The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การศึกษาแนวทางการพัฒนาเนื้อโคขุนโพนยางคำที่ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ภูมิศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การศึกษาแนวทางการพัฒนาเนื้อโคขุนโพนยางคำที่ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ภูมิศาสตร์

การศึกษาแนวทางการพัฒนาเนื้อโคขุนโพนยางคำที่ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ภูมิศาสตร์

แนวทางการพฒั นาเน้อื โคขนุ โพนยางคำ
ที่ไดร ับการรับรองสิ่งบงชีภ้ มู ิศาสตร

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรท่ี 3 Regional Office Of Agricultural Economics 3

สำนกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร Office Of Agricultural Economics
กระทรวงเกษตรและสหกรณ Ministry Of Agriculture And Cooperatives
เอกสารวิจัยเศรษฐกจิ การเกษตรเลขที่ 109 Agricultural Economics Research No.109
กันยายน 2563 September 2020

แนวทางการพัฒนาเนอื้ โคขนุ โพนยางคำ
ทไ่ี ดร บั การรับรองสิ่งบงชีภ้ ูมิศาสตร

โดย

สำนกั งานเศรษฐกจิ การเกษตรที่ 3
สำนักงานเศรษฐกจิ การเกษตร
กระทรวงเกษตรและสหกรณ

(ข)

บทคดั ยอ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาหวงโซคุณคาและแนวทางการพัฒนาเนื้อโคขุนโพนยางคำ
ทีไ่ ดรบั การรบั รองสิ่งบงชที้ างภูมิศาสตร โดยจัดเก็บและรวบรวมขอมูลจากเกษตรกรที่เลีย้ งโคขุนโพนยางคำใน
จังหวัดสกลนคร นครพนม และบึงกาฬ เจาหนาที่สหกรณการเลี้ยงปศุสัตว กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด
จังหวัดสกลนคร เจาหนาที่ภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวของ และใชแนวคิดหวงโซคุณคา การวิเคราะห
SWOT และ TOWS Matrix เปน เคร่ืองมอื ในการวิเคราะหขอมลู

ผลการศึกษาพบวา โซอุปทานและโซค ุณคาในการประกอบธุรกิจเนื้อโคขุนโพนยางคำประกอบดวย 3
สวนคือตนน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเกษตรกรซึ่งอยูในสวนของตนน้ำที่เปนสมาชิกสหกรณโพนยางคำ
และขึน้ ทะเบยี นเลยี้ งโคขุนกับสหกรณท ำหนา ทเี่ ปนผูผลิตปจจัยการผลติ คอื โคขนุ โดยใชก ระบวนการผลิตตาม
มาตรฐานของสหกรณโ พนยางคำซึ่งอยูในสวนของกลางน้ำโดยสหกรณทำหนา ที่รวบรวมและแปรรูปเน้ือโคขนุ
โพนยางคำ เชน เชือด ชำแหละ บมซาก ตัดแตงซาก เก็บรักษา และจัดทำบรรจภุ ัณฑเนื้อโคขุนโพนยางคำ
เพื่อจำหนาย เปนตน สำหรับปลายน้ำคือผูจัดจำหนายประกอบดว ย สหกรณโพนยางคำซึ่งจำหนายผานหนา
รา นและการออกบทู รอยละ 50 รองลงมาคือโมเดิรนเทรด รอยละ 30 พอ คาสง รอยละ 10 และพอคาปลีก
รอยละ 10 ทัง้ นี้ การผลติ เน้ือโคขุนโพนยางคำมีตน ทนุ สงู กวาเน้ือโคขนุ ท่ัวไปรอยละ 24.75 และมีผลตอบแทน
สุทธิสูงกวาเน้ือโคขุนทว่ั ไปรอ ยละ 70.12 เมื่อพิจารณาหวงโซค ณุ คาแตล ะระดับพบวา เกษตรกรขายโคขุนเพ่ือ
ใชผลิตเนื้อโคขุนโพนยางคำไดในราคา 141.54 บาทตอกิโลกรัม ในขณะที่สหกรณโ พนยางคำซึ่งรวบรวมและ
แปรรูปขายมูลคาซากไดในราคา 254.00 บาทตอกิโลกรัม และผูจัดจำหนายขายเนื้อตัดแตงไดในราคา
300.90 บาทตอกิโลกรัม ดังนั้นมูลคาเพิ่มของราคาขายระหวางเกษตรกรกับผูรวบรวมคิดเปน 112.46
บาทตอ กิโลกรัม และระหวา งผรู วบรวมกับผูจ ัดจำหนา ยคดิ เปน 46.90 บาทตอ กโิ ลกรมั

ผลการวิเคราะห SWOT และ TOWS Matrix ไดขอสรุปแนวทางการพัฒนาเนื้อโคขุนโพนยางคำ
ที่ไดรับรองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรใน 3 แนวทาง ดังนี้ 1) การยกระดับผลิตภัณฑสูสากล โดยสงเสริมใหกลุม
เกษตรกรและสหกรณตระหนักและรับรูคุณคาของสินคาที่ไดรับรองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรและการรับรอง
มาตรฐานสากล 2) การยกระดับกระบวนการผลิต โดยสงเสริมการใชเทคโนโลยแี ละนวตั กรรมเพื่อลดตนทุน
การผลติ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแกเกษตรกระและสหกรณ เชน การใชระบบตรวจสอบการตั้งครรภ
ของโค ระบบตรวจสอบโรค และระบบตรวจสอบระดบั ไขมันแทรกกลามเนือ้ เปนตน และ 3) การขยายธุรกิจโซ
คุณคา โดยสงเสริมการประชาสัมพันธเพื่อใหข อมูลความรูแกผูบ ริโภคเกีย่ วกับผลิตภัณฑและสรางคุณคา ของ
ผลติ ภัณฑอ ยา งตอเนื่อง ตลอดจนแสวงหากลมุ ลูกคา และตลาดใหมทม่ี ีศักยภาพ

ขอเสนอแนะ หนวยงานทีเ่ กี่ยวของควรสงเสริมการสรางความเขมแข็งของกลุมเกษตรกรเล้ียงโคขุน
และเครอื ขา ย การเพิ่มผลผลิต การลดตนทนุ การผลิต การพฒั นาคณุ ภาพและระบบเครอื ขา ยผลิตแหลงอาหาร
หยาบ การควบคุมโรคระบาดและภัยธรรมชาติและการสรางมูลคา ดว ยการแปรรูปโคขนุ เปน ผลิตภัณฑอาหาร

(ค)

รวมท้ังการพฒั นาระบบการจัดจำหนายเนื้อโคขนุ ทัง้ ระบบโดยเชื่อมโยงกลุมผูเลย้ี งโคขนุ กับตลาด ตลอดจนการ
รักษามาตรฐาน คณุ ภาพ ชือ่ เสียง และลักษณะเฉพาะของสนิ คาใหไดอ ยา งตอ เนื่อง

คำสำคัญ : เนือ้ โคขนุ โพนยางคำ ส่งิ บง ชีท้ างภมู ศิ าสตร หวงโซค ณุ คา

(ง)

Abstract

This research aimed to study value chain and development guidelines of certified
geographical indication Pon Yang Kham beef. Data were collected from Pon Yang Kham beef
cattle farmers in Sakon Nakhon, Nakhon Phanom and Bueng Kan Province, Pon Yang Kham
Livestock Breeding Cooperative N.S.C. Ltd., related government officials and private sectors.
Value chain concept, SWOT and TOWS Matrix were used for data analysis.

The results of the study showed that the supply chain and the value chain in doing
beef cattle business comprised 3 sectors: upstream, midstream and downstream. The
upstream player was farmers, members of the Pon Yang Kham Livestock Breeding Cooperative
N.S.C. Ltd. (Cooperative), as a producer of production inputs (beef cattle). The midstream
player was the Cooperative with a main function of Pon Yang Kham beef cattle collecting and
processing such as slaughtering, carcasses incubating, storage, and packaging for distribution.
The downstream player was distributors comprising the Cooperative via its stores and booth
(50%), the modern trade (30%), the wholesalers (10%) and the retailers (10%). It was revealed
that the Pon Yang Kham beef cattle production cost and net return were higher than those of
general beef cattle 24.75% and 70.12 %, respectively. Regarding value chains, farmers received
141.54 baht/kilogram of Pon Yank Kham beef cattle while the Cooperative gained 25 4 . 0 0
baht/kilogram of savage value, and the distributors got 30 0. 9 0 baht/kilogram of cut meat.
Therefore, value differentiation between farmers and collectors was 112.46 baht/kilogram and
value differentiation between collectors and distributors was 46.90 baht/kilogram.

SWOT Analysis and TOWS Matrix suggested three development guidelines of certified
geographical indication Pon Yang Kham beef as follows: 1 ) Upgrading products to meet
international market by encouraging farmers groups and cooperatives to realize and recognize
the value of certified geographical indication products and certified international standards, 2)
Upgrading production process by promoting uses of innovative technology to reduce
production costs and increase production efficiency for farmers and cooperatives, such as
cattle pregnancy monitoring system, disease detection system, and checking system for beef
marbling standard, and 3 ) Expanding value chain business by promoting public relations to
educate consumers regarding products and create product values continually as well as
seeking for new potential

Recommendation, concerned agencies should encourage capacity building of farmer
groups and cooperatives including their networks, increasing of production, cost reduction,

(จ)

development of quality and coarse feed production network system, disease outbreaks and
natural disaster controls, value creation by processing, improvement of distribution system by
connecting farmers to markets, maintenance of standards, quality, name and unique of
products continually.

Keywords: Pon Yang Kham Beef Cattle, Geographical Indication, Value Chain

(ฉ)

คำนำ
การศึกษาแนวทางการพัฒนาเนื้อโคขุนโพนยางคำไดรับรองส่ิงบงช้ีทางภูมิศาสตร เพื่อศึกษาหวงโซ
คุณคาเนื้อโคขุนโพนยางคำที่ไดรับการรับรองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร วิเคราะหคุณคาในแตล ะหวงโซของธุรกิจ
เนื้อโคขนุ โพนยางคำ จับประเด็นท่ีสำคัญ พิจารณาวาสามารถลดตนทุนการผลติ และเพิ่มรายได ไดอีกหรือไม
นอกจากนี้ศึกษาแนวทางการพัฒนาเนื้อโคขุนโพนยางคำที่ไดร ับการรบั รองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร สำหรับเปน
ขอมูลประกอบการตัดสินใจเพื่อกำหนดแนวทางในการพัฒนาและสงเสริมสินคาเนื้อโคขุนโพนยางคำ และ
สามารถนำมาขยายผลในการใชประโยชนเชิงพาณิชย และเปนตนแบบสูสินคาใหมที่มีโอกาสและศักยภาพ
ตอ ไป

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ขอขอบคณุ เจาหนา ที่สหกรณการ
เล้ียงปศุสัตว กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด เจาหนาที่สำนักงานปศุสัตวจังหวัด เจาหนาที่สำนักงานสหกรณ
จงั หวัด เจาหนา ทสี่ ำนักงานตรวจบัญชสี หกรณจ ังหวัด เจาหนาทส่ี ำนกั งานพาณิชยจงั หวัดและเกษตรกรท่ีเลี้ยง
โคขนุ ในพ้ืนท่ีจังหวดั สกลนคร นครพนม และบึงกาฬ ท่อี นเุ คราะหติดตอประสานงาน ตลอดจนใหความรวมมือ
และขอ มลู เปนอยางดียิ่ง ท้ังน้ี ขอขอบคณุ คณะกรรมการพจิ ารณาโครงการวิจัยฯ สำนกั งานเศรษฐกิจการเกษตร
ที่ใหความอนเุ คราะห ชวยเหลอื ชีแ้ นะทางดา นวิชาการและดานการปรับปรุงเอกสารวจิ ัยฉบับนจี้ นทำใหเอกสาร
วิจยั เรื่องนส้ี ำเร็จไปไดดว ยดี

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3
สำนกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร
กันยายน 2563

(ช) หนา
(ข)
สารบญั
(ง)
บทคัดยอ (ฉ)
Abstract
คำนำ (ฌ)
สารบญั ตาราง (ญ)
สารบัญตารางผนวก (ฎ)
สารบญั ภาพ (ฏ)
สารบญั ภาพผนวก
บทท่ี 1 บทนำ 1
1
1.1 ความสำคัญของการวจิ ยั
1.2 วตั ถุประสงคข องการวิจยั 2
1.3 ขอบเขตของการวจิ ยั 2
1.4 นิยามศพั ทเฉพาะ 2
1.5 วธิ ีการวิจัย 4
1.6 ประโยชนท ่คี าดวาจะไดร ับ
บทที่ 2 การตรวจเอกสาร แนวคดิ และทฤษฎี 5
2.1 การตรวจเอกสาร 6
2.2 แนวคิดและทฤษฎี 6
บทท่ี 3 ขอ มูลทั่วไป
3.1 ขอมลู ทว่ั ไปของเกษตรกรแปลงตวั อยาง 12
3.2 ขอ มูลทวั่ ไปสหกรณก ารเล้ยี งปศุสัตว กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด 25
บทที่ 4 ผลการวิจัย
4.1โซอุปทานและหวงโซค ุณคาในการประกอบธุรกิจเน้อื โคขุนโพนยางคำ 25
4.2 แนวทางการพัฒนาเน้อื โคขุนโพนยางคำท่ีไดรับการรับรองสง่ิ บง ชที้ างภูมศิ าสตร 32
บทที่ 5 สรุปและขอเสนอแนะ 38
5.1 สรปุ 38
5.2 ขอ เสนอแนะ
58
84

84
87

(ซ) หนา

สารบัญ(ตอ) 88
92
บรรณานกุ รม 106
ภาคผนวกท่ี 1 ความรูเบื้องตน เร่อื ง ส่ิงบงชีท้ างภมู ศิ าสตร
ภาคผนวกท่ี 2 เอกสารการขอขึ้นทะเบยี นของเนอ้ื โคขุนโพนยางคำ

(ฌ)

สารบัญตาราง หนา

ตารางที่ 1.1 ขนาดตัวอยา ง 4
ตารางที่ 2.1 การวิเคราะห TOWS Matrix 24
ตารางที่ 3.1 ลกั ษณะสวนบุคคลของเกษตรกรตวั อยาง 26
ตารางท่ี 3.2 ลักษณะการใชท่ีดนิ 26
ตารางที่ 3.3 การเลย้ี งโคเนือ้ เฉพาะฝงู ท่ีสำรวจ
ตารางที่ 3.4 การใชแรงงานและอัตราคาจางทีใ่ ชใ นชว งทม่ี เี ล้ยี งในรอบป 27
ตารางท่ี 3.5 ปริมาณและมลู คา อาหารท่ีใชเ ลีย้ งโคเนือ้ ท่ีสำรวจ ในรอบป 2562 28
ตารางท่ี 3.6 คา วคั ซีนปอ งกนั โรค และคายารักษาโรค แยกตามประเภท อายุโค
ตารางท่ี 3.7 คา ใชจ ายอื่นๆตอฝงู ท่สี ำรวจในรอบป 2562 29
ตารางท่ี 3.8 พ้ืนทใี่ นการเล้ยี งโคเน้ือ/โคขุน 30
ตารางที่ 3.9 ขอ มูลสมาชกิ และทนุ ประกอบกจิ การของสหกรณฯโพนยางคำ จำกัด ป 2561-2562 31
ตารางท่ี 3.10 ผลการดำเนนิ งานของสหกรณฯโพนยางคำ จำกดั ป 2561 32
ตารางที่ 4.1 ราคาเนอ้ื โคขนุ โพนยางคำ ป 2562
ตารางท่ี 4.2 การเปรยี บเทียบตน ทนุ การผลิตและผลตอบแทนโคขุน ป 2562 32
ตารางที่ 4.3 การเปรยี บเทยี บตน ทนุ การผลิตและผลตอบแทนการผลติ เน้อื โคขุนโพนยางคำ(ซากโค) 34
ตารางที่ 4.4 แสดงสว นตา งของเนือ้ โคขุนโพนยางคำราคาในแตล ะระดบั
ตารางที่ 4.5 ผลการวิเคราะหส ภาพแวดลอมภายนอกโดยใชเครอ่ื งมอื PESTEL ANALYSIS 49
ตารางท่ี 4.6 สรุปปจ จยั สภาพแวดลอมภายในโดยการเรียงตามลำดับความสำคัญ 55
ตารางที่ 4.7 สรุปปจจยั สภาพแวดลอ มภายนอกโดยการเรียงตามลำดับความสำคัญ 56
ตารางที่ 4.8 กลยทุ ธเชงิ รุก (SO Strategy):TOWS Matrix ของสนิ คา เน้ือโคขนุ โพนยางคำ
ตารางที่ 4.9 กลยุทธเชิงแกไ ข (WO Strategy):TOWS Matrix ของเน้ือโคขนุ โพนยางคำ 57
ตารางท่ี 4.10 กลยทุ ธเชิงปอ งกัน (ST Strategy):TOWS Matrix ของสนิ คาเน้อื โคขุนโพนยางคำ 61
ตารางท่ี 4.11 กลยทุ ธเชิงรบั (WT Strategy):TOWS Matrix ของสินคาเนอ้ื โคขุนโพนยางคำ 66
ตารางท่ี 4.12 แนวทางการพัฒนาเนอ้ื โคขุนโพนยางคำที่ไดรับส่ิงบง ชที้ างภูมิศาสตร 69

71
75

76
78
82

(ญ) หนา

สารบญั ตารางผนวก 99
106
ตารางผนวกท่ี 1.1 คา ธรรมเนียมเนยี ม-ส่งิ บง ชีท้ างภมู ศิ าสตร
ตารางผนวกท่ี 2.1 ส่ิงบง ชีท้ างภูมิศาสตรท ไ่ี ดข นึ้ ทะเบียน

(ฎ)

สารบญั ภาพ

ภาพที่ 2.1 โครงสรา งโซอุปทานสนิ คาเกษตร หนา
ภาพท่ี 2.2 Value Chain
ภาพที่ 2.3 PESTLE Analysis 13
ภาพที่ 3.1 กระบวนการดำเนินงาน ของสินคาเนอ้ื โคขนุ โพนยางคำ 15
23
ภาพท่ี 4.1 หว งโซอุปทานเนื้อโคขุนโพนยางคำ 34
ภาพที่ 4.2 แผนผงั การผลิตโคเน้ือ
40
ภาพที่ 4.3 การคดั โค 42
ภาพที่ 4.4 การจดแจงฆาโค
ภาพท่ี 4.5 การตรวจรับโค 43
ภาพท่ี 4.6 กระบวนการฆาโค 43
44
ภาพที่ 4.7 การชำแหละโค 44
ภาพที่ 4.8 การตัดแตงซากโค
45
ภาพท่ี 4.9 การจัดการ Stock เนอ้ื 46
ภาพที่ 4.10 เกรดเน้ือโคขุนโพนยางคำ
ภาพท่ี 4.11 ช้ินสว นและการใชป ระโยชนเน้ือโคขุนโพนยางคำ 47
47
ภาพที่ 4.12 บรรจุภัณฑสินคาเน้อื โคขุนโพนยางคำ 48
ภาพท่ี 4.13 การจำหนา ยหนา รา น
ภาพที่ 4.14 หว งโซค ณุ คา ของเนื้อโคขุนโพนยางคำ 48
50
57

(ฏ) หนา

สารบญั ภาพผนวก 96
105
ภาพผนวกท่ี 1.1 ขัน้ ตอนรบั ข้นึ ทะเบียนสิ่งบง ชี้ทางภมู ศิ าสตร
ภาพผนวกที่ 2.1 แผนทแี่ สดงแหลงภูมศิ าสตรเ น้อื โคขุนโพนยางคำ

1

บทท่ี 1
บทนำ

1.1 ความสำคญั ของการวจิ ยั
เกษตรอัตลักษณพื้นถิ่นในประเทศไทยมีการพัฒนาโดยนำลักษณะเฉพาะในแหลงภูมิศาสตร

ผสานกับภูมปิ ญญาพน้ื ที่มาใชป ระโยชนในการผลิตสินคา สรา งความแตกตา ง เพิม่ มูลคา และรายไดแกชุมชน
ดวยสินคาสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร (Geographical Indication : GI) ในป 2546 ประเทศไทยมีการออก
พระราชบัญญัติคุมครองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรเพื่อปองกันไมใหประชาชนสับสนหรือหลงผิดในแหลง
ภูมศิ าสตรของสนิ คา จึงจดั เปนทรพั ยสนิ ทางปญ ญาประเภทหนึ่งที่มีการคุม ครองช่ือสินคา ใหเปนสิทธิเ์ ฉพาะ
ของชุมชน ปจจุบันมีการขึ้นทะเบียนแลวจำนวน 130 รายการ สวนใหญเปนสินคาจากภาคการเกษตร
กระจายท่วั ทุกภูมิภาคสรางมูลคา ทางการตลาดสงู กวา 4,000 ลานบาท ซ่งึ ในพ้ืนท่ีจงั หวดั สกลนคร มกี ารขึ้น
ทะเบียนแลวจำนวน 6 รายการ ไดแก ขาวฮางหอมทองสกลทวาป หมากเมาสกลนคร น้ำหมากเมา
สกลนคร ผา ครามธรรมชาติสกลนคร เสน ไหมไทยพน้ื บานอสี าน และเนอื้ โคขุนโพนยางคำ โดยสินคาเนอื้ โค
ขุนโพนยางคำเปนสินคาที่มีมูลคามากที่สุด มีมูลคาการผลิต ป 2562 จำนวน 1,111.46 ลานบาท มีทุน
ประกอบกจิ การ 98.183 ลานบาท (สำนกั งานสหกรณจังหวัดสกลนคร, 2563)

