . Design Thinker.ส ื บ ค ้ น 21 พ ฤ ศ จ ิ ก า ย น 2566. จ า ก https://www.thedesignthinker.com.au/influencers/stanford-d-school. Tada Ratchagit. (2019). กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เครื่องมือสำคัญของการ สร้างความสำเร็จให้องค์กร.สืบค้น 30 พฤศจิกายน 2566, จาก https://th.hrnote.asia / orgdevelopment/190702-design-thinking. Tiger. (2019). Design Thinking คืออะไร . สืบค้น 30 พ ฤศจิกา ยน 2566, จา ก https:// thaiwinner.com /design-thinking. Tim Brown. (2020). กระบวนการคิดเชิงออกแบบ. สืบค้น 30 พฤศจิกายน 2566, จาก https://bangkokgraphic.com. Woods, A.E. (1 9 9 3 ) . “Active Learning” Door to Door Critical Thinking. Holistics Learning Practice.
123 ภาคผนวก
124 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิในการวิจัย
125 รายนามผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือ 1. ดร.บุญเลี้ยง จอดนอก วุฒิการศึกษา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์ศึกษา สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ สถานที่ทำงาน โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล จังหวัดอุดรธานี 2. นายสุเทพ แพทย์จันลา วุฒิการศึกษา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (ศษ.ม.) วิทยาศาสตร์ศึกษา สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ สถานที่ทำงาน โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล จังหวัดอุดรธานี 3. นางสาวอุบลวรรณ เลี้ยวอุดมชัย วุฒิการศึกษา การศึกษามหาบัณฑิต (กศ.ม.) การสอนวิทยาศาสตร์ สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ สถานที่ทำงาน โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล จังหวัดอุดรธานี
126 ภาคผนวก ข เครื่องมือในการวิจัย
127 เครื่องมือวัยที่สำคัญในการพัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อศึกษาความสามารถ ในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการคิดเชิงออกแบบ (design thinking) ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่องการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหา 2. แบบประเมินความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา
128 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 วิชา ชีววิทยา 1 รหัสวิชา ว31241 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม จำนวน 9 ชั่วโมง ครูผู้สอน นายกฤษณวงศ์ รอบรู้ 1. ผลการเรียนรู้ (รายวิชาเพิ่มเติม) 1.1 สืบค้นข้อมูล อธิบาย และสรุปผลการทดลองของเมนเดล 1.2 อธิบาย และสรุปกฎแห่งการแยก และกฎแห่งการรวมกลุ่มอย่างอิสระ และนำกฎของเมนเดลนี้ ไปอธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมและใช้ในการคำนวณโอกาสในการเกิดฟีโนไทป์ และจีโนไทป์แบบต่าง ๆ ของรุ่น F1 และ F2 1.3 สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์อธิบาย และสรุปเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่เป็นส่วน ขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล 1.4 สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์และเปรียบเทียบลักษณะทางพันธุกรรมที่มีการแปรผันไม่ต่อเนื่องและ ลักษณะทางพันธุกรรมที่มีการแปรผันต่อเนื่อง 1.5 อธิบายการถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม และยกตัวอย่างลักษณะทางพันธุกรรมที่ถูกควบคุมด้วยยีน บนออโตโซมและยีนบนโครโมโซมเพศ 2. สาระสำคัญ ลักษณะต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตล้วนถูกกำหนดขึ้นมาจากสารพันธุกรรมที่อยู่ภายในเซลล์แต่ละเซลล์ ของสิ่งมีชีวิต โดยสารพันธุกรรมเหล่านี้เป็นสารชีวโมเลกุลชนิดหนึ่งที่เรียกว่ากรด นิวคลีอิก (nucleic acid) ซึ่งประกอบด้วย DNA และ RNA โดยจากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ในหลาย ๆ งานวิจัย พบว่า สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดมี DNA เป็นสารพันธุกรรมและมีส่วนน้อยที่มี RNA เป็นสาร พันธุกรรม และยังค้นพบว่าโครงสร้างของ DNA ดังกล่าวเกิดจากการที่ พอลินิวคลีโอไทด์ (polynucleotide) 2 สายมาเข้าคู่กันด้วยพันธะไฮโดรเจนและบิดเป็นเกลียวคู่เวียน ขวาตามเข็มนาฬิกา ลักษณะคล้ายบันไดเวียน นอกจากนี้ DNA ที่อยู่ภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตจะมีการจับกับโปรตีนบางชนิด และขดตัวให้มีขนาดเล็กจนสามารถบรรจุอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ได้ โดย หลังจากการขดตัวแล้วเราจะ
129 เรียกโครงสร้างนั้นว่า เส้นใยโครมาทิน (chromatin fiber) และจะมีการ ขดตัวมากที่สุดในระหว่าง การแบ่งเซลล์ซึ่งเราจะเรียกโครงสร้างนั้นว่า โครโมโซม (chromosome) แต่อย่างไรก็ตามโมเลกุลของ DNA หนึ่ง ๆ จะมีทั้งส่วนที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม และส่วน ที่ไม่ได้ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต โดยเราจะเรียกส่วนที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมว่า ยีน (gene) ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ยีน คือ ส่วนใดส่วนหนึ่งของสารพันธุกรรมและ เป็นหน่วยควบคุม ลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ซึ่งสามารถจำแนกออกได้เป็นยีนเด่นที่เขียนแทนด้วยตัวอักษร ภาษาอังกฤษพิมพ์ใหญ่ และยีนด้อยที่เขียนแทนด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษพิมพ์เล็ก นอกจากนี้ยีนบน DNA หรือบนโครโมโซมเหล่านี้ส่วนใหญ่ทำงานกันเป็นคู่ในรูปแบบต่าง ๆ ที่เรียกว่า จีโนไทป์ (genotype) เพื่อควบคุมลักษณะใดลักษณะหนึ่งให้เกิดการแสดงออกหรือที่เรียกว่า ฟีโนไทป์ (phenotype) คู่ของยีนหนึ่ง ๆ จะมียีนแต่ละยีนที่มาจากโครโมโซมคู่เหมือน (homologous chromosome) ที่มีลักษณะ รูปร่าง และตำแหน่งต่าง ๆ บนโครโมโซมเหมือนกันทุกประการ ซึ่งหาก นำความรู้ดังกล่าวไป ประยุกต์เข้ากับการแบ่งเซลล์จะทำให้สามารถอธิบายกลไกการถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรมได้ กล่าวคือ ขณะที่สิ่งมีชีวิตทำการแบ่งเซลล์เพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ โครโมโซมที่มีลักษณะเหมือนกันจะถูก แยกออกจากกันไปยังเซลล์สืบพันธุ์แต่ละเซลล์ ส่งผลให้ยีนที่เป็นคู่กันจะถูกแยกออกจากกันเพื่อไปยังเซลล์ สืบพันธุ์ด้วยเช่นเดียวกัน เซลล์สืบพันธุ์ที่ได้จึงมียีน บรรจุอยู่เพียงครึ่งหนึ่งของเซลล์เดิม จนกระทั่งเมื่อใดก็ ตามที่สิ่งมีชีวิตมีการผสมพันธุ์กัน เซลล์สืบพันธุ์จากเพศผู้และเพศเมียที่มียีนเพียงครึ่งหนึ่งนั้นจะมาผสมกัน ได้เซลล์ลูกที่มียีนซึ่งสามารถเข้าคู่กันได้อีกครั้งและควบคุมการแสดงออกลักษณะต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกับ พ่อแม่ แต่อาจมีลักษณะที่แสดงออกแตกต่างไปบ้างเนื่องจากรูปแบบของยีนที่เข้าคู่กันอาจไม่เหมือนกับ รุ่นพ่อแม่ 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 สามารถอธิบายเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมได้ (K) 3.2 สามารถสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมได้ (P) 3.3 มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ มุ่งมั่นในการทำงาน (A) 4. สาระการเรียนรู้ เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติ และหน้าที่ของ สารพันธุกรรม การเกิดมิวเทชัน เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ หลักฐานข้อมูลและแนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการ
130 ของสิ่งมีชีวิต ภาวะสมดุลของฮาร์ดี - ไวน์เบิร์ก การเกิดสปีชีส์ใหม่ ความหลากหลายทางชีวภาพ กำเนิด ของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และอนุกรมวิธาน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตารางที่ 3.2 แสดงกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ในแต่ละขั้นตอนด้วยการจัดการเรียนรู้การคิดเชิงออกแบบ design thinking การจัดการเรียนรู้การคิดเชิงออกแบบตามแนวคิดของ Stanford d.school bootcamp bootleg (2010 อ้างถึงใน DEX SPACE, 2017) แผน ที่ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) แนวคิด STEAM 1 1 ครูและนักเรียนร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็น เรื่อง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ดังนี้ − นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใด บุคคลในครอบครัวจึงมี ลักษณะต่างๆ ที่คล้ายคลึงกัน (แนวตอบ : มนุษย์ จะถ่ายทอดลักษณะต่างๆ เช่น สีตา สีผม ความสูง สีผิว ห่อลิ้นได้ ห่อลิ้นไม่ได้ ผมหยิก ผมเหยียดตรง มี ติ่งหูไม่มีติ่งหู จากบรรพบุรุษสู่ลูกหลาน โดยลูกจะ ได้รับ การถ่ายทอดลักษณะจากพ่อและแม่ ซึ่งพ่อก็ จะได้รับการถ่ายทอดลักษณะมาจากปู่และย่าอีกที เช่นเดียวกับแม่ ก็จะได้รับการถ่ายทอดลักษณะจาก ตายายเช่นกัน จากการถ่ายทอดลักษณะต่าง ๆ ของ แต่ละรุ่นจึงทำให้บุคคลในครอบครัวมีลักษณะต่าง ๆ ที่คล้ายคลึงกัน) − เมื่อทราบลักษณะของพ่อแม่จะสามารถทำนาย