๕๑ก็ไปสอบอารมณรวมกับพระรูปอื่นๆ ตามปกติแตพอมาถึงหลวงตา คําพูดทานก็เปลี่ยนไป ไมพูดวา โยม สติโยม อยางเกาแตกลายเปน สติหลวงพอ สติตอนอยูชุดขาวก็ไมรูสึกอายพวกพระหนุมๆ นั้น แตตอนนี้เปนพระดวยกันแลว แถมอายุคราวพอของพระพวกนั้น แตปรากฏวาไมไดเรื่องไดราวอะไรเลยมันนาอายสิ้นดีบวชมาได๔ - ๕ วัน แลว (โอโฮ กะจะบรรลุธรรมภายใน ๔ - ๕ วัน เลยเหรอ) ก็มีแตคําวา สติหลวงพอ สติอยูนั่นแหละหวังวาผาเหลืองจะชวย
๕๒ เกิดปัญญาทางธรรมคืนหนึ่ง หลวงตาก็มานั่งคิดวาจะทําอยางไรดีผาเหลืองไมไดชวยอะไรเลย ดีวาสะดุดใจตรงที่แทบทุกวัน พระอาจารยจะเตือนพระเหลานั้นวา ใหพิจารณาเกิด แกเจ็บ ตาย พิจารณาไตรลักษณกันใหดีก็เลยมาลองนั่งพิจารณาเรื่องน้ีแทน เลิกสนใจเรื่องยุบหนอ พองหนอแตก็พิจารณาไมเปน พิจารณาไมไป ก็ไดแควา คนเราเกิดมาก็ตองแกเจ็บ แลวก็ตาย หรือพิจารณาไตรลักษณมันก็รูแควาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แตไปตอไมไดทันใดนั้น ก็มีเสียงแวบเขามาในหัวของหลวงตาวาผูมาบวชเปนพระนี่คือตองการมาละกิเลสนั่นเอง ตอนนี้เราเปนพระเราก็ตองหาทางละกิเลส ก็ถามตัวเองวา กิเลสคืออะไรก็ไดคําตอบวา กิเลส คือ โลภ โกรธ หลง พิจารณาวา เราไมไดโลภแลว ยกภูปลายฟา และทรัพยสินเงินทองตางๆ ใหลูกหมดแลวมีเหลือไวแคพอกินพอใชเทานั้นเอง แตพอมาถึงโกรธ รูสึกสะดุงเลยวา ตลอดเวลา ๖๖ ปในชีวิตที่ผานมานี้เรามันเปนคนขี้โกรธ
๕๓มากๆ อะไรที่ไมไดดังใจก็จะขึ้นทันทีใครขัดใจก็ไมไดนึกถึงที่เคยไดยินที่พระพยอมพูดวา โกรธคือโง โมโหคือบา ก็มองเห็นความโงความบาของตัวเองมาตลอด คืนนั้นนั่งคุยกับตัวเองถามเองตอบเอง เพลินเปนชั่วโมงแบบไมรูตัวเลย รุงเชาก็มาคุยตอละเอียดขึ้นวาที่โกรธเพราะมันไมไดดังใจ ก็คิดไดวา มีใครในโลกนี้ไดดังใจไปหมดทุกอยาง โกรธแลวมันไมดีอยางไร โกรธแลวมันชวยใหใครทําอะไรไดดังใจหรือก็เปลา แทนที่จะไปโกรธ ควรจะเมตตาเขาดกวีานะ เพราะเคยไดยนวิาเมตตาฆ าความโกรธ หลวงตาก็คิดเขาขางตัวเองวา เราก็มีเมตตานะ เพราะทําบุญสรางทั้งวัดทั้งโรงเรียน ทั้งใหทุนการศึกษาเด็ก แตก็มาเอะใจวา เมตตากับทําบุญมันนาจะเปนคนละเรื่อง เพราะหากมันเปนเรื่องเดียวกันเราทําบุญเยอะแยะแบบนี้เราก็ควรที่จะไมขี้โกรธแลวซิแตนี่เรากโกรธห ็วหนัาคนงานแทบทกครุงทั้เขาที่าอะไรไม ํถ กใจเราูนงคั่ยกุบัตัวเองเพลินเกือบทั้งวันตกเย็นก็ไปรวมตัวกันสอบอารมณเชนเคย แทนที่พระอาจารยจะพดวูาสต ิหลวงพอสติคราวนกลี้บบอกวัาหลวงพอไดปฐมฌานแล วหลวงตาจงไดึสารภาพกบทัานวา ไมไดทายํบหนอุพองหนอ อยางที่อาจารยสอน แตใชวิธีนั่งคุยกับตัวเอง เพื่อจะแกความโกรธ ทานก็ตอบมาวา ออ หลวงพอไมไดมาสายสมาธิเกิดปญญาทางธรรม
๕๔ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนหลวงพอมาสายปญญา งั้นทําตามที่หลวงพอถนัดตอไปแลวกันที่ตั้งใจวาจะบวชแค๒ อาทิตยก็เลยคิดวาบวชตอไปอีกสักหนอยดีกวา และมีกําลังใจมากขึ้น เพราะอาจารยบอกวาหลวงตามาถกทางของสายปู ญญาคอนืงคั่ดพิจารณาอยิางนนี้แหละี่พระอาจารยบอกว าได ไปถ งฌานขึนสามแลั้ว ไมต องไปสนใจท จะที่าํสมาธิยุบหนอพองหนอ หรือพุทโธ หรืออะไรก็แลวแตซึ่งเคยทํามาสารพดวัธิแตี ไม เคยได ผลอะไรเลย ผานไปอ กพี กใหญ ั กย็งมิ่กีาลํ งใจัที่เห็นพัฒนาการอยางรวดเร็ว จากการนั่งคุยกับตัวเอง ถามเองตอบเอง ไปเรื่อยๆ กะวาจะไปใหถึงข้นั๔ เลยแตปรากฏวา คุณโบวมาตามบอกวา หลวงพอสึกไดแลวเพราะชวงที่มาบวชนี้งานที่เฟส ๓ ไมมีใครรูวาจะตองทําอะไรอยางไรตอ ก็เลยจําตองลาสิกขา แตก็คิดวาจะใชวิธีคุยกับตัวเองใหละเอยดขีนึ้และทเหี่นช็ ดเจนเป ันร ปธรรมกูค็อืเมอกลื่บมาคัมงานุที่เฟส ๓ ตอนั้น เวลาหัวหนาคนงาน หรือคนงาน ทําอะไรที่ไมตรงกบทัตี่องการกสามารถ็ “เบรก”ตวเองได ัทนัทจะไม ี่ว ากใส เหมอนืสมัยกอน สามารถที่จะคุมอารมณแลวสอบถามตนสายปลายเหตุและหาทางแกไขใหถกตูองไดแบบที่แฮปปดวยกันทุกฝาย ยิ่งทําใหมีกําลังใจที่จะฝกฝนตอไปเปนอยางมาก
๕๕วิปัสสนึกการปฏิบัติครั้งนี้หลวงตาตั้งใจจะอุทิศใหกับคุณนุกูลมากๆเปนการไถ บาป และ“ขออโหสกรรมิ ”เพราะรสูกวึาการทคี่ณนุกุลูเปนมะเรงสมองน็นั้สวนหนงนึ่าจะมาจากความเส ยใจและผ ีดหวิงัในตัวหลวงตา ซึ่งทําใหละอายใจตัวเองมากๆ ที่อุตสาหไดภรรยาที่แสนประเสริฐอยางนี้แลว กลับทาตํ ัวเหลวไหลเขาสุภาษิตโบราณที่วา “ลิงไดแกว ไกไดพลอย” จึงยิ่งทําใหคิดวาชีวิตที่เหลือนี้ตองสรางกุศลใหมากที่สุดเพื่อที่จะอุทิศใหคุณนุกูล เปนการไถบาปซึ่งในชวงป๒๕๕๔ รายการ “ธรรมะคือคุณากร” ที่ออกอากาศทางชอง ๑๑ อสมท ไดมาถายทําชีวประวัติของหลวงตา และตั้งชื่อเรื่องซีรียนี้วา “ผูไถบาป หาบบุญ”อยูมาวันหนึ่ง หัวหนาคนงานมาบอกหลวงตาวา มีพระปฏิบัติมาอยูที่สํานักสงฆแหงหนึ่งซึ่งไมหางจากภูปลายฟาดวยความดีใจคิดวาจะไดไปตอยอดกับทาน แตพอไปเลาใหทานฟง
๕๖ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนวา ใชวิธีคุยกับตัวเองถามเองตอบเอง ทานบอกวา “โยม นั่นมันวิปสสนึก ไมใชวิปสสนา” แลวทานก็สอนใหทําสมาธิแบบเคลื่อนไหวเปนจังหวะ ซึ่งหลวงตาเห็นวาไมนาจะตรงจริต ก็เลยรีบลากลับ ใจเสียพอสมควร ที่พระทักวามันคือวิปสสนึก แตดวยสันดานเดิมคือเปนคนดื้อ จึงดื้อใชวิธีวิปสสนึกนี้เรื่อยมา แตก็ทําแบบลังเล ไมคอยมั่นใจเหมือนแตกอน เพราะคําวาวิปสสนึกมันคอยแวบเขามาในหัวเรื่อยๆ ทําใหความเพียรลดนอยถอยลงไปพอสมควรเลยทีเดียว
