พระจุลนายก (พระอาจารยส์ ชุ าติ อภชิ าโต)
วดั ญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อ.บางละมงุ จ.ชลบรุ ี
ISBN ๙๗๘-๖๑๖-๕๖๕-๕๘๖-๖
พิมพค์ รัง้ ท่ี ๑ มกราคม ๒๕๖๓
จ�ำ นวนพิมพ ์ ๒,๐๐๐ เล่ม
ผจู้ ัดพมิ พ์ คณะศษิ ยานุศิษย์
พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน
หา้ มจำ� หนา่ ย
พมิ พท์ ี่ : บริษทั ศิลป์สยามบรรจภุ ัณฑ์และการพมิ พ์ จำ�กดั
๖๑ ซอยเพชรเกษม ๖๙ ถนนเลียบคลองภาษเี จริญฝ่งั เหนือ
แขวงหนองแขม เขตหนองแขม กรุงเทพฯ ๑๐๑๖๐
Tel. ๐-๒๔๔๔-๓๓๕๑-๙ Fax. ๐-๒๔๔๔-๐๐๗๘
E-mail: [email protected]
Website: www.silpasiam.com
ค�ำน�ำ
สองสามเดือนสุดท้ายก่อนสิ้นปี ๒๕๖๑ บ่อยคร้ังท่ีท่าน
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต แสดงธรรมเทศนาแบบแกงหม้อเล็ก
เนน้ หนักเรอื่ งอุบายภาวนา มรรควิถี สติปัฏฐานสี่ ธรรมซ่ึงทรงแสดง
จะงอกงามทุกผืนนา เพราะเปน็ ธรรมของพระพุทธเจ้า แตท่ ง้ั น้ีย่อม
สดุ แตผ่ นื ดนิ ของเจา้ ของนา วา่ เปน็ ดนิ ดชี นดิ ใด จะเจรญิ งอกงามกต็ าม
แต่เจ้าของผืนนาน้ันๆ ส่วนเรื่องธรรมะ ท่านอาจารย์ได้อธิบายไว้
ชดั แจง้ ลกึ ซงึ้ เฉยี บคม เขา้ ใจงา่ ย หากยากยงิ่ ส�ำหรบั ผไู้ มป่ ฏบิ ตั ิ และ
ขีเ้ กยี จท�ำ
ด้วยเมตตาต่อภายภาคหน้า ท่านอาจารยป์ รารภว่า อยากจะ
รวบรวมพมิ พก์ ณั ฑ์เก่ียวกบั ภาวนาเข้าไว้ดว้ ยกัน วนั ใดสงสัย มาเปิด
อา่ น ทบทวน ก็จะกระจา่ งใจ
คณะจลุ ธรรมพรอ้ มทง้ั ศษิ ยท์ งั้ ปวงจงึ ขออนญุ าตจดั พมิ พธ์ รรมะ
ดังกล่าว เป็นธรรมทาน ซ่ึงจะรวบรวมพิมพ์เป็นชุดๆ ต่อเน่ืองไป
ด้วยความหวังว่า กุศลแห่งธรรมทานจักเป็นผลให้ดวงใจของผู้อ่าน
สงบเบิกบานยง่ิ
อกี ประการขอบนั ทกึ ไวด้ ว้ ยวา่ เมอื่ ไดร้ บั กณั ฑเ์ ทศนแ์ รกจากทา่ น
ตน้ ฉบบั เลยเวลามาสองสามเดอื นแลว้ ไดก้ ราบเรยี นวา่ “ธรรมะสดๆ
รอ้ นๆ” อาจจะไมส่ ดๆ รอ้ นๆ ค�ำตอบนนั้ กนิ ใจมาก ทา่ นยอ้ นตอบวา่
“ธรรมะของพระพุทธเจ้า สดๆ ร้อนๆ ทุกขณะ เป็นปัจจุบันธรรม
ทุกเวลา เป็นอกาลโิ ก จกั เป็นมงคลตอ่ ผู้พบเหน็ ตลอดไปทุกกาล”
คณะศษิ ยานุศษิ ย์
สารบัญ
ความยินดีในธรรม ๑๐ ประการ ๕ - ๓๔
กระบวนการของจติ ๓๕ - ๖๗
การประกนั ของพระพุทธศาสนา ๖๙ - ๑๐๑
การเตรียมรบั ภัยท่เี กดิ กบั ทกุ คน ๑๐๓ - ๑๓๔
ค�ำถาม - ค�ำตอบ ๑๓๕ - ๑๖๕
ความยินดีในธรรม
๑๐ ประการ
๑๗ มกราคม ๒๕๖๒
วมิ ตุ ตกิ เ็ ปน็ ธรรมอกี ขอ้ หนงึ่ ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงสอน
ให้เรายินดีกัน ให้ยินดีต่อการหลุดพ้นจากความ
ทุกขท์ ้งั ปวง วมิ ุตตินค้ี ือการหลุดพน้ จากความทุกข์
ท้งั ปวง ใครท�ำใจให้สงบอยา่ งถาวรด้วยปญั ญาไดก้ ็
จะไดว้ มิ ตุ ตนิ น่ั เองพอไดว้ มิ ตุ ตแิ ลว้ กจ็ ะเกดิ ญาณทศั นะ
ขนึ้ มา วมิ ตุ ตญิ าณทศั นะ คอื ความรคู้ วามเหน็ วา่ ไมม่ ี
ความทกุ ขอ์ ย่ใู นใจของเราอกี ตอ่ ไปแล้ว
พระอาจารยส์ ุชาติ อภชิ าโต
ความยินดีในธรรมชนะความยินดีทั้งปวง เพราะธรรม
เป็นสงิ่ ทด่ี กี ว่าสงิ่ ท้งั ปวง รสแหง่ ธรรมชนะรสท้ังปวง การจะ
ไดร้ สแห่งธรรมท่ชี นะรสท้งั ปวง กต็ ้องมีความยินดีในธรรม
ถ้าอยากได้รสแห่งธรรมแต่ไปยินดีกับรสของรูปเสียงกลิ่นรส
กจ็ ะไมไ่ ดร้ สแหง่ ธรรม เชน่ คนอยากจะไดค้ วามสงบแตก่ อ็ ยาก
ไปเที่ยว แต่ก็ไปเท่ียว ไปหาความสุขทางตาหูจมูกล้ินกาย
อย่างน้ีก็ไม่มีหนทางท่ีจะได้สัมผัส กับรสแห่งธรรมที่ชนะรส
ทั้งปวง การที่จะได้สัมผัสกับรสแห่งธรรมท่ีชนะรสท้ังปวง
ต้องมีความยินดีในธรรมที่เป็นเหตุที่ท�ำให้เกิดรสแห่งธรรม
นน้ั เอง ธรรม นม้ี ี ๒ สว่ นดว้ ยกนั สว่ นทเี่ ปน็ เหตกุ บั สว่ นทเ่ี ปน็ ผล
ส่วนที่เป็นผลคือรสแห่งธรรม คือความสงบที่เรียกว่า นัตถิ
สนั ติ ปะรงั สขุ งั อนั นเี้ ปน็ ความสขุ ทเ่ี หนอื กวา่ ความสขุ ทงั้ ปวง
ความสุขที่เกิดจากความสงบ การจะได้สัมผัสกับความสงบ
การจะไดส้ มั ผสั กบั ความสขุ ทเี่ หนอื กวา่ ความสขุ ทง้ั ปวง จ�ำเปน็
ท่ีจะต้องมีความยินดีในธรรมท่ีเป็นเหตุ ที่ท�ำให้เกิดรสแห่ง
ธรรมน้ีขึ้นมา ธรรมที่เป็นเหตุท่ีพระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรา
ยนิ ดกี นั กค็ อื ๑. ใหย้ นิ ดกี บั ความมกั นอ้ ย ๒. ยนิ ดกี บั สนั โดษ
คือตามมีตามเกดิ
ความยนิ ดใี นธรรม ๑๐ ประการ 7
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เล่ม ๖
ค�ำวา่ สนั โดษแปลวา่ พอใจกบั สงิ่ ทม่ี อี ยู่ยนิ ดกี บั สงิ่ ทไ่ี ดร้ บั
จะมากจะนอ้ ยจะดหี รอื ไมด่ กี ย็ นิ ดเี สมอ เฉพาะมกั นอ้ ยสนั โดษ
นี้ท่านจะเน้นไปที่ปัจจัย ๔ เป็นหลัก ให้เรามีความยินดี
มีความมักน้อยสันโดษในปัจจัย ๔ ปัจจัย ๔ คืออะไร ท่ีอยู่
อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค มักน้อย ก็คือเอา
เท่าที่จ�ำเป็นเท่านั้นไม่ต้องมีมาก มีพออยู่ได้ก็พอ อย่างที่
ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงตรัสว่า เศรษฐกิจพอเพียง ก็คือ
ความมกั น้อยสนั โดษนเ่ี อง มกั นอ้ ยในปจั จยั ๔ อยา่ มักมาก
อยา่ โลภมาก อย่ามบี ้านหลายหลัง อย่ามเี สือ้ ผา้ หลายตู้ เอามี
พอใชพ้ อใส่ อาหารกไ็ มต่ อ้ งมมี าก ไมต่ อ้ งมรี าคาแพงๆ อาหาร
พอกินให้หายหิวได้ พอรักษาให้ร่างกายอยู่อย่างปกติสุขได้
น่ีคอื มกั น้อย แปลวา่ เอานอ้ ยๆ เอาเท่าที่จ�ำเป็น ตวั อยา่ งของ
ความมกั นอ้ ย ดพู ระพทุ ธเจา้ เปน็ ตวั อยา่ ง พระพทุ ธเจา้ มกั นอ้ ย
ในปจั จยั ๔มอี ฐั บรขิ ารเปน็ สมบตั ิมสี มบตั อิ ยู่๘ชน้ิ ทเี่ ปน็ สมบตั ิ
ท่ีจ�ำเป็นต่อการด�ำรงชีพ คือ ๑. บาตร บาตรหน่ึงใบเอาไว้
ส�ำหรับบิณฑบาตหาอาหาร พระพุทธเจ้าทรงบอกให้ยินดี
กับการบิณฑบาต ลาภเหลือเฟือ รับรองได้ว่าจะไม่อดตาย
ถ้ามีบาตร
8 ความยินดใี นธรรม ๑๐ ประการ
พระอาจารย์สชุ าติ อภิชาโต
ตอนเช้าถือบาตรเข้าไปในหมู่บ้านเท่านั้น แป๊บเดียว
บาตรก็เตม็ บาตรกล็ น้ ขึ้นมา เรียกวา่ บาตรวิเศษ นเ่ี คร่อื งมือ
หากินของผู้มีความมักน้อยคือบาตร ๑ ใบ กินก็ไม่กินมาก
เกนิ ไป กนิ วันละหนึง่ มอื้ กพ็ อ นี่มักนอ้ ย สนั โดษ กย็ ินดตี าม
มีตามเกิด อาหารท่ีได้มาไม่จู้จ้ีจุกจิก ไม่เลือก ไม่ต้องการ
อาหารชนดิ นน้ั ชนดิ นี้ ไมบ่ อกเขาไมส่ ง่ั เขา บางวดั นม้ี เี ขยี นเมนู
แจกญาติโยมเวลาบิณฑบาต เคยเห็นไหม เคยได้ยินไหม
เคยไดย้ นิ วา่ วดั นฉี้ นั มงั สวริ ตั ิ เขยี นกระดาษใหญ้ าตโิ ยมเวลาไป
บิณฑบาต นเี่ รียกว่าไมส่ นั โดษแล้ว ถ้าสันโดษกเ็ ขาจะใสอ่ ะไร
มาก็แล้วแต่เขา เราจะมังสวิรัติเราก็มังสะตามมีตามเกิดไป
เขาใส่อะไรมามีผักมีเนื้อปนกันเราก็แยกเน้ือออกไป มันก็
เป็นมังสะไปแล้ว ไม่ควรท่ีจะไปบอกผู้ให้ว่าผู้รับต้องการ
ส่ิงน้ันสิ่งน้ี อยากได้อย่างน้ันอย่างนี้ อันน้ีไม่ใช่หลักของ
สนั โดษ สนั โดษยนิ ดีตามมตี ามเกดิ เขาใส่อะไรมาให้อะไรมา
ก็รบั เอาไว้ นอกจากสง่ิ ที่ผดิ พระวินยั ก็บอกเขาได้ เชน่ ใส่สรุ า
มาให้ขวดหนึง่ น้ี อย่างน้ีก็บอกว่า สุราน้ีถวายพระไมไ่ ด้ หรอื
ใส่ของดิบมาน้ีก็ไม่ได้ ความจริงบิณฑบาตน้ีญาติโยมไม่ควร
ใส่ของแห้ง เชน่ ข้าวสาร ของทีต่ อ้ งเอาไปปรงุ ตอ้ งเอาไปหุง
ตอ้ งเอาไปท�ำใหส้ กุ น้ี ไมค่ วรใสบ่ าตร เพราะพระทา่ นไมม่ คี รวั
ความยินดีในธรรม ๑๐ ประการ 9
ธรรมะสดๆ รอ้ นๆ เลม่ ๖
ท่านไม่เป็นพ่อครัว ท่านห้ามไม่ให้ท�ำอาหารกินเอง ให้กิน
อาหารทไี่ ดจ้ ากการใสบ่ าตร ตอ้ งเปน็ อาหารสด อาหารทก่ี นิ ได้
ถ้าเป็นเน้ือสัตว์นี้หรือไข่น้ีต้องท�ำให้มันสุก อย่าใส่แบบสุกๆ
ดบิ ๆ เชน่ ทเ่ี ขาชอบท�ำเนอ้ื ยา่ งแบบมเี ลอื ดไหลซบิ ๆ อยอู่ ยา่ งน้ี
ยังถือว่าเป็นเนื้อที่ยังไม่สุก ไข่ดาวก็ต้องให้มันแห้งให้มันแข็ง