ลักษณะทางพันธุกรรมของลูกที่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ : ได้ เพราะสมบัติอย่างหนึ่งที่ สำคัญของสิ่งมีชีวิต คือ มีการถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรมต่างๆ จากรุ่นสู่รุ่น ศึกษาได้จากพันธุศาสตร์ ของเมนเดล) 2. ครูนำภาพดอกชบาสีแดง สีขาว สีส้ม สีเหลือง และสีชมพู จากนั้นถามคำถาม ดังนี้ − ถ้านักเรียนต้องปลูกดอกชบาสีต่างๆจะต้องทำอย่างไร (แนวคำตอบ : มีการวางแผนงาน จัดเตรียมอุปกรณ์ ต่าง ๆ เตรียมเมล็ดพันธุ์) 6.สืบค้นข้อมูล อธิบาย และ สรุปผลการทดลองของ เมนเดล 3 S T E A M
131 แผน ที่ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) แนวคิด STEAM − ในการปลูก มีวิธีการอย่างไรเพื่อให้ดอกไม้ได้ สีตามต้องการ (แนวคำตอบ : การตัดต่อพันธุกรรม การใช้เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ) − นักเรียนสามารถทำนายการปลูกและผสมของสีดอกช บาได้หรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ : ได้ โดยใช้ความ น่าจะเป็นและศึกษาจากตารางพันเนตต์ : Punnett square) − ตารางพันเนตต์ช่วยในการทำนายสีของดอกชบา ได้อย่างไร (แนวคำตอบ : เพราะตารางพันเนตต์ สามารถใช้หาผลลัพธ์ของโอกาสการเข้าคู่กันของแอล ลีลในขณะเกิดการปฏิสนธิ) − นักเรียนคิดว่าการผสมพันธุ์เพื่อให้ได้สีของดอก ตามต้องการ มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร (แนวคำตอบ : ข้อดี ได้ผลผลิตตามต้องการ ข้อเสีย ทำให้เกิดการ กลายพันธุ์) 3. นักเรียนสืบค้นเกี่ยวกับการศึกษาพันธุกรรมของเมนเดล และทำใบกิจกรรมที่ 1 การศึกษาพันธุกรรมของเมนเดล จากนั้นครูอธิบายเกี่ยวกับการศึกษาพันธุกรรมของเมนเดล 2 4. นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน ครูเชื่อมโยงเข้าสู่สถานการณ์ปัญหา พร้อมทั้งกำหนดบทบาท ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเป็นเจ้าของบริษัทนักสืบ แล้วครูแนะนำ วิธีใช้ Padlet เพื่อเป็นช่องทางการส่งงาน อัพเดทงานบริษัท ตัวเอง 5. ครูยื่นซองสถานการณ์ให้แต่ละบริษัท แล้วให้เวลาแก้ปัญหา จาก 4 สถาณการณ์ ดังนี้ 5. การผสมพันธุ์หนูพันธุ์หายากอย่าง Himalayan จากพ่อแม่พันธุ์ที่ฟาร์มมีอยู่อย่างจำกัด “ฟาร์มมู๋หมินช่งประสบวิกฤตหนักตลาดจีนต้องการ กระต่ายสีขน Rare item คือ Himalayan ทาง ฟาร์มมีพ่อแม่พันธุ์ Wilde-type , Chinchilla, HimalayanและAlbino จำนวนน้อย แต่ตลาด มีความต้องการ Himalayan จำนวนมาก มีวิธีช่วย ผสมหนูอย่างไรบ้าง” 7.สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ อธิบาย และสรุปเกี่ยวกับ การถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรมที่เป็นส่วน ขยายของพันธุศาสตร์ เมนเดล 8.สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ และเปรียบเทียบลักษณะ ทางพันธุกรรมที่มีการ แปรผันไม่ต่อเนื่องและ ลักษณะทางพันธุกรรมที่ มีการแปรผันต่อเนื่อง 3
