ธรรมะสดๆ รอ้ นๆ เล่ม ๖
ดึงจิตให้ออกข้างนอก มีรูปมีเสียงคอยดึงออกข้างนอกอยู่
เร่ือยๆ ก็ต้องปิดเครื่อง ไม่รับรู้ข่าวสารอะไรต่างๆ เอาไว้ใช้
เวลาฉุกเฉนิ เวลาไมส่ บาย เวลาตอ้ งใชจ้ ริงๆ ค่อยเปิดเครอื่ ง
แลว้ กโ็ ทรออกเทา่ นนั้ เอง ไมร่ บั สายโทรเขา้ เวลาไมใ่ ชโ้ ทรศพั ท์
ก็ปิดมันไป อย่างนี้ก็จะก�ำจัดรูปเสียงกล่ินรสท่ีจะมาดึงจิต
ให้ออกข้างนอกได้ในระดับของโทรศัพท์มือถือ ผู้ท่ีต้องการ
ใหจ้ ติ เข้าข้างในเพอื่ ให้เกิดนโิ รธเกดิ ความสงบขนึ้ มาน้ี จ�ำเปน็
ที่จะต้องก�ำจัดส่ิงต่างๆ ที่จะคอยไปดึงจิตออกข้างนอก
ก�ำจัดด้วยมรรคนี่เอง ศีลก็เป็นมรรค ศีลในท่ีน้ีก็คือศีล ๘
ขนึ้ ไป ศลี ๘ ศลี ๑๐ ศลี ๒๒๗ อนั นจ้ี ะเปน็ ตวั ทจ่ี ะคอยเบรกไว้
คอยก้ันไว้ แต่ไม่ได้หยุดมัน หยุดไม่ได้ ศีลหยุดมันไม่ได้
เพียงแต่กั้นไว้ แต่จิตมันก็ยังทะเยอทะยานอยากอยู่ ตัวที่
จะหยุดการทะเยอทะยานอยากได้ก็มี ๒ ตัว คือ สติกับ
ปัญญา สติน้ีก็จะหยุดการทะเยอทะยานอยากได้ชั่วคราว
ส่วนปัญญานีจ้ ะหยดุ การทะเยอทะยานอยากได้อยา่ งถาวร
แต่เบื้องต้นนี้ ก่อนที่จะมีก�ำลังที่จะใช้ปัญญาหยุดการ
ทะเยอทะยานอยากอย่างถาวรได้ ต้องอาศัยสติหยุดการ
ทะเยอทะยานอยากแบบชวั่ คราวกอ่ น เพราะ ๑. การเจรญิ สติ
50 กระบวนการของจิต
พระอาจารยส์ ุชาติ อภิชาโต
น้ีมันง่ายกว่าการเจริญปัญญา ๒. ถ้าไม่มีสติจิตจะไม่มีก�ำลัง
จะใช้ปัญญาอย่างเดียวสอนจิตให้หยุด มันไม่หยุด มันไม่มี
ก�ำลงั ทจ่ี ะหยดุ ปญั ญาไมใ่ ชเ่ ปน็ ตวั ก�ำลงั ปญั ญาเปน็ ตวั บอกจติ
ใหร้ วู้ า่ การสง่ จติ ออกขา้ งนอกนเี้ ปน็ โทษเปน็ ภยั ตอ่ จติ ใจ แตถ่ า้
ไม่มีก�ำลังท่ีจะหยุดการส่งออก ถึงแม้จะสอนอย่างไรก็หยุด
ไม่ได้ ดูคนทีต่ ิดบหุ รต่ี ิดสุรา ตดิ เทีย่ วนี่ รู้อยวู่ ่ามันไมด่ ี ด่ืมสุรา
มันไม่ดีสูบบุหรี่ไม่ดีติดยาเสพติดไม่ดี แต่ก็หยุดไม่ได้ เพราะ
ไมม่ สี ติทีจ่ ะคอยดงึ มันไว้ ฉะนนั้ ต้องมาฝกึ สตดิ ึงจิตใหเ้ ข้าขา้ ง
ในใหไ้ ดก้ อ่ น พอเขา้ ขา้ งในไดแ้ ลว้ ทนี เี้ วลามนั จะออกขา้ งนอก
ตอนนน้ั แหละถงึ จะมาใชป้ ญั ญา บอกวา่ อยา่ ออกไปนะ ออกไป
แล้วเจอความทกุ ข์นะ เหมือนคนทีอ่ ยู่ขา้ งนอกบา้ น อยกู่ ลาง
พายุฝนอย่างน้ี ต้องดึงคนที่อยู่นอกบ้านให้เข้าข้างในบ้าน
ก่อน ใหเ้ ขา้ มาทป่ี ลอดภัยกอ่ น พอดงึ คนท่ีอยู่นอกบา้ นเขา้ มา
ท่ปี ลอดภัย กจ็ ะรวู้ า่ ข้างในบ้านน้ีดีกว่าข้างนอกบ้าน แลว้ พอ
จะออกไปข้างนอกบ้านกจ็ ะได้เตือนใจว่า อยา่ ไปนะ ออกไป
เจอพายฝุ น ไปเจอความทุกข์นะ
อันนี้ก็เหมือนกัน จิตที่ส่งออกนอกน้ีเหมือนกับอยู่
นอกบ้าน อยู่กลางพายุฝน ต่างกันตรงท่ีว่าถึงแม้อยู่กลาง
กระบวนการของจติ 51
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เล่ม ๖
พายฝุ น ถงึ แมจ้ ะอยกู่ ลางกองทกุ ข์ กลบั ไมเ่ หน็ ทกุ ขก์ ลบั คดิ วา่
เปน็ ความสขุ ไมย่ อมเขา้ ขา้ งใน อยากจะอยขู่ า้ งนอก เวลาทกุ ข์
กล็ มื ไป คดิ ถงึ แตค่ วามสขุ ทไี่ ดจ้ ากการทอ่ี ยขู่ า้ งนอก เทา่ นนั้ เอง
เลยไม่อยากจะเข้าข้างใน คนที่ติดยาติดบุหรี่ติดสุราน้ีก็
เหมือนกัน รู้ว่าทุกข์นะแต่ลืมมัน ไปคิดถึงแต่ตอนที่มันสุข
ตอนที่ได้สูบตอนท่ีได้ด่ืมสุราตอนท่ีได้เสพยา มันสุขมันเลย
ไม่อยากเข้าข้างใน ถ้าจะให้มันเข้าข้างในนี้ต้องใช้สติบังคับ
มันเท่านน้ั ใช้ปัญญาไมไ่ ด้ ปัญญามนั ไมเ่ ชือ่ ฟัง ปัญญาบอก
ไมด่ สี บู บหุ รไี่ มด่ ี ดมื่ สรุ าไมด่ ี ยงุ่ กบั คนนนั้ คนนไ้ี มด่ ี ยงุ่ กบั สง่ิ นนั้
สง่ิ นไี้ มด่ ี แตม่ นั อดยงุ่ ไมไ่ ด้ เพราะก�ำลงั ทมี่ นั ผลกั ดนั ใหอ้ อกไป
มันมีก�ำลังมากกว่าก�ำลังท่ีจะดึงเข้า จึงต้องมาสร้างก�ำลัง
ท่ีดึงเข้ามันถึงจะเข้าข้างในได้ ถ้าสติมีก�ำลังมากกว่ากิเลส
ตัณหามันก็จะเข้าข้างในได้ แต่ถ้าสติมีก�ำลังน้อยกว่ามัน
ก็จะเข้าไม่ได้ พอเข้าไม่ได้มันก็จะต้องทุกข์ทรมานไปกับ
เหตกุ ารณต์ า่ งๆ กบั สง่ิ ตา่ งๆ ทม่ี นั ไปตดิ อยู่ ถงึ แมจ้ ะมปี ญั ญาน่ี
เราฟังเทศน์ฟังธรรมกันจนหูฉีกแล้ว พระพุทธเจ้าก็สอน
ตลอดเวลา รปู ัง อนิจจงั รูปัง ทกุ ขงั รปู ัง อนตั ตา รปู เสยี ง
กลิ่นรสน่ีเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รู้กันแต่ท�ำไมยังไปหา
มันอยู่ ท�ำไมยังติดมันอยู่ ก็เพราะไม่มีก�ำลังท่ีจะดึงมันเข้า
52 กระบวนการของจิต
พระอาจารยส์ ุชาติ อภิชาโต
ข้างใน จึงต้องมาฝึกสติกัน สตินี่แหละเป็นผู้ท่ีจะดึงจิตเข้า
ข้างในได้ ดึงจิตให้ออกจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะได้
ต้องฝกึ สติกันให้มากๆ
สติพระพทุ ธเจา้ กส็ อนไว้ถึง ๔๐ ชนดิ ดว้ ยกัน ให้เลอื ก
ใช้เอาตามวาระโอกาสท่ีเหมาะสม ถ้าโดยท่ัวไปก็ให้ใช้พุทโธ
หรือใช้กายคตาสติ คอื ไมว่ า่ เราก�ำลังท�ำอะไรอยู่ เราสามารถ
เจริญสติได้ด้วยการใช้ค�ำบริกรรมพุทโธ หรือใช้การเฝ้าดู
ร่างกายของเราว่าก�ำลังท�ำอะไรอยู่ อันนี้เรียกว่าเป็นการใช้
สติในสภาพในชีวิตประจ�ำวันก็แลว้ กนั ตั้งแตล่ มื ตาขึ้นมาเลย
พอลืมตาข้ึนมาจิตจะส่งออกนอกทันที ก็ดึงกลับมา ส่งออก
นอกยังไงก็ออกไปด้วยความคิด คิดถึงคนน้ันคนนี้คิดถึง
เรื่องน้ันเรื่องน้ีขึ้นมาทันที ถ้าอยากจะให้จิตอยู่ข้างในก็ต้อง
ใช้พทุ โธ บริกรรม พุทโธ พทุ โธไป หรือไมเ่ ช่นน้ันใหม้ นั เฝ้าดู
ว่าร่างกายตอนน้ีก�ำลังอยู่ในอิริยาบถใด ก�ำลังท�ำอะไรอยู่
พอลืมตาข้ึนมาพอจะไปคิดถึงคนนี้ ให้มาคิดถึงร่างกายแทน
น่ีตอนนี้ร่างกายเราอยู่ในท่าไหน อ๋อ ก�ำลังอยู่ในท่านอน
แล้วจะท�ำอะไรต่อ อ๋อ จะลุกขึ้น ก็จะเปล่ียนอิริยาบถจาก
ท่านอนมาเปน็ ท่านั่ง พอเปลี่ยนจากทา่ นง่ั มาทา่ ยืน กใ็ ห้รอู้ ยู่
กระบวนการของจติ 53
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เลม่ ๖
พอยืนได้แล้วก็เดิน พอเดินไปเข้าห้องน�้ำก็อยู่กับร่างกายไป
ทุกอิริยาบถ ก�ำลังไปล้างหน้าก็ล้างหน้าไป ก�ำลังแปรงฟัน
ก็แปรงฟันไป ก�ำลังหวีเผ้าหวีผมก็หวีเผ้าหวีผมไป ก�ำลัง
แต่งเน้ือแต่งตัวก็แต่งเน้ือแต่งตัวไปกับร่างกาย ไม่ให้จิตไป
ที่อื่น ดึงมันไว้ผูกมันไว้กับร่างกาย ถ้าท�ำอย่างน้ีเราเรียกว่า
กายคตาสติ ให้มีสติ ให้สร้างสติด้วยการผูกใจให้อยู่กับการ
เคลื่อนไหวต่างๆ ของร่างกาย ถ้าเราไม่มีก�ำลังพอท่ีจะผูก
มันไว้ ก็ใชพ้ ุทโธดงึ มากไ็ ด้ พอมนั จะคดิ ถงึ คนนัน้ คนนกี้ ็ใหค้ ิด
พุทโธแทน พุทโธ พุทโธไป แปรงฟันก็พุทโธไป ล้างหน้าก็
พุทโธไป หวผี มกพ็ ทุ โธไป แตง่ เนือ้ แต่งตัวก็พทุ โธไป นี่คอื การ
เจริญสติในชีวิตประจ�ำวัน ถ้าเรามีพุทโธหรือมีกายคตาสติ
จติ มนั จะไมส่ ามารถไปคดิ ถงึ คนนน้ั คนนสี้ งิ่ นน้ั สงิ่ นไี้ ด้ จติ กจ็ ะ
อยู่ข้างใน ถ้าไม่มีพุทโธไม่มีกายคตาสติ พอต่ืนขึ้นมาก็คิดถึง
คนน้ันคนน้ีเรื่องน้ันเร่ืองน้ี เด๋ียวก็เตรียมตัวอาบน�้ำอาบท่า
เพอ่ื ท่ีจะได้ไปพบกับคนนนั้ คนน้ี ไปท�ำเรือ่ งนนั้ เรอ่ื งน้กี นั แล้ว
นี่คือความแตกต่างระหว่างการมีสติกับการไม่มีสติ
ถ้าเราต้องการทจี่ ะอยู่ขา้ งในไม่ต้องการออกขา้ งนอก เราต้อง
ใช้สติดึงใจไว้ แล้วเราก็ต้องหยุดภารกิจต่างๆ ที่ไม่จ�ำเป็นไป
54 กระบวนการของจติ
พระอาจารยส์ ุชาติ อภิชาโต
ใหห้ มด ไปท�ำงานกต็ อ้ งลาออกจากงานไป เคยเกย่ี วขอ้ งกบั ใคร
ก็ตัดการเกี่ยวข้องไปทั้งหมด เพื่อจะได้ไม่มีอะไรมาดึงใจ
ให้ออกข้างนอกนั่นเอง ต้องตัดทุกสิ่งทุกอย่างท่ีอยู่ข้างนอก
ที่จะมาคอยดึงใจให้ออกไปข้างนอก ตัดมันไปให้หมด วิธีดี
ท่ีสุดวิธีที่จะตัดได้อย่างเต็มที่ก็คือไปบวชกัน หรืออยู่แบบ
นักบวชกัน ไม่บวชแต่ก็ให้อยู่แบบนักบวช คือตัดทุกส่ิง
ทุกอย่าง ตัดภารกิจการงานต่างๆ เหลือแต่ภารกิจท่ีจ�ำเป็น
เทา่ นนั้ คอื ภารกจิ เลยี้ งดปู ากทอ้ งของเรา กเ็ พยี งแตไ่ ปหาขา้ ว
มากิน ไปอาบน�้ำแต่งตัว แล้วก็ดูแลความสะอาดของบ้าน
ของเสื้อผ้าท่ีเราใช้ จะท�ำอย่างนี้ได้โดยที่ไม่ต้องไปท�ำงาน
ท�ำการ ถ้าไม่บวชก็ต้องมีเงินส�ำรองไว้ ถึงจะอยู่แบบไม่ไป
ยุ่งเก่ียวกับใครได้ แต่ถ้าไม่มีเงินมันก็ต้องบวช ถ้าไม่บวชมัน
ก็อยู่ไม่ได้ มันไม่มีเงิน ไม่มีเงินไว้ส�ำหรับเลี้ยงดูปากท้อง
มันก็ต้องออกไปท�ำงานท�ำการ มันก็ต้องไปเก่ียวข้องกับ
คนนั้นคนนี้ มันก็จะไม่สามารถท่ีจะคอยดึงจิตเข้าข้างในได้
เพราะเราไปสรา้ งเหตกุ ารณใ์ หเ้ ราออกขา้ งนอกเอง เขา้ ใจไหม
การไปท�ำงานหาเงินหาทองหาข้าวหาของมาเล้ียงปาก
เลี้ยงท้องน้ีก็เป็นการสร้างภาวะข้ึนมาเอง ถ้าเราไม่อยากจะ
สร้างภาวะแบบนี้ พระพุทธเจ้าก็ทรงเมตตาทรงสร้างทาง
กระบวนการของจิต 55
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เลม่ ๖
เลือกใหก้ ับพวกเรา ทรงตงั้ พระพุทธศาสนาขึน้ มา ใหพ้ วกเรา
