๑๐๑โลกิยธรรม และโลกุตรธรรมจนสามารถรักษาความปกติของมนุษยทั้ง ๖ ขอนั้นไวไดรอยเปอรเซ็นตเปนอัตโนมัติหรือหากจะพลาดพลั้งไปบางก็ไมเกิน ๑ เปอรเซ็นตตรวจดูวา ใน ๖ ขอนั้น ขอไหนที่เรายังสอบไมผาน ก็จัดลําดับที่จะนําขอนั้นๆ มาแกไข ดวยการสอนใหเห็นถึงขอเสียหรืออันตรายทั้งในชาตินี้และในชาติหนา หากยังสอบตกอยูแลวก็หาวธิทีจะแกี่ไขให ได เปนขอๆ ไป ขอแนะนาวําอยาแกทละหลายๆขีอ(หากยังสอบตกหลายขอ) เพราะเหมือนการสูกับคูตอสูทีละหลายๆ คน เรายอมไม ม ทางชนะได ีเลยขนาดสกูนตัวตัอตวับางทีก็ยังเอาชนะไมคอยจะไดอยูแลว หรือกวาจะชนะไดก็หืดขึ้นคอเมื่อสามารถรักษาความปกติของมนุษยใหอยูใน DNA ของเราไดแลว จากนั้น ก็เขยิบขึ้นไปฝกฝนตามธรรมขอ ๒ ตรวจสอบดูวา มี“ขี้” อะไรอยูในใจบาง จากนั้น ก็จัดลําดับความสําคัญที่จะกาจํดขัตี้วไหนออกก ัอนหลงัและเชนกนัสไปทูละตีวๆัแตสาหรํบัเรองฝ ื่กจ ตให ิ เปนกศลุกาจํดขัตี้างๆ ออกจากใจนี้ไมซเรียสวีาจะตองกําจัดใหได๙๙ หรือ ๑๐๐ เปอรเซ็นตหากไดเกิน ๗๕ เปอรเซ็นตก็นาจะเรยกวี าสอบผานแลว และก็หวังวา ตอนจิตจะออกจากรางจิตนาจะไปเกาะกับ ๗๕ เปอรเซ็นตของความเปนกุศลมากกวา
๑๐๒ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนที่จะไปติดคางกับ ๒๕ เปอรเซ็นตของความเปนอกุศลที่ยังกําจัดไมสิ้นซาก ก็เสี่ยงดวงกันตอนนั้นแลวกัน ดังนั้นถาจะใหดีก็พยายามฝกใหไดเกิน ๗๕ เปอรเซ็นตเทาไรก็ยิ่งปลอดภัยเทานั้นแตอย าไปหว งถังขึนทั้าจํ ตให ิ เปนก ศลไดุเตมร็ อยเปอร เซนต็ เพราะนั่นเปนเรื่องของผูที่ตองการไปตอขั้นโลกุตรธรรม ที่จะตองไปฝกตอ เพื่อใหไดเปอรเซ็นตสูงขึ้นๆจนเต็มรอยหรือเกือบเต็มรอยใหยอมรับความจริงวา หากเราตั้งเปาแคโลกิยธรรม เพราะยังยินดีที่จะใชชีวิตแบบฆราวาส การที่จะฝกจิตใหเปนกุศลใหได๙๙หรือ ๑๐๐ เปอรเซ็นตนั้น ยอมเปนเรื่องที่เปนไปไมไดสําหรับฆราวาสที่ตองอยูกับสิ่งแวดลอมที่ลวนแตจะพาใหเราตามกระแสโลก ทเตี่มไปด ็วยกามตณหาัภวตณหาและวัภวติณหาัการจะตอสูกับตัณหาทั้ง ๓ นี้จะตองเปนเรื่องของผูที่มีบารมีทางธรรมมากพอและมความมีงมุนทั่จะปฏ ี่บิตัตามธรรมขิอ๓ ซงเปึ่นข นโลก ั้ตรธรรมุซงเปึ่นการทวนกระแสโลก เปรยบเสมีอนการพายเรือทวนกระแสืนําเพื่อที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางนั้น จะตองใชทั้งแรงกายแรงใจ ทจะพายไปจนถ ี่งจึดหมายุหยดพายเมุอไร ื่กระแสนากํจะ็พาเรอถอยหลืงเมัอนื่นั้หากพายๆ หยดๆุกคงไม ็มวีนถังจึดหมายุไดอยางเด็ดขาด
๑๐๓โลกิยธรรม และโลกุตรธรรมอีกอยางหนึ่งสําหรับผูที่ตั้งเปาแคโลกิยธรรม ควรจะไดตระหนกในความจร ังดิวยวา ไมจ าเปํนหรอทืจรี่งไม ิควรท จะไปศ ี่กษาึธรรมะขนโลก ั้ตรุเพราะระดบจั ตคงไม ิสามารถทจะเขี่าถงขึอธรรมตางๆเหลานั้นไดหรือหากบังเอิญไปเก็ตขอธรรมเหลานั้นเขาบางกลบจะยังสริ่างความวนวายสุ บสนให ัก บการใช ัชวีตฆราวาสของทิานเพราะมนจะไปข ัดกันกั บการใช ัชวีตของคนรอบขิางตวทัาน ไวเม อใด ื่ทที่านผานขนั้ “โลก”ิแลวและมความพรีอมท จะปฏ ี่บิตัขินั้ “โลกตุ ”คอยวากันอกที ีจะดีกวานะหลวงพอทูล เคยเลาวาครั้งหนึ่งเมื่อทานแสดงธรรมจบ มีญาติธรรมทานหนึ่งพูดวา หลวงพอเปนถึงพระอรหันตแตทําไมเอาแตธรรมะขั้นพื้นๆ มาสอนพวกเขา ไมเห็นเอาธรรมะขั้นสูงๆมาสอนเลย หลวงพอถามกลับไปวา ธรรมะขั้นตนๆ เหลานี้ยงทัากํ นไม ั ไดเลยแลวจะฟ งธรรมะขนสั้ งไปทูาไม ํ จะฟงรเรูองเหรอื่
๑๐๔ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนก็คงไดแตฟง แตนําไปปฏิบัติไมไดหรอกเสียเวลาเปลา หวังวาเรองนื่คงจะเป ี้นอทาหรณุสาหรํบทัานทตี่งเปั้าหมายการปฏ บิตัธรรมิไวท โลก ี่ยธรรมิวาควรเนนแค ธรรมขอ๑ และ ขอ๒ กสมควรแล็วอยาดิ้นรนไปเอาธรรมะขั้นโลกุตร มาฟงใหเสียเวลา หรือสรางความสับสนใหกับตัวเองเลย ธรรมะคือธรรมชาติเปนไปตามเหตุตามปจจัย ไมใชเปนไปตามความอยาก ความไมอยาก หรือความโกเกตามกระแสแตอยางใดสาหรํบทัานทตี่งเปั้าหมายการปฏ บิตัขินโลก ั้ตรุและมความีพรอมนนคั่อืสามารถสอบผานธรรมขอ๑ และขอ๒ และสามารถบริหารจัดการปลดบวงที่รัดสวนใดสวนหนึ่งของรางกายออกไปไดแลว ก็จะตองนําธรรมขอ ๓ ของพระพุทธองคมาปฏิบัติอยางจริงจัง เพื่อกําจัด ตัณหาทั้ง ๓ คือกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ใหมากที่สุด คือลงมือพายเรือทวนกระแสนําอยางจรงจิงและยังยั่นืจนกวาจะถงจึดหมายอยุางนอยทสี่ดกุให็บรรลขุนั้โสดาบนเป ันอยางต าํแลวจะข นฝึ้งไมพายต อไปก ถ็อวื าปลอดภ ยใน ัระดับหนึ่งแลว อยางชาก็ไมเกิน ๗ ชาติก็จะสามารถตอยอดเขาถึงพระนิพพานไดอยางแนนอนอีกเรื่องหนี่งที่สําคัญมากก็คือ ทานตองตรวจสอบตัวเองใหแนวา ทานเปนพวกเจโตวิมุตติคือชอบและสามารถทําสมาธิให
๑๐๕โลกิยธรรม และโลกุตรธรรมจิตสงบนิ่งไดในเวลาอันรวดเร็ว และอยูในความสงบนิ่งนั้นไดนานๆหรือทานเปนพวกปญญาวิมุตติคือไมสามารถทําสมาธิความสงบไดเลย ชอบแตจะคิดโนน นี่นั่น อยูตลอดเวลาที่พยายามจะทําสมาธิใหจิตนิ่ง จิตวางอยางที่เขาสอนกัน ผูเขียนเปนพวกปญญาวมิตตุิซงหลวงพึ่อท ลไดูบอกวา ใหใช ปญญาพจารณาขิอธรรมตางๆหรือใชปญญาสอนตัวเองไปเลยวาจะแกพฤติกรรมอะไรบางทั้งในขั้นหยาบ ขั้นกลางและขั้นละเอียด ดังนั้น รายละเอียดการปฏิบัติในหนังสือนี้จึงเหมาะกับพวกที่เปนปญญาวิมุตติเทานั้น ไมนาจะเปนประโยชนกับทานที่เปนเจโตวิมุตติแตอยางใด แตก็ไมผิดกติกาแตอยางใดสําหรับทานที่เปนเจโตวิมุตติจะนําไปใชเพราะไมวาจะเปนเจโต หรือ ปญญา ก็ตองใชปญญาสอนใจตัวเองทั้งสิ้น เพียงแตวาพวกเจโตจะเอาสมาธินําและปญญาหนุน แตพวกปญญานั้น ใชปญญานําเลย และเอาแคสมาธิตั้งใจมั่นหนุนเทานั้นเองจรงๆแลิวธรรมะของพระพทธองคุทรงแบ งไวแค โลก ยธรรมิ(โลกิ) กับโลกุตรธรรม (โลกุต) เทานั้น แตเกิดปรากฏการณพิสดารขนในหม ึ้ญาต ูธรรมทิ ปากพร ี่ าบอกกํบผัเขูยนวีา พวกเขาเปนปญญาวิมุติแนวปญญาสมมาทั ิฏฐินี้ถูกกับ “จริต” ของพวกเขามากๆและหลายตอหลายคนกบอกว็าเขาต งเปั้าการปฏ บิตัขินโลก ั้ตรธรรมุ
๑๐๖ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนเพราะอยากบรรลุธรรมอยางนอยขั้นโสดาบัน หรือบางรายถึงกับบอกวา “ไมอยากกลับมาเกิดอีกแลว” และทานเหลานั้น ก็ตั้งใจปฏิบัติจนสามารถสอบผานธรรมขอ ๑ ไดอยางดีและธรรมขอ ๒ก็ทําทาวาจะผานไดในระดับหนึ่ง แตพอบอกใหไปบริหารจัดการปลดบวงที่ยังหลงเหลืออยูเพื่อเตรียมพรอมที่จะลงเรือ พายทวนกระแสนํากันอยางจริงจัง ก็ปรากฏวา ขอเปลี่ยนใจ ไมเอาทั้ง“โลกิ” หรือ “โลกุต” แตขอปฏิบัติขั้น “โลเล” แทนแลวกันแลวกเก็ ดปรากฏการณ ิ “อปาทานหมุ ” ูมสมาชีกิ “สมาคมโลเล” เพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว โดยอางวาในสมัยพุทธกาลนางวิสาขาบรรลุโสดาบันแลว ก็ยังคงความเปนฆราวาส และมีลูกมีหลานเต็มบานเตมเม็องืซงกึ่แสดงว็ าเปนฆราวาสกสามารถบรรล็ ธรรมไดุไม ใชเหรอ
