The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การศึกษาแนวทางการพัฒนาเนื้อโคขุนโพนยางคำที่ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ภูมิศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การศึกษาแนวทางการพัฒนาเนื้อโคขุนโพนยางคำที่ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ภูมิศาสตร์

การศึกษาแนวทางการพัฒนาเนื้อโคขุนโพนยางคำที่ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ภูมิศาสตร์

86

ยอนกลับดวยระบบคิวอารโคด การรับประกันสินคาพรอมตรวจสอบกอนสงมอบ กำหนดมาตรฐานการ
ขนสงสินคา ที่ถกู ตอ ง และกำหนดเง่อื นไขการสงั่ ซ้อื ทีเ่ ปนธรรม

กิจกรรมสนับสนุน สหกรณฯโพนยางคำจัดซือ้ จดั หาปจจัยการผลติ จากสมาชิกสหรณ มีระบบ
การตรวจสอบคณุ ภาพวัตถุดบิ ปรับปรงุ มาตรฐานการผลติ และวัตถดุ บิ พัฒนารูปแบบการจัดซ้ือจัดหา การ
วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ควรมกี ารปรับปรุงกระบวนการผลิต ระบบการส่ือสารระหวางผูคา และผูผ ลิต
การเพิ่มนวัตกรรมใหมดานการผลิตและการตลาด การบริหารทรัพยากรบุคคล ควรเพิ่มการฝกอบรม
มาตรฐาน GI มีการสาธิตการผลติ การพัฒนาทักษะการทำงานและการควบคมุ คุณภาพ สำหรับโครงสราง
พ้ืนฐานมีการรวมกลุม จัดตั้งในรูปแบบสหกรณ มีการบริหารจัดการของกลุม สมาชิกมีการฝากเงนิ เปนออม
ทรัพยแ ละส้นิ ปม ีเงินปน ผลจา ยคนื ใหก บั สมาชิก

4) การเปรยี บเทียบตน ทนุ การผลิตและผลตอบแทนโคขนุ
โคขุนโพนยางคำเปนวัตถดุ บิ หลักในการผลิตเนื้อโคขนุ โพนยางคำ มีตนทุนรวมตอตัวเฉลี่ยของ

การผลิตโคขุนโพนยางคำเทากับ 78,965.57 บาท สูงกวาตนทุนโคขุนทั่วไปที่มีตนทุนรวม 39,679.57 บาท
เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นรอยละ 50.25 แบงเปน ตน ทุนผันแปรตอตัวเทากับ 78,557.83 บาท ต่ำกวาตนทุนผัน
แปรโคขุนท่วั ไปที่มตี น ทนุ 39,435.83 บาท เปล่ยี นแปลงเพ่ิมข้ึนรอยละ 50.19 เนอื่ งจากเกษตรกรผูเ ลย้ี งโคขุน
โพนยางคำตองเล้ียงตามมาตรฐานของสหกรณฯโพนยางคำ เนน ปริมาณไขมนั แทรกสูงสงใหตนทุนการผลิตสูง
คาการเลี้ยงโคขุนทั่วไป ตนทุนคงที่ตอตัวเทากับ 387.74 บาท สูงกวาตนทุนคงที่โคขุนทั่วไปที่มีตนทุน
143.00 บาท เปลีย่ นแปลงเพิ่มขึ้นรอยละ 63.12 เนื่องจากเกษตรกรผูเล้ียงโคขุนตองคำนึงถึงสุขลักษณะโดย
เนน สัตวส ขุ ภาพดี ตอ งเตรยี มโรงเรอื นมาตรฐานเลีย้ งโค สถานทจ่ี ัดเก็บวัตถดุ ิบ เปน ตน

5) สว นตา งของราคาเน้ือโคขุนโพนยางคำในแตละระดบั
สวนตางระหวางราคาที่เกษตรกรไดกับราคาที่ผูคาปลีก โดยแยกการวิเคราะหผูแปรรูป

(สหกรณฯโพนยางคำ) โดยเกษตรกรจำหนายโคขุนเพื่อใชผลิตเนื้อโคขุนโพนยางคำ 1 กิโลกรัม ราคา
กิโลกรัมละ 141.54 บาท เมื่อสหกรณฯโพนยางคำนำไปผลิตเนื้อโคขุนโพนยางคำไดราคากิโลกรัมละ 254
บาท และจัดจำหนายสงใหผูบริโภครวมคาขนสงเฉลีย่ ราคากิโลกรัมละ 300.90 บาท โดยพบวามูลคาเพ่ิม
ของราคาขายระหวางเกษตรกรกับสหกรณฯโพนยางคำเทา กับ 112.46 บาท ระหวางสหกรณฯโพนยางคำ
กบั ผูคา ปลีกเทากับ 46.90 บาท และมูลคา เพิ่มของรายไดร ะหวางเกษตรกรกับสหกรณฯ โพนยางคำเทากับ -
16,490,100.11 บาท ระหวา งสหกรณฯโพนยางคำกับผูคาปลีกจำนวน 151,654,902.09 บาท มลู คา เพ่ิม
รวม เทากับ 972,984,222.60 บาท แสดงใหเห็นวาการผลิตโคขนุ ที่มีคณุ ภาพ และการผลติ เนื้อโคขุนโพน
ยางคำเปนข้นั ตอนที่ทำใหเกดิ มลู คาเพ่ิมสูงขน้ึ

5.1.4 แนวทางการพฒั นาเนอ้ื โคขนุ โพนยางคำท่ีไดร ับการรับรองสงิ่ บง ชีท้ างภมู ศิ าสตร

วิเคราะหสภาพแวดลอมดำเนินการจากการเก็บขอมูลการสัมภาษณผูที่เกี่ยวของ และการจัด
ประชุม Focus Group โดยกำหนดประเด็นจากการนำแนวคิดหวงโซคุณคา Value Chain มาวิเคราะห
สภาพแวดลอมภายใน และแนวคิด PESTEL ANALYSIS มาวิเคราะหสภาพแวดลอมภายนอก นำมา

87

จดั ลำดับความสำคัญโดยการใหค ะแนน จากน้นั นำผลเบ้ืองตน มาพจิ ารณาในท่ปี ระชุม Focus Group ใหผทู ี่
เกี่ยวของพิจารณาอีกครั้ง พรอ มทั้งจัดทำแนวทางการพัฒนาเน้อื โคขุนโพนยางคำที่ไดรับการรับรองสิ่งบงช้ี
ทางภูมิศาสตร ได 3 แนวทาง คือ 1) การยกระดับผลิตภัณฑสูสากล โดยสงเสริมใหกลุมเกษตรกร /
สหกรณ ที่ผลิตเนื้อโคขุนโพนยางคำในพื้นที่ตระหนักและรับรูคุณคาของสินคาที่ไดรับรองสิ่งบงชี้ทาง
ภูมิศาสตร และสงเสรมิ ใหเกษตรกร/สหกรณ ที่ผลิตเนื้อโคขุนโพนยางคำในพื้นท่ีตระหนกั และรับรคู ุณคา
ของการรับรองมาตรฐานสากล และคำนึงถึงความจำเปน เชน เครื่องหมายฮาลาล การรับรองมาตรฐาน
GMP เปนตน 2) การยกระดบั กระบวนการผลิต โดยสงเสรมิ การใชเทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อลดตนทุนการ
ผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแกเกษตรกรและสหกรณ เชน ใชระบบตรวจสอบการตั้งครรภของโค
ระบบตรวจสอบโรค ระบบตรวจสอบไขมันแทรก เปนตน การพัฒนากระบวนการบมซากที่ทันสมัยรวมถึง
กระบวนการตรวจสอบยอนกลับใหครอบคลุมถึงแหลงกำเนิดพอพันธุและแมพันธุโคเพื่อสรางความมั่นใจ
ใหแกผูบริโภค และสง เสรมิ การแปรรูปผลิตภัณฑที่หลากหลาย 3) การขยายธุรกจิ โซคุณคา สงเสริมการ
ประชาสมั พันธเ พือ่ ใหผ บู ริโภคทราบและสรางคุณคา ใหผ ลติ ภณั ฑอยางตอ เน่ือง แสวงหากลุมลกู คา / ตลาด
ใหมที่มีศักยภาพสูง เชน ตลาดตางประเทศ และ Niche Market และฝกอบรมใหความรูดานการตลาด
เชน ศึกษาขอมลู และแนวโนมการตลาด การตลาดสมัยใหม เชน ตลาด Online และขยายตลาดสูแหลง
ทองเท่ยี ว

5.2 ขอเสนอแนะ

แนวทางการในการเสนอแนะมาตรการ นโยบาย ในการบริหารจัดการการผลติ เน้ือโคขุนโพน
ยางคำเพื่อยกระดบั คณุ ภาพผลผลติ สูมาตรฐาน สอดคลอ งกบั ความตอ งการของตลาด และเกิดประสิทธิภาพ
สงู สดุ ดังตอ ไปน้ี

5.2.1 ดานการผลิต ควรผลักดันใหเกิดพัฒนาเกษตรกรและสรางความเขมแข็ง กลุม
เกษตรกรเลี้ยงโคขุนและเครือขาย ควรเพิ่มผลผลิตพัฒนาคุณภาพและลดตนทุนการผลิตเลี้ยงโคขุน
คณุ ภาพสูง ควรพัฒนาระบบเครอื ขายผลติ แหลงอาหารหยาบเนนการควบคุมโรคระบาดและภัยธรรมชาติ

5.2.2 ดานการตลาด พัฒนาและสรางมูลคาจากโคขุนแปรรูปเปนผลิตภัณฑอาหารและ
ไมใ ชอาหารบริการทัว่ โลก สง เสริมพัฒนาระบบการจัดจำหนายเน้ือโคขุนทั้งระบบเชื่อมโยงกลุมผูเ ล้ียงโคขุน
และระบบตลาด และปรับปรุงระบบการเลย้ี งโคขุนและการจัดการฟารมเขา สูมาตรฐานสากล สรา งระบบพี่
เล้ียงการผลิตโคขนุ ตลอดโซการผลติ เนน คณุ ภาพสูงสตู ลาดสากล

5.2.3 สินคาเกษตรที่ไดการรับรองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร ควรรักษามาตรฐาน คุณภาพ
ชอื่ เสียง ลักษณะเฉพาะของสินคา กระบวนการผลติ ใหไ ดเหมอื นเดิม และพฒั นาคณุ ภาพสินคา อยางตอเนื่อง

88

บรรณานกุ รม

กมลทิพย สอนศริ ิ และคณะ. (2560).สภาพการเลียงและการวเิ คราะหสภาพแวดลอมของการผลติ เน้ือ
โคขนุ คณุ ภาพในจังหวัดพะเยาและจังหวัดแพร.[ออนไลน] . เขาถงึ ไดจ าก:https://ag2.kku.ac.th
/kaj/PDF.cfm?filename=9_11.pdf&id=4156&keeptrack=4. (วนั ท่สี ืบคนขอมูล:
16 ธนั วาคม 2562).