๕๗มรีกยัอมม่ทีุกข์ที่หลวงตาเคยเขาไปปลีกที่พระธาตุฯ ตอนเย็นแทบทุกวันก็เริ่มไปบางไมไปบาง ความฮึกเหิมที่จะปฏิบัติใหกาวหนาก็นอยลงเปลี่ยนเปนความสับสนอีกครั้งหนึ่งวาตกลงที่บอกวาไมใหเกิดมาหลงโลกนั้นแลวตองทําอยางไรแน ประกอบกับตอนนั้น กามเทพแผลงศรอีกรอบ คิดไมถึงเลยวา อายุ๖๖ ปจะมา “ตกหลุมรัก”เด็กสาวอายุคราวลูกดวยคําวา “ชอบคนสูงอายุคะ” เลนเอาหลวงตาไปไมเปน ตลอดเวลา ๖๖ ปในชีวิตไมเคยงอใครเลยแตคราวนี้เวลาสาวเจางอน (และงอนบอยมาก) กลับตองเปนฝายโทรไปงอ เลยมารูตัววา ออ ความรักมันเปนอยางนี้เอง หลายครั้งที่สามารถทําใจไดที่จะไมงอเธอ แมจะทุกขทรมานใจแคไหนก็ตามแตเมื่อผานไป ๓ - ๔ วัน เธอเห็นวา ไมงอแนเธอก็เปนฝายโทรมา หลวงตาก็กลายเปนขี้ผึ้งโดนไฟไปในบัดดล พฤติกรรมแบบนี้ทําใหคิดหนักอยูตลอดเวลา วา “จะไปตอ หรือจะพอแคนี้”ซึ่งตลอดชีวิตมาไมเคยตกอยูในสภาวะที่“ทุกขใจ” อยางนี้เลย
๕๘ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนจนไปเจอแมชีทานหนึ่ง ทานนั่งหลับตาสักพัก ก็พูดออกมาวา “โยมพี่ตั้งใจจะไปกรุงเทพฯ แลวโยมพี่ไปหลงเพลินอะไรอยูที่อยุธยา” ก็งงถามวาแมชีพูดอะไรไมเห็นเขาใจ แมชีก็บอกวาก็โยมพี่ตั้งใจจะปฏิบัติธรรมใหบรรลุธรรม แลวทําไมจะไปคิดมีคูอีกละ โยมพี่ก็ไปจวนจะถึงที่หมายอยูแลว มาไดไกลแลว เพราะบารมีเกา แตยังไมเจอคูบารมีที่จะจูงกันเดินทางตอจากอยุธยาเพื่อเขากรุงเทพฯ เทานั้นแหละ แลวแมชีก็บอกวาจะยกหลานสาว(อายุออนกวาหลวงตา ๒๐ ป) คนนี้แหละจะมาเปนคูบารมีที่จะมาชวนกันหาทางออกจากอยุธยา นึกไมถึงเหมือนกันวาวิธี“คลมถุงชนุ ”สมยโบราณน ันั้ยงสามารถนั ามาใช ํ ได ในพ.ศ. ๒๕๕๑ทุกอยางผานไปดวยดีคูบารมีถนัดสวดมนตมาก จึงพาหลวงตาซงปกต ึ่ไมิ สนใจสวดมนต เลย ไดสวดสารพดบทและวันพระัวันโกน ก็จะพากันเขาไปถือศีล ๘ ในพระธาตุฯ ดวยกัน แตก็ยังเหยียบเรือสองแคม ชวยคุณโบวขยายเฟส ๔ ไปจนเสร็จ และคุณโบวก็มาบอกวา ใหไปเจรจากับเจาของเนินเขา ๒ ลูก ที่อยูดานหลังภูปลายฟา เนื้อที่ประมาณ ๑๕๐ ไรที่มาเสนอขายใหหลายครั้งแตยังไมเคยเจรจากันเปนเรื่องเปนราวสักทีเพื่อขยายเปนเฟส ๕ คืนนั้นขณะนั่งวิปสสนึกอยูก็มีเสียงก็เขามาในหัววา“ถามึงยังขืนดื้ออีก คราวนี้จะเอาชีวิต” หลวงตาจึงนึกขึ้นไดวา
๕๙มีรักยอมมีทุกขทผี่านมาตวเองยั งหลงโลกจร ังๆิคอมืความสีขกุบการทัขยายกี่จการิภูปลายฟาเฟสแลวเฟสเลา และภาคภูมิใจที่มีเสียงเลาลือวาเปนโครงการที่สวยที่สุดในเชียงราย แมวาเงินที่ขายไดจะไมไดมีสวนเกี่ยวของแตอยางใดแตหารูไมวา“ใจ” นั้น “หลงรัก” ภูปลายฟายิ่งกวาลูกเสียอีก เมื่อเสียงเตือนมาขนาดนี้จึงคิดไดวา ลอเลนไมไดแลวคราวนี้จึงบอกคุณโบววา พอตองเขาไปอยูในพระธาตุฯเปนการถาวรแลว เฟส ๕ ก็เลยพับไปโดยปริยาย และก็พาคูบารมีเขาไปถือศีล ๘ แบบถาวรในพระธาตุฯ ตั้งแตพฤษภาคม ๒๕๕๒(เห็นไหมวา ทั้ง “รักคน” และ “รักสมบัติ” ลวนเปนทุกข)
๖๐ เลิกหลงโลกและเดินทางธรรมเต็มตัวพอสมองไมตองไปคิดเรื่องภูปลายฟาแบบที่ผานมา จิตก็มุงมั่นอยูกับการคุยกับตัวเอง คราวนี้มาคุยเรื่อง “โลภ” ดวยเพราะเมื่อ ๒ ปกอน โดนกิเลสหลอกวาไมโลภแลว เพราะยกทรัพยสมบัติใหลูกๆ ไปหมดแลว แตคราวนี้มานั่งพิจารณาพบวาแทจริงยังโลภอยูมากเพราะแตละวัน คิดแตจะทําโนน นี่นั่นเพื่อเพิ่มมูลคาที่ดินในภูปลายฟา ใหลูกตลอด การคุยกับตัวเองจงมึเรีองคื่ยมากขุนกวึ้าแตกอนทคี่ยเรุองโกรธอย ื่างเดยวีแตเรองหลงื่ตอนนั้นก็โดนกิเลสหลอกวา ไมไดหลงนะเพราะ อยูชุดขาว และอยในพระธาตูฯุแลวไง หาไดรความหมายทูแที่จรงของคิาวํา “หลง”แตประการใด
๖๑หลวงตาคุยกับตัวเองอยูอยางนี้ประมาณ ๓ เดือน วันหนึ่งก็เกิดสภาวะที่รูสึกวา ธรรมะเปนอยางนี้เอง ธรรมะคือธรรมชาติธรรมะ คือการกําจัดกิเลสทั้งหลายออกไปจากใจ ไมจําเปนตองอาศัยรูปแบบการนั่งสมาธิเดินจงกรมอยางที่ไดรับการสอนมาและเกิดความรูสึกอยากจะบอกคนทั้งโลกวา ธรรมะคืออยางนี้อยางนี้ผานไปไดสักไมถึง ๑๐ วินาทีก็มีเสียงเขามาในหัววาแลวมึงจะไปสอนอะไรใคร มึงมีความรูทางปริยัติแคไหน อานพระไตรปฎก ก็ไมเคยอานไดเกิน ๑ หนาก็วาง เพราะไมรูเรื่องอานหนังสือธรรมะทั้งหลาย ก็มีแตบอกใหทําสมาธิใหจิตสงบนิ่งวาง มึงก็ทําไมไดจิตที่ฮึกเหิมก็คลายลงโดยสิ้นเชิงเลิกหลงโลกและ เดินทางธรรมเต็มตัว
๖๒ เข้าคุกครั้งแรกในชวีิตดวยสายสมพันธัของลกนูองเกาท ี่ปปส. และเพงยิ่ายมาเป นอธิบดีกรมราชทัณฑทําใหหลวงตามีโอกาสไดเขาไปทําโครงการอาบนําจิต ที่เรือนจําพะเยา เมื่อปลายป๒๕๕๒ โดยขอเขาไปสอนวิชา “วิปสสนึก” นี่แหละ แตก็มีหลักยึดจากบทโอวาทปาตโมกข ิทวี่าธรรม ๓ ขอน ี้คอคืาสอนของพระพํทธเจุาทกพระองคุคอื๑. การไมท าบาปท ํ งปวง ั้๒. การทากํ ศลใหุถงพรึอม๓. การชาระํจตของตนให ิขาวรอบ ปรากฏวา ประสบความสาเรํ จแบบไม ็นาเชอื่นักเรียนรุนแรกเปนผูตองขัง ๑๖ คน สอนอยู๑๐ วันปรากฏวาทุกคนชอบวิธีวิปสสนึกของหลวงตามาก สวนใหญเคามีพื้นฐานทางธรรมเพราะเรียนนักธรรมกัน แตบอกวาเรียนรูธรรมะก็จริง แตไมรูเรื่องวาเอาไปใชกับชีวิตไดอยางไร แตจากการที่ไดสนทนากับหลวงตา เขาสามารถเอาไปใชไดเพราะนอกจากเขาจะ
๖๓รูจักเรื่องบาปบุญคุณโทษแลว ก็จะสอนใหเขารูจักวิธียับยั้งชั่งใจที่จะไมทะเลาะวิวาทกัน และจากการที่เขาไดนําวิธีวิปสสนึกไปใชเพียงไมกี่วัน ก็มีหลายคนที่มารายงานผลวา สามารถรับมือกับเหตุการณไดดีขึ้นปรากฏวา จากปากตอปาก มีผูตองขังทั้งหญิงชาย ลงชื่อสมัครเขาเรียนรุนตอๆ ไปอยางคับคั่ง จึงไดจัดอีก ๑๑ รุน และหลังจากนั้น ยังมีคอรสตอยอดฝกตอแบบยั่งยืน และไมวาทานผบ.เรือนจําพะเยา จะยายไปเรือนจําไหนก็ตาม ก็จะขอใหไปจัดคอรสใหที่เรือนจําทานทุกแหง จนทานเกษียณไปเขาคุกครั้งแรกในชีวิต