๑๐๗ฆราวาสสามารถบรรลุธรรมได้จรงหริอืเรื่องฆราวาสบรรลุธรรมไดไหมนี้คงตองขออนุญาตใหเปลี่ยน mindset กันสักนิด เพื่อชีวิตจะเปลี่ยน ผูเขียนไมมีอะไรโตเถียงเลยในกรณีที่สมัยพุทธกาล ฆราวาสบรรลุธรรม อยาวาแตขนโสดาบ ั้นเลยัแมขนอรหั้นตัฆราวาสกบรรล็ ไดุหลงจากทั ฟี่งธรรมจากพระพุทธเจาหรือแมแตจากพระอรหันตสาวกของพระพุทธเจาและกเพ็ยงแตี ไดย นได ิ ฟงวาฆราวาสทานใดท บรรลี่ธรรมขุนั้อรหนตัแล วไม เปล ยนมาเป ี่นนกบวชกัจะเส็ยชีวีตภายใน ิ ๒๔ ชวโมง ั่ประมาณนั้น สวนถาบรรลุขั้นอื่นแลวยังคงเปนฆราวาสตอไปหรือไมนั้น ไมไดมีการระบุชัดเจนวา อะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งนาจะหมายความวา คงสามารถคงความเปนฆราวาสตอไปไดกระมังและผเขูยนกี ไม็ ไดคดจะหาคิาตอบนํ ใหี้ไดชดเจนัเพราะหลวงพอทลูก็ไมไดอยูใหถามแลว จะถาม AI ก็คงไดคําตอบในลักษณะ
๑๐๘ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนเปนปริยัติเสียมากกวา เพราะ AI ก็เปรียบเหมือน “ตํารา”ยุคดิจิตอลเทานั้นเอง คือมี “ความรูทางธรรม” แตไมไดมี“ปญญาทางธรรม” แตอยางใดจึงอยากชวนใหเหลาปญญาวิมุตติที่เปนสมาชิกสมาคมโลเลทั้งหลายไดใชปญญาวิเคราะหหาคําตอบโดยนึกถึงขอเท็จจริงตางๆเหลานี้คือ๑. ผูที่เกิดรวมสมัยกับพระพุทธเจานั้น แสดงวาทานเหลานั้นตองมีบารมีทางธรรมจากชาติกอนๆ สูงมากๆ ถึงไดเกิดรวมสมัยกับพระพุทธเจา แลวพวกเราเกิดหลังพุทธกาลกี่พันปบารมีธรรมเรามากขนาดไหน คงไมตองบรรยาย๒. ธรรมะที่เราไดอานไดฟงกันทุกวันนี้เพี้ยนไปจากสมัยพุทธกาลมากนอยแคไหน และผูแสดงธรรมทานเปนเพียงปุถุชน หรือเปนอริยชน เปนสมมติสงฆหรือ เปนพระอริยสงฆเราก็ไมมีทางทราบ๓. พระพทธเจุาทรงมพระญาณพีเศษทิทราบวี่า “จรตเดิมิ”แตละคนเปนแบบไหน และติดขัด “เรื่องอะไร” ทานก็แสดงธรรมเรื่องนั้น คนฟงแมเปนฆราวาสก็บรรลุธรรมไดงายๆ แตนอกจากพระพทธเจุาแล วไม ม ใครม ีญาณพีเศษนิ ี้แมแตพระอรหนตัทงหลายั้แตละทานก็จะแสดงธรรมในแนวที่ทานถนัด สวนจะไปตอยอด
๑๐๙ฆราวาสสามารถบรรลุธรรมไดจริงหรือจริตใครแคไหน อยางไร ก็เปนเรื่องบารมีของแตละคนที่ไดรับฟงขอธรรมนั้นๆ๔. สิ่งแวดลอมและสังคมในสมัยพุทธกาล กับสิ่งแวดลอมและสังคมในปจจุบัน แตกตางกันราวฟากับเหว ในสมัยพุทธกาลสิ่งมอมเมานอยกวาสมัยนี้กี่พันกี่หมื่นเทา และสิ่งแวดลอมเอื้อตอการปฏิบัติธรรมเพื่อขจัดขัดเกลากิเลสตัณหาไดมากกวาสมัยนี้กี่รอยกี่พันเทา๕. พวกเราก็ไดเกิดรวมสมัยกับพระอรหันตโดยเฉพาะหลวงพอทูลของเรา และหลายๆ ทาน ยังไดมีโอกาส ฟงธรรมจากหลวงพอขณะทยี่งมัชีวีตอยิดูวยซ าํแตเราก ไม็ทราบวาจะมฆราวาสีกี่ทานที่บรรลุธรรม และบรรลุแลวทานยังคงเปนฆราวาสอยูหรือไมเราก็ไมทราบไดแตที่เราเห็นๆ กัน สวนใหญ ขนาดไดมีโอกาสฟงธรรมจากปากหลวงพอทูลหรือฝกฝนปฏิบัติธรรมกับหลวงพอดวยซํา ก็ยังไมสามารถเขาเสนทางพระนิพพานแมขั้นโสดาบันไดเลยตางถูกกระแสนําพัดเรือกลับไปอยูที่เดิม หรือถึงขั้นออกทะเลก็แยะ๖. ที่แนๆ ณ พ.ศ. ๒๕๖๙ เราไดแตเพียงฟงเทศนจากยูทูปหรืออานหนังสือของหลวงพอ แตไมมีโอกาสไดถามหลวงพอวาตกลงจริงๆ แลวสมัยปจจุบันนี้ฆราวาสที่ใชชีวิตในสิ่งแวดลอมที่
๑๑๐ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนเต็มไปดวยสิ่งยั่วยวนและยั่วยุนั้น จะสามารถปฏิบัติจนบรรลุธรรมแมขั้นโสดาบันไดไหม และหากบรรลุไดยังจะสามารถใชชีวิตครองเรือนแบบนางวิสาขาไดไหมแนนอน พระพุทธองคไมเคยตรัสวา ฆราวาสบรรลุธรรมไมไดเพราะจริงๆ แลวการบรรลุธรรม ไมไดจํากัดวาจะตองเฉพาะผูที่เปนนักบวช ใครก็ตามถาสามารถชําระจิตใหบริสุทธิ์จากกิเลสตัณหาไดระดับหนึ่ง ก็บรรลุธรรมขั้นโสดาบัน และหากสามารถชําระจิตใหบริสุทธิ์แบบขาวรอบก็บรรลุขั้นอรหันตดังปรากฏตามธรรมขอที่๓แตเราตองตระหนักในความจริงที่วา การที่จะบรรลุธรรมแมขั้นโสดาบันนั้น นอกจากวาเราจะตองปฏิบัติตามธรรมขอ ๑คือ ไมทําบาปทั้งปวง และฝกใหจิตเปนกุศลใหมากที่สุด เพื่อที่วาความโลภ โกรธ หลง ของเราจะไดเบาบางลงแลว เรายังจะตองไปละสังโยชน๓ ตัวแรกคือ ๑. สักกายทิฏฐิ๒. วิจิกิจฉา และ๓ สีลพตปรามาส ใหไดดวย ผูเขียนจึงอยากถามบรรดาผูที่ชอบอางวา ฆราวาสก็บรรลุธรรมไดนั้น ลองพิจารณาใครครวญใหดีวา หากทานยังใชชีวิตแบบฆราวาสคือตามกระแสโลก และอยูในสภาพแวดลอมที่มีแตเรื่องปวดหัวโนน นี่นั่น หรือสิ่งมอมเมาเยายวนตางๆ แลวทานจะสามารถทําใหความโลภ
๑๑๑ฆราวาสสามารถบรรลุธรรมไดจริงหรือโกรธ หลงของทานเบาบางลงไดหรือ และทานจะสามารถละสังโยชนทั้ง ๓ ตัวไดหรือนอกจากฆราวาสบางทาน ที่ไมไดอยูในสภาพแวดลอมในแบบของฆราวาสคอมืทีอยี่ทูสี่บปายะ ัเหมาะแกการปฏ บิตัธรรมิและตดขาดจากสั งคมภายนอกได ัแลว สามารถใชชวีตแบบนิกบวชัคอบวชทางใจ ื โดยไมจ าเปํนตองบวชทางกายก ได็ เพราะในความเปนจรงแลิว การปฏบิตัธรรมนินั้ไมเกยวกี่บเครั องแบบใดๆ ื่ทงสั้นิ้ทานใดที่สามารถทําใหโลภ โกรธ หลง เบาบางและละสังโยชน๓ตัวแรกไดก็บรรลุโสดาบัน และหากทําใหโลภ โกรธ หลง เบาบางลงไปอีก และละสังโยชนตัวตอๆ ไปไดก็บรรลุธรรมขั้นสูงขึ้นไปไดตามกฏของธรรมชาติและเมอชื่าระจํ ตให ิบรสิทธุไดิ์ ๑๐๐% กบรรล็ุอรหันตเทานั้นเอง ไมจําเปนวาจะเปนฆราวาส หรือเปนนักบวชสรปคุอืการจะบรรลธรรมนุนั้ขนอยึ้กู บการปฏ ับิตัของทิานนนๆั้ไมเกยวกี่บความเป ันฆราวาสหรอความเป ืนนกบวชแตัอย างใด แตในความเปนจริงคือ สภาพแวดลอมของชีวิตฆราวาสไมเอื้อตอการปฏิบัติธรรมเทานั้นเอง อยางไรก็ตาม แมสภาพแวดลอมจะเอื้อกับนักบวช แตหากนักบวชทานนั้นๆยังดําเนินชีวิตแตละวัน แบบปุถุชน ที่เต็มไปดวยความโลภ โกรธ หลง ยังยินดี
๑๑๒ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนกับลาภ ยศ สรรเสริญ ไมไดมุงมั่นตั้งใจปฏิบัติเพื่อที่จะกําจัดกิเลสตัณหาตางๆ นักบวชทานนั้นๆ ก็คงเปนไดแคปุถุชนที่มาสวม “เครื่องแบบนักบวช” เทานั้น และโอกาสที่นักบวชเหลานี้จะกอใหเกิดเรื่องอื้อฉาวรายวัน ก็ยอมไมเปนที่ประหลาดใจแตอยางใด เพราะคนเหลานี้เพียงแต “บวชกาย” เทานั้น แตไมได“บวชใจ” แตอยางใด ดังนั้น คงไมตองพูดถึงวาจะสามารถทําใหความโลภ โกรธ หลง เบาบางลงและสามารถละสงโยชน ั ๓ ตวแรกัไดเอาเพียงวารักษาเนื้อ รักษาตัวไวใหดีไมกอเรื่องอะไรที่ฉาวโฉก็ยังพอที่จะใหชาวบานเขามากราบไหวไดอยางไมตองเกิดความละอายใจแกตัวเอง ก็คงพอจะ “รับได” เพราะในบรรดานักบวชเปนแสนๆในบานเรานั้น ก็ไมทราบวา การที่ทานเขามาบวชนั้นทานมีวัตถุประสงคอยางไร อดีตสมเด็จพระสังฆราชพระญาณสังวรฯ ทานไดบรรยายไวในหนังสือเลมหนึ่งวา สวนใหญมักจะเปนในลักษณะ ๖ อยางนี้คือ๑. บวชตามประเพณี - เมื่อครบกําหนดก็ลาสิกขากลับไปเปนฆราวาสตามเดิม๒. บวชหนทหารี - สมยกัอนทางกองทพัยกเวนให นกบวชัไมตองไปเกณฑทหาร แตสมัยนี้ทางกองทัพรูทัน จึงใหไปจับใบดําใบแดงหมด