มาบวชกัน บวชเป็นพระก็ได้บวชเป็นชีก็ได้เหมือนกัน
ไม่ต่างกัน พระกับชีก็ปฏิบัติเหมือนกัน เวลาปฏิบัติก็จิต
เหมอื นกนั คือพยายามดึงจิตเขา้ หาข้างในเหมือนกัน อย่าไป
ติดกบั รปู ของพระรปู ของชี
อย่าไปติดกับสมมุติของสังคม สังคมมักจะมองชีไป
ว่าด้อยกว่าพระเท่าน้ันเอง สังคมเลยไม่สนับสนุนชีเหมือน
สนับสนุนพระเท่าน้ันเอง ความจริงแล้วพระกับชีน้ีเหมือน
กัน เป็นผู้ท่ีมีความปรารถนาท่ีจะดึงจิตเข้าข้างในเหมือนกัน
แต่สังคมเราก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นเร่ืองของสังคม เพราะ
ความเปน็ ไปเปน็ มาของพระกบั ของชีมันไมเ่ หมือนกนั เครดติ
ของพระดีกวา่ เครดติ ของชี มนั เปน็ อย่างน้นั ชว่ ยไม่ได้ จะท�ำ
อย่างไร คนเลยศรัทธาพระมากกว่าศรัทธาชีเท่าน้ันเอง
แต่แม่ชีบางคนน้ีคนกลับศรัทธามากกว่าพระก็มี ถ้าสามารถ
พิสูจน์ตนว่าเหนือกว่าพระได้ คนก็ศรัทธามากกว่าพระก็มี
เพราะฉะนั้นอย่าไปอ้างว่าเป็นชีเป็นพระน้ีมันด้อยกว่ากัน
มันไม่ได้ด้อยกว่ากัน มันอยู่ที่ตัวของคนท่ีเป็นพระเป็นชี
ต่างหาก ว่าท�ำตัวให้ด้อยหรือท�ำตัวให้เด่นเป็นหรือเปล่า
56 กระบวนการของจติ
พระอาจารย์สชุ าติ อภชิ าโต
พวกทเี่ ปน็ พระแลว้ คนเขาเหน็ แลว้ กเ็ ออื มระอากม็ เี ยอะแยะไป
พวกที่เป็นชีคนที่เขาเห็นแล้วเขาศรัทธากราบไหว้ก็มี
เยอะแยะไป ฉะนน้ั อยา่ ไปกลวั ค�ำวา่ ชี ค�ำวา่ พระเทา่ กนั ตา่ งกนั
ตรงทใ่ี สส่ ไี มเ่ หมอื นกนั แลว้ กก็ ารรบั รองทางสงั คมไมเ่ ทา่ เทยี ม
กันเท่าน้ันเอง แต่ก็สามารถที่จะอยู่ได้ สามารถท่ีจะปฏิบัติ
ธรรมได้ ชกี ไ็ ปอยกู่ บั พวกชดี ้วยกนั มสี �ำนักชที เี่ ขาอยเู่ ขากอ็ ยู่
กนั ได้ เหมอื นกบั พระอยรู่ ว่ มกนั มคี นศรทั ธา มคี นไปสนบั สนนุ
แม่ชีเหมือนกับมีการสนับสนุนพระเหมือนกัน เพียงแต่ว่า
เรื่องของแม่ชีมีปริมาณน้อย ไม่เหมือนกับของพระมีปริมาณ
มากกว่า และความเปน็ ไปเปน็ มาของพระนีม้ เี ครดิตมากกวา่
มนั กเ็ ลยเปน็ เรอ่ื งของสงั คมสมมตุ นิ ยิ ม เขากม็ ศี รทั ธามากกวา่
เท่านั้นเอง
แต่พูดถึงความเป็นจริงแล้วเหมือนกัน พระก็ดีชีก็ดี
มีเป้าหมายเหมือนกัน คือมีเป้าหมายเพื่อดึงจิตให้เข้าข้างใน
ไมใ่ หส้ ง่ จิตออกขา้ งนอกเหมือนกนั ฉะน้ันส�ำหรบั ผู้ที่ตอ้ งการ
ปฏิบัตจิ รงิ ๆ อย่าไปรังเกียจความเป็นแม่ชีเลย ถ้าสามารถไป
อยทู่ สี่ �ำนกั ไหนได้ มนั กจ็ ะตดั ภาระเรอื่ งของการทจ่ี ะตอ้ งไปท�ำ
มาหากินได้ ตัดภาระกับเรื่องที่จะต้องไปท�ำงานเก็บเงินเก็บ
กระบวนการของจติ 57
ธรรมะสดๆ รอ้ นๆ เลม่ ๖
ทองไว้ แล้วการอยู่ร่วมกันนี้มันก็ดีนะ ดีกว่าการอยู่คนเดียว
เพราะว่าการอยู่คนเดียวนี้ ถา้ เราไมเ่ ก่งจรงิ ๆ น้ีไปไม่รอดนะ
เพราะว่ามันต้องมีผู้สนับสนุนทางความรู้ ถ้าไปอยู่กับส�ำนัก
แมช่ ตี อ้ งมหี วั หน้าแมช่ ที เี่ ก่ง เหมือนกับพระทีม่ อี าจารยท์ ่ีเกง่
กจ็ ะมอี าจารยค์ อยสงั่ คอยสอนคอยเตอื น แลว้ กม็ เี พอื่ นปฏบิ ตั ิ
ที่คอยท�ำเป็นตัวอย่างให้ดู บางส่ิงบางอย่างเราไม่เคยเห็น
ก็จะเห็น อย่างตอนต้นเราก็เคยปฏิบัติอยู่บ้านคนเดียว เราก็
คิดว่าเราเก่ง แต่พอเราไปบวชไปเห็นพระเขาปฏิบัติ เขาเก่ง
กว่าเรา เขาอดข้าวทีละ ๓ วัน ๕ วัน เรายังไม่เคยอดเลย
อนั นเ้ี ขาท�ำอะไรทเี่ ราท�ำไมไ่ ดม้ เี ยอะแยะ มนั ดตี รงน้ี ดกี วา่ อยู่
คนเดียว อยู่คนเดียวน้ีกิเลสมักจะหลอกตัวเราเองว่าเราเก่ง
ว่าเราดีเราพอ แต่ความจริงพอไปเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้ว
ไม่ได้เร่ือง พอเราไปอยู่ตามส�ำนักที่เขาปฏิบัติกันเข้มข้นน้ี
ถึงจะเห็นว่า เรายังไปไม่ถึงไหนเลย นี่มันดีตรงนี้ ดีตรงท่ีว่า
มันจะมีเพ่ือนสหธรรมิกที่จะคอยฉุดคอยลากคอยดึงเรา
เพราะว่าเขาไปไกลกว่าเรา พูดง่ายๆ คือมีรุ่นพี่
เหมือนนิสิตนักศึกษาน้ีพวกปี ๑ ก็ต้องอาศัยรุ่นพ่ีปี ๒
ปี ๓ คอยดึงคอยสอน อันน้ีก็เหมือนกันถ้าไปเรียนคนเดียว
58 กระบวนการของจติ
พระอาจารย์สชุ าติ อภิชาโต
กเ็ หมอื นเรยี นราม เรยี นรามมันกี่ปีถงึ จะจบ แตถ่ า้ ไปอยูต่ าม
มหาวิทยาลัยท่ีเขาบังคับให้เข้าห้องเรียน ไปอยู่เป็นกลุ่มไป
ศึกษาร่วมกัน เขาก็จะมีตารางมีก�ำหนดเวลา คอยควบคุม
บังคับให้เราท�ำกิจกรรมต่างๆ ถ้าเราอยู่คนเดียวเด๋ียวเราก็
เขา้ ขา้ งตวั เอง ปวดตรงนนั้ บา้ งเจบ็ ตรงนบ้ี า้ ง เมอื่ ยตรงนนั้ บา้ ง
เหนื่อยบ้าง ง่วงมากอะไรจิปาถะ เลยไม่ได้ท�ำอะไรเลยมีแต่
นอนครอก ครอก ครอก มนั เปน็ อยา่ งน้ันจริงๆ นะ แต่ถ้าไป
อยตู่ ามส�ำนกั น่เี ขามตี าราง ตี ๔ ตีระฆงั เก๊ง เก๊ง เกง๊ จะมาเจบ็
มาปวดมาเม่อื ยไม่ได้หรอก เขาไมฟ่ ังหรอก ถ้าไม่ไดห้ ามจรงิ ๆ
แล้วเขาไมเ่ ชอื่ หรอก ถา้ ต้องหามจากเตยี งอย่างนี้ถึงจะเช่ือว่า
เจบ็ จริงๆ ป่วยจรงิ ๆ แต่ถา้ เวลาท�ำกิจนี้ท�ำไมไ่ ด้ แต่เวลากินนี้
กินได้ ลุกข้ึนมากินได้น่ีเขาไม่เช่ือหรอก เพราะฉะน้ัน มันดี
ตรงน้ี ไปอยู่ท่ีวัดป่าบ้านตาดนี้ ถ้าไม่สบาย ถ้าไม่บิณฑบาต
ก็ไม่ได้กินนะ เขาไม่ส่งอาหารไปให้ เขาบอกว่าก็ถือว่าการ
อดอาหารเป็นการท�ำความเพียรไปก็แล้วกัน ถ้าไม่สบายก็
อดอาหารไป ไม่ต้องบิณฑบาต แต่จะมาอ้างว่าไม่สบายแล้ว
ให้ชว่ ยจัดอาหารมาใหก้ ินน้ี เขาไมจ่ ดั หรอก เขาจะดดั สันดาน
กเิ ลส นอกจากถา้ ไม่กนิ สกั ๑๐ วนั น้ี เขาอาจจะมาดวู ่าอาจ
จะปว่ ยจรงิ ๆ เขากอ็ าจจะมาสง่ อาหารใหท้ หี ลงั ตอนทไ่ี มส่ บาย
กระบวนการของจิต 59
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เลม่ ๖
ใหม่ๆ วันสองวันนี้อย่าไปหวังให้เขาส่งอาหาร ไม่มีใครเขา
ส่งให้ เพราะมันไม่รู้ว่าเป็นกิเลสหรือเป็นของจริง ถ้าไปอยู่
กับวัดอยู่กับครูบาอาจารย์ อยู่กับส�ำนักที่มีกฎมีระเบียบ
มขี น้ั ตอนมเี วลาของการปฏบิ ตั นิ ่ี จะมาขเ้ี กยี จไมไ่ ด้ ถงึ เวลา
ทุกคนต้องพร้อมพรึบกันหมด ถึงเวลาปัดกวาดก็ปัดกวาด
กันหมด ถึงเวลาบิณฑบาตก็บิณฑบาตกันหมด ถึงเวลามา
รบั ฟังการอบรมสง่ั สอนกม็ าพร้อมกนั หมด ท�ำอะไรพร้อมกนั
ทุกอย่าง อันน้ีแหละมันดีตรงนี้ มันมีอะไรมาคอยฉุดมา
คอยลากเรา คอยปอ้ งกันไมใ่ หเ้ ราเถลไถล
แต่ถ้าเราอยู่คนเดียวน้ี เรามักจะเข้าข้างตัวเองเร่ือย
สงสารตัวเองเรอื่ ย การสงสารตัวเราเองนีม้ นั เปน็ โทษ เพราะ
เราสงสารไปในทางที่ผิด ไม่สงสารไปในทางที่ถูก แล้วพอจะ
ท�ำอะไรมากๆ หน่อยก็หาว่าสุดโต่งขึ้นมาแล้ว เพราะเราวัด
ตัวเราเองกับตัวเราเอง พอเราเคยท�ำอะไรมากกว่าที่เราเคย
ท�ำนดิ หนอ่ ยกน็ กึ วา่ เราสดุ โตง่ หรอื เปลา่ วนั นเี้ ราจะอดอาหาร
สกั วนั น้ีสุดโตง่ หรือเปลา่ ตอ้ งไปดูวดั ท่เี ขาอดที ๕ วัน ๗ วันน้ี
อดวันเดียวน้ีไม่สุดโต่งหรอก น่ีก็คือส�ำหรับท่านที่ยังกล้าๆ
กลวั ๆ อยู่กบั การทจ่ี ะไปอยูต่ ามส�ำนักตา่ งๆ นะ มปี ระโยชน์
60 กระบวนการของจติ
พระอาจารย์สชุ าติ อภิชาโต
ตรงน้ี ถ้าได้ครูบาอาจารย์ท่ีดีได้ส�ำนักที่ดีจะช่วยได้มาก
แต่หาได้หรือเปล่านั้นอีกเร่ืองหนึ่ง แต่ถ้าอยู่คนเดียวนี่
คิดว่ายาก การที่เราจะเจริญคืบหน้าไป ถึงแม้จะมีเทศน์
ค�ำสอนของครูบาอาจารย์ให้ฟังก็ตาม มันก็เพียงแต่ฟังไป
เทา่ นัน้ เอง พอฟังเสร็จมนั กล็ มื มนั ก็ไมไ่ ดเ้ อาไปปฏิบตั ิ มนั ก็
ปฏบิ ตั แิ บบเดมิ ๆ ตามทเี่ คยปฏบิ ตั ิ ลองพจิ ารณาดวู า่ เราปฏบิ ตั ิ
มาก่ีเดือนก่ีปีแล้ว การพัฒนาการปฏิบัติของเราคืบหน้าไป
อย่างไรบ้าง ท�ำมากข้ึนท�ำหนักขึ้นหรือเปล่า หรือยังท�ำเท่า
เดิมอยู่ ถ้าอยากจะวัดผลให้ไปวัดท่ีเหตุ ดูเหตุคือการปฏิบัติ
ของเรา ว่าเราปฏิบัติเข้มข้นข้ึนหรือเปล่า หรือเจือจางลงไป
เรื่อยๆ ใหม่ๆ อาจจะเข้มข้นแล้วพอเวลาผ่านไปๆ มันชัก
จะจางลงๆ เพราะเวลาเริ่มต้นใหม่ๆ ศรัทธามันแรง ไฟแรง
เขาเรียกไฟแรง พอปฏิบัติไปสักพัก พอมันไม่ได้ผลแล้วทีน้ี
หรอื ไมไ่ ดก้ า้ วหนา้ แลว้ ทนี มี้ นั เกดิ ความทอ้ แทเ้ บอ่ื หนา่ ยขน้ึ มา
ทนี แี้ หละมนั จะไมม่ ใี ครช่วยเราแล้ว
ถ้าเราพลิกตัวเราเองไม่ได้ มันจะถูกความท้อแท้เบื่อ
หนา่ ยคอ่ ยๆ ฉดุ ลากเราใหถ้ อยไปทลี ะนดิ ทลี ะหนอ่ ย โดยทเ่ี รา
ไม่รู้สกึ ตัว มนั อา้ งเรื่องนน้ั นดิ บ้างเรื่องน้ีบา้ ง มันอ้างหาเร่ืองท่ี
กระบวนการของจิต 61
ธรรมะสดๆ รอ้ นๆ เล่ม ๖
จะไม่ให้เราปฏิบัติแหละพูดง่ายๆ แต่เราไม่รู้สึกตัวไง เพราะ
มันทีละนิดทีละหน่อย แต่ถ้าเรามาเปรียบดูระยะเวลาหลัง
เวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งแล้วถึงจะรู้ว่า เราถอยมาเยอะนะ
เราควรท่ีจะปฏิบตั อิ ย่างน้นั อยา่ งนี้ เดีย๋ วนเี้ ราไมไ่ ด้ปฏิบตั เิ ลย
อันนี้เป็นปัญหาของการที่เราปฏิบัติอยู่ตามล�ำพัง ยกเว้นว่า
เราเปน็ คนทเี่ กง่ จรงิ ๆ เปน็ คนทม่ี คี วามสามารถทจี่ ะควบคมุ ตวั เรา