๖๔ เจอธรรมะหลวงพอทู่ลในเรอนจื ําสอนอยูที่เรือนจําพะเยาไดประมาณ ๖ เดือน ทางเรือนจําอําเภอเทิง เชียงราย ก็ไดมาขอใหหลวงตาไปจัดใหทางเรือนจําที่นั่นดวย และที่เรือนจําอําเภอเทิงนี่เอง หลวงตาก็มีโอกาสเจอหนังสือของหลวงพอทูลขิปฺปปฺโ ในหองสมุดซึ่งหลวงตาไมเคยไดยนชิอพระรื่ปนูมากี้อนเลยเกอบจะไม ืหยบมาอิานแตชอหนื่งสัอื“อุบายสอนใจตัวเอง” สะดุดใจมาก เพราะหลวงตาใชวิธีสอนใจตัวเองมาตลอดแบบไมมีใครชี้แนะ อานไปไดไมถึง ๒๐ หนานําตาไหลพราก เอาหนังสือขึ้นมาวางบนศีรษะ แลวก็เอาลงมาวางที่โตะและกราบหนังสือ พรอมกับรองในใจวา โอย หลวงพอผมรแลูวผมรแลูววาธรรมะเป นอยางนนี้เองี่เปนสภาวะทคลี่ายกบัตอนทเคยเกี่ดกิอนจะคดมาสอนคนิแตมนั “ลกซึงและชึ้ดเจนั ”กวา
๖๕คิดวาตองไปฝากตัวเปนศิษยพระรูปนี้ใหได ไมวาทานจะอยูที่ไหนก็ตาม รีบพลิกไปหนาทายๆ ของหนังสือเพื่อจะดูวาทานอยูที่วัดไหน ไดขอมูลวาอยูที่วัดปาบานคอ อุดรธานีแตทานละสังขารไปเมื่อ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ หัวใจที่กําลังฟูดวยความดใจท ี จะได ี่เจอครบาอาจารยูทสอนแนวทางที่ตรงจรี่ติ ตกลงไปอยทู ี่ตาตมุนงคอตกอยั่พู กใหญ ั นกนึ อยใจต วเองวัาท าไมบ ํญนุอยอยางน ี้หลงจากนันั้หลวงตากได็ซอหนื้งสัอหลวงพือทลมาูทงั้๖ เลมครบชุดที่สํานักพิมพอมรินทรนํามารวมเลมจัดพิมพพรอมทั้งเอารูปหลวงพอในหนังสือไปขยายใสกรอบมาเรียบรอย แลวก็กราบรปทูานพรอมท งขอฝากต ั้วเปันศษยิทานและตงจั้ตอธิษฐานวิาเจอธรรมะหลวงพอทูลในเรือนจำ
๖๖ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนขอใหไดเจอศิษยตัวเปนๆ ของทานแลวจะบวชไปตลอดชีวิตจากนั้นทุกวันที่วางจาการสอน ก็จะเอาหนังสือหลวงพอมาอานอานไปก น็ าตาไหล ํพรอมกบเอาหนังสัอวางทื โตี่ะแลวกกราบหน็งสัอืดวยความซาบซึ้งแบบที่บรรยายไมถูกรูแตวา เขาใจทุกอยางตามที่หลวงพอเข ยนในหน ีงสัอืพรอมทงคั้ดตามไปว ิา โอยอนนัผมที้าอยํแลูวแตผมไมรูวามันคือธรรมะ หรือบางเรื่องก็รับปากวาผมจะตองทําใหไดหรือบางเรื่องก็สารภาพกับทานวา ตรงนี้ผมคงยังทําไมไดแนตอนนี้แตผมจะตองทําใหไดในชาตินี้จากนั้นเวลาไปสอนที่เรือนจําทั้งสองแหง ก็จะสอนดวยความมั่นใจขึ้นมาก เพราะรูวามาถูกทางแนๆ เพราะหลายสิ่งหลายอยางที่สอนและที่ปฏิบัติอยูนั้น ตรงกับที่หลวงพอเขียนในหนังสือ ตรงขนาดที่บางขอความหรือวลีที่หลวงตาใชสอนมากอนนั้น ตรงกับที่หลวงพอเขียนในหนังสือเปะๆ เลย
๖๗แรงบันดาลใจให้เขยนหนี ังสือและ จัดคอรสธรรมะ์จากการอานหนังสือหลวงพอทูลทําใหหลวงตาฮึดสูโดยเอาหนงสั อเป ืนครบาอาจารยูแลวเกดแรงบิ นดาลใจให ัหลวงตาคิดเขียนหนังสือธรรมะ โดยพรินตออกมาจากคอมพิวเตอรเปนเลมเล็กๆ บางๆ เพื่อเอาไวแจกใหกับผูตองขังที่สนใจขยันทําการบานหร อตอบปร ื ศนาธรรมได ิ เรองแรกทื่เขี่ยนเมีอื่๑๑ ก.ค. ๕๓คือ “ธรรมะสําหรับคนไมมีเวลา” (ตอมาเมื่อจัดพิมพเปนเรื่องเปนราวรวมกับอีก ๖ เรื่องในป๕๗ เขียนขยายความและเปลี่ยนชื่อเปน “ไมมีเวลา หรือไมคิดจะปฏิบัติธรรม”) จากนั้น ๑๕ ก.ค. ก็เขียนเรื่อง วิธีอยูกับกิเลสอยางมีความสุข และตอมาก็เรื่องฆราวาสอยางเราๆ ปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร ถือศีลแลวตองกินเจดวยหรือ และมาอาบนําจิตกันเถอะ แบบตอเนื่อง เพราะรูสึกวามนพรังพรัู่อยากจะบอกคนวาธรรมะคออยืางน ี้อยางน ี้แตก เป็ นไป ในวงแคบๆ คือพิมพแจกใหเฉพาะพวกผูตองขังเทานั้นเอง
๖๘ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนจนเมื่อ ๖ ต.ค. ๕๓ หลวงตาเกิดความคิดวา จะเขียนทั้งประวัติและเขียนทั้งธรรมะเพื่อทําเปนหนังสือแจกงานศพตัวเองไวเลยดีกวา เพราะตอนนี้มั่นใจแลววา ที่ปฏิบัติและสอนพวกผตูองขงนันั้เปนแนวทางปฏ บิตัธรรมทิถี่กตูองแนนอนเพราะตรงกบัที่หลวงพอทูลทานสอน จึงไดเขียน “นุสรณกรภพ” ขึ้นมา โดยสวนหนงกึ่เป็ นประว ตัตามธรรมเนิยมีอกสีวนหนงกึ่เป็นธรรมะชอวื่า“คมู อปฏ ืบิตัธรรมสิาหรํบผั ปฏูบิตัธรรมชินั้ป. ๑” แลวส งโรงพ มพิ จัดพิมพเปนเรื่องเปนราว (ไมใชพิมพจากเครื่องคอมพิวเตอร
๖๙แรงบันดาลใจใหเขียนหนังสือ และ จัดคอรสธรรมะเลมบางๆ อยางเรื่องอื่นๆ ที่เอาไวแจกผูตองขัง) พลันก็นึกขึ้นมาวากวาคนจะไดอาน ไมรูอีกนานเทาไรเพราะตองรอตอนงานศพนาเสียดายเวลาที่สูญเปลา เพราะอยากใหคนไดอาน ไดเปลี่ยนmindset วา ธรรมะคือธรรมชาติและการปฏิบัติธรรมที่แทจริงคือการเอากิเลสออกใหมากที่สุด ไมใชแบบท ี่พากันทําอยูคือเอาแตนั่งสมาธิหาความสงบแตไมคิดที่จะเอากิเลสออกแตอยางใด จึงเกิดความคิดวาเอาสวนหนึ่งแจกเปนของขวัญปใหมป๕๔ ใหกับเพื่อนนักเรียนเตรียมฯ กับเพื่อนบัญชีจุฬาฯ รุนเดียวกันดีกวาชวงเดอนืก.พ. ๒๕๕๔ มสีภาพสตรุทีานหน งโทรมาแนะน ึ่าํตวเองวัาชอเมตตาื่เปนน องสะใภ ของเพอนบื่ญชัจีฬาฯุของหลวงตาและตัวทานเปนเจาของสํานักพิมพอมรินทรธรรมะ ไดมีโอกาสอาน“นุสรณกรภพ ”อยากจะขออนุญาตนําสวนของธรรมะไปจัดพิมพจําหนาย หลวงตาก็ไมติดขัดใดๆ แตอยูๆ ทานก็บอกวา เปลี่ยนใจขอเอาเรื่องปฏิบัติธรรมชั้น ป. ๑ นี้เก็บไวกอน อยากจะใหหลวงตาเขยนี “นพพานไม ิ ไกลเก นเอิอมื้ ”ใหหนอย (ทานคดชิ อมาให ื่เสรจ็ )แตในที่สุด“ปฏิบัติธรรมชั้น ป.๑”ก็ไดออกวางตลาดกอนในขณะที่หลวงตา เปลี่ยนสภาพจาก ชุดขาว เปน “หลวงตานอง”เมื่อ ๑๔ ก.ค. ๒๕๕๕ พอดีจึงไดมีคนมานิมนตใหไปแสดงธรรมที่บริษัทและที่โรงงานหลายแหง ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้น หลวงตา