ไขแ่ ดงตอ้ งแขง็ ไขท่ ย่ี งั เปน็ เหลวๆ อยู่ ถอื วา่ ยงั ไมส่ กุ กนิ อาหาร
ดิบไมไ่ ด้
น่ีคือสิ่งท่ีญาติโยมอาจจะไม่ทราบ พระก็พูดไม่ได้ถ้า
ญาติโยมไม่ถาม ก็ต้องมาพูดตอนที่ญาติโยมมาศึกษาธรรมะ
เช่น ตอนนี้ก็พอที่จะบอกได้ แต่ตอนท่ีใส่มาน้ันบอกไม่ได้
ใส่มาก็รับเอาไว้ แล้วพอกลับไปวัดก็ค่อยไปดู อันไหนกินได้
ก็เก็บไว้ก็กิน อันไหนกินไม่ได้ก็ยกให้ลูกศิษย์ไป ลาภของ
ลูกศิษย์ไป นี่คือของท่ียังไม่สุกกินไม่ได้ ต้องให้เป็นของท่ีสุก
เต็มท่ีก่อน อันน้ีเป็นอาหารท่ีพระต้องท�ำตามพระวินัย แต่ก็
ไม่ได้ห้ามไม่ให้ญาติโยมใส่ ถ้าญาติโยมไม่รู้ใส่ก็ใส่ไป แต่ถ้า
ญาติโยมถามหรือว่าถ้ามาฟังเทศน์ฟังธรรม อย่างเช่นตอนนี้
พอดมี โี อกาสไดพ้ ดู เร่อื งธรรมะทเ่ี กีย่ วข้องกนั ก็เลยไดอ้ ธิบาย
ใหเ้ ขา้ ใจไว้ ของทท่ี �ำใหม้ นึ เมากใ็ สไ่ มไ่ ด้ กนิ ไมไ่ ด้ เชน่ เขาเรยี ก
10 ความยนิ ดีในธรรม ๑๐ ประการ
พระอาจารยส์ ชุ าติ อภิชาโต
ขา้ วอะไรนะ ขา้ วทห่ี มกั ขา้ วหมาก อนั นม้ี นั กจ็ ะมเี ปน็ สรุ าขน้ึ มา
ของมึนเมา ของไม่สกุ เตม็ ท่ี ต้องให้สุกเต็มที่ แลว้ กม็ เี นือ้ สัตว์
๑๐ ชนดิ ทพี่ ระภกิ ษหุ า้ มฉนั คอื เนอ้ื สตั วป์ า่ ตา่ งๆ เนอ้ื เสอื โครง่
เน้อื งู เน้อื หมี เนอื้ อะไรตา่ งๆ เหล่าน้ี มอี ยู่ ๑๐ ชนดิ ด้วยกัน
ต้องไปเปิดดูในต�ำรา จ�ำไม่ได้เพราะว่า สมัยน้ีก็ไม่มีใครใส่
อาหารอย่างนี้ เพราะเด๋ียวนี้เขาห้ามล่าสัตว์ป่ากัน แต่สมัย
พุทธกาลน่ี ชาวบ้านเขาก็ล่าสัตว์ป่า แล้วเขาก็เอาสัตว์ป่า
เห็นพระมาก็เอาอาหารท่ีเขาท�ำจากเนื้อสัตว์ป่าน้ีมาถวาย
พระถ้ารูว้ ่าเปน็ เนอื้ สตั วป์ ่าก็ไมฉ่ นั
อีกอย่างหนึ่งที่พระรับไม่ได้ก็คือ ถ้าญาติโยมท�ำอาหาร
ด้วยการฆ่าเน้ือสัตว์ชนิดใดชนิดหน่ึง ที่ไม่ได้ต้องห้าม เช่น
เน้ือเป็ดเน้ือไก่ แต่ท�ำเจาะจงเพ่ือถวายพระนี่ แล้วก็แจ้งให้
พระทราบอยา่ งน้ี พระก็รบั ไมไ่ ด้ เช่น ญาตโิ ยมบอกวา่ ผมน้ี
ท�ำแกงไก่หม้อนี้มาถวายพระโดยตรง ฆ่าไกท่ บ่ี ้าน แลว้ ก็เอา
มาถวายพระโดยตรง ถ้าท�ำโดยตรงให้กับพระ ฆา่ ดว้ ยเจตนา
ท่จี ะเอามาถวายพระน้ี ถ้าพระทราบก็บอกว่า ไมค่ วร แล้วก็
ไม่ควรรบั รับไมไ่ ด้ แตถ่ ้าเปน็ ปกติวสิ ัยของญาตโิ ยม ชาวบา้ น
ท่ีเขาเวลาท�ำกับข้าวกบั ปลา เขาก็ไปยิงนกตกปลา หรอื ว่าเขา
ความยินดใี นธรรม ๑๐ ประการ 11
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เลม่ ๖
ไปฆ่าเป็ดฆ่าไก่ท่ีเขาเลี้ยงอยู่ แล้วท�ำเป็นอาหารท่ีเขากินเป็น
ปกติของเขา พอมีพระเขาก็เลยแบ่งมาส่วนหนึ่ง ถ้าท�ำมา
โดยทไี่ ม่ได้เจาะจง ตง้ั ใจมาท�ำให้กับพระโดยตรงน้ี ท�ำเพราะ
วา่ เขาท�ำอยู่แล้วเป็นปกติ คอื พระพุทธเจ้าไม่ตอ้ งการใหพ้ ระ
เป็นเหตุท่ีจะท�ำให้สัตว์ต้องตายจากการมาเลี้ยงพระ อย่าง
ประวตั หิ ลวงปมู่ น่ั นญ้ี าตโิ ยมกอ็ าจจะเคยไดย้ นิ ตอนทที่ า่ นใกล้
มรณภาพ ทา่ นอยใู่ นปา่ อยใู่ กลๆ้ กบั หมบู่ า้ น ถา้ ทา่ นมรณภาพ
ที่ในหมู่บ้านท่านบอกว่า เดี๋ยวชาวบ้านจะต้องฆ่าวัวฆ่าควาย
มาเลี้ยงพระมาต้อนรับแขก เล้ียงญาติโยมที่มาร่วมท�ำบุญ
มางานศพกนั ทา่ นกเ็ ลยบอกวา่ พาใหท้ า่ นไปตายในเมอื งดกี วา่
เพราะในเมืองเขามีโรงฆ่าสัตว์ที่เขาฆ่ากันเป็นปกติอยู่แล้ว
ทา่ นไมต่ อ้ งการใหท้ า่ นเปน็ เหตุ ทที่ �ำใหส้ ตั วท์ อ่ี ยใู่ นหมบู่ า้ นนน้ั
ตอ้ งมาตายเพราะทา่ น ทา่ นกเ็ ลยบอกใหล้ กู ศษิ ยล์ กู หาพาทา่ น
ไปในเมอื ง ไปท่วี ดั ปา่ สุทธาวาส ในตวั จงั หวดั สกลนคร เปน็ ท่ี
ทา่ นมรณภาพไป พอตายในเมอื ง ในเมอื งเขาก็มงี านศพเป็น
ปกตอิ ยแู่ ลว้ เขากม็ โี รงฆา่ สตั วเ์ ปน็ ปกตอิ ยแู่ ลว้ ทกุ อยา่ งมนั ปกติ
ไมไ่ ดไ้ ปท�ำใหเ้ ขาตอ้ งไปท�ำอะไรพเิ ศษใหก้ บั ทา่ น นคี่ อื ความหมาย
นี่ขนาดท่านจะตายท่านยังเป็นห่วงสัตว์ ไม่อยากให้สัตว์ต้อง
มาตายเพราะท่าน
12 ความยินดีในธรรม ๑๐ ประการ
พระอาจารย์สุชาติ อภชิ าโต
นคี่ อื เรอ่ื งของอาหารทจ่ี ะถวายพระ กพ็ ดู พอเปน็ ความรู้
เล็กๆ น้อยๆ เทา่ นั้น แต่โดยหลักของพระก็คอื ไมพ่ ดู ถ้าใคร
ใส่บาตรอะไรมาใหก้ ็อนญุ าตให้เขาใส่ได้ ถงึ แม้จะผิดพระวินยั
มนั ไมบ่ าปส�ำหรบั ญาติโยม ญาตโิ ยมก็ไดบ้ ุญ เพราะญาตโิ ยม
ได้เสียสละข้าวของเงินทองไป อันนี้ญาติโยมไม่ผิด แต่ถ้า
พระเอามาบริโภคน้ีอาจจะผิดได้ ถ้ามีข้อห้ามไว้แล้วเอามา
บรโิ ภค แตถ่ า้ มโี อกาส เชน่ เวลาแสดงธรรมกอ็ าจจะสอนหรอื
บอกให้ญาติโยมทราบได้ ว่าวิถีชีวิตของพระน้ีต่างกับวิถีชีวิต
ของญาติโยม การกินการอยู่น้ีไม่เหมือนกัน พูดไว้เพื่อให้ได้
เข้าอกเข้าใจ เพราะญาติโยมก็มีความปรารถนา ที่อยากจะ
เอ้ืออ�ำนวยความสะดวกความสุขให้แก่พระ แต่ถ้าท�ำไปแล้ว
ไม่ได้ท�ำให้เกิดผล มันก็น่าเสียดาย ถ้ามีโอกาสน้ีก็ได้เล่าให้
ฟงั กนั แตจ่ ะท�ำอยา่ งไรนไ้ี มม่ ปี ญั หา ไมม่ กี ารเขยี นเมนบู อกวา่
ต้องท�ำอาหารเปน็ อาหารชนดิ นัน้ ชนดิ น้ี เช่น อาหารมงั สวริ ตั ิ
อะไรอย่างนี้ พระบอกไม่ได้ ผู้ขอบอกไม่ได้ เพราะผิดหลัก
สนั โดษ คือความยินดตี ามมตี ามเกดิ อย่างหลวงปูม่ ่นั ถ้าอ่าน
ในประวัตนิ ้ีท่านไปอยูก่ ับชาวปา่ ชาวเขา ชาวปา่ ชาวเขาบางที
เขากไ็ มร่ ูห้ ลักพระวินัย เขาก็ท�ำปลาร้าดิบมาถวาย ทา่ นกไ็ มร่ ู้
พอกลับมาถึงวัดถึงจะรู้ว่าน่ีเป็นปลาร้าดิบ วันน้ันก็เลยกิน
ความยินดใี นธรรม ๑๐ ประการ 13
ธรรมะสดๆ รอ้ นๆ เลม่ ๖
ขา้ วเปลา่ ไป เพราะกนิ ไมไ่ ด้ ถา้ มลี กู ศษิ ยก์ ย็ งั พอใหล้ กู ศษิ ยเ์ อา
ไปท�ำให้สกุ กอ่ นได้ ถา้ มีลกู ศษิ ยอ์ ยู่น้ี ลูกศษิ ยด์ ีตรงนี้ ลูกศษิ ย์
จะช่วยเอ้ือให้พระได้ท�ำอะไรให้ถูกต้องตามหลักพระวินัยกัน
แตส่ มยั นลี้ กู ศษิ ยห์ ายาก เพราะวา่ ความเจรญิ ทางโลกนม้ี นั มมี าก
สมัยก่อนนี้ความเจริญทางโลกมีน้อย คนไม่ต้องไปเรียน
หนงั สอื กนั กอ็ ยไู่ ด้ เป็นชาวนาชาวไร่ ก็มีเวลาว่างทจ่ี ะไปรับใช้
พระอยทู่ ว่ี ดั แตส่ มยั นลี้ กู ศษิ ยแ์ ทบจะหายาก เพราะวา่ ทกุ คน
โตขึ้นก็ไปโรงเรียนกัน ไปเรียนหนังสือไปอะไรกัน ดังน้ัน
พระเวลาได้อะไรมาท่ีฉันไม่ได้ ถ้าไม่มีลูกศิษย์ก็ต้องสละไป
ถ้ามลี ูกศษิ ยก์ บ็ อกใหล้ กู ศษิ ยไ์ ปท�ำใหถ้ ูกพระวนิ ัยได้
นคี่ อื เรอื่ งของความสนั โดษ พระเวลาบณิ ฑบาตน้ี ทา่ นถอื
หลกั สันโดษ ท่านจะไมบ่ อกขอสง่ิ น้นั สิง่ นี้ แล้วการขอนีท้ ่าน
ก็มีขอ้ หา้ มไวด้ ว้ ย คอื ทา่ นอนุญาตใหข้ อได้จากญาติ กับผ้ทู ่ี
ปวารณาตวั ญาตพิ นี่ อ้ งนข้ี อไดถ้ า้ ขาดแคลนอะไร เชน่ เจบ็ ไข้
ไดป้ ว่ ยไมม่ ยี ารกั ษา บอกญาตพิ น่ี อ้ งวา่ ชว่ ยหายามาใหห้ นอ่ ย
ได้อยู่ หรอื บอกญาติโยมผูท้ ไ่ี ด้เสนอตวั ไวล้ ่วงหน้าก่อน ค�ำว่า
ปวารณา ก็คือเป็นการเสนอตัวไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าท่าน
ขาดแคลนอะไร ต้องการอะไร ขอได้โปรดบอกข้าพเจ้า
14 ความยนิ ดีในธรรม ๑๐ ประการ
พระอาจารยส์ ุชาติ อภชิ าโต
ด้วยเถิด ถ้าเขาปวารณาตัวน้ีก็บอกได้ถ้ามีความจ�ำเป็น
ขาดแคลนสิ่งหน่ึงส่ิงใดท่ีสมควรแก่สมณบริโภค ไม่ใช่ไป
ขอรถยนต์ ขออะไรที่ไม่ได้เป็นส่ิงที่สมควรแก่สมณบริโภค
ก็ขอไม่ได้ อยู่ท่ีญาติโยมว่าจะปวารณาแบบไหน ญาติโยม
บางคนกป็ วารณาอยา่ งเดยี ว เชน่ จวี ร ถา้ ทา่ นขาดจวี รกบ็ อกได้
จะหาจวี รมาให้ บางทา่ นกป็ วารณาพาไปโรงพยาบาลหาหยกู
หายา ถ้าไม่สบายขาดยาหรือต้องไปโรงพยาบาล ยินดีที่จะ
รบั ใช้ บางคนกม็ กี รอบเวลาดว้ ย บอกวา่ จะยนิ ดที �ำอนั นภี้ ายใน
พรรษาน้ี พอพ้นพรรษาแล้วก็อาจจะไม่สะดวกท่ีจะรับใช้
เขาก็มีก�ำหนดเวลาได้ด้วย ก�ำหนดสิ่งที่เขาจะท�ำให้ได้ด้วย
แล้วแต่ญาติโยมจะปวารณาอย่างไร บางคนก็ปวารณาแบบ
เขียนเช็ค ไม่ต้องใส่เลขไว้ ให้ผู้รับเอาไปใส่เอาเอง ต้องการ