ควบคุมการปฏิบัติของเราไม่ให้ย่อหย่อน มีแต่ให้มันเข้มข้น
มากข้ึนไปไดต้ ามล�ำดบั อันนีก้ อ็ ยคู่ นเดยี วได้ไมม่ ีปัญหาอะไร
แต่ถา้ ไม่มีวนิ ัยในตวั เอง ไมส่ ามารถควบคุมการปฏบิ ตั ิของตน
ให้เขม้ ขน้ ได้ อันน้มี ันกจ็ ะไปไม่ถงึ ไหน กต็ อ้ งลองวัดดู ว่าเรา
ได้ปฏิบัติคนเดียวมาเป็นเวลาขนาดน้ีแล้วเป็นอย่างไรบ้าง
ลองเปลี่ยนไปอยู่ตามส�ำนักที่เขามีการควบคุมให้เข้มข้นดู
สกั ระยะหนงึ่ เปรยี บเทยี บกนั ดวู า่ ดไี หม ดกี วา่ ทเ่ี ราอยคู่ นเดยี ว
หรือไม่ มันต้องมีวิธีแก้ปัญหานะ ไม่อย่างนั้นมันก็จะติดอยู่
ท่ีเดิม ถ้าปฏิบัติมากี่ปีก่ีเดือนมันก็ไม่คืบหน้า ไม่ก้าวหน้า
มนั กต็ อ้ งเรมิ่ คน้ ควา้ แลว้ หาสาเหตแุ ลว้ วา่ ท�ำไมมนั ถงึ ไมค่ บื หนา้
ไม่ก้าวหน้า พระพุทธเจ้าท่านก็รับรองแล้วว่า ไม่ ๗ วัน
ก็ ๗ เดือน ไม่ ๗ เดือน ก็ ๗ ปี ไอน้ ีไ่ ม่รกู้ ่ีปมี าแล้ว มนั ก็ยัง
เหมือนเดิม แสดงวา่ เราปฏิบัติน้อย เพราะผลมนั อยูท่ ่ีเหตุ
62 กระบวนการของจติ
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
เหตุก็คือการปฏิบัติ สติเราเข้มข้นข้ึนหรือยัง สมาธิ
เราสงบได้นานหรือยัง น่ิงได้นานหรือยัง ปัญญาเรา
เฉียบแหลมเฉียบคมว่องไวไหม ทันการณ์กับกิเลสไหม
พอกิเลสว่า นิจจัง สุขัง อัตตา ปัญญาตามมาทันหรือเปล่า
หรือไปทันที่ร้าน ทันท่ีไปซ้ือมาแล้ว ซื้อมาแล้วถึงจะรู้ว่า
มนั อนจิ จัง ทุกขงั อนัตตานะ อันน้ยี งั เรียกว่าไม่ทัน พอมันคิด
อยากจะไดอ้ ะไรปบ๊ั มนั ต้อง อนิจจัง ทุกขงั อนัตตา มาแลว้
พอคดิ อยากหาแฟนกต็ อ้ งเอาอสภุ ะเขา้ มาแลว้ พอคดิ ถงึ อยาก
จะกินอาหารเวลาท่ีไม่ใช่เวลากินอาหารก็ต้องปฏิกูลอาหาร
มาแล้ว อันน้ีแหละมันเป็นตัวท่ีเราจะต้องสร้างข้ึนมา คือ
มรรคน่ี สติ สมาธิ ปัญญา ศีล ศีล ๘ ศีล สมาธิ ปัญญา
ส่วนเรอื่ ง ทาน น้ี ส�ำหรบั ผปู้ ฏบิ ัตนิ ีก้ ็หมดปัญหาไปแล้ว ถ้าไป
บวชเป็นพระ มีเงินทองเท่าไหร่ก็ยกให้คนอื่นไปหมดแล้ว
ถ้าเป็นผู้ปฏิบัติก็เก็บเงินทองไว้ส�ำหรับเล้ียงปากเล้ียงท้อง
เป็นค่าอาหารค่าท่ีอยู่อาศัยเท่าน้ัน ห้ามเอาเงินทองน้ีไปใช้
อย่างอื่น ไม่ต้องกังวลเก่ียวกับเร่ืองการท�ำทานแล้ว อย่าไป
งานทอดผ้าป่างานทอดกฐินงานครูบาอาจารย์อะไรต่างๆ
อันนี้ไม่ใช่เป็นหน้าท่ีของผู้ที่ต้องการดึงจิตเข้าข้างใน เรียกว่า
ไม่ใช่เป็นหน้าท่ีของนักบวช เป็นหน้าท่ีของนักบุญ นักบุญก็
กระบวนการของจิต 63
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เล่ม ๖
คอื ผูท้ ย่ี งั ไมส่ ามารถจะปฏบิ ัตธิ รรมได้ ก็ตอ้ งอาศัยการท�ำบุญ
น้ีเป็นธรรมะหล่อเลี้ยงจิตใจไปก่อน ถ้าเรายังไม่ได้ปฏิบัติน้ี
เราควรจะไปท�ำบญุ ท�ำใหแ้ หลกเลยทกุ แหง่ ทกุ หนเลย ใครจะ
สร้างโบสถ์สร้างเจดีย์ที่ไหน ใครจะเล้ียงฉลองครูบาอาจารย์
ท่ีไหน ผ้าป่ากฐินที่ไหนไปให้หมดเลย ถ้าเป็นนักบุญนี้
ไม่ห้ามเลย แต่พอมาเป็นนักบวชแล้วต้องหยุดแล้วอันนี้
เพราะไม่ใช่เป็นกิจกรรมของนักบวช กิจกรรมของนักบวช
ต้องดึงจิตเข้าข้างในอย่างเดียว ถ้าไปทอดผ้าป่ามันก็ออกไป
ข้างนอกแล้ว ไปงานกฐนิ มันกไ็ ปข้างนอกแล้ว
ดังนั้น ถ้าเราถือว่าเราเป็นนักบวชนักปฏิบัติแล้ว
เราต้องหยุดเรื่องของการท�ำบุญท�ำทานไป หรือถ้าอยากจะ
ท�ำกท็ �ำมนั แบบงา่ ยๆ ท�ำมนั หนเดยี วใหม้ นั จบไปเลย อยากจะ
ท�ำเท่าไหร่ มีเท่าไหร่ก็โอนเงินเข้าวัดไปเลย จะได้หมด
ปญั หาไป จะไดไ้ มม่ เี งนิ ท�ำบญุ อกี ตอ่ ไป ใครมาชวนไปทอดผา้ ปา่
บอกวา่ ฉันท�ำหมดแลว้ ใครมาชวนไปทอดกฐินบอกวา่ ท�ำมา
หมดแล้ว คราวนี้ต้องการดึงจิตเข้าข้างในอย่างเดียว ตอนน้ี
ต้องการศีล ต้องการสมาธิ ต้องการปัญญา ต้องการสติ
เท่านั้น ไม่ต้องการอย่างอ่ืนแล้ว ต้องรู้จักฐานะของเรานะ
64 กระบวนการของจติ
พระอาจารย์สชุ าติ อภิชาโต
นักปฏิบัติน่ี บางทีสับสน บางทีก็เปล่ียนเป็นนักบุญโดย
ไมร่ สู้ กึ ตวั เพอื่ นมาชวนไปทอดกฐนิ กไ็ ป มาชวนไปงานวนั เกดิ
ของครบู าอาจารย์มทุ ิตาจติ กไ็ ป โดยไมร่ สู้ กึ ตวั วา่ ได้ปลอ่ ยจิต
ออกข้างนอกแล้ว ปล่อยออกไปทางตาหูจมูกลิ้นกายแล้ว
อย่างที่วัดป่าบ้านตาดนี่ หลวงตาท่านไม่ให้พระรับกิจนิมนต์
ออกไปข้างนอก รับกิจนิมนต์มันก็ออกไปข้างนอกแล้ว
หลวงตาท่านท�ำหน้าท่ีแทน ถ้ามีใครอยากจะมานิมนต์พระ
หลวงตาเป็นคนรับคนเดยี ว ไปแทนพระท้ังวัด แต่ถ้าตอ้ งการ
พระ ๙ รปู หลวงตาก็ถามว่า จะเอาอยา่ งไหน เอาพระ ๙ รูป
เรากไ็ ม่ไป ถ้าจะเอาเราก็ พระไม่ต้องไป เราไปแทน เขาก็เลย
ตอ้ งเอาท่านไปองค์เดยี ว
น่ีหลวงตาท่านรักษาพระอย่างน้ี ท่านไม่เคยพาพระไป
ท�ำวตั รครบู าอาจารยต์ า่ งๆ นะ เวลาเขา้ พรรษา ตามธรรมเนยี ม
จะต้องพาไปกราบครูบาอาจารย์รูปน้ันรูปนี้ ไปแสดงคารวะ
แตท่ วี่ ดั ปา่ บา้ นตาดไมต่ อ้ งไป ใหป้ ฏบิ ตั บิ ชู าอยา่ งเดยี ว ไมต่ อ้ ง
ไปอามิสบูชา ไม่ต้องไปกราบครูบาอาจารย์องค์นั้นองค์นี้
ที่น่ันที่น่ี พอออกไปแล้วใจมันส่งออกแล้ว พอกลับเข้าวัดนี้
กายเข้าวัดแล้วแต่ใจมันยังไม่ยอมเข้า เชื่อไหม มันยังไปติด
กระบวนการของจติ 65
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เลม่ ๖
อยู่กับไอ้รูปเสียงกล่ินรสท่ีเห็นตามทางอยู่นั่น พอเรากลับมา
จะดงึ ใจให้เข้าสู่ความสงบนี้ ก็ตอ้ งเสียเวลามาก ไปแล้วไม่ค้มุ
ถ้ามองจากมุมของนักปฏิบัติแล้ว การออกไปข้างนอกไป
ท�ำบญุ ต่างๆ น้มี นั ไมค่ ุม้ เพราะมนั ดงึ ใจออกขา้ งนอก แลว้
พอกลบั เขา้ วดั พอจะดงึ ใจกลบั เขา้ มาทเ่ี ดมิ กลบั มาเหมอื น
กบั ตอนทย่ี งั ไมไ่ ดอ้ อกไปนี้ ตอ้ งเสยี เวลามาก เหมอื นกบั รถไฟ
เห็นไหม รถไฟท่ีจอดกับรถไฟท่ีไม่จอดนี้ใครจะเร็วกว่ากัน
รถดว่ น กรุงเทพฯ - เชยี งใหม่ น้ไี ม่กช่ี ่วั โมง ถา้ เปน็ รถธรรมดา
จอดทุกป้ายน้ีเป็นยังไง รถไฟนี้กว่ามันจะจอดได้มันต้องเสีย
เวลามาก ใชไ่ หม กวา่ จะเบรกกว่าจะหยดุ ได้ แลว้ พอจะออก
จะว่ิงกว่าจะให้มันกลับ ให้มันวิ่งเร็วเท่ากับตอนท่ีมันก่อนที่
มนั จะจอด มันกต็ อ้ งใช้เวลา นี่มันเสยี เวลา การออกขา้ งนอก
ก็เหมือนกัน ผู้ปฏิบัติถ้าส่งจิตออกนอก มันก็จะไปไม่ถึงไหน
จะเปน็ เหมอื นรถไฟ รถไฟทจี่ อดทกุ สถานี ถา้ อยากจะไปใหถ้ งึ
จดุ หมายปลายทางอยา่ งรวดเรว็ นี้ ตอ้ งไปแบบรถดว่ นไปแบบ
ไมจ่ อด เข้าขา้ งในแล้วไมอ่ อก เข้าแลว้ กอ็ ยขู่ า้ งใน เอาใหก้ เิ ลส
มันตายก่อนถึงจะออก พระพุทธเจ้าน้ีถ้ากิเลสยังไม่ตายท่าน
ไม่ลุกจากที่นั่งเห็นไหม น่ังอยู่ตรงโคนต้นโพธ์ิไปจนกว่ากิเลส
มนั จะตายหมด พอตายหมดแลว้ ทา่ นถงึ จะออกมาได้
66 กระบวนการของจิต
พระอาจารย์สชุ าติ อภชิ าโต
ทนี ้ีออกมาแบบไมม่ ีกิเลสก็สบาย เพราะว่าออกมาแบบ
ไม่ไปยึดไปติดกับอะไร ออกมาก็ สักแต่ว่ารู้ เห็นอะไรก็สัก
แต่ว่าเห็น ได้ยินอะไรก็สักแต่ว่าได้ยิน ไม่มีสมุทัยไม่มีตัณหา
ความอยากกับสิ่งท่ีได้สัมผัสรับรู้ ถ้าออกมาอย่างน้ีไม่เป็นไร
ไม่มีปัญหา แต่จะออกมาแบบนี้ได้ก็ต้องฆ่ากิเลสให้มันตาย
ให้หมดก่อน ฆ่าสมุทัย ฆ่าตัณหา ท่ีมีอยู่ในใจให้มันหมดสิ้น
ไปก่อน ถึงจะออกมา พอพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ทีน้ีก็มา
แสดงธรรมสอนคนอน่ื แลว้ เมอ่ื ก่อนนนั้ ๖ ปีไม่เคยสอนใคร
พยายามดึงจิตเข้าข้างในเพียงอย่างเดียว เพราะรู้ว่าเวลาดึง
จิตออก เวลาจิตออกข้างนอกจิตมันร้อน เวลาจิตเข้าข้างใน
แล้วมันเย็นมันสบาย แต่ยังไม่รู้จักวิธีว่าจะดึงมันแบบให้มัน
อยู่ข้างในอย่างถาวรได้ยังไง ให้มันอยู่ได้แบบชั่วคราวเท่านั้น
คือใช้สติดึงไว้ เพราะไม่มีใครรู้วิธีของปัญญา พระพุทธเจ้าก็
เลยต้องมาค้นหาด้วยปัญญา พอเจอไตรลกั ษณ์ เจออรยิ สจั ๔
ก็รู้เลย ทีน้ีสอนจิตให้มันเห็นไตรลักษณ์ เห็นอริยสัจ ๔ มัน
ก็จะไม่ออกข้างนอก เพราะมันออกไปมันก็ทุกข์ อยู่ข้างใน
สบายกว่า กิเลสตัณหาที่อยากจะออกเลยไม่มี พอไม่มีแล้ว
จะออกมาได้ ออกมาแบบไมม่ อี ะไรดนั ออก ออกมาดว้ ยความ
มีเหตุผล ออกมาแสดงธรรม ออกมาโปรดสัตว์ อันน้อี อกมา
กระบวนการของจิต 67
แบบนี้ไม่เป็นปัญหาอะไร นี่คือเร่ืองของค�ำสอนสั้นๆ ของ
หลวงปู่ดูลย์ท่ีเราเอามาเริ่มการพูดธรรมะในวันนี้ ว่า จิตส่ง
ออกนอกเป็นสมุทัย จิตเข้าข้างในเป็นมรรค ก็ขอให้ท่านจง
น�ำเอาไปพจิ ารณาเพือ่ ประโยชน์สุขทีจ่ ะตามมาต่อไป
การประกัน
ของพระพทุ ธศาสนา
๑๔ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๖๒
จิตใจที่มีศาสนาคุ้มครองจะไม่ไปพบกับภัยของ
จิตใจทีม่ อี ยู่ ๔ ชนิดด้วยกัน คือ ๑. การไปเกิดเป็น
เดรัจฉาน ๒. การไปเกิดเป็นเปรต ๓. การไปเกิด
เป็นอสูรกาย และ ๔. การไปตกนรก น่ีคือภัยของ
จิตใจของพวกเราที่ศาสนาจะคุ้มครอง ถ้าเรายอม