๑๑๓ฆราวาสสามารถบรรลุธรรมไดจริงหรือ๓. บวชผลาญขาวสุก - คือพวกที่เขามาสวมเครื่องแบบนักบวช แตไมไดทําตัวใหสมกับเปนนักบวชแตอยางใด๔. บวชสนุกตามเพื่อน – เพื่อนชวนบวชก็บวช ดีกวาอยูเปลาๆ อะไรประมาณนั้น๕. บวชเลอนฐานะการศื่กษาึ – คอเป ื นพวกใฝ ดทีจะมี่การีศึกษาใหสูงๆ แตฐานะทางบานไมอํานวย จึงมาบวช แลวก็หาเวลาไปเรยนทางโลกต ีงแตั้ระด บประถม ั ไปจนถงระดึ บปร ัญญาิบางรายก็มุงเรียนทางธรรมจนไดเปรียญธรรมสูงๆ ก็ลาสิกขาไปสมัครเขารับราชการเปน “อนุศาสนาจารย” ใน ๓ เหลาทัพ หรือไปเปน“นักวิชาการศาสนา” ในสํานักพระพุทธศาสนาแหงชาติ (พศ.) ก็มีมากมาย และก็มีหลายๆ ราย มีความอุตสาหะ เรียนทั้งทางโลกและทางธรรม จนไดท งปร ั้ญญาทางโลก ิ และไดเปร ยญธรรมขีนสั้งๆูแลวก็ลาสิกขามาใชชีวิตฆราวาสก็มีไมนอยเชนกัน๖. บวชหาเอกลาภ - ซึ่งมีทั้งประเภทที่ “รับจอบ” รับกิจนิมนตตามวัดใหญๆ ทั้งงานบุญและงานศพ ก็มีรายไดหลักหมื่นตอเดือน มีที่อยูที่กินฟรีและไมตองเสียภาษีบวชไมกี่ปก็มีเงินเก็บเปนแสนๆ กับประเภทที่มี“คุณสมบัติพิเศษ” ไมวาจะเกงเรื่องการใหหวย ทํานายโชคชะตา หรือมีคาถาอาคม ปลุกเสกเครื่องรางของขลัง สําหรับพวกนี้ไมใชเรื่องหลักแสนหรือหลักลาน
๑๑๔ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนแตเปนหลักหลายสิบหลายรอยลาน บางรายเปนพันๆ ลานก็มีตัวอยางใหเห็นกันอยูทุกวันอยางไรก ตาม็กม็ ไมีนอยทที่านต งใจมาบวช ั้เพอจะปฏ ื่บิตัิเขาสูเสนทางพระนิพพาน ซึ่งในยุคสมัยพวกเรานี้ทั้งฆราวาสและนักบวช ตางก็มีโอกาสไดกราบไหวหรือไดฟงธรรมทางสื่อตางๆหรืออานจากหนังสือของพระอริยสงฆทั้งหลาย ทั้งที่ยังมีชีวิตอยูและทละสี่งขารไปนานแล ัวกตาม็แตธรรมะทที่านแสดงไว กย็งเปัน“ปายบอกทาง” ใหกับพวกเรารุนหลังๆ ไมวาจะเปนฆราวาสหรือเปนนักบวช ได“เดนตามรอยิ ” ทานอยางมั่นใจ
๑๑๕การปฏิบัติขั้นโลกุตรธรรมสําหรับขอธรรมที่พระอรหันตยุคนี้ที่ละสังขารไปแลว ไดแสดงไวทั้งที่ปรากฏในสื่อตางๆ และในหนังสือที่ทานเขียนไวยอมเปน “ปายบอกทาง” ที่ชัดเจนแนนอน แมวาปายนั้นจะชี้ไปทิศทางไหน นั่นสุดแลวแตวา ทานใชเสนทางไหนเปนทางเดินของทาน แตรับรองวาไปถึงจุดหมายปลายทางแนนอน แตสําหรับขอธรรมที่แสดงโดยฆราวาสหรือนักบวชแตละทานที่ยังมีชีวิตอยูในปจจุบันนี้นั้น เราไมทราบวาทานบรรลุธรรมขั้นไหน อยางไรธรรมที่ทานแสดงนั้น เปนเพียงความรูที่ทานไดมาจากตํารา หรือเปนธรรมทที่านได จากการปฏ บิตัจนเกิ ดปิญญาแลวมาถายทอดใหเรา ผูอานตองใชวิจารณญาณเอาเองวา เสนทางนั้น๑. ตรงกับเสนทางเขาสูพระนิพพานจริงหรือไม๒. เสนทางนั้นตรงกับ “จริต” ของเราหรือไม
๑๑๖ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนปจจุบันนี้ในสื่อตางๆ มีขอธรรมมากมาย ทั้งจากคลิปเสียงเทศนของพระอรหนตัหลายๆทานทละสี่งขารไปแล ัวทงจากั้ admin มาจัดทําเปนเสียงอานโดยอางคําสอนของพระพุทธเจาหรือพระอริยสงฆทั้งที่ละสังขารไปแลวและทั้งที่ยังมีชีวิตอยูนอกจากนี้ก็ยังมีฆราวาสที่ทานมีความสามารถในการแสดงธรรมทั้งแสดงสดทงเขั้ยนเป ีนหนงสัอหรื อปรากฏตามส ือตื่างซงธรรมทึ่ที่านแสดงนนั้ลวนเปนขอธรรมที่ดีๆ ทั้งนั้น ดังที่หลวงพอทูล ไดกลาวไววาธรรมทุกหมวดลวนดีทั้งนั้น ก็เหมือนยาทุกตัวก็ลวนมีสรรพคุณที่ดีปญหาคือ ยานั้นตรงกับโรคของเราหรือเปลา ดังนั้น เมื่อทานไดฟงไดอานขอธรรมตางๆ นั้น ทานก็ตองประยุกตมาใชกับตัวเองวาไดผลจริงหรือไมซึ่งเปนเรื่องตัวใครตัวมัน แตสําหรับผูเขียน ตลอดเวลาตั้งแตไดมีโอกาสอานหนังสือของพลวงพอทูลเมื่อป๒๕๕๓ (ผูเขียนไมไดมีโอกาสกราบและฟงธรรมจากหลวงพอ เพราะหลวงพอละสังขารไปตั้งแตป๒๕๕๑) ผูเขียนจึงเปนศิษยหลวงพอกลางอากาศ ไดแตศึกษาจากหนังสือทุกเลมของหลวงพอ แตก็เพียงพอที่จะเดินตาม “ปายบอกทาง” ของหลวงพอมาจนมั่นใจวา ไมไดเดิน “ผิดทาง” แนนอน
๑๑๗การปฏิบัติข ั้นโลกุตรธรรมนอกจากการปฏิบัติตามธรรมขอ ๑ และธรรมขอ ๒ ของพระพุทธองคแลว ผูเขียนก็เดินตามธรรมขอ ๓ โดยยึดหลักที่หลวงพอทลเขูยนไว ีวา “ศกษาให ึเข าใจถ กตูองตามหลกความจรังิที่พระพุทธเจาตรัสไวดีแลว อยาปฏิบัติแหวกแนวนอกเหนือไปจากมรรค ๘ “ผูเขียนจึงไดนํามรรคมีองค๘ มาศึกษาตามตําราก็ไดความวาสมมาทัฏฐิ ิแปลวาความเหนชอบ็คอืเชอเรื่องกรรมื่และผลแหงกรรม เชื่อในโลกนี้โลกหนา เชื่อในมรรคผลนิพพาน แลวยังไงละผูเขียนก็เชื่อไมเคยไมเชื่อ แตสงสัยวาแคเชื่อตามนี้แลวหมายความวาเราไดเดินเขาสูเสนทางพระนิพพานแลวหรือ อานตอไปถึงสัมมาสังกัปโป ที่แปลวา ดําริชอบ คือดําริที่จะออกจากกาม ดําริที่จะไมเบียดเบียนใคร ดําริที่จะไมผูกพยาบาทใคร ซึ่งผูเขียนตอนนั้นเปนผาขาวรกษาศัลี๘ กถ็อวืาออกจากกามแลวและกไม็เบยดเบียนีสัตวเล็กสัตวนอย ไมผูกพยาบาทใคร สัมมาวาจา เจรจาชอบสัมมากัมมันโต การงานชอบ สัมมาอาชีโว เลี้ยงชีพชอบ สัมมาวายาโม เพียรชอบ สัมมาสติระลึกชอบ สัมมาสมาธิตั้งใจมั่นชอบเมื่ออานจบมรรคทั้ง ๘ องคแลว ผูเขียนก็รูสึกวา ตัวเองนาจะอยูในเสนทางของสัมมา เพราะไมไดไปทําอะไรทางมิจฉาเลยตงแต้ั ป ๒๕๕๒ ทเข่ีามาถอศื ลปฏ ีบิตัธรรมอยิ ในพระธาต ูศรุจอมจีนทรั
๑๑๘ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนและไปสอนธรรมะใหกบพวกผัตูองขงทัเรี่อนจืาพะเยาํและเรอนจืาํอําเภอเทิง แลวอยางนี้ถือวาผูเขียนเดินตามองคมรรค สามารถไปถงจึ ดหมายปลายทางไดุแลวซนะิแต..... นบวัาบารมทางธรรมเกีาของผเขูยนคงมีอยีบูางทไมี่“หลงตวเองั ”คดเขิาขางตวเองอยัางนนั้เพราะผเขูยนมารีสูกึ“เอะ”วาทเราไล ี่เรยงมรรคทีงั้๘ ขอมาแบบนนั้มันคือ “ปริยัติ” มันแค “ความรู” มันไมไดเกิด “ปญญา” ที่จะ“เขาถงึ” มรรคมองคี ๘ ในลกษณะทัหลวงพี่อบอกไว วา “เดนตามิมรรค ๘ รับรองวาไมมีวันผิด” แนๆผเขูยนจีงมานึงคั่ดวิาจรงๆแลิวคออะไรแน ื มนไม ันาจะตนๆื้แคความเห็นชอบ ดําริชอบ ฯลฯ แนนอน เพราะพระพุทธองค
๑๑๙การปฏิบัติข ั้นโลกุตรธรรมตรัสไวอยางชัดเจนวา เครื่องมือที่จะใชกําจัด กามตัณหา คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ภวตัณหาคือความอยากมีอยากเปนและวภวติณหาคั อความไม ือยากม ไมี อยากเป นอนเป ันตวตันเหตุที่ทําใหดวงวิญญาณทั้งหลายตองเวียนวายตายเกิดนั้น คือมรรคมองคี ๘ แลวทผี่เขูยนอีานจากตาราอธํบายมรรคิ๘ ไวอยางนนั้และแอบคิดวาเราเดินตามมรรคมีองค๘ ไดแลว ก็เทากับวา เรากําจัดกามตณหาัภวตณหาและวัภวติณหาั ไดหมดแลวซ ิโอย อะไรมนจะังายปานนั้น ไมใชแนๆ ไมใชแนๆ ตองมีอะไรที่ลึกซึ้งกวานี้แนๆที่เราไลเลียงมานั้น มันแค“ความรู” มันไมใช“ปญญา” ที่เกิดขึ้นเพื่อที่จะไปกําจัดกิเลสตัณหาอะไรเลยผเขูยนจีงมานึงวั่เคราะหิ ไตรตรองมรรคแตละองค ถามเองตอบเอง อยูหลายวัน จนในที่สุดก็เกิด “ปญญาเฉพาะตน” เขาถึงมรรคมองคี ๘ และซาบซงถึ้งพระมหากรึณาธุคิณของพระพุทธเจุาวานเองที่ในต ี่าราบอกวําพระองคทรงรแจูงแทงตลอดถงึ“ความจรงิ”ในโลกนี้พระองคทรงรแจูงถงธรรมชาตึวิาตวัทฏฐิ ิหรอื mindset ของมนุษยทั้งหลายในโลกนี้ลวนเปนมิจฉา ที่คิดวาเกิดมาชาตินี้เพื่อจะกอบโกยความสุขความสบาย ความเกง ความโกฯลฯใหมากที่สุด ใหเหนือคนอื่นใหมากที่สุด เทาที่จะมากไดเมื่อติดกระดุมเม็ดแรกลักษณะนั้น สังกัปโป หรือความคิดมันก็จะเปน