กรมทรัพยสนิ ทางปญญา กระทรวงพาณชิ ย. (2561). ส่ิงบงช้ที างภูมศิ าสตร (GI). [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก:
http://www.ipthailand.go.th/th/gi-001.html (วันทส่ี บื คนขอ มูล: 16 ธันวาคม 2562).

ฐารดี วงศษ า. (2557). ส่ิงบง ชี้ทางภูมศิ าสตรและสวนประสมทางการตลาด ท่ีมีความสัมพันธก บั การรบั รู
คณุ คา ตราสินคา ชามไกลำปาง.การคน ควาอิสระนีเ้ สนอตอบัณฑติ วิทยาลยั เพ่ือเปนสว นหนึ่งของ
การศกึ ษาตามหลักสตู รปรญิ ญาบริหารธรุ กิจมหาบัณฑติ .มหาวิทยาลัยเนชนั่ ธนั วาคม 2557).
[ออนไลน]. เขา ถึงไดจาก: http://it.nation.ac.th/research/ntu/files/
5601131052210f.pdf. (วนั ทีส่ บื คนขอมลู : 16 ธันวาคม 2562).

ณิชนนั ท คุปตานนท และคณะ.(2561). โครงการวจิ ยั ขาวเฉ้ียงปากรอ: สง่ิ บงชที้ างภูมศิ าสตรเพ่ือสิทธิชุมชน.
รายงานผลการด าเนนิ งานวิจัยฉบบั สมบรู ณ โครงการ ม.อ. เพื่อชุมชนเขม แขง็ ปง บประมาณ
2560 . [ออนไลน]. เขา ถึงไดจ าก: http://kb.psu.ac.th/psukb/handle/2016/11880.
(วนั ทสี่ ืบคน ขอ มูล: 16 ธันวาคม 2562).

นราวุธ ระพันธคาและคณะ.(2556) ศึกษาตน ทนุ และผลตอบแทนทางการเงิน ของการเลย้ี งโคขนุ จังหวดั
สกลนคร การวจิ ัยครงั้ นเี้ ปน การวิจยั เชงิ สำรวจ (Survey Research). [ออนไลน]. เขาถึงไดจ าก:
http://www.clinictech.most.go.th/online/usermanage/TORFile/20181251313311.pdf
(วันทส่ี ืบคนขอ มูล: 16 ธนั วาคม 2562).

ประสิทธิ์ ศรสี อ ง และคณะ.(2559). การศึกษาหว งโซอุปทานโคเนอื้ ในพ้นื ทภี่ าคตะวันออกเฉยี งเหนือ
ตอนลา ง.กรงุ เทพมหานคร : กรมปศุสตั ว.

ปยะพร อรยิ ขจร. (2556). คลัสเตอร เคร่อื งมอื เพ่ือการเพม่ิ ขีดความสามารถในการแขงขัน กรณศี ึกษา:
กลุมคลสั เตอรบ รรจภุ ณั ฑโ ลหะกรุงเทพฯและปรมิ ณฑล. รายงานนี้เปน สวนหนึง่ ของการศกึ ษา
หลกั สตู ร เศรษฐศาสตรมหาบณั ฑิต(เศรษฐศาสตรธุรกจิ ) คณะเศรษฐศาสตร
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร

89

บรรณานุกรม

พนั ธกานต ชูจันทร. (2558). ปญหาความสอดคลอ งกบั มาตรฐานสากลของพระราชบญั ญัติคุมครองสงิ่ บงชี้
ภูมศิ าสตร พ.ศ.2546. [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก:
http://dspace.bu.ac.th/bitstream/123456789/2140/1/phunthakan_choo.pdf
(วันทสี่ ืบคนขอมลู : 16 ธันวาคม 2562).

พชิ า วิสทิ ธ์ิพานิชและคณะ.(2562).การศึกษาหวงโซค ณุ คา ในการผลติ และการตลาดผลิตภัณฑแ ปรรูป
จากปลาเชิงพาณชิ ยใ นพื้นทีจ่ งั หวัดนครสวรรค.). Journal of Logistics and Supply Chain
College Vol. 5 No. 2 July - December 2019. [ออนไลน]. เขาถึงไดจ าก:
/Downloads/221890-Article%20Text-791463-1-10-20200102.pdf.

เมธา วรรณพฒั น. (2549). การผลิตโคเนอ้ื และกระบือในเขตรอ น. [ออนไลน]. เขาถึงไดจ าก:
http://202.29.149.145/BibDetail.aspx?bibno=408268 (วันท่สี บื คนขอมูล:16 ธันวาคม
2562).

ศนู ยวิจัยและพฒั นาประมงน้ำจดื เขต 9 (2562) .แผนแมบทการพฒั นาการเพาะเลย้ี งสัตวน้ำจดื [ออนไลน].
เขา ถึงไดจ ากhttp://www.inlandfisheries.go.th/files/pdf (วันทส่ี บื คนขอมูล:16 ธนั วาคม2562).

สทิ ธพิ ร บุรณนฏั (2552).ทิศทางตลาดโคเนอ้ื ของไทย เมอ่ื ภาษี FTA เปน 0%. [ออนไลน] . เขา ถึงไดจ าก:
https://www.dft.go.th/Portals/ 0/ขา วสาร/ดาวนโ หลดเอกสารสัมมนา/สิทธปิ ระโยชนทาง
การคา /กรงุ เทพฯ/เทคนิคการสรางตราสินคาโคเนือ้ คุณภาพและแนวโนม การคา ยุคใหม%
202.pdf?ver=2561-12-21-145650-587(วันที่สบื คนขอมูล:28 ธันวาคม 2562).

สมชาย จินาเฟย (2557).การจดั การหวงโซแ หง คณุ คาของธุรกจิ ฟารม แพะในจังหวัดพะเยา.[ออนไลน] .
เขาถึง ไดจาก:http://mdc.library.mju.ac.th:8080/mm/fulltext/thesis/2560/
somchai_jinafoei /fulltext.pdf (วัน ที่สืบ คน ขอมูล : 5 มีนาคม 2564).

สุชลี า เตชะวงคเสถยี ร.(2558).รูปแบบการจดัการการขึ้นทะเบียนสง่ิ บงชี้ทางภูมิศาสตรข องพริกไทยกา
ปอตในประเทศกมั พูชา Model Management of Geographical Indication Registration
of Kampot Pepper In Cambodia,เอกสารประกอบการประชุมวชิ าการระดับชาตดิ านการ
บรหิ ารกจิ การสาธารณะคร้ังท่ี 4. [ออนไลน].เขา ถงึ ไดจ าก:https://conference.kku.ac.th
/colaimg/files/articles/b56f8-o-115-sreymom-phath.pdf. (วันทีส่ บื คนขอมลู :
20 ธนั วาคม 2562).

90

บรรณานกุ รม

สุรวฒั น ชะลอสันตสิ กลุ และคณะ.(2562).การจัดการการผลิต ปจ จัยท่สี มั พันธกบั ตน ทุนและผลตอบแทน
การเลย้ี งโคเน้อื ปลอยแทะเล็มในจงั หวัดเพชรบุรีและจงั หวัดประจวบครี ขี นั ธ.[ออนไลน].
เขาถึงไดจาก: https://he01.tci-thaijo.org / article/Downloads/231792-
Article%20Text -782321-1-10-20191226.pdf. (วันทสี่ ืบคน ขอมลู : 20 ธันวาคม 2562).

สำนักงานตรวจบัญชสี หกรณท่ี 5 (2561).ขัน้ ตอนแปรรปู เนอ้ื โคขนุ . [ออนไลน] .เขา ถึงไดจาก:
https://region5.cad.go.th/ewt_dl_link.php?nid=875 (วัน ทส่ี บื คน ขอมูล :
5 มนี าคม 2564).

สำนกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร.(2558).ยุทธศาสตรการพัฒนาโลจสิ ติกสและโซอปุ ทานภาคการเกษตร
ป 2556-2559.คณะอนุกรรมการการพัฒนาระบบโลจิสติกสก ารเกษตรภายใตคณะกรรม
พฒั นาระบบการบรหิ ารจดั การขนสงสนิ คาและบริการของประเทศ.กระทรวงเกษตรและ
สหกรณ. กรงุ เทพฯ

สำนักงานเศรษฐกจิ การเกษตร.(2561).แนวทางพฒั นาศกั ยภาพการผลติ โคเนอ้ื ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
ตอนบน 2 ป 2560-2564 .ผลงานการประเมินทางวิชาการ.สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร.
กรุงเทพฯ .

สำนกั งานสภาพฒั นาการเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ.2560.แผนแมบทภายใตยุทธศาสตรชาติ(3)
ประเด็นเกษตรกร (พ.ศ.2561-2580).[ออนไลน].เขา ถงึ ไดจาก:
http://nscr.nesdb.go.th/wp-content/uploads/2019/04/03-%E0%B8%81%E0%B8%
B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%
E0%B8%A3.pdf (วันท่ีสืบคนขอมลู : 20 ธันวาคม 2563).

สำนักงานสหกรณจ งั หวัดสกลนคร (2563).ขอมูลกลุม เกษตรกร/สหกรณป  2561-2563.เอกสารรายงาน
ขอ มูลการเลยี้ งโคของเกษตรกรและสหกรณจังหวดั สกลนคร.