เท่าไหร่ก็ใส่เข้าไปเอง อันนี้แบบเปิดกว้างเต็มท่ี เพราะว่าถ้า
ญาตโิ ยมไม่ปวารณาพระท่านก็ไม่พูดไมข่ อ แลว้ พระบางรปู นี้
ถ้าท่านถือสันโดษจริงๆ ถึงแม้ปวารณาท่านก็ไม่พูด ท่านถือ
หลักวา่ ไม่ขอ ขออยูแ่ บบไมข่ อ ขออยู่แบบตามมตี ามเกิดกม็ ี
น่ีคือท�ำไมพระท่านถึงไม่ขอกัน เพราะท่านต้องการ
เจรญิ เหตุ คอื ความสนั โดษ ความยนิ ดตี ามมตี ามเกดิ เพราะมนั
ความยินดใี นธรรม ๑๐ ประการ 15
ธรรมะสดๆ รอ้ นๆ เล่ม ๖
ท�ำให้ใจสงบน่ันเอง ท�ำให้ใจได้สัมผัสกับรสแห่งธรรมที่ดีกว่า
รสทจ่ี ะไดจ้ ากของตา่ งๆ ทไ่ี ปขอเขามา สอู้ ยตู่ ามมตี ามเกดิ ดกี วา่
ถ้าใจมันยอมรับกับสภาพมันก็จะสงบ พอสงบแล้วมันก็สุข
ทงั้ ๆ ที่ร่างกายมนั อาจจะอดอยากขาดแคลน แต่ใจมันกลับมี
ความสุข แต่ถ้าพลิกกลับอีกมุมหนึ่ง ถ้าไปมีความจู้จ้ีจุกจิก
อยากไดน้ ู่นอยากได้น่ี ถงึ แม้รา่ งกายจะไดส้ ิ่งต่างๆ ทรี่ า่ งกาย
ต้องการ แตใ่ จไม่สงบ ใจมันกอ็ ยาก เพ่ิมขนึ้ ไปเรอ่ื ยๆ ได้สิง่ น้ี
แล้วเด๋ียวก็อยากได้สิ่งนั้นเพราะความอยากมันเป็นอย่างน้ัน
ธรรมชาตขิ องมนั พอได้คบื มันก็จะอยากไดศ้ อกข้นึ มา นที่ ่าน
ถึงต้องใช้ความสันโดษมาก�ำราบความอยากต่างๆ เพื่อให้
มันไม่เจริญงอกงามน่ันเอง เพราะความเจริญงอกงามของ
ความอยากกเ็ ปน็ ความเจรญิ งอกงามของความทกุ ข์ ของความ
ไม่สงบของจิตใจ ท่านจงึ สอนให้ใชส้ ันโดษ ใชม้ ักน้อย เพราะ
ความอยากมันมักจะมักมาก มีอะไรแล้วมันมักจะไม่พอ
มีรองเท้าคู่หนึ่งแล้วเดี๋ยวก็อยากได้อีกคู่หน่ึง ได้สองคู่แล้ว
เด๋ียวก็อยากจะได้อกี ค่หู น่ึง ใชไ่ หม ญาตโิ ยมมีรองเท้าก่ีคูก่ ัน
รบั รองได้ไมม่ ีใครมีคเู่ ดยี ว นี่พระน้ีมคี ู่เดียวเห็นไหม เชือ่ ไหม
ตงั้ แตบ่ วชมาถงึ วนั น้ี ๔๐ กวา่ ปนี ี้ เราใชร้ องเทา้ ทลี ะคเู่ ทา่ นนั้ เอง
รองเทา้ แตะ มอี ย่คู ู่หน่งึ พอแล้ว ดแู ลรกั ษางา่ ยไม่ต้องมาคอย
16 ความยนิ ดใี นธรรม ๑๐ ประการ
พระอาจารย์สชุ าติ อภิชาโต
รักษาหลายคู่ ใช้มันไปจนกว่ามันจะขาด จนกว่ามันจะทะลุ
บางทีพื้นนี่ต้องทะลุให้มันมีรูก่อน หรือมันล่ืน เดินแล้วมัน
จะลนื่ เพราะวา่ มนั ไมม่ คี วามหยาบอยใู่ ตพ้ น้ื แลว้ เดนิ ไปพอไป
เจออะไรล่นื ๆ นิด จะลนื่ หกล้มได้ กจ็ �ำเป็นตอ้ งเปลยี่ น ถา้ ไม่
จ�ำเป็นจริงๆ แล้วไม่เปลี่ยน เพราะว่ามันก็เป็นรองเท้า
เหมอื นกนั ใหม่หรอื เก่าก็ท�ำหน้าที่ได้เหมือนกนั นั่นเอง น่ีคือ
มกั นอ้ ย เอาเทา่ ทจ่ี �ำเปน็ เทา่ นนั้ จวี รกเ็ อาหนงึ่ ส�ำรบั กพ็ อ ผา้ ไตร
หน่ึงชุดก็พอ ไม่ต้องมีหลายชุดไว้เปลี่ยน เอามันชุดเดียวนี่
มี ๓ ผืน ผ้านงุ่ หน่ึงผืน ผ้าหม่ หนึง่ ผนื ผ้าหม่ กนั หนาวสองชั้น
หนึง่ ผืน พอแลว้
น่ีคือเร่ืองความมักน้อยในปัจจัย ๔ ญาติโยมก็สามารถ
ท่ีเอาไปใช้เปรียบเทียบได้ กินน้อยๆ ลองหัดกินม้ือเดียวดูซิ
หรือไม่กินม้ือเดียวก็เอาไม่เกินเที่ยงวัน เอาสองมื้อ แล้วจะ
รู้สึกว่าชีวิตน้ีจิตใจจะเย็นสบาย จะมีความสุขมากกว่ากิน
หลายๆ มอ้ื เพราะถา้ กนิ หลายมอื้ ใจมนั จะมากงั วลวา่ เดยี๋ วมอื้
ต่อไปจะกินอะไร หรือเดี๋ยวพอเห็นอะไรอยากกินก็กินข้ึนมา
ทนั ที แลว้ ถา้ ไปมวั แตห่ าความสขุ จากการกนิ มนั กจ็ ะไมม่ เี วลา
มาหาความสุขจากการท�ำใจให้สงบนั่นเอง น่ังสมาธิสักแป๊บ
ความยินดีในธรรม ๑๐ ประการ 17
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เลม่ ๖
ก็สปั หงกแลว้ ถ้ากินอมิ่ เกินไป กินมากเกนิ ไป เวลาน่ังสมาธนิ ่ี
หนังท้องมันจะตึง มันจะท�ำให้หนังตาหย่อน นั่งแล้วเด๋ียว
ก็คอพับ จึงต้องกินน้อยๆ อย่างเมื่อเช้ามีญาติโยมชาวอินโด
มาถามว่า จะท�ำยังไงแก้ความง่วงนอน ก็บอกว่าเดี๋ยวมา
ตอนบ่ายจะตอบให้ ตอนเช้าไม่สะดวกก�ำลังฉันอยู่ เดี๋ยวเขา
มาถาม ถามวธิ แี กค้ วามงว่ งนอน การฉนั นอ้ ยๆ การรบั ประทาน
นอ้ ยๆ นีท่ �ำใหไ้ ม่งว่ งนอน ชว่ ยก�ำจัดนิวรณต์ ัวความงว่ งเหงา
หาวนอนได้ น่ังแล้วจะไม่หลับง่าย ถ้ารับประทานสองมื้อ
ยังหลับอยู่ ก็ต้องลดเหลือมื้อหนึ่ง ถ้ารับประทานมื้อหนึ่งยัง
ง่วงอยู่ก็ต้องลดเหลือคร่ึงม้ือ กินครึ่งเดียว เคยกินเท่าไหร่ก็
ลดปริมาณลงไปครึ่งหน่ึง ถ้ายังง่วงอยู่ก็กินวันเว้นวันไปเลย
อย่างน้ี รับรองไดว้ ่าความงว่ งน้ีจะหายไป เพราะเวลารา่ งกาย
มันหิวนีใ้ จมนั จะนอนไมห่ ลับ ใจมันจะฟงุ้ มันจะคดิ ถงึ อาหาร
การที่จะอดอาหารเพื่อแกค้ วามงว่ งได้นี้ ตอ้ งมีสติก�ำลัง
พอท่ีจะหยุดความคิดปรุงแต่ง ถ้าไม่มีสติก�ำลัง เดี๋ยวมันจะ
คิดแต่เร่ืองอาหารจนกระทั่งทนไม่ไหว คนที่จะใช้มาตรการ
การอดอาหารได้นี่ ต้องมีสติก�ำลังพอที่จะควบคุมความคิด
ไม่ให้ไปนึกคิดถึงอาหารต่างๆ หรือถ้านึกคิดถึงอาหารก็ให้มี
18 ความยินดใี นธรรม ๑๐ ประการ
พระอาจารย์สชุ าติ อภชิ าโต
ปญั ญา ใหม้ นั คดิ ถงึ ความเปน็ ปฏกิ ลู ของอาหารแทน ถา้ คดิ ถงึ
ปฏกิ ลู ของอาหาร เหน็ สภาพอาหารที่ไมน่ ่ารับประทาน มันก็
รับประทานไมล่ ง มนั กจ็ ะไมอ่ ยากรบั ประทาน เช่น ลองเอา
อาหารต่างๆ ท่ีเราจะรับประทานน้ีมาใส่ภาชนะอันเดียวกัน
แล้วคลุกมันรวมกันเข้าไป ก่อนท่ีจะให้มันไปรวมกันในท้อง
ก็ให้มันรวมในภาชนะท่ีเราใช้ในการรับประทานก่อนก็ได้
พอเอาของกรอบมาผสมกับของเปียก มันเละๆ แลว้ กพ็ อเหน็
อยา่ งนแ้ี ลว้ ความอยากกนิ มนั กจ็ ะไมม่ ี ดงั นนั้ เวลาอดอาหารนี้
บางทีถ้านึกถึงอาหารในจาน ก็ต้องนึกถึงอาหารที่ไปรวมกัน
ในท้องว่าหน้าตามันเป็นยังไง เวลาอาเจียนออกมานี้มัน
น่ารับประทานไหม นี่เรียกว่าการใช้ อาหาเรปฏิกูลสัญญา
การใชก้ ารพจิ ารณาความไมน่ า่ ดไู มน่ า่ รบั ประทานของอาหาร
จะช่วยในการอดอาหารได้ จะช่วยในมาตรการแก้ความ
ง่วงได้
น่ีมนั มีตัง้ ๒ ชน้ั ดว้ ยกนั วิธแี กค้ วามงว่ งกต็ ้องแกด้ ้วย
การไม่ฉันอาหารมากหรืออดอาหาร พอไปอดอาหารก็
ไปสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา ท�ำให้ใจฟุ้งซ่านคิดแต่เร่ืองอาหาร
ท�ำให้เกิดความทุกข์ที่เกิดจากความอยากรับประทานอาหาร
ความยินดีในธรรม ๑๐ ประการ 19
ธรรมะสดๆ รอ้ นๆ เล่ม ๖
ก็ต้องมาแก้ด้วยการใช้สติหยุดความคิดนั้น หรือไม่เช่นนั้นก็
ตอ้ งใช้ อาหาเรปฏิกลู สญั ญา ให้นึกถงึ ภาพของอาหารตอนที่
มนั ไมน่ า่ รบั ประทาน ตอนทมี่ นั อยใู่ นปากเคย้ี วผสมกบั นำ�้ ลาย
หรือตอนท่ีมันอยู่ในท้องหรือตอนที่มันขับถ่ายออกมา
ตอนถา่ ยออกมานเี่ ราเรยี กวา่ อาหารเกา่ ตอนทอี่ ยใู่ นทอ้ งนเี่ รา
เรียกว่า อาหารใหม่ น่ีคือมาตรการท่ีจะต้องมาช่วยกันถึงจะ
แกป้ ญั หาของความง่วงนอนได้ หรอื อกี วิธหี นึง่ กแ็ กด้ ้วยการ
ไปอยทู่ ม่ี นั นา่ กลวั ถา้ อยทู่ นี่ า่ กลวั นมี้ นั จะไมน่ อน มนั จะนอน
ไม่หลับ เช่น ไปอยู่ในป่าช้าหรืออยู่ในป่าลึกที่มีสิงสาราสัตว์
แลว้ เราไมม่ ที มี่ งุ ทบี่ งั ทห่ี ลบ ไปปกั กลดอยู่ ไปแคมปป์ ง้ิ อยา่ งนี้
รับรองได้ว่าอาการง่วงนอนนี้จะหายไป อันนี้ก็เป็นเรื่องของ
การมักน้อยนี้จะช่วยท�ำให้แก้ปัญหาเร่ืองความง่วงนอนได้
ถ้าเราบริโภคน้อยๆ ใช้ปัจจัย ๔ น้อยๆ มันจะลดภาระลด
ปัญหาต่างๆ ได้เยอะ ที่อยู่อาศัยพระพุทธเจ้าก็ทรงบอกให้
พระไปอยู่ตามโคนไม้ ไม่ต้องมาคอยดูแล ไม่ต้องมามีภาระ
สร้างกุฏิสร้างอะไรต่างๆ ไปหาท่ีอยู่ตามโคนไม้ อาจจะเอา
ไม้มามุงมาบังหน่อยท�ำเป็นเพิงหน่อยก็พอ กันแดดกันฝนได้
กพ็ อ ถ้ามีความมักน้อย ใจกจ็ ะไดม้ ีเวลาวา่ งจากการทเี่ ราจะ
ต้องไปหาโน่นหาน่ีมา ถ้าต้องการมากก็ต้องใช้ความคิดมาก
ในการหาส่ิงต่างๆ ที่เราต้องการ พอเรามีความต้องการน้อย
20 ความยินดีในธรรม ๑๐ ประการ
พระอาจารย์สชุ าติ อภชิ าโต
กเ็ ลยคดิ นอ้ ย คดิ นอ้ ยกท็ �ำใหใ้ จฟงุ้ นอ้ ยวนุ่ วายนอ้ ย กจ็ ะท�ำให้
การท�ำใจใหใ้ จสงบมนั งา่ ยขึ้น