๑๒๐ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนไปในทางทจะที่าให ํ ไดมาซงสึ่งเหลิ่านนั้ (และจานวนไม ํนอย ไมคานํงึดวยวามนจะถักหรูอผืดกฎหมายและิ /หรอศืลธรรมแตีอย างใด ) เมอื่ความคิดเปนไปในทางนั้น คําพูด (วาจา) การกระทํา (กัมมันโต) และการดารงชํวีติรวมทงการประกอบอาช ั้พี (อาชโวี )กจะเป ็ นไป ในทางนั้น และก็จะตองขยันหมั่นเพียร (วายาโม) ที่จะทําสิ่งเหลานั้นอยูตลอดเวลา สติระลึกรู (สติ) และความตั้งใจมุงมั่น(สมาธิ) ก็จะเปนไปในทิศทางที่ถูกกําหนดโดย mindset ของเขานั่นเอง ซึ่งยอมเปน มิจฉา ไมใชสัมมา อยางแนนอนโปรดตระหนักใหชัดเจนวา มิจฉา ไมไดแปลวาชั่วรายอยางที่ภาษาไทยเอามาใชกัน มิจฉา แปลวา ไมใช ไมถูก สัมมาแปลวา ใชถูกตอง
๑๒๑การปฏิบัติข ั้นโลกุตรธรรมการจะเปลี่ยน mindset หรือทิฏฐิที่เปนมิจฉาใหกลับมาเปนสัมมา ก็จะตองมานั่งบอกนั่งสอนตัวเองวา การที่ไดเกิดมาเปนมนุษยในครั้งนี้นะ ไมใชเรื่องงายๆ นะ ดังที่ไดกลาวไวในตอนตนๆวา ๑ เดียวใน ๑๐ ลานดวงวิญญาณนะที่จะไดเกิดเปนมนุษยและการจะรักษาความเปนมนุษยไวใหไดในชาติตอไป จะตองปฏิบัติตามธรรมขอ ๑ ใหไดอยางนอย ๙๙ เปอรเซ็นตและพยายามฝกจิตใหเปนกุศลตามธรรมขอ ๒ ใหไดมากที่สุดเทาที่จะมากไดโอกาสทจะกลี่บมาเกั ดเป ินมนษยุกส็งมากูแตก ไม็ร อยเปอร เซนต็เสยทีเดียวีถาจะใหชัวรตองปฏิบัติตามธรรมขอ ๓ คือ ชําระจิตใหบริสุทธิ์จากกิเลสตัณหาตางๆ ใหบรรลุธรรมขั้นตําเปนพระโสดาบันนั่นแหละจึงจะปดอบายไดดังที่พระพุทธองคตรัสไวใจความวา แมจอมจักรพรรดิที่ครองโลกก็ยังไมพนจากนรก ยังไมพนจากกําเนิดสัตวดิรัจฉาน ยังไมพนจากเปรตวิสัย ยังไมพนจากอบาย ทุคติและวนิบาติแตพระโสดาบ นนันั้ยอมพนจากนรกพนจากกาเนํดิสัตวดิรัจฉาน พนจากเปรตวิสัย พนจากอบาย ทุคติและวินิบาตการทจะบรรลี่ธรรมขุนพระโสดาบ ั้นัคอการกืาวเขามาอย ในูเสนทางพระนพพานแลิว เพราะอนาคตของพระโสดาบนกัจะบรรล็ุอรหันตเขาสูพระนิพพานแนนอนภายในไมเกิน ๗ ชาติแตการที่จะ
๑๒๒ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนปฏบิตัตามธรรมขิอ๓ เพอทื่จะให ี่บรรลธรรมนุนั้หากยงมัมีจฉาทิฏฐิ ิแบบมนุษยแทบจะทั้งโลก นั่นยอมเปนไปไมไดแนนอน ดังนั้นจะตองเปลี่ยน mindset ใหมวาเกิดมาชาตินี้ตองฉวยโอกาสอันประเสริฐนี้ปฏิบัติธรรมขอ ๑ ใหไดแบบอยูใน DNA ของเราและฝกจิตใหเปนกุศลใหมากที่สุด จากนั้นก็กาวตอมาปฏิบัติตามธรรมขอ ๓ ดวยการลด ละ กิเลสตัณหาตางๆ ขั้นละเอียดคือขั้นที่ไมไดเปนเรื่องของบาปของบุญแตอยางใด แตเปนเรื่องกิเลสตัณหาหรือตัวสังโยชนตางๆ ที่มันรอยรัดตัวรอยรัดใจเราไวนั่นเอง ไมวาจะเปนเรื่องวัตถุสมบัติเปนเบื้องตน ตอมาก็เรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หรือการเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกขตางๆ ตองตัดขาดจากสิ่งตางๆ เหลานี้ใหไดจากนั้นก็ไตระดับขึ้นไปถึงขั้นที่จะไมผูกพันติดยึดกับมนุษยและสัตวตางๆ ที่เราเกี่ยวของดวย จนถึงขั้นที่สามารถละอัตตาตัวตนไดอยางหมดจดก็เปนอันวาถึงที่สุดของการเดินทางของดวงวิญญาณนี้อยางสิ้นเชิงเมื่อเปลี่ยนมาติดกระดุมเม็ดแรกใหถูก คือเปลี่ยนจากมิจฉาทิฏฐิเปนสัมมาทิฏฐิไดก็เฝาระวังที่จะติดกระดุมเม็ดที่๒เรื่อยไป จนถึงเม็ดที่๘ ใหถูกตองทุกลมหายใจ ใหไปในทิศทางที่เปนการลดละกิเลสตัณหาตางๆ นั่นแหละ จึงไดตระหนักถึง
๑๒๓การปฏิบัติข ั้นโลกุตรธรรมคําสอนของหลวงพอทูลที่วา เดินตามองคมรรค รับรองวาไมผิดทางแนนอนสวนทานใด ถนัดที่จะปฏิบัติโลกุตรธรรม แบบไหนอยางไรก็สุดแลวแตทาน ไมจําเปนตองมาเอาอยางผูเขียน เพราะเปนสิทธิ์ของทานที่จะเลือกทางเดินของทานตามที่ทานไดเรียนรูจากตําราหรือครูบาอาจารยของทาน ถาธรรมที่ทานปฏิบัติอยูนั้น เปนธรรมที่พาเขาสูเสนทางพระนิพพาน และตรงกับจริตของทาน ผลที่ไดก็คือบรรลุธรรมขั้นใดขั้นหนึ่งไปจนถึงขั้นอรหันตแนนอน เพราะปจจัยแหงการบรรลุธรรมนั้น ประกอบดวย ๓ ปจจัยคือ๑. บารมีธรรมเกา๒. ไดมาเจอแนวทางปฏิบัติที่ตรงเสนทางพระนิพพานและตรงกับจริตหรือบารมีธรรมเกา ก็จะตอยอดไดอยางงายดาย๓. มีความเพียร ที่จะกําจัดกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ใหเหลือนอยที่สุด จนถึงหมดสิ้นไมมีเรื่องปาฏิหาริยใดๆ ทั้งสิ้นสําหรับการบรรลุธรรมตอใหทานมีขอ ๑ และ ขอ ๒ มากมายแคไหน แตหากไมทําตามขอ ๓ คือเพียรที่จะกําจัดกิเลสตัณหา ก็เขาตํารา อุดมการณหนักแนนดั่งขุนเขา แตความเพียรบางเบาดุจขนนก หรือทานใดอาจมีความเพียรอยางเอกอุแตสิ่งที่ทานเพียรปฏิบัติอยางมากนั้น
๑๒๔ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนไมไดเปนการปฏิบัติที่ตรงเสนทางพระนิพพาน ก็ยอมเปนธรรมดาอยูเองที่ทานไมมีทางบรรลุธรรม เพราะทานตั้ง GPS ไปผิดที่ GPS ก็จะพาทานไปตามจุดที่ทานตั้งไวนั่นแลในการปฏิบัติธรรมนั้น แมวาจะตรงเสนทางพระนิพพานแตหากแนวนั้น ไมตรงกับบารมีธรรมเกาหรือจริตเดิมของทานกจะเป ็นการ “นบหนังึ่ ” ซงนึ่าจะไม ทนสัาหรํบชาตันิเสี้ยละกระมีงัจึงเปนเรื่องสําคัญอยางยิ่งวา แนวทางที่ตรงเสนทางพระนิพพานที่ทานกําลังปฏิบัตินั้น ตองตรงกับบารมีเกาของทานดวย ถาบารมีเกาของทานทําไวมาก ทานก็จะเปนพวก “ขิปปาภิญญา” คือสามารถบรรลุธรรมไดอยางรวดเร็ว แตหากมีบารมีเกามานอยก็จะเปนในลักษณะ “ทันธาภิญญา” คือตองใชความพากเพียรอยางเอกอุและใชเวลาคอนขางมาก กวาที่จะบรรลุธรรมไดแตก็รับรองวา “ทันในชาตินี้” ขอฟนธงอยางไรก็ดีการจะบรรลุธรรมชาหรือเร็วไมมีใครบอกเราไดจนกวาเราจะลงมือปฏิบัติแตที่แนๆคือ ไมมีทางบรรลุธรรมแนหากไมลงม อปฏ ืบิตัิหรอหากปฏ ืบิตัในล ิกษณะทัชี่ลๆิแบบพายเรอืเลนในสระ คือพายบางหยุดบาง ไมไดคิดวา กําลังพายเรือทวนกระแสนํา จะหยุดพายแมแตนาทีเดียวมิไดเลย เพราะหยุดพายเมื่อไร กระแสนําก็จะพัดถอยหลังกลับไปเมื่อนั้น
๑๒๕การปฏิบัติข ั้นโลกุตรธรรมอีกพวกหนึ่งที่ “ขอเวลา” ใหพรอมกวานี้อีกสักนิดแลวคอยมาปฏิบัติอยางจริงจัง หลวงพอทูลทั้งเทศนทั้งเขียนไวชัดเจนวา พวกที่บอกวา “รอใหพรอมกอนแลวจะมาปฏิบัติอยางจริงจัง” นั้น ตายกอนทุกคน
๑๒๖ Mindset ของชาวพุทธเราเกี่ยวกับการมาปฏิบัติธรรมปจจุบัน ณ พ.ศ. ๒๕๖๙ เราคงตองยอมรับความจริงวามีขาวฉาวในวงการสงฆออกมาแทบทุกวัน ลองมาวิเคราะหกันดูซิวา สาเหตุมาจากอะไร เปนเรื่องผิดปกติหรือเปนเรื่องที่เปนไปตามเหตุตามปจจัยพระ เณร ใน พ.ศ. นี้ทั่วประเทศ มีประมาณ ๓ แสนรูปและตามทไดี่กลาวถงวึตถั ประสงคุของการบวชทอดี่ตพระสีงฆราชฯัไดระบุไวเราก็พอจะเขาใจไดวา ในจํานวน ๓ แสนรูปนี้ประมาณสกกัรี่ปทูตี่งใจเข ั้ามาบวชเพ อจะปฏ ื่บิตัธรรมิเพอให ื่พนทกขุหรอือยางนอย ใหสมกับที่มาสวมเครื่องแบบเดียวกับพระพุทธเจานอกจากนี้หากเรายอมรับความจริงวา mindset ของชาวพุทธ โดยเฉพาะพอแมที่มีลูกชาย นั้นเปนอยางไร ยกตัวอยางวา ครอบครัวหนึ่ง มีลูกชาย ๓ คน