อังคณา สุวรรณกูฏ. (2561). GI สง่ิ บง ชีท้ างภูมิศาสตร. [ออนไลน]. เขาถึงไดจ าก: http://doa.go.th
/pibai/.pibai/n16/v_4-may/ceaksong.html(วนั ที่สบื คนขอมลู :16ธันวาคม2562)

อภชิ าต โสภาแดง. (2552). การศกึ ษาระบบจดั การโซอ ปุ ทานของลาไยสดในประเทศไทย. [ออนไลน].
เขาถึงไดจาก: http://www.tnrr.in.th/?page=result_search&record_id=148947
(วันทส่ี ืบคน ขอมลู : 16 ธันวาคม 2562).

91

บรรณานกุ รม

เอกชยั อภศิ ักด์ิกุล และ ทรรศนะ บุญขวญั .(2553). การจัดการเชิงกลยทุ ธ. พมิ พค รง้ั ที่ 3. กรงุ เทพมหานคร:
ศนู ยหนงั สือจฬุ าลงกรณ. 2551

เอกกมล เอี่ยมศรี. (2555). PEST Analysis การทำความเขา ใจใน “ภาพรวม” ทท่ี ำใหเ กิด
การเปลยี่ นแปลง. [ออนไลน]. เขา ถึงไดจ าก https://eiamsri.wordpress.com/2011/06
/03/ pest-analysis-การทำความเขาใจใน-ภาพ/ (วนั ทีส่ บื คน ขอมลู : 16 ธันวาคม 2562).

Michael Porter.(1985). The Value Chain. From Competitive Advantage [ออนไลน].เขา ถึงไดจาก:
http://people.tamu.edu/~v-buenger/466/Value_Chain.pdf (วันท่สี ืบคนขอมลู : 16
ธนั วาคม 2562).

92

ภาคผนวกท่ี 1

ความรเู บอ้ื งตน เรอื่ งสง่ิ บง ชที้ างภมู ิศาสตร

93

ความรูเบ้อื งตน เรอื่ งสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร

ส่งิ บงช้ที างภูมิศาสตร (Geographical Indications หรือ GI) เปน ทรพั ยสินทางปญญาประเภท
หนึง่ ซ่ึงจะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่อมีความเชื่อมโยง (Links) ระหวางปจจัยสำคัญสองประการ คือ ธรรมชาติและ
มนุษย กลา วคือ ชุมชนไดอาศัยลกั ษณะเฉพาะที่มีอยูในแหลงภูมิศาสตรตามธรรมชาติ เชน สภาพดินฟา
อากาศ หรือวัตถุดิบเฉพาะในพื้นที่ มาใชประโยชนในการผลิตสินคาในทองถิ่นของตนขึ้นมา ทำใหได
ผลติ ภัณฑที่มคี ุณลักษณะพิเศษที่มาจากพื้นที่ดังกลาว คุณลักษณะพิเศษนี้อาจหมายถงึ คุณภาพ ชื่อเสียง
หรอื คณุ ลักษณะเฉพาะอื่นๆทมี่ าจากแหลง ภมู ศิ าสตรน้ันๆ

สิง่ บงช้ีทางภูมิศาสตร คืออะไร?

สิ่งบง ช้ที างภูมิศาสตรน ี้ อาจแบง ไดเปน 2 ลกั ษณะคอื
1. สิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรโดยตรง (Direct Geographical Indication) กลาวคือ เปนชื่อทาง
ภูมศิ าสตรท่เี กี่ยวของกบั สนิ คา นนั้ ๆโดยตรง เชน ไชยา เพชรบูรณ เปนตน
2. สิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรโดยออม (Indirect Geographical Indication) กลาวคือ เปน สัญลักษณ
หรือสิ่งอื่นใดที่ไมใ ชช ื่อทางภมู ิศาสตร ซึ่งใชเพื่อบงบอกแหลงภูมศิ าสตรอ ันเปน แหลงกำเนิดหรือแหลง ผลิต
ของสนิ คา เชน สัญลกั ษณป ระจำอำเภอ หรอื จงั หวดั รปู ยา โม รูปหอไอเฟลเปน ตน

เง่ือนไขการคมุ ครองส่ิงบงชที้ างภมู ิศาสตร คืออะไร?

สินคาที่ใชสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรมักจะเปนสินคาที่มีชื่อเสียงและไดรับความนิยม เนื่องจากมี
คุณสมบัติพิเศษหรือมีลกั ษณะเฉพาะที่เกิดจากอิทธิพลสิ่งแวดลอมทางภูมิศาสตร เชน สภาพแวดลอม ดิน
ฟา อากาศ ของแหลงภูมิศาสตรนน้ั ๆ ตลอดจนทักษะความชำนาญและภูมปิ ญญาของกลุมชนที่อาศยั อยูใ น
แหลง ภมู ศิ าสตรน ั้นๆ ประกอบดวย

สิ่งบงชี้ทางภูมศิ าสตรมคี วามแตกตางจากทรัพยสินทางปญญาประเภทอื่น กลาวคอื ผูเปนเจาของ
ไมใชบุคคลหนึง่ บคุ คลใดแตเ ปน กลุมชุมชนท่เี ปนผูผ ลติ หรอื ผูประกอบการในพ้ืนท่ีทางภูมิศาสตรนั้นๆ ซ่ึงจะ
สงผลใหผูผลติ ที่อาศัยอยูในสถานที่หรือแหลงภูมศิ าสตร และผูป ระกอบการเกี่ยวกบั สินคาที่ใชสิ่งบง ชี้ทาง
ภูมิศาสตรน ั้นเทานัน้ ที่มีสิทธิผลิตสินคาดังกลาวโดยใชช ือ่ ทางภูมศิ าสตรน ้ันได ผูผลิตคนอื่นท่ีอยูนอกแหลง
ภูมิศาสตรจ ะไมส ามารถผลติ สินคา โดยใชชอื่ แหลง ภูมิศาสตรเดียวกันมาแขงขันได สิทธใิ นลกั ษณะดงั กลาวน้ี
นักวิชาการบางทานเรียกวา “สิทธิชุมชน” ซึ่งไมสามารถนำสิทธทิ ี่ไดรับไปอนุญาตใหบุคคลอื่นใชตอได ผูที่
อยูใ นพ้นื ที่แหลง ภูมิศาสตรเ ทา น้นั ที่มสี ทิ ธิใช

94

การคุม ครองส่งิ บง ช้ีทางภูมศิ าสตร โดยทวั่ ไป อาจแบงไดเ ปน 2 ระดับ คือ

ระดับปกติ ใชกับสินคาทั่วไปโดยมุง ปอ งกันมใิ หม กี ารนำสิง่ บงชี้ทางภมู ิศาสตรไปใชใ นลกั ษณะที่จะ
ทำใหคนสับสนหลงผิดในแหลงทมี่ าของสินคานัน้ เชน ผูผลิตไขเค็มที่เชียงใหม ไมสามารถใชคำวา “ไขเ ค็ม
ไชยา” กบั สนิ คา ของตนได หากทำใหผบู รโิ ภคเขา ใจผดิ คิดวาไขเคม็ ของตนมาจากอำเภอไชยา

ระดับพิเศษ ใชกับสินคาเฉพาะอยาง (ท่ีกำหนดไวใ นกฎกระทรวง) เปนการหามการใชสิ่งบงชี้ทาง
ภูมิศาสตรนั้นทุกกรณี แมจะไมไดทำใหสาธารณชนสับสนหลงผิดก็ตาม เพื่อคุมครองไมใหมีการแสดงให
ทราบถึงแหลงภมู ศิ าสตรข องสินคา โดยใชคำวา “ชนิด” หรอื “แบบ” หรอื คำทำนองเดยี วกนั อยางไรก็ตาม
ภายใตความตกลงระหวางประเทศ TRIPS ไดกำหนดมาตรฐานขัน้ ต่ำที่ทุกประเทศสมาชิก WTO จะตองให
ความคมุ ครองสนิ คาประเภท ไวน และสุรา ในระดบั พิเศษ ตัวอยา งการคุมครอง GI ในระดับพิเศษนี้ เชน
ผูผลิตไวนในประเทศไทยไมสามารถใชคำวา “Borbeaux” ไดเลย ไมวา จะเปนการอางโดยออม เชน ผลิต
แบบ Borbeaux หรอื ชนิดเหมอื น Borbeaux หรอื แมจะไดร ะบุไวช ัดเจนแลว วาเปน ไวนท ่ีผลิตในไทยก็ตาม
เปนตน

ประโยชนของส่ิงบงชีท้ างภูมิศาสตร คอื อะไร?

1) เพื่อคุมครองผูบริโภค ประโยชนขอนี้อยูบนแนวคิดที่วาผูบริโภคควรจะไดบริโภคสินคาหรือ
บริการที่มี มาตรฐานและปลอดภยั ตามที่ตองการ การทำใหผ ูบรโิ ภคหลงเชื่อวาสินคาน้ันมาจากที่อื่นยอม
เปนการกระทำท่ีไมช อบดวยกฎหมาย เพราะนอกจากจะทำใหผูบริโภคไมไ ดรบั สนิ คาตามที่ตนตองการจาก
ฉลากหรือช่ือทใี่ ชแลว ยังอาจจะสงผลกระทบไปยังสุขอนามัยและความปลอดภัยของประชาชนโดยรวม ใน
แงทีว่ าสินคา นัน้ อาจจะไมม มี าตรฐานอยางท่ีควรจะเปน

2) เพอื่ คมุ ครองผูผลติ และปอ งกันการแขง ขันท่ีไมเ ปนธรรม ในระบบเศรษฐกิจเสรที ุนนิยมนี้ ถือเปน
ภาระกิจสำคญั ของรฐั ท่ีจะตองสง เสรมิ การ แขงขันทางการคาอยางเปนธรรม เพ่อื ใหกลไกตลาดดำเนินไป
อยางมปี ระสิทธิภาพ ผปู ระกอบการคาจะตองไมถกู เอาเปรียบจากผูคารายอืน่ อยางไมเ ปนธรรม กลาวคือ ผู
ประกอบธรุ กิจจะตองไมฉกฉวยหรือนำเอาชื่อเสียงของคูแขงขันทางการคาไปแอบอางโดยทุจริต การอาง
แหลงผลติ สินคาโดยมชิ อบ เพอ่ื แสวงประโยชนจากชื่อเสยี งของชุมชนอนื่ ๆท่ผี ลิตสินคา ชนิดเดียวกัน ยอมถือ
เปน การกระทำท่ไี มเ ปน ธรรม

