แนวทางการพฒั นาเน้อื โคขนุ โพนยางคำ
ที่ไดร ับการรับรองสิ่งบงชีภ้ มู ิศาสตร
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรท่ี 3 Regional Office Of Agricultural Economics 3
สำนกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร Office Of Agricultural Economics
กระทรวงเกษตรและสหกรณ Ministry Of Agriculture And Cooperatives
เอกสารวิจัยเศรษฐกจิ การเกษตรเลขที่ 109 Agricultural Economics Research No.109
กันยายน 2563 September 2020
แนวทางการพัฒนาเนอื้ โคขนุ โพนยางคำ
ทไ่ี ดร บั การรับรองสิ่งบงชีภ้ ูมิศาสตร
โดย
สำนกั งานเศรษฐกจิ การเกษตรที่ 3
สำนักงานเศรษฐกจิ การเกษตร
กระทรวงเกษตรและสหกรณ
(ข)
บทคดั ยอ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาหวงโซคุณคาและแนวทางการพัฒนาเนื้อโคขุนโพนยางคำ
ทีไ่ ดรบั การรบั รองสิ่งบงชที้ างภูมิศาสตร โดยจัดเก็บและรวบรวมขอมูลจากเกษตรกรที่เลีย้ งโคขุนโพนยางคำใน
จังหวัดสกลนคร นครพนม และบึงกาฬ เจาหนาที่สหกรณการเลี้ยงปศุสัตว กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด
จังหวัดสกลนคร เจาหนาที่ภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวของ และใชแนวคิดหวงโซคุณคา การวิเคราะห
SWOT และ TOWS Matrix เปน เคร่ืองมอื ในการวิเคราะหขอมลู
ผลการศึกษาพบวา โซอุปทานและโซค ุณคาในการประกอบธุรกิจเนื้อโคขุนโพนยางคำประกอบดวย 3
สวนคือตนน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเกษตรกรซึ่งอยูในสวนของตนน้ำที่เปนสมาชิกสหกรณโพนยางคำ
และขึน้ ทะเบยี นเลยี้ งโคขุนกับสหกรณท ำหนา ทเี่ ปนผูผลิตปจจัยการผลติ คอื โคขนุ โดยใชก ระบวนการผลิตตาม
มาตรฐานของสหกรณโ พนยางคำซึ่งอยูในสวนของกลางน้ำโดยสหกรณทำหนา ที่รวบรวมและแปรรูปเน้ือโคขนุ
โพนยางคำ เชน เชือด ชำแหละ บมซาก ตัดแตงซาก เก็บรักษา และจัดทำบรรจภุ ัณฑเนื้อโคขุนโพนยางคำ
เพื่อจำหนาย เปนตน สำหรับปลายน้ำคือผูจัดจำหนายประกอบดว ย สหกรณโพนยางคำซึ่งจำหนายผานหนา
รา นและการออกบทู รอยละ 50 รองลงมาคือโมเดิรนเทรด รอยละ 30 พอ คาสง รอยละ 10 และพอคาปลีก
รอยละ 10 ทัง้ นี้ การผลติ เน้ือโคขุนโพนยางคำมีตน ทนุ สงู กวาเน้ือโคขนุ ท่ัวไปรอยละ 24.75 และมีผลตอบแทน
สุทธิสูงกวาเน้ือโคขุนทว่ั ไปรอ ยละ 70.12 เมื่อพิจารณาหวงโซค ณุ คาแตล ะระดับพบวา เกษตรกรขายโคขุนเพ่ือ
ใชผลิตเนื้อโคขุนโพนยางคำไดในราคา 141.54 บาทตอกิโลกรัม ในขณะที่สหกรณโ พนยางคำซึ่งรวบรวมและ
แปรรูปขายมูลคาซากไดในราคา 254.00 บาทตอกิโลกรัม และผูจัดจำหนายขายเนื้อตัดแตงไดในราคา
300.90 บาทตอกิโลกรัม ดังนั้นมูลคาเพิ่มของราคาขายระหวางเกษตรกรกับผูรวบรวมคิดเปน 112.46
บาทตอ กิโลกรัม และระหวา งผรู วบรวมกับผูจ ัดจำหนา ยคดิ เปน 46.90 บาทตอ กโิ ลกรมั
ผลการวิเคราะห SWOT และ TOWS Matrix ไดขอสรุปแนวทางการพัฒนาเนื้อโคขุนโพนยางคำ
ที่ไดรับรองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรใน 3 แนวทาง ดังนี้ 1) การยกระดับผลิตภัณฑสูสากล โดยสงเสริมใหกลุม
เกษตรกรและสหกรณตระหนักและรับรูคุณคาของสินคาที่ไดรับรองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรและการรับรอง
มาตรฐานสากล 2) การยกระดับกระบวนการผลิต โดยสงเสริมการใชเทคโนโลยแี ละนวตั กรรมเพื่อลดตนทุน
การผลติ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแกเกษตรกระและสหกรณ เชน การใชระบบตรวจสอบการตั้งครรภ
ของโค ระบบตรวจสอบโรค และระบบตรวจสอบระดบั ไขมันแทรกกลามเนือ้ เปนตน และ 3) การขยายธุรกิจโซ
คุณคา โดยสงเสริมการประชาสัมพันธเพื่อใหข อมูลความรูแกผูบ ริโภคเกีย่ วกับผลิตภัณฑและสรางคุณคา ของ
ผลติ ภัณฑอ ยา งตอเนื่อง ตลอดจนแสวงหากลมุ ลูกคา และตลาดใหมทม่ี ีศักยภาพ
ขอเสนอแนะ หนวยงานทีเ่ กี่ยวของควรสงเสริมการสรางความเขมแข็งของกลุมเกษตรกรเล้ียงโคขุน
และเครอื ขา ย การเพิ่มผลผลิต การลดตนทนุ การผลิต การพฒั นาคณุ ภาพและระบบเครอื ขา ยผลิตแหลงอาหาร
หยาบ การควบคุมโรคระบาดและภัยธรรมชาติและการสรางมูลคา ดว ยการแปรรูปโคขนุ เปน ผลิตภัณฑอาหาร
(ค)
รวมท้ังการพฒั นาระบบการจัดจำหนายเนื้อโคขนุ ทัง้ ระบบโดยเชื่อมโยงกลุมผูเลย้ี งโคขนุ กับตลาด ตลอดจนการ
รักษามาตรฐาน คณุ ภาพ ชือ่ เสียง และลักษณะเฉพาะของสนิ คาใหไดอ ยา งตอ เนื่อง
คำสำคัญ : เนือ้ โคขนุ โพนยางคำ ส่งิ บง ชีท้ างภมู ศิ าสตร หวงโซค ณุ คา
(ง)
Abstract
This research aimed to study value chain and development guidelines of certified
geographical indication Pon Yang Kham beef. Data were collected from Pon Yang Kham beef
cattle farmers in Sakon Nakhon, Nakhon Phanom and Bueng Kan Province, Pon Yang Kham
Livestock Breeding Cooperative N.S.C. Ltd., related government officials and private sectors.
Value chain concept, SWOT and TOWS Matrix were used for data analysis.
The results of the study showed that the supply chain and the value chain in doing
beef cattle business comprised 3 sectors: upstream, midstream and downstream. The
upstream player was farmers, members of the Pon Yang Kham Livestock Breeding Cooperative
N.S.C. Ltd. (Cooperative), as a producer of production inputs (beef cattle). The midstream
player was the Cooperative with a main function of Pon Yang Kham beef cattle collecting and
processing such as slaughtering, carcasses incubating, storage, and packaging for distribution.
The downstream player was distributors comprising the Cooperative via its stores and booth
(50%), the modern trade (30%), the wholesalers (10%) and the retailers (10%). It was revealed
that the Pon Yang Kham beef cattle production cost and net return were higher than those of
general beef cattle 24.75% and 70.12 %, respectively. Regarding value chains, farmers received
141.54 baht/kilogram of Pon Yank Kham beef cattle while the Cooperative gained 25 4 . 0 0
baht/kilogram of savage value, and the distributors got 30 0. 9 0 baht/kilogram of cut meat.
Therefore, value differentiation between farmers and collectors was 112.46 baht/kilogram and
value differentiation between collectors and distributors was 46.90 baht/kilogram.
SWOT Analysis and TOWS Matrix suggested three development guidelines of certified
geographical indication Pon Yang Kham beef as follows: 1 ) Upgrading products to meet
international market by encouraging farmers groups and cooperatives to realize and recognize
the value of certified geographical indication products and certified international standards, 2)
Upgrading production process by promoting uses of innovative technology to reduce
production costs and increase production efficiency for farmers and cooperatives, such as
cattle pregnancy monitoring system, disease detection system, and checking system for beef
marbling standard, and 3 ) Expanding value chain business by promoting public relations to
educate consumers regarding products and create product values continually as well as
seeking for new potential
Recommendation, concerned agencies should encourage capacity building of farmer
groups and cooperatives including their networks, increasing of production, cost reduction,
(จ)
development of quality and coarse feed production network system, disease outbreaks and
natural disaster controls, value creation by processing, improvement of distribution system by
connecting farmers to markets, maintenance of standards, quality, name and unique of
products continually.
Keywords: Pon Yang Kham Beef Cattle, Geographical Indication, Value Chain
(ฉ)
คำนำ
การศึกษาแนวทางการพัฒนาเนื้อโคขุนโพนยางคำไดรับรองส่ิงบงช้ีทางภูมิศาสตร เพื่อศึกษาหวงโซ
คุณคาเนื้อโคขุนโพนยางคำที่ไดรับการรับรองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร วิเคราะหคุณคาในแตล ะหวงโซของธุรกิจ
เนื้อโคขนุ โพนยางคำ จับประเด็นท่ีสำคัญ พิจารณาวาสามารถลดตนทุนการผลติ และเพิ่มรายได ไดอีกหรือไม
นอกจากนี้ศึกษาแนวทางการพัฒนาเนื้อโคขุนโพนยางคำที่ไดร ับการรบั รองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร สำหรับเปน
ขอมูลประกอบการตัดสินใจเพื่อกำหนดแนวทางในการพัฒนาและสงเสริมสินคาเนื้อโคขุนโพนยางคำ และ
สามารถนำมาขยายผลในการใชประโยชนเชิงพาณิชย และเปนตนแบบสูสินคาใหมที่มีโอกาสและศักยภาพ
ตอ ไป
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ขอขอบคณุ เจาหนา ที่สหกรณการ
เล้ียงปศุสัตว กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด เจาหนาที่สำนักงานปศุสัตวจังหวัด เจาหนาที่สำนักงานสหกรณ
จงั หวัด เจาหนา ทสี่ ำนักงานตรวจบัญชสี หกรณจ ังหวัด เจาหนาทส่ี ำนกั งานพาณิชยจงั หวัดและเกษตรกรท่ีเลี้ยง
โคขนุ ในพ้ืนท่ีจังหวดั สกลนคร นครพนม และบึงกาฬ ท่อี นเุ คราะหติดตอประสานงาน ตลอดจนใหความรวมมือ
และขอ มลู เปนอยางดียิ่ง ท้ังน้ี ขอขอบคณุ คณะกรรมการพจิ ารณาโครงการวิจัยฯ สำนกั งานเศรษฐกิจการเกษตร
ที่ใหความอนเุ คราะห ชวยเหลอื ชีแ้ นะทางดา นวิชาการและดานการปรับปรุงเอกสารวจิ ัยฉบับนจี้ นทำใหเอกสาร
วิจยั เรื่องนส้ี ำเร็จไปไดดว ยดี
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3
สำนกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร
กันยายน 2563
(ช) หนา
(ข)
สารบญั
(ง)
บทคัดยอ (ฉ)
Abstract
คำนำ (ฌ)
สารบญั ตาราง (ญ)
สารบัญตารางผนวก (ฎ)
สารบญั ภาพ (ฏ)
สารบญั ภาพผนวก
บทท่ี 1 บทนำ 1
1
1.1 ความสำคัญของการวจิ ยั
1.2 วตั ถุประสงคข องการวิจยั 2
1.3 ขอบเขตของการวจิ ยั 2
1.4 นิยามศพั ทเฉพาะ 2
1.5 วธิ ีการวิจัย 4
1.6 ประโยชนท ่คี าดวาจะไดร ับ
บทที่ 2 การตรวจเอกสาร แนวคดิ และทฤษฎี 5
2.1 การตรวจเอกสาร 6
2.2 แนวคิดและทฤษฎี 6
บทท่ี 3 ขอ มูลทั่วไป
3.1 ขอมลู ทว่ั ไปของเกษตรกรแปลงตวั อยาง 12
3.2 ขอ มูลทวั่ ไปสหกรณก ารเล้ยี งปศุสัตว กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด 25
บทที่ 4 ผลการวิจัย
4.1โซอุปทานและหวงโซค ุณคาในการประกอบธุรกิจเน้อื โคขุนโพนยางคำ 25
4.2 แนวทางการพัฒนาเน้อื โคขุนโพนยางคำท่ีไดรับการรับรองสง่ิ บง ชที้ างภูมศิ าสตร 32
บทที่ 5 สรุปและขอเสนอแนะ 38
5.1 สรปุ 38
5.2 ขอ เสนอแนะ
58
84
84
87
(ซ) หนา
สารบัญ(ตอ) 88
92
บรรณานกุ รม 106
ภาคผนวกท่ี 1 ความรูเบื้องตน เร่อื ง ส่ิงบงชีท้ างภมู ศิ าสตร
ภาคผนวกท่ี 2 เอกสารการขอขึ้นทะเบยี นของเนอ้ื โคขุนโพนยางคำ
(ฌ)
สารบัญตาราง หนา
ตารางที่ 1.1 ขนาดตัวอยา ง 4
ตารางที่ 2.1 การวิเคราะห TOWS Matrix 24
ตารางที่ 3.1 ลกั ษณะสวนบุคคลของเกษตรกรตวั อยาง 26
ตารางท่ี 3.2 ลักษณะการใชท่ีดนิ 26
ตารางที่ 3.3 การเลย้ี งโคเนือ้ เฉพาะฝงู ท่ีสำรวจ
ตารางที่ 3.4 การใชแรงงานและอัตราคาจางทีใ่ ชใ นชว งทม่ี เี ล้ยี งในรอบป 27
ตารางท่ี 3.5 ปริมาณและมลู คา อาหารท่ีใชเ ลีย้ งโคเนือ้ ท่ีสำรวจ ในรอบป 2562 28
ตารางท่ี 3.6 คา วคั ซีนปอ งกนั โรค และคายารักษาโรค แยกตามประเภท อายุโค
ตารางท่ี 3.7 คา ใชจ ายอื่นๆตอฝงู ท่สี ำรวจในรอบป 2562 29
ตารางท่ี 3.8 พ้ืนทใี่ นการเล้ยี งโคเน้ือ/โคขุน 30
ตารางที่ 3.9 ขอ มูลสมาชกิ และทนุ ประกอบกจิ การของสหกรณฯโพนยางคำ จำกัด ป 2561-2562 31
ตารางท่ี 3.10 ผลการดำเนนิ งานของสหกรณฯโพนยางคำ จำกดั ป 2561 32
ตารางที่ 4.1 ราคาเนอ้ื โคขนุ โพนยางคำ ป 2562
ตารางท่ี 4.2 การเปรยี บเทียบตน ทนุ การผลิตและผลตอบแทนโคขุน ป 2562 32
ตารางที่ 4.3 การเปรยี บเทยี บตน ทนุ การผลิตและผลตอบแทนการผลติ เน้อื โคขุนโพนยางคำ(ซากโค) 34
ตารางที่ 4.4 แสดงสว นตา งของเนือ้ โคขุนโพนยางคำราคาในแตล ะระดบั
ตารางที่ 4.5 ผลการวิเคราะหส ภาพแวดลอมภายนอกโดยใชเครอ่ื งมอื PESTEL ANALYSIS 49
ตารางท่ี 4.6 สรุปปจ จยั สภาพแวดลอมภายในโดยการเรียงตามลำดับความสำคัญ 55
ตารางที่ 4.7 สรุปปจจยั สภาพแวดลอ มภายนอกโดยการเรียงตามลำดับความสำคัญ 56
ตารางที่ 4.8 กลยทุ ธเชงิ รุก (SO Strategy):TOWS Matrix ของสนิ คา เน้ือโคขนุ โพนยางคำ
ตารางที่ 4.9 กลยุทธเชิงแกไ ข (WO Strategy):TOWS Matrix ของเน้ือโคขนุ โพนยางคำ 57
ตารางท่ี 4.10 กลยทุ ธเชิงปอ งกัน (ST Strategy):TOWS Matrix ของสนิ คาเน้อื โคขุนโพนยางคำ 61
ตารางท่ี 4.11 กลยทุ ธเชิงรบั (WT Strategy):TOWS Matrix ของสินคาเนอ้ื โคขุนโพนยางคำ 66
ตารางท่ี 4.12 แนวทางการพัฒนาเนอ้ื โคขุนโพนยางคำที่ไดรับส่ิงบง ชที้ างภูมิศาสตร 69
71
75
76
78
82
(ญ) หนา
สารบญั ตารางผนวก 99
106
ตารางผนวกท่ี 1.1 คา ธรรมเนียมเนยี ม-ส่งิ บง ชีท้ างภมู ศิ าสตร
ตารางผนวกท่ี 2.1 ส่ิงบง ชีท้ างภูมิศาสตรท ไ่ี ดข นึ้ ทะเบียน
(ฎ)
สารบญั ภาพ
ภาพที่ 2.1 โครงสรา งโซอุปทานสนิ คาเกษตร หนา
ภาพท่ี 2.2 Value Chain
ภาพที่ 2.3 PESTLE Analysis 13
ภาพที่ 3.1 กระบวนการดำเนินงาน ของสินคาเนอ้ื โคขนุ โพนยางคำ 15
23
ภาพท่ี 4.1 หว งโซอุปทานเนื้อโคขุนโพนยางคำ 34
ภาพที่ 4.2 แผนผงั การผลิตโคเน้ือ
40
ภาพที่ 4.3 การคดั โค 42
ภาพที่ 4.4 การจดแจงฆาโค
ภาพท่ี 4.5 การตรวจรับโค 43
ภาพท่ี 4.6 กระบวนการฆาโค 43
44
ภาพที่ 4.7 การชำแหละโค 44
ภาพที่ 4.8 การตัดแตงซากโค
45
ภาพท่ี 4.9 การจัดการ Stock เนอ้ื 46
ภาพที่ 4.10 เกรดเน้ือโคขุนโพนยางคำ
ภาพท่ี 4.11 ช้ินสว นและการใชป ระโยชนเน้ือโคขุนโพนยางคำ 47
47
ภาพที่ 4.12 บรรจุภัณฑสินคาเน้อื โคขุนโพนยางคำ 48
ภาพท่ี 4.13 การจำหนา ยหนา รา น
ภาพที่ 4.14 หว งโซค ณุ คา ของเนื้อโคขุนโพนยางคำ 48
50
57
(ฏ) หนา
สารบญั ภาพผนวก 96
105
ภาพผนวกท่ี 1.1 ขัน้ ตอนรบั ข้นึ ทะเบียนสิ่งบง ชี้ทางภมู ศิ าสตร
ภาพผนวกที่ 2.1 แผนทแี่ สดงแหลงภูมศิ าสตรเ น้อื โคขุนโพนยางคำ
1
บทท่ี 1
บทนำ
1.1 ความสำคญั ของการวจิ ยั
เกษตรอัตลักษณพื้นถิ่นในประเทศไทยมีการพัฒนาโดยนำลักษณะเฉพาะในแหลงภูมิศาสตร
ผสานกับภูมปิ ญญาพน้ื ที่มาใชป ระโยชนในการผลิตสินคา สรา งความแตกตา ง เพิม่ มูลคา และรายไดแกชุมชน
ดวยสินคาสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร (Geographical Indication : GI) ในป 2546 ประเทศไทยมีการออก
พระราชบัญญัติคุมครองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรเพื่อปองกันไมใหประชาชนสับสนหรือหลงผิดในแหลง
ภูมศิ าสตรของสนิ คา จึงจดั เปนทรพั ยสนิ ทางปญ ญาประเภทหนึ่งที่มีการคุม ครองช่ือสินคา ใหเปนสิทธิเ์ ฉพาะ
ของชุมชน ปจจุบันมีการขึ้นทะเบียนแลวจำนวน 130 รายการ สวนใหญเปนสินคาจากภาคการเกษตร
กระจายท่วั ทุกภูมิภาคสรางมูลคา ทางการตลาดสงู กวา 4,000 ลานบาท ซ่งึ ในพ้ืนท่ีจงั หวดั สกลนคร มกี ารขึ้น
ทะเบียนแลวจำนวน 6 รายการ ไดแก ขาวฮางหอมทองสกลทวาป หมากเมาสกลนคร น้ำหมากเมา
สกลนคร ผา ครามธรรมชาติสกลนคร เสน ไหมไทยพน้ื บานอสี าน และเนอื้ โคขุนโพนยางคำ โดยสินคาเนอื้ โค
ขุนโพนยางคำเปนสินคาที่มีมูลคามากที่สุด มีมูลคาการผลิต ป 2562 จำนวน 1,111.46 ลานบาท มีทุน
ประกอบกจิ การ 98.183 ลานบาท (สำนกั งานสหกรณจังหวัดสกลนคร, 2563)
เนื้อโคขุนโพนยางคำเปนเนื้อโคขุนคุณภาพสูงที่บมในหองเย็น มีไขมันแทรกในปริมาณที่
เหมาะสม ทำใหมคี วามนุม มัน หวาน หอม อรอย โดยจะผลิตจากโคเนื้อลูกผสมระหวางโคสายพันธุยุโรป
กับโคสายพันธุพื้นเมือง พรอมท้ังผานกระบวนการเลี้ยง ในพื้นที่ราบสูงและที่ราบลุมลอนคล่ืนที่ตั้งระหวาง
เทือกเขาภูพานกับแมนำ้ โขงหรอื ที่เรียกวาอีสานเหนือ หรือแองสกลนคร (จังหวัดสกลนคร บางอำเภอของ
จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดบึงกาฬ) ซึ่งมีความเหมาะสมกับการเลีย้ งและขุนโคเพอื่ ใหม ี
ไขมันแทรกในกลามเนื้อไดดี รวมทงั้ การแปรสภาพและตัดแตงอยางถูกสุขลักษณะตามมาตรฐานสากล และ
ตามขอกำหนดของสหกรณฯ โพนยางคำ สงผลใหไดเนื้อที่นุม อรอย ขายไดใ นราคาสูง เนื้อสันในประมาณ
กิโลกรัมละ 1,100-1,200 บาท ไดสรางอัตลักษณพื้นถิ่นท่ีแตกตา งโดยเนนการพัฒนากระบวนการผลิตและ
แปรรูปท่ีมีคุณภาพตั้งแตก ารวิธีการเลี้ยงโคขุนจะตองเปนโคพันธุชารโลเลสผ สมพันธุโคพื้นเมือง และมีการ
พัฒนาสูระดับสากลโดยขึ้นทะเบียนสินคา GI ในประเทศ อยางไรก็ตามสินคาเนื้อโคขุนโพนยางคำ ยัง
ประสบปญหาทัง้ จากภายในและภายนอกชุมชน ปญหาภายในชุมชน ไดแก แหลงผลติ ชุมชนเจาของสินคา
GI ในระดับพื้นที่ขาดการรับรคู ุณคาของอัตลักษณและคุณสมบตั ิพิเศษเฉพาะพื้นที่เพ่ือนำมาใชประโยชนใ น
เชงิ พาณชิ ย ความไมพ รอ มในการขอข้ึนทะเบยี น ความเสอ่ื มโทรมของทรพั ยากรธรรมชาติและการลดลงของ
พื้นที่ปา ปญหาภายนอกชุมชน ไดแก ปญหาความไมสอดคลองกับมาตรฐานสากลของพระราชบัญญัติ
คุมครองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร พ.ศ. 2546 เชน ประเภทของสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร ผูมีสิทธิ์ยื่นคำขอ
ระยะเวลาการตรวจสอบ ระดับการคุมครองการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบยอนกลับ และการ
ตรวจสอบคณุ สมบัติของสนิ คา กอนวางตลาด เปนตน (พันธกานต ชจู นั ทร, 2558) รวมถงึ การเชอื่ มโยงขอมูล
Big Data ระดบั จงั หวดั /ภูมิภาค/ประเทศ เพอื่ ใชในการบรหิ ารจัดการท้งั ระบบมนี อย การศึกษาขอมูลความ
2
ตองการตลาดสินคาประเภทน้ีมนี อย และการรบั รูทา ทีการเจรจาการคาสินคา GI ในระดบั สากลมนี อย เปน
ตน
ป 2562 สหกรณฯโพนยางคำ มีสมาชิก 6,242 ราย มีจำนวนโคขุน 10,971 ตวั โดยเนื้อโคขุน
โพนยางคำเปน ท่ีรูจักอยา งแพรห ลาย และยอมรับในเร่ืองคุณภาพเนื้อ ทำใหเนื้อโพนยางคำมีราคาจำหนา ย
สูงกวาเนื้อโคท่ัวไป จงึ ถือเปน ตวั อยา งการพัฒนาสินคา GI ทปี่ ระสบความสำเรจ็ สอดคลอ งตามแนวทางการ
พฒั นาของประเทศภายใตยุทธศาสตรชาติ 20 ป (พ.ศ. 2561–2580) และแผนการปฏิรูปประเทศนโยบาย
และแผนระดับชาติวาดวยความมั่นคงแหงชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.
2560 - 2564) ในยุทธศาสตรการเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขันของเกษตรกรที่มุงเนนการยกระดับ
ศักยภาพการผลิตเพื่อเพิ่มมูลคาผลผลิต บนพื้นฐานการตอยอดอดีต ปรับปจจบุ นั และสรา งคุณคาใหมใน
อนาคต
กระทรวงเกษตรและสหกรณไดตระหนักถึงความสำคัญของสินคา GI จึงมีการเปดรับรอง
ระบบงานขอบขายสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรดำเนินการหนุนสินคา GI ใหไดรับการคุมครองทางกฎหมาย เพื่อ
เพ่มิ มลู คาและขยายโอกาสตลาดสงออกใหสูงข้ึน ซงึ่ การพฒั นาสินคาเกษตรอัตลกั ษณพ นื้ ถนิ่ เปนการกระตุน
เศรษฐกิจในระดบั ฐานราก ชวยสรางความเขม แข็งใหกบั ชมุ ชน เกิดความมัน่ คงดานอาชพี ตลอดจนลดการ
เคลอื่ นยา ยแรงงานเขาสูเมอื งจึงเปน การพฒั นาชุมชนอยางยั่งยืน
สำนักงานเศรษฐกจิ การเกษตรที่ 3 เห็นถึงความสำคัญดังกลาว จึงสนใจศึกษาแนวทางการพัฒนา
เนื้อโคขนุ โพนยางคำ ท่ีไดรับการรับรองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร ซึ่งเปนสินคาที่มีศกั ยภาพในระดับประเทศ /
ระดับสากล เพื่อเปนขอมูลที่มีประโยชนตอหนวยงานภาครฐั เอกชน เกษตรกร และผูสนใจศึกษาสินคาส่ิง
บงช้ีทางภูมิศาสตรด า นการเกษตร รวมถงึ การขยายผลไปสูส ินคาเกษตรทมี่ โี อกาสและศกั ยภาพตอไป
1.2 วัตถปุ ระสงคข องการวจิ ยั
1.2.1 เพอ่ื ศึกษาหว งโซค ณุ คาเน้อื โคขุนโพนยางคำทีไ่ ดร บั การรบั รองสิ่งบงชท้ี างภมู ิศาสตร
1.2.2 เพอ่ื ศึกษาแนวทางการพัฒนาเนือ้ โคขนุ โพนยางคำท่ไี ดรบั การรับรองสิ่งบง ชีท้ างภูมิศาสตร
1.3 ขอบเขตของการวจิ ัย
1.3.1 พื้นทีศ่ ึกษา ในพืน้ ทจ่ี ังหวัดสกลนคร นครพนม และบึงกาฬ
1.3.2 ประชากรที่ศึกษา ไดแก เกษตรกร / สหกรณการเลี้ยงปศุสัตว กรป.กลาง โพนยางคำ
จำกดั ผทู ่เี ก่ียวของในหว งโซค ณุ คาเนื้อโคขุนโพนยางคำทีไ่ ดรับการรบั รองส่ิงบงช้ที างภมู ิศาสตร
1.3.3 ระยะเวลาของขอมูล ขอมูลตนทุนการผลิต การแปรรูปและการตลาดเนื้อโคขนุ โพนยางคำ
ป 2562
1.4 นยิ ามศพั ทเฉพาะ
สิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรไทย หรือ Thai Geographical Indication คือ เครื่องหมายที่ใชกับ
สินคาที่มาจากแหลงผลติ เฉพาะเจาะจง โดยคุณภาพหรอื เอกลกั ษณของสินคาน้ัน เปนผลมาจากการผลติ ใน
3
พน้ื ทดี่ ังกลา ว จงึ เปรยี บเสมอื นเปน แบรนดข องทองถิ่นท่บี งบอกถึงคุณภาพและแหลงท่ีมาของสินคา ถือเปน
ทรพั ยสินทางปญ ญาประเภทหน่งึ เกิดจากความเชื่อมโยงระหวางปจจัยสำคัญสองประการ คอื ธรรมชาติและ
มนุษย ชุมชนอาศัยลักษณะเฉพาะท่ีมีอยูในแหลงภูมิศาสตรตามธรรมชาติ เชน สภาพดินฟาอากาศ หรือ
วัตถุดิบเฉพาะในพื้นท่ี มาใชประโยชนในการผลติ สินคา ทาใหไดผลิตภัณฑที่มีคุณลักษณะพิเศษที่มาจาก
พื้นที่ คุณลักษณะพิเศษนี้อาจหมายถึง คุณภาพชื่อเสียงหรือคุณลักษณะเฉพาะอื่นๆ ที่มาจากแหลง
ภูมิศาสตรนั้นๆ สิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร แบงเปน 2 ลักษณะคือ สิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรโดยตรง (Direct
Geographical Indication) เปนชื่อทางภูมิศาสตรที่เกี่ยวของกับสินคานั้นๆ โดยตรง และสิ่งบงชี้ทาง
ภูมิศาสตรโดยออม (Indirect Geographical Indication) เปนสัญลักษณหรือสิ่งอื่นใดที่ไมใชชื่อทาง
ภูมิศาสตร ใชเพื่อบงบอกแหลงภูมิศาสตรอันเปนแหลงกาเนิดหรือแหลงผลิตของสินคา สิ่งบงชี้ทาง
ภูมิศาสตรมีความแตกตา งจากทรพั ยส ินทางปญ ญาประเภทอื่น คือ ผเู ปน เจา ของไมใ ชบ คุ คลหน่ึงบคุ คลใดแต
เปนกลุมชุมชนที่เปน ผูผลิตหรือผูประกอบการในพื้นทีท่ างภูมิศาสตรนั้นๆ ผผู ลิตที่อยูนอกแหลงภูมศิ าสตร
จะไมสามารถผลติ สินคาโดยใชช่ือแหลงภูมิศาสตรเ ดียวกันมาแขงขนั ได (กรมทรพั ยส ินทางปญญา กระทรวง
พาณิชย,2561)
เน้ือโคขุนโพนยางคำ(Pon-Yang-Khram Beef) หมายถึง เน้ือโคขุนคุณภาพสงู ที่ผลิตจากโค
เนื้อลูกผสมระหวางโคสายพันธุพื้นเมือง ซึ่งผานกระบวนการเลี้ยง การแปรสภาพและตัดแตงอยางถูก
สุขลักษณะตามมาตรฐานสากล และตามขอกำหนดของสหกรณฯโพนยางคำที่ผลิตในขอบเขตพื้นทีจ่ ังหวัด
สกลนคร นครพนม มกุ ดาหารและบงึ กาฬ (กรมทรพั ยสนิ ทางปญ ญา กระทรวงพาณชิ ย,2561)
เกษตรอตั ลกั ษณพื้นถิ่น หมายถงึ การสงเสรมิ และพฒั นาผลติ ภัณฑท่มี ีเอกลักษณเฉพาะถ่ิน ดวย
การประยุกตใช ภูมิปญญาทองถิน่ เทคโนโลยีและนวัตกรรม การขึ้นทะเบียนและคุมครองสิทธิใหกับสินคา
และผลิตภัณฑ การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานของสินคาและผลิตภัณฑและการสรางความเขมแข็งของ
เกษตรกรและชุมชน ในการพัฒนาอตั ลกั ษณพ ื้นถิ่น รวมทัง้ สรางอัตลักษณหรือเรื่องราวแหลงกำเนิด สรา ง
ความแตกตางและ ความโดดเดน และสรางแบรนดใหก ับสินคาเกษตรอัตลักษณพื้นถิ่น และสงเสริมการ
บริโภคสินคาเกษตรอัตลักษณ พื้นถิ่นทั้งในระดับประเทศและเพื่อการสงออก (กรมทรัพยสินทางปญญา
กระทรวงพาณชิ ย,2561)
เกษตรแปรรูป หมายถึง การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวตั กรรมการแปรรูป
สินคาเกษตร ขั้นสูงที่มีคณุ คาเฉพาะ และผลิตภัณฑค ุณภาพสงู ทีส่ อดคลองกับความตอ งการของตลาด และ
ผลักดนั เทคโนโลยีและนวตั กรรมไปสูการผลติ เชิงพาณิชยต ลอดจนใหความสำคัญกบั ตราสินคาและปกปอง
สิทธิ ในทรพั ยสินทางปญ ญา สง เสรมิ การใชวัตถุดบิ และผลติ ผลทางการเกษตรเพ่ือแปรรปู เปนผลติ ภัณฑใหม
โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกตใชในกระบวนการผลิตตลอดหวงโซอ ุปทานใหแกเกษตรกร
และ สถาบันเกษตรกร รวมทั้งสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหมมาใชในการควบคุม
คุณภาพและ ความปลอดภัย ติดตามผลิตภัณฑระหวางขนสง และยืดอายุของอาหารและสินคาเกษตรใน
บรรจภุ ัณฑ เพื่อเพม่ิ มูลคา ใหแกสินคา (กรมทรัพยสนิ ทางปญ ญา กระทรวงพาณิชย,2561)
4
1.5 วิธกี ารวิจัย
1.5.1 การเกบ็ รวบรวมขอมลู
ในการศึกษาครั้งนี้มีการรวบรวมขอมูลปฐมภูมิ (Primary Data) และขอมูลทุติยภูมิ
(Secondary Data) เพ่ือใชศึกษาหวงโซคุณคา (Value Chain) และแนวทางการพัฒนาสินคาเนื้อโคขุน
โพนยางคำซงึ่ มีรายละเอยี ดดงั น้ี
1) ขอมลู ปฐมภูมิ
1.1) เกบ็ รวบรวมขอ มูลจากการสำรวจ
1.1.1) เก็บรวมรวมขอมูลสหกรณการเลี้ยงปศุสัตว กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด
ผูผลิตเนื้อโคขุนโพนยางคำโดยการสัมภาษณแบบเชิงลึก และขอมูลเกษตรกรผูเลี้ยงโคขุนโพนงยางคำ โดย
สหกรณฯโพนยางคำ มีสมาชิก 6,242 ราย แตเปนสมาชกิ ที่เลีย้ งโคขุนและขึ้นทะเบียนกับสำนักงานปศุสัตว
จงั หวัด จำนวน 1,635 ราย ในพื้นท่ีจังหวัดนครพนม สกลนคร และบึงกาฬ การกำหนดขนาดตัวอยางใช
แนวคิดของ Neuman จำนวนประชากรเปนจำนวนหลักพัน ใชจำนวนกลุมตัวอยาง รอยละ 10 ของ
ประชากรท้ังหมด (Neuman, 1991) ดังนั้นจากจำนวนประชากร 1,635 ราย จะมีขนาดกลุมตัวอยาง 164
ราย แตด วยขอจำกัดทางดานเวลาและงบประมาณ ประกอบกับลักษณะของสมาชิกผเู ล้ียงโคขุนโพนยางคำ
มีรายละเอียดที่คลายคลึงกัน จึงกำหนดตัวอยาง รอยละ 8.07 จำนวน 132 ราย และใชวิธีสุมแบบ
เฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เน่ืองจากตองใชเกษตรกรผูเลีย้ งโคขุนที่สมคั รใจพรอมใหขอมูลเชิง
ลึก รายละเอยี ดตามตารางท่ี 1.1
ตารางที่ 1.1 ขนาดตวั อยาง
จงั หวัด ประชากรเล้ยี งโคขุน (ราย) จำนวนตัวอยา ง (ราย)
นครพนม 635 28
บงึ กาฬ 29 8
96
สกลนคร 971 132
รวม 1,635
ทมี่ า: ปศุสตั วจ งั หวัดสกลนคร (2562)
1.1.2) เก็บรวมรวมผูเกี่ยวของในหว งโซคุณคาเนื้อโคขุนโพนยางคำโดยการสัมภาษณ
แบบเชิงลึก ดวยวธิ ีสุมเลือกตัวอยางแบบเจาะจง (Purposive sampling) จากเกษตรกรผูเลี้ยงโคขุนโพน
ยางคำที่ขายโคขุนเพื่อนำมาแปรรูป/ชำแหละเปนเนือ้ โคขุนโพนยางคำ จำนวน 10 ราย และหนวยงานท่ี
เกี่ยวของหนวยงานละ 1 ราย ไดแก เจาหนาทีพ่ าณิชยจังหวดั นครพนม เจาหนา ที่พาณชิ ยจังหวัดบึงกาฬ
เจาหนาที่พาณิชยจังหวัดสกลนคร เจาหนาที่ปศุสัตวจังหวัดนครพนม เจาหนาที่ปศุสัตวจังหวัดบึงกาฬ
เจาหนาที่ปศุสัตวจังหวัดสกลนคร เจาหนาที่สหกรณจังหวัดนครพนม เจาหนาที่สหกรณจังหวัดบึงกาฬ
เจาหนาที่สหกรณจังหวัดสกลนคร เจาหนาที่ตรวจบัญชีสหกรณจังหวัดนครพนม เจาหนาที่ตรวจบัญชี
สหกรณจ ังหวดั บึงกาฬ และเจา หนา ที่ตรวจบัญชสี หกรณจังหวดั สกลนคร รวมท้งั หมด 12 ราย
5
1.2) เก็บรวบรวมขอมูลจากการจัดประชุมสนทนากลุม (Focus Group) เพื่อระดมความ
คิดเห็นผูที่เกี่ยวของเพื่อรวมหาแนวทางการพฒั นาศักยภาพเน้ือโคขุนโพนยางคำท่ีไดรับการรับรองส่ิงบงชี้ทาง
ภูมิศาสตร จำนวน 1 คร้ัง รวมทั้งหมด 32 ราย ประกอบดวย สมาชิกสหกรณผูเลี้ยงโคขุน กรป.กลาง โพน
ยางคำ จำกัด ที่ผลิตเนื้อโคขุนโพนยางคำ ที่ไดร ับการรับรองสิ่งบง ชี้ทางภูมิศาสตร จำนวน 15 ราย และผูท ี่
เก่ยี วของในโซค ณุ คา จำนวน 17 ราย
1.5.2 การวิเคราะหขอมูล
1) การวิเคราะหเชิงปรมิ าณ โดยใชสถิตพิ รรณนา (Descriptive Statistics) ใชค าสถิติ
อยางงายและรอยละในการนำขอมูลที่รวบรวมไดมาวิเคราะหขอมลู เพื่ออธิบายขอมูลทั่วไปของเกษตรกร
วิสาหกิจชมุ ชนท่ดี ำเนินการ ขอ มลู จากการประชุมสนทนากลมุ Focus Group และขอ มูลตนทุนการผลติ
2) การวิเคราะหเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะหโ ซคุณคา วิเคราะหสภาพแวดลอมภายในและ
ภายนอกดวยการวเิ คราะห SWOT และการจดั ทำแนวทางการพฒั นาดว ย TOWS Matrix
1.6 ประโยชนท ่ีคาดวา จะไดรับ
1.6.1 ภาครฐั และหนว ยงานที่เกี่ยวของใชเปนขอ มูลประกอบการตัดสินใจเพอื่ กำหนด
แนวทางในการพฒั นาและสง เสริมสินคาเนอ้ื โคขุนโพนยางคำ
1.6.2 เกษตรกรมีขอมูลในการพัฒนาสินคาเนื้อโคขุนโพนยางคำและนำมาขยายผลในการใช
ประโยชนเ ชิงพาณชิ ยเพื่อใหม ีรายไดเพิม่ ขึ้น
6
บทท่ี 2
การตรวจเอกสาร แนวคิดและทฤษฎี
2.1 การตรวจเอกสาร
จากการตรวจเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวของกับการศึกษาแนวทางการพัฒนาเนื้อโคขุนโพนยางคำท่ี
ไดรับการรับรองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร มีงานวิจัยที่เกี่ยวของ 3 ดาน คือ งานวิจัยที่เกี่ยวของกับหวงโซ
อุปทาน หวงโซคุณคา สิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร การวิเคราะหสภาพแวดลอมและการกำหนดแนวทางการ
พัฒนา และตนทุนและผลตอบแทนการผลติ ผลการตรวจเอกสารท่เี กยี่ วขอ งมีดังนี้
2.1.1 งานวจิ ัยทเ่ี ก่ียวของกับโซอปุ ทาน
การวิเคราะหโซอุปทานโคเนื้อ “Beef supply chain” เปนกระบวนการที่เกี่ยวของกับการ
ดำเนินธุรกิจโคเนื้อทุกขั้นตอนเขาดวยกันเปนหวงโซหรือเครือขาย (Cluster) ใหเกิดการประสานงานกัน
อยางตอเนื่อง เพื่อใหไดการดำเนนิ งานมีตนทุนการผลติ ที่ต่ำและมีประสทิ ธิภาพ ซึ่งกระบวนการเชื่อมโยง
ขัน้ ตอนตา งๆ ทีเ่ ก่ยี วของกนั นีไ้ มไ ดครอบคลุมเฉพาะข้ันตอนการผลติ เนื้อโคขุนต้ังแตข้นั ตอนตนน้ำ กลางน้ำ
จนถึงปลายนำ้ ของการเลี้ยงโคขุนในองคกรเทานั้น แตจะยังเช่ือมตอกับองคกรอื่นๆ ภายนอกดวยไมวาจะ
เปนโรงฆา โรงฟอกหนัง คูคา ผูจัดจำหนายหรือรานคาปลีก เปนตน ดังนั้นผูประกอบการ และผูบริหาร
องคกรโคเนอ้ื ควรใหค วามสนใจในเร่ือง Beef supply chain ซ่งึ เปน กลยทุ ธท่ีประเทศตา งๆ ท่ัวโลกกำลงั ให
ความสำคัญอยางมาก และเปนปจจัยหนึง่ ท่ีทำใหบริษัทตางๆประสบความสำเร็จในการแขงขันทางธุรกิจใน
การดำเนินธุรกิจโคเนื้อจะมี 4 กระบวนการหลักที่เกี่ยวขอ งกันคือ เครอื ขายเกษตรกรผูผลิตโคเนื้อ โรงฆา
สัตว การขนสง และการกระจายสินคา ทงั้ 4 กระบวนการนีจ้ ะตอ งเชื่อมตอผสมผสานกันไดอยา งลงตวั และ
ดำเนินไปไดอยางตอเนื่อง กอใหเกิดตนทุนที่ต่ำสงผลใหองคกรสามารถแขงขันกับคูแขงไดความสำคัญของ
Beef supply chain เนื้อโคขุนที่ผลิตออกสูตลาดจะตองผานการควบคุมตั้งแตการเลี้ยงแมโคที่ผลิตลูกโค
ซ่งึ ตองมีรหสั ประจำตัวโคตัง้ แตเกิด เพอื่ ใหเปน ขอมลู ในการตรวจสอบยอนกลบั (Traceability) จนถงึ ปลาย
น้ำ (ผูเลี้ยงโคขุน) ซึ่งตองมีการบันทึกและเปดเผยขอมูล การผลิตในเรื่องอาหาร การจัดการ และการ
ควบคุมโรค ขั้นตอนการขนสงซึ่งเปนไปตามกฎสวัสดิภาพสัตว (Animal welfare) จนถึงการฆาสัตวใ นโรง
ฆาที่ไดรับมาตรฐาน และขั้นตอนการกระจายสินคา ซึ่งตองควบคุมในเรื่อง HACCP (การควบคุม
กระบวนการผลิตโดยเนน จุดที่ไดรับการวิเคราะหแลววาเปนจุดวิกฤติในขั้นตอนการผลิต) กิจกรรมตางๆ
ของ Beef supply chain ถือวาเปนคาใชจายหากมีการบริหารและจัดกิจกรรมเหลานี้ดำเนินไปอยางมี
ประสิทธิภาพก็ยอมจะสงผลใหคาใชจายในการผลิตต่ำลงดวย นัน่ หมายถึงตนทุนในการผลิตก็จะลดลงดวย
ฉะนั้นหากมีการบูรณาการหนวยตางๆ ในสายของหวงโซอุปทานโคเนื้อเพื่อใหกิจกรรมดำเนินไปอยางมี
ประสทิ ธิภาพแลว ถอื วาเปนปจ จัยหนงึ่ ในการชว ยใหมงุ ไปสูความสำเรจ็ ได (สทิ ธิพร บรุ ณนฏั ,2552)
เชนเดียวกับการศึกษาหวงโซอุปทานโคเนื้อในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนลาง
(ประสิทธิ์ ศรีสอง และคณะ,2559) มีวัตถุประสงค เพื่อศึกษา 1) ระบบการผลิต เสนทางการซื้อ ขาย
การตลาดโคเนื้อและเนื้อโค 2) องคประกอบของโซอุปทาน ชองทางการตลาดโคเนื้อ - เนื้อโค ตนทุน