๑๒๗คนโตเปนเด็กเรียนดีเรียนเกง พอแมก็จะสนับสนุนอยางเต็มที่ยอมทุมเทเงินทองทุกบาททุกสตางคถึงขั้นไปกูหนี้ยืมสินมาจายคาเรียนก็ยอมคนกลางปญญาไมคอยดีแมจะขยันดูหนังสือ แตสอบแตละครั้งเกือบตกบาง เกือบไดบาง พอ แมก็เลยบอกวา โอเคงั้นลูกไมตองเรียนอะไรใหมากหรอก เอาแคอานออกเขียนไดแลวมาชวยพอแมทํามาหากินก็แลวกันนะคนเล็ก ออกแนว ขี้เกียจ เกเร เปนเด ็กมีปญหา พอแมก็เลยจับบวชเณร และสั่งวาใหอยูในผาเหลืองนี่แหละไปเรื่อยๆเพราะขืนอยูทางโลก คงไมพนคุก พนตารางแนตกลงเราไดคน “แบบไหน” มาบวช แตชาวพุทธทกคนุอยากได“พระแท”ทปฏี่บิตัดิีปฏบิตัชอบิแตเมอเหตื่ปุจจยัเปนอยางนี้ผลจะเปนแบบไหน คงไมตองบรรยายเวลาผานไปสิบกวาปลูกคนโตที่อุตสาหทุมเทเงินทองสงเสียใหเรียนก็สามารถเรียนจบหมอสมเจตนารมณของพอแมก็มาบอกวา พรรษานี้จะขอบวช พอแมก็ปลื้มใจมาก ที่ลูกเปนคนดีจริงๆ คิดจะบวชเพื่อตอบแทนบุญคุณพอแม (ตามที่เชื่อกันวาลูกชายควรบวชเพื่อตอบแทนบุญคุณพอแมทั้งๆที่การบวช กับการตอบแทนบุญคุณพอแมมันคนละเรื่องกันแทๆ) พอออกพรรษาMindset ของชาวพุทธเราเกี่ยวกับการมาปฏิบัติธรรม
๑๒๘ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนพระลูกก็ไมยอมลาสิกขา บอกวา อาตมาขอบวชตลอดชีวิต เพราะไดมีโอกาสศึกษาปฏิบัติจนซึ้งในรสพระธรรม แทนที่พอแมจะอนุโมทนาบุญ กลับทําทาจะเปนลม บอกวา พอแมอุตสาหเปนหนี้เปนสิน สงเสียใหเรียนจนจบหมอ หวังวาจะไดเปนที่พึ่งของพอแมยามแกเฒา แลวพระลูกทําไมถึง “คิดสั้น” บวชไมสึกละตกลงการที่คนที่มีความรูทางโลกสูงๆ และตั้งใจจะเดินทางธรรมใหถึงที่สุด ซึ่งจะเปนพระที่มีคุณภาพ เปนพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เปนกําลังสําคัญในการสืบทอดพระศาสนา กลับกลายเปนคิดสั้นไปเสียแลวขณะเดียวกัน บรรดาสุภาพสตรีทั้งหลาย ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระศาสนา และตั้งใจมาถือศีลปฏิบัติธรรมอยางจริงจังก็กลับกลายเปนถูกมองวา นาจะมีปญหาในชีวิต ทํานองวา อกหักหลักลอย ประมาณนั้น และในความเปนจริง แมชีจํานวนไมนอยที่อยูตามวัดตางๆ ก็มักจะเปนไปในลักษณะนั้นเสียดวย จึงทําให“ภาพลกษณั ”ของผหญูงทิมาบวชชี่ออกมาในล ีกษณะนันั้นบเป ันเรื่องนาเสียดายมากๆ ที่ผูหญิงจํานวนมาก ที่ตั้งใจที่จะปฏิบัติธรรมอยางจริงจังในชีวิตบั้นปลายของตัวตอง “คิดหนัก” มาก เพราะเมื่อไปเปนแมชีอยูตามวัดตางๆ สวนใหญก็จะกลายเปนวา ตองไปทางานในคร ํวัรบใช ัพระเณรมากกวาท จะได ี่ปฏบิตัตามเจตนารมณิ
๑๒๙Mindset ของชาวพุทธเราเกี่ยวกับการมาปฏิบัติธรรมเมื่อความจริงในสังคมบานเราเปนอยางนี้โอกาสที่เราจะไดพระ เณร ตลอดจน ชีที่มีคุณภาพ ที่จะเปนกําลังสําคัญในการสืบทอดศาสนาจะมีสักกี่เปอรเซ็นตดังที่กลาวขางตนวา พระ เณรมีประมาณ ๓ แสนรูปมองโลกสวยวา ๙๐% ตั้งใจมาบวชเพื่อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สมกับที่สวมเครื่องแบบชุดเดียวกับพระพุทธเจาและพระอรหันตสาวกคงมแคี ๑๐% ทบวชตามที่อดี่ตพระสีงฆราชฯเขั ยนไว ี และทาตํวันอกรีต นอกรอยอยูเปนปกติวิสัย๑๐% ของ ๓ แสน ก็คือ ๓ หมื่น ปหนึ่งมี๓๖๕ วัน ดังนั้นการที่จะมีขาวพระ เณร ทําตัวนอกรีต นอกรอย วันละเกือบ๑๐๐ รูป จึงไมใชเรื่องแปลกประหลาดอะไรใชไหม ตัวเลขนี้ใชหลักวา แตละรูปทําเรื่องนอกรีต นอกรอย เพียงปละครั้งเทานั้นนะและถาแตละรูปมีพฤติกรรมนอกรีตนอกรอย เปนปกติวิสัย หากมีอาสาสมัคร ทั่วประเทศ เฝาจับตาดูทุกวัด ทั่วประเทศ และมีการถายคล ปนิาเสนอขําว คงไมต องบรรยายอะไรให มากความใช ไหม อยางไรก็ดีที่กลาวมาทั้งหมดนี้เปนเรื่องของผูที่มีวัตถุประสงคอะไรก็ไมอาจทราบไดแตไดมาโกนหัว หมเหลืองสวมเครื่องแบบชุดเดียวกับพระพุทธเจา แตกําลังเดินมุงหนาสูนรกขมลุกทึสี่ดจะโดยรุตูวหรั อไม ืกด็ ีซงกึ่เป็น “กรรมของแตละคน ”ไปผเขูยนและผีอูานคงไม สามารถไปท าอะไรได ํ ผเขูยนเพียงแตีหยบยกิ
๑๓๐ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนเอาความจรงในบ ิานเรามาวเคราะหิ ใหเหนช็ดเจนวัาเมอื่ mindset ของชาวพุทธเราเปนมิจฉา ผลที่ออกมามันจึงเปนอยางที่เปนอยูทุกวันนี้อยางไรก็ตาม นั่นเปนเรื่องการกระทําของคน ไมไดเกี่ยวกับพระธรรมคําสอนของพระพุทธเจาแตอยางใด ธรรม ๓ ขอและมรรคมองคี ๘ ทพระพี่ทธองคุทรงสอนเรานนั้ยงเปันความจรงิยังทรงพลังที่จะนําพาใหผูปฏิบัติตาม ไมวาจะขั้น โลกิหรือโลกุต ไดผลสมเจตนารมณอยางไมมีเสื่อมคลาย อยาไดเอาเรื่องไมดีตางๆ นั้น มาเปนปจจัยที่จะทําใหเรา ทาน เสื่อมศรัทธาในคําสอนของพระพุทธเจาแตอยางใดในมุมกลับกัน ผูเขียนกลบเหั ็นวา เรา ทานทั้งหลายควรจะยิ่ง “ตื่นจากหลับ” กัน นับวันสิ่งแวดลอมและสังคมยิ่งจะไมเอื้อตอการปฏิบัติเพราะกระแสโลกยิ่งแรงขึ้นตามความเจริญทางดานวตถั และเทคโนโลยุทีพี่ฒนาอยัางรวดเรว็การจะพายเรอทวนกระแสืนาํจะเหนอยยื่งขิ่นึ้เพราะกระแสนาจะยํงเชิ่ยวมากขี่นึ้และโอกาสที่จะไดพบเจอครูบาอาจารยที่หลวงพอทูล เปรียบวาเสมือน“หัวหนาโค” ที่รูเสนทางที่ถูกตอง ที่จะพาลูกฝูง ขามแมนําไปไดอยางปลอดภัย ไมถูกจระเขเอาไปกิน หรือถูกนําวนดูดจมหายไปตอหนาตอตา ยิ่งนอยลงทุกวันๆ
๑๓๑Mindset ของชาวพุทธเราเกี่ยวกับการมาปฏิบัติธรรมดังนั้น หากทานใดที่ไดมีโอกาสมาปฏิบัติแนวปญญาสัมมาทิฏฐิของหลวงพอทูล แลวรูสึกวา “ตรงจริต” สามารถนํามาปรับใชกับชีวิตประจําวันของทานไดแตยังมีวิบากกรรมอยูเพราะยังเต็มไปดวยบวงตางๆที่รัดทั้งเทา ทั้งมือและคอ เพราะความไมรูเนื่องจากในอดีตมี mindset ที่ผิดเหมือนกับคนแทบทั้งโลก และยงไม ัสามารถทจะแกะบี่วงท งหลายออกได ั้ ภายในเวลาอ นรวดเรัว็ก็นําธรรมขอ ๑ และ ขอ ๒ มาปฏิบัติไปใหดีที่สุด และพยายามนับถอยหลังที่จะแกะแตละบวงออกไปใหเร็วที่สุดเทาที่จะเร็วไดเพื่อจะไดมีโอกาสไปปฏิบัติธรรมขอ ๓ ไดทันกอนที่จะหมดอายุขัยทานใด ที่จริงๆแลว ไมมี“บวง” อะไรรัดไวเลย ซึ่งถือวาบารมีธรรมเกาสูงมาก ก็ควรจะถือโอกาสอันประเสริฐนี้รีบปฏิบัติใหถึงที่สุดของบารมีอยา “ตกเปนเหยื่อ” ของ กิเลสตัณหาที่มาหลอกหลอนวา“ไมตองรีบรอน”ใจเย็นๆรอให“กิเลส” มันลดลงอกสีกหนัอยคอยมาปฏ บิตัอยิางจรงจิงั ขอใหทานเปล ยนี่ mindset สกนัดิแลวชวีตจะเปล ิยนี่เพราะธรรมชาตของกิเลสนินั้มนไม ัมวีนัทจะลดลงหรอกี่มแตีจะเพมขิ่นึ้การมาปฏบิตัธรรมิคอการมาลดละืกิเลสไมใชรอใหกิเลสลดแลวคอยมาปฏิบัติก็ในเมื่อทานไมมีกิเลสตณหาอะไร ัทานจะต องมาปฏ บิตัอะไรอ ิกลีะมนกัจบแล็วม ใชิหรอืบางทานอาจถูกกิเลสหลอกวา รออีกสักนิด ให“ตกผลึก”