จ่ายเบย้ี ประกนั เบีย้ ประกัน กค็ อื การละการกระทำ�
บาปทง้ั ปวง นคี่ อื คำ� สง่ั คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ ทกุ ๆ
พระองค์
พระอาจารยส์ ุชาติ อภิชาโต
พระพทุ ธศาสนาทพี่ วกเราเคารพนบั ถอื เลอื่ มใสศรทั ธา
เป็นเหมือนกับบริษัทขายประกัน ขายประกันอยู่ ๒ ชนิด
ด้วยกัน คือประกันภัยกับประกันชีวิต ประกันภัยก็คือภัย
ของจติ ใจ ไมใ่ ชภ่ ยั ของรา่ งกาย ภยั ของรา่ งกายนศ้ี าสนาพทุ ธ
ไม่คุ้มครอง ต่อให้ห้อยพระห้อยอะไรก็ตาม ร่างกายก็ยังจะ
ตอ้ งพบกบั ภยั ตา่ งๆ อยู่ แตภ่ ยั ทพ่ี ดู ถงึ นค้ี อื ภยั ของจติ ใจ จติ ใจ
ทมี่ ศี าสนาคมุ้ ครองจะไมไ่ ปพบกบั ภยั ของจติ ใจทม่ี อี ยู่ ๔ ชนดิ
ด้วยกัน คอื ๑. การไปเกดิ เป็นเดรัจฉาน ๒. การไปเกิดเปน็
เปรต ๓. การไปเกิดเป็นอสูรกาย และ ๔. การไปตกนรก
นี่คือภัยของจิตใจของพวกเราท่ีศาสนาจะคุ้มครอง ถ้าเรา
ยอมจ่ายเบ้ียประกัน เบี้ยประกัน ก็คือ การละการกระท�ำ
บาปทงั้ ปวงนค่ี อื ค�ำสงั่ ค�ำสอนของพระพทุ ธเจา้ ทกุ ๆพระองค์
พระพุทธศาสนาไม่ว่าจะมาปรากฏอย่ใู นยุคใดสมยั ใด จะขาย
ประกนั อนั นเี้ หมอื นกนั ทกุ ๆ พทุ ธศาสนา พระพทุ ธเจา้ ของเรา
พระโคดมก็จะขายประกันภัยคือจะสอนให้พวกเราละการ
กระท�ำบาปท้ังปวง ในอนาคตที่จะมาข้างหน้าต่อไป คือ
พระพุทธเจ้าองคต์ ่อๆ ไป ก็จะมาสอนเหมือนกนั สอนให้ละ
การกระท�ำบาปทง้ั ปวง ๑ ใน ๓ ขอ้ ด้วยกัน หวั ใจของค�ำสอน
หัวใจของพระพุทธศาสนามอี ยู่ ๓ ขอ้ ใหญๆ่ ข้อท่ี ๑ ก็ละ
การประกนั ของพระพทุ ธศาสนา 71
ธรรมะสดๆ รอ้ นๆ เลม่ ๖
การกระท�ำบาปทั้งปวง อันน้ีเป็นการประกันภัย ป้องกัน
ไมใ่ หจ้ ติ ใจตกตำ่� แลว้ กม็ าประกนั ชวี ติ ดว้ ยการสอนใหส้ รา้ ง
บุญกศุ ลท้งั หลายใหถ้ งึ พรอ้ ม ช�ำระจิตใจใหส้ ะอาดบริสุทธ์ิ
เพื่อท่ีจะได้ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกต่อไป เม่ือไม่มาเกิดก็จะ
ไม่มีการแก่ ไม่มีการเจ็บ ไม่มีการตายน่ันเอง น่ีเรียกว่า
ประกนั ชวี ติ รบั ประกนั ไมม่ วี นั ตายอกี ตอ่ ไป ถา้ สามารถช�ำระ
จติ ใจใหส้ ะอาดบรสิ ทุ ธไิ์ ด้ สามารถสรา้ งบญุ สรา้ งกศุ ลทงั้ หลาย
ให้ถงึ พร้อมได้ ถงึ จะสามารถทจี่ ะไมต่ อ้ งกลบั มาเกดิ อกี ตอ่ ไป
เมือ่ ไม่เกิดกไ็ มม่ ีแก่ไม่มเี จบ็ ไม่มตี ายน่นั เอง
น่ีคือการขายประกันของพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะ
ปรากฏขน้ึ มาในยคุ ใดสมยั ใด พระพทุ ธศาสนาจะสอน จะขาย
ประกนั เหมอื นกนั ทกุ ๆ พระองค์ พระพทุ ธเจา้ ทกุ ๆ พระองคน์ ี้
จะสอนเหมอื นกนั หมด ดงั ในพระโอวาทปาฏโิ มกข์ ทพี่ ระพทุ ธเจา้
ไดท้ รงแสดงไว้ในวนั มาฆบชู าท่จี ะถงึ นี้ สพฺพปาปสสฺ อกรณํ
กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ
แปลว่า ให้ละการกระท�ำบาปทั้งปวง ให้สร้างบุญกุศล
ทั้งหลายใหถ้ ึงพร้อม ใหช้ �ำระจิตใจให้สะอาดบรสิ ทุ ธ์ิ น่คี ือ
ค�ำส่ังค�ำสอนของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ เพราะเป็น
72 การประกันของพระพุทธศาสนา
พระอาจารยส์ ุชาติ อภชิ าโต
ความจรงิ เหมอื นกนั ทกุ ยคุ ทกุ สมยั ความจรงิ ทเี่ กยี่ วกบั จติ ใจ
ของพวกเรา ถา้ ไมม่ คี �ำสอนเหลา่ น้ี จติ ใจของเราจะไมม่ วี นั พน้
จากการไปเกิดในอบายได้ จะไม่มีวันพ้นจากการที่จะต้อง
กลับมาตายอยู่เร่ือยๆ ได้ นี่คือความส�ำคัญของค�ำสั่งค�ำสอน
ของพระพุทธเจ้า เป็นค�ำสั่งค�ำสอนที่อมตะ ที่ไม่มีกาลเวลา
มาเปล่ียนแปลงได้ เพราะสัจธรรมความจริงของจิตใจของ
พวกเราเป็นอย่างน้ี จิตใจของสัตว์โลกท้ังปวงท่ียังไม่ได้รับ
ค�ำสั่งค�ำสอนของพระพุทธเจ้านี้จะต้องมีการเวียนว่ายตาย
เกดิ อย่เู รือ่ ยๆ แลว้ กจ็ ะตอ้ งมีการไปเกดิ ในอบายกันอย่เู รือ่ ยๆ
ถ้ามีการกระท�ำบาป ดังนั้น ถ้าพวกเราไม่อยากจะไปเจอ
ภัยของจิตใจ เราก็ต้องซ้ือประกันภัย ประกันภัยนี้ถูกกว่า
ประกันชีวิต ประกันชีวิตนี้แพงกว่า เพราะว่าปฏิบัติยาก
กว่าและมากกว่านั่นเอง ประกันภัยน้ีก็เพียงแต่ให้เราละการ
กระท�ำบาปท้ังปวง อย่าไปท�ำบาปและอบายมุข บาปและ
อบายมขุ บาปทงั้ ปวง กค็ อื บาปมอี ยู่ ๔ ขอ้ ใหญๆ่ คอื ขอ้ ที่ ๑
การฆ่าสัตว์ตดั ชวี ติ ๒. การลักทรพั ย์ ๓. การประพฤติผิด
ประเวณี ๔. การพูดปด และ ๕. น้ีเป็นอบายมุข คือการ
ดมื่ สุรายาเมา
การประกนั ของพระพทุ ธศาสนา 73
ธรรมะสดๆ รอ้ นๆ เล่ม ๖
นอกจากการดื่มสุรายาเมาที่เป็นอบายมุขแล้ว ก็มีการ
เลน่ การพนนั การเทยี่ วเตร่ การคบคนทชี่ อบอบายมขุ เปน็ มติ ร
และความเกียจครา้ น การกระท�ำอบายมุขเหลา่ นจ้ี ะเปน็ เหตุ
ที่จะท�ำให้เราไปท�ำบาปกันได้ง่าย ถ้าเราไม่เสพอบายมุข
การจะไปท�ำบาปนี้ยากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะ
ไม่ท�ำบาป ยังมีเหตุอย่างอ่ืนท่ีท�ำให้เราท�ำบาปกันได้ เช่น
เวลาลุแกโ่ ทสะ ลแุ กโ่ ลภะ ลแุ กโ่ มหะ ก็จะสามารถท�ำบาปได้
ถ้าใครมาพูดมาท�ำอะไรให้เราโกรธ เราก็อดท่ีจะพูดค�ำหยาบ
ไม่ได้ หรืออดท่ีจะไปท�ำร้ายร่างกายหรือชีวิตของเขาไม่ได้
อนั นเี้ รยี กวา่ ลแุ กอ่ �ำนาจของความโลภ ความโกรธ ความหลง
ซ่ึงในชีวิตเราพวกเราคงไม่มีใครปฏิเสธ บางวันอยู่ดีๆ ก็เกิด
อาการคลมุ้ คลง่ั ขน้ึ มาอยากจะฆา่ อยากจะตบอยากจะตี บางวนั
ก็อยากจะเอาทรัพย์ของคนอื่น บางวันก็อยากจะไปยุ่งกับ
สามีภรรยาของคนอื่น อันนี้ไม่ได้เกิดจากอบายมุข เกิดจาก
อารมณ์ ถา้ เผลอไป อะไรไปสะดดุ เขา้ ไปกระตนุ้ อารมณข์ นึ้ มา
ก็จะเกิดความโลภ ความโกรธ ความหลงขึน้ มา แต่อย่างนอ้ ย
ก็ยังดี ดีกว่าให้อย่างอื่นมากระตุ้น อบายมุขน้ีเราป้องกันได้
เราหยดุ ได้ เราหา้ มมันได้ เราอยา่ ไปใหม้ ันมากระตุน้ ให้เราไป
ท�ำบาปได้ ถ้าเราด่ืมสุราจะท�ำให้เราไม่มีสติ พอไม่มีสติเวลา
74 การประกันของพระพุทธศาสนา
พระอาจารยส์ ุชาติ อภิชาโต
เราเห็นอะไรไม่ถูกใจไม่พอใจ เราก็อาจจะไปพูดไปท�ำอะไร
ไมด่ กี บั ส่งิ น้นั ได้ ไปดา่ กนั ไปวา่ กันไปทะเลาะวิวาท แลว้ เด๋ยี ว
กไ็ ปทบุ ตีกัน ทุบตีกนั เดีย๋ วกพ็ ลัง้ พลาดไปฆ่ากนั ได้ ขบั รถดื่ม
สุราเมาแล้วไปขับรถก็ไม่สามารถควบคุมรถได้อย่างเต็มที่
พอมเี หตุกะทนั หนั ก็อาจจะยบั ยง้ั ไม่ทนั หยุดไม่ทนั กจ็ ะท�ำให้
เกิดอบุ ตั เิ หตุ เกดิ การเสียหายทางทรพั ย์สนิ และทางรา่ งกาย
นี่คือโทษของสุรา สุราท�ำให้เราไม่มีสติยับยั้งอารมณ์ท่ี
เกิดข้ึนภายในใจของเรา ถ้าเราไม่ด่ืมสุรา เวลาเกิดมีอารมณ์
ข้ึนมาท่ีไม่รุนแรง เราก็ยังพอควบคุมได้ พอห้ามได้ คนเมา
กับคนไม่เมาน้ีมีกิริยาอาการต่างกัน คนเมามักจะมีกิริยา
น่าเกลียดน่ากลัว คนไม่เมานี้จะไม่มีกิริยาอาการน่าเกลียด
น่ากลัว น่ีคือโทษของการดื่มสุรายาเมา จะท�ำให้เราต้องไป
ท�ำบาปตอ่ ไป นอกจากนนั้ โทษของสรุ ากย็ งั มตี อ่ รา่ งกาย ดมื่ สรุ า
แลว้ จะท�ำใหร้ า่ งกายเจบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ยไดง้ า่ ย เขาเรยี กวา่ เปน็ ปจั จยั
เสยี่ งของโรคภยั ตา่ งๆ โรคตบั โรคไต โรคอะไรทางตา่ งๆ นม้ี สี รุ า
เป็นเหตุเป็นปัจจัย ท�ำให้คนท่ีด่ืมสุราเป็นอาจิณน้ี มีชีวิตส้ัน
และมีสุขภาพที่ไม่ดี ดังนั้น ถ้าเราไม่อยากท่ีจะต้องเจอภัย
ทั้งทางรา่ งกายและทางจติ ใจ กอ็ ยา่ ไปดื่มสรุ าเลิกด่ืมสรุ าเถิด
การประกันของพระพทุ ธศาสนา 75
ธรรมะสดๆ รอ้ นๆ เล่ม ๖
มแี ตเ่ สยี ไมม่ ไี ด้ เสยี สตเิ สยี สขุ ภาพเสยี เงนิ ทอง แลว้ กเ็ สยี เวลา
แทนที่จะเอาเวลาไปท�ำงานท�ำการก็ไปด่ืมสุรา เด๋ียวก็ถูก
ไลอ่ อกจากงานถา้ ไมไ่ ปท�ำงานตามปกติ ดม่ื สรุ าแลว้ เมาบางที
ตน่ื เชา้ จะไปท�ำงานกไ็ ปไมไ่ หวปวดศรี ษะ ท�ำใหข้ าดงานบอ่ ยๆ
เม่ือขาดงานบ่อยๆ ก็อาจจะถูกเขาไล่ออกจากงานได้ ท�ำให้
เสียรายได้ เสียรายได้แล้วยังต้องเสียทรัพย์ไปซื้อสุรามา
ดื่มอีก มีแต่เรื่องเสียท้ังน้ัน ท�ำไมไม่คิดกัน ถ้าไม่ดื่มสุรานี้
ได้ประโยชน์หลายอย่าง ได้สติได้สุขภาพได้อายุยืนยาวนาน
คนที่ไม่ด่ืมสุราน้ีอายุจะยืนยาวกว่าคนที่ดื่มสุรา ได้สุขภาพ
ไมต่ อ้ งไปโรงพยาบาลบอ่ ย ไมต่ อ้ งไปรกั ษาบอ่ ยเพราะรา่ งกาย
จะแขง็ แรง จะมเี งนิ ทอง เงนิ ทองไมส่ ูญเปล่า แล้วกม็ ีเวลาไป
ท�ำงานท�ำการ เอาเวลาไปท�ำงานท�ำการ มรี ายได้เพ่ิม
การด่ืมสรุ าเป็นแบบนี้ แลว้ ไปดืม่ มันท�ำไม ดม่ื แลว้ สง่ิ ท่ี
นา่ กลวั ทส่ี ดุ กค็ อื อบายนน่ั แหละ เวลาเกดิ อาการมนึ เมาขนึ้ มา
ก็จะไปท�ำบาป ๔ ข้อนี้ พูดปด แล้วก็ประพฤติผิดประเวณี
ลักทรัพย์หรือท�ำลายทรัพย์สินของผู้อ่ืน แล้วก็ท�ำลายชีวิต
ของผ้อู นื่ ถา้ ไมด่ มื่ สุราแลว้ กจ็ ะปลอดภยั จากการกระท�ำบาป
กไ็ ม่ต้องไปอบาย สรุ าเรยี กว่า อบายมขุ มขุ แปลว่าทางเข้า