132 แผน ที่ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) แนวคิด STEAM 6. คดีพ่อแม่ตามหาลูกที่แท้จริง “22 ปีก่อน สามีเลือดหมู่ AB ภรรยาเลือดหมู่ A สองคนนี้เป็นชาวฮ่องกงให้กำเนิดบุตรชาย แต่ก็เกิด เหตุการณ์ที่เลวร้ายกับครอบครัวคือ ลูกชายถูกลักพา ตัวหายไปอย่างไร้ร่องรอย วันเวลาผ่านมาจนถึง ปัจจุบัน วันหนึ่งรายการโหนกระสวยมีแขกรับเชิญ คนหนึ่งเป็นชาย อายุ 22 ปี เขามาออกรายการเพื่อ ตามหาพ่อแม่ที่แท้จริง เขารู้แค่ว่าเขาเกิดที่ โรงพยาบาลจินจงเหวินและมีเลือดหมู่ O ในขณะนั้น ก็มีชายอีกคนโทรเข้ามาในรายการ อ้างว่าตนก็ตาม หาพ่อแม่และตนก็เกิดที่โรงพยาบาลนั้นเช่นกัน แต่มี เลือดหมู่ A เราจะช่วยสามีภรรยาอย่างไรในการตาม หาลูกที่แท้จริง” 7. ตรวจก่อนแต่งเพื่อทายาทที่แข็งแรง “ แจ็คกับอลิซาเบทแต่งงานกัน แล้ววางแผนมีลูก เพื่อให้มีทายาทมาสืบสกุลและบริหารบริษัท แอลดีดับเบิลดอร์ มูลค่าจดทะเบียนกว่า 10,000$ พวกเขาจึงต้องการความมั่นใจว่าทายาทต้องมีความ สมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากภาวะแทรกซ้อนของ รอยโรคต่างๆ จึงจับมือกันไปตรวจ ปรากฏว่า อลิซาเบทเป็นพาหะของโรคตาบอดสี ส่วนแจ็คไม่ เป็นโรคตาบอดสี แต่สืบทราบว่าพันธุประวัติของ ครอบครัวแจ็คมีแม่เป็นตาบอดสี โอกาสที่ทั้งคู่ จะมีบุตรที่เป็นโรคตาบอดสีกี่ % นักเรียนจะช่วยให้ คำปรึกษาทั้งคู่ว่าควรตัดสินใจอย่างไรต่อไปดี ” 8. ใครคือผู้บริจาคเลือดจากอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ “แก๊งเพื่อนสาวพึ่งเดินทางกลับจากผับย่านรัชดา มุ่งหน้าเดนทางไปต่อทางมอเตอร์เวย์ชลบุรี ปรากฏ ว่าเกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ พบผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย และถูกนำส่งโรงพยาบาล ทันที ผู้บาดเจ็บสูญเสียเลือดมากต้องการเลือดด่วน ทีมแพทย์แจ้งว่าเลือดของผู้บาดเจ็บในขณะนั้น
133 แผน ที่ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) แนวคิด STEAM เป็นเลือดที่ตกตะกอนใน Antibody A และ ไม่ตกตะกอนใน Antibody B ขณะนั้นมีผู้หวังดีมา ขอบริจาคให้ 2 คน คนที่ 1 มีหมู่เลือดที่สามารถรับบริจาคได้ทุกหมู่ คนที่ 2 มีหมู่เลือดที่ไม่สามารถรับบริจาค จากหมู่เลือดอื่นได้ยกเว้นหมู่เลือดตัวเอง” ขั้นที่ 1 การสร้างความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง (Empathy) 1.1 เพื่อให้นักเรียนเข้าใจสถานการณ์ปัญหาทั้ง 4 สถานการณ์ ในใบกิจกรรมที่ 2 ดังนี้ − การผสมพันธุ์หนูพันธุ์หายากอย่าง Himalayan จากพ่อแม่พันธุ์ที่ฟาร์มมีอยู่อย่างจำกัด − คดีพ่อแม่ตามหาลูกที่แท้จริง − ตรวจก่อนแต่งเพื่อทายาทที่แข็งแรง − ใครคือผู้บริจาคเลือดจากอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ และเพื่อให้นักเรียนทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า อย่างลึกซึ้งครูถามคำถาม ดังนี้ 3) บทบาทของนักเรียนในทั้ง 4 สถานการณ์คืออะไร 4) บริษัทของนักเรียนในทั้ง 4 สถานการณ์ทำหน้าที่ อะไร 1.2 นักเรียนในกลุ่มร่วมกันวิเคราะห์และตอบคำถาม ในใบกิจกรรมที่ 2 ในประเด็นต่อไปนี้ - ชื่อบริษัท - ลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย (ระบุกลุ่มเป้าหมาย) - ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย (ระบุปัญหา) - ความต้องการของบริษัท (ระบุปัญหา) - เหตุผลของกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเช่นนั้น (อธิบาย สาเหตุของปัญหา) ขั้นที่ 2 ขั้นการตั้งกรอบโจทย์ (Define) 2.1 ครูถามคำถามเพื่อให้นักเรียนเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น ดังนี้
134 แผน ที่ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) แนวคิด STEAM 3) สิ่งที่นักเรียนต้องทำเพื่อตอบสนองความต้องการ ในทั้ง 4 สถานการณ์คืออะไร 4) แต่ละสถานการณ์ มีเงื่อนไขอย่างไร 2.2 นักเรียนในกลุ่มร่วมกันวิเคราะห์และตอบคำถาม ในใบกิจกรรมที่ 2 ในประเด็นต่อไปนี้ - สิ่งที่บริษัทต้องทำ (ตั้งกรอบโจทย์ของปัญหา) - สิ่งที่ต้องคำนึงในการแก้ปัญหา (ตั้งกรอบโจทย์ ของปัญหา) 2.3 เมื่อแต่ละบริษัทสามารถแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์ ได้เสร็จเรียบร้อยให้เขียนแสดงคำตอบ/การแนะนำ ลงใน ใบบันทึกคำตอบ ถ่ายภาพแล้วอัพโหลดลงใน Padlet ขั้นที่ 3 ขั้นการระดมความคิด (Ideate) 3.1 ครูยกสถานการณ์ทีละสถานการณ์ ดังนี้ − การผสมพันธุ์หนูพันธุ์หายากอย่าง Himalayan จากพ่อแม่พันธุ์ที่ฟาร์มมีอยู่อย่างจำกัด − คดีพ่อแม่ตามหาลูกที่แท้จริง − ตรวจก่อนแต่งเพื่อทายาทที่แข็งแรง − ใครคือผู้บริจาคเลือดจากอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มแสดงความคิดเห็น แสดงวิธีคิด และ เปิดช่วงเวลาให้กลุ่มอื่นที่คิดเหมือนหรืออาจจะคิดแตกต่างได้ แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมทำแบบนี้เรื่อย ๆ จนจบทั้ง 4 สถานการณ์ 3 ขั้นที่ 4 การสร้างต้นแบบ (Prototype) 4.1 นักเรียนแต่ละกลุ่มวางแผนในการวาดภาพสถานการณ์ เป็นฉาก พร้อมคำอธิบาย วิธีการทำงานของนักสืบ 4.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มลงมือทำกิจกรรม และสามารถเลือกใช้ อุปกรณ์เสริมที่ครูเตรียมไว้ให้ ได้แก่ กรรไกร กระดาษ สีดินสอ 4.3. นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลงาน ขั้นที่ 5 ขั้นการทดสอบต้นแบบ (Testing) 5.1 นักเรียนแต่ละกลุ่มประเมินผลงานของตนเองว่าตรงกับ ความต้องการของลูกค้าและเงื่อนไขที่ตั้งไว้ ในใบกิจกรรมที่ 2 ตามประเด็นต่อไปนี 9.อ ธ ิ บ า ย แ ล ะ ส รุ ป กฎแห่งการแยก และกฎ แห่งการรวมกลุ่มอย่าง อิสระและนำกฎของ เมนเดลนี้ไปอธิบาย การถ่ายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมและใช้ใน การคำนวณโอกาสในการ เกิดฟีโนไทป์และจีโนไทป์ แบบต่างๆ ของรุ่น F1 และ F2 3