๑๓๒ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนกวานี้สักหนอย เดินสายกลางคือ ชิลๆ ไมตึงจนเกินไป ไมหยอนจนเกินไป ก็ขอใหทานเปลี่ยน mindset สักนิด เชนกัน เพราะทางสายกลางที่พระพุทธเจาตรัสไวนั้น คือ มรรคมีองค๘ ที่เปนเสนทางที่เราจะตองเดินตามอยางจริงจังจึงจะถึงที่หมาย คนละความหมายกับที่พวกเราหลงคิดและเอามาเปนขออางกันทานใด ที่ “คิดวา” ตัวเอง ยังมีบวงโนน นี่นั่น อยูอยากใหถามต วเองให ัแน ใจว าตกลงทานต องการอะไรแน ถาทานยงัยนดิกีบการเวัยนวีายตายเกดิ จะขอปฏบิตัแคิ โลก ยธรรมิกเป็นสทธิ ิ์ของทานแตผูเดียว และก็ไมควรจะไปเสียเวลาอานหรือฟงธรรมขั้นโลกุตร แตอยางใด เพราะมันคงเปนแค “ความรู” ทางธรรมเทานั้นเอง ในเมื่อทานไมไดตองการกาวขามมาปฏิบัติขั้นโลกุตรธรรมแตอยางใด ยังเห็นวาโลกนี้สวยงาม นาอยูก็ไมมีใครไปบังคับทานไดแตหากทานเกิด “ดวงตาเห็นธรรม” วา นาจะใชโอกาสอันประเสริฐ ฉวยโอกาสทองนี้ปฏิบัติใหถึงที่สุดของบารมีก็ลองนํา“บวง” ทั้งหลายที่ทานคิดวายังรัดตัวทานอยูนั้น มาพิจารณาวาแทจรงแลิวทานหลดลอดออกมาจากบุวงน นได ั้ตงนานแลั้วเพยงแตี ทานหวนกลับไปผูกมันไวดวยความไมรูหรือรูแตไมอยากแกะออกหรือเปลา ถูกกิเลสหลอกเอาหรือไมวามันยังเปนบวงมัดเราอยู
๑๓๓Mindset ของชาวพุทธเราเกี่ยวกับการมาปฏิบัติธรรมถาทานอยากจะแกะบวงตางๆนี้ก็ลองเอาแตละบวงมาตีแผวา จะแกะดวยวิธีใด ใชเวลาเทาใด เคยไดยินคําสอนนี้ไหมวา“ใจเปนใหญ ใจเปนประธาน ทุกอยางสําเร็จดวยใจ” ถามตัวเองใหแนวา อยากจะหลุดจากบวงตางๆนี้แลวมาปฏิบัติธรรมใหถึงที่สุดของบารมีจริงไหม เทานั้นแหละอยาหลอกตัวเองอยาปลอยใหกิเลสหลอกอยูทุกวันจริงอยู ในกรณีที่เปนสุภาพสตรีเนื่องจากภาพลักษณของแมช ีในสงคมไทยเรา ั ไมคอยจะดนีกดังทักลี่าวแลวขางตนดเหมูอนืตองมาอาศัยขาววัดกิน แลวทานไมอยากจะเปนแบบนั้น ทานจึงจําเปนตองมีเงินสักกอนหนึ่งไวดูแลตัวเอง เพื่อจะไดรูสึกวามีความ“มั่นคง” กับการเปน “นักบวช” ของทาน
๑๓๔ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนเชนกัน อยากใหทานเปลี่ยน mindset สักนิด แลวชีวิตจะเปลี่ยน ลองนึกถึงเจาชายสิทธัตถะ ตอนที่ทานตัดสินใจหนีออกจากวัง เพื่อมาหา “คําตอบวาทําอยางไรจึงจะพนทุกข” นั้นถามวา ทานเอาทรัพยสินเงินทองอะไรติดตัวมาไหม ทานทราบไหมวาทานจะกนิอยูหลบันอน อยางไร และทานทราบไหมว าจะตองใชเวลานานแคไหน กวาทานจะไดคําตอบ แตทานกังวลอะไรไหมชีวิตความเปนอยูของทานตอนอยูในวัง สุขสบายกวาเรากี่พันกหมี่นเทื่าและทที่านต องไปใช ชวีตกลางป ิากลางดงนนั้ลาบากกวําเรากี่สิบกี่รอยเทา แตเพราะอะไร “ใจเปนใหญ ใจเปนประธานทกอยุางสาเรํจด็ วยใจ ” นนเองั่พระองคทรงมจีตใจท ิมี่งมุนั่แนวแน วาจะตองไปหาคําตอบนี้ใหไดตายเปนตายนั่นเองพวกเราที่จะวางทางโลกมาปฏิบัติธรรมนั้น เราตองเสี่ยงขนาดเจาชายสิทธัตถะไหม ตองลําบากเทาทานไหม พระพุทธเจาเฉลยขอสอบใหพวกเราหมดแลว เราไมตองไปหาคําตอบที่ไหนอกเลยีเพยงแตีเดนตามทางทิพระองคี่ได เมตตาวางไว ใหเทานนเองั้เราไมตองไปใชชีวิตที่ตกระกําลําบากในปาในดง เราคงพอหาสถานที่ปฏิบัติธรรมที่เปนสถานที่สําหรับ “ปฏิบัติธรรม” จริงๆไดไมยาก และชีวิตของนักบวชก็ไมมีความจําเปนตองใชเงินทองจํานวนมากมายเหมือนชีวิตฆราวาส ดังนั้นคงไมใชเรื่อง “จําเปน”
๑๓๕Mindset ของชาวพุทธเราเกี่ยวกับการมาปฏิบัติธรรมที่จะตองมีเงินกอนใหญ เปนหลายๆลานเพื่อความมั่นคงในชีวิตนักบวชกระมัง และอีกอยางหนึ่ง ถาจะพูดถึง “ความมั่นคง” เราจะเอาจํานวนตัวเลขกี่หลักมาเปนมาตรฐานของความมั่นคงละ เพราะทุกอยางในโลกนี้มันตกอยูภายใตกฎของไตรลักษณคือความไมเที่ยงแทแนนอนอยูแลว เงินหลักลานจะมั่นคงกวาหลักหมื่นหลักพัน แนหรือ ใครจะสามารถใหหลักประกันไดพวกที่บอกวา รอใหพรอมกอน หรือใหมีความมั่นคงวาจะสามารถมาปฏิบัติธรรมไดแบบไมเปนภาระกับใคร แลวจะมาปฏิบัติอยางจริงจังนั้น รับรองวาตายกอนทุกคน ดังท่ีหลวงพอทูล พูดไวขอบอก
๑๓๖ กําเนิดสถานธรรมKPY ภูปลายฟ้าหลายทานโดยเฉพาะสุภาพสตรีอานมาถึงตรงนี้อาจสงสัยวา ก็ในบทกอน ผูเขียนบอกวา พวกผูหญิง เมื่อเขาไปเปนแมชีอยในวูดันอกจากภาพลกษณั จะไม คอยดแลีวสวนใหญ กต็องไปอย ูในครัว หรือตองดูแลรับใชพระ เณร อาจไมมีโอกาสปฏิบัติธรรมไดสมเจตนารมณนนคั่อสืงทิ่เราเหี่นก็นจนชันตาิแตทผี่เขูยนระบี ในขุางตนวาใหเปลี่ยน mindset สักนิด เพราะผูเขียนตระหนักในเรื่องนี้ดีจึงไดคิดตั้งสถานธรรม KPY ภูปลายฟาขึ้นเมื่อป๒๕๕๕ผูเขียนเริ่มสอนธรรมะจัดทําโครงการ “อาบนําจิต” ตั้งแตปลายป๒๕๕๒ โดยเขาไปสอนในเร อนจื าพะเยาเป ํนแหงแรกตงแตั้วนจันทรั ถงศึกรุเรอยมาจนประมาณกลางป ื่๒๕๕๓ จงไดึแบงเวลา
๑๓๗ไปสอนที่เรือนจําอําเภอเทิง เชียงราย อีกแหงหนึ่ง โดยแบงสอนที่พะเยาอาทิตยละ ๓ วัน และที่เทิงอาทิตยละ ๒ วัน และที่หองสมุดเรือนจําเทิงนี่แหละ ที่ผูเขียนไดไปเจอหนังสือของหลวงพอทูลเขาเมื่ออานหนังสือทั้งหมดของหลวงพอจนตกผลึก และมั่นใจวาเดินมาถูกทางแลว ผูเขียนจึงเตรียมการที่จะบวช ซึ่งในตอนแรกบรรดาศิษยของหลวงพอทูล ก็จะใหผูเขียนไปบวชที่เชียงใหมเพื่ออยูเปนหมูคณะกับพวกทาน แตผูเขียนมีความปรารถนาที่จะตั้งสถานปฏิบัติธรรม ขึ้นที่ภูปลายฟา เพื่อจัดคอรสสอนคนนอกเรอนจืาํซงหากไปบวชอย ึ่กูบหมัคณะทูเชี่ยงใหม ี กคงไม ็เหมาะท ี่พระใหมจะไปสอนธรรมะข ามหนาขามตาศษยิหลวงพอทลรูนพุๆี่ผูเขียนจึงไปกราบเจาอาวาสวัดสวนดอก ตําบลแมกรณซึ่งตั้งอยูหางจากภูปลายฟาประมาณ ๓๐๐ – ๔๐๐ เมตร โดยขออนุญาตทานวา๑. พรรษาแรกจะจําพรรษาที่พระธาตุศรีจอมจันทรที่ผูเขียนไดไปบูรณะไวตั้งแตป๒๕๔๙ ซึ่งจะมีพระพี่เลี้ยงดูแลสอนเบสิคของความเปนพระให๒. เมื่อออกพรรษาก็จะขอมาอยูที่ภูปลายฟา (โดยปกติพระบวชใหมหรือนวกะจะตองอยูในความดูแลของพระอุปชฌายหรือพระที่ทานมอบหมาย อยางนอย ๕ ปถึงจะใหเปนมุตกะ คือกำเนิดสถานธรรม KPY ภูปลายฟา
๑๓๘ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนสามารถดูแลตัวเองได) โดยจะกันที่สวนหนึ่งในภูปลายฟา เพื่อสรางเปนสถานธรรมชื่อ KPY (ยอมาจากฉายาขิปฺปปฺโ ของหลวงพอทูล) และจะสอนธรรมะแนวปญญาสัมมาทิฏฐิของหลวงพอทูล ซึ่งหากทานเจาอาวาส ซึ่งจะเปนพระอุปชฌายของผูเขียน ไมอนุญาตใหผูเขียนตั้งสถานธรรมและสอนแนวปญญาฯของหลวงพอผเขูยนกี จะไม ็บวชแตกจะสร็างสถานธรรมฯและสอนธรรมะอยดู ีเพราะการทฆราวาสจะสรี่างสถานธรรมขนมาึ้เปนสทธิ ิ์สวนบุคคลอยูแลว แตหากบวชเปนพระ ตองอยูภายใตกฎระเบียบของคณะสงฆ๓. ไมขอรับกิจนิมนตตางๆ โดยปกติพระที่ตําบลแมกรณแตละวัดมีนอย แควัดละ ๑ - ๒ รูป เมื่อมีการเจริญพระพุทธมนตก็ตองนิมนตพระ ๙ รูป (๖ - ๗ วัด) หรือหากมีการสวดอภิธรรมก็๔ รูป (๒ - ๓ วัด) เมื่อผูเขียนบวช ก็คงตองรวมสังฆกรรมตามปกติจึงตองขอเปนเงื่อนไขไวกอน โดยกราบเรียนทานวาผูเขียนจะขอใชเวลาเพื่อปฏิบัติธรรมและสอนธรรมะใหมากที่สุดเทาที่จะมากไดหากตองรับกิจนิมนตก็คงจะไมสะดวกปรากฏวาพระอุปชฌายยอมรับเงื่อนไขอยางไมมีเงื่อนไขผูเขียนจึงบอกใหลูกสาวที่ผูเขียนยกกิจการภูปลายฟาใหเรงสรางสถานธรรม KPY ขึ้นเปนการดวน ซึ่งตอนแรก ลูกสาว บายเบี่ยง