3) เพื่อเพิ่มมูลคาของสินคาใหผ ูผลิต และเปนเครื่องมือทางการตลาด วัตถุประสงคหลักประการ
หนึ่งของสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร คือ เพื่อสื่อใหเห็นวาผลติ ภัณฑด ังกลาวไดผลิตขึน้ ในประเทศใดประเภทหน่ึง
หรือทองถิ่นใดทองถิ่นหนึ่ง โดยที่การระบุชื่อประเทศหรือทองถิ่นดังกลาวจะตองทำใหผูบริโภคเขาใจวา
สินคาหรือผลิตภัณฑนั้นมีลักษณะพิเศษตา งไปจากสินคาจำพวกเดียวกันที่ผลิตขึ้นจากแหลงอื่น การระบุ
เชนนีจ้ ะมีผลทำใหส ินคาหรือผลิตภัณฑน ้นั มีราคาสูงข้ึนหรอื จำหนา ยไดมากขึน้ เนื่องจากผูบริโภคเกิดความ
เชื่อมั่นวาจะไดรับสินคาดีมีคุณภาพตามที่ตองการจากแหลงผลติ ที่ไดมีการอางชือ่ ตัวอยา งชื่อของสินคาที่
อาจจะเปนสิ่งบงช้ีทางภูมิศาสตรได เชน ไขเค็มไชยา มดี อรัญญิก สมโอนครชัยศรี มะขามหวานเพชรบูรณ
ขาวหอมมะลิทงุ กุลารองไห Bordeaux Wine หรอื Irish Whisky เปน ตน นอกจากน้ี สง่ิ บง ชี้ทางภูมิศาสตร

95

ยังสามารถใชเปนเครอื่ งมือทางการตลาดที่ชวยในการประชาสัมพันธสนิ คานัน้ ใหเปนที่รูจ ักอยางแพรห ลาย
ในนามของกลุมผูผลิต ซึ่งจะชวยลดภาระในการประชาสัมพันธสินคาของผูผลิตแตละรายลงได ทั้งนี้เพราะ
การใชส ิ่งบงชี้ทางภูมศิ าสตรในทางการตลาดเปนท่ีแพรห ลายอยูแลว ในหลายประเทศ การเพ่ิมเครื่องมือทาง
การตลาดตวั นใ้ี หแ กคนไทยยอมเปน การเพิ่มศกั ยภาพในการแขงขนั ในระดับโลกไปในตัว

4) เพื่อใหมีการดูแลรักษามาตรฐานของสินคา สิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร มีลักษณะเหมือนเปน
เคร่ืองหมายรับรองคุณภาพและแหลงที่มาของสินคา เนื่องจาก เงื่อนไขของการขอรับความคุมครองในส่ิง
บง ช้ที างภูมิศาสตร ผขู อจะตอ งแสดงใหเห็นถงึ ความเช่ือมโยงระหวางพืน้ ที่และตวั สินคา ไมว า ในแง คุณภาพ
ชื่อเสียง หรอื คณุ ลักษณะใดๆ เชน วิธีการผลิต วัตถุดิบที่ใช ฯลฯ ซึ่งสงผลถึงคุณภาพเฉพาะของสินคา จาก
แหลงนั้น กลุม ผูผลิตจึงตองมีสวนอยางมากในการชวยกันรกั ษาคุณภาพ หรือช่ือเสียงนั้นๆไว มิฉะนั้น อาจ
เขา เหตุระงับการใชส่ิงบงช้ที างภูมศิ าสตรไ ด

5) เพ่ือชวยกระจายรายไดสูชนบท และสงเสริมอุตสาหกรรม เนือ่ งจากสินคาที่อาจขอขึ้นทะเบียน
สิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรไ ดน ้ัน โดยมากจะเปนสินคา เกษตร เพราะปจจัยในแงสภาพดินฟาอากาศ หรือสภาพ
พื้นที่จะสงผลอยางมากตอคุณภาพของสินคา ซึ่งนำไปสูชื่อเสียงของสินคานั้นๆ การคุม ครองสิ่งบงชี้ทาง
ภูมิศาสตรจึงเปนการชวยกระตุน เศรษฐกจิ ในระดับทองถิน่ โดยตรง โดยเปนการดึงเอาชือ่ เสียงที่มีการสั่งสม
มานานดังกลาว มาใชประโยชนใ นทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มมูลคาของสินคา และความสามารถในการแขงขัน
ทง้ั ในระดบั ประเทศและในระดับสากล ซ่งึ สอดคลอ งตามนโยบายของรฐั บาล

6) เพื่อสรางความเขม แข็งใหแกชุมชน และรักษาภูมปิ ญญาทอ งถิ่น ประโยชนในทางออมของการ
คุมครองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร คือการสรางความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันของกลุมชนในทองถิ่น ที่ตอง
รว มมอื กันพฒั นาคุณภาพของสนิ คาของตน สรางความรูสึกผกู พัน ความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิด อันเปนการ
สรางคุณคาใหกับทองถิ่นซึ่งจะชวยลดปญหาแรงงานชนบทอพยพเขาสูเมือง ชวยรักษามรดกตกทอด
ขนบธรรมเนยี ม และศิลปะพน้ื บานของไทยไดอีกดวย
หลกั การคุม ครองสงิ่ บงชี้ทางภูมิศาสตรใ นระดบั สากล

คำวา "สิง่ บงชี้ทางภูมิศาสตร" หรือ Geographical Indications: GI เปนคำกลางๆ ทีใ่ ชเมื่อมีการ
กลาวถึงการใหความคุม ครองชื่อหรือเครอื่ งหมายตางๆ ที่เปนชื่อเมอื ง หรือทองถิ่น ที่ใชบนฉลากของสนิ คา
ตางๆ แทที่จริงแลวคำวา "สิ่งบงชีท้ างภูมศิ าสตร" ไดถูกปรับเปลีย่ นไปเปนคำอืน่ เมื่อถูกอา งถึงในกฎหมาย
ระหวางประเทศแตละฉบับ เชน สนธิสัญญากรุงปารีส อาจใชคำวา สิ่งบงชี้แหลงที่มา (indication of
source) หรือ ในความตกลงกรุงลิสบอน อาจใชคำวา สิ่งที่ใชระบุแหลงกำเนิด (appellation of origin)
คำท่ีใชใ นกฎหมายแตล ะฉบับกจ็ ะมขี อบเขตแตกตา งกนั ไปดังจะไดก ลาวถงึ ดังตอ ไปนี้

3.1 Indication of source คำวา "indication of source" ไดถูกระบุไวในสนธิสัญญากรุงปารีส
(the Paris Convention) มาตรา 1(2) และ 10 และไดถูกอางถึงในความตกลงกรุงมาดริด (the Madrid
Agreement for the Repression of False or Deceptive Indications of Source on Goods of 1891)
ทั้งฉบับ แตเปนทีส่ งั เกตไดว ากฎหมายระหวางประเทศทง้ั สองฉบบั นี้ไมไดใ หค ำนิยามของคำวา "indication
of source" ไวแตอยางใด แตก ารกลา วถงึ "indication of source" ในความตกลงกรุงมาดรดิ มาตรา 1(1)

96

อาจทำใหสามารถกำหนดคำนยิ ามไดวาหมายถึง สิ่งที่ใชอ า งอิงถงึ ประเทศ หรือสถานที่ในประเทศ ในฐานะ
ท่ีเปนประเทศ หรือสถานทที่ ีเ่ ปน แหลงที่มาของสนิ คา หรือผลิตภัณฑน น้ั เปน ท่สี ังเกตไดว าคำวา indication
of source นั้นไมไดมีเงื่อนไขกำหนดวาผลิตภัณฑที่มี indication of source ปรากฏอยูจะตองมีคุณภาพ
หรือลักษณะเฉพาะที่มาจากแหลงที่มานั้น เพยี งแตวาผลติ ภัณฑดังกลาวไดถูกผลิตในประเทศ หรือสถานที่
ในประเทศที่ระบุใน indication of source ก็เปนการเพียงพอ ตัวอยาง indication of source ไดแก
made in ….. , product of ….. เปนตน แมวาประเทศไทยจะไมไดเปนประเทศภาคีสมาชิกของ
สนธิสัญญากรงุ ปารสี และความตกลงกรุงมาดรดิ กต็ าม แตก ารใช indication of source กไ็ ดปรากฏใหเห็น
อยูท ว่ั ไป

3.2 Appellation of Origin Appellation of origin เปนคำที่ใชในความตกลงกรุงลสิ บอน (the
Lisbon Agreement for the Protection of Appellations of Origin and their International
Registration of 1958) ซึ่งไดใหคำจำกัดความไววาหมายถึง ชื่อทางภูมิศาสตรของประเทศ ภูมภิ าค หรอื
ทองถิ่นซึ่งไดใชเปนสิ่งที่ระบุวาสินคาหรือผลิตภัณฑไดมีแหลงกำเนิดจากที่นั้นๆ และผลิตภัณฑนั้นไดมี
คุณภาพและลักษณะเฉพาะเชื่อมโยงกับสภาพแวดลอ มทางภูมิศาสตรของแหลงทีม่ านั้น ซึ่งใหหมายรวมถึง
ปจจัยทางธรรมชาติและมนุษยดวย ขอแตกตางระหวาง indication of source และ appellation of
origin คือผลิตภัณฑที่มี appellation of origin ปรากฏอยู จะตองมีความเชื่อมโยงกับแหลงกำเนิดนั้นๆ
คือจะตองมีคุณภาพและลักษณะเฉพาะที่มาจากสภาพแวดลอม ณ แหลงกำเนิดนั้นๆ แต indication of
source ไมไ ดกำหนดใหม ีคุณภาพหรือลกั ษณะดงั กลา ว ตวั อยา ง appellation of origin ท่ีไดม ีการยอมรบั
และไดใชแกผลิตภัณฑ ไดแก "Bordeaux" สำหรับไวน "Noix de Grenoble" สำหรับถั่ว "Tequila"
สำหรบั สรุ าบางชนิด หรือ "Jaffa" สำหรบั สม