๗๐ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนก็ไดสรางสถานธรรม KPY ภูปลายฟาขึ้น (KPY คือตัวยอจากขปิ ปปฺโฺฉายาของหลวงพอทลู )ซงตอนแรกลึ่กจะไมูยอมสรางสถานธรรมใหโดยบอกวา หลวงพอดูหมอก็ไมเปน ใหหวยก็ไมไดแลวใครจะมาหาหลวงพอ จึงตองบอกวา หลวงพอตั้งจิตอธิษฐานกับหลวงพอทูลไวแลววา เมื่อไรที่หลวงพอทูลรับหลวงพอเปนลูกศิษยแลว (แมจะเปนลูกศิษยกลางอากาศก็ตาม) หลวงพอก็จะบวชและสรางสถานธรรมเพื่อสอนแนวปญญาสัมมาทิฏฐิสืบทอดเจตนารมณของหลวงพอทูล ตอไปจนกวาจะหมดกําลังยอนไปเมื่อ ๑๘ ก.ย. ๕๔ จากที่หลวงตาอานหนังสือหลวงพอเจอวา หลวงพอสอนใหพิจารณาธาตุ๔ ขันธ๕ หลวงตาก็มานั่งพิจารณาอยางจริงจังวา ธาตุ๔ คือ ดิน นํา ไฟ ลม นั้นมันคืออะไร และที่วาใหพิจารณานั้น พิจารณาอะไร ก็เอามานั่งคิดถามเอง ตอบเอง แลวมองไปรอบๆ กุฏิจากนั้นเดินออกมาดูตนไมใบหญานอกกุฏิมองขึ้นฟา มองไปทุกทิศทุกทาง ก็เริ่มเห็นวาจริงๆแลวมันก็มีแตดิน นํา ไฟ ลม ทั้งนั้น แตเราไปเรียกมันวากุฏิตนไมภเขาูฯลฯจากนนกั้มองเข็ามาหาตวเองัมนกั ็“ไดคดิ”ขนมาเลยวึ้าจริงๆ แลว ที่เรียกวา ผม ขน เล็บ ฯลฯ ที่แทมันก็คือดิน นํา ไฟ ลมทั้งสิ้น จากนั้นก็พิจารณาตอไปถึงขันธ๕ ที่เคยไดยินวา รูป เวทนาสญญาัสงขารัและวญญาณิก get ็ขนมาเลยวึ้ารางกายซ งประกอบ ึ่
๗๑แรงบันดาลใจใหเขียนหนังสือ และ จัดคอรสธรรมะดวยดิน นํา ไฟ ลม นี้เรียกวา รูป สวนเวทนาหรือความรูสึกสัญญาหรือความจํา และสังขารหรือความคิดปรุงแตงนั้นมันมีก็เพราะเรามีวิญญาณนั่นเอง แตพวกตนไมใบหญานั้น มันไมมีวิญญาณ มันจึงเปนพวกที่มีแตรูป ซึ่งประกอบดวยดิน นํา ไฟ ลม หลวงตารีบกลับเขาไปกุฏิเปดคอมพิวเตอรพิมพสิ่งที่พิจารณาตางๆ นี้ออกมาเปนตวหนังสัอื และใหชอเรื่องวื่า “ไดคดกิค็ ดได ิ ” เปนหนงสัอทื ใชี่พมพิ ออกมาจากคอมพิวเตอรแลวทําเปนเลมเล็กๆ เพื่อเอาไปแจกเปนรางวัลใหพวกผูตองขัง เหมือนกับเลมอื่นๆ ๔ – ๕ เรื่องที่พิมพแจกมาตลอดขณะท่ีพิมพเรื่อง “ไดคิดก็คิดได” อยูนั้น หลวงตาก็เกิดสภาวะขึ้นมาวา เฮย โสดาบันนั้นแคเอื้อม ไมใชเรื่องที่ยากเย็นอยางที่เคยอานเจอในตํารา วาจะตองทําสมาธิใหไดขั้นนั้น ขั้นนี้แลวยกจิตขึ้นพิจารณาเพื่อละสังโยชนตัวนั้นตัวนี้จึงนั่งหนาคอมฯตอแลวเขียน “แคเอื้อม” ขึ้นมาอีกเลมหนึ่ง เรียกวาคืนนั้นแทบไมไดนอน เพราะจิตมันตื่น อยากจะเขียนๆๆๆๆๆๆ และก็พิมพ๒ เรื่องนี้และเย็บเปนเลมบางๆ ไวเรื่องละเกอบื๑๐ เลม เพื่อไวแจกผูตองขังเหมือนเลมอื่นๆ
๗๒ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนไมไดคิดเลยวา ผลจากการแจกหนังสือ “นุสรณกรภพ”เปนของขวัญปใหมป๕๔ ใหกับเพื่อนๆ จะทําใหหลวงตาเกิดแรงบันดาลใจเขียนและจัดสงโรงพิมพพิมพเปนเรื่องเปนราวอีก ๑๐ กวาเรื่องในชวง ๒ – ๓ ปตอมา เลนเอาเกือบโดน Offi ce Syndrome เลนงาน จนในป๒๕๕๘ หลวงตาตั้งใจวาจะเขียนเรื่อง “เบื่อจะเกิดหรือยัง” เปนเรื่องสุดทาย แตก็มีเหตุที่ทําใหตองเขียนเพิ่มอีก แตทิ้งระยะหางปละเรื่องหรือ ๒ – ๓ ปเรื่องหนึ่งจนเมื่อ พ.ย. ๒๕๖๗ ก็ไดเขียน “อยากกลับมาเกิดเปนมานุด...ยกมือขึ้น” เปนเรื่องที่๒๒ และคิดวาคงจะเปนเรื่องสุดทายจริงๆคราวนี้
๗๓แรงบันดาลใจใหเขียนหนังสือ และ จัดคอรสธรรมะตั้งแตป๒๕๕๕ ก็ไดเขียนและพิมพหนังสือธรรมะแจกจายใหกับญาติธรรมทั้งหลาย ทั้งที่มาเขาคอรสดวยตัวเองกับที่ไมเคยเขาคอรสแตไปไดอานบางเรื่องแลวเขียนจดหมายมาขอเพิ่มเติมซึ่งมีทั้งจากคนนอกคุกและในคุกหลายๆ คุกในไทย เพราะทางราชทัณฑไดนําหนังสือปฏิบัติธรรมชั้น ป. ๑, สันดอนขุดไดสันดานกข็ดไดุกบัรงูตี้ดคิกซะนานแลุวสงเขาหองสมดเรุอนจืาทํ วประเทศ ั่สวนเรองื่ “นพพานไม ิ ไกลเก นเอิอมื้ ” นนในต ั้นป ๒๕๕๖ ทางสานํกัพิมพอมรินทรธรรมะก็ไดออกวางตลาดที่ภูมิใจและมั่นใจวาหลวงพอทูลรับเปนศิษยกลางอากาศกค็อหลื งจากบวชได ัเพยงพรรษาเดียวีกได็รบมอบหมายจากพระครัูปยสลาจารยีหรอพระอาจารยื ไชยา อภชโย ิเจาอาวาสว ดปัาบานคอที่ “รับไม” ตอจากหลวงพอทูล มอบงานสําคัญในการปรับรูปโฉมหนังสือของหลวงพอทั้ง ๒๑ เรื่อง และตอมาใหรับงานอบรมภาคเหนอประจ ื าปํทกปุและจดคอรัสทวี่ดปัาบานค อในงานสรงน าํพระบรมสารีริกธาตุซึ่งเปนงานใหญประจําปของวัดปาบานคอเรื่อยมา
๗๔ ขยายสาขาสถานปฏิบัติธรรมไปเขาใหญ่ตอนแรกๆ ที่ไปสอนในเรือนจํา หลวงตาก็เนนสอนแตธรรม ๓ ขอ ที่พระพุทธองคทรงวางไวเพราะรูและมั่นใจอยูแคนั้นและยิ่งมั่นใจมากขึ้นเมื่อไดมาอานเจอหนังสือของหลวงพอทูลที่บอกวา เราไมตองรูธรรมะใหมากมาย แตเอาที่รูนั้นมาปฏิบัติใหจริงจัง นอกจากนั้นหลวงพอไดบอกวา ใหเดินตามมรรคมีองค๘ อยาปฏิบัติแหวกแนวไปจากมรรคที่พระพุทธองคทรงวางไวดีแลว จึงไดมาทําความเขาใจกับมรรค ๘ อยางจริงจังวาแตละองคหมายถึงอะไรแนและทําไมในปฐมเทศนา พระพุทธองคถึงไดทรงบอกชัดเจนวา การจะกําจัดกิเลสตัณหาตางๆ ใหหมดสิ้นไปไดนั้น ตองเดินทางสายกลาง และทางสายกลางที่พระองคหมายถึงนั้นก็คือ มรรคมีองค๘