7
ผลตอบแทน ในการผลิตเนื้อโค และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง 3) ปญหาอุปสรรคในระบบการผลิตโคเนื้อและ
การตลาด ของเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวนั ออก เฉียงเหนือตอนลาง ศกึ ษากลมุ ตัวอยางจากประชากรผูที่มี
สวนเกี่ยวของทั้งในระบบการผลิตเนื้อโค ในพื้นที่ 8 จังหวัด เก็บรวบรวมขอมูล โดยใชแบบสัมภาษณ
วิเคราะหข อมูลดวยโปรแกรมสำเรจ็ รูป อธบิ ายผลการศกึ ษา ใชค าสถิติ ความถ่ี คา รอ ยละ คา เฉลี่ยเลขคณติ
คาสูงสุด คาต่ำสุด เกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อเฉลี่ยจำนวน 3.04 ตัวตอราย สวนมากรอยละ 64.91 เลี้ยงโค
ลูกผสมพื้นเมือง-บราหมัน ในฤดูฝนรอยละ 78.95 เลี้ยงแบบผูกหลักเกี่ยวหญาใหกิน ในฤดูแลงรอยละ
80.70 เล้ียงแบบตอนรวมฝูง ปลกู หญาเฉลี่ย 1.41 ไรตอ ราย รอยละ 95.24 มีการสำรองฟางขาวไวใชยาม
ขาดแคลน เกษตรกรรอยละ 89.47 จำหนายโคเนื้อโดยมีพอคา มารับซื้อถึงคอก ดวยวิธีประเมินราคาดวย
สายตาตามความพอใจของผูซ อื้ และผูขาย การจำหนา ยโคเนือ้ ในตลาดนดั เฉลย่ี 280 ตวั ตอนดั ซึ่งโคลูกผสม
พน้ื เมือง-บราหมนั มีการซือ้ ขายมากที่สดุ โดยการประเมินจากปริมาณเน้ือแดง และ สายพนั ธโุ ค เปนปจจัย
ที่สงผลตอ ราคาซื้อขายซากโคมากที่สุด รอยละ 84.96 สวนปจจัยที่มผี ลตอการตัดสินใจซื้อเนื้อโคในระดับ
มากที่สุด คือราคาจำหนาย = 4.57 สำหรับหวงโซอุปทานโคเนื้อเริ่มจากเกษตรกรผูผลิตขายพอแมพันธุ
ใหกับเกษตรกรผูเลี้ยงโคเนื้อ และเกษตรกรผูเลี้ยงโคเนือ้ ขายใหกับเกษตรกรผูเลี้ยงโคขุน นำไปเลี้ยงขุนใน
ระยะเวลา 2-6 เดอื นกอนสงโรงฆาสตั ว เมื่อชำแหละก็จะนำซากโคทีไ่ ดส ง ผูคาสงเนือ้ โค ซ่ึงจะนำไปตัดแตง
กระจายใหผูคาปลีกตอไป ในกรณีของเนื้อโคคุณภาพสูงเมื่อชำแหละแลวจะนำเน้ือโคที่ไดไปบมเนื้อจนได
คุณภาพ กอนที่ผูคาสงเนื้อโคจะนำไปตัดแตงจำหนาย หวงโซอุปทานกลุมตนน้ำประกอบดวย เกษตรกร
ผผู ลิตพันธุโ คเนือ้ เกษตรกรผเู ล้ียงโคขนุ ผคู าโคขุน โรงฆาสตั ว ผคู า สงเนอ้ื โคขนุ ผบู ริโภค และกลุมกลางน้ำ
ประกอบดวย หนวยงานท่ีสงเสริมการเลี้ยง เกษตรกรผูเลย้ี งโคขุนในดานการผลิต และการจำหนาย ปญ หา
อุปสรรคจากการเล้ยี งโคเนอ้ื พบวาเกษตรกรรอยละ 86.97 มปี ญ หาในการเล้ียงโคเนื้อ ไดแ ก อาหารหยาบมี
ไมเ พียงพอ (รอ ยละ 75.92) พนื้ ทีเ่ ลีย้ งโคเนื้อไมเพียงพอ(รอยละ 34.65) และขาดแรงงานในการเล้ียงโคเนื้อ
(รอยละ 27.91) ตามลำดบั
2.1.2 งานวิจยั ทเี่ ก่ียวของกบั หวงโซคณุ คา
การวิเคราะหหวงโซคุณคาจะมุงเนนใหความสำคัญกับกิจกรรมตั้งแตกิจกรรมการจัดหา
แหลงวัตถุดิบ การแปรรูป กจิ กรรมการสงมอบสินคา การบริการใหกับลูกคา โดยมุงสรางความสามารถ
การแขงขันทางธุรกิจและองคกร ดวยการวิเคราะหคุณคาเพิ่มที่เกิดขึ้นในแตละขั้นตอนเพื่อเชื่อมโยง
กิจกรรมตาง ๆ ทั้งกิจกรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุน ดังนี้ สอดคลองกับการศกึ ษาการจัดการหวงโซแหง
คุณคาของธุรกิจฟารมแพะในจังหวัดพะเยา (สมชาย จินาเฟย,2557) มีวตั ถุประสงคเพื่อศึกษาลักษณะของ
การจัดการหวงโซแหงคุณคาของธุรกิจฟารมแพะในจังหวัดพะเยา โดยใชแนวคิดและทฤษฎีหวงโซแหง
คุณคา ผลการวิจัยพบวาการจัดการธุรกิจฟารม แพะมีลกั ษณะเปนธุรกิจขนาดเล็ก และเปนเขาของคนเดยี ว
มีเงินทุนหมุนเวียนไมเกิน 1 ลานบาทตอ ป มปี รมิ าณการผลิตแพะเนือ้ เฉลี่ย 65 ตัวตอป และนมแพะเฉล่ีย
1,520 กโิ ลกรมั ตอป การกอต้งั ธุรกจิ มีผปู ระกอบการเปนผูเร่มิ ทำธุรกจิ เองและมีระยะเวลาการดำเนินธรุ กิจ
ต่ำกวา 10 ป มีพนักงานประจำคอื เจา ของกจิ การ และมีการจางพนักงานช่ัวคราวเปน รายวัน จา ยคาจางใน
อัตราคาจางข้ันต่ำตามกฎหมาย ดา นการผลิตพบวา ฟารมมีพืน้ ที่กวางและตั้งอยูหางไกลชุมชน มีลานกวา ง
8
ใชเปนพื้นท่ีในการลี้ยงแพะ มีโกดังจัดเก็บวัตถุดบิ ท่ีใชน ำมาเปนอาหารใหกับแพะ มีคอกแยกเพื่อกักกันโรค
โรงรีดนม ดานการตลาด พบวา มีการขายในประเทศ โดยขายไปยังกลุมผูบริโภคที่นบั ถือศาสนาอิสลาม ใน
เขตชายแดนแมสาย จังหวัดเชียงราย ดานการเงินพบวาแหลงเงินทุนมาจากเงินทุนสวนตัวและผลกำไร
สะสมจากการทำธุรกิจทุกกิจการมีการอาศัยเงินลงทุนจากภายนอก โดยการกูยืมเงินจากสถาบันการเงิน
เพอ่ื มาใชเปนทนุ หมนุ เวียนในการเสริมสภาพคลองของกจิ การ สวนของการใชไ ปของเงินทุนจะเปนคาใชจา ย
ในการดำเนนิ กิจการสว นใหญเ ปน คาซ้ือวัตถดุ บิ ทีใ่ ชน ำมาเปนอาหารใหก ับแพะและคา แรงงานของลูกจาง
เชนเดียวกับการศึกษาการพัฒนาหวงโซคุณคาในการผลิต และการตลาดผลิตภัณฑแ ปรรูป
จากปลาเชิงพาณิชย ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค (พิชา วิสิทธิ์พานิช และคณะ,2562) มีวัตถุประสงคเพ่ือ
ศกึ ษาพฤติกรรมผูบรโิ ภคและผผู ลิตในกระบวนการหวงโซคุณคา และ การดำเนินการภายใตหวงโซคุณคาใน
การผลิตสินคาแปรรูปจากปลาเชิงพาณิชย และเพือ่ ศึกษาวิเคราะห กระบวนการหวงโซคณุ คาของพื้นท่ีโดย
ใชก ระบวนการกลุมในการวิเคราะหก ารพัฒนาศักยภาพดานหวงโซคุณคา ในการผลติ และผลิตภัณฑแปรรูป
จากปลาในระดับพื้นท่ี ผลการศึกษาพบวา พฤตกิ รรมผูบ ริโภคนิยมไปซือ้ ปลาสดที่ตลาดบอ นไก พฤติกรรม
ผบู รโิ ภคตอ การเลือก ซอ้ื ปลาแปรรปู ทต่ี ลาดศาลเจา ไกต อ สำหรับผูคาสงและผคู า ปลีกปลาสดและผลติ ภัณฑ
แปรรูปจากปลา พบวา ปจจัยที่กำหนดราคารับซื้อขึ้นลงของปลาแมน้ำพื้นที่นครสวรรคมากที่สุดคือ
เทศกาลตางๆ ซ่งึ ปญ หาสำคัญ ในการคาปลกี คา สง สงู สดุ ไดแก ราคาปลาที่ไมแนนอน ปลาเนา เสียงา ย ความ
ตองการปลานอยลงและโดนโกง น้ำหนัก สำหรับการจัดการหวงโซคุณคาในการผลิตและโซคุณคาของ
ผลิตภัณฑแปรรูปจากปลา พบวา ผูประกอบ การสวนใหญมีการจัดหาวัตถุดิบในพื้นที่แบบพึ่งพามีการ
คาขายแบบคนใกลชิดของคนในพื้นท่ี มีตนทุนต่ำ และมี คาขนสงจากแหลงเพาะปลาไปยงั โรงงานหรอื กลมุ
แปรรูปผลิตภัณฑจากปลา อยูที่ 400-650 บาทตอครั้ง ซึ่งราคาจำหนา ยปลาโดยเฉลี่ยอยูที่ 35-45 บาทตอ
กิโลกรัม ทั้งนี้ผูประกอบการสามารถมีสินคาจำหนายไดในราคาเฉลี่ย 150-200 บาทตอกิโลกรัม สำหรับ
ดานการปฏบิ ัติงาน พบวา ผูประกอบการสวนใหญมกี ารปรบั รูปแบบการผลิต โดยการพัฒนาและปรับปรุง
ผลติ ภณั ฑ ทั้งการตรวจสอบคุณภาพ การบรรจุภัณฑ การควบคุมอุณหภูมิ เปนตนซึ่งสามารถใชแนวทางที่
หลายภาคสวนปฏิบัติในการสรางมูลคาเพิ่มใหกับ ผลิตภัณฑในทองถิ่น เพ่ือใหการผลิตสินคาจากปลา มี
ความพรอมในการแขงขัน และมีการเชื่อมโยงกับ หนวยธุรกิจที่เกี่ยวของ สรางความสมดุลรวมมือกัน
ระหวางเกษตรกร ผูเพาะเล้ยี ง และผปู ระกอบการทาง ดานอตุ สาหกรรม โดยเรม่ิ ต้ังแตก ารผลิต การแปรรูป
และการสงออก ใหตรงตามท่ีลกู คา ตองการอยางมี คุณภาพ รวมทัง้ สงมอบไดรวดเร็วภายใตราคาที่แขงขัน
ได เพื่อหาแนวทาง ที่จะพัฒนาการผลติ และแปรรูป จากปลาอยางจริงจัง มีการแกปญหาอยางเปนระบบ
ดวยการสรา งมูลคาเพิม่ ใหกับสินคาหรือบริการที่การ ยึดถือแนวทางการปฏิบัติของผูผลิตและผูที่เกี่ยวของ
ท่ีมุงเนนการสรางและสงเสริมผลิตภัณฑแปรรปู จาก ปลาในจังหวัดนครสวรรคใหเกิดการเชื่อมโยงสินคา
และบรกิ ารจากชมุ ชน สตู ลาดภายนอกทั้งในและตาง ประเทศตอไป
2.1.3 งานวจิ ยั ที่เกีย่ วขอ งกับสิง่ บง ชีท้ างภูมศิ าสตร
สิ่งบง ชี้ทางภูมิศาสตรและสวนประสมทางการตลาด ที่มีความสัมพันธก ับการรับรูคณุ คาตรา
สินคาชามไกลำปาง ผลการศกึ ษาสิ่งบงช้ีทางภูมศิ าสตรพ บวา การจดจำไดและการตระหนักถงึ ดานชื่อเสียง
9
และดา นคุณสมบตั ลิ ักษณะเฉพาะของสินคาโดยรวมอยูในระดับมาก สวนการจดจำไดด า นคุณภาพอยูในระดับปาน
กลาง ในขณะที่การตระหนักถึงคณุ ภาพโดยรวมอยูในระดับมาก ผลการทดสอบสมมตฐิ านพบวาการจดจำได
มคี วามสมั พันธใ นทิศทางเดยี วกันกับการตระหนักถึงในดา นตางๆ ไดแ ก ดา นราคาในประเด็นสวนลดเงินสด
เมื่อชำระคาสินคาทันที ดานชองทางการจัดจำหนายในประเด็นแหลงที่จำหนาย มีสถานที่จอดรถใหกับ
ลูกคา ดานการสงเสริมการตลาดในประเด็นการโฆษณาผานสื่อตางๆ ของธุรกิจ การมอบสวนลดพิเศษ
ในชวงเทศกาล และการใหขาวประชาสัมพนั ธขององคกรภาครัฐ ดานคุณสมบัตลิ ักษณะเฉพาะของสินคาใน
ประเดน็ มลี วดลายไก ดอกโบตัน๋ หรอื ดอกเบญจมาศ ตน กลว ยและใบไผเปนเอกลักษณ ทีร่ ะดับนัยสำคัญทาง
สถิติท่ีระดบั 0.05 (ฐารดี วงศษ า, 2557) และการศกึ ษาเร่ืองขา วเฉยี้ งปากรอ สงิ่ บง ช้ีทางภมู ศิ าสตรเพอื่ สิทธิ
ชุมชนภายใตชุดโครงการการพัฒนาเครือขายพันธกิจสัมพันธมหาวิทยาลัยสงขลานครินทรเพื่อชุมชน
เขม แขง็ ผลการศกึ ษาพบวา กลุม เกษตรกรมคี วามรูความเขา ใจเกี่ยวกับส่ิงบงชี้ทางภูมิศาสตรมากข้นึ รวมถึง
การดำเนนิ การเพื่อเตรียมความพรอมในการที่จะข้นึ ทะเบียนสนิ คาเปน สิ่งบงช้ที างภูมิศาสตร อยางไรก็ดีแม
กฎหมายจะใหสิทธิประชาชนในการขึ้นทะเบียนสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรดวยตนเองไดก็ตาม แตก ารรวบรวม
ขอมลู ตางๆ รวมถงึ การควบคุมคณุ ภาพการผลิตนั้น ผูท่ดี ำเนินการขอข้ึนทะเบยี น ไมส ามารถทำเองได หาก
ขาดความชวยเหลอื จากองคกรอื่นๆ โดยเฉพาะอยางย่ิงจากทางหนวยงานราชการ ประกอบกับปญหาโดย
สภาพของสงิ่ บงชที้ างภูมิศาสตรทีเ่ ปนสิทธชิ มุ ชนหรอื สิทธทิ ่มี ีความเปนเจา ของรวม กอ ใหเ กดิ อุปสรรคในการ
บังคบั ใชสิทธิบางประการอยางมีประสิทธภิ าพ อีกทั้งมาตรการบงั คับสิทธิก็ไมมากเพียงพอที่จะกอใหเกิด
ความตระหนักรแู ละสรางคุณคาแกสินคาภูมิศาสตรที่ไดร ับการข้นึ ทะเบียน (ณชิ นันท คุปตานนท และคณะ,
2561)
และการศึกษาเรื่องการวิเคราะหรูปแบบและกระบวนการจัดการยืน่ ขอขึ้นทะเบยี น GI ของ
พริกไทยกาปอต ในประเทศกมั พูชา ผลการวิจัยพบวา ในกระบวนการจัดการการยื่นขอขึน้ ทะเบียนนั้นส่ิง
สำคัญที่ตองคำนึงถึงเมื่อตองการยื่นจดทะเบียนสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรในประเทศกัมพูชาคือจะตองมีการ
เตรยี มการกอ นดำเนินการยื่นเอกสารไปที่กระทรวงพาณิชย คือผยู ่ืนหรือผมู สี ว นเกยี่ วของตองมีงบประมาณ
เพื่อใชในการดำเนินงาน และตองมีการคัดเลือกสินคาที่มีศักยภาพอยา งแทจ ริง ตองดำเนินการจดทะเบียน
สมาคมวิชาชีพ (Inter-Professional Association) เปนนิติบุคคลเพือ่ เปนตัวแทนในการย่ืนขอขึ้นทะเบียน
สิ่งบง ชีท้ างภูมิศาสตร จัดทำหนังสือขอปฏิบัติ (The Code of Practice) กำหนดขอบเขต พื้นที่สิ่งบงชีท้ าง
ภูมิศาสตรการเชื่อมโยงสินคากับแหลงภูมิศาสตรและขั้นตอนอีกอยางคือตองมีระบบการควบคุม
กระบวนการผลิตซ่ึงมีความสอดคลองกับแนวคิดและทฤษฎีของ SOK SARANG (2017) และ Ministry of
Commerce and Ministry of Agriculture (2010) ที่ไดบรรยายไววา ในการขึ้นทะเบียนสิ่งบงชี้ทาง
ภูมิศาสตรตองมี 5 ปจจัยหลัก สำคญั คือ 1) ตองจัดทำหนังสือขอปฏบิ ัติ 2) ตองมีการกอต้ังสมาคมวิชาชีพ
โดยมีเกษตรกรและผูประกอบเปนสมาชิก 3) กำหนดขอบเขตพื้นที่ในสินคา โดยมีแคเกษตรกรกับ
ผูประกอบการในพื้นที่น้ันจึงจะสามารถใชชื่อสิ่งบงชี้ทาง ภูมิศาสตรกับสินคาได 4) คนหาหลักฐานท่ี
เชื่อมโยงระหวางสินคากับแหลงภูมิศาสตรลักษณะพิเศษที่อาศัยปจจัยของ ธรรมชาติ ประวัติและมนุษย
และ 5) จัดทำระบบการควบคมุ และหาพยานหลักฐานเพ่ือรับประกันวาสนิ คา ทขี่ าย เปน สนิ คาท่ีอยูใ นแหลง
10
นั้นและสอดคลองกับหนังสือขอปฏิบัติและสอดคลองกับพ.ร.บ. คุมครองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร 2546 ของ
ประเทศไทยท่ีไดกำหนดไววา การเตรียมตัวเพื่อจดทะเบียนสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรตองมีการเตรยี ม 2 อยาง
คือ การพิจารณาความเปนไปไดในการข้ึนทะเบียนสิ่งบงช้ีทางภมู ิศาสตรของแตละสินคา เชน ประวตั คิ วาม
เปนมา และความมีชื่อเสียงของสินคา ความเชื่อมโยงของสินคากับแหลงภมู ิศาสตรลักษณะเฉพาะ / เอก
ลักษณะของสนิ คา ชื่อที่จะขึน้ ทะเบียน ขอบเขตพื้นที่ และการเตรียมการจัดทำรางคำขอขึ้นทะเบียน แตมี
ความแตกตางกัน บางสวนของกระบวนการไดมาซึ่งสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรของสหภาพยุโรป
(สุชลี า เตชะวงคเ สถียร, 2558)
2.1.4 งานวิจยั ทเ่ี กยี่ วของกับการวิเคราะหส ภาพแวดลอมและการกำหนดแนวทางการพัฒนา
แนวทางพัฒนาศักยภาพการผลิตโคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (สกลนคร
นครพนม มุกดาหาร) ป 2560 – 2564 (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2561) พบวา ในป 2559 มปี ริมาณ
การผลิตโคเน้ือ 56,534 ตัว เพิม่ ขึ้นจากป 2555 ที่มีปริมาณโคเนื้อ 40,187 ตัว หรือเพ่ิมขึ้นรอยละ 11.02
อยางไรกต็ าม ในป 2560 ประมาณการวากลุมจังหวัดฯ มีปรมิ าณการผลติ ลดลงเมื่อเทียบกับป 2559 หรือ
ลดลงรอยละ 2.90 เนื่องจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวน พื้นท่ีทุงหญา ลดลงเพราะเกษตรกรหันไปปลูกพืช
เศรษฐกิจอื่น ๆ ทำใหการเจรญิ เติบโตของโคเนื้อไมเต็มที่ โคลูกผสมมีราคาสูง เกษตรกรไมมีเงินทุนซื้อมา
เลีย้ งเพอ่ื จำหนายระบบการเลยี้ งโคเน้ือกลมุ จังหวัดฯ คือ ระบบการเลี้ยงโคเน้อื เพือ่ ผลติ ลูก (โคตนทาง) และ