เนื้อโคขุนโพนยางคำเปนเนื้อโคขุนคุณภาพสูงที่บมในหองเย็น มีไขมันแทรกในปริมาณที่
เหมาะสม ทำใหมคี วามนุม มัน หวาน หอม อรอย โดยจะผลิตจากโคเนื้อลูกผสมระหวางโคสายพันธุยุโรป
กับโคสายพันธุพื้นเมือง พรอมท้ังผานกระบวนการเลี้ยง ในพื้นที่ราบสูงและที่ราบลุมลอนคล่ืนที่ตั้งระหวาง
เทือกเขาภูพานกับแมนำ้ โขงหรอื ที่เรียกวาอีสานเหนือ หรือแองสกลนคร (จังหวัดสกลนคร บางอำเภอของ
จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดบึงกาฬ) ซึ่งมีความเหมาะสมกับการเลีย้ งและขุนโคเพอื่ ใหม ี
ไขมันแทรกในกลามเนื้อไดดี รวมทงั้ การแปรสภาพและตัดแตงอยางถูกสุขลักษณะตามมาตรฐานสากล และ
ตามขอกำหนดของสหกรณฯ โพนยางคำ สงผลใหไดเนื้อที่นุม อรอย ขายไดใ นราคาสูง เนื้อสันในประมาณ
กิโลกรัมละ 1,100-1,200 บาท ไดสรางอัตลักษณพื้นถิ่นท่ีแตกตา งโดยเนนการพัฒนากระบวนการผลิตและ
แปรรูปท่ีมีคุณภาพตั้งแตก ารวิธีการเลี้ยงโคขุนจะตองเปนโคพันธุชารโลเลสผ สมพันธุโคพื้นเมือง และมีการ
พัฒนาสูระดับสากลโดยขึ้นทะเบียนสินคา GI ในประเทศ อยางไรก็ตามสินคาเนื้อโคขุนโพนยางคำ ยัง
ประสบปญหาทัง้ จากภายในและภายนอกชุมชน ปญหาภายในชุมชน ไดแก แหลงผลติ ชุมชนเจาของสินคา
GI ในระดับพื้นที่ขาดการรับรคู ุณคาของอัตลักษณและคุณสมบตั ิพิเศษเฉพาะพื้นที่เพ่ือนำมาใชประโยชนใ น
เชงิ พาณชิ ย ความไมพ รอ มในการขอข้ึนทะเบยี น ความเสอ่ื มโทรมของทรพั ยากรธรรมชาติและการลดลงของ
พื้นที่ปา ปญหาภายนอกชุมชน ไดแก ปญหาความไมสอดคลองกับมาตรฐานสากลของพระราชบัญญัติ
คุมครองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร พ.ศ. 2546 เชน ประเภทของสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร ผูมีสิทธิ์ยื่นคำขอ
ระยะเวลาการตรวจสอบ ระดับการคุมครองการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบยอนกลับ และการ
ตรวจสอบคณุ สมบัติของสนิ คา กอนวางตลาด เปนตน (พันธกานต ชจู นั ทร, 2558) รวมถงึ การเชอื่ มโยงขอมูล
Big Data ระดบั จงั หวดั /ภูมิภาค/ประเทศ เพอื่ ใชในการบรหิ ารจัดการท้งั ระบบมนี อย การศึกษาขอมูลความ

2

ตองการตลาดสินคาประเภทน้ีมนี อย และการรบั รูทา ทีการเจรจาการคาสินคา GI ในระดบั สากลมนี อย เปน
ตน

ป 2562 สหกรณฯโพนยางคำ มีสมาชิก 6,242 ราย มีจำนวนโคขุน 10,971 ตวั โดยเนื้อโคขุน
โพนยางคำเปน ท่ีรูจักอยา งแพรห ลาย และยอมรับในเร่ืองคุณภาพเนื้อ ทำใหเนื้อโพนยางคำมีราคาจำหนา ย
สูงกวาเนื้อโคท่ัวไป จงึ ถือเปน ตวั อยา งการพัฒนาสินคา GI ทปี่ ระสบความสำเรจ็ สอดคลอ งตามแนวทางการ
พฒั นาของประเทศภายใตยุทธศาสตรชาติ 20 ป (พ.ศ. 2561–2580) และแผนการปฏิรูปประเทศนโยบาย
และแผนระดับชาติวาดวยความมั่นคงแหงชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.
2560 - 2564) ในยุทธศาสตรการเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขันของเกษตรกรที่มุงเนนการยกระดับ
ศักยภาพการผลิตเพื่อเพิ่มมูลคาผลผลิต บนพื้นฐานการตอยอดอดีต ปรับปจจบุ นั และสรา งคุณคาใหมใน
อนาคต

กระทรวงเกษตรและสหกรณไดตระหนักถึงความสำคัญของสินคา GI จึงมีการเปดรับรอง
ระบบงานขอบขายสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรดำเนินการหนุนสินคา GI ใหไดรับการคุมครองทางกฎหมาย เพื่อ
เพ่มิ มลู คาและขยายโอกาสตลาดสงออกใหสูงข้ึน ซงึ่ การพฒั นาสินคาเกษตรอัตลกั ษณพ นื้ ถนิ่ เปนการกระตุน
เศรษฐกิจในระดบั ฐานราก ชวยสรางความเขม แข็งใหกบั ชมุ ชน เกิดความมัน่ คงดานอาชพี ตลอดจนลดการ
เคลอื่ นยา ยแรงงานเขาสูเมอื งจึงเปน การพฒั นาชุมชนอยางยั่งยืน

สำนักงานเศรษฐกจิ การเกษตรที่ 3 เห็นถึงความสำคัญดังกลาว จึงสนใจศึกษาแนวทางการพัฒนา
เนื้อโคขนุ โพนยางคำ ท่ีไดรับการรับรองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร ซึ่งเปนสินคาที่มีศกั ยภาพในระดับประเทศ /
ระดับสากล เพื่อเปนขอมูลที่มีประโยชนตอหนวยงานภาครฐั เอกชน เกษตรกร และผูสนใจศึกษาสินคาส่ิง
บงช้ีทางภูมิศาสตรด า นการเกษตร รวมถงึ การขยายผลไปสูส ินคาเกษตรทมี่ โี อกาสและศกั ยภาพตอไป

1.2 วัตถปุ ระสงคข องการวจิ ยั
1.2.1 เพอ่ื ศึกษาหว งโซค ณุ คาเน้อื โคขุนโพนยางคำทีไ่ ดร บั การรบั รองสิ่งบงชท้ี างภมู ิศาสตร
1.2.2 เพอ่ื ศึกษาแนวทางการพัฒนาเนือ้ โคขนุ โพนยางคำท่ไี ดรบั การรับรองสิ่งบง ชีท้ างภูมิศาสตร

1.3 ขอบเขตของการวจิ ัย
1.3.1 พื้นทีศ่ ึกษา ในพืน้ ทจ่ี ังหวัดสกลนคร นครพนม และบึงกาฬ
1.3.2 ประชากรที่ศึกษา ไดแก เกษตรกร / สหกรณการเลี้ยงปศุสัตว กรป.กลาง โพนยางคำ

จำกดั ผทู ่เี ก่ียวของในหว งโซค ณุ คาเนื้อโคขุนโพนยางคำทีไ่ ดรับการรบั รองส่ิงบงช้ที างภมู ิศาสตร
1.3.3 ระยะเวลาของขอมูล ขอมูลตนทุนการผลิต การแปรรูปและการตลาดเนื้อโคขนุ โพนยางคำ

ป 2562

1.4 นยิ ามศพั ทเฉพาะ
สิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรไทย หรือ Thai Geographical Indication คือ เครื่องหมายที่ใชกับ

สินคาที่มาจากแหลงผลติ เฉพาะเจาะจง โดยคุณภาพหรอื เอกลกั ษณของสินคาน้ัน เปนผลมาจากการผลติ ใน

3

พน้ื ทดี่ ังกลา ว จงึ เปรยี บเสมอื นเปน แบรนดข องทองถิ่นท่บี งบอกถึงคุณภาพและแหลงท่ีมาของสินคา ถือเปน
ทรพั ยสินทางปญ ญาประเภทหน่งึ เกิดจากความเชื่อมโยงระหวางปจจัยสำคัญสองประการ คอื ธรรมชาติและ
มนุษย ชุมชนอาศัยลักษณะเฉพาะท่ีมีอยูในแหลงภูมิศาสตรตามธรรมชาติ เชน สภาพดินฟาอากาศ หรือ
วัตถุดิบเฉพาะในพื้นท่ี มาใชประโยชนในการผลติ สินคา ทาใหไดผลิตภัณฑที่มีคุณลักษณะพิเศษที่มาจาก
พื้นที่ คุณลักษณะพิเศษนี้อาจหมายถึง คุณภาพชื่อเสียงหรือคุณลักษณะเฉพาะอื่นๆ ที่มาจากแหลง
ภูมิศาสตรนั้นๆ สิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร แบงเปน 2 ลักษณะคือ สิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรโดยตรง (Direct
Geographical Indication) เปนชื่อทางภูมิศาสตรที่เกี่ยวของกับสินคานั้นๆ โดยตรง และสิ่งบงชี้ทาง
ภูมิศาสตรโดยออม (Indirect Geographical Indication) เปนสัญลักษณหรือสิ่งอื่นใดที่ไมใชชื่อทาง
ภูมิศาสตร ใชเพื่อบงบอกแหลงภูมิศาสตรอันเปนแหลงกาเนิดหรือแหลงผลิตของสินคา สิ่งบงชี้ทาง
ภูมิศาสตรมีความแตกตา งจากทรพั ยส ินทางปญ ญาประเภทอื่น คือ ผเู ปน เจา ของไมใ ชบ คุ คลหน่ึงบคุ คลใดแต
เปนกลุมชุมชนที่เปน ผูผลิตหรือผูประกอบการในพื้นทีท่ างภูมิศาสตรนั้นๆ ผผู ลิตที่อยูนอกแหลงภูมศิ าสตร
จะไมสามารถผลติ สินคาโดยใชช่ือแหลงภูมิศาสตรเ ดียวกันมาแขงขนั ได (กรมทรพั ยส ินทางปญญา กระทรวง
พาณิชย,2561)

เน้ือโคขุนโพนยางคำ(Pon-Yang-Khram Beef) หมายถึง เน้ือโคขุนคุณภาพสงู ที่ผลิตจากโค
เนื้อลูกผสมระหวางโคสายพันธุพื้นเมือง ซึ่งผานกระบวนการเลี้ยง การแปรสภาพและตัดแตงอยางถูก
สุขลักษณะตามมาตรฐานสากล และตามขอกำหนดของสหกรณฯโพนยางคำที่ผลิตในขอบเขตพื้นทีจ่ ังหวัด
สกลนคร นครพนม มกุ ดาหารและบงึ กาฬ (กรมทรพั ยสนิ ทางปญ ญา กระทรวงพาณชิ ย,2561)

เกษตรอตั ลกั ษณพื้นถิ่น หมายถงึ การสงเสรมิ และพฒั นาผลติ ภัณฑท่มี ีเอกลักษณเฉพาะถ่ิน ดวย
การประยุกตใช ภูมิปญญาทองถิน่ เทคโนโลยีและนวัตกรรม การขึ้นทะเบียนและคุมครองสิทธิใหกับสินคา
และผลิตภัณฑ การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานของสินคาและผลิตภัณฑและการสรางความเขมแข็งของ
เกษตรกรและชุมชน ในการพัฒนาอตั ลกั ษณพ ื้นถิ่น รวมทัง้ สรางอัตลักษณหรือเรื่องราวแหลงกำเนิด สรา ง
ความแตกตางและ ความโดดเดน และสรางแบรนดใหก ับสินคาเกษตรอัตลักษณพื้นถิ่น และสงเสริมการ
บริโภคสินคาเกษตรอัตลักษณ พื้นถิ่นทั้งในระดับประเทศและเพื่อการสงออก (กรมทรัพยสินทางปญญา
กระทรวงพาณชิ ย,2561)

เกษตรแปรรูป หมายถึง การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวตั กรรมการแปรรูป
สินคาเกษตร ขั้นสูงที่มีคณุ คาเฉพาะ และผลิตภัณฑค ุณภาพสงู ทีส่ อดคลองกับความตอ งการของตลาด และ
ผลักดนั เทคโนโลยีและนวตั กรรมไปสูการผลติ เชิงพาณิชยต ลอดจนใหความสำคัญกบั ตราสินคาและปกปอง
สิทธิ ในทรพั ยสินทางปญ ญา สง เสรมิ การใชวัตถุดบิ และผลติ ผลทางการเกษตรเพ่ือแปรรปู เปนผลติ ภัณฑใหม
โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกตใชในกระบวนการผลิตตลอดหวงโซอ ุปทานใหแกเกษตรกร
และ สถาบันเกษตรกร รวมทั้งสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหมมาใชในการควบคุม
คุณภาพและ ความปลอดภัย ติดตามผลิตภัณฑระหวางขนสง และยืดอายุของอาหารและสินคาเกษตรใน
บรรจภุ ัณฑ เพื่อเพม่ิ มูลคา ใหแกสินคา (กรมทรัพยสนิ ทางปญ ญา กระทรวงพาณิชย,2561)

4

1.5 วิธกี ารวิจัย
1.5.1 การเกบ็ รวบรวมขอมลู

ในการศึกษาครั้งนี้มีการรวบรวมขอมูลปฐมภูมิ (Primary Data) และขอมูลทุติยภูมิ
(Secondary Data) เพ่ือใชศึกษาหวงโซคุณคา (Value Chain) และแนวทางการพัฒนาสินคาเนื้อโคขุน
โพนยางคำซงึ่ มีรายละเอยี ดดงั น้ี

1) ขอมลู ปฐมภูมิ

1.1) เกบ็ รวบรวมขอ มูลจากการสำรวจ
1.1.1) เก็บรวมรวมขอมูลสหกรณการเลี้ยงปศุสัตว กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด

ผูผลิตเนื้อโคขุนโพนยางคำโดยการสัมภาษณแบบเชิงลึก และขอมูลเกษตรกรผูเลี้ยงโคขุนโพนงยางคำ โดย
สหกรณฯโพนยางคำ มีสมาชิก 6,242 ราย แตเปนสมาชกิ ที่เลีย้ งโคขุนและขึ้นทะเบียนกับสำนักงานปศุสัตว
จงั หวัด จำนวน 1,635 ราย ในพื้นท่ีจังหวัดนครพนม สกลนคร และบึงกาฬ การกำหนดขนาดตัวอยางใช
แนวคิดของ Neuman จำนวนประชากรเปนจำนวนหลักพัน ใชจำนวนกลุมตัวอยาง รอยละ 10 ของ

ประชากรท้ังหมด (Neuman, 1991) ดังนั้นจากจำนวนประชากร 1,635 ราย จะมีขนาดกลุมตัวอยาง 164
ราย แตด วยขอจำกัดทางดานเวลาและงบประมาณ ประกอบกับลักษณะของสมาชิกผเู ล้ียงโคขุนโพนยางคำ
มีรายละเอียดที่คลายคลึงกัน จึงกำหนดตัวอยาง รอยละ 8.07 จำนวน 132 ราย และใชวิธีสุมแบบ

เฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เน่ืองจากตองใชเกษตรกรผูเลีย้ งโคขุนที่สมคั รใจพรอมใหขอมูลเชิง
ลึก รายละเอยี ดตามตารางท่ี 1.1

ตารางที่ 1.1 ขนาดตวั อยาง

จงั หวัด ประชากรเล้ยี งโคขุน (ราย) จำนวนตัวอยา ง (ราย)

นครพนม 635 28
บงึ กาฬ 29 8
96
สกลนคร 971 132

รวม 1,635

ทมี่ า: ปศุสตั วจ งั หวัดสกลนคร (2562)

1.1.2) เก็บรวมรวมผูเกี่ยวของในหว งโซคุณคาเนื้อโคขุนโพนยางคำโดยการสัมภาษณ
แบบเชิงลึก ดวยวธิ ีสุมเลือกตัวอยางแบบเจาะจง (Purposive sampling) จากเกษตรกรผูเลี้ยงโคขุนโพน
ยางคำที่ขายโคขุนเพื่อนำมาแปรรูป/ชำแหละเปนเนือ้ โคขุนโพนยางคำ จำนวน 10 ราย และหนวยงานท่ี

เกี่ยวของหนวยงานละ 1 ราย ไดแก เจาหนาทีพ่ าณิชยจังหวดั นครพนม เจาหนา ที่พาณชิ ยจังหวัดบึงกาฬ
เจาหนาที่พาณิชยจังหวัดสกลนคร เจาหนาที่ปศุสัตวจังหวัดนครพนม เจาหนาที่ปศุสัตวจังหวัดบึงกาฬ

เจาหนาที่ปศุสัตวจังหวัดสกลนคร เจาหนาที่สหกรณจังหวัดนครพนม เจาหนาที่สหกรณจังหวัดบึงกาฬ
เจาหนาที่สหกรณจังหวัดสกลนคร เจาหนาที่ตรวจบัญชีสหกรณจังหวัดนครพนม เจาหนาที่ตรวจบัญชี
สหกรณจ ังหวดั บึงกาฬ และเจา หนา ที่ตรวจบัญชสี หกรณจังหวดั สกลนคร รวมท้งั หมด 12 ราย

5

1.2) เก็บรวบรวมขอมูลจากการจัดประชุมสนทนากลุม (Focus Group) เพื่อระดมความ
คิดเห็นผูที่เกี่ยวของเพื่อรวมหาแนวทางการพฒั นาศักยภาพเน้ือโคขุนโพนยางคำท่ีไดรับการรับรองส่ิงบงชี้ทาง
ภูมิศาสตร จำนวน 1 คร้ัง รวมทั้งหมด 32 ราย ประกอบดวย สมาชิกสหกรณผูเลี้ยงโคขุน กรป.กลาง โพน
ยางคำ จำกัด ที่ผลิตเนื้อโคขุนโพนยางคำ ที่ไดร ับการรับรองสิ่งบง ชี้ทางภูมิศาสตร จำนวน 15 ราย และผูท ี่
เก่ยี วของในโซค ณุ คา จำนวน 17 ราย

1.5.2 การวิเคราะหขอมูล
1) การวิเคราะหเชิงปรมิ าณ โดยใชสถิตพิ รรณนา (Descriptive Statistics) ใชค าสถิติ

อยางงายและรอยละในการนำขอมูลที่รวบรวมไดมาวิเคราะหขอมลู เพื่ออธิบายขอมูลทั่วไปของเกษตรกร
วิสาหกิจชมุ ชนท่ดี ำเนินการ ขอ มลู จากการประชุมสนทนากลมุ Focus Group และขอ มูลตนทุนการผลติ

2) การวิเคราะหเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะหโ ซคุณคา วิเคราะหสภาพแวดลอมภายในและ
ภายนอกดวยการวเิ คราะห SWOT และการจดั ทำแนวทางการพฒั นาดว ย TOWS Matrix

1.6 ประโยชนท ่ีคาดวา จะไดรับ
1.6.1 ภาครฐั และหนว ยงานที่เกี่ยวของใชเปนขอ มูลประกอบการตัดสินใจเพอื่ กำหนด

แนวทางในการพฒั นาและสง เสริมสินคาเนอ้ื โคขุนโพนยางคำ

1.6.2 เกษตรกรมีขอมูลในการพัฒนาสินคาเนื้อโคขุนโพนยางคำและนำมาขยายผลในการใช
ประโยชนเ ชิงพาณชิ ยเพื่อใหม ีรายไดเพิม่ ขึ้น

6

บทท่ี 2
การตรวจเอกสาร แนวคิดและทฤษฎี

2.1 การตรวจเอกสาร
จากการตรวจเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวของกับการศึกษาแนวทางการพัฒนาเนื้อโคขุนโพนยางคำท่ี

ไดรับการรับรองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร มีงานวิจัยที่เกี่ยวของ 3 ดาน คือ งานวิจัยที่เกี่ยวของกับหวงโซ
อุปทาน หวงโซคุณคา สิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร การวิเคราะหสภาพแวดลอมและการกำหนดแนวทางการ
พัฒนา และตนทุนและผลตอบแทนการผลติ ผลการตรวจเอกสารท่เี กยี่ วขอ งมีดังนี้

2.1.1 งานวจิ ัยทเ่ี ก่ียวของกับโซอปุ ทาน
การวิเคราะหโซอุปทานโคเนื้อ “Beef supply chain” เปนกระบวนการที่เกี่ยวของกับการ