๑๓๙กำเนิดสถานธรรม KPY ภูปลายฟาไมยอมสราง โดยใหเหตุผลวา พอดูหมอก็ไมเปน ใหหวยก็ไมเปนคาถาอาคมอะไรก็ไมมีแลวใครจะมาฝากตัวเปนศิษยบวชแลวก็อยูที่พระธาตุศรีจอมจันทรที่ไปบูรณะไวเปนอยางดีนั่นแหละแตเมื่อผูเขียนยืนยันวาสรางไปเถอะ ไมมีใครมา พอก็อยูคนเดียวนี่แหละ ถึงไดยอมสรางใหและเมื่อออกพรรษาป๕๕ นั้น ผูเขียนก็ออกจากพระธาตุศรีจอมจันทรมาอยูที่ KPY ทันที(โดยที่ไมตองรอครบ ๕ พรรษา เพราะพระอปุชฌายอนญาตแล ุวตงแตั้กอนบวช )พอดีโครงการอาบนําจิต ที่พะเยาจบรุนสุดทายประมาณ มี.ค. ๕๕และทเที่งจบลงประมาณ ิพ.ค. ๕๕ เนองจากื่ผบ. เรอนจืาทํงั้๒ แหงยายไปอยูจังหวัดอื่น และผบ.คนใหมไมสานตอโครงการอาบนําจิตทั้ง ๒ เรือนจําก็จบลงโดยปริยาย
๑๔๐ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนผเขูยนจีงึ“ยงประโยชน ัตน ”ตามลาพํงอยัทู KPY ี่ดวยการฝกฝนตนเองตอไป และ“ยังประโยชนทาน” ดวยการเขียนหนังสือเรื่อง “โสดาบันนั้นแคเอื้อม” เพื่อแจกจายใหกับญาติธรรมศิษยหลวงพอทูล ที่เปน FC ตั้งแตสมัยที่ผูเขียนยังเปนฆราวาสติดตามอานเรื่อง “คูมือปฏิบัติธรรมสําหรับนักปฏิบัติธรรมชั้นป. ๑” “สนดอนขั ดไดุสนดานกัข็ ดไดุ “ กบั “รงูตี้ดคิกซะนานแลุว”มาตลอด ชวงนั้นก็ไดเขียนเรื่องที่๒ ใหกับสํานักพิมพอมรินทรคอื “นพพานไม ิ ไกลเก นเอิอมื้ ” หลงจากเรัองแรกคื่อื “ปฏบิตัธรรมิชั้น ป. ๑” ที่วางตลาดในชวงปลายๆพรรษานั้น และเพราะ“ปฏบิตัธรรมชินั้ป. ๑” นแหละี่ทที่าให ํมญาตี ธรรมตามมาฝากต ิวัเปนศิษยหลายรายทั้งชาวเชียงราย และจังหวัดอื่นๆในตอนแรกๆ ก็เปนเพียงญาติธรรมที่ไดอานหนังสือ แลวขอมาสนทนาธรรมเพิ่มเติม มีเพียง ๑ ราย จากราชบุรีและ ๒ รายจากนนทบุรีที่นิมนตใหไปจัดคอรสใหบุคลากรในบริษัทของเขาที่โรงงานของเขาอยูหลายรุน จากนั้นก็เริ่มมีหนวยงานราชการทั้งในเชียงรายและพะเยา ที่ไดอานเรื่อง ป. ๑ เชนเดียวกัน ติดตอเขามา ขอใหจัดคอรสใหจึงไดฉลองสถานธรรม KPY และกุฏิทั้ง ๙ หลัง ที่ไดสรางไวสําหรับรองรับคนไดประมาณรุนละ ๒๐ คน
๑๔๑กำเนิดสถานธรรม KPY ภูปลายฟาโดยใหลูกสาวตั้งกองทุนขึ้นมากองหนึ่ง เพื่อเปนคาใชจายตางๆทั้งคานํา ไฟ คาดูแลรักษา ตลอดจนอาหารการกินของผูที่มาปฏิบัติธรรม (โดยสั่งอาหารจากรานอาหารในหมูบานสวนดอกมาบริการ)จากปากตอปาก ก็มีญาติธรรมชาวเชียงราย มาขอใหจัดเปนประจําใหกับบุคคลทั่วไป (บางสวนเดินทางมาจากกทม.)โดยตอนแรก ๒ เดือนครั้ง ตอมาก็กลายเปน เดือนละครั้ง แลวก็กลายเปนเดอนละื ๒ ครงั้เรอยมาื่ไมนบรวมกับคอรั สปดทมี่องคีกรตางๆ นิมนตไปจัดคอรสตามสถานที่ตางๆ ที่เขากําหนดไวทั้งในกทม. และตางจังหวัด สามปตอมา คือ ป๕๘ ตองใหลูกสาวสรางกุฏิเพิ่มขึ้นอีก ๖ หลัง เพราะที่เคยกําหนดไวคอรสละประมาณ๒๐ คน นั้น มีการรองขอจากหนวยงานตางๆ ขอเพิ่มเปนรุนละ๓๐ – ๓๕ คนชวงป๖๐ - ๖๒ ญาติธรรม ๓ – ๔ ทาน อาสามาเปนทีมงานและนิมนตใหผูเขียนไปอยูกทม. เพื่อจัดคอรส ทั้งคอรสบุคคลทั่วไปซึ่งจะใชสถานที่ของมูลนิธิแหงหนึ่งที่บางคลาฉะเชิงเทรา กับที่สวนธรรมศรีปทุม สามโคก ปทุมธานีเปนหลักและคอรสปดที่หนวยงานตางๆรองขอมา จัดที่ไหนก็แลวแตทางหนวยงานเหลานั้นจะกําหนดสถานที่มา ทาง KPY จึงหยุดพัก
๑๔๒ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนการจัดคอรสเปนการชั่วคราวไปโดยปริยายสําหรับคอรสที่จัดใหกับบุคคลทั่วไปที่สวนธรรมศรีปทุมนั้น มีญาติธรรมทานหนึ่งมีจิตศรัทธาขอเปนเจาภาพ ดูแลคาที่พักและอาหารที่ตองจายใหกับทางสวนธรรมฯ ผูเขียนกับทีมงานเพียงแตเดินทางไปทําคอรสใหเทานั้น เชนเดียวกันกับหนวยงานตางๆที่นิมนตผูเขียนไปทําคอรสใหก็จะดูแลรับผิดชอบเรื่องสถานที่(ตามแตละหนวยงานจะกําหนดมา) และคาใชจายตางๆ ทั้งหมดชวงนั้น จึงไมไดใชเงินจากกองทุน KPY แตอยางใดชวงโควิด ป๖๓ – ๖๔ หยุดการจัดคอรสทั้งหมด ทีมงานก็แยกยายกันไปคนละทิศคนละทาง ผูเขียนจึงกลับมาประจําการที่ KPY ซึ่งมีเพียงญาติธรรมมาสนทนาธรรมเปนรายๆ ไปเทานั้นไมสามารถจัดเปนคอรสไดพอหมดโควิด ป๖๕ ปรากฏวามีเจาภาพทางกทม. จองคิวขอจัดคอรสที่กทม. กันมาก เพราะอั้นมา ๒ ปทีมงานบางสวนก็กลับมารวมตัวกันใหมทาง KPY ก็มีโอกาสจัดคอรสใหกับหนวยงานที่มารองขอเทานั้น แตไมไดจัดเปนประจําทุกเดือนแบบสมัยกอนในเดือน ส.ค. จากการที่ญาติธรรมทานที่เปนเจาภาพมาตลอดตงแตั้ป ๖๐ เรอยมาื่ไดนมนติ ไปจ ดคอรัสท วไปท ั่สวนธรรมี่
๑๔๓กำเนิดสถานธรรม KPY ภูปลายฟาศรีปทุม ให๔ คอรสรวด และจากคอรสทั้ง ๔ นี้มีประมาณ๕ - ๖ คน ซึ่งลวนเปนสุภาพสตรีแสดงความจํานงวา อยากจะวางทางโลกเพื่อมาปฏิบัติธรรมใหสุดบารมีของตน จึงไดนัดหมายใหขึ้นมาสนทนาในรายละเอียดเปนรายบุคคลที่ KPY ทําใหเกิดความคิดวา จะเปลี่ยนนโยบาย ในการใชสถานธรรม KPY จากการใชเปนทจี่ดคอรัสท วไปหร ั่อจื ดให ักบหนัวยงานทมารี่องขอแตจะหันไปเนนใหเปนสถานที่ปฏิบัติธรรมของทั้งผูชายและ ผูหญิงที่ตองการปฏิบัติธรรมอยางจริงจัง โดยไมตองกังวลกับเรื่องคาใช จายใดๆ ใครทมี่กีาลํงทรัพยัทดี่แลตูวเองได ั กร็บผัดชอบติวเองัไป ใครที่ไมมีกําลัง ก็ใชเงินกองทุน ซึ่งมีผูบริจาคเขามาสมทบอยูไมขาดอยแลูวแตมหลีกการวัาตางคนตางดแลตูวเองั ใครทาอาหารํเปนกท็ากํนเองิ ใครทาไม ํ เปนกส็งจากรั่านอาหารซ งใชึ่บรการกินมาัตลอดและราคาประหยัดจาก ๕ - ๖ คน ที่มีอุดมการณหนักแนนดั่งขุนเขา แตหลายคน ความเพยรบางเบาดีจขนนกุมขีออ างโน นนี่นนั่มเพียงี๒ ทานเทานั้นที่เอาจริง ทานแรก จัดการกลับไปขออนุญาตสามีและลูกชายคนโตซึ่งใกลจะจบมหาวิทยาลัย ใหดูแลลูกชายคนเล็กทกี่าลํงเรัยนอยีชูนั้ม. ๔ เมอได ื่ไฟเข ยวจากครอบครีวักย็ นใบลาออก ื่
๑๔๔ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนจากราชการทันทีและมาอยูปฏิบัติธรรมที่ KPY โดยยังประโยชนตนดวยการฝกฝนปฏิบัติตอยอด และประโยชนทาน ดวยการเขารวมทีมกับจิตอาสาทานอื่นๆ ในการทําคอรสตามที่หนวยงานตางๆ รองขอมา เนื่องจากทานมีบํานาญจึงสามารถแบงสวนหนึ่งไปชวยทางครอบครัวและสวนหนึ่งใชดูแลตัวเองไดโดยไมตองใชเงินจากกองทุนแตอยางใด สวนอีกทานหนึ่ง ขอเวลาไปเคลียรทางโลกใหเรียบรอยสักระยะหนึ่ง เมื่อหมดหวงตางๆ แลวก็จะมาปฏิบัติตามอุดมการณตอไป โดยระหวางที่ยังไมเรียบรอยก็ขอเขารวมทีมงานจิตอาสา เพื่อฝกฝนปฏิบัติไปพลางๆเดิมทีตั้งแตเริ่มจัดคอรส ทุกคอรสจะจัดใหฟรีคาใชจายตางๆ ที่เกิดขึ้น หากไมมีเจาภาพ ก็จะใชเงินกองทุนที่ลูกสาวตั้งใหนี่แหละ สวนผูมาเขาคอรสทานใดมีจิตศรัทธาที่จะบริจาคสมทบเขากองทนุกอน็ โมทนาหนุวยงานใดท มี่งบประมาณก ีบร็จาคิสมทบเขากองทุน หนวยงานที่ไมมีงบประมาณ ก็ไมตองกังวลอะไรตลอด ๑๐ ปที่ผานมา ก็สามารถเลี้ยงสถานธรรม KPY และจัดคอรสฟรีมาไดอยางไมเดือดรอนอะไรสําหรับคอรสที่หนวยงานทาง กทม. นิมนตมานั้นไมตองพูดถึงอยูแลว เพราะงบประมาณของหนวยงานเขามีพรอมอยูแลว