ระบบการเลี้ยงโคเนื้อหรือโคขุน (โคกลางทาง) และการรวบรวมโคเนื้อเขาสูโรงฆาสัตวเพื่อจำหนาย
(โคปลายทาง) โดยเกษตรจะจำหนายโคเนื้อแกพอคาปลีกหรือตลาดสดทั่วไป สำหรับโคคุณภาพสงู หรือโค
ขุนจะจำหนายใหแกโ รงฆาชำแหละที่ไดม าตรฐาน ไดแก สหกรณก ารเลี้ยงปศุสตั ว กรป.กลาง บานโพนยาง
คำ จำกัด สหกรณการเกษตรหนองสูง จำกัด (สาขาปศุสัตว) จังหวัดมุกดาหาร และบริษัทนครพนม บีฟ
(ไทยแลนด) จำกัด จังหวัดนครพนม เพื่อจำหนายเปนเนื้อโคคุณภาพ “เกรดพรีเมี่ยม” ใหแกรานสเต็ก
โรงแรมภตั ตาคาร หรือหา งสรรพสนิ คา ช้ันนำตอไป
สำหรับผลการวิเคราะหจุดแข็ง จุดออน โอกาส อุปสรรค พบวา กลุมจังหวัด ฯ มี
สภาพแวดลอมเอื้ออำนวยในการเลี้ยงและเจริญเติบโตของโคเนื้อแหลงวตั ถุดิบอาหารราคาถูก และอยูใ น
เขตเกษตรเศรษฐกิจ (Zoning) ตามนโยบายของรัฐที่ถูกกำหนดและสง เสรมิ ใหเปนพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรบั
การเลี้ยงโคเน้ือ ประกอบกับเนื้อโคมรี าคาสูง จึงเปนอาชีพเสรมิ สรางรายไดกับเกษตรกรเพิ่มขน้ึ อยางไรก็
ตามโคเนื้อเพศเมยี ถูกนำมาแปรรูปเพื่อการบรโิ ภคแทนโคเนื้อเพศผู ทำใหขาดแคลนแมพันธุโคเนื้อในการ
ขยายพันธุ เกษตรกรยังคงขาดความรูหรือไมสามารถเขาถึงขอมูลการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพสูงไดอยางมี
ประสิทธิภาพ นอกจากนีแ้ หลงรับซ้อื โคเนอื้ คณุ ภาพสูงยงั ไมสามารถดำเนนิ การพัฒนาสินคา โคเนอ้ื มาตรฐาน
GMP-Halal จึงไมสามารถคาขายกับตา งประเทศไดโดยตรง ดังนั้นจากการวิเคราะหสภาพแวดลอมเชิงกล
ยุทธ จึงไดแนวทางการพัฒนาการผลิตโคเน้ือตลอดหวงโซอุปทานอยางยั่งยืน ประกอบดวย 3 แนวทาง คือ
1) การพัฒนาการผลิตโคเนื้อตน ทาง โดยเพิ่มจำนวนแมพันธโุ คเน้ือ พัฒนาและสงเสริมแหลงผลิตนำ้ เช้ือพอ
พนั ธุสายเลือดแทจากตางประเทศ จัดโครงการอบรมใหความรูค วามเขาใจในการผลิตโคเนื้อตนทาง และ
จัดทำทะเบียนฟารมโคเนื้อสรางอาชีพ 2) การพัฒนาการผลิตโคกลางทาง โดยพัฒนาองคความรูดาน
11
ขบวนการผลิตใหกับเกษตรกร สนับสนุนการรวมกลุมเครือขายของเกษตรกรนำไปสูการเลี้ยงเชิงธุรกิจ
สนบั สนุนการปลูกพืชอาหารสัตวเพือ่ ใชเปนอาหารคุณภาพ และลดตนทุนการผลิต สนับสนุนการวจิ ัยเพื่อ
ลดตนทนุ อาหารโคเนื้อคุณภาพ จัดทำระบบฐานขอมลู องคความรู นวตั กรรม พรอมถายทอดเทคโนโลยีเพ่ือ
การผลติ โคเนื้อคุณภาพ และจัดตั้งศูนยข อมูลเชิงลึกดานการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพที่ไดมาตรฐาน 3) การ
พัฒนาการผลติ โคปลายทาง โดยผลักดันใหโรงฆาสัตวแ ละสถานที่จำหนายเนื้อโคคุณภาพไดมาตรฐานสากล
(มาตรฐาน GMP-Halal) สง เสรมิ และพัฒนาการแปรรูปผลติ ภัณฑโคเน้ือคุณภาพท่ีไดมาตรฐาน จดั ทำระบบ
ฐานขอ มลู องคความรูดานการแปรรปู ผลิตภัณฑโคเน้ือคุณภาพ สง เสริมการบริโภคเนอ้ื โคคณุ ภาพในประเทศ
และตางประเทศ และผลักดันใหมีกฎหมายหรือมาตรการควบคุมการนำเขาโคเนื้อและเนื้อโคจาก
ตางประเทศ
สอดคลองกับงานวิจัยสภาพการเล้ียงและการวิเคราะหสภาพแวดลอมของการผลิตเนื้อโค
ขุนคณุ ภาพในจังหวัดพะเยาและจังหวัดแพร (กมลทิพย สอนศิริและคณะ, 2560) พบวา เกษตรกรผู เลี้ยงโค
ขุนสวนใหญเปนเพศชายอายุเฉลี่ย 51-60 ป รอ ยละ 38.73 จบระดับประถมศึกษารอยละ 44.60 เล้ียง โค
ขุนเปน อาชีพเสริมรอยละ 80.98 โดยซื้อโคขุนจากตลาดนัดโค-กระบือรอยละ 100 เพื่อนำมาเลี้ยงขุน โดย
พันธุโคขุนที่นำมาเลี้ยง คือ โคลูกผสมชารโรเลส และโคลูกผสมแองกัส เกษตรกรเลี้ยงเฉพาะโคขุนอยาง
เดียว เฉลี่ย จำนวน 1-3 ตัวตอฟารมรอยละ 55.78 โดยทำการตอนโคที่นำมาเลี้ยงขนุ รอยละ 100 และใช
ระยะเวลา ในการเล้ียงเฉล่ยี 12 เดือนรอยละ 66.86 รูปแบบการเล้ียงโคขนุ เปนแบบขังคอกมกี ารใหอาหาร
ขนสำเร็จรูป และมีการเสริมอาหารหยาบ เชน เปลือกขาวโพด ฟางขาว หญาเนเปยร และหญารูซี่ จาก
การศึกษาลักษณะ สีขนของโคขุนลูกผสมชารโรเลสสวนใหญจะมีลักษณะขนสีขาวสลับน้ำตาลออน
การศึกษาที่ 2 การวเิ คราะห สภาพแวดลอม พบวา จุดแข็ง คือ เกษตรกรผูเลี้ยงโคขุนมกี ารรวมกลุมกันทำ
ใหเกิดการแลกเปลีย่ นประสบการณ และไดรบั การชวยเหลอื จากภาครัฐ จุดออน คือ เกษตรกรสวนใหญมี
อายมุ ากอาจมีขอจำกัดในเรื่องการเรยี นรู เทคโนโลยใี หมเพื่อนำมาพัฒนาการผลิตโคขุนคุณภาพ โอกาส คือ
เกษตรกรมีการรวมกลุมเปนสหกรณฯ ทำให ไดรับการสนับสนุนการจัดหาแหลงเงินทุนและการบริการ
วิชาการจากภาครัฐ อุปสรรค คอื เกษตรกรผูเลี้ยงโคขุนเปนรายใหมยังขาดประสบการณดานการปรับปรงุ
พันธุ การจัดการฟารม และการตลาด การเลี้ยงโคขุน มีตนทุนสูงและใชร ะยะเวลาคืนทุนนาน และการเปด
เขตการคาเสรี (Free Trade Area : FTA) ทำใหเนื้อโค คุณภาพจากตางประเทศเขามาเปนคูแขงของ
เกษตรกร สรปุ ไดว า การศึกษาสภาพการเลีย้ งและการวเิ คราะห สภาพแวดลอมสามารถใชเ ปนขอมูลพ้ืนฐาน
สำหรบั กำหนดแนวทางชว ยยกระดับอาชีพการเลี้ยงโคขนุ ใหก ับ เกษตรกรและพัฒนาสคู วามย่ังยืนได
2.1.5 งานวิจัยท่ีเก่ียวขอ งกับตนทุนและผลตอบแทนการผลิต
การศึกษาการเปรียบเทียบตนทุนและผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตรข องการเลี้ยงโคขุนใน
เขตจังหวัดสกลนคร (นราวธ ระพันธุคำและคณะ,2562) พบวา ตน ทุนและผลตอบแทนทาง เศรษฐศาสตร
จากการเลี้ยงโคขุนของเกษตรกรซึ่งมีท้ังหมด 4 รูปแบบ ระยะเวลาในการเลี้ยงเฉล่ีย 11.36 เดือน พบวา
กลุมทเี่ ล้ียงระดบั สายเลือดโคพนั ธชุ ารโ ลเลส 75.00% มตี น ทุนสูงท่ีสุด คอื 76,860.86 บาท/ตัว กลุมที่เลี้ยง
ระดับสายเลือดโคพันธุชารโลลส 62.50% มีรายไดสูงที่สุด คือ 82,777.28 บาท/ตัว และเมื่อพิจารณา
12
ผลตอบแทน สทุ ธิ กลุม ท่ีเลี้ยงระดับสายเลือดโคพันธุชารโลเลส 62.50% มีผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ยสูงที่สุด
คือ 8,716.13 บาท/ตัว การวิเคราะหความแปรปรวนทางเดียว ในการทดสอบไดผลการทดสอบสมมติฐาน
พบวา ผลตอบแทนสุทธิแตกตางกัน อยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (P ≤0.05) และจากการ
เปรียบเทียบคาเฉลี่ยของผลตอบแทนสุทธิเปนรายคู ดวยวิธี LSD พบวา ระดับสายเลอื ดโคพันธุชารโ ลเลส
62.50% มีผลตอบแทนสุทธเิ ฉลี่ยสูงกวาระดับสายเลือด โคพันธุชารโลเลส 50.00% และ 75.00% อยางมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดบั 0.05 (P ≤0.05) สอดคลองกับการศึกษาการจัดการการผลิต ปจจัยท่ีสัมพันธกับ
ตนทุนและผลตอบแทนการเลี้ยงโคเนื้อ ปลอยแทะเล็มในจังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ
(สุรวัฒน ชลอสันติสกุลและคณะ,2562) พบวา เกษตรกรที่เลี้ยงโคเนื้อสวนใหญจ ะเล้ียงแบบปลอยหากิน
ตามธรรมชาติ โดยจะลงทุนหลักเพียงครั้งเดียว คือ การซ้ือลูกโคมาเลี้ยงและเลี้ยงแบบปลอยตามขางถนน
หรือแปลงหญาสาธารณะ วัตถุประสงคของการวิจัยนี้เพื่อศึกษา ตนทุนและผลตอบแทนในการเลี้ยงโคเนื้อ
แบบปลอยแทะเล็ม โดยทำการศึกษาในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบรุ ีและจงั หวัด ประจวบคีรีขันธ สุมตัวอยา ง
ชนิดสุมตัวอยางโดยไมใชความนาจะเปน แบบบังเอิญหรือตามความสะดวก ในขณะที่ผูวิจัย ลงพื้นที่เพื่อ
ทำการศึกษา เปนจำนวน 175 ราย โดยใชแบบสัมภาษณเพื่อเก็บขอมูลพ้ืนฐานและขอมูลเกี่ยวกับตนทุน
และ ผลตอบแทนของการเลี้ยงโคเน้อื ผลการวิจัยพบวา (1) ดา นขอมลู พ้ืนฐาน พบวาเกษตรกรสว นใหญเปน
เพศชาย คิดเปน รอยละ 70.28 มีสถานะภาพสมรสมากท่ีสุด คิดเปนรอยละ 79.42 และมีจำนวนสมาชิก
ภายในบานที่ทำงานเลี้ยง โคเน้ือเพียงคนเดียวมากที่สุดถึงรอยละ 70.28 เกษตรกรเลี้ยงโคปลอยแทะเล็ม
ขางถนนมีอาชีพรบั จา งเปน อาชีพหลกั คิด เปน รอ ยละ 52.57 (2) ดา นตนทนุ การเลยี้ งโคเนื้อแบบปลอยแทะ
เล็ม มตี น ทุนคาแรงงาน 6,000–9,000 บาทตอเดอื น ตนทุนคา พันธุโค 83.33–416.67 บาทตอ เดอื น ตนทุน
คารักษาโรค 101–500 บาทตอเดือน และคาเสียโอกาสในการ ลงทุน 42–210 บาทตอเดือน โดยคิดเปน
ตน ทุนทั้งหมด 6,226.33–10,126.67 บาทตอ เดือน สว นผลตอบแทนในการ เลี้ยงโคเนือ้ พบวาเกษตรกรจะ
มีรายไดในชวง 8,333.75–12,500 บาทตอเดือน ซึ่งคิดเปนกำไรจากการเลี้ยงโคเนื้อ คือ 2,107.42–
2,373.33 บาทตอเดอื น แตอ ยางไรก็ตามปจ จยั ทส่ี ัมพันธกับตนทุนน้ันไมสามารถจำแนกไดอยางชดั เจน สรุป
ผลวิจัยไดว าปจ จัยท่สี ัมพันธกบั ตนทุนซ่งึ สงผลใหตนทนุ มีความไมชัดเจนและบงชไี้ ดยาก ไดแ ก แรงงานแฝง
ในครอบครัว ซึ่งไมสามารถคำนวณตนทุนคาแรง งานได นอกจากน้ีคาสาธารณูปโภค อาทิเชน คาไฟฟา คา
น้ำประปา และคาสาธารณปู โภคอื่น ๆ ไมสามารถจำแนกได วา มีตนทุนคาใชจายสำหรับการเล้ยี งโคเทา ไร
เนอ่ื งจากเกษตรกรใชจา ยคา สาธารณปู โภคเหลา นีร้ วมกันกับการดำเนนิ ชีวิตประจำวนั โดยปกติ
2.2 แนวคดิ และทฤษฎี
2.2.1 แนวคดิ โซอ ปุ ทานสินคาเกษตร
ยุทธศาสตรการพัฒนาโลจิสติกสและโซอุปทานภาคการเกษตร ป 2556-2559 กระทรวง
เกษตรและสหกรณ คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกสก ารเกษตรใหแนวคิดระบบโซอุปทานสินคา
เกษตรตาม ประกอบดว ยหนว ยตา ง ๆ ดงั นี้ (สำนกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร, 2558)
13
ระดับตนน้ำ ประกอบดวย เกษตรกรทำหนาที่ในการผลิตและเก็บเกี่ยวสินคาเกษตรโดย
กิจกรรมโลจิสติกสเริ่มตั้งแตการจัดหาและใชปจจัยการผลติ ทางการเกษตร การจัดการคุณภาพผลผลิตใน
ฟารม ตลอดจนไดผลผลติ ทพ่ี รอ มสง ไปขายในระดับตอไป
ระดับกลางน้ำ ประกอบดวย ผูรวบรวม ผูคาสง ผูคาปลีก และโรงงานแปรรูป ซ่ึงผูรวบรวม
ผลผลิตนับวา มีบทบาทสำคัญในการเคลอ่ื นยา ยผลผลติ จากเกษตรกรสูตลาด โดยกจิ กรรมโลจสิ ตกิ สท่ีเกดิ ขน้ึ
ไดแ ก การจดั การโครงสรางพน้ื ฐานในการรวบรวมเกบ็ เกยี่ ว การคัดแยก การตรวจสอบคุณภาพ รวมถึงการใช
เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เชน การบรรจหุ ีบหอ การขนสง การเกบ็ รกั ษา เปน ตน เพ่อื ลดหรือปองกันความ
เสียหายของผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว ทั้งในดานปริมาณและคุณภาพ ผลผลิตการเกษตรที่รวบรวมไดถูก
เคลื่อนยายไปดำเนินการแบงออกเปน 2 ทางคือ 1) รวบรวมเพื่อจำหนายใหกับผูบริโภคในรูปของ
ผลสด 2) เพ่ือสงเขาโรงงานแปรรปู เปน สนิ คา ตาง ๆ โดยมกี ิจกรรมโลจสิ ติกสท ี่สำคัญคือ การจดั การพัฒนา
นวตั กรรมการแปรรูปผลผลิตผลิตภัณฑและนำผลิตภณั ฑน้นั ไปขายตอ ไป
ระดับปลายน้ำ เปนกระบวนการเคลือ่ นยายสินคาทั้งท่ีอยูในรูปของผลสดและสินคาเกษตร
แปรรูปออกสูตลาด โดยสินคา / ผลผลิตนั้นจะถูกจำหนายใหกับพอคาขายสง พอคาขายปลีก ตัวแทนผู
สงออกท่ีทำหนาที่ขายหรือกระจายสินคาไปสูลูกคาซึ่งเปนผูบริโภคตอไป โดยกิจกรรมโลจิสติกส
ประกอบดวย การจัดการธุรกจิ เชน การหาลูกคา การตัดสินเกีย่ วกับผลผลติ ผลิตภณั ฑและบริการทีจ่ ำเปน
ในการสรางและสนับสนุนฐานของลูกคาควบคูกับการจัดการคุณภาพมาตรฐานสินคา เพื่อสนองความ
ตองการและสรางความพงึ พอใจใหก ับลกู คา
ทั้งนีใ้ นกระบวนการไหลของผลผลิตจะเริ่มจากเกษตรกรเปนผูผลติ ผลผลิตการเกษตรและ
เคลอื่ นยายไปสูผรู วบรวมในรูปผลสดหรือเปลี่ยนสภาพไปเรอ่ื ย ๆ จนเปนสนิ คา สำเร็จรปู และสงไปยังลูกคา
ในขณะที่เงินหรือผลตอบแทนจากการขายจะเคลื่อนที่จากผูซื้อขั้นสุดทายจนถึงเกษตรกร ซึ่งระหวางนั้น
จะมกี ารไหลของขอมูลทั้งไปและกลับ เชน ขอมูลของสินคา ขอมูลความตองการผูบริโภคตลอดโซอุปทาน
ดังแสดงตามภาพท่ี 2.1
ทีม่ า: สำนกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร(2558)
ภาพท่ี 2.1 โครงสรา งโซอ ุปทานสินคาเกษตร
14
2.2.2 แนวคิดหว งโซค ณุ คา
หวงโซคุณคา หมายถึง กิจกรรมที่มีความสัมพันธ และเชื่อมโยงกัน เพื่อสรางมูลคาเพิ่มใหกับ
ปจจัยการผลิต โดยเริ่มตั้งแตกระบวนการนำวัตถุดิบปอนเขาสูกระบวนการผลิต กระบวนการจัดจำหนาย
กระบวนการจัดสงสินคาสูผูบริโภค และกระบวนการบริการหลังการขาย การสรางคุณคาใหกับสินคาหรือ
บริการนน้ั อาจจะเปนการกระทำโดยบรษิ ัทเดียวหรือหลายบรษิ ัท ดวยการแบง ขอบเขตของกิจกรรมแลวสงตอ
คณุ คา ในแตล ะชวงตอเนื่องกันไป หรือหวงโซคุณคา หมายถงึ การสรางคุณคาหรือประโยชนอ่นื ๆ มาประกอบ
กันใหเ ปน ประโยชนส ดุ ทายทลี่ ูกคา ตองการโดยมีขั้นตอนของกระบวนการสรา งคุณคาทีต่ อเนื่องกนั เหมือนหวง
โซข องกิจกรรมทีม่ ีความเกี่ยวพนั กันเพื่อสรางประโยชนส ุดทายในผลิตภัณฑห รือบริการเพื่อสงตอ ไปใหลูกคาได
ใชป ระโยชน
การวิเคราะหหวงโซคุณคา เปนการวิเคราะหเพื่อพิจารณาถึงความสามารถของกิจการในการ
แขง ขัน โดยการศึกษาถึงกิจกรรมตาง ๆ ท้ังกจิ กรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุนวา สามารถชว ยใหไดเปรียบ
ดานตนทุนหรือความสามารถในการสรา งความแตกตางเมื่อเปรียบเทียบกับคูแขงขันไดหรือไม ซ่ึงจะใชเปน
แนวทางในการกำหนดจุดแขง็ และจุดออนของกิจกรรมไดเปนอยา งดี
Michael E. Porter (1985) ไดใ หแนวความคิดของหวงโซคุณคาวาเปนคณุ คาหรือราคาสนิ คาท่ี
ลูกคาหรือผูซื้อยอมจายใหกับสินคา ซึ่งคุณคาของสินคาเหลานี้เปนผลจากการโยงใยคุณคาตาง ๆ ใน