76 การประกันของพระพทุ ธศาสนา
พระอาจารยส์ ุชาติ อภิชาโต
ประตู อบาย กค็ อื ทอี่ ยู่ของสตั วเ์ ดรัจฉาน ของเปรต ของ
อสูรกาย ของนรกน่นั เอง ถ้าไปยงุ่ เก่ียวกับอบายมุข ไปเสพ
อบายมขุ กเ็ ทา่ กบั ไปยนื อยทู่ ป่ี ระตขู องอบาย การจะเขา้ อบาย
มันก็เลยง่าย อยู่ปากประตูแล้วน่ี เด๋ียวแป๊บเดียวมีเหตุอะไร
ก็ฉุดเข้าไปเลย พอเกิดความโลภ ความโกรธ ความหลงขึ้น
มาก็ท�ำบาป แล้วก็จะไปใช้บาปในอบายต่อไป นี่คือข้อท่ี ๑
อบายมุข การดมื่ สรุ ายาเมา
ขอ้ ท่ี ๒ การเลน่ การพนนั การเลน่ การพนนั นไ้ี มช่ า้ กเ็ รว็
ก็ต้องเสีย ถ้าเล่นแบบเป็นอาชีพเล่นแบบไม่หยุดไม่หย่อนนี้
มันจะต้องหมดเนื้อหมดตัวเพราะว่าเราไม่ใช่เป็นมือท่ีเก่ง
พวกที่เขาเกง่ น่ีเขามีวิธีโกงทเ่ี ราไมร่ ู้กัน เวลาเราไปเลน่ กับเขา
ถกู เขาโกง เรากห็ มดเนอื้ หมดตวั ได้ เวลาเลน่ ใหมๆ่ เขาจะให้
เราก�ำไรกอ่ น พอเราก�ำไรเรากเ็ ลยเหลงิ มนั่ ใจ พอไดม้ าก พอได้
ก�ำไรก็อยากจะไดม้ ากเพมิ่ ขึน้ กจ็ ะเลน่ ตอ่ ไป พอเลน่ ตอ่ ไปทนี ้ี
เขาจะใหเ้ ราเสยี แลว้ พอเสยี กอ็ ยากไดค้ นื กต็ อ้ งเลน่ ตอ่ พอเสยี
ไมม่ ีเงนิ เล่นกต็ อ้ งไปขายทรัพย์สิน ขายข้าวของเงนิ ทองต่างๆ
แม้แต่บ้านท่ีดินก็อาจจะขายต่อไป ถ้าอยากจะได้คืนก็จะ
ไปเล่น ไปขายทรัพย์สิน เดี๋ยวก็หมดเน้ือหมดตวั เขาว่า ขโมย
การประกนั ของพระพทุ ธศาสนา 77
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เล่ม ๖
ข้ึนบ้านนี้ยังดีกว่าการเล่นการพนัน ไฟไหม้บ้านก็ยังไม่ร้าย
แรงเท่ากับการเล่นการพนัน เวลาขโมยข้ึนบ้าน ขโมยก็เอา
แตท่ รพั ยส์ มบตั ไิ ปเทา่ นนั้ บา้ นไมไ่ ดเ้ อาไป ทด่ี นิ ไมไ่ ดเ้ อาไปดว้ ย
เวลาไฟไหมบ้ า้ นกไ็ หมแ้ ตท่ รพั ยส์ มบัติกับบา้ นเท่านัน้ แตย่ งั มี
ที่ดินเหลืออยู่ แต่ถ้าเล่นการพนันแล้วมักจะเสียหมด เสียทั้ง
ทรพั ยส์ นิ ทรพั ยส์ มบตั ขิ า้ วของ เสยี ทงั้ บา้ นเสยี ทง้ั ทด่ี นิ เพราะ
จะต้องเอาไปขายเพื่อมาเล่นเพื่อจะเอาคืนมาให้ได้ในส่วนที่
เสยี ไป นคี่ อื ภยั พอไม่มีเงนิ ทีนี้กล็ �ำบากแล้วซิ ก็ไม่รู้จกั หาเงนิ
โดยวธิ ถี กู ตอ้ งหรอื สจุ รติ วธิ งี า่ ยทสี่ ดุ กค็ อื วธิ ไี ปท�ำบาปไปโกหก
หลอกลวง เพ่อื ไปยืมเงนิ ยมื ทองเขามา แต่ไม่มีโอกาสที่จะไป
ใช้เขา หรือไปขโมยเงินของผู้อื่นมาใช้ หรือถ้าร้ายกว่านั้นก็
ไปปลน้ ไปจี้ แลว้ กอ็ าจจะตอ้ งมกี ารตอ่ สกู้ นั กอ็ าจจะตอ้ งฆา่ กนั
ไม่ฆ่าเขาก็ถูกเขาฆ่าตายได้ น่ีคือโทษของอบายมุขคือการ
เลน่ การพนัน
ข้อ ๓ การเท่ียวเตร่ก็เหมือนกัน เที่ยวเตร่ก็มีแต่สูญ
เสียเงินทอง ไม่มีรายได้ เวลาเที่ยวมีแต่รายจ่าย ไม่มีรายได้
ไม่เหมือนกับเวลาไปท�ำงาน ไปท�ำงานน้ีไม่มีรายจ่ายมีแต่
รายรบั แตถ่ า้ เอาเวลาไปเทยี่ วแทนทจี่ ะไปท�ำงานกจ็ ะมแี ตร่ าย
จ่าย เดยี๋ วเงินทองก็หมด พอหมดกต็ ้องไปท�ำบาป
78 การประกนั ของพระพุทธศาสนา
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอ้ ที่ ๔ กอ็ ย่าไปคบคนทช่ี อบอบายมขุ เป็นมิตร คนท่ี
เขาชอบอบายมุขเวลาคบกับเขาเป็นมิตร เขาก็จะชวนเรา
ไปท�ำส่ิงที่เขาชอบนั่นเอง เขาชอบดื่มสุราเขาก็จะชวนเราไป
ดื่มสุรา เขาชอบเลน่ การพนนั เขากจ็ ะชวนเราไปเล่นการพนัน
เขาชอบเที่ยวเตร่เขาก็จะชวนเราไปเท่ียวเตร่ ดังนั้น การคบ
คนชอบอบายมุขเป็นมิตร เราก็จะถูกฉุดให้ไปเสพอบายมุข
น่ันเอง ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงคนท่ีชอบอบายมุข ถ้าต้อง
คบกันก็คบแบบอย่าให้เขาฉุดเราไป คบแบบเป็นการไม่ให้
เสียมารยาท แต่ถ้าเขาจะดึงให้เราไปดื่มสุราไปเล่นการพนัน
ไปเทย่ี ว เรากต็ ้องปฏเิ สธไป ถา้ เขาไมอ่ ยากจะคบกบั เราก็ควร
จะดีใจ เพราะคบคนแบบนี้มีแต่จะขาดทุน มีแต่จะเสียเนื้อ
เสียตัว เสียทรัพย์เสียข้าวของเงินทอง ฉะน้ันถ้าเขาไม่ยินดี
ท่ีจะคบเราก็อย่าไปเสียใจ เราควรจะดีใจ เพราะเราไม่อยาก
จะคบเขาอยู่แล้ว เพราะเรารู้ว่าคบกับเขาแล้วมีแต่เสียหาย
ไมม่ ีการได้ประโยชน์แต่อยา่ งใด
แล้วข้อสุดท้ายก็คือความเกียจคร้าน ถ้าเกียจคร้าน
ก็ไม่ไปท�ำงานไม่ไปหาเงินหาทอง เมื่อไม่หาเงินหาทองด้วย
วิธีการท�ำงาน ก็จะไปหาเงินหาทองด้วยการไปขโมยน่ันเอง
การประกนั ของพระพทุ ธศาสนา 79
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เล่ม ๖
ไปลักทรัพย์ไปหลอกลวงผู้อื่น อันนี้พยายามก�ำจัดส่ิงเหล่านี้
ถา้ มอี ยใู่ นตวั เรา เพราะมนั จะเปน็ เหตทุ จ่ี ะพาใหเ้ ราไปท�ำบาป
ได้ง่าย ความเกียจคร้านนี้เราต้องก�ำจัดด้วยความขยัน
ต้องบังคับให้มันไปท�ำงาน ถ้าเรียนหนังสือก็บังคับให้มันไป
โรงเรียน อย่าข้ีเกียจเรยี น เพราะถ้าขี้เกียจเรียนแลว้ จะเรียน
ไมจ่ บ เรยี นไมจ่ บแลว้ ตอ่ ไปเวลาไปท�ำงานจะหางานยาก หางาน
ท่ีมีรายได้ต�่ำและเป็นงานท่ีหนัก ถ้าเป็นคนขี้เกียจก็จะท�ำ
ไม่ไหว ก็จะเปลี่ยนเป็นอาชีพมิจฉาชีพไป ไปท�ำอาชีพที่
หาเงนิ งา่ ยไดเ้ งนิ มากเชน่ ไปคา้ ยาเสพตดิ ไปคา้ สงิ่ ทผ่ี ดิ กฎหมาย
ตา่ งๆ อนั นอี้ ยา่ ใหค้ วามขเ้ี กยี จมนั เขา้ มา พยายามบงั คบั ใหเ้ รา
ท�ำหนา้ ทีข่ องเรา ถา้ เรามหี น้าท่ีไปโรงเรียนก็ไปเรียน มหี น้าที่
ไปท�ำงานกไ็ ปท�ำงาน บงั คับมนั ถ้าขยันเรียนต่อไปก็จะเรียน
จบสูงๆ เวลาหางานก็จะไดง้ านดีๆ รายไดด้ ๆี งานก็เบาเพราะ
ไมต่ อ้ งใช้แรงงาน ใช้มนั สมองใชค้ วามคดิ นี่คือเรือ่ งของความ
เกยี จคร้าน เร่อื งของอบายมุขท้งั ๕ ทพ่ี ระพุทธเจา้ ทรงสอน
ว่าเป็นส่วนหน่ึงของการกระท�ำบาป แต่ยังไม่เป็นตัวท่ีพาให้
ไปเกิดในอบาย อบายมุขนี้ยังไม่ได้เป็นบาป แต่เป็นตัวที่
จะฉุดให้ใจไปท�ำบาปต่อไปได้ง่าย เพราะว่ามันจะถูกบีบ
บังคับให้ไป ถ้าไปเสพอบายมุขแล้ว ร้อยท้ังร้อยน้ีจะต้องไป
80 การประกนั ของพระพุทธศาสนา
พระอาจารย์สชุ าติ อภิชาโต
ท�ำบาปต่อไปอย่างแน่นอน นี่คือละการกระท�ำบาปท้ังปวง
เป็นเบ้ยี ประกนั ภัย ถ้าเรารักษาศีล ๕ ได้ ละเว้นอบายมุขได้
พระพุทธเจ้าทรงรับประกันว่าจะไม่ต้องไปเกิดในอบายอย่าง
แน่นอน แต่ยังต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อยู่ เพราะว่ายัง
มีเหตุท่ีท�ำให้เราต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ พอมาเป็นมนุษย์
ก็ต้องมาแก่มาเจ็บมาตายอีก ถ้าไม่อยากจะตายก็ต้องซื้อ
ประกนั ชีวติ ของพระพุทธศาสนา
ประกันชีวิตของพระพุทธศาสนา ก็คือ ให้เราสร้าง
บุญกุศลท้ังหลายให้ถึงพร้อม แล้วก็ให้เราช�ำระใจของเรา
ใหส้ ะอาดบริสทุ ธิ์ ตอ้ งท�ำความดตี า่ งๆ ความดนี ้ีจะสนับสนนุ
ใหเ้ รามกี �ำลงั ทจี่ ะมาช�ำระกเิ ลสตณั หา ทม่ี อี ยภู่ ายในใจของเรา
ให้หมดสิ้นไปน่ันเอง และการท�ำความดีนี้ ถ้าเรายังไม่สิ้นสุด
การเวยี นวา่ ยตายเกดิ ถา้ เรายงั ไมส่ ามารถก�ำจดั กเิ ลสตณั หาที่
เปน็ ตัวดึงใหเ้ รา กลับมาเกิด มาตาย อยู่เรอ่ื ยๆ ได้ อยา่ งนอ้ ย
เวลาเราตายไปเราก็จะได้ไปอยู่ในสวรรค์กัน ไปท่องเท่ียว
ในสวรรค์กัน ไปพักผ่อนหย่อนใจในสวรรค์ ก่อนท่ีจะลงมา
เปน็ มนษุ ย์ แลว้ กม็ าปฏบิ ตั ติ ามค�ำสอนของพระพทุ ธเจา้ ตอ่ ไป
คือ มาท�ำบุญท�ำทาน มาท�ำความดีต่างๆ แล้วเราก็จะได้ไป
การประกันของพระพุทธศาสนา 81
ธรรมะสดๆ รอ้ นๆ เล่ม ๖
ช�ำระจิตใจได้ ท�ำความดีรักษาศีลไม่ท�ำบาป ศีลเราก็จะเพ่ิม
จากศีล ๕ ไปเป็นศีล ๘ ถ้าเราต้องการช�ำระใจให้สะอาด
บรสิ ทุ ธน์ิ ้ี ศีล ๕ ไมม่ ีก�ำลังพอ แรงซกั ฟอกของศลี ๕ นี้ไมพ่ อ
ต้องใช้ศลี ๘ หรอื ศลี ๑๐ หรือศลี ๒๒๗ เพราะเราต้องการ
มีเวลามาซักฟอกจิตใจ เครื่องซักฟอกของจิตใจก็คือการ
ภาวนา การปฏิบตั ิธรรม ที่มอี ยู่ ๒ ระดับด้วยกัน คือระดับ
สมาธิและระดับปัญญา ถ้าเป็นภาวนาก็ สมถภาวนา และ
วปิ สั สนาภาวนา ความหมายอนั เดยี วกนั สมถภาวนา กค็ อื การ
ท�ำสมาธิน่เี อง วปิ สั สนาภาวนา กค็ ือการเจรญิ ปัญญา
ต้องท�ำเป็นข้ันไป ต้องผ่านข้ันท่ี ๑ ก่อนถึงเข้าสู่ข้ัน
ที่ ๒ ได้ เหมือนเรียนหนงั สอื ต้องผา่ นช้ันมธั ยมกอ่ นถึงจะเข้า
มหาวทิ ยาลยั ได้ ถา้ ยงั ไมผ่ า่ นมธั ยมนไ่ี ปสอบกส็ อบตกเขา้ ไมไ่ ด้
ถา้ ยงั ไมม่ สี มถภาวนา กจ็ ะไมส่ ามารถเจรญิ วปิ สั สนาภาวนาได้
และการท่ีจะเจริญสมถภาวนาก็ต้องมีศีล ๘ ขึ้นไปถึงจะ
มีเวลามาเจริญ ศีล ๘ ก็เหมือนขั้นประถม ก่อนที่จะเข้าสู่
ขั้นมัธยมได้ก็ต้องเข้าข้ันประถมก่อน พอเราผ่านขั้นประถม
จบประถม ๖ กไ็ ปเข้า ม. ๑ ได้ เรียน ม. ๑ ถงึ ม. ๖ ได้ พอได้
ม. ๖ แล้ว ทนี ก้ี ไ็ ปเอ็นทร้านซ์ได้ ไปเข้ามหาวิทยาลยั เพือ่ ทจ่ี ะ
82 การประกันของพระพุทธศาสนา
พระอาจารยส์ ุชาติ อภิชาโต
ไปจบปริญญา ๓ ระดับ ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก
ตอ่ ไป ระดบั ปรญิ ญานเี้ ราเรยี กวา่ ระดบั วปิ สั สนา ระดบั ปญั ญา
ระดับมัธยมนี้เราเรียกว่า ระดับสมาธิ ระดับสมถภาวนา
ระดบั ประถมนเ้ี ราเรียกวา่ ระดบั ศีล ศลี ๘ ศลี ๑๐ ศีล ๒๒๗
นเ้ี รยี กวา่ เป็นระดบั ชั้นประถม ค�ำส่ังค�ำสอนของพระพุทธเจ้า
การปฏิบัติ การซ้ือประกันภัย การจ่ายเบี้ยประกันชีวิตน้ี
ก็ต้องท�ำตามขั้นตอนเหล่านี้ ถึงจะสามารถท่ีจะท�ำให้ไม่ต้อง
กลบั มาเกิดมาแกม่ าเจบ็ มาตายอีกต่อไป ถ้าไมท่ �ำทกุ ข้นั ตอน
ก็จะไม่ส�ำเร็จ บางคนคิดว่าเก่งขอไปข้ันปัญญาเลย เพราะ
อ่านหนงั สอื ธรรมะแลว้ เข้าใจ แตก่ ารเขา้ ใจไม่พอ การเข้าใจนี้
ยงั ไมส่ ามารถทจ่ี ะไปหยดุ กเิ ลสตณั หาได้ เขา้ ใจวา่ กเิ ลสตณั หา
ไม่ดี แต่พอเจอมันปั๊บท�ำเป็นลืมไปเสียแล้ว มันชวนให้ไปท�ำ
อะไรก็ไปท�ำกับมันทันที ต้องฝืนมันต้องฝืนความอยากใน
รูปเสียงกล่ินรสโผฏฐัพพะ ไม่ใช่ว่าเรามีปัญญาแล้วไม่เป็นไร
ไปเท่ียวได้ไปดูไปกนิ ไปดืม่ ไปท�ำอะไรได้
อันน้ีก็แสดงว่าสู้กิเลสไม่ได้สู้ตัณหาไม่ได้ สู้กามตัณหา
คือความอยากในรูปเสียงกล่ินรสโผฏฐัพพะไม่ได้ ต้องไม่ท�ำ
ตามความอยากเหล่าน้ี ถึงจะเรียกว่าชนะมัน ถ้าไม่มีสมาธิ
การประกันของพระพุทธศาสนา 83
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เลม่ ๖
ไมม่ ที างทจี่ ะสกู้ บั ตณั หาได้ เพราะก�ำลงั อยทู่ ส่ี มาธิ ก�ำลงั ไมไ่ ด้
อยู่ท่ีปัญญา ปัญญาเป็นเพียงผู้บอกให้รู้ว่าไม่ควรท�ำตาม
ความอยาก เพราะความอยากจะเป็นผู้ท่ีจะดึงให้เรากลับมา
เกดิ มาแก่มาเจ็บมาตายอย่เู รอื่ ยๆ นนั่ เอง ฉะนน้ั ถา้ มีปัญญา
เห็นว่าสิ่งที่เราจะท�ำน้ี ท�ำให้เราต้องกลับมาเกิดมาแก่มาเจ็บ
มาตาย เราจะได้ไม่ท�ำ แต่เราจะหยุด เราจะไม่ท�ำได้ต้องมี
ก�ำลังสู้ ไม่ใช่ว่าพอรู้ว่าต้องหยุดแล้วจะหยุดได้ เหมือนคน
ดื่มสุราน้ีรู้ว่าดื่มแล้วไม่ดีน้ี แต่จะให้หยุดปั๊บน่ีหยุดไม่ได้
ถ้าไม่ไปฝึกสติไว้คอยสู้กับความอยาก เวลาเกิดความอยาก
มันจะทรมานใจมาก ถ้าไม่รู้จักวิธีก�ำจัดความทรมานใจ
มันจะสู้ตัณหาความอยากไม่ได้ แต่ถ้าเราฝึกสมาธิฝึกสติ
ไอต้ วั นแี้ หละทจ่ี ะเปน็ ตวั ทจี่ ะดบั ความทรมานใจได้ เวลาทเี่ กดิ
ความอยากขน้ึ มาแลว้ เราไมไ่ ปท�ำตามความอยาก ไมใ่ ชป่ ญั ญา
ปญั ญาเพียงแตบ่ อกใหเ้ รารวู้ า่ อยา่ ไปท�ำ ปัญญาเป็นเหมอื น
ป้ายที่ติดอยู่ตามถนน ท่ีเขาเขียน ระวังอันตราย ห้ามไป
ทางนี้ แตถ่ า้ รถไมม่ เี บรกกห็ ยดุ ไมไ่ ด้ ปา้ ยจะบอกใหห้ ยดุ แต่
กห็ ยดุ ไม่ได้ถา้ รถไม่มเี บรก ใจกเ็ หมือนกนั ถา้ ใจไม่มีสติไม่มี
สมาธกิ เ็ บรกความอยากไมไ่ ด้ พอมาเจอปา้ ยปญั ญาบอกวา่
กามตณั หา ภวตณั หา วภิ วตณั หา เปน็ สมทุ ยั นะ เปน็ ตน้ เหตุ
84 การประกันของพระพุทธศาสนา
พระอาจารย์สชุ าติ อภชิ าโต
ของการเกิดแก่เจ็บตายนะ ถ้าไม่อยากกลับมาเกิดแก่
เจ็บตาย กอ็ ยา่ ไปท�ำตาม กามตณั หา ภวตณั หา วิภวตัณหา
แต่ถา้ ไม่มเี บรกไม่มสี มาธิไมม่ สี ตกิ ็หยดุ ไมไ่ ด้
นี่คือความส�ำคัญของสติของสมาธิ ต้องมาก่อน ขับรถ
ต้องมีเบรกก่อนถึงออกไปขับตามท้องถนนได้ แล้วพอเห็น
ป้ายบอกว่า หา้ มเข้า เราก็จะหยุดได้ หรือไปเหน็ ส่แี ยกไฟแดง
พอไฟแดงมาปบ๊ั เรากต็ อ้ งเหยยี บเบรกทนั ที ถา้ ไมเ่ หยยี บเบรก
เด๋ียวก็ตอ้ งไปชนกัน นี่คอื ท�ำไมค�ำส่งั ค�ำสอนของพระพทุ ธเจ้า
จงึ เปน็ ขั้นเป็นตอน เพราะวา่ มนั เปน็ กระบวนการของมัน มัน
จะต้องมีส่ิงน้ีก่อนถึงจะมีสิ่งนี้เกิดข้ึนมาได้ ก่อนท่ีจะมีสิ่งน้ัน
เกิดขึ้นมาได้ มันต้องมีปัจจัยเสริม ต้องมีเหตุท่ีท�ำให้มันเกิด
ข้ึนมา เมอ่ื มนั เกดิ ขนึ้ มาแลว้ กจ็ ะได้ท�ำใหส้ ่ิงนั้นทตี่ อ้ งการเกิด
ขึ้นมาได้ ดังนน้ั ถ้าเราอยากจะมาช�ำระใจให้สะอาดบรสิ ทุ ธ์ิ
เราต้องมาเจรญิ ศีล ๘ ทีเ่ รยี กวา่ เนกขัมมบารมี เนกขัมม-
บารมีก็คือการออกจากการเสพกามนั่นเอง ไม่หาความสุข
ทางตาหูจมูกล้ินกาย ศีลข้อ ๓ ของศีล ๕ ก็ต้องเปล่ียน
เป็นอพรหมจริยา จากกาเมสุมิจฉาจารา ก็เปลี่ยนเป็น
อพรหมจริยา กาเมสุมิจฉา ก็คือการประพฤติผิดประเวณี
การประกันของพระพุทธศาสนา 85
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เล่ม ๖
กต็ อ้ งเปลยี่ นเปน็ การไมเ่ สพกามไมร่ ว่ มหลบั นอนกนั อพรหม-
จริยา ไม่ให้หาความสุขทางร่างกายคือกามสุขน้ี เพราะ
การหาความสุขทางร่างกายก็เท่ากับส่งเสริมให้มี ส่งเสริม
ให้กามตัณหามันมีก�ำลังมากขึ้น ไม่ใช่ให้มันมีก�ำลังน้อยลง
ถา้ ตอ้ งการตดั กามตณั หากต็ อ้ งถอื ศลี อพรหมจรยิ า ไมเ่ สพกาม
ด้วยการร่วมหลับนอนกัน ข้อที่ ๖ ก็ไม่ให้เสพกามด้วยการ
รับประทานอาหาร รับประทานได้ แต่รับประทานเพ่ือให้
รา่ งกายอยู่ ไมร่ บั ประทานเพอื่ ความสขุ ทางใจ รา่ งกายตอ้ งการ
อาหารก็ให้เขาตามที่เขาต้องการ เหมือนกับรถยนต์ รถยนต์
ต้องการน้�ำมันเราก็เติมน�้ำมันให้ เติมครั้งเดียวเต็มถังเลย
ก็พอ ร่างกายก็เหมือนกันกินหนเดียวให้มันเต็มท้องไปเลย
ก็พอ ถ้ามันเต็มท้องแล้วมันก็อยู่ได้ไม่ตายถึงวันรุ่งข้ึน แต่ถ้า
เรายังกล้าๆ กลัวๆ อยู่ก็เอาแบ่งให้ ๒ คร้ังก็ได้แต่ไม่ให้เกิน
เทยี่ งวนั
ศีลข้อ ๖ นี้ให้กินได้ไม่เกินเท่ียงวัน เพราะหลังจาก
เทยี่ งวนั จะไดเ้ อาเวลามาปฏบิ ตั นิ นั่ เอง มาปฏบิ ตั ธิ รรมมาเจรญิ
สมถภาวนามาเจริญสติ ถ้ามัวแตม่ ารอกินอาหารเยน็ ใจมันก็
จะไม่มีสติสตังที่จะอยู่กับการเจริญพุทโธๆ มันก็จะมารอว่า
86 การประกนั ของพระพุทธศาสนา
พระอาจารยส์ ชุ าติ อภชิ าโต
เม่ือไรจะได้กินอาหารเย็น จะกินอะไรดีปรุงแต่งไป ฉะน้ัน
พระพทุ ธเจ้าเลยบอกว่า อยา่ หาความสุขจากการรบั ประทาน
อาหาร รับประทานอาหารแบบรับประทานยาเพื่อดับ
ความหิวของร่างกาย รับประทานครั้งสองคร้ังก็พอ ไม่เกิน
เทย่ี งวนั กร็ บั รองไดว้ า่ รา่ งกายจะไมเ่ จบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ย ไมต่ ายอยา่ ง
แนน่ อนนค่ี อื ขอ้ ที่๖ใหร้ ะงบั การหาความสขุ ผา่ นการรบั ประทาน
อาหารมากเกินไป รับประทานอาหารแบบไม่มีเวล่�ำเวลา
รับประทานตามความอยาก
ขอ้ ท่ี ๗ กใ็ หล้ ะเวน้ การหาความสขุ จากมหรสพบนั เทงิ
และการเสริมความงามทางร่างกาย เพราะถ้าเราไปหา
ความสุขเหล่านี้ เราจะไมม่ เี วลามาปฏบิ ตั นิ ่ันเอง ถา้ ไปดหู นงั
ฟังเพลงไปเท่ียวกันตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ตามแหล่ง
บนั เทงิ ต่างๆ ไปงานสงั คมตา่ งๆ งานราตรี งานอะไร กวา่ จะ
กลับบ้านก็ดึก กลับบ้านก็ง่วงนอนก็หลับนอน อันน้ีเลยต้อง
ระงับเพ่ือท่ีจะได้ไม่ต้องไปไหน ถ้าอยู่บ้านที่สงบก็อยู่บ้าน
ปฏิบัติท่ีบ้าน ถ้าบ้านไม่สงบที่จะปฏิบัติได้ก็ไปอยู่วัด ไปหา
วัดอยู่กัน ไปอยู่แล้วก็จะได้มีเวลาปฏิบัติสติสมาธิและปัญญา
น้ันเอง
การประกันของพระพุทธศาสนา 87
ธรรมะสดๆ รอ้ นๆ เล่ม ๖
ขอ้ ที่ ๘ ศลี ขอ้ ท่ี ๘ ก็คือไมใ่ หน้ อนมากเกนิ ไป วิธไี ม่ให้
นอนมากเกินไปก็ไม่ให้นอนบนฟูก บนฟูกหนาๆ บนเตียง
ใหญ่ๆ เพราะมันจะสบายเกนิ ไปแลว้ มนั จะหลบั นาน ถา้ นอน
บนพ้ืนแข็งๆ นี้มันจะหลับไม่นาน พอร่างกายได้พักผ่อน
พอแล้วร่างกายก็จะตื่นขึ้นมา ใจก็จะไม่อยากนอนต่อเพราะ
มันนอนแล้วมันไม่สบาย ก็จะได้ลุกข้ึนมานั่งสมาธิหรือลุก
ขน้ึ มาเดนิ จงกรม เพื่อทจ่ี ะได้ปฏิบตั สิ มถภาวนาหรือวิปสั สนา
ภาวนา แลว้ แต่วา่ เราอยู่ในขน้ั ไหน ถา้ เรายงั ไมไ่ ดส้ มถภาวนา
เราก็ตอ้ งปฏบิ ัตสิ มถภาวนาไปก่อน ถา้ เราไดส้ มถภาวนาแลว้
ได้สมาธิแล้ว เราจะสลับไปท�ำวิปัสสนาภาวนาก็ได้สลับกัน
ไป เวลานัง่ ก็เจริญสมถภาวนา เวลาออกจากสมาธกิ ไ็ ปเจริญ
ปัญญาไปเจรญิ วิปสั สนา
การเจรญิ วปิ สั สนากบั สมถะนมี้ นั เปน็ งานคนละขวั้ กนั
ท�ำพร้อมกันไม่ได้ เพราะสมถภาวนาน้ีต้องหยุดคิดใจถึง
จะสงบ ส่วนวิปัสสนานี้ต้องคิดถึงจะได้ปัญญา คิดไปทาง
เหตทุ างผลนน่ั เอง คดิ ไปทางตามความเปน็ จรงิ ทพี่ ระพทุ ธเจา้
เป็นผู้ทรงรู้ทรงเห็น แล้วก็น�ำมาส่ังมาสอนให้พวกเราคิด
คิดไปในทางไตรลักษณ์คิดไปในทางอริยสัจ ๔ ถ้าคิดไปทาง
88 การประกนั ของพระพทุ ธศาสนา
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
นี้แล้วจะเป็นปัญญา จะท�ำให้เราเห็นโทษของการกระท�ำ
ตามความอยากต่างๆ แล้วจะท�ำให้เราไม่ท�ำตามความอยาก
แต่จะท�ำได้หรือไม่ได้ อย่ทู ว่ี า่ เรามีสมาธหิ รอื ไม่ ถา้ เรามสี มาธิ
เราหยุดความอยากได้ ถ้าเราไม่มีสมาธิเราหยุดความอยาก
ไมไ่ ด้ ถา้ เรามปี ญั ญาเรารวู้ า่ ความอยากเปน็ ตวั ทท่ี �ำใหเ้ ราไปเกดิ
แต่เราหยุดมันไม่ได้ก็แสดงว่าสมาธิเราก�ำลังยังไม่พอ
เราก็ต้องกลับมาติวเข้มที่สมาธิก่อน กลับมาฝึกสมาธิให้
มากกว่าปัญญา พยายามควบคุมความคิดให้ได้มากๆ ให้ได้