135 แผน ที่ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) แนวคิด STEAM ประเด็นประเมิน ตรงตาม เงื่อนไข ไม่ตรง ตาม เงื่อนไข สถานการณ์ ที่ 1 สามารถผสมหนูให้ได้พันธุ์ Himalayan สามารถอธิบายวิธีการผสมหนูให้ได้พันธุ์ Himalayan ได้อย่างถูกต้อง สถานการณ์ ที่ 2 สามารถตามหาลูกที่แท้จริงให้สามี ภรรยาได้ สถานการณ์ ที่ 3 สามารถบอกแนวทางช่วยให้คำปรึกษา ตัวละครในสถานการณ์ ว่าควร ตัดสินใจได้ สถานการณ์ ที่ 4 สามารถบอกได้ว่าใครคือผู้บริจาคเลือด จากอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำได้ 10.อธิบายการถ่ายทอดยีน บ น โ ค ร โ ม โ ซ ม แ ล ะ ยกตัวอย่างลักษณะทาง พันธุกรรมที่ถูกควบคุม ด้วยยีนบนออโตโซม และยีนบนโครโมโซม เพศ 6. แหล่งเรียนรู้ / สื่อการสอน / วัสดุอุปกรณ์ /เอกสารประกอบการเรียน 6.1 หนังสือเรียนชีววิทยาเพิ่มเติม เล่ม 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 6.2 Power point เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 6.3 ใบกิจกรรมที่ 1 การศึกษาพันธุศาสตร์ของเมนเดล 6.4 ใบกิจกรรมที่ 2 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
136 แบบการประเมินความสามารถการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาของผู้เรียน ชื่อกลุ่ม.............................................................................................................ชั้น........................................ คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน และขีด ✓ ลงในช่องที่ตรงกับคะแนน รายการประเมิน ระดับคะแนนการคิดแก้ปัญหา ดีมาก (3) ดี (2) พอใช้ (1) 1) การให้เหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (Reasoning Effectively, RE) RE ครั้งที่ 1 RE ครั้งที่ 2 สรุปผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ............... 2) การใช้วิธีคิดเชิงระบบ (Systems Thinking, ST) สรุปผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ............... 3) การใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจ (Making judgments and Decisions) วิเคราะห์และประเมินหลักฐานอย่างมีประสิทธิภาพ การ โต้แย้ง การกล่าวอ้างและความเชื่อ (MD-E) วิเคราะห์และประเมินมุมมองทางเลือกที่สำคัญ (MD-A) สังเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลกับข้อโต้แย้ง (MD-S) ตีความข้อมูลและทำการหาข้อสรุปซึ่งอยู่บนพื้นฐาน ของการ วิเคราะห์(MD-I) สะท้อนผลอย่างมีวิจารณญาณในประสบการณ์การเรียนรู้และ กระบวนการ การเรียนรู้(MD-R) สรุปผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ............... 4) การแก้ปัญหา (Solving Problems, SP) การแก้ปัญหาที่ไม่คุ้นเคยได้หลายแบบ ทั้งโดยแนวทางที่ได้รับการ ยอมรับทั่วไปและแนวทางที่แตกต่าง (SP-S) ระบุและตั้งคำถามสำคัญที่ทำให้เกิดความกระจ่าง แก่ มุมมองต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่มุมมองทางออกที่ดีกว่า (SP-I) สรุปผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