3.3 Geographical Indication ความตกลงวาดวยสิทธิในทรัพยสินทางปญญาที่เกี่ยวกับการคา
หรือที่เรยี กวา TRIPS ไดก ำหนดมาตรฐานเก่ียวกับการมไี ว ขอบเขต และการใชสิทธิในทรัพยสินทางปญญา
ในเร่ืองสิ่งบงชี้ทางภูมศิ าสตร ไวใ นขอ 22 – 24 โดยกำหนดใหประเทศสมาชิกตอ งปฏบิ ัตติ ามขอตกลงการ
เจรจาการคาในสว นทีเ่ ก่ียวกบั ทรพั ยส ินทางปญญา ซึ่งสรปุ สาระสำคัญไดดังน้ี

(1) สิ่งบงช้ีทางภูมิศาสตร คือการใชชื่อของสถานที่ในทองถิ่นใดทองถิ่นหน่ึงของประเทศสมาชกิ
ประกอบกับสินคาเพื่อแสดงใหผูซอื้ หรือผูบริโภคไดทราบถึงแหลงท่ีมาของสินคาวา คณุ ภาพ ชื่อเสียง หรือ
ลกั ษณะอ่นื ของสนิ คา มสี ว นสำคัญมาจากแหลง กำเนดิ ทางภูมศิ าสตรของสินคา น้ัน

(2) ประเทศสมาชกิ จะตองกำหนดใหมีกฎหมายเก่ียวกับส่ิงบง ช้ีทางภูมศิ าสตรเ พื่อปอ งกันมิใหมีการ
นำสินคา จากแหลงภมู ศิ าสตรอ่ืนนอกเหนือจากแหลงภมู ิศาสตรท่ีแทจ รงิ ไปใชในลักษณะที่ทำใหสาธารณชน
สบั สนหลงผิดเกยี่ วกบั แหลง กำเนิดทางภูมิศาสตรข องสนิ คา หรอื กอ ใหเกิดการกระทำที่เปน การแขงขันท่ีไม
เปนธรรม

(3) เมื่อมีการใชสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรในเครื่องหมายการคาสำหรับสินคาในประเทศสมาชิกใน
ลักษณะที่ทำใหสาธารณชนสับสนหลงผิดเกี่ยวกับสถานที่อันแทจริงของแหลงกำเนิด ประเทศสมาชิก

97

จะตองปฏิเสธหรือเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการคาซึ่งมีสิ่งบงชี้ทางภูมศิ าสตรทีเ่ กี่ยวกับสินคาท่ี
มไิ ดม ีแหลง กำเนิดในดินแดนตามทร่ี ะบุไวน้นั

(4) ประเทศสมาชิกจะตองกำหนดใหมีการคุมครองเพิ่มเติมสิง่ บงชี้ทางภูมิศาสตรสำหรับไวนและ
สุรา กลาวคือถาไวนหรือสุราที่ขึ้นทะเบียนนั้นไมไดมีแหลงกำเนิดแทจริงตามท่ีแสดงไว ประเทศสมาชิก
จะตองปฏิเสธหรือเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการคาสำหรับไวนหรือสุราดังกลาว กรณีที่เปน
แหลงกำเนิดที่แทจริงของสินคา แมจะไดมีการกระทำที่พยายามไมใหสาธารณชนสับสนหลงผิดดวยการ
แสดงขอความบางอยางประกอบโดยการใชคำวา “ชนิด” “ประเภท” “แบบ” “การเลียนแบบ” เชน การ
ระบุวา “ผลิตแบบแชมเปญ” หรือ “ผลิตเลียนแบบแชมเปญ” ซึ่งตอ งการบอกใหสาธารณชนทราบวามิใช
แชมเปญแท แตผลติ แบบเดยี วกับแชมเปญ ก็ลว นแตเ ปนการกระทำทต่ี อ งหามทั้งสน้ิ

อาจสรปุ ไดว า การคุมครองส่ิงบงชี้ทางภูมศิ าสตร หรอื ช่ือแหลงภูมศิ าสตรท ่เี กี่ยวของกับสินคา ตาม
พนั ธกรณีของความตกลง TRIPS ประเทศสมาชิกจะตองใหความคุมครองแกสิง่ บงชีท้ างภมู ิศาสตร หรือช่ือ
แหลงภูมศิ าสตรท เี่ ก่ยี วขอ งกบั สนิ คา โดยมีเงอ่ื นไขในการคมุ ครองคอื ชือ่ หรือ ส่ิงบงชี้ดงั กลา วจะตองมีความ
สัมพันธุกับพน้ื ที่ทางภูมศิ าสตรท เ่ี ก่ยี วขอ ง (ตามขอ 22.1 ”…..…….a given quality, reputation, or other
characteristics of the goods is essentially attributable to its geographical origin.”)

โดยอาจแบงระดับการคมุ ครองไดเปน 2 ระดับ คอื
1. ระดับพิเศษ (Article 23) ใชกับสินคาประเภทไวนและสุรา เปนการหามการใชสิ่งบงชี้นั้นทุก
กรณีแมจะไมไดทำใหสาธารณชนสับสนหลงผิดก็ตาม เพื่อคุมครองไมใหมีการแสดงใหทราบถึงแหลง
ภูมศิ าสตรข องสินคา โดยใชค ำวา “ชนดิ ” หรอื “แบบ” หรือคำทำนองเดียวกนั
2. ระดบั ปกติ (Article 22) ใชก ับสินคา ท่ัวไปโดยมงุ ปอ งกันมิใหมีการนำช่อื ไปใชในลกั ษณะทจี่ ะทำ
ใหคนสับสนหลงผิด

การคุมครองสง่ิ บง ชท้ี างภูมิศาสตรในประเทศไทย
1. กฎหมายอาญา กฎหมายอาญาไดถูกใชเปนสวนหนึง่ ในการใหความคุมครองแกสิ่งบงชี้ทาง

ภูมิศาสตรกลาวคือ มาตรา 271 ไดบัญญัตวิ า "ผูใ ดขายของโดยหลอกลวงดว ยประการใดๆ ใหผูซื้อหลงเช่อื
ในแหลงกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแหงของนน้ั อันเปนเท็จ ถาการกระทำนั้นไมเปนความผิดฐาน
ฉอโกง ตองระวางโทษจำคุกไมเกินสามป หรอื ปรบั ไมเกินหกพนั บาทหรือท้ังจำทัง้ ปรับ" ดังนั้นจะเห็นไดวา
หากมีการใชส ิง่ บง ช้ีทางภูมศิ าสตรท่ไี มถ กู ตองตามความเปนจริงซ่ึงทำใหผูซื้อหลงเช่ือในแหลงกำเนิดก็จะเปน
ความผิดตามมาตราน้ี แตมีขอสังเกตวาหากผูขายมิไดหลอกลวงผูซื้อ ก็ไมเปนความผิดตามมาตรานี้ เชน
ผขู ายระบุไวชดั เจนวาเปนมะขามหวานเพชรบรู ณ ซ่ึงปลกู ในยะลา เปนตน แตการกระทำนอี้ าจเปนการทำ
ใหชื่อเสียงหรือกูดวิลลของผูคาอีกรายหนึ่งหรือของสินคา นั้นเสียหายได ดังนั้นจะเห็นไดวากฎหมายอาญา
มาตรา 271 มิไดมุงที่จะใหความคุมครองแกผูมีสิทธิในการใชสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรที่แทจริง นอกจากน้ี
อาจจะมีปญ หาการตีความคำวา "ผูซ ือ้ " ในมาตรา 271 ควรจะครอบคลมุ ถงึ ผบู ริโภคทกุ คนแมวาจะไมไดเปน
ผูที่ซื้อสินคาน้ันหรอื ไม จึงอาจกลาวไดวากฎหมายอาญายังไมเพียงพอทีจ่ ะใหความคุม ครองแกสิ่งบงชีท้ าง
ภูมศิ าสตร

98

2. กฎหมายคุมครองผูบริโภค พระราชบัญญัติคุมครองผูบริโภค พ.ศ. 2522 แกไขเพิ่มเติมใน
พระราชบัญญัตคิ มุ ครองผบู ริโภค (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2541 ไดบญั ญตั ไิ วในมาตรา 22 วา "การโฆษณาจะตองไม
ใชขอความที่เปนการไมเปนธรรมตอผูบริโภคหรือใชขอความท่ีอาจกอใหเกิดผลเสียตอสังคมเปนสว นรวม
ทั้งนี้ ไมวาขอความดังกลาวนั้นจะเปนขอความที่เกี่ยวกับแหลงกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือลักษณะของ
สินคาหรอื บริการ ตลอดจนการสงมอบ การจัดหา หรือการใชสินคาหรือบรกิ าร cialis reviews..." ดังนี้ถือ
ไดวาเปนการใหความคุมครองแกสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรทางหนึ่งเชนกัน แตจุดมุงหมายที่แทจริงของ
พระราชบญั ญตั ิฉบบั น้ีน้นั คอื การใหความคมุ ครองแกผบู ริโภคเปน หลัก ดงั นน้ั จงึ เห็นไดว า หากขอ ความที่ใช
ไมไดเปนขอความที่จะทำใหผูบริโภคสับสนหรือหลงผิดเกี่ยวกับแหลงกำเนิด เชนการใชสิ่งบงชี้ทาง
ภูมิศาสตรควบคูกับการระบุทีม่ าท่แี ทจรงิ ดังที่ไดยกตัวอยางไวในกรณขี องกฎหมายอาญาขา งตน ซ่ึงอาจจะ
ทำใหผูคารายอื่นเสียหายแตก็ไมอาจถือไดวาเกิดผลเสียตอสังคมโดยสวนรวม ดงั นี้อาจถือไดว า การกระทำ
ดังกลาวไมเปนความผิดตามพระราชบญั ญัติคุมครองผูบริโภค แตเ ม่อื พิจารณาในแงข องการคา แลวจะเห็น
ไดวาเปนการแขงขันทางการคาที่ไมเปนธรรม ซึ่งผูประกอบการที่มีสิทธิที่แทจริงในการใชสิ่งบงชี้ทาง
ภูมิศาสตรนั้นควรจะมีสิทธิที่จะไดรับการปกปองคุมครองผลประโยชนอันเกิดจากชื่อเสียงและกูดวิลลของ
สินคา ของตน