๗๕หลวงพอเขียนไวชัดเจนวา อยาตามตํารา แตอยาทิ้งตําราและใหถามเอง ตอบเอง แลวจะเกิดปญญา จึงไดมานั่งถามเองตอบเองวา สัมมาทิฏฐิคืออะไร สัมมาสังกับโป ฯลฯ คืออะไรแนดูจากตําราบาง เอามานั่งวิเคราะหถามเอง ตอบเอง อยูหลายวันจนในที่สุดก็ถึงบางออ กระจางแจงเลยวานี่เองที่เปน “หัวใจของศาสนาพุทธ” ที่ไมมีศาสนาไหนสอนไดถึงขั้นนี้การจะสูกับกิเลสตัณหาตางๆ นั้น จะตองใชปญญาสัมมาทิฏฐิแลวเดินตามมรรคตอให ครบไปพร อมๆกนทังั้๘ องคอยางนนี้เองี่ถาระดบฆราวาสัหรือพวกที่ยังเพลิดเพลินกับการเวียนวายตายเกิด ก็ใชปญญาสัมมาทิฏฐิระดับโลกิยธรรม ที่จะทําตามขอธรรม ๒ ขอแรกที่พระพุทธองคทรงวางไวนั่นคือ ๑. การไมทําบาปทั้งปวง กับ๒. การทํากุศลใหถึงพรอม แตหากใครที่ตองการเขาเสนทางพระนิพพาน คือบรรลุธรรมขั้นใดก็ตาม ก็จะตองทําตามขอธรรมขอที่๓. คือการชําระจิตใหบริสุทธิ์สวนจะบริสุทธิ์ไดขนาดไหนก็อยูที่วาใชปญญาสัมมาทิฏฐิระดับโลกุตรธรรมไดถึงขั้นไหนเมอเขื่าใจและเข าถงเชึนนแลี้วนอกจากจะเขยนหนีงสัอแลืวก็จัดคอรสใหกับญาติธรรมทั้งหลาย โดยใหยึดธรรม ๓ ขอ และเดินตามองคมรรคทีละกาวใหครบทั้ง ๘ องค(ตอนแรกๆ ก็ไมไดตั้งชื่อคอรสเปนเรื่องเปนราว ตอมาจึงตั้งชื่อวา “ทําไดไดธรรม”)ขยายสาขาสถานปฏิบัติธรรมไปเขาใหญ
๗๖ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนและเพื่อใหผูเขาคอรสไดเห็นภาพชัดเจนเปนรูปธรรม จึงไดใชวิธีนากํจกรรมติางๆ มาเปนส อให ื่เขาได เหน็ ไดลงมอทืานอกเหนํอจากืการไดรับฟงอยางเดียว คือใหครบทั้ง ตาดูหูฟงและลงมือทําเรื่อยมาตั้งแตป๒๕๕๔ ซึ่งชวงนั้นก็ยังสอนเฉพาะที่เรือนจําพะเยาและเรือนจําเทิง แตพอป๒๕๕๕ ที่หนังสือเรื่อง “ป. ๑” ที่สํานักพิมพอมรินทรนําออกวางตลาดและประจวบกับที่ไดเปลี่ยนจากผาขาวมาเป นผาเหลองืผทู ไดี่อานหนงสัอจื งไดึนมนติ ให ไปจ ดคอรัสใหเขา และจากปากตอปาก ก็มีหนวยงานทั้งภาครัฐและเอกชนนิมนตมาเรื่อยๆ ปแรกๆก็เฉลี่ยเดือนละคอรสแลวก็คอยๆ มากขึ้นเปนปละประมาณ ๒๐ คอรส ๓๐ คอรสจนสูงสุดถึงปละ ๔๐ คอรสก็เคยมีอยูหลายปจนตองประชุมกับทีมงานวาจะไปตอหรือพอแคนี้
๗๗ขยายสาขาสถานปฏิบัติธรรมไปเขาใหญจนกระทั่งเดือน ก.ค. ป๒๕๖๖ สมเอง ซึ่งตอนนั้นเปนเจาของรีสอรทอยูที่เขาใหญซึ่งกอนหนานี้ไมไดมีความศรัทธาในเรื่องของธรรมะแตอยางใด แตตามเพื่อนมาเขาคอรส หลังจากเขาคอรสก็ขออาสาเขามาเปนหนึ่งในทีมงานทั้งๆ ที่ก็ยัง “ไมเชื่อ”ตามคําสอน แตรูสึกวาหลวงตาไดเปด “โลกธรรมะ” ใหสมไดตาสวาง เปลี่ยน mindset ในการใชชีวิตไดหลายเรื่อง จึงเกิดความรูสึกอยากมาชวยพัฒนาการเดินคอรสโดยการเอาวิชาความรูและ ประสบการณจากการทํางานในเอเจนซี่โฆษณา มาทําใหคอรสมีสื่อครบทั้งภาพ เสียงและวีดีโอและ เชื่อมตอก ับ Social media เพื่อใหธรรมะของหลวงตาแพรหลายขึ้นและ ก.ค. ป๒๕๖๗ สมก็ตัดสินใจ “ปดกิจการ” รีสอรทที่เปดบริการมาสิบกวาปและไดรับความเมตตาจากหลวงตาอนุญาตใหดัดแปลงสถานที่เพื่อทําเปนสถานธรรม โดยหลวงตาไดมอบชื่อวา ลานปญญา LPY เขาใหญแมวาสมก็ยังไมเชื่อวามนุษยสามารถปฏิบัติธรรมเพื่อไมตองมาเวียนวายตายเกิดไดจริงแตสมถือคติวา “ไมเชื่อ แตทํา” Don’t Trust Just Proof
๗๘ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนและเมื่อวันที่๒๒ ก.ค. ๒๕๖๘ สมก็ไดชักชวนเพื่อนจิตอาสามาบวชเปน ธัมมบรรพชิต (นักปฏิบัติธรรมผูเดินตามองคมรรค ) ทงแบบชั้วคราวั่และแบบถาวรเพอฝื่กปฏ บิตัไปด ิวยกนัเปนกัลยาณมิตรรวมเดินทาง สวนตัวสมเองก็ตั้งใจวาจะเปนธัมมบรรพชิตไปเรื่อยๆ เพื่อนําพาตัวเองเขาสูเสนทางธรรม และตั้งใจจะสืบทอด เผยแพรธรรมะแนว “ปญญาสัมมาทิฏฐิ” ที่หลวงพอท ลไดูปกหม ดไวุใหกบโลกใบน ั ี้และ หลวงตานองได นามาํตอยอดผานรูปแบบของ คอรสธรรมะที่จับตองไดสําหรับทานที่ยังไมเคยเข าคอรส “ทําไดไดธรรม” อาจจะนึกไมออกวา คอรสธรรมะที่ไมมีการนั่งสมาธิเดินจงกรมนั้น
๗๙ขยายสาขาสถานปฏิบัติธรรมไปเขาใหญทําอะไรกัน จึงสามารถเปลี่ยนความเห็น และ พฤติกรรมไดจริงภายใน ๒ – ๓ วัน ซึ่งเปนจุดเปลี่ยนชีวิตของสมดวย “เทคนิคการสอนธรรมะ” ทหลวงตาออกแบบโดยใช ี่กจกรรมิเกม และอปกรณุเชิงสัญลักษณแบบบานๆ เขาใจงาย ไมซับซอน สนุก ทําใหผูรวมกิจกรรมเขาถึงธรรมแบบรอง “ออ” และ ฝงชิปเปนภาพจําเขาไปในใจ (ไมใชการจํา) และสามารถนําออกมาใชไดทันเหตุการณแบบเปนธรรมชาติอยางไมนาเชื่อ ซึ่งสมขอเรียกวาเปน “สุดยอดนวัตกรรมของการเผยแพรธรรมะ” สมจึงตั้งใจสืบทอด เผยแพรธรรมะแนวปญญาสัมมาทิฏฐิตามแนวของหลวงตา ใหยั่งยืนสืบไปตราบนานเทานาน ดวยความมุงมั่นของตัวสมเอง รวมทั้งจิตอาสาทุกทานที่รวมเดินทางไปดวยกันการคนพบวิธี “การคุยกับตัวเอง ถามเอง ตอบเอง”จนไดคําตอบที่หลวงตาคนพบดวยตัวเอง ตั้งแตกอนเจอคําสอนของหลวงพอทูลนั้น เปนการ “ยืนยัน”ไดเปนอยางดีวาเปนวิธีการ“ฝกใชปญญา” ตามหลักของมรรคมีองค๘ ที่เริ่มตนดวย ปญญาสัมมาทิฏฐิโดยไมจําเปนตองมีความรูทางธรรม หรือ ปริยัติอะไรมากมายก็สามารถทําใหเราเขาใจ และ เขาถึงธรรม ยอมรับความเปนจริงของธรรมชาติจนสามารถนํามาเปลี่ยนแปลงตัวเองสูกับกิเลสไดอยางยั่งยืน
๘๐ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนตลอดเวลาที่ผานมา สมจะถามหลวงตาแบบ (กึ่งสงสัยกงลองของึ่ )วาแลวเราจะพสิจนูไดอย างไรว าทเราคี่ดวิาเรา “เขาใจและเขาถึง”ขอธรรมตางๆ นั้น เราเขาถึงจริงหรือเราเขาขางตัวเองหลวงตาก็จะตอบวา มันเปน “ปจจัตตัง” เมื่อไรที่เราเขาถึงเราจะรเองูและรดูวยวาม นเป ันของจรงหริ อของปลอม ืสมกแอบค็ ดไม ิดวีาหลวงตาหาหลักฐานมายืนยันไมไดก็เอาคําวา“ปจจัตตังที่แปลวารูไดเฉพาะตน” มาพูดนะซีแตจากการเดินตามรอยหลวงตามาถึงวันนี้สมตองแอบกราบขอขมาในใจหลวงตาอยูทุกวันที่หลงคิดอคติกับทาน เพราะยิ่งวันสมยิ่งเขาถึงสภาวะที่ไมสามารถอธิบายกับใครไดเพราะมันเปน “ปจจัตตัง” อะคะ“เปลี่ยน Mindset ไดชีวิตเปลี่ยน” จริงๆ คะสมโอ ชนกพร ถิ่นพังงาธัมมบรรพชิต๒๒ มีนาคม ๒๕๖๙