นี่คือประโยชน์ของธรรมข้อที่ ๑ และข้อท่ี ๒ ก็คือ
ความมกั นอ้ ย กบั ความสันโดษ ขอ้ ท่ี ๓ ทที่ า่ นให้เรายนิ ดี
กค็ อื การปลกี วเิ วก ใหเ้ ราไปหาทอี่ ยสู่ งบสงดั หา่ งไกลจากแสง
สีเสียงตา่ งๆ ห่างไกลจากรปู เสยี งกลิน่ รส ห่างไกลจากคนนัน้
คนนี้ส่ิงน้ันสิ่งนเี้ หตุการณ์น้ันเหตุการณ์น้ี อย่างพระที่ทา่ นไป
ธุดงคใ์ นปา่ นี่ ทา่ นไปปลกี วิเวกไปหาที่สงบสงดั เพราะทส่ี งบ
สงดั วเิ วกนเ้ี ปน็ สปั ปายะ สบาย ค�ำวา่ สปั ปายะ กส็ บาย สบาย
ตอ่ การภาวนา การท�ำใจใหส้ งบนจี้ ะงา่ ย ไมย่ าก สะดวกสบาย
สัปปายะ ต้องยินดีกับการปลีกวิเวก ถ้าเรายังไม่สามารถไป
ปลีกวิเวกแบบอยู่คนเดียวได้ อย่างน้อยก็ไปอยู่ตามวัดที่เป็น
ทสี่ งบ กเ็ ปน็ การปลกี วเิ วกอกี ระดบั หนง่ึ วดั ทเ่ี ปน็ วดั ปา่ วดั เขา
นี่ท่านก็จะมีที่ให้เราปลีกวิเวกกัน ที่อยู่ของคนก็แยกกันอยู่
ไม่อยู่ใกล้ชิดกัน ถ้าไปอยู่แบบน้ันก็ต้องมีความยินดีอีก
ข้อหนง่ึ กค็ ือ ไม่คลกุ คลีกนั ถ้าไปอยใู่ นที่ท่ีมผี ้ปู ฏิบัติร่วมกัน
หลายคน ถงึ แมว้ า่ จะแยกกนั อยกู่ อ็ ยา่ ไปหากนั อยา่ ไปเยยี่ มกนั
อยา่ ไปคลกุ คลีกนั อย่าไปท�ำกิจกรรมท่ีไม่จ�ำเป็นต้องท�ำ เช่น
ความยินดใี นธรรม ๑๐ ประการ 21
ธรรมะสดๆ รอ้ นๆ เล่ม ๖
ไปนั่งคุยกัน ไปนั่งดม่ื น้�ำชากาแฟ ไปเหมือนกบั เป็นการสงั คม
อันนี้ไม่ควรจะยินดี ไม่ควรยินดีกับการสังคมกัน ให้ยินดี
กับการอยู่คนเดียว ไม่คลุกคลีกัน ถ้าจ�ำเป็นท่ีจะต้องมาท�ำ
กิจกรรมร่วมกันก็ไม่สนทนาคุยกัน ต่างคนก็ต่างท�ำหน้าที่
ของตนไป เจริญสติไป เพราะถ้ามาคุยกันจะไม่ได้เจริญสติ
จิตจะต้องคิดปรุงแต่งแล้วจะท�ำให้จิตฟุ้ง เวลาแยกหลังจาก
เสร็จกิจกรรมท่ีต้องท�ำแล้วไปอยู่คนเดียว จิตมันยังฟุ้งอยู่
มันยังจะคิดถึงเรื่องที่พูดท่ีคุยกันอยู่ แล้วบางทีก็อาจจะเกิด
อารมณบ์ ดู ก็ได้ ถา้ เกดิ ไปมีความเห็นไม่ตรงกนั มกี ารทะเลาะ
เบาะแวง้ กนั ข้ึนมา วธิ ที ด่ี ีทส่ี ุดก็คืออยา่ ไปคลุกคลกี ัน แลว้ จะ
ไม่มีปัญหาต่างๆ ตามมา ถ้ามาท�ำกิจร่วมกันอย่างตอนน้ีก็
ตา่ งคนกต็ า่ งมาท�ำกนั ตา่ งคนกต็ า่ งมานงั่ กนั นง่ั ฟงั เทศนเ์ สรจ็
ถงึ เวลากลบั กแ็ ยกกันกลับกนั ไป อย่างนเี้ รียกวา่ ไมค่ ลุกคลกี ัน
ถงึ แมจ้ ะมาท�ำกจิ กรรมรว่ มกนั กต็ าม ผปู้ รารถนารสแหง่ ธรรม
ท่ีชนะรสทั้งปวงนี้ต้องตัดสังคม อย่าไปเกรงใจว่าเราเป็น
คนนอกสังคม เปน็ คนไมส่ งั คม ก็ถูกต้องเราไมต่ อ้ งการสังคม
เราตอ้ งการรสแหง่ ธรรม รสแหง่ ธรรมนเี้ หมาะแกผ่ ทู้ ต่ี ดั สงั คม
ออกจากสังคม ไม่ยุ่งเก่ียวกับสังคม ไม่ยุ่งเก่ียวกับคนนั้น
คนนี้ ดพู ระพทุ ธเจา้ ตอนทอ่ี ยใู่ นวงั ทา่ นกส็ งั คมเตม็ ท่ี มงี านเลยี้ ง
22 ความยนิ ดีในธรรม ๑๐ ประการ
พระอาจารยส์ ชุ าติ อภชิ าโต
แทบทุกคนื แต่พอทา่ นออกบวชแลว้ ท่านไมส่ ังคมกับใครเลย
ไปอยู่คนเดียว เพราะว่าการจะท�ำให้ใจสงบน้ีมันต้องอยู่
คนเดยี ว ไมส่ ังคม ไมค่ ลุกคลีกับใครนัน้ เอง ทา่ นถึงบอกวา่ ให้
ยนิ ดกี บั การไมค่ ลกุ คลกี นั ยนิ ดกี บั การปลกี วเิ วก หาทสี่ งบทส่ี งดั
ห่างไกลจากแสงสีเสียง ห่างไกลรูปเสียงกล่ินรสโผฏฐัพพะ
เพราะถ้าลองได้สัมผัสกับรูปเสียงกลิ่นรสแล้วใจมันจะฟุ้ง
ข้ึนมา ใจมันเร่ิมปรุงแต่ง พอได้ยินเสียงก็จะปรุงแต่งไปกับ
เสียงน้ัน พอเห็นรูปก็จะปรุงแต่งไปกับรูป แต่ถ้าไปอยู่ในป่า
ในเขานี้ รูปเสียงกลิ่นรสจะไม่มากระตุ้นความคิดปรุงแต่ง
เพราะไมร่ จู้ ะไปปรงุ แตง่ อะไร เหน็ ตน้ ไมก้ ไ็ มร่ วู้ า่ ตน้ ไมเ้ ปน็ ตน้
อะไร มีประโยชนอ์ ย่างไรมโี ทษอย่างไรกไ็ ม่รู้ ก็เลยรเู้ ฉยๆ ไป
ไม่ปรุงแต่ง น้ีคือ ๔ ข้อแรก มักน้อย สันโดษ ปลีกวิเวก
ไมค่ ลกุ คลีกนั
พอเราได้ท�ำ ๔ ขอ้ น้ี ข้อตอ่ มาทเ่ี ราต้องมกี ็คือ ตอ้ งมี
ความยินดีในการท�ำความเพียร ในการปฏิบัติในการสร้าง
ธรรมะท่ีจะมาท�ำให้ใจสงบ ก็คือให้ยินดีการสร้างธรรมะ
ธรรมะทเ่ี ราตอ้ งยนิ ดขี อ้ ตอ่ ไปกค็ อื ศลี ใหย้ นิ ดกี บั การรกั ษาศลี
พยายามรกั ษาศีลให้ไดท้ ุกข้อ ส�ำหรบั นักปฏิบตั นิ ้ีกต็ ้อง ๘ ข้อ
ความยินดีในธรรม ๑๐ ประการ 23
ธรรมะสดๆ รอ้ นๆ เลม่ ๖
ข้ึนไป ต้องถือศีล ๘ ศลี ๑๐ ศลี ๒๒๗ ขึ้นไป อันน้ีกค็ ือใหย้ ินดี
ในศลี เพราะศลี จะชว่ ยรกั ษาไมใ่ หใ้ จไปท�ำอะไรทจี่ ะท�ำใหเ้ กดิ
ปัญหาตา่ งๆ ข้นึ มา หรอื ห้ามไมใ่ ห้เอาเวลาอนั มีคา่ ทีจ่ ะเอามา
ใชใ้ นการท่ีจะมาท�ำสมาธนิ ้ี ถา้ ไมถ่ ือศลี ๘ น้ยี งั ไปท�ำกจิ กรรม
อ่ืนได้ เช่น ยังไปงานสังคมได้งานเลี้ยงได้งานวันเกิดได้
ไปเท่ียว มีเพ่ือนฝูงอาจจะมาชวนไปเที่ยวท่ีน่ันที่น่ีก็ไปได้
แต่ถา้ ถือศลี ๘ น่ีกต็ อ้ งปฏิเสธเขาไป ไม่ไปตามสถานบันเทงิ
ต่างๆ ไม่เสียเวลากับการท่ีจะมาเสริมสวยความงามทาง
ร่างกาย เพราะเวลาจะไปข้างนอกก็ต้องมีการเสริมสวยทาง
ร่างกายกัน ต้องหาเส้ือผ้าชุดสวยๆ งามๆ มาใส่ ต้องเสริม
สวยหนา้ ตาผมเผา้ กจ็ ะเปน็ การเสยี เวลาไปกบั กจิ กรรมทไ่ี มไ่ ด้
ท�ำใหเ้ กดิ รสแหง่ ธรรมนน้ั เอง ศลี นกี้ ม็ ไี วส้ �ำหรบั หา้ มไมใ่ หไ้ ปท�ำ
กิจกรรมทีไ่ มไ่ ด้ท�ำให้จติ สงบ ต้องถือศีล ๘ ขึน้ ไป หรอื ศลี ๑๐
ศีล ๒๒๗ ตามฐานะของเพศ ถ้าเป็นอุบาสกอุบาสิกาก็ถือ
ศลี ๘ เปน็ สามเณรกถ็ อื ศลี ๑๐ เปน็ พระภกิ ษกุ ถ็ อื ศลี ๒๒๗ ไป
ให้เรายินดีกับการรักษาศีล เพราะศีลจะช่วยให้เราได้มีเวลา
มาสรา้ งธรรมขอ้ ตอ่ ไป กค็ อื ใหส้ รา้ งสมาธิ พอเรามศี ลี แลว้ เรามี
เวลา เรากอ็ ยา่ เอาเวลานไี้ ปทง้ิ ไวเ้ ฉยๆ รบี เอามาสรา้ งสมาธกิ นั
ใหม้ ายนิ ดกี บั การฝกึ สมาธิ เพราะสง่ิ ทจ่ี ะท�ำใหใ้ จสงบไดก้ ค็ อื
24 ความยนิ ดีในธรรม ๑๐ ประการ
พระอาจารยส์ ุชาติ อภชิ าโต
สมาธินี่เอง ถ้าเราฝึกสมาธิได้ ท�ำใจให้สงบได้ พอใจได้สมาธิ
เราก็จะได้สัมผัสกับรสแห่งธรรมในข้ันที่ ๑ รสแห่งธรรมน้ี
ยังมี ๒ ขั้นด้วยกัน ข้ันท่ี ๑ กค็ อื สงบแบบชวั่ คราว เวลาทเี่ รา
น่ังสมาธพิ อจติ สงบจิตกจ็ ะได้สมั ผสั กับรสแห่งธรรม ไดส้ ัมผัส
กับ นตั ถิ สันติ ปะรงั สขุ งั คอื ความสขุ ท่ีเหนอื กวา่ ความสขุ
ทง้ั ปวง อยทู่ กี่ ารท�ำใจใหส้ งบนเ้ี อง การจะท�ำใจใหส้ งบไดก้ ต็ อ้ ง
มเี วลามาท�ำ ถา้ ไม่ถอื ศลี ๘ เดี๋ยวกถ็ ูกเพือ่ นชวนไปนน่ั มานไี่ ด้
เดี๋ยวกเ็ กรงใจคนนัน้ เกรงใจคนนี้ จัดงานเลี้ยงวนั เกดิ ก็ต้องไป
จดั งานเล้ียงแตง่ งานกต็ ้องไป กเ็ ลยจะไม่ได้มเี วลามานั่งสมาธิ
มาท�ำใจให้สงบ ต้องมีเวลา พอมีเวลาแล้วก็ต้องมาน่ังสมาธิ
บ่อยๆ ถ้านั่งแล้วยังไม่สงบก็ต้องหัดเจริญสติก่อน เพราะ
สมาธนิ จ้ี ะเกดิ ขึ้นได้กต็ ้องมสี ติเปน็ เหตอุ กี สติ คอื ผูท้ ีจ่ ะหยดุ
ความคิดต่างๆ ถ้าจิตไมห่ ยุดความคิด น่งั สมาธไิ ปจติ ก็ไม่สงบ
ถา้ ไมส่ งบรสแหง่ ธรรมกไ็ มป่ รากฏขน้ึ มา ดงั นน้ั ตอ้ งฝกึ สตกิ อ่ น
ถ้าน่ังสมาธิแล้วจิตไม่สงบก็แสดงว่าไม่มีสติ หรือสติ
มีก�ำลังน้อย ก�ำลังไม่มากพอท่ีจะท�ำให้จิตสงบได้ ก็ต้อง
มาหัดเจริญสติก่อน ก่อนที่จะมาน่ังก็หัดฝึกสติ วิธีฝึกสติก็มี
หลายวิธีด้วยกัน ในต�ำราท่านแสดงไว้ถึง ๔๐ วิธี ที่เรียกว่า
ความยินดีในธรรม ๑๐ ประการ 25
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เลม่ ๖
กรรมฐาน ๔๐ กรรมฐาน ๔๐ นเ้ี ปน็ วิธีทจ่ี ะท�ำให้จติ มสี ตทิ ่ี
จะหยดุ ความคดิ ตา่ งๆ ได้ กรรมฐานทเี่ ราไดย้ นิ ไดฟ้ งั กนั บอ่ ยๆ
มากท่ีสุดก็คือการใช้ พุทธานุสติ การระลึกถึงพระพุทธเจ้า
เช่น ด้วยการบริกรรม พุทโธ พุทโธ ไป หรือ กายคตาสติ
คือ การเฝ้าดูการเคลื่อนไหวต่างๆ ของร่างกาย ร่างกาย
ก�ำลังท�ำอะไรอย่กู ็ใหใ้ จเฝ้าดกู ารเคล่อื นไหวของรา่ งกายเพียง
อย่างเดียว อย่าให้ใจไปคิดถึงเรื่องอ่ืน อันนี้ก็จะหยุด
ความคิดได้ อันนเ้ี ราสามารถเจรญิ สติ ๒ อย่างน้ไี ด้ทงั้ วนั เลย