3. กฎหมายเครื่องหมายการคา ในบางประเทศ กฎหมายเครื่องหมายการคาอาจเขามามีบทบาท
สำคัญในการใหความคมุ ครองสิ่งบงชีท้ างภูมศิ าสตร แตเ นอื่ งจากทฤษฎีของกฎหมายเคร่ืองหมายการคาน้นั
อาจแตกตางกันไปในแตละประเทศ ซึ่งในบางประเทศรวมถึงประเทศไทย หลกั การและวัตถุประสงคของ
กฎหมายเครื่องหมายการคา มีความแตกตางกับการใหความคุมครองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรอยางสิ้นเชิง
กลาวคือ ในขณะที่เครื่องหมายการคาจะบงบอกความแตกตางระหวางเจาของหรือตัวผูผ ลิตสินคา แตสิ่ง
บงชี้ทางภูมิศาสตรจะบงบอกถึงพนื้ ที่ท่ีผลิต นอกจากนี้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการคา พ.ศ. 2534
แกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตเิ ครื่องหมายการคา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 เมื่อพิจารณาตามคำนิยามของ
เครื่องหมายรับรองและเครือ่ งหมายรวมของไทยแลวจะเห็นไดวาไมสามารถใหความคุมครองแกสิง่ บงชีท้ าง
ภูมิศาสตรได กลาวคือ เครื่องหมายรับรองสามารถออกใหไดแกบุคคลเพียงคนเดียว และก็ไมสามารถใช
รับรองตนเองได สวนการที่จะนำบทบัญญัติเกี่ยวกับเครื่องหมายรวมมาขยายความปรับใชเพื่อใหความ
คุมครองแกสิ่งบงชี้ทางภูมศิ าสตรน ั้นก็ไมสามารถทำได เนื่องจากคำจำกัดความของเครื่องหมายรวม ไมได
คลมุ ไปถึงเครื่องหมายรบั รอง ดังน้ันจึงเหน็ ไดว าทฤษฎีกฎหมายเครอ่ื งหมายการคาของไทยนั้นไมครอบคลุม
ไปถึงการใหความคุมครองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร ยิ่งไปกวานั้นกฎหมายยังไดบญั ญตั ิไวชัดเจนวาสิ่งบงชี้ทาง
ภูมศิ าสตรไมสามารถนำมาจดทะเบียนไดต ามพระราชบัญญัติเคร่อื งหมายการคา นี้

4. กฎหมายคุมครองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร พ.ศ. 2546 เนื่องจากประเทศไทยมีนโยบายที่จะให
ความคมุ ครองส่งิ บงช้ที างภูมิศาสตรเพ่ือสงเสริมใหมีการพัฒนาคุณภาพของสนิ คาท่ผี ลติ ในทองถ่ินใหดีย่ิงข้ึน
อันจะเปนประโยชนตอการพัฒนาทางดานการคาของประเทศตอไป ทั้งน้ี โดยการคุมครองสิ่งบงชี้ทาง
ภูมิศาสตรจะชวยกระตุน ใหผูผลิตในทองถ่ินมีความตองการที่จะเสริมสรางและรักษาภาพพจนในสินคาท่ี
ผลิตจากทองถิ่นของตน และยังเปนการปองกันไมใหประชาชนสับสนหรือหลงผิดในแหลงภูมิศาสตรของ

99

สินคา โดยกำหนดใหมีการขอขึ้นทะเบยี นส่ิงบงช้ีทางภูมิศาสตรส ำหรบั สินคาที่มาจากแหลงภูมิศาสตรและ
หามการใชสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรอันจะทำใหเกิดความสบั สนหรือหลงผิดในแหลงภูมิศาสตรอันแทจริงของ
สินคาทีร่ ะบุในทะเบียน ในขณะเดยี วกัน นโยบายนี้ก็เปนการปฏบิ ตั ิตามพันธกรณีท่ีประเทศไทยมตี ามขอ
22 ถึงขอ 24 ของความตกลงวาดว ยสิทธิในทรัพยสนิ ทางปญญาท่ีเกี่ยวกับการคา ในภาคผนวกทายความตก
ลงมารร าเกซจัดตง้ั องคการการคาโลก แตกฎหมายของประเทศไทยที่มีอยยู ังไมเพียงพอท่จี ะรองรับนโยบาย
การใหความคุมครองและรองรับพันธกรณีดังกลาวขางตนได จงึ จำเปนตองยกรางกฎหมายคุมครองสิ่งบงช้ี
ทางภมู ิศาสตรขึ้นมา ปจ จุบันพระราชบัญญัติคุมครองสิ่งบงช้ีทางภูมิศาสตร พ.ศ. 2546 ไดถูกประกาศใช
เปน กฎหมายแลว โดยจะมีผลใชบ ังคับในวันที่ 28 เมษายน 2546 เปน ตนไป
ความเปน มาเกยี่ วกบั พระราชบัญญตั ิคมุ ครองสิ่งบงชีท้ างภูมศิ าสตร พ.ศ.2546

กระทรวงพาณิชยไดเสนอรา งพระราชบัญญัติสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร พ.ศ .... ตอ คณะรัฐมนตรี โดย
มีหลักการและเหตผุ ลทีจ่ ะใหมีกฎหมายวาดวยการคมุ ครองส่ิงบงชี้ทางภูมิศาสตร เพอ่ื ปองกนั มใิ หประชาชน
สับสนหลงผิดในแหลง กำเนิดทางภูมิศาสตรของสินคา โดยกำหนดใหม ีการขอขึน้ ทะเบยี น และเพื่อเปนการ
อนุวัติการตามพันธกรณีที่ประเทศไทยมีตามขอ 22 ถึงขอ 24 แหงความตกลงมารราเกซจัดตั้งองคการ
การคาโลก ซึ่งประเทศไทยจะตองดำเนินการภายใน 5 ป นับแตวันที่ 1 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 31
ธันวาคม 2542 เมอื่ วนั ท่ี 15 พฤษภาคม 2544

คณะรัฐมนตรีไดใหความเห็นชอบในรางพระราชบัญญัตินี้ตามที่กระทรวงพาณิชย เสนอและได
นำเสนอตอรฐั สภาเพื่อพจิ ารณา โดยไดผา นการพจิ ารณาของสภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา คณะกรรมมาธิการ
รว มของท้ังสองสภา และไดนำทลู เกลาลงพระปรมาธิไภยในรา งพระราชบญั ญตั ิฉบับน้ี

พระราชบัญญัตสิ ่งิ บง ชี้ทางภมู ศิ าสตร พ.ศ. 2546 ไดประกาศในราชกจิ จานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา
เลม 120 ตอนที่ 108 ก วันท่ี 31 ตุลาคม 2546 และจะมีผลบงั คบั ใชในวันท่ี 28 เมษายน 2546
สาระสำคัญของพระราชบัญญตั ิคมุ ครองส่ิงบงชี้ทางภมู ศิ าสตร พ.ศ. 2546

พระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ ไดกำหนดคำนิยามของ “สิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร” ไว วาหมายถึง ชื่อ
สญั ลกั ษณ หรอื สงิ่ อื่นใดที่ใชเรียกหรือใชแทนแหลง ภูมศิ าสตร และที่สามารถบง บอกวา สินคาทเี่ กิดจากแหลง
ทางภูมิศาสตรนัน้ เปน สนิ คา ท่ีมีคุณภาพ ชอ่ื เสยี ง หรือคุณลักษณะเฉพาะของแหลง ภมู ิศาสตรด งั กลาว
เง่อื นไขของการขอรบั ความคุมครอง

เงื่อนไขสำคัญในการขอขึ้นทะเบียนสิ่งบงชี้ทางภูมศิ าสตรไดแก คุณภาพ ชื่อเสยี ง หรือคุณลักษณะ
เฉพาะอื่นๆของสินคาที่จะใชกับสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรนั้น จะตองมีความสัมพันธกับทองถิ่นหรือสถานท่ี
ภูมิศาสตรนั้น ตัวอยางเชน กรณขี องไขเ คม็ ไชยาที่มีลักษณะเฉพาะที่นักชิมทั้งหลายตดิ ใจ คือ ไขแดงทใ่ี หญ
และแดงสดนัน้ เปนผลมาจากอาหารตามธรรมชาติท่เี ปดกินและมีอยูเฉพาะในทองถ่ินน้นั เทานั้น ดังนน้ั แม
จะนำเปดพนั ธเุ ดียวกนั ไปเล้ยี งท่จี ังหวัดอื่น กจ็ ะไมไ ดไขท ี่มลี ักษณะเดียวกันกับท่ไี ดจ ากการเล้ียงในอำเภอไช
ยา เชน นถ้ี อื ไดว า คณุ ภาพของไขเ คม็ ไชยาน้ันมีความสมั พนั ธกบั ทองถนิ่ นนั้ แลว

100

ผูมสี ทิ ธขิ อขน้ึ ทะเบยี น
ผูม ีสิทธิขอขึ้นทะเบียนสง่ิ บง ชี้ทางภูมศิ าสตรม ีดังนี้
(1) สวนราชการ หนวยงานของรฐั รฐั วิสาหกิจ องคกรปกครองสวนทองถิน่ หรือองคกรอื่นของรัฐ

ทเ่ี ปน นติ ิบุคคลซ่งึ มเี ขตรับผดิ ชอบครอบคลุมบริเวณแหลงภูมศิ าสตรข องสินคานัน้
(2) บุคคลธรรมดา กลุมบคุ คล หรอื นิติบคุ คลซ่ึงประกอบกิจการเกี่ยวของกบั สินคาท่ีใชสิ่งบง ชี้ทาง

ภูมศิ าสตร และมีถิ่นที่อยูใ นแหลงภมู ิศาสตรข องสนิ คา
(3) กลมุ ผบู รโิ ภคหรือองคก รผูบ ริโภคสนิ คา ทใ่ี ชส ง่ิ บง ชี้ทางภมู ิศาสตร

ผมู สี ทิ ธิใชส ิ่งบงชที้ างภมู ศิ าสตรทไี่ ดร ับการข้นึ ทะเบียน
ผูมสี ิทธใิ ชสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรที่ไดรบั การข้ึนทะเบียนไดแก ผูผ ลิตสนิ คาทีอ่ ยูในทองถิน่ นั้นและ

ผปู ระกอบการคา ทีเ่ กยี่ วกบั สนิ คา นน้ั

ผลของการข้นึ ทะเบียน
สิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรที่ไดรับการขึ้นทะเบียนไวแลว เชน ไขเค็มไชยายอมสงผลใหเฉพาะคนใน