๘๑ปรบั MINDSET สักนิด ชวีิตเปลี่ยนคําปรารภตั้งแตป๒๕๕๘ ที่ตั้งใจวาจะเขียนเรื่อง “เบื่อจะเกิดละยัง” เปนเรองสื่ดทุายเพราะหลงจากตลัยเขุยนตีงแตั้กลางป ๕๓ เรอยมาื่๑๗ – ๑๘ เรื่อง จนอาการ offi ce syndrome ทําทาจะมาเยือนแตก็มีเหตุการณที่ทําใหตองเขียนเรื่องที่๑๙, ๒๐ และ ๒๑ มาเรื่อยจนถึง ป๖๐ จนตองบอกตัวเองวา ตองหยุดเขียนอยางเด็ดขาดหากไมอยากเกิดอาการ offi ce syndrome ยามแกแตหยุดมาได๗ ปเมื่อ พ.ย. ๖๗ ก็มีเหตุใหเขียนเรื่องที่๒๒ คือเรื่อง “อยากเกิดเปนมานุดยกมือขึ้น” ซึ่งตอนนั้นก็คิดวา คงเปนเรื่องสุดทายจริงๆเพราะอายุยางเขา ๘๔ แลว ไมควรที่จะมานั่งหลังขดหลังแข็งหนาคอมฯ อีกแลว และนอกจากจะไมเขียนหนังสือแลว ก็วางแผนที่จะถอยจากการจัดคอรส ดวยการเตรียมการอยางเปนขั้นตอนตั้งแตปลายป๖๗ โดยในป๖๘ ใหทีมงานเตรียมทั้งทําคลิปอัดเสียง
๘๒ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนเอาไวในการบรรยาย และเตรียมตัวบุคคลที่จะนํากิจกรรมตางๆแทนใหมากที่สุดและเริ่มป๖๙ ก็จะเพียงแคเปดรายการใหวันแรกนิดหนอย แลวที่เหลือก็ใหทีมงานใชคลิปแทนบาง หรือตัวบุคคลที่ไดรับการถายทอดวิทยายุทธนํากิจกรรม ซึ่งผานมา ๓ คอรสแรกของปก็เปนไปดวยดีทุกประการตลอดป๖๘ จึงไดใชเวลาสวนใหญที่จะสนทนาหลังไมคกับผูที่สนใจที่จะปฏิบัติใหถึงที่สุดของบารมีและก็ไดตั้งใจวาชวงเวลาที่เหลือในชีวิตจะเนนไปในลักษณะนี้มากกวาการสอนในคอรส จากการประกอบเหตุดังกลาวตั้งแตป๖๘ จนมาถึงตนป๖๙ จึงไดพบความจริงวามีผูปฏิบัติที่มาขอ “นอกรอบ” แบงเปน ๓ พวกใหญๆ คือ๑. อุดมการณหนักแนนดั่งขุนเขา แตความเพียรบางเบาดุจขนนก๒. อางวากิเลสยังแยะอยู ไมสามารถมาปฏิบัติธรรมได๓. เขาใจผิดในสาระสําคัญวา เมื่อเขามาสวมเครื่องแบบนักบวชแลว กิเลสจะหายไปเองโดยอัตโนมัติจึงทําใหตองลุกขึ้นมาเขียนเรื่องที่๒๓ (สุดทายจริงๆๆๆๆ) เอาตอนอายุจะเต็ม ๘๕ ปเพราะคิดวานาจะเปนประโยชนกับกลุมบุคคลทั้ง ๓ กลุมขางตนและรวมถึงกลุมอื่นๆ ที่อาจมี
๘๓ปรับ MINDSET สักนิด ชีวิตเปลี่ยนโดยเฉพาะอยางยงิ่ผทูมี่ความตี งใจจะปฏ ั้บิตัธรรมในข ิ นโลก ั้ตรธรรมุ(อุดมการณหนักแนนดั่งขุนเขา) จะได“เขาใจ” (realize ไมใชแคunderstand) วา ตองฝกฝน ฝกฝนตัวเองอยางไร แคไหน ไมใชไปหลงเขาใจผิดกับคําวา “ทางสายกลาง” ที่คนสวนใหญไปแปลเขาขางตวเองวัา “อยาตงเกึ นไป ิหรอหยือนเก นไป ิเอาพอดๆีชลๆิ ”แตความหมายที่แทจริงของ “ทางสายกลาง” ที่พระพุทธองคแสดงในปฐมเทศนานั้นคือ การปฏิบัติธรรมเพื่อการบรรลุธรรมนั้นตองไมไปในทางที่ติดอยูกับความสุขในสมาธิในฌาน แตไมคิดจะกําจัดกิเลส หรือไมไปในทางที่ทรมานตัวเองแตไมกําจัดกิเลส ทั้ง ๒ ทางนั้นไมใชแตใหไปทางสายกลาง คือ “มรรคมีองค๘” แตเปนที่นาเสียดายมากที่ไมคอยมีใครใหความกระจางกับชาวพุทธเราในเรื่องนี้และไมคอยจะมีใครสอนใหชาวพุทธเราเดินตามมรรคมีองค๘ นี้กันอยางจริงจัง ทั้งๆ ที่ทุกวันพระ ก็จะพากันสวดบทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งระบุไวชัดเจนวาทางสายกลางนั้นพระพุทธเจาทรงหมายถึงมรรคมีองค๘
๘๔ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนผูเขียนพยายามที่จะทั้งสอนทั้งเขียนหนังสือเพื่อเผยแพรแนวปญญาสมมาทัฏฐิ ิคอยืดหลึกเดันตามมรรคมิองคี ๘ ตามคาสอนํของหลวงพอทลูขปิ ปปฺโฺแตกท็ าไดํ ในวงแคบๆ เพราะทผี่านมาเกือบ ๒๐ ปนี้ก็มีโอกาสจัดคอรสไดประมาณ ๓๐๐ กวาคอรสและแตละคอรสก็จะจํากัดจํานวนผูเขาปฏิบัติในตอนแรกก็จะไมใหเกิน ๒๕ คน เพราะเนนคุณภาพมากกวาปริมาณ แตตอมาองคกรตางๆ ที่นิมนตไปใหจัดคอรสก็มักจะขอเพิ่มจํานวนคนในแตละคอรส จนกลายเปน ๓๐ – ๔๐ คน ดวยเหตุผลความจําเปนของแตละองคกร ซึ่งนับถึงวันนี้รวมแลวก็ประมาณหลักหมื่นคนที่ไดมีโอกาสมาเรียนรูแนวปญญาสัมมาทิฏฐินี้และก็คงตองยอมรับความจริงวา จากหมื่นกวาคนนี้สวนมากก็ถูกกระแสโลกดึงกลับไปแทบทั้งสิ้น เพราะสวนใหญเปนผูที่อยูระหวางวัยทํางานทั้งนั้นแตหลวงพอทูล เคยบอกวา ๑๐๐ คน ที่ไดมาเรียนรูความจริงนี้
๘๕ปรับ MINDSET สักนิด ชีวิตเปลี่ยนมี๑ คน ที่สามารถเปลี่ยนจากมิจฉาทิฏฐิเปนสัมมาทิฏฐิไดกถ็อวืาคมแลุว และในความเปนจรงจากผิทูมาเขี่าคอรสรวมทงทั้ไดี่ตดตามอิานหนงสัอเรืองตื่างๆของผเขูยนีมเกีนิ๑% แนๆทสามารถี่เปลยนี่ mindset จากทเปี่นม จฉาให ิ เปนส มมาได ั ในระด บโลก ัยธรรมิเพราะยังอยูในวัยทํางาน ซึ่งก็ชวยใหเขาเหลานั้น ไดใชชีวิตที่เหลือไดอยางดีมีธรรมขอ ๑ และ ขอ ๒ ของพระพุทธเจาเปนหลักในการดําเนินชีวิตของเขาและก็มีจํานวนไมนอยที่มีความมุงมั่นอยากจะปฏิบัติขั้นโลกุตรธรรม จึงเปนแรงบันดาลใจใหผูเขียนตองลุกมาฝนสังขารเขียนหนังสือเลมนี้เพื่อให “ความกระจาง” กับพวกเขาวาตองปรับ mindset เสียใหมวาการปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุธรรมนั้นมแตีอดมการณุมแตีความอยากบรรลธรรมุแตไมลงมอกืาจํดกัเลสิตณหาตัางๆอยางจรงจิงัและถกวูธิแลีว จะไมสามารถบรรลธรรมุไดเลยหรอทืคี่ดวิ าโกนห วบวชแลัวกเลสติณหามั นจะหายไปเอง ันนั้มนเป ันมจฉาทิฏฐิอยิางแรง ปรบั Mindset เสยเถอะีสวนพวกทมี่จฉาอิกแบบีทบอกวี่ากเลสยิงหนาอยัูไมสามารถมาปฏ บิตัธรรมิไดกลมนุผี้เขู ยนไม ีแน ใจว าหนงสัอเลืมนจะที้าใหํ พวกเขาเปล ยนจากี่มิจฉามาเปนสัมมาไดไหมวา การปฏิบัติธรรมคือการที่เราจะมาขดเกลากั เลสให ิเบาบางยงริ่ตูววัากเลสแยะิกย็งติ่องมาปฏ บิตัธรรมิ