ดำเนินธุรกิจโคเนื้อทุกขั้นตอนเขาดวยกันเปนหวงโซหรือเครือขาย (Cluster) ใหเกิดการประสานงานกัน
อยางตอเนื่อง เพื่อใหไดการดำเนนิ งานมีตนทุนการผลติ ที่ต่ำและมีประสทิ ธิภาพ ซึ่งกระบวนการเชื่อมโยง
ขัน้ ตอนตา งๆ ทีเ่ ก่ยี วของกนั นีไ้ มไ ดครอบคลุมเฉพาะข้ันตอนการผลติ เนื้อโคขุนต้ังแตข้นั ตอนตนน้ำ กลางน้ำ
จนถึงปลายนำ้ ของการเลี้ยงโคขุนในองคกรเทานั้น แตจะยังเช่ือมตอกับองคกรอื่นๆ ภายนอกดวยไมวาจะ
เปนโรงฆา โรงฟอกหนัง คูคา ผูจัดจำหนายหรือรานคาปลีก เปนตน ดังนั้นผูประกอบการ และผูบริหาร
องคกรโคเนอ้ื ควรใหค วามสนใจในเร่ือง Beef supply chain ซ่งึ เปน กลยทุ ธท่ีประเทศตา งๆ ท่ัวโลกกำลงั ให
ความสำคัญอยางมาก และเปนปจจัยหนึง่ ท่ีทำใหบริษัทตางๆประสบความสำเร็จในการแขงขันทางธุรกิจใน
การดำเนินธุรกิจโคเนื้อจะมี 4 กระบวนการหลักที่เกี่ยวขอ งกันคือ เครอื ขายเกษตรกรผูผลิตโคเนื้อ โรงฆา
สัตว การขนสง และการกระจายสินคา ทงั้ 4 กระบวนการนีจ้ ะตอ งเชื่อมตอผสมผสานกันไดอยา งลงตวั และ
ดำเนินไปไดอยางตอเนื่อง กอใหเกิดตนทุนที่ต่ำสงผลใหองคกรสามารถแขงขันกับคูแขงไดความสำคัญของ
Beef supply chain เนื้อโคขุนที่ผลิตออกสูตลาดจะตองผานการควบคุมตั้งแตการเลี้ยงแมโคที่ผลิตลูกโค
ซ่งึ ตองมีรหสั ประจำตัวโคตัง้ แตเกิด เพอื่ ใหเปน ขอมลู ในการตรวจสอบยอนกลบั (Traceability) จนถงึ ปลาย
น้ำ (ผูเลี้ยงโคขุน) ซึ่งตองมีการบันทึกและเปดเผยขอมูล การผลิตในเรื่องอาหาร การจัดการ และการ
ควบคุมโรค ขั้นตอนการขนสงซึ่งเปนไปตามกฎสวัสดิภาพสัตว (Animal welfare) จนถึงการฆาสัตวใ นโรง
ฆาที่ไดรับมาตรฐาน และขั้นตอนการกระจายสินคา ซึ่งตองควบคุมในเรื่อง HACCP (การควบคุม
กระบวนการผลิตโดยเนน จุดที่ไดรับการวิเคราะหแลววาเปนจุดวิกฤติในขั้นตอนการผลิต) กิจกรรมตางๆ
ของ Beef supply chain ถือวาเปนคาใชจายหากมีการบริหารและจัดกิจกรรมเหลานี้ดำเนินไปอยางมี
ประสิทธิภาพก็ยอมจะสงผลใหคาใชจายในการผลิตต่ำลงดวย นัน่ หมายถึงตนทุนในการผลิตก็จะลดลงดวย
ฉะนั้นหากมีการบูรณาการหนวยตางๆ ในสายของหวงโซอุปทานโคเนื้อเพื่อใหกิจกรรมดำเนินไปอยางมี
ประสทิ ธิภาพแลว ถอื วาเปนปจ จัยหนงึ่ ในการชว ยใหมงุ ไปสูความสำเรจ็ ได (สทิ ธิพร บรุ ณนฏั ,2552)

เชนเดียวกับการศึกษาหวงโซอุปทานโคเนื้อในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนลาง
(ประสิทธิ์ ศรีสอง และคณะ,2559) มีวัตถุประสงค เพื่อศึกษา 1) ระบบการผลิต เสนทางการซื้อ ขาย
การตลาดโคเนื้อและเนื้อโค 2) องคประกอบของโซอุปทาน ชองทางการตลาดโคเนื้อ - เนื้อโค ตนทุน

7

ผลตอบแทน ในการผลิตเนื้อโค และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง 3) ปญหาอุปสรรคในระบบการผลิตโคเนื้อและ
การตลาด ของเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวนั ออก เฉียงเหนือตอนลาง ศกึ ษากลมุ ตัวอยางจากประชากรผูที่มี
สวนเกี่ยวของทั้งในระบบการผลิตเนื้อโค ในพื้นที่ 8 จังหวัด เก็บรวบรวมขอมูล โดยใชแบบสัมภาษณ
วิเคราะหข อมูลดวยโปรแกรมสำเรจ็ รูป อธบิ ายผลการศกึ ษา ใชค าสถิติ ความถ่ี คา รอ ยละ คา เฉลี่ยเลขคณติ
คาสูงสุด คาต่ำสุด เกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อเฉลี่ยจำนวน 3.04 ตัวตอราย สวนมากรอยละ 64.91 เลี้ยงโค
ลูกผสมพื้นเมือง-บราหมัน ในฤดูฝนรอยละ 78.95 เลี้ยงแบบผูกหลักเกี่ยวหญาใหกิน ในฤดูแลงรอยละ
80.70 เล้ียงแบบตอนรวมฝูง ปลกู หญาเฉลี่ย 1.41 ไรตอ ราย รอยละ 95.24 มีการสำรองฟางขาวไวใชยาม
ขาดแคลน เกษตรกรรอยละ 89.47 จำหนายโคเนื้อโดยมีพอคา มารับซื้อถึงคอก ดวยวิธีประเมินราคาดวย
สายตาตามความพอใจของผูซ อื้ และผูขาย การจำหนา ยโคเนือ้ ในตลาดนดั เฉลย่ี 280 ตวั ตอนดั ซึ่งโคลูกผสม
พน้ื เมือง-บราหมนั มีการซือ้ ขายมากที่สดุ โดยการประเมินจากปริมาณเน้ือแดง และ สายพนั ธโุ ค เปนปจจัย
ที่สงผลตอ ราคาซื้อขายซากโคมากที่สุด รอยละ 84.96 สวนปจจัยที่มผี ลตอการตัดสินใจซื้อเนื้อโคในระดับ
มากที่สุด คือราคาจำหนาย = 4.57 สำหรับหวงโซอุปทานโคเนื้อเริ่มจากเกษตรกรผูผลิตขายพอแมพันธุ
ใหกับเกษตรกรผูเลี้ยงโคเนื้อ และเกษตรกรผูเลี้ยงโคเนือ้ ขายใหกับเกษตรกรผูเลี้ยงโคขุน นำไปเลี้ยงขุนใน
ระยะเวลา 2-6 เดอื นกอนสงโรงฆาสตั ว เมื่อชำแหละก็จะนำซากโคทีไ่ ดส ง ผูคาสงเนือ้ โค ซ่ึงจะนำไปตัดแตง
กระจายใหผูคาปลีกตอไป ในกรณีของเนื้อโคคุณภาพสูงเมื่อชำแหละแลวจะนำเน้ือโคที่ไดไปบมเนื้อจนได
คุณภาพ กอนที่ผูคาสงเนื้อโคจะนำไปตัดแตงจำหนาย หวงโซอุปทานกลุมตนน้ำประกอบดวย เกษตรกร
ผผู ลิตพันธุโ คเนือ้ เกษตรกรผเู ล้ียงโคขนุ ผคู าโคขุน โรงฆาสตั ว ผคู า สงเนอ้ื โคขนุ ผบู ริโภค และกลุมกลางน้ำ
ประกอบดวย หนวยงานท่ีสงเสริมการเลี้ยง เกษตรกรผูเลย้ี งโคขุนในดานการผลิต และการจำหนาย ปญ หา
อุปสรรคจากการเล้ยี งโคเนอ้ื พบวาเกษตรกรรอยละ 86.97 มปี ญ หาในการเล้ียงโคเนื้อ ไดแ ก อาหารหยาบมี
ไมเ พียงพอ (รอ ยละ 75.92) พนื้ ทีเ่ ลีย้ งโคเนื้อไมเพียงพอ(รอยละ 34.65) และขาดแรงงานในการเล้ียงโคเนื้อ
(รอยละ 27.91) ตามลำดบั

2.1.2 งานวิจยั ทเี่ ก่ียวของกบั หวงโซคณุ คา
การวิเคราะหหวงโซคุณคาจะมุงเนนใหความสำคัญกับกิจกรรมตั้งแตกิจกรรมการจัดหา

แหลงวัตถุดิบ การแปรรูป กจิ กรรมการสงมอบสินคา การบริการใหกับลูกคา โดยมุงสรางความสามารถ
การแขงขันทางธุรกิจและองคกร ดวยการวิเคราะหคุณคาเพิ่มที่เกิดขึ้นในแตละขั้นตอนเพื่อเชื่อมโยง
กิจกรรมตาง ๆ ทั้งกิจกรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุน ดังนี้ สอดคลองกับการศกึ ษาการจัดการหวงโซแหง
คุณคาของธุรกิจฟารมแพะในจังหวัดพะเยา (สมชาย จินาเฟย,2557) มีวตั ถุประสงคเพื่อศึกษาลักษณะของ
การจัดการหวงโซแหงคุณคาของธุรกิจฟารมแพะในจังหวัดพะเยา โดยใชแนวคิดและทฤษฎีหวงโซแหง
คุณคา ผลการวิจัยพบวาการจัดการธุรกิจฟารม แพะมีลกั ษณะเปนธุรกิจขนาดเล็ก และเปนเขาของคนเดยี ว
มีเงินทุนหมุนเวียนไมเกิน 1 ลานบาทตอ ป มปี รมิ าณการผลิตแพะเนือ้ เฉลี่ย 65 ตัวตอป และนมแพะเฉล่ีย
1,520 กโิ ลกรมั ตอป การกอต้งั ธุรกจิ มีผปู ระกอบการเปนผูเร่มิ ทำธุรกจิ เองและมีระยะเวลาการดำเนินธรุ กิจ
ต่ำกวา 10 ป มีพนักงานประจำคอื เจา ของกจิ การ และมีการจางพนักงานช่ัวคราวเปน รายวัน จา ยคาจางใน
อัตราคาจางข้ันต่ำตามกฎหมาย ดา นการผลิตพบวา ฟารมมีพืน้ ที่กวางและตั้งอยูหางไกลชุมชน มีลานกวา ง

8

ใชเปนพื้นท่ีในการลี้ยงแพะ มีโกดังจัดเก็บวัตถุดบิ ท่ีใชน ำมาเปนอาหารใหกับแพะ มีคอกแยกเพื่อกักกันโรค
โรงรีดนม ดานการตลาด พบวา มีการขายในประเทศ โดยขายไปยังกลุมผูบริโภคที่นบั ถือศาสนาอิสลาม ใน
เขตชายแดนแมสาย จังหวัดเชียงราย ดานการเงินพบวาแหลงเงินทุนมาจากเงินทุนสวนตัวและผลกำไร
สะสมจากการทำธุรกิจทุกกิจการมีการอาศัยเงินลงทุนจากภายนอก โดยการกูยืมเงินจากสถาบันการเงิน
เพอ่ื มาใชเปนทนุ หมนุ เวียนในการเสริมสภาพคลองของกจิ การ สวนของการใชไ ปของเงินทุนจะเปนคาใชจา ย
ในการดำเนนิ กิจการสว นใหญเ ปน คาซ้ือวัตถดุ บิ ทีใ่ ชน ำมาเปนอาหารใหก ับแพะและคา แรงงานของลูกจาง

เชนเดียวกับการศึกษาการพัฒนาหวงโซคุณคาในการผลิต และการตลาดผลิตภัณฑแ ปรรูป
จากปลาเชิงพาณิชย ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค (พิชา วิสิทธิ์พานิช และคณะ,2562) มีวัตถุประสงคเพ่ือ
ศกึ ษาพฤติกรรมผูบรโิ ภคและผผู ลิตในกระบวนการหวงโซคุณคา และ การดำเนินการภายใตหวงโซคุณคาใน
การผลิตสินคาแปรรูปจากปลาเชิงพาณิชย และเพือ่ ศึกษาวิเคราะห กระบวนการหวงโซคณุ คาของพื้นท่ีโดย
ใชก ระบวนการกลุมในการวิเคราะหก ารพัฒนาศักยภาพดานหวงโซคุณคา ในการผลติ และผลิตภัณฑแปรรูป
จากปลาในระดับพื้นท่ี ผลการศึกษาพบวา พฤตกิ รรมผูบ ริโภคนิยมไปซือ้ ปลาสดที่ตลาดบอ นไก พฤติกรรม
ผบู รโิ ภคตอ การเลือก ซอ้ื ปลาแปรรปู ทต่ี ลาดศาลเจา ไกต อ สำหรับผูคาสงและผคู า ปลีกปลาสดและผลติ ภัณฑ
แปรรูปจากปลา พบวา ปจจัยที่กำหนดราคารับซื้อขึ้นลงของปลาแมน้ำพื้นที่นครสวรรคมากที่สุดคือ
เทศกาลตางๆ ซ่งึ ปญ หาสำคัญ ในการคาปลกี คา สง สงู สดุ ไดแก ราคาปลาที่ไมแนนอน ปลาเนา เสียงา ย ความ
ตองการปลานอยลงและโดนโกง น้ำหนัก สำหรับการจัดการหวงโซคุณคาในการผลิตและโซคุณคาของ
ผลิตภัณฑแปรรูปจากปลา พบวา ผูประกอบ การสวนใหญมีการจัดหาวัตถุดิบในพื้นที่แบบพึ่งพามีการ
คาขายแบบคนใกลชิดของคนในพื้นท่ี มีตนทุนต่ำ และมี คาขนสงจากแหลงเพาะปลาไปยงั โรงงานหรอื กลมุ
แปรรูปผลิตภัณฑจากปลา อยูที่ 400-650 บาทตอครั้ง ซึ่งราคาจำหนา ยปลาโดยเฉลี่ยอยูที่ 35-45 บาทตอ
กิโลกรัม ทั้งนี้ผูประกอบการสามารถมีสินคาจำหนายไดในราคาเฉลี่ย 150-200 บาทตอกิโลกรัม สำหรับ
ดานการปฏบิ ัติงาน พบวา ผูประกอบการสวนใหญมกี ารปรบั รูปแบบการผลิต โดยการพัฒนาและปรับปรุง
ผลติ ภณั ฑ ทั้งการตรวจสอบคุณภาพ การบรรจุภัณฑ การควบคุมอุณหภูมิ เปนตนซึ่งสามารถใชแนวทางที่
หลายภาคสวนปฏิบัติในการสรางมูลคาเพิ่มใหกับ ผลิตภัณฑในทองถิ่น เพ่ือใหการผลิตสินคาจากปลา มี
ความพรอมในการแขงขัน และมีการเชื่อมโยงกับ หนวยธุรกิจที่เกี่ยวของ สรางความสมดุลรวมมือกัน
ระหวางเกษตรกร ผูเพาะเล้ยี ง และผปู ระกอบการทาง ดานอตุ สาหกรรม โดยเรม่ิ ต้ังแตก ารผลิต การแปรรูป
และการสงออก ใหตรงตามท่ีลกู คา ตองการอยางมี คุณภาพ รวมทัง้ สงมอบไดรวดเร็วภายใตราคาที่แขงขัน
ได เพื่อหาแนวทาง ที่จะพัฒนาการผลติ และแปรรูป จากปลาอยางจริงจัง มีการแกปญหาอยางเปนระบบ
ดวยการสรา งมูลคาเพิม่ ใหกับสินคาหรือบริการที่การ ยึดถือแนวทางการปฏิบัติของผูผลิตและผูที่เกี่ยวของ
ท่ีมุงเนนการสรางและสงเสริมผลิตภัณฑแปรรปู จาก ปลาในจังหวัดนครสวรรคใหเกิดการเชื่อมโยงสินคา
และบรกิ ารจากชมุ ชน สตู ลาดภายนอกทั้งในและตาง ประเทศตอไป

2.1.3 งานวจิ ยั ที่เกีย่ วขอ งกับสิง่ บง ชีท้ างภูมศิ าสตร
สิ่งบง ชี้ทางภูมิศาสตรและสวนประสมทางการตลาด ที่มีความสัมพันธก ับการรับรูคณุ คาตรา

สินคาชามไกลำปาง ผลการศกึ ษาสิ่งบงช้ีทางภูมศิ าสตรพ บวา การจดจำไดและการตระหนักถงึ ดานชื่อเสียง

9

และดา นคุณสมบตั ลิ ักษณะเฉพาะของสินคาโดยรวมอยูในระดับมาก สวนการจดจำไดด า นคุณภาพอยูในระดับปาน
กลาง ในขณะที่การตระหนักถึงคณุ ภาพโดยรวมอยูในระดับมาก ผลการทดสอบสมมตฐิ านพบวาการจดจำได
มคี วามสมั พันธใ นทิศทางเดยี วกันกับการตระหนักถึงในดา นตางๆ ไดแ ก ดา นราคาในประเด็นสวนลดเงินสด
เมื่อชำระคาสินคาทันที ดานชองทางการจัดจำหนายในประเด็นแหลงที่จำหนาย มีสถานที่จอดรถใหกับ
ลูกคา ดานการสงเสริมการตลาดในประเด็นการโฆษณาผานสื่อตางๆ ของธุรกิจ การมอบสวนลดพิเศษ
ในชวงเทศกาล และการใหขาวประชาสัมพนั ธขององคกรภาครัฐ ดานคุณสมบัตลิ ักษณะเฉพาะของสินคาใน
ประเดน็ มลี วดลายไก ดอกโบตัน๋ หรอื ดอกเบญจมาศ ตน กลว ยและใบไผเปนเอกลักษณ ทีร่ ะดับนัยสำคัญทาง
สถิติท่ีระดบั 0.05 (ฐารดี วงศษ า, 2557) และการศกึ ษาเร่ืองขา วเฉยี้ งปากรอ สงิ่ บง ช้ีทางภมู ศิ าสตรเพอื่ สิทธิ
ชุมชนภายใตชุดโครงการการพัฒนาเครือขายพันธกิจสัมพันธมหาวิทยาลัยสงขลานครินทรเพื่อชุมชน
เขม แขง็ ผลการศกึ ษาพบวา กลุม เกษตรกรมคี วามรูความเขา ใจเกี่ยวกับส่ิงบงชี้ทางภูมิศาสตรมากข้นึ รวมถึง
การดำเนนิ การเพื่อเตรียมความพรอมในการที่จะข้นึ ทะเบียนสนิ คาเปน สิ่งบงช้ที างภูมิศาสตร อยางไรก็ดีแม
กฎหมายจะใหสิทธิประชาชนในการขึ้นทะเบียนสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรดวยตนเองไดก็ตาม แตก ารรวบรวม
ขอมลู ตางๆ รวมถงึ การควบคุมคณุ ภาพการผลิตนั้น ผูท่ดี ำเนินการขอข้ึนทะเบยี น ไมส ามารถทำเองได หาก
ขาดความชวยเหลอื จากองคกรอื่นๆ โดยเฉพาะอยางย่ิงจากทางหนวยงานราชการ ประกอบกับปญหาโดย
สภาพของสงิ่ บงชที้ างภูมิศาสตรทีเ่ ปนสิทธชิ มุ ชนหรอื สิทธทิ ่มี ีความเปนเจา ของรวม กอ ใหเ กดิ อุปสรรคในการ
บังคบั ใชสิทธิบางประการอยางมีประสิทธภิ าพ อีกทั้งมาตรการบงั คับสิทธิก็ไมมากเพียงพอที่จะกอใหเกิด
ความตระหนักรแู ละสรางคุณคาแกสินคาภูมิศาสตรที่ไดร ับการข้นึ ทะเบียน (ณชิ นันท คุปตานนท และคณะ,
2561)

และการศึกษาเรื่องการวิเคราะหรูปแบบและกระบวนการจัดการยืน่ ขอขึ้นทะเบยี น GI ของ
พริกไทยกาปอต ในประเทศกมั พูชา ผลการวิจัยพบวา ในกระบวนการจัดการการยื่นขอขึน้ ทะเบียนนั้นส่ิง
สำคัญที่ตองคำนึงถึงเมื่อตองการยื่นจดทะเบียนสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรในประเทศกัมพูชาคือจะตองมีการ
เตรยี มการกอ นดำเนินการยื่นเอกสารไปที่กระทรวงพาณิชย คือผยู ่ืนหรือผมู สี ว นเกยี่ วของตองมีงบประมาณ
เพื่อใชในการดำเนินงาน และตองมีการคัดเลือกสินคาที่มีศักยภาพอยา งแทจ ริง ตองดำเนินการจดทะเบียน
สมาคมวิชาชีพ (Inter-Professional Association) เปนนิติบุคคลเพือ่ เปนตัวแทนในการย่ืนขอขึ้นทะเบียน
สิ่งบง ชีท้ างภูมิศาสตร จัดทำหนังสือขอปฏิบัติ (The Code of Practice) กำหนดขอบเขต พื้นที่สิ่งบงชีท้ าง
ภูมิศาสตรการเชื่อมโยงสินคากับแหลงภูมิศาสตรและขั้นตอนอีกอยางคือตองมีระบบการควบคุม
กระบวนการผลิตซ่ึงมีความสอดคลองกับแนวคิดและทฤษฎีของ SOK SARANG (2017) และ Ministry of
Commerce and Ministry of Agriculture (2010) ที่ไดบรรยายไววา ในการขึ้นทะเบียนสิ่งบงชี้ทาง
ภูมิศาสตรตองมี 5 ปจจัยหลัก สำคญั คือ 1) ตองจัดทำหนังสือขอปฏบิ ัติ 2) ตองมีการกอต้ังสมาคมวิชาชีพ
โดยมีเกษตรกรและผูประกอบเปนสมาชิก 3) กำหนดขอบเขตพื้นที่ในสินคา โดยมีแคเกษตรกรกับ
ผูประกอบการในพื้นที่น้ันจึงจะสามารถใชชื่อสิ่งบงชี้ทาง ภูมิศาสตรกับสินคาได 4) คนหาหลักฐานท่ี
เชื่อมโยงระหวางสินคากับแหลงภูมิศาสตรลักษณะพิเศษที่อาศัยปจจัยของ ธรรมชาติ ประวัติและมนุษย
และ 5) จัดทำระบบการควบคมุ และหาพยานหลักฐานเพ่ือรับประกันวาสนิ คา ทขี่ าย เปน สนิ คาท่ีอยูใ นแหลง

10

นั้นและสอดคลองกับหนังสือขอปฏิบัติและสอดคลองกับพ.ร.บ. คุมครองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร 2546 ของ
ประเทศไทยท่ีไดกำหนดไววา การเตรียมตัวเพื่อจดทะเบียนสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรตองมีการเตรยี ม 2 อยาง
คือ การพิจารณาความเปนไปไดในการข้ึนทะเบียนสิ่งบงช้ีทางภมู ิศาสตรของแตละสินคา เชน ประวตั คิ วาม
เปนมา และความมีชื่อเสียงของสินคา ความเชื่อมโยงของสินคากับแหลงภมู ิศาสตรลักษณะเฉพาะ / เอก
ลักษณะของสนิ คา ชื่อที่จะขึน้ ทะเบียน ขอบเขตพื้นที่ และการเตรียมการจัดทำรางคำขอขึ้นทะเบียน แตมี
ความแตกตางกัน บางสวนของกระบวนการไดมาซึ่งสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรของสหภาพยุโรป
(สุชลี า เตชะวงคเ สถียร, 2558)