พอลืมตาข้ึนมา พอใจเร่ิมคิดเร่ืองเรื่อยเปื่อยเรื่องเพ้อเจ้อ
เรอื่ งเพอ้ ฝนั อะไรตา่ งๆ กห็ ยดุ มนั ใชพ้ ทุ โธ พทุ โธ พทุ โธหยดุ มนั
อย่าปล่อยใหม้ ันคดิ นอกจากเรื่องที่จ�ำเป็นต้องคดิ จรงิ ๆ ก็ให้
คิดได้ พอคิดเสรจ็ แล้วก็หยดุ คิด ใชพ้ ทุ โธหยดุ ไป ตอนทไี่ ปท�ำ
อะไรตา่ งๆ เช่น เตรียมตวั ออกนอกบา้ นหรอื ไปท�ำอะไรกต็ อ้ ง
ลา้ งหนา้ ลา้ งตาอาบนำ�้ ลา้ งหนา้ แปรงฟนั หวเี ผา้ หวผี ม แตง่ เนอื้
แต่งตัว เวลาน้ันก็อย่าไปปล่อยให้ใจคิดเรื่อยเปื่อย ใช้สติ
หยดุ มนั ใชพ้ ทุ โธหยดุ มนั ทอ่ งพทุ โธ พทุ โธไปเหมอื นรอ้ งเพลง
ไปในใจ แทนท่ีจะร้องเพลงก็ร้องพุทโธแทน พุทโธ พุทโธ
พทุ โธไป อาบนำ�้ ไป พทุ โธไป ลา้ งหนา้ แปรงฟนั พทุ โธ พทุ โธไป
หวเี ผา้ หวผี มพทุ โธไป หรอื ถา้ ไมพ่ ทุ โธกเ็ ฝา้ ดไู ป ใหใ้ จอยกู่ บั งาน
26 ความยินดีในธรรม ๑๐ ประการ
พระอาจารยส์ ุชาติ อภชิ าโต
ที่ก�ำลงั ท�ำอยู่ ก�ำลังหวผี มก็หวผี มไปกับร่างกาย ก�ำลังอาบนำ�้
กอ็ าบน้�ำไปกับร่างกาย อยา่ ไปอยคู่ นละทกี่ ัน ให้ใจอยตู่ ดิ กับ
รา่ งกายตลอดเวลา อย่างนก้ี ็เรียกว่า กายคตาสติ ถา้ ใชพ้ ทุ โธ
พุทโธก็เรียกว่า พุทธานุสติ ถ้าเราฝึกอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ต่อไป
จติ มนั จะอยกู่ บั ท่ี มนั จะไมล่ อยไปลอยมา มนั จะไมไ่ ปลอยตาม
ความคิดต่างๆ แล้วพอเวลามานั่งสมาธินั่งดูลมหรือนั่งพุทโธ
เดีย๋ วมันกเ็ ขา้ สคู่ วามสงบได้ ถ้านั่งสมาธแิ ล้วไม่สงบกแ็ สดงว่า
ไมม่ สี ติ ตอ้ งพยายามฝกึ สตใิ หม้ ากๆ กอ่ น พยายามท�ำอะไรให้
มีสติอยู่กับการกระท�ำ หรือให้มีพุทโธอยู่กับการกระท�ำ
แล้วเวลามาน่ังสมาธิใจจะไม่ลอยไปท่ีอ่ืน ให้ดูลมก็จะอยู่กับ
การดลู ม ใหพ้ ุทโธกจ็ ะอยูก่ บั พุทโธไป ถ้าท�ำอย่างนเ้ี ด๋ียวไมช่ ้า
กเ็ รว็ จิตกต็ อ้ งเข้าสคู่ วามสงบได้
เขา้ สคู่ วามสงบนก้ี ม็ ี ๒ แบบดว้ ยกนั คอื ๒ ระดบั ดว้ ยกนั
ระดบั ปบ๊ั เดยี วกบั ระดบั ยาวหนอ่ ย ถา้ สงบปบ๊ั แลว้ กถ็ อนออก
มานีเ้ รียกว่า ขณกิ สมาธิ ถ้าสงบแล้วอยไู่ ด้นานเป็นอุเบกขา
ไดน้ านกว่าแปบ๊ เดียวกเ็ รยี กว่า อัปปนาสมาธิ มอี ยู่ ๒ ระดับ
ด้วยกันสมาธิน้ี แต่สมาธิที่เราต้องการ ก็คือ อัปปนาสมาธิ
ต้องการให้มันสงบอยู่ได้นานๆ แต่เป็นธรรมดาตอนที่เรา
ความยนิ ดีในธรรม ๑๐ ประการ 27
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เล่ม ๖
เรมิ่ ตน้ เราจะยงั เขา้ ไมถ่ งึ อปั ปนา จะเขา้ ถงึ แคข่ ณกิ ะกอ่ น แบบ
งูแลบลิ้น พอสงบปั๊บก็ถอนออกมา เพราะก�ำลังสติมันหมด
มันไมม่ ี ยังไมม่ ากพอ ท�ำใหส้ งบแปบ๊ เดยี ว แต่ถ้าเรากลบั มา
ฝึกใหม่ฝึกสติต่อไป น่ังสมาธิให้บ่อยขึ้นมากข้ึน เจริญสติให้
มากข้ึน เด๋ียวต่อไปการนั่งมันก็จะสงบได้นานขึ้น อันน้ีก็คือ
ความสขุ ในระดบั แรก เป็นความสงบความสุขในระดบั ของ
สมาธิ ยงั เปน็ ความสงบชว่ั คราว เปน็ รสแหง่ ธรรมชวั่ คราวอยู่
เพราะวา่ พอออกจากสมาธมิ า เดย๋ี วความสงบกห็ ายไป เพราะ
ไปคดิ ถึงเรอื่ งน้ันเรอื่ งน้ี ไปเกดิ ความอยากไดส้ ง่ิ นั้นสิ่งน้ี อยาก
ท�ำส่ิงน้ันส่ิงนี้ อยากด่ืมอยากรับประทานส่ิงนั้นสิ่งนี้ข้ึนมา
ความสงบที่ได้ก็จะหายไป พอเราได้ความสงบข้ันท่ี ๑ แล้ว
พยายามฝกึ ใหช้ �ำนาญกอ่ น อยา่ เพง่ิ ไปสขู่ น้ั ที่ ๒ พยายามฝกึ
เข้าสมาธิใหช้ �ำนาญให้อยูไ่ ดน้ านๆ กอ่ น ให้สามารถเขา้ ไดท้ ุก
เวลาทเ่ี ราตอ้ งการ นงั่ เวลาไหนกส็ ามารถท�ำใหใ้ จสงบได้ พอได้
สงบแบบนน้ั แลว้ ทน่ี ก้ี เ็ ขา้ สขู่ น้ั ที่ ๒ คอื ขนั้ ปญั ญา ปญั ญากเ็ ปน็
ธรรมอกี ชนดิ หนงึ่ ทเี่ ราควรยนิ ดี อยา่ ยนิ ดเี พยี งแตส่ มาธเิ ทา่ นนั้
ยินดีศีลแล้วก็ให้มันยินดีสมาธิ พอมีสมาธิแล้ว ได้สมาธิแล้ว
ก็ให้มายินดีกับการเจริญปัญญาต่อไป มาฝึกสร้างปัญญาให้
เกดิ ขน้ึ เพราะถา้ เรามปี ญั ญา ปญั ญาจะสามารถท�ำใหค้ วามสงบ
28 ความยนิ ดใี นธรรม ๑๐ ประการ
พระอาจารยส์ ุชาติ อภชิ าโต
ชวั่ คราวนก้ี ลายเปน็ ความสงบทถ่ี าวรได้ เปน็ นตั ถิ สนั ติ ปะรงั
สุขัง อย่างถาวรไม่มีวันหยุดไม่มีวันสิ้นสุด ต้องอาศัยปัญญา
พอเราไดส้ มาธแิ ลว้ ไดค้ วามสงบไดค้ วามสขุ รสแหง่ ธรรมแบบ
ช่ัวคราวแล้ว เราก็ต้องมาใช้ปัญญาเพื่อมารักษาให้มันเป็น
รสแหง่ ธรรมที่ถาวร ต่อไป ปัญญาเท่าน้ันทจี่ ะท�ำให้รสแห่ง
ธรรมท่ีได้จากสมาธิเป็นรสแห่งธรรมที่ถาวร ก็คือ ถ้าเรามี
ปัญญาเราจะเห็นโทษ เราจะรู้ว่าผู้ท่ีจะมาท�ำลายความสงบ
ทไ่ี ด้จากสมาธิ กค็ ือตัณหาความอยากน่ีเอง อันนี้เปน็ ปัญญา
ของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าเราจะไม่มีวันรู้ได้ ว่า
เวลาออกจากสมาธิแล้วความสงบหายไปเพราะอะไร แต่ถ้า
มพี ระพทุ ธเจ้ามาสอน ทา่ นบอกวา่ มนั หายเพราะความอยาก
ของเรา อยากในรูปเสยี งกล่นิ รสโผฏฐัพพะ อยากมอี ยากเปน็
อยากไม่มีอยากไม่เป็น ความอยาก ๓ ตัวนี้เป็นตัวท่ีจะมา
ท�ำลายความสงบท่ไี ด้จากสมาธิ
พอเราได้สมาธิแล้ว ขั้นต่อไปเราก็ต้องมายินดีในธรรม
ยนิ ดีในปัญญา เปน็ ธรรมขอ้ ตอ่ ไปท่ีทา่ นสอนใหเ้ รายินดี ยนิ ดี
ในปัญญา ให้มาฝึกเจริญปัญญาด้วยการสอนใจให้เห็นว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ใจอยากได้นั้นเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะว่ามัน
ความยนิ ดีในธรรม ๑๐ ประการ 29
ธรรมะสดๆ รอ้ นๆ เล่ม ๖
ไม่เท่ียง ทุกข์เพราะว่ามันไม่ใช่เป็นสิ่งท่ีเราควบคุมบังคับได้
เรียกว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รูปเสียงกล่ินรสเป็น
อนิจจงั ทุกขงั อนัตตา สง่ิ ทเ่ี ราอยากจะเสพทางตาหจู มกู ล้นิ
กายนี้เปน็ อนิจจัง ทุกขงั อนัตตา เสพไปแลว้ เดย๋ี วจะตอ้ งเจอ
ความทกุ ข์ ตอนเสพนน้ั ไม่เจอความทกุ ข์ เพราะเวลาเสพแล้ว
มันสุขน่ันเอง เวลาอยากดื่มกาแฟก็สุข แต่พอติดกาแฟแล้ว
พอวันไหนอยากด่ืมกาแฟไม่มีกาแฟด่ืมวันนั้นมันก็จะทุกข์
ขึ้นมา น่ีคือต้องมองว่ามันเป็นอนิจจัง มันจะไม่ให้เราได้เสพ
ตลอดเวลา ต้องมีวันใดวันหนึ่งท่ีเสพไม่ได้ บางทีมีกาแฟแต่
ร่างกายไม่สบายรับประทานไม่ได้ก็มี ต้องมองความไม่เที่ยง
ของความสุขทางรูปเสียงกล่ินรสโผฏฐัพพะ พออยากจะ
เสพความสุขจากรูปเสียงกล่ินรสโผฏฐัพพะ ก็จะได้มีปัญญา
มาสอนใจว่า มันเป็นทุกข์นะ สู้เสพ นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง
ดีกวา่ คือกลบั มาท�ำใจใหส้ งบดีกวา่ มาหยุดความอยากดกี ว่า
ด้วยการใช้สติบริกรรมพุทโธไปดูลมหายใจเข้าออกไปแทน
เดย๋ี วใจสงบปบ๊ั ความอยากกห็ ายไป ท�ำอยา่ งนท้ี กุ ครงั้ กบั ความ
อยากต่างๆ ต่อไปความอยากมันจะหดตวั ลง หดลงไปเรื่อยๆ
แลว้ ในท่ีสดุ มนั ก็จะหมดไป
30 ความยนิ ดใี นธรรม ๑๐ ประการ
พระอาจารย์สุชาติ อภชิ าโต
น่ีคือความยินดีในปัญญา จะท�ำให้เราได้ นัตถิ สันติ
ปะรัง สุขัง ที่ถาวร ถ้ามันเป็นความสงบท่ีถาวรเราก็เรียกว่า
วมิ ตุ ติ วมิ ุตติก็เปน็ ธรรมอกี ข้อหนง่ึ ท่ีพระพุทธเจ้าทรงสอนให้
เรายินดีกัน ให้ยินดีต่อการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง
วิมุตตินี้คือการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ใครท�ำใจให้
สงบอยา่ งถาวรดว้ ยปญั ญาไดก้ จ็ ะไดว้ มิ ตุ ตนิ น่ั เอง พอไดว้ มิ ตุ ติ
แลว้ กจ็ ะเกดิ ญาณทศั นะขนึ้ มา วมิ ตุ ตญิ าณทศั นะ คอื ความรู้
ความเห็นว่าไม่มีความทุกข์อยู่ในใจของเราอีกต่อไปแล้ว
อันนี้ก็ใหย้ นิ ดีธรรมอันน้ี เพราะอนั น้เี ปน็ ธรรมที่สุดยอด รู้ว่า
ต่อไปนี้เราไม่มีความทุกข์ในใจต่อไปแล้ว ทุกข์ต่างๆ จะไม่
เกิดข้ึนมาอีกแล้ว เพราะเรารู้จักวิธีก�ำจัดมันแล้วน่ันเอง
เหมอื นกบั หมอหรอื คนไขท้ กี่ นิ ยาแลว้ รวู้ า่ โรคภยั หายจากการ