๘๖ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนมิฉะนั้นแลว กิเลสจะยิ่งหนาเตอะ จนหมดหวังในชาตินี้ตองรอชาติหนาบายแกๆ โนนอยางไรก็ตาม ขอเขียนนี้ก็เปนเพียงแคใหหลักกวางๆสําหรับผูที่ตองการจะกาวขามจากโลกิยธรรมไปสูโลกุตรธรรมเพื่อใชเปนแนวทางเทานั้นเอง เพราะการฝกตามธรรมขอ ๓ คือการชําระจิตใหบริสุทธิ์(จะขาวรอบแคไหนแลวแต) นั้น เปนเรื่องที่จะตองมาฝกกันตัวตอตัวเปนรายๆไป เพราะพื้นฐานตลอดจน“จริต” ของแตละคนตางกัน ดังนั้น วิธีสูกับกิเลสขั้นกลางๆ และขั้นละเอียดของแตละคน จึงไมมีสูตรสําเร็จ ตางคนตางตองหา“วิธีของตัวเองใหเจอ” จึงจะทําใหการปฏิบัติกาวหนาและไปถึงจุดหมายปลายทางของตัวเองไดพระกรภพ กิตฺติปฺโ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๙
๘๗หลักธรรมที่เป็นหัวใจของศาสนาพุทธพระพุทธเจาทุกพระองค(พระสมณโคดมนี้เปนองคที่๒๘)เมื่อตรัสรูแลว ก็จะวางหลักธรรมไว๓ ขอเหมือนกันหมด ไมใชวาทานเลียนแบบกัน แตเพราะธรรม ๓ ขอนี้คือ หลักธรรมที่เปน“ความจริง” ตามกฎของธรรมชาติที่ครอบคลุมการปฏิบัติหรือพฤติกรรมของมนุษยทั้งโลก เมื่อพระพุทธเจาตรัสรูและประกาศศาสนาพุทธ (ซึ่งแปลวาศาสนาของผูรูคือรูความจริงในโลกนี้) จึงไดวางธรรม ๓ ขอนี้ไวเปนหัวใจของการปฏิบัติธรรมทั้งในขั้นโลกิยธรรม (คือธรรมสําหรับผูครองเรือน) และขั้นโลกุตรธรรม(คือธรรมสําหรับผูที่ตองการเขาเสนทางพระนิพพาน)ธรรม ๓ ขอนี้คือ๑. การไมทําบาปทั้งปวง๒. การทํากุศลใหถึงพรอม๓. การชําระจิตให (บริสุทธิ์) ขาวรอบ
๘๘ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนการไมทําบาปทั้งปวงนั้น คนทั่วไปมักจะยึดศีล ๕ ในแบบที่วา๑. ไมฆาสตวั แตกย็งทัาความเดํอดรื อนให กบทังคนและสั้ตวั โดยคิดวาไมบาปเพราะไมไดฆา๒. ไมลักทรัพยแตถือวิสาสะหยิบของเล็กๆ นอยๆ ของคนในบานหรือของเพื่อนๆ โดยไมไดขออนุญาตกอน เพราะคิดวาไมบาป ไมเขาขายลักทรัพยเพราะถาขอ เขาก็ใหอยูแลว๓. ไมประพฤติผิดในกาม โดยไปเนนเรื่องเพศสัมพันธซึ่งนับวาเปนการเขาใจผิดอยางมากในขอนี้เพราะในความเปนจริง ของรักของหวงนั้นไมไดหมายถึงเฉพาะคูครองหรือลูกเทานั้น
๘๙หลักธรรมที่เปนห ัวใจของศาสนาพุทธ๔. ไมโกหก ไมพูดสอเสียด ฯลฯ แตความหมายที่แทจริงคือใชคาพํดทูาให ํคนอนเดื่อดรือนเสยหายีหรอเสื ยใจ ีกถ็อวืาเปนบาป แตเนื่องจากไปติดอยูแคคําวาไมโกหก ไมพูดสอเสียด สวนใหญก็เลยทําบาปขอนี้กันประจําโดยไมรูตัว๕. ไมดื่มเหลาหรือของมึนเมา ซึ่งในความเปนจริงเจตนาของขอนี้คือ ไมไปยุงกับของมึนเมา รวมทั้งของที่มอมเมาเพราะจะทาให ํขาดสตความยิงคั้ดิแลวพลาดไปท าบาป ํสารพัดอยางนั่นเอง และในโลกปจจุบัน ของมอมเมาทั้งหลายนั้น เขามาในชีวิตคนทั้งโลกมากเสียกวาของมึนเมาดวยซําไป แตเนื่องจากไปติดอยูกับคําวาไมดื่มเหลาเทานนั้ไมไดเขาถงความหมายทึแที่จรงของศิลขีอน ี้คนสวนใหญ กเลยค็ดวิ าไม ไดผดศิ ลอะไรหากจะไปย ีงเกุยวี่กับของมอมเมาพวกนี้ดังนั้นผูเขียนจึงไดขยายความใหเห็นชัดเจนมาตลอดทั้งในหนังสือที่เขียนและในคอรสที่สอน โดยการเอาความจริงที่วาดวงวิญญาณทั้งหลายจะตองเวียนวายตายเกิดอยูในภพภูมิทั้ง ๗อันประกอบดวย พรหม เทวดา มนุษย (ซึ่งถือวาเปนสุคติภูมิ)สัตวเดรัจฉาน เปรต อสุรกาย และสัตวนรก (ซึ่งถือวาเปนทุคติภูมิ)และพระพุทธองคไดทรงเปรียบไววา ดวงวิญญาณที่จะไปเกิดใน
๙๐ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนสุคติภูมินั้นเปรียบเหมือน “เขาโค” สวนที่จะไปเกิดในทุคติภูมินั้นเปรยบเหมีอนื “ขนโค” โคมเขาแคี ๒ ขางแตมขนกวีา๒๐ ลานเสนหรือ ๑ ตอ ๑๐ กวาลานนั่นเองเนื่องจากพรหม เทวดา เปรต อสุรกายและสัตวนรกนั้นเราไมไดสัมผัสกับเขาเหลานั้นโดยตรง แตมนุษยกับสัตวเดรัจฉานนนั้ทกคนไดุรจูกั ไดเหนอย็างชดเจนัผเขูยนจี งไดึหยบยกเอามนิษยุมาเปนตัวแทนของ “สุคติภูมิ” และ สัตวเดรัจฉาน เปนตัวแทนของ “ทุคติภูมิ” ซึ่งก็จะเห็นไดชัดเจนวา ดวงวิญญาณที่จะไดมาเกิดเปนมนุษยแคดวงเดียว แตที่จะไปเกิดเปนสัตวนั้นกวา๑๐ ลานดวงซงเรากึ่ประจ ็กษักนดัอยีแลูววาจานวนประชากรส ํตวั ในโลกนี้มากกวาประชากรมนุษยเปน ๑๐ ลานเทา
๙๑หลักธรรมที่เปนห ัวใจของศาสนาพุทธจากนั้น ผูเขียนก็จะแยกใหเห็นชัดๆตามพุทธพจนที่วา“กรรมเปนเครื่องจําแนกสัตว” นั่นคือ กรรมหรือการกระทําที่จะทาให ํดวงวญญาณนินๆั้จะไดเก ดเป ินมนษยุหรอตื องไปเก ดเป ินสตวั ในชาตติอไป ดวยการแยกให เหน็ “ความปกต”ิ (ภาษาบาลเรียกวีาศีล) ของมนุษยกับสัตวอยางชัดเจน ๖ ขอดวยกัน นั่นคือ ปกติของมนุษยจะตอง๑. ไมทําใหใครเดือดรอน รวมทั้งตัวเอง - สัตวมันทําเปนปกติโดยไมรูเรื่อง๒. ไมถือวิสาสะหยิบหรือเคลื่อนยายของผูอื่นโดยที่ไมขออนญาตและได ุรบอนัญาตจากเจ ุาของเพราะอาจทาให ํเขาเดอดรือนได - สัตวขออนุญาตไมเปน๓. ไมเอยปากขอหรือถึงกับแยงของของใคร เพราะอาจทาให ํเขาล าบากใจ ํเสยใจ ีหรอเจืบแค็นหากของนนเป ั้นของรกของัหวงของเขา - สัตวแยงกันเปนประจํา๔. ไมใชคําพูดไปทําใหใครเดือดรอน เสียหายหรือเสียใจ - สัตวสงเสียงรองซึ่งก็คือคําพูดของมัน โดยไมรูวาทําใหใครเดือดรอน
๙๒ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยน๕. ไมยุงเกี่ยวกับของมึนเมาหรือสิ่งเสพติดทั้งหลาย เพราะอาจทําใหขาดสติความยั้งคิดแลวพลาดไปทําผิดใน ๔ ขอขางตน - สตวั ไมมความยีงคั้ดอยิแลูว โดยไมจ าเปํนต องไปด มกื่นของมินเมาึและสัตวไมรูเรื่องของมอมเมามัวเมาในขอ ๖ แตอยางใด๖. ไมยงเกุยวกี่บของมัวเมาทัมอมเมาเราอยี่ทูกวุนนั้ีเพราะอาจทําใหขาดสติความยั้งคิดและพลาดไปทําแบบสัตวเชนเดียวกับขอ ๕ซึ่งทั้ง ๖ ขอนี้จะเห็นไดชัดเจนวา “ปกติ” ของมนุษยนั้นตรงกันขามกับ “ปกติ” ของสัตวทุกขอคนสวนใหญที่คิดวารักษาศีล ๕ ไวไดเปนอยางดีหรือคิดวาวันๆ ไมไดไปทําบาปแตอยางใด แตพอไดเห็นถึงความตางของความเปนปกติของคนและสัตวขางตนแลว ก็จะเห็นชัดเจนวาตกลงในแตละว นได ัทาแบบสํตวั หรอได ืท าบาปแบบไม ํรตูวมากมายัเหลือเกิน หากตายไปโดยที่ไมไดเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหมก็คงหมดสทธิทิ์จะเป ี่น๑ ใน ๑๐ ลานดวงวญญาณทิ จะได ี่กลบมาเกัดิเปนมนุษยอยางแนนอน