ตลอดเวลา ไมว่ า่ ในขณะทนี่ งั่ หรอื เวลาขณะทเ่ี ดนิ จงกรมกต็ าม
อย่าเพ่ิงไปคิดทางปัญญา ถ้าสมาธิเรายังไม่มีก�ำลังมากพอท่ี
จะหยดุ ตณั หาความอยากได้ กม็ าทมุ่ เทใหก้ บั การท�ำสมาธกิ อ่ น
มาหยุดความคิดให้ได้ทุกเวลาที่เราต้องการ เพราะเวลาเรา
จะเหยียบเบรกนี้เราไม่รู้ว่าจะเหยียบเมื่อไร ไม่ใช่จะเหยียบ
แต่เฉพาะตอนที่เราน่ังสมาธิเท่าน้ัน เราอาจจะเหยียบเบรก
ตอนท่ีเราก�ำลังท�ำอะไรอยู่ กิเลสโผล่ข้ึนมาเราก็ต้องหยุดมัน
ทนั ที ดงั นนั้ เราตอ้ งพรอ้ มทจี่ ะหยดุ ใจไดท้ กุ เวลานาที สามารถ
เข้าสมาธิได้ทุกเวลานาทีท่ีเราต้องการ ถึงจะเรียกว่ามีสมาธิ
เต็มรอ้ ย
การประกันของพระพุทธศาสนา 89
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เลม่ ๖
การนั่งสมาธิแล้วจิตสงบคร้ังแรกนี้ไม่ได้เป็นสมาธิ
เต็มร้อย ยังเรียกว่าเป็นสมาธิ ๑% ๒% ยังต้องน่ังบ่อยๆ
เขา้ บ่อยๆ เขา้ เรอ่ื ยๆ เข้าจนสามารถเขา้ ได้ทุกเวลาทต่ี ้องการ
เขา้ แลว้ กอ็ ยู่ไดน้ านดว้ ย ไมใ่ ช่เขา้ ไปปุ๊บหนึ่ง ๒ - ๓ วนิ าทกี ็
เด้งออกมา อย่างนี้เขาเรยี กวา่ สมาธิแบบงแู ลบลิ้น กย็ งั ดี ดีท่ี
ตรงท่ีให้เราเห็นคุณค่าของสมาธิว่ามันไม่มีอะไรที่จะให้
ความสุขกับเรา ยิ่งกว่าความสุขที่ได้จากสมาธิน้ีเอง แล้วมัน
จะท�ำให้เรามี ฉันทะ วิริยะท่ีจะฝึกสติฝึกสมาธิให้มากข้ึน
ให้มีมากขึ้น ให้อยู่ได้นานขึ้นน่ันเอง ข้ันต้นมันจะอยู่ได้เดี๋ยว
เดียวเรียกว่า ขณิกสมาธิ จิตสงบชั่วครู่เดียวชั่วงูแลบลิ้น
เรียกว่าขณิกสมาธิ พอเราได้สัมผัสกับขณิกสมาธิเราจะมี
ความยินดี มีความพากเพียรท่ีจะท�ำสมาธิให้บ่อยข้ึนให้
มากขึ้น ท่ีจะหม่ันเจริญสติ เพราะเรารู้ว่าสติน้ีแหละเป็นผู้ที่
จะท�ำใหเ้ กิดสมาธิขึ้นมา เราก็จะขยันพทุ โธ พุทโธ พุทโธ หรอื
ถ้าเราไม่พุทโธเราก็คอยเฝ้าดูร่างกาย อย่าให้ใจไปอยู่ท่ีอ่ืน
ให้อยู่กับร่างกาย เพราะการอยู่กับร่างกายเป็นการดึงใจไว้
ไมใ่ หไ้ ปกบั ความคดิ ตา่ งๆ นน่ั เอง ถา้ เราคอยดวู า่ รา่ งกายก�ำลงั
ท�ำอะไรอยู่ เรากจ็ ะไปคิดเรอ่ื งนัน้ เรอื่ งนไ้ี มไ่ ด้ ถา้ คดิ กแ็ สดงวา่
เราไม่ดูร่างกายน่ันเอง ใจมันอยู่ได้ท่ีเดียว จะอยู่ท่ีปัจจุบัน
90 การประกนั ของพระพทุ ธศาสนา
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
หรืออยู่ที่อดีตหรืออยู่ท่ีอนาคต ส่วนใหญ่ใจเราไม่ชอบอยู่ใน
ปจั จบุ นั ชอบไปอดตี คดิ ถงึ อดตี ทผี่ า่ นมา ชอบไปอนาคต คดิ ถงึ
อนาคตทยี่ งั มาไมถ่ งึ สว่ นปจั จบุ นั คอื รา่ งกายนไี้ มช่ อบอยกู่ บั มนั
ใจมนั ก็เลยคิดอย่เู รือ่ ยๆ เด๋ียวคดิ ถึงอดีตแล้วก็แวบไปอนาคต
เดย๋ี วแวบไปอนาคตกก็ ลบั มาทอ่ี ดตี กลบั ไปกลบั มาอยอู่ ยา่ งน้ี
ไม่เคยอยู่ในปัจจุบัน อยู่แค่แป๊บเดียว อยู่เพ่ือให้รู้ว่าตอนนี้
รา่ งกายก�ำลงั ท�ำอะไร ก�ำลงั เดนิ กร็ วู้ า่ ก�ำลงั เดนิ ปบ๊ั แลว้ กไ็ ปแลว้
ไปอดีตแล้ว ไปอนาคตแล้ว แล้วก็กลับมาดูว่าเดินต่อไป
ดูทางเดินดูอะไรไป แต่ไม่ได้อยู่ตลอดเวลา การเจริญสตินี้
เราตอ้ งการใหจ้ ติ อยกู่ บั รา่ งกายตลอดเวลา ใหอ้ ยใู่ นปจั จบุ นั
ตลอดเวลา เพราะปัจจุบันน่ีแหละคือสนามรบที่แท้จริง
กิเลสตัณหามนั ไม่เกิดในอดีต มันไมเ่ กดิ ในอนาคต มันเกดิ
ในปจั จบุ ัน ความอยากมันเกดิ ในปจั จุบนั แลว้ เราต้องหยุด
มันในปัจจุบัน พอเกิดความอยากปุ๊บต้องหยุดมันทันที
ถ้าจิตเราไม่อยู่ในปัจจุบัน เราจะหยุดมันไม่ได้ ฉะนั้น
เราต้องฝึกให้จิตเราอยู่ในปัจจุบัน อย่าให้มันลอยไปตาม
ความคิดต่างๆ ความคิดในอดีตความคิดอนาคต ดึงกลับมา
ใหอ้ ยทู่ ่ปี ัจจุบัน
การประกนั ของพระพุทธศาสนา 91
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เล่ม ๖
วิธีที่จะให้จิตอยู่ปัจจุบัน ก็ต้องผูกมันไว้กับกรรมฐาน
อย่างใดอย่างหนึ่ง ผูกไว้กบั พุทโธก็ได้ บริกรรมพุทโธ พุทโธ
ไปเรื่อยๆ มันก็จะไปอดีตไปอนาคตไม่ได้ หรือคอยเฝ้าดูว่า
ร่างกายก�ำลังท�ำอะไรอยู่ มันก็จะไปอดีตอนาคตไม่ได้ หรือ
เวลานงั่ กใ็ หด้ ลู มหายใจเขา้ ออก มนั กจ็ ะไมไ่ ปอดตี ไมไ่ ปอนาคต
แล้วถ้านัง่ เฉยๆ ดลู มได้ เด๋ยี วมนั ก็จะเขา้ สูค่ วามสงบได้อย่าง
เตม็ ท่ี จะไดส้ มาธติ อ้ งนงั่ เฉยๆ ถา้ ยงั เดนิ จงกรมอยนู่ ย้ี งั ไมส่ งบ
ได้เต็มที่ สงบได้ ๕๐ คือใจจะว่างจากความคิด ความคิด
ปรุงแต่งจะน้อยลง แต่ใจยังต้องควบคุมร่างกายอยู่ ยังต้อง
คอยสงั่ ใหร้ า่ งกายกา้ วเทา้ ซา้ ยกา้ วเทา้ ขวาอยู่ ยงั สงั่ ใหร้ า่ งกาย
หมุนกลับไปหมุนกลับมาอยู่ ถ้าอยากจะให้ใจหยุดท�ำงาน
อยากใหน้ ง่ิ เตม็ รอ้ ยกต็ อ้ งนงั่ เฉยๆ เพราะเวลารา่ งกายนง่ั เฉยๆ
แล้วจิตใจก็ปล่อยร่างกายได้ ไม่ต้องไปควบคุมบังคับ ไม่ต้อง
ไปสงั่ ใหร้ า่ งกายท�ำอะไรอกี ตอ่ ไป ใจกม็ าอยกู่ บั ลมหายใจ มาดู
ลมหายใจเพียงอย่างเดียว หรือมาพุทโธเพียงอย่างเดียว
แล้วเด๋ยี วใจก็จะหยดุ คิดเต็ม ๑๐๐ จะนิ่งสงบเปน็ สมาธขิ ึ้นมา
ถา้ สงบได้เดีย๋ วเดยี วก็เรียกวา่ ขณกิ สมาธิ ถ้าสงบได้นานก็
เรยี กว่า อปั ปนาสมาธิ เวลาสงบจริงๆ นจ้ี ะไม่มีอารมณไ์ มม่ ี
อาการต่างๆ ปรากฏขนึ้ มาในใจ ไมม่ ีแสงไมม่ เี สยี ง ไม่มสี ไี มม่ ี
อะไร มีแต่สักแต่ว่ารู้กับอุเบกขา อุเบกขา คือใจเป็นกลาง
92 การประกันของพระพทุ ธศาสนา
พระอาจารย์สชุ าติ อภชิ าโต
ใจตอนนั้นจะไม่รักไม่ชังไม่กลัวไม่หลง นี่คือวิธีท่ีเราจะสร้าง
เคร่ืองมือข้ึนมา สร้างอาวุธเพ่ือท่ีจะมาฆ่ากิเลสตัณหา
อาวุธนี้ต้องมี ๒ อันด้วยกัน มีสมาธิและมีปัญญา เหมือน
เวลาเราจะต่อสู้ เราต้องมี ๒ มือ ถ้าเรามีมือเดียวเราสู้คนท่ี
เขามี ๒ มือไม่ได้ ลองดู ไปชกมวยกับคนท่ีมี ๒ มือ ดูคน
มือเดยี วไปชกกบั คนมี ๒ มือน้ี ส้คู นมี ๒ มือไม่ได้ คนมี ๒ มือ
นีเ่ ขามาไดท้ ง้ั ซ้ายทั้งขวา คนมมี อื เดียวนจ้ี ะสูเ้ ขาไม่ได้
ดังนั้น การที่จะต่อสู้กับตัณหาความอยากต่างๆ การที่
จะหยุดความอยากต่างๆ ได้นี้จ�ำเป็นจะต้องมีทั้งสองอย่าง
ถ้ามีสมาธิอย่างเดียวก็ไม่รู้ว่าตัณหานี้เป็นศัตรู เป็นคู่ต่อสู้
ในยคุ ทไี่ มม่ พี ระพทุ ธเจา้ มาตรสั รนู้ ้ี ไมม่ ใี ครรวู้ า่ ตณั หานแี่ หละ
เป็นตัวท่ีพาให้พวกเรามาทุกข์กัน มาเวียนว่ายตายเกิดกัน
พาให้เราไปเกิดในท่ีต่างๆ กันน้ีก็คือตัณหาความอยากน่ีเอง
ถึงแม้มีสมาธิก็ไม่เอามาใช้ในการหยุดตัณหาความอยาก
พอเกิดความอยาก แทนท่ีจะหยุดมันกลับไปท�ำตามมัน
เพราะมันได้ความสุขจากการท�ำตามความอยากนั่นเอง
ออกจากสมาธิมาอยากจะดื่มกาแฟก็ไปเลย อยากจะดูหนัง
กด็ ูเลย อยากจะไปเทีย่ วตอ่ ก็ไปเท่ยี วเลย อย่างนแี้ สดงวา่ ไมม่ ี
ปัญญา ไม่รู้โทษของกามตัณหาว่าเป็นตัวท่ีจะคอยฉุดลาก
การประกันของพระพทุ ธศาสนา 93
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เล่ม ๖
จติ ใจใหก้ ลบั มาเกดิ แกเ่ จบ็ ตายอยเู่ รอ่ื ยๆ นนั่ เอง อนั นปี้ ญั ญาน้ี
ไมม่ ใี ครรู้ ตอ้ งมพี ระพทุ ธเจา้ คนเดยี วเทา่ นนั้ ทจ่ี ะรวู้ า่ การทจี่ ติ
ของเราตอ้ งมาเกิดมาแกม่ าเจบ็ มาตายอยู่เรอ่ื ยๆ ตอ้ งมาทุกข์
มาทรมานใจอยู่เร่ือยๆ ก็เพราะความอยากนั่นเอง พออยาก
ได้อะไรข้ึนมาปุ๊บนี้ใจสั่นใจทรมาน จะหายส่ันก็ต่อเมื่อ มีอยู่
๒ วธิ ี วธิ เี กา่ กค็ อื ไปท�ำตามความอยาก พอท�ำตามความอยาก
ความทรมานใจก็จะหายไปชั่วคราว แต่ความอยากไมห่ าย
เดยี๋ วความอยากกลบั มาใหม่ อนั นเี้ ปน็ วธิ ที สี่ ตั วโ์ ลกทง้ั หลาย
ใช้แกค้ วามทุกขท์ รมานใจเวลาเกิดความอยากกัน แตไ่ มไ่ ด้
เป็นวิธีก�ำจัดความทุกข์ทรมานใจอย่างถาวร เพราะเป็นการ
เสริมก�ำลังของความอยากให้มีก�ำลังมากข้ึน ให้กลับมาสร้าง
ความทุกข์ทรมานใจเพ่ิมมากขึ้น วธิ ใี หม่นี้ วิธีที่ ๒ นเี้ ปน็ วิธี
ท่ีพระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่าเป็นวิธีก�ำจัดความทรมานใจ
และก�ำจัดความอยากให้หมดไปพร้อมๆ กันเลย คือ
วิธีไม่ท�ำตามความอยาก วิธีท�ำใจให้สงบ พอเกิดความ
อยากขนึ้ มา ใจส่นั ใจทรมาน ก็ท�ำใหม้ ันสงบเสยี ใชพ้ ุทโธก็ได้
ใช้อานาปานสติก็ได้ อย่าไปท�ำตามความอยาก พอท�ำใจให้
สงบใจมนั กห็ ายทกุ ขท์ รมาน ความอยากกไ็ มต่ อ้ งไปท�ำตามมนั
พอความอยากไม่ได้รับการตอบสนองมันก็จะหมดก�ำลัง
ตอ่ ไป ทกุ ครง้ั ทมี่ นั อยากเรากท็ �ำแบบนไ้ี ป ท�ำกบั ความอยาก
94 การประกนั ของพระพุทธศาสนา
พระอาจารยส์ ชุ าติ อภชิ าโต
ทกุ รปู แบบทง้ั ๓ ชนดิ คอื กามตณั หา ภวตณั หา วภิ วตณั หา
เช่นตอนน้ีอยากจะไปเป็นส.ส.กัน ก็ไปนั่งสมาธิกัน ไปอยู่
ปฏบิ ตั ธิ รรมกนั เดย๋ี วพอใจสงบกเ็ ปลย่ี นใจไดไ้ มไ่ ปสมคั รส.ส.ได้
หรอื ไมก่ ่ีวันพอเขาปิดรบั สมคั รแล้วก็สมคั รไมไ่ ดแ้ ล้ว
น่ีคือ ภวตัณหา ความอยากมอี ยากเป็น อยากเป็น ส.ส.