ใช้ยาชนิดน้ี ก็จะรู้ว่าต่อไปมันจะไม่เป็นโรคนี้อีกแล้ว ถ้าเป็น
ก็มียากิน มียาท่ีจะท�ำให้มันหายได้ อันนี้เรียกว่าวิมุตติ-
ญาณทัศนะ น่ีคือธรรม ๑๐ ประการด้วยกันท่ีผู้ที่ต้องการ
รสแห่งธรรมน้ีควรท่ีจะหมั่นเจริญกัน คือ ๑. ควรจะเจริญ
ความมักน้อย ๒. สันโดษ ๓. ปลีกวิเวก ๔. ไม่คลุกคลีกัน
๕. ความเพียรสร้างธรรมต่างๆ ข้ึนมา สร้างสันโดษ สร้าง
มักน้อย สร้างการปลีกวิเวก สร้างการไม่คลุกคลีกัน ต้องใช้
ความยนิ ดใี นธรรม ๑๐ ประการ 31
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เลม่ ๖
ความเพียร แล้วก็มายินดีกับการสร้างศีล แล้วก็ยินดีกับการ
สร้างสมาธิ แลว้ ก็มายนิ ดกี ับการสร้างปัญญา พอสร้างปัญญา
แลว้ ก็จะได้วิมตุ ติ พอไดว้ ิมุตติ มันกจ็ ะยินดีข้นึ มาเอง เพราะ
ไม่มอี ะไรจะดีเท่ากับวิมุตติ การหลดุ พน้ แลว้ กจ็ ะยนิ ดี ญาณ
หยั่งทราบแล้วว่าต่อไปนี้จิตใจของเราจะไม่มีความทุกข์อีก
ตอ่ ไป จิตของเราจะไม่กลบั มาเกิดอีกแนน่ อน
อนั นจี้ ะรไู้ ดด้ ว้ ยตนเอง เรยี กวา่ สนั ทฏิ ฐโิ ก ใครไดป้ ฏบิ ตั ิ
ถึงขั้นวิมุตติ ได้ญาณทัศนะแล้วจะไม่ต้องไปถามใคร แม้แต่
พระพทุ ธเจา้ อยขู่ า้ งหนา้ กไ็ มไ่ ปถาม ไปถามวา่ ขา้ พเจา้ หลดุ พน้
หรอื ยงั กเ็ หมอื นคนกนิ ขา้ วอมิ่ แลว้ ไปถามคนอนื่ วา่ ผมกนิ ขา้ ว
อิ่มหรือยัง คนท่ีถูกถามก็จะตอบว่า มึงบ้าหรือเปล่า มึงอิ่ม
ไม่อิ่มมึงไม่รู้หรือ ใช่ไหม คนกินข้าวอิ่มต้องไปถามคนอื่น
หรือเปล่าว่า แม่ผมกินอ่ิมหรือยัง ต้องแม่ถามลูกต่างหาก
ใชไ่ หม เวลาแมป่ อ้ นขา้ วลกู ถามวา่ ลกู อม่ิ หรอื ยงั แตล่ กู คนกนิ
จะไปถามคนป้อนได้อย่างไร ไม่ต้องไปถามพระพุทธเจ้า
คนที่ได้วิมุตติญาณทัศนะแล้วไม่ไปถามพระพุทธเจ้าว่า
กระผมนี้หลุดพ้นหรือยัง ไม่ถามใครท้ังนั้น ไม่มีความจ�ำเป็น
ต้องถามใคร นี่คือธรรมชนิดต่างๆ ๑๐ ประการด้วยกัน
32 ความยนิ ดีในธรรม ๑๐ ประการ
พระอาจารยส์ ุชาติ อภชิ าโต
ที่เรียกว่าธรรมที่เราควรยินดี การยินดีในธรรมจะท�ำให้เรา
ได้สัมผัสกับรสแห่งธรรมที่ชนะรสท้ังปวง ถ้าเราไปยินดี
เร่ืองอื่นนะ รับรองได้อีกก่ีแสนชาติก่ีล้านชาติก็จะไม่มีวันที่
จะได้มาสัมผัสกับรสแห่งธรรมได้ ถ้ายังยินดีกับลาภยศ
สรรเสริญ ยินดีกับการหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายนี่
กจ็ ะตอ้ งยนิ ดกี บั พวกนไี้ ปอยา่ งไมม่ วี นั สนิ้ สดุ ตายจากชาตนิ กี้ ็
จะกลับมาเกิดเพอ่ื มายนิ ดีกับลาภยศสรรเสรญิ มายินดกี ับรูป
เสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะต่อไปอยู่เร่ือยๆ เพราะว่าเวลามันท�ำ
อะไรแลว้ มนั จะตดิ นะ ตดิ แลว้ มันก็จะกลบั มาหามนั อยเู่ ร่ือยๆ
ติดรูปเสียงกลน่ิ รสโผฏฐัพพะ ก็ตอ้ งกลบั มามีรา่ งกาย มามีตา
หูจมูกลนิ้ กาย เพือ่ ที่จะได้เสพรปู เสยี งกลิน่ รสโผฏฐพั พะ เพือ่
ทจ่ี ะไดห้ าลาภยศสรรเสรญิ กนั ไดม้ ามากไดม้ านอ้ ย เดย๋ี วตาย
ไปก็ท้ิงไว้หมด เอาไปไม่ได้ เมื่อเอาไปไม่ได้ก็ต้องกลับมาหา
มันใหม่ ต้องกลับมาเกิดใหม่ กลับมามีร่างกายอันใหม่
นพี่ วกเรานี้ เวยี นวา่ ยตายเกดิ แบบนม้ี าอนั ยาวนาน เพราะเรา
ไม่มีความยินดีในธรรมนั่นเอง เรายังยินดีอยู่กับลาภยศ
สรรเสรญิ ยนิ ดกี ับรูปเสียงกล่ินรสโผฏฐพั พะอยู่
ความยนิ ดใี นธรรม ๑๐ ประการ 33
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เลม่ ๖
ถ้าเราต้องการที่จะได้สัมผัสกับ รสแห่งธรรมที่ชนะ
รสทงั้ ปวง เรากต็ ้องเปลยี่ นความยินดี จากการยนิ ดีในลาภ
ยศสรรเสริญ ยินดีในความสุขทางตาหูจมูกล้ินกาย ให้มา
ยินดกี บั ธรรม ๑๐ ประการ นี้ ยนิ ดกี บั ความมักน้อย ยนิ ดี
กบั สนั โดษ ยนิ ดกี บั การปลกี วเิ วก ยนิ ดกี บั การไมค่ ลกุ คลกี นั
ยินดีกบั การท�ำความเพยี ร ยนิ ดกี ับศีล ยนิ ดีกบั สมาธิ ยินดี
กับปัญญา ยินดีกับวิมุตติ และยินดีกับวิมุตติญาณทัศนะ
ถ้าเรายินดีกับธรรมเหล่านี้แล้ว เราก็จะได้ รสแห่งธรรม
ท่ีชนะรสท้ังปวง ก็ขอให้ท่านจงน�ำเอาไปพินิจพิจารณา
และปฏิบัติตามสมควรแต่เวลาและโอกาสและก�ำลัง แล้ว
สักวันหนึ่งท่านก็คงจะได้สัมผัสกับ รสแห่งธรรมท่ีชนะรส
ทัง้ ปวง
34 ความยินดีในธรรม ๑๐ ประการ
กระบวนการ
ของจิต
๑๘ มกราคม ๒๕๖๒
จติ ของผู้ไมไ่ ดป้ ฏบิ ตั ธิ รรมนจี้ ะชอบสง่ ออกขา้ งนอก
ชอบสง่ ออกไปหารูปเสียงกลนิ่ รสโผฏฐัพพะ เพราะ
ภายในจิตมี กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
ตัวท่ีจะคอยดันจิตให้ออกข้างนอกน่ันเอง ฉะนั้น
จิตของคนส่วนใหญ่จะเป็นจิตส่งออกนอกท้ังนั้น
จิตท่ีจะเข้าข้างในน้ีมีน้อยมาก จิตที่เข้าข้างในคือ
พวกที่ฝึกสมาธินี่ พวกท่ีคอยดึงจิตให้เข้าข้างใน
ด้วยสติ พทุ โธ พทุ โธ สตนิ เ้ี ปน็ มรรค จติ ทเ่ี ข้าขา้ งใน
แสดงว่ามีมรรค มีมรรคถึงจะเข้าข้างในได้ ต้องมี
พุทโธ พทุ โธ คอยดึงไว้
พระอาจารยส์ ุชาติ อภชิ าโต
วันน้ีจะเร่ิมพูดธรรมะที่ค�ำสอนของหลวงปู่ดูลย์
หลวงปดู่ ลู ยน์ ท้ี า่ นเปน็ หนงึ่ ในลกู ศษิ ยข์ องหลวงปมู่ นั่ ทา่ นสอน
ธรรมะแบบส้ันๆ ท่านพูดไว้ว่า จิตส่งออกนอกเป็นสมุทัย
จิตเข้าขา้ งในเป็นมรรค ถา้ ใครเข้าใจค�ำสอนส้ันๆ นี้ สามารถ
ปฏิบัติได้ก็บรรลุได้ ธรรมะนี่ง่ายจะตายไป ง่ายๆ อย่าส่งจิต
ออกนอก ใหด้ งึ จิตเข้าข้างใน เท่านนั้ เอง จบ บรรลุมรรคผล
นิพพาน บรรลุแบบนี้ ท่านถึงไม่ต้องพูดมาก ท่ีต้องพูดมาก
ก็พวกผู้ฟังๆ ไม่รู้เร่ือง ไม่รู้ว่าจิตส่งออกนอกเป็นอย่างไร
จิตเข้าข้างในเป็นอย่างไร แต่พวกท่ีรู้น้ีไม่ต้องพูดมากไม่ต้อง
อธิบาย เป็นคนฉลาดฟังแล้วเข้าใจความหมาย เหมือนกับที่
พระพทุ ธเจา้ ทรงสอนพาหยิ ะวา่ เหน็ อะไรกใ็ หส้ กั แตว่ า่ เหน็
ได้ยินอะไรก็สักแต่ว่าได้ยิน รู้อะไรก็สักแต่ว่ารู้ เท่านั้น
ไมเ่ หน็ ยากเยน็ ตรงไหนเลย แตใ่ จของพวกเรามนั ไมย่ อมเปน็
อย่างนั้น ปัญหา มันไม่ชอบเห็นเฉยๆ มันไม่ชอบรู้เฉยๆ
มันไม่ชอบได้ยินเฉยๆ พอเห็นอะไรแล้วมันมักจะเกิดกิเลส
ตามมาทันที เกิดสมุทัยข้ึนมา ดังที่หลวงปู่ดูลย์ท่านพูดไว้
จติ ส่งออกนอกปบั๊ สมุทยั เกิดขึน้ มาทนั ที พอสง่ ออกไปหารปู
เสยี งกล่ินรสโผฏฐัพพะ กเ็ กดิ กามตณั หา ขึ้นมาทันที เห็นรูป
ก็อยากได้รูป ถ้าไม่อยากได้ก็อยากหนี อยากหนีจากรูปนั้น
กระบวนการของจิต 37
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เลม่ ๖
เห็นรูปที่ชอบก็อยากได้ เห็นรูปท่ีไม่ชอบก็กดลบท้ิงทันที
อันนค้ี อื ตัณหาเกดิ ขึ้นแล้ว สมทุ ยั คอื ตัณหา
สมุทัย คือต้นเหตุของความทุกข์ ถ้าส่งจิตออกนอกก็
เท่ากับส่งไปหาความทุกข์ ส่งจิตออกไปหารูปเสียงกล่ินรส
โผฏฐพั พะ สง่ จติ ไปหาลาภยศสรรเสรญิ สง่ จติ ออกไปกจ็ ะเกดิ
กามตณั หา ภวตณั หา วภิ วตณั หา ขนึ้ มา พอเกดิ ตณั หากเ็ กดิ
ทุกขัง ขึน้ มา เกดิ ความทกุ ข์ขนึ้ มาในใจ แลว้ กเ็ กิดภพชาติ
ข้ึนมาต่อไป ร่างกายนี้ตายไปแต่ความอยากน้ีมันไม่ได้ตาย
ไปกบั ร่างกาย มนั ก็พาไปเกดิ แกเ่ จ็บตายใหม่ เห็นไหม ค�ำพดู
ธรรมะสน้ั ๆ แตพ่ อมาวเิ คราะหแ์ ลว้ มนั ยาวเปน็ ขบวนรถไฟเลย
เพียงแต่ส่งจิตออกนอกเท่านี้ไปแล้ว ไปสู่การเกิดแก่เจ็บตาย
ไปเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่รู้สึกตัว ผู้ท่ีไม่ได้ศึกษาธรรมะ
ผู้ท่ีไม่รู้จักจิตจะไม่เข้าใจค�ำสอนแบบนี้ คนต้องเข้าใจว่าจิตนี้
เป็นผู้รู้ผู้คิด เป็นผู้ท่ีไม่ได้เป็นร่างกาย มาได้ร่างกายก็เพราะ
จิตส่งออกนอก ส่งออกหารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ก็เลย
ต้องมามีตาหูจมูกล้ินกาย ก็ต้องมีการเกิดมีร่างกาย ร่างกาย
ก็เป็นเหมือนรถยนต์คันหน่ึง เวลาท่ีเราต้องการรถยนต์เรา
ท�ำยังไง เรากไ็ ปทีเ่ ขาขายรถไปตามรา้ นขายรถยนต์ อยากได้
38 กระบวนการของจิต
พระอาจารยส์ ชุ าติ อภชิ าโต