๙๓๙๓หลักธรรมที่เปนห ัวใจของศาสนาพุทธ
๙๔ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนการทากํ ศลใหุถงพรึอมผเขูยนกี ได็ ปรบั mindset ใหใหม วาทคนสี่วนใหญ เข าใจว าเปนเรองการทื่าบํญหร ุอการทืาความดํนีนั้ไมถูกตองครบถวนตามความหมายของธรรมขอนี้เพราะความจริงนั้น ธรรมขอนี้มุงเนนเรื่องการทําจิตใหเปนกุศลมากกวาดวยเหตุผลที่วา ธรรมขอ ๑ ที่ไมใหทําบาปทั้งปวง ก็คือใหรักษาความเปนปกติของมนุษยไวใหไดคือมีอาจิณณกรรมหรือกรรมที่ทําอยูเปนประจําที่เปนกรรมดีเพื่อมีโอกาสสูง ที่จะไดกลับมาเกดเป ินมนษยุอกในชาต ีหนิาแตเทานนยั้งไม ัเพยงพอีเพราะตามกฎของอาสันนกรรม กําหนดเอาตอนจิตจะออกจากรางเปนสําคัญถาจิตเปนกุศลก็ไปสุคติแตหากจิตเปนอกุศล ก็ไปทุคติแมวาอาจิณณกรรมจะเปนกรรมดีก็ตามคนสวนใหญไปเขาใจผิด มุงที่จะฝกใหจิตเปนกุศลตอนใกลตาย นึกถึงพระรัตนตรัย ฯลฯ แตในกรณีที่อาจิณณกรรมทําบาปคอนขางมาก เปนไปไดหรือที่ตอนจิตจะออกจากรางจะสามารถทําใหจิตนั้นเปนกุศลไดผูเขียนยังไมเคยไดยินไดฟงวามีพวกที่ทําบาปอยูเปนประจํา แลวสามารถฝกใหจิตเปนกุศลตอนจตจะออกจากริ างได มแตีตวอยัางของผทูที่ากรรมดํอยี เปู นประจ าํแตไมไดฝกใหจิตเปนกุศลไวตอนจิตใกลจะออกจากราง เกิดเปนอกุศล หวง โนน นี่นั่น ก็เลยตองไปทุคติ
๙๕หลักธรรมที่เปนห ัวใจของศาสนาพุทธพระพุทธองคทรงทราบเรื่องกฎแหงกรรมนี้แบบรูแจงแทงตลอด จึงวาง “ธรรมขอ ๑” คือไมทําบาปไวเปนพื้นฐานและ “ธรรมขอ๒” ทากํ ศลใหุถงพรึอมนนคั่อฝืกจ ตให ิ เปนก ศลไวุใหมากทสี่ดเทุาท จะมากได ี่อยาปล อยให ความเป นอกศลุคอพวกืขี้ตางๆ ในใจ อาทิเชน ขี้อิจฉา ขี้นอยใจ ขี้หมั่นไสขี้บน ขี้โกรธขี้กลัว ขี้กังวล ขี้หวง ขี้หวง ฯลฯ มาครอบงําจิตใจ เพียรฝกฝนที่จะเอาขี้ตางๆ หลานี้ออกใหมากที่สุดเทาที่จะมากไดเพื่อใหมั่นใจวา ตอนจิตจะออกจากราง จิตจะไดเปนกุศล วิญญาณดวงนี้ก็จะไปสุคติแนนอน สวนจะไปอยูในสุคตินานแคไหน และอยูอยางไร ก็ขึ้นกับ วาไดทําบาป และทําบุญไวมากนอยแคไหนเพียงใดนั่นเอง
๙๖ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยน
๙๗หลักธรรมที่เปนห ัวใจของศาสนาพุทธพระพุทธเจาไดทรงสอนเรื่องนี้มาเปนพันๆ ปแลว แตเมื่อประมาณป๒๕๖๖ นี่เอง ที่นักวิทยาศาสตรเพิ่งมาพิสูจนกันไดอยางแจมแจงวา ๓๐ วินาทีกอนที่จิตจะออกจากราง จิตจะไปเกาะเกี่ยวกับสิ่งที่เจาของรางนั้นเคยชินหรือติดยึดกับสิ่งนั้นๆจะเปนเหมือนฉายภาพยนตรใหจิตดูเลยก็วาไดจึงอยากขอใหทานผูอานไดเขาใจใหกระจางถึงความจริงตรงนี้วา จะตองทําตามธรรมทั้ง ๒ ขอนี้ควบคูกันไปดวยจึงจะไดไปสุคติไมใชมุงไปฝกเตรียมตัวตายกันแตเพียงอยางเดียว โดยไมใสใจเรื่องการทําบาปและไมหมั่นฝกจิตใหเปนกุศลแลวหวังวาจะไดไปสุคตินั้น เปนเรื่องที่เปนไปไดหรือเปนไปไมไดก็ขอใหแตละทานใชวิจารณญาณกันเอาเองแลวกัน
๙๘ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนธรรมทั้ง ๒ ขอขางตนนั้น เปนเพียงแคโลกิยธรรม คือธรรมสําหรับผูครองเรือน ที่ยังยินดีในการเวียนวายตายเกิด ก็จะไดไปเกิดในสุคติแลวก็ไปลุนกันในแตละชาติที่ไดเกิดมาเปนมนุษยเหมือนในชาตินี้วาจะรักษาแชมปนี้ไดไปกี่ชาติก็ไมมีใครบอกไดเพราะในความเปนจริง สวนใหญก็จะเสียแชมปในที่สุดจนไดแตหากตองการที่จะ “รักษาแชมป” ใหไดอยางแนนอน ก็ตองไปทําตามธรรมขอ ๓ ดวย คือการชําระจิตใหขาวรอบ หมายความวาตองพฒนาขั นไประด ึ้บโลก ัตรธรรมุคอปฏ ืบิตัธรรมในล ิกษณะัที่จะเขาเสนทางพระนิพพานใหไดถึงพระโสดาบันเปนอยางตําจึงจะปลอดภัยแนนอน
๙๙โลกิยธรรม และโลกุตรธรรมทเราได ี่ยนได ิ ฟงกนวัาธรรมะของพระพทธเจุามถีงึ๘๔,๐๐๐พระธรรมขนธันนั้ขอผอูานอย าได ไปตกอกตกใจว าแลวเราจะปฏ บิตัิตามไหวหรือตั้งเยอะแยะขนาดนั้น เรายึดหลักธรรม ๓ ขอนี้ไวแลวเดนตามมรรคมิองคี ๘ เทานนกั้เพ็ยงพอแลีว ไมต องไปร อะไรูใหมาก หลวงพอทูล บอกวา เอาเทาที่รูแตนํามาปฏิบัติอยางจริงจังดีกวาไปรูธรรมะเยอะแยะ แตไมปฏิบัติเพราะนั่นก็เพียงแควา “มความรีทางธรรมู ” แตไมม ี“ปญญาทางธรรม ”แตอย างใด เพราะความรูไมสามารถสูกับกิเลสไดเลยชวงป ๒๕๖๘ พวกเรากคงเห็นต็วอยั างประจ กษัชดจากกรณั ีสีกากอลฟแลววา ตอใหมีความรูทางธรรมสูงขนาดไหน พรรษาแกกลาขนาดไหน แตหากขาด “ปญญาทางธรรม” ก็ไมสามารถสูกับกิเลสไดเลย และไมใชมีแคกรณีสีกากอลฟเทานั้น แตแทบจะมีขาวปรากฏใหเห็นกันอยูแทบทุกวันมานานเต็มทีแลว ที่ผูที่มีความรู
๑๐๐ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนทางธรรมสูงๆ บวชมาเปนหลายสิบพรรษา แตมาพายแพกับสองเรื่องหลักคือ สตรีกับสตางคก็เพราะมีแต “ความรูธรรมะ” แตไมไดปฏิบัติจนเกิด “ปญญาทางธรรม” นั่นเองสําหรับพวกเราเหลาฆราวาสทั้งหลาย ตองมาถามตัวเองใหแนวา เราตั้งเปาหมายการปฏิบัติธรรมของเราไวที่ตรงไหนใหชัดเจน เพื่อเราจะไดวางแผนการปฏิบัติใหถูกตองคือปฏิบัติธรรมสมควรแกธรรมนั่นเอง ถาตั้งเปาหมายเพียงแค โลกิยธรรมก็เพียงแคนําธรรมขอ ๑ มาปฏิบัติอยางจริงจัง และอยางยั่งยืน