กระบวนการผลิต หรือดำเนินงานของบริษัทเจาของสินคา ซึ่งมีกิจกรรมตาง ๆ เกิดขึ้นมากมายระหวางการ
ดำเนินงาน โดยมีความสัมพันธกันคลายลูกโซแบบตอเนื่อง การที่จะตรวจสอบวา สินคาและบริการมีคุณคา
มาก(จุดแข็ง) จากกิจกรรมใด และมีคุณคานอย (จุดออน) จากกิจกรรมใด Michael E. Porter ไดเสนอ
แบบจำลองหวงโซคุณคาโดยมุงใหความสำคัญกับกิจกรรมในโซคุณคาของแตละหนวยธรุ กจิ ตั้งแตการจัดหา
แหลงวัตถุดิบ การแปรรูป ตลอดจนถึงกระบวนการสงมอบสินคาและบริการใหกับลูกคา โดยมุงสราง
ความสามารถในการแขง ขันทางธุรกิจ ดวยการวิเคราะหมูลคา เพิ่มท่ีเกิดขึน้ ในแตละขั้นตอนหรือกจิ กรรม แบง
กิจกรรมภายในองคกร เปน 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมหลัก (Primary Activities) และกิจกรรมสนับสนุน
(Support Activities) โดยกจิ กรรมทุกประเภทมสี ว นในการชว ยเพมิ่ คุณคา ใหกบั สนิ คา
กิจกรรมหลัก เปนกิจกรรมที่เกี่ยวของกับการผลิตหรือสรางสรรคสินคาหรือบริการการตลาด
และการขนสงสินคาไปยงั ผูบริโภค ประกอบดว ยกิจกรรมยอย 5 กิจกรรม ดังนี้
1) โลจิสตกิ สขาเขา (Inbound Logistics) กิจกรรมที่เกี่ยวขอ งกับการจัดหาวัตถุดิบ การขนสง
การจดั เก็บ การแจกจายวัตถดุ ิบ การควบคมุ ระดบั ของวัตถดุ ิบ
2) การปฏิบัตกิ ารการผลิต (Operations) กิจกรรมท่ีเกี่ยวขอ งกับการเปล่ียนหรอื แปรรูปวตั ถุดบิ
ใหออกมาเปนสินคาหรือบริการ จะประกอบไปดวย กระบวนการผลิต การบำรุงรักษา เครื่องจักรและอุปกรณ
การบรรจภุ ัณฑ การควบคุมคุณภาพ
3) โลจิสติกสขาออก (Outbound Logistics) การกระจายสินคากิจกรรมที่เกีย่ วของกับการ
จัดเกบ็ รวบรวม จัดจำหนายสนิ คาใหพรอมที่จะกระจายไปยังลูกคา ดำเนนิ การตามใบสง่ั ซื้อ และดำเนินการสง
มอบ
15
4) การตลาดและการขาย (Marketing and Sales) กิจกรรมที่เกี่ยวกับการชักจูงใหลูกคาซ้ือ
สนิ คาและบรกิ าร การโฆษณา ชอ งทางการจัดจำหนา ย ประชาสัมพนั ธ
5) การบริการ (Services) กิจกรรมที่ครอบคลุมถึงการใหบริการเพื่อเพิ่มคุณคาใหกับสินคา
รวมถงึ การบรกิ ารหลังการขาย การแนะนำการใช
กิจกรรมสนับสนุน เปนกิจกรรมทีช่ วยสนับสนุนใหกิจกรรมหลักสามารถดำเนินไปไดดว ยความ
เรยี บรอยและมปี ระสทิ ธิภาพ ประกอบดว ยกิจกรรมยอย 4 กิจกรรม ดังนี้
1) การจัดหา/จัดซื้อ (Procurement) เปน กจิ กรรมทีเ่ กย่ี วของกับการจัดซ้ือจัดหาปจจัยการผลิต
เพอ่ื มาใชในกระบวนการผลิตสินคาและบรกิ าร
2) การพัฒนาเทคโนโลยี (Technology Development) เปนกิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนา
เทคโนโลยที ช่ี วยในการเพิ่มคณุ คาใหส นิ คา และบริการหรอื กระบวนการผลติ
3) การบรหิ ารทรพั ยากรบุคคล (Human Resource Management) เปนกจิ กรรมที่เกีย่ วของกับ
การบริหารทรัพยากรบุคคล ไดแก การสรรหาและคัดเลือก พัฒนา ฝก อบรม การยกระดับความรูและทักษะ
และการกำหนดระบบการใหรางวัลทเ่ี หมาะสมเพอื่ จูงใจในการทำงาน
4) โครงสรางพื้นฐานขององคกร (Company Infrastructure) เปนกิจกรรมที่เกี่ยวของกับการ
บริหารงานท่ัวไปขององคกร เชน ระบบบญั ชี ระบบการเงนิ การควบคมุ คณุ ภาพ เปน ตน
กจิ กรรมหลกั ทัง้ 5 กจิ กรรม จะทำงานประสานกันไดดี จนกอ ใหเ กดิ คุณคาไดนั้นจะตองอาศัย
กิจกรรมสนับสนุนทั้ง 4 กิจกรรม นอกจากกิจกรรมสนับสนุนจะทำหนาที่สนับสนุนกิจกรรมหลักแลว กิจกรรม
สนับสนนุ ยังจะตองทำหนา ท่ีสนบั สนนุ ซึง่ กนั และกนั อกี ดวย
ที่มา: Michael Porter (1985)
ภาพที่ 2.2 Value Chain
2.2.3 แนวคดิ ตน ทุนการผลิตปศสุ ัตว (สำนกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร, 2558)
1) ตน ทนุ ผนั แปร ประกอบดวยปจ จยั ผันแปรตา งๆ ดงั นี้
16
1.1) คาแรงงาน หมายถงึ แรงงานที่นำมาใชในการประกอบการผลิตในกจิ กรรมน้ันๆ ซึง่
เปนคาใชจายที่แสดงในรูปของเงนิ สดในกรณีที่ไดมีการจางแรงงาน และไมเปนเงินสดในกรณีที่แรงงานนั้น
เปนของสมาชิกในครัวเรือนใหใชอ ัตราคาจางรายวันขั้นต่ำในทองถิ่นนั้นๆ เปนคาจางของแรงงานครัวเรือน
คาแรงงานแบง ตามลกั ษณะการทำงานดังนี้
1.1.1) คาแรงงานในการเลี้ยง ไดแก การผสมอาหาร การขนอาหาร เตรียมและให
อาหาร-น้ำทำความสะอาดโรงเรือน ใหยารักษาโรค ทำวัคซีน ดแู ลรักษาและอื่นๆ ทั้งน้ีไดรวมคาแรงงานใน
การเก็บผลผลิตของปศุสัตวบางชนิด ไดแก สุกร ไกเนื้อ ไกไข แรงงานการเก็บผลผลิต เชน คัด, จับ, ช่ัง
สำหรับสกุ ร ไกเน้ือ และเกบ็ ไข คดั ไข บรรจุไข สำหรบั ไกไ ข เปน ตน
1.1.2) คาแรงงานในการเก็บผลผลิต ในที่นี้ใชเฉพาะโคนมเทานั้น คือ คา แรงงานใน
การรดี นมไดแก แรงงานทำความสะอาดตัวแมโ คเพอื่ เตรยี มรดี นม และแรงงานการรดี นม
1.2) คาบริหารจัดการ หมายถึง คา ใชจายในการบริหารงานของฟารม โดยเจาของฟารม
ผจู ดั การ เสมยี น สัตวแพทย สัตวบาล เปนตน
1.3) คาวัสดุ หมายถงึ คาใชจายตา งๆท่ีนำมาใชในการประกอบการผลิตแลว หมดสภาพไป
รวมท้ังอปุ กรณท่ใี ชใ นการผลติ บางชนิดทใี่ ชไ ดเพยี งรนุ การผลติ น้นั ๆ เพียงครัง้ เดยี ว แยกออกไดดังน้ี
1.3.1) คาพันธุสัตว หมายถึง คาพันธุปศุสัตวที่ซื้อมาเลี้ยงเพื่อผลิตใหไดผลผลิต คือ
ขนาดและนำ้ หนักตามระยะหรือรนุ ของการเล้ียง ซ่งึ คาพนั ธุสัตวแตละชนิดมดี งั น้ี
- คาพันธุลูกสุกรหลังหยานมอายุประมาณ 8-10 สัปดาห และมีน้ำหนักประมาณ 20
กิโลกรัม เพ่ือผลติ สกุ รขุน
- คาพนั ธลุ ูกไกไ ขเพศเมยี อายุ 1 วัน เพ่ือผลติ ไกไขสาว
- คา พนั ธุไกไขส าวอายปุ ระมาณ 18 สปั ดาห (กอนออกไข) เพอ่ื ผลติ ไขไก
- คาพนั ธลุ ูกไกเน้ืออายุ 1 วัน เพื่อผลติ ไกเนอื้ เพ่อื การบรโิ ภค เปน ตน
1.3.2) คาผสมพนั ธุ หมายถึง คา ใชจา ยที่เกิดจากการผสมเทียมพันธุส ัตว เชน โคนม
1.3.3) คา อาหาร หมายถงึ คา ใชจา ยเกย่ี วกบั อาหารสำหรับเล้ยี งปศุสตั วทีท่ ำการผลิตมี
ทั้งอาหารผสม และอาหารสำเร็จรปู (ทั้งอาหารผสมและอาหารสำเร็จรวมเรียกวา “อาหารขน” ที่ใชเรียก
เฉพาะโคนมและโคขนุ หรอื โคเนอ้ื )
- อาหารผสม หมายถึง อาหารที่ไดทำการผสมวัตถุดบิ ที่บดละเอยี ดแลวหลายๆ
อยางคลกุ เคลา ใหเขา กนั โดยมากจะเตมิ ยาปฏิชวี นะ วติ ามิน แรธาตลุ งไปตามความตองการของปศุสตั วชนิด
นนั้ ๆวตั ถุดบิ ทใ่ี ชผ สม เชน รำ ปลายขา ว กากถ่ัวเหลอื ง ปลาปน ขา วโพด เปน ตน
- อาหารสำเร็จรปู หมายถึง อาหารทสี่ ามารถนำไปใชเลยี้ งสัตวไดโดยตรง โดยไม
ตองนำวัตถดุ ิบตางๆ มาผสมอกี มที ั้งอาหารสำเร็จรูปแบบเปนผง และแบบเปนเม็ด ซึ่งแบบเปน เม็ด ก็คือ
การนำเอาอาหารที่ไดผสมสำเร็จแลวไปผานกรรมวิธีการอัดเม็ด และสามารถกำหนดขนาดตางๆ ตามอายุ
ของปศสุ ัตวชนดิ นนั้ ๆได
17
1.3.4) คาอาหารหยาบ หมายถึง คาใชจายเกี่ยวกับอาหารจำพวกพืชหรือเศษวัสดุ
เหลอื ใชข องผลผลติ ท่ผี านการแปรรูปแลว และสามารถนำมาเลยี้ งปศสุ ัตวได ซง่ึ ไดแ ก หญาสด หญาแหง ฟาง
ขาว เปลอื กขา วโพด เปลอื กสบั ปะรดหมกั กากน้ำตาล เปนตน
1.3.5) คา ยาปอ งกนั โรค หมายถึง คาใชจ ายเกยี่ วกับยา วัคซนี และวิตามนิ ตา งๆที่ใชใน
การปองกนั และรักษาโรคปศุสัตว เชน วัคซีนปองกันโรคปากเทาเปอย วัคซีนปองกันโรคนวิ คาสเซิล วัคซีน
อหิวาตว ัคซนี ไขน มิ่ ยารักษาโรคหวดั ยารกั ษาโรคทอ งเสยี วิตามนิ เปนตน
1.3.6) คาน้ำ คาไฟฟา คาน้ำมันเชื้อเพลิงและอื่นๆ เปนคาใชจายที่เกิดขึ้นเฉพาะ
กจิ กรรมทีเ่ กย่ี วกบั การเล้ียงปศุสตั วชนดิ นั้น
1.3.7) คาซื้ออุปกรณ หรือคาวัสดุสิ้นเปลือง เปนคาใชจายเกี่ยวกับวัสดุเครื่องมือ
เครือ่ งใชต างๆท่ีมีอายุการใชง านสั้นคือไมเกิน 1 ป และมูลคาตอหนวยตำ่ หรือประมาณ 500 บาท เชน แปรง
ไมก วาด ถงุ มอื สายยาง พลั่ว จอบ รองเทาบูท หลอดไฟฟา เปน ตน
1.3.8) คาซอมแซมโรงเรือนอุปกรณ เปนคาใชจายที่เกิดขึ้นจากการซอมโรงเรือน
เครื่องมือ และอุปกรณทางการเกษตรตางๆที่ชำรุดใหส ามารถใชงานไดต ามปกติ และคา ซอมดงั กลาวตอง
เปนคา ซอ มเล็กๆนอ ยๆเทา น้ัน
การพิจารณาวา การซอมครั้งใดเปนการซอมเลก็ ๆนอยๆหรือเปน การซอมใหญให
พจิ ารณาวาถาซอมแลวอายุการใชงานเพิม่ ขนึ้ หรือไม ถา เพิม่ ขึ้นก็ถือวาการซอมนั้นเปนการซอมใหญและตี
มูลคาเปน ทรพั ยสนิ ใหคำนวณมูลคาและอายุการใชง านมาใหมดวย แตถา อายกุ ารใชงานไมเพิ่มขึ้นเปนเพยี ง
การซอ มเพ่อื ใหเคร่อื งมอื อุปกรณใชงานไดด ตี ามปกตเิ ทานั้น ใหถ ือวา เปนการซอ มเลก็ ๆนอ ยๆ
1.4) คาเสียโอกาสเงินลงทุน หมายถึง คาใชจายที่เกิดจากการประเมินการลงทุนในมูลคา
ปจจยั ผันแปรเฉพาะที่เปนเงนิ สดทั้งหมดของการผลิตปศุสัตวในรุนการผลิตหนึ่งๆ ซึ่งมลู คาปจจัยที่นำมาใช
ในการผลิตปศุสัตวตองเสียโอกาสที่จะนำไปใชในกิจกรรมอื่นๆที่สามารถสรางผลผลิตได เชน นำเงินไปซื้อ
ปจจัยประเภทวสั ดุ คอื ซือ้ จำนวนปศสุ ัตว ซื้ออาหาร ซ้อื ยารกั ษาโรค ซ่ึงเงนิ จำนวนดังกลา วตอ งเสียโอกาสท่ี
จะไดรับผลตอบแทนจากการนำไปใชในกิจกรรมอื่น เชน ฝากธนาคารหรือใหกูยืม ดังนั้น คาเสียโอกาสจึง
เปน คา ใชจายประเมนิ สว นหนงึ่ ในการคำนวณตน ทุนการผลติ ปศุสัตว ดังน้ี
OPC TVC M i
โดยท่ี OPC = คาเสยี โอกาสเงนิ ลงทนุ ตอ รนุ
TVC = ตนทุนผันแปรทง้ั หมดตอไร เฉพาะทเ่ี ปนเงนิ สด
M = ชว งเวลาการผลติ ตั้งแตเ ริ่มการผลิตจนถงึ เก็บผลผลิต
i = อัตราคา เสียโอกาส สวนใหญใ ชอ ตั ราดอกเบี้ยเงนิ กู
2) ตน ทนุ คงท่ี ประกอบดวยปจ จัยคงท่ตี างๆ ดงั น้ี
2.1) คา เชา ท่ดี ิน หมายถงึ คาใชจา ยท่ีเกดิ ขน้ึ ในการนำที่ดินไปใชประโยชนใ นการดำเนนิ
กิจกรรมทำฟารมปศุสตั วช นิดนั้นๆ ซ่งึ จะแสดงเปนเงินสดในกรณีที่มีการเชาที่ดินเกิดขึ้นจริง และไมเปนเงิน
18
สดในกรณีที่ดนิ นั้นเปนท่ีดนิ ของตนเอง ซึ่งจะตองประเมินมลู คาของคา เชาท่ีดิน ทง้ั นีค้ าเชา ท่ดี ินไดรวมถึงคา
ภาษีที่ดินเรียบรอยแลว ซึ่งคาภาษีที่ดนิ จะตองแสดงเปนเงินสด แตเนื่องจากมีมูลคาเพียงเล็กนอยจึงมิได
แยกมูลคาออกมาชดั เจน ดังน้ันจึงใหถ อื รวมเปนคา เชา ทดี่ นิ เพยี งรายการเดยี ว
2.2) คาเสื่อมราคาทรัพยสิน หมายถึง คาใชจายที่เกิดขึ้นจากการประเมินกระจายมูลคา
ของทรัพยส ินทีซ่ ื้อไวใ ชงานไปสูชว งการผลิตตา งๆตลอดอายกุ ารใชง านของทรัพยสินน้นั และจะแสดงมูลคา
ไมเปนเงินสด การประเมินคา เสื่อมหรือคาสึกหรอสามารถคำนวณไดหลายวิธี ในที่นี้ใชวิธี The Straight
Line Method ซึ่งเปนวิธีการคำนวณที่งายที่สุดและนิยมใชกันมาก ดังนั้น สศก.จึงไดกำหนดใหใชว ิธีการน้ี
โดยมวี ธิ ีการคำนวณ ดังนี้
สูตรคำนวณมาตรฐานคอื D (P S)
N
สำหรับสตู รขา งลางนเี้ ปน การกำหนดตวั แปรเพิม่ ข้ึนตามแบบสอบถามทเ่ี ปลยี่ นแปลง ดังนี้
D (P S) M U
N
โดยที่ D = คา เส่ือมราคาตอ รุน
P = มลู คา แรกซ้อื หรอื สรา ง
S = มูลคา ซาก
N = อายกุ ารใชง าน
M = ชว งเวลาการผลติ (เดอื น) ตัง้ แตเ ริ่มการผลิตจนถงึ เกบ็ ผลผลติ (รนุ )
U = รอ ยละการใชง านของทรัพยสินในการผลติ ปศุสตั วน้ี
2.3) คา เสยี โอกาสเงินลงทุนในทรพั ยสนิ หมายถึง คาใชจ า ยท่ีเกิดจากการประเมนิ มูลคา
ทรัพยสินที่เสียโอกาสไดรับผลตอบแทนจากการนำปจจัยประเภททุนไปใชในกิจกรรมอื่นๆ ท่ีสามารถสราง
ผลผลติ ได และการคิดอตั ราคาเสยี โอกาสนั้นจะใชอัตราดอกเบีย้ เงินกู
สำหรับการคำนวณคา เสียโอกาสเงินลงทุนในทรัพยสินน้ัน ถาเปนการคำนวณตนทนุ การผลิต
ในรอบ 1 ปก ารผลิต มูลคาปจจัยคงท่ีที่นำมาคิดคาเสียโอกาส นิยมใชคาเฉลี่ยของมลู คาทรพั ยสนิ ตนปและ
ปลายปบางครั้งอาจมีปญหาเกี่ยวกับมูลคาปลายปอ าจใชมูลคาตนปอยางเดียวก็ได หรือถาตองการขจัดปญหา
การประเมินราคาอาจจะใชว ิธีการคิดคา เสยี โอกาสโดยใชม ูลคาแรกซือ้ หรอื สรางบวกดวยมลู คาซากหารดวย
2 ซึ่งจะเปนการกระจายคา เสียโอกาสที่มคี าคงที่ทุกป แตในแนวคิดจะใชวิธีตีราคามูลคาซากใหเปนศูนย
หรือไมม มี ูลคา ซากเพ่อื ลดความยุงยากในการคำนวณ วิธีการคำนวณ มดี ังนี้
การคำนวณคาเสียโอกาสแบบคงทีท่ ุกป เม่อื ไมมมี ลู คาซากหรือใหมลู คาซากเปน “0”
สูตรคำนวณมาตรฐานคอื OPI (P 0) i
2
สำหรบั สูตรขางลางนีเ้ ปนการกำหนดตัวแปรเพมิ่ ขึน้ ตามแบบสอบถามที่เปล่ียนแปลง ดงั น้ี
OPI (P 0) Mi U
2
19
โดยที่ OPI = คา เสียโอกาสเงนิ ลงทนุ ในทรพั ยสินตอรนุ
P = มลู คา ตน ปแรกซ้อื หรอื สรา ง
i = อตั ราคา เสียโอกาส ใชอัตราดอกเบย้ี เงินกู
M = ชวงเวลาการผลติ (เดอื น) ต้งั แตเ รม่ิ การผลิตจนถงึ เก็บผลผลติ (รุน)
U = รอยละการใชง านของทรัพยส ินในการผลติ ปศุสตั วน้ี
3) ตนทุนการผลิตทั้งหมด หมายถึง ผลรวมคาใชจ ายทั้งหมดของตนทุนผันแปรและตนทุน
คงท่ี ท้งั ท่เี ปน เงนิ สด และประเมนิ
ตนทนุ การผลติ ประกอบดวย
3.1) ตนทุนการผลิตปศุสัตวทั้งหมดเฉลี่ยตอตัว หมายถึง คาใชจายหรือมูลคาการใช
ปจจัยการผลติ ทง้ั ปจจัยผันแปรและปจจัยคงทที่ ัง้ ท่เี ปน เงินสดและไมเปน เงนิ สดท่นี ำมาใชใ นการประกอบการ
ผลติ เพ่อื ใหก ารผลิตดำเนินการไปจนส้นิ สดุ ขบวนการผลติ ในชว งเวลาหรือรนุ ของการผลิตหน่ึงๆที่กำหนด หาร
ดว ย จำนวนปศสุ ตั ว (ตัว) ท่ขี ายหรอื เกบ็ ผลผลิต หนวยเปน บาทตอ ตวั
3.2) ตนทุนการผลิตปศุสัตวทั้งหมดเฉลี่ยตอกิโลกรัม หมายถงึ ตนทุนการผลิตปศุสัตว
ท้งั หมดเฉลีย่ ตอตัว หารดวย น้ำหนักเฉลย่ี ตอตัว (กโิ ลกรมั ) หนว ยเปน บาทตอกิโลกรัม