2.1.4 งานวิจยั ทเ่ี กยี่ วของกับการวิเคราะหส ภาพแวดลอมและการกำหนดแนวทางการพัฒนา
แนวทางพัฒนาศักยภาพการผลิตโคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (สกลนคร

นครพนม มุกดาหาร) ป 2560 – 2564 (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2561) พบวา ในป 2559 มปี ริมาณ
การผลิตโคเน้ือ 56,534 ตัว เพิม่ ขึ้นจากป 2555 ที่มีปริมาณโคเนื้อ 40,187 ตัว หรือเพ่ิมขึ้นรอยละ 11.02
อยางไรกต็ าม ในป 2560 ประมาณการวากลุมจังหวัดฯ มีปรมิ าณการผลติ ลดลงเมื่อเทียบกับป 2559 หรือ
ลดลงรอยละ 2.90 เนื่องจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวน พื้นท่ีทุงหญา ลดลงเพราะเกษตรกรหันไปปลูกพืช
เศรษฐกิจอื่น ๆ ทำใหการเจรญิ เติบโตของโคเนื้อไมเต็มที่ โคลูกผสมมีราคาสูง เกษตรกรไมมีเงินทุนซื้อมา
เลีย้ งเพอ่ื จำหนายระบบการเลยี้ งโคเน้ือกลมุ จังหวัดฯ คือ ระบบการเลี้ยงโคเน้อื เพือ่ ผลติ ลูก (โคตนทาง) และ
ระบบการเลี้ยงโคเนื้อหรือโคขุน (โคกลางทาง) และการรวบรวมโคเนื้อเขาสูโรงฆาสัตวเพื่อจำหนาย
(โคปลายทาง) โดยเกษตรจะจำหนายโคเนื้อแกพอคาปลีกหรือตลาดสดทั่วไป สำหรับโคคุณภาพสงู หรือโค
ขุนจะจำหนายใหแกโ รงฆาชำแหละที่ไดม าตรฐาน ไดแก สหกรณก ารเลี้ยงปศุสตั ว กรป.กลาง บานโพนยาง
คำ จำกัด สหกรณการเกษตรหนองสูง จำกัด (สาขาปศุสัตว) จังหวัดมุกดาหาร และบริษัทนครพนม บีฟ
(ไทยแลนด) จำกัด จังหวัดนครพนม เพื่อจำหนายเปนเนื้อโคคุณภาพ “เกรดพรีเมี่ยม” ใหแกรานสเต็ก
โรงแรมภตั ตาคาร หรือหา งสรรพสนิ คา ช้ันนำตอไป

สำหรับผลการวิเคราะหจุดแข็ง จุดออน โอกาส อุปสรรค พบวา กลุมจังหวัด ฯ มี
สภาพแวดลอมเอื้ออำนวยในการเลี้ยงและเจริญเติบโตของโคเนื้อแหลงวตั ถุดิบอาหารราคาถูก และอยูใ น
เขตเกษตรเศรษฐกิจ (Zoning) ตามนโยบายของรัฐที่ถูกกำหนดและสง เสรมิ ใหเปนพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรบั
การเลี้ยงโคเน้ือ ประกอบกับเนื้อโคมรี าคาสูง จึงเปนอาชีพเสรมิ สรางรายไดกับเกษตรกรเพิ่มขน้ึ อยางไรก็
ตามโคเนื้อเพศเมยี ถูกนำมาแปรรูปเพื่อการบรโิ ภคแทนโคเนื้อเพศผู ทำใหขาดแคลนแมพันธุโคเนื้อในการ
ขยายพันธุ เกษตรกรยังคงขาดความรูหรือไมสามารถเขาถึงขอมูลการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพสูงไดอยางมี
ประสิทธิภาพ นอกจากนีแ้ หลงรับซ้อื โคเนอื้ คณุ ภาพสูงยงั ไมสามารถดำเนนิ การพัฒนาสินคา โคเนอ้ื มาตรฐาน
GMP-Halal จึงไมสามารถคาขายกับตา งประเทศไดโดยตรง ดังนั้นจากการวิเคราะหสภาพแวดลอมเชิงกล
ยุทธ จึงไดแนวทางการพัฒนาการผลิตโคเน้ือตลอดหวงโซอุปทานอยางยั่งยืน ประกอบดวย 3 แนวทาง คือ
1) การพัฒนาการผลิตโคเนื้อตน ทาง โดยเพิ่มจำนวนแมพันธโุ คเน้ือ พัฒนาและสงเสริมแหลงผลิตนำ้ เช้ือพอ
พนั ธุสายเลือดแทจากตางประเทศ จัดโครงการอบรมใหความรูค วามเขาใจในการผลิตโคเนื้อตนทาง และ
จัดทำทะเบียนฟารมโคเนื้อสรางอาชีพ 2) การพัฒนาการผลิตโคกลางทาง โดยพัฒนาองคความรูดาน

11

ขบวนการผลิตใหกับเกษตรกร สนับสนุนการรวมกลุมเครือขายของเกษตรกรนำไปสูการเลี้ยงเชิงธุรกิจ
สนบั สนุนการปลูกพืชอาหารสัตวเพือ่ ใชเปนอาหารคุณภาพ และลดตนทุนการผลิต สนับสนุนการวจิ ัยเพื่อ
ลดตนทนุ อาหารโคเนื้อคุณภาพ จัดทำระบบฐานขอมลู องคความรู นวตั กรรม พรอมถายทอดเทคโนโลยีเพ่ือ
การผลติ โคเนื้อคุณภาพ และจัดตั้งศูนยข อมูลเชิงลึกดานการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพที่ไดมาตรฐาน 3) การ
พัฒนาการผลติ โคปลายทาง โดยผลักดันใหโรงฆาสัตวแ ละสถานที่จำหนายเนื้อโคคุณภาพไดมาตรฐานสากล
(มาตรฐาน GMP-Halal) สง เสรมิ และพัฒนาการแปรรูปผลติ ภัณฑโคเน้ือคุณภาพท่ีไดมาตรฐาน จดั ทำระบบ
ฐานขอ มลู องคความรูดานการแปรรปู ผลิตภัณฑโคเน้ือคุณภาพ สง เสริมการบริโภคเนอ้ื โคคณุ ภาพในประเทศ
และตางประเทศ และผลักดันใหมีกฎหมายหรือมาตรการควบคุมการนำเขาโคเนื้อและเนื้อโคจาก
ตางประเทศ

สอดคลองกับงานวิจัยสภาพการเล้ียงและการวิเคราะหสภาพแวดลอมของการผลิตเนื้อโค
ขุนคณุ ภาพในจังหวัดพะเยาและจังหวัดแพร (กมลทิพย สอนศิริและคณะ, 2560) พบวา เกษตรกรผู เลี้ยงโค
ขุนสวนใหญเปนเพศชายอายุเฉลี่ย 51-60 ป รอ ยละ 38.73 จบระดับประถมศึกษารอยละ 44.60 เล้ียง โค
ขุนเปน อาชีพเสริมรอยละ 80.98 โดยซื้อโคขุนจากตลาดนัดโค-กระบือรอยละ 100 เพื่อนำมาเลี้ยงขุน โดย
พันธุโคขุนที่นำมาเลี้ยง คือ โคลูกผสมชารโรเลส และโคลูกผสมแองกัส เกษตรกรเลี้ยงเฉพาะโคขุนอยาง
เดียว เฉลี่ย จำนวน 1-3 ตัวตอฟารมรอยละ 55.78 โดยทำการตอนโคที่นำมาเลี้ยงขนุ รอยละ 100 และใช
ระยะเวลา ในการเล้ียงเฉล่ยี 12 เดือนรอยละ 66.86 รูปแบบการเล้ียงโคขนุ เปนแบบขังคอกมกี ารใหอาหาร
ขนสำเร็จรูป และมีการเสริมอาหารหยาบ เชน เปลือกขาวโพด ฟางขาว หญาเนเปยร และหญารูซี่ จาก
การศึกษาลักษณะ สีขนของโคขุนลูกผสมชารโรเลสสวนใหญจะมีลักษณะขนสีขาวสลับน้ำตาลออน
การศึกษาที่ 2 การวเิ คราะห สภาพแวดลอม พบวา จุดแข็ง คือ เกษตรกรผูเลี้ยงโคขุนมกี ารรวมกลุมกันทำ
ใหเกิดการแลกเปลีย่ นประสบการณ และไดรบั การชวยเหลอื จากภาครัฐ จุดออน คือ เกษตรกรสวนใหญมี
อายมุ ากอาจมีขอจำกัดในเรื่องการเรยี นรู เทคโนโลยใี หมเพื่อนำมาพัฒนาการผลิตโคขุนคุณภาพ โอกาส คือ
เกษตรกรมีการรวมกลุมเปนสหกรณฯ ทำให ไดรับการสนับสนุนการจัดหาแหลงเงินทุนและการบริการ
วิชาการจากภาครัฐ อุปสรรค คอื เกษตรกรผูเลี้ยงโคขุนเปนรายใหมยังขาดประสบการณดานการปรับปรงุ
พันธุ การจัดการฟารม และการตลาด การเลี้ยงโคขุน มีตนทุนสูงและใชร ะยะเวลาคืนทุนนาน และการเปด
เขตการคาเสรี (Free Trade Area : FTA) ทำใหเนื้อโค คุณภาพจากตางประเทศเขามาเปนคูแขงของ
เกษตรกร สรปุ ไดว า การศึกษาสภาพการเลีย้ งและการวเิ คราะห สภาพแวดลอมสามารถใชเ ปนขอมูลพ้ืนฐาน
สำหรบั กำหนดแนวทางชว ยยกระดับอาชีพการเลี้ยงโคขนุ ใหก ับ เกษตรกรและพัฒนาสคู วามย่ังยืนได

2.1.5 งานวิจัยท่ีเก่ียวขอ งกับตนทุนและผลตอบแทนการผลิต
การศึกษาการเปรียบเทียบตนทุนและผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตรข องการเลี้ยงโคขุนใน

เขตจังหวัดสกลนคร (นราวธ ระพันธุคำและคณะ,2562) พบวา ตน ทุนและผลตอบแทนทาง เศรษฐศาสตร
จากการเลี้ยงโคขุนของเกษตรกรซึ่งมีท้ังหมด 4 รูปแบบ ระยะเวลาในการเลี้ยงเฉล่ีย 11.36 เดือน พบวา
กลุมทเี่ ล้ียงระดบั สายเลือดโคพนั ธชุ ารโ ลเลส 75.00% มตี น ทุนสูงท่ีสุด คอื 76,860.86 บาท/ตัว กลุมที่เลี้ยง
ระดับสายเลือดโคพันธุชารโลลส 62.50% มีรายไดสูงที่สุด คือ 82,777.28 บาท/ตัว และเมื่อพิจารณา

12

ผลตอบแทน สทุ ธิ กลุม ท่ีเลี้ยงระดับสายเลือดโคพันธุชารโลเลส 62.50% มีผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ยสูงที่สุด
คือ 8,716.13 บาท/ตัว การวิเคราะหความแปรปรวนทางเดียว ในการทดสอบไดผลการทดสอบสมมติฐาน
พบวา ผลตอบแทนสุทธิแตกตางกัน อยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (P ≤0.05) และจากการ
เปรียบเทียบคาเฉลี่ยของผลตอบแทนสุทธิเปนรายคู ดวยวิธี LSD พบวา ระดับสายเลอื ดโคพันธุชารโ ลเลส
62.50% มีผลตอบแทนสุทธเิ ฉลี่ยสูงกวาระดับสายเลือด โคพันธุชารโลเลส 50.00% และ 75.00% อยางมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดบั 0.05 (P ≤0.05) สอดคลองกับการศึกษาการจัดการการผลิต ปจจัยท่ีสัมพันธกับ
ตนทุนและผลตอบแทนการเลี้ยงโคเนื้อ ปลอยแทะเล็มในจังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ
(สุรวัฒน ชลอสันติสกุลและคณะ,2562) พบวา เกษตรกรที่เลี้ยงโคเนื้อสวนใหญจ ะเล้ียงแบบปลอยหากิน
ตามธรรมชาติ โดยจะลงทุนหลักเพียงครั้งเดียว คือ การซ้ือลูกโคมาเลี้ยงและเลี้ยงแบบปลอยตามขางถนน
หรือแปลงหญาสาธารณะ วัตถุประสงคของการวิจัยนี้เพื่อศึกษา ตนทุนและผลตอบแทนในการเลี้ยงโคเนื้อ
แบบปลอยแทะเล็ม โดยทำการศึกษาในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบรุ ีและจงั หวัด ประจวบคีรีขันธ สุมตัวอยา ง
ชนิดสุมตัวอยางโดยไมใชความนาจะเปน แบบบังเอิญหรือตามความสะดวก ในขณะที่ผูวิจัย ลงพื้นที่เพื่อ
ทำการศึกษา เปนจำนวน 175 ราย โดยใชแบบสัมภาษณเพื่อเก็บขอมูลพ้ืนฐานและขอมูลเกี่ยวกับตนทุน
และ ผลตอบแทนของการเลี้ยงโคเน้อื ผลการวิจัยพบวา (1) ดา นขอมลู พ้ืนฐาน พบวาเกษตรกรสว นใหญเปน
เพศชาย คิดเปน รอยละ 70.28 มีสถานะภาพสมรสมากท่ีสุด คิดเปนรอยละ 79.42 และมีจำนวนสมาชิก
ภายในบานที่ทำงานเลี้ยง โคเน้ือเพียงคนเดียวมากที่สุดถึงรอยละ 70.28 เกษตรกรเลี้ยงโคปลอยแทะเล็ม
ขางถนนมีอาชีพรบั จา งเปน อาชีพหลกั คิด เปน รอ ยละ 52.57 (2) ดา นตนทนุ การเลยี้ งโคเนื้อแบบปลอยแทะ
เล็ม มตี น ทุนคาแรงงาน 6,000–9,000 บาทตอเดอื น ตนทุนคา พันธุโค 83.33–416.67 บาทตอ เดอื น ตนทุน
คารักษาโรค 101–500 บาทตอเดือน และคาเสียโอกาสในการ ลงทุน 42–210 บาทตอเดือน โดยคิดเปน
ตน ทุนทั้งหมด 6,226.33–10,126.67 บาทตอ เดือน สว นผลตอบแทนในการ เลี้ยงโคเนือ้ พบวาเกษตรกรจะ
มีรายไดในชวง 8,333.75–12,500 บาทตอเดือน ซึ่งคิดเปนกำไรจากการเลี้ยงโคเนื้อ คือ 2,107.42–
2,373.33 บาทตอเดอื น แตอ ยางไรก็ตามปจ จยั ทส่ี ัมพันธกับตนทุนน้ันไมสามารถจำแนกไดอยางชดั เจน สรุป
ผลวิจัยไดว าปจ จัยท่สี ัมพันธกบั ตนทุนซ่งึ สงผลใหตนทนุ มีความไมชัดเจนและบงชไี้ ดยาก ไดแ ก แรงงานแฝง
ในครอบครัว ซึ่งไมสามารถคำนวณตนทุนคาแรง งานได นอกจากน้ีคาสาธารณูปโภค อาทิเชน คาไฟฟา คา
น้ำประปา และคาสาธารณปู โภคอื่น ๆ ไมสามารถจำแนกได วา มีตนทุนคาใชจายสำหรับการเล้ยี งโคเทา ไร
เนอ่ื งจากเกษตรกรใชจา ยคา สาธารณปู โภคเหลา นีร้ วมกันกับการดำเนนิ ชีวิตประจำวนั โดยปกติ

2.2 แนวคดิ และทฤษฎี
2.2.1 แนวคดิ โซอ ปุ ทานสินคาเกษตร
ยุทธศาสตรการพัฒนาโลจิสติกสและโซอุปทานภาคการเกษตร ป 2556-2559 กระทรวง

เกษตรและสหกรณ คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกสก ารเกษตรใหแนวคิดระบบโซอุปทานสินคา
เกษตรตาม ประกอบดว ยหนว ยตา ง ๆ ดงั นี้ (สำนกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร, 2558)

13
ระดับตนน้ำ ประกอบดวย เกษตรกรทำหนาที่ในการผลิตและเก็บเกี่ยวสินคาเกษตรโดย
กิจกรรมโลจิสติกสเริ่มตั้งแตการจัดหาและใชปจจัยการผลติ ทางการเกษตร การจัดการคุณภาพผลผลิตใน
ฟารม ตลอดจนไดผลผลติ ทพ่ี รอ มสง ไปขายในระดับตอไป
ระดับกลางน้ำ ประกอบดวย ผูรวบรวม ผูคาสง ผูคาปลีก และโรงงานแปรรูป ซ่ึงผูรวบรวม
ผลผลิตนับวา มีบทบาทสำคัญในการเคลอ่ื นยา ยผลผลติ จากเกษตรกรสูตลาด โดยกจิ กรรมโลจสิ ตกิ สท่ีเกดิ ขน้ึ
ไดแ ก การจดั การโครงสรางพน้ื ฐานในการรวบรวมเกบ็ เกยี่ ว การคัดแยก การตรวจสอบคุณภาพ รวมถึงการใช
เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เชน การบรรจหุ ีบหอ การขนสง การเกบ็ รกั ษา เปน ตน เพ่อื ลดหรือปองกันความ
เสียหายของผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว ทั้งในดานปริมาณและคุณภาพ ผลผลิตการเกษตรที่รวบรวมไดถูก
เคลื่อนยายไปดำเนินการแบงออกเปน 2 ทางคือ 1) รวบรวมเพื่อจำหนายใหกับผูบริโภคในรูปของ
ผลสด 2) เพ่ือสงเขาโรงงานแปรรปู เปน สนิ คา ตาง ๆ โดยมกี ิจกรรมโลจสิ ติกสท ี่สำคัญคือ การจดั การพัฒนา
นวตั กรรมการแปรรูปผลผลิตผลิตภัณฑและนำผลิตภณั ฑน้นั ไปขายตอ ไป
ระดับปลายน้ำ เปนกระบวนการเคลือ่ นยายสินคาทั้งท่ีอยูในรูปของผลสดและสินคาเกษตร
แปรรูปออกสูตลาด โดยสินคา / ผลผลิตนั้นจะถูกจำหนายใหกับพอคาขายสง พอคาขายปลีก ตัวแทนผู
สงออกท่ีทำหนาที่ขายหรือกระจายสินคาไปสูลูกคาซึ่งเปนผูบริโภคตอไป โดยกิจกรรมโลจิสติกส
ประกอบดวย การจัดการธุรกจิ เชน การหาลูกคา การตัดสินเกีย่ วกับผลผลติ ผลิตภณั ฑและบริการทีจ่ ำเปน
ในการสรางและสนับสนุนฐานของลูกคาควบคูกับการจัดการคุณภาพมาตรฐานสินคา เพื่อสนองความ
ตองการและสรางความพงึ พอใจใหก ับลกู คา
ทั้งนีใ้ นกระบวนการไหลของผลผลิตจะเริ่มจากเกษตรกรเปนผูผลติ ผลผลิตการเกษตรและ
เคลอื่ นยายไปสูผรู วบรวมในรูปผลสดหรือเปลี่ยนสภาพไปเรอ่ื ย ๆ จนเปนสนิ คา สำเร็จรปู และสงไปยังลูกคา
ในขณะที่เงินหรือผลตอบแทนจากการขายจะเคลื่อนที่จากผูซื้อขั้นสุดทายจนถึงเกษตรกร ซึ่งระหวางนั้น
จะมกี ารไหลของขอมูลทั้งไปและกลับ เชน ขอมูลของสินคา ขอมูลความตองการผูบริโภคตลอดโซอุปทาน
ดังแสดงตามภาพท่ี 2.1

ทีม่ า: สำนกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร(2558)

ภาพท่ี 2.1 โครงสรา งโซอ ุปทานสินคาเกษตร

14

2.2.2 แนวคิดหว งโซค ณุ คา
หวงโซคุณคา หมายถึง กิจกรรมที่มีความสัมพันธ และเชื่อมโยงกัน เพื่อสรางมูลคาเพิ่มใหกับ

ปจจัยการผลิต โดยเริ่มตั้งแตกระบวนการนำวัตถุดิบปอนเขาสูกระบวนการผลิต กระบวนการจัดจำหนาย
กระบวนการจัดสงสินคาสูผูบริโภค และกระบวนการบริการหลังการขาย การสรางคุณคาใหกับสินคาหรือ
บริการนน้ั อาจจะเปนการกระทำโดยบรษิ ัทเดียวหรือหลายบรษิ ัท ดวยการแบง ขอบเขตของกิจกรรมแลวสงตอ
คณุ คา ในแตล ะชวงตอเนื่องกันไป หรือหวงโซคุณคา หมายถงึ การสรางคุณคาหรือประโยชนอ่นื ๆ มาประกอบ
กันใหเ ปน ประโยชนส ดุ ทายทลี่ ูกคา ตองการโดยมีขั้นตอนของกระบวนการสรา งคุณคาทีต่ อเนื่องกนั เหมือนหวง
โซข องกิจกรรมทีม่ ีความเกี่ยวพนั กันเพื่อสรางประโยชนส ุดทายในผลิตภัณฑห รือบริการเพื่อสงตอ ไปใหลูกคาได
ใชป ระโยชน

การวิเคราะหหวงโซคุณคา เปนการวิเคราะหเพื่อพิจารณาถึงความสามารถของกิจการในการ
แขง ขัน โดยการศึกษาถึงกิจกรรมตาง ๆ ท้ังกจิ กรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุนวา สามารถชว ยใหไดเปรียบ
ดานตนทุนหรือความสามารถในการสรา งความแตกตางเมื่อเปรียบเทียบกับคูแขงขันไดหรือไม ซ่ึงจะใชเปน
แนวทางในการกำหนดจุดแขง็ และจุดออนของกิจกรรมไดเปนอยา งดี