๑๔๕กำเนิดสถานธรรม KPY ภูปลายฟาแตคอรสทั่วไปที่มีเจาภาพดูแลเรื่องคาใชจาย ที่มาจัดที่สวนธรรมศรีปทุมนั้น ทานกําหนดจัดปละ ๔ คอรส ซึ่งก็มีคาใชจายเกือบครึ่งลานแลว แตมีเสียงเรียกรองใหจัดเพิ่มขึ้นเทาตัวคือปละ๘ คอรส ซึ่งจะเปนการรบกวนเจาภาพจนเกินไป หากจัดที่ KPY ไมมีปญหา เพราะคาใชจายแตละคอรสแคหลักหมื่นสามารถจัดฟรีใหไดสบายๆ แตเมื่อตองมาจัดที่สวนธรรมศรีปทุมนั้นคาใชจายแตละคอรสเปนหลักแสน หากจะใชเงินกองทุน KPY ก็นาจะเกินกําลัง และควรจะเก็บกองทุน KPY ไวสําหรับเปนคาใชจายในการบํารุงรักษาสถานที่กับคาอาหารการกินสําหรับทานที่ไมมีกําลังทรัพยที่จะดูแลตัวเองไดจะดีกวาชวงกลางๆ ป๒๕๖๖ ทีมงานซึ่งมีคนใหมมารวมสมทบเปนทีมใหญขึ้น มีความเห็นวา ควรจะจัดตั้งกองทุนขึ้นมาใหมชื่อ “กองทุนพี่สงตอนอง” เปดโอกาสใหรุนพี่ๆ ที่เคยมาเขาคอรสไดมีโอกาสสงบุญตอใหกับรุนนองๆ และเริ่มขอเก็บเงินจากผูเขาคอรสสวนหนึ่งประมาณ ๓๐% ของคาใชจายจริง อีก ๗๐% ใชเงินจากกองทุนพี่สงตอนอง ซึ่งคิดวาคงพอที่จะจัดเพิ่มใหไดปละ ๓ - ๔ คอรส ตามที่มีผูรองขอแตความจริงที่เกิดขึ้น จากการจัดคอรสเพิ่มจากที่เจาภาพขาประจําจัดไปปละ ๓ – ๔ คอรส แทนที่กองทุนจะลดนอยลง
๑๔๖ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยนกลับปรากฏวา แตละคอรส เงินที่บริจาคเขามากับที่เก็บจากผูเขาคอรส เกินกวาคาที่พักและอาหารที่ตองจายใหกับทางสวนธรรมศรปทีมดุวยซ าไป ํตนป ๖๘ จงตึ องประกาศงดร บบรัจาคิจากรุนพี่ๆทุกทาน เพราะยิ่งวันกองทุนพี่สงนองยิ่งโตขึ้นๆ เกรงวาหากใชไมหมดแลวจะเกิดปญหา เพราะจุดประสงคของกองทุนคอเอาไว ืจาย๗๐% ของคาใช จายทตี่องจ ายให กบทางสวนธรรมฯัแตกลับไมไดเอาออกมาจาย เพราะมีผูบริจาคทั้งจากรุนพี่ๆ และผทูมาเข่ีาแตละรนุขอบรจาคสมทบเขิามาดวยจนเกนคิ าใช จายจรงิแตที่ยังคงขอเก็บสวน ๓๐% จากผูที่สมัครมาเขาคอรสเพราะตองการใหแตละทานไดมีสวนรวมในกองบุญนี้เทานั้นเองแตเนื่องจากมีองคกรตางๆจองคิวมามากจนทั้งผูเขียนและทีมงาน“ลา” ไปตามๆกัน ป๖๙ จึงตองขอลดจํานวนคอรสสําหรับบุคคลทั่วไปเหลือแคปละ ๕ รุนโดยแบงเปนคอรส “ทําไดไดธรรม”ที่สวนธรรมศรีปทุม ๓ รุน และคอรส “ปญญาสอนใจ” ที่ LPY เขาใหญ๒ รุนเมื่อพูดถึงคอรสทําไดไดธรรม กับคอรสปญญาสอนใจก็จะขอถือโอกาสพูดถึงหัวใจของทั้ง ๒ คอรสวา ตางกันอยางไรในกรณีที่ทานผูอานที่ไมเคยไปเขาคอรสของผูเขียน จะไดมีพื้นฐานพอที่จะคุยภาษาเดียวกัน
๑๔๗กำเนิดสถานธรรม KPY ภูปลายฟาคอรส “ทําไดไดธรรม” โดยปกติถาจัดเองจะใชเวลา๓ วนั ๒ คนืและจดทัสวนธรรมศรี่ปทีมุแตหากเป นหนวยงานตางๆนิมนตสวนใหญจะเปน ๒ วัน ๑ คืน (มีบางที่เปน ๓ วัน ๒ คืนแตน อยมากเพราะเวลาไม อานวยสําหรํบผัมาเขูาคอรส )ดงทั ไดี่กลาวในบทตนๆ วา ใชแนวปญญาสัมมาทิฏฐิของหลวงพอทูล เปนหลักดังนั้น จึงไมมีการนั่งสมาธิเดินจงกรม สวดมนตทําวัตรเชาวตรเยัน็ฯลฯแตจะเป นการสนทนาก นเป ันหลกั โดยอาศยสัองื่ายๆหรือกิจกรรมแทนการบรรยายถึง ธรรม ๓ ขอ และเดินตามมรรคมีองค๘ ไปทีละกาว โดยเริ่มตนจากการปรับ mindset กอนวาธรรมะคือธรรมชาติและ การปฏิบัติธรรมที่พระพุทธเจาสอนนั้นคือการใชปญญาพิจารณาไตรตรองถึงกฎของธรรมชาติ(คือกฎไตรลักษณ) และกฎแหงกรรม ใหกระจางและยอมรับ และปรับตัวใหเขากับความเปนจริง ไมใชอยูกับความอยากหรือความไมอยากของตัวเองการเดินคอรส จะใชวิธีใหผูเขาคอรส ไดฟง ไดเห็นภาพและไดลงมอทืาดํวยตวเองัคออาศืยหลักัสบปากว ิา ไมเทาตาเหน็สิบตาเห็นไมเทาลงมือทํา และแตละหัวขอที่ยกมาสนทนา ก็จะใหผูเขาคอรส “คิดตาม” วา สิ่งที่เขาไดฟง ไดเห็นและหรือไดลงมือทํานั้น ทําใหเขาได“ขอคิด ขอธรรม” อะไร และจะนําหลักธรรม
๑๔๘ ปรับ Mindset สักนิด ชีวิตเปลี่ยน๓ ขอ และมรรคมีองค๘ นี้ไปใชกับชีวิตประจําวันอยางไรใหเขา “เขาถึง” หรือ realize ดวยปญญาของเขา ไมใชแค“เขาใจ” หรือ understand และเปนแคความรูทางธรรมจากนั้นก็จะเนนยําวา ธรรมะจะเกิดผลก็ตอเมื่อเขานําไปปฏิบัติอยางตอเนื่องอยางยั่งยืน จนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไดไมใชทําบางไมทําบาง เพราะจะไมสามารถสูกับกิเลส สูกับความเคยชินแบบเกาไดเลย ตอนทายคอรสก็จะแนะนําวิธีการฝกวิธีการสอนใจตัวเองแบบกวางๆ พอเปนไอเดียใหนําไปฝกฝน และหากใครที่คิดวาแนวปญญาสัมมาทิฏฐินี้ตรงกับจริตของตัวเองอยากจะศกษาปฏ ึบิตัเพิมเติ่มิกให็มาเขาคอรส “ปญญาสอนใจ ”ซงจะจึ่ดทั LPY ี่เขาใหญ๒ วนั๑ คนืแตจะจากํดจัานวนผํเขูาคอรสอยทู ี่๑๕ – ๑๖ คน เปนอยางมากเพราะตองม การสนทนาโต ีตอบกันเปนรายบุคคล มากยิ่งกวาคอรส ทําไดไดธรรม หากจํานวนคนมากก็จะไมสามารถทําไดคอรสปญญาสอนใจนี้เริ่มตนคอรสก็จะทบทวนเร็วๆถึงหลักธรรม ๓ ขอ แตจะเนนทําความเขาใจกับมรรคมีองค๘เพื่อใหมั่นใจวา ทุกคนเขาใจและเขาถึงมรรคมีองค๘ จริงๆ ไมใชแคทองจําไดเปนความรูเทานั้น จากนั้นก็จะใชเวลาทั้งหมดที่จะใหความกระจางในหลักการสอนตัวเอง ถามเอง ตอบเอง เพื่อให
๑๔๙กำเนิดสถานธรรม KPY ภูปลายฟาเกิดปญญาเฉพาะตน ในการที่จะแกไข “พฤติกรรม” ตางๆ ที่เปนปญหา ที่ทําใหเปนทุกขเพราะยังไมสามารถเปลี่ยนจากมิจฉาทิฏฐิเปนสัมมาทิฏฐิ(ระดับโลกิยธรรม) ไดใหตัวอยางการสอนตัวเองคุยกับตัวเองในหลายๆ แบบ ใหเลือกวา จริตเขาจะตรงกับแบบไหน เพราะดงทักลี่าวแล วในบทต นๆวานอกจากพระพทธเจุาแลว ไมมีใครทราบวาจริตเดิมของแตละคนเปนอยางไร จึงตองใชวิธีใหตัวอยางในหลากหลายวิธีเพื่อใหแตละคนไปเลือกประยุกตใชเอาเอง
๑๕๐ กาเนํดสถานธรรมิ LPY เขาใหญ่ยอนกล บไป ัเมอกลางป ื่๖๖ คณชนกพรุหรอสื มโอ ถนพิ่งงาัซึ่งเปนเจาของ Hug Station Resort รีสอรทขนาดยอมแหงหนึ่งที่เขาใหญไดมาเขาคอรสทําไดไดธรรม เนื่องจากเพื่อนชวนมาเพราะจริงๆ แลวเธอไมไดมีความสนใจในเรื่องธรรมะอะไร หลังจบคอรส สมเกิดอยากมาขอเขารวมเปนหนึ่งในทีมงาน ดวยเหตุผลอะไรไมอาจทราบได เพราะในใจลกๆึสมย งไม ัยอมเชอเรื่องเวื่ยนวีายตายเกิด ไมเชื่อเรื่องกฎแหงกรรม หรือถาจะพูดใหถึงแกน ก็คือยังไมเชื่อเต็มรอยดวยซําวา พระพุทธเจามีจริงหรือ รวมทั้งขอธรรมะตางๆ นั้น อาจเปนวาคนโบราณเขียนเปนตําราขึ้นมาแลวแอบอางวาเปนคําสอนของพระพุทธเจาหรือเปลา อะไรทํานองนั้นแตสมก็ทุมเทแรงกาย แรงใจ ชวยทําคอรส โดยนําเทคโนโลยีตางๆมาชวยเสริม ทําใหคอรสที่ทํามา ๑๔ ปพัฒนาจากคอรสโลวเทคเปนคอรสไฮเทคขึ้นอยางที่เห็นในปจจุบัน ขณะเดียวกัน สมก็พยายามศึกษาปฏิบัติทั้งๆ ที่ใจยังไมยอมเชื่อ โดยถือคติวา