ย่ีห้อไหนก็ไปร้านนั้น อยากได้ฮอนด้าก็ไปฮอนด้า อยากได้
โตโยต้าก็ไปท่ีร้านโตโยต้า ร่างกายของพวกเราก็เป็นเหมือน
รถยนต์ท่ีมีโรงงานผลิตขึ้นมา โรงงานที่ผลิตรถยนต์ผลิต
ร่างกายคือใคร ก็คือพ่อแม่นี่เอง พ่อแม่เวลาแต่งงานกันก็
ผลิตลูกกัน ผลติ รา่ งกายกนั
จติ ทสี่ ง่ ออกนอก จติ ทตี่ อ้ งการรปู เสยี งกลนิ่ รสโผฏฐพั พะ
จติ ท่มี ี กามตัณหา ภวตณั หา วภิ วตณั หา ก็จะไปชอ็ ปปิง้ หา
ร่างกาย แต่กระบวนการหาร่างกายนี้ เป็นกระบวนการที่
ค่อนข้างท่ีจะลึกลับ ไม่ตรงไปตรงมาเหมือนกับการไปซื้อ
รถยนต์ ซ้ือรถยนต์นี้ก็ขอให้มีเงิน แล้วก็ขอให้รู้ว่าที่ขาย
รถยนต์อยู่ท่ีไหน ก็สามารถไปซ้ือรถยนต์มาขับได้ แต่จิตท่ี
เวลารา่ งกายตายไปแล้ว จติ ออกจากรา่ งไป จติ ไปหารา่ งกาย
อนั ใหมน่ ี้ เปน็ กระบวนการทไี่ มส่ ามารถทจ่ี ะแสดงรายละเอยี ด
ได้เหมือนกับกระบวนการซ้ือรถยนต์คันใหม่ แต่ไม่ว่าจะเป็น
กระบวนการอย่างไร ไม่ช้าก็เร็วก็จะต้องได้ร่างกายร่างใหม่
ข้ึนมา เพราะเรื่องของจิตน้ีนอกจากมีตัณหาความโลภความ
โกรธความหลงความอยากแล้ว ยังมีบุญมีกรรมด้วยท่ีมีผล
ต่อจิตใจเวลาท่ีร่างกายตายไปแล้ว จิตใจบางดวงอาจจะได้
กระบวนการของจติ 39
ธรรมะสดๆ รอ้ นๆ เล่ม ๖
ร่างกายเร็ว จิตใจบางดวงอาจจะได้ร่างกายช้า ก็เพราะว่า
ต้องไปรับผลบุญหรือผลบาปหรือไม่ ถ้าไปรับผลบุญผลบาป
ก็อยทู่ วี่ า่ ท�ำบุญท�ำบาปไว้มากไว้นอ้ ยเพียงไร ท�ำมากกต็ ้องรับ
ใช้มาก ท�ำบาปมากก็ต้องไปรับผลบาปมาก ท�ำบุญมากก็ไป
รับผลบุญมาก ก็ต้องไปรับไปจนกว่าผลบุญผลบาปน้ีหมด
ก�ำลงั ลงทจี่ ะจดั การกบั จติ ใจ จติ ใจถงึ จะไดไ้ ปหารา่ งกาย ไปได้
รา่ งกายอนั ใหม่ กวา่ จะไดก้ อ็ ยทู่ ว่ี า่ มพี อ่ แมค่ นใหมแ่ ตง่ งานกนั
หรือยัง ร่วมสังวาสกันหรือยัง อันน้ีก็เป็นกระบวนการ
โดยคร่าวๆ ของจิตท่ีส่งออกนอก จิตที่ส่งออกนอกจะต้อง
ไปแบบนี้ ตอนท่ีมีร่างกายก็จะออกมาทางตาหูจมูกล้ินกาย
เชน่ เวลานอนหลบั นี้ จติ เหมอื นเขา้ ข้างในชัว่ คราว เพราะว่า
รา่ งกายเหนอ่ื ยไมม่ กี �ำลงั ทจี่ ะไปท�ำอะไรได้ รา่ งกายขอพกั ผอ่ น
นอนหลับ ตอนน้ันจิตก็ไม่สามารถออกมาทางตาหูจมูกลิ้น
กายได้
แตพ่ อร่างกายตน่ื ขึ้นมาป๊บั จติ ออกมาทนั ที ออกมาทาง
ตาหูจมูกล้ินกายทันที พอร่างกายต่ืนปั๊บก็ลืมตา พอลืมตา
จิตก็ส่งออกไปทางตาทันที ไปดูเวลากี่โมง อันนี้ก็ส่งออก
ข้างนอก แล้วก็ดูปฏิทินดูวันท่ีดูอะไร ดูสถานท่ีท่ีอยู่ ตอนนี้
40 กระบวนการของจิต
พระอาจารยส์ ุชาติ อภชิ าโต
อยู่ที่ไหน เพราะเวลานอนหลับแต่ละครั้งนี้อาจจะไม่ได้นอน
ท่ีเดิมก็ได้ บางทีก็ไปนอนที่บ้านคนนู้นท่ีบ้านคนนี้ บางที
กไ็ ปนอนตามโรงแรมตา่ งๆ พอลมื ตาขนึ้ มาจติ กต็ อ้ งสง่ ออกมา
วิพากษว์ ิจารณว์ ่า ตอนน้อี ยทู่ ่ีไหน แล้วก็เร่ิมคดิ ปรงุ แต่งแลว้
แสดงออกมาขา้ งนอก พอออกมาทางตาแลว้ ออกมาทางรปู
ทางเสยี งทางกลิ่น ทางรสกเ็ ริม่ ปรุงแต่ง ขั้นแรกก็ดูท่ีร่างกาย
ก่อนว่าร่างกายเป็นยังไง อยู่ในสภาพอย่างไร ปวดท้องฉ่ี
หรอื เปล่า ต้องเขา้ ห้องนำ�้ อนั นี้เป็นกระบวนการของจติ ออก
นอกทั้งน้ัน เราเห็นได้ด้วยการดูตอนท่ีร่างกายตื่นขึ้นมา
เปน็ ชว่ งทจี่ ติ ออกนอก สว่ นชว่ งทรี่ า่ งกายนอนหลบั นก้ี เ็ ปน็ ชว่ ง
ท่ีจิตเข้าข้างใน จิตไม่สามารถออกมาทางร่างกายได้ เพราะ
ตอนน้ันร่างกายต้องการพักผ่อน ร่างกายไม่มีก�ำลังท่ีจะ
ตอบสนองตัณหาความอยากของจิตที่จะให้พาไปท�ำอะไร
ตา่ งๆ ได้ จติ ก็เลยออกมาไมไ่ ด้ จิตกเ็ ขา้ ข้างใน แต่นเี่ ขา้ ขา้ งใน
เพราะสภาพของรา่ งกายทไี่ มส่ ามารถตอบสนองได้ พอรา่ งกาย
ต่นื ข้นึ มา พอตอบสนองได้น้ี จติ จะออกมาทันที เหมอื นกบั ววั
ปากคอก ววั ปากคอกนมี่ นั รอใหเ้ ปดิ ประตคู อก พอเปิดประตู
ปั๊บวัวมันจะว่งิ ออกไปทนั ที
กระบวนการของจิต 41
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เล่ม ๖
น่ีคือจิตของผู้ท่ีไม่ได้ปฏิบัติธรรม จิตของผู้ไม่ได้ปฏิบัติ
ธรรมนี้จะชอบส่งออกข้างนอก ชอบส่งออกไปหารูปเสียง
กลน่ิ รสโผฏฐพั พะ เพราะภายในจติ มี กามตณั หา ภวตณั หา
วภิ วตณั หา ตวั ทจ่ี ะคอยดนั จติ ใหอ้ อกขา้ งนอกนน่ั เอง ฉะนน้ั
จิตของคนส่วนใหญ่จะเป็นจิตส่งออกนอกท้ังนั้น จิตที่จะเข้า
ขา้ งในนมี้ นี อ้ ยมาก จติ ทเ่ี ขา้ ขา้ งในคอื พวกทฝี่ กึ สมาธนิ ี่ พวกท่ี
คอยดึงจิตให้เข้าข้างในด้วยสติ พุทโธ พุทโธ สตินี้เป็นมรรค
จิตที่เข้าข้างในแสดงว่ามีมรรค มีมรรคถึงจะเข้าข้างในได้
ตอ้ งมี พทุ โธ พุทโธ คอยดงึ ไว้ เชน่ สมมตุ ิว่าพอตน่ื ขึ้นมาป๊ับ
จติ เริ่มออกขา้ งนอก ลมื ตาขึ้นมาเรม่ิ ท�ำโน่นท�ำน่ี ถา้ อยากจะ
ให้เข้าข้างในแบบที่ต้องบังคับน้ีต้องใช้สติ เช่นพอลุกข้ึนมา
เข้าหอ้ งนำ้� ปวดฉี่ เข้าหอ้ งน้ำ� เสรจ็ กลบั มาน่ังสมาธติ อ่ อันน้นั
เรียกว่าเป็นการเจริญมรรคแล้ว ดึงจิตเข้าข้างใน สติก็มี
หลายแบบ ถา้ ใช้ พทุ ธานสุ สติ กบ็ รกิ รรม พทุ โธ พทุ โธ ไป ถา้ ใช้
กายคตาสติ ก็เฝ้าดูการเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่างๆ ของ
รา่ งกายไป ไมใ่ ห้ใจส่งไปทางขา้ งนอกใหอ้ ย่ทู ่ีร่างกาย หรอื ถา้
น่ังเฉยๆ ก็ดูลมหายใจเข้าออก อันนี้ก็เรียกว่า อานาปานสติ
ถ้ามีการกระท�ำแบบนี้เรียกว่า จิตเป็นมรรค จิตเข้าข้างใน
เพราะสตินี้เป็นหน่ึงในมรรค มรรค มีสติ มีสมาธิ มีปญั ญา
นี่เป็นตัวมรรค
42 กระบวนการของจติ
พระอาจารย์สุชาติ อภชิ าโต
ถา้ มกี ารเจรญิ สติ สมาธหิ รอื ปัญญานี่เรียกวา่ จิตไมไ่ ด้
ส่งออกนอก ตอนต้นก็ตอ้ งเจริญสตดิ งึ จิตไวก้ ่อน ดงึ จิตให้เขา้
ข้างใน ใหเ้ ข้าไปในสมาธิ ถา้ จติ เขา้ ไปในสมาธจิ ติ ก็จะน่งิ สงบ
จะสงบไดส้ นั้ หรอื ยาวกอ็ ยทู่ กี่ �ำลงั ของสติ ถา้ สงบไดส้ นั้ เรยี กวา่
ขณิกสมาธิ ถ้าสงบได้นานเรยี กวา่ อปั ปนาสมาธิ อันนี้เปน็
วธิ ดี งึ จติ เขา้ ขา้ งในดว้ ยสตใิ หเ้ ขา้ ไปในสมาธิ อกี วธิ หี นง่ึ กด็ งึ จติ
ดว้ ยปัญญา ให้ใช้ปัญญาดึงจิตเข้าไป วิธีจะดึงจติ เข้าไปก็ตอ้ ง
พิจารณาสง่ิ ท่อี ยูภ่ ายนอกวา่ เป็น ไตรลักษณ์ ว่าเป็น อสภุ ะ
ว่าเป็น ปฏิกูล ถ้าเห็นส่ิงท่ีความอยากชอบเป็นไตรลักษณ์
เป็นปฏิกูล เป็นอสุภะ จิตก็ไม่อยากจะออกนอก เหมือนเรา
อยบู่ า้ นนี่ ถา้ มองไปขา้ งนอกฝนฟา้ ตกอยา่ งนี้ เรากไ็ มอ่ ยากจะ
ออกข้างนอกกัน อยบู่ ้านดีกวา่ ปลอดภัยกว่า ฝนฟา้ ตกมีพายุ
อยา่ งน้ี ออกไปเดยี๋ วกเ็ กดิ เรอื่ งได้ อนั นกี้ เ็ หมอื นกนั ถา้ เราสอน
จติ ดว้ ยปญั ญาวา่ การออกขา้ งนอกนเ้ี ปน็ เหมอื นกบั ออกไปอยู่
ในกลางพายฝุ น หรอื อยกู่ ลางแดดจา้ อยา่ งนไี้ มม่ ใี ครอยากจะ
ออกนอกบ้านกัน อยากจะอยู่ในร่มกัน แต่ถ้าจิตไม่มีปัญญา
จติ ไมเ่ หน็ ไตรลกั ษณ์ จติ ไมเ่ หน็ อสภุ ะ จติ ไมเ่ หน็ ปฏกิ ลู จติ กลบั
เหน็ ตรงกนั ขา้ ม แทนทจ่ี ะเหน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา กไ็ ปเหน็
นจิ จงั สุขงั อตั ตา เหน็ อะไรก็เปน็ นจิ จงั สุขัง อัตตา เห็นอะไร
กระบวนการของจิต 43
ธรรมะสดๆ รอ้ นๆ เล่ม ๖
กเ็ ปน็ สขุ ไปหมด เหน็ รูปเสยี งกล่นิ รสโผฏฐพั พะ กเ็ ปน็ สขุ เป็น
นจิ จงั เปน็ สขุ ทจี่ รี งั ถาวร เปน็ อตั ตาเปน็ ของเรา ไดอ้ ะไรมาแลว้
ก็จะเป็นของเราไปตลอด ไม่มีวันจากเราไปไม่มีวันหมดไม่มี
วันส้ิน ถ้าคิดอย่างน้ีจิตก็จะออกนอก ถ้าคิดว่าเห็นรูปร่าง
หนา้ ตาคนนนั้ เหน็ แลว้ สวยงามหลอ่ เหลา อนั นจ้ี ติ กจ็ ะออกนอก
ทันที จะออกไปหารา่ งกายเหลา่ นนั้
หรอื ถา้ เหน็ อาหารชนิดตา่ งๆ วา่ น่ากนิ เหลือเกนิ อาหาร
ที่เขาจัดไว้ในจาน ดูแล้วมีสีสันมีอะไรดึงดูดจิตใจ เห็นแล้วก็
นำ้� ลายไหล นจ่ี ติ กจ็ ะออกไปหาสงิ่ เหลา่ นท้ี นั ที แตถ่ า้ ใชป้ ญั ญา