Michael E. Porter (1985) ไดใ หแนวความคิดของหวงโซคุณคาวาเปนคณุ คาหรือราคาสนิ คาท่ี
ลูกคาหรือผูซื้อยอมจายใหกับสินคา ซึ่งคุณคาของสินคาเหลานี้เปนผลจากการโยงใยคุณคาตาง ๆ ใน
กระบวนการผลิต หรือดำเนินงานของบริษัทเจาของสินคา ซึ่งมีกิจกรรมตาง ๆ เกิดขึ้นมากมายระหวางการ
ดำเนินงาน โดยมีความสัมพันธกันคลายลูกโซแบบตอเนื่อง การที่จะตรวจสอบวา สินคาและบริการมีคุณคา
มาก(จุดแข็ง) จากกิจกรรมใด และมีคุณคานอย (จุดออน) จากกิจกรรมใด Michael E. Porter ไดเสนอ
แบบจำลองหวงโซคุณคาโดยมุงใหความสำคัญกับกิจกรรมในโซคุณคาของแตละหนวยธรุ กจิ ตั้งแตการจัดหา
แหลงวัตถุดิบ การแปรรูป ตลอดจนถึงกระบวนการสงมอบสินคาและบริการใหกับลูกคา โดยมุงสราง
ความสามารถในการแขง ขันทางธุรกิจ ดวยการวิเคราะหมูลคา เพิ่มท่ีเกิดขึน้ ในแตละขั้นตอนหรือกจิ กรรม แบง
กิจกรรมภายในองคกร เปน 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมหลัก (Primary Activities) และกิจกรรมสนับสนุน
(Support Activities) โดยกจิ กรรมทุกประเภทมสี ว นในการชว ยเพมิ่ คุณคา ใหกบั สนิ คา

กิจกรรมหลัก เปนกิจกรรมที่เกี่ยวของกับการผลิตหรือสรางสรรคสินคาหรือบริการการตลาด
และการขนสงสินคาไปยงั ผูบริโภค ประกอบดว ยกิจกรรมยอย 5 กิจกรรม ดังนี้

1) โลจิสตกิ สขาเขา (Inbound Logistics) กิจกรรมที่เกี่ยวขอ งกับการจัดหาวัตถุดิบ การขนสง
การจดั เก็บ การแจกจายวัตถดุ ิบ การควบคมุ ระดบั ของวัตถดุ ิบ

2) การปฏิบัตกิ ารการผลิต (Operations) กิจกรรมท่ีเกี่ยวขอ งกับการเปล่ียนหรอื แปรรูปวตั ถุดบิ
ใหออกมาเปนสินคาหรือบริการ จะประกอบไปดวย กระบวนการผลิต การบำรุงรักษา เครื่องจักรและอุปกรณ
การบรรจภุ ัณฑ การควบคุมคุณภาพ

3) โลจิสติกสขาออก (Outbound Logistics) การกระจายสินคากิจกรรมที่เกีย่ วของกับการ
จัดเกบ็ รวบรวม จัดจำหนายสนิ คาใหพรอมที่จะกระจายไปยังลูกคา ดำเนนิ การตามใบสง่ั ซื้อ และดำเนินการสง
มอบ

15
4) การตลาดและการขาย (Marketing and Sales) กิจกรรมที่เกี่ยวกับการชักจูงใหลูกคาซ้ือ
สนิ คาและบรกิ าร การโฆษณา ชอ งทางการจัดจำหนา ย ประชาสัมพนั ธ
5) การบริการ (Services) กิจกรรมที่ครอบคลุมถึงการใหบริการเพื่อเพิ่มคุณคาใหกับสินคา
รวมถงึ การบรกิ ารหลังการขาย การแนะนำการใช
กิจกรรมสนับสนุน เปนกิจกรรมทีช่ วยสนับสนุนใหกิจกรรมหลักสามารถดำเนินไปไดดว ยความ
เรยี บรอยและมปี ระสทิ ธิภาพ ประกอบดว ยกิจกรรมยอย 4 กิจกรรม ดังนี้
1) การจัดหา/จัดซื้อ (Procurement) เปน กจิ กรรมทีเ่ กย่ี วของกับการจัดซ้ือจัดหาปจจัยการผลิต
เพอ่ื มาใชในกระบวนการผลิตสินคาและบรกิ าร
2) การพัฒนาเทคโนโลยี (Technology Development) เปนกิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนา
เทคโนโลยที ช่ี วยในการเพิ่มคณุ คาใหส นิ คา และบริการหรอื กระบวนการผลติ
3) การบรหิ ารทรพั ยากรบุคคล (Human Resource Management) เปนกจิ กรรมที่เกีย่ วของกับ
การบริหารทรัพยากรบุคคล ไดแก การสรรหาและคัดเลือก พัฒนา ฝก อบรม การยกระดับความรูและทักษะ
และการกำหนดระบบการใหรางวัลทเ่ี หมาะสมเพอื่ จูงใจในการทำงาน
4) โครงสรางพื้นฐานขององคกร (Company Infrastructure) เปนกิจกรรมที่เกี่ยวของกับการ
บริหารงานท่ัวไปขององคกร เชน ระบบบญั ชี ระบบการเงนิ การควบคมุ คณุ ภาพ เปน ตน
กจิ กรรมหลกั ทัง้ 5 กจิ กรรม จะทำงานประสานกันไดดี จนกอ ใหเ กดิ คุณคาไดนั้นจะตองอาศัย
กิจกรรมสนับสนุนทั้ง 4 กิจกรรม นอกจากกิจกรรมสนับสนุนจะทำหนาที่สนับสนุนกิจกรรมหลักแลว กิจกรรม
สนับสนนุ ยังจะตองทำหนา ท่ีสนบั สนนุ ซึง่ กนั และกนั อกี ดวย

ที่มา: Michael Porter (1985)

ภาพที่ 2.2 Value Chain
2.2.3 แนวคดิ ตน ทุนการผลิตปศสุ ัตว (สำนกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร, 2558)

1) ตน ทนุ ผนั แปร ประกอบดวยปจ จยั ผันแปรตา งๆ ดงั นี้

16

1.1) คาแรงงาน หมายถงึ แรงงานที่นำมาใชในการประกอบการผลิตในกจิ กรรมน้ันๆ ซึง่
เปนคาใชจายที่แสดงในรูปของเงนิ สดในกรณีที่ไดมีการจางแรงงาน และไมเปนเงินสดในกรณีที่แรงงานนั้น
เปนของสมาชิกในครัวเรือนใหใชอ ัตราคาจางรายวันขั้นต่ำในทองถิ่นนั้นๆ เปนคาจางของแรงงานครัวเรือน
คาแรงงานแบง ตามลกั ษณะการทำงานดังนี้

1.1.1) คาแรงงานในการเลี้ยง ไดแก การผสมอาหาร การขนอาหาร เตรียมและให
อาหาร-น้ำทำความสะอาดโรงเรือน ใหยารักษาโรค ทำวัคซีน ดแู ลรักษาและอื่นๆ ทั้งน้ีไดรวมคาแรงงานใน
การเก็บผลผลิตของปศุสัตวบางชนิด ไดแก สุกร ไกเนื้อ ไกไข แรงงานการเก็บผลผลิต เชน คัด, จับ, ช่ัง
สำหรับสกุ ร ไกเน้ือ และเกบ็ ไข คดั ไข บรรจุไข สำหรบั ไกไ ข เปน ตน

1.1.2) คาแรงงานในการเก็บผลผลิต ในที่นี้ใชเฉพาะโคนมเทานั้น คือ คา แรงงานใน
การรดี นมไดแก แรงงานทำความสะอาดตัวแมโ คเพอื่ เตรยี มรดี นม และแรงงานการรดี นม

1.2) คาบริหารจัดการ หมายถึง คา ใชจายในการบริหารงานของฟารม โดยเจาของฟารม
ผจู ดั การ เสมยี น สัตวแพทย สัตวบาล เปนตน

1.3) คาวัสดุ หมายถงึ คาใชจายตา งๆท่ีนำมาใชในการประกอบการผลิตแลว หมดสภาพไป
รวมท้ังอปุ กรณท่ใี ชใ นการผลติ บางชนิดทใี่ ชไ ดเพยี งรนุ การผลติ น้นั ๆ เพียงครัง้ เดยี ว แยกออกไดดังน้ี

1.3.1) คาพันธุสัตว หมายถึง คาพันธุปศุสัตวที่ซื้อมาเลี้ยงเพื่อผลิตใหไดผลผลิต คือ
ขนาดและนำ้ หนักตามระยะหรือรนุ ของการเล้ียง ซ่งึ คาพนั ธุสัตวแตละชนิดมดี งั น้ี

- คาพันธุลูกสุกรหลังหยานมอายุประมาณ 8-10 สัปดาห และมีน้ำหนักประมาณ 20
กิโลกรัม เพ่ือผลติ สกุ รขุน

- คาพนั ธลุ ูกไกไ ขเพศเมยี อายุ 1 วัน เพ่ือผลติ ไกไขสาว
- คา พนั ธุไกไขส าวอายปุ ระมาณ 18 สปั ดาห (กอนออกไข) เพอ่ื ผลติ ไขไก
- คาพนั ธลุ ูกไกเน้ืออายุ 1 วัน เพื่อผลติ ไกเนอื้ เพ่อื การบรโิ ภค เปน ตน
1.3.2) คาผสมพนั ธุ หมายถึง คา ใชจา ยที่เกิดจากการผสมเทียมพันธุส ัตว เชน โคนม
1.3.3) คา อาหาร หมายถงึ คา ใชจา ยเกย่ี วกบั อาหารสำหรับเล้ยี งปศุสตั วทีท่ ำการผลิตมี
ทั้งอาหารผสม และอาหารสำเร็จรปู (ทั้งอาหารผสมและอาหารสำเร็จรวมเรียกวา “อาหารขน” ที่ใชเรียก
เฉพาะโคนมและโคขนุ หรอื โคเนอ้ื )

- อาหารผสม หมายถึง อาหารที่ไดทำการผสมวัตถุดบิ ที่บดละเอยี ดแลวหลายๆ
อยางคลกุ เคลา ใหเขา กนั โดยมากจะเตมิ ยาปฏิชวี นะ วติ ามิน แรธาตลุ งไปตามความตองการของปศุสตั วชนิด
นนั้ ๆวตั ถุดบิ ทใ่ี ชผ สม เชน รำ ปลายขา ว กากถ่ัวเหลอื ง ปลาปน ขา วโพด เปน ตน

- อาหารสำเร็จรปู หมายถึง อาหารทสี่ ามารถนำไปใชเลยี้ งสัตวไดโดยตรง โดยไม
ตองนำวัตถดุ ิบตางๆ มาผสมอกี มที ั้งอาหารสำเร็จรูปแบบเปนผง และแบบเปนเม็ด ซึ่งแบบเปน เม็ด ก็คือ
การนำเอาอาหารที่ไดผสมสำเร็จแลวไปผานกรรมวิธีการอัดเม็ด และสามารถกำหนดขนาดตางๆ ตามอายุ
ของปศสุ ัตวชนดิ นนั้ ๆได

17

1.3.4) คาอาหารหยาบ หมายถึง คาใชจายเกี่ยวกับอาหารจำพวกพืชหรือเศษวัสดุ
เหลอื ใชข องผลผลติ ท่ผี านการแปรรูปแลว และสามารถนำมาเลยี้ งปศสุ ัตวได ซง่ึ ไดแ ก หญาสด หญาแหง ฟาง
ขาว เปลอื กขา วโพด เปลอื กสบั ปะรดหมกั กากน้ำตาล เปนตน

1.3.5) คา ยาปอ งกนั โรค หมายถึง คาใชจ ายเกยี่ วกับยา วัคซนี และวิตามนิ ตา งๆที่ใชใน
การปองกนั และรักษาโรคปศุสัตว เชน วัคซีนปองกันโรคปากเทาเปอย วัคซีนปองกันโรคนวิ คาสเซิล วัคซีน
อหิวาตว ัคซนี ไขน มิ่ ยารักษาโรคหวดั ยารกั ษาโรคทอ งเสยี วิตามนิ เปนตน

1.3.6) คาน้ำ คาไฟฟา คาน้ำมันเชื้อเพลิงและอื่นๆ เปนคาใชจายที่เกิดขึ้นเฉพาะ
กจิ กรรมทีเ่ กย่ี วกบั การเล้ียงปศุสตั วชนดิ นั้น

1.3.7) คาซื้ออุปกรณ หรือคาวัสดุสิ้นเปลือง เปนคาใชจายเกี่ยวกับวัสดุเครื่องมือ
เครือ่ งใชต างๆท่ีมีอายุการใชง านสั้นคือไมเกิน 1 ป และมูลคาตอหนวยตำ่ หรือประมาณ 500 บาท เชน แปรง
ไมก วาด ถงุ มอื สายยาง พลั่ว จอบ รองเทาบูท หลอดไฟฟา เปน ตน

1.3.8) คาซอมแซมโรงเรือนอุปกรณ เปนคาใชจายที่เกิดขึ้นจากการซอมโรงเรือน
เครื่องมือ และอุปกรณทางการเกษตรตางๆที่ชำรุดใหส ามารถใชงานไดต ามปกติ และคา ซอมดงั กลาวตอง
เปนคา ซอ มเล็กๆนอ ยๆเทา น้ัน

การพิจารณาวา การซอมครั้งใดเปนการซอมเลก็ ๆนอยๆหรือเปน การซอมใหญให
พจิ ารณาวาถาซอมแลวอายุการใชงานเพิม่ ขนึ้ หรือไม ถา เพิม่ ขึ้นก็ถือวาการซอมนั้นเปนการซอมใหญและตี
มูลคาเปน ทรพั ยสนิ ใหคำนวณมูลคาและอายุการใชง านมาใหมดวย แตถา อายกุ ารใชงานไมเพิ่มขึ้นเปนเพยี ง
การซอ มเพ่อื ใหเคร่อื งมอื อุปกรณใชงานไดด ตี ามปกตเิ ทานั้น ใหถ ือวา เปนการซอ มเลก็ ๆนอ ยๆ

1.4) คาเสียโอกาสเงินลงทุน หมายถึง คาใชจายที่เกิดจากการประเมินการลงทุนในมูลคา
ปจจยั ผันแปรเฉพาะที่เปนเงนิ สดทั้งหมดของการผลิตปศุสัตวในรุนการผลิตหนึ่งๆ ซึ่งมลู คาปจจัยที่นำมาใช
ในการผลิตปศุสัตวตองเสียโอกาสที่จะนำไปใชในกิจกรรมอื่นๆที่สามารถสรางผลผลิตได เชน นำเงินไปซื้อ
ปจจัยประเภทวสั ดุ คอื ซือ้ จำนวนปศสุ ัตว ซื้ออาหาร ซ้อื ยารกั ษาโรค ซ่ึงเงนิ จำนวนดังกลา วตอ งเสียโอกาสท่ี
จะไดรับผลตอบแทนจากการนำไปใชในกิจกรรมอื่น เชน ฝากธนาคารหรือใหกูยืม ดังนั้น คาเสียโอกาสจึง
เปน คา ใชจายประเมนิ สว นหนงึ่ ในการคำนวณตน ทุนการผลติ ปศุสัตว ดังน้ี

OPC  TVC  M  i

โดยท่ี OPC = คาเสยี โอกาสเงนิ ลงทนุ ตอ รนุ
TVC = ตนทุนผันแปรทง้ั หมดตอไร เฉพาะทเ่ี ปนเงนิ สด
M = ชว งเวลาการผลติ ตั้งแตเ ริ่มการผลิตจนถงึ เก็บผลผลิต
i = อัตราคา เสียโอกาส สวนใหญใ ชอ ตั ราดอกเบี้ยเงนิ กู

2) ตน ทนุ คงท่ี ประกอบดวยปจ จัยคงท่ตี างๆ ดงั น้ี

2.1) คา เชา ท่ดี ิน หมายถงึ คาใชจา ยท่ีเกดิ ขน้ึ ในการนำที่ดินไปใชประโยชนใ นการดำเนนิ
กิจกรรมทำฟารมปศุสตั วช นิดนั้นๆ ซ่งึ จะแสดงเปนเงินสดในกรณีที่มีการเชาที่ดินเกิดขึ้นจริง และไมเปนเงิน

18

สดในกรณีที่ดนิ นั้นเปนท่ีดนิ ของตนเอง ซึ่งจะตองประเมินมลู คาของคา เชาท่ีดิน ทง้ั นีค้ าเชา ท่ดี ินไดรวมถึงคา
ภาษีที่ดินเรียบรอยแลว ซึ่งคาภาษีที่ดนิ จะตองแสดงเปนเงินสด แตเนื่องจากมีมูลคาเพียงเล็กนอยจึงมิได
แยกมูลคาออกมาชดั เจน ดังน้ันจึงใหถ อื รวมเปนคา เชา ทดี่ นิ เพยี งรายการเดยี ว

2.2) คาเสื่อมราคาทรัพยสิน หมายถึง คาใชจายที่เกิดขึ้นจากการประเมินกระจายมูลคา

ของทรัพยส ินทีซ่ ื้อไวใ ชงานไปสูชว งการผลิตตา งๆตลอดอายกุ ารใชง านของทรัพยสินน้นั และจะแสดงมูลคา

ไมเปนเงินสด การประเมินคา เสื่อมหรือคาสึกหรอสามารถคำนวณไดหลายวิธี ในที่นี้ใชวิธี The Straight

Line Method ซึ่งเปนวิธีการคำนวณที่งายที่สุดและนิยมใชกันมาก ดังนั้น สศก.จึงไดกำหนดใหใชว ิธีการน้ี
โดยมวี ธิ ีการคำนวณ ดังนี้

สูตรคำนวณมาตรฐานคอื D  (P  S)
N

สำหรับสตู รขา งลางนเี้ ปน การกำหนดตวั แปรเพิม่ ข้ึนตามแบบสอบถามทเ่ี ปลยี่ นแปลง ดังนี้

D  (P  S)  M U
N

โดยที่ D = คา เส่ือมราคาตอ รุน
P = มลู คา แรกซ้อื หรอื สรา ง

S = มูลคา ซาก
N = อายกุ ารใชง าน
M = ชว งเวลาการผลติ (เดอื น) ตัง้ แตเ ริ่มการผลิตจนถงึ เกบ็ ผลผลติ (รนุ )

U = รอ ยละการใชง านของทรัพยสินในการผลติ ปศุสตั วน้ี

2.3) คา เสยี โอกาสเงินลงทุนในทรพั ยสนิ หมายถึง คาใชจ า ยท่ีเกิดจากการประเมนิ มูลคา

ทรัพยสินที่เสียโอกาสไดรับผลตอบแทนจากการนำปจจัยประเภททุนไปใชในกิจกรรมอื่นๆ ท่ีสามารถสราง
ผลผลติ ได และการคิดอตั ราคาเสยี โอกาสนั้นจะใชอัตราดอกเบีย้ เงินกู

สำหรับการคำนวณคา เสียโอกาสเงินลงทุนในทรัพยสินน้ัน ถาเปนการคำนวณตนทนุ การผลิต
ในรอบ 1 ปก ารผลิต มูลคาปจจัยคงท่ีที่นำมาคิดคาเสียโอกาส นิยมใชคาเฉลี่ยของมลู คาทรพั ยสนิ ตนปและ

ปลายปบางครั้งอาจมีปญหาเกี่ยวกับมูลคาปลายปอ าจใชมูลคาตนปอยางเดียวก็ได หรือถาตองการขจัดปญหา
การประเมินราคาอาจจะใชว ิธีการคิดคา เสยี โอกาสโดยใชม ูลคาแรกซือ้ หรอื สรางบวกดวยมลู คาซากหารดวย

2 ซึ่งจะเปนการกระจายคา เสียโอกาสที่มคี าคงที่ทุกป แตในแนวคิดจะใชวิธีตีราคามูลคาซากใหเปนศูนย
หรือไมม มี ูลคา ซากเพ่อื ลดความยุงยากในการคำนวณ วิธีการคำนวณ มดี ังนี้

การคำนวณคาเสียโอกาสแบบคงทีท่ ุกป เม่อื ไมมมี ลู คาซากหรือใหมลู คาซากเปน “0”

สูตรคำนวณมาตรฐานคอื OPI  (P  0) i
2

สำหรบั สูตรขางลางนีเ้ ปนการกำหนดตัวแปรเพมิ่ ขึน้ ตามแบบสอบถามที่เปล่ียนแปลง ดงั น้ี

OPI  (P  0)  Mi  U
2

19

โดยที่ OPI = คา เสียโอกาสเงนิ ลงทนุ ในทรพั ยสินตอรนุ
P = มลู คา ตน ปแรกซ้อื หรอื สรา ง
i = อตั ราคา เสียโอกาส ใชอัตราดอกเบย้ี เงินกู
M = ชวงเวลาการผลติ (เดอื น) ต้งั แตเ รม่ิ การผลิตจนถงึ เก็บผลผลติ (รุน)
U = รอยละการใชง านของทรัพยส ินในการผลติ ปศุสตั วน้ี

3) ตนทุนการผลิตทั้งหมด หมายถึง ผลรวมคาใชจ ายทั้งหมดของตนทุนผันแปรและตนทุน
คงท่ี ท้งั ท่เี ปน เงนิ สด และประเมนิ