อยากเป็นโน่นอยากเป็นน่ี เป็นแล้วมันวุ่นวาย เห็นไหมน่ี
เปน็ แลว้ ดไี มด่ ตี ดิ คกุ ตดิ ตารางเสยี อกี ถา้ ไปท�ำผดิ กฎหมายเขา้
ความอยากบางทมี นั จะทา้ ทายใหเ้ ราไปท�ำอะไรทเ่ี สยี่ งตอ่ การ
ผิดกฎหมายได้ เดี๋ยวไปเลือกตั้ง ไปขายเสียงซื้อเสียงกันอีก
เดี๋ยวถูกเขาจับได้ก็ถูกเขาลงโทษ ความอยากมันจะพาเราไป
หาความทกุ ขม์ ากกวา่ แตต่ วั รา้ ย แตส่ งิ่ ทร่ี า้ ยกาจทส่ี ดุ กค็ อื มนั
จะพาให้เรากลับมาเกิดอยู่เรื่อยๆ เพราะความอยากมันต้อง
มีร่างกายถึงจะท�ำอะไรตามความอยากได้ พอร่างกายอันนี้
ตายไป มันกต็ ้องไปหาร่างกายอนั ใหม่ ส่วน วภิ วตัณหา กค็ อื
ความอยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ พอเวลาเจ็บน้ีอยากจะหายก็
จะทรมานใจ ถ้าอยากจะไม่ทรมานตอนท่ีเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย
กท็ �ำใจใหส้ งบเสยี พุทโธ พทุ โธไป ดลู มหายใจไป พอใจสงบ
แล้วความทรมานใจที่เกิดจากความเจ็บไข้ได้ป่วยจะหายไป
แลว้ ความเจบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ยทางรา่ งกายจะไมร่ นุ แรง จะไมส่ ามารถ
การประกนั ของพระพทุ ธศาสนา 95
ธรรมะสดๆ ร้อนๆ เล่ม ๖
มาท�ำให้ใจทรมานได้ ใจจะเจ็บอย่างสบาย เช่นเดียวกับ
ความตาย เวลาจะตายก็อย่าไปอยากไม่ตาย ท�ำใจให้สงบ
ปลอ่ ยใหม้ นั ตายไป เราไมไ่ ดเ้ ปน็ รา่ งกาย รา่ งกายไมไ่ ดเ้ ปน็ เรา
เราเปน็ ใจ ท�ำใจให้สงบ เราไมไ่ ด้ตายไปกับรา่ งกาย เราไมต่ ้อง
ไปทกุ ขท์ รมานไปกับความตายของร่างกาย ถ้าเราหยดุ ความ
อยากได้ ท�ำใจให้สงบได้ เวลาร่างกายตายเหมือนนอนหลับ
ไปเฉยๆ น่ันเอง ไม่มีความทรมานเลย
นี้คือตัณหาทั้งสาม กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
ที่เราจะต้องใช้วิธีที่ ๒ คือวิธีของพระพุทธเจ้าถึงจะสามารถ
ก�ำจัดท�ำลายความอยากทั้งหลายให้หมดไป ท่ีจะท�ำให้เรา
ไม่ตอ้ งกลับมาเกิดแก่เจบ็ ตายอกี ตอ่ ไป ต้องท�ำลายดว้ ยสมถะ
และวิปัสสนาภาวนา สมาธิอย่างเดียวก็จะไม่รู้ว่าตัณหา
ความอยากน้ีเป็นศัตรู เป็นตัวที่พาให้เราไปเกิดแก่เจ็บตาย
พอเราไมร่ เู้ รากค็ ดิ วา่ มนั เปน็ มติ ร เพราะเวลามนั มาชวนเรามนั
มกั จะชวนเราไปหาความสขุ กนั หาความสขุ จากการดมื่ กาแฟ
จากการกินขนมกัน แต่เพียงแตว่ ่าเราไมร่ ้วู า่ กินแลว้ มนั จะติด
ติดแล้วมันจะต้องกลับมากินอยู่เร่ือยๆ กลับมาด่ืมอยู่เร่ือยๆ
พอร่างกายน้ีตายไปมันก็จะกลับมาหา มามีร่างกายอันใหม่
96 การประกันของพระพทุ ธศาสนา
พระอาจารย์สชุ าติ อภิชาโต
เพื่อที่จะได้มากนิ มาดม่ื ใหม่ มาดูมาฟังใหมน่ ่นั เอง เราจึงตอ้ ง
ฝีนอยา่ ไปท�ำตามความอยาก กินได้อยู่ด่ืมไดอ้ ยู่ แตใ่ ห้มันกนิ
ให้มันดื่มด้วยเหตุผลด้วยความจ�ำเป็น อย่าให้มันดื่มด้วยกิน
ด้วยความอยาก เช่น ถ้าร่างกายต้องการน้�ำก็ดื่มน้�ำเปล่าๆ
ไม่ต้องดื่มน้�ำที่มีรสมีสีมีกลิ่น เพราะนั่นมันเป็นกาม เป็นรูป
เสียงกลิ่นรส ร่างกายต้องการน�้ำสะอาด ไม่ต้องการรูปเสียง
กลน่ิ รสทผ่ี สมมากบั นำ้� ด่มื นำ�้ เปล่าไป ถา้ หวิ อาหารก็รอใหถ้ ึง
เวลาค่อยกิน กินแบบกินยา ถ้าไม่กินแบบกินยา ถ้ากินตาม
ความอยาก ถ้ากินยาแบบกินตามความอยากเดี๋ยวร่างกายก็
จะเจ็บไข้ได้ป่วยจากการกินยาไม่ถูกขนาดได้ กินเกินขนาด
กนิ อาหารเกินขนาดกจ็ ะมปี ญั หากับร่างกายได้ ท�ำใหร้ า่ งกาย
เกดิ โรคภยั ไขเ้ จบ็ ตา่ งๆ ขน้ึ มา คนทนี่ ำ�้ หนกั เกนิ กนิ อาหารมาก
มักจะมีโรคเสริมเข้ามา มีโรคหัวใจโรคความดันโรคเบาหวาน
โรคไขมันอุดตัน แต่ถ้ากินตามเวลากินตามที่หมอสั่ง รับรอง
ได้ว่าร่างกายจะมีแต่สุขภาพแข็งแรง จะไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
กินแบบกินยากินได้ ไม่ถือว่าเปน็ ตณั หาความอยาก ดืม่ แบบ
ด่ืมยาได้ ไม่ถือว่าเป็นความอยาก แต่อย่าด่ืมอย่ากินตาม
ความอยาก อนั นจี้ ะท�ำใหก้ เิ ลสตัณหามันเจรญิ งอกงามข้นึ ไป
เร่ือยๆ ไม่ไดท้ �ำให้มนั หดหายไป
การประกนั ของพระพทุ ธศาสนา 97
ธรรมะสดๆ รอ้ นๆ เลม่ ๖
นี้คือวิธีการของการท่ีเราจะท�ำให้เราไม่ต้องมาตายกัน
อีกต่อไป จะตายกันคร้ังสุดท้ายก็คือชาติน้ีเท่านั้น แล้วจะ
ตายอย่างสงบ ตายอย่างไม่ทุกข์ ถ้าเรามีประกันชีวิตของ
พระพุทธเจ้า ถ้าเราสามารถช�ำระใจของพวกเราให้สะอาด
บริสุทธ์ิได้ เราต้องเจริญสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา
เราตอ้ งเจรญิ สติถึงจะไดส้ มถะได้สมาธิ การทจ่ี ะเจริญสติได้ก็
ตอ้ งมศี ลี ๘ กอ่ น ถา้ ไมม่ ศี ลี ๘ กจ็ ะไมม่ เี วลามาเจรญิ สติ ฉะนน้ั
ตอ้ งมที ง้ั ศลี มที ัง้ สตทิ ัง้ สมาธิ ถ้ามสี ติก็ต่อไปก็ได้สมาธิ พอได้
สมาธิก็ต้องไปปัญญาต่อ ถ้าได้แต่สมาธิก็จะไม่เห็นไม่รู้จักว่า
กเิ ลสตัณหาเปน็ ตวั ทเ่ี ราจะต้องคอยก�ำจดั แทนทจ่ี ะก�ำจัดมัน
เราก็จะคอยไปส่งเสริมมัน แต่ถ้าเรามีปัญญาเราจะรู้ว่าการ
ส่งเสริมกิเลสตัณหาน้ีเป็นการส่งเสริมความทุกข์ ทุกข์ใน
อริยสัจ ๔ ทุกข์ใจเกิดจากตัณหาความอยาก ท�ำให้ใจทุกข์
ทรมานเพราะความอยากต่างๆ ดังน้ัน เราต้องคอยก�ำจัด
ความอยากตา่ งๆดว้ ยสมาธแิ ละดว้ ยปัญญา พอเรามที งั้ สมาธิ
มีทั้งปัญญา เราก็จะสามารถก�ำจัดความอยากต่างๆ ให้หมด
ส้ินไปจากใจเราได้ พอไมม่ ีความอยากหลงเหลืออยภู่ ายในใจ
เราแลว้ ใจของเราก็จะไมต่ ้องกลับมาเกิดอกี ตอ่ ไป ชาตินี้ก็จะ
เป็นชาติสุดท้าย ผู้ปฏิบัติจะรู้เองว่ามีความอยากหลงเหลือ
อยู่หรือไม่ เม่ือก่อนมันเคยมีเดี๋ยวนี้มันไม่มี ท�ำไมจะไม่รู้
98 การประกนั ของพระพทุ ธศาสนา
พระอาจารยส์ ุชาติ อภชิ าโต
คนทเ่ี คยอยากสูบบุหร่กี บั คนท่ีไม่อยากสูบบหุ รี่แลว้ ท�ำไมเขา
จะไมร่ ู้ คนที่อยากดื่มสุรากบั เวลาทีเ่ ขาไม่อยากด่มื สุรา ท�ำไม
เขาจะไม่รู้ การที่เขาอยากดื่มกาแฟกับการที่เขาไม่อยากดื่ม
กาแฟ ท�ำไมเขาจะไมร่ ู้ มันรอู้ ย่ใู นใจ
ผู้ปฏิบัติไม่ต้องไปถามใครว่า ความอยากในตัวเราหมด
ไปหรอื ยงั มนั รอู้ ยแู่ กใ่ จ ถา้ ยงั อยากมนั กย็ งั อยากอยู่ แตถ่ า้ มนั
ไม่อยากมันก็ไม่อยาก เวลาไม่อยากแล้วมันไม่ทรมาน เวลา
อยากแล้วมันจะทรมาน ให้ดูตรงนี้ ดูที่ใจ ถ้าใจทุกข์ก็แสดง
ว่าอยาก ถ้าใจไม่ทุกข์ก็แสดงว่าไม่อยาก ถึงแม้ว่าจะท�ำ
เหมอื นกนั เชน่ ดม่ื กาแฟเหมอื นกนั แตด่ มื่ ดว้ ยความอยากหรอื
ด่ืมด้วยความไม่อยากนี้มันต่างกัน ดื่มด้วยความไม่อยากดื่ม
อยา่ งไร กอ็ ยดู่ ๆี มคี นเอากาแฟมาใหด้ ม่ื นี่ เราไมไ่ ดไ้ ปคดิ ถงึ มนั
เราไมไ่ ด้ไปอยากดืม่ มนั แต่อยดู่ ๆี มคี นเขาอยากจะมาใหด้ ื่มก็
เราก็ดื่มไป พอไม่มีด่ืมก็ไม่ไปอยากจะด่ืม อย่างนี้ แต่คนที่
อยากดม่ื นีต้ อ้ งไปหากาแฟมาด่มื พอดมื่ แล้วพอหมดก็ตอ้ งไป
หามาดม่ื ใหมอ่ กี เพราะวา่ เวลาไมไ่ ดด้ มื่ มนั จะทรมานใจ นค่ี นท่ี
ปฏิบัติจะรู้ว่าตนอยากหรือไม่อยาก ถึงแม้จะดื่มกาแฟแต่ด่ืม
แบบไมอ่ ยากกม็ ี ดมื่ แบบอยากกม็ ี สบู บหุ รกี่ เ็ หมอื นกนั สบู แบบ
อยากกม็ สี บู แบบไมอ่ ยากกม็ ี คนบางคนจงึ ไมเ่ ขา้ ใจวา่ พระอรหนั ต์
การประกันของพระพทุ ธศาสนา 99