2.2.4 แนวคิดการวเิ คราะห SWOT
เปน วธิ ีการหรอื เคร่อื งมือสำหรับการวางแผนกลยทุ ธท รี่ จู กั และใชกันอยางแพรหลายในกิจการ
ตา ง ๆ กระบวนการวิเคราะห SWOT จะทำใหทราบสถานภาพปจจุบันขององคกรวามีลักษณะอยางไร เพ่ือ
หากลยทุ ธท เี่ หมาะสมใหแ กอ งคก รนน้ั ๆ (เอกชัย อภศิ กั ดิ์กลุ และทรรศนะ บุญขวัญ, 2551)
1) การวิเคราะหสภาพแวดลอมภายใน หมายถึง การตรวจสอบความสามารถและความ
พรอมที่ทำใหทราบถึงจุดแข็ง (Strengths) และจุดออนขององคกร (Weakness) ซึ่งจะชวยใหสามารถใช
ประโยชนจากโอกาส (Opportunities) และหลบหลีกจากอุปสรรค (Threats) ที่เกิดจากสภาพแวดลอม
ภายนอกได การวิเคราะหจ ุดแข็งและจุดออนยังชวยระบุถงึ จุดแข็งที่ซอนอยู และจุดออนที่ถูกละเลย
องคกรจะตอ งสามารถระบุปจจัยภายในขององคกรท่ีเปนจุดแข็งและจุดออนได เนอ่ื งจากจุดแข็งนำไปสูการ
ไดเ ปรยี บทางการแขง ขันเปนสง่ิ ซง่ึ องคก รมอี ยูทำหรือสามารถทำไดดีกวาคแู ขงขนั จดุ ออน คือ สิ่งทมี่ ีหรอื ทำ
หรือไมมีเลย ซึ่งในขณะที่ คูแขงขันสามารถทำไดดีกวา การพิจารณาจุดออนและจุดแข็งสามารถ
เปรียบเทียบไดกับปจจัย 3 ประการ ไดแก ผลการดำเนินงานที่ผานมาในอดีตขององคกร (Past
Performance) คูแขงขันที่สำคัญขององคกร (Key Competition) และอุตสาหกรรมทั้งหมด เครื่องมือที่ใช
วิเคราะหส ภาวะแวดลอมภายใน ไดแก หว งโซค ณุ คา (Value Chain Analysis)
2) การวิเคราะหสภาพแวดลอมภายนอก หมายถึง การประเมินสภาพแวดลอมในการ
ดำเนินธุรกิจทีผ่ ูป ระกอบการไมสามารถควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงไดดงั นั้นจึงตองศึกษาสถานการณปจจุบัน
และแนวโนมการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของสภาพแวดลอมดังกลาววาเปนไปในลักษณะที่เปนโอกาสหรือ
อุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดลอมภายนอกสงผลตอองคกรธุรกิจแตละ
20
แหงในลักษณะที่แตกตางกันการเปล่ียนแปลงที่กอใหเกิดโอกาสสำหรับองคกรบางแหลงอาจจะกลายเปน
ขอกำหนดขององคกรอ่ืนหรือถึงแมองคกรธุรกิจหลายแหงอาจจะไดรับประโยชนจากโอกาสที่เกิดขึ้นคลาย ๆ
กนั แตบ างแหง กอ็ าจจะไดรบั ประโยชนม ากกวา แหง อื่น เน่อื งจากลกั ษณะทแ่ี ตกตางกนั ขององคกรธุรกิจและ
ความสามารถของผูบริหารในการทีจ่ ะกำหนดกลยทุ ธใหไดรับประโยชนจ ากโอกาสท่ีเกิดขึ้น เคร่ืองมือท่ีใช
วิเคราะหสภาวะแวดลอ มภายนอก ไดแก PESTEL Analysis
2.2.5 แนวคดิ การวิเคราะห PESTEL Analysis (เอกกมล เอีย่ มศรี, 2555)
PESTEL Analysis คือ เครื่องมือที่เปนประโยชนในการวิเคราะหและทำความเขาใจ
"ภาพรวม" ของสภาพแวดลอมพื้นที่ที่กำลังจะเขาไปดำเนินงานดานธุรกิจและคิดเกี่ยวกับโอกาส และภัย
คุกคามที่อยูภายในพื้นที่ธุรกิจใหมซึ่งจะตองทำการคนควาขอมูลตาง ๆเพื่อทำความเขาใจเกี่ยวกับ
สภาพแวดลอ มของในพ้ืนทใี่ หม และจะตอ งคดิ วางแผนเพอ่ื หาประโยชนจากโอกาสและ พยามลดภัยคุกคาม
ลงใหได PESTLE Analysis จะชวยในดานการวิเคราะหการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี สภาวะ
แวดลอม และกฎระเบียบ ซึ่งหัวขอเหลานี้ จะใชในขั้นตอนแรกเพื่อระดมความคิดในลักษณะ ระดับของ
ภูมิภาคและระดับประเทศ หลังจากนั้นนำขอมูลที่ไดผานการวิเคราะหแลวมาสรุปผล เพ่ือใชประกอบการ
ตดั สนิ ใจท่สี ำคัญของการเปลย่ี นแปลงการดำเนินงานภายในองคกร สำหรบั การทจี่ ะเขา ไปเปด ตลาดใหมใน
พื้นที่ยังไมทำธุรกิจมากอน ประกอบไปดวย ปจจัยดานการเมืองและกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม และ
วัฒนธรรม เทคโนโลยซี ง่ึ สามารถอธิบายรายละเอียดไดด งั นี้
1) ปจจัยทางดานการเมือง (Political Factors) องคกรจะตองติดตามการดำเนินงาน
ทางการเมือง เพื่อนำมาวิเคราะหและกำหนดกลยุทธเพราะปจจัยเหลานี้มีสวนที่จะสงผลกระทบตอองคกร
ไดทัง้ ทางบวกและทางลบขึ้นอยูกับวาผลกระทบดังกลาวเปนโอกาสหรืออุปสรรคตอองคกรเชน นโยบาย
และเสถยี รภาพของรัฐบาล พัฒนาการทางการเมืองและนโยบายของรัฐที่มีผลตออุตสาหกรรม ปจ จัยทาง
นโยบายและการเมอื งคือปจจัยที่มีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพของรัฐบาลและนโยบายของรัฐในชวงเวลา
นั้นๆ ในบางชวงเวลารัฐอาจมีการสงเสริมการสงออก ก็จะสงผลใหองคกรที่มีการสงสินคาไปขายนอก
ประเทศไดเปรียบ รวมไปถึงขอตกลงและขอกฎหมายทางการคาที่มีการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลาโดย
ขึน้ อยกู ับนโยบายของรัฐ ท่ีทำใหเราตองคอยปรับตวั หรอื ชวยผปู ระกอบการตดั สนิ ใจวาเราพรอมท่ีจะลงทุน
ในประเทศท่ีมนี โยบายแบบนีห้ รือไม โดยปจจัยทางการเมืองท่ีควรนำมาวิเคราะหโดยใช PESTEL Analysis
ไดแ ก
1.1) สถานะความมั่นคงและรูปแบบของทางรัฐบาลวามีการเปลี่ยนแปลงมากนอย
เพยี งใด
1.2) ปญหาคอรัปชัน่ ท่ีมีในประเทศมีมากจนภาษีของประชาชนไมไดถูกนำไปสงเสริม
ในดานสาธารณูปโภคอน่ื ๆ หรอื เปลา
1.3) อิสระและเสรีภาพในการทำธุรกจิ หลากหลายรปู แบบของแตละทองถ่นิ
1.4) มีการเรยี กเกบ็ อตั ราคาธรรมเนียมและการจัดเกบ็ ภาษีอยางไร
21
1.5) กฎหมายในดานตางๆ เชน ดานสิ่งแวดลอม ดานการละเมิดลิขสิทธ์ิ การขโมย
ขอมูล สวัสดกิ ารพนักงาน เปน ตน
2) ปจ จัยทางดานกฎหมาย (Legal Factors) เชน การแกไขกฎหมายและการปรบั ปรุง
ระเบียบ ตางๆ ที่มีผลตอการปรับเปลี่ยนวิธีการทางการบริหาร ฯลฯ โดยกฎหมายบางอยางนั้นจะเอ้ือ
ประโยชนต อ การดำเนนิ กลยุทธขององคกร แตกฎหมายบางอยางกข็ ัดตอการดำเนินกลยุทธด ังนั้น ผูบริหาร
จะตอ งพิจารณาวาขอกฎหมายนัน้ จะเอื้อประโยชนหรือเปน อุปสรรคตอ องคกร ปจจัยภายนอกเปนปจ จยั ที่
สงผลตอการทำธุรกิจการคาระหวางประเทศ ที่ ผูประกอบการไมสามารถควบคมุ ได แตการเขาใจและรูท ัน
ตอการเปลี่ยนแปลงตอปจจัยเหลานี้จะชวยใหสามารถลดความเสี่ยงจากความเปลี่ยนแปลงตางๆ ได ใน
ปจจัยภายนอกดานการเมอื งและ กฎหมายนั้น ผูประกอบการจำเปนตองมีการศึกษาและใหความสำคญั ใน
การเขาใจถึง สภาวะทางการเมืองและขอ กฎหมายทีเ่ กีย่ วของกับการดำเนินธุรกิจ รวมท้ังการมที ี่ปรึกษาที่
เช่ยี วชาญทางดานกฎหมายของประเทศคูคา เพื่อหลกี เลย่ี งการทำผดิ ระเบียบขอบังคบั ตามกฎหมาย โดยไม
ตั้งใจ และมีการติดตามถึงการเปลีย่ นแปลงทางการเมืองและกฎหมายอยางตอเนื่อง เพือ่ ใหการดำเนินกล
ยุทธใ นการทำธุรกจิ สามารถเปลย่ี นแปลงไดท ันตอสถานการณทเี่ ปลีย่ นไป
3) ปจจัยดานเศรษฐกิจ (Economic Factors) เปนสภาพแวดลอมที่สำคัญที่เปน
เครือ่ งบง ชใี้ หเห็นถงึ การจดั สรรทรัพยากร ทางการบรหิ าร และมสี วนสำคญั ตอการดาเนนิ งานทางธุรกิจของ
องคกรอยางสูง เชน อัตราเงินเฟอ อัตราดอกเบี้ย อัตราภาษีอัตราเงินเฟอและอัตราการวางงาน ฯลฯ
ประเดน็ ทส่ี ำคญั ทีส่ ดุ ในการวเิ คราะหปจจัยดานเศรษฐกจิ กค็ ือการวเิ คราะหเพื่อการพยากรณภ าวะเศรษฐกิจ
ในอนาคต เพือ่ ที่องคกรจะไดสามารถวางแผนการดำเนินงานไดอยางถูกตอง เศรษฐกิจของประเทศคคู านน้ั
มีความสำคัญอยางยิ่งตอยอดขายของผูประกอบการ หากผูประกอบการมีการติดตามภาวะเศรษฐกิจของ
ประเทศคูคาอยางตอเนื่องจะชวย ใหสามารถวางแผนการผลิตและการขายผลไมไดสอดคลองกบความ
ตองการของตลาด ชวยลด โอกาสในการผลิตสินคามากกวาความตองการจนตองยอมลดราคาสินคาและ
สงผลตอกำไรของผูประกอบการ และการติดตามเสถียรภาพความมั่นคงและการเติบโตของเศรษฐกิจ
รวมถึงการจดั การทางดา นเศรษฐกิจของภาครฐั ดว ย ปจ จยั ตอ มาคอื ปจ จัยทางเศรษฐกิจของประเทศ ซ่ึงมีผล
กับทุกๆ องคกรในทางตรงเปนอยางมาก เพราะเศรษฐกิจของประเทศเปนตัวกำหนดกำลังซื้อของคนใน
ประเทศ และเปนตัวกำหนดตลาดขนาดใหญในประเทศอีกดวย ซึ่งปจจัยในหัวขอนี้ก็สามารถชวยเรา
วางแผนวาจะเลือกดำเนินการเปนระยะส้ันหรือระยะยาวจากสภาพเศรษฐกิจในปจจุบันและแนวโนมของ
เศรษฐกิจในอนาคตไดอกี ดวย โดยเราสามารถวเิ คราะหป จ จยั ทางเศรษฐกิจไดจากหวั ขอ เหลา นี้
3.1) ภาวะเงินฝด ภาวะเงนิ เฟอ และอตั ราดอกเบี้ย
3.2) อตั ราแลกเปล่ียนในประเทศ
3.3) อัตราการวางงานของคนในประเทศ
3.4) อตั ราคา แรงขัน้ ตำ่ และคา แรงของพนักงานโดยเฉล่ีย
3.5) ระดับชนชั้น และกำลงั ซื้อของผูค นในประเทศ
3.6) เพดานราคาของสนิ คาและบริการที่เราสนใจ
22
3.7) ตลาดหุนของประเทศ
3.8) วงจรของธุรกิจทเ่ี ราสนใจ
4) ปจจัยดานสังคมและวัฒนธรรม (Social-Culture Factors) เปนสภาพแวดลอมที่
เกี่ยวกบลกั ษณะทางสงั คม มีสวนเกี่ยวของโดยตรงกับชวี ิตประจำวันและมีอิทธิพลตอ พฤติกรรมการซื้อของ
ผูบริโภค ผบู ริหารจะตองพิจารณาถึงปจจัย เหลานี้โดยจะตองพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงในดานตา งๆ ท่ี
เกดิ ข้ึนตลอดจนจะตอ งพยายาม มอง หาโอกาสหรอื อุปสรรคท่ีมีตอการดำเนินงานทางธุรกิจขององคกรเพ่ือ
นำมาใชประกอบในการ พิจารณากำหนดกลยุทธไ ดอยางเหมาะสม เชน โครงสรางทางเพศและอายุระดับ
การศึกษา ทัศนคติ คา นิยม ความเชือ่ ขนบธรรมเนียมและประเพณีตลอดจนพฤติกรรมการบริโภคอุปโภค
การเขา ใจถึงลักษณะของสังคมและวัฒนธรรมของกลุม ลกู คาเปาหมายของผูประกอบการจะทำใหสามารถ
วิเคราะหถึงความตอ งการและความชน่ื ชอบตา งๆ ของกลุมลกู คาเปาหมายได ทำใหผูประกอบการสามารถ
คัดสรรผลิตภัณฑผลไมสดไดตรงตามความตองการของลูกคา โดยการศึกษาวัฒนธรรมประเพณี คานิยม
โครงสรางทางสังคม และ กลุมเปาหมายที่อยูในสังคม ปจจัยทางสังคมนั้นหมายถึงปจจัยทุกๆ อยางท่ี
เก่ยี วขอ งกบั สภาพแวดลอม สภาพสังคม วัฒนธรรม และชวี ิตการเปนอยูของคนพ้ืนที่น้ันๆ วาเปนอยางไร
กอนที่จะเริ่มทำการตลาดใหไดถูกทาง เพราะวิถีชีวิตของคนในแตละชุมชนนั้นก็จะมีความแตกตางกัน
ออกไป การท่ีจะเขาไปทำตลาดในพื้นทีต่ า งๆ เราตองเขาไปศกึ ษาในสว นนีก้ อ นเพอ่ื ใหมั่นใจไดวา องคกรจะ
สามารถดำเนินไปไดอยางราบรื่นและเปนที่สนใจของคนในชุมชนในดานที่ดีโดยที่ไมสงผลกระทบดานลบ
ใดๆ ตอคนในชุมชนนั้นๆ ดวย
4.1) มีการเพิ่มหรือลดของประชากรในสังคมมากนอยเพยี งใด
4.2) ทัศนคติตอการรกั ษาสิ่งแวดลอ มของคนในชุมชน
4.3) อตั ราการอพยพเขา หรอื ออกของคนในชมุ ชน
4.4) คุณภาพชวี ติ การเปน อยู
4.5) อายุและเพศ
4.6) การแบง ชนชัน้ วรรณะ
5) ปจจัยดานเทคโนโลยี(Technological Factors) การเขามาของเทคโนโลยีใหมๆ
ยอมสง ผลกระทบตอองคกรในแงของระดับขีดความสามารถในการแขงขัน เชน การผลิตสนิ คาหรือการ
ใหบริการมีการเปลี่ยนแปลง กระบวนการทำงาน กระบวนการผลิต การผลิตคิดคนทางเทคโนโลยีตางๆ
เครื่องจักรกลทางอุตสาหกรรม เครื่องจักรสมองกลและเทคโนโลยีสารสนเทศ ฯลฯ เทคโนโลยีตางๆที่
ทันสมัยมาชวยกระบวนการผลิต การขนสง การทำธุรกรรมการเงิน การติดตอสื่อสาร รวมถึงการบริหาร
จัดการตางๆ จะชวยความไดเปรียบในการแขงขันใหแกผูประกอบการสงออกผลไมสด ซึ่งจะทำใหการ
ดำเนนิ ธุรกิจเปน ไปอยางรวดเรว็ มี ความแมนยำ ชวยในการรักษาคุณภาพของสินคา และลดตนทุนการผลิต
ผูประกอบการจึงตองมีการติดตามเทคโนโลยีตางๆ และนำมาปรับใชใหเกิดประโยชนตอการดำเนินธุรกิจ
และใหทันตอการแขงขันและการเปลี่ยนแปลงที่มีความรวดเร็วในปจจุบัน ปจจัยทางเทคโนโลยีและ
นวัตกรรมใหมๆแตละพื้นที่ในการดำเนินงานขององคกรก็มีการพัฒนาของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่
23
แตกตางกันออกไป บางชุมชนอาจอาศัยอยูไดโดยไมตองอาศัยเทคโนโลยี แตกับบางชมุ ชนกลับตองพึ่งพา
เทคโนโลยใี นการดำเนินชวี ติ เปน อยา งมาก รวมไปถงึ แนวโนม ในอนาคตวาถา ในอนาคตมเี ทคโนโลยใี หมๆ
5.1) เทคโนโลยขี ั้นพื้นฐานของพนื้ ทน่ี นั้
5.2) อัตราการเปลีย่ นแปลงของเทคโนโลยี
5.3) ปรมิ าณนักสรา ง และนักพัฒนา
5.4) ระดับของเทคโนโลยขี องอตุ สาหกรรมในชุมชน
5.5) เทคโนโลยกี ารสือ่ สาร
5.6) การเขาถงึ เทคโนโลยีใหมๆ
6) ปจจัยดานสภาพแวดลอม (Environmental ) คือ ปจจัยดานสิ่งแวดลอมจะมี
อิทธิพลตอธุรกิจบางประเภท สิ่งแวดลอมในแงมุมของ PESTEL Analysis มีความสำคัญอยางยิ่งกับ
อุตสาหกรรมการทอ งเท่ยี ว การทำฟารมเกษตร การประมง เปนตน นอกจากนีก้ ารทำธรุ กจิ ยังตองวิเคราะห
สภาพแวดลอมอื่นประกอบอีก เชน สภาพภูมิอากาศ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร การเปลี่ยนแปลงทางสภาพ
ภูมอิ ากาศของโลก การชดเชยดา นสิ่งแวดลอ มของแตล ะประเทศ พารามิเตอรดา นสิ่งแวดลอมที่ตองใชเวลา
ในการพิจารณาผลกระทบของโครงการ อยางเชน หากพื้นที่นั้นเสี่ยงภัยแผนดินไหวควรสรางอาคาร
คอนกรตี หรือไม หรือ หากพน้ื ทเ่ี สีย่ งภัยน้ำทวมควรวางแผนการระบายน้ำกำหนดรปู แบบอยา งไร โดยปจจัย
ทางสิ่งแวดลอม ที่ควรนำมาพิจารณาใหเหมาะสมกับธุรกิจคุณ ประกอบดวย สภาพอากาศ สภาพภูมิ
ประเทศ มลพิษทางน้ำและอากาศ มาตรฐานการรีไซเคิล นโยบายดานสิ่งแวดลอม และการสนับสนุน
พลังงานสะอาด เปน ตน
Political หมายถึง การเมอื ง
Economic หมายถึง เศรษฐกจิ ปจ จบุ นั
Legal หมายถึง กฎหมายท่ี Social หมายถงึ สงั คมวฒั นธรรมทเี่ หมาะสมกับทอ งถนิ่
เก่ียวของเชน กฎหมายดา น
แรงงาน ลกู คา สวสั ดกิ าร
Enviornmental คือ สภาพแวดลอม Technology หมายถึง ความกาวหนา
ทางดานเทคโนโลยี เชน การสื่อสาร
ท่ีมา: เอกกมล เอย่ี มศรี.(2555).