ตนทนุ การผลติ ประกอบดวย
3.1) ตนทุนการผลิตปศุสัตวทั้งหมดเฉลี่ยตอตัว หมายถึง คาใชจายหรือมูลคาการใช
ปจจัยการผลติ ทง้ั ปจจัยผันแปรและปจจัยคงทที่ ัง้ ท่เี ปน เงินสดและไมเปน เงนิ สดท่นี ำมาใชใ นการประกอบการ
ผลติ เพ่อื ใหก ารผลิตดำเนินการไปจนส้นิ สดุ ขบวนการผลติ ในชว งเวลาหรือรนุ ของการผลิตหน่ึงๆที่กำหนด หาร
ดว ย จำนวนปศสุ ตั ว (ตัว) ท่ขี ายหรอื เกบ็ ผลผลิต หนวยเปน บาทตอ ตวั
3.2) ตนทุนการผลิตปศุสัตวทั้งหมดเฉลี่ยตอกิโลกรัม หมายถงึ ตนทุนการผลิตปศุสัตว
ท้งั หมดเฉลีย่ ตอตัว หารดวย น้ำหนักเฉลย่ี ตอตัว (กโิ ลกรมั ) หนว ยเปน บาทตอกิโลกรัม

2.2.4 แนวคิดการวเิ คราะห SWOT
เปน วธิ ีการหรอื เคร่อื งมือสำหรับการวางแผนกลยทุ ธท รี่ จู กั และใชกันอยางแพรหลายในกิจการ

ตา ง ๆ กระบวนการวิเคราะห SWOT จะทำใหทราบสถานภาพปจจุบันขององคกรวามีลักษณะอยางไร เพ่ือ
หากลยทุ ธท เี่ หมาะสมใหแ กอ งคก รนน้ั ๆ (เอกชัย อภศิ กั ดิ์กลุ และทรรศนะ บุญขวัญ, 2551)

1) การวิเคราะหสภาพแวดลอมภายใน หมายถึง การตรวจสอบความสามารถและความ
พรอมที่ทำใหทราบถึงจุดแข็ง (Strengths) และจุดออนขององคกร (Weakness) ซึ่งจะชวยใหสามารถใช
ประโยชนจากโอกาส (Opportunities) และหลบหลีกจากอุปสรรค (Threats) ที่เกิดจากสภาพแวดลอม
ภายนอกได การวิเคราะหจ ุดแข็งและจุดออนยังชวยระบุถงึ จุดแข็งที่ซอนอยู และจุดออนที่ถูกละเลย
องคกรจะตอ งสามารถระบุปจจัยภายในขององคกรท่ีเปนจุดแข็งและจุดออนได เนอ่ื งจากจุดแข็งนำไปสูการ
ไดเ ปรยี บทางการแขง ขันเปนสง่ิ ซง่ึ องคก รมอี ยูทำหรือสามารถทำไดดีกวาคแู ขงขนั จดุ ออน คือ สิ่งทมี่ ีหรอื ทำ
หรือไมมีเลย ซึ่งในขณะที่ คูแขงขันสามารถทำไดดีกวา การพิจารณาจุดออนและจุดแข็งสามารถ
เปรียบเทียบไดกับปจจัย 3 ประการ ไดแก ผลการดำเนินงานที่ผานมาในอดีตขององคกร (Past
Performance) คูแขงขันที่สำคัญขององคกร (Key Competition) และอุตสาหกรรมทั้งหมด เครื่องมือที่ใช
วิเคราะหส ภาวะแวดลอมภายใน ไดแก หว งโซค ณุ คา (Value Chain Analysis)

2) การวิเคราะหสภาพแวดลอมภายนอก หมายถึง การประเมินสภาพแวดลอมในการ
ดำเนินธุรกิจทีผ่ ูป ระกอบการไมสามารถควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงไดดงั นั้นจึงตองศึกษาสถานการณปจจุบัน
และแนวโนมการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของสภาพแวดลอมดังกลาววาเปนไปในลักษณะที่เปนโอกาสหรือ
อุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดลอมภายนอกสงผลตอองคกรธุรกิจแตละ

20

แหงในลักษณะที่แตกตางกันการเปล่ียนแปลงที่กอใหเกิดโอกาสสำหรับองคกรบางแหลงอาจจะกลายเปน
ขอกำหนดขององคกรอ่ืนหรือถึงแมองคกรธุรกิจหลายแหงอาจจะไดรับประโยชนจากโอกาสที่เกิดขึ้นคลาย ๆ
กนั แตบ างแหง กอ็ าจจะไดรบั ประโยชนม ากกวา แหง อื่น เน่อื งจากลกั ษณะทแ่ี ตกตางกนั ขององคกรธุรกิจและ
ความสามารถของผูบริหารในการทีจ่ ะกำหนดกลยทุ ธใหไดรับประโยชนจ ากโอกาสท่ีเกิดขึ้น เคร่ืองมือท่ีใช
วิเคราะหสภาวะแวดลอ มภายนอก ไดแก PESTEL Analysis

2.2.5 แนวคดิ การวิเคราะห PESTEL Analysis (เอกกมล เอีย่ มศรี, 2555)
PESTEL Analysis คือ เครื่องมือที่เปนประโยชนในการวิเคราะหและทำความเขาใจ

"ภาพรวม" ของสภาพแวดลอมพื้นที่ที่กำลังจะเขาไปดำเนินงานดานธุรกิจและคิดเกี่ยวกับโอกาส และภัย
คุกคามที่อยูภายในพื้นที่ธุรกิจใหมซึ่งจะตองทำการคนควาขอมูลตาง ๆเพื่อทำความเขาใจเกี่ยวกับ
สภาพแวดลอ มของในพ้ืนทใี่ หม และจะตอ งคดิ วางแผนเพอ่ื หาประโยชนจากโอกาสและ พยามลดภัยคุกคาม
ลงใหได PESTLE Analysis จะชวยในดานการวิเคราะหการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี สภาวะ
แวดลอม และกฎระเบียบ ซึ่งหัวขอเหลานี้ จะใชในขั้นตอนแรกเพื่อระดมความคิดในลักษณะ ระดับของ
ภูมิภาคและระดับประเทศ หลังจากนั้นนำขอมูลที่ไดผานการวิเคราะหแลวมาสรุปผล เพ่ือใชประกอบการ
ตดั สนิ ใจท่สี ำคัญของการเปลย่ี นแปลงการดำเนินงานภายในองคกร สำหรบั การทจี่ ะเขา ไปเปด ตลาดใหมใน
พื้นที่ยังไมทำธุรกิจมากอน ประกอบไปดวย ปจจัยดานการเมืองและกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม และ
วัฒนธรรม เทคโนโลยซี ง่ึ สามารถอธิบายรายละเอียดไดด งั นี้

1) ปจจัยทางดานการเมือง (Political Factors) องคกรจะตองติดตามการดำเนินงาน
ทางการเมือง เพื่อนำมาวิเคราะหและกำหนดกลยุทธเพราะปจจัยเหลานี้มีสวนที่จะสงผลกระทบตอองคกร
ไดทัง้ ทางบวกและทางลบขึ้นอยูกับวาผลกระทบดังกลาวเปนโอกาสหรืออุปสรรคตอองคกรเชน นโยบาย
และเสถยี รภาพของรัฐบาล พัฒนาการทางการเมืองและนโยบายของรัฐที่มีผลตออุตสาหกรรม ปจ จัยทาง
นโยบายและการเมอื งคือปจจัยที่มีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพของรัฐบาลและนโยบายของรัฐในชวงเวลา
นั้นๆ ในบางชวงเวลารัฐอาจมีการสงเสริมการสงออก ก็จะสงผลใหองคกรที่มีการสงสินคาไปขายนอก
ประเทศไดเปรียบ รวมไปถึงขอตกลงและขอกฎหมายทางการคาที่มีการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลาโดย
ขึน้ อยกู ับนโยบายของรัฐ ท่ีทำใหเราตองคอยปรับตวั หรอื ชวยผปู ระกอบการตดั สนิ ใจวาเราพรอมท่ีจะลงทุน
ในประเทศท่ีมนี โยบายแบบนีห้ รือไม โดยปจจัยทางการเมืองท่ีควรนำมาวิเคราะหโดยใช PESTEL Analysis
ไดแ ก

1.1) สถานะความมั่นคงและรูปแบบของทางรัฐบาลวามีการเปลี่ยนแปลงมากนอย
เพยี งใด

1.2) ปญหาคอรัปชัน่ ท่ีมีในประเทศมีมากจนภาษีของประชาชนไมไดถูกนำไปสงเสริม
ในดานสาธารณูปโภคอน่ื ๆ หรอื เปลา

1.3) อิสระและเสรีภาพในการทำธุรกจิ หลากหลายรปู แบบของแตละทองถ่นิ
1.4) มีการเรยี กเกบ็ อตั ราคาธรรมเนียมและการจัดเกบ็ ภาษีอยางไร

21

1.5) กฎหมายในดานตางๆ เชน ดานสิ่งแวดลอม ดานการละเมิดลิขสิทธ์ิ การขโมย
ขอมูล สวัสดกิ ารพนักงาน เปน ตน

2) ปจ จัยทางดานกฎหมาย (Legal Factors) เชน การแกไขกฎหมายและการปรบั ปรุง
ระเบียบ ตางๆ ที่มีผลตอการปรับเปลี่ยนวิธีการทางการบริหาร ฯลฯ โดยกฎหมายบางอยางนั้นจะเอ้ือ
ประโยชนต อ การดำเนนิ กลยุทธขององคกร แตกฎหมายบางอยางกข็ ัดตอการดำเนินกลยุทธด ังนั้น ผูบริหาร
จะตอ งพิจารณาวาขอกฎหมายนัน้ จะเอื้อประโยชนหรือเปน อุปสรรคตอ องคกร ปจจัยภายนอกเปนปจ จยั ที่
สงผลตอการทำธุรกิจการคาระหวางประเทศ ที่ ผูประกอบการไมสามารถควบคมุ ได แตการเขาใจและรูท ัน
ตอการเปลี่ยนแปลงตอปจจัยเหลานี้จะชวยใหสามารถลดความเสี่ยงจากความเปลี่ยนแปลงตางๆ ได ใน
ปจจัยภายนอกดานการเมอื งและ กฎหมายนั้น ผูประกอบการจำเปนตองมีการศึกษาและใหความสำคญั ใน
การเขาใจถึง สภาวะทางการเมืองและขอ กฎหมายทีเ่ กีย่ วของกับการดำเนินธุรกิจ รวมท้ังการมที ี่ปรึกษาที่
เช่ยี วชาญทางดานกฎหมายของประเทศคูคา เพื่อหลกี เลย่ี งการทำผดิ ระเบียบขอบังคบั ตามกฎหมาย โดยไม
ตั้งใจ และมีการติดตามถึงการเปลีย่ นแปลงทางการเมืองและกฎหมายอยางตอเนื่อง เพือ่ ใหการดำเนินกล
ยุทธใ นการทำธุรกจิ สามารถเปลย่ี นแปลงไดท ันตอสถานการณทเี่ ปลีย่ นไป

3) ปจจัยดานเศรษฐกิจ (Economic Factors) เปนสภาพแวดลอมที่สำคัญที่เปน
เครือ่ งบง ชใี้ หเห็นถงึ การจดั สรรทรัพยากร ทางการบรหิ าร และมสี วนสำคญั ตอการดาเนนิ งานทางธุรกิจของ
องคกรอยางสูง เชน อัตราเงินเฟอ อัตราดอกเบี้ย อัตราภาษีอัตราเงินเฟอและอัตราการวางงาน ฯลฯ
ประเดน็ ทส่ี ำคญั ทีส่ ดุ ในการวเิ คราะหปจจัยดานเศรษฐกจิ กค็ ือการวเิ คราะหเพื่อการพยากรณภ าวะเศรษฐกิจ
ในอนาคต เพือ่ ที่องคกรจะไดสามารถวางแผนการดำเนินงานไดอยางถูกตอง เศรษฐกิจของประเทศคคู านน้ั
มีความสำคัญอยางยิ่งตอยอดขายของผูประกอบการ หากผูประกอบการมีการติดตามภาวะเศรษฐกิจของ
ประเทศคูคาอยางตอเนื่องจะชวย ใหสามารถวางแผนการผลิตและการขายผลไมไดสอดคลองกบความ
ตองการของตลาด ชวยลด โอกาสในการผลิตสินคามากกวาความตองการจนตองยอมลดราคาสินคาและ
สงผลตอกำไรของผูประกอบการ และการติดตามเสถียรภาพความมั่นคงและการเติบโตของเศรษฐกิจ
รวมถึงการจดั การทางดา นเศรษฐกิจของภาครฐั ดว ย ปจ จยั ตอ มาคอื ปจ จัยทางเศรษฐกิจของประเทศ ซ่ึงมีผล
กับทุกๆ องคกรในทางตรงเปนอยางมาก เพราะเศรษฐกิจของประเทศเปนตัวกำหนดกำลังซื้อของคนใน
ประเทศ และเปนตัวกำหนดตลาดขนาดใหญในประเทศอีกดวย ซึ่งปจจัยในหัวขอนี้ก็สามารถชวยเรา
วางแผนวาจะเลือกดำเนินการเปนระยะส้ันหรือระยะยาวจากสภาพเศรษฐกิจในปจจุบันและแนวโนมของ
เศรษฐกิจในอนาคตไดอกี ดวย โดยเราสามารถวเิ คราะหป จ จยั ทางเศรษฐกิจไดจากหวั ขอ เหลา นี้

3.1) ภาวะเงินฝด ภาวะเงนิ เฟอ และอตั ราดอกเบี้ย
3.2) อตั ราแลกเปล่ียนในประเทศ
3.3) อัตราการวางงานของคนในประเทศ
3.4) อตั ราคา แรงขัน้ ตำ่ และคา แรงของพนักงานโดยเฉล่ีย
3.5) ระดับชนชั้น และกำลงั ซื้อของผูค นในประเทศ
3.6) เพดานราคาของสนิ คาและบริการที่เราสนใจ

22

3.7) ตลาดหุนของประเทศ
3.8) วงจรของธุรกิจทเ่ี ราสนใจ
4) ปจจัยดานสังคมและวัฒนธรรม (Social-Culture Factors) เปนสภาพแวดลอมที่
เกี่ยวกบลกั ษณะทางสงั คม มีสวนเกี่ยวของโดยตรงกับชวี ิตประจำวันและมีอิทธิพลตอ พฤติกรรมการซื้อของ
ผูบริโภค ผบู ริหารจะตองพิจารณาถึงปจจัย เหลานี้โดยจะตองพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงในดานตา งๆ ท่ี
เกดิ ข้ึนตลอดจนจะตอ งพยายาม มอง หาโอกาสหรอื อุปสรรคท่ีมีตอการดำเนินงานทางธุรกิจขององคกรเพ่ือ
นำมาใชประกอบในการ พิจารณากำหนดกลยุทธไ ดอยางเหมาะสม เชน โครงสรางทางเพศและอายุระดับ
การศึกษา ทัศนคติ คา นิยม ความเชือ่ ขนบธรรมเนียมและประเพณีตลอดจนพฤติกรรมการบริโภคอุปโภค
การเขา ใจถึงลักษณะของสังคมและวัฒนธรรมของกลุม ลกู คาเปาหมายของผูประกอบการจะทำใหสามารถ
วิเคราะหถึงความตอ งการและความชน่ื ชอบตา งๆ ของกลุมลกู คาเปาหมายได ทำใหผูประกอบการสามารถ
คัดสรรผลิตภัณฑผลไมสดไดตรงตามความตองการของลูกคา โดยการศึกษาวัฒนธรรมประเพณี คานิยม
โครงสรางทางสังคม และ กลุมเปาหมายที่อยูในสังคม ปจจัยทางสังคมนั้นหมายถึงปจจัยทุกๆ อยางท่ี
เก่ยี วขอ งกบั สภาพแวดลอม สภาพสังคม วัฒนธรรม และชวี ิตการเปนอยูของคนพ้ืนที่น้ันๆ วาเปนอยางไร
กอนที่จะเริ่มทำการตลาดใหไดถูกทาง เพราะวิถีชีวิตของคนในแตละชุมชนนั้นก็จะมีความแตกตางกัน
ออกไป การท่ีจะเขาไปทำตลาดในพื้นทีต่ า งๆ เราตองเขาไปศกึ ษาในสว นนีก้ อ นเพอ่ื ใหมั่นใจไดวา องคกรจะ
สามารถดำเนินไปไดอยางราบรื่นและเปนที่สนใจของคนในชุมชนในดานที่ดีโดยที่ไมสงผลกระทบดานลบ
ใดๆ ตอคนในชุมชนนั้นๆ ดวย
4.1) มีการเพิ่มหรือลดของประชากรในสังคมมากนอยเพยี งใด
4.2) ทัศนคติตอการรกั ษาสิ่งแวดลอ มของคนในชุมชน
4.3) อตั ราการอพยพเขา หรอื ออกของคนในชมุ ชน
4.4) คุณภาพชวี ติ การเปน อยู
4.5) อายุและเพศ
4.6) การแบง ชนชัน้ วรรณะ
5) ปจจัยดานเทคโนโลยี(Technological Factors) การเขามาของเทคโนโลยีใหมๆ
ยอมสง ผลกระทบตอองคกรในแงของระดับขีดความสามารถในการแขงขัน เชน การผลิตสนิ คาหรือการ
ใหบริการมีการเปลี่ยนแปลง กระบวนการทำงาน กระบวนการผลิต การผลิตคิดคนทางเทคโนโลยีตางๆ
เครื่องจักรกลทางอุตสาหกรรม เครื่องจักรสมองกลและเทคโนโลยีสารสนเทศ ฯลฯ เทคโนโลยีตางๆที่
ทันสมัยมาชวยกระบวนการผลิต การขนสง การทำธุรกรรมการเงิน การติดตอสื่อสาร รวมถึงการบริหาร
จัดการตางๆ จะชวยความไดเปรียบในการแขงขันใหแกผูประกอบการสงออกผลไมสด ซึ่งจะทำใหการ
ดำเนนิ ธุรกิจเปน ไปอยางรวดเรว็ มี ความแมนยำ ชวยในการรักษาคุณภาพของสินคา และลดตนทุนการผลิต
ผูประกอบการจึงตองมีการติดตามเทคโนโลยีตางๆ และนำมาปรับใชใหเกิดประโยชนตอการดำเนินธุรกิจ
และใหทันตอการแขงขันและการเปลี่ยนแปลงที่มีความรวดเร็วในปจจุบัน ปจจัยทางเทคโนโลยีและ
นวัตกรรมใหมๆแตละพื้นที่ในการดำเนินงานขององคกรก็มีการพัฒนาของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่

23

แตกตางกันออกไป บางชุมชนอาจอาศัยอยูไดโดยไมตองอาศัยเทคโนโลยี แตกับบางชมุ ชนกลับตองพึ่งพา
เทคโนโลยใี นการดำเนินชวี ติ เปน อยา งมาก รวมไปถงึ แนวโนม ในอนาคตวาถา ในอนาคตมเี ทคโนโลยใี หมๆ

5.1) เทคโนโลยขี ั้นพื้นฐานของพนื้ ทน่ี นั้
5.2) อัตราการเปลีย่ นแปลงของเทคโนโลยี
5.3) ปรมิ าณนักสรา ง และนักพัฒนา
5.4) ระดับของเทคโนโลยขี องอตุ สาหกรรมในชุมชน
5.5) เทคโนโลยกี ารสือ่ สาร
5.6) การเขาถงึ เทคโนโลยีใหมๆ
6) ปจจัยดานสภาพแวดลอม (Environmental ) คือ ปจจัยดานสิ่งแวดลอมจะมี
อิทธิพลตอธุรกิจบางประเภท สิ่งแวดลอมในแงมุมของ PESTEL Analysis มีความสำคัญอยางยิ่งกับ
อุตสาหกรรมการทอ งเท่ยี ว การทำฟารมเกษตร การประมง เปนตน นอกจากนีก้ ารทำธรุ กจิ ยังตองวิเคราะห
สภาพแวดลอมอื่นประกอบอีก เชน สภาพภูมิอากาศ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร การเปลี่ยนแปลงทางสภาพ
ภูมอิ ากาศของโลก การชดเชยดา นสิ่งแวดลอ มของแตล ะประเทศ พารามิเตอรดา นสิ่งแวดลอมที่ตองใชเวลา
ในการพิจารณาผลกระทบของโครงการ อยางเชน หากพื้นที่นั้นเสี่ยงภัยแผนดินไหวควรสรางอาคาร
คอนกรตี หรือไม หรือ หากพน้ื ทเ่ี สีย่ งภัยน้ำทวมควรวางแผนการระบายน้ำกำหนดรปู แบบอยา งไร โดยปจจัย
ทางสิ่งแวดลอม ที่ควรนำมาพิจารณาใหเหมาะสมกับธุรกิจคุณ ประกอบดวย สภาพอากาศ สภาพภูมิ
ประเทศ มลพิษทางน้ำและอากาศ มาตรฐานการรีไซเคิล นโยบายดานสิ่งแวดลอม และการสนับสนุน
พลังงานสะอาด เปน ตน

Political หมายถึง การเมอื ง

Economic หมายถึง เศรษฐกจิ ปจ จบุ นั

Legal หมายถึง กฎหมายท่ี Social หมายถงึ สงั คมวฒั นธรรมทเี่ หมาะสมกับทอ งถนิ่
เก่ียวของเชน กฎหมายดา น
แรงงาน ลกู คา สวสั ดกิ าร

Enviornmental คือ สภาพแวดลอม Technology หมายถึง ความกาวหนา
ทางดานเทคโนโลยี เชน การสื่อสาร

ท่ีมา: เอกกมล เอย่ี มศรี.(2555).