ปญั ญาจะสอนจติ ใหม้ องมมุ กลบั มองตา่ งมมุ กเิ ลสชอบมองมมุ
ทีส่ ดใสเบิกบานรา่ เรงิ ธรรมะจะให้มองในมมุ กลับ มองในมุม
ที่ไม่สวยสดใสไม่ร่าเริงไม่น่ายินดี คือมองว่ามันเป็น อนิจจัง
ทกุ ขัง อนตั ตา ถา้ เหน็ วา่ ออกไปแล้วจะตอ้ งทกุ ขน์ ี้ไมไ่ ปดกี วา่
ถ้าเห็นว่าถ้าไปได้ส่ิงน้ันส่ิงนี้มาแล้วจะต้องทุกข์ไม่เอาดีกว่า
จะเห็นวา่ มันทกุ ขไ์ ดก้ ็ต้องเหน็ ว่ามันไม่เท่ยี ง ส่วนใหญ่มักจะ
มองไม่เห็นความไม่เที่ยงกัน เห็นอะไรมักจะเห็นว่ามันเที่ยง
เหน็ สนิ คา้ เหน็ ขา้ วของอะไรตา่ งๆ เหน็ แลว้ กค็ ดิ วา่ มนั จะเทยี่ ง
มันจะเป็นอย่างนั้นเหมือนต้ังแต่วันท่ีซื้อมาจากที่ร้าน แต่ถ้า
44 กระบวนการของจิต
พระอาจารยส์ ชุ าติ อภชิ าโต
ลองคิดดูพิจารณาดู ของทุกอย่างมันไม่เท่ียง ของกินนี่เขามี
ป้ายเขียนไว้แล้วเด๋ียวนี้ว่า ขอให้รับประทานก่อนวันนั้นวันนี้
ถ้าหลังจากวันน้ันแล้วมันจะเป็นไปอีกรูปแบบ มันจะบูดมัน
จะเสีย มนั จะเนา่ มนั จะเป็นปฏิกูลขึ้นมาทันที ของทุกอยา่ ง
เปน็ แบบนม้ี นั ไมเ่ ทยี่ งมนั ไมจ่ รี งั รปู รา่ งหนา้ ตาคนกเ็ หมอื นกนั
มันก็ไม่จีรัง มันไม่ได้สวยได้หล่อไปตลอด เด๋ียวมันก็ต้อง
ไม่สวยไมห่ ลอ่
อันนี้ถ้าไม่มีปัญญาจะไม่เห็น พอไม่เห็นก็จะชอบส่งจิต
ออกนอก แล้วพอส่งจิตออกนอกไปคว้าสิ่งน้ันสิ่งนี้มาเป็น
สมบัติของตน แล้ววันใดวันหนึ่งเกิดมันไม่เท่ียงขึ้นมา มันมี
การดบั ไป มกี ารจากไป มกี ารเสยี ไป มนั กก็ ลายเปน็ ทกุ ขข์ นึ้ มา
ตอนท่ไี ดม้ ามนั ยังไม่ได้ไม่เท่ยี ง มนั ยงั ดอี ย่มู นั ก็เลยสุข แตพ่ อ
ทิ้งไปสักระยะหน่ึงแล้ว มันเกิดความไม่เท่ียงขึ้นมา เกิดการ
เปลีย่ นแปลงข้นึ มา เกิดความเสอื่ มขน้ึ มา เกดิ การช�ำรุดทรดุ
โทรมขึ้นมา เกิดความเสียหายขึ้นมา พอมีเหตุการณ์เหล่านี้
เกดิ ข้ึนมา สขุ ที่ไดก้ ็กลายเปน็ ทกุ ขไ์ ป อนิจจงั เกดิ แลว้ พอเกดิ
อนจิ จัง ทกุ ขังก็เกิดข้นึ มาทันที อนัตตากต็ ามมาทันที พอมนั
เปน็ ทุกข์เรากไ็ ม่อยากจะให้มนั เป็นของเราแลว้ โยนทิ้งดกี วา่
กระบวนการของจติ 45
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เลม่ ๖
เก็บไว้ท�ำไมเก็บไว้แล้วใช้ไม่ได้ เก็บไว้แล้วมีแต่ทุกข์ ไม่มีใคร
อยากจะเก็บความทุกข์ไว้ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าสิ่งไหนก็ตาม
ถา้ มนั ใหค้ วามทกุ ขก์ บั เรา เรามกั จะไมเ่ กบ็ มนั เอาไวเ้ ปน็ สมบตั ิ
ของเราอกี ต่อไป นคี่ ือ อนิจจัง ทกุ ขัง อนตั ตา อสุภะ ปฏกิ ูล
ของเน่าเสียท้ังหลายเรียกว่า ปฏิกูล ถ้าเราเห็นของเหล่าน้ี
เป็น อนจิ จงั ทุกขัง อนตั ตา เป็นอสภุ ะ เปน็ ปฏกิ ลู เรียกวา่
เราก�ำลังใช้ปัญญา เรียกว่าเราก�ำลังเจริญมรรค เรียกว่า
เราก�ำลงั ดงึ จติ ให้เขา้ ข้างใน
จติ ส่งออกนอก จิตอยากได้รปู เสยี งกลิ่นรส นเ่ี ปน็ สมุทัย
ส่งออกนอกแล้วก็จะเกิดสมุทัย ถ้าส่งออกนอกโดยไม่มี
ปญั ญา โดยไมม่ สี ตคิ อยควบคมุ มนั จะเปน็ สมทุ ยั ทนั ที แตถ่ า้
มสี ติมปี ัญญาคอยก�ำกับคอยดึงไว้ มนั ก็จะเปน็ มรรค พอมัน
ออกไปข้างนอกมันเห็นรูปเสียงกลิ่นรส ถ้ามีปัญญามันก็จะ
เหน็ วา่ เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนจิ จงั เปน็ อนตั ตา เปน็ อสภุ ะ เปน็ ปฏกิ ลู
พอเหน็ แลว้ จติ มนั กห็ ลบเขา้ ขา้ งในได้ ไมอ่ ยากจะออกขา้ งนอก
แต่ถา้ ไปเหน็ ว่ามันเป็น นจิ จัง สขุ งั อัตตา เป็นสุภะเป็นของ
นา่ ดนู า่ กนิ อนั นมี้ นั กจ็ ะเปน็ สมทุ ยั ขน้ึ มา เกดิ ความอยากขนึ้ มา
อยากได้รูปเสียงกล่นิ รสโผฏฐพั พะ อยากไดล้ าภยศสรรเสรญิ
46 กระบวนการของจิต
พระอาจารย์สชุ าติ อภชิ าโต
ถ้าอยากแล้วก็จะไปหามา พอได้มาแล้วก็ดีใจได้ความสุข
เพราะตอนที่ได้มาใหม่ๆ มันดีมันไม่เสีย แต่ถ้าอยู่กับมัน
ไปเรื่อยๆ เด๋ียวไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องเสียมันก็ต้องหมด
พอหมดสขุ กห็ มดไป พอสขุ หมดไปทกุ ขก์ เ็ ขา้ มาแทนที่ นคี่ อื วธิ ี
ของการปฏบิ ตั ิ ถ้าเราต้องการให้จติ ไม่เจอความทกุ ข์ เราอยา่
ส่งจิตออกนอก อย่าส่งจิตออกไปทางตาหูจมูกลิ้นกาย
คอยส�ำรวมอินทรีย์ด้วยศีลด้วยสติ ศีลก็จะคอยกั้นไว้ใน
ระดับหนึ่ง ศีลก็จะห้ามไม่ให้ไปเที่ยวตามสถานบันเทิงต่างๆ
ไมใ่ หไ้ ปกินตามความอยากต่างๆ กินไดเ้ พราะร่างกายยงั ต้อง
กินอาหารอยู่ แต่กินด้วยความจ�ำเป็นของร่างกาย อย่ากิน
เพราะความอยากกิน ถ้ายังไม่ถึงเวลาให้อาหารกับร่างกาย
กอ็ ยา่ เพงิ่ รบั ประทานอยา่ เพง่ิ กนิ กนิ ตามเวลาทหี่ มอสง่ั เหมอื น
กนิ ยา รา่ งกายกนิ อาหารแบบกนิ ยา หรอื กนิ อาหารแบบสมทุ ยั
กินได้ ๒ แบบ ถ้ากินแบบสมุทัยก็จะผลิตความทุกข์
ขึ้นมาต่อไป เพราะเวลาถ้าอยากกินแล้วไม่ได้กิน ก็จะเกิด
ความทุกข์ใจข้ึนมาได้ แต่ถ้ากินตามเวลา ถ้ายังไม่ถึงเวลาก็
ไมก่ นิ กจ็ ะไมท่ กุ ขใ์ จ เพราะไมม่ คี วามอยากกนิ เวลากนิ กไ็ มไ่ ด้
อยากกิน กินเพ่อื ระงบั ความหวิ กนิ แบบกินยา เวลาไมไ่ ด้กิน
กระบวนการของจติ 47
ธรรมะสดๆ รอ้ นๆ เล่ม ๖
ยานี้มักจะไม่ทุกข์กันเพราะไม่มีใครอยากกินยากัน เวลากิน
ยานีไ้ มไ่ ด้กินด้วยความอยาก กินดว้ ยความจ�ำเปน็ กินเพราะ
ตอ้ งการรกั ษาโรคภยั ไขเ้ จบ็ ความหวิ ของรา่ งกายกเ็ ปน็ โรคภยั
ไข้เจ็บของร่างกายอย่างหน่ึง ก็ต้องกินยา ยาก็คืออาหาร
ถา้ กนิ อาหารแบบกนิ ยากจ็ ะไมไ่ ดก้ นิ ดว้ ยความอยาก พอไมไ่ ด้
กนิ ดว้ ยความอยาก ความทกุ ขท์ เ่ี กดิ จากความอยากกนิ อาหาร
จะไม่มี นี่คือกระบวนการของจิต จิตออกนอกเป็นทุกข์
เป็นสมทุ ยั จิตเข้าข้างในเปน็ มรรค เป็นนโิ รธคือความสงบ
ความดับทุกข์ ความดับของทุกข์คอื นิโรธ คอื ความปราศจาก
ทุกข์น่ันเอง หรอื การหลดุ พน้ จากความทุกขเ์ รยี กวา่ นิโรธ
นิโรธเกิดจากกระบวนการของมรรค เกิดจาก
กระบวนการของศีล ศีลคอยห้ามปรามไม่ให้ไปหารูปเสียง
กลิ่นรสตา่ งๆ เรียกว่า อินทรยี ์สงั วร สงั วร ส�ำรวมตาหูจมกู
ลิ้นกายด้วยศีล แล้วก็มาส�ำรวมตาหูจมูกล้ินกายด้วยสติ
คอยดึงจิตให้ไปอยู่ท่ีมันห่างไกลจากแสงสีเสียง จากรูปเสียง
กลิ่นรสต่างๆ เช่น ไปอยู่ตามสถานท่ีสงบสงัดวิเวก ตามป่า
ตามเขา ตามวัดป่าวัดเขา เป็นที่ห่างไกลจากรูปเสียงกลิ่นรส
โผฏฐัพพะ ก็จะท�ำให้จิตไม่ส่งออกนอกได้ เพราะส่งออกไป
48 กระบวนการของจติ
พระอาจารยส์ ุชาติ อภชิ าโต
ก็ไม่มีอะไรให้ดูให้ฟังนั่นเอง รูปเสียงกลิ่นรสของป่าของเขาน้ี
มนั ไมด่ ึงดูดกิเลส มนั ก็จะไมด่ ึงใหจ้ ติ ออกข้างนอก จติ กจ็ ะอยู่
ขา้ งใน จิตอย่ขู า้ งในแลว้ แต่จิตกย็ งั ไมส่ งบ จะให้จิตสงบก็ตอ้ ง
หยดุ ตัวที่คอยดนั จติ ใหอ้ อกข้างนอกอกี ทหี นึ่ง เพราะว่าถึงแม้
จะยังไมไ่ ด้ไปดรู ูปไปฟงั เสียง แตค่ วามคดิ มนั กย็ ังอยากคิดถึง
รูปเสียงกลิ่นรสที่เคยได้เสพได้สัมผัสก็ต้องหยุด หรือแม้แต่
โทรศพั ทม์ อื ถอื นก้ี เ็ ปน็ รปู เสยี งกลนิ่ รสเหมอื นกนั พอเปดิ เขา้ ไป
มือถือน้ีเด๋ียวเห็นรูปของอาหาร เห็นของขนมข้ึนมา ก็เกิด
ความอยากกนิ ขนึ้ มา เหน็ รูปของสถานท่ที อ่ งเท่ียวก็อยากจะ
ไปเท่ยี ว เหน็ รปู ของเสอื้ ผา้ กระเป๋ารองเทา้ เหน็ รูปของเพชร
เห็นรปู ของแหวน เห็นสรอ้ ยเพชรแหวนเพชรอะไรต่างๆ ของ
พวกนีก้ จ็ ะท�ำให้เกดิ สมทุ ัยขน้ึ มาได้ เกดิ ตัณหาความอยากได้
ผู้ท่ีต้องการดึงจิตเข้าข้างในนี้ จะต้องระมัดระวังกับ
เรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือ ถ้าอยากจะใช้โทรศัพท์ก็เผ่ือจะ
ติดต่อเวลามีเหตุฉุกเฉิน ก็ไปซ้ือเครื่องที่ไม่มีจอภาพดีกว่า
เคร่ืองรุ่นแรกๆ น่ีมีแต่ตัวเลขไว้ส�ำหรับกดจะได้รู้ว่ากดเบอร์
อะไร ถ้าอย่างนี้ ใช้โทรศัพท์แบบน้ีมันจะไม่ดึงจิตให้ออก
ข้างนอก แต่ถ้าใช้โทรศัพท์แบบสมัยใหม่น่ี มันมีแต่สิ่งที่จะ
กระบวนการของจิต 49