ภาพท่ี 2.3 PESTLE Analysis
24
2.2.6 แนวคดิ การวิเคราะห TOWS Matrix (เอกชยั อภิศักดิก์ ลุ และทรรศนะ บุญขวญั , 2551)
แนวคิดการวิเคราะห TOWS Matrix เปนแมทริกซที่แสดงถึงโอกาสและอุปสรรคจาก
ภายนอกองคกรทีส่ ัมพันธกับจุดแข็งและจุดออนภายในองคกรโดยมีทางเลือกของกลยุทธ 4 ทางเลือก ซ่ึง
เกิดจากการจับคูร ะหวางปจ จยั ภายนอกและปจ จัยภายใน ดงั นี้
ตารางท่ี 2.1 การวเิ คราะห TOWS Matrix
SW
S – O Strategies W – O Strategies
O ใชจดุ แข็งเพ่อื สรา ง ใชโอกาสเพื่อ
ขอไดเปรยี บจากโอกาส แกไขจุดออน
S – T Strategies W – T Strategies
T ใชจดุ แข็ง ลดความออนแอ
หลีกเล่ียงลดอุปสรรค หลกี เล่ียงอุปสรรคอาจเลิกกจิ การ
ท่มี า: อางอิงจากเอกชัย อภศิ กั ดิก์ ลุ และทรรศนะ บุญขวัญ.การจดั การกลยุทธ (Strategic Management)
ของ Michael A.Hitt, R.Duane Ireland and Robert E.Hoskisson
1) กลยุทธ SO หรือเรียกวา กลยุทธจุดแข็งกับโอกาส ไดแก กลยุทธที่องคกรจะใชจุดแข็ง
ภายในองคกรและแสวงหาประโยชนจากโอกาส ณ ภายนอกที่เปดโอกาสให ซึ่งทุกองคกรตางมีความ
ตองการจะสราง ความเขมแข็งภายในเพื่อสามารถอาศัยประโยชนจากสถานการณและสิ่งแวดลอม ณ
ภายนอก ซึ่งมีหลายองคกรใชกลยุทธ WO ST SO เพื่อจะกลับเขาสสู ถานการณทสี่ ามารถใชกลยุทธ SO ได
อีกหมายความวา เมื่อองคกรมีความออนแอภายในก็จะพยายามปรับปรุงใหองคกรภายในเขมแข็งข้ึน
และเมอ่ื องคก รประสบกับอุปสรรค ณ ภายนอกกจ็ ะพยายามหลีกเล่ียงและมุงเขาหาโอกาสตอองคก รใหมาก
ทสี่ ุดเทาท่จี ะเปนไปได
2) กลยุทธ ST หรอื เรยี กวา กลยุทธจดุ แขง็ กับอปุ สรรค ไดแ ก กลยทุ ธท จ่ี ะใชความเขมแข็ง
ภายในองคก รหลีกเลี่ยงหรือลดอุปสรรค ณ ภายนอกทั้งจากคแู ขง ขนั หรือปจ จยั อื่น ๆ
3) กลยุทธ WO หรือเรียกวา กลยุทธจุดออนกับโอกาส ไดแก กลยุทธที่องคกรจะปรับปรุง
แกไ ขความออนแอภายในองคกรโดยอาศัยประโยชนจ ากโอกาสภายนอกท่ีเปดโอกาสใหถึงแมวา สิ่งแวดลอม
ภายนอกดมี าก แตหากองคกรมีปญหาภายในเองก็อาจทำใหไมไดรับประโยชนจากโอกาสภายนอกที่มีอยู
เพราะจุดออ นอาจทำใหองคกรไมสามารถอยูได จงึ ควรหาวิธีในการเปลี่ยนจุดออ นใหเปนจดุ แข็ง เพราะยงั มี
โอกาสหรอื ชองทางในการดำเนนิ งานในองคกรตอ ไปได
4) กลยุทธ WT หรือเรียกวา กลยุทธจุดออนกับอุปสรรค ไดแก กลยทุ ธท ี่ปกปององคกรอยาง
ที่สุด คือ พยายามลดความออนแอภายใน และหลีกเลี่ยงสภาวะแวดลอมภายนอกที่เปนอุปสรรคใหไดมากที่สุด
หากองคกรเผชิญกับอุปสรรคภายนอกและภายในก็ยังออนแอ องคกรก็จะตกอยูใ นสถานการณท่ีไมด ีอาจ
ตอ งเลกิ กิจการ
25
บทท่ี 3
ขอมูลท่ัวไป
การศึกษาแนวทางการพัฒนาเนื้อโคขุนโพนยางคำ จังหวัดสกลนคร เพื่อใหไดรับการรับรองสง่ิ
บง ชที้ างภมู ศิ าสตร เปน การวเิ คราะหขอมูลท่ีไดจ ากการสัมภาษณเ กษตรกรผูเลย้ี งโคขนุ และ ทำใหทราบถึง
ขอมูลลักษณะสวนบุคคล การเลี้ยงโคเนื้อ การเปลี่ยนแปลงการเลี้ยงในรอบปที่สำรวจ การใชแรงงาน
ปริมาณ ราคา และมูลคา อาหารที่ใชเล้ียงโคขนุ คาวัสดุและคาใชจา ยอ่นื ๆทีไ่ ดใชใ นฝูงท่สี ำรวจ การจำหนา ย
โคเน้อื /โคขุน ขอมลู เก่ียวกับกิจกรรมในหวงโซคณุ คา และความคดิ เหน็ ของเกษตรกรตอการวิเคราะหปจจัย
ภายในและภายนอกของสนิ คาเนือ้ โคขุนโพนยางคำ พิจารณารายละเอียดไดดงั น้ี
3.1 ขอมูลทัว่ ไปแปลงตัวอยาง
3.1.1 ลกั ษณะสวนบคุ คลของเกษตรกรผเู ลย้ี งโคขุน
ในการศึกษาครั้งนี้ สามารถอธิบายลักษณะสวนบุคคลของเกษตรกรผูเลี้ยงโคขุน ไดดังนี้
เกษตรกรที่เลี้ยงโคขุนมีอายุเฉลี่ย 55.61 เกษตรกรสวนใหญ รอยละ 42.42 มีอายุระหวาง 51-60ป
รองลงมาคอื อายุ 61 ปข้นึ ไป อายุ 41-50 ป อายุ 31-40 ป และอายนุ อยกวา 30 ป คดิ เปนรอ ยละ 28.79
21.97 6.06 และ 1.52 ตามลำดับ การศึกษาสวนใหญรอยละ 67.42 มีการศึกษาระดับประถมศึกษา
รองลงมาคือ มัธยมศึกษาตอนตน มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช อนุปรญิ ญา/ปวส และ ปริญญาตรี คดิ เปน
รอ ยละ 13.64 13.64 3.03 และ 2.27 ตามลำดับ (ตารางท่ี 3.1)
มีประสบการณในการเลี้ยงโคขุนเฉลี่ย 13.14 ป เกษตรกรสวนใหญรอยละ 33.33 มี
ประสบการณ 6-10 ป รองลงมา คือ มีประสบการณ 16-20 ป 1-5 ป 21 ปขนึ้ และ 11-15 ป คดิ เปนรอย
ละ 25.00 23.48 9.85 และ 8.33 ตามลำดับ ลักษณะการใชที่ดิน มีการถือครองที่ดินตนเองโดยเฉล่ีย
1.44 ไร สวนใหญมีการถือครองที่ดิน 0 – 5 ไร คดิ เปนรอยละ 97.73 รองลงมาคือ ถือครองท่ีดิน 6 – 10
ไร และ 11 – 15 ไร คดิ เปน รอยละ 1.52 และ 0.76 ตามลำดับ (ตารางท่ี 3.1-3.2)
เนื่องจากเกษตรกรท่ีเลี้ยงโคขุน มีอายุมากและมีการศึกษาอยูในระดับประถมศึกษา แสดงวา
เกิดปญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรท้ังในปจจุบันและแนวโนมในอนาคต ดวยอายุที่มากอาจสงผล
ตอการพัฒนาในเรื่องของเทคโนโลยีตางๆที่จะนำมาใชในการทำการเกษตรสมัยใหม ในดานการผลิต
การตลาด และการแปรรูป เปนตน จำเปนตองพัฒนาการศึกษา มีมาตรการจูงใจคนรุนใหมเขามาในภาค
การเกษตร แตเกษตรสวนใหญมีประสบการณในการเลี้ยงโคมานาน แมวาสวนใหญจะมีเนื้อที่ในการทำ
ฟารมนอย แตเปนที่ดินของตนเอง ปจจัยเหลาน้ีนาจะเปนปจจยั เชงิ บวกทีจ่ ะพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคขุนได
หากมมี าตรการจงู ใจลูกหลานเขามาสบื ทอด
26 จำนวน รอยละ
(N=132)
ตารางท่ี 3.1 ลักษณะสว นบุคคลของเกษตรกรตัวอยาง
2 1.52
ลักษณะสวนบุคคล 7 5.30
29 21.97
อายุ 56 42.42
20 – 30 ป 27 20.45
31 – 40 ป 11 8.33
41 – 50 ป
51 – 60 ป 55.61 ป
61 – 70 ป
71 – 80 ป 89 67.42
เฉลี่ย 18 13.64
การศึกษา 18 13.64
ประถมศกึ ษา 4 3.03
มธั ยมศกึ ษาตอนตน
มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย/ปวช 3 2.27
อนุปริญญา/ปวส
ปรญิ ญาตรี 31 23.48
44 33.33
ประสบการณการเลี้ยงโคขนุ 11 8.33
1 – 5 ป 33 25.00
6 – 10 ป 13 9.85
11 – 15 ป
16 – 20 ป 13.14 ป
21 ปข น้ึ ไป
เฉล่ีย จำนวน รอ ยละ
(N=132)
ท่ีมา: จากการสำรวจ
ตารางท่ี 3.2 ลักษณะการใชท่ดี นิ
ลักษณะการใชท ่ดี ิน
จำนวน 0 – 5 ไร 129 97.73
6 – 10 ไร
ที่มา: จากการสำรวจ 11 – 15 ไร 2 1.52
เฉลยี่ 1 0.76
1.44 ไร
27
3.1.2 การเล้ยี งโคเน้อื เฉพาะฝูงท่กี ำลังสำรวจ
การเลี้ยงโคเนื้อเฉพาะฝูงที่กำลังสำรวจ พบวา ป 2562 เกษตรกรผูเลี้ยงโคเนื้อเฉพาะฝูงที่
สำรวจ ณ วันที่ 1 มกราคม 2562 มีจำนวนโคเนื้อรวมทั้งหมด 2,208 ตัว เฉลี่ยคนละ 16.73 ตัว ราคา
เฉลย่ี ตวั ละ 50,343.56 บาท นำ้ หนกั เฉล่ียตวั ละ 542.74 กโิ ลกรัม ซงึ่ เปน โคขุน จำนวน 1,233 ตัว เฉลย่ี คน
ละ 9.34 ตัว ราคาเฉลี่ยตัวละ 54,301.59 บาท น้ำหนกั เฉลี่ยตัวละ 583.52 กิโลกรัม ซ้อื เขามาระหวางป
จำนวน 244 ตัว เฉลี่ยคนละ 1.85 ตัว ราคาเฉลี่ยตัวละ 40,259.84 บาท น้ำหนักเฉลี่ยตัวละ 425.58
กิโลกรัม จำหนายออกระหวางป จำนวน 566 ตัว เฉล่ียคนละ 2.46 ตัว ราคาเฉลี่ยตวั ละ 65,258.28 บาท
น้ำหนักเฉลี่ยตัวละ 455.52 กิโลกรัม สงผลให ณ วันที่ 1 มกราคม 2563 มีจำนวนโคเนื้อรวมทั้งหมด
1,883 ตัว เฉลี่ยคนละ 14.27 ตวั ราคาเฉลี่ยตัวละ 55,203.54 บาท น้ำหนักเฉลี่ยตัวละ 449.54 กิโลกรัม
ซึ่งเปนโคขนุ จำนวน 945 ตัว เฉลีย่ คนละ 7.15 ตัว ราคาเฉลี่ยตวั ละ 51,561.22 บาท น้ำหนักเฉล่ยี ตวั ละ
477.57 กโิ ลกรมั รายละเอียดเพม่ิ เตมิ ดงั ตารางท่ี 3.3
ตารางท่ี 3.3 การเลี้ยงโคเน้อื เฉพาะฝูงท่ีสำรวจ
จำนวนโคเน้ือ(ตวั )
รายการ แรกเกดิ ถงึ <1ป อายุ 1 ป <2 ป อายุ 2 ป <3 ป แมพันธุ โคขนุ รวม
ท้ังหมด
ณ 1 มกราคม 62 162 89 34 690 1,233
จำนวนโคเนื้อ 1.23 0.67 0.26 5.23 9.34 2,208
จำนวนโคเฉลย่ี /คน 10,055.56 20,500.00 24,000 34,387.50 54,301.59 16.73
ราคาเฉล่ยี /ตวั 86.94 195.00 302.50 391.74 583.52 50,343.56
นำ้ หนักเฉลยี่ /ตัว โคพรอมขนุ 542.74
0 0 5 10 229
ซอ้ื ระหวางป 2562 0 0 0.04 0.08 1.73 244
จำนวนโคเนอ้ื 0 0 25,000 35,000 40,596.23 1.85
จำนวนโคเฉลย่ี /คน 0 0 200.00 300.00 459.80 40,259.84
ราคาเฉล่ยี /ตัว 425.58
น้ำหนกั เฉลี่ย/ตวั 5 4 12 28 517
0.04 0.03 0.08 0.14 2.18 566
ขายระหวางป 2562 21,500 25,000 26,333.33 31,000 99,741.48 2.46
จำนวนโคเนอ้ื 150.00 250.00 316.67 400.00 704.68 65,258.28
จำนวนโคเฉล่ยี /คน 455.52
ราคาเฉลี่ย/ตวั 157 85 27 672 945
น้ำหนกั เฉลี่ย/ตวั 1.19 0.64 0.21 5.09 7.15 1,886
10,102.56 20,739.13 27,333.33 28,000 51,561.22 14.27
ณ 1 มกราคม 63 85.87 196.09 281.11 300.00 477.57 55,203.54
จำนวนโคเนื้อ 449.54
จำนวนโคเฉลีย่ /คน
ราคาเฉลย่ี /ตัว
น้ำหนักเฉลี่ย/ตวั
ทมี่ า: จากการสำรวจ
28
3.1.3 ขอ มลู การเลยี้ งโคเน้อื ตอฝงู ทสี่ ำรวจ ในรอบป 2562
1) การใชแ รงงาน และอัตราคาจา งแรงงาน
การใชแรงงานและอัตราคาจางแรงงาน ที่ใชในชวงที่มีการเลี้ยงโค ในรอบป 2562 ผล
การศกึ ษาพจิ ารณาไดจ ากตารางท่ี 3.3 พบวา เกษตรกรมกี ารใชแ รงงานครัวเรือนในการเลี้ยงโค คิดเปนรอย
ละ 100.00 จำนวนแรงงานที่ใชเฉลี่ย 2.01 คน คาจางเฉลี่ย 300.00 บาทตอคนตอวัน จำนวนวนั ที่ใชใน
รอบปเ ฉล่ยี 364.67 วัน เวลาทใี่ ชเ ฉลย่ี 4.60 ช่ัวโมงตอ วัน (ตารางท่ี 3.4)
ตารางท่ี 3.4 การใชแรงงานและอัตราคา จา งแรงงานท่ีใชใ นชว งทมี่ ีการลย้ี งโคในรอบป
การใชแ รงงานและคาจาง จำนวน รอยละ
(N=132)
ประเภทแรงงาน 132 100.00
แรงงานครวั เรอื น
จำนวนแรงงานเฉลย่ี 2.01 คน
คาจางเฉล่ีย 300.00 บาท/คน/วนั
จำนวนวนั ท่ีใชใ นรอบปเฉลี่ย 364.67 วนั
เวลาที่ใชเฉล่ีย 4.60 ชัว่ โมง/วนั
ทม่ี า: จากการสำรวจ
2) ปรมิ าณ และมลู คา อาหารทีใ่ ชเลีย้ งโค แตล ะอายุ แยกตามประเภท
ปริมาณ และมูลคาอาหารที่ใชเลี้ยงโค แตละอายุ แยกตามประเภท ในรอบป 2562 ของ
เกษตรกรกลุมตัวอยาง พบวา อาหารหยาบ ที่ใชเลี้ยงโคเนื้อ ตอวันตอฝงู ในรอบป ประกอบดวย ฟางขาว
และหญาสด ซ่ึงการใชอาหารหยาบ แยกแตละอายุ และประเภท จะเห็นวา มีมูลคาการใชอาหารหยาบตอ
ตัวตอ ป มรี ายละเอียด คอื โคแรกเกดิ <1 ป เฉลีย่ 415.13 บาท โคอายุ 1 ป <2 ป เฉลี่ย 4,708.68 บาท
โคอายุ 2 ป <3 ป เฉลย่ี 4,222.53 บาท โคแมพ นั ธุ เฉล่ีย 9,741.85 บาท และโคขุน เฉล่ยี 1,742.18 บาท
อาหารขน ที่ใชเล้ียงโคเนื้อ ตอวันตอฝูงในรอบป ประกอบดวย หัวอาหาร กากน้ำตาล กากมัน กากเบียร
และรำขา วละเอียด ซึ่งการใชอ าหารขน แยกแตล ะอายุ และประเภท จะเหน็ วา มมี ลู คา การใชอาหารขนตอ
ตัวตอป มีรายละเอียด คือ โคแรกเกิด <1 ป เฉลี่ย 2,476.10 บาท โคอายุ 1 ป <2 ป เฉลี่ย 6,115.03
บาท โคอายุ 2 ป <3 ป เฉลี่ย 6,274.77 บาท โคแมพันธุ เฉลี่ย 6,515.00 บาท และโคขุน เฉลี่ย
25,600.09 บาท เมื่อรวมมูลคาอาหารที่ใชเลี้ยงโคทั้งอาหารหยาบและอาหารขน แตละอายุ แยกตาม
ประเภท ในรอบป 2562 จะเห็นวา โคแรกเกิด <1 ป มมี ูลคาอาหารที่ใชเลี้ยงโคเฉลี่ย 2,891.23 บาท โค
อายุ 1 ป <2 ป ป มีมูลคาอาหารที่ใชเล้ยี งโคเฉล่ยี 10,823.71 บาท โคอายุ 2 ป <3 ป ป มมี ูลคา อาหาร
ที่ใชเลย้ี งโคเฉลีย่ 10,497.30 บาท โคแมพันธุ มีมูลคาอาหารที่ใชเลีย้ งโคเฉลีย่ 16,256.85 บาท และโคขนุ
มีมลู คา อาหารทีใ่ ชเลย้ี งโคเฉลี่ย 27,342.27 บาท รายละเอยี ดเพ่มิ เติมดังตารางที่ 3.5
29
ตารางที่ 3.5 ปริมาณและมลู คา อาหารที่ใชเ ลีย้ งโคเน้ือทีส่ ำรวจ ในรอบป 2562
รายการ ปรมิ าณและมลู คาการใช/ตัว/ป โคขุน
แรกเกดิ ถงึ < 1 ป อายุ 1 ป < 2 ป อายุ 2 ป< 3 ป แมพนั ธุ
956.94
1)อาหารหยาบ 956.94
392.62
1.1) ฟางขาว (กิโลกรัม) 137.47 1,506.82 1,622.95 2,719.25 785.24
1,742.18
มูลคาการใชฟางขาว(บาท) 137.47 1,506.82 1,622.95 2,719.25
1,650.00
1.2) หญาสด (กิโลกรมั ) 138.83 1,600.93 1,299.79 3,511.30 14,355.00
มูลคา การใชหญา สด(บาท) 277.66 3,201.86 2,599.58 7,022.60 1,276.00
8,026.04
มูลคา อาหารหยาบ 415.13 4,708.68 4,222.53 9,741.85 124.94
283.61
2)อาหารขน 14.46
35.43
2.1) หัวอาหาร (กโิ ลกรัม) 169.03 338.05 345.23 352.36 365.24
มูลคาการใชหัวอาหาร(บาท) 1,470.56 2,941.04 3,003.50 3,065.53 2,900.01
2.2) กากน้ำตาล (กโิ ลกรมั ) 21.00 62.07 63.20 65.35 25,600.0
9
มลู คาการใชกากนำ้ ตาล(บาท) 132.09 390.42 397.53 411.05 27,342.2
2.3) กากมัน (กโิ ลกรมั ) 35.00 75.05. 78.25 82.42 7
มูลคา การใชก ากมัน (บาท) 79.45 170.36 177.63 187.09
2.4) กากเบียร (กโิ ลกรัม) 0.00 0.00 0.00 0.00
มลู คาการใชกากเบยี ร(บาท) 0.00 0.00 0.00 0.00
2.5) รำขา วละเอยี ด (กโิ ลกรัม) 100.00 329.12 339.56 359.11
มูลคาการใชรำขา วละเอยี ด
(บาท) 794.00 2,613.21 2,696.11 2,851.33
มูลคา อาหารขน(บาท)
2,476.10 6,115.03 6,274.77 6,515.00
มูลคาอาหารท้งั หมดทใ่ี ช(บาท)
2,891.23 10,823.71 10,497.30 16,256.85
หมายเหตุ : 1) ราคาอาหารโค
ฟางขา ว กิโลกรัมละ 1.00 บาท หญา สด กโิ ลกรมั ละ 2.00 บาท
กากมนั กโิ ลกรัมละ 2.27 บาท หวั อาหาร กโิ ลกรมั ละ 8.70 บาท
กากเบยี ร กโิ ลกรมั ละ 2.45 บาท รำขาวละเอยี ด กิโลกรมั ละ 7.94 บาท
กากนำ้ ตาล กิโลกรมั ละ 6.29 บาท
2) จำนวนวันใหอาหาร 365 วัน/ป สวนโคแรกเกดิ ถึง<1 ป จำนวนวนั ใหอ าหาร 185 วัน
ท่ีมา: จากการสำรวจ
3) คาวคั ซนี ปอ งกนั โรค และยารักษาโรคตอ ฝงู ท่ีสำรวจ ในรอบป 2562
คาวัคซีนปองกนั โรค และยารักษาโรค ในรอบป 2562 ของเกษตรกรกลุมตัวอยาง พบวา