ทองถิน่ ของอำเภอไชยาที่ทำการผลิตไขเคม็ เทา น้นั ท่ีมีสิทธิใชคำวา “ไขเ คม็ ไชยา” กบั ไขเ คม็ ท่ผี ลิตขน้ึ ได คน
ในทองถิ่นอื่นแมจะผลิตไขเค็มออกขายเชนเดยี วกันก็ไมมีสิทธิใชคำววา “ไขเค็มไชยา” ทั้งนี้ หากมีการ
ละเมดิ โดยมีบุคคลอื่นใชคำดังกลาวเพื่อแสดงหรือทำใหผ ูบริโภคหลงเชื่อวา ไขเคม็ ของตนเปน ไขเค็มที่มา
จากอำเภอไชยาแลว เชนน้ยี อมถอื ไดวาเปนการใชส ิ่งบง ช้ีทางภูมศิ าสตรโ ดยมิชอบ ซง่ึ เปนความผิดและตอง
รับโทษตามท่กี ฎหมายกำหนดไว
การสง่ั ระงับการใชส ่งิ บงช้ที างภมู ิศาสตร

หากปรากฎวามีผูใชสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรโดยไมปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ไดขึ้นทะเบียนไวกับกรม
ทรัพยสินทางปญญา นายทะเบียนอาจมีคำสั่งใหระงับการใชสิ่งบง ชี้ทางภูมศิ าสตรน้ันเปนระยะเวลาไมเกนิ
สองปนบั จากวนั ท่ไี ดรับแจง คำสง่ั

การเพกิ ถอนทะเบยี นสิ่งบง ชท้ี างภูมิศาสตร
ตามปกติการใหความคุมครองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรนั้น เมื่อไดขึ้นทะเบียนแลวก็จะไดรับความ

คมุ ครองตลอดไปโดยไมมีกำหนดระยะเวลา เวนแตถา ปรากฎเหตใุ ดเหตุหนึ่งดังตอ ไปนี้ในภายหลัง ผูมสี วน
ไดเสียหรือพนักงานเจาหนาที่อาจรองขอใหเพิกถอนทะเบียนสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรได (1) การขอขึ้น
ทะเบยี นหรอื การขึ้นทะเบียนส่งิ บงชท้ี างภูมศิ าสตรไดก ระทำไปโดยไมช อบดว ยกฎหมาย หรืออำพราง หรือมี
รายการขอความผิดจากความเปนจริงในขณะที่รับขึ้นทะเบียน (2) สถานการณเปลี่ยนแปลงไปและการ
เปลี่ยนแปลงนั้น ทำใหสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรม ีลักษณะตองหามตามที่กฎหมายกำหนด หรอื ทำใหรายการ
เก่ียวกับแหลง ภมู ศิ าสตรหรอื รายการอนื่ เปลย่ี นแปลงไปจากท่ีลงไวใ นทะเบยี น

ขั้นตอนการไดมาซงึ่ ความคมุ ครองในสงิ่ บง ชีท้ างภมู ศิ าสตร
รวมกลุมผูประกอบการทั้งสายการผลติ เพื่อศึกษาความเปนไปไดของการขอขึ้นทะเบียน GI และ

กำหนด specification ของสินคา รวมท้งั ในแงมมุ ทางการตลาดวา การขนึ้ ทะเบยี นดังกลา วจะใหผลที่คุมคา

101

ตอกลุมหรือไม เมื่อเทียบกับคาใชจายในระบบรับรองมาตรฐาน? และจะมีแผนทำการตลาดในการ
ประชาสมั พันธส ง่ิ บงช้ีทางภูมศิ าสตรนน้ั ๆ อยางไรใหต ดิ ตลาด

นำราง Specification มาขอรับรองกับหนวยงานรับรอง (Certification Boby: CB) วาได
มาตรฐานหรือไม? พรอมท้ังยกราง มาตรการควบคุมการผลิตสินคา GI นัน้ ๆ (Control Plan) และเพื่อใช
เปนหลกั ฐานในการขอยืน่ ขึน้ ทะเบียน

กระบวนการขึ้นทะเบยี นสิ่งบงชท้ี างภูมิศาสตรต ามกฎหมาย
จัดตั้งกลไกควบคุมการใชสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร หรือมาตรการควบคุมการผลิตสินคาตามที่นาย
ทะเบียนไดก ำหนดไวเปนเงื่อนไขของการใชสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร เพื่อรักษาไวซึ่งความมีเอกลักษณะของ
สินคานั้นๆ
ประชาสัมพนั ธสิ่งบงช้ที างภูมศิ าสตร โดยใชคุณลกั ษณะพเิ ศษของสนิ คาจากแหลง ภูมิศาสตรนน้ั ๆเปน
ตวั นำ เพ่ือใหผูบ รโิ ภคสนใจและเกิดภาพลักษณเ ชอ่ื มโยงระหวา งคณุ ลกั ษณะพเิ ศษนน้ั กับพ้ืนท่ีแหลง ผลติ
ภาระกิจของกรมทรพั ยสนิ ทางปญญาเกย่ี วกบั การคมุ ครองส่งิ บง ช้ีทางภูมิศาสตร
เตรียมการวางระบบการบริหารงานคุมครองสิ่งบงชีท้ างภูมิศาสตร เชน รางกฎกระทรวง ประกาศ
ระเบยี บ เพอื่ ใหก ารบังคับใชกฎหมายเปนไปไดอ ยางเรยี บรอ ยและมีประสิทธภิ าพ
ประชาสัมพันธเพื่อสรางความรูความเขาใจใหแกผูป ระกอบการผลิต และหนวยงานที่เกี่ยวของทั่ว
ประเทศ เกี่ยวกบั การคมุ ครองสง่ิ บง ชที้ างภูมิศาสตร เพื่อใหเห็นถึงประโยชนข องการใชส่ิงบงชท้ี างภูมิศาสตร
เปน เครื่องมอื ทางการตลาดในการเพิ่มมูลคา ใหแกสินคา
สงเสรมิ ใหเ กดิ การรวมกลุมผปู ระกอบการผลิตทง้ั สายการผลิตเพ่ือทำการศกึ ษาความเปนไปไดท้ังทาง
เทคนิคและการตลาด รวมทั้งกำหนด specification ของสนิ คา ดว ย
ศึกษาและกำหนดแนวยุทธศาสตรการคุม ครองสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรของไทย เพื่อใชประโยชนจ าก
ระบบความคุมครองไดอยางเต็มที่ทั้งในและตางประเทศ และเพื่อใหเกิดความชัดเจนในบทบาทของแตละ
ฝายในระบบการบรหิ ารงานสงิ่ บง ชท้ี างภูมิศาสตร
มีสวนรวมในการกำหนดแนวทางการเจรจาเกี่ยวกับสิ่งบงช้ีทางภูมิศาสตร เพื่อสงเสริมใหมีการ
คุมครองสิ่งบงช้ีทางภมู ศิ าสตรไทยในตา งประเทศ

102

 ขั้นตอนของผูยืน่ คำขอ สง่ิ บง ช้ที างภูมิศาสตร
 ข้นั ตอนของพนักงานเจาหนาที่ ขน้ั ตอนการรับข้นึ ทะเบยี นส่ิงบงช้ที างภูมศาสตร
 ขั้นตอนท่ไี มส ำเรจ็

จัดเตรยี มคำขอ

ยื่นคำขอ

ตรวจสอบเบอ้ื งตน ภาย
นายทะเบยี นพจิ ารณา ใน

แกไ ขคำขอ มคี ำสัง่ ภายใน 30
ยกคำขอ
ภาย
ใน กรณไี มเ ปนไปตามหลกั เกณฑ
(มีหนงั สือผยู น่ื คำขอภายใน 15 วนั นบั ตัง้ แตม คี ำส่งั )
ประกาศโฆษณา 90 วนั

มผี คู ดั คา น ไมมผี ูคดั คา น
ในระหวางประกาศโฆษณา

อทุ ธรณค ณะกรรมการ ไมอทุ ธรณ (ภายใน 90 วัน)

ไมโตแ ยง มีการโตแ ยง ภาย
ใน
ภาย
ใน ภาย ยกคำขอ ไมนำคดีดขน้ึ ศาล
ใน นำคดขี ้นึ สศู าล คำวินจิ ฉยั ของคณะกรรมการเปนที่สดุ
ละทิงคําขอ
นายทะเบยี นวนิ จิ ฉยั (ภายใน 90 วนั )
นำคดีขน้ึ ศาล คำคัดคา น/คำโตแ ยง
(แจง ผลคำวินจิ ฉยั ภายใน 15 วนั นับตง้ั แต

มีคำวนิ จิ ฉยั )