ภาพท่ี 2.3 PESTLE Analysis

24

2.2.6 แนวคดิ การวิเคราะห TOWS Matrix (เอกชยั อภิศักดิก์ ลุ และทรรศนะ บุญขวญั , 2551)
แนวคิดการวิเคราะห TOWS Matrix เปนแมทริกซที่แสดงถึงโอกาสและอุปสรรคจาก

ภายนอกองคกรทีส่ ัมพันธกับจุดแข็งและจุดออนภายในองคกรโดยมีทางเลือกของกลยุทธ 4 ทางเลือก ซ่ึง
เกิดจากการจับคูร ะหวางปจ จยั ภายนอกและปจ จัยภายใน ดงั นี้

ตารางท่ี 2.1 การวเิ คราะห TOWS Matrix

SW

S – O Strategies W – O Strategies

O ใชจดุ แข็งเพ่อื สรา ง ใชโอกาสเพื่อ
ขอไดเปรยี บจากโอกาส แกไขจุดออน

S – T Strategies W – T Strategies

T ใชจดุ แข็ง ลดความออนแอ

หลีกเล่ียงลดอุปสรรค หลกี เล่ียงอุปสรรคอาจเลิกกจิ การ

ท่มี า: อางอิงจากเอกชัย อภศิ กั ดิก์ ลุ และทรรศนะ บุญขวัญ.การจดั การกลยุทธ (Strategic Management)

ของ Michael A.Hitt, R.Duane Ireland and Robert E.Hoskisson

1) กลยุทธ SO หรือเรียกวา กลยุทธจุดแข็งกับโอกาส ไดแก กลยุทธที่องคกรจะใชจุดแข็ง
ภายในองคกรและแสวงหาประโยชนจากโอกาส ณ ภายนอกที่เปดโอกาสให ซึ่งทุกองคกรตางมีความ
ตองการจะสราง ความเขมแข็งภายในเพื่อสามารถอาศัยประโยชนจากสถานการณและสิ่งแวดลอม ณ
ภายนอก ซึ่งมีหลายองคกรใชกลยุทธ WO ST SO เพื่อจะกลับเขาสสู ถานการณทสี่ ามารถใชกลยุทธ SO ได

อีกหมายความวา เมื่อองคกรมีความออนแอภายในก็จะพยายามปรับปรุงใหองคกรภายในเขมแข็งข้ึน
และเมอ่ื องคก รประสบกับอุปสรรค ณ ภายนอกกจ็ ะพยายามหลีกเล่ียงและมุงเขาหาโอกาสตอองคก รใหมาก

ทสี่ ุดเทาท่จี ะเปนไปได
2) กลยุทธ ST หรอื เรยี กวา กลยุทธจดุ แขง็ กับอปุ สรรค ไดแ ก กลยทุ ธท จ่ี ะใชความเขมแข็ง

ภายในองคก รหลีกเลี่ยงหรือลดอุปสรรค ณ ภายนอกทั้งจากคแู ขง ขนั หรือปจ จยั อื่น ๆ
3) กลยุทธ WO หรือเรียกวา กลยุทธจุดออนกับโอกาส ไดแก กลยุทธที่องคกรจะปรับปรุง

แกไ ขความออนแอภายในองคกรโดยอาศัยประโยชนจ ากโอกาสภายนอกท่ีเปดโอกาสใหถึงแมวา สิ่งแวดลอม
ภายนอกดมี าก แตหากองคกรมีปญหาภายในเองก็อาจทำใหไมไดรับประโยชนจากโอกาสภายนอกที่มีอยู

เพราะจุดออ นอาจทำใหองคกรไมสามารถอยูได จงึ ควรหาวิธีในการเปลี่ยนจุดออ นใหเปนจดุ แข็ง เพราะยงั มี
โอกาสหรอื ชองทางในการดำเนนิ งานในองคกรตอ ไปได

4) กลยุทธ WT หรือเรียกวา กลยุทธจุดออนกับอุปสรรค ไดแก กลยทุ ธท ี่ปกปององคกรอยาง
ที่สุด คือ พยายามลดความออนแอภายใน และหลีกเลี่ยงสภาวะแวดลอมภายนอกที่เปนอุปสรรคใหไดมากที่สุด

หากองคกรเผชิญกับอุปสรรคภายนอกและภายในก็ยังออนแอ องคกรก็จะตกอยูใ นสถานการณท่ีไมด ีอาจ
ตอ งเลกิ กิจการ

25

บทท่ี 3
ขอมูลท่ัวไป

การศึกษาแนวทางการพัฒนาเนื้อโคขุนโพนยางคำ จังหวัดสกลนคร เพื่อใหไดรับการรับรองสง่ิ
บง ชที้ างภมู ศิ าสตร เปน การวเิ คราะหขอมูลท่ีไดจ ากการสัมภาษณเ กษตรกรผูเลย้ี งโคขนุ และ ทำใหทราบถึง
ขอมูลลักษณะสวนบุคคล การเลี้ยงโคเนื้อ การเปลี่ยนแปลงการเลี้ยงในรอบปที่สำรวจ การใชแรงงาน
ปริมาณ ราคา และมูลคา อาหารที่ใชเล้ียงโคขนุ คาวัสดุและคาใชจา ยอ่นื ๆทีไ่ ดใชใ นฝูงท่สี ำรวจ การจำหนา ย
โคเน้อื /โคขุน ขอมลู เก่ียวกับกิจกรรมในหวงโซคณุ คา และความคดิ เหน็ ของเกษตรกรตอการวิเคราะหปจจัย
ภายในและภายนอกของสนิ คาเนือ้ โคขุนโพนยางคำ พิจารณารายละเอียดไดดงั น้ี

3.1 ขอมูลทัว่ ไปแปลงตัวอยาง
3.1.1 ลกั ษณะสวนบคุ คลของเกษตรกรผเู ลย้ี งโคขุน
ในการศึกษาครั้งนี้ สามารถอธิบายลักษณะสวนบุคคลของเกษตรกรผูเลี้ยงโคขุน ไดดังนี้

เกษตรกรที่เลี้ยงโคขุนมีอายุเฉลี่ย 55.61 เกษตรกรสวนใหญ รอยละ 42.42 มีอายุระหวาง 51-60ป
รองลงมาคอื อายุ 61 ปข้นึ ไป อายุ 41-50 ป อายุ 31-40 ป และอายนุ อยกวา 30 ป คดิ เปนรอ ยละ 28.79
21.97 6.06 และ 1.52 ตามลำดับ การศึกษาสวนใหญรอยละ 67.42 มีการศึกษาระดับประถมศึกษา
รองลงมาคือ มัธยมศึกษาตอนตน มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช อนุปรญิ ญา/ปวส และ ปริญญาตรี คดิ เปน
รอ ยละ 13.64 13.64 3.03 และ 2.27 ตามลำดับ (ตารางท่ี 3.1)

มีประสบการณในการเลี้ยงโคขุนเฉลี่ย 13.14 ป เกษตรกรสวนใหญรอยละ 33.33 มี
ประสบการณ 6-10 ป รองลงมา คือ มีประสบการณ 16-20 ป 1-5 ป 21 ปขนึ้ และ 11-15 ป คดิ เปนรอย
ละ 25.00 23.48 9.85 และ 8.33 ตามลำดับ ลักษณะการใชที่ดิน มีการถือครองที่ดินตนเองโดยเฉล่ีย
1.44 ไร สวนใหญมีการถือครองที่ดิน 0 – 5 ไร คดิ เปนรอยละ 97.73 รองลงมาคือ ถือครองท่ีดิน 6 – 10
ไร และ 11 – 15 ไร คดิ เปน รอยละ 1.52 และ 0.76 ตามลำดับ (ตารางท่ี 3.1-3.2)

เนื่องจากเกษตรกรท่ีเลี้ยงโคขุน มีอายุมากและมีการศึกษาอยูในระดับประถมศึกษา แสดงวา
เกิดปญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรท้ังในปจจุบันและแนวโนมในอนาคต ดวยอายุที่มากอาจสงผล
ตอการพัฒนาในเรื่องของเทคโนโลยีตางๆที่จะนำมาใชในการทำการเกษตรสมัยใหม ในดานการผลิต
การตลาด และการแปรรูป เปนตน จำเปนตองพัฒนาการศึกษา มีมาตรการจูงใจคนรุนใหมเขามาในภาค
การเกษตร แตเกษตรสวนใหญมีประสบการณในการเลี้ยงโคมานาน แมวาสวนใหญจะมีเนื้อที่ในการทำ
ฟารมนอย แตเปนที่ดินของตนเอง ปจจัยเหลาน้ีนาจะเปนปจจยั เชงิ บวกทีจ่ ะพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคขุนได
หากมมี าตรการจงู ใจลูกหลานเขามาสบื ทอด

26 จำนวน รอยละ
(N=132)
ตารางท่ี 3.1 ลักษณะสว นบุคคลของเกษตรกรตัวอยาง
2 1.52
ลักษณะสวนบุคคล 7 5.30
29 21.97
อายุ 56 42.42
20 – 30 ป 27 20.45
31 – 40 ป 11 8.33
41 – 50 ป
51 – 60 ป 55.61 ป
61 – 70 ป
71 – 80 ป 89 67.42
เฉลี่ย 18 13.64

การศึกษา 18 13.64
ประถมศกึ ษา 4 3.03
มธั ยมศกึ ษาตอนตน
มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย/ปวช 3 2.27
อนุปริญญา/ปวส
ปรญิ ญาตรี 31 23.48
44 33.33
ประสบการณการเลี้ยงโคขนุ 11 8.33
1 – 5 ป 33 25.00
6 – 10 ป 13 9.85
11 – 15 ป
16 – 20 ป 13.14 ป
21 ปข น้ึ ไป
เฉล่ีย จำนวน รอ ยละ
(N=132)
ท่ีมา: จากการสำรวจ

ตารางท่ี 3.2 ลักษณะการใชท่ดี นิ
ลักษณะการใชท ่ดี ิน

จำนวน 0 – 5 ไร 129 97.73
6 – 10 ไร
ที่มา: จากการสำรวจ 11 – 15 ไร 2 1.52

เฉลยี่ 1 0.76

1.44 ไร

27

3.1.2 การเล้ยี งโคเน้อื เฉพาะฝูงท่กี ำลังสำรวจ
การเลี้ยงโคเนื้อเฉพาะฝูงที่กำลังสำรวจ พบวา ป 2562 เกษตรกรผูเลี้ยงโคเนื้อเฉพาะฝูงที่

สำรวจ ณ วันที่ 1 มกราคม 2562 มีจำนวนโคเนื้อรวมทั้งหมด 2,208 ตัว เฉลี่ยคนละ 16.73 ตัว ราคา
เฉลย่ี ตวั ละ 50,343.56 บาท นำ้ หนกั เฉล่ียตวั ละ 542.74 กโิ ลกรัม ซงึ่ เปน โคขุน จำนวน 1,233 ตัว เฉลย่ี คน
ละ 9.34 ตัว ราคาเฉลี่ยตัวละ 54,301.59 บาท น้ำหนกั เฉลี่ยตัวละ 583.52 กิโลกรัม ซ้อื เขามาระหวางป
จำนวน 244 ตัว เฉลี่ยคนละ 1.85 ตัว ราคาเฉลี่ยตัวละ 40,259.84 บาท น้ำหนักเฉลี่ยตัวละ 425.58

กิโลกรัม จำหนายออกระหวางป จำนวน 566 ตัว เฉล่ียคนละ 2.46 ตัว ราคาเฉลี่ยตวั ละ 65,258.28 บาท
น้ำหนักเฉลี่ยตัวละ 455.52 กิโลกรัม สงผลให ณ วันที่ 1 มกราคม 2563 มีจำนวนโคเนื้อรวมทั้งหมด

1,883 ตัว เฉลี่ยคนละ 14.27 ตวั ราคาเฉลี่ยตัวละ 55,203.54 บาท น้ำหนักเฉลี่ยตัวละ 449.54 กิโลกรัม
ซึ่งเปนโคขนุ จำนวน 945 ตัว เฉลีย่ คนละ 7.15 ตัว ราคาเฉลี่ยตวั ละ 51,561.22 บาท น้ำหนักเฉล่ยี ตวั ละ
477.57 กโิ ลกรมั รายละเอียดเพม่ิ เตมิ ดงั ตารางท่ี 3.3

ตารางท่ี 3.3 การเลี้ยงโคเน้อื เฉพาะฝูงท่ีสำรวจ

จำนวนโคเน้ือ(ตวั )

รายการ แรกเกดิ ถงึ <1ป อายุ 1 ป <2 ป อายุ 2 ป <3 ป แมพันธุ โคขนุ รวม
ท้ังหมด
ณ 1 มกราคม 62 162 89 34 690 1,233
จำนวนโคเนื้อ 1.23 0.67 0.26 5.23 9.34 2,208
จำนวนโคเฉลย่ี /คน 10,055.56 20,500.00 24,000 34,387.50 54,301.59 16.73
ราคาเฉล่ยี /ตวั 86.94 195.00 302.50 391.74 583.52 50,343.56
นำ้ หนักเฉลยี่ /ตัว โคพรอมขนุ 542.74
0 0 5 10 229
ซอ้ื ระหวางป 2562 0 0 0.04 0.08 1.73 244
จำนวนโคเนอ้ื 0 0 25,000 35,000 40,596.23 1.85
จำนวนโคเฉลย่ี /คน 0 0 200.00 300.00 459.80 40,259.84
ราคาเฉล่ยี /ตัว 425.58
น้ำหนกั เฉลี่ย/ตวั 5 4 12 28 517
0.04 0.03 0.08 0.14 2.18 566
ขายระหวางป 2562 21,500 25,000 26,333.33 31,000 99,741.48 2.46
จำนวนโคเนอ้ื 150.00 250.00 316.67 400.00 704.68 65,258.28
จำนวนโคเฉล่ยี /คน 455.52
ราคาเฉลี่ย/ตวั 157 85 27 672 945
น้ำหนกั เฉลี่ย/ตวั 1.19 0.64 0.21 5.09 7.15 1,886
10,102.56 20,739.13 27,333.33 28,000 51,561.22 14.27
ณ 1 มกราคม 63 85.87 196.09 281.11 300.00 477.57 55,203.54
จำนวนโคเนื้อ 449.54
จำนวนโคเฉลีย่ /คน
ราคาเฉลย่ี /ตัว
น้ำหนักเฉลี่ย/ตวั

ทมี่ า: จากการสำรวจ

28

3.1.3 ขอ มลู การเลยี้ งโคเน้อื ตอฝงู ทสี่ ำรวจ ในรอบป 2562
1) การใชแ รงงาน และอัตราคาจา งแรงงาน

การใชแรงงานและอัตราคาจางแรงงาน ที่ใชในชวงที่มีการเลี้ยงโค ในรอบป 2562 ผล
การศกึ ษาพจิ ารณาไดจ ากตารางท่ี 3.3 พบวา เกษตรกรมกี ารใชแ รงงานครัวเรือนในการเลี้ยงโค คิดเปนรอย
ละ 100.00 จำนวนแรงงานที่ใชเฉลี่ย 2.01 คน คาจางเฉลี่ย 300.00 บาทตอคนตอวัน จำนวนวนั ที่ใชใน
รอบปเ ฉล่ยี 364.67 วัน เวลาทใี่ ชเ ฉลย่ี 4.60 ช่ัวโมงตอ วัน (ตารางท่ี 3.4)

ตารางท่ี 3.4 การใชแรงงานและอัตราคา จา งแรงงานท่ีใชใ นชว งทมี่ ีการลย้ี งโคในรอบป

การใชแ รงงานและคาจาง จำนวน รอยละ
(N=132)

ประเภทแรงงาน 132 100.00
แรงงานครวั เรอื น

จำนวนแรงงานเฉลย่ี 2.01 คน

คาจางเฉล่ีย 300.00 บาท/คน/วนั

จำนวนวนั ท่ีใชใ นรอบปเฉลี่ย 364.67 วนั

เวลาที่ใชเฉล่ีย 4.60 ชัว่ โมง/วนั

ทม่ี า: จากการสำรวจ

2) ปรมิ าณ และมลู คา อาหารทีใ่ ชเลีย้ งโค แตล ะอายุ แยกตามประเภท
ปริมาณ และมูลคาอาหารที่ใชเลี้ยงโค แตละอายุ แยกตามประเภท ในรอบป 2562 ของ

เกษตรกรกลุมตัวอยาง พบวา อาหารหยาบ ที่ใชเลี้ยงโคเนื้อ ตอวันตอฝงู ในรอบป ประกอบดวย ฟางขาว
และหญาสด ซ่ึงการใชอาหารหยาบ แยกแตละอายุ และประเภท จะเห็นวา มีมูลคาการใชอาหารหยาบตอ
ตัวตอ ป มรี ายละเอียด คอื โคแรกเกดิ <1 ป เฉลีย่ 415.13 บาท โคอายุ 1 ป <2 ป เฉลี่ย 4,708.68 บาท
โคอายุ 2 ป <3 ป เฉลย่ี 4,222.53 บาท โคแมพ นั ธุ เฉล่ีย 9,741.85 บาท และโคขุน เฉล่ยี 1,742.18 บาท

อาหารขน ที่ใชเล้ียงโคเนื้อ ตอวันตอฝูงในรอบป ประกอบดวย หัวอาหาร กากน้ำตาล กากมัน กากเบียร
และรำขา วละเอียด ซึ่งการใชอ าหารขน แยกแตล ะอายุ และประเภท จะเหน็ วา มมี ลู คา การใชอาหารขนตอ
ตัวตอป มีรายละเอียด คือ โคแรกเกิด <1 ป เฉลี่ย 2,476.10 บาท โคอายุ 1 ป <2 ป เฉลี่ย 6,115.03

บาท โคอายุ 2 ป <3 ป เฉลี่ย 6,274.77 บาท โคแมพันธุ เฉลี่ย 6,515.00 บาท และโคขุน เฉลี่ย
25,600.09 บาท เมื่อรวมมูลคาอาหารที่ใชเลี้ยงโคทั้งอาหารหยาบและอาหารขน แตละอายุ แยกตาม

ประเภท ในรอบป 2562 จะเห็นวา โคแรกเกิด <1 ป มมี ูลคาอาหารที่ใชเลี้ยงโคเฉลี่ย 2,891.23 บาท โค
อายุ 1 ป <2 ป ป มีมูลคาอาหารที่ใชเล้ยี งโคเฉล่ยี 10,823.71 บาท โคอายุ 2 ป <3 ป ป มมี ูลคา อาหาร
ที่ใชเลย้ี งโคเฉลีย่ 10,497.30 บาท โคแมพันธุ มีมูลคาอาหารที่ใชเลีย้ งโคเฉลีย่ 16,256.85 บาท และโคขนุ
มีมลู คา อาหารทีใ่ ชเลย้ี งโคเฉลี่ย 27,342.27 บาท รายละเอยี ดเพ่มิ เติมดังตารางที่ 3.5

29

ตารางที่ 3.5 ปริมาณและมลู คา อาหารที่ใชเ ลีย้ งโคเน้ือทีส่ ำรวจ ในรอบป 2562

รายการ ปรมิ าณและมลู คาการใช/ตัว/ป โคขุน
แรกเกดิ ถงึ < 1 ป อายุ 1 ป < 2 ป อายุ 2 ป< 3 ป แมพนั ธุ
956.94
1)อาหารหยาบ 956.94
392.62
1.1) ฟางขาว (กิโลกรัม) 137.47 1,506.82 1,622.95 2,719.25 785.24
1,742.18
มูลคาการใชฟางขาว(บาท) 137.47 1,506.82 1,622.95 2,719.25
1,650.00
1.2) หญาสด (กิโลกรมั ) 138.83 1,600.93 1,299.79 3,511.30 14,355.00
มูลคา การใชหญา สด(บาท) 277.66 3,201.86 2,599.58 7,022.60 1,276.00
8,026.04
มูลคา อาหารหยาบ 415.13 4,708.68 4,222.53 9,741.85 124.94
283.61
2)อาหารขน 14.46
35.43
2.1) หัวอาหาร (กโิ ลกรัม) 169.03 338.05 345.23 352.36 365.24

มูลคาการใชหัวอาหาร(บาท) 1,470.56 2,941.04 3,003.50 3,065.53 2,900.01
2.2) กากน้ำตาล (กโิ ลกรมั ) 21.00 62.07 63.20 65.35 25,600.0
9
มลู คาการใชกากนำ้ ตาล(บาท) 132.09 390.42 397.53 411.05 27,342.2
2.3) กากมัน (กโิ ลกรมั ) 35.00 75.05. 78.25 82.42 7

มูลคา การใชก ากมัน (บาท) 79.45 170.36 177.63 187.09

2.4) กากเบียร (กโิ ลกรัม) 0.00 0.00 0.00 0.00
มลู คาการใชกากเบยี ร(บาท) 0.00 0.00 0.00 0.00

2.5) รำขา วละเอยี ด (กโิ ลกรัม) 100.00 329.12 339.56 359.11

มูลคาการใชรำขา วละเอยี ด

(บาท) 794.00 2,613.21 2,696.11 2,851.33

มูลคา อาหารขน(บาท)

2,476.10 6,115.03 6,274.77 6,515.00

มูลคาอาหารท้งั หมดทใ่ี ช(บาท)

2,891.23 10,823.71 10,497.30 16,256.85

หมายเหตุ : 1) ราคาอาหารโค

ฟางขา ว กิโลกรัมละ 1.00 บาท หญา สด กโิ ลกรมั ละ 2.00 บาท
กากมนั กโิ ลกรัมละ 2.27 บาท หวั อาหาร กโิ ลกรมั ละ 8.70 บาท

กากเบยี ร กโิ ลกรมั ละ 2.45 บาท รำขาวละเอยี ด กิโลกรมั ละ 7.94 บาท

กากนำ้ ตาล กิโลกรมั ละ 6.29 บาท
2) จำนวนวันใหอาหาร 365 วัน/ป สวนโคแรกเกดิ ถึง<1 ป จำนวนวนั ใหอ าหาร 185 วัน

ท่ีมา: จากการสำรวจ

3) คาวคั ซนี ปอ งกนั โรค และยารักษาโรคตอ ฝงู ท่ีสำรวจ ในรอบป 2562
คาวัคซีนปองกนั โรค และยารักษาโรค ในรอบป 2562 ของเกษตรกรกลุมตัวอยาง พบวา

เกษตรกรมีการฉดี วัคซนี ปอ งกันโรคและยารักษาโรค ตอ ตวั ตอ ป แยกแตล ะอายุและประเภทโค ดังนี้ โคแรก