เกษตรกรมีการฉดี วัคซนี ปอ งกันโรคและยารักษาโรค ตอ ตวั ตอ ป แยกแตล ะอายุและประเภทโค ดังนี้ โคแรก
30
เกดิ <1 ป เฉลีย่ 502.50 บาท โคอายุ 1 ป <2 ป เฉลี่ย 803.50 บาท โคอายุ 2 ป <3 ป เฉลย่ี 800.50
บาท โคแมพนั ธุ เฉล่ีย 838.50 บาท และโคขุน เฉลีย่ 900 บาท รายละเอียดเพ่ิมเตมิ ดงั ตารางท่ี 3.6
ตารางท่ี 3.6 คา วัคซีนปองกันโรค และคายารักษาโรค แยกตามประเภท อายุ โค
รายการ จำนวนและคา ใชจ า ย/ตัว/ป แมพ นั ธุ โคขนุ
แรกเกดิ ถงึ < 1 ป อายุ 1 ป < 2 ป อายุ 2 ป< 3 ป
1.59 2
1)วคั ซีนปอ งกนั โรค 1.75 1.69 1.67
1.1) วัคซีนปอ งกันโรค 262.50 253.50 250.50 238.50 300
1 1
ปากเทา เปอ ย(คร้ัง) 100 100
คาใชจา ย(บาท) 400
338.50
1.2) วคั ซีนอน่ื ๆ (คร้งั ) 0.2 0.5 0.5 1.00
คา ใชจา ย(บาท) 20 50 50 1.00 200
คา วัคซนี ปองกนั โรค(บาท/ตวั /ป) 282.50 303.50 300.50 200 1.00
1.00 300
2)คา ยารักษาโรค 0.35 1.00 1.00 300 500
2.1) ยาถา ยพยาธิ(ครั้ง) 70 200 200 500 900
คา ใชจาย(บาท) 0.5 1.00 1.00 838.50
2.2) ยาบำรุง(คร้งั ) 150 300 300
คา ใชจาย(บาท)
คายารกั ษาโรค(บาท/ตัว/ป) 220 500 500
คาวัคซีนปองกนั โรค และคา ยา 502.50 803.50 800.50
รักษาโรค(บาท/ตวั /ป)
ทีม่ า: จากการสำรวจ
4) คาใชจ า ยอื่นๆตอฝูงท่ีสำรวจ ในรอบป 2562
คาใชจ ายอื่นๆตอฝงู ท่สี ำรวจ ในรอบป 2562 ของเกษตรกรกลุมตัวอยา ง พบวา คาใชอืน่ ๆ
ตอ ฝงู เฉล่ียเดือนละ 1,053.38 บาท ถาคิดเปน ตอ ตัวตอเดือน เฉลย่ี ตวั ละ 0.58 บาท รายการคา ใชจ า ยอืน่ ๆ
ประกอบดวย คาบรกิ ารสัตวแพทย (ทีไ่ มรวมคาผสมพันธุ) จะมีคาใชจายทั้งฝูง เฉลี่ยเดือนละ 10.00 บาท
คาน้ำเฉลี่ยเดือนละ 74.37 บาท คาไฟฟา เฉลี่ยเดือนละ 168.89 บาท คาน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยเดือนละ
479.70 บาท คาน้ำมันหลอลื่น เฉล่ียเดือนละ 50.00 บาท คาโทรศัพท เฉลี่ยเดือนละ 61.05 บาท แรธาตุ
เฉล่ียเดอื นละ 83.58 บาท ไมกวาด เฉลี่ยเดือนละ 3.72 บาท ใบมีดตัดหญา เฉล่ียเดือนละ 18.76 บาท ถุง
มือยาง เฉลี่ยเดือนละ 8.68 บาท รองเทาบชู เฉลยี่ เดือนละ 15.50 บาท ท่ีตักอาหาร เฉลี่ยเดอื นละ 6.67 บาท
พล่วั เฉลย่ี เดือนละ 7.41 บาท สายยาง เฉลย่ี เดือนละ 27.30 บาท คราด เฉลี่ยเดอื นละ 6.46 บาท เคียว เฉล่ยี
เดือนละ 9.10 บาท มีด เฉลี่ยเดือนละ 14.28 บาท จอบ เฉลี่ยเดือนละ 7.91 บาท เปนตน รายละเอียด
เพิม่ เตมิ ดังตารางท่ี 3.7
31
ตารางท่ี 3.7 คาใชจ ายอน่ื ๆ ตอฝงู ท่ีสำรวจ ในรอบป 2562
คาใชจา ยอืน่ ๆ คาใชจา ย คาใชจาย
(บาท/เดือน) (บาท/ป)
คาบริการสตั วแ พทย 10.00 120.00
892.44
คาน้ำ 74.37 2,026.68
คา ไฟฟา 168.89 5,756.40
600.00
คา นำ้ มนั เชื้อเพลิง 479.70 732.60
1,002.92
คานำ้ มนั หลอ ลนื่ 50.00 44.64
225.17
คาโทรศพั ท 61.05 104.18
185.97
แรธ าตุ 83.58 80.00
88.87
ไมกวาด 3.72 327.61
ใบมดี ตัดหญา 18.76 77.57
109.24
ถงุ มือยาง 8.68 171.36
94.92
รองเทาบูช 15.50
12,640.57
ทตี่ กั อาหาร 6.67
6.94
พลั่ว 7.41
สายยาง 27.30
คราด 6.46
เคียว 9.10
มดี 14.28
จอบ 7.91
รวมคา ใชจ า ยอน่ื ๆ ตอ ฝูง 1,053.38
รวมคา ใชจายอ่ืนๆ ตอตัว 0.58
หมายเหตุ: จำนวนโคเนื้อทงั้ หมด ป 2562 มจี ำนวน 1,822 ตัว
ท่มี า: จากการสำรวจ
5) พ้นื ที่ในการเลยี้ งโคเน้อื /โคขุนในรอบป 2562
เกษตรกรมีพืน้ ทีใ่ นการเล้ียงโคเนื้อ/โคขุน สวนใหญอ ยูนอกเขต พื้นทีช่ ลประทาน จำนวน
107 ราย คิดเปนรอยละ 81.06 ที่เหลือ จำนวน 25 ราย คิดเปนรอยละ 18.94 เลี้ยงในเขตชลประทาน
แหลงน้ำที่ใชในการเลี้ยงโค เกษตรกรสวนใหญ รอยละ 55.31 ใชน้ำจากประปา รองลงมา คือ น้ำบาล
น้ำฝน แหลง นำ้ ตามธรรมชาติ บอนำ้ และนำ้ จากชลประทาน คิดเปนรอ ยละ 24.00 7.82 6.15 5.03 และ
1.68 ตามลำดับ (ตารางที่ 3.8)
32
ตารางที่ 3.8 พืน้ ทใ่ี นการเลีย้ งโคเนือ้ /โคขนุ จำนวน รอยละ
(N=132)
รายการ 100.00
132 81.06
1) เขตพน้ื ที่ 18.94
นอกเขตชลประทาน 107 100.00
ในเขตชลประทาน 25 4.55
2) แหลงน้ำ 7.58
นำ้ ฝน 132 2.27
แหลง น้ำตามธรรมชาติ 55.30
น้ำจากชลประทาน 6 6.06
น้ำประปา 10 24.24
บอ น้ำ 3
นำ้ บาดาล 73
8
ท่มี า: จากการสำรวจ 32
3.2 ขอมูลทัว่ ไปสหกรณก ารเลย้ี งปศุสตั ว กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด
สหกรณการเลี้ยงปศุสัตว กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด ประกอบธุรกิจในรูปแบบสหกรณ
การเกษตร ในป 2562 มีสมาชิก 6,242 ราย มีพนักงาน 182 คน พื้นที่โรงงาน/สถานประกอบการ 8 ไร มี
สมาชิกที่เปนเกษตรกรผูเลี้ยงโคขุนผลิตและจำหนายใหสหกรณ จำนวน 3,260 ราย (+-แลว แตป ) ขอบเขต
พืน้ ท่กี ารเลย้ี งโคขุน อยใู นพืน้ ที่จงั หวัดสกลนคร จังหวัดนครพนมใน 8 อำเภอ ไดแ ก อำเภอนาแก อำเภอวัง
ยาง อำเภอปลาปาก อำเภอเรณูนคร อำเภอธาตุพนม อำเภอนาหวา อำเภอโพนสวรรค อำเภอเมือง
นครพนม จังหวัดมุกดาหารใน 4 อำเภอ ไดแก อำเภอเมอื งมุกดาหาร อำเภอดงหลวง อำเภอคำชะอี อำเภอ
หนองสูง และจังหวัดบึงกาฬ 1 อำเภอ ไดแก อำเภอเซกา โดยตองชำแหละในโรงฆาที่ไดมาตรฐานของ
สหกรณฯ โพนยางคำ(ตารางท่ี 3.9)
ตารางท่ี 3.9 ขอมูลจำนวนสมาชกิ และทนุ ประกอบกิจการของสหกรณฯ โพนยางคำ ป 2561-2562
จำนวน จำนวน ตนทนุ ปริมาณ ปริมาณ ทุนประกอบ
ป สมาชกิ โคเน้อื เฉลี่ย/ตวั ซื้อ/ป ราคาซอื้ ขาย/ป ราคาขาย กจิ การ
(ราย) (ตัว) (บาท) (ตัว) (บาท) (ตัว) (บาท) (บาท)
2561 6,272 9,783 83,049.55 6,750 83,049.55 3,375 91,354.51 94,318,394.67
2562 6,242 10,971 92,099.39 7,421 92,099.39 3,711 101,309.30 98,183,265.58
ทมี่ า: สำนักงานสหกรณจังหวัดสกลนคร
33
3.2.1 กระบวนการผลติ เนอ้ื โคขุนโพนยางคำ
กระบวนการผลิตเนื้อโคขุนโพนยางคำ เร่ิมจากเกษตรกรผูเ ลี้ยงโคขุน ท่ีเปนสมาชิกของ
สหกรณการเลี้ยงปศุสัตว กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด ทำหนาที่เลี้ยงโคขุนคุณภาพดีตรงตามมาตรฐาน
สหกรณ เปน การเล้ยี งเพ่ือใหไดเนอื้ โคขนุ คณุ ภาพสูง โดยขุนตามหลักวิชาการเต็มรูปแบบ เพือ่ สงจำหนายให
สหกรณ เกษตรกรผูเลี้ยงโคขุน มีประสบการณการเลี้ยงโคขุนมากกวา 20 ป แจงประธานกลุมทีส่ ังกัดวา
ประสงคจ ะขุนโค ประธานกลมุ แจง สหกรณฯ โพนยางคำ หลังจากน้ันสหกรณฯ จะสง เจาหนาท่ีสหกรณฯเพ่ือ
ตรวจสอบความพรอมของโค หากโคพรอมขุน โคเพศผูจะทำการหนีบอวัยวะเพศ เพศเมียจะทำการลวง
ทอง หลังจากนนั้ เร่ิมขนุ ได โดยสหกรณจะจัดสงอาหารขน และกากน้ำตาล ใหสมาชิกทีข่ ุนโค ทุกเดือนตาม
รอบ และทำการฉีดยารักษาโรค วัคซีน และยาบำรุง ทุก 6 เดือน ปริมาณยาบำรุง/วัคซีนคำนวณจาก
น้ำหนักโคขุน เมื่อโคขุนครบอายุ 15-18 เดือน สหกรณจะสงเจาหนาที่มาตรวจสภาพโคขุนพรอมเชือด
หากไดขนาดแลวสหกรณฯโพนยางคำจะนัดวันสงมอบโคขุน น้ำหนักเฉลี่ย 704.68 กิโลกรัม/ตัว โดย
เกษตรกรผูเ ลย้ี งโคขุนตองเตรยี มโค โดยลางทำความสะอาดโคขนุ กอนสงมอบ และเปน ผูรบั ผิดชอบคาขนสง
และจัดหารถบรรทุกเพื่อนำสงโคขุนใหสหกรณฯโพนยางคำเพื่อเขา เชือดและชำแหละ เมือ่ สหกรณฯ รับโค
ขนุ แลว จะตอ งพักโคเพ่อื ปรับสภาพจิตใจกอ นเชอื ดประมาณ 2 วัน เมื่อเชือดและชำแหละแลวตองนำเนื้อโค
ขุนที่ไดหรือที่เรียกวา “ซากอุน” น้ำหนักเฉลี่ย 382 กิโลกรัม/ตัว ไปบมเนื้อเปนระยะเวลา 7 วัน จนได
คุณภาพเนื้อตามท่ีตองการหรือทีเ่ รียกวา “ซากเย็น”น้ำหนักเฉล่ีย 364.40 กิโลกรัม/ตัว กอนที่จะนำไปตดั
แตงจำหนายใหแ กผูบริโภคตอ ไป ซึ่งสหกรณการเล้ียงปศุสัตว กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด มีรานขายปลกี
เนื้อโคคุณภาพดที ี่กรงุ เทพฯ โดย มียี่หอชือ่ เนื้อโคขุนโพนยางคำ ไทย-ฝรั่งเศส (Thai-French meat) เปนท่ี
รูจักและ ยอมรับถึงคุณภาพในตลาดเนื้อโคขุนชั้นสูง กลุมปลายน้ำ สหกรณการเลี้ยงปศุสัตว กรป.กลาง
โพนยางคำ จำกดั มีโรงฆาสัตว(โคขุน) เปนสถานที่ฆาและชำแหละสัตว โดยการฆา ตองการความประณีต
มากกวา โรงฆาสัตวทั่วไป ซง่ึ มีกรรมวิธีการฆาและชำแหละทไี่ ดมาตรฐาน ตลอดจนมีหองเย็นสำหรับบมซาก
เพื่อรักษาคุณภาพ เนื้อใหมีคุณภาพ มีโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ ชำแหละแบงชัน้ ตามคุณภาพเนือ้ ตัดแตง
และบรรจภุ ัณฑโดยเฉพาะชิ้นสว นเนื้อที่มีคุณภาพแลวสงไปจำหนายตามตลาดชั้นสงู ไดแก ซเู ปอรม ารเก็ต
ภัตตาคารและโรงแรมชั้นหนง่ึ สวนเนื้อบางสวนที่ไมเปน ที่ตองการของตลาดชั้นสูงเชน เนื้อนองเน้ือ สวนพ้ืน
ทองและพื้นอกเนื้อคุณภาพต่ำจะสงไปจำหนายในตลาดขายปลีกทั่วไปหรือบางสวนอาจจะวางขายตาม
ซูเปอรมารเกต็ เชน กัน(ภาพท่ี 3.1)
34
ท่ีมา: จากการสำรวจ
ภาพท่ี 3.1 กระบวนการดำเนินงาน ของสินคา เนอ้ื โคขนุ โพนยางคำ
3.2.2 ผลดำเนินงานของสหกรณ ป 2561
ผลการดำเนินงานของสหกรณฯโพนยางคำ ป 2561 ( ปดบัญชี 31 มีนาคม 2562) มี
คาใชจายทั้งหมด 1,200,611,028.48 บาท ประกอบดวย คาใชจายสวนกลาง 20,227,267.34 บาท คิด
เปนรอยละ 1.68 ของคา ใชจายทง้ั หมด และคาใชจา ยเฉพาะธุรกิจแปรรูป 1,180,383,761.14 บาท รอยละ
98.32 มีรายไดทั้งหมด 1,344,765,661.06 บาท และมีรายไดสุทธิ 144,154,632.58 บาท รายละเอียด
ตามตารางท่ี 3.10
ตารางที่ 3.10 ผลการดำเนินงาน ของสหกรณฯ โคขุนโพนยางคำ ป 2561
รายการ คา ใชจ า ย(บาท) รอยละ
1.คา ใชจ ายของสหกรณ 1,200,611,028.48 100.00
1.1 คา ใชจ ายสวนกลาง 20,227,267.34 1.6844
4,601,146.21 0.3832
- เงินเดอื นและคาจา ง 2,241,786.58 0.1867
- คาครองชพี 0.0760
- คา จางวันหยดุ และคา ลวงเวลา 913,188.78 0.0089
- คาเบ้ยี เลย้ี ง 107,351.01 0.0176
- เงนิ สมทบกองทนุ ประกนั สังคม 211,498.86 0.0877
- คาบำเหน็จพนกั งาน 1,053,361.48 0.0487
- คาใชจ า ยยานพาหนะ 585,508.19 0.0090
- เบยี้ ประชมุ กรรมการ 108,400.00
35 คา ใชจาย(บาท) รอยละ
ตารางที่ 3.10 (ตอ) 1,240,950.00 0.1033
รายการ 12,237.00 0.0010
333,286.97 0.0277
1.1 คาใชจ า ยสว นกลาง (ตอ) 208,433.43 0.0174
- คา ตอบแทนกรรมการ
- คารักษาพยาบาล 1,638,655.00 0.1365
- คาธรรมเนียมตางๆ 9,835.17 0.0008
- คารับรอง
- คา ใชจ า ยประชมุ ใหญ 230,000.00 0.0192
- คาโทรศพั ท 90,000.00 0.0075
- คา ตอบแทนตรวจสอบกจิ การ 136,080.00 0.0113
- คา จา งเหมาบริการ 2,918.00 0.0002
- คาอากรฆา โค
- คาตว๋ั รูปพรรณโค 3,108,220.53 0.2589
- คาเส่อื มราคาสินทรพั ย 381,895.68 0.0318
- คา เครื่องเขยี นแบบพิมพ 630,224.26 0.0525
- คาไฟฟาและคานำ้ ประปา
- คา ซอมแซมบำรุงรกั ษาสินทรัพย/ ปรับปรงุ 629,335.80 0.0524
- คา เบ้ียประกนั 394,710.71 0.0329
- คาพาหนะ
- คาใชจ ายศนู ยว านรนวิ าส 226,825.66 0.0189
- คาตอบแทนท่ปี รกึ ษา 213,247.84 0.0178
- คาเครอ่ื งมอื เครื่องใช 320,000.00 0.0267
- คา ใชจ า ยอืน่ 1,245.00 0.0001
1.2 คา ใชจา ยเฉพาะธรุ กจิ แปรรูป 596,925.18 0.0497
- เงนิ เดือนและคา จาง 1,180,383,761.14 98.3156
- คา ครองชพี
- คา จางวันหยดุ และคาลวงเวลา 14,417,958.68 1.2009
- คาเบ้ยี เลยี้ ง/คาเดินทาง 4,767,344.52 0.3971
- คา เบี้ยเล้ียงพนกั งาน 2,169,840.46 0.1807
- เงินสมทบกองทุนประกันสงั คม 107,351.01 0.0089
- คา บำเหน็จพนกั งาน
- คาใชจ ายในการขาย 125,460.85 0.0105
- เปอรเ ซน็ ตการขาย 754,246.01 0.0628
1,487098.56 0.1239
218,139.00 0.0182
4,281,191.00 0.3566
36 คา ใชจาย(บาท) รอ ยละ
ตารางที่ 3.10 (ตอ) 1,639,422.90 0.1365
รายการ 87,381.82 0.0073
884,763.68 0.0737
1.2 คาใชจ า ยเฉพาะธุรกจิ แปรรูป (ตอ ) 168,332.80 0.0141
- คาใชจ ายยานพาหนะ
- คาเบีย้ ประกันภยั 6,758,311.15 0.5629
- คาธรรมเนียมบัตรเครดิต 595,982.34 0.0496
- คาซอมแซมและปรบั ปรงุ สนิ ทรพั ย
- คา ใชจายแผนกเนือ้ 1,722,612.97 0.1435
- คา ใชจ ายในการสง เนอื้ 74,374.18 0.0062
- คา ไฟฟาและคานำ้ ประปา 146,296.83 0.0122
- คาโทรศพั ท 106,618.55 0.0089
- คาทำความสะอาด
- คาเครื่องเขยี นและแบบพิมพ 64,691.00 0.0054
- คารกั ษาพยาบาล 169,173.68 0.0141
- คาธรรมเนยี มตางๆ 793,588.22 0.0661
- คา เสอ่ื มราคาสินทรพั ย
- คารับรอง 51,837.00 0.0043
- คาของใชส ิน้ เปลือง 286,065.16 0.0238
- คา ใชจายในการทำหนงั หมกั
- คา ใชจ า ยดำเนินการ 3,446,960.00 0.0871
- คาใชจ ายเบ็ดเตล็ด 169,053.43 0.0141
- คาขนสง สนิ คา 51,534.00 0.0043
- คาใชจ า ยในการผลติ (คา ชำแหละสัตว) 3,567,800.00 0.2972
- คา ใชจา ยในการผลติ (คา ไฟฟาและคานำ้ ประปา)
- คาใชจา ยในการผลิต(คา เสอื่ มราคาสินทรพั ย) 997,816.87 0.0831
- คาซอื้ โคเขาโรงฆา 1,848,657.83 0.1541
- วตั ถุดบิ ไปใชในการผลิต
793,588.22 0.0661
2. รายไดของสหกรณ 563,462,225.04 46.9313
- ขายอาหารสตั ว 564,168,043.38 46.9901
- ขายสนิ คา ทัว่ ไป 1,344,765,661.06 100.00
- ขายเนอ้ื
- ขายโคมชี วี ิต(รวมคอกโคเสริม) 182,784,560.70 13.5923
- ขายไนโตรเจน 8,205,430.25 0.6102
1,143,519,461.46 85.0348
2,569,949.08 0.1911
94,291.25 0.0070
37
ตารางท่ี 3.10 (ตอ)
รายการ คาใชจ า ย(บาท) รอ ยละ
2. รายไดของสหกรณ (ตอ) 0.2811
0.2835
- บรกิ ารผสมเทยี ม 3,779,717.32
- ขายหนังหมัก+เครอื่ งดม่ื 3,812,251.00
3. รายไดส ทุ ธิ 144,154,632.58
ท่มี า: สหกรณการเล้ยี งปศุสตั วกรป.กลางโพนยางคำ จำกดั ,นางสาวจันทรพร เจา ทรพั ย และคณะ(2562)