อุทธรณคณะกรรมการ ภาย
ใน
ภาย ภาย
ใน ใน

ประกาศขน้ึ ทะเบยี น

ภาพผนวกท่ี 1.1 ขัน้ ตอนการรบั ขน้ึ ทะเบียนสงิ่ บง ชที้ างภูมศาสตร

103

กระบวนการยน่ื คำขอขึน้ ทะเบยี น
สงิ่ บง ชี้ทางภมู ศิ าสตรอ ันพงึ รับขน้ึ ทะเบียนได ตอ งประกอบดวยลักษณะดงั ตอไปนี้
1. ไมเ ปน ชอ่ื สามัญของสินคา ที่จะใชสงิ่ บง ช้ีทางภมู ิศาสตร
2. ไมเ ปนสง่ิ บงชที้ างภมู ศิ าสตรทขี่ ดั ตอความสงบเรียบรอยหรือศลี ธรรมอันดขี องประชาชนหรือนโยบายแหง
รฐั
3. สิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรของตางประเทศที่จะไดรับความคุมครองตามพระราชบัญญัตินี้ จะตองแสดง
หลักฐานที่ชัดเจนวาเปนสิง่ บง ชท้ี างภมู ศิ าสตรท ี่ไดรับความคุมครองตามกฎหมายของประเทศนั้นและมีการ
ใชส บื เนือ่ งตลอดมาจนถงึ วันที่ยนื่ คำขอขน้ึ ทะเบียนในประเทศไทย
4. ตอ งเปนผูมีสทิ ธิขอข้ึนทะเบียนสิ่งบงช้ที างภูมศิ าสตรต ามทบี่ ัญญัติไวใ น พ.ร.บ.นี้
5. คำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบง ชี้ทางภูมิศาสตรจะตองประกอบดวยรายละเอียดเกี่ยวกับคุณภาพ ชื่อเสยี ง หรือ
คุณลักษณะอ่ืนของสินคาแหลงภูมศิ าสตรและรายละเอียดอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง (พ.ร.บ. คุมครองส่ิง
บง ช้ที างภมู ศิ าสตร มาตรา 5 - 10)
6. ในกรณคี ำขอมีขอบกพรองหรอื เอกสารประกอบคำขอไมครบถว น เจา หนาท่ีรับคำขอจะแจงใหผขู อแกไข
ใหถูกตองหรือยื่นเอกสารหลกั ฐานเพิ่มเติมในทันที หากผูขอไมสามารถดำเนินการแกไขหรือยื่นเอกสาร
หลักฐานได ในทันที เจาหนาท่จี ะทำบนั ทกึ ขอ บกพรองหรอื รายการเอกสารหลกั ฐานทตี่ องย่ืนเพมิ่ เติม พรอ ม
ท้ังกำหนดระยะเวลา ใหผขู อดำเนนิ การแกไขหรอื ยื่นเอกสารหลกั ฐานเพม่ิ เติม และใหม ีการลงนามเจาหนาที่
รบั คำขอและผูขอในบันทึกนั้น โดยเจา หนาที่จะมอบสำเนาบนั ทึกดังกลาวใหแกผขู อเพื่อเปนหลักฐาน หากผู
ขอไมแกไขขอบกพรองหรือไมยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมตามที่ระบุไวในบันทึกดังกลาว ใหถือวา ผูขอข้ึน
ทะเบียนละทง้ิ คำขอ
7. สำหรับคาธรรมเนียมใดๆ ที่ผูขอไดชำระใหแกกรมทรัพยสินทางปญญาแลว จะขอคืนคาธรรมเนียม
ดงั กลาวไมไดไ มว าในกรณใี ดๆ เวน แต
(1) มกี ฎหมายบัญญัติไวใหคนื คา ธรรมเนยี ม หรอื
(2) ชำระคาธรรมเนียมซ้ำซอนหรือำระเกิน ซ่ึงการชำระดังกลาว เกิดเนื่องจากความผิดพลาดของเจาหนาที่
รฐั โดยมใิ ชค วามผดิ ของผชู ำระซึง่ กรมทรัพยส ินทางปญญาจะไดพจิ ารณาเปนกรณๆี ไป
8. ในกรณีที่ผูยืน่ คำขอตอ งนำเอกสารหรอื หลักฐานหลายรายการมาย่นื เพ่ิมเติมใหค รบถว น ใหผูยื่นคำขอนำ
เอกสารหรอื หลักฐานทัง้ หมดมายนื่ ในคราวเดียวกัน
9. ในกรณีที่จะตองสง สำเนาเอกสารหลักฐาน ใหผูยืน่ คำขอรับรองความถูกตองของสำเนาเอกสารหลักฐาน
น้นั ดว ย
10. ในกรณีที่จะตองสงเอกสารเปนภาษาตางประเทศ ใหผูยื่นคำขอสงเอกสารนั้นพรอมดวยคำแปลเปน
ภาษาไทยโดยมีคำรับรองของผูแ ปลวาเปนคำแปลท่ถี กู ตอ ง
การย่นื คำขอกรณีมกี ารตั้งตัวแทนหรือมอบอำนาจ
1) ไดกระทำในตางประเทศ หนังสือตั้งตัวแทนหรือมอบอำนาจตองมีคำรับรองลายมือชื่อผูลงนามโดย
เจาหนาทผ่ี มู ีอำนาจของสถานทตู ไทย หรอื สถานกงสลุ ไทย หรอื หวั หนา สำนักงานสังกัดกระทรวงพาณิชยซ่ึง

104

ประจำอยู ณ ประเทศที่ผูต ้ังตัวแทนหรอื ผูมอบอำนาจมถี ิน่ ท่ีอยู หรือเจาหนาที่ ผูไดรับมอบหมายใหกระทำ
การแทนบคุ คลดงั กลาว หรอื มคี ำรบั รองของบุคคลซึ่งกฎหมายของประเทศนัน้ ใหมอี ำนาจรับรองลายมือชื่อ
หรือ
2) ไดกระทำในประเทศไทยโดยผูตั้งตัวแทนหรือผูมอบอำนาจมิไดมีถิ่นที่อยูในประเทศไทย ตองสงสำเนา
หนังสือเดินทาง หรือสำเนาหนังสือรับรองถิ่นท่ีอยูช ั่วคราว หรอื หลักฐานอ่ืนทีแ่ สดงใหนายทะเบยี นเห็นวา
ในขณะตัง้ ตัวแทนหรือมอบอำนาจ ผูมอบอำนาจไดเขามาในประเทศไทยจริง 3) ในกรณีที่ผูยื่นคำขอหรือ
ตัวแทนผูรับมอบอำนาจไมไดเปนผูยื่นคำขอดวยตนเอง และคำขอไมถูกตองหรือเอกสารหลักฐานไม
ครบถวน ตองมีหนังสือมอบอำนาจเฉพาะการใหบุคคลนั้นมีอำนาจยื่นคำขอและลงนามในบันทึกความ
บกพรองแทนผูยื่นคำขอหรือตัวแทนได พรอมติดอากรแสตมป 10 บาท และบตั รประจำตัวท่ีทางราชการ
ออกใหของผูรับมอบอำนาจเฉพาะการ เพราะหากคำขอไมถูกตองหรือเอกสารหลักฐานไมครบถวน และ
บคุ คลนน้ั จะไมม ีอำนาจลงนามในบันทึกดงั กลาวและเจาหนาท่ีไมอาจรบั คำขอของทา นไวไ ด
รายการเอกสารหลกั ฐานประกอบ
1. บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวอื่นๆที่ทางราชการออกให (สำเนา 1 ฉบับ) กรณีผูขอจด
ทะเบยี นแปนบคุ คลธรรมดา
2. ใบสำคัญประจำตัวคนตา งดาว หรือหนงั สือเดินทาง (สำเนา 1 ฉบับ) กรณีเปน บคุ คลสัญชาติตางประเทศ
ซง่ึ ไดส งเอกสารหนังสือตัวแทนหรอื มอบอำนาจ ตามขอ 4)
3. หนงั สือรับรองนิติบุคคลท่ีออกใหไมเกิน 6 เดอื นนบั ถงึ วนั ท่ีย่ืนคำขอขึ้นทะเบียน (ฉบับจรงิ 1 ฉบับ) กรณี
ผูขอขึ้นทะเบียนเปนนิติบุคคล เวนแตในกรณีที่เปนนิติบุคคลที่จัดตั้งตามกฎหมายตางประเทศซึ่งไดสง
เอกสารตามขอ 4 ) โดยมีการระบุขอความรับรองการเปนนิติบุคคลในตางประเทศไวดวยแลวไมตองสง
หนงั สือรับรองนติ ิบุคคลกไ็ ด
4. หนงั สือตง้ั ตัวแทนหรอื หนงั สือมอบอำนาจ และบัตรประจำตัวตัวแทนหรือผรู บั มอบอำนาจ (สำเนา 1ชุด )
5. คำขอขึน้ ทะเบยี นส่ิงบงช้ที างภูมศิ าสตร (สช.01) (ฉบับจริง 1 ชุด / สำเนา 1 ชดุ )
6. ภาพถายสินคาหรอื ช่ือ หรือขอความทีป่ ระสงคจ ะใหระบไุ วใ นฉลากสินคา (ฉบบั จรงิ 1 ชุด / สำเนา1 ชดุ )
7. ฉลากสนิ คา หรอื ช่อื หรือขอความท่ปี ระสงคจะใหระบุไวใ นฉลากสนิ คา (ฉบับจรงิ 1 ชุด / สำเนา 1 ชดุ )
8. ภายถา ยแผนท่แี สดงขอบเขตพืน้ ทีข่ องแหลงภูมศิ าสตรท ข่ี อขน้ึ ทะเบียน (ฉบับจรงิ 1 ชุด / สำเนา 1 ชุด)
9. เอกสารยนื ยนั ถึงความเชื่อมโยงกับสภาพแวดลอ มทางภมู ศิ าสตร (ฉบบั จรงิ 1 ชุด / สำเนา 1 ชุด)
10. เอกสารยืนยันความมีคุณภาพ ชื่อเสียง คุณสมบัติหรือคุณลักษณะอื่นๆ ของสินคา (ฉบบั จริง 1 ชดุ /
สำเนา 1 ชุด)
11. เอกสารยนื ยนั วา สนิ คามแี หลง กำเนินมาจากพื้นทแ่ี หลง ภูมศิ าสตร (ฉบับจริง 1 ชุด / สำเนา 1 ชุด) ถามี

105 คาธรรมเนียม
(บาท)
ตารางผนวกท่ี 1.1 คา ธรรมเนียม-ส่ิงบง ช้ีทางภูมศิ าสตร
500
ลำดบั รายการ 500
500
1. คำขอขนึ้ ทะเบียนสิง่ บง ชี้ทางภูมิศาสตร 200
2. คำคดั คา นการขนึ้ ทะเบยี นส่ิงบงชี้ทางภูมศิ าสตร 200
3. คำอธุ รณค ำสงั่ หรอื คำวินิจฉัยของนายทะเบยี น 200
4. คำขอแกไ ขทะเบยี นสง่ิ บงชี้ทางภมู ิศาสตร
5. คำขอเพิกถอนทะเบยี นสงิ่ บงชท้ี างภูมิศาสตร
6. คำขออ่นื ๆ

106

ภาคผนวกท่ี 2

เอกสารการขอขึน้ ทะเบียนของเนอ้ื โคขนุ โพนยางคำ

107

108

109

110

111
ภาพผนวกท่ี 2.1 แผนท่ีแสดงแหลงภมู ศิ าสตรเ น้ือโคขนุ โพนยางคำ

112
ตารางผนวกที่ 2.1 ส่ิงบง ชีท้ างภูมิศาสตรท ไ่ี ดขน้ึ ทะเบยี น (ปรบั ปรงุ เมื่อ วนั ท่ี 7 สิงหาคม 2563


Click to View FlipBook Version