30
เกดิ <1 ป เฉลีย่ 502.50 บาท โคอายุ 1 ป <2 ป เฉลี่ย 803.50 บาท โคอายุ 2 ป <3 ป เฉลย่ี 800.50
บาท โคแมพนั ธุ เฉล่ีย 838.50 บาท และโคขุน เฉลีย่ 900 บาท รายละเอียดเพ่ิมเตมิ ดงั ตารางท่ี 3.6

ตารางท่ี 3.6 คา วัคซีนปองกันโรค และคายารักษาโรค แยกตามประเภท อายุ โค

รายการ จำนวนและคา ใชจ า ย/ตัว/ป แมพ นั ธุ โคขนุ
แรกเกดิ ถงึ < 1 ป อายุ 1 ป < 2 ป อายุ 2 ป< 3 ป
1.59 2
1)วคั ซีนปอ งกนั โรค 1.75 1.69 1.67
1.1) วัคซีนปอ งกันโรค 262.50 253.50 250.50 238.50 300
1 1
ปากเทา เปอ ย(คร้ัง) 100 100
คาใชจา ย(บาท) 400
338.50
1.2) วคั ซีนอน่ื ๆ (คร้งั ) 0.2 0.5 0.5 1.00
คา ใชจา ย(บาท) 20 50 50 1.00 200
คา วัคซนี ปองกนั โรค(บาท/ตวั /ป) 282.50 303.50 300.50 200 1.00
1.00 300
2)คา ยารักษาโรค 0.35 1.00 1.00 300 500
2.1) ยาถา ยพยาธิ(ครั้ง) 70 200 200 500 900
คา ใชจาย(บาท) 0.5 1.00 1.00 838.50
2.2) ยาบำรุง(คร้งั ) 150 300 300
คา ใชจาย(บาท)

คายารกั ษาโรค(บาท/ตัว/ป) 220 500 500

คาวัคซีนปองกนั โรค และคา ยา 502.50 803.50 800.50
รักษาโรค(บาท/ตวั /ป)

ทีม่ า: จากการสำรวจ

4) คาใชจ า ยอื่นๆตอฝูงท่ีสำรวจ ในรอบป 2562

คาใชจ ายอื่นๆตอฝงู ท่สี ำรวจ ในรอบป 2562 ของเกษตรกรกลุมตัวอยา ง พบวา คาใชอืน่ ๆ
ตอ ฝงู เฉล่ียเดือนละ 1,053.38 บาท ถาคิดเปน ตอ ตัวตอเดือน เฉลย่ี ตวั ละ 0.58 บาท รายการคา ใชจ า ยอืน่ ๆ

ประกอบดวย คาบรกิ ารสัตวแพทย (ทีไ่ มรวมคาผสมพันธุ) จะมีคาใชจายทั้งฝูง เฉลี่ยเดือนละ 10.00 บาท
คาน้ำเฉลี่ยเดือนละ 74.37 บาท คาไฟฟา เฉลี่ยเดือนละ 168.89 บาท คาน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยเดือนละ
479.70 บาท คาน้ำมันหลอลื่น เฉล่ียเดือนละ 50.00 บาท คาโทรศัพท เฉลี่ยเดือนละ 61.05 บาท แรธาตุ
เฉล่ียเดอื นละ 83.58 บาท ไมกวาด เฉลี่ยเดือนละ 3.72 บาท ใบมีดตัดหญา เฉล่ียเดือนละ 18.76 บาท ถุง

มือยาง เฉลี่ยเดือนละ 8.68 บาท รองเทาบชู เฉลยี่ เดือนละ 15.50 บาท ท่ีตักอาหาร เฉลี่ยเดอื นละ 6.67 บาท
พล่วั เฉลย่ี เดือนละ 7.41 บาท สายยาง เฉลย่ี เดือนละ 27.30 บาท คราด เฉลี่ยเดอื นละ 6.46 บาท เคียว เฉล่ยี

เดือนละ 9.10 บาท มีด เฉลี่ยเดือนละ 14.28 บาท จอบ เฉลี่ยเดือนละ 7.91 บาท เปนตน รายละเอียด
เพิม่ เตมิ ดังตารางท่ี 3.7

31

ตารางท่ี 3.7 คาใชจ ายอน่ื ๆ ตอฝงู ท่ีสำรวจ ในรอบป 2562

คาใชจา ยอืน่ ๆ คาใชจา ย คาใชจาย
(บาท/เดือน) (บาท/ป)

คาบริการสตั วแ พทย 10.00 120.00
892.44
คาน้ำ 74.37 2,026.68
คา ไฟฟา 168.89 5,756.40
600.00
คา นำ้ มนั เชื้อเพลิง 479.70 732.60
1,002.92
คานำ้ มนั หลอ ลนื่ 50.00 44.64
225.17
คาโทรศพั ท 61.05 104.18
185.97
แรธ าตุ 83.58 80.00
88.87
ไมกวาด 3.72 327.61
ใบมดี ตัดหญา 18.76 77.57
109.24
ถงุ มือยาง 8.68 171.36
94.92
รองเทาบูช 15.50
12,640.57
ทตี่ กั อาหาร 6.67
6.94
พลั่ว 7.41

สายยาง 27.30
คราด 6.46

เคียว 9.10

มดี 14.28

จอบ 7.91

รวมคา ใชจ า ยอน่ื ๆ ตอ ฝูง 1,053.38

รวมคา ใชจายอ่ืนๆ ตอตัว 0.58

หมายเหตุ: จำนวนโคเนื้อทงั้ หมด ป 2562 มจี ำนวน 1,822 ตัว
ท่มี า: จากการสำรวจ

5) พ้นื ที่ในการเลยี้ งโคเน้อื /โคขุนในรอบป 2562
เกษตรกรมีพืน้ ทีใ่ นการเล้ียงโคเนื้อ/โคขุน สวนใหญอ ยูนอกเขต พื้นทีช่ ลประทาน จำนวน

107 ราย คิดเปนรอยละ 81.06 ที่เหลือ จำนวน 25 ราย คิดเปนรอยละ 18.94 เลี้ยงในเขตชลประทาน

แหลงน้ำที่ใชในการเลี้ยงโค เกษตรกรสวนใหญ รอยละ 55.31 ใชน้ำจากประปา รองลงมา คือ น้ำบาล
น้ำฝน แหลง นำ้ ตามธรรมชาติ บอนำ้ และนำ้ จากชลประทาน คิดเปนรอ ยละ 24.00 7.82 6.15 5.03 และ

1.68 ตามลำดับ (ตารางที่ 3.8)

32

ตารางที่ 3.8 พืน้ ทใ่ี นการเลีย้ งโคเนือ้ /โคขนุ จำนวน รอยละ
(N=132)
รายการ 100.00
132 81.06
1) เขตพน้ื ที่ 18.94
นอกเขตชลประทาน 107 100.00
ในเขตชลประทาน 25 4.55
2) แหลงน้ำ 7.58
นำ้ ฝน 132 2.27
แหลง น้ำตามธรรมชาติ 55.30
น้ำจากชลประทาน 6 6.06
น้ำประปา 10 24.24
บอ น้ำ 3
นำ้ บาดาล 73
8
ท่มี า: จากการสำรวจ 32

3.2 ขอมูลทัว่ ไปสหกรณก ารเลย้ี งปศุสตั ว กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด

สหกรณการเลี้ยงปศุสัตว กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด ประกอบธุรกิจในรูปแบบสหกรณ
การเกษตร ในป 2562 มีสมาชิก 6,242 ราย มีพนักงาน 182 คน พื้นที่โรงงาน/สถานประกอบการ 8 ไร มี
สมาชิกที่เปนเกษตรกรผูเลี้ยงโคขุนผลิตและจำหนายใหสหกรณ จำนวน 3,260 ราย (+-แลว แตป ) ขอบเขต
พืน้ ท่กี ารเลย้ี งโคขุน อยใู นพืน้ ที่จงั หวัดสกลนคร จังหวัดนครพนมใน 8 อำเภอ ไดแ ก อำเภอนาแก อำเภอวัง

ยาง อำเภอปลาปาก อำเภอเรณูนคร อำเภอธาตุพนม อำเภอนาหวา อำเภอโพนสวรรค อำเภอเมือง
นครพนม จังหวัดมุกดาหารใน 4 อำเภอ ไดแก อำเภอเมอื งมุกดาหาร อำเภอดงหลวง อำเภอคำชะอี อำเภอ

หนองสูง และจังหวัดบึงกาฬ 1 อำเภอ ไดแก อำเภอเซกา โดยตองชำแหละในโรงฆาที่ไดมาตรฐานของ
สหกรณฯ โพนยางคำ(ตารางท่ี 3.9)

ตารางท่ี 3.9 ขอมูลจำนวนสมาชกิ และทนุ ประกอบกิจการของสหกรณฯ โพนยางคำ ป 2561-2562

จำนวน จำนวน ตนทนุ ปริมาณ ปริมาณ ทุนประกอบ

ป สมาชกิ โคเน้อื เฉลี่ย/ตวั ซื้อ/ป ราคาซอื้ ขาย/ป ราคาขาย กจิ การ

(ราย) (ตัว) (บาท) (ตัว) (บาท) (ตัว) (บาท) (บาท)

2561 6,272 9,783 83,049.55 6,750 83,049.55 3,375 91,354.51 94,318,394.67

2562 6,242 10,971 92,099.39 7,421 92,099.39 3,711 101,309.30 98,183,265.58

ทมี่ า: สำนักงานสหกรณจังหวัดสกลนคร

33

3.2.1 กระบวนการผลติ เนอ้ื โคขุนโพนยางคำ
กระบวนการผลิตเนื้อโคขุนโพนยางคำ เร่ิมจากเกษตรกรผูเ ลี้ยงโคขุน ท่ีเปนสมาชิกของ

สหกรณการเลี้ยงปศุสัตว กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด ทำหนาที่เลี้ยงโคขุนคุณภาพดีตรงตามมาตรฐาน
สหกรณ เปน การเล้ยี งเพ่ือใหไดเนอื้ โคขนุ คณุ ภาพสูง โดยขุนตามหลักวิชาการเต็มรูปแบบ เพือ่ สงจำหนายให
สหกรณ เกษตรกรผูเลี้ยงโคขุน มีประสบการณการเลี้ยงโคขุนมากกวา 20 ป แจงประธานกลุมทีส่ ังกัดวา
ประสงคจ ะขุนโค ประธานกลมุ แจง สหกรณฯ โพนยางคำ หลังจากน้ันสหกรณฯ จะสง เจาหนาท่ีสหกรณฯเพ่ือ
ตรวจสอบความพรอมของโค หากโคพรอมขุน โคเพศผูจะทำการหนีบอวัยวะเพศ เพศเมียจะทำการลวง
ทอง หลังจากนนั้ เร่ิมขนุ ได โดยสหกรณจะจัดสงอาหารขน และกากน้ำตาล ใหสมาชิกทีข่ ุนโค ทุกเดือนตาม
รอบ และทำการฉีดยารักษาโรค วัคซีน และยาบำรุง ทุก 6 เดือน ปริมาณยาบำรุง/วัคซีนคำนวณจาก
น้ำหนักโคขุน เมื่อโคขุนครบอายุ 15-18 เดือน สหกรณจะสงเจาหนาที่มาตรวจสภาพโคขุนพรอมเชือด
หากไดขนาดแลวสหกรณฯโพนยางคำจะนัดวันสงมอบโคขุน น้ำหนักเฉลี่ย 704.68 กิโลกรัม/ตัว โดย
เกษตรกรผูเ ลย้ี งโคขุนตองเตรยี มโค โดยลางทำความสะอาดโคขนุ กอนสงมอบ และเปน ผูรบั ผิดชอบคาขนสง
และจัดหารถบรรทุกเพื่อนำสงโคขุนใหสหกรณฯโพนยางคำเพื่อเขา เชือดและชำแหละ เมือ่ สหกรณฯ รับโค
ขนุ แลว จะตอ งพักโคเพ่อื ปรับสภาพจิตใจกอ นเชอื ดประมาณ 2 วัน เมื่อเชือดและชำแหละแลวตองนำเนื้อโค
ขุนที่ไดหรือที่เรียกวา “ซากอุน” น้ำหนักเฉลี่ย 382 กิโลกรัม/ตัว ไปบมเนื้อเปนระยะเวลา 7 วัน จนได
คุณภาพเนื้อตามท่ีตองการหรือทีเ่ รียกวา “ซากเย็น”น้ำหนักเฉล่ีย 364.40 กิโลกรัม/ตัว กอนที่จะนำไปตดั
แตงจำหนายใหแ กผูบริโภคตอ ไป ซึ่งสหกรณการเล้ียงปศุสัตว กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด มีรานขายปลกี
เนื้อโคคุณภาพดที ี่กรงุ เทพฯ โดย มียี่หอชือ่ เนื้อโคขุนโพนยางคำ ไทย-ฝรั่งเศส (Thai-French meat) เปนท่ี
รูจักและ ยอมรับถึงคุณภาพในตลาดเนื้อโคขุนชั้นสูง กลุมปลายน้ำ สหกรณการเลี้ยงปศุสัตว กรป.กลาง
โพนยางคำ จำกดั มีโรงฆาสัตว(โคขุน) เปนสถานที่ฆาและชำแหละสัตว โดยการฆา ตองการความประณีต
มากกวา โรงฆาสัตวทั่วไป ซง่ึ มีกรรมวิธีการฆาและชำแหละทไี่ ดมาตรฐาน ตลอดจนมีหองเย็นสำหรับบมซาก
เพื่อรักษาคุณภาพ เนื้อใหมีคุณภาพ มีโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ ชำแหละแบงชัน้ ตามคุณภาพเนือ้ ตัดแตง
และบรรจภุ ัณฑโดยเฉพาะชิ้นสว นเนื้อที่มีคุณภาพแลวสงไปจำหนายตามตลาดชั้นสงู ไดแก ซเู ปอรม ารเก็ต
ภัตตาคารและโรงแรมชั้นหนง่ึ สวนเนื้อบางสวนที่ไมเปน ที่ตองการของตลาดชั้นสูงเชน เนื้อนองเน้ือ สวนพ้ืน
ทองและพื้นอกเนื้อคุณภาพต่ำจะสงไปจำหนายในตลาดขายปลีกทั่วไปหรือบางสวนอาจจะวางขายตาม
ซูเปอรมารเกต็ เชน กัน(ภาพท่ี 3.1)

34

ท่ีมา: จากการสำรวจ

ภาพท่ี 3.1 กระบวนการดำเนินงาน ของสินคา เนอ้ื โคขนุ โพนยางคำ

3.2.2 ผลดำเนินงานของสหกรณ ป 2561
ผลการดำเนินงานของสหกรณฯโพนยางคำ ป 2561 ( ปดบัญชี 31 มีนาคม 2562) มี

คาใชจายทั้งหมด 1,200,611,028.48 บาท ประกอบดวย คาใชจายสวนกลาง 20,227,267.34 บาท คิด
เปนรอยละ 1.68 ของคา ใชจายทง้ั หมด และคาใชจา ยเฉพาะธุรกิจแปรรูป 1,180,383,761.14 บาท รอยละ
98.32 มีรายไดทั้งหมด 1,344,765,661.06 บาท และมีรายไดสุทธิ 144,154,632.58 บาท รายละเอียด
ตามตารางท่ี 3.10

ตารางที่ 3.10 ผลการดำเนินงาน ของสหกรณฯ โคขุนโพนยางคำ ป 2561

รายการ คา ใชจ า ย(บาท) รอยละ

1.คา ใชจ ายของสหกรณ 1,200,611,028.48 100.00
1.1 คา ใชจ ายสวนกลาง 20,227,267.34 1.6844
4,601,146.21 0.3832
- เงินเดอื นและคาจา ง 2,241,786.58 0.1867
- คาครองชพี 0.0760
- คา จางวันหยดุ และคา ลวงเวลา 913,188.78 0.0089
- คาเบ้ยี เลย้ี ง 107,351.01 0.0176
- เงนิ สมทบกองทนุ ประกนั สังคม 211,498.86 0.0877
- คาบำเหน็จพนกั งาน 1,053,361.48 0.0487
- คาใชจ า ยยานพาหนะ 585,508.19 0.0090
- เบยี้ ประชมุ กรรมการ 108,400.00

35 คา ใชจาย(บาท) รอยละ

ตารางที่ 3.10 (ตอ) 1,240,950.00 0.1033
รายการ 12,237.00 0.0010
333,286.97 0.0277
1.1 คาใชจ า ยสว นกลาง (ตอ) 208,433.43 0.0174
- คา ตอบแทนกรรมการ
- คารักษาพยาบาล 1,638,655.00 0.1365
- คาธรรมเนียมตางๆ 9,835.17 0.0008
- คารับรอง
- คา ใชจ า ยประชมุ ใหญ 230,000.00 0.0192
- คาโทรศพั ท 90,000.00 0.0075
- คา ตอบแทนตรวจสอบกจิ การ 136,080.00 0.0113
- คา จา งเหมาบริการ 2,918.00 0.0002
- คาอากรฆา โค
- คาตว๋ั รูปพรรณโค 3,108,220.53 0.2589
- คาเส่อื มราคาสินทรพั ย 381,895.68 0.0318
- คา เครื่องเขยี นแบบพิมพ 630,224.26 0.0525
- คาไฟฟาและคานำ้ ประปา
- คา ซอมแซมบำรุงรกั ษาสินทรัพย/ ปรับปรงุ 629,335.80 0.0524
- คา เบ้ียประกนั 394,710.71 0.0329
- คาพาหนะ
- คาใชจ ายศนู ยว านรนวิ าส 226,825.66 0.0189
- คาตอบแทนท่ปี รกึ ษา 213,247.84 0.0178
- คาเครอ่ื งมอื เครื่องใช 320,000.00 0.0267
- คา ใชจ า ยอืน่ 1,245.00 0.0001

1.2 คา ใชจา ยเฉพาะธรุ กจิ แปรรูป 596,925.18 0.0497
- เงนิ เดือนและคา จาง 1,180,383,761.14 98.3156
- คา ครองชพี
- คา จางวันหยดุ และคาลวงเวลา 14,417,958.68 1.2009
- คาเบ้ยี เลยี้ ง/คาเดินทาง 4,767,344.52 0.3971
- คา เบี้ยเล้ียงพนกั งาน 2,169,840.46 0.1807
- เงินสมทบกองทุนประกันสงั คม 107,351.01 0.0089
- คา บำเหน็จพนกั งาน
- คาใชจ ายในการขาย 125,460.85 0.0105
- เปอรเ ซน็ ตการขาย 754,246.01 0.0628

1,487098.56 0.1239
218,139.00 0.0182
4,281,191.00 0.3566

36 คา ใชจาย(บาท) รอ ยละ

ตารางที่ 3.10 (ตอ) 1,639,422.90 0.1365
รายการ 87,381.82 0.0073
884,763.68 0.0737
1.2 คาใชจ า ยเฉพาะธุรกจิ แปรรูป (ตอ ) 168,332.80 0.0141
- คาใชจ ายยานพาหนะ
- คาเบีย้ ประกันภยั 6,758,311.15 0.5629
- คาธรรมเนียมบัตรเครดิต 595,982.34 0.0496
- คาซอมแซมและปรบั ปรงุ สนิ ทรพั ย
- คา ใชจายแผนกเนือ้ 1,722,612.97 0.1435
- คา ใชจ ายในการสง เนอื้ 74,374.18 0.0062
- คา ไฟฟาและคานำ้ ประปา 146,296.83 0.0122
- คาโทรศพั ท 106,618.55 0.0089
- คาทำความสะอาด
- คาเครื่องเขยี นและแบบพิมพ 64,691.00 0.0054
- คารกั ษาพยาบาล 169,173.68 0.0141
- คาธรรมเนยี มตางๆ 793,588.22 0.0661
- คา เสอ่ื มราคาสินทรพั ย
- คารับรอง 51,837.00 0.0043
- คาของใชส ิน้ เปลือง 286,065.16 0.0238
- คา ใชจายในการทำหนงั หมกั
- คา ใชจ า ยดำเนินการ 3,446,960.00 0.0871
- คาใชจ ายเบ็ดเตล็ด 169,053.43 0.0141
- คาขนสง สนิ คา 51,534.00 0.0043
- คาใชจ า ยในการผลติ (คา ชำแหละสัตว) 3,567,800.00 0.2972
- คา ใชจา ยในการผลติ (คา ไฟฟาและคานำ้ ประปา)
- คาใชจา ยในการผลิต(คา เสอื่ มราคาสินทรพั ย) 997,816.87 0.0831
- คาซอื้ โคเขาโรงฆา 1,848,657.83 0.1541
- วตั ถุดบิ ไปใชในการผลิต
793,588.22 0.0661
2. รายไดของสหกรณ 563,462,225.04 46.9313
- ขายอาหารสตั ว 564,168,043.38 46.9901
- ขายสนิ คา ทัว่ ไป 1,344,765,661.06 100.00
- ขายเนอ้ื
- ขายโคมชี วี ิต(รวมคอกโคเสริม) 182,784,560.70 13.5923
- ขายไนโตรเจน 8,205,430.25 0.6102

1,143,519,461.46 85.0348
2,569,949.08 0.1911
94,291.25 0.0070

37

ตารางท่ี 3.10 (ตอ)

รายการ คาใชจ า ย(บาท) รอ ยละ

2. รายไดของสหกรณ (ตอ) 0.2811
0.2835
- บรกิ ารผสมเทยี ม 3,779,717.32

- ขายหนังหมัก+เครอื่ งดม่ื 3,812,251.00

3. รายไดส ทุ ธิ 144,154,632.58

ท่มี า: สหกรณการเล้ยี งปศุสตั วกรป.กลางโพนยางคำ จำกดั ,นางสาวจันทรพร เจา ทรพั ย และคณะ(2562)


Click to View FlipBook Version