137 เกณฑ์ประเมินสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา ประเด็นการ ประเมิน รหัส พฤติกรรม แนวทางการให้ระดับคุณภาพ 3(ดีมาก) 2(ดี) 1(พอใช้) การให้เหตุผล อย่างมี ประสิทธิภาพ (Reasoning Effectively) RE นักเรียนสามารถให้ เหตุผลจาก สถานการณ์ที่กำหนด ได้โดยเป็นเหตุผลที่ใช้ การสังเกต ประสบการณ์การ คาดคะเน โดยนำ เหตุผลย่อยๆแต่ละ เหตุผลมารวมกัน เพื่อ นำไปสู่การสรุปผลหรื อนำความจริงทั่วไปมา ใช้เป็นการอ้างเหตุผล เพื่อสนับสนุนให้เกิด ข้อความรู้ใหม่ที่เป็น ข้อสรุปส่วนย่อยตาม เนื้อหาสาระที่อยู่ ภายในขอบเขตของ ข้ออ้างได้เหมาะสม ตามสถานการณ์ได้ มากกว่าหนึ่งแนวทาง นักเรียนสามารถให้ เหตุผลจาก สถานการณ์ที่กำหนด ได้โดยโดยเป็น เหตุผลที่ใช้การ สังเกต ประสบการณ์ การคาดคะเน โดยนำ เหตุผลย่อยๆ แต่ ละเหตุผลมารวมกัน เพื่อนำไปสู่การ สรุปผลหรือนำความ จริงทั่วไปมาใช้เป็น การอ้างเหตุผลเพื่อ สนับสนุนให้เกิด ข้อความรู้ใหม่ที่เป็น ข้อสรุปส่วนย่อยได้ เหมาะสมตาม สถานการณ์เพียง แนวทางเดียว นักเรียนสามารถให้ เหตุผลจาก สถานการณ์ที่กำหนด ได้เพียงบางส่วน หรือ ให้เหตุผลแต่ไม่ สามารถนำเหตุผลมา ลงข้อสรุปได้หรือนำ ข้อสรุปมาใช้อ้าง เหตุผลแต่ไม่สามารถ บอกรายละเอียดของ เหตุผลได้หรือเป็น การให้เหตุผลที่ไม่ได้ ใช้การสังเกต ประสบการณ์การ คาดคะเน โดยนำ เหตุผลย่อยๆแต่ละ เหตุผลมารวมกัน เพื่อ นำไปสู่การสรุปผลหรื อนำความจริงทั่วไปมา ใช้เป็นการอ้างเหตุผล เพื่อสนับสนุนให้เกิด ข้อความรู้ใหม่ที่เป็น ข้อสรุปส่วนย่อย การใช้วิธีคิด ST นักเรียนสามารถทำ ความเข้าใจวิเคราะห์ นักเรียนสามารถทำ ความเข้าใจ นักเรียนไม่สามารถทำ ความเข้าใจ วิเคราะห์
138 ประเด็นการ ประเมิน รหัส พฤติกรรม แนวทางการให้ระดับคุณภาพ 3(ดีมาก) 2(ดี) 1(พอใช้) เชิงระบบ (Systems Thinking) และเชื่อมโยงปัจจัย ต่างๆ ที่มีความ สัมพันธ์ที่เชื่อมโยงซึ่ง กันและกัน จนเกิดผล ในภาพรวม โดย สามารถบอกได้ หลากหลายประเด็น วิเคราะห์และ เชื่อมโยงปัจจัยต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์ที่ เชื่อมโยงซึ่งกันและ กัน จนเกิดผลใน ภาพรวม โดย สามารถบอกได้บาง ประเด็น และเชื่อมโยงปัจจัย ต่าง ๆ ที่มี ความสัมพันธ์กันได้ ตามประเด็น การใช้ วิจารณญาณ และการ ตัดสินใจ (Making judgments and decisions) MD -E นักเรียนสามารถ วิเคราะห์และประเมิน การกล่าวอ้าง ให้ ข้อมูลหลักฐานแสดง การโต้แย้งและแสดง ความเชื่อ นักเรียนสามารถ วิเคราะห์และ ประเมินการกล่าว อ้าง ให้ข้อมูล หลักฐานแสดงการ โต้แย้งและแสดง ความเชื่อ นักเรียนสามารถ วิเคราะห์และประเมิน การกล่าวอ้าง MD -A นักเรียนสามารถ วิเคราะห์เปรียบเทียบ และประเมินมุมมอง ทางเลือกที่สำคัญ อย่างหลากหลาย นักเรียนสามารถ วิเคราะห์ เปรียบเทียบและ ประเมินมุมมอง ทางเลือกที่สำคัญ อย่างหลากหลาย นักเรียนไม่สามารถ วิเคราะห์เปรียบเทียบ และประเมินมุมมอง ทางเลือกทีสำคัญได้ MD -S นักเรียนสามารถ สังเคราะห์และสร้าง การเชื่อมโยงได้หลาย แนวทางระหว่าง สารสนเทศและข้อ โต้แย้งต่างๆ นักเรียนสามารถ สังเคราะห์และสร้าง การเชื่อมโยงได้หนึ่ง แนวทางระหว่าง สารสนเทศและข้อ โต้แย้งในประเด็น นักเรียนสามารถระบุ สารสนเทศและ/หรือ ข้อโต้แย้งได้แต่ไม่ สามารถสร้างการ เชื่